คำนำ จากเรื่องราวของบุคคลยุคต้นวิชชา ในเล่มแรก ซึ่งเป็นเรื่องราวประสบการณ์ในชีวิตที่ศิษยานุศิษย์ทั้งที่เป็นพระภิกษุ อุบาสก อุบาสิกา และฆราวาส ผู้เคยสัมผัส รับใช้ ใกล้ชิด กับพระเดชพระคุณพระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) หลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ผู้ค้นพบวิชชาธรรมกาย ได้เมตตาเล่าถ่ายทอดให้ฟัง หลังจากที่ได้ตีพิมพ์แจกเป็นหนังสือที่ระลึกในงานมุทิตาจิตพระครูมงคลพัฒนคุณ เจ้าอาวาสวัดโบสถ์บน บางคูเวียง จ.นนทบุรี ในครั้งนั้นแล้ว ทำให้เราได้ทราบว่า เรื่องราวดังกล่าวเป็นที่สนใจของเหล่าศิษยานุศิษย์ที่ศรัทธาเลื่อมใส ในปฏิปทาของหลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญเป็นอย่างมาก อีกทั้งยังเป็นแรงบันดาลใจในการประพฤติปฏิบัติธรรมของเหล่าศิษยานุศิษย์ที่ติดตามมาในภายหลังอีกด้วย รวมถึงบางท่านก็ได้ให้ข่าวสารข้อมูลเพิ่มเติม ถึงบุคคลต่างๆ ที่เคยมีชีวิตอยู่ร่วมสมัยในยุคของหลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ จึงทำให้เรามีกำลังใจในการศึกษาค้นคว้าข้อมูลของบุคคลที่เกี่ยวเนื่องกับหลวงพ่อวัดปากน้ำต่อไป และได้รวบรวมเรียบเรียงกลายเป็นหนังสือบุคคลยุคต้นวิชชาเล่ม ๒ ขึ้นมา ครั้งนี้จัดพิมพ์เป็นครั้งที่ ๒ ทางชมรมส่งเสริมการศึกษาและเอกลักษณ์ไทย หวังเป็นอย่างยิ่งว่าหนังสือบุคคลยุคต้นวิชชาเล่ม ๒ นี้ จะเป็นปัจจัยในการที่จะจรรโลงพระพุทธศาสนาอันเป็นศาสนาประจำชาติไทยและเป็นแรงบันดาลให้เกิดกระแสแห่งการประพฤติปฏิบัติธรรมแก่พุทธศาสนิกชนมากยิ่งขึ้น อนึ่ง หากมีข้อมูลอันใดจากท่านผู้รู้ เพื่อเป็นการสานต่อเรื่องราวให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ทางชมรมฯ ขอน้อมรับแนะนำสิ่งต่างๆ เหล่านั้น ด้วยความยินดีเป็นอย่างยิ่ง และขอกราบขอบพระคุณล่วงหน้ามา ณ โอกาสนี้ คณะผู้จัดทำ ชมรมส่งเสริมการศึกษาและเอกลักษณ์ไทย ร่วมกับศิษยานุศิษย์ หลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ๑ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๕๑ เกริ่นนำ เรื่องราวทั้งปวงในหนังสือเล่มนี้ ไม่ใช่ความฝัน ไม่ไช่จินตนาการ แต่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง! เป็นเรื่องที่กลั่นจากความทรงจำอันทรงคุณค่า เรื่องจริงของผู้ผ่านการเจียระไนชีวิต จากคำสอนของสุดยอดมหาปูชนียาจารย์ผู้เลิศ เรื่องจริงที่สัมผัสแล้ว ที่ง อึ้ง และ ศรัทธา บัดนี้ เรื่องจริงเหล่านี้รอการพิสูจน์จากดวงตาของท่านแล้ว สิงหล ๑ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๕๑ สารบัญ คำนำ ๓ เกริ่นนำ ๔ ธรรมนิยามสูตร โดยพระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) ๖ คติธรรม พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) ๘ แม่ชีทองสุข สำแดงปั้น ๙ แม่ชีธัญญาณี สุดเกตุ ๖๙ พระพุทธศาสนโสภณ (หลวงพ่อสุบิน) ๗๘ ลุงฉลอม มีแก้วน้อย ๙๒ พระครูภาวนากิตติคุณ ๑๐๕ พระเทพกิตติปัญญาคุณ ๑๑๓ พระครูปรีชาปริยัติกิจ ๑๒๔ พระครูภาวนามงคล ๑๓๑ หลวงปู่เครื่อง สุภทฺโท ๑๔๖ พระครูสังวรานุโยค (พระอาจารย์ช่อ) ๑๕๑ พระครูสมุทรกวี (หลวงพ่อจำลอง อาสโภ (เนตรนิยม) ๑๕๕ พระเมธีรัตโนดม (อำนวย ปญฺญาวุฑโฒ ป.ธ.๗) ๑๖๕ ลุงสังวาลย์ เทียนทองคำ ๑๗๔ หลวงปู่สุพัฒนา ญาณเมธี ๑๘๑ ยายเพิ่ม ศรีสวัสดิ์ ๑๙๒ ลุงสายัณห์ ศรีธนชัย ๑๙๙ พระภาวนโกศลเถร (ธีระ ธมฺธรเถร ป.ธ.๔) ๒๐๖ พระราชโมลี (ณรงค์ ฐิตญาโณ ป.ธ.๔) ๒๑๐ พระภาวนาโกศลเถร (วีระ คณุตฺตโม) ๒๑๔ สมเด็จพระสังฆราช (ปุ่น ปุณณสิริ) ๒๑๘ ธรรมนิยามสูตร "ผู้เทศน์เองก็ได้ค้นคว้าหาเหตุผลเหล่านี้นักหนาแต่ว่ายังไม่ถึงที่สุด ไปยังไม่สุดในวิราคธาตุวิราคธรรม ถ้าไปสุดเวลาไรละก้อ วิชชาวัดปากน้ำวิชชาของผู้เทศน์นี้สำเร็จเวลานั้น ภิกษุสามเณรจะต้องเหาะเหินเดินอากาศได้ทันทีทีเดียว ไม่ต้องไปสงสัยละ ถ้าไปสุดวิราคธาตุวิราคธรรม เวลานี้กำลังไปอยู่ทั้งวันทั้งคืน วินาทีเดียวไม่ได้หยุดเลย ตั้งใจจะให้ไปสุดวิราคธาตุวิราคธรรมนี่แหละ ตั้งแต่ต้นจนกระทั่งบัดนี้ นับปีได้ ๑๒ ปี กับ ๖ เดือนเศษแล้วเกือบครึ่งละ จะไปให้สุดวิราคธาตุวิราคธรรมให้ได้ แต่มันยังไม่สุด แต่มันจะอีกกี่ปีไม่รู้แน่นะ ถ้าว่า สุดแล้วก็รู้ดอก ไม่ต้องสงสัย เลยรู้กันหมดทั้งสากลโลก ถ้าสุดเข้าแล้วก็ รบราฆ่าฟันเลิกกันหมด มนุษย์ในสากลโลกร่มเย็นเป็นสุขหมด ไม่ต้องทำมาหาเลี้ยงชีพ มีผู้เลี้ยงเสร็จเป็นสุขเหมือนอย่างกับพระ เหมือนอย่างกับเทวดา เหมือนกับพระนิพพาน สุขวิเศษไพศาลอย่างนั้น จะได้พบแน่ละ แต่ว่าขอให้ไปสุดวิราคธาตุวิราคธรรมเสียก่อน พวกเราทั้งหลายนี้ไม่ได้ไปกันเลย เฉยๆ อยู่ มัวชมสวนดอกไม้ในโลกอยู่นี่เอง ชมรูปบ้าง เสียงบ้าง กลิ่นบ้าง รสบ้าง ก็อยู่ที่เดียวนั่นเองไม่ได้ไปไหนกับเขาเลย นี้พวกเราจะไปก็ภิกษุสามเณร อุบาสก อุบาสิกา จะไปให้สุดวิราคธาตุวิราคธรรม อ้าวไปๆ ก็เลี้ยวกลับกันเสียแล้ว ไม่ไปกันจริงๆ ไปชมสวนดอกไม้อีกแล้ว ไปเพลิดเพลินในบ้าน ในเรือนกันอีกแล้ว อ้าวไปๆ ก็จะไปอีกแล้ว ไปๆ ก็กลับเสียอีกแล้ว พวกเรานี่แหละกลับกลอกๆ อยู่อย่างนี้แหละ จะเอาตัวไม่รอด ชีวิตไม่พอ เหตุนี้ให้พึงรู้ว่า สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่ตัวของเรา ก็นั่นแหละถึงจะถึงวิราคธาตุวิราคธรรมได้ ที่จะเข้าถึงวิราคธาตุวิราคธรรมน่ะ ต้องปล่อยชีวิตจิตใจนะไปรักไปห่วงอะไรไม่ได้ ปล่อยกันหมดสิ้นทีเดียว ไปรักห่วงใยอยู่ละก็ไปไม่ได้ไปไม่ถึงทีเดียว เด็ดขาดทีเดียว ต้องทำใจหยุดนั่นแน่ จึงจะไปถูกวิราคธาตุวิราคธรรมได้ ต้องทำใจหยุด หยุดในหยุด ไม่มีถอยกันไม่มีกลับกันละ นั่นแหละจึงจะไปสุดได้ ถ้าใจอ่อนแอไปไม่ได้ดอก ต้องใจแข็งแกร่งทีเดียวจึงจะไปได้" บทบรรยายธรรมส่วนหนึ่งของพระมงคลเทพมุนี (หลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ) วันที่ ๓๑ มกราคม พุทธศักราช ๒๔๙๗ คติธรรม พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) เห็น ใดฤามาตรแม้น ธรรมกาย จำ สนิทนิมิตหมาย มั่นแท้ คิด ทำเถิดหญิง-ชาย ชูช่วย ตนแฮ รู้ ยิ่งเบญจขันธ์แท้ แต่ล้วนอจิรัง ด้วยความหมั่น มั่นใจ ไม่ประมาท, รักษาอาตม์ ข่มใจ ไว้เป็นศรี, ผู้ฉลาด อาจตั้งหลัก พำนักดี, อันห้วงน้ำ ไม่มี มารังควาน, ประกอบเหตุ สังเกตผล สนใจเถิด ประเสริฐนัก ประกอบในเหตุ สังเกตในผล สนใจเข้าเถิด ประเสริฐดีนัก ประกอบที่ในเหตุ สังเกตดูในผล สนใจเข้าเถิด ประเสริฐดียิ่งนัก เห็นสิบแล้วเห็นศูนย์ เป็นเค้ามูลสืบกันมา เที่ยงแท้แน่หนักหนา ตั้งอนิจจาเป็นอาจิณ จุติแล้วปฏิสนธิ ย่อมเวียนวนอยู่ทั้งสิ้น สังขาราไม่ยืนยิน ราคีสิ้นเป็นตัวมา พายเถอะนะเจ้าพาย ตลาดจะวายสายบัวจะเน่า โซ่ไม่แก้กุญแจไม่ไข จะไปได้อย่างไรกันล่ะเจ้า แม่ชีทองสุข สำแดงปั้น จากการเดินทางไปสัมภาษณ์บุคคลยุคต้นวิชชาหลายๆ ท่านต่างกล่าวถึง แม่ชีทองสุข สำแดงปั้น และแม่ชีจันทร์ ขนนกยูง ซึ่งเป็นศิษย์คนสำคัญของหลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ เป็นหัวหน้าเวรทำวิชชาที่คลุกคลีอยู่ด้วยกัน ทั้งแม่ชีจันทร์ และแม่ชีทองสุขนั้น กล่าวกันว่าเป็นสหธรรมิกคู่บุญกันเลยทีเดียว เพราะนอกจากจะพักอยู่ด้วยกันแล้ว ยังมีสายสัมพันธ์ที่เกี่ยวเนื่องกันอย่างแน่นแฟ้น มีทั้งความเป็นศิษย์ อาจารย์ เพื่อน และพี่น้องที่ดีต่อกัน ไม่เคยทอดทิ้งกันเลยจวบจนวาระสุดท้ายของชีวิต แม้ท่านทั้งสองจะต่างกันด้านบุคลิก และมีความเป็นมาที่ต่างกันก็ตาม แต่ทั้งสองท่านก็ร่วมใช้ชีวิตในโรงงานทำวิชชามาด้วยกันจวบจนหลวงพ่อวัดปากน้ำได้ละสังขารไป จึงทำให้ประวัติบุคคลยุคต้นวิชชาทั้งสองท่านนี้เป็นชีวิตที่น่าเจาะลึกและน่าศึกษาเป็นอย่างยิ่ง ชีวิตแม่ชีทองสุข คุณแม่อาจารย์ทองสุข สำแดงปั้น เกิดเมื่อวันที่ ๑ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๔๔๓ ณ บ้านสะพานเหลือง (บริเวณที่ตั้งโรงงานยาสูบ ๒ ในปัจจุบัน) เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร เป็นบุตรสาวของนายร่ม นางวัน (ไม่ทราบนามสกุล) บิดามารดานั้นนับได้ว่าเป็นผู้มีฐานะดีผู้หนึ่ง ซึ่งมีบุตรธิดารวม ๕ คน โดยคุณแม่อาจารย์ทองสุข สำแดงปั้น เป็นลูกคนที่ ๓ จากที่เคยอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขในครอบครัว ต่อมามรสุมร้ายแห่งชีวิตก็ย่างกรายเข้ามาอย่างไม่คาดคิด ดังที่คุณแม่อาจารย์ทองสุขได้เล่าให้ศิษย์ฟังว่า "เกิดขั้นต้นเป็นเชื้อเจ้า ข้างพ่อเป็นลูกเศรษฐีแต่เดิมมาตอนเล็กๆ จะมาเกิด แม่มีเชื้อเจ้าแต่ทีนี้ยากจนลง จึงต้องล้มสกุลเจ้าจากที่มีเชื้อวังหน้าก็พากันอพยพมาอยู่สวนบางกะเจ้า เพราะกลัววงศ์สกุลของเจ้าจะตกต่ำ ฝ่ายพ่อเป็นลูกเศรษฐี ปู่ชื่อด้วงเป็นเศรษฐีที่หัวลำโพง มีที่ดินมากมายเงินทองก็มาก ทองคำก็ใส่กระจาดกระเดียดเชียว เงินก็ตวงเป็นกระบุง ขันใส่บาตรก็เป็นทองคำ เกิดมาก็มีพี่เลี้ยงนางนม มันเป็นกรรมพออายุได้ ๕ ขวบพ่อก็ตาย พ่อตายได้เดือนหนึ่งแม่ก็ตายอีก ตอนนั้นน้องยังเล็ก กินนมอยู่ น้องคนเล็กได้สัก ๒ เดือน พอแม่ตายแล้วเครื่องแต่งเนื้อแต่งตัวที่แม่แต่งให้ ผู้ใหญ่ปู่กับย่าเขาก็ถอดเอาไปหมด แล้วเขาก็มาขนเอาของออกจากบ้านไป จำได้ว่าเงินทองของแม่ที่มีอยู่ ย่าเขาเอาตวงกะลาแล้วก็นับ จำได้ว่าตอนแม่เสียนั้นเข้าใจว่าแม่นอนหลับ แม่หมดลมเวลาประมาณ ๒ ยาม ปู่กับย่าก็อุ้มเอาตัวฉันกับน้องมาที่บ้านปู่ มดมันตอมแม่ต่อยปากต่อยตาสำคัญว่าแม่นอนหลับไม่รู้ว่าแม่เสีย ก็มาเช็ดถูหน้าปัดมดให้แม่ แล้วก็ลงมาวิ่งขึ้นวิ่งลงอยู่อย่างนั้น พอตกเย็นเขาก็รดน้ำรดท่าเอาแม่ใส่โลง พอสวดเสร็จก็เอาแม่ไปไว้ที่วัดไตรมิตรหรือวัดสามจีน ไปนั่งรอแม่ที่หัวสะพาน เมื่อไหร่แม่จะมา แม่ไปไหน ไม่กลับมาสักที ก็จูงน้องไป มีพี่ชายหนึ่งคน พี่สาวหนึ่งคน มีน้องรองลงมาอีกสองคน ก็คอยแม่และพ่อไม่เห็นมาสักที ต่อมาลุงก็เอาพี่สาวกับน้องไป ฉันไม่รู้ว่าเขาเอาพี่สาวกับน้องไปเข้าใจว่าเขาพาไปเที่ยว ก็คอยเอาไปวันหนึ่งก็แล้ว สองวันก็แล้วจนเดือนหนึ่งก็แล้ว เขาก็ไม่เอาพี่สาวกับน้องมาส่งนั่งน้ำตาไหลคอยดูพี่สาวกับน้องที่หัวสะพาน มีขนมก็เก็บเอาไว้ให้น้อง คอยน้องเท่าไหร่ๆ ก็ไม่เห็นมา ที่แท้ลุงเขาเอาไปแล้ว น้องคนนั้นเป็นน้องชายที่รักมากที่สุด ตัวของฉันเองประมาณ ๕ ขวบ มีแม่นมชื่อ หุ่น พอหมดบุญพ่อกับแม่แล้ว แกก็รับขนมเขามาขาย แม่นมยังนึกถึงบุญคุณพ่อกับแม่ของฉัน เห็นนั่งหน้าจ๋อยอยู่แกก็สงสารเป็นห่วง หาบขนมไปมือหนึ่งจับคานไว้ มือหนึ่งก็จูงเราไป ก็เดินตามต๊อกๆ เขาไปขายที่ไหนก็เดินตาม นุ่งผ้าซิ่นผืนหนึ่ง บางทีเอาผ้าซิ่นสะพายบ่า เราก็เดินแก้ผ้าไป หิวโหยจะขอขนมแม่นมกินก็ไม่พูด เดินไปแดดก็ร้อนจะขอขนมกินก็ไม่ขอ สอนตัวเองว่าเราไม่มีพ่อแม่ เราหิวก็ทนเอาไม่ขอเขากิน แม่นมก็ไม่รู้ว่าเราหิว พอถึงเวลาก็ส่งข้าวเหนียวหน้ากุ้งให้ แล้วแกก็วางถาด นั่งลงให้กินข้าวเหนียวสองห่อ แกหาน้ำมาให้กินแล้วก็จูงต่อไปอีก หาบไปจูงไปร้องขายขนมไปด้วยจนกว่าจะเย็นจนกว่าจะหมดกลับมาก็อาบน้ำอาบท่า ทาขมิ้นให้แล้วก็เอาไปส่งเรือนปู่ ปู่พอเห็นหลานนั่งหน้าจ๋อยก็บอกกับแม่หุ่นว่า อย่าเอามันไปเลยแดดมันร้อนสงสารมันหน้าดำหน้าแดงกลับมาก็นั่งทำตากะหลกๆ แม่หุ่นก็ไม่กล้าเอาไป เอาขนมเปียกปูนไว้ให้หนึ่งห่อแล้วก็หาบของไปขาย วันหนึ่งปู่กับย่าไม่อยู่ ลุงเขาก็เอาน้องมาล่อให้ฉันไปอยู่ด้วย ให้ไปอยู่กับลุงอีกคนหนึ่ง ใหม่ๆ เขาก็เลี้ยงดีประมาณเดือนหนึ่งก็มีความสุขอยู่ เขาจะให้เราคุ้นกับบ้าน อยู่ประมาณเดือนป้าสะใภ้ก็ใช้ตักน้ำ ๕ ขวบเท่านั้นก็ตักไหเล็กๆ ที่จะพอไหวเอามาใส่โอ่งให้เขาทีละนิดๆ บางครั้งน้ำก็เต็มโอ่ง ใช้ให้กวาดบ้านถูบ้าน ไกวน้องจนประมาณ ๗ ขวบ ลูกเขาก็โตพอประมาณ ๒ ขวบกว่า ถ้าลูกเขาร้องไห้ ป้าสะใภ้ก็มาตี เขาหาว่าเรารังแกลูกเขาแต่ที่ไหนได้เรากลัวเขาแทบตาย ของอะไรที่เขาไม่ส่งมาให้กับมือก็ไม่กล้ากินของเขา ทุกสิ่งทุกอย่างนอกจากข้าว เขาเรียกให้กินจึงจะคว้าชามไปคดข้าวกิน ป้าสะใภ้ดุแท้เชียว ไม่เคยเห็นคนดุร้ายปานยักษ์เช่นนี้ ก็สอนตัวเองว่าของสิ่งอันใดเขาไม่หยิบมาส่งให้ถึงมือแล้วเราไม่ต้องกินของเขานะสอนตัวเองมาตั้งแต่เด็ก มาอีกวันหนึ่งลูกเขาตื่นมามันขี้อ้อนร้องไห้จ้าเชียว เขาก็หาว่าเรารังแกลูกเขาร้องไห้ เขาจับได้ก็หักคอเชียว เผอิญน้องชายของลุงอีกคนเดินผ่านมาเห็นป้าสะใภ้กำลังหักคอ เขาก็ว่า "เอ้อ...ไปหักคอลูกเขาอย่างนั้นถ้าเผอิญลูกเขาตายไปละก็ ปู่เขาเป็นเศรษฐีนะ ถ้าเขารู้ว่าหักคอหลานเขาตาย เขาฟ้องเอานะจะบอกให้" ตั้งแต่นั้นมาป้าสะใภ้ไม่กล้าหักคอใช้แต่ตบหน้าหรือตีเอา ก็ร้องไห้เวลาเจ็บแล้วก็สอนตัวเองว่าเราพ่อแม่ก็ไม่มี ใครเล่าจะเวทนาเรา สอนตัวเองได้แค่นี้ อีกวันหนึ่งลูกเขาร้องไห้จะกินมะพร้าวอ่อนบนต้น เขาก็ใช้ให้ขึ้นไปบนต้นมะพร้าว จะนุ่งผ้าขึ้นไปก็กลัวผ้าซิ่นจะไปเกี่ยวกับหนามเสี้ยน กลัวผ้านุ่งจะถูเอาตกลงมา ต้องแก้ผ้าขึ้นเวลานั้นประมาณ ๗ ขวบขึ้นไปก็เพียรใช้ปลอกใส่เท้า ปลอกกล้วยผูกเป็นเปลาะมะพร้าวสูงโขอยู่ ไม่ใช่เตี้ย ขึ้นไปบนยอดมะพร้าวแล้วปลิดลูกมะพร้าวโยนลงมาข้างล่างได้สัก ๕-๖ ลูก ขาลงลงไม่ได้กลัวจะตก ขึ้นไปบนยอดมะพร้าวอยู่เกือบครึ่งชั่วโมง ลุงน้องชายลุงที่เลี้ยงเรามาเจอเข้า เขาก็แหงนขึ้นมองดูยอดมะพร้าวกลัวเราจะตกลงมาตาย ก็ไปเอาผ้ามาพาดรับจึงลงมาได้ ต้องกวาดบ้านถูบ้านให้เขา ลูกเขาวางไม่ได้ต้องใส่เอวไว้ ถ้าวางเข้าร้องแม่เขาได้ยินก็จะตีเราอุ้มใส่เอวปวดท้อง เยี่ยวก็ต้องยืนเยี่ยว ถึงเวลาบางทีแม่เขาก็เลี้ยง เราก็ไปสีข้าว ตัวนิดเดียวต้องกลิ้งครกมารองเท้าจะสีง่ายๆ สีข้าวถ้าสีไม่เสร็จก็ไม่ได้กินข้าว พอหิวก็ต้องไปเอาข้าวที่สีมาเป่าเอาแกลบออกแล้วก็กิน กินข้าวกล้องแล้วก็กินน้ำตามไป พอพระเคาะระฆังต้องลุกขึ้นหุงข้าว ตัวก็เล็กเวลาจะดงหม้อข้าว หม้อข้าวเดือดทีพลั่กๆ หม้อมันใหญ่เราจะยกยังไง ต้องเอาน้ำใส่ลงไปแล้วมันก็ไม่เดือดเราก็ยก ต้องขึ้นไปยืนบนหัวเตาไฟถึงจะยกได้ เสร็จแล้วถ้ามีปลาก็ปิ้งปลาไว้ให้ แกงไม่เป็นถ้ามีหม้อแกงก็อุ่นให้ ตีสี่พอสว่างก็คว้าไม้คานไปหาบน้ำตามเขา ทำน้ำตาลมะพร้าวมาเทใส่กะทะให้ มาติดไฟกะทะใหญ่เอาน้ำตาลใส่กล่องให้เอากระบอกมาล้างแล้วก็ขึ้นมากินข้าว สายเชียวไส้คอดไส้กิ่วเชียว บางทีมีใครมาจ้างขึ้นมะพร้าวเราก็เอาลูกเขาไปด้วย เลี้ยงลูกให้เขาเพื่อไม่ให้มาตีเรา ไปรับจ้างขึ้นหมาก ๘ ต้นเฟื้องหนึ่ง กว่าจะได้เฟื้องหนึ่งเกือบตายเอาน้องให้คนจ้างเขาอุ้มไว้เก็บตังค์ไว้ทีละเฟื้อง บางทีรับจ้างเขาได้สลึงบ้างเฟื้องก็เก็บเอาไว้ เวลาป้าสะใภ้ไปตลาดเราก็ฝากสตางค์ ที่รับจ้างขึ้นมะพร้าวมาเอาไปฝากป้าสะใภ้ซื้อเสื้อซื้อผ้านุ่ง เขาซื้อกางเกงขาก็วยมาให้ผ้าดิบย้อมดำนุ่ง เสื้อก็ซื้อเสื้อร้อยแขนไหมพรมดูแล้วน่าทุเรศเหลือเกิน แขนเหมือนเสื้อแขนยาว เสื้อชั้นในนะป้าสะใภ้เขาซื้อมาให้ลูกขอทานยังแต่งดีกว่าเรา ก็ดำริในใจว่าเขาซื้อเสื้อมาให้เราเหมือนกับมาใส่ให้สุนัข เราก็นึกในใจแต่ไม่กล้าพูดกลัวเขา แล้วก็เอากางเกงมานุ่งมันอยู่อย่างนั้นเขาก็ไม่ซื้อให้ บางทีปีหนึ่งนุ่งกางเกงขาก๊วยสองตัวผลัดขาดแล้วก็ขาดอีก ผีแกล้ง แล้วพอนอนกลางคืนก็มุ้งเล็กๆ นอนอยู่คนเดียว บ้านเขาหลังใหญ่สองคนผัวเมียกับลูก เขาก็นอนในห้องใส่กลอน เรานอนข้างนอกที่หอนั่งคนเดียว มุ้งก็หลังสั้นนอนไปยุงกินริ้นกัดแช๊ด เขาไม่ปรารมภ์ เขาจะมาดูว่าจะหลับจะนอนยังไง ผ้าผ่อนมันจะมีไม่มีไม่ปรารมภ์ ใจดำแท้เชียวป้าสะใภ้ประดุจประดังว่าน้องๆ ยักษ์ นอนกลางคืนจะเป็นผีหรือเทวดาก็ไม่ทราบจับเราลากเราทุกวัน ลากไปประมาณสักครึ่งเส้นเอาไปทิ้งตูมทางโน้น เราก็ร้องเสียงกรี๊ดรู้ว่าผีมันลากทุกคืน ร้องกรี๊ดแล้วก็คลานเข้ามุ้ง ลุงเขาก็ลุกขึ้นมาถามว่า "มึงร้องทำไม" เราไม่พูด ถามชะให้ตายเราก็ไม่พูด เขาตีตีจนแตก บางทีจนเลือดไหล ทนเอา ร้องไห้ก็ร้องไม่ดังที่ไม่ตอบเขาเพราะว่าอะไร เพราะเรากลัวผีจะว่าเราปากบอน ทนมันเอาไม่พูดจะตีก็ให้ตีไป พอเข้านอนคลุมโปงเลยทนร้อนกลัวแต่ผี ผีสงสาร มีวันหนึ่งฝนตกใหญ่ ฝนตกกลางคืนผีมันสงสาร เป็นความจริงพูดแล้วก็ไม่น่าเชื่อ ผีมันรองน้ำให้เต็มทุกโอ่งๆ ถูกระดานครัวไว้ให้ใหม่เอี่ยมเชียว เช้าขึ้นน้ำเต็มทุกโอ่ง ครัวก็เอากากมะพร้าวถูไว้ให้เลี่ยม ป้าสะใภ้เขาก็ชมหลานเรามันขยันเหลือเกิน กลางคืนมันรองน้ำให้เต็มทุกโอ่งกระดานมันกูสะอาด เราไม่พูดสักคำนึกในใจว่าจ้างก็ไม่ลุกหรอก กลัวผี ไอ้ผีสิมันทำให้ นึกในใจผีมันเวทนาสงสารกระมังมาทำให้หนหนึ่ง หนที่ ๒ - ๓ ผีมันก็ทำให้ วันหนึ่งพระเคาะระฆังผีมันนอนอยู่ข้างๆ มุ้ง เราก็นึกว่าลุงเขามานอนเราก็ดีใจเข้าไปเบียดเขายิกๆ เชียว เดี๋ยวมากระชากหมอนที่หัวไปแล้วไปนอนสูบบุหรี่ปุ๋ยๆ พอเคาะระฆังต้องลุกขึ้นหุงข้าวตีสี่ แล้วพอจุดตะเกียง อ้าว...ไม่มีใคร มีแต่หมอน ผีดุจริงเชียว พอลุงหุงข้าวก็ตำครกเปล่าทุกคืน ตำทำไมตำเป็นเพื่อนผีเพราะกลัว พี่น้องข้างแม่ชื่อยายจับ แกก็ถามว่าปุ๋ยทำอะไร แกงอะไรเสียงโขลกน้ำพริกทุกคืน "เปล่าค่ะ โขลกครกเปล่าๆ" แกก็หัวเราะนิ่งไปไม่ถามว่าอะไร ป้าสะใภ้ถ้าไม่ได้ดังใจก็เอาสากกระเบือตีหัวป๊อก ๆเสมอกันอย่างนั้น ไม่ต้องนับตีด้วยสากกระเบือ ไม้ตับปลาดุ้นฟืนตีจริงเชียว ถ้าขี้เกียจเหมือนเด็กสมัยนี้ตายเชียวกระดูกออกนอกเนื้อ วันหนึ่งเขาใช้ให้เก็บผักตำลึงในสวนยาง แค่นี้ก็ไม่ถูกใจให้ไปเก็บมาอีก เก็บมาแค่นั้นก็ไม่ถูกใจ เขาเอามะพร้าวที่ปอกแล้วทุ่มใส่หัวโพละเลือดไหล เราก็เอามือลูบเลือดน้ำตาไหล วันหนึ่งลุงไปปากลัด พระประแดง เราไปเล่นกับเพื่อนกับพี่น้องกันห่างๆ ประมาณ ๓ ชั่วโมงเห็นจะได้ ป้าสะใภ้ไม่พูดไม่เรียกไม่บอกเล่า ปัดโธ่! ตั้งแต่อยู่กับเขาเพิ่งจะไปเล่น ปกติเราไม่ได้ไปเที่ยวเล่นเหมือนคนอื่นเขา พอสามีเขากลับมาจากปากลัด เมียเขาก็บอกกับผัวเขาเชียวว่าเราไปเล่น ๓ ชั่วโมงแล้วยังไม่กลับบ้าน ลุงไม่ฟังเสียงเชื่อเมียเขาก็ไปเรียกเอาไม้ไปด้วยตั้งใจตีเราให้ตายคาที่ เขาไล่กวดเราตั้ง ๓ ขนัดสวน วิ่งหนีถ้าไม่หนีคงตาย วิ่งไปเจอบ่อไปจนมุมตรงบ่อ เขาจับได้ตีเพี้ยะ เพี๊ยะหนึ่งเลือดกระฉูด ตีใกล้ๆ ท่าน้ำเขาลากมาตีท่าน้ำริมแม่น้ำเจ้าพระยา ตีอยู่ตั้งชั่วโมงเขาก็ยังไม่พัก เกือบสลบแล้ว จะเป็นว่าพี่น้องคนใดจะมาห้ามปรามก็ไม่มี ป้าสะใภ้ก็นั่งดูผัวเขาตี ยายพิมเห็นว่าเราทำงานงกๆ ไปเที่ยวเล่นวันเดียวเท่านั้น แกก็เลยบอก "ไอ้ทิดสุข มากูจะช่วยตี" แกก็ลากไม้มา ยายพิมแกเห็นว่าเรานะ เลือดสาดหมดทั้งตัวแกตีแปะๆ ทิ้งไม้แล้วแกก็ไป ลุงเขาก็ตีต่อแล้วก็โยนลงไปในแม่น้ำ เราก็ตะกายขึ้นมา เขาก็ตีอีกโยนลงไปในแม่น้ำอีก น้องสาวของแม่ท้องเดียวกันเขาก็ไม่พูดอะไรไม่มีใครห้ามปรามเกือบสลบ ป้าสะใภ้นึกละอายใจขึ้นมาพาไปอาบน้ำทาขมิ้น มันแสบเนื้อสั่นดิ้กๆ แล้วก็จูงมือมาบนเรือนสลบเลยตั้งแต่เย็นจนสองยามจึงฟื้นขึ้นมา อีกวันหนึ่งลูกของเพื่อนลุงเขาเอามาฝากไว้ หิดมันกินหรืออะไรไม่รู้เน่าหมดทั้งตัว ป้าเขาให้กินข้าวที่ตำกับมะพร้าวคั่วให้กินทุกวัน ถ้ามีปลาแห้งก็ให้บ้างเราก็ดูเด็กคนนั้น แหม...จะให้กับข้าวกินให้ชื่นใจบ้างไม่ได้หรือ เด็กเป็นผู้ชายไว้หางแกละ เราก็สงสารไปลงกุ้งที่ท้องร่องมาก็รีบแกง "นี่แกงส้มนะ ตักให้คดข้าวให้รีบๆ กินนะ เอ็งรีบๆ กิน เดี๋ยวป้าสะใภ้มาเห็นเขาจะตีข้า" ไอ้เด็กคนนั้นก็รีบกิน กินได้สักครึ่งท้องป้าสะใภ้มาเจอะเข้า เขาไปบอกกับผัวเขา ลุงมาถึงก็ว่า "มึงรักไอ้แกละนั้นหรือ มึงจะเอามันเป็นผัวหรือ เด็กตัวนิดเดียวมึงจะเอาอะไรปรนนิบัติมัน" ว่าไปโน่น เราก็ไม่ว่าอะไรเถียงเขาได้เสียเมื่อไหร่ จะได้ตบลิ้นห้อย เขาก็ลงโทษไม่ให้กินข้าวเราก็หิวเพราะทำงานนี่ก็ไปฟันมะพร้าวอ่อนมาอันหนึ่งสัก ๗ - ๘ ลูก เอาน้ำทิ้งกินเนื้อหมด กินจนอิ่มแล้วเอาเปลือกหมกท้องร่อง ไม่ให้กินข้าวก็ไม่ทุกข์ กินมะพร้าวอิ่มแล้ว ต้องตำข้าวสารทุกวันเอาปี๊บรองสองใบตัวจะได้สูงจะได้ตำข้าวเสร็จ ตำไม่เสร็จก็กินข้าวสารอย่างที่บอก ถ้าเทน้ำตาลล้างกระบอกเสร็จแล้วถ้าโดนตำอีกวันนั้นจะไม่ได้กินข้าวต้องกินข้าวสาร เป่าข้าวสารเอารำออกแล้วก็กินข้าวสารถึงเพียงนั้น ป้าสะใภ้ทารุณอยู่อย่างนั้นเวลาประมาณนานหลายปี วันหนึ่งผีหลอกขนาดหนัก เป็นพระใส่หมวกเจ๊กครองผ้าเดือนหงายพอจะมองเห็นบ้าง นอนที่หอนั่งเราก็ตกใจผีมันเดินเข้ามาหาในมุ้ง เราก็ร้องกรี๊ดผีก็หายไป ลุงก็มาตีเราเกือบตาย ถามเท่าไหร่ ก็ไม่พูดคราวนี้เอามุ้งเอาม่านขึ้นไว้ เปิดหน้าต่างไว้ คราวนี้ผมยาวเชียวชะโงกหน้าต่างมาหลอก จะตายก็ตายเถอะไม่เสียดายแล้วชีวิต อยู่ก็ทรมานพ่อแม่ก็ไม่มี ใครก็ไม่เมตตาเราตายก็ตายเถอะ รุ่งขึ้นอีกวันเจ็บแทบตายผมไม่มี กล่าวถึงแม่ที่ตายไปน้องกับพี่ก็ลำบากเหมือนกันแต่ไม่เท่ากับเรา แม่เป็นปีศาจมาฉุดน้าสาว "กองๆ ลูกกูนะมึงเลี้ยงไม่ได้ กูจะเอาลูกกูไป" เป็นปีศาจมาพูด พอรุ่งขึ้นอีกวันน้องชายที่ชื่อสำเภา ตกลงไปในท้องร่องนอนบนเรือแต่ตกลงไปในท้องร่องน้ำสัก ๓ นิ้วเห็นจะได้ คว่ำหน้าตายได้ไม่มีใครรู้ น้องนอนกับพี่สาวบนเรือตกลงไปตาย เช้ารุ่งขึ้นพี่สาววิ่งมาบอก "ปุ๋ยๆ น้องตายแล้ว" พอเขาบอกน้องตายแล้วเกือบจะเป็นลม วิ่งมาดูร้องไห้เกือบจะเป็นลม ไหนจะห่วงบ้านกลัวป้าสะใภ้จะมาตีเราอีก พอตกบ่ายลุงเขาเอาน้องมาห่อเมาะ เขาจะเอาไปเผา เวลาเขาเอาไฟใส่จะเผาเราจะกระโดดขึ้นไปบนเชิงตะกอนว่า โอ...ตัวเราทำไมไม่ตาย ทำไมน้องจึงตาย นึกในใจว่าให้น้องมาเอาพี่ไปอีกคน ความรักน้องถึงเพียงนั้น ตัวของเราไม่โตเท่าไหร่ พอเผาน้องกลับมาอีก ๔ - ๕ วัน ปู่มาจากกรุงเทพถามหาพี่สาว ปู่บอก "ไม่ได้เอ็งเอาหลานข้ามานานแล้ว ข้าจะเอาหลานของข้ากลับไปบ้าง" ปู่นึกเป็นห่วงแก่มากแล้วถือไม้เท้ามา ลุงเขาก็จัดแจงเอาเราเข้าครัว "ถ้าปู่มึงเขาถามว่าจะมาเอามึงไปมึงจะว่ายังไง มึงจะบอกว่าจะอยู่กับลุงหรือจะอยู่กับปู่ ถ้าถามทุกข์สุขมึงต้องบอกว่ามึงอยู่สบาย ถ้ามึงบอกว่าจะไปอยู่กับปู่จะตีให้ชักเชียว" เขาเอาเข้าไปหาปู่เราก็บอกว่า "ฉันไม่ไปหรอก ฉันจะอยู่กับลุง" เพราะกลัวเขาจะตีสลบอีก ปู่ก็เอาแต่พี่สาวมากรุงเทพฯ ประมาณ ๑๕ วันปู่ก็ตาย ปู่ตายก็มีหนังสือมาบอกว่าให้เอาหลานไปเผาปู่ ลุงจึงจำเป็นต้องให้ไปเพราะว่าความเป็นความตายมันเป็นใหญ่ เขาก็ให้ไป ให้เงินไป ๓ บาท เงินของเราก็มีมาบ้าง เขาให้นุ่งผ้าสีดอกมะขามใส่เสื้อชั้นในยังกับเสื้อชั้นนอก น่าเกลียดทุเรศทุรังความที่ป้าสะใภ้ใจร้ายขนาดนั้นให้ซื้อกับข้าวมาฝากด้วยให้เงินไป ๓ บาท เราก็ไป พี่น้องข้างพ่อก็แลเห็นเด็กม่อกล่อก ม่อกแล่กเชียว อย่างกับขี้ข้า เขามองดูแล้วบอกว่า ผ้าไม่มีจะนุ่งหรอกหรือ ก็บอกว่ามีอย่างนี้นุ่งมามีผ้าแถบไปผืน เขาก็ให้ผ้าขาวนุ่งไปเผาศพปู่ที่วัดไตรมิตร (วัดสามจีน) ไปเผาแล้วก็ซื้อกับข้าวกับปลาใส่คอเรือไว้พอกลับมาจากเผาปู่ก็มาไหว้ที่หอนั่งพระ ปู่เป็นเศรษฐีมีหอพระที่บูชาอยู่หลังหนึ่ง แต่คนเดินผ่านไปมาต้องผ่านหอนั่งเราก็อธิษฐานเรียกพ่อแม่ปู่ย่าตายายให้มาช่วย ลูกอยู่ที่นั้นป้าสะใภ้ทารุณนัก กว่าจะได้กินได้นอน หวงแหนได้รับความลำบากที่สุด ขอให้ปู่ย่า พ่อแม่กับพระช่วยด้วย พอพูดแล้วก็ยืนอยู่หน้าหอพระ ใครๆ เดินร้องเรียกหาก็ไม่เห็นเรา ลุงเผาแล้วเราก็จะกลับบ้าน อาก็เดินไปหลีกไปหลีกมาก็ไม่เห็น เรายืนจ๋อยเราเห็นเขาเดินไปเดินมา อาก็ถือว่าร่ำรวยเหมือนกัน ลุงก็ด่าข้างอา ด่าท้าทายว่าเอาไปคนหนึ่งแล้วยังไม่พออีกหรือจะเอาอีกคนหรือ พี่น้องข้างพ่อก็บอกว่าข้าไม่ได้ชักชวนหลานเอ็งไว้ ความจริงเขาก็ไม่ได้ชวน ก็ด่าท้าทายอา อาก็เคืองขึ้นมาก็บอกว่า เอ้า...ถ้าไม่ชอบใจก็ไปฟ้องเอา ถ้าขืนด่าจะเอาอิฐทุ่มให้เรือแพแตก หัวร้างข้างแตกเดี๋ยวนี้ อาได้ท้าทายไปเหมือนกันเพราะว่าลุงได้ล่วงเกินพี่น้องข้างพ่อมาก ตกลงลุงเห็นว่าเขาเอาจริงก็เลยกลับบ้าน ครูก็ออกมาจากหน้าพระเขาถาม "มึงไปไหนมา เขาเรียกหามึงได้ยินไหม" บอก "ได้ยิน" "ทำไมมึงไม่ขาน" ไม่ตอบ "มึงไปอยู่ไหนเขาถึงไม่เห็นมึง" "ก็ยืนอยู่หน้าพระใครๆ หลีกฉันไปหลีกฉันมาไม่เห็นฉันต่างหาก" เขาไม่ให้อยู่บ้านเขา เขาไล่เชียวนะ พี่น้องพ่อไล่หมดกี่คนกี่คนเขาก็ไล่หมด พี่สาวของพ่อท้องเดียวกันเขาไล่เขาไม่ให้ขึ้นบ้าน เอาอีกแล้วกรรมของเราอีกแล้วเขาไม่ให้ขึ้นบ้านแล้วนี่ เราก็ไม่ขึ้น นอนใต้ถุนเลยมีเรือนผูกอยู่ เด็กมันเล่นหอยแครงใส่ไว้ครึ่งคอเรือ นอนบนหอยแครงนั่นนะกลางคืนยุงก็กัด กรุงเทพฯ ยุงมันชุมก็แก้เอาผ้าสีดอกมะขามนุ่ง ยุงก็ชุม อยู่อย่างนั้นทุกวันอยู่เกือบประมาณเดือนหรือเดือนหนึ่ง นอนอยู่ใต้ถุนทุกวันนอนบนหอยแครง ถึงเวลากินข้าวพี่สาวก็เอาชามใส่ข้าวเชียวนะมีอะไรก็หยอดๆ แล้วก็ส่งมาที่เขาเทน้ำคร่ำ ส่งมาให้ ก็เรียกน้องให้มารับชามข้าว ก็รับชามข้าวนั่งกินอยู่ใต้ถุน พอกินเสร็จแล้วล้างถ้วยล้างชามส่งให้เขาไปทางช่องนั้นอย่างนั้นทุกวัน พี่สาวเอาข้าวลอดร่องให้กินทุกวันมีสตางค์หรือมีขนมพี่สาวก็เอามาแบ่งให้กิน ทีนี้เราก็นึกในใจว่า แหมเรานี้แสนที่จะทรหดแสนที่จะลำบากจะเป็นพี่น้องคนใดเขาก็ไม่เมตตาเราเลย จะไปขึ้นบ้านใครเขาก็ขับไล่เราทุกวันเราจะอยู่ไปไย อยู่ไปก็ลำบากเปล่าๆ จะไปอยู่ไปกินที่ไหนเขาก็ไม่ให้เราขึ้นบ้าน เราต้องนอนใต้ถุนอยู่กับหอยแครงทุกวัน เราจะทรมานชีวิตอยู่ได้หรือ อย่างนี้ทีนี้ทำไง คว้าผ้าแถบไปเลยจะไปผูกคอตาย แล้วเดินไปหลังบ้านปู่ก็มีลูกอาอยู่คนหนึ่งกำลังเลี้ยงน้อง ถามจะไปไหน เอ็งเอาผ้าห้อยคอเอ็งจะไปไหน เราเดินไปหลังบ้านไปหาต้นไม้ใหญ่จะผูกคอตายแล้ว เอ็งจะไปไหนนั่นนะ เราก็ตอบไปว่าเรานะไม่ร่ำรวยเหมือนอย่างกับเจ้านี่ เจ้านะร่ำรวยกินก็เป็นสุขนอนก็เป็นสุข ข้าทาสหญิงชายก็มีใช้ เรานี้ยากจนเรากินก็ต้องกินใต้ถุน เรานอนก็ต้องนอนใต้ถุน เราจะไม่อยู่เราจะตายแล้ว เราจะไปฆ่าตัวตาย บอกกับพี่น้องเช่นนั้น แล้วเราก็เดินไปหลังบ้าน ไอ้พี่น้องลูกของอานั่นนะมันรีบวิ่งขึ้นไปเอาเงินมาบาทหนึ่ง จะไปขโมยเตี๋ยเขามายังไงก็ไม่รู้ มันบอกว่า เอ็งอย่าไปฆ่าตัวตายนะน้าเขาบอกว่าฆ่าตัวตายตกนรกนะเอ็ง ไม่มีจะกินไม่มีจะใช้ให้บอกกับเราเถอะเราจะไปหาสตางค์หาเงินที่เตี๋ยเก็บไว้ในหีบมาเลี้ยงเอ็งเอง นางเยื้อนได้บอกอย่างนั้นเป็นพี่น้องกันเป็นลูกของอา ตัวของครูก็เลยวางท่า อ๋อ...เขายังเมตตาเรา เออนี่มันดีนะ ยังเด็กอยู่ด้วยกันมันมีอะไรก็จะถาม "เอ็งมีกินหรือเปล่าล่ะ" เราถ้ายังอิ่มอยู่ก็บอกว่าไม่เอาหรอกว่าอย่างนั้น อยู่อย่างนั้นมาอีกสัก ๓ วัน ถ้านะเป็นเทวดาก็คงดลบันดาลให้เราพ้นจากกองทุกข์ เผอิญวันนั้นเรานอนอยู่ยุงกินเต็มเลย อาลงมาดูกล้วยในโอ่ง เขาก็ต้องเดินผ่านเรือนนั้นมา เขาก็เห็นเรานอนอยู่ เทวดาเขาคงบันดาล เขาก็ถามว่า ปุ๋ยนอนอยู่ที่นี่หรอกหรือ ก็บอกตอบกับอาเขาว่า ชั้นได้นอนอยู่ที่นี่นานแล้วก็ไม่มีใครเขาเมตตาเขาไม่ให้ชั้นขึ้นเรือน ชั้นไม่มีที่จะอยู่ก็ต้องนอนอยู่ที่นี่ แล้วอาก็ได้ถามว่า "ใครเอาข้าวให้เอ็งกินเล่าทุกวัน" พี่สาวเอาลอดร่องมาให้มื้อละชาม ตอบกับอาอย่างนั้น "เอาเถอะเอ็งก็ได้รับความลำบากมามากอาจะเลี้ยงเอ็ง ขึ้นไปนอนบนเรือนกับอาเถอะ แม่เอ็งก็มีความดีกับพี่น้องข้างพ่อ แม่เอ็งดีมาก อาก็นึกถึงความดีของแม่เอ็งที่ดีกับอาไว้มาก" อาก็เอาขึ้นไปบนเรือน แหมดีใจเกือบตายประจบประแจงเขาไม่ต้องให้เขาใช้เราทำเองทั้งสิ้น ลูกของอาก็เลี้ยง ตักน้ำตำข้าวหุงข้าวทุกอย่างทำเสร็จไม่ต้องให้อาเขาใช้ ทีนี้ใครเขาก็เสียดาย รู้อย่างนี้เราเอามันไว้ไม่ดีเหรอ สอนตัวเองนะเรานะได้รับความลำบากถึงเพียงนี้ หลังจากที่ต้องผจญกับความลำบากมากมายในวัยเด็กแล้ว ครั้นต่อมาจึงได้แต่งงานกับนายชื้น สำแดงปั้น ผู้เป็นศัลยแพทย์อยู่ที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ และมีบุตรร่วมกัน ๒ คนคือ ๑.นายชิต สำแดงปั้น ๒.นายช้วน สำแดงปั้น ในขณะที่ชีวิตกำลังมีความสุข ความอบอุ่นกับครอบครัวแต่อนิจจาเวรกรรมก็ต้องทำให้ชีวิตต้องลำเค็ญอีกวาระ เมื่อสามีอันเป็นที่รักได้ถูกพญามัจจุราชพรากไปอย่างไร้ความปราณีทิ้งลูกน้อยไว้ ๒ คน จึงต้องรับภาระกล่อมเกลี้ยงเลี้ยงดูลูกน้อยตามลำพัง แต่เนื่องเพราะสามีประกอบความดีไว้แต่ปางก่อน ครั้งเมื่อยังเป็นศัลยแพทย์อยู่ที่โรงพยาบาล ท่านผู้อำนวยการจึงได้อนุเคราะห์ให้ทำงานอยู่ในโรงพยาบาลแห่งนั้น แต่เนื่องจากคุณแม่อาจารย์ทองสุขเล็งเห็นว่าการทำงานในที่นั้นไม่ยั่งยืนนักจึงได้ออกมาทำการค้าขายเพื่อหากำไรเลี้ยงลูกน้อยทั้ง ๒ จวบจนอายุได้ ๓๐ ปีเศษ แม่ชีทองสุขทำการค้าก็เพียงแต่พอกินพอใช้เท่านั้น ไม่ร่ำรวยอะไรเพราะขาดทุนรอน ในขณะที่ทำการค้าอยู่นั้นก็ได้ยินกิตติศัพท์เรื่องการเจริญวิปัสสนาของหลวงพ่อวัดปากน้ำ ซึ่งขณะนั้นท่านมีสมณศักดิ์เป็นพระครูสมณธรรมสมาทาน จึงคิดอยากจะศึกษาดูบ้าง จึงได้ปลีกเวลามาศึกษาเท่าที่จะสามารถหาเวลามาศึกษาได้ วันไหนว่างก็จะมาอยู่เสมอ การค้าขายก็ยังไม่ทอดทิ้งเพราะมีหน้าที่เลี้ยงลูกทั้ง ๒ อยู่ ทำอยู่อย่างนี้นานพอสมควรอยู่ต่อมาก็เข้าถึงธรรม ก่อนที่จะเข้าสู่เรื่องราวของแม่ชีทองสุขต่อไป คงต้องแนะนำให้รู้จักกับแม่ชีจันทร์ ขนนกยูง เพราะในเรื่องนี้จะกล่าวถึงแม่ชีจันทร์หลายตอนทีเดียว แม่ชีจันทร์ หรือแม่อาจารย์ลูกจันทร์ ขนนกยูงนี้เป็นผู้ที่สนิทสนมและใกล้ชิดผูกพันกับแม่ชีทองสุขมาก เป็นทั้งศิษย์อาจารย์ เป็นทั้งเพื่อนพี่น้องกันเลยทีเดียว ที่บอกว่าเป็นทั้งศิษย์อาจารย์กันนั้นตามประวัติกล่าวว่าตอนที่แม่ชีจันทร์ ออกจากบ้านที่ อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม เพื่อตามหาพ่อที่เสียชีวิตไปแล้วสาเหตุที่ตามหาก็เนื่องจากว่า มีอยู่คราวหนึ่งพ่อกับแม่ของแม่ชีจันทร์ทะเลาะกันเพราะพ่อกินเหล้าเมา แม่ก็ได้ว่าข้างพ่อไปว่า"ไอ้นกกระจอก อาศัยรังเขาอยู่" ฝ่ายพ่อพอได้ยินก็โกรธจัดเพราะว่าพื้นเพเดิมนั้นมีฐานะยากจนกว่าแม่ของแม่ชีจันทร์ พ่อก็ได้ถามบรรดาลูกๆ ว่า "มึงได้ยินที่แม่มึงด่าพ่อไหม" แม่ชีจันทร์ก็ไม่อยากให้พ่อกับแม่ต้องทะเลาะกันจึงตัดบทไปว่า "แม่ไม่ได้ว่าอะไรพ่อหรอก" พ่อจึงโกรธและพูดด้วยความโมโหว่า "ลูกทุกคน เอ็งว่าแม่ไม่ได้ด่าพ่อ ให้มันหูหนวก ๕๐๐ ชาติ" แม่ชีจันทร์เชื่อว่าคำพ่อคำแม่นั้นศักดิ์สิทธิ์มาก จึงตั้งใจว่าจะขออโหสิกรรมกับพ่อก่อนที่พ่อจะสิ้นใจ แต่ปรากฏว่าวันที่พ่อสิ้นใจนั้นแม่ชีจันทร์ออกไปตรวจท้องนาตั้งแต่เช้าตรู่ พอกลับมาถึงบ้านก็รู้ว่าพ่อสิ้นใจแล้ว โดยพี่ๆ น้องๆ ต่างขอขมาพ่อกันหมดยกเว้นแม่ชีจันทร์ที่กลับมาไม่ทันขอขมา ความรู้สึกนี้ฝังใจแม่ชีจันทร์มาโดยตลอด ตั้งใจว่าจะต้องขอขมาพ่อให้ได้ จนวันหนึ่งก็ได้ยินข่าวว่าวัดปากน้ำมีการสอนธรรมะและถ้าเข้าถึงธรรมก็จะสามารถไปนรกสวรรค์ได้ แม่ชีจันทร์จึงมุ่งมั่นที่จะมาวัดปากน้ำ ตามประวัติกล่าวว่า แม่ชีจันทร์นั้นเด็ดเดี่ยวมาก ไม่มีความอาลัยใยดีกับสมบัติใดใดเลย ไม่ว่าจะเป็นทรัพย์สินหรือไร่นาต่างๆ มุ่งมั่นบ่ายหน้ามาสู่วัดปากน้ำอย่างเดียว แต่เนื่องจากว่าในสมัยนั้นการที่ใครจะมาอยู่วัดปากน้ำได้นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะขณะนั้นวัดปากน้ำมีทั้งพระและแม่ชีอยู่กันมากอยู่แล้วใครๆ ต่างก็อยากมาอยู่กับหลวงพ่อวัดปากน้ำ ชื่อเสียงของท่านขจรขจายไปทั่วประเทศ แม่ชีจันทร์จึงตัดสินใจยอมตนเป็นคนรับใช้คหบดีท่านหนึ่งซึ่งเป็นอุปัฏฐากวัดปากน้ำ เพื่อที่จะได้มีโอกาสได้ไปถึงหลวงพ่อวัดปากน้ำบ้างคหบดีท่านนี้คือ คุณนายเลี๊ยบ บ้านอยู่แถวสะพานหัน ณ บ้านหลังนี้เองที่เป็นจุดเริ่มต้นสายสัมพันธ์ฉันอาจารย์กับศิษย์ของแม่ชีทองสุขและแม่ชีจันทร์โดยแม่ชีทองสุข (ขณะนั้นยังไม่ได้บวชเป็นแม่ชี) ได้มาสอนสมาธิที่บ้านคุณนายเลี๊ยบเป็นประจำ คุณนายเลี๊ยบก็ได้เรียกให้แม่ชีจันทร์ขึ้นไปนั่งสมาธิด้วยกันบนดาดฟ้า มีความเมตตาเอ็นดู แม่ชีจันทร์เป็นพิเศษ เพราะแม่ชีจันทร์นั้นท่านเป็นคนขยัน นับแต่ได้รับหน้าที่ท่านก็รับผิดชอบการงานทุกอย่างจนหมดจด บ้านช่องสะอาดเรียบร้อย ถึงกับได้รับการไว้วางใจให้เก็บรักษากุญแจกำปั่นด้วย แม่ชีจันทร์พอได้นั่งสมาธิกับแม่ชีทองสุขแล้ว ด้วยอุปนิสัยเป็นคนเอาจริงเอาจังของท่านจรดจ่ออยู่กับธรรมภายในทุก วันอยู่ตลอดเวลา จนผ่านไป ๒ ปี ก็ได้เข้าถึงพระธรรมกาย หลังจากนั้น แม่ชีทองสุขก็ได้ต่อธรรมะให้และให้แม่ชีจันทร์ใช้ธรรมกายไปตามพ่อ แม่ชีจันทร์ก็ได้พบพ่อซึ่งถูกทรมานอยู่ในนรก เพราะเวรจากการที่ดื่มสุรา ได้อาราธนาพระธรรมกายช่วยพ่อให้พ้นจากนรกและได้ขออโหสิต่อพ่อเป็นผลสำเร็จสมความตั้งใจ ต่อมาแม่ชีจันทร์กับแม่ชีทองสุขได้มาปรึกษากันว่าจะไปบวชที่วัดปากน้ำแม่ชีทองสุขจึงพาแม่ชีจันทร์มากราบฝากตัวเป็นศิษย์กับหลวงพ่อวัดปากน้ำ พอหลวงพ่อเห็นแม่ชีจันทร์ท่านก็พูดว่า "มึงมันมาช้าไป" ซึ่งสร้างความแปลกใจให้กับแม่ชีจันทร์มาก ว่าทำไมหลวงพ่อจึงกล่าวเช่นนั้น และหลวงพ่อก็ให้แม่ชีจันทร์เข้าโรงงานทำวิชชา เรียนรู้ธรรมะชั้นสูงเลย โดยไม่ต้องผ่านการทดสอบเหมือนคนอื่นๆ หลังจากอยู่วัดปากน้ำได้ ๑ เดือน แม่ชีจันทร์กับแม่ชีทองสุขก็ได้บวชเป็นแม่ชีพร้อมกัน การบวชในยุคนั้นยากมาก ผ้าขาวที่ใช้ใส่ตอนบวชนั้นก็ต้องเช่าเขามา จึงทำให้แม่ชีจันทร์และแม่ชีทองสุขนั้นสนิทสนมผูกพันกันมาก แม่ชีจันทร์จึงรู้จักแม่ชีทองสุขดีเป็นพิเศษกว่าแม่ชีคนอื่นๆ แม่ชีทองสุขเข้าถึงธรรมเพราะขัดกระโถนในเรื่องเหตุที่เข้าถึงธรรมนั้นแม่ชีจันทร์ ขนนกยุง ซึ่งเป็นผู้ใกล้ชิดกับแม่ชีทองสุขได้เล่าให้ฟังไว้ในหนังสือวิปัสสนาบันเทิงสารว่า "พี่สุขเขาพิลึกล่ะ ก่อนจะได้ธรรมะก็ต้องเทกระโถนน้ำหมากหมดศาลาเลย ตอนนั้นเขาเป็นแม่ค้าขายมะพร้าว พอได้ยินข่าวว่าหลวงพ่อสอนธรรมะก็อุตสาห์มาเรียนทิ้งลูก ๒ คน ไว้บ้านตอนนั้นลูกก็ยังไม่โตเท่าไหร่ ใครๆ ที่มาเรียนพร้อมกันก็ได้ธรรมะหมด เหลือแต่พี่สุขเท่านั้นนั่งเท่าไหร่ๆ ก็ไม่ได้ วันหนึ่งน้ำขึ้นเต็มฝั่ง พี่สุขเขาก็โมโหตามน้ำขึ้นมาเชียวไหมล่ะ ใครๆ จะห้ามเขาเขาก็ไม่เชื่อใครหรอก เขาคว้ากระโถนน้ำหมากเลอะๆเทอะๆ ในศาลาหลังเก่าไม่รู้กี่ใบๆ ขนเอาไปลงคลองขัดไปเขาก็ว่าคาถาของเขาไปเสียงพึมพำว่า "กิเลสมันหนานัก ขัดมันเสียบ้างเจ็บใจนัก ใครเขาได้กันหมดเหลือคนเดียว เจ็บใจต้องขัดมันออกเสียไอ้กิเลสนี้" วันนั้นกระโถนขาวสะอาดหมดทั้งศาลาเลย เขาได้ธรรมะแปลกประหลาดกว่าใครหมด ใครๆ เขาโดยมากก็นั่งเข้าที่ได้ธรรมะแต่พี่สุขเขาเดินแล้วได้ไม่ใช่เดินจงกลมจงแบนอะไรหรอก เขาก็มานั่งเรียนตั้งแต่เช้าก็ไม่เห็นอะไร เขาหิวข้าวก็ค่อยๆ เดินไปซื้อข้าวที่ประตูน้ำ ขณะที่เดินนั้น ใจเขายังผูกพันอยู่กับธรรมะ เขาสัมมาอะระหังไปเรื่อยๆ และค่อยๆ เดินไปเงียบๆ พอจนถึงท่าน้ำเขาก็เห็นแสงสว่างวูบขึ้นหน้าเขาแล้วจึงเห็นองค์พระ เขาบอกว่าเขาตกใจยืนตะลึงอยู่กับที่ ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรจิตก็รู้ว่านั้นพระธรรมกายแน่แล้ว ก็ปลื้มใจ บอกไม่ถูก ค่อยๆเดินไปซื้อข้าวกินได้ ๒-๓ คำก็เลิก ค่อยๆ เดินกลับมาศาลาบอกอาจารย์ผู้หญิงดูเหมือนชื่อบุญช่วยอาจารย์ซักไซร้ไล่เรียงว่าเห็นข้างนอกหรือข้างใน ซักอยู่นานจึงบอกว่าใช่พระธรรมกายแล้ว ให้พี่สุขนอนค้างศาลาอีก ๑ คืนและได้สอนวิชชาต่อให้และต่อมาอาจารย์ก็ขอรัตนะ ๗ ให้ พี่สุขเขาได้ธรรมะก่อนแล้วจึงมาบวช เมื่อบวชใหม่ๆ ยังไม่มีบ้านอยู่ หลวงพ่อให้อยู่ในโรงงาน นอนตรงใกล้ๆ พระเจดีย์สำเภานั่นแหละ แม่ชีจันทร์เล่าต่อไปว่า พี่สุขน่ะธรรมะเชี่ยวเหมือนกัน เมื่อมาบวชใหม่ๆ เขาอยู่เวรตอนดึกด้วย หลวงพ่อท่านให้ฉันไปเรียกเขาทุกคืน ฉันก็ต้องเดินไปเรียกเขา เขานอนขี้เซาจนน่าโมโห เวลาร้องเรียก "พี่สุขพี่สุข ลุกขึ้นเถอะหลวงพ่อเรียกแล้ว" เขาตื่นแล้วก็ทำบิดขี้เกียจ ยกแขนซ้าย อึ้ด! แล้วก็หลับต่อไปอีก ฉันก็ต้องเรียกเขาอยู่นั่นแหละ พอตื่นอีกที ก็ยกแขนขวายืดตัว ร้องอื้ด! แล้วก็หลับอีก อย่างนี้เป็นปีๆ ไม่ใช่วันสองวัน เราไม่เรียก หลวงพ่อก็ดุเรา คืนหนึ่ง ฉันโมโหเต็มที่พอเรียก เขาตื่นล้างหน้าล้างตาแล้วเดินไปเข้าเวรด้วยกัน เขาไม่รู้หรอกว่าฉันโมโหเขาสุดขีดแล้ว พอนั่งเข้าที่หลวงพ่อก็ให้เขาทำงานช่วยคนโน้นคนนี้ เวลานั้นวิชชาเขาเก่งพอดู ส่วนฉันกายมนุษย์ยังโมโหไม่หาย พอเข้าที่กายธรรมกับกายทิพย์ก็ทำงานอย่างเย็นๆ แต่กายมนุษย์ยังไม่หมดโมโห ก็เลยบ่นพี่สุขว่า "ไอ้พี่สุขบ้า ไอ้พี่สุขบ้า" ต้องให้เดินตามทุกคืน คืนละ ๒-๓ หน มืดก็มืด ยิ่งกลัวงูอยู่ด้วย ว่าเขาจนพอใจแล้วก็หายโมโห จึงเข้าที่ต่อไปทำงานตามที่หลวงพ่อท่านใช้ พอเช้าเท่านั้นแหละ ห้องฉันแทบพังทีเดียว พี่สุขทำท่าเหมือนงิ้วตอนออกหน้าไก่ เขาว้ากและกระทืบเท้ามือหนึ่งเท้าสะเอว มือหนึ่งชี้หน้าฉันว่า "ไอ้จันทร์ สำคัญนัก เมื่อคืนมาด่าฉันทำไม" ฉันจะตอบว่าไม่ได้ด่าก็กลัวศีลจะขาดไปอีกข้อหนึ่งเลยว่า "ก็อยากเรียกไม่ตื่นทำไมล่ะ เลยโมโหขึ้นมาบ้างซี่ นอนบิดขี้เกียจอยู่ได้เป็นปีๆ" "เออๆ แล้วฉันจะตายแกต้องมาขอสะมาอภัยฉันนะไม่งั้นแกจะต้องมีโทษ" เมื่อตอนเจ็บหนักตอนนั้น ก็ให้ฉันโทรเลขไปบอกให้ครูเธียรมาขออภัยเหมือนกัน เกี่ยวข้องกันคือ ครูเธียรเป็นศิษย์พี่สุขเคี่ยวเข็ญจะให้เขาได้ธรรมะ ด่าว่าเขาทุกวันทุกคืน เขาอดโมโหไม่ไหวเลย เดินกระทืบเท้าและว่าในใจ พี่สุขก็รู้เรื่องมานานแล้ว ก็ยังจำได้ให้โทรเลขไปเรียกตัวขอสะมาอภัยก่อนตายจากไป "พี่สุขล่ะ เขาเป็นคนซน และไม่กลัวอะไรๆ หมด" วันหนึ่ง หลวงพ่อบอกว่า ไปตรวจเมืองนรกมาเท่านั้นแหละ พี่สุขเขาก็ถามใหญ่เชียวว่า เมืองนรกเป็นอย่างไร? จะไปทางไหน? ไปอย่างไร? หลวงพ่อก็บอกให้ พี่สุขเขาก็อยากไปมั่งทีเดียว เขามาชวนฉันว่า "จันทร์ คืนนี้ เราส่งกายทิพย์ไปเยี่ยมเมืองนรกกันเถิด อยากดูคนที่ตายไปแล้ว เขาจะไปอยู่กันยังไง ฉันว่าฉันไม่อยากไป ไม่ชอบดูยมบาล เขาถามว่า ทำไม ฉันว่าฉันกลัวยมบาลแกหักคอ เขาก็บอกว่า เขาไม่กลัว ฉันห้ามเขาเท่าใดๆ เขาก็ไม่เชื่อ จนวันหนึ่งได้ข่าวว่าเขาไปจริงๆ และไปเถียงกับลูกน้องยมบาล ไปเยี่ยมเมืองนรก แม่อาจารย์ทองสุข สำแดงปั้น ตั้งแต่รู้ข่าวว่าหลวงพ่อ ท่านไปเทศน์โปรดสัตว์นรก และรู้ช่องทางที่จะไปแล้วก็เริ่มทำสมาธิ และฝึกหัดม้าแก้วคล่องแคล่วอยู่ทุกวัน รอโอกาสที่จะหนีหลวงพ่อไปนรกบ้าง วันหนึ่ง สบเหมาะหลวงพ่อท่านถูกนิมนต์เข้ากรุงเทพฯ แม่อาจารย์สั่งเพื่อนในห้องฝึกหัดกรรมฐานว่า "อย่าให้ใครมายุ่งยิ่งกับร่างกายฉันนะ" แล้วก็เข้าที่ทำ "สัมมา อะระหัง" เดินฌานจนดิ่งเงียบสงบดีแล้ว จึงอธิษฐานขอไปเยี่ยมเมืองนรกบ้าง แล้วก็ขึ้นขี่ม้าห้อออกไปจากวัด อาจารย์เล่าว่าพริบตาเดียวเท่านั้น ถึงแล้วเมืองนรกนี้ไม่ไกลเลย รูปร่างของเมืองมองเห็นกำแพงแต่ไกล เป็นกำแพงเก่าๆ มีคนเฝ้าแต่ม้าห้อเร็วเหลือเกิน พอคนอ้าปากถามเท่านั้น อาจารย์ยังไม่ทันตอบว่ากระไรม้าก็กระโดดพรึบไปแล้ว ภายในกำแพงมองเห็นบ้านเรือน ๒-๓ หลังแต่เป็นหลังใหญ่ๆ ผู้คนมีทั้งหญิงและชายร่างกายหน้าตาเหมือนมนุษย์เราดีๆ นี่เอง แต่ไม่มีเสื้อผ้าสักชิ้นหนึ่งติดตัว อาจารย์บ่นกับม้าดังๆ ว่า "พวกนี้บัดสีจริงๆ ดูซิ เดินแก้ผ้าล่อนจ้อน ไม่อับอายใครๆ บ้างเลยแน่ะ! ว่ายังหันมามองทำตาโตทะเลิ่ก ทะลั่กอีก ไม่รู้จักอายจริงๆ เห็นไหมวิ่งมากันใหญ่แล้ว ม้าร้องว่า "หนีเถอะๆ" "ไปหนีมันทำไม" "ประเดี๋ยวมันจะจับเราแก้ผ้าบ้างนะซีอาจารย์ บอกไม่เชื่อหนีเถอะน่ะ" ม้าร้องเตือน พอดีพวกในเมืองนรกก็วิ่งมาถึง ต่างตนเข้าล้อมหน้าล้อมหลัง อีก ๔-๕ ตนเข้าจับม้าไว้ อีก ๔-๕ ตน ฉุดแขนอาจารย์ให้ลงจากหลังม้า อาจารย์ไม่ยอมลง พวกเขาก็พากันออกแรงอุ้มให้ลง อาจารย์บอกว่า โมโหจริงๆ จะใช้จักรแก้วขว้างมัน มันก็จับมือไว้ ม้าก็ดิ้นทั้งเตะทั้งโขก แต่สู้พวกเมืองนรกไม่ไหว เขาพากันฉุดอาจารย์ ผ่านไปตามบ้านเก่าๆ โกโรโกโส เหมือนกระท่อมจวนจะพังหลายหลัง อาจารย์ก็มองเข้าไปในกระท่อมเหล่านั้น บางแห่งก็แลเห็นผู้หญิงเปลือยกายอยู่กับสุนัขตัวผู้ บางแห่งก็แลเห็นคนผู้ชายเปลือยกายอยู่กับสุนัขพันธุ์ใหญ่ตัวเมีย ในสภาพที่นอนอยู่ในที่เดียวกัน เหมือนสามีภรรยา และบางแห่งก็แลเห็นคนอยู่กับหมู ม้า แพะ แกะ โค กระบือ อาจารย์มองแล้วแปลกใจและตกใจ จึงถามพวกนรกที่ฉุดไปว่า "ทำไมพวกนั้นจึงอยู่กับหมา เหมือนเป็นครอบครัวเดียวกัน" สัตว์นรกตอบว่า "มันชอบของมันอย่างนั้น ก็ต้องตามใจมัน" อาจารย์ถามอีกว่า "แล้วนี่พวกแกจะจับกุมฉันไปไหน ?" เขาตอบว่า "นายสั่งให้จับไปให้นาย" แม่อาจารย์จึงออกอุบายว่า "ไม่ต้องจับมือถือแขนดอก ปล่อยเถอะฉันเดินไปดีๆ เอง ฉันนึกออกแล้ว นายของพวกเธอชื่อยมบาล เป็นเพื่อนสนิทกับหลวงพ่อฉันเอง ฉันตั้งใจจะมาเยี่ยม ปล่อยฉันเถอะ" พวกสัตว์นรกยอมฟัง จึงปล่อยมือ อาจารย์เดินตาม เขาก็พาเดินตรงไปยังเรือนหลังใหญ่ ท่าทางโอ่โถงกว่าทุกๆ แห่งที่ผ่านมา มองเห็นทหารถือขวานเล่มใหญ่เท่าหมอนอิง ยืนท่าทางขึงขังอยู่หน้าสองตน ข้างในมิโต๊ะตัวใหญ่ มีคนนั่งอยู่ ๓ คน คนกลางอายุประมาณห้าสิบเศษๆ หวีผมตั้ง อ้วนล่ำใหญ่โตผิวดำเป็นประกาย หน้าผากกว้างจมูกแบนใหญ่ ไม่สวมเสื้อ แต่นุ่งผ้าอย่างดีคนนั่งข้างขวากำลังเปิดบัญชีเล่มใหญ่ ได้ยินเสียงบอกวันเกิด วันตายของผู้ที่ถูกจับมา เขาตะโกนบอกดังๆ อาจารย์ได้ยินแล้ว แล้วอยากรู้เรื่องจึงบอกกับพวกนั้นว่ายมบาลไม่ว่าง ฉันจะนั่งอยู่ข้างๆ ศาลนี่แหละ ไว้ท่านว่างแล้วฉันจึงจะเข้าไปหา พวกแกไปทำอะไรก่อนก็ไปเถอะ ฉันไม่หนีหรอก เพราะฉันไม่ได้ถูกจับเข้ามา พวกนั้นก็เชื่อจึงปล่อยมือ แม่อาจารย์ก็เข้าไปนั่งแอบข้างประตู เพื่อจะดูว่าเหตุการณ์ต่อไปจะเป็นอย่างไร สักครู่หนึ่งก็แลเห็นพวกทหารผีจับผู้ชายคนหนึ่งไปมัดมือด้วยโซ่ ที่คอก็มีโช่เส้นใหญ่สวมอยู่ เขาถูกลากครึ่งจูงเข้ามาที่หน้าบัลลังก์ เสมียนคนนั่งทางขวามือถามชื่อและวันเกิดแล้วยมบาลว่าใช่ตัวจริงแล้วยมบาลพยักหน้า เสมียนที่นั่งทางซ้ายมือก็ถามขึ้นว่า แกประพฤติตัวเลวทรามมาก ข่มขืนผู้หญิงใช่ไหม คนโทษตอบว่า "เปล่า" ในทันใดนั้นเอง ก็มีผู้หญิงสาวสองคนวิ่งมาจากห้องทางด้านหลังมาชี้หน้าผู้ชายที่ถูกจับมาแล้วร้องว่า "แกโกหก ต่อหน้ายมบาลแกยังกล้าโกหก" แล้วผู้หญิงคนนั้นก็หันมาฟ้องยมบาลว่า "ท่านเจ้าค่ะ ไอ้คนนี้แหละที่บังคับหนูกินยาเม็ดๆ ไป ๔-๕ เม็ด แล้วบังคับหนูนอนแล้วทำร้ายหนูค่ะ" แล้วผู้หญิงคนนั้นก็ร้องไห้รำพันว่า "โธ่! หนูอุตส่าห์ยอมลำบากมาทนเป็นลูกจ้างมันเพื่อจะเอาเงินไปให้แม่ซื้อยารักษาตัว มันยังแกล้งทำหนูได้" พอชายคนนั้นจะเถียงอีก เขาก็สะดุ้งขึ้นจนสุดตัวเหมือนถูกทำร้าย เขาร้องโอ้ย! เสียงดังลั่น แล้วในทันใดนั้น ปากของเขาก็ฉีกออกไปลักษณะของแผลเหมือนถูกเสือตะปบ เลือดออกท่วมปากทันที เสียงเขาร้องครางอย่างเจ็บปวดและว่า "ผมทำผิดแล้ว ขอโทษด้วยๆ" ยมบาลร้องสั่งทันทีว่า "เอาไป เอามันไป ปากแข็งนัก ทำผิดแล้วยังไม่ยอมรับ กลางวันให้เอาหอกแทงปากทะลุถึงท้อง กลางคืนให้นอนกับหมาป่า" แล้วยมบาลหันมาพูดกับหญิงสาวอย่างมีเมตตา "เจ้าเป็นคนดีมีกตัญญูต่อพ่อแม่ แต่มีกรรมเก่ามาตามทัน จึงต้องเสียชีวิตก่อนอายุขัยเราจะให้เจ้าไปพักที่ปราสาทก่อน รอกำหนดที่จะจุติไปชั้นดาวดึงส์ ไปเถิดไปสู่ที่เป็นสุข" แม่อาจารย์ทองสุขเล่าว่า พอยมบาลให้พรเสร็จเท่านั้น แทบไม่น่าเชื่อ แม่อาจารย์ต้องกระพริบตาดูใหม่อีกทีว่า จะใช่ผู้หญิงคนนั้นหรือไม่เพราะรูปร่างหน้าตาก็คล้ายๆ กันกับคนเก่าแต่ทุกอย่างสวยขึ้น ละเอียดขึ้นเสื้อผ้าหยาบๆ ซึ่งผู้หญิงคนนั้นสวมมาแต่แรกก็กลับเป็นใหม่และสวยงามขึ้นหลายสิบเท่า แต่การตัดเย็บเป็นแบบเก่าเท่านั้นเอง แต่สวยงามขึ้นมากแล้วก็มีผู้หญิงสวยๆ มาต้อนรับเชื้อเชิญให้ไปอยู่ด้วยกัน พอเขาไปกันแล้วแม่อาจารย์ทองสุขก็นึกในใจว่า ไปเป็นสุขๆ เถอะแม่คุณ คนมีความกตัญญูเลี้ยงพ่อแม่ รักษาพ่อแม่ตายแล้วจะได้ไปเกิดเป็นนางฟ้า จะให้เขาเขียนลงในหนังสือด้วย คนอื่นๆ จะได้รู้ทั่วๆ กันจะได้ทำความดีต่อพ่อแม่ด้วย นึกแล้วก็คอยดูต่อไป สักประเดี๋ยวหนึ่ง ก็มีทหารของยมบาล ๔ ตน ฉุดกระชากลากชายหนุ่มหญิงสาวคู่หนึ่งเข้ามา เสมียนก็บอกความผิดว่า คนทั้งสองนี้หนีพ่อแม่ไปทำความผิดด้วยกัน พ่อแม่ว่ากล่าวก็เลยกินยาตายทั้งคู่ เสียงยมบาลถามว่า "ทำไมจึงกินยาฆ่าตัวตายพร้อมกัน" เขาตอบว่า "เรารักกันมากครับ พ่อแม่ไม่ยอม เราจึงกินยาฆ่าตัวตายพร้อมกัน คิดว่าจะได้มาอยู่ด้วยกันในเมืองนี้" "สัตว์ผู้โง่เขลา!" ยมบาลดุเสียงดังแล้วว่า "เจ้าคิดว่าเจ้าทำความชั่วแล้วจะได้มาอยู่ด้วยกันอย่างสบายในเมืองเรา เจ้าเป็นคนไม่มีความกตัญญู ทำให้พ่อแม่ทุกข์โศก บาปของเจ้าไม่เสมอกัน เจ้าจะอยู่ภูมิเดียวกันอย่างไรได้" ยมบาลว่าแล้วก็หันหน้าไปถามเสมียนว่า บาปของมันต่างกันอย่างไรบ้างเสมียนก้มหน้าลงอ่านในสมุดเล่มใหญ่ที่สุดแล้วบอกว่า คนผู้ชายนั้นขโมยเงินพ่อแม่ และสูบยาเสพย์ติดด้วย ไม่เคยทำบุญทำทานเลย ส่วนผู้หญิงนั้น เวลาแม่ว่าก็ด่าแม่และกระทืบเท้าไม่ค่อยทำบุญ แม่เรียกให้ลุกขึ้นหุงข้าวใส่บาตรก็ไม่ยอมทำให้ แต่เคยช่วยคนแก่ที่เป็นลม โดยให้ยาและพาส่งให้หมอรักษาจนหาย ยมบาลสั่งเสียงดังว่า "แยกมันไปคนละขุม" พวกทหารก็ตรงเข้ากระชากมือออกจากกันแล้วลากไปโดยเร็ว เสียงคนทั้งสองร้องเรียกหากันอย่างโหยหวน พอยมบาลลุกขึ้น จะกลับเข้าข้างใน ก็สั่งทหารที่เฝ้าหน้าศาลว่า ลูกศิษย์หลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญมาแอบดูอยู่คนหนึ่ง จงอนุญาตให้แกดูจะได้จำไปบอกเล่าแก่ชาวมนุษย์ จะได้ไม่กล้าทำบาปหยาบช้า นรกกี่ขุมๆ ก็เต็มล้นหมดแล้ว เพราะคนใจบาปมากเหลือเกิน สั่งแล้วก็เข้าไป ทหารก็ให้ผู้หญิงคนหนึ่งท่าทางจัดจ้าน เหมือนเป็นเจ้าหน้าที่ในเมืองนรกคนหนึ่งมาพาแม่อาจารย์ บอกว่า ไปเที่ยวดูขุมต่างๆ กันเถอะ แม่อาจารย์อยากดูอยู่แล้วก็รีบลุกขึ้นตามเขาไปอย่างว่าง่าย เขาพาเดินมาถึงห้องขังที่มีคนอยู่กับหมา แม่อาจารย์จึงถามเขาว่า "ทำไมจึงเอาคนไปไว้กับหมา" เขาตอบว่า "คนเหล่านี้มีโทษ ในเรื่องขืนใจหมา คือหมาบางตัวก็มีจิตใจดี ซื่อตรงต่อสามีหรือภรรยาของมัน แต่คนต้องการอยากจะได้ลูกไว้ขาย ก็บังคับหรือล่อให้มันกินยาเพิ่มความกำหนัด แล้วบังคับให้ผสมพันธุ์กับตัวอื่นๆ ที่มันไม่รัก ทำให้มันได้รับความเจ็บปวด ครั้นเวลามันตายมันก็มาฟ้อง จึงต้องจับขังไว้กับหมา หมามันจะกัดทุกวันและทุกเวลาที่จะนอนหลับ" อาจารย์ฟังแล้วตกใจ มองไปก็แลเห็นคนที่ถูกจับขังอยู่กับหมานั้นต้องเที่ยวหลบเขี้ยวหมาอยู่อย่างวุ่นวาย เพราะหมาตัวใหญ่เกือบเท่าลูกม้าและดุร้ายมาก กัดตามหน้าและคอของคน อาจารย์เห็นแล้วมีความกลัวจึงถามว่า "หมาตัวนี้หรือที่ถูกข่มเหง" ผู้หญิงผู้คุมตอบว่า "ไม่ใช่ นี่เป็นหมาของยมบาลมีไว้สำหรับลงโทษผู้ทำผิด ไม่ใช่หมาคู่เวรคู่กรรมกัน" แม่อาจารย์ทองสุขฟังแล้วนึกในใจว่า เมื่อขามาผ่านกรงขังเห็นคนอยู่กับม้าบ้าง แพะบ้าง สัตว์ต่างๆ บ้าง ถ้าจะมีกรรมเพราะขืนใจมัน ก็เป็นอาชีพที่ทุจริตเหมือนกัน แล้วแม่อาจารย์ก็เดินตามเจ้าหน้าที่เขาต่อไป พอถึงทางเลี้ยวจะออกไปทางเก่าก็ปะทะเข้ากับคนกลุ่มใหญ่ แม่อาจารย์ตกตะลึง มองดูคนเหล่านั้น เห็นหัวแตกก็มี แขนหัก ขาหัก อกทะลุไม้ปักอกก็มี อีกคนหนึ่งมีอะไรวงกลมๆ ทับหรือกระแทกติดอยู่ที่หน้าอก โลหิตโชกไปหมดทั้งตัว เสียงเจ้าหน้าที่ถามว่าอะไรกัน ทำไมจับมาพร้อมกันมากมาย เสียงทหารผีตอบว่า "มันไปเที่ยวสำมะเลเทเมา รถคว่ำเลยจับมาเป็นหมู่ใหญ่" เสียงผู้คุมหญิงพูดว่า ดีเหมือนกันไม่ต้องจับทีละคนๆ พอคนพวกนายทหารของยมบาล จับพวกรถคว่ำมามากมายและแต่ละคนก็หัวแตก แขนหัก อกทะลุ ร้องโอดครวญโวยวาย แม่อาจารย์รู้สึกตกใจกลัวจึงบอกเจ้าหน้าที่ผู้หญิงซึ่งยมบาลสั่งให้พาเที่ยวดูสัตว์นรกนั้นว่า แหม!น่ากลัวจริงๆ ตายเป็นหมู่ๆ อย่างนี้ เขามีบาปหนักอะไรบ้าง เจ้าหน้าที่ผู้หญิงคนนั้นเขาก็ตอบว่าเดินเลี้ยวไปทางช้ายมือประเดี๋ยวก็รู้ เพราะเมืองนี้เป็นวงกลม เดินให้อ้อมไปประเดี๋ยวก็จะพบศาลตัดสินผู้ที่ถูกจับมาใหม่ เหมือนอาจารย์เข้ามา เจ้าหน้าที่พาอาจารย์เดินผ่านไปหลายแห่งพอมาถึงหน้าศาลก็หยุด แม่อาจารย์ทองสุขมองไปในศาลแลเห็นทุกสิ่งทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปหมด บัลลังก์ก็สวยงามใหญ่โตเป็นสง่า เสมียนซ้ายขวาแต่งตัวเหมือนข้าราชการ นายทหารผู้ใหญ่ นั่งวางท่าสง่าหนวดโง้ง ทหารรักษาประตูมีเป็นกองร้อยล้วนเข้มแข็ง ถืออาวุธ ยมบาลแต่งตัวเหมือนพระเจ้าแผ่นดิน สวยงามมากเป็นสง่าน่ากลัว ทุกสิ่งทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปหมด อาจารย์จึงถามเจ้าหน้าที่ว่า นี่เป็นศาลใหม่หรือ เขาตอบว่า ไม่ใช่ เป็นศาลเก่า แต่วันนี้สัตว์ผู้ถูกจับมาใหม่คงจะเป็นเจ้านายใหญ่นายโตทางเมืองมนุษย์ ยมบาลจึงเนรมิตทุกสิ่งทุกอย่างในศาลให้ดูน่าสะพรึงกลัว ใหญ่โตเต็มไปด้วยอำนาจราชศักดิ์ และเกียรติศักดิ์เพื่อให้ผู้ถูกจับมาจะได้เกรงขาม ยมบาลท่านแปลงตัวได้ทุกอย่างกลมกลืนกับธรรมชาติก็ได้ ให้แปลกประหลาดพิสดารก็ได้ ถ้าจับคนใจร้ายดุดันเป็นจอมโจรมา ท่านก็แปลงตัวเป็นดุร้ายหน้าตาเหมือนยักษ์ ทำอำนาจตวาดและกระทืบบาทดังสนั่นหวั่นไหว ให้ดูน่ากลัว ยิ่งกว่าจอมโจรนั้นๆ หลายพันเท่า ทั้งนี้เพื่อเป็นการปราบพยศสัตว์ต่างๆ เสียแต่แรกพบ มนุษย์ทุกคนเมื่อไปสู่เมืองของยมบาลแล้ว ถึงจะเคยใหญ่โตแค่ไหน ยมบาลหรือเจ้าหน้าที่ในเมืองนั้นก็เรียกว่า "สัตว์นรก" ทั้งนั้น และการลงโทษก็ไม่เห็นแก่หน้ากัน ถึงเป็นญาติกันมาก็ไม่ผ่อนผันทุกคนต้องได้รับโทษไปตามกรรม แม่อาจารย์ฟังเจ้าหน้าที่เขาอธิบายแล้วจึงว่า เธอจะไปไหนก่อนก็ไปเถิด ฉันจะแอบดูยมบาลท่านตัดสินพวกรถคว่ำก่อนถึงจะกลับ แล้วก็ค่อยๆเดินกลับไปนั่งที่เก่า สักครู่หนึ่งก็แลเห็นยมทูตพาพวกที่ตายเพราะรถคว่ำเข้ามาเป็นแถว เสมียนขวา-ช้ายก็เปิดบัญชี ถามชื่อและสถานที่อยู่เพื่อสอบดูว่าจะใช่ตัวคนหมดอายุจริงหรือไม่ คนแรกมีไม้กลมๆ อาจารย์ดูเป็นนานจึงรู้ว่าเป็นพวงมาลัย อัดแน่นติดกับหน้าอก เลือดหยดมาเป็นทาง ยมบาลสอบถามได้ความว่า เขาเป็นคนมียศใหญ่ในเมืองมนุษย์ ขับรถส่วนตัวพาเพื่อนๆ ไปหานางโลม และกินเหล้าเมาจึงขับรถชนรถคันอื่น ตัวเขาเองถูกพวงมาลัยกระแทกเข้ากับอกจึงตาย เสมียนเปิดบัญชีแล้วว่าอาชีพของเขาทำราชการก็ไม่สุจริต มีการโกงกินกับพ่อค้า ค้าของร้ายคือ อาวุธประหัตประหาร แอบขายปืนเถื่อนทำให้ผู้ร้ายชุกชุม ตัวเขาเองเคยสั่งลูกน้องให้แอบฆ่าคนแล้วยังไม่ได้รับโทษทางเมืองมนุษย์เลย ยมบาลทรงพิโรธตวาดว่า "เจ้าสัตว์ผู้มัวเมา เจ้ากระทำความผิดอย่างมากมาย เจ้าจะแก้ตัวว่าอย่างไร ข้าเห็นเจ้าอ้าปากอยู่ตลอดเวลา" ชายคนนั้นตอบว่า "ผมไม่ได้ทำผิด ถ้าทำผิดศาลทางเมืองมนุษย์เขาก็ตัดสินลงโทษแล้ว" เสมียนตอบว่า แกต้องมีความผิดแน่ เพราะผู้ตรวจสอบความประพฤติของมนุษย์มารายงานทุกครั้ง แต่ชายผู้นั้นก็ยังปฏิเสธอยู่นั่นเอง เสมียนจึงสั่งให้เจ้าหน้าที่อีกพวกหนึ่งไปตามโจทก์มา คราวนี้มีคนมากลุ่มใหญ่ มีผู้หญิงชี้หน้าว่าชายผู้นั้นล่อลวง ล่อลวงว่าจะให้ทำงานและจะให้เงินเดือนและผลที่สุดก็ทำลายความบริสุทธิ์ ทำลายแล้วก็ให้ลูกน้องพาไปเข้าช่องหาเงินต่อไป อีกคนหนึ่ง สวยมาก เข้ามายืนยันว่าชายผู้นั้นหลอกลวงว่าจะเอาไปให้เจ้านาย แต่ผลที่สุดก็ทำลายเสียก่อนแล้วจึงนำไปส่ง ได้รับความทารุณจนต้องกินยาตาย พวกผู้ชายก็มายืนยันว่า ชายคนนี้มีการค้าของผิดกฎหมายและแอบฆ่าเขาเพื่อเป็นการปิดปาก เมื่อมีโจทก์มายืนยันเข้าจริงๆ จังๆ ชายคนนั้นก็เถียงไม่ได้ ยมบาลจึงให้ไปลงขุมซึ่งมีไฟนรกไหม้อยู่ตลอดวันตลอดคืน พอชายคนนั้นถูกทหารของยมบาลพาตัวไปแล้ว ทหารก็พาตัวคนโทษมาใหม่อีกคนหนึ่ง แม่อาจารย์เห็นแล้วตกใจ เพราะว่าเป็นทิดสึกใหม่ ผมยังสั้นเกรียนอยู่ จึงตั้งใจคอยฟังดูว่าเรื่องราวเป็นอย่างไรกัน ก็ได้ยินเสียงยมบาลตวาดว่า "สัตว์ผู้โง่เขลา ทำไมบวชแล้ว จึงยังทำชั่ว เวลาอุปัชฌาย์อาจารย์สอนให้ปลงอศุภ พิจารณา เกศา โลมา นะชา ทันตา ตะโจ ไม่ได้ทำดอกหรือ" เขาบอกว่า "ผมว่าตามเมื่อเวลาจะบวชเพียงครั้งเดียว บวชแล้วไม่ได้เคยเข้ากรรมฐานพิจารณาตัวเลย พอลาสิกขาบทเพื่อนชวนไปหานางโลมและเสพสุรา จึงไปกับเพื่อน พอดีรถชนกันเลยคอหักตาย ยมบาลท่านก็สอนว่า นี่แหละ เข้าใกล้พระธรรมแต่ไม่ทำตาม จึงเป็นอย่างนี้ ตลอดเวลาที่บวชก็มีความผิดต้องสังฆาทิเสสบ่อยๆ ไม่สำรวมระวังในพระวินัยของพระสงฆ์ ผิดแล้วไม่สารภาพรับผิด จึงต้องลำบากมาก แล้วแม่อาจารย์ทองสุขก็แลเห็นยมบาลท่านหันไปพูดอะไรค่อยๆ กับเสมียนอยู่หลายคำ แล้วจึงได้ยินท่านสั่งว่า กรรมของสัตว์ผู้นี้ยังไม่หมด มาก่อนเป็นเวลา ๒ ปี เจ้าจงรับเป็นคำสัจว่า จะกลับไปสั่งสอนคนอื่นๆ ให้ประพฤติตัวอยู่ใน ศีล ๕ - ศีล ๘ ได้หรือไม่ ทิดสึกใหม่ก็รีบรับคำ ยมบาลท่านใจดี ท่านบอกว่า ให้ทหารพาไปดูขุมนรกที่ลงโทษคนกินเหล้าและบ้ากามให้ดูนานๆ แล้วรีบพาไปส่งเพราะร่างจะเน่าเสียก่อน ยังเหลืออีก ๒ ปี แต่ถ้าทำดีจะได้อยู่ถึง ๒๐ ปี อายุ ๔๔ จึงค่อยมาใหม่ พอทหารพาทิดสึกใหม่ออกไป ทหารอีกพวกหนึ่งก็พาผู้หญิงคนหนึ่งเข้ามา เสมียนฟ้องว่า เป็นคนมีสามีแล้ว แต่ยังแอบไปหาชู้ตามโรงแรม ยมบาลถามว่าจริงหรือ ผู้หญิงคนนั้นตอบว่า "จริงค่ะ" ยมบาลท่านตวาดว่า "เจ้าสัตว์ผู้โง่เขลา ทำไมเจ้าทำผิดอย่างเลวทรามอย่างนั้น เจ้าไม่กลัวต้องขึ้นต้นงิ้วหรือ ผู้หญิงคนนั้นตอบว่า "กลัวมากค่ะ แต่สามีสอนว่า เวลาทำบุญทอดกฐินให้เอาขวานไปถวายพระด้วย หนามงิ้วมันกลัวคมขวาน ถ้ายมบาลให้ขึ้นต้นงิ้วก็ให้เอาขวานไปถากด้วย" ยมบาลท่านตวาดว่า"เจ้าพูดเหลวไหลทำไมผัวเจ้าจึงสอนอย่างนั้น" ผู้หญิงคนนั้นตอบว่า "เพราะผัวของเธอให้เธอออกไปหาเงินตามโรงแรมเอามาใช้จ่ายในบ้านด้วยเขาไม่มีงานทำ และเงินก็ไม่มีใช้ เขาก็ป่วยไข้และติดยาเสพย์ติด ลูกก็ถูกครูเร่งเงินค่าเล่าเรียน ไม่มีให้เขา เขาก็จะไม่ให้สอบ" แม่อาจารย์ฟังแล้วก็ยกผ้าเช็ดปากขึ้นเช็ดน้ำตา ตั้งใจว่าจะต้องช่วยสร้างโรงเรียนเด็กคนจนให้สำเร็จจนได้ ยมบาลท่านฟังหญิงผู้ถูกกล่าวหาว่ามีสามีแล้ว แต่ยังชอบขายตัวตามโรงแรม ครั้นหญิงนั้นให้การว่า สามียากจนไม่มีงานทำและทั้งติดยาเสพย์ติด ลูกก็ต้องค้างค่าเล่าเรียน สามีจึงใช้ให้ไปขายตัวเอามาเลี้ยงครอบครัว แม่อาจารย์ทองสุขฟังแล้วแอบเช็ดน้ำตา สงสารหัวอกลูกผู้หญิงต้องลำบากถึงเพียงนี้ ใครเลยหนอจะอยากทำชั่ว ความจำเป็นผัวเขาใช้ก็ต้องทำ กำลังเป็นห่วงสงสารว่า ผู้หญิงคนนั้นจะต้องไปถูกลงโทษอยู่กับพวกขึ้นต้นงิ้ว ก็พอดีได้ยินเสียงยมบาลท่านหันไปถามเสมียนที่จดความประพฤติว่า "ดูทีหรือว่าผัวยอมให้ทำจริงหรือไม่"เสมียนดูละเอียดแล้วตอบว่า "ผัวยอมเป็นบางครั้ง แต่บางครั้งก็ไปขายตัวเอง" ยมบาลจึงถามว่า "บางครั้งก็ไปขายตัวเองจริงหรือไม่" หญิงนั้นตอบว่า "จริงเจ้าค่ะ เมื่อลูกคนเล็กเจ็บหนักเป็นโรคปอดบวม พ่อเขาก็ไม่อยู่ ดิฉันไม่มีเงินให้หมอ ก็จำต้องทำชั่ว เมื่อพ่อเด็กเขากลับมาดิฉันก็บอกเขาและขอโทษเขาแล้ว เขาก็ไม่ถือโทษดิฉันค่ะ" ยมบาลฟังแล้วนิ่งอึ้งพลางให้เสมียนดูในด้านการกุศลต่อไปว่าหญิงนั้นทำบุญไว้บ้างหรือเปล่า เสมียนบอกว่า "เคยช่วยงานก่อสร้างโรงเรียนและโบสถ์วิหารหลายครั้ง และเคยส่งเสียให้ยายบ้างเมื่อมีเงิน ให้ลูกเลี้ยงเรียนหนังสือเหมือนลูกของตัวเอง" ยมบาลฟังแล้วจึงว่า "เจ้าว่าเจ้าทำชั่วเพราะผัวยอมให้ทำและเจ้าทำบุญมาหลายครั้ง จงไปอยู่ทางเรือนพักชั่วคราว ประกอบแต่ความดีและจะได้ไปเกิดใหม่ จะมีความสุขไม่ยากจน เจ้าจงทำแต่ความดี อันเป็นกุศลเถิด" ยมบาลสั่งสอนด้วยความเมตตาเป็นอย่างยิ่ง หญิงนั้นก้มลงกราบแล้วกราบอีก จึงค่อยๆ ลาจากไปกับเจ้าหน้าที่ผู้หญิง ต่อมาเจ้าหน้าที่ก็นำชายหนุ่ม ๒ คน เข้ามาแข้งขาหักมาทั้งคู่ ได้ความว่าเป็นพี่น้องกัน เสมียนรายงานว่า สองคนพี่น้อง พ่อแม่ให้เรียนหนังสือก็ไม่ขยันเรียนให้บวชก็ไม่ยอมบวช เอาแต่เที่ยวเตร่ กินเหล้า เที่ยวผู้หญิง สูบยาเสพย์ติด เวลาขอเงิน แม่ไม่ให้ก็ทำท่าทางจะเตะบ้างจะชกบ้าง ว่าแม่เจ็บๆ แสบๆ งานการไม่ช่วยทำเลย มีแต่รบกวนพ่อแม่ทุกวัน จนพระภูมิทนไม่ไหว ต้องฟ้องร้องเทพผู้ไปตรวจกรรมมนุษย์เสมอ บางครั้งของแม่จัดหาไว้ใสบาตรก็แอบกินเสียก่อน และไม่ชอบให้แม่ทำบุญหาว่าแม่ชอบพระ ถูกยาเสน่ห์ พูดให้แม่เสียหาย ฯลฯ ยมบาลถามว่า "เจ้าผู้โง่เขลา ทำอย่างนี้จริงหรือไม่" เขาทั้งสองนิ่งไม่รับแต่ก็ไม่เถียงยมบาลท่านจึงว่า "นี่แหละกรรมของเจ้าทันตาเห็น เจ้าอยากจะเตะแม่เมื่อขอเงินไม่ได้ จึงต้องขาหัก อยากชกแม่ก็ต้องเป็นคนแขนหัก เจ้าเป็นคนอกตัญญู จงไปอยู่ขุม "ยันตปาสาณนรก" เถิด เจ้าจะต้องอยู่ระหว่างหินใหญ่ทั้งสอง ซึ่งหินใหญ่คู่นี้จะกระทบกระแทกกันตลอดวันตลอดคืน เจ้าอยู่ระหว่างกลางเมื่อหินกระแทกกันครั้งไร เจ้าพี่น้องก็จะต้องแหลกละเอียดไปด้วย เมื่อหินห่างกันออกมา เจ้าจะกลับเป็นร่างกายสมบูรณ์ดีอย่างเก่า แล้วก็ต้องถูกหินกระแทกละเอียดไปอีกอย่างนี้เป็นเวลาพันปีมนุษย์"นี่แหละคือผลแห่งความอกตัญญูต่อพ่อแม่ เจ้าจะต้องรับโทษอย่างนั้น พอเจ้าหน้าที่พาชายหนุ่มสองคนนั้นออกไปแล้ว เจ้าหน้าที่อีก ๒ คน ก็ฉุดผู้หญิงพวกหนึ่งเข้ามาเป็นจำนวน ๕ คน ล้วนแต่หน้าฉีก ปากฉีกเลือดออกแดงฉานไปทั้งนั้น แม่อาจารย์ทองสุขเบือนหน้าหนีไม่อยากมอง ในใจก็นึกว่า แม่พวกนี้แต่งตัวก็ยั่วยวน นี่ไปยั่วยวนกับอะไรมา จึงหน้าตาเป็นอย่างนี้ เสียงร้องโอดครวญดังลั่นไปทั้งศาล ได้ยินเสียงยมบาลท่านตวาด หันไปดูก็เห็นท่านยืนกระทืบเท้ามองไปที่เท้าแล้วตกใจ ทำไมเท้ายมบาลจึงโตเท่าเกือบรถยนต์ กระทืบลงไปทีเดียวศาลแทบพัง รู้สึกตัวโยกเหมือนแผ่นดินไหว พวกผู้หญิง ๕ คนนั้นหยุดเงียบทันทีไม่กล้าร้อง ไม่กล้าเถียงอีกต่อไป เสมียนเขารายงานว่า คน ๕ คนนี้ ชอบกินเหล้า ประพฤติตัวเป็นคนเสเพล ยุแหย่ให้ผู้อื่นกินเหล้าเมายาแล้วทำชั่ว ยมบาลท่านสั่งให้ไปอยู่นรกขุม "ตามโทพนรก" ในขุมนี้ อาจารย์ทองสุขเล่าว่า เมื่อเดินกลับได้แลเห็นสัตว์นรกต้องดื่มน้ำทองแดง ซึ่งละลายออกมาด้วยไฟเผาและสัตว์นรกก็ต้องดื่มอย่างกระหาย กินแล้วก็ตายไป ตายไปแล้วก็เกิดขึ้นใหม่ และต้องกินน้ำทองแดงตลอดปีตลอดชาติ จนกว่าจะหมดเวร ซึ่งเห็นแล้วแทบสลบแทนสัตว์นรกนั้นๆ พอหมดพวกรถคว่ำตายแล้ว ก็มีเจ้าหน้าที่พาผู้ชายคนหนึ่งเข้ามาอายุประมาณ ๖๐ ปี ท่าทางหยิ่งๆ เสมียนบอกว่า ชายคนนี้เป็นคนฉ้อโกงที่ดินของราษฎร พวกราษฎรจนๆ ไปพึ่งพาอาศัยขอยืมข้าวเปลือกไปตกกล้าเพื่อจะได้ทำนา เขาก็ให้พักอาศัยค้างคืนอยู่ในบ้านของเขาและใช้อำนาจทำมิดีมิร้ายแก่หญิงเป็นกำไรเสียก่อน การให้ยืมข้าวถัง ๔ ถัง ต้องใช้ ๑๒ ถังบ้าง ๑๖ ถังบ้าง แล้วแต่คนไหนสวย ไม่สวย ถ้าสวยหน่อยยอมเสียตัวให้ก็คิดเอาข้าวน้อยหน่อย เขาออกเงินกู้ให้กู้ยืม ชาวนามากู้ยืม ๒,๐๐๐ บาท ต้องลงในใบกู้ว่า ๔,๐๐๐ บาท ถ้าตรงไหนเป็นนาดี เวลาเจ้าของจะเอาเงินไปไถ่คืน เขาก็ไม่ต้อนรับ ทำเป็นว่าไม่อยู่บ้าง ไม่ให้พบบ้าง จนหมดกำหนด เขาก็ริบเอาเสียเลย เขาโกงด้วยเล่ห์เหลี่ยมอุบายต่าง ๆ จนมีที่ดินหลายหมื่นไร่ กรรมตามทัน ทำให้ตัวเองเป็นโรคที่กินข้าวไม่ได้ ต้องนอนกินรำมาแล้ว ๓-๔ ปี จึงตาย คนโกงที่ดินรีดนาทาเร้นจากคนยากจน จนมั่งมี มีนาตั้งหลายหมื่นไร่แต่เมื่อจวนจะตายก็เป็นโรคเบาหวานอย่างหนัก กินข้าว กินขนมไม่ได้ต้องกินรำแทนข้าว ครั้นเมื่อตายแล้วก็ต้องไปพบยมบาล พวกภูตฤทธิ์ฉุดกระชากลากไปเหมือนคนต้องโทษหนัก ยมบาลท่านให้เสมียนเปิดบัญชีอ่านความชั่วของเขาให้ตัวเขาฟังเอง เขาฟังแล้วทำหน้าตาเฉยบอกว่าเขาไม่ได้โกงพวกราษฎรเจ้าของที่ดินเขามีจำนำไว้แล้วไม่มาไถ่เอง พอเขาพูดจบประตูทางด้านขวามือก็เปิดออก มีคนทั้งผู้หญิงผู้ชายเดินออกมาหลายร้อยคน จนแน่นศาลไปหมด คนเหล่านั้น แต่งตัวเหมือนชาวนา พูดเสียงคล้ายๆ คนจังหวัดราชบุรี เมืองเพชร บ้านโป้ง และทางหนองปลาดุก แม่อาจารย์ทองสุขเล่าว่า พวกเจ้าของนาที่ตายไปด้วยความอดอยากยากจนเพราะถูกโกงที่ดินหมดก็พยาบาท จึงแอบคอยดูว่าเมื่อไรคนโกงคนนั้นจะย่างเหยียบเข้ามาในแดนตัดสินบ้าง เขาคอยโอกาสอยู่ไม่นานคนโกงก็เข้ามา เขาจึงรุมฟ้องยมบาลว่า คนโกงคนนั้นได้โกงเขาอย่างไร ใช้อุบายต่างๆ กันอย่างไร นอกจากโกงที่ดินแล้ว ยังเคยแอบฆ่าคนเสียหลายศพ เพราะไม่ชอบใคร พอบอกว่า "ไม่อยากเห็นหน้า" เท่านั้น เป็นอันรู้กัน ลูกน้องของเขาจะไปจัดการยิงหรือแทงให้ทันที คนที่ถูกฆ่าตายเล่าให้ยมบาลฟังว่า ตัวเขาชื่อ ฮวด ได้ถูกคนโกงคนนั้นใช้ให้ไปฆ่าคน แต่ไม่ไป เขาพูดตอบดีๆ ว่า "นาย อย่าให้ผมทำเลย ผมมีลูกแล้วสองคน กำลังเล็กๆ อยู่ แม่มันก็ขี้โรค หาเลี้ยงลูกไม่ไหว" ผมตอบเขาดีๆ แต่วันรุ่งขึ้นเขาก็ให้ลูกน้องมายิงผมตาย เพราะใครรู้เรื่องเขาแล้วถ้าเขาใช้ไม่ทำก็ต้องตายเหมือนกัน ยมบาลฟังโจทย์ฟ้องแล้วก็หันไปถามเสมียนว่า เรื่องที่นายฮวดฟ้องนี้มีอยู่ในบัญชีหรือไม่ เสมียนคนนั่งทางช้ายมือเปิดบัญชีไปอีก ๓-๔ หน้าแล้วตอบว่า มี เป็นเรื่องจริง ที่นายฮวดกล่าว ยมบาลหน้าบึ้งตึงทันที ตวาดว่า"เจ้ามนุษย์คนชั่ว เจ้าก่อกรรมทำเข็ญถึงเพียงนี้ ดูซิวิญญาณมาคอยเจ้าอยู่แน่นศาลไปหมด เจ้าจงไปสู่กรรมของเจ้าในบัดนี้" พอยมบาลท่านสั่งเท่านั้น ก็มีเปรตตนใหญ่ยื่นมือมากางออกข้างละยาวเลยวา รวบเอาตัวคนโกงไปทันที แม่อาจารย์ทองสุขเห็นแล้วกลัวจนตัวสั่น พอดีจิตเต้นตึ้กขึ้นก็รู้ว่าหลวงพ่อคงเรียกแล้ว จึงรีบลุกขึ้นค่อยๆ เดินแอบย่องออกไปหาเจ้าหน้าที่ผู้หญิง บอกกับเขาว่า หลวงพ่อเรียกแล้วจะขอลากลับไปก่อนไว้หลวงพ่อเผลอหรือท่านไม่ใช้จึงจะแอบหนีมาใหม่ เจ้าพนักงานคนนั้นก็ใจดีพาเดินมาส่ง จึงเดินมาด้วยกันตามทางตรง พอจะออกประตูก็แลเห็นเปรตตนหนึ่งสูงใหญ่ เดินคอแข็งเหมือนแบกอะไรไว้บนหัว แม่อาจารย์ทองสุขจึงเงยหน้าขึ้นมองจนคอตั้งบ่า จึงได้สังเกตเห็นว่า เปรตนั้นแบกแผ่นดินใหญ่เท่าบ้านไว้บนหัว พลั้งปากออกไปว่า "นั่นแบกแผ่นดินไว้จะไปขายที่ไหน" เปรตตนนั้นไม่ตอบ แต่เจ้าหน้าที่ผู้หญิงตอบแทนว่า "ไม่ใช่เขาจะเอาแผ่นดินไปขาย เปรตตนนั้นเมื่อเป็นมนุษย์อยู่ เป็นผู้มีความโลภโกงกินที่ดินของวัด ตายแล้วจึงต้องมาตกนรก ครั้นพ้นโทษหนักแล้วก็ต้องมารับโทษเบาคือ เป็นเปรตเดินแบกแผ่นดินอย่างนี้ อีก ๕,๐๐๐ ปีมนุษย์ จึงจะหมดกรรม" แม่อาจารย์ทองสุขเล่าว่า ฟังแล้วคออ่อน แผ่นดินเท่าบ้าน เปรตเดินแบกอยู่ ๕,๐๐๐ ปีน่ากลัวคอจะหักเสียวันละหลายๆ ร้อยครั้ง ครั้นเดินมาพ้นเขตนรกแล้วทางก็ราบรื่นสดสวยไปด้วยดอกไม้ใบไม้ การปลูกและดูแลรักษาดีมาก มีเรือนหลังสวยๆ เป็นแถวทุกๆ เรือนน่ารักกะทัดรัดน่าอยู่ มีสวนดอกไม้อยู่หน้าบ้านเหมือนๆ กัน เรือนทุกหลังมีผ้าบังตาสวยๆ อยู่ที่หน้าต่างเหมือนในเมืองมนุษย์ด้วย แม่อาจารย์บอกว่าคนที่อยู่ในเรือนเหล่านั้น รูปร่างสวยงาม สะอาด หน้าตาผ่องใสน่ารักเล่นกันเป็นหมู่ ดูผิวหน้ายิ้มแย้มเหมือนผู้มีความสุขเมื่อแลเห็นแม่อาจารย์เดินผ่าน เขาก็มองและยิ้มแย้มด้วยดี แม่อาจารย์ถามเจ้าหน้าที่ผู้หญิงว่า คนเหล่านี้ทั้งผู้หญิงและผู้ชายดูมีความสุข เขาเป็นอะไรจึงไม่ต้องโทษ เจ้าหน้าที่ตอบว่า "คนเหล่านั้นพ้นโทษแล้ว กำลังรอเวลาจะจุติ" แม่อาจารย์ถามว่า "จะจุติที่ไหน" เจ้าหน้าที่ตอบว่า "บางคนจะจุติเป็นมนุษย์และบางคนจะจุติไปเป็นเทวดานางฟ้า" แม่อาจารย์ทองสุขฟังแล้วสงสัยจึงถามว่า "คนที่จะไปจุติเป็นมนุษย์กับคนที่จะจุติไปเป็นเทวดานางฟ้านั้นต่างกันอย่างไร" พนักงานหญิงในยมโลกตอบว่า "ต่างกันที่บุญกุศลซึ่งได้ทำมาแล้วแต่ชาติก่อน แม้คนที่จะไปเกิดในเมืองมนุษย์ด้วยกัน ก็ยังแตกต่างกันอีกเป็นหลายสิบจำพวก บางคนไปเกิดในตระกูลพ่อแม่มียศฐาบรรดาศักดิ์ ร่ำรวยอย่างมหาศาล แต่เมื่อได้เข้าไปในท้องแม่แล้วพอโตหน่อยก็ต้องกลายเป็นคนพิการไป หรือบางคนไม่พิการแต่ประพฤติตัวเหลวไหล ใช้จ่ายเงินทองที่พ่อแม่ให้อย่างย่อยยับหมด ตัวเองกลับต้องลำบากยากจนลงอีกก็เคยมีเสมอ บางคนไปเข้าท้องคนชาวนาอย่างยากจน แต่พอโตขึ้นมีคนไปรับเลี้ยงให้เล่าเรียนดีก็ได้เป็นใหญ่เป็นโตมีความสุขสำราญ ทุกชีวิตเป็นไปตามกรรมของเขาที่ได้สร้างสมมาทั้งสิ้น" แม่อาจารย์ทองสุขฟังแล้วจึงว่า "ถ้าอย่างนั้นพวกที่จะได้ไปเกิดเป็นเทวดานางฟ้า จึงจะสวยกว่าพวกที่ไปเกิดเป็นคนในเมืองมนุษย์กระมัง" เจ้าพนักงานหญิง ผู้นั้นตอบว่า "ถ้าพูดอย่างทั่วๆ ไป ไม่ เจาะจง ก็ว่าสบายกว่ากันหลายร้อยเท่า แต่วิญญาณที่ฉลาดบางดวงก็ไม่อยากไปจุติในสวรรค์ ยังคงอยากไปเข้าท้องมนุษย์อยู่นั่นเอง เพราะในเมืองสวรรค์นั้น มีความสุขสบายอยู่มากก็จริง แต่ความหลงระเริงยังมีมาก หลงในความสนุกสนาน หลงในอำนาจถือตัวเป็นใหญ่ หลงติดในสมบัติต่างๆ ลืมตัวไม่คิดถึงความจริง อริยสัจ เมื่อถึงคราวหมดบุญจะจุติจึงได้คิดและเสียใจ แต่ก็ช่วยไม่ได้เสียแล้วเป็นเสียอย่างนี้ ร้อยก็เกือบทั้งร้อย คนที่มีความทุกข์เช่นคนในเมืองมนุษย์ก็มีประโยชน์ดีอย่างหนึ่งเหมือนกันเพราะเมื่อเกิดทุกข์ก็ย่อมดิ้นรนจะหาทางปลดเปลื้องความทุกข์ จึงเป็นเหตุให้บางคนเข้าถึงพระธรรมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ อุตสาห์บำเพ็ญความดีไปก็อาจจะได้เข้าถึงขั้นพระอริยะบุคคล เป็นพระโสดาบันหรือสูงกว่านั้นขึ้นไปได้ง่ายกว่า พวกติดสุข หลงสุขในทางกามมารมณ์บนสวรรค์" แม่อาจารย์ทองสุขเดินคุยมากับเจ้าพนักงานหญิงในยมโลก โดยผ่านบ้านเรือนที่สวยงามและมีผู้คนที่รื่นเริงสนุกสนานมาเป็นเวลาเกือบครึ่งชั่วโมง จึงออกจากประตูกำแพงแลเห็นม้าแก้วคอยอยู่ข้างนอกก็แปลกใจว่าทำไมม้าจึงมารอรับได้อย่างถูกต้องเพราะไม่ใช่ประตูเดียวกับที่เข้าไป เจ้าพนักงานหญิงคนนั้นก็รู้ใจจึงบอกว่าได้ให้ม้ามารอรับอยู่ทางประตูนี้เอง และบอกกับแม่อาจารย์ทองสุขว่า "ให้บอกหลวงพ่อด้วย ชีบุญขอฝากกราบหลวงพ่อด้วย" แม่อาจารย์ทองสุขฟังแล้วประหลาดใจร้องว่า "อ้อ นี่เป็นแม่ชีบุญมาหรือ ทำไมจึงมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร ไหนลองเล่าให้ฟังหน่อยชิ แหม จำได้ก็ไม่บอก นึกแล้วเชียวว่า หน้าเหมือนใครที่รู้จักกันนานแล้ว" พนักงานหญิงจึงว่า "จะเล่าให้ฟังอย่างสั้นๆ นะเพราะเดี๋ยวหลวงพ่อจะคอยนาน เมื่อฉันบวชอยู่นั้นก็พยายามทำความดี ปฏิบัติธรรมอย่างหลวงพ่อ ท่านเคยชมว่าฉันเรียบร้อยและซื่อตรงนั่นแหละ แต่ความชั่วของฉันมีมาแต่ก่อนบวช สามีของฉันเขาชอบตีไก่เล่นพนันแทงม้า บางทีก็ให้ฉันฆ่าไก่ตัวที่แพ้มาต้มข่าให้กิน ฉันก็คอยยินดีทำให้เขาด้วย เลยเป็นคนหลงไปเกือบ ๑๐ ปี จึงได้คิดหนีสามีเข้าวัดโกนหัวนุ่งขาวบวชเรียนกับหลวงพ่อ ครั้นฉันตายแล้วต้องชดใช้กรรมอยู่นาน เมื่อกรรมหนักเบาแล้วก็ต้องมาเป็นพนักงานอยู่อย่างนี้ ต้องเห็นคนต้องโทษร้องครวญครางอยู่ทุกวัน เพราะโทษที่ชอบดูไก่ตีกันซึ่งเป็นการทรมานสัตว์ เอาเถอะ รีบกลับไปเถอะ หลวงพ่อท่านเรียกแล้ว" โคตรทอง - กระบองเพชร เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นระหว่างแม่ชีทองสุขเรียนใหม่ๆ ท่านบอกว่า ในขณะนั้นมันช่างอยากรู้อยากเห็นไปเสียทั้งนั้น พอว่างงานคืนไหนอยู่เวรและหลวงพ่อไม่อยู่ไปกิจนอกวัด แม่อาจารย์ทองสุขก็มักจะฉวยโอกาสเถลไถลออกไปข้างนอกเรื่องที่เคยทำ ไปเที่ยวหาเรื่องมาหัวเราะกันเสมอ การไปเที่ยวไหนๆ ขณะที่ทำสมาธินั้น แม่อาจารย์ทองสุขก็มักปกปิดหลวงพ่อเพราะกลัวท่านดุว่า ไม่ตั้งใจรักษาคนไข้ หรือช่วยเหลือบ้านเมืองตามที่ท่านสั่งให้ช่วย เช่น น้ำท่วมเรือกสวนไร่นาของราษฎรทำให้เสียหาย ท่านก็สั่งให้พวกที่ได้วิชชาธรรมกายทดน้ำแยกแผ่นดินให้น้ำแห้ง ถ้าฝนแล้ง ท่านก็สั่งให้ทำวิชชาช่วยให้ฝนตก แม้ศัตรูมาทิ้งระเบิดก็สั่งให้ครูจันทร์ขึ้นป้องกันปัดลูกระเบิดไปลงน้ำทะเล ฯลฯ วันหนึ่ง แม่อาจารย์ทองสุขทำสมาธิแล้วก็หนีไปเที่ยว การเที่ยวคืนนั้นได้รับความตกใจเป็นอันมาก ครั้นพอดึกออกจากสมาธิแล้ว ใจยังเต้นตึกๆ อยู่ ก็พอได้ยินหลวงพ่อถามอย่างดังๆ ว่า "ไอ้สุข เอ็งไปไหนมา?" แม่อาจารย์ทองสุขสะดุ้งเฮือกขึ้นทั้งตัว พนมมือตอบอ้อมแอ้มอยู่ในคอว่าอะไรตัวเองก็บอกไม่ถูก เสียงหลวงพ่อดุดังลั่น "สุขเอ็งละชักจะเหลวไหลมากไปแล้ว เอ็งคิดว่าพ่อไม่รู้หรือว่าเอ็งจะไปขโมยทองเขามา" "ใครบอกหลวงพ่อ" "เจ้าของเขามาฟ้องล่ะซี เอ็งขโมยเขาจริงไหมล่ะ" "ลูกไม่ได้ขโมย คิดว่าไม่มีเจ้าของก็จับดูหน่อยเท่านั้นแหละ แหม!ต้องมาฟ้องด้วย" แล้วนึกในใจว่า "ไอ้ยักษ์บ้า" "เอ็งมันโง่ โง่แล้วยังอยากหนีเที่ยว เมื่อคืนถ้าพ่อไม่ห้ามมัน เอ็งก็หัวบี้แบนแล้ว ซุกชนไม่เข้าเรื่อง เป็นผู้หญิงยิงเรือทำอวดดีไปเถอะ" เสียงหลวงพ่อบ่น แล้วก็หันไปสั่งงานคนอื่นต่อไปว่า "เขามาบอกว่าทางราชบุรีฝนแล้งจริงๆ ใครอยู่เวรช่วยเร่งฝนให้เขาหน่อย" พอออกจากเวรกลับบ้านพักแต่เช้า แม่อาจารย์ทองสุขบอกว่า "โมโหก็โมโห ขันก็ขัน" ท่านเล่าว่า เมื่อหลวงพ่อดำริเรื่องโรงเรียนนั้นราคาโรงเรียนเป็นเงินเกือบ ๓ ล้าน ลูกศิษย์ลูกหาก็ท้อใจ กลัวจะไม่สำเร็จ บางคนก็พากันคัดค้านว่าหลังใหญ่ไป จะหาเงินที่ไหนกันราคาตั้ง ๓ ล้านบาท เวลานั้นเองเงินแสนก็ยังไม่มี หลวงพ่อท่านก็ว่า "ไม่เป็นไรดอกไอ้สุข โคตรทอง มี เอ็งยังไม่เคยเห็น พ่อเห็นแล้ว" พอได้ยินคำว่า "โคตรทอง" เท่านั้น แม่อาจารย์ทองสุขก็ตาโต หูผึ่งต่อจากนั้นมาก็คอยหนีหลวงพ่อเสมอ เพราะอยากเห็นโคตรทอง แต่หนีไปเที่ยวในขณะเข้าฌานนั้น ๖ ครั้งแล้วก็ยังไม่ได้พบโคตรทองเลย ไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน วันหนึ่งได้ปัญญาฉลาดขึ้น จึงแอบถามม้าแก้วของหลวงพ่อว่า พาหลวงพ่อท่องเที่ยวไปนั้น เคยเห็นโคตรทองอยู่ที่ไหน ม้าแก้วประจำองค์หลวงพ่อก็ตอบว่า "อยู่ในถ้ำ" "ในถ้ำไหน" แม่อาจารย์ซักใหญ่ "ในถ้ำไปทางทิศตะวันออก ถ้าพบพระภูมิขี่เสือให้ถาม พระภูมิจะบอกให้" อาจารย์จำได้แม่น คืนหนึ่ง หลวงพ่อไม่อยู่ ก็จัดแจงเข้าที่ พอจิตนิ่งดี ก็ถอดจิตออกจากร่าง เนรมิตร่างรูปเหมือนกายมนุษย์ขี่ม้าแก้วประจำตัวที่พระพรหมให้ แล้วเหาะไปทางทิศตะวันออก ไปไกลมากแล้วจึงนึกถึงพระภูมิขี่เสือ ไม่ทราบว่าชื่ออะไรและอยู่ตรงไหนแต่พอนึกถึงสักครู่เดียวก็เห็นถนัด จึงชักม้าเข้าไปถามว่า ถ้ำที่มีโคตรทอง อยู่ทางไหน พระภูมิใจดีก็ชี้ทางให้ อาจารย์ขอบใจ แล้วขี่ม้าวิ่งห้อไปตามทางที่พระภูมิชี้มือบอกมา พักใหญ่ก็แลเห็นภูเขาดำทะมึนขวางหน้า เมื่อเข้าไปใกล้จึงเห็นปากถ้ำใหญ่โต ขนาดรถยนต์คันใหญ่เข้าได้ จึงหยุดม้า แอบข้างหลืบเขาเพื่อหาช่องทางจะเข้าไปในถ้ำ สักครู่หนึ่งก็แลเห็นยักษ์ ๒ ตนเดินออกมา ยักษ์ตนหนึ่งปิดประตู อีกตนหนึ่งเอาป้ายสีขาวๆ มีตัวหนังสืออยู่ ๓ แถวแขวนไว้ที่หน้าถ้ำ แล้วก็พากันเหาะไป อาจารย์ดีใจมาก พูดกับม้าว่า "พ่อม้าแก้วเราเข้าไปเถอะ" เมื่อไปถึงหน้าถ้ำก็เอาป้ายที่มีตัวหนังสือนั้นออก แล้วลองผลักประตูแต่ผลักไม่ออก พยายามผลักอีกหลายครั้งก็ไม่ได้ผล พอได้ยินเสียงลิงร้องเจี๊ยกๆ โผล่หน้าอยู่ตรงเหนือประตูถ้ำ อาจารย์จึงเงยหน้าขึ้นพูดกับลิงว่า "กุญแจอยู่ที่ไหน ช่วยหยิบทีเถอะพ่อลิง" ลิงนั้นดูจะรู้ฟังหรือไม่ก็คงเดาเก่ง หายไปสักอึดใจหนึ่ง ก็เอากุญแจดอกใหญ่มาส่งให้ อาจารย์จึงไขกุญแจประตูก็เปิดออกโดยง่ายจึงเดินเข้าไปในถ้ำ เดินลึกเข้าไปเป็นห้องใหญ่ชั้นที่ ๓ มีแสงสว่างเหลืองอร่ามไปทั้งห้อง กลางห้องทองก้อนใหญ่เกือบเท่าสุมไก่ตะเภาคงจะเป็นโคตรทอง อาจารย์นึกในใจ ก้อนใหญ่เหลือเกิน ล้อมรอบนั้นเป็นก้อนเล็กๆเท่าบาตร เท่าชามอ่าง เท่าขันล้างหน้า มีหลายสิบก้อน ทุกๆ ก้อนมีผ้าหรือกระดาษขาวๆ มีตัวหนังสือเขียนไว้บนผ้าหรือกระดาษขาวแล้วปิดไว้ที่ก้อนทองเหล่านั้นทุกๆ ก้อน อาจารย์เข้าไปยืนใกล้ๆ เอามือจับก้อนทองเหล่านั้นแล้วถามว่า "ทองของใคร?" ถามถึง ๓ ครั้ง ก็ไม่มีเสียงตอบจึงคิดว่า ทองมาซ่อนอยู่ในถ้ำเฉยๆ ก็ไม่มีประโยชน์อะไร ควรจะเอาไปซื้อขายให้เป็นเงินตราเอามาสร้างโรงเรียนให้หลวงพ่อจะมีประโยชน์กว่า คิดแล้วมองดูทองก้อนใหญ่ก็รู้สึกว่าใหญ่เกินไป คิดกะเอาแต่ก้อนกะดูพอดีๆ กับราคาโรงเรียนของหลวงพ่อที่จะสร้าง จึงหยิบก้อนเท่าขันล้างหน้า ลองยกดูหนักมากแต่พอแบกไหว จึงแบกออกมาจากถ้ำ ขึ้นมาได้ก็บอกกับม้าว่า "กลับกันเถอะ" อาจารย์เล่าว่า พอขี่ม้าได้ ไกลโขอยู่เกือบถึงตรงพระภูมิขี่เสือ ก็ได้ยินเสียงร้องเรียกมาทางด้านหลังว่า “ขโมยๆ หยุดก่อน!" จึงหยุดม้า มองไปเห็นยักษ์ตัวใหญ่ๆ ถือกระบองตะโกนไล่มา พอทัน ยักษ์ก็เอ็ดตะโรว่า "ทำไมขโมยทองเขามา" "ฉันไม่ได้ขโมย ฉันถามหาเจ้าของก็ไม่มีใครเป็นเจ้าของ จึงนึกจะเอาไปขายเอาเงินสร้างโรงเรียนให้หลวงพ่อ" "เอาไปไม่ได้ ก้อนนี้ไม่ใช่ก้อนที่เขาจะทำบุญกับหลวงพ่อ" "รู้ได้ยังไง" "ก็เขามีหนังสือเขียนไว้ไม่เห็นหรือ ทำไมไม่อ่าน" "ก็มันกระดิกหูเสียเมื่อไหร่ล่ะ" "อ้อ ! อ่านหนังสือไม่ออกหรือ ถ้าอย่างนั้นจะยกโทษให้ เอาทองคืนมาเสียดีๆ" "เป็นอะไรจึงจะมาเอาทองคืน" "เป็นผู้รักษาทองเหล่านี้ไว้รอเจ้าของ" "เป็นของใครบ้าง" อาจารย์ถามต่อไป ยักษ์ตอบว่า "ทองเหล่านี้เป็นของผู้ใจบุญได้ร่วมสร้างกุศลไว้ เป็นการสร้างทีละเล็กทีละน้อย จึงรวมเป็นก้อนใหญ่" "เป็นของใครบ้างล่ะ" "ของใครหรือคณะไหนก็มีชื่ออยู่ทุกก้อนที่ผ้าขาวผูกอยู่นั้น อย่าถามมากเลย ส่งคืนมาเถิด ไม่ใช่ของตัวอย่าเอาไป" อาจารย์ลังเลไม่รู้ว่ายักษ์พูดจริงหรือว่าจะขโมยต่อไป ในขณะที่ยังไม่ส่งทองคืนให้นั้น ยักษ์อีกตนหนึ่งก็ตามมาถึง ยักษ์ตนนี้ขี้โมโห พอเห็นทองอยู่ในมืออาจารย์เท่านั้นก็ร้องว่า "ขโมย เอาให้ตายเสียเลย" แล้วก็ยกกระบองเพชรฟาดลงตรงศีรษะอาจารย์โดยแรง อาจารย์ตกใจเพราะไม่เคยพบยักษ์เลย พอพบก็จะรบกันโดยไม่รู้ตัวจึงยกทองขึ้นรับ กระบองก็ฟาดลงตรงทองๆ ก็กระเด็นหลุดจากมือกลิ้งไปตามพื้นดิน ยักษ์ก็ยกกระบองขึ้นฟาดซ้าย ฟาดขวาอีกหลายครั้ง ม้าก็พาอาจารย์หลบกระบองยักษ์เป็นพัลวัน แล้วร้องขึ้นสุดเสียงให้ยักษ์ตกใจและวิ่งราวกับลมพัดพาอาจารย์หนีรอดมาได้พักหนึ่งแต่ยักษ์ก็เหาะตามมาอย่างรวดเร็ว กระบองนั้นตรงเข้าตีหัวม้าและจะตีศีรษะอาจารย์ให้แตกทำลายไป แม่อาจารย์เล่าว่า พอกระบองยักษ์จะมาตีหัวท่านๆ ก็ได้ยินเสียงตวาดว่า "หยุด" กระบองก็หยุดตีและกลับเข้าไปอยู่ในมือยักษ์ แม่อาจารย์ทองสุขได้โอกาสก็รีบกระตุกบังเหียนม้าหนีกลับมาวัด พอถึงก็รีบกลับเข้าร่างเดิม กำลังเหนื่อยที่หนียักษ์มา ตกใจเต้นตึ้กๆ ก็พอได้ยินเสียงหลวงพ่อดุขึ้นว่า "ไอ้สุขเอ็งไปไหนมา" และดุว่าเหลวไหลไปลักทองเขามาดังที่ได้เล่ามาแล้ว แม่อาจารย์เล่าว่า ครั้งนั้นหลวงพ่อนั่นเองตามไปช่วยไว้ พอท่านตวาดเท่านั้นยักษ์ก็หยุดไล่ตี แม่อาจารย์ทองสุขคงสงบเรียบร้อยอยู่หลายวัน วันหนึ่งหลวงพ่อมีแขกมาก แม่อาจารย์ทองสุขยังเจ็บใจยักษ์ไม่หาย ตั้งแต่ถูกไล่ตีด้วยกระบองเพชรแต่ครั้งนั้น แล้วก็พยายามปลุกจักรแก้วที่พระพรหมให้ตอนที่ได้ธรรมกายนั้นให้ศักดิ์สิทธิ์ขึ้น และพยายามทดลองให้ปราบมารต่างๆ ทั้งมารที่หลวงพ่อใช้ให้ปราบและมารที่เข้ารังแกเวลาเข้าฌาน หัดใช้จนชำนิชำนาญอยู่อย่างเงียบๆ ไม่บอกให้ใครๆ รู้ แม้แต่คุณครูจันทร์ ซึ่งเป็นผู้สนิทสนมและอยู่ใกล้ชิดก็ไม่บอก เพราะถ้าบอกแล้วคุณครูจันทร์จะห้ามปรามไม่ให้ไปซุกชนต่างๆ นานา แม่อาจารย์เล่าว่า เวลานั้นกำลังเรียนใหม่ๆ ใจอยากแต่จะทดลองดูว่าอะไรมีจริงหรือไม่จริง และนิสัยของท่านเองก็ชอบบู๊อย่างผู้ชายอกสามศอกอยู่แล้ว จึงไม่กลัวใคร อยากจะลองสู้ดูสักตั้งเรื่อยไป ดังนั้น ด้วยความแค้นใจที่ยักษ์บังอาจเอากระบองไล่ตีหัว จึงแอบหนีหลวงพ่อไปหาเรื่องกับยักษ์อีกครั้ง อาจารย์เล่าว่า พอเรียกพ่อม้าแก้วมา บอกว่าให้พาไปที่ถ้ำยักษ์เท่านั้น ม้าก็สั่นหัวบอกว่าไม่อยากไป กลัวกระบองเพชรของยักษ์ แม่อาจารย์ต้องทำโกรธแล้วว่า "อะไรพ่อม้าแก้วเป็นผู้ชายแท้ๆ ยังกลัวกระบองยักษ์ ฉันเป็นผู้หญิงยังไม่กลัวเลย" ม้าแก้วก็ตอบว่า "ไม่กลัวแล้วอย่าวิ่งหนีนะ" อาจารย์ทองสุขรับว่า "เออ ทีนี้ละไม่หนีแน่ๆ" ม้าแก้วจึงยอมไปด้วยอาจารย์ขี่ม้าพอเต็มเหยียดก็ถึงพระภูมิขี่เสือ พอพระภูมิแลเห็นเข้าท่านก็หัวเราะเอิ๊กๆ แล้วว่า "มาอีกแล้ว หัวโนยังไม่เข็ด" แม่อาจารย์ตอบว่า "ชั่ง หัวโนก็หัวฉัน ไม่ใช่กงการอะไรของตาพระภูมิ ระวังเถอะลงจากเสือเมื่อไหร่ เสือมันจะขบหัวเอา" ว่าต่อล้อต่อเถียงกับพระภูมิแล้ว ก็ห้อม้าไปเลย ไปพักหนึ่งก็แลเห็นถ้ำของยักษ์ ม้าแก้วมาถึงแล้ว