มหาอุบาสิกาวิสาขา ยอดอุปัฏฐายิกาคู่บุญพระพุทธศาสนา ตอนที่ ๑ มหาเศรษฐีสมบัติตักไม่พร่อง พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเมื่อประทับอยู่ ณ บุพพาราม ทรงปรารภอุบาสิกาชื่อ วิสาขา ผู้เป็นหลานสาวของเมณฑกเศรษฐี เป็นธิดาของธนัญชัยเศรษฐีกับนางสุมนเทวี ซึ่งเป็นบุตรและหญิงสะใภ้ของท่านเมณฑกเศรษฐี อาศัยอยู่ในภัททิยนคร แคว้นอังคะ ในแคว้นอังคะนี้ปกครองโดยพระเจ้าพิมพิสาร มีเศรษฐีผู้มีสมบัตินับไม่ถ้วนอยู่ ๕ คน คือ โชติกเศรษฐี ชฎิลเศรษฐี เมณฑกเศรษฐี ปุณณเศรษฐี และกากพลิยเศรษฐี นอกจากเศรษฐีผู้มีสมบัตินับไม่ถ้วน ๕ คนนี้แล้ว สมัยนั้น เมณฑกเศรษฐียังได้เป็นหัวหน้าของเหล่าผู้มีบุญมาก มีสมบัติตักไม่พร่องรวม ๕ คน ซึ่งครองตำแหน่งเศรษฐี คือ เมณฑกเศรษฐี ภริยาของเมณฑกเศรษฐี ชื่อ จันทปทุมา บุตรของเขาชื่อธนัญชัยเศรษฐี ภริยาของธนัญชัยเศรษฐี ชื่อ สุมนเทวี และคนรับใช้ของเมณฑกเศรษฐี ชื่อ ปุณณะ ซึ่งทั้ง ๕ คนนี้ ในอดีตชาติได้เกิดในครอบครัวดียวกัน เป็นบิดา มารดา บุตร หญิงสะใภ้และคนรับใช้ ได้ถวายทานแด่พระปัจเจกพุทธเจ้า แล้วอธิษฐานตั้งความปรารถนาจึงได้มาเกิดเป็นเศรษฐีผู้มีบุญ มีสมบัติจักรพรรดิตักไม่พร่องร่วมกันอีก เมื่อนางวิสาขามีอายุได้ ๗ ขวบ พระบรมศาสดาทรงเห็นอุปนิสัยในการบรรลุธรรมของนาง จึงเสด็จมาพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่สู่ภัททิยนคร แคว้นอังคะ ------------------------- ตอนที่ ๒ วิสาขาบรรลุธรรม เมื่อเมณฑกเศรษฐีทราบข่าวว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะเสด็จมา จึงบอกแก่เด็กหญิงวิสาขาว่า “วันนี้เป็นวันมงคลของพวกเรา หลานและบริวารทั้ง ๕๐๐ จงไปเตรียมรับพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเถิด” การที่ท่านเมณฑกเศรษฐีสั่งเด็กหญิงวิสาขาให้ไปรับเสด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แสดงว่าท่านต้องเชื่อฝีมือเด็ก ๗ ขวบ จึงให้ไปรับเสด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากับหมู่สงฆ์ เด็กหญิงวิสาขาจึงไปพร้อมกับเพื่อนๆ ตั้งแถวรับเสด็จพระพุทธองค์ เธอเป็นเด็กฉลาด ได้จัดการรับเสด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นอย่างดี ได้พาบริวารทั้ง ๕๐๐ คน ไปฟังธรรม แล้วทั้งหมดก็ได้บรรลุธรรมเป็นพระโสดาบัน ตั้งแต่ ๗ ขวบ แม้เมณฑกเศรษฐีได้ไปฟังธรรม จากพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และได้บรรลุธรรมเป็นพระโสดาบันเช่นเดียวกัน แล้วได้อาราธนาพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพร้อมเหล่าภิกษุสงฆ์มาเสวยภัตตาหารที่บ้านของตนตลอดครึ่งเดือน จากนั้นพระบรมศาสดาพร้อมเหล่าภิกษุสงฆ์ ก็เสด็จจาริกต่อไป ------------------------- ตอนที่ ๓ สร้างเมืองสาเกต ต่อมา พระเจ้าปเสนทิโกศลผู้ปกครองเมืองสาวัตถี แคว้นโกศล ทรงดำริว่า เศรษฐีผู้มีทรัพย์นับไม่ถ้วน ทั้ง ๕ คน อยู่ในแคว้นของพระเจ้าพิมพิสาร ส่วนแคว้นของเรากลับไม่มีเลย เราควรจะไปขอผู้มีบุญจากพระเจ้าพิมพิสาร ดำริแล้วจึงเสด็จไปสู่กรุงราชคฤห์ แคว้นมคธ พระเจ้าพิมพิสารเสด็จมาต้อนรับด้วยความยินดีและตรัสถามว่า “พระองค์ทรงมีธุระอะไรหรือ” พระเจ้าปเสนทิโกศลตอบว่า “ก็เมืองของท่านมีเศรษฐีผู้มีทรัพย์นับไม่ถ้วนถึง ๕ คน และผู้มีบุญอีก ๕ คน เราขอสักคนหนึ่งเพื่อไปอยู่เมืองของเรา พระเจ้าพิมพิสารตรัสว่า โอ เราไม่อาจจะให้ตระกูลใหญ่ ๆ ย้ายไปได้ ถ้าพระองค์ไม่ให้ หม่อมฉันจะไม่ไป จะอยู่ที่นี่แหละ พระเจ้าปเสนทิโกศลตอบ พระเจ้าพิมพิสารจึงปรึกษาเหล่าอำมาตย์ว่า การย้ายตระกูลใหญ่ๆ ทั้งตระกูลเป็นเรื่องใหญ่ เราไม่อาจจะทำได้ ดังนั้น เราควรส่งใครไปให้พระเจ้าปเสนทิโกศลดี อำมาตย์กราบทูลว่า เราควรส่งท่านธนัญชัยเศรษฐี ผู้เป็นบุตรของท่านเมณฑกเศรษฐี เป็นหนึ่งในผู้มีบุญทั้ง ๕ คนไป พระเจ้าพิมพิสารจึงให้ตามธนัญชัยเศรษฐีมาเข้าเฝ้า แล้วตรัสว่า พระเจ้าปเสนทิโกศลอยากได้ผู้มีบุญมาก เธอจงไปอยู่กับพระองค์เถิด ธนัญชัยเศรษฐีกราบทูลว่า “เมื่อพระองค์ทรงเห็นควร ข้าพระองค์ก็จะไป” พระเจ้าปเสนทิโกศลจึงยอมเสด็จกลับเมืองพร้อมกับธนัญชัยเศรษฐีในวันนั้นเอง เมื่อเดินทางได้ราตรีหนึ่ง ก็หยุดพักระหว่างทาง ณ สถานที่อันน่ารื่นรมย์ ซึ่งอยู่ห่างจากเมืองสาวัตถี ๗ โยชน์ ธนัญชัยเศรษฐี ได้ทูลถามพระเจ้าปเสนทิโกศลว่า “สถานที่นี้เป็นของใคร” พระเจ้าปเสนทิโกศลตอบว่า “เป็นของเราเอง” ธนัญชัยเศรษฐีจึงกราบทูลว่า “ภายในเมืองสาวัตถีนั้นคับแคบแออัด หม่อมฉันอยากจะสร้างเมืองอยู่ ณ ที่นี้” พระเจ้าปเสนทิโกศลก็ตอบตกลง ธนัญชัยเศรษฐีจึงเร่งสร้างเมืองตลอดทั้งกลางวันกลางคืน ในไม่ช้าเมืองใหม่ก็สร้างสำเร็จ แล้วให้ชื่อว่า เมืองสาเกต ------------------------- ตอนที่ ๔ วิสาขาผู้งามด้วยเบญจกัลยาณี ในเมืองสาวัตถี มีบุตรของมิคารเศรษฐีชื่อ ปุณณวัฒนกุมาร เมื่อโตเป็นหนุ่มแล้ว พ่อกับแม่ก็อยากให้ปุณณวัฒนกุมารแต่งงาน และให้เลือกหญิงที่ถูกใจ แต่ปุณณวัฒนกุมารกลับไม่มีความยินดีในหญิงใดเลย บิดามารดาก็พูดบ่อยๆ ว่า “พ่อกับแม่ก็แก่แล้ว ลูกควรจะมีทายาทสืบสกุล พ่อกับแม่จะหาหญิงงามให้” แต่ปุณณวัฒนกุมารก็ปฏิเสธ พ่อแม่พยายามพูดอย่างนี้อยู่บ่อยๆ ในที่สุดปุณณวัฒนกุมารทนคำรบเร้าไม่ไหว จึงกล่าวว่า “ถ้ากระผมได้หญิงสาวผู้มีความงามพร้อม ๕ อย่าง ก็จะทำตามคำขอของคุณพ่อคุณแม่นะครับ” ที่กล่าวเช่นนั้น เพราะคิดว่าในโลกนี้คงไม่มี หญิงงามอย่างนี้แน่ หญิงนั้นต้องมีลักษณะเบญจกัลยาณี คือ ๑. ผมงาม คือ ผมของหญิงนั้นเป็นเหมือนกับกำหางนกยูง เวลาปล่อยระชายผ้านุ่งแล้ว ปลายผมจะงอนตั้งขึ้น ๒. ปากงาม คือ ริมฝีปากเหมือนกับผลตำลึงสุก สีเรียบชิดสนิทดี ไม่มีรอยย่นเลย ๓. ฟันงาม คือ ฟันขาวเรียบไม่ห่างกัน งดงามเหมือนเพชรที่เรียงตั้งไว้ หรือเหมือนสังข์ที่ขัดสีแล้ว ๔. ผิวงาม คือ ถ้าเป็นผิวสีคล้ำก็ดำสนิท เหมือนดอกบัวเขียว ถ้าผิวขาวก็ขาวเหมือนดอกกรรณิการ์ คือ ขาวนวลเนียน ผิวละเอียด ๕. วัยงาม คือ มีลักษณะงามทุกวัยตั้งแต่อายุน้อยจนอายุมาก แม้คลอดลูก ๑๐ ครั้งก็เหมือนคลอดเพียงครั้งเดียว ครั้งนั้น มารดาและบิดาของปุณณวัฒนกุมาร จึงได้เชิญพราหมณ์ ๑๐๘ คน มาเลี้ยงอาหารที่บ้านและได้ถามพราหมณ์ว่า “หญิงที่มีลักษณะเบญจกัลยาณี มีจริงหรือ เพราะลูกชายตั้งคุณสมบัติของภรรยาไว้สูงเหลือเกิน พราหมณ์ก็ตอบว่า “มี แต่ว่าหายาก” “ถ้าท่านบอกว่า มี ขอท่านทั้ง ๘ คนช่วยสืบหาหญิงที่มีลักษณะ ๕ ประการนี้ แล้วเราจะให้ทรัพย์เป็นอันมากแก่ท่าน และเมื่อพบหญิงนั้นแล้ว ขอท่านจงมอบพวงมาลัยทองคำ ที่มีค่าแสนกหาปณะแก่หญิงที่มีลักษณะเบญจกัลยาณีนั้น พราหมณ์ทั้งหลาย ได้ไปนครใหญ่ๆ เพื่อแสวงหาหญิงที่มีลักษณะดังกล่าว จนมาถึงเมืองสาเกต ซึ่งวันนั้นเป็นวันนักขัตฤกษ์ จัดงานเฉลิมฉลองภายในเมือง พราหมณ์เหล่านั้นก็ได้เดินทางไปถึง แล้วคิดว่า โอ คนเยอะแยะอย่างนี้ น่าจะมีหญิงงามที่มีลักษณะเบญจกัลยาณีอยู่ จึงเฝ้าสังเกตดู เห็นคนส่วนใหญ่เดินไปยังริมฝั่งแม่น้ำ จึงเดินตามไปจนถึงศาลาริมน้ำ ขณะนั้น นางสาววิสาขามีอายุประมาณ ๑๖ ปี เป็นหญิงผู้มีความงามเป็นเลิศกว่าหญิงใดในเมือง ประดับเครื่องประดับครบถ้วนพร้อมด้วยบริวาร ๕๐๐ คน คิดว่า เราจะไปอาบน้ำในแม่น้ำนั้น เมื่อไปถึงฝนก็ได้ตกหนัก เหล่าบริวารทั้ง ๕๐๐ คน ต่างรีบวิ่งไปหลบฝนในศาลานั้น พราหมณ์ซึ่งอยู่บนศาลาก็พยายามสังเกตหาหญิงงาม แต่ก็ไม่เห็นว่าจะมีหญิงคนใดได้ลักษณะตามต้องการ นางสาววิสาขาเดินตากฝนมาด้วยอาการปกติสง่างาม เธอดูเยือกเย็นยิ่งกว่าสายฝนที่โปรยปรายลงมา ไม่มีความหวาดหวั่นว่า ฝนจะทำให้เสื้อผ้าและเครื่องประดับของเธอเปียก พราหมณ์ได้มองดู เห็นลักษณะเบญจกัลยาณี ๔ ประการของนางแล้ว เหลืออีกเพียงประการเดียวเท่านั้น คือ ฟันงาม พราหมณ์คิดว่า เราจะต้องทำให้เธอพูดให้ได้ จึงแกล้งพูดขึ้นลอยๆ ดังๆ ให้เธอได้ยินว่า สงสัยหญิงคนนี้คงเฉื่อยชา ไม่มีเรี่ยวแรง ถ้ามีสามี สามีคงอดตาย นางสาววิสาขาได้ยินแล้วจึงถามว่า “พ่อพราหมณ์ท่านพูดกับใคร” “ก็พูดกับเธอน่ะสิ” พราหมณ์บอก “ทำไมมาว่าดิฉันล่ะพ่อพราหมณ์” เธอกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ไพเราะดุจเสียงกังสดาล เธอไม่ได้พูดด้วยอารมณ์โกรธ พราหมณ์ตอบว่า “ก็หญิงบริวารของเธอน่ะ พอฝนตกก็รีบวิ่งเข้ามาในศาลา เพื่อไม่ให้เสื้อผ้าและเครื่องประดับเปียก ส่วนเธอกลับมาเดินนวยนาดเฉยเมย ปล่อยให้ฝนเปียกร่างกายไปหมด นางสาววิสาขาจึงบอกว่า “ท่านอย่าว่าดิฉันอย่างนั้นเลย อันที่จริงดิฉันไม่ได้อ่อนแอหรอก ดิฉันน่ะแข็งแรงกว่าหญิงเหล่านั้นหลายเท่า ที่ดิฉันไม่รีบร้อน เพราะมีเหตุ ๒ ประการ เธอยกสองนิ้วชูขึ้น “อะไรล่ะเหตุ ๒ ประการของเธอ เธอจึงยกอีก ๔ นิ้ว ประการแรก มีชนอยู่ ๔ จำพวก เมื่อวิ่งแล้วไม่งาม คือ ๑ . พระราชา เมื่อทรงเครื่องประดับแล้ววิ่งย่อมไม่งาม ย่อมถูกติเตียนว่า ทรงทำกิริยาเหมือนพ่อค้า แต่ถ้าค่อย ๆ เสด็จไปจึงจะงดงาม ๒ . ช้างมงคลของพระราชาที่ประดับตกแต่งแล้ววิ่ง ย่อมไม่งาม แต่ว่าเมื่อเดินด้วยลีลาแห่งช้างจึงจะงาม ๓. บรรพชิต เมื่อวิ่งย่อมไม่งาม ย่อมถูกติเตียนว่า ทำไมสมณะรูปนี้จึงทำกิริยาเหมือนคฤหัสถ์ แต่ย่อมงดงามด้วยการเดินอย่างมีสติ สงบเสงี่ยม ๔. สตรี เมื่อวิ่งย่อมไม่งาม ย่อมถูกติเตียนว่า ทำไมหญิงคนนี้จึงวิ่งเหมือนผู้ชาย แต่สตรีย่อมงามด้วยการเดินอย่างธรรมดา ประการที่ ๒ ธรรมดามารดา บิดา ย่อมเลี้ยงดูบุตรอย่างทะนุถนอม เพื่อจะให้แต่งงานในตระกูลดีๆ แต่ถ้าดิฉันวิ่งไปเหยียบชายผ้านุ่ง หรือลื่นหกล้ม มือเท้าหัก ก็จะทำให้ท่านทั้งสองต้องเป็นภาระเดือดร้อน ส่วนเสื้อผ้า เครื่องประดับ แม้เปียกฝนแล้วก็แห้งได้ เหตุนี้ดิฉันจึงไม่วิ่ง เข้าใจไหม พ่อพราหมณ์ พราหมณ์เห็นฟันของนางสาววิสาขาที่มีลักษณะเบญจกัลยาณี ก็คิดว่า โอ้ หญิงนี้มีลักษณะเบญจกัลยาณีครบถ้วนสมบูรณ์ จึงได้เล่าเรื่องทั้งหมดที่ได้รับมอบหมายให้มาหาหญิงที่มีลักษณะเบญจกัลยาณีแก่นางสาววิสาขาฟัง แล้วก็มอบพวงมาลัยทองคำให้ แต่เธอก็ยังไม่รับ ก่อนจะรับเธอได้ถามพวกพราหมณ์ว่า “พ่อพราหมณ์ท่านมาจากเมืองไหน ตระกูลอะไร บุตรชายของตระกูลนั้นชื่อว่าอะไร” พราหมณ์ก็ตอบว่า “พวกเรามาจากเมืองสาวัตถี ตระกูลมิคารเศรษฐี บุตรชายท่านมิคารเศรษฐีมีชื่อว่า ปุณณวัฒนกุมาร” เมื่อนางสาววิสาขาได้ยินชื่อ ก็เกิดความพึงพอใจคิดว่า ตระกูลของเราเสมอกัน ควรที่จะเป็นทองแผ่นเดียวกันได้ จึงได้รับพวงมาลัยนั้นมาคล้องคอ แล้วเรียกบริวารมาพร้อมกับกล่าวว่า “เจ้าจงไปแจ้งเรื่องนี้ให้บิดาและมารดาของเราทราบ และให้จัดเตรียมรถม้า ๕๐๐ คัน มารับเรา” ตอนแรกนางสาววิสาขาและบริวารเดินมา แต่พอได้รับพวงมาลัยแล้วก็กลับด้วยรถม้า เพื่อให้เหมาะสมกับฐานะของตัว เธอมีลีลาที่สง่างาม และมีดวงปัญญาที่หลักแหลมด้วย เมื่อมาถึงบ้าน ธนัญชัยเศรษฐีจึงถามพราหมณ์ว่า “พวกท่านมาจากไหน” “เรามาจากเมืองสาวัตถี” “เศรษฐีเมืองนั้นชื่อว่าอะไร” พราหมณ์ก็ตอบว่า “ชื่อว่า มิคารเศรษฐี” “ท่านมิคารเศรษฐี มีบุตรชื่อว่าอะไร” “ชื่อว่า ปุณณวัฒนกุมาร ซักถามกันอย่างดีแล้วก็สำรวจฐานะว่า มีทรัพย์มากน้อยเพียงใด “ท่านเศรษฐีมีทรัพย์เท่าไหร่” “มี ๔๐ โกฏิ” ธนัญชัยเศรษฐีคิดในใจว่า โอ้ เทียบทรัพย์ของเราก็เท่ากับกากณึกเดียว ป็นเพียงแค่เศษสตางค์ของเรา สมบัติมีแค่หยิบมือเดียว