๑. ทำพิธีกงเต็กได้บุญจริงหรือ แม่ของผมเป็นคนจีน ในช่วงวันตรุษ วันสารทของชาวจีน ท่านจะเชือดไก่ไหว้เจ้าเป็น ประจำ เมื่อผมเข้าวัด ได้ศึกษาธรรมะ ก็บอก ให้แม่เลิกฆ่าไก่ แต่แม่ก็ยังไม่เลิก ท่านบอกว่า “ซื้อเขามาน่ะ มันกินไม่อร่อย” เพิ่งจะมาเลิกทำ เมื่อตอนอายุย่างเข้าสู่วัยชราแล้ว แม่ยึดมั่นในประเพณีจีนมาก โดยเฉพาะ อย่างยิ่ง เรื่องการทำพิธีกงเต็ก ถึงกับสั่งไว้ว่า เมื่อท่านตายแล้วต้องทำพิธีกงเต็กให้ด้วย เมื่อท่านละโลก ผมก็ได้พยายามอธิบายกับ ญาติพี่น้องว่า การทำกงเต็ก ทำไปก็ไม่ได้ อะไร คนที่ตายแล้วเขาต้องการบุญอย่างเดียว ซึ่งบางคนก็ให้เหตุผลว่า แม่สั่งไว้ต้องทำตาม คำสั่ง ผมก็ให้เหตุผลว่า แม่สั่งอย่างนั้น เพราะ ความไม่รู้ ตอนนี้ตายแล้ว แม่รู้แล้วว่า ชีวิต หลังความตายต้องการบุญอย่างเดียว การที่ เราทำให้ดีกว่าที่สั่ง แม่น่าจะรู้สึกขอบคุณลูก มากกว่าผูกโกรธที่ขัดคำสั่ง แต่ผมเพียงเสียง เดียวไม่อาจห้ามญาติพี่น้องได้ ในงานศพของ คุณแม่จึงมีพิธีกงเต็กขึ้น ผมอยากทราบว่า คุณแม่รู้สึกอย่างไรเมื่อเห็นลูกๆ จัดพิธี กงเต็กให้ท่าน และท่านได้รับบุญจากการทำ พิธีกงเต็กไหมครับ คุณครูไม่ใหญ่ : ก่อนตายแม้คุณแม่จะเจ็บป่วยทรมาน ขนาดไหน ก็พยายามนึกถึงบุญตามที่ลูกๆ ได้บอกท่าน ทำให้ท่านนึกถึงบุญได้ แต่สลับ กับระลึกถึงการฆ่าเป็ดไก่ เพราะบางช่วงท่าน ทรมาน ท่านก็นึกว่า ทำไมเราป่วยทรมานนักนะ เราคงไปฆ่าสัตว์ตรงโน้นตรงนี้มั้ง ก็ระลึก สลับกัน ทำให้ภาพเหล่านั้นมาฉายให้เห็น เป็นระยะ คือ เดี๋ยวก็ภาพบุญเดี๋ยวก็ภาพบาป ใจของท่านจึงไม่ถึงกับหมองแต่ก็ไม่ใสมาก ได้ไปเกิดเป็นครุฑ ในสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา ทันที ไปแบบหลับแล้วตื่นอยู่กลางวิมานทอง คือ เกิดแบบโอปปาติกะ ในหมู่ครุฑชั้นดี มีขนสีทอง มีเครื่องประดับแบบเทพธิดา ไม่ได้ เปลือยกาย ส่วนล่างก็เป็นนก ตอนนี้ท่าน กำลังเรียนรู้ชีวิตใหม่ที่ตนเองไปเกิด ไม่ได้ สนใจว่า ลูกจะทำพิธีกงเต็กไปให้ และท่านก็ ไม่ได้รู้เห็นด้วย แม้ในขณะนี้ก็ไม่ได้สนใจเรื่อง กงเต็ก ส่วนกงเต็กที่ทำไปก็ไม่ได้เกิดบุญ ได้ แค่ความสบายใจที่ได้ทำตามแม่สั่ง และทำ ตามประเพณีที่สืบทอดกันมา ประเพณีการทำกงเต็กเป็นประเพณี ของนักคิด คิดว่าถ้าตายไปแล้ว เราอยากจะให้มี อะไรเราก็ทำ อยากให้มีรถก็ทำกระดาษเป็นรถ อยากให้มีบ้านก็ทำกระดาษเป็นบ้าน อยากให้มีคน รับใช้ก็ทำกระดาษเป็นคนรับใช้ อยากให้อะไร เราก็ทำๆ ไป เผาแล้วก็จะได้สิ่งนั้น ถ้าเป็น เรื่องจริงอย่างนั้นก็ดีสิ เรื่องอะไรเราจะทำอัน เล็ก ๆ ทำทีก็เท่าสภาธรรมกายเลย เผาให้มัน เต็มที่ มันเป็นเรื่องของนักคิดที่ตั้งทฤษฎีนี้ ขึ้นมา แล้วก็นักขาย คือจะได้ขายอุปกรณ์ ในการทำ กับนักพิธีกรรมจะได้ทำพิธี ซึ่งเป็น ทางมาแห่งรายได้ทางหนึ่ง ที่จะทำให้ชีวิตมี ความสะดวกสบายขึ้น นี่เป็นอย่างนี้ แล้วจะ ไปเป็นบุญได้อย่างไร ถ้าจะเป็นบุญ ต้องทำให้ถูกหลักวิชชา เอามาทำบุญกับเนื้อนาบุญ ถวายกับพระ หรือสงเคราะห์โลก ให้กับคนยากคนจนขัดสน อย่างนี้จึงจะได้บุญ ๓ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ ๒. ฮวงซุ้ย คุณย่าท่านเสียชีวิตอย่างสงบเมื่ออายุ ได้ ๘๓ ปี ตามธรรมเนียมคนจีน ญาติผู้ใหญ่ที่ เสียชีวิตจะถูกนำไปฝัง ถ้าฝังถูกทิศ ลูกหลาน ก็จะทำมาค้าขึ้น ปัจจุบันทุกคนก็มีกินมีใช้ แต่ญาติอีกฝ่ายบอกให้ขุดกระดูกขึ้นมา ลูกๆ ก็ไม่ยอม เพราะเกรงว่าจะมีผลไม่ดี แต่ไม่ ทราบจะทำอย่างไรดี การขุดกระดูกคุณย่า จะมีผลดีผลเสียอย่างไรไหมคะ คุณครูไม่ใหญ่ : การขุดกระดูกคุณย่าขึ้นมาไม่ได้ทำให้ มีผลดีหรือผลเสียอะไรกับลูกหลาน เพราะจะ ยากจนหรือร่ำรวยก็ขึ้นอยู่กับบุญกุศลที่แต่ละ คนสร้างมหาทานบารมีมา การมีฮวงซุ้ยก็เป็น สิ่งที่ดี เกี่ยวกับคุณธรรมความกตัญญูของ ลูกหลานที่มีต่อบรรพบุรุษบุพการี ไม่ได้เกี่ยว กับว่า ถ้าฮวงซุ้ยถูกทิศนั้นทิศนี้แล้วจะร่ำรวย ลูกหลานจะอยู่ดีมีสุข เพราะมีอยู่หลายราย ที่เขาทำถูกทิศดี แต่ลูกหลานก็ยังยากจน มีหนี้ มีสินเยอะแยะ เพราะฉะนั้น จะร่ำรวยหรือยากจน มัน ขึ้นอยู่กับบุญกุศลว่า เราได้สร้างมหาทานบารมี เอาไว้แค่ไหน ถ้าหากไม่มีมหาทานบารมี ให้มีวุฒิสูง เรียนสูงๆ ได้ปริญญากี่ใบก็ตาม ก็ ยังเป็นได้แค่มือปืนรับจ้าง คือ เป็นลูกจ้างเขา แต่ถ้าหากมีมหาทานบารมี ได้สั่งสมบุญมา เดี๋ยวก็จะมีจังหวะมีช่องทาง บุญบันดาลให้ สมบัติไหลมาเทมา ซึ่งเราก็เห็นอยู่ทั่ว ๆ ไป บุญจึงเป็นเรื่องสำคัญที่สุด ขาดไม่ได้ ต้อง สั่งสมกันเอาไว้ให้มาก ๆ ๓๐ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ ๓. ศาลตี่จู่เอี๊ย ภุมมเทวาใช่พระภูมิที่อยู่ในศาลพระภูมิ หรือตี่จู่เอี๊ย*หรือไม่คะ เพราะศาลพระภูมิกับ ตี่จู่เอี๊ยเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับบ้านเกือบจะทุกบ้าน เป็นความเชื่อที่สืบทอดกันมา แต่เราไม่เคย เข้าใจอย่างแท้จริงว่า สิ่งนี้คืออะไรกันแน่ คุณครูไม่ใหญ่ : ภุมมเทวามีหลายพวก แต่ที่ศาลตี่จู่เอี๊ยนี้ ซึ่งตั้งกันตามประเพณี เพราะเชื่อว่ามี แต่ บางทีก็มี บางทีก็ไม่มี ภุมมเทวาอยู่ที่ศาล ก็คือ พวกผีบ้านผีเรือน ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็น บรรพบุรุษหรือญาติของครอบครัวนั้นที่ยัง *เจ้าที่ตามบ้าน ลักษณะศาลสีแดง วางไว้กับพื้น มีทั้งองค์แป๊ะกง และแป๊ะม่า (ผู้ชาย-ผู้หญิง หรือผู้สูงอายุ) ไม่ไปเกิด ยังวนเวียนอยู่ในบ้าน เพราะฉะนั้น บางศาลที่ตั้งไว้ก็ไม่มี บางศาลก็ตั้งไปตาม ธรรมเนียม ไม่ตั้งเดี๋ยวโดนว่า บางศาลก็ตั้ง ไว้เผื่อเหนียว เพราะเชื่อว่ามี แต่ว่ามันไม่มี ๑๓ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ ๔. ตี่จู่เอี๊ย & ศาลพระภูมิ ทั้งตี่จู่เอี๊ยและศาลพระภูมิซึ่งมีอยู่เกือบ ทุกบ้าน และเราก็ไม่อาจทราบได้ว่ามีผีบ้านผี เรือน หรือบรรพบุรุษอยู่ในนั้นหรือไม่เราควร จะปฏิบัติต่อสิ่งทั้งสองนั้นอย่างไรจึงจะถูกต้อง เหมาะสม ถ้าทำไม่ถูกต้องเขาสามารถให้คุณ หรือโทษกับผู้ที่อยู่ในบ้านได้ไหมคะ แล้วเวลา เราไปซื้อบ้านใหม่ต้องมีของสองสิ่งนี้ไหมคะ คุณครูไม่ใหญ่ : ตี่จู่เอี๊ยและศาลพระภูมิมี ๒ ประเภท ๑. ประเภทไม่มีผีบ้านผีเรือน ๒. ประเภทที่มีผีบ้านผีเรือน เราจะพูดถึงประเภทที่มีผีบ้านผีเรือนอยู่ อย่าลืมว่าผีบ้านผีเรือน คือ ภุมมเทวาชนิด หนึ่ง เป็นภุมมเทวาชั้นล่าง เขาไม่ได้อยู่ที่ ตี่จู่เอี๊ยและศาลพระภูมิ แต่สองสิ่งนี้ แค่เป็น สื่อเชื่อมถึงเท่านั้น เพราะภพภูมิเขาอยู่ซ้อนๆ กับเรา บางทีเขาก็นั่งหรือนอนอยู่กับเรา ถ้า มีบุญขึ้นมาอีกหน่อย ก็จะมีห้องเป็นส่วนตัว ของเขา อยู่ในมุมหนึ่งของบ้าน คือ เป็นบ้าน ซ้อนบ้าน ห้องซ้อนห้อง ถ้าบ้านพังหรือรื้อ บ้านก็ต้องย้ายเพราะหมดบุญ หรือบางทีก็ อยู่ตรงนั้นเหมือนเดิม ดังนั้น จะตั้งศาลพระภูมิหรือไม่ตั้งก็ เหมือนกัน เพราะเขาไม่ได้อยู่ที่ศาลพระภูมิ หรือที่ตี่จู่เอี๊ย แต่ความเห็นของครูไม่ใหญ่เห็น ว่า ไม่ควรตั้ง จะได้มีที่โล่งๆ และไม่เป็นที่หวาด กลัวของลูกหลานว่า จะเห็นนั่นเห็นนี่ หรือ เป็นเครื่องกังวลว่า จะปฏิบัติถูกต้องหรือไม่ ถ้าไม่ถูกต้องก็กลัวจะมีโทษ กลับเป็นเหตุ ให้เกิดความทุกข์ใจได้ เพราะฉะนั้น ถ้าจะ ติดต่อกับผีบ้านผีเรือนหรือภุมมเทวาที่เป็น บรรพบุรุษ ก็ให้ทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้ ซึ่ง จะเป็นที่พึงพอใจของท่านเหล่านั้น ส่วนท่านที่ตั้งตี่จู่เอี๊ยหรือศาลพระภูมิ ไปแล้ว ก็ให้อัญเชิญออกไป โดยการใช้คำพูด ที่ไพเราะว่าสถานที่เหล่านี้ไม่เหมาะสมกับ บารมีของท่าน ให้ไปอยู่วิมานที่สวยงามกว่านี้ แล้วจะทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้ พูดเสร็จก็ อัญเชิญออกไป จะได้ไม่เป็นภาระ พูดง่ายๆ คือ รักต้องรื้อ ๑๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ ๕. ตาขำปากเป็ด ลูกเคยทำของหาย คุณยายของลูกก็ แนะนำว่า ถ้าของหายให้ตาขำปากเป็ดช่วยหาสิ ตาขำปากเป็ดเป็นกายละเอียด เขาสามารถ หาของที่หายไปให้เจอได้ทุกอย่าง โดยการ เรียกชื่อเขา ตาขำปากเป็ดๆ ไปเรื่อย ๆ แล้ว นึกภาพของที่หายไว้ในใจให้ชัด ลูกก็ลองทำตามดู ปรากฏว่าหาเจอ จริง ๆ บางทีเจอแบบไม่น่าเชื่อเช่น บางทีเรา หาของที่หายไปบนชั้น มองหาแล้วมองหา อีกไม่เจอจนอารมณ์เสีย แต่พอบอกตาขำ เท่านั้นแหละ ก็เหลือบไปเห็นของที่หายไป บนชั้นนั้นจริง ๆ คุณยายเคยเล่าให้ฟังว่า บาง คนทำแหวนเพชรหายไปตั้งนานมากแล้ว พอ บอกตาขำปากเป็ด สักครู่เจอแหวนเพชรมา อยู่บนเตียงเลย กรณีเจอของที่หายไปแล้ว ต้องมีข้อ แลกเปลี่ยนให้ตาขำปากเป็ด คือ ต้องเอา มะขามเปียก ๑ เม็ด คลุกกับเกลือ แล้ววาง ไว้ให้ตาขำนอกชานบ้าน หรือที่โล่งแจ้ง แล้ว บอกตาขำปากเป็ดให้มารับไป ทำอย่างนี้เพื่อ เป็นการตอบแทนที่ช่วยหาของให้ แต่ถ้าไม่ทำ ก็จะทำให้มีอาการปวดท้อง ตาขำปากเป็ดมีจริงหรือไม่ เป็นใคร ทำไมต้องมาทำหน้าที่หาของหาย และชอบกิน แต่มะขามคลุกเกลือด้วยคะ และการหาของ ด้วยวิธีที่เรียกชื่อตาขำปากเป็ดไปเรื่อย ๆ ดีหรือไม่ ควรเลิกไหมคะ คุณครูไม่ใหญ่ : ตาขำปากเป็ดไม่มีจริง เป็นเพียงนิทาน พื้นบ้านที่ผู้เฒ่าผู้แก่แต่งขึ้นมา เพื่อให้คนที่ กำลังหาของ แล้วอารมณ์กำลังไม่ดีนั้นให้ ใจเย็นๆ อารมณ์ดีขึ้น พออารมณ์ดีขึ้นก็จะ หาของที่หายเจอ เพราะนึกถึงภาพของหาย ให้ชัดด้วยใจสบาย แล้วนึกว่าเราไปลืมไว้ ที่ไหน ค่อยๆ นึกไปเรื่อย ๆ ส่วนเรื่องมะขาม คลุกเกลือก็เป็นเรื่องที่ผูกเสริมเข้ามาทำให้ เกิดความเชื่อมั่น น่าเชื่อถือยิ่งขึ้น แต่พอเราไม่ ให้แล้วปวดท้องเพราะความกังวลของเราเอง การหาของด้วยวิธีนี้จะทำให้งมงาย ไม่เกิดประโยชน์อะไร สู้ใจเย็นๆ ค่อยๆ หา ค่อยๆ นึกว่า เราลืมไว้ตรงไหนจะดีกว่า วิธี แก้ไขที่ดี คือ จัดบ้านให้เรียบร้อย เวลาหยิบ ก็ง่าย หายก็รู้ ดูก็งาม ตามก็เจอ นี่คือวิธีแก้ ของหายที่ดีที่สุด ๒๗ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๗ ๖. คนเลี้ยงกุมารทอง คนที่เลี้ยงกุมารทอง มีโอกาสไปเกิด เป็นกุมารทองไหมคะ คุณครูไม่ใหญ่ : คนที่เลี้ยงกุมารทองก็จะคิดเอาพวกนี้ เป็นที่พึ่ง มักจะไม่ค่อยคิดเรื่องการทำความ ดีให้ยิ่งๆ ขึ้นไป คือ พอมาผูกพันทางนี้แล้ว ความคิดที่จะให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนา ก็ไม่มีอยู่ในหัวใจ หรือความตั้งใจจะเข้าถึง พระรัตนตรัยในตัวก็ไม่มี วันๆ จะวนเวียน เรื่องกุมารทอง เมื่อตายแล้วมักจะวนเวียน อยู่กับวิทยาธร หรือไปเข้าสิงๆ ทรงๆ หรือ ไปช่วยเรื่องพวกนี้ ถ้าหากพอมีบุญบ้าง ไม่ได้ ทำบาปอะไรมากมายนัก อย่างมากก็ไปได้แค่ เป็นวิทยาธรอยู่ในป่าหิมพานต์ จะไม่ไปสูง กว่านี้ แล้วก็มีสิทธิ์ไปเกิดเป็นกุมารทองให้ เขาใช้ และพวกนี้เวลาเกิดมาเป็นมนุษย์มัก จะเป็นร่างทรง ๑๐ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ ๗. นางกวัก กุมารีทองเมื่อโตขึ้น กลายเป็นนางกวัก หรือไม่ แล้วเขาชอบนั่งท้าวแขน และกวักมือ จริง ๆ ไหมคะ คุณครูไม่ใหญ่ : นางกวัก ที่มีจริงก็มี ไม่มีจริงก็มี ที่ไม่มี จริงเราจะไม่พูด เรามาพูดถึงที่มีจริงว่าคือ อะไร นางกวักเป็นเพียงรูปปั้นที่สมมติเอา ตามรสนิยม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นสื่อ กับอาจารย์วิทยาธรเท่านั้น อาจารย์วิทยาธร จะเอามนตร์ผูกกับภุมมเทวาที่มีวิบากกรรม เกี่ยวกับพวกสิงๆ ทรงๆ ซึ่งจะปั้นเป็นรูป อะไรก็ได้ตามรสนิยม เช่น ปั้นเป็นนางกวัก เราจะมีความรู้สึกว่า กำลังกวักเงิน กวักทอง เพื่อความสบายใจ มั่นใจ ของผู้ใช้ อยากจะ ใช้แล้วเกิดความรู้สึกอย่างไรก็ปั้นอย่างนั้น เพราะเป็นแค่สื่อกับอาจารย์วิทยาธรที่จะ โยงกัน อาจารย์วิทยาธรจะทำงานประสานงาน กันกับอาจารย์มนุษย์ที่เป็นผู้ปั้น แล้วผูกมนตร์ โดยมีอาจารย์วิทยาธรกำกับ ดังนั้น กุมารีทองที่ใช้มนตร์ผูกกับรูป นางกวักก็มี ที่เป็นภุมมเทวาผูกกับมนตร์ และรูปนางกวักก็มี คือ จะมี ๒ แบบ แล้วแต่ วิชา พวกนี้จะมีสายวิชาที่ไม่เหมือนกัน แต่ ประกอบไปด้วยความหลงเหมือนกัน ดังนั้น ไม่ควรไปยุ่งเกี่ยวด้วยประการใด ๆ ธุรกิจจะ รุ่งเรืองอยู่ที่บุญ ไม่ใช่อยู่ที่กุมารทอง กุมารีทอง หรือนางกวัก ๑๓ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ ๘. อาจารย์วิทยาธร เจ้าของวิชาที่เป็นวิทยาธรนั้น เขาได้ ประโยชน์อะไรจากการที่มีคนเอากุมารทอง ไปเลี้ยงเยอะๆ คุณครูไม่ใหญ่ : อาจารย์วิทยาธรจะได้รับประโยชน์จาก การที่คนมานับถือกุมารทอง คือ ความชื่นชม จากพวกเดียวกันว่า เจ๋ง แน่ เก่ง ที่มีคนเอา กุมารทองไปเลี้ยงเยอะๆ ได้แค่นี้ เขาจะมี สังคมคล้ายๆ มนุษย์ คือ พอถึงเวลาเขาจะมา ชุมนุมกัน แล้วก็คุยกันว่า ของท่านเป็นอย่างไร ของคุณเป็นอย่างไร โอ ของผมลูกศิษย์ เยอะแยะเลย มาเอาไปเยอะ นางกวักก็เยอะ กุมารทองก็เยอะ กุมารีทองก็เยอะ รักยม ก็เยอะ ลูกกรอกก็เยอะ โอ ของผมแน่กว่า อย่างนั้นอย่างนี้ เกทับกันไปทับกันมา พูด ง่ายๆ คือ เอาไว้ประดับบารมีเหมือนเจ้าพ่อ มาเฟียที่มีคนนับถือเยอะๆ นอกนั้นก็ ไม่ได้อะไร มีอาจารย์วิทยาธรบางพวกที่ได้บุญนิด หน่อย แต่ส่วนใหญ่ไม่ได้บุญอะไร เพราะภพ ทำบุญ คือ ภพมนุษย์ ที่ได้บุญจะเป็นอาจารย์ วิทยาธรประเภทที่เป็นปู่ยา คล้ายๆ ให้กุมาร ทองไปบอกยา ที่เราเคยได้ยินว่า ยาผีบอก ก็ คือภุมมเทวามาบอกผู้ที่จะหมดกรรมแล้ว ซึ่ง ปู่ยาหรือปู่หมอ ก็คืออดีตหมอแผนโบราณ แล้วมีเวทมนตร์กำกับ ตายไปแล้วก็มักจะ วนเวียนเป็นวิทยาธรประเภทนี้ แล้วก็สอนให้ กุมารทองมาบอก ๑๓ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ ๙. ของขลัง พิธีอัญเชิญเครื่องรางของขลังต่าง ๆ เช่น ตะกรุด ผ้ายันต์ ปลัดขิก หรือสื่อต่าง ๆ ที่ไม่ใช่พระรัตนตรัยออกจากบ้าน ที่ถูกต้อง ควรทำอย่างไรคะ คุณครูไม่ใหญ่ : พิธีอัญเชิญเครื่องรางของขลังที่ไม่ใช่ พระรัตนตรัยออกจากบ้าน ใช้วิธีรักต้อง ฝัง คือ ฝากแม่ธรณีไว้ด้วยความนอบน้อม ไม่ลบหลู่ แต่พูดดี ๆ ว่า ขอฝากแม่ธรณีดูแล สิ่งเหล่านี้ด้วย พร้อมกับขอขอบพระคุณ สิ่งเหล่านี้ และเอ่ยชื่อ เช่น ตะกรุด ผ้า ยันต์ ปลัดขิก ที่ได้ช่วยดูแลในช่วงที่พระ รัตนตรัยยังไม่ได้บังเกิดขึ้นในใจ บัดนี้พระ รัตนตรัยบังเกิดขึ้นในใจแล้ว ก็ขออัญเชิญ สิ่งเหล่านี้ได้กลับคืนไปอยู่กับครูบาอาจารย์ และขอฝากแม่ธรณีไว้ด้วย เพราะต่อจากนี้ไป จะยึดมั่นพระรัตนตรัยเป็นสรณะตลอดชีวิต บัดนี้เราจะขอทำพระนิพพานให้แจ้ง แสวงบุญ และสร้างบารมี ๑๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ ๑๐. สาบานว่า จะไม่เล่นพนันอีกแล้ว ครอบครัวสามีของลูกเล่นการพนันกัน เป็นปกติ โดยเฉพาะไพ่นกกระจอก ปัจจุบัน สามีของลูกได้เลิกเล่นการพนันได้ประมาณ ๑ เดือนแล้ว ก่อนที่จะตัดสินใจเลิก เขาหยิบ ข้าวสารขึ้นมา ๑ กำ และสาบานว่าจะเลิกเล่น การพนันตลอดไป พอพูดจบก็โปรยข้าวสาร ทิ้งไป แต่ลูกก็ยังไม่มั่นใจว่า เขาจะเลิกได้ตลอด ไปจริง ๆ สามีของลูกจะเลิกเล่นการพนัน ได้จริงหรือไม่คะ และหากเขาผิดคำสาบาน จะเกิดอะไรขึ้นกับเขาบ้างคะ คุณครูไม่ใหญ่ : สามีจะเลิกเล่นการพนันได้ ลูกก็ต้อง คอยเป็นกัลยาณมิตรให้เขา พยายามดึงให้ เขาห่างจากสิ่งแวดล้อมเดิม ๆ และชวนมา วัดบ่อย ๆ ให้เขาได้คุ้นเคยกับเรื่องบุญ เรื่อง ธรรมะ จะได้เห็นโทษภัยของการพนัน และ มีกำลังใจเลิกได้ ถ้าสามีผิดสัจจะ ก็จะเป็น โทษภัยแก่ตัวเขาเอง ทั้งมีชีวิตอยู่และตาย ไปแล้ว ผังที่แพ้ก็จะติดตัวไป และทำให้มีวิบาก ติดตามไป เช่น ทำให้มีอายุสั้น และทำอะไร ก็จะไม่ประสบความสำเร็จในชีวิตเลย ก็ต้อง พยายามดึงสามีให้อยู่ในหมู่คนดี และต้อง สร้างบุญเยอะๆ เมื่อทำบุญทุกบุญก็อธิษฐาน ให้สามีกลับจิตกลับใจ ให้ทำอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ อย่าท้อ ก็จะพ้นได้ ๒๒ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ ๑๑. บนบานศาลกล่าว การบนกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เช่น พระพุทธรูป และการบนกับสิ่งที่ไม่ใช่พระรัตนตรัย จะให้ ผลต่างกันอย่างไร แล้วอุปนิสัยในการบน จะส่งผลอย่างไรในชาติต่อ ๆ ไปคะ คุณครูไม่ใหญ่ : การบน ไม่ว่าจะบนกับพระพุทธรูปหรือ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ใด ๆ ก็ไม่ถูกต้อง เพราะเป็นกิเลส ตระกูลโมหะหรือความหลง มีผลทำให้อาจจะ หลุดไปจากเส้นทางพระรัตนตรัยได้ ทุกอย่าง ขึ้นอยู่กับบุญและบาป เมื่อประสบปัญหาชีวิต ให้นึกถึงแต่บุญแล้วก็อธิษฐานจิตจะดีกว่า ๑๙ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๗ ๑๒. คำสาปแช่ง การสาปแช่งด้วยการเผาพริกเผาเกลือ นั้น คนที่ถูกคำสาปแช่งจะเป็นไปตามที่ถูก สาปแช่งหรือไม่ การที่คำสาปแช่งเกิดผลเป็น จริงได้นั้นเป็นเพราะสาเหตุใด และคนที่แช่ง จะได้รับผลกรรมหรือไม่ อย่างไร ทั้งคนที่แช่ง และถูกแช่งจะมีวิบากกรรมต่อกันอย่างไรคะ คุณครูไม่ใหญ่ : การที่คนถูกสาปแช่งได้รับผลตามคำ สาปแช่งนั้น ไม่ได้เกี่ยวกับการสาปแช่งด้วย การเผาพริกเผาเกลือ แต่จะเป็นจริงต่อเมื่อ ผู้แช่งเป็นผู้มีศีล มีสัจจะ ไม่เคยโกหกเลย รวม ทั้งเป็นผู้มีพระคุณมากต่อตนด้วย คำพูดก็จะ ศักดิ์สิทธิ์ ถ้าแช่งก็จะเป็นดังนั้น คนที่สาปแช่งผู้อื่นด้วยจิตพยาบาท และขาดศีลธรรมในใจ ผู้แช่งก็จะได้รับผล กรรมนั้นด้วย ทั้งคนแช่งและคนถูกแช่งจะมี วิบากกรรมผูกเวรจองเวรกันต่อไป ดังนั้นดี ที่สุดก็คือให้อภัยทานหรือให้อโหสิกรรมแก่กัน ๑๖ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๙ ๑๓. ฝันเห็นหลวงปู่ ก่อนลูกจะเข้าวัด เคยฝันว่าพระเดช พระคุณหลวงปู่วัดปากน้ำบอกให้ลูกมา ทำบุญที่วัดพระธรรมกาย จึงเป็นเหตุให้ลูก เข้าวัดพระธรรมกาย เป็นเพราะอะไรคะ และ เหตุใดลูกถึงฝันเห็นพระเดชพระคุณหลวงพ่อ บ่อยมาก คุณครูไม่ใหญ่ : ที่ลูกฝันเห็นพระเดชพระคุณหลวงปู่ วัดปากน้ำบอกให้มาสร้างบุญกับวัดพระ ธรรมกาย เพราะลูกเคยมีสายบุญที่สร้าง ร่วมกันกับหมู่คณะมา ที่ลูกฝันเห็นหลวงพ่อ บ่อย ๆ เพราะลูกเคยสร้างบุญกับหลวงพ่อมา จึงบันดาลให้ฝันไป ๔ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๘ ๑๔. สัมผัสที่ ๖ สัมผัสที่ ๖ หรือลางสังหรณ์ หรืออาการ ผุดรู้เหตุการณ์ล่วงหน้า เกิดขึ้นจากสาเหตุใด ได้บ้าง ทำไมบางคนมี บางคนไม่มี คุณครูไม่ใหญ่ : สัมผัสที่ ๖ หรือลางสังหรณ์ หรืออาการ ผุดรู้เหตุการณ์ข้างหน้านั้น ก็เกิดจากบาปบุญ บันดาลบ้าง เทพสังหรณ์บ้าง เกิดจากอำนาจ สมาธิบ้าง และผลที่เกิดจากการฝึกสมาธิมา ข้ามชาติบ้าง ถ้ากรรมบันดาลที่มีกำลังพอก็จะ ทำให้บางคนมี หรือบางคนมีบุญ มีศีล มีธรรม จึงมีเทวดารักษา แล้วก็คอยแสดงเหตุบางอย่าง ให้รู้ และบางคนที่ฝึกสมาธิมาข้ามชาติก็มีได้ ๒๙ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๙ ๑๕. ผีถ้วยแก้ว ผีถ้วยแก้ว เวลาเล่นต้องจุดธูปเชิญผีมา เข้าในถ้วย ทุกคนที่เล่นต้องเอานิ้วแตะที่ก้นถ้วย จากนั้นถ้วยแก้วก็จะวิ่งไปบนตัวหนังสือ เพื่อ สื่อสารกับคนเล่น ตอนเลิกเล่นก็เชิญกลับ แต่บางครั้งเขาก็ไม่ยอมกลับ ทำให้ขวัญหนี ดีฝ่อ ลูกอยากถามว่า ผีถ้วยแก้วมีจริงหรือเท็จ ประการใด ถ้าจริง ผีที่มาอยู่ในถ้วยเป็นผี ประเภทไหนคะ คุณครูไม่ใหญ่ : ผีถ้วยแก้ว มี ๒ ประเภท คือ ๑ มีไม่จริง ๒ มีจริง คือ มาเข้าจริง ผีถ้วยแก้วที่มีจริง มักจะเป็นผีพวก สัมภเวสีที่ร่อนเร่พเนจรอดๆ อยากๆ หรือ ภุมมเทวาระดับล่างๆ ที่อยู่แถวๆ นั้น ที่ขี้เล่น หน่อยก็จะมาช่วยดัน โดยเขาจะมาอยู่ข้างๆ แล้วก็ใช้มือของเขานั่นแหละช่วยดัน คือ จะ เอามือมาซ้อนกันแล้วดัน หรือนั่งยอง ๆ คร่อม แผ่นกระดาษที่มีตัวอักษร แล้วก็ใช้มือขยับไป ตามที่มนุษย์ถาม ซึ่งก็ถูกบ้าง ผิดบ้าง แล้วแต่ ผีที่มาเล่น ซึ่งบางตนอายุมาก ถ้าเป็นภุมม- เทวา อย่าลืมว่าเขาอายุ ๕๐๐ ถึง ๑,๐๐๐ ปี มนุษย์ เพราะฉะนั้นอายุเขาจะยืน ซึ่งรู้จัก ประวัติของผู้เล่นได้ดี เพราะมีตาทิพย์และ มีพรรคพวกเยอะ สงสัยอะไรก็แวบไปถาม พวกนี้จะแวบไปแวบมาได้ ซึ่งมักจะถูกบ้าง ผิดบ้าง แต่ถ้าบางตนอายุน้อยหน่อย ไม่รู้จัก ประวัติของผู้เล่นก็มักจะตอบผิด สรุปแล้วก็ คือ ผิดมากกว่าถูก ถ้าถามเรื่องพื้น ๆ ก็พอได้ แต่ถามเรื่องอนาคตก็ไม่ถูก การเล่นพวกนี้จะมีข้อเสีย คือ เราจะไป ผูกพันหมกมุ่นอยู่กับสิ่งเหล่านี้ ก็จะมีเชื้อติด ไปในภพเบื้องหน้า ๑๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ ๑๖. เมื่อผีเข้าโยมแม่ โยมแม่อยู่ที่ อ.สุวรรณคูหา จ.หนองบัว- ลำภู เมื่อ พ.ศ. ๒๕๔๐ โยมแม่ป่วยหนัก โยม พ่อบอกว่า เหมือนถูกผีเข้า เป็นมา ๕ - ๗ วัน แล้ว กระผมจึงบอกโยมพ่อว่า ให้เอาพระของ ขวัญจากวัดพระธรรมกาย (เป็นพระผงรุ่นเท ทองหลวงปู่วัดปากน้ำ) คล้องคอไว้ แล้ว จะไปเยี่ยม พอกระผมไปถึงบ้าน เห็นโยม แม่นอนหันหลังให้ โยมพ่อบอกว่า ตอนป่วย พาไปหาหมอ หมอเขาก็บอกว่าไม่ป่วย แต่ ทานข้าวไม่ได้ ไม่มีแรง พูดบ่นเรื่อยเปื่อยไปทั่ว สงสัยถูกผีเข้า กระผมก็คุยกับโยมป้าที่อยู่ ด้วยกันในตอนนั้นว่า ถ้าผีเข้าจะมีอาการ อย่างนี้ (ตามความคิดเห็นของเจ้าของ Case Study) คือ ๑ สายตาจะหลบ หันหน้าหนี ไม่กล้า สบตาโดยเฉพาะกับผู้มีศีลธรรม ๒ นัยน์ตาจะแข็งทื่อ ไม่มีการกะพริบ ตาบ่อยเหมือนมนุษย์ปกติ ๓ ความรู้สึกนึกคิด การพูดคุยจะไม่ใช่ ความรู้สึกนึกคิดจิตวิญญาณของคนเดิม แต่ เป็นของคนใหม่ พอพูดจบ โยมแม่พูดขึ้นว่า พวกนี้คุย อะไรกันน่ารำคาญ ผมก็คิดในใจว่า ปกติโยม แม่เป็นคนหูตึง พูดเบาๆ ทำไมได้ยิน โยมแม่ ก็บอกว่า พูดเบาๆ ก็ได้ยินหมดแหละ กระผม จึงมั่นใจว่า ผีเข้าโยมแม่จริง สมัยเด็ก ๆ กระผมเห็นเวลาหมอผี ปราบผีต้องถามชื่อผีก่อน ถ้าผีบอก แสดงว่า ผีกลัว ถ้าไม่บอกแสดงว่าผีไม่กลัว กระผม จึงเรียกโยมแม่ที่นอนหันหลังมาถามว่า ชื่อ อะไร เป็นใคร มาจากไหน ผีเข้าสิงพูดว่า เขา ไม่ให้บอก แล้วก็หันหน้าหนี กระผมก็เรียก ให้หันหน้ามาใหม่ ผีบอกว่า ถ้าแน่จริงก็มา สู้กันสิ กระผมตอบทันทีว่า OK แล้วก็เอา เหรียญปราบมารให้ดู ให้ดูรูปหลวงปู่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ กระผมพูดว่า ดูให้ชัดๆ ว่าเป็นใคร ปรากฏว่า โยมแม่ไม่ดู หลับตาปี๋ แล้วพูดว่า แสงเข้าตา มองไม่เห็น ตาจะบอด แล้วก็หัน หน้าหนี นอนเงียบไม่พูดไปเลย ไม่สนใจใคร ทั้งสิ้น กระผมก็ให้ดูเหรียญอีก จนผีกลัวมาก แต่ผียังไม่ยอมออก กระผมถามว่า รู้จักพระไหม หมายถึง ตัวกระผมเองซึ่งเป็นพระลูกชาย ผีบอกว่า ไม่รู้จัก แสดงว่าคนพูดไม่ใช่โยมแม่แน่แล้ว ผีบอกว่า ถ้าแน่ก็มาสู้กันสิ กระผมก็เลยบอก ว่าพระไม่กลัวผีนะ มีแต่ผีกลัวพระ กระผมก็ พูดเรื่องบาป - บุญ เรื่องนรก - สวรรค์ ให้ผีฟัง แต่ผีพูดว่า ไม่รู้จักบุญหรอก รู้จักแต่ฆ่าๆ พร้อมทำท่าทางด้วยมือประกอบการฆ่าให้ดู กระผมพูดลงท้ายด้วยการสร้างพระธรรมกาย ประจำตัวที่มหาธรรมกายเจดีย์ ชวนผีทำบุญ ในที่สุดผียอมทำบุญด้วย จึงรวบรวมเงินได้ จำนวนสองพันกว่าบาท คือ บอกคนโน้นคน นี้แล้วมาทำบุญด้วยกัน แล้วเขียนจองสร้าง องค์พระไว้ก่อน กระผมก็บอกให้ผีที่เข้าสิงอนุโมทนา- บุญ แต่ผีนั่งเฉยๆ เพราะทำไม่เป็น กระผม จึงสอนให้อนุโมทนา จึงทำเป็น กระผมก็ถาม ชื่อผี เพื่อจะกรอกชื่อ จะได้อุทิศบุญไปให้ แต่ ผีบอกว่า เขาไม่ให้บอก กระผมพูดว่า ถ้าไม่ บอก เวลาอุทิศบุญก็จะไม่ได้รับบุญ ในที่สุด ผีจึงบอกว่า ชื่อ “ผง” โยมพ่อโยมแม่ทั้งหลาย ถึงกับร้อง อ๋อ ปู่ผงนี่เอง อดีตเคยเป็นหมอ ปราบผีในเขต ๔ ตำบล ถ้าผีเข้าคนไหนล่ะก็ ไปบอกคนอื่นไม่ยอมหาย แต่ถ้าบอกปู่ผงแล้ว หาย ก็ถามนามสกุลต่อไป นามสกุลเดียวกับ โยมแม่ของผมครับ แล้วถามอายุเท่าไร ผีบอก ๘๕ ปี ถ้ารวมกับตอนตายแล้วถึงปัจจุบันอายุ ประมาณ ๑๓๐ ปี กระผมเขียนใบสร้างพระเสร็จแล้ว ให้ผี อธิษฐานอยู่พักหนึ่ง แล้วก็ให้ถวายคืนผม พอ ถวายเสร็จ ผีก็พูดว่า เย็นกายสบายใจดีมาก ยิ้ม และร้องรำทำเพลง มีแววตาสดใส มีแรง ขึ้นมาก ผีพูดว่า ขณะนี้ที่โคกตูมภูน้อยกำลัง มีการละเล่นตีกลองเถิดเทิงสนุกมาก คนก็มา มากมาย (คนในที่นี้ หมายถึง ผีในภูมินั้น) ที่ โคกตูมภูน้อยนี้เป็นดงป่าไม้ ชาวบ้านเชื่อกัน ว่า ที่นี่มีผีดุ ฆ่าคนตายมาแล้วหลายศพ ใคร ไปถางป่าทำไร่ทำสวนไม่ได้ ต้องตายทุกคน และทุกวันพระชาวบ้านจะได้ยินเสียงกลอง ดังเป็นประจำ โยมแม่เคยพูดว่า มีมีดจ่อคอ กระผมคิด ว่า ผีคงเอามีดจ่อคอโยมแม่จริง และกระผม อยากจะให้ผีออกจากร่างโยมแม่ ตอนนั้นที่ คอโยมแม่มีพระของขวัญอยู่ ๒ องค์ กระผม จึงเอาเพิ่มอีก ๑ พวง ประมาณ ๕ องค์ ผี บอกว่า กลายเป็นมีดอีโต้จ่อคอแล้ว กระผม จึงใส่เพิ่มอีก ๑ พวง รวมเป็น ๓ พวง ผีบอก ว่ากลายเป็นมีดอีโต้เชือดคอขาดแล้ว พร้อม กับร้องเสียงหลงดังลั่น พร้อมกับเอามือจับคอ ตนเองนอนดิ้นแด่วๆ เหมือนคนถูกมีดเชือด คอจริง ๆ กระผมคิดในใจว่า โยมแม่เราตาย แน่เลย จนลืมคิดว่าเป็นผีเข้า จึงรีบเอาพระ ของขวัญออกจากคอทันที ๑ พวง โยมแม่ก็ เอามือจับคอตนเองพูดว่า นึกว่าคอขาดแล้ว เหลือแค่มีดอีโต้จ่อคออยู่ กระผมคิดว่าที่ผีไม่ออกเพราะมีพระ คล้องคอไว้ จึงให้ถอดออกให้หมด แล้วคล้อง คอใหม่ ในที่สุดโยมแม่ก็นั่งคอตกก้มหน้า เงียบอย่างเดียว แล้วอาการก็ดีขึ้นจึงไปทำบุญ ที่วัดใกล้บ้าน ต่อมาผีก็ไม่มาอีกแล้ว เรื่องที่เกิดขึ้นกับโยมแม่นั้นเป็นผีหรือ เป็นอะไรครับ ถ้าเป็นผีจริง เป็นผีประเภทไหน ลักษณะเป็นอย่างไร ใช่ที่เรียกกันว่า ผีปอบ หรือไม่ เวลาโยมแม่พูดนั้น เป็นโยมแม่พูดจริง หรือว่าใครพูดครับ แล้วตอนนั้นวิญญาณโยม แม่อยู่ที่ไหน ทำอะไรอยู่ครับ แสงที่เหรียญพระปราบมาร ส่องตา โยมแม่นั้น ตลอดจนที่โยมแม่พูด เช่น พูดว่า ร้อนๆ หนาวๆ ไม่มีแรง มีมีดจ่อคอ มีมีด อีโต้จ่อคอ มีมีดอีโต้เชือดคอขาดนั้น เกิดจาก อานุภาพอะไรครับ พระของขวัญรุ่นไหนครับ แล้วมีดเชือดคอใครครับ ปู่ผงตายแล้ว ไปอยู่ไหน ตอนมาเข้าสิง นั้นมาทำไม มากับใคร ผีอธิษฐานจิตตอน ทำบุญสร้างพระธรรมกายประจำตัวว่า อย่างไรครับ ที่ดงป่าโคกตูมภูน้อยนั้นมีผีดุอยู่จริง ไหมครับ และเป็นสถานที่มีผีอยู่มากจริงไหม ครับ โยมแม่ทำกรรมอะไรมา และทำอย่างไร โยมแม่จึงจะไม่มีผีมาเข้า คุณครูไม่ใหญ่ : เรื่องที่เกิดขึ้นกับโยมแม่นั้นเป็นผีจริง ๆ แต่คำว่า “ผี” นั้นมีความหมายกว้างมาก เพราะว่ามันรวมถึงกายละเอียดในระดับพื้น มนุษย์หลาย ๆ อย่าง คือ มีกายละเอียดเยอะแยะ ที่มนุษย์มักจะรวมเรียกว่า “ผี” สำหรับของโยมแม่นั้น เป็นผีที่อยู่ใน สายการปกครองของท้าวเวสสุวัณโณ คือ สายยักษ์ แต่ก็ไม่ใช่ยักษ์ตัวดำ ตาโปน หัวหยิก อย่างที่เราเคยเห็นในภาพ ที่มาเข้าร่างโยมแม่ นั้นจะมีลักษณะคล้ายๆ มนุษย์ ผีปอบก็คือผีสายยักษ์ อยู่ในสายการ ปกครองของท้าวเวสสุวัณโณนั่นเอง ที่เข้าสิง ร่างมนุษย์ ก็เพื่ออาศัยร่างมนุษย์กินอาหาร โดยเฉพาะอาหารดิบๆ หรือสัตว์เป็นๆ เช่น ไปหักคอเป็ดไก่ในเล้ากิน เป็นต้น ที่เข้าสิงร่างของโยมแม่หรือบางคนได้ เพราะมีวิบากกรรมทางนี้ ไม่ได้เข้าสิงได้ ทุกคน คนๆ นั้นต้องมีวิบากกรรมทางนี้ คือ ในอดีตชาติ บุคคลนั้นเคยนับถือผี เซ่นไหว้ผี เป็นสรณะที่พึ่งที่ระลึกยามที่มีทุกข์ จนเป็น ธรรมเนียมประเพณีปฏิบัติกันมา โดยฆ่าสัตว์ เซ่นผี บางทีก็ฆ่าสัตว์เล็ก เช่น เป็ด ไก่ บางที ก็ฆ่าสัตว์ใหญ่ เช่น วัว ควาย เป็นต้น ฉะนั้น จึงมีกรรมอยู่ ๒ อย่าง คือ ๑) กรรมที่เคยนับถือผีพวกนี้เป็นชีวิต จิตใจ ๒) กรรมทำปาณาติบาต คือ ฆ่าสัตว์ เพื่อเซ่นไหว้ จึงทำให้พวกนี้มาเข้าร่างได้ โดย มีวัตถุประสงค์ คือ ๑ อาศัยร่างเพื่อกินอาหาร ๒ อาศัยร่างเหมือนเป็นร่างทรง เพื่อยก ระดับตัวเองว่ามีผู้นับถือมาก ๓ ทำร้ายให้เจ็บป่วยหรือตาย เพื่อ ที่ว่าตายแล้ว จะได้ไปเป็นบริวารหรือสานุศิษย์ หรือตายแทน เพื่อตัวจะได้ไปเกิดใหม่ เป็น กฎเกณฑ์ของเผ่าพันธุ์พวกนี้ที่มีกรรมอย่างนี้ เมื่อผีเข้าสิงร่างโยมแม่ เขาจะกดทับด้วย มนตร์ ทำให้ขาดสติหรือหมดสติไป ขึ้นอยู่กับว่า ทับครึ่งตัวหรือว่าเต็มตัว ถ้าครึ่งตัวมันก็จะ ขาดสติแต่พอรู้อยู่บ้าง แต่ว่าบังคับตัวเองไม่ได้ แต่ถ้าเต็มตัวจะหมดสติ คือ ลืมไปเลย ที่ผีสิงร่างโยมแม่บอกว่า