1.สมาธิช่วยให้การเรียนดีขึ้น ธทญ.* : เราจะมีวิธีนำ สมาธิ ไปช่วยให้การเรียนดีขึ้นได้อย่างไร หลวงพ่อ : นั่งสมาธิก่อนจนกระทั่งใจเป็นหนึ่ง ตอนที่ใจเป็นหนึ่ง จะมีความสุข สบาย ใจจะเกลี้ยงเกลา ใจประกอบไปด้วย เห็น จำ คิด รู้ ๔ อย่าง รวมหยุด เรียกว่า ใจ เมื่อใจสะอาด บริสุทธิ์ ผ่องใส การจะศึกษาเล่าเรียนสิ่งใด ก็จะเห็นชัดเจน จำได้แม่น คิดอะไรก็คล่อง รู้อะไรได้แจ่มแจ้ง เพราะฉะนั้นความรู้สึกเกียจคร้าน ไม่อยากเรียนหนังสือจะหมดไป จะขยัน นั่งสมาธิทุกวันก่อนดูหนังสือ แล้วจะดี ให้ทำอย่างนั้นนะ * ธรรมทายาทหญิง (โครงการอบรมธรรมทายาทหญิง ภาคฤดูร้อน) ๑๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๑ 2.ทำไมคนนั่งสมาธิดีมีใบหน้าผ่องใส ธทญ. : ทำไมคนที่นั่งธรรมะดี ๆ ถึงมีหน้าตาที่ผ่องใส เกี่ยวข้องกับระบบสรีระของร่างกายอย่างไรเจ้าคะ หลวงพ่อ : กายและใจสัมพันธ์กัน พอใจสะอาด มันก็ขยายไปสู่ ระบบประสาทและกล้ามเนื้อ ความบริสุทธิ์ก็แผ่ซ่าน กลั่นธาตุ หยาบในตัวให้ผ่องใสตามไปด้วย เพราะฉะนั้นการปฏิบัติธรรม ใจหยุดนิ่งอยู่ภายในห้องศูนย์กลางกาย เป็นวิธีการเสริมสวยที่ดี ที่สุดเลย พอใจใสบริสุทธิ์ ธาตุในตัวก็กลั่นบริสุทธิ์ ร่างกายจะหลั่ง สารที่บริสุทธิ์ออกมา ทำให้เหมือนมีรัศมีอยู่ในตัว มีความผ่องใส เหมือนมีนวลใบตอง นวลผักคะน้า เป็นยองใย ถ้าบริสุทธิ์มาก ก็เหมือนมีแสงออกจากตัวเรือง ๆ เหมือนพระจันทร์ในคืนวันเพ็ญ ที่มีขอบรัศมีนวล ๆ กระจ่าง ถ้าบริสุทธิ์ยิ่งกว่านั้นก็มีแสงออกมา เลย นั่นล่ะที่เสริมสวยในศูนย์กลางกาย ๑๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๑ 3.การนั่งเนสัชชิกังคัง ธทญ. : การนั่งเนสัชฯ มีผลดีผลเสียอย่างไรเจ้าคะ หลวงพ่อ : เนสัชชิกังคัง คือ การตั้งใจนั่งทำสมาธิทั้งคืน แบบ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงทำอย่างนั้น คือ มีความเพียรนั่งทั้งคืน ปล่อยใจลงไปอยู่ภายใน ไม่ให้ความง่วงเข้ามาแทรก พยายามฝึกใจ ให้หยุดนิ่งอย่างสบาย ๆ อย่างนี้เรียกว่า “เนสัชชิกังคัง” แต่ส่วนมาก มักจะเจอ เนสัชชิกังคุย นั่งแล้วออกมาเข้าห้องน้ำ มาคุยกัน เดี๋ยวกลับเข้าไปนั่งใหม่ อย่างนั้นเขาเรียกว่า “อดนอน” แล้วก็ภูมิใจ ว่า เออ ได้อดนอนมาคืนหนึ่ง มีผลดีผลเสียไหม มันก็ขึ้นอยู่กับธาตุของแต่ละคน บางคน เขาชอบอย่างนั้น นั่งแล้วสบาย มีความสุข แต่บางคนนั่งแล้วง่วง ฝืน แทนที่จะได้ผลดีกลับง่วง 00 พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๑ 4.เมื่อความคิดไม่ดีเกิดขึ้นในใจ ธทญ. : เมื่อความคิดไม่ดีเกิดขึ้นในใจเราจะจัดการอย่างไร หลวงพ่อ : เวลาอกุศลกรรมเกิดขึ้น ต้องมีสติกับปัญญา ให้มีสติ รับรู้ว่า ตอนนี้จิตเป็นอกุศลแล้ว เราก็ใช้ปัญญาเอาชนะมัน บอก “ไม่ได้” ถ้าขืนคล้อยตามไปชีวิตจะเป็นทุกข์ เพราะฉะนั้นเราจะ ไม่คล้อยตามในสิ่งที่อกุศลจิตแนะนำเราอยู่ ส่วนความคิดใดที่เป็น กุศลธรรม พอแนะนำในใจเรา เราก็ทำให้เจริญยิ่ง ๆ ขึ้นไป 00 พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๑ 5.นั่งสมาธิแล้วปวดตา ธทญ. : ช่วงหลังลูกนั่งธรรมะแล้วปวดตามากเจ้าค่ะ หลวงพ่อ : อย่ากลัวว่า ไม่เห็น อย่ากลัวว่า จะเห็นช้า อย่าอยากเห็น เร็ว ๆ เพราะความอยากจึงทำให้เราตั้งใจมาก เพราะกลัวจะเห็น ช้า เลยเร่ง จึงทำให้เกิดการเพ่ง พอเพ่ง ร่างกายก็ฟ้องว่า ไม่ถูกวิธี แต่วิธีบอก เขาพูดเป็นภาษาไม่ได้ เขาพูดด้วยอาการ โดยการตึง นั่นแหละว่า อย่างนี้ไม่ถูกวิธี อย่าฝืน ให้ผ่อนคลาย เพราะฉะนั้น วิธีแก้ก็คือ ทำให้ถูกวิธี วิธีที่ถูก หลวงพ่อวัด ปากน้ำท่านบอกว่า “หยุดเป็นตัวสำเร็จ” ท่านไม่ได้บอกว่า อยาก เป็นตัวสำเร็จ แต่เราไปเข้าใจว่า อยากเป็นตัวสำเร็จ เราจึงเอาอยาก เดินหน้า ภาวนาตามหลัง ก็เลยตึง แก้ใหม่นะลูกนะ เดี๋ยวได้แน่นอน ขอให้ทำถูกวิธี อย่าท้อเสียก่อนก็แล้วกัน ๑๒ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๑ 6.“จริงเท่าชีวิต” หมายความว่าอย่างไร ธทญ. : คำว่า “จริงเท่าชีวิต” ในนัยของหลวงพ่อวัดปากน้ำ มีความหมายว่าอย่างไร หมายความว่า เราต้องนั่งจนกว่าจะเห็นธรรม ถึงจะเลิกนั่งหรือเปล่าเจ้าคะ หลวงพ่อ : นั่นสำหรับผู้มีบารมีแก่แบบพระโพธิสัตว์ เป็นอย่างนั้น ซึ่งก็หายาก ไม่ใช่หาง่ายหรอก จริงของท่านจริงแบบพระสัมมา สัมพุทธเจ้า ตัดสินใจว่า ไม่มีอะไรที่จะดีไปกว่าหนทางพ้นทุกข์ เพราะฉะนั้นท่านจึงตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยว ทำหยุดนิ่งอย่างเดียว ถ้าไม่พบหนทางก็ปล่อยชีวิตเลย สำหรับผู้มีบารมีมากนะ แต่สำหรับเรา ให้จริงในระดับที่ผ่อนมาหน่อยหนึ่ง คือ ทำทุกวันทุกคืน ทำจริง ๆ จัง ๆ ไม่ใช่ว่า ทำ ๑ วัน หยุดไป ๕ วัน ทำ ๕ วัน หยุด ๑ เดือน ทำ ๑ เดือน หยุดไป ๕ เดือน อย่างนี้ ไม่จริง แต่ถ้าทำทุกวัน อย่างสม่ำเสมอ อย่างนี้จริงในระดับที่ผ่อน ลงมา จริงแบบปล่อยชีวิตนั่นพระบรมโพธิสัตว์ ถ้าจริงแบบผ่อน ๆ ลงมาทำสม่ำเสมอทุกวัน เขาเรียกว่า จริงแบบพระโพธิสัตว์ ถ้า พระบรมโพธิสัตว์ก็ยิ่งไปกว่านั้น เพราะฉะนั้น ของเราเอาแค่ทำสม่ำเสมอทุกวัน อย่างมีสติ สบาย แล้วก็สังเกตดูว่า เราทำถูกวิธีไหม อย่างนี้ก็ใช้ได้แล้ว ๑๒ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๑ 7.วิธีรักษาใจหลังจบการอบรม ธทญ. : เมื่อลูกออกจากการอบรมไปแล้ว นอกจากรักษาศีลและมาวัดสม่ำเสมอแล้ว จะมีวิธีการรักษาใจอย่างไรคะ หลวงพ่อ : ต้องฝึก ต้องให้มีฉันทะ มีความรักในการปฏิบัติธรรม แล้วก็ให้เห็นประโยชน์ของการปฏิบัติธรรมว่า ทางนี้เป็นทางเดียว เท่านั้นที่จะทำให้จิตบริสุทธิ์ แล้วหลุดพ้นจากทุกข์ทั้งปวง ไม่มีวิธี อื่นใดเลย หมั่นนั่งทุกวันจนกระทั่งติดเป็นนิสัยเหมือนอาบน้ำ ล้างหน้า แปรงฟัน อีกหน่อยเราก็จะนั่งได้โดยที่เราไม่ต้องฝืน เป็นธรรมชาติ เป็นอัตโนมัติเลย แล้วก็มีความสุขกับการนั่ง การนั่ง ทุกครั้งถ้าหากใจหยุดนิ่งมีความสุข ต่อไปก็จะอยากนั่งด้วยตัวเอง ไม่ต้องฝืน ไม่ต้องพยายาม อย่างนี้ความสม่ำเสมอก็จะเกิดขึ้น พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๑ 8.ทำไมต้องนั่งสมาธิ ตำรวจ : กราบนมัสการหลวงพ่อ นี่เป็นการปฏิบัติครั้งแรกของผมครับ มีความรู้สึกยังกำหนดจิตของตัวเองไม่ได้ มีภาพเก่า ๆ ในอดีตที่เคยผ่านชีวิตมาวนเวียนตลอด ทำให้จิตไม่สงบเท่าที่ควร ก็จะพยายามฝึกปฏิบัติในโอกาสต่อไปครับ หลวงพ่อ : สำคัญนะ ในขณะที่ร่างกายเรายังแข็งแรงอยู่ ยังมี ภาพเก่า ๆ จากประสบการณ์ของชีวิตที่ผ่านมาวนเวียนอยู่ในใจ ตลอดเวลา แล้วเราบังคับไม่ได้ จะเลือกอยู่ในภาพใดภาพหนึ่งไม่ได้ หรือไม่ต้องการภาพนั้น จะขับไล่ภาพนั้นออกไปก็ยังไม่ได้ ขนาดเรา แข็งแรงอยู่ ยังเป็นอย่างนี้ ตอนป่วยจะยิ่งกว่านี้ ตอนนั้นทั้งร่างกาย และจิตใจอ่อนแอหมด เมื่อมันอ่อนแอ ภาพต่าง ๆ จะเกิดขึ้นตลอด เวลา แล้วเราควบคุมไม่ได้ ตรงนี้อันตราย อันตรายสำหรับชีวิตมนุษย์ทุกคนในโลก เพราะตัดสิน กันที่ภาพสุดท้ายก่อนที่เราจะหลุดจากกายหยาบ ตรงนี้สำคัญ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงให้หลักว่า ทางที่จะไปมีอยู่ ๒ ทาง อบายทางหนึ่ง สุคติทางหนึ่ง ภาพที่สดใส บริสุทธิ์ นึกแล้วปีติ ภาคภูมิใจ ภาพแห่งความดีปรากฏเห็นชัดเจน เกาะภาพนั้นก็ไปสุคติ แต่ถ้าเป็นภาพที่ไม่ดี เกาะภาพนั้นก็ไปอบาย ทีนี้ มันมีวิธีทางลัด ที่เราจะต้องฝึกฝน แล้วเตรียมตัว ของเราเอาไว้ก็คือ การฝึกสมาธิ เพื่อแยกภาพไม่ดีให้ออกไปจากใจ ฝึกบ่อย ๆ ภาพไม่ดี หรือภาพที่เราไม่ต้องการ หรือพอเห็นแล้ว ไม่ชุ่มชื่นใจ ไม่ปีติใจจะค่อย ๆ หมดไป จะเหลือแต่ภาพดี ๆ เช่น ภาพที่เราเคยสร้างบุญกุศล หรือความสว่าง หรือดวงใส ๆ หรือ องค์พระเกิดขึ้น การมาอยู่ที่วัดแค่ไม่กี่วัน เราได้แค่แนวทางเอาไว้สำหรับ ไปฝึกต่อ เพราะฉะนั้นถ้ากลับไปแล้วต้องหาเวลาทำทุกวันให้ สม่ำเสมอ ใหม่ ๆ ก็จะมีภาพที่เราไม่ต้องการเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา ก็ช่างมัน อย่าไปเพ่งขับไล่มัน อย่าไปรำคาญ ดูไปเฉย ๆ เรื่อย ๆ ในที่สุดมันก็จะหมดไปสักวันหนึ่ง แล้วก็เหลือแต่ภาพดี ๆ ที่เรา ต้องการ ที่เวลาเกิดขึ้นในใจแล้วมีความสุข มีปีติ มีความเบิกบาน การนั่งสมาธิที่เรากำลังฝึกมีความจำเป็นนะ เพราะมันเป็น วิชชาชีวิต บางทีตอนนี้เราอาจยังไม่เห็นความสำคัญ กลับไปต้อง ไปฝึกต่อนะ ๑๖ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๑ 9.คนมีงานน้อยจะนั่งธรรมะได้ดีกว่าไหม ตำรวจ : คนที่มีภาระหน้าที่ความรับผิดชอบน้อย ๆ จะทำ สมาธิได้เร็วและดีกว่าคนที่มีภาระความรับผิดชอบ มากหรือไม่ครับผม หลวงพ่อ : ไม่จำเป็นว่า ใครมีภาระรับผิดชอบน้อยจะนั่งได้ ดีกว่า ไม่แน่ ขึ้นอยู่กับว่าฝึกอย่างสม่ำเสมอหรือเปล่า ถ้าทำ สม่ำเสมอทุกวัน ไม่ขาดเลยแม้แต่วันเดียว ทั้งที่เรามีความรู้สึก เหมือนนั่งแล้วไม่ได้อะไรเลย หลับบ้าง ฟุ้งบ้าง เมื่อยบ้าง ง่วงบ้าง แต่ว่าเวลาที่ใจรวมลงได้ มันประเดี๋ยวเดียวเท่านั้น เพราะฉะนั้น ไม่แน่นะ บางทีมีภารกิจมาก แต่จิตก็รวมลงได้ ๑๖ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๑ 10.ควรนั่งนานแค่ไหนต่อวัน ตำรวจ : ควรจะกำหนดไหมว่า วันหนึ่งควรนั่งนานแค่ไหนครับ หลวงพ่อ : หลวงพ่อว่า ใหม่ ๆ เอาแค่อิ่ม หมายความว่า แค่พึงพอใจ นั่งวันนี้ สมมติว่า สักครึ่งชั่วโมง เราพึงพอใจเราก็เลิก แต่ขอให้ทำ ทุกวัน สม่ำเสมอ แม้เราจะมีความรู้สึกว่าเหมือนไม่ได้ผลอะไรเลย แต่จริง ๆ แล้ว ใจถูกกลั่น ถูกกรอง ให้ละเอียดลงไปทุกวัน บริสุทธิ์ ขึ้นทุกวัน แล้วสักวันหนึ่ง มันก็จะรวมลงได้ เพราะฉะนั้นใหม่ ๆ ให้เริ่มต้นเท่าที่เราพึงพอใจก่อน พอเรานั่งถูกส่วน เดี๋ยวมันขยาย เวลาไปเอง ถ้าสมมติเราไปกำหนดว่า ต้องนั่ง ๑ ชั่วโมง บางทีมัน ฝืนนั่ง พยายามนั่ง เดี๋ยวจะเบื่อเสียก่อน แต่ขอให้นั่งทุกวัน ส่วนเวลาก็แล้วแต่เราสะดวกตอนไหน บางคนสะดวกช่วงเช้า สาย บ่าย เย็น กลางคืน ก็แล้วแต่เราจะเลือกเอา บางคนไปได้ผลในรถด้วยซ้ำ นั่งที่บ้านไม่ได้ผล แล้วก็ไม่ค่อย มีเวลา นักธุรกิจท่านหนึ่งเล่าให้หลวงพ่อฟังว่า ไม่ค่อยมีเวลา แต่มี คนขับรถ ระหว่างอยู่ในรถก็สวดมนต์ทำวัตรเช้า แล้วก็ทำภาวนา ไปด้วย ทำอย่างนี้สม่ำเสมอทุกวัน ไปได้ผลในรถ บางคนไปได้ผล ตอนอาบน้ำ เพราะใจสบาย พอใจสบาย จิตก็รวมลงได้ ๑๖ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๑ 11.