13 กว่าจะได้พบคุณยาย คำถามที่ค้างคาใจ ตั้งแต่เติบโตมา หลวงพ่อมักจะมีข้อสงสัยอยู่ในใจ เกี่ยวกับเรื่องการเวียนว่ายตายเกิด นรก สวรรค์ และกฎแห่งกรรม จึงแสวงหาคำตอบด้วยการศึกษาจากตำรา เช่น พระไตรปิฎกและหนังสือธรรมะต่างๆ ซึ่งทำให้เข้าใจในระดับหนึ่ง แต่ยังคงสงสัยเพิ่มเติมขึ้นมาว่า เราเกิดมาทำไม ตายแล้วไปไหน อะไรคือเป้าหมายของชีวิต แล้วเราจะไปสู่เป้าหมายของชีวิตได้อย่างไร นรกสวรรค์มีจริงไหม ถ้ามีแล้วอยู่ตรงไหน ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่วจริงไหม คำถามค้างคาใจเหล่านี้ทำให้หลวงพ่อต้องเสาะแสวงหาคำตอบของชีวิตจากครูบาอาจารย์ต่างๆ นับตั้งแต่เป็นวัยรุ่น หากรู้ว่าพระธุดงค์อยู่ตรงไหนก็จะชอบเข้าไปถาม เพราะเชื่อว่าจะได้คำตอบจากท่าน เมื่อนึกย้อนไปก็รู้สึกว่าเราเป็นคนค่อนข้างแปลกเมื่อเทียบกับเพื่อนคนอื่นๆ ในวัยเดียวกัน ซึ่งเขาไม่ได้คิดกันอย่างนี้ หรือเขาอาจจะคิดแต่ไม่ได้รำพึงรำพันให้ใครฟังก็เป็นได้ ส่วนหลวงพ่อชอบนึกๆ คิดๆ วนเวียนในเรื่องเหล่านี้เป็นประจำ ความปรารถนาที่จะได้คำตอบนั้นเป็นแรงบันดาลใจให้หลวงพ่อออกเดินทางไปตามสถานที่ต่างๆ เพื่อศึกษาธรรมปฏิบัติ หากทราบว่าที่ไหนมีครูบาอาจารย์ที่ปฏิบัติธรรมะดีก็จะไปกราบขอศึกษาความรู้จากท่านเหล่านั้น ซึ่งท่านก็เมตตาอบรมสั่งสอน และตอบข้อซักถามของหลวงพ่อจนกระทั่งเกิดความแจ่มแจ้งในระดับหนึ่ง หลวงพ่อเองยังซาบซึ้งในความเมตตาของครูบาอาจารย์เหล่านั้นอยู่จนถึงทุกวันนี้ แต่หลวงพ่อมีอยู่คำถามหนึ่งซึ่งใครๆ มักจะพากันตอบอย่างเลี่ยงๆ หรือบ่ายเบี่ยงเกี่ยงคำตอบ นั่นคือคำถามที่ว่านรกสวรรค์มีจริงไหม บางท่านตอบว่าน่าจะมีเพราะพระไตรปิฎกบันทึกไว้อย่างนั้น บางท่านบอกว่าสวรรค์อยู่ในอกนรกอยู่ในใจ บ้างก็ว่าสวรรค์มีไว้ล่อนรกมีไว้ขู่ บ้างก็ยืนยันว่าไม่มีจริง หรือตอบว่าอย่าคิดถึงมันเลยเพราะเป็นเรื่องไกลตัว คำตอบที่ได้ล้วนมีความหลากหลายคล้ายๆ กันอย่างนี้ ถึงที่สุดก็ไม่มีใครกล้ายืนยันกับหลวงพ่อเลย หลวงพ่อคิดว่าถ้าไม่มีก็น่าจะบอกว่าไม่มี ถ้ามีก็ควรบอกว่ามี แต่ถ้าบอกว่าไม่มีก็ควรอธิบายเหตุผลด้วย ซึ่งถ้าน่าเชื่อถือหลวงพ่อก็พร้อมที่จะเชื่อ ในตอนนั้นคิดไปตามประสาเด็ก แต่ในใจลึกๆ ของหลวงพ่อขณะนั้นเชื่อว่านรกสวรรค์น่าจะมีจริง แล้วถ้าผู้ใดตอบว่าไม่มีก็จะรู้สึกหมดความมั่นใจในตัวผู้ตอบไปด้วย ในฐานะเด็กหนุ่มที่กำลังแสวงหาความรู้อันแท้จริงของชีวิต หลวงพ่อปรารถนาที่จะดำเนินชีวิตให้ถูกต้อง แต่เมื่อไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจน ความสงสัยก็ยังคงมีอยู่ต่อไป ถามใครต่อใครท่านก็ให้คำตอบได้ไม่จุใจ แม้ท่านจะสามารถตอบทุกคำถามได้อย่างลึกซึ้ง พร้อมกับแนะนำการทำสมาธิภาวนาให้ด้วย แต่คำตอบเกี่ยวกับเรื่องนรกสวรรค์นั้นมักจะตอบกันแบบเฉียดๆ ยังไม่มีใครสามารถตอบได้ตรงใจหลวงพ่อ ถึงขนาดว่าหลวงพ่อนำคำถามเหล่านี้ไปถามคุณครูที่โรงเรียน ท่านก็ลงความเห็นว่าหลวงพ่อนั้นคงจะสติไม่สมบูรณ์เสียแล้ว ทำให้หลวงพ่อต้องเก็บคำถามเหล่านี้เอาไว้ในใจเรื่อยมา --------------------------------------- ตามหาคุณยาย หลวงพ่อยังคงเฝ้าแสวงหาคำตอบของชีวิตจนกระทั่งอายุได้ 19 ปี วันหนึ่งหลวงพ่ออ่านหนังสือ “วิปัสสนาบันเทิงสาร” เป็นนิตยสารที่ถูกอกถูกใจหลวงพ่อมาก เพราะมีเรื่องราวเกี่ยวกับการปฏิบัติธรรม รวมถึงเรื่องราวของพระเดชพระคุณหลวงปู่วัดปากน้ำ และคุณยายอาจารย์ พร้อมกับเรื่องราวอภินิหารที่ท่านทำสมาธิเพื่อปัดลูกระเบิดในช่วงสงครามโลก ไปนรก ไปสวรรค์ และมีการกล่าวถึงผลการปฏิบัติธรรมคือ 18 กาย ที่มีอยู่แล้วภายในตัวทุกคน หลวงพ่อรู้สึกชอบและประทับใจเรื่องกายในกาย แต่ไม่ถึงกับเข้าใจแจ่มแจ้ง รู้แต่ว่าชอบมากที่ได้ทราบว่าคนเรามีกายซ้อนอยู่ภายในเป็นชั้นๆ รู้สึกว่าเข้าท่าดีเหมือนกัน เขาเขียนเรื่องราวของมหาปูชนียาจารย์ได้น่าติดตามมาก มีเรื่องนรก เรื่องสวรรค์ เรื่องกฎแห่งกรรม เรื่องสงครามโลก แล้วก็มีภาพของมหาปูชนียาจารย์แต่ละท่าน หลวงพ่อซึ่งกำลังอยู่ในช่วงของการแสวงหาคำตอบก็ดีใจมาก ตั้งใจว่าจะต้องไปพบท่านเหล่านั้นให้ได้ โดยเฉพาะคุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง (หนังสือเขียนไว้ว่า “คุณแม่อาจารย์ลูกจันทร์”) ซึ่งหลวงพ่อประทับใจในภาพและเรื่องราวของท่านเป็นพิเศษ จึงออกตามหาท่านเพราะอยากจะพบคุณยายอาจารย์ โดยในขณะนั้นนิตยสารได้ระบุไว้ว่าพระเดชพระคุณหลวงปู่มรณภาพแล้ว จึงอยากตามหาคุณยายซึ่งท่านยังมีชีวิตอยู่ หนังสือเล่มนั้นลงรูปภาพที่ดูน่าร่มรื่นเอาไว้ ภาพบางตอนดูเหมือนวัดอยู่ในสวน หลวงพ่อจึงคิดว่าวัดปากน้ำคงเป็นเสนาสนะป่าตามความเข้าใจของผู้ไม่เคยไปสถานที่จริง ได้แต่อ่านจากหนังสือ หลวงพ่อตัดสินใจเดินทางไปวัดปากน้ำครั้งแรกในเดือนเมษายน พ.ศ.2506 ช่วงนั้นคุณยายอายุประมาณ 54 ปี วาดภาพเอาไว้ในใจว่าสถานที่ที่ท่านอยู่ต้องสงบเงียบแล้วก็ร่มรื่นไปด้วยแมกไม้ แต่ปรากฏว่าพอไปถึงสถานที่แล้วมีแต่อาคารเต็มไปหมด แม้จะยังไม่มากเหมือนในปัจจุบัน หลวงพ่อก็รู้สึกว่าไม่ตรงกับที่วาดฝันเอาไว้ เพราะคิดว่าวัดปากน้ำต้องเป็นวัดป่าน่ารื่นรมย์ ถึงกระนั้นก็ยังไม่ละความพยายาม ได้เข้าไปถามใครต่อใครในวัดว่ารู้จัก “คุณแม่อาจารย์ลูกจันทร์” บ้างไหม หลวงพ่อเรียกท่านตามที่อ่านเจอในหนังสือ แต่ทุกคนตอบเหมือนๆ กันว่าที่นี่ไม่มีคุณแม่อาจารย์ลูกจันทร์ มีแต่ “ครูจันทร์” หลวงพ่อคิดว่าคงเป็นคนละคนกัน เขาถามว่ามาทำไม ทำไมถึงอยากเจอท่าน ก็ตอบไปว่าอยากจะมาศึกษาธรรม เขาเลยชี้ทางให้ไปปฏิบัติกับพระอาจารย์ทางด้านโน้น ซึ่งหลวงพ่อก็ได้รับความเมตตาจากพระอาจารย์ช่วยอบรมสั่งสอนสมาธิ ถึงแม้ไม่ได้เจอคุณยาย แต่ยังรู้สึกดีใจว่าเรามีที่นั่งสมาธิแล้ว ในวันเดียวกันนั้นเอง ขณะที่หลวงพ่อเดินอยู่ภายในวัดก็เห็นโลงทองตั้งอยู่ มีแม่ชีรูปร่างบางท่านหนึ่งนั่งอยู่หน้าโลงศพหันหลังให้ หลวงพ่อจำรูปถ่ายหน้าโลงได้ว่าเป็นคุณยายทองสุข สำแดงปั้น เหมือนที่เห็นในหนังสือวิปัสสนาบันเทิงสาร ซึ่งเขียนเรื่องราวของท่านไว้น่าตื่นเต้นมาก โดยเฉพาะเรื่องโคตรทองกระบองเพชร และอีกหลายๆ เรื่อง ต่อมาภายหลังจึงทราบว่า แม่ชีที่นั่งหันหลังให้ก็คือคุณยายอาจารย์จันทร์นั่นเอง คงเป็นเพราะยังไม่ได้จังหวะของบุญ จึงพลาดโอกาสที่จะทำความรู้จักกับท่านในวันนั้น หลวงพ่อกลับมาวัดปากน้ำอีกครั้งหนึ่งช่วงปิดภาคเรียนในเดือนตุลาคม ตั้งใจว่าจะมาตามหาคุณยายอาจารย์ให้พบ เพราะในใจก็เพรียกหาแต่ท่าน เมื่อไปถึงวัดก็ไปปฏิบัติธรรม คิดว่าจะถามนักปฏิบัติธรรมด้วยกันที่อยู่ข้างๆ ว่ารู้จัก “คุณแม่อาจารย์ลูกจันทร์ ขนนกยูง” ไหม เผื่อจะมีสักคนหนึ่งรู้จัก แต่ทุกคนก็ตอบเหมือนเดิมว่าไม่มี จนกระทั่งมาเจอเด็กหนุ่มนักปฏิบัติธรรมคนหนึ่งที่มีอายุไล่เลี่ยกัน เป็นนักศึกษาเหมือนกันแต่อยู่คนละสถาบัน พอปฏิบัติธรรมเสร็จก็ถามเขาว่ารู้จักคุณแม่อาจารย์ลูกจันทร์ไหม เขาตอบว่าไม่มีนะ มีแต่ครูจันทร์ รูปร่างเป็นอย่างไร หลวงพ่อบอกว่าผอมๆ เขาเลยตอบว่าเอาอย่างนี้ดีกว่า เดี๋ยวผมจะพาคุณไป หลวงพ่อก็ดีใจว่าอาจจะเป็นบุคคลที่เรากำลังจะไปพบท่านนี้ก็ได้ ยังระลึกนึกถึงพระคุณของหนุ่มน้อยสหธรรมิกที่ปฏิบัติธรรมด้วยกันท่านนั้น หนุ่มนักศึกษาตอนนี้ท่านก็บวชอยู่เหมือนกัน เพราะท่านรักในการบำเพ็ญสมณธรรมและปฏิบัติธรรม พอเลิกจากปฏิบัติธรรมแล้ว เขาก็พาไปรอที่หน้าหอประดิษฐานสรีระของพระเดชพระคุณหลวงปู่วัดปากน้ำ ไปเจอคุณยายเดินผ่านมาพอดี ก็เห็นว่าตรงกับภาพในหนังสือวิปัสสนาบันเทิงสาร หลวงพ่อคิดว่าใช่แล้ว นี่คือคุณแม่อาจารย์ลูกจันทร์ เพื่อนหนุ่มคนนั้นบอกว่า นั่นแหละคือครูจันทร์ หลวงพ่อเลยรู้ว่าเป็นคนเดียวกัน หลวงพ่อดีใจมาก เห็นท่านมีรูปร่างผอมบางเดินตัวปลิว ดูเหมือนวันนั้นท่านกำลังจะไปงานศพ ณ ที่แห่งหนึ่ง หลวงพ่อก็ยกมือไหว้ ท่านก็ยกมือรับไหว้พลางพูดว่า “สวัสดี เอ่อ วันหลังค่อยพบกันนะ เดี๋ยวต้องไปธุระก่อน” ท่านพูดไปเดินไป เดินเร็วจริงๆ ยังไม่ทันได้คุยอะไรกัน แต่ในที่สุดก็ได้พบท่านแล้ว --------------------------------------- คำตอบนี้ที่รอคอย ถัดจากวันที่ได้พบคุณยายที่หน้าหอประดิษฐานสรีระของพระเดชพระคุณหลวงปู่วัดปากน้ำ หลวงพ่อเดินทางไปพบคุณยายอีกครั้งที่บ้านพักของท่าน คราวนี้ได้นั่งสนทนาธรรมกับท่านสมปรารถนา หลวงพ่อกราบเรียนถามคุณยายว่านรกสวรรค์มีจริงไหม คุณยายตอบเรียบๆ ง่ายๆ อย่างไม่มีพิธีรีตอง ราวกับว่าการไปเยือนนรกสวรรค์ของท่านนั้นเป็นเรื่องง่ายดายเหมือนการไปตลาดว่า “มีจริงค่ะ ยายไปมาแล้ว ไปช่วยพ่อของยาย พ่อของยายตายแล้วตกนรก เพราะดื่มเหล้าวันละ10 สตางค์ ยายเข้าถึงพระธรรมกายแล้วไปช่วยพ่อขึ้นมาจากนรก ยายไปช่วย ยายไปเห็นเลย” แล้วท่านก็เล่ารายละเอียดของเรื่องราวการเดินทางไปพบพ่อในปรโลกว่า พ่อของท่านไม่ได้อยู่ในมหานรกแต่ตกอยู่ในยมโลกเท่านั้น เพราะว่ายังมีบุญจากการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนารองรับเอาไว้ คุณยายจึงอาราธนาพระธรรมกายที่ท่านเข้าถึง นำพาพ่อของท่านไปไว้บนสวรรค์ ไปอยู่ในวิมานเล็กๆ ที่แสนจะเก่า เพราะวัดก็เข้าเหล้าก็กิน แต่ว่ากินเหล้ามากกว่าเข้าวัด แล้วท่านก็ถามหลวงพ่อว่า “คุณอยากไปไหมล่ะ” หลวงพ่อตอบท่านว่า “อยากไป” “คุณทำให้ได้ธรรมกาย ยายจะสอนให้ แล้วเดี๋ยวก็ไปด้วยกัน” คำพูดของท่านช่างมีพลังเหลือเกิน ทำให้หลวงพ่อรู้สึกมั่นใจและมีกำลังใจอยากทำให้ได้อย่างท่าน จากนั้นก็ถามคำถามกับท่านเพิ่มขึ้นอีก ซึ่งท่านไม่เคยอับจนในคำถามเลย ท่านทำลายความสงสัยของเราให้หมดสิ้นไป ทั้งๆ ที่ท่านไม่รู้หนังสือ อ่านหนังสือไม่ออก คำตอบของท่านมีเพียงไม่กี่คำ แต่เป็นเสมือนคำสำเร็จรูปและเป็นที่สุดของคำตอบ เหมือนเรากำลังอยู่ในห้องทึบๆ มืดๆ ต่อเมื่อได้ยินคำตอบของท่านแล้ว เหมือนท่านเปิดไฟในห้องให้สว่างขึ้น ทำให้เราเห็นและเข้าใจ หายสงสัยในทันที นับจากวันนั้นเป็นต้นมา หลวงพ่อจึงตัดสินใจเปลี่ยนแปลงชีวิตของตนเองอย่างสิ้นเชิง จนถึงทุกวันนี้ คำตอบของคุณยายทำให้หลวงพ่อยอมอุทิศทั้งชีวิตตั้งแต่อายุได้ 19 ปี คุณยายเป็นผู้ทำให้หลวงพ่อมั่นใจในคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยเฉพาะเกี่ยวกับเรื่องพระรัตนตรัยภายในและกฎแห่งกรรม ซึ่งกล่าวว่าการกระทำทางกาย ทางวาจา ทางใจ ล้วนส่งผลไม่ว่าดีหรือชั่ว ทำให้ไปสู่ทุคติคือนรก เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน หรือสุคติคือสวรรค์ เป็นต้น ถ้าหากไม่มีมหาปูชนียาจารย์บังเกิดขึ้น เพื่อค้นคว้าวิชชาความรู้ต่อจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วนำมาเผยแผ่ เราคงดำเนินชีวิตให้ถูกต้องได้ยาก เพราะเมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงดับขันธปรินิพพานนานไปแล้ว เราก็ขาดความมั่นใจว่าภพหน้ามีไหม ปรโลกมีไหม นรกสวรรค์มีไหม ทำดีได้บุญ ทำชั่วได้บาปจริงไหม ด้วยเหตุนี้เอง หลวงพ่อจึงถวายตนเป็นศิษย์กับคุณยาย เพื่อเรียนธรรมะและปฏิบัติธรรม พร้อมกับเรียนหนังสือไปด้วย ซึ่งหลวงพ่อถือว่าการเรียนหนังสือเป็นเรื่องรอง