หนังสือ โลกถาม?...ตะวันธรรมตอบ บทที่ 1 การเกิด บทที่ 2 ความตาย บทที่ 3 การใช้ชีวิตคู่ บทที่ 4 การประพฤติพรหมจรรย์ บทที่ 5 การบริหารเวลา บทที่ 6 ชาวพุทธกับศาสนา ************** “เราเกิดมาเพื่อศึกษาเรื่องความจริงของชีวิต โดยมีเป้าหมายเพื่อแสวงหาวิธีการ ที่จะไม่ต้องกลับมาเกิดอีก เพราะเกิดบ่อย ๆ ก็ทุกข์บ่อยๆ” --------------------------------------- บทที่ 1 การเกิด 1. ชาวพุทธถือว่า การมีลูกเป็นเพียงเรื่องของธรรมชาติ ที่ชาย-หญิงมาอยู่ร่วมกัน หรือมีความเชื่ออะไรที่นอกเหนือไปกว่านี้หรือไม่ ? การที่เราจะมีลูกสักคนหนึ่ง ชาวพุทธมิได้ถือว่าเป็นเพียงเรื่องของธรรมชาติเท่านั้น แต่ที่เรายังต้องมาเกิดเป็นมนุษย์อยู่ ก็เพราะยังไม่หมดเชื้อแห่งการเกิด เราเกิดมาเพื่อศึกษาเรื่องความจริงของชีวิต โดยมีเป้าหมายเพื่อแสวงหาวิธีการที่จะไม่ต้องกลับมาเกิดอีก เพราะเกิดบ่อยๆ ก็ทุกข์บ่อยๆ ซึ่งการมองอย่างนี้ ไม่ใช่เป็นการมองโลกในแง่ร้าย หรือแง่ดี แต่เป็นการมองโลกไปตามความเป็นจริง เนื่องจากในความเป็นจริงพื้นฐานของชีวิต ก็คือ ความทุกข์ ทุกข์ตั้งแต่เกิดจนตาย เป็นความทุกข์จากการเกิด การแก่ การเจ็บ การตาย การพลัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รัก ความไม่สมหวังต่างๆ ฯลฯ การเกิดของมนุษย์มีกรรมเป็นตัวกำหนด ไม่ใช่ใครอื่นมากำหนดให้ การเกิดของมนุษย์ประกอบด้วย 2 ส่วน คือ ส่วนหยาบและส่วนละเอียด ส่วนหยาบ คือ พ่อแม่ประกอบธาตุธรรมหยาบโดยการมีเพศสัมพันธ์ แล้วพอดีกับที่ส่วนละเอียด คือ กายละเอียดเข้ามาปฏิสนธิ 2. ชาวพุทธมีพิธีกรรมที่เกี่ยวกับการเกิดหรือไม่ ? มีหรือไม่มี เพราะอะไร ? ไม่มีพิธีกรรมเกี่ยวกับการเกิดเพราะ ศาสนาพุทธไม่ได้ผูกขาดหรือบังคับว่า เกิดมาต้องนับถือศาสนาพุทธ แต่ให้สิทธิเสรีภาพในการศึกษาเพื่อเลือกนับถือศาสนา ขึ้นอยู่กับว่าบางครอบครัวพ่อแม่อาจเกิดกุศลศรัทธาเลี้ยงพระ ทำบุญช่วงเกิด หรือขอให้พระตั้งซื่อให้ลูก เพื่อเป็นสิริมงคล ถึงแม้ศาสนาพุทธไม่มีพิธีกรรม เกี่ยวกับการเกิด แต่ก็มีหลักปฏิบัติ คือ ต้องเลี้ยงลูกให้บรรลุวัตถุประสงค์ของการมาเกิดเป็นมนุษย์ 3. หากพ่อแม่ชาวพุทธรู้ว่าลูกที่เกิดมานั้น มาจากที่ไม่ดี เช่น เคยเกิดเป็นสัตว์ พ่อแม่จะยอมรับได้หรือไม่ และจะเลี้ยงดูลูกคนนั้นอย่างไร ส่วนใหญ่พ่อแม่ชาวพุทธจะคาดหวังว่าลูกของตนจะต้องมาจากที่ดีๆ เท่านั้นใช่หรือไม่ ? ยอมรับได้ และยินดีต้อนรับ ไม่ว่าจะมาจากไหน เพราะเขามาเกิดเป็นลูกเราแล้ว แต่ก็ยังไม่เคยเห็นพ่อแม่คนไหนรู้เลยว่า ลูกตัวเองเคยเกิดเป็นอะไรมาก่อน แต่ถึงแม้อาจจะมารู้ภายหลังว่า ลูกมาจากที่ไม่ดี ก็ไม่ได้รังเกียจ แต่จะสลดใจว่า ลูกเคยดำเนินชีวิตด้วยความประมาทในชาติก่อน ๆ ชีวิตจึงตกต่ำ แต่ก็ให้ลืมอดีตที่ผิดพลาดนั้นเสีย แล้วรีบเร่งสอนให้ลูกทำทาน รักษาศีล เจริญภาวนา ทำตัวเองให้บริสุทธิ์ จะได้ไม่ย้อนกลับไปสู่ความตกต่ำอย่างเดิมอีก พ่อแม่ชาวพุทธก็เหมือนพ่อแม่ทุกคนที่อยากได้ลูกมาจากที่ดีๆ 4. คำสอนในพระพุทธศาสนาพูดถึง "การเลี้ยงดูบุตร" ไว้อย่างไร ? 1. ให้เว้นจากการทำความชั่ว โดยการให้รักษาศีล 5 เว้นจากอบายมุข เป็นต้น 2. สอนให้ตั้งอยู่ในความดี โดยการทำทาน รักษาศีล เจริญภาวนา เป็นต้น 3. ส่งเสริมการศึกษา 4. แนะนำวิธีหาคู่ครองที่สมควรให้ในกาลเวลาที่เหมาะสม 5. มอบทรัพย์ให้ในเวลาอันควรที่ลูกจะสามารถใช้ทรัพย์นั้นให้เป็นประโยชน์ต่อตนเองและผู้อื่น 5. การมีลูกชายหรือลูกสาวของชาวพุทธนั้น มีความแตกต่างกันทางด้านจิตวิญญาณ สำหรับพ่อแม่หรือไม่ ? ไม่แตกต่างทางจิตวิญญาณ อีกทั้งชะตาชีวิตของพ่อแม่ชาวพุทธ ก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเพศของลูก แต่ขึ้นกับการกระทำของตนเอง ส่วนชีวิตของพ่อแม่ในปัจจุบันจะได้รับความสุขจากลูกได้ ก็ต่อเมื่อลูกเป็นคนมีความรู้ดี ความสามารถดีและความประพฤติดี รวมถึงประสบความสำเร็จในชีวิตตามที่พ่อแม่ได้อบรมสั่งสอนไว้ ชีวิตของพ่อแม่หลังจากละโลกแล้ว จะได้รับความสุขจากลูกได้ ก็ต่อเมื่อลูกทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปถึงพ่อแม่ได้ 6. ในฐานะที่เป็นพระภิกษุ หลวงพ่อคิดอย่างไรเกี่ยวกับชีวิตครอบครัว ? การมีครอบครัว การมีบุตร การเลี้ยงดูบุตร เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาจิตวิญญาณหรือไม่ ? ชีวิตครอบครัว คือ ชีวิตที่มีขอบเขตจำกัด เหมือนการเปรียบเทียบระหว่าง ปลาที่ว่าย อยู่ในอ่างกับปลาที่ว่ายอยู่ในทะเล ซึ่งอยู่ในน้ำเหมือนกัน แต่ปลาในอ่างว่ายได้ ไม่กว้างเท่าปลาในทะเล นกในกรงกับนกนอกกรง บินได้เหมือนกัน แต่นกในกรงย่อมบินได้จำกัดกว่านกนอกกรง ซึ่งบินได้อย่างอิสระ จะบินไปจนสุดขอบฟ้าก็ได้ การมีครอบครัวทำให้เกิดพันธนาการของชีวิต ทำให้มีปัญหา มีพันธะผูกพันตามมาอีกมากมาย ดังนั้น หากต้องการจะบรรลุมรรคผลนิพพานเป็นพระอรหันต์ จำเป็นต้องเป็นพระเท่านั้น ดูตัวอย่าง คือ พระพุทธเจ้า สมัยเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ ท่านเลือกที่จะออกจากวัง ทั้งๆ ที่มเหสีก็สวย ลูกก็น่ารัก พรั่งพร้อมไปด้วยสิ่งบำเรอชีวิตให้สะดวกสบายมากกว่าคนทั่วไป แต่ท่านกลับตัดสินใจออกบวช เพราะชีวิตครอบครัวที่แวดล้อมด้วยสิ่งสวยงาม เปรียบเสมือนทำให้ท่านเป็นเพียงแค่นกในกรงทองเท่านั้นเอง ไม่มีเวลาว่างสำหรับการแสวงหาหนทางในการตรัสรู้ธรรม แต่หากเลือกที่จะมีครอบครัวแล้วต้องมาเลี้ยงดูบุตร ก็ไม่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาจิตวิญญาณ สามารถบรรลุธรรมได้เหมือนกัน แต่ทำได้ในระดับหนึ่งเท่านั้น ไม่อาจไปถึงระดับสูงสุดได้ ********* ความตายมีตลอดเวลา มีมาพร้อมกับการเกิด แต่เป็นความตายที่ไม่ชัดเจน เพราะมีการเกิด การตายอย่างต่อเนื่อง คือ เมื่อเซลล์หนึ่งตาย อีกเซลล์หนึ่งก็เกิดขึ้นใหม่ --------------------------------------- บทที่ 