เดินจงกรม ตำรวจ : ที่นี่มีการเดินจงกรมไหมครับ หลวงพ่อ : เดินจงกรม ก็คือการเปลี่ยนอิริยาบถในการทำ สมาธิ เท่านั้นเอง ขณะเดินก็ฝึกสติให้อยู่กับตัวไปด้วย ของเราจริง ๆ แล้ว ต้องทำทุกอิริยาบถทั้งนั่งนอนยืนเดิน แต่เราเดินแบบธรรมดาไม่ได้ กำหนดกฎเกณฑ์ว่า จะต้องเป็นท่านั้น ท่านี้ แต่เดินธรรมดา แล้ว ภาวนาไปเรื่อย ๆ จิตก็รวมลงได้เหมือนกัน ๑๖ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๑ 12.นั่งสมาธิมีผลเสียบ้างไหม ตำรวจ : การนั่งสมาธิมีผลเสียบ้างไหมครับ หลวงพ่อ : หลวงพ่อยังไม่เคยเห็นผลเสียจากการนั่งสมาธินะ เพราะ นั่งสมาธิแล้วสบาย มีความสุข เมื่อความสุขขยายตัวไปแล้ว มันก็ เป็นรากฐานของชีวิต ของการทำกิจกรรมทั้งปวง พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสถึงอานิสงส์ของสมาธิกล่าวโดยสรุป ไว้อย่างน้อย ๕ ข้อ คือ ได้ความสุข จิตเป็นหนึ่งแนบแน่น เป็นอัปปนาสมาธิ ได้ฌาน ได้เข้าถึงกายในกายภายใน จนกระทั่งได้บรรลุธรรมไปตาม ลำดับ หลวงพ่อยังนึกผลเสียไม่ออกเลย นอกจากนี้สมาธิยังเป็นสิ่ง ที่จะนำไปใช้ในทุกกิจกรรมทั้งหมด สมาธิเป็นสิ่งสำคัญสำหรับชีวิต เราฝึกเพื่อเตรียมตัว ในการทำสงครามศึกชิงภพนะ ตอนจะเปลี่ยนภพ เพราะทุกคน ตายหมด ถ้าภาพสุดท้ายเป็นภาพที่ดี เราชนะ ไปสู่สุคติภพ แต่ ถ้าภาพสุดท้าย เป็นภาพไม่ดี ไปสู่อบาย อย่างนี้อันตราย เพราะฉะนั้น หลวงพ่อถึงย้ำว่า กลับไปแล้วอย่าทิ้งการ ปฏิบัติธรรม ไม่ว่าเราจะมีภารกิจมากเพียงไหนก็ตาม เพราะการ งานที่เราทำอยู่ แม้ว่าเราจะทำเพื่อส่วนรวม เพื่อชาติ เพื่อเลี้ยงชีวิต แต่จริง ๆ ปลดเกษียณแล้วเราคือตาแก่คนหนึ่งที่มีสังขารเสื่อม ลงไปเรื่อย ๆ สักวันเราจะต้องไปนอนอยู่บนเตียงคนป่วย ตอนนั้น ตำแหน่งหน้าที่การงาน หรืออะไรช่วยเราไม่ได้ทั้งนั้น แพทย์ พยาบาลก็ช่วยได้นิดหน่อย หมู่ญาติผู้มาเยี่ยมแค่เป็นกำลังใจ เป็นกองเชียร์ แต่ถึงตอนนั้นเราต้องช่วยตัวเองนะ นี่คือวิชชาชีวิต ของเรา เพื่อที่จะเอาภาพสุดท้ายก่อนที่เราจะลาโลก ถ้าได้ภาพ สุดท้ายที่ดี เราก็ไปสุคติ ถ้าภาพสุดท้ายไม่ดี เราก็ไปทุคติ การนั่งสมาธิมีประโยชน์มาก ซึ่งหลวงพ่อจะไม่พูดถึงเรื่อง การคลายความเครียดในชีวิตประจำวัน แต่จะพูดถึงเรื่องจริงของ ชีวิต เป็นเรื่องสำคัญเลย การฝึกสมาธิ คือการขัดเกลาจิตใจของเรา ถ้าเราฝึกทุกวัน จิตจะถูกฟอก ถูกขัด ถูกเกลา ถูกกลั่นไปเรื่อย ๆ โดยที่เราไม่รู้สึก ตัว ใจเราจะค่อย ๆ บริสุทธิ์ขึ้น และจะมีผลต่อเราตลอดเวลา ตั้งแต่ ในชีวิตประจำวัน ก่อนปลดเกษียณ จนกระทั่งหลังปลดเกษียณแล้ว และตอนสุดท้ายของชีวิต เพราะฉะนั้น อย่าทิ้งการนั่งสมาธิ กลับไปทำต่อ นั่งให้ สม่ำเสมอทุกวัน ตอนนี้อาจยังเห็นคุณค่าไม่เต็มที่ เพราะยังไม่เข้าถึง สุขจากสมาธิ ยังไม่ได้รับรสชาติตรงนี้ เพราะฉะนั้นอารมณ์ที่อยาก จะฝึก ยังไม่มี ทั้ง ๆ เรามีเวลา แต่เราไม่มีอารมณ์ที่จะฝึก ทุก ๆ ท่านก็เป็นเช่นเดียวกับหลวงพ่อ คือฝึกได้ยาก เพราะ หลวงพ่อเป็นคนขี้สงสัยและเชื่อยาก ก็ต้องฝึกไปเรื่อย ๆ ล้มลุกคลุก คลานมาตลอด กว่าจะถึงจุดที่ได้ที่พึ่งของตัวเองก็ใช้เวลาพอสมควร เพราะฉะนั้นที่ทุกท่านมีประสบการณ์มา ก็เช่นเดียวกับหลวงพ่อ มีประสบการณ์ในเบื้องต้น แต่ถ้าหากไม่ทิ้ง ทำต่อไปเรื่อย ๆ ควบคู่กับชีวิตประจำวันที่เรามีภารกิจมาก แม้นอนไม่เป็นเวล่ำเวลา ก็ตาม สักวันหนึ่งจะสมหวัง หวังว่าทุกท่านกลับไปแล้วคงไปนั่งกันต่อ และถ้ามีโอกาส มาส่งการบ้านหลวงพ่อนะ ไม่ว่าจะนั่งเป็นอย่างไร หลวงพ่อพร้อม ที่จะรับฟัง และพร้อมที่จะให้คำแนะนำทุกท่าน หลวงพ่อขออนุโมทนา ขอให้มีความสุข มีความเจริญ ให้ได้ เข้าถึงพระธรรมกาย ได้มีสรณะ ที่พึ่งภายใน มีความสุขไปทุกหน ทุกแห่ง จงทุกประการเทอญ ๑๖ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๑ 13.เอาภาพที่เห็นเป็นนิมิตแทนได้ไหม ตำรวจ : กราบนมัสการหลวงพ่อที่เคารพยิ่งครับ ครั้งนี้ครั้งแรกที่ผมได้มาอบรมฝึกสมาธิ ความรู้สึกเริ่มแรก รู้สึกว่าได้ผ่อนคลาย ลดความเครียด มีความสบาย และมีภาพในอดีตผ่านมาเรื่อย ๆ ก็ลองจับภาพดู ผมสงสัยว่าภาพนั้นเราจะใช้ยึดแทนนิมิตดวงแก้วได้ไหมครับ หลวงพ่อ : ได้ แต่ต้องรู้จักวิธีดู จะเป็นภาพคน สัตว์ สิ่งของ ถ้าเราดูเฉย ๆ โดยไม่คิดอะไรเลย ดูสักแต่ว่าดู ดูมันไปอย่างนั้น เหมือนคนนั่งริมฝั่งแม่น้ำ เห็นอะไรผ่าน ๆ มา เรือบ้าง สวะบ้าง คนว่ายน้ำบ้าง หมาเน่าลอยมาบ้าง เราก็ดูมันไปเฉย ๆ ไม่ต้องคิด อะไรเลย ในที่สุดภาพเหล่านั้นก็จะหมดไป จะเหลือภาพสุดท้าย คือ ดวงใส ๆ นั่นคือภาพสุดท้าย จะเกิดขึ้นมาเองเลย ๑๖ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๑ 14.เห็นภาพนอกตัวและฟุ้ง ตำรวจ : กราบนมัสการพระคุณเจ้า กระผมเป็นรุ่นที่มาก่อน เมื่อปฏิบัติครั้งแรก ๆ ภาพที่ปรากฏก็เป็นเหมือนท้องฟ้ากว้าง ๆ กลม ๆ มีเมฆสีดำ ผ่านไปผ่านมา สักพักสีใสสว่างขึ้น เมฆดำ ๆ ก็หายไป แล้วปรากฏเป็นแสงสว่างเล็ก ๆ เป็นจุดเล็ก ๆ ปรากฏขึ้นมาในบางครั้ง แต่ว่าแวบเดียวเหมือนฟ้าแลบก็หายไป จากนั้นภาพความกังวลต่าง ๆ ก็เข้ามา ผมมีข้อสงสัยอยู่ ๒ ประการ อย่างแรกคือ ภาพที่ปรากฏนั้นยังอยู่นอกกาย เหมือนกับจะอยู่ตรงหน้า บริเวณช่องจมูกกับเพลาตา อีกประการคือ จะมีกลวิธีอย่างไร ที่จะไม่ให้ภาพภายนอก ความกังวลห่วงที่บ้าน ที่โรงพัก ตามมารบกวนครับ หลวงพ่อ : ในการฝึกปฏิบัติใหม่ ๆ เราต้องยอมอนุญาตให้ภาพเก่า ๆ ที่เราไม่ต้องการ เช่น ภาพในชีวิตประจำก็ดี หรือภาพในอดีตก็ดี หรือในอนาคตก็ดี มันผ่านเข้ามาในใจ เป็นธรรมชาติของการปฏิบัติ ที่จะต้องเจอ เพราะเราเก็บสั่งสมความคิดต่าง ๆ เอาไว้ พอถึงเวลา มันก็คลายตัว ออกมาทางความคิดเป็นภาพ ถ้าเราทำเฉย ๆ ในที่สุด ก็จะค่อยหมดไป ต้องอาศัยการฝึกบ่อย ๆ อย่างสม่ำเสมอ ส่วนการที่ใจมันเริ่มอยู่ที่ปากช่องจมูกแล้วขึ้นมาที่เพลาตา แล้วมันไม่ลงไปต่อก็ไม่เป็นไร มันอยู่ตรงไหนก็อยู่ตรงนั้นไปก่อน จนกระทั่งถึงระดับที่ใจสบายอย่างแท้จริง รู้สึกมีความเบิกบาน มันก็จะลงกลางไปเองนะ ตอนที่หลวงพ่อฝึกใหม่ ๆ ก็เป็นอย่างนั้น ทั้งมืด ทั้งเมื่อย ทั้งง่วง ทั้งฟ้งุ ทั้งเบื่อ ทั้งท้อ สารพัด ทำ ไปบ่นไปกับคุณยายอาจารย์ฯ ท่านก็ค่อย ๆ ประคับประคอง ก็ฝึกมาเรื่อย ๆ ไม่ใช่ปุ๊บปั๊บได้เลย ยกเว้นบางคนใช้เวลาช่วงสั้น จิตของเขารวมได้ เพราะปกติเขาเป็น คนไม่ค่อยอะไร พอถึงเวลานั่งมันก็รวมได้ แต่ของหลวงพ่อยากกว่า ของคนอื่น ก็ต้องล้มลุกคลุกคลานอย่างนี้แหละ บางท่านที่เคยมาปฏิบัติ ตั้งคำถามถามหลวงพ่อ ฟังดูแล้ว เหมือนไม่ได้สนใจที่จะถามเพื่อที่จะเอาไปปฏิบัติจริง ๆ เช่น เขาถามว่า “หลวงพ่อ ผมนั่งลืมตาได้ไหม” บอก “ได้” “ผมนั่งหลับได้ไหม” “ได้” “ผมนั่งในห้องนอนได้ไหม” “ได้” “นั่งในห้องพระล่ะ” “ได้” “นั่งในครัวได้ไหม” “ได้” “นั่งหันหน้าเข้าข้างฝาได้ไหม” “ได้” ถามเสร็จ เขากราบ แล้วเขาก็กลับไป ก็นึกว่า เขาถามไป อย่างนั้นเอง แต่หลวงพ่อตอบจริง และมันก็ได้จริง ๆ ต่อมาอีกหลายเดือน เขามาหาหลวงพ่อหน้าตาผ่องใส รายงานว่า ผมไปทำอย่างที่หลวงพ่อบอกนะ นั่งในครัว นั่งใน ห้องนอน นั่งห้องพระ แล้วไปได้จริง ๆ ตอนนั่งหันหน้าเข้าข้างฝา เขาบอกมันสบายใจ เพราะปกติเขาเป็นคนขี้หงุดหงิด นั่งได้แค่ ๕ นาที ก็ต้องลุกเดินเพ่นพ่าน เขาก็นึกว่า ถ้านั่งสมาธิแล้วจะต้องนั่ง ท่ามาตรฐาน อย่างที่หลวงพ่อแนะนำว่า ให้นั่งขัดสมาธิ ขาขวาทับ ขาซ้าย มือขวาทับมือซ้าย นิ้วชี้ข้างขวาจรดนิ้วหัวแม่มือข้างซ้าย นั่งตัวตรง ๆ เขานึกว่า ต้องทำอย่างนี้ตลอดเวลา เขาก็รู้สึกไม่ค่อย สบายใจ เพราะลองนั่งแล้วไม่ได้ผล ในที่สุดก็ตั้งคำถามอย่างที่เล่า ให้ฟัง แล้วเขาก็เอาไปทำจริง ๆ และไปได้ตอนนั่งหันหน้าเข้าข้างฝา เขาบอกว่า วันนั้นมันสบายใจ ไม่ได้คิดอะไร ไม่คิดว่าจะได้ หรือไม่ได้ จะเห็นหรือไม่เห็น คิดแค่ว่า จะทำใจเฉย ๆ เหมือนนั่ง พักผ่อน ตามใจตัวเองหน่อย อยากนั่งหันหน้าเข้าข้างฝาก็เลยนั่ง แล้วในที่สุดจิตรวมลงได้ เข้าถึงความสว่างภายใน และพบดวงธรรม ด้วยตัวของเขาเองเลย ตอนนี้เข้าใจคำว่า ใสเกินใสของดวงธรรม เป็นยังไง และมีความสุขมาก เพราะฉะนั้นพยายามทำต่อไปนะ ไม่ช้าจะสมหวัง ๑๖ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๑ 15.นั่งธรรมะหลับจะแก้อย่างไร สาธุชน : นั่งธรรมะแล้วหลับ มีวิธีแก้อย่างไรคะ หลวงพ่อ : ถ้าใจเป็นเหตุ เราต้องนึกถึงแสงสว่างเหมือนมีดวง อาทิตย์อยู่ในท้อง แสงสว่างมันจะค้ำดวงตา จะทำให้ไม่ง่วง ถ้าสาเหตุมาจากกาย เช่น ทานมากไปก็ทำให้ง่วง ก็ต้อง ทานให้พอดี เดินให้อาหารย่อยก่อนสักชั่วโมง แล้วค่อยมานั่ง ถ้า เมื่อคืนนอนน้อยก็ต้องปล่อยให้นั่งหลับสักพัก พอสดชื่นก็ทำต่อ แต่อย่าไปนอนหลับนะ ทำแค่นี้ เดี๋ยวหาย และเมื่อไรเราหาความ พอดีได้ ใจวางพอดี จะสบาย ไม่ง่วงเลย ความง่วงหายไปหมดเลย ๒๙ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๑ 16.