๑. เส้นทางที่เลือกเอง การที่เราทิ้งทุกสิ่งมาจากทางโลก เพราะเห็นว่าชีวิต ทางโลกนั้นเป็นชีวิตที่อึดอัด คับแคบ เหมือนปลาอยู่ในข้อง ถึงจะสนุกสนานเพลิดเพลิน ก็สนุกสนานไปแบบแกนๆ กัน ไปอย่างนั้น จึงได้ทิ้งสิ่งเหล่านั้นมาสู่เส้นทางนี้ เมื่อเราตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยวเด็ดขาด จะเข้ามาสู่ ในเส้นทางธรรม ก็จะต้องประพฤติปฏิบัติอย่างตั้งใจ ให้ได้ บรรลุวัตถุประสงค์ของการมาสู่เส้นทางธรรม ที่จะมาศึกษา พระธรรมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มาฝึกฝนอบรม ตนเอง และมาสร้างบารมี ให้ทำให้ได้อย่างที่ได้ตั้งใจเอาไว้ ๏ นาถของโลก วันเวลาที่ผ่านไป ก็ให้ผ่านไปด้วยการสั่งสมความดีความ บริสุทธิ์ผุดผ่องเข้ามาใส่ตัวของเราให้มากๆ ให้หมั่นตรวจตรา ดูแลตัวของเราเองให้ดี ตั้งแต่ภายในออกมาสู่ภายนอก นั่นคือ ตรวจตราดูแลจิตใจ ความรู้สึกนึกคิดของเรา ให้สะอาด ให้เกลี้ยงเกลา จากสิ่งที่เป็นข้าศึกต่อกุศล ต่อความบริสุทธิ์ ผุดผ่อง ให้ใจเราผ่องใสประภัสสรอยู่ตลอดเวลา ตรวจตราดูแลวาจาและการกระทำของเรา ให้บริสุทธิ์ ผุดผ่องอยู่ตลอดเวลา ตรวจตราดูแลทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่รอบตัวเรา ไม่ว่าจะ เป็นอาภรณ์ เครื่องนุ่งห่ม อาวาสที่อยู่อาศัย ตลอดจนกระทั่ง อาหารที่จะนำเข้าไปสู่ร่างกายของเรา ต้องบริสุทธิ์ผุดผ่อง ตลอดหมด สิ่งอะไรที่จะไหลผ่านกาย วาจา ใจของเราต้อง สะอาด ต้องบริสุทธิ์ผุดผ่อง อย่างนี้ถึงจะสมกับการได้เข้ามา สู่เส้นทางอันบริสุทธิ์สายนี้ เมื่อเราบริสุทธิ์ผุดผ่อง กระทั่งเป็นที่พึ่งต่อตัวเราเองได้ ก็จะได้เป็นหลักเป็นที่พึ่งของชาวโลกต่อไปในอนาคต ชาวโลก นั้นขาดที่พึ่ง เขายังว้าเหว่อยู่ ยังไม่รู้ว่าจะเดินไปทางไหนชีวิต ถึงจะรอดปลอดภัยจากความทุกข์ทรมานในสังสารวัฏและ ในอบาย เพราะฉะนั้นเขาจึงต้องแสวงหาผู้รู้ที่จะเป็นหลักที่ พึ่งให้เขาได้ ผู้รู้ที่จะเป็นที่พึ่งแก่ชาวโลกได้นั้นก็คือ ผู้ที่ได้เข้าถึง ธรรมกายภายใน เพราะว่าเมื่อถึงหลักของชีวิตแล้ว เอาตัว รอดปลอดภัยแล้ว ต่อจากนั้นก็เป็นเรื่องของการทำหน้าที่ ที่จะเป็นหลักเป็นที่พึ่งให้ชาวโลก ถ้ารู้แล้วเห็นแล้วไม่ไป ทำหน้าที่นี้ มันก็ผิดหน้าที่ หน้าที่ของเราก็ไม่สมบูรณ์ ได้แค่ ประโยชน์ตน แต่ว่าประโยชน์ท่านนั้นยังไม่ได้ เพราะฉะนั้น ก็จะต้องทำหน้าที่กันต่อไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่ เหมือนอ้อย ที่เขาหีบเอาความหวานหมดไป เหลือแต่ชานก็ทิ้งไปอย่าง นั้น ร่างกายนี้ก็เช่นเดียวกัน เมื่อเราอาศัยสร้างความดีเพื่อ ประโยชน์ตนและประโยชน์ท่านเสร็จเรียบร้อยแล้ว ถึงคราว ที่ร่างกายใช้ไม่ได้ก็จากไปสู่ภพภูมิใหม่ เหมือนภาชนะดินที่ แตกทำลายไปใช้ภาชนะทองคำแทนอย่างนั้น การที่จะเดินทางไปสู่เส้นทางสายกลางภายในนั้น เป็นการเดินสวนกระแสกิเลส กระแสแห่งความทุกข์ทรมาน เพราะฉะนั้นจงมีความสุขและสนุกสนานกับการสวนกระแส ซึ่งเป็นสิ่งที่จะทำให้กาย วาจา ใจของเราเศร้าหมอง ให้มี ความสุขสนุกกับสิ่งนี้ที่จะเอาชนะกิเลส เพราะนี่เป็นหน้าที่ เป็นอาชีพของเรา รักษาใจของเราอย่าให้อ่อนแอหรือตกต่ำลงไป ด้วยการ หมั่นตรวจตรา กาย วาจา ใจ ให้สะอาด บริสุทธิ์อยู่เสมอ เมื่อใจยิ่งบริสุทธิ์ ก็ยิ่งมีความสุข ยิ่งมีความสุขก็ยิ่งมีกำลังใจ ในการสร้างความดีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ถ้ากำลังใจของเราตก เป็นเครื่องวัดว่า กาย วาจา ใจของ เราไม่บริสุทธิ์ มีบางสิ่งที่เข้ามาบังคับบัญชาอยู่ในกาย วาจา ใจ ของเรา ถึงตอนนี้ก็ต้องรีบแก้ไข ต้องเอาชนะให้ได้ ให้มีความ สุข สนุกกับการทวนกระแสกิเลส กระทั่งเกิดเป็นความคุ้นเคย และก็ชิน จนเป็นจริตอัธยาศัยพื้นฐานจิตใจของเราที่มั่นคง ยิ่งๆ ขึ้นไป ระลึกไว้เสมอว่า กาย วาจา ใจ ที่บริสุทธิ์เท่านั้น ถึงจะรองรับความรู้อันบริสุทธิ์ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ ๏ สิ่งที่ควรรู้ ควรศึกษา ในช่วงใกล้นี้เรากำลังจะสอบบาลีสนามหลวงกัน ใครที่ กำลังจะสอบก็ให้ตั้งใจดูหนังสือให้ดี อย่าให้ใจซัดส่ายไปที่อื่น แล้วก็อย่าลืมว่า การสอบทุกครั้งเป็นเพียงเครื่องพิสูจน์ว่า เรา มีความเข้าใจในพระธรรมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มากน้อยเพียงไร การที่จะศึกษาตำรับตำราอย่างไรก็ตาม ให้ ศึกษาเพื่อที่จะเรียนรู้ ทำความเข้าใจต่อพระธรรมคำสอนของ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ส่วนการสอบได้เป็นผลพลอยได้เท่านั้น ให้มุ่งประเด็นนี้เป็นสำคัญ ขอให้มีความสุขและสนุกต่อการศึกษา ศึกษาด้วยความ เคารพ เหมือนอยู่ต่อหน้าองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะ หากว่าไม่มีพระองค์ท่าน คำสอนนี้ก็ไม่มี ถ้าไม่มีคำสอน เรา ก็จะดำเนินชีวิตไม่ถูกต้อง คำสอน จึงเป็นประหนึ่งแทนองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ต้องศึกษาด้วยความเคารพ อย่างเพื่อนต่างศาสนิกของเรา เวลาที่เขาจะอ่านคัมภีร์เขาต้องกราบ ต้องยกมือไหว้ และ เก็บคัมภีร์ไว้บนที่สูง ร่ำเรียนศึกษาเหมือนอยู่ต่อหน้าพระผู้ เป็นเจ้า เหมือนสิ่งนั้นคือพระผู้เป็นเจ้าทีเดียว ของเราก็ควร จะเป็นเช่นนี้ จะอ่านตำรับตำราพระธรรมวินัยที่ไหนก็แล้วแต่ จะอยู่คนเดียวหรือจะอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม ก็ให้ศึกษาด้วยความ เคารพในพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วพยายามทำความเข้าใจ ในสิ่งที่ได้ศึกษา เพื่อที่ว่าเราจะได้นำมาสั่งสอนตัวของเราเอง มาฝึกฝนอบรมตัวของเราให้บริสุทธิ์ผุดผ่อง จะได้หลุดพ้น เช่นเดียวกับพระพุทธองค์ ส่วนหนังสืออื่นที่อ่านแล้วทำให้ใจของเราเร่าร้อน กระสับกระส่าย ทุรนทุราย ฟุ้งซ่าน จิตไม่ตั้งมั่น ไม่บริสุทธิ์ ผุดผ่อง ไม่เป็นเหตุให้เข้าถึงธรรมกาย ให้ลูกทุกรูปพึงเว้น เพราะมันไม่เกิดประโยชน์อันใด แต่ถ้าจะศึกษาเพื่อเป็นความ รู้รอบตัวก็ต้องมีสติ มีสัมปชัญญะ มีปัญญา คุ้มครองตัวเอง ให้ดี ให้รอดปลอดภัยจากความเร่าร้อน ให้ลูกหมั่นระลึกเสมอว่า เมื่อเราเข้ามาสู่ในเพศภาวะนี้ นั่นหมายถึงว่า เราจะตัดสินใจศึกษาพระธรรมวินัยของ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่านั้น ก็ต้องทำให้ได้อย่างที่ตั้งใจไว้ ศึกษาในคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้แตกฉานทั้งหมด เสียก่อน สิ่งที่จะเรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องพระธรรมวินัยยังมีอีก มาก ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ เรียนกันวันละขันธ์ หมดชีวิต ก็ยังเรียนไม่หมด พระธรรมคำสอน ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ พระพุทธเจ้ายังตรัสว่า เป็นความรู้แค่เหมือนใบไม้ที่อยู่ใน กำมือ ใบไม้ที่อยู่นอกกำมือนั้นเต็มป่าประดู่ลาย ยังจะต้อง ศึกษากันอีกเยอะแยะ เพราะฉะนั้นเมื่อตัดสินใจเดินในเส้นทาง สายนี้แล้ว ให้เราลองเอาชีวิตเป็นเดิมพันในการศึกษากันอย่าง แท้จริง โดยไม่มีห่วง อาลัยอาวรณ์ หรือกังวลเรื่องใดๆ ทั้งสิ้น จึงจะศึกษาให้แจ่มแจ้งกันได้ การที่เอาใจไปศึกษาเรื่องอื่นมันก็ทำให้เสียเวลาของ ชีวิตไปเปล่าๆ เพราะเรื่องพระธรรมวินัย เรายังไม่ค่อยรู้แจ้ง กันอย่างเต็มที่เลย ให้ศึกษากันให้ดี พระอาจารย์ก็ดี รุ่นพี่ก็ดี ช่วยกันถ่ายทอดให้รุ่นน้อง ช่วยกันติว ต้องให้ทุกรูปทุกคน ทำความเข้าใจกันให้ได้อย่างแตกฉาน จนกระทั่งผลปรากฏ ออกมาว่าเข้าใจแจ่มแจ้งดี คือการสอบได้หมดยกชั้น ไม่มี ตกหล่นเลยแม้แต่รูปเดียว อย่างนี้จึงจะใช้ได้ เพราะฉะนั้น ให้ลูกทุกรูปตั้งใจกันอย่างเต็มที่ เอาชีวิต เป็นเดิมพันต่อการสร้างบารมี แล้วเราจะได้เอาบุญนี้เป็นเครื่อง สนับสนุนให้เราไปถึงที่สุดแห่งธรรมได้ ภิกษุผู้ตั้งอยู่ในศีล สำรวมในอินทรีย์ทั้งหลาย รู้ประมาณในโภชนะ และหมั่นประกอบความไม่เห็นแก่นอน เป็นผู้มีความเพียร ไม่เกียจคร้านทั้งวันทั้งคืน เจริญกุศลธรรมเพื่อบรรลุคุณ อันเกษมจากโยคะอยู่อย่างนี้ ชื่อว่าเป็นภิกษุผู้ยินดีในความไม่ประมาท เห็นภัยในความประมาทเป็นปกติ ย่อมเป็นผู้ไม่เสื่อม เป็นผู้ปฏิบัติใกล้นิพพานทีเดียว องฺ.จตุกฺก.(บาลี) ๒๑/๓๗/๕๒ วันอังคารที่ ๑๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๐ ๒. ผ้าสีสุดท้าย ๑ ลูกเณรรู้ตัวหรือเปล่าว่า ลูกเณรมีบุญมากที่ได้มาศึกษา พระธรรมวินัยของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เขาจะวัดว่าใครมีบุญ มากบุญน้อย วัดกันตรงนี้ วัดว่าใครดับทุกข์ได้ เป็นผู้บริสุทธิ์ หลุดพ้นจากกิเลสอาสวะไปสู่อายตนนิพพานได้ อย่างนี้เขา ถือว่าเป็นผู้มีบุญมากที่สุด เขาไม่ได้ดูว่า ใครเป็นนายกรัฐมนตรี เป็นมหาเศรษฐีของโลก เป็นพระเจ้าจักรพรรดิแค่นั้นนะ นั่น มีบุญเหมือนกัน แต่มีบุญระดับปานกลาง มีบุญมากที่สุดต้อง ไปสู่พระนิพพาน การมีบุญที่ได้เป็นเทือกเถาเหล่ากอของสมณะอย่าง ที่ลูกเณรเป็น มีเครื่องแบบชุดสุดท้ายของสังสารวัฏ คือผ้า กาสาวพัสตร์ที่ลูกเณรได้ครองอยู่ ถือเป็นผ้าผืนสุดท้ายที่ไม่มี การเปลี่ยนแปลงอีกแล้ว ในสมัยพุทธกาล แม้เกิดเป็นพระราชามหากษัตริย์อย่าง พระมหากัปปินะ ในที่สุดพระองค์ก็ต้องทิ้งเครื่องทรงพระราชา มาสวมใส่ชุดนี้ หรือมหาเศรษฐีที่มีสมบัติตักไม่พร่องอย่างท่าน โชติกเศรษฐี สุดท้ายก็มาสวมชุดนี้ จะเกิดเป็นคนชั้นสูง ชั้น กลาง หรือชั้นล่าง ในที่สุดก็ต้องมาอยู่ในชุดนี้ แม้แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรา เวียนว่ายตาย เกิดมานับภพนับชาติไม่ถ้วน ไม่ว่าจะเกิดเป็นพระราชามหา กษัตริย์ก็ดี เป็นสามัญชนก็ดี ตอนสุดท้ายพระองค์ก็สละราช สมบัติออกบวชบำเพ็ญพรต ครองผ้ากาสาวพัสตร์เป็นชุด สุดท้ายก่อนไปอายตนนิพพาน เหมือนเป็นชุดที่รวมบุญ รวม บารมี รวมคุณความดีทั้งหมด มาสู่ชุดนี้ คล้ายกับมหาสมุทร เป็นที่รวมของแม่น้ำทุกสาย จากห้วย หนอง คลอง บึง จาก ป่าเขาอย่างนั้น ถ้าใครได้สวมเครื่องแบบชุดนี้ มีนิพพานเป็นที่ไป หมายถึงว่ามีบารมีที่สั่งสมมานับภพนับชาติไม่ถ้วน เวียนว่าย ตายเกิด เป็นอะไรมาสารพัด สุดท้ายก็จะต้องอยู่ในชุดผ้า