เพราะโรงเรียนยังขาดความรู้อันสำคัญเกี่ยวกับเรื่องกฎแห่งกรรม เรื่องนรก เรื่องสวรรค์ โดยมากแล้วจะสอนแต่วิชาความรู้เพื่อการทำมาหากิน ซึ่งไม่สามารถทำให้หลวงพ่อหายสงสัยได้ สำหรับหลวงพ่อแล้วมีเพียงคุณยายอาจารย์เท่านั้นที่กล้ายืนยันในเรื่องเหล่านี้ และให้คำมั่นสัญญาว่าจะสอนให้ --------------------------------------- หลวงพ่อขอบวช หลังจากที่คุณยายยืนยันกับหลวงพ่อว่า ถ้าเข้าถึงพระธรรมกายแล้วจะสามารถไปเยือนนรกสวรรค์ได้ หลวงพ่อก็ยิ่งมั่นใจและสนใจมากขึ้น อยากจะพิสูจน์และทำให้ได้เหมือนอย่างคุณยาย เพราะการพิสูจน์ด้วยตนเองเท่านั้นที่จะทำให้คำตอบสมบูรณ์ที่สุด สำหรับผู้ที่ได้ยินได้ฟังเรื่องราวเหล่านี้แล้วยังไม่ได้พิสูจน์ หรือได้พิสูจน์แต่ยังไม่ถูกหลักวิชชา ก็ไม่ควรด่วนสรุปว่าสิ่งเหล่านี้ไม่มีจริง ด้วยคิดว่าตนเองทำไม่ได้แล้วคนอื่นจะต้องทำไม่ได้เหมือนกัน การด่วนสรุปเช่นนี้จะเป็นบาปและขัดขวางตัวเองในการแสวงหาความเป็นจริงของชีวิต เราต้องทำให้ถูกหลักวิชชาเสียก่อน เพราะถ้าถูกหลักวิชชาแล้วจะสามารถทำได้จริงทุกคน คนที่ทำได้แล้วก็มีอยู่ การพิสูจน์ด้วยตนเองจนค้นพบจึงเป็นการตอกย้ำคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายิ่งๆ ขึ้นไป หลวงพ่อปีติใจมากเมื่อได้ยินคำตอบจากคุณยายและตั้งใจว่าจะทุ่มเทชีวิตจิตใจเพื่อพิสูจน์สิ่งเหล่านี้ให้ได้ หลวงพ่อเชื่อว่า การบวชเป็นหนทางที่ดีที่สุด เพราะจะมีโอกาสศึกษาคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างเต็มที่ ถ้าบวชแล้วคงจะมีความสุข เพราะอยากบวชมานานแล้ว ตั้งแต่ยังเรียนหนังสือ ตอนนั้นจึงขอคุณยายบวช จะไม่เรียนต่อทางโลก แต่คุณยายบอกว่าต้องไปเรียนให้จบเพื่อ “เป็นบัณฑิตทางโลกเสียก่อน แล้วค่อยมาเป็นนักปราชญ์ทางธรรม” นี่คือคำของคุณยายที่หลวงพ่อยังจดจำได้ขึ้นใจ ตั้งแต่นั้นมาก็ตั้งหน้าตั้งตาเรียนต่อไป แต่ใช้เวลาส่วนมากเพื่อศึกษาธรรมะกับคุณยายโดยตลอด ถ้าสอบเช้าก็มาบ่าย สอบบ่ายก็มาเย็น ความอยากบวชทำให้รู้สึกเบื่อหน่ายเรื่องอื่นๆ ไปหมด สิ่งใดที่เคยเป็นเรื่องสนุกสำหรับหลวงพ่อก็หมดความหมายไป --------------------------------------- ความประทับใจในตัวคุณยาย ในช่วงเรียนธรรมะกับคุณยายที่บ้านหลังเล็ก หลวงพ่อสังเกตคุณยายอย่างใกล้ชิดเป็นครั้งแรก ท่านเป็นผู้เฒ่าอายุประมาณห้าสิบปีเศษ ร่างกายผอมบาง เนื้อตัวสะพรั่งไปด้วยเส้นเอ็น แต่ทว่าผิวเรียบตึง นวลผ่อง ดูสะอาดสะอ้านน่าเข้าใกล้ จุดเด่นของท่านอยู่ที่ดวงตา ซึ่งแลดูเด็ดเดี่ยว สุกใส เหมือนมีความบริสุทธิ์ลึกๆ แฝงอยู่ภายใน ฉายแววออกมาทางลูกนัยน์ตา หลวงพ่อชอบดวงตาของท่านมาก เพราะสัมผัสได้ถึงความสดใส ความเมตตา และภูมิปัญญาที่ซ่อนเร้นอยู่ ทำให้ทุกคนเคารพรักและนับถือ อีกสิ่งหนึ่งที่หลวงพ่อชื่นชอบมากคือ ท่านั่งของท่าน ท่านั่งขัดสมาธิของคุณยายแลดูสง่ามาก เราเคยได้ยินคำว่า “ทำสมาธิคู้บัลลังก์ ตั้งกายให้ตรง ดำรงสติมั่น” มาแล้ว พอเห็นยายก็จะนึกถึงคำนี้ กายของท่านตั้งตรง ไม่เคยเห็นท่านนั่งหลังงอโค้งหรือเผลอหลับ ปกติแล้วท่านนั่งตัวตรงหลังพิงอากาศ ยืดตั้งฉากอย่างเป็นธรรมชาติ โครงร่างของท่านดีและเหมาะกับท่านั่งขัดสมาธิมาก นอกจากรูปร่างหน้าตาลักษณะท่าทางของท่านที่ดูสงบเสงี่ยมแล้ว หลวงพ่อยังชอบความเรียบง่ายของท่าน ที่พักของท่านสะอาดเป็นระบบระเบียบ ที่นอน ที่นั่งสมาธิ ที่สอนธรรมะ และที่รับแขก ล้วนอยู่ในที่เดียวกัน ทุกอย่างสะอาดสะอ้าน ท่านจะนั่งอยู่ด้วยความสงบเสงี่ยม นิ่งๆ เงียบๆ และเรียบง่าย หลวงพ่อประทับใจทั้งความสะอาดของสถานที่และเนื้อตัวของท่าน จึงมีความรู้สึกว่า นี่แหละคือบุคคลที่เราจะมอบกายถวายชีวิตฝากตัวเป็นศิษย์ท่าน เวลาสนทนากับคุณยาย ท่านจะพูดจาเรียบๆ ช่วงแรกๆ ที่หลวงพ่อพบท่าน ท่านไม่ได้เรียกตนเองว่ายาย ท่านใช้สรรพนามของท่านเอง เพราะสมัยนั้นบางคนเรียกท่านว่าป้าบ้าง น้าบ้าง แม่อาจารย์บ้าง ครูบ้าง หลายๆ คนเรียกท่านว่าครู ส่วนหลวงพ่อเป็นคนแรกของโลกที่เรียกท่านว่า “ยาย” ดูเหมือนจะถูกใจท่าน ท่านเองก็ชอบ หลวงพ่อเรียกแล้วก็สบายใจ หลังจากนั้นไม่นานทุกคนก็พากันเปลี่ยนมาเรียกท่านว่า “คุณยาย” --------------------------------------- เรียนธรรมะกับคุณยาย บ้านกัลยาณมิตรหลังที่ 1 สถานที่เรียนธรรมะของหลวงพ่อในยุคแรกเริ่มคือบ้านหลังเล็กภายในบริเวณวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ถือได้ว่าเป็นบ้านกัลยาณมิตรหมายเลข 1 บ้านหลังนี้เตี้ยกว่าหลังติดๆ กันซึ่งสูงกว่า เวลาเพื่อนบ้านเขานึกอยากเทขยะมูลฝอยก็จะสาดโครมลงมาบนหลังคาบ้านคุณยาย แล้วชั้นบนก็เปิดเทปธรรมะที่ตัวเจ้าของบ้านเองอัดไว้ หลังจากไปฟังวัดโน้นวัดนี้มาแล้วจึงพูดอัดเทปแล้วเปิดทิ้งเอาไว้ ส่วนข้างล่างเปิดโทรทัศน์ แล้วเจ้าตัวก็ไปอยู่หลังบ้าน ไปคุยกับคนอื่น เลยไม่รู้ว่าเปิดให้ใครฟัง ถึงกระนั้นคุณยายก็อยู่อย่างมีความสุข บ้านหลังเล็กนี้สะอาดมากทีเดียว คุณยายเช็ดจนสะอาดตั้งแต่บันไดทางขึ้น ทั้งลูกนอนบันได ข้างใต้ ข้างบน เช็ดหมดจดรอบด้าน บ้านนี้มีหน้าต่างโบราณแบบแปลกๆ คือ ขอบสูงห่างจากพื้นที่นั่งสักคืบหนึ่ง แล้วคุณยายก็นั่งริมหน้าต่างตรงนั้น นอนตรงนั้น รับแขกตรงนั้น สอนธรรมะก็ตรงนั้นด้วย คุณยายมีช่องเก็บยาที่ไม่มีฝาปิด เป็นที่เปิดโล่ง ซึ่งท่านเช็ดจนสะอาดแล้วนำขวดยามาเรียงพี่เรียงน้อง คือเรียงขวดตั้งแต่ขนาดเล็กจนถึงขนาดใหญ่ตามลำดับ เรียงเป็นชั้นๆ น่าหยิบน่าใช้ ดูแล้วสบายตาพาสบายใจ หลวงพ่อเห็นท่านอยู่ตรงนั้นที่เดียวตลอด แต่สะอาดเรียบร้อย ดูน่าเลื่อมใส ยังสงสัยว่าทำไมท่านไม่เบื่อกับการอยู่ตรงนั้น เข้าใจว่าเป็นเพราะท่านหยุดใจได้แล้ว จึงไม่ต้องการอะไรมาก มีเพียงของใช้จำเป็นนิดๆ หน่อยๆ ก็มีความสุขได้แล้ว สำหรับของใช้ในบ้าน คุณยายสามารถทำของที่ไม่มีมูลค่าหรือของที่เขาไม่ใช้แล้วให้มีคุณค่าได้ ไม้ที่ปูชั้นล่างของบ้านกัลยาณมิตรหลังที่ 1 ท่านก็ไปเก็บเอามาจากที่เขาทิ้ง ทำความสะอาดแล้วนำมาไว้ที่ชั้น 1 ส่วนเก้าอี้รับแขกของท่านมี 2 ตัว ใครๆ ก็แย่งกันนั่ง ท่านเช็ดเสียจนขึ้นเงา เป็นเก้าอี้ติดแอร์ ที่เรียกว่าเก้าอี้ติดแอร์เพราะก้นทะลุ แต่ยังมีโครงและพนักพิงสามารถเท้าแขนได้ ส่วนอีกตัวไม่มีที่พักแขน แต่มีก้น แล้วตรงกลางก็เชื่อมด้วยโต๊ะรับแขก เป็นโต๊ะที่เจ้าของเขาทิ้งแล้วเหมือนกัน คุณยายนำกลับมาใช้ใหม่โดยเช็ดให้สะอาด แล้ววางที่ใส่ขวดน้ำซึ่งทำจากหวายไว้บนโต๊ะ ปกติแล้วเก้าอี้จะประกอบไปด้วยชิ้นส่วนต่างๆ ที่นำมาต่อกันขึ้นเป็นเก้าอี้ เหมือนกับ “คน” ที่ปกติแล้วจะต้องประกอบไปด้วย หัว แขน ตัว ขา และส่วนอื่นๆ ใบหน้าก็ต้องมีคิ้ว ตา จมูก ปาก หู เป็นต้น เก้าอี้ก็เหมือนกัน เพราะฉะนั้นเวลาคุณยายเช็ดทำความสะอาดก็เหมือนเราเช็ดหน้า คือมีอะไรเช็ดหมดทุกอย่าง เวลาเราล้างหน้าเราก็ล้างหมด ล้างศีรษะเราก็ล้างหมด คุณยายก็ทำอย่างนั้น บางอย่างท่านทำให้ดู บางอย่างท่านสอน คือ ทั้งแนะ ทั้งนำ และทำให้ดู คุณยายเช็ดเก้าอี้ของท่านหมดทุกซอกทุกมุม ถ้าเป็นเราคงไม่เช็ดข้างใต้ แต่คุณยายเช็ดไปถึงข้างใต้ ส่วนขวดน้ำรับแขกท่านก็เก็บขวดเก่ามาทำความสะอาดอย่างดี ล้างทั้งข้างนอกทั้งข้างในจนสะอาดแล้วตากให้แห้ง จากนั้นจึงเช็ดคราบน้ำออก พอหมดกลิ่นไม่พึงประสงค์และสิ่งสกปรกแล้วจึงนำมาใส่น้ำฝนเพื่อใช้รับแขก คุณยายรองน้ำฝนโดยนำผ้ามากรองที่ปากท่อของรางน้ำเพื่อไม่ให้เศษผงไหลลงไปในชั้นแรก และยังมีผ้ากรองที่ฝาตุ่มอีกหนึ่งชั้นเพื่อให้แน่ใจว่าน้ำที่รองได้นั้นสะอาดปราศจากฝุ่นละออง สามารถนำไปบรรจุขวดได้ เราจะเห็นได้ว่าคุณยายมีใจละเอียดอ่อน แม้แต่งานหยาบก็สามารถทำให้ละเอียดประณีตได้ สิ่งเหล่านี้สามารถนำมาเป็นมิเตอร์หรือบรรทัดฐานในการวัดตัวเราเองได้ว่างานหยาบของเรานั้นสามารถทำได้ละเอียดอย่างคุณยายหรือไม่ ถ้าหากเราต้องการมีใจละเอียดลุ่มลึกในสมาธิเหมือนอย่างคุณยาย เราต้องทำงานหยาบของเราให้ละเอียดด้วย ถ้าเรายังไปไม่ถึงจุดนั้น เราต้องแก้ไขให้ดี เพราะคุณยายละเอียดทั้งงานหยาบ (งานทั่วๆ ไป) และงานละเอียด (การทำสมาธิ) เวลาคุณยายอยู่บ้านหลังเล็กที่วัดปากน้ำ ท่านไม่ใช้พัดลม แต่ท่านเอามาให้หลวงพ่อใช้ เป็นพัดลมที่เก็บมาตั้งแต่สมัยอดีต เวลาทำงานจะร้องเสียงดังครวญคราง รำพึงรำพัน หันซ้ายทีก็ร้องลั่น แล้วก็สะดุดกึกๆ หันมาอีกทีก็ร้อง คล้ายๆ จะบอกเราว่ากำลังทำงานอยู่ ถึงแม้จะทำงานได้ไม่สมบูรณ์นัก แต่คุณยายก็ไม่ได้เห็นว่าของเก่านี้เป็นของไม่มีค่า ท่านยังคงใช้สอยอย่างประหยัดและคุ้มค่าเสมอ เพราะฉะนั้นความสะอาดและเป็นระเบียบเรียบร้อยของคุณยายจึงเป็นที่ยินดีของผู้มาเยือนทุกคน เริ่มตั้งแต่หน้าบ้านเป็นต้นไป หลวงพ่อเองเวลาไปนั่งธรรมะกับท่าน บางวันเห็นท่านเอาผ้าโพกศีรษะจนเกือบจำท่านไม่ได้ ท่านเอาบันไดพาดผนังไม้ด้านนอกบ้านแล้วเช็ดถูฝาบ้านอย่างขะมักเขม้น พอเดินเข้าไปใกล้ๆ เห็นเป็นคุณยาย ก็ถามท่านว่ากำลังทำอะไร ท่านตอบว่ากำลังเช็ดฝาบ้าน หลวงพ่อถามอีกว่า ข้างนอกเขาเช็ดกันด้วยหรือ ท่านตอบว่าต้องเช็ด เราต้องเช็ดบ้านทั้งข้างนอกและข้างในจึงจะสะอาดดี แล้วท่านก็สอนว่าถ้าบ้านไหนมีหยากไย่รุงรังที่ประตูหน้าต่าง สมบัติจะไม่เข้าบ้านเพราะติดตรงหยากไย่ เราก็ไม่ค่อยเข้าใจว่าทำไมสมบัติติดตรงหยากไย่ จึงคิดว่าพอคนเขามาเห็นบ้านรกรุงรังเขาก็ไม่เข้า พลอยหมดความศรัทธาและไม่อยากทำบุญไปด้วย หมายความว่า เราจะชนะใจเขาได้นั้น เขาต้องเห็นความน่ารักของบ้านและตัวเรา เขาจะมองเห็นหัวใจอันสะอาดสะอ้านของเจ้าของบ้านได้ก็ต้องเริ่มจากตัวบ้าน ประตูบ้าน ฝาบ้าน ผนังบ้าน แล้วเข้ามาในบ้าน ความรักสะอาดของคุณยายนี้เองเป็นคุณวิเศษที่จับต้องได้ ทำให้ท่านเป็นที่รักเคารพศรัทธา มีลูกศิษย์ลูกหามากมายมาเต็มบ้าน ล้นบ้าน แล้วก็ต้องย้ายมาอยู่บ้านธรรมประสิทธิ์ ซึ่งเป็นบ้านกัลยาณมิตรหมายเลข 2 ภายในบริเวณวัดปากน้ำภาษีเจริญ บ้านหลังใหม่ก็สะอาดอย่างเดียวกัน เพียงแต่ใหญ่กว่าเดิม แล้วคุณยายก็ทำให้สะอาดเรียบร้อยแบบเดิม คนก็แย่งกันเข้ามานั่งเต็มไปหมด เพราะเข้ามาแล้วรู้สึกสบายใจ --------------------------------------- เริ่มเรียนธรรมะใหม่ๆ ช่วงที่เริ่มเรียนธรรมะกับคุณยายใหม่ๆ ราวปี พ.