ควรนั่งธรรมะเวลาไหน สาธุชน : เราควรนั่งสมาธิเวลาไหนดีคะ หลวงพ่อ : เวลาที่เรามีความพร้อมทั้งร่างกายและจิตใจ บางคน พร้อมตอนตื่นนอนใหม่ ๆ เพราะตอนนั้นอารมณ์เก่าที่คั่งค้างมัน หายไปแล้ว อารมณ์ใหม่เราก็ยังไม่เจอ มีเวลาพอสมควรก็ให้นั่ง ตอนตื่นนอนตอนเช้า ๆ สำหรับบางคนนะ บางคนตอนเช้าไม่สะดวก ต้องรีบไปทำงาน มีเวลาช่วงกลางวัน เราก็นั่งตอนกลางวัน บางคนก็ช่วงก่อนนอน อาบน้ำพอใจสบาย ก็นั่งตอนนั้น บางวันก็ไม่เหมือนกันอีก จะไปกำหนดกฎเกณฑ์ว่า เราจะต้องอย่างนี้ทุกวันไม่ได้ เอาความพร้อมของเราเป็นหลัก มีความสะดวก มีความพร้อมอย่างไร เช้า สาย บ่าย เย็น กลางวัน กลางคืน อะไรก็แล้วแต่ ขอให้ทำสม่ำเสมอทุกวันเท่านั้น อย่าให้ขาดเลยแม้แต่วันเดียว ไม่ว่าจะเหนื่อย จะง่วง จะเพลีย จะ มีเรื่องคั่งค้างอะไรในใจก็ช่างมัน นั่งนะ หลับมั่ง ตื่นมั่ง ฟุ้งมั่ง ก็ทำ ไปเถอะ ให้สม่ำเสมอ ง่วงเราก็หลับ เมื่อยก็ขยับ ฟุ้งก็ลืมตา แล้วก็ เริ่มต้นใหม่อย่างง่าย ๆ ทำอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ ทุกวัน แม้เราจะรู้สึกว่า เอ๊! มันคงไม่ได้อะไรมั้ง ไม่ก้าวหน้าเลย แต่ให้ทำไปเถอะ ทำอย่างนั้นไปทุกวัน สมาธิจะค่อย ๆ ก่อตัวขึ้น ทีละเล็กทีละน้อย เราจะเริ่มคุ้นกับศูนย์กลางกายทีละเล็กทีละน้อย สักวันหนึ่งมันก็จะเต็มบริบูรณ์ แล้วเราจะสมปรารถนา ๒๙ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๑ 17.ต้องนั่งธรรมะเวลาเดิมทุกวันไหม สาธุชน : ถ้าเรานั่งเวลา ๓ ทุ่ม แล้ววันต่อไปเราจำเป็นไหมที่จะต้องนั่งเวลา ๓ ทุ่ม หลวงพ่อ : ไม่จำเป็น เอาสะดวกและสบาย แต่ให้สม่ำเสมอนะ ตอนไหนก็ได้ จริง ๆ แล้วควรจะทำตลอดเวลาด้วยซ้ำไป หมายความ ว่า เวลานั่งเราก็ทำ เวลายืนเราก็ทำ นั่งนอนยืนเดิน หรือทำภารกิจ อะไรก็แล้วแต่ กวาดบ้าน ถูบ้าน ทำงาน ทุกภารกิจเราก็ทำไป พอมีเวลาว่างนิดหนึ่ง ชำเลืองดูศูนย์กลางกาย พระอยู่ไหม อ้อ อยู่ แต่ไม่ชัดไม่เป็นไร ดวงอยู่ไหม อ้อ อยู่ ไม่ชัดก็ไม่เป็นไร ทำความ คุ้นเคยอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ ถ้าเราทำอย่างนี้ตลอดเวลา จะคุ้นเคยกับศูนย์กลางกาย และไม่น่าเชื่อเลย ขณะที่เรากำลังคุยกับแขก กำลังโทรศัพท์หรือ ทำอะไรก็แล้วแต่ ก็ยังเห็นอยู่ นี่เป็นความอัศจรรย์ ถ้าเราทำเป็น แล้วนะ โดยเริ่มจากที่ได้บ้าง ไม่ได้บ้างไปก่อนอย่างนี้แหละ มีได้ อย่างนี้หลายคน บางคนเป็นนักธุรกิจ หลวงพ่อก็แนะอย่างนี้ แล้วเขาก็ไปทำ บางคนก็ทำอย่างมีความสุข บางคนก็ทำไปบ่นไป “หลวงพ่ออย่างนั้น อย่างนี้ ไม่เห็นสักที” แต่ก็นั่งทุกวัน เดี๋ยวนี้เลิกบ่นแล้ว ยิ้มแย้ม แจ่มใส บอก “เอ๊ ไม่น่าเชื่อขับรถก็ยังเห็น” ขับรถนี่เห็นยากนะ แต่ เห็นได้นี่อัศจรรย์ ตอนนี้ขับรถอย่างมีความสุข ถึงสี่แยกไฟแดงขึ้น ปกติเราหงุดหงิด ตอนนี้ไฟแดงคือที่พักของการทำภาวนา เห็น องค์พระใส ดวงใส ทำนะ แล้วจะได้ทุกคน ทำไม่ได้ มีเพียงประการเดียวคือ ไม่ได้ทำ เราไม่อิ่มข้าว มีเพียงประการเดียวคือ ไม่ทาน อย่างนี้นะ ๒๙ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๑ 18.เอาประสบการณ์ล่าสุดเป็นจุดเริ่มต้นได้หรือไม่ สาธุชน : สมมติว่าวันนี้เรานั่งเป็นอย่างนี้ พรุ่งนี้เราเริ่มนั่งใหม่ ต้องนึกถึงประสบการณ์สุดท้าย หรือเปล่าคะ หลวงพ่อ : อันนี้สำหรับคนที่เขาทำเป็นแล้ว มั่นคงแล้ว เขาสามารถ ทำต่อได้เลย เช่น เมื่อวานเราเห็นดวงสว่าง วันนี้ดวงสว่างยังติด อยู่กับตัวเราตลอด ไม่ว่าเราจะนั่งนอนยืนเดิน หกคะเมนตีลังกา เคลื่อนไหวกายก็ยังอยู่ อย่างนี้ทำ ต่อไปเลย หยุดเข้าไปเรื่อย ๆ เลย แต่บางคนเมื่อวานเห็นดวง อ้า วันนี้หาไม่เจอแล้ว อย่างนี้ ต้องเริ่มต้นใหม่อย่างง่าย ๆ ณ จุดที่ไม่มีอะไร ที่เรามั่นใจว่าตรงนี้ ศูนย์กลางกาย ทำสบาย ๆ ทำนิ่ง ๆ ไปเถิด พอใจเราไม่กังวลกับ อะไร เราจะเห็นหรือไม่เห็น เราต้องการแค่ทำหยุดกับนิ่ง ปรับที่ใจ ไม่ไปปรับที่ภาพนะ คือใจเราให้นิ่ง ๆ อย่างเดียว เดี๋ยวก็ชัดขึ้นมา เกิดขึ้นมาเองเลย ทำอย่างนี้นะ แล้วจะสมหวัง ๒๙ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๑ 19.ความสำเร็จมีอยู่แล้วในตัว สาธุชน : ที่หลวงพ่อเคยพูดว่า พึงทำความสำเร็จให้เกิด ขึ้น เพราะความสำเร็จมีอยู่แล้ว หมายความว่าอย่างไรครับ หลวงพ่อ : คือความสำเร็จ ทุกสิ่งทุกอย่างมีอยู่ในตัวของเราหมด เลยนะ ความเพียรก็มีอยู่ในตัว สติก็มีอยู่ในตัว ปัญญาก็มีอยู่ในตัว ความขยันก็อยู่ในตัว แล้วแต่ว่าเราเอามาใช้แค่ไหน ถ้าเราเอามาใช้ มันก็ใช้ได้ ยกตัวอย่าง เช่น เวลาเราขี้เกียจ ถ้าเราดึงความขยันมาใช้ คือรีบทำตอนนั้นเลย ทำบ่อย ๆ จนกระทั่งเกิดความเคยชิน เดี๋ยวความ ขยันก็จะมีอานุภาพครอบงำความเกียจคร้านในการนั่งธรรมะได้ ความสำเร็จก็เช่นเดียวกัน มันมีจุดแห่งความสำเร็จอยู่ ไม่ว่าจะทางโลกทางธรรม เป็นจุดที่สบายที่สุด ถ้าหากเราทำใจของ เราให้สบาย ๆ มันจะไปถึงจุดตรงนั้นเอง เพราะจุดตรงนั้นเป็นจุดที่ สบาย เราจะต้องทำให้เหมือนกัน แล้วมันจะดูดเข้าไปหากัน แล้ว ความสำเร็จก็จะเกิดขึ้น ทางโลกก็เช่นเดียวกัน ความสำเร็จก็คอยเราอยู่ อุปสรรค ที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องธรรมดาที่เราจะต้องเอาชนะมัน ทำไปเรื่อย ๆ เดี๋ยวความสำเร็จก็จะเกิดขึ้นได้ ความสำเร็จจะไม่เกิดขึ้น ในกรณี ที่เราไม่ดึงเอาความตั้งใจจริงมาใช้ คือแทนที่เราจะเดินทางต่อไป เรากลับหยุดเสียตรงนั้น มันก็ไม่สำเร็จ ก็แค่นั้นเอง เหมือนประตู มีอยู่ ถ้าเราอยากจะไปให้ถึงประตูก็เดินไปให้ถึง แต่ถ้าเราไม่เดิน นั่งอยู่ตรงนี้ มันก็ไปไม่ถึงสิ ก็ง่ายๆ แค่นี้ ปัญญาทุกคนก็มีอยู่ แต่ส่วนมากมักจะเขียม ๆ ใช้กัน ประหยัดกัน ความขยันความเพียรในการนั่งก็มีอยู่ แต่เขียมจังเลย ประหยัด กระเหม็ดกระแหม่ อดออม ไม่ค่อยเอามาใช้ แล้วก็บอก “หลวงพ่อ ไม่เห็นสักที” ก็เพราะมัวเขียม ๆ ใช้กัน ก็แค่นั้นเอง เงินทองประหยัดดี แต่ปัญญา ความเพียร อย่าประหยัด ๒๙ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๑ 20.นั่งธรรมะเห็นหน้าคู่อริ สาธุชน : หลวงพ่อครับ ผมนั่งแล้วเห็นหน้าคู่อริเก่า ๆ ควรทำอย่างไรดีครับ หลวงพ่อ : ก็ต้องสร้างนิสัยใหม่ มองทุกคนเป็นเพื่อนร่วมทุกข ์ เกิดแก่เจ็บตายเหมือนกับเราหมดทั้งสิ้น ทุกคนไม่อยากทำในสิ่ง ที่เราไม่ชอบหรอก เพราะทุกคนมีความรักตัวอยู่ เขาก็ไม่อยากจะ ทำความผิดพลาดอะไรเกิดขึ้นให้เราทุกข์ใจ และใคร ๆ ก็ไม่อยาก ให้เขาทำ แต่มันมีสิ่งหนึ่งที่บังคับอยู่ในใจเขา เขาสู้ไม่ได้ มันแพ้ทุกที เขาก็เลยพลาดพลั้งทำอย่างนั้น หน้าที่ของเรา ในฐานะที่มาถึงแสงสว่างก่อน เรารู้ว่าสิ่งนี้ ไม่ดี เราก็ให้อภัยเขาก็จบกันไป สิ่งที่เธอทำกับฉัน ฉันให้อภัยเธอ ฉันไม่ถือ ไม่ถือก็ไม่หนักนะ ถ้าถือที่มือก็หนักที่มือ ถือที่บ่าก็หนัก ที่บ่า ถ้าถือที่ใจก็หนักที่ใจ ถ้าวางที่มือก็ไม่หนักมือ วางที่บ่ามันก็ ไม่หนักบ่า วางที่ใจก็ไม่หนักใจก็แค่นั้นแหละ แล้วเราจะได้มานั่ง อย่างมีความสุข ช่วงที่นั่ง สิ่งที่ควรคิด คือนึกถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อย่าไปนึกถึงเขา นึกแล้วไม่เกิดประโยชน์ นึกถึงองค์พระใส ๆ นึกถึง ดวง นึกถึงสิ่งที่ทำให้มีความสุข ทำอย่างนี้บ่อย ๆ อีกหน่อยก็จะเกิด ความเคยชิน แล้วความรู้สึกนั้นก็จะหมดไปเอง มันสู้เราไม่ได้หรอก เอามาใช้บ่อย ๆ นะ อย่าไปเขียม ๆ ใช้ อย่าประหยัดใช้ แล้วเดี๋ยว ชีวิตจะมีความสุข เราควรจะผ่านชีวิตแต่ละวินาทีด้วยความสุข เรื่องอะไร ที่เราคิดแล้วกลุ้ม อย่าไปคิด คิดเรื่องที่ทำให้ใจเราเบิกบาน เพราะ เรามีเวลาอยู่ในโลกนี้ไม่นาน สงวนเวลาไว้ให้กับตัวเราเอง ใจเรามี ดวงเดียว สิ่งที่เข้ามา มันเข้ามาได้ทีละอย่าง ใจที่มีคุณค่าอย่างนี้ เราควรจะหาสิ่งที่มีคุณค่ามาอยู่ในใจเรา ถ้าเอาคนนั้น สิ่งนั้น เหตุการณ์นั้นมาอยู่แล้วมันทุกข์ เอาออกซะ อย่าใส่ไปในใจ ถ้าเอา พระพุทธเจ้าใส่ เอาดวงธรรมใส่ เอาหลวงพ่อวัดปากน้ำใส่แล้ว สบาย อย่างนี้ดีกว่านะ ๒๙ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๑ 21.สมาธิกับการเรียน ภิกษุ : การฝึกสมาธินำมาใช้กับการศึกษาเล่าเรียน และในชีวิตประจำวันของนิสิตนักศึกษาได้ไหมครับ หลวงพ่อ : สมาธิเป็นบ่อเกิดแห่งปัญญา ไม่ว่าเราจะศึกษาอะไร ก็แล้วแต่ ถ้าศึกษาในระดับใจที่ผ่องใส มีอารมณ์ดี อารมณ์สบาย จิตตั้งมั่น จะทำให้การศึกษาไม่ว่าทางโลกหรือทางธรรมมันดีทั้งนั้น การฝึกสมาธิเพื่อให้เข้าถึงพระธรรมกายที่มีอยู่แล้วในตัวนี้ จะทำให้ใจตั้งมั่นได้ตลอดเวลา คือภายในเราเห็นองค์พระ ข้างใน เราหยุดนิ่ง แต่ข้างนอกเราเคลื่อนไหว ทำให้ใจกลับเข้าไปสู่แหล่ง ของสติปัญญา ใจก็จะถูกหลอมให้สมบูรณ์ไปด้วยสติปัญญา เวลา เรานำออกมาใช้ศึกษาต่าง ๆ มันก็ศึกษาได้คล่องกว่าตอนที่อารมณ์ ไม่ดี อารมณ์ไม่สบาย ใจไม่ตั้งมั่น ยิ่งเข้าถึงดวงธรรม ถึงกายภายใน จิตยิ่งตั้งมั่นได้ดีเพราะมี ที่ยึด มีความสว่าง มีดวงธรรม มีกายภายใน มีองค์พระ ยิ่งหากเรา เข้าไปถึงกายที่ลึก ๆ ละเอียด ๆ ไป ยิ่งศึกษาได้ดียิ่งขึ้น เพราะมัน ไม่เครียด ถ้าไม่มีสมาธิแล้วเครียด ไม่ได้ผล งานทุกงานทั้งทางโลกและทางธรรม จะได้ผลงานที่ดี ถ้า ทำด้วยใจที่เป็นสมาธิ ๑๗ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๓๙ 22.เคล็ดลับความสำเร็จของหลวงพ่อ ภิกษุ : หลวงพ่อมีเคล็ดลับความสำเร็จในชีวิตอย่างไรครับ หลวงพ่อ : “หยุดเป็นตัวสำเร็จ” แต่ก็ยังไม่สำเร็จถึงจุด สำเร็จ ไปในระดับหนึ่ง เพราะสิ่งที่หลวงพ่อตั้งใจทำยังไม่บรรลุเป้าหมาย มันได้แต่สิ่งที่เราเห็นแค่นั้นเอง สิ่งที่อยากจะทำ มันยากจังเลย คือ รวมทีมทำวิชชาซึ่ง กระจัดกระจายกันอยู่ กำลังจะรวม แล้วถ่ายทอด แล้วทำงานเป็นทีม ทำควบคู่กันไป แล้วอยากจะให้เขาได้พิสูจน์ ได้เป็นพยานการ ตรัสรู้ธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่กล่าวไว้ในพระไตรปิฎก และอยากให้ทุกคนในโลกได้รู้ มันยังไปไม่ถึงจุดตรงนั้น นอกจาก ได้รู้แล้ว รวมทีมกันมุ่งไปถึงที่สุดแห่งธรรม เป็นไปตามขั้นตอน อย่างนี้ แต่มันยังไม่ถึงจุดตรงนั้น เพราะฉะนั้นตอนนี้บรรลุ เป้าหมายได้แค่ระดับหนึ่งเท่านั้นเอง ๑๗ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๓๙ 23.