กาสาวพัสตร์ ที่ลูกเณรกำลังสวมอยู่ ถ้าหากมีเครื่องแบบ ที่แตกต่างจากนี้ไป นั่นแสดงว่ายังต้องเวียนว่ายตายเกิด สร้าง บุญสร้างบารมีไปอีกยาวนานทีเดียว กว่าจะได้มีโอกาสมาสวมชุดนี้ ไม่ใช่ง่ายๆ นะ สีสุดท้าย ของมวลมนุษยชาติ ต้องเป็นสีทองคำบริสุทธิ์ผุดผ่องนี้ ทอง เกิดขึ้นมาก็งามตั้งแต่เกิด เป็นสิ่งที่มีคุณค่าและมีมูลค่า มูลค่า คือราคา ทองไปอยู่ที่ไหนก็มีราคา ไม่ว่าจะอยู่ในโคลนตม ในป่าเขา หรือในห้วย หนอง คลอง บึง สีทองเป็นสีแห่งความบริสุทธิ์ผุดผ่อง เหมือนดวงใจที่ บริสุทธิ์ผุดผ่อง เต็มเปี่ยมไปด้วยบุญกุศลที่ลูกเณรได้สั่งสมมา นับภพนับชาติไม่ถ้วน ทำให้ลูกเณรมีคุณค่า และมีราคาสมกับ ที่ได้ครองผ้ากาสาวพัสตร์ เพราะฉะนั้นชุดนี้ไม่ใช่ชุดธรรมดา เป็นชุดสำหรับผู้มีบุญมาสวมใส่ แล้วดูการออกแบบจีวรที่เราห่ม พระพุทธเจ้ารับสั่ง ให้พระอานนท์ออกแบบ ถอดแบบมาจากคันนา เป็นช่องๆ เนื่องจากผ้าในสมัยก่อนหายาก เวลาผ้าขาดช่องไหนจะได้ นำผ้าผืนเล็กๆ มาปะซ่อมได้ง่าย เป็นชุดที่ออกแบบดีแล้ว ทันสมัยอยู่เสมอ ชุดนอน ชุดเที่ยว ชุดเดียวกัน ใช้ได้ตั้งแต่เด็ก อยู่ในท้องเขาก็นิมนต์ไปทำบุญ คลอดมาแล้วไปเยี่ยมเยียน ก็ใช้ชุดนี้ จนกระทั่งถึงวันคล้ายวันเกิด วันแต่งงาน งานบำเพ็ญ บุญ กระทั่งวันตาย ตั้งแต่เกิดกระทั่งตาย เราไปชุดนี้ แต่ของ ชาวโลกเดี๋ยวนุ่งยาว นุ่งสั้น หลากสีสัน เพราะเขายังไม่รู้ว่า จะเอาอย่างไร ชุดนี้สวมไปที่ไหนคนก็ยกมือไหว้ ถ้าสวมชุดอื่นต้องไป ไหว้เขา ชุดนี้แค่ประคองบาตรใบหนึ่ง ใครๆ เห็นก็ดีใจ มีอะไร ก็อยากนำมาถวาย ข้าวปากหม้อ อาหารรสเลิศ นำมาใส่ให้ บางทีภายในบ้านเขายังไม่มีโอกาสได้ทานเลย และน่าแปลก ยิ่งให้เขายิ่งดีใจ ซึ่งปกติชาวโลกยิ่งได้ยิ่งดีใจ แต่เมื่อเห็นชุดของ ลูกเณร ดีอกดีใจ มาแล้ว ปลุกกันทั้งบ้าน ตื่นมาแต่เช้า เตรียม อาหารอย่างดีมาใส่บาตร เพราะฉะนั้นลูกเณรให้รู้เถอะนะ ว่าลูกเณรเป็นผู้มีบุญมีบารมีมากที่ได้สวมเครื่องแบบชุดนี้ ชุดนี้สำคัญ ต้องรักษาเครื่องแบบชุดนี้ให้ยิ่งกว่าชีวิต คือ ตายได้ แต่ว่าเครื่องแบบนี้จะต้องรักษาไว้อยู่แนบกาย เป็นชุดที่มนุษย์ เทวดา เคารพกราบไหว้ เป็นชุดที่พระราชา มหากษัตริย์สละราชสมบัติมานับภพนับชาติไม่ถ้วนเลย เพื่อ ที่จะมาครองเพศนี้ ครองเครื่องแบบชุดนี้ ๏ ทรงผมสุดท้าย ทรงผมทรงสุดท้ายที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงแล้วของผู้มี บุญ ก็คือทรงผมของนักบวช พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแนะนำ ทรงนี้ดีที่สุด มีมีดโกนเป็นธรรมาวุธ เป็นหวีคู่กาย หวีเดือน ละครั้ง สองครั้งก็ใช้ได้ แต่หวีทางโลกต้องหวีทุกวัน เพราะ ฉะนั้นผมทรงนี้เป็นทรงสุดท้ายนะลูกเณรนะ แต่ผมบนหัวคน ที่ยังเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา เดี๋ยวยาว เดี๋ยวสั้น เดี๋ยวหยิก เดี๋ยว เหยียด นั่นเขายังไม่รู้ว่าจะเอาอย่างไรถึงจะดี ๏ พระบาลี กว่าที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะมาบังเกิดขึ้นแต่ละ พระองค์นั้นยากมาก และกว่าพระองค์จะมีความรู้ที่ลูกเณร กำลังเล่าเรียนอยู่นี้ ต้องสร้างบารมี สร้างความดีมายาวนาน ทีเดียว สละโลหิตมากกว่าน้ำในท้องพระมหาสมุทร สละ เนื้อมากกว่าพื้นที่บนแผ่นดิน ควักลูกนัยน์ตาให้ทานมากกว่า ดวงดาวบนท้องฟ้า ตัดศีรษะบูชาธรรมมากกว่าผลมะพร้าว ทั้งชมพูทวีป พระสัมมาสัมพุทธเจ้าบางพระองค์สร้างบารมี ถึง ๘๐ อสงไขยกับแสนมหากัป ทั้งนึกในใจ เปล่งวาจา จนได้ รับพุทธพยากรณ์ บางพระองค์ ๔๐ อสงไขยกับแสนมหากัป บางพระองค์อย่างพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นี้สร้างบารมี ๒๐ อสงไขยกับแสนมหากัป อสงไขย แปลว่า นับไม่ไหว คือสร้างบารมีนับภพนับ ชาติไม่ถ้วน สิ่งที่นับไม่ไหวมารวมกัน ๘๐, ๔๐, ๒๐ เศษอีก แสนมหากัป แล้ววันที่จะตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ต้อง สละชีวิตเข้าไปค้นความรู้ กว่าจะได้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า นี่ยากมาก เมื่อตรัสรู้แล้วท่านทรงนำความรู้นั้นมาถ่ายทอด สั่งสอนสืบต่อกันเรื่อยมาเป็นเวลาสองพันกว่าปี พระธรรม คำสอนอันทรงคุณค่านั้นถูกเก็บไว้เป็นภาษาบาลี ในตำรับ ตำราที่ลูกเณรกำลังเล่าเรียนอยู่นี้ เป็นคำสอนที่มีประโยชน์ ศึกษาแล้วจะเป็นแบบพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าดับขันธปรินิพพานไปแล้ว ก็เหลือ พระธรรมคำสอนเป็นพระศาสดาแทนพระองค์ เพราะฉะนั้น ลูกเณรมีบุญมากๆ ที่ได้ศึกษาคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่เก็บไว้เป็นภาษาบาลี ดังนั้นเวลาลูกเณรเรียนต้องเรียน เหมือนกับเราเข้าเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มีความคิดอย่างนี้ ว่า ทุกตัวอักษรที่เก็บไว้เป็นภาษาบาลี คือองค์แทนของท่าน เรียนด้วยความเคารพ เรียนด้วยความกระหายอยากจะรู้ว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสสอนอะไร อะไรที่ทำให้เป็น พระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วศึกษาอย่างทุ่มเทชีวิตจิตใจ ให้รู้ ทั่วถึง ให้แตกฉาน อย่าไปคิดว่า จะเรียนเพื่อให้สอบได้ จะได้เป็นมหา เปรียญอย่างเดียว สอบได้นั้นให้ถือเป็นผลพลอยได้ ถ้าหาก ลูกเณรคิดเพียงแค่จะเรียนให้สอบได้เป็นมหาเปรียญ จะได้ มีหน้ามีตา คิดแค่นี้เขาเรียกว่าคิดแบบเด็กๆ ลูกเณรแม้จะ เป็นเด็กแต่ต้องมีหัวใจเป็นผู้ใหญ่ ไม่หวังเพียงแค่ให้สอบได้ จะได้มีวิทยฐานะเทียมหน้าเทียมตาเขา เราไม่หวังเพียง แค่นั้น ต้องหวังว่าเราจะต้องเรียนรู้ให้ทั่วถึงคำสอนของ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่เก็บไว้เป็นภาษาบาลี คล้ายกับ พระราหุลที่กำเม็ดทราย แล้วมีความปรารถนาที่จะเรียนรู้ คำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้ได้เท่ากับปริมาณของ เม็ดทรายที่อยู่ในกำมือทุกวัน ลูกเณรต้องคิดอย่างนี้นะ จะทำให้เรามีความเข้มแข็ง คึกคักอยากจะรู้ แล้วใจจะไม่ไปไหน จะเรียนด้วยความเคารพ เรียนด้วยความสนุกสนานเพลิดเพลิน เรียนด้วยความสุข มี ความปีติ มีความเบิกบานว่า โอ...เรามีบุญมากจริงๆ นะ ได้ เข้ามาใกล้คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะคำสอน ที่นอกเหนือจากนี้ที่อยู่ในโลก เขาเรียนไปเพื่อครองเรือน มีครอบครัว มีลูกมีเต้า มีภาระ มีพันธะของชีวิต ชาวโลกเขา เรียนกันอย่างนั้น แต่ลูกเณรเรียนความรู้ที่จะทำให้หลุดพ้น จากโลก เรียนให้เป็นผู้ที่สมบูรณ์ด้วยวิชชาและจรณะ บุคคลย่อมเกิดในตระกูลกษัตริย์ ด้วยพรหมจรรย์อย่างต่ำ เกิดในเทวโลก ด้วยพรหมจรรย์อย่างกลาง และบริสุทธิ์ได้ ด้วยพรหมจรรย์อย่างสูง ขุ.ชา.(บาลี) ๒๗/๑๑๘๖/๒๔๙ วันอังคารที่ ๓๐ เมษายน พ.ศ. ๒๕๓๙ ๓. ความโชคดีอย่างสูงสุด กว่าที่ลูกเณรจะมานั่งตรงนี้ อยู่ในชุดนักรบกองทัพธรรม มันยากนะ ยากมาก แต่บางทีเราก็ไม่รู้ตัวของเราว่ามันยาก ขนาดไหน คิดดูว่าคนทั่วโลกตั้งหลายพันล้านคน โอกาสจะ เป็นอย่างนี้มีไม่กี่คน แม้ที่อยู่ในผ้ากาสาวพัสตร์ก็เยอะ แต่ โอกาสที่จะได้รู้เรื่องเป้าหมายชีวิตก็น้อย ยิ่งเป้าหมายว่าถึง ที่สุดแห่งธรรมนั้นคือจุดสูงสุด ยิ่งไม่ค่อยมี สิ่งนี้ถ้าหลวงปู่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ไม่บังเกิดขึ้น เรา จะไม่มีวันรู้เลย เพราะฉะนั้นเราเกิดมาในยุคของผู้มีบุญ เพราะ เราได้สั่งสมบุญมาอย่างดี จึงมาได้ยินได้ฟัง เมื่อโอกาสนี้มาถึง แล้ว ถ้าเราปล่อยให้หลุดไป น่าเสียดาย เพราะฉะนั้น คำว่า “ลาสิกขา” ไม่ควรมีอยู่ในใจของลูกเณร อย่าให้เกิดขึ้นเลย แม้แต่นิดเดียว เพราะเราอยู่ในภาวะอันสูงสุดแล้ว ไม่ควร จะถอยหลังไปอยู่ในภาวะที่ต่ำกว่า เพศนี้เป็นเพศสุดท้ายของชีวิตมนุษย์ อย่าว่าแต่ชีวิต มนุษย์เลย แม้ชีวิตของสรรพสัตว์ทั้งหลายที่เวียนว่ายตาย เกิดในภพทั้งสามนี้ เพศนี้ ภาวะนี้ เครื่องนุ่งห่มชุดนี้เป็นชุด สุดท้าย ก่อนที่จะถึงจุดหมายปลายทาง ชุดนี้สำคัญที่สุด ถ้า ใครยังไม่มีผ้าสีนี้ เครื่องนุ่งห่มชุดนี้ ยังต้องเดินทางอีกยาวนาน ทีเดียว เพราะฉะนั้นลูกเณรต้องนึกบ่อยๆ จะได้เกิดความรู้สึก ปีติ ภูมิใจในภาวะที่เราเป็นอยู่ในขณะนี้ เทวดาก็หมดโอกาส พรหม อรูปพรหม ไม่ต้องพูดถึง ยิ่ง สรรพสัตว์ทั้งหลาย เปรต อสุรกาย สัตว์นรก สัตว์เดรัจฉาน ไม่ต้องพูด ต้องเอาสัตว์ที่ไม่มีประมาณที่เวียนว่ายตายเกิด ในภพทั้งสามมาดู แล้วเราถึงจะปีติ มองดูภพภูมิต่างๆ ของ สัตว์โลก สรรพสัตว์ทั้งหลาย เห็นภพทั้งสามเหมือนเราดูของ ในห้องอย่างนี้ เมื่อนั้นจะมีความปีติยิ่งกว่านี้อีก แล้วตอนนั้น เราจะรู้แจ้งและซาบซึ้งว่า ภาพนี้ เครื่องนุ่งห่มชุดนี้ คือชุด ที่สำคัญที่สุด ชุดสุดท้ายที่จะไปสู่ที่หมายปลายทาง ต้อง รักษาหวงแหนชุดนี้ไว้ให้ดี ดังนั้นอย่ามีความคิดในใจที่คิด จะเปลี่ยนแปลงชุดเป็นอันขาด ๏ เส้นทางที่ต้องต่อสู้ เส้นทางนี้เป็นเส้นทางที่ต้องต่อสู้ ต้องอดทนอดกลั้น ตลอด สิ่งที่หนักหนาสาหัสของเราก็มีเรื่องความกำหนัดยินดี ในกาม อันนี้เป็นหลัก เบื่อหน่ายต่อความยากลำบาก เพราะ ติดความสะดวกสบาย ติดความเพลิน หรือกระทบกระทั่งกัน น้อยอกน้อยใจ อย่าให้ความรู้สึกชนิดนี้มาขวางหนทางอัน ยิ่งใหญ่ที่เราจะไปถึงที่สุดแห่งธรรมเป็นเด็ดขาด เพราะฉะนั้น ให้ลูกดูว่า อะไรที่เป็นข้าศึกต่อเพศนี้ หรือ ต่อเป้าหมายของเรา ต้องเอาชนะให้ได้ ใจอย่าไปยอมแพ้ เมื่อ สิ่งนั้นมากระทบทำให้เกิดความรู้สึกเบื่อหน่ายอยากจะลาออก จากเพศนี้ดีกว่า นั่นแหละให้รู้ไว้เลยว่า เราต้องเอาชนะให้ได้ว่า “ข้าไม่เชื่อเอ็ง ข้าเชื่อพระพุทธเจ้า” อารมณ์นั้นจะอยู่กับเราไม่ นาน ชั่ววูบเท่านั้นเอง เดี๋ยวก็วัน เดี๋ยวก็คืน เดี๋ยวก็หมดเวลา ตอนสมัยหลวงพ่อเริ่มเรียนธรรมะใหม่ๆ จะมีความรู้สึก ว่าไม่อยากให้ทุกวินาทีผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์ อยากสร้าง บุญสร้างบารมีให้เกิดขึ้นทุกวันเลย อยากให้ธรรมะก้าวหน้า คิดอย่างนี้ทุกวัน คิดแล้วมีความสุข มีปีติ มีความเบิกบานใจ ลูกเณรคิดอย่างนี้บ้างสิจ๊ะ เราจะมีความสุข และมีกำลังใจ เข้มแข็งเบิกบาน เพราะฉะนั้น คำว่า “ลาสิกขา” อย่าให้มีอยู่ในใจลูกเณร ทุกรูป ใครมีรีบไปลบ ไปขีด ไปฆ่าเสีย ฟ้าจะถล่ม แผ่นดิน จะทลาย คอขาดบาดตาย คำนี้ไม่ท่องเด็ดขาดนะ คิดแต่ว่า ทำอย่างไรจะศึกษา มันคนละศึกนะ ส-เสือ เป็น ศ-ค ศึกษา วิชชาธรรมกายให้แจ่มแจ้ง ให้เป็นที่พึ่งของเขาได้ ๏ วิชาทางโลก ญาติโยมเขาไม่ถามหรอกว่า ศาสตร์โน้น ศาสตร์นี้เป็น อย่างไร รัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ไม่เห็นถาม เลย หรือบางทีเขามาหาหลวงพ่อถามว่า บุญบาปมีจริงไหม ชีวิตคืออะไร อะไรคือเป้าหมายของชีวิต เพราะฉะนั้นตลอด ชีวิตการเป็นนักบวชของหลวงพ่อ เจอแต่สิ่งเหล่านี้ทั้งนั้น ดังนั้นลูกเณรอย่าไปวิตกกังวลว่า เราไม่มีความรู้ปริญญาตรี โท เอก อย่าไปคิดอย่างนั้น ให้มีความภูมิใจว่าเรามียิ่งกว่านั้น ปริญญาตรี โท เอก ดอกเตอร์ เป็นแค่กิ่งและแขนงของ วิชาความรู้เท่านั้นเอง เรียนเอาไว้เลี้ยงชีพ คำว่า “เรียนเอาไว้ เลี้ยงชีพ” หมายความว่า เรียนจบดอกเตอร์มา ไปทำงานเขา ก็ได้เงินเดือน พอได้เงินเดือนก็มาเลี้ยงชีวิต หมดไปอีกเดือน เดือนหน้าก็ทำใหม่ เพราะฉะนั้นแม้จบดอกเตอร์หากไม่รู้จัก การสร้างบารมี ก็ไม่ต่างกับคนขายขนมครก ขายก๋วยเตี๋ยว เพราะขายขนมครก ขายก๋วยเตี๋ยวก็ได้เงินเดือน จบดอกเตอร์ หรือนายพลทั้งหลายเขาก็ได้เงินเดือนเหมือนกัน ก็ได้แค่นี้เอง หลวงพ่อไม่เห็นว่าจะแตกต่างกันตรงไหน แต่มีอะไรที่เหนือไปกว่านั้นบ้าง ชีวิตของลูกเณรนั่น แหละ เราก็มีความเป็นอยู่ไปเดือนๆ หนึ่งเหมือนกัน วันละ บาตร เดือนหนึ่ง ๓๐ บาตรถูกที่สุดเลย แต่เรายังเข้าไปถึง ความรู้อันยิ่งใหญ่มหาศาล ความรู้ที่ช่วยทั้งตัวเองได้ ช่วย ทั้งคนอื่นก็ได้ ช่วยโลกก็ได้ ช่วยหมดทั้งภพก็ได้ เพราะฉะนั้น อย่าไปยินดีในสิ่งที่ชาวโลกเขามีกัน ให้ยินดีในสิ่งที่เรามี แต่ เขาไม่มี ให้ยินดีตรงนี้ แล้วมุ่งไปให้ถึงที่สุดแห่งธรรมให้ได้ คิดอย่างนี้ทุกวันนะลูกนะ ๏ ถ้อยคำสุดท้าย ถ้อยคำสุดท้าย ประโยคสุดท้ายของมวลมนุษย์ ของ เทวดา พรหม อรูปพรหม ที่ยังเวียนว่ายตายเกิด เมื่อถึงคราว ยุติการเกิด ถึงที่สุดแห่งธรรมแล้วคือ “สัมมา อะระหัง” พอพูดแล้ว หยุดแล้ว ไม่กระวนกระวาย ไม่เดินทางต่อ กิจ อย่างอื่นไม่ต้องมีอีกแล้ว ขีณา ชาติ วุสิตํ พฺรหฺมจริยํ กตํ กรณียํ นาปรํ อิตฺถตฺตายาติ ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจจำต้องทำ ทำ เสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้ไม่มีอีกแล้ว เพราะฉะนั้น คำสุดท้ายคือ สัมมา อะระหัง หลังจากที่ พูดโน่น พูดนี่ พูดให้ใจกระเพื่อมสารพัด เมื่อภาวนา “สัมมา อะระหัง” ไปเรื่อยๆ พอใจหยุด คำภาวนาจะหายไป สัมมา อะระหัง เป็นประดุจยวดยาน พาหนะที่ส่งใจถึงฝั่ง คือ ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ต่อจากนี้ไป เดินทางเส้นทางสายกลางอริยมรรคโดยปลอดภัยถึงที่หมาย นี่คือถ้อยคำสุดท้าย เพราะฉะนั้น อย่าถอยหลังไปเริ่มต้น ใหม่ ในขณะที่เขากำลังเพลินเพราะความไม่รู้ แต่เรากำลัง เพลินด้วยความรู้ นั่งสงบนิ่งประดุจเสาเขื่อนอินทขีล เมื่อรู้ แล้ว เห็นแล้ว เข้าถึงแล้ว สามารถช่วยเหลือตนเองได้แล้ว หน้าที่ต่อไปคือนำธรรมะไปสั่งสอนชาวโลก ให้เขาได้เข้า ถึงที่พึ่งที่ระลึกอันสูงสุด คือพระรัตนตรัยภายในเช่นเดียว กับลูกเณรนะลูกนะ ดอกบัวมีกลิ่นดี พึงเกิดในกองหยากเยื่อ อันบุคคลทิ้งแล้วใกล้ทางใหญ่ ดอกบัวนั้น พึงเป็นที่ชอบใจ ฉันใด สาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อบุคคลเป็นดังกองหยากเยื่อเกิดแล้ว ย่อมไพโรจน์ล่วงปุถุชนผู้มืดทั้งหลาย ด้วยปัญญา ฉันนั้น ขุ.ธ.(บาลี) ๒๕/๑๔/๒๒ วันศุกร์ที่ ๒๖ เมษายน พ.ศ. ๒๕๓๙ ๔. ที่สุดแห่งการแสวงหา ลูกเณรอยู่ในสภาวะของผู้เข้าใกล้พระรัตนตรัยแล้ว มาถึงจุดของผู้รู้ที่ได้ครองผ้ากาสาวพัสตร์ เป็นเครื่องแบบ ชุดสุดท้ายสำหรับการเดินทางในสังสารวัฏ มีข้อวัตรปฏิบัติ สุดท้ายที่เป็นไปเพื่อจะไปให้ถึงที่สุดแห่งธรรม ให้ลูกเณร ทุ่มเทชีวิตจิตใจ ฝึกกาย วาจา ใจ ของเรา ให้มีความพร้อม ที่จะเข้าถึงธรรมกายที่มีอยู่แล้วในตัวของเรา จะได้พ้นจาก ความทุกข์ทั้งหลาย สามารถช่วยตัวเราเองและสรรพสัตว์ ทั้งหลายได้ด้วย หลวงพ่ออยากให้ลูกเณรทุกรูปทุ่มเทชีวิต จิตใจเพื่อแสวงหาธรรมกายอย่างเดียว ไม่ไปแสวงหาสิ่งอื่น ซึ่ง ไม่ใช่สิ่งที่เป็นแก่นสารของชีวิต เรื่องอื่นเป็นเรื่องของชาวโลก เขายังไม่รู้ ยังไม่เข้าใจ เขา รู้ในสิ่งที่เขาได้เห็นในโลก เกิดมาเห็นชาวโลกเขาทำอย่างไรก็ ทำตามๆ กันอย่างนั้น ซึ่งในที่สุดก็ไม่เกิดประโยชน์ แถมเกิด โทษ มีพันธนาการของชีวิต มีความทุกข์ เซ็ง เครียด เบื่อ กลุ้ม สุมอยู่ในใจตลอดวันตลอดคืน แต่บอกใครไม่ได้ จะลาออกจาก สมาชิกครอบครัวก็ไม่ได้ เพราะมีพันธะชีวิตเสียแล้ว ต้องทำ มาหากิน ต้องแก่งแย่งชิงดีกัน มีทั้งคู่แข่ง มีทั้งคู่แค้น ลำบาก ตั้งแต่ตื่นนอนจนกระทั่งเข้านอน หลับก็ไม่สนิท ตื่นมาก็ไม่ เป็นสุข ชีวิตต้องดิ้นรนสับสนอยู่ตลอดเวลา เพราะเขาเกิดมา เจออย่างนั้น ก็ทำตามกันไปอย่างนั้น ชีวิตทางโลกไม่มีอะไรหรอก ลูกเณรกำลังอยู่ในวัย ห้าว กำลังคิดอยากเป็นโน่น เป็นนี่ ไปนั่น ไปนี่ ถ้าเป็น ธรรมกายเสียจะดีกว่า ประเสริฐกว่า เพราะเมื่อเข้าถึงธรรม แล้ว สามารถช่วยตนเองให้พ้นทุกข์ได้ และช่วยเหลือผู้อื่น ได้ด้วย ลูกเณรต้องตั้งใจแสวงหาธรรมกายอย่างเอาชีวิตเป็น เดิมพันเลย จึงจะคุ้มค่ากับที่ได้เกิดมา อย่าไปคิดแสวงหา สิ่งอื่น สิ่งอื่นไม่ได้เรื่องหรอก ปากทางมันลื่น ถ้าตกลงไปแล้ว มันขึ้นไม่ได้ ๏ คล้ายกรงขัง ปากทางแห่งความเสื่อม ปากทางดูสวยสดงดงาม ดูหรู ทีเดียว เราลองไปดูรูงู รูเต่า หรือหลุมโจนดักปลา ปากทางมัน ลื่น สวย ลงง่าย เช่นเดียวกับปากทางแห่งความเสื่อม แห่ง ความหายนะ ดูสวยสดงดงาม ลื่นและลงง่ายอย่างนั้น เห็นแล้ว ชวนแก่การเข้าไปจริงๆ แต่พอหล่นตกลงไปแล้ว ขึ้นไม่ได้ พันธนาการของชีวิตก็เช่นเดียวกัน เรามองออกไปนอก วัด เห็นเพื่อนฝูง เห็นชาวโลกได้เรียนสูงๆ จบปริญญา นั่งรถ เบนซ์ รถเก๋ง มีลูกมีเต้า เข้ามาวัดหัวเราะร่าเริง ยิ้มแย้มแจ่มใส มีคนนับหน้าถือตา มีบริวารห้อมล้อม พรั่งพร้อมทุกอย่าง เขา คงจะมีความสุข ส่วนเราอยู่ในวัด นั่นก็ระเบียบ นั่นก็วินัย นั่น ก็ไม่ได้ นี่ก็ไม่ได้ อะไรก็ไม่ได้สักอย่าง อยากจะกินก๋วยเตี๋ยว ตอนกลางคืนก็ไม่ได้ กินมาม่าใส่ไข่เยี่ยวม้าก็ไม่ได้ จะดูนั่นดู นี่ก็ไม่ได้ ได้ยินเสียงกล้ามเนื้อกระตุกก็เต้นไม่ได้ มันชักอึดอัด แล้วดูเพื่อนฝูงที่อยู่ข้างนอก ดูเขามีความสุขจังเลย แต่นั่นละ หน้าชื่นอกตรม คนในอยากออก คนนอกอยากเข้า จะออกก็ ไม่ได้ แต่คนนอกยังไม่รู้เรื่อง ยังสงสัยอยู่ อยากจะเป็นอย่าง นั้น สุดท้ายก็หล่นหลุมโจนตกลงไปในไห ดูเผินๆ ตื้นๆ เหมือนเราอยู่ในกรงขัง แล้วดูชาวโลก เหมือนอยู่นอกกรง แต่จริงๆ แล้วกลับตาลปัตรกันเลย เราดู เหมือนอยู่ในที่แคบ แต่เราจะไปสู่ที่กว้างที่สุด ที่ไม่มีขอบเขต เป็นอิสระ กว้างขวางใหญ่โต ส่วนทางโลกนั้นดูเหมือนกว้าง แต่ติดพันธนาการของชีวิต ไปไหนมีเครื่องผูกหย่อนๆ ตลอด เวลา ห่วงลูก ห่วงครอบครัว ห่วงนั่นห่วงนี่ ไปต่างประเทศ ไป ไกลๆ นึกว่าจะไม่ห่วง ก็ยังห่วงบ้าน เหมือนมีเชือกผูกหย่อนๆ อยู่ตลอด ในที่สุดก็อยู่ในที่แคบ ไม่เป็นอิสระ ๏ เงื่อนไขชีวิต ทุกชีวิตไม่ว่าเราจะไปอยู่ตรงไหน มีเงื่อนไขทั้งนั้น เป็นนักบวช จะให้เขาเคารพกราบไหว้บูชา ให้โอกาส เราทำความดี ทำหยุด ทำนิ่ง ก็ต้องมีเงื่อนไข คือมีกฎระเบียบ มีพระธรรมวินัย ที่จะทำให้เราแตกต่างจากชาวโลก ให้เราดี ขึ้น สว่างขึ้น บริสุทธิ์ขึ้น อยู่ทางโลก ได้เที่ยวเตร่สนุกสนาน เฮฮา มีครอบครัว ก็มีเงื่อนไขคือ มีพันธนาการของชีวิต ต้องทำมาหากิน ต้อง เลี้ยงดูครอบครัว ไม่มีโอกาสได้ประพฤติปฏิบัติธรรม ได้สร้าง ความดี สร้างบารมีได้อย่างเต็มที่อย่างเช่นนักบวช นักบวชไม่ต้องทำมาหากิน แต่ก็ต้องทำศีล สมาธิ ปัญญา ให้เจริญ ฝึกหยุด ฝึกนิ่ง ส่วนทางโลกเขาไม่ต้องทำอย่างนี้ เขามีครอบครัวได้ แต่ต้องทำมาหากิน การทำมาหากินทางโลกลำบากมาก ลูกเอ๊ย! กว่าจะได้ เงินทองมา ต้องไปตบไปตีเขานะ ไม่ใช่หมายความว่าต้องไป ตบเขาจริงๆ แต่หมายความว่า ต้องไปต่อสู้กับเขา มันลำบาก ทำมาหากินยังไม่พอจะกิน อย่าหวังทำมาหาเก็บ หรือทำมา ค้าขาย ยิ่งทำมาสร้างบารมีนี่น้อยที่สุดเลย เพราะฉะนั้น จะอยู่ในเพศสมณะก็มีเงื่อนไข เป็นฆราวาส ก็มีเงื่อนไขเหมือนกัน จะอยู่ตรงไหนมีเงื่อนไขทั้งนั้น จะรับ ราชการทหาร เขาก็มีเงื่อนไขของทหาร จะเป็นพลเรือนก็มี เงื่อนไขของพลเรือน แต่ทางโลกนั้น สิ่งแวดล้อมมีแต่ผู้ทุศีล เราจะรักษาศีลให้บริสุทธิ์แม้เพียงข้อเดียวก็ยาก หากออกไป อยู่ทางโลก เราจะเป็นผู้ทุศีลไปโดยที่เราไม่รู้ตัว ส่วนทางธรรม มีระเบียบ มีวินัย แต่ว่าศีลเราจะบริสุทธิ์ จิตเราจะตั้งมั่น เราจะมีปีติสุขเป็นรางวัลตอบแทนให้กับตัวเรา สรุปว่า ชีวิตไหนก็ไม่มีอิสระเท่ากับชีวิตของนักบวช เราเหมือนอยู่ที่แคบ แต่ใจเราจะไปสู่โลกกว้างที่ไม่มีขอบเขต เป็นอิสระ แต่ทางโลกเขาเหมือนอยู่ในโลกกว้าง แต่ใจเขา คับแคบ อึดอัด บอกใครก็ไม่ค่อยได้ นี่มันเป็นอย่างนี้ ๏ วินัย วินัย คือ สิ่งที่นำเราออกไปดี นำเราไปแจ้ง นำเราให้ แตกต่างจากชาวโลก จนกระทั่งเขาเคารพกราบไหว้บูชาเรา ได้ ด้วยความเลื่อมใสในข้อวัตรปฏิบัติและปฏิปทาของเรา เป็นสิ่งที่ทำให้เกิดความงดงาม และความอยู่เป็นสุขของหมู่ คณะ เป็นสิ่งที่ยังความเลื่อมใสยิ่งขึ้นแก่หมู่ชนผู้เลื่อมใสแล้ว และยังความเลื่อมใสแก่ผู้ที่ยังไม่เลื่อมใส เพราะฉะนั้น อย่าอึดอัดกับการที่ต้องอยู่ในพระธรรม วินัย ให้คิดว่ากฎระเบียบหรือพระธรรมวินัยเป็นส่วนหนึ่ง ของชีวิต เหมือนตื่นเช้าขึ้นมาอาบน้ำ ล้างหน้า แปรงฟัน ขับ ถ่าย ไม่มีใครมาบอกเรา แต่เป็นสิ่งที่เราทำเป็นปกติอยู่แล้ว หากลูกเณรทำได้อย่างนี้ ต่อไปจะเกิดอานิสงส์ คือ ทำให้จิตใจ เราเบิกบาน แช่มชื่น แล้วก็ติดเป็นนิสัย ไม่มีความรู้สึกว่า เป็น สิ่งที่ทำให้เราอึดอัด คับแคบ ยุ่งยากใจ ลำบากใจ ดังนั้น ลูกเณรอย่าเสียเวลาอึดอัดใจกับการที่เราต้องอยู่ ในระเบียบวินัย ด้วยการทำความเข้าใจว่า เรามาอยู่ในสภาวะ ของผู้มีบุญมีบารมี มาอยู่ในภาวะจุดสูงสุดแล้ว อะไรๆ ไม่เป็น อุปสรรคทั้งนั้น จะเป็นคำแนะนำสั่งสอน กฎระเบียบวินัยก็ ดีเป็นเรื่องเล็ก เราทำตามเสียก็หมดเรื่อง แล้วก็ตั้งใจฝึกฝน ตนเองให้ดี ให้สมควรที่จะรองรับวิชชาธรรมกาย เดี๋ยวเราก็ อยู่เป็นสุขสบาย เดี๋ยววัน เดี๋ยวคืน เดี๋ยวเดือน เดี๋ยวปี เดี๋ยว หลายๆ ปี เดี๋ยวก็แก่เฒ่ากันแล้ว ๏ หยาดเหงื่อที่หลั่ง...