เห็นแสงที่ เหรียญปราบมารส่องตานั้น ผีเห็นจริง ๆ ด้วย อานุภาพบารมีธรรมของมหาปูชนียาจารย์ที่ ท่านทำวิชชาธรรมกาย ทำให้ผีรู้สึกอย่างนั้น และเห็นเป็นอย่างนั้น ซึ่งเหรียญปราบมารทุกร่นุ ก็มีอานุภาพทั้งนั้น ถ้ามีใจเลื่อมใสอย่าง แท้จริง ส่วนที่ผีเห็นเป็นมีดเชือดคอนั้น เป็น เพราะกรรมของผีเอง ที่เคยทำปาณาติบาต เอาไว้ในลักษณะอย่างนี้ คือ ฆ่าเป็ด ฆ่าไก่ ฆ่าวัว ฆ่าควายโดยการเชือดคอ บันดาลให้ เห็นด้วยวิบากกรรม ผีที่มาเข้าสิงเป็นปู่ผงจริง ๆ ไปเกิด ในสายยักษ์ ด้วยวิบากกรรมที่นับถือผี และ ก็ไม่ได้ทำบุญอะไร แถมยังมีกรรมปาณาติบาต อีกด้วย ที่มาเข้าสิงเพราะต้องการเอาไปอยู่ด้วย เพื่อเอาไปเป็นบริวารของตน โดยเจตนาจะ ให้อดข้าวตาย ปู่ผงมากับลูกสมุนของผีที่เป็นหัวหน้า หรือยักษ์ประเภทที่เป็น หัวหน้า เพราะพวกนี้ อยากได้สมาชิกเพิ่ม เหมือนนักเลงที่ต้องการ มีพวกมาก ๆ แล้วก็มีการเชียร์กัน มีการฉลอง ถ้าใครสามารถหาสมาชิกใหม่มาได้ ก็จะ ฉลองตีกลองกันลั่น แล้วก็จะมีลุ้นระทึก คือ เข้าสิงให้ได้ เข้าสิงให้ได้ แล้วก็ถามกันจะเข้า ได้ไหม สิงได้ไหม เพื่อจะให้เอาให้ได้ เอาเลย เอาเลย เอ้า เฮ เข้าไปเลย แล้วก็ร่ายเวท ไปเรื่อย จะมีกองเชียร์ ซึ่งเป็นพวกนี้แหละ ตอนถวายพระประจำตัว ผีได้อธิษฐาน ว่า ขอให้มีอำนาจเหนือผีตัวอื่น ๆ พูดง่าย ๆ คือ อยากเก่ง ไม่ได้คิดจะไปเกิดบนสวรรค์ หรือเกิดใหม่ เพราะกรรมยังหนาอยู่ จึงยังอยู่ ในหมู่พวกนี้ มีความคิดวนๆ อยู่อย่างนี้ แต่ อยากยกระดับตัวเองขึ้นเป็นหัวหน้ามาเฟียผี เป็นหัวหน้าเขตที่จะปกครองดูแลพวกนี้อีก ทีหนึ่ง ที่ดงป่าโคกตูมภูน้อยเป็นหมู่บ้านผีพวกนี้ และปู่ผงก็อยู่ตรงนั้น โดยท้าวเวสสุวัณโณ ท่านก็สั่งให้หัวหน้าเขตต่อ ๆ กันลงมา กำหนดเขตให้หัวหน้าเขตตรงนี้ปกครอง บริเวณตรงนี้ตามวิบากกรรม และตอนนี้ปู่ผง อธิษฐานอยากจะเป็นหัวหน้าแทน วิธีแก้ คือ ให้โยมแม่เลิกนับถือผี หรือ เลิกแกล้งทำเป็นผีเข้าเพื่อขู่ลูกหลานตอน ลูกหลานทำตัวไม่ดี แล้วก็ให้ตั้งมั่นในพระ รัตนตรัย ให้ทำบุญทุกบุญ ทั้งทาน ศีล ภาวนา ให้สม่ำเสมอจนตลอดชีวิต ก็จะพ้นจากวิบาก กรรมพวกนี้ได้ ๕ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๗ ๑๗. กระสือ กระหัง ลูกมีความสงสัยเกี่ยวกับเรื่องผีกระสือ มานานแล้ว เรื่องมีอยู่ว่า สมัยที่ลูกยังอยู่ที่ จังหวัดนครศรีธรรมราช ปัจจุบันนี้ลูกย้ายมา อยู่ที่จังหวัดปทุมธานีแล้ว ทุกคนในหมู่บ้าน จะเคยเจอผีกระสือจนทำให้รู้สึกเป็นสิ่งปกติ ในชีวิตประจำวัน ซึ่งวิธีสังเกตคนเป็นกระสือ ที่คนในหมู่บ้านจะรู้กัน คือ บุคลิกของคนๆ นั้น จะไม่ชอบสุงสิงกับใคร ชอบอยู่ในที่มืด แม้ใน เวลากลางวัน ก็จะอยู่แต่ในบ้าน ทำบรรยากาศ ในบ้านให้ดูสลัวๆ ทึมๆ ถ้าใครมีญาติพี่น้อง เป็นกระสือ เวลาทานข้าว จะชวนเท่าไรเขาจะ ไม่มากินด้วย จะกินข้าวทีหลัง แอบกินคนเดียว ในมุมลับๆ และชอบกินของสดๆ คาวๆ ถ้าบ้านไหนมีคนใกล้จะคลอดลูก ยิ่งเป็นที่ สนใจของกระสือมาก เพราะกระสือชอบกิน ของสกปรก ชอบกินรกและเลือดของเด็ก โดยแอบเข้ามาในบ้านตามร่องกระดาน พื้นบ้าน เนื่องจากบ้านสมัยนั้นมักจะยกสูง โดยมีใต้ถุนบ้านไว้ ไม้กระดานก็ไม่ได้ติดกัน แบบสมัยนี้ จะเป็นร่องกระดาน วิธีป้องกันกระสือเข้าบ้าน คือ เขาจะ เอาลวดหนาม หรือไม้ไผ่ที่มีหนามมาวางไว้ ใต้ถุนบ้าน เพราะมีความเชื่อว่า ผีกระสือจะ กลัวลวดหนามเกี่ยวไส้ จะไม่มารบกวน ยิ่ง ถ้าใครมีบาดแผลต้องระวังให้ดี กระสือจะ มาแอบดูดเลือด และจะทำให้คนๆ นั้นรู้สึก อ่อนเพลียไป ๒ - ๓ วัน อีกเหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้นกับตัวลูก เอง ตอนนั้นลูกตากผ้าเปียกไว้ตอนกลางคืน เช้ามาก็พบว่า มีรอยเปื้อนคล้ายคนมาเช็ด ปากทิ้งไว้ ลักษณะคราบก็เหมือนไปกินของ สกปรกมา มีกลิ่นคาว ซึ่งคนโบราณจะมีความ เชื่อว่า ถ้ามีรอยแบบนี้บนผ้า ให้เอาผ้าไปฟาด กับบันได จะทำให้คนที่เป็นกระสือเจ็บปาก แล้วปากเขาจะบวมๆ เราก็จะรู้ได้ว่าใครเป็น กระสือ ลูกก็ทำตาม ปรากฏว่าเมื่อเดินไป สำรวจตามบ้านต่าง ๆ โดยเฉพาะบ้านที่ต้อง สงสัยที่มียายแก่ๆ อาศัยอยู่คนเดียว ซึ่งคน แถวนั้นจะรู้กันว่ายายคนนี้เป็นกระสือ ก็พบ ว่ายายคนนั้นปากแกบวมฉึ่งจริง ๆ ลักษณะของกระสือที่เห็นบ่อย ๆ ใน เวลากลางคืน หลัง ๓ ทุ่มไปแล้ว คือ จะเห็น เป็นดวงไฟกลมๆ ขนาดเท่าฝ่ามือ มีสีออก แดงๆ เหลืองๆ เหมือนเปลวเทียน ไม่เห็น เป็นหัวคน และก็ไม่เห็นไส้ห้อยรุ่งริ่งอย่างที่ ใคร ๆ พูดกัน ดวงไฟจะลอยขึ้นๆ ลงๆ ไป มาเหมือนกำลังหาอาหารอยู่ ลูกเองเคย พยายามจะจับหลายครั้ง แต่ก็ไม่เคยสำเร็จ แต่มีคนเคยทำสำเร็จ เขาเป็นพี่ชายของเพื่อน ลูกเอง เรื่องเกิดขึ้นที่จังหวัดพัทลุง เขาเล่าว่า หมู่บ้านเขาก็มีกระสือหลาย ตัวเหมือนกัน ตอนนั้นเป็นช่วงพลบค่ำ พี่สะใภ้ กำลังจะคลอดลูก พี่ชายของเขาก็ยังจับปลา อยู่ตรงบริเวณคลองแถวบ้าน เมื่อพี่ชายมอง มาที่บ้านของตัวเอง ก็เห็นดวงไฟดวงหนึ่ง ลอยขึ้นๆ ลงๆ วนอยู่รอบบ้าน นึกว่าไฟไหม้ บ้าน จึงรีบกลับมาดู แล้วก็ชวนพรรคพวกเอา ไม้ไผ่มาล้อมจับ แล้วก็จับได้ จึงขังดวงไฟนั้น ไว้ในสุ่ม พอตอนเช้าดวงไฟก็หายไป เห็นแต่ ความว่างเปล่า แต่พอตกกลางคืนอีกครั้ง ก็ เห็นดวงไฟยังคงอยู่ในสุ่มเหมือนเดิม เช้าวันต่อมา จึงไปเดินตามหาว่า ใคร เป็นผู้ต้องสงสัย ก็พบยายแก่ๆ อยู่บ้านคน เดียว นอนพะงาบ ๆ หายใจรวยรินคล้ายคน ใกล้จะตาย ลักษณะเหมือนร่างไร้วิญญาณ พี่ชายของเพื่อนจึงไปยืนพูดกับยายคนนั้นว่า ต่อไปอย่ามายุ่งกับครอบครัวของเขาอีกนะ แล้วเขาก็ปล่อยกระสือไป เมื่อกลับไปบ้านก็ ไปเปิดสุ่มออก จากนั้นก็ไม่มีกระสือมากวน ที่บ้านอีกเลย กระสือมีจริงหรือไม่คะ สิ่งที่ลูกได้เจอ และพี่ชายของเพื่อนได้เจอเป็นกระสือจริง ๆ หรือไม่ กระสือมีลักษณะและมีความเป็นอยู่ อย่างไร ส่วนใหญ่จะเชื่อกันว่า มีแต่หัวกับ ไส้ลอยไปลอยมา แต่สิ่งที่ลูกและอีกหลายๆ คนเห็น เป็นเพียงดวงไฟลอยไปลอยมา แค่นั้นเอง ลูกเคยได้ยินมาว่า คนที่เป็นกระสือ ก่อนที่ตัวเองจะตายจะต้องหาคนสืบทอด โดยหาจากญาติพี่น้องของตัวเอง และใช้ แหวนเป็นสื่อ วิธีการคือ จะถอดแหวนให้ผู้ สืบทอดรับไปใส่ต่อ เขาก็จะกลายเป็นกระสือ ตัวต่อไป เรื่องนี้เป็นเรื่องจริงหรือไม่ ถ้า กระสือมีจริง แล้วกระหังมีจริงหรือไม่ คุณครูไม่ใหญ่ : กระสือ คือ ภูตชนิดหนึ่ง ภูตอย่างหนึ่ง ผีอย่างหนึ่ง ปีศาจก็อีก อย่างหนึ่ง แต่เราจะได้ยินคำรวมไปเลยว่าภูตผี ปีศาจ เพราะคำมันคล้องกัน แต่จริง ๆ แล้ว มันคนละประเภทกัน คือ หน้าตามันจะแตก ต่างกันไป และพฤติกรรมหรือความสามารถ มันจะแตกต่าง ซึ่งตอนเป็นมนุษย์ ทำกรรม หลอกลวงต้มตุ๋นเพื่อนมนุษย์ เช่น นำของ ปลอมมาหลอกขายว่าเป็นของจริงของโบราณ โดยหากินทางมิชอบ อันนี้คือวิบากกรรมที่ ทำให้เป็นภูต เป็นต้น ไม่ว่าจะเป็นหญิงหรือชายก็ตาม ตาย แล้วก็จะไปเป็นเปรตก่อน เพราะความโลภ อยากได้ทรัพย์โดยมิชอบ มีความหิวโหยมาก จากเปรต กรรมยังไม่หมดก็จะมาเป็นพวกภูต ที่กินได้เฉพาะของสกปรก ของคาว ของเน่า เหม็นโดยจะเข้ามาสิงอยู่กับคนที่มีวิบาก กรรม เหมือนที่ตัวเองเคยทำตอนเป็นมนุษย์ คือ ไม่ได้สิงได้ทุกคน จะเข้าสิงใครได้ คนนั้นต้อง มีวิบากกรรมอย่างเดียวกัน มันถึงจะดูดไป หากันได้ ลักษณะรูปร่างก็คล้ายๆ ผีนั่นแหละ แต่ มีฤทธิ์มากกว่า คือ สามารถแปลงกายเป็น สัตว์ได้ เช่น แปลงเป็นหมาดำ เป็นงู เป็นต้น แต่ผีแปลงไม่ได้ ภูตบางตนแปลงร่างได้มาก ภูตบางตน แปลงร่างได้น้อยหรือแปลงได้บางอย่าง ภูตบางตน แปลงได้ ๒ อย่าง ๓ อย่าง ๔ อย่าง ภูตบางตน แปลงได้แค่เป็นหมาดำตัวใหญ่ได้ เป็นงูได้ นี่ ยกตัวอย่าง ภูตชนิดนี้จะมีชีวิตสิงมนุษย์อยู่ เหมือน กาฝากที่ติดตามต้นไม้ต่าง ๆ ยิ่งอยู่นานไป ก็จะยึดทั้งร่างกายและจิตใจมนุษย์ เหมือน กาฝากที่ขยายขึ้นคลุมต้นไม้ พวกนี้จะชอบที่ มืด ไม่ชอบแสงสว่าง แต่ไม่มีหัวและไส้ที่ลอย ไปลอยมา เวลาถอดกายออกจากมนุษย์จะ เป็นดวง เป็นสีๆ ส่วนใหญ่ก็จะมีสีเหลือง สีแดง สีเขียว สีส้ม เป็นต้น (ที่มีหัวและไส้รุ่งริ่ง เป็น เปรตชนิดหนึ่ง แต่ไม่ใช่กระสือ และจะมีอีกา ตามไล่จิกไส้ที่ห้อยมา) ดวงนั้น คือ ดวงจิตของมนุษย์ ที่มีวิบาก กรรมที่โดนสิงและถูกสิง จะถูกบังคับให้ออก มา โดยภูตจะหุ้มดวงจิตนั้น ซึ่งมนุษย์จะเห็น แค่เพียงดวงจิตของมนุษย์ ที่มีวิบากกรรม ลอยไปเท่านั้น แต่ตัวภูตมองไม่เห็น พวกนี้จะชอบไปกินของสกปรก ของ คาว ของเหม็นเน่า เวลากินก็จะใช้วิธีกิน เหมือนมนุษย์นี่แหละ เพราะสภาวะนี้เป็นกึ่ง หยาบกึ่งละเอียด จึงสามารถกินของหยาบได้ กินเสร็จแล้ว ก็จะเอาปากไปเช็ดตามผ้าที่ตาก ไว้จริง ๆ เหมือนมนุษย์เช็ดปากอย่างนั้นแหละ ฉะนั้นใครตากผ้าไว้กลางคืน ไปเก็บซะ สิ่งที่ลูกและพี่ชายเจอคือภูตพวกนี้แหละ ซึ่งมนุษย์เรียกว่า ผีกระสือ ซึ่งมีทั้งหญิงและชาย แล้วแต่มนุษย์จะสมมติเรียก เช่น ผู้หญิงก็ สมมติเรียกว่าเป็นผีกระสือ ผู้ชายก็สมมติ เรียกว่าเป็นผีกระหัง แต่ผู้ชายไม่มีกระด้งหรือ หางเป็นสาก อันนี้มนุษย์ก็สมมติกันไปเรื่อย ๆ การสืบทอดจากร่างหนึ่งไปอีกร่างหนึ่ง เมื่อวิบากกรรมนั้นยังไม่หมด โดยภูตที่จะมา รับสืบทอดต้องมีกรรมชนิดนี้ด้วย ไม่ใช่จะไป ให้ใครก็ได้ ถ้าไม่มีผู้ที่มีกรรมแบบเดียวกัน ภูตก็ต้องตายไปพร้อมกับร่างที่สิงนั้น คล้าย ต้นกาฝากตายพร้อมกับต้นไม้ที่ตัวเกาะอยู่ แล้วไปเกิดเป็นอย่างอื่นตามวิบากกรรมต่อไป เหมือนตายจากเปรตมาเป็นภูต ตายจากภูต ก็ไปเป็นอะไรต่ออะไรตามวิบากกรรม ส่วนวิธีการถ่ายทอดนั้นก็หลากหลาย วิธี ขอเพียงผู้มาสืบทอดต้องมีกรรมอย่าง เดียวกันเท่านั้น ส่วนวิธีการจะถ่ายทอด อย่างไรก็ได้ จะมอบแหวน หรือจะอะไร มีหลากหลายวิธีการ ไม่ใช่เฉพาะมอบแหวน อย่างเดียว การจะจับภูตไว้ในสุ่มได้ต้องมีมนตร์ คาถาอาคม อยู่ ๆ จะเอาสุ่มไปไล่จับโดย ไม่มีวิชาอาคมนั้นยาก แล้วที่ว่าถ้าเอาผ้าที่มี ลักษณะคล้ายๆ คนเช็ดปาก และมีกลิ่นคาว หรือของสกปรกไปฟาดที่บันไดนั้น จะทำให้ เกิดปากบวมบ้าง หรือเอาผ้าไปต้มให้ปวด แสบปวดร้อนบ้าง ก็เป็นการเสริมแต่งเรื่อง ราวกันไป หรือการที่ผู้ต้องสงสัยว่าจะเป็นผี กระสือเกิดปากบวมฉึ่งขึ้นมาอย่างเรื่องที่ว่านี้ ก็เป็นเรื่องของความบังเอิญ ไม่ได้เกิดเพราะว่า พอฟาดตุ้บบวมฉึ่งขึ้นมา อย่างนี้ไม่ใช่ ๒๐ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๗ ๑๘. พระเวสสันดร ลูกเคยพูดกับพี่สาวเรื่องพระเวสสันดร ที่ยกกัณหาชาลีให้ชูชก ลูกวิจารณ์อย่างรู้เท่า ไม่ถึงการณ์ว่า ไม่ควรละเมิดสิทธิ์ของผู้อื่น แม้ จะเป็นลูกชายลูกสาวของตนก็ตาม ไม่น่าจะ มีสิทธิ์ไปยกชีวิตของผู้อื่นให้กับใคร ถ้าอยาก จะทำความดี ก็ควรอยู่ในสิทธิ์ของตนเอง การ วิจารณ์เช่นนี้จะเป็นบาปหรือไม่ ถ้าบาป ควร ทำอย่างไรจึงจะแก้ไขวิบากกรรมนี้ได้คะ คุณครูไม่ใหญ่ : ลูกพูดวิจารณ์พระเวสสันดรว่า การยก กัณหาชาลีให้ชูชกนั้น เป็นการละเมิดสิทธิ์ของ ผู้อื่น ถึงแม้ด้วยความไม่รู้ก็เป็นบาป เพราะ โมหะคืออำนาจความหลงที่ไม่รู้ แล้วชอบ วิจารณ์ วิบากกรรมนี้จะส่งผลให้มีอุปสรรคมา ขัดขวางในการสร้างบารมี โดยจะมีคนมาพูด ให้ท้อใจ จะแก้ไขก็ต้องทำบุญทุกบุญ ทั้งทาน ศีล ภาวนา เป็นต้น แล้วก็ขอขมาพระสัมมา สัมพุทธเจ้าบ่อย ๆ หนักก็จะเป็นเบา เบาก็ จะหายไป ๒๙ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๙ ๑๙. ทำบุญต้องอธิษฐาน บางคนทำบุญแล้วไม่อธิษฐาน เพราะ คิดว่าการอธิษฐานเป็นการค้ากำไรเกินควร การที่เขาคิดเช่นนี้ถูกต้องหรือไม่ครับ คุณครูไม่ใหญ่ : อย่าเอามาปนกัน ระหว่างเรื่องทำบุญ กับเรื่องธุรกิจ เพราะมันคนละเรื่อง ทำบุญ แล้วต้องมีอธิษฐานบารมี เป็นการตั้งเป้า หมายชีวิต เอาพลังบุญไปเซ็ตโปรแกรมให้ ไปสู่เป้าหมายนั้น เหมือนอย่างพระสัมมาสัม พุทธเจ้า ทรงสั่งสมบุญบารมี แล้วก็อธิษฐาน บารมีขอเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ หนึ่งในอนาคต อย่างนี้ไม่ได้ค้ากำไรเกินควร เลย ท่านทำบุญเล็กน้อย ท่านก็อธิษฐานอยาก เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทำบุญปานกลาง ก็อธิษฐานอยากเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทำบุญใหญ่ก็อยากเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถ้าหากการอธิษฐานเป็นการค้ากำไรเกินควร แสดงว่าท่านทำบุญเล็กน้อยแล้วอธิษฐานขอ เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อย่างนี้ก็ไม่ถูกสิ ๖ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๘ ๒๐. ระวังภัยวัยเบญจเพส ทำไมคนโบราณมักพูดว่า วัยเบญจเพส* ให้ระมัดระวังตัว ให้ทำบุญเผื่อไว้ บางคนอาจ จะตาย หรือป่วยหนักในอายุช่วงนี้ หรือบาง คนก็ได้ดิบได้ดีไปเลย แล้วจริง ๆ เป็นอย่างไร และต้องทำอย่างไรเมื่อถึงวัยเบญจเพสคะ คุณครูไม่ใหญ่ : คนโบราณมักจะพูดว่า วัยเบญจเพสให้ ระวังตัวนั้น ก็เพราะว่าเป็นจุดหัวเลี้ยวหัวต่อ ของวัยรุ่นที่กำลังจะเป็นผู้ใหญ่ ซึ่งบางครั้ง กายเป็นผู้ใหญ่แต่ใจยังเป็นวัยรุ่นใจร้อนอยู่ ก็อาจจะดำเนินชีวิตผิดพลาดได้ง่าย ทำให้ ประสบเภทภัยได้มาก แต่วัยรุ่นบางคนก็เป็น * ช่วงอายุ ๒๕ ปี คนมีเหตุผล อารมณ์เย็น จึงทำให้ประสบ ความสำเร็จในชีวิต เมื่อถึงวัยนี้ สิ่งที่ควรทำ คือ จะทำอะไร ก็ต้องมีสติพิจารณาให้ดี อย่าใช้อารมณ์นำ หน้า ต้องใช้ปัญญานำหน้า และที่สำคัญต้อง ศึกษาธรรมะของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อ เป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตแบบบัณฑิต นักปราชญ์ที่จะก้าวไปสู่ความสำเร็จ ๑๔ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๙ ๒๑. ฮวงจุ้ย การดูฮวงจุ้ย*ถือว่าเป็นบาปหรือไม่ และมีผลกำหนดชะตาชีวิตของคนเรามาก น้อยแค่ไหน ผมควรจะช่วยเหลือคนโดยดู ฮวงจุ้ยต่อไป หรือควรจะเลิกเด็ดขาดดีครับ คุณครูไม่ใหญ่ : การดูฮวงจุ้ยเพื่อช่วยเหลือคนอื่นนั้น ก็ ไม่ถือว่าเป็นบุญหรือบาปโดยตรง แต่ว่าเป็น ความหลง ซึ่งจะทำให้ใจติดยึดวนเวียนอยู่กับ สิ่งเหล่านี้ การดูฮวงจุ้ยแค่เป็นส่วนประกอบ เท่านั้น แต่การที่คนจะรุ่งหรือไม่รุ่ง ขึ้นอยู่ *ฮวงจุ้ย คือ ความเชื่อของจีนโบราณ ที่ว่าด้วยการจัดตำแหน่งสิ่งของ หรือบ้านให้สมดุลระหว่างลมและน้ำ เพื่อความเป็นสิริมงคลและ สอดคล้องกับธรรมชาติ กับบุญกุศลที่ทำมามากน้อยเพียงใด ดูตัวลูก ก็แล้วกัน ลูกดูฮวงจุ้ยได้ รู้หลักฮวงจุ้ยเป็น อย่างดี แต่ลูกยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ ลูกอยากจะเป็น อยากจะได้ เพราะฉะนั้น สิ่ง ที่ควรจะทำ คือ ลูกควรจะเลิกดีกว่า เพราะ เสียเวลา ไม่ได้เกิดประโยชน์อะไร แถมเกิดโทษ คือความหลง ซึ่งจะติดข้ามชาติไปอีก หากตาย แล้ว ก็จะไปเป็นวิทยาธรดูฮวงจุ้ยต่อ ไม่ทำให้ ก้าวไปสู่ความหลุดพ้น คือ พระนิพพาน ๑๒ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๙ ๒๒. ฮวงจุ้ยทำเลทอง สมัยก่อนลูกชอบดูฮวงจุ้ย และทำตาม หลักฮวงจุ้ยมาโดยตลอด ฮวงจุ้ยมีจริงไหมคะ จริง ๆ แล้วคืออะไร และมีผลกับชีวิตเราจริง หรือไม่ เราควรปฏิบัติตามหรือไม่คะ คุณครูไม่ใหญ่ : ฮวงจุ้ย ก็คือการดูสถานที่ เป็นหนึ่งในหลัก ปฏิรูปเทส ซึ่งประกอบไปด้วยสัปปายะ ๔ คือ ๑. ที่อยู่อาศัยเป็นที่สบาย ๒. อาหารเป็นที่สบาย ๓. บุคคลเป็นที่สบาย ๔. ธรรมะเป็นที่สบาย ฮวงจุ้ยก็เป็นหนึ่งในสี่ คือ ที่อยู่อาศัย เป็นที่สบาย หมายถึงปรับสถานที่ให้น่าอยู่ เช่น ปลูกต้นไม้ร่มรื่น มีหิน มีน้ำตก มีนก เป็นต้น ให้ดูแล้วสบายกาย สบายใจ พอสบายกาย สบายใจ ไม่กลุ้ม จะคิดอ่านอะไรออกได้ดี พอคิดออก ก็แก้ปัญหาได้ ชีวิตก็รุ่งเรือง ถ้าเป็นที่ทำการค้า ก็หมายถึง ให้ดูทำเล คือ ฮวงจุ้ยว่า ทำเลตรงนี้ มีผู้คนดี ๆ ผ่านไป ผ่านมามาก มีรถรามาจอด นี่ก็เป็นฮวงจุ้ย ทำเลการค้า แต่ที่สำคัญที่สุด คือ อยู่ที่บุญ ฮวงจุ้ยเป็นเครื่องเสริมเท่านั้น ถ้าใครมีบุญ จะทำอะไรก็สำเร็จ อยู่ในป่าก็รวยได้ อยู่ใน เมืองก็รวย แต่ถ้าไม่มีบุญ อยู่ในเมืองก็จนได้ เหมือนเข้ามาเมืองหลวง แต่ว่าไปเป็นคน รับจ้างขนดิน นอกจากทำเลทองของการค้าแล้ว ยัง มีทำเลธรรม ซึ่งเป็นฮวงจุ้ยที่ศูนย์กลางกาย ฐานที่ ๗ ตรงนั้นเป็นอู่แห่งทะเลบุญ ถ้าใครมา อยู่ฮวงจุ้ยตรงศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ซึ่งเป็น ทำเลธรรม ใจจะสบาย บุญจะไหลผ่านตลอด เวลา จะทำการงานอะไรก็สำเร็จเป็นอัศจรรย์ ทำเลทองหรือจะสู้ทำเลธรรม ฮวงจุ้ย ตรงกลางใสปิ๊ง ไปถึงแล้วสบายกายสบายใจ จะคิดอ่านอะไรก็สำเร็จได้ง่าย ๗ เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๘ ๒๓. เหล้ากระสายยา การดื่มยาดองเหล้าเป็นกระสายยา จะมี วิบากกรรมหรือไม่ จะแก้ไขได้อย่างไรครับ คุณครูไม่ใหญ่ : การดื่มเหล้าเป็นกระสายยาก็ไม่ได้มี วิบากกรรมอะไร แต่ถ้าเอายาเป็นกระสายเหล้า อย่างนี้มีวิบากกรรม และหากแม้ดื่มเป็น กระสายยา แต่ดื่มจนมึนเมา ก็จะทำให้เมื่อ เกิดไปในภพต่อไป ก็จะทำให้ไม่ค่อยฉลาด สมองเชื่องช้า ๑๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๙ ๒๔. ทำบุญมากจะตายเร็ว มีความเชื่อของชาวลาวว่า ถ้าทำบุญ มาก ๆ จะตายเร็ว เพราะว่าจะรีบไปใช้สมบัติ คำกล่าวนี้เท็จจริงอย่างไรครับ คุณครูไม่ใหญ่ : คำว่า “ทำบุญมากจะตายเร็ว” นั้น ไม่เป็นความจริง เป็นแค่ความเชื่อเท่านั้น คน เราจะตายเร็วเพราะกรรมปาณาติบาตที่เคย ไปตัดรอนชีวิตเขาเป็นหลัก พอถึงเวลา ผังนี้ ถูกเซ็ตโปรแกรมไว้ ก็จะมาตัดรอนชีวิตของ เรา ไม่ได้เกี่ยวกับการจะรีบไปเสวยทิพย- สมบัติ แต่ถ้าทำบุญมาก ไม่ว่าจะตายช้าหรือ เร็ว เมื่อตายแล้วก็จะได้ไปเสวยทิพยสมบัติ อันโอฬาร ส่วนคนทำบุญน้อย ไม่ว่าจะตาย เร็วหรือช้าก็ตาม เมื่อตายแล้วก็จะมีความสุข น้อย เพราะมีทิพยสมบัติน้อย เพราะฉะนั้น จะตายช้าหรือเร็ว ไม่สำคัญเท่ากับมีชีวิตอยู่ แล้วได้สั่งสมบุญไว้มาก ๆ ๑๙ เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๘ ๒๕. ลายเซ็นเปลี่ยนชีวิต การเปลี่ยนแปลงลายเซ็น ทำให้ชีวิตเรา ดีขึ้นได้จริงหรือไม่ มีหลักในการออกแบบลาย เซ็นอย่างไร ที่จะทำให้ชีวิตดีขึ้นครับ คุณครูไม่ใหญ่ : การเปลี่ยนแปลงลายเซ็น แค่ทำให้ ความรู้สึกดีขึ้นบ้าง แต่ไม่ได้ทำให้ชีวิตดีขึ้น ถ้าหากยังปฏิบัติตัวเหมือนเดิม ๆ อยู่ ชีวิตจะดีขึ้นก็ต้องเปลี่ยนแปลงพฤติ- กรรม ให้ละความชั่ว ทำความดี ทำใจให้ บริสุทธิ์ผ่องใส ไม่เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลง ลายเซ็นเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเปลี่ยนแปลง พฤติกรรมตามคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธ เจ้าด้วย ๑๑ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๙ ๒๖. กรุ๊ปเลือดบอกนิสัย ลูกสาวของผมมีนิสัยเปลี่ยนแปลงง่าย ผมเกรงว่า เมื่อโตขึ้นเธอจะเป็นเด็กมีปัญหา ผมควรจะสอนเธออย่างไร ให้เป็นเด็กดีตลอด ไปครับ บางคนบอกว่า เป็นเพราะเธอมีเลือด กรุ๊ปเอบี กรุ๊ปเลือดมีผลต่ออุปนิสัยของคน ไหมครับ และทำไมแต่ละคนจึงมีกรุ๊ปเลือด ที่แตกต่างกัน แต่ละกรุ๊ปเลือดประกอบเหตุ มาต่างกันอย่างไรครับ คุณครูไม่ใหญ่ : ลูกสาวมีนิสัยเปลี่ยนแปลงง่าย ดังนั้น ตัวลูกในฐานะเป็นพ่อ ก็อย่าเผลอตามใจเธอ มากเกินไปอย่างไร้เหตุผล ให้ค่อยๆ อบรม สั่งสอนเธอด้วยใจเย็นๆ เพราะเธอเป็นคนมี เหตุผลและรักความดีอยู่แล้ว ส่วนเรื่องกรุ๊ปเลือดก็ไม่เกี่ยวกับพฤติ- กรรมและอุปนิสัยของคน แต่ขึ้นอยู่กับการ เสพคุ้น การคบคน การฝึกตน เป็นต้น คนที่มี กรุ๊ปเลือดต่างกันนั้น ก็ไม่ได้เกี่ยวกับกฎแห่งกรรม แม้กรุ๊ปเลือดต่างกัน แต่ก็สามารถพัฒนาตัวเอง ให้มีคุณค่าได้เช่นเดียวกัน ๑๐ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๐ ๒๗. คนเกิดวันพระขึ้น ๑๕ ค่ำ ที่คนเกิดวันพระขึ้น ๑๕ ค่ำ จะเป็นคน ธัมมะธัมโมเสมอไปจริงหรือไม่ และคนเกิด ในวันนี้จะมีกระแสบุญเป็นพิเศษแตกต่างจาก คนทั่วไปอย่างไร คุณครูไม่ใหญ่ : คนเกิดวันพระ ขึ้น ๑๕ ค่ำ ก็มีส่วน ที่เป็นคนมีพื้นฐานจิตใจดี และสนใจเรื่อง ธรรมะ แต่ก็ไม่ทุกคน คนเกิดในวันนี้เป็นแค่ ส่วนประกอบของจิตใจที่สนใจเรื่องธรรมะ มี พื้นฐานที่ดีที่แตกต่างจากคนอื่นเป็นส่วนใหญ่ เท่านั้น ๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๘ ๒๘. คนเกิดเสาร์ ๕ ด้วยบุพกรรมอะไร ทำให้เตี่ยเป็นคน มือหนัก เกี่ยวกับการที่ท่านเกิดวันเสาร์ เดือน ๕ หรือไม่คะ ทำไมคนโบราณถึงมักจะกล่าวว่า คนที่ เกิดวันเสาร์ เดือน ๕ มักจะดวงแข็งคะ คุณครูไม่ใหญ่ : เตี่ยมือหนัก เพราะเตี่ยแข็งแรงมากกว่า คนทั่วไปหน่อยหนึ่ง เนื่องจากเตี่ยคุ้นเคยกับ การทำงานหนักมาตลอด ไม่ได้เกี่ยวกับคน เกิดวันเสาร์ เดือน ๕ ดังที่คนโบราณกล่าวไว้ คนเกิดวันเสาร์ เดือน ๕ เป็นคนดวงแข็ง ก็เป็นความเชื่อของคนที่เรียนไสยเวท แต่มีข้อ สังเกตที่ว่า ถ้าเตี่ยดวงแข็ง เตี่ยก็คงยังไม่ตาย ๒๓ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๘ ๒๙. แม่ธรณี แม่คงคา แม่โพสพ เป็นเวลากว่า ๒๐ ปีแล้ว ที่ลูกตื่นขึ้นมา สวดมนต์บูชาพระ แล้วก็สวดบูชาแม่คงคา แม่ธรณี แม่โพสพ บนโต๊ะหมู่บูชาของลูกจะมีดินซึ่งเป็น ตัวแทนของแม่ธรณี มีน้ำเป็นตัวแทนของแม่ คงคา และลูกก็นึกในใจว่า ลูกอยากได้ข้าว พันธุ์ดี เพื่อมาเป็นตัวแทนแม่โพสพ และอยู่ ๆ ก็มีเหตุอัศจรรย์เกิดขึ้น คือ มีต้นข้าวงอกขึ้น ในกระถางต้นไม้เก่าๆ บนดาดฟ้าอย่างน่า ประหลาดใจ โดยที่ไม่มีใครไปปลูกเอาไว้เลย เป็นต้นข้าวที่สมบูรณ์และออกรวงอย่าง สวยงามมาก ลูกจึงเก็บรวงข้าวมาบูชา เป็น ตัวแทนของแม่โพสพ จนถึงทุกวันนี้ แม่ธรณี แม่คงคา แม่โพสพ มีจริงไหม ถ้ามีจริง ท่านมีลักษณะอย่างไร ทำหน้าที่ อะไร การที่ลูกสวดบูชาท่านทุกวัน ท่านรับรู้ไหม และการที่ลูกอยากได้ข้าวมาบูชา แล้วมีต้น ข้าวงอกให้เก็บข้าวได้นั้น เป็นเพราะเหตุใดคะ คุณครูไม่ใหญ่ : แม่ธรณี แม่คงคา และแม่โพสพนั้น เป็น ความเชื่อของผู้ที่นับถือลัทธิเทวนิยม ศาสนา ที่มีเทพเจ้า สมมติขึ้นมาเพื่อยึดเป็นที่พึ่ง ทางใจว่า สิ่งเหล่านี้ได้ช่วยอุ้มชูชีวิตขึ้นมาให้ เจริญรุ่งเรือง ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับนางธรณี ในวันตรัสรู้ธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า นางธรณีนั้นเกิดจากบารมีของพระพุทธองค์ บันดาลให้เกิดขึ้นมาเฉพาะกิจเท่านั้น แล้ว พอเสร็จกิจปราบมารได้ นางธรณีก็หายไป ดังนั้น การกราบบูชาท่านเหล่านั้นจึง ไม่มีผล เพราะท่านไม่มีตัวตน บังเอิญไป อธิษฐานแล้วสมปรารถนาขึ้นมา ก็เลยเข้าใจว่า สิ่งที่สมมตินั้นเป็นผู้บันดาลขึ้น แต่ความจริง ความสำเร็จขึ้นอยู่กับบุญในตัวที่เคยทำมา ข้ามชาติ ที่ลูกอยากได้ข้าวมาบูชา แล้วเกิดมีต้น ข้าวงอกให้เก็บข้าวได้นั้น ก็เป็นเหตุบังเอิญ ซึ่งเกิดจากมูลของนกที่มาถ่ายเอาไว้ ซึ่งมีเศษ ของเมล็ดข้าวเปลือกปนอยู่ด้วย แล้วเมล็ด ข้าวเปลือกนั้น ก็ได้ดิน อากาศ ฟ้า ที่ถูกส่วน พอเหมาะพอดี จึงเจริญเติบโตเป็นต้นข้าว ๒๒ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๙ ๓๐. เจ้าแม่จามเทวี ตอนที่ลูกสาวคนที่ ๒ อายุ ๒ ขวบ เคย ถูกรถกระบะชน กระเด็นเข้าไปอยู่ใต้ท้องรถ แต่ไม่เป็นอะไร มีแผลถลอกที่หลังนิดหน่อย เท่านั้น หลังจากที่ลูกสาวถูกรถชนแล้ว จู่ ๆ ก็มี ญาติห่างๆ คนหนึ่ง มาที่บ้านของลูก มาถึง เขาก็ทักทันทีว่า บ้านนี้เจ้าที่แรง และขอดูตัว ลูกสาวคนเล็กที่ถูกรถชน พอเห็นลูกสาวของลูก เขาก็ถามว่า เคยไปเที่ยวที่ไหนที่มีเจ้าแม่หรือเปล่า ลูกตอบไปว่า เคยไปเที่ยวลำปาง ที่มีเจ้าแม่ จามเทวี เขาก็เลยบอกว่าองค์นั้นแหละคร่อม น้องไว้ เลยไม่เป็นอะไร กรรมใดทำให้ลูกสาวของลูกถูกรถชน บุญใดทำให้เขาไม่เป็นอะไร มีเจ้าแม่จามเทวี คร่อมร่างเขาอยู่จริงตามที่ญาติทักหรือเปล่าคะ เหตุใดเขาจึงทักอย่างนั้นคะ คุณครูไม่ใหญ่ : ลูกสาวของลูกถูกรถชนตอน ๒ ขวบ เพราะกรรมในอดีตตอนเด็กมีความซุกซน ดูนะ กรรมไม่มีเว้นเลย เด็กก็ซนไปตาม ประสาเด็ก วิบากกรรมไม่เคยเว้นว่าอินโน เซ้นท์เลย ลูกสาวได้นำไม้ไล่ตีสุนัขและเล่นกับ มันแรงๆ จนมันเจ็บ และกลัวด้วยวิบากกรรมนี้ ชาตินี้จึงมาโดนรถชน แต่ก็ไม่ถึงกับเป็นอะไร เพราะไม่ได้ไปทำให้มันตาย แค่เล่นแรงๆ เจ็บๆ เจ้าแม่จามเทวีเมื่อท่านละโลกแล้ว ท่าน ก็ไปเป็นเทพธิดามีวิมานทองของชั้นดาวดึงส์ เฟส ๒ ด้วยบุญที่สร้างวัดวาอาราม และทำนุ บำรุงพระพุทธศาสนาในทุกด้าน ท่านมีความ สุขมากด้วยบุญที่ท่านสร้างไว้ ตั้งแต่ท่านสิ้น ท่านไม่เคยลงมาในเมืองมนุษย์เลย เป็นเรื่อง ของพวกสิงๆ ทรงๆ ที่มักชอบแอบอ้างท่าน เสมอมาจนบัดนี้ ไปอยู่สวรรค์ตรงนั้นนี่นะ มันเหมือน เกิดใหม่ธาตุมันก็อย่าง ธรรมมันก็อย่าง เห็น จำ คิด รู้ อีกอย่างหนึ่ง คนละอย่างกับตอน เป็นมนุษย์นะ เพราะฉะนั้น จะลืม จะไม่สนใจ เรื่องราวในเมืองมนุษย์ เหมือนเกิดใหม่ ก็ต้อง ศึกษาเรื่องราวใหม่ มีชีวิตจิตวิญญาณใหม่ เพราะฉะนั้น ท่านไม่ลงมาในเมือง มนุษย์หรอก พวกชอบแอบอ้าง ดังนั้นที่ญาติ ทักว่า เจ้าแม่จามเทวีมาคร่อมร่างลูก ก็เป็น เรื่องสันนิษฐานหรือทึกทักเอาตามความคุ้น อย่าไปสนใจเลย ๑๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๙ ๓๑. แม่ย่านาง ลูกสาวคนโตคลอดยากมาก ต้องใช้คีม ดึงออก เมื่อเขาอายุได้ ๒ - ๓ ขวบ ก็เกิดป่วย กะทันหัน และป่วยเรื้อรังมาตลอด หมอบอก ว่า เป็นปอดบวม ถูกเคาะปอด ฉีดยา ให้นํ้า เกลือ เข้าออกโรงพยาบาลเป็นว่าเล่น แต่ก็ ไม่หาย จนกระทั่งพาไปหาหมอทรงเจ้าท่าน หนึ่ง เมื่อเขาเห็นหน้าลูกสาว ก็เป่าพรวดลงที่ ตัวลูกสาว ลูกสาวก็ร้องไห้สะอึกสะอื้นเหมือน ผู้ใหญ่ หมอทรงเจ้าบอกว่า “มีแม่ย่านาง*จะ เอาไปอยู่ด้วย ตอนนี้จัดการให้เรียบร้อยแล้ว ต่อไปก็ไม่เป็นอะไรแล้ว” * สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เชื่อกันว่าสถิตอยู่ประจำเรือแต่ละลำ กรรมใดทำให้ลูกสาวคนโตคลอดยาก ต้องใช้คีมดึงออก ที่ป่วยเรื้อรังจนเกือบเสีย ชีวิตเป็นเพราะเหตุใด มีแม่ย่านางจะเอาไป อยู่ด้วยจริงตามที่หมอร่างทรงบอกหรือไม่คะ ถ้าจริงเขาคือใคร คุณครูไม่ใหญ่ : ลูกสาวคนโตคลอดยากต้องใช้คีม ดึงออก เพราะกรรมในอดีตเกิดในสังคม เกษตรกรรม ชอบเลี้ยงสัตว์ขังสัตว์ไว้ในกรง ไม่ให้มันไปไหน วิบากกรรมนี้มาส่งผล ที่ป่วยเรื้อรังจนเกือบเสียชีวิต เพราะ ชอบทรมานสัตว์ในรูปแบบต่าง ๆ อยู่ระยะ หนึ่ง เช่น ชอบเฆี่ยนตี ทุบตี เอานํ้าร้อนราด จนสัตว์ทรมานมาก วิบากกรรมดังกล่าวมา ส่งผล ไม่เกี่ยวกับการที่มีแม่ย่านางจะเอาตัว ไปอยู่ด้วยตามที่หมอร่างทรงบอก แต่หายได้ เพราะหมดวิบากกรรมพอดี ก็แปลว่า หมอ ร่างทรงเป่าฟรี แล้วก็เชื่อฟรีมานานแล้ว ๒๘ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๙ ๓๒. ตายแล้วไม่สูญ เตี่ยของลูก ไม่ค่อยศรัทธาในพระพุทธ ศาสนา เตี่ยมองว่าพระไม่ทำมาหากิน ไม่เกิด ประโยชน์อะไรเลย ท่านจึงไม่ทำบุญกับพระ เวลาที่ลูกอยากให้เตี่ยทำบุญ ลูกจะแบ่งเงิน ให้ท่าน ๒ ส่วน ส่วนหนึ่งให้ท่านไว้ใช้ส่วนตัว อีกส่วนหนึ่งให้ท่านจบอธิษฐานจิต เพื่อให้ท่าน ได้มีส่วนร่วมในบุญต่าง ๆ ที่ลูกจะนำไป ทำบุญให้ท่าน ทำอย่างไรเตี่ยจึงจะเลิกเชื่อว่า “ตาย แล้วสูญ” ลูกพยายามอธิบายให้เตี่ยฟัง แต่ เตี่ยก็ไม่เข้าใจครับ คุณครูไม่ใหญ่ : พระก็ทำมาหากินแบบพระ คือ เดิน บิณฑบาต เพราะว่าไม่ได้ครองเรือน และ เป้าหมายของพระก็ต่างจากโยม เป้าหมายของ โยมต้องการโลกียทรัพย์ คือ ทรัพย์สินเงินทอง ส่วนเป้าหมายของพระต้องการอริยทรัพย์ คือ มรรคผลนิพพาน เพราะฉะนั้นวิธีการจึง แตกต่างกัน เตี่ยยึดถือความเชื่อนี้มานานจนอายุ ๘๐ กว่าปีแล้ว ก็ไม่ใช่ง่ายที่จะไปทำความ เข้าใจกับท่านได้ว่า ตายแล้วไม่สูญ เอาไว้ให้ ท่านศึกษาด้วยตัวท่านเองเถิด ตอนนี้ลูกคงทำได้แค่เพียงนึกถึงบุญ ทุก ๆ บุญที่ลูกทำไว้ แล้วอธิษฐานจิตให้ท่าน มีส่วนแห่งบุญนี้ แล้วก็ชวนท่านทำบุญอย่าง ที่ได้แนะนำท่าน หรือชวนท่านทำ ก็จะเป็น บุญติดตัวท่านไป เมื่อท่านละโลกแล้ว ท่าน ก็จะเข้าใจเอง ๓๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๘ ๓๓. ต้องหนึ่งสมองสองมือ ๑ คุณแม่ของผมมีชีวิตลำบากมาตั้งแต่เด็ก ต้องช่วยคุณตาคุณยายทำงานตั้งแต่อายุ ๘ ขวบ โดยรับจ้างเก็บพริกและแบกขนมไปขาย เมื่อแต่งงานกับคุณพ่อแล้ว คุณแม่ได้มา ค้าขายผลไม้อยู่ที่ปากคลองตลาด เริ่มสร้าง ฐานะจากคนที่ไม่มีอะไรเลย ท่ามกลางเสียง สบประมาทของคนอาชีพเดียวกัน ช่วงนั้นคุณแม่นอนแค่วันละ ๒ - ๓ ชั่วโมง บางวันก็ดื่มแค่โอเลี้ยงถุงเดียว ทำงานหนัก จนเลือดในตัวข้นจัด นอนแล้วขยับตัวไม่ได้ และเคยถูกพิษของยาฆ่าแมลงในผลไม้ซึม เข้าตัว จนตัวคันทั้งวันทั้งคืน ต้องไปรักษา ด้วยการฝังเข็มที่เมืองจีนถึงจะหาย ท่านสร้าง ฐานะจนมีเงินฝากทรัสต์ไว้เป็นจำนวนมาก แต่แล้วก็เหมือนมีกรรม ต่อมาทรัสต์ล้มทำให้ แม่ต้องสูญเสียเงินไปหลายล้านบาท หลังจาก ทรัสต์ล้มได้ไม่นาน ก็โดนขโมยขึ้นบ้านกวาด เครื่องเพชรและเงินสดในลิ้นชักไปเกลี้ยง ภายหลังเมื่อคุณแม่ฟื้นกิจการขึ้นมาได้ ใหม่ ก็หันมาทำธุรกิจผลไม้ส่งออก แต่ก็ไม่ วายถูกเจ้าของสวนทุเรียน จ้างวานนักเลงมา ขู่ฆ่าอีก บางช่วงก็หาเงินได้มาก แต่บางช่วงก็ ขาดทุนจนเกือบหมดตัว แต่ทุกครั้งที่ย่ำแย่ก็ มักจะมีคนหยิบยื่นมาให้ความช่วยเหลือเสมอ ทั้งที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน หรือมิฉะนั้นก็จะมี เหตุการณ์พลิกผันให้สามารถพยุงตัวขึ้นมาได้ ใหม่ ทำให้ผ่านพ้นวิกฤตมาได้ทุกครั้ง ปัจจุบันนี้คุณแม่อายุ ๖๗ ปี ไม่ค่อย แข็งแรง เป็นเบาหวาน และเคยเข้ารับการ ผ่าตัดเพราะหมอนรองกระดูกกดทับเส้น ประสาทครับ เหตุใดชีวิตของคุณแม่ถึงได้ลำบากมา ตั้งแต่เกิด ต้องทำงานหนัก ต่อสู้กับอุปสรรค ในชีวิตมามาก และท่านประกอบเหตุในอดีต มาอย่างไร พอทำท่าจะแย่ทีไรก็จะมีคนเข้า มาช่วยเหลือ หรือมีเหตุให้รอดพ้นวิกฤตมาได้ ทุกครั้ง แต่พอตั้งตัวได้ก็กลับย่ำแย่อีก แล้วก็ดี ขึ้นได้อีก เดี๋ยวจน เดี๋ยวรวย เป็นอย่างนี้หลาย รอบเพราะกรรมใด เหตุใดช่วงขาขึ้นรายได้ถึงดีเกินคาด แต่ พอขาลงก็แทบจะไม่เหลืออะไรเลยครับ คุณครูไม่ใหญ่ : คุณแม่ลำบากตั้งแต่เกิด ทำงานหนัก ต้องต่อสู้อุปสรรคชีวิตมากมาย เพราะในอดีต ท่านทำทานแบบสงเคราะห์โลก จะชอบแจก เสื้อผ้า แจกอาหาร เวลาคนลำบากยากจนก็ ไปช่วย เกิดไฟไหม้น้ำท่วมก็จะไปช่วย แต่ไม่เชื่อ เรื่องบุญ มีความเชื่อว่าคนเราจะสำเร็จได้ ต้องหนึ่งสมองสองมือเท่านั้น เพราะฉะนั้น ท่านจึงทำทานไม่สม่ำเสมอ เวลาจะช่วยเหลือใคร ก็จะต้องใช้เวลาตัดสินใจนาน เพราะไม่ เชื่อเรื่องบุญ แต่ตัดสินใจแล้วก็ไปทำแบบ สงเคราะห์โลก วิบากกรรมดังกล่าวมาส่งผล เมื่อชีวิตคุณแม่ทำท่าจะแย่ทีไรก็จะมี คนมาช่วยเหลือ หรือมีเหตุให้รอดพ้นวิกฤต มาได้ทุกครั้ง เพราะบุญที่ท่านได้สงเคราะห์ โลกและสงเคราะห์ญาติดังกล่าวมาช่วยท่าน เอาไว้ แต่พอตั้งตัวได้ก็กลับย่ำแย่อีก เดี๋ยว จนเดี๋ยวรวยอย่างนี้หลายรอบ เพราะเวลา ทำบุญสงเคราะห์โลกหรือหมู่ญาติ เวลาทำ ก็ทำอย่างเต็มที่ แต่เวลาใจตกก็นึกเสียดายว่า แหม ไม่น่าจะให้เขาไปเลย ไม่น่าช่วยเลย คิดอย่างนี้บ่อย ๆ จึงทำให้กรรมตระหนี่ในชาติ อื่น ๆ ได้ช่องแทรกเข้ามา ทำให้วิบากกรรมดัง กล่าวมาส่งผลให้ขึ้นๆ ลงๆ เดี๋ยวรวย เดี๋ยว จน อย่างนี้อยู่หลายรอบ ช่วงขาขึ้น รายได้ดีเกินคาด ช่วงขาลง ก็แทบไม่มีอะไรเหลือ ก็เพราะวิบากกรรม ดังกล่าวนั้นแหละ เวลาบุญส่งผลช่วงขาขึ้น ก็รวย เกินคาด พอตอนช่วงเสียดายมันก็เป็นช่วงขาลง จึงแทบจะไม่มีอะไรเหลือเลย ๘ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๙ ๓๔. ต้องหนึ่งสมองสองมือ ๒ คุณแม่ทำกรรมอะไรมา จึงต้องสูญเสีย เงินที่หามาได้ด้วยความยากลำบากเพราะ ทรัสต์ล้มและยังมาเจอขโมยขึ้นบ้านอีกใน เวลาไล่เลี่ยกันครับ คุณครูไม่ใหญ่ : คุณแม่ต้องสูญเสียเงินที่หามาได้ด้วย ความยากลำบากเพราะทรัสต์ล้ม แล้วยังมา เจอขโมยขึ้นบ้านอีกในเวลาไล่เลี่ยกัน เพราะ ในอดีตได้แอบไปขโมยสมบัติของญาติที่เขา เอาใส่ตุ่มฝังดินเอาไว้ ๒ ที่ มาเป็นของตัวเอง ๒ ครั้ง กรรมนี้เลยมาส่งผล ๒ ที คือทรัสต์ล้ม กับโดนขโมยขึ้นบ้าน ๘ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๙ ๓๕. ต้องหนึ่งสมองสองมือ ๓ คุณแม่ทำบุญอะไรมาจึงเป็นคนแข็งแรง แม้ว่าจะทำงานหนักกว่าคนธรรมดาหลาย เท่าก็ทำได้ กรรมใดทำให้คุณแม่ป่วยเป็นโรคเบาหวาน และหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท และจะต้องทำบุญอะไร จึงจะช่วยตัดรอน วิบากกรรมนี้ได้ครับ คุณครูไม่ใหญ่ : คุณแม่เป็นคนแข็งแรง แม้จะทำงาน หนักกว่าคนธรรมดาหลายเท่า เพราะท่านมี นิสัยขยัน และในอดีตเวลาทำบุญสงเคราะห์ โลก ท่านชอบแจกข้าวสารอาหารแห้งต่าง ๆ เป็นต้น ให้กำลังคนอื่น ผลบุญนี้มาส่งผล ทำให้ท่านเป็นคนแข็งแรง ป่วยเป็นโรคเบาหวาน และหมอนรอง กระดูกทับเส้นประสาท เพราะกรรมในอดีต ได้ฆ่าสัตว์ทำอาหาร และใช้แรงงานสัตว์มาก เกินไป แม้สัตว์แก่ๆ เช่น วัวแก่ ควายแก่ ก็ ยังใช้ให้ทำงานหนัก วิบากกรรมนี้ทำให้หมอน รองกระดูกทับเส้นประสาท ๘ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๙ ๓๖. วิชาหนังเหนียว วิชาหนังเหนียวที่พวกวิทยาธรใช้ป้องกัน กระสุนปืน ต่างกับอานุภาพพระธรรมกาย อย่างไรคะ คุณครูไม่ใหญ่ : วิชาวิทยาธรที่ทำให้หนังเหนียว ป้องกัน กระสุนได้นั้น ก็เป็นเรื่องของคาถาครูบา พวก นี้ยิ่งเรียนยิ่งฮึกเหิม ยิ่งหลงตัวเองว่า “แน่” จะ ทำให้ไปเป็นนักเลงอันธพาลต่าง ๆ ได้ ส่วนอานุภาพของพระธรรมกายนั้น เป็นอานุภาพแห่งบุญและธรรมะที่รักษาผู้ ประพฤติธรรม ยิ่งเรียนยิ่งบริสุทธิ์เพิ่มขึ้น คลายมานะ ความถือตัว ไม่ไปเบียดเบียนผู้อื่น ๑๒ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๙ ๓๗. ศาสนาพุทธไม่ยุติธรรม หลานสาว ประกอบเหตุมาอย่างไร จึงเปลี่ยนจากนับถือศาสนาพุทธไปศรัทธา ความเชื่ออื่น โดยเธอให้เหตุผลว่าศาสนาพุทธ ไม่ยุติธรรม เธอเกิดมายังไม่ได้ทำอะไรผิดเลย ก็ให้มารับกรรมแล้ว คุณครูไม่ใหญ่ : เหตุที่ทำให้หลานสาวเปลี่ยนศาสนา ไปศรัทธาความเชื่ออื่น เพราะเมื่อหลายชาติ ก่อนๆ เธอเคยเกิดในตระกูลสัมมาทิฏฐิ พ่อแม่ ก็ได้อบรมสั่งสอนให้เธอนับถือพระพุทธ ศาสนามาตั้งแต่เด็ก ๆ แต่ด้วยเหตุที่เธอเป็น คนมีทิฏฐิมานะจึงมีความเชื่อมั่นในตนเองสูง ในชาตินั้น ดังนั้น เมื่อเติบโตขึ้นจึงคิดว่า พระพุทธ ศาสนาไม่ใช่ความเชื่อที่เกิดขึ้นจากความ ศรัทธาของตัวเธอเอง ประกอบกับพ่อแม่ของ เธอก็ไม่สามารถอธิบายหลักคำสอนที่ถูกต้อง ของพระพุทธศาสนาให้แก่เธอได้ ทำให้เธอ รู้สึกว่าศาสนาพุทธยังไม่ใช่ศาสนาที่ดีที่สุด ดังนั้นเธอจึงได้ทดลองไปแสวงหาความเชื่ออื่น ที่คิดว่าเป็นความเชื่อที่ดีกว่า แต่ความเชื่อ ใหม่ที่เธอไปนับถือนี้กลับไม่มีเหตุผล และไม่ ประกอบไปด้วยปัญญา เพราะความเชื่อนั้นสอนให้บูชาเทพเจ้า ซึ่งเทพเจ้านั้นจะมีตัวตนหรือไม่ก็ไม่มี ใครพิสูจน์ได้ มันเลื่อนลอย เหมือนชายหนุ่ม นึกถึงหญิงสาวในฝัน เห็นหญิงสาวในฝัน ที่ไม่มีจริง แต่เมื่อเธอได้เลือกแล้ว เธอก็ได้ ศรัทธาในความเชื่อนั้น ต่อมาภายหลังเมื่อมีคนไปชี้แจงแสดง เหตุผลด้วยใจที่เยือกเย็น ทำความเข้าใจใหม่ ให้กับเธอ บุญเก่าของเธอจึงได้ช่อง ทำให้เธอ หันกลับมานับถือพระพุทธศาสนาเหมือนเดิม ในชาติปัจจุบัน หลานสาวของลูกเกิดใน ตระกูลสัมมาทิฏฐิ แต่เพราะวิบากกรรมที่เคย ทำมาในอดีตมาส่งผล ทำให้เธอเข้าใจในหลัก พระพุทธศาสนาผิด ๆ เพราะไปฟังที่ปลายเหตุว่า ศาสนาพุทธสอนไว้ว่าคนเราเกิดมาเพื่อใช้กรรม จึงรู้สึกไม่ยุติธรรมที่ว่าเมื่อเกิดมาแล้ว ยังไม่ ได้ทำอะไรผิด ก็ต้องมารับกรรมเสียแล้ว ที่เธอคิดเช่นนี้ เพราะเธอยังไม่ได้ ศึกษาต่อไปอีกว่า ที่เป็นเช่นนี้เพราะเธอเคย ประกอบเหตุเอาไว้ในอดีต ทำให้ปัจจุบันต้อง มาใช้ผลกรรมนั้น แต่เพราะความรู้เท่าไม่ถึง การณ์จึงทำให้เธอเปลี่ยนไปนับถือศาสนาอื่น และศาสนาใหม่ที่เธอหันไปนับถือนั้น เธอก็ไม่ได้ ศึกษาทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้ในหลัก คำสอนของศาสนานั้น เพราะศาสนาใหม่นี้มี คำสอนที่ไม่ยุติธรรม และไม่มีเหตุผลหนักเข้าไป กว่าเดิมอีก เขาสอนว่า มนุษย์ทุกคนมีบาปติดตัวมา ตั้งแต่เกิด เพราะต้นบรรพบุรุษของมนุษย์เคย ทำบาปเอาไว้ ดังนั้นมนุษย์ทั้งหลายที่เป็น ลูกหลานจึงต้องได้รับบาปนี้ติดตัวมาด้วย และ ทุกคนจะต้องล้างบาป ทั้ง ๆ ที่บาปนี้ก็ไม่ได้ เกิดขึ้นจากการกระทำของตนเองเลย ซึ่งมัน ก็ไม่มีเหตุไม่มีผล และไม่มีความยุติธรรมเลย ตอนนี้เธอกำลังอยู่ในช่วงที่ใช้วิบากกรรมอยู่ จะล้างบาปด้วยน้ำ ให้ไปแช่แบบปลาอย่าง นั้นทั้งชาติก็ไม่หมดบาป ความยุติธรรมที่แท้จริงยังไม่มีหรอก ตราบใดที่มนุษย์ยังต้องตกอยู่ภายใต้กฎแห่งกรรม ถ้าเราอยากได้ความยุติธรรมที่แท้จริง จะต้องปฏิบัติธรรมให้เข้าถึงธรรมก่อน เรื่อง กฎแห่งกรรมจึงจะยุติได้ เพราะเห็นว่าอะไร เป็นเหตุอะไรเป็นผล แล้วไปดับเหตุนั้นเสีย ผลก็จะดับไปเอง จะยุติไปเอง เอวังก็มีด้วย ประการฉะนี้ ๒๑ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๒ ๓๘. คนไม่มีศาสนา พี่สาวของลูกแต่งงานกับพี่เขยชาว อิหร่านทำธุรกิจประสบความสำเร็จมาก บริษัทติดอันดับ ๑ ใน ๕๐๐ ของบริษัทที่ใหญ่ ที่สุดในอเมริกา ปัจจุบันพี่สาวและพี่เขยเป็น คนที่ไม่มีศาสนา เพราะมีความเห็นว่า แต่ละ ศาสนาก็มีคนที่ทำไม่ดี ทำให้ทั้งสองอยู่ด้วย