ศ. 2506 - 2507 นั้น หลวงพ่ออายุ 19 – 20 ปี หลังจากที่ถามคุณยายเรื่องนรกสวรรค์จนได้รับคำตอบแล้ว วันถัดมาท่านก็ให้หลวงพ่อลงมือปฏิบัติธรรม โดยท่านสั่งหลวงพ่อว่า “คุณนั่งไป นั่งไป นั่งไป” หลวงพ่อจึงนั่งอยู่อย่างนั้น ซึ่งท่านเองก็นั่งด้วย เพราะฉะนั้นก้าวแรกของหลวงพ่อคือการนั่งสมาธิ ถ้าเราซักถามกันเพียงอย่างเดียวก็จะไม่ได้เห็นของจริง สมดังภาษิตที่ว่า “สิบปากว่า ไม่เท่าตาเห็น” ถ้าไม่นั่ง ก็จะไม่หายสงสัย เราฟังทฤษฎีมาแล้วว่าต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้ แล้วเราก็ต้องนำมาปฏิบัติด้วยตัวของเราเอง ไม่มีใครสามารถทำแทนเราได้ แม้แต่คุณยาย เมื่อปฏิบัติแล้วจึงเกิดปฏิเวธ คือประสบการณ์ภายใน ซึ่งต้องบังเกิดขึ้นกับตัวเองเท่านั้น คุณยายจึงให้หลวงพ่อนั่งไปเรื่อยๆ ก่อน สมัยนั้นยังอยู่ในวัยหนุ่ม ยังไม่รู้สึกเมื่อยเท่าไร รู้สึกสนุกและสบายใจ มีความสุข คือไม่ได้คิดอะไรมาก พอถึงเวลาเย็นคุณยายต้องไปเข้าโรงงานทำวิชชา ท่านก็บอกหลวงพ่อว่า “คุณนั่งอยู่ตรงนี้ เดี๋ยวยายไปเข้าที่ก่อน” เมื่อมีโอกาสหลวงพ่อจะถามคำถามต่างๆ กับคุณยายบ้าง สิ่งที่หลวงพ่อซักถามท่านนั้นส่วนมากเป็นสิ่งที่ไม่ค่อยมีใครถามกัน ในบรรดาศิษย์ของคุณยายนั้นมีแต่หลวงพ่อที่ซักถามมากที่สุด คือถามทุกเรื่อง ซักไปคุยไป แต่ท่านไม่ได้รำคาญหลวงพ่อแต่อย่างใด พอหลวงพ่อได้ฟังคำตอบแล้วก็จะกระเถิบๆ ไปนั่งใกล้ๆ ท่าน เพื่อฟังให้ชัดๆ ท่านก็ไม่ว่าอะไรเพราะท่านเอ็นดูหลวงพ่อ เห็นว่าเรารักธรรมะและมานั่งสมาธิกับท่านทุกวัน นานวันเข้าหลวงพ่อก็เริ่มคุ้นว่าเรื่องนรกสวรรค์กับการช่วยทุกข์มนุษย์นั้นเป็นเรื่องปกติของท่าน สิ่งที่แปลกคือ เวลาท่านตอบคำถามของหลวงพ่อนั้น คำตอบจะไม่จบเท่าที่ถาม แต่จะทิ้งท้ายให้ชวนติดตามตอนต่อไป เวลาตอบท่านจะตอบกับหลวงพ่ออย่างหนึ่ง แต่ตอบกับแขกคนอื่นๆ แบบเรียบๆ ธรรมดาๆ ฟังแล้วจบในตัว ไม่รู้ว่าจะถามอะไรต่อได้อีก เพราะคำตอบจบอยู่ในตัวแล้ว นึกย้อนหลังไปยังอัศจรรย์ใจว่า ท่านเหมือนจะจูงเราไปเรื่อยๆ หลวงพ่อสงสัยว่าท่านเอาความรู้เหล่านี้มาจากไหน ไม่เห็นท่านอ่านหนังสือหรือค้นคว้าจากตำราเล่มใดและท่านยังอ่านหนังสือไม่ออกอีกด้วย แม้แต่ตัวเลขก็อ่านไม่ออก ถึงขนาดว่าเวลาดูปฏิทินยังต้องใช้วิธีจดจำเอาว่าช่องนี้วันอาทิตย์ จันทร์ อังคาร พุธ พฤหัสบดี ศุกร์ เสาร์ แต่ทำไมท่านสามารถตอบคำถามได้อย่างลุ่มลึก ตอนนั้นหลวงพ่อรู้สึกว่าคำถามของเรานี้ลึกทีเดียว แต่กลับเป็นเรื่องง่ายๆ สำหรับท่าน นับเป็นเรื่องที่น่าทึ่งมาก ท่านสามารถตอบได้ไม่ซ้ำกัน เพราะคำถามของหลวงพ่อก็ไม่ซ้ำเหมือนกัน ถามคำถามไปเรื่อยๆ ทั้งเรื่องภพภูมิ เรื่องชาติ เรื่องโลก เรื่องจักรวาล โดยนึกไม่ถึงว่าคนไม่รู้หนังสือจะตอบได้ บางครั้งลองเอาเรื่องในพระไตรปิฎกมาถาม ท่านก็ระลึกชาติไปยาวนานเอามาตอบได้อีก การสนทนาธรรมกับท่านจึงสนุกและน่าติดตามมากทีเดียว บางคำถามฟังแล้วนึกว่าท่านจะไล่เราออกไป แต่ท่านกลับตอบเรียบๆ เฉยๆ เช่น ถามว่า “ยาย คนเกิดมาจากไหน มนุษย์มาจากไหน” ถามเรื่อยไปจนกระทั่งถึงปฐม-มนุษย์ ใครๆ อาจไม่เข้าใจหลวงพ่อว่าทำไมชอบถามแปลกๆ แต่นั่นคือสิ่งที่หลวงพ่อสงสัยจริงๆ จึงนำมาถามคุณยาย แล้วท่านก็ตอบอย่างมีเหตุผล ยิ่งรู้ยิ่งสนุก หลวงพ่อถามต่ออีกว่า ภพภูมิต่างๆนั้น เกิดขึ้นได้อย่างไร กายต่างๆ เกิดขึ้นได้อย่างไร ทั้งกายมนุษย์ละเอียด กายทิพย์ กายพรหม กายอรูป-พรหม ถามไปเรื่อยๆ ซึ่งท่านตอบได้หมด ถามต่อไปจนถึงกายของสัตว์เดรัจฉาน เปรต อสุรกาย สัตว์นรก คำตอบของท่านเหมือนพลิกของคว่ำให้หงายขึ้น บอกหมดทุกสิ่งทุกอย่าง แล้วหลวงพ่อก็ถามถึงพระธรรมกายซึ่งท่านก็ตอบได้อีก คำตอบที่หลวงพ่อได้จากคุณยายนั้น เสมือนเรายืนอยู่หน้าห้องที่ประตูปิดสนิท แล้วท่านมาเปิดประตู พร้อมกับผลักเราเข้าไปในห้อง ทำให้เห็นทุกสิ่งทุกอย่างข้างใน หรือคล้ายๆ ยืนอยู่หน้าประตูเครื่องบินที่กำลังทะยานไปบนท้องฟ้า แล้วท่านก็เปิดประตูพร้อมกับผลักเราลงไปลอยอยู่กลางอากาศ ทำให้เห็นอะไรได้ชัดเจน คำตอบของท่านยอดเยี่ยมมากทีเดียว หลวงพ่อยังนึกไม่ถึงว่า คนไม่รู้หนังสืออย่างท่านจะสามารถตอบคำถามแบบนี้ได้ ท่านบอกว่า “ยายเห็นอย่างไรก็พูดออกไปอย่างนั้น” คือพูดตามภาพที่เห็นในสมาธิ เพราะอย่างนี้เอง ใจจึงจดจ่ออยู่กับท่าน ได้ปฏิบัติธรรมลุ่มลึกเรื่อยไปตามลำดับ จนกระทั่งวันหนึ่งท่านนำไปถึงจุดที่สามารถเข้าใจได้ว่าเป้าหมายชีวิตของเราคืออะไร คำว่า “เรา” ในที่นี้คือ หลวงพ่อกับท่าน เพราะอยู่กันสองคน เมื่อได้รู้เป้าหมายชีวิตแล้ว ท่านยืนยันว่านี่ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นเรื่องที่ผ่านมาแล้วยาวนาน ท่านอธิบายว่าที่ท่านมาอยู่กับพระเดชพระคุณหลวงปู่ก็เพราะเป้าหมายของชีวิตที่จะไปรื้อวัฏฏะ ซึ่งเป็นเรื่องเก่า ไม่ใช่เรื่องใหม่ หลวงพ่อจึงถามท่านว่าแล้วเรื่องเก่าเป็นอย่างไร ท่านได้อธิบายเป็นขั้นเป็นตอน ซึ่งท่านเล่าวันเดียวไม่จบ ต้องฟังต่ออีกในวันถัดไป คงเป็นเพราะหลวงพ่อยังอยู่ในวัยหนุ่ม จึงอยากรู้ อยากเห็น อยากเข้าใจสิ่งต่างๆ บางเรื่องไม่น่าถาม แต่ก็ยังถาม ถึงกระนั้นคุณยายก็เมตตาเอ็นดูหลวงพ่อเสมอ ไม่ถือสาหลวงพ่อแต่อย่างใด ครั้งหนึ่งช่วงที่ท่านยังเคี้ยวหมากอยู่ อันที่จริงท่านไม่เคยเคี้ยวมาก่อน แต่มีคนมาชวนท่านเคี้ยวท่านก็เคี้ยว พออยู่ว่างๆ ก็เคี้ยวไปเรื่อยๆ ท่าทางท่านเฉยๆ แล้วหลวงพ่อก็ชอบจิ้มเต้าปูนในเชี่ยนหมาก ท่านบอกว่า “อย่าจิ้มเดี๋ยวหมากมันยันปากยาย” เราไม่ค่อยจะรู้เรื่อง ถามท่านว่ามันเกี่ยวอะไร จิ้มตรงนี้ไปยันตรงนั้นเหรอ ไม่รู้ว่าเป็นภาษาหมาก แต่ท่านเลิกได้เพราะหลวงพ่อ หลวงพ่อถามท่านว่า “อร่อยตรงไหน ถ้าอร่อยจะเคี้ยวดูบ้าง” พอวันรุ่งขึ้นเชี่ยนหมากก็หายไป นับตั้งแต่นั้นมา ท่านก็ไม่เคี้ยวหมากอีกเลย เนื่องจากหลวงพ่อมาไม่ทันได้พบพระเดชพระคุณหลวงปู่วัดปากน้ำ จึงเรียนรู้เรื่องราวจากคุณยายเป็นส่วนใหญ่ เรียกได้ว่า 99.99% ส่วนรายละเอียดปลีกย่อยนั้นเรียนรู้จากครูบาอาจารย์ท่านอื่นในรุ่นเดียวกับคุณยาย แต่เรื่องหลักๆ นั้นได้จากท่าน เพราะอยู่กับท่านและคุ้นเคยกับท่านมากกว่า พอเจอท่านแล้วก็รู้สึกรักและผูกพัน ท่านเองก็เอ็นดู ไม่ถือสาหลวงพ่อ คุยๆ แล้วท่านก็รำพึงว่า “คุณรู้ไหมนี่ หลวงพ่อวัดปากน้ำใช้ให้ยายไปตามคุณมา(เกิด)ตอนสงครามโลกครั้งที่สอง” หลวงพ่อบอกว่าไม่รู้ ฟังครั้งแรกยังรู้สึกประหลาดใจ แต่ชอบฟัง เลยถามท่านว่าเรื่องเป็นมาอย่างไร ท่านบอกว่าเรื่องเป็นอย่างนี้ จากนั้นหลวงพ่อก็พยายามแสวงหาที่มาที่ไปของคำกล่าวนี้ด้วยตัวเอง แต่กว่าจะได้คำตอบก็ใช้เวลาพอสมควร คุณยายมักบอกกับหลวงพ่อว่า “คุณนั่งไป คุณนั่งไปก่อน” หลวงพ่อจึงต้องนั่งปฏิบัติธรรมไปเรื่อยๆ โดยเก็บความกระหายใคร่รู้ไว้ในใจ ส่วนคุณยายก็ปลีกตัวไปทำภารกิจของท่านในโรงงานทำวิชชาในฐานะหัวหน้าเวรขาดรู้ ซึ่งพระเดชพระคุณหลวงปู่ ผู้ค้นพบวิชชาธรรมกายเป็นผู้แต่งตั้ง หลวงพ่อได้รับความรู้จากคุณยายมากมาย ท่านพูดซ้ำกันบ่อยครั้ง เป็นการตอกย้ำซ้ำเดิมเพื่อให้เราจดจำ คล้ายกับการตอกตะปูที่ต้องตอกแล้วตอกอีกจนกว่าหัวตะปู จะจมมิดติดแน่น นับตั้งแต่นั้นมา สิ่งใดๆ ในโลกก็ไม่มีความหมายมากเกินไปกว่าการบรรลุเป้าหมายของสรรพชีวิต การเป็นเศรษฐีก็ถือเป็นเรื่องเล็ก มหาเศรษฐีก็เรื่องเล็ก บรมเศรษฐีก็เรื่องเล็ก เป็นพระเจ้าจักรพรรดิก็เรื่องเล็ก ไม่ว่าจะมียศถาบรรดาศักดิ์ใหญ่โตอย่างไร ก็ยังถือว่าเป็นเรื่องเล็ก จะเป็นผู้นำใครต่อใครก็ยังถือเป็นเรื่องเล็ก หลวงพ่ออยากมีชีวิตที่เรียบง่าย นั่งอยู่เฉยๆ เพื่อทำความละเอียดของใจเพียงอย่างเดียว นั่นคืออัธยาศัยอันแท้จริงของหลวงพ่อ เพราะในความเงียบนั้นหลวงพ่อมีความสุข สุขกับความรู้อันไม่มีที่สิ้นสุดที่จะนำเราไปสู่จุดหมายปลายทางที่แท้จริงของชีวิต และการช่วยเหลือเกื้อกูลสรรพสัตว์และสรรพสิ่งทั้งหลาย เพียงแค่นั่งเฉยๆ เราจะสามารถทะลุผ่านมิติต่างๆ ไปเป็นอิสระและเป็นสุขได้ หลวงพ่อจึงอยู่เรียนธรรมะกับคุณยายนับตั้งแต่นั้นเรื่อยมา --------------------------------------- สะสางธาตุธรรม ปกติแล้วเวลาเรียนธรรมปฏิบัติกับคุณยาย ท่านจะนั่งหลับตาสอนหลวงพ่อ ซึ่งหลวงพ่อต้องหลับตาตามแล้วเรียนวิชชาธรรมกายจากท่าน มีอยู่วันหนึ่งหลวงพ่อเห็นว่าท่านลืมตา จึงสงสัยว่าที่เห็นนั้นจริงหรือไม่ หลวงพ่อได้ลืมตาขึ้นมาดูท่าน เห็นท่านกำลังลืมตาดูหลวงพ่ออยู่พอดี “ยาย... ลืมตาทำไมล่ะ” “เพิ่งลืมเดี๋ยวนี้เอง” “แล้วยายลืมตาทำไม” “ก็ลืมตามาดูคุณน่ะสิ” “ดูทำไมล่ะยาย” “ก็ดูว่าเหตุกับผลมันตรงกันมั๊ย” “คืออะไรยาย... เหตุกับผล” คุณยายอธิบายให้หลวงพ่อฟังว่า ท่านกำลังทำในเหตุแก้ไขสะสางธาตุธรรมให้หลวงพ่อ แล้วอยากรู้ว่าผลออกมาเป็นอย่างไร ตรงกันหรือไม่ คำว่าสะสางธาตุธรรมนั้นหมายถึงการทำธาตุธรรมให้สะอาด ธาตุธรรมในที่นี้ได้แก่ ดิน น้ำ ลม ไฟ วิญญาณ อากาศ ที่ขยายออกมาเป็นกายของเรา ธาตุน้ำคือน้ำที่อยู่ภายในตัว เช่น โลหิตและเหงื่อ เป็นต้น ธาตุดินคือส่วนที่มีลักษณะแข็ง อย่างเช่น ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ตับไต ไส้พุง ธาตุลมคือลมหายใจเข้าออก และลมต่างๆ ภายในร่างกาย ธาตุไฟคือไฟในตัวที่เผาผลาญอาหาร ให้ความอบอุ่น นอกจากนี้ยังมีวิญญาณธาตุ และอากาศธาตุ ซึ่งเป็นช่องว่างในตัวเรา ทั้งหมดนี้รวมกันเรียกว่าธาตุธรรม เป็นเสมือนบรรจุภัณฑ์ที่รองรับหรือห่อหุ้มไว้ คุณยายอาศัยวิชชาธรรมกายเพื่อทำความสะอาดธาตุธรรมต่างๆ ท่านเห็นในสมาธิว่าได้แยกธาตุออกมากลั่นแก้ทำความสะอาดแล้ว จึงลืมตาดูว่าผลคือกายภายนอกนั้นสะอาดขึ้นตามที่เห็นในสมาธิหรือเปล่า เป็นเพราะท่านชอบให้หลวงพ่อเนื้อตัวสะอาด ท่านจึงประกอบวิชชาธรรมกายเพื่อสะสางธาตุธรรมให้หลวงพ่อ แล้วเผอิญลืมตามาสบตากับหลวงพ่อพอดี เรื่องทำสมาธิแล้วหลับตาลืมตาสลับกันไปเช่นนี้ คุณยายทองสุข สำแดงปั้น ก็ทำเหมือนกัน เวลาท่านออกไปเผยแผ่ธรรมะ ท่านจะหลับตาลืมตาอยู่เรื่อยๆ เวลาหลับตาก็ดูข้างใน เวลาลืมตาก็ดูผลภายนอก ว่าตรงกันหรือเปล่า เพราะท่านต้องประกอบวิชชาธรรมกายไปด้วยเพื่อคุมให้ทุกคนที่มาปฏิบัติธรรมเข้าถึงธรรมได้ง่ายขึ้นและเร็วขึ้น ท่านบอกว่าการจะทำเช่นนี้ได้ต้องฝึกหยุดใจนิ่งให้ได้ทุกอิริยาบถ ทั้งขณะ ยืน เดิน นั่ง นอนไม่ว่าจะหลับตาหรือลืมตา จึงจะชำนาญ --------------------------------------- หนีพ่อมาหาคุณยาย ในช่วงที่เรียนธรรมะอยู่กับคุณยายนั้นเอง คราวหนึ่งระหว่างปิดเทอมภาคฤดูร้อน โยมพ่อพาหลวงพ่อไปอยู่กับท่านที่ต่างจังหวัด แต่หลวงพ่ออยากไปเรียนธรรมะกับคุณยาย จึงเก็บเสื้อผ้าใส่กระเป๋า นอนรอเวลาอยู่ที่นอกชาน พอตี 4 ก็เก็บมุ้งและที่นอนให้เรียบร้อย ไปกราบลาโยมพ่อที่หน้าประตูห้อง จากนั้นจึงขึ้นรถโดยสารมาวัดปากน้ำภาษีเจริญ เพื่อมาหาคุณยาย ทั้งๆ ที่ไม่มีเงินติดตัวพลางนึกในใจว่าถ้าพนักงานเก็บค่าโดยสารมาถึง เราจะบอกเขาตรงๆ ว่าไม่มีเงิน แล้ววันหลังจะเอาเงินมาให้เป็นค่าโดยสาร ถ้าเขาไม่เชื่อแล้วจะให้ลงจากรถ เราก็จะเดินไปวัดปากน้ำ ซึ่งมีระยะทางประมาณ 166 กิโลเมตร แต่เรื่องมหัศจรรย์ได้เกิดขึ้น เพื่อนรักคนหนึ่งซึ่งเป็นนิสิตอยู่ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ตอนนี้ปลดเกษียณไปแล้ว) ร้อยวันพันปีก็ไม่คิดว่าจะเจอกันบนรถโดยสาร พอได้เจอก็นั่งติดกัน เขาถามว่าจะไปไหน ก็ตอบว่าจะไปกรุงเทพฯ คุยกันสักพัก เขาถามว่าจะไปพักที่ไหน ก็ตอบว่ายังไม่รู้ เขาจึงชวนหลวงพ่อให้พักด้วยกัน เพราะเขาจะไปเรียนภาคฤดูร้อน พอพนักงานเก็บค่าโดยสารค่อยๆ ย่างเข้ามา หลวงพ่อก็ยิ้มแล้วกระซิบบอกเพื่อนว่าไม่มีเงินติดตัวเลย แทนที่เพื่อนจะกระซิบตอบ กลับร้องขึ้นว่าไม่เชื่อหรอก หลวงพ่อยืนยันว่าไม่มีจริงๆ เพื่อนถามว่าไม่มีแล้วไปได้อย่างไร ได้สิ ถ้าเขามาก็จะบอกเขาว่าวันหลังจะเอาค่าโดยสารมาให้ แต่ถ้าไม่เชื่อก็จะลงเดิน พอดีมาเจอกันบนรถ เพื่อนก็เลยควักเงินออกจากกระเป๋า มีอยู่ 300 บาท แบ่งให้หลวงพ่อ 150 บาท และดูเหมือนจะออกค่ารถให้ด้วย แล้วเขาก็ชวนไปอยู่บ้านที่กรุงเทพฯ ด้วยกัน 2 คน ข้างล่างเป็นที่เก็บกระสอบน้ำตาล แมลงสาบเยอะมาก เราอยู่กันข้างบน ตอนเช้าเขาไปมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หลวงพ่อก็ไปวัดปากน้ำเพื่อเรียนธรรมะกับคุณยาย เราไปกันคนละทาง แล้วก็กลับมานอนห้องเดียวกัน --------------------------------------- เมื่อคุณยายป่วย สิ่งต่างๆ ที่หลวงพ่อเล่ามานี้ยังไม่ถึงจุดที่เป็นจริงของคุณยาย เป็นเพียงแค่ระดับพื้นผิว เราจะรู้จักความเป็นจริงของคุณยายก็ต่อเมื่อเราได้ศึกษาวิชชาธรรมกายกับท่านเท่านั้น แล้วจะหายสงสัยว่าทำไมนั่งได้เป็นเวลาหลายๆ ปี โดยไม่เบื่อหน่าย กลับยิ่งชอบ ยิ่งสนุกสนาน นั่งตัวตรงเรื่อยไป เวลาคุยกับท่านเรื่องวิชชาทีไร หลวงพ่อจะลืมวันลืมคืน แม้กระทั่งยามท่านป่วยหลวงพ่อยังลืมว่าท่านป่วย ครั้งหนึ่งท่านป่วยหนักมาก พอป่วยหนักแล้วลูกศิษย์ทั้งหลายก็แทบจะหายไปกันหมด คือมาหาท่านแล้วท่านไม่มีแรงต้อนรับก็เลยกลับไป นอกจากคนที่รักและเคารพนับถือท่านก็จะยังไปมาหาสู่กันอยู่ ซึ่งมีอยู่ไม่มาก ยามที่พึ่งท่านได้ก็มา แต่พอท่านป่วยก็หายไป บางคนยังเป็นธุระพาท่านไปพักรักษาอยู่ในสวนแถวสุขุมวิท หลวงพ่อไปหาท่านทุกวันต้องเดินไกลมากจนเหงื่อโซมตัว เห็นท่านนอนอยู่บนเตียงคลุมโปงบ้าง เปิดผ้าห่มบ้าง พอไปถึงก็ก้มกราบท่านแล้วนั่งสมาธิหน้าเตียง เมื่อนั่งหลับตาแล้วก็ถามท่านเรื่องธรรมะ เพราะอยากรู้ในเรื่องที่ค้างอยู่จึงต้องถามต่อ ท่านลุกไม่ไหวก็เปิดผ้าห่มที่คลุมโปงไว้โผล่หน้ามาตอบพอถามท่าน ท่านก็เปิดมาตอบทีหนึ่ง เสียงเหมือนไม่ใช่คนป่วย เวลาถามเรื่องธรรมะไม่รู้ท่านเอาเรี่ยวแรงมาจากไหน ท่านตอบเราได้หมด เราก็นั่งอยู่บนพื้นต่อหน้าเตียงตรงนั้นคนเดียว ในขณะที่ท่านนอนบนเตียง คุยเรื่องธรรมะจนเข้าใจ ไม่ได้ถามท่านว่าอาการป่วยเป็นอย่างไรบ้าง อยู่จนกระทั่งตกเย็น แล้วท่านก็ไล่ให้กลับ ปกติถ้าเป็นที่วัดปากน้ำท่านจะ ไล่กลับราว ๆ สองทุ่ม เป็นเช่นนี้ประจำ เรียกได้ว่าแม้คุณยายป่วยก็ไม่เคยหยุดสอน ส่วนหลวงพ่อก็ไม่เคยหยุดเรียนเหมือนกัน --------------------------------------- ฝากดวงแก้ว เมื่อถึงวันสงกรานต์คุณยายจะนำพระที่แกะสลักจากหินแก้วธรรมชาติ พระบรมสารีริกธาตุในเจดีย์เล็กๆ และดวงแก้วในตู้มาสรงด้วยน้ำฝนสะอาด ท่านไม่ใช้น้ำหอมเพราะว่าจะทำให้ผิวของพระบรมสารีริกธาตุเสีย ส่วนดวงแก้วจะใช้น้ำที่ใส่ดอกมะลิผสมน้ำหอมไทยสูตรโบราณสีเขียว คุณยายกับหลวงพ่อช่วยกันสรงน้ำอยู่สองคน นอกจากนี้ยังมีดวงแก้วที่คุณยายรักมาก ท่านพกติดตัวเป็นประจำ เป็นดวงแก้วเล็กๆ ที่หลวงพ่อไปหามา อันที่จริงของเดิมท่านมีอยู่แล้ว แต่หลวงพ่อไปตระเวนหามาเพิ่มอีก เพราะได้ทราบจากคุณยายว่าดวงแก้วมีอานุภาพ เมื่อประกอบวิชชาธรรมกายแล้วสามารถนำมาใช้งานให้เป็นประโยชน์ได้ หลวงพ่อออกไปแสวงหาดวงแก้วเพราะอยากได้มาก เมื่อพบแล้วก็นำมาให้คุณยาย ไม่ว่าใสหรือขุ่นก็เอามาก่อน บางก้อนเป็นหินกึ่งรัตนชาติ บางทีได้ดวงแก้วขุ่นๆ มีอยู่ดวงหนึ่งสีเขียวรูปทรงคล้ายไข่ ซึ่งนับว่าหายาก เมื่อหาได้แล้วก็ดีใจมาก มาถึงบ้านหลังเล็กแล้วก็นำมาให้คุณยาย ท่านก็รับไปนั่งเข้าที่ตรวจดู หลวงพ่อนำดวงแก้วที่หามาได้มาฝากคุณยายไว้ ซึ่งท่านรับฝากโดยเอาผ้าเช็ดหน้ามัดม้วนอย่างดี แล้วใช้เข็มกลัดติดไว้ ดูกะทัดรัดมาก หลวงพ่อพยายามฝึกทำอย่างท่าน แต่ผ้าเช็ดหน้าที่ห่อไว้จะเป็นโพรง ไม่กระชับเหมือนของคุณยาย การห่อดวงแก้วของหลวงพ่อเหมือนการสวมเสื้อผ้าหลวมๆ แต่ของคุณยายเหมือนผ้าแนบเนื้อ เป็นแบบเสื้อผ้าของเทวดา เมื่อเวลาผ่านไปหลายเดือน หลวงพ่อคิดถึงดวงแก้วที่ฝากไว้ ก็จะไปขอท่านดูครั้งหนึ่ง ท่านก็ชอบให้เราดู อัธยาศัยของคุณยายคือ เวลาที่หลวงพ่อถามคำถามหรือส่งของศักดิ์สิทธิ์ให้ท่าน ท่านจะหลับตาดู แล้วบอกว่า “นี่ตัวอ่อน” “นี่ตัวแก่” “มันอ่อนยังไงล่ะ ผมอยากรู้” คุณยายอธิบายเพิ่มเติมว่า ความอ่อนความแก่ในที่นี้หมายถึงบุญบารมีของกายสิทธิ์ที่อยู่ภายในดวงแก้ว ถ้ายิ่งแก่ ยิ่งใสยิ่งสวย ยิ่งมีฤทธิ์มีอานุภาพมาก ตัวอ่อนก็หย่อนลงมา กายสิทธิ์จะนั่งสมาธิอยู่ข้างในนั้น หลวงพ่อฟังแล้วรู้สึกชอบมาก แล้วท่านก็บอกว่า “ให้เก็บไว้ที่ยายก่อน แล้วเดี๋ยวคุณมาเอาไปนะ” แม้ดวงแก้วจะขุ่นๆ ไม่ค่อยใส แต่เมื่อหลายเดือนผ่านไป พอแกะห่อผ้าเช็ดหน้าออกแล้ว น่าอัศจรรย์ใจว่าดวงแก้วกลับใสขึ้น ไม่ใช่ความใสแบบด้านๆ อย่างแก้วเจียระไนธรรมดา แต่เป็นความผ่องใส เหมือนนวลผักคะน้า หรือนวลมะม่วง ดวงแก้วจะดูเปล่งประกาย มีเสน่ห์ มีพลังแผ่ออกมา เป็นเพราะคุณยายนำมากลั่นแก้และฝึกงาน ด้วยอานุภาพพระธรรมกายของท่าน เมื่อหลวงพ่อขอคืนท่านจะนำมาคืนให้ ซึ่งดวงแก้วเหล่านี้คุณยายเก็บเอาไว้ใช้งานในเวลาประกอบวิชชาธรรมกาย ไม่ได้ใช้เป็นของขลังแต่อย่างใด นอกจากนี้ท่านยังสอนวิธีทำตัวอ่อนให้เป็นตัวแก่ คือทำให้กายสิทธิ์มีอานุภาพมากขึ้น วิธีการเป็นอย่างไรท่านจะค่อยๆ สอนให้ สอนไปเรื่อยๆ ทีละเล็กทีละน้อย คุณยายยังเคยเล่าให้หลวงพ่อฟังอีกว่า มีดวงแก้วอยู่ดวงหนึ่งเป็นของคุณยายทองสุข สำแดงปั้น เดิมทีดวงแก้วดวงนี้มีมาตั้งแต่สมัยของพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นดวงแก้วขนาดใหญ่ที่มีอานุภาพมาก สามารถกลิ้งตัวเองเข้าไปใต้รัตนบัลลังก์เพื่อฟังธรรมได้ ต่อมาเมื่อเขารู้ว่าผู้มีบุญที่จะได้ครอบครองนั้นมาเกิดแล้ว เขาจึงย้ายมาอยู่ด้วย แต่เนื่องจากไม่สามารถนำพาเอาเรือนเดิมซึ่งมีขนาดใหญ่มาด้วยได้ จึงย้ายมาอยู่ในเรือนเล็กแทน หลวงพ่อฟังแล้วก็รู้สึกอัศจรรย์ใจ ว่ากายสิทธิ์ในดวงแก้วสามารถย้ายเรือนได้ แม้ไม่ค่อยเข้าใจนัก แต่ก็เป็นเรื่องที่หลวงพ่อชอบมากทีเดียว --------------------------------------- ความรู้คู่ความสุข หลวงพ่อมีความสุขมากที่ได้เรียนวิชชาธรรมกายจากคุณยาย ทำให้หลวงพ่อรู้สึกว่าวิชาความรู้ต่างๆ ทางโลกนั้นไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อย่างสมบูรณ์เลย ส่วนใหญ่แล้วเป็นไปเพื่อการเลี้ยงชีพ เพื่อความปลอดภัยของชีวิตตนเองและครอบครัวเท่านั้น ความรู้ทางโลกไม่สามารถทำให้เราทราบเป้าหมายที่แท้จริงของชีวิตได้ บางคนประกอบอาชีพจนรวยแล้ว ก็ยังไม่ทราบว่ารวยไปเพื่ออะไร หลวงพ่อเคยถามมหาเศรษฐีของโลกว่ารวยไปเพื่ออะไร หาทรัพย์ได้ชำนาญขนาดนี้ ทำไปเพื่ออะไร เขาก็ไม่สามารถตอบได้ แต่ถ้าถามเรื่องธุรกิจ เขากลับตอบได้อย่างคล่องแคล่ว วิชาความรู้ทางโลกมีความจำเป็นในระดับหนึ่งเท่านั้น เพราะมีขอบเขตของความรู้ความเข้าใจจำกัด เราไม่อาจทราบเรื่องราวชีวิตหลังความตายได้ ว่าเมื่อตายแล้วต้องอยู่อย่างไร ไม่มีสถาบันวิชาการใดในโลกสามารถให้คำตอบที่ถูกต้องได้ เมื่อคนเราตายแล้ว วิชาความรู้ทางโลกก็หมดประโยชน์ลง แต่สำหรับวิชชาธรรมกายนั้นสามารถให้คำตอบได้ เพราะเป็นวิชชาที่ไม่มีข้อจำกัด สามารถให้ประโยชน์สูงสุด ทั้งในโลกนี้และโลกหน้า ช่วยปิดอบาย นำพาไปสู่สวรรค์ ตราบจนกระทั่งเข้าถึงพระนิพพาน คุณยายได้ถ่ายทอดความรู้ต่างๆ เหล่านี้ให้หลวงพ่อจนมาสิ้นสุดที่มโนปณิธานของพระเดชพระคุณหลวงปู่วัดปากน้ำว่า ความตั้งใจของพระเดชพระคุณหลวงปู่นั้นเกินเลยกว่าความตั้งใจของพระโพธิสัตว์โดยทั่วไปที่ปรารถนาจะสั่งสมบุญบารมีจนถึงระดับที่สามารถบรรลุธรรมด้วยตนเองและดับกิเลสอันเป็นเหตุแห่งการเวียนว่ายตายเกิดได้ แล้วจึงสั่งสอนสรรพสัตว์อีกจำนวนหนึ่งเพื่อให้บรรลุธรรมตาม จากนั้นจึงเข้านิพพานเพื่อเสวยวิมุตติสุข เป็นอยู่ได้ด้วยตัวของตัวเองดุจดวงตะวันที่มีพลังงานและแสงสว่างอยู่ในตัว สมดังพุทธพจน์ที่ว่า “นิพฺพานํ ปรมํ สุขํ” นิพพานเป็นบรมสุข ในขณะที่สรรพสัตว์ที่เหลืออีกเป็นจำนวนมากมายมหาศาลยังคงต้องทนทุกข์ทรมานกับการเวียนว่ายตายเกิดต่อไป พระเดชพระคุณหลวงปู่เองก็สั่งสมบุญบารมีมายาวนานแล้ว ท่านเล็งเห็นว่าน่าจะมีวิธีการดับทุกข์ให้กับสรรพสัตว์ทั้งหลายได้ ด้วยการสืบสาวไปถึงต้นเหตุที่ทำให้เกิดความทุกข์ทั้งปวงแล้วดับเหตุนั้นเสีย หากทำได้แล้ว สรรพสัตว์จะหลุดจากวัฏสงสารพร้อมๆ กัน สามารถกลับเข้านิพพานกันได้หมดสิ้น ไม่มีหลงเหลืออยู่เลย เมื่อหลวงพ่อทราบมโนปณิธานของพระเดชพระคุณหลวงปู่จากคุณยายแล้ว รู้สึกประทับใจมาก คุณยายสำทับว่านี้เป็นสิ่งที่เราพยายามทำมาข้ามภพข้ามชาติแล้ว นับตั้งแต่นั้นมา หลวงพ่อก็มองเห็นโลกว่างเปล่า มีความปรารถนาอันแรงกล้าที่จะศึกษาวิชชาธรรมกายจากคุณยาย ทุกๆ วันหลวงพ่อจะมาถึงวัดปากน้ำในตอนเช้า เดินทางกลับหอพักราวๆ สองทุ่ม ไปๆ มาๆ วนเวียนอยู่อย่างนี้ คุณยายเองก็ถ่ายทอดความรู้ อบรมบ่มนิสัยทั้งหยาบและละเอียดให้หลวงพ่อ ซ้ำแล้วซ้ำอีก ส่วนที่ไม่ซ้ำคือวิชชาธรรมกายซึ่งน่าติดตามมาก ทำให้หลวงพ่อรู้สึกว่า วันนี้เราเรียนจากคุณยายได้ในปริมาณเท่านี้ พรุ่งนี้เราต้องมาเรียนเพิ่มเติมให้ได้อีกเท่านั้นเท่านี้ การเรียนวิชชาธรรมกายทำให้ใจของเรามุ่งสู่ภายในไปเรื่อยๆ มีความรู้ที่เกิดขึ้นพร้อมกับความสุขและความบริสุทธิ์ จิตใจเกลี้ยงเกลา เป็นอิสระ เป็นตัวของตัวเอง เมื่อเรารู้มากขึ้น ใจของเราจะใสมากขึ้นเรื่อยๆ แม้ยามหลับก็หลับเป็นสุข ความสุขเกิดขึ้นตลอดเวลานับตั้งแต่นั่งรถประจำทางมาวัด หลวงพ่อไม่ค่อยได้สังเกตทิวทัศน์ข้างทาง ป้ายโฆษณาเป็นอย่างไรก็ไม่ได้สนใจ หลับตาทำสมาธิเรื่อยไป ไม่นานก็ถึงวัด บางคราวมีนักเลงนั่งเป็นกลุ่มอยู่ท้ายรถคอยแซวหลวงพ่อ ซึ่งกำลังโหนรถเมล์อยู่ หลวงพ่อก็รู้สึกว่าจิตใจยังสงบเป็นปกติ เพราะนึกถึงคำสอนของคุณยายอยู่ตลอดเวลา อารมณ์ขุ่นมัวที่จะเกิดขึ้นมาแทนที่ความสุขก็ไม่มี เพราะไม่มีช่องว่างให้แทรกเข้ามาได้เลย จิตใจไม่มีเวรภัยกับใคร รู้สึกใจใสสว่างเบาสบายอยู่ตลอด มองเห็นใบไม้ใบหญ้าก็อยากจะยิ้มอย่างมีความสุขเพียงอย่างเดียวเท่านั้น --------------------------------------- หลักสูตรพิเศษ สอนบูชาข้าวพระ การบูชาข้าวพระนี้มีมาก่อนหน้าที่หลวงพ่อจะมาเรียนธรรมะกับคุณยาย นับตั้งแต่สมัยที่คุณยายทองสุข สำแดงปั้น ยังมีชีวิตอยู่ เมื่อคุณยายทองสุขละสังขารแล้ว พิธีบูชาข้าวพระจะจัดขึ้นที่บ้านหลังเล็กโดยเปิดเทปบันทึกเสียงของคุณยายทองสุข แล้วมีคนมานั่งกันเต็มห้องจนล้นออกมานอกบ้าน เมื่อหลวงพ่อมาพบกับคุณยายจันทร์ตอนอายุ 19 ปี ท่านได้สอนวิธีบูชาข้าวพระให้ โดยท่านเริ่มต้นด้วยการบอกว่า “เอ้า... คุณนั่งไป คุณนั่งไป” หลวงพ่อก็นั่งไปเรื่อยๆ ตามที่ท่านสั่ง แล้วหัดเอาดอกไม้ไปบูชาพระพุทธเจ้าก่อน ซึ่งตอนนั้นมีอยู่ไม่กี่ดอก ต่อมาเมื่อชำนาญมากขึ้น หลวงพ่อจึงรวบรวมค่าอาหารกลางวันไปซื้อกระเช้าดอกไม้ ลองคิดดูว่าเด็กหนุ่มถือกระเช้าดอกไม้เดินมาวัด ใครๆ คงสงสัยว่าจะเอาไปให้ใคร เดินถือมาตลอดทางก็มีแต่คนมองแล้วยิ้ม คงจะดีใจอะไรสักอย่างที่เห็นคนหนุ่มถือกระเช้าดอกไม้มาวัด แต่ต่อมาเขาก็ชินกัน เมื่อหลวงพ่อนำกระเช้าดอกไม้มาถึงบ้านหลังเล็ก หลวงพ่อก็นำมาวางใกล้ๆ โต๊ะหมู่บูชา แล้วนั่งพิงที่เสาหัวด้วนห่างจากกระเช้าสักสองเมตรกว่าๆ ส่วนคุณยายก็นั่งที่เดิมของท่าน แล้วสอนหลวงพ่อว่า “เอ้า คุณ... คุณนั่งเข้าที่ไป นั่งไปนะ ให้เข้าถึงพระในตัว เอาองค์ที่ถวายได้นะ องค์ที่นำไปไม่ได้อย่าเพิ่งเอาไป” คุณยายพูดง่ายๆ อย่างนี้ แต่กว่าจะพบองค์ที่ถวายได้ก็ใช้เวลาพอสมควร หลวงพ่อนั่งไปเรื่อยๆ ก็ไม่ได้สักที จนกระทั่งถึงจุดหนึ่ง คุณยายบอกว่า “อืม...