ตามรอยพระมงคลเทพมุนี (หลวงพ่อวัดปากน้ำ) โดย วโรพร “หยุด เป็นตัวสำเร็จ” "เกิดมาว่าจะมาหาแก้ว พบแล้วไม่กำ จะเกิดมาทำอะไร อ้ายที่อยาก มันก็หลอก อ้ายที่หยอก มันก็ลวง ทำให้จิตเป็นห่วงเป็นใย เลิกอยากลาหยอก รีบออกจากกาม เดินตามขันธ์สามเรื่อยไป เสร็จกิจสิบหก ไม่ตกกันดาร เรียกว่านิพพานก็ได้" พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) หลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ผู้ค้นพบวิชชาธรรมกาย คํานําในการจัดพิมพ์ ในวาระวันครบรอบวันเข้าถึงธรรมของพระเดชพระคุณพระมงคลเทพมุนี ในวันเพ็ญ เดือนสิบ ตรงกับวันที่ ๑๓ กันยายน พ.ศ.๒๕๔๓ คณะผู้จัดทําได้นําเรื่องราวของพระเดชพระคุณพระมงคลเทพมุนี ที่ “วโรพร” ได้เรียบเรียงตีพิมพ์ไว้ในวารสารกัลยาณมิตร จัดพิมพ์รวมเป็นเล่ม เพื่อเป็นการประกาศคุณ และระลึกถึงพระคุณของพระเดชพระคุณท่านในโอกาสวันเข้าถึงธรรมในปีนี้ เรื่องราวในหนังสือเล่มนี้ เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการสร้างบารมีของพระเดชพระคุณพระมงคลเทพมุนี สืบทอดมาถึง คุณยายอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยุง และมาสู่ยุคที่มีพระเดชพระคุณพระราชภาวนาวิสุทธิ์ เป็นผู้นําอยู่ที่วัดพระธรรมกาย เนื้อหาภายในหนังสือนี้ไม่ได้เก็บรายละเอียดแบบที่เคยได้ยินได้ฟังจากการเทศน์การเล่าในหลายสถานที่มาได้หมด คงเป็นเพียงบทสรุปย่อให้เห็นแนวทางการสร้างบารมีของหมู่คณะเราเท่านั้น หวังว่าหนังสือเล่มนี้จะได้เป็นสื่อไปถึงหมู่คณะที่กระจัดกระจายอยู่ตามที่ต่างๆ ด้วย หากท่านได้อ่านได้รับรู้ปฏิปทาการสร้างบารมีของพระเดชพระคุณพระมงคลเทพมุนี แล้วโปรดทราบไว้ด้วยว่า “เราคอยท่านอยู่” หนังสือเล่มนี้เป็นเสมือนเทียนเล่มน้อย เป็นไฟล่องหอคอยที่เป็นสัญญาณให้รู้ว่า “พวกเราอยู่กันที่นี่” เราอยู่ตรงนี้ คอยท่านผู้เป็นนักรบกล้า เพื่อมาสร้างบารมีไปสู่ที่สุดแห่งธรรมด้วยกัน คํานําผู้เรียบเรียง ตามรอยพระมงคลเทพมุนี (หลวงพ่อวัดปากน้ำ) นี้เป็นการรวบรวมหลักฐานที่เนื่องด้วยประวัติชีวิตของท่านตามข้อมูลที่มีปรากฏอยู่เก่าแล้ว เพื่อให้บุคคลในรุ่นปัจจุบันที่จะศึกษาประวัติของหลวงพ่อวัดปากน้ำมีความเข้าใจถูกต้อง ลึกซึ้ง กว้างยิ่งขึ้นไปอีก หนังสือเล่มนี้จะเข้าใจง่ายขึ้น ถ้าผู้อ่านได้เคยศึกษาประวัติชีวิตของหลวงพ่อมาก่อน จึงได้รวมประวัติชีวิตของหลวงพ่อ ที่เขียนโดยหลวงพ่อเองมาไว้ในหนังสือเล่มนี้ด้วย ส่วนประวัติของหลวงพ่อที่เขียนโดย สมเด็จพระสังฆราช (ปุ่น ปุณณสิริมหาเถร) สมัยดํารงสมณศักดิ์เป็น พระธรรมวโรดม นั้น ไม่ได้รวมมาด้วย เพราะมีจํานวนหน้ามากจะทําให้หนังสือนี้หนาเกินไป ความตั้งใจที่จะทําหนังสือนี้ ก็เพราะความใคร่อยากจะรู้ของผู้เรียบเรียงที่อ่านประวัติของหลวงพ่อจากหนังสือหลายเล่มแล้ว อยากจะเห็นสถานที่จริง อยากจะรู้ประวัติของท่าน ที่เป็นไปตามระยะเวลา จึงได้ลองเปรียบเทียบเหตุการณ์จากหนังสือหลายๆ เล่ม สัมพันธ์กันตามเวลาที่เกิดขึ้น เกิดเป็นเนื้อหาจํานวนหนึ่งที่สร้างความเข้าใจในชีวิตของหลวงพ่อวัดปากน้ำให้กับผู้เรียบเรียงเอง จึงคิดว่าอาจจะมีบุคคลที่มีความต้องการรู้ประวัติของหลวงพ่อเช่นเดียวกับผู้เรียบเรียงบ้าง จึงนําสิ่งที่ได้เรียบเรียงไว้รวมเป็นเล่ม อาจจะได้เป็นประโยชน์แก่ผู้สนใจ เมื่อได้จัดส่งต้นฉบับไปยังวารสารกัลยาณมิตร ก็ได้รับการตอบรับจัดพิมพ์ลงในวารสารตั้งแต่ฉบับเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๓๙ เป็นต้นมา ในครั้งนี้จึงได้รวบรวมจัดพิมพ์เป็นเล่ม พร้อมกับได้แก้ไข ปรับปรุง และเพิ่มเติม ในบางตอนให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นไปด้วย ขออํานาจบุญกุศลที่เกิดจากการค้นคว้า เรียบเรียงประวัติพระเดชพระคุณพระมงคลเทพมุนี (หลวงพ่อวัดปากน้ำ) ด้วยความเคารพนี้ ขอให้เหล่าพี่น้องนักสร้างบารมีที่เกิดมาเพื่อทําหน้าที่ไปถึงที่สุดแห่งธรรม ได้กลับมาพบเจอกันอีกครั้ง รวมพลังกันเป็นหนึ่ง ร่วมสร้างบารมีอย่างไม่มีข้อแม้ ไม่มีเงื่อนไข ให้อุปสรรคใดๆ มลายหายสูญสิ้น ให้เกิดอยู่ในดินแดนที่เจริญรุ่งเรืองด้วยวิชชาธรรมกาย ได้มีโอกาสส่งเสริม สนับสนุนโครงงานวิชชาธรรมกายทุกๆ โครงงาน ได้ศึกษาวิชชาธรรมกายไปทุกภพทุกชาติ ตราบวันถึงที่สุดแห่งธรรม เทอญ วโรพร ๑๓ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๔๓ ประวัติชีวิตของ พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) ผู้ค้นพบวิชชาธรรมกาย (พระเดชพระคุณเป็นผู้บันทึกเอง) ชาติภูมิเดิมเป็นพ่อค้า เข้าตั้งภูมิลําเนาอยู่ที่บ้านหมู่เหนือของวัดสองพี่น้องคือทิศใต้ของวัด แต่ต่างฝั่งกับวัด วัดอยู่ตะวันออกเฉียงเหนือ บ้านอยู่ตะวันตกเฉียงใต้ มีคลองกั้นระหว่างวัดกับบ้าน ค้าขายมาตั้งแต่อายุ ๑๔ ปีเศษๆ นับตั้งแต่บิดาล่วงไป ก็เป็นพ่อค้าแทนบิดา เลี้ยงมารดามาจนถึงอายุ ๑๙ ปี ตรงนี้ได้ปฏิญาณตัวบวชจนตาย ด้วยมามีอุปสรรคเกิดขึ้นในระหว่างขายข้าว แล้วนําเรือเปล่ากลับบ้าน เข้าลัดที่คลองบางอีแท่น เหนือตลาดใหม่ แม่น้ำนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม ในลัดนี้ไม่สู้ไกลนัก แต่พวกโจรชุกชุม พอเข้าลัดไปเล็กน้อย ก็มาคิดแต่ในใจของตัวว่า “คลองก็เล็ก โจรก็ร้าย ท้ายเรือเข้าก็ไล่เลี่ยกับฝัง ไม่ต่ำไม่สูงกว่ากันเท่าไรนัก น่าหวาดเสียวอันตราย เมื่อโจรมาก็ต้องยิง หรือทําร้ายคนท้ายก่อน ถ้าเขาทําเราเสียได้ก่อน ก็ไม่มีทางที่จะสู้เขา ถ้าเราเอาอาวุธปืนแปดนัดไว้ทางหัวเรือ แล้วเราไปถือเรือทางลูกจ้างเสีย เมื่อโจรมาทําร้าย เราก็จะมีทางสู้ได้บ้าง” คิดดังนี้แล้ว ก็เรียกลูกจ้างที่ถ่อเรือแถบทรายมาถือท้าย เราออกไปถ่อแทน ถ่อเรือไปก็คิดไป เรือก็เดินเข้าหาที่เปลี่ยวหนักขึ้นทุกที ความคิดก็ถี่ขึ้นว่า “ลูกจ้างที่เราจ้างมานี้ คนหนึ่งก็ไม่กี่บาท เพียง ๑๑ บาท หรือ ๑๒ บาทเท่านั้น ส่วนตัวเราเป็นเจ้าของทรัพย์ทั้งเรือหมด ส่วนตายจะให้ลูกจ้างตายก่อนไม่ถูก เอาเปรียบลูกจ้างมากเกินไป ไม่สมควร” ถ่อไปก็คิดไปดังนี้ และคิดถี่หนักเข้า ก็ตัดสินใจเด็ดขาดออกไป “เราเป็นเจ้าของ ให้เราตายก่อนดีกว่า จึงจะสมควร” คิดตกลงแล้ว ก็เรียกลูกจ้างให้มาถือ ตัวก็หยิบปืนแปดนัดที่เอาไปไว้ข้างหัวเรือมาไว้ใกล้ตัวข้างท้ายเรือ ก็ถือท้ายเรื่อยไป ใกล้ออกจากลัดเต็มที น้ำก็ขึ้น เรือข้าวที่หนักก็ตามหัวน้ำขึ้น สวนเข้ามาประดังกันแน่น จีนก็ส่งเสียงแต่ว่า “ตู้อ่าๆ” ประดังกันแน่น ออกก็ไม่ได้ เข้าไปก็ไม่ได้ น้ำก็น้อย เลยต่างฝ่ายต่างก็ต้องปักหลักกรานหน้า จอดกันนิ่งอยู่ เราเป็นคนท้าย ผ่านพ้นอันตรายมาแล้ว ก็มาคิดว่า “การหาเงินหาทองนี้ลําบากจริงๆ เจียวหนา บิดาของเราก็หามาดังนี้ เราก็หาซ้ำรอยบิดา ตามบิดาบ้าง เงินแลทองที่หากันทั้งหมดด้วยกันนี้ ต่างคนก็ต่างหา ไม่มีเวลาหยุดด้วยกันทั้งนั้น ถ้าใครไม่เร่งรีบหาให้มั่งมี ก็เป็นคนต่ำและเลว ไม่มีใครนับถือแลคบหา เข้าหมู่เขาก็อายเขา เพราะเป็นคนจนกว่าเขา ไม่เทียมหน้าเทียมบ่าเทียมไหล่กับเขา ปุรพชนต้นสกุลของเราก็ทํามาดังนี้ เหมือนๆ กันจนถึงบิดาของเรา แลตัวของเราบัดนี้ ก็บัดนี้ปุรพชนแลบิดาของเราไปทางไหนหมด ก็ปรากฏแก่ใจว่าตายหมดแล้ว แล้วตัวของเราเล่า ก็ต้องตายเหมือนกัน” แต่พอคิดถึงตายขึ้นมาดังนี้แล้ว ใจก็ชักเสียวๆ นึกถึงความตายที่จะมาถึงตัวโดยไม่มีสงสัยเลย “เราต้องตายแน่ๆ บิดาเราก็มาล่องข้าว ขึ้นจากเรือข้าวก็เจ็บมาจากตามทางแล้ว ขึ้นจากเรือข้าวไม่ได้กี่วันก็ถึงแก่กรรม เมื่อถึงแก่กรรมแล้ว เราที่ช่วยพยาบาลอยู่ ไม่ได้เห็นเลยที่จะเอาอะไรติดไป ผ้าที่นุ่งแลร่างกายของแก เราก็ดูแลอยู่ ไม่เห็นมีอะไรหายไป ทั้งตัวเราแลพี่น้องของเราที่เนื่องด้วยแก ตลอดถึงมารดาของเราก็อยู่ ไม่เห็นมีอะไรเลยที่ไปด้วยแก แกไปผู้เดียวแท้ๆ ก็ตัวเราเล่าต้องเป็นดังนี้ เคลื่อนความเป็นอย่างนี้ไปไม่ได้แน่” เมื่อคิดตกลงใจดังนี้แล้ว ก็ลองทําเป็นตายดู นอนแผ่ลงไปที่ท้ายเรือนั้น แล้วก็ทําตาย ตายแล้วทําไปหาคนที่เป็นญาติบ้าง พี่น้องบ้าง เพื่อนที่ชอบกันบ้าง เขาก็ไม่เห็นเรา เพราะเราเป็นผี เราก็เอาก้อนดินบ้าง ไม้บ้าง โยนหรือปาเข้าไปให้ถูก เพราะเขาไม่เห็นตัวเรา เขาก็ต้องบอกผีโยนมาหรือปาเข้ามา ไปหาคนโน้นก็ไม่เห็น มาหาคนนี้ก็ไม่เห็น คิดไปดังนี้แหละจนเผลอตัว แต่พอรู้สึกตัวขึ้นมา ก็รีบลุกขึ้นจุดธูปอธิษฐานในใจของตัวเองว่า “ขออย่าให้เราตายเสียก่อน ขอให้บวชเสียก่อนเถิด ถ้าบวชแล้ว ไม่สึกจนตลอดชีวิต” ตรงนี้บวชจริงมาเสียแต่อายุ ๑๙ ปี เศษแล้ว ตั้งแต่นั้นก็ประกอบอาชีพตามปกติของพ่อค้า จนอายุครบ ๒๒ โดยปีแล้วก็ปรารภถึงการบวช ในปีนั้น พอถึงเดือน ๘ ข้างขึ้น ก็ขนข้าวลงเรือเต็มลําดีแล้ว ก็บอกกับลูกจ้างให้นําเอาข้าวไปขายโรงสีในกรุงเทพฯ ส่วนตัวก็เข้าอยู่วัดเป็นเจ้านาค ฝึกหัดเบื้องต้นแห่งการอุปสมบทในสํานักพระปลัดยัง ผู้เป็นหลวงตาของตัว ซึ่งเป็นน้องคนเล็กของตาน้อย ผู้เป็นมารดาของตัวเอง ท่านส่งวินัยย่อๆ ให้เป็นหนังสือสมุดข่อย เขียนตัวบรรจงสวยงามมาก ก็ท่องวิธีขอบรรพชา แลดูวินัยไปด้วยกันทีเดียว พอจวนเข้าพรรษา ก็มีผู้ไปนิมนต์พระอุปัชฌาย์ดี วัดประตูศาล จังหวัดสุพรรณบุรี มาเป็นอุปัชฌาย์ ก็ได้อุปสมบทในต้นเดือนแปด ของ พ.ศ.๒๔๔๙ ได้อยู่จําพรรษาในวัดนั้นรวมอยู่ที่อุปสมบทนั้น ๗ เดือนเศษๆ เท่านั้น ออกจากวัดที่อุปสมบทนั้นแล้ว ก็ตรงมาอยู่จําพรรษาในวัดพระเชตุพนทีเดียว เรียนมูลกัจจายน์ถึงสามจบ แล้วเรียนธรรมบททีปนี และสารสังคหะ แต่พอเป็นว่าแปลออกพอสมควรแล้ว ก็หยุดการเรียนคันถธุระ เรียนวิปัสสนาธุระต่อไป ถึงในระหว่างคันถธุระอยู่ ก็เรียนวิปัสสนาไปด้วยเหมือนกัน เวลาวันแปดค่ำ สิบห้าค่ำ ก็มักไปแสวงหาครูสอนฝ่ายสมถวิปัสสนาอยู่เสมอๆ โดยมาก แต่ที่เรียนโดยตรงทีเดียวตั้งแต่บวชใหม่ๆ ก็เรียนแต่อนุสาวนาจารย์ที่หนึ่ง บวชแล้วรุ่งขึ้น วันที่สองก็เรียนที่หลวงพ่อเนียม วัดน้อย จังหวัดสุพรรณบุรี ที่สามเจ้าคุณสังวรานุวงษ์ (เอี่ยม) วัดราชสิทธาราม ที่สี่เรียนกับพระครูญาณวิรัติ (โป๊) วัดพระเชตุพน ที่ห้าเรียนกับพระอาจารย์สิงห์ วัดละครทํา หลังวัดโฆสิตาราม ได้ตามแบบของท่านสององค์ พระครูญาณวิรัติ แลพระอาจารย์สิงห์ ท่านรับรองว่าได้ตามแบบของท่าน ท่านมอบให้เป็นผู้สอนเขาได้ทั้งสองอาจารย์ แต่ก็ยังไม่พอใจที่จะเป็นครูสอนเขา จึงค้นคว้าหาต่อไปอีก ถึงพรรษา ๑๑ ก็สําเร็จในการเล่าเรียนคันถธุระได้พอสมควรแก่ที่ตั้งใจไว้ว่า ต้องเรียนแปลให้ออก จะได้ค้นธรรมในมคธภาษาได้ตามต้องการ ก่อนแต่จะมาเรียนคันถธุระนั้นได้ตั้งหนังสือใบลาน มหาสติปัฏฐานลานยาวไว้ที่วัดสองพี่น้องผูกหนึ่งว่า ถ้าไปเล่าเรียนคราวนี้ต้องแปลหนังสือผูกนี้ให้ออก จึงเป็นที่พอแก่ความต้องการ ถ้ายังแปลไม่ออก ก็เป็นอันไม่หยุดในการเรียน แต่พอแปลออกก็หยุด ในพรรษาที่ ๑๑ เมื่อหยุดต่อการเรียนปริยัติแล้ว ก็เริ่มทําจริงจังในทางปฏิบัติ ก็คิดว่าในวัดพระเชตุพนนี้ ในอุโบสถก็ดีมีบริเวณกว้างขวางดีมาก เป็นสถานที่ควรทําภาวนามาก แต่มาหวนระลึกถึงอุปการคุณของวัดบางคูเวียง (วัดโบสถ์บน ต.บางคูเวียง) ในคลองบางกอกน้อย เจ้าอธิการชุ่มได้ถวายมูลกัจจายน์ แลคัมภีร์พระธรรมบท ให้ในตอนเรียนปริยัตินั้น ก็มีอุปการคุณอยู่มากควรไปจําพรรษา แล้วจะได้แสดงธรรมแจกแก่ภิกษุ สามเณร อุบาสก อุบาสิกาเป็นบรรณาการต่ออุปการคุณแก่วัดนั้น จึงได้กราบลาเจ้าคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เข้ม) เจ้าอาวาสวัดพระเชตุพน ไปจําพรรษาวัดบางคูเวียง ในพรรษาที่ ๑๒ แต่พอได้กึ่งพรรษา ก็มาหวนระลึกขึ้นว่า “ในเมื่อเราตั้งใจจริงๆ ในการบวช จําเดิมอายุสิบเก้า เราได้ปฏิญาณตนบวชจนตาย ขออย่าให้ตายในระหว่างก่อนบวช บัดนี้ก็ได้บอกลามาถึง ๑๕ พรรษา ย่างเข้าพรรษานี้แล้ว ก็พอแก่ความประสงค์ของเราแล้ว บัดนี้ของจริงที่พระพุทธเจ้าท่านรู้ท่านเห็น เราก็ยังไม่ได้บรรลุ ยังไม่รู้ไม่เห็น สมควรแล้วที่จะต้องกระทําอย่างจริงจัง” เมื่อตกลงใจได้ดังนี้แล้ว วันนั้นเป็นวันกลางเดือน ๑๐ ก็เริ่มเข้าโรงอุโบสถแต่เวลาเย็น ตั้งสัจจอธิษฐานแน่นอนลงไปว่า “ถ้าเรานั่งลงไปครั้งนี้ ไม่เห็นธรรมที่พระพุทธเจ้าต้องการ เป็นอันไม่ลุกจากที่นี้จนหมดชีวิต” เมื่อตั้งจิตมั่นลงไปแล้ว ก็เริ่มปรารภนั่ง จึงได้แสดงความอ้อนวอนแด่พระพุทธเจ้า “ขอพระองค์ได้ทรงพระกรุณาโปรดข้าพระพุทธเจ้า ทรงประทานธรรมที่พระองค์ได้ทรงตรัสรู้อย่างน้อยที่สุดแลง่ายที่สุด ที่พระองค์ได้ทรงรู้แล้วแก่ข้าพระพุทธเจ้า ถ้าข้าพระพุทธเจ้ารู้ธรรมของพระองค์แล้ว เป็นโทษแก่ศาสนาของพระองค์แล้ว ขอพระองค์อย่าทรงพระราชทานเลย ถ้าเป็นคุณแก่ศาสนาของพระองค์แล้ว ขอพระองค์ได้ทรงพระกรุณาโปรดพระราชทานแก่ข้าพระองค์ ข้าพระองค์รับเป็นทนายศาสนาในศาสนาของพระองค์จนตลอดชีวิต” แต่พออ้อนวอนเสร็จแล้ว ก็เริ่มปรารภเข้าที่นั่งสมาธิต่อไป มานึกถึงมดขี้ที่ตามช่องของแผ่นหินที่ยาวๆ แลบนแผ่นหินบ้าง ไต่ไปมาอยู่บ้างแต่ไม่มากนัก จึงหยิบเอาขวดน้ำมันก๊าดมา เอานิ้วจุกเข้าที่ปากขวด แล้วตะแคงขวดให้เปียกนิ้วเข้า แล้วเอามาลากเป็นทางให้รอบตัว จะได้กันไม่ให้มาทําอันตรายในเวลานั่งลงไปแล้ว แต่พอทางนิ้วที่เปียกน้ำมันนั้นไม่ทันถึงครึ่งของวงตัวที่นั่ง ความคิดอันหนึ่งเกิดขึ้นว่า “ชีวิตสละได้ แต่ทําไมยังกลัวมดขี้อยู่เล่า” ก็นึกอายตัวเองขึ้นมา เลยวางขวดน้ำมัน เข้าที่เลยในเดี๋ยวนั้น ประมาณครึ่งหรือค่อนคืน ไม่มีนาฬิกา ไม่แน่ ก็เห็นผังจริงของพระพุทธเจ้า ซึ่งมือยู่ในหนังสือธรรมกาย ที่ “คุณพระทิพย์ปริญญา” เรียบเรียงพิมพ์แจกไปแล้วนั้น ในขณะนั้นก็มาปริวิตกว่า “คัมภีโรจายัง(*) ธรรมเป็นของลึกถึงเพียงนี้ ใครจะไปคิดคาดคะเนเอาได้ พ้นวิสัยของความตรึกนึกคิด ถ้ายังตรึกนึกคิดอยู่ ก็เข้าไม่ถึง ที่จะเข้าถึงต้องทําให้รู้ตรึก รู้นึก รู้คิดนั้น หยุดเป็นจุดเดียวกัน แต่พอหยุดก็ดับ แต่พอดับแล้วก็เกิด ถ้าไม่ดับแล้วไม่เกิด ตรองดูเถิดท่านทั้งหลาย นี้เป็นของจริง หัวต่อมีเป็นอยู่ตรงนี้ ถ้าไม่ถูกส่วนดังนี้ ก็ไม่มีไม่เป็นเด็ดขาด” วิตกอยู่ดังนี้สักครู่ใหญ่ๆ ก็กลัวว่าความมีความเป็นนั้น จะเลือนไปเสีย จึงเข้าที่ต่อไปใหม่ ราวสักสามสิบนาที ก็เห็นวัดบางปลาปรากฏเหมือนตัวเองไปอยู่ที่วัดนั้น แต่พอชัดดีก็รู้สึกตัวขึ้นมา จึงมีความรู้สึกขึ้นมาว่า “(ที่คิดว่า) จะมีผู้รู้เห็นได้ยากนั้น ในวัดบางปลานี้จะต้องมีผู้รู้ผู้เห็นได้แน่นอนจึงมาปรากฏขึ้นบัดนี้” ต่อแต่นั้นมา ก็คํานึงที่ไปสอนที่วัดนั้นอยู่เรื่อยๆ มา จนถึงออกพรรษา รับกฐินแล้ว ก็ลาสมภารวัดบางคูเวียงไปสอนที่วัดบางปลาราว ๔ เดือน มีพระทําเป็น ๓ รูป คฤหัสถ์ ๔ คน นี้เริ่มต้นแผ่ธรรมกาย ของจริง ที่แสวงหาได้มาจริงปรากฏอยู่จนบัดนี้ (*) คมฺภีโร จายํ ทุทฺทโส ทุรานุโพโธ สนฺโต ปณีโต อตกฺกาวจโร นิปุโณ ปณฺฑิตเวทนิโย ธรรมนี้เป็นสภาพลึก เห็นได้ยาก ตรัสรู้ได้ยาก เป็นธรรมสงบ ประณีต คิดเดาไม่ได้ ละเอียด เป็นวิสัยที่บัณฑิตพึงรู้ ตอนที่ ๑ บทเบื้องต้นของปูชนียาจารย์แห่งสุวรรณภูมิ เริ่มเดินทางจากสถานีขนส่งสายใต้ ด้วยรถทัวร์สายกรุงเทพฯ-สุพรรณบุรี เพื่อจะไปยังอําเภอสองพี่น้อง บ้านเกิดของหลวงพ่อวัดปากน้ำ รถทัวร์ใช้เวลาเดินทาง ๒ ชั่วโมงครึ่ง ก็มาถึงทางแยกไปอําเภอสองพี่น้อง เราได้ลงรถที่ทางแยกนี้ เพื่อที่จะต่อรถไปยังวัดสองพี่น้องต่อไป เราทราบข้อมูลเพียงแต่ว่า บ้านเกิดของหลวงพ่อวัดปากน้ำนั้นอยู่ตรงข้ามกับวัดสองพี่น้อง รถได้พาเราผ่านท้องทุ่ง ซึ่งขณะนั้นถูกน้ำท่วมเจิงนองไปทั่ว ใช้เวลาเดินทางจากทางแยกไปอีกประมาณ ๑๕ นาที เราก็ได้มาถึงวัดสองพี่น้อง สภาพวัดโดยทั่วไปกว้างใหญ่ มีอาคารสร้างใหม่หลายๆ หลัง จนมองสภาพแวดล้อมและบรรยากาศเดิมๆ แทบไม่ออก วัดสองพี่น้องอยู่ติดกับคลองสองพี่น้อง ซึ่งกว้างประมาณ ๒๐-๔๐ เมตร เราเดินไปจนถึงท้ายวัด มองไปยังตรงข้ามก็เห็นบ้านเรือนเรียงรายไปตามริมคลอง ในช่วงที่ได้พูดคุยกับชาวบ้าน และพระในวัด จึงได้ทราบว่าบ้านของหลวงพ่อวัดปากน้ำเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมแล้ว ของเดิมนั้นเป็นเครื่องผูก พระท่านก็ถามว่า “รู้จักเครื่องผูกใหม?” เราก็ตอบว่า “ไม่รู้จักครับ ” ท่านก็บอกว่า “ก็ทําด้วยไม้ลํามัดๆ กันไว้” ไม้ลํา คือ ไม้ไผ่เป็นลําๆ ผูกมัดกันไว้ นี่คือสภาพบ้านโดยทั่วไปในสมัยนั้น ชาวบ้านเล่าด้วยความภูมิใจว่า หมู่บ้านแห่งนี้เป็นที่ประสูติของสมเด็จพระสังฆราชองค์ก่อนโน้น คือ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระลสังฆราช (ปุ่น ปุณณสิริมหาเถร) วัดพระเชตุพนฯ และเป็นดินแดนถิ่นกําเนิดของพระอาจารย์ที่เก่งกล้าในด้านการปฏิบัติทางจิตอีกหลายรูป เรามองข้ามลําน้ำไปยังจุดที่พระท่านชี้ให้ดูว่าเป็นบ้านของหลวงพ่อวัดปากน้ำ และระลึกถึงท่านว่า ท่านเกิดที่นี่เมื่อปี พ.ศ.๒๔๒๗ มีพี่สาว ๑ คน และน้องชาย ๓ คน สมัยเป็นเด็ก ท่านช่วยเลี้ยงวัว เมื่อวัวพลัดหลงหายไป ท่านจะตามหาจนกว่าจะพบ ถ้าไม่พบก็ไม่ยอมกลับบ้าน เวลาใช้งานวัวก็จะไม่ใช้เกินกําลัง ถึงเวลาก็ให้พัก เพลก็หยุด ถือตามคติโบราณที่ว่าถ้าใช้งานจน “เพลคาบ่าวัว” แล้วจะบาปนัก จิตใจของท่านมีเมตตาอย่างนี้ เมื่อหันหน้ากลับมาดูสภาพภายในวัดสองพี่น้อง เที่ยวเดินชมไปรอบๆ วัด แล้วได้ระลึกถึงหลวงพ่อวัดปากน้ำว่า สมัยเมื่อท่านอายุได้ ๙ ขวบ ท่านข้ามฟากคลองจากบ้านมาเรียนหนังสือกับพระน้าชายของท่าน ที่วัดสองพี่น้องนี้เอง จนกระทั่งพระน้าชายลาสิกขาแล้ว ท่านจึงไปเรียนต่อที่วัดบางปลา อ.บางเลน จ.นครปฐม เมื่อหลวงพ่ออายุได้ ๒๒ ปี วันหนึ่งในเดือน ๖ ข้างขึ้น (ราวๆ เดือนพฤษภาคม พ.ศ.๒๔๔๙ หลังจากที่ท่านคุมข้าวลงเรือและสั่งการลูกจ้างให้นําไปขายที่กรุงเทพฯ แล้ว ตัวท่านก็เข้าอยู่วัด หัดท่องจําวิธีบรรพชาอุปสมบท และศึกษาพระวินัยอยู่ ๒ เดือน จนถึงกรกฎาคม พ.ศ.๒๔๔๙ (เดือน ๘) ท่านก็ได้อุปสมบท ที่โบสถ์วัดสองพี่น้องแห่งนี้ ท่านบวชแล้ว มีฉายาว่า “จนฺทสโร” เป็นพระภิกษุ สด จนฺทสโร ที่นี่เอง ท่านได้ละทิ้งเพศฆราวาส สู่เพศของบรรพชิต มุ่งศึกษาธรรมอย่างจริงจัง พรรษาแรก ท่านจําพรรษาอยู่ที่นี่ เรียนธรรมะไป จนพบคําว่า “อวิชฺชาปจฺจยา” อยากจะรู้ว่าแปลว่าอะไร ท่านเที่ยวถามหาผู้รู้ที่จะตอบได้ เขาก็ว่าถ้าอยากจะรู้ต้องไปเรียนที่บางกอก พรรษาต่อมาท่านจึงได้ไปอยู่ที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม กรุงเทพฯ หลวงพ่อกลับมาที่นี่อีกครั้ง หลังจากที่ท่านบรรลุธรรมเข้าถึงธรรมกายแล้ว ท่านได้พาพระภิกษุที่ได้เข้าถึงธรรมกายมาที่วัดสองพี่น้องด้วย และมีพระภิกษุที่วัดนี้ได้รู้เห็นธรรมตามท่านอีก ๑ รูป เราจากวัดสองพี่น้อง มุ่งหน้าสู่วัดบางปลาต่อไป รถยนต์พาเราผ่าน อ.สองพี่น้อง อ.กําแพงแสน เข้า สู่ อ.บางเลน ใช้เวลาประมาณ ๑ ชั่วโมง ก็มาถึงวัดบางปลา ซึ่งอยู่ติดแม่น้ำท่าจีน ลมเย็นๆ พัดจากแม่น้ำเข้ามาในเขตวัด ให้ความรู้สึกเย็นสบายจริงๆ สภาพที่พักภายในวัด ส่วนหนึ่งยังเป็นกุฏิเดิมๆ เห็นแล้วก็นึกถึงว่า นี่คือสถานที่ที่สมัยหลวงพ่อเป็นเด็กๆ มาเรียนหนังสือกับพระอาจารย์ทรัพย์ จนรู้ภาษาไทยและภาษาขอมได้ดี และเป็นสถานที่ที่มีผู้รู้ธรรมะ เห็นธรรมะ ตามหลวงพ่อ เป็นพระภิกษุ ๓ รูป และฆราวาสอีก ๔ ท่าน ณ ที่แห่งนี้จึงเปรียบได้กับป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ซึ่งเป็นสถานที่ที่พระปัญจวัคคีย์ได้รู้เห็นธรรมตามพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระภิกษุและคฤหัสถ์ที่รู้เห็นธรรมตามหลวงพ่อวัดปากน้ำ จึงเป็นพยานยืนยันว่า หนทางปฏิบัติที่ท่านพบนั้นเป็นของกลาง เมื่อปฏิบัติถูกต้องแล้ว ก็จะเข้าถึงได้เช่นเดียวกับท่าน เป็นประจักษ์พยานได้ว่า “สิ่งที่ท่านพบนั้นเป็นของจริง ผู้ใดปฏิบัติได้ถูกต้อง ย่อมเข้าถึงได้อย่างแน่นอน” เนื่องจากวัดบางปลาอยู่ติดกับแม่น้ำท่าจีน และคลองสองพี่น้องที่ไหลผ่านบ้านเกิดของหลวงพ่อก็เชื่อมกับแม่น้ำท่าจีน การเดินทางจากบ้านท่านไปวัดบางปลาในสมัยนั้นจึงสะดวกสบาย และอยู่ไม่ไกลกันนัก อ.สองพี่น้อง และ อ.บางเลน ก็อยู่ติดกันนั่นเอง แต่น่าเสียดายว่าปัจจุบันไม่มีเรือเดินทางในคลองสองพี่น้องและแม่น้ำท่าจีนแล้ว ไม่เช่นนั้นเราคงจะได้ย้อนรอยการเดินทางจากบ้านของหลวงพ่อวัดปากน้ำในคลองสองพี่น้อง ล่องผ่านไปตามแม่น้ำท่าจีน แล้วมาขึ้นที่ท่าวัดบางปลา คงจะได้บรรยากาศดีไม่น้อย เราจากวัดบางปลามาในเวลาใกล้เที่ยง ฝากความทรงจําไว้ในห้วงความรู้สึกลึกๆ ถึงหลวงพ่อวัดปากน้ำ ผู้เป็นครูบาอาจารย์ของเรา ท่านเป็นบุคคลผู้ยิ่งใหญ่ที่ค้นพบ “วิชชาธรรมกาย” ซึ่งสูญหายจากโลกนี้ไปแล้วให้กลับคืนมาได้ พระคุณอันยิ่งใหญ่นี้ยากจะพรรณนาหรือทดแทนได้หมด เราได้เข้าใจชีวิต รู้เป้าหมายชีวิต เข้าใจธรรมะของพระพุทธเจ้ามากขึ้น ฯลฯ ก็ด้วยอาศัยคําสอนคําอธิบายของท่าน ซึ่งได้มาจากธรรมะที่ท่านได้ปฏิบัติจนเข้าถึง หากไม่มีท่าน ผู้สละชีวิตเพื่อเข้าถึงธรรมให้ได้แล้ว เราคงจะไม่มีวันนี้ วันที่เราเข้าใจว่าควรดําเนินชีวิตอย่างไรจึงจะเกิดประโยชน์สูงสุด เข้าใจว่าธรรมกายเป็นสิ่งที่เราต้องปฏิบัติให้เข้าถึง และคงจะไม่มีวันนี้...วันที่เราพบความสุขที่แท้จริงของชีวิต รถทัวร์พาเรากลับมาถึงสถานีขนส่งสายใต้ในเวลาบ่ายต้นๆ ยังพอมีเวลาต่อรถไปยังวัดพระเชตุพนฯ ที่วัดพระเชตุพนฯ นี้ ครั้งหนึ่งท่านออกบิณฑบาตไม่ได้อาหารเลยมา ๒ วัน ท่านก็ยอมอด พอวันที่สาม ท่านบิณฑบาตได้ข้าวมา ๑ ทัพพี กับกล้วยน้ำว้าอีก ๑ ผล เมื่อลงมือฉันไปได้คําหนึ่ง ท่านก็เหลือบไปเห็นแม่สุนัขผอมโซเดินมา คงจะอดอาหารมาหลายวันเช่นเดียวกับท่าน ด้วยจิตเมตตาแต่ก็ยังหิว ท่านตัดสินใจปั้นข้าวที่เหลืออยู่อีกคําหนึ่งและกล้วยน้ำว้าครึ่งลูก ให้เป็นทานแก่สุนัข แล้วอธิษฐานจิตว่า “ขึ้นชื่อว่าความอดอยากอย่างนี้ ขออย่าให้มีอีกเลย” หลวงพ่อได้พํานักที่วัดพระเชตุพนฯ เพื่อเรียนหนังสือ โดย เช้า ฉันเช้าแล้วข้ามฟากไปเรียนที่วัดอรุณฯ เพล กลับมาฉันเพลที่วัดพระเชตุพนฯ บ่าย เรียนที่วัดมหาธาตุฯ เย็น เรียนที่วัดสุทัศน์ฯ บ้าง วัดสามปลื้มบ้าง กลางคืน เรียนที่วัดพระเชตุพนฯ แต่ก็ไม่ได้ไปเรียนติดๆ กันทุกวัน มีเว้นบ้างสลับกันไป สมัยนั้นไม่มีหนังสือเป็นเล่ม มีแต่หนังสือที่จารลงในใบลาน ไม่มีหลักสูตรการสอน ใครอยากจะเรียนเล่มไหนผูกไหน ก็เอาไปขอให้พระอาจารย์สอนให้ จะเรียนตามเพื่อนก็ต้องมีผูกตามเพื่อน หลวงพ่อเลยต้องแบกหิ้วผูกใบลานเหล่านี้จน “ไหล่ลู่” เดินต่อไปยังท่าน้ำริมแม่น้ำเจ้าพระยา มองไปยังฝั่งตรงข้ามก็เห็นพระปรางค์วัดอรุณราชวราราม ที่หลวงพ่อวัดปากน้ำต้องข้ามฟากไปเรียนหนังสือ ที่ท่าน้ำแห่งนี้ เราระลึกถึงความวิริยะ อุตสาหะ บากบั่น ความตั้งใจและมุ่งมั่นในการศึกษาเล่าเรียน นี้เป็นที่เลื่อมใสของชาวบ้านในแถบนี้ จนมีแม่ค้าชื่อนวม บ้านอยู่ท่าเตียน ปวารณาถวายอาหารปิ่นโตแด่หลวงพ่อเป็นประจํา เมื่อแม่ค้านวมทุพพลภาพ เพราะชราลง หลวงพ่อก็ยังรับแม่ค้านวมนี้มาดูแล ตอบแทนคุณที่เคยถวายอาหาร ดูแลท่านเมื่อครั้งท่านอยู่ที่วัดพระเชตุพนฯ จนกระทั่งแม่ค้านวมสิ้นชีวิตลง เราโดยสารเรือด่วนเจ้าพระยา จากท่าน้ำหน้าวัดพระเชตุพนฯ ขึ้นมาตามเส้นทางที่หลวงพ่อวัดปากน้ำเคยใช้ล่องเรือไปยังท่าน้ำเมืองนนท์ แล้วต่อเรือหางยาวเข้าไปตามคลอง ใช้เวลาประมาณ ๑ ชั่วโมง จากท่าน้ำที่วัดพระเชตุพนฯ เราก็มาถึงวัดโบสถ์บน ตามคลองที่แยกไปจากแม่น้าเจ้าพระยา ก่อนที่จะถึงวัดโบสถ์บนนั้น ชีวิตสองฟากฝั่งคลอง ยังเป็นบ้านที่มีวิถีชีวิตอยู่กับน้ำในคลองนี้เป็นหลัก ยังคงซักผ้าที่ท่าน้ำหน้าบ้านตัวเอง บ้านแทบทุกหลังจะมีท่าน้ำไว้คอยยืนโบกมือ เรียกเรือหางยาวเข้าไปจอดรับ เราผ่านไปเห็นเรือลําใหญ่จอดอยู่หลายลํา ที่เขาไว้ใช้บรรทุกสินค้า ดูแล้วทําให้นึกถึงเรือที่หลวงพ่อวัดปากน้ำ ใช้เป็นเรือบรรทุกข้าวสารไปขายที่กรุงเทพฯ สมัยเมื่อท่านยังเป็นฆราวาส ภายในอุโบสถวัดโบสถ์บนนี้ ในวันเพ็ญเดือน ๑๐ พ.ศ. ๒๔๖๐ กลางพรรษาที่ ๑๒ ของหลวงพ่อวัดปากน้ำ ท่านก็ได้สละชีวิตปฏิบัติธรรม จนได้บรรลุธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านเข้าถึงพระธรรมกาย ณ โบสถ์หลังเก่าของวัดแห่งนี้เอง ขณะนี้ภายในวัดโบสถ์บน กําลังมีการก่อสร้างอุโบสถหลังใหม่ เราได้แต่อธิษฐานว่า ขออย่าให้ท่านผู้ดูแลวัดนี้ ทําลายโบสถ์หลังเก่าเลย อยากให้ท่านเก็บไว้เป็นอนุสรณ์เครื่องระลึกถึงหลวงพ่อวัดปากน้ำ ช่วงเวลาที่ไปนั้น เกิดน้ำท่วมใหญ่ น้ำจึงท่วมเข้าไปถึงเขตบริเวณโบสถ์หลังเก่า สภาพโดยรอบโบสถ์ทรุดโทรมไปมาก เมื่อเดินดูโดยรอบแล้ว ก็ผลักบานประตูเข้าไปภายในโบสถ์ ซึ่งมีทางเข้าอยู่ ๒ ด้าน ซ้ายและขวา ด้านหลังโบสถ์ปิดทึบไม่มีประตู มีพระประธานองค์ใหญ่ตั้งอยู่ตรงกลาง และพระองค์เล็กๆ ลดหลั่นกันลงมาอีกหลายองค์ พื้นโบสถ์ยังคงเป็นของเดิม ที่ดูแล้วทําให้นึกถึงวันที่หลวงพ่อท่านบรรลุธรรม ในวันนั้น เมื่อท่านเริ่มนั่งสมาธิในโบสถ์ ท่านเห็นมดขี้ไต่ขึ้นมาตามรอยต่อของแผ่นหิน ท่านตั้งใจจะเอาน้ำมันมาขีดเป็นวงรอบตัวไว้เพื่อกันมด แต่แล้วท่านก็นึกได้ว่า ชีวิตยังสละได้ จะกลัวอะไรกับมด แล้วท่านก็ตั้งใจนั่งไป จนกระทั่งเข้าถึงธรรม ในคืนวันเพ็ญเดือน ๑๐ ที่โบสถ์แห่งนี้นั่นเอง เรากราบพระประธาน แล้วก็เดินออกมาจากโบสถ์ ก่อนกลับก็หันไปมองดูอีกที ด้วยระลึกว่า น่าจะมีสถานที่สักแห่งหนึ่ง เป็นสถานที่ให้ระลึกถึงหลวงพ่อวัดปากน้ำ รักษาไว้ให้อนุชนรุ่นหลังได้ศึกษาประวัติชีวิตของท่าน สถานที่เกิด ที่บ้านตรงข้ามวัดสองพี่น้อง สถานที่บรรลุธรรม ที่วัดโบสถ์บน บางคูเวียง สถานที่เผยแผ่วิชชาธรรมกายครั้งแรก ที่วัดบางปลา แม้ไม่ได้สถานที่เหล่านี้ ก็น่าจะมีสถานที่เก็บรวบรวมประวัติชีวิต และบันทึกคําสอนของท่านไว้บ้าง เมื่อนึกดูแล้ว ขณะนี้ก็เห็นจะมีอยู่ก็คือ... วิหารที่ประดิษฐานรูปหล่อทองคําพระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) ที่จะสร้างขึ้นในเขตพื้นที่ศูนย์กลางธรรมกายแห่งโลก วัดพระธรรมกาย จ.ปทุมธานี ซึ่งจะเป็นสถานที่รวบรวมประวัติชีวิตของท่าน ตลอดถึงบันทึกคําสอนวิชชาธรรมกาย และตัวแทนท่าน ด้วยรูปหล่อเหมือนขนาดเท่าครึ่งขององค์จริง ทําด้วยทองคําบริสุทธิ์ทั้งองค์ ประดิษฐานอยู่ในวิหารนี้ จะเป็นสถานที่ที่จัดสร้างขึ้น เพื่อบูชาคุณของหลวงพ่อวัดปากน้ำอย่างแท้จริง บันทึกประวัติชีวิต ตลอดถึงเก็บรักษาหลักฐานต่างๆ ที่เกี่ยวกับท่านไว้ในที่นี้ด้วย กาลเวลาหมุนเวียนผ่านไป สถานที่ต่างๆ ที่เราได้ไปดูมานี้ จะมีการเปลี่ยนแปลงไป จนอาจจะจําสภาพเดิมไม่ได้ แต่ก็จะยังคงมีหลักฐานเหลืออยู่ที่วิหารแห่งนี้ เป็นประจักษ์พยานยืนยันให้ชาวโลกได้รู้ว่า... พระเดชพระคุณพระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) หลวงพ่อวัดปากน้ำเป็นปูชนียบุคคล ที่มีชีวิตอยู่จริงในสมัยเมื่อพุทธศาสนาล่วงเลยมาแล้ว ๒,๕๐๐ กว่าปี เป็นบุคคลผู้ค้นพบวิชชาธรรมกาย วิชชาอันบริสุทธิ์ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่สูญหายไปจากโลกนานถึง ๒,๐๐๐ ปี ให้กลับคืนมาเพื่อเป็นแสงสว่างส่องทางชีวิต นําหนทางอันประเสริฐ บริสุทธิ์ หมดจด และเป็นหนทางแห่งความสุขที่แท้จริงมาให้แก่ชาวโลกอีกครั้งหนึ่ง โลกที่เราอยู่นี้ ใช่ละคร แต่ที่แท้เป็นสมร- ภูมิสู้ ธรรมอธรรมต่อกร กันอยู่ มนุษย์ชาติ บ่ อาจรู้ เพราะเค้าปิดบัง สุนทรพ่อ ตอนที่ ๒ เรือข้างกระดาน จากหนังสือประวัติ ผู้ค้นพบวิชชาธรรมกายของ มูลนิธิธรรมกาย ธันวาคม ๒๕๓๖ หน้าที่ ๑๕ กล่าวว่า “เมื่อท่านอายุได้ ๑๔ ปี โยมบิดาได้ถึงแก่กรรมลง ท่านจึงควบคุมดูแลการค้าแทนกิจการในขณะนั้น มีเรือบรรทุกข้าวข้างกระดานใหญ่ ๒ ลํา พร้อมทั้งลูกเรือหลายคน ล่องเรือค้าข้าวระหว่างสองพี่น้องกับกรุงเทพฯ เดือนละ ๑ - ๓ ครั้ง เรื่อยมา.....” ตามรอยหลวงพ่อวัดปากน้ำตอนนี้ จึงขอเสนอให้ทําความรู้จักกับเรือข้างกระดาน ที่ท่านใช้สําหรับบรรทุกข้าวในครั้งนั้น สมัยก่อนเรือที่ใช้สําหรับบรรทุกข้าว ก็มีเรือกระแซงและเรือข้างกระดานนี่แหละ เรามารู้จักกับเรือกระแซงกันก่อน เรือกระแซงเป็นเรือต่อ ไม่ใช่เรือขุด เรือต่อ คือ เรือที่เอาไม้แผ่นมาต่อประกอบกันเป็นเรือ เรือขุด คือ เรือที่ขุดจากไม้ทั้งต้นเป็นรูปเรือ เรือกระแซงเป็นเรือต่อขนาดใหญ่ ส่วนใหญ่จะทําด้วยไม้สัก หัวและท้ายเรือมีขนาดเล็ก ตรงกลางป่อง ท้องเรือกลม มีหลายขนาด ใช้ถ่อก็ได้ แจวก็ได้ สมัยนี้มีเรือยนต์ก็ใช้เรือยนต์ผูกเรือกระแซงได้ทีเดียวหลายลํา ที่เรียกว่าเรือกระแซง ก็เพราะเดิมใช้ใบเตย หรือใบจากนํามาเย็บเป็นแผงใช้เป็นประทุน สําหรับบังแดดบังฝน เดี๋ยวนี้เปลี่ยนมาเป็นใช้สังกะสีแทน เรือประเภทนี้ใช้บรรทุกข้าวสาร ข้าวเปลือก จึงเรียก กันว่า “เรือข้าว” อีกชื่อหนึ่ง บางครั้งก็ใช้บรรทุกหิน ทราย ไม้ฟืน เพราะมีความจุมาก ส่วนเรือข้างกระดาน ที่หลวงพ่อวัดปากน้ำเคยใช้สมัย เป็นฆราวาส ก็เป็นเรือต่อจําพวกเดียวกับเรือกระแซง หรือเรือข้าวนั้นแหละ แต่เสริมข้างให้สูงขึ้น เพื่อให้ภายในโปร่ง ถ้ามองดูจากกาบเรือขึ้นไป จะเห็นเป็นเหมือนฝากั้น ตีไว้ด้วยกระดานแผ่นใหญ่ จึงเรียกว่าเรือข้างกระดาน คือด้านข้างของเรือมีกระดานตีไว้เหมือนฝาเรือน ซึ่งเรือของหลวงพ่อคงจะมีขนาดใหญ่ จึงเรียกว่า เรือข้างกระดานใหญ่ ขอขอบคุณ : ข้อมูลเรื่องเรือ ได้รับความอนุเคราะห์จากหนังสือ “เพื่อความเข้าใจในแผ่นดินอยุธยา” ของ สํานักพิมพ์สารคดี พิมพ์ครั้งแรก กันยายน ๒๕๓๘ ตอนที่ ๓ พ่อค้าเรือข้าว สมัยเป็นฆราวาส หลวงพ่อต้องเป็นพ่อค้าข้าวแทนบิดาที่สิ้นชีวิตลง เมื่อหลวงพ่ออายุได้เพียง ๑๔ ปี พ่อค้าวัย ๑๔ ปี ค้าขายข้าวขึ้น - ล่อง ระหว่างสองพี่น้องกับกรุงเทพฯ เดือนหนึ่ง ๒ - ๓ ครั้ง นับเป็นภาระที่หนักมากทีเดียว ชีวิตของหลวงพ่อสมัยเป็นเด็กๆ ในฐานะพ่อค้าข้าวนั้นเป็นอย่างไร อยากจะกล่าวถึงชีวิตของทิดชิ้น บ้านอยู่อยุธยา ที่มีอาชีพเป็นพ่อค้าเรือข้าวเหมือนกัน มาเล่าไว้พอเป็นแบบให้นึกถึงชีวิตของหลวงพ่อวัดปากน้ำ ในสมัยนั้นได้บ้าง ทิดชิ้นเป็นพ่อค้าเรือข้าว ที่กู้เงินมาซื้อเรือกระแซง สําหรับบรรทุกข้าวขาย ใช้เวลาเพียงแค่ ๔ - ๕ ปี จากเรือกระแซงลําเดียว ก็เพิ่มขึ้นเป็น ๓ ลำ กิจการค้าข้าวของทิดชิ้นเป็นไปด้วยดี ทิดชิ้นจะออกไปติดต่อขอซื้อข้าวตามถิ่นต่างๆ ในท้องทุ่งเสนา จ.