บอกว่า อย่าเข้าไปเลยสู้มันไม่ไหว แต่อาจารย์ไม่เชื่อจะเข้าไปแก้แค้นยักษ์ให้ได้ ม้าจึงแนะอุบายว่า ถ้าจะเข้าไปจริงๆ ก็ให้แปลงตัวเสียก่อน แม่อาจารย์ถามว่าจะแปลงเป็นตัวอะไรดี ม้าเสนอว่าให้แปลงเป็นยักษ์ตัวโตๆ แม่อาจารย์ก็เห็นจริงด้วยจึงทำสมาธิ อธิษฐานจิตสักครู่ก็กลายเป็นยักษ์ตัวโตจริงๆ แล้วถามม้าแก้วว่า "เป็นยักษ์ตัวโตสมใจหรือยังล่ะทีนี้" ม้าแก้วตอบว่า "ฮี้ ยังไม่ได้ความเลย ยักษ์อย่างนี้ไม่มีใครกลัวหรอก เชื่อเถอะ" "ทำไมล่ะ" อาจารย์ถาม "ก็ดูตัวเองซี มันน่ากลัวเมื่อไหร่ เขี้ยวก็สั้นยังกะเขี้ยวหมู" "บ้า! ม้าบ้า! อาจารย์ตวาดม้าแล้วก็ก้มดูตัว "ต๊ายตาย! จริงๆ น่ะแหละ มันกลายเป็นยักษ์ผู้หญิงไป หน้าอกยานเท้งเต้งเหมือนแม่ลูกอ่อนเชียว" ที่เป็นดังนี้เพราะอาจารย์สร้างมโนภาพขึ้นจากภาพยักษ์ปีขาลซึ่งเห็นในหนังสือพรหมชาติมิ่งขวัญของปีขาลซึ่งเป็นยักษ์ผู้หญิงยืนอยู่ใต้ต้นขนุนสำปะลอ จึงจำเอามาติดหูติดตา เมื่อจิตเพ่งไปที่รูปยักษ์ผู้หญิงแปลงตัวแล้วจึงเหมือนรูปนั้น คราวนี้อาจารย์จึงสำรวมจิตทำสมาธิแล้วสร้างมโนภาพรูปยักษ์ขึ้นใหม่ แต่จะนึกถึงใครก็นึกไม่ออก มีใจโกรธแค้นยักษ์ที่เอากระบองมาไล่ตี ใจก็นึกถึงยักษ์ตนนั้นอยู่จิตจึงไปเพ่งเอายักษ์ตนนั้นเข้า เมื่อแปลงกายเสร็จ ม้าแก้วเห็นแล้วตกใจ ทำท่าจะเผ่นหนี บอกว่า นึกว่าไอ้กระบองเพชรมาแล้ว คราวนี้เป็นยักษ์ผู้ชายค่อยดูน่ากลัวหน่อยเพราะไม่มีโตงเตงที่หน้าอก ยักษ์อาจารย์ก็ชอบใจ ทำแกว่งกระบองเพชรแล้วขึ้นนั่งหลังม้าแก้วอย่างองอาจ ตรงไปที่ประตูถ้ำ คราวนี้ไม่เห็นตัวหนังสือที่ยักษ์เคยแขวนไว้ จึงเอากระบองเคาะปากถ้ำ ๓-๔ ครั้ง สักประเดี๋ยวหนึ่งประตูก็เปิดออก อาจารย์ยกกระบองขึ้นเตรียมตัวจะคอยตีหัวยักษ์แก้แค้น แต่ต้องยกกระบองค้างเพราะคนที่มาเปิดประตูเป็นยักษ์ผู้หญิงหน้าตาสวย เขี้ยวยังไม่งอก อุ้มลูกเล็กๆ น่าเอ็นดูออกมาด้วย พอแลเห็นอาจารย์ก็ดีใจ ร้องบอกลูกว่า "พ่อกลับมาแล้วๆ" เด็กลูกยักษ์ก็ส่งมือมาให้อาจารย์อุ้ม อาจารย์เป็นคนรักเด็กก็เลยเอากระบองเหน็บเข็มขัดแล้วรับลูกยักษ์มาอุ้มแล้วก็เดินตามแม่ยักษ์เข้าไปในถ้ำ อาจารย์ว่า ในถ้ำนั้นกว้างขวางมาก มีห้องหับสลับซับซ้อน เป็นที่อยู่ของยักษ์หลายตน แต่อยู่เป็นส่วนๆ สามีของนางยักษ์คงจะเป็นนายใหญ่จึงดูห้องหับใหญ่โตและมีเครื่องใช้มาก ห้องนอนมีเตียงเป็นแท่นหินกว้างขวางสวยงามนอนได้ราวๆ ๗ คนขนาดมนุษย์ ถ้าเป็นยักษ์รูปร่างใหญ่ก็คงนอนได้ราวๆ ๓-๔ คน พ่อแม่ลูก มีโต๊ะทำงาน สร้างด้วยหินเหมือนกัน มีไฟใช้ด้วยแต่ไม่ใช่ไฟฟ้าหรือตะเกียงเป็นไปตามอำนาจของยักษ์ จะนึกให้สว่างก็สว่าง ไม่ต้องการให้สว่างก็มืด อ่างล้างหน้าก็เป็นหิน เปลเด็กก็เป็นหิน โต๊ะอาหารเก้าอี้นั่งก็เป็นของที่ทำด้วยหินทั้งนั้น แต่ยักษ์แข็งแรงก็ยกไหวทุกอย่าง นางยักษ์ตนนี้เป็นยักษ์สุภาพเรียบร้อยเหมือนหญิงไทยผู้ดี พูดจาอ่อนหวาน ลูกก็ไม่ดื้อ พออาจารย์นั่งพัก นางยักษ์ก็เอากระบองไปเก็บให้และเอาเสื้อผ้ามาให้ผลัดเปลี่ยน นางยกอาหารมาวางให้รับประทาน อาจารย์บอกว่านึกรักนางยักษ์ จะถามเรื่องส่วนตัวอะไรมากก็กลัวนางสงสัยว่าไม่ใช่สามี จึงตีขลุมเลยตามเลย กินขนมยักษ์เสียอิ่ม ขนมนั้นคล้ายๆ ขนมเปียกใส่ถั่ว มีกล้วยมีขนุนด้วย อาจารย์ก็กินอร่อยไปทุกๆ อย่าง ลูกยักษ์ก็สนิทสนมนอนเล่นกินอยู่ด้วย อาจารย์รู้เรื่องโคตรทองจึงถามนางยักษ์ "ทองก้อนใหญ่นั้นมีของใครบ้าง" "หลายเจ้าของด้วยกัน พี่จำไม่ได้หรือ" "จำได้" อาจารย์ตอบ "แต่อยากจะทดลองความจำของเธอบ้างไหนลองบอกซิว่า เป็นของใครบ้าง" "ของหลวงพ่อวัดปากน้ำนั้นก้อนใหญ่มากกว่าเพื่อนไงล่ะ พี่ลืมแล้วหรือ?" นางยักษ์ตอบเรียบร้อย "ท่านเอามาฝากไว้แต่เมื่อไหร่" "เมื่อชาติก่อนๆ ท่านเคยทำไว้กับลูกศิษย์มาก รวมกันเข้าเป็นทองก้อนใหญ่ เมื่อท่านทำบุญใหญ่ท่านก็ดึงสายสมบัติเก่ามาให้ไปเชื่อมกับสายสมบัติใหม่ ผู้คนที่มาช่วยทำบุญก็จะได้รวยขึ้น จะมีเงินทำบุญอีกต่อไป" "แล้วก้อนอื่นๆ ล่ะ เป็นของใครบ้าง" "เป็นของวัดอื่นๆ ก็มีอยู่หลายก้อน จำไม่ค่อยได้หมด พี่ไปอ่านดูแล้วกัน หัวหน้าเก่าเขาเขียนบอกไว้ทุกๆ ก้อน" นางยักษ์ตอบ "เป็นของผู้หญิงมีบ้างไหม?" อาจารย์ถามเพราะอยากรู้ว่าของอาจารย์มีหรือไม่ ด้วยอาจารย์กำลังสร้างสำนักกรรมฐานอยู่ที่อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี ยักษ์ตอบว่า ของแม่ชีทองสุขอยู่ก้อนเล็กๆ จำได้ว่าเอาไว้ข้างๆของอีกคนหนึ่ง เป็นทองก้อนใหญ่เพราะทำไว้หลายชาติแล้วแต่นึกไม่ออก อาจารย์อยากเห็นทองของตัวเองว่ามีลักษณะเป็นอย่างไร จึงชวนนาง ยักษ์ให้ไปดู นางยักษ์ก็พาไปที่ห้องเก็บทองชื่งอาจารย์เคยมาพบโดยบังเอิญแล้วครั้งหนึ่ง "ไหนก้อนไหนของแม่ชีทองสุข" "ก้อนเล็กๆ อยู่ติดกับก้อนใหญ่ขนาดกลางนั่นไงล่ะ" อาจารย์ก็หยิบขึ้นมาดูพลางนึกในใจว่า "ของเราก้อนนิดเดียวจะพอสร้างสำนักกรรมฐานสัมมาอะระหังได้เชียวหรือ อย่าเลย กลับไปเมืองมนุษย์คราวนี้ต้องเร่งสร้างกุศลให้มากจะได้มีทองเป็นทุนสำรองไว้ก้อนใหญ่ถึงคราวอดอยากยากแค้นจะได้มีกินและจะได้สร้างสำนักให้เสร็จทันตา เห็นคิดแล้วก็วางทองก้อนเล็กของตนลงไว้ที่เดิม อาจารย์ถามหาของคนอื่นๆ อีก ๒-๓ คน อยากจะดูแล้วจะได้กลับมาเล่าให้เจ้าของฟังให้ทั่วๆ กัน แต่เสียงม้าแก้วร้องลั่นอยู่นอกถ้ำเหมือนจะเตือนให้รีบกลับ คงจะมีเหตุการณ์อะไรไม่ดี อาจารย์จึงบอกนางยักษ์ว่าจะออกไปดูซิเผื่อเพื่อนมาหา แล้วบอกนางยักษ์ว่า ไม่ต้องไปส่งเดี๋ยวจะลำบาก สั่งเสียนางยักษ์แล้วก็รีบออกมา พบม้าแก้วๆ บอกว่าให้รีบหนีเร็วๆ ยักษ์กลับมาแล้ว มากับเพื่อนด้วย ๓-๔ ตน รูปร่างใหญ่ทั้งนั้น ถ้ารบกันจะแพ้ อาจารย์ก็รีบขึ้นหลังม้าแก้วๆ ก็พาห้อกลับ ใจอาจารย์นั้นยังอาลัยอาวรณ์นางยักษ์และลูกเล็กๆ ที่สนิทสนมด้วยอย่างแปลกประหลาด เป็นการจากมาอย่างคิดถึงเหมือนจากคนรัก พอถึงวัดปากน้ำภาษีเจริญก็รีบลงจากหลังม้าเห็นกายเนื้อของตนยังอยู่ในท่าเข้าที่ทำสมาธิอยู่ก็รีบไปอยู่ในกายเนื้อทันที ขณะที่ใจเต้นตึกๆ กลัวหลวงพ่อจะรู้นั้น ก็ได้ยินหลวงพ่อบ่นว่า "ไอ้สุข มาหรือยัง ไอ้คนนี้ชักจะซุกชนใหญ่แล้ว ประเดี๋ยวต้องมีโจทก์มาฟ้องอีก" "สุข ไอ้สุข" เสียงหลวงพ่อร้องเรียกใน ๑๐ นาทีต่อมา "เจ้าขา" อาจารย์ขานไม่ค่อยจะมีเสียง "เอ็งไปหาเรื่องที่ไหนมา" "ป-ล-ะ-เ-ป-ล่-า อ้อ ไปนิดเดียวค่ะ" "ไปไหน?" "อ้า ไปนิดเดียวค่ะ" "เอ็งนี่จะเหลวไหลอีกแล้วนะ" เสียงหลวงพ่อบ่นลอดมาตามฝาห้องที่กั้น อีกนานหลายอึดใจ จึงมีเสียงดุว่า "ไอ้สุข เอ็งไปเป็นชู้กับเมียเขาหรือ เขาฟ้องมาแน่ะ" "เปล่าค่ะหลวงพ่อ ลูกเปล่าจริงๆ ค่ะ" เสียงหลวงพ่อท่านหัวเราะหึอยู่นาน จึงได้ยินท่านถามใหม่ว่า "สุขเอ๋ย สุข เอ็งอยากเป็นผู้ชายไหมล่ะ" "อยากเจ้าค่ะ" อาจารย์ตอบด้วยความดีใจ "เดินเครื่องเข้าสิไอ้สุข เก็บให้หมดเลย" "เจ้าค่ะ" ตั้งแต่วันนั้นมา แม่ครูจันทร์เล่าให้ฟังว่า ใครทำเสียงดังไม่ได้ แม่อาจารย์ทองสุขโกรธนัก มาถามตอนหลังได้ความว่า เข้าที่ทำสมาธิ "เดินเครื่อง" เพื่อจะให้ร่างกายกลับเป็นชาย เปลี่ยนแปลงเพศ อุบาสิกาผู้หนึ่งซึ่งได้ปลงผมบวชวันเดียวกับแม่อาจารย์ทองสุขได้เล่าให้ฟังว่า เรื่องการจะเปลี่ยนแปลงเพศนี้ ได้มีการทำจริงๆ และทำอยู่นานหลายเดือนสาเหตุที่คิดจะเปลี่ยนเพศหญิงให้เป็นเพศชายนี้ เนื่องจากหลวงพ่อเป็นห่วงลูกผู้หญิงว่าจะถูกคนข่มเหง ตอนดึกๆ เปลี่ยนเวรเข้าห้องทำสมาธินั้น ท่านเอาใจใส่ สั่งให้ระวังประตูปิดเปิด อย่าให้ใครแปลกปลอมเข้าไปในห้องทำสมาธิได้ ในห้องทำสมาธิซึ่งเรียกว่า "โรงงาน" นั้น ทางฝ่ายหญิงมีประตูออกทางด้านหลังศาลาเรียนธรรมหลังเก่า ส่วนทางฝ่ายชายมีประตูออกทางด้านหน้าโบสถ์ ภายในโรงงานนั้นหญิงชายจึงไปมาหาสู่กันไม่ได้ เพราะมีฝาห้องกั้นตลอด แต่เวลาหลวงพ่อท่านสั่งงานจะได้ยินเสียงท่านลอดมาตามฝาห้องซึ่งตอกตะปูไว้ด้วยฝีมือห่างๆ เวลาจำเป็นก็แอบดูหลวงพ่อสอนและสั่งงานได้เพียงนัยน์ตาเท่านั้นเอง หลวงพ่อท่านเป็นห่วงทางประตูผู้หญิงเกรงจะมีคนร้ายลักลอบเข้าไปทำความเสียหาย จึงสอนวิชาแปลงเพศให้ ท่านบอกว่า ให้เดินเครื่องเก็บให้หมด คือ หมายความว่าให้เก็บเพศหญิงให้หมดก่อน เมื่อเก็บหมดแล้ว จึงจะเดินอีกเครื่องหนึ่ง ปล่อยเพศชายที่ต้องการให้ปรากฏออกมา เรื่องนี้เป็นเรื่องจริงที่ได้มีการสอนกันตั้งแต่ก่อนสงครามโลกครั้งที่ ๒ เวลานั้น มีอุบาสิกาเรียนอยู่ประมาณสิบกว่าคนเป็นเรื่องที่น่าขบขันมาก ที่ไม่มีใครเขาอยากแปลงเพศเลยเพราะทุกคนพอใจในเพศหญิงของตนอยู่แล้ว เมื่อหลวงพ่อถามว่า "เปลี่ยนหรือยังๆ" ก็จะมีคนตอบค่อยๆ ว่า "ยังเจ้าค่ะๆ" นอกจากแม่อาจารย์ทองสุขคนเดียวเท่านั้น ที่มีคำตอบที่แปลกที่สุด คุณครูลูกจันทร์เล่าว่า "ไม่มีใครเขาอยากเป็นหรอกผู้ชายน่ะ มีแต่พี่สุขคนเดียวเท่านั้น เขาอยากนักอยากหนาอุตส่าห์เดินเครื่องอยู่ได้ตั้งหลายเดือน พอหลวงพ่อถามเขา ๆ ก็ตอบว่า "เกือบแล้วค่ะๆ" ตอนนั้นใครจะเข้าไปยุ่งกับเขาไม่ได้ เขาเคร่งจังเลย ไม่รู้ว่าเรื่องอะไรของเขาล่ะ" "ของคนอื่นเก็บไม่ได้แต่ของพี่สุขเขาเก็บได้ พี่สุขบอกว่าหน้าอกของผู้หญิงแห้งลงไปมาก จนวันหนึ่งเขาจึงตั้งใจทำมากยิ่งขึ้นตอนดึกรู้สึกว่าได้ผล เก็บเกือบหมดแต่พี่สุขเกิดตกใจ เห็นท่าทางมันจะเป็นจริงขึ้นมา เลยเกิดกลัวหลวงพ่อจะบอกให้ใครๆ รู้เพราะเป็นของแปลกประหลาดมาก ยิ่งคิดเขายิ่งตกใจ เลยเดินเครื่องกลับเป็นผู้หญิงอย่างเก่า แต่เช้ามืดรีบบอกว่า "นี่ๆ จันทร์ เมื่อคืนตกใจเกือบตายแน่ะ" "ตกใจอะไรล่ะพี่สุข" "มันจะเป็นจริงๆ น่ะซี" "อ้าว ก็ดีแล้วไงล่ะ พี่สุขอยากเป็นผู้ชายไม่ใช่เรอะ" "อยากเป็นก็อยากเป็น แต่เผื่อเป็นจริง ใครๆ มา หลวงพ่อมิจับฉันแก้ผ้าให้ใครๆ ดูเรอะยะ" "ก็จะเป็นไรไปล่ะ เป็นผู้ชายไม่เห็นจะต้องอายเลยนี่นา" "โอ๊ย! ไม่น่าอายแกก็ทำเถอะ ฉันไม่เอาละ เมื่อคืนมันจะเป็นจริงๆ ฮึ ! เป็นออกมาหน่อยแล้วซี” "แล้วพี่สุขทำยังไงล่ะ" คุณครูจันทร์ถามพลางหัวเราะพลาง "ฉันก็รีบตาเหลือก เดินเครื่องกลับน่ะซี ขืนปล่อยไว้ช้าเดี๋ยวเลยกลับไม่ได้ ฉันมิได้เป็นคนแปลกประหลาดอยู่คนเดียวหรือ เดี๋ยวใครมันจะได้เอาไปออกงานภูเขาทอง อายเขาตายกัน" คุณครูจันทร์หัวเราะเสียงหายแล้วบ่นว่า "พี่สุขล่ะพิลึกเดี๋ยวก็อยากเป็นผู้ชาย เดี๋ยวก็กลัวหลวงพ่อจับแก้ผ้าอวดแขก เดี๋ยวก็กลัวออกภูเขาทอง" เรื่องราวความซุกซนต่างๆ นั้นเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในยุคแรกๆ ที่ได้ธรรมะซึ่งเกิดขึ้นด้วยความอยากรู้อยากเห็น แล้วแม่ชีทองสุขก็มักจะนำเรื่องราวเหล่านั้นมาเล่าให้กับเหล่าศิษย์ฟัง แต่หลังจากนั้นแม่ชีทองสุขก็เป็นผู้ที่เคารพเชื่อฟังในคำสั่งของหลวงพ่อด้วยความศรัทธาอย่างเปี่ยมล้น ดังที่คุณแม่อาจารย์ทองสุขได้เล่าให้ศิษย์ฟังตอนหนึ่งว่า ข้าพเจ้าทองสุข สำแดงปั้น จะกล่าวถึงพระคุณของครูบาอาจารย์ที่มีแก่เรา มีคุณแก่ศิษย์สุดจะพรรณนา ศิษย์บางคนไม่รู้คุณครูบาอาจารย์ ครูบาอาจารย์จะว่ากล่าวสั่งสอนก็หวังว่าจะให้ศิษย์ดี ศิษย์ได้ธรรมะ จะให้ศิษย์เชี่ยวชาญ นั่งว่านั่งสอน ทุกสิ่งทุกประการที่จะสอนให้ลูกศิษย์มีธรรมะเชี่ยวชาญ ในทางเล่าเรียนศึกษาพระธรรมของพระพุทธเจ้าละเอียดลุ่มลึกมากที่สุดที่จะละเอียดได้ อากาศนี่ว่าละเอียดลึก ธรรมของพระพุทธเจ้าที่พระอาจารย์ (หลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ) สั่งสอนให้แก่ศิษย์ละเอียดลุ่มลึกกว่านักเพราะฉะนั้น พระคุณของพระอาจารย์เป็นล้นพัน ที่จะมีแก่เรา ตัวของดิชั้นเองก็เหมือนกัน เคยพยศกับพระอาจารย์เหมือนกันเคยออกฤทธิ์แต่ไม่ออกต่อหน้าหรอก ออกลับหลัง กลัวเวลาอาจารย์จะใช้ให้ไปประกาศศาสนา อาจารย์ก็ได้พูดสั่งสอน พูดดี พูดอ้อนวอนว่าจะให้ศิษย์ไปประกาศศาสนาก็เพื่อจะให้สมบัติแก่ลูกศิษย์จะได้บุญกุศลต่อไปภายภาคเบื้องหน้า ก็อุตส่าห์อบรมสั่งสอน จะให้ศิษย์ทำความดี ให้ออกประกาศศาสนา ก็สั่งสอนอยู่กินเวลา ๒ อาทิตย์กว่าเห็นจะเกือบเดือน สั่งสอนอย่างโน้นอย่างนี้ สารพัดที่พระอาจารย์จะสั่งสอน ตัวดิชั้นเองก็รู้สึกว่าตัวจะผิดมาก ได้ออกฤทธิ์กับพระอาจารย์ พระอาจารย์ก็มิได้ว่ากล่าวอะไรลูกศิษย์ ได้สั่งสอนไปอย่างนั้น ให้สร้างวัด พระอาจารย์จะช่วยอย่างนั้นอย่างนี้สารพัดที่จะสั่งสอน ให้ดิชั้นออกประกาศศาสนา ดิชั้นไม่ยอมไป อาจารย์พูดเท่าไรๆไม่ยอมไป นึกในใจดำริแต่ในใจว่า คนโน้นทำไมไม่ให้ไป คนนี้ทำไมไม่ให้ไป จะไม่ยอมออกประกาศศาสนา มาเล่าเรียนมุ่งอยู่ใกล้พระอาจารย์กลัวตัวจะไม่ได้วิชชา กลัวตัวจะไม่ได้ความรู้ ความรู้ไม่ทันเพื่อนเขา จนพระอาจารย์ต้องดุ ถึงไป ถ้าพระอาจารย์ไม่ดุยังไม่ยอมไป ท่านั้นท่านี้ พูดบ่ายเบียงจะไม่ยอมไป ในใจนึกแต่ว่า อาจารย์ไม่รักเราชะแล้ว ไม่สงสารตัวเราซะแล้วจะใช้ให้เราไปซะแล้ว ส่วนคนอื่นพระอาจารย์ไม่ใช้ไป เฉพาะเจาะจงตัวดิชั้น ไม่ยอมไป ดื้อนะตัวดิชั้นเองร้ายเหมือนกัน ดื้อ อาจารย์ดุใหญ่เชียว ว่าทางทิศนี้เป็นทิศที่สำคัญที่สุด ทางทิศนี้นอกจากมึงไม่มีใครไปได้ อาจารย์พูดอย่างนั้นตัวดิชั้นก็นึกเสียใจให้อาจารย์พูดว่าพล่ามสอน พล่ามว่าทุกอย่าง ทุกสิ่งก็ไม่ทราบความในใจว่าทางทิศนี้เป็นทิศที่สำคัญที่สุด ก็ลากราบพระอาจารย์ได้ตอบกับพระอาจารย์ว่า ในเมื่อไปสั่งสอนไม่ได้ก็ไปตายซะเถอะ ลูกจะทำตามคำสั่งสอนของพระอาจารย์ทุกอย่างทีเดียว ยอมรับผิดแต่ว่าออกฤทธิ์ซะพอ ทรมานให้พระอาจารย์สะเทือนใจ ตัวดิชั้นเป็นแบบนี้ เราก้มกราบพระอาจารย์จะใช้ให้ไปไหนไปทั้งนั้น ใช้ให้ไปตายก็ไปดำริไว้แต่ในใจ พระอาจารย์พอเห็นว่า รับปากแล้วว่าจะไป แหมไปงัดเอากระเป๋าออกมาให้น่ะ ลาพระอาจารย์จะข้ามไปฝั่งกระโน้นจะไปซื้อกระเป๋า พระอาจารย์ก็ถามว่าจะไปไหน ก็บอกว่าจะไปซื้อกระเป๋าใส่เสื้อผ้าเดินทาง พระอาจารย์ก็เอากระเป๋าออกมาเชียว ออกมาให้ บอกว่ากระเป๋าใบนี้ตั้งแต่หลวงพ่อยังหนุ่มๆ อยู่หลวงพ่อบวชใหม่ๆ ก็งัดเอากระเป๋ามาให้ใบหนึ่ง แล้วให้ เงินไปยี่สิบกว่าบาท ดิชั้นมีเงินอยู่ยี่สิบกว่าบาทที่พระอาจารย์ให้ไป พระอาจารย์สั่งว่า เอาเถอะ คนข้างในจะเป็นพวกทำวิชชาก็ตามหรือจะเป็นคนข้างนอกก็ตาม ในวัดนี้ทั้งหมด พระอาจารย์ให้เลือกเอาคนในวัดนี้ไปคนหนึ่งให้เอาไปเป็นพี่เลี้ยง จะได้คอยหาอาหารทั้งปฏิบัติตัวดิชั้น ในระหว่างเดินทาง ฉันยังออกฤทธิ์กับพระอาจารย์อีก พระอาจารย์ให้เลือกเอาคนที่มีธรรมะจะได้ไปช่วย จะได้เบาแรงฉัน จะไม่เอาอีกแล้ว ออกฤทธิ์กับพระอาจารย์อีกแล้ว ไม่เอาใครๆ มาชอบใจเอาคนหนึ่ง ชื่อ เธียร เขามาพักอยู่ที่บ้าน สามีเขามาไว้ เขาก็เป็นคนที่มีครอบครัว มาบวชชั่วคราวเท่านั้น บนตัวบวช ก็ตรวจดูในเหตุการณ์ ใครๆ เดินทางไปประกาศพระศาสนาแก่ฉันไม่สะดวก เดินทางไปไม่ตลอดก็ไปเลือกเอาซีเธียร ที่พักอยู่ที่บ้าน ตัวเขาไม่รู้นี้จะทำไงเล่า ฉันมาประจบเขาเชียว ท่านั้นท่านี้ มาพูดประจบประแจง เอาใจเขา หวังจะเอาชีเธียรไปเป็นพี่เลี้ยง พอไปประจบพูดกับชีเธียร ชีเธียรก็รับปากว่าเขาจะไปเดินทางด้วย ไปเป็นพี่เลี้ยง ก็ดีใจว่า ได้ชีเธียรไปเป็นพี่เลี้ยง ดีใจมาก ได้คนที่ถูกใจไป ชีเธียรรึก็ไม่มีธรรมะไม่ได้ธรรมะ ใกล้วันรุ่งขึ้นอีก ๒ วัน ก็จะไปแล้ว พระอาจารย์ก็ถามว่าเอาใครไปเล่าไปเป็นพี่เลี้ยงของเอ็ง กราบเรียนพระอาจารย์ว่าได้ชีเธียรที่พักอยู่ที่บ้านลูก เขาจะบวชชั่วคราว พระอาจารย์ก็ตอบ เอาคนที่เขามีธรรมะหรือเปล่า บอก "ไม่มี" "ไม่มีแล้วจะเอาให้ช่วยเราได้ยังไงล่ะ" ให้เลือกคนที่ในนี้ ไม่ยอมเลือก จะเอาชีเธียรไปให้ได้ ดื้อด้วยนะ เถียงพระอาจารย์ด้วย ไม่ยอมนี่ ทำให้ครูอาจารย์ได้รับความกระทบกระเทือนเพราะว่าความดื้อนั่นเองไม่ยอม เถียงจะเอาชีเธียร ใครจะชี้แจงให้เราเอาคนนั้นคนนี้ไปก็ไม่ยอม เพราะความดื้อกับพระอาจารย์ พระอาจารย์ก็ไม่ว่ากระไร พระอาจารย์ก็ตอบว่า ทิศนี้เป็นทิศสำคัญที่สุด ถ้าคนอื่นไปได้ก็จะให้คนอื่นไป นี่จำเป็นซะด้วยจะต้องให้มึงไปในทางทิศนี้ พอรุ่งขึ้นเช้า จัดแจงข้าวหาใส่กระเป๋าเสร็จ มีเงินติดตัวไปยี่สิบกว่าบาทเท่านั้น พระอาจารย์ก็บอกว่าให้หลวงตาขอด นำทางไปส่งที่บางปะกง หลวงตาขอดท่านเป็นอาจารย์ทางธรรมะเหมือนกัน แต่เวลานี้ท่านได้ตายซะแล้ว ท่านก็พาขึ้นรถไปขึ้นรถสายปากน้ำ ไป ๓ พี่เลี้ยงด้วย ตัวฉัน หลวงตาขอดอีกองค์ ลงไปที่สำโรงแล้วก็ลงเรือยนต์ไป มีสตางค์ไปยี่สิบกว่าบาท เอาข้าว กะปิ พริกแห้งเอากล้วยตาก ไปด้วย เอากาน้ำ เอาอะไรไปใส่กระเป๋าพะรุงพะรังไป เพื่อไปหุงหารับประทานในระหว่างทาง ก็มีเงินไปยี่สิบกว่าบาทเท่านั้น หลวงตาขอดพาเอาไปฝากไว้กับหลวงพ่อเผือกวัดกลาง วันนั้นเป็นวันพระ คนที่มารักษาศีลอยู่ที่วัด ไปถึงก็แหม พินอบพิเทานะ ไปพูดจากับเขาอ่อนหวานทีเดียว เพราะว่าไม่เคยออกประกาศศาสนาที่ต่างจังหวัด ไม่รู้จักเขาด้วย ก็นึกดำริอยู่แต่ในใจว่า ในวันรุ่งขึ้น พรุ่งนี้เราจะไปเอาข้าวที่ไหนกิน เป็นทุกข์แล้ว เราอดก็ยังไม่เป็นไร จะเอาพี่เลี้ยงเขามาอดนี่เป็นทุกข์ซะอีกแล้วคราวนี้พักอยู่ที่วัดกลาง เขาก็รู้ว่าชีมา ๒ คน พระท่านจะมาพูดด้วย จะมามองหน้าพี่เลี้ยงก็ไม่ได้ ฉันหวง นั่งกันนั่งบังซะ กลัวพระจะมามองพี่เลี้ยง กลัวพระจะมาชอบพี่เลี้ยง ไม่ใช่เล่นนะ ทีนี้ พอวัดอื่นเขาได้ข่าวเข้าในวันนั้น ก็ใช้ให้คนมาบอกว่าขอเชิญแม่ชี ๒ คนไปที่วัดโน้น เขาเรียกวัดบนหรือว่าวัดล่างนี่แหละ ก็จำวัดไม่ได้แล้ว บางปะกงนี่แหละมีอยู่ ๓ วัดเท่านั้น ไปเชียว วัดนั้นเขารับอุโบสถอยู่เต็มหลังคา เขาก็มองดูฉัน มองตั้งแต่เท้าจรดศีรษะ มองตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า จะถามว่าอะไรก็ไม่ถาม เขาเรียกไปดู เขามีความหมายว่านี่จะเป็นชีขอทานหรือเป็นชีล่อลวงพวกเขา เขามองเหยียดไปเช่นนั้น ฉันก็อยู่ที่ศาลานั่น นึกในใจว่า รุ่งขึ้นพรุ่งนี้จะไปทานข้าวที่ไหน จะอดแย่ซะก็ไม่รู้ ไม่รู้จะไปหุงหาที่ไหน พอเย็นเข้าเขาทำวัตรเย็น ธูปเทียนเราก็ไม่มีไป เขาก็ไม่ให้ธูปเทียน เรารึก็สวดมนต์ไม่เป็น มีผู้ชายคนหนึ่ง แก่ ศีรษะล้านๆ จุดธูปบูชาพระเขาก็ส่งธูปให้ ๓ ดอก แหมรู้สึกขอบคุณ ลุงคนนั้นแท้ๆ ได้จุดบูชาพระ พอจุดไหว้พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ก็รู้สึกขอบใจแก คนที่ศาลาทั้งหมดรู้สึกจะมาสอนอะไร จะมาถามไถ่อะไรดิชั้นก็ไม่พูดไม่สอนไม่บอกเหมือนกับดูถูกชีมากที่สุด ฉันก็คิดว่าช่างเถอะเพราะเราไม่รู้จักมักจี่ใคร มีคนแก่คนหนึ่ง เขาควักเงินออกมา ๕o สตางค์ เป็นกระดาษใบละ ๕ สตางค์เขาจบอยู่ตั้งนาน จะอธิษฐานว่าไง ไม่ทราบ แล้วก็ส่งอัฐ ๕๐ สตางค์มาให้ ฉันก็ไม่รับ บอกว่าขอบพระคุณล่ะค่ะ ฉันไม่รับหรอก ไม่เป็นไรหรอกค่ะ บอกกับยายคนนั้นว่าอย่างนั้น รุ่งเช้าขึ้น ก็ออกลาเขากลับ เดินมา ๒ คน เราจะไปซื้ออาหารการกินที่ไหน ร้านข้าวแกงก็ไม่มี วันนี้คงจะอดข้าว นึกดำริอยูในใจ ไปเจอทันลุงอี้ หรือลุงอี๋นี่แหละ แกให้ลูกสาวมาคอยดักอยู่ที่ถนนว่า ลูกสาวเขานะชื่อแม่ช้วน มาคอยดัก ก็ชวนดิชั้น ๒ คนกับพี่เลี้ยงให้มาทานอาหารที่บ้านเขา ก็มองดูหน้าชีเธียรก็นึกดำริในใจว่า กลัวจะไปทานอาหารเขามากเกินไป ตั้งใจว่าจะตักข้าวทัพพีเดียว ก็อิ่มแล้ว จะอิ่มไม่อิ่มก็อิ่มล่ะ ทานน้ำเข้าไปพอหนักท้อง รับประทานอาหารเสร็จแล้วคุยอยู่สักประเดี๋ยวก็ลามาบอกว่า จะหาที่พักที่ไหนได้ เขาก็จัดแจงบ้านลุงอี้ที่รับประทานอาหารบ้านเขา เขาจัดแจงให้พักอยู่ในครัว แหมรู้สึกขอบคุณแก ดีใจเกือบแย่ที่ได้พักไปพักอย่างนั้นอาหารก็ไม่มีจะรับประทานก็ข้าวสารมีไปมีกะปิไป มีกล้วยตากไป กับข้าวไม่มี ชีเธียรที่ไปกับดิชั้น ไปเก็บใบแคดอกแคเอามาต้ม จิ้มน้ำพริก แล้วก็รินเอาน้ำข้าวที่หุงเป็นน้ำแกง เขาก็จิ้ม น้ำพริกเอาใบแคต้ม จิ้มน้ำพริกรับประทานกับอาหาร ชดน้ำข้าวโฮกเข้าไปเชียวชดน้ำข้าวเข้าไปต่างน้ำแกง เดี๋ยวชีเธียรก็ชดโฮกเข้าไปอีกเหมือนกัน ฉันถามชีเธียรที่ไปด้วยกันว่าอร่อยมั้ย ดีมั้ย แค่ถามเขาว่าดีมั้ย น้ำตาคลอหน่อยเชียว นึกว่าต่อไปจะกันดารแค่ไหนก็ไม่รู้ เก็บใบแคที่ต้นเก็บหมด เก็บดอกกับใบอ่อน เก็บฝักจนหมด จนมีแต่ใบแก่ ตัวดิชั้นเองจะออกมุขท่าไหนให้คนมาเรียน มีพระมาสอนสององค์สามองค์ ตกกลางคืน มีผู้ชายมาเรียนคนหนึ่ง มีน้ำมันพราย มีผงมาด้วยนะ จะมาใส่ยายชี ฉันเลยบอกว่า อย่าได้เล่นของพรรณอย่างนี้เป็นของร้อนเป็นของที่บาป เป็นของที่ต้องโทษ ให้เอาไปทิ้ง ไปฝังซะเถอะ อย่าเอามาเล่นเลย หาของอย่างนี้ไม่มีประโยชน์ มีแต่บาปมีแต่โทษติดตนเองไป เราจะอยู่กี่มากน้อยจะละโลกไป อย่าเลยนะคะ ในเรื่องพรรณอย่างนี้ ที่ฉันมาสอนมันเป็นน้ำใจจริงๆ ของในเรื่องบาปอย่าเอามาเข้ากับบุญมันเข้าไม่ได้หรอก ก็บอกแกว่าอย่างนั้น แกจะเชื่อหรือไม่ก็เป็นเรื่องของแกแหละ อยู่หลายวัน อยู่ก็อดอยากก็ออกอุบายให้คนมาเล่าเรียนธรรมะ ไม่มีใครเขามา เขาไม่รู้จักเรา ก็ออกตรวจ ถ้าบิดา มารดาใครที่ละโลก พี่ป้าน้าอา ตัวฉันเองจะตรวจให้นะคะทุกคน พูดจากับเขาอ่อนหวานเอาใจเขาแทบตาย เพราะว่าเราไม่รู้จักใคร ประจบประแจง จะได้อาศัยร่มไม้ชายคาเขาพักสอนชั่วคราวหนึ่ง เอาใจเข้า เราก็ตรวจให้ บิดา มารดา ใครทุกข์ใครสุข บอกไปตามหน้าที่ ใครๆ ก็อยากรู้ บิดา มารดา ตกทุกข์ที่ไหน ก็พากันมาทีเดียว รุ่งขึ้นมีปิ่นโตมาให้ อาหารกับข้าวขนม รอดตายไปที พอได้เลี้ยงตัวไปได้ เพราะเงินมี ๒๐ บาทเท่านั้น ของรึก็แพง กลัวเงินจะหมดกลับวัดไม่ได้ พอมีคนมาตรวจหนักเข้าก็ให้เขาเข้าที่ คุมธรรมะ ได้ธรรมะได้สำเร็จมรรคผลหลายคน เด็กมี ผู้ใหญ่มี เด็กไม่เด็กนัก ผู้ใหญ่ได้หลายคน พอได้หลายคนแล้วก็จัดแจงอาสาพระท่านไป จะลาไปเมืองชลต่อไปอีก หลวงตาเผือกท่านรู้จักพระที่วัดช่องลม ท่านก็เขียนจดหมายให้ถือไปที่จังหวัดชลฯ ก็ไม่รู้จัก ไปทางเหนือหรือทางใต้อีก โดยสารเรือเขาไป เรือใบต้องแล่นออกทะเล เป็นเรือใบรับจ้างคนโดยสารเหมือนกัน ก็คิดให้เขาคนละ ๖ สลึง ๒ คน ๓ บาท เรือนั่นไม่เอาสตางค์ เรารู้สึกขอบคุณ เราเอาเงินที่เขาไม่คิดค่าเรือ มาจ้างคนหาบของให้เขาพาไปวัดช่องลม ไอ้คน รับจ้างเขารู้จักวัดช่องลม ไปพักอยู่วัดช่องลม สมภารเกิดกลัวขึ้นมาอีกแล้ว กลัวว่าเราจะไปชักชวนพรรคพวกเขามา พระอาจารย์ก็เป็นห่วงแสนที่จะห่วง เพราะว่าเป็นผู้หญิงไป ความรักความเป็นห่วงลูกศิษย์พระอาจารย์เล่าเรียนสั่งสอนให้ความรู้เรา ความรู้ที่สูงที่สุด ไม่มีอะไรที่จะมาเปรียบปานอีกแล้วที่มาสั่งสอนเราให้มีความรู้ทุกสิ่งทุกอย่าง รู้สึกว่าพระคุณของอาจารย์เป็นล้นเกล้าครูบาอาจารย์สอนหนังสือ บิดา มารดา ก็เป็นพระอรหันต์เหมือนกัน พระอาจารย์สูงยิ่งว่าบิดามารดาไปอีกยิ่งกว่าบิดามารดาของเราอีกที่บังเกิดเกล้า เรายังกล้าเถียง พระอาจารย์ใช้เราไปออกเดินทางประกาศศาสนา เราก็ยังออกฤทธิ์ รู้สึกเสียใจว่าเราจะบาปกรรมสักแค่ไหน เถียงพระอาจารย์ทีหลังพระอาจารย์จะดุว่าเราจะไม่เถียงเลย เราจะรับ สารภาพหมดทุกสิ่งทุกอย่าง พระอาจารย์ที่มีบุญคุณแก่เรา เราจะต้องเคารพกราบไหว้ ดำริอยู่แต่ในใจอย่างนั้น สวดมนต์ บูชาพระ ก็สวดไปงั้น ได้นิดๆ หน่อยๆ ต้องบูชาครูบาอาจารย์ทุกคืน ตอนดับดาว สำหรับดิชั้นไปประกาศศาสนาก็มาวัดไม่หยุดเหมือนกัน ไปกี่วันบางทีก็ช้าบ้างเร็วบ้าง กลัววิชชาจะไม่ทันเขา มาบ่อยๆ จนกระทั่งอาจารย์ต้องว่า ทำไมมาบ่อยๆ เป็นห่วงวิชชาจะไม่ทันเพื่อนเขา กลัวจะไม่ทันพี่ทันน้องเขา เพราะเรากอ ขอ ไม่กระดิกหู คิดไปอย่างนั้นถึงได้มาบ่อยๆ มีความหมายว่าอย่างนั้น เวลาไปสอน พระอาจารย์ใช้ก็สอนไปงั้น แต่จิตใจห่วงวิชชาการเล่าเรียนกลัวจะไม่ทันเพื่อนมาถึงก็ดีใจทีเดียว มาต่อวิชชาก็กลับไปอีก ไปพักอยู่วัดช่องลม กลางคืนเวลาเราคุมธรรมะสมภารมาซุ่มๆ ด้อมๆ อยู่ใต้ถุนศาลากลัวเราจะไปชักชวนเอาคนของท่านมาซะหมด จะเป็นชี จะดีหรือร้ายจะมาล่อลวงคนของเขา ท่านก็ไม่แน่ใจอีกเหมือนกัน สมภารวัดช่องลมชื่อ อาจารย์ไว ท่านก็เก่งในทางกสิณ เดี๋ยวกลับมาวัดชะอีกแล้ว มันนึกถึงแต่วิชชาการเล่าเรียน อะไรไม่สำคัญกลัวอย่างเดียวจะไม่ทันเขาเท่านั้น ที่เล่าเรียนกลับมาก็ชื่นใจได้เห็นพระอาจารย์ไปสอนได้เท่าไหร่ๆ ก็มาแจ้งให้พระอาจารย์ฟัง ได้มาเห็นหน้าอาจารย์ ได้เห็นพี่น้องศิษย์อาจารย์เดียวกันก็ชื่นใจ แล้วก็กลับไปสักทีที่อยู่ทำวิชชา เล่าเรียนศึกษาอยู่กับพระอาจารย์ ถ้าพระอาจารย์ไม่เรียกเรียกแต่คนอื่น พระอาจารย์ก็บอกให้ลูกไปเอาจักรพรรดิ เรียกแต่คนอื่นไปเอาจักรพรรดิดิชั้นเองก็ไปทีเดียว อาจารย์ไม่เรียกนึกไม่พอใจว่าอาจารย์ไม่เรียกเราบ้าง เรียกแต่คนอื่น เราไปทีเดียวไปขอจักรพรรดิบ้าง ได้จักรพรรดิมาครั้งหนึ่งแล้วยังจะเอาอีกนะ ไม่ยอมแพ้พี่แพ้น้อง ไปเอาจักรพรรดิมาเป็นรอบสอง ตานี้อยู่เวรกลางคืน เข้าที่แค่ ๒ ยาม ไฟยังสว่าง พี่ๆ น้องๆ เขาหลับกันหมด เราไม่หลับจะศึกษาเล่าเรียนวิชชาไม่หลับออกมานั่งอยู่กลางแจ้ง พอได้เห็นดาวเต็มฟ้า เพราะเดือนมืดดาวเต็มฟ้า เราจะต้องทดลองจักรพรรดิที่เราไปเอามา ทดลองเราก็เก็บรัศมีดวงดาวดวงอาทิตย์เก็บหนักเข้า เก็บใหญ่เชียว เก็บอยู่คนเดียว นั่งอยู่คนเดียวจะต้องทดลองว่าจะทำได้หรือไม่ได้ จะได้แค่ไหน วิชชาของเราที่ศึกษาเล่าเรียนที่ฝึกฝนเป็นหนักหนา ฝึกฝนจริงในการวิชชา ที่ฝึกฝนมากก็เพราะเราไม่มีความรู้ กอ ขอ ไม่กระดิกหู พี่น้องเขาเรียนกันนักธรรมตรี นักธรรมโท นักธรรมเอก เขารู้การเล่าเรียนมากด้วย เราไม่มีการเล่าเรียนหนังสือหนังหา เราไม่มีความรู้กับเขา เราก็ไปกับเขาให้ได้ในทางวิชชา ไม่อยากแพ้ใคร ก็เรียนเก็บรัศมีดวงดาวดวงอาทิตย์ เก็บแล้วก็ดับดาว ดับพรึบหมดฟ้าเลย ดับพรึบหมดฟ้าตอนดึก เช้ามืดอาจารย์ก็ตื่นขึ้นออกมาล้างหน้าก็มองดูฟ้าบอกว่า เอ้ ดาวหมดไม่เห็นมีดาวเลย เดือนก็มืด ดาวมันเคยมีเต็มฟ้า นี่ลูกดับเอง ลูกดับคนเดียว ดับเอง สำหรับตัวดิชั้นเองไม่มีความรู้ในทางหนังสือ ดับดาวหมดฟ้า คืนที่ ๒ ก็ดับหมดฟ้า คืนที่ ๓ ก็ดับหมดฟ้า คืนที่ ๔ ก็ดับได้ครึ่งฟ้าเท่านั้น ไม่ดับหมด ตอน ทำจันทรคราส วันหนึ่ง อาจารย์ถามตัวดิชั้นเองว่า "สุข มึงจะทำจันทรคราสได้ไหม" ก็รับอาจารย์ไปงั้น แต่จะได้ไม่ได้ก็ไม่รู้ รับส่งไปงั้น รับบอกว่า "ได้" ถ้ารับปากพระอาจารย์บอกว่าได้แล้ว ก็เป็นทุกข์ซิ คราวนี้รับปากพระอาจารย์ว่าจะทำได้ ถ้าทำไม่ได้เราแย่ ตอนนี้เวลานั้นเดือนมันหงายอยู่หลายวัน ข้างขึ้น จันทร์ ข้างแรมยังทำจันทรคราสไม่ได้ ทำยังงั้นทุกๆ คืนคนเดียวว่ารับปากพระอาจารย์ไว้แล้วก็กลัวพระอาจารย์จะดุ ความกลัวนะหนักเข้าเรียกบารมี ๑๐ ทัศเชียว เอาตัวไปบังแล้วมองดูตาเนื้อก็ยังไม่เป็นจันทรคราส มามองดูดวงจันทร์ด้วยตาเนื้อก็ยังไม่เป็นจันทรคราส เอามือปิด ปาฏิหาริย์ให้มือใหญ่ เอามือปิดดวงจันทร์มามองดูตาเนื้อ ก็ยังไม่เป็นจันทรคราส เรียกว่า บารมี ๑๐ ทัศเชียวว่าตัวข้าพเจ้าเกรงว่าอาจารย์จะดุ เพราะรับปากพระอาจารย์ไว้ว่าจะทำจันทรคราสให้ได้ พระอาจารย์ถามตอบว่าได้ คราวนี้พอเรียกบารมี ๑๐ ทัศ ตัวของเราเอาช่วยแล้วทำจันทรคราสเชียว เป็นจันทรคราสจริงเหมือนกัน พระจันทร์เหลืออยู่ครึ่งชีกถึงได้เป็น เล่นกันอยู่ขลุกขลักๆ ค้นนานอยู่ หลายเวลาอยู่จนพระจันทร์เหลือครึ่งชีก พระอาจารย์ตื่นขึ้นล้างหน้าตอนเช้ามืดก็บอกกับลูกศิษย์ว่า เอ้ วันนี้มีจันทรคราส ดิชั้นก็ตอบออกไป ลูกเองที่เจ้าคุณพ่อใช้ทำจันทรคราส พึ่งทำได้วันนี้ ทำตั้งแต่พระจันทร์เต็มดวงจนเหลือครึ่งชีก พระจันทร์เกือบจะหมดถึงได้ทำได้ ตอน เจ้าคุณพ่อยืนบนดอกบัว ที่ทำได้อย่างนี้ เดินฌานสมาบัติในเม็ดทราย เดินฌานสมาบัติในกระจก ในหินก็แทรกได้ ไปได้ เม็ดฝนบนอากาศก็นับเม็ดฝนได้ จึงดำริในใจว่า พระอาจารย์ที่เราเล่าเรียนวิชชานี้เห็นจะไม่มีที่ไหนอีกแล้วในพระราชอาณาจักรทั่วประเทศไทย จะไม่มีพระสงฆ์องค์ใดที่จะสั่งสอนเรา วิชชาอย่างนี้เห็นจะไม่มีพระสงฆ์องค์ใดที่จะสั่งสอนเราได้ ให้ไปเอาประเทศอินเดียอีก พม่าอีก เขมรอีกก็ไม่มี รู้ทีเดียวว่า พระอาจารย์เรานี่ไม่ใช่สงฆ์สามัญซะแล้ว รู้ที่รู้ก็เพราะว่าเห็นด้วยตาเนื้อนะ วันหนึ่งฝนตก พระอาจารย์กวาดรางน้ำฝนในกุฏิและเห็นพระอาจารย์ยืนอยู่บนดอกบัว ดอกบัวยืนอยู่ข้างละดอก รัศมีลุกขึ้นโชติช่วงเลย เราเห็นด้วยตาเนื้อ ตัวฉันเองเห็นด้วยตาเนื้อ จึงได้ทราบแน่ชัดว่า พระอาจารย์เรานี้ไม่ใช่สงฆ์สามัญๆจะนับเม็ดทรายไม่ได้จะเดินฌานสมาบัติไม่ได้ เข้านิโรธแทรกในหินไม่ได้ จะวิชชาสูงอย่างนี้ไม่ได้เพราะพระอาจารย์นี่สูงที่สุดจะไปหาที่เปรียบปานอย่างนี้ไม่ได้อีกแล้ว เพราะฉะนั้นที่ล่วงเกินที่ออกฤทธิ์กับพระอาจารย์จึงรู้สึกเสียใจมาก เราควรจะเคารพกราบไหว้บูชาพระอาจารย์เป็นที่สุดหาที่เปรียบปานไม่ได้อีกแล้วที่ได้สมคะเน ที่ได้เจาะเข้ามาเล่าเรียนผู้สำเร็จที่มีความรู้ขั้นสูงก็ยังไม่ยอมสั่งสอนเรา บอกว่าพระอาจารย์ของเรามี ต่อไปเราจะได้สำเร็จมรรคผล ยังไม่เชื่อผู้สำเร็จ หาว่าผู้สำเร็จโกหกจะไปเรียนอะไรได้ คนพันธ์นี้ ผู้สำเร็จเขาเดินใต้น้ำได้ เปิดน้ำได้ใส่สัตว์ขี่ตะเข้ได้ เขาเรียนตั้งแต่อายุ ๑๓-๖๐ ปี เขาเรียนได้แค่ทุติยฌานเท่านั้น เขายังไม่เห็นฌานเลย ฌานก็ไม่รู้จัก ไปไหนไปได้ทั้งนั้น ใช้ลมก็ได้ เปิดใต้น้ำก็ได้ เขาไม่ยอมสอนดิฉัน เขาบอกต่อไปจะได้พบพระอาจารย์ คุณแม่อาจารย์ทองสุข ได้ไปสอนธรรมะหลายแห่งคือ บางปะกง ชลบุรี บ้านบึง พนัสนิคม พนมสารคาม ปราจีนบุรี ท่าประชุม หาดยาง ฉะเชิงเทรา นครสวรรค์ ตะพานหิน เชียงใหม่ ได้อยู่สอนแต่ละแห่งนานบ้างไม่นานบ้าง ที่วัดปากน้ำก็สอนอยู่เป็นประจำเช่นเดียวกัน ที่เชียงใหม่ก็ได้แม่ฉลวย สมบัติสุข มาช่วยหลวงพ่อทำวิชชาอีกคนหนึ่ง ตอนที่แม่ชีทองสุขไปสอนธรรมะนั้น พอกลับมาก็จะมาถามแม่ชีจันทร์ว่า หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านสอนอะไรบ้าง ไปถึงไหนแล้ว เพราะแม่ชีจันทร์จะอยู่ในโรงงานทำวิชชาตลอดและพักอยู่ด้วยกัน แม่ชีจันทร์ก็จะทำหน้าที่ถ่ายทอดธรรมะในโรงงานทำวิชชาให้ จึงช่วยให้แม่ชีทองสุขมีความสมบูรณ์ทั้งเรื่องเผยแผ่และทำวิชชาไม่บกพร่องเลยเพราะมีแม่ชีจันทร์ คอยทบทวนและเป็นกัลยาณมิตรให้ซึ่งกันและกัน เมื่อหลวงพ่อวัดปากน้ำท่านได้ละสังขารแล้ว แม่ชีทั้งสองก็ได้ประคับประคองกันตลอดมา ทั้งด้านปฏิบัติ และเผยแผ่ธรรมะตามคำบัญชาของหลวงพ่อที่ได้มอบหมายไว้ก่อนท่านมรณภาพ การบูชาข้าวพระเป็นวิชาที่สำคัญที่สุดวิชาหนึ่ง แม่ชีจันทร์และแม่ชีทองสุขได้ค้นคว้าด้วยกัน ในเรื่องนี้ แม่ชีจันทร์เล่าว่า "สมัยก่อนอยู่บ้านนอก เคยก่อเจดีย์ทราย พอมาอยู่วัดปากน้ำประมาณ ๒-๓ ปี ที่วัดปากน้ำมีคลองรอบๆ เห็นเรือบรรทุกทรายผ่านมาข้างวัด เพื่อใช้กองเป็นเจดีย์ทรายในวัด จึงเอาทรายมาก่อเป็นพระเจดีย์ แล้วชวนแม่ชีทองสุขนำขึ้นไปถวายพระพุทธเจ้าบนนิพพาน เห็นชัดเจนว่า สามารถนำขึ้นไปได้" ตั้งแต่นั้นมาทุกวันพระแม่ชีทองสุขกับแม่ชีจันทร์ จะชวนกันทำอาหารแล้วบูชาข้าวพระ นำของละเอียดขึ้นถวายพระพุทธเจ้าทุกพระองค์บนพระนิพพานถ้วยชามที่ใส่ที่มีอยู่เป็นชามบิ่น เลยเปลี่ยนเลือกเอาถ้วยดีๆ ชามดีๆ ใหม่ๆ นำขึ้นไปถวาย ทำอย่างนี้มาเรื่อย สมัยก่อนวัดปากน้ำไม่มีใครเขาทำกัน แม่ชีทองสุขกับแม่ชีจันทร์ขยันและซอกแชก หยาบเราก็ต้องทำ ละเอียดเราก็ต้องทำ ได้ศิษยานุศิษย์มากมาย ในระยะหลังๆ คุณแม่อาจารย์ทองสุขประจำอยู่วัดปากน้ำและสั่งสอนอยู่ดังเดิม แต่ภายหลังมีโรคภัยมาเบียดเบียนหลายโรคด้วยกันกล่าวคือ เมื่อเริ่มต้น พ.ศ.๒๕๐๔ ได้ป่วยเป็นโรคหัวใจวายก่อน จากนั้นโรคต่างๆ ก็แทรกซึมเข้ามาเป็นเงาตามตัว คือ ความดันโลหิตสูง ริดสีดวงเบาหวาน และสุดท้ายโรคมะเร็งที่มดลูก แม่อาจารย์ทองสุขถึงแม้จะถูกโรคร้ายคุกคามอยู่เช่นนั้น ก็ไม่เคยละหน้าที่ที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ ผู้เป็นอาจารย์ได้มอบหมายไว้เลย จนสุดท้ายได้บอกกับแม่ชีจันทร์ผู้ดูแลปรนนิบัติอยู่เคียงข้างว่า "มันกินทะลุหมดแล้ว คงอยู่ไม่ไหวแล้ว" และได้ละสังขารไปเมื่อวันที่ ๓ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๐๖ เวลา ๑๙.๓๕ น. ณ บ้านพักวัดปากน้ำภาษีเจริญ ด้วยอาการอันสงบ หลังจากนั้น แม่ชีจันทร์ก็ได้ช่วยดูแลสั่งสอนลูกศิษย์ของแม่ชีทองสุขสืบต่อมา และปฏิบัติตามคำสั่งในเรื่องการปฏิบัติและเผยแผ่วิชชาธรรมกาย อย่างเคร่งครัด และได้ละสังขาร เมื่อวันที่ ๑๐ กันยายน พ.ศ.๒๕๔๓ สิริรวมอายุได้ ๙๒ปี และวันฌาปนกิจคือวันเผาร่างของแม่ชีจันทร์ก็เป็นวันเดียวกันกับที่แม่ชีทองสุขละสังขารคือ วันที่ ๓ กุมภาพันธ์ นับได้ว่าแม่ชีผู้เป็นศิษย์คนสำคัญของหลวงพ่อวัดปากน้ำทั้งสองท่านนี้ สร้างคุณประโยชน์อันมหาศาลแก่พระพุทธศาสนา แม่ชีธัญญาณี สุดเกตุ แต่เดิมฉันเป็นคนกรุงเทพฯ อยู่แถวประเวศ เกิดวันที่ ๑ ตุลาคม แรม ๓ ค่ำ ปีมะโรง สนใจทางด้านพุทธศาสนามาตั้งแต่เด็ก อายุ ๑๓ ปีก็ไปถือศีลกับพ่อ ได้ยินเหมือนกันว่าหลวงพ่อวัดปากน้ำ เก่งเรื่องการนั่งสมาธิ ก็เลยหัดนั่งตั้งแต่อยู่บ้าน เขาบอกว่าให้หัดท่อง สัมมา อะระหัง เราก็หัดท่อง มีช่วงหนึ่งของชีวิตที่ป่วยไม่สบาย พอรู้ว่าหลวงพ่อวัดปากน้ำ ท่านใช้วิชชาธรรมกายรักษาโรคได้ก็อยากมาพบท่าน ประกอบกับแต่เดิมอยากบวชเป็นชีด้วย ก็เลยเดินทางมาพบหลวงพ่อ มาถึงวัดปากน้ำตอนกลางวัน หลวงพ่อบอกว่าเขาบวชกันไปแล้ว ต้องรอวันพระ แต่เราบอกว่ารอไม่ไหว อยากบวชวันนี้ หลวงพ่อก็เลยบวชให้ในตอนเย็นโกนหัวแล้วก็รับศีล ๘ มาหาหลวงพ่อตอนนั้นอายุ ๑๙ ปีเศษ จะย่าง ๒๐ ประมาณปี พ.ศ.๒๔๙๐ มาอยู่วัดปากน้ำก็ไปช่วยงานที่โรงครัวอยู่ ๒ ปี หลังจากนั้นมีแม่ครัวเก่าลาออกไปก็ถูกเรียกตัวให้มาทำอาหารให้หลวงพ่อทำอยู่ ๑๐ ปี แล้วหลวงพ่อก็สิ้น รวมแล้วที่มาอยู่กับหลวงพ่อวัดปากน้ำ ๑๒ ปีถ้ารวมถึงปัจจุบันปี พ.ศ.๒๕๔๕ ก็รวมทั้งสิ้น ๕๕ ปี ที่อยู่ดูแลครัวของวัดปากน้ำ เดิมฉันชื่อบุญช่วย ส่วนชื่อธัญญาณี หลวงพ่อตั้งให้ เพราะแต่ก่อนเวลาคนมาวัดปากน้ำ เขาจะขอให้หลวงพ่อตั้งชื่อให้ เขาฮิตกันมากสมัยนั้น มีพระที่ได้เปรียญ ๔ ประโยค ท่านแปลว่า ผู้หญิงทำอาหาร ส่วนพระเปรียญ ๗ ประโยค ท่านแปลว่า ผู้รู้ในทางการอาหาร สำหรับสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ท่านให้ความหมายว่า คนรวยเพราะมีข้าวถวาย คุณยายตรีธา หลวงพ่อก็ตั้งชื่อให้เหมือนกัน เดิมแกชื่อ ปิ่น แล้วหลวงพ่อตั้งชื่อให้ใหม่ว่า "ตรีธา" มีครั้งหนึ่งพ่อของฉันมาเลี้ยงพระ แล้วหลวงพ่อก็ถามว่ามีลูกกี่คน คนนี้ข้าจะขอไว้ แต่ท่านไม่ได้พูดว่าจะให้ไปเป็นแม่ครัว แต่เณรที่อยู่ในโรงงานทำวิชชา บอกว่าดิฉันมีหน้าที่นี้โดยตรง เขาบอกว่าในเหตุต้องมาดูแลเรื่องอาหาร เรื่องเสบียง ฉันไม่ค่อยได้ไปนั่งธรรมะ ส่วนใหญ่จะอยู่แต่โรงครัว พอบวชได้ ๔ ปีก็จะลาสึก หลวงพ่อบอกว่าอย่าสึก มาขอลาครั้งที่ ๒ ท่านก็ไม่ให้ ลาครั้งที่ ๓ ท่านก็ไม่ให้ ก็เลยถามหลวงพ่อว่าทำไมไม่ให้สึก หลวงพ่อบอกว่า "อยู่ดี สึกไม่ดี" จึงอยู่ต่อมาจนถึงปัจจุบันนี้ อายุก็ย่าง ๗๔ ปี หลวงพ่อจะเป็นคนที่ถือศีลเคร่งมาก หมายถึงว่าอะไรที่ผิดศีล หลวงพ่อจะไม่เอา เช่น นม เนย จะไม่ฉันเลยถ้ายามวิกาลไปแล้ว ไม่เหมือนสมัยนี้ นม โอวัลติน ก็ฉันได้ สมัยหลวงพ่อท่านห้ามเด็ดขาด ท่านเป็นคนง่าย คือดูแล้วไม่น่ากลัว แต่พระเณรกลัวกันมาก ถ้าใครทำอะไรผิด หลวงพ่อจะให้คนไปติดตามเรื่อง ท่านจะตามงาน ตามให้ได้เรื่องจริง ท่านเป็นคนจริงจัง ท่านจะไม่ให้ชีไปกุฏิพระเพราะพระเณรก็มาก ชีก็มาก แต่ฉันก็ไม่เคยถูกหลวงพ่อดุ เพราะเราไม่เคยทำผิดอะไร กิจวัตรของหลวงพ่อ คือ เช้ามืดเดินรอบวัด มีลุงประยูร สุนทรา เดินตามไปด้วย แล้วท่านก็จะมาถึงโรงฉันก่อนเป็นองค์แรก มานั่งรอที่ฉันข้าว พอฟ้าสว่าง พระเณรก็จะทยอยกันมา ทุกองค์ต้องมาฉันรวมกันที่โรงฉัน ห้ามเอาอาหารไปฉันที่กุฏิ ที่ฉันรู้ว่าหลวงพ่อมาก่อนใครก็เพราะว่าฉันเป็นคนจัดสำรับอาหารให้หลวงพ่อ สมัยนี้สมเด็จช่วงก็มาก่อนเป็นองค์แรกเหมือนกัน สมัยก่อนมีเจ้าภาพที่มาถวายอาหารเพียงรายเดียว หลวงพ่อจะมีการเทศน์แล้วเจ้าภาพถวายไตรหลวงพ่อ พอหลวงพ่อเปลี่ยนไตรสรงน้ำเสร็จ เขาจะเอาน้ำที่เหลือจากหลวงพ่อไปลูบหัว เขาถือกันว่าเป็นน้ำที่ศักดิ์สิทธิ์ เวลาหลวงพ่อเทศน์ให้ญาติโยมที่มาถวายอาหาร ท่านจะเทศน์เรื่องอานิสงส์การให้ทาน ผู้บริจาคทานจะได้บุญมาก ช่วงสุดท้ายของการเทศน์หลวงพ่อก็จะสอนให้ทำใจหยุดนิ่ง แล้วท่านก็จะคำนวณบุญให้ว่าเจ้าภาพที่มาทำบุญได้บุญแค่นี้พอ แค่นั้นพอ โยมนั่งฟังจะเข้าใจหรือไม่ก็ตาม แต่ก็ปลื้มก็แล้วกัน อาหารที่หลวงพ่อฉันไม่หมด ท่านจะสั่งให้ไวยาวัจกรเป็นผู้รับผิดชอบ ถ้ามีอาหารมากท่านก็จะตักฉันอย่างละ ๑ คำ ที่เหลือก็จะมีญาติโยมมารอตักกัน เพราะใครๆ ก็อยากฉันอาหารที่ เหลือจากหลวงพ่อทั้งนั้น พอฉันเสร็จหลวงพ่อจะเดินนำออกจากโรงฉัน มีพระเณรเดินตามกันเป็นระเบียบเพื่อไปโบสถ์ หลวงพ่อจะให้โอวาทแก่พระเณรในโบสถ์ทุกวัน หลังฉันเช้าแล้วก็จะมีการนั่งภาวนากันสักครู่ หลวงพ่อจะให้มีการเช็คชื่อขานชื่อเวลาลงโบสถ์ด้วย ว่าใครมา ใครไม่มา ใครไม่มาก็ต้องลา หลวงพ่อตั้งระเบียบเอาไว้ ตอนเย็นก็จะมาลงให้โอวาทพระเณรแล้วก็จะมีนั่งภาวนาด้วย พวกเก่าๆ ที่เคยบวชแล้วลาสิกขาออกไป ช่วงบั้นปลายชีวิตย้อนกลับมาวัดปากน้ำมานั่งธรรมะ เพราะตอนที่หลวงพ่ออยู่ไม่ได้เต็มใจนั่ง แต่เดี๋ยวนี้กลับมาสนใจจริงจัง สำหรับแม่ชีก็ตามอัธยาศัย พวกที่อยู่ในโรงงานก็มีหน้าที่ทำงานในโรงงานทำวิชชา พวกที่อยู่ในครัว ก็มีหน้าที่ทำครัว สมัยก่อนช่วงแรกๆ ที่ฉันมามีแม่ชีท้วมดูแลครัว เป็นคนคุมดูแลทั้งหมด หลวงพ่อมอบหมายให้ดูแล แม่ชีท้วม หุตานุกรม เป็นลูกคนจีน ตระกูลเป็นนามสกุล วิภัติภูมิประเทศ นามสกุลใหญ่ แต่แม่ท้วมใช้นามสกุลเดิมคือ หุตานุกรม ส่วนน้องๆ ใช้นามสกุลวิภัติภูมิประเทศเดิมแม่ท้วมตอนเป็นเด็กๆ พายเรือขายขนม แถวสองพี่น้อง ส่วนหลวงพ่อก็ค้าข้าวพอขนมเหลือแม่ท้วมก็จะเอามาขายให้หลวงพ่อช่วยเหมา เพราะหลวงพ่อมีคนงานเยอะ แม่ท้วมขยันทำมาหาเก็บ จนเรียนจบพยาบาลทำงานจนอายุได้ ๓๕ ปี ได้ทราบข่าวว่าหลวงพ่อสดมาบวชอยู่ที่วัดปากน้ำภาษีเจริญ ก็มากราบหลวงพ่อ หลวงพ่อจึงชวนให้มาเป็นแม่ครัว แม่ท้วมก็รับ แล้วก็ลาออกจากพยาบาล คุณแม่ท้วมชอบปลูกต้นไม้ ช่วงสงครามปลูกต้นมะละกอไว้รอบวัด พระเณรช่วงสงครามกินแต่มะละกอ พอหลังสงครามพระเณรแอบไปตัดต้นมะละกอ ไม่มีเหลือซากเลย โรงครัวสมัยหลวงพ่อวัดปากน้ำแต่เดิมเป็นเรือนไม้มุงจาก มีแม่ครัวที่เป็นแม่ชี ๑๐๐ กว่าคน มีการย้ายโรงครัวมาอยู่ตรงกลางบริเวณที่จอดรถปัจจุบัน แล้วก็ย้ายไปอยู่บริเวณห้องน้ำปัจจุบัน แต่สุดท้ายก็ย้ายกลับมาอยู่ที่เดิมคือที่ปัจจุบัน เพราะที่นี่หลวงพ่อเคยบอกไว้ว่าโรงครัวต้องอยู่ตรงนี้ สมเด็จช่วงจึงกำหนดให้อยู่ที่ปัจจุบัน ไม่มีการเคลื่อนย้าย สมัยหลวงพ่อวัดปากน้ำ แม่ชีท้วมดูแล แต่สมัยสมเด็จช่วง ฉันดูแลเองไม่มีปัญหาอะไร แต่ก่อนเวลาไปซื้อกับข้าว จะเอาเรือสำปั้นแจวไปซื้อที่วัดกลาง วัดจันทราราม เลยตลาดพลูไปหน่อยเดียว ถ้าของมากๆ ก็ต้องไปซื้อถึงท่าเตียน แต่ฉันไม่ได้แจวไปซื้อเอง เพราะต้องดูแลสำรับหลวงพ่อ พอช่วงปี พ.