ได้แล้ว” ท่านรู้ได้อย่างไรก็ไม่ทราบ แล้วท่านก็บอกว่า “เอ้า คุณเอากระเช้าไว้ในกลางองค์พระ” หลวงพ่อก็ทำตาม ทีแรกตกใจเพราะกระเช้าดอกไม้ขยายส่วนใหญ่โตตามองค์พระ คุณยายสอนต่อว่าให้ทำอย่างนั้นอย่างนี้ พอได้อานิสงส์ผลบุญแล้วให้เอาไปไว้ที่วิมานของตัวเองก่อน จากนั้นจึงเอาไปแจกที่วิมานโน้นวิมานนี้ หลวงพ่อได้ทำตามที่ท่านบอก ต่อมาหลวงพ่อเป็นฝ่ายบอกท่านบ้าง บอกยายเอาไว้ตรงนั้นนะ ท่านไม่เคยขัดใจ รับว่า “ค่ะ” แล้วทำตามที่หลวงพ่อขอ รู้สึกเวลาท่านทำจะง่ายและรวดเร็วกว่ามาก เมื่อเรียนวิธีบูชาข้าวพระจากคุณยายแล้ว หลวงพ่อได้ฝึกฝนการบูชาข้าวพระด้วยตนเอง หลวงพ่อจะตื่นแต่เช้าแล้วไปที่โรงอาหารของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มีหลวงพ่ออยู่คนเดียว ส่วนนักศึกษาคนอื่นยังไม่ตื่นกัน หลวงพ่อจะซื้ออาหารมาหนึ่งจาน แล้วฝึกบูชาข้าวพระ ฝึกฝนจนกระทั่งคุ้น แล้วไปหาคุณยาย ท่านได้เมตตาสอนเพิ่มเติมให้จนกระทั่งหลวงพ่อมีอายุได้ 20 ปี ท่านจึงมอบหมายให้เป็นผู้นำในการบูชาข้าวพระที่บ้านหลังเล็ก ทั้งๆ ที่มีผู้อาวุโสที่อยู่ร่วมพิธีมาก่อนเป็นสิบปี ส่วนหลวงพ่อมีอายุน้อยที่สุด หลวงพ่อยังนึกแปลกใจว่าทำไมคุณยายจึงมอบตำแหน่งผู้นำในการบูชาข้าวพระให้หลวงพ่อ ซึ่งในพิธีนั้นหลวงพ่อต้องนำบูชาข้าวพระแบบทุกวันอาทิตย์ต้นเดือนที่วัดพระธรรมกายในปัจจุบัน --------------------------------------- คุณยายสอนข้ามชาติ คุณยายมักจะสอนหลวงพ่อด้วยการเล่าเรื่องย้อนหลัง ย้อนหลังไปไกลๆ ชาตินั้น ชาตินี้ ชาติโน้น เคยเกิดเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ได้สร้างบุญอย่างนั้นสร้างกรรมอย่างนี้ แล้วจึงกลายเป็นอย่างนี้ ท่านสอนอย่างละเอียด ถ้านั่งคู่กันแล้วท่านจะสอนหมด ทั้งย้อนหน้าและย้อนหลัง สอนว่าถ้าประกอบเหตุอย่างนี้ผลจะเป็นอย่างนั้นประกอบเหตุชาตินี้ ผลชาติหน้าจะเป็นอย่างไร ท่านอบรมหลวงพ่อไม่มีว่างเว้น จึงมักได้ยินเรื่องเหล่านี้อยู่เนืองๆ หลวงพ่อฟังท่านสอนอย่างสบายๆ เพราะท่านมีอารมณ์เดียว คือไม่เคยเห็นท่านขุ่นมัวเลย อยู่กับท่านมา 40 ปี ก็ไม่เคยได้รับคำชม ท่านไม่เคยชมเลยว่าเราเก่ง จนกระทั่งละสังขาร คำติก็ไม่เคยได้รับ คำชมก็ไม่ได้รับ ได้รับแต่คำสั่งสอน สอนแต่ละครั้งก็เป็นเรื่องข้ามภพข้ามชาติ เช่น ถ้าคุณทำอย่างนี้ เดี๋ยวชาติต่อไปจะเป็นอย่างโน้น แล้วท่านก็ยกตัวอย่างของท่านว่าให้ดูข้อบกพร่องของท่านเป็นแบบอย่าง ท่านมักจะเตือนหลวงพ่อเสมอๆ ว่า หากยามใดจิตหยาบหรือท้อแท้ ให้ระลึกชาติปัจจุบัน หลวงพ่อถามว่าหมายถึงอะไร ท่านบอกว่าให้นึกถึงปัจจุบัน นับตั้งแต่เราเกิดมาจนกระทั่งถึงบัดนี้ มีอะไรขาดตกบกพร่องหรือสมบูรณ์บ้าง ดูแล้วเราจะได้ไม่ขี้เกียจและไม่ท้อถอยในการสร้างบารมี อันที่จริงหลวงพ่อไม่ค่อยท้อถอยกับเรื่องต่างๆ อยู่แล้ว เพียงแต่ทำไปเรื่อยๆ มากบ้างน้อยบ้างก็ทำกันไป ไม่ขาดเลยแม้แต่วันเดียว คุณยายทราบดีว่าเป็นคนไม่ท้อแต่ท่านก็เตือนทุกครั้ง เพื่อทำหน้าที่ในการตักเตือนอบรมสั่งสอนของท่านให้สมบูรณ์ สมัยนั้นมักจะมีแต่หนุ่มๆ ไม่ค่อยมีสาวๆ เพราะถ้าเกิดมีอะไรที่ไม่เข้าท่าเข้าทางขึ้นมา ดวงตาของท่านจะเข้มเป็นพิเศษ แล้วท่านก็ไล่ออกไปหมด ท่านบอกว่ากันไว้ดีกว่าแก้ ท่านไม่ยอมปล่อยให้เรื่องราวไม่งามเกิดขึ้น แล้วค่อยมาอโหสิกรรมกันภายหลัง ใครๆ ก็ไม่สามารถรอดพ้นหูตาของคุณยายไปได้ หลวงพ่อเองยังกลัวคุณยาย แม้ท่านไม่ดุด่าแต่ท่านพูดรำพึงออกมาตรงๆ วันหนึ่งขณะที่หลวงพ่อกำลังผูกเชือกรองเท้าเตรียมจะเดินทางกลับหอพัก ท่านก็นั่งอยู่ที่เดิมของท่านแล้วรำพึงผ่านอากาศขึ้นมาประโยคหนึ่ง เมื่อหลวงพ่อได้ยินก็ยังไม่ทันได้คิด แต่รับว่า “ครับ” แล้วเดินไปขึ้นรถที่ตลาด พอกำลังจะขึ้นรถก็เกิดสงสัยในคำพูดของคุณยายว่าท่านต้องมีนัยอะไรสักอย่างจึงเดินย้อนกลับมาใหม่ เห็นท่านกางมุ้งเรียบร้อยแล้ว ท่านถามขึ้นว่า “อ้าว คุณกลับมาทำไม” หลวงพ่อบอกคุณยายว่า สงสัยในสิ่งที่ท่านพูดว่าคงจะมีเหตุอะไรสักอย่าง ท่านเลยผางลงถูกกลางใจใสๆ ซึ่งหลวงพ่อก็รับปากกับท่านแล้วปฏิบัติตามอย่างนั้นตลอดมา กระแสความบริสุทธิ์จากดวงใจของคุณยายซึมผ่านเข้ามาในใจของหลวงพ่อทีละนิดๆ ทำให้ความไม่บริสุทธิ์ที่มีอยู่ในใจค่อยๆ หมดไปทีละน้อย แม้ยังไม่ถึงขั้นหมดกิเลสโดยสิ้นเชิง แต่ก็อยู่ในระดับที่สามารถเป็นคนดีที่โลกต้องการ ดำรงชีวิตอยู่ในสังคมอย่างผาสุก และเอาตัวรอดจากสิ่งชั่วร้ายทั้งหลายได้ --------------------------------------- คำสอนจากเรื่องจริง บางวันคุณยายก็นึกสนุก วันหนึ่งท่านบอกหลวงพ่อสมัยที่ยังไม่ได้บวชว่า คุณๆ คุณไปดูหนุ่มสาวเขาคุยกันสิ หลวงพ่อก็สงสัยว่าท่านนึกอย่างไรจะให้เราไปดูหนุ่มสาว หนุ่มสาวที่ไหนกัน ท่านบอกว่าข้างบ้านนะ เปิดประตูไปแล้วเลี้ยวซ้ายนะ เราก็ทำตาม เปิดประตูไปก็เลี้ยวซ้าย ไม่เห็นมีหนุ่มสาวเลย เห็นอยู่ 2 คน คนหนึ่งเป็นผู้ชายอายุ 85 อีกคนเป็นผู้หญิงอายุ 84 เขาคุยกัน ฝ่ายหญิงหนีฝ่ายชายมาอยู่วัด ฝ่ายชายคิดถึงเลยมาตาม “โอ๋ เราก็แก่ๆ กันแล้วนะกลับบ้านเถอะ มาอยู่ทางนี้เรื่องอะไรก็ลืมๆ ซะเถอะ” ฝ่ายสาวตอบว่า “ไปอยู่บ้านโน้นสิ” คือว่าหนุ่มผู้เฒ่านี้มีอยู่ 2 บ้าน มีบ้านใหญ่กับบ้านเล็ก ที่มาอยู่วัดคือบ้านเล็ก ที่บ้านใหญ่อายุ 85 เท่ากับหนุ่มอายุ 85 แต่บ้านเล็กที่มาอยู่วัดอายุ 84 เห็นแล้วเลยกลับมาบอกยายว่าไม่เห็นมีหนุ่มสาวที่ไหนเลย ท่านบอกว่านั่นแหละหนุ่มสาว มาชวนกันอยู่เรื่อยๆ “เอ้อ! แล้วเขาคุยอะไรกันบ้างล่ะ” ท่านถาม หลวงพ่ออธิบายว่าเขาคุยอย่างนี้ คือชวนกันกลับบ้าน แล้วฝ่ายหญิงเธอบอกว่าให้พ่อบ้านไปอยู่กับภรรยาหลวง คุณยายบอกนั่นแหละอายุขนาดนี้แล้วยังคิดกันไม่ออกเลย ยังทำตัวเป็นหนุ่มเป็นสาว แล้วท่านก็ทำให้หลวงพ่อได้ข้อคิด ท่านพร่ำอบรมสั่งสอนหลวงพ่อเรื่อยมาอย่างนี้ นึกขึ้นได้ทีไรท่านก็สอน สอนว่ามนุษย์ทุกคนไม่สมบูรณ์หรอกนะ ทั้งความคิด คำพูด และการกระทำ ถ้าสมบูรณ์ก็ไปนิพพานหมดแล้ว แต่เพราะไม่สมบูรณ์จึงต้องมาอยู่ในโลกนี้ เมื่อไม่สมบูรณ์ก็ต้องมีข้อผิดพลาดบ้าง อย่าไปถือสาเอามาเป็นอารมณ์ ถ้าถือสาก็เป็นเรื่องเป็นราว ถ้าไม่ถือสาก็เป็นลมเป็นแล้ง เพราะฉะนั้นความสุขความทุกข์ล้วนอยู่ที่ตัวเรา หากเราอยากมีความสุขเราต้องปล่อยวาง ปล่อยไปตามเรื่องราว ถ้าอยากมีความทุกข์ก็ให้ยึดมั่นถือมั่นไว้ ถือสาหาความเขาว่าไม่น่าพูดอย่างนั้นกับเรา ไม่น่าจะทำอย่างนี้กับเรา แล้วเอามาปรุงแต่ง คนพูดอาจหลับเป็นสุขไปแล้ว แต่เรายังคงนั่งคิดอยู่อย่างเป็นทุกข์ ทำให้ไม่สบายกาย ไม่สบายใจ หนักอกหนักใจ ห่างจากเป้าหมายที่เราต้องการไปถึง คือการเข้าถึงวิชชาธรรมกายและการไปสู่ที่สุดแห่งธรรม ท่านพร่ำสอนหลวงพ่ออย่างนี้ แล้วท่านก็พร่ำสอนตัวเองเช่นนี้มาตลอด --------------------------------------- คุณยายสอนให้รักบุญ คุณยายสอนหลวงพ่อว่า บุญบารมีนั้นไม่สามารถได้มาฟรีๆ เราต้องทำของเราเอง เมื่อทำแล้วจึงจะได้ จะให้เป็นบุญหล่นทับนั้นไม่มี ต้องทำเองเท่านั้น และไม่ควรเบื่อหน่ายต่อการสร้างบุญบารมี เพราะบุญเป็นที่มาของความสุขและความสำเร็จในชีวิต ขณะที่บาปนำมาซึ่งความลำเค็ญ และความทุกข์ทรมาน ในเมื่อบาปเกิดขึ้นตลอด 24 ชั่วโมง เราต้องเร่งสร้างบุญให้หนาแน่นตลอด 24 ชั่วโมงเหมือนกัน ทั้งทำทาน รักษาศีล และเจริญภาวนา เพื่อไม่ให้บาปได้ช่อง ต้องสร้างบุญอย่างถี่ๆ ไปตลอดต่อเนื่อง เมื่อไรที่บุญส่งผล เราจะปลื้ม ชื่นอกชื่นใจ บุญทุกบุญล้วนส่งผลทั้งนั้น ไม่ว่าบุญเล็ก บุญปานกลาง หรือบุญใหญ่ แต่บางท่านชัดเจนหรือไม่ชัดเจน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับบาปที่เจือปน คุณยายเคี่ยวเข็ญหลวงพ่อเรื่องบุญมาตลอด พบกันวันแรกๆ ท่านบอกให้หวงแหนบุญเอาไว้ให้ดี ท่านสอนหลวงพ่อกับแขกผู้ใหญ่ที่ไปกราบท่านว่า “คุณ... คุณ... หาบุญได้แล้วคุณต้องใช้บุญให้เป็นนะ” “ใช้ยังไงล่ะยาย” “ก็นึกทบทวนบุญสิ ทบทวนบุญ นึกถึงบุญที่ทำผ่านมาทุกๆ บุญน่ะ ให้ใจใสๆ แล้วสมบัติใหญ่ก็จะไหลมา” นี้คือภาษาง่ายๆ ของท่าน ท่านใช้คำที่ไม่สลับซับซ้อนมาอธิบายเรื่องที่สลับซับซ้อน การใช้บุญนั้นหมายความว่า ในยามที่เกิดความลำเค็ญของชีวิต ต้องพบเจออุปสรรค ให้นึกถึงบุญเป็นหลัก ทำใจให้ชุ่มๆ นึกถึงบุญที่เคยทำไว้ ไม่ช้ากระแสบุญจะมาเชื่อมต่อเพื่อขจัดบาปอกุศลที่มีอยู่ในใจให้ล่มสลายไปได้ คุณยายนึกถึงบุญของตัวท่านเองทุกคืน ท่านทบทวนดูบุญของท่านด้วยวิธีการที่แตกต่างจากคนทั่วไป ซึ่งปกติจะใช้วิธีนึกคิด มีภาพในใจที่ชัดบ้าง ไม่ชัดบ้าง แต่ท่านใช้วิธีมองดูด้วยภาพที่ศูนย์กลางกายรวดเดียวจบ ดูทั้งภาพการทำบุญและดวงบุญที่เกิดขึ้น มองไปเรื่อยๆ แล้วมองไปถึงผลแห่งบุญ เสร็จแล้วก็ประมวลรวมดวงบุญนำมาอธิษฐานจิต ตั้งความปรารถนาตามเห็นสมควร ท่านไม่ใช้บุญฟุ่มเฟือยหมดเปลืองไปกับสิ่งที่ไม่จำเป็น เพราะท่านมุ่งที่จะปราบมารให้สิ้นเชื้อไม่เหลือเศษ ใจของท่านจึงมุ่งไปที่ตรงนั้นก่อนเป็นอันดับแรก ถัดจากนั้นจึงตรวจตราดูข้อบกพร่องและความไม่สมบูรณ์ที่มีในภพชาติปัจจุบัน ซึ่งปกติแล้วเป็นเรื่องที่เข้าใจง่าย สังเกตได้ง่าย แต่คนทั่วไปมักจะมองข้ามหรือลืมกันไป คุณยายพิจารณาดูข้อบกพร่องในชาติปัจจุบัน แล้วนำบุญมาอธิษฐานจิตเพื่อออกแบบชีวิตใหม่ที่ดีกว่าและสมบูรณ์พร้อมกว่านี้ ยกตัวอย่างเช่น ชาตินี้คุณยายอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ เพราะวิบากกรรมในอดีตชาติ ก่อให้เกิดผังชีวิตติดตัวมา ท่านจะเอาบุญมาแก้ไข รื้อผังเก่าออกให้หมด แล้วตั้งผังชีวิตใหม่ขึ้นมาแทนที่ ให้ได้เป็นบัณฑิต นักปราชญ์ ได้เกิดเป็นชาย และได้ออกบวช ทุกครั้งที่ได้สนทนาเรื่องนี้กับคุณยายหลวงพ่อรู้สึกว่าคุณยายเป็นนักบวชอย่างแท้จริง ท่านบอกหลวงพ่อว่าในอดีตชาตินั้น ไม่ว่าท่านจะเกิดเป็นหญิงหรือชาย ท่านจะบำเพ็ญเนกขัมมบารมี อุทิศชีวิตออกบวชมาโดยตลอด อัธยาศัยนี้จึงติดตัวท่านมา ท่านบอกว่าชาติต่อไปท่านจะเกิดเป็นผู้ชายและได้บวชสร้างบารมีตลอด เมื่อหลวงพ่อได้ยินได้ฟังแล้วก็รู้สึกชื่นใจ พลอยปีติใจไปกับท่านด้วย คุณยายได้ปฏิบัติธรรมและศึกษาวิชชาธรรมกายจนสามารถเห็นกระแสบุญและกระแสบาป ท่านจึงทราบว่าบุญธาตุเท่านั้นจึงจะสู้กับบาปธาตุได้ สิ่งอื่นไม่สามารถช่วยได้ หากเรามีบุญเราจะสามารถใช้บุญแก้ไขข้อบกพร่องและอุปสรรคต่างๆ ของชีวิตทั้งในภพชาตินี้และภพชาติเบื้องหน้า นี้เป็นความรู้สำคัญที่เราต้องศึกษาให้เข้าใจ เพราะฉะนั้นถ้ามีบุญมาให้ทำบ่อยๆ ก็ควรดีใจ อย่าปฏิเสธบุญ ให้ทำด้วยตัวเองและชักชวนผู้อื่นทำด้วย ถ้าเราทำตามลำพังแล้วกำลังไม่ถึงก็หาเครื่องทุ่นแรง คือหาพรรคพวกมารวมกันเป็นกลุ่ม ทำกันเป็นทีมอย่างสนุกสนาน