อยุธยา เพื่อนําไปบดข้าวตรวจดูว่าข้าวสวยหรือไม่สวย แล้วจึงตกลงต่อรองราคากันและกัน หากตกลงกันยุ้งหนึ่งแล้ว ข้าวยังไม่เต็มลําเรือ ก็ต้องติดต่อซื้อหาจากยุ้งบ้านอื่นๆ เรื่อยไป กว่าจะตระเวนซื้อจนหมดฤดูตวงข้าวก็กินเวลาหลายเดือน กําไรที่ทิดชิ้นได้มาจากการค้านี้ ก็คือ “ข้าวออก” ซึ่งเป็นข้าวที่ได้มาจากการค้าอย่างนี้ คือ การซื้อข้าวจากชาวนา จะใช้วิธีตวงด้วยถัง คิด ๑๐๐ ถัง เป็น ๑ เกวียน แต่เมื่อนําเอาข้าวเปลือกไปขายที่โรงสี ทางโรงสีจะชั่งเป็นกิโลกรัม คิด ๑,๐๐๐ กิโลกรัม เป็น ๑ เกวียน เมื่อเอาข้าวที่ซื้อเป็นถังจํานวน ๑ เกวียน ไปชั่งจะได้น้ำหนักถึง ๑,๑๐๐ -๑,๑๕๐ กิโลกรัม เท่ากับได้กําไรเกวียนละ ๑๐๐ - ๑๕๐ กิโลกรัม “ข้าวออก” จึงเป็นตัวทําเงินให้แก่พ่อค้าข้าวอย่างทิดชิ้นได้ (ปัจจุบันเลิกการตวงถังแล้ว) ชีวิตพ่อค้าเรือข้าว นอกจากจะเปิดโลกให้ทิดชิ้นมีหูตากว้างไกล มีเพื่อนฝูงลูกค้าในหลายพื้นที่แล้ว ยังมีเหตุการณ์ที่ทําให้ทิดชิ้นได้รู้รสชาติของคนค้าข้าว ที่ต้องรอนแรม ไปตามที่ต่างๆ อย่างแจ่มแจ้งมากขึ้น ในวันที่พี่สาวของทิดชิ้นใกล้จะสิ้นใจ แม้ทิดชิ้นจะห่วง แต่ก็ต้องนําข้าวไปเข้าคิวชั่งที่โรงสี โดยต้องออกจากบ้านตั้งแต่ตีสาม โยงเรือข้าว ๒ ลําเข้าด้วยกัน ให้ลูกสาวถือท้าย ส่วนตัวเองขับเรือนํา (สมัยหลวงพ่อวัดปากน้ำไม่ได้ใช้เรือยนต์อย่างนี้ แต่ใช้ถ่อใช้แจวกัน) เมื่อเรือวิ่งมาได้ระยะหนึ่ง ก็เห็นเรือสองตอนจอดนิ่งอยู่ริมฝั่ง ดูท่าทางเหมือนเรือจะเสีย ทิดชิ้นก็วิ่งเรือผ่านไป พอออกมาถึงปากคลอง ซึ่งเป็นบริเวณที่มีบ้านเรือนอยู่เต็มสองฝั่งคลอง เรือสองตอนที่เห็นจอดอยู่ก็วิ่งตามมา แล้วเลยแซงหน้าเรือทิดชิ้นไปดับเครื่องอยู่ข้างหน้า ทิดชิ้นก็แปลกใจอยู่ที่เห็นเรือลําเดิมนั้น แต่ก็ไม่ได้นึกเฉลียวใจอะไร จนกระทั่งเรือวิ่งมาได้อีกระยะหนึ่ง ซึ่งเป็นที่เปลี่ยวปลอดบ้านเรือน เรือสองตอนลําเดิมโผล่มาขนาบข้างเรือของทิดชิ้น แล้วคนบนเรือก็พยายามจะข้ามมา ทิดชิ้นเห็นท่าไม่ดี จึงเร่งเครื่องเรือเต็มที่ พร้อมใช้เท้าถีบกราบเรือสองตอนให้ถอยห่างออกไป พลางตะโกนว่า “เฮ้ย พวกเอ็งจะเอายังไงนี่” คนบนเรือก็ถามสวนมาว่า “บ้านแพนไปทางไหนละ” ทิดชิ้นแปลกใจ เพราะคนท้องทุ่งภาคกลางนี้จะต้องรู้จักบ้านแพนดี เพราะเป็นชุมทางค้าขายสินค้าและท่าเรือเมล์ กับทั้งนึกถึงพิรุธของเรือลํานี้ จึงรวบรวมกําลังถีบเรือสองตอนให้ห่างออกไป แล้วกระโดดเข้าไปคว้ามีดในเรือ คนบนเรือสองตอนคงคิดว่าทิดชิ้นเข้าไปคว้าปืน จึงถอยเรือออกห่างไป ทิดชิ้นก็ไม่รู้ว่าคนเหล่านี้จะมาปล้นเรือหรือเปล่า เพราะส่วนใหญ่นักปล้นเรือมักซุ่มปล้นเรือขาล่องกลับมาจากโรงสีมากกว่า แต่มันก็เป็นเหตุการณ์ตื่นเต้นที่ผ่านเข้ามาในชีวิตพ่อค้าเรือข้าวของทิดชิ้น ส่วนชีวิตพ่อค้าเรือข้าวของเด็กน้อยอายุ ๑๔ ปี อย่างหลวงพ่อสด วัดปากน้ำ สมัยเป็นฆราวาสนั้น ก็ผ่านเหตุการณ์ร้ายคล้ายอย่างนี้มาเหมือนกัน เมื่อค้าข้าวมาได้ ๕ ปี จนมีอายุได้ ๑๙ ปี หลวงพ่อได้เล่าเหตุการณ์ครั้งนั้นไว้ ดังปรากฏในบันทึกว่า ท่านเกือบโดนโจรปล้น ที่คลองบางอีแท่น ทําให้ท่านได้คิดและตัดสินใจออกบวชตลอดชีวิต จนที่สุดได้บรรลุธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้รู้เรื่องราวของชีวิตไปตามความเป็นจริง ชีวิตของความยากลําบากในการแสวงหาทรัพย์ ย่อมพบกันแล้วทุกคน แต่จะมีใครสักคนที่ได้คิดอย่างชีวิตของหลวงพ่อวัดปากน้ำ กระทั่งได้ตัดสินใจออกบวช และค้นคว้าธรรมอย่างจริงจัง จนได้พบ “วิชชาธรรมกาย” นํามาสอนให้กับชาวโลกได้รู้จักความจริงแท้ของชีวิต ชีวิตของทิดชิ้นเป็นตัวอย่างของชีวิตหลายๆ ชีวิตในโลก ที่แม้จะพบความยากลําบากในชีวิต แต่ก็ไม่พบการตัดสินใจที่จะทําชีวิตให้สูงขึ้นกว่านี้ได้อย่างไร ชีวิตของหลวงพ่อวัดปากน้ำเป็นชีวิตของบัณฑิตผู้มีปัญญา แม้จะมีชีวิตผ่านโลกมาเพียง ๑๙ ปี แต่ก็มีการตัดสินใจที่ยิ่งใหญ่ ในการมุ่งแสวงหาความเจริญยิ่งขึ้นไปให้กับชีวิต นั่นคือการออกบวช เพื่อแสวงหาความจริงแท้ของชีวิต ทําให้ไม่ต้องดําเนินรอยตายตามไปอย่างกับบิดาและปุรพชนของท่าน หลวงพ่อท่านมีชีวิตที่ประเสริฐกว่า เพราะได้เข้าถึงสิ่งที่ประเสริฐ คือ “ธรรมกาย” และได้สั่งสอนเผยแผ่ “วิชชาธรรมกาย” ที่ท่านค้นพบ เพื่อชาวโลกจะได้ไม่ต้องดําเนินชีวิตซ้ำรอยปุรพชน คนรุ่นเก่าๆ ให้ได้มีชีวิตใหม่ที่พบแสงสว่างของชีวิตได้ จุดพลิกชีวิตของหลวงพ่อ จากพ่อค้าเรือข้าวมาเป็นพระภิกษุในพุทธศาสนา ปรารถนาแสวงหาวิชชาของพระพุทธเจ้า จนกระทั่งท่านพบได้นั้น นับเป็นตัวอย่างให้กับชาวโลกได้คิดว่า แล้วชีวิตของท่านละเกิดมาแสวงหาอะไร ? ขอขอบคุณ เรื่องของทิดชิ้น จากหนังสือ “เพื่อความเข้าใจในแผ่นดิน อยุธยา” ของสํานักพิมพ์สารคดี พิมพ์ครั้งแรก กันยายน ๒๕๓๘ ตอนที่ ๔ แผนที่การเดินทาง หลังจากหลวงพ่อวัดปากน้ำได้จากวัดสองพี่น้อง ซึ่งเป็นวัดที่ท่านอุปสมบท มาอยู่ที่วัดพระเชตุพน เพื่อศึกษาพระธรรมคัมภีร์ต่างๆ เป็นเวลาถึง ๑๑ ปี มีการเดินทางที่สําคัญอยู่ ๒ ครั้ง คือ ครั้งหนึ่ง เป็นการเดินทางจากวัดพระเชตุพน ไปยังวัดโบสถ์(บน) ริมคลองบางกอกน้อย ท่านไปจําพรรษา และปฏิบัติธรรมที่นั่นจนเข้าถึง “ธรรมกาย” ได้ จากการเดินทางไปในครั้งนี้ ครั้งที่สอง เป็นการเดินทางจากวัดพระเชตุพนไปเป็นเจ้าอาวาสที่วัดปากน้ำ ซึ่งเป็นการเดินทางภายหลังจากที่ท่านได้บรรลุธรรม ที่วัดโบสถ์(บน) แล้ว และหลวงพ่อได้จําพรรษาที่วัดปากน้ำ จนกระทั่งท่านมรณภาพ ตามรอยฯ ครั้งนี้จึงขอเสนอการเดินทางของหลวงพ่อวัดปากน้ำ ตามแผนที่ที่ประกอบมาด้วย วัดพระเชตุพน เป็นวัดที่อยู่ระหว่างทางเข้าคลองบางกอกน้อย และคลองบางกอกใหญ่ โดยฝั่งตรงข้ามวัดพระเชตุพน คือ วัดอรุณฯ ที่สมัยเมื่อหลวงพ่ออยู่ที่วัดพระเชตุพนต้องข้ามฝากไปเรียนหนังสือที่วัดอรุณฯ บ่อยๆ จนกระทั่งแม่ค้า ที่ท่าประตูนกยูงเกิดความศรัทธาเลื่อมใสในหลวงพ่อ ได้ปวารณาถวายอาหารให้ท่านเป็นประจํา การเดินทางจากวัดพระเชตุพนไปยังวัดโบสถ์(บน) นั้นง่ายมาก เพียงเดินเรือไปตามคลองบางกอกน้อยเรื่อยไป ก็จะไปถึงวัดโบสถ์(บน) ได้ไม่ยาก ปัจจุบันใครที่อยู่แถบจังหวัดนนทบุรี ก็สามารถนั่งเรือหางยาวจากท่าน้ำนนท์ เข้าคลองอ้อม ผ่าน อ.บางใหญ่ มายังวัดโบสถ์บนได้ โดยใช้เวลาเดินทางเพียง ๓๐ นาที ในละแวกนี้ยังมีวัดอื่นอีก เช่น วัดโบสถ์ดอนพรหม ที่บางใหญ่ ถ้าจะไปวัดโบสถ์นี้ก็ต้องบอกว่าไปวัดโบสถ์ บางคูเวียง ไม่ใช่วัดโบสถ์ที่บางใหญ่ ชาวเรือจะรู้จักกันดี สถานที่ตั้งตามที่อยู่คือ วัดโบสล์บน ต.บางคูเวียง อ.บางกรวย จ.นนทบุรี การเดินทางครั้งที่สองของท่าน เริ่มขึ้นหลังจากที่ท่านได้บรรลุธรรมแล้ว ได้กลับมาวัดพระเชตุพนอีกควัง หลวงพ่อได้รับคําสั่งให้ไปเป็นเจ้าอาวาสที่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ การเดินทางในครั้งนี้ สมเด็จพระสังฆราช (ปุ่น ปุณณสิริมหาเถระ) สมัยเมื่อทรงสมณศักดิ์เป็นพระธรรมวโรดม ได้บันทึกไว้ว่า “ ...ท่านได้จากวัดพระเชตุพน ในฐานะเป็นผู้รักษาการเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ โดยเรือยนต์หลวง ซึ่งกรมศาสนาจัดถวาย เพื่อเป็นเกียรติยศแก่พระอารามหลวง มีพระอนุจรติดตามมา ๔ รูป ทางกรมได้จัดสมณบริขารถวายเจ้าอาวาส และนิตยภัตรอีก ๔ เดือน เดือนละ ๓๐ บาท พระอนุจร ๔ รูป รูปละ ๒๐ บาท เจ้าคณะอําเภอ ภาษีเจริญ นํามาส่งถึงวัดปากน้ำ พร้อมด้วยพระเถรานุเถระ และพระคณาธิการในอําเภอนั้นมากรูป มีคฤหัสถ์ ชายหญิงหลายคน มาต้อนรับ...” เข้าใจว่าการเดินทางของหลวงพ่อน่าจะออกเดินทางจากวัดพระเชตุพน เข้ามาทางคลองบางกอกใหญ่ จนมาถึงปากคลองภาษีเจริญ ก็มาถึงวัดปากน้ำพอดี กายธรรมควรเทิดไว้ ในใจ เป็นสรณะภายใน เที่ยงแท้ กว่านี้ บ่ มีใด เทียบได้ น้อมนบท่านไว้แล้ ค่ำเช้าสุขเสมอ สุนทรพ่อ ตอนที่ ๕ วันที่เริ่มทำวิชชา เราคงจะทราบถึงความศักดิ์สิทธิ์ของพระของขวัญของหลวงพ่อวัดปากน้ำ และการปฏิบัติธรรมของท่านในการคุมทีม “ทําวิชชา” มาบ้าง ความศักดิ์สิทธิ์ของพระของขวัญ และอานุภาพจากการทําวิชชา เป็นที่กล่าวขวัญเล่าขานกันมายาวนานจนปัจจุบัน ตามรอยหลวงพ่อวัดปากน้ำ ตอนนี้จึงขอเสนอเรื่องเกี่ยวกับช่วงเวลาที่เริ่มทําวิชชาของหลวงพ่อวัดปากน้ำ โดยอาศัยหลักฐานจากคําเทศน์ของหลวงพ่อ ซึ่งมีปรากฏพอยกมาได้ ดังนี้ ๑. เทศนาเรื่อง ปัพพโตปมคาถา แสดงเมื่อ ๒๘ มีนาคม ๒๔๙๗ “...เรื่องความแก่ ความตาย ไม่มีทางสู้ ไม่มีทางแก้ทีเดียว จะแก้อย่างไรก็แก้ไม่ได้ แต่ว่ามีแก้อยู่ที่วัดปากน้ำ วิชชาธรรมกายไปเห็นวิชชาเหล่านี้หมด ไปเห็นความแก่ ความตาย เวลานี้เขาว่าสมภารวัดปากน้ำกําลังสู้กับความแก่ ความตาย สู้จริงๆ ผู้เทศน์นี้แหละ ๒๒ ปี ๘ เดือนเศษแล้ว ๘ เดือน ๙ วัน วันนี้แล้ว วินาทีนี้ไม่ได้หยุด เพียรสู้ความแก่ความตาย ไม่ได้ถอยกันเลย...” อีกตอนหนึ่งกล่าวว่า “...ภิกษุ สามเณร อุบาสก อุบาสิกา อยู่วัดปากน้ำก็จริง แต่ไม่รู้ว่าสมภารวัดปากน้ำทําอะไร นี่อัศจรรย์นัก อยู่ด้วยกันตั้งหลายสิบปี อยู่วัดปากน้ำนี้ ๒๒ ปี ๘ เดือน ๙ วัน วันนี้ไม่มีใครรู้ว่าทําอะไร รู้แต่นิดๆ หน่อยๆ รู้จริงจังลงไปไม่มี มีก็ผู้ที่ทําวิชชาด้วยกัน รู้จริงเห็นจริงกันลงไปทีเดียว ทําอยู่ทุกวันๆ นั่นละก็รู้จริงเห็นจริง...” ๒. เทศนาเรื่อง ขันธปริตร แสดงเมื่อ ๖ มิถุนายน ๒๔๙๗ “...จะให้เข้าถึงพุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ สังฆรัตนะ จนกระทั่งนับอสงไขยชั้นไม่ถ้วนนี้ วัดปากน้ำได้พยายามทําอยู่แล้ว ๒๒ ปี เดือน ๘ ข้างหน้านี้ กลางเดือน ๘ ครบ ๒๓ ปี เต็มเดือนเต็มวันทีเดียว นี้ต้องการพุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ สังฆรัตนะ อย่างนี้หมด...” ๓. เทศนาเรื่อง สติปัฏฐานสูตร แสดงเมื่อ ๓ ตุลาคม ๒๔๙๗ “...หมดกายพระอรหัต มีกายของพระพุทธเจ้าก็ได้กายในกาย กายในกายๆๆๆๆ มันอย่างนี้แหละ ผู้เทศน์นี้ได้ทําวิชชานี้ ๒๓ ปี ออกพรรษานี้ก็ ๓ เดือนเต็มละ ยังไม่หมดกายละเอียดเหล่านี้เลย ไม่ได้ถอยกลับเลย ยังไม่หมดกายละเอียดเหล่านี้เลย ยังไม่ถึงที่สุด...” ๔. เทศนาเรื่อง อริยทรัพย์ แสดงเมื่อ ๒๕ พฤศจิกายน ๒๔๙๗ “...ที่สุดอยู่ที่ไหนละ ผู้เทศน์ยังเรียนวิชชาไปไม่ถึง ยังไม่ถึงที่สุด ๒๓ ปี ๔ เดือนเศษแล้ว ยังไม่ถึงที่สุดเลย...ถ้าสุดเวลาใด ถึงที่สุดของการรักษาแล้วละก็ มนุษย์เลิกแก่ เลิกเจ็บ เลิกตายทีเดียว นี่กําลังพยายามทําไป...” ๕. เทศนาเรื่อง พุทธอุทานคาถา แสดงเมื่อ ๑๐ ธันวาคม ๒๔๙๗ “..ผู้เทศน์นี้สอน เป็นคนสอนเอง ๒๓ ปี ๕ เดือนนี้ ได้ทําไปอย่างนี้แหละ ไม่ถอยหลังเลย ยังไม่สุดกายของตัวเอง...” จากหลักฐานในคําเทศนาของหลวงพ่อ พอจะคํานวณได้ดังนี้ ในเทศนาเรื่อง ขันธปริตร ท่านบอกว่า กลางเดือน ๘ ครบ ๒๓ ปี เต็มเดือนเต็มวันทีเดียว วันเข้าพรรษา คือ วันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๘ เป็นวันต่อจากวันอาสาฬหบูชา ซึ่งคือ วันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๘ การนับเดือนนั้นจะเริ่มจากขึ้น ๑ ค่ำ ไปจนถึงแรม ๑๔, ๑๕ ค่ำ จึงหมดเดือน กลางเดือน ๘ ที่หลวงพ่อพูดถึงจึงเป็นวันเข้าพรรษา ถ้าคิดว่ากลางเดือน ๘ คือวันเข้าพรรษา วันนั้นก็จะเป็นวันเริ่มทําวิชชาของหลวงพ่อวัดปากน้ำเป็นแน่ทีเดียว ในเทศนาเรื่อง มหาสติปัฏฐานสูตร ท่านบอกว่า ๒๓ ปี ออกพรรษานี้ก็ ๓ เดือนเต็มละ ซึ่งก็คือวันเข้าพรรษา เป็นวันที่หลวงพ่อเริ่มทําวิชชา เพราะเข้าพรรษาเริ่มแรม ๑ ค่ำ เดือน ๘ และออกพรรษาเมื่อแรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๑ รวมระยะเวลา ๓ เดือนเต็ม จึงพอจะคํานวณได้ว่า วันเข้าพรรษาของปี พ.ศ. ๒๔๗๔ ซึ่งตรงกับราวๆ เดือนกรกฎาคม ๒๔๗๔ เป็นวันที่หลวงพ่อวัดปากน้ำเริ่มทําวิชชา วันที่เริ่มทําวิชชาเป็นวันสําคัญยิ่ง เป็นวันที่หลวงพ่อวัดปากน้ำเริ่มรวมทีมสู้อย่างจริงจัง ซึ่งจะแบ่งผู้ทําวิชชา เป็น ๒ ผลัดๆ ละ ๖ ชั่วโมง นั่งสมาธิติดต่อกัน ๖ ชั่วโมง พัก ๖ ชั่วโมง แล้วมานั่งอีก ๖ ชั่วโมง พัก ๖ ชั่วโมง อย่างนี้ เหมือนการทํางานเป็นกะของโรงงาน ท่านจึงเรียกว่าโรงงานทําวิชชา ปฏิบัติงานทางจิตนี้ ๒๔ ชั่วโมง ไม่ได้หยุด ช่วงเวลาที่หลวงพ่อเทศน์นี้ ๒๓ ปีแล้ว ไม่ได้หยุด คิดดูเอาเถิดว่าท่านเอาจริงเอาจังต่อการศึกษาวิชชาธรรมกายของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพียงไร หากมีคนถามเรื่อง ภูมิใจ ลูกตอบเลยทันใด มุ่งค้น ต้นที่สุดภายใน ธรรมธาตุ เป็นสุขใจเปี่ยมล้น กว่าได้ใดใด สุนทรพ่อ ตอนที่ ๖ จากวันเข้าถึงธรรม ถึงวันอยู่วัดปากน้ำ ตามรอยฯ จะขอเสนอหลักฐานจากบันทึกชีวประวัติของหลวงพ่อวัดปากน้ำในที่ต่างๆ อ้างอิง เพื่อเทียบเคียงเหตุการณ์ต่างๆ ตั้งแต่เมื่อท่านเข้าถึงธรรม จนถึงมาอยู่วัดปากน้ำ โดยอาศัยข้อมูลดังนี้ ๑. จากประวัติหลวงพ่อวัดปากน้ำ เทศน์โดยหลวงพ่อวัดปากน้ำ “.....ได้อุปสมบทในต้นเดือนแปดของ พ.ศ. ๒๔๔๙ อยู่จําพรรษาในวัดนั้น รวมอยู่ที่วัดอุปสมบทนั้น ๗ เดือนเศษๆ เท่านั้น ออกจากวัดที่อุปสมบทนั้นแล้ว ก็ตรงมาอยู่จําพรรษาในวัดพระเชตุพนฯ ทีเดียว.......” อีกตอนหนึ่ง กล่าวว่า “.....จึงได้กราบลาเจ้าคุณสมเด็จพุฒาจารย์ (เข้ม) เจ้าอาวาสวัดพระเชตุพนฯ ไปจําพรรษาวัดบางคูเวียง ในพรรษาที่ ๑๒ ” ๒. จากประวัติหลวงพ่อวัดปากน้ำ เขียนโดย สมเด็จพระสังฆราช (ปุ่น ปุณณสิริมหาเถระ) สมัยดํารงสมณศักดิ์ เป็น พระธรรมวโรดม “.....เจ้าคุณพระมงคลเทพมุนี (สด) ท่านเกิดวันที่ ๑๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๒๗ ตรงกับวันศุกร์ แรม ๖ ค่ำ เดือน ๑๑ ปีวอก ฉศฏ จุลศักราช ๑๒๔๖…..” อีกตอนหนึ่ง กล่าวว่า “.....เดือนกรกฎาคม ๒๔๔๙ ต้นเดือน ๘ ท่านได้อุปสมบทเวลานั้น อายุย่างเข้า ๒๒ ปี บวช ณ วัดสองพี่น้อง อ.สองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี....” ๓. เทศนาเรื่อง โอวาทปาฏิโมกข์ แสดงเมื่อ ๔ มีนาคม พ.ศ.๒๔๙๗ โดยหลวงพ่อวัดปากน้ำ “.....สมภารผู้เทศน์นี้ได้มาจำพรรษา อยู่วัดปากน้ำนี้ ๓๗ พรรษาแล้ว…” ๔. จากหนังสือ ผู้ค้นพบวิชชาธรรมกาย ของมูลนิธิธรรมกาย พิมพ์ครั้งที่ ๑ วันที่ ๒๕ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๓๘ หน้า ๑๐ “.....ตราบกระทั่งท่านมาจำพรรษา ณ วัดโบถส์บน บางคูเวียงและวัดนี้เอง อยู่ระหว่างกลางพรรษาพอดี ท่านเริ่มปรารภความเพียรในใจแต่เช้าตรู่ ก่อนออกบิณฑบาต เราบวชมานานนับได้ ๑๒ พรรษา เข้านี้แล้ว วิชชาของพระพุทธเจ้าเรายังไม่ได้บรรลุเลย…..” ในหน้า ๔๐ ได้กล่าวว่า... เมื่อท่านบวชแล้ว ๑๒ พรรษา ท่านก็ได้ค้นพบวิชชาธรรมกาย ที่สูญหายไปจากโลกนี้นับพันปี….. ตามหลักฐานที่ปรากฏ พอสรุปได้ว่า ท่านเกิดเมื่อ ๑๐ ตุลาคม พ.ศ.๒๔๒๗ บวชเมื่อ กรกฎาคม พ.ศ.๒๔๔๙ ต้นเดือน ๘ บรรลุธรรม กลางพรรษาที่ ๑๒ อยู่วัดปากน้ำ ถึง ๔ มีนาคม พ.ศ.๒๔๙๗ นับได้ ๓๗ พรรษา เราค้างข้อมูลที่ได้มาเท่านี้ก่อน... มาพิจารณาดูพรรษา ที่ท่านบรรลุธรรมจะตรงกับปี พ.ศ.อะไร บวชเมื่อ กรกฎาคม พ.ศ.๒๔๔๙ ปีนี้ นับเป็นพรรษาที่ ๑ พ.ศ.๒๔๕๐ - พ.ศ.๒๔๕๙ นับเป็นพรรษาที่ ๒-๑๑ พ.ศ.๒๔๖๐ นับเป็น พรรษาที่ ๑๒ ตรงกับปี พ.ศ.๒๔๖๐ ในพรรษาที่ ๑๒ ท่านได้ไปจําพรรษาที่วัดโบสถ์บน บางคูเวียง ขอให้ดูปีที่ท่านมาจําพรรษาที่วัดปากน้ำบ้าง หลวงพ่อแสดงเทศนา เมื่อ มีนาคม พ.ศ.๒๔๙๗ ถ้าจะนับ ๓๗ ตามพรรษา คือ ผ่านช่วงเข้าพรรษา นับเป็น ๑ ก็จะได้ปีที่ท่านจําพรรษาที่วัดปากน้ำ ตรงกับปี พ.ศ.๒๔๖๐ ซึ่งแย้งกับข้อมูลข้างต้นว่า ปี พ.ศ.๒๔๖๐ ท่านจําพรรษาที่วัดโบสถ์บน แต่ถ้านับว่า ๓๗ พรรษา คือ ๓๗ ปี ครบ ๓๗ โดยปีแล้ว ก็จะได้ว่าตรงกับ พ.ศ.๒๔๖๑ หลังจากที่ท่านบรรลุธรรมแล้ว พอจะสรุปตามข้อมูลที่กล่าวข้างต้นได้ว่า หลวงพ่อวัดปากน้ำ ได้บรรลุธรรมในพรรษาที่ ๑๒ ตรงกับปี พ.ศ.๒๔๖๐ หลังจากนั้น ปี พ.ศ.๒๔๖๐ จึงมาจําพรรษาที่วัดปากน้ำ เป็นพรรษาที่ ๑๓ ของท่าน พรรษาที่ ๑ จําพรรษาที่ วัดสองพี่น้อง พรรษาที่ ๒-๑๑ จําพรรษาที่ วัดพระเชตุพน พรรษาที่ ๑๒ จําพรรษาที่ วัดโบสถ์บน บางคูเวียง พรรษาที่ ๑๓ - มรณภาพ จําพรรษาที่ วัดปากน้ำ เหตุการณ์หลังจากบรรลุธรรมแล้ว จนถึงเป็นเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ (ประมาณพฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๖๐ - กรกฎาคม พ.ศ.๒๔๖๑) ๑. จากประวัติหลวงพ่อวัดปากน้ำ เขียนโดย หลวงพ่อวัดปากน้ำ “...จนถึงออกพรรษารับกฐินแล้ว ก็ลาสมภารวัดบางคูเวียงไปสอนที่วัดบางปลา ราว ๔ เดือน......” ๒. จากประวัติหลวงพ่อวัดปากน้ำ เขียนโดย สมเด็จพระสังฆราช (ปุ่น ปุณณสิริมหาเถระ) สมัยดํารงสมณศักดิ์เป็น พระธรรมวโรดม “.....เมื่อมีความรู้พอสมควร ได้ออกจากวัดพระเชตุพนฯ ไปจำพรรษาต่างจังหวัด เพื่อเผยแพร่ธรรมวินัยตามอัธยาศัยของท่าน แต่ส่วนมากแนะนําทางปฏิบัติ การเทศนาท่านใช้ปฏิภาณ แหล่งสุดท้ายได้ไปอยู่วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จังหวัดสุพรรณบุรี……ประชาชนได้เข้าปฏิบัติกันมาก สมัยนั้นการปกครองประเทศจัดเป็นมณฑล เจ้าเมืองสุพรรณบุรี และสมุหเทศาภิบาล เกรงว่าจะเป็นการมั่วสุมประชาชน วันหนึ่งสมุหเทศาภิบาล มณฑลนครชัยศรี ได้พบกับสมเด็จพระวันรัต (ติสฺสทตฺตเถร) วัดพระเชตุพนฯ เวลานั้นดํารงตําแหน่งเป็นเจ้าคณะอําเภอภาษีเจริญ ได้ปรารภ ถึงเรื่องหลวงพ่อวัดปากน้ำ ไปทําพระกรรมฐานที่นั้น จะเป็นการไม่เหมาะสมแก่ฐานะ ขอให้ทางคณะสงฆ์พิจารณาเรียกกลับ หลวงพ่อวัดปากน้ำ จึงจากวัดพระศรีรัตนมหาธาตุมาด้วยความเคารพในการปกครอง แล้วมาอยู่วัดสองพี่น้อง จังหวัดเดียวกัน สมเด็จพระวันรัต (ติสฺสทตฺตเถร) วัดพระเชตุพนฯ ได้ดํารงตําแหน่งเจ้าคณะอําเภอภาษีเจริญ จังหวัดธนบุรี ในยุคนั้นวัดปากน้ำเป็นพระอารามหลวงวัดหนึ่งในอําเภอนั้นว่างเจ้าอาวาสลง พระคุณท่านหวังจะอนุเคราะห์หลวงพ่อวัดปากน้ำให้มีที่อยู่เป็นหลักฐาน หวังเอาตําแหน่งเจ้าอาวาสผูกหลวงพ่อไว้วัดปากน้ำ เพื่อไม่ให้เร่ร่อนไปโดยไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง ครั้งแรกท่านได้พยายามปัดไม่ยอมรับหน้าที่ แต่ครั้นแล้วก็จําต้องยอมรับด้วยเหตุผล พ.ศ. ๒๔๕๙ ราวปีนั้น วันเดือนจําไม่ได้ ท่านได้จากวัดพระเชตุพนฯ ไปสู่วัดปากน้ำในฐานะเป็นผู้รักษาการเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ.....” สรุปได้ว่า หลังออกพรรษาปี พ.ศ.๒๔๖๐ คือประมาณเดือน พ.ย.๒๔๖๐ หลวงพ่อจากวัดบางคูเวียง (วัดโบสล์บน) ไปสอนที่วัดบางปลา ราว ๔ เดือน คือถึงประมาณเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๔๖๑ หลังจากนั้นก็ไม่ปรากฏชัดว่าท่านไปอยู่ที่ไหนในเวลาใด ถ้าจะสรุปรวมเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วง เดือนมีนาคม-กรกฎาคม พ.ศ.๒๔๖๑ ก็จะได้ว่าในช่วงเวลาดังกล่าวนี้ หลวงพ่อไปอยู่ที่วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ แล้วมาอยู่วัดสองพี่น้อง กลับมาอยู่จัดพระเชตุพนฯ ได้รับคําสั่งแล้วจึงเดินไปเป็นเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ประมาณกลางปี พ.ศ.๒๔๖๑ ท่านไปจําพรรษาที่ ๑๓ ที่วัดปากน้ำ หลักฐานที่เสนอนี้ ก็เพื่อจะทําประวัติของหลวงพ่อให้สมบูรณ์ หากท่านผู้อ่านมีหลักฐานอื่น หรือข้อคิดเห็นไม่ควรประการใด ช่วยเสนอแนะมายังผู้เขียน เพื่อจะได้ช่วยกันทําประวัติของหลวงพ่อให้สมบูรณ์ต่อไป หมายเหตุ : ข้อมูลที่ขัดแย้ง ๑. จากประวัติหลวงพ่อวัดปากน้ำ เขียนโดยสมเด็จพระสังฆราช (ปุ่น ปุณณสิริมหาเถร) สมัยดํารงสมณศักดิ์ เป็น พระธรรมวโรดม ….พ.ศ. ๒๔๕๙ ราวปีนั้น วันเดือนจําไม่ได้ ท่านได้จากวัดพระเชตุพนฯ ในฐานะเป็นผู้รักษาการเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ....... ข้อมูลขัดแย้งข้อนี้ควรตกไป เนื่องจากเป็นข้อมูลโดยประมาณว่า ราวปีนั้น ซึ่งที่ควรจะเป็น คือ พ.ศ.๒๔๖๑ ๒. จากประวัติหลวงพ่อปากน้ำ เขียนโดย พระภาวนาโกศลเถร (วีระ คณุตฺตโม) …..พระคุณท่านได้ปวารณา พรรษาที่ ๑๓ ที่วัดสองพี่น้อง… หากจะยึดข้อมูลจากประวัติที่เขียนโดยหลวงพ่อ และเทศนาของท่านกับประวัติที่เขียนโดยสมเด็จพระสังฆราช ซึ่งเป็นหลักฐานเก่ากว่า ก็ควรตัดหลักฐานชิ้นนี้ออกไป ๓. จากหนังสือ ผู้ค้นพบวิชชาธรรมกาย ของมูลนิธิธรรมกาย พิมพ์ เมื่อ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๓๖ หน้า ๓๑ ความว่า... …..จึงได้ไปจำพรรษาที่วัดโบสถ์บน ในพรรษาที่ ๑๑ นั่นเอง….. ข้อความตอนนี้แย้งกับหลักฐานที่กล่าวมาข้างต้นว่า จําพรรษาที่วัดโบสถ์บน ในพรรษาที่ ๑๒ หน้า ๓๔ ความว่า... ...ในพรรษาที่ ๑๓ ท่านได้พาภิกษุที่ได้ธรรมแล้ว ไปจําพรรษา ที่วัดสองพี่น้อง.,.... ข้อความตอนนี้พ้องกับหลักฐานประวัติหลวงพ่อวัดปากน้ำ ที่เขียนโดยพระภาวนาโกศลเถร (วีระ คณุตฺตโม) ๔. จากหนังสือ ผู้ค้นพบวิชชาธรรมกาย ของมูลนิธิธรรมกาย พิมพ์ครั้งที่ ๑ ๒๕ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๓๘ หน้า ๔๙ ความว่า... …..ย้อนระลึกถึงวันเพ็ญ เดือนสิบ เมื่อปีพุทธศักราช ๒๔๕๙ หลวงพ่อวัดปากน้ำภาษีเจริญ ท่านได้ปฏิบัติธรรมทุ่มเทชีวิตเป็นเดิมพัน ณ อุโบสถ วัดโบสถ์บน บางคูเวียง จ.นนทบุรี….. ถ้าคํานวณตามหลักฐานที่กล่าวข้างต้นแล้ว ก็ควรจะสรุปได้ว่า พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำได้บรรลุธรรม ในปีพุทธศักราช ๒๔๖๐ ในพรรษาที่ ๑๒ นั่นเอง ตอนที่ ๗ คลองบางอีแท่น คลองบางอีแท่นนี้ มีความหมายต่อหลวงพ่อวัดปากน้ำ ตรงที่เป็นสถานที่ที่ทําให้ท่านตัดสินใจพลิกชีวิตตนเองออกบวช เพื่อแสวงหาธรรม ดังที่เล่าไว้แล้วในตอนที่สาม เรื่องพ่อค้าเรือข้าว ตามรอยฯ ตอนนี้จึงขอเสนอสถานที่อยู่ของคลองบางอีแท่น ว่าอยู่ที่ใดของประเทศไทยในเวลานี้ ตามหลักฐานบันทึกประวัติชีวิต ที่เขียนโดยหลวงพ่อวัดปากน้ำได้เล่าไว้ว่า “ในระหว่างขายข้าว แล้วนําเรือเปล่ากลับบ้าน เข้าลัดที่คลองบางอีแท่น เหนือตลาดใหม่ แม่น้ำนครไชยศรี จังหวัดนครปฐม ในลัดนี้ไม่สู้ไกลนัก แต่พวกโจรชุกชุม...” คลองบางอีแท่น เป็นคลองลัดของแม่น้ำท่าจีน หรือแม่น้ำนครชัยศรี ซึ่งเป็นชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งของแม่น้ำท่าจีน ในช่วงที่ผ่านแถบ อ.นครชัยศรี คลองลัดเป็นคลองที่ช่วยให้ไม่ต้องเดินเรืออ้อมไปตามคุ้งน้ำ ซึ่งเป็นการช่วยย่นระยะเวลาในการเดินเรือได้มาก สภาพของคลองลัดนั้น ในบางคลองนานปีผ่านไป คลองลัดก็จะกลายเป็นแม่น้ำ เพราะสายน้ำเดินทางในคลองลัด ที่ขุดใหม่ได้สะดวกกว่า จึงกัดเซาะตลิ่งให้กว้างขึ้น กลายเป็นแม่น้ำ ส่วนแม่น้ำสายเดิมกลายเป็นคลองแทน เช่น คลองอ้อม คลองบางกอกน้อย คลองบางกอกใหญ่ในปัจจุบันนี้ เดิมก็คือ สายน้ำของแม่น้ำเจ้าพระยา แต่เมื่อขุดคลองลัดขึ้น แม่น้ำสายเดิมก็กลายเป็นคลอง พิจารณาดูตามแผนที่ที่ประกอบมาด้วยจะพบว่า ปากคลองอ้อมถึงปากคลองบางกรวย ช่วงแม่น้ำที่ผ่านท่าน้ำนนท์ ในอดีตคือคลองลัด ปัจจุบันกลายเป็นแม่น้ำแล้ว ปากคลองบางกอกน้อย ถึงปากคลองบางกอกใหญ่ ช่วงแม่น้ำที่ผ่านหน้าวัดพระเชตุพนฯ ในอดีตคือคลองลัดที่ขุดขึ้นในสมัยอยุธยา รัชกาลสมเด็จพระไชยราชาธิราช มีความกว้าง ที่สันนิษฐานกันไว้เพียงไม่เกิน ๑ วา ปัจจุบันกลายเป็นแม่น้ำแล้ว คลองลัดที่ชื่อว่า คลองบางอีแท่น ซึ่งเป็นเส้นทางลัดของแม่น้ำท่าจีน หากไม่บันทึกเอาไว้ในตอนนี้ นานปีผ่านไป ลําคลองก็อาจจะเปลี่ยนสภาพไป ถ้าไม่กลายเป็นแม่น้ำ ก็อาจจะถูกถมเป็นถนน หรือชื่อเรียกเปลี่ยนแปลงไป จนอาจจะตามหาประวัติหลวงพ่อวัดปากน้ำในช่วงนี้ไม่พบ ในปัจจุบันนี้หากถามชาวบ้านทั่วไปถึงคลองบางอีแท่น ก็หาคนรู้จักได้ยาก นอกจากคนเดินเรือเท่านั้น จึงจะพอรู้จัก ส่วนใหญ่ชาวบ้านก็จะรู้จักแต่ทางรถยนต์ ชื่อของคลองบางอีแท่น ปัจจุบันในอําเภอสามพราน ก็ระบุชื่อเรียกเป็นทางราชการว่า คลองลัดบางแท่น คลองบางอีแท่นนี้อยู่ในเขต อ.สามพราน จ.นครปฐม ซึ่งเป็นช่วงที่แม่น้ำท่าจีน (นครชัยศรี) ไหลผ่าน อ.นครชัยศรี มาเข้าสู่ อ.สามพราน ช่วงนี้มีคุ้งน้ำอยู่คุ้งหนึ่ง ชาวบ้านเรียกกันว่า คุ้งข้าวเหนียวบูด ด้วยว่าแต่ก่อนนั้นใช้เรือแจวกัน กว่าจะแจวผ่านคุ้งนี้ไปได้ ก็ทําเอาข้าวเหนียวบูดทีเดียว ระยะทางของคลองลัดบางแท่น หรือคลองบางอีแท่นนี้ยาวประมาณ ๒ กิโลเมตร ซึ่งหากเดินเรืออ้อมคุ้งข้าวเหนียวบูดแล้ว มีความยาวถึงประมาณ ๑๐ กิโลเมตร คลองบางอีแท่น จึงช่วยยนระยะทางได้ถึง ๘ กิโลเมตร ปัจจุบันหากจะเดินทางไปยังคลองบางอีแท่น โดยทางเรือจะต้องไปลงเรือที่ท่าน้ำตรงที่ว่าการอําเภอนครชัยศรี ซึ่งหาเรือได้ยาก ไม่ค่อยจะมีเรือให้เช่า หากหาเรือที่นี่ไม่ได้ ก็ต้องเลยไปที่งิ้วรายซึ่งพอจะมีเรืออยู่บ้าง ใช้เวลาเดินทางด้วยเรือหางยาว จากท่าน้ำตรงที่ว่าการอําเภอนครชัยศรี ถึงปากคลองบางอีแท่น เพียงประมาณ ๑๕ นาที เดินเรือเขาไปอย่างช้าๆ ประมาณ ๗ นาที ก็พันช่วงคลองบางอีแท่น ไปออกแม่น้ำท่าจีนอีกด้านหนึ่ง หากจะเดินทางโดยรถยนต์ ก็มีถนนจากที่ว่าการอําเภอนครชัยศรี เลียบแม่น้ำมาจนถึงคลองบางอีแท่น ก็จะพบสะพานปูนเล็กๆ ข้ามคลองบางอีแท่น สภาพสองข้างคลองบางอีแท่นยังคงเป็นสวนอยู่บ้าง สวนส้มก็มี สวนอื่นๆ ก็มี ตอนที่หลวงพ่อแล่นเรือผ่านไป ขณะนั้นแถวนี่ก็เป็นสวน แต่คลองคงจะแคบกว่าปัจจุบัน ซึ่งปัจจุบันมีความกว้างประมาณ ๓๐ เมตร หลวงพ่ออธิบายสภาพคลองไว้ในบันทึกประวัติชีวิตของท่านว่า “ ..แต่พอเข้าลัดไปเล็กน้อย ก็มาคิดแต่ในใจของตัวว่า คลองก็เล็ก โจรก็ร้าย ท้ายเรือก็เข้าไล่เลี่ยกับฝั่ง ไม่ต่ำไม่สูงกว่ากันเท่าไรนัก น่าหวาดเสียวอันตราย..... เมื่อท่านพ้นลัดคลองบางอีแท่นไปแล้ว จึงได้คิดว่าในชีวิตฆราวาส ที่เกิดมาแสวงหาทรัพย์ แล้วก็ไม่ได้อะไร ตายตามๆ กันไปหมด ตัวท่านเองอายุเพียง ๑๙ ปี ตัดสินใจไม่แสวงหาทรัพย์เหมือนคนรุ่นเก่าๆ ท่านตัดสินใจแสวงหาธรรมโดยการออกบวช หลวงพ่อบวชห่มผ้าเหลือง เมื่ออายุย่างเข้า ๒๒ ปี แต่ท่านกล่าวว่า บวชจริงมาเสียแต่อายุ ๑๙ ปีเศษแล้ว เมื่อผ่าน ลัดคลองบางอีแท่นไปนั่นเอง ในครั้งนั้นหลวงพ่อตั้งจิตอธิษฐาน ว่า “ขออย่าให้เราตายเสียก่อน ขอให้บวชเสียก่อนเถิด ถ้าบวชแล้ว จะไม่สึกตลอดชีวิต....” คลองสายนี้ หลายคนก็ผ่าน หลายคนก็พบกับอันตราย แต่มีเพียงคนเดียวที่ได้คิด จนออกบวช และพบธรรมะที่แท้จริงของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และนํามาแนะนําสั่งสอนให้กับชาวโลก เป็นเพราะบุญบารมีที่ท่านสั่งสมอบรมมานับชาติไม่ถ้วน สอนให้ท่านได้คิด แม้มีอายุเพียงแค่ ๑๙ ปี ก็ไม่ได้ประมาทมัวเมา ในชีวิตอย่างวัยรุ่นทั่วๆ ไป คิดๆ ดูแล้วก็ยิ่งทําให้เลื่อมใสในหลวงพ่อมากขึ้นไปอีก ตอนที่ ๘ เมื่อเริ่มอยู่วัดปากน้ำ วัดปากน้ำเป็นพระอารามหลวง สร้างขึ้นมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ตั้งอยู่บริเวณปากคลองภาษีเจริญ ซึ่งคลองภาษีเจริญเป็นคลองที่เชื่อมระหว่างคลองบางกอกใหญ่กับแม่น้ำท่าจีน บริเวณปากคลองภาษีเจริญด้านที่เชื่อมกับคลองบางกอกใหญ่ ได้มีการทําประตูน้ำ ซึ่งสร้างอยู่ติดๆ กับวัดปากน้ำ เมื่อปี พ.ศ.๒๔๕๑ ก่อนที่หลวงพ่อจะไปอยู่วัดปากน้ำ ๑๐ ปี ประตูน้ำนี้ทําให้มีน้ำในลําคลองตลอดทั้งปี การเดินเรือก็สะดวกขึ้น เพราะไม่ต้องติดที่ดอนเมื่อถึงฤดูแล้ง การสร้างประตูน้ำต้องลงทุนเป็นเงินก้อนใหญ่ ทางรัฐจึงเก็บค่าธรรมเนียมจากเรือแพที่ผ่านประตูน้ำ โดยเมื่อแรกเปิดได้จัดเก็บ ดังนี้ เรือกลไฟ หรือเรือยนต์ ปากกว้างตั้งแต่ ๑ เมตร ลงมา ยาวเมตรละ ๒๕ สตางค์ ปากกว้างเกิน ๑ เมตร ยาวเมตรละ ๓๐ สตางค์ แพ คิดตารางเมตรละ ๒ สตางค์ เรือพาย เรือแจว ปากกว้างไม่ถึงเมตร ยาวไม่เกิน ๓ เมตร เสีย ๑ สตางค์ เรียกกันในสมัยนี้ก็ว่า คลองภาษีเจริญ เป็นโทลเวย์ทางน้ำ ที่ทําให้การเดินเรือสะดวก ประหยัดเวลา เหมือนอย่างกับโครงการดอนเมืองโทลเวย์ ในสมัยปัจจุบัน ที่ทําให้การเดินทางโดยรถยนต์สะดวก ประหยัดเวลาขึ้น สมเด็จพระสังฆราช (ปุ่น ปุณณสิริมหาเถระ) สมัยดํารงสมณศักดิ์ เป็นพระธรรมวโรดม ได้บรรยายสภาพวัดปากน้ำ เมื่อครั้งที่หลวงพ่อเริ่มไปอยู่ว่า “ …..สภาพวัดปากน้ำสมัยนั้นทุกอย่างไม่เรียบร้อย มีสภาพกึ่งวัดร้าง เป็นที่ควรแก้ไขให้เป็นวัดสมสภาพ ขณะนั้นมีพระเก่าอยู่ประมาณ ๑๓ รูป กล่าวกันว่า พระและชาวบ้านที่นั่นมีอัธยาศัยเป็นนักเลง พระเก่าก็ไม่ค่อยตั้งอยู่ในธรรมวินัย ยากจะปกครอง ดูแลได้...” เมื่อหลวงพ่อเริ่มไปอยู่วัดปากน้ำ งานแรกที่ท่านทําคืออะไร ? สมเด็จพระสังฆราช (ปุ่น ปุณณสิริมหาเถระ) สมัยเมื่อบวชใหม่ได้ ๑ พรรษา ก็ได้ตามหลวงพ่อไปวัดปากน้ำตั้งแต่เริ่มต้น ท่านได้บันทึกเหตุการณ์ในครั้งนั้นว่า “ งานเบื้องต้น หลวงพ่อวัดปากน้ำได้ประชุม พระภิกษุ สามเณรที่อยู่เดิมและมาใหม่ ท่านให้โอวาทปรับความเข้าใจแก่กันว่า เจ้าคณะอําเภอส่งมาเพื่อให้รักษาวัด และปกครองตักเตือนว่ากล่าวผู้อยู่วัดโดยพระธรรมวินัย อันจะให้วัดเจริญได้ ต้องอาศัยความพร้อมเพรียงและเห็นอกเห็นใจกัน จึงจะทําความเจริญได้ ถิ่นนี้ไม่คุ้นกับใครเลย มาอยู่นี้เท่ากับถูกปล่อย โดยไม่รู้ว่าจะหันหน้าไปพึ่งใคร เพราะต่างไม่รู้จักกัน แต่ก็มั่นใจว่าธรรมที่พวกเราปฏิบัติตรงต่อพระพุทธโอวาท จะประกาศความราบรื่นและรุ่งเรืองให้แก่ผู้มีความประพฤติเป็นสัมมาปฏิบัติ ธรรมวินัยเหล่านั้นจะกําจัดอธรรมให้สูญสิ้นไป พวกเราบวชกันคนละมากๆ ปี ปฏิบัติธรรมเข้าขั้นไหน มีพระปาฏิโมกข์เรียบร้อยอย่างไร ทุกคนทราบความจริงของตนได้ ถ้าเป็นไปตามแนวพระธรรมวินัย ก็น่าสรรเสริญ ถ้าผิดพระธรรมวินัย ก็น่าเศร้าใจ เพราะตนเองก็ติเตียนตนเองได้ เคยพบมาบ้าง แม้บวชตั้งนานนับเป็นสิบๆ ปี ก็ไม่มีภูมิจะสอนผู้อื่น จะเป็นที่พึ่งของศาสนาก็ไม่ได้ ได้แต่อาศัยศาสนาอย่างเดียว ไม่ทําประโยชน์ให้เกิดแก่ตนและแก่ท่าน ซ้ำร้ายยังทําให้พระศาสนาเศร้าหมองอีกด้วย บวชอยู่อย่างนี้เหมือนตัวเสฉวน จะได้ประโยชน์อะไรในการบวชในการอยู่วัด ฉันมาอยู่วัดปากน้ำ จะพยายามตั้งใจประพฤติให้เป็นไปตามแนวพระธรรมวินัย พวกพระเก่าๆ จะร่วมกันก็ได้ หรือจะไม่ร่วมด้วยก็แล้วแต่อัธยาศัย ฉันจะไม่รบกวนด้วยอาการใดๆ เพราะถือว่าทุกคนรู้สึกผิดชอบด้วยตนเองดีแล้ว ถ้าไม่ร่วมใจ ก็ขออย่าขัดขวาง ฉันก็จะไม่ขัดขวางผู้ไม่ร่วมมือเหมือนกัน ต่างคนต่างอยู่ แต่ต้องช่วยกันรักษาระเบียบของวัด คนจะเข้าจะออกต้องบอกให้รู้ ที่แล้วมาไม่เกี่ยวข้อง เพราะยังไม่อยู่ในหน้าที่ จะพยายามรักษาเมื่ออยู่ในหน้าที่...” เมื่อได้อ่านโอวาทของหลวงพ่อ ก็คงจะพอเข้าใจอัธยาศัยของท่านว่าเป็นคนจริงเพียงไร เหตุการณ์ภายในวัดปากน้ำ มิได้สงบราบรื่น แต่หลวงพ่อก็ยังมุ่งมั่น ปรับปรุง ดูแลวัดให้เจริญก้าวหน้า ทั้งด้านความเป็นอยู่ต่างๆ ในวัด และการอบรมสั่งสอนภิกษุสามเณร ตลอดถึงคฤหัสถ์ ชาวบ้านทั่วไป ในขณะที่ท่านดูแลวัดปากน้ำ กําลังเจริญก้าวหน้าดี เหตุการณ์ไม่คาดคิดก็บังเกิดขึ้นที่วัดปากน้ำ สมเด็จพระสังฆราช (ปุ่น ปุณณสิริมหาเถระ) ได้บันทึกไว้ว่า “ .เมื่อ พ.ศ.อะไร ผู้เขียนจําไม่ได้ เกิดเรื่องอาชญากรรมขึ้นในวัด วันนั้นพระกมล ศิษย์ที่ถูกใจของท่านในด้านเทศนาใช้ปฏิภาณ และด้านปฏิบัติชั้นดีได้เทศนาหัวข้อธรรมเกี่ยวแก่พระกรรมฐานอยู่ หลวงพ่อฟังอยู่ด้วย เมื่อเสร็จการอบรมแล้วประมาณเวลา ๒๐.๐๐ น. ต่างกลับยังที่พักของตน มีผู้ลอบสังหารหลวงพ่อวัดปากน้ำที่หน้าศาลาการเปรียญ ขณะที่ท่านออกมาจากศาลาจะกลับกุฏิ ผู้ร้ายใช้ปืนยิงท่านถูกจีวรท่านทะลุ ๒ รู ยิงนายพร้อม อุปัฏฐากผู้ติดตามหลังถูกที่ปากทะลุแก้ม เป็นบาดแผลสาหัส แต่ไม่ถึงแก่กรรม ท่านรอดมาได้อย่างน่าอัศจรรย์...” แม้จะพบกับอุปสรรคหลายอย่างในการดูแล พัฒนาวัดปากน้ำ แต่หลวงพ่อก็มิได้ย่อท้อ ท่านทํานุบํารุง ดูแลกิจการภายในวัดให้เป็นไปได้ด้วยดี จนเจริญก้าวหน้าเป็นที่ยอมรับของทั้งพระ ชาวบ้าน และราชการ อะไรเป็นสาเหตุให้ท่านผ่านพ้นอุปสรรค อันตรายเหล่านั้นมาได้ หลวงพ่อได้เล่าให้ฟังไว้ในเทศนาของท่าน เมื่อวันที่ ๑๘ พ.