แต่ก็ไม่เป็นไร ขอให้เขาดูแลรักษาวิสาขาลูกสาวเราก็แล้วกัน จึงได้สั่งให้คนรับใช้ปรนนิบัติดูแลพราหมณ์เป็นอย่างดี นั่งโต๊ะรับประทานอาหาร แต่มิคารเศรษฐีให้นั่งกับพื้น ธนัญชัยเศรษฐีได้ดูแลพราหมณ์เป็นอย่างดีตลอด ๒ วัน แล้วก็จัดรถม้าส่งพราหมณ์กลับเมืองสาวัตถี เมื่อไปถึงแล้วก็แจ้งให้มิคารเศรษฐีทราบว่า ได้พบหญิงที่สมบูรณ์ได้ด้วยลักษณะเบญจกัลยาณีแล้วมี ชื่อว่า “วิสาขา” “เธอเป็นบุตรของใครล่ะ” “เป็นลูกสาวของท่านธนัญชัยเศรษฐี อยู่ที่เมืองสาเกต ท่านธนัญชัยเศรษฐีเป็นบุตรของท่านเมณฑกเศรษฐี” “ถ้าอย่างนั้นเราต้องรีบไปนำนางมาโดยเร็ว” ท่านเศรษฐีจึงเข้าไปกราบทูลพระเจ้าปเสนทิโกศลถึงเรื่องทั้งหมด และเพื่อจะมาลาไปเมืองสาเกตด้วย พระเจ้าปเสนทิโกศล เมื่อได้ยินชื่อ ธนัญชัยเศรษฐีก็จำได้ว่า เป็นเศรษฐีที่เชิญมาจากเมืองของพระเจ้าพิมพิสาร ดังนั้นเราก็ควรยกย่องตระกูลนั้น จึงตรัสกับมิคารเศรษฐีว่า “เราจะไปกับท่านด้วย” มิคารเศรษฐีจึงให้บริวารนำข่าวไปแจ้งแก่ธนัญชัยเศรษฐีว่า “พระเจ้าปเสนทิโกศลกับเราพร้อมบริวารจะเดินทางไปเยี่ยมท่านที่เมืองสาเกต ท่านจะสามารถต้อนรับเราได้ไหม เมื่อคนส่งสารมาถึง จึงได้แจ้งข่าวให้ทราบ ท่านธนัญชัยเศรษฐี จึงส่งสารกลับไปว่า “แม้พระราชาเสด็จมา ๑๐ พระองค์ ก็จงเสด็จมาเถิด” พระราชาพร้อมกับมิคารเศรษฐีและเหล่าบริวารจึงเดินทางไปเมืองสาเกต ได้นำผู้คนไปทั้งเมือง เหลือเพียงคนเฝ้าเรือนเท่านั้น ขบวนเสด็จของพระเจ้าปเสนทิโกศล มิคารเศรษฐีพร้อมบริวาร และชาวเมืองออกเดินทางจากเมืองสาวัตถีไปสู่เมืองสาเกต เป็นขบวนที่ยาวสุดลูกหูลูกตา ด้วยอานุภาพแห่งบุญของนางสาววิสาขา มากันตั้งแต่พระราชาจนกระทั่งถึงชาวเมือง ------------------------- ตอนที่ ๕ เครื่องประดับมหาลดาปสาธน์ ท่านธนัญชัยเศรษฐี ทราบข่าวการมาของพระเจ้าปเสนทิโกศล มิคารเศรษฐี บริวาร และชาวเมืองแล้ว จึงเรียกนางสาววิสาขามาเพื่อให้เป็นผู้จัดงานในการต้อนรับ เธอและบริวารก็ได้ออกไปรับเสด็จ พระเจ้าปเสนทิโกศล กับท่านมิคารเศรษฐี และบริวารถึงหน้าประตูเมือง เธอเป็นผู้มีปัญญามาก เป็นผู้มีความละเอียดอ่อน สามารถจัดเตรียมทุกอย่างได้อย่างเหมาะสม เช่น พระตำหนักของพระราชาก็จัดเตรียมได้อย่างเหมาะสมกับฐานะ บ้านพักของบิดาของว่าที่สามี ก็จัดเตรียมไว้อย่างดี เหล่าข้าราชบริพาร และผู้ติดตามก็จัดเตรียมบ้านพักอย่างเหมาะสม นางวิสาขาได้เรียกคนรับใช้ของตนมา และกำชับให้ดูแลบุคคลเหล่านั้นให้ดี อย่าให้ขาดตกบกพร่อง และได้จัดมหรสพงานรื่นเริงต่าง ๆ ให้แก่บรรดาสารถีที่ขับรถม้ามา ให้มีความรู้สึกไม่น่าเบื่อที่มาร่วมงานในครั้งนี้ นางได้มาต้อนรับปฏิสันถารด้วยตนเอง ทำให้ผู้มาร่วมงานมีความรู้สึกเป็นกันเองแ ละมีความสุขที่ได้มา และเพื่อป้องกันผู้อื่นครหาว่า มาร่วมงานแล้วไม่ได้รับการต้อนรับ ส่วนธนัญชัยเศรษฐี ผู้เป็นบิดาก็ระดมช่างที่มีฝีมือ ๕๐๐ คน เพื่อทำเครื่องประดับมหาลดาปสาธน์ เป็นของขวัญในการแต่งงานของเธอ เวลาผ่านไป ๒ วัน พระราชาทรงคิดว่า เราได้พาผู้ติดตามมาทั้งเมือง ทำให้ท่านธนัญชัยเศรษฐีต้องจ่ายทรัพย์ในการต้อนรับเป็นจำนวนมาก จึงสั่งคนสนิทให้ไปบอกเศรษฐีว่า “ให้รีบส่งตัวนางสาววิสาขาโดยเร็วเถิด” เมื่อคนสนิทของพระราชามาบอกกับธนัญชัยเศรษฐี ท่านเศรษฐีก็คิดในใจว่า พระราชาคงทรงคิดว่า เราไม่มีเงินพอที่จะต้อนรับ จึงตอบไปว่า “ขอให้พระราชาทรงพักผ่อนให้สบายเถิด เมื่อถึงเวลาเมื่อไรข้าพระองค์จะไปส่งเสด็จเอง” นับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา เมืองสาเกตก็สว่างไสวด้วยมหรสพ ครั้นเมื่อเวลาผ่านไป ๓ เดือน การต้อนรับก็ยังอุดมสมบูรณ์ โดยเฉพาะเรื่องอาหารไม่มีขาดตกบกพร่องเลย แต่แล้ววันหนึ่งคนรับใช้ก็มาบอกธนัญชัยเศรษฐีว่า “ไม่มีฟืน ที่จะใช้หุงต้มแล้วทำอย่างไรดี” ท่านเศรษฐีจึงบอกคนรับใช้ว่า “เจ้าจงไปรื้อโรงข้าว โรงม้าเก่า ๆ ของเราเพื่อนำมาทำฟืน ใช้หุงต้มอาหารกันต่อไป คนรับใช้จึงทำตามคำสั่งท่านเศรษฐี ต่อมาพืนไม้จากโรงข้าว โรงม้าเก่าๆ ก็หมดไป เศรษฐีทราบ จึงกล่าวว่า “ใครๆ ก็ไม่อาจหาฟืนได้ในเวลานี้เพราะว่าฝนเพิ่งตกผ่านไป ทำให้ไม้ในป่าชื้นไม่สามารถนำมาทำฟืนได้” จึงพาคนรับใช้ไปที่คลังเก็บผ้าแล้วสั่งว่า “ให้นำผ้าเนื้อหยาบเหล่านี้มาพันเป็นเกลียวจุ่มน้ำมันทำเป็นฟืนแทนใช้หุงต้มอาหารเถิด” ตลอด ๔ เดือนที่ผ่านมา ทุกคนได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดีเยี่ยม จนกระทั่งเครื่องประดับมหาลดาปสาธน์เสร็จสมบูรณ์ เมื่อครบกำหนด ๔ เดือนแล้ว นายช่างใหญ่ได้มารายงานท่านเศรษฐีว่า บัดนี้เครื่องประดับมหาลดาปสาธน์เสร็จเรียบร้อยแล้ว เครื่องประดับมหาลดาปสาธน์ประกอบไปด้วยเพชร ๔ ทะนาน แก้วมุกดา ๑๑ ทะนาน แก้วประพาฬ ๒๐ ทะนาน แก้วมณี ๓๓ ทะนาน เป็นต้น นอกจากนั้นยังมีทอง เงิน แหวนรูปนกยูงบนมือข้างขวาและซ้าย ต่างหู ๒ ข้าง สร้อยคอ ปลอกรัดต้นแขน เข็มขัด และรองเท้า ที่ศีรษะมีนกยูงรำแพน เหมือนยืนอยู่บนยอดเขา มีขนปีกทำด้วยทองพันเส้น ข้างละ ๒๕๐ รวม ๔ ข้างจงอยปาก ทำด้วยแก้วประพาฬ นัยน์ตาทำด้วยแก้วมณี คอและแววหางก็เหมือนกัน ก้านขนทำด้วยเงิน ขาก็เหมือนกัน เวลาเดินเสียงกระทบของก้านปีกมีความไพเราะประดุจเสียงดนตรีทิพย์ เครื่องประดับมหาลดาปสาธน์นี้ ใช้รัตนชาติและวัตถุดิบต่าง ๆ มีมูลค่าถึง ๙ โกฏิ ท่านธนัญชัยเศรษฐีได้ให้ค่าจ้างในการทำแก่ช่างถึง ๑ แสนกหาปณะ บุพกรรมที่ทำให้นางวิสาขาได้เครื่องประดับมหาลดาปสาธน์ และลักษณะเบญจกัลยาณี คือ สมัยหนึ่ง เธอได้บังเกิดในสมัยพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่า กัสสปะ นางเป็นผู้มีศรัทธาในพระรัตนตรัยเป็นอย่างยิ่ง ครั้งหนึ่งเธอได้จัดเตรียมและถวายผ้าไตรจีวรพร้อมด้วยด้าย เข็ม และเครื่องย้อมเป็นจำนวนมาก แด่ภิกษุถึง ๒ หมื่นรูป โดยมีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นประธานด้วยมือของตนเอง และด้วยจิตอันเลื่อมใส ผลแห่งมหาทานในครั้งนั้น ทำให้เธอได้เครื่องประดับมหาลดาปสาธน์และได้ลักษณะเบญจกัลยาณีด้วย คือ กำลังบุญที่ทำมากๆ ทำซ้ำแล้วซ้ำอีก ทำให้ได้อานิสงส์นี้ คือ เป็นผู้มี อายุ วรรณะ สุขะ พละ และปฏิภาณ ทำให้มีเครื่องประดับดังกล่าว และยังมีพละกำลังเท่ากับช้าง ๕ เชือก เครื่องประดับมหาลดาปสาธน์นี้ ท่านธนัญชัยเศรษฐี ได้สั่งให้จัดทำโดยใช้เวลาถึง ๔ เดือน เพื่อเป็นของขวัญในการแต่งงานของนางสาววิสาขา คือ บุญของลูก บันดาลให้พ่อคิดที่จะทำอย่างนั้น ถ้าลูกไม่มีบุญแล้ว พ่อก็ไม่คิดที่จะอย่างนี้ พร้อมกันนั้นท่านธนัญชัยเศรษฐียังคิดอีกว่า ไม่เฉพาะเครื่องประดับมหาลดาปสาธน์เท่านั้น เมื่อลูกเราไปอยู่ที่อื่นก็อย่าได้ลำบากในการหาสิ่งของเครื่องใช้เลย จะต้องเตรียมทุกอย่างให้พร้อม เพื่อให้ลูกของเรา ท่านธนัญชัยเศรษฐีได้จัดเตรียมกหาปณะ ๕๐๐ เล่มเกวียน ภาชนะทองคำ ๕๐๐ เล่มเกวียน ภาชนะเงิน ๕๐๐ เล่มเกวียน ภาชนะทองแดง ๕๐๐ เล่มเกวียน ภาชนะสำริด ๕๐๐ เล่มเกวียน ผ้าฝ้ายกับผ้าไหม ๕๐๐ เล่มเกวียน เนยใส ๕๐๐ เล่มเกวียน น้ำมัน ๕๐๐ เล่มเกวียน น้ำอ้อย ๕๐๐ เล่มเกวียน ข้าวสาลี ๕๐๐ เล่มเกวียน อุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น เครื่องไถ ฯลฯ อีก ๕๐๐ เล่มเกวียน และยังให้รถอีก ๕๐๐ คัน พร้อมด้วยนางสาวใช้รูปงาม ผู้ประดับด้วยเครื่องอลังการพร้อมไว้บนรถคันละ ๓ คน และได้ให้บริวารไปอีก ๑,๕๐๐ คน เพื่อคอยดูแลปรนนิบัตินางวิสาขาในเรื่องส่วนตัว เช่น การอาบน้ำ การบริโภค การแต่งตัว เป็นต้น และยังได้ให้โคแก่นางสาววิสาขาโดยปล่อยให้เดินออกไปเรื่อยๆ มีความกว้างเท่ากับวัว ๑๐๐ ตัว ความยาวเท่ากับ ๑๒ กิโลเมตร จึงได้ตีกลองเพื่อเป็นสัญญาณปิดคอก แต่โคทั้งหลายอยู่ในคอกต่างก็กระโดดออกมา เพราะด้วยอานุภาพบุญของเธอ โคทั้งหลายจึงต้องการตามนางสาววิสาขาไปด้วย ซึ่งมีโคตัวผู้ ๖หมื่นตัว ตัวเมีย ๖ หมื่นตัว ลูกโคอีก ๖ หมื่นตัว ล้วนแต่เป็นโคที่มีกำลัง การที่โคทั้งหลายกระโดดตามนางสาววิสาขาไป เพราะบุพกรรมในอดีต สมัยที่เธอเกิดเป็นพระราชธิดาคนสุดท้อง องค์ที่ ๗ ของพระเจ้ากิงกิ มีนามว่า สังฆทาสี ในสมัยพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า นางได้ถวายเบญจโครสเป็นทาน คือ นมโค ๕ อย่าง ได้แก่ นมสด นมส้ม เนยใส เนยข้น และเปรียง (เปรียง คือ นมเปรี้ยวชนิดหนึ่ง) ถวายแด่ภิกษุหนุ่มและสามเณร จำนวน ๒ หมื่นรูป แม้ภิกษุหนุ่ม และสามเณรจะปิดฝาบาตร และบอกว่า “พอแล้ว พอแล้ว” แต่นางก็ยังพูดว่า “นี่อร่อยนะคะ นี่น่าฉันนะคะ” แล้วก็ถวายเพิ่มอีก คือ นางมีหัวใจที่ไร้ขอบเขต ไร้เส้นรอบวง ด้วยผลแห่งบุญนี้ ฝูงโคที่มีกำลังที่อยู่ในคอก จึงกระโดดตามนางสาววิสาขาไปอย่างเกินควรเกินคาด หลังจากจัดเตรียมข้าวของเรียบร้อยแล้ว ท่านธนัญชัยเศรษฐีก็ออกมาตรวจตราความเรียบร้อยว่าเป็นไปตามที่สั่งหรือไม่ ส่วนภรรยาได้กล่าวกับท่านเศรษฐีว่า “ท่านยังไม่ได้เตรียมข้าทาสบริวารคนรับใช้ให้แก่ลูกสาวของเราเลย” ท่านเศรษฐีตอบว่า “เหตุที่เรายังไม่ได้จัดให้ เพราะเราก็ยังไม่รู้ว่าใครรักหรือเกลียดลูกสาวของเราบ้าง แต่เราจะประกาศในวันเดินทางของลูกเรา ใครอยากไปด้วยก็เชิญตามลูกสาวของเราไป ------------------------- ตอนที่ ๖ วิสาขาแต่งงาน ในคืนสุดท้าย ก่อนที่นางสาววิสาขาจะออกเดินทางไปสู่เมืองสาวัตถี ท่านธนัญชัยเศรษฐีได้เรียกนางเข้ามาหา แล้วให้โอวาท ๑๐ ประการแก่เธอ ขณะที่กำลังให้โอวาทอยู่นั้น มิคารเศรษฐี ว่าที่พ่อสามี แอบฟังอยู่ข้างฝาเรือน ได้ยินโอวาททั้ง ๑๐ ประการนั้น ฟังแล้วก็ไม่เข้าใจว่า ทำไมจึงสอนอย่างนี้ เพราะความไม่เข้าใจของท่าน จึงเป็นเรื่องฝังใจมาตลอด โอวาท ๑๐ ประการ ที่ธนัญชัยเศรษฐีมอบให้แก่นางสาววิสาขา คือ ๑. เมื่อลูกอยู่ในบ้านของมารดาบิดาของสามี ไม่ควรนำไฟภายในออกไปภายนอก ๒. ไม่ควรนำไฟภายนอกเข้าไปภายใน ๓. พึงให้แก่คนที่ให้เท่านั้น ๔. ไม่พึงให้กับคนที่ไม่ให้ ๕. พึงให้แก่คนทั้งที่ให้ และไม่ให้ ๖. พึงนั่งให้เป็นสุข ๗. พึงบริโภคให้เป็นสุข ๘. พึงนอนให้เป็นสุข ๙. พึงบำเรอไฟ ๑๐ พึงนอบน้อมเทวดาภายใน ในวันรุ่งขึ้นท่านธนัญชัยเศรษฐีจึงได้เรียกประชุมชนทั้งหลาย แล้วเลือกผู้มั่งมีทรัพย์ที่เป็นที่เคารพนับถือของชนทั้งหลายให้เป็นทนายจำนวน ๘ คน เพื่อเป็นผู้ค้ำประกัน และตัดสินคดีความต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นแก่ธิดาของตน เป็นความรอบคอบของท่านธนัญชัยเศรษฐี เพราะรู้ว่า ชีวิตของการครองเรือนมีสุขน้อยทุกข์มาก อุปมาว่า กำไลถ้าใส่อันเดียวก็ไม่ดัง แต่แขนข้างเดียวใส่กำไลสองอัน มันก็จะกระทบกันเกิดเสียงดัง เช่นเดียวกับสามีภรรยาอยู่ด้วยกัน อาจจะมีการกระทบกระทั่งกันได้ จึงเตรียมทนายไว้ ๘ คน แล้วก็บอกว่า ถ้าความผิดเกิดขึ้นแก่ลูกของเราในที่นั้น ขอพวกท่านจงเป็นผู้ตัดสิน ดังนี้แล้ว ท่านเศรษฐีจึงได้ให้นางสาววิสาขาสวมเครื่องประดับมหาลดาปสาธน์ มอบทรัพย์ให้ ๕๔ โกฏิ แล้วพามาขึ้นรถม้าที่จัดเตรียมไว้ พร้อมทั้งให้คนตีกลองป่าวประกาศในบ้านส่วยของตนทั้ง ๑๔ ตำบลว่า ใครปรารถนาจะไปอยู่กับลูกของเราก็จงไปเถิด คือ ท่านก็ยังไม่มั่นใจว่า กำลังบุญของลูกสาวจะมีมากขนาดไหน ปรากฏว่า ชนทั้ง ๑๔ ตำบลได้ติดตามนางวิสาขาไปหมดเมืองเลย เพราะคิดว่าไม่มีประโยชน์อะไรที่เราจะอยู่ที่นี่ ในเมื่อแม่เจ้าของเราไม่อยู่แล้ว เมื่อถึงเวลาส่งตัว