ทำให้ถูกหลักวิชชาแล้วเราจะได้บุญเต็มที่ เป็นเสบียงติดตามตัวไปในภพชาติเบื้องหน้า จนกว่าจะได้เข้านิพพาน --------------------------------------- ผีเพื่อนบอกข้อสอบ มีอยู่ครั้งหนึ่ง ช่วงที่หลวงพ่อยังเป็นนิสิตอยู่ เพื่อนนิสิตหญิงคนหนึ่งเสียชีวิตที่โรงพยาบาลเพราะเป็นมะเร็งในเม็ดโลหิตขาว แม้เพื่อนๆ จะได้ช่วยกันบริจาคโลหิตให้เป็นจำนวนมากก็ยังช่วยเธอไว้ไม่ได้ เพราะหมดอายุขัย พอถึงตอนเช้าเพื่อนนิสิตหญิงอีกคนหนึ่งก็มาคุยกับหลวงพ่อว่า “นี่เธอ เธอทำอย่างไรก็ได้นะ ให้เพื่อนที่ตายมาบอกข้อสอบให้เราหน่อย” หลวงพ่อคิดว่าเขาคงจะพูดเล่น เพราะอยู่ในหมู่เพื่อนๆ ที่คุ้นเคยกัน พอเลิกเรียนเสร็จ หลวงพ่อก็เดินทางไปกราบคุณยายที่วัดปากน้ำทันที เล่าให้ท่านฟังว่าเพื่อนเขามาบอกอย่างนี้ ท่านนั่งนิ่งๆ ยิ้มๆ แล้วตอบว่า “ค่ะ ก็เอาไปให้เขาเห็นเถอะ” คุณยายนึกสนุกขึ้นบ้างแล้ว ท่านว่า “คุณนั่งๆๆ” พลางชี้ไปที่เสาหัวด้วน เรียกให้หลวงพ่อนั่งสมาธิ หลวงพ่อก็นั่งเอาหลังพิงเสาหัวด้วนเล็กๆ กลางห้อง ซึ่งเป็นที่ๆ คนอื่นเขาไม่ค่อยนั่งกัน มีหลวงพ่อชอบนั่งอยู่คนเดียว นั่งจนเสามันวาว จากนั้นก็นั่งหลับตาด้วยกัน คุณยายพาไปเสร็จแล้วท่านบอกว่า “เดี๋ยวคุณกลับไปพรุ่งนี้ก็รู้เรื่องล่ะ” ท่านนึกสนุกขึ้นมาบ้างแล้วท่านก็ขำๆ คือท่านไม่ค่อยจะขัดใจหลวงพ่อ พอมาโรงอาหารตอนเช้า เพื่อนคนนั้นก็เข้ามาหาหลวงพ่อรีบบอกว่า เมื่อคืนนี้เห็นเพื่อนที่ตายไป แล้วไม่ได้เห็นคนเดียว เห็นกันหลายคน คนหนึ่งกำลังดูหนังสืออยู่ กำลังจะเผลอหลับ ได้ยินเสียงเพื่อนที่ตายไป มาพูดบอกข้อสอบอยู่ข้างๆ ให้เปิดหน้านั้นหน้านี้ ส่วนเพื่อนอีกคนหนึ่งไปเห็นในห้องน้ำ ไม่ทราบว่าประตูห้องน้ำนั้นจะต้องดึงเข้าหรือดันออกถึงจะเปิดได้ ด้วยความตกใจจึงเปิดประตูไม่ออกแล้วร้องอยู่ในห้องน้ำ เห็นกันสองคนที่หอพัก คนหนึ่งนั่งดูข้อสอบ อีกคนอยู่ในห้องน้ำต่างคนต่างเห็น แล้วก็แปลกที่วันนั้นข้อสอบออกตามที่ผีว่าจริงๆ --------------------------------------- ตัดไม้ข่มนาม ตลอดเวลาที่หลวงพ่ออยู่กับคุณยาย ท่านมักจะเมตตาหลวงพ่อเสมอๆ เมื่อหลวงพ่อขอให้ท่านช่วยเหลือทำสิ่งใดท่านก็ไม่เคยขัดหรือปฏิเสธ จนถึงทุกวันนี้เมื่อมานึกย้อนทบทวนดู หลวงพ่อยังนึกไม่ออกเลยว่าตั้งแต่อยู่กับท่านมา ท่านเคยปฏิเสธหลวงพ่อเรื่องอะไรบ้าง ปกติแล้วท่านจะเมตตาหลวงพ่อในทุกเรื่อง แม้แต่เรื่องของการ “ตัดไม้ข่มนาม” ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่มีสาระอะไรเลยสำหรับคุณยาย แต่เมื่อหลวงพ่อเข้าไปขอให้คุณยายช่วย ท่านก็ไม่ปฏิเสธ เมื่อครั้งยังเป็นนิสิตเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ตอนนั้นหลวงพ่อกับเพื่อนๆ ยังมีอารมณ์สนุกสนานกันตามประสาวัยรุ่น ซึ่งการจะเล่าเรื่องนี้หลวงพ่อต้องขออโหสิกรรมกับทางจุฬาฯ เสียก่อน เหตุเกิดจากสมัยนั้นมีการแข่งขันรักบี้ประจำปีระหว่างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งปกติแล้วเกษตรฯ จะสามารถแข่งชนะมหาวิทยาลัยอื่นๆ ได้ทั้งหมด แต่ไม่เคยเอาชนะจุฬาฯ ได้เลย อันที่จริงปีนั้นหลวงพ่อก็วางอุเบกขาปลงตกแล้วว่าเกษตรฯ ต้องแพ้อีกแน่ๆ แต่เผอิญหัวหน้าทีมรักบี้ของเกษตรฯ ซึ่งเป็นนิสิตรุ่นพี่ปีสุดท้ายมาหาหลวงพ่อ บอกว่าใครไม่รู้ไปปล่อยข่าวลือว่าหลวงพ่อเป็นหมอผี บ้างก็ปล่อยข่าวว่าเป็นฤาษีที่ขลังมาก เล่าลือต่อๆ กันไปสารพัด หัวหน้าทีมรักบี้ได้ทราบกิตติศัพท์นี้จึงมาหาเพื่อขอให้ช่วยทำพิธีตัดไม้ข่มนามเพื่อให้ทีมรักบี้ของเกษตรฯ ชนะการแข่งขัน ด้วยความสงสารไม่อยากจะให้เพื่อนเสียหน้าเพราะอุตส่าห์เอาหลวงพ่อไปโฆษณาประชาสัมพันธ์ขนาดนั้น หลวงพ่อจึงจำใจรับปากว่าจะช่วย แต่ปัญหามีอยู่ว่าหลวงพ่อเองก็ไม่ทราบว่าต้องทำพิธีอย่างไรบ้าง เพราะตั้งแต่เกิดมาก็ไม่เคยทำมาก่อน หลวงพ่อคิดว่าถึงแม้ไม่ทราบว่าปกติแล้วเขาทำกันอย่างไรก็คงไม่มีปัญหา เราออกแบบพิธีเองเลยก็ได้ เพราะเพื่อนคนอื่นๆ ก็ไม่มีใครรู้ เท่าที่รู้คือต้องมีศาลเพียงตา สันนิษฐานเอาเองว่า ศาลเพียงตาคงจะเป็นศาลที่ตั้งอยู่ในระดับเดียวกับสายตาในขณะที่เรายืน แล้วศาลนี้จะต้องมีที่วางเครื่องเซ่นไหว้ อะไรบ้างก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน คงจะต้องวางหลบๆ เข้าไปข้างในจะได้มองไม่ค่อยเห็น เพราะผีคงไม่ชอบอะไรโจ่งแจ้ง ต้องทำให้ดูเร้นลับสักหน่อย คิดได้อย่างนี้แล้วก็ให้เพื่อนๆ ช่วยกันสร้างศาลที่สูงในระดับสายตา ซึ่งพวกเขาก็น่ารักมาก ร่วมแรงร่วมใจกันทำตลอดทั้งคืนจนเสร็จ โดยที่หลวงพ่อไม่ต้องออกแรงเองเลย เมื่อได้ศาลแล้ว หลวงพ่อต้องหาเครื่องเซ่นไหว้ เคยได้ยินมาว่าจะต้องมีขนมต้มแดงต้มขาว ซึ่งหลวงพ่อเองไม่รู้จักขนมพวกนี้ จึงไปหารือกับคุณยาย “ยายทำไงดีเนี่ย เขามาแต่งตั้งให้เป็นอย่างนี้แล้ว” ท่านก็พูดเรียบๆ “เออ... แล้วยายจะช่วย” แล้วคุณยายก็สั่งให้เด็กไปเตรียมขนมต้มแดง ขนมต้มขาว ซึ่งตั้งแต่เกิดมาหลวงพ่อเพิ่งจะได้เห็นเป็นครั้งแรก แล้วก็ขอชิมก่อนผีเสียอีก พอเริ่มทำพิธี เราก็นำต้นก้ามปูซึ่งเป็นต้นไม้ประจำจุฬาฯ ไปปักไว้ที่บริเวณพิธีภายในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เพื่อ “ตัดไม้ข่มนาม” ตามความเข้าใจของเราเอง ก่อนอื่นก็ตั้งเสาขึ้นมาเหมือนเวลาประหารชีวิตนักโทษ ทีนี้ไม่รู้ว่าจะเอาอะไรมาเป็นตัวแทนก็เลยเอาต้นก้ามปูที่หาได้จากแถวๆ นั้น ก่อนตัดก็คิดว่าเราต้องมีพิธีรำโดยเพชฌฆาตเสียก่อน พร้อมกับดนตรีมโหรีปี่พาทย์ เพื่อนที่อยู่ชมรมดนตรีไทยก็มาช่วยกันอย่างเต็มที่ ยกมาทั้งวงเพื่อบรรเลงประกอบพิธี ส่วนเพื่อนที่รำลิเกเก่งก็แต่งชุดแดง ถือดาบจริง ไม่ทราบว่าไปหาดาบมาจากไหน เป็นดาบที่ชนะเลิศการประกวดและมีอายุหลายร้อยปีทีเดียว เวลาขยับดาบจะมีเสียงก๊อกแก๊กตรงด้ามด้วย เพราะมีกระดูกผีตายโหงห้อยอยู่ เรียกว่าขลังมากจริงๆ พอถึงคราวจะตัดไม้ก็ต้องมีพราหมณ์ ตอนนั้นหลวงพ่อกำลังอยู่ในวัยสนุกสนานกับเพื่อนๆ เลยอาสาเป็นพราหมณ์เสียเอง ทีแรกนึกไม่ออกว่าพราหมณ์ต้องแต่งตัวอย่างไร เลยเอาผ้าปูที่นอนสีขาวมาซัก แล้วนำมาตกแต่งร่างกายให้ดูเหมือนพราหมณ์ประกอบพิธี จากนั้นจึงตั้งชื่อนักกีฬาแต่ละคนเสียใหม่ให้ดูน่าเกรงขาม เช่น “ขุนปราบจามจุรีพ่าย” ก็ตั้งชื่อใหม่ให้กับทุกๆ คน เรื่องมหัศจรรย์มีอยู่ว่า ในขณะที่ทำพิธีนั้น วงมโหรีปี่พาทย์ก็บรรเลงเพลงไปพร้อมกับคนรำดาบ ซึ่งรำได้สวยมาก พอได้จังหวะคนรำก็ลงดาบตัดไม้ดัง “ชั้วะ!!!” เท่านั้นเอง ได้เกิดมีฟ้าฝ่าดัง “เปรี้ยง!!!” สนั่นหวั่นไหวไปทั่วบริเวณ ทั้งๆ ที่ท้องฟ้าก็แจ้งแดดออกแรงและไม่มีเมฆฝนแต่อย่างใด เมื่อทุกคนเห็นดังนั้นก็ร้องเฮกันหมด ต่างคนต่างรู้ว่าได้ฤกษ์ขึ้นรถไปแข่งแล้ว หลังจากทำพิธีที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์บางเขนจนฟ้าผ่าแล้ว พวกเราเคลื่อนขบวนไปยังสนามศุภชลาศัยเพื่อชมการแข่งขันรักบี้ พอลงสนามแข่งครึ่งแรกจุฬาฯ ก็ทำคะแนนนำไปก่อน หลวงพ่อนั่งเป็นกองเชียร์อยู่ที่อัฒจันทร์ก็นึกอยู่ในใจว่า “โอ... ยาย... ทำไงดี” เพื่อนๆ พากันบอกว่า “เฮ้ย เอาไง” หลวงพ่อทำเป็นเฉยๆ แต่ในใจนึกถึงคุณยายอยู่ตลอดเวลา “ยายๆ ทำไงดี แพ้เขาไม่ได้นะยาย เขานำไปแล้ว ยายทำแบบนี้ได้ไง” หลวงพ่อรำพึงอยู่ในใจแบบนี้ “ยาย... ยายต้องช่วยสิ ไม่ใช่ช่วยแค่ครึ่งเดียวแล้วขยักไว้ ยายต้องช่วยสิ แพ้ไม่ได้นะยาย ไม่อย่างนั้นต้องตายแน่เลย” หลวงพ่อรำพึงอยู่ในใจแบบนี้ตลอด แล้วก็นิ่งๆ เอาไว้ จนสุดท้ายพอถึงครึ่งหลัง เกษตรฯ ทำคะแนนคืนได้ จนจบการแข่งขันผลปรากฏว่าเกษตรฯ เป็นฝ่ายชนะ ทำให้เพื่อนๆ ดีใจกันมาก พอแข่งรักบี้ชนะ พวกนิสิตเกษตรฯ ก็เดินทางกลับมาที่มหาวิทยาลัยเพื่อนำกระทงจากศาลเพียงตาไปลอยที่สระน้ำหน้ามหาวิทยาลัย จากเหตุการณ์นี้ สถานีวิทยุยานเกราะนำข่าวไปออกอากาศว่า เกษตรฯ ใช้หมอผีทำพิธีตัดไม้ข่มนามในการแข่งรักบี้ทำให้สามารถล้มแชมป์เก่าอย่างจุฬาฯ ได้ ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เพราะว่าหลวงพ่อเก่ง อันที่จริงหลวงพ่อไม่รู้เรื่องอะไรเท่าไร แต่เป็นเพราะอานุภาพของคุณยาย ซึ่งท่านเมตตาหลวงพ่อ อยากให้หลวงพ่อสมปรารถนาเท่านั้นเอง --------------------------------------- เมื่ออยู่กับคุณยาย สังเกตคุณยายรับแขก นอกจากเรียนธรรมะกับคุณยายโดยตรงแล้ว หลวงพ่อยังได้เรียนรู้เรื่องราวต่างๆ เพิ่มเติม ในเวลาที่มีแขกมาพบท่าน ซึ่งหลวงพ่อจะนั่งพิงเสาหัวด้วนคอยสังเกตดูท่านรับแขกตลอดเวลา ใหม่ๆ ก็ตื่นเต้นมากที่เห็นเขาเอาใบอนุโมทนาบัตรจากการเลี้ยงพระที่หอฉันวัดปากน้ำมาให้ท่าน แล้วขอให้ท่านเมตตาคุมบุญไปให้พ่อแม่ ปู่ย่าตายาย และหมู่ญาติ เวลาเจอแขก คุณยายก็ถาม “คุณๆ ว่ามา คุณว่าไงนะ” แขกจะเรียนท่านว่าอยากให้คุณครู หรือคุณแม่อาจารย์ หรือครูจันทร์ (หมายถึงคุณยาย) ไปดูว่าพ่อแม่ผมตายแล้วไปอยู่ไหน วันนี้ผมมาทำบุญเลี้ยงพระวัดปากน้ำ ขอให้คุณครูช่วยเอาบุญไปให้ท่านด้วย แล้วก็ไม่เห็นคุณยายทำอะไรนอกจากนั่งเข้าที่ คือนั่งขัดสมาธิ หลับตานิ่งๆ สักพักหนึ่งประมาณ 5 – 10 นาที ท่านบอกว่า “คุณนั่งไปด้วย” หมายความว่าให้แขกคนที่เอาใบอนุโมทนามานั่งปฏิบัติธรรมพร้อมๆ กับท่าน พอลืมตามาท่านก็ส่งใบอนุโมทนาคืน แล้วพูดสั้นๆ ว่าฉันคุมบุญเอาไปส่งให้พ่อแม่คุณที่ตายไป ตอนนี้มีความสุขอยู่ตรงนี้ แขกที่มากราบก็ถามว่าอยู่ที่ไหน ท่านก็ตอบว่า อยู่ตรงนั้น อยู่ตรงนี้ สวรรค์ชั้นนั้น ชั้นนี้ เป็นต้น คุณยายจะไม่เรียกชื่อสวรรค์ว่าเป็นชั้นจาตุมหาราชิกา ดาวดึงส์ ยามา ดุสิตา แต่ท่านจะเรียกว่าชั้น 1 ชั้น 2 ส่วนมากจะได้ยินว่าผู้ที่ละโลกไปแล้วนั้นอยู่แต่ชั้น 1 กับชั้น 2 นานๆ จะได้ยินว่าไปชั้น 3 ส่วนชั้น 4 เป็นต้นไปไม่ค่อยได้ยิน มักจะมีแต่ชั้น 1 พอคุมบุญไปแล้วท่านจะอธิบายว่านำไปส่งที่ชั้น 1 วิมานเป็นอย่างนี้ สูงเท่านั้นโยชน์ วิมานวัดกันเป็นโยชน์ (1 โยชน์ เท่ากับ 16 กิโลเมตร) มีบริวารจำนวนเท่านั้น บริวารหนึ่งแสน สองแสน หลวงพ่อฟังแล้วก็อัศจรรย์ใจว่าเทวดามีบริวารเป็นแสน จากใบอนุโมทนาบัตรเลี้ยงพระใบเดียวเท่านั้นเอง บริวารเยอะขนาดนั้นจะเลี้ยงดูหรือกินอยู่กันอย่างไร คุณยายมักจะพูดถึง ชั้น 1 ชั้น 2 เป็นประจำ นานๆ ทีจึงจะมีชั้นที่สูงกว่า คือเป็นผู้ที่ทำบุญมากโดยทั่วไป นับตั้งแต่สงเคราะห์โลก เลี้ยงพระวัดปากน้ำ เลี้ยงพระสงฆ์ทั่วทั้งสังฆมณฑล สะดวกวัดไหนก็ไปวัดนั้น คำนวณกำลังบุญแล้วไปได้ถึงชั้น 3 เป็นต้น คุณยายจะใช้คำอย่างนี้ ใหม่ๆ หลวงพ่อก็ตื่นเต้นว่าทำไมการไปนรกสวรรค์จึงเป็นเรื่องง่ายสำหรับท่าน ไม่เห็นต้องใช้ยานพาหนะใดๆ ไปได้เป็นปกติเหมือนหายใจเข้าออก หรือเหมือนกับเราเดินออกจากห้องนอนเข้าห้องน้ำ ทั้งง่ายดายและใช้เวลาไม่นาน เดินเข้าห้องน้ำอย่างมากก็ 5 นาที เห็นยายนั่งไปดูนรกสวรรค์ก็ 5 นาทีอย่างนี้เหมือนกัน แขกที่มาพบท่านมักเป็นเช่นนี้คล้ายๆ กันหมด บางคนไม่มีความทุกข์อะไร ท่านก็สอนให้เข้าหาความสุขภายใน บางคนมีความทุกข์ท่านก็หาทางดับทุกข์ให้ด้วยการสอนนั่งสมาธิ บางคนมีข้อสงสัยท่านก็ตอบคำถามให้หายสงสัย ถ้าขอให้คุมบุญท่านก็คุมบุญให้ มีอยู่ท่านหนึ่งไปกราบคุณยายว่า “คุณครูขา อิชั้นต้องไปผ่าตัด เอกซเรย์แล้วมีเนื้องอกอยู่ในท้อง ช่วยคุมบุญให้ด้วยนะคะ” เมื่อฟังแล้วคุณยายก็หลับตาอยู่สองสามนาที แล้วตอบไปว่า “คุณอย่าไปผ่าเลย มันไม่มีอะไร” “ไม่ได้ค่ะ ต้องผ่า เพราะคุณหมอบอกให้ผ่า” “อืม... ก็แล้วแต่คุณ” เมื่อถึงเวลา แขกท่านนั้นไปผ่าตัดตามที่คุณหมอนัดเอาไว้ ปรากฏว่าไม่พบเนื้องอกแต่อย่างใด แล้วแขกท่านนั้นก็กลับมารายงานคุณยายว่า “คุณครู มันไม่มีอะไรอย่างที่คุณครูว่าจริงๆ ด้วยค่ะ” แขกบางท่านที่มาปฏิบัติธรรมที่วัดปากน้ำกับคุณยาย บ้างก็รำพึงรำพันให้คุณยายฟังว่า “ช่วยฉันหน่อยเถอะให้ฉันได้เข้าถึงดวงใสๆ แม้ไม่ถึงพระธรรมกายก็ไม่เป็นไร เอาดวงใสๆ แล้วจะเอาเงินมาถวายให้” คุณยายตอบว่า “คุณเอาทองมากองสูงท่วมหัว ฉันยังเอามาให้ไม่ได้เลย คุณต้องไปทำเองถึงจะได้” นั่นหมายความว่า ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม คุณยายสามารถทำได้เพียงชี้แนะหนทางที่ถูกต้องให้เท่านั้น แต่หลักๆ แล้วเราต้องทำด้วยตัวของเราเอง ไม่เว้นแม้แต่หลวงพ่อ ถึงกระนั้นหลวงพ่อก็ดีใจว่า เราได้มาเจอครูบาอาจารย์ที่ทำให้ความสงสัยสิ้นสุดลงแล้ว และเกิดความตื่นตัวขวนขวายที่จะศึกษาเรียนรู้สิ่งที่มีอยู่ในพระไตรปิฎกให้เพิ่มขึ้น ในระดับที่สามารถพิสูจน์ได้ ก่อให้เกิดความเชื่อมั่นล้านเปอร์เซ็นต์ ถึงขั้นที่จะผลักดันให้เราเปลี่ยนแปลงการดำเนินชีวิตให้เป็นไปในทิศทางที่ถูกต้องได้ ต่อมาเมื่อหลวงพ่อได้ฟังคุณยายพูดเรื่องนรกสวรรค์บ่อยเข้าก็เริ่มชิน เห็นท่านทำอย่างนั้นด้วยตาและได้ยินด้วยหูจนคุ้นเคย พอไปดูท่านรับแขกทีไรก็เห็นท่านทำอย่างนี้เรื่อยๆ เมื่อชินแล้วก็เริ่มเฉย เข้าใจว่าเป็นเรื่องปกติของคนที่ทำได้ ช่วงหลังๆ พอแขกมาหาท่าน หลวงพ่อจะลงจากบ้านไปเพื่อหาที่สงบนั่งสมาธิ ส่วนมากจะเป็นที่วิหารคดซึ่งมีพระพุทธรูปประดิษฐานเรียงรายกันอยู่ ที่ฐานพระพุทธรูปแต่ละองค์มีอัฐิของผู้ล่วงลับบรรจุไว้ พร้อมกับมีป้ายชื่อ หลวงพ่อบอกกับเจ้าของอัฐิว่า ไม่ได้มารบกวน ให้ต่างคนต่างอยู่ ในเมื่อท่านตายแล้วยังไม่เอาอัฐิไป เราก็ไม่เอาเหมือนกัน เพราะฉะนั้นไม่ต้องหวงแหนอะไร แล้วก็ไม่ต้องมาเยี่ยมด้วย ไม่ต้องเข้าฝัน มาให้เห็น หรือทักทายกัน แล้วหลวงพ่อก็นั่งๆ นอนๆ อยู่แถวนั้น คอยกลับมาแอบดูเป็นระยะๆ ว่าแขกของคุณยายกลับไปกันหมดหรือยัง ถ้าแขกกลับไปแล้วก็จะเข้ามานั่งสมาธิกับคุณยายต่อ การได้เห็นคุณยายตรวจดูนรกสวรรค์นั้น ทำให้หลวงพ่อเชื่อว่านรกสวรรค์เป็นสิ่งที่พิสูจน์ได้ตามพุทธวิธี จะใช้กล้องส่องแล้วบอกว่าไม่มีก็ไม่ได้ เพราะต้องอาศัยเลนส์ใจ จะใช้เลนส์แบบที่ส่องดูดาวไม่ได้ ส่องแล้วบอกว่าเห็นดาวได้ทำไมไม่เห็นนรกสวรรค์นั้นไม่ถูก หรือสรุปว่าพิสูจน์ไม่ได้ก็ไม่ถูก แท้จริงแล้วคือยังไม่ได้พิสูจน์ ถ้าได้พิสูจน์ก็จะพิสูจน์ได้ อุปกรณ์ที่ใช้พิสูจน์คือการเข้าถึงพระธรรมกาย จากนั้นจึงศึกษาวิชชาธรรมกาย เมื่อเราทำได้แล้วการพิสูจน์นรกสวรรค์จะไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป กลับเป็นเรื่องที่อยู่ในวิสัยที่ทำได้ คุณยายได้ยืนยันอย่างนั้น เช่นเดียวกับครูบาอาจารย์ท่านอื่นๆ ในยุคของพระเดชพระคุณหลวงปู่วัดปากน้ำ ความรู้เรื่องการไปเยือนนรกสวรรค์นี้คุณยายเรียนมาจากพระเดชพระคุณหลวงปู่วัดปากน้ำ ในฐานะนักเรียนที่ศึกษาวิชชาธรรมกายในโรงงานทำวิชชา ไม่ได้หมายความว่ามีท่านคนเดียวที่ทำได้ เพราะในโรงงานนั้นทำกันได้หลายคน แต่หลวงพ่อกล่าวถึงคุณยายท่านเดียวเพราะไม่คุ้นกับท่านอื่น สิ่งเหล่านี้ทำให้หลวงพ่อหายสงสัยในคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่มีบันทึกไว้ในพระไตรปิฎก เมื่อหายสงสัยแล้ว ก็อยากจะปฏิบัติจนบรรลุผลและไปให้ได้บ้าง เราจะสามารถหยั่งรู้ถึงความเป็นจริงของคุณยายได้ก็ต้องอาศัยการศึกษาวิชชาธรรมกาย ส่วนเรื่องการทำความสะอาดบ้านเรือน การไปนรก ไปสวรรค์ หรือตอบคำถามสาธุชนที่มากราบท่านนั้น ยังไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริงของคุณยาย ความเป็นจริงอยู่ลึกไปกว่านั้น แต่ดูเหมือนท่านทำตัวสบายๆ ราวกับว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร เมื่อท่านรับแขกเสร็จแล้วก็ลงไปชั้นล่างเพื่อทำภารกิจต่างๆ ของท่านโดยที่ใจยังหยุดนิ่งอยู่ตลอดเวลาเหมือนเดิม --------------------------------------- อย่างนี้ก็มีด้วย เมื่อมีแขกมาพบคุณยาย ท่านจะตรวจดูนรกสวรรค์ให้เสมอ แต่ไม่ได้หมายความว่าแขกที่มาพบจะเชื่อคุณยายทุกคน บางคนเชื่อ บางคนไม่เชื่อ บางคนเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง มีอยู่รายหนึ่งเป็นผู้ใหญ่ ท่านรูปร่างสันทัดออกท้วมๆ ศีรษะเถิก มีผมเหลือน้อย ภรรยาของท่านเป็นครูโรงเรียนวัดบวรนิเวศ ที่เคารพเลื่อมใสศรัทธาคุณยายมาก แต่ฝ่ายชายที่เป็นสามีนั้นเฉยๆ เป็นคนดื้อที่แปลก ไม่เชื่อเรื่องนรกสวรรค์ ไม่เชื่อเรื่องกายละเอียด แต่สวดมนต์อย่างเดียวหลายชั่วโมงทุกวัน เผื่อเหนียวไว้ ส่วนภรรยาของท่านนั่งสมาธิเป็นประจำ หลวงพ่อเห็นเขาดื้อมากจนหลวงพ่ออดไม่ได้ที่จะหงุดหงิด วันนั้นพอเขามากราบคุณยาย เขาก็ขึ้นมานั่งข้างหน้า ยกมือไหว้คุณยายแล้วขึ้นอารัมภบทว่า ผมไม่เชื่อหรอกว่านรกสวรรค์มีจริง ผมเชื่อว่าตายแล้วสูญ แต่ผมอยากให้คุณครูช่วยดูให้หน่อยว่าพ่อแม่ของผมตายแล้วไปอยู่ที่ไหน ผมทำบุญแล้วจะเอาบุญนี้อุทิศไปให้ ว่าแล้วก็ยื่นใบอนุโมทนาบัตรให้คุณยาย ต่อจากนั้นเขาก็เล่าให้ฟังว่าได้เคยไปวัดแห่งหนึ่งแถวบางลำภู ไปเล่าให้พระท่านฟังว่า มีอยู่วันหนึ่งตอนกลางคืนขณะอยู่บ้านนอก เขานอนห้อยเท้าลงตรงชานบ้านที่ยื่นออกไป ในขณะที่แสงจันทร์ส่องอยู่นั้นเอง เขาเห็นควันลอยออกมาจากร่องกระดาน ควันนั้นยืดออกเป็นรูปร่างคนผอมๆ สูงๆ แล้วก้าวข้ามหลังคาบ้านสองชั้นไป เขาถามพระท่านว่ามันคืออะไร ท่านตอบว่า “เปรต... โยม คงเป็นเปรตนะ” เลยซักถามพระต่อไปอีกว่า “มีจริงเหรอ” พระตอบว่า “จริง” “ท่านเคยเห็นเหรอ” “ไม่เคย” “แล้วรู้ได้อย่างไร” “ก็อ่านจากพระไตรปิฎก” แขกท่านนี้รู้สึกไม่มั่นใจจึงมาหาคุณยาย หลวงพ่อก็นั่งอยู่ด้วย พอเล่าจบแล้วคุณยายก็นั่งนิ่งๆ สัก 5 นาที แล้วบอกว่าเป็นเปรต เขาถามย้ำว่ามีจริงเหรอ เคยเห็นด้วยเหรอ คุณยายตอบว่ามี และเคยเห็น อีกคำถามคือทำไมเปรตถึงมาโผล่ให้เห็น คุณยายตอบว่าเขาเป็นญาติของคุณ เขาเถียงว่าเขาไม่มีญาติเป็นเปรต ปฏิเสธแล้วก็ยกไม้ยกมือ บอกว่าญาติผมไม่มีทางเป็นเปรต ทำไมถึงเป็นเปรตได้ ท่านก็นั่งเฉยๆ หลับตาสักพักแล้วบอกอีกว่า ญาติคุณน่ะเป็นมัคนายกแล้วไปโกงของวัด ตายแล้วไปเป็นเปรต เขาเถียงว่าไม่มีญาติเป็นมัคนายกนะ แต่ถ้าเกิดมีขึ้นมาแล้วญาติชื่ออะไร หลวงพ่อฟังแล้วรู้สึกอึดอัดแทนคุณยาย เพราะตอนนั้นยังหนุ่มอยู่ คือเรารักและเคารพคุณยายมาก ไม่เคยลบหลู่ท่านเลย แขกคนนี้มาจากไหนไม่รู้ มาพูดกับคุณยายแบบนี้ แต่คุณยายกลับนั่งหลับตาเฉย ไม่มีอาการหงุดหงิดเลย ถ้าเป็นเราคงเอาเรื่องไปแล้ว ท่านหลับตาสักพักก็ลืมตาขึ้นมาบอกว่าชื่อ “รัศมี” เขาแย้งว่าไม่มีญาติชื่อเชยๆ แบบนี้หรอก และไม่เคยมีญาติเป็นมัคนายกด้วย แล้วถ้าเป็นก็ไม่โกงด้วยเพราะตระกูลเขาไม่มีใครโกง “ผมนี่ไม่ชอบคนโกง แล้วผมก็ไม่เชื่อว่าเป็นมัคนายกเพราะว่าไม่มี” คุณยายเลยบอกว่าแล้วแต่คุณๆ กลับไปถามดู แล้วท่านก็ไม่สนใจแขกคนนี้อีก หันไปคุยกับคนอื่นต่อ เขายกมือไหว้คุณยายครั้งหนึ่งแล้วบอกว่า “งั้นผมไปล่ะ” ส่วนหลวงพ่อนั่งหงุดหงิดอยู่คนเดียว ไม่ชอบใจที่เขามาถามอย่างนี้ คิดว่าคุณยายไม่น่าตอบเขาเลย เพราะมีโอกาสพลาดได้ เมื่อไม่มีใครอยู่แล้วจึงถามท่านว่า “ยายไปตอบอย่างนั้นทำไม ยายอย่าพูดอย่างนี้ซิ ยายอย่าตอบอย่างนี้รู้ไหม ยายเฉยๆ ได้ไหม ถ้าคนพวกนี้มาอย่าไปพูดนะ” คุณยายหัวเราะแล้วบอกว่า “ยายเห็นอย่างนั้นยายก็ตอบไป” “แล้วเกิดมันไม่ถูกจะทำอย่างไรล่ะยาย” ท่านก็บอกว่า “ยายเห็นยายก็พูดอย่างนั้นแหละ” ท่านพูดเป็นภาษาของท่านอย่างนี้ หลายเดือนต่อมา แขกท่านนั้นกลับมาพบคุณยายอีกครั้ง มาเล่าให้ท่านฟังว่าเขาไปสืบจนทราบแล้วว่ามีญาติชื่อรัศมีจริง เคยเป็นมัคนายกด้วย แต่โกงของวัดหรือเปล่าเขาไม่รู้เหมือนกัน ถึงกระนั้นเขาก็ไม่เชื่อว่าเปรตมีจริง คือยังดื้อเหมือนเดิม แต่คุณยายฟังแล้วเฉยๆ ยังอารมณ์เดียวไม่เปลี่ยนแปลง --------------------------------------- คุณยายเตือนให้บวช ย้อนไปถึงวันที่คุณยายให้คำตอบหลวงพ่อเรื่องนรกสวรรค์เป็นครั้งแรก หลวงพ่อเป็นเด็กหนุ่มอายุ 19 ปี เมื่อได้ยินได้ฟังคำตอบจากท่านแล้วก็เกิดกุศลศรัทธา บอกท่านว่า “ผมอยากบวช ผมบวชได้ไหม” ซึ่งในขณะนั้นเป็นนิสิตชั้นปีที่ 1 ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ คุณยายตอบว่า “อย่าเพิ่งเลย ไปเรียนให้จบเสียก่อน” ต่อมาเมื่อหลวงพ่อเรียนจบแล้วจึงวางแผนออกบวชในเดือนธันวาคม เพราะคิดว่าต้องทำความเข้าใจกับทางบ้านก่อน เนื่องจากเป็นลูกชายหัวแก้วหัวแหวน เป็นหินในไข่ ส่วนใหญ่เขามีแต่ไข่ในหินที่ต้องทะนุถนอม แต่สำหรับหลวงพ่อเป็นพันธุ์หินในไข่ โดนตีประจำ โดนหลายไม้ก็รู้สึกดีเหมือนกัน ได้ดิบได้ดีเพราะไม้วิเศษนี่เอง ตั้งใจว่าก่อนบวชจะทำความเข้าใจกับผู้ปกครองที่ประทานไม้วิเศษให้ นอกจากมอบกายมนุษย์มาให้สร้างบารมีแล้ว ท่านยังคอยดูแลหลวงพ่อในเรื่องต่างๆ เหตุผลอีกประการหนึ่งที่เลือกเดือนธันวาคม เพราะเป็นฤดูหนาว คิดว่าอารมณ์ท่านคงเย็นขึ้นเพราะสภาพอากาศแล้วยินยอมอนุญาตให้บวชโดยง่าย แต่คุณยายบอกไม่ได้ๆ เราตกลงกันไว้แล้ว จำไม่ได้หรือตอนอายุ 19 ปี ท่านทบทวนความหลังให้ฟังเมื่อครั้งที่ไปขอบวชกับท่านแล้วท่านขอให้เป็นบัณฑิตทางโลกเสียก่อนจึงเป็นนักปราชญ์ทางธรรม เมื่อคุณยายยืนยันอย่างนั้นหลวงพ่อจึงตอบตกลง ในเมื่อคุณยายให้บวชทันทีก็ไม่มีปัญหา เลยหยิบปฏิทินที่แขวนอยู่ตรงเสาของบ้านธรรมประสิทธิ์มาดู เลือกวันเพ็ญ ขึ้น 15 ค่ำ ซึ่งหลวงพ่อชอบมากเพราะว่าพระจันทร์เต็มดวง เป็นวันสุดท้ายของพรรษาหลัง ตรงกับวันที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2512 เมื่อดูปฏิทินแล้วก็บอกคุณยายว่าจะบวชวันนี้ แล้วเขียนด้วยลายมือของตัวเองลงบนปฏิทิน คุณยายก็ดีใจ ยังจำใบหน้าของท่านได้ว่าท่านดีอกดีใจ มีเรื่องแปลกคือก่อนบวชนั้นมีอยู่ช่วงหนึ่งที่รู้สึกเบื่อหน่ายในทุกสิ่ง รวมถึงสถานที่ที่ีเราเคยไปเที่ยวสนุก กลับกลายเป็นสถานที่ที่น่าเบื่อ แต่ไม่ใช่ความกลุ้มใจ เพียงแต่รู้สึกเฉยๆ กับสิ่งเหล่านั้น ทำให้เข้าใจเรื่องราวของพระสารีบุตรกับพระมหาโมคคัลลานะตอนเป็นเพื่อนคฤหัสถ์กันอยู่ ท่านเคยไปดูการแสดงตามสถานที่ต่างๆ เพื่อความบันเทิงเพลิดเพลินใจ ถึงตอนหัวเราะก็จะหัวเราะ ตอนที่นักแสดงเขาทำให้โศกก็จะโศก หรือให้สนุกสนานก็จะสนุกสนาน แต่พอถึงจุดอิ่มตัวหรือจุดเปลี่ยนของชีวิต ท่านกลับรู้สึกเฉยๆ ด้วยกันทั้งคู่ จนกระทั่งต้องหันมามองหน้ากัน เพราะใจตรงกัน ดวงตาทั้งสองคู่ประสานกัน ต่างก็ถามว่าทำไมวันนี้สหายจึงดูไม่สนุกสนานเหมือนทุกครั้งที่เคยมาด้วยกันเลย อีกฝ่ายก็ตอบว่า สหายก็เช่นเดียวกันนั่นแหละ ทำไมวันนี้ดูไม่ครื้นเครง ทุกทีเราจะต้องสนุกสนานบันเทิงด้วยกัน ท่านบอกว่านั่นน่ะสิ ทำไมถึงรู้สึกเบื่อๆ เห็นว่าสิ่งเหล่านี้ไม่เป็นสาระแก่นสาร แล้วในที่สุดก็ชักชวนกันไปบวช หลวงพ่อก็คล้ายๆ อย่างนั้น เพียงแต่ไม่มีสหาย เพราะชอบไปไหนมาไหนตามลำพังผู้เดียวประดุจนอแรด คือแรดมีนอเดียว ถ้ามี 2 นอต้องเรียกว่าเขา ก็ไปผู้เดียวประดุจนอแรด ไปแล้วไม่ค่อยสนุก ดูตรงไหนก็ไม่ร่าเริงใจ เมื่อถึงวันบวช มีผู้ร่วมงานประมาณ 20 กว่าคนเท่านั้น นึกแล้วยังปลื้มใจ ถือว่ามากแล้วเพราะเวลาคุณยายทองสุขกับคุณยายจันทร์บวช ท่านได้เช่าผ้ามาบวชกันสองคน โดยโกนหัวกันวันนั้นเลย หลวงพ่อจึงได้อยู่ในเพศสมณะนับตั้งแต่วันนั้นจนถึงปัจจุบัน เพื่อศึกษาวิชชาธรรมกายและขจัดกิเลสอาสวะหรือสิ่งที่เป็นมลทินของใจให้หมดสิ้นไป พร้อมกับสั่งสมบุญกุศลให้มากที่สุด เพื่อตามติดพระเดชพระคุณหลวงปู่และคุณยายไปสู่ที่สุดแห่งธรรมไม่ใช่เพื่อการอื่นเลย --------------------------------------- เครื่องสำอางของคุณยาย เมื่อหลวงพ่อบวชใหม่ๆ ช่วงนั้นยังเป็นหนุ่ม ผิวหน้าเหมือนกับผิวพระจันทร์ คือเป็นหลุมเป็นบ่อ คุณยายบอกว่า “เดี๋ยวยายจะเปลี่ยนธาตุให้ เอาธาตุธรรมที่ไม่สะอาดออก ให้เหลือแต่ที่สะอาดๆ” หลวงพ่อคิดว่าดีเหมือนกัน นั่งปฏิบัติธรรมกับคุณยายไม่ค่อยได้คุยกันเท่าไร ส่วนมากจะนั่งเงียบๆ พอไปทำวัตรเย็นเสร็จกลับมาจะถามท่านเรื่อยๆ ว่า “ยาย ถมหลุมบ่อเต็มหรือยัง” นึกย้อนกลับไปแล้วรู้สึกว่าแปลกดีเหมือนกัน ไม่เห็นท่านทำอะไรนอกจากนั่งปฏิบัติธรรม แล้วความเปลี่ยนแปลงก็ค่อยๆ เกิดขึ้น พระภิกษุทั้งที่บวชเก่าและบวชใหม่เริ่มจะถามกัน หลวงพ่อเองไม่รู้หรอกว่าเปลี่ยนหรือไม่เปลี่ยน ก็มาบอกคุณยาย ท่านตอบว่า “ค่ะๆ” แล้วท่านก็ไม่พูดอย่างอื่นเลย พอใกล้ออกพรรษาได้สังเกตดูอีกครั้ง ปรากฏว่าใบหน้าเกลี้ยงเกลาแล้ว คุณยายใช้เครื่องสำอางทำให้หน้าเกลี้ยงได้ แต่เครื่องสำอางของท่านไม่เหมือนกับเครื่องสำอางที่คนทั่วไปใช้กัน ท่านใช้วิธีทำใจหยุดนิ่งไปเรื่อยๆ จนกระทั่งไปถึงเครื่องมือข้างในกลางกาย เครื่องมือนี้สามารถใช้ทำให้สำอางได้ ท่านบอกว่าเครื่องจะหมุนไปทางขวาตามเข็มนาฬิกา พอเอาเข้าเครื่องปั่นแล้วธาตุธรรมที่สกปรกจะหลุดออกไป เหลือแต่ธาตุธรรมที่สะอาด เครื่องสำอางของท่านเป็นอย่างนี้เอง ครั้งหนึ่ง หลวงพ่อจะเข้าไปทำวัตรเย็นในพระอุโบสถที่วัดปากน้ำ ก็บอกคุณยายว่า “ยาย... เดี๋ยวพระจะเข้าไปทำวัตรเย็นก่อนนะ” คุณยายตอบว่า “ค่ะ” แต่ความไม่ธรรมดานั้นอยู่ที่ประโยคต่อไป ท่านบอกหลวงพ่อว่า “เดี๋ยวยายจะเปิดรัศมีให้ท่านนะ” “อ๊ะ มันเป็นยังไงยาย” “เออๆ ท่านไปทำวัตรเย็นก่อน” หลวงพ่อก็ไปทำวัตรเย็นด้วยความตื่นเต้น กลับมาจากพระอุโบสถก็ถามคุณยายว่า “ยาย.. เมื่อกี้ยายว่าอย่างไรนะ” “ก็ยายจะเปิดรัศมีให้ท่านไง” “แล้วพระที่ทำวัตรเย็นด้วยกันเห็นบ้างไหม” คุณยายนั่งหลับตาไปพักหนึ่ง ลืมตาขึ้นมาบอกว่า “เห็น... บางองค์ก็เห็น บางองค์ก็ไม่เห็น” ท่านว่าอย่างนี้ เป็นเรื่องที่ท่านทำของท่าน พลอยทำให้หลวงพ่อติดอกติดใจ วันต่อมาพอจะไปทำวัตรเย็นก็บอกคุณยายว่า “ยาย... เอาอีก…” --------------------------------------- มีอารมณ์เดียว คุณยายเป็นบุคคลที่น่าศึกษามาก หลวงพ่ออยู่กับท่านมานาน ตั้งแต่ปลายปี พ.ศ.2506 จนถึงวันที่ท่านละสังขารในปี พ.ศ.2543 รวม 37 ปี เห็นท่านมีอารมณ์เดียว คือมีอารมณ์สม่ำเสมอ ท่านไม่ค่อยตื่นเต้นอะไรกับใคร บุคลิกของท่านดูเฉยๆ พูดจาเรียบๆ สมบัติของมีค่าต่างๆ ท่านเห็นแล้วเฉยๆ แม้ว่าจะเอาอะไรไปให้ท่านเพราะอยากให้ท่านดีอกดีใจ ก็ต้องผิดหวัง ไม่ว่าส่งอะไรไปให้ ท่านจะต้องเอามานั่งหลับตาเข้าที่ดูทุกที คืออารมณ์ของท่านไม่ค่อยกระเพื่อม ไม่ว่าเราจะแสดงกิริยาอาการอย่างไร ท่านจะเฉยๆ นิ่งๆ ดูเหมือนท่านมีความมั่นใจของท่าน มั่นใจอย่างสงบนิ่ง สงบเสงี่ยม สง่างาม และน่าเข้าใกล้ ทำให้รู้สึกเย็นอกเย็นใจ หลวงพ่อเคยไปยืนดูท่านใกล้ๆ เวลาท่านถางหญ้า แล้วถามว่า “ยายทำอะไร” ท่านตอบว่า “กำลังระลึกชาติ” ก็รู้สึกทึ่งว่าท่านระลึกชาติในขณะถางหญ้าได้ด้วยหรือ ท่านระลึกย้อนหลังได้ แล้วก็เล่าอะไรให้ฟังมากมาย ท่านเล่าไปแล้วก็สอนไป เวลาสอนพระเณรที่วัดพระธรรมกาย ท่านจะพนมมือก่อนแล้วบอกว่า “อย่าให้ยายบาปนะ” แล้วท่านก็ถวายความรู้พระเณรว่าควรปฏิบัติตนอย่างนั้นอย่างนี้ และที่ย้ำมากที่สุดคือ “อย่าสึกนะท่าน” คุณยายพูดไปก็พนมมือไปด้วย วันหนึ่งพระมหาเปรียญ 9 ประโยค ไปหาท่าน ตอนนั้นท่านอยู่บ้านหลังเล็กข้างวัดปากน้ำ พระมหาเปรียญมาทดสอบภูมิธรรมของคุณยาย คุยไปคุยมาท่านก็นั่งฟังเฉยๆ รับว่า “ค่ะๆ” แล้วท่านก็ตอบได้หมด พระมหาเปรียญถามอะไรมาท่านก็ตอบได้ ท่านบอกว่าขอถามบ้าง “ท่านมหา ท่านมหาก็จบเปรียญธรรม 9 มานี่ รักษาศีลน่ะ ศีลมันเป็นอย่างไร” พระมหาอธิบายว่าศีลคืออย่างนี้ๆ ว่าตามทฤษฎีไป คุณยายบอก “ไม่ใช่ แค่นั้นไม่พอ อย่างนั้นรักษาไม่ได้หรอก แค่รู้เรื่องศีลเท่านั้นเอง จะรักษาศีลก็ต้องเห็นศีล ไม่เห็นศีลแล้วจะไปรักษาได้อย่างไร” “แล้วเห็นศีลได้ด้วยเหรอ ไม่ใช่ศีลอย่างที่บอกไว้ในหนังสือเหรอ” คุณยายก็เรียนท่านว่า “นั่นมันรู้เรื่องศีล แต่ศีลมันต้องเห็นได้สิ เมื่อไม่เห็นแล้วจะไปรักษาได้อย่างไร ศีลมีลักษณะเป็นดวงกลม ดวงศีลอยู่ในศูนย์กลางกายท่านมหานั่นแหละ รักษาด้วยใจ ทำใจใสๆ หยุดนิ่งไปตรงนั้นแหละ ให้เห็นอยู่ตลอดเวลา เรียกว่ารักษาศีล” นี่คือผู้ไม่รู้หนังสือ อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ ถามพระมหาเปรียญธรรม 9 ประโยค แล้วพระมหาก็เลยขอมาเรียนวิชชาธรรมกายกับคุณยายบ้าง อีกครั้งหนึ่ง หลวงพ่อเคยถามคุณยายว่า “ยายเหงาบ้างไหม” ท่านตอบว่า “ยายไม่เคยเหงาเลย” “แล้วยายทำอย่างไรยายจึงไม่เหงา” ถามท่านครั้งหนึ่ง ตอนพบท่านใหม่ๆ เมื่อท่านอายุ 50 กว่าปี พออายุ 60 กว่าก็ถามอีกครั้ง 70 กว่าก็ถาม 80 กว่าก็ถาม แต่ 90 กว่าไม่ได้ถาม ท่านตอบเหมือนเดิมว่า “ไม่เหงา” “ยายทำอย่างไรยายจึงไม่เหงา” ท่านตอบว่า “ยายนั่งเข้าที่” เป็นภาษาของท่านแปลว่านั่งสมาธิ ท่านใช้คำว่า “ยายก็นั่งเข้าที่ ไปคุยกับเทวดาก็ได้” หลวงพ่อเลยบอกว่าถ้าอย่างนี้ก็หมดห่วงแล้ว เพราะเทวดามีมากกว่ามนุษย์ คุยกันอีกกี่ร้อยปีก็ไม่หมด จากวิมานนี้ก็ไปคุยวิมานนั้น ถ้าเราทำได้อย่างท่าน เราจะไม่เหงา ใบหน้าจะตึงอย่างคุณยาย ตึงด้วยความสุข ไม่ใช่ตึงด้วยความโกรธ ตึงเหมือนกัน แต่ว่าตึงด้วยอะไรนั้นต่างกัน ท่านบอกว่าเดี๋ยวยายนั่งเข้าที่ไปคุยกับเทวดาก็ได้ ไปนรกก็ได้ ไปสวรรค์ก็ได้ แม้กระทั่งไปนิพพานก็ได้ ไปกราบเรียนกับพระพุทธเจ้าก็ได้ ได้ฟังทีไรแม้จะเป็นประโยคเก่าๆ แต่ทำให้ใจฟูทุกครั้ง เพราะท่านพูดเรื่องที่ทำให้สบายหูและสบายใจ ทั้งหมดนี้เป็นเพราะท่านเข้าถึงธรรม เข้าถึงพระธรรมกายและเข้าถึงวิชชาธรรมกาย ท่านจึงมีความสุขอยู่ตลอดเวลา ท่านบอกว่าท่านไม่อยากได้อะไร ท่านอยากอย่างเดียวคืออยากไปปราบมารประหารกิเลส ความอยากของท่านไม่ค่อยเหมือนคนอื่น ท่านมักพูดว่า “นิพพานใครจะไปก็ไปเถอะ ยายยังไม่ไป ยายจะไปปราบมาร” เพราะเหตุนี้เองท่านจึงไม่ค่อยผูกพันอะไรกับใคร ท่านมุ่งไปที่งาน ในใจของท่านมีแต่งาน งานทางใจกับภารกิจของท่านเท่านั้นเอง --------------------------------------- หากย้อนเวลาได้ ช่วงเวลา 4-5 ปีที่ได้อยู่กับคุณยายที่วัดปากน้ำ นับเป็นช่วงเวลาที่หลวงพ่อเรียนธรรมะกับคุณยายอย่างมีความสุขมาก นั่งอยู่บนอาสนะเดียวเป็นแผ่นกระดานเรียบๆ ไม่มีอะไรรอง ด้านหลังพิงเสาหัวด้วนต้นเล็กๆ นั่งจนไม้มันขึ้นเงาทีเดียว คุณยายจะคอยบอกว่า “คุณนั่งไป ทำอย่างนั้นนะ” ท่านค่อยๆ สอน ค่อยๆ ย้ำ หลวงพ่อรู้สึกว่าสิ่งอื่นใดในโลกนี้ไม่มีความหมายอีกแล้ว รู้สึกถึงคำว่าโลกว่างอย่างแท้จริง แม้จะมีคน สัตว์ สิ่งของ ตึกรามบ้านช่องอยู่มากมาย แต่เหมือนไม่มี เพราะเราไม่มีความผูกพันและไม่เห็นความสำคัญของสิ่งเหล่านั้นเลย รู้สึกเฉยๆ กับทุกสิ่ง ช่วงก่อนบวชนั้นหลวงพ่อสุขใจมากจริงๆ พอบวชแล้วก็ได้มาสร้างวัด เริ่มที่จะมีมารตามมารังควาน เป็นเรื่องแปลกอยู่เหมือนกัน ได้แต่นึกว่าเราเป็นลูกศิษย์ของพระบรมศาสดา ท่านเองก็ต้องผจญมารนับตั้งแต่ก่อนบรรลุธรรมจนกระทั่งถึงคราวดับขันธปรินิพพาน ลูกศิษย์อย่างเราคงหนีไม่พ้น ต้องเจอบ้างเป็นธรรมดา หลวงพ่อทุ่มเทสร้างบารมีร่วมกับคุณยายและหมู่คณะมาจนถึงบัดนี้ รู้สึกว่าอยากจะปลีกวิเวกบ้างแล้ว ที่ทำมาทั้งหมดไม่ใช่เพราะอยากเด่นอยากดัง เพราะอัธยาศัยอันแท้จริงของหลวงพ่อนั้นเป็นเหมือนอย่างคุณยาย แต่เนื่องจากสิ่งที่ทำนี้เป็นภารกิจที่จะต้องทำให้สำเร็จ ถ้าทำได้แล้วจะเป็นบุญบารมีติดตัวไปทุกภพทุกชาติ พระเดชพระคุณหลวงปู่ได้สละชีวิตจนกระทั่งค้นพบวิชชาธรรมกายแล้ว ท่านปรารถนาที่จะขยายวิชชานี้ไปให้ได้ทั่วโลก แต่อายุขัยของท่านมีจำกัด ภารกิจนี้จึงตกมาถึงคุณยายและหลวงพ่อซึ่งเป็นรุ่นลูกรุ่นหลานที่แตกหน่อมาจากวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ วัดพระธรรมกายถือได้ว่าเป็นสาขาหนึ่งของวัดปากน้ำ ที่ต้องทำหน้าที่นี้ต่อไป ตามมโนปณิธานของพระเดชพระคุณหลวงปู่ หากย้อนเวลากลับไปได้ หลวงพ่อจะขอให้คุณยายมีชีวิตกลับคืนมาอีกครั้งหนึ่ง เพื่อจะได้นั่งหลับตาปฏิบัติธรรมกับท่าน นึกแล้วสนุกเบิกบาน อยากจะย้อนวันเวลาไปสมัยที่ยังเรียนธรรมะกับคุณยาย ภายในบ้านหลังเล็ก ก่อนที่จะมาสร้างวัดพระธรรมกายและศูนย์กลางธรรมกายแห่งโลก เพื่อรองรับนักสร้างบารมียุคหลัง สมัยนั้นหลวงพ่อยังอยู่ในวัยแข็งแรง ปลอดกังวล ไม่มีพันธนาการของชีวิต แต่ละวันนึกถึงแต่เรื่องบุญ หลวงปู่ คุณยาย และธรรมะ ทั้งวันทั้งคืนมีอยู่แค่นั้น นึกแล้วไม่เบื่อหน่ายเพราะมีความสุข มีความกระหายอยากจะเรียนรู้ให้ยิ่งๆ ขึ้นไป คุณยายก็เมตตาถ่ายทอดวิชชาธรรมกายให้ไม่ซ้ำกัน ไม่ซ้ำที่ ไม่ซ้ำวิชชา เป็นเรื่องเป็นราว เป็นการเรียนด้วยภาพ เมื่อเรียนแล้วก็มาพิจารณาว่าวันนี้เราได้เรียนวิชชาธรรมกายจากคุณยายเท่านี้ วันพรุ่งนี้เราอยากเรียนรู้เพิ่มขึ้นอีก คล้ายๆ กับเรื่องราวของพระราหุลที่ท่านกำเม็ดทรายขึ้นมาหนึ่งกำมือแล้วตั้งความปรารถนาว่าวันนี้จะเรียนคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้ได้เท่ากับเม็ดทรายในกำมือ พอถึงวันรุ่งขึ้นก็หยิบขึ้นมาอีกหนึ่งกำ แล้วตั้งความปรารถนาซ้ำเดิมอีก หลวงพ่อเองมีความรู้สึกคล้ายๆ อย่างนั้น เพราะใจจดจ่ออยู่ตลอดเวลาทั้งวันทั้งคืน แม้จะต้องเดินทางไกลจากหอพักของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขนมาถึงวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ต่อรถถึงสามต่อ แต่เมื่อมาบ่อยๆ ก็รู้สึกเหมือนอยู่ใกล้ ขึ้นรถแล้วหลับตาลืมตาไม่กี่ครั้งก็ถึงวัดปากน้ำ คงเป็นเพราะหลวงพ่อเคยสร้างบุญมากับคุณยาย จึงทำให้รู้สึกมีความสุขและสบายใจที่ได้เรียนธรรมะกับท่าน แล้วท่านก็ได้เมตตาชี้แนะและสนับสนุนการสร้างบุญบารมีของหลวงพ่อมาโดยตลอด นับตั้งแต่วันแรกที่ได้พบกันจนกระทั่งท่านละสังขารไปในที่สุด ---------------------------------------