ศ.๒๕๐๕ ถนนเข้าถึง เราก็ขึ้นรถยนต์ไปซื้อสะดวกกว่า หลวงพ่อเริ่มอาพาธปี พ.ศ.๒๔๙๙ ช่วง ๓ ปีที่หลวงพ่อป่วยเราก็ได้เป็นคนทำอาหารให้หลวงพ่อ น้ำปานะก็เป็นผลไม้ที่ลูกไม่เกินกำปั้น ท่านบอกว่าผลไม้ถ้าเกินกำปั้นใช้ไม่ได้ ปกติท่านชอบน้ำอ้อย มีอยู่วันหนึ่ง เอาน้ำปานะเข้าไปถวายท่าน ท่านถามว่าน้ำอะไร น้ำส้มโอเจ้าคะ ท่านบอกว่าให้เอากลับไป ฉันไม่ได้ลูกมันใหญ่ เราไม่รู้ ท่านบอกว่าถ้าเป็นส้ม เป็นมะตูมได้ ยามที่หลวงพ่อป่วย ท่านคงหิวนะ มีอยู่วันหนึ่งท่านเรียกไวยาวัจกรมา บอกว่าให้ไปบอกแม่ครัวที ว่าจะฉันข้าวราวๆ ตี ๑๑ ตี ๑๒ หลวงพ่อนั่งอยู่ที่เชิงชายกุฏิ นั่งดูว่าพระอาทิตย์ขึ้นหรือยัง ถ้าพระอาทิตย์ขึ้นแล้วจึงจะฉันข้าว สมัยหลวงพ่อยังเป็นพระหนุ่ม เดินทางจาริกไปจำพรรษาหลายสถานที่ มีที่บางคูเวียงบ้าง ที่อื่นๆ บ้าง หลวงพ่อเล่าให้ฟังว่า มีอยู่ครั้งหนึ่งไปจำพรรษาที่สวนมะพร้าว มีมะพร้าวเยอะแยะ แต่ไม่มีใครเอามะพร้าวมาถวายเลย หลวงพ่ออยากฉันมะพร้าวอ่อน แต่ไม่มีใครถวายเพราะฉะนั้นทุกปีหลังจากหลวงพ่อมรณภาพแล้ว ทุกวันที่ ๓ กุมภาพันธ์ ญาติโยมก็จะเอามะพร้าวอ่อนมาถวายให้หลวงพ่อ หลวงพ่อชอบฉันแห้ว สมัยนั้นแห้วเมืองไทยยังปลูกไม่ได้ ต้องเป็นแห้วมาจากเมืองจีน ซึ่งหายาก แต่มันแกวเมืองไทยมี เราก็หันมันแกวแบบคล้ายๆ แห้ว เพราะเรารู้ว่าท่านชอบฉันแห้ว พอท่านจิ้มฉัน ท่านก็บอกไอ้นี่แม่ครัวหลอก เพราะในใจท่านคงคิดว่าเป็นแห้ว แต่พอฉันแล้วเป็นมันแกวไม่ใช่แห้ว อาหารที่หลวงพ่อฉันท่านไม่เคยเลือก ไม่ว่าจะเป็นอาหารคาว อาหารหวาน หลวงพ่อไม่เคยบอกว่าจะฉันอะไร มีอะไรถวายท่านมาท่านก็ฉันอย่างนั้น ท่านไม่เคยบอกเลยว่าให้จัดแกงอะไรมาถวาย ฉันง่าย แม้กระทั่งแม่ครัวหุงข้าวแล้วข้าวดิบ ไม่สุก แข็ง หลวงพ่อก็มีเมตตา พูดไม่ให้เสียน้ำใจ บัวไม่ให้ช้ำน้ำไม่ให้ขุ่น คือมีอยู่วันหนึ่งแม่ครัวนึ่งข้าวแล้วก็นึกว่าสุกแล้ว ไม่ได้เขี่ยดู ก็เตรียมไปถวายหลวงพ่อ พอไปถึงหลวงพ่อบอกว่า แม่ครัวช่วยเปลี่ยนข้าวให้หน่อย ข้าวมันแข็ง พอเรามาดูปรากฎว่าข้าวแข็ง ทั้งดิบ แต่หลวงพ่อท่านไม่ได้ตำหนิอะไรเลย ท่านมีเมตตามาก เวลาเรายกสำรับเข้าไปถวายหลวงพ่อ วันนั้นหลวงพ่อเอ่ยปากว่าอยู่ไม่ได้แล้ว ตอนนั้นหลวงพ่อป่วยอยู่ แต่ก็ยังอยู่ต่อมาได้อีก ๓ ปีนั้นเป็นบารมีของหลวงพ่อ มีคุณหมอเลียว ผู้อำนวยการเจ้ากรมแพทย์ซึ่งเป็นน้องของคุณแม่ท้วมมาคอยดูแลหลวงพ่อ จำได้ว่าตอนที่หลวงพ่อจะเริ่มป่วย หลวงพ่อนัดประชุมทั้งวัด ทั้งพระภิกษุ สามเณร แม่ชี ลูกศิษย์วัด หลวงพ่อขอให้ทุกคนเป็นเจ้าภาพเลี้ยงพระ ให้เลี้ยงปีละ ๑ วันวันไหนก็ได้ ให้ไปชวนพ่อแม่ญาติพี่น้องให้ได้ครบ ๓๖๕ วัน ตอนนั้นพระครูปัญญาภิรัติคิดว่าหลวงพ่อจะปลงสังขารแล้ว ก็ขออาราธนาให้หลวงพ่ออยู่นานๆ ตอนนั้นประชุมกันที่ศาลาเก่า หลวงพ่อเป็นผู้ริเริ่มโครงการเลี้ยงพระเป็นเจ้าภาพถวายภัตตาหารพระประจำวัน สำหรับตัวฉันทำให้พ่อ ๑ วัน ให้แม่ ๑ วัน ปีหนึ่งทำ ๒ วัน ปฏิปทาของหลวงพ่อดีมาก คือ ท่านส่งเสริมทั้งด้านปริยัติและด้านปฏิบัติท่านจะเน้นเรื่องทำวิชชา สอนธรรมะเป็นหลัก ใครสอบได้เป็นมหาเปรียญ หลวงพ่อจะถวายผ้าไตรให้ ส่วนพวกที่ได้ธรรมกายทำวิชชาในโรงงานหลวงพ่อจะมีค่าใช้จ่ายให้ คือหัวหน้าเวรจะได้ ๓๐๐ บาทลูกเวรจะได้ ๒๕ บาท เป็นค่าใช้จ่ายในการดำรงชีวิต หลวงพ่อจะเน้นเรื่องการฝึกคน สอนคน ท่านไม่เคยไปขอร้องใครมีแต่คนจะมาให้หลวงพ่อช่วย สมัยข้าวยากหมากแพงก็อดทนกันไป แต่ข้าวปลาอาหารก็ไม่ขาด พอข้าวจะหมดก็ไปบอกหลวงพ่อ ท่านก็บอกว่ากำลังมา วันรุ่งขึ้นข้าวมาส่งให้จริงๆ สมัยก่อนการทำอาหาร เมนูจะขึ้นอยู่กับวัตถุดิบที่มีคนมาถวาย แต่สมัยนี้เงินดีขึ้น ก็จะทำตามที่เจ้าภาพแจ้งเมนูมาให้ หลวงพ่อไม่ค่อยออกไปฉันนอกวัด ยกเว้นผู้มีอุปการคุณกับวัด หรืองานสำคัญ ที่เขานิมนต์ไปท่านถึงจะไป ครั้งสุดท้ายที่หลวงพ่อไปจำได้ว่า เป็นงานของจอมพลถนอมกิตติขจร ซึ่งเป็นลูกเขยของหลวงจบฯ นิมนต์ไป หลวงพ่อต้องเดินไปที่วัดขุนจันทร์ สะพานหัน เพราะถนนยังมาไม่ถึงวัด ตอนนั้นหลวงพ่อเริ่มอาพาธบ้างแล้ว แต่เพราะมีอุปการคุณกันจึงต้องไป หลวงพ่อสดบอกสมเด็จวัดโพธิ์ ตอนนั้นยังไม่เป็นสมเด็จพระสังฆราช ท่านบอกว่าต่อไปจะได้เป็นใหญ่ที่สุดในสงฆ์ แต่สมเด็จวัดโพธิ์ไม่เชื่อ หลังจากหลวงพ่อสดสิ้นไปแล้ว พอปีที่ท่านได้เป็นสมเด็จพระสังฆราช ท่านก็มากราบหลวงพ่อบนหอหลวงพ่อ ที่วัดปากน้ำ มีอยู่ครั้งหนึ่งช่วงหลวงพ่ออาพาธ วันนั้นสมเด็จวัดโพธิ์จะมาเยี่ยมหลวงพ่อสด แต่นั่งรถรับจ้างมา หลวงพ่อสดบอกให้พระเณรเตรียมตั้งแถวต้อนรับ พอรถรับจ้างมาถึง ท่านก็งงว่าใครบอกว่าจะมา พระเณรบอกว่าหลวงพ่อสดบอกว่า วัดโพธิ์จะมา ให้มาคอยต้อนรับ สมเด็จวัดโพธิ์เชื่อมั่นศรัทธาหลวงพ่อสดมาก เพราะมีฌาณวิเศษหยั่งรู้ล่วงหน้าได้ หลวงพ่อสดท่านจะรักสมเด็จช่วงมาก เวลาใครเอาทุเรียนมาถวายหลวงพ่อ หลวงพ่อจะจับพลูที่สวยๆ แล้วบอกว่าให้เอาไปให้ท่านช่วง ซึ่งตอนนั้นท่านช่วงยังเป็นพระหนุ่ม อายุยังไม่มาก ยังไม่ได้เป็นสมเด็จ แล้วท่านบอกว่าฉันแล้วดี ต่อไปจะได้เป็นสมภาร แล้วก็จริงตามที่ท่านพูดไว้ ส่วนพลูที่ไม่สวยหลวงพ่อเอาไว้ฉันเอง เวลาหลวงพ่อสอนธรรมะ ท่านจะพูดเสมอว่า "เรียนแล้ว ต้องเรียนให้เก่งกว่าครู" พระพุทธศาสนโสภณ (หลวงพ่อสุบิน) วัดหัวเขา อาตมามาพบหลวงพ่อสดได้เพราะว่าได้ยินกิตติศัพท์ ล่ำลือคุณงามความดี อันมหาศาลของหลวงพ่อ อาตมาเดิมเป็นคนอำเภอเดิมบางนางบวช จ.สุพรรณบุรี เกิดเมื่อเดือน พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๗๒ ได้ยินตั้งแต่สมัยบวชเป็นเณรปี พ.ศ.๒๔๙๑ อายุ ๑๘ แต่ยังไม่มีโอกาสได้ไป พ.ศ. ๒๔๙๒ สอบได้นักธรรมชั้นตรีที่ วัดใหม่สุวรรณภูมิ ตำบลท่าพี่เลี้ยง อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี แล้วก็เรียนนักธรรมชั้นโทต่อที่วัดใหม่สุวรรณภูมิ พ.ศ.๒๔๙๓ บวชพระโดยมีอุปัชฌาย์คือหลวงพ่อแขก (พระครูเอนกคุณากร) ตอนนั้นอาตมายังสอบไม่ได้ชั้นเอก พ.ศ.๒๔๙๕ ไปอยู่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ เหตุที่ไปได้เพราะ ร้อยโทแจ่ม ไรละรุจิ พาไปวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ก็ไม่รู้จักใครหรอก พาไปฝากหลวงพ่อเลย อาตมาก็กราบหลวงพ่อแล้วบอกว่าต้องการจะมาเรียนธรรมชั้นโท หลวงพ่อก็เรียกพระครูปัญญาภิรัต แผนกต้อนรับพระปกครองพระวัดปากน้ำมารับเข้าบัญชี แล้วก็ส่งไปอยู่แผนกเนกขัมมะก่อน บังเอิญคณะเนกข้มมะเต็ม คณะหลวงพ่อมีกุฏิว่างห้องหนึ่งก็เลยได้มาอยู่ใกล้ๆ หลวงพ่อ อยู่กับหลวงพ่อแล้วเช้าก็เรียนนักธรรมชั้นโท บ่ายเรียนบาลี พอห้าโมงเย็นก็เข้านั่งสมาธิเรียนวิชชาธรรมกายทุกวันในโบสถ์ ส่วนตอนกลางคืนช่วงสองทุ่ม ถึงสองทุ่มครึ่งมีการนั่งเพิ่มเติมที่คณะอนาลัย คณะเนกขัมมะบ้าง คณะพระครูปัญญาภิรัตก็มี ต่อวิชชาธรรมกายให้เข้าศูนย์กลางกายหยุดนิ่ง ก็เห็นดวงปฐมมรรค หยุดนิ่งกลางดวงปฐมมรรคผ่านไปเห็นดวงศีล เห็นดวงสมาธิ เห็นดวงปัญญา เห็นดวงวิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะใสใสใส ห้าดวง เข้าถึงกายมนุษย์ละเอียด ผ่านอีกห้าดวง เข้าถึงกายทิพย์หยาบ กายทิพย์ละเอียด เข้าดวงศีล ดวงสมาธิ ดวงปัญญา ดวงวิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะใสๆ ห้าดวง เมื่อผ่านกายทิพย์แล้วก็เข้าไปกายพรหมหยาบ พรหมละเอียด เข้าดวงศีล ดวงสมาธิ ดวงปัญญา ดวงวิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะใสๆ ในกลางอรูปพรหมหยาบ อรูปพรหมละเอียด ก็ผ่านเข้ากายอรูปพรหมหยาบ อรูปพรหมละเอียด ถึงกายอาฬารดาบส อุทกดาบส กาลามโคตร ผ่านดวงศีลดวง สมาธิ ดวงปัญญา ดวงวิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ เข้าไปกายโคตรภูธรรมหยาบ โคตรภูธรรมละเอียด ผ่านอีกทีเข้าศูนย์กลางกายโคตรภูธรรมหยาบ โคตรภูธรรมละเอียด ผ่านห้าดวง เข้าไปอยู่กายพระโสดาปฏิมรรค พระโสดาปฏิผล หน้าตักกว้างห้าวา สูงห้าวา เกตุดอกบัวตูใสเป็นกระจกคันฉ่องสองเงาหน้า เข้าไปอยู่ในดวงปฐมมรรค หยุดนิ่งกลางดวงปฐมมรรคเห็นดวงศีล หยุดนิ่งกลางดวงศีลเห็นดวงสมาธิ หยุดนิ่งกลางดวงสมาธิเห็นดวงปัญญา หยุดนิ่งกลางดวงปัญญาเห็นดวงวิมุตติหยุดนิ่งกลางดวงวิมุตติ เห็นดวงวิมุตติญาณทัสสนะใสๆ ห้าดวง เข้าไปอยู่ในกายพระโสดาปฏิมรรค พระโสดาปฏิผล ห้าดวง เข้าไปอยู่ในกายพระโสดาปฏิมรรค พระโสดาปฏิผล พระธรรมกายต้นๆของหลวงพ่อมงคลเทพมุนี วัดปากน้ำภาษีเจริญ หน้าตักกว้างห้าวา สูงห้าวา เกตุดอกบัวตูมใสเป็นกระจกคันฉ่องส่องเงาหน้า หยุดนิ่งในหยุดนิ่งในนิ่งกลางของกลางกลางของกลางซ้ายขวาหน้าหลังไม่ไปซ้อนอัดทับทวีให้ใสละสักกายทิฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาสสังโยชน์สามเปราะนี้ พระโสดาบันก็แกะออก หายไปแล้ว พระโสดาบันก็หยุดนิ่งเข้าศูนย์กลางกายพระโสดาบัน พอหยุดนิ่งถูกส่วนก็เห็นดวงปฐมมรรคก็ผ่านดวงศีลดวงสมาธิดวงปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะห้าดวง ใส...พอธรรมกายใสหนักเข้าก็เห็นกายสกิทาคาหยาบ สกิทาคาละเอียดหน้าตักกว้างสิบวาสูงสิบวา เกตุดอกบัวตูมใสเป็นกระจกคันฉ่องสองเงาหน้า ขยายหน้าตักจากพระโสดาบันเป็นสกิทาคา หน้าตักกว้างสิบวา สูงสิบวาเกตุดอกบัวตูมใสเป็นกระจกคันฉ่องสองเงาหน้า พระสกิทาคาก็ทำหน้าที่ละสังโยชน์สามเปราะเช่นเดียวกับพระโสดาบัน แต่พระสกิทาคานั้นไม่มีราคะเสียแล้วนั้นตัดไป โทสะก็ตัดไปแล้วไม่มี โมหะก็ไม่มี ใสสว่างอยู่ในคุณธรรมของบุคคลที่สอง สกิทาคามรรค สกิทาคาผล แม้ทุกวันนี้ก็ปฏิบัติอยู่นะสกิทาคามรรค สกิทาคาผล หน้าตักกว้างสิบวา สูงสิบวาเกตุดอกบัวตูมใสเป็นกระจกคันฉ่องสองเงาหน้าแต่ถ้าจะต่อก็ต่อได้ กายพระสกิทาคาหน้าตักกว้างสิบวา สูงสิบวา เกตุดอกบัวตูมใสมากขึ้น หยุดมากขึ้น นิ่งมากขึ้น สะอาดมากขึ้น ทับทวีให้ใสเข้าศูนย์กลางกายพระสกิทาคา พอถูกส่วนก็เห็นดวงปฐมมรรคหยุดนิ่งกลางปฐมมรรคก็เห็นดวงศีล หยุดนิ่งกลางดวงศีลก็เห็นดวงสมาธิทำให้ใสทุกดวง ดวงปัญญา ดวงวิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะใสทุกดวง เข้ากายพระอนาคามีหยาบ อนาคามีละเอียด หน้าตักกว้างขยายไปอีกกว้างสิบห้าวา สูงสิบห้าวา เกตุดอกบัวตูมใสทำหน้าที่แกะสังโยชน์อีกสองเปราะ กามราคะ ปฏิฆะ จะเป็นรูปสวยรูปงาม รูปหญิงรูปชายไม่พึงปรารถนาเรียกว่ากามราคะ ปฏิฆะ ถ้ามีแล้วมันร้อน ปฏิฆะความกระทบกระทั่งแห่งจิต ไปเจอรูปที่ไม่สวยไม่งาม ไม่ชอบก็เป็นทุกข์ ชอบก็เป็นทุกข์ พระสกิทาคาพึงละ ๒ เปราะ กามราคะ ปฏิฆะ แห่งจิตหายไป สกิทาคาก็หยุดในหยุดนิ่งในนิ่งกลางของกลางกลางของกลางซ้ายขวาหน้าหลังไม่ไปช้อนอัดทับทวีให้ใสเข้าศูนย์กลางกายสกิทาคาละเอียดนิ่งหนักขึ้น ใสหนักขึ้น สว่างหนักขึ้น เข้าไปดวงวิมุตติญาณทัสสนะใสใสใสผ่านอีกทีเข้ากายอรหัตหยาบ อรหัตละเอียด ขยายหน้าตักยี่สิบวา สูงยี่สิบวา เกตุดอกบัวตูมใสเป็นกระจกคันฉ่องส่องเงาหน้า ทำหน้าที่แกะสังโยชน์อีกห้าเปราะ อวิชชา ตัณหา อุปาทาน ชาติภพไม่มีชาติไม่ติด ภพไม่ติด อวิชชาไม่มี ตัณหาไม่มี ไม่มีแล้ว ละได้หมดแล้วกายอรหัตมรรค อรหัตผล หน้าตักกว้างยี่สิบวา สูงยี่สิบวา เกตุดอกบัวตูมใสพออยู่กายนี้แล้วใสหนักขึ้น สะอาดหนักขึ้นแล้ว หลวงพ่อมงคลเทพมุนีท่านก็ตรัสเรียกว่าอะหังอิติปิ ธรรมกาโย ตถาคโต เราตถาคตคือตัวธรรมกาย หน้าตักกว้างยี่สิบวา เกตุดอกบัวตูมใสเหมือนกระจกคันฉ่องสองเงาหน้า อยู่ในกายพระอรหัต สูงสุดกว้าง สูงสุดใหญ่ สูงสุดยี่สิบวา เกตุดอกบัวตูมใสเป็นกระจกคันฉ่องส่องเงาหน้า พระอรหัตทุกองค์ต้องทำบรรลุธรรมกายทุกองค์ เห็นทุกองค์ กว่าจะเห็นพระบาลี อะหังติปิ ธรรมกาโย ตถาคโต เหล่าตถาคตคือตัวธรรมกาย อยู่ในพระนิพพาน ส่วนกายเนื้อกายหนังของพระองค์ ๘๐ ปี ก็เผาที่เมืองกุสินาราราชธานี กระดูกเป็นพระบรมสารีริกธาตุ สาธุชนนำไปบูชา ส่วนกายธรรมกายอยู่บนพระนิพพาน นี่หลวงพ่อมงคลเทพมุนีวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ท่านสอนอย่างนี้ ข้าพเจ้าเอง อาตมาเองตอนอยู่วัดปากน้ำก็เดินด้วย ๑๘ กายอย่างนี้ อายุ ๒๕ ปี อาตมาก็บรรลุธรรมกาย หลังจากได้ธรรมกาย ได้ ๑๘ กายจนชำนาญคล่องแคล่วแล้วในปี พ.ศ.๒๔๗๘ หลวงพ่อวัดปากน้ำ ก็ให้เข้าโรงงาน ทำวิชชาทุกวัน หลวงพ่อท่านให้เข้าทุกวัน นั่งทำวิชชาอยู่จนกระทั่งหลวงพ่อมรณภาพ ในโรงงานทำวิชชามีฝากั้นห้องฝั่งหนึ่งเป็นแม่ชี อีกฝั่งหนึ่งเป็นพระ เณร แล้วก็มีห้องหลวงพ่อเชื่อมอยู่ท่านนั่งสั่งงาน ฝ่ายแม่ชีที่พอจำได้ก็มี ตรีธา ญาณี ทองแท้ แม่ชีฉลวย แม่ชีถนอม แม่ชีปุก แม่ชีทองสุข แม่ชีจันทร์ แม่ชีเธียร พระเณรก็มี หลวงพ่อเล็ก(มหาเจียก) ธีระธัมโม มหาณรงค์ (นานๆ เข้าที) หลวงตาผัน หลวงตาอินทร์ หลวงตาแอบ หลวงตาใจ หลวงพ่อวีระ เณรก็มี เณรวัฒนา เณรรอด จะว่าไปคนที่จะเข้าโรงงานทำวิชชานั้นหายาก พวกมหาเปรียญก็ถือว่าเขามีความรู้ดี มีความรู้สูงแล้ว ไม่ไปนั่งหลับตาหรอก แต่หลวงพ่อสดท่านว่า ไอ้ความรู้ในกระดาษ รู้ในกระดาษ มันก็พึ่งกระดาษ ท่านพูดว่า...ยันเต ภะคะวะตา ฌานะตา ปัสสะตา อาระหะตา สัมมา สัมพุทเธนะ เดี๋ยวท่านแปลให้แล้วยันเต ภะคะวะตา พระผู้มีพระภาคเจ้าองค์ใด ฌานะตา รู้แล้ว ปัสสะตา เห็นแล้ว ทั้งรู้ทั้งเห็นเชียวนะ นี่พวกเรามันรู้ในกระดาษ เห็นในกระดาษ ได้ใบตราตั้งในกระดาษ ได้ยศจากที่ในกระดาษก็ยังใช้ได้ ยังดี แต่ก็ดีแค่เปลือกๆ อืมม...ยันเต ภะคะวะตา พระผู้มีพระภาคเจ้าองค์ใด ฌานะตา รู้แล้ว ปัสสะตา เห็นแล้ว อะระหะตา สัมมา สัมพุทเธนะ เป็นพระอรหันต์เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เวลาหลวงพ่อพูด พูดเป็นศัพท์ ยกบาลีแปลเป็นคำศัพท์ มหาบุญมาประโยคเก้า มหาช่วงประโยคเก้า(สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์) มหาสว่างเล็ก ป.ธ.๙ มหาสว่างใหญ่ป.ธ.๙ พากันอึ้ง หลวงพ่อเอาในท้องมาแปลให้เราฟัง เวลาเราจะแปลต้องแปลในกระดาษ นี่..พูดกันในโบสถ์นะหลวงพ่อเอาในท้องมาแปลให้เราฟังหมดเลย หลวงพ่อเอาในตัวในตน มาแปลให้เราฟัง เรามันแปลในกระดาษสู้หลวงพ่อไม่ได้ อาตมาจะเล่าให้ฟังเรื่องหลวงพ่อสด อาตมาประทับใจเหตุที่ท่านสอนมานานแล้ว เรื่องวิชชา เรื่องอะไรต่างๆ คือหลวงพ่อเนี่ยท่านรักษาเวลา แล้วก็นำ แล้วก็สั่ง พอถึงกำหนดหกโมงเช้าตีระฆัง เลิกละกิจการงานทั้งหมดห่มผ้า แล้วมารวมพร้อมกันที่หน้าโบสถ์ พอได้ยินระฆังเล็กอีกทีนึง หลวงพ่อก็เดินนำหน้าพระครูปัญญาภิรัต ปลัดธนิตเดินตาม พระครูปัญญาภิรัตที่ปกครองพระ พระครูธนิตปกครองเณรเดินเป็นแถวแนวระดับดิ่งไปศาลาฉัน ฉันเป็นระเบียบเรียบร้อย ให้ดูผู้ใหญ่ก่อน ผู้ใหญ่ตักเปิบคอยดูนะแล้วเขาก็ทำตามพอฉันอิ่มแล้ว ท่านก็เดินเข้าแถวแนวระดับ หลวงพ่อเดินนำธรรมกายตามจบธรรมกาย พระครูปัญญาภิรัต แล้ว ก็ปลัดธนิตปกครองเณรเข้าแถวแนวระดับเข้าโบสถ์หลวงพ่อให้ธรรมกายนั่งติดท่าน ต่อไปก็เป็นมหาประโยคแปดเก้า ยันประโยคสาม จบประโยคสามแล้ว ให้นักธรรมชั้นเอกโทต่อตรีต่อ ไอ้ที่ยังไม่ได้อะไรเลยให้นั่งหลังเป็นการดัดนิสัย ท่านขึ้นเทศน์ท่านยกศัพท์ "พาหุสัจจัญจะ สิปปัญจะ วินะโย จะ สุสิกขิโต สุภาสิตา จะ ยา วาจา เอตัมมัง คะละมุตตะมัง" ท่านเร็ว พูดเร็ว สอนเร็ว ความเป็นพหูสูตพาหสัจจัญจะ สิบปัญจะ มีศีลชนิดใดชนิดหนึ่ง ชำนาญคล่องแคล่ว วินะโย จะ สุสิกขิโต ผู้มีระเบียบวินัยอันศึกษามาดีแล้ว แล้วปฏิบัติตามเป็นมงคลอันประเสริฐ พูดไปๆ ทหารนักเรียนต้องเป็นระเบียบ มันถึงจะน่าดูน่าชม แม้แต่นกบินไปในอากาศนกช้อนหอยโบราณ นกกาบบัว ปรากฎว่าบินไปๆ ๆ ๆ เห็นว่าบางตัวบินไม่ทัน แตกแยกแถวออกไปดูไม่งาม ไอ้หัวหน้าตีโค้ง ตีกลมเป็นวง ตีวงกลมบินเป็นวงกลม พอมาทันทุกตัว ทุกตัวบินมาเข้าแถว หัวหน้าออกแล้วเป็นแถว บินไปเป็นแถวนี่ สัตว์เดรัจฉานยังมีวินัย เราเป็นพระเป็นเณรทำไมไม่มีวินัย (หัวเราะ โอ้โห้เจ็บกันหมด อู้หูเจ็บจังเลย ประโยคเก้าประโยคแปดนั่งหน้า ถ้าไม่มานะ ท่านดูที่ใครว่างบอกว่าประโยคเก้าประโยคแปดหายไปไหน ไอ้เซ่อ คำว่าไอ้เซ่อนี่มันฉลาดในด้านอกุศล หลบหลีกเลี่ยงไม่ทำตามเวลา ไม่ฉลาดนะมันฉลาดในด้านอกุศล ถึงกำหนดไปเรียนไม่ไปเรียน ถึงกำหนดสอนไม่ไปสอนถึงกำหนดทำวัตรไม่มาทำวัตร อืม...เรียกมันว่าไอ้เซ่อ (หัวเราะ) อู้ยเจ็บเหลือเกิน เป็นพระแต่เอาดีแบบฆราวาส พอเป็นฆราวาสกลับมาเอาดีกับพระ มาสอนพระ ถึงกำหนดเวลาต้องหยุดต้องนิ่ง ห่มผ้าเลย ได้ยินเสียงกลองหยุดเลยแล้วมาคอยกันที่หน้าโบสถ์ พอระฆังเล็กอีกทีพระออกเดินนำแล้วก็เดินเป็นแถวแนวระดับตามที่กำหนดไว้ดูสง่าจริงๆ เลยสวย เหมือนพระอรหันต์ สารีบุตร โมคคัลลานะ มีสาวกองค์ละห้าร้อยห้าร้อย แต่ในบรรดาห้าร้อย พระอรหันต์เหล่านี้ไม่ใช่เป็นพระอรหันต์ทุกองค์นะ เป็นปุถุชนสงฆ์ก็ยังมี ท่านเทศน์เราก็ฟังเพลินเชียว เราก็ฟัง แล้วหลวงพ่อท่านทำได้ ทำเป็นแบบฉบับเป็นเนติแบบแผนเป็นระเบียบวินัย สมกับที่หลวงพ่อท่านพูดไว้ว่า "พาหุสัจจัญจะ สิปปัญจะ วินะโย จะ สุสิกขิโต สุภาสิตา จะยา วาจา เอตัมมัง คะละมุตตะมัง" ความเป็นพหูสูตพาหุสัจจัญจะ สิปปัญจะ วินะโย จะ สุสิกขิโต คำพูดเป็นสุภาษิต มีวินัยระเบียบอันร่ำเรียนมา ศึกษามาแล้ว เอตัมมัง คะละมุตตะมัง เป็นมงคลอันสูงสุด "พาหุสัจจัญจะ สิปปัญจะ วินะโย จะ สุสิกขิโต สุภาสิตา จะยา วาจา เอตัมมัง คะละมุตตะมัง" ท่านเทศน์มงคลสูตร วันพระละบท เงียบกริบ นี่อาตมาฟัง มหาเปรียญประโยคเก้าประโยคแปดฟังเงียบกริบหมดเลย แล้วหลวงพ่อท่านเอาที่ไหนมาเทศน์ทุกวันในโบสถ์ไม่มีเบื่อฟังทุกวัน พอทำวัตรเสร็จนะเก้านาที สิบนาที หลวงพ่อเห็นเวลาถึงจะสองโมงท่านรีบลงเลย พอสองโมงตีระฆังเรียกเข้าเรียน ท่านตรงเวลามาก เวลาใครไปทำผิด แล้วท่านไปพูดที่โบสถ์เลย เช่นไปต้มข้าวต้มกิน ไปทำะไรไม่ถูก ก็เอามาสอนเลย พูดเลยให้เจ้าตัวรู้ให้คนนี้กลัวกัน ท่านให้พระครูปัญญาภิรัตรายงาน วันนี้ปัจจุบันมาเท่าไร หักเท่านั้นๆ มาครบเท่านั้น และขาดเท่านั้น ป่วยเท่านั้น ลาเท่านั้น นับทุกวัน จบแล้วก็พระครูปลัดธนิต รายงานสามเณรปัจจุบันเท่านั้นองค์ มาทำวัตรเท่านั้นองค์ ขาดเท่านั้นองค์ ป่วยเท่านั้นองค์ ลาเท่านั้นองค์ ต้องกราบเรียนอย่างนี้ทุกวันไป แม่ชีมีแผนกต่างหาก แต่ถ้าวันอาทิตย์วันพระต้องมาหมดเลย หลวงพ่อเทศน์มาหมดเลย บางครั้งท่านก็บอก ไอ้สัปเหร่อใกล้ผี ไอ้ชีใกล้พระ เจ็บเลยนะ วันหนึ่งชีญาณีกับชีอะไรนะจำไม่ได้พากันมา หลวงพ่อสั่งนะ ตะวันออกเฉียงเหนือ แม่ชีเขาอยู่กัน พระอยู่ทิศตะวันตก ข้างๆ ติดโบสถ์ไปทางทิศตะวันออก หลวงพ่อว่าตะวันออกเฉียงเหนือพวกชี ใครอย่าไปหาใครนะ พระเณรอย่าไปหาชี ชีอย่าไปหาพระ ต้องได้รับอนุญาตก่อน ถ้าไม่ได้รับอนุญาตไปหากันไม่ได้ ถ้าเกิดมันเสียขึ้นองค์นะมันเสียทั้งประเทศ มันเสียทั้งประเทศยังไง อ้าวก็พระเณรอยู่กับหลวงพ่อทั่วประเทศ จังหวัดละสิบ บางจังหวัดถึงยี่สิบ ถ้ามันไปเสียสักคู่นะ ชีพระไปเสียนะต้องประกาศ ชีนั้นบ้านนั้นจังหวัดนั้น พระบ้านนั้นจังหวัดนั้นไปทำสกปรกไม่ดี ผิดธรรม ผิดวินัยนี่มันเสียทั้งประเทศ เงียบกริบกลัว ถ้าทำดีก็ดีทั้งประเทศ วันหนึ่งชีปุกก็นำอาหารไปให้กับมหาณรงค์ ตอนนั้นหลวงพ่อสั่งไว้จะไปหาใครต้องขออนุญาตหลวงพ่อก่อน บังเอิญหลวงพ่อไม่อยู่ก็นำอาหารไปให้ ก็กลับมาทางเดิมมาสวนหลวงพ่อเข้าพอดี หลวงพ่อก็พูดว่า "นั่นแน่ะ ขออนุญาตใคร" "ดิฉันแก่แล้วจะมาขออนุญาตหลวงพ่อก็ไม่เจอหลวงพ่อ เลยนำอาหารไปให้ท่านฉัน ดิฉันแก่แล้ว" "อีแก่สำคัญนัก อีแก่มันชักนำให้ชีสาวกับพระหนุ่มได้กันมึงรู้มั้ย" กลัวกันหมด ไอ้สัปเหร่อใกล้ผี ไอ้ชีใกล้พระ ไอ้สัปเหร่อใกล้ผีมันกลัวผีที่ไหนมันได้เงิน ไอ้ชีใกล้พระก็จะเอาพระเป็นผัว หลวงพ่อพูดกับชีปุกตรงทางเดิน อาตมาอยู่ด้วยเดินตามหลังท่านพึ่งกลับจากไปรับสังฆทานที่บ้านโยมกลับมาด้วยกัน อาตมาถูกส่งไปสอนธรรมะที่ภาคใต้ ไปช่วยหลวงตาแอบ (เปิดสาขาปฏิบัติธรรมหลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ที่หาดใหญ่ สงขลา) หลวงตามหาอินทร์ หลวงตาผัน พอหลวงพ่อวัดปากน้ำใกล้มรณภาพท่านก็เรียกให้กลับ ตอนไปภาคใต้หลวงตามหาอินทร์ ถูกนายสุพัฒน์ พิณสมาน นายสถานีหาดใหญ่ถามว่า เห็นครั้งแรกเป็นดวงเรียกว่าอะไร หลวงตาอินทร์ไม่รู้ แล้วดวงเล็กๆ ขยายดวงใหญ่ๆ เรียกอะไร ไม่รู้ หลวงตาอินทร์เสียใจ กลับมารีบมาเรียนบาลี เรียนนักธรรมชั้นโท จะได้ไปตอบเขาได้ ปัจจุบันหลวงตาแอบ หลวงตาอินทร์ มรณภาพแล้ว หลวงพ่อวัดปากน้ำ มรณภาพ วันที่ ๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๐๒ ก่อนหน้าในช่วงนั้นหลวงพ่อท่านมีพระภิกษุที่ไว้ใจ ชื่อพระใหญ่ ฐิตตเวโท แต่มันทำให้หลวงพ่อเสียใจ เรียกว่ามันผลาญทั้งเงิน ผลาญทั้งชื่อเสียง หลวงพ่อทำเสียมาก แต่หลวงพ่อก็ไม่ว่ากระไร ท่านก็ทำวิชชาเรื่อยไป พระครูปัญญาภิรัตพระครูปลัดธนิตหาแพทย์อย่างดีจากโรงพยาบาลศิริราชบ้าง จุฬาบ้าง ฉีดยาหลวงพ่อ หลวงพ่อบอกว่า อืม...ฉีดก็ฉีดเข้าไปในหิน ฉีดเข้าไปในหิน หินมันไม่รับรู้อะไรแล้วละ ฉีดไปในกายหลวงพ่อนี่ยาก็เข้าไป แต่มันไม่รับรู้ท่านบอก มันจะไปของมันท่าเดียว มันจะไปนิพพาน วันที่ ๑ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๐๒ อาตมานั่งอยู่ด้านในโรงงานทำวิชชา หลวงพ่อก็สั่งบอกว่าจะมรณภาพจริงๆ ท่านเรียก พระเณรเถรชีที่ได้ธรรมกายมารวมกันหมดในโรงงานท่านก็เอนหลัง ลืมตามานั่งสั่ง เออ...ลูกชีจันทร์ ขนนกยูงนะ ต่อไปจะต้องทำงานใหญ่แทนหลวงพ่อ อืม...สั่งพระ เณร ชีปุก ชีญานี ตรีธา ทองแท้ อยู่ในโรงงาน ทำโรงงาน แต่ต่อไปแม่ชีลูกจันทร์ ขนนกยูง นี่ต้องทำงานนอกโรงงานอย่างโด่งดังที่สุด ใหญ่ที่สุด สายธาตุสายธรรมเขาสั่งอย่างนั้น ให้ทำอย่างนั้นแล้วหลวงพ่อก็นิ่งเงียบ พอวันที่สองสั่งน้อยลง พอ วันที่ ๓ กุมภาพันธ์ เวลาบ่ายสามโมงห้านาที เสียงฆ้อง กลอง ระฆังดัง พระเณร เถร ชี มากันหมดร้องไห้กันระงมพร้อมเพรียงหมดร่มโพธิ์ร่มไทรที่พึ่งอันประเสริฐนะ...แล้วท่านก็ดับ อาตมาอยู่จนกระทั่งหลวงพ่อมรณภาพ เรื่องของแม่ชีจันทร์อาตมาเคยได้ยินก่อนหน้านี้ในโรงงาน แม่ชีปุกพาแม่ชีจันทร์ไปพบหลวงพ่อ แม่จะพาเจ้าไปพบพ่อใหญ่ ให้พ่อใหญ่ต่อวิชชาให้ หล่วงพ่อท่านรับแขกเสร็จท่านก็บอกว่าให้มานั่งปฏิบัติกับหลวงพ่อสัก ๓ วันเดี๋ยวจะมีวิชชา สายธาตุสายธรรมสายสมบัติในนิพพานจะเพิ่มพูนให้ลูก ต่อไปลูกจะต้องดัง ทำงานอันยิ่งใหญ่ไพศาลแทนหลวงพ่อ หลังจากนั้นก็มาได้ยินครั้งสุดท้าย วันที่ท่านจะมรณภาพ ท่านเรียกมาสั่งมอบมรดกธรรมให้ผู้ที่จะสืบทอดวิชชาของท่านต่อไป หลังจากหลวงพ่อวัดปากน้ำมรณภาพ อาตมาก็กลับมาอยู่ที่สุพรรณบุรี มาพัฒนาวัดท่าช้าง หลวงพ่อได้รับตำแหน่งเป็นเจ้าคณะอำเภอวัดท่าช้าง วัดใหญ่โต ต่อมาโยมนิมนต์ให้มาอยู่วัดบ้านเกิด วัดหัวเขา เพราะหลวงตาทุ้ย ซึ่งรักษาการเจ้าอาวาสอาพาธ ใกล้มรณะ เขาก็ไปรับมา พอมา หลวงพ่อก็ขยายที่เพิ่มอีก ๒๓ ไร่ ๖ งาน เพราะเวลางานตักบาตรเทโว คนมันแน่น ที่ไม่พอในการจัดงาน จึงซื้อที่เพิ่ม ปัจจุบันหลวงพ่ออายุย่าง ๗๓ ปี พรรษา ๕๒ หลวงพ่อก็ยังปฏิบัติอยู่ ทำวิชชาธรรมกายตามแบบหลวงพ่อสด โดยเฉพาะวันพระ และวันอาทิตย์ หลวงพ่อจะมีเปิดสอนสมาธิ เวลาบ่าย ๓ โมงถึงบ่าย ๔ โมง ทำสมาธิต่อเนื่องมาไม่เคยขาด เมล็ดกล้าที่หลวงพ่อวัดปากน้ำได้เพาะขึ้นมา บัดนี้ ๗๓ ปี ๕๒ พรรษา เมล็ดกล้านี้ได้เจริญงอกงาม แผ่ร่มเงาแห่งพระพุทธศาสนาให้เป็นที่พึ่งแก่สาธุชนทั่วไป หลวงพ่อสุบิน วัดหัวเขา แม้เวลาจะผ่านไปนานเท่าใด แต่ในใจพระเถระท่านนี้ยังคงตระหนัก รักเคารพและศรัทธาในครูบาอาจารย์อย่างมิแปรเปลี่ยน จนท่านได้รับแต่งตั้งจากประเทศศรีลังกา เป็นพระราชาคณะตำแหน่งที่พระพุทธศาสนาโสภณ ลุงฉลอม มีแก้วน้อย นายฉลอม มีแก้วน้อย หรือที่รู้จักกันในนามลุงหลอม ลุงเล่าถึงประวัติของตนเองว่าเกิดวันอังคาร เดือนยี่ ปีพ.ศ.๒๔๖๔ เป็นลูกของนายใส มีแก้วน้อย ซึ่งเป็นน้องชายของหลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ลุงหลอมเล่าให้ฟังว่าตอนเด็กๆ อายุราว ๖-๗ ขวบ มาวัดปากน้ำกับโยมแม่ของหลวงพ่อวัดปากน้ำ สมัยก่อนวัดปากน้ำ ช่วงปีพ.ศ.๒๔๗๑ วัดเหมือนวัดที่อยู่ในชนบท ไม่เจริญอะไร มีสวนล้อมรอบวัด มีทั้งสวนลำไย สวนมะพร้าว มีต้นหมาก ต้นชมพู่ ดูแล้วร่มเย็น มีนกชุมโดยเฉพาะอีกามีมากทีเดียว วัดปากน้ำสมัยนั้นอยู่ใกล้กับวัดหมู ก็เห็นมีหมูมากมายเป็นร้อย ร้องทีก็หนวกหูทีเดียว แต่ช่วงหลังๆ พวกญวนจับไปหมด สมัยนั้นมีกุฏิเหมือนวัดบ้านนอก เป็นกุฏิเครื่องไม้ สร้างเป็นหลังๆ แบ่งเป็นคณะๆ มีคณะกลาง คณะใต้ แล้วก็มีตัวโบสถ์ มีโรงครัวปลูกเป็นโรงไม้เป็นบ้านไม้สังกะสี ส่วนถนนในวัดทำอย่างกับทางคนเดินมีอิฐเป็นก้อนโตปูเป็นทางเดิน ดูสวยงาม ทีเดียว วัดปากน้ำมีคลองล้อมรอบ มีคลองด่าน คลองบางหลวง คลองภาษีเจริญ เวลาคนไปมาวัดปากน้ำ ถ้าใครไม่มีเรือส่วนตัวก็มาเรือเมล์ขาวซึ่งจะวิ่งจากท่าไฟไหม้ (ท่าน้ำภาษีเจริญ) ออกแม่น้ำเจ้าพระยา ไปปากคลองตลาด ไปท่าเตียน ไปราชวงศ์ ทางโรงครัวซึ่งมีแม่ท้วมดูแล เวลาจะไปซื้อกับข้าวกับปลาก็ต้องลงเรือเมล์ไป ลุงสมัยนั้นเป็นเด็กก็ตามแม่ท้วมไปด้วย ไปซื้อของแถวราชวงศ์บ้าง แถวสะพานหันบ้าง ศาลาที่หลวงพ่อลงเทศน์จะเป็นศาลาไม้ กว้างและยาว จุคนได้มากแค่พระเณรก็จุได้เป็นร้อยรูป วันปกติหลวงพ่อก็จะลงเทศน์ที่ศาลา แต่ถ้าเป็นวันพระ ท่านก็จะลงเทศน์ในโบสถ์ ขุดแก้วกายสิทธิ์ สมัยแรกๆ ในยุคที่หลวงพ่อเริ่มสอนวิชชาธรรมกาย ยังมีพระเณรและแม่ชีที่ได้ธรรมกายยังไม่มาก แต่ท่านเป็นคนชอบลองวิชชา มีครั้งหนึ่งหลวงพ่อท่านสั่งให้ลูกศิษย์ขุดแก้วขึ้นมา หลุมที่ขุดใหญ่ขนาดหลุมเสาลึกไม่มากแค่ศอกเดียวเห็นจะได้ หลวงพ่อท่านใช้ธรรมกายดึงแก้วขึ้นมาให้สูง จะได้ขุดได้ง่ายๆ ท่านสั่งให้แม่ชีบุนนาคไปตามผู้ที่ดูแลแก้วนี้มาคุยด้วย ก็เหมือนมีคนมาเข้าร่าง แล้วก็พูดท้าทายหลวงพ่อว่า "ถ้ามึงแน่จริง มึงขุดซิ กูจะให้งูกัดมึง" หลวงพ่อท่านก็สั่งให้ลูกศิษย์ขุดลงไป ไม่รู้งูมาจากที่ไหนอยู่ดีๆ มันก็โผล่มากัดแขน ไม่รู้เป็นงูผีหรือเปล่า บางครั้งแก้วก็เคลื่อนตัวไป แต่ในภายหลังหลวงพ่อท่านใช้สายสิญจน์ล้อมรอบหลุมขุด แล้วมีใส่ข้าวตอกดอกไม้ลงไปด้วย เพื่อไม่ให้แก้วเคลื่อนหนีไป แล้วท่านก็ขุดเอาแก้วขึ้นมาได้จริงๆ ท่านเอาไว้ในโบสถ์แต่อยู่ได้แค่ ๗ วัน วันที่เจ็ดฟ้าผ่าเปรี้ยง แล้วแก้วก็หายไป หลวงพ่อจึงรู้ว่าเรายังไม่ชนะมาร ถ้าเราเอาแก้วนี้ไว้ได้จะเลี้ยงคนได้มากมายมหาศาลทีเดียว หลังจากนั้นท่านจึงริเริ่มที่จะสร้างโรงงานทำวิชชาขึ้น เรื่องการทำมาหากิน ลุงหลอมเล่าต่อว่า พออายุได้ ๑๕ ปี ลุงก็มาบวชเป็นเณรอยู่กับหลวงพ่อ อยู่ได้แค่พรรษาเดียวลุงก็จะสึก หลวงพ่อท่านไม่ให้สึก แต่เราก็ไม่อยากอยู่ สุดท้ายก็สึกจนได้ หลวงพ่อท่านคอยเตือนลุงอยู่เรื่อยตั้งแต่สมัยเป็นเด็กว่า อย่าไปคบพวกอันธพาล แต่ไอ้พวกนี้มันก็ชอบมาหาลุงอยู่เรื่อย หลังจากที่ลุงไปเป็นทหาร รับใช้ชาติ พวกนี้มันชอบมา กวนจัง ไอ้คนตัวเกๆ มันชอบเรา มันก็บอกว่ากูไม่รักมึง กูจะไม่มาชวนมึงหรอกพวกเยอะแยะ ทำไมกูไม่ชวน กูเห็นว่ามึงอดอยากยากจนลำบาก เงินทองเวลาเบี้ยเลี้ยงออกที ก็ไม่พอกินพอใช้ กูถึงจะมาชวนมึง แต่ลุงก็จำคำที่หลวงพ่อสอนไว้ เลยไม่ไปกับพวกมัน จึงรอดตัวมาได้ หลวงพ่อท่านคอยสอนอยู่เรื่อย โดยเฉพาะเรื่องการทำมาหากิน ท่านบอกว่า "ให้รู้จักยาก รู้จักจน รู้จักกิน รู้จักใช้ รู้จักหากิน ไอ้เรื่องบาปขอร้อง ไม่ให้ทำ ให้หากินอย่างอื่น อย่าไปเลี้ยงหมู เลี้ยงเป็ด เลี้ยงไก่ ห้ามเด็ดขาด" ท่านบอกว่ามารมันคอยพยายามจะเล่นงานอยู่ เพราะว่ามันอาฆาตหลวงพ่อวัดปากน้ำไว้ ท่านก็เลยสั่งลูกๆ หลานๆ ไว้ว่า ไอ้ทางบาปไม่ให้เอา ให้หากินทางอื่น หากินไอ้สิ่งที่มีชีวิตไม่ให้เอา ให้ค้าขายอย่างอื่นไป ลุงก็เคยขัดขืนท่านอยู่ครั้งหนึ่งทดลองดูคือลุงไปเลี้ยงไก่ไว้ร้อยกว่าตัว ไก่ก็ดีอ้วนท้วนดี พอจะขายได้ราคาลงใหญ่ ขายไปก็ขาดทุน แต่ก็ต้องขาย อีกทั้งยังต้องขายกรง ขายอะไรต่ออะไรจึงเอาทุนคืนมาได้ ก็นึกขึ้นมาได้ว่าหลวงลุง (หลวงพ่อวัดปากน้ำ) ก็สอนเราว่าไม่ให้เลี้ยง ไอ้เราก็ทดลองนึกว่ามันจะดี ไม่เชื่อท่าน เลี้ยงหมูก็เหมือนกัน หมูจะตายเจ็บต้องเลี้ยงไปรักษาไปฉีดยาไป ผลที่สุดหมูตาย ก็เลิกกัน ผมเลิกไม่เอาอีกเลยตั้งแต่นั้นมา พระประจำตัวของหลวงพ่อวัดปากน้ำ ท่านสอนลุง สอนละเอียด สารพัดเลย ดุก็ดุที่สุด เวลาดุ ดุแล้วก็สอน สอนสารพัด เรียกว่าพ่อแม่ไม่เคยสอนอย่างกับท่าน ท่านสอนละเอียดถี่ถ้วน สอนผมมากกว่าทุกๆ คน ดุก็ดุมากที่สุด ท่านสอนมาตั้งแต่สมัยผมยังเด็กๆ แม้ตอนหลวงพ่อเริ่มอาพาธท่านก็ยังสอน เราก็กลัวท่านแต่มารู้อีกทีว่าท่านรักเรา ก็อีตอนที่พยาบาลหลวงพ่อ ท่านให้พระประจำตัวกับลุงมา เป็นพระประจำตัวที่ท่านเก็บไว้กับตัวตลอด ท่านให้ลุงมากับมือก่อนหลวงพ่อมรณภาพ ๓-๔ เดือน ตอนที่ท่านให้ลุง ลุงคิดว่าท่านหลง ท่านเดินจะออกไปข้างนอก ท่านถือพระมาด้วย แล้วก็บอกว่า เอ้า... ลุงก็นั่งคุกเข่าแล้วสองมือก็รับพระประจำตัวจากท่าน ท่านก็ใส่มือมา แล้วเดินออกไป ท่านให้เฉยๆ ไม่ได้พูดอะไร ลุงก็คิดว่าเดี๋ยวหลวงพ่อกลับมา จะเอาคืนท่าน พอท่านเดินกลับมา เราก็ถวายคืน ท่านก็บอกว่า "เอ้า กูให้มึงเก็บไว้ให้ดีสิ มึงจะมาให้กูอีกทำไมล่ะ มึงเก็บไว้ให้ดีนะ พระองค์นี้พระประจำตัวของกู" ท่านสั่งไว้อย่างนั้น ลุงถึงได้ดีใจ ว่าท่านให้เราจริงๆ เราก็คิดว่าหลวงพ่อหลง แต่ที่ไหนได้เราคนดีๆ หลงเอง เลยกลัดอวดท่านและคนอื่นๆ ไม่งั้นเดี๋ยวเขาหาว่าเราลักท่านมา พระมหาเจียกบอกว่าโชคดีจริงๆ ฉันจ้องมานานแล้ว นี่แสดงว่าหลวงพ่อรักและเมตตาเราจริง ไม่งั้นท่านไม่ให้พระประจำตัวมาหรอกเพราะมีองค์เดียว ลักษณะพระ เป็นเนื้อชิน ขนาดโตเท่าสมเด็จวัดระฆัง ด้านหน้าเป็นรูปพระพุทธสิหิงค์ ส่วนด้านหลังเป็นรูปของหลวงพ่อวัดปากน้ำเอง แต่ตอนนี้ลุงถวายพระประจำตัวให้หลวงพ่อธัมมชโยไปแล้วเพราะลุงมานึกๆดูว่าถ้าเราตาย ไอ้ลูกหลานมันก็เอาไปเฉยๆ คิดมาคิดไปถวายท่านตอนเราเป็นๆ ดีกว่า จะได้หมดเรื่องหมดราวไป เพราะหลวงพ่อวัดพระธรรมกาย ก็เอาวิชชาจากหลวงพ่อวัดปากน้ำมาเผยแผ่จนโด่งดัง สมควรแล้วที่หลวงพ่อวัดพระธรรมกายจะรักษาไว้ ก็เลยตัดสินใจถวายท่าน กว่าจะถวายได้ก็เกือบปีมันยังเสียดายอยู่ นอกจากนี้ลุงยังถวายสมบัติที่ได้มาจากหลวงพ่อวัดปากน้ำให้กับหลวงพ่อวัดพระธรรมกาย คือมุ้ง, ผ้าห่ม, รัดประคต และพระธาตุ คุณค่าของเงินทอง ลุงหลอมยังจำคำพูดของหลวงพ่อวัดปากน้ำที่ท่านบอกว่าสมัยก่อนไอ้แก้วสารพัดนึกมันมีจริง นึกจะเอาอะไรก็เอาได้ นึกจะทำอะไรก็ทำได้ แต่เดี๋ยวนี้มันหมดแล้ว สมัยเดี๋ยวนี้มันก็เหลือแต่เงินนั่นแหละ ที่จะเป็นแก้วสารพัดนึก ท่านบอกว่ารัฐบาลเขาผลิตมา แม้แต่ ๑ บาท มึงจะเข้าใจว่าเป็นกระเบื้องก็ไม่ได้ มึงจะเห็นว่า ๑ บาทเป็นกระเบื้องไม่มีค่าไม่ได้บาทหนึ่งก็ซื้อขนมได้ อย่าประมาท อย่าดูถูกเงิน ใช้ให้รู้จักประมาณ ไม่ใช่ใช้ตะพรึด ไอ้คนที่ดูถูกเงิน แทบจะถือกะลาขอทานก็มี ท่านสอนจนเราตั้งปณิธานเลยว่า กูมีเงินเมื่อไหร่ กูจะพยายามรักษาให้ถึงที่สุด ด้วยเหตุนี้ลุงบอกว่าคนอื่นๆ มีเท่าไหร่ก็ใช้จนหมด มีแต่ลุงรอดตัวอยู่คนเดียวเพราะสิ่งที่หลวงพ่อสั่ง หลวงพ่อสอนมาทั้งนั้น เรื่องของหลวงจบฯ ลุงหลอมยังได้เล่าถึงเรื่องของหลวงจบกระบวนยุทธ (เดิมชื่อแช่ม)ซึ่งเป็นพ่อตาของจอมพลถนอม กิตติขจร ท่านมาหาหลวงพ่อวัดปากน้ำ ขอให้หลวงพ่อไปตามหาพ่อให้ ซึ่งพ่อของหลวงจบฯ เป็นแขก ฆ่าวัว ฆ่าควาย พ่อแกส่งหลวงจบฯ ไปเรียนนายร้อย จนกระทั่งเรียนจบนายร้อยได้ร้อยโท ต่อมาพ่อของหลวงจบฯ ก็ตายไป ๙ ปี นานจนถึง ๒๐ ปี ก็ไม่ได้ข่าวคราว เงียบไปเลย คราวนี้หลวงจบ แกก็ได้ข่าวว่าหลวงพ่อวัดปากน้ำ เก่งอย่างงี้ดีอย่างงั้น แกก็คิดอยากจะมาทดลองดู ว่าจะเก่งจริงหรือไม่จริงอยู่มาวันหนึ่งแกก็มาหาหลวงพ่อ มากราบ ตอนนั้นแกเป็นพ่อตาของนายกรัฐมนตรี(จอมพลถนอม กิตติขจร) แล้ว หลวงพ่อท่านก็ถามว่า "มาธุระอะไร" หลวงจบฯ ก็บอกว่า ผมได้ทราบข่าวว่า เห็นเขาลือกันว่าหลวงพ่อเก่งมีวิชชาดี เห็นเขาเล่าให้ฟัง ผมก็อยากมาขอความกรุณาหลวงพ่อ เรื่องก็มีอยู่ว่าบิดาของผมเสียชีวิตมานานเป็น ๒๐ ปีแล้วจะไปเหนือไปใต้ผมก็ไม่รู้ แล้วก็ไม่เคยมาเข้าฝันหรือมาให้เห็นเลย อยากจะให้หลวงพ่อดูให้สักหน่อย ว่าไปอยู่ที่ไหนจะไปลำบากลำบนหรือเปล่า ถ้าแกไปลำบากผมก็จะมาขอบารมีหลวงพ่อให้ช่วย หลวงพ่อท่านก็เลยเรียกแม่ชีในโรงงานทำวิชชามา แล้วก็สั่งว่า เอาไปดูให้เขาที ขึ้นไปดูข้างบนก่อนนะ เพราะตายไปหลายปีแล้ว แม่ชีก็หลับตาไปพักใหญ่ แล้วก็บอกว่าไม่เห็นมีเลยหลวงพ่อ ท่านก็บอกเอ้างั้นลงไปดูข้างล่างซิมีไหม แม่ชีก็หลับตาไปอีกสักพัก แล้วก็บอกหลวงพ่อว่าไม่มี หลวงพ่อก็บอกว่าไม่มีได้ยังไง ข้างบนก็ไม่มี ข้างล่างก็ไม่มี มันต้องมีสิ ลงไปดูให้ลึกกว่านี้อีก จี้ให้มันลึกลงไปอีก ดูซิมันจะอยู่ยังไง แม่ชีก็หลับตาไปอีกพักใหญ่แล้วก็บอกว่าเจอแล้ว หลวงพ่อ ท่านก็ถามว่าไปอยู่ลึกมากไหม แม่ชีก็ตอบว่าอยู่ลึกมากค่ะหลวงพ่อ แล้วถามเขารึเปล่าว่าทำอะไรจึงได้ลงไปอยู่ลึกขนาดนั้น เขาบอกว่าฆ่าวัว ฆ่าควาย เชือดวัว เชือดควาย ขายเป็นประจำวันละ ๓-๕ ตัว แล้วถามเขาหรือเปล่าว่าชื่ออะไร แม่ชีก็ตอบว่าถามค่ะเขาบอกว่าชื่อโต๊ะลู พอบอกชื่อเท่านั้น หลวงจบฯ ก็ร้องไห้ คลานเข้าไปกราบหลวงพ่อหลังตีนเลย ตั้งแต่นั้นมาหลวงจบฯ นับถือหลวงพ่อวัดปากน้ำเรื่อยมา เลิกนับถือแขก แล้วก็หันมานับถือพุทธศาสนาแทน หลวงจบฯ มีน้องชายอยู่คนหนึ่งชื่ออาหมัด มีอาชีพเชือดวัวขายเหมือนกัน หลวงจบฯ ก็เรียกอาหมัดมาคุยว่า ให้เลิกซะ บอกว่ามันบาปหนัก ยื่นคำขาดว่าถ้ากูบอกมึงแล้วไม่เชื่อ มึงกับกูก็เลิกกัน ไม่ต้องมาเรียกพี่เรียกน้องกันอีก อาหมัดก็เลิกขายวัวจริงๆ ตามคำชองหลวงจบฯ เพราะกลัวบาป ไอ้เสือจุน อีกเรื่องหนึ่งคือ มีครั้งหนึ่ง ไอ้เสือชื่อเสือจุน อยู่ปากน้ำโพ ไอ้เสือนี่พอใช้ได้คือใส่ทองคำ ๙ บาท ๑๐ บาท เวลาเมามา ไม่เดินเข้าบ้านชอบนอนอยู่กลางทาง ไม่มีใครกล้าไปยุ่งเลย ไอ้เสือนี่ก็มาบวชกับหลวงพ่อวัดปากน้ำ พวกจากจังหวัดสิงห์บุรีมาเล่าประวัติไอ้เสือจุนให้หลวงพ่อฟัง หลวงพ่อก็ให้ไปเรียกไอ้เสือจุนมาหา ตอนนั้นลุงยังหนุ่มอายุราว ๒๐ กว่าๆ เสือจุนมาบวชกับหลวงพ่อ เช้าๆ ก็เที่ยวเดินกวาดอะไรที่มักรกตามถนนหนทาง ตามโบสถ์ พระเณรเห็นก็หัวร่อหลวงตาจุน แล้วก็บอกว่าหลวงตาจุนกวาดขี้หมา หลวงตาจุนก็มาบ่นที่บ้านปู่นะ (ปู่ของลุงหลอม) อยู่ภายในวัดบอกว่า "โยม ฉันถ้าจะทนไม่ไหว เกิดมาไม่เคยมีใครมาหัวเราะเยาะฉันหาว่าฉันกวาดขี้หมา ฉันชักจะทนไม่ไหวแล้วนะ" ปู่ก็ให้กำลังใจไปว่า เรามาบวชแล้ว ไหนๆ ก็ละความชั่วแล้ว จะสึกออกไปหากรรมทำไมล่ะ เขาว่าอย่างงั้นก็เข้าตัวเขา เราตั้งหน้าตั้งตาทำความดีก็แล้วกัน พอต่อมาวันหนึ่งหลวงตาจุน กำลังกวาดโบสถ์อยู่ หลวงพ่อวัดปากน้ำเดินมาหา แล้วก็ชี้หน้าว่า "มันต้องอย่างนี้ ถึงจะใช้ได้ กวาดเอาบุญเอากุศล ไปข้างหน้าบ้านเราก็สะอาด ใจคอเราก็สะอาดด้วย แล้วมีใครได้กวาดอย่างนี้อย่าง เราบ้างล่ะ ใครว่าอะไรเราไม่ต้องกลัว เราทำความดีของเราแล้ว อย่าไปคิดอะไรทั้งหมด" หลวงตาจุนได้ยิน ดีใจ หลวงพ่อชมเชย จึงบวชอยู่ตลอดไม่คิดสึกอีกต่อไป เมื่อหลวงพ่ออาพาธ ลุงหลอมเล่าว่าขณะที่ไปพยาบาลหลวงพ่อวัดปากน้ำ ในช่วงที่ท่านอาพาธ มีสิ่งอัศจรรย์เกิดขึ้นคือ ตอนนั้นท่านเริ่มป่วยมาก ก็จะมีหลานๆ มาช่วยกันดูแล ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียน เป็นเวรคอยมาดูแลท่านก็มีไอ้จอง อาผง อาแบน อาแกละ อาเทพ พี่เริญ และลุงหลอม รวม๗ คนเห็นจะได้ พวกเราอุปัฏฐาก จะกินอาหารที่เหลือจากหลวงพ่อทุกวัน แต่แปลกคือกินคนละคำสองคำ ๖-๗ คน ก็อิ่มได้ ไม่หิวอีก ตอนแรกคิดว่าถ้าไม่อิ่มจะไปหาซื้อกินข้างนอก แต่ปรากฏว่าอิ่มเลยไม่ได้ไปซื้อข้างนอกกิน บางครั้งนายประยูร แม่ชีท้วมก็ยังมาร่วมกินด้วย กินข้าวที่เหลือของหลวงพ่อเป็นแรมปี ก็ไม่หิว น้ำหนักก็ไม่ลดด้วย มาคุยกัน ถามคนนั้น ถามคนนี้ ทุกคนก็ยืนยันว่าอิ่ม นี่เป็นเรื่องอัศจรรย์ ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ เพราะมันเป็นเรื่องจริง หลวงพ่อท่านจะฉันน้ำข้าวเป็นประจำทุกวัน ท่านบอกว่าข้าวมีสรรพคุณมหาศาลดีกว่ากาแฟ แต่พอหลังเพลไปแล้ว ปานะอะไรท่านก็ไม่ฉัน หลวงพ่อท่านเป็นคนเข้มแข็งมาก แม้ท่านจะป่วย ข้าวปลาอาหารท่านไม่เคยให้ใครป้อนท่านเลย ยาก็ไม่เคยให้ใครป้อน ท่านจัดการเองทุกอย่าง แม้กระทั่งสรงน้ำ เปลี่ยนผ้าท่านก็ทำเอง แต่บางครั้งเราก็ต้องฝืน เข้าไปทำให้ท่าน เพราะท่านป่วยแล้วนุ่งไม่เรียบร้อย จะออกไปรับแขกก็อายเขา หลานๆ ก็เลยช่วยกัน พอนุ่งห่มท่านให้ดีแล้ว ท่านก็หัวร่อชอบใจ ท่านต้องการดูว่าเราจะกล้าเข้าไปทำให้ท่านหรือเปล่า หลวงพ่อเป็นคนนอนไว ตื่นไว หลับไว คล้ายๆ กับว่าท่านบังคับจิตตัวเองได้ ท่านนอนอย่างมาก ๕-๑๐ นาทีเท่านั้น นอนเดี๋ยวเดียว พอเอนตัวลงนอน ก็หลับไปเลย นอนท่าไหนก็อยู่ท่านั้นไม่มีเปลี่ยนท่า สักพักท่านก็ตื่น ท่านตื่นท่านก็ลุกทันที แล้วก็สั่งงานในโรงงานทำวิชชา ซึ่งโรงงานอยู่ติดกับกุฏิของท่าน แต่มีสังกะสีกั้นอยู่หลวงพ่อก็จะพูดทะลุสังกะสีถามว่าไปถึงไหนแล้ว ส่วนมากหลังจากสั่งวิชชาเสร็จแล้ว ท่านก็จะเดินมานั่งที่เก้าอี้หวาย กุฏิหลวงพ่อเรียบง่ายไม่มีอะไรมากเป็นเรือนไม้ ๒ ชั้น หลวงพ่ออยู่ชั้นล่าง ซึ่งพื้นปูด้วยไม้กระดาน แล้วมีเสื่อน้ำมันปูอีกชั้น ในห้องนอนของหลวงพ่อก็มีแต่เตียงนอน ไม่มีอะไร ส่วนชั้นบน นายประยูร พักอยู่ และเป็นที่เก็บไทยธรรม ขณะที่หลวงพ่อป่วย หลวงพ่อไม่เคยพร่ำเพ้อ ไม่เคยร้องครวญครางให้คนช่วย ท่านรู้ตัวเองตลอดเวลา มีอยู่วันหนึ่งท่านบอกกับลุงว่า"กูเจ็บคราวนี้ถึงกำหนดกูแล้ว หมอให้วิเศษยังไง ก็เอากูไว้ไม่ได้ กูต้องไปงวดนี้ หยูกยาเขาให้กูกิน กูก็กิน ไม่ขัดใจเขา" ปกติหลวงพ่อจะมีอุปัฏฐากที่ดูแลประจำก็คือ มหามนต์ นายประยูร และนายเปล่ง ของในกุฏิหลวงพ่อทุกอย่างไม่มีใครกล้าหยิบ เพราะท่านรู้ มีครั้งหนึ่งไอ้จุ้นมาหยิบพระของขวัญไป ขณะที่หลวงพ่อเดินไปดูช่างข้างนอกที่มาสร้างโรงเรียนปริยัติธรรม กลับมาก็เรียกให้ไอ้จุ้นเอาพระมาคืน คราวนี้ก็สงสัยว่าทำไมท่านรู้ ลุงก็เลยถามแม่ชีละมัยที่อยู่ในโรงงานว่าหลวงพ่อรู้ได้ยังไง อะไรต่ออะไรที่ใครหยิบไป ท่านรู้หมดทั้งๆ ที่ตัวท่านไม่ได้อยู่ที่กุฏิ แม่ชีบอกว่าทำไมจะไม่รู้ล่ะ ธรรมกายท่านมีธรรมกายบอกหมด ใครหยิบอะไรต่ออะไร เดี๋ยวธรรมกายมาบอกหมดใครจะเอาไปไว้ที่ไหนที่ไหนก็ไม่มีพ้นหรอก ลุงเล่าว่าสมัยหลวงพ่อมีการเขียนอาการโรคมาให้หลวงพ่อช่วยแก้ เห็นแม่ชีในโรงงานบอกว่าในตัวเรามีจุดดำๆ อยู่ ถ้าเราทำให้จุดดำนี้หายได้ โรคก็จะหายได้ คำสั่งเจ้าคุณพ่อ สมัยนั้นตอนไปพยาบาลหลวงพ่อ ลุงไม่เคยเจอแม่ชีจันทร์เลยเพราะท่านอยู่แต่ในโรงงาน มีหน้าที่ทำวิชชาอย่างเดียว มีครั้งหนึ่งที่หลวงพ่อป่วยมาก แล้วเรียกแม่ชีจันทร์มาสั่งว่าหลังจากหลวงพ่อไม่อยู่ให้รออยู่ที่วัดปากน้ำ ห้ามไปไหนให้รอคนที่จะมาสืบทอดวิชชา ให้รออยู่ที่นี่ แต่คนอื่นเห็นเดินเข้าๆ ออกๆ เจอแม่ชีทองสุก คุณยายปุก แม่ชีอะไรต่ออะไรมากมาย ที่มาหาหลวงพ่อบ่อยก็คือ คุณตรีธา ตอนนี้เป็นประธานมูลนิธิวัดปากน้ำ พ่อแม่เขายกให้เป็นลูกสาวหลวงพ่อตั้งแต่ยังเด็ก การทำบุญสมัยหลวงพ่อ ลุงหลอมเล่าถึงการทำบุญในสมัยหลวงพ่อวัดปากน้ำสมัยก่อนว่า ใครจะทำบุญต้องไปหานายประยูร สมมติคุณจะถวายเงิน ๑๐๐ บาท ก็ต้องไปหานายประยูร นายประยูรก็จะเขียนใบปวารณา นาย ก ถวายเงินหลวงพ่อ ๑๐๐ บาท ใบปวารณาที่ออกให้ คุณก็นำไปถวายหลวงพ่อ หลวงพ่อก็จะรู้ว่าคนนั้น คนนี้ ถวายเงินเท่านี้ เท่านั้น แล้วท่านก็วางใบปวารณาซ้อนๆ กันไว้ ท่านจึงไม่รู้ว่าแบงก์นี้ แบงก์อะไร ท่านไม่จับเงิน แบงก์ ๕ แบงก์ ๑๐ แบงก์ ๑๐๐ หลวงพ่อไม่รู้หรอก หลวงพ่อเคยถามนายประยูรว่าไอ้แบงก์แดงๆ มันแบงก์อะไร นายประยูรบอกว่า แบงก์ละร้อยแล้วไอ้แบงก์สีเขียวๆ นั่นใบเท่าไหร่ หลวงพ่อท่านไม่รู้เลย มีอยู่ครั้งหนึ่งหลวงพ่อท่านเอาใบปวารณาให้ลุงเป็นปึก ท่านบอกว่า "มึงจะได้เอาไว้ซื้ออะไรกิน" เราก็พยาบาลท่านมาตั้งนาน ท่านก็ถามว่ามีสตางค์ใช้หรือเปล่า เราก็บอกท่านว่ามีครับ เราจะบอกว่าไม่มีก็กลัวท่านเป็นทุกข์ บอกให้ท่านหายห่วงเพราะท่านป่วยอยู่ ท่านเองก็คงจะรู้ วันหนึ่งท่านก็เอาใบปวารณาให้ปึกหนึ่ง แล้วก็บอกว่าเอาไว้ซื้ออะไรกิน เราก็ว่าหลวงลุงถ้าจะหลง เอากระดาษมาจะให้ไปหาซื้ออะไรกิน มันจะไปซื้ออะไรได้ กระดาษก็มีแต่เขียนว่า คนนั้น ๒๐๐ บาท คนนี้ ๕๐๐ บาท คนนั้น ๒,๐๐๐ บาท ๕,๐๐๐ บาท ก็ยังมีที่ถวายหลวงพ่อสมัยนั้น ท่านให้ปึกใหญ่ เราก็เอาไปเหวี่ยงทิ้งหมด ก็กระดาษจะเอาไปซื้ออะไร เดินไปก็โปรยไปเรื่อยทีละใบสองใบ ก็ไม่รู้ พอไปคุยกับมหามนต์เข้าถึงรู้ มหามนต์บอกว่าตายแล้วเอาไปทิ้งที่ไหน ลุงก็บอกว่าเดินโปรยไปเรื่อยตามวัด ถ้ารู้ว่าเอาไปขึ้นเงินกับนายประยูรได้ จะไม่เอาไปทิ้ง ปึกนั้นร่วมสองสามหมื่นกว่าบาทเพราะเราไม่รู้จักใบปวารณา จึงคิดว่าหลวงพ่อหลง แต่ที่ไหนได้ เราคนดีๆ หลงเอง สามารถ ศรแดง ตอนที่ลุงหลอมมาพยาบาลหลวงพ่อ ลุงอายุ ๓๐ กว่าปี มีเย็นวันหนึ่งประมาณ ๕ โมงเย็น มีนักมวยชื่อสามารถ ศรแดง มันจะไปนอก ไปต่อยชิงแชมป์ต่างประเทศ ช่วงนั้นเขาห้ามรับแขก หลวงพ่อกำลังป่วยหนักห้ามรับแขกเด็ดขาด มันก็ยกมือไหว้บอกพี่ขอให้ผมไปกราบหลวงพ่อสัก ๓ ครั้ง ผมรับรองไม่พูดอะไรจริงๆ ถ้าผมพูดพี่ซ้อมผมได้เลย ลุงก็บอกไม่ได้ พอใกล้ๆ ค่ำ ลุงเปิดประตูออกมา ไอ้สามารถมันก็ยังนั่งคุกเข่าอยู่ไม่ยอมกลับ ฟ้าก็มืดแล้ว ไอ้เราก็ใจอ่อน มันก็ยกมือไหว้บอกพี่ขอเข้าสักหน่อย มันบอกว่าไม่พูดอะไรจริง! ทุกทีเวลาจะไปต่อยต้องมาหาหลวงพ่อทุกที ให้ท่านเป่าหัว พอดีหลวงพ่อท่านออกมาพอดี ไอ้สามารถก็เข้าไปกราบหลวงพ่อ บอกหลวงพ่อขอช่วยเป่าหัวให้หน่อยครับ หลวงพ่อก็คลำศีรษะแล้วก็เป่าหัวให้ แล้วมันก็กราบลากลับ ขากลับไปก็โดนลูกน้องของไอ้สมเดช ยนตรกิจ มันดักอยู่ ๓ คน ไอ้สามารถเป็นคู่อริกับไอ้สมเดช ลูกน้องไอ้สมเดชดักเอาที่วัดขุนจันทร์ มันเอาใบมีดปาดเข้าที่คอไอ้สามารถ แต่ไม่เข้า เป็นแค่ยางบอน ไอ้สามารถเลยต่อยพับไป ๒ คน อีกคนวิ่งหนีไป หลังจากนั้นก็บินไปต่อยที่ต่างประเทศ ขึ้นต่อยยกแรกก็ต่อยคู่ต่อสู้พับไปเลย ชนะตั้งแต่ยกแรก กลับมาเมืองไทยก็มากราบหลวงพ่อวัดปากน้ำเอาผลหมากรากไม้มาถวายท่าน ปัจจุบันลุงหลอมมีอายุ ๘๑ ปีแล้ว ลุงได้เปิดใจถึงเป้าหมายในช่วงบั้นปลายชีวิตว่ามีความตั้งใจจะสร้างบารมีร่วมกับหลวงพ่อวัดพระธรรมกาย (หลวงพ่อธัมมชโย) ไปตลอดจนกว่าจะถึงที่สุดแห่งธรรม ตั้งใจทำบุญให้เต็มที่ ตั้งใจทำสมาธิให้ดีที่สุด และจะทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาและวิชชาธรรมกายตลอดไป พระครูภาวนากิตติคุณ เมื่อก่อนเราหนีการครองเรือน พ่อแม่ล้มหายตายจากหมด สมบัติก็มีแต่ยกให้เขาหมด หนีจากทางโลกดีกว่า พระพุทธเจ้ามีสมบัติยิ่งกว่าเรา ท่านยังไม่ติดอยู่ ถ้าหลงติดเอาตัวเองไม่รอด ตายไปก็ไม่มีใครดับไฟนรกให้เราได้ พระพุทธเจ้าตรัสว่าอย่าไปเบียดเบียนผู้อื่น สงสารตัวเราจะตกนรกหมกไหม้เปล่าๆ ไอ้ชีวิตเราเกิดเป็นมนุษย์มา ต้องไม่ให้ตายเปล่า สงวนตัวเองอย่างนี้เรื่อยมา คิดอย่างนี้เลยตัดสินใจบวช บวชเป็นพระภิกษุที่จังหวัดอยุธยา บวชเพื่อเลี้ยงน้อง หลังจากผ่านเกณฑ์ทหารแล้ว อายุ ๒๐ ย่าง ๒๑ ปี เข้าปี พ.ศ.๒๔๙๖ พอได้ทราบกิตติศัพท์เกี่ยวกับหลวงพ่อวัดปากน้ำ จากหลวงจบกระบวนยุทธฯ ตอนไปสมัครเป็นผู้แทนที่ จ.อยุธยา หลวงจบฯ บอกว่าพระที่เก่งที่เยี่ยม ทั่วประเทศไทย พระทุกรูปยกให้หลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ เลยตัดสินใจไปหาหลวงพ่อวัดปากน้ำ ตอนนั้นบวชมาได้ ๒ พรรษา หลวงจบกระบวนยุทธฯ แกไปทดลองหลวงพ่อก่อน แกบอกว่า ผมได้ยินเขาลือกันว่า หลวงพ่อวัดปากน้ำ ไปนรกได้ ไปสวรรค์ได้ ไปนิพพานได้ หลวงพ่อช่วยไปตามพ่อตาผมซึ่งตายไปนานแล้วว่าตอนนี้อยู่ที่ไหน หลวงพ่อก็ไปเรียกแม่ชีมา ให้นั่งสมาธิไปตามดูคนซื่อนี้อยู่ที่ไหนไปตรวจดูบัญชีในนรกก็ไม่มี ไปเจอที่สวรรค์ชั้นยามา หลวงพ่อตามให้มาเข้าร่างแม่ชี แล้วถามว่าโยมไปทำบุญอะไรมาจึงได้ไปอยู่สวรรค์ชั้นยามา ร่างที่เข้าแม่ชี ก็ชี้ไปทางหลวงจบฯ แล้วบอกว่า นี่เจ้าแชมลูกเขย ส่วนที่นั่งข้างๆ คือนางเครือ ลูกสาวผม ที่ผมได้ไปอยู่สวรรค์ชั้นยามาเพราะว่าผมไปสร้างอุโบสถไว้ ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา วัดนั้น วัดนี้บอกหมด หลวงจบยกมือท่วมหัวเลย บอกว่าจริงครับ เพราะผมยังช่วยขนกระเบื้องมุงหลังคาโบสถ์เลยครับ ปี พ.ศ.๒๔๙๘ คุณนายเพ็ญศรี ซึ่งเป็นภรรยาหมอปลั่ง เป็นผู้มีอันจะกินอยู่ในจังหวัดอยุธยา พามารู้จักกับหลวงจบฯ เขาก็พาอาตมาไปฝากหลวงพ่อวัดปากน้ำ เรารู้ว่าหลวงพ่อท่านเก่งเรื่องนั่งทางใน เลยตัดสินใจจากอยุธยาไปวัดปากน้ำ ไปถึงหลวงพ่อก็รับ ท่านบอกว่าอยู่ไปให้ทำดีนะลูกนะ หลวงพ่อรับทุกคนไม่รังเกียจใครแม้ที่จะมีน้อย อยู่กันแบบแออัด แต่หลวงพ่อก็รับ ความเมตตาท่านยอดเยี่ยม อยู่วัดปากน้ำก็เรียนทั้งคันถธุระ นักธรรม บาลี เรียนหมดแล้วก็เรียนวิปัสสนาธุระ ตอนแรกกะจะบวชเลี้ยงน้อง แต่พอไปบวชอยู่กับหลวงพ่อสดมันชื่นใจ เป็นฆราวาสไม่เคยพบสุขเลย เป็นพระมาเจอสุขในเพศสมณะ เลยหนีดีกว่า หนีจากทางโลก บวชแล้วเลยไม่สึก โอนที่ดินยกให้น้องๆ หมด เพราะเราเป็นพี่คนโต สมบัติมีอะไรยกให้เขาหมด อยู่กับหลวงพ่อสด ก็ได้ใกล้ชิดท่าน ได้อุ้มท่านลุก อุ้มท่านนั่ง ได้ปลงผมหลวงพ่อ เพราะเป็นคนมือเบา อยู่กับหลวงพ่อ ๕ - ๖ ปี ได้ไปรับใช้ท่านอยู่จนท่านมรณภาพ ผมที่ปลงแล้วจะนำไปรวมกันไว้ เพื่อนำไปทำพระของขวัญ ฉันได้เข้าไปนั่งทำวิชชากับหลวงพ่อในโรงงานทำวิชชา มีครั้งหนึ่งเกิดสงสัยในสิ่งที่เห็น หลวงพ่อสดก็มาปรากฎที่ศูนย์กลางกาย แล้วก็มีเสียงมาพร้อมภาพเลยว่า ใช่แล้วที่เห็น ไม่ต้องสงสัย ทำไปเถิดลูก นั้นแหละใช่แล้ว ทำให้เรามั่นใจยิ่งขึ้น เวลาหลวงพ่อสั่งทำวิชชา สั่งงาน เราต้องเดินวิชชาตามนั้น ถ้าทำผิดหลวงพ่อก็จะให้ทำใหม่ หลวงพ่อจะทำวิชชาตลอดเวลาทั้งกลางวันและกลางคืน พระเณรที่เข้าปฏิบัติในโรงงานมีไม่มาก ที่จำได้ก็มีพระมหาเจียก พระมหาสุบิน หลวงพ่อเป็นพระที่มีเมตตาสูงมาก ขนาดจีวรที่ท่านห่ม มีคนไปขอจีวร ท่านถามว่าจีวรตัวนี้เอาไหมลูก เอาครับ หลวงพ่อเปลื้องให้เลย น้ำใจท่านขนาดนั้น ท่านบอกว่าก็เราบวชให้เขา เราเป็นพ่อเขา มันขอก็ให้มัน แต่สำหรับหลวงพ่อเองได้พระของขวัญจากหลวงพ่อสด พระของขวัญนี้ศักดิ์สิทธิ์มาก ช่วยหลวงพ่อรอดตายมาก็หลายครั้ง ครั้งแรกตอนนั่งรถยนต์ คนขับมันดันวิ่งตัดหน้ารถไฟ นิดเดียวเอง พ้นมาอย่างอัศจรรย์ คนยืนมุงดูคิดว่าเสร็จแน่แล้วครั้งที่ ๒ รถแท็กซี่เช่าไปทำบุญ ปรากฎรถพลิกคว่ำแถวกำแพงเพชร รถตกลงไปในคลองดีไม่ตกเหว ตอนนั้นหลวงพ่อนึกถึงหลวงพ่อสดตลอด หลวงพ่อท่านช่วยเราจึงรอดมาได้ ส่วนองค์ที่นั่งข้างหน้าถูกกระแทก เจ็บอก ตายไปแล้ว ตอนหลวงพ่อเดินธุดงค์ ไปด้วยกัน ๔ รูป ขอหลวงพ่อสดไปอยู่ปริวาสกรรมตอนนั้นบวชมาได้ ๔ พรรษา ปี พ.ศ.๒๔๙๙ ไปอยู่ที่ จ.ปราจีนบุรี ไปเจอคุณโยมที่ทำงานโรงพยาบาลที่ปราจีนบุรี เล่าให้ฟังว่าผมก็ไปวัดปากน้ำเหมือนกัน ผมไปได้รูปของหลวงพ่อวัดปากน้ำมาภรรยาผมไม่เลื่อมใส ผมเอาไว้บนหิ้งบูชา พอตกกลางคืนรูปท่านเปล่งรัศมีทั้งคืน เปล่งรัศมีเต็มบ้าน ตั้งแต่นั้นมาภรรยาผมจุดธูปเทียนบูชาหลวงพ่อวัดปากน้ำทุกคืนเลย หลังจากกลับจากธุดงค์ก็ไปเล่าให้หลวงพ่อสดฟัง ท่านบอกว่า เขายังไม่เห็นของจริง เขาก็ไม่เชื่อหรอก พระที่ไปเดินธุดงค์ด้วยกัน ตอนนี้เหลืออีก ๑ องค์ อยู่ที่วัดปากน้ำ พระครูโอภาสสมาธิคุณ หลวงพ่อท่านรู้หมด พระเณร ๕๐๐ - ๖๐๐ รูปทำอะไรผิด ท่านรู้ทุกอย่าง มีครั้งหนึ่งหลวงพ่อให้ไปตามพระ ๓ พรรษา ที่ไปคุยกับอุบาสิกา แล้ว ๓ ทุ่มยังไม่กลับ ท่านสั่งพระให้ไปเอาตัวมา ไปเอาตัวมาได้จริงๆ พระที่เข้าบ้านโน้น ออกบ้านนี้ หลวงพ่อท่านเรียกพระแบบนี้ว่าเป็นพระคอมมิวนิสต์ ท่านสั่งให้ไปเอาตัวมาเลย เวลาท่านชี้คนท่านชี้ห้านิ้วเลย ท่านบอกว่าเอ็งไม่ดีอย่าทำอย่างนี้ ท่านก็ชี้ห้านิ้ว แต่ปกติคนอื่นชี้นิ้วเดียว อีกสามนิ้วเข้าหาตัวเอง แต่ท่านฉลาดชี้ทีเดียวชี้ห้านิ้วไม่มีเข้าตัวเลย มีตำรวจจากบางยี่เรือ มันไปล้อมวัดปากน้ำ หลวงพ่อท่านรู้แล้ว ตำรวจมันก็ขึ้นมากราบหลวงพ่อ ตำรวจมันเห็นแม่ชีนุ่งขาวพรืดเลย หลวงพ่อก็ถาม คุณมาธุระอะไร ผมจะเรียนวิปัสสนากับหลวงพ่อ หลวงพ่อบอกว่า " คุณมาเหตุอื่นนี่นะ คุณไม่มาเรียนวิชชา คุณมาเรียนวิชชาต้องมีดอกไม้ธูปเทียนมา มีคนเขาใช้คุณมาใช่ไหม" หลวงพ่อท่านรู้ ตำรวจบอกว่า "เจ้านายเขาใช้ให้มา ผมเป็นตำรวจบางยี่เรือ เขาว่าหลวงพ่อเลี้ยงแม่ชีไว้เยอะแยะ" หลวงพ่อบอกว่า "เอ้าดูซิผู้หญิงหรือผู้ชาย" ตำรวจก็บอกผู้หญิง หลวงพ่อก็บอกแม่ชีว่า แสดงตัวให้เขาดูซิว่าหญิงหรือชาย แม่ชีก็นั่งเข้าที่ไปแปลงเพศหญิงเป็นเพศชายได้ เดี๋ยวลุกขึ้นมาผิวปากให้ดู แล้วก็แสดงตัวให้ดูว่าไม่ใช่ผู้หญิง นี่เพศหญิง นี่เพศชายดูเอา ไอ้พวกตำรวจงงเลย เจ้านายเขาสั่งให้ตำรวจมาตรวจสอบ แต่หลวงพ่อท่านทำวิชชาได้ ใช้วิชชาเป็น ตำรวจก็กลับไปตอนเช้า ติดดาวมาเลย เอาข้าวของมาถวายหลวงพ่อ วิชชาปราบมารปราบกันน่าดูเลย มีแม่ชีที่อยู่วัดปากน้ำคนหนึ่ง ลูกมันจะไปฆ่าเขา หลวงพ่อรู้ว่าถ้าคนนี้เราไม่ช่วย มันจะติดคุกติดตะราง ตกนรกหมกไหม้ ท่านก็เรียกแม่ชีคนนี้มา แล้วบอกว่าลูกเอ็งจะแจวเรือผ่านมานะ ผ่านมาเอ็งเรียกขึ้นมาหาหลวงพ่อหน่อย แม่ชีก็นั่งคอย ลูกผ่านมาจริงๆ ก็เลยเรียกลูกว่าลูกๆ เอ็งผ่านมาหลวงพ่อท่านสั่งไว้ให้ขึ้นไปหาหน่อย หลวงพ่อท่านบอกว่าไอ้ที่คิดไว้เลิกล้มเสียนะ เวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร การฆ่าเป็นบาปติดไปหลายชาติ จะตกนรกหมกไหม้ มันบอกว่าหลวงพ่อทำไมรู้ มันเตรียมปืนใส่ท้องเรือไว้แล้ว มันโกงไร่ โกงนา โกงสวน เอาไว้ไม่ได้ แต่พอหลวงพ่อทัก ต้องเลิกล้มเลย ถ้าหลวงพ่อไม่โปรดมันต้องติดคุกติดตาราง มีครั้งหนึ่งสามเณรประพัฒน์ วัดปากน้ำ ได้ไปเจอกับสามเณรวัดตะเคียน ซึ่งเคยไปเรียนธรรมะกับหลวงพ่อวัดปากน้ำ ก็จำได้ว่าเคยไปเที่ยวสวรรค์กันมา แต่หลวงพ่อวัดตะเคียน บอกว่ากูไม่เชื่อมึงหรอก มึงได้วิชชาจริงหรือเปล่า มีงดูซิว่าพระที่อยู่ในย่ามฉันมีกี่องค์ เขาให้พระมาไม่เคยนับเลย เณรประพัฒน์ก็นั่งเข้าที่สักพัก บอกหลวงพ่อวัดตะเคียนว่า ร้อยกับสององค์ครับหลวงพ่อ พอหลวงพ่อเทพระในย่ามออกมานับได้ร้อยกับสององค์จริงๆ แน่แค่ไหน ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ หลวงพ่อวัดตะเคียนแทบจะกราบเณรเลย แล้วพูดว่าผมคิดว่าวิชชาวิปัสสนามันหมดแล้ว ท่านนึกว่าวิชชามรรคผลไม่มีแล้ว หลวงพ่อวัดตะเคียนก็เลยไปเรียนธรรมะกับหลวงพ่อสด ที่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ หลวงพ่อสดสั่งไว้ว่า ถ้าหลวงพ่อไม่อยู่แล้ว ให้ช่วยกันเลี้ยงพระต่อไป หลังจากหลวงพ่อท่านมรณภาพแล้ว หลวงพ่อก็ถูกญาติโยมทางอุตรดิตถ์ ขอไปที่วัดปากน้ำ พระ ๕๐๐ - ๖๐o องค์ มีไม่เอา แต่กลับเสนอหลวงพ่อ ทำอย่างไรได้ก็ต้องมา มาบุกเบิกวัดเกษมจิตตาราม ต.ท่าอิฐ อ.เมือง จ.อุตรดิตถ์ ปีพ.ศ. ๒๕๐๓ มาบุกเบิกตั้งแต่สร้างอุโบสถ สร้างมาเรื่อยๆ แต่ก็ไม่ลืมที่จะกลับไปทำบุญเลี้ยงพระที่วัดปากน้ำ ไปทุกปี ปีละหลายครั้ง เพราะระลึกถึงคำสั่งที่หลวงพ่อสดท่านบอกกล่าวไว้ ว่าให้ช่วยกันทำบุญเลี้ยงพระ เราเป็นพระทำบุญเลี้ยงพระได้เหมือนกัน ก็อาจจะเป็นเพราะเหตุนี้ ก็ทำให้ญาติโยมในอุตรดิตมาเลี้ยงพระ มาช่วยกันสร้างวัดเกษมจนถึงปัจจุบัน ปัจจุบันหลวงพ่อก็อยู่วัดเกษมมาก็ ๔๒ ปี แล้ว บวชมาพรรษาที่ ๔๙ อายุก็ ๗๐ ปี แล้ว หลวงพ่อได้รับนิมนต์มาเป็นเจ้าอาวาสปี พ.ศ.๒๕๐๓ ได้เป็นพระครูภาวนากิตติคุณ ตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๑๙ ได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าคณะอำเภอฟากท่า (ชั้นพิเศษ) ตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๒๐ ที่วัดเกษมฯ หลวงพ่อจะมีการทำวัตรเช้า ทำวัตรเย็นตลอด สวดมนต์ทำวัตรเช้า นั่งสมาธิ เวลา ตีสามครึ่ง ถึง ตีห้า ทุกวัน สวดมนต์ทำวัตรเย็น นั่งสมาธิ เวลา ห้าโมงเย็น ถึงหนึ่งทุ่ม ทุกวัน หลวงพ่อปฏิบัติธรรมมาตลอดทุกวันไม่เคยขาด หลวงพ่อมุ่งมั่นในวิชชาธรรมกาย แม้เจออุปสรรค หลวงพ่อก็ยึดหลักของหลวงพ่อวัดปากน้ำว่า ไม่สู้ ไม่หนี ทำความดีเรื่อยไป ทางสมเด็จพระสังฆราชจึงตั้งให้วัดเกษมจิตตาราม เป็นวัดปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดอุตรดิตถ์ เป็นสิ่งที่น่ายกย่องและน่าอนุโมทนาอย่างยิ่ง ปัจจุบันหลวงพ่อได้ละสังขารกลับดุสิตบุรีอย่างสง่างาม สมเป็นยอดนักรบแห่งกองทัพธรรม พระเทพกิตติปัญญาคุณ "สร้างคนนั้นสร้างยาก เรื่องเสนาสนะไม่ยาก ใครมีเงินก็สร้างได้ แต่ความสำคัญต้องสร้างคนก่อน" หลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ได้กล่าวถ้อยคำประโยคนี้ และท่านก็ได้ปฏิบัติตาม ความตั้งใจของท่านด้วยความมุ่งมั่น จริงจังมาตลอดชีวิต ท่านได้ก่อกำเนิดศาสนทายาท ผู้เป็นกำลังสำคัญทั้งในการเผยแผ่และธำรง พระพุทธศาสนาให้เจริญยั่งยืนจำนวนมากมาย โดยเฉพาะต้นกล้าแห่งธรรมของท่านต้นนี้ที่เจริญเติบโตแผ่ขยายเป็นร่มเงาแห่งธรรมอันยิ่งใหญ่ เป็นที่พักพิงใจของพระภิกษุสามเณรและพุทธศาสนิกชนจำนวนมากทั่วประเทศ บุคคลยุคต้นวิชชาที่จะกล่าวถึงนี้ก็คือ พระเดชพระคุณพระเทพกิตติปัญญาคุณ หรือหลวงพ่อกิตติวุฑโต ผู้ก่อตั้งจิตตภาวันวิทยาลัย จ.ชลบุรี อันเป็นสถานที่ฝึกอบรมพระภิกษุ สามเณร ในการศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัย และเผยแผ่พระพุทธศาสนาซึ่งคนทั่วประเทศต่างรู้จักกันดี พระเดชพระคุณพระเทพกิตติปัญญาคุณได้ถ่ายทอดเรื่องราวเมื่อครั้งเคยอยู่กับหลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ให้ฟังด้วยความเมตตาว่า เริ่มต้นชีวิตที่อาตมารู้จักหลวงพ่อวัดปากน้ำ สมัยนั้นยังเป็นเด็กหลวงพ่อวัดปากน้ำท่านเคยไปปฏิบัติธรรมอยู่ที่วัดบางปลา อ.บางเลน คือหลังจากหลวงพ่อวัดปากน้ำ ท่านบรรลุธรรมที่วัดโบสถ์ (บน) บางคูเวียงแล้ว ท่านได้เห็นภาพของบุคคลที่จะบรรลุธรรมตามท่านได้ มีพระ ๓ รูปและคฤหัสถ์อีก ๔ คน แล้วอาตมาก็มารู้จักหลวงพ่อวัดปากน้ำตอนท่านไปวัดผาสุการาม ซึ่งชาวบ้านเรียกกันว่า วัดใหม่ อยู่ที่บางเลน โดยวัดใหม่แห่งนี้หลวงพ่อท่านได้ส่งลูกศิษย์รุ่นแรกของท่านคือ พระอาจารย์สังวาลย์ (เป็นพระภิกษุ ๑ ใน ๓ ที่บรรลุธรรมที่วัดบางปลา) ไปเป็น เจ้าอาวาส แล้วหลวงพ่อไปวางศิลาฤกษ์เพื่อสร้างโบสถ์ และได้มอบพระของขวัญให้พระอาจารย์สังวาลย์ไปลังหนึ่ง พระของขวัญรุ่นที่ ๒ สำหรับให้เป็นของขวัญแก่ผู้บริจาคทรัพย์สร้างโบสถ์ หลังจากหลวงพ่อท่านมอบพระของขวัญ วางศิลาฤกษ์แล้ว งานก็หยุดชะงักไม่ได้ก้าวหน้าไปไหน อยู่ในสภาพอย่างนั้น เพราะหลวงพ่อท่านเริ่มอาพาธ อาตมาเองสมัยเป็นฆราวาส ไม่ค่อยอยู่บ้าน ออกไปค้าขาย จนกระทั่งกลับมาบ้านพออายุครบบวช เกณฑ์ทหาร โยมทางบ้านก็ขอให้บวช ลูกชายทุกคนต้องบวชเป็นพระ โยมตั้งใจไว้อย่างนั้น ลูกผู้ชายต้องบวชพระทุกคน อย่างน้อย ๑ พรรษา แต่ที่นี้แรกๆ อาตมาเองไม่ชอบบวช ยังไม่ยอมบวชโยมก็อ้อน วอนขอให้บวช สาเหตุที่ไม่ยอมบวชก็เพราะว่าอาตมาเข้าวัดมาตั้งแต่เด็ก อายุ ๘ ขวบก็เข้าวัด ไปวิ่งเล่นเป็นเด็กวัด คุ้นเคยกับวัดอยู่แล้วและชอบอ่านหนังสือธรรมะมาตั้งแต่เด็ก เดิมอำเภอบางเลนนี้ชื่อ อำเภอบางปลา และต่อมาก็เปลี่ยนชื่อเป็นอำเภอบางเลน พอปีพุทธศักราช ๒๕๐๐ เป็นปีที่อาตมาบวช ตอนนั้นคิดว่าเมื่อโยมปรารถนาอย่างนั้นก็ควรบวชจึงหาวัดบวช แต่ไม่ชอบใจสักวัดคือ วัดแถบลุ่มแม่น้ำนครชัยศรีนั้นก็ยังไม่ชอบใจ เพราะว่าถ้าบวชแล้ว ต้องมีการเรียน การปฏิบัติ วัดบ้านนอกแถวนั้นไม่มี วันหนึ่งได้นึกถึงเพื่อนรุ่นน้องซึ่งบวชอยู่ที่วัดปากน้ำ จึงไปเยี่ยมชื่อพระปักษี อยู่คณะภาวนา มีหลวงพี่ประดิษฐ์เป็นหัวหน้าคณะ เพื่อนพาไปกราบหลวงพ่อวัดปากน้ำ แล้วก็พาอาตมาเที่ยวชมจนทั่ววัด เราก็ดูว่าวัดนี้มีการศึกษาและมีการปฏิบัติสมาธิด้วยจึงตัดสินใจบวชวัดปากน้ำฯ ตอนนั้นอายุ ๒๐ ปี ครบบวชพอดี ย่าง ๒๑ ปี หลวงพี่ประดิษฐ์ท่านบอกว่า ถ้าบวชที่นี่จะจัดการให้ ท่านช่วยเป็นธุระดูฤกษ์ดูยามให้ พอเราตกลงใจจะบวชที่วัดปากน้ำฯ ท่านเป็นธุระให้พร้อมเสร็จบวชแล้วก็ศึกษาและปฏิบัติธรรม บวชครั้งนั้นมีพระธีรสารมุนี วัดอัปสรสวรรค์ เป็นพระอุปัชฌาย์ พระครูปัญญาภิรัตกับพระครูพิพัฒนธรรมคณี เป็นพระคู่สวด เจ้าคุณพระธรรมธีรราชมหามุนี (วิเชียร อโนมคุโณ ป.ธ.๙) เจ้าคณะภาค ๗ องค์ปัจจุบันก็บวชพรรษาเดียวกัน ในทุกๆ วัน อาตมาก็ได้ปรนนิบัติหลวงพ่อท่าน ต้องเข้าเวรอยู่คณะภาวนา ก็ต้องไปนั่งในโรงงาน นั่งภาวนาและปรนนิบัติดูแลหลวงพ่อซึ่งก็ไม่มีอะไรมาก เพราะหลวงพ่อท่านไม่รบกวนใคร ท่านช่วยเหลือตัวเองบางวันเดินจงกรม วันไหนแข็งแรงท่านก็เทศน์สอน ตอนที่อาตมาบวชนั้นหลวงพ่อวัดปากน้ำ ท่านก็อาพาธแล้ว อาพาธหนัก อาตมาได้สนทนาอะไรกับหลวงพ่อไม่มากเพราะท่านอาพาธ ตอนอาพาธพระที่ท่านอยู่คณะภาวนา ก็หมุนเวียนกันไปปรนนิบัติหลวงพ่อท่านจนถึงวันมรณภาพ อาตมาก็ได้ทำความสะอาดร่างของท่าน พอตอนหลวงพ่อสิ้นก็ปลงผม และได้เก็บเกศาของท่านไว้ ซึ่งตอนปลงผมก็ร่วมกันหลายองค์ พอมรณภาพแล้ว หมอก็ฉีดยาให้ ผิวพรรณท่านเปล่งปลั่งสมบูรณ์งาม ภาพงามมาก เหมือนนอนหลับปลงผมใหม่ เปลี่ยนจีวรใหม่คลุมด้วยผ้าแพรสีทอง ตอนนั้นสมเด็จป๋าวัดโพธิ์ (วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามฯ) ยังเป็นพระธรรมวโรดม เป็นประธานกรรมการ จัดงานร่วมกับคณะพระภิกษุสงฆ์ รดน้ำท่าน นำร่างท่านลงหีบ อาตมามีโอกาสได้ปรนนิบัติท่านทั้งขณะที่ยังมีชีวิตอยู่และมรณภาพแล้ว หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านเป็นพระเถระที่มีเมตตาธรรมสูงและเสียสละ หน้าท่านดุ ตาดุ แต่ไม่มีอะไร ท่านใจดี ตาท่านมีอำนาจ โดยเฉพาะทานบารมี ถึงแม้ท่านสิ้นแล้ว ยังเลี้ยงพระได้เหมือนเดิม ใหม่ๆ ก็วิตกกันว่าพระเณรจะลำบาก แต่ปรากฏว่าไม่ลำบาก โยมมาเลี้ยงพระปกติ และดูเหมือนจะมากขึ้นกว่าเดิมอีกด้วย วิธีการดูแลพระเณรของหลวงพ่อ หลวงพ่อวัดปากน้ำ ท่านจะแบ่งงาน แบ่งหน้าที่ ใครถนัดเรื่องการศึกษาก็ให้รับผิดชอบด้านการศึกษา โดยมากหลวงพ่อท่านจะชอบส่งเสริมการศึกษาโดยเฉพาะภาษาบาลี ท่านสร้างโรงเรียนพระปริยัติธรรมใหญ่ที่สุดในสมัยนั้น พร้อมกับส่งลูกศิษย์ไปเรียนที่วัดเบญจมบพิตรฯ ก็มีเจ้าประคุณสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ องค์ปัจจุบันและท่านเจ้าคุณพระธรรมวโรดม จบประโยค ๙ ทั้งคู่ อีกองค์หนึ่งชื่อสว่างปัจจุบันก็สึกไปแล้ว สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญโญ) สมัยที่ท่านไปเรียนอยู่ที่วัดเบญจมบพิตรฯ นั้น ท่านเคยดำรงตำแหน่งเป็นเลขานุการของสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ ๑๔ (ปลด กิตติโสภโณ มหาเถระ) ดำรงตำแหน่งอยู่ระยะหนึ่งแล้วก็กลับมาช่วยวัดปากน้ำฯ เป็นอาจารย์ใหญ่โรงเรียนพระปริยัติธรรม พระ-เณรที่วัดปากน้ำฯ ในสมัยนั้นมีจำนวนมาก ตอนที่อาตมาอยู่นั้นมีเยอะที่สุด พระเณร ๖๐๐ กว่ารูป ส่วนเจ้าคุณพระธรรมวโรดม ให้เป็นอาจารย์ใหญ่สอนปริยัติธรรมอยู่ที่วัดเบญจมบพิตรฯ หลวงพ่อวัดปากน้ำได้คัดเลือกพระที่จะเป็นหลักแทนท่านไว้ ๕ องค์ ซึ่งเป็นการมองการณ์ไกลและการวางแผนในระยะยาวของท่านก่อนที่จะมรณภาพ คือ ๑.พระภาวนาโกศลเถระ (ธีระ คล้อสุวรรณ) หรือหลวงพ่อเล็ก ซึ่งหลวงพ่อมอบหมายให้แจกพระของขวัญ และสอนวิชชาธรรมกาย และต่อมาก็ได้รับแต่งตั้งให้เป็นอาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนาหลวงพ่อเล็กเป็นพระที่หลวงพ่อวัดปากน้ำ ได้ฝึกเคี่ยวเข็ญด้านการปฏิบัติวิชชาธรรมกายมาตั้งแต่ครั้งยังเป็นสามณร (ปัจจุบันมรณภาพแล้ว) ๒.พระภาวนาโกศลเถระ (วีระ คณุตฺตโม) เป็นพระเชื้อสายญี่ปุ่น เป็นอาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนาธุระ องค์ปัจจุบัน ๓.พระราชโมลี (พระณรงค์ ฐิตญาโณ) หลวงพ่อวัดปากน้ำ ได้ส่งไปเป็นเจ้าอาวาสวัดราชโอรส ซึ่งเคยดูแลด้านการก่อสร้างในวัดปากน้ำฯ มาก่อน (ปัจจุบันมรณภาพแล้ว) ๔.สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญโญ ป.ธ.๙) เป็นเจ้าอาวาสวัดปากน้ำฯ องค์ปัจจุบัน และเป็นอาจารย์ใหญ่ฝ่ายคันถธุระ ๕.พระธรรมวโรดม (บุญมา คุณสัมปันโน ป.ธ.๙) อยู่ที่วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนารามหลวงพ่อวัดปากน้ำส่งไปเรียนที่วัดเบญจมบพิตรฯ ปัจจุบันเป็นอาจารย์สอนปริยัติธรรมอยู่ที่วัดเบญจมบพิตรฯ และดำรงตำแหน่งเป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดเบญจมบพิตรฯ อาตมาอยู่วัดปากน้ำฯ จนถึงปี พ.ศ.๒๕๐๓ ตอนนั้น สมเด็จป๋ารักษาการเจ้าอาวาส เหตุที่ข้ามมาอยู่วัดมหาธาตุฯ นั้นก็เพราะอาตมาต้องมาช่วยสอนพระอภิธรรมที่วัดมหาธาตุฯและสอนพระไตรปิฎกที่มหาจุฬาฯ ที่แผนกธรรมวิจัย จึงได้ขออนุญาตสมเด็จป๋าฯ สมเด็จพระสังฆราช(ปุ่น ปุณณสิริมหาเถร) เพราะไม่อยากนั่งรถเมล์ข้ามไปข้ามมา สมเด็จป๋าๆ จึงอนุญาตให้ย้ายมาอยู่วัดมหาธาตุฯ อยู่ที่นั่นตลอด อาตมาสนใจเรื่องพระอภิธรรมมานานแล้ว แต่ก่อนนี้มีโครงการสอนพระอภิธรรมช่วยกันกับท่านพระครูประกาศสมาธิคุณ ตอนนั้น สมเด็จเกี่ยว (สมเด็จพระพุฒาจารย์ เกี่ยว อุปเสโณ ป.ธ.๙ วัดสระเกศ) ท่านอยู่แผนกธรรมวิจัย อยู่มหาจุฬาฯ ตอนเป็นพระราชาคณะมาช่วยกันแต่ก่อน พระจะรวมกัน มีอะไรก็ช่วยกัน หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านส่งเสริมการศึกษา ส่งเสริม ในการเรียนภาษาบาลีมาก ใครอยากปฏิบัติก็สอนปฏิบัติ และให้สนใจภาวนา เรียนด้วยปฏิบัติด้วยทั้งสองอย่าง เจตนาของท่านคืออยากให้พระอยู่ ไม่อยากให้พระลาสิกขา พระลาสิกขาหลวงพ่อท่านไม่ชอบ ท่านจะให้โอวาทอยู่เรื่อยๆ ว่า "หนองน้อยก็รอยตีนโค รอยตีนโค ใครหรือจะโผล่ข้ามพ้น" เวลาลงโบสถ์ทุกครั้ง หลวงพ่อท่านก็จะให้โอวาท การเผยแผ่ธรรมะของหลวงพ่อสมัยนั้นโดยมาก หลวงพ่อจะปักหลักสอนอยู่ที่วัดปากน้ำ แต่พระที่มาส่วนมากถ้ามาจากภาคอีสานก็ไปโฆษณาภาคอีสาน มาจากภาคเหนือก็ไปโฆษณาทางภาคเหนือ พระที่วัดปากน้ำฯ จึงมาจากทุกภาค บอกต่อๆ กันไป นี้ก็สัมฤทธิ์ผลสมดังที่หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านได้อธิษฐานไว้ว่า "บรรพชิตที่ยังไม่มาก็ขอให้มา ที่มาแล้วขอให้อยู่เป็นสุข" ตอนนั้นพระพิมลธรรม (อาส อาสภมหาเถระ) ท่านเป็นสังฆมนตรีปกครองเป็นผู้ปกครองที่สั่งแล้วต้องปฏิบัติตาม ท่านอยากให้หลวงพ่อวัดปากน้ำไปปฏิบัติวิปัสสนาแบบยุบหนอพองหนอ หลวงพ่อท่านก็ไป ท่านถามว่าถูกหลักสติปัฏฐานหรือไม่ หลวงพ่อท่านก็ตอบว่าใช่ ถูกหลักสติปัฏฐาน ๔ หลวงพ่อวัดปากน้ำ ท่านส่งเสริม ท่านไม่โจมตีหรอก ใครชอบทางไหน ก็ไปทางนั้น สำนักปฏิบัติธรรมที่มาคู่กับหลวงพ่อวัดปากน้ำคือหลวงพ่อลี วัดอโศการาม ซึ่งสอนแบบให้บริกรรม "พุทโธ" หลวงพ่อวัดปากน้ำ ท่านคิดจะสร้างบารมีอย่างเดียว อย่างมหาจุฬาฯ ตอนนั้นก่อตั้งใหม่ๆ ยังไม่เป็นรูปร่าง หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านก็มาช่วยหาทุน ในการก่อสร้างมหาจุฬาฯ สมัยนั้นท่านเจ้าคุณพระพิมลธรรม(ช้อย ฐานทัตโต ป.ธ.๙) เป็นปฐมนายก พระพิมลธรรม (ช้อย ฐานทัตโต) ท่านนิมนต์หลวงพ่อวัดปากน้ำไปเทศน์ที่วัดมหาธาตุฯ อยู่เป็นประจำเพราะท่านศรัทธาหลวงพ่อวัดปากน้ำ เวลาไปเทศน์หลวงพ่อท่านก็ลงเรือข้ามฟากไป ไปขึ้นที่ท่าเตียน ปากคลองตลาด พระพิมลธรรม (ช้อย) ท่านส่งเสริมหลวงพ่อวัดปากน้ำให้ไปสอนพระเณรในวัดนำนั่งภาวนาในโบสถ์ภาวนา "สัมมา อะระหัง" มากันหมดทั้งวัด ตอนนั้นรู้สึกว่าเจ้าคุณโชดกก็มาอยู่วัดมหาธาตุฯ แล้ว แต่ว่าไปเรียนอยู่ที่พม่า ตอนนั้นคงยังเป็นพระเด็กๆพรรษาน้อย ท่านพระครูประกาศสมาธิคุณ เคยเล่าให้ฟังว่า สมัยนั้นท่านยังคะนอง ตอนหลวงพ่อมาสอน "สัมมา อะระหัง" ที่วัดมหาธาตุฯ ฟังแล้วก็ขำ จึงหัวเราะคิกคิกออกมาเบาๆ และตอนหลวงพ่อวัดปากน้ำสอน พระพิมลธรรม (ช้อย) จะมาฟังด้วย ใครหัวเราะท่านดุเลย ตวาดดุเลยให้ตั้งใจฟัง ท่านศรัทธาหลวงพ่อวัดปากน้ำมาก สมัยนั้นดีมาก มาในภายหลังสมัยพระพิมลธรรม (อาส) ซึ่งเป็นผู้ที่ส่งให้เจ้าคุณโชดกไปเรียนที่พม่า เพราะเป็นคนขอนแก่นด้วยกัน ไปเรียนวิปัสสนาแล้วกลับมาสอนที่นี่ ช่วงนั้นสมเด็จพระสังฆราชอยู่วัดเบญจมบพิตรฯ ซึ่งท่านก็สนับสนุนวิชชาธรรมกาย ยุคนั้นสำนักปฏิบัติที่เป็นที่รู้จักอีกที่ คือวัดมหาธาตุฯ ปฏิบัติแบบยุบหนอ พองหนอ ส่วนเรื่องเจ้าคุณโชดกนั้นก็ไม่มีอะไรหรอก คือเจ้าคุณโชดกท่านมาทีหลังก็ต้องการให้หลวงพ่อวัดปากน้ำช่วยโฆษณาด้วย เพราะสมัยนั้นคนจะโจมตีว่าเป็นของพม่า หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านก็ส่งเสริม ให้ท่านไปปฏิบัติท่านก็ไป ไปทดลอง ไปปฏิบัติ แล้วท่านก็บอกว่าดีท่านไม่โจมตีเพราะท่านไม่ทำร้ายใคร ส่วนทางนั้นจะไปโฆษณาอย่างไรก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง หลวงพ่อวัดปากน้ำ ท่านมีความมุ่งมั่นที่จะเผยแผ่วิชชาธรรมกายออกไปต่างประเทศทั่วโลก ก็ส่งลูกศิษย์ของท่านไปองค์หนึ่งชื่อพระใหญ่ ไปอังกฤษ ได้คนอังกฤษมาบวชคนหนึ่งชื่อศาสตราจารย์ วิลเลี่ยม ออกัสต์ เพอรฟิสต์ บวชแล้วได้ฉายาว่า "กบิลวฑฺโฒ" ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ฝรั่งเข้ามาบวชในประเทศไทย แต่ตอนหลังพระใหญ่ทำหน้าที่เป็นพระพี่เลี้ยงที่ไม่ดี เลยพลาดไป หลวงพ่อท่านเสียใจเรื่องนี้มาก ตอนหลังพระใหญ่ก็สึก สึกไปแล้วก็กลับมาบวชใหม่อีก ตอนนี้มรณภาพไปแล้ว หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านต้องการเผยแผ่ไปทั่วโลก ตอนนั้นก็เข้าอังกฤษแล้วชาวอังกฤษก็เริ่มรู้จักกันแล้ว เหตุที่อาตมาได้มาก่อตั้งจิตตภาวันวิทยาลัยก็เพราะว่ามีโครงการเกิดขึ้นในภายหลังโครงการนั้นก็คือ เราจะสร้างพระออกเผยแผ่ธรรมะตามที่รัฐบาลมีนโยบายให้คณะสงฆ์ช่วยในการอบรมเยาวชน เพราะปัญหาศีลธรรมเสื่อม สมเด็จป๋าฯ วัดพระเชตุพนฯ ท่านก็ปรึกษา อาตมาก็เลยเสนอว่า ควรจะสร้างพระออกเผยแผ่ให้มากขึ้น สมัยท่านก็เคยทำแต่น้อยไม่มีเพิ่มเติม ส่วนมากองค์ไหนที่ทำได้ก็ช่วยกัน ทัศนะของอาตมาคือต้องการเอาพระรุ่นใหม่มาฝึก ฝึกแล้วก็ออกทำงานเผยแผ่กันให้มากขึ้น พระเทพกิตติปัญญาคุณหรือหลวงพ่อกิตติวุฑโฒ เป็นพระมหาเถระผู้เปี่ยมด้วยความเมตตา กอปรด้วยเป็นผู้ที่ทรงภูมิรู้ ภูมิธรรมและความสามารถท่านได้ทุ่มเท อุทิศทั้งชีวิตและสติปัญญาของท่านเพื่อเผยแผ่และปกป้องพระพุทธศาสนา ปัจจุบันแม้วัยของท่านจะล่วงเข้า ๖๖ ปีแล้วแต่พระเดชพระคุณท่านยังคงมุ่งมั่นสืบสานปณิธานเจริญรอยตามหลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ในการสร้างคนดีให้เกิดขึ้นในพระพุทธศาสนาอย่างไม่ย่อท้อโดยไม่เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อย แม้บางคราวจะมีลมพายุโหมพัดมาบ้าง แต่ก็เพียงทำให้กิ่งใบแห่งกล้าธรรมต้นนี้เป็นเพียงความเคลื่อนไหว ไหวพลิกระริกใบล้อเล่นกับสายลมเท่านั้น แต่ความมุ่งมั่นในการรังสรรค์กล้าธรรมต้นต่อไปของท่านยังคงยืนหยัดมั่นคงเป็นดุจต้นไม้ใหญ่ที่พายุใดๆ ก็ยากที่จะสั่นคลอน พระครูปรีชาปริยัติกิจ พระมหาเฉลียว กัลยาโณ ป.ธ.๔ พระครูปรีชาปริยัติกิจ (พระมหาเฉลียว กัลยาโณ ป.ธ. ๔) เจ้าอาวาสวัดศิลามูลในปัจจุบัน แม้อายุของท่านจะล่วงเข้า ๘o ปีแล้ว แต่วันเวลาก็ไม่ได้ทำให้ความทรงจำอันดีงาม และความซาบซึ้งในพระคุณของหลวงพ่อวัดปากน้ำลบเลือนไปจากดวงใจของท่านเลย ท่านได้เล่าถึงหลวงพ่อวัดปากน้ำ ให้ฟังด้วยน้ำเสียงแจ่มใส ชัดเจน ประหนึ่งว่าเหตุการณ์ที่ผ่านมากว่า ๖๐ ปีนั้น เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวานนี้เอง เดินตามรอยเท้าหลวงพ่อแล้วร่มเย็นตลอด อาตมาบ้านเดิมเป็นคนตำบลสวนแตง อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี แต่เดิมมีหลวงพ่อองค์หนึ่ง ชื่อหลวงพ่อโพธิ์ (ปัจจุบันมรณภาพไปแล้ว อายุ ๙o กว่าๆ ) ท่านเป็นพระภิกษุอยู่ที่วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ หลวงพ่อโพธิ์ท่านเคยเจอหลวงพ่อสดตอนมาสอนภาวนาที่วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ ช่วงแรกที่หลวงพ่อสดมา ท่านเห็นเด็กเอาวัวมาเลี้ยงที่บริเวณวัดซึ่งใต้พื้นดินนั้น หลวงพ่อสดเห็นมีพระพุทธรูปอยู่ จึงบอกเด็กๆ ว่าอย่าเอาวัวไปเลี้ยงตรงนั้น เพราะมีพระพุทธรูปอยู่เดี๋ยวจะเป็นบาป คนแถวนั้นไม่เชื่อ พอขุดลงไปเจอพระพุทธรูปจริงๆ จึงเกิดความเลื่อมใสศรัทธาหลวงพ่อสดเป็นอันมาก มาเรียนภาวนากันมากเลย ขนาดข้าหลวง ข้าราชการจังหวัดสุพรรณบุรีก็ยังไปขึ้นกับหลวงพ่อสด ภายหลังทางสมุทเทศาภิบาลเห็นคนไปปฏิบัติกันมากเกรงว่าจะเป็นการซ่องสุมกำลัง ทางสมเด็จพระวันรัตจึงขอให้หลวงพ่อสดท่านไปอยู่วัดโพธิ์ แล้วต่อจากนั้นท่านก็ไปได้ธรรมกายที่วัดโบสถ์ (บน)บางคูเวียง หลังจากเจ้าอาวาสวัดปากน้ำว่างลง สมเด็จพระวันรัตก็ให้หลวงพ่อสดไปปกครองดูแลวัดปากน้ำ หลวงพ่อโพธิ์เป็นลูกศิษย์หลวงพ่อสดได้เรียนกรรมฐานกับหลวงพ่อสดด้วย เมื่ออาตมาบวชเป็นสามเณร ที่วัดโคกยายเกตุ จ.สุพรรณบุรี ตอนนั้นอายุ ๑๘ ปี ปี พ.ศ.๒๔๘๐ เมื่อบวชแล้วหลวงพ่อโพธิ์เรียกให้ไปอยู่ด้วย ท่านเล่าเรื่องหลวงพ่อสดให้ฟังครั้งสมัยที่หลวงพ่อมาวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ อาตมาตอนนั้นยังเป็นเด็กแต่ก็เกิดความ ศรัทธา อยากจะไปพบหลวงพ่อสด ตอนไปอยู่ที่วัดปากน้ำ ไม่ได้ตั้งใจไปอยู่วัดปากน้ำ จะไปอยู่วัดอินทรมหาวิหาร แต่มีคนชวนไปอยู่วัดปากน้ำ พอทราบว่าหลวงพ่อสดอยู่วัดปากน้ำ ก็ตั้งใจไปอยู่ที่นั้น ไปครั้งแรกปี พ.ศ.๒๔๘๑ มีพระที่ไปด้วยกัน ๓ รูป ไปถึงก็กราบหลวงพ่อ แจ้งความประสงค์ว่าจะมาเรียนนักธรรม เรียนบาลี ท่านก็รับไว้ อยู่วัดปากน้ำก็เริ่มเรียนนักธรรม หลวงพ่อท่านให้เจ้าคุณสมเด็จช่วงไปสอน ตอนนั้นยังไม่ได้เป็นมหา อาตมาก็เรียนหนังสือด้วยกัน เรียนบาลีเป็นแห่งแรก ปีแรก หลวงพ่อท่านก็มาดูแลด้วย สมัยนั้นพระเณรยังมีไม่มาก หลวงพ่อท่านสอนด้วย พออยู่มาได้ ๔-๕ ปี แล้วก็บวชเป็นพระภิกษุ โดยไปบวชที่วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ หลวงพ่อไม่ได้บวชให้เพราะท่านยังไม่ได้สอบเป็นพระอุปัชฌาย์ บวชปี พ.ศ.๒๔๘๕ ช่วงนั้นพระเณรวัดปากน้ำเริ่มมีมากขึ้น พระมี ๒๐๐ กว่ารูป เณรมี ๑๐๐ กว่ารูป แม่ชีก็มี ๑๐๐ กว่า ตัวอาตมาไม่ได้เข้าไปนั่งปฏิบัติในโรงงานทำวิชชา แต่ก็รู้จักแม่ชีที่เข้าปฏิบัติในโรงงานก็เห็นที่มารุ่นแรกๆ กับอาตมาก็มีแม่ชีทองสุข แม่ชีจันทร์ แม่ชีถนอม แม่ชีญาณี แม่ชีปุก ที่มาพร้อมอาตมา มีปีเดียวกัน พ.ศ.๒๔๘๑ ก็มีแม่ชีฉลวย แม่ชีตรีธา ส่วนแม่ชีปุก แม่ชีเธียร ตามมาในภายหลัง หลังจากที่สอบได้เปรียญธรรม อาตมาก็ทำหน้าที่สอนไปด้วยเรียนไปด้วยคู่กันส่วนสมเด็จช่วงไปอยู่วัดเบญจมบพิตรเรียนจนจบประโยค ๙ ที่นั้น อาตมาเรียนจนได้ประโยค ๔ ซึ่งเป็นช่วงที่กำลังมีสงคราม เวลามีเครื่องบินมาทิ้งระเบิดก็จะเห็นเครื่องบิน บินอยู่เต็มฟ้า ผู้คนหลบมาพึ่งบารมีของหลวงพ่อเต็มวัดปากน้ำ โดยเฉพาะในช่วงกลางคืนคนจะหลบภัยกันมาก หลวงพ่อบอกว่า "ระเบิดไม่ลงหรอกที่นี้ ไม่ทิ้งหรอกระเบิดจะไปทิ้งที่ฝั่งพระนคร" มี ๒ ครั้ง ที่ระเบิดสะเทือนมาถึงวัดปากน้ำ คือตอนที่เครื่องบินทิ้งระเบิดที่วัดประยูร และทิ้งแถวตลาดพลู แต่วัดปากน้ำไม่มีอะไรเสียหายในปีนั้นที่มีสงคราม วัดปากน้ำมีอาตมาสอบได้องค์เดียว หลวงพ่อท่านสวดชยันโตให้ แล้วหลวงพ่อก็เลยเอาเราไปคอยรับใช้ท่าน หลวงพ่อท่านคอยให้รับพระให้ท่าน หลวงพ่อเล็กให้รับเณร เวลาพระจะมาขออยู่วัดปากน้ำ หรือเวลาลงโบสถ์ก็จะช่วยตรวจรายชื่อว่าใครมา ใครไม่มา เวลามีกิจนิมนต์อะไรต่ออะไร หลวงพ่อท่านมีอะไรท่านก็จะเรียกเราให้เรานิมนต์พระให้ท่าน เวลาหลวงพ่อลงโบสถ์ทุกเช้า พระครูปัญญาภิรัตจะคอยตรวจพระ พระครูธนิตตรวจเณรแล้วหลวงพ่อท่านก็จะนั่งเป็นประธาน ท่านให้โอวาทอย่างเดียว อาตมาประทับใจเรื่องเทศน์ของหลวงพ่อมากที่สุดก็เรื่องเกี่ยวกับการทำภาวนาให้ถึงธรรมกาย ที่มารุ่นเดียวกับอาตมาตอนนี้มรณภาพหมดแล้ว เหลืออยู่รูปเดียวคือสมเด็จช่วง การรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อ หลวงพ่อจะให้อาตมานิมนต์พระที่ไปกับท่าน กิจนิมนต์มีฉันเช้า ฉันเพลมีคนนิมนต์ไปท่านก็ไป ไปฉันไม่เทศน์หรอก ท่านไปก็ไปนั่งสวดมนต์ มีครั้งหนึ่งอาตมาไปกับหลวงพ่อไปฉันเพลแถววงเวียนใหญ่ พอไปถึงบ้านโยม หลวงพ่อก็สวดมนต์ ฉันเสร็จแล้วก็กลับวัด ถ้าขอพระของขวัญท่าน ท่านไม่ให้ไม่ได้ติดยามไป จะเอาให้ไปเอาที่วัด เวลากิจนิมนต์ไปงานแต่ง ท่านก็ไปสวดชยันโตและให้โอวาท อาตมาเคยไปกับท่าน ในงานพิธีที่เมืองนนท์ มีหญิงสาวของโยมที่มาช่วยงานที่วัดปากน้ำ เคยมาอยู่วัดปากน้ำชื่อ เจียม พอย้ายออกไปอยู่ข้างนอกก็ไปแต่งงานที่เมืองนนท์ เขาก็มานิมนต์ไปงาน หลวงพ่อท่านก็สวดชยันโตและให้โอวาทคู่บ่าวสาวให้บทฆราวาส ๔ สัจจะ ทมะ ขันติ จาคะ แล้วท่านก็ขยายความให้ มีสัจจะซึ่งกัน ให้อดทนกันขยายธรรมเหมือนในพระไตรปิฎก ให้โอวาทเสร็จท่านก็กลับทุกวันนี้อาตมาก็นำแบบอย่างที่หลวงพ่อสอนมาใช้ เวลามีญาติโยมนิมนต์ไปงานแต่งงานก็ใช้บทฆราวาสธรรมเหมือนกัน อาตมารู้จักหลวงตาสังวาลย์ที่มาจากวัดบางปลา มาเป็นผู้ปกครองที่วัดผาสุการาม มาสร้างศาลาขึ้น ซึ่งสมัยนั้นหลวงพ่อสด ท่านได้มาช่วยสร้างศาลาและเทศน์ให้ญาติโยมฟังด้วย หลวงตาสังวาลย์เมื่อสร้างศาลาเสร็จก็กลับไปปฏิบัติกับหลวงพ่อในโรงงานทำวิชชา อยู่วัดปากน้ำจนมรณภาพ เป็นพระภิกษุที่มาจากวัดบางปลา สมัยที่หลวงพ่อสดไปสอนธรรมครั้งแรกที่วัดบางปลาเป็นหนึ่งในบรรพชิตที่เป็นธรรม แล้วก็ตามหลวงพ่อสดมาอยู่วัดปากน้ำ อีกองค์หนึ่งที่มาจากวัดบางปลาคือสามเณรจำเนียร ซึ่งเป็นที่โปรดปรานของหลวงพ่อสดมาก เพราะเป็นเณรที่คล่องแคล่วดี ตอนบวชเป็นพระ หลวงพ่อยังมาเป็นคู่สวดให้ที่วัดบางปลาด้วย หลังจากบวชแล้วก็ตามหลวงพ่อกลับไปอยู่วัดปากน้ำไปช่วยทำวิชชาในโรงงาน องค์ที่หลวงพ่อส่งมาเป็นเจ้าอาวาสวัดลำพญาปัจจุบันนี้ทั้ง ๒ องค์มรณภาพไปแล้ว อีกองค์เป็นคนวัดไผ่หูช้าง บางเลนชื่อหลวงพ่อใส บวชที่วัดไผ่หูช้างแล้วก็ไปเรียนวิชชาธรรมกายกับหลวงพ่อสดที่วัดปากน้ำ องค์นี้เก่งด้านวิชชา หลวงพ่อสดสงไปสอนธรรมที่จ.ระยอง อยู่ทำวิชชากับหลวงพ่อสดจนหลวงพ่อมรณภาพ หลังจากนั้นท่านก็กลับมาเป็นเจ้าอาวาสวัดไผ่หูช้าง ปัจจุบันก็มรณภาพแล้ว การมาอยู่วัดศิลามูลแห่งนี้ก็เพราะหลวงพ่อสดส่งให้มา อาตมาอยู่กับหลวงพ่อถึงปี พ.ศ.