ย. ๒๔๙๗ ในเวลาที่ท่านได้มาอยู่วัดปากน้ำแล้ว ๓๗ ปี ดังนี้ “มาอยู่วัดปากน้ำนี่ ไม่ใช่พอดีพอร้าย พอมาอยู่วัดปากน้ำเท่านั้นแหละ เขาไม่ยอมกันทั้งบ้านทั้งเมือง พระในวัดก็ไม่ยอมทั้งนั้น (ไม่ยอม) ผู้มาอยู่ผู้เทศน์นี่แหละ พุทโธ่เอ๊ย ที่พึ่งของตัวไม่รู้จัก จะไปกีดกันผู้เป็นที่พึ่งของตัวให้ไปเสีย แล้วจะไปพึ่งอะไร นี่เราจะทําอย่างไร นี่ข้าไม่สู้ แล้วข้าก็ไม่หนี ทําดีอันใดอันหนึ่ง ทําอะไรก็ทําจนสุดความสามารถของตัว จนกระทั่งบัดนี้ ท่านทั้งหลายเห็นแล้วว่านี่แน่ ผู้ไม่สู้ ไม่หนี เป็นอย่างนี้แหละ เป็นประโยชน์ไม่ใช่แต่มนุษย์ในประเทศเท่านั้น ฝรั่งมังค่ายังเข้ามาเป็นที่พึ่ง มาพึ่งอาศัย มาเล่าเรียนศึกษา แล้วเอาไปประกาศ....” ศิษยานุศิษย์ของหลวงพ่อวัดปากน้ำทุกท่าน ขอให้ดูหลวงพ่อท่านเป็นแบบอย่างเถิด เรามีครูบาอาจารย์ ผู้เป็นคนจริงเช่นนี้ ควรสักการะบูชาเทิดทูนท่านด้วยความภาคภูมิใจในบุญของตัว ที่ได้มาเป็นศิษย์ของท่าน บางคนได้เป็นลูกศิษย์ บางคนเป็นหลานศิษย์ เป็นเหลนศิษย์ ไม่ว่าจะเป็นศิษย์ที่ได้รับการถ่ายทอดมาจากทางใด ก็ขอให้ได้ศึกษาประวัติชีวิตของท่าน และตั้งใจดําเนินรอยตามปฏิปทาของท่านเช่นเดียวกัน หยุด ใจนิ่งสนิทไว้ กลางกาย เป็น จุดสําคัญหมาย สู่เป้า ตัว สมมุติถูกมลาย สลายหมด สําเร็จ พระพุทธเจ้า เสด็จเข้านิพพานเกษม สุนทรพ่อ ตอนที่ ๙ เหตุการณ์บ้านเมือง หลวงพ่อเกิดปี พ.ศ.๒๔๒๙ ตรงกับรัชกาล ที่ ๕ และมรณภาพปี พ.ศ.๒๕๐๒ ตรงกับรัชกาลที่ ๙ ในช่วงชีวิตของท่าน ซึ่งผ่านมาถึง ๕ รัชกาล บ้านเมืองเปลี่ยนแปลงมากมาย ในขณะที่บ้านเมืองเปลี่ยนแปลง มีวิกฤตการณ์ต่างๆ แต่หลวงพ่อยังสามารถปฏิบัติธรรมเข้าถึงธรรมกายได้ ค้นพบวิชชาธรรมกาย ซึ่งเป็นของละเอียดลึกซึ้ง ยากที่ใครๆ จะเข้าถึงได้ง่ายๆ หลวงพ่อทําได้ในขณะที่บ้านเมืองก็ใช่ว่าจะเรียบร้อยไปทั่ว นี่ก็น่าจะเรียกว่าเป็นคุณวิเศษของท่านอย่างหนึ่ง ตามรอยฯ จะขอแสดงลําดับเหตุการณ์สําคัญของบ้านเมืองที่เกิดขึ้นในระหว่างอายุ ๗๕ ปี ของหลวงพ่อ ดังนี้ อายุ เหตุการณ์ในชีวิตหลวงพ่อ ปี พ.ศ. เหตุการณ์บ้านเมือง ช่วงรัชกาล ๒๔๑๑ ร.๕ เสด็จขึ้นครองราชย์ ร.๕ หลวงพ่อเกิด ๒๔๒๗ ร.๕ ๑๔ บิดาถึงแก่กรรม ๒๔๓๑ ร.๕ ๑๔ เริ่มเป็นพ่อค้าข้าว ๒๔๓๑ ร.๕ ๑๙ อธิษฐานจิตขอบวช ๒๔๔๖ ร.๕ ๒๔๔๘ ประกาศ พ.ร.บ.เลิกทาส ร.๕ ๒๒ บวชที่วัดสองพี่น้อง ๒๔๔๙ ร.๕ ๒๔๕๓ ร.๖ เสด็จขึ้นครองราชย์ ร.๖ ๒๔๕๓ เริ่มสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ร.๖ ๓๓ บรรลุธรรม ๒๔๖๐ ไทยเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ร.๖ ๓๔ มาอยู่วัดปากน้ำ ๒๔๖๑ สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ร.๖ ๒๔๖๘ ร.๗ เสด็จขึ้นครองราชย์ ร.๗ ๔๓ ตั้งโรงงานทำวิชชา ๒๔๗๔ ร.๗ ๒๔๗๕ เปลี่ยนแปลงการปกครอง ร.๗ ๒๔๗๗ ร.๗ สละราชสมบัติ. ร.๗ ๒๔๗๗ ร.๘ ขึ้นครองราชย์ ร.๘ ๕๓ คุณยายพบหลวงพ่อวัดปากน้ำ ๒๔๘๐ ร.๘ ๒๔๘๒ เริ่มสงครามโลกครั้งที่สอง ร.๘ ๖o พระราชภาวนาวิสุทธิ์เกิด ๒๔๘๗ ร.๘ ๒๔๘๘ สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง ร.๘ ๒๔๘๙ ร.๘ ถูกปลงพระชนม์ ร.๘ ๒๔๘๙ ร.๙ ขึ้นครองราชย์ ร.๙ ๖๖ ทำพระของขวัญที่รุ่น ๑ ๒๔๙๓ เริ่มสงครามเกาหลี ร.๙ ๖๗ ทำพระของขวัญที่รุ่น ๒ ๒๔๙๔ ร.๙ ๖๙ ส่งพระไปเผยแพร่ที่อังกฤษ ๒๔๙๖ ร.๙ ๗๒ ทำพระของขวัญรุ่น ๓ ๒๔๙๙ สิ้นสุดสงครามเกาหลี ร.๙ ๗๕ มรณภาพ ๒๕๐๒ ร.๙ หลวงพ่อเกิดในสมัยรัชกาลที่ ๕ ในขณะที่ยังมีทาสอยู่ในแผ่นดินไทย แต่หลวงพ่อเป็นอิสระ เกิดมามีชีวิตเป็นไท ไม่ใช่ทาส นี่ก็นับเป็นบุญอย่างหนึ่งของท่าน ทาสนั้นเริ่มหมดตอนปลายรัชกาลที่ ๕ ในรัชกาลนี้ บ้านเมืองมีการพัฒนาก้าวหน้ามาก มีการสร้างถนนขนาดใหญ่ เจ้านายบางพระองค์มีรถยนต์ใช้ มีการขุดคลองมากสาย มีการทําประตูน้ำ เพื่อให้เรือผ่านคลองได้สะดวกตลอดปี ในแม่น้ำมีเรือกลไฟ ซึ่งสะดวกรวดเร็วกว่าเรือพาย เรือแจว มีการพัฒนาด้านการทหาร การแพทย์ การศึกษา พระราชโอรสหลายพระองค์เดินทางไปศึกษาที่อังกฤษ ฝรั่งเศส พระองค์ท่านเอง ก็เสด็จประพาสยุโรปถึง ๒ ครั้ง ในเวลานั้นหลวงพ่อได้รับการศึกษา ตามพื้นฐานความรู้ที่มีสอนกันอยู่ในสมัยนั้น จนมีความเข้าใจในภาษาไทยและภาษาขอมเป็นอย่างดี เมื่อหลวงพ่ออายุ ๑๔ ปี ก็ต้องมาเป็นพ่อค้าข้าวแทนบิดาที่สิ้นชีวิตลง บ้านเมืองเจริญก้าวหน้า การค้าก็ดี แต่เมื่ออายุ ๑๙ ปี หลวงพ่อกลับตั้งใจจะเลิกอาชีพค้าข้าวแล้วจะออกบวช พออายุได้ ๒๒ ปี ก็ได้บวชครองผ้ากาสาวพัสตร์ ในสมัยรัชกาลที่ ๖ อยู่ในช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ไทยได้ส่งทหารเข้าร่วมรบกับฝ่ายสัมพันธมิตร เมื่อ กรกฎาคม พ.ศ.๒๔๖๐ ในขณะที่บ้านเมืองกําลังอยู่ในระหว่างสงครามโลก หลวงพ่อได้ไปปฏิบัติธรรมอยู่ที่วัดโบสถ์บน ต.บางคูเวียง และได้บรรลุธรรมในขณะที่สงครามโลกครั้งที่ ๑ ยังไม่สิ้นสุด ในช่วงกลางของรัชกาลที่ ๖ หลวงพ่อได้มาเป็นเจ้าอาวาสอยู่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ในรัชกาลที่ ๗ ปี พ.ศ.๒๔๗๔ หลวงพ่อเริ่มรวมทีมทําวิชชา โดยการปฏิบัติธรรมตลอด ๒๔ ชั่วโมง ในสถานที่ที่ท่านเรียกว่า “โรงงานทําวิชชา” ๑ ปี ถัดมา คือ พ.ศ.๒๔๗๕ บ้านเมืองก็เกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองครั้งใหญ่ คือ การเปลี่ยนการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาเป็นระบอบประชาธิปไตย หลวงพ่อยังคงอยู่ที่วัดปากน้ำ ปฏิบัติธรรมของท่านเรื่อยมา ลุถึงปี พ.ศ.๒๔๗๗ รัชกาลที่ ๗ ก็ทรงสละราชสมบัติ อันเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงการปกครอง และพระองค์ได้เสด็จไปยังต่างประเทศ จนกระทั่งสวรรคตนอกผืนแผ่นดินไทย ในปีนี้เอง รัชกาลที่ ๘ ก็เสด็จขึ้นครองราชย์ ในสมัยรัชกาลที่ ๘ ประเทศชาติอยู่ในช่วงวิกฤติ คือการเกิดสงครามโลกครั้งที่สอง ทหารญี่ปุ่นรุกเข้ามาในแผ่นดินไทย บ้านเมืองระส่ำระส่าย ลูกระเบิดถูกทิ้งมาในย่านสําคัญๆ ที่มีทหารญี่ปุ่นเข้ามาอาศัย และเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ ในช่วงสงครามโลกนี้เองที่ คุณยายอาจารย์จันทร์ ขนนกยูง ได้มาพบกับหลวงพ่อวัดปากน้ำ และหลวงพ่อได้กล่าวทักขึ้นมาว่า “มึงมันมาช้าไป” แล้วส่งเข้าโรงงานทําวิชชาในวันนั้นทันที หลวงพ่อวัดปากน้ำยังคงอยู่ที่วัดปากน้ำ ในขณะที่ชาวบ้านบางคนที่หลบออกไปต่างจังหวัดได้ ก็พากันอพยพไปอยู่ในสถานที่ที่ไม่มีทหารญี่ปุ่น พวกที่หนีไปที่อื่นไม่ได้ ก็หาที่กําบัง หลบอันตรายที่จะเกิดขึ้นจากอาวุธสงครามต่างๆ แต่หลวงพ่อได้สั่งให้ปิดประตูโรงงานทําวิชชา ห้ามเข้าออก ถ้าวิชชาธรรมกายไม่จริง ช่วยบ้านเมืองไม่ได้ ก็ให้ตายอยู่ในนี้ทั้งหมด เสียงหวอ...สัญญาณบอกให้รู้ว่าจะมีเครื่องบินทิ้งระเบิด บินมาในละแวกที่อยู่นี้ ให้หาที่กําบังโดยเร็ว แม้กระนั้นหลวงพ่อ และผู้ปฏิบัติธรรมในโรงงานทําวิชชาก็ไม่ได้หลีกหนีไปไหน ยังคงอยู่พิสูจน์วิชชาธรรมกาย โดยเอาชีวิตเข้าแลก สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง ชาวบ้านได้การกล่าวขานถึงอภินิหารต่างๆ ที่เกิดจากแม่ชีผู้ปฏิบัติธรรมอยู่กับหลวงพ่อในวัดปากน้ำ ช่วยบ้านเมืองให้รอดพ้นอันตราย ในปลายสงครามโลก ครั้งที่ ๒ ปี พ.ศ.๒๔๘๗ พระเดชพระคุณพระราชภาวนาวิสุทธิ์ (หลวงพ่อธัมมชโย) ได้มาเกิดแล้วที่ จ.สิงห์บุรี ปลายปี พ.ศ.๒๔๘๘ สงครามสงบแล้ว ในปีรุ่งขึ้น พ.ศ.๒๔๘๙ รัชกาลที่ ๘ ก็ถูกปลงพระชนม์ ยังความสะท้านสะเทือนใจให้กับประชาชนทั้งประเทศ เมื่อมาถึงปี พ.ศ.๒๔๙๓ ในสมัยรัชกาลที่ ๙ สงครามเกาหลีก็เริ่มขึ้น ประเทศไทยส่งทหารไปร่วมรบในสงครามนี้ด้วย และปีนี้หลวงพ่อเริ่มแจกพระของขวัญรุ่นที่ ๑ ปีถัดมา พ.ศ.๒๔๙๔ ก็มีพระของขวัญรุ่นที่ ๒ ออกมาอีก ทหารหลายคนที่ไปให้สงครามเกาหลี ได้มีพระของขวัญของหลวงพ่อวัดปากน้ำไปด้วย หลวงพ่อได้เล่าให้ฟังในเทศนา อธิบายพระของขวัญของท่านว่า “ ถ้าจะเล่าเรื่องศักดิ์สิทธิ์ให้ฟังสามชั่วโมงเห็นจะไม่จบ เขาเล่าให้ฟังมากมายก่ายกอง ที่เขาเล่าในทางเกาหลี ทหารอังกฤษ อเมริกัน ทหารฝรั่งเศสกําลังคุยกันอยู่ ที่ทหารไทยอยู่บ้าง ลูกระเบิดทําลายมันตกกลางประชุมกําลังคุยกันนั้น ปึงเดียวเท่านั้นตายหมด เหลือตายอยู่คนเดียว ที่อยู่ในนั้นเหลือไทยคนเดียว นอกนั้นไม่เหลือ ตายหมด ไทยคนเดียวมีพระของขวัญอยู่ในตัว ฝรั่งให้เหรียญกล้าหาญ ให้เหรียญกล้าหาญแก่ไทยคนนั้น ยังปรากฏอยู่ นี่ความศักดิ์สิทธิ์ทั้งนั้น...” จวบจนมาถึงปี พ.ศ.๒๔๙๖ สงครามเกาหลีก็สิ้นสุดลง ปี พ.ศ.๒๔๙๗ หลวงพ่อเริ่มเผยแพร่วิชชาธรรมกายไปต่างประเทศ โดยในวันที่ ๘ พ.ศ.๒๔๙๗ หลวงพ่อได้ส่งพระกปิลวัฑโฒ ชื่อเดิมของท่านคือศาสตราจารย์วิลเลี่ยม ผู้ซึ่งได้ธรรมกายแล้วขึ้นเครื่องบินไปเผยแพร่ยังประเทศอังกฤษ ปี พ.ศ.๒๔๙๙ เริ่มมีการทําพระของขวัญรุ่นที่ ๓ ซึ่งเป็นรุ่นสุดท้ายที่หลวงพ่อสร้างขึ้นเอง ในปีนี้เอง หลวงพ่อเริ่มอาพาธ และถึงปี พ.ศ.๒๕๐๒ หลวงพ่อก็มรณภาพ จากโลกนี้ไปอย่างนักสร้างบารมีที่แกร่งกล้า ชีวิตของหลวงพ่อเหมือนประหนึ่งว่าจะเกิดมาในช่วงที่บ้านเมืองวิกฤติ เพื่อมาช่วยเหลือบ้านเมือง เป็นแสงสว่างให้กับชาวโลก ในยามที่โลกเต็มไปด้วยความสับสนว้าวุ่น และเปี่ยมด้วยภัยอันตรายต่างๆ มากมาย หลวงพ่อได้พูดถึงเหตุแห่งความยากลําบากในช่วงสงครามโลกไว้ในเทศนาของท่าน เมื่อวันที่ ๒๔ ตุลาคม พ.ศ.๒๔๙๗ ว่า “ …..ในสองประเทศนั้นที่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน เป็นทุกข์แน่ ไม่ใช่เป็นทุกข์เพียงเท่านั้น หลั่งความทุกข์มาให้ประเทศข้างเคียงไม่ใช่น้อย ยังเราท่านทั้งหลายได้ประสบความเบียดเบียนมาแล้วอย่างใหญ่ เรียกว่าสงคราม ล่วงแล้วสองครั้ง ได้ประสบอย่างใหญ่ทีเดียว พอปลายสงคราม ข้าวของแพงเกินส่วน ของหายากเกินส่วน เครื่องอุปโภคบริโภคไม่พอใช้จ่ายกัน ต่างประเทศถึงกับเดือนร้อนถึงความตาย นี้เป็นได้แล้ว ความเบียดเบียนซึ่งกันและกันเป็นทุกข์ในโลกอย่างนี้...” แต่บัดนี้เล่า หมดทั้งสากลโลก หมดประเทศไทย หมดประเทศอเมริกา หมดประเทศอังกฤษ ฝรั่งเศส อิตาลี ญี่ปุ่น จีน รัสเซีย ฯลฯ ถ้ามีศีลห้าด้วยพร้อมๆ กัน เป็นไง มีศีล ๕ พร้อมกันเสีย บริสุทธิ์พร้อมกัน ไม่มีรองเสียด้วยกันทั้งนั้น โลกจะได้รับร่มเย็นเป็นสุขอย่างไรบ้าง โลกก็ได้รับร่มเย็นเป็นสุขทันใดทีเดียว ประเทศใครๆ อยู่ อู่ใครๆ นอนไป สบายอกสบายใจ เพราะไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกันหมดทั้งโลก...” พระผู้เป็นแสงสว่างให้กับชาวโลก ทําให้ชาวโลกได้รู้หนทางการดําเนินชีวิตที่ถูกต้อง ท่านปรารถนาที่จะสร้างโลกนี้ให้มีสันติสุข ดังคําเทศนาที่ท่านกล่าวไว้ แต่ช่วงชีวิตคนหนึ่งนั้นสั้นเหลือเกิน หลวงพ่อได้จากโลกนี้ไปในขณะที่สันติสุขที่แท้จริง กําลังคืบคลานมาสู่โลกนี้ได้นิดเดียว คงเหลือไว้แต่มโนปณิธานอันยิ่งใหญ่ เพื่อให้ศิษยานุศิษย์ในรุ่นหลังๆ นี้ได้ช่วย ตอนที่ ๑๐ ความตั้งใจในการเผยแผ่วิชชาธรรมกาย ในพระคุณอันยิ่งใหญ่ที่หลวงพ่อมีต่อพวกเรานั้น อย่างหนึ่งก็คือความเมตตาของท่าน เมื่อท่านได้รู้เห็นธรรมแล้ว ไม่เก็บไว้แต่เพียงผู้เดียว แต่ยังสั่งสอนชี้แนะให้กับบุคคลที่มีอัธยาศัยพอที่จะบรรลุธรรม ได้รู้เห็นธรรมเช่นเดียวกับท่าน จากศิษย์รุ่นหนึ่งสู่ศิษย์อีกรุ่นหนึ่ง จากคนหนึ่งสู่อีกหลายๆ คน จนกระทั่งมาถึงพวกเรา ที่ได้มีโอกาสสัมผัสความสุขที่แท้จริง ก็ด้วยอาศัยความเมตตากรุณาของหลวงพ่อ ที่อยากจะให้สรรพสัตว์ทั้งหลายได้พ้นทุกข์ พ้นจากการเป็นบ่าวทาสของพญามาร มาเป็นฝ่ายพระที่มีแต่ความสุขที่แท้จริง ตามรอยฯ ในตอนนี้ จึงขอเสนอเรื่องราวในความตั้งใจเผยแพร่วิชชาธรรมกายของหลวงพ่อวัดปากน้ำ ดังต่อไปนี้ หลวงพ่อได้เขียนบันทึก เล่าถึงการเริ่มเผยแพร่ธรรมกายครั้งแรกว่า “ ...เป็นของลึกถึงเพียงนี้ ใครจะไปคิดคาดคะเนเอาได้ พ้นวิสัยของความตรึกนึกคิด ถ้ายังตรึกนึกคิดอยู่ ก็เข้าไม่ถึง ที่จะเข้าถึงต้องทําให้รู้ตรึก รู้นึก รู้คิดนั้น หยุดเป็นจุดเดียวกัน แต่พอหยุดก็ดับ แต่พอดับแล้วก็เกิด ถ้าไม่ดับแล้วไม่เกิด ตรองดูเถิดท่านทั้งหลาย นี่เป็นของจริง หัวต่อมีเป็นอยู่ตรงนี้ ถ้าไม่ถูกส่วนดังนี้ ไม่มีไม่เป็นเด็ดขาด วิตกอยู่ดังนี้สักครู่ใหญ่ๆ ก็กลัวว่าความมีความเป็นนั้นจะเลือนไปเสีย จึงเข้าที่ติดไปใหม่ ราวสักสามสิบนาที ก็เห็นวัดบางปลาปรากฏเหมือนตัวเองไปอยู่ที่วัดนั้น แต่พอชัดดีก็รู้สึกตัวขึ้นมา จึงมีความรู้สึกขึ้นมาว่า (ที่ว่า) จะมีผู้รู้เห็นได้ยากนั้นในวัดบางปลานี้จะต้องมีผู้รู้ผู้เห็นได้แน่นอน จึงมาปรากฏขึ้นบัดนี้ ต่อแต่นั้นมา ก็คํานึงที่จะไปสอนที่วัดนั้นอยู่เรื่อยๆ มา จนถึงออกพรรษา รับกฐินแล้ว ก็ลาสมภารวัดบางคูเวียง (วัดโบสถ์บน ต.บางคูเวียง) ไปสอนที่วัดบางปลาราว ๔ เดือน มีพระทําเป็น ๓ รูป คฤหัสถ์ ๕ คน นี่เริ่มต้นแผ่ธรรมกายของจริง ที่แสวงหาได้มาจริง ปรากฏอยู่จนบัดนี้...” กิจวัตรในการเผยแพร่ธรรมสมัยหลวงพ่ออยู่วัดปากน้ำเป็นอย่างไร “พระทิพย์ปริญญา” ได้เขียนเล่าไว้เมื่อ ปี พ.ศ.๒๔๘๙ ในหนังสือ ชื่อ “ธรรมกาย” ดังนี้ จริยาของท่าน ๑. คุมภิกษุ-สามเณร ลงทําวัตร ไหว้พระในโบสถ์ทุกวัน วันละ ๒ เวลา คือ เช้าหนหนึ่ง เย็นหนหนึ่ง และได้ให้โอวาทสั่งสอนภิกษุสามเณรทั้ง ๒ เวลา ๒. วันพระและวันอาทิตย์ลงแสดงธรรมในโบสถ์เองเป็นนิจ ๓. ทํากิจกรรมอยู่ในสถานที่ ซึ่งจัดไว้เฉพาะเป็นกิจประจําวัน และควบคุมพระให้ไปนั่งภาวนารวมอยู่กับท่านทั้งกลางวันและกลางคืน ส่วนพวกชีก็ให้ทํากิจภาวนาเหมือนกัน ๔. ทุกวันพฤหัสบดี เวลา ๑๔.๐๐ น. ลงสอนการนั่งสมาธิ แก่ภิกษุสามเณร อุบาสกอุบาสิกาที่ศาลา ซึ่งข้าพเจ้าเคยเห็นมีภิกษุ สามเณร ต่างวัด อุบาสก อุบาสิกา ต่างถิ่นมาเรียนกันเป็นจํานวนมากๆ ทุกวันพฤหัสบดี สอบถามได้ความว่า มีผู้ไปเรียนกันมาก แต่ต้นจนบัดนี้ ไม่ต่ำกว่า ๔ หมื่นแล้ว เพราะสอน มากว่า ๑๕ ปีแล้ว ๕. จัดให้มีครูสอนปริยัติในวัดนี้อีกแผนกหนึ่งด้วย นอกจากจําเป็นจริงๆ แล้ว ท่านมักไม่ยอมออกจากวัด การสวดมนต์ ฉันเช้า ถ้าใครไปนิมนต์ มักจะถูกถามว่าให้พระอื่นไปแทนได้ไหมอย่างนี้โดยมาก เพราะท่านชอบหมกมุ่นอยู่แต่กิจภาวนาโดยมาก ออกรับแขกก็เป็นเวลา ตอนเพลครั้งหนึ่งที่ไปพบได้เสมอ ถัดจากนั้น ก็เวลา ๑๗.๐๐ น. อีกหนหนึ่ง ออกมานั่งพักผ่อนสนทนาปราศรัย นอกจากนี้ท่านอยู่ในห้องภาวนา ซึ่งเรียกว่าโรงงาน ซึ่งใครไม่เข้าใจ ได้ยินคําว่าโรงงาน เลยเข้าใจเป็นอื่นไปก็มี...... ความตั้งใจในการเผยแพร่วิชชาธรรมกายของหลวงพ่อวัดปากน้ำ มิได้จํากัดอยู่แต่เฉพาะในประเทศไทย คนไทยเท่านั้น หลวงพ่อยังมีความปรารถนานําวิชชาธรรมกายไปยังต่างประเทศด้วย หลวงพ่อได้พูดถึงการส่งพระไปเผยแพร่ยังต่างประเทศ ไว้ในเทศนาของท่าน เมื่อวันที่ ๗ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๙๗ ดังนี้ “.....พระฝรั่งวิลเลี่ยมเป็นศาสตราจารย์ ในลอนดอน เป็นผู้มาบวชในโบสถ์วัดปากน้ำ ผู้เทศน์นี้เป็นอุปัชฌาย์ ได้สั่งสอนให้พระวิลเลี่ยม ซึ่งเป็นฝรั่งนั้นได้บรรลุธรรมจริงอย่างนี้ ที่เห็นจริงอย่างนี้นี่แหละ จะเอาไปประกาศในลอนดอน ประเทศอังกฤษ จะไปวันที่ ๘ นี่ นี่วันนี้วันที่ ๗ แล้ว บุ๊คเรือ บินไว้เสร็จแล้ว.....ไปไม่ใช่ไปเลย ไปถ้าถึงปีหรือสมควรแก่เวลาเท่านั้น แล้วก็จะกลับมาอีก นําเอาฝรั่งมาบวชอีก จะตั้งศาสนาในลอนดอนให้ได้ ให้เป็นวัดไทยจริงๆ กัน นี่เป็นข้อสําคัญอย่างนี้นะ เรื่องวิชชาธรรมกาย วัดปากน้ำนะ จะเป็นประโยชน์ยิ่งใหญ่ไพศาล ในยุโรปทีเดียว.........” อีกครั้งหนึ่งเมื่อวันที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๙๗ ถัดจากการเทศน์ครั้งที่แล้วมาได้ ๑๑ วัน หลวงพ่อได้พูดถึงการเผยแพร่ในต่างประเทศอีกว่า “.....ฝรั่งมังค่ายังเข้ามาเล่าเรียนศึกษา แล้วเอาไปประกาศ เวลานี้กำลังไปประกาศอยู่ นี้มานําเอาธรรมวัดปากน้ำไปประกาศ เหมือนอาจารย์ที่ไปสอนอยู่วัดจันทร์ปะขาวนั้นแหละ ไปประกาศธรรมอย่างนั้นแหละ เวลานี้ไปประกาศอยู่ประเทศอังกฤษโน่น ต่อแต่นี้ไม่ช้าเท่าใดจะส่งไปญี่ปุ่นอีกองค์หนึ่ง มีวิชชาแบบเดียวกัน จะส่งไปญี่ปุ่นอีกองค์หนึ่ง ให้ไปประกาศพุทธศาสนาแบบเดียวกัน ในประเทศไทยนี่มากองค์ บ้านของใครจะประกาศอย่างไร ให้ประกาศออกไป อย่านิ่งเสีย อุตส่าห์เอาใจใส่พระพุทธศาสนา เมื่ออยู่วัดไหนจะได้รุ่งโรจน์โชตนาการ พวกชาวบ้านร้านตลาดทั้งหลาย อุบาสก อุบาสิกา จะได้รู้จักพุทธศาสนาจริง...” ขณะที่หลวงพ่อเทศน์นี้ ท่านมีอายุถึง ๗๐ ปี แล้ว ถัดมาเพียง ๒ ปี หลวงพ่อก็อาพาธ และได้มรณภาพ ในปี พ.ศ. ๒๕๐๒ ในขณะที่การเผยแพร่ไปยังต่างประเทศยังไม่สําเร็จตามที่ท่านตั้งความปรารถนาไว้ จวบจนปัจจุบัน การเผยแพร่วิชชาธรรมกายเริ่มเป็นที่รู้จักกันในหลายๆ ประเทศ มีฝรั่งและชนชาวชาติต่าง ๆ เข้าใจวิธีปฏิบัติธรรมวิชชาธรรมกาย ได้เข้าถึงธรรม ได้รู้จักความสุขที่แท้จริงเพิ่มมากยิ่งๆ ขึ้น หลาย ๆ ท่านอยากรู้จักหลวงพ่อวัดปากน้ำ อยากจะศึกษาวิชชาธรรมกายให้ยิ่งๆ ขึ้นไป พวกเราผู้เป็นศิษย์ของหลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ที่สืบต่อมาทางคุณยายอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง มาในยุคที่มีพระเดชพระคุณพระราชภาวนาวิสุทธิ์ (หลวงพ่อธัมมชโย) เป็นผู้นํา เราจะทําความปรารถนาที่หลวงพ่อวัดปากน้ำต้องการเผยแผ่วิชชาธรรมกายให้เป็นผลสําเร็จ เรากําลังสร้างวิหารประดิษฐานรูปหล่อทองคําของหลวงพ่อ ที่แสดงประวัติชีวิตให้อนุชนในรุ่นหลังๆ ได้รู้จักผู้ค้นพบวิชชาธรรมกาย เรากําลังสร้างมหาธรรมกายเจดีย์ เจดีย์แห่งพระรัตนตรัย ซึ่งจะเป็นสถานที่รวมผู้ปฏิบัติธรรมทั่วโลก เรากําลังสร้าง “ศูนย์กลางพระธรรมกายแห่งโลก” ที่จะเป็นสถานที่สําหรับให้ผู้ที่ต้องการศึกษาวิชชาธรรมกายได้เข้ามาศึกษาให้ยิ่งๆ ขึ้นไป ในพื้นที่ ๒,๐๐๐ ไร่ ของศูนย์กลางพระธรรมกายแห่งโลก จะเป็นการสืบต่อมโนปณิธานของหลวงพ่อวัดปากน้ำ ที่จะเผยแพร่วิชชาธรรมกายไปให้ได้ทั่วโลกตามที่ท่านปรารถนา เวลามีค่าล้ำ บรรยาย เกินกว่าทรัพย์มากมาย โกฏิล้าน ใช้เพื่อหยุดมุ่งหมาย ไปสุด ธรรมเฮย จงอย่าได้เกียจคร้าน ปล่อยฟุ้งซ่านเสมอ สุนทรพ่อ ตอนที่ ๑๑ ในความหมายของคำว่า “หยุด” ตามรอยฯ ใน ๑๐ ตอนที่ผ่านมาได้พาท่านผู้อ่านสัมผัสกับประวัติชีวิตทั่วๆ ไปของหลวงพ่อ นับตั้งแต่ตอนแรกที่ได้พาเที่ยวชมสถานที่สําคัญๆ ตามประวัติชีวิตของหลวงพ่อ และตอนต่อๆ มาก็ได้ตามเก็บหลักฐานต่างๆ ที่มีกล่าวไว้ในประวัติของท่าน ทําให้ได้เห็นภาพชีวิตของหลวงพ่อตลอดถึงปฏิปทาของท่านอย่างเด่นชัดขึ้น นับจากตอนนี้ไป ตามรอยฯ จะพาท่านผู้อ่านเจาะลึกเข้าไปในปฏิปทาของหลวงพ่อในการปฏิบัติธรรมวิชชาธรรมกาย โดยอาศัยพระธรรมเทศนาจํานวน ๗๐ กว่ากัณฑ์ ที่ยังพอมีเหลืออยู่เป็นตํารับตําราให้ชนรุ่นหลังได้ศึกษาปฏิบัติตามเป็นแนวทางในการศึกษา ความสําเร็จของการปฏิบัติธรรมในชีวิตของท่านนั้น หลวงพ่อสอนว่า “หยุด” หยุดอย่างเดียวเท่านั้น หยุดเป็นตัวสําเร็จ เพื่อให้เกิดความเข้าใจในความหมายของคําว่า “หยุด” ที่หลวงพ่อได้กล่าวสอนไว้ ผู้เขียนจึงขอน้อมนําความหมายของคําว่า “หยุด” เพียงบางส่วนจากพระธรรมเทศนาของหลวงพ่อ มาให้ท่านผู้อ่านได้ศึกษาพอเป็นแนวทาง ๑. สุขอื่นนอกจากหยุดนิ่งไม่มี “โลกจะได้รับความสุข ใจต้องหยุดตามส่วนของโลก ธรรมที่จะได้รับความสุข ใจต้องหยุดตามส่วนของธรรม ท่านได้แนะนําไว้ตามวาระพระบาลีว่า นตฺถิ สนฺติ ปรํ สุขํ สุขอื่นนอกจากหยุดจากนิ่งไม่มี หยุดนั้นเองเป็นตัวสําคัญ เพราะเหตุนั้นต้องทําใจให้หยุด” (จากพระธรรมเทศนาเรื่อง หลักการเจริญภาวนาสมถ วิปัสสนากรรมฐาน) ๒. ไปนิพพานต้องหยุด “ถ้าจะไปสู่มรรคผลนิพพาน ต้องเข้ากลางดวงนั้นแห่งเดียว ไปได้ทางเดียว ทางอื่นไม่มี เมื่อเข้ากลางศูนย์ได้แล้ว เรียกว่า ดวงปฐมมรรค นัยหนึ่ง อีกนัยหนึ่ง ดวงนั้นแหละ เรียกว่า เอกายนมรรค แปลว่า หนทางเอก ไม่มีโท แปลว่า หนทางหนึ่ง สองไม่มี หนึ่งทีเดียว.... (อีกนัยหนึ่ง) ดวงนั้นแหละเรียกว่า ดวงธรรมานุปัสสนาสติปัฏฐาน เป็นทางไปของพระพุทธเจ้า พระอรหันต์ทั้งหมดในสากลโลก สากลธรรม พระพุทธเจ้า พระอรหันต์ จะเข้าไปสู่นิพพานต้องไปทางนี้ทางเดียว ไม่มีทางแตกแยกจากกัน ไปแนวเดียวทางเดียวกันหมด แต่ว่าการไปนั้นบางท่านเร็ว บางท่านช้า ไม่เหมือนกัน คําว่าไม่เหมือนกันนี้แหละ ถึงจะได้ชื่อว่าไม่ซ้ำกัน คําว่าไม่ซ้ำกัน เพราะเร็วกว่ากัน ช้ากว่ากัน แล้วแต่นิสัยวาสนาของตนที่สั่งสมอบรมไว้ แต่ว่า ทางไปนั้นเป็นทางเดียวกันหมด เป็นเอกายนมรรค หนทางเส้นเดียว เมื่อจะไปต้องหยุด” (จากพระธรรมเทศนา เรื่อง หลักการเจริญภาวนาสมถวิปัสสนากรรมฐาน) ๓. ทางธรรมต้องหยุด “นี่ก็แปลก ทางโลกเขาจะไป ต้องขึ้นเรือบิน เรือยนต์ รถยนต์ไป จึงจะเร็วจึงจะถึง แต่ทางธรรมไม่เป็นเช่นนั้น เมื่อจะไปต้องหยุด ถ้าหยุดจึงจะเร็ว จึงจะถึง นั่นแปลกอย่างนี้..จะไปทางนี้ต้อง “หยุด” ทางธรรมเริ่มต้นต้องหยุด ตั้งแต่ตอนต้นจนกระทั่งพระอรหัต ถ้าไม่หยุด มันก็ไปไม่ได้ ชัดทีเดียว แปลกไหมละ ไปทางโลก เขาต้องไปกันปราดเปรียว ว่องไว คล่องแคล่ว ต้องเล่าเรียนกันมากมาย จนกระทั่งรู้เท่าทันเหลี่ยมคูผู้คนตลอดสาย จึงจะปกครองโลกให้รุ่งเรืองเจริญได้ แต่ว่าทางธรรมนี่แปลก “หยุด” เท่านั้นแหละไปได้ หยุดอย่างเดียวเท่านั้น” (จากพระธรรมเทศนาเรื่อง หลักการเจริญภาวนาสมถวิปัสสนากรรมฐาน) ๔. หยุดเป็นตัวสําเร็จ “บริกรรมภาวนาอยู่เรื่อยๆ ว่า สัมมาอะระหังๆๆๆ ที่บริกรรมว่าดังนี้ ก็เพื่อจะประคองใจของเราให้หยุด พอถูกส่วนเข้า ใจก็หยุด จะมืด หยุดตรงนั้น หรือว่าจะสว่างก็ต้องหยุดตรงนั้น ไม่ต้องถอยไปถอยมา นิ่งอยู่ตรงนั้น พอถูกส่วนเข้า ก็จะเห็นดวงใส เราก็เอาใจหยุดอยู่ที่กลางดวงใสนั้น ถ้าหากว่าใจของเราไม่นิ่งไม่หยุด ซัดส่ายไปอย่างไร เราก็ต้องใช้บริกรรมภาวนาไว้ว่า สัมมาอะระหังๆ ๆ จะกี่ร้อยกี่พันครั้งก็ตาม ให้บริกรรมไป จนกว่าใจของเราจะหยุดนิ่งสนิทดี พอใจของเราหยุดดีแล้วก็เลิกบริกรรมภาวนาได้ ให้เอาใจของเราจรดเพ่งเฉยอยู่ที่ดวงใสนั้น วางอารมณ์ให้หยุดเท่านั้น อย่าไปนึกถึงความมืด ความสว่าง หยุดนั่นแหละเป็นตัวสําเร็จ” (จากพระธรรมเทศนาเรื่อง หลักการเจริญภาวนาสมถวิปัสสนากรรมฐาน) ๕. ทําจริงก็หยุดได้ทุกคน “ถ้าไม่หยุดจะถึงธรรมกายไม่ได้ ถ้าทําใจให้หยุดได้ ก็เข้าถึงธรรมกายได้ เราเป็นมนุษย์ ปฏิบัติในพระพุทธศาสนาเหมือนกัน จะทําให้เป็นธรรมกายอย่างเขาไม่ได้เชียวหรือ เราต้องทําได้ ขอให้ทําจริงๆ เถิด ทําได้ทุกคน ถ้าทําไม่จริงละก็ ไม่ได้แน่ๆ ที่ว่าทําจริงนั้นจริงแค่ไหน? แค่ชีวิตสิ เนื้อเลือดจะแห้งเหือดหมดไป จะเหลือแต่กระดูก หนัง ช่างมัน ถ้าไม่ได้ ไม่ลุกจากที่ นี่จริงแค่นี้ละก็ทําได้ทุกคน ฉันเอง (พระมงคลเทพมุนี) ๒ คราว เมื่อเริ่มปฏิบัติสมถวิปัสสนาใหม่ๆ ได้เข้าที่ทําสมาธิ ตั้งใจว่าถ้าไม่ได้ ก็ให้ตายเถอะ นิ่ง...ทําสมาธิอยู่ พอถึงกําหนดเข้า ก็ทําได้ ไม่ตายสักที” (จากพระธรรมเทศนาเรื่อง หลักการเจริญภาวนาสมถวิปัสสนากรรมฐาน) ๖. คนฉลาดไม่ประมาทในการทําใจหยุด “ถ้าว่าไม่ประมาทจริง ไม่ประมาทในการทําใจให้หยุดนิ่ง ทําใจให้หยุดนิ่งอยู่ศูนย์กลางดวงธรรม ที่ทําให้เป็นกายมนุษย์ ใสบริสุทธิ์ ทําใจให้หยุดนิ่งจนกระทั่งเห็นดวงใส เท่าดวงจันทร์เท่าดวงอาทิตย์ ถ้าเห็นแล้วก็ไม่ปล่อยละทีนี้ นั่ง นอน กิน ดื่ม ทํา พูด คิด อุจจาระ ปัสสาวะ ชําเลืองไว้เสมอ มองอยู่เสมอ ใจจรดอยู่เสมอ ไม่เผลอกันละ ไม่ให้ใจหลุดทีเดียวจากดวงธรรมที่เกิดขึ้นนั่น ไม่ให้ใจหลุดทีเดียว ติดทีเดียว ถ้าติดได้ขนาดนั้น ไม่ทําให้หลุดเลย นั่ง นอน เดิน ยืน เว้นไว้แต่หลับ นั่นประพฤติตน เขาเรียกว่า สาตฺติกา นิจฺจํ ทฬฺหปรกฺกมา ผู้มีความเพียรก้าวหน้า หมั่นเป็นนิตย์ มีผลเจริญไปหน้า ไม่มีถอยหลังเลย ดังนั้นเรียกว่า คนฉลาด นั่นเรียกว่าฉลาดจริงๆ ละ ไม่เผลอจริงๆ นะ การไม่เผลอเช่นนั้นแหละ จะเข้าถึงดวงธรรมเป็นลําดับไป” (จากพระธรรมเทศนา เรื่อง มงคลสูตร) ๗. หยุดได้ หายเศร้าหมองขุ่นมัว “ใจหยุดเสียแล้ว วิรชํ ปราศจากความขุ่นมัว วิรชํ ปราศจากธุลี เศร้าหมองก็ไม่มีแก่ใจ เพราะใจหยุดเสียแล้ว ไม่เศร้าหมองขุ่นมัวแต่อย่างหนึ่งอย่างใดเลยทีเดียว ไม่เศร้าหมอง ไม่ขุ่นมัวเลย เพราะใจหยุดเสียแล้ว ถ้าใจไม่หยุดเสียแล้ว โลกธรรมกระทบก็ไม่ได้ เศร้าหมองบ้าง ขุ่นมัวบ้าง ด้วยประการต่างๆ เหตุนี้ต้องคอยระวังตัวทีเดียว ระวังตัวอย่าให้เศร้าหมองขุ่นมัวได้ ถ้าเศร้าหมองขุ่นมัวได้ เพราะตัวโง่ ไม่ทันกับดวงจิต โง่กว่าดวงจิต ไม่ทําจิตให้หยุดเสีย ทําจิตปล่อยไปตามอารมณ์ ไปกับอารมณ์ เมื่อเสื่อมลาภ เสื่อมยศ ติเตียน ทุกข์ เข้าไประดมได้เช่นนี้ ก็ทําจิตให้เศร้าหมองขุ่นมัว ไม่ผ่องใส เมื่อจิตไม่ผ่องใส นั่นลงโทษตัวเอง ไม่ใช่ลงโทษใคร ลงโทษตัวเอง” (จากพระธรรมเทศนา เรื่อง มงคลสูตร) ๘. หยุดได้ เงินไหลมา “ถ้าจิตหยุดเช่นนั้นเสียแล้วละก็ เงินนะไม่ต้องหายากหาลําบากแต่อย่างไรหรอก ถ้าจิตผ่องใสขนาดนั้นแล้ว ไม่ต้องทํางานอะไรมากมายหรอก มันไหลเข้ามาเองนะ เงินน่ะไม่เดือดร้อน มีแต่เงินเข้า เงินออกไม่มีนะ ออกก็เล็กๆ น้อยๆ เข้ามามาก ผ่องใสอย่างนั้นละก็ นั่นตัวนั้นเป็นตัวสําคัญทีเดียว ถ้าว่าผู้ครองเรือนต้องการให้มั่งมีเงินทองข้าวของมาก อย่ากระทบกระเทือนใจกัน ทําใจให้ใสอยู่ท่าเดียวแหละ ใจเป็นแดนเกษมอยู่เสมอไป อย่างนี้ให้ตั้งจิตให้อยู่ ให้ดูของตัวเองไว้ให้ผ่องใสอยู่อย่างนั้น เงินทองไหลมา เป็นมงคลแท้ๆ” (จากพระธรรมเทศนา เรื่อง มงคลสูตร) ๙. ใจหยุดได้...ได้บุญข่วย “พอใจหยุดได้แล้ว และถูกส่วนเข้าแล้ว เราจะเห็นดวงบุญของเรา เห็นชัดเจนทีเดียว ถ้าเราไปเห็นดวงบุญเช่นนั้น เราจะปลาบปลื้มใจสักเพียงใด ย่อมดีอกดีใจเป็นที่สุด จะหาเครื่องเปรียบเทียบไม่ได้เลย ฉะนั้น จงพยายามอุตส่าห์เอาใจไปหยุดนิ่ง อยู่ที่ศูนย์กลางดวงธรรมที่ทําให้เป็นกายมนุษย์ นึกถึงบุญที่เราได้กระทําในวันนี้ อย่าไปนึกถึงสิ่งหนึ่งสิ่งใด ถ้าไปค้าขายติดขัดขึ้น ก็ขอให้บุญช่วย นึกถึงบุญตรงกลางดวงธรรมนั้น ถ้าว่ามีอุปสรรคเข้ามาแทรกแซงอย่างใดอย่างหนึ่ง มีผู้มารุกรานเบียดเบียนประการใด ก็ขอให้บุญช่วย สิ่งอื่นช่วยไม่ได้ ไม่ต้องไปขอร้องให้ใครมาช่วย ให้เอาใจไปหยุดอยู่ที่ศูนย์กลางดวงบุญนั่นแหละ หยุดนิ่งอยู่อย่างนั้น บุญเป็นช่วยได้แน่นอน โดยไม่ต้องสงสัย” (จากพระธรรมเทศนา เรื่อง ภัตตานุโมทนากถา) ๑๐. หยุดไม่ได้ต้องโทษตัวเอง “อย่าไปโทษใครเลย โทษตัวเอง โทษใครก็ไม่ได้ โทษตัวของตัวเอง คนอื่นเขาหยุดได้ ตัวหยุดไม่ได้ ก็โทษตัวเอง โทษคนอื่นไม่ได้ จะไปเวรให้ใครก็ไม่ได้ ต้องว่าตัวเอง โทษตัวเองทีเดียว” (จากพระธรรมเทศนา เรื่อง ปกิณกะ) ๑๑. หยุดไม่ถอยกลับ “ผู้เทศน์ได้สั่งสอนกันแล้วให้หยุดอย่างนี้ หยุดไม่ถอยกลับ ๒๓ ปี ๒ เดือนเศษแล้ว หยุดในหยุด ไม่ได้ถอยหลังกลับกันเลย ได้พบแล้วสุขอันไพศาลเหลือประมาณมากมาย เล่าไม่ถูก พูดไม่ออก บอกไม่ได้ทีเดียว ด้วยเหตุฉะนั้น ผู้ที่อยู่ทีหลัง ภิกษุ สามเณร อุบาสก อุบาสิกา เมื่อต้องการความสุขแล้ว ต้องทําใจให้หยุด นั่นแหละเป็นตัวสุข เป็นตัวสุขแท้ๆ สิ่งอื่นสุขไม่เท่าไม่ทันทั้งนั้น” (จากพระธรรมเทศนาเรื่อง สุขที่สัตว์ปรารถนาจะพึงได้) หากท่านผู้อ่านปรารถนาจะทําใจให้หยุด เข้าถึงความหมายของคําว่า “หยุด” ที่หลวงพ่อวัดปากน้ำได้กล่าวถึงนี้ ก็สามารถทําได้ด้วยการจัดสรรเวลาของชีวิต เปิดโอกาสให้กับตนเองศึกษาการทําใจให้หยุด ด้วยการสมัครเข้าปฏิบัติธรรมในโครงการปฏิบัติธรรมพิเศษ หรือการอบรมต่างๆ ที่ทางวัดพระธรรมกายจัดไว้ตลอดทั้งปีได้ตามความเหมาะสม ความสุขที่หยุดได้ ในกลาง เป็นสุดสุขตามทาง พุทธเจ้า สะอาดสงบสว่าง พรางแผ้ว หยุดนิ่งทุกค่ำเช้า จักได้สุดธรรม สุนทรพ่อ ตอนที่ ๑๒ ทางสายกลาง (๑) การตรัสรู้ธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในคืนวันเพ็ญ เดือนวิสาขะ ทําให้พระองค์หลุดพ้นจากการครอบงําของกิเลสทั้งหลาย เข้าสู่ความเป็นอิสระแท้จริงของชีวิต พระองค์ท่านหลุดพ้นจากการครอบงําของกิเลสทั้งหลายได้ด้วยวิธีการใด และวิธีการนั้นหลวงพ่อวัดปากน้ำได้กระทําตามอย่างไร เชิญท่านผู้อ่านติดตามได้ ณ บัดนี้ หลังจากที่พระสิทธิตถะราชกุมารทรงตัดสินพระทัยสละชีวิตในพระราชวังที่แสนจะสมบูรณ์ทุกสิ่งมาสู่ชีวิตของนักบวช ที่มีเพียงผ้านุ่งห่มคลุมกายกับบริขารสําหรับภิกขาจารเท่านั้น พระองค์ทรงพลิกผันชีวิต เหมือนว่าจะทรงออกห่างจากความสุข แล้วมาแสวงหาความทุกข์ เพื่ออะไร ก็เพราะเพียงเพื่อพระองค์จะแสวงหาคําตอบว่าหนทางที่ให้ความสุขยิ่งกว่าชีวิตที่สมบูรณ์ในพระราชวังนั้น ต้องมีอยู่แน่ พระองค์จึงมาศึกษาศาสตร์ที่จะนําไปสู่หนทางที่พระองค์แสวงหา และได้ตั้งใจปฏิบัติ จนเป็นที่ยอมรับของอาจารย์ที่สั่งสอนว่าสิ้นภูมิความรู้ของอาจารย์แล้ว แต่พระองค์ก็ยังหาค้นพบหนทางที่พระองค์ปรารถนาไม่ จนกระทั่งออกบําเพ็ญทุกรกิริยานาน ๖ ปี ดังประวัติชีวิตของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่เราท่านทั้งหลายคงเคยได้รับรู้มาบ้าง เมื่อทรงพบว่าวิธีการเหล่านั้น ไม่สามารถจะนําไปสู่ความหลุดพ้นดังที่พระองค์ทรงมุ่งหวังได้เลย วันหนึ่ง หลังจากที่ผ่านการทรมานพระวรกายมาอย่างอุกฤษ จนสลบสิ้นสติไป เมื่อได้ฟื้นคืนสติกลับขึ้นมาอีกครั้ง วันนั้นท่านได้ยินเสียงพิณที่ดีดด้วยสายที่หย่อนเกินไป ตึงเกินไป และพิณที่ตั้งสายไว้อย่างพอดี ท่านจึงได้เกิดความคิดว่าทางที่หย่อนเกินไปหรือตึงเกินไป ไม่ใช่ทางหลุดพ้น ทางหลุดพ้นต้องเป็นทางที่พอดี เป็นกลางๆ เรามาเริ่มศึกษากันตรงนี้ ในขณะที่พระสิทธัตถะราชกุมารเสด็จออกบวช แล้วได้เริ่มตั้งแนวคิดใหม่ว่า ทางหลุดพ้นต้องเป็นทางสายกลาง ไม่ตึงไป และก็ไม่หย่อนไป พระองค์ทรงทําอย่างไรบ้าง หลังจากที่มีแนวความคิดอย่างนี้แล้ว พระองค์ทรงเริ่มหยิบบริขาร ที่พอจะนําไปภิกขาจารได้บ้าง เดินออกไปเพื่อรับอาหารมาบํารุงร่างกายให้สมบูรณ์ ในวันตรัสรู้พระองค์ได้รับข้าวมธุปายาส ซึ่งเป็นข้าวปรุงรสที่สมบูรณ์ด้วยคุณค่าทางโภชนาหารอย่างดียิ่งจากนางสุชาดา บริโภคบํารุงร่างกายดีแล้ว ร่างกายมีความสดชื่น สมบูรณ์ และหลังจากได้รับฟ่อนหญ้าจากพราหมณ์ผู้หนึ่งมาปูลาดภายใต้โคนไม้พระศรีมหาโพธิ์แล้ว พระองค์ทรงประทับนั่ง ขัดสมาธิคู้บัลลังก์ พร้อมทรงตั้งสัจจะอธิษฐานว่า “แม้เลือดและเนื้อ จะแห้งเหือดหายไป เหลือแต่กระดูก หนัง ก็ตามที หากไม่บรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว จะไม่ลุกจากที่นี้เป็นเด็ดขาด” หลังจากนั้น พระองค์ก็ดําเนินจิต ฝึกใจของท่านไปจนกระทั่งได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เรื่องราวในตอนนี้ไม่พบรายละเอียด ที่บอกถึงวิธีการปฏิบัติในการฝึกใจของพระองค์ท่านตามเส้นทางสายกลางว่าทรงทําอย่างไร เราคงหยุดประวัติของพระผู้ทรงเป็นนาถะของโลกไว้เพียงเท่านี้ก่อน คงค้างเพียงความสงสัยว่า การฝึกใจไปตามเส้นทางสายกลาง หรือมัชณิมาปฏิปทานั้น พระองค์ท่านทรงทําอย่างไร ? เรากลับมาศึกษาประวัติชีวิตของบุคคล ผู้ดําเนินรอยตามพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้มีนามว่า พระมงคลเทพมุนี หรือ หลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ กันบ้าง หลวงพ่อเกิดในตระกูลพ่อค้า ได้ตั้งใจอธิษฐานจะออกบวชตั้งแต่อายุ ๑๙ ปี และได้อุปสมบทครองผ้ากาสาวพัสตร์ เมื่ออายุย่างเข้า ๒๒ ปี หลังจากบวชเแล้วก็เรียนปฏิบัติกับพระอาจารย์ตามสํานักต่างๆ จนเป็นที่รับรองของอาจารย์ว่าร่ำเรียนได้เท่าอาจารย์แล้ว แต่ท่านยังไม่พอใจในความรู้ที่มีอยู่ จนกระทั่งในกลางพรรษาที่ ๑๒ ของการบวช ตรงกับวันเพ็ญ เดือน ๑๐ ปี พ.