ความคิดของตัวเอง พี่สาวและพี่เขยไม่มีลูก จึงรักลูกชายของลูกเหมือนลูกแท้ๆ พี่สาวและพี่เขยทำบุญอะไรมาถึง ประสบความสำเร็จในธุรกิจมาก บุพกรรมใด พี่สาวและพี่เขยจึงกลายเป็นคนไม่มีศาสนา และการชักชวนลูกชายของลูกที่นับถือศาสนา พุทธให้ไม่มีศาสนา จะมีวิบากกรรมอย่างไร ลูกจะช่วยทั้งสามคนได้อย่างไรคะ คุณครูไม่ใหญ่ : พี่สาวและพี่เขยประสบความสำเร็จใน ธุรกิจมาก แต่เป็นคนไม่มีศาสนา เพราะใน อดีตพี่สาวและพี่เขยได้ทำทานบารมีมาแบบ สงเคราะห์โลก แต่ไม่ได้อธิษฐานล้อมกรอบ เอาไว้ พี่สาวเคยทำบุญในพระพุทธศาสนา มาด้วย จึงได้มาเกิดในครอบครัวที่มีแม่และ ยายนับถือพระพุทธศาสนา บุญเก่าบันดาลให้ประสบความสำเร็จ ในชีวิต ทำให้เข้าใจว่าเป็นเพราะหนึ่งสมอง สองมือเท่านั้น รวมทั้งได้เห็นข้อผิดพลาด ของบางคนที่นับถือศาสนา จึงมีความคิดว่า ไม่จำเป็นต้องมีศาสนาก็ได้ การที่ชักชวนลูกชายของลูกให้เป็นคน ไม่มีศาสนาเหมือนตนนั้น ก็จะทำให้ปิดทาง นิพพานของตนเองและลูกชายของลูกด้วย จะแก้ไข ก็ให้ไปทำหน้าที่เป็นกัลยาณ- มิตรให้เขา ด้วยใจเย็นๆ และอดทน บอกให้ เขารู้ว่า จะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ไม่เป็นไร แต่ต้อง มาศึกษาและปฏิบัติดูก่อน เพราะสัจธรรม ก็คือสัจธรรม อย่าไปดูแค่คนบางคนที่เขา นับถือศาสนาและทำผิดพลาดเท่านั้น ๘ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๐ ๓๙. กลับชาติมาเกิด พ่อกับแม่มีลูกมาถึงคนที่ ๕ ซึ่งเป็น ผู้ชาย พ่อรักลูกชายคนนี้มากเป็นพิเศษ แต่ เมื่อเลี้ยงเขาได้ไม่นาน ก็มีเหตุที่ต้องสูญเสีย เขาไปตั้งแต่เขาอายุได้เพียง ๔ ขวบ ด้วยโรค ไข้รากสาดใหญ่ การตายของลูกชายคนนี้ ทำให้พ่อรู้สึก เสียใจเป็นอย่างมาก และด้วยความอาลัย อาวรณ์ระหว่างพ่อลูก พ่อจึงเอามือไปป้าย เขม่าก้นหม้อสีดำๆ มาป้ายไว้ที่กลางหลังศพ ลูกชาย แล้วพูดว่า “ไว้ให้เอ็งกลับมาเกิดเป็น ลูกข้าใหม่นะ” ๓ ปีต่อมา คุณแม่คลอดลูกสาวอีกคน ซึ่งก็คือตัวลูกค่ะ แต่ที่น่าประหลาดใจ คือ ทุกคนสังเกตเห็นว่า ที่แผ่นหลังของลูกมีปาน ดำๆ ลักษณะเหมือนรอยเขม่า ที่พ่อได้ป้าย หลังศพลูกชายที่ตายไป จึงทำให้ลูกถูกเข้าใจ มาตลอดว่า คือ ลูกชายคนก่อนของพ่อกลับ ชาติมาเกิดใหม่ บุพกรรมใดทำให้พี่ชายเป็นโรคไข้ราก สาดใหญ่และอายุสั้น เขาตายแล้วไปไหน ใช่ กลับมาเกิดเป็นตัวลูกในชาตินี้หรือไม่ ถ้าไม่ใช่ ทำไมตัวลูกถึงมีปานดำที่กลางหลัง เหมือนรอยเขม่าที่พ่อป้ายไว้ที่ลูกชายคนที่ ๕ ด้วยคะ คุณครูไม่ใหญ่ : ลูกชายคนที่ ๕ ของพ่อ เป็นโรคไข้ รากสาดใหญ่และอายุสั้น เพราะในอดีตชอบ วางยาเบื่อสัตว์ เช่น หมา แมว หนู เป็นต้น โดยเอายาเบื่อใส่ลงไปในอาหาร เมื่อสัตว์มา กินมันก็ตายมาส่งผล ที่จริงต้องการเบื่อหนู แต่แมวกับหมาอยู่ว่างๆ ผ่านมาก็ลุยซะ ลูกชายคนที่ ๕ ของพ่อก็ไปเกิดใหม่เป็น มนุษย์แล้ว แต่ไม่ใช่ตัวลูก ที่มีปานกลางหลังนั้นก็มาพ้องกันพอดี กับกรรมในอดีตของตัวลูก โดยในชาติหนึ่ง ลูกมีบ้านติดกับกำแพงด้านหลังของวัด ลูกได้ เอาขยะไปเผาแถวนั้น ทำให้กำแพงด้านหลัง ของวัดเป็นรอยดำๆ วิบากกรรมนี้มาส่งผล ๒ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๙ ๔๐. ตายแล้วฟื้น น้องชายคนที่ ๙ พอคลอดออกมาแล้ว ไม่มีลมหายใจ ทุกคนรออยู่นานจนกระทั่ง แน่ใจว่าทารกเสียชีวิตแล้ว จึงคิดจะเอาไปฝัง แต่คุณแม่ไม่ยอม ขอร้องว่า อย่าเพิ่งเอาไป ฝังเลย คุณแม่ร้องไห้กอดลูกชายไว้แนบอก ตลอดเวลา ทุกคนจึงยอมตามใจ พอวันที่ ๓ คุณแม่เห็นท้องของลูกชาย เหมือนมีการเคลื่อนไหวขยับขึ้นลง จึงหยิบ สำลีมาแตะปลายจมูก ปรากฏว่า สำลีปลิวออก ไปตามแรงลมหายใจ เมื่อแน่ใจว่า ลูกชาย ฟื้นคืนมาแล้ว คุณแม่ได้เรียกให้ทุกคนมาดู แล้วทารกนั้นก็ร้องไห้ออกมาเสียงดัง ปัจจุบัน น้องชายคนนี้ยังมีชีวิตอยู่ อายุได้ ๓๖ ปีแล้วค่ะ กรรมใดทำให้น้องชายเมื่อเกิดมาแล้ว ต้องตายไป ๓ วัน และด้วยบุญอะไรจึงทำให้ ฟื้นคืนมาอีก คุณครูไม่ใหญ่ : เมื่อน้องชายเกิดมาได้ตายไป ๓ วัน แล้ว ฟื้นนั้น ความจริงเขายังไม่ตาย แต่เขามีกรรม ที่เคยจับลูกครอกของปลาตัวเล็ก ๆ ที่เป็น ฝูงมาทำอาหารกิน กรรมนี้มาส่งผลทำให้ดู เหมือนกับตาย แต่ความจริงแค่สลบไปเท่านั้น ต่อมาฟื้นขึ้นมาได้ด้วยบุญที่ทำทาน ด้วยยาที่แจกจ่ายให้กับเพื่อนบ้าน มาตัดรอน วิบากกรรมดังกล่าว ๒๗ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๐ ๔๑. ศาลเจ้า ๑ ตอนคุณแม่อายุ ๕๐ กว่า ป่วยโดย ไม่ทราบสาเหตุ มีอาการซึมเศร้า กินไม่ได้ นอนไม่หลับ ไม่ยอมพูดจากับใคร ร่างกาย ผ่ายผอมลง วันหนึ่งคนทรงในหมู่บ้านก็มา ทักว่า ต้องรับขันธ์ และให้สร้างศาลที่หน้า บ้านแล้วจะหาย แม่ก็ทำตาม ผลปรากฏว่า แม่หายทันที กลับมาสดชื่น กินข้าวได้นอน หลับเป็นปกติอย่างอัศจรรย์ เหตุใดแม่ถึงป่วยโดยไม่ทราบสาเหตุ และหายได้เพราะการรับขันธ์คะ คุณครูไม่ใหญ่ : คุณแม่ของลูกเคยป่วยรักษาไม่หายและ ไม่ทราบสาเหตุ แต่พอรับขันธ์ คือ ยอมรับ นับถือบรรพบุรุษ สร้างศาลไว้หน้าบ้านตาม คำแนะนำของคนทรง อาการป่วยก็หายทันที นั้น เป็นเพราะกรรมในอดีต แม่เคยนับถือผี จึงทำให้มีเชื้อที่จะดึงดูดให้พวกผีสางกาย ละเอียดเหล่านี้มาเบียดเบียนได้เพราะมีเชื้อ เมื่อยอมรับภักดีนับถือเขา (ซึ่งเป็นผีที่อยู่ใน การปกครองของหัวหน้าที่เป็นวิทยาธรสายหนึ่ง วิทยาธรนี่มีหลายสาย) พอยอมรับนับถือเขา บริวารของหัวหน้าวิทยาธรจึงเลิกเบียดเบียน ก็แค่นั้นเอง เพราะฉะนั้นก็เลยหายป่วย ที่ป่วยเพราะโดนเขาเบียดเบียนจ้ะ ๔ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๙ ๔๒. ศาลเจ้า ๒ วิญญาณที่แม่รับมาอยู่ที่บ้านนั้นมีจริง หรือไม่คะ ถ้าจริงเป็นวิญญาณของใคร ลูกควรทำอย่างไรกับศาลนั้นคะ จะรื้อ ก็เกรงใจแม่ และกลัวด้วยค่ะ คุณครูไม่ใหญ่ : วิญญาณที่แม่รับมาอยู่ที่บ้านนั้นมีจริง เป็นพวกบริวารภุมมเทวาของหัวหน้าสายวิทยา- ธร ลูกจะต้องอธิบายให้คุณแม่เข้าใจเรื่องนี้ อย่างแท้จริงดังกล่าว เมื่อท่านเข้าใจดีแล้ว ลูกก็ไปทำตามหลักวิชชา คือ ให้อยู่ในบุญ ทั้ง ทาน ศีล ภาวนา และก็ไม่ต้องกลัว เพราะบุญ เรามากกว่า อีกทั้งเราก็ไม่ได้ไปเบียดเบียน ลบหลู่ใคร แล้วลูกก็พูดด้วยถ้อยคำอันไพเราะ ที่ศาลตรงนั้นนะ เผื่อจะมีวิญญาณฟังอยู่ว่า ท่านเป็นผู้มีบารมีมาก ควรจะไปอยู่วิมานที่ สวยกว่านี้ อย่าอยู่ตรงนี้เลย ไม่สมกับบารมี สถานที่ตรงนี้ ขอสร้างเป็นหอพระแทน แล้ว จะทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้ ๔ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๙ ๔๓. ฉากหลังสงคราม ทำไมผมจึงไปเกิดในประเทศที่มีแต่ สงคราม มีชีวิตที่ลำบากจากสงคราม และ ทำไมผมไม่ถูกยิงตายขณะหนีออกนอก ประเทศ ผมคิดสงสัยตลอดเวลาว่า ทำไมโลก ใบนี้ต้องมีสงครามฆ่ากันเอง ทำอย่างไรจึง จะหยุดสงครามได้ และใครจะเป็นผู้ทำให้ สงครามหยุดได้ครับ คุณครูไม่ใหญ่ : ลูกต้องเกิดในประเทศที่มีสงคราม มี ชีวิตที่ลำบากจากสงคราม เพราะในอดีต ได้เคยเป็นเศรษฐีพ่อค้านักธุรกิจใหญ่ ได้ให้ เงินสนับสนุนรัฐในการทำสงครามด้วยความ ไม่เต็มใจตามที่ทางรัฐขอมา เพราะหากไม่ให้ เดี๋ยวเขาก็บังคับเอา ดีไม่ดีถูกติดคุกหรือถูก ยึดไปหมด หรือไม่ก็ถูกฆ่าตาย ก็ต้องให้ และ ก็ต้องยิ้มแย้มแจ่มใส สนับสนุนรัฐบาลจะเอา อย่างไรก็เอา เพื่อประเทศชาติของเราอย่างนั้น วิบากกรรมนี้มาส่งผล ที่ไม่ถูกยิงตายขณะหนีออกนอก ประเทศเพราะในชาตินั้น ตัวลูกก็ไม่ได้เต็มใจ ในการสนับสนุนให้เขาทำสงคราม แค่ให้ เงินด้วยความจำใจจึงรอดตายได้ แต่ก็วิ่งให้ ตื่นเต้นหวาดเสียวหน่อย แต่ลูกกระสุนไม่มี อารมณ์มาโดนลูก เพราะลูกไม่ได้เต็มใจที่จะ ให้เงินเขาไปทำสงคราม โลกใบนี้ต้องมีสงครามฆ่ากันเอง เพราะ มนุษย์ยังมีกิเลส โลภ โกรธ หลง บังคับให้ สร้างกรรม นี่แหละคือศัตรูถาวรที่แท้จริง ของมวลมนุษยชาติ มนุษย์กับมนุษย์ไม่ใช่ เป็นศัตรูกัน แต่กิเลสอาสวะที่อยู่ภายในใจ มนุษย์ต่างหาก คือ ศัตรูที่แท้จริงของมนุษย์ เพราะฉะนั้น ถ้าจะทำสงครามที่แท้จริงต้อง นั่งหลับตา และก็รบกับโลภะ โทสะ โมหะที่ มีอยู่ในตัว มนุษย์ยังมีกิเลส มีความโลภ ความโกรธ ความหลง บังคับให้สร้างกรรม เมื่อทำกรรม แล้วก็ทำให้เกิดวิบากกรรม วิบากกรรม คล้ายๆ กันจึงดึงดูดให้มาเกิดร่วมกัน แล้วก็ ถูกกิเลสดังกล่าวบังคับวนไปวนมาอยู่อย่างนี้ พอมาเกิดร่วมกัน กิเลสที่มีอยู่ในใจของแต่ละ คนก็บังคับให้ทะเลาะกัน โดยแต่ละคนก็ไม่รู้ว่า ใครบังคับบัญชา อยู่ฉากหลังที่ทำให้เกิดเหตุการณ์อย่างนี้ เพราะยังไม่มีดวงตาเห็นธรรม ยังไม่มีธรรม จักขุ ยังไม่มีญาณทัสสนะ เพราะยังเข้าไม่ถึง พระธรรมกายที่มีอยู่ในตัวมนุษย์ทุกคน จึง ไม่รู้เรื่องราวความเป็นจริงของชีวิต จะหยุดสงครามได้นั้น ทุกคนในโลก จะต้องร่วมมือกัน จะเว้นแม้แต่เพียงคน เดียวไม่ได้ ด้วยการหยุดใจเข้าไปให้ถึงความ สงบภายในจนเกิดสันติสุข แล้วสันติสุขนั้น ก็จะขยายมาสู่ภายนอก ทำให้เกิดสันติภาพ ภายนอกอย่างแท้จริง หยุดจึงเป็นสิ่งสำคัญ ที่จะสร้างสันติภาพให้เกิดขึ้นแก่โลก คนที่เขามอบรางวัลสันติภาพกัน ยังไม่รู้ เลยว่า จะสร้างสันติภาพได้อย่างไร เพราะ ฉะนั้น วิธีเดียวเท่านั้น คือ หยุดใจที่ศูนย์กลาง กายฐานที่ ๗ แล้วสันติภาพที่แท้จริงจะบังเกิดขึ้น ๒๘ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๙