ธนัญชัยเศรษฐีได้กราบลาพระราชาและมิคารเศรษฐี แล้วตามไปส่งนางสาววิสาขาระยะหนึ่ง แล้วจึงกลับ หลังจากนั้น ขบวนของพระราชาและผู้ติดตามก็เคลื่อนขบวนออกจากเมืองสาเกต ส่วนมิคารเศรษฐีนั่งอยู่ในรถคันสุดท้าย หันไปเห็นชาวเมืองสาเกตติดตามมามากมาย จึงถามบริวารของตัวว่า “เอ๊ะ พวกนั้นเป็นใคร เขาตามมาทำไมกันมากมาย” เมื่อบริวารไปซักถาม ชาวเมืองจึงตอบว่า “พวกเราจะติดตามไปรับใช้แม่เจ้าที่เมืองสาวัตถี” มิคารเศรษฐีเมื่อได้ทราบดังนั้น ความตระหนี่ก็เกิดขึ้นในใจ จึงบอกว่า “โอ้ ใครจะไปเลี้ยงดูพวกนั้นได้ แล้วสั่งให้บริวารไปขับไล่ชนเหล่านั้นไป นางสาววิสาขาเห็นเหตุการณ์ดังนั้น จึงลงจากรถ แล้วกล่าวกับมิคารเศรษฐีว่า “หยุดก่อนท่านพ่อ พวกข้าทาสบริวารเหล่านี้ ลูกจักเลี้ยงดูเอง ขอท่านพ่ออย่าเป็นกังวลใจเลย” แต่มิคารเศรษฐีก็กล่าวว่า “เราไม่อยากได้ บริวารพวกนี้ของเจ้า เพราะต้องเสียค่าใช้จ่ายมาก” แล้วจึงสั่งบริวารของตนขับไล่ชาวเมืองให้กลับไป แต่ด้วยอานุภาพแห่งบุญ ก็ยังมีส่วนหนึ่งตามไปได้ หลังจากนั้น ขบวนของนางสาววิสาขาก็เดินทางมุ่งสู่เมืองสาวัตถีต่อไป เมื่อใกล้ถึงเมืองสาวัตถี นางสาววิสาขาก็คิดว่าเรา จะลุกขึ้นยืนเพื่อแสดงความงามแห่งเครื่องประดับมหาลดาปสาธน์ให้ชาวเมืองสาวัตถีได้ดูอย่างชัดเจน จะได้ไม่เบียดเสียดกัน เมื่อถึงประตูเมือง เธอก็ยืนขึ้น แล้วก็ส่งยิ้ม เพื่อให้ชาวเมืองที่อยู่สองข้างได้เห็น เป็นลีลาอันงดงามของผู้มีบุญ เมื่อมาถึงเรือนของมิคารเศรษฐี ข้าทาสบริวารของมิคารเศรษฐี ก็ออกมาต้อนรับในการมาของนางสาววิสาขา ด้วยความปลื้มปีติยินดี วันรุ่งขึ้น ชาวเมืองสาวัตถี ได้ส่งเครื่องบรรณาการให้แก่นางวิสาขา เนื่องจากธนัญชัยเศรษฐี เป็นผู้มีอุปการะคุณกับชาวเมืองสาวัตถีเป็นอย่างมาก และก็เป็นบุญของเธอด้วย นางวิสาขา เมื่อได้รับเครื่องบรรณาการแล้ว ก็จัดสรรเครื่องบรรณาการเหล่านั้น มอบให้แก่ชาวเมือง เพื่อเป็นประโยชน์ต่อตระกูลอื่นๆ ในเมืองสาวัตถีต่อไป เธอฉลาดในการพูด รู้จักใช้ถ้อยคำที่เหมาะสม และเป็นกันเองกับชาวเมืองเหล่านั้น เสมือนเป็นเครือญาติเดียวกัน ทำให้นางเป็นที่รักของชาวเมืองทั้งหลาย ส่วนมิคารเศรษฐีก็ได้เตรียมจัดงานแต่งงานให้กับบุตรของตน แต่ไม่ได้นิมนต์พระสัมมาสัมพุทธเจ้ามา เพราะเป็นผู้ไม่ศรัทธาในพระรัตนตรัย แต่กลับไปเชิญนักบวชชีเปลือย ๕๐๐ คน เพราะคิดว่า นักบวชชีเปลือยนั้นเป็นพระอรหันต์ ให้มารับอาหารในวันรุ่งขึ้น ในวันรุ่งขึ้น มิคารเศรษฐีได้เรียกลูกสะใภ้ให้มาไหว้พระอรหันต์ เพราะท่านอุตส่าห์มาถึงบ้านแล้ว เมื่อนางวิสาขาได้ยินเนื่องจากเธอเป็นพระโสดาบันตั้งแต่อายุ ๗ ขวบ ก็ดีใจที่จะได้พบพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อวิสาขาได้เห็นชีเปลือยเหล่านั้น แล้วคิดว่าพวกเปลือยกายเหล่านั้นไม่มีความละอาย จะเป็นพระอรหันต์ได้อย่างไร คิดแล้วเธอก็เดินจากไปด้วยลีลาที่สง่างาม ส่วนพวกชีเปลือย เมื่อเห็นอาการของนางวิสาขานั้นแล้ว จึงได้ต่อว่ามิคารเศรษฐีว่า “ท่านไม่มีหญิงอื่นแล้วรึ จึงเลือกหญิงกาลกิณี ซึ่งเป็นสาวิกาของสมณโคดมเข้ามาในตระกูล ท่านจงไล่นางออกไปจากเรือนโดยเร็ว” เศรษฐีคิดว่า เราไม่สามารถจะไล่นางได้ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ เพราะนางมาจากตระกูลใหญ่ จึงกล่าวว่า พระผู้เป็นเจ้าทั้งหลายอย่าไปถือสากับเด็กเลย อย่าไปใส่ใจเลย ขอเชิญบริโภคอาหารต่อไปเถิด” เมื่อบริโภคเสร็จแล้ว เศรษฐีจึงส่งนักบวชชีเปลือยเหล่านั้นกลับไป แล้วตนจึงนั่งบริโภคข้าวมธุปายาสในถาดทองคำ ------------------------- ตอนที่ ๗ มิคารมารดา ขณะที่มิคารเศรษฐีกำลังบริโภคอยู่นั้น นางวิสาขาได้ยืนพัดอยู่ด้านหลัง ทั้งสองได้เห็นพระภิกษุกำลังเดินบิณฑบาตมายังหน้าเรือนของตนเศรษฐีทำเป็นมองไม่เห็น เพราะกลัวพระจะมาขออาหาร แต่นางวิสาขาไม่มีความคิดเช่นนั้น เพราะเธอเป็นผู้มีบุญ เป็นพระโสดาบันตั้งแต่ ๗ ขวบ จึงเดินด้วยอาการสงบเสงี่ยม สง่างาม ไปหาภิกษุรูปนั้น ส่วนท่านเศรษฐีก็เมินหน้าไปอีกทางหนึ่งแล้วบริโภคอาหารต่อไป นางวิสาขาก็รู้ว่า มิคารเศรษฐีแกล้งทำเป็นมองไม่เห็น จึงกล่าวดัง ๆ กับภิกษุรูปนั้นเพื่อให้มิคารเศรษฐี ได้ยินด้วยว่า “นิมนต์พระคุณเจ้าไปข้างหน้าเถิด บิดาของสามีดิฉันกำลังบริโภคของเก่าอยู่” มิคารเศรษฐี เมื่อได้ยินนางวิสาขาว่า ตนบริโภคของเก่า ก็โกรธ หัวใจสูบฉีดแรง โลหิตขึ้นหน้า วางมือจากการบริโภค สั่งคนรับใช้ให้เอาอาหารไปเททิ้ง และสั่งให้ขับไล่นางวิสาขาออกไปจากเรือนของตนโดยเร็ว พวกบริวารในเรือนล้วนเป็นคนของนางวิสาขา จึงไม่มีใครทำตามคำของท่านเศรษฐี แต่เธอก็ยังคงสงบเสงี่ยม สง่างาม พูดด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ ขึ้นว่า “คุณพ่อคะ ดิฉันจะไม่ไปด้วยเหตุเพียงเท่านี้ คุณพ่อจงให้เชิญทนายทั้ง ๘ คนที่ติดตามดิฉันมา ให้มาช่วยตัดสินคดีนี้เถิด” เศรษฐีให้เรียกทนายทั้ง ๘ มา แล้วเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ทนายฟัง แล้วสรุปเองว่า ให้ไล่นางวิสาขากลับบ้านไป ทนายได้ฟังดังนั้นจึงถามนางวิสาขาว่า “ท่านพูดเช่นนั้นจริงหรือ” นางวิสาขาตอบว่า “ดิฉันพูดว่า คุณพ่อของฉันกำลังบริโภคของเก่า ของเก่ามิใช่หมายถึงของค้างคืน ของบูดเน่า ของไม่สะอาด แต่คำว่า ของเก่าของดิฉันนั้น หมายถึง คุณพ่อไม่ได้ทำบุญต่อในอัตภาพนี้ ได้แต่บริโภคบุญเก่าอยู่ ดิฉันพูดอย่างนี้ผิดด้วยหรือ” ทนายทั้ง ๘ คน เมื่อได้ยินนางวิสาขาพูดเช่นนั้นจึงตัดสินว่า นางวิสาขาไม่มีความผิด จึงถามเศรษฐีว่า “ท่านเศรษฐีจะว่าอย่างไร เพราะสิ่งที่ท่านคิดกับสิ่งที่นางวิสาขาคิดนั้น มันไม่ตรงกัน” เศรษฐีก็กล่าวว่า “ถ้าอย่างนั้นเรื่องนี้ก็จบกันไป” เศรษฐีกล่าวอีกว่า “แต่ยังมีอีกเรื่องหนึ่ง ในคืนหนึ่งฉันเห็นนางวิสาขาพร้อมด้วยบริวารชายหญิง ได้ลงไปทำอะไรที่หลังบ้านตอนกลางดึก เป็นผู้หญิงมีเรือนแล้ว ไม่น่าจะลงจากเรือนไปตอนดึก อย่างนี้ไม่สมควร” นางวิสาขาก็บอกกับมิคารเศรษฐีและทนายว่า “คืนนั้นมีนางลาแม่ม้าแสนรู้ตัวหนึ่งตกลูกแล้ว ดิฉันจึงนำบริวารชายหญิง ไปช่วยดูแลแม่ม้าที่ตกลูก ดิฉันทำอย่างนี้ผิดด้วยหรือคะ” ทนายทั้ง ๘ คน จึงกล่าวกะเศรษฐีว่า “นางได้กระทำสิ่งที่หญิงรับใช้ในบ้านของท่านไม่ได้ทำ” มิคารเศรษฐีได้ฟังเหตุผลดังนั้นจึงกล่าวว่า “ก็แล้วไป” “ถ้าอย่างนั้นมีอีกข้อหนึ่ง คืนก่อนวันส่งตัวเจ้ามา ธนัญชัยเศรษฐีได้ให้โอวาท ๑๐ ข้อแก่เธอ ซึ่งเป็นโอวาทที่มีลับลมคมนัย เราฟังแล้วไม่เข้าใจ เรื่องนี้เธอจะว่าอย่างไร ไหนบอกมาซิ” นางวิสาขาได้ยินดังนั้นก็ยิ้มด้วยความเบิกบาน แล้วกล่าวว่า “ข้อที่ ๑ ไม่ควรนำไฟภายในออกไปภายนอก ไม่ได้หมายความว่า ข้างนอกมืดแล้วห้ามเอาไฟออกไปข้างนอก เพื่อไปส่องให้มันสว่าง แต่หมายถึงว่า มีเรื่องราวอะไรภายในบ้าน เช่น เห็นข้อบกพร่องของมารดาบิดาของสามี อย่าได้นำไปพูดให้ใคร ๆ ฟังเด็ดขาด ข้อที่ ๒ ไม่ควรนำไฟภายนอกเข้าไปภายใน ก็ไม่ได้หมายความว่า เวลาที่ภายในบ้านไฟดับ แล้วห้ามเอาไฟข้างนอกเข้ามาส่องให้มันสว่าง แต่หมายถึงว่า ถ้าใครเขาพูดถึงเรื่องที่ร้อนใจ เช่น พูดถึงข้อบกพร่องของมารดาบิดาของสามี ก็ไม่ควรนำคำนั้น มาพูดต่อในบ้านอย่างเด็ดขาด เพราะจะเอาความร้อนอกร้อนใจมาให้สมาชิกทุกคนในบ้าน ข้อที่ ๓ พึงให้แก่คนที่ให้เท่านั้น หมายความว่า ควรให้แก่คนที่เขายืมของไป แล้วเขานำของนั้นกลับมาคืน ข้อที่ ๔ ไม่พึงให้แก่คนที่ไม่ให้ หมายความว่า ไม่ควรให้แก่คนที่ยืมของไปแล้วไม่นำมาส่งคืน ข้อที่ ๕ พึงให้แก่คนทั้งที่ให้และไม่ให้ หมายความว่า เมื่อญาติมิตรผู้ยากจน มาขอความช่วยเหลือ เขาเหล่านั้นจะใช้คืนหรือไม่ใช้คืนก็ตาม ก็ควรจะสงเคราะห์ ให้สิ่งเหล่านั้นแก่ญาติผู้เดือดร้อน ข้อที่ ๖ พึงนั่งให้เป็นสุข หมายความว่า เวลานั่งที่ใดก็ตาม เมื่อเห็นมารดาบิดาของสามีและสามีแล้วไม่ควรจะลุกหนี ควรจะยิ้มแย้มแจ่มใสและให้การต้อนรับ ข้อที่ ๗ พึงบริโภคให้เป็นสุข หมายความว่า ไม่ควรรับประทานอาหารก่อนมารดาบิดาของสามี และสามี จงดูแลทุกคนให้ได้รับประทานอาหารก่อน แล้วตนเองจึงค่อยรับประทานทีหลัง ข้อที่ ๘ พึงนอนให้เป็นสุข หมายความว่า ไม่ควรนอนก่อนมารดาบิดาของสามี และสามีควรดูแลสิ่งต่าง ๆ ให้เรียบร้อยก่อน แล้วจึงเข้านอนทีหลัง ข้อที่ ๙ พึงบำเรอไฟ หมายความว่า ให้คิดว่ามารดาบิดาของสามี และสามี เปรียบเสมือนกองไฟ ที่ให้ทั้งคุณและโทษ ดังนั้นเราควรดูแลและวางตัวให้ดี ข้อที่ ๑๐ พึงนอบน้อมเทวดาภายใน หมายความว่า มารดาบิดาของสามี และสามีก็เปรียบเสมือนเทวดา สามารถบันดาลความสุขให้แก่เราได้ ดังนั้นจงดูแลให้ดี มิคารเศรษฐีได้ฟังคำอธิบายของนางวิสาขาแล้วก็เงียบ ยืนก้มหน้านิ่ง สำนึกผิด ทนายทั้ง ๘ คน ได้ถามท่านเศรษฐีว่า “ความผิดของนางมีอีกไหม” ท่านเศรษฐีตอบว่า “ไม่มีแล้ว” ทนายจึงกล่าวว่า “ถ้าเช่นนั้น เหตุไรท่านจึงให้ขับไล่นางวิสาขาผู้ไม่มีความผิดออกจากเรือนโดยไม่มีเหตุเล่า นางวิสาขาพูดกับทนายด้วยอาการสงบเสงี่ยมว่า “เมื่อพวกท่านตัดสินว่า ดิฉันไม่มีความผิด เพราะฉะนั้นดิฉันจะขอกลับไปอยู่กับมารดาบิดาของดิฉันดีกว่า” ไม่ใช่เธอน้อยใจ ไม่ใช่เธอแค้นใจ หรือเกิดทิฏฐิมานะ แต่เธอกำลังจะสั่งสอนท่านมิคารเศรษฐีทางอ้อม ด้วยความรักและปรารถนาดี นางวิสาขาจึงสั่งให้บริวารของตนเก็บข้าวของเดินทางกลับ มิคารเศรษฐีรีบเข้ามาขอโทษนางวิสาขากล่าวว่า “โอ พ่อเข้าใจผิด ไม่รู้ว่ามันเป็นอย่างนี้ ยกโทษให้พ่อเถิด” นางวิสาขา กล่าวว่า “ดิฉันยกโทษให้อยู่แล้วค่ะ แต่ว่าดิฉันเป็นบุตรของธนัญชัยเศรษฐี ผู้มีศรัทธาในพระรัตนตรัย ถ้าดิฉันไม่ได้บำรุงภิกษุสงฆ์ และถวายภัตตาหารแก่ท่าน ดิฉันอยู่ที่นี่ไม่ได้หรอก” เธอพูดจากใจจริง แล้วก็หยั่งใจมิคารเศรษฐีด้วย มิคารเศรษฐีตอบทันทีว่า “ขอให้ลูกวิสาขาทำนุบำรุงภิกษุสงฆ์ตามใจชอบเถอะ ลูกจะทำอะไร พ่อยินดีทุกอย่างเลย” เราจะเห็นว่า ท่านเศรษฐีเมื่อมีความเข้าใจที่ถูกต้องแล้ว จะมีความรู้สึกเบิกบาน ดวงปัญญาเริ่มฉายแสงสว่างขึ้นมา หลังจากถูกบดบังด้วยความไม่เข้าใจเป็นเวลานาน นางวิสาขาเป็นเหมือนแสงสว่างของพระจันทร์ในคืนวันเพ็ญ ที่มาส่องสว่างให้เกิดขึ้นกับบ้านของมิคารเศรษฐี หลังจากที่นางวิสาขาได้ทำความเข้าใจกับมิคารเศรษฐีแล้ว นางจึงให้คนไปทูลนิมนต์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าและเหล่าสาวกให้มาในเรือนของตน ในวันรุ่งขึ้น เธอมีความปลื้มมากที่ได้จัดเตรียมภัตตาหารและเสนาสนะที่จะถวายเป็นสังฆทานแด่ภิกษุสงฆ์ โดยมีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นประมุข เมื่อถึงเวลาพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและเหล่าสาวกก็เสด็จมาเรือนของมิคารเศรษฐี โดยมีนางวิสาขาและบริวารออกมาต้อนรับ ส่วนนักบวชชีเปลือย เมื่อทราบเรื่องดังกล่าวจึงรีบมายังเรือนของมิคารเศรษฐี เมื่อทุกอย่างพร้อมแล้วนางวิสาขาได้ใช้บริวารของตนไปเชิญมิคารเศรษฐีมาถวายภัตตาหาร นักบวชชีเปลือยก็ได้ห้ามท่านเศรษฐีว่า “ท่านอย่าได้ไปหาพระสมณโคดมเลย” มิคารเศรษฐีก็บอกคนรับใช้ของนางวิสาขาว่า “ให้นางวิสาขาถวายเองเถิด” นางวิสาขาจึงได้ถวายภัตตาหารแด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าและเหล่าสาวกด้วยมือของตนเอง หลังจากเสร็จภัตกิจแล้ว นางวิสาขาก็ได้สั่งให้คนรับใช้ไปเชิญท่านเศรษฐี เพื่อมาฟังธรรมจากพระพุทธองค์ ฝ่ายนักบวชชีเปลือยก็บอกกับมิคารเศรษฐีว่า “ถ้าท่านจะไปฟังธรรมก็ให้อยู่ภายนอกม่าน อย่าให้พระสมณโคดมเห็นหน้า” มิคารเศรษฐีจึงเข้าไปฟังธรรมอยู่ภายนอกม่าน ด้วยความเกรงใจนักบวชชีเปลือยนั้น พระบรมศาสดาตรัสว่า “แม้ท่านจะนั่งนอกม่านก็ตาม หรือนั่งที่บ้านคนอื่นก็ตาม ที่ภูเขาลูกโน้นก็ตาม เราชื่อว่าเป็นพระพุทธเจ้า ย่อมทำให้ท่านได้ยินเสียงของเราได้ ดังนี้แล้วทรงแสดงอนุปุพพิกถา ดุจจับต้นหว้าใหญ่ให้สั่นสะเทือน หรือดุจยังฝนแห่งอมตธรรมให้ตกลงมา ทำให้สิ่งที่เป็นมลทิน หลุดร่วงจากใจของท่านเศรษฐี เมื่อพระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมอยู่สาธุชนทั่วทุกสารทิศ แม้จะอยู่เลยร้อยพันจักรวาล หรืออยู่ในภพอกนิษฐ์ก็ตาม ย่อมกล่าวประดุจเดียวกันว่า พระศาสดาทอดพระเนตรดูเราคนเดียว ทรงแสดงธรรมโปรดเราคนเดียว แต่แท้จริงแล้วพระบรมศาสนาทรงทอดพระเนตรดูทุกคน เหมือนกับตรัสกับบุคคลเหล่านั้น อุปมาว่าพระพุทธเจ้าทั้งหลายเหมือนกับพระจันทร์ย่อมปรากฏเหมือนประทับยืนอยู่ตรงหน้า ชนทั้งหลายย่อมมองเห็นพระจันทร์ได้ชัดเจนเหมือนอยู่บนศีรษะของตน ฉะนั้น เมื่อมิคารเศรษฐีได้ฟังพระธรรมเทศนานั้นแล้ว ก็ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล หมดความลังเลสงสัยในพระรัตนตรัย เลิกนับถือนักบวชชีเปลือย กลับมานับถือพระรัตนตรัยแทน เพราะว่าท่านเข้าถึงพระรัตนตรัยภายใน เป็นคนละคนกับมิคารเศรษฐีคนเดิมคือ กายเดิมแต่ใจใหม่ เป็นใจของพระอริยบุคคล ท่านเศรษฐีจึงได้ยกม่านขึ้นพร้อมกับเดินมาหานางวิสาขา ตอนนี้ไม่เกรงใจนักบวชชีเปลือยแล้ว รู้แล้วว่า ทำบุญกับชีเปลือยแล้วไม่ได้อะไร เปลือยทั้งข้างนอกทั้งข้างใน คือ ในใจก็ไร้แก่นสาร ไม่มีหลักธรรมอะไรเลย ว่างเปล่า แล้วก็ตั้งนางวิสาขาไว้ในตำแหน่งมารดา มิคารเศรษฐี กล่าวว่า “ขอเธอจงเป็นมารดาของฉันนับจากวันนี้เป็นต้นไป” คือ เศรษฐีเกิดความรู้สึกซาบซึ้งในพระคุณของนางวิสาขา แล้วก็เกิดความปลื้มปีติว่า “โอ้ การที่เธอมาสู่ตระกูลของเรานั้น เหมือนพระจันทร์วันเพ็ญที่ยังอากาศให้สว่าง เธอก็ทำให้ครอบครัวของเราสว่างไสวด้วยแสงแห่งธรรม ตั้งแต่นั้นมานางวิสาขาจึงได้ชื่อใหม่ว่า มิคารมารดา เพราะคุณธรรมของเธอสูง สมควรที่จะได้รับการยกย่องว่าเป็น “แม่” เศรษฐีกล่าวยกย่องนางวิสาขา แล้วก็เข้ามาหมอบลงแทบพระบาทของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า กราบพระพุทธองค์ แล้วประกาศชื่อตนเองถึง ๓ ครั้ง กราบด้วยและประกาศนามด้วย การประกาศชื่อตนเอง เป็นการแสดงความเคารพอย่างสูงในสมัยนั้น เพื่อแสดงตนเป็นพุทธมามกะ แล้วกราบทูลต่อไปว่า “ข้าพระองค์ไม่เคยทราบเลยว่าทานที่บุคคลให้แล้วในพระพุทธศาสนามีผลมาก ข้าพระองค์ทราบผลแห่งทานในบัดนี้ เพราะอาศัยหญิงสะใภ้ของข้าพระองค์จึงทำให้ทราบว่า ทานที่ทำในทักขิไณยบุคคลนั้นมีผลอันเลิศ เพราะทักขิไณยบุคคลนั้นเป็นบุคคลผู้เลิศ เมื่อถวายทานแด่บุคคลผู้เลิศ ย่อมได้ของอันเลิศ อันประเสริฐ โดยเฉพาะได้ฟังธรรมอันเลิศจนกระทั่งบรรลุเป็นพระโสดาบัน เมื่อนางได้มาสู่เรือนของข้าพระองค์ นางได้ทำสิ่งที่เป็นประโยชน์เพื่อเกื้อกูล และนำมาซึ่งความสุขให้แก่ข้าพระองค์เป็นอย่างยิ่ง พระบรมศาสดาเมื่อเสวยภัตตาหารและทรงแสดงธรรมแล้ว นางวิสาขาได้ทูลนิมนต์พระศาสดาให้มาเสวยภัตตาหารในวันรุ่งขึ้นอีก และแม้ในวันรุ่งขึ้นภรรยาของมิคารเศรษฐีก็ได้บรรลุโสดาปัตติผล ตั้งแต่นั้นมา ทุกคนในเรือนหลังนี้ก็ได้บำเพ็ญทานในพุทธศาสนาเป็นต้นมา ------------------------- ตอนที่ ๘ เครื่องประดับฆนมัฏฐิกะ วันหนึ่ง มิคารเศรษฐีคิดว่า วิสาขาสะใภ้ของเราเป็นผู้มีอุปการะมาก ทำให้เราได้รู้ถึงคุณของพระรัตนตรัย เราจะให้ของขวัญเป็นเครื่องประดับแก่นาง เพราะเครื่องประดับมหาลดาปสาธน์มีน้ำหนักมาก ไม่อาจสวมใส่ติดตัวได้ตลอดเวลา คือ จะต้องมีคนรับใช้ที่มีกำลังเท่ากับช้าง ๕ เชือกเหมือนนางวิสาขา คนรับใช้คนนี้เกิดมาด้วยบุญของนางวิสาขา ที่จะมารองรับเครื่องประดับนี้ ท่านเศรษฐีนึกแล้วก็ปลื้ม จึงให้ช่างทำเครื่องประดับอย่างเบาๆ ให้แก่นาง เครื่องประดับนี้มีชื่อว่า ฆนมัฏฐกะ ซึ่งแปลว่า เครื่องประดับเกลี้ยง ๆ เรียบหรู มีราคา ๑ แสนกหาปณะ เป็นเครื่องประดับที่สวมใส่ได้ในทุกอิริยาบถ อยู่ที่บ้าน หรือไปชมสวนทั้งกลางวัน และกลางคืนก็ได้ ในที่สุดเมื่อเครื่องประดับนั้นเสร็จเรียบร้อย เธอก็ใส่มาแสดงให้ท่านมิคารเศรษฐีดู ท่านเศรษฐีจึงได้นิมนต์พระภิกษุสงฆ์มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นประมุขมาเสวยภัตตาหาร เพื่อฉลองเครื่องประดับนั้น เพื่อให้เห็นคุณค่าว่า เครื่องประดับนี้ไม่ธรรมดาสำหรับผู้มีบุญ พระศาสดาทรงทำอนุโมทนาแล้วเสด็จไปสู่วิหารตามเดิม ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา นางวิสาขาก็ได้ใช้ชีวิตครอบครัวอย่างมีความสุข นางได้ให้กำเนิดบุตรธิดารวม ๒๐ คน มีบุตรชาย ๑๐ คน มีบุตรสาว ๑๐ คน เมื่อบุตรชาย บุตรสาวแต่งงานต่างก็มีลูกคนละ ๒๐ คน คือ หลานของนางวิสาขา เมื่อหลานโตขึ้นไปแต่งงานมีลูกอีกคนละ ๒๐ คน คือ เหลนของนางวิสาขา รวมแล้วนางวิสาขามีลูกหลานเหลน ๘,๔๒๐ คน นางวิสาขาเป็นผู้มีวัยงาม คือ มีความงามตลอดทุกวัย แม้อายุยืนถึง ๑๒๐ ปี ก็ดูราวกับสาววัยรุ่นอายุ ๑๖ ปี แม้อายุมากผมก็ยังดกดำโดยไม่ต้องย้อม ด้วยอานุภาพแห่งบุญที่ท่านสั่งสมมาที่ได้ถวายมหาสังฆทานแก่ภิกษุสงฆ์จำนวนเรือนหมื่นอย่างต่อเนื่อง เมื่อนางวิสาขาพร้อมกับลูกหลานเหลนเป็นบริวารเดินไปยังวิหาร ชนทั้งหลายผู้มาใหม่ที่ไม่เคยเห็นนางวิสาขาต่างพากันถามว่า “ในหญิงเหล่านี้ คนไหนคือนางวิสาขา” ผู้ที่รู้จักนางวิสาขาก็จะบอกว่า “ผู้ที่งดงามสง่าที่สุดนั่นแหละ คือ นางวิสาขา” นางงดงามในทุกอิริยาบถ แม้ลูกหลานเหลนจะมีลักษณะคล้าย ๆ กัน แต่ไม่ได้เหมือนกันทุกอย่าง เพราะทำบุญมาไม่เหมือนกัน ------------------------- ตอนที่ ๙ ทดลองกำลัง นอกจากนางวิสาขาจะมีความงามเป็นเลิศแล้ว นางยังมีกำลังเท่ากับช้าง ๕ เชือกอีกด้วย พระราชาได้ยินกิตติศัพท์ว่า นางมีกำลังเท่ากับช้าง ๕ เชือก จึงคิดอยากจะทดลองกำลังของนางว่า จริงหรือไม่ จึงได้ส่งช้างตกมันดุเชือกหนึ่งไปในขณะที่เธอกำลังกลับมาจากการฟังธรรม หญิงบริวารทั้ง ๕๐๐ ของนางวิสาขา เห็นช้างแล้วต่างก็วิ่งหนี แตกตื่นโกลาหล แต่บางคนก็ไม่วิ่งหนีเพราะรักนางวิสาขา นางวิสาขาเห็นการแตกตื่นโกลาหลนั้น ก็ถามหญิงรับใช้ด้วยอาการที่เป็นปกติว่า “เกิดอะไรขึ้นหรือ” บริวารก็บอกว่า “พระราชาอยากจะทดลองกำลังของท่าน จึงปล่อยช้างมา นางวิสาขาคิดว่า ถ้าเราจับช้างอย่างเต็มกำลังของเรา ช้างก็ตายเราก็จะบาป พระราชาก็เสียช้าง ช้างก็เสียชีวิต เราก็เสียคนเพราะทำให้ช้างตาย เพราะเขานับถือเราทั้งเมือง เธอมีอาการเป็นปกติ ราบเรียบแบบคนที่มีบุญ รู้พละกำลังของตัว ด้วยความเมตตาไม่อยากให้ช้างตาย แต่ว่าก็อยากจะส่งข่าวไปถึงพระราชาให้ทราบว่า ที่เขาพูดถึงกิตติศัพท์ที่เลื่องลือนั้นเป็นความจริง เพราะเรื่องของบุญเป็นอจินไตย เหนือความนึกคิดของมนุษย์ธรรมดาที่มีขอบเขตจำกัด มันเหนือธรรมชาติ เหนือกฎเกณฑ์ทั้งผอง นางวิสาขาหันหน้าไปทางช้าง เมื่อเผชิญหน้ากันแล้ว เธอส่งยิ้มแผ่เมตตาไปที่ช้าง แต่ช้างไม่ฟังเสียงเพราะกำลังตกมัน ช้างวิ่งมาอย่างเร็วแรง เธอก็ใช้ดัชนีกรุณาจับไปที่งวงของช้าง แล้วก็ผลักไปเบา ๆ ด้วยลีลาที่นุ่มนวล ช้างก็มีอาการไถลลื่นไปกับพื้น หมดสภาพของความเป็นช้าง ช้างเองก็ประหลาดใจตัวเองเหมือนกัน เกิดอาการงงงวย มนุษย์ท่านนี้เป็นใคร ทำไมถึงมีกำลังมากเหลือเกิน ตั้งแต่เราเกิดมาเป็นช้างไม่เคยเป็นอย่างนี้เลย เสียศักดิ์ศรีช้างหมด เพราะช้างที่ส่งมาเป็นช้างของพระราชา ต้องเป็นช้างที่คัดแล้ว เรื่องพละกำลังของนางวิสาขานี้ ได้เป็นที่ประจักษ์แก่พระราชาแล้ว มหาชนได้ให้สาธุการ นางพร้อมกับบริวารได้กลับเรือนโดยสวัสดี ------------------------- ตอนที่ ๑๐ สร้างบุพพาราม อัครสถานแห่งบุญ วันหนึ่ง นางวิสาขาสวมเครื่องประดับมหาลดาปสาธน์ไปงานมโหรสพ และคิดว่าจะไปฟังธรรมต่อ เนื่องจากนางเป็นที่รู้จักของคนทั้งเมือง ก็จะไปงานที่เขาเชิญอยู่บ่อย ๆ เพราะถ้านางไปที่ไหนเหมือนเอาสิริมงคลไปให้ที่บ้านนั้น สิริเป็นที่มานอนแห่งโภคทรัพย์ เพราะฉะนั้นเขามักจะเชิญนางไปร่วมงาน เมื่อกลับจากงานแล้ว ในใจมีอย่างเดียว คือ อยากฟังธรรม นางจึงถอดเครื่องประดับมหาลดาปสาธน์ฝากไว้กับหญิงรับใช้ เพราะคิดว่า เราจะสวมเครื่องประดับอลังการตั้งแต่ศีรษะจรดเท้าเข้าไปสู่วิหารนั้นไม่สมควร ผู้มีปัญญาย่อมรู้ว่าสิ่งใดเหมาะสิ่งใดควร และก็เปลี่ยนไปสวมเครื่องประดับฆนมัฏฐกะ ซึ่งเป็นเครื่องประดับเรียบหรู ดูสง่าแทน แล้วส่งเครื่องประดับมหาลดาปสาธน์ให้หญิงรับใช้ซึ่งมีกำลัง ๕ ช้างสาร ผู้เกิดขึ้นด้วยบุญของตน หญิงรับใช้คนนั้นคนเดียว ที่สามารถรับเครื่องประดับมหาลดาปสาธน์นั้นได้ นางวิสาขาสั่งหญิงรับใช้ว่า “ฉันจะสวมเครื่องประดับนี้ในเวลากลับจากสำนักพระศาสดาเธอจงเก็บไว้ให้ดี” นางวิสาขาฟังธรรมเสร็จแล้วก็ออกจากวิหารทางประตูอีกด้านหนึ่ง จะกลับสู่เรือนของตน ส่วนหญิงคนรับใช้ก็รีบกลับเช่นกัน จึงลืมเครื่องประดับมหาลดาปสาธน์ไว้ในวิหาร ซึ่งเป็นเรื่องของบุญบันดาลจะได้มีโอกาสสร้างบุญต่อบุญ หลังจากฟังธรรมเสร็จแล้ว พระอานนท์ก็ได้เดินตรวจตราความเรียบร้อย จึงไปพบเครื่องประดับที่หญิงรับใช้นั้นลืมทิ้งไว้ พระอานนท์จึงกราบทูลพระศาสดา ว่า “นางวิสาขาลืมเครื่องประดับไว้ ควรจะทำอย่างไรดี” พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “เธอเก็บเครื่องประดับนั้นไว้ที่ข้างหนึ่งเถิดอานนท์” พระเถระจึงนำเครื่องประดับไปไว้ที่ข้างบันได เพื่อรอผู้เป็นเจ้าของมารับกลับไป เมื่อนางวิสาขาจะประดับเครื่องประดับมหาลดาปสาธน์ ก็เรียกหญิงคนรับใช้คนนั้นให้ไปเอาเครื่องประดับมา เธอจะผูกพันกับเครื่องประดับนี้ เพราะพ่อให้มา หญิงรับใช้ก็ตกใจ บอกนางวิสาขาว่า “ลืมอยู่ในวิหาร” นางวิสาขากล่าวว่า “เธอจงไปนำเครื่องประดับมา แต่ถ้าพระอานนท์จับเครื่องประดับนั้นแล้ว จงอย่าเอามา ให้ถวายท่านไปเลย” หญิงรับใช้นั้นรีบมาที่วิหาร ได้พบพระอานนท์ ท่านจึงถามว่า “มาทำไม น้องหญิง” หญิงรับใช้ตอบว่า ดิฉันลืมเครื่องประดับมหาลดาปสาธน์ของแม่เจ้าวิสาขาไว้ที่วิหารเจ้าค่ะ อาตมาเก็บไว้ให้แล้ว วางอยู่ข้างบันไดหน้าวิหาร “พระคุณเจ้าจับต้องเครื่องประดับแล้ว แม่เจ้าวิสาขาบอกว่า ให้ถวายเครื่องประดับนั้นแด่พระคุณเจ้าเลยเจ้าค่ะ” “ไม่ได้หรอกน้องหญิงอาตมาเป็นพระภิกษุ จะรับเครื่องประดับไว้ได้อย่างไร เธอจงนำไปคืนนางวิสาขา เจ้านายของเธอเถิด” “โอ ไม่ได้เจ้าค่ะ แม่เจ้าวิสาขากำชับอย่างเด็ดขาดว่า หากพระคุณเจ้าจับแล้วจะไม่นำมาสวมใส่อีก” เมื่อหญิงรับใช้กราบเรียนให้พระอานนท์ทราบแล้ว ก็รีบวิ่งกลับมารายงานเรื่องราวทั้งหมดให้นางวิสาขาทราบว่า “เครื่องประดับนั้นพระอานนท์ได้จับแล้ว แล้วเอาไปวางไว้ข้างบันได” เราก็ไม่ควรจะใช้เครื่องประดับที่พระคุณเจ้าเอามือไปแตะต้องแล้ว แต่เธอก็คิดต่อว่า ก็จริงอย่างที่พระอานนท์กล่าว เครื่องประดับนี้ก็ไม่เหมาะกับพระภิกษุเหมือนกัน ในใจของนางวิสาขานั้น แช่อิ่มอยู่ในบุญตลอด เรื่องที่จะคิด จะพูด หรือทำ ล้วนเกี่ยวเนื่องกับเรื่องของบุญทั้งสิ้น เหมือนเป็นวงจรบุญ ถ้าอย่างนั้น เราควรจะนำเครื่องประดับมหาลดาปสาธน์ไปขาย