2 ความตาย 1. ชาวพุทธมองความตายอย่างไร ? * พระพุทธเจ้าสอนให้เรารู้ว่า ความตายเป็นเรื่องปกติธรรมดา ความตายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ยากดีมีจน ล้วนตายหมด และความจริงนั้น ความตายมีตลอดเวลา มีมาพร้อมกับการเกิด แต่เป็นความตายที่ไม่ซัดเจน เพราะมีการเกิดการตายอย่างต่อเนื่อง คือ เมื่อเซลล์หนึ่งตาย อีกเซลล์หนึ่งก็เกิดขึ้นใหม่ เป็นอย่างนี้ต่อเนื่อง จนทำให้สังเกตไม่ออก กว่าจะรู้ตัวและรู้จักความตายจริงๆ ก็ต่อเมื่อตัวเองตายเอง หรือได้เห็นคนที่ตายแล้วจริงๆ ดังนั้น ต้องศึกษาทำความเข้าใจว่า ตัวเราตายตลอดทุกนาที ทุกลมหายใจเข้า-ออก เมื่อเราเรียนรู้ตรงนี้ เราจะคุ้นเคยกับความตาย และรู้ว่าเป็นเรื่องปกติธรรมดา แค่เป็นการเปลี่ยนจากกายหนึ่ง ไปสู่อีกกายหนึ่งเท่านั้น ความตาย คือ ความทุกข์ หมายถึง การพลัดพรากจากสิ่งที่รัก แม้เวลาคนที่เรารักตายไป เราก็ทุกข์ และถ้าหากเราตายไปคนที่รักเรา เขาก็ทุกข์ ดังนั้น ความตายจึงไม่ควรมีในโลกนี้ ซึ่งพระพุทธเจ้าค้นพบว่า ถ้าไม่อยากให้มีความตาย มีวิธีเดียวก็คือ ต้องไม่เกิด 2. ชาวพุทธกลัวตายหรือไม่ ? ㆍ ถ้ายังไม่ศึกษาความจริงของชีวิต ดังที่ได้กล่าวไว้ในคำตอบของคำถามที่แล้วหรือศึกษา แต่ไม่ได้เตรียมตัวให้พร้อม ก็กลัวตายด้วยกันทุกคน แต่ในเมื่อ กลัวก็ต้องตาย ไม่กลัวก็ต้องตาย ไหนๆ ก็ต้องตายแล้ว ก็ต้องเตรียมความพร้อมให้ดีก่อนตาย 3. ชาวพุทธเตรียมตัวตายอย่างไร ? * ชาวพุทธถูกสอนว่า เราตายตั้งแต่เกิด ดังนั้น เราจึงต้องเตรียมตัวตาย ด้วยการใช้ชีวิตเพื่อขจัดกิเลสอาสวะ ให้หมดสิ้นไป เพื่อจะได้ไม่เกิดอีก หรืออย่างน้อยก็เพื่อละชั่ว ทำดี ทำใจให้ผ่องใส ช่วยเหลือเกื้อกูลเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน เป็นต้น ถ้าหากใครได้เตรียมตัวอย่างนี้ จิตจะเป็นกุศล อยู่เหนือกว่าคำว่า กลัว หรือไม่กลัวตาย ยิ่งผู้ที่ทำสมาธิได้ในระดับหนึ่ง จนสามารถเห็นดวงใส ๆ เห็นองค์พระใสๆ หรือสามารถถอดกายได้ ก็จะสามารถ ตายพร้อมตาย หรือ ตายก่อนตาย ได้ 4. ชาวพุทธคาดหวัง "ชีวิตหลังความตาย" ไว้อย่างไร ? * ชาวพุทธที่มีปัญญามาก มีความหวังสูงสุด คือ การไม่กลับมาเกิดอีก คือ ไปนิพพาน แต่ถ้ายังไปไม่ถึงตรงนั้น ก็คาดหวังว่าจะ ปิดอบาย ไปสวรรค์ แต่สวรรค์ไม่ใช่ชีวิตนิรันตร์ เป็นเพียงแค่ที่พักระหว่างทางก่อนลงมาเกิดเป็นมนุษย์ เพื่อสร้างความดีเพื่อขจัดเชื้อแห่งการเกิดให้หมดสิ้นไป 5. ชาวพุทธทุกคนมีความเห็นอย่างนี้หรือไม่ ? ㆍ ขึ้นอยู่กับว่า เป็นชาวพุทธแท้ที่ศึกษาความจริงของชีวิตหรือเปล่า ถ้าเป็นชาวพุทธแต่เพียงในนาม ก็เหมือนคนทั่วๆ ไปในทุกๆ ศาสนา ส่วนชาวพุทธแท้จะปฏิบัติตามคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และสมัครใจปฏิบัติตามคำสอนด้วยความสุขใจและปรารถนาที่จะหลุดพ้นเช่นเดียวกับพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ********* “การเลือกคู่นั้น