๒๔๙๗ สมเด็จพระวันรัตไปขอหลวงพ่อวัดปากน้ำให้อาตมามาอยู่ที่วัดศิลามูลบอกว่าว่างเจ้าอาวาส หลวงพ่อจะส่งองค์อื่นมา แต่สมเด็จพระวันรัตปฏิเสธ ท่านไม่เอาองค์อื่น หลวงพ่อสดก็เรียกอาตมาไปคุยถึง ๓ ครั้ง อาตมาก็จะไม่เอาเหมือนกัน ครั้งสุดท้ายท่านบอกเออให้ไป พอดีรับปากกับเขาแล้ว เมื่อตกลงก็ต้องไป สมเด็จพระวันรัตท่านมาส่งขึ้นรถไฟที่งิ้วราย แล้วมาลงเรือตามแม่น้ำท่าจีน จากงิ้วรายมาถึงวัด ๔ ชั่วโมง คือสมเด็จป๋าต้องไปขอหลวงพ่อสดถึง ๓ ครั้ง อาตมาก็ทำตามคำสั่งของหลวงพ่อสด มาครั้งแรกก็มีพระลูกวัด ๒๕ รูป ดูแลทำนุบำรุงพระศาสนา อาตมานำหลักการสอนของหลวงพ่อมาใช้ในการสร้างวัด บริหารวัด ทุกวันพฤหัสบดีก็สอนภาวนา เอาวิชชาธรรมกายของหลวงพ่อสดมาสอน เหมือนที่วัดปากน้ำ ตอนนี้อาตมาก็อายุ ๘o ปีแล้ว พึ่งเงาเดินตามรอยเท้าหลวงพ่อแล้วชีวิตร่มเย็นตลอด พระครูภาวนามงคล วัดป่าเจริญธรรมกาย จ.ร้อยเอ็ด หลังจากที่หลับบ้างตื่นบ้าง ในรถมาทั้งคืน เราก็เดินทางมาถึงวัดป่าเจริญธรรมกายจ.ร้อยเอ็ด ในตอนรุ่งเช้า ซึ่งเราทราบมาว่าหลวงพ่อเจ้าอาวาส วัดนี้ท่านเคยเป็นลูกศิษย์ของหลวงพ่อวัดปากน้ำมาก่อน วัดถูกซ่อนอยู่ในป่าอันเงียบสงบ หากไม่มีป้ายบอกตรงปากทางเข้าวัด เราคงมาไม่ถึงวัดเป็นแน่ แม้จะเดินทางมาทั้งคืนแต่หลังจากก้าวลงจากรถ บรรยากาศของเช้าตรู่วันนี้ ก็ทำให้เรารู้สึกสดชื่นขึ้นมาทันที เนื่องจากได้โทรศัพท์มานัดหมายหลวงพ่อท่านล่วงหน้าแล้วว่าจะมาถึงในเช้าวันนี้ ดังนั้น หลังจากที่ล้างหน้าล้างตาเสร็จเรียบร้อยแล้วเราก็ได้เข้าไปกราบนมัสการ และสนทนาธรรมกับท่านทันทีตั้งแต่เช้า ท่านได้เมตตาเล่าให้ฟังว่า ชีวิตเริ่มต้นของอาตมาก่อนที่จะเล่าถึงการมาพบหลวงพ่อวัดปากน้ำคงต้องกล่าวถึงหลวงพ่อใสก่อน หลวงพ่อใสท่านเป็นศิษย์ของหลวงพ่อวัดปากน้ำองค์หนึ่ง และหลวงพ่อใสก็เป็นพ่อแท้ๆ ของอาตมาเอง หลวงพ่อใสท่านบวชเป็นพระเมื่ออายุ ๒๙ ปี สาเหตุก็มาจากแม่ของอาตมาตายหลังจากที่มีลูกด้วยกัน ๓ คน อาตมาเป็นลูกคนสุดท้อง เดิมอาตมาชื่อหว่าน หลวงพ่อใสท่านเป็นพระที่เรียกได้ว่าภรรยาจากไปแล้วเกิดอาการทุกข์ใจ มีความทุกข์อย่างมหันต์ต้องหาที่พึ่ง ทางฝ่ายญาติพี่น้องก็เห็นดีที่จะให้บวช เมื่อบวชแล้วก็มาอยู่ที่วัดดอนมะเกลือและมุ่งมั่นที่จะแสวงหาอาจารย์ดังๆ เพื่อปลดเปลื้องความทุกข์ ท่านจึงเดินทางไปทุกหนทุกแห่ง ที่ไหนเล่าลือกันว่ามีอาจารย์ดีๆ ท่านก็ไป อาตมายังเป็นเด็กตอนนั้นอายุ ๔-๕ ขวบก็รอนแรมเดินตามท่านไปเรื่อยๆไปนอนที่วัดคลองมะดันยังจำในความรู้สึกได้ว่าท่านให้พระผู้ใหญ่องค์หนึ่งเป่าศีรษะให้ มนต์คาถาที่ท่านใช้เป่าก็ดูเหมือนว่า จะเป็นคาถาของพระพุทธเจ้านี่เอง คือ สวากขาโต สุปฏิปันโน อะไรอย่างนี้พอว่าเสร็จ ท่านก็เป่าศีรษะให้ รู้สึกถ้าจำไม่ผิดน่าจะเป็นหลวงพ่อโหน่ง แล้วก็เดินทางต่อ ท่านพารอนแรมไป เดินไปวันละ ๕-๑๐ กิโลเมตร พออาจารย์ใดดังๆ ย่านสุพรรณบุรีที่สอนปฏิบัติกรรมฐานท่านไปมาหมดแล้วก็เลยพาออกไปโน้น ไปล่องทะเลไปถึงหลวงพ่อใสปักษ์ใต้จากประจวบแล้วย้อนมาชลบุรี ที่ชลบุรีนั้นมีหลวงพ่อองค์หนึ่งดังมากสามารถหยิบก้อนหินมาเสก..เพี้ยง..โยนลงน้ำแล้วก้อนหินดำผุดดำว่ายกลายเป็นปลาหมอ หลวงพ่อใสท่านก็กระโดดลงไปงมเอามา ใครอยากได้ก็ไปงมเอา ท่านก็งมมาได้หลายลูก มีอานุภาพกันสุนัขดีนักเลย เพราะเด็กวัดต้องเผชิญกับสุนัขเวลาเดินตามพระตอนบิณฑบาต หลวงพ่อใสท่านสงสารอาตมาเพราะไปกับท่านบ่อยก็เลยเอาลวดมาร้อยผูกมัดลูกหินนั้นอย่างดีมาผูกไว้ที่เอวให้ พอดีวันหนึ่งรู้สึกเจ็บเอว จะเล่นน้ำด้วยก็เลยถอดแล้วนำที่เกาะเอวมาใส่คอเขาเล่นน้ำกันตูมตามที่แม่น้ำบางเลน เราก็อยากเล่นเหมือนกันจึงกระโดดตูมลงไป หินนั้นก็เลยหายกลับกลายเป็นปลาหมอของนี้ห้ามลงน้ำ เอาอะไรมามัดก็ไม่อยู่ เราก็ลืมไป หลวงพ่อใสท่านเดินธุดงค์ย่านดงเสือ ดงช้างเลยล่ะ ย่านชลบุรีมาเขาชะโงกเขาฉกรรจ์ ท่านไปหมดทั่วประเทศรูปร่างของท่านใหญ่เพราะเป็นตระกูลนักรบ พ่อของหลวงพ่อใสเป็นทหารสมัยรัชกาลที่ ๔ มาปลดเกษียณเอาตอนรัชกาลที่ ๕ พ่อท่านตายในระหว่างเป็นทหาร หลวงพ่อใสท่านเล่าให้ฟังว่า โอ้ลำบากมากไปเชียงใหม่ขึ้นดอยสุเทพไปถึงครูบาศรีวิชัยที่ไหนดังก็ไป เดินไปโดยไม่มีรถ หลังจากที่แสวงหาอาจารย์มาทั่วประเทศแล้ว ท่านก็มาสิ้นสุดที่หลวงพ่อวัดปากน้ำ หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านอยู่ในกรุงเทพฯ บารมีท่านมากสาเหตุที่หลวงพ่อใสท่านยอมรับหลวงพ่อวัดปากน้ำเพราะท่านได้ดวงตาเห็นธรรมกับหลวงพ่อวัดปากน้ำ เมื่อปี พ.ศ.๒๕๓๐ หลวงพ่อใสท่านก็อายุมากแล้วหลวงพ่อก็ถาม ท่านว่าทำไมถึงมาวัดปากน้ำได้ ท่านบอกว่าท่านต้องการปลดความทุกข์ของตนเองวิธีการที่จะทำให้ใกลจากกิเลสนั้นมันยาก ไปตะลอนหาครูบาอาจารย์สอนให้พันทุกข์ กิเลสมันอยู่ที่ตัวเราทำอย่างไรให้มันไกลตัวเราได้ กิเลสมันอยู่ที่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ จะทำให้มันไกลไม่ใช่เรื่องง่ายๆ จนท่านไปหาหลวงพ่อวัดปากน้ำ หลังจากที่ท่านไปหาหลวงพ่อโหน่ง หลวงพ่อ ต่างๆ แถวสองพี่น้องจนหมดแล้วจนมีพระบอกว่าจะพาไปวัดปากน้ำ ตอนนั้นกำลังดังเลย หลวงพ่อวัดปากน้ำดังมาก มาที่วัดปากน้ำในระหว่างสงครามโลก เราก็ไม่ค่อยรู้เรื่อง ตอนนั้นเป็นเด็กก็สนใจแต่จะเล่นก็เข้าไปดูของอะไรต่างๆ แล้วเข้าไปกราบหลวงพ่อวัดปากน้ำก็ได้แค่เข้าไปกราบคนมาเยอะ อาหารเยอะ แล้วหลวงพ่อใสท่านก็พามานอนที่โบสถ์ หลวงพ่อใสเคยมาหาหลวงพ่อสดก่อนหน้านี้ ก่อนที่จะพาอาตมามาด้วย หลวงพ่อสดให้มานอนที่โบสถ์ หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านตั้งชื่อหลวงพ่อใสให้ใหม่ว่า "ณรงค์" ซึ่งแปลว่า "นักรบ" ท่านเคยพูดในท่ามกลางประชุมสงฆ์ในโบสถ์ว่า "อาจารย์ณรงค์องค์นี้ไม่ธรรมดา" ซึ่งปกติท่านไม่พูดกับใครอย่างนี้ หลวงพ่อใสท่านได้ธรรมกายตอนลืมตา คือ ท่านดูพระจันทร์ในคืนวันเพ็ญ ดูจนเพลินใจสบายจนจิตเคลื่อนเข้าสู่ภายใน จนเห็นธรรมกายใสสว่างที่ศูนย์กลาง หลวงพ่อใสท่านก็รอต่อวิชชา เรียนวิชชาต่างๆ ท่านให้นอนอยู่ที่โบสถ์ต่อวิชชาการเข้าโรงงานปิดเป็นความลับไม่เปิดเผยฉะนั้นพระที่อยู่ฝ่ายเล่าเรียนจะไม่รู้เรื่องเลย นอกจากระดับพระผู้ใหญ่ หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านให้อยู่เป็นเอกทศเลยสำหรับผู้ที่ทำวิชชา ถึงเวลาเขาก็สะกิดหลวงพ่อใสไปทำวิชชา ตอนนั้นช่วงสงครามโลก อาตมาเองตอนเป็นเด็กยังเคยนอนดูเครื่องบิน มันมาเหมือนนกกระจาบ ญี่ปุ่นมาเป็นกองทัพเป็นร้อยเป็นพันเต็มท้องฟ้า จึงเอาชนะพม่า อินเดียทั้งหมด ซึ่งตอนนั้นอาตมาต้องเที่ยวไปเรียนหนังสือด้วยเพราะเรียนอยู่ที่วัดไผ่หูช้าง โรงเรียนก็เดี๋ยวปิดเดี๋ยวเปิดเพราะสงคราม บ้านเมืองอยู่ภาวะสงครามหลวงพ่อวัดปากน้ำท่านมีบารมีท่านพาลูกศิษย์ลูกหาช่วยชาติบ้านเมืองอันนี้เป็นเรื่องละเอียด เรื่องช่วยระหว่างสงครามนั้นตัวอาตมายังเป็นเด็ก หลวงพ่อใสท่านเล่าให้ฟังว่าต้องไปรบกับเขาด้วย ต้องไปรบที่วัดปากน้ำ เราได้ยินแต่ศัพท์นี้ ตอนที่เราเรียนหนังสือนั้นอยู่ระหว่างสงครามญี่ปุ่น หลวงพ่อใสท่านเข้าวัดปากน้ำบ่อยมีพระมีโยมถามว่า "ไปไหน" ท่านก็พูดแบบตลกๆ บอกว่า "ไปรบ"ตอนนั้นเราก็ไม่รู้นะว่า"ไปรบ" คืออะไรทีหลังมารู้ อ๋อ...หลวงพ่อวัดปากน้ำพาพระและแม่ชีออกรบ (ด้วยการทำสมาธิ) แม่ชีที่อาตมาจำได้ก็จะไม่ค่อยสนิทสนมเท่าไหร่ แต่พอรู้จักเพราะอาศัยกินข้าวที่นั่น แม่ชีเก่าๆ หลายคนก็มีแม่ชีไสว แม่ชีถนอม (ตอนนั้นไปอยู่ที่อ่างทอง) แม่ชีจันทร์ ขนนกยูงแล้วก็แม่ชีจำเริญ ตอนนี้เสียชีวิตแล้ว แล้วก็มีแม่ชีปุก แม่ชีทองสุกนี่เจ๋งมากลูกศิษย์เยอะเมตตาธรรมสูง พูดง่ายๆ คือ เป็นคนมีเมตตาธรรมสูง ในบรรดาแม่ชีที่อาตมาเข้าไป สัมผัสตอนเป็นเด็ก แม่ชีทั้งชุดนี้มีบุคลิกลักษณะน่าเคารพ แล้วไม่น่ากลัวมีเมตตาสูง แม่ชีทองสุกก็เคยมาลูบหัวถามว่า "หิวข้าวไหมไอ้หนู" พอบอกให้ไปนั่งสมาธิก็นั่ง ปีหลังแม่ชีทองสุกไปสอนที่นครสวรรค์แถววัดโพธิ์หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านส่งไป กุฏิแม่ชีเป็นกุฏิเล็กๆ แล้วย้ายไปสอน ที่ลาดยาวจังหวัดไหนไม่ทราบเพราะอาตมาไม่ได้ตามไป คืออาตมาไปหาท่านไปเยี่ยมเยียนแม่ชีทองสุขท่านที่วัดโพธิ์ เขาบอกว่าแม่ชีทองสุขไปอยู่ที่ลาดยาวแล้ว ตอนนั้นแม่ชีเธียรซึ่งเป็นผู้ติดตามก็ยังเป็นสาว ส่วนแม่ชีญาณีโดยมากจะคุมคน คุมโรงครัว ฝ่ายพระที่รู้จักก็จะมีพระมหาเจียกซึ่งก็อยู่ชุดทำวิชชาด้วยมหาเจียกเป็นคนทำวิชชา พอตั้งแต่หลวงพ่อวัดปากน้ำเริ่มอาพาธก็ช่วยคุมโรงงานทำวิชชา องค์ปัจจุบันที่คอยดูแลเรื่องทำวิชชาคือ เจ้าคุณพระภาวนโกศลเถระ (วีระ คุณุตตโม) พระมหาวีระนี้พูดญี่ปุ่นเก่ง แม่เป็นคนพระประแดง พ่อเป็นญี่ปุ่น ในช่วงแรกๆ แต่เดิมนั้นหลวงพ่อใสท่านอยู่ที่วัดไผ่หูช้าง ต.ไผ่หูช้าง อ.บางเลน จ.นครปฐม เป็นเจ้าอาวาสท่านไปๆ มาๆ ระหว่างวัดปากน้ำเพื่อเรียนกรรมฐานกับหลวงพ่อสด และได้มาอยู่กับหลวงพ่อวัดปากน้ำตลอดเมื่อตอนปี พ.ศ.๒๔๙๑ ท่านนั่งในโบสถ์ ในโรงงานทำวิชชามีโบสถ์นั่งเป็นกะ มีพระหลายรูปเปลี่ยนเวรกันที่จำได้มีหลวงพ่อช้วน หลวงพ่อเล็ก พระอาจารย์สังวาลย์ ที่ไปอยู่ที่วัดผาสุการาม ปี พ.ศ.๒๔๘๘ พระมหาเกศ (เจ้าคณะจังหวัดนครนายก) และหลวงพ่อใสพาอาตมามาบวชเป็นสามเณรอยู่ที่วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษดิ์ เอามาฝากไว้กับพระพิมลธรรม (ช้อย) ท่านเป็นเจ้าอาวาสและเป็นสังฆมนตรี ดูแลทางด้านปริยัติ ตอนนั้นจะตั้งโรงเรียนมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย ตอนนั้นวัดมหาธาตุยังไม่ได้ตั้ง แต่ว่าทางพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทานชื่อให้แล้วแต่ว่ายังไม่มีที่เรียน พระพิมลธรรม (ช้อย) จึงปรารภว่า ควรจะสร้างขึ้นซึ่งเป็นหลังสงครามโลกแล้ว เพื่อให้พระภิกษุได้เรียนทางด้านปริยัติทั้งทางโลกและทางธรรมจะได้เอาความรู้ไปช่วยงานพระพุทธศาสนาพัฒนาประเทศ ดังที่เห็นในปัจจุบันเจริญรุ่งเรืองเป็นมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย สมความปรารถนา อีกทั้งพระพิมลธรรม (ช้อย) ท่านก็ปรารถนาอยากให้พระภิกษุสามเณร ได้ปฏิบัติกัมมัฏฐานเพื่อพระจะได้มีที่พึ่งทางใจ จึงได้นิมนต์หลวงพ่อวัดปากน้ำ มาสอนกรรมฐาน ที่คณะ ๑ วัดมหาธาตุฯ ตอนนั้นก็ยังเป็นศาลาไม่ใหญ่โต ลมเย็นสบาย อาตมาจึงได้เรียนกรรมฐานกับหลวงพ่อวัดปากน้ำ ก็ได้เห็นลูกแก้วกลมใส มองนึกให้เห็นด้วยตาเรา กำหนดให้ หญิงซ้าย ชายขวาให้ใจเห็นที่ลูกแก้วด้วย หมายความว่าเห็นแล้วใจต้องอยู่ตรงนั้นด้วยเป็นอันเดียวกัน ที่ท่านบอกว่าใจนั้นต้องมีเห็น มีจำ มีคิด มีรู้ รวมเป็นจุดเดียวเรียกว่าใจ เข้าไปในรูจมูกจนถึงหัวตา เรียกว่าฐานที่ ๒ หญิงอยู่ซ้าย ชายอยู่ขวา มีคำภาวนาสัมมาอะระหัง ๓ ครั้ง นี่เป็นหลักวิธีการที่หลวงพ่อสอน เพื่อรักษาไม่ให้ใจเราหนีจากลูกแก้ว เข้าไปฐานที่ ๓ เขาเรียกว่า จอมประสาท ก็เห็นลูกแก้ว ก็สัมมาอะระหัง ๓ ครั้ง ก็มาถึงฐานที่ ๔ ช่องเพดาน พอถึงช่องเพดาน ใจเราก็ตรึกให้เห็น ให้ใส แล้วก็เลื่อนมาฐานที่ ๕ ตรงที่เรากลืนข้าว น้ำ ก็ว่าสัมมาอะระหัง ๓ ครั้ง ตรึกให้เห็น ให้ใส แล้วก็เลื่อนลงไปตามตัวเราจนสุดลมหายใจเขาเรียกว่าฐานที่ ๖ สะดือพอดี ก็ว่าสัมมา อะระหัง ๓ ครั้งแล้วก็เลื่อนขึ้นฐานที่ ๗ เหนือสะดือ ๒ นิ้วมือ มี ๗ ฐาน ฐานก็หมายความว่า ที่ตั้งใจ คือรักษาใจให้ตั้งไว้ ก็ว่าสัมมาอะระหังไปเรื่อยๆ ไม่ต้องรีบร้อน ไม่ต้องไปนับ ตรึกให้เห็นลูกแก้วใส นี่เป็นวิธีง่ายๆ ที่หลวงพ่อวัดปากน้ำสอนครั้งแรก ท่านก็ยังย้ำว่า ถ้าใจเราหยุดในฐานที่ ๗ ได้ เรียกว่าเป็นความสำเร็จเบื้องต้นในการทำสมาธิ ใจหยุดเป็นตัวสำเร็จเป็นเบื้องต้นที่เราจะเข้าสู่มรรคผล แล้วพอทำวิชาการอะไรต่างๆ ก็แล้วแต่ ถ้าใจตรงนี้ไม่หยุดแล้วล่ะก็ ทำไม่สำเร็จ หยุดข้างนอกก็ไม่ได้ นอกตัวเราไม่ได้ ถ้าจะเข้าสู่อารมณ์กรรมฐานต้องฐานที่ ๗ แต่ว่าถ้าหยุดในตัวเราในอาการ ๓๒ ผม ขน เล็บ ฟัน..หนัง.. หยุดตามนั้น นั่นหมายความว่าเมื่อเราได้บรรลุถึงท่านเรียกว่าตกกายแล้ว ตกถึงกลางมนุษย์ กายทิพย์ กายพรหม กายอรูปพรหมต่างๆ เราค่อยมาพิจารณาอาการ ๓๒ ต่างๆ แต่ในเบื้องต้นไม่ต้องคิดอะไรมาก ให้เห็นลูกแก้วระลึกตรึกอยู่ที่ฐานที่ ๗ อย่างเดียวให้ใจหยุดในตัวสำเร็จ การเรียนกรรมฐานถ้าทำหยุดไม่ได้ ก็ไม่สามารถที่จะเรียนไปสู่ชั้นสูงต่อไปได้ พระพิมลธรรมท่านเป็นพระผู้ใหญ่ที่เคร่งครัดมากน่าเคารพยำเกรง หลังจากที่พระพิมลธรรม (ช้อย ท่านมรณภาพแล้ว คนก็ได้ไปนิมนต์เจ้าคุณพระพิมลธรรม (อาส) ซึ่งตอนนั้นยังเป็นเจ้าคณะจังหวัดอยู่กรุงศรีอยุธยา อาตมายังจำได้เพราะว่าท่านเป็นศิษย์วัดมหาธาตุ พอเจ้าคุณช้อยมรณะก็ไปนิมนต์มาแทน ต่อมาท่านก็ประสบปัญหา ทางด้านพระเถระก็อดอยากไม่มีใครใส่บาตร ตอนนั้นอาตมาก็เห็นว่าหลวงพ่อใสท่านได้ย้ายไปอยู่ที่วัดปากน้ำแล้วอาตมาจึงได้ย้ายไปอยู่ด้วย ที่วัดปากน้ำตอนนั้นหลวงพ่อช้วน ซึ่งเป็นหลานของหลวงพ่อวัดปากน้ำคุมทำวิชชาทำพระของขวัญรุ่นที่ ๑ อยู่ที่โบสถ์อาตมาก็ได้นั่งอยู่ด้วย ก็โอ้โฮ..เห็นพระเยอะนับไม่ถ้วน (พระภายใน) เป็นพันเป็นหมื่นหลวงพ่อช้วนท่านก็ถามตอนนั้นว่าท่านเป็นพระหนุ่ม ส่วนใหญ่แล้วพระหนุ่มสมัยนั้นเขาไม่นั่งสมาธิกันหรอกเพราะเรียนหนังสือ ส่วนอาตมาไม่ได้เรียนก็เลยไปนั่งด้วย ตอนนั้นอาตมาไม่รู้ว่าเขาทำพระนะ คือที่ทำพระจะอยู่อีกที่หนึ่ง ที่นั่งก็อยู่อีกที่หนึ่งแต่อาตมากลับนั่งแล้วเห็นพระเต็มเลย ท่านก็บอกว่าดีๆ ให้ระลึกถึงให้ใช้เมตตากรุณาถ้าสวดได้ก็สวดก็คือพุทธาภิเษกนั่นแหละ วัดปากน้ำพุทธาภิเษกไม่เหมือนเขาหรอก ไม่ต้องไปฟังเขาสวด สวดเอาเอง พระที่เขาทำนั้นน่ะมีเยอะ เขาส่งมาเราก็ไม่รู้ ทำไมมีเยอะจริงๆ เราก็นั่งสวดไปท่องไปบทที่เราสวดได้เราก็สวดเรื่อยไป ท่านบอกว่าให้สวดมนต์ไว้อย่าไปเอาออกให้นึกถึงไว้ พระที่สร้างตั้ง ๘๔,๐๐๐ องค์ รุ่นนั้นท่านไม่ได้บอกเราพอออกพรรษาปุ๊บ หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านแจกจึงได้มาองค์หนึ่ง หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านพูดว่า ไม่ใช่ธรรมดานะ หลวงพ่อใสที่ให้มานอนอยู่ที่โบสถ์ คือพระอาจจะมีวิจิกิจฉา (ความสงสัย) ว่าทำไมให้พระมานอนเฝ้าโบสถ์ บางคนก็อาจสงสัย อาจจะพูด หลวงพ่อสดจึงพูดว่าไม่ธรรมดาที่มานอนอยู่เนี่ยะ มานอนทำวิชชาสร้างพระรุ่นแรกที่หลวงพ่อพูดเกี่ยวกับหลวงพ่อใสนี้ ปี พ.ศ.๒๔๙๓ เพื่อให้พระทั้งหลายเข้าใจว่าทำไมมาอยู่ในโบสถ์เพราะพระทั้งหลายเขาอยู่กุฏิกัน หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านให้มาช่วยทำวิชชา ช่วยงานท่าน หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านคัดแต่ระดับที่ได้จริงๆ มาทำวิชชามีพระอาจารย์อยู่ ๑๐ กว่ารูปที่ทำในสมัยนั้น ที่อาตมายังพอจำได้ เพราะนั่งด้วยกัน มีหลวงพ่อเงียบ แต่เขาเรียกว่า หลวงพ่อเอกาทัสสะอยู่วัดวิเวกคลอง ๑๖ ที่คนเรียกว่าหลวงพ่อเงียบ เพราะท่านเงียบจริงๆ ไม่พูดกับใครและมี ๑๑ นิ้ว เขาเลยเรียก "เอกาทัสสะ"แล้วก็มีหลวงพ่อแอบ ไปอยู่สงขลา (มรณภาพแล้ว) หลวงพ่อโอบอยู่สิงห์บุรี หลวงพ่อสมบูรณ์อยู่วัดเขาพระ ตอนนี้มรณภาพแล้ว อาตมาเองก็รู้จักใครไม่มาก แม้ตอนนั้นพระจะมากแต่ก็ไม่ได้สนิทสนมคุ้นกับใคร ไปฉันแล้วก็กลับมาอยู่ในโบสถ์ ในโรงงานทำวิชชาจะมีแม่ชีนั่ง ส่วนพระจะมีโบสถ์เล็กๆ เป็นโรงงานอีกที อยู่ติดกับกุฏิของหลวงพ่อวัดปากน้ำ ในส่วนของแม่ชี พระไม่มีสิทธิ์เข้าไป พระก็นั่งกับหลวงพ่อและนั่งที่โบสถ์ เอาพระเข้ามาศูนย์กลางกาย ท่านก็สอนวิชชา คือ ท่านบอกว่า ใจหยุด หยุดให้นิ่งทำให้ใสให้หยุดอยู่ที่ศูนย์กลางกายถึงจะเห็นดวงเห็นกายหรือไม่ ก็ต้องให้รู้ว่าใจหยุด แผ่บุญแผ่กุศลเราเห็นกายมนุษย์หยาบ ละเอียด ก็แผ่ไป จะแผ่ให้พวกเทวดาก็ต้องเข้าถึงกายทิพย์ มีทั้งหมด ๑๘ กาย ในวิชชาธรรมกายของหลวงพ่อ พระของท่านป้องกันภยันตราย ตรึกเข้าไปในกาย เดินทุกสี ทุกสาย ทุกกาย ทุกองค์ ในตัวของเราครบทั้ง ๑๘ กายเป็นสายธาตุ สายธรรม คือ สายธาตุ สายธรรมทุกกาย หมายถึงกายทั้ง ๑๘ กายไม่ให้ออกนอก เราจะเห็นก็ต่อเมื่อเราได้แล้ว ในละเอียดนั้นทุกคนจะเห็นพร้อมกัน เหมือนดูโทรทัศน์ช่องเดียวกัน สัญญาณเครือข่ายเดียวกัน เหมือนโทรสารตำรวจพูดก็รู้กันหมดทั่ววงเป็นเครือข่ายสัญญาณเดียวกันต้องรู้เพราะว่าคนที่นั่งทำวิชชารู้กันทุกคน เราไม่ต้องไปพูดต่างคนต่างดู อย่างคนที่เขียนอาการโรค ก็เขียนวัน เดือน ปีเกิด เป็นโรคอะไรแล้วก็ใส่ตู้ไว้ หลวงพ่อท่านอ่านในใจส่งสัญญาณ นั่งที่ไหนก็รู้แก้โรคตามนั้น คนบ้าก็มาให้หลวงพ่อแก้ หลวงพ่อยังเคยไปช่วยหยาบๆ เอายาไปกรอก ช่วยแก้ภายในไม่ไหวโรคหยาบมันต้องใช้ของหยาบ อาตมาก็เคยไปช่วยกรอกอยู่ข้างๆ วัด อาตมาอยู่กับหลวงพ่อใส ปฏิบัติตามอยู่ในโบสถ์หลังเล็กตลอดมาตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๔๙๓ แล้วต่อมาพี่ชายก็มาหาที่วัดปากน้ำอยากให้เราสึกไปดูแลยายก็เลยมากราบหลวงพ่อใสที่โบสถ์ ขอลาสิกขาไปช่วยสร้างบ้าน ไปช่วยทำไรไถนา ช่วยทำนาหาเลี้ยงยาย หลวงพ่อใสท่านก็ขัดไม่ได้ ท่านก็ว่า "ตื่นแต่ดึก ศึกษาแต่หนุ่ม" อาตมาก็สึกไปเลี้ยงยาย ก็เสียใจไม่รู้จะทำอย่างไร เราเป็นหนี้บุญคุณเขา เขาให้เราเกิด ได้อยู่บ้าน ได้กินข้าว กินน้ำ เลี้ยงเรามาจนโต พอแม่ตายก็มียายที่เลี้ยง ลาสิกขาไปตอนเดือน ๑๒ เป็นวันพฤหัส ออกพรรษาแล้วก็สึก หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านลาสิกขาให้ตอนเช้าหลังทำวัตรเช้าเสร็จ ท่านจะอบรมพระ-ชี พอเทศน์จบท่านก็พูด "เอ้า..ออกมา" เรียกอาตมาออกมา "จะลาสิกขาก็ออกมา" คนมองกันเป็นตาเดียว เพราะไม่รู้ก็สงสัยว่า เอ๊ะ! หลวงพ่อจะจับสึกหรือเปล่า คือ ปกติแล้วหลวงพ่อท่านจะไม่สึกให้ใครเลย ที่ท่านสึกให้เพราะท่านรู้ โดยเฉพาะหลวงพ่อใสไปอยู่กับท่าน พอหลวงพ่อใสพาเราไปหาท่านปุ๊บ ท่านรู้เลยว่าเราจะลาสึก ท่านให้ศีลให้พรก่อนจะลาสิกขา ให้ท่องอิติปิโส สวากขาโต สุปฏิปันโน ฯ ให้ท่องต่อหน้าท่านเลย ตอนแรกเราประหม่าท่องไม่ได้ท่องไม่จบ ขนาดเคยสวดอยู่ทุกวัน แต่วันนั้นท่องไม่ได้ ท่านก็บอกว่าเอาใหม่ ตั้งสติใหม่ มันสั่น พระก็อยู่เต็มไปหมดไม่มีใคร นอกจากอาตมารูปเดียวที่ลาสิกขา ตอนนั้นอายุ ๒๑ เป็นพระแล้วความจริงใครสึกให้ก็ได้ แต่หลวงพ่อวัดปากน้ำ ท่านนัดวันพฤหัสบดีตอนเช้าวันครูพอดี เราก็ใจหาย ไม่อยากสึกเลยมันทั้งสั่น น้ำตาไหล ท่านไม่ได้ไปจับจีวรเลยลาสิกขาเสร็จก็ให้ศีล ให้พร ท่านบอกว่าให้ไปมีโชค มีลาภ ชนะมาร ให้พ้นภัย ให้เจริญในสมบัติแล้วได้กลับมาบวชใหม่ ให้ได้ดวงตาเห็นธรรม ท่านบอกว่าจะได้กลับมาบวชใหม่และต่อไปจะได้ไปอยู่อีสาน อยู่กับ ป่าช้า มีของเก่า (โบราณ) พอเสร็จแล้วพระทั้งหมดก็ชยันโตฯ อัศจรรย์มากตอนที่ไปกราบลาท่าน ตอนนั้นตอนเย็นๆ แล้ว ไม่มีใครอยู่แล้ว หลวงพ่อใสท่านพาไปกราบลา ท่านรู้นะจะมาลาสิกขา "ต้องได้มาบวชใหม่ ไปอยู่ป่าช้ามีของเก่า" สึกไปแล้วก็ปฏิบัติธรรมอยู่ตลอด แล้วได้มาบวชใหม่ในปีพ.ศ.๒๕๑๙ บวชกับท่านเจ้าประคุณสมเด็จ (สมเด็จมหารัชมังคลาจารย์) บวชปุ๊บก็ได้ทำงานเผยแผ่พระพุทธศาสนาเลย เพราะว่าเรามีพื้นฐานมาก่อนแล้ว เจ้าคุณสมเด็จท่านก็รู้จัก ท่าน ก็บอก...อ้าวแล้วหลวงพ่อใสให้บวชหรือเปล่า หลวงพ่อใสท่านให้บวชอยู่แล้ว ท่านก็เลยรับบวชให้บวชแล้วอาตมาก็ได้ทำงานเลย พอออกพรรษาอาตมาก็เข้าป่าเลย บำเพ็ญภาวนาทั้ง ๓ เดือนไปนั่งตามซอกเขา ไปขึ้นเขาแล้วต่อมาก็ได้มาอยู่ที่วัดป่าเจริญธรรมกายที่ร้อยเอ็ดนี้ เป็นป่าช้าเก่าแล้วก็มีของเก่าอย่างที่ หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านเคยบอกไว้ มีบาตรเก่าใบใหญ่ มีไหใบเก่า มีพระเครื่องเก่าแก่ บาตรเก่านั้นข้างในมีเจดีย์โบราณเล็กๆ ตรงกลางเจดีย์ก็มีพระพุทธรูปองค์เล็กๆ เจดีย์นี้ถอดประกอบสวมเข้าด้วยกันได้ อาตมาก็นึกขึ้นได้ว่า หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านเคยบอกเราตั้งแต่ลาสิกขาครั้งโน้นแล้วสิ่งที่ท่านพูดไม่ผิดเพี้ยนเลย หลวงพ่อใสเองท่านก็เคยมาที่วัดป่าเจริญธรรมกายนี้ มาจำวัดที่นี่ครั้งหนึ่ง ก่อนที่จะมรณภาพอาตมาไปหาท่าน ท่านก็พูดว่า "กูไม่รู้จะอยู่ไปทำไม" พอไปหาท่านคราวนั้น อาตมาก็ลากลับมาจัดงานที่วัด จัดงานเสร็จวันที่ ๓๑ มกราคม ก็มีโทรเลขมาถึงเลยว่า หลวงพ่อใสไปแล้ว เราก็รีบเก็บของเสร็จวันนั้นเดินทางตอนกลางคืน ไปทำพิธีเผา ตอนที่ท่านมรณภาพนั้นท่านนั่งไป นั่งสมาธิไป(อยู่ในท่านั่งสมาธิ) อัฐิของท่านขาว แล้วก็เป็นพระธาตุ มีสีเขียวมรกต แล้วก็สีทอง ธาตุกับกระดูกนั้นคนละอย่างกัน กระดูกคือกระดูก ธาตุก็เป็นธาตุ ธาตุเขาว่า รวมดิน น้ำ ลม ไฟ มันจะแข็ง เขียว เหลือง ใส ขาวไม่ใช่กระดูก เขาเรียกว่าพระธาตุส่วนทั้งหมดในเนื้อหนังมังสา จะเป็นธาตุไม่ใช่กระดูก ธาตุ คือ การรวมเอาดิน น้ำ ลม ไฟ จากการทำสมาธิของท่าน กลั่นจนมีความบริสุทธิ์ คนธรรมดาจะไม่เป็น จะเผาไหม้หมด แต่ธาตุของหลวงพ่อใสก็มีไม่มากไม่กี่องค์ ธาตุของนักปฏิบัติธรรมจะไม่ไหม้ จะเหลือมาเป็นธาตุ ของพระพุทธเจ้าเรียกว่า พระบรมสารีริกธาตุ เหลือทั้งองค์เลย อาตมาได้เอาพระธาตุของหลวงพ่อใส่ไปบรรจุไว้ฐานพระบ้าง เจดีย์บ้างที่วัดปากน้ำ อย่างลูกศิษย์บางคนที่มาเรียนกรรมฐานที่วัดปากน้ำ บางคนเผาแล้วยังเป็นธาตุเลย ก็เก็บๆ ไว้แล้วบอกลูกหลาน ว่าพ่อ แม่มีกระดูกเป็นธาตุนะ เขาก็รีบคว้าไปเลย คือ ต้องปฏิบัติและเข้าถึงธรรม หลวงพ่อพระครูภาวนามงคลที่เราได้ไปสัมภาษณ์นี้ แม้จะมีอายุ ๗๐ ปีแล้ว ท่านยังคงแข็งแรงและที่สำคัญผิวพรรณท่านมีความผ่องใส ดูสดชื่นเป็นอย่างมาก นอกจากท่านจะเป็นพระนักปฏิบัติตามแนวทางของหลวงพ่อวัดปากน้ำแล้ว ท่านยังเป็นพระนักเผยแผ่และพัฒนา ที่มากด้วยความสามารถทุ่มเททั้งชีวิตจิตใจให้กับงานพระศาสนาโดยแท้จริง ท่านได้ให้ธรรมะและเปิดใจให้ฟังว่า การที่เราได้ช่วยพระศาสนามา เรียกว่า คุ้มค่ากับการได้เกิดมาเป็นมนุษย์ และภูมิใจในผลงานของเราที่ได้ตั้งตนปฏิบัติดีปฏิบัติชอบมา ถึงจะอยู่ทางโลกก็ดี ทางพระก็ดี ก็พยายามรักษาตัวไม่ให้ความชั่วเข้ามาเป็นเพื่อน เรียกว่าจูงกันไปในทางที่ผิด ซึ่งจะเป็นปัญหาของบ้านเมืองและสังคม ที่จะต้องตามมาแก้ปัญหา คือ เราต้องแก้ปัญหาของเรา เรารู้อยู่ว่าตัวเราเองแก้ปัญหาได้ดีที่สุดกว่าที่จะไปให้ตำรวจ อัยการ ผู้พิพากษาแก้ ธรรมะก็คือ ตัวเรา ตัวเรามีหน้าที่รักษาตัวเราเอง ให้เป็นไปเพื่อประโยชน์ต่อตัวเอง และสังคมทั้งโลกนี้และโลกหน้า หรือที่สุดของพระพุทธศาสนา คือ นิพพาน เพราะฉะนั้นในหลักที่ว่า ตังขยัง อนันตัง ก็หมายความว่า พระนิพพานนั้น อมตํ เป็นสิ่งไม่รู้ตาย ทีนี้เราทำได้เอง ไม่ต้องให้คนอื่นทำให้ เพราะมีอยู่ในตัวเราหมดแล้ว พระไตรปิฎกทั้งหมดมีอยู่ในตัวเรา เรามาอ่านในตัวเรา ใจจรดศูนย์กลางกายไว้ ดังที่หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านบอก เรามีหน้าที่ไปเอาธรรมะ แล้วมีหน้าที่ดูแล้วแก้ไขว่าอะไรถูกผิด นี้คือหลักของหลวงพ่อวัดปากน้ำ ท่านสอนเน้นๆ มีแต่ธรรมะล้วนๆ เราก็แก้ไขตัวเรา เพราะเรามีตั้ง ๑๘ กาย กายมนุษย์จนถึงธรรมกาย มีทั้งกายหยาบ กายละเอียด เราต้องมองให้เห็นแล้วแก้ไขของเราเอง ถ้ามองไม่เห็นก็แก้ไม่ถูก ที่แก้ไม่ถูกทางเรียกว่าเราไม่เห็นตัวเรา แต่ไปมองที่อื่นตนเองไม่มอง เมื่อมองแต่คนอื่นจะเห็นตนเองได้อย่างไร การมองตัวเอง การแก้ไขตัวเองนี้เป็นธรรมะที่พระพุทธเจ้ารวมถึงหลวงพ่อวัดปากน้ำ ท่านพยายามชี้แผนที่ให้ไป หลวงพ่อท่านบอกว่า หยุดเป็นตัวสำเร็จ ไม่ต้องพูดอะไรมาก จะมีดหรือสว่างไม่ต้องพูดมากให้หยุดเป็นซะก่อนแล้วเดี๋ยวค่อยว่ากัน เนี่ย...คำพูดสั้นๆ แต่สำคัญโดยมากจะทำกันไม่ได้ เพราะเรายังไม่หยุด ไปข้างนอกก็เลยไปวุ่นวาย ไปแก้ปัญหาภายนอก ถ้าทุกคนแก้กันที่ตัวเองจริงๆ โลกเรานี่จะมีแต่ความสุข มีอะไรก็แบ่งกันกิน แบ่งกันอยู่ ไม่ต้องทะเลาะเบาะแว้งกัน โลกก็จะมีแต่ความสุขตลอดไป หลวงปู่เครื่อง สุภทฺโท วัดสระกำแพงใหญ่ อ.อุทุมพรพิสัย จ.ศรีสะเกษ หลวงปู่เครื่องสุภัทโท แห่งวัดสระกำแพงใหญ่ จ.ศรีสะเกษ ท่านเป็นพระสงฆ์ซึ่งปฏิบัติดีปฏิ บัติชอบ เป็นที่ตั้งของศรัทธาของชาวจังหวัดศรีสะเกษและสาธุชนจากทั่วประเทศ วันที่เราไปสัมภาษณ์ หลวงปู่เครื่องนั้น ได้มีญาติโยมมากราบท่าน เอามะพร้าวมาถวายพร้อมปรึกษาเรื่องราวต่างๆ ท่านให้ความเมตตาเป็นกันเองกับญาติโยมเป็นอย่างมาก ท่านเป็นศูนย์รวมจิตใจ ศูนย์รวมศรัทธาของสาธุชนจริงๆ และท่านก็เมตตาเล่าให้ฟังถึงการที่ได้ไปพบหลวงพ่อสดว่ามีความเป็นมาอย่างไร ซึ่งน่าประทับใจเป็นอย่างยิ่ง ตอนนั้นอาตมาอายุประมาณ ๔๒ ปี บังเอิญอาตมาได้เอาเณรเล็กๆ ไปฝากเพื่อศึกษาเล่าเรียนที่วัดปากน้ำ เพราะเป็นสำนักเรียนที่สอนได้เยอะและมีการปฏิบัติธรรมด้วย จึงได้ให้เขาปฏิบัติและศึกษาเล่าเรียนด้วยความคิดถึงเณรก็เลยไปเยี่ยม พอไปถึงวัดปากน้ำ ก็เจอมหาสม มหาสมบอกว่าต้องรอฉันเช้าเสร็จก่อนจึงจะเข้าไปนมัสการหลวงพ่อได้ พอเราฉันเช้าเสร็จก็ไปนมัสการท่าน พบท่านที่หน้ากุฏิ ตอนนั้นเราเองก็ไม่สำรวมเคยสูบบุหรี่ ก็เลยสูบให้ท่านเห็น ท่านก็ยิ้มๆ ไม่ได้ว่าอะไร ท่านก็ถามว่า "มาจากไหน" "มาจากวัดสระกำแพงใหญ่ครับ" ก็ตอบท่านไป "ไปยังไงมายังไงล่ะ" "เคยเอาเณรน้อยมาฝากไว้กับหลวงพ่อครับ" ท่านก็ว่า "เออดี" "แล้วบวชมากี่ปีแล้วละ" ท่านถามต่อ "บวชมา ๒๒ ปีแล้วครับ" "โอ้...๒๒ ปีแล้ว อย่างอื่นทำไมอดได้ล่ะแล้วบุหรี่นี่มันวิเศษวิโสเหรอ" ท่านก็ว่าแค่นี้แหละ เราก็บอกกับท่านว่า "กระผมอยากมาอบรมธรรมกายกับหลวงพ่อบ้างครับ" แล้วท่านก็ให้ไปอยู่ เนกขัมมะ พอดีมีโยมแม่ชีที่เป็นหัวหน้าแม่ชี รู้สึกจะชื่อแม่ชีสอน เห็นเรานั่งธรรมะก็เลื่อมใส มอบกุฏิให้หลังหนึ่ง และปวารณาเรื่องอาหารการกิน แล้วก็ได้ฟังหลวงพ่อเทศน์ หลวงพ่อท่านต้องการจะเลี้ยงพระเณรทุกองค์ ก็นิมนต์มาฉันที่ศาลากันหมดทุกองค์ เราก็คิดว่าเอายังไงดี จึงตัดสินใจว่า เราต้องเคารพหลวงพ่อดีกว่าจึงลงมาฉันที่ศาลา พอโยมแม่ชีมา ไม่เห็นเราฉันที่กุฏิก็เลยบอกว่า "ไม่ได้ๆ ฉันปวารณาแล้ว อยากนิมนต์ให้ท่านฉันที่นี่จะได้ปฏิบัติธรรมสบายๆ" เราก็เลยปฏิบัติอยู่ที่กุฏิ นั่งสมาธิอยู่ที่กุฏิวันแรก เรายังสูบบุหรี่อยู่ วันที่สองเราก็เหนื่อย...เอ๊...คิดแล้วก็ขำๆ นะ เราจะต้องทิ้งดีกว่า บุหรี่ไม่วิเศษวิโสอะไรเลยอย่างอื่นวิเศษวิโสยังทนได้ตั้ง ๒๒ ปี เราก็เลยตัดสินใจทิ้ง มันหิวโหยก็นั่งสมาธิ ก็ทนไป วันที่ ๔ ก็หิวอีก ก็ไม่เอาตัดสินใจตายเป็นตาย ทิ้งบุหรี่ลงคลองเลย ปฏิบัติอยู่กับหลวงพ่อได้ ๑๕ วัน ก็ลาท่านออกมาเดินธุดงค์ไปอยู่บนเขา คราวหลังมาได้ยินคนเล่าว่า หลวงพ่อท่านพูดตอนท่านเทศน์บอกว่า "พระได้ธรรมกาย ไปอยู่เขาแล้ว" เพราะหลวงพ่อวัดปากน้ำทำให้เราเลิกบุหรี่ได้ ตั้งแต่นั้นมาไม่สูบอีกเลย หลวงพ่อท่านเทศน์เรื่องอาหาร ทางกาย ทางใจ อาหารทางใจก็คือ "ธรรมะ" วัตถุต่างๆนั้นคือ "อาหารทางกาย" ปัจจุบันก็ได้เอาหลักที่ท่านสอนมาเอามาใช้ เราฟังธรรมะกับท่านทุกๆ วัน ๑๕ วัน ตอนกลางคืนนั่งสมาธิ ตอนนั้นก็มีพระมหาเจียก ท่านเป็นคนพาไปนั่งตอนกลางคืน สมัยนั้นเรียกได้ว่าเรายังเมาอยู่ ก็ไม่ได้เรื่องอะไรเท่าไหร่ กำลังเริ่มปฏิบัติ ถ้าสมัยนั้นไม่ได้หลวงพ่อสด โรคอาจจะเอาเราไปฝังแล้ว เพราะเราสูบบุหรี่จนคอเป็นแผล และไอ ตอนนี้ก็ค่อยดีขึ้น กินยามันก็ระงับไป ถ้าไม่เจอหลวงพ่อสดก็คงต้องไปแล้ว ก็นึกถึงพระเดชพระคุณอยู่ทุกๆ วัน ครูบาอาจารย์องค์แรกก็เจอหลวงปู่มั่น เจอท่านวันเดียวเท่านั่นแหละ พอดีจะกลับไปอยู่สกล ไปเจอท่าน เริ่มแรกท่านก็เทศน์เรื่องจิต จิตโตวิมุต การทำให้มาก ตื่นให้มาก นั่งให้มาก กินน้อย นอนน้อย นั่งให้มาก หลวงปู่มั่นท่านพูดเรื่องจิต หลวงพ่อสดท่านจะพูดเริ่มตั้งแต่สมถะ เริ่มตั้งแต่ชั้นพื้นฐานก่อนให้รักษาศีล สมาธิมันจะเกิด มีสติให้มั่นแล้วก็บริกรรมภาวนา และตรวจดูให้ศีลบริสุทธิ์ บริบูรณ์ซะก่อน ศีลเป็นพื้นฐาน เหมือนกับเราสร้างบ้าน ต้องวางแผนผังรากฐานให้มั่นคง สมาธิจึงจะเกิดขึ้นได้ ถ้าศีลด่างพร้อยไม่บริสุทธิ์ บริบูรณ์ สมาธิก็จะไม่เกิด เหมือนเราปลูกต้นไม้ไม่มีน้ำ มันก็ขึ้นไม่ได้ สมาธิก็เหมือนกัน สำคัญต้องอาศัยศีลเป็นพื้นฐาน เราจะสามารถรู้ธรรมะได้เร็ว มันจะเกิดเป็นเห็นเอง รู้เอง จะเห็นกายเราเอง เห็นจิตเราเอง หลวงพ่อวัดปากน้ำบอกว่า มันจะเกิดขึ้นเมื่อศีลบริบูรณ์ เมื่อศีลบริบูรณ์ สมาธิบริสุทธิ์ มันสงบเรียบร้อยไม่ดิ้นรนแล้วปัญญาจะเกิดขึ้น เหมือนกับต้นไม้ เมื่อเราให้น้ำกะปุยดีๆ เดี๋ยวก็จะออกดอกผลให้ใช้ได้ ปลุกเสกพระ อำนาจจิตถ้าคิดเห็นเป็นสมาธิ สร้างพระผงมันก็ขลัง ท่านบอกว่าปลุกเสกพระน่ะ ไม่ต้องนานหรอก ปลุกเสกพระนะ ปลุกเสกไปจิตไม่เป็นสมาธิมันก็ไม่ขลัง ถ้าจิตของเราเข้าสมาธิ เพียงแค่งูแลบลิ้นก็ขลังแล้ว วิเศษแล้ว พระครูสังวรานุโยค (พระอาจารย์ช่อ) วัดโคกเกตุปุญญศิริ แต่เดิมฉันบวชอยู่ที่วัดโคกเกตุ อยู่ในราว ๑๑-๑๒ พรรษา บวชตั้งแต่อายุครบบวชพอ ๒๑ ก็บวชเลย ด้วยว่าอยากไปเล่าเรียนธรรมวินัยเรียนบาลี และกรรมฐานและฉันก็รู้ว่าเจ้าคุณพ่อ (หลวงพ่อวัดปากน้ำ) ท่านเลี้ยงดูก็นึกว่าเข้าอยู่กับเจ้าคุณพ่อ ท่านมีข้าวเลี้ยง ยังไงๆ ก็ไม่อดตาย แต่ไม่ได้มุ่งหวังลาภสักการะต้องการไปเพื่อการศึกษาอย่างเดียวให้อยู่ได้ไปวันๆ ก็พอใจแล้วจึงได้เข้าไปพบหลวงพ่อวัดปากน้ำ ซึ่งท่านก็ไม่ได้คุยอะไร มหาเฉลียวเรียนท่านเจ้าคุณพ่อท่าน ให้ทราบว่า ฉันจะมาอยู่ด้วย เจ้าคุณพ่อก็เลยบอกว่า เออ..มีกุฏิอยู่ก็จัดที่ให้พระองค์นี้ด้วย ฉันก็เลยอยู่กับมหาเฉลียว เวลานี้มหาเฉลียวก็ไปเป็นเจ้าอาวาสอยู่ที่ วัดศิลามูลอ.บางเลน จ.นครปฐม ตอนนี้ก็ยังมีชีวิตอยู่ พอไปอยู่เจ้าคุณพ่อท่านก็อบรมกรรมฐานทุกวัน พอฉันเช้าเดี๋ยวก็เข้าทำวัตรเสร็จก็เข้าอบรมธรรมวินัย อบรมกรรมฐานพระทุกวัน เจ้าคุณพ่อท่านอบรมดี ฉันฟังอยู่ ๒ ปี ไม่รู้สึกเบื่อหูเลย เป็นจุดหมายปลายทางธรรมะของพระพุทธเจ้า ไม่เคยเบื่อ เจ้าคุณพ่ออบรมให้เวลาภาวนาก็สัมมาอะระหังๆๆ ให้ภาวนาอย่างนี้ ไปอยู่กับเจ้าคุณพ่อตอนปี พ.ศ.๒๔๙๓-๒๔๙๔ อยู่ได้ ๒ ปี เจ้าอาวาสที่นี่มรณภาพ (วัดโคกเกตุ)ทางคณะสงฆ์ของวัดโคกเกตุก็ประชุมกันพร้อมด้วยกรรมการวัด เขาบอกว่า ต้องไปตามพระองค์ที่ไปอยู่วัดปากน้ำมาองค์อื่นไม่ได้ ต้องไปตามองค์นี้กลับมาวัด ผลที่สุดต้องกลับมาวัดโคกเกตุ ก็เลยเข้าไปกราบเรียนหลวงพ่อว่า ทางวัดไม่มีใคร ต้องกลับไปเป็นผู้ปกครองวัดโคกเกตุต่อไป เจ้าคุณพ่อก็บอกว่า เอ้อ...ไม่มีใครก็กลับไปช่วยวัดก่อน ผลที่สุดก็มาธุดงค์พัฒนาวัดโคกเกตุเรื่อยมา ทั้งหมดที่สร้างไว้ สร้างใหม่ทั้งหมดของเก่าชิ้นเดียวไม่มี วัดนี้แต่เดิมเป็นของทวดและทวดก็เป็นเจ้าอาวาสที่วัดนี้ด้วย ชื่อหลวงปู่มี สมบัติอันนี้ก็เลยตกกับฉัน โอ้โหพัฒนาวัดตั้งแต่ พ.ศ.๒๔๙๕ เรื่อยมาจนถึงพ.ศ.๒๕๔๕ ตอนนี้ก็เริ่มบูรณะบางอย่างที่ชำรุด หลังคาวิหารโบสถ์เริ่มรั่วแล้ว เจ้าคุณพ่อเวลาที่ท่านจะประสิทธิ์ประสาทให้วัตถุมงคลไป ท่านจะต้องให้คาถาบทหนึ่งทุกๆ ครั้ง ท่านจะให้แบมือแล้วก็ประสิทธิ์ประสาทว่า "สิทธิ กิจจัง สิทธิธัมมัง สิทธิพาริยัง ตถาคโต สิทธิเตโช ไชโยนิจจัง สิทธิลาโภ นิรันธรัง สัพพะโสตถิ ภะวันตุเต" ซึ่งแปลว่าทำอะไรสำเร็จทุกอย่าง หลวงพ่อท่านใช้ตอนมอบพระของขวัญ และฉันก็ใช้คาถานี้ทุกวัน วันหนึ่งไม่รู้กี่ครั้ง ใครมาเอาน้ำมนต์ฉันก็ประสิทธิ์ประสาทให้ทุกครั้ง โดยใช้บทสวดนี้และนึกถึงเจ้าคุณพ่อ น้ำมนต์นี่ มีคนมาเอาทั่วประเทศฉันยังไม่ว่างเลย น้ำมนต์นี้ทำให้ซื้อง่าย ขายคล่อง กำไรงาม คุณนะโชคดี (หมายถึงผู้สัมภาษณ์)ทั่วประเทศฉันไม่เคยให้สัมภาษณ์ นักข่าวมาขอสัมภาษณ์เรื่องทำน้ำมนต์ ฉันก็ถามว่าคุณจะสัมภาษณ์ไปทำอะไร นักข่าวก็บอกว่า "เอาไปตีพิมพ์" "พิมพ์ไปทำไม" เขาบอกว่า "พิมพ์ให้หลวงพ่อดังๆ" "โอ๊ย..ไม่ได้หรอกคุณ ขนาดไม่ดัง ฉันยังไม่ได้นอนเลยถ้าดังแล้วจะทำยังไง ฉันเลยไม่ให้สัมภาษณ์" พระครูสมุทรกวี (หลวงพ่อจำลอง อาสโภ [เนตรนิยม]) เจ้าคณะอำเภอบางคนที จ.สมุทรสงคราม "ท่านเป็นพ่อที่ยิ่งกว่าพ่อ" "ไปอยู่กรุงเทพฯเปล่า" "ไปสิ" หลังจากอาจารย์พร้อมชวนฉัน ฉันก็ตัดสินใจที่จะไปอยู่กรุงเทพฯทันที เพราะในสมัยนั้นสำนักเรียนบาลีหายากเหลือเกิน บ้านเดิมฉันอยู่เมืองกาญจน์ พอบวชแล้วก็เลือกหาสำนักเรียน มาอยู่ที่ อ.สองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี สำนักเรียนเขาก็เลิกหมด เมื่อที่นี่ไม่มีสำนักเรียนแล้วก็เลยตัดสินใจไปอยู่วัดปากน้ำ คืนนั้นรีบเก็บข้าวของลงเรือ ตอน ๒ ทุ่มกว่าๆ ของปี ๒๔๙๕ นั่งเรือมาวัดปากน้ำพอถึงวัดก็เข้าไปหาหลวงพ่อ หลวงพ่อก็ถามว่า "มีที่อยู่หรือยัง" "มีแล้วครับ" พอดีมีเพื่อนเยอะเป็นคนอำเภอสองพี่น้องด้วยกันก็เลยไปอยู่ด้วย ในสมัยนั้นที่อยู่หายากมาก แบบว่ามีที่ซุกหัวนอนได้ก็ดีแล้ว ใช้เสื่อปูนอน กุฏิก็เล็กพระอยู่กันเต็ม ถ้าไม่มีที่อยู่ก็เอาที่ระหว่างกุฏิที่อยู่ติดกับพื้นแหละเป็นที่อยู่ แต่ก็รู้สึกอบอุ่นมาก ดังที่เขาเรียกแหละว่า "ผลไม้ดก นกชุม ปลาชอบอาศัย" การที่เราอยู่กับท่านมันยิ่งกว่าพ่อกับลูก โอ้...บารมีของท่านมากมายเหลือเกิน พระเณรสี่ห้าร้อย ไม่มีใครกล้าทำความชั่ว จะทำผิดสักอย่างไม่ค่อยมีเลยเพราะหลวงพ่อท่านรู้หมด เหมือนกับว่าเราไปอยู่ในหัวใจของท่านและท่านก็อยู่ในใจของเรา พอฉันเช้าเสร็จก็เข้าโบสถ์ เสียงระฆังตี แหง่งๆ... ตอน ๖ โมง หลวงพ่อท่านก็มาฉัน พระลูกวัดฉันอย่างไรท่านก็ฉันเหมือนกัน พระหมดทั้งวัดต้องมาสวดมนต์ทำวัตรกันหมด แต่บางคราว หลวงพ่อก็ปล่อยเหมือนกันคือบางทีถ้าไม่มีเวลาก็ไม่ได้สวดท่านกลัวเสียเวลาเรียนหลวงพ่อบอกว่า "เรานั่งกรรมฐานแล้ว การสวดมนต์ก็คือการนั่งกรรมฐาน แล้วการนั่งมันตรงกว่า ใจมันเข้าถึงกว่า" หลังสวดมนต์เสร็จ ก็จะได้ฟังโอวาทหลวงพ่อทุกวันประมาณ ๑๐ นาที ส่วนใหญ่พวกเรียนบาลี พวกฉันจะไม่ค่อยได้เข้าไปในโบสถ์หรอกเพราะโบสถ์เต็ม ต้องออกันอยู่ข้างนอก สวดมนต์ก็สวดอยู่ตรงนั้นหละ พอหลวงพ่อให้โอวาทประมาณ ๑๐ นาทีเสร็จแล้ว นาทีระทึกก็มาถึง หลวงพ่อท่านจะพูดขึ้นเลยนะ พระเณรองค์ไหนทำไม่ดี หนีไปเที่ยวราวกับว่าท่านรู้ทุกอิริยาบท จึงไม่มีใครกล้าทำความชั่วเลย หลวงพ่อเป็นผู้ที่รู้ใจหมด จำได้ว่าครั้งหนึ่งเขามาฉายหนังอินเดีย พระเณรพากันดูเต็มไปหมด อยากจะดูเพราะว่าเขาพาไปอินเดียนี่ ดูกันอยู่ที่ชั้น ๓ แล้วหลวงพ่อท่านก็ขึ้นไป แต่ว่าไฟเกิดดับขึ้นมาพอหลวงพ่อท่านลงไปสักพักเขาก็แก้เครื่องได้แล้วก็ฉายได้ต่อไป เชื่อไหม? พอรุ่งเช้าเข้าโบสถ์ หลวงพ่อท่านก็บรรยายให้ฟังเรียบร้อยเลยว่าอินเดียเป็นอย่างไร เหมือนกับท่านไปดูเอง ท่านเคยพูดไว้นะว่า "เรื่องหนัง เรื่องละคร ไม่ต้องไปดู ได้กรรมฐานมันก็ได้ดู ดูที่ไหนก็ดูได้" ท่านให้ความเมตตา ความรัก ความสงสาร ไม่เคยลำเอียงไม่เคยอคติ ไม่ว่าจะมาจากภาคเหนือ อีสาน หรือใต้ มีทุกภาคเต็มไปหมดเป็นยิ่งกว่าพ่อกับลูก เอาใจใส่เป็นภาระให้กับลูกศิษย์หมด ใครเจ็บไข้ได้ป่วยท่านดูแล ความเมตตาความเสียสละท่านมีอย่างสูงสุด แม้แต่ผ้าจีวรหายากมาก ปีนั้นฉันมีเพื่อนอยู่คนหนึ่งเขาไม่มีจีวร สมัยนั้นจะมีจีวรทำด้วยผ้าบ้าน หลวงพ่อท่านชอบห่มป่าน เพื่อนก็เข้าไปกราบบอกหลวงพ่อว่า "หลวงพ่อครับผมไม่มีจีวรครับ" ท่านก็บอกให้คนไปหยิบจีวรมาให้ ป่านอย่างดีเลยนะจีวรผืนนั้น ท่านไม่ติดของ ไม่ติดอะไรทั้งนั้น เพราะท่านปรารถนาจะสำเร็จสัมมาสัมโพธิญาณ หลวงพ่อท่านเป็นผู้ที่เคารพธรรมะ เคารพการศึกษา ท่านเจ้าคุณสมเด็จช่วงองค์ปัจจุบัน ท่านก็ส่งไปเรียนวัดเบญฯ จนได้เปรียญ ๙ ประโยคกลับมา บางครั้งหลวงพ่อวัดปากน้ำขึ้นเทศน์ ท่านจะนั่งหลับตาเทศน์ เราจะฟังท่านเข้าใจในช่วงต้นๆ แต่พอปลายๆ จะไม่เข้าใจ ละเอียดจริงๆ ไม่รู้ท่านได้ค้นคว้ามาจากไหน พระเปรียญธรรมสูงๆ อย่างเปรียญธรรม ๙ ยังงงเลย เดี๋ยวหลวงพ่อยกธรรมะขึ้น เดี๋ยวยกบาลีขึ้น ท่านแตกฉานจริงๆ แล้วคนที่มาฟังนะ ไม่ต้องห่วงเลยเต็มศาลาไปหมด เย็นวันพระท่านก็จะเทศน์ บางทีก็จะให้มหาช่วงเทศน์ แล้วท่านก็จะนั่งฟังตลอด หลวงพ่อสดท่านมีพระรัตนตรัยในหัวใจ บางครั้งท่านพูดไปๆ ท่านก็บอกว่า ถ้า หากธรรมะสูงๆจริงๆ ท่านไม่ได้พูด ท่านอาราธนาพรหมมาพูด ท่านพูดอย่างนี้จริงๆ ที่ท่านพูดอย่างนี้จะแฝงเรื่องราวในส่วนละเอียดอย่างไรฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน อย่างเรื่องพระของขวัญท่านก็พูดฉันได้ยินเต็มหูเลยว่า "พระของขวัญของฉันนะไม่ได้ทำด้วยวิชามาร ฉันอาราธนาพรหมมารักษา" หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านจะแบ่งหน้าที่ของพระเณรไว้อย่างชัดเจนก็มีอยู่ ๒ อย่าง มีวิปัสสนาธุระกับคันถธุระ ใครอยากเรียนบาลี เรียนนักธรรมก็เรียนไป ถ้าหากไม่เรียนบาลีก็ให้เรียนวิปัสสนาธุระเรียนกันไปท่านไม่เข้มงวด อิสระ แต่ถ้าหากว่าใครจะเรียนทางโลกท่านก็จะเตือนว่า ควรจะได้นักธรรมให้มีแนวทางให้เราได้ยึดปฏิบัติเสียก่อน ถ้าหากว่าเราจะเอาทางโลกอย่างเดียว พวกนั้นนะสึกหมด ที่ก่อนนี้ที่ติดริมน้ำ หลังหอฉันใหม่ในปัจจุบัน จะเป็นกุฏิของแม่ชี กุฏิแม่ชีก็มีอยู่หลายที่ ปัจจุบันเป็นพื้นที่วัดจนหมด แม่ชีทั้งหมดราว ๔๐๐ คน เด็กวัดก็ประมาน ๓๐๐ พากันพักอาศัยอยู่ตามกุฏิพระ กุฏิเณร บางทีก็นอนหน้ากุฏิ ลูกศิษย์วัดเหล่านี้ก็จะเรียน เรียนธรรมศาสตร์บ้าง เรียนจุฬาบ้าง เรียนมัธยมบ้าง หลวงพ่อท่านเมตตารับเอาไว้หมด รับทุกคนขอให้มีที่อยู่เท่านั้น ท่านสร้างโรงเรียนปริยัติใหญ่ที่สุด สร้างเสร็จก่อนที่ฉันจะมาอยู่วัดปากน้ำเสียอีก ตอนนั้นยังใหม่ๆ อยู่เลย ฉันยังจำได้บางทีก็นั่งกรรมฐานที่นั้นนั่นแหละ บางทีฉันก็นัดกับเพื่อนว่า คืนนี้เราจะไม่นอนไปนั่งกรรมฐาน โอ้ย... ราตรีนี้ยาวนานจริงๆ เขาว่าราตรีจะยาวนั้น คือ ๑.คนขี้โรคมีโรค ๒.คนที่ทำความเพียร ๓.กามราคะพวกมักมากในกาม พวกนี้จะเห็นราตรียาว นั่งกรรมฐานกว่าเข็มนาฬิกาจะดีปัดไปอีกชั่วโมงหนึ่ง นานเหลือเกิน พอเราไม่ไหวจริงๆ ก็ลุกเดิน เพราะตั้งใจจะไม่นอน นึกถึงสมัยโบราณ พระจักขุบาล ก็อธิษฐานพรรษาบอกว่าตนจะอยู่ในอิริยาบท ๓ คือ ยืน เดิน นั่ง จะไม่นอน พระของขวัญท่านแจกให้ผู้ที่สร้างโรงเรียน ไม่ได้ขายนะ แต่เป็นของขวัญแก่ผู้ทำบุญ ท่านพูดเรื่อยๆ "ต่อไปมันจะดังมากให้รักษาไว้ให้ดี" องค์ละ ๒๕ บาท ฉันก็ได้รุ่น ๒ มา รุ่น ๒ ก็คือรุ่นหนึ่ง แต่ก่อนโดนน้ำแล้วมันยุ่ยรุ่นแรกๆ นะยุ่ย หลวงพ่อท่านก็เลยใส่น้ำมันตั้งอิ้วและชุบเชลแล็ก กลายเป็นรุ่น ๒ หลวงพ่อบอกว่าท่านทำ ๓ รุ่นนะ รุ่นละ ๘๔,๐๐๐ องค์ พระวัดปากน้ำมีเคล็ดอยู่อย่างคือ คนหนึ่งต้องมีองค์เดียว ถ้าเราทำหายไปขอท่านไม่ได้ ท่านให้องค์เดียว ถ้าหายไปขอใหม่ท่านก็จะบอกว่าภาวนาสิ นั่งภาวนาเข้าไป อาราธนาสิ เดี๋ยวท่านก็กลับมาเองละ ปาฏิหารย์ของพระของขวัญนี้ ต้องตกอับจริงๆ จึงจะเจออานุภาพฉันประสบกับตัวเอง เกี่ยวกับเรื่องเข้าตาจน ตอนนั้นฉันไปอุดร รุ่งขึ้นฉันต้องมาบวชนาคที่วัดนี้ ทุ่มกว่าฉันยังอยู่อุดร ก็ตั้งใจจะกลับรถทัวร์มาถึงที่วัดประมาณ ๓ โมงเช้าพอดี ปรากฎว่ารถทัวร์ไม่มี เต็มหมดทุกที่ ช่วงเข้าพรรษาแล้วจะทำอย่างไรคนแน่นมาจากหนองคายพอถึงอุดร เขาก็ไล่ฉันลง ไม่ใช่รถทัวร์ด้วยนะเป็นรถ บขส. เขาบอกว่าเขาจองตั๋วเต็มหมดแล้วไปไม่ได้ เราไม่เคยเป็นทุกข์อย่างนี้ มีคนนั่งอยู่แถวนั้น เห็นฉันคล้ายๆ คนไม่สบายใจ ก็มาถามว่าจะไปไหนก็บอกว่าจะไปกรุงเทพฯ จะไปบวชพรุ่งนี้ เขาบอกว่ารถขบวนสินค้ามาถึงกรุงเทพฯ ประมาณ ๑๐ โมงเช้าก็บอกว่าไม่ได้ เชื่อไหมนะเราคิดนะ "หลวงพ่อช่วยลูกด้วย" ก็มีรถสามล้อมาถามว่าเราจะไปไหนครับ ก็ถามเขาว่า "ไปกรุงเทพฯ มีรถไหม" เขาบอกว่าหมดตั้งแต่ ๕ โมงเย็นแล้ว แล้วเขาก็เรียกขึ้นรถแล้วจึงไปที่รถทัวร์ใหม่ เชื่อฉันสิพอถึงรถทัวร์เขาก็ไชโยออกมาเลยเขาเพิ่มรถอีก ๑๐ กว่าคัน โอ้โห...ฉันดีใจแทบแย่ มีเพื่อนฉันไปบางแควันนั้นรถเมล์หมด ๔ ทุ่มก็นึกว่า "หลวงพ่อช่วยลูกด้วย" พอพูดไม่ทันขาดคำรถเก๋งเลี้ยวเข้ามา "หลวงพี่จะไปไหนครับเดี๋ยวผมจะไปส่ง โอ้โห....ฉันเชื่อจริงๆ เอาติดตัวเถอะ เอาติดตัวองค์เดียวพอ อุปสรรค อันตรายหายหมด หลวงพ่อสดเล่าให้ฟังว่า วิชชาธรรมกายกว่าจะค้นเจอ ค้นพบได้ใช้เวลาถึง ๓๐ กว่าปี เพราะเมื่อก่อนหลวงพ่อท่านบวช ท่านก็ศึกษาวิปัสสนากรรมฐานตามหลัก ท่านบอกว่า "มันอ้อม" ท่านก็เลยพยายามค้นวิชชาธรรมกายนี้ จนได้ทางตรงนี้ขึ้นมาเป็น สัมมาอะระหัง หลวงพ่อเทศน์เสร็จแต่ละครั้งคนจะสาธุดังลั่นทั่วศาลาใครได้ฟังเทศน์จากหลวงพ่อนับว่ามีบุญวาสนา ธรรมะลึกมากๆ ตอนแรกพอฟังออกฟังเข้าใจ พอหนักเข้าๆ ฟังไม่ออกแล้วเพราะว่าสูงมาก หลวงพ่อพูดละเอียดในละเอียด หยาบในหยาบ สุดหยาบสุดละเอียด ท่านพูดไปคล้ายท่านเห็นไปด้วย หลวงพ่อบอกว่าที่ท่านมรณภาพนะ ท่านสู้กับพญามารมาก ไปปราบพญามาร ไม่ใช่เสียใจเรื่องพระฝรั่งอย่างใครว่ากัน แต่เป็นเพราะท่านสู้กับมาร ตรากตรำงานหนัก ยังไงท่านก็ไม่ยอมแพ้ เคยได้ฟังธรรมะจากหลวงพ่อคำหนึ่ง กุศลาธรรมา อกุศลาธรรมา อัพยากตาธรรมา ท่านสอนในโบสถ์ ท่านบอกว่ามันมีฝ่ายดำ ฝ่ายขาว ฝ่ายไม่ดำ ไม่ขาว...ฝ่ายขาวคือพระพุทธเจ้าของเราก็พยายามส่งกระแสส่งสารให้คนทำความดีให้มากที่สุด แต่ฝ่ายดำเขาส่งสาร ให้คนทำความชั่วให้มากที่สุด ส่วนไม่ดำไม่ขาวนี้ ถ้าเห็นว่าฝ่ายไหนมีกำลังมากก็จะสามารถเอาไปได้ ท่านเล่าตอนหนึ่งว่า ตอนที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ใหม่ๆ พญามารก็โผลขึ้นมาเลย ผุดขึ้นมาถามพระพุทธเจ้าว่า "จะสู้กับเราหรือจะสอนประชาชน" พระพุทธเจ้าท่านตรวจดูแล้วท่านก็บอกว่า "เราจะไม่สู้เราจะสอนประชาชน" พญามารก็บอกว่า "เจ้าก็ทำไป" จะเห็นได้ว่าตอนที่พระพุทธเจ้าแสดงธรรมจะสำเร็จหมด เพราะพญามารเขาเปิด แล้วทีนี้หนักเข้าๆพญามารก็เอาล่ะสิเห็นพุทธบริษัทมากขึ้นคนทำความดีมากขึ้น พญามารอยู่ไม่ได้ ก็ทำให้พระปาราชิกบ้าง อาบัติบ้างเรื่อยไป พระพุทธเจ้าก็เข้าฌานถาม ไหนว่าจะไม่รบกวนไง พญามารก็บอกว่า มันเป็นวิชชาของพญามาร ท่านมีหน้าที่สั่งสอนก็สั่งสอนไปสิ มีหน้าที่บัญญัติสิกขาบทก็บัญญัติไปสิ มาระยะหลังก็เพิ่มบัญญัติ อันนี้เป็นสิ่งที่เราไม่เคยฟังมาก่อนหลวงพ่อสดท่านเล่าให้ฟัง เวลาเราจะสอนคน เราจะดูคนก่อน ถ้าหากว่าเขาเป็นลูกศิษย์เราจริงๆ สนใจธรรมะของหลวงพ่อสดจริง เราจึงจะเล่าว่าหลวงพ่อท่านเคยพูดอย่างนี้ เพราะฉะนั้นเราก็เป็นสาวกของพระพุทธเจ้าฝ่ายขาวของเรา วันพฤหัส หลวงพ่อท่านจะลงสอนวิชชาธรรมกาย ถึงคนอื่นจะพลาดแต่บ่ายวันพฤหัส ฉันไม่เคยพลาดเลย ฉันจะไปนั่งกับหลวงพ่อเรื่ององคุลีมารนี้จำแม่นเลย "สมณะหยุด" ท่านต้องการคำว่าหยุดคำเดียวคำว่าหยุดคือตัวถึง ถ้าโลกเขาไปเร็วเท่าไร ไปจรวด ไปดาวเทียม เขายิ่งเร็วยิ่งถึง แต่ทางธรรมะเรา "หยุด" ได้มากเท่าไหร่คือถึง หลวงพ่อท่านอธิบายธรรมะสนุกเข้าใจเล่า ทิ้งจังหวะได้ดี หลวงพ่อสดท่านพูดประจำว่า การนั่งภาวนาได้บุญมาก ใจหยุดเพียงชั่วช้างกระดิกหูหรืองูแลบลิ้น ได้อานิสงส์กว่าการสร้างศาลาการเปรียญอีกเพราะมันทางตรง วันหนึ่งเรานั่งสัก ๕ นาที ๑๐ นาที ทำไปเรื่อยๆ การนั่งกรรมฐาน นั่งไปก็เกิดปัญญาเหมือนกับคนขุดน้ำบาดาล ขุดพอถึงดินแล้วเราก็นึกว่าไม่มีน้ำ ลองเจาะไปอีกสักพักสิ บางทีน้ำมันจะอยู่ใต้ดิน กรรมฐานก็เหมือนกัน ลองนั่งต่อไปสักพักสิมันจะสบาย แต่ส่วนใหญ่พอเราเมื่อยเราก็จะเลิกก่อน หลวงพ่อสดบอกว่าต้องให้จริง จริงขนาดไหน แค่ชีวิตสิพอใกล้จะตายแล้วมันไม่ตายหรอกสำเร็จทุกที หลวงพ่อท่านมีคติธรรมอยู่ข้อหนึ่งว่า "ขุดบ่อล่อธารา สู่อุตสาห์ขุดเรื่อยไป ขุดตื้นน้ำไม่มี ขุดถึงที่น้ำจึงไหล" ฉันเองอยู่กับหลวงพ่อนับรวมเวลาแล้ว ๖ ปี คิดว่าฉันนะยังมีบุญได้โกนผมหลวงพ่อตอนที่ท่านป่วย คือว่าวัดปากน้ำก็มีหลายฝ่าย ฉันเองก็เหมือนฝ่ายรัฐบาลอยู่กับหลวงพ่อก็ช่วยทำงานหลังเลิกเรียนแล้วโบสถ์ของหลวงพ่อ เราก็รื้อทำกันเอง โบสถ์หลังเก่าก็มาซ่อมใหม่ ฉันจะเข้านั่งกรรมฐานกับหลวงพ่อไม่เคยขาด เวลานั่งกับท่าน ท่านรู้เข้าใจเราหมด แนวของท่านดีมากง่ายต่อการปฏิบัติ ครั้งอยู่เมืองกาญจน์ก็เคยขึ้นกรรมฐาน พอมาวัดปากน้ำก็เลิกจากทางโน้นมาเอาวิธีของวัดปากน้ำเพราะง่ายกว่า คือหลวงพ่อจะชี้จุดกรรมฐานที่เรานั่ง ที่เราเคยไปเรียนมา ไม่มีหลักมีแต่ภาวนาอย่างเดียว ภาวนาเรื่อยไป ทีนี้หลวงพ่อบอกว่ามีจุดอยู่และมีลูกแก้วอยู่กลางตัวเรา อธิบายให้ฟังบอกว่าให้ใจนิ่งอยู่ตรงนั้นมันจึงดูง่ายขึ้น อยู่ ตรงไหนเราก็ทำได้ทั้ง นั่ง นอน ยืน เดิน เราทำได้ทั้งนั้น แม้แต่เข้าห้องน้ำเราก็ทำได้ มันเป็นอกาลิโก ไม่จำกัดด้วยกาลเวลา แล้วบางทีเราก็จะไปนั่งกับพระอาจารย์บ้าง แม่ชีบ้าง อยู่ในวัดนั้นแหละ หลวงพ่อจะสอนธรรม แต่เฉพาะวันพฤหัสเท่านั้น วันอื่นๆ เราก็ไปนั่งกุฏิแม่ชีที่เขานั่งได้ธรรมกาย ตอนนั้นก็มีฉัน มหายุ้ย มหาอำนวย (รองเจ้าคณะ จ.ลพบุรี) ตอนนี้ก็ยังอยู่ แม่ชีที่นั้นนั่งด้วยเกือบทุกคืนคือ แม่ชีจันทร์ อาจจะสงสัยว่าพระเณรไปนั่งกับแม่ชีได้อย่างไร คือเวลานั่งก็ทำอาสนะสูงไว้ต่างหาก เขาทำไว้สูงเลยมีระเบียงอยู่ แม่ชีนั่งแถบหนึ่ง พระก็นั่งอีกแถบหนึ่ง แม่ชีก็แนะนำธรรมะ ซึ่งธรรมะเป็นของสูงอยู่แล้ว การแนะนำธรรมะกับพระแนะนำได้ไม่มีปัญหาเพราะว่าเขาปฏิบัติได้ธรรมกาย เขาก็สอนได้ไม่มีปัญหา อยู่กับหลวงพ่อวัดปากน้ำ อบอุ่นมาก เป็นพ่อที่ยิ่งกว่าพ่อ เวลาพระเจ็บพระป่วย ท่านก็จะบอกพระบอกชีได้ธรรมกายช่วยกันแก้ไขให้พระธรรมกายแก้โรค หลวงพ่อจะนั่งกรรมฐานให้ แล้วก็หายจากโรค พอปี ๒๕๐๒ หลวงพ่อท่านมรณภาพ ฉันก็อยู่ที่วัดปากน้ำต่ออีก ๒ ปี พอปี ๒๕๐๔ พอดีที่นี่ (วัดกลางเหนือ) เขาขาดครูสอนบาลีพอดี เจ้าคุณที่วัดนี้ก็เป็นคนเมืองกาญจนบุรีแนะนำให้มาช่วยสอนบาลี จึงได้มาช่วย ตอนนี้อายุ ๖๕ แล้ว ออกมาจากวัดปากน้ำตั้งแต่อายุ ๒๔ ปี อยู่ที่นี่ได้ ๔๐ ปีแล้ว ฉันเคยคิดอยู่ในใจว่า ถ้าหลวงพ่อไม่สิ้นฉันจะไม่ออกมาหรอก พระเมธีรัตโนดม (อำนวย ปญฺญาวุฑโฒ ป.ธ.๗) รองเจ้าคณะจังหวัดลพบุรี เจ้าอาวาสวัดคุ้งท่าเลา "ไปอยู่กรุงเทพกันเถอะ ไปเรียนหนังสือที่วัดปากน้ำ สบายมากไม่ต้องบิณฑบาต เช้า-เพล มีอาหารถวายตลอด" จากข่าวที่เพื่อนเณรนำมาบอกนี่เอง ที่ทำให้อาตมาตัดสินใจเดินทางเข้ากรุงเทพฯ เพื่อเข้ามาอยู่วัดปากน้ำ เพราะสมัยนั้นพระเณรอยู่กันลำบาก พึ่งบวชเณรได้พรรษาเดียว ไปกราบหลวงพ่อ หลวงพ่อท่านถามว่ามาทำอะไร ก็บอกว่าจะมาอยู่ที่นี่ เธอจะอยู่ทำไม ก็อยากเรียนหนังสือขอรับ มีที่อยู่หรือยัง มีแล้วครับ แล้วมีพระดูแลหรือยัง มีแล้วครับ เท่านี้แหละท่านก็รับไว้ อาตมามีพระวิจิตรท่านดูแลเดี๋ยวนี้เป็นเจ้าอาวาสอยู่วัดภาษีอยู่กรุงเทพฯนั่นแหละทางพระโขนง อาตมาเดิมเป็นคน ต.เชียงงา อ.บ้านหมี่ จ.ลพบุรี เดิมชื่ออำนวย จำปา อาตมาบวชเป็นสามเณร ปี ๒๔๙๕ ที่วัดเชียงงา จำได้ว่ารุ่นนั้นปีนั้นเณรหลั่งไหลกันมาเยอะมากเฉพาะเณรร่วม ๑๒๐ องค์ ในปี พ.ศ.๒๔๙๘ มีการเปีดสำนักเรียนใหม่หลวงพ่อสร้างโรงเรียนใหม่สองชั้น สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์เจ้าอาวาสองค์ปัจจุบันหรือสมเด็จช่วงก็กลับมาวัดปากน้ำ สมเด็จช่วงท่านจบเปรียญธรรม ๙ ประโยคจากวัดเบญฯแล้วก็มาเป็นอาจารย์ใหญ่ที่วัดปากน้ำ จึงเปิดสำนักเรียนตั้งแต่ปีนั้นเป็นต้นมา หลวงพ่อไม่ได้บังคับใคร ท่านว่าใครจะเรียนอะไรก็เรียนได้ จะเรียนปริยัติก็ได้ เรียนปฏิบัติก็ได้ อย่างใดอย่างหนึ่งได้ ถ้าเรียนสองอย่างได้ยิ่งดี แต่ไม่เรียนเลยไม่ได้ วัดปากน้ำมีกติกาอย่างนี้ ถ้าไม่เรียนอยู่ไม่ได้ ต้องเรียนอย่างใดอย่างหนึ่งแต่ก่อนเราอยู่กันอดทนนะ พระ เณร เถร ชี อยู่กันห้าร้อย หกร้อยองค์ วัดปากน้ำสมัยนั้นก็คับแคบ ที่อยู่ไม่มีหรอกอาตมานะก็ไปอาศัยอยู่โรงเพิงซึ่งเป็นโรงงานที่เขาปลูกเป็นที่ทำงานของคนงานที่เขามาสร้างโรงเรียน ก็อาศัยอยู่เพิงอย่างนั้น แต่กุฏิก็เอาไม้ปู ไปเอาสังกะสีไปกั้นพอกันฝนได้เท่านั้น อยู่กันอย่างง่าย ๆ อาตมานะอาศัยอยู่อย่างนั้น แล้วก็เวลาจะท่องหนังสือก็ออกมาตามเสาไฟฟ้า ไม่ได้อยู่ในห้อง เช้านี่ตีสี่ต้องตื่นขึ้นมา เอาหนังสือมาท่องตามเสาไฟฟ้า แล้วก็ที่อาบน้ำ สมัยก่อนยังไม่มีน้ำประปา เอาน้ำจากคลอง ตักน้ำเป็นโอ่งใหญ่ ตักใส่โอ่ง แล้วก็อาบน้ำ สนุก ไม่ได้อาบที่คลอง ตักขึ้นมาข้างวัด แล้วก็ตักใส่โอ่ง ต้องตักเอาเอง แล้วที่ตากจีวรก็แถวนั้นแหละ เอาเชือกเอาลวมัดกันตามกิ่งไม้ ก็มุ่งเรียน ก็ไม่รู้นะ พวกอาตมาก็มุ่งเรียนหนังสือ ก็แข่งกัน แข่งกันท่องหนังสือ คือตอนกลางคืนจะมีเสียงท่องหนังสือดังทั่ววัด เสียงท่องหนังสือแข่งกัน ทบทวนไวยากรณ์บาลี แปลหนังสือท่องหนังสือกันตลอด สำนักเรียนวัดปากน้ำตอนนั้นจะมีพระเณรเรียนเยอะ พระเณรมีความขยัน เพราะหลวงพ่อท่านมาให้กำลังใจ หลวงพ่อท่านจะบอกว่าการเรียนการศึกษานี่เป็นหัวใจ จะทำให้เรามีค่าสูงขึ้น ไม่ว่าคนเราเกิดจากท้องไร่ท้องนาแต่เมื่อมาบวชมาเรียนแล้วต่างมีฐานะดีขึ้น คนเคารพกราบไหว้สะอาดขึ้น มีเกียรติดีขึ้น ยิ่งเป็นพระปฏิบัติด้วย พระสุปฏิปันโน ท่านว่าอย่างนั้นนะ ถ้าเราปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ มีศีล ตั้งมั่นอยู่ในศีล ไม่ต้องกลัวอด กลัวอยาก เงินทองลาภมันจะไหลมาเทมา ยิ่งให้ยิ่งมี ท่านว่าอย่างนั้น เราอดทนลำบากวันนี้เพื่อความสบายวันหน้าให้ตั้งใจศึกษา ให้ตั้งใจเรียนกัน และหลวงพ่อเป็นกำลังใจดีมาก ถึงเวลาเปิดโรงเรียนก็ดี ถึงเวลาประกาศผลสอบก็ดี นั่งเรียงลำดับ พอประกาศผลสอบ ท่านให้โอวาทว่าการศึกษาปริยัตินี่ให้เป็นหลัก การศึกษานักธรรมตรี เปรียญต้องสอบกันให้ได้เป็นเรื่องหลัก แล้วก็เอามาปฏิบัติ ศึกษาแล้วก็ให้นำมาปฏิบัติ วิชชาธรรมกายอย่างนี้อย่าทิ้งท่านว่าอย่างนี้ ท่านยกหลักคำสอนในทางศาสนา ๓ หลักคือว่า ประการที่ ๑ สัพพะปาปัสสะอะกะระนัง ท่านว่าต้องไม่ทำชั่ว ห้ามเลยท่านยกตัวอย่าง เช่น วัดปากน้ำอยู่กันเยอะแยะ มีทั้งพระ มีทั้งแม่ชี ต้องแยกส่วนห้ามล้ำเขตกัน เราไม่ไปหากัน คือว่าชีก็ไม่มากุฏิพระ พระก็ไม่ไปบ้านชีแยกกัน ไม่มาคลุกคลีกัน ท่านให้อย่างนี้คือห้ามทำชั่ว ประการที่ 2 กุสะลัสสูปะ สัมปะทา บำเพ็ญกุศลให้ถึงพร้อม ทำความดี อะไรก็ได้ที่เป็นกุศล ท่านบอกความดีทำได้สองอย่าง หนึ่งศึกษาเล่าเรียน สองปฏิบัติธรรม หรือใครจะทำทั้งเรียนทั้งปฏิบัติธรรมก็ยิ่งดีมาก แต่ก็ต้องทำอย่างใดอย่างหนึ่ง ประการที่ ๓ สะจิตะปริโยทะปะนัง ทำจิตของตนให้ผ่องใส คืออย่าทิ้งการปฏิบัติ เช่น หลวงพ่อนำปฏิบัติทุกวัน อย่าทิ้งการปฏิบัติ ไม่คลุกคลีด้วยหมู่คณะ ไม่คุยกัน ไม่เสวนา คุยเฮฮาแบบฆราวาส ท่านให้ศึกษาเล่าเรียน ท่านจะให้โอวาทอย่างนี้เสมอ บทเทศน์ของหลวงพ่อที่ประทับใจมีอีกบทอันนี้เป็นนิทานชาดก อาตมาชอบเรื่องนี้มากคือ เรื่อง สัตว์ ๓ สัตว์ เรื่องของ ช้าง ลิง นกกระทา หลวงพ่อจะนำมาพูดเรื่อย ๆ ท่านบอกว่า มีนกตัวหนึ่งไปอาศัยอยู่บนต้นไม้ เริ่มๆ ต้นคือช้าง ช้างไปอาศัยอยู่ต้นไทรต้นหนึ่ง อยู่ต่อมาก็มีลิง ลิงตัวหนึ่งมาจากไหนก็ไม่รู้ ท่านเล่าอย่างนี้นะ ก็มาอาศัยอยู่ต้นไม้นั้นที่เดียวกันนั้น ก็ต่อมาก็มีนกกระทา นกกระทาก็มาอาศัยอยู่ต้นไทรนั้น ตกลงว่าสัตว์ ๓ สัตว์ เมื่อก่อนนี้ช้างอยู่อย่างสงบเพราะไม่มีใครมาอยู่เมื่อเจ้าลิงมา นกกระทามาเริ่มวุ่นวาย แล้วสัตว์ ๓ สัตว์ก็มาตกลงกันว่าเราไม่ควรจะมาทะเลาะกัน หาผู้อาวุโส เขาก็ถามว่าใครเห็นต้นไทรนี้ก่อน หลวงพ่อท่านเล่าอย่างนี้นะ ช้างตัวโตช้างพูดก่อน ช้างก็บอกว่า ข้าเห็นต้นไทรตั้งแต่ต้นมันเล็กๆ ข้ายังเดินข้ามมันอยู่เลย แสดงว่าข้าต้องเกิดก่อน เอ้าต่อไป ลิงพูดมั่ง โหอะไรต้นไม้ เมื่อข้าเป็นลิงน้อยข้ายังมาเก็บยอดมันกินอยู่เลย แสดงว่าข้าต้องเกิดก่อน นกกระทาบอกข้าก่อนเพื่อน ต้นไทรนี้มันยังไม่เกิด ข้าไปกินต้นไทรในป่าโน้น มาขี้ตรงนี้ต้นไทรนี้เกิดเพราะขี้ของข้าเอง ตกลงว่านกกระทานี้เกิดก่อน ต่อมาทั้งหมดก็ยกนกกระทาเป็นหัวหน้า ไปไหนไปด้วยกัน ลิงก็ขี่หลังช้าง นกกระทาก็เกาะหลังลิงไปหากินอย่างสันติสุข ก็กลับมาอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข หลวงพ่อก็บอกว่า "คนเราก็เหมือนกัน ถ้ารู้จักเคารพกันตามอาวุโส ก็ไม่มีปัญหา" เลยให้ข้อคิดกับเณรว่าอยู่ร่วมกันให้เคารพกันเชื่อฟังกัน ให้ผู้น้อยเคารพผู้ใหญ่ ให้เชื่อฟังกัน แล้วจะไม่มีปัญหา หลวงพ่อชอบเล่าเรื่องนี้ เพราะวัดปากน้ำ คนอยู่กันเยอะ ห้าร้อยหกร้อยองค์ ปัญหาก็มี ท่านจึงเอานิทานเรื่องนี้มาเล่าให้ฟัง ให้เคารพกัน ให้เชื่อฟังกันตามลำดับอาวุโส เหมือนอย่างเณรในวัดปากน้ำ อยู่ไม่ได้นะต้องมีผู้ปกครอง ต้องมีพระปกครอง ถ้าไม่มีพระปกครองหลวงพ่อไม่รับ ใครไปอยู่นั้นหลวงพ่อจะถามว่ามีผู้ปกครองหรือยัง ถ้ามีอยู่ได้ เพราะว่าให้ปกครองกันเอง แต่ถ้าไม่มีไม่ได้ เราอยู่กันเยอะ แต่ด้วยบารมีของหลวงพ่อ ไม่มีอดหรอก ข้าวปลาอาหารอุดมสมบูรณ์แม่ครัวก็พอ สมัยแม่ครัวชื่อโยมนิด แกตักข้าวเก่งมีวีดีโอถ่ายไว้ แกว่องไว เรียกว่าพระเณรสี่ร้อยห้าร้อยนะประกาศว่าไม่ต้องล้างจาน ล้างแต่ช้อน ขนาดพระล้างจานก็ไม่สะอาด แม่ชีเขาบอก เปลืองน้ำเปล่าๆ เพราะฉะนั้นล้างแต่ช้อนเปล่าแล้วเวลาขบฉันหลวงพ่อ ท่านไม่มีเทศน์สอน จะสอนในโบสถ์เช้า-เย็น อย่างเช้าตีระฆังหกโมงเช้า พระเณรจะไปรวมกันที่หน้าโบสถ์ หลวงพ่อก็จะเดินนำหน้า เราก็เดินตามกันเป็นแถวๆ ไปแบบทหารตามอาวุโส คนไหนก็ต้องรู้ตัวเอง ออกก็เหมือนกัน หลวงพ่อเดินออกก่อน เป็นประจำทั้งเช้าทั้งเย็น เวลาฉันเสร็จแล้ว จะมีอีกองค์หนึ่งเป็นผู้ให้พร กล่าวสัมโมทนียกถา พระครูปัญญาเป็นฝ่ายปกครองพระ พระครูธนิตปกครองเณรแยกกัน และอีกองค์หนึ่งปกครองเด็ก คือหลวงพ่อเล็กเด็กวัดมีเป็นร้อย ราวสองร้อยคน ปกครองชีก็มี ชีก็ส่วนชี สมัยอาตมาเป็นเณรวัดปากน้ำ แม่ชีจันทร์คอยดูแลรับใช้แม่ชีทองสุข แม่ชีทองสุขเป็นหัวหน้าชีวัดปากน้ำ แม่ชีจันทร์ก็อยู่ที่นั่น อาตมาจะเบื่อข้าวต้มนะตอนนั้น ฉันจนเบื่อ อยากฉันข้าวสวย จะไปฉันข้างนอก หลวงพ่อก็ไม่ให้ไป เรามีที่ฉันแล้วท่านว่าอย่างนั้น อย่าไปแย่งเขาเลยวัดอื่นจะลำบาก อาตมาก็ถือบาตรเอาไปบิณฑบาตที่บ้านโยมจันทร์ ปกติแล้วที่วัดปากน้ำหลวงพ่อไม่ให้ออกบิณทบาต ตอนนั้นเราแอบบิณฑบาตเราเป็นเณร ของอาตมานี่สำหรับแม่ชีจันทร์ก็นิมนต์ประจำไว้เลย เช้าเราก็ถือบาตรไปหน้าบ้านแก มีเราองค์เดียวองค์อื่นก็ไม่มีบิณทบาต แล้วแต่ความคุ้นเคย เราก็บ่นกับโยมแม่ชี ฉันข้าวต้มมันหิว ฉันข้าวต้มทุกวัน แม่ชีก็สงสารงั้นตอนเช้าก็มาบิณฑบาตนะเณรนะ เป็นข้าวสวยแทนเฉพาะวันพระ ถ้าวันพระนี่จะเว้นไม่ทำวัตรเช้า ลงฟังเทศน์สามโมงเช้าแทน อยู่วัดปากน้ำจะว่าทุกข์ก็ทุกข์ สนุกก็สนุก ที่ทุกข์ก็คือ กุฏิไม่มีอยู่ นอนดึกทุกวัน มีครั้งหนึ่งตอนบูชาพระรัตนตรัย แล้วลืมก้มลงกราบและพูดว่า พุทโธ เมนาโถ พระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งของเรา หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านชี้มาที่อาตมา แล้วพูดว่าบอกแล้วทำไมไม่จำ คนอื่นเขาก้มกราบกัน แต่เราลุกขึ้นมา อาตมาอยู่วัดปากน้ำตั้งแต่ พ.ศ.๒๔๙๘ จนถึงปี พ.ศ.๒๕๑๔ หลวงพ่อท่านมรณะปี พ.ศ.๒๕๐๒ อาตมาได้เปรียญ ๗ ในปี พ.ศ.๒๕๐๖ ก็เป็นอาจารย์สอนบาลี อยู่ที่สำนักวัดปากน้ำ เรื่อยมาจนถึง พ.ศ.๒๕๑๔ สมเด็จช่วง (พระมหารัชมังคลาจารย์เจ้าอาวาสองค์ปัจจุบัน ) ท่านส่งมาอยู่ วัดเชียงงา จ.ลพบุรี ส่งมาเป็นทีมใหญ่ อยู่วัดเชียงงา พอสร้างโบสถ์สร้างศาลากุฏิ หมดเรียบร้อยแล้วก็มีปัญหานิดหน่อย ขัดกันเรื่องการเงิน อาตมาก็เลยลาออก อยู่ต่อมาวัดถนนใหญ่ว่างเจ้าอาวาส ตั้งใครไม่ได้ ฝ่ายพระจะตั้งองค์นี้ ฝ่ายโยมจะตั้งองค์โน้นทะเลาะกัน ไม่รู้กี่ปีต่อกี่ปีตั้งกันไม่ได้ โยมก็มาขอร้องอาฒมาให้ช่วยหน่อย คือมาเป็นเจ้าอาวาสให้เขาหน่อย จึงมาเป็นเจ้าอาวาสวัดถนนใหญ่ได้สิบปี พอดีเมื่อปีกลายนี้มีโอกาสได้คุยกับ เจ้าคุณธรรมกิตติวงศ์ วัดราชโอรส ท่านเจ้าคุณก็คุยกันว่าศาสนาเรานี่มันเริ่มจะด้อย หมายถึงว่า พระเราตอนนี้มันด้อยมาก เทศน์ไม่ค่อยจะเป็นทีนี้พระมุ่งแต่เรื่องการเสกเครื่องรางของขลังซึ่งเป็นที่ดูหมิ่นของต่างศาสนา ต่างศาสนาเขาเก่งด้านหลักวิทยาศาสตร์ เขาพูดได้ชัดเจน แต่พระสงฆ์เราพูดไม่ชัดเจน เขาจะพูดแต่เรื่องนรกสวรรค์ ซึ่งมันพิสูจน์ไม่ได้ มันไม่ใช่วิทยาศาสตร์ ท่านถึงบอกว่าต่อไปภายหน้า การอบรมเป็นเรื่องสำคัญ ต้องฝึกพระให้ได้ ท่านถามอาตมามาท่านเจ้าคุณพร้อมมั้ย ท่านจะเสียสละมั้ย ยศตำแหน่งเนี่ยไม่ได้ก็อย่าไปใส่ใจ ไปทำงานพระศาสนา อาตมาบอกได้เท่านี้ผมก็พอใจแล้ว เออ...ถ้างั้นท่านต้องทำ อบรมพระนะ อย่าไปหวังยศหวังตำแหน่ง อย่างผมนี่ผมยังถูกขัดถูกถอดออกไป ก็ยังไม่สน แต่ผมจะทำงานพระศาสนา ปัญหาเยอะแยะ แต่ว่าเราก็ไม่ถอยเหมือนกัน ถึงได้มาอยู่ตรงนี้ เมื่อปีกลายอาตมายังไม่ได้ลาออกจากเจ้าอาวาสวัดถนนใหญ่นะ มาอบรมพระที่ อ.บ้านหมี่ ประกาศท่ามกลางพระภิกษุสงฆ์ว่า อยากกลับบ้านหมี่แล้ว วัดใดว่างเจ้าอาวาสบ้าง ที่มีพื้นที่ตั้งแต่ ๒๐ ไร่ ว่างเจ้าอาวาสและกำลังต้องการเจ้าอาวาส ผมขอเสนอตัวผมจะไปพัฒนาวัดนี้ พอดีมีวัดคุ้งท่าเลาว่างพอดี มีที่ ๓๘ ไร่ อาตมาจึงย้ายมาอยู่ที่นี่ ปัจจุบันอาตมาเป็นรองเจ้าคณะจังหวัดลพบุรีอาตมาตั้งใจในการทำหน้าที่อบรมเยาวชนให้เต็มที่ และจะปรับปรุงพัฒนาวัดบ้านเกิดของตนให้ดีที่สุด ลุงสังวาลย์ เทียนทองคำ ในปีพุทธศักราช ๒๔๗๖ พ่อของลุงซึ่งเป็นพ่อค้าข้าว บ้านอยู่ติดแม่น้ำท่าจีน เคยรู้จักหลวงพ่อสด สมัยนั้นค้าข้าวมาด้วยกัน ในครั้งนั้นมีเสียงร่ำลือกันว่า หลวงพ่อสดสอนธรรมกายมีชื่อเสียงโด่งดัง ก็อยากให้ลูกไปอยู่กับท่าน พ่อก็เลยเอาพี่ชายไปยกให้หลวงพ่อถวายให้เป็นลูกเลย หลวงพ่อจะสอน จะดูแลอย่างไรให้เป็นกรรมสิทธิ์ของหลวงพ่อ แล้วหลวงพ่อก็รับไว้ต่อมาก็ให้บวชเป็นสามเณร ชื่อสามเณรมงคล อายุประมาณ ๑๕ ปี เพราะสามเณรพี่ชายอยู่กับหลวงพ่อ ทำให้ลุงได้ใกล้ชิดอยู่กับหลวงพ่อด้วย คอยซักสบง จีวรให้ท่าน ตอนนั้นลุงอายุประมาณ ๘ ขวบ ไม่ได้บวช แต่อาศัยอยู่กับหลวงพ่อ ตกกลางคืนหลวงพ่อวัดปากน้ำท่านก็จะถือไม้ยาวๆ อยู่อันหนึ่ง แล้วท่านก็เดินตรวจวัด ลุงก็เดินตามหลวงพ่อไปเรื่อยๆ หลวงพ่อนอนเมื่อไหร่เราก็ค่อยนอน ลุงนอนที่กุฏิหลวงพ่อเลย นอนอยู่ใกล้ๆ ท่าน เวลาท่านไปไหนท่านก็เรียกไปด้วย สมัยนั้นพระเณรไม่ต้องบิณฑบาต มีโรงครัวสร้างใหญ่โต มีแม่ชีคอยทำครัว มีผู้หญิงมาบวชเป็นชีกันมาก บวชแล้วต้องโกนหัวหมด นุ่งขาวห่มขาวแล้วต้องจำพรรษาที่วัด ใครไม่บวชจำพรรษา ท่านก็ไม่บวชให้ ท่านเคร่งครัดมาก หลวงพ่อท่านเคร่งครัดที่สุดเลย ท่านจัดให้แม่ชีอยู่ต่างหากไม่ให้มาปะปนกับพระเณร พระอยู่แถบ ชีอยู่อีกแถบ ท่านจัดอย่างนั้น มีพระ-เณร ๒๐๐ รูป ชี ๒๐๐ มีคนไปเรียนวิชชาธรรมกายกับหลวงพ่อจำนวนมากทุกเพศ ทุกวัย เด็กเรียนได้ เด็กที่รู้จักภาษา (รู้ความ) แล้วเรียนได้ทุกคน ไปจนถึงอายุ ๕๐-๖๐ ให้เรียนมานั่งกับหลวงพ่อ อย่างเด็กในเมืองที่ได้ธรรมกายสูงสุดก็มี แต่ก่อนตอนเป็นเด็กลุงรักหลวงพ่อท่านที่สุดเลย หลวงพ่อท่านสอนให้นั่งสมาธิ ท่านก็บอกให้สัมมาอะระหังๆ ไปเรื่อยๆ ด้วยความที่ในสมัยเด็ก เราชอบไปเอาหอยโข่ง เอามาทำฝาเล่นไปฆ่ามัน เรานั่งสมาธิมันก็มาขวางหน้าเรา มากวนเรา เราก็บอกโอ้โฮหลวงพ่อ ตัวหอยโข่งมันมาขวางทาง หลวงพ่อก็บอกว่า ให้ส่วนบุญมันไปเถอะ นั่งแล้วอย่าให้มารบกวน....ดีแฮะ ..ตอนนั้นก็ไปกันหมดเลย ไม่มายุ่งเลย ตอนเป็นเด็กเราไม่ค่อยคิดอะไร คิดอยู่อย่างเดียว หลวงพ่อว่าอย่างไรเราก็ว่าอย่างนั้น คนที่ไปหาหลวงพ่อ ท่านจะสอนหมดทุกคน คนที่จะได้หรือไม่ได้ อยู่ที่จิตใจของคน บางคนที่ไปนั่ง ถ้าไม่สนใจ ก็ไม่ได้ไม่เห็นดวงแก้ว ดวงแก้วที่ลอยมา คล้ายๆ กับลอยมาแต่ไกล มองเห็นแต่ไกล เราก็นั่งสัมมาอะระหังๆ ถ้าลอยมาเรื่อยๆ เข้ามาใกล้อย่างนี้ เราก็ต้องวางจิตให้เที่ยงที่สุดเลย มองเห็นติดตา เรามองมาต้องให้เที่ยงที่สุด สมัยก่อนตอนเป็นเด็กไม่ค่อยจะรู้อะไรมากมาย ก็นั่งไปได้ ถ้านั่งไปได้ก็จะได้ไปเมืองนรกสวรรค์ไปดูได้ ถ้าสำเร็จแล้วก็ไปได้ ตอนที่ลุงปฏิบัติกับหลวงพ่อ ก็เคยเห็นธรรมกาย หลวงพ่อเคยใช้ให้ไปดูคนที่ตายไปแล้ว เรานั่งไปดูคนที่รู้จักเป็นลุงชื่อตาสอน แกอยู่ข้างบ้าน แกโกงที่ดินเขาเป็นประจำเลย ขนาดยังไม่ทันตายตัวแกก็เจ็บเหม็นเน่า เหมือนคนตาย ลองนั่งไปดูซิ ไปเจอจริงๆ อยู่ในนรก ไปใช้กรรมร้อนที่สุด ไปขุดดินใช้หนี้เขา ทำตลอดเลย เราก็ถาม อ้าวลุงทำไมมาทำอย่างนี้หล่ะ แกก็บอกว่า "ตอนกูเป็นมนุษย์กูไปโกงที่เขา กูก็ต้องมาใช้หนี้เขา" อย่างสามเณรมงคล เณรพี่ชายก็ไปนรกสวรรค์ได้ เก่งเป็นอันดับ ๒ รองจากหลวงพ่อสดเลยสมัยนั้น หลวงพ่อสั่งสามเณรมงคลออกไปสอนธรรมกาย ส่งออกไปรักษาโรคแทนท่านจนมีชื่อเสียงโด่งดัง รู้ว่าระจิตได้ มีอยู่ครั้งหนึ่งเณรมงคลไปที่บ้าน มีลุงแถวบ้านคนหนึ่งแกชื่อทหาร เมียแกตาย แกรู้ว่าสามเณรไปที่บ้าน พอเมียตายก็พายเรือไปหาเณร พายเรือไปร้องไห้ไป พอไปถึงก็เรียก สามเณร บอกว่า "เมียตายแล้ว ทำไงดี" พูดไปก็ร้องไห้ไป สามเณรอยู่บนบ้านก็บอกว่า "ลุงกลับบ้านไปเถอะ เดี๋ยวเมียก็ฟื้น" มาถึงบ้านเมียก็ฟื้น ตอนนั้นเมียตายแล้ว ดับจิตไปแล้วเมียเขาชื่อยายจ้อย เป็นญาติพี่น้องกันนี่แหละ พอเมียฟื้นขึ้นมาก็บอกว่า "มีเณรไปที่เจ้าโลก (ยมโลก) สามเณรไปช่วยมา ไปเปิดดูบัญชีเลยว่า คน ชื่อจ้อยเนี้ยะ ถึงเวลาหรือยังที่ต้องเอาไป เขาบอกว่ายัง เขาจับคนผิดคนชื่อจ้อยเหมือนกันแต่ไม่ใช่จ้อยนี้ ถ้ายังไม่ถึงที่ตายก็เอามาคืน จ้อยนี้อยู่ได้อีก ๖ ปี ถ้า ๖ ปีแล้วก็เอาไป" อีก ๖ ปีต่อมา ยายจ้อยก็ตายจริงๆ เมื่อสามเณรมงคลอายุได้ ๒๐ ปี ก็ลาสึก หลวงพ่อสดไม่ให้สึก ก็ดันทุรังจะสึกให้ได้ จนในที่สุดก็หาทางสึกกับพระรูปอื่น หลวงพ่อท่านพูดไว้ตอนสามเณรมงคลมาขอสึกว่า "ถ้ามึงสึกไปชีวิตจะตกต่ำ อายุจะสั้น อย่าสึกไปเลย" หลังจากทิศมงคลสึกไปแล้ว ชีวิตก็ตกอับ ตกต่ำลงไปเรื่อยๆ ทำมาค้าขายก็มีแต่แย่ลงเรื่อยๆ ชีวิตก็เกือบตายหลายครั้ง จนในที่สุดต้องไปป่วยตายที่โรงพยาบาล อายุขัยได้แค่ ๓๐ ปี เท่านั้น เป็นดังคำที่หลวงพ่อสดได้พูดไว้ทุกประการ พอลุงอายุได้ ๑๒ ปีเศษ ลุงก็ลาหลวงพ่อออกมาเรียนหนังสือ หลวงพ่อท่านก็บอกว่าให้หาเวลา ทำวิปัสสนาบ้าง ตอนช่วงแรกก็ยังเห็นอยู่แต่เดี๋ยวนี้ไม่ได้เลย เพราะเราไม่ได้สนใจ ได้มาตอนเป็นเด็ก ตอนหลังพอไปพบหลวงพ่อวัดปากน้ำท่านก็ว่า "เออดี...เอ็งยังมา" ธรรมกายรักษาโรค คนข้างนอกบอกว่าหลวงพ่อวัดปากน้ำท่านดุ แต่จริงๆ แล้วท่านใจดีมาก ท่านมีเมตตากับทุกคน ใครไปกราบท่าน ท่านก็ต้อนรับหมด โดยเฉพาะเรื่องของการรักษาโรค หลวงพ่อท่านไม่ต้องใช้ยาเลย แต่รักษาหาย แม้กระทั่งโรคมะเร็งก็หายหมดเลย ท่านว่า ยายคนนี้ปากไปหมดแล้ว แต่หาย คนเจ็บคนไม่สบายที่มา ทางวัดก็จะจัดที่พักไว้ให้ จัดเป็นที่ให้เลย ตอนนั้นธรรมกายดังมาก คนไม่ว่าอยู่ที่ไหนก็นับถือหลวงพ่อหมด สมัยก่อนคนไม่นิยมไปหาหมอ แต่มาหาหลวงพ่อ หลวงพ่อรักษาโดยไม่ต้องให้กินยา ทั้งวัณโรคทั้งมะเร็ง รักษาหายทุกชนิด แล้ว หลวงพ่อก็ไม่ได้เรียกร้องอะไร ใครเจ็บไข้ได้ทุกข์ ไปหาท่านท่านก็รักษา ถามว่าอยู่ที่ไหน ท่านก็รักษาให้หมด ใช้คนที่ได้ธรรมกายรักษาให้ บางทีมีคนนำคนเจ็บมา คนนำพอมาเห็นหลวงพ่อก็ยกมือไหว้ บางคนไม่ดุ บางคนดุ ไปล่ามโซ่ไว้ พอเห็นหลวงพ่อ ก็เรียบร้อยอย่างกับผ้าพับไว้ คนเจ็บมารักษากับหลวงพ่อแล้วก็หายนะ ไม่ใช่ว่าไม่หาย ท่านบอกว่าที่นี่เป็นที่รักษา นั่งวิปัสสนายอดยิ่งที่สุดในโลกไม่มีใครเปรียบแล้ว ทำบุญแล้วรวยทุกคน ไม่มีวันยากจน เมื่อก่อนใครมาทำบุญกับวัดปากน้ำ ใครทำบุญเยอะก็ไม่ว่า ทำบุญน้อยก็ไม่ว่า ท่านบอกว่า คนที่จิตใจดีแล้วมาทำบุญ ต่อไปจะได้มากกว่าที่ทำบุญนี้อีก ทำบุญแล้วรวยทุกคน ไม่มีวันยากจน ท่านบอกว่าธรรมกายใครทำก็ได้กุศลดีเยอะ ให้นั่งให้จิตใจเราใส จะไปได้ทุกที่ จะไปนรกไปสวรรค์สำเร็จแล้วยิ่งแจ๋วเลย ท่านว่าอย่างนี้ ญาณหลวงพ่อนี่เสียเมื่อไหร่ (หมายถึงแม่นยำมาก) "ยุคนั้นหลวงพ่อเนี๊ยะที่สุดเลย ธรรมกายดีที่สุดในประเทศไทย ท่านบอกว่าธรรมกายเป็นใหญ่ ถ้าไม่ได้ธรรมกายเกิดไม่ได้คนเรา" และนี่ก็เป็นเรื่องราวในบทสัมภาษณ์บางส่วนที่คุณลุงสังวาลย์ได้เมตตาถ่ายทอดให้ทีมงานฟัง ถึงแม้คุณลุงสังวาลย์จะมีอายุถึง ๗๖ ปีแล้วแต่ใบหน้าของลุงยังสดชื่นแข็งแรงเป็นอย่างมาก เป็นคุณลุงที่น่ารักอารมณ์ดีรักการสร้างบารมีเป็นชีวิตจิตใจ คุณลุงบอกว่า "อนาคตลุงตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะสร้างบุญอย่างเดียว สร้างบารมีไปเรื่อยๆ บุตรสาวคุณลุงก็เล่าให้พวกเราฟังว่า "พ่อจะชักชวนคนไปทำบุญและจะบอกลูกๆ อยู่เสมอถึงสิ่งที่หลวงพ่อวัดปากน้ำ ท่านได้สอนว่า ทำบุญแล้ว ไม่มีวันยากจน มีแต่จะรวยขึ้น พร้อมทั้งสนับสนุนให้ลูกๆ ทุกคน ทำบุญอย่างสม่ำเสมอ" หลวงปู่สุพัฒนา ญาณเมธี ที่พักสงฆ์หนองตะเคียน จากการเดินทางอันแสนไกลสู่เส้นทางฝุ่นสีแดงอันกันดาร เราก็ลุถึงสำนักสงฆ์หนองตะเคียน..ซึ่งเป็นสำนักสงฆ์เล็กๆ มีศาลาชั้นเดียวอยู่หนึ่งหลัง เมื่อเข้าไปภายในสำนักสงฆ์ ก็ทราบว่า หลวงปู่สุพัฒนาท่านไม่อยู่ จึงได้สอบถามกับคนละแวกนั้นว่า หลวงปู่ท่านไปไหน ก็ได้รับคำตอบว่า หลวงปู่ท่านพาญาติโยมไปหาหมอในเมือง เย็นๆ ถึงจะกลับ เราก็ได้ทราบข้อมูลเพิ่มเติมว่า สำนักสงฆ์แห่งนี้มีหลวงปู่สุพัฒนาท่านอยู่รูปเดียวเท่านั้น และชาวบ้านละแวกนี้ต่างศรัทธาหลวงปู่มากชอบไปฟังธรรมกับท่าน ท่านเทศน์น่าฟัง และวัตรปฏิบัติท่านน่าเลื่อมใส ระหว่างที่หลวงปู่ยังไม่มา เราก็ไปนั่งรอหน้าศาลา มีม้านั่งเล็กๆ อยู่ ๑ ชุด และระฆังแขวนอยู่ ๑ ใบ ในระหว่างนี้เราก็ถือโอกาสเดินเล่นรอบๆสำนักสงฆ์ ซึ่งสงบเงียบเป็นอย่างมาก มองเข้าไปภายในศาลาก็มีพระประธานสีทองอร่าม ประดิษฐานอย่างงดงาม และมีรูปของพระอริยสงฆ์หลายรูป ถูกจัดบูชาอย่างเป็นระเบียบและที่โดดเด่นที่สุดก็คือ รูปของหลวงพ่อสดวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ซึ่งทำให้เรามั่นใจได้ว่า ท่านเป็นศิษย์ของหลวงพ่อสด อย่างแน่นอน ที่พักของหลวงปู่ท่านก็จัดส่วนไว้อยู่ในศาลาเช่นกัน แต่อยู่ในช่วงท้ายศาลา กั้นแบ่งเป็นห้องเล็กๆ มีกลด มุ้ง เตียง ผ้าห่ม และเครื่องอัฐฐบริขาร ซึ่งทำให้เรารำพึงเงียบๆ ในใจว่า ท่านช่างเป็นพระที่สมถะเหลือเกิน หลังจากรออยู่พักใหญ่ หลวงปู่ก็กลับมา พร้อมชาวบ้านบนรถกระบะ ๑๐ กว่าคน ท่านปฏิสันถารต้อนรับเราเป็นอย่างดี พอรู้วัตถุประสงค์การมาพบท่าน ท่านก็เมตตาเล่าเรื่องด้วยความซาบซึ้งในหลวงพ่อวัดปากน้ำ อาตมาเกิดปี ๒๔๘๐ เป็นคนสุพรรณบุรีบวชเป็นเณรครั้งแรกที่วัดสัมปะทิว อ.เมืองจ.สุพรรณบุรี เราเองอยากจะหาความรู้เพราะว่าเราก็จบแค่ชั้น ป.๒ แล้วก็ไม่เรียนต่อให้ถึง ป.๔ เราจึงตัดสินใจบวช ตอนนั้นเราเป็นสามเณรบ้านนอกอายุในราวๆ ๑๔ หรือ ๑๕ ปี พอเราจบนักธรรมตรีจึงได้เข้าไปอยู่วัดในตัวจังหวัด ต่อมาก็เข้ากรุงเทพฯ โดยการชักชวนของพระ เหมือนบุญกุศลชักพาทำให้เรามาถึงหลวงพ่อสดวัดปากน้ำ ทั้งที่เราไม่รู้จักหลวงพ่อและไม่เคยไปวัดปากน้ำ พออยู่ต่อมาก็ได้ศึกษาเล่าเรียนบาลี นักธรรม ได้มีโอกาสเข้าไปปรนนิบัติหลวงพ่อบ้างเป็นบางครั้ง เพราะในสมัยนั้นพระประมาณ ๕๐๐ - ๖๐๐ รูป ก็เยอะพอควร เราก็ไปขอปฏิบัติท่านด้วย จึงได้รู้ถึงปฏิปทาของท่าน ตอนนั้นหลวงพ่อท่านได้เป็นเจ้าคุณครั้งแรกที่ "พระภาวนาโกศลเถระ" อาตมาอยู่ฝ่ายปริยัติก็เรียนธรรมะ เรียนนักธรรม เป็นหลัก สูตรของพระเรียนบาลี พอเรียนเสร็จแล้วก็สนใจในด้านการปฏิบัติด้วยยังไม่ทันสอบบาลีเราก็เรียนธรรมะจบ แล้วก็เข้ามาปฏิบัติธรรมกับหลวงพ่อปฏิบัติในวิชชาธรรมกาย คือ ภาวนา "สัมมาอะระหัง" ปฏิบัติในจุดนั้นได้ ๓ ปี แต่ไม่ได้อยู่ในโรงงานทำวิชชา อยู่ข้างนอกแต่พระที่มีความเข้มในการปฏิบัติ ในเรื่องของธรรมกายเข้าถึงพระธรรมกาย เข้าถึงธรรมะแล้วจึงจะเข้าไปปฏิบัติในโรงงานทำวิชชาได้ ซึ่งในโรงงานมีแม่ชีที่สำเร็จในจุดนี้มากมาย หลายท่าน หลายองค์ แม้กระทั่งโยมผู้หญิง ผู้ชาย แต่โดยมากแถบทางผู้หญิงจะเป็นแม่ชี ทางผู้ชายก็จะอยู่ทางหลวงพ่อ แล้วก็เป็นพระที่ปฏิบัติในวิชชาธรรมกาย แม่ชีจะเป็นหลักในการทำวิชชา พระภิกษุจะเข้าไปเป็นส่วนเสริม สามเณรก็มีประมาณ ๒๐ รูป ที่วัดปากน้ำหลวงพ่อได้แบ่งเป็น ๒ ฝ่าย อย่างชัดเจน คือ ฝ่ายวิปัสสนาธุระ มีการปฏิบัติในวิชชาธรรมกาย และฝ่ายคันถธุระ มุ่งเน้นในการศึกษาเล่าเรียน การบูรณะวัด การก่อสร้าง หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านจะให้โอวาทสม่ำเสมอ ตอนเช้าหลังฉันข้าวต้มประมาณสัก ๗ โมงท่านก็ให้โอวาท ทำวัตรเช้าแล้วก็ให้โอวาท ตอนเย็นก็ประมาณสัก ๕ โมงเย็น ทำวัตรสวดมนต์เสร็จท่านก็ให้โอวาท เรื่องความสามัคคีกันท่านเน้นมาก พระกับเณรมีเขตกั้นบริเวณใครจะไปไหนมาไหน ต้องบอกกล่าวลาจะไปหาพระหรือพระจะไปหาชีอะไรอย่างนี้ ท่านวางกฎเกณฑ์ไว้มากเลย ท่านบอกว่าความสามัคคีเป็นสิ่งสำคัญมาก เราจะอยู่รวมกันโดยใช้ธรรมาธิปไตย ท่านเล่าว่า มีสัตว์อยู่ ๓ ประเภท นกกระทา วานร ช้าง อาศัยอยู่บริเวณต้นไทร พวกลิง ช้าง นกกระทา ก็ทะเลาะกันอยู่อย่างนั้น ต่อมาก็คิดได้ว่า ถ้าเรามัวทะเลาะกันอยู่อย่างนี้ก็ไม่รู้จักจบ จึงหาทางว่าจะทำอย่างไรกันดีนกกระทาก็บอกว่าใครจะเป็นเจ้าของต้นไม้ต้นนี้ ช้างก็บอกว่าฉันอยู่มาตั้งแต่ต้นไทรเท่าท้องฉันเมื่อฉันยังเด็กๆ ฉันสมควรเป็นเจ้าของ ไอ้เจ้าลิงก็บอกว่าไม่จริงหรอกฉันหากินแถบนี้มาจนรู้จักป่าไปหมดแต่ก่อนตอนที่ฉันยังเล็กๆ ไทรต้นนี้กำลังงอกเป็นต้นอ่อนเท่านั้นเอง ฉันควรเป็นเจ้าของสิ..ส่วนนกกระทาก็บอกว่า เอ้อ...พวกเธอรู้ไหมฉันนี่แหละที่ได้ไปกินลูกไทรมาแล้วมาถ่ายมูลตรงนี้มันก็โตขึ้น ดังนั้นฉันจึงเหมาะที่จะเป็นเจ้าของตกลงก็ยอมเหตุผลของนกกระทา ออมชอมกัน ได้ตกลงเป็นพี่น้องกันให้นกกระทาเป็นพี่คนโต ลิงเป็นคนรอง ช้างเป็นน้องเล็ก ออมชอมกันได้ด้วยเหตุและผล เป็นสุขได้ด้วยสามัคคีกัน หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านอัศจรรย์ พระเณรของท่านไม่ต้องบิณฑบาตพระมีมากประมาณ ๓๐๐ กว่า เด็กวัดกว่า ๒๐๐ พระที่มากที่สุดในเวลานั้นต่อมามีประมาณ ๙๐๐ กว่า มีชาวต่างประเทศ ชาวอังกฤษ ชาวอเมริกามาบวชด้วยการปฏิบัติธรรมเป็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์มาก ท่านพูดบ่อยๆ ว่าวิชชาธรรมกายสามารถที่จะเลี้ยงคนเป็นหมื่นได้ ซึ่งจุดนี้ ถ้าใครฟังแล้วไม่ศึกษา อาจไม่เข้าใจ สงสัยว่าเป็นยังไงมายังไง ด้วยอานุภาพของวิชชาธรรมกายของหลวงพ่อนั้นเป็นความจริงทุกประการ ท่านเคยบอกว่า วัดนะต่อไปจะไม่ได้อยู่อย่างนี้ ต่อไปมันจะเต็มไปหมดจะไม่มีที่สร้าง ตอนนี้ก็เต็มหมดแล้ว ซื้อที่ขยายไปก็ไม่พอแม้จะขยายไปเป็นวัดสาขาหลายๆที่ มากมาย วัดทุกวัด หรือสาขาของท่านก็เจริญหมด เพราะฉะนั้นเราต้องมาศึกษา มันมีหลายสิ่งหลายอย่างที่เราจะต้องรู้ พิสูจน์หาความจริงว่ามันเป็นอย่างไรกันแน่ ด้วยการปฏิบัติ ถ้าเรามาลองสังเกตผู้ปฏิบัติธรรมจริงๆ แล้วสมบัติจักรพรรดิจะเข้า หลวงพ่อท่านบอกว่า ให้ปฏิบัติไปเถอะ ทำจริงแล้วต้องได้ของจริง การก่อสร้างทางด้านวัตถุทุกสิ่งทุกอย่าง หลวงพ่อท่านบอกว่า ไม่ต้องเหนื่อย เราปฏิบัติธรรมเดี๋ยวจะมาเอง อธิษฐานจิตดีๆ ทำให้จริง หลวงพ่อสดท่านเป็นพระที่อยู่ในจิตองค์แรก เป็นพระอริยะองค์แรกที่อยู่ในจิตใจของเรา เพราะรู้ว่าปฏิปทาท่านเป็นอย่างไร จิตท่านเป็นอย่างไร วาจา กาย เป็นอย่างไร ท่านเป็นพระเต็มพันเต็มล้านเปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นคำพูดของท่าน ปฏิปทาของท่านจึงเป็นสิ่งมหัศจรรย์มาก แม้แต่พระวัตถุมงคล ที่ท่านทำแจกเป็นของขวัญแก่สาธุชนที่มาทำบุญ ได้เป็นเครื่องอนุสรณ์สักการะบูชา เราเรียกว่าพระธรรมขันธ์ นี่อัศจรรย์มาก เปี่ยมด้วยพุทธานุภาพด้วยธรรมะ ด้วยธรรมกายของหลวงพ่อสด ที่เรารบกันอยู่ทุกวันนี้ เป็นการรบกันของฝ่ายจิตสองอย่างคือฝ่ายหนึ่งชั่ว ฝ่ายหนึ่งดีจุดนี้สำคัญ หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านเล่าประวัติ ให้ฟังว่าตอนมาอยู่วัดปากน้ำใหม่ๆ แต่ก่อนท่านเป็นแค่พระครูสมณธรรมสมาทาน ท่านมาจากวัดโพธิ์สมเด็จป๋า พระสังฆราช (ปุ่น ปุญฺณสิริ)ให้มาอยู่ พอหลวงพ่อท่านมาวัดปากน้ำก็เจริญรุ่งเรืองต่อมาท่านบอกว่า ต่อไปเนี้ย ท่านพูดอนาคตข้างหน้า ต่อไปจะมีการเปลี่ยนแปลง แต่ก่อนเป็นกุฏิไม้ มีคณะเนกขัม คณะดาวดึงส์ คณะดุสิต คณะใต้ คณะเหนือ การปกครองเข้มงวด และการปกครองก็มิใช่เป็นแบบฆราวาสที่จะต้องมาปฐมนิเทศหรือเข้าคอร์สน่ะไม่ใช่ แต่ปกครองด้วยธรรมะ หลวงพ่อท่านให้โอวาทอยู่ทุกวัน ลูกศิษย์ทั้งหลายต่างซาบซึ้งและเข้าใจดีว่า จะต้องปฏิบัติและพระที่วัดนั้นมาจากบ้านนอกคอกนาโดยมาก มาจากอีสานก็มี มาจากเหนือใต้พร้อมหมด มารวมกันที่นั้นลูกศิษย์ลูกหาของหลวงพ่อเยอะแยะมากมาย จบดอกเตอร์ก็มี เป็น professor ก็มี เป็นนายพลก็มี นี่คือภาพในการปฏิบัติธรรมของท่าน เราจะหาบุคคลอย่างนี้ในประเทศไทยในโลกไม่มีแล้ว อภินิหารของหลวงพ่อนั้นมหาศาล เขาเรียกว่าอภิญญา แปลว่าความรู้ยิ่ง พระที่จะเข้าถึงอภิญญาได้ต้องเป็นผู้สำเร็จธรรมะชั้นสูงในระดับพระอรหันต์ ไปนรกไปสวรรค์ ไปนิพพาน หลวงพ่อท่านก็ไปได้อภิญญานี้ คือ ความรู้แจ้งมีทูทิพย์ ตาทิพย์ รู้ใจผู้อื่น แล้วก็รู้เรื่องการเกิดครั้งที่แล้วมา (ระลึกชาติได้) แสดงฤทธิ์ได้ และสุดท้ายอาสวักขยญาณ ทำกิเลสให้หมดสิ้น หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านรู้จิตรู้ใจใครหมดเลยคือท่านว่าใคร ตักเตือนอะไรใคร แม้ไม่เจาะจงแต่คนที่ทำจะรู้ตัวแล้วก็กลับตัวกลับใจแก้ไขตนเอง อาตมาสมัยเป็นเณร ได้ไปนั่งธรรมะที่กุฏิแม่ชี แม่ชีที่ไปขึ้นบ่อยๆก็มีโยมป้าส้มจีนและแม่ชีญาณี ตอนเป็นเด็กปฏิบัติได้ดี เคยไปดาวดึงส์ไปดูจุฬามณีมาแล้ว สมัยนั้นยังจำได้ มีผู้หญิงสาวมาจากปากน้ำโพ พ่อแม่พามาฝากให้วัดปากน้ำช่วย ถูกกระทำมาทางไสยศาสตร์ด้วยน้ำมัน จะมีอาการเพ้อถึงผู้ชายตลอดเวลา มาใหม่ๆ คุณป้าส้มจีนก็จะบอกว่าคนที่ป่วยให้ตั้งใจนั่งนะ มาพักรักษาตัวที่วัดปากน้ำเลย นั่งอยู่ ๒-๓ อาทิตย์ ป้าส้มจีนให้เอาใบตองที่สะอาดๆ มารองที่ข้อศอกพอทำวิชชาไปเรื่อยๆ โยมนั้นก็ดิ้นใหญ่เลยแล้วน้ำมันก็หยดไหลออกมาลงบนใบตองอาตมาเห็นกับตาเลย เราก็นึกในใจว่าอานุภาพวิชชาธรรมกายมากมายขนาดนี้ นี่ขนาดฆราวาสยังทำได้ขนาดนี้ ป้องกันอะไรต่ออะไรได้แต่ต้องเข้าถึงวิชชาธรรมกายจริงๆ ผู้หญิงคนนี้รักษาภายใน ๓ อาทิตย์ ไม่ต้องใช้ยาสติก็กลับคืนใช้วิชชาธรรมกายรักษาให้หายขาด คืนวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา พระสงฆ์เต็มโบสถ์ที่จะมาฝึกตนพอถึงเวลา ท่านจะอาราธนาพระพุทธเจ้ามาแล้วก็ให้ผู้สำเร็จมองเห็น ถ้าใครมีบุญก็มองเห็นด้วยตาเปล่าแล้วท่านจะมองดูอยู่ตลอดเวลา คงไม่มีใครที่จะแสดงให้เราเห็นอย่างนี้ได้ การที่เราจะเห็นพระพุทธเจ้าได้ต้องเห็นภายในแต่นี่เราสามารถเห็นได้ด้วยตาภายนอก ท่านเคยพูดว่า วิชชาธรรมกายจะช่วยโลกได้ต่อไปจะแพร่สะพัดไปต่างประเทศ แล้วในเมืองไทยนี้จะมีทุกจังหวัด ท่านพูดตอนที่ท่านยังเป็นเจ้าคุณธรรมดาอยู่ ยังไม่เป็นพระมงคลเทพมุนี เพราะฉะนั้นเราจึงนับถือหลวงพ่อเป็นแบบอย่างได้ ที่ได้สัมผัสจริงๆ คือหลวงพ่อนี้ท่าน โอ้...นี่เป็นพระอริยะเป็นพระจริงๆ เราจะตามหาพระจริงๆ ที่คือพระอริยะ ในขณะนี้แทบจะหาไม่ได้ มองกันก็ยังหาไม่เจอมีไม่กี่องค์ ธรรมะที่หลวงพ่อเน้นที่สุด คือ ความสามัคคี เรื่องการศึกษาการเจริญรอยตามพระพุทธศาสนา การเผยแผ่ธรรมะวิชชาธรรมกาย หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านดูแลเป็นห่วงลูกศิษย์ตลอด...จำได้ว่ามีหลวงพ่อองค์หนึ่ง ซึ่งเป็นพระลูกวัด ท่านอายุร่วมๆ ๘๐ ปีแล้วจะมรณภาพ หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านก็มาเลย นั่งคุมวิญญาณ นั่งคุมจิต จนกระทั่งพระนั้นสงบ นั่งไปสบายๆ ได้บุญกุศลมหาศาลทีเดียว หลวงพ่อท่านบอกว่า...เอ...โชคดีนะ...อาตมาจำชื่อพระองค์นั้นไม่ได้ท่านเป็นคนกรุงเทพฯ อาตมามองเห็นแล้วชื่นใจมาก หลวงพ่อท่านมาโปรด...