ต่างกลั่นเป็นบุญ วัยของลูกเณร เป็นวัยที่เหมาะสมในการศึกษาวิชชา ธรรมกายอย่างยิ่ง เพราะว่าวัยนี้มีโรคน้อย สุขภาพยังแข็งแรง เครื่องกังวลก็ไม่มี เหนื่อยแป๊บเดียว เดี๋ยวพักก็หาย ลูกเณร ยังเหนื่อยไม่จริง วัยขนาดหลวงพ่อนี่เหนื่อยจริง นั่งเฉยๆ ก็เหนื่อย นอนเฉยๆ ก็เหนื่อย ในวัยของลูกเณรกำลังแข็งแรง สดชื่น เบิกบาน มีความ พร้อมทุกอย่างเลย ตั้งหน้าตั้งตาศึกษาเล่าเรียน ฝึกฝนตัวเรา ให้ดี ทุกกิจกรรมมีเอาไว้เพื่อการสร้างบารมีทั้งนั้น อย่าคิด เพียงตื้นๆ ว่า ทำไมเราจะต้องทำงานโน่น ทำงานนี่ ลำบาก ลำบนจังเลย อย่าไปคิดอย่างนั้น วัดของเราเป็นของลูกเณรทั้งหมด ต่อไปเมื่อหลวงพ่อ ไม่อยู่แล้ว ทีมของลูกเณรเจริญเติบโตขึ้น ก็ต้องมารองรับ ในสิ่งที่หลวงพ่อและชุดบุกเบิกได้สร้างขึ้นมา ลูกเณรอยู่ ในชุดรักษา และทำให้เจริญต่อไป เราต้องเรียนรู้งานทุกระบบ ตั้งแต่ในห้องน้ำหลวงพ่อก็ ทำมาแล้ว ต้นไม้ใบหญ้า ขุดลอกคันคูคลอง ทำความสะอาด จัดเสนาสนะ ตลอดจนกระทั่งงานทุกอย่าง เป็นเรื่องปกติที่ จะต้องเรียนรู้ไปทุกระบบ เป็นงานที่เราต้องทำ เมื่อทำแล้ว นอกจากจะได้เรียนรู้งานแล้ว ยังทำให้ร่างกายแข็งแรง เลือดลม เดินสะดวก และเป็นการฝึกความมีระบบระเบียบแก่เราด้วย คนที่มีใจรักความสะอาด มีอานิสงส์คือ สิ่งสกปรกจะ เข้าใกล้เราไม่ได้ จะไปเกิดในภพไหนก็แล้วแต่ จะไปเป็นชาว สวรรค์ วิมานเราก็จะสว่างมีรัศมียิ่งกว่าใคร ลงมาเกิดเป็น มนุษย์แล้ว สิ่งที่สกปรกไม่เข้ามาใกล้เราเลย จะไปไหน มีแต่ ความสะอาด ราบรื่น มีระบบ มีระเบียบตลอด นี่เป็นอานิสงส์ ที่จะติดตัวเราไปในภพเบื้องหน้า เพราะฉะนั้นมีเรี่ยวแรงทำไป เถอะลูก เราจะได้เรียนรู้ไปทุกระบบ ต่อไปเมื่อเราเป็นผู้ใหญ่ มากขึ้น รุ่นหลังตามมาเราก็จะได้สอนเขาได้ แนะนำเขาได้ว่า อย่างนี้ควรทำอย่างนี้ไม่ควรทำ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การขับร้อง คือ การร้องไห้ในวินัยของพระอริยะ การฟ้อนรำคือ ความเป็นบ้าในวินัยของพระอริยะ การหัวเราะจนเห็นฟันอย่างพร่ำเพรื่อ คือ ความเป็นเด็กในวินัยของพระอริยะ เพราะเหตุนั้น ในเรื่องนี้พึงชักสะพานเสีย ในส่วนการขับร้อง การฟ้อนรำ ส่วนการหัวเราะนั้น เมื่อท่านทั้งหลายเบิกบานในธรรม ก็ควรแต่เพียงยิ้มแย้ม องฺ.ติก.(บาลี) ๒๐/๕๔๗/๓๓๕ วันศุกร์ที่ ๓ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๓๙ ๕. ถ้าคิดจะสู้ เรื่องอื่นก็ไร้ความหมาย วัยลูกเณร เป็นวัยที่เหมาะสมในการศึกษาวิชชาธรรมกาย เป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็นวัยที่แข็งแรง โรคภัยไข้เจ็บยังน้อย ภาระเครื่องกังวลก็ไม่มี ถ้าเอาความแข็งแรงความสดชื่นของ ร่างกาย ความมีโรคน้อย กับความปลอดกังวลในวัยนี้ ทุ่มเท ชีวิตจิตใจศึกษาธรรมปฏิบัติ จะเป็นประโยชน์ต่อตนเองและ ชาวโลกอย่างยิ่ง แต่จะมีอยู่สิ่งหนึ่งที่ทำให้ลูกเณรหลุดจากเส้นทางธรรม ก็คือ นำความกำหนัดยินดีในกามมายั่วยวนให้หลงใหล นำ ความเพ้อฝันในอนาคต อยากมีทรัพย์ ลาภ ยศ สรรเสริญ ความเทียมหน้าเทียมตากับชาวโลกเขา หรือยิ่งใหญ่ไปกว่า นั้นมาล่อลวง นี่คือสิ่งที่ลูกเณรจะต้องเจอ แต่ถ้าลูกเณรตัดสิน ใจอย่างแน่วแน่ที่จะเดินไปในเส้นทางนี้และพร้อมที่จะสู้ไปกับ หลวงพ่อ และมีวิชชาธรรมกายเป็นสรณะเป็นที่พึ่งที่ระลึก แล้วละก็ สิ่งเหล่านี้ก็ไร้ความหมาย ลูกเณรสามารถเอาชนะ ได้อย่างสบายๆ หลวงพ่อได้ผ่านวัยนี้มาแล้ว ไม่ได้หนักหนา สาหัสอะไร ๏ มะม่วงยังไม่ลืมต้น อย่างไรก็ตาม เพื่อความไม่ประมาท ลูกเณรจะต้องทำ อย่างที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสสอนก็คือ ให้ถือว่าเรายังเป็น นวกะอยู่ หมายความว่า ยังเป็นผู้ใหม่ในพระธรรมวินัย แม้ยัง ไม่ได้บวชเป็นพระก็ตาม ภายใน ๕ ปีนี้ ลูกเณรจะต้องพรากจากครอบครัวอย่าง แท้จริง พรากจากหมู่ญาติ จากเพื่อนฝูง จากข่าวสารต่างๆ ที่ เป็นพิษเป็นภัยต่อจิตใจของลูกเณร ลูกเณรต้องเอาชนะสิ่งนี้ ให้ได้ เพราะ ๕ ปีที่อยู่ในเส้นทางนี้เหมือนมะม่วงยังไม่ลืมต้น มะม่วงที่เปรี้ยวจะต้องปลิดออกมาบ่มให้สุกงอม ให้คลายรส เปรี้ยวเสียก่อน ลูกเณรก็เช่นเดียวกัน ถึงแม้ว่าจะมีเครื่อง แต่งกายใหม่ก็ตาม แต่ถ้าหากว่า จิตใจของเรายังไม่พรากจาก สิ่งเหล่านั้นจริงๆ เครื่องแบบก็เป็นเพียงเครื่องแบบ ลูกเณรต้องทำความเข้าใจกับหมู่ญาติให้ดีว่า ๕ ปีนี้ ลูกเณรขอโอกาสศึกษาพระธรรมวินัยให้เต็มที่ เพื่อให้แตกฉาน ให้ใจเข้มแข็ง ไม่ใช่ไม่รัก ไม่เคารพโยมพ่อ โยมแม่ ปู่ย่า ตา ยาย ญาติมิตร แต่ว่าลูกเณรยังเป็นผู้ใหม่อยู่ จึงจะต้องศึกษา พระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัด ถ้าหากว่ากลับไปเยี่ยมบ้าน สิ่งที่จะได้ยินได้ฟังก็มีแต่เรื่องทางโลก เรื่องที่นำมาซึ่งความ ร้อนใจ ทำให้จิตหยาบ เกิดความท้อ และในที่สุดเราก็จะถอย จากเส้นทางนี้ออกไป เพราะฉะนั้น ๕ ปีนี้ จะต้องเป็น ๕ ปีที่ลูกเณรจะต้อง เข้มแข็ง ตั้งใจมั่นที่จะศึกษาฝึกฝนตัวของเราให้เป็นสามเณร ที่โลกต้องการ เป็นสามเณรทหารกล้าแห่งกองทัพธรรมที่มุ่ง จะไปถึงที่สุดแห่งธรรม จะต้องทำความเข้าใจกับหมู่ญาติให้ดี และใจต้องพรากกันจริงๆ ๏ บ่วงแห่งมาร จำไว้ว่าเส้นทางนี้ต้อง “สู้” อย่างเดียว ขอให้นึกถึง คำเดียวเท่านั้น จำง่ายๆ ว่า “สู้” ลูกเณรต้องสู้ เมื่อเจอสิ่งที่ ยั่วยวนทำให้หลงใหลไปทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ แต่ถ้าเรา ไม่เผลอสติ มีใจหยุดนิ่งอยู่ภายในกลาง ทุกเรื่องเป็นเรื่องเล็ก จะรู้สึกเฉยๆ เรื่องโน้นเรื่องนี้ก็ไม่มีความหมาย ทำอะไรเรา ไม่ได้ทั้งนั้น เพราะฉะนั้นตรงศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ตรงนี้ เป็นปฏิรูปเทสที่สำคัญ ที่ลูกเณรจะต้องนำใจมาตั้งไว้อยู่ตลอด เวลา ให้ติดเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับองค์พระภายในตัวเรา หลวงพ่อขอให้ลูกเณรได้เดินทางในเส้นทางนี้โดย ปลอดภัย ไปให้ถึงที่หมายอย่างอัศจรรย์ หลวงพ่อจะเป็น ธงชัยให้ลูกเณร แล้วก็จะเป็นทุกสิ่งให้ลูกเณร เพื่อที่เราจะได้ ไปถึงที่หมายพร้อมๆ กัน หลวงพ่อจะไม่ทิ้งลูกเณรแม้แต่รูปเดียว เพราะฉะนั้น ลูกเณรก็อย่าทิ้งหลวงพ่อไปนะ เดี๋ยวเกิดไปเจอในบางสิ่ง ก็มี ๒ เรื่องเป็นหลัก คือ สตรีกับสตางค์นี่แหละ ที่จะทำให้ ลูกเณรทิ้งหลวงพ่อ นอกนั้นเป็นเรื่องรองลงมา แต่ถ้าหากว่า ตั้งใจสู้ละก็ เรื่องใหญ่มันก็เป็นเรื่องเล็ก จนกระทั่งไร้ ความหมายไปในที่สุด แต่ถ้าไม่สู้ เรื่องเล็กก็เป็นเรื่องใหญ่ ยามใดที่เกิดความท้อแท้เบื่อหน่าย หรือมีอุปสรรค อันใดเกิดขึ้นก็ตาม ยามนั้นให้นึกถึงสิ่งที่หลวงพ่อได้พูด ให้ นึกถึงพระอาจารย์ ให้นึกถึงเพื่อนสหธรรมิกที่มีกำลังใจเข้ม แข็ง มีเป้าหมาย ปณิธาน อุดมการณ์ ที่จะไปให้ถึงที่สุดแห่ง ธรรม นี่คือบุคคลที่ควรเข้าใกล้ ไปพูดคุย ไปปรึกษาหารือ โดยมีวัตถุประสงค์ว่า การคุยนี้จะนำมาซึ่งความเข้มแข็ง ของจิตใจ มีกำลังใจที่จะเดินไปในเส้นทางนี้ต่อไป ไม่ใช่ว่า คุยกับคนที่ท้อแท้แล้วชวนกันท้อถอย อย่างนั้นไม่ถูกต้อง ถ้อยคำที่สำคัญนี้ หลวงพ่อฝากฝังเอาไว้ให้ลูกเณรทุก รูป จะได้จำให้ติดลึกๆ จำให้มั่นทีเดียว เผื่อเวลาเราเจอภาวะ ที่ทำให้เราง่อนแง่นคลอนแคลน จะได้นึกถึงคำที่หลวงพ่อพูด ในวันนี้ แล้วรุกหน้าต่อไป ให้เหมือนกับช้างศึกที่ตกหล่มได้ยิน เสียงกลองศึกตีกระหน่ำแล้วก็ลุกพรึบขึ้นมาได้เลย ยืนหยัดสู้ กันต่อไป ไม่ว่าอุปสรรคอะไรจะเกิดขึ้น เป็นสิ่งเล็กน้อย นิดเดียวเท่านั้นเอง ตกนรกมันยังยิ่งกว่านี้นะลูกนะ ๏ ธรรมรักษา การปฏิบัติธรรมอย่างสม่ำเสมอ มีความสำคัญต่อ ลูกเณรมาก ในขณะนี้ลูกเณรอยู่ใกล้หลวงพ่อ ห่างจากสิ่ง แวดล้อมที่ทำให้จิตหยาบ มีจิตใจที่ละเอียดอ่อน เพราะไม่มี เครื่องกังวลในเรื่องกิจวัตรกิจกรรม หรือการศึกษาเล่าเรียน ดังนั้นในขณะนี้จิตใจของลูกเณรยังเข้มแข็งอยู่ การก้าวเดิน ไปในเส้นทางนี้และในหนทางที่เราจะเดินต่อไปในอนาคต ดูรู้สึกไม่ยากเย็นอะไร มีอยู่ทางเดียวเท่านั้นที่จะช่วยให้ลูกเณรประคองตน อยู่ในเส้นทางนี้ได้โดยปลอดภัย นั่นคือ ลูกเณรจะต้องปฏิบัติ ธรรมให้สม่ำเสมอ ทำจิตให้มันละเอียดเรื่อยๆ ไป อย่างน้อย ก็รักษาในระดับที่ลูกเณรได้เข้าถึงในตอนนี้ อย่าให้มันทรุด ตกต่ำกว่านี้ แล้วให้มีองค์พระติดตัวเราไปเป็นสรณะตลอด เวลา ไม่ว่าเราจะทำกิจวัตรกิจกรรมอะไรก็แล้วแต่ ถ้าทำได้ อย่างนี้ หลวงพ่อเชื่อว่าสิ่งที่ลูกเณรตั้งใจไว้จะสมปรารถนา ๏ ฝึกตน ลูกเณรจะต้องเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับทุกๆ คน ไม่ว่า กิจวัตรและกิจกรรมอันใด ใครจะเป็นอย่างไรก็ช่าง เราทำของ เราให้ถูกต้องและดีงามเท่านั้น เมื่อเราทำอย่างสม่ำเสมอ จะ เกิดแรงบันดาลใจให้ผู้ที่ใจอ่อนแอ เผอเรอจากกิจวัตรกิจกรรม เขาคึกคักเข้มแข็งตามลูกเณรมาด้วย ถ้าลูกเณรเข้มแข็ง เขาจะ เข้มแข็ง ถ้าลูกเณรมีระบบระเบียบ เขาก็จะมีระบบระเบียบ จะ ทำตามกันไป เพราะฉะนั้นนี่เป็นสิ่งสำคัญมาก ใครจะอย่างไร เรื่องของเขา แต่เรื่องของเราต้องดีที่สุด และนั่นแหละเขาจะ ทำตามเรา ทำให้ได้นะลูกนะ ทำอันนี้ให้ดีทีเดียว ถ้าได้อย่างนี้ ลูกเณรจะเป็นแก้วสารพัดนึกของหลวงพ่อ ๏ เลือกเกิดไม่ได้ แต่เลือกทำได้ เราเลือกเกิดไม่ได้ แต่เราเลือกทำได้ เลือกเป้าหมาย ชีวิตได้ ตอนนี้เรามาสู่จุดสูงสุดแล้ว จุดที่จะไปถึงที่สุดแห่ง ธรรม ถือว่าสูงสุดในฐานะผู้รู้ เหลืออย่างเดียวเราเดินทางให้ ถึงแค่นั้นเอง อย่าท้อ อย่ากลัวความยากลำบาก ไม่ว่าอะไรจะ เกิดขึ้นลูกเณรต้องสู้อย่างเดียว ไปให้ถึงที่สุดให้ได้ พยายาม ทำความละเอียดให้ได้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะอยู่ในภาวะอันใด ก็ตาม ถ้าทำได้อย่างนี้แล้ว เดี๋ยวจะได้นะ การครองเรือนเป็นเรื่องของเด็กๆ เขายังไม่รู้เรื่อง เหมือนเด็กๆ ให้ไปเล่นขายของสักพักหนึ่งก่อน แต่ลูกเณร เป็นเด็กแต่ตัวนะ ใจเราต้องเป็นผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่จะต้องมีความ รู้สึกนึกคิด รับผิดชอบต่อมวลมนุษยชาติและธาตุธรรม ทำงานใหญ่เลยลูกเอ๊ย! อย่าไปคิดทำงานเล็กๆ ไป ครองเรือนก็ได้แค่ครอบครัว ถูกครัวครอบ แคบๆ แค่นั้นเอง คิดทำงานใหญ่ๆ ถึงเราจะจนๆ อย่างนี้ หลวงพ่อก็จนเหมือน กัน แต่ใจของเราต้องยิ่งใหญ่ กว้างขวาง ต้องคิดทำงานเพื่อมวล มนุษยชาติและธาตุธรรม มันถึงจะสมกับที่เกิดมาเป็นมนุษย์ “...