จะอาศัยแค่เพียงความรัก อย่างเดียวไม่ได้ จะต้องศึกษาว่า ผู้ที่จะมาเป็นคู่ชีวิตของเรามีศรัทธา มีศีล มีทิฐิ เสมอกันหรือไม่” --------------------------------------- บทที่ 3 การใช้ชีวิตคู่ 1. คำสอนในพระพุทธศาสนากล่าวถึง "การมีเพศสัมพันธ์" อย่างไร ? * ชีวิตใหม่จะเกิดมาได้ต้องอาศัยพ่อแม่ประกอบธาตุธรรมส่วนหยาบ ให้กายละเอียดมาปฏิสนธิ เพศสัมพันธ์จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นเพียงทางให้มนุษย์มาเกิดเท่านั้น เป็นหน้าที่และภารกิจที่ยิ่งใหญ่ ที่จะเปลี่ยนภาวะจากสามี-ภรรยา ไปเป็นพ่อ-แม่ ไปเป็นต้นทางสวรรค์ ไปเป็นครูบาอาจารย์และกัลยาณมิตรคนแรกของลูก ดังนั้น วัตถุประสงค์จริงๆ ของเรื่องเพศก็มีเท่านี้ จงอย่าบริโภคกามอย่างขาดดวงปัญญาและขาดคุณค่า อีกทั้งการสำส่อนจะทำให้มีแต่ทุกข์กับโทษ ถ้าเราแต่งงานจะแสดงความรักฉันสามีภรรยา ด้วยสุขสัมผัสอย่างไรก็ได้ แต่อย่าหมกมุ่นกับเรื่องเหล่านี้มากจนเกินไป แต่อย่างไรก็ตาม ความอร่อยทางเนื้อหนังมังสา มันแค่ช่วงสั้น กินเวลาแค่ไก่กระพือปีกเท่านั้น แต่สิ่งที่ตามมามีผลข้างเคียง เช่น ความหึง ความหวง ความห่วง การทะเลาะเบาะแว้ง ความเห็นไม่ตรงกัน ความเชื่อไม่เหมือนกั้น มีทิฐิมานะ การนอกใจ ปัญหาเศรษฐกิจ เป็นต้น 2. คำสอนในพระพุทธศาสนากล่าวถึง "การมีเพศสัมพันธ์ก่อนแต่งงาน" โดยตรงหรือไม่ อย่างไร หรือมิได้กล่าวถึงเลย ? ㆍไม่มีการกล่าวถึงโดยตรงในเรื่อง "การมีเพศสัมพันธ์ก่อนแต่งงาน" สำหรับคู่ที่จะแต่งงานเพื่ออยู่ร่วมกันอย่างแท้จริง แต่พระพุทธเจ้าสอนให้สำรวมในกาม มีผัวเดียวเมียเดียว และวัฒนธรรมชาวพุทธ ก็ไม่เห็นด้วยที่จะมี "เพศสัมพันธ์ก่อนแต่งงาน" ไม่ว่าจะด้วยประการใด ๆ ก็ตาม เพราะจะมีปัญหาติดตามมาในภายหลังอย่างมากมาย เช่น ท้องโดยไม่ตั้งใจ แล้วไปทำแท้ง โดยให้เหตุผลว่าไม่พร้อม เป็นต้น และที่สำคัญที่สุด คือ คุณภาพของใจเสียไป จิตใจตกต่ำ ขัดกับหลักศีลธรรม และความเป็นผู้มีอารยธรรมอันสูงส่งของมนุษย์ ทำให้สูญเสียความเป็นมนุษย์ซึ่งเป็นสัตว์ประเสริฐ คือ มีสติปัญญา สามารถพัฒนาตัวเองไปสู่การตรัสรู้ธรรมได้ 3. จากสถิติคู่แต่งงานของชาวนอร์เวย์ พบว่ามีการหย่าร้างสูงถึงปีละ 50% จึงอยากเรียนถามหลวงพ่อว่า มีคำแนะนำอะไรสำหรับคู่สามีภรรยาที่ตัดสินใจแต่งงานแล้ว ให้สามารถครองรักกันได้ตลอดชีวิต ? ㆍก่อนอื่นต้องรู้ว่า จะแต่งงานไปทำไม ควรจะเลือกคู่อย่างไร และต้องดำเนินชีวิตคู่อย่างไร เพราะวัตถุประสงค์ของการแต่งงานนั้น ไม่เพียงเพื่อแค่มีเพศสัมพันธ์หรือเป็นทางให้บุตรธิดามาเกิดเท่านั้น แต่ยังเป็นการอยู่ร่วมกัน เพื่อที่จะเป็นคู่คิดคู่ปรึกษาในการทำความดีร่วมกัน จนสามารถบรรลุวัตถุประสงค์ของการมาเกิดเป็นมนุษย์คือ ประคองกันไปจนกว่าจะสามารถสั่งสมความดี จนกระทั่งทำจิตให้หลุดพ้นจากกิเลสอาสวะ แล้วไม่ต้องมาเกิดด้วยกันทั้งคู่ หรืออย่างน้อยก็ไปพักกลางทางบนสวรรค์ วัตถุประสงค์ของการแต่งงาน และการเลือกคู่นั้น จะอาศัยแค่เพียงความรักอย่างเดียวไม่ได้ เพราะไม่เพียงพอ เพราะนอกเหนือจากความรักแล้ว จะต้องศึกษาว่า ผู้ที่จะมาเป็นคู่ชีวิตของเรามีศรัทธา มีศีล มีทิฐิ เสมอกันหรือไม่ แล้วก็ต้องดูกันไปนาน ๆ ซึ่งชาวพุทธเขาจะใช้ระยะเวลาที่จะศึกษาเรียนรู้ซึ่งกันและกัน อย่างนี้เขาเรียกว่า การดูใจกัน บางคนก็เป็นปี บางคนก็ หลาย ๆ ปี เพื่อศึกษาตรงนี้ อีกทั้งยังต้องศึกษาไปถึงข้อปฏิบัติที่เมื่อเป็นสามี-ภรรยากันแล้ว สามีควรจะปฏิบัติต่อภรรยาอย่างไร ภรรยาควรจะปฏิบัติต่อสามีอย่างไร ซึ่งอย่างน้อยต้องศึกษาข้อปฏิบัติที่สามีจะพึงมีต่อภรรยา ภรรยาจะพึงมีต่อสามี เช่น โกรธกันคนละเวลา เสน่หาเวลาเดียวกัน ต้องศึกษาตรงนี้ ซึ่งมีรายละเอียดอีกมาก แต่ถ้าย่อๆ ก็มีอยู่ 5 ย. คือ ต้องยิ้มแย้มให้กันและกัน ต้องเยือกเย็น ต้องยกย่อง ต้องยืดหยุ่น และต้องยอมกันบ้าง สมมติว่าเราจะรักษาคู่ครองให้อยู่กับเราได้ เราจะต้องทำเหมือนกับเราจับนกไว้ในมือ ถ้าอยากจะให้นกอยู่ในมือเรา 100% เราต้องกำหลวมๆ คือ กำแค่ 99% แต่ถ้าหากเรากำ 100% เราก็จะได้ศูนย์ เพราะฉะนั้น ต้องผูกหย่อนๆ คือ มีความยืดหยุ่น ผูกหย่อน ๆ อย่างนี้ก็จะอยู่ร่วมกันไปได้อย่างยาวนาน และนอกจากนั้นยังต้องศึกษาวิธีการครองใจกัน เช่น ต้องมีการแบ่งปัน มีการให้ซึ่งกันและกัน มีคำพูดที่ไพเราะ และก็ช่วยเหลือเกื้อกูล วางตัวให้เหมาะสมว่าผู้เป็นภรรยาควรทำอย่างไร ผู้เป็นสามีควรทำอย่างไร ซึ่งมีข้อปฏิบัติอีกมาก ไม่สามารถที่จะแนะนำได้อย่างครบถ้วนในเวลาที่มีเพียงจำกัดอย่างนี้ แต่ถึงแม้จะทำตามที่แนะนำมาข้างต้นแล้วก็ตาม ซึ่งก็มีบางคู่ที่ไม่สามารถที่จะอยู่ร่วมกันได้ แต่จะมีปริมาณน้อย ซึ่งตรงนี้ต้องเอาเหตุผลในเรื่องของ law of karma หรือกฎแห่งกรรมเข้ามาศึกษากันดูอีกทีว่า มาจากสาเหตุใด แต่ถ้าหากได้ปฏิบัติตามที่ได้แนะนำดังข้างต้นแล้ว 80-90% ก็จะอยู่ร่วมกันได้อย่างยืดยาว ยกตัวอย่างในเรื่องของ law of karma หรือกฎแห่งกรรมของสามีภรรยาคู่หนึ่ง ในทรรศนะของชาวพุทธ สามีภรรยาคู่นี้ เคยสร้างบุญร่วมกันมา แต่เคยอยู่ร่วมกันมาแค่ช่วงสั้น ๆ เมื่อมาเกิดเจอกันใหม่ ก็ได้มาแต่งงานเป็นสามีภรรยากัน แต่เมื่อถึงคราวหมดกำลังบุญที่เคยอยู่ร่วมกัน หรือหมดกำลังบุญที่เคยสร้างร่วมกัน ก็จะทำให้ต้องแยกจากกันไป หรืออีกกรณีหนึ่ง อาจจะเป็นกรรมส่วนตัวของภรรยาที่เคยทำไว้ในอดีตชาติ ซึ่งในทรรศนะของชาวพุทธแล้ว การมาเกิดเป็นผู้หญิงเพราะมีกรรมกาเมฯ เคยเจ้าชู้มาในสมัยอดีตชาติที่เคยเกิดเป็นผู้ชาย และก็เคยทำกรรมอย่างนี้มา เช่น ตอนสมัยที่เคยเกิดเป็นผู้ชายได้มีภรรยา มีบุตร แล้วก็ไม่เลี้ยงภรรยาและบุตร ให้ภรรยาเลี้ยงอย่างเดียว และหย่าร้างกัน เลิกจากกัน เพราะฉะนั้นเมื่อกรรมส่งผล ก็ต้องได้รับผลอย่างนี้ หรือมีกรรมร่วมกันในกรณีอื่นๆ อีก หลาย ๆ กรณี