ขึ้นลูกเดียว (ขึ้นสวรรค์ แล้วแม่ชีที่อยู่ในนั้น ถ้าหากเสียชีวิต หลวงพ่อท่านจัดการให้เรียบร้อย แล้วก็คุมจิตส่งด้วย เป็นบุญกุศลมหาศาลดูแลลูกตลอด แม้กระทั่งเสื้อผ้าไม่มี หรือพระเณรอะไรขาด อัฐบริขาร สิ่งจำเป็นที่ใช้กับพระสงฆ์ อะไรขาดแคลนท่านหาให้ทุกอย่าง แต่ว่าเงินท่านไม่มีติดตัวไม่มีสมบัติส่วนตัว ท่านถวายเป็นพุทธบูชาไปหมด สิ่งต่างๆ ที่โยมเอามาถวายท่านให้โยมประยูรดูแล โยมประยูรเป็นโยมอุปัฏฐากของหลวงพ่อ ดูแลปรนนิบัติหลวงพ่อเหมือนพระอานนท์ปฏิบัติกับพระพุทธเจ้า โยมประยูรนี้ได้บุญมหาศาล ตอนที่อาตมาไปเจอหลวงพ่อนั้น หลวงพ่อท่านเคยพูดกับอาตมาท่านเน้นเรื่องการศึกษา ให้เอาจริงนะ ถ้าไม่ประพฤติปฏิบัติจริงแล้วโลกก็เหลว ธรรมก็แหลกเหมือนแบกบอน เหลือแต่กินนอน เที่ยว ๓ อย่างเท่านั้นเอง โลกก็ไม่ได้ธรรมก็ไม่ได้ ท่านบอกว่า ให้เรียนหนังสือ ให้ตั้งใจ จะทางโลกก็ได้ ทางธรรมก็ได้ ท่านเปิดโอกาสทางธรรมก็มีมัธยมก็มี ตั้งใจให้ดีศึกษาเล่าเรียน เป็นพระเป็นเณรอยู่ปฏิบัติแล้วเรียนศึกษาให้เข้าใจในพระพุทธศาสนา แล้วเราจะได้จริงๆ ตอนนั้นอาตมาอายุราวๆ ๑๕ - ๑๖ ปี อยู่จนหลวงพ่อมรณภาพได้ปีหนึ่งก็อุปสมบทเป็นพระ ก่อนหน้าหลวงพ่อท่านมรณภาพนั้น ได้มีพระชาวอังกฤษมาบวชกับท่าน องค์หนึ่งชื่อพระใหญ่ ตอนนั้นหลวงพ่อก็ชมเชยมาก ไปประทศอังกฤษ ไปอเมริกา เผยแผ่วิชชาธรรมกาย แล้วมีฝรั่งติดตามมา ทั้งนิโกร นิโกรมีองค์หนึ่ง แล้วหลวงพ่อท่านก็ให้พระใหญ่เป็นล่าม ถ้าพูดตามภาษาหลวงพ่อสดต้องเรียกว่า มารมันมีกำลังมากก็เลยปรับปรุงเปลี่ยนแปลงความเข้าใจพระฝรั่งกับหลวงพ่อสด ให้เป็นการขัดแย้งซึ่งกันและกัน แล้วเป็นเวลาร่วมปี หลวงพ่อวัดปากน้ำก็อาพาธเข้าโรงพยาบาลสงฆ์ แล้วกลับมาที่วัดท่านก็มรณภาพเวลาบ่ายได้ พระท่านก็ตีระฆัง เราก็เอ๊ะ ตีระฆังทำไม หลวงพ่อท่านมรณภาพ แล้วคนก็โอ้โฮ...เหมือนผึ้งแตกรังไปยืนพนมมือไหว้ท่าน เสียใจร้องไห้กัน ทุกสิ่งทุกอย่างไม่แน่นอน ไม่จริงแท้ แม้แต่หลวงพ่อเอง ท่านก็จำต้องละสังขาร แต่ธรรมะของท่าน ธรรมกายนี้ เป็นสิ่งที่เที่ยงแท้ และยั่งยืน ซึ่งเราจะสืบทอดได้ พอหลวงพ่อท่านมรณภาพ อาตมาบวชเป็นพระแล้วก็เรียนศึกษาทางโลกคู่ไปด้วยเราคิดว่าชีวิตนี้ เราอาจจะไม่ได้อยู่ในที่นี้ เราไม่แน่ใจว่าการปฏิบัติธรรมนี้จิตของเราจะไปถึงที่สุดแค่ไหนอย่างไร จึงหาวิชาความรู้ ในทางการเรียนแบบฆราวาสด้วย แต่ก่อนเรียนมี ม.๓ ม.๖ ม.๘ สมัยก่อนนะ เรียนจบ ม.๘ พอมีช่องทางเราก็ต้องไปเลี้ยงพ่อแม่ เพราะพ่อแม่ยากจน จะช่วยพ่อแม่ก็ต้องลาสิกขา ไปใช้ชีวิตทางโลกดูแลแม่ ทำงานและท่องเที่ยวไปในที่ต่างๆ พอต่อมา เราก็นึกว่าเวลาที่เราทำงานอยู่ก็ตั้งแต่อายุ ๒๒ ปี นี่ก็ถึง ๖๐ ปี นี่ก็ ๓๐ กว่าปีแล้ว เพราะฉะนั้นเราก็ได้ประสบการณ์มาเรานึกอยู่เสมอว่า วันหนึ่งเราจะต้องกลับมาบวช เราออกมาแล้วเราก็มานึกเปรียบเทียบความรู้สึกดั้งเดิมที่เรามีอยู่ ที่เราเคยบวชตอนนั้นมันเป็นอย่างไร เราก็มองสภาพเหตุการณ์ทำงาน งานเงินเดือน ๗-๘ หมื่น หรืออะไรก็แล้วแต่ ความพร้อมเพรียงหรือทุกสิ่งทุกอย่าง การบริหารการจัดการ เมื่อมันพร้อมเราก็ เออ...พอสักที ชีวิตเราก็มาถึงปัจฉิมวัย วัยสุดท้ายแล้ว ธรรมดาเราจะมี ๔ ช่วงชีวิต เหมือนนาฬิกา ๖ โมงเย็นนี่คือจุดจบ ขณะนี้ชีวิตเราอยู่ช่วงไหน อาตมาจวนจะถึงเลข ๖ เลยเลข ๕ ไปแล้ว จะตายแล้วจะดับแล้ว ไม่ว่าเราจะอยู่ไหนไปไหนเราก็สนใจอยู่แต่เรื่องนี้ เรื่องที่เราจะเข้ามาศึกษาธรรมะต่อ ตั้งใจปฏิบัติ อ่านหนังสือไป ก็อธิษฐานไปตาม ขอให้เราได้สว่างในธรรมะเข้าใจธรรมะอย่างง่ายๆ จึงได้กลับมาบวชอีกครั้งแล้วจะมาอยู่ที่นี่ ตอนนี้บวชได้ ๒ พรรษาแล้ว เคยมีนักศึกษามาที่นี่ จุฬาฯบ้าง ธรรมศาสตร์บ้าง มาช่วยปลูกต้นไม้ ก็บอกเขาว่า สูงสุดของชีวิตเรานี้คืออะไร พวกเราเรียนกันอย่างนี้ สูงสุดของทหาร จากพลทหารถึงนายพล จบไหมก็จบ แต่ต่อไปได้ไหม? แล้วเราเรียนอนุบาลถึงปริญญาเอกจบแล้ว จากพ่อค้าไปถึงผู้จัดการ ไปจนถึงอะไรต่างๆ ที่มีอยู่ตรงนั้นพอเสร็จแล้วก็จบที่เจ้าของบริษัทจบอยู่ในจุดๆ หนึ่งชีวิต มีเงินหนึ่งบาทไปจนถึงแสน ล้าน ล้านๆๆๆๆ จบ คุณสมบัติเหล่านี้ใช้ข้ามภพข้ามชาติไม่ได้ แต่คุณสมบัติของพระบำเพ็ญในชาตินี้แล้วไปต่อไปได้ เพราะบารมีธรรมจะเพิ่มขึ้น อย่างพระพุทธเจ้าท่านเพิ่มบารมีไม่รู้กี่ร้อย กี่แสนชาติ จนถึงพระนิพพานอันเป็นที่สุด เรามีจุดหมายปลายทางยังไง เรียกว่าพอเราตั้งจุดหมายว่าคืออะไร อย่างเรียนจบ จะต้องเป็นอย่างนี้ ได้ชั้นนี้ ทุกสิ่งทุกอย่างพอถึงจุดสุดท้ายแล้วทุกอย่างก็ทิ้งกองไว้ในโลกนี้ แม้แต่ร่างกายที่เรารัก จิตเท่านั้นที่เราไปได้ จิตเป็น forever เป็นอมตะนิรันดร์กาล จนกระทั่งเข้านิพพาน ต้องสร้างบารมี จุดนี้เท่านั้นที่ต้องศึกษาให้ดี ถ้าเราจบทางธรรม ต่อไปจนกระทั่งถึงพระอริยบุคคลขั้นสุดท้ายถึงพระอรหันต์ ที่จุดนี้ต่างหากที่จบอย่างสมบูรณ์ โดยแท้จริงคนเราไม่ทราบตามความเป็นจริง เพราะฉะนั้นอาตมานึกถึงตรงนี้ หลังจากบวชแล้ว ไม่ว่าจะบิณทบาตหรือได้อะไรมา ต้องบูชาพระพุทธก่อนทุกอย่าง ขออนุญาตเสสังฯ เพื่อประโยชน์ในการรักษากายให้มีสภาพให้มีกำลัง ให้จิตใจได้อาศัยอยู่ เพื่อที่จะปฏิบัติธรรมให้สำเร็จเป็นพระอริยะต่อไป ชาตินี้ตั้งใจขอถึงความเป็นพระเท่านั้น ยายเพิ่ม ศรีสวัสดิ์ ยายเพิ่ม ศรีสวัสดิ์ เป็นศิษย์ที่เคารพรักศรัทธาเลื่อมใสในหลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญเป็นอย่างมาก นอกจากตัวยายเพิ่มเองจะมาทำบุญทอดกฐินผ้าป่า เข้าวัดปฏิบัติธรรมเป็นปกติที่วัดปากน้ำแล้ว ยังได้ชักชวนลูกๆหลานๆให้มาทำบุญและประพฤติปฏิบัติธรรมที่วัดปากน้ำอีกด้วย เรียกได้ว่าครอบครัวนี้ นับแต่ยายเพิ่มลงมาจวบจนถึงลูกหลาน ทุกคนล้วนเป็นศิษย์ของหลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญทั้งสิ้น และหลายๆ คนก็ได้สัมผัสกับหลวงพ่อวัดปากน้ำอย่างใกล้ชิด ตั้งแต่เรื่องของลุงเตชวัน มณีวรรณวรวุฒิ ที่ได้นำเสนอไปแล้วในหนังสือบุคคลยุคต้นวิชชาเล่มแรก ในครั้งนี้เราก็ได้ไปสัมภาษณ์ คุณยายเน้ย ซึ่งเป็นลูกสาวของคุณยายเพิ่ม และคุณละออ เมฆอภัย ซึ่งเป็นหลาน เพื่อให้เราได้รู้จักยายเพิ่มมากยิ่งขึ้น รวมถึงสายใยแห่งความเลื่อมใสศรัทธา และความผูกพันของครอบครัวนี้ที่มีต่อหลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ยายเพิ่มฝันว่าได้ไปเจอหลวงพ่อสดที่หน้าโบสถ์วัดปากน้ำ จำได้มีต้นมะม่วงกับต้นลำใยอยู่หน้าโบสถ์ หลวงพ่อบอกว่า วัดปากน้ำกว้างขวางจะอยู่ตรงไหนก็เลือกเอา จากความฝันนี้เอง ยายเพิ่มจึงได้มาพบหลวงพ่อวัดปากน้ำ ตอนมาพบหลวงพ่อวัดปากน้ำครั้งแรกยายเพิ่มอายุราว ๔๕ ปีก็มาปฏิบัติธรรมจนเห็นดวงธรรมภายในเกิดศรัทธาหลวงพ่อสดเป็นอันมาก แต่ก่อนแถวบ้านยายเพิ่มมีคนเจ้าเข้าทรงกันมาก ยายเพิ่มถูกชวนไปขึ้นที่บ้านลูกอินทร์ ซึ่งเขามีการเข้าทรงกัน พอยายเพิ่มรู้ว่าเขาใช้การเข้าทรงกลั่นแกล้งคนอื่น ก็ไปบอกหลวงพ่อวัดปากน้ำ หลวงพ่อใช้วิชชาธรรมกายทำลายร่างเข้าทรงของผีจักรกลด ซึ่งอาศัยร่างของคุณยุพินในการเข้าทรง เมื่อผีจักรกลดทราบว่ายายเพิ่มเป็นคนไปบอกให้หลวงพ่อทำลายร่างคนเข้าทรง ก็เกิดการโกรธแค้น จึงมาเข้าร่างยายเพิ่ม ซึ่งตอนนั้นยายเพิ่มนั่งสมาธิเห็นดวงธรรมแล้ว แต่ผีก็ยังเข้าร่างได้ ก็เป็นเรื่องที่น่าแปลก ทุกคนในบ้านเห็นคุณยายเพิ่มมีอาการซึม ข้าวปลาไม่กินไม่รู้เป็นอะไร แต่รู้เป็นเลาๆ ว่า ผีเข้า เพราะมีอยู่วันหนึ่ง ยายเน้ย (ลูกยายเพิ่ม) ยกมือไหว้ยายเพิ่ม แต่ตอนนั้นผีมันมาเข้าสิงยายเพิ่มแล้ว มันบอกว่า "เฮ้ย กูไม่ใช่ยายเพิ่ม กูจักรกลด" ถึงรู้แน่ชัดว่า ผีจักรกลดเข้า หลวงพ่อก็เลยใช้แม่ชีในโรงงานทำวิชชาไล่ผีออกจากร่างยายเพิ่ม รักษากันอยู่ประมาณ ๒-๓ เดือน ซึ่งก่อนที่จะไปหาหลวงพ่อได้ใช้วิธีการไล่ผีมาหลายวิธี ตั้งแต่เอาไม้กันยุงไปทิ่มท้องยายเพิ่มให้ผีออก แล้วใครก็ไม่รู้เอาเท้ายายผูกขึ้นไป ห้อยหัวลงมาทั้งคืนเลย ให้ผีมันออก มันก็ไม่ยอมออกไม่สำเร็จ จนต้องพามาหาหลวงพ่อวัดปากน้ำ ก็อยู่วัดปากน้ำเป็นอุบาสิกาถือศีล ๘ ไม่ได้โกนหัว อยู่วัดปากน้ำจนหลวงพ่อสิ้น แล้วก็อยู่ต่อมาจนถึงอายุ ๘๐ ปี ลูกหลานก็ไปหาคุณยายเพิ่ม ไปทำบุญ เลี้ยงพระเป็นประจำ ยายเพิ่มละจากโลกไปในปี ๒๕๓๐ ยายเน้ย ทองนนท์ ปัจจุบันอายุ ๘๒ ปี มาวัดปากน้ำด้วยการชักชวนของยายเพิ่ม ยายเพิ่มพาลูกหลานมาทำบุญที่วัดปากน้ำเป็นประจำทั้งทอดกฐิน ผ้าป่า ยายเพิ่มก็อยู่วัดปากน้ำเป็นอุบาสิกาแต่ไม่ได้บวชชี หลานชาย (เตชะวัน มณีวรรณวรวุฒิ) ก็เคยไปบวชเป็นเณรอยู่ที่วัดปากน้ำ และเคยนั่งปฏิบัติธรรมในโรงงานทำวิชชากับหลวงพ่อด้วย ยายเพิ่มนั้นเป็นแม่ของฉันเอง แกก็ชวนไปวัด ไปเจอหลวงพ่อวัดปากน้ำ ตอนนั้นหลวงพ่อสดท่านรับแขกมากมายไม่มีเวลามาคุยกับเราหรอก ฉันเคยฝันเห็นหลวงพ่อวัดปากน้ำท่านมาเข้าฝันว่า "มะพร้าว ลูกนี้ เอาไปกินซิ” แล้วก็เอาไปกินที่บ้าน ปรากฎว่า พอผ่าลงไปมันมีแต่ทองทั้งนั้น ไม่มีเนื้อมะพร้าวเลย อยู่ๆ มาก็เลยตั้งท้องคลอดลูกออกมา พอลูกโตขึ้นหน่อยก็พาไปหาหลวงพ่อ หลวงพ่อตั้งชื่อให้ ท่านตั้งชื่อให้ว่า จวบศรี อีก ๕ ปีต่อมา ลูกคนนี้ก็จมน้ำตาย เราเสียใจไปหาแม่ชี บอกให้แม่ชีช่วยลูกฉันด้วย ลูกฉันจมน้ำตาย แม่ชีก็บอกว่าลูกพี่น่ะ จมน้ำตายมาแล้ว ๕ ชาติ แต่จะต้องมาเกิดและจมน้ำตายอีก ๒ ชาติ ต้องใช้กรรมใช้เวรไปเนื่องจากว่าเมื่อชาติก่อนนั้นเขาเป็นผู้ชายและเลี้ยงไก่ไว้ ทีนี้ไก่ตกน้ำ ก็นิ่งนอนใจ มัวทำอะไรเพลินอยู่ได้ แต่นึกว่า เดี๋ยวก่อน เดี๋ยวค่อยไปช่วย นึกไปนึกมา ปรากฏว่าไก่จมน้ำตายเสียแล้ว แค่ไก่ตายเท่านั้น ต้องใช้กรรมใช้เวรตั้ง ๗ ชาติ ไม่ได้ตั้งใจฆ่าด้วยนะ แค่ลืมเท่านั้น ต่อมาก็ไปหาหลวงพ่อ เอาปัจจัยไปถวายท่าน ตอนนั้น ก็ไม่ค่อยมีตังค์ มีเงินอยู่ ๓๐ บาท ก็บอกหลวงพ่อว่า "หลวงพ่อเจ้าขา ช่วยลูกฉันด้วย เขาเกิดมาแล้วก็ตกน้ำตาย ตั้ง ๕ ชาติแล้ว แล้วต้องมาเกิดและตกน้ำตายอีก ๒ ชาติ ต้องชดใช้กรรมอันเก่านิดเดียวเท่านั้น ไม่น่าต้องตกน้ำตายตั้ง ๗ ชาติเลย หลวงพ่อเจ้าขา ช่วยลูกฉันด้วย ช่วยให้เขาไม่ต้องมาเกิดแล้วตกน้ำตายอีก" หลวงพ่อก็บอกว่า "เออ" คำเดียวแต่เราดีใจ สำหรับคุณละออ เมฆอภัย เป็นหลานยายเพิ่ม เป็นลูกยายเน้ย ยายเพิ่มพามาวัดปากน้ำครั้งแรก ปี ๒๔๙๒ ตอนนั้นเรียนอยู่ ม.๓ ก็คือป.๖ ในปัจจุบัน อายุประมาณ ๑๒ ขวบ คุณยาย (ยายเพิ่ม) ได้พาไปที่วัดตอนปิดเทอม พาไปนั่งสมาธิกับหลวงพ่อวันพฤหัสมีไหว้ครู แล้วหลวงพ่อก็สอนการนั่งสมาธิ ให้ท่องสัมมาอะระหัง ผู้ชายเข้าช่องจมูกขวา ผู้หญิงเข้าช่องจมูกช้าย แล้วเลื่อนลงมาที่คอ ที่ท้อง แล้วมาสุดที่ ฐานที่ ๗ เหนือสะดือขึ้นมา ๒ นิ้วมือ ซึ่งเป็นจุดกลางกายเราแล้วท่องสัมมา อะระหัง จนใจเราหยุดนิ่ง ไม่คิดอะไร ก็เห็นดวงเห็นแสงสว่างในตัวเราเอง นั่งไปเรื่อย ครั้งแรกก็ปวดขา พอเห็นองค์พระก็หายปวด ตอนนั้น ปิดเทอมอยู่ ก็เลยได้ไปนั่งทุกวัน นั่งกับคุณยายเพิ่มนั่งอยู่กุฏิหลวงพ่อนั้นแหละค่ะ หลวงพ่อก็จะมานั่งด้วยและจะมีแม่ชีมาคอยดูแล ชื่อ แม่ชีเมี้ยน จะนั่งข้างๆ หลวงพ่อ เวลาท่านรับแขก ห้องทำวิชชาแม่ชีเมี้ยนก็เคยพาเข้าไปเหมือนกัน ไปนั่งอยู่ได้วันเดียวเพราะเราไม่ได้วิชชา ในนั้นก็มีพระพุทธรูปอยู่บนโต๊ะหมู่เต็มเลย แต่ไม่มีพระสงฆ์ เพราะนั่งกันคนละฝั่งกับแม่ชี จะแยกกัน แม่ชีห้องหนึ่ง พระห้องหนึ่ง แยกคนละซีก ฝั่งแม่ชีมีประมาณ ๒๐ คนได้ หลังจากที่นั่งได้ ๗ วัน ที่เคยไม่สบายเป็นโรคเท้าบวมก็หาย ขาที่เป็นโรคเรื้อนรักษายังไงไม่หาย เป็นมาตั้งแต่เด็กๆ พอมานั่งสมาธิก็หาย หายแล้วพ่อก็ไปรับกลับบ้านพอดี หลวงพ่อท่านเคยให้พระของขวัญ ท่านให้คนละองค์ ของใครของคนนั้น ท่านบอกว่า รักษาให้ดี ให้เฉพาะตัวบุคคลเท่านั้น ที่สร้างโรงเรียนพระปริยัติธรรม เรื่องพระของขวัญนี่มีอยู่คนหนึ่งชื่อ น้าเริญ มีพระของขวัญรุ่น ๑ ลงเรือไปขายสินค้าต่างประเทศ เจออุบัติเหตุเรือจมน้ำ แต่ไม่ตาย ต่อมาก็บวชพอบวชสึกแล้วก็มาตกตึกที่โอเรียลเต็ล ๗ ชั้น ก็ไม่เป็นไร ตอนที่ไปช่วยหลวงพ่อสร้างโรงเรียนพระปริยัติธรรมนั้น พลัดตกลงมาด้วย แต่ไม่ตาย แม้แต่ตอนไปเวียดนาม ก็ห้อยหลวงพ่อ รุ่น ๑ ไปเลย ตอน ไปรบกับพวกเวียดนามพระก็คุ้มครอง แกเป็นคนตลกมีอารมณ์ขัน พระหลวงพ่อนี้ศักดิ์สิทธิ์มาก ตัวเองมีอะไรก็นึกถึงหลวงพ่อ สัมมาอะระหังตลอด มีอยู่ครั้งหนึ่งเกิดอุบัติเหตุมอเตอร์ไซด์ตีลังกา ๓ รอบ ไม่เป็นอะไร หัวเข่าถลอกนิดหน่อย ตอนนั้นแขวนพระของขวัญรุ่น ๑ สามีของพี่ออ เขาเคยทำพระหาย ทำหายที่ไหนก็ไม่ทราบ แล้วเขาก็อธิษฐานเอง ท่านไม่กลับ แต่พอพี่ออไปจุดธูปได้ครบ ๗ วัน เท่านั้นล่ะ ท่านกลับมา ไปเห็นตกอยู่ในถังน้ำ เขาบอกว่าไม่รู้ตกไปได้อย่างไร เพราะเขาไม่เคยเอาพระเข้าห้องน้ำเลย มีอยู่ครั้งหนึ่งขับรถแล้วมอเตอร์ไซด์มาอยู่ตรงกลางถนนแล้วเบรคเขาไม่ยอมหนี เขาขับมาเร็ว ๑๒๐ กว่า ก็เลยเหยียบเบรคแล้วนึกถึงหลวงพ่อรถเนี่ยหมุนเลยไปกลางถนนเลย แล้วรถสิบล้อก็มา จับพวงมาลัยไว้แน่น ไม่ตกถนนเลย แล้วเวลาจะทำอะไร จะซื้อจะขายอะไร ก็บอกหลวงพ่อท่านเพราะเป็นนายหน้าขายที่ดินด้วย ให้หลวงพ่อช่วย ก็สำเร็จทุกครั้ง เคยไปนอนที่บ้านผู้จัดการแล้วท่านก็มาเข้าฝันมีพระหลวงพ่อ ๒ องค์เอาผ้าไปวางไว้ที่ห้องเก็บของ เอาอะไรทับไว้เต็มเลย พอตื่นเช้าก็ค้นเจอพระ ๒ องค์จริงๆ เวลาอธิษฐานกับหลวงพ่อต้องปฏิบัติและนั่งสมาธิด้วย สวดมนต์ทั้งทำวัตรเช้า วัตรเย็น แล้วจะสำเร็จ หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านศักดิ์สิทธิ์มาก เวลาท่านเทศน์ญาติโยมก็ประทับใจ เวลานั่งสมาธิ ท่านจะสอนว่า ให้ทำหูให้เหมือนหูกะทะ ทำตาเหมือนตาไม้ ให้ทำตัวเหมือนผ้าขี้ริ้วเช็ดเท้า เห็นก็เหมือนไม่เห็น ได้ยินก็เหมือนไม่ได้ยิน ลุงสายัณห์ ศรีธนชัย อยู่ไกลใกล้ขอบรุ้ง หรืออยู่คุ้งวิมานแมน เป็นสุข ฤาแร้นแค้น ใจนั้นแสนจะห่วงใย แห่งใดในโลกหล้า อยากรู้ว่าแม่อยู่ไหน กล้ำกลืนกลางฟืนไฟ หรือสดใสในธารทิพย์ เมื่อบุคคลอันเป็นที่รักยิ่งของเรา ได้หลับตาลาลับจากโลกนี้ไปแล้ว เขาจะไปอยู่ที่ไหน เขาจะสุขหรือทุกข์เยี่ยงไร นี้ล้วนเป็นคำถามที่หลายๆคนปรารถนาอยากจะรู้ แต่ก็เป็นการยากเหลือเกินที่จะหาผู้รู้มาให้คำตอบกับคำถามเหล่านี้ได้ เพราะเรื่องราวเหล่านี้ มิใช่เรื่องที่บุคคลใดจะด้นเดาหรือคาดคะเนเอาได้ เว้นเสียแต่ผู้มีญาณทัสสนะอันบริสุทธิ์เท่านั้นบางคนอาจรู้สึกห่วงใยถึงกับกินไม่ได้นอนไม่หลับ เพราะความรู้สึกคิดถึงและห่วงใยนั้นมักจะทรมานผู้คนส่วนใหญ่ที่ยังเป็นปุถุชนอยู่เสมอเช่นเดียวกับ คุณลุงสายัณห์ ศรีธนชัย ที่ได้เสียบุคคลอันเป็นที่รักยิ่งไปคือคุณแม่ ด้วยความรักที่มีต่อแม่จึงทำให้คุณลุงสายัณห์อยากจะรู้ว่าคุณแม่ไปอยู่ที่ไหน สุขหรือทุกข์อย่างไร และได้แสวงหาผู้รู้มาโดยตลอด จนได้มาพบกับหลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ที่สามารถดับความทุกข์ใจ ตอบคำถามของคุณลุงได้ จึงกลายเป็นเรื่องจริงจากบุคคลยุคต้นวิชชา ที่จะมาเล่าถ่ายทอดให้ผู้มีบุญทุกท่านทราบในฉบับนี้ ลุงสายัณห์เป็นชาวจังหวัดชัยนาท ต่อมาจำเป็นต้องย้ายมารับราชการอยู่ที่กรุงเทพฯ อยู่มาวันหนึ่งคุณแม่ของคุณลุงก็ล้มปวยลงด้วยโรคมะเร็งที่ขา ญาติจึงพามารักษาที่โรงพยาบาลราชวิถี ขาแม่บวมทั้ง ๒ ข้าง พอมารักษามะเร็งมันก็ยุบตัวลงเหมือนกับว่าหายแล้ว แม่สามารถที่จะเดินได้พูดคุยได้ตามปกติ แต่ต่อมาไม่นานกลับเสียชีวิตลงอย่างไม่มีใครคาดคิด คุณลุงสายัณห์เล่าว่าแม่จะรักลุงมาก พอแม่ตายลุงก็เสียใจว่าแม่เราทำไมถึงต้องตายตั้งใจว่าถ้าหายแล้วจะรับแม่มาอยู่ที่กรุงเทพฯ ด้วย แต่แม่มาตายเอาเสียก่อน จึงอยากจะรู้ว่าแม่ไปอยู่ที่ไหน พยายามถามพรรคพวกเพื่อนฝูงเรื่อยไปว่า มีใครรู้จักไหมว่ามีพระที่ไหนบ้างที่สามารถตรวจได้ว่าคนที่ตายไปแล้วไปอยู่ที่ไหน ตอนนั้นลุงอายุ ๒๓ ปีจนมาเจอเพื่อนคนหนึ่งบอกว่ามีหลวงพ่ออยู่องค์หนึ่ง ท่านอยู่ที่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ใครตายไปอยู่ไหน ท่านรู้หมด องค์นี้ท่านเก่งมาก พอรู้ลุงก็ดีใจมาก ซักถามว่าอยู่ไหน ไปอย่างไร พอทราบว่าอยู่แถวตลาดพลูก็มาทันที ตอนนั้นมีพ่อมาด้วย พอมาถึงวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ เป็นเวลาที่หลวงพ่อท่านลงรับแขกอยู่พอดี มีญาติโยมมานั่งล้อมท่านเยอะมาก รอจนได้โอกาส ได้จังหวะที่คนน้อยลง ลุงก็รีบเข้าไปกราบหลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ก็ถามท่านตรงๆ โดยไม่ได้อ้อมค้อมอะไรเลยว่า"หลวงพ่อครับ แม่ของผมเสียชีวิตไปแล้ว ผมเป็นห่วงแม่อยากทราบว่าแม่ผมไปอยู่ที่ไหนครับ" แล้วหลวงพ่อท่านก็หันไปสั่งแม่ชีที่นั่งอยู่ใกล้ท่าน ชื่อแม่ชีชั้น ท่านสั่งว่า "เอ้าแม่ชีตรวจให้คุณคนนี้เค้าหน่อยซิว่าแม่เค้าตอนนี้ไปอยู่ที่ไหน" แม่ชีก็นั่งตรวจ หลับตาอยู่สักครู่หนึ่งไม่เกิน ๕ นาที แล้วก็บอกว่า "ไปอยู่ในนรก แต่ยังไม่ลงนรก ยังรอการตัดสินอยู่ ยังอยู่ในระหว่างพิจารณา" ลุงก็ถามต่อไปว่า "แม่ผมทำกรรมอะไร ทำไมถึงต้องไปอยู่ในนรก" แม่ชีก็บอกว่า "แม่เคยทำกรรมมาเมื่อชาติก่อนเป็นกรรมเก่า ไม่ใช่ของชาตินี้ ชาติก่อน สมัยหนึ่งแม่ทำกับข้าวอยู่แล้วคั้นกะทิใส่กะทะไว้ แล้วก็วางไว้กับพื้น ยังไม่ได้เอาไปตั้งไฟ แล้วที่บ้านก็เลี้ยงไก่ด้วย ทีนี้ไก่เข้ามาในครัว มาเหยียบเอากะทะหกเสียหายหมด แม่ก็เกิดความโมโห จึงคว้าไม้ขว้างไปถูกขาของไก่อย่างจัง ปรากฏว่าไก่ตัวนั้นไม่ได้ตายเดี๋ยวนั้นหรอก ขามันบวม บวมหลายวันแล้วมันก็ตาย กรรมอันนี้แหละเพิ่งมาตามทัน" แล้วแม่ชีก็บอกหมดเลยว่า อาการป่วยด้วยโรคมะเร็งที่ขาของแม่จะบวมเหมือนกับขาไก่ที่มันบวมนั่นแหละ พอแม่ชีพูดจบ ลุงก็มานึกดูว่าอาการของแม่นั้นขาบวมจริงๆ ขาทั้งสองข้างบวมเป่งเลย แล้วก็ตาย ทั้งๆ ที่ลุงยังไม่ได้เล่ารายละเอียดของอาการให้หลวงพ่อฟังเลยแม้แต่น้อย แต่กลับตรงกับที่แม่ชีชั้นได้บอกอย่างน่าอัศจรรย์ ลุงก็ถามต่อไปอีกว่า"แล้วอย่างนี้ ผมจะต้องทำยังไงครับ ถึงจะช่วยแม่ผมได้" ตอนนั้นพ่อก็ไปด้วย หลวงพ่อท่านก็บอกว่า "ต้องสร้างโรงเรียนแล้วก็ถวายสังฆทาน" พอทราบอย่างนั้นวันนั้นลุงมีเงินเท่าไหร่ก็เอาเลยถวายหมดเลย ร่วมสร้างโรงเรียน พ่อร่วมด้วยลุงร่วมด้วย ไม่ทราบว่าจำนวนเงินเท่าไหร่แต่มีค่าสำหรับลุงมากในสมัยนั้น พอร่วมทำบุญเสร็จ ท่านก็ให้แม่ชีจัดการแทนให้ บอกว่าให้ส่งบุญนี้ไปให้แม่ของลุง ส่งไปให้เดี๋ยวนั้นเลย หลวงพ่อท่านก็ช่วยด้วยส่งบุญให้แม่ พอได้รับปั๊ป แม่ก็พ้นจากนรก ไปเป็นเทวดาอยู่ที่ชั้นดาวดึงส์ พ้นไปเลย เวรกรรมก็ตามไม่ได้เพราะบุญนี้แรงกว่า คุณลุงสายัณห์เล่าต่ออีกว่าหลังจากที่หลวงพ่อท่านช่วยให้แม่ลุงพ้นจากนรก ลุงก็ศรัทธาหลวงพ่อมาก ตามทำบุญกับหลวงพ่อเรื่อยไปทุกเดือน พอกลางคืน คืนไหนว่างก็ไปนอนวัด ท่านจะมีที่นอนให้ในโบสถ์เลย ไม่ใช่ไปนอนเฉยๆนะต้องไปนั่งสมาธิ จะมีเชือกขึงให้แล้วจะมีมุ้งกางเป็นหลังๆ ลุงไปนอนคู่กับอดีตผู้ว่าราชการจังหวัดชื่ออะไรก็จำไม่ได้พร้อมกับคนอื่นอีกหลายคน ง่วงก็นอน ตื่นขึ้นมาก็นั่งสมาธิ ตอนนั้นลุงก็ยังฝึกอยู่ด้วย เป็นนักเรียนตำรวจ แต่มีความตั้งใจอยากจะทำบุญกับหลวงพ่อท่าน เพราะเลื่อมใสศรัทธาท่านมาก ท่านเป็นพระที่ปฏิบัติดี น่าเลื่อมใสมาก เงินแม้มีไม่มากแต่ก็อยากจะทำ จะไปบอกบุญคนอื่นก็ไม่เหมือนกับเราได้ทำเอง จะเอาของเรานี่แหละทำ ก็คิดว่าเราอดข้าวดีกว่า อดข้าวกลางวันทุกวัน อดอยู่หลายเดือน เพราะว่าเงินเดือนน้อย ฝึกก็หนัก ทั้งวิ่ง ทั้งแบกปืน หิวก็ทนกินน้ำเปล่า อดอย่างนี้อยู่หลายเดือน พอเก็บเงินได้ก็มาทำบุญวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ชวนพ่อมาด้วย ซื้อชุดสังฆทาน ผ้าไตรจีวร เครื่องไทยธรรมต่างๆ ไป พอไปถึงวัดก็พบหลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ รีบเข้าไปนิมนต์หลวงพ่อว่า หลวงพ่อครับผมมีของมาถวาย หลวงพ่อท่านก็เมตตารับ ถวายเสร็จลุงก็อธิษฐานในสิ่งที่ปรารถนาต่างๆ นับตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๙๗ ลุงก็ไปทำบุญกับหลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญเรื่อยมาจนกระทั่งปี พ.ศ.๒๕๐๒หลวงพ่อท่านก็มรณภาพ พอหลวงพ่อท่านสิ้นแล้ว วันหนึ่งลุงเดินเข้าไปที่ศาลาหลังหนึ่ง เป็นสถานที่มีคนเดินเข้าออกกันมาก เป็นศาลาไม้เก่ามากชั้นเดียว ยกพื้นสูงกว่าพื้นดินประมาณ ๑ เมตร ก็ไปพบแม่ชี ๓ ท่าน คือแม่ชีทองสุข แม่ชีจันทร์ และแม่ชีพร พอลุงไปถึงบริเวณบ้าน แม่ชีทองสุขกับแม่ชีจันทร์ท่านก็ต้อนรับเป็นอย่างดี ท่านยิ้มแย้มแจ่มใสเป็นกันเองกับทุกคนที่ทำบุญกับท่านโดยไม่ถือตัว ไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือเป็นผู้ใหญ่ก็ตาม ท่านดีกับทุกๆ คน ตอนนั้นมีการบูชาข้าวพระ ก่อนบูชาข้าวพระ แม่ชีทองสุขท่านให้นั่งสมาธิ เหมือนที่หลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญสอน พอเสร็จแล้วก็จัดอาหารถวายพระ ส่วนหนึ่งก็จัดเอาไว้เลี้ยงผู้ที่มาทำบุญ ลุงไปทำบุญกับแม่ชีทองสุข และแม่ชีจันทร์ไม่ถึง ๕ ปี แม่ชีทองสุขท่านก็ล้มป่วยและสิ้นชีวิตไปท่ามกลางความเศร้าสลดใจของลูกศิษย์เมื่อแม่ชีทองสุขท่านจากไป แม่ชีจันทร์ ขนนกยงก็ดำเนินงานบุญสืบต่อเนื่องโดยไม่ขาดตกบกพร่องแต่ประการใด ต่อมาคนก็มาทำบุญมากขึ้นจาก ๕๐-๖๐ คน จนเป็นร้อยเศษ จนบ้านไม่พอให้คนนั่ง ต้องขยับขยายปลูกบ้านใหม่ ชื่อว่าบ้านธรรมประสิทธิ์ หลังใหญ่กว่าเดิม ตอนนั้นลุงก็ได้รู้จักกับพระไชยบูลย์ ซึ่งขณะนั้นท่านเป็นนักศึกษาอยู่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่บ้านธรรมประสิทธิ์นั้นทุกคนหน้าตายิ้มแย้มแจ่มใสอิ่มไปด้วยบุญกุศล ลุงไปวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ไปบ้านธรรมประสิทธิ์ไม่เคยขาดไม่ว่าจะทำบุญอะไรก็ตามแม้แต่การบริจาคโลหิต ลุงก็จะไปขอความเมตตาจากแม่ชีจันทร์และพระไชยบูลย์อยู่เสมอ ด้วยการเอาสิ่งของที่เราจะทำบุญนั้นไปให้ท่านกลั่นให้ใส แม่ซีบอกว่าการทำอย่างนี้จะทำให้ได้บุญมาก พอทำเสร็จท่านก็บอกเหมือนกันว่าได้บุญกี่อสงไขย ปัจจุบันลุงสายัณห์ ศรีธนชัย มีอายุได้ ๗o ปีแล้ว แต่ก็ได้ทำบุญอย่างสม่ำาเสมอ ตั้งแต่สมัยหลวงพ่อวัดปากน้ำถึงปัจจุบัน และเป็นผู้ที่มั่นคงต่อหนทางของพระนิพพานเป็นอย่างยิ่ง ลุงบอกว่า ต่อให้ใครเอาสมบัติมากองท่วมจักรวาลลุงก็ไม่สน ลุงจะขอไปพระนิพพานอย่างเดียว พระภาวนาโกศลเถร (ธีระ ธมฺธรเถร ป.ธ.๔) อดีตรองเจ้าอาวาส อาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนาธุระ และอาจารย์ใหญ่สำนักเรียนวัดปากน้ำ พระภาวนาโกศลเถร (ธีระ คล้อสุวรรณ) เป็นบุตรคนที่ ๓ ของคุณพ่อจอกและคุณแม่วันคล้อสุวรรณ เกิดที่บ้าน คลองหนองตากล้า ตำบลราชาเทวะ อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ เมื่อวันเสาร์ที่ ๑๗ มกราคม พ.ศ.๒๔๖๗ ตรงกับแรม ๙ ค่ำ เดือนยี่ ปีชวด ได้รับการศึกษาขั้นต้นที่โรงเรียนประชาบาลวัดหนามแดง อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ จนจบชั้นประถมบริบูรณ์แล้วเข้าบรรพชา เมื่อวันที่ ๑๗ สิงหาคม พ.ศ.๒๔๘o โดยมีพระครูบริหารบรมธาตุ วัดนางชี อำเภอภาษีเจริญ แขวงปากคลอง เป็นพระอุปัชฌาย์ ขณะมีอายุ ๑๔ ปี และเมื่อวันที่ ๘ กรกฎาคม พ.ศ.๒๔๘๘ เข้าอุปสมบทเป็นพระภิกษุ โดยมีพระครูบริหารบรมธาตุ วัดนางชีเป็นพระอุปัชฌาย์ พระมงคลเทพมุนี หลวงพ่อวัดปากน้ำ ครั้งดำรงสมณศักดิ์ที่พระครูสมณธรรมสมาทาน เป็นพระกรรมวาจาจารย์ ณ พัทธสีมาวัดปากน้ำ ภาษีเจริญโดยคุณหลวงประดิษฐไพเราะ และคุณนายโชติ ศิลปบรรเลง เป็นผู้อุปถัมภ์ในการอุปสมบท ได้รับฉายา ธมฺมธโร พระภาวนาโกศลเถรเริ่มศึกษาภาษาบาลีและนักธรรม และในขณะเดียวกันก็ศึกษาและปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานตามแนวทางปฏิบัติของหลวงพ่อจนได้วิชชาธรรมกาย สอบได้นักธรรมชั้นเอกและเปรียญธรรมประโยค ในขณะที่ศึกษาหาความรู้ก็ต้องรับภาระช่วยเหลือการงานของหลวงพ่อมากมายหลายประการ กล่าวคือ รับหน้าที่เป็นครูสอนบาลีและนักธรรม และสอนวิปัสสนากรรมฐานด้วย และช่วยเหลือดูแลด้านการปกครองด้วย ในปี พ.ศ.๒๕๐๙ ท่านได้รับแต่งตั้งจากสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (จวน อุฎฐายี) ให้เป็นรองเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ และเป็นอาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนาและอาจารย์ใหญ่สำนักเรียนวัดปากน้ำ ต่อมาท่านได้ริเริ่มเปิดการสอนวิชาพุทธศาสนาแก่นักเรียนในวันอาทิตย์ และรับภาระเป็นอาจารย์ใหญ่ด้วย ตำแหน่ง หน้าที่ และสมณศักดิ์ที่ได้รับ วันที่ ๑ มกราคม พ.ศ.๒๔๙๕ ได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการตรวจสอบสนามหลวง วันที่ ๕ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๐๐ ได้รับพระราชทานแต่งตั้งสมณศักดิ์เป็นพระครูสัญญาบัตรที่ พระครูสมณธรรมสมาทาน วันที่ ๕ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๐๑ ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระครูสัญญาบัตรชั้นเอก ในนามเดิม วันที่ ๕ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๐๘ ได้รับแต่งตั้งเป็นอาจารย์ใหญ่สำนักเรียนวัดปากน้ำ วันที่ ๒๖ เมษายน พ.ศ.๒๕๐๙ ได้รับแต่งตั้งเป็นรองเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ วันที่ ๕ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๑๐ ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะที่ พระภาวนาโกศลเถร เป็นที่น่าสังเกตว่า ราชทินนามที่ได้รับพระราชทานล้วนเป็นนามเดิมของพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำทั้งสิ้นรวมทั้งภาระหน้าที่ต่างๆที่ปฏิบัติอยู่ ทำให้ท่านได้รับนามว่า หลวงพ่อเล็ก และท่านได้รับมอบหมายจากหลวงพ่อวัดปากน้ำในการมอบพระของขวัญให้กับผู้มาทำบุญสร้างโรงเรียนพระปริยัติธรรม พระภาวนาโกศลเถรอาพาธด้วยโรคกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบและโรคลำไส้ ถึงแก่มรณภาพเมื่อวันที่ ๑๐ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๑๑ รวมอายุได้ ๔๔ ปี ๕ เดือน ๒๕ วัน พระราชโมลี (ณรงค์ ฐิตญาโณ ป.ธ.๔) พระราชโมลี นามเดิมว่า ณรงค์ สกุล มงคลโพธิ์ เกิดเมื่อวันพุธ แรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๐ ตรงกับวันที่ ๒๒ กันยายน พ.ศ.๒๔๖๙ ปีขาล ที่บ้านตำบลปลายกลัดนอก อำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นบุตรของนายแจ้ง นางเที่ยง มงคลโพธิ์ สมัยเป็นเด็กได้เรียนหนังสือที่โรงเรียนประชาบาล ตำบลจักราช ๒ อำเภอผักไห่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จนจบชั้นประถมปีที่ ๔ ในปี พ.ศ.๒๔๘๑ ต่อจากนั้นได้เข้ากรุงเทพฯ และได้บรรพชาเป็นสามเณรที่วัดปากน้ำภาษีเจริญ อยู่กับหลวงพ่อวัดปากน้ำ สมัยดำรงสมณศักดิ์ที่พระครูสมณธรรมสมาทาน โดยมีพระครูบริหารบรมธาตุ วัดนางชี เป็นพระอุปัชฌาย์และเข้าอุปสมบทเมื่อวันที่ ๗ กรกฎาคม พ.ศ.๒๔๘๙ โดยมีพระครูบริหารบรมธาตุ วัดนางชี เป็นพระอุปัชฌาย์ และมีหลวงพ่อวัดปากน้ำเป็นพระกรรมวาจาจารย์ ได้รับฉายา "ฐิตญาโณ" พระราชโมลีได้ศึกษาพระปริยัติธรรมในสำนักวัดปากน้ำและต่างวัดคือ ที่วัดพระเชตุพนฯ ด้วย ท่านศึกษาจบนักธรรมเอก และศึกษาแผนกบาลีได้เปรียญประโยค ๔ หน้าที่การงาน ในสมัยที่หลวงพ่อวัดปากน้ำยังมีชีวิตอยู่ท่านเจ้าคุณราชโมลีได้เป็นกำลังสำคัญคือ ช่วยทำหน้าที่เป็นเลขานุการส่วนตัวของพระคุณท่านและได้รับแต่งตั้งเป็นพระครูปลัดของหลวงพ่อ และเป็นเลขานุการเจ้าสำนักเรียนวัดปากน้ำด้วย ในปี พ.ศ.๒๕๐๒ ท่านได้ รับแต่งตั้งเป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาส ในปี พ.ศ.๒๕๐๙ ได้รับแต่งตั้งเป็นรองเจ้าอาวาสวัดปากน้ำทำหน้าที่เป็นนวกรรมมัฏฐายี (ควบคุมการก่อสร้าง) เพราะมีความรู้ความเชี่ยวชาญในด้านนี้ ในปี พ.ศ.๒๕๑๑ เป็นพระราชาคณะที่ พระวิเชียรกวี ในปี พ.ศ.๒๕๑๔ เป็นเจ้าคณะตำบลปากคลอง อำเภอภาษีเจริญ ในปี พ.ศ.๒๕๑๕ เป็นพระอุปัชฌาย์ ในปี พ.ศ.๒๕๑๖ ได้รับพระบัญชาจากองค์สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปรินายกปุ่น ปุณณสิริมหาเถระ วัดพระเชตุพนฯ แต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาสวัดราชโอรสาราม สืบต่อมาจากพระเทพญาณมุนี(ผวน) สมณศักดิ์ พ.ศ.๒๕๐๓ เป็นพระครูสัญญาบัตรชั้นโท ที่พระครูญาณปรีชา พ.ศ.๒๕๐๖ เป็นพระครูสัญญาบัตรชั้นเอก ในราชทินนามเดิม พ.ศ.๒๕๑๑ เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญ ที่พระวิเชียรกวี พ.ศ.๒๕๑๕ เป็นพระราชาคณะชั้นราช ที่พระราชโมลี ศรีปาวจนาภรณ์ สุนทรพิพิธกิจ ยติคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี สมณศักดิ์ทั้งหมดนี้ได้รับเมื่ออยู่วัดปากน้ำทั้งสิ้น เนื่องจากท่านได้ตรากตรำทำงานหนักมามากและนานหลายปี สุขภาพของท่านจึงทรุดโทรมลง ในกลางปี พ.ศ.๒๕๒๓ มีอาการไอมากจึงไปให้หมอตรวจดูอาการการวินิจฉัยของแพทย์และจากภาพถ่ายเอกซเรย์จึงทราบว่าเป็นมะเร็งที่ปอดและเป็นมานานแล้ว ท่านจึงกลับมารักษาที่วัดโดยวิธีแบบไทยๆ คือ ใช้ยาไทย ทั้งยาเม็ดยาหม้อ แต่ก็พอทรงตัวอยู่ได้เท่านั้น ต่อมาในต้นปี พ.ศ.๒๕๒๔ สุขภาพของท่านเริ่มทรุดโทรมลงอย่างเห็นได้ชัด สุขภาพทางจิตก็เริ่มอ่อนแอ ในขณะเดียวกันโรคกลับลุกลามมากขึ้น ได้เข้ารักษาที่โรงพยาบาลเปาโล ๓ วัน แล้วกลับมาพักผ่อนที่วัดปากน้ำ ๑๓ วัน ตอนแรกๆ อาการดีขึ้นเล็กน้อยและก็ทรุดหนักลงอีก จนกระทั่งต้องให้อากาศช่วยหายใจ และกลับมามรณภาพที่กุฏิของท่านที่วัดราชโอรสาราม ด้วยอาการอันสงบ เมื่อวันที่ ๒๔ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๒๔ เวลา ๒๑.๐๕ น. สิริรวมอายุได้ ๕๔ ปี ๘ เดือน ๒ วัน พระภาวนาโกศลเถร (วีระ คณุตฺตโม) รองเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ พระอารามหลวง ชาติภูมิ นามเดิม วีระ นามสกุล อุตตรนที ฉายา คณุตฺตโม อายุ ๘๓ ปี พรรษา ๔๘ นามบิดา นายเอดะ อุตตรนที นามมารดา นางสน อุตตรนที บ้านเลขที่ ๕๗/๑ แขวงบางรัก เขตบางรัก จังหวัด กรุงเทพมหานคร ท่านเกิดวันที่ ๑๖ เดือน กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๔๖๒ สำเร็จขั้นเตรียมปริญญา สถาบันการศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พ.ศ.๒๔๘๓ มีความรู้ทางภาษาต่างประเทศ คือ ภาษาญี่ปุ่น ภาษาอังกฤษ ภาษาฝรั่งเศส หลวงพ่อวีระเข้าอุปสมบท เมื่อวันที่ ๙ เดือน พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๙๗ อายุ ๓๕ ปี ณ พัทธสีมาวัดปากน้ำ แขวงปากคลอง เขตภาษีเจริญ จังหวัดกรุงเทพมหานคร โดยมีพระภาวนาโกศลเถร (พระมงคลเทพมุนี) วัดปากน้ำ เป็นพระอุปัชฌาย์ หน้าที่การงาน พ.ศ.๒๕๐๘ เป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ฝ่ายวิปัสสนา พ.ศ.๒๕๑๑ เป็นอาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนา พ.ศ.๒๕๑๓ รองเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ รูปที่ ๑ ฝ่ายวิปัสสนา พ.ศ.๒๕๑๓ พระกรรมวาจาจารย์ พ.ศ.๒๕๒๒ เป็นพระอุปัชฌาย์ สมณศักดิ์ พ.ศ.๒๕๐๘ เป็นพระครูสัญญาบัตรผู้ช่วยเจ้าอาวาสฝ่ายวิปัสสนาที่พระครูภาวนาภิรม พ.ศ.๒๕๑๓ เป็นรองเจ้าอาวาส เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญฝ่ายวิปัสสนาที่พระภาวนาโกศลเถร พ.ศ.๒๕๔๖ เป็นพระราชพรหมเถร วิ. เมื่อคณะสมณทูตญี่ปุ่นซึ่งมาเยี่ยมสำนักวัดปากน้ำ หลังจากได้เดินทางกลับจากประชุมพุทธศาสนิกสัมพันธ์ ณ ประเทศอินเดีย กับดูงานสังคายนา ณ ประเทศพม่า สมณทูตคณะนี้มีท่านสังฆราชตาคา ชินา เป็นประธาน หลังจากการเยี่ยมคำนับหลวงพ่อวัดปากน้ำ เมื่อ ๑๖ มิถุนายน ๒๔๙๗ เวลา ๑๘.๐๐ น. แล้ว หลวงพ่อวีระได้รับการเชื้อเชิญจากภิกษุ ญี่ปุ่นรูปหนึ่งซึ่งเป็นผู้สนใจในวิชชาสมถวิปัสสนาตามแบบของสำนักเรานี่ ขอให้ไปพบกับท่าน เพื่อสนทนาแลกเปลี่ยนความรู้กันที่โรงแรมชิโตเซะ ถนนนเรศ หลวงพ่อวีระได้รับเชิญให้เข้าพบท่านสังฆราชกับคณะ เรื่องโดยมากที่สนทนากันมีสาระสำคัญเกี่ยวกับวิชาเจริญสมถวิปัสสนา ในระหว่างการสนทนานั้น ท่านเลขานุการของพระสังฆราชเป็นผู้มีความสนใจเป็นพิเศษถึงกับหาสมุดมาจดบันทึกข้อความ ท่านผู้นี้ได้ถามถึงจุดที่ตั้งของจิตขณะเจริญสมาธิตามแบบของวัดปากน้ำ เป็นที่สนใจแก่สังฆราชญี่ปุ่น ถึงกับกล่าวว่าวิธีของวัดปากน้ำนี้ดีมาก และจะได้ใช้แบบของวัดเรานี้ในกาลต่อไป กับได้ชี้แจงให้คณะของเราทราบว่า วิธีของนิกาย "โซโต" นั้น ได้กำหนดที่ตั้งของจิตที่บริเวณหน้าผากหรือดั้งจมูก ซึ่งต่างกับแบบของวัดเรา ต่อจากนั้นคณะทูตได้ขอให้ข้าพเจ้าอธิบายถึงวิธีดำเนินการปฏิบัติการเจริญสมถวิปัสสนาซึ่งข้าพเจ้าได้ชี้แจ้งให้พอเป็นสังเขปตามแบบของหลวงพ่อวัดปากน้ำ ในระหว่างการสนทนาโต้ตอบ ท่านเลขานุการของพระสังฆราชได้แสดงความจำนงใคร่จะทราบว่า "บิดาของท่านซึ่งได้ถึงแก่กรรมไปนานแล้ว บัดนี้อยู่ ณ ที่ใด?" ดังนั้นข้าพเจ้าจึงชักชวนให้คณะสมณทูตทั้งหมดทดลองทำการเจริญสมถวิปัสสนาตามแบบของวัดเราดูบ้าง คณะสมณทูตมีความยินดีจะปฏิบัติตามคำเชื้อเชิญ จึงพากันเข้าไปสู่ห้องสงัดห้องหนึ่งแล้วเริ่มเจริญสมถวิปัสสนาธรรมกันทันที ข้าพเจ้าได้กำหนดให้เขาปฏิบัติโดยนั่งขัดสมาธิแล้วหลับตาเจริญวิปัสสนาธรรม กับได้ชี้แจงวิธีการแก่คณะสมณทูตโดยลำดับ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ท่านเลขานุการพระสังฆราช ซึ่งต้องการทราบว่าบิดาของท่านล่วงลับไปแล้วอยู่ ณ ที่ใดนั้น ข้าพเจ้าได้แจ้งวิธีสอบสวนหาที่อยู่ของบิดาของท่านให้ทราบโดยละเอียดเป็นพิเศษ การนั่งภาวนาเจริญสมถวิปัสนนาธรรมได้ดำเนินไปจนถึงขั้นสุดท้ายท่านเลขานุการพระสังฆราชกลับลืมตาขึ้น เบ้าตาทั้งสองของท่านเต็มเปี่ยมไปด้วยน้ำตา พร้อมกับได้พึมพำด้วยความตื้นตันใจว่า "ตั้งแต่ข้าพเจ้าเกิดมาจนบัดนี้ ไม่เคยได้พบความสุขใดยิ่งไปกว่าที่เข้าถึงพระนิพพานท่ามกลางพุทธสาวก ดังที่ได้ประสบมาเมื่อสักครู่นี้เลย" นับเป็นเหตุการณ์ที่อัศจรรย์ที่พระภิกษุญี่ปุ่นบรรลุธรรมกายเป็นเครื่องยืนยันว่าธรรมกายมีอยู่ในตัวคนทุกชาติ ทุกภาษา ปัจจุบันนี้ หลวงพ่อวีระก็ยังเป็นพระอาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนาสอนวิปัสสนาทุกวัน แม้ท่านจะมีอายุย่าง ๘๔ ปีแล้วก็ตาม แต่ท่านก็ไม่หวั่นไหวต่อภัยในวัฏฏสงสาร มุ่งหน้าศึกษาและสั่งสอนศิษยานุศิษย์ที่สนใจปฏิบัติธรรมเพื่อให้พระพุทธศาสนาและวิชชาธรรมกายเจริญยิ่งๆ ขึ้นไป สมเด็จพระสังฆราช (ปุ่น ปุณณสิริ) เมื่อวันที่ ๘ สิงหาคม ๒๕๑๔ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราชได้เสด็จฯ มาที่วัดปากน้ำ เพื่อถวายสักการะแด่พระมงคลเทพมุนี (หลวงพ่อวัดปากน้ำ) และในโอกาสเดียวกัน พระภิกษุสามเณร อุบาสกอุบาสิกา วัดปากน้ำได้รับเสด็จ และเข้าเฝ้าถวายสักการะ หลังจากองค์สมเด็จพระสังฆราชได้ถวายสักการะแด่หลวงพ่อวัดปากน้ำแล้วได้ประทานพระโอวาทว่า ที่มาวันนี้ ก็เพื่อจะมาถวายสักการะหลวงพ่อ ด้วยความหวังตั้งใจของหลวงพ่อได้เคยพูดไว้อย่างไร และความตั้งใจของหลวงพ่อนั้นก็ปรากฏตามที่หลวงพ่อได้พยากรณ์ไว้ ซึ่งขณะนี้ก็ได้เป็นพระผู้ใหญ่สูงสุดในคณะสงฆ์ สมความปรารถนาของหลวงพ่อแล้ว จึงได้นำสักการะมาถวายท่านเป็นกรณีพิเศษแปลกกว่าปีก่อนๆ นั้น ท่านที่อยูในที่นี้ ตลอดถึงข้าพเจ้าด้วย ก็อยู่ในบารมีของหลวงพ่อทั้งนั้น แม้ท่านมรณภาพไปแล้ว เราก็หวังเข้าใจเป็นอย่างยิ่งว่า ท่านจะต้องมีทิพย์เนตรมองดูความเคลื่อนไหวของศิษยานุศิษย์ญาติมิตรของท่านอยู่เสมอ เพราะการคุ้มครองของหลวงพ่อนี่แหละจึงเป็นเหตุให้วัดปากน้ำนี้มีความเจริญรุ่งเรืองขึ้นโดยลำดับๆ พระภิกษุสามเณรอยู่เป็นสุข อาหารการบริโภคก็ไม่ขาดสาย เมื่อท่านมีเมตตาปรานีแก่เราอย่างนี้แล้ว จะเป็นการสมควรหรือที่เราจะไม่ปฏิบัติตามโอวาทของท่าน เราท่านทั้งหลายพยายามปฏิบัติตามโอวาทของท่าน ศึกษาความเป็นสมณะ เคารพในความเป็นสมณะและเคารพในพระธรรมวินัย ปฏิบัติตนให้มีความสามัคคีในหมู่คณะ อย่าแตกร้าว อย่ายุให้รำตำให้รั่ว พยายามช่วยกันสมานสามัคคีเพื่อความรุ่งเรืองของวัดปากน้ำเพื่อความรุ่งเรืองของพระธรรมวินัย เมื่อเราทั้งหลายรักษาความสามัคคีไว้ได้ ความเจริญก็จะมีตลอดไป ดังพุทธภาษิตว่า สพฺเพสํ สงฺฆภูตานํ สามคฺคี วุฑฺฒิสาธิกา ความพร้อมเพรียงของหมู่ยังประโยชน์ให้สำเร็จ ฉะนั้น ขอให้เราทั้งหลายจงทราบไว้ด้วยเถิด ศัตรูภายนอกที่จะมาทำลายวัดปากน้ำนั้นทำไม่ได้ เว้นไว้แต่พวกเราจะเป็นศัตรูกันเองคือศัตรูภายใน นั่นมันสุดวิสัย จะอยู่หรือจะไปก็อยู่ที่พวกเรานี่แหละ แม้ข้าพเจ้าก็ใคร่จะขอร้องว่า ทุกสิ่งทุกอย่างขอให้เป็นไปเพื่อความสามัคคีปรองดองกัน อดกลั้นต่ออนิฎฐารมณ์ จึงขอฝากไว้ในโอกาสนี้ด้วย ในที่สุดนี้ ขอให้ท่านทั้งหลายพร้อมด้วยญาติมิตรจงมีความเจริญในพระพุทธศาสนาเป็นนิตย์กาลเทอญ คติธรรมพระมงคลเทพมุนี เกิดมาว่าจะมาหาแก้ว พบแล้วไม่กำ จะเกิดมาทำไม อ้ายที่อยาก มันก็หลอก อ้ายที่หยอก มันก็ลวง ทำให้จิตมันเป็นห่วงเป็นใย เลิกอยาก ลาหยอก รีบออกจากกาม เดินตามขันธ์สามเรื่อยไป เสร็จกิจสิบหก ไม่ตกกันดาร เรียกว่า "นิพพาน" ก็ได้ บทสวดสรรเสริญพระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) (สวดทำนองสรภัญญะ) ก้มกราบมนัสน้อม วรจอมวิช์ชาจารย์ นบองค์พระทรงญาณ ชินะบุตรชิโนดม เอกสงฆ์พระนาม "จัน- ทสโร" วิสุทธิ์สม ทวยเทพมนุษย์พรหม อภิวันทนาการ ท่านหวังวิมุตติ์พ้น ชนะกลพญามาร มุ่งสุดนฤพาน อธิญาณพระนำชัย พลีชีพถวายศาสน์ มุนินาถ ณ เพ็ญใส หยุดนิ่งสนิทใน หฤทัย ณ กลางกาย ดวงธรรมสว่างล้ำ พหุธรรมกายพราย เห็นสุดตลอดสาย วรกายวิเศษศานต์ วิชชาพระชาญเชี่ยว มนะเดี่ยวผจญมาร ปราบสิ้นกิเลสราน อภิบาลมหาชน รู้แจ้งกระจ่างจินต์ พระถวิลจะรวมพล หยุดนิ่งลุมรรคผล อนุสนธิ์พระต้นธรรม์ ยอมตายมิยอมแพ้ มนะแน่มิแปรผัน กรำศึกทุกคืนวัน สละพลันอุทิศพลี ใจท่านมิหวั่นไหว จะขยายพระศาสน์ศรี สร้างพระและคนดี คุณะมีตลอดชนม์ ด้วยเดชะสรรเสริญ สุเจริญพิพัฒน์ผล ขอพร "พระมงคล- เทพมุนี" พิชิตมาร อวยชัยมลายโศก นิรโรคลุภัยพาล สบสุขเกษมศานต์ ธนจักรพรรดิมี รู้แจ้งพระธรรมา ลุวิช์ชาพระชินสีห์ เปี่ยมบุญญบารมี สุขะสันต์นิรันดร์กาล ฯ