ศ.๒๔๖๐ ในโบสถ์ วัดโบสถ์(บน) ต.บางคูเวียง จ.นนทบุรี หลวงพ่อได้บรรลุธรรม วันนั้นเวลาเช้า หลังจากที่ท่านฉันเช้าแล้ว ก็ได้ปรารภความเพียร ด้วยการนั่งสมาธิ ในหนังสือ “เดินไปสู่ความสุข” ของ มูลนิธิธรรมกาย ได้บรรยายเหตุการณ์ในวันนี้ว่า “.....ขณะนั้นประมาณเวลา ๒ โมงเช้าเศษๆ ภิกษุสดเริ่มทําความเพียรทางใจ หลับตาภาวนา “สัมมาอะระหัง” เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า เพิ่มความเป็นเหน็บและปวดเมื่อยขึ้นมาทีละน้อยๆ ถี่ขึ้นหนักเข้า จนมีความรู้สึกว่ากระดูกทุกชิ้นส่วน เริ่มเขม็งเกลียว ลั่นกร๊อบ แทบจะระเบิดหลุดออกมาเป็นชิ้นๆ เพราะความเมื่อย ความกระวนกระวายใจเริ่มตามมา “เอ.....แต่ก่อนเราไม่เคยรู้สึกเช่นนี้เลย พอตั้งสัจจะลงไปว่า ถ้ากลองเพลไม่ดัง จะไม่ลุกจากที่ เหตุใดมันจึงเพิ่มความกระวนกระวายใจมากมายอย่างนี้ ผิดกว่าครั้งก่อนๆ ที่นั่งภาวนา เมื่อไรหนอ..กลองเพลจึงจะดังสักที” คิดไปจิตก็ยิ่งแกว่งซัดส่ายหนักเข้า เกือบจะเลิกนั่งก็หลายครั้ง แต่เมื่อได้ตั้งสัจจะลงไปแล้ว จะแพ้ไม่ได้ เมื่อกายไม่สงบ จิตใจจะไปสงบได้อย่างไร ในที่สุดก็อดทนนั่งต่อไป ใจเริ่มค่อยสงบทีละน้อย เพราะไม่แวบไปเกาะที่ปวดเมื่อย “ช่างมันปะไร มันเป็นเรื่องของสังขาร” ในที่สุดใจก็หยุดเป็นจุดเดียวกัน เห็นเป็นดวงใสบริสุทธิ์ ขนาดเท่าฟองไข่แดงของไก่ติดอยู่ที่ศูนย์กลางกาย ใจสบายอย่างบอกไม่ถูก ความปวดเมื่อยหายไปไหนไม่ทราบ ก็พอดีกลองเพลดังกังวานขึ้น หลวงพ่อผ่านการบําเพ็ญเพียรในตอนเช้า ด้วยผลการปฏิบัติที่ได้เข้าถึงดวงใสบริสุทธิ์ ติดอยู่ที่กลางกาย ทําให้มีความสุข อิ่มเอิบใจ แม้เวลาฉันภัตตาหารเพลก็ยังเห็น ฉันไปก็ยิ้มไป จนเพื่อนภิกษุถามว่า “ท่านสด ทําไมวันนี้ ท่านจึงฉันจังหัน (อาหาร) ไปยิ้มไป ท่านยิ้มกับผู้ใดหรือ” “เปล่าหรอกท่าน ผมกําลังระลึกถึงคุณของพระบรมศาสดาของเรา เลยอดที่จะยิ้ม ปีติ โสมนัสใจไม่ได้” “ท่านสด นับว่าเป็นผู้ไม่ประมาท แม้แต่ฉันจังหันยังภาวนาระลึกถึงคุณของพระบรมศาสดา เป็นพุทธานุสติ หากพระองค์ยังมีพระชนม์อยู่ คงจะต้องตรัสสรรเสริญท่านท่ามกลางพระขีณาสพทั้งหลายเป็นแน่” เพื่อนภิกษุของท่านกล่าวชื่นชมเช่นนั้น เวลาบ่าย หลวงพ่อพักผ่อน และได้ลงปาฏิโมกข์กับพระภิกษุที่อยู่วัดโบสถ์(บน) ด้วยกันแล้ว ท่านก็รู้สึกเบากายเบาใจยิ่งขึ้น ใกล้ค่ำ ท่านก็สรงน้ำ จัดการภารกิจส่วนตัว จนหมดความกังวลใจ แล้วก็เริ่มเข้าประตูโบสถ์ในเวลาเย็น ในหนังสือเดินไปสู่ความสุขได้บรรยายเหตุการณ์ในตอนนี้ว่า “ท่านเริ่มปรารภความเพียรทางใจ ขณะลงนั่งบนพื้นโบสถ์ต่อหน้าพระประธาน ผู้เป็นตัวแทนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านเริ่มสวดอ้อนวอนเบาๆ “ขอพระองค์ได้ทรงโปรดประทานธรรมแก่ข้าพระพุทธเจ้าด้วยเถิด หากว่าการบรรลุธรรมของข้าพระพุทธเจ้า จะเกิดประโยชน์แก่พระศาสนาอย่างมหาศาลละก็ ขอทรงได้ประทานเถิด ข้าพระพุทธเจ้าจะรับอาสาเป็นทนายแก้ต่างให้แก่พระพุทธศาสนา หากว่าไม่เกิดประโยชน์แล้วไซร้ ขออย่าได้ทรงประทานเลย ข้าพระพุทธเจ้าขอถวายชีวิตอัตภาพนี้เป็นพุทธบูชาแด่พระองค์” ขณะเมื่อนั่งฝนก็โปรยตกลงมา ทําให้อากาศเยือกเย็นไปทั่วบริเวณ ท่านเหลือบไปเห็นมดขี้ กําลังไต่ขึ้นมาจากขอบแตกของพื้นโบสถ์ ก็เกิดความกริ่งใจกลัวมดขี้จะมากัดท่าน ทําให้ต้องถอนจากสมาธิ จึงเอานิ้วจุ่มน้ำมันก๊าดขีดวงล้อมรอบตัวกันมดขี้ขึ้นมา แต่ก็ต้องล้มเลิกความคิดนั้น เพราะฉุกใจคิดได้ว่า ชีวิตนี้เราได้สละให้แก่พระศาสนาแล้ว จะกลัวไยกับมดขี้ จึงได้เริ่มปฏิบัติธรรมทันที ดวงกลมโตใสบริสุทธิ์ ขนาดเท่ากับฟองไข่แดงของไก่ ซึ่งติดอยู่ที่ศูนย์กลางกายเมื่อเพล ขณะนี้ยิ่งใสสว่างมากขึ้นและขยายใหญ่ขนาดเท่าดวงอาทิตย์ ใสเหมือนกระจกคันฉ่องส่องเงาหน้า เห็นอยู่อย่างนั้นเป็นนานนับหลายชั่วโมง จากทุ่มเศษ ขณะนี้เลยเที่ยงคืนไปหนึ่งชั่วนาฬิกา ดวงใสก็ยังสว่างอยู่อย่างนั้น โดยท่านก็ไม่ทราบว่าจะทําอย่างไรต่อไป เพราะทุกสํานักที่ท่านได้ศึกษามา ไม่เคยมีประสบการณ์เช่นนี้ ขณะที่นั่งอยู่นั้น เสียงหนึ่งผุดขึ้นมาจากกลางนั้นว่า “มัชฌิมาปฏิปทา” ทางสายกลาง ไม่ตึงนัก ไม่หย่อนนัก ในความหมายของปริยัติ แต่ขณะที่เสียงนั้นดังแผ่วขึ้นมาในความรู้สึก พลันก็เห็นจุดเล็กๆ เรืองแสง สว่างวาบขึ้นมาจากกลางดวงนั้น เสมือนจุดศูนย์กลางของวงกลม ความสว่างของจุดนั้นสว่างกว่าดวงกลมรอบๆ ภาพดวงธรรมสว่างมีจุดใสตรงกลาง ท่านมองเรื่อยไป พลางคิดในใจว่า นี่กระมังทางสายกลาง จุดเล็กที่เราเพิ่งจะเห็น เดี๋ยวนี้อยู่กึ่งกลางพอดี ลองมองดูสิ จะเกิดอะไรขึ้น จุดนั้นค่อยๆ ขยายขึ้นและโตเท่ากับดวงเดิม ดวงเก่าหายไป ท่านมองเรื่อยไป ก็เห็นดวงใหม่ลอยขึ้นมาแทนที่ เหมือนน้ำพุที่พุ่งขึ้นมาแทนที่กันนั่นแหละ ต่างแต่ใสยิ่งขึ้น ในที่สุดจึงเห็นกายต่างๆ ขึ้น กระทั่งถึงธรรมกาย เป็นพระปฏิมากรเกตุดอกบัวตูม ใสบริสุทธิ์ยิ่งกว่าพระพุทธรูปบูชาองค์ใดที่เคยเห็นมา เสียงธรรมกายกังวานขึ้นมาในความรู้สึก ได้ยินกับหูมนุษย์ “ถูกต้องแล้ว” แล้วก็หับพระโอษฐ์ทันที” ธรรมที่พระพุทธเจ้าประทานให้ ตามคําอ้อนวอนของหลวงพ่อเป็นอย่างนี้เอง คือ จะเห็นเป็นจุดเล็กกลางดวงใสที่เข้าถึง และเมื่อดูจุดเล็กๆ กลางดวงใสอย่างสบายๆ ต่อไป ก็จะเข้ากลางจุดเล็กกลางดวงใสไป และก็เห็นดวงใหม่ เข้ากลางดวงใหม่ไป ก็เห็นอีกดวง เข้ากลางเรื่อยๆ ไป จนพบกายภายในต่างๆ จนกระทั่งเข้าถึงธรรมกาย ทางสายกลางนี้ดับหายไปนานเกือบสองพันปี ไม่มีปรากฏวิธีการปฏิบัติในการดําเนินจิตเข้าไปสู่เส้นทางสายกลางนี้เลย เมื่อไม่รู้จักวิธีเข้ากลาง เข้ากลางไม่ได้ ก็ไม่รู้จักเส้นทางสายกลาง ทําให้ไม่พบสิ่งที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงค้นพบ คือ ธรรมกาย การที่หลวงพ่อวัดปากน้ำได้ค้นพบทางสายกลางอีกครั้ง จึงเป็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์ ท่านเป็นบุคคลสําคัญอย่างยิ่ง เพราะหลวงพ่อได้ค้นพบเส้นทางสายเก่าที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระอรหันต์ทั้งหลายได้ดําเนินไปแล้ว แต่เป็นการเปิดทางใหม่ให้กับบุคคลผู้ยังไม่รู้จักเส้นทางสายกลางได้รู้จัก เมื่อปฏิบัติไปตามเส้นทางสายกลางนี้ ก็ย่อมเข้าถึงความรู้ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลาย และพระอรหันต์ทั้งหลายได้เข้าถึงอย่างแน่นอน ตอนที่ ๑๓ ทางสายกลาง (๒) ตอนที่แล้วได้อธิบายถึงการเข้าถึงธรรมของหลวงพ่อวัดปากน้ำฯ โดยอาศัยข้อมูลจากหนังสือเดินไปสู่ความสุข ทําให้เข้าใจว่าทางสายกลางคือ “การเข้ากลาง” เข้ากลางดวงที่เห็นเข้าไปเรื่อยๆ จนกระทั่งหลวงพ่อได้เข้าถึงธรรมกายที่อยู่ในทางสายกลางนั้น เพื่อให้ความกระจ่างในเรื่องทางสายกลางเด่นชัดขึ้นอีก ในตอนนี้จึงขอขยายความในเรื่องทางสายกลางอีกครัง ในพระสูตรชื่อ ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ซึ่งเป็นพระสูตรที่กล่าวถึงปฐมเทศนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่พระองค์ได้ตรัสกับพระปัญจวัคคีย์ให้ได้ทราบถึงสิ่งที่พระองค์ตรัสรู้ ใจความสําคัญในพระสูตรนี้กล่าวว่าให้ปฏิบัติในทางสายกลาง (มัชฌิมาปฏิปทา) ไม่ควรปฏิบัติในทางตึงเกินไป (อัตตกิลมถานุโยค) และในทางหย่อนเกินไป (กามสุขัลลิกานุโยค) ดังที่ท่านผู้เคยศึกษามาคงจะพอเข้าใจ ในพระสูตรนี้กล่าวถึงทางสายกลาง (มัชฌิมาปฏิปทา) ว่าประกอบด้วยมรรคมีองค์ ๘ ดังจะยกคําแปลที่หลวงพ่อวัดปากน้ำฯ ได้แปลไว้ในเทศนาของท่านเรื่อง ธัมมจักกัปวัตตนสูตร มาแสดงดังนี้ “อยเมว อริโย อฏฺฐงฺคิโก มคฺโคฯ เสยฺยถีทํ หนทาง ๘ ประการ ไปจากข้าศึก คือกิเลสได้ คือ สมฺมาทิฏฺฐิ ความเห็นชอบ สมฺมาสงฺกปฺโป ความดําริชอบ สมฺมาวาจา กล่าววาจาชอบ สมฺมากมฺมนฺโต ทําการงานชอบ สมฺมาอาชีโว เลี้ยงชีพชอบ สมฺมาวายาโม เพียรชอบ สมฺมาสติ ระลึกชอบ สมฺมาสมาธิ ตั้งใจชอบ นี่ประกอบด้วยองค์ ๘ ประการ อยํ โข สา ภิกขเว มชฺฌิมา ปฏิปทา ตถาคเตน อภิสมฺพุทฺธา จกฺขุกรณี ญาณกรณี อุปสมาย อภิญฺญาย สมฺโพธาย นิพฺพานาย สํวตฺตติฯ อย่างนี้แหละภิกษุทั้งหลาย อย่างนี้แหละข้อปฏิบัติอันเป็นกลาง ที่พระตถาคตเจ้าตรัสรู้ด้วยปัญญาอันยิ่ง กระทําความเห็นให้เป็นปกติ กระทําความรู้ให้เป็นปกติ ย่อมเป็นไปเพื่อความออกไป สงบระงับ เพื่อความรู้ยิ่ง รู้พร้อม ซึ่งพระนิพพาน” ในคืนวันที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ พระองค์ประทับนั่งสมาธิ “ฝึกใจ” ของพระองค์ท่านเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ทางสายกลาง คือ มรรคมีองค์ ๘ คงไม่น่าจะหมายถึงความประพฤติทั่วๆ ไปในชีวิตประจําวัน แต่น่าจะหมายถึงการ “ฝึกใจ” ที่ทําให้พระองค์ได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่เมื่อพิจารณาดูตามความรู้ที่มีปรากฏอยู่ในพระสูตรนี้ เพื่อหาหนทางการ “ฝึกใจ” ตามทางสายกลาง ก็ไม่พบวิธีการ “ฝึกใจ” เลย ความมืดมนของการค้นหาการ “ฝึกใจ” ตามทางสายกลางมีมานานนับพันปี ไม่อาจจะมีใครให้ความหมาย ทําความเข้าใจในการ “ฝึกใจ” ตามทางสายกลางนี้ได้เลย จนเมื่อหลวงพ่อวัดปากน้ำท่านได้เข้าถึงธรรมกาย ทางสายกลางที่ดูมืดมัวเลือนลาง เหมือนจะเห็นแต่ก็ไม่เห็น ก็ได้ปรากฏหนทางการปฏิบัติ “ฝึกใจ” ตามทางสายกลางได้อย่างชัดเจน หลวงพ่อได้อธิบายไว้ในพระธรรมเทศนาเรื่อง ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ถึงเรื่องการปฏิบัติ “ฝึกใจ” ตามทางสายกลางว่า “กลางนี่ลึกซึ้งนัก ไม่มีใครรู้ใครเข้าใจกันเลย ธรรมที่เรียกว่า ข้อปฏิบัติอันเป็นกลางน่ะ ในทางปฏิบัติ แปลว่า ถึงเฉพาะซึ่งกลาง อะไรถึง ต้องเอาใจเข้าถึงซึ่งกลางสิ เอาใจเข้าไปถึงซึ่งกลาง กลางอยู่ตรงไหน...มีมนุษย์นี่ มีแห่งเดียวเท่านั้น ศูนย์กลางกายมนุษย์” จากพระธรรมเทศนาของท่าน ทําให้พอเข้าใจได้ว่า การเอาใจ “ถึงเฉพาะซึ่งกลาง” ที่ศูนย์กลางกาย คือ หลักการปฏิบัติ “ฝึกใจ” ตามทางสายกลาง ถ้าเช่นนั้นในพระสูตรกล่าวว่า ทางสายกลาง คือ มรรคมีองค์ ๘ นั้นคืออะไรเล่า หลวงพ่อได้อธิบายไว้ในพระธรรมเทศนาเรื่อง ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ว่า “นี่ที่ไปถึงพระตถาคตเจ้าอย่างนี้ ไปถึงธรรมกายเช่นนี้ไม่ได้ไปทางอื่นเลย ไปทางปฐมมรรค ไปกลางดวงธรรมานุปัสสนาสติปัฏฐาน (ดวงปฐมมรรค) ดวงศีล ดวงสมาธิ ดวงปัญญา ดวงวิมุตติ ดวงวิมุตติญาณทัสสนะ ดวงศีล คืออะไร ดวงศีลน่ะคือ สัมมาวาจา สัมมากัมมันโต สัมมาอาชีโว อริยมรรค ๓ องค์นั้นเรียกว่า ดวงศีล ดวงสมาธิ สัมมาวายาโม สัมมาสติ สัมมาสมาธิ อริยมรรค อีก๓ องค์ ดวงปัญญา สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปโป เป็นแปดองค์ในอริยมรรคนั้นทั้งสิ้น” รายละเอียดของมรรคมีองค์ ๘ ที่หลวงพ่อกล่าวว่าอยู่ในนั้น คืออยู่ในดวงศีล สมาธิ ปัญญา เป็นอย่างไร คงต้องอาศัยการปฏิบัติให้เข้าถึงธรรมกายแล้วเข้าไปเรียนรู้ในสิ่งเหล่านี้ต่อไปอีก แต่ในการศึกษาภาคปริยัติก็มีกล่าวถึงมรรคมีองค์ ๘ ถ้าย่นย่อลงมาแล้วก็เหลือ ๓ คือ ศีล สมาธิ ปัญญา ซึ่งหลักปริยัติและปฏิบัติตรงกัน ส่วนการเอาใจ “ถึงเฉพาะซึ่งกลาง” นั้น จะมีวิธีการปฏิบัติอย่างไร หลวงพ่อก็ได้กล่าวว่าทําด้วยวิธีการทําใจให้ “หยุด” เพียงอย่างเดียว หลวงพ่อได้กล่าวไว้ในพระธรรมเทศนาเรื่อง ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ว่า “ไปหยุดอยู่ที่ศูนย์กลาง นั่นแหละได้ชื่อว่ามัชฌิมา พอหยุดก็หมดดีหมดชั่ว ไม่ดีไม่ชั่วกัน หยุดทีเดียว พอหยุดจัดเป็นบุญก็ไม่ได้ พอหยุดจัดเป็นบาปก็ไม่ได้ จัดเป็นดีก็ไม่ได้ ชั่วก็ไม่ได้ ต้องจัดเป็นกลาง ตรงนั้นแหละกลางใจ หยุดก็เป็นกลางทีเดียว นี้ที่พระองค์ให้นัยไว้กับองคุลิมาลว่า “สมณะหยุด สมณะหยุด” พระองค์ทรงเหลียวพระพักตร์มา “สมณะหยุดแล้ว” ท่านก็หยุด นี้ต้องเอาใจไปหยุดตรงนี้ หยุดตรงนั้นถูก “มัชฌิมาปฏิปทา” ทีเดียว พอหยุดแล้ว ก็ตั้งใจอันนั้นที่หยุดนั้น อย่าให้กลับมาไม่หยุดอีกนะ ให้หยุดไปท่าเดียวนั้นแหละ พอหยุดแล้วก็ถามสิว่า หยุดลงไปแล้ว ยังตามอัตตกิลมถานุโยคมีไหม ยินดีในรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ตัวรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ยินดีไหมไม่มี นั่นกามสุขัลลิกานุโยคไม่มี ลําบากยากไร้ประโยชน์ (อัตตกิลมถานุโยค) ไม่มี หยุดตามปกติของเขา ไม่มีทางเขา ไม่มีแล้ว เมื่อไม่มีทางดังกล่าวแล้ว นี่ตรงนี้แหละที่พระองค์รับสั่งว่า ตถาคเตน อภิสมฺพุทฺธา พระตถาคตเจ้ารู้แล้วด้วยปัญญายิ่ง ตรงนี้แห่งเดียวเท่านั้น (ตรงหยุดอยู่ที่ศูนย์กลางกาย) ตั้งต้นนี้แหละ จนกระทั่งถึงพระอรหัตผล” วิธีการฝึกใจอย่างไรให้ใจหยุด หลวงพ่อได้กล่าวสอนไว้ในพระธรรมเทศนาของท่านในหลายๆ เรื่อง กับทั้งในปัจจุบันนี้พระเดชพระคุณพระราชภาวนาวิสุทธิ์ (หลวงพ่อธัมมชโย) ก็ได้อบรมสั่งสอนในทุกๆ วันอาทิตย์มาเป็นเวลาหลายสิบปีแล้ว และในการจัดปฏิบัติธรรมที่ทางวัดพระธรรมกายจัดขึ้น ก็มีการสอนวิธีการทําใจให้หยุด ซึ่งสามารถเข้าฝึกอบรมได้ไม่ยากนัก สําหรับท่านที่สนใจศึกษาปฏิบัติแล้ว มีความสงสัย เพราะเคยได้ยินมาว่า วิธีการปฏิบัติตามที่หลวงพ่อวัดปากน้ำสอนให้ทําใจ “หยุด”โดยการบริกรรมภาวนาว่า สัมมาอะระหัง และนึกถึงดวงแก้วเป็นบริกรรมนิมิต เป็นวิธีที่ไม่อยู่ในหลักปฏิบัติสมถกรรมฐาน ๔๐ วิธี ที่มาปรากฏเป็นตําราทางพุทธศาสนา ที่อธิบายเรื่องทางสายกลางมานี้จะถูก-ผิดอย่างไร ก็อยากจะขอยกคําอธิบายที่หลวงพ่อได้กล่าว ไว้ในพระธรรมเทศนาเรื่องหลักการเจริญสมถวิปัสสนากรรมฐาน ว่า “สมถะมีภูมิ ๔๐ (คือ) กสิณ ๑๐ อสุภะ ๑๐ อนุสสติ ๑๐ พรหมวิหาร ๔ อาหาเรปฏิกูลสัญญา ๑ จตุธาตุววัตถาน ๑ อรูปณาน ๔ ทั้ง ๔๐ นี้ เป็นภูมิของสมถะ” ในคัมภีร์ต่างๆ ก็ยืนยันว่าทั้ง ๔๐ นี้เป็นวิธีปฏิบัติสมถกรรมฐาน หรือเรียกว่าอยู่ในภูมิของสมถะ ภูมิของสมถะคืออะไร หลวงพ่อได้อธิบายว่า “ภูมิของสมถะที่เราจะพึงเรียนต่อไปนี้ เริ่มต้นต้องทําใจให้หยุด จึงจะเข้าภูมิของสมถะได้ ถ้าทําใจให้หยุดไม่ได้ ก็เข้าภูมิสมถะไม่ได้ สมถะเขาแปลว่าสงบ แปลว่าระงับ แปลว่าหยุด แปลว่านิ่ง ต้องทําใจให้หยุด” นั่นหมายความว่า ภูมิของสมถะ คือ การทําใจให้ “หยุด” นั่นเอง วิธีการปฏิบัติ ตามสมถกรรมฐาน ๕๐ วิธีคือ วิธีการทําใจให้ “หยุด” และเมื่อใจหยุดได้แล้วก็ต้องเอาใจ “ถึงเฉพาะซึ่งกลาง” ที่ศูนย์กลางกาย การสอนของหลวงพ่อที่ให้บริกรรมภาวนาว่า สัมมาอะระหัง และนึกถึงดวงแก้วเป็น บริกรรมนิมิต ก็เป็นวิธีการแบบเก่าที่มีการสอนอยู่แล้วในสมถกรรมฐาน ๔๐ แต่ที่หลวงพ่อแนะนําให้ทําต่อไป คือ ทําใจ “หยุด” อยู่ที่ศูนย์กลางกาย แล้วเข้ากลางกายไป และการ “เข้ากลาง” ไปนี้เองที่ทําให้ท่าน พบ “ธรรมกาย” ซึ่งเป็นกายภายใน หลวงพ่อกล่าวถึงเรื่องการเข้ากลางไว้ในพระธรรมเทศนาเรื่องโพธิปักขิยธรรมกถา ว่า “เข้ากลางไม่ถูก เป็นลูกพระตถาคตไม่ได้ ถ้าเข้ากลางถูกเป็นลูกพระตถาคตได้ เหตุฉะนั้นวิธีเข้ากลางจึงสําคัญนัก เมื่อเข้ากลางถูก ก็เป็นลูกพระตถาคตทีเดียว” “ทางสายกลาง” เริ่มต้นด้วยการทําใจให้หยุดอยู่ที่ศูนย์กลางกายและเข้ากลางกายไปนี้เองที่ทําให้หลวงพ่อวัดปากน้ำได้ค้นพบ “ธรรมกาย” หากไม่ใช่เพราะบุญบารมีที่หลวงพ่อวัดปากน้ำสั่งสมมาอย่างดี ประกอบกับการทุ่มเทชีวิตในการศึกษาปฏิบัติ ธรรมอย่างจริงจังของท่านในปัจจุบันชาตินี้แล้ว ความรู้เรื่อง การปฏิบัติ “ฝึกใจ” ตาม “ทางสายกลาง” จะไม่บังเกิดขึ้นอย่างแน่นอน และหากมิใช่เพราะความเมตตาที่หลวงพ่อสั่งสอนเผยแผ่ความรู้ที่ท่านพบมาตลอดชีวิตของท่านแล้ว ความรู้เรื่อง “ทางสายกลาง” นี้คงไม่มีตกทอดมาให้ได้ศึกษากันจนถึงปัจจุบันนี้ พระคุณของหลวงพ่อวัดปากน้ำนั้นจึงยิ่งใหญ่ไพศาล มากกว่าการจะเอื้อนเอ่ยด้วยวจีใดพรรณนาพระคุณของท่านได้หมดสิ้น ตอนที่ ๑๔ ในทางสายกลาง ตามรอยฯ ในตอนที่แล้วได้ชี้แจงถึงทางสายกลางในทางปฏิบัติ “ฝึกใจ” ตามที่หลวงพ่อสอนไว้ โดยสรุปได้ว่าทางสายกลางในทางปฏิบัติ “ฝึกใจ” นั้น คือ การเอาใจมาไว้ที่ศูนย์กลางกาย แล้วเข้ากลางไป ส่วนวิธีการจะทําได้อย่างไรนั้น หลวงพ่อสอนให้ทําใจ “หยุด” ในตอนนี้จะได้อธิบายขยายความในทางสายกลางต่อไปอีกว่า เมื่อเอาใจมาไว้ที่ศูนย์กลางกายแล้ว เมื่อเข้ากลางไปจะไปพบอะไรบ้าง โดยจะขอน้อมนําคําสอนของหลวงพ่อ จากพระธรรมเทศนาเรื่อง รัตนสูตร ตอนสังฆรัตนะ แสดงเมื่อวันที่ ๑๐ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๙๗ ดังนี้ “เริ่มต้นต้องทําใจให้หยุด... พอใจหยุด ก็เข้ากลางของใจที่หยุดนั่นแหละ กลางของกลางๆๆ ซ้ายขวา หน้าหลัง ล่างบน นอกใน ไม่ไปกลางของกลางๆๆ อยู่นั่น พอถูกส่วนเข้า พอไปถึงกําเนิดกลางเข้าเท่านั้น เห็นดวงธรรมานุปัสสนาสติปัฏฐาน เท่าดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ กลางดวงธรรมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ก็เป็นจุดอยู่อีกเหมือนกัน หยุดเป็นทางอยู่ ใจก็หยุดตรงจุดนั้น เป็นที่ดูดใจอยู่จุดนั้น กลางนั่น พอใจหยุด ก็เข้ากลางของใจหยุดนั่นแหละ กลางของกลาง กลางของกลางที่หยุดของใจนั่นแหละ ไม่ได้เดินทางอื่น เดินทางใจอย่างเดียว กลางของกลาง กลางของกลางในใจหนักเข้า พอถูกส่วนเข้า ก็เข้าถึงดวงศีล อยู่กลางดวงใจนั่นแหละ ไม่ใช่อยู่ที่อื่น ก็หยุดอยู่กลางดวงศีลอีก มีรอยหยุด มีที่หยุดอีก หยุดนิ่งอยู่กลางนั่น พอใจหยุดก็เข้ากลางของใจที่หยุดอีกนั่นแหละ กลางของกลางๆ พอลูกส่วนเข้า เข้าถึงดวงสมาธิ ก็หยุดอยู่กลางดวงสมาธินั่นแหละ ในกลางที่หยุดอีก พอหยุดก็เข้ากลางของหยุดนั่น กลางของกลางๆ พอถูกส่วนเข้า ก็เข้าถึงดวงปัญญา ใจหยุดอยู่กลางดวงปัญญานั่นแหละ พอหยุดถูกส่วนเข้า ก็เข้ากลางของหยุดอีก กลางของกลางๆ พอลถูกส่วนเข้า เข้าถึงดวงวิมุตติ หยุดอยู่กลางดวงวิมุตติอีกนั่นแหละ หยุดอันเดียวนั่นแหละ พอหยุดแล้วก็เข้ากลางของกลางๆ ที่ใจหยุดนั่นแหละ พอถูกส่วนเข้า เข้าถึงดวงวิมุตติญาณทัสสนะ ใจก็หยุดอยู่กลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะอีก พอหยุดก็เข้ากลางของใจที่หยุดอีก กลางของกลางๆ พอถูกส่วนเข้า เข้าถึงกายมนุษย์ละเอียด” ขอพักคําสอนของหลวงพ่อไว้เท่านี้ก่อน เพื่อให้ง่ายขอสรุปคําสอนของหลวงพ่อไว้ในตอนนี้ก่อนว่า เมื่อทําใจหยุดไว้ที่ศูนย์กลางกายแล้ว เข้ากลางใจที่หยุด จะเข้าถึงดวงธรรม ๖ ดวง คือ ดวงธรรมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ดวงศีล ดวงสมาธิ ดวงปัญญา ดวงวิมุตติ ดวงวิมุตติญาณทัสสนะ และเข้าถึงกายมนุษย์ละเอียด จากนั้นขอสรุปโดยย่อ หลวงพ่อได้สอนต่อไปอีกว่า ให้เข้ากลางกายมนุษย์ละเอียด แบบเดียวกับวิธีการข้างต้น ถูกส่วนเข้าก็จะเข้าถึงดวงธรรมอีก ๖ ดวง คือ ดวงธรรมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ดวงศีล ดวงสมาธิ ดวงปัญญา ดวงวิมุตติ ดวงวิมุตติญาณทัสสนะ และเข้าถึงกายทิพย์ ทําแบบเดียวกันนี้จะเข้ากายภายในกายต่างๆ ไปตามลําดับ นับรวมตั้งแต่กายแรกที่เป็นกายมนุษย์ก็ได้ทั้งสิ้น ๑๘ กาย หลวงพ่อได้กล่าวถึงกายทั้ง ๑๘ กายนี้ ในพระธรรมเทศนาเรื่อง หลักการเจริญสมถวิปัสสนากรรมฐาน ว่า “ที่มาเรียนสมถวิปัสสนาวันนี้ ต้องเดินแนวนี้ ผิดแนวนี้ไม่ได้ และก็ต้องเป็นอย่างนี้ ผิดอย่างนี้ไปไม่ได้ ผิดอย่างนี้ไปก็เลอะเหลว ต้องถูกแนวนี้ เราต้องยึดกายมนุษย์นี่เป็นแบบ เข้าไปถึงกายมนุษย์ละเอียด ต้องยึดกายมนุษย์ละเอียดเป็นแบบ เข้าไปถึงกายทิพย์ ต้องยึดกายทิพย์เป็นแบบ เข้าไปถึงกายทิพย์ละเอียด ต้องยึดกายทิพย์ละเอียดเป็นแบบ เข้าไปถึงกายรูปพรหม ต้องยึดกายรูปพรหมเป็นแบบ เข้าไปถึงกายรูปพรหมละเอียด ต้องยึดกายรูปพรหมละเอียดเป็นแบบ เข้าไปถึงกายอรูปพรหม ต้องยึดกายอรูปพรหมเป็นแบบ เข้าไปถึงกายอรูปพรหมละเอียด ต้องยืดกายอรูปพรหมละเอียดเป็นแบบ เข้าไปถึงกายธรรม ต้องยืดกายธรรมเป็นแบบ เข้าไปถึงกายธรรมละเอียด ยึดกายธรรมละเอียดเป็นแบบ เข้าถึงกายธรรมพระโสดา ยึดกายธรรมพระโสดาเป็นแบบ เข้าถึงกายธรรมพระโสดาละเอียด ยึดกายธรรมพระโสดาละเอียดเป็นแบบ เข้าถึงกายธรรมพระสกทาคา ยึดกายธรรมพระสกทาคาเป็นแบบ เข้าถึงกายธรรมพระสกทาคาละเอียด ยึดกายธรรมพระสกทาคาละเอียดเป็นแบบ เข้าถึงกายธรรมพระอนาคา ยึดกายธรรมพระอนาคาเป็นแบบ เข้าถึงกายธรรมพระอนาคาละเอียด ยึดกายธรรมพระอนาคาละเอียดเป็นแบบ เข้าถึงกายธรรมพระอรหัต ยึดกายธรรมพระอรหัตเป็นแบบ เข้าถึงกายธรรมพระอรหัตละเอียด นี้เป็นหลักฐานในพระพุทธศาสนา ในหนังสือที่ได้รับแจกกันทั่วๆ หน้านั้น ๑๘ รูป หน้าปกที่อธิบายมานี้นับได้ ๑. กายมนุษย์ ๒. กายมนุษย์ละเอียด ๓. กายทิพย์ ๔. กายทิพย์ละเอียด ๕. กายรูปพรหม ๖. กายรูปพรหมละเอียด ๗. กายอรูปพรหม ๘. กายอรูปพรหมละเอียด ๙. กายธรรม ๑๐. กายธรรมละเอียด ๑๑. กายพระโสดา ๑๒. กายพระโสดาละเอียด ๑๓. กายพระสกทาคา ๑๔. กายพระสกทาคาละเอียด ๑๕. กายพระอนาคา ๑๖. กายพระอนาคาละเอียด ๑๗. กายพระอรหัต ๑๘. กายพระอรหัตละเอียด นี้แหละหลักปฏิบัติของพระพุทธศาสนา ต้องแน่นอน จับตัววางตายอย่างนี้ ไม่เลอะเลือน เหลวไหล” ในขณะที่หลวงพ่อเทศน์เรื่อง หลักการเจริญสมถวิปัสสนากรรมฐานนี้ เป็นเวลาประมาณหลังปี พ.ศ.๒๔๙๗ ในบันทึกเทศนาของหลวงพ่อไม่ได้ระบุวันเวลาที่เทศน์ไว้ จึงได้แต่ประมาณเวลาจากเนื้อหาในพระธรรมเทศนา ที่มีการกล่าวถึงพระของขวัญ เพราะพระของขวัญรุ่นแรก แจกเมื่อปี พ.ศ.๒๔๙๗ แสดงว่าในขณะที่หลวงพ่อเทศน์เรื่องนี้เป็นเวลาที่หลวงพ่อได้เผยแผ่เรื่องกาย ๑๘ กายนี้ มาเป็นเวลาได้ประมาณ ๓๐ กว่าปี การเผยแผ่คําสอนในยุคนั้นเป็นไปได้อย่างเชื่องช้า เพราะเทคโนโลยีสารสนเทศและการคมนาคมไม่ได้เจริญก้าวหน้าเหมือนในปัจจุบันนี้ ความเข้าใจของคนทั่วไปที่จะเข้าใจหลักปฏิบัติเช่นนี้จึงมีน้อย ถึงแม้ว่าจะเป็นการปัดฝุ่นของเก่าซึ่งเป็นวิธีการปฏิบัติดั้งเดิมที่สูญหายไปแล้ว ก็หาได้มีผู้เข้าใจว่าเป็นของเก่าไม่ กลับมีความเข้าใจว่าเป็นวิธีใหม่ที่ไม่มีกล่าวไว้ในคําสอนของพระพุทธศาสนา อีกทั้งทางการคณะสงฆ์และบ้านเมืองในสมัยนั้น ก็ไม่ค่อยเข้าใจในการสอนของหลวงพ่อ การที่หลวงพ่อกล่าวแบบฟันธงว่า “ต้องเป็นอย่างนี้ ผิดอย่างนี้ไปไม่ได้ ผิดอย่างนี้ไปก็เลอะเหลว ต้องถูกแนวนี้” และ “ต้องแน่นอนจับตัววางตายอย่างนี้ ไม่เลอะเลือน เหลวไหล” จึงเป็นการท้าทายการพิสูจน์ความจริงในการปฏิบัติตามที่หลวงพ่อสอนเป็นอย่างมาก กับทั้งคงต้องมีกระแสต่อต้านการสอนแบบนี้อย่างแน่นอน อย่างไรก็ตามยุคนั้นในปี พ.ศ.นั้น ได้มีผู้ปฏิบัติเข้าถึงกันเป็นจํานวนมาก เล่ากันว่าหลวงพ่อมีสมุดไว้ให้ผู้ที่เข้าถึงมาลงชื่อไว้เป็นสักขีพยานของการเข้าถึงธรรมนับเป็นจํานวนมาก ที่หลวงพ่อกล่าวไว้ในพระธรรมเทศนาของท่าน เป็นคนใกล้ชิดที่ท่านรู้จักก็เป็นจํานวนหลักร้อยขึ้นไป หลวงพ่อบอกว่ายังไม่ได้นับให้แน่นอน แต่ถ้าคะเนกันเองทั่วประเทศก็มีจํานวนหลายหมื่นคน ธรรมะของจริง เรื่องจริง ที่เข้าถึงได้จริง มีคนพิสูจน์ได้ เข้าถึงกันเป็นจํานวนมาก เมื่อหลวงพ่อกล่าวแบบยืนยันฟันธงเช่นนี้ จึงหาผู้โต้แย้งได้ยาก นอกจากพวกที่ไม่ปฏิบัติหรือปฏิบัติแล้วยังเข้าไม่ถึง ส่วนที่เข้าถึงแล้วก็เป็นสักขีพยานได้ หลวงพ่อกล่าวไว้ในพระธรรมเทศนาของท่านชักชวนให้ไปสอบถามคนที่เข้าถึงแล้วได้เลย ดวง ๖ ดวง และกาย ๑๘ กายนี้ เหมือนแผนผัง หรือแผนที่ชี้ทางไปนิพพาน แผนผังทางไปนิพพานนี้มีรายละเอียดอย่างไรบ้าง คงต้องกล่าวกันอีกหลายตอน แต่จะขอสรุปไว้ในตอนนี้ก่อนว่า ดวง ๖ ดวง และกาย ๑๘ กายนี้ เป็นความรู้ที่ควรศึกษา ควรปฏิบัติให้เข้าถึง ในพระไตรปิฎกก็มีกล่าวถึงชื่อดวงทั้ง ๖ และกาย ๑๘ กายนี้ไว้เช่นกัน เป็นการกล่าวอยู่ในหลายแห่งหลายที่ ในพระสูตรหลายๆ สูตร สอดคล้องกับผลการปฏิบัติของหลวงพ่ออย่างเห็นได้ชัด ตอนที่ ๑๕ ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ตอนที่แล้วได้อธิบายถึง “ในทางสายกลาง” ที่หลวงพ่อวัดปากน้ำได้พบว่ามีดวง ๖ ดวง และกายในกาย ๑๘ กาย ดวง ๖ ดวงคือ ดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ดวงศีล ดวงสมาธิ ดวงปัญญา ดวงวิมุตติ และดวงวิมุตติญาณทัสสนะ กายในกาย ๑๘ กาย คือ ๑. กายมนุษย์ ๒. กายมนุษย์ละเอียด ๓. กายทิพย์ ๔. กายทิพย์ละเอียด ๕. กายรูปพรหม ๖. กายรูปพรหมละเอียด ๗.กายอรูปพรหม ๘. กายอรูปพรหมละเอียด ๙. กายธรรม (หรือกายธรรมโคตรภู) ๑๐.กายธรรมโคตรภูละเอียด ๑๑. กายธรรมพระโสดาบัน ๑๒. กายธรรมพระโสดาบันละเอียด ๑๓. กายธรรมพระสกทาคามี ๑๔. กายธรรมพระสกทาคามีละเอียด ๑๕. กายธรรมพระอนาคามี ๑๖. กายธรรมพระอนาคามีละเอียด ๑๗. กายธรรมพระอรหัต ๑๘. กายธรรมพระอรหัตละเอียด ทั้งหมดนี้หลวงพ่อบอกว่า เป็นแผนผังในทางพระพุทธศาสนา เป็นหลักปฏิบัติที่แน่นอนจับตัววางตาย ไม่เลอะเลือน เหลวไหล ดวงและกายในกายเหล่านี้ มีกล่าวไว้ในพระไตรปิฎกมากมายหลายที่ แต่ไม่ติดต่อหรือต่อเนื่องเป็นหมวดหมู่เดียวกัน คล้ายกับแผนผัง หรือแผนที่ที่ฉีกขาดถูกแบ่งแยก กระจัดกระจายสูญหายไปก็มี ความรู้ในเรื่องดวงและกายในกายเหล่านี้จึงดูเลือนลาง แผนผังทางไปนิพพานจึงเห็นได้ยาก หรือเห็นได้ไม่กระจ่างชัดนัก จนกระทั่งเมื่อหลวงพ่อวัดปากน้ำได้เข้าถึงธรรมกาย ด้วยการค้นคว้าจากการปฏิบัติธรรมของหลวงพ่อ ความรู้เรื่องดวงและกายในกายเหล่านี้ จึงกลับมารวมกันอีกครั้งหนึ่ง แผนผังทางไปนิพพานที่อีกขาดกระจัดกระจาย ก็ได้รับการรวบรวมเข้าเป็นเส้นทางเดียวกัน ส่องทางให้ผู้มีความปรารถนาแสวง หานิพพานได้เห็นหนทางอย่างชัดเจน ความรู้ความเชี่ยวชาญในพระไตรปิฎกของหลวงพ่อวัดปากน้ำมีมากพอที่จะค้นคว้าหาความรู้ใดๆ ที่กล่าวไว้ในคัมภีร์ต่างๆ ได้อย่างไม่ยาก เพราะหลวงพ่อได้ทุ่มเทศึกษาค้นคว้าหาความรู้ในพระไตรปิฎกเป็นเวลาถึง ๑๑ ปี หลวงพ่อได้กล่าวถึงการเรียนปริยัติของท่านว่า “ถึงพรรษา ๑๑ ก็สําเร็จในการเล่าเรียนคันถธุระได้พอสมควรแก่ที่ตั้งใจไว้ว่า ต้องเรียนแปลให้ออก จะได้ค้นธรรมในมคธภาษา (ภาษาบาลี) ได้ตามต้องการ ก่อนแต่จะมาเรียนคันถธุระนั้น ได้ตั้ง “หนังสือใบลานมหาสติปัฏฐานลานยาว” ไว้ที่วัดสองพี่น้องผูกหนึ่งว่า ถ้าไปเล่าเรียนคราวนี้ ต้องแปลหนังสือผูกนี้ให้ออก จึงเป็นที่พอแก่ความต้องการ ถ้ายังแปลไม่ออก ก็เป็นอันไม่หยุดในการเรียน แต่พอแปลออกก็หยุด” หนังสือใบลานมหาสติปัฏฐานลานยาว เป็นหนังสือที่กล่าวถึงพระสูตรชื่อ มหาสติปัฏฐานสูตร เป็นพระสูตรที่ว่าด้วยเรื่องกายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต และธรรมในธรรม มีความยาวและความยากมาก พอที่จะให้ผู้แปลต้องใช้ระดับความรู้ความเชี่ยวชาญในภาษาบาลีมากพอทีเดียว การแปลหนังสือนี้ได้จึงไม่ใช่เรื่องง่ายนัก และจากคําสอนที่มีอยู่ในพระธรรมเทศนาของหลวงพ่อ ก็เป็นสิ่งยืนยันความเชี่ยวชาญในภาษาบาลีของท่านเป็นอย่างดี เพราะทุกครั้งในการเทศน์หลวงพ่อจะยกภาษาบาลีขึ้นมาก่อน จากนั้นท่านก็จะแปลภาษาบาลีให้เป็นภาษาไทย บางกัณฑ์หลวงพ่อบอกชัดทีเดียวว่าที่ภาษาบาลีตรงนี้ทําไมต้องสะกดอย่างนั้น เขียนอย่างนั้น ไม่เขียนเป็นอย่างอื่น เพราะเป็นหลักอะไรในภาษาบาลี แล้วจึงขยายความไปสู่แนวการปฏิบัติจนเป็นที่เข้าใจ ที่ยกเรื่องการศึกษาพระปริยัติธรรมของหลวงพ่อมาเอ่ยถึงนี้ ก็เพราะจะยืนยันว่าเรื่องดวง ๖ ดวง และกาย ๑๘ กาย ที่หลวงพ่อได้ค้นพบจากการปฏิบัติธรรมนั้น มีกล่าวไว้ในพระไตรปิฎก และหลวงพ่อก็ได้สอบทานความรู้ที่เกิดจากการปฏิบัติธรรมของท่านกับพระไตรปิฎกไว้แล้ว มีหลายตอนที่ท่านได้อธิบายถึงดวง ๖ ดวง และกาย ๑๘ กายนี้ไว้อย่างชัดเจน ตามรอยฯ จึงขอน้อมนําคําอธิบายเกี่ยวกับเรื่องดวง ๖ ดวง และกาย ๑๘ กาย ที่หลวงพ่อกล่าวถึงนี้มาเสนอกับท่านผู้อ่าน พร้อมทั้งจะได้ค้นเรื่องราวของดวง ๖ ดวง และกาย ๑๘ กาย ที่มีกล่าวไว้ในพระไตรปิฎกมาเพิ่มเติมไว้ให้ศึกษากันด้วย โดยจะเริ่มกันที่ดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน หรือ ดวงปฐมมรรค จากพระสูตรและอรรถกถาแปล ของมหามกุฎราชวิทยาลัย ในสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ตติยโพธิสูตร กล่าวว่า “ก็คือวิชชาที่นําสัตว์ไปสู่อบาย ถูกปฐมมรรคละได้” ในสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฐมราคะสูตร กล่าวว่า “บรรดากิเลสเหล่านั้น ราคะ โทสะ โมหะ ที่จะให้ไปอบาย จะละได้ด้วยปฐมมรรค” แสดงว่าในพระไตรปิฎกกล่าวถึงปฐมมรรคว่าเป็นธรรมที่ควรปฏิบัติให้เข้าถึง เพื่อจะได้ละกิเลสและอวิชชาได้ เราจะปฏิบัติให้เข้าถึงได้อย่างไร หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านได้กล่าวถึงการเกิดขึ้นของดวงปฐมมรรคไว้ในพระธรรมเทศนา เรื่อง พุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ ว่า “เพียรทํากาย วาจา ใจ บริสุทธิ์ให้เกิดขึ้น เพียรรักษากาย วาจา ใจ ที่บริสุทธิ์แล้วให้คงที่และทวีขึ้น ความที่มีขึ้นแล้วแห่งความบริสุทธิ์นั้นให้รักษาไว้ อย่าให้หายไปเสีย นึกถึงความบริสุทธิ์นั้นแหละร่ำไป จนใจของตนบริสุทธิ์เหมือนกับความบริสุทธิ์ แล้วก็จะเห็นความบริสุทธิ์ใสปรากฏอยู่ตรงกลางของกายมนุษย์ เหนือสะดือขึ้นมาราว ๒ นิ้ว ตรงนั้นเรียกว่าศูนย์ เป็นดวงประมาณเท่าฟองไข่แดง ใสบริสุทธิ์ดุจกระจกที่ส่องดูหน้าในเวลาแต่งหน้า แต่งตัว ประมาณของดวงไม่คงที่ บางทีโตกว่าเล็กกว่าก็ได้ อย่างโตไม่เกินดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ อย่างเล็กไม่เกินดวงตาดําข้างใน นี้เป็นเครื่องกําหนดดวง ดวงนั้นแหละ คือ ปฐมมรรค” ถ้าปรารถนาจะเข้าถึงดวงปฐมมรรค ก็ต้องรักษากาย วาจา ใจ ให้บริสุทธิ์ และหมั่นนึกถึงความบริสุทธิ์อยู่เรื่อยๆ ดังคําสอนที่หลวงพ่อกล่าวไว้ “กายสังขารสงบ คือ ลมหายใจหยุด วจีสังขารสงบ คือ ความตรึกตรองหยุด จิตสังขารสงบ คือ ใจหยุด อยู่ที่ศูนย์กลางดวงธรรมที่ทําให้เป็นกายมนุษย์ ชื่อว่า สันติ ลมหยุดลงไปในที่เดียวกัน ชื่อว่า อานาปานะ ซึ่งแปลว่า ลมหยุดนิ่ง หรือไม่มี เมื่อสังขารทั้ง ๓ หยุดถูกส่วนเข้าแล้ว เรียกว่า กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน ด้วยส่วนหนึ่ง เมื่อสังขารสงบมีความสุขเกิดขึ้น เรียกว่า เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน จิตคิดว่าเป็นสุข เรียกว่า จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน ในเมื่อสติปัฏฐานทั้ง ๓ ส่วนพร้อมกันเข้า เกิดเป็นดวงใสขึ้น เท่าฟองไข่แดง หรือเท่าดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ ใสบริสุทธิ์สนิทเหมือนกระจกส่องเงาหน้า นั่นแหละ ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน...” ดวงนี้บางท่านเรียกว่า “พระธรรมดวงแก้ว” โบราณท่านใช้แปลใน มูลกัจจายน์ ว่า “ปฐมมรรค” เป็นการยืนยันว่า ดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน หรือ ดวงปฐมมรรค ที่หลวงพ่อกล่าวไว้ในการปฏิบัตินั้น มีพระโบราณจารย์ท่านได้กล่าวถึงไว้แล้ว มีเรื่องน่าศึกษาตรงนี้นิดหนึ่งเกี่ยวกับคัมภีร์มูลกัจจายน์ว่า การศึกษาบาลีไวยากรณ์ในปัจจุบันนี้ใช้หลักการศึกษาจากหนังสือบาลีไวยากรณ์ ซึ่งแต่งโดยสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ก่อนหน้านี้การศึกษาบาลีไวยากรณ์ ใช้คัมภีร์มูลกัลจายน์เป็นหลัก หลักสูตรที่ใช้กันในปัจจุบันได้สรุปหลักภาษาเท่าที่จําเป็น ตัดทอนตอนที่ยุ่งยากออกไป ทําให้เข้าใจง่ายขึ้น สะดวกในการเรียนรู้ การแปลบางเรื่องบางพระสูตรจะให้เข้าใจกระจ่าง รู้ถึงที่มาของคํานั้นๆ อย่างแท้จริงแล้ว ก็ต้องศึกษาในคัมภีร์เดิมคือคัมภีร์มูลกัจจายน์ ซึ่งมูลกัจจายน์เป็นคัมภีร์ที่แต่งขึ้นในประเทศไทย โดยอาศัยคัมภีร์กัจจายนะจากประเทศอินเดียเป็นหลักในการแต่ง มีการใช้กันมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย หรืออาจก่อนหน้านี้ มาเลิกใช้ในรัชกาลที่ ๖ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์นี้เอง นับจากวันที่หลวงพ่อวัดปากน้ำบวช เมื่อปี พ.