จงมาดูอัตภาพอันวิจิตร มีกายเป็นแผลเน่า อันคุมกันอยู่แล้ว กระสับกระส่าย เป็นที่ดำริของชน เป็นอันมาก ไม่มีความยั่งยืน มั่นคง จงมาดูรูปอันวิจิตรด้วยแก้วมณีและกุณฑล มี กระดูกอันหนังหุ้มห่อไว้ งามพร้อมด้วยผ้า (ของหญิง) เท้าที่ย้อมด้วยสีแดงสด ใบหน้าที่ไล้ทาด้วยจุณ ผมที่แต่งงามให้เป็นแปดลอน ตาที่เยิ้มด้วย ยาหยอด กายเน่าอันประดับด้วยเครื่องอลังการ ประดุจทะนานยาหยอดอันใหม่วิจิตร พอจะหลอก คนโง่ให้หลงได้ แต่จะหลอกคนผู้แสวงหาฝั่งคือ พระนิพพานไม่ได้ ท่านเป็นดังพรานเนื้อวางบ่วงไว้ แต่เนื้อไม่ติด บ่วง เมื่อพรานเนื้อกำลังคร่ำครวญอยู่ เรากินแต่ อาหารแล้วก็ไป...” ม.ม.(บาลี) ๑๓/๔๓๙/๔๐๐ วันอาทิตย์ที่ ๒๘ เมษายน พ.ศ. ๒๕๓๙ ๖. คิดไกล มองไกล ชีวิตชาวโลกไม่มีอะไร ถ้าลูกเณรอยู่ในวัยนี้ อดทน อดกลั้นต่อความสนุกสนานในทางโลก เอาชนะการปวดกาม ได้ จะเป็นวัยที่สร้างบารมีได้ดีที่สุด เพราะเป็นวัยที่แข็งแรง วัยนี้นั่งสมาธิไม่ค่อยปวดเมื่อย สร้างบารมีก็เต็มที่ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเมื่อทรงมอบราชสมบัติให้ พระราหุล พระองค์ก็มอบเพศสามเณรให้เป็นเพศสุดท้าย เป็น ภาพสุดท้ายของชีวิตมนุษย์ที่เวียนว่ายตายเกิด เพราะฉะนั้น ลูกเณรต้องพยายามรักษาสถานะนี้ให้ได้ ต้องเอาชนะมัน ให้ได้ ทั้งความกำหนัดยินดีในกาม ความสนุกสนานเพลิดเพลิน ความสะดวกสบาย ความอยากเป็นนั่นเป็นนี่ เพราะความ รู้สึกว่าเราขาดแคลนทรัพย์ ขาดแคลนลาภ ยศ สรรเสริญ คนยกย่องชื่นชม ถ้าเมื่อไรเรารู้สึกขาดแคลน เมื่อนั้นเรายังยากจนอยู่ แต่เมื่อไรเรามีความรู้สึกว่า ไม่ต้องการอะไรเลย ต้องการแค่ ปัจจัย ๔ อันควรแก่สมณบริโภค มีอาหารพอเลี้ยงสังขาร มีจีวร ไม่กี่ผืนไว้ปกปิดร่างกายป้องกันความละอาย ไว้ให้ความ อบอุ่น ป้องกันลม แดด ฝน สัตว์ร้ายต่างๆ มีที่อาศัยเล็กๆ จะได้ไม่ต้องดูแลมาก จะได้มีเวลาทำสมาธิภาวนาได้เต็มที่ มีหยูกยาพอจะรักษาสังขารซึ่งมีความเจ็บเป็นธรรมดา ให้ร่างกายพอทนที่จะสืบอายุต่อไปเพื่อการบำเพ็ญสมณธรรม ถ้าหากว่า ใครมีอยู่แค่นี้แล้วรู้สึกว่าเต็มเปี่ยม ไม่ได้ ขาดแคลนอะไรเลย รู้สึกสดชื่นเบิกบาน อย่างนี้ถึงจะเรียกว่า ไม่จน ไม่ขาดแคลน สามารถเป็นอยู่ได้ด้วยตัวของเราเอง จะ เป็นผู้ใกล้ต่อหนทางพระนิพพาน ใกล้ต่อที่สุดแห่งธรรม เป็นผู้ ควรแก่การเคารพสักการบูชาของมนุษย์และเทวดาทั้งหลาย หลวงพ่ออยากให้ลูกเณรเป็นอย่างนี้จังเลย วัยที่เหมือน ดอกไม้บานในยามเช้า กำลังสดชื่นแข็งแรง พระสัมมาสัมพุทธ เจ้าท่านเรียกว่า ทหระ คือ วัยหนุ่ม มีความแข็งแรงที่จะต่อสู้ ทุกสิ่งได้ ถ้าทนปวดกามได้ ทนความสนุกสนานเพลิดเพลินได้ เว้นการติดต่อจากหมู่ญาติ เพื่อนฝูง สื่อสิ่งพิมพ์ต่างๆ วิทยุ ทีวี ที่จะทำให้ใจเร่าร้อน หรือสิ่งที่เป็นข้าศึกต่อพรหมจรรย์ แล้ว ตั้งใจศึกษาภาคปริยัติ ปฏิบัติ อย่างเต็มที่ หลวงพ่อเคยกล่าวไว้ ให้เรียนปริยัติด้วยความกระหาย อยากจะรู้ว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่สร้างบารมีมา ๒๐ อสงไขย แสนมหากัป ทั้งคิดในใจ เปล่งวาจา กระทั่งได้รับพุทธพยากรณ์ เป็นพระพุทธเจ้านั้น พระองค์ตรัสรู้เรื่องอะไร มีธรรมอะไรที่ ทำให้เป็นพระพุทธเจ้า ศึกษาให้เข้าใจแจ่มแจ้ง แล้วน้อมนำ มาปฏิบัติเพื่อเป็นอย่างพระองค์ ไม่ใช่หวังเพียงแค่สอบให้ได้ พอเป็นเกียรติยศชื่อเสียงของตัวเองเท่านั้น อย่าคิดเพียง แค่นั้น ต้องคิดให้ไกลไปกว่านั้น อย่ามองแบบคนสายตาสั้น ต้องมองแบบคนที่มีสายตายาวไกลที่ไร้ขอบเขตจำกัด ลูกเณร ต้องหัดมองลึกๆ อย่าไปมองแบบตื้นๆ นั่นคือ สิ่งที่หลวงพ่อพยายามปลูกฝังให้ทุกคนหัดมอง ทีเดียวให้ทะลุ มองไกลๆ มองให้ครอบคลุม ถ้าเรามองคลุม อย่างนี้ไม่ได้ เราจะมองภาพถึงที่สุดแห่งธรรมได้อย่างไร ต้อง มองเห็นโลกใบเล็กเท่ากับผลมะขามป้อมอยู่ในฝ่ามือ หรือ จักรวาลที่ไม่มีประมาณเอามาใส่ในฝ่ามือได้ อย่างนี้จึงจะ ศึกษาวิชชาธรรมกายได้ หัดมองไกลๆ อย่างนี้สิ อย่าไปมอง ตื้นๆ แล้วมองอะไรหัดมองให้ครบวงจร ๏ มาตุคาม หัดมองทุกเรื่องให้ครบวงจร อย่างเช่นเราเห็นผู้หญิง สวยอย่างนางงามจักรวาล ถ้าเราดูไม่ครบวงจร เราจะมีความ กำหนัดยินดี อยากได้ อยากสัมผัส แต่ถ้ามองให้ครบวงจร มองตั้งแต่เกิดจนกระทั่งตาย เดี๋ยวเกิด เดี๋ยวแก่ เดี๋ยวเจ็บ เดี๋ยวตาย มองทั้งข้างนอก มองทั้งข้างใน พลิกเอาอวัยวะภายใน ตับ ไต ไส้ พุง ออกมาข้างนอก ดูซิว่า เอาขึ้นไปประกวดบน เวที ใครเขาจะดูบ้าง หัดมองอย่างนี้นะลูกนะ วันหนึ่ง ขณะหลวงพ่อกำลังรับแขก อยู่ๆ เขาก็เล่าถึง นางงามจักรวาล สวยอย่างนั้น สวยอย่างนี้ ชมใหญ่เลย หลวงพ่อ ปล่อยให้เขาเล่าไป เล่าเสร็จ เขาหันมาถาม หลวงพ่อพูด ไปได้อย่างไรก็ไม่รู้ แต่ได้ผลนะ ไม่ได้เรียกว่าพูด เรียกว่าโพล่ง มากกว่า บอกเขาว่าอย่างไรรู้ไหม “แต่ขี้เหม็น” เขาบอกว่า แหม...หลวงพ่อ แล้วไม่เล่าอีกเลย โพล่งทีเดียวได้ผลชะงัด เลย ปกติหลวงพ่อไม่ใช้คำประเภทนี้ หลวงพ่อจะต้องหลบๆ เลี่ยงๆ มูลบ้าง อุจจาระบ้าง แต่วันนั้นพรวดไปเลย พูดถึงต้น กำเนิดภาษายังไม่ได้ปรุงแต่งกันไปเลยนะ คำเดียวหยุดเลย สมัยหนึ่งเวลารับแขก จะโดนคำถามอย่างนี้บ่อย ไม่รู้ เป็นอะไร เขาถามว่า “ถามจริงๆ เถอะท่าน เวลาเห็นผู้หญิงสาวๆ สวยๆ ท่านรู้สึกอย่างไร” หลวงพ่อบอก “คิดถึงแม่” เขาบอก “อะไรนะ เห็นผู้หญิงแล้วทำไมคิดถึงแม่” ก็บอกเขาว่า “เพราะว่าเป็นเพศเดียวกับแม่ผู้ให้กำเนิด มา ถ้าไม่มีอย่างนี้เราคงเกิดไม่ได้” เพราะฉะนั้นไม่ได้คิด อย่างอื่นเลย “คิดถึงแม่ แล้วคิดอย่างไรอีก” ก็บอกว่า “คิดว่าเดี๋ยวก็แก่ เดี๋ยวก็เจ็บ เดี๋ยวก็ตาย” เขาถาม “คิดแค่นี้เหรอ” ก็บอกว่า “คิดมากกว่านี้อีก คิดว่าถ้าพลิกข้างในออก มาข้างนอก แล้วเอาข้างนอกไว้ข้างในจะเป็นอย่างไร แล้ว เวลาไม่อาบน้ำ มันก็เหม็นเหมือนเราอย่างนี้แหละ มันหอม ด้วยของที่ชโลมมา และถ้าตายร่างกายก็จะแข็งทื่อ นานไป ก็พองโต สัตว์อื่นก็มาอาศัย มาแทะ มากิน” ก็เล่าอย่างนี้ไปเรื่อยๆ เพลินๆ แล้วก็ได้ผล ตอนหลัง เขาก็ไม่ค่อยมาถามเท่าไร เพราะฉะนั้น ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตาม ลูกเณรต้องหัดมอง ให้ครบวงจรอย่างนี้ อย่ามองตื้นๆ จะปริยัติ ปฏิบัติก็เช่น เดียวกัน เราต้องมองให้ลึกขนาดนั้น แล้วลูกจะอยู่ได้ ผ้าผืนนี้ จะเย็นฉ่ำสบายอย่างกับติดแอร์ทีเดียว ไม่ร้อนเหมือนเอาไป ตากแดดย่างไฟอย่างนั้นนะลูกนะ พระเจ้าอุเทนแห่งนครโกสัมพี ตรัสถามพระปิณโฑลภารทวาชะว่า “เพราะเหตุไรพระภิกษุที่ยังหนุ่มแน่น ยังไม่หมดในความระเริงในกามทั้งหลาย จึงสามารถบวชประพฤติพรหมจรรย์อยู่ได้นาน หรือจนตลอดชีวิต” พระปิณโฑลภารทวาชะตอบว่า “ขอถวายพระพร พระผู้มีพระภาคผู้เป็นอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ได้ตรัสไว้ดังนี้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงถือว่าเป็นมารดา ในสตรีปูนมารดา จงถือว่าเป็นพี่สาวน้องสาว ในสตรีปูนพี่สาวน้องสาว จงถือว่าเป็นธิดา ในสตรีปูนธิดา...” สํ.สฬา.(บาลี) ๑๘/๑๙๕/๑๓๙ “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงมาพิจารณากายนี้แหละ เบื้องบนตั้งแต่พื้นเท้าขึ้นไป เบื้องล่างตั้งแต่ปลายผมลงมา อันมีหนังหุ้มอยู่โดยรอบ เต็มไปด้วยของไม่สะอาดมีประการต่างๆ ว่า มีอยู่ในกายนี้คือ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก ม้าม หัวใจ ตับ พังผืด ไต ปอด ไส้ใหญ่ ไส้น้อย อาหารใหม่ อาหารเก่า ดี เสลด หนอง เลือด เหงื่อ มันข้น น้ำตา เปลวมัน น้ำมูก ไขข้อ น้ำมูตร ดังนี้” สํ.สฬา.(บาลี) ๑๘/๑๙๖/๑๔๐ วันพุธที่ ๒๔ เมษายน พ.ศ. ๒๕๓๙ ๗. สิ่งที่ชาวโลกขาดแคลน หลวงพ่อบวชมาจนบัดนี้ ๒๗ พรรษาแล้ว ยังไม่เคยมี ใครมาถามความรู้ในมหาวิทยาลัย จะเป็นดอกเตอร์ หรือใคร ก็ตามที่มากราบหลวงพ่อ ส่วนมากถามว่า ในตัวมีพระจริง หรือเปล่า สรณะอยู่ที่ไหน เข้าถึงได้อย่างไร ทำอย่างไรใจถึงจะ หยุดนิ่ง บุญบาปมีจริงไหม นรกสวรรค์มีจริงไหม อะไรต่างๆ เหล่านี้มากมายเลย แต่ไม่เคยมีใครมาถามว่า รัฐศาสตร์เป็น อย่างไร เศรษฐศาสตร์เป็นอย่างไร ศาสตร์กี่ศาสตร์ไม่เคยถาม ถามแต่พุทธศาสตร์ หลวงปู่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ท่านรวบรวมเขียนตำราไว้ เล่มหนึ่งชื่อ “คู่มือสมภาร” ท่านวางแนวทางเอาไว้ว่า สมภาร ทุกวัดจะต้องมีความรู้ทรงอภิญญา แล้วถ่ายทอดให้ลูกวัด ลูกวัด ก็ถ่ายทอดให้ญาติโยมต่อๆ กันไป สอนเรื่องความดี ความชั่ว เรื่องศีลธรรม จะสอนกี่ยุคกี่สมัยก็ทันสมัยเสมอ ความกตัญญู เมื่อพันปีที่แล้ว กับความกตัญญูในปีนี้ หรืออีกพันปีข้างหน้า ก็เหมือนกัน ใครๆ ก็ต้องการให้ลูกมีความกตัญญูต่อพ่อแม่ หรือฆราวาสธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงวางแนวทาง เอาไว้สอนฆราวาส มุ่งสอนจากคดีโลกสู่คดีธรรม การฝึกฝน ตนเองเพื่อมุ่งถึงจุดแห่งการหลุดพ้น นี่เป็นหน้าที่ของพระ คือ ทำหน้าที่เป็นครูสอนศีลธรรมให้แก่ชาวโลก ชาวโลกเขาอยากเห็นเนื้อนาบุญที่สามารถบอกเขา ได้ว่า ทำบุญอย่างนี้แล้วจะได้อานิสงส์อะไร ตายแล้วจะ ไปไหน เป็นอยู่อย่างไร เขาอยากรู้ตรงนี้นะ ตรงนี้ต่างหาก คือจุดที่โลกขาดแคลน หลวงพ่ออยากให้ลูกหลวงพ่อทุกรูปทุ่มเทชีวิตจิตใจมุ่ง ที่จะศึกษาความรู้ตรงนี้ ที่สามารถแนะนำชาวโลกได้ว่า ที่พึ่ง ที่แท้จริงของมนุษย์นั้นอยู่ที่ไหน เข้าถึงได้อย่างไร และอะไร คือเป้าหมายของชีวิต เมื่อเรารู้แล้ว เห็นแล้ว ก็นำความรู้นี้ ไปถ่ายทอดให้ชาวโลกได้รู้ตาม