เพราะแต่ละคนที่มาเกิดอยู่ร่วมกันเป็นพ่อ แม่ ลูก ได้ เพราะมีกรรมที่ทำร่วมกัน หรือทำคล้ายๆ กันมา *********** การประพฤติพรหมจรรย์ ทำให้เป็นอิสระ สงัดออกจากกาม และอกุศลธรรม มีเวลาได้ มาปฏิบัติธรรม ซึ่งทำให้ได้รับสุขจากสมาธิ อันเป็นสุขที่ประณีตกว่า ยิ่งใหญ่กว่า --------------------------------------- บทที่ 4 การประพฤติพรหมจรรย์ 1. เหตุใดพระภิกษุจึงต้องประพฤติพรหมจรรย์ ㆍเพื่อจะได้ไม่มีพันธนาการของชีวิตและมีเวลาว่างมากขึ้น ในการปฏิบัติธรรมให้บรรลุธรรมขั้นสูงสุด หลุดพ้นจากกิเลสอาสวะได้ กามสุข เป็นแค่ความเพลินช่วงสั้นๆ ไม่ยั่งยืน มีขอบเขตจำกัด มีผลข้างเคียงตามมา ทั้งความหึง ความหวง ความห่วงการนอกใจ และไม่มีทางที่จะทำให้บรรลุธรรมขั้นสูงสุดได้ การประพฤติพรหมจรรย์ ทำให้เป็นอิสระ สงัดออกจากกาม และอกุศลธรรม มีเวลาได้มาปฏิบัติธรรม ซึ่งทำให้ได้รับสุขจากสมาธิ อันเป็นสุขที่ประณีตกว่า ยิ่งใหญ่กว่าเรียกว่า บรมสุข เป็นสุขตลอดเวลา พระจึงเลือกที่จะประพฤติพรหมจรรย์ ดังเช่น เจ้าชายสิทธัตถะ ท่านเสวยเบญจกามคุณที่เลิศและสุขกว่าใคร มีมเหสีที่งดงาม ลูกที่น่ารัก มีปราสาท 3 ฤดู ทั้งวังมีแต่ผู้หญิงบำรุงบำเรอ เปี่ยมไปด้วยลาภ ยศ สรรเสริญ บริวาร อำนาจ แต่สิ่งเหล่านี้ก็ไม่ได้ให้ความสุขที่แท้จริง ท่านจึงตัดสินใจออกบวชเป็นพระ และประพฤติพรหมจรรย์ ดังนั้น พระภิกษุ จึงทำตามพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะต้องการหลุดพ้นได้อย่าง พระองค์ ********** แม้เวลาจะต้องทำภารกิจต่าง ๆ ก็เคลื่อนไหว แค่เพียงข้างนอก ส่วนข้างในหยุดนิ่ง คล้ายๆ “ถนนหยุด รถวิ่ง ท้องฟ้านิ่ง เมฆเคลื่อนไหว” --------------------------------------- บทที่ 5 การบริหารเวลา 1. คำสอนในพระพุทธศาสนากล่าวถึงการบริหารเวลาในแต่ละวันอย่างไร ? สำหรับคฤหัสถ์ สิ่งที่ต้องรู้ก่อนอันดับแรกเลย คือต้องรู้ว่า เราเกิดมาทำไมอะไรคือเป้าหมายชีวิต และจะไปถึงเป้าหมายนั้นได้อย่างไร อีกทั้งต้องรู้ว่า เวลาของชีวิตนั้นมีจำกัด ต้องใช้ทุกอนุวินาทีให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อสลัดตนให้พ้นจากกองทุกข์ ด้วยการทำพระนิพพานให้แจ้งหรืออย่างน้อยก็แสวงบุญ สร้างบารมี ในแต่ละวัน โดยมีวิธีการ คือ ตั้งแต่ตื่นนอน ต้องตื่นขึ้นในตำแหน่งที่ใจใส ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ 7 ซึ่งใจจะมีความสุข มีความบริสุทธิ์เต็มเปี่ยมไปด้วยดวงปัญญา และกำลังใจที่จะทำความดี หลังจากนั้น ก็สวดมนต์ไหว้พระ ทำสมาธิ แล้วก็เตรียมใจใสๆ พร้อมเผชิญปัญหาในภารกิจประจำวัน ด้วยสติ ด้วยปัญญา โดยไม่สูญเสียความสงบของใจ ซึ่งจะทำให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งก่อนนอน จะต้องสวดมนต์และนั่งสมาธิอีกครั้ง เพราะทั้งวันเราต้องผ่านอารมณ์ หรือเครื่องเร้าใจต่างๆ มามากมายเราจึงต้องกลั่นใจให้ใสด้วยการทำสมาธิแล้วจึงค่อยหลับอย่างเป็นสุข