เพื่อจะได้นำเงินนั้นมาทำบุญต่อ เธอจึงสั่งหญิงรับใช้คนนั้นให้กลับไปนำเครื่องประดับมหาลดาปสาธน์กลับมา แล้วก็ให้ไปตามช่างทองมาประเมินราคาเครื่องประดับชิ้นนี้ เพราะเธอก็สวมใส่มาเป็นเวลานานแล้ว ช่างทองเมื่อมาดูเครื่องประดับมหาลดาปสาธน์ แล้วก็ตีราคาเป็นมูลค่า ๙ โกฏิ และค่ากำเหน็จอีก ๑ แสน ซึ่งช่างทองเมืองนี้ ตีราคาเท่ากับที่ธนัญชัยเศรษฐี จ้างช่างทองในเมืองสาเกตทำขึ้นมา หลังจากนั้นจึงได้นำข่าวการบอกขายเครื่องประดับมหาลดาปสาธน์ไปป่าวประกาศให้มหาชนได้รับทราบ แต่คนทั้งหลายเมื่อทราบว่า เป็นของนางวิสาขาก็ไม่มีใครรับซื้อเอาไว้ เพราะคิดว่า ของเหล่านี้ไม่คู่ควรกับตน เพราะกำลังกายที่จะสวมใส่ก็ไม่ถึง กำลังทรัพย์ก็ไม่ค่อยมี กำลังบุญก็ไม่พอ บางคนมีกำลังทรัพย์แต่ว่ากำลังบุญไม่ถึง เพราะเครื่องประดับนี้ เป็นของคู่บุญของนางวิสาขา ผู้เป็นที่เคารพรักของคนทั้งเมือง ด้วยเหตุผลหลากหลายประการดังกล่าว เธอจึงต้องรับซื้อเครื่องประดับนั้นไว้เองด้วยทรัพย์ ๙ โกฏิ กับอีก ๑ แสนกหาปณะ ในสมัยพุทธกาลสตรีที่สามารถสวมเครื่องประดับมหาลดาปสาธน์ ที่กล่าวไว้ในพระไตรปิฎกมีเพียง ๓ คน คือ นางวิสาขา นางมัลลิกา ภรรยาของพันธุลเสนาบดี และธิดาของเศรษฐีในกรุงพาราณสี หลังจากที่นางวิสาขารับซื้อเครื่องประดับมหาลดาปสาธน์ด้วยตนเองแล้ว จึงเข้าไปกราบถวายบังคมพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดให้พระพุทธองค์ทรงทราบ พระองค์ทรงแนะนำว่า เธอจงนำทรัพย์นี้ไปสร้างที่พักภิกษุสงฆ์ทางด้านทิศตะวันออก นางวิสาขาจึงรับสาธุการด้วยใจที่เบิกบาน แล้วนำทรัพย์ไปซื้อที่ดินเพื่อก่อสร้างเป็นอาราม ๙ โกฏิ และบริจาคทรัพย์เพื่อใช้เป็นค่าก่อสร้างอีก ๙ โกฏิ วันหนึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสอดส่องข่ายพระญาณตรวจดูสัตว์โลก ทรงเห็นอุปนิสัยแห่งการบรรลุธรรมของมาณพหนุ่มท่านหนึ่ง ในตระกูลเศรษฐี ณ ภัททิยนคร จึงได้เสด็จจาริกพร้อมคณะสงฆ์หมู่ใหญ่ไปภัททิยนคร ข่าวการเสด็จของพระพุทธองค์ ได้กระจายไปทั่วเมืองสาวัตถี บริวารของนางวิสาขาจึงได้นำข่าวนี้ มาแจ้งให้นางวิสาขาทราบ นางวิสาขาจึงรีบติดตาม เพื่อเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าในระหว่างทาง แล้วก็กราบทูลอ้อนวอนพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ขอทรงประทับอยู่ก่อนอย่าเพิ่งเสด็จไปเมืองอื่นเลยเพคะ หม่อมฉันกำลังก่อสร้างวิหารถวายแด่พระพุทธองค์” “วิสาขา นี่เป็นพุทธกิจของตถาคตที่จะต้องไปโปรดสัตว์โลก เธออย่าได้ห้ามเราเลย” “ถ้าอย่างนั้น ขอพระองค์ได้ตรัสสั่งให้ภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง ที่มีความเข้าใจเรื่องงานก่อสร้าง อยู่ที่นี่ก่อนเถิดเพคะ” “เธอพอใจภิกษุรูปใดก็จงรับบาตรของภิกษุรูปนั้นเถิด วิสาขา“ ปกติแล้วนางวิสาขาจะคุ้นเคยกับพระอานนท์ แต่ในกรณีนี้เธอก็คิดว่า พระอานนท์ จะต้องเป็นพุทธอุปัฏฐาก เธอจึงไปนิมนต์พระมหาโมคัลลานะ ผู้มีฤทธิ์มาก เพื่อให้งานก่อสร้างนี้สำเร็จอย่างรวดเร็ว เพราะท่านมีฤทธิ์ เหาะเหินเดินอากาศได้ จึงทูลขอพระพุทธองค์ พระพุทธองค์จึงตรัสกับพระมหาโมคัลลานะว่า “โมคคัลลานะ เธอจงพาภิกษุบริวารของเธอ ๕๐๐ รูป อยู่ที่นี่ก่อนเถิด” เมื่อพระมหาโมคัลลานะและคณะสงฆ์ มาช่วยงานก่อสร้าง ก็ทำให้งานก่อสร้างดำเนินไปอย่างรวดเร็ว ด้วยอานุภาพของท่าน แม้การขนส่งวัสดุก่อสร้าง เช่น ไม้ หิน จากที่ไกลๆ ก็เหมือนใกล้ การย้ายของหนักก็ทำให้เบา ในที่สุดเวลาผ่านไปเพียง ๔ เดือน อารามนั้นก็สร้างเสร็จทั้งหมด วิหารนี้มีชื่อว่า บุพพาราม แปลว่า อารามที่อยู่ทิศตะวันออก มีห้องทั้งหมด ๑,๐๐๐ ห้อง มี ๒ ชั้น ชั้นล่าง ๕๐๐ ห้อง ชั้นบน ๕๐๐ ห้อง นางได้ประดับประดาตกแต่งวิหารบุพพารามจนวิจิตรงดงาม โดยได้ปูลาดผ้าเนื้อดีในทุกแห่งอย่างเรียบร้อย แล้วบนยอดของวิหาร คือ ชั้นบนดาดฟ้ามีหม้อน้ำที่บุด้วยทองคำจำนวน ๖๐ หม้อ เพื่อใส่น้ำฉัน เมื่อพระพุทธองค์เสด็จจากเมืองสาวัตถีไปเป็นเวลา ๙ เดือน ก็ทรงเสด็จกลับมาเมืองสาวัตถีอีก นางวิสาขาทราบแล้วก็ดีใจ รีบชวนบริวารเข้าเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้กราบทูลว่า บัดนี้หม่อนฉันได้สร้างบุพพารามสำเร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ขอกราบอาราธนาพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพร้อมเหล่าภิกษุสงฆ์สาวกไปพำนัก ณ ที่นั้นเถิด หม่อมฉันจะทำบุญฉลองวิหารตลอด ๔ เดือน พระศาสดาทรงรับแล้ว วันรุ่งขึ้นพระพุทธองค์จึงเสด็จไปยังบุพพาราม ท่ามกลางการต้อนรับของนางวิสาขาและเหล่าบริวาร นางวิสาขาได้ถวายทานแด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าและหมู่ภิกษุสงฆ์ในบุพพารามนั้นเอง ------------------------- ตอนที่ ๑๑ หญิงสหายผู้ขวนขวายในบุญ ในระหว่างการฉลองวิหารนั้น หญิงสหายของนางวิสาขาคนหนึ่งได้ซื้อผ้าผืนหนึ่งราคา ๑ พัน มาขอร่วมบุญเพื่อใช้ปูลาดในวิหารด้วย เพราะเธอได้ทราบว่า วิหารหลังนี้บุด้วยผ้าทั้งหลัง เธอมีทุนทรัพย์น้อย แต่หัวใจเกินร้อย เธออยากจะร่วมบุญด้วย นางวิสาขาเห็นเพื่อนมีศรัทธาก็ไม่ปฏิเสธ เมื่อนางนำผ้ามาแล้ว นางวิสาขาคิดว่า ในบุพพารามนี้ไม่มีพื้นที่ว่างที่จะให้ปูผ้าได้อีกแล้ว แต่ถ้าหากเราบอกไปก็เกรงว่า เธอจะเข้าใจผิดว่า เราคงเป็นคนหวงบุญไม่ยอมให้เธอร่วมบุญด้วย นางวิสาขาจึงบอกว่า “เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน เธอเข้าไปดูเอง มีที่ว่างตรงไหนก็จงปูเถอะ” เพราะไม่รู้จะทำอย่างไร ก็ปูเต็มไปหมดเรียบร้อยแล้ว หญิงสหายนางวิสาขาจึงได้เข้าไปบุพพาราม เพื่อหาพื้นที่ปูลาดผ้า เธอไปตามห้องต่างๆ เพื่อแสวงหาสถานที่ที่จะปูผ้า แต่ก็ไม่พบเลย นอกจากหาที่ไม่ได้แล้ว ผ้าที่ใช้ปูในวิหารนั้น ยังมีราคาแพงกว่าผ้าของเธอเสียอีก เธอจึงเสียใจเป็นอย่างยิ่ง คิดว่า เราคงไม่มีบุญที่จะได้ร่วมฉลองวิหารในครั้งนี้ จึงยืนร้องไห้อยู่ ณ ที่นั้นเอง พระอานนท์เถระผ่านมาพอดี จึงเดินเข้าไปถามว่า “น้องหญิงเธอมายืนร้องไห้ทำไม” “ดิฉันอยากจะร่วมบุญในการฉลองวิหารด้วยผ้าผืนนี้ แต่ก็ไม่สามารถที่จะหาสถานที่ที่ว่างที่จะปูผ้าผืนนี้ได้” พระอานนท์จึงกล่าวว่า “มีอยู่อีกที่หนึ่ง ซึ่งนางวิสาขาคงลืมไปแล้ว มันเป็นบุญของน้องหญิงที่จะได้บุญใหญ่นี้ เพราะพระทุกรูปจะได้ใช้ ในบุพพารามนี้มี ๑,๐๐๐ ห้อง พระใช้ได้อย่างมากก็ห้องละรูป เธอจงนำผ้าของเธอไปปูลาดที่หน้าบันได เพื่อทำเป็นผ้าเช็ดเท้าให้แก่ภิกษุทั้งหลายเถิด ภิกษุทั้งหลายเมื่อล้างเท้าแล้วจะได้เช็ดเท้าที่ผ้าของเธอ เธอก็จะได้บุญมาก” หญิงสหายนั้นก็ดีใจมาก มีจิตร่าเริงยินดี แล้วก็ได้ทำตามที่พระอานนท์บอก เราจะเห็นได้ว่า นางวิสาขาก่อสร้างบุพพาราม ด้วยความวิจิตร ประณีต จนทำให้เพื่อนของนางไม่สามารถหาสถานที่ปูลาดผ้าภายในบุพพารามได้เลย ยกเว้นหน้าบันไดทางขึ้น จึงทำให้เพื่อนของนางได้รับบุญนี้ไป หลังจากนั้น นางวิสาขาจึงได้ถวายทานแด่ภิกษุสงฆ์ โดยมีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นประมุขภายในวิหาร ทุก ๆ วัน ตลอดระยะเวลา ๔ เดือนเต็ม ในวันสุดท้ายของการฉลองวิหาร นางวิสาขาก็ได้ถวายผ้าสาฎกเพื่อทำจีวร และถวายเภสัชเต็มบาตรแก่ภิกษุสงฆ์ทุกรูป ในการฉลองวิหารตลอด ๔ เดือนนี้ นางได้ใช้ทรัพย์ไปทั้งสิ้น ๙ โกฏิ ในการก่อสร้างวิหารครั้งนี้ นางวิสาขาได้ถวายทรัพย์ไว้ในพระพุทธศาสนาทั้งสิ้น ๒๗ โกฏิ คือ ค่าซื้อที่ดิน ๙ โกฏิ จากทรัพย์ที่เธอซื้อเครื่องประดับมหาลดาปสาธน์กลับคืนมา ค่าก่อสร้างบุพพารามอีก ๙ โกฏิ ค่าฉลองวิหารอีก ๙ โกฏิ จึงถือได้ว่า นางวิสาขาเป็นยอดอุปัฏฐากผู้เป็นเลิศที่สุดในฝ่ายอุบาสิกา เมื่อนางวิสาขาฉลองวิหารเสร็จ นางคิดว่า ความปรารถนาใด ๆ ที่เราได้ตั้งใจทำไว้ในพระพุทธศาสนา ความปรารถนานั้นได้ถึงที่สุดแล้ว เป็นความปรารถนาของเธอข้ามชาติมานานทีเดียว กว่าจะได้มาอยู่ตำแหน่งนี้ นางจึงได้พาบุตรหลานเหลน และเหล่าบริวาร เดินเวียนรอบมหาวิหาร พร้อมกับเปล่งอุทานด้วยเสียงอันไพเราะว่า ความปรารถนาที่เราจะสร้างวิหารถวายแด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าและภิกษุสงฆ์ได้สำเร็จแล้ว ความปรารถนาที่จะถวายฟูก หมอน เตียง ตั่ง เพื่อเป็นเสนาสนะก็สำเร็จแล้ว ความปรารถนาของเราที่จะถวายภัตตาหารอันสะอาด ประณีต เป็นโภชนาทานได้สำเร็จแล้ว ความปรารถนาที่จะถวายผ้ากาสาวพัสตร์ ผ้าเปลือกไม้ ผ้าฝ้าย เป็นจีวรทานได้สำเร็จแล้ว ความปรารถนาที่จะถวายเนยใส เนยข้น น้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อย เป็นเภสัชได้สำเร็จแล้ว นางจึงปลาบปลื้มเป็นอันมากและเดินรำพึงด้วยความปีติประดุจร้องเพลง ------------------------- ตอนที่ ๑๒ บุพกรรมของวิสาขา เมื่อภิกษุปุถุชนได้ยินนางวิสาขารำพึงอย่างนั้น ก็มีความคิดอย่างหนึ่ง รีบมากราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “โอ ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า นางวิสาขาไม่เคยเป็นอย่างนี้มาก่อนเลย นางและบุตรหลานเหลนต่างก็เดินเวียนรอบวิหาร แล้วก็ขับร้องเพลงต่าง ๆ นานา นางเสียจริตผิดมนุษย์ไปหรือเปล่า” พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสว่า “ธิดาของเราไม่ได้ร้องเพลง แล้วก็ไม่ได้เสียสติหรอก แต่ที่เธอทำเช่นนั้น เพราะว่า ความปรารถนาที่จะทำบุญในพระพุทธศาสนาของเธอเต็มเปี่ยมแล้ว เธอจึงเปล่งอุทานออกมา” ภิกษุทั้งหลายได้กราบทูลถามว่า “นางได้ตั้งความปรารถนาไว้เมื่อใดพระเจ้าข้า” พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสว่า “เรื่องนี้มีเหตุ” ดังนี้แล้ว พระพุทธองค์ทรงเล่าเรื่องต่อไปนี้ เมื่อแสนกัปที่ผ่านมา กล่าวคือ ย้อนหลังไปเมื่อโลกเกิดขึ้น ตั้งอยู่ เสื่อมสลาย ย้อนหลังไปแสนครั้ง ในสมัยพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระนามว่า ปทุมุตตรสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบังเกิดขึ้น สมัยนั้น มนุษย์มีอายุ ๑ แสนปี พระพุทธองค์มีพระภิกษุสงฆ์ขีณาสพถึง ๑ แสนรูปเป็นบริวาร สมัยนั้น มีอุบาสิกาคนหนึ่ง ผู้เป็นยอดอุปัฏฐายิกาของพระภิกษุ และตั้งอยู่ในฐานะดั่งมารดา นางได้บำรุงพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และภิกษุสงฆ์ด้วยปัจจัย ๔ โดยมาทำบุญที่วัดทั้งเช้าและเย็น ประดุจเป็นมารดาของพระภิกษุ ดูแลอย่างดี ในยุคนั้นมนุษย์อายุยืนถึงแสนปี แต่นางก็ทำอย่างนี้เช้าเย็นทุกวัน เธอมีเพื่อนหญิงคนหนึ่งซึ่งมาวัดด้วยกันเป็นประจำ เพื่อนหญิงนั้นได้เห็นอุบาสิกาพูดคุยกับพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยความคุ้นเคย และได้รับพร ๘ ประการ จากพระปทุมุตตรสัมมาสัมพุทธเจ้า ความคุ้นเคยอย่างนี้ ไม่ใช่เกิดได้ง่าย จะต้องเป็นกำลังอุปถัมภ์พระพุทธศาสนาอย่างสำคัญ เป็นฝ่ายกองเสบียงทีเดียว จึงจะได้รับความคุ้นเคย นางเห็นแล้วก็ชอบ คิดในใจว่า เพื่อนของเราทำบุญอะไรหนอ จึงมีความคุ้นเคยกับพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและเหล่าภิกษุสงฆ์ถึงปานนี้ จึงได้กราบทูลถามพระบรมศาสดาว่า “อุบาสิกาท่านนี้มีความสัมพันธ์อย่างไรกับพระพุทธองค์หรือ จึงได้มีความคุ้นเคยกัน” ที่ถามเพราะว่า เป็นญาติ หรือเป็นลูกหลานเหลนอะไรของพระผู้มีพระภาคเจ้าหรือ “อุบาสิกาท่านนี้ ได้เป็นยอดแห่งอุปัฏฐากฝ่ายหญิงของเรา” เธอจึงถามต่อไปว่า “นางได้ทำกรรมอย่างไร จึงเป็นเลิศแห่งอุปัฏฐาก” คำว่า ทำกรรม เป็นคำกลางๆ ไม่ใช่ว่า เธอทำกรรมอะไรมา เราจะไปเหมาเข้าใจว่า เป็นกรรมไม่ดี อย่างนี้ไม่ใช่ พระปทุมุตตรสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงตรัสว่า “เพราะนางได้ตั้งความปรารถนาเอาไว้ตั้งแต่แสนกัปที่ผ่านมา” แสดงว่า ที่ผ่านมาต้องไม่เคยขาดเลยแม้แต่กัปเดียว “ถ้าอย่างนั้น บัดนี้หม่อมฉันจะปรารถนาเช่นนั้นบ้างจะได้ไหม” พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงสอดญาณตรวจตราดูด้วยสัพพัญญุตญาณ ซึ่งเป็นญาณทัสสนะที่สมบูรณ์ มีความสว่างไสวตลอดเวลา ถ้าสอดส่องไปที่ไหนเวลาไหนจึงจะรู้ได้ แต่ถ้าไม่สอดส่องก็ไม่รู้ เหมือนเรามีดวงตา ถ้าเราไม่ลืมตาก็มองไม่เห็น ถ้าลืมตาก็จะมองเห็น และแล้วพระองค์ได้ตรวจดูกำลังบุญบารมี ดูธาตุธรรมของเธอ แล้วจึงตรัสตอบว่า “ได้สิ เธอจะได้เป็นในอนาคตกาล” คำว่า “ได้” ในที่นี้หมายความว่า อีกแสนกัปข้างหน้า ซึ่งนางได้ยินแล้วก็มีความรู้สึกว่า เวลาไม่นานเท่าไร มีความรู้สึกว่า เหมือนพรุ่งนี้เลย ความรู้สึกของผู้ที่มีบุญกระหายบุญ มีบารมีมาก จะมีความรู้สึกว่า ไม่ยาวนาน เพราะรู้ตัว ว่า ชีวิตในสังสารวัฏ อีกแสนกัปที่ตัวจะไปถึงเป้าหมาย อย่างมากที่สุดจะได้ท่องเที่ยวอยู่ ๒ ภูมิ คือ มนุษยภูมิกับเทวภูมิ คือ ตายจากมนุษย์ก็ไปบังเกิดเป็นชาวสวรรค์ จุติจากสวรรค์ก็ลงมามนุษย์ เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสสิ่งใดแล้วไม่มีผิด เป็นจริงถูกต้องแม่นยำเสมอ “ถ้าอย่างนั้น ขอพระองค์พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ ๑ แสนรูป ได้โปรดมารับภัตตาหารที่บ้านของหม่อมฉันตลอด ๗ วันด้วยเถิด” พระปทุมุตตรสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงรับอาราธนา ในวันรุ่งขึ้นก็เสด็จมาพร้อมกับภิกษุสงฆ์ ๑ แสนรูปมาที่เรือนของเธอ คำว่า เรือน ในที่นี้ ต้องรองรับพระได้จำนวนมาก ต้องมีขนาดใหญ่ทีเดียว นางได้ถวายทานแด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าและภิกษุสงฆ์ตลอด ๗ วัน วันสุดท้ายนางได้ถวายผ้าสาฎกเพื่อทำจีวรแก่หมู่ภิกษุสงฆ์ โดยมีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นประมุข พร้อมกับกล่าวว่า “ด้วยผลแห่งทานนี้ หม่อมฉันไม่ได้ปรารถนาความเป็นใหญ่แห่ง เทวโลก” คือ มีบุญมากสามารถปรารถนาไปเป็นใหญ่ในเทวโลกได้ แม้จะทราบว่า เทวโลกมีความสุขมากเพียงใด “แต่หม่อมฉันปรารถนาพร ๘ ประการจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในเบื้องหน้า แล้วตั้งอยู่ในฐานะดั่งมารดา เป็นยอดแห่งมหาอุบาสิกาผู้สามารถบำรุงพระภิกษุสงฆ์ด้วยปัจจัย ๔“ พระปทุมุตตรสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงตรวจดูบุญบารมีของหญิงนี้ว่า จะสำเร็จหรือไม่ ก็ทรงพบว่า สำเร็จ จึงทรงพยากรณ์ว่า “ความปรารถนาของเธอจะสำเร็จ ในแสนกัปข้างหน้า จะมีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอุบัติขึ้น ทรงพระนามว่า พระสมณโคดมสัมมาสัมพุทธเจ้า ในกาลนั้นเธอจะได้เกิดเป็น อุบาสิกาชื่อ วิสาขา จะได้รับพร ๘ ประการ และตั้งอยู่ในฐานะดั่งมารดา ผู้เป็นยอดของอุบาสิกา ผู้สามารถบำรุงพระภิกษุสงฆ์ด้วยปัจจัย ๔” ------------------------- ตอนที่ ๑๓ พร ๘ ประการ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าและเหล่าพระสาวกประทับอยู่ที่พระวิหารเชตวัน นางวิสาขาก็ได้เข้าไปกราบอาราธนาพระพุทธองค์และเหล่าพระสาวกไปเสวยภัตตาหารที่เรือนตนในวันรุ่งขึ้น ในคืนนั้น ฝนตั้งเค้าในทวีปทั้ง ๔ ทำท่าว่าจะตกหนักทั้ง ๔ ทวีป คือ ชมพูทวีป อุตตรกุรุทวีป อปรโคยานทวีป ปุพพวิเทหทวีป พอวันรุ่งขึ้นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสแก่ภิกษุสงฆ์ว่า วันนี้ฝนจะตกใหญ่ทั้ง ๔ ทวีป พวกเธอจงสรงสนานกายกันเถิด เพราะเป็นครั้งสุดท้ายที่ฝนจะตกพร้อมกันทั้ง ๔ ทวีป พระภิกษุสงฆ์สนองพระพุทธบัญชา จึงพากันเปลื้องกายสรงน้ำท่ามกลางฝนที่ตกลงมา ในครั้งนั้น นางวิสาขาได้สั่งให้บริวาร จัดเตรียมภัตตาหารอย่างประณีต เพื่อเตรียมต้อนรับพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและเหล่าภิกษุสงฆ์ เมื่อถึงเวลาแล้ว นางจึงสั่งให้หญิงรับใช้ไปแจ้งให้แก่คณะสงฆ์ว่า “ภัตตาหารที่จัดเตรียมเรียบร้อยแล้ว ขออาราธนาพระคุณเจ้า” หญิงรับใช้เดินทางไปวัดพระเชตวันท่ามกลางสายฝนที่ตกหนัก แล้วเธอก็เข้าใจผิดว่า ไม่มีพระภิกษุสงฆ์ มีแต่อาชีวกหรือพวกชีเปลือยอาบน้ำฝนกันอยู่ จึงกลับมาบอกนางวิสาขาว่า “ไม่มีพระภิกษุอยู่เลย” แต่นางวิสาขา เป็นหญิงฉลาดและมีปัญญา ก็รู้ว่า สิ่งที่หญิงรับใช้เห็น คือ พระภิกษุ และเข้าใจว่า หญิงรับใช้เข้าใจผิด จึงให้หญิงรับใช้นั้นกลับไปนิมนต์พระภิกษุสงฆ์อีกครั้งหนึ่ง พอดีพระภิกษุสรงน้ำเสร็จก็กลับเข้าไปนุ่งห่มจีวรในกุฏิของตน หญิงรับใช้กลับไปอีกครั้ง ก็พบความว่างเปล่า ไม่มีภิกษุสงฆ์อยู่เลยแม้เพียงรูปเดียว ก็กลับมารายงานนางวิสาขาว่า “ไม่พบใครเลยที่วัดมีแต่ความว่างเปล่า” แต่นางวิสาขาทราบว่า ภิกษุคงกำลังนุ่งห่มจีวรอยู่ภายในกุฏิ จึงให้หญิงรับใช้กลับไปนิมนต์พระภิกษุอีกครั้งหนึ่ง ในขณะเดียวกันพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสกับภิกษุทั้งหลายว่า “พวกเธอจงเตรียมบาตรและจีวรเพื่อไปฉันภัตตาหารที่เรือนของนางวิสาขา” พระพุทธองค์พร้อมกับหมู่สงฆ์ก็เดินหายกันไปในวิหารพระเชตวัน แล้วก็มาปรากฏกายที่ซุ้มประตูบ้านของนางวิสาขา ประดุจบุรุษมีกำลังเหยียดแขนคู้แขนเช่นนั้น หญิงรับใช้เห็นอานุภาพพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและหมู่สงฆ์มาถึง ก็รีบกลับมารายงานด้วยความตกใจ นางวิสาขาพร้อมด้วยลูกหลานและบริวารจึงรีบออกมาต้อนรับแล้วกล่าวว่า “น่าอัศจรรย์จริงหนอ ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าและพระภิกษุสงฆ์ทั้งหลาย เสด็จมาโดยที่จีวรและเท้าไม่เปียกน้ำเลย นางจึงได้ถวายภัตตาหารแด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าและคณะสงฆ์ หลังจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทำภัตกิจเสร็จแล้ว นางวิสาขาได้ทูลขอพร ๘ ประการ จากพระสัมมาสัมพุทธเจ้า นางวิสาขากราบทูลว่า “หม่อมฉันทูลขอประทานพร ๘ ประการที่สมควรและไม่มีโทษเพคะ” พร ๘ ประการนั้น คือ ๑. หม่อมฉันปรารถนาจะถวายผ้าอาบน้ำฝนแด่พระภิกษุสงฆ์ ๒. หม่อมฉันปรารถนาจะถวายภัตตาหารแด่พระภิกษุสงฆ์ที่เดินทางมาจากที่อื่น ๓. หม่อมฉันปรารถนาจะถวายภัตตาหารแด่พระภิกษุที่เตรียมจะเดินทางไปที่อื่น ๔. หม่อมฉันปรารถนาจะถวายภัตตาหารแด่พระภิกษุสงฆ์ผู้อาพาธ ๕. หม่อมฉันปรารถนาจะถวายภัตตาหารแด่พระภิกษุสงฆ์ผู้เฝ้าไข้ ๖. หม่อมฉันปรารถนาจะถวายเภสัชสำหรับพระภิกษุสงฆ์ผู้อาพาธ ๗. หม่อมฉันปรารถนาจะถวายข้าวยาคูแด่พระภิกษุสงฆ์ ๘. หม่อมฉันปรารถนาที่จะถวายผ้าอาบน้ำฝนแด่ภิกษุณีสงฆ์ พระศาสดาตรัสว่า “วิสาขาเธอเห็นประโยชน์อะไรจึงขอพร ๘ ประการนี้จากตถาคต” เธอจึงกราบทูลว่า ข้อ ๑ ในวันนี้ดิฉันให้หญิงรับใช้ไปนิมนต์พระภิกษุที่วัดเชตวัน หญิงรับใช้นั้นเห็นว่า ภิกษุทั้งหลายเปลื้องผ้าสรงสนานกาย นางจึงเข้าใจผิดว่า ไม่มีพระภิกษุในเชตวันเลย มีแต่พวกนักบวชชีเปลือยสรงสนานกายอยู่ นางจึงมารายงานให้หม่อนฉันทราบ หม่อมฉันคิดว่า พระภิกษุเปลือยกายไม่งาม ไม่เหมาะแก่สมณสารูป หม่อมฉันเห็นอำนาจประโยชน์นี้ จึงปรารถนาจะถวายผ้าอาบน้ำฝน (วัสสิกสาฎก) แด่พระภิกษุสงฆ์ตลอดชีวิต ข้อที่ ๒ พระอาคันตุกะ เมื่อมาถึงเมืองสาวัตถีใหม่ๆ ย่อมไม่ชำนาญหนทาง ไม่รู้จักสถานที่ที่จะบิณฑบาต จะทำให้ท่านลำบากเรื่องการขบฉัน แต่เมื่อภิกษุสงฆ์ได้ฉันอาคันตุกภัตของหม่อมฉันแล้ว ท่านจะได้ไม่ลำบากในการแสวงหาภัตตาหารในช่วงแรก เมื่ออยู่ไปนานๆ ท่านก็จะชำนาญหนทางมากขึ้น ก็จะสามารถออกบิณฑบาตที่อื่นได้ หม่อมฉันเห็นอำนาจประโยชน์นี้ จึงปรารถนาจะถวายอาคันตุกภัตแด่พระภิกษุสงฆ์ตลอดชีพ ข้อ ๓ พระภิกษุผู้จะเตรียมตัวเดินทางไป แต่มัวแสวงหาภัตตาหารอยู่จะพลาดจากหมู่เกวียนที่ตนจะอาศัยไปด้วย และจะต้องเดินทางไปรูปเดียว กว่าจะถึงที่หมายก็มืดค่ำ หม่อมฉันเห็นอำนาจประโยชน์นี้จึงปรารถนาจะถวายคมิกภัต แด่ภิกษุสงฆ์ที่กำลังจะเดินทางตลอดชีวิต ข้อ ๔ เมื่อพระภิกษุอาพาธถ้าไม่ได้ภัตตาหารที่เป็นสัปปายะ อาการอาพาธก็จะกำเริบ อาจถึงแก่มรณภาพได้ หม่อมเห็นอำนาจประโยชน์นี้จึงปรารถนาจะถวายคิลานภัตแด่พระภิกษุสงฆ์อาพาธตลอดชีพ ข้อ ๕ พระภิกษุผู้เฝ้าไข้ มัวแสวงหาภัตตาหารเพื่อผู้ป่วยอยู่ กว่าจะหาได้ตนเองก็จะอดอาหาร หม่อมฉันเห็นอำนาจประโยชน์นี้จึงปรารถนาจะถวายคิลานุปัฏฐากภัตแด่พระภิกษุสงฆ์ผู้เฝ้าไข้ตลอดชีพ ข้อ ๖ เมื่อพระภิกษุผู้อาพาธไม่ได้รับเภสัชที่สัปปายะ อาการอาพาธจะกำเริบและอาจจะมรณภาพได้ หม่อมฉันเห็นอำนาจประโยชน์นี้จึงปรารถนาที่จะถวายคิลานเภสัชแด่พระภิกษุสงฆ์อาพาธตลอดชีพ ข้อ ๗ พระพุทธองค์ได้อนุญาตให้ภิกษุฉันยาคูได้ เพราะเห็นว่า เป็นประโยชน์แก่สุขภาพของพระภิกษุสงฆ์ เช่น ช่วยย่อยอาหาร เป็นต้น หม่อมฉันเห็นอำนาจประโยชน์นั้นจึงตั้งใจถวายยาคูเป็นประจำแด่พระภิกษุสงฆ์จนตลอดชีวิต ยาคู คือ อาหารที่มีลักษณะเหลวคล้ายข้าวต้ม เป็นอาหารเบาสำหรับฉันรองท้องก่อนถึงเวลาฉันอาหารหนัก เช่น ภิกษุฉันยาคูก่อนออกบิณฑบาตร อานิสงส์ของยาคู ๑๐ ประการ ดังนี้ ๑. ให้อายุ ๒. ให้วรรณะ ๓. ให้ความสุข ๔. ให้พละกำลัง ๕. ให้ปฏิภาณ ๖. กำจัดความหิว ๗. บรรเทาความกระหาย ๘. ทำให้ลมเดินคล่อง ๙. ล้างลำไส้ ๑๐. ย่อยอาหารใหม่ที่เหลือ ข้อ ๘ ภิกษุณีทั้งหลายต้องเปลือยกายสรงน้ำร่วมท่ากับหญิงชาวบ้าน หญิงแพศยา ต้องถูกเย้ยหยันทำให้เกิดความเกื้อเขิน ชื่อว่า ความเปลือยกายของผู้หญิงไม่งาม น่าเกลียดน่าชัง ไม่สมควร หม่อมฉันเห็นประโยชน์นี้จึงถวายผ้าอาบน้ำ (อุทกสาฎก) แด่ภิกษุณีสงฆ์ จนตลอดชีพ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า “เธอเห็นอานิสงส์อะไรจึงขอพร ๘ ประการนี้ต่อตถาคต” นางวิสาขากราบทูลว่า “ภิกษุทั้งหลายเมื่อออกพรรษาแล้วจะมาสู่เมืองสาวัตถีเพื่อเข้าเฝ้าพระพุทธองค์ หม่อมฉันก็จะถามภิกษุทั้งหลายว่า เคยมาเมืองสาวัตถีหรือไม่ ถ้าเคยมาก็แสดงว่าท่านเคยได้รับการดูแล และรับถวายภัตตาหารและสิ่งของต่างๆ ของหม่อมฉันเป็นประจำเป็นแน่ เมื่อเป็นเช่นนั้นหม่อมฉันก็จะระลึกนึกถึงบุญได้ตลอด ทำให้เกิดความปลื้มใจอิ่มเอิบใจ กายก็จะสงบมีความสุข จิตจะตั้งมั่นเป็นทางมาแห่งกุศลธรรมยิ่งๆ ขึ้นไป” การที่ขอพร ๘ ประการนี้ ก็เพื่อว่า ภิกษุสงฆ์ ภิกษุณีสงฆ์ก็ดี นางวิสาขาเจอที่ไหน เมื่อไหร่ก็ตาม ก็จะได้ถามว่า เคยมาเมืองสาวัตถีไหม แล้วก็ได้ทำสิ่งเหล่านี้ทั้ง ๘ ประการ พอพระภิกษุหรือภิกษุณีบอกว่า เคยมาอย่างนั้น แสดงว่า ท่านก็คงต้องได้รับการบำรุงข้อใดข้อหนึ่งที่เธอขอพรจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็จะทำให้เธอปลื้ม ได้ชื่นอกชื่นใจก็เป็นทางมาแห่งกุสลธรรม จิตก็จะตั้งมั่น เธอเห็นประโยชน์อย่างนี้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ตรัสว่า “สาธุ สาธุ สาธุ เมื่อเธอเห็นอานิสงส์ถึงปานนั้น จึงขอพร ๘ ประการต่อเราตถาคต เราก็จะอนุญาตพร ๘ ประการเหล่านั้นแก่เธอ” สิ่งที่เธอขอไม่ใช่เพื่อใครเลย แต่เพื่อประโยชน์สุขของผู้ประพฤติพรหมจรรย์ ผู้ที่จะได้ทำพระนิพพานให้แจ้ง ------------------------- ตอนที่ ๑๔ หลานรัก นางวิสาขาเป็นที่เคารพรักของชาวเมืองสาวัตถีเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเดินทางไปไหนก็จะมีคนคอยต้อนรับ คือ มีบุญเก่าด้วย แล้วก็สร้างบุญใหม่ด้วย เพราะฉะนั้น บุญเก่าก็ส่งผลให้เธอมีรูปสมบัติ ทรัพย์สมบัติ คุณสมบัติ แล้วเธอก็ใช้บุญเก่านั้นมาสร้างบุญใหม่ ดังนั้น จึงเป็นที่รักของชาวเมือง ไม่ว่าบ้านไหนจะมีงานมงคล ก็จะเชิญนางวิสาขาไปเป็นประธาน หรืองานบำเพ็ญกุศล ในโอกาสต่างๆ ที่นิมนต์พระภิกษุสงฆ์มาที่บ้าน ก็จะเชิญนางวิสาขามาเป็นประธาน นอกจากจะมีวัตรประจำ คือ ทำบุญแล้ว เธอยังมีกิจเป็นประธานในงานต่างๆ อีกด้วย จึงไม่ค่อยได้อยู่บ้านของตัวเอง นางจึงได้แต่งตั้งหลานสาวคนหนึ่งชื่อ สุทัตตี ให้เป็นผู้คอยดูแลและบำรุงพระภิกษุสงฆ์ที่เข้ามาสู่เรือนของตนแทนตัว ถ้ามีคนเชิญไป แล้วไม่ไปก็ไม่งาม พอไปแล้วทำให้เขาปลาบปลื้ม ดังนั้น จึงต้องไปบ้านนั้นวันนี้ บ้านนี้วันนั้น จนไม่ได้อยู่อุปัฏฐากพระที่ตัวนิมนต์มา จึงให้หลานสาวสุทัตตีดูแลพระภิกษุแทน สุทัตตีก็สามารถดูแลพระภิกษุได้เป็นอย่างดี คือมีเลือดเนื้อเชื้อไขแห่งความดีของนางวิสาขา จนวันหนึ่งเธอตายด้วยโรคปัจจุบัน ทั้งๆ ที่ยังอยู่ในวัยที่สดใส เธอตายในวัยที่ยังไม่สมควรเลย แต่พอหมดบุญก็หมดโอกาสที่จะไปอุปัฏฐากพระ เพราะฉะนั้นตอนที่มีโอกาสต้องสร้างบุญ แต่เธอได้สร้างบุญไว้ดีแล้ว จึงไปสู่สุคติ นางวิสาขาได้จัดงานศพหลานสาวสุทัตตีอย่างสมเกียรติ แล้วยังไปฝังศพของหลานสาวด้วยตัวเอง ด้วยน้ำตาที่นองหน้าตลอดเวลา เธอเป็นพระโสดาบันแต่น้ำตายังไหล แม้หลังงานศพผ่านไปแล้ว เธอก็ยังไม่คลายความโศกเศร้า จึงได้เดินทางมาที่วัดพระเชตวัน เนื่องจากสุทัตตีทำหน้าที่อุปัฏฐากพระภิกษุแทนเธอได้ดีเยี่ยม เมื่อตายไปเธอจึงโศกเศร้ามาก นางร้องให้ไปจนถึงวัดพระเชตวัน ได้ไปเข้าเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทั้งๆ ที่น้ำตายังนองอยู่เต็มใบหน้า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงตรัสถามนางวิสาขาว่า “เธอร้องไห้ทำไม มีความทุกข์ใจอะไรหรือ” คนที่มีรูปสมบัติ มีบุญลักษณะแม้ร้องไห้ยังงามเลย เธอก็กราบทูลว่า “หลานสาวของหม่อมฉันชื่อ สุทัตตี เป็นผู้สมบูรณ์ด้วยข้อวัตรปฏิบัติได้ตายจากหม่อมฉันไป บัดนี้หม่อมฉันไม่มีโอกาสที่จะเจอเธอได้อีกแล้ว” แล้วก็พรรณาคุณของสุทัตตีให้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าฟัง “หม่อมฉันวางใจได้ในเรื่องงานบุญ และหม่อมฉันก็ได้ไปปฏิบัติภารกิจที่ชาวเมืองเขาเชิญไปเป็นประธานได้อย่างไม่กังวล “วิสาขา ในเมืองสาวัตถีนี้มีประชาชนเท่าไร” “ในเมืองนี้มีประชาชนอยู่ ๗ โกฏิ เพคะ” “ถ้าหากชาวเมืองสาวัตถีเป็นเช่นเดียวกับหลานสาวของเธอ เธอจะยังรักชาวเมืองสาวัตถีเท่ากับหลานสาวของเธอหรือไม่” “หม่อมฉันรักเหมือนกันเพคะ” “ถ้าเธอรักทุกคน ชาวเมืองสาวัตถีต้องตายทุกวัน เธอรู้ไหมว่า ตายวันละกี่คน” “วันละ ๑๐ คนบ้าง ๙ คนบ้าง ไม่มีวันไหนที่ไม่มีคนตายเลยเพคะ” “ถ้าอย่างนั้นเธอจะต้องเศร้าโศกอยู่ตลอดเวลานะสิ เธอจะต้องร้องไห้ตลอดทั้งกลางวันและกลางคืนเชียวหรือ เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสเช่นนี้ ทำให้นางได้สติขึ้นมา “หม่อมฉันทราบแล้ว ต่อจากนี้ไปหม่อมฉันจะไม่เศร้าโศกอีกแล้ว ความตายเป็นธรรมดา ทุกคนมีความตายเป็นธรรมดา จะล่วงพ้นความตายไม่ได้” “ถ้าเช่นนั้นเธออย่าเศร้าโศกเสียใจไปเลย ความโศกก็ดี ความกลัวก็ดี ย่อมเกิดจากความรัก มีรักมากก็ทุกข์มาก มีรักน้อยก็ทุกข์น้อย ถ้าไม่มีรักก็ไม่มีทุกข์” มีคำถามว่า นางวิสาขาเป็นถึงพระโสดาบัน ทำไมยังร้องไห้เศร้าโศกเสียใจอยู่ อย่างที่เราได้ศึกษามาบ้างแล้วว่า พระโสดาบันทำลายสังโยชน์เบื้องต่ำได้เพียง ๓ ประการเท่านั้น คือ สักกายทิฏฐิ คือ ความถือมั่นว่า ตัวเราของเรา หรือของของเรา วิจิกิจฉา คือ ความลังเลสงสัยในพระรัตนตรัย สีลัพพตปรามาส คือ ลูบคลำศีลพรต ไม่เอาจริงเอาจังในการรักษาศีล แต่เรื่องของความรักหรือตัณหาภายในนั้น นางยังทำลายไม่หมด ยังต้องแต่งงาน ต้องมีครอบครัว ยังมีความรัก ยังมีความผูกพันอยู่ พระโสดาบันนั้นสามารถทำลายความเห็นผิดและความสงสัยในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ได้ และรักษาศีลได้เป็นปกติ แต่ยังละความเศร้าโศกไม่ได้ ------------------------- ตอนที่ ๑๕ หญิงสหายขี้เมา วันหนึ่งพระบรมศาสดา ทรงปรารภหญิงสหายของนางวิสาขา ในนครสาวัตถี มีกุลบุตรอยู่กลุ่มหนึ่ง ๕๐๐ คน เห็นคุณงามความดีของนางวิสาขา แล้วก็กลับมาดูที่บ้าน เห็นภรรยาของตนไม่ได้เศษเสี้ยวธุลีของนางวิสาขาเลย ครั้นจะไปอบรมสั่งสอนก็ไม่ค่อยจะฟัง เพราะตัวก็ไม่ดีเหมือนกัน จึงอยากฝากให้นางวิสาขาช่วยดูแล เพื่อว่าอยู่ใกล้ชิดนางวิสาขาจะได้ซึมซับเอาความดีของนางมาบ้าง ก่อนฝากก็มาหารือกันในหมู่กุลบุตร ๕๐๐ คน เราจะฝากแม่บ้านของเราไปอยู่ใกล้ ๆ นางวิสาขาคงจะได้นิสัยดีๆ ขึ้นอีกมากทีเดียว ส่วนภรรยาก็ดีใจว่า จะได้ออกจากบ้านง่ายขึ้น ก็เบิกบานขึ้นทันที เดินตามนางวิสาขาไปที่วิหารบ้าง ไปที่สวนบ้าง ต่อมา ในเมืองสาวัตถีมีการป่าวประกาศว่า จะมีเทศกาลรื่นเริงแห่งเมืองสาวัตถีตลอด ๗ วัน เหล่าภรรยาทั้ง ๕๐๐ คน ก็จัดเตรียมสุราเพื่อสามีของตน เพราะเขาถือว่าเป็นธรรมเนียม เหล่าสามีของหญิงเหล่านั้นก็เที่ยวเล่นดื่มสุราเมากันตลอด ๗ วัน แต่พอถึงวันที่ ๘ ต่างก็แยกย้ายกันออกไปทำงาน ทั้งๆ ที่ยังเมาค้างกันอยู่ เหล่าแม่บ้านได้ปรึกษาหารือกันว่า สุราเมรัยที่พ่อบ้านเขาดื่มยังเหลืออยู่ เรามาดื่มกันดีกว่า จะไปเททิ้งก็เสียดาย ได้ออกอุบายไปหานางวิสาขาแล้วกล่าวว่า “วิสาขา พวกเราอยากชมสวน ช่วยพาเราไปหน่อยเถิด” ด้วยหวังจะไปหาบรรยากาศในการดื่มสุรา โดยอ้างนางวิสาขาจะได้รับอนุญาตจากสามีให้ออกจากบ้านไปได้ นางวิสาขาไม่ทราบอุบาย จึงบอกว่า “ไปก็ได้ แต่ขอให้เราได้สะสางงานที่ค้างอยู่ก่อน ทำงานเสร็จแล้ว เดี๋ยวเราก็ค่อยไปกัน” เมื่อนางวิสาขาทำงานเสร็จแล้วและไม่อยากจะขัดใจ เธอจึงพาหญิงเหล่านั้นไปชมสวน แต่คิดกันคนละอย่าง เธอต้องการให้ไปเพื่อความสบายใจ กุศลธรรมจะได้เกิดขึ้น แต่ว่าหญิงเหล่านั้น แอบซ่อนสุรามาอย่างมิดชิด หาบรรยากาศที่ดี เมื่อนางวิสาขาไม่เห็นก็แอบเอาสุรามาดื่ม สุรา แปลว่า เหล้า ดื่มแล้วก็เมา อาการก็ปรากฏ นางวิสาขาพอเห็นดังนี้ก็ตำหนิว่า “ทำไมพวกเธอทำอย่างนี้ ทำสิ่งที่ไม่เหมาะไม่ควรเลย เหล้านี่ไม่ควรจะดื่มเพราะทำให้ขาดสติ เดี๋ยวคนทั้งหลายจะติเตียนได้ว่า สาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าดื่มสุราแล้วก็ทำอาการอันไม่สมควร นางจึงเตือนหญิงสหายเหล่านี้ว่า “พวกเธอทำสิ่งไม่ดี พลอยทำให้เสียมาถึงฉันด้วย ถ้าสามีของเธอรู้ สามีของเธอจะโกรธ แล้วเธอจะทำอย่างไร” “ไม่ต้องห่วง เราได้เตรียมแผนการณ์ไว้แล้ว เมื่อกลับไปแล้วเราจะแกล้งป่วย เพราะดื่มสุราแล้วหน้าจะแดง ๆ อย่างนี้มันแนบเนียนดี เราจะบอกสามีว่า อาการไข้เกิดขึ้น เพราะฉะนั้น ความร้อนกำลังเกิดขึ้นในร่างกายหน้าจึงแดง” เธอได้กล่าวแก่นางวิสาขา “เธออย่าไปคิดอย่างนั้น เดี๋ยวเธอก็จะรู้เองว่า เธอจะเจออะไร” นางวิสาขาบอก “เธอไม่ต้องห่วง” ว่าแล้วก็แยกย้ายกันกลับบ้าน เมื่อไปถึงเรือนก็ได้ทำตามแผนที่ได้ตกลงกันเอาไว้ คือ ทำเป็นป่วยหน้าแดง แต่สิ่งนี้หรือจะไปปิดบังพ่อบ้าน เพิ่งดื่มมาได้ ๗ วัน วันที่ ๘ ยังไม่ทันส่างเลย เมื่อกลับมาบ้าน สามีเห็นหน้า ได้กลิ่นก็รู้ คนป่วยกลิ่นออกมาเป็นแอลกอฮอล์อย่างนี้ไม่มี สามีก็บอกว่า “เธอคงไปแอบดื่มสุรามาเป็นแน่” ชี้หน้าเลย แล้วก็เป็นอย่างที่นางวิสาขาว่า คือ พ่อบ้านได้ตบตี แล้วก็สั่งสอนไปด้วย อีกคราวหนึ่งได้มีการจัดงานเช่นนี้ขึ้นมาอีก พ่อบ้านดื่มสุราแบบเดิม แม่บ้านก็เอาอย่างบ้าง เพราะว่าเพิ่งผ่านไปไม่นานอย่างนั้น เมื่อพ่อบ้านดื่มได้เราก็ดื่มได้ ก็เลยไปชวนนางวิสาขาอีกว่า จะไปชมสวนกันแบบเดิม “แต่คราวนี้ฉันไม่ไปกับเธอแล้ว เธอทำให้ฉันเสียหายในคราวที่แล้ว” พวกหญิงสหายนั้นก็บอกว่า “โอ รับรองคราวนี้เราจะไม่ทำอย่างนั้นอีกเด็ดขาด เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ไม่พาเราไปชมสวน พาเราไปเข้าเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่วิหารได้ไหม “เธอไปวิหาร ไปเข้าเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแน่นะ ถ้าแน่แล้วเธอก็ต้องทำให้มันถูกต้องนะ ไม่เหมือนกับไปเที่ยวชมสวนโดยแอบเอาสุราเข้าไปดื่ม ถ้าเธอรับปากเดี๋ยวฉันจะพาเธอไปเข้าเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า” แต่ไม่เป็นดังนั้นหญิงเหล่านั้นได้ให้คนถือของหอม ดอกไม้ และแอบเอาสุราเข้าไป แล้วก็เอาผ้าผืนใหญ่คลุมปิดบังขวดสุรานั้น ทำเป็นว่า มีไทยธรรม ที่จะไปถวายแก่พระภิกษุสงฆ์ นางวิสาขาเป็นคนให้โอกาสกับทุกๆ คนที่จะกลับตัว เมื่อทุกคนรับปาก เธอก็เชื่อในสิ่งนั้น จึงพาไปวัดพระเชตวัน เข้าเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อจะฟังธรรม แล้วก็เชื่อมั่นว่า เมื่อฟังธรรมจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว จะหักดิบเลิกได้ หญิงเหล่านั้น แม้เข้าไปสู่วิหารแล้วยังแอบนำสุราขึ้นมาดื่มจนเมา เข้าเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็ยังหน้าแดง เลือดฝาดขึ้นหน้าทีเดียว นางวิสาขาก็ทราบ เพราะอาการเมาจะปิดบังอะไรเธอได้ แต่เธอว่า เออ ก็ยังดีกว่าไปอยู่ในสวน อยู่ตรงนี้ เดี๋ยวจะอาราธนาพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ให้ทรงแสดงธรรมแก่หญิงเหล่านั้น แล้วนางได้กราบอาราธนาให้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงธรรม คนเมาเวลาฟังธรรม ไม่ได้คิดว่าอยู่ต่อหน้าใครก็ร้องรำทำเพลงไปเลย หมดความละอายไปแล้ว เพราะน้ำเปลี่ยนนิสัย นิสัยได้เปลี่ยนไปแล้ว รำต่อพระพักตร์ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในบริเวณนั้นมีเทวดาตนหนึ่งถูกมารเข้าสิง มารก็บังคับให้เทวดามีความคิดว่า เราจักสิงร่างของผู้หญิงเหล่านี้ เมื่อเข้าสิงร่างของผู้หญิงเหล่านี้แล้ว ก็แสดงอาการประหลาดต่อพระพักตร์ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า สิงกันมาเป็นทอดๆ คนเมาจะถูกสิงง่าย เพราะปกติตอนเมาก็เหมือนโดนสิงอยู่แล้ว เมื่อโดนสิงก็ปรบมือบ้าง หัวเราะบ้าง ก็เริ่มร้องรำทำเพลง แต่ทั้งหมดอยู่ในธรรมจักษุของพระพุทธองค์ พระองค์ได้ทรงเปล่งพระรัศมีไปยังหญิงขี้เมาเหล่านั้น หญิงเหล่านั้นตกใจสุดขีด ไม่เคยเจออย่างนี้ ก็กลับได้สติ สร่างเมาขึ้นมาทันที พระพุทธองค์ทรงหายจากที่ประทับนั่ง ไปประทับยืนอยู่บนยอดเขาสิเนรุ และได้เปล่งฉัพพรรณรังสีออกจากพระวรกาย แล้วทรงแสดงธรรมหลังจากแสดงพุทธานุภาพแล้ว เพื่อให้หญิงเหล่านั้นใจเปิดพร้อมที่จะรับฟังธรรม พระพุทธองค์จึงได้ตรัสว่า “พวกเธอมาสู่สำนักของตถาคตแล้ว ไม่ควรเป็นผู้ประมาท จงตั้งใจฟังธรรมให้ดี เพราะความประมาทของพวกเธอ จึงทำให้เทวดาผู้ถูกมารสิงได้โอกาสเข้าสิงร่างของเธอ ให้ทำอาการประหลาดต่างๆ พวกเธอทั้งหมดจงทำความเพียร เพื่อขจัดกิเลสอาสวะออกจากใจเถิด” พระพุทธองค์ตรัสขณะที่ประทับยืนบนยอดเขาสิเนรุ แม้จะไกลแต่ฟังแล้วเหมือนพระองค์ตรัสอยู่ใกล้ๆ ในที่สุดด้วยอานุภาพแห่งบุญ จึงทำให้หญิงทั้งหมดนั้นได้บรรลุโสดาปัตติผล พระบรมศาสดาทรงทราบว่า หญิงเหล่านั้นได้บรรลุเป็นพระโสดาบัน มีศรัทธาตั้งมั่นในพระรัตนตรัยแล้ว จึงเสด็จลงมาจากยอดเขา แล้วทรงประทับนั่งบนพุทธอาสน์ดังเดิม นางวิสาขาก็ได้กราบทูลพระพุทธองค์ว่า “ขึ้นชื่อว่า สุรา นี้เป็นของเลวทรามยิ่งนัก พวกหญิงเหล่านี้แม้นั่งต่อหน้าพระพักตร์ของพระองค์ก็ยังทำแปลกประหลาดได้ถึงเพียงนี้ เพราะชนทั้งหลายดื่มสุรานี้ เขาจึงถึงความพินาศย่อยยับ ทั้งในปัจจุบันและในปรโลก และในสังสารวัฏ” ------------------------- ตอนที่่่ ๑๖ วิสาขารักษาอุโบสถศีล พระสัมมาสัมพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ บุพพาราม วันนั้นเป็นวันอุโบสถ นางวิสาขาพร้อมเพื่อน ๆ และบริวาร ได้ไปวัดแต่เช้า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสถามว่า “วิสาขา วันนี้เธอมาแต่เช้าตรู่ มีกิจธุระอะไรเป็นพิเศษหรือเปล่า” “วันนี้เป็นวันอุโบสถ หม่อมฉันมารักษาศีลเพคะ” “วิสาขา อุโบสถนั้นมี ๓ ประเภท คือ ประเภทที่ ๑ เรียกว่า โคปาลกอุโบสถ อุโบสถเยี่ยงคนเลี้ยงโค เมื่อคนเลี้ยงโคพาโคออกไปเลี้ยง ถึงเวลาเย็นก็คิดว่า วันนี้เราให้โคกินหญ้าและน้ำในที่นี้ พรุ่งนี้เราจะพาโคไปกินหญ้าและน้ำในที่โน้น คนที่รักษาศีลอุโบสถบางพวกย่อมคิดว่า วันนี้เราจะได้บริโภคอาหารในที่นี้ ส่วนวันพรุ่งนี้เราจะได้บริโภคอาหารในที่โน้น คนรักษาอุโบสถศีลพวกนี้ มีใจเต็มไปด้วยความอยาก ใช้วันเวลาให้หมดไปกับความอยากนั้นๆ วิสาขา อุโบสถนี้ เป็นอุโบสถที่ไม่มีผลมาก ไม่มีอานิสงส์มาก ประเภทที่ ๒ คือ นิคัณฐอุโบสถ อุโบสถเยี่ยงนิครนถ์ คือ พวกนิครนถ์ได้สอนสาวกของตนให้เมตตาเฉพาะสัตว์บางพวก ส่วนบางพวกไม่ต้องเมตตา โดยเฉพาะสัตว์ที่อยู่เกินรัศมี ๑๐๐ โยชน์ ถ้าเจอก็สามารถตี หรือฆ่าให้ตายได้เลย และสอนให้สาวกเปลือยกายพร้อมกับบอกสาวก ว่า พวกเจ้าไม่ต้องไปสนใจใคร ไม่ต้องไปกังวลสิ่งใดๆ แม้พ่อแม่ก็ต้องทำเป็นไม่รู้จัก ส่วนในเวลากลางคืน ถ้าหิวก็ให้ไปหาอาหารตามบ้านคน โดยไม่ต้องขอเจ้าของบ้าน วิสาขา นิคัณฐอุโบสถ เป็นอุโบสถที่ไม่ดี ไม่ควรปฏิบัติ และก็ไม่มีอานิสงส์เลย ประเภทที่ ๓ เรียกว่า อริยอุโบสถ อุโบสถเยี่ยงพระอริยเจ้า คือ การพยายามรักษาใจให้ผ่องใส ซึ่งเป็นกิจของอริยสาวกในพระธรรมวินัยนี้ มี ๕ วิธี คือ ๑. ตามระลึกนึกถึงคุณของพระพุทธเจ้า เมื่ออยู่อุโบสถก็ให้ระลึกถึงคุณของพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์ว่า ท่านเป็นผู้ตรัสรู้เองโดยชอบ เป็นผู้รู้แจ้งโลก เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ฯลฯ นึกถึงแล้วจิตย่อมผ่องใส ย่อมละกิเลสได้ เปรียบเสมือนบุคคลที่ศีรษะสกปรกสามารถทำให้สะอาดได้ด้วยยาสระผมและน้ำ พร้อมกับความพยายามของตน ศีรษะจึงสะอาดได้ฉันใด ใจที่เศร้าหมองก็ฉันนั้น สามารถทำให้ผ่องใสด้วยการเจริญพุทธานุสติ ๒. การตามระลึกนึกถึงคุณของพระธรรม เพราะพระธรรมอันผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ดีแล้ว เป็นสิ่งที่พึงรู้ได้เฉพาะตน ฯลฯ เมื่อระลึกนึกถึงคุณของพระธรรมแล้วจิตย่อมผ่องใสสามารถละกิเลสได้ เปรียบเสมือนร่างกายที่สกปรกสามารถทำให้สะอาดด้วยสบู่และน้ำพร้อมความพยายามของตน ร่างกายจึงสะอาดได้ฉันใด ใจที่เศร้าหมองก็ฉันนั้น สามารถทำให้ผ่องใสได้ด้วยการระลึกถึงคุณของพระธรรม ๓. การตามระลึกถึงคุณของพระสงฆ์ว่า เป็นผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ปฏิบัติตรงต่อหนทางของพระนิพพาน ฯลฯ ผู้ที่ระลึกถึงคุณของพระสงฆ์จิตย่อมผ่องใสสามารถละกิเลสได้ เปรียบเสมือนเสื้อผ้าที่สกปรกสามารถทำให้สะอาดด้วยการซักล้าง พร้อมกับความพยายามของตนฉันใด ใจที่เศร้าหมองก็สามารถทำให้ผ่องใสได้ด้วยการระลึกถึงคุณของพระสงฆ์ ฉันนั้น ๔. การตามระลึกถึงศีลของตนที่สะอาดบริสุทธิ์ไม่ขาด ไม่ทะลุ ไม่ด่างพร้อย จิตย่อมผ่องใส สามารถละกิเลสได้ เปรียบเสมือนแว่นที่มัวไม่สะอาด จะทำให้ใสสะอาดต้องขัดด้วยน้ำมันและความพยายามของตน แว่นจึงจะใสได้ฉันใด ใจที่เศร้าหมองก็ฉันนั้น จะทำให้ผ่องใสได้ก็ด้วยการระลึกถึงศีลของตนที่สะอาดบริสุทธิ์ ๕. การตามระลึกถึงเทวดาและธรรมที่ทำให้เป็นเทวดา จิตของบุคคลนั้นย่อมผ่องใสสามารถละกิเลสได้ เปรียบเสมือนทองที่หมองจะทำให้ผ่องได้ด้วยการขัดด้วยน้ำยาขัดทองและความพยายามของตน ทองจึงจะผ่องใสได้ฉันใด ใจที่เศร้าหมองก็ฉันนั้น ต้องทำใจให้ผ่องใสด้วยการระลึกถึงเทวดา และธรรมที่ทำให้เป็นเทวดา” “วิสาขา ศีลอุโบสถนั้น จะต้องประกอบไปด้วยองค์ ๘ ประการ คือ ๑. เว้นจากการฆ่าและเบียดเบียนสัตว์ ให้มีความเมตตาต่อสรรพสัตว์ทั้งหลาย ๒. เว้นขาดจากการขโมยของของผู้อื่น ให้ถือเอาแต่ของที่เขาจัดให้ ไม่ขโมย ๓. เว้นขาดจากการเสพเมถุนธรรม แม้ในคู่ครองของตน ให้ประพฤติพรหมจรรย์ ๔. เว้นขาดจากการพูดโกหก พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ และพูดเพ้อเจ้อ ให้พูดแต่คำจริงที่มีประโยชน์ ๕. เว้นขาดจากการดื่มน้ำเมา อันเป็นที่มาแห่งความประมาท ๖. เว้นขาดการบริโภคอาหารในยามวิกาล ๗. เว้นขาดจากการฟ้อนรำขับร้อง ประโคมดนตรี หรือดูการละเล่น และไม่ประดับตบแต่งร่างกายด้วยดอกไม้ ของหอม และเครื่องประทินผิว ๘. เว้นขาดจากการนอนที่นอนสูงใหญ่ หรือหนานุ่ม ทั้ง ๘ ประการนี้ ชื่อว่าได้ปฏิบัติตามของพระอรหันต์ทั้งหลาย และเป็นการรักษาศีลที่มีผลมาก มีอานิสงส์มาก จะทำให้มีความรุ่งเรืองแผ่ไพศาลมาก แม้พระราชาที่ปกครองรัฐทั้ง ๑๖ รัฐในแคว้นต่างๆ และมีรัตนะ ๗ มากมายก็ปลื้มและไม่มีคุณค่าถึงเสี้ยวที่ ๑๖ แห่งการรักษาศีลอุโบสถ อันประกอบไปด้วยองค์ ๘ ประการ” “วิสาขา สมบัติของมนุษย์ เป็นเสมือนของกำพร้าเมื่อเทียบกับสุขอันเป็นทิพย์ วิสาขา ๕๐ ปีของมนุษย์เท่ากับวันหนึ่งคืนหนึ่งของสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา ซึ่งมีอายุ ๕๐๐ ปีทิพย์ บุคคลที่รักษาศีลอุโบสถแล้ว แม้ละสังขารย่อมไปเสวยสุขอันเป็นทิพย์ที่ประณีตกว่านั่นเอง วิสาขา ๑๐๐ ปีของมนุษย์เท่ากับวันหนึ่งคืนหนึ่งของสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ซึ่งมีอายุหนึ่ง ๑,๐๐๐ ปีทิพย์ บุคคลที่รักษาศีลอุโบสถแล้ว เมื่อละสังขารย่อมไปเสวยสุขอันเป็นทิพย์ที่ประณีตกว่านั่นเอง วิสาขา ๒๐๐ ปีของมนุษย์เท่ากับวันหนึ่งคืนหนึ่งของสวรรค์ชั้นยามา ซึ่งมีอายุ ๒,๐๐๐ ปีทิพย์ บุคคลใดที่รักษาอุโบสถศีลแล้ว เมื่อละสังขารย่อมไปเสวยสุขอันเป็นทิพย์ที่ประณีตกว่านั่นเอง วิสาขา ๔๐๐ ปีของมนุษย์เท่ากับวันหนึ่งคืนหนึ่งของสวรรค์ชั้นดุสิต ซึ่งมีอายุ ๔,๐๐๐ ปีทิพย์ บุคคลที่รักษาอุโบสถศีลแล้ว เมื่อละสังขารย่อมไปเสวยสุขอันเป็นทิพย์ ที่ประณีตกว่านั่นเอง วิสาขา ๘๐๐ ปีของมนุษย์เท่ากับวันหนึ่งคืนหนึ่งของสวรรค์ชั้นนิมมานรดี ซึ่งมีอายุ ๘,๐๐๐ ปีทิพย์ บุคคลที่รักษาอุโบสถศีลแล้ว เมื่อละสังขารย่อมไปเสวยสุขอันเป็นทิพย์ที่ประณีตกว่านั่นเอง วิสาขา ๑,๖๐๐ ปีของมนุษย์เท่ากับวันหนึ่งคืนหนึ่งของสวรรค์ชั้นปรนิมมิตวสวัตดี ซึ่งมีอายุ ๑๖,๐๐๐ ปีทิพย์ บุคคลที่รักษาอุโบสถศีลแล้ว เมื่อละสังขารย่อมไปเสวยสุขอันเป็นทิพย์ ที่ประณีตกว่านั่นเอง วิสาขาเพราะเหตุนี้ ตถาคตจึงกล่าวว่า สมบัติของมนุษย์หรือรัตนะชาติใดๆ ในโลกก็ดี ยังมีคุณค่าไม่ถึงเสี้ยวที่ ๑๖ ของบุคคลผู้เป็นหญิงหรือชายที่รักษาอุโบสถศีลอันประกอบด้วยองค์ ๘ ประการ ดังนั้น หญิงและชายผู้มีศีลพึงรักษาศีลอุโบสถ อันประกอบไปด้วยองค์ ๘ ประการ และหมั่นสั่งสมบุญทุกอย่าง ย่อมได้รับการสรรเสริญและไม่ถูกติเตียน เมื่อละสังขารจากโลกนี้แล้วย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ------------------------- ตอนที่ ๑๗ เทพธิดาวิสาขา นางวิสาขาพร้อมด้วยบริวารและเพื่อนหญิงทั้งหลายของเธอก็ได้สร้างบารมีกันไปจนตลอดชีวิต เมื่อถึงวาระสุดท้ายของชีวิต นางวิสาขาเกิดภาพกรรมนิมิตที่ดี เช่น ภาพการถวายทาน ภาพการรักษาศีลและฟังธรรม ภาพการนั่งเจริญสมาธิภาวนา ภาพการถวายจีวร และภาพการสร้างบารมีต่างๆ อีกมากมาย จนถึงภาพสุดท้าย ซึ่งเป็นภาพการสร้างบุพพาราม ซึ่งเป็นบุญที่นางวิสาขาปลื้มใจมากที่สุด ใจของเธอมีความสว่างมากด้วยความปลื้มปีติยินดี นางก็เข้ากลางกายธรรมพระโสดาบัน และไปบังเกิดในสุคติโลกสวรรค์ รวมอายุที่สร้างบารมีบนโลกมนุษย์ทั้งสิ้น ๑๒๐ ปี ไปบังเกิดเป็นเทพธิดาผู้มีรัศมีกายสว่างไสวที่ชั้นนิมมานรดี ครั้งหนึ่งพระอนุรุทธะได้เที่ยวจาริกไปบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ท่านได้เห็นนางเทพธิดาองค์หนึ่ง มีวรรณะงาม มีรัศมีเปล่งไปทั้งทุกทิศ กำลังฟ้อนรำอยู่ด้วยความปีติเบิกบาน พระอนุรุทธะจึงได้ถามนางเทพธิดาองค์นั้นว่า “เธอทำบุญอะไรหรือ จึงได้มาบังเกิดเป็นเทพธิดาที่มีวิมานสว่างไสว มีผิวพรรณวรรณะผ่องใสเช่นนี้” “ดิฉันได้มาบังเกิด ณ ที่นี้ก็ด้วยผลบุญจากการอนุโมทนาในมหาทานที่นางวิสาขาผู้เป็นเพื่อนของดิฉันได้สร้างไว้ ซึ่งนางยังได้สร้างวิหารชื่อ บุพพาราม ถวายแด่คณะสงฆ์ด้วย แม้เมื่อวิหารสร้างเสร็จแล้ว นางวิสาขาก็ได้ทำบุญและใช้ทรัพย์ในการฉลองวิหารถึง ๙ โกฏิ นางได้พาหญิงสหาย ๕๐๐ คน ไปเที่ยวชมวิหารบุพพารามที่นางสร้างไว้อย่างวิจิตรและประณีต นางวิสาขามีความปลื้มใจในบุญที่ได้สร้างวิหารบุพพารามอย่างมาก เพราะนางตั้งใจสร้างอย่างดีเยี่ยม แม้อุปกรณ์ต่างๆ ก็ทำอย่างประณีตสวยงาม จากนั้นนางก็ได้กล่าวแก่หญิงสหาย ๕๐๐ คนว่า “ฉันได้สร้างวิหารบุพพารามอย่างสวยงาม ขอพวกเธอทั้งหลายจงอนุโมทนาในบุญที่ฉันได้ขวนขวายทำอย่างดีแล้วด้วยนะ ฉันขอแบ่งส่วนแห่งบุญให้กับพวกเธอทุกคนเลย หญิงสหายทั้ง ๕๐๐ คน มีใจปีติ เลื่อมใสในบุญของนางวิสาขาจึงกล่าวคำอนุโมทนาสาธุ ในบรรดาหญิงสหายเหล่านั้น มีเพื่อนหญิงคนหนึ่งมีจิตเลื่อมใสนางวิสาขาเป็นพิเศษ เธอคิดว่า นางวิสาขาผู้เป็นสหายของเราได้บริจาคทรัพย์อย่างเต็มที่เต็มกำลังจริงๆ นางจึงเกิดความเลื่อมใสศรัทธาในพระรัตนตรัยและบุญที่นางวิสาขาได้สร้างไว้ ต่อมาไม่นานหญิงสหายของนางวิสาขาคนนั้นก็ละจากโลก ได้ไปบังเกิดในภพของดาวดึงส์ ด้วยการอนุโมทนาบุญด้วยจิตเลื่อมใส วิมานอันเป็นทิพย์จึงเกิดขึ้น มีรัศมีสว่างถึง ๑๐๐ โยชน์ พระอนุรุทธะก็กล่าวกับนางเทพธิดาว่า “เธอได้วิมานอันงดงามเช่นนี้ ด้วยผลบุญแห่งการอนุโมทนาบุญกับนางวิสาขา เธอทราบไหมว่า คติของนางวิสาขาผู้ถวายมหาทานนี้ อยู่ที่ไหน” นางเทพธิดาก็ตอบว่า “นางวิสาขาได้ไปบังเกิดในชั้นนิมมานรดี เป็นอัครมเหสีของท้าวสุนิมมิตเทวราช ด้วยอานิสงส์ที่เธอได้สร้างวิหารบุพพารามและบุญอื่นๆ ที่นางได้สร้างไว้ สาเหตุที่ดิฉันรู้ว่า นางวิสาขาไปบังเกิดที่ชั้นนิมมานรดี เพราะว่านางเทพธิดาวิสาขาได้มาหาดิฉันอยู่บ่อยๆ เทพธิดาวิสาขาบนสวรรค์ชั้นนิมมานรดีกำลังนั่งระลึกนึกถึงบุญของเธอด้วยความปีติเบิกบานบนสวรรค์ ตอนนี้ เทพธิดาวิสาขาได้ไปอยู่บนสวรรค์ชั้นนิมมานรดี เป็นอัครมเหสีของท้าวสุนิมมิตเทวราชแล้ว มีทิพยสมบัติอันโอฬาร เราก็ได้ชื่นชมอนุโมทนาสาธุการกับความดีงามที่เธอได้สร้างไว้เมื่อครั้งที่ยังเป็นมนุษย์มาโดยตลอด จนถึงการอวสาน ชีวิตของนางวิสาขา เป็นที่งดงามทั้งเบื้องต้น ท่ามกลาง และเบื้องปลาย เธอเป็นสุภาพสตรี ผู้เป็นแบบอย่างที่ดีสำหรับผู้ครองเรือนของชาวโลก และเป็นยอดอุปัฏฐายิกา คู่บุญพระพุทธศาสนา -------------------------