โดยนำแผนที่โลกมากางเลย ใครจะไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาประเทศไหนก็เอาธงไป ปักไว้ แล้วอธิษฐานทุกวันเลยว่า ญาติมิตรของเราอยู่ตรงไหน เราจะได้เดินทางไปโปรด แล้วก็ศึกษาภาษา ขนบธรรมเนียม ประเพณี วัฒนธรรม ให้เรียนรู้พอที่จะไปถ่ายทอดให้เขารู้ว่า ในตัวเขามีพระธรรมกาย ถ้าทำได้อย่างนี้จะดีมากเลย อย่างนี้ถึงจะเรียกว่า ทำโลกให้เป็นโลกแก้ว เกิดมาอย่างนี้มี กำไร ได้ทั้งประโยชน์ตนและประโยชน์ท่าน ชีวิตมนุษย์ทั่วๆ ไป หลวงพ่อก็เห็นเดือนชนเดือน ไม่ว่า จะทำงานของตัวเอง เอกชน ข้าราชการ หรือการเมือง เห็นแต่ว่าเดือนหนึ่งไปรับเงินเดือน เอาไว้สำหรับเลี้ยงสังขาร ไปได้อีก ๑ เดือน ถ้าไปทางการเมืองก็ไปตันที่นายกฯ บ้าง ประธานาธิบดีบ้าง แล้วก็ไม่เห็นได้อะไร ก็เห็นรบกันอยู่นั่นแหละ ขึ้นไปก็ป้องกันตำแหน่ง แม้เป็นเศรษฐีก็รวยฟรี ถ้าแค่กินเงินเดือนไปเดือนหนึ่ง หลวงพ่อว่าเขาทำกัน อยู่แล้ว แต่เราทำในสิ่งที่ชาวโลกเขาขาดแคลน สอนให้ชาวโลก รู้จักสิ่งที่ดีที่สุดที่เขาปรารถนาว่า มีอยู่ในตัวเขา แนะให้เขา เข้าถึงตรงนี้ หลวงพ่ออยากให้เขารู้ ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวเกิดฟรี ตายฟรี ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไร โลกยังขาดแคลนครูที่จะแนะนำให้เขาเข้าถึงพระ ธรรมกายภายใน อันเป็นที่พึ่งที่แท้จริง ที่มีอยู่แล้วในกลางกาย ของมนุษย์ทุกคน ถ้าหากว่าเขาเข้าถึงจุดนี้ได้ ทุกคนเปิดช่อง เดียวกัน ช่อง ๐๗๒ ศูนย์กลางกาย ฐานที่ ๗ เหนือสะดือ ๒ นิ้วมือ เดี๋ยวก็คิดเหมือนกัน พูดเหมือนกัน ทำเหมือนกัน ต่อไปก็จะได้มีเวลาธรรมกายคือ ทั่วโลกนั่งธรรมะตลอด ๒๔ น. เมื่อซีกโลกหนึ่งสว่าง อีกซีกโลกหนึ่งกำลังค่ำ ก็นั่งธรรมะต่อ กันไปเลย เห็นไหม ถ้าหากว่า เอาผู้มีบุญไปโปรดทุกประเทศ ทั่วโลก ทุ่มชีวิตกันชาติหนึ่ง เดี๋ยวก็ตายแล้ว อย่างนี้ถึงจะใช้ ชีวิตคุ้มค่า ๏ เหมือนขว้างความสุข...ไปข้างหน้า หลวงพ่อนั่งคุยกับเศรษฐี อย่านึกว่าเศรษฐีเขามีความ สุขนะ เศรษฐีคุ้นกับการลงทุน เหมือนนักมวยต้องต่อยมวย นักลงทุนต้องลงทุน ได้โครงการนี้มาอิ่มใจได้หน่อยเดียว ทน ไม่ไหวต้องเอาไปลงทุนใหม่อีกแล้ว เขาจะกลัวอยู่อย่างคือ กลัวเงินอยู่เฉยๆ เม็ดเงินแต่ละเม็ด ถ้าลงไปแล้วต้องมีเม็ดเงินงอก ต่อมา เพราะฉะนั้นสิ่งอะไรที่มองไม่เห็นเป็นรูปธรรม เป็น เม็ดเงินขึ้นมา เขาไม่เอา พอลงทุนไปแล้วไม่ใช่ว่าหมูนะ เมื่อ ขยายงาน ก็ต้องขยายทีม พอขยายทีมก็ต้องขยายทุน ขยาย ทุนก็ขยายที่ ขยายที่ก็ต้องขยายดอก ขยายดอกขยายปัญหา ขยายปัญหาขยายความเครียด ขยายความกดดันไปเรื่อยๆ เป็นอย่างนี้จนหมดเวลาของชีวิต หลวงพ่อคุยกับเศรษฐีทีไรเห็นเขากลุ้มใจทุกที หลวงพ่อ เคยถามมหาเศรษฐีว่า หาเงินเยอะๆ ไปทำไม แปลกจัง เขา ตอบไม่ค่อยได้ แต่ถ้าถามว่าหาเงินอย่างไร ตอบเก่งมาก คล่อง มาก แต่พูดไปก็บ่นไป กลุ้มไป ดูปนทุกข์อย่างไรก็ไม่รู้ เหมือน ขว้างความสุขไปข้างหน้า ในที่สุดก็หมดเวลากันไป ไม่ได้อะไร เมื่อ ๑๐ ปีที่แล้ว มีเศรษฐีระดับหมื่นล้านบอกกับ หลวงพ่อว่า ให้แก่ๆ ก่อน แล้วจะเข้าวัดปฏิบัติธรรม ตอนนี้ ตายไปแล้ว ไม่รู้ว่าแก่หรือยัง ยังไม่ทันได้นั่งสมาธิเลย ชีวิต มันก็แค่นี้ แป๊บเดียวเท่านั้นเอง หลวงพ่อก็เจออย่างนี้ มันสู้การศึกษาวิชชาธรรมกาย ไม่ได้ เพราะฉะนั้นอย่าให้มีความคิดว่า จะสึกดีหรือจะอยู่ดี สึกไปอย่างมากก็ไปมีเมีย แล้วก็มีลูก แล้วก็ได้เลี้ยงลูก ได้กลุ้มกับ ลูก ได้ดูหลาน ก็เพลินกับหลาน แล้วก็กลุ้มกันไปอย่างนั้น จนกระทั่งหมดเวลากันไป มันก็ได้แค่นี้เอง หลวงปู่วัดปากน้ำท่านก็ยืนยันว่า ไม่มีวิธีอื่นใดที่จะ ต่อสู้กับพญามารได้ นอกจากหยุดกับนิ่ง เราจะไปขนรถถัง ปืนใหญ่ หรือนำขีปนาวุธมาสู้กันก็ไม่ได้ จะเอาเงินไปซื้อ ก็ไม่ได้ มีวิธีเดียวที่จะสู้กับเขาได้คือ หยุดกับนิ่ง เพราะฉะนั้น เรามาถึงจุดสูงสุดของวิชชาแล้ว พยายามรักษาตรงนี้ไว้ให้ได้ ยิ่งกว่าชีวิตนะลูกนะ “...เงินทองนี้ ทำให้เกิดความโลภ ความมัวเมา ความลุ่มหลง ความติด ดังเครื่องผูก มีภัย มีความคับแค้นมาก เงินทองนั้นตั้งอยู่ไม่ยั่งยืนเลย...” ขุ.เถรี.(บาลี) ๒๖/๔๗๑/๔๘๗ วันพฤหัสบดีที่ ๒๘ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๓๙ ๘. หลวงพ่อไม่อยากให้สึกเลย หลวงพ่อไม่อยากให้ใครสึกเลยแม้แต่รูปเดียว อยาก ให้ศึกษาวิชชาธรรมกายกัน สึกออกไปอย่างมากก็ไปมีลูก มีเมีย ได้เลี้ยงลูกเลี้ยงเมีย ก็ได้แค่นั้น หลวงพ่อยังนึกไม่ออก ว่า จะได้อะไร สุดท้ายก็หมดเวลาของชีวิต ไม่ได้อะไร พวกเราลูกๆ หลวงพ่อทุกรูปมีบุญมากนะ ที่ได้มีโอกาส ศึกษาวิชชาธรรมกาย เพราะฉะนั้นอย่าคิดสึก ถ้าสึกควรเปลี่ยน เป็น “ศ” คิดศึกษาไปให้ถึงที่สุดแห่งธรรม ทุ่มชีวิตศึกษาวิชชา ธรรมกายไปเลย มีเท่าไรเรียนรู้ให้หมด ไม่หมดไม่เลิก ตาย แล้วกลับมาเกิดใหม่ ศึกษาต่ออีก คิดอย่างนี้สิ! อย่าไปคิดมี ลูกมีเมีย ก็ได้แค่ลูกแค่เมีย ไม่วิเศษอะไรเลย หมู หมา กา ไก่ มันทำได้ ใครก็ทำได้ ออกไปข้างนอกเจอคนหาลูกหาเมียเยอะ ไม่หานี่สิยาก ศึกษาวิชชาธรรมกายนี่ยาก ทั้งมนุษย์และเทวดา เขาจะกราบไหว้ คอยติดตามคุ้มครองรักษาผู้ที่เข้าถึงวิชชา ธรรมกาย ศึกษาวิชชาธรรมกาย หลวงพ่ออยากให้ลูกทุกรูป ซาบซึ้งในวิชชาธรรมกายให้มากๆ พยายามทุ่มชีวิตศึกษา ฝึกฝนให้ชำนาญ อย่าเอาหัวใจไปไว้ที่อื่นนะจ๊ะ หลวงพ่อนั่งรับแขก หลายท่านบอกว่า สิ่งที่เขาอยาก เป็นจริงๆ คือเป็นอย่างที่หลวงพ่อเป็น หรือเป็นอย่างพระ อาจารย์ แต่ชีวิตตอนนี้เขาเลือกไม่ได้ เขาถูกเข้าไปอยู่ในคุก แล้ว เหมือนมีเครื่องผูกหย่อนๆ ไว้ แต่จริงๆ เขาอยากเป็น อย่างนี้ เพราะฉะนั้นทุ่มหัวใจฝึกฝนกันนะ ชีวิตทางโลกไม่ใช่ความสุขที่แท้จริงหรอก อารมณ์ ที่เข้าถึงธรรมภายใน มีความสุขละเอียดประณีตมากกว่า เพราะฉะนั้นเราต้องเข้าถึงจุดนี้ให้ได้ ศึกษาให้รู้แจ้ง ฝึกฝน ให้ชำนาญ แล้วกลับไปสอนให้ชาวโลกเขามาถึงจุดนี้ให้ได้ หลวงพ่ออยากให้ลูกๆ ทุกรูป มีความคิดอย่างที่หลวงพ่อคิด และอยากให้เป็นอย่างนี้ จะเป็นได้ไหม ชีวิตของสัตว์ทั้งหลายในโลกนี้ มีกำหนดร้อยปีเป็นอย่างมาก ไม่เกินกำหนดนั้น ย่อมจะเหือดแห้งไป เหมือนไม้อ้อที่ถูกตัดแล้ว มีแต่จะเหี่ยวแห้งไป ฉะนั้น จะมัวเพลิดเพลินไปไย จะมัวเล่นคึกคะนองไปทำไม ความยินดีจะเป็นประโยชน์อะไร ประโยชน์อะไรด้วยการแสวงหาทรัพย์ จะมีประโยชน์อะไรด้วยบุตรและภรรยา ขุ.ชา.(บาลี) ๒๗/๒๐๖๒/๔๑๕ วันพุธที่ ๒๒ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๓๙ ๙. ผ้าสีสุดท้าย ๒ เรามาถึงภาวะอันสูงสุดแล้ว เพศสุดท้ายของการเวียน ว่ายตายเกิดคือเพศพระ อาชีพสุดท้ายของชีวิตในการเวียนว่าย ตายเกิดก็อาชีพพระ คนจน คนรวย พระราชา มหากษัตริย์ พระเจ้าจักรพรรดิ ตอนสุดท้ายออกบวชหมด สวมเครื่องแบบ ชุดสุดท้ายในสังสารวัฏที่คงที่ ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ชุดพระ ผ้าสีสุดท้าย สีทอง ไม่มีสีทองก็เอาสีใกล้ๆ ทอง หรือน้อยกว่าทอง เรื่อยไป คือสีที่เทียบกับสิ่งที่มีคุณค่าและมูลค่าสูง เครื่องแบบชุดสุดท้าย ชุดที่มนุษย์และเทวดากราบไหว้ บูชา ยินดีต้อนรับ มีของก็อยากให้ ให้แล้วก็มีความสุข เครื่องแบบชุดสุดท้ายทันสมัยอยู่เสมอ ออกแบบครั้ง เดียวใช้ชุดนี้มาสองพันกว่าปี ผู้ต้นคิดคือพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ออกแบบคือพระอานนท์ เป็นชุดที่จัดเสร็จเรียบร้อยแล้ว เพราะผู้รู้เป็นคนจัด และไม่ใช่ว่าไปเจอสีนี้อยู่โคนไม้ หยิบ เอามาห่มก็ไม่ได้ อย่างนั้นเขาเรียกว่า ห่อตัว ต้องมีพิธีกรรม สืบทอดกันยาวนานกว่าสองพันปี จึงจะได้ครองชุดนี้ได้ เพราะฉะนั้นควรภูมิใจในชุดนี้ให้ดี อย่าไปเปลี่ยนผ้า เปลี่ยนแปลง จิตใจดีกว่า ถ้าใครครองผ้าชุดนี้แล้ว แนะนำเขาไปเลย อย่าเปลี่ยนแปลงชุดเด็ดขาด เพราะเป็นชุดที่เหมือนพระ ธรรมกายในตัว เป็นชุดที่ทำให้เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานแล้ว ชุดหลากสี มีเงื่อนไขต้องทำมาหากิน มีพันธะของชีวิต มีเครื่องกังวล มีเครื่องผูกหย่อนๆ ผูกให้พัวพันตลอดเวลาเลย ไม่เป็นอิสระ ไม่มีเวลาว่างที่จะมาศึกษาธรรมปฏิบัติ แต่ชุดนี้ ไม่มีพันธะของชีวิต ไม่มีภาระเครื่องกังวล ปฏิบัติธรรมได้ เต็มที่ เพราะฉะนั้นตอนไหนมีความรู้สึกว่าท้อแท้ ท้อถอย อยากจะลาสิกขาละก็ ให้นึกถึงคำพูดที่หลวงพ่อพูดวันนี้ไว้ เยอะๆ แล้วเตือนๆ กันเอาไว้ให้ดีว่า เรากำลังจะไปถึงที่สุดแห่ง ธรรม ชุดนี้เท่านั้นถึงจะไปถึงที่สุดแห่งธรรมได้ ชุดอื่นไปยาก เพราะมีเครื่องกังวล ๏ ทรงผมทรงสุดท้าย ทรงผมทรงสุดท้ายหลังจากจัดกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็คือทรงนี้ แต่ที่ยังจัดไม่เสร็จ เดี๋ยวสั้น เดี๋ยวยาว เดี๋ยวหยิก เดี๋ยวเหยียด เดี๋ยวปิดหน้า เดี๋ยวเปิดหน้า เดี๋ยวถักเปีย เดี๋ยว ตัดเปีย สารพัดทรงอะไรก็ไม่รู้ นั่นยังจัดไม่เสร็จ ยังต้องเวียน ว่ายตายเกิดกันอีกนาน แต่ทรงนี้เดือนหนึ่งหวี ๒ ครั้งเท่านั้น หวีที่ไม่มีซี่ คมกริบ คือ มีดโกน นี่เป็นทรงผมทรงสุดท้ายใน สังสารวัฏ ๏ สภาพใจที่จะไปถึงที่สุดแห่งธรรม สภาพใจที่จะไปถึงที่สุดแห่งธรรม ต้องเป็นสภาพใจที่ ไร้กังวล ไม่ติดในคน สัตว์ สิ่งของ เยือกเย็นเป็นนิตย์ สะอาด บริสุทธิ์ ผ่องใส มีความสุขตลอดกาล ไม่ว่าจะอยู่ในอิริยาบถใด มีความรู้สึกไม่ต้องการอะไรเลย แค่อาสนะ ๑ ผืน ที่นั่งแคบๆ ไม่เกิน ๑ ตารางเมตร ที่นอนไม่เกิน ๒ ตารางเมตร อาหาร แค่กันตาย รสชาติไม่คำนึงถึง แล้วก็ไม่ยินดียินร้ายอะไร ไม่ว่าใครจะกระทุ้งกระแทกแค่ไหน ก็ไม่กระทบกระเทือน ใจนิ่งเฉย รู้สึกสดชื่นตลอดเวลา และเวลาเราดูอะไรก็สักแต่ว่าดู ไม่มีความรู้สึกพัวพัน ผูกพัน นั่นแหละเป็นสภาพใจที่ เหมาะสมที่จะไปที่สุดแห่งธรรม สัตว์โลกที่ยืน นั่ง นอน หรือเดินอยู่นี้ มิใช่อายุสังขารเท่านั้นที่ติดตามไป แม้วัยก็เสื่อมลงไปทุกขณะ ที่หลับตาและลืมตาอยู่ ขุ.ชา.(บาลี) ๒๗/๖๑๒/๑๔๗ วันพุธที่ ๘ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๓๙ ๑๐. ภาพสุดท้าย ถ้าจะเรียนวิชชาธรรมกายให้ดี ๕ ปีแรก ตั้งแต่ วันที่เป็นนักบวช ต้องไม่ไปเกี่ยวข้องกับทางบ้าน คือ ต้องตัดขาดกันเลยจากหมู่ญาติ เพื่อนฝูง สิ่งภายนอก สื่อสิ่งพิมพ์ สื่อต่างๆ ทั้งหมดเลย เพราะว่าเป็น ๕ ปีแห่ง การฝึกฝน ใจเรายังไม่มั่นคง พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงกำหนดเอาไว้ พระนวกะต้อง ๕ ปี ไม่ควรให้กลับไปเยี่ยมโยม เพราะยังไม่มีอะไรไปโปรด โยม มีแต่โยมจะโปรดมากกว่า เดี๋ยวโยมก็เทศน์โน่นเทศน์นี่ กลับคืนมาเสียอีก เพราะฉะนั้น ๕ ปีนี้ต้องอยู่ในความดูแล ของพระอาจารย์ พระอุปัชฌาย์อาจารย์ แม้แต่โทรศัพท์ก็ไม่ ควรติดต่อ ๏ สื่อ...อันตราย ยุคนี้การทำธุรกิจต่างๆ มีการแข่งขันกันสูงมาก สื่อต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสื่อสิ่งพิมพ์ ทีวี วิดีโอ วิทยุ หรืออะไรต่างๆ ผลิต ออกมาต้องเอาใจตลาด ต้องขายให้ได้ เมื่อต้องแข่งขันกันใน ยุคที่กามกำเริบ เขาก็นำภาพที่ทำให้เกิดความร้อนอกร้อนใจ นำเรื่องของกามเดินหน้า เพื่อความอยู่รอดของธุรกิจ ในขณะ ที่ลูกเณรยังอยู่ในวัยหนุ่ม ยังเป็นปุถุชนอยู่ มีเลือดมีเนื้อ มี ความหิวกระหาย มีความอยากสารพัดอัดแน่นเต็มไปหมด ในวัยนี้ เพราะฉะนั้นมันระเบิดง่าย ถ้าคลุกคลีกับสิ่งเหล่านี้ พอตาเห็นเข้า ใจมันจะคิดปรุงแต่ง กำลังนึกถึงองค์พระ อยู่ดีๆ หลุดไปเลย ฟุ้งซ่านไปเลย เพราะฉะนั้นถ้าจะให้ดี ๕ ปีนี้ต้องหลีกเลี่ยงจากสื่อเหล่านี้นะลูกนะ ๏ ดอกไม้พระอริยะ ดอกไม้พระอยู่ในป่าช้า ดอกไม้ชาวโลกอยู่ในแจกัน อยู่ ในบาร์ในคลับ เขาดูแล้วสวย สบายใจ แต่ดอกไม้พระดูแล้ว สบายใจ สดชื่น ต้องไปดูในป่าช้า เห็นซากศพ หนอน แมลง กำลังไต่ยั้วเยี้ยแทนแมลงภู่ เต็มไปหมดเลย ดูแล้วหายกลุ้ม คลายจากความกำหนัดยินดีต่างๆ กระทั่งได้บรรลุธรรม สมัยพุทธกาลเขาทำกันอย่างนี้นะ ๏ ภาพสุดท้าย พุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ สังฆรัตนะ ๓ สิ่งนี้ให้อยู่ในใจ ให้เป็นที่พึ่งยามว้าเหว่ ยามเหงา ซึม เครียด เบื่อ กลุ้ม และ เป็นเครื่องระลึกนึกถึงตลอดเวลา นึกถึงท่านจะได้ชื่นอกชื่นใจ มีอยู่ ๓ สิ่งแค่นี้ที่ดีที่สุดในโลก ถ้าทั้งวันทั้งคืนลูกเณรมีพุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ สังฆ รัตนะ อยู่ในใจอย่างนี้ ไม่ช้าหรอก ไม่กี่วันจิตต้องละเอียดแล้ว พรึบเข้าไปสู่ภายใน สว่างโล่งเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับองค์พระ ธรรมกาย เราเป็นพระ พระเป็นเรา เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ยิ่งกว่ารสเปรี้ยวในมะนาว รสหวานในน้ำตาล ตอนนี้อานุภาพ จะเกิดขึ้นแล้ว สิ่งที่ไม่เคยเห็นก็จะเห็น สิ่งที่ไม่เคยรู้ก็จะรู้ สิ่งที่เคยสงสัยก็จะหายสงสัยไปตามขั้นตอน กว่าจะมาเป็นสามเณรนั่งต่อหน้าหลวงพ่อได้ เป็นกัน มาแล้วสารพัด เป็นพระราชามหากษัตริย์ เศรษฐี มหาเศรษฐี ยาจก วนิพก เป็นมาหมด แต่ตอนสุดท้ายก็จะมาเป็นพระเป็น เณรเรื่อยมา ภาพพระ ภาพสุดท้ายของโลก หลังจากภาพสวมมงกุฎ ถือคทาว่าราชการ เหนื่อยแทบตาย จะถูกแย่งชิงราชสมบัติอยู่ ตลอดเวลา กระทั่งมาเป็นเศรษฐี มหาเศรษฐี ผู้ครองเรือน รบ กับลูกเมียสารพัด เดี๋ยวภาพเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน เป็นเปรต เป็นอสุรกาย วนกันไปวนกันมา แต่ภาพสุดท้ายคือภาพนี้ ภาพ ที่นุ่งห่มผ้ากาสายะ เป็นภาพที่เทวดา ผู้รู้ บัณฑิต นักปราชญ์ ทั้งหลายกราบไหว้บูชา ภาพนี้ไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ กว่าจะมาอยู่ตรงนี้ได้ ต้อง สร้างบารมีมามากมาย ตอนนี้ลูกเณรมาอยู่ในภาวะอันสูงสุด แล้ว ภาพสุดท้าย เพศสุดท้ายของการเวียนว่ายตายเกิด อย่า ไปเริ่มต้นใหม่อีกนะ อย่าไปเปลี่ยนแปลงเป็นภาพกางเกงล่ะ คนนุ่งกางเกงเขาไหว้ผู้ที่นุ่งสบง ที่มีผ้าเยอะไหว้คนที่มี ผ้าน้อย ไหว้คนมีผ้า ๓ ผืน คนที่นุ่งผ้าที่เปลี่ยนแปลงอยู่ ตลอดเวลา ไหว้คนที่ผ้าไม่เปลี่ยนแปลง ที่สวมใส่ผ้าหลากสี กราบไหว้บูชาผู้ที่มีสีเดียว ผ้าผืนสุดท้าย สีเดียว เหมือนทองคำแห่งความบริสุทธิ์ ทองไม่กลัวไฟ ใครสวมชุดนี้ไม่กลัวความทุกข์ยากลำบาก ยิ่ง เจอความทุกข์ยากลำบากเท่าไร ยิ่งสุกใสเหมือนทองที่เจอ ไฟยิ่งใสยิ่งสว่าง ผ้าผืนนี้มีตบะอยู่ในตัว ใครสวมชุดนี้แม้ กิเลสอาสวะจะทุบจะถอง ดิน แดด ลม ฝน ทนได้ทุกอย่าง ช่างทองเขายืดทองเส้นนิดเดียว เล็กเท่าเส้นผม บาท หนึ่งยืดได้ยาวเป็นกิโลเมตร ไม่ขาดตอนเลย ผ้าผืนนี้ก็เช่น เดียวกัน เป็นหนทางแห่งความดีที่ยาวไม่มีที่สิ้นสุด สีทอง เป็นสีแห่งความบริสุทธิ์ ทองคำนอกจากมีมูลค่าแล้วยังเป็น สิ่งที่มีคุณค่า ทองน้ำหนัก ๑ บาท ช่างทองนำมาทุบแบนๆ ตีเป็นแผ่นทองคำเปลว ไปติดที่ไหนก็มีคุณค่า แล้วแปลกที่ ทุกประเทศทั่วโลก เขาไม่นำรัตนชาติอย่างอื่นมาตีเป็นราคา ที่รักษาคุณค่าของทรัพย์หรือเงินตรานะ แต่เขาใช้ทองคำ แล้วผู้ที่จัดหัวไม่เสร็จไหว้ผู้ที่จัดหัวเสร็จแล้ว ไปดูเถอะ ทั่วโลก จัดทรงผมบนหัวไม่เสร็จสักที เดี๋ยวสั้น เดี๋ยวยาว เดี๋ยว หยิก เดี๋ยวยืด กลับไปกลับมา ของเราใช้มีดโกนเป็นหวีทีเดียว เพราะฉะนั้นควรภูมิใจทรงผมทรงสุดท้ายที่ทันสมัย ลูกเณรมาอยู่ในภาวะอันสูงสุดแล้ว ผ้าสีสุดท้าย ผม ทรงสุดท้าย นี่คือภาพสุดท้าย อย่าให้หลุดไปจากร่างกายนี้ นะ ภิกษุผู้มีใจฟุ้งซ่าน กลับกลอก ถึงจะนุ่งห่มผ้าบังสุกุล ภิกษุนั้นย่อมไม่งดงามด้วยผ้าบังสุกุลนั้น เหมือนกับวานรคลุมด้วยหนังราชสีห์ ฉะนั้น ส่วนภิกษุผู้มีใจไม่ฟุ้งซ่าน ไม่กลับกลอก มีปัญญาเครื่องรักษาตน สำรวมอินทรีย์ ย่อมงดงามเพราะผ้าบังสุกุล ดังราชสีห์ในถ้ำ ฉะนั้น ขุ.เถร.(บาลี) ๒๖/๓๙๘/๔๐๙ วันพุธที่ ๒๔ เมษายน พ.ศ. ๒๕๓๙ ๑๑. ไกลวัด พระเดชพระคุณหลวงพ่อให้โอวาทพระภิกษุเปรียญ ธรรมประโยคสูง ที่มากราบลาเพื่อไปเข้าร่วมอบรมบาลีก่อน สอบสนามหลวง ร่วมกับพระภิกษุวัดอื่นๆ ที่วัดสร้อยทอง พระอารามหลวง เป็นเวลา ๑ เดือน ว่า ปีนี้หลวงพ่อหวังว่าจะได้ดังใจ คือลูกทุกรูปสามารถ สอบบาลีสนามหลวงได้ยกชั้น ที่จริงการสอบธรรมวินัยของลูก ทุกรูป หลวงพ่อว่าไม่น่าจะยาก เพราะเรารักเส้นทางนี้ มีพระนิพพานเป็นอารมณ์ มุ่งจะทำพระนิพพานให้แจ้ง และไป ที่สุดแห่งธรรม เราเรียนด้วยชีวิตเลือดเนื้อ ด้วยจิตวิญญาณและ เยื่อในกระดูก เรียนเพื่อนำมาใช้จริงๆ เมื่อเราเรียนด้วยฉันทะ เช่นนี้ หลวงพ่อเชื่อว่าเราทำได้ แม้เราจะมีภารกิจมากมาย ต้อง สอนหนังสือ ต้องทำกิจกรรมร่วมกันก็ดี ส่วนกิจวัตรคือ การ สวดมนต์ไหว้พระ ทำภาวนา นั่นเป็นอาชีพของเราอยู่แล้ว หลวงพ่อว่า การเรียนและการสอบให้ได้ยกชั้นอยู่ใน วิสัยที่ลูกหลวงพ่อทุกรูปจะทำได้ ขึ้นอยู่กับว่าเราให้โอกาส กับตัวเราเองศึกษาเต็มที่แค่ไหน โดยภูมิปัญญา กำลังบารมี ประกอบกับความเพียรของพวกเราทุกรูปอยู่ในวิสัยที่สามารถ ทำได้ ไม่ยากเย็นอะไร การศึกษาพระธรรมวินัยของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เรา เรียนเพื่อนำมาใช้ทดสอบตนเองว่าเรียนรู้ได้แค่ไหน เพื่อที่ จะนำความรู้นั้นมาสอนตัวเอง ให้ได้บรรลุวัตถุประสงค์ของ การบวช ต่อไปวัตถุประสงค์ของการศึกษาพระธรรมวินัยจะ เปลี่ยนไปทั่วสังฆมณฑล จากที่เรียนไปเพราะว่าจำต้องเรียน บวชมาแล้วไม่รู้ไปไหน เขาให้เรียนก็ต้องเรียน ไม่เรียนก็อยู่ วัดไม่ได้ หรือเรียนรู้ในระดับหนึ่งเพื่อเป็นฐานไปเรียนต่อทาง โลก ก็เปลี่ยนมาเรียนแบบลูกหลวงพ่อ คือเรียนเพื่อให้บรรลุ วัตถุประสงค์ของการเป็นนักบวช นี่คือบุญใหญ่ของลูกทุกรูป ที่จะทำให้เกิดการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงความนึกคิดทางการ ศึกษาพระธรรมวินัยทั่วสังฆมณฑล จากจุดเล็กๆ ของเราที่สอบได้ยกชั้น จะขยายผลอัน ยิ่งใหญ่ต่อไปในอนาคต เหมือนกับก่อนจะเขียนหนังสือได้ เต็มหน้า ก็เริ่มจากจุดเล็กๆ ที่เราจรดปลายปากกา โลกแล้วแต่เราว่าอยากจะให้ไปในทิศทางใด เราจะให้ ทิศทางของพระพุทธศาสนาไปทางไหนก็แล้วแต่เรา เราอยาก จะให้พุทธศาสนาเป็นสรณะ เป็นที่พึ่งต่อชาวโลกได้อย่าง แท้จริง เราก็ต้องตั้งใจศึกษากันอย่างเต็มที่ ให้ผลของการสอบ นั้นปรากฏออกมาว่า เราสอบได้ยกชั้น จากจุดเล็กๆ ตรงนี้ จะเกิดการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ต่อไปในอนาคต เพราะฉะนั้น ยามใดที่มีความรู้สึกว่าเหนื่อย ให้นึกถึง คำพูดของหลวงพ่อ เหนื่อยล้าได้แต่อย่าท้อ เหนื่อยล้านี่ หลวงพ่อเห็นใจ แต่เราท้อไม่ได้ จะต้องไปถึงที่หมายให้ได้ ให้นึกเสมอว่า หลวงพ่อไปอยู่ตรงนั้นด้วย ร่วมติว ร่วม เรียนรู้พระธรรมวินัยควบคู่กับลูกๆ ทุกรูป เอาหัวใจ วิญญาณ และความปรารถนาดีของหลวงพ่อติดไปด้วย เอาไปสวม ใส่อยู่ในใจ ไปร่วมเรียนร่วมสอบด้วย ๏ ข้อวัตรปฏิบัติ ข้อวัตรปฏิบัติต่างๆ อย่าได้ทอดทิ้ง แม้ว่าจะห่างไกล จากหลวงพ่อ ห่างไกลจากหมู่คณะ เราตกเป็นเป้าสายตา ของมนุษย์และเทวดาทั้งหลายตลอดเวลา ๒๔ น. ทั้งเพื่อน สหธรรมิกที่พักอยู่ตึกเดียวกัน พระอาจารย์ที่มาสอน ผู้ปกครอง ที่เราไปอยู่อบรม รวมทั้งสาธุชนที่นั่น ดูเราอยู่ตลอดเวลา แล้วที่สำคัญ เราดูตัวของเราเอง ถ้าอยากให้ชาวโลกเข้าถึงสันติสุข อยากให้พระพุทธ ศาสนาเป็นที่พึ่งให้แก่ชาวโลก อยากให้ประเทศไทยเป็นหลัก ของพระพุทธศาสนา อยากให้เพื่อนสหธรรมิกมีกำลังใจที่จะ เป็นนักบวช และอยากเห็นสาธุชนมีความปีติที่ได้ทำบุญกับ เนื้อนาบุญ ให้ลูกรักษาข้อวัตรปฏิบัติของเราไว้ให้เคร่งครัด แต่ อย่าถึงกับเคร่งเครียดไปอวดเคร่งกับเขาก็ไม่ใช่ ให้ทำอย่างมี ความสุขในการประพฤติข้อวัตรปฏิบัติของเรา มีความสุขกับ การสวดมนต์ไหว้พระ ทำภาวนา และรักษาสิกขาบทต่างๆ ไม่ให้บกพร่องเลย คนเราถ้าหากทำอะไรที่ไม่ฝืนใจ ทำแล้วมีความสุข แต่ เราจะรู้สึกเป็นทุกข์ถ้าฝืนใจ ข้อวัตรปฏิบัติของเรา ถ้าหากเรา ปฏิบัติเพื่อจะขัดเกลา กลั่นกรองจิตใจเราให้สะอาดบริสุทธิ์ ให้ได้บรรลุมรรคผลนิพพานแล้ว มันเป็นความสุขและนำมา ซึ่งความปีติยินดี เพราะฉะนั้นเราไม่ได้ฝืนใจทำ เมื่อเราทำ อย่างนี้เป็นกิจวัตร เพื่อนสหธรรมิกเห็นแล้วก็จะเกิดความ เกรงใจและเกิดกำลังใจ ในใจลึกๆ ของเพื่อนสหธรรมิก ที่มาร่วมศึกษาและร่วม พำนักอยู่ที่ตึกเดียวกัน เขาก็อยากเห็นเนื้อนาบุญเหมือนกัน อยากเห็นนักบวชในยุคนี้ มีชีวิตและจิตวิญญาณของนักบวช อย่างแท้จริง