สรุปคือ ตั้งแต่ตื่นนอนจนกระทั่งเข้านอน ต้องทำทาน รักษาศีล และเจริญภาวนา เหล่านี้คือวันปกติ แต่ถ้าเป็นวันพระหรือวันสำคัญทางศาสนา เช่น มาฆบูชา วิสาขบูชา อาสาฬหบูชาและวันเข้าพรรษา ชาวพุทธก็จะต้องไปวัด ฟังธรรม บำเพ็ญบุญ และรักษาศีล 8 2. ในแต่ละวัน พระมีกิจกรรม หรือต้องทำอะไรบ้าง ? ㆍสำหรับพระ กิจกรรมที่ทำในแต่ละวัน ก็ทำตามวัตถุประสงค์ของการบวช คือการบำเพ็ญสมณธรรม เพื่อให้หลุดพ้นจากความทุกข์ เริ่มตั้งแต่ตื่นจากจำวัด (ตื่นนอน) ก็สวดมนต์ ไหว้พระ ทำสมาธิ บิณฑบาต ปัดกวาดเสนาสนะ ขณะอยู่ในอิริยาบถทั้ง 4 ไม่ว่าจะนั่ง-นอน-ยืน-เดิน ใจก็ต้องมุ่งทำพระนิพพานให้แจ้ง และศึกษาคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อฝึกฝนตัวเองและสั่งสอนญาติโยม 3. ในแต่ละวันหลวงพ่อใช้เวลาในการทำสมาธิเท่าไร ? ㆍหลวงพ่อทำสมาธิแค่วันละ 2 เวลา คือหลับตากับลืมตาเท่านั้นเอง ไม่ได้ทำเยอะ ทำแค่ตอน นั่ง นอน ยืน เดิน หายใจเข้า-ออก ทำภารกิจต่างๆ หลวงพ่อก็ไม่เคยว่างเว้นจากการทำสมาธิเลย แม้เวลาจะต้องทำภารกิจต่างๆ ก็เคลื่อนไหวแค่เพียงข้างนอก ส่วนข้างในหยุดนิ่ง คล้าย ๆ "ถนนหยุด รถวิ่ง ท้องฟ้านิ่ง เมฆเคลื่อนไหว" ทำจนกระทั่งติดเป็นนิสัย ไม่ว่าจะคิด พูด ทำ ต้องเริ่มต้นที่ศูนย์กลางกายฐานที่ 7 ทำอย่างนี้เป็นอัตโนมัติ ทำควบคู่พร้อมกันไปอย่างมีความสุข 4. การทำสมาธิมีผลต่อเวลาที่เหลือของวันอย่างไร ? ㆍทำให้มีความสุข มีความบริสุทธิ์ มีสติ มีปัญญา เป็นต้น และใช้ประโยชน์จากสมาธิได้ตลอด 24/7 (Twenty four/seven) - (24 ชั่วโมง ตลอด 7 วัน) ************** “สิ่งที่ยากที่สุด ต้องแก้ด้วยวิธีการที่ง่ายที่สุด สันติภาพภายนอก ต้องเริ่มจากสันติสุขภายใน ของทุกคน ดังนั้น เราควรทำทั้ง 2 อย่าง คือ ทั้งนั่งที่บ้านและมานั่งร่วมกัน” --------------------------------------- บทที่ 6 ชาวพุทธกับศาสนา 1. คุณค่าชีวิตของชาวพุทธอยู่ที่อะไร ? ㆍคุณค่าชีวิตของชาวพุทธอยู่ที่การเข้าถึงธรรม อีกทั้งต้องตับทุกข์ได้ และเข้าถึงความสุขที่แท้จริงได้ เพราะคุณค่าชีวิตไม่ใช่การมีทรัพย์ มีครอบครัว มีลาภ มีเกียรติยศแต่เพียงเท่านั้น ดูอย่างเจ้าชายสิทธัตถะท่านเป็นกษัตริย์ ซึ่งมีความพร้อมเรื่องนี้มากกว่าใคร ๆ แต่กลับสละสิ่งเหล่านี้ เพื่อแสวงหาหนทางแห่งการตรัสรู้ธรรม ดังนั้น ผู้มีสมบัติมากมายแต่ยังไม่เข้าถึงธรรม ก็ยังไม่ได้ชื่อว่าประสบความสำเร็จในชีวิต แต่ผู้ที่เข้าถึงธรรมแล้ว จะเข้าถึงความพึงพอใจสูงสุด มากกว่าที่เคยพึงพอใจมาก่อน เพราะไม่ต้องการอะไรอีก ดังนั้นการเข้าถึงธรรมจึงได้ชื่อว่า เป็นการให้คุณค่ากับชีวิตของชาวพุทธอย่างแท้จริง 2. ชาวพุทธไปวัดเป็นประจำหรือไม่ ? ㆍชาวพุทธแท้ไปวัดเป็นประจำ แต่ถ้าเป็นชาวพุทธไม่สมบูรณ์ ก็ไม่ได้ไปเป็นประจำ 3. มีคำสอนใดที่ทำให้ชาวพุทธไปวัดเป็นประจำ ? ㆍในพระพุทธศาสนามีทั้งคำสั่งกับคำสอน คำสั่ง คือ สิ่งที่ต้องทำ คำสอน คือสิ่งที่ควรทำ การไปวัด เป็นคำสอน มีวัตถุประสงค์ คือ ให้ไปบำเพ็ญบุญ ทำให้มีโอกาสเข้าใกล้บัณฑิต นักปราชญ์ และกัลยาณมิตร อีกทั้งยังเป็นการไปฟังธรรมเพื่อให้เกิดปัญญาและเมื่อนำมาปฏิบัติ ก็จะทำให้จิตใจสูงขึ้นจนกระทั่งสามารถดำเนินชีวิตได้ถูกต้อง มีความสุขในปัจจุบัน ปิดอบายไปสวรรค์ได้ด้วยตัวของตัวเอง การไปวัดของชาวพุทธจึงไม่ใช่ข้อบังคับ แต่ศาสนาพุทธใช้การ "ปลูกจิตสำนึก" ให้ไปวัดด้วยความสมัครใจ เพื่อประโยชน์สุขของตัวผู้ไปนั่นเอง โดยศาสนาพุทธสอนให้ "ดูแลตัวเอง" ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ดังนั้น แม้ชาวพุทธอยู่ใน "ที่ลับ" ก็ตาม ก็จะละอายต่อการทำความชั่ว เพราะเสียศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ อีกทั้งจะมีวิบากกรรมนำไปสู่อุบาย 4. การเข้าร่วมพิธีกรรมทางศาสนาที่มี "การรวมคนมาก ๆ" ทำไปเพื่ออะไร ? และการมานั่งสมาธิร่วมกันมากๆ จะช่วยให้เข้าถึงธรรมภายในได้ "ง่ายขึ้น" หรือไม่ หรือจริงๆ แล้วการนั่งสมาธิที่บ้านตามลำพัง ก็เข้าถึงได้เหมือนกัน ? การรวมคนมาก ๆ เพื่อมานั่งสมาธิร่วมกัน เป็นความสมัครใจของซาวพุทธแต่ละคน ที่เห็นประโยชน์ของการทำสมาธิและการทำความดีร่วมกัน จะทำให้เกิดกระแสแห่งความดี และความสุข ซึ่งการรวมคนอย่างนี้ มีมาตั้งแต่สมัย "พุทธกาล" แล้วไม่ใช่เรื่องใหม่ ภาพคนมาทำความดีร่วมกันมาก ๆ จะเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้ที่ได้พบเห็นเกิดความสนใจ ซึ่งจะนำไปสู่หัวข้อการสนทนาธรรม และนำให้เขาได้มานั่งสมาธิ ซึ่งจะนำพาเขาไปสู่ความสมหวังของชีวิต การมาทำความดีร่วมกันทำให้ภาพดีๆ เกิดขึ้น ซึ่งภาพอะไรจะดีที่สุดเท่ากับภาพคนทำความดีนั้นเป็นไม่มี ภาพของคนที่มีจิตใจสงบ คือ ภาพแห่งสันติ และ นี่คือสันติภาพ ที่กำลังจะเกิดขึ้น บนโลกใบนี้ เพราะโลกขาดแคลนภาพนี้มาเป็นเวลานาน เมื่อภาพอย่างนี้เกิดขึ้น ณ ที่ใดสันติภาพก็เกิดขึ้นที่นั่น ถ้าหากภาพนี้กระจายไปทุก ๆ แห่งทั่วโลก ก็จะเกิดสันติภาพขึ้นทั่วโลกเช่นกัน รากเหง้าปัญหาของโลก อยู่ที่ใจเป็นต้นเหตุ เมื่อเหตุเกิดตรงไหน ก็ต้องไปแก้ที่ตรงนั้น เมื่อปัญหาเริ่มที่ใจ ก็ต้องไปแก้ที่ใจ ซึ่งต้องแก้ด้วยวิธีที่ง่ายที่สุด ลัด ตรงและเร็วที่สุด ก็คือ การทำสมาธิ สิ่งที่ยากที่สุด ต้องแก้ด้วยวิธีการที่ง่ายที่สุด สันติภาพภายนอกต้องเริ่มจากสันติสุขภายในของทุกคน ดังนั้น เราควรทำทั้ง 2 อย่าง คือ ทั้งนั่งที่บ้านและมานั่งร่วมกันด้วย เพื่อให้เกิดกระแสและพลังแห่งความดี เป็นพลังหมู่ขจัดมลทินของโลกใบนี้ให้เจือจางลงไป และที่สำคัญการนั่งร่วมกันจะมีผลดีสำหรับผู้ฝึกใหม่ ซึ่งหากนั่งคนเดียวที่บ้านจะแพ้ใจตัวเอง เช่น อาจเลิกก่อนเวลาอันควร ด้วยสาเหตุต่าง ๆ จึงจำเป็นต้องนั่งรวมกับผู้อื่น เพื่อสร้างแรงจูงใจให้อยากนั่งสมาธิไปได้อย่างต่อเนื่อง ---------------------------------------