ศ.๒๔๔๙ ถึงวันที่ท่านยุติการเรียนปริยัติธรรมในพรรษาที่ ๑๑ (ปี พ.ศ.๒๔๕๗) หลวงพ่อศึกษาบาลีไวยากรณ์จากหนังสือชื่อมูลกัจจายน์ เล่มที่ท่านกล่าวถึงในเทศนานี้ อีกตอนหนึ่งในพระธรรมเทศนา เรื่อง การแสดงศีล แสดงเมื่อวันที่ ๓ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๙๗ หลวงพ่อได้อธิบายถึงเรื่องดวงปฐมมรรคไว้ดังนี้ “ดวงใสนี้แหละ เรียกว่า เอกายนมรรค เป็นหนทางไปชั้นเอก ไม่มีทางไปอื่นดีกว่านั้นอีกต่อไป อีกนัยหนึ่ง ท่านเรียกว่าปฐมมรรค หนทางเบื้องต้นมรรคผลนิพพาน ผู้ที่จะไปสู่มรรคผลนิพพานก็ไปกลางดวงนั้น ไปหยุดอยู่กลางดวงนั้น นี่หนทางเบื้องต้นมรรคผลนิพพาน อีกนัยหนึ่ง ท่านเรียกว่าดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน แปลว่า ดําเนินไปตามทางของพระอริยเจ้า” ดวงปฐมมรรคเป็นหนทางเบื้องต้นมรรคผลนิพพาน คือเป็น “ต้นทาง” ที่จะไปสู่นิพพานได้ นักปฏิบัติบางท่านเมื่อปฏิบัติเข้าถึงดวงนี้แล้ว ไม่ทราบว่าคือดวงอะไร และไม่ทราบว่าจะฝึกใจอย่างไรต่อไปอีก ทําให้บางท่านเข้าใจถึง “ปลายทาง” คือนิพพานแล้ว แต่หลวงพ่อบอกไว้อย่างชัดๆ ว่า นี่เป็นเพียง “ต้นทาง” ไปสู่นิพพานเท่านั้น หาใช่เป็น “ปลายทาง” คือนิพพานไม่ เหตุที่ผู้ปฏิบัติเข้าถึงดวงนี้แล้วไม่รู้ว่าคือดวงอะไร ไม่รู้ว่าจะทําอย่างไรต่อไป ก็เพราะไม่รู้เรื่องกลาง ไม่รู้เรื่องการเข้ากลาง เข้ากลางดวงนี้ไม่ได้ คือ ไม่รู้วิธีที่จะฝึกใจตาม “ทางสายกลาง” จึงไม่พบความรู้ที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นไป สมดังคําที่หลวงพ่อวัดปากน้ำกล่าวว่า “กลางนี้ลึกซึ้งนัก” บัดนี้มาศึกษาคําสอนของหลวงพ่อวัดปากน้ำแล้ว ก็พบว่ายังมีความรู้ที่ลึกซึ้งยิ่งกว่าดวงที่เข้าถึงนี้อีก ซึ่งจะเรียนรู้ต่อไปได้ก็ด้วยการทําใจให้ “หยุด” อยู่กลางดวงปฐมมรรคนี้ต่อไป คําสอนของหลวงพ่อวัดปากน้ำ จึงเป็นการเปิดช่องชี้ทางสว่างให้ความกระจ่างในเรื่องดวงปฐมมรรค หรือดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐานอย่างชัดแจ้ง ตอนที่ ๑๖ ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุติญาณทัสสนะ ในตอนที่แล้วได้กล่าวถึงดวงแรก คือ ดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน หรือดวงปฐมมรรค ในตอนนี้จะได้กล่าวถึงดวงต่อไป คือ ดวงศีล ดวงสมาธิ ดวงปัญญา ดวงวิมุตติ ดวงวิมุตติญาณทัสสนะ ชื่อของดวงธรรมที่เหลืออีก ๕ ดวงนี้ ในพระไตรปิฎกกล่าวไว้รวมกัน มีปรากฏอยู่หลายที่ ยกตัวอย่างเช่น ผู้มีอุปการะมาก “พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่าใด สมบูรณ์ด้วยศีล สมบูรณ์ด้วยสมาธิ สมบูรณ์ด้วยปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็เรากล่าวการเห็น การระลึกถึง การบวชตาม การเข้าไปหา การเข้าไปนั่งใกล้ภิกษุเหล่านั้น ว่ามีอุปการะมาก ดังนี้ จากพระสุตตันตปิฎก มัชณิมนิกาย อากังเขยสูตร (พระสูตรและอรรถกถาแปลของมหามกุฎราชวิทยาลัย) ผู้เป็นเนื้อนาบุญของโลก “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ ย่อมเป็นผู้ควรคํานับ เป็นผู้ควรของต้อนรับ เป็นผู้ควรของทําบุญ เป็นผู้ควรทําอัญชลี เป็นนาบุญของโลก ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า ธรรม ๕ ประการเป็นไฉน คือพระภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศีล ๑ เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยสมาธิ ๑ เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยปัญญา ๑ เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวิมุตติ ๑ เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวิมุตติญาณทัสสนะ ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการนี้แล ย่อมเป็นผู้ของควรคํานับ เป็นผู้ของควรต้อนรับ เป็นผู้ควรของทําบุญ เป็นผู้ควรทําอัญชลี เป็นนาบุญของโลก ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า” จากพระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ผาสุวิหารวรรค ศีลสูตร (พระสูตรและอรรถกถาแปล ของมหามกุฎราชวิทยาลัย) ผู้ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่น “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ ย่อมชื่อว่าปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตน และชื่อว่าปฏิบัติเพื่อประโยชน์ผู้อื่น ธรรม ๕ ประการนั้นเป็นไฉน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศีลด้วยตนเอง และชักชวนผู้อื่นในการถึงพร้อมด้วยศีล เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยสมาธิด้วยตนเอง และชักชวนผู้อื่นในการถึงพร้อมด้วยสมาธิ เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยปัญญาด้วยตนเอง และชักชวนผู้อื่นในการถึงพร้อมด้วยปัญญา เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวิมุตติด้วยตนเอง และชักชวนผู้อื่นในการถึงพร้อมด้วยวิมุตติ เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวิมุตติญาณทัสสนะด้วยตนเอง และชักชวนผู้อื่นในการถึงพร้อมด้วยวิมุตติญาณทัสสนะ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการนี้แล ย่อมชื่อว่าปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตน และชื่อว่าปฏิบัติเพื่อประโยชน์ผู้อื่น” จากพระสุตตันตปิฎก ปัญจกนิบาต จตุตถหิตสูตร (พระสูตรและอรรถกถาแปล ของมหามกุฎราชวิทยาลัย) ธรรมขันธ์ ๕ ในพระไตรปิฎกฉบับสําหรับประชาชน ของมหามกุฎราชวิทยาลัย จัดทําโดย สุชีพ ปุญญานุภาพ ซึ่งเป็นพระไตรปิฎกที่ได้รับการนิยมอย่างกว้างขวาง มีจํานวนการพิมพ์แล้วเป็นแสนเล่ม ได้อธิบายขยายความไว้ว่า “ธรรม ๕ อย่างนี้ (ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ) เคยให้ความหมายไว้บ้างแล้ว ศีล คือ การรักษากายวาจาให้เรียบร้อย สมาธิ คือ การทําใจให้ตั้งมั่น ปัญญา คือ การรู้เท่าทันความจริง วิมุตติ คือ ความหลุดพ้น วิมุตติญาณทัสสนะ คือ การรู้ด้วยญาณว่าหลุดพ้นแล้ว เรียกว่า ธรรมขันธ์ ๕” ใน คัมภีร์วิสุทธิมรรค ซึ่งเป็นคัมภีร์แม่บทที่นักปฏิบัติในประเทศไทยนิยมใช้เป็นแหล่งศึกษาค้นคว้าเรื่องการปฏิบัติธรรม (แต่งโดยพระพุทธโฆษาจารย์ ประมาณ พ.ศ.๑๐๐๐ สํานวนภาษาไทยชําระโดย วงศ์ ชาญบาลี) ในตอนมรณานุสติ กล่าวไว้ว่า “..อันว่าสมเด็จพระสรรเพชรพุทธองค์ ผู้ทรงพระสวัสดิภาคย์อันงามนั้น พระองค์มีรูปพระโฉมพระสรีระอัน วิจิตรด้วยทวตึงสมหาบุรุษลักษณะ (ลักษณะมหาบุรุษ ๓๒ ประการ) และพระอสีตยานุพยัญชนะ ๘๐ อย่างประเสริฐ ด้วยพระธรรมกาย อันบริบูรณ์ด้วยแก้วอันกล่าวแล้วคือ พระสีลขันธ์ สมาธิขันธ์ ปัญญาขันธ์ วิมุตติขันธ์ วิมุตติญาณทัสสนะขันธ์ อันบริสุทธิ์บริบูรณ์ด้วยอาการทั้งปวง” แสดงถึงธรรมขันธ์ ๕ ที่มีกล่าวไว้ในพระไตรปิฎกสําหรับประชาชนนั้น ในคัมภีร์วิสุทธิมรรคให้ความหมายไว้อย่างชัดเจนว่า ธรรมขันธ์ ๕ คือ ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ และวิมุตติญาณทัสสนะนั้นเป็นความบริบูรณ์ที่มีพร้อมอยู่ในพระธรรมกายของพระพุทธเจ้า องค์ ๑๐ ของพระอรหันต์ นอกจากนี้ในขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ สามเณรปัญหา (พระไตรปิฎกและอรรถกถาแปล ของมหามกุฎราชวิทยาลัย) ได้กล่าวว่า “อะไรเอ่ยชื่อว่า ๑๐ … ท่านผู้ประกอบพร้อมด้วยองค์ ๑๐ ท่านเรียกว่าพระอรหันต์” ซึ่งหลวงพ่อวัดปากน้ำได้อธิบายองค์ ๑๐ นี้ไว้ในพระธรรมเทศนาของท่าน เมื่อวันที่ ๓ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๙๗ ดังนี้ “ตามตําราท่านวางไว้ ทสหงฺเคหิ สมนฺนาคโต อรหาติ วุจฺจติติ ผู้ใดมาตามพร้อมแล้วด้วยองค์ ๑๐ ผู้นั้นเป็นพระอรหันต์ องค์นั้น คืออะไร สัมมาทิฏฐิ ๑ สัมมาสังกัปโป ๒ สัมมาวาจา ๓ สัมมากัมมันโต ๔ สัมมาวายาโม ๕ สัมมาอาชีโว ๖ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ ๘ มี ๘ แล้ว สัมมาญาณ ๙ สัมมาวิมุตติ ๑๐ แล้วมีองค์ ๑๐ อย่างนี้ องค์ ๘ นั้น ย่นลงเป็นองค์ ๓ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปโป นี่ย่นเข้าเป็น ปัญญา สัมมาวาจา สัมมากัมมันโต สัมมาอาชีโว ย่นลงเป็น ศีล สัมมาวายาโม สัมมาสติ สัมมาสมาธิ ย่นลงเป็น สมาธิ รวมเป็น ศีล สมาธิ ปัญญา ๓ ถ้าได้ ๓ แล้ว เติม สัมมาญาณ ๔ สัมมาวิมุตติ ๕ นี่แหละผู้ใดมาตามพร้อมด้วยธรรม ๕ ประการนี้แล้ว ผู้นั้นจะพบหลักฐานของพระพุทธศาสนาอย่างแน่นอน นี่อาศัยดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ได้เห็นดวงศีล ดวงสมาธิ ดวงปัญญา ดวงวิมุตติ ดวงวิมุตติญาณทัสสนะ หลักนี้เป็นสําคัญนัก ต้องเข้าถึงหลักนี้ให้ได้” อีกตอนหนึ่งในพระธรรมเทศนาหลวงพ่อ เมื่อวันที่ ๔ มีนาคม พ.ศ.๒๔๘๗ กล่าวว่า “ทสหงฺเคหิ สมนฺนาคโต อรหาติ วุจฺจตีติ ผู้ใดมาตามพร้อมด้วยองค์ ๑๐ ผู้นั้นเป็นพระอรหันต์ องค์ ๑๐ คืออะไร สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปโป สัมมาวาจา สัมมากัมมันโต สัมมาอาชีโว สัมมาวายาโม สัมมาสติ สัมมาสมาธิ นี่องค์ ๘ นี่แปดองค์แล้ว สัมมาญาณัง เป็นองค์ ๙ สัมมาวิมุตติ เป็นองค์ ๑๐ องค์ ๑๐ ย่อลงเหลือ ๕ คือ ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ เมื่อรู้จักหลักดังนี้ละก็ นี่แหละหลักพระพุทธศาสนา” หนทางไปนิพพาน หลักของพระพุทธศาสนาคือ การปฏิบัติตาม “ทางสายกลาง” และในทางสายกลางจากการเข้ากลางดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ก็จะเข้าถึงดวงศีล ดวงสมาธิ ดวงปัญญา ดวงวิมุตติ ดวงวิมุตติญาณทัสสนะ การไปตามหนทางซึ่งมีดวงศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ จึงเป็นการปฏิบัติไปตามทางสายกลางตามหลักของพระพุทธศาสนา หลวงพ่อวัดปากน้ำได้กล่าวถึงหนทาง ชึ่งมีดวง ๕ ดวงนี้ไว้ในพระธรรมเทศนา เมื่อวันที่ ๔ มีนาคม พ.ศ.๒๔๙๗ ว่า “ในกลางดวงธรรมที่ทําให้เป็นมนุษย์ เดินไปทางศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ ก็จะถึงกายมนุษย์ละเอียด กลางดวงธรรมที่ทําให้เป็นกายมนุษย์ละเอียด เดินไปทางศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะอีก เข้าถึงกายทิพย์ กลางดวงธรรมที่ทําให้เป็นกายทิพย์ก็เดินในทางศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ เข้าถึงกายทิพย์ละเอียด กลางดวงธรรมที่ทําให้เป็นกายทิพย์ละเอียด ก็เดินในทางศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ เข้าถึงกายรูปพรหม รูปพรหมละเอียด อรูปพรหม อรูปพรหมละเอียด เดินแบบเดียวกันนี้ทั้ง ๑๘ กาย เดินไปแบบเดียวถึงพระอรหัตทีเดียว นั่นแหละต้องเดินในทาง ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ ทั้งนั้น เมื่อรู้จักหลักดังนี้ละก็ว่า ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ นั่นแหละเป็น “หนทาง” ไม่ใช่ 'ธรรม' บอกเป็น “หนทาง” อริโย อฏฺฐงฺคิโก มคฺโค หนทางมีองค์ ๘ ประการ ไปจากข้าศึกคือกิเลสได้ (พุทธพจน์ จากธัมมจักกัปปวัตตนสูตร) ก็พูดถึง 'หนทาง' นี่ ศีล สมาธิ ปัญญา เป็น 'หนทาง' ถ้าว่าไม่มีศีล สมาธิ ปัญญา ไม่มีทางไป ไปนิพพานไม่ถูก ถ้าจะไปนิพพานให้ถูก ต้องไปทางศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ” จาก “ต้นทาง' ไปนิพพานคือ ดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน หรือ ดวงปฐมมรรค หลวงพ่อได้บอก “หนทาง” ไป นิพพานว่า ต้องไปทางศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ หนทางนี้มีอยู่ในทุกๆ กายที่เข้าถึง เข้าถึงกายไหนแล้ว ก็ต้องไปตามหนทางนี้เรื่อยไป จึงจะไปสู่นิพพานได้ ความรู้เรื่องทางไปนิพพานที่ชัดเจนอย่างนี้ ท่านผู้เป็นนักปฏิบัติทั้งหลายคงยืนยันด้วยตนเองได้ว่า ไม่เคยได้ยินได้ฟังได้ศึกษามาก่อนอย่างแน่นอน มีเพียงหลวงพ่อวัดปากน้ำที่อธิบายหนทางไปนิพพาน ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสไว้แบบที่ส่องแนวทางปฏิบัติอย่างชัดเจน เมื่อระลึกถึงคําสอนของหลวงพ่อที่สอนไว้อย่างชัดแจ้งเช่นนี้แล้วก็น้อมนําให้ได้กราบกรานระลึกถึงพระคุณอันยิ่งใหญ่ของท่านทุกๆ วัน หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านเป็นบุคคล ที่ควรบูชาอย่างยิ่ง เป็นมิ่งขวัญที่ให้ความร่มเย็นแก่จิตใจของผู้ที่ได้ปฏิบัติตามคําสอนของท่าน จน จิตรเจิดแจ่มแจ้ง จับใจ ถึง ที่ธรรมเทียมโถง เที่ยงแท้ สุด สุขสุดสดใส สร่างเศร้า หมด ไม่มีหมองแม้ มอดม้วยเพื่อมารมรณ์ สุนทรพ่อ ตอนที่ ๑๗ กายในกาย เรื่องของดวง ๖ ดวงคือดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ดวงศีล ดวงสมาธิ ดวงปัญญา ดวงวิมุตติ ดวงวิมุตติญาณทัสสนะ ตามรอยฯ ได้แสดงหลักฐานที่มีกล่าวอยู่ในพระไตรปิฎก และได้ยกคําสอนของหลวงพ่อวัดปากน้ำฯ มากล่าวไว้แล้วในสองตอนที่ผ่านมา ในตอนนี่ยังคงเหลือเรื่องของ “กายในกาย” ที่หลวงพ่อท่านยืนยันผลของการปฏิบัติไว้ว่ามีจริง ในพระไตรปิฎกก็มีการกล่าวถึงกายในกายไว้อย่างชัดเจน ในพระสูตรชื่อ มหาสติปัฏฐานสูตร (ทีฆนิกายมหาวรรค สุตตันตปิฎก) ซึ่งหลวงพ่อได้ค้นมายืนยันเอาไว้แล้ว ท่านได้กล่าวไว้ในพระธรรมเทศนาเรื่อง “พุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ' ว่า “ยังมีคําว่า 'กาเย กายานุปสฺสี' ในมหาสติปัฏฐานสูตร เป็นหลักฐานสนับสนุนอีก กายานุปสฺสี แปลว่า เห็นตามหรือตามเห็นซึ่งกาย กาเย แปลว่า ในกาย รูปศัพท์มีวิภัตติตรึงอยู่เช่นนั่น แปลตรงตามศัพท์ และย่นคําให้สั้นว่า ตามเห็นกายในกาย คือตามเห็นเรื่อยเข้าไปเป็นชั้นๆ เห็นกายมนุษย์แล้วตามเข้าไปเห็นกายทิพย์ ตามเข้าไปเห็นกายรูปพรหม ตามเข้าไปเห็นกายอรูปพรหม ตามเข้าไปเห็นกายธรรม ดังนี้ เป็นหลักฐานรับสมกันอยู่” ท่านที่ได้เคยศึกษาธรรมในพระไตรปิฎกมาบ้าง ก็จะทราบเรื่อง “กายในกาย” จากมหาสติปัฏฐานสูตรมาแล้ว การอธิบายความที่เคยได้รู้กัน คือการพิจารณาดูลมหายใจเข้าออก ภายในกาย หรือการพิจารณาดูร่างกายว่าเป็นของน่าเกลียด หรือการพิจารณาถึงอิริยาบถการเคลื่อนไหวของร่างกาย เป็นต้น สรุปก็คือการพิจารณาสิ่งต่างๆ อันเนื่องด้วยกายมนุษย์หยาบที่เห็นด้วยตาเนื้อนี้เพียงกายเดียวทั้งสิ้น แต่หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านบอกว่าตามศัพท์แล้วจะแปลเป็นอย่างอื่นไม่ได้ นอกจากการ “ตามเห็นกายในกาย” ซึ่งหมายความชัดเจนว่า ในกายหนึ่งต้องมีอีกกายหนึ่งอยู่ภายในกายนั้น จึงได้กล่าวอย่างชัดๆ ว่า “กายในกาย” การตามเห็นกายในกายไม่สามารถจะกระทําได้ด้วยวิธีการผ่าพิสูจน์ร่างกาย หรือการใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์มาตรวจจับดูกายภายใน แต่อาศัยวิธีการฝึกใจให้ “หยุด” อยู่ที่ศูนย์กลางกาย และการเข้ากลางกายไปในทางสายกลาง เป็นวิธีการเดียวที่จะใช้ตรวจสอบว่าในกายของมนุษย์ มีกายอยู่ภายในจริงหรือไม่ อย่างไรก็ตาม แม้ในมหาสติปัฏฐานสูตรจะกล่าวยืนยันไว้ว่า ในกายหนึ่งมีกายอีกกายหนึ่งอยู่ภายใน แต่ก็ไม่ได้บอกรายละเอียดว่า มีอยู่กี่กาย กายอะไรบ้าง หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านได้อธิบาย “กายในกาย” ว่ามี อยู่ ๑๘ กาย คือ กายมนุษย์ กายมนุษย์ละเอียด กายทิพย์ กายทิพย์ละเอียด กายรูปพรหม กายรูปพรหมละเอียด กายอรูปพรหม กายอรูปพรหมละเอียด และกายธรรมต่างๆ อีก ๑๐ กาย คือ กายธรรมโคตรภู กายธรรมโคตรภูละเอียด กายธรรมพระโสดา กายธรรมพระโสดาละเอียด กายธรรมพระสกทาคา กายธรรมพระสกทาคาละเอียด กายธรรมพระอนาคา กายธรรมพระอนาคาละเอียด กายธรรมพระอรหัต กายธรรมพระอรหัตละเอียด รวมเป็นทั้งสิ้น ๑๘ กาย ชื่อของกายทั้ง ๑๘ กายมีกล่าวไว้ในพระไตรปิฎกทั้งสิ้น แต่กล่าวอย่างกระจัดกระจายอยู่ในพระสูตรต่างๆ หลายพระสูตร แผนผังกายในกายของมนุษย์ ที่กระจัดกระจายอยู่ในพระสูตรหลายพระสูตร หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านได้รวบรวมไว้เป็นแผนผังเดียวกัน ยังความรู้ในพระไตรปิฎกให้กระจ่างแจ้ง ง่ายต่อการศึกษาทําความเข้าใจ และง่ายต่อการปฏิบัติให้ถูกต้องร่องรอยของพระพุทธศาสนา อาจจะมีบ้างที่การใช้คําไม่ตรงกัน เช่น คําว่ากายธรรมหยาบและกายธรรมละเอียด (กายที่เรียกเฉยๆ คือกายธรรม พระอรหัตหยาบ) ในพระไตรปิฎกจะใช้คําว่ามรรคและผล เช่น พระอรหัตตมรรค พระอรหัตตผล ซึ่งหลวงพ่อวัดปากน้ำได้อธิบายไว้ในพระธรรมเทศนา เรื่อง อาทิตตปริยายสูตร เมื่อวันที่ ๒๕ สิงหาคม พ.ศ.๒๔๙๗ ว่า “กายธรรมอย่างหยาบ กายธรรมโคตรภู โสดา สกทาคา อรหัตอย่างหยาบ นั้นแหละเป็นตัวมรรค กายธรรมอย่างละเอียด โสดาอย่างละเอียด สกทาคาอย่างละเอียด อนาคาอย่างละเอียด อรหัตอย่างละเอียด นั่นแหละเป็นตัวผล” เรื่องราวของกายในกาย เป็นหลักสําคัญของชีวิตมนุษย์ทุกๆ คนที่ควรรู้ ควรทําความเข้าใจว่า ชีวิตไม่ได้มีเพียงกายมนุษย์ที่เห็นได้ด้วยตาเนื้อนี้อย่างเดียว หากแต่ว่า ชีวิตหมายถึง กายภายในที่ยังมีอยู่ภายในตัวของมนุษย์ทุกๆ คนอีก เป็นกายของตัวเราทั้งนั้น สามารถสั่งให้ทําการงานใดๆ ก็ได้ เหมือนใช้กายมนุษย์ที่เห็นด้วยตาเนื้อนี้เช่นกัน ความสามารถใดๆ ที่มีอยู่ในกายภายใน ก็สามารถนํามาใช้เป็นความสามารถของตัวเราทั้งสิ้น นี้เป็นสิ่งอัศจรรรย์ที่ซ่อนอยู่ในตัวของมนุษย์ทุกๆ คน ซึ่งหลวงพ่อวัดปากน้ำท่านได้เมตตาชี้แนะสั่งสอนให้เห็นอย่างชัดเจน รายละเอียดของกายในกายเหล่านี้ หลวงพ่อวัดปากน้ำได้กล่าวไว้อย่างไรบ้าง จะได้เริ่มศึกษากันไปตามลําดับ เริ่มที่กายที่หนึ่ง คือ กายมนุษย์ หลวงพ่อท่านกล่าวไว้ในพระธรรมเทศนา เมื่อวันที่ ๓ ตุลาคม พ.ศ.๒๔๙๗ ว่า “กายมนุษย์ที่ปรากฏอยู่ นั่งเทศน์อยู่นี่ นั่งฟังเทศน์อยู่นี่ นี่กายมนุษย์แท้ๆ” กายที่สองคือ กายมนุษย์ละเอียด หลวงพ่อกล่าวไว้ในพระธรรมเทศนา เมื่อวันที่ ๓ ตุลาคม พ.ศ.๒๔๙๗ ว่า “แต่ว่ากายมนุษย์นี่แหละ เวลานอนหลับฝันไปก็ได้ พอฝันออกไปอีกกายหนึ่ง เขาเรียกว่า “กายมนุษย์ละเอียด” นี่รู้จักกันทุกคนเชียวกายนี้ เพราะเคยนอนฝันทุกคน รูปพรรณสัณฐานเป็นอย่างไร เป็นเหมือนมนุษย์คนนี่แหละ คนที่ฝันนี่แหละ นุ่งห่มอย่างไร อากัปกิริยาเป็นอย่างไร สูงต่ำอย่างไร ข้าวของเป็นอย่างไร ก็ปรากฏเป็นคนนี้แหละ แบบเดียวกันทีเดียว คนเดียวกันก็ว่าได้ แต่ว่าเป็นคนละคน (คนละกาย) เขาเรียกว่า 'กายมนุษย์ละเอียด' เวลานอนหลับสนิทถูกส่วนเข้าแล้ว ก็ฝันออกไป ออกไปอีกคนหนึ่ง ก็เป็นกายมนุษย์คนนี้แหละ รูปพรรณสัณฐานเป็นอย่างนี้แหละ ถึงได้ชื่อว่า 'กายมนุษย์ละเอียด' กายมนุษย์คนที่ออกไปนั่นแหละ เขาเรียกว่า กายมนุษย์ในกายมนุษย์ นี่แหละ 'กายในกาย' เห็นจริงอย่างนี้ ไม่ใช่เห็นตามเหลวไหล เห็นอย่างนี้ก็เป็นหลักเป็นพยานได้ทุกคน เพราะเคยนอนฝันทุกคน” หลวงพ่อได้กล่าวไว้ถึงกายที่ทําหน้าที่ฝัน ในพระธรรมเทศนา เมื่อวันที่ ๙ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๙๗ อีกว่า “พอเข้าไปถึงกายมนุษย์ละเอียดเท่านั้นจะตกใจทีเดียวว่า เจ้านี้ข้าไม่เคยเห็นเลย เจ้าอยู่ที่นี่ เวลาเจ้าฝันออกไป เวลาตื่นขึ้นมาก็ไม่เห็นเจ้า ไม่รู้ว่าหายไปอยู่ที่ไหน ข้าไม่รู้จักที่ของเจ้าว่าอยู่ที่ไหน บัดนี้ข้ามาพบเจ้าเข้าแล้ว อยู่กลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะนี่เอง กายมนุษย์ละเอียดที่ฝันออกไป เมื่อพบเจ้าเวลานี้ก็ดีแล้ว ไหนเจ้าลองฝันให้ข้าดูซิ ฝันไปเมืองเพชร ไปในเขาวัง เอาเรื่องในเขาวังนั้นมาเล่าให้ฟังหน่อย สักนาทีเดียวเท่านั้น กาย(มนุษย์) ละเอียดฝันไปเอาเรื่องในเขาวังมาเล่า ให้กายมนุษย์หยาบฟังแล้ว และเจ้าลองไปเอาเรื่องทางอรัญประเทศบ้าง พระธาตุพนมบ้าง มาเล่าให้ฟัง สักนาทีเดียวเช่นกัน กายมนุษย์ละเอียดก็ฝันไปเอาเรื่องพระธาตุพนมมาเล่าให้ฟังอีก และไหนลองฝันไปเมืองเชียงใหม่ ไปเอาเรื่องดอยสุเทพมาเล่าให้ฟังอีก ไปเมืองนครศรีธรรมราช ฝันไปเอาเรื่องพระเจดีย์บรรจุพระบรมธาตุ มาเล่าให้ข้าฟังอีกเช่นกัน นี่ฝันได้อย่างนี้ ฝันทั้งๆ ที่ตื่นๆ ไม่ใช่ฝันหลับ ฝันอย่างนี้ประเดี๋ยวเดียวได้เรื่องหลายเรื่อง ถ้าหลับฝันนานนัก กว่าจะได้สักเรื่องหนึ่ง หลายคืนจึงจะได้สักเรื่องหนึ่งบ้าง บางทีไม่ฝันเสียเลย บางทีฝันบ่อยครั้ง เอาแน่นอนไม่ได้ ให้รู้จักกายมนุษย์ละเอียด ดังนี้ ถ้าเราเป็นเช่นนี้ เราก็สนุกไม่น้อย ถ้าเราเข้าถึงกายมนุษย์ละเอียด เราก็ฉลาดกว่าคนชั้นหนึ่ง เพราะกายมนุษย์รู้เรื่องหยาบๆ เราเข้าถึงกายมนุษย์ละเอียด เราจึงรู้เรื่องได้ละเอียดกว่า เรื่องลี้ลับอะไรเรารู้หมด เราไปตรวจดูได้หมดทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นกลางวันหรือกลางคืน ไปตรวจดู ได้เอากายมนุษย์ละเอียดนี่ไปตรวจดู” อีกตอนหนึ่งในพระธรรมเทศนา เมื่อวันที่ ๑๐ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๙๗ ว่า “เราเห็นเท่านี่ เราก็ฉลาดกว่าคนอีกชั้นหนึ่งแล้ว เขาใช้แค่กายมนุษย์เท่านั้น แต่เราเข้าถึงกายมนุษย์ละเอียดจะไปสืบดู เดี๋ยวก็รู้ได้ทันทีว่า คนนั้นซื่อตรงหรือไม่ กายละเอียดบอกกายมนุษย์แล้ว นี่ฉลาดกว่ากันอย่างนี้ใช้ได้อย่างนี้ เข้าไปข้างในถามเรื่องราวจริงได้และโกหกหลอกลวงกันไม่ได้ นี่เขาเรียกว่า ปัญญาสองชั้น คือมีปัญญาในกายมนุษย์ชั้นหนึ่ง และมีปัญญาในกายมนุษย์ละเอียดอีกชั้นหนึ่ง กายมนุษย์ละเอียดนี้รู้เรื่องมากมาย รู้แม้กระทั่งเรื่องลี้ลับต่างๆ ที่ท่านกล่าวว่า นตฺถิ โลเก รโห นาม ขึ้นชื่อว่าความลับไม่มีในโลกนั้นถูกต้องทีเดียว คือ ความลับมีแต่เฉพาะในกายมนุษย์เท่านั้น กายมนุษย์ละเอียดไม่มีความลับ...” เข้าถึงกายมนุษย์ละเอียดยังมีคุณวิเศษมากถึงเพียงนี้ สามารถไปรู้เรื่องที่กายมนุษย์หยาบไม่รู้เรื่องอีกมากมาย แม้ใครจะมาโกหกไม่ซื่อตรงอย่างใด เข้าถึงกายมนุษย์ละเอียดแล้วก็สืบดูได้ว่าโกหกหรือเปล่า หลวงพ่อยังได้บอกไว้ว่า “ถ้าเราเป็นเช่นนี้ เราจะสนุกไม่น้อย” ถ้าปฏิบัติให้เข้าถึงได้จริง ก็คงจะได้สนุกจริงอย่างที่หลวงพ่อท่านบอกไว้ นี้เป็นเรื่องของกายมนุษย์ละเอียด นับเป็นกายที่สองจาก ๑๘ กาย ที่หลวงพ่อกล่าวว่ามีอยู่ในตัวมนุษย์ทุกคน สําหรับกายอื่นๆ หลวงพ่อกล่าวไว้ในพระธรรมเทศนา เรื่อง มหาสติปัฏฐานสูตร เมื่อวันที่ ๑๐ ตุลาคม พ.ศ.๒๔๙๗ ว่า “นี่พอเข้าถึงกายมนุษย์ละเอียดก็ฉลาดกว่าเท่าหนึ่งแล้ว สูงกว่าเท่าหนึ่งแล้ว เข้าถึงกายทิพย์ก็สองเท่าแล้ว กายทิพย์ละเอียดก็สามเท่าแล้ว กายรูปพรหมสี่เท่า กายรูปพรหมละเอียดห้าเท่า กายอรูปพรหมหกเท่า กายอรูปพรหมละเอียดเจ็ดเท่า เข้าถึงกายธรรมและกายธรรมละเอียดแปดเก้าเท่าเข้าไปแล้ว มันมีความฉลาดกว่ากันอย่างนี้นะ ให้รู้จักว่าของสูงของต่ำอย่างนี้” กายมนุษย์ละเอียดฉลาดกว่ามนุษย์หยาบเท่าหนึ่ง ยังสามารถไปรู้ได้ว่าใครโกหกหรือไม่โกหก แล้วถ้าได้เข้าถึงกายต่างๆ ที่ฉลาดกว่าสองเท่าสามเท่าเรื่อยไปละ จะมีความสามารถพิเศษใดๆ อีก แต่อย่างไรก็ตาม หลวงพ่อได้สรุปกายเบื้องต้น ๘ กาย ไว้ในพระธรรมเทศนาเรื่อง “สิ่งที่เป็นเกาะ เป็นที่พึ่งของตน” เมื่อวันที่ ๑๓ กันยายน พ.ศ.๒๔๙๗ ว่า “กายมนุษย์ กายมนุษย์ละเอียด กายทิพย์ กายทิพย์ละเอียด กายรูปพรหม กายรูปพรหมละเอียด กายอรูปพรหม กายอรูปพรหมละเอียด ๘ กายนี้ อยู่ในกามภพ รูปภพ อรูปภพ เวียนว่ายตายเกิดไม่รู้จักจบจักแล้ว...ยักเยื้องแปรผันอยู่ เอาจริงเอาจังไม่ได้ ที่จะเอาจริงเอาจังได้ต้องเข้าไปถึงกายธรรม” นั่นหมายถึงว่า กายเบื้องต้น ๘ กายนี้เป็นกายที่เหมือนเป็นทางผ่าน แม้ปฏิบัติเข้าถึงได้แล้ว มีความสามารถพิเศษกว่ากายมนุษย์หยาบเพียงใด ก็เป็นกายที่ควรละทิ้งเพราะเอาจริงเอาจังไม่ได้ แต่ควรปฏิบัติให้เข้าถึงกายธรรม หยุด เป็นตัวสําเร็จให้ จําไว้ หยุด นิ่งดิ่งภายใน กายแก้ว หยุด ในหยุดต่อไป เรื่อยเรื่อย หยุด อย่างนี้คลาดแคล้ว บ่วงแร้วพญามาร สุนทรพ่อ ตอนที่ ๑๘ กายธรรม (ธรรมกาย) ตามรอยฯ ได้นําพาท่านผู้อ่านไปในหนทางสู่นิพพาน ด้วยการเดินตามทางสายกลาง กลางกายที่ศูนย์กลางกาย ดวง ๖ ดวง และกายภายในมาได้ ๘ กายแล้ว ในตอนนี้ยังมีกายอีก ๑๐ กาย ซึ่งทั้ง ๑๐ กายนี่เรียกว่า กายธรรมทั้งนั้น เป็นกายที่จะได้เดินทางให้ถึงกันต่อไป คําว่า “กายธรรม” หรือ “ธรรมกาย” เป็นคําอยู่คู่กับหลวงพ่อวัดปากน้ำ เพราะหลวงพ่อเป็นผู้ค้นพบวิชชาธรรมกาย หรือเป็นผู้ค้นพบวิธีปฏิบัติเพื่อให้เข้าถึงธรรมกาย ธรรมกายเป็นสิ่งที่หลวงพ่อเน้นย้ำทุกๆ ครั้งในพระธรรมเทศนาของท่านว่า “ควรปฏิบัติให้เข้าถึงให้ได้” ซึ่งมีอยู่ด้วยกัน ๑๐ กาย คือ กายธรรม (หรือกายธรรมโคตรภู) กายธรรมโคตรภูละเอียด กายธรรมพระโสดาบัน กายธรรมพระโสดาบันละเอียด กายธรรมพระสกทาคามี กายธรรมพระสกทามีละเอียด กายธรรมพระอนาคามี กายธรรมพระอนาคามีละเอียด กายธรรมพระอรหัต กายธรรมพระอรหัตละเอียด ดังนั้น เพื่อความเข้าใจในเรื่องของธรรมกายยิ่งขึ้น ตามรอยฯ จึงนําเรื่องราวของธรรมกายที่หลวงพ่อได้กล่าวไว้ในพระธรรมเทศนาของท่านมาให้ท่านผู้อ่านได้ศึกษา คําว่า “ธรรมกาย” นั้นมีกล่าวยืนยันไว้ในพระไตรปิฎก หลวงพ่อได้ค้นคว้ามายืนยันไว้ในพระธรรมเทศนาของท่าน ดังนี้ ธรรมกาย คือ พระพุทธเจ้า “กายมนุษย์เป็นพระพุทธเจ้าไม่ได้ จะเป็นพระพุทธเจ้าได้ต้องเป็นธรรมกาย ธรรมกายเท่านั้นเป็นพระพุทธเจ้าได้ พระองค์รับสั่งด้วยพระองค์เองว่า 'ธมฺมกาโย อหํ อิติปิ เราตถาคต คือ ธรรมกาย' ธรรมกายนั้นเป็นพระพุทธเจ้า เป็นพระตถาคตแท้ๆ ไม่ใช่อื่น อีกวัยหนึ่งในพระสุตตันตปิฎกแท้ๆ ตรัสไว้ว่า “เอตํ โข วาเสฏฺฐา ธมฺมกาโยติ ตถาคตสฺส อธิวจนํ ดูก่อน วาเสฏฐโคตรทั้งหลาย คําว่าธรรมกาย ธรรมกายนั้นเป็นตถาคตโดยแท้' รับสั่งอย่างนี้ ธรรมกายนั่นเอง คือพระตถาคตเจ้า” (จาก ภัตตานุโมทนาคาถา ๙ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๙๗) ธรรมกายเป็นชื่อตถาคต “พระสิทธัตถะทรงกระทําความเพียรอยู่ถึง ๖ พรรษา จึงพบรัตนะอันลี้ลับซับซ้อนอยู่ในพระองค์ คือ ธรรมกาย มีสัณฐานเหมือนพระปฏิมากรเกตุดอกบัวตูม มีสีใสเหมือนกระจก ปรากฏอยู่ในศูนย์กลางกาย ที่ว่านี้มีหลักฐานในอัคคัญญสูตร ที่พระองค์ตรัสแก่ วาเสฏฐสามเณรว่า 'ตถาคตสฺส เหตํ วา เสฏฺฐาธิวจนํ ธมฺมกาโย อหํ อิติปิฯ' ในสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค ยืนยันความว่า “ดูกร วาเสฏฐสามเณร คําว่าธรรมกาย ธรรมกายนี้เป็นชื่อตถาคตโดยแท้” (จาก พุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ) ตถาคต คือ ธรรมกาย “พระองค์รับสั่งกับวักกลิภิกขุว่า 'อเปหิ วกฺกลิ วักกลิจงถอยออกไป อิมํ ปูติกายํ ทสฺสนํ มาดูไยเล่าร่างกายตถาคตที่เป็นของเปื่อยเน่า โย โข วกฺกลิ ธมฺมํ ปสฺสติ โส มํ ปสฺสติ แน่ะ สําแดงวักกลิ ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเราตถาคต ธมฺมกาโย อหํ อิติปิ ผู้ตถาคตคือธรรมกาย' นั่นแน่ะ บอกตรงนั้นแน่ะว่า เราตถาคตคือธรรมกาย ธรรมกายนั่นเองเป็นตัวตถาคตเจ้า” (จาก พุทธวรัตนะ ๒๖ เมษายน พ.ศ.๒๔๙๗) นอกจากคํากล่าวยืนยันที่มีกล่าวไว้ในพระไตรปิฎกแล้ว หลวงพ่อยังได้อธิบายเรื่องราวของธรรมกายไว้ในพระธรรมเทศนาของท่านอีกหลายตอน เช่น “ธรรมกายนี้ คือ พุทธรัตนะ ดวงธรรมที่ทําให้เป็นธรรมกายนั้น เรียกว่า ธรรมรัตนะ ธรรมกายละเอียดอยู่ในกลางดวงธรรมรัตนะนั้นเรียกว่าสังฆรัตนะ” (จาก ภัตตานุโมทนาคาถา ๑๐ พฤษภาคม ๒๔๙๗) ธรรมกายเป็นแก่นสารของพระธรรมวินัย “ …..ทําให้มี ให้เป็นธรรมกายขึ้นนั่นนะ เป็นแก่นเป็นสาระในพระพุทธศาสนา เรียกว่าเป็นแก่นแน่นหนาทีเดียว ได้ชื่อว่ายืดไว้ได้ซึ่งแก่นสารของตนทีเดียว อาทยิ สารเมว อตฺตโน ยึดไว้ได้ซึ่งแก่นสารของตนทีเดียว ได้ธรรมกายแล้ว ทําธรรมกายนั่นให้เป็นพระโสดาปัตติมรรค โสดาปัตติผล สกทาคามิมรรค สกทาคามิผล อนาคามิมรรค อนาคามิผล อรหัตมรรค อรหัตผล เป็นลําดับขึ้นไป อย่างนี้พบแก่นสารในธรรมวินัยของพระศาสดาแท้” (จาก กรณียเมตตสูตร ๑ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๙๗) ธรรมกายเป็นตัวแท้ “อัตตาสมมุติ ได้แก่ กายมนุษย์ กายทิพย์ กายรูปพรหม กาย อรูปพรหม เพราะกายเหล่านี้ยังมีเกิดมีตาย เป็นกายส่วนโลกีย์ ยังมีกายอีกกายหนึ่งซึ่งเป็นกายโลกุตตระ คือ ธรรมกาย ธรรมกายนี้แหละเป็นอัตตาแท้ หรือตนแท้” (จาก พุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ) ธรรมกายเป็นนิจจัง สุขัง อัตตา “สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ ธรรมทั้งหลายไม่ใช่ตัว หลีกจากสังขารทั้งหลายที่ไม่เที่ยง สังขารทั้งหลายที่เป็นทุกข์ หลีกจากสังขารเหล่านั้นไปเสีย ธรรมทั้งหลายที่ไม่ใช่ตัว หลีกจากธรรมที่ไม่ใช่ตัวไปเสีย เข้าถึงตัวให้ได้ เข้าถึงธรรมกายให้ได้ ธรรมกายเป็นตัวธรรมกายเที่ยง อื่นจากธรรมกายเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา....ส่วนธรรมกายนั้นเป็นนิจจัง สุขัง อัตตา” (จาก ติลักขณาทิคาถา ๑ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๓๕๓) ถึงตอนนี้ก็คงจะพอรู้จักเรื่องของธรรมกายบ้างแล้ว คุณของการเข้าถึงธรรมกายมีอย่างไรบ้าง หลวงพ่อท่านได้ให้ความรู้ไว้หลายตอน ดังจะยกมาแสดงต่อไปนี้ ธรรมกายรู้จักภูตผีปีศาจ “พวกธรรมกายเขาเห็นด้วยกันทุกคน ภูตผีปีศาจเหล่านี้ มีธรรมกายแล้วก็เห็น เห็นชัดๆ เอามาเล่าให้ฟังได้ รูปพรรณสัณฐานเป็นอย่างไร นี่วัดปากน้ำมีธรรมกายมากนะ ถ้าอยากจะรู้ว่าภูตผีปิศาจมีรูปพรรณสัณฐานเป็นอย่างไรแล้ว ก็ไปไถ่ถามกันได้ พูดกันได้ว่ากุมภัณฑ์นั้นเป็นอย่างไร ไปไถ่ถามกันได้ พูดกันได้ แล้วยังมีอีกมากมายที่เรายังไม่รู้จักน่ะ” (จาก พุทธรัตนะ ๒๖ เมษายน พ.ศ.