ฟังธรรมแล้วบรรลุธรรม ภิกษุ : หลวงพ่อครับ ที่ในพระไตรปิฎกกล่าวว่า คนที่ฟัง ธรรมจากพระพุทธเจ้าแล้วบรรลุธรรม เขาฟังโดยใจจรด ศูนย์กลางกาย หรือว่าฟังด้วยอารมณ์สบายครับ หลวงพ่อ : ฟังด้วยอารมณ์สบาย พระสัมมาพุทธเจ้าเวลาที่พระองค์ แสดงธรรมนี่ ไม่ใช่เรื่องธรรมดานะ ๑ ท่านได้เข้าถึงจริง ๒ มีศิลปะในการถ่ายทอด ๓ แสดงธรรมประกอบด้วยปาฏิหาริย์ ๓ คือ มี อิทธิปาฏิหาริย์ อาเทสนาปาฏิหาริย์ อนุสาสนีปาฏิหาริย์ คือ แสดงฤทธิ์ได้ พูดดักใจคนได้ รู้วาระจิต เป็นต้น เพราะฉะนั้น เวลาท่านพูด ผู้มีบุญที่สั่งสมบุญมาดีแล้วมา ฟังด้วยอารมณ์สบาย ใจก็กลับเข้าไปสู่ที่ตั้งดั้งเดิมที่อยู่ในปริมณฑล ของจิต เมื่อจิตเข้าไปตั้งมั่นอยู่ที่เดิม จิตก็ผ่องใส บริสุทธิ์ ถูกส่วน ก็เห็นความบริสุทธิ์เบื้องต้นเป็นดวงธรรมใส เห็นปฐมมรรค เดี๋ยวก็ พรึบเข้าไปถึงรัตนะทั้งสาม ถึงไตรสรณาคมน์ ถึงพุทธรัตนะ ธรรม รัตนะ สังฆรัตนะ ที่มีอยู่แล้วภายใน และอีกประการหนึ่ง ผู้ฟังมีบุญเก่าด้วย ผู้แสดงบรรลุจริง และมีศิลปะในการถ่ายทอด พร้อมทั้งปาฏิหาริย์ ๓ บางครั้งท่าน ก็ใช้ครบทั้ง ๓ อย่าง บางครั้งก็ใช้ ๒ อย่าง บางครั้งก็อย่างเดียว ก็แล้วแต่ท่านจะใช้ ยกตัวอย่าง มีกลุ่มหญิงขี้เมามาฟังธรรม พระพุทธเจ้าแสดง ธรรม พวกนี้ก็เมาเอะอะอยู่ท้ายศาลา ท่านก็ใช้อิทธิปาฏิหาริย์ บันดาลให้เกิดความมืดมิดหมดเลยเฉพาะในกลุ่มขี้เมานั้น คนเรา กำลังเอะอะ อยู่ ๆ ตกอยู่ในความมืดวูบหนึ่ง มันสะดุ้งหวาดเสียวนะ จนหายเมา หรือคนติดในความสวยงาม มาฟังธรรมที่ท้ายศาลา ท่าน ก็แสดงอิทธิปาฏิหาริย์ให้มีหญิงที่งามกว่าตัวเองมายืนพัดให้ท่าน แต่เห็นได้เฉพาะคนนั้น แล้วก็ค่อย ๆ เสื่อมไปเรื่อย ๆ แก่ไปเรื่อย ๆ โทรมไปจนกระทั่งล้มลงตายไปต่อหน้าต่อตา พอท่านสอนให้ได้คิด ก็คิดได้ เกิดความเข้าใจ คนเราคิดไม่ได้ตอนไม่ได้คิด พอกระตุ้น ให้ได้คิด พอได้คิด ก็คิดได้ เข้าใจ ใจก็หยุดนิ่ง สงบก็เข้าถึงธรรมได้ เพราะฉะนั้น พระองค์แสดงธรรมประกอบด้วยปาฏิหาริย์ ๓ ตลอดเวลา ครบบ้าง ๒ อย่างบ้าง อย่างเดียวบ้าง และผู้ฟังเป็น ผู้มีบุญ ทั้งผู้ให้ผู้รับพอเหมาะพอดีกัน อย่างนี้ถึงบรรลุเป้าหมาย ๑๗ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๓๙ 24.บุญเก่ากับความเพียร ภิกษุ : การที่เราจะเข้าถึงวิชชาธรรมกาย ระหว่างบุญที่เราสั่งสมมา กับความเพียรที่เรากระทำอยู่นี้ อันไหนจะมีผลให้เราเข้าถึงธรรมได้ดีกว่ากัน หลวงพ่อ : อย่าใช้คำว่าดีกว่าเลย เพราะต้องใช้ประกอบกัน การที่ เรามาถึงจุดตรงนี้ได้ แสดงว่ากำลังบุญของเรามีมากพอแล้ว เหลือ ความเพียรกับทำให้ถูกวิธี เราก็จะสมปรารถนา มันต้องประกอบกัน ถ้าบุญไม่มากพอ มาไม่ถึงตรงนี้ ไม่ได้ยินเรื่องราวเหล่านั้น ก็จะไปได้ยินเรื่องอื่น สนใจเรื่องอื่น เพลิน ๆ กันไป แต่เราเหมือน มีอะไรที่เราไม่รู้มาฉุดเราเข้าสู่อีกสภาวะหนึ่ง เพราะฉะนั้นหลวงพ่อ ขอยืนยันว่า กำลังบุญถึงจุดที่จะเป็นผลไม้ที่สุกงอม เหลือแต่ ทำวิธีการให้ถูกต้อง ความเพียรสม่ำเสมอ เดี๋ยวก็สมปรารถนา ๑๗ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๓๙ 25.นั่งสมาธิแล้วเป็นบ้าจริงหรือ สาธุชน : บางคนไม่กล้านั่งสมาธิ เพราะกลัวว่าจะเป็นบ้าครับ หลวงพ่อ : ปัจจุบันนี้ที่ละเลยเรื่องการปฏิบัติ เพราะกลัวว่านั่ง แล้วจะเป็นบ้าบ้าง ที่นั่งแล้วเป็นบ้าไม่ใช่อะไร แต่เพราะคนบ้า มานั่ง หรือประเภทมีเชื้อบ้าอยู่ก่อนแล้ว ตอนที่เชื้อยังไม่กำเริบ ยังไม่สำแดงออกก็ดูปกติ พอสำแดงออกมาตอนนั่งสมาธิก็เลยเหมา ว่า นั่งสมาธิแล้วเป็นบ้า ที่จริงมีเชื้อมาก่อนแล้ว หรือบางคนนั่งแล้วไปเห็นภาพต่าง ๆ ตอนที่จิตยังไม่ บริสุทธิ์ ยังหยุดนิ่งไม่สนิท เห็นภาพที่เก็บสั่งสมไว้ในจิต มันฉาย มาเป็นนิมิตหลอน เห็นโน่น เห็นนี่ เป็นภาพที่น่ากลัวบ้าง ออกมา กลัว แล้วก็ไปเล่ากันต่อ ๆ ว่า ระวังนะ นั่งแล้วจะเห็นนั่น เห็นนี่ เห็นภาพที่น่ากลัว คนที่ไม่ได้นั่ง ได้ยินได้ฟังเข้า ก็กลัวตามไปด้วย ทั้ง ๆ ที่ยังไม่ได้นั่งเลย ซึ่งถ้าจิตบริสุทธิ์จริง ๆ เห็นพวกนี้จะเฉย ๆ ก็เหมือนเห็นมนุษย์ธรรมดา ๆ อย่างนี้ แต่รูปร่างพิกลพิการกว่า เล็กน้อยบางประการอย่างมากมาย แต่อารมณ์ที่จะไปเห็นอย่างนี้ ใจต้องใส ต้องนิ่ง ไม่มีความกลัวอยู่ แต่อารมณ์ที่ยังมีความกลัวอยู่ แสดงว่าจิตยังไม่บริสุทธิ์ ยังเป็นนิมิตเลื่อนลอย ยังไม่ใช่ของจริง บางแห่งก็เหมาว่า นิมิตทั้งหมดเป็นนิมิตเลื่อนลอย ไม่ ควรยึดติด อย่าไปติดนิมิต ที่จริงนิมิตจริงก็มี นิมิตเลื่อนลอยก็มี เหมือนเราลืมตามอง ก็ยังเคยเห็นของลวงเป็นของจริงก็มี นี่ก็ เช่นเดียวกัน แต่แทนที่จะเป็นตามนุษย์ กลับเป็นอีกตาหนึ่ง แต่ถ้า ถึงธรรมจักขุก็จะเห็นอะไรไปตามความเป็นจริง หรือบางทีเขานั่งสมาธิแล้วหมดอายุขัยพอดี นั่งตายขึ้นมา ก็เหมาว่า ระวังนะ นั่งสมาธิเดี๋ยวตาย นั่งแล้วไปไม่กลับ หลับไม่ตื่น ฟื้นไม่มี ก็เลยเกิดความกลัวขึ้นมา แต่จริง ๆ แล้ว ถ้าหมดอายุขัย ไม่นั่งก็ตาย นอนก็ตาย ยืนก็ตาย เดินหรือวิ่งหกคะเมนตีลังกา ก็ตายหมด ความจริงแล้วสมาธิเป็นสิ่งควรทำ หลวงพ่อเสียดายวันเวลา ของแต่ละคนที่ปล่อยให้ผ่านไปเปล่า ๆ ทั้งที่ใจร่ำร้องอยากหา ความสุข แต่การดำเนินชีวิตของตัวไปแสวงหาความทุกข์ทั้งสิ้น เพราะไม่รู้ว่า สุขที่แท้จริงมีลักษณะอย่างไร อยู่ตรงไหน จะเข้าถึงได้ อย่างไร ความสุขมีอารมณ์อย่างไร มีอาการอย่างไร ยังไม่รู้กันเลย แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงผ่านมาหมดแล้ว จึงได้สรุปรวมว่า นตฺถิ สนฺติปรํ สุขํ สุขอื่นนอกจากใจหยุดใจนิ่งไม่มี เสียดายขี้เกียจนั่งสมาธิกัน ไม่รู้ว่าขี้เกียจไปทำไม ซึ่งนั่ง มันดี มันสบาย ไม่ต้องคิดอะไรเลย แค่นั่งเฉย ๆ แค่นั้นเอง แค่นี้ ทำไม่ได้ แล้วจะไปช่วยอะไรได้ นั่งเสียเถิดประเสริฐนัก เพราะที่พึ่งที่ระลึกที่แท้จริงมี พระรัตนตรัยเท่านั้น พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ๓ อย่างนี้ เป็นที่พึ่งที่ระลึกที่แท้จริงของตัวเราและของสรรพสัตว์สรรพสิ่ง ทั้งหลาย ๑๐ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๗ 26.ต้องสม่ำเสมอในการปฏิบัติธรรม สาธุชน : หลวงพ่อครับ ผมเคยนั่งสมาธิ มีประสบการณ์ที่ดี มีความสบายเกิดขึ้น รู้สึกไม่มีตัวตน หลังจากนั้นก็เริ่มปฏิบัติน้อยลง มาปฏิบัติครั้งนี้ ประสบการณ์ไม่ดีเท่าเดิม ทุกครั้งที่จะถึงรอยต่อช่วงนี้ ก็จะหลุดทุกครั้ง คล้าย ๆ กับสะดุ้งตื่น แล้วก็ต้องเริ่มต้นใหม่ทุกครั้ง ไม่ทราบจะแก้อย่างไรครับ หลวงพ่อ : ต้องทำสม่ำเสมอจ้ะ ที่ผ่านมาชะล่าใจไปนิด ตอนหลัง ไม่ทำต่อเนื่อง พอเราไม่ทำต่อเนื่อง มันก็เหมือนต้องมาเริ่มต้นใหม่ ทุกครั้ง ความต่อเนื่องสำคัญนะ ต้องทำให้ได้ทุกวัน มากหรือ น้อยก็แล้วแต่ ต้องให้ได้ทุกวัน ทั้ง ๆ ที่เรามีความรู้สึกว่าเหมือน ไม่ก้าวหน้า เพราะเรายึดเอาว่า ต้องเห็นภาพชัดเจนเหมือนคน อื่นจึงก้าวหน้า พอเราไม่เห็นก็มีความรู้สึกเหมือนไม่ก้าวหน้า ถึง แม้จะเป็นอย่างนี้ก็ให้นั่งทุกวัน สมาธิจะค่อย ๆ สั่งสมไปทีละเล็ก ทีละน้อย พอถึงจุดที่มันอิ่มตัวเต็มที่ มันก็จะได้ผล ต่อไปถ้าได้ผล แล้ว อย่าทิ้งนะ การปฏิบัติธรรมเป็นสิ่งสำคัญสำหรับชีวิต ยิ่งอายุมากเท่าไร ยิ่งสำคัญมาก เพราะจะต้องใช้ตลอดเวลาจนกระทั่งถึงวาระสุดท้าย ของเรา สำคัญมากนะ นักกีฬาฝึกซ้อมมาเป็นปี แข่งขันกันแค่ไม่กี่วินาที แพ้ชนะ รู้กันตอนนั้น เราฝึกซ้อมเตรียมตัวของเราหลาย ๆ ปี แต่แข่งขัน ในวันสงครามชิงภพ แค่ไม่กี่วินาที บนเตียงคนป่วย แพ้ชนะก็รู้กัน วันนั้น เพราะฉะนั้นต้องทำสม่ำเสมอนะ เพราะทุกคนต้องเดินทาง ไปปรโลกทั้งนั้น ในพระไตรปิฎก ท่านธรรมิกอุบาสกเป็นตัวอย่างที่ดี ท่าน เตรียมตัวของท่านอย่างดี สั่งสมบุญ ทาน ศีล ภาวนา ครบถ้วน บริบูรณ์ แม้นอนอยู่บนเตียงคนป่วย แต่สติท่านดีมาก เห็นชาว สวรรค์ทั้ง ๖ ชั้น มาเชิญชวนให้ไปอยู่ด้วย เลือกเอาเลยว่า จะไป อยู่ชั้นไหน เทวดาทุกชั้นอยากจะได้ธรรมิกอุบาสกไปเป็นสหายแห่ง เทวดา เพราะว่าเป็นผู้ที่สั่งสมคุณงามความดีมาตลอดชีวิต เราต้อง ฝึกไปให้ถึงระดับขนาดนั้น เพราะฉะนั้น สิ่งที่เราทำอยู่เป็นวิชชาชีวิต เกี่ยวกับตัวของ เรา ที่จะเป็นที่พึ่งให้กับเรา ดังนั้นเวลาช่วงไหนประสบการณ์ดี ให้ ทำต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ อย่าชะล่าใจ อย่าคิดว่าจะทำเมื่อไรก็ได้ ผล คงจะดีเหมือนเดิม อย่าคิดอย่างนั้น ฝึกทุกวัน แล้วผลจะดียิ่ง ๆ ขึ้นไปเรื่อย ๆ เลย หลวงพ่ออยากให้ทุกคนเข้าถึงจุดที่ไม่เพียงแต่มีความสุข ภายใน ควรจะก้าวไปถึงการศึกษาความรู้ในพระไตรปิฎก เรื่อง ภพภูมิต่าง ๆ ซึ่งเมื่อเราพิสูจน์และยืนยันได้เกี่ยวกับเรื่องภพชาติ การเวียนว่ายตายเกิด กฎแห่งกรรม บุญ บาป อะไรต่าง ๆ นอกจากจะเป็นที่พึ่งแก่ตัวเราแล้ว จะได้เป็นแสงสว่างให้ กับชาวโลกด้วย อยากให้ก้าวไปถึงจุดตรงนั้น ทำสม่ำเสมอ แล้วจะดีสม่ำเสมอ ๒๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๑ 27.มีวิธีการใดบ้างที่แก้ทุกข์มนุษย์ได้ สาธุชน : นอกจากสมาธิแล้ว มีวิธีใดสามารถแก้ทุกข์มนุษย์ได้ครับ หลวงพ่อ : ไม่มีวิธีการใดที่จะทำให้มวลมนุษยชาติ พ้นจากความ ทุกข์ทรมานของชีวิตได้ นอกจากพุทธวิธี คือวิธีของพระสัมมา สัมพุทธเจ้า ที่พระองค์ทรงพัฒนาฝึกฝนตนเองอย่างไรจนกระทั่ง ดับทุกข์ หลุดพ้นจากกิเลสอาสวะได้ มีความสุขตั้งแต่วันที่บรรลุ ธรรมจนกระทั่งดับขันธปรินิพพาน และมีชีวิตได้เสวยเอกันตบรมสุข เป็นนิรันดร เพราะฉะนั้น มีวิธีการเดียวเท่านั้น คือ นำคำสอน พระสัมมาสัมพุทธเจ้าขยายไปยังเพื่อนมนุษย์ทุกคนในโลก ให้เขา ได้มาศึกษาเรียนรู้แล้วก็ปฏิบัติจะได้เข้าถึงสันติสุขภายใน เข้าถึง พระรัตนตรัยในตัว แล้วหลังจากนั้นสิ่งดี ๆ ก็จะเกิดขึ้นกับโลกใบนี้ ๒๒ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๐ 28.