ไม่ใช่มีเฉพาะในสมัยพุทธกาลที่ได้ศึกษาร่ำเรียน มาในพระไตรปิฎกเท่านั้น เขาเห็นแล้วจะได้เกิดกำลังใจให้ บวชต่อไปได้อีก ถ้าหากว่าลูกของหลวงพ่อทุกรูปทำได้อย่างนี้ บุญใหญ่ ก็จะเกิดขึ้นกับเราก่อน กำลังใจเกิดขึ้นกับเพื่อนสหธรรมิก เราจะยกสังฆมณฑลให้สูงขึ้น ญาติโยมก็สมหวังที่ได้ทำบุญกับ เนื้อนาบุญ พระพุทธศาสนาก็จะเป็นที่พึ่งแก่ชาวโลก ทุกสิ่ง เกี่ยวพันกันไปหมดเลย เหมือนกับการรดน้ำที่โคนต้นไม้เพียง ขันเดียวมีผลไปถึงลำต้น กิ่ง ก้าน ใบ ดอก ผล นกกา รุกขเทวา ตลอดจนกระทั่งช่วยสร้างบรรยากาศร่มเย็น ให้เกิดขึ้นแก่โลก ๏ ร้านหนังสือ ในร้านหนังสือ เราต้องมีวิจารณญาณแยกแยะให้ดี เพราะมีทั้งหนังสือที่ชวนให้ใจเราตกต่ำ พวกนุ่งชั่วห่มชั่ว มีมากมาย และที่เขียนเรื่องราวไม่ควรอ่านก็มาก ความรู้ เหล่านี้ไม่เกิดประโยชน์ อย่าไปอยากรู้ อยากศึกษา แค่เราคิด หรือเดินผ่านเท่านั้น เห็นแล้วเกิดความยินดี ตัวเสนียดก็เข้ามา เสน่ห์ก็หายไป หากจะเรียนรู้หนังสือพวกนี้ ให้ไปศึกษาพระธรรม วินัยให้แตกฉานเสียก่อน พิสูจน์แล้วจนกระทั่งเราเห็นว่า คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นไม่มีอะไร เราเรียนรู้หมด แล้ว ถูกหมดแล้ว จึงค่อยมาเรียนโลกียะ เพราะฉะนั้น อย่าได้กล้ำกรายไปตามร้านหนังสือต่างๆ เหล่านั้น เพราะ เห็นแล้วมันร้อน เอามาอ่านก็ร้อน ทำไม่ได้ก็ร้อน ตอนนี้ลูกหลวงพ่อต้องถือว่าเป็นผู้ใหญ่ทั้งหมด เพราะ มาเรียนเปรียญธรรมเอกกันแล้ว แม้อายุของเราจะยังไม่มาก ก็ตาม แต่เป็นผู้หลักและเป็นผู้ใหญ่ที่เป็นกำลังใจของชาวโลก ขนาดผู้หลักผู้ใหญ่ในทางโลกยังต้องมากราบมาไหว้เรา เพื่อให้ เกิดเป็นบุญต่อบุญติดตัวไปในภพเบื้องหน้า เพื่อที่เขาจะได้มี โอกาสมาบำเพ็ญบุญ ที่เขากราบไหว้ เขาไม่ได้มองที่อายุ แต่มองถึงคุณธรรม ธรรมะภายใน เพราะฉะนั้นอย่าเพลี่ยงพล้ำในสิ่งเหล่านี้ และ อย่าให้ใจแปดเปื้อนได้ ให้เตือนตัวเองดีที่สุด แต่ถ้าเผลอให้ ช่วยกันเตือน ถ้าได้รับคำเตือน อย่าโกรธ อย่าขุ่นมัว รีบลด ละเลิกเสีย ทิ้งไปเลยและก็ขอบคุณคนที่มาเตือน แต่ดีที่สุด อย่าไปทำอย่างนั้น เพราะเรากำลังจะเป็นที่พึ่งให้ทั้งมนุษย์ และเทวา กำลังจะยกย่องพระพุทธศาสนา ๏ เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว รักษาสุขภาพให้แข็งแรง เพราะเราต้องอาศัยความแข็ง แรงของร่างกาย จิตใจจึงจะแจ่มใส ในการศึกษาพระธรรมวินัย ดูแลตัวเองให้ดี อย่าให้เจ็บป่วยไข้ จะไปไหนก็ตามให้ความ เคารพต่อสถานที่ ต่อครูบาอาจารย์ ต่อผู้ปกครองที่นั่นให้ดี การวางรองเท้า หรือข้อวัตรปฏิบัติต่างๆ ที่เป็นเอกลักษณ์ ของเรา อย่าลืมนะ รักษาตรงนี้ไว้ ใช้เวลาแค่ ๑ นาที แต่ผลมัน ยิ่งใหญ่ แค่เราก้มลงไปจับรองเท้าให้มาเรียงชิดกัน ปล่อยมือ แล้วก็ยืนขึ้น ความมีระเบียบก็เกิดขึ้น ความสบายตาสบายใจ เกิดขึ้นกับทุกคนที่ได้เห็น ความชื่นชมเกิดขึ้นในใจเขา แล้ว ความเคารพนับถือก็ตามมา ดูสิ! ไม่น่าเชื่อเลยนะ ไม่ได้เสีย เงินอะไรเลย แต่เราสร้างความนับถือเกิดขึ้นในใจเขาได้ ใจ เขาที่สับสนจะถูกจัดให้เป็นระเบียบ เหมือนของที่ถูกจัดเอา ไว้อย่างดีในห้องอย่างนั้น ใจที่มีระเบียบ คือใจที่มีพลัง ความบริสุทธิ์ของใจเกิด ขึ้น ความชื่นชมชื่นใจของผู้ที่ได้พบเห็นตามมา ตามด้วย ความเคารพนับถือยกย่องว่า คนที่วางรองเท้าอย่างนี้เป็นผู้ มีคุณธรรม เกิดความเคารพในคุณธรรม แล้วจะเกิดการเอา อย่าง ผลสะท้อนถึงพระพุทธศาสนา แค่เราจัดรองเท้าแค่นั้น ยังส่งผลอันยิ่งใหญ่ สิ่งที่เรากระทำทุกอย่างกระทบไปถึงชาว โลกหมด จากโลกถึงจักรวาลถึงดวงดาว อย่านึกว่าสิ่งที่เราทำ ทั้งต่อหน้าและลับหลังจะไม่มีผลต่อส่วนรวม เมื่อไปอยู่ที่โน่นก็ให้ช่วยปัดกวาดเสนาสนะให้ดี อย่า อยู่แบบโรงแรม ให้อยู่แบบอาราม เป็นความสุขใจของเราที่ เราจะได้รับอากาศที่บริสุทธิ์ นำสิ่งที่บริสุทธิ์เข้ามาในร่างกาย ของเรา ซึ่งจะต้องอาศัยมาสร้างบารมี ถ้าอากาศนั้นผ่านจาก หยากไย่หยากเยื่อสิ่งสกปรก ก่อนจะมาถึงจมูกเรา แล้วเข้าไป ในร่างกายของเรา ซึ่งเป็นร่างกายอันบริสุทธิ์ เราจะปล่อยให้ สิ่งไม่บริสุทธิ์เข้ามาในร่างกายอันบริสุทธิ์ของเราได้อย่างไร เพราะฉะนั้นปัดกวาดเช็ดถูให้สะอาดทั้งตอนอยู่และตอน กลับมา ก่อนส่งมอบเสนาสนะให้เขา ก็ต้องให้สะอาดเรียบร้อย เป็นระเบียบ ก่อนกลับก็ไปกราบขอบพระคุณผู้ปกครองที่อนุเคราะห์ ให้สถานที่อยู่ที่อาศัย ให้ขบฉัน ให้ความสะดวกต่อการศึกษา พระธรรมวินัย ทั้งพระอาจารย์ก็กล่าวขอบพระคุณท่าน แล้ว ก็ปวารณาต่อท่านว่า มีอะไรที่จะเรียกผมให้มารับใช้ก็เรียกได้ อย่างนี้เป็นภาพที่งดงาม ไปอยู่ที่นั่นให้ท่านสบายใจและ จากมาก็ให้ท่านคิดถึง เมื่อจะเรียนวิชาความรู้จากพระอาจารย์ก็ให้ศึกษาด้วย ความเคารพ ให้ท่านมีความสุขที่สอนพวกเราและไม่ลืมพวกเรา เลย ให้เราเป็นนักเรียนที่โลกต้องการ เป็นนักเรียนในอุดมคติ ของท่าน ที่ท่านเห็นแล้วชื่นอกชื่นใจ เมื่อพระอาจารย์ให้ความรู้ไปแล้วก็นำมาศึกษา มา ทบทวน เวลาท่านซักถาม ตอบท่านได้ ท่านก็ชื่นใจ อะไรที่เราไม่รู้ ก็ซักถามท่านด้วยความเคารพ ด้วยความอยากรู้จริงๆ ท่านก็ จะได้มีกำลังใจ มีความสุข ความสุขของครูอยู่ที่ได้สอน สอนแล้วลูกศิษย์ได้รับ ความรู้นั้นเหมือนเป็นตัวแทนของครู ให้เรียนด้วยความสนุก สนาน เวลาเข้าไปในห้องเรียนให้สดชื่นแจ่มใส อย่าไปนั่งเป็น ต้นสนที่ถูกลมพัดโบกโบยไหวโอนเอนไปมา อย่างนั้นไม่เอานะ เราต้องให้กำลังใจกับพระอาจารย์ผู้สอน ผู้สอนเวลาเห็น นักเรียนสดใส กระฉับกระเฉง มีชีวิตชีวาในการเรียน เหมือน เข้าไปในสวนดอกไม้เห็นลมพัดใบไม้ดอกไม้ สดชื่น มีความ ปลื้มปีติยินดี สมกับที่ท่านอุตส่าห์เหน็ดเหนื่อยเตรียมการ เรียนการสอนอย่างดีเพื่อมาสั่งสอนเรา เราก็ควรจะให้ความ สุข ความสดชื่นตอบแทนท่านไป หลวงพ่ออยากให้ลูก หลวงพ่อเป็นอย่างนี้ ถ้าได้อย่างนี้หลวงพ่อก็ดีใจ เพราะฉะนั้น เวลาเดือนกว่าที่ต้องไปอบรมบาลีก่อน สอบ ให้ลูกทุกรูปปฏิบัติตามโอวาทที่ให้ไว้ในวันนี้ และให้ คิดเสมอว่า หลวงพ่อไปอยู่ตรงนั้น ไปร่วมเรียน ร่วมติว ร่วม สอบกับลูกทุกรูปด้วย หวังว่าในการสอบคราวนี้ หลวงพ่อ คงจะมีรอยยิ้มปรากฏบนใบหน้า มีหัวใจที่เบิกบาน หูหลวงพ่อ คงจะได้ยินได้ฟังข่าวอันเป็นมงคลว่า ลูกทุกรูปสอบได้ยกชั้น หมดเลยนะจ๊ะ ผู้ใดได้พบพระภิกษุที่ถึงพร้อมด้วยจรณะ แล้วประนมกรนมัสการ ให้ท่านเป็นผู้นำทาง ผู้นั้นจะได้รับยกย่องสรรเสริญในปัจจุบัน เมื่อสิ้นชีพแล้ว ย่อมได้ไปสวรรค์ ขุ.ชา.(บาลี) ๒๗/๙๔๐/๒๐๖ วันพฤหัสบดีที่ ๒๗ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๐ ๑๒. ทุกสิ่งในโลก...เป็นไปได้ ชาวโลกส่วนใหญ่กว่า ๙๐ เปอร์เซ็นต์ จะมีคำอยู่คำหนึ่ง ติดอยู่ในใจคือคำว่า “เป็นไปไม่ได้” ทุกอย่างในโลกเป็นไป ไม่ได้ พอบอกจะทำอย่างนี้ก็บอก “เป็นไปไม่ได้” จะทำอย่างนั้น ไม่ได้ บอก “ไม่ได้” ก่อนเลย แต่เชื่อไหม ในขณะที่ชาวโลกมีคำว่า “เป็นไปไม่ได้” ยังมีคนอีกจำนวน ๑ เปอร์เซ็นต์ของโลกที่เชื่อว่า “มัน เป็นไปได้” ทุกอย่างในโลกนี้ถ้าเราอยากจะทำต้องเป็นไป ได้ อยากเป็นธรรมกาย เป็นได้ อยากเป็นอะไรก็เป็นได้ทั้งนั้น และโดยเฉพาะสิ่งใดก็ตามที่ศึกษาค้นคว้ามาเพื่อประโยชน์ สุขแก่ชาวโลก แม้มีอุปสรรคยิ่งใหญ่ไพศาลแค่ไหนก็ตาม หลวงพ่อว่า สิ่งนั้นเป็นไปได้ ดูอย่างพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เสด็จอุบัติขึ้นมาเพื่อตรัสรู้ เพราะพระองค์ทรงเชื่อว่า คนเราสามารถที่จะแสวงหาทางพ้น ทุกข์ได้ ซึ่งในขณะนั้นทั่วโลกไม่มีความคิดชนิดนี้ แต่พระองค์ เชื่อว่าเป็นไปได้ ทางแห่งความพ้นทุกข์ ทางแห่งความดับทุกข์ จะต้องมีอยู่ จึงได้เสด็จออกจากพระราชวังเพื่อไปแสวงหา ทางพ้นทุกข์ แล้วในที่สุดพระองค์ก็ทรงค้นพบและตรัสรู้เป็น พระสัมมาสัมพุทธเจ้า โรเบิร์ต กอดดาร์ด บิดาแห่งวิทยาการจรวด ชาวอเมริกัน เขาเชื่อว่าจะมีจรวดวิ่งไปในอากาศได้ ในขณะที่โลกทั้งโลกไม่มี ใครเชื่อ และความเชื่อของคนคนหนึ่งนี้เอง จึงทำให้มีจรวด เกิดขึ้นได้ จากความเชื่ออันเป็นจุดเริ่มต้น ก็เกิดการทดลอง อย่างง่ายๆ ครั้งแรกไปได้นิดหน่อย ต่อมาก็มีการพัฒนาและ พัฒนาอย่างต่อเนื่อง ในที่สุดก็มีจรวดเกิดขึ้นมาได้ วิลเบอร์ และออร์วิล ไรท์ สองพี่น้องชาวอเมริกันเชื่อว่า เหล็กจะต้องลอยในอากาศ และไปไหนมาไหนได้ ในขณะที่ ไปเล่าความคิดนี้ให้ใครๆ ฟัง เขาไม่เชื่อ บอกว่าเป็นไปไม่ได้ ในที่สุดเขาก็สร้างเครื่องบินขึ้นมาได้ ลำแรกขึ้นไปได้ ๑ วินาที แล้วก็ลง นั่นคือจุดเริ่มต้นของความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ แล้วก็มี การพัฒนาต่อมาเรื่อยๆ พอมีคนเชื่อว่ามันเป็นไปได้สัก ๑ คนในโลกนี้ คนอื่นก็ จะเริ่มมีความเชื่อว่า มันเป็นไปได้ต่อๆ กันไป แล้วจะเกิดการ พัฒนาอย่างต่อเนื่อง และในที่สุดความสำเร็จก็เกิดขึ้น จาก สิ่งที่ทุกคนคิดว่าเป็นไปไม่ได้ ก็กลายเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ เหมือนอย่างหลวงพ่อเชื่อว่า โลกทั้งโลกเหมือนกับห้อง ของเรา พลโลกทั้งหมดเหมือนกับสมาชิกในห้อง กำลังนั่ง แสวงหาความสุขภายในด้วยความสงบ หลวงพ่อเชื่ออย่างนี้ ภาพอย่างนี้อยู่ในใจตลอดเวลา ในขณะเดียวกันหลวงพ่อไป เล่าความคิดอย่างนี้ว่า สักวันหนึ่งพลโลกจะนั่งในสภาพอย่างนี้ โลกคือห้องนี้ มีสภาพอย่างนี้ คนส่วนใหญ่เขาไม่ค่อยเชื่อ พอ พูดไปเขาก็หัวเราะ แต่หลวงพ่อเชื่อว่า สิ่งอะไรก็ตามที่เป็นไป เพื่อประโยชน์สุขแก่ชาวโลกอย่างแท้จริง แม้จะมีอุปสรรค อันยิ่งใหญ่ไพศาลก็ตาม ต้องสำเร็จ แล้วพอเราเชื่ออย่างนี้ก็ จะเริ่มมีการพัฒนา เรากำลังเริ่มพัฒนา และในขณะเดียวกัน ขอให้เรามีความเชื่อว่า เราต้องเข้าถึงพระธรรมกาย เชื่อแล้ว จะเข้าถึง นี่คือความฝันใฝ่ ไม่ใช่ฝันฟุ้ง ฝันใฝ่ ฝันในสิ่งที่มีจริงอยู่ในใจ เราจะฝันใฝ่กันทุกวัน ฝัน ว่าเข้าถึงธรรมกาย ฝันว่าคนทั้งโลกจะเข้าถึงพระธรรมกาย “...ราตรีของผู้ตื่นอยู่ นาน โยชน์ของคนล้าแล้ว ไกล สังสารของคนพาลทั้งหลาย ผู้ไม่รู้อยู่ซึ่งสัทธรรม ย่อมยาว...” ขุ.ธ.(บาลี) ๒๕/๑๕/๒๓ วันเสาร์ที่ ๒๙ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๓๕