๒๔๙๗) ธรรมกายรู้วันตายได้ “เจ้าภาพผู้บริจาคทานวันนี้ ผู้ที่เป็นหัวหน้าเขาเป็นคนมีธรรมกาย เข้าถึงธรรมกายละเอียดแล้ว สามารถใช้อะไรได้ต่างๆ ดังนั้นเราที่ยังไม่ได้ จงอุตส่าห์พยายามเพียรเรียนให้เข้าถึงกายธรรมละเอียดนี้บ้าง ให้ถึงธรรมกายเช่นเขานี้บ้าง หากถึงธรรมกายเช่นนี้แล้วจะเอาตัวรอดได้ ตายเสียชาติก่อนก็ได้ ถ้าวันไหนจะตายก็รู้ คือสามารถรู้ได้” (จาก ภัตตานุโมทนาคาถา ๑๐ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๙๗) ธรรมกายนําบุญให้แก่ญาติที่ล่วงลับไปแล้วได้ “ถ้าว่ามีธรรมกายง่ายเต็มที ทําบุญเท่าไรได้หมด เพราะเหตุว่าธรรมกายนําไปบอกให้อนุโมทนา ก็ได้สําเร็จสมความปรารถนา แม้จะไปตกนรก ธรรมกายนําส่วนกุศลที่ญาติอุทิศส่งไปให้ ไปถึงนรกก็ได้รับส่วนกุศลสมมาดปรารถนา พ้นจากนรกทีเดียว ถ้าว่าเป็นเทวดาบุญหนักศักดิ์ใหญ่ได้ส่งขึ้นไป ถ้าได้เกิดเป็นสัตว์เดียรัจฉาน เป็นมนุษย์ได้ ไปให้แก่กายละเอียด ถ้ากายมนุษย์ไม่รู้เรื่อง ให้กายมนุษย์ละเอียดที่ฝันออกไป กายทิพย์ กายทิพย์ละเอียด แต่ว่ากายมนุษย์ไม่รู้เรื่อง” (จาก ภัตตานุโมทนาคาถา ๑๖ มกราคม พ.ศ.๒๔๙๗) ธรรมกายเป็นผู้เห็นอริยสัจ ๔ “สัจจธรรมทั้ง ๔ นี้ใครเป็นคนรู้คนเห็น ธรรมกาย ธรรมกายโคตรภู ทั้งหยาบทั้งละเอียด ธรรมกายโสดาทั้งหยาบทั้งละเอียด ธรรมกายพระสกทาคาทั้งหยาบทั้งละเอียด ธรรมกายพระอนาคา ทั้งหยาบทั้งละเอียด ธรรมกายพระอรหัตทั้งหยาบทั้งละเอียด เป็นผู้เห็น เป็นผู้รู้ เป็นผู้เห็นทุกขสัจ สมุทัยสัจ นิโรธสัจ มรรคสัจ เหล่านี้ นี้แหละเป็นธรรมสําคัญในพุทธศาสนา” (จาก เขมาเขมสรณาคมน์ ๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๔๙๗) ธรรมกายเท่านั้นไปนิพพานได้ “น้อยนักที่จะเข้าถึงฝั่ง คือนิพพานทีเดียว เข้าถึงนิพพานไม่ใช่เป็นของเข้าถึงได้ง่าย...นอกจากวิชชานี้แล้ว ไม่มีใครไปนิพพานได้เลย ไปนิพพานได้ก็แต่ธรรมกายเท่านั้น” (จาก ติลักขณาทิคาถา ๔ เมษายน พ.ศ.๒๔๙๗) ธรรมกายไปนิพพานได้ (๑) “ตั้งแต่กายธรรม กายธรรมละเอียด กายธรรมโสดา โสดาละเอียด กายธรรมสกทาคา สกทาคาละเอียด กายธรรมอนาคา อนาคาละเอียด กายธรรมอรหัต อรหัตละเอียด ๑๐ กายนี่ไปนิพพานได้ทั้งนั้น” (จาก รัตนสูตร ๑๖ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๙๗) ธรรมกายไปนิพพานได้ (๒) “ถ้าว่าโดยย่อแล้วละก็ พอถึงกายธรรมหยาบละเอียดเท่านั้น ไปนิพพานได้แล้ว” (จาก ขันธ์ ๕ เป็นภาระอันหนัก ๒๙ ธันวาคม พ.ศ.๒๔๙๖) ที่กล่าวมาเป็นคุณเพียงเล็กน้อยของการได้เข้าถึงธรรมกาย ที่หลวงพ่อได้กล่าวไว้ในพระธรรมเทศนาของท่านยังมีกล่าวไว้อีกมากมาย เมื่อเห็นว่าธรรมกายมีคุณมาก ควรแก่การปฏิบัติให้เข้าถึงแล้ว จะปฏิบัติให้เข้าถึงได้อย่างไร หลวงพ่อท่านได้อธิบายไว้ เมื่อวันที่ ๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๔๙๗ ว่า “ที่เราเดินทางศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ ในกายมนุษย์มาถึงกายมนุษย์ละเอียด ในกายทิพย์มาถึงกายทิพย์ละเอียด ในกายรูปพรหมมาถึงกายรูปพรหมละเอียด ในกายอรูปพรหม มาถึงกายอรูปพรหมละเอียด จนกระทั่งมาถึงธรรมกาย ธรรมกายละเอียดนี้ เราต้องเดินในช่องทางของศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะนี่เอง” สําหรับผู้ที่ได้ธรรมกายแล้ว หลวงพ่อได้กล่าวตักเตือน ให้รักษาธรรมกายไว้ในพระธรรมเทศนา เมื่อวันที่ ๑๙ มีนาคม พ.ศ.๒๔๙๗ ว่า “ถ้าเห็นธรรมกาย เป็นธรรมกายแล้ว แก้ไขธรรมกายนั่นให้สะอาดให้ผ่องใสหนักขึ้น อย่าให้ยุ่ง อย่าให้มัวหมอง ถ้าเห็นบ้างไม่เห็นบ้างอย่างนั้นยังง่อนแง่น ยังใช้ไม่ได้ ถ้าเห็นแจ่มใสบริสุทธิ์ ไม่มีราคีเหมือนกระจกส่องเงาหน้า เจ้าของเห็นเวลาไร แล้วยิ้มจ้าเวลานั้น ...แล้วใจต้องนิ่งอยู่ศูนย์กลางดวงธรรมที่ทําให้เป็นธรรมกายทีเดียว ค่ำมืดดึกดื่นเที่ยงคืนไม่ลุก ลืมตาก็แจ่มอยู่กับธรรมกายนั่น เมื่อนอนหลับเข้าก็แล้วไป เข้าที่ไป จนกระทั่งหลับอยู่กับธรรมกาย ตื่นขึ้นก็ติดอยู่กับดวงธรรมที่ทําให้เป็นธรรมกายนั้น แจ่มจ้าอยู่เสมอ” แต่สําหรับบางคน ได้ธรรมกายแล้วกลับทิ้งไปเสียก็มี หลวงพ่อได้ให้โอวาทไว้ในพระธรรมเทศนา เมื่อวันที่ ๒๖ เมษายน พ.ศ.๒๔๙๗ ว่า “บางคนไม่เดียงสา มีธรรมกายใหญ่โตมโหฬารเช่นนี้แล้ว มาถึงรัตนะอันประเสริฐเช่นนี้แล้วกลับไปวางเสียก็มี แปลกประหลาดนัก ลืมตาขึ้นแล้วกลับไปตาบอดก็มี อย่างนี้น่าอัศจรรย์นัก เพราะเหตุไร เพราะไม่รู้จักเดียงสา มาพบของวิเศษประเสริฐเลิศล้นพ้นประมาณ ไม่รักษาให้ควรแก่การควรเห็น ควรพบ แม้เป็นอยู่ก็เท่ากับศพ ไม่ประเสริฐเลิศอะไรนัก” ท่านล่ะ ได้ปฏิบัติเพื่อให้เข้าถึงธรรมกายแล้วหรือยัง หลวงพ่อได้ตั้งเป้าหมายเข้าถึงธรรมกายให้ว่า “ถ้าเราไม่พ้นกิเลสตราบใดละก็ เราต้องเวียนว่ายตายเกิดใน กามภพ รูปภพ อรูปภพ ไม่จบไม่แล้ว ต้องเข้าถึงธรรมกายให้ได้ ไปดูนิพพานให้ได้ ถ้าไปดูนิพพานเห็นได้แล้วละก็ จะชอบใจสักเพียงใด” เส้นทางไปนิพพาน ตามรอยฯ ได้นําเสนอท่านผู้อ่าน มาตั้งแต่เรื่องทางสายกลางเริ่มจากศูนย์กลางกาย มาถึงดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน และดวงศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ จนถึงกายในกายตามลําดับ ถึงธรรมกาย ซึ่งเป็นกายที่จะนําไปสู่นิพพานได้ คงทําให้ท่านผู้อ่านเห็นหนทาง และเข้าใจเส้นทางการไปสู่นิพพานได้อย่างกระจ่างขึ้น แต่ที่ชี้แจงมาตั้งแต่ต้นในหลายตอนที่ผ่านมา ก็เป็นแต่เพียงคลี่แผนผังทางไปนิพพานให้ดูเท่านั้น ส่วนวิธีการไปต้องอาศัยวิธีการฝึกใจให้ “หยุด” ตามคําสอนของหลวงพ่อวัดปากน้ำที่สอนไว้เท่านั้น คงมิได้ไปด้วยการศึกษาจากตัวหนังสือนี้ได้ ตอนที่ ๑๙ นิพพาน นิพพานเป็นเป้าหมายชีวิต ที่มนุษย์ทุกคนต้องเดินทางไปถึง แม้ว่าจะรู้จักหรือไม่ก็ตาม เป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่เมื่อหมดกิเลสแล้วก็ต้องเข้านิพพานไป ความรู้เรื่องนิพพานที่ เป็นเป้าหมายชีวิตของมนุษย์นั้นได้หายไป เส้นทางที่จะไปนิพพาน คือ ทางสายกลางก็ได้หายไป และวิธีการที่จะไปนิพพาน คือวิธีการปฏิบัติเพื่อให้เข้าถึงธรรมกาย ด้วยการฝึกใจให้ “หยุด” ก็ได้หายไปด้วย ความรู้เรื่องนิพพานได้กลับคืนสู่โลก มาให้ความกระจ่าง แก่มวลมนุษย์ในโลกนี้อีกครั้ง ก็ด้วยการค้นพบของหลวงพ่อวัดปากน้ำ นิพพานเป็นเป้าหมายที่มนุษย์ทุกคนควรตั้งใจจะไปให้ถึง แต่เพราะไม่มีการสั่งสอนให้รู้จักเป้าหมายที่แท้จริงของชีวิต ไม่ได้มีการชี้หนทางไปนิพพานให้เข้าใจ มนุษย์ในโลกนี้จึงได้ตั้งเป้าหมายชีวิตของตนเองจนห่างไกลไปจากนิพพาน แม้แต่คํากล่าวในการถวายสังฆทาน ในตอนท้ายที่มีการตั้งจิตอธิษฐานโดยอาศัยผลบุญที่เกิดจากการถวายสังฆทาน ขณะนี้มีเหลือกล่าวไว้เพียง “เพื่อประโยชน์ เพื่อความสุข แก่ข้าพเจ้าทั้งหลายตลอดกาลนานเทอญ” มีเพียงวัดไม่กีวัดที่ยังคงคําอธิษฐานไว้ว่า “เพื่อประโยชน์ เพื่อความสุข เพื่อมรรคผลนิพพาน แก่ข้าพเจ้าทั้งหลายตลอดกาลนานเทอญ” เพื่อความเข้าใจในเรื่องนิพพาน ตามรอยฯ ขอนําพระธรรมเทศนาบางตอนที่หลวงพ่อกล่าวถึงเรื่องนิพพาน มาให้ท่านผู้อ่านได้ศึกษาดังนี้ ในพระธรรมเทศนา เรื่อง อาทิตตปริยายสูตร แสดงเมื่อวันที่ ๒๕ สิงหาคม พ.ศ.๒๔๙๗ หลวงพ่อได้กล่าวไว้ว่า “อะไรเป็นมรรค อะไรเป็นผล อะไรเป็นนิพพาน มรรคผล นิพพาน กายธรรมอย่างหยาบ กายธรรมโคตรภู โสดา สกทาคา อนาคา อรหัตอย่างหยาบ นั่นแหละเป็นตัวมรรค กายธรรมอย่างละเอียด โสดาอย่างละเอียด สกทาคาอย่างละเอียด อนาคาอย่างละเอียด อรหัตอย่างละเอียด นั่นแหละเป็นตัวผล นั่นแหละมรรคนั่นแหละผล แล้วนิพพานล่ะ ? ธรรมที่ทําให้เป็นกายโคตรภู โสดา สกทาคา อนาคา อรหัต พอถึงธรรมที่ทําให้เป็นพระอรหัต ก็ถึงนิพพานกัน นิพพานอยู่อย่างนี้ ถ้าไม่มีธรรมที่ทําให้เป็นพระอรหัต ก็ไปนิพพานไม่ได้ ธรรมที่ทําให้เป็นพระอรหัต เป็นวิราคธาตุวิราคธรรม ตัวนิพพานเป็นวิราคธาตุวิราคธรรม เขาก็ดึงดูดกัน พอถูกส่วนเข้า ก็ดึงดูดกันรั้งกันไปเอง เหมือนมนุษย์ในโลกนี้ คนมั่งมีเขาก็เหนี่ยวรั้ง คนมั่งมีไปรวมกัน คนยากจน มันก็เหนี่ยวรั้งคนยากคนจนไปรวมกัน นักเลงสุรามันก็เหนี่ยวรั้งนักเลงสุราไปรวมกัน นักเลงฝิ่นมันก็เหนี่ยวรั้งนักเลงฝิ่นโปรวมกัน ภิกษุก็เหนี่ยวพวกภิกษุไปรวมกัน สามเณรก็เหนี่ยวพวกสามเณรไปรวมกัน อุบาสกก็เหนี่ยวพวกอุบาสกไปรวมกัน อุบาสิกาก็เหนี่ยวพวกอุบาสิกาไปรวมกัน มีคล้ายๆ กันอย่างนี้ แต่ที่จริงที่แท้เป็นอายตนะสําคัญ อายตนะดึงดูด เช่น โลกายตนะ อายตนะของโลกในกามภพ อายตนะของกามมันดึงดูดให้ข้องอยู่ในกาม คือ กามภพ รูปภพ อายตนะรูปพรหมดึงดูด เพราะอยู่ในปกครองของรูปฌาน อายตนะดึงดูดให้รวมกัน อรูปภพ อายตนะของอรูปพรหม อรูปฌานดึงดูดเข้ารวมกัน อตถิ ภิกุขเว สฬายตนํ นิพพานเป็นอายตนะ อันหนึ่ง เมื่อหมดกิเลสแล้ว นิพพานก็ดึงดูดไป นิพพานเท่านั้น ให้รู้จักหลักจริง อันนี้ก็เอาตัวรอดได้” อีกตอนหนึ่งหลวงพ่อได้กล่าวไว้ในพระธรรมเทศนา เมื่อวันที่ ๒๐ ตุลาคม พ.ศ.๒๔๙๗ ว่า (ถาม) นิพพานอยู่อย่างไรกัน อยู่ที่ไหน เขาว่านิพพานอยู่ในใจ (ตอบ) คําว่า นิพพาน นะ นิกฺขนฺตํ นิพฺพานํ ใจของเราออกจากกิเลสเครื่องร้อยได้ เป็นตัวนิพพาน นี่นิพพานไม่อยู่กับใจเสียแล้ว ใจออกจากกิเลสเครื่องร้อยรัดไป (ถาม) ตัวใจที่ออกจากกิเลสเครื่องร้อยรัดนั่นหรือตัวนิพพาน กิเลสเข้าไปเย็บร้อยอยู่นั่น หลุดออกเสียจากกิเลส ขาดออกไปเสียจากกิเลส นั่นหรือเป็นตัวนิพพาน (ตอบ) นั่นเป็นตัวออกจากกิเลสเครื่องร้อยรัด เมื่อออกจากกิเลสเครื่องร้อยรัดแล้วจึงไปสู่นิพพานอีกครั้งหนึ่ง นิพพานแยกออกเป็นสอง สอุปาทิเสสนิพพานธาตุ อนุปาทิเสสนิพพานธาตุ “สอุปาทิเสสนิพพาน” เหมือนพระพุทธเจ้าได้สําเร็จพระพุทธเจ้าแล้ว แต่ว่าขันธปัจก (ขันธ์ ๕ = ร่างกาย กายเนื้อ) ยังปรากฏอยู่ สั่งสอนเวไนยสัตว์อยู่ ๔๕ ปี ในระหว่างนั้นเป็น สอุปาทิเสสนิพพานธาตุทั้งนั้น เป็นสอุปาทิเสสนิพพาน ส่วน “อนุปาทิเสสนิพพาน” เมื่อพระพุทธเจ้าครบ ๘๐ พรรษาแล้ว (ถาม) อายตนนิพพานนั้น เมื่อธรรมกายของพระพุทธเจ้ายังไม่ได้เข้าไป มีอยู่ไหมละ (ตอบ) มีอยู่ เรียกว่า อายตนนิพพาน บาลี บริหารตํารับตําราไว้ว่า อตฺถิ ภิกฺขเว ตทายตนํ.... ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย นิพพานเป็นอายตนะมีอยู่..... พระพุทธเจ้ายังไม่ได้เข้านิพพาน พระอรหันต์ยังไม่ได้เข้านิพพาน ก็เป็นอายตนะคอยรองรับอยู่ เหมือนอย่างกับตาของเรามีอยู่ ยังไม่เห็นรูป รูปมันยังมาไม่ถึง ตายังไม่มา ถึงรูป รูปยังไม่มาถึงตา ก็ไม่เห็นกัน (แต่)ก็มีอายตนะอยู่แล้ว...... อายตนะคือหู เสียงมันยังไม่มาถึงก็ไม่ได้ยินกัน พอเสียงมาถึงก็ได้ยินกัน เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ มีอายตนะเครื่องรับทั้งนั้น นี่เป็นอายตนะของโลก อายตนนิพพานเป็นของละเอียด ละเอียดทีเดียว........... “นิพพาน” นั่นแหละได้ชื่อว่าเป็นอายตนะหนึ่ง เรียกว่า “นิพพาน” เฉยๆ ไม่เรียกว่า “พระนิพพาน” “ธรรมกาย” ของพระสิทธัตถะราชกุมาร เข้าไปอยู่ในนิพพานนั้น เรียกว่า “พระนิพพาน” “ธรรมกาย” นั้นเรียกว่า “พระนิพพาน” แต่ว่า “นิพพาน” ที่ยังเป็นเครื่องรองรับนั้นเรียกว่า “อายตนนิพพาน” หรือ เรียกว่า “นิพพาน” เฉยๆ “พระนิพพาน” คือ “พระเข้านิพพาน” ให้รู้จักหลักอย่างนี้นะ” (หมายเหตุ การถาม-ตอบ ในพระธรรมเทศนานี้ไม่ได้มีผู้ถามในขณะที่หลวงพ่อเทศน์ หลวงพ่อท่านยกคําถามขึ้นมา เพื่อใช้เป็นการอธิบายขยายความ แต่ได้ใส่ข้อความในวงเล็บว่าถาม-ตอบ เพื่อแยกคําให้ชัดเจนขึ้นเท่านั้น) นอกจากหลวงพ่อจะได้อธิบายถึง “นิพพาน” และ “พระนิพพาน” ให้ได้เข้าใจแล้ว ท่านยังชี้หนทางไปนิพพานให้อีกว่า ถ้าปรารถนาไปนิพพานแล้วก็สามารถทําได้ หลวงพ่อกล่าวไว้ในพระธรรมเทศนา เรื่อง หลักการเจริญสมถวิปัสสนากรรมฐาน ว่า “ถ้าจะไปสู่มรรคผลนิพพาน ต้องเข้ากลางดวงนั้นแห่งเดียว ไปได้ทางเดียว ทางอื่นไม่มี เมื่อเข้ากลางดวงศูนย์นี้ได้แล้ว เรียกว่า ดวงปฐมมรรค นัยหนึ่ง อีกนัยหนึ่ง ดวงนั้นแหละ เรียกว่า เอกายนมรรค แปลว่า หนทางเอก ไม่มีโท สอง แปลว่า หนทางหนึ่ง สองไม่มี หนึ่งทีเดียว (อีกนัยหนึ่ง) ดวงนั้นแหละ เรียกว่า ดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน เป็นทางไปของพระพุทธเจ้า พระอรหันต์ทั้งหมดในสากลโลก สากลธรรม พระพุทธเจ้า พระอรหันต์ จะเข้าไปสู่นิพพานต้องไปทางนี้ทางเดียว ไม่มีทางแตกแยกจากกัน ไปแนวเดียว ทางเดียวกันหมด แต่ว่าการไปนั่น บางท่านเร็วบางท่านช้า ไม่เหมือนกัน คําว่าไม่เหมือนกันนี่แหละ ถึงจะได้ชื่อว่าไม่ซ้ำกัน คําว่าไม่ซ้ำกัน เพราะเร็วกว่ากัน ช้ากว่ากัน แล้วแต่นิสัยวาสนาของตนที่สั่งสมอบรมไว้ แต่ว่าทางไปนั้นเป็นทางเดียวกันหมด เป็นเอกายนมรรค หนทางเส้นเดียว เมื่อจะไปต้องหยุด” อีกตอนหนึ่งในพระธรรมเทศนา เรื่อง โอวาทปาฏิโมกข์ แสดงเมื่อวันที่ ๒๐ ตุลาคม พ.ศ.๒๔๙๗ ว่า “ด้วยความอดทน ด้วยความหยุด ด้วยความอดใจนั้นแหละจึงเข้านิพพานได้ ถ้าไม่มีความอดทน ไม่มีความหยุด ไม่มีความนิ่ง อย่างหนึ่งอย่างใดแล้ว เข้านิพพานไม่ได้” การฝึกใจให้หยุดอยู่ที่ศูนย์กลางกาย เข้าถึงดวงปฐมมรรคเป็นเบื้องต้น แล้วไปทางกลางดวงปฐมมรรค เข้าถึงดวงศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ จนเข้าถึงกายในกายเป็นลําดับไป จนถึงธรรมกาย ถึงธรรมกายแล้วก็ไปนิพพานได้ หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านเป็นผู้หงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางแก่ผู้หลงทาง และส่องประทีปในที่มืดให้บุคคล ผู้มีนัยน์ตาดีได้เห็น ฉะนั้น อายตนนิพพานมีอยู่ ทางไปนิพพานก็มีอยู่ พระนิพพาน คือพระธรรมกายก็มีอยู่ แต่เป็นเหมือนของที่คว่ำไว้ ปิดไว้ไม่ให้ชาวโลกได้รู้ได้เห็น หลวงพ่อหงายอายตนนิพพานที่ถูกคว่ำไว้ และเปิดอายตนนิพพานที่ถูกปิดไว้ ให้ชาวโลกได้เห็น โดยบอกอย่างตรงๆ ว่าอายตนนิพพานนั้นมีอยู่จริง และยังได้บอกหนทางไปนิพพานอย่างชัดเจนว่า ต้องไปทางกลาง กลางดวงกลางกาย ด้วยวิธีการ “หยุด” นิพพานที่ดูเป็นเรื่องไกลความเข้าใจ เป็นเรื่องที่สุดเอื้อม เหมือนของสูงที่อยู่สุดคว้า หลวงพ่อได้ชี้แจงแสดงไว้ว่าสามารถเข้าถึงได้ด้วยการปฏิบัติธรรม ทําใจให้ “หยุด” ตามที่ท่านได้สั่งสอนไว้ ทําให้มีกําลังใจว่านิพพานที่พระพุทธเจ้า พระอรหันต์ทั้งหลาย ท่านดําเนินไปถึงแล้ว เราเองหากปฏิบัติถูกทางไปของพระพุทธเจ้า พระอรหันต์ทั้งหลาย ก็สามารถไปถึงนิพพานได้เช่นกัน โดยเนื้อหาคําเทศน์สอนของหลวงพ่อไม่ได้มีเพียงเรื่องเกี่ยวกับดวง ๖ ดวง กายในกาย ธรรมกาย และนิพพาน ตามที่ตามรอยฯ ได้ยกมาเป็นตัวอย่างเท่านั้น หากแต่ว่าหมวดธรรมคําสอนอื่นๆ เช่น มงคลสูตร ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร อาทิตตปริยายสูตร โอวาทปาฏิโมกข์ ฯลฯ ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ หลวงพ่อก็ได้อธิบายแนวทางปฏิบัติที่ตรงต่อนิพพานไว้อย่างชัดเจน หากว่าธรรมที่หลวงพ่อได้เข้าถึงไม่ใช่ของจริง คงไม่สามารถอธิบายหมวดธรรมที่มีกล่าวไว้ในพระไตรปิฎกได้อย่างกระจ่างชัดเช่นนี้ หมวดธรรมใดๆ ที่ค้างคาน่าสงสัย หาผู้อธิบายให้ความกระจ่างไม่ได้ หลวงพ่อก็ได้อธิบายให้ความกระจ่างส่องแนวทางในการปฏิบัติตามอย่างชัดเจน ทําให้ผู้ฟัง ผู้ศึกษาได้เกิดปีติ มีกําลังใจสร้างบารมีไปนิพพานได้ เสียดายแต่ว่าคําสอนที่หลงเหลืออยู่ในปัจจุบันมีเพียงไม่กี่สิบกัณฑ์ หมวดธรรมบางข้อจึงไม่มีคําอธิบายของหลวงพ่อวัดปากน้ำฝากไว้ให้ศึกษา แต่อย่างไรก็ดียังมีหลักปฏิบัติตามทางสายกลางที่ตรงต่อนิพพานไว้ให้ได้ศึกษาปฏิบัติตาม ธรรมหมวดใดที่ยังสงสัยค้างคาใจ ก็คงพอจะมีกําลังใจว่า หากปฏิบัติถูกต้องตามทางสายกลางแล้ว สามารถไปเรียนรู้พระธรรมทั้ง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ได้ไม่ยากนัก พระคุณของหลวงพ่อที่ชี้ทางไปนิพพานอย่างกระจ่างใจนี้ เป็นความชาบซึ้งที่อยู่ในจิตใจของผู้ปฏิบัติที่ได้เข้าถึงทุกคน หากไม่มีหลวงพ่อก็คงไม่มีคําสอนที่มุ่งตรงต่อนิพพาน มาเป็นแนวทางในการดําเนินชีวิตให้กับชาวโลกอย่างเราในวันนี้ พระคุณของท่านจึงมีมากล้นจนถ้าหากจะบรรยายแม้เกิดแล้วตายอีกล้านชาติ ก็มิอาจจะกล่าวบรรยายพระคุณท่านได้หมดสิ้น กายธรรมควรเทิดไว้ ในใจ เป็นสรณะภายใน เที่ยงแท้ กว่านี้ บ่ มีใด เทียบได้ น้อมนบท่านไว้แล้ คําเช้าสุขเสมอ สุนทรพ่อ ตอนที่ ๒๐ มาร (๑) ตามรอยฯ ได้พาท่านผู้อ่านผ่านการศึกษาประวัติชีวิตของหลวงพ่อวัดปากน้ำมาได้ ๑๙ ตอนแล้ว ขอทบทวนเรื่องราวที่ได้นําเสนอท่านผู้อ่านไปแล้ว ก่อนที่จะได้เดินทางตามรอยหลวงพ่อวัดปากน้ำกันต่อไป ในตอนที่ ๑ ถึงตอนที่ ๑๐ ตามรอยฯ ได้นําเสนอเรื่องราวประวัติชีวิตทั่วไปของหลวงพ่อวัดปากน้ำ โดยพาท่านผู้อ่านไปสัมผัสกับหลักฐานสถานที่ที่มีปรากฏอยู่ในประวัติชีวิตของท่าน ตลอดถึงเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับสมัยที่หลวงพ่อยังมีชีวิตอยู่ เพื่อให้มองเห็นภาพในสมัยนั้นได้ชัดเจนขึ้น ต่อมาในตอนที่ ๑๑ ถึงตอนที่ ๑๙ ตามรอยฯ ได้นําพาท่านผู้อ่านเข้าไปสัมผัสกับการปฏิบัติธรรม ที่หลวงพ่อได้สั่งสอนไว้ ซึ่งไม่ได้เป็นของใหม่อย่างที่ใครบางคนเข้าใจ แต่เป็น “ทางสายกลาง” ทางเดียวกับที่พระพุทธเจ้า และพระอรหันต์ทั้งหลายได้ดําเนินไป เป็นหนทางที่ตรงต่อการไปสู่นิพพาน ซึ่งยากจะหาใครมาสั่งสอนชี้หนทางได้อย่างท่าน ตามรอยฯ ได้คลี่แผนผังทางไปนิพพานให้เห็นกันอย่างชัดๆ ว่าทางสายกลางเริ่มจากกลางกายที่ศูนย์กลางกาย เข้าถึงดวง ๖ ดวง และกาย ๑๘ กาย ไปตามลําดับ ซึ่งย้ำแสดงให้เห็นว่า หลวงพ่อไม่ได้เน้นสอนธรรมะที่ใช้ในชีวิตประจําวัน เพื่อการทํามาหากิน เพื่อชีวิตการครองเรือน แต่ท่านมุ่งสอนธรรมะที่ใช้เพื่อการหลุดพ้น เป็นธรรมะที่จะนําพาทุกชีวิตให้ไปสู่นิพพานได้โดยตรง นับจากตอนที่ ๒๐ นี้เป็นต้นไป ตามรอยฯ จะพาท่านผู้อ่านเดินตามรอยหลวงพ่อวัดปากน้ำใกล้จุดหมายปลายทางเข้าไปทุกขณะ จึงขอแนะนําว่าอย่าพลาดการติดตามเนื้อหานับตั้งแต่ตอนนี้ไปแม้แต่ตอนเดียว เพราะหากพลาดไปบางตอนแล้ว จะทําให้ไม่กระจ่างใจถึงจุดหมายปลายทางที่หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านดําเนินไป อาจมีบางตอนที่จะต้องอ่านกันซ้้าแล้วซ้ำอีกหลายครั้ง เพราะเป็นเรื่องลึกซึ้ง เป็นเงื่อนงําที่ซ่อนอยู่ในส่วนลึกของพระไตรปิฎก ซึ่งไม่มีบุคคลใดสามารถอธิบายและยืนยันในเรื่องเหล่านี้ได้ มีเพียงหลวงพ่อวัดปากน้ำเท่านั้น เพราะฉะนั้นให้ท่านผู้อ่านได้จดจ่อสนใจศึกษาค่อยๆ ทําความเข้าใจ แล้วจะเห็นภาพจุดหมายปลายทาง ที่หลวงพ่อท่านตั้งใจจะไปให้ถึงอย่างแจ่มชัด ท่านผู้อ่านคงจะเคยได้ยินคําว่า “มาร” กันมาบ้าง และคงจะเคยได้ยินคําว่ามารกับชื่อของหลวงพ่อวัดปากน้ำอยู่บ่อยๆ ว่า หลวงพ่อวัดปากน้ำทําวิชชาปราบมาร เรื่องราวที่หลวงพ่อวัดปากน้ำทําวิชชาปราบมารเป็นอย่างไรบ้างนั้น ตามรอยฯ จะค่อยๆ เปิดเผยเรื่องราวเป็นลําดับไป โดยจะขอเริ่มศึกษากันในเรื่องของ “มาร” เป็นลําดับแรก เรื่องราวของ “มาร” เป็นเรื่องจริงที่มีกล่าวไว้ในพระไตรปิฎก มารเป็นอะไรอย่างหนึ่งที่มีลักษณะพิเศษเฉพาะตัวแตกต่างจากทุกสิ่ง และมารไม่ใช่ คน สัตว์ เทวดา ยักษ์ ฯลฯ อีกด้วย พระเทวทัต ผู้ที่เคยคิดฆ่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทําหมู่สงฆ์ให้แตกแยก ทําบาปมากขนาดนั้น แต่ในพระไตรปิฎกก็ไม่ได้กล่าวเรียกพระเทวทัตว่ามาร แต่ใช้ชื่อเรียกกํากับไว้ว่า พระเทวทัต นางจิญจมาณวิกา ผู้กล่าวหาพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่าเป็นผู้กระทําตนให้ท้อง ทําบาปมากอย่างนั้น ก็ไม่เรียกนางจิญจมาณวิกาว่ามาร แต่ระบุชื่อเรียกว่า คือนางจิญจมาณวิกา อาฬวกยักษ์ ผู้ตั้งใจทําร้ายพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่ก็ถูกพระองค์ปราบจนยอมแพ้ ก็ไม่เรียกว่ามาร แต่ระบุว่าเป็นยักษ์ชื่อ อาฬวกยักษ์ มีพระสูตรหลายสิบสูตร ที่ไม่กล่าวถึงสิ่งที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพบ พระอรหันต์พบว่าเป็นมนุษย์ เทวดา ยักษ์ ฯลฯ หรือว่าเป็นอะไร แต่เรียกสิ่งที่พบนั้นว่า “มาร” เรื่องราวของมาร จึงเป็นเรื่องที่มีลักษณะพิเศษต่างหาก แตกต่างจากทุกสิ่ง ในพระไตรปิฎกมีการกล่าวถึงมารมากมายหลายแห่ง ทั้งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกับพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเอง และเกิดขึ้นกับพระสาวก ทั้งภิกษุและภิกษุณี ถึงกับมีการนําเรื่องของมารมารวมกันไว้หลายสิบเรื่อง เรียกหมวดหมู่นี้ว่า “มารสังยุต” เป็นเรื่องที่ไม่มีการอธิบายรายละเอียดของเรื่องราวไว้ให้เด่นชัด ในมารสังยุตได้กล่าวถึงเรื่องของมาร ที่เกิดขึ้นกับพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ๒๓ เรื่อง เกิดกับพระสาวก ที่เป็นพระภิกษุ ๒ เรื่อง และเกิดกับพระภิกษุณีอีก ๑๐ เรื่อง ทุกเรื่องระบุเฉพาะเจาะจงว่า เป็นเรื่องที่เกิดจากการกระทําของ “มาร” ทั้งสิ้น นอกจากจะมีการกล่าวถึงมารในมารสังยุตแล้ว ในพระไตรปิฎกยังมีการกล่าวถึงมารอีกมากมายหลายๆ เรื่อง จะขอยกตัวอย่างเพียงบางเรื่องมาให้ศึกษากันดังนี้ มารกับพระมหาโมคคัลลานะ ใน มารตัชชีนียสูตร มูลปัณณาสก์ มัชฌิมนิกาย เป็นเรื่องราวของมารที่เกิดกับพระโมคคัลลานะ กล่าวไว้ว่า “สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ มิคทายวัน ใน เภสกลาวัน เขตเมืองสุงสุมารคีระ ในภัคคชนบทฯ ครั้งนั้น ท่านพระมหาโมคคัลลานะจงกรมอยู่ในที่แจ้ง ถูกมารผู้ลามกเข้าไปในท้องในไส้ ได้มีความดําริว่า “ท้องเราเป็นดังว่ามีก้อนหินหนักๆ และเป็นเช่นกะทอ อันเต็มด้วยถั่วหมัก เพราะเหตุอะไรหนอ” จึงลงจากที่จงกรม แล้วเข้าไปสู่วิหาร นั่งอยู่บนอาสนะที่ปูไว้ ครั้นนั่งแล้วได้ใส่ใจถึงมารที่ลามก ด้วยอุบายอันแยบคายเฉพาะตนฯ ท่านพระมหาโมคคัลลานะได้เห็นมารผู้ลามก เข้าไปในท้องในไส้แล้ว ครั้นแล้วจึงเรียกว่า “ดูกร มารผู้ลามก ท่านจงออกมา ท่านจงออกมา ท่านอย่าเบียดเบียนพระตถาคต และสาวกของพระตถาคตเลย วิเหสกกรรมนั้น อย่าได้มีเพื่อโทษไม่เป็นประโยชน์ เพื่อทุกข์แก่ท่านตลอดกาลนานฯ” ลําดับนั้น มารมีความดําริว่า “สมณะนี้ไม่รู้และไม่เห็นเรา ฯลฯ แม้สมณะที่เป็นศาสดายังไม่พึงรู้จักเรา ได้เร็วไว ก็สมณะที่เป็นสาวกไฉนจักรู้จักเราได้ฯ” ในขณะนั้น ท่านพระโมคคัลลานะได้บอกว่า “ดูกรมาร ผู้ลามก เรารู้จักท่านฯ ท่านอย่าเข้าใจว่า สมณะนี้ไม่รู้จักเราฯ ดูกรมารผู้ลามก ท่านจงออกมา ฯลฯ” ลําดับนั้น มารมีความดําริว่า “สมณะนี้รู้จักเราและเห็นเราฯ” แล้วจึงออกจากปากท่านพระมหาโมคคัลลานะ แล้วยืนอยู่ข้างบานประตูฯ ท่านพระมหาโมคคัลลานะ ได้เห็นมารผู้ลามกยืนอยู่ที่ข้างบานประตู ครั้นแล้วจึงกล่าวว่า “ดูกรมาร ผู้ลามก เราเห็นท่านแม้ที่ข้างบานประตูนั้น ท่านอย่าเข้าใจว่าสมณะนี้ไม่เห็นเรา ท่านนั้นยืนอยู่ข้างบานประตู ฯลฯ” หลังจากนั้น พระมหาโมคคัลลานะได้กล่าวกับมารอีกมากมาย จนในที่สุดแห่งสูตรนี้ได้กล่าวว่า “ลําดับนั้น มารนั้นมีความเสียใจ ได้หายไปในที่นั้น ฉะนี้แล” ในพระไตรปิฎกไม่ได้กล่าวว่ามาร คือสัตว์นรกมารังควาน ไม่ได้กล่าวว่ามาร คือ อสุรกาย ไม่ได้กล่าวว่ามาร คือเปรต หรือคือเทวดา หรืออะไรๆ ที่มีอยู่ในภพทั้ง ๓ แต่เรียกสิ่งนี้ที่มีลักษณะพิเศษต่างหากแตกต่างจากทุกสิ่งว่าคือ “มาร” และบ่งบอกชัดว่า “มาร” เป็นสิ่งที่มีอํานาจมากสามารถข่มขู่ทําร้ายพระอรหันต์ที่หมดกิเลสแล้ว และมีฤทธิ์มากอย่างพระมหาโมคคัลลานะได้ เป็นที่น่าแปลกว่าการบรรลุอรหัตผลทําไมยังไม่สามารถพ้นจากการคุกคามของมารได้เลย มารกับพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เรามาศึกษากันต่อถึงการกระทําของมาร ที่มีต่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบ้าง เรื่องราวของมารที่มาปรากฏในเวลาก่อนที่สิทธัตถะราชกุมาร จะได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าโดยมีกล่าวไว้ในสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย พุทธวงศ์ ในตอนที่ว่าด้วยวงศ์พระโคดมพุทธเจ้าว่า ในขณะที่พระสิทธัตถะราชกุมารตัดสินพระทัยเสด็จออกจากพระราชวังมาพร้อมกับนายฉันนะและม้ากัณฐกะ เพื่อมุ่งแสวงหาความหลุดพ้นนั้น ขณะที่เสด็จพันประตูเมืองไปแล้ว เรื่องมีกล่าวไว้ดังนี้ “ขณะนั้น มารผู้มีบาปคิดว่า จักให้พระมหาสัตว์กลับไป จึงมายืนอยู่กลางอากาศกล่าวว่า... “ท่านมหาวีระ อย่าออกอภิเนษกรมณ์เลย นับแต่นี้ไป ๗ วัน จักรรัตนะทิพย์จะปรากฏแก่ท่าน แน่นอน ท่านจักครองราชย์แห่งทวีป ทั้ง ๔ มีทวีปน้อยสองพันเป็นบริวาร กลับเสียเถิด ท่านผู้นิรทุกข์” พระมหาบุรุษตรัสถามว่า “ท่านเป็นใคร” มารตอบว่า “เราเป็นผู้มีอํานาจ (มาร)” พระมหาบุรุษตรัสว่า “ดูก่อนมหาราช เรารู้จักว่าจักกรัตนะจะปรากฏแก่เรา แต่เราไม่ต้องการจักกวัตติราชย์ ไปเสียเถิดมาร อย่ามาในที่นี้เลย แต่เราจักเป็นพระพุทธเจ้า ผู้นําพิเศษในโลก บันลือลั่นไปทั่วหมื่นโลกธาตุ” หลังจากที่พระองค์ไม่ยอมเชื่อคําของมารแล้ว ก็ได้เสด็จออกผนวชสําเร็จเรียบร้อยและออกแสวงหาวิธีการดับทุกข์ เพื่อการหลุดพ้นอยู่นานถึง ๖ ปี วันหนึ่งพระองค์ก็ค้นพบแนวทางอย่างเลาๆ ว่าทางหลุดพ้นต้องเป็นทางสายกลาง จึงได้เลิกการบําเพ็ญทุกกรกิริยา เพื่อสร้างความลําบากให้กับพระวรกาย แล้วมาแสวงหาหนทางหลุดพ้น ด้วยการนั่งสมาธิเพื่อ “ฝึกใจ” ในคืนวันที่พระองค์จะได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มารก็ได้มาหาเรื่อง มีกล่าวไว้ในพระไตรปิฎกอย่างพิสดาร ท่านผู้อ่านที่สนใจขอเชิญอ่านรายละเอียดจากพระไตรปิฎก ในขุททกนิกาย พุทธวงศ์ เรื่อง วงศ์พระโคดมพุทธเจ้า อีกครั้ง ในที่นี้จะขอย่นย่อมาเพียงว่าในคืนนั้นมารได้มากันเป็นอันมาก เรียกกันว่ายกมาเป็นกองทัพ จนเทวดา พรหม อรูปพรหมไม่สามารถจะมาอยู่เคียงข้างพระองค์ได้ คงเหลือเพียงพระสิทธัตถะราชกุมารผู้กําลังบําเพ็ญเพียร เพื่อการตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอยู่เพียงลําพังพระองค์เดียว เรื่องมีกล่าวไว้ว่า “ครั้งนั้น มารคิดว่าจักยังพระสิทธัตถะให้กลัว แล้วหนีไป แต่ไม่อาจให้พระโพธิสัตว์หนีไปด้วยฤทธิ์มาร ๙ ประการ คือ ลม ฝน ก้อนหิน เครื่องประหาร ถ่านไฟ ไฟนรก ทราย โคลน ความมืด มีใจขึ้งโกรธบังคับหมู่มารว่า “พนาย พวกเจ้าหยุดอยู่ไย จงทําสิทธัตถะให้ไม่เป็นสิทธัตถะ จงจับ จงฆ่า จงตัด จงมัด จงอย่าปล่อย จงให้หนีไป” ส่วนตัวเองนั่งเหนือคอคชสารชื่อคิรีเมขละ ใช้กรข้างหนึ่งกวัดแกว่งศรเข้าไปหาพระโพธิสัตว์ กล่าวว่า “ท่านสิทธัตถะ จงลุกขึ้นจากบัลลังก์” ทั้งหมู่มารก็ได้ทําความบีบคั้นร้ายแรงยิ่งแก่พระมหาสัตว์ ครั้งนั้น พระมหาบุรุษตรัสคําเป็นต้นว่า “ดูกร มารท่านบําเพ็ญบารมีเพื่อบังลังก์มาแต่ครั้งไร” แล้วทรงน้อมพระหัตถ์ขวาสู่แผ่นปฐพี ขณะนั้นนั่นเอง ลมและน้ำที่รองแผ่นปฐพี ซึ่งหนาหนึ่งล้านหนึ่งหมื่นสี่พันโยชน์ก็ไหวก่อน ต่อจากนั้นมหาปฐพีนี้ ซึ่งหนาสองแสนสี่หมื่นโยชน์ ก็ไหว ๖ ครั้ง สายฟ้าแลบและอสนีบาตหลายพันเบื้องบนอากาศก็ผ่าลงมา ลําดับนั้นช้างคิรีเมขละก็คุกเข่า มารที่นั่งบนคอคิรีเมขละ ก็ตกลงมาที่แผ่นดิน แม้พรรคพวกของมารก็กระจัดกระจายไปในทิศใหญ่ทิศน้อย เหมือนกําแกลบที่กระจายไป ฉะนั้น” ครั้นพระสิทธัตถะราชกุมารเอาชนะมารในครั้งนั้น และได้ตรัสรู้แล้ว มารก็หาได้หมดไปไม่ หลังการตรัสรู้ของพระองค์ได้ ๔ สัปดาห์ ในขณะที่พระองค์ประทับอยู่ในบริเวณต้นอชปาลนิโครธ (หรือต้นไทร) ใกล้กับบริเวณต้นโพธิที่พระพุทธองค์ได้ตรัสรู้ มารก็ยังตามมารบกวนอีก ใน มหาปรินิพพานสูตร ทีฆนิกาย มหาวรรค กล่าวไว้ว่า “ดูก่อนอานนท์ สมัยหนึ่ง เราแรกตรัสรู้พักอยู่ที่ต้นไม้อชปาลนิโครธ ฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ในอุรุเวลาประเทศ ครั้งนั้น มารผู้มีบาปได้เข้าไปหาเรา ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง มารผู้มีบาปได้กล่าวกะเราว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าจงปรินิพพาน ขอพระสคุตจงปรินิพพานในบัดนี้เถิด บัดนี้เป็นเวลาปรินิพพานของพระผู้มีพระภาคเจ้า” เรียกได้ว่าเมื่อมารหาทางห้ามพระพุทธองค์ให้ตรัสรู้ไม่ได้ พ่ายแพ้เรื่องนี้แล้ว ก็มาหาเรื่องว่าในเมื่อพระพุทธองค์ตรัสรู้แล้วก็ให้รีบปรินิพพานไปเสียเถอะจะได้ไม่ต้องสั่งสอนสัตว์โลก ซึ่งพระพุทธองค์ก็ไม่ทรงยินยอมกระทําตาม ถึงแม้พระพุทธองค์จะได้ตั้งปณิธานที่จะไม่ปรินิพพาน หากพระศาสนาที่พระองค์เผยแผ่ “จักยังไม่บริบูรณ์ กว้างขวาง แพร่หลายรู้กันโดยมาก” ก็เมื่อขณะที่พระพุทธศาสนายังแผ่ขยายได้ไม่เต็มประเทศอินเดีย ไม่ต้องกล่าวถึงทั่วโลก พระองค์กลับต้องยอมปลงอายุสังขารและปรินิพพานในที่สุด เรามาศึกษาดูกันต่อว่ามารได้มากระทําสิ่งใดกับพระพุทธเจ้าอีก ก็ขณะที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังคงประทับอยู่ ณ ต้นอชปาลนิโครธต้นเดิม ในสังยุตตนิกาย มารสังยุตตโปกรรมสูตร กล่าวไว้ดังนี้ “สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคได้ตรัสรู้ใหม่ๆ ประทับอยู่ที่ต้นไม้ อชปาลนิโครธ ใกล้ฝั่งแม่น้ำเนรัญชลา ณ ตําบลอรุเวลา ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาค ทรงประทับพักผ่อนอยู่ในที่ลับ ได้เกิดความปริวิตกแห่งพระทัยอย่างนี้ว่า “โอ เราเป็นผู้พ้นจากทุกกรกิริยาแล้ว โอ สาธุ เราเป็นผู้พ้นแล้วจากทุกกรกิริยา อันไม่ประกอบด้วยประโยชน์นั้น โอ สาธุ เราเป็นสัตว์ที่บรรลุโพธิญาณแล้ว ฯ” ครั้งนั้นแล มารผู้มีบาปได้ทราบความปริวิตกแห่งพระทัยของพระผู้มีพระภาคด้วยจิต จึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ แล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้า ด้วยคาถาว่า “มาณพทั้งหลายย่อมบริสุทธิ์ได้ด้วยการบําเพ็ญตบะใด ท่านหลีกจากตบะนั้นเสียแล้ว เป็นผู้ไม่บริสุทธิ์ มาสําคัญตนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ ท่านพลาดจากมรรคาแห่งความบริสุทธิ์เสียแล้ว ฯ” ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคทรงทราบว่านี่มารผู้มีบาป จึงได้ตรัสกะมารผู้มีบาป ด้วยพระคาถาว่า “เรารู้แล้วว่า ตบะอื่นๆ อย่างใดอย่างหนึ่ง ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ตบะทั้งหมดหาอํานวยประโยชน์ให้ไม่ ดุจไม้แจวหรือไม้ถ่อ ไม่อํานวยประโยชน์บนบก ฉะนั้น(เรา)จึงเจริญมรรค คือ ศีล สมาธิ และปัญญา เพื่อความตรัสรู้ เป็นผู้บรรลุความบริสุทธิ์อย่างยอดเยี่ยมแล้ว ดูกร มาร ผู้กระทําซึ่งที่สุด ตัวท่านเป็นผู้ที่เรากําจัดเสียได้แล้ว” ครั้งนั้น มารผู้มีบาปเป็นทุกข์เสียใจว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรู้จักเรา พระสุคตทรงรู้จักเรา ดังนี้ จึงได้อันตรธานไปในที่นั้นเอง ฯ” ก็ในเมื่อพระพุทธองค์กําลังรําลึกถึงความสําเร็จที่พระองค์สร้างบารมีมาจนกระทั่งได้บรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณ ได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าโดยชอบ มารก็ไม่รับรองการตรัสรู้ของพระองค์เสียอีก มากล่าวหาว่าตรัสรู้ไม่จริงหรอกเป็นของปลอม เข้าทํานองอย่าหลอกตัวเองไปเลย ไม่ได้ตรัสรู้หรอก มาพูดจายั่วยุให้ไขว้เขวไปอย่างนั้น มิใช่มีเพียงเท่านี้ ในขณะที่พระองค์ยังประทับอยู่ ณ ต้นไทรต้นเดิม มารก็มารบกวนอีกแล้ว ในสังยุตตนิกาย มารสังยุต นาคสูตร กล่าวไว้ดังนี้ “สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคได้ตรัสรู้แล้วใหม่ๆ ประทับอยู่ที่ต้นไม้อชปาลนิโครธ ใกล้ฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ณ อุรุเวลาประเทศ ก็โดยสมัยนั้นแล พระผู้มีพระภาคประทับนั่งในที่กลางแจ้ง ในราตรีอันมืดทึบ และฝนกําลังตกประปรายอยู่ ฯ ครั้งนั้นแล มารผู้บาปใคร่จะให้เกิดความกลัว ความครั่นคร้าม ขนลุกขนพองแด่พระผู้มีพระภาค จึงเนรมิตเพศเป็นพระยาช้างใหญ่ เข้าไปใกล้พระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ พระยาช้างนั้นมีศีรษะเหมือนกับก้อนหินใหญ่สีดํา งาทั้งสองของมันเหมือนเงินบริสุทธิ์ งวงเหมือนงอนไถใหญ่ ฯ ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคทรงทราบว่า นี่มารผู้มีบาป ดังนี้ แล้ว ได้ตรัสกะมารผู้มีบาป ด้วยพระคาถาว่า ท่านจําแลงเพศทั้งที่งามและไม่งาม ท่องเที่ยวอยู่ตลอดกาลอันยืดยาวนาน มารผู้มีบาป เอ๋ย ไม่พอที่ท่านจะทําการจําแลงเพศนั้นเลย ดูกรมาร ผู้กระทําซึ่งที่สุด ตัวท่านเป็นผู้ที่เรากําจัดเสียได้แล้ว ฯ ครั้งนั้นแล มารผู้มีบาปเป็นทุกข์เสียใจว่า พระผู้มีพระภาคทรงรู้จักเรา พระสุคตทรงรู้จักเรา ดังนี้ จึงได้อันตรธานไปในที่นั้นเอง ฯ” มิใช่เพียงเท่านี้ เรื่องราวการรบกวนของมารที่กระทําต่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าขณะที่พระองค์เพิ่งจะตรัสรู้ใหม่ๆ ยังมีอีกหลายสิบเรื่อง ชัยชนะที่พระพุทธองค์มีต่อมารในแต่ละครั้งเหมือนการเอามือไล่แมลงหวี่ แมลงวัน ไม่นานมารก็มารบกวนอีก แต่ก็ได้เพียงมารบกวนเท่านั้น หาได้ทําอันตรายใดๆ แก่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ไม่ จนกระทั่งพระพุทธองค์ทรงเผยแผ่สั่งสอนสรรพสัตว์ทั้งหลาย ให้พ้นจากอํานาจของมาร มารก็ยังได้ตามมารบกวนอีก โดยในวันหนึ่งมารก็มาทูลขอให้พระองค์เลิกสอนสรรพสัตว์ทั้งหลาย ในครั้งนั้น พระพุทธองค์ได้เสด็จไปโปรดพรหมในพรหมโลก ให้เข้าใจว่าการมีชีวิตยืนยาวอยู่ในพรหมโลก หาใช่เป็นที่สุดแห่งทุกข์ไม่ ที่ที่มีความสุขยั่งยืนกว่าในพรหมโลกยังมีอยู่ คือนิพพานยังมีอยู่ เมื่อพรหมทั้งหลายมีความเข้าใจเป็นอันดีแล้ว มีความเลื่อมใสในพระผู้มีพระภาคเจ้า ขณะนั้นเองมารก็ได้ออกฤทธิ์มาห้ามการสั่งสอนของพระองค์ทีเดียว ใน พรหมนิมันตนิกสูตร มูลปัณณาสก์ มัชฌิมนิกาย สุตตันตปิฎก กล่าวไว้ว่า “ภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้น มารผู้ลามกเข้าสิงพรหมปริสัชชะองค์หนึ่ง แล้วกล่าวกะเราว่า “ท่านผู้นิรทุกข์ ถ้าท่านรู้จักอย่างนี้ ตรัสรู้อย่างนี้ ก็อย่าแนะนํา อย่าแสดงธรรม อย่าทําความยินดี กะพวกสาวกและพวกบรรพชิตเลย ภิกษุ ! สมณะและพราหมณ์พวกก่อนท่านผู้ปฏิญญาว่าเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าในโลก สมณะและพราหมณ์พวกนั้นแนะนําแสดงธรรม ทําความยินดีกะพวกสาวกและพวกบรรพชิต ครั้นกายแตก ขาดลมปราณ(ตาย) ก็ไปเกิดในหีนกาย (มีกายอย่างเลว) หมู่สัตว์ชั้นเลว ส่วนสมณะพราหมณ์ พวกก่อนท่านผู้ปฏิญญาว่าเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า สมณะและพราหมณ์พวกนั้น ไม่แนะนําไม่แสดงธรรม ไม่ทําความยินดีกะพวกสาวกบรรพชิต ครั้นกายแตกขาดลมปราณ ก็ไปเกิดในปณีตกาย (มีกายที่ประณีต) หมู่สัตว์ชั้นดี ภิกษุ ! เพราะฉะนั้นเราจึงบอกกะท่านอย่างนี้ ท่านผู้นิรทุกข์ เชิญท่านเป็นผู้มักน้อย ตามประกอบความอยู่สบายในชาตินื้อยู่เถิด เพราะการไม่บอกเป็นความดี ท่านอย่าสั่งสอนสัตว์อื่นๆ เลย” ภิกษุทั้งหลาย เมื่อมารกล่าวอย่างนี้แล้ว เราจึงกล่าวว่า “มารผู้ลามก เรารู้จักท่าน ท่านอย่าเข้าใจว่าพระสมณะไม่รู้จักเรา ท่านเป็นมาร ท่านหามีความอนุเคราะห์ด้วยจิตเกื้อกูลไม่ จึงกล่าวกะเราอย่างนี้ ท่านมีความดําริว่าพระสมณโคดมจักแสดงธรรมแก่ชนเหล่าใด ชนเหล่านั้นจักล่วงวิสัยของเราไป ก็พวกสมณะและพราหมณ์นั้นมิได้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า (แต่)ปฏิญญาว่า เราทั้งหลายเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มารผู้ลามก เราเป็นสัมมาสัมพุทธะ ย่อมปฏิญญาว่าเราเป็นสัมมาสัมพุทธะ มารผู้ลามก! ตถาคตแม้เมื่อแสดงธรรมแก่พวกสาวกก็เป็นเช่นนั้น แม้เมื่อไม่แสดงธรรมแก่พวกสาวกก็เป็นเช่นนั้น ตถาคตแม้เมื่อแนะนําพวกสาวกก็เป็นเช่นนั้น แม้เมื่อไม่แนะนําพวกสาวกก็เป็นเช่นนั้น” พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงข่มขู่มาร ไม่ปฏิบัติตามคําเชิญชวนของมารแต่อย่างใด และยังทรงสั่งสอนธรรมแก่สรรพสัตว์ทั้งหลายต่อไป เรื่องราวในพระไตรปิฎกตอนนี้ชี้ชัดให้เห็นอีกว่า มารเป็นสิ่งหนึ่งที่มีลักษณะพิเศษ เพราะมิได้กล่าวว่าพรหมรูปนั้นเป็นมาร แต่กล่าวว่ามารเข้าสิงอยู่ในพรหมรูปนั้น แต่ก็ไม่มีรายละเอียดบ่งบอกว่า มารมีรูปร่างลักษณะอย่างไร เหมือนกับที่ไม่มีบันทึกบอกว่า เทวดา พรหม อรูปพรหมมีรูปร่างอย่างไรเช่นกัน นับว่ารายละเอียดความรู้ในพระไตรปิฏกที่ขาดหายไป มารได้มากระทําการก่อกวนชวนให้เสียหาย ตั้งแต่ก่อนที่พระพุทธองค์จะตรัสรู้ก็มาขัดขวางไม่ให้ได้ตรัสรู้ ครั้นตรัสรู้แล้วก็มาชวนให้ปรินิพพานเสียเถิด ครั้นไม่ได้ ก็มาข่มขู่ต่างๆ นานา จะเอาให้พระองค์ทรงพระชนม์อยู่ไม่ได้ทีเดียว ครั้นเอาชนะไม่ได้ ก็มาห้ามไม่ให้เผยแผ่คําสอนอีก เรื่องราวที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผจญกับมาร เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตั้งแต่พระองค์ทรงมุ่งแสวงหาความหลุดพ้น เริ่มต้นสั่งสมบุญบารมี จนกระทั่งบารมีเต็มเปี่ยมบริบูรณ์ได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว เป็นที่น่าแปลกใจว่าการได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว ไม่ได้ทําให้ทรงพ้นจากอิทธิพลการคุกคามของมารได้เลย เรื่องนี้เป็นเรื่องจริงที่มีกล่าวไว้ในพระไตรปิฎก เป็นเรื่องที่ถูกซ่อนเงื่อนงําเอาไว้ ถ้าไม่นํามาคิดก็ไม่แปลก แต่ถ้าคิดก็เป็นเรื่องแปลก และเป็นเรื่องน่าคิดที่จะนําไปพบสิ่งที่น่ารู้ และควรรู้อย่างยิ่งอีกประการหนึ่ง ซึ่งจะได้กล่าวถึงในตอนต่อๆ ไป มาศึกษากันในเรื่องของมารที่กระทําต่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากันต่อไป ในวาระสุดท้ายของพระองค์ ในคราวที่พระองค์จะต้องปรินิพพาน เป็นเรื่องราวที่น่าสนใจว่ามารได้มากระทําสิ่งใดต่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทําให้พระองค์ต้องทรงปลงอายุสังขารและปรินิพพานไปในที่สุด ทั้งๆ ที่ความปรารถนาของพระองค์ไม่ต้องการจะปรินิพพานเลย ใน มหาปรินิพพานสูตร กล่าวไว้ดังนี้ ครั้งนั้น เมื่อท่านพระอานนท์หลีกไปแล้วไม่นาน มารผู้มีบาปเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ครั้นเข้าไปเฝ้าแล้ว ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง มารผู้มีบาปยืนเรียบร้อยแล้ว ได้กราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคจงปรินิพพานในบัดนี้เถิด ขอพระสุคตจงปรินิพพานในบัดนี้เถิด บัดนี้เป็นเวลาปรินิพพานของพระผู้มีพระภาค” ก็พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระวาจานี้ไว้ว่า “ดูกรมารผู้มีบาป ภิกษุผู้เป็นสาวกของเราจักยังไม่เฉียบแหลม ไม่ได้รับแนะนํา ไม่แกล้วกล้า ไม่เป็นพหูสูต ไม่ทรงธรรม ไม่ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ไม่ปฏิบัติชอบ ไม่ประพฤติตามธรรม เรียนกับอาจารย์ของตนแล้ว ยังบอกแสดง บัญญัติ แต่งตั้ง จําแนก กระทําให้ง่ายไม่ได้ ยังแสดงธรรมมีปาฏิหาริย์ ข่มขี่ ปรับปวาทที่บังเกิดขึ้นให้เรียบร้อย โดยสหธรรมไม่ได้เพียงใด เราจักยังไม่ปรินิพพานเพียงนั้น” “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็บัดนี้ ภิกษุผู้เป็นสาวกของพระผู้มีพระภาคเป็นผู้เฉียบแหลมแล้ว ได้รับแนะนําแล้ว แกล้วกล้า เป็นพหูสูต ทรงธรรม ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ปฏิบัติชอบ ประพฤติตามธรรม เรียนกับอาจารย์ของตนแล้ว บอก แสดง บัญญัติ แต่งตั้ง เปิดเผย จําแนก กระทําให้ง่าย ได้แสดงธรรมมีปาฏิหาริย์ ข่มขี่ ปรับปวาทที่บังเกิดขึ้นให้เรียบร้อยโดยสหธรรมได้ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคจงปรินิพพาน ในบัดนี้เถิด ขอพระสุคตจงปรินิพพานในบัดนี้เถิด บัดนี้เป็นเวลาปรินิพพานของพระผู้มีพระภาค” ก็พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระวาจานี้ไว้ว่า “ดูกรมารผู้มีบาป ภิกษุณีผู้สาวิกาของเราจักยังไม่เฉียบแหลม.......(ข้อความต่อไปเหมือนกับของภิกษุ).........เราจักยังไม่ปรินิพพานเพียงนั้น” “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็บัดนี้ ภิกษุณีผู้สาวิกาของพระผู้มีพระภาคเป็นผู้เฉียบแหลมแล้ว.......แสดงธรรมมีปาฏิหาริย์ ข่มขี่ ปรับปวาท ที่บังเกิดขึ้นให้เรียบร้อย โดยสหธรรมได้ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคจงปรินิพพาน ในบัดนี้เถิด ขอพระสุคตจงปรินิพพานในบัดนี้เถิด บัดนี้เป็นเวลาปรินิพพานของพระผู้มีพระภาค” เรื่องเป็นไปในทํานองเดียวกัน คือ พระผู้มีพระภาคเจ้ากล่าวถึงอุบาสก และอุบาสิกา แบบเดียวกับที่กล่าวถึงภิกษุและภิกษุณีว่ายังเป็นผู้ที่ยังไม่เฉียบแหลม ไม่แกล้วกล้า ฯลฯ แต่มารก็ยังกล่าวทักท้วง ให้พระองค์ตัดสินใจปรินิพพานในบัดนี้ให้ได้ เหมือนเป็นการมาทวงสัญญาว่า ถึงเวลาแล้วนะที่พระองค์ท่านจะต้องปรินิพพาน จะมาขัดขืนต่อรองไม่ได้ ทั้งๆ ที่ในขณะนั้นมีบุคคลเข้าถึงธรรมตามที่พระองค์ท่านสั่งสอนเพียงหยิบมือเดียวเท่านั้น เมื่อเทียบกับประชากรทั้งโลกแล้วจะได้สัก ๑ เปอร์เซนต์หรือเปล่า หรืออาจจะน้อยกว่านี้ก็ได้ เพราะเพียงในประเทศอินเดียเองก็ยังมีผู้ที่ไม่ได้นับถือพุทธศาสนาอยู่มาก ทั้งภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ที่ยังไม่ฉลาดในธรรม ยังเป็นบุคคลที่ไม่บรรลุธรรมก็มีอยู่เป็นจํานวนมาก การที่ “มาร” บอกว่าภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา เป็นผู้ฉลาดเฉียบแหลมในธรรม ฯลฯ จึงไม่เป็นความจริง แม้เรื่องที่มารกล่าวจะไม่เป็นความจริง การสั่งสอนให้บุคคลทั้งหลายบรรลุธรรม ยังทําได้เพียงนิดเดียว ถึงกระนั้นพระองค์ก็ไม่อาจจะต้านทานอํานาจของมารได้ ต้องตัดสินใจปลงอายุสังขาร จะปรินิพพานในอีก ๓ เดือนถัดไป เหมือนเป็นข้อกําหนด ข้อสัญญาที่ไม่อาจบิดพลิ้วได้ ทั้งที่ไม่ถูกต้องด้วยเหตุผล แต่ก็จนด้วยข้อจํากัดบางประการที่ไม่อาจจะเอาชนะมารได้ อะไรคือสิ่งที่เรียกว่า “มาร” ที่มีอํานาจมีอิทธิพลเหนือพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ตรัสรู้แล้วด้วยพระองค์เอง มารคืออะไร เป็นสิ่งที่ไม่สามารถไปค้นหารายละเอียดจากตําราเล่มใดๆ ได้ เป็นเงื่อนงําที่ซ่อนอยู่ในพระไตรปิฎก ที่ไม่มีผู้ใดหยิบยกมาอธิบายให้ความกระจ่างไว้เลย ตะวันรอนอ่อนโอ้ อัสดง แม้เกือบลับยังคง สว่างแจ้ง ตะวันธรรมชราลอ แต่ยัง มั่นนา มุ่งศึกสู้ยุทธ์แย้ง ปราบเสี้ยนหนามมาร สุนทรพ่อ ตอนที่ ๒๑ มาร (๒) ในพระไตรปิฎกกล่าวถึงมารไว้มากมายหลายแห่ง แต่ไม่มีผู้ใดจะอธิบายยืนยันในเรื่องมารที่มีกล่าวไว้ในพระไตรปิฎกนี้เลย หลวงพ่อวัดปากน้ำ ท่านเป็นบุคคลเดียวที่ยืนยันเรื่องของมารว่ามีจริง และท่านได้กล่าวถึงมารไว้ในพระธรรมเทศนาหลายๆ เรื่องของท่าน ตามรอยฯ จึงขอเจาะข้อมูลเรื่อง “มาร” จากพระธรรมเทศนาของหลวงพ่อวัดปากน้ำมาไว้ให้ท่านผู้อ่านได้ศึกษา เป็นการขยายความจากเรื่องของมารที่มีกล่าวไว้จริงในพระไตรปิฎก ดังนี้ มารบังคับได้ทุกสิ่ง “เวลานี้พญามารบังคับใช้สอย ให้เป็นบ่าวเป็นทาสเขา เขาจะใช้ทําอะไรทําได้ ให้ด่า ให้ตี ให้ชก ให้ฆ่า ให้ฟันกันได้ มารบังคับ มันบังคับได้อย่างนี้นะ ให้เป็นบ่าวเป็นทาสเขา ให้เลวทรามต่ำช้า ให้เป็นคนจนอนาถา ติดขัดทุกสิ่งทุกอย่าง เครื่องกินเครื่องใช้บกพร่อง เครื่องกินเครื่องใช้ไม้สอยไม่มี มารเขาทําได้บังคับได้” (จาก สติปัฏฐานสูตร แสดงเมื่อ ๓ ตุลาคม พ.ศ.๒๔๙๗) งานของพญามาร “เอ้า...ต่างว่ามีครอบครัวแล้วได้อะไรบ้าง ได้ลูกคนหนึ่ง แล้วเอามาทําไมละ เอามาเลี้ยง ลูก ๑๐ คน เอาไปไว้เลี้ยง อย่างไรก็เลี้ยง บ่นโอ๊กแล้ว ได้ลูก ๑๐ คน เอ้า..ได้ ๕๐ คน เอ้า เอาละสิคราวนี้ เอ้า..เปะปะไปซี อยากได้ลูกใช่ไหมละ ไม่จริง เหลว โกงตัวเอง โกงตัวเอง ทําให้เลอะเลือน ไม่เข้าไปค้นกายของตัวให้ถึงที่สุด ไม่ให้ตรวจตัวให้ถึงที่สุด เป็นมนุษย์กับเขาทั้งที เพราะเชื่อกิเลสเหล่านี้แหละจึงได้เลอะเลือน จะครองเรือนไปสักกี่ร้อยปี ก็ครองไปเถิด มันงานของคนอื่นเขาทั้งนั้น เรื่องของพญามารทั้งนั้น ไม่ใช่เรื่องของตัว ไม่ใช่งานของตัว ไปทํางานให้พญามารเขาทั้งวันทั้งคืน เอาเรื่องอะไรไม่ได้ เพราะอะไรล่ะ เพราะไม่รู้อิโหน่อิเหน่ เกิดมาพบอย่างไรก็ไปอย่างนั้นแหละ เพราะไม่ได้ฟังธรรมของพระพุทธเจ้า พระอรหันต์ ไม่ได้ฝึกใจในธรรมของพระพุทธเจ้า พระอรหันต์ ไม่ได้ฟังธรรมของสัตตบุรุษ ไม่ได้ฝึกใจในธรรมของสัตตบุรุษ ความเห็นก็เลอะเลือนไปเช่นนี้” ( จาก สติปัฏฐานสูตร แสดงเมื่อ ๓ ตุลาคม พ.ศ.๒๔๙๗) มารทําให้แก่และตาย “สภาพความ (ความแก่ความตาย) เป็นเอง ปรุงแต่ง หรือว่าใครปรุงแต่งอยู่ที่ไหน เรื่องนี้หมดทั้งประเทศ หมดทั้งชมพูทวีป หมดทั้งแสนโกฏิจักรวาล หมดทั้งอนันตจักรวาล ตลอดนิพพาน ภพสาม โลกันต์ มากน้อยเท่าใดนั้น ไม่รู้กันทั้งนั้นว่าเป็นเพราะเหตุอะไร แต่วัดปากน้ำมีคนรู้ขึ้นแล้ว เป็นดังนี้เพราะอะไร ที่ตั้งวัยให้แก่ยับเยินไปเช่นนี้ เป็นเองหรือใครทําอยู่ที่ไหน รู้ทีเดียวว่าใครทําอยู่ที่ไหน รู้ว่าไม่ใช่ใคร จับตัวได้ คือ พญามารนั่นเองเป็นคนทําให้แก่ ให้เจ็บ ให้ตาย เกิดแก่เจ็บตายอย่างยับเยิน เกิดก็อย่างยับเยิน เดือดร้อน พ่อไม่ตาย บางทีแม่ตาย บางทีลูกก็ตาย แม่ก็ตาย พ่อก็ยังจะตายตามอีก โดดน้ำตายเสียอกเสียใจ นี่พญามารทําทั้งนั้น สําหรับประหัตประหารฝ่ายพระ ถ้าว่ามนุษย์ผู้ใดเป็นฝ่ายพระละก็ มารข่มเหงอยู่อย่างนั้นแหละไม่ขาดสาย ไม่เช่นนั้นก็ด้วย วิธีใดวิธีหนึ่ง บางทีหมั่นไส้นัก ทําเก่งกาจ อวดดิบอวดดี ให้ฆ่ากันตายเสีย ให้กินยาตายเสีย ให้โดดน้ำตายเสีย ให้ผูกคอตายเสีย นี่ใครทํา พญามารทั้งนั้น ไม่ใช่ใคร ไม่มีใครรู้ แสนโกฏิจักรวาล อนันตจักรวาล นิพพานถอดกายมีเท่าไรไม่มีใครรู้ ไม่รู้เรื่องทีเดียว ในเรื่องนี้ว่าพญามารเขาคอยบีบคั้นอยู่ ให้เกิด แก่ เจ็บ ตาย ให้เกิดก็เกิดอย่างยับเยิน หน้าบิดหน้าเบียว เดือดร้อน ด้วยกันทั้งสองฝ่าย ไม่ตายคางก็เหลืองเทียว ไม่ตายก็เกือบตาย นี่พญามารเขาทํา ตามปกติแล้วไม่เป็นดังนี้ เกิดก็อย่างไม่ได้เดือดร้อนนัก จะคลอดบุตรก็เหมือนถ่ายอุจจาระ เหมือนปัสสาวะ ไม่เดือดร้อน เหมือนคลอดลูกออกเต้า ธรรมดานี้จะคลอดบุตรก็เหมือนถ่าย อุจจาระ เหมือนถ่ายปัสสาวะทีเดียว ไม่เดือดร้อนแต่อย่างหนึ่งอย่างใด ที่เดือดร้อนยับเยินเช่นนี้ เพราะพญามารเขาส่งฤทธิ์ส่งเดช ส่งอํานาจ ส่งวิชชาที่ศักดิ์สิทธิ์ มาบังคับบัญชาบังคับให้เป็นไป” (จาก ปัพพโตปมคาถา แสดงเมื่อวันที่ ๒๘ มีนาคม พ.ศ.๒๔๙๗) ธรรมดําเป็นของมาร “ธรรมขาวเป็นธรรมสําคัญ ธรรมดําเป็นธรรมฝ่ายของพญามารแท้ๆ ไม่ใช่ของพระ ของพระเป็นฝ่ายธรรมขาวแท้ๆ ไม่ใช่ธรรมดํา ตรงกันข้ามดังนี้ แต่ว่าผู้ประพฤติปฏิบัติในพระธรรมวินัยของพระศาสดา ทั้งภิกษุสามเณร อุบาสกอุบาสิกา ไม่รู้จักชัดว่าปฏิบัติดังนี้เป็นธรรมดํา ปฏิบัติดังนี้เป็นธรรมขาว ไม่รู้ชัด จะรู้จักชัดต้องจัดกาย วาจา ใจ ออกไปเป็นขั้นๆ ทุจริตกาย วาจา จิต นั้นเป็นธรรมดํา สุจริตด้วยกาย วาจา จิต นั่นเป็นธรรมขาว ทําใจให้ผ่องใส นั่นเป็นธรรมขาว ถ้าใจมืดมัวขุ่นหมอง นั่นเป็นธรรมดํา นี่เป็นธรรมดําธรรมขาว มีลักษณะอย่างนี้ ชั่วเป็นฝ่ายดําทั้งนั้น ดีเป็นฝ่ายขาว ที่นี้ฝ่ายธรรมดํา ใจมนุษย์มีอภิชฌา พยาบาท มิจฉาทิฏฐิ นี่ฝ่ายธรรมดํา(ของ)กายมนุษย์ ตลอดกายมนุษย์ละเอียด กายทิพย์ มีธรรมดํา โลภะ โทสะ โมหะ ตลอดกายทิพย์ละเอียด นี่เป็นฝ่ายธรรมดํา กายรูปพรหมทั้งหยาบทั้งละเอียด มีราคะ โทสะ โมหะ นี้เป็นฝ่ายธรรมดํา ตลอดจนรูปพรหมละเอียด กายอรูปพรหม มีกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย อวิชชานุสัย ทั้งหยาบทั้งละเอียด นี่เป็นฝ่ายธรรมดํา ฝ่ายธรรมขาว ให้ทาน เมตตา สัมมาทิฏฐิ นี่กายมนุษย์ทั้งหยาบทั้งละเอียด กายทิพย์ ไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลง ไม่โลภตั้งอยู่ในความให้ ไม่โลภอยากได้ของเขา ให้ของตนแก่เขา ไม่โกรธตั้งอยู่ในเมตตา ไม่หลงตั้งอยู่ในความเห็นชอบ นี่เป็นฝ่ายธรรมขาว ไม่กําหนัด ไม่ขัดเคือง ไม่หลงงมงาย ไม่กําหนัดคือคลายกําหนัดเสียแล้ว ไม่มีกําหนัด ไม่ขัดเคือง มีความเมตตาเป็นปุเรจาริก ไม่หลง รู้แจ้งเห็นจริงดังนี้ นี้เป็นธรรมฝ่ายขาว กายรูปพรหม ปฐมมรรค มรรคจิต มรรคปัญญา นี่เป็นธรรมฝ่ายขาว ไม่ใช่ฝ่ายดํา ให้รู้จักคลองธรรมดังนี้ นี่คลองธรรมดังนี้นัยหนึ่ง อีกนัยหนึ่ง คลองธรรมที่เป็นธรรมดําธรรมขาวน่ะ นี่ลึกซึ้งสว่างไสว ปฏิบัติลงไปแล้ว เห็นดวงใส ดุจกระจกคันฉ่องส่องเงาหน้า เห็นดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน เห็นดวงศีล ดวงสมาธิ ดวงปัญญา ดวงวิมุตติ ดวงวิมุตติญาณทัสสนะ เห็นกายมนุษย์ละเอียด กายมนุษย์ละเอียดก็สว่างไสว เห็นดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ดวงศีล ดวงสมาธิ ดวงปัญญา ดวงวิมุตติ ดวงวิมุตติญาณทัสสนะ เห็นกายทิพย์ กายทิพย์ก็สว่างไสว เห็นดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ดวงศีล ดวงสมาธิ ดวงปัญญา ดวงวิมุตติ ดวงวิมุตติญาณทัสสนะเห็นชัดทีเดียว เห็นชัดดังนั้น นี้เป็นธรรมขาว ถ้าเห็นกายทิพย์ละเอียด กายทิพย์ละเอียดก็เห็นดุจเดียวกัน เข้าถึงกายรูปพรหม กายรูปพรหมก็เห็นดุจเดียวกัน เข้าถึงกายรูปพรหมละเอียด กายรูปพรหมละเอียดก็เห็นดุจเดียวกัน เข้าถึงกายอรูปพรหม กายอรูปพรหมก็เห็นดุจเดียวกัน เข้าถึงกายอรูปพรหมละเอียด กายอรูปพรหมก็เห็นดุจเดียวกัน เข้าถึงกายธรรม กายธรรมก็เห็นดุจเดียวกัน เข้าถึงกายธรรมละเอียด กายธรรมโสดา กายธรรมโสดาละเอียด กายสกทาคา กายสกทาคาละเอียด กายธรรมอนาคา กายธรรมอนาคาละเอียด กายธรรมพระอรหัต กายธรรมพระอรหัตละเอียด เป็นลําดับขึ้นไปดังนี้ นี่เรียกว่าซีกธรรมขาว ไม่ใช่ซีกธรรมดํา ถ้าไม่เห็นดังนี้ อยู่ในซีกธรรมดํา เป็นธรรมของพญามาร เป็นบ่าวของพญามารไป เป็นทาสของพญามารไป เขาบังคับใช้สอย เหมือนเด็กๆ เล็ก เหมือนทาสกรรมกรไปอยู่ในกํามือของมาร นี้ให้รู้จักหลักฐานธรรมดํา ธรรมขาวดังนี้” (จาก ติลักขณาทิคาถา แสดงเมื่อวันที่ ๗ สิงหาคม พ.ศ.๒๔๙๗) ใสเป็นของพระ ดําเป็นของมาร “กลางดวงใสเท่าดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์นั้น กลางดวงนั่นแหละมีรอยอยู่นิดหนึ่งเท่าปลายเข็ม ปลายจรดนั่นแหละที่ตั้งของใจ ถ้าดําอยู่ละก็มารตั้งเสียแล้ว ถ้าบริสุทธิ์แล้วละก็เป็นของพระแท้ๆ ถ้าดําอยู่ละก็มารมันตั้งเสียแล้ว มารมายึดเป็นเจ้าของเสียแล้ว ถ้าว่าใสสะอาดแล้วก็ นั่นเป็นของพระแท้ๆ” (จาก ปกิณกะ แสดงเมื่อวันที่ ๑๘ กรกฎาคม พ.ศ.๒๔๙๗) มารทําให้ไม่สําเร็จ “โสดา สกทาคา อนาคา อรหัต ทํามาได้ก็จริง แต่ว่าไม่ติด ไปติดอยู่แค่โคตรภูเท่านั้นเอง ที่จะติดโสดา สกทาคา อนาคา อรหัต ไม่ติด หลุดเสีย เพราะเหตุอะไรจึงหลุดไป มารเขารองราดเสีย เขาเอาละเอียดมารองราดเสีย ไม่ติด กําลังแก้อยู่ ผู้เทศน์นี้แหละเป็นตัวแก้ละ กําลังแก้ รวมพวกแก้อยู่ทีเดียว แก้ไขอ้ายละเอียดเหล่านี้ให้หมดให้ได้ หมดได้เวลาใดแล้วก็ โสดาจะติด สกทาคาจะติด อนาคาจะติด อรหัตจะติด แล้วจะเหาะเหินเดินอากาศกันได้ทีเดียว ว่าไม่ช้านะ ไม่เกินสองพันห้าร้อยนะ คงจะสําเร็จกันแน่ ไม่คนใดก็คนหนึ่งละ ไม่ต้องสงสัยกันละ จะเอาให้ได้จริงได้จังเชียวหนา” (จาก มงคลสูตร (เรื่อง จิตไม่หวั่นไหวในโลกธรรม ”) วันที่ ๒๕ เมษายน พ.ศ.๒๔๙๗) ก่อนจะถึงปี พ.ศ.๒๕๐๐ หลวงพ่อก็เจ็บหนัก และเจ็บป่วยต่อเนื่อง จนต้องมรณภาพในปี พ.ศ.๒๕๐๒ ข่าวความสําเร็จอย่างหนึ่งอย่างใดที่ท่านกล่าวไว้ในเทศนา จึงไม่มีหลุดรอดมาให้ได้ยิน อิทธิพลของมารนั้นเห็นได้ชัดว่ามีมากมาย จนดูเหมือนว่า ชีวิตที่ดํารงอยู่ในปัจจุบันนี้อยู่ในการบังคับของมารทั้งนั้น ไม่มีใครเลยที่จะพ้นจากการบังคับของมารไปได้ แม้หลวงพ่อวัดปากน้ำก็เช่นเดียวกัน ชีวิตทุกชีวิตต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตาย ไม่อยากแก่ ก็ต้องแก่ ไม่อยากเจ็บ ก็ต้องเจ็บ ไม่อยากตาย ก็ต้องตาย ไม่มียาอายุวัฒนะใด ที่ทําให้คนเกิดมาแล้วไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตายได้เลย ชีวิตทุกๆ ชีวิตต่างอยู่ในครอบงําบังคับบัญชาของมารอย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น จนบางครั้งบางคราวที่ได้สติก็มีความรู้สึกว่า ชีวิตที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้ช่างไม่มีอิสระเสียเลย ไม่เป็นตัวของตัวเองเลย ปรารถนาอย่างหนึ่งก็ไปได้อีกอย่างหนึ่ง ไม่มีใครที่จะบังคับบัญชาสิ่งต่างๆ ให้เป็นไปตามที่ตนปรารถนาได้เลย ชีวิตดูมีความคับแคบเหมือนอยู่ในกรงขัง แม้จะได้สิ่งของ ลาภ ยศ สรรเสริญ ฯลฯ มาบ้างตามที่ปรารถนา แต่ก็เป็นของขวัญที่มีค่าเพียงเล็กน้อย เมื่อเทียบกับชีวิตทั้งชีวิตที่ต้องสูญเสียไปกับความแก่ ความเจ็บ และความตาย หากมีใครสักคนที่หาญกล้าและมีกําลังสติปัญญา ฟันฝ่าไปยังจุดที่จะเอาชนะการครอบงําบังคับบัญชาของมาร เข้าถึงความเป็นอิสระในชีวิตของตนเอง ปกครองตนเอง ไม่ให้แก่ ไม่ให้เจ็บ ไม่ให้ตายได้ ท่านผู้อ่านจะไปด้วยกันไหม อาจจะดูว่ามันเป็นสิ่งที่ไกลเกินกว่าจะฝันไปให้ถึงได้ แต่หากไม่เริ่มฝัน ฝันนั้นจะเป็นจริงได้อย่างไร ในเมื่อรู้ว่าความแก่ ความเจ็บ ความตาย เป็นสิ่งที่มีอยู่ หนทางแห่งการหลุดพ้นจากความแก่ ความเจ็บ ความตาย ก็น่าจะมีอยู่บ้าง หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านมีเป้าหมายที่จะไปถึงจุดนั้น แม้เป้าหมายของท่านจะอยู่ไกล จนเป็นสิ่งที่คนทั้งหลายคาดไม่ถึง แต่ท่านก็เห็นเป้าหมายและวิธีการที่จะไปสู่เป้าหมายนั้น ตอนที่ ๒๒ เป้าหมายปลายทาง จากการศึกษาพระไตรปิฎกทําให้เราพบว่า บุคคลที่สร้างบารมีเพื่อหวังเป็นพระอรหันต์ก็มี บุคคลที่สร้างบารมีเพื่อหวังเป็นพระอัครสาวกก็มี บุคคลที่สร้างบารมีเพื่อหวังเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็มี ถึงกระนั้นเราพบว่าบุคคลผู้ไปถึงฝั่งตามปรารถนาก็หาได้รอดพ้นจากการคุกคามของ “มาร” ได้ไม่ ทั้งพระอรหันต์ พระอัครสาวก พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ล้วนแล้วแต่ถูกมารคุกคามแม้ในขณะที่ท่านได้บรรลุอรหัตผลแล้วทั้งสิ้น ทําไมการบรรลุอรหัตผลจึงยังไม่พ้นการคุกคามของมารไปได้ จะมีใครสักคนไหมที่สร้างบารมี เพื่อหวังจะให้หลุดพ้นการคุกคามของมารและเอาชนะมารโดยเด็ดขาดบ้าง ท่ามกลางการแสวงหาบุคคลผู้ตั้งความปรารถนาเช่นนี้ ผ่านกาลเวลาผ่านยุคสมัยที่ไม่อาจคํานวณได้ ไม่มีประวัติศาสตร์ที่ใดได้บันทึกถึงปฏิปทา ความปรารถนาของใครคนใดคนหนึ่งที่ตั้งความปรารถนาจะให้หลุดพ้นจากอิทธิพลของมารโดยสิ้นเชิงเลย แต่กลับเป็นบุญลาภของผู้ที่ได้เกิดในยุคนี้ ที่มีบุคคลผู้ตั้งความปรารถนาอย่างนั้นจริงๆ เป็นบุคคลที่รู้จักกันในนามว่า “พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) หลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ” ท่านมีความปรารถนาที่จะเอาชนะการบังคับของมารให้ได้ ไม่เพียงท่านตั้งความปรารถนาเท่านั้น ท่านยังได้กระทําเพื่อไปยังจุดที่จะเอาชนะการคุกคามของมารตามที่ท่านปรารถนาอีกด้วย และท่านยังได้ทําอย่างรู้จักหนทางและวิธีการที่จะไปถึง ไม่ใช่ทําอย่างคนไร้ปัญญาที่มีความปรารถนาแต่หาวิธีการไปไม่ได้ กับทั้งท่านยังได้กระทําอย่างต่อเนื่อง ไม่ย่อท้อ ด้วยน้ำใจอันเด็ดเดี่ยว เพื่อมุ่งหวังสิ่งเดียวคือการไปถึงจุดที่หลุดพ้นจากการบังคับของมารตามที่ท่านปรารถนาให้ได้ เพื่อให้รู้ถึงเป้าหมายปลายทาง ในการเอาชนะการบังคับของมารที่หลวงพ่อวัดปากน้ำ ท่านตั้งความปรารถนาไว้นั้น ตามรอยฯ จึงขอน้อมนําพระธรรมเทศนาของท่านมาเป็นแนวทางส่องให้เห็นเป้าหมายปลายทางของหลวงพ่อวัดปากน้ำ ดังนี้ สู้กับความแก่และความตาย “เวลานี้เขาว่าสมภารวัดปากน้ำ(พระมงคลเทพมุนี : ผู้เทศน์) กําลังสู้กับความแก่และความตาย สู้จริงๆ ผู้เทศน์นี่แหละ ๒๒ ปี ๘ เดือน ๙ วัน วันนี้แล้ว วินาทีนี้ไม่ได้หยุด เพียรสู้ความแก่ ความ ตาย ไม่ได้ถอยกันเลย พญามัจจุราชมีเท่าไรจับกันหมด ตรึงกันหมด ลงโทษกันหมดทีเดียว มีเท่าไรไม่ให้ทําลายพระ ไม่ให้ข่มเหงพระได้ ให้เลิกข่มเหง ให้เลิกทําลายพระเสียให้ได้ จะแก้ความแก่ความเจ็บความตายใหม่ ไม่ให้มีแก่ ไม่ให้มีเจ็บ ไม่ให้มีตาย เมื่อเกิดขึ้นมาเป็นมนุษย์แล้ว ก็ให้เป็นมนุษย์เด็กๆ ก็อย่างหนึ่ง รู้กันได้ชัดๆ เด็กๆ ก็รู้ ไม่สวยไม่งามนักพอสมควร ถ้ายิ่งแก่หนักเข้ายิ่งสวยงามหนักเข้า ยิ่งแก่หนักเข้าก็ยิ่งสวยงามหนักเข้า แล้วก็โตหนักเข้าด้วย ผิดกัน (ผิดกันกับในปัจจุบันนี้ ที่ยิ่งแก่ยิ่งหมดความสวยงาม ยิ่งเหี่ยวแห้งลงไปเรื่อยๆ) โตหนักเข้าๆ สวยงามหนักเข้า โตหนักเข้าสวยงามหนักเข้า ไม่มีไขลงกัน มีแต่ไขขึ้นกันไป ไม่มีถอยกลับกัน พอครบบารมีของตนที่จะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า หรือพระอรหันต์อย่างใดอย่างหนึ่ง ก็เป็นพระพุทธเจ้า พระอรหันต์ ไม่ต้องไปทรมานให้เหนื่อยยากลําบากแต่อย่างหนึ่งอย่างใด อยู่ในบ้านในช่องตามชอบใจ พอครบกําหนดเข้า ก็เป็นพระพุทธเจ้า เป็นพระอรหันต์ทีเดียว เป็นพระพุทธเจ้า พระอรหันต์ เวลาไปนิพพานไม่ต้องถอดสักกายหนึ่ง กายมนุษย์ กายมนุษย์ละเอียด กายทิพย์ กายทิพย์ละเอียด กายรูปพรหม กายรูปพรหมละเอียด กายอรูปพรหม กายอรูปพรหมละเอียด กายธรรม กายธรรมละเอียด กายธรรมโสดา กายธรรมโสดาละเอียด กายธรรมสกทาคา กายธรรมสกทาคาละเอียด กายธรรมอนาคา กายธรรมอนาคาละเอียด กายธรรมอรหัต กายธรรมอรหัตละเอียด ไม่มีถอดกันเลย ไปทั้งดุ้นทั้งก้อน ไปนิพพานหมดทั้งดุ้นทั้งก้อนทีเดียว นี้ที่สมภารวัดปากน้ำรบกับพญามัจจุราช รบความแก่ความตาย รบเท่านี้ แก้ให้เป็นอย่างนี้ ถ้าไม่เป็นอย่างนี้ สมภารวัดปากน้ำไม่แรมราตรีที่อื่นละ ยอมตาย ไม่ถอยกันเลย พญามารแพ้เด็ดขาดเมื่อเวลาไร เวลานั้นหมดทุกข์ในโลก เท่าปลายผมปลายขน ก็ไม่มี หมดแก่หมดเจ็บหมดตายในโลก เท่าปลายผมปลายขน ก็ไม่มี มีความสุขเหมือนอย่างกับท้าวสวรรค์ หรือเหมือนกับท้าวพรหม หรือเหมือนกับพระนิพพาน สุขขนาดนั้น เป็นสุขสําราญขนาดนั้น (จาก ปัพพโตปมคาถา แสดงเมื่อวันที่ ๒๘ มีนาคม พ.ศ.๒๔๙๗) ยังไปไม่ถึงที่สุด (๑) “ผู้เทศน์เองก็ได้ค้นคว้าหาเหตุผลเหล่านี้หนักหนา แต่ว่ายังไปไม่ถึงที่สุด ไปยังไม่สุดในวิราคธาตุวิราคธรรม ถ้าไปสุดเวลาไรละก็ วิชาวัดปากน้ำ วิชาของผู้เทศน์นี้สําเร็จเวลานั้น ภิกษุ สามเณรจะต้องเหาะเหินเดินอากาศได้ทันทีทีเดียว ไม่ต้องไปสงสัยละ ถ้าไปสุดวิราคธาตุ วิราคธรรมละ เวลานี้กำลังไปอยู่ทั้งวันทั้งคืน วินาทีเดียวไม่ได้หยุดเลย ตั้งใจจะไปให้สุดวิราคธาตุวิราคธรรมนี้แหละ ตั้งแต่ต้นจนกระทั่งบัดนี้ นับปีได้ ๒๒ ปี กับ ๖ เดือน เศษแล้ว ๒๒ ปี ๖ เดือนเศษแล้วเกือบครึ่งละ จะไปให้สุดวิราคธาตุวิราคธรรมให้ได้ แต่มันยังไม่สุด แต่มันจะอีกกี่ปีไม่รู้แน่นะ... ถ้าว่าสุดแล้วก็รู้ดอก ไม่ต้องสงสัยละ รู้กันหมดทั้งสากลโลก ถ้าสุดเข้าแล้วก็ รบราฆ่าฟันเลิกกันหมด มนุษย์ในสากลโลกร่มเย็นเป็นสุขหมด ไม่ต้องทํามาหาเลี้ยงชีพ มีผู้เลี้ยงเสร็จ เป็นสุขเหมือนอย่างกับพระ เหมือนอย่างกับเทวดา เหมือนกับพระนิพพาน สุขวิเศษไพศาลอย่างนั้น จะได้พบแน่ละ เแต่ว่าขอให้ไปสุดวิราคธาตุวิราคธรรมเสียก่อน” (จาก ธรรมนิยามสูตร แสดงเมื่อวันที่ ๓๑ มกราคม พ.ศ.๒๔๙๗) ไปยังไม่ถึงที่สุด (๒) “ที่สุดอยู่ที่ไหนละ ผู้เทศน์ยังเรียนวิชชาไปไม่ถึง ยังไม่ถึงที่สุด ๒๓ ปี ๔ เดือนเศษแล้ว ยังไม่ถึงที่สุดเลย ขยับไปทีๆ หนึ่งนั้นนับครั้งไม่ถ้วน นับชั้นไม่ถ้วน นับอสงไขยไม่ถ้วน นับอายุกี่ดวง ยังไม่ถ้วน ไม่ไปสุดเลย ถ้าสุดเวลาไรถึงที่สุดของการรักษาแล้วละก็ มนุษย์เลิกแก่ เลิกเจ็บ เลิกตายทีเดียว นี่กําลังพยายามทําไป” (จาก อริยทรัพย์ แสดงเมื่อวันที่ ๒๕ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๙๗) ถึงที่สุดก็ปกครองตัวเองได้ “ผู้เทศน์นี้สอน เป็นคนสอนเอง ๒๓ ปี ๕ เดือนนี้ ได้ทําไปอย่างนี้แหละ ไม่ถอยหลังเลย ยังไม่สุดกายของตัวเอง เมื่อยังไม่สุดกายของตัวเองแล้ว ตัวเองก็ยังปกครองตัวเองยังไม่ได้ ยังมีคนอื่นเป็นผู้ปกครองลับๆ เพราะไม่ไปถึง(ไปไม่ถึง) ถ้าไปถึงที่สุดแค่ไหน เขาก็ปกครองได้แค่นั้น นี้ผู้เทศน์ยังแนะนําสั่งสอนให้ไปถึงที่สุดสายธาตุสายธรรมของตัวเอง เมื่อถึงที่สุดสายธาตุ สายธรรมของตัวเองละก็ เป็นกายๆ ไปดังนี้ ตัวเองก็จะปกครองตัวเองได้ ไม่มีใครปกครองต่อไป ตัวเองก็เป็นใหญ่ในตัวเอง ตัวเองก็จะบันดาลความสุขให้ตัวเองได้ กําจัดความทุกข์ได้ ไม่ให้เข้ายุ่งได้ นี่คนอื่นเขายังบันดาลอยู่ คนอื่นเขายังให้อยู่ เหมือนความแก่ดังนี้ เราไม่ปรารถนาเลย เขาก็ส่งความแก่มาให้ เราก็ต้องรบอ้ายความแก่นั้นแหละ ความเจ็บละ เราไม่ปรารถนาความเจ็บ เขาก็ส่งความเจ็บมาให้ ความตายละ เราไม่ปรารถนาเลย เขาก็ส่งความตายมาให้ เพราะเหตุไร เพราะเหตุว่าตัวเองไม่เป็นใหญ่ ด้วยตัวของตัวเอง คนอื่นเขามาปกครอง ผู้อื่นเขาปกครองเสีย เขาให้ เขาส่งมาให้ ความแก่ ความเจ็บ ความตาย ตัวมีความรู้ไม่พอ ก็ต้องรบ เหมือนดังนี้ เราอยู่(ใน)ปกครองประเทศไทย ประเทศไทยเขาต้องการอย่างไร ผู้ปกครองเขาต้องการอย่างไร เราก็ต้องไปตามเขา ไม่ตามเขาไม่ได้ ต้องอยู่ในปกครองเขา ถ้าจะอยู่นอกปกครองเขา ต้องไปให้ถึงที่สุดสายธาตุสายธรรมของตัว ไปถึงที่สุดสายธาตุสายธรรมของตัวละก็ ในที่สุดนั้นไม่มีใครปกครองเลย เราปกครองของเราเอง เราก็ไม่ต้องรับความแก่ ความเจ็บ ความตายก็ได้ เพราะเรามีอํานาจพอแล้ว เราไม่อยู่ในปกครองก็ได้ตามความปรารถนา แต่ว่าต้องไปให้สุดสายธาตุสายธรรมของตัว ถ้าสุดสายธาตุสายธรรมของตัวไม่ได้ละก็ เลี้ยงเอาตัวรอดไม่ได้” (จาก พุทธอุทานคาถา แสดงเมือวันที่ ๑๐ ธันวาคม พ.ศ.๒๔๙๗) จากพระธรรมเทศนาที่ยกมากล่าวอ้างถึงข้างต้นนี้ ทําให้เราได้ทราบว่าหลวงพ่อวัดปากน้ำ เรียกเป้าหมายปลายทางที่ท่านมีความปรารถนาจะไปให้ถึงนั้นว่า “ที่สุด” บ้าง “สุดวิราคธาตุวิราคธรรม” บ้าง “สุดกายของตัวเอง” บ้าง “สุดสายธาตุสายธรรมของตัวเอง” บ้าง โดยเมื่อไปถึงที่สุดแล้ว หลวงพ่อบอกไว้ชัดว่าจะมีลักษณะดังนี้ ๑. “พญามารแพ้เด็ดขาดเมื่อเวลาไร เวลานั้นหมดทุกข์ในโลก เท่าปลายผมปลายขน ก็ไม่มี ๒. “พญามารแพ้เด็ดขาดเมื่อเวลาไร..... หมดแก่หมดเจ็บหมดตายในโลก เท่าปลายผมปลายขน ก็ไม่มี “ถ้าสุดเวลาไร ถึงที่สุดของการรักษาแล้วละก็ มนุษย์เลิกแก่ เลิกเจ็บ เลิกตายทีเดียว” ๓. “ถ้าว่าสุดแล้วก็รู้ดอก ไม่ต้องสงสัยละ รู้กันหมดทั้งสากลโลก” ๔. “ถ้าสุดเข้าแล้วก็ รบราฆ่าฟัน เลิกกันหมด” พอจะได้เค้าโครงลักษณะเบื้องต้น ๔ อย่าง คือ ๑. หมดทุกข์ ๒. ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย ๓. รู้กันหมด ทั้งสากลโลก ๔. เลิกรบราฆ่าฟันกัน ลักษณะ ๔ ประการนี้ยังไม่เห็นจะมีข่าวคราวบังเกิดขึ้นในโลกเลย ทั้งนี้เพราะเหตุใด หลวงพ่อบอกไว้ชัดแจ้งว่า “ที่สุดอยู่ที่ไหนละ ผู้เทศน์ยังเรียนวิชชาไปไม่ถึง” หลวงพ่อไม่ได้อวดตัวว่าเป็นพระอรหันต์ หรือพระพุทธเจ้า แต่ท่านเป็นเพียงนักสร้างบารมีคนหนึ่ง ที่จะเอาชนะ “มาร” ให้ได้เท่านั้นเอง ซึ่งท่านก็ยังไปไม่ถึงจุดนั้น แล้วอีกนานสักเท่าไรจึงจะไปถึง หลวงพ่อบอกว่า “แต่มันจะอีกกี่ปีไม่รู้แน่นะ” ไม่รู้ว่าจะต้องใช้เวลาอีกนานสักเท่าใด แต่รู้ว่าเส้นทางสายกลางที่เดินอยู่นี้ถูกต้อง และถึงเป้าหมายที่เอาชนะมาร หลุดพ้นจากการบังคับของมารโดยสิ้นเชิงได้อย่างแน่นอน หนทางนี้เป็นหนทางสายกลางทางเดียวกับที่พระพุทธเจ้า พระอรหันต์ทั้งหลายได้ดําเนินไปแล้วด้วยดี แต่การไปในครั้งนี้จะไปไกลกว่านั้น มนุษย์ทุกคนล้วนแล้วแต่เกิดมาแก่ เจ็บ และตายด้วยกันทั้งนั้น ไม่มีใครที่จะหาวิธีการมาบําบัดรักษาความแก่ ความ เจ็บ ความตาย ให้หายได้เลย สันติภาพที่ทุกคนใฝ่หา จะเซ็นสัญญาสงบศึกไปกี่ครั้ง ก็ไม่เคยมีสันติภาพที่ถาวรแท้จริงเลย การรบราฆ่าฟันยังคงมีอยู่กระจัดกระจายไปทั่วโลก แม้แต่สันติภาพในครอบครัวก็ยังหาได้ยาก แม้กระทั่งตัวเองบางวันยังรู้สึกทะเลาะกับตัวเอง ไม่พอใจตัวเอง หาสันติภาพให้กับตัวเองไม่ได้ และแม้จะมีการแสวงหาวิธีการปกครองโลก มีกลุ่มสหภาพ สหพันธ์ ตั้งกลุ่มประเทศ ตั้งเขตเศรษฐกิจ และตั้งทฤษฎีอีกหลายร้อยหลายพันทฤษฎี ก็ยังไม่มีวิธีการใด ทฤษฎีใดที่บรรลุผลสําเร็จ ในการสร้างสันติสุขที่แท้จริงให้แก่โลกได้เลย เพราะมีวิธีการเพียงวิธีเดียวเท่านั้นที่จะให้สันติสุขที่แท้จริงบังเกิดขึ้นได้ เป้าหมายที่หลวงพ่อจะไปนั้นดูไกล ทั้งไกลในระยะเวลาที่จะไป และดูว่าจะไกลจากความเป็นจริง ในปัจจุบันดูเหมือนเป็นสิ่งเพ้อฝัน เป็นเรื่องของคนที่คิดเพ้อเจ้อฟุ้งฝันไปอย่างนั้นหรือ แต่ความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ล้วนแล้วแต่เกิดจากความใฝ่ฝันในอดีตทั้งสิ้น ทั้งเรือดําน้ำ เครื่องบิน ยานอวกาศ ฯลฯ เป็นสิ่งที่ไม่อยู่ในความเป็นจริงในอดีต แต่เกิดขึ้นเป็นจริงแล้วในปัจจุบัน แม้สมัยเมื่อพระสมณโคดม ยังเป็นพระโพธิสัตว์ลอยคออยู่กลางมหาสมุทร ตั้งความปรารถนาจะพ้นทุกข์ ทั้งที่ขณะนั้นยังไม่มีความรู้เกี่ยวกับการพ้นทุกข์ การตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเกิดขึ้นในยุคนั้นเลย พระองค์ยังคงตั้งความปรารถนาและลงมือสร้างบารมีอยู่นานถึง ๒๐ อสงไขยกับแสนมหากัปป์ ในที่สุดแห่งการสร้างบารมีของพระองค์ท่าน จากความฝันที่จะพ้นทุกข์ที่ดูไกลจากความเป็นจริง พระองค์ทรงพบหนทางพ้นทุกข์ และในที่สุดพระองค์ก็ไปถึงเป้าหมายที่ตั้งพระทัยไว้ หลวงพ่อวัดปากน้ำ ก็เช่นกันท่านมีความใฝ่ฝัน แม้ความใฝ่ฝันของท่านจะเป็นความฝันที่ยังไม่เคยมีใครคิดถึงมาก่อน ยังไม่เคยมีใครทํามาก่อนก็ตาม แต่หลวงพ่อก็รู้ช่องทางวิธีการที่จะไปให้ถึงความฝันนั้น เป้าหมายแม้อยู่ไกลสักเพียงใดก็แลดูใกล้เพราะทุกคนสามารถไปถึงได้อย่างแน่นอน ตอนที่ ๒๓ ไปสู่เป้าหมาย เป้าหมายที่หลวงพ่อวัดปากน้ำจะไปให้ถึง คือการหลุดพ้นจากการครอบงําของมาร พ้นจากความแก่ ความเจ็บ และความตาย ซึ่งเป็นสิ่งที่มารทําให้เกิดขึ้นกับทุกคน แม้พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระอรหันต์ทุกองค์ ก็ไม่พ้นจากการบังคับบัญชาของมารในเรื่องนี้ได้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเองก็ทรงมีความพยายามจะแก้ไขในเรื่องนี้เช่นกัน ท่านทําอย่างไรบ้าง เรื่องมีกล่าวไว้ในพระไตรปิฎกชัด โดยจะขอพิจารณาในเรื่องของความเจ็บก่อน ในพระไตรปิฎกกล่าวถึงการเจ็บป่วยของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และพระอรหันต์ไว้ว่าในทางหนึ่ง ท่านรักษาโรคโดยมีหมอชีวกโกมารภัจเป็นหมอที่ถวายการรักษาเป็นประจํา แต่ในอีกทางหนึ่งพระพุทธองค์ได้กระทําและสั่งสอนให้กระทําการรักษาด้วยการเจริญโพชฌงค์ ๗ เป็นวิธีการรักษาโรค อย่างหนึ่ง เรื่องมียืนยันอยู่ในโพชฌงคสังยุตต์ (สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค) ซึ่งได้กล่าวถึงการหายจากความเจ็บป่วยด้วยการเจริญโพชฌงค์ ๗ เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกับพระมหากัสสปะ ๑ เรื่อง พระมหาโมคคัลลานะ ๑ เรื่อง และพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ๑ เรื่อง จนถึงในปัจจุบันนี้ ก็มีบทสวดโพชฌงคปริตร ที่นิยมเชื่อถือกันว่าได้ฟังสวดแล้วจะช่วยให้หายเจ็บป่วยได้ โพชฌงค์ ๗ คืออะไร หลวงพ่อวัดปากน้ำได้อธิบายไว้ใน พระธรรมเทศนา เรื่อง โพชฌงคปริตร เมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๙๗ ดังนี้ “สติสัมโพชฌงค์ เราต้องเป็นคนไม่เผลอสติเลย เอาสตินิ่งอยู่ศูนย์กลางดวงธรรมที่ทําให้เป็นกายมนุษย์นั่น ตั้งสติตรงนั้น ทําใจให้หยุด ไม่หยุดก็ไม่ยอม ทําให้หยุดไม่เผลอทีเดียว ทําจนกระทั่งใจหยุดได้ นี่เป็นตัวสติสัมโพชฌงค์แท้ๆ ไม่เผลอเลยทีเดียว ที่ตั้งที่หมายหรือกลางดวงธรรมที่ทําให้เป็นกายมนุษย์ สะดือทะลุหลัง ขวาทะลุซ้าย กลางกั๊กนั้นใจหยุดตรงนั้น เมื่อทําใจหยุดตรงนั้น ไม่เผลอสติทีเดียว ระวังใจหยุดนั้นไว้ นั่งก็ระวังใจหยุด นอนก็ระวัง ใจหยุด เดินก็ระวังใจหยุด ไม่เผลอเลย นี้แหละตัวสติสัมโพชฌงค์แท้ๆ จะตรัสรู้ต่าง ๆ ได้ เพราะมีสติสัมโพชฌงค์อยู่แล้ว ธรรมวิจยสัมโพชฌงค์ เมื่อสติใจหยุดนิ่งอยู่ ก็สอดส่องอยู่ ความดีความชั่วจะเล็ดลอดเข้ามาท่าไหน ความดีจะลอดเข้ามาหรือความชั่วจะลอดเข้ามา ความดีลอดเข้ามาก็ทําใจให้หยุด ความชั่วลอดเข้ามาก็ทําใจให้หยุด ดี-ชั่ว ไม่ผ่องแผ้ว ไม่เอาใจใส่ ไม่กังวล ไม่ห่วงใย ใจหยุด ระวังไว้ไม่ให้เผลอก็แล้วกัน นั่นเป็นตัวสติวินัย ที่สอดส่องอยู่ นั่นเป็นธรรมวิจยสัมโพชฌงค์ วิริยสัมโพชฌงค์ เพียรรักษาใจหยุดนั้นไว้ไม่ให้หาย ไม่ให้เคลื่อนทีเดียว ไม่เป็นไปกับความยินดียินร้ายทีเดียว ความยินดียินร้ายเป็นอภิชฌา โทมนัส เล็ดลอดเข้าไป ก็ทําใจหยุดนั่นให้เสียพรรณไป ให้เสียผิวไป ไม่ให้หยุดเสีย ให้เขยื้อนไปเสีย ให้ลอกแลกไปเสีย มัวไปดีๆ ชั่วๆ อยู่ เสียท่าเสียทาง เพราะฉะนั้นต้องมีความเพียร กลั่นกล้า รักษาไว้ให้หยุดท่าเดียว นี้ได้ชื่อว่า วิริยสัมโพชฌงค์ ปีติสัมโพชฌงค์ เมื่อใจหยุดละก็ ชอบอกชอบใจ ดีอกดีใจ ร่าเริงบันเทิงใจ อ้ายนั่นปีติ ปีติที่ใจหยุดนั่น ปีติไม่เคลื่อนจากหยุดเลย หยุดนิ่งอยู่นั่น นั่นปีติสัมโพชฌงค์ ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ ปัสสัทธิ แปลว่า ระงับซ้ำ หยุดในหยุด หยุดในหยุดๆ ไม่มีถอยกัน พอหยุดก็เข้ากลางของใจที่หยุดนั่น หยุดในหยุดๆ นั้นทีเดียว นั่นปัสสัทธิ ระงับซ้ำเรื่อยลงไป ให้แน่นหนาลงไว้ ไม่คลาดเคลื่อน ปัสสัทธิ มั่นคงอยู่ที่ใจหยุดนั่น ไม่ได้เป็นสองไป เป็นหนึ่งทีเดียว นั่นเรียกว่า สมาธิ (สัมโพชฌงค์) ทีเดียว นั่นแหละ พอสมาธิหนักเข้า ๆ หนึ่งเฉย ไม่มีสองต่อไป นี่เรียกว่า อุเบกขา (สัมโพชฌงค์) เข้าถึงหนึ่งเฉยแล้ว อุเบกขาแล้ว นี่องค์คุณ ๗ ประการอยู่ทีเดียวนี่ อย่าให้เลอะเลือนไป ถ้าได้ขนาดนี้ ภาวิตา พหุลีกตา กระทําเป็นขึ้นแค่นี้ กระทําให้มากขึ้น สํวตฺตนฺติ ย่อมเป็นไปพร้อม อภิญฺญาย เพื่อรู้ยิ่ง นิพฺพานาย เพื่อสงบ ระงับ โพธิยา เพื่อความตรัสรู้ ด้วยความกล่าวสัตย์อันนี้แหละ ขอความสวัสดี จงมีแก่ท่าน ในกาลทุกเมื่อ ความจริงอันนี้ ถ้ามีจริงอยู่อย่างนี้ละ รักษาเป็นแล้ว รักษาโพชฌงค์เป็นแล้ว อธิษฐานใช้ได้ ทําอะไรใช้ได้ โรคภัย ไข้เจ็บ แก้ได้ ไม่ต้องสงสัยละ” นั่นเป็นวิธีการรักษาโรค การต่อสู้กับความเจ็บที่มีกล่าวไว้ในพระไตรปิฎกว่า ต้องทําด้วยโพชฌงค์ ๗ ที่หลวงพ่อวัดปากน้ำได้อธิบายไว้อย่างชัดเจนแล้ว คือการทําใจให้ “หยุด” นั่นเอง เป็นการเอาชนะมารในเรื่องความเจ็บได้ขั้นหนึ่ง ซึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็ได้กล่าวยืนยันไว้ใน มารสูตร (สุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค) ถึงการเอาชนะมารด้วยโพชฌงค์ ๗ ไว้ดังนี้ “ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงมรรคาเป็นเครื่องย่ำยีมารและเสนามารแก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟังมรรคานั้น ก็มรรคาเป็นเครื่องย่ำยีมาร และเสนามารเป็นไฉน คือ โพชฌงค์ ๗ โพชฌงค์ ๗ เป็นไฉน คือ สติสัมโพชฌงค์ ฯลฯ อุเบกขาสัมโพชฌงค์ ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นมรรคาเครื่องย่ำยีมาร และเสนามาร” เรื่องการต่อสู้กับความแก่และความตาย พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ทรงต่อสู้เหมือนกัน พระองค์ไม่ต้องการปรินิพพานแต่เพราะพระองค์ไม่สามารถจะต่อสู้กับอิทธิพลของมารได้ จึงต้องตัดสินพระทัยปลงอายุสังขาร เมื่อพระชนมายุได้ ๘๐ ปี ทั้งที่ขณะนั้นอายุขัยของคนในโลกโดยเฉลี่ยจะมีอายุได้ ๑๐๐ ปี แต่บารมีอย่างพระองค์ที่สร้างมามากขนาดนั้นกลับต้องปรินิพพานในขณะพระชนมายุได้เพียง ๘๐ ปี เท่านั้น เรื่องราวก่อนที่พระองค์จะปรินิพพานยืนยันชัดเจนถึงการต่อสู้ของพระองค์ที่ไม่ต้องการจะปรินิพพานในตอนนั้น พระพุทธองค์ท่านได้ต่อสู้อย่างไรบ้าง ใน มหาปรินิพพานสูตร (สุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค) กล่าวไว้ดังนี้ “ดูก่อนอานนท์ ผู้หนึ่งผู้ใดเจริญอิทธิบาท ๔ ทำให้มาก ทำให้เป็นประหนึ่งยาน ทําให้เป็นประหนึ่งวัตถุที่ตั้ง ตั้งไว้เนืองๆ อบรมไว้ ปรารภด้วยดี โดยชอบ ดูก่อนอานนท์ ผู้นั้นเมื่อปรารถนา ก็พึงดํารงอยู่ได้ตลอดกัป เกินกว่ากัป ดูก่อนอานนท์ ตถาคตแลได้เจริญอิทธิบาท ๔ แล้ว ได้ทําให้มากแล้ว ได้ทําให้เป็นประหนึ่งยานแล้ว ได้ทําให้เป็นประหนึ่งวัตถุที่ตั้งแล้ว ตั้งไว้เนืองๆ แล้ว อบรมแล้ว ปรารภด้วยดี โดยชอบแล้ว ดูก่อนอานนท์ ตถาคตนั้น เมื่อปรารถนาก็พึงดํารง(ชนม์ชีพ)อยู่ได้ตลอดกัป หรือเกินกว่ากัป ดังนี้” พระพุทธองค์ได้กล่าวบอกกับพระอานนท์ว่า ถ้าผู้ใดเจริญอิทธิบาท ๔ ดีแล้ว จะมีอายุได้ถึงหนึ่งกัปป์หรือมากกว่า พระองค์ได้กล่าวกับพระอานนท์ที่กรุงราชคฤห์ ๑๐ ครั้ง ที่กรุงเวสาลีอีก ๖ ครั้ง แต่พระอานนท์ก็ไม่ได้ทูลอาราธนาให้พระพุทธองค์มีอายุถึงหนึ่งกัปป์หรือมากกว่าเลย ทําให้พระองค์ต้องปลงอายุสังขาร และปรินิพพานในที่สุด ในมหาปรินิพพานสูตรได้กล่าวไว้ว่า “แม้เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงทํานิมิตหยาบ ทรงทําโอภาสหยาบอย่างนี้แล ท่านพระอานนท์ก็มิสามารถรู้ได้ มิได้กราบทูลอาราธนาพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าจงดํารงอยู่ตลอดกัปเถิด ขอพระสุคตเจ้าจงดํารงอยู่ตลอดกัปเถิด เพื่อเกื้อกูลแก่ชนจํานวนมาก เพื่อความสุขแก่ชนจํานวนมาก เพื่ออนุเคราะห์แก่ชาวโลก เพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อความสุข แก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ดังนี้ คล้ายกับท่านมีจิตถูกมารสิงไว้” พุทธอุปัฏฐาก ผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็นอุปัฏฐากที่เลิศที่สุด ก็ยังถูกมารควบคุมไม่ได้ทูลอาราธนาให้พระพุทธเจ้ามีพระชนม์ชีพอยู่ไปนาน จนเมื่อพระองค์ปลงอายุสังขารแล้ว พระอานนท์จึงทูลอาราธนา แต่นั่นก็เป็นการสายไปเสียแล้ว พระองค์ต้องปรินิพพานอย่างแน่นอน การต่อสู้กับความแก่ความตายของพระองค์ ท่านให้นัยไว้เพียงการยืดระยะเวลาออกไป ด้วยการเจริญอิทธิบาท ๔ เท่านั้น ซึ่งไม่มีอธิบายรายละเอียดวิธีการปฏิบัติไว้แต่อย่างใด เมื่อศึกษาพระไตรปิฎกอย่างจริงจัง และยอมรับในเรื่องของมาร ที่มีกล่าวไว้ในพระไตรปิฎกแล้ว ก็คงต้องยอมรับว่ามีอะไรอีกอย่างหนึ่ง ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังไปไม่ถึง จึงได้ถูกมารครอบงําและเอาชนะพระองค์ ทําให้พระองค์ท่านต้องปรินิพพานไปเช่นนั้น ซึ่งยังไม่มีความรู้ในที่ใดให้ความกระจ่างได้ คงหวังแต่เพียงการศึกษาความรู้อย่างถูกต้องตามเส้นทางสายกลางในกลางกายเท่านั้นเอง ที่จะให้ความกระจ่างในเรื่องนี้ สําหรับบุคคลผู้มีความปรารถนาจะไปให้ถึงที่สุด หลุดพ้นจากอิทธิพลของมาร พ้นความแก่ ความเจ็บ ความตาย หลวงพ่อท่านมีวิธีการอย่างไรที่จะทําความปรารถนาของท่านให้เป็นจริงได้ ในพระธรรมเทศนาของท่านที่กล่าวถึงการต่อสู้กับมารว่า ท่านทํามามิได้หยุดสักวันเดียว ตัวเลขบ่งบอกแน่ชัด ว่าเป็นเวลากี่ปี กี่เดือน กี่วัน ดังที่ตามรอยฯ ได้นําเสนอท่านผู้อ่านไปแล้วในตอน ที่ว่าด้วย “วันที่เริ่มทําวิชชา” โดยสรุปว่าวันที่เริ่มทําวิชชาคือวันที่เริ่มต่อสู้กับมาร เป็นวันที่รวมทีมผู้ปฏิบัติที่ได้เข้าถึง “ธรรมกาย” แล้วมารวมกันทํางานทางจิต ตลอด ๒๔ ชั่วโมง โดยแบ่งกันเป็นผลัดๆ นั่งสมาธิกันอย่างต่อเนื่อง เริ่มตั้งแต่วันเข้าพรรษาของปี พ.ศ.๒๔๗๔ เป็นต้นมา นั่นคือการเริ่มต่อสู้กับมาร เพื่อไปยังเป้าหมายปลายทางที่ท่านตั้งใจไว้ หลวงพ่อไม่ได้กล่าวว่า การเข้าถึงธรรมของท่านในวันเพ็ญ เดือนสิบ ของปี พ.ศ.๒๔๖๐ เป็นวันที่เริ่มต่อสู้กับมาร แต่กล่าวชัดเอาไว้ให้คํานวณได้ว่า วันเข้าพรรษาของปี พ.ศ.๒๔๗๔ ซึ่งเป็นวันที่รวมผู้เข้าถึงธรรมกายมาปฏิบัติงานทางจิตอย่างต่อเนื่อง ๒๔ ชั่วโมง เป็นวันเริ่มต่อสู้กับมาร และไม่ปรากฏหลักฐานในที่ใดเลยว่ามีการรวมตัวของผู้ที่ได้เข้าถึงธรรมกาย มานั่งปฏิบัติธรรมทํางานทางจิตตลอด ๒๔ ชั่วโมงเช่นนี้ วิธีการแบบนี้เกิดขึ้นเป็นพิเศษ สําหรับทํางานพิเศษ ของบุคคลที่ตั้งความปรารถนาแบบพิเศษ ที่ยังไม่เคยมีใครตั้งความปรารถนามาก่อนเท่านั้น การรวมกันของบุคคลที่ได้เข้าถึงธรรมกายแล้ว เพื่อปฏิบัติงานทางจิตตลอด ๒๔ ชั่วโมง เป็นเรื่องหลักที่มีความสําคัญในการทํางาน เพื่อไปยังเป้าหมายปลายทางที่จะเอาชนะมารโดยสิ้นเชิงได้ หลวงพ่อได้ทํางานทางจิตร่วมกับบุคคลผู้เข้าถึงธรรมกาย ตั้งแต่วันเข้าพรรษาของปี พ.ศ.๒๔๗๔ จวบจนกระทั่งท่านมรณภาพ ในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๐๒ เป็นเวลาถึงเกือบ ๓๐ ปี ไม่ได้มีหยุดเลยสักวันเดียว ยากที่จะมีบุคคลกระทําได้เช่นท่าน ชีวิตของท่านด้านหนึ่งต้องทําวิชชาร่วมกับพวกที่ได้ธรรมกายในโรงงานทําวิชชา อีกด้านหนึ่งต้องบริหารปกครองวัด และเทศนาสั่งสอนประชาชนทั่วไป การเทศน์สอนของหลวงพ่อนั้น ท่านสอนได้แค่วิธีปฏิบัติให้ได้เข้าถึงกาย ๑๘ กาย และหนทางไปนิพพานเท่านั้น ส่วนเรื่องเป้าหมายที่ท่านจะไปให้ถึง ณ จุดที่เอาชนะมาร พ้นการแก่การตายนั้น เทศน์ให้คนทั่วไปฟังไม่ได้ ท่านใช้คําว่าจะถูกนัตถุ์ยา หรือในภาษาปัจจุบันอาจจะพูดว่าถูกฉีดยา หรือถูกจับเข้าโรงพยาบาลบ้าไปถูกฉีดยาที่นั่นนั้นเอง จะมีก็แต่เพียงพวกที่ทําวิชชาอยู่ในโรงงานทําวิชชาเท่านั้น ที่คุยกันในเรื่องนี้ได้ หลวงพ่อได้กล่าวไว้ใน เรื่อง ปัพพโตปมคาถา เมื่อวันที่ ๒๘ มีนาคม พ.ศ.๒๔๙๗ ว่า “ภิกษุ สามเณร อุบาสก อุบาสิกา อยู่วัดปากน้ำก็จริง แต่ไม่รู้ว่าสมภารวัดปากน้ำทําอะไร นี่ อัศจรรย์นัก อยู่ด้วยกันตั้งหลายสิบปี (ผู้เทศน์)อยู่วัดปากน้ำทําวิชชานี้ ๒๒ ปี ๘ เดือน ๙ วัน วันนี้ไม่มีใครรู้ว่าทําอะไร รู้แต่นิดๆ หน่อยๆ รู้จริงจังลงไป ไม่มี มีก็ผู้ที่ทําวิชชาด้วยกัน รู้จริงเห็นจริงกันลงไปทีเดียว ทําอยู่ทุกวันๆ นั่นละ ก็รู้จริงเห็นจริง นี่เป็นวิชชาลึกอย่างนี้” การไปให้ถึง “ที่สุด” ไม่ใช่เป็นเรื่องง่าย ผู้สร้างบารมีในสายนี้นอกจากจะมีวิธีการพิเศษ คือการรวมตัวของผู้ที่ได้เข้าถึงธรรมกายทํางานทางจิต ตลอด ๒๔ ชั่วโมง แล้ว การสร้างบารมีของผู้ที่จะเข้ามารวมปฏิบัติงานทางจิต จึงน่าจะแตกต่างไปจากการสร้างบารมีของนักสร้างบารมีที่ผ่านมาด้วย ในพระไตรปิฎก เรื่องเกี่ยวกับ “พุทธวงศ์” (สุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย) เป็นการอธิบายถึงพระพุทธเจ้าในอดีตที่ผ่านๆ มาว่ามีชื่ออะไร มีประวัติการสร้างบารมีมาอย่างไรบ้าง เป็นที่น่าแปลกว่าพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ล้วนแล้วแต่ได้อภิเษกสมรส(แต่งงาน) จนกระทั่งมีพระราชโอรสได้ ๑ คน แล้วจึงออกบวชด้วยกันทั้งสิ้นทุกพระองค์ ไม่มีสักพระองค์ที่ประสูติมาแล้วไม่ต้องแต่งงาน ได้ประพฤติพรหมจรรย์มาตั้งแต่เกิด จนกระทั่งได้สําเร็จพระอรหัตตผล เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ดังนั้นการสร้างบารมี เพื่อไปยังจุดที่ยังไม่เคยมีใครไปถึงนี้ จึงมีกรณีพิเศษที่น่าจะเป็นการสร้างบารมี ที่อาศัยการประพฤติพรหมจรรย์ตั้งแต่เกิดมา ไม่ต้องแต่งงาน มุ่งทําความบริสุทธิ์ของตนเองตลอดไปตลอดชาติที่ได้เกิดมา จึงเป็นอีกประเด็นหนึ่งที่น่าคิดในการสร้างบารมีไปให้ถึง “ที่สุด” ได้ ซึ่งหลวงพ่อวัดปากน้ำได้กล่าวตักเตือนไว้ในพระธรรมเทศนา เรื่อง สติปัฏฐานสูตร เมื่อวันที่ ๓ ตุลาคม พ.ศ.๒๔๙๗ แล้วว่า “จะครองเรือนไปสักกี่ร้อยปี ก็ครองไปเถิด มันงานของคนอื่นเขาทั้งนั้น เรื่องของพญามารทั้งนั้น ไม่ใช่เรื่องของตัว” เรื่องของมารที่คุกคามพระพุทธเจ้า ก็มากระทําตอนที่พระองค์ท่านทิ้งพระราหุล ตั้งใจจะออกบวชแล้ว ส่วนช่วงที่ใช้ชีวิตแต่งงานครองเรือนและมีลูก ไม่ปรากฏว่ามารมาคุกคามพระองค์เลย หนทางของการชนะมารมีอยู่ ๕๐ ในขณะที่หนทางแพ้มีอยู่อีก ๕๐ เช่นกัน การต่อสู้เอาชนะกับมาร จึงไม่ใช่เรื่องง่าย หากประมาทพลาดพลั้งไปสักชาติหนึ่ง หนทางแห่งชัยชนะก็ห่างไกลออกไป จึงต้องสร้างบารมีกันยาวนาน นานสักเท่าไรยังไม่ปรากฏ ดังนั้นแล้ว หลวงพ่อจึงได้กล่าวเตือนถึงการไปให้ถึงที่สุด ที่เอาชนะการคุกคามการเป็นบ่าวทาสของมารนี้ว่า ใจต้องแข็งแกร่ง “ที่จะเข้าถึงวิราคธาตุวิราคธรรมนะ ต้องปล่อยชีวิตจิตใจนะ ไปรักไปห่วงอะไรไม่ได้ ปล่อยกันหมดสิ้นทีเดียว ไปรักไปห่วงใยอยู่ละก็ไปไม่ได้ ไปไม่ถึงทีเดียว เด็ดขาดทีเดียว ต้องทําใจหยุดนั่นแน่ จึงจะไปถูกวิราคธาตุวิราคธรรมได้ ต้องทําใจหยุด หยุดในหยุด ไม่มีถอยกัน ไม่มีกลับกันละ นั่นแหละจึงจะไปสุดได้ ถ้าใจอ่อนแอ ไปไม่ได้ดอก ต้องใจแข็งแกร่งทีเดียวจึงไปได้” (จาก ธรรมนิยามสูตร แสดงเมื่อวันที่ ๓๑ มกราคม พ.ศ.๒๔๙๗) มัวชมสวนดอกไม้ไม่ไปที่สุด “พวกเราทั้งหลายนี้ไม่ได้ไปกันเลย เฉยๆ อยู่ มัวชมสวนดอกไม้ในโลกอยู่นี่เอง ชมรูปบ้าง เสียงบ้าง กลิ่นบ้าง รสบ้าง ก็อยู่ที่เดียวนั่นเอง ไม่ได้ไปไหนกับเขาเลย นี่พวกจะไปก็ภิกษุสามเณร อุบาสก อุบาสิกา จะไปให้สุดวิราคธาตุวิราคธรรม อ้าว..ไปๆ ก็เลี้ยวกลับกันเสียแล้ว ไม่ไปกันจริงๆ ไปชมสวนดอกไม้กันอีกแล้ว ไปเพลิดเพลินในบ้านในเรือนกันอีกแล้ว อ้าวไปๆ ก็จะไปอีกแล้ว ไปๆ ก็กลับเสียอีกแล้ว พวกเรานี้แหละ กลับกลอกๆ อยู่อย่างนี่แหละ จะเอาตัวไม่รอด ชีวิตไม่พอ” (จาก ธรรมนิยามสูตร แสดงเมื่อวันที่ ๓๑ มกราคม พ.ศ.๒๔๙๗) รีบเอาชนะให้ได้ “เมื่อปรากฏรู้ตัวว่าเป็นทาสพญามารอยู่เช่นนี้ ก็ต้องช่วยรีบเปลื้องตัว ต้องรีบพยายามแก้ตัว ถ้ารีบพยายามแก้ตัวให้พ้นไปเสียได้ ก็จะไม่ต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตาย เอาชนะเสียให้ได้” (จาก ปัพพโตปมคาถา แสดงเมื่อวันที่ ๒๘ มีนาคม พ.ศ.๒๔๙๗) หนทางชนะนั้นมีอยู่ แต่ถ้าไม่สู้ก็ต้องแพ้อยู่รํ่าไป ต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตาย อย่างหลีกไม่พ้น แต่ถ้าสู้ หนทางชนะก็มองเห็นอยู่รําไร เป้าหมายแห่งชัยชนะที่หลวงพ่อวัดปากน้ำปรารถนาจะไปให้ถึงนั้น เป็นวิสัยของผู้ที่มีน้ำใจอันอาจหาญ เด็ดเดี่ยว ทิ้งทุกสิ่งแล้วมุ่งแสวงหาไปสู่จุดแห่งชัยชนะ จึงจะกระทําความสําเร็จได้ วิสัยเช่นนี้ไม่ใช่วิสัยของผู้ที่ยังครองเรือนอยู่จะพึงกระทํา หากแต่อยู่ในวิสัยของผู้ที่ละทิ้งบ้านเรือนมุ่งไปสู่ความบริสุทธิ์ ที่จะปลดปล่อยตนเอง และมวลมนุษยชาติให้หลุดพ้นจากการเป็นบ่าวทาสของพญามาร หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านทิ้งชีวิตฆราวาส ที่อาศัยอยู่ในบ้านเรือน ออกบวชเป็นพระภิกษุ เพื่อแสวงหา “ที่สุด” ชีวิตนักบวชอย่างท่าน เป็นตัวอย่างชีวิตที่ไม่กลับกลอก ไม่ใช่ “ไปๆ ก็กลับเสียอีกแล้ว” สึกออกไปแล้ว ชีวิตท่านมีเป้าหมาย อยู่อย่างมีเป้าหมาย แม้สิ้นชีวิตในชาตินี้แล้ว เป้าหมายของท่านก็ยังคงอยู่ หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านเป็นคนธรรมดา รูปร่างหน้าตาก็เหมือนคนธรรมดา แต่ท่านไม่ธรรมดา เพราะท่านมีความปรารถนาที่คนธรรมดาไม่เคยคิด บุคคลที่มีความปรารถนาไม่ธรรมดาเช่นนี้ จากคนกี่ล้านล้านล้านล้านคนจะหาได้ ผ่านการเกิดและตายกี่ล้านล้านล้านล้านหน จึงจะมีโอกาสได้พบ และเมื่อเป็นบุญลาภที่สั่งสมมาด้วยดี ทําให้ได้มีโอกาสประสบพบท่าน แม้จะเกิดไม่ทัน แต่ก็ยังได้พบคําสอนที่ยังหลงเหลืออยู่ในปัจจุบันเช่นนี้แล้ว จะมีโอกาสที่จะได้ติดตามหลวงพ่อวัดปากน้ำไปได้อย่างไร หากท่านรู้สึกเช่นนี้ มีความกล้า มีน้ำใจอันอาจหาญที่จะร่วมเดินทางไปกับหลวงพ่อวัดปากน้ำแล้ว ขอเชิญปลุกขวัญและกําลังใจ สาวเท้าร่วมกันเข้ามา ตามรอยฯ จะนําพาท่านผู้อ่านไปสู่การเข้าร่วมรบเอาชนะมาร ร่วมเดินทางไปสู่เป้าหมายอันยิ่งใหญ่กับหลวงพ่อวัดปากน้ำในครั้งนี้ ตอนที่ ๒๔ ตามรอย พระมงคลเทพมุนี จุดหมายปลายทางที่หลวงพ่อวัดปากน้ำจะไปนั้น เป็นปลายทางที่ยังไม่เคยมีใครไปถึง มันอาจจะดูห่างไกลอยู่ในตอนนี้ แต่ด้วยหัวใจของนักสู้ที่จะไม่มีวันยอมแพ้ให้มารบังคับกดขี่อยู่ตลอดไปได้ หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านจึงได้แสวงหาหนทางของเอาชนะการบังคับของมารนั้น และท่านก็ได้พบวิธีการนั้นแล้ว กับทั้งยังได้บอกวิธีการและทําให้ดูเป็นตัวอย่างตลอดอายุขัยของท่าน เป็นโอกาสอันดีที่ความรู้ที่หลวงพ่อวัดปากน้ำค้นพบยังคงมีอยู่ให้ศึกษาทําความเข้าใจกันในปัจจุบันนี้ แต่หากจะไม่ดีอยู่บ้างก็ที่ปัจจุบันนี้หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านมรณภาพไปเสียแล้ว คงเหลือเพียงความรู้สึกที่ว่าจะตามรอยหลวงพ่อวัดปากน้ำสร้างบารมีไปกับท่านได้อย่างไร ซึ่งหลวงพ่อวัดปากน้ำท่านได้เมตตาชี้แนะไว้ในพระธรรมเทศนา เรื่อง ปัพพโตปมคาถา เมื่อวันที่ ๒๘ มีนาคม พ.ศ.๒๔๙๗ ว่า “ถ้ารู้สึกเช่นนี้ละก็ จงอุตส่าห์ว่าตั้งแต่นี้ไป เราจะช่วยเหลือแก้ไขด้วยประการใดประการหนึ่ง ท่านรบศึกสําคัญอย่างนี้ ถ้าได้ชนะละก็ เราชนะด้วย เราต้องสนับสนุนด้วยทางใดทางหนึ่งให้สมควรทีเดียว” ไม่ว่าใครก็ตามจะทําอะไรอยู่ที่ไหน เมื่อถึงที่สุดแล้วก็ได้สําเร็จ หมดแก่ หมดเจ็บ หมดตาย ไปด้วยกันทุกคน การสนับสนุนด้วยทางใดทางหนึ่งตามแต่ที่ตนเองจะถนัดก็มีส่วนร่วมในการสู้รบกับมารในครั้งนี้ด้วย มีทรัพย์ช่วยด้วยทรัพย์ มีแรงช่วยด้วยแรง มีกําลังสติปัญญาช่วยด้วยกําลังสติปัญญา มีสิ่งใดก็ใช้สิ่งนั้นมาสนับสนุนให้การช่วยเหลือ เพราะเมื่อไปถึงที่สุดแล้วก็จะได้สําเร็จไปด้วยกัน วิธีการไปสู่จุดที่สุดที่เอาชนะการบังคับของมารนั้นมีอยู่วิธีการเดียวคือ ต้องรวมทีมของผู้ที่ได้ เข้าถึงธรรมกายแล้ว มาปฏิบัติงานทางจิตตลอด ๒๔ ชั่วโมงที่หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านทําให้ดูเป็นตัวอย่างแล้ว ต้องทําไปเป็น “ทีม” วิธีการเดียวเท่านั้น ไม่สามารถจะกระทําได้ด้วยวิธีการ “ตัวคนเดียว” เลย การทําวิชชาเพื่อไปให้ถึงที่สุด จึงไม่อาจจะทําได้ด้วยการอ่านตํารับตําราที่มีการเขียนบันทึกวิธีการทําเอาไว้ เพราะหลักสําคัญอยู่ที่การทําเป็นทีม เป็นทีมที่มีมโนปณิธานไปสู่ที่สุดด้วยกัน งานใหญ่อย่างนี้จึงไม่อาจกระทําได้ด้วยลําพังคนเดียว หากมุ่งหวังการไปสู่นิพพานแล้ว การศึกษาหลักการปฏิบัติจนเข้าใจแล้วนําไปปฏิบัติก็สามารถกระทําได้ ดังตัวอย่างที่มีปรากฏในพระไตรปิฎกมากมาย ที่กล่าวถึงการสําเร็จอรหัตผลของพระอรหันต์ทั้งหลาย ที่เมื่อได้เรียนธรรมเป็นที่เข้าใจแล้วก็ไปแสวงหาที่วิเวกบําเพ็ญเพียรทางจิตของแต่ละองค์ไป และในที่สุดท่านก็ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์สมความตั้งใจ แต่การไปให้ถึงที่สุดนั้น แตกต่างไปจากการสร้างบารมีในรูปแบบต่างๆ ที่ผ่านมา ดังนั้น หากจะมีการกล่าวอ้างแจกตําราให้นําไปปฏิบัติทําวิชชาปราบมารด้วยตัวเองที่บ้านแล้ว ก็ดูจะเป็นเรื่องเลอะเลือน เพราะหากศึกษาประวัติชีวิตและคําสอนของหลวงพ่อวัดปากน้ำแล้ว ก็จะรู้ว่าไม่สามารถทําเช่นนั้นได้เลย การสู้รบกับมารมิได้กระทําด้วยโทสะที่มีความดันทุรังที่จะเอาชนะให้ได้ วิธีการมีเพียงวิธีเดียว คือ การกลับเข้าไปสู่ความบริสุทธิ์ของตนเอง การต่อสู้เป็นการทําที่ไม่ประกอบด้วยความทุกข์ยากลําบาก เหมือนการเข้าสู่สมรภูมิในทางโลก ทุกย่างก้าวของการต่อสู้กลับมีความสุข มีความง่าย มีความสบายไปตลอดเส้นทาง เป็นการต่อสู้ที่เรียกเอาความสุข ความบริสุทธิ์ กลับคืนมาให้สู่ตัวเองและมวลมนุษยชาติ ตลอดระยะเวลาเกือบ ๓๐ ปี ขณะที่หลวงพ่อมีชีวิตอยู่ ท่านใช้ชีวิตร่วมกับผู้ที่ได้เข้าถึงธรรมกายอยู่แต่ในวัดปากน้ำ ไม่ยอมไปแรมราตรี ณ ที่ใด บุคคลที่อยู่ในที่แห่งเดียว นั่งและนั่ง นิ่งและนิ่ง ดูสภาพภายนอกเหมือนชีวิตที่ถูกกักขังให้อยู่ในอิริยาบถเดียว อยู่ในสถานที่แห่งเดียวเป็นเวลานานๆ แต่บุคคลที่ได้ใช้ชีวิตอย่างนี้กลับเป็นผู้มีความสุขพอใจที่จะได้อยู่ในสภาวะเช่นนี้ ไม่ใช่ว่าไม่มีหนทางการใช้ชีวิตที่ดีกว่านี้ แต่เพราะการใช้ชีวิตอย่างนี้ดีกว่าหนทางการดําเนินชีวิตอย่างอื่น พวกหนึ่งอยู่นอกโรงงานทําวิชชา ทํางานสนับสนุนอยู่ภายนอก อีกพวกหนึ่งอยู่ในโรงงานทําวิชชา ปฏิบัติงานทางจิต หลวงพ่อได้กล่าวถึงพวกที่อยู่ในโรงงานทําวิชชาที่มีความสามารถในการทําวิชชาเป็นแล้วว่า “พวกที่เป็นแล้ว ตั้งใจแน่วแน่ว่า ตั้งแต่วันนี้ไปเราไม่ถอยหละ เกิดมาเราไม่(เคย)พบวิชชา (อย่าง)นี้ เราจะต้องสู้ อย่างอื่นสู้ไม่ได้ทั้งนั้น เราจะหันสู้(ด้วย)วิชชานี้กันสุดฤทธิ์สุดเดช เอาให้ถึงหมดเจ็บ หมดแก่ หมดตายของพญามารให้ได้ ให้พญามารแพ้ให้ได้” (จาก พระธรรมเทศนา เรื่อง ปัพพโตปมคาถา วันที่ ๒๘ มีนาคม พ.ศ.๒๔๙๗) เหมือนดั่งเป็นกองทัพที่มีนักรบ และมีผู้บัญชาการรบ หลวงพ่อรวมทีม รวมทัพ เพื่อการทําวิธีการพิเศษที่ไม่มีบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ ณ ที่แห่งใด บุคคลผู้เข้าถึงธรรมกาย ผู้มีมโนปณิธานร่วมกันในการทํางานให้มารหมดสิ้นไป ได้มารวมกันทํางานอยู่ในสมรภูมิที่ดูจากภายนอกเป็นเพียงห้องสี่เหลี่ยมเล็กๆ ไร้การติดต่อจากบุคคลภายนอก ยังสังขารอัตภาพร่างกายให้เป็นไปด้วยอาหารที่ส่งมาให้เท่านั้น ในสมรภูมิที่พร้อมรบ ๒๔ ชั่วโมง ไม่มีการพักรบ มีแต่การผลัดเปลี่ยนเวรกันไปทําหน้าที่ ไปสู่ความละเอียดที่ประณีต ลึกซึ้งลงไป สู่ดินแดนภายในกายที่ไม่มีการเรียนรู้จากที่ใดมาก่อน ไปสู่ความรู้ที่มีความบริสุทธิ์ ที่หลุดพ้นจากกรอบบังคับของพญามาร ทหารนักรบผู้เข้าถึงธรรมกาย และหลวงพ่อวัดปากน้ำได้ทําหน้าที่เช่นนั้น จนกระทั่งหลวงพ่อวัดปากน้ำมรณภาพไป ธงชัยที่โบกพริ้วอยู่ได้ลับลงไปเสียแล้ว นักรบที่ขาดผู้บัญชาการรบ ไหนเลยจะต้านทานอยู่กรําศึกกับพญามารได้ ไม่นานนัก นักรบก็ต้องกระจัดกระจายกันไป กองทัพธรรมที่เคยรวมทีมกันสู้ ก็สลายทัพไป คงเหลือแต่ความเวิ้งว้างของอนาคตว่าจะเป็นเช่นไร วันเวลาผ่านไป ผ่านไปอย่างไม่อาจคาดคะเนได้ว่าจะมีบ้างไหม ที่จะมีใครสักคนที่มีน้ำใจอาจหาญ ในการดําเนินตามรอยหลวงพ่อวัดปากน้ำบ้าง ๕ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๓๘ ท่ามกลางผู้ชุมนุมที่มารวมกันเรือนหมื่น บุรุษผู้หนึ่งได้ประกาศในท่ามกลางผู้ที่มาร่วมชุมนุมว่า “ธรรมธาตุเหล่านี้มีอยู่แล้ว ดวงธรรมก็มีอยู่แล้ว กายมนุษย์ละเอียดก็มีอยู่แล้ว กายทิพย์ กายพรหม กายอรูปพรหม กายธรรมต่างๆ มีอยู่แล้ว ไม่ใช่ตัวของเราไปทําให้มี เพราะฉะนั้น ผู้ที่ไม่เข้าใจก็ว่า เป็นนิมิตหลอก เป็นนิมิตลวง อะไรต่างๆ เหล่านั้น เพราะเขาเข้าไม่ถึง ถ้าเข้าถึงแล้วไม่พูดอย่างนั้น ของเหล่านี้มีอยู่แล้ว เป็น “ตถตา” เป็นของที่มีอยู่ ไม่ว่าจะมีพระพุทธเจ้าบังเกิดขึ้นหรือไม่ก็ตาม กายเหล่านี้ ภพเหล่านี้ก็มีกันอยู่ มีมาตั้งแต่เมื่อไรยังไม่มีใครทราบ ยังไม่มีศาสดาใดๆ ได้กล่าวถึง ว่ามีมาตั้งแต่เมื่อไหร่ หลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ท่านมุ่งเข้าไปแสวงหาตรงจุดตรงนี้ว่า มีมากันตั้งแต่เมื่อไร ที่เป็นตถตานี้ กายมนุษย์ละเอียด กายมนุษย์หยาบมาจากไหน กายมนุษย์ละเอียด ทิพย์ พรหม อรูปพรหม กระทั่งกายธรรม สาวไปหาเหตุเข้าเรื่อยๆ หมดอายุขัยของท่านแล้วยังไปไม่หมด ท่านก็ตั้งความปรารถนาว่า มาเกิดอีกก็จะต้องต่อความรู้อันนี้ต่อไปอีก ให้พบว่ามาจากไหน สิ่งที่มีอยู่แล้ว เป็นอยู่แล้วนี้ หลวงพ่อก็เช่นเดียวกัน มีความตั้งใจอย่างนี้เหมือนกัน หลวงพ่อธัมมชโยมีความตั้งใจ ตั้งมั่นมายาวนานทีเดียว ๓๐ กว่าปี ๓๒ ปีแล้ว เมื่อรู้ความเป็นมาต่างๆ ทั้งหมดของตัวเองแล้ว ก็มุ่งทีเดียวว่า ธรรมธาตุเหล่านี้แต่เดิมมาจากไหน มาอย่างไร ที่มันมีอยู่แล้ว ต้องไปสืบให้ถึงที่สุดของธาตุธรรมของตัวเอง ถ้าไปไม่ถึงสุดๆ ก็ยังเป็นบ่าวเป็นทาสเขา มีความตั้งใจที่จะไปค้น ไปศึกษาสิ่งเหล่านี้ เพราะเป็นสิ่งที่น่าศึกษา จะช่วยตัวเองให้พ้นทุกข์ และมันเป็นความรู้ที่ยิ่งรู้ ยิ่งเบิกบาน ยิ่งรู้ยิ่งบริสุทธิ์ เป็นความรู้คู่กับความบริสุทธิ์ เป็นความรู้คู่กับความสุข เป็นความรู้คู่กับความดี เป็นความรู้ที่น่าจะรู้ทีเดียว มีความตั้งใจมาตั้งแต่ปี ๐๗ (๒๕๐๗) ตั้งใจเรื่อยมาเลย แต่มาติดภารกิจเกี่ยวกับการก่อสร้าง จึงทําให้สะดุดชะงักงันทีเดียว ปีนี้อายุ ๕๑ ปี มีความตั้งใจทีเดียว ถ้าสองสิ่งนี้ (มหาวิหารพระมงคลเทพมุนีและธรรมกายเจดีย์) บรรลุเป้าหมาย จะหยุดเกี่ยวกับเรื่องภารกิจด้านหยาบนี้ จะสงวนเวลา เพื่อที่จะแสวงหาถึงที่สุดแห่งธรรมนั้น” ปัจจุบันคณะศิษยานุศิษย์ ซึ่งได้รับการถ่ายทอดวิชชาจากหลวงพ่อวัดปากน้ำมาทาง คุณยายอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง จนกระทั่งในปัจจุบันนี้ พระเดชพระคุณพระราชภาวนาวิสุทธิ์ (หลวงพ่อธัมมชโย) เป็นผู้นําในการปฏิบัติธรรมตามที่หลวงพ่อวัดปากน้ำให้ไว้ ท่านได้ประกาศท่ามกลางสาธุชนเรือนหมื่น ในการดําเนินตามรอยหลวงพ่อวัดปากน้ำเช่นกัน นับเป็นโอกาสอันดีที่เปิดกว้าง สําหรับผู้มีใจปรารถนาจะตามรอยหลวงพ่อวัดปากน้ำไปด้วยกัน หากท่านพร้อม ตกลงปลงใจตนเองว่าจะอยู่เป็นแนวสนับสนุนภายนอกหรือจะร่วมเข้าสู่สมรภูมิรบ เมื่อผู้นํามีความพร้อม เมื่อนั้นเราจะได้เริ่มงานที่แท้จริง งานที่รวมทีมผู้ที่ได้เข้าถึงธรรมกายปฏิบัติงานทางจิต ตลอด ๒๔ ชั่วโมง ชีวิตต้องหมดสิ้นไป ไยจะอยู่อย่างยอมแพ้ให้ความแก่ ความเจ็บ ความตาย บีบคั้นอยู่เช่นนั้น เพราะหนทางแห่งชัยชนะมีอยู่ เส้นทางสายนี้ไม่ได้ไปนอกตัว แต่เป็นเส้นทางภายในตัว เป็นทางสายกลางที่เริ่มจากกลางกายเราทุกคนนั้นเอง วันเวลาข้างหน้าที่มีอยู่หวังว่า สักวันหนึ่งที่หลวงพ่อวัดปากน้ำกลับมาเกิดสร้างบารมีอีกครั้ง จะได้อยู่ร่วมรบธรรมกรําศึกไปให้ถึงที่สุดพร้อมกันกับท่านให้จงได้ หยุด เป็นตัวสำเร็จ