ทำอย่างไรจึงไม่ประมาทในชีวิต สาธุชน : ทำอย่างไรเราจึงจะไม่ประมาทในชีวิต เพราะว่าเวลาไม่ประมาทในชีวิตแล้ว จะทำให้ขยันนั่งธรรมะ หลวงพ่อ : ให้เจริญมรณานุสสติ ให้นึกว่าแม้พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระอัครสาวก พระมหาสาวก พระอริยบุคคล ยังต้องละสังขารเข้าสู่นิพพาน ผู้ที่ได้ถึงพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งที่เรียกว่า โคตรภูบุคคล หรือ ผู้เข้าถึงฌาน เป็นฌานลาภีบุคคลก็ยังต้องละสังขาร แม้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิปกครองทวีปทั้ง ๔ มีฤทธิ์ มี อานุภาพมาก มีรัตนะ ๗ โคจรไปในอากาศได้ก็ยังต้องละสังขาร พระราชา มหากษัตริย์ เศรษฐี มหาเศรษฐี ยาจก วณิพก ละสังขารหมด ให้นึกอย่างนี้ การนึกอย่างนี้เรียกว่า การเจริญมรณานุสสติ หรือถ้านึกอย่างนี้ รู้สึกมันยาวเกินไป ก็มี ๒ คำ จำง่าย ๆ เคยเห็นไหม เวลารถพยาบาลผ่านมา เขาบรรทุกคนเจ็บ แล้วเขาก็ เปิดหวอลั่นไปบนท้องถนนนะ ฟังให้ดีนะ เสียงมันคล้าย ๆ ตายแน่ ตายแน่ ตายแน่ นี่แหละ เจริญมรณานุสสติทางลัดที่สุด หัดท่องไว้ จะขยันนั่งธรรมะขึ้น ๑๕ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๕ 29.สมาธิเป็นของสากล ((คำถามจากเยาวชน Peace Revolution Peace Revolution คือ กลุ่มเยาวชนชาวต่างชาติจากนานาประเทศ ที่สนใจการปฏิบัติธรรม ได้เข้าร่วมโครงการ Peace Revolution ร่วมทำกิจกรรมอย่างตลอดต่อเนื่อง จนกระทั่งได้รับคัดเลือกให้มาปฏิบัติธรรมร่วมกันในประเทศไทย และได้มีโอกาสถามปัญหาหลวงพ่อธัมมชโย (คุณครูไม่ใหญ่) ซึ่งท่านเมตตาตอบคำถามผ่านทางจานดาวธรรม (จานดาวเทียม) ในรายการโรงเรียนอนุบาลฝันในฝันวิทยา ช่อง DMC)) Peace Revolution : ถ้าจะทำสมาธิให้ได้ดี เราจำเป็นต้องเป็นคนมีศาสนาหรือเชื่อมั่นในศาสนาหรือไม่ หลวงพ่อ : ไม่จำเป็น ขอแค่ให้เป็นมนุษย์ที่ไม่บ้า ไม่สูญเสียระบบ ประสาทการรับรู้ จะนับถืออะไรก็ได้ เพราะสมาธิเป็นของกลาง เป็นของสากลที่ทุกคนทำได้ เหมือนลมหายใจที่ทุกคนหายใจได้ หรือเหมือนดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ที่ทุกคนเห็นได้ ไม่ว่าจะมีศาสนา หรือไม่มีศาสนาก็ตาม ๑๘ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๒ 30.ความแตกต่างระหว่างสมาธิกับศาสนา Peace Revolution : อะไรคือความแตกต่าง ระหว่างสมาธิกับศาสนา หลวงพ่อ : ศาสนา คือ ความรู้หรือความเชื่อที่สืบทอดต่อ ๆ กันมา ในครอบครัวหรือในตระกูล เมื่อเราเกิดมาในตระกูลนั้น เราก็ต้อง ศึกษาเรื่องนั้น เรียนรู้เรื่องนั้น เมื่อศึกษาเรียนรู้แล้วเราชอบ เราก็ เชื่อเรื่องนั้น ซึ่งมันคนละเรื่องกับสมาธิ สมาธิ เป็นสิ่งจำเป็นที่เราต้องใช้ทุกวัน แม้จะมีศาสนาหรือ ไม่มีศาสนาก็ตาม หรือไม่ว่าเราจะนับถือศาสนาใดก็ตาม เราต้อง ใช้สมาธิในการทำทุกกิจกรรม ไม่ว่าจะเป็นการอาบน้ำ ล้างหน้า แปรงฟัน รับประทานอาหาร พูดคุย การศึกษาเล่าเรียน การทำมา หากิน ทำมาค้าขาย บริหารธุรกิจการงาน ทุกกิจกรรมล้วนต้องใช้ สมาธิทั้งสิ้น คือใจต้องมุ่งมั่นตั้งใจทำสิ่งนั้นไม่ให้มันวอกแวกฟุ้งซ่าน ไปในเรื่องอื่น การมีสมาธิจะทำให้การวินิจฉัยหรือการตัดสินใจ ไม่ผิดพลาด อีกประการหนึ่ง สมาธิจะทำให้เรามีความสุขภายใน และ เป็นรากฐานที่จะทำให้เรามีความรอบรู้ เข้าใจเรื่องราวต่าง ๆ อีก ทั้งจะดึงดูดสิ่งดี ๆ มาหาตัวเราด้วย เพียงแค่เรานั่งหลับตาเฉย ๆ เหมือนนั่งพักผ่อน มีสติอยู่กับตัว เอาใจไว้ที่ศูนย์กลางกาย มีดวง ตะวันภายในเป็นหลักของใจแค่นั้นเอง ซึ่งทุกคนสามารถทำได้ ๑๘ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๒ 31.สมาธิเป็นบ่อเกิดแห่งปัญญา Peace Revolution : ในวัฒนธรรมตะวันตก คนเก่งมักจะเป็นคนที่มีการศึกษา สามารถใช้ปัญญาวิเคราะห์ วิจัย วิจารณ์ได้อย่างเต็มที่ แต่สมาธิกลับบอกให้หยุดคิด แล้วอย่างนี้สมาธิจะทำให้เกิดปัญญา และเป็นคนเก่งได้อย่างไร หลวงพ่อ : ความรู้ ความรอบรู้ และความเก่งนั้นมีหลายระดับ ระดับที่ ๑ ความรู้ที่เกิดจากการอ่าน การฟังจากท่านผู้รู้ สอน จากการถกเถียงซักถามกัน เพื่อรวบรวมข้อมูลความรู้ ระดับที่ ๒ ความรู้ที่เกิดจากความคิด คือ เราศึกษา เราอ่าน เราฟัง แล้วเราก็นำมาคิดต่อ ซึ่งมันก็มีถูกบ้าง ผิดบ้าง บางทีก็ผิด มากกว่าถูก บางทีก็ถูกมากกว่าผิด ชาวโลกเข้าใจความรู้แค่ ๒ ระดับนี้เท่านั้น แต่ยังมีความรู้ ระดับลึกอีกระดับหนึ่ง ที่ใจจะต้องไปอยู่ในตำแหน่งแห่งการ ปลอดความคิด เป็นความรู้แจ้งที่เกิดจากการเห็นแจ้ง เหมือนเรา ลากของจากที่มืด ๆ ที่มองเห็นอะไรไม่ชัด เอามาอยู่กลางแจ้ง กลางแสงสว่าง ยังมีความลับของชีวิตอีกมากมาย ที่จากการอ่าน การฟัง การคิดไปไม่ถึง ตรงนี้จะต้องเกิดจากการเห็นแจ้งเท่านั้นจึงจะมี ความรู้แจ้งได้ การเห็นแจ้งจะเกิดขึ้น ต่อเมื่อเราฝึกสมาธิจนกระทั่ง แสงสว่างภายในบังเกิดขึ้น แล้วเรามองผ่านแสงสว่างนั้นเข้าไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งไปถึงตำแหน่งที่มีความรู้ตรงนั้น แสงสว่างภายในจะ เกิดขึ้นต้องมีสมาธิ สมาธิจะมีได้ต้องเกิดจากการนำใจที่ฟุ้งซ่าน ออกไปข้างนอกให้กลับมาหยุดนิ่งในตำแหน่งที่ถูกต้อง ซึ่งเป็น แหล่งของข้อมูลทั้งหมด คือศูนย์กลางกาย ฐานที่ ๗ ตรงนั้นจะ เป็นที่รวบรวมข้อมูลเรื่องราวของสรรพสัตว์และสรรพสิ่งทั้งหลาย ที่อยู่ในตัว เพราะฉะนั้นสมาธิจึงเป็นบ่อเกิดแห่งปัญญาและจะเป็น คนเก่งได้อย่างนี้ ๑๘ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๒ 32.สุขจากสมาธิแตกต่างจากสุขอื่นอย่างไร Peace Revolution : สันติสุขภายใน และประโยชน์ที่ได้รับจากการทำสมาธิ จะเกิดจากการทำสมาธิอย่างเดียวเท่านั้นหรือไม่ เราสามารถทำกิจกรรมอย่างอื่น เพื่อให้ได้ผลเหมือนกันได้หรือไม่ หลวงพ่อ : การทำกิจกรรมอย่างอื่น แล้วจะให้ได้ประโยชน์และ สันติสุขภายในเหมือนกับการทำสมาธินั้น ไม่มี ไม่ว่าเราจะใช้ วิธีการใดก็ตาม ก็ไม่ได้ความสุขภายในเท่ากับการทำสมาธิ จะไป เที่ยวเตร่ ไปดูทิวทัศน์ ได้พูดคุยกับคนที่ถูกใจ หรือจะไปทำอะไรก็ แล้วแต่ มันได้แค่สุขหรือสนุกเล็ก ๆ น้อย ๆ พอเพลิน ๆ เท่านั้นเอง หรือแม้กระทั่งประสบความสำเร็จในชีวิต ในธุรกิจการงาน การ ศึกษาเล่าเรียน สุขก็ยังไม่ได้เท่ากับสมาธิ มันได้แค่ปลื้มเล็ก ๆ ประเดี๋ยวเดียว แล้วก็จางหายไป การทำสมาธิอย่างเดียวเท่านั้น จึงจะได้สันติสุขภายใน ที่มั่นคง และมีปริมาณความสุขมากกว่า ความสุขที่ได้จากวิธี การอื่นได้แค่สุขเล็ก ๆ น้อย ๆ ได้ปลื้มเล็ก ๆ แล้วก็จางหายไป ไม่ยั่งยืน ๑๗ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๒ 33.ความสงบภายในดีอย่างไร Peace Revolution : ความสงบภายใน มีผลอย่างไรต่อระบบความคิด และกลไกการทำงานของร่างกาย หลวงพ่อ : เราสังเกตดู เวลาที่ใจเราขุ่นมัว เร่าร้อน หงุดหงิด เซ็ง เครียด เบื่อ กลุ้ม เวลาที่เรารู้สึกขัดใจ ลมหายใจมันจะติดขัด จะ รู้สึกอึดอัด ไม่สบายกาย เพราะฉะนั้นเมื่อเราไม่สบายใจ ร่างกาย เราจะไม่สบายตามไปด้วย ใบหน้าที่สวย ๆ หล่อ ๆ ก็เริ่มไม่สวย ไม่หล่อ นอกจากนั้นยังทำให้ภูมิต้านทานในร่างกายอ่อนแอลงไป ด้วย ถ้าใจไม่สบาย แล้วสูญเสียความสงบของใจ อย่างน้อยอย่างนี้ ที่เราพอจะเข้าใจง่าย ๆ อย่าลืมว่า ร่างกายเป็นประดุจคนรับใช้ของนาย ใจคือนาย กายคือบ่าว เราสังเกตในที่ทำงาน ถ้าวันไหนเจ้านายไม่สบาย ขุ่นมัว ลูกน้องก็ขุ่นมัวตามไปด้วย ถ้าวันไหนเจ้านายอารมณ์ดี ลูกน้องก็อารมณ์ดีด้วย ใจก็เช่นเดียวกันเหมือนเจ้านาย ร่างกายก็ เหมือนลูกน้อง มันจะเกี่ยวข้องกัน เพราะอยู่ด้วยกัน การที่เรามีชีวิตอยู่ เพราะเรามีร่างกายและจิตใจ ถ้ามีแต่ร่างกาย ไม่มีจิตใจ เขาเรียกว่า “ศพ” ถ้ามีใจ แต่ไม่มีกาย เขาเรียกว่า “ผี” ถ้ามีทั้งกายทั้งใจ ก็เรียกว่า “คน” เพราะฉะนั้น ใจเป็นเจ้านาย กายเป็นลูกน้อง ถ้าใจไม่สบาย กายก็ไม่สบายตามไปด้วย ๑๗ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๒ 34.หลุมหลบภัยที่แท้จริง Peace Revolution : เราจะพบสันติสุขได้อย่างไร ถ้าเราตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากและเลวร้าย หลวงพ่อ : ก็ต้องหาหลุมหลบภัยที่อยู่ในกลางกายของเราให้เจอ ถ้าใจเราอยู่ตรงนั้น กลางดวงสว่าง กลางดวงใส ๆ หรือกลางอะไร ที่เราเห็นใส ๆ สว่าง ๆ ความทุกข์ไม่มีในนั้น แม้ปัญหาข้างนอกมี แต่ไม่เป็นปัญหาสำหรับเรา เหมือนจุดเย็นกลางเตาหลอม ซึ่งเป็น ประดุจหลุมหลบภัยอยู่กลางกายของเรา การทำสมาธิ คือการที่เรากำลังหาหลุมหลบภัยให้กับตัวเรา เพราะนอกหลุมมีแต่ภัยทั้งสิ้น และภัยที่แท้จริง ไม่ใช่ภัยภายนอกเลย แต่ภัยที่แท้จริงคือ ทำไมใจเราถึงไม่หยุดสักที จึงไม่เจอหลุมหลบภัย สักที อันนี้คือภัยที่แท้จริงและสำคัญมาก เพราะหลุมหลบภัย ตรงนี้ ไม่เจอไม่ได้ ส่วนภัยภายนอก ฝนตก รถติด เศรษฐกิจตกต่ำ หรือภัยต่าง ๆ ภายนอกนั้นล้วนเป็นเรื่องเล็ก ๆ ถ้าใจเราหยุดนิ่งอยู่กลางดวงสว่าง ใส ๆ ที่ศูนย์กลางกาย ฐานที่ ๗ ได้ แม้มีปัญหา แต่ก็ไม่เป็นปัญหา เพราะที่ตรงนั้นจะมีปีติสุขหล่อเลี้ยงใจเรา ๔ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๓ 35.ความรักกับสมาธิ Peace Revolution : ความรักเป็นสิ่งจำเป็น สำหรับการทำสมาธิหรือไม่ หลวงพ่อ : ขึ้นอยู่กับว่า รักอะไร ถ้าเป็นความรักความปรารถนาดี ต่อเพื่อนมนุษย์ ที่ไม่เกี่ยวกับเรื่องเพศ อย่างนี้เป็นความรักสากล เป็นความรักบริสุทธิ์ หัวใจขยาย อย่างนี้ดี แต่ดีที่สุด คือการปล่อยวางจากอารมณ์ต่าง ๆ จะเป็น ประโยชน์ต่อการทำสมาธิมากกว่า ปล่อยวางอารมณ์ คือ คลายความผูกพันจากคนสัตว์สิ่งของ ทำประหนึ่งว่า เราอยู่คนเดียวในโลก ส่วนความรักและปรารถนาดีต่อเพื่อนมนุษย์และสรรพสัตว์ ทั้งหลาย อยากให้เขามีความสุข เบิกบาน ด้วยความบริสุทธิ์ใจ อย่างนี้เขาเรียกว่า “แผ่เมตตา” ปรารถนาให้ทุกคนอยู่เย็นเป็นสุข อย่างนี้ดี จะช่วยส่งเสริมการทำสมาธิ หลวงพ่อก็ทำความรักประเภทนี้ รักและปรารถนาดี ต่อสรรพสัตว์ทั้งหลาย ให้เขาอยู่เย็นเป็นสุข แล้วก็ทำสมาธิ ปล่อยวางอารมณ์ คือ ทิ้งทุกอย่าง ปล่อยวางทุกสิ่ง นิ่งอย่างเดียว อย่างนี้จะเป็นประโยชน์ต่อการทำสมาธิมากกว่า ๔ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๓ 36.ทำอย่างไรจึงจะรักษาสมาธิไว้ได้ Peace Revolution : เมื่อผมกลับไปประเทศของผมแล้ว ผมควรทำอย่างไรที่จะรักษาระดับสมาธิไว้ได้ครับ หลวงพ่อ : ก็ต้องทำทุกวัน ให้สม่ำเสมอ อย่าให้ขาดเลย ให้เป็น กิจวัตรประจำวัน เหมือนเราอาบน้ำ ล้างหน้า แปรงฟัน อย่างนั้น ถ้าวันใดไม่ได้ทำ ก็ไม่เป็นไร ให้เริ่มต้นทำใหม่ อย่างง่าย ๆ จนเป็น กิจวัตรประจำ อย่างนี้นะ ๒ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๔ 37.วิธีรักษาใจใส ๆ ให้ได้ตลอดทั้งวัน Peace Revolution : ทำอย่างไรจึงจะรักษาใจให้ใส ได้ตลอดทั้งวัน แม้กระทั่งเวลาที่เราโดนกระทบ หรือยั่วยุให้โกรธ หลวงพ่อ : ถ้าเรารักตัวเอง อยากให้ตัวเรามีความสุข ก็ต้องรักษา ใจให้ใส ๆ เอาไว้ สิ่งที่สำคัญคือ ต้องฝึกสมาธิบ่อย ๆ ฝึกฝนให้ใจ หยุดนิ่งอยู่ภายในตัวให้ได้ตลอดเวลา ฝึกให้ชำนาญ ทั้งวัน ทั้งคืน ทั้งหลับ ทั้งตื่น นั่ง นอน ยืน เดิน ฝึกบ่อย ๆ จนกระทั่งหลับตา ลืมตา นั่ง นอน ยืน เดินให้เห็น ดวงใส ๆ หรือดวงตะวันใส ๆ อยู่กลางกายตลอดเวลา ใจจะได้อยู่ ในตำแหน่งที่ถูกต้อง หยุดนิ่งอยู่ตรงนั้น ไม่ส่งออกไปข้างนอก เมื่อไรที่เราทำได้อย่างนี้ ไม่ว่าสิ่งใดมากระทบมันก็ ไม่กระเทือนไปถึงใจ หรือใครมายั่วเย้าให้เกิดอารมณ์ก็จะรู้สึกเฉย ๆ อีกทั้งยังเป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้ที่เขามายั่วเย้าเรา ให้เขาอยากจะใจใสตามเราไปด้วย ถ้าใจเราใสอยู่ แล้วเขามาทำลาย ด้วยการมายั่วยุให้เราโกรธ แล้วเราไปร้อนตามเขา ถ้าเป็นอย่างนี้ เราจะไปสร้างแรงบันดาลใจ จะไปช่วยให้เขาใจใส ๆ และมีความสุขอย่างเราได้อย่างไร ดังนั้นเรา จะเห็นได้ว่า ทำที่เรา ก็ได้ที่เพื่อน ได้ที่คนรอบข้าง ซึ่งตรงนี้ต้องฝึก เพราะฉะนั้น ปฏิบัติธรรมเข้าถึงดวงใส ๆ แล้ว หรือเข้าถึง แสงสว่างภายในแล้ว ต้องหมั่นรักษาเอาไว้ ให้ชัดใสสว่างอยู่ตลอด เวลา ฝึกใหม่ ๆ ก็อาจจะหลุดบ้าง แต่เราฝึกบ่อย ๆ สมมติว่ามัน ยังไม่มั่นคง เราก็ต้องตั้งหลัก ตั้งสติ อดกลั้นไว้ก่อน ถ้าอารมณ์โกรธ จะพุ่งพรวดออกมา ให้มันอยู่ภายใน แล้วทำใจนิ่ง ๆ อารมณ์นั้นจะ อยู่กับเราไม่นาน เดี๋ยวก็จะดับหายไป ทำง่าย ๆ แค่นี้เอง แล้วถ้าเราไม่เอาเรื่องเอาราว ไม่ถือสา มันก็จะเป็นลมเป็น แล้งไป เหมือนลมที่พัดผ่านไปเฉย ๆ แล้วก็หายไป ถ้าเราถือสา ก็เป็นเรื่องเป็นราว ตรงนี้สำคัญนะ ถ้าเรารักตัวเอง เราก็ต้องคิด อย่างนี้ ใจเราจะได้ใส ๆ ตลอดทั้งวัน ๑๗ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๒ 38.ในหนึ่งวันควรนั่งสมาธินานแค่ไหน Peace Revolution : เราควรนั่งสมาธิวันละกี่นาที จึงจะเพียงพอต่อการเกิดสันติภาพภายในและภายนอก หลวงพ่อ : ถ้าพูดถึงการทำสมาธิก็ต้องทำทั้งวัน ซึ่งเราฟังตอนนี้ เราอาจจะยังไม่เข้าใจ ถ้าใจยังไม่ตั้งมั่น ถ้าใจตั้งมั่น เห็นแสงสว่าง ภายใน หรือดวงใส ๆ ภายใน ทั้งหลับตาลืมตาและในทุกอิริยาบถ นั่ง นอน ยืน เดิน ถ้าเราทำได้อย่างนี้ เราจะเข้าใจ ถ้าทำได้อย่างนี้ จึงจะเพียงพอต่อการสร้างสันติภาพภายในและภายนอก แต่ถ้าหากเรายังทำอย่างนั้นไม่ได้ อย่างน้อยก็ควรนั่งสมาธิ วันละ ๒ ครั้ง คือ ตอนก่อนนอน และภายหลังจากตื่นนอน ก่อนนอน เราควรทำสมาธิเพื่อชำระล้างใจให้ใสสะอาด หลังจากผ่านภารกิจต่าง ๆ มาตลอดทั้งวัน จนกระทั่งถึงช่วงใกล้ จะเข้านอน เราควรจะหลับอย่างเบาสบาย อยู่ในอู่แห่งทะเลบุญ อยู่ในแหล่งแห่งความสุข แห่งความบริสุทธิ์ หลังตื่นนอน ภายหลังจากที่เราตื่นนอนตอนเช้า ใจของเรา ที่หลับอยู่ในสมาธิ มันจะดึงความสุขนั้นออกมาด้วย ตอนตื่นนอน เรายังไม่ได้รับอารมณ์อื่น ช่วงนี้เหมาะมากสำหรับการทำสมาธิ เพื่อจะได้เก็บตุนความสุขจากสมาธิ กำลังใจ ดวงปัญญา หรือ ความรอบรู้ที่ได้จากสมาธิ จะได้นำไปใช้ในเวลากลางวัน เพราะฉะนั้น นั่งสมาธิอย่างน้อยวันละ ๒ ครั้ง ถ้ามีเสริม ตอนกลางวันด้วยยิ่งดี ยิ่งนั่งมากยิ่งดี แต่อย่างน้อยก็ขนาดนี้ ๑๗ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๒ 39.สมาธิจะทำให้กลายเป็นคนเฉื่อยชาหรือไม่ Peace Revolution : เมื่อทำสมาธิ ใจฉันจะเป็นกลาง ๆ ไร้ความรู้สึก ถ้าเราฝึกสมาธิไปเรื่อย ๆ จะกลายเป็นคนไร้ความรู้สึกหรือเฉื่อยชาหรือไม่คะ หลวงพ่อ : ถ้าฝึกสมาธิไปเรื่อย ๆ จะไร้ความรู้สึกที่ไม่ดี แต่จะมีความ รู้สึกที่ดี คือมีความสุข มีชีวิตชีวาเพิ่มขึ้นไปเรื่อย ๆ ทุกอนุวินาที จะไม่เฉื่อยชา แต่จะมีชีวิตชีวาเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิม สมมติแต่เดิมเรามีชีวิตชีวา ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ พอยิ่งฝึกไป เรื่อย ๆ เพิ่มเป็น ๒๐๐ เปอร์เซ็นต์ ๓๐๐ เปอร์เซ็นต์ ไม่มีผลเสีย อะไรเลย มีแต่ผลดีเพิ่มขึ้น ยกเว้นว่า เราจะปฏิเสธความรู้สึกที่ดี ๆ นี้เท่านั้น ๒ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๔ 40.สมาธิบำบัดโรคซึมเศร้าได้ไหม Peace Revolution : สมาธิจะช่วยแก้โรคซึมเศร้า หรือโรคทางจิตอื่น ๆ ได้หรือไม่ เพราะสิ่งนี้เกิดขึ้นกับคนทั่วโลก หลวงพ่อ : ก็ไม่ถึงกับทั่วโลกนะ กรณีนี้ก็มีบางคนที่แก้ได้ และบางคน แก้ไม่ได้ กรณีที่เป็นโรคทางจิตในระดับบ้า อย่างนี้แก้ไม่ได้ และคนที่ เข้าขั้นบ้า ไม่แนะนำให้ทำสมาธิ เพราะเขามีวิบากกรรมเก่าติดตัวมา เช่น กรรมจากการดื่มน้ำเมา เสพสิ่งเสพติด หรือเคยทำให้คนอื่น เป็นอย่างนี้ ตัวก็เลยมาเจอบ้าง ปลูกแอปเปิลก็ย่อมเป็นแอปเปิล ปลูกแอปเปิลจะเป็นผลสาลี่ไม่ได้ กรณีที่เป็นโรคซึมเศร้าที่เกิดจากเหตุปัจจุบัน เซ็ง เครียด เบื่อ กลุ้ม เพราะเหตุจากสิ่งแวดล้อม จากครอบครัวบ้าง จากงาน บ้าง อย่างนี้แก้ได้ และเหมาะสมเสียด้วย เพราะสมาธิจะเข้าไป ช่วยบำบัดได้อย่างดี ที่เป็นกันส่วนใหญ่จะแก้ได้ มีเพียงส่วนเล็กน้อยเท่านั้น ที่แก้ไม่ได้ คือ ถ้าแขนขาดขาขาดพอต่อได้ แต่คอขาดต่อไม่ได้ ใจก็เหมือนกัน ถ้าถึงขั้นบ้า แก้ไม่ได้ คลั่งบ้างบางเวลา ยังพอได้ หรือซึมเศร้าเพราะเซ็งเครียดเบื่อกลุ้ม จากอกหักรักคุด หรืออะไร ต่าง ๆ อย่างนี้สมาธิแก้ได้ ๔ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๓ 41.สมาธิแก้ไขปัญหาความขัดแย้งได้อย่างไร Peace Revolution : ศาสตราจารย์ท่านหนึ่ง สอนเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ท่านไม่เข้าใจว่า สมาธิจะช่วยแก้ไขปัญหาความขัดแย้งได้อย่างไร ฉันอธิบายว่า ใจที่นิ่งสงบ จะทำให้เกิดการกระทำที่ปราศจากความรุนแรง แต่ท่านก็ยังไม่พอใจในคำตอบ ฉันควรจะอธิบายท่านอย่างไรคะ หลวงพ่อ : ต้องแนะนำให้ท่านมาลองทำสมาธิดู บอกท่านอย่ามัว แต่คุยอยู่เลย คือบางอย่างให้เหตุผลธรรมดาได้ แต่บางอย่างต้อง ลงมือปฏิบัติ คือต้องให้ท่านมีประสบการณ์ภายในด้วยตัวเองจึง จะเข้าใจว่าสมาธิเป็นอย่างไร จะช่วยแก้ไขปัญหาความขัดแย้งได้ อย่างไร เหตุที่คนขัดแย้งกัน เนื่องจากใจไม่เป็นสุข ใจไม่ค่อยนิ่ง มันวุ่นวาย เร่าร้อน ไม่เยือกเย็น เพราะความเร่าร้อนของใจเป็นเหตุ เพราะฉะนั้นวิธีเดียวคือ ต้องให้ท่านศาตราจารย์มาฝึกสมาธิจน กระทั่งมีประสบการณ์ภายในด้วยตัวเอง จึงจะเข้าใจ ความรู้นี้เป็นความรู้ในระดับที่เหนือความคิดธรรมดาของ มนุษย์ เพราะความคิดของมนุษย์มีข้อจำกัด เหตุผลธรรมดาจะไป อธิบายตรงนี้ไม่ได้ ต้องมีประสบการณ์ภายในอย่างเดียวเท่านั้น ความรู้ที่เกิดจากการอ่าน การฟัง หรือการขบคิดก็ดี ไม่สามารถเข้าใจตรงนี้ได้ เพราะฉะนั้นเรียนท่านอย่างนี้ เพราะถ้า คุยกับท่านล้านปีก็ไม่รู้เรื่อง ให้ท่านลงมือปฏิบัติอย่างเดียว และ บอกท่านว่า ท่านทำได้ ๔ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๓ 42.สมาธิแก้ปัญหาความขัดแย้ง Peace Revolution : สมาธิจะสามารถแก้ปัญหา ความขัดแย้งได้อย่างไร หลวงพ่อ : ก่อนอื่นเราต้องมาศึกษาดูว่า ความขัดแย้งที่เกิดขึ้น เพราะว่าใจแต่ละคนนั้นไม่ได้อยู่ในตำแหน่งเดียวกัน ไม่ได้อยู่ใน ตำแหน่งแห่งความผาสุก ความรักและปรารถนาดีต่อเพื่อนมนุษย์ เมื่อใจไม่อยู่ในตำแหน่งเดียวกัน จึงคิดไม่เหมือนกัน พูดไม่เหมือนกันและทำไม่เหมือนกัน แต่ถ้าหากใจมาอยู่ในตำแหน่ง เดียวกัน ก็จะคิดเหมือนกัน พูดเหมือนกัน และทำเหมือนกัน โดยไม่มีการขัดแย้งกันเลย และตำแหน่งนั้นอยู่ที่ศูนย์กลางกาย ฐานที่ ๗ ซึ่งจะเข้าถึงได้ด้วยวิธีเดียว คือ การทำสมาธิ ตำแหน่งตรงนั้นจะละลายความรู้สึกขัดแย้งให้หมดไป แล้ว จะเกิดภูมิปัญญาสร้างสรรค์ สูงส่ง ที่ทำให้เราเข้าใจ และรู้วิธีการ ที่จะหาทางออกได้อย่างลงตัว ทำให้เกิดความสุข สดชื่น เบิกบาน และความสำเร็จในชีวิต ในภารกิจ ในทุกสิ่งทุกอย่างได้ ทุกคนจะต้องนำใจกลับมาสู่ตำแหน่งที่ถูกต้อง คือ ศูนย์กลางกาย ฐานที่ ๗ ตำแหน่งนี้เป็นตำแหน่งเดียวของชีวิต ที่ทำให้เราคิดถูกต้อง พูดถูกต้อง และทำถูกต้อง ผลออกมาคือ สิ่งที่ถูกต้องและดีงามก็จะบังเกิดขึ้นกับโลกใบนี้ ๑๘ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๒ 43.แก้แค้นด้วยสมาธิ Peace Revolution : ทำไมจึงเป็นเรื่องง่าย สำหรับหลาย ๆ คน ที่ใช้การแก้แค้นแทนการให้อภัย หลวงพ่อ : ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะ ๑. ภูมิต้านทานของใจเขาอ่อนแอ พลังแห่งความดีจึง ไม่ได้ช่อง ความรู้สึกโกรธ ความผูกโกรธ ความพยาบาทจึงได้ช่อง เป็นแหล่งกำเนิดของความคิดที่ไม่ถูกต้อง คือ คิดที่จะทำร้ายเขา โดยเข้าใจผิดคิดว่าการแก้แค้นหรือทำร้ายเขานั้น จะทำให้สบายใจ แต่ความจริงแล้วไม่มีความสบายใจเกิดขึ้นทั้งสองฝ่าย ๒. เพราะขาดความรู้ที่สมบูรณ์ในเรื่องราวความเป็นจริง ของชีวิตว่า ทำไปแล้วอะไรจะเกิดขึ้นต่อไปในชีวิตของเขา ทั้งชีวิต ที่อยู่ในโลกมนุษย์นี้และชีวิตหลังจากตายแล้ว ๓. เขาไม่รู้วิธีที่จะทำให้ใจบริสุทธิ์ ผ่องใส จนทำให้ใจ มีภูมิต้านทานที่สามารถเอาชนะความรู้สึกไม่ดีได้ ซึ่งสมาธิเป็น ทางออก คือ ถ้าใจสงบนิ่งแล้วกลับเข้าไปสู่ภายใน ใจตั้งมั่นตรงนั้น ใจจะมีภูมิต้านทาน ความสุขจะเข้ามาแทนที่อยู่ในใจ การแก้แค้นที่ถูกหลักวิชชา คือ ต้องคลี่คลาย ต้องแก้ความ โกรธที่ผูกไว้กับใจให้คลายออกมา ใจจะได้คลายจากความโกรธ แล้วความสุขความสบายใจก็จะเกิดขึ้นในตอนนั้น เมื่อเราสบายใจ ใจอยู่เหนือความรู้สึกที่จะแก้แค้น แล้วสัก วันหนึ่งผู้ที่ทำร้ายเรา ก็จะเกิดความสำนึกผิดขึ้นมาเอง แล้วสิ่งดี ๆ จะตอบแทนเราอย่างมากมาย อย่างที่เรานึกไม่ถึงเลย เพราะฉะนั้น สมาธิคือทางออก และเมื่อเราฝึกสมาธิมากเข้า กระทั่งใจหยุดนิ่งถูกส่วนเข้าไปเห็นแสงสว่างภายใน เมื่อมองผ่าน แสงสว่างภายในไปแล้ว ถึงดวงตะวันภายใน เราจะเข้าใจเรื่องราว ความเป็นจริงของชีวิตได้ดียิ่งขึ้น ๑๘ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๒ 44.อยากชวนคนให้มานั่งสมาธิ Peace Revolution : ดิฉันจะแบ่งปันความรู้เรื่องสมาธิ ให้กับคนที่ไม่เชื่อในการทำสมาธิได้อย่างไร หลวงพ่อ : ต้องบอกเขาว่า ต้องลองดู ไม่ได้เสียหายอะไร ไม่เกี่ยว กับเรื่องเชื่อหรือไม่เชื่อ แค่อยู่ระหว่างกลาง คือให้ทำเฉย ๆ เพราะ ปกติในชีวิตประจำวันเราก็ต้องใช้สมาธิอยู่แล้ว ตั้งแต่การอาบน้ำ ล้างหน้า แปรงฟัน เรียนหนังสือ หรือทำงาน ติดต่อผู้คน ในทุก ๆ กิจกรรมการมีสมาธิย่อมดีกว่าไม่มี สมาธิจะทำให้จิตมีพลัง คำพูด ก็มีพลัง ความคิดต้องออกมาจากแหล่งแห่งความสุข ที่มีระบบ ระเบียบ ความคิดก็จะถูกจัดให้มีระเบียบ คำพูดก็มีระเบียบ การ กระทำก็มีระเบียบ ระบบระเบียบก็จะถูกถ่ายทอดออกมา ถ้า ออกมาจากแหล่งความสุข ความคิด คำพูด การกระทำก็จะทำให้ เราเป็นสุข ผู้ที่สนทนาด้วยหรือร่วมงานด้วยก็จะมีความสุขไปด้วย เพราะฉะนั้น เราสามารถแบ่งปันความรู้นี้ให้กับทุกคน ไม่ว่าคนนั้นจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ตาม ให้เขาอยู่ระหว่างกลาง ๆ คือ ทำเฉย ๆ เขาไม่ได้เสียอะไร มีแต่จะได้ประสบการณ์ว่า ใจเขามีสมาธิ หรือไม่มี หรือมีแล้วดีไหม ดีขนาดไหน จะดีมากดีน้อยก็แล้วแต่ ล้วนได้รับประโยชน์ทั้งสิ้น ที่เสียประโยชน์ไม่มีเลย ๔ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๓ 45.สังคมสงบสุขอยู่แล้วสมาธิยังจำเป็นหรือไม่ Peace Revolution : ถ้าสังคมหนึ่งมีความสงบสุขอยู่แล้ว สมาธิจะยังเป็นสิ่งที่จำเป็นอยู่หรือไม่ครับ หลวงพ่อ : สังคมที่สงบสุขก็แค่สงบสุขในระดับหนึ่ง คือในระดับ พื้นผิว แต่ลึก ๆ ข้างในยังไม่สงบสุข เพราะเขายังไม่รู้จักว่า ที่สงบ สุขจริง ๆ อยู่ที่ตรงไหน รู้เท่าที่เห็น เท่าที่เคยได้ยิน ได้ฟัง เท่าที่ เห็นโดยภาพรวม ๆ ดูสงบสุขดี แต่มันมีคลื่นใต้น้ำ เหมือนทะเล ที่ดูเหมือนสงบ แต่ข้างล่างมันมีคลื่นใต้น้ำที่รุนแรงซ่อนอยู่ หมายความว่า สังคมที่สงบสุขจริง ๆ ยังไม่มี มีแต่บางคน ในสังคมที่เข้าถึงสมาธิ ถึงความสุขภายในอย่างนี้จึงจะสงบสุขจริง แต่ถ้าทุกคนในสังคมนั้นได้เข้าถึงสมาธิ ใจอยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้อง พร้อมกันหมด อย่างนี้จึงจะเรียกว่า สังคมสงบสุขที่แท้จริง เป็น ความสงบสุขในระดับลึกลงไปเรื่อย ๆ ส่วนที่ถามนั้นแค่ระดับพื้นผิว สมาธิจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะทำให้สังคมสงบสุข อย่างแท้จริงและสมบูรณ์ทั้งในระดับพื้นผิว และในระดับลึก ๔ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๓ 46.ภาพนิมิตเลื่อนลอย Peace Revolution : เวลาที่เรานั่งสมาธิ แล้วเห็นภาพนิมิตต่าง ๆ ครูสอนสมาธิส่วนใหญ่ที่ผมถาม มักจะบอกให้ทิ้งภาพนั้นไป หรือให้ดูเฉย ๆ แต่บางภาพน่าจะมีความหมายต่อตัวเราไม่ใช่หรือ เราจะสามารถแยกความแตกต่างนั้นได้อย่างไร หลวงพ่อ : ที่ครูสอนสมาธิส่วนใหญ่แนะนำให้ทิ้งภาพไป เพราะ เมื่อจิตกำลังเริ่มบริสุทธิ์ มันเพิ่งออกมาจากความไม่บริสุทธิ์ ก็จะมี ภาพต่าง ๆ มาฉายให้เห็นมากมาย สำหรับบางคนนะ ก็ไม่ได้เป็น อย่างนี้ทุกคน เป็นภาพนิมิตเลื่อนลอยที่เกิดจากการคลายตัวของ ใจที่สั่งสมประสบการณ์เป็นภาพ พอถึงเวลามันก็คลายออกมา ซึ่งก็ไม่เป็นเรื่องเป็นราวอะไรเท่าไร เพราะเป็นภาพที่ยังไม่ได้เกิดขึ้น จากสมาธิที่จิตบริสุทธิ์ แต่เพิ่งเริ่มออกจากความคิดต่าง ๆ จาก ความสับสนวุ่นวาย ก็จะมีสารพัดภาพ ต้นหมากรากไม้ ภูเขาเลากา เหตุการณ์ต่าง ๆ ภาพนรกสวรรค์ ภาพเทพบุตร เทพธิดา ภาพโน่น ภาพนี่เยอะแยะไปหมดเลย เมื่อภาพเหล่านี้เกิดขึ้น ท่านจึงแนะนำ ให้ทิ้งไปก่อน เพราะถ้าหากไปผูกพันกับภาพเหล่านั้นก็จะทำให้ สมาธิไม่ก้าวหน้า ส่วนที่แนะนำให้ดูเฉย ๆ ก็เพื่อให้ใจปล่อยวาง คือดู ไปอย่างนั้นเอง เพื่อให้เป็นทางผ่านของใจไปถึงเป้าหมาย คล้าย ๆ กับ เราขับรถไปเชียงใหม่ หรือจะไปที่ใดที่หนึ่ง แต่ระหว่างทางมันก็เห็น ภาพตลอด เห็นคน เห็นต้นไม้ เห็นเสาไฟฟ้า เห็นรถสวนไปมา สมมติ ถ้าเราจอดรถแวะข้างทาง มันก็จะไปไม่ถึงที่หมาย หรือไปถึงช้า เพราะเป้าหมายเราไม่ได้อยู่ข้างทาง หรือรถที่สวนมาหรือแซงเราไป หรือผู้คนอะไรต่าง ๆ เหล่านั้น ดังนั้นการดูเฉย ๆ คือ ดูโดยไม่ต้อง คิดอะไร จะช่วยตรงนี้ได้ เมื่อภาพเกิดขึ้นจากใจที่เป็นสมาธิระดับหนึ่ง จนกระทั่งนำ ไปสู่ภาพสุดท้าย เมื่อใจไปถึงตำแหน่งที่วางใจ ที่หยุดใจที่ถูกต้อง ภาพสุดท้ายจะต้องเป็นดวงใส ๆ ภาพสุดท้ายจะเกิดเมื่อใจหลุดจากหยาบ จะมีอาการคล้าย ๆ ตกจากที่สูงหล่นลงมา คล้าย ๆ เรานั่งเครื่องบินแล้วตกหลุมอากาศ วูบลงมา เป็นต้น บางคนก็ลงอย่างรวดเร็ว บางคนก็ลงเหมือน ขนนกที่ลอยในอากาศ ซึ่งภาษาธรรมะเขาเรียกว่า อาการตกศูนย์ ตกสุญญากาศข้างใน สิ่งที่ควรทำคือ ให้ดูเฉย ๆ จะทำให้ใจเราก้าวหน้า แล้วก็ ไปถึงที่หมายได้โดยปลอดภัย มีชัยชนะ เราไม่แวะข้างทางไปเรื่อย ที่ถามว่า แต่บางภาพน่าจะมีความหมายต่อตัวเราไม่ใช่หรือ สมาธิ ณ ตอนนี้ ยังไม่มีความหมายอะไร นอกจากแวะข้างทาง ยกเว้นเรายังไม่พร้อมที่จะไปถึงเป้าหมาย อยากแวะข้างทางก็ได้ เราก็แวะไปแวะมา บางคนแวะอย่างนี้มา ๒๐ ปี แวะไปแวะมา กลับหลังหันบ้าง กลับรถหรือเลี้ยวเข้าตรอกเข้าซอกซอยอะไรไปเรื่อย หรือลงข้างทาง ลงคู ตกข้างถนนบ้างอย่างนี้ เพราะฉะนั้น ภาพสุดท้ายต้องเป็นดวงใสที่ศูนย์กลางกาย ฐานที่ ๗ หรืออะไรก็แล้วแต่ที่เกิดขึ้นที่กลางกาย เช่น จะเป็น แสงสว่างหรือภาพอะไรในกลางแสงสว่างตรงนี้ เพราะตำแหน่งที่ ถูกต้องมีตำแหน่งเดียว คือ ศูนย์กลางกาย ฐานที่ ๗ แม้เป็นตำแหน่ง ที่ถูกต้อง ก็ยังแนะนำให้ดูเฉย ๆ เพราะเรากำลังเริ่มฝึกทำสมาธิ ใจให้นิ่ง ๆ ไปก่อน จะถึงจุด ๆ หนึ่งที่เรามีการตื่นตัวภายใน จาก สติเล็ก ๆ ก็เป็นสติใหญ่ ๆ เขาเรียกว่า มหาสติ คือมีความรู้สึกตัว เป็นตัวของตัวเองเพิ่มขึ้นกว่าเดิมมาก พอถึงตอนนั้นเราถึงจะแยก ออกว่า อะไรเป็นภาพที่ถูกต้อง อะไรที่ไม่ถูกต้อง ต้องไปถึงที่ถูกต้อง ตรงนั้นเสียก่อน ที่ถูกต้องมีอยู่ที่เดียวที่ศูนย์กลางกาย ฐานที่ ๗ ต้องจำนะ ๔ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๓ 47.การแผ่เมตตาคือการหลอกตัวเองหรือไม่ Peace Revolution : การแผ่เมตตา คือการหลอกตัวเองหรือเปล่า เพราะว่าความจริง แล้วเราไม่ได้รักทุกคนขนาดนั้น หลวงพ่อ : เราไม่ได้หลอกตัวเอง แต่ที่เราทำอย่างนั้น เพราะเรา กำลังสะสมความรู้สึกที่ดี ที่เราแผ่ความรักให้ทุกคน แม้เรายังไม่รัก ทุกคนจริง ๆ แต่เรากำลังสะสมความรู้สึกที่ดี ให้ใจเราสูงส่งขึ้นไป เรื่อย ๆ จนถึงระดับที่เป็นความรู้สึกที่ดีอย่างนั้นจริง ๆ ที่สามารถ รักทุกคนในโลกได้จริง เพราะจะทำให้เรามีความสุขเพิ่มขึ้น ที่ ความรักสากลออกจากหัวใจของเราอย่างแท้จริง ๒ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๔ 48.ใครคือผู้ค้นพบทางสายกลาง Peace Revolution : ใครเป็นคนค้นพบว่า การวางใจไว้ที่ศูนย์กลางกาย จะนำความสงบสุขมาสู่มนุษยชาติ ทำไมศูนย์กลางกายจึงมีความสำคัญขนาดนั้น หลวงพ่อ : พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ทรงค้นพบทางสายกลาง ด้วยพระองค์เอง และก็สืบทอดต่อ ๆ กันมา แต่ก็มาเลือนหาย ในภายหลัง จนกระทั่ง ๘๐ กว่าปีที่ผ่านมา พระเดชพระคุณหลวงปู่ พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) พระผู้ปราบมาร ท่านได้สละชีวิต แล้วค้นพบวิธีที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้บรรลุธรรมที่ศูนย์กลางกาย ฐานที่ ๗ นี้กลับคืนมาใหม่ มาสอนตัวท่าน และสอนผู้อื่น จนกระทั่ง ถ่ายทอดมาถึงพวกเราในปัจจุบันนี้ ศูนย์กลางกายมีความสำคัญมาก เพราะเป็นศูนย์กลาง ยกตัวอย่าง การบริหารการทำงานทุกอย่างล้วนมีศูนย์กลางคอย จัดการระบบระเบียบต่าง ๆ ทั้งนั้น เช่น สมมติเราวางของบนโต๊ะ วางของหมิ่น ๆ ก็ไม่มั่นคง ถ้าวางกลางโต๊ะ มันก็มั่นคง ทุกอย่าง สำคัญที่ตรงกลางทั้งนั้น ทีนี้เราอยากจะรู้ว่า สำคัญขนาดนั้นจริง หรือ เราลองหยุดนิ่งเข้าไปตรงนั้น ประสบการณ์ภายในจะทำให้ เข้าใจดีกว่าหลวงพ่อตอบ ณ ตอนนี้ ตอบตอนนี้แค่พอเป็นแนวทาง ให้เข้าใจเท่านั้น ๑๗ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๒ 49.การรักษาศีลทำให้สมาธิก้าวหน้าไหม Peace Revolution : สมาธิทำให้ใจผ่องใส แต่ถ้าหากไม่รักษาศีล ๕ ควบคู่ไปด้วย จะมีผลแค่ไหนอย่างไรกับความก้าวหน้าของสมาธิ หลวงพ่อ : ศีล ๕ กับสมาธิเป็นสิ่งเกื้อกูลกัน ศีลเป็นพื้นฐานของ สมาธิ ศีลจะรักษาความเป็นปกติของใจที่ดีงาม ที่ประกอบไปด้วย ดวงปัญญา ความบริสุทธิ์ ความสุขภายในเอาไว้ ศีล คือ ปกติของมนุษย์ ถ้าใจเป็นปกติ มีความสุข ความ บริสุทธิ์ภายใน จะไม่คิดร้ายใคร จะไม่ทำร้ายคน สัตว์ หรือสิ่งมีชีวิต จะ ไม่ฆ่า ไม่เบียดเบียน จะไม่ลักทรัพย์สินของใคร จะไม่ไปทำให้ครอบครัวเขาแตกร้าว จะพูดแต่คำจริง มีประโยชน์ ถ้อยคำไพเราะ จะไม่พูดเพ้อเจ้อ จะไม่ดื่มน้ำเมา จะไม่เสพสิ่งเสพติด เพราะนั่นคือการทำลายสุขภาพกายใจของเรา และผู้ที่อยู่ รอบข้างทั้งคนสัตว์สิ่งของด้วย นี่เป็นเรื่องปกติของใจ เป็นเรื่อง ปกติของผู้ที่มีความบริสุทธิ์ มีความสุขภายใน มีความรู้ที่สมบูรณ์ มีความเข้าใจเรื่องราวความเป็นจริงของชีวิต การรักษาศีล ๕ ก็คือการรักษาความเป็นปกติของใจ และอยู่ในฐานะเป็นผู้ให้ ให้ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ของเพื่อนมนุษย์ ความปลอดภัยในครอบครัว ให้ตัวของเรามี สติสัมปชัญญะ ซึ่งเป็นบ่อเกิดแห่งดวงปัญญา เขาเรียกว่า ศีล ๕ ถ้าใจเป็นปกติอย่างนี้แล้วจะเป็นพื้นฐานทำให้การทำสมาธิ ง่าย แค่หลับตาเบา ๆ ผ่อนคลายสบาย ใจก็จะเข้าถึงความสุข ภายในอย่างง่าย ๆ ด้วยวิธีง่าย ๆ ที่ใคร ๆ นึกไม่ถึงเลย ๑๘ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๒ 50.คุณธรรมสากลหรือศีลธรรมโลกคืออะไร Peace Revolution : ในโลกนี้มีสิ่งที่เรียกว่า “คุณธรรมสากล” หรือ “ศีลธรรมโลก” ไหม ถ้ามี สิ่งนั้นคืออะไร หลวงพ่อ : คุณธรรมสากล ซึ่งเป็นศีลธรรมประจำโลกง่าย ๆ คือ ๑ เว้นจากการฆ่า ไม่ฆ่ามนุษย์ ไม่ฆ่าสัตว์ นอกจากเว้นแล้ว ยังต้องให้ชีวิตเป็นทานด้วย ต้องช่วยเหลือเกื้อกูลเพื่อนมนุษย์หรือ สรรพสัตว์ทั้งหลายให้มีอายุยืนยาวต่อไป ๒ เว้นจากการลักทรัพย์ หรือเอาทรัพย์มาจากบุคคลอื่นที่ เขาไม่ให้ โดยทางมิชอบทางใดทางหนึ่ง ที่ไม่ถูกไม่ควร ๓ เว้นจากการผิดลูกเขา ผิดสามีเขา ผิดภรรยาเขา หรือ บุตรธิดาที่ยังอยู่ในความดูแลของบิดามารดา เราอย่าไปล่วงละเมิด หรือยินดีในเรื่องเพศที่นอกสมรส ให้ละเว้น ๔ เว้นจากคำพูดที่ไม่จริง เว้นจากการพูดโกหก พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อ หรือพูดให้เขาทะเลาะกัน ๕ เว้นจากการสูบเสพสิ่งมึนเมา เครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือ เสพสิ่งเสพติดต่าง ๆ เป็นต้น ข้อปฏิบัติง่าย ๆ ๕ ข้อ ซึ่งไม่ว่าใครจะมีความเชื่อแตกต่าง กันอย่างไรก็สามารถทำได้ จะเป็นพุทธ คริสต์ อิสลาม พราหมณ์ ฮินดู ซิกข์ หรือใครก็ตามสามารถทำได้ อย่างน้อย ๕ ข้อ อย่างนี้นะ ที่จริงมีเยอะกว่านี้ ซึ่งเป็นศีลธรรมสากลโลก ๔ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๓ 51.ทุกศาสนาไปสู่จุดหมายเดียวกันหรือไม่ Peace Revolution : ศาสนาหรือความเชื่ออื่น นำไปสู่จุดหมายปลายทางที่เดียวกันหรือไม่ หลวงพ่อ : ในเมื่อความรู้แตกต่างกัน ดังนั้นการไปสู่จุดหมาย ปลายทางจึงไม่เหมือนกัน เราเรียนซ่อมจักรยาน เราก็ได้วิธีซ่อมจักรยาน เรียนสร้าง รถยนต์ เราก็ได้รถยนต์ เรียนสร้างเรือเดินสมุทร เราก็ได้เรือเดิน สมุทร เราเรียนเรื่องสร้างยานอวกาศ เราก็ได้ยานอวกาศ มันจะไป เหมือนกันได้อย่างไร เพราะความรู้มันคนละอย่างกัน ๒ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๔ 52.คนธรรมดาไปพระนิพพานได้หรือไม่ Peace Revolution : ปุถุชนจะเข้าถึงพระนิพพานได้หรือไม่ หลวงพ่อ : ปุถุชนเท่านั้นจึงจะเข้าถึงพระนิพพาน เพราะเริ่มต้น ต้องเป็นปุถุชนก่อน แล้วค่อยศึกษาเรียนรู้ แล้วก็พัฒนาตัวเองไป เรื่อย ๆ จนกระทั่งจิตบริสุทธิ์เพิ่มขึ้นไปเรื่อย ๆ ทุกข์ก็ถูกดับลงไป ไฟกองใหญ่ ๆ ดับมอดไป ๆ จนกระทั่งดับสนิทเลย แล้วเกิด ความสุขเย็นสบาย เราจะเห็นได้ว่า ทุกคนมีหัวใจที่เร่าร้อนทั้งสิ้น แต่ความ เร่าร้อนถูกดับไป โดยไปดับที่ต้นเหตุที่ทำให้ใจเร่าร้อน เพราะฉะนั้น ปุถุชนจะเข้าถึงพระนิพพานได้ แต่ต้องให้รู้ว่า จุดเริ่มต้นไปสู่พระนิพพานอยู่ตรงไหน ผู้รู้ทั้งหลายที่ไปสู่จุดนี้ได้ ท่านเริ่มต้นนำใจมาหยุดที่ศูนย์กลางกาย ฐานที่ ๗ อย่างสบาย โดย ไม่คิดอะไรเลย ทำเฉย ๆ แค่นี้เท่านั้น ๒ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๔ 53.กลัวว่าจะต้องมาเป็นคนพุทธ Peace Revolution : ฉันไม่ได้นับถือพุทธศาสนา เมื่อฉันนั่งสมาธิไปจนค้นพบความจริงที่ซ่อนอยู่ ฉันจะกลายเป็นพุทธเลยไหมคะ หลวงพ่อ : โปรดอย่ากลัว อย่าคิดว่าจะต้องเป็นพุทธหรือไม่เป็น พุทธ แต่จะกลายเป็นว่า เราค้นพบความจริงแท้ที่ซ่อนเร้นอยู่ภายใน ซึ่งไม่เกี่ยวกับศาสนาหรือความเชื่อใด ๆ เพราะความจริงแท้มีอยู่ ภายในอย่างไร ก็เป็นอย่างนั้น คำว่า “พุทธะ” แปลว่า ผู้รู้แจ้งที่เกิดจากการเห็นแจ่มแจ้ง ด้วยตัวเอง เป็นความรู้ที่เราเห็นแจ่มแจ้งด้วยตัวของเราเอง เช่น เราเห็นดวงสว่างมีอยู่ในตัวของเรา เราเห็นจริง ๆ ใคร จะมายืนยันว่า ไม่เห็น เราก็ไม่ยอมรับ เพราะเราเห็น เห็นแล้วเรามี ความสุข และใจเราสูงส่งด้วย อย่างนี้เขาเรียกว่า “ผู้รู้” แล้วก็เรียกว่า “ผู้ตื่น” ด้วย คือ ตื่นจากชีวิตโลกมายา ที่เหมือนที่คนนอนหลับ แล้ว แล้วก็เป็น “ผู้เบิกบาน” ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน เขาเรียกว่า พุทธะ ใครที่เป็นอย่างนี้ เขาเรียกอย่างนี้ทั้งนั้น แต่จะไม่เรียกก็ได้ จะเรียกว่า เราเป็นผู้รู้ เราเป็นผู้ตื่น เราเป็นผู้เบิกบานแล้วก็ได้ แต่ถ้าจะเรียกย่อ ๆ ก็ พุทธะ ก็แล้วแต่เราจะเรียกยาวหรือเรียกย่อ ๒ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๔ 54.กลัวถูกจูงจมูก Peace Revolution : ฉันไม่อยากจะเป็นผู้ตามที่ถูกจูงจมูก แต่ฉันอยากจะเอาคำสอนของศาสนาพุทธมาใช้ จะทำอย่างไร หลวงพ่อ : เราไม่ได้ถูกใครจูงจมูก แล้วก็ไม่มีใครมาจับจมูกเราจูงนะ การที่เราอยากนำคำสอนที่ดีของทุกความเชื่อ เช่น ศาสนา พุทธมาใช้ ก็แค่เราให้โอกาสตัวเรามาศึกษาเรียนรู้เพิ่มขึ้น จนพิสูจน์ ได้ว่า สิ่งที่เรียนรู้นี้มีเหตุมีผล มีประโยชน์อย่างยิ่งต่อตนเองและ ผู้อื่นจริง ถ้าพิสูจน์ได้จริง มีประโยชน์จริง ดีจริง เราก็เอาไปใช้ได้ อย่างนี้ไม่ได้เรียกว่า เราถูกจูงจมูก ก็เหมือนกับเราไปเรียนหนังสือในมหาวิทยาลัยอย่างนั้น แหละ เพราะสิ่งนี้เป็นความรู้สากลที่ทุกคนสามารถศึกษาเรียนรู้ได้ เหมือนทุกคนแหงนไปดูพระจันทร์ในคืนวันเพ็ญ หรือดูดวงตะวัน ซึ่งเป็นของสากลอย่างนั้น การที่เราศึกษาคำสอนของทุก ๆ ความเชื่อ เป็นสิ่งที่ดี ไม่ได้ทำให้เราสูญเสียความเป็นตัวของตัวเอง แต่เป็นการให้โอกาส ตัวเราเองได้มาศึกษาเรียนรู้เพิ่มขึ้น แล้วเราจะได้ไปทบทวนสิ่งที่เรา ได้ศึกษาเรียนรู้ว่า สิ่งอะไรที่เรานำมาใช้แล้วเกิดประโยชน์สุขต่อ ตัวเรา ต่อผู้อื่น เราก็เอาอย่างนั้น ไม่ได้หมายความว่าเราถูกจูงจมูก เรายังไม่สูญเสียความเป็นตัวของตัวเอง แต่เราจะยิ่งเป็นตัวของตัวเอง มากขึ้น แต่ไม่ใช่ดื้อนะ คือ รู้เรื่องเหตุผล เรื่องความเป็นจริงของ ชีวิต จะทำให้เราดำเนินชีวิตได้ถูกต้อง นี่เป็นสิ่งที่ชาวโลกขาดแคลน เหตุที่โลกไม่เกิดสันติภาพ เพราะว่าการดำเนินชีวิตไม่ถูกต้อง แต่ถ้าหากเราดำเนินชีวิตถูกต้อง แล้วเป็นต้นบุญต้นแบบให้กับ เพื่อนมนุษย์ ต่อไปก็จะเกิดแรงบันดาลใจสำหรับเพื่อนมนุษย์ที่จะ ดำเนินชีวิตอย่างถูกต้องเหมือนอย่างตัวเรา นี่เป็นเรื่องที่สำคัญมาก เลย เพราะฉะนั้นจงให้โอกาสตัวเองมาศึกษาเรียนรู้ ๒ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๔ 55.ผมไม่อยากให้เพื่อน ๆ มองว่าผมเป็นคนแปลก ๆ Peace Revolution : ผมรู้นะว่า ผมเปลี่ยนไปในทางที่ดี แต่ผมไม่อยากจะให้เพื่อน ๆ มองว่าผมแปลก ๆ หลวงพ่อ : เราก็ต้องแตกต่างจากเพื่อนบ้าง แต่เป็นการแปลกดี แปลกไปในทางที่ดี ซึ่งตัวอย่างดี ๆ อย่างนี้ชาวโลกขาดแคลน เพื่อนยังขาดแคลนความรู้ตรงนี้ เพราะฉะนั้นเราอาจจะ แตกต่างจากเพื่อนไปบ้างในทางที่ดีขึ้น ซึ่งความแตกต่างนี้จะทำให้ เพื่อนดำเนินชีวิตได้ถูกต้อง มีความสุข มีชีวิตชีวา เหมือนอย่างที่เรา เป็น เราเป็นอย่างไร เขาก็จะเป็นอย่างนั้น ส่วนการเข้าไปร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ถ้าเป็นกิจกรรมที่ดี มีประโยชน์ เราก็เข้าร่วมได้ปกติ อย่างมีชีวิตชีวา ไม่ใช่เฉื่อยชา ๒ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๔ 56.รู้สึกไม่ภาคภูมิใจในตนเอง Peace Revolution : ฉันชอบมองแต่ข้อเสียของตัวเอง ซึ่งมันไม่สร้างสรรค์เลย ทำอย่างไรเราจึงจะรักตัวเองให้ได้ มากกว่านี้ หลวงพ่อ : ก็ให้มองไปตามความเป็นจริง ความเป็นจริงของตัวเรา มีทั้งข้อดี ข้อด้อย อันไหนที่เป็นข้อเสีย เราก็แก้ไข อันไหนข้อดีเรา ก็ทำเพิ่มเติมให้ดียิ่งขึ้น ก็แค่นี้เอง เราจะเห็นว่า เราแตกต่างไปจากเดิมไปในทางที่ดีขึ้นอย่าง มากมาย ซึ่งนี่แหละคือแรงบันดาลใจที่ทำให้ผู้ที่อยู่ใกล้เรา ผู้ที่ได้ยิน ชื่อเสียงเราอยากจะเอาอย่างเรา สันติภาพโลกกำลังเริ่มต้นจากเรา เป็นผู้สร้างแรงบันดาลใจให้กับทุกคน ๒ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๔ 57.พร้อมที่จะเรียนรู้ด้วยใจที่ว่างเปล่า Peace Revolution : เราจะเตรียมตัวอย่างไร ให้พร้อมสำ หรับการเรียนรู้ความจริงของชีวิต ที่แตกต่างไปจากความเชื่อของตัวเองในปัจจุบัน หลวงพ่อ : ให้ทำตัวเราเหมือนนักวิทยาศาสตร์ที่พร้อมจะเรียนรู้ สิ่งต่าง ๆ อย่างมีเหตุผล หรือเหมือนเราเป็นนักศึกษาที่เรียนอยู่ใน มหาวิทยาลัย ชั่วโมงนี้เราเรียนวิทยาศาสตร์ อีกชั่วโมงเราเรียนวิชา อื่น เราก็เรียนได้ ไม่เห็นจะขัดแย้งอะไร นี่ก็เช่นเดียวกัน ชั่วโมงนี้ เราจะเรียนรู้เรื่องราวความจริงของชีวิต เราก็ให้เวลาในการศึกษา เรียนรู้ ส่วนเรียนรู้แล้ว เราจะเชื่อหรือไม่เชื่อ หรือเราจะเอาไปใช้ หรือไม่ใช้ก็แล้วแต่เรา การเตรียมตัว คือ ต้องทำตัวเราเหมือนแก้วน้ำที่ว่างเปล่า ที่เราเทน้ำทิ้งออกหมดแล้ว พร้อมที่จะเติมน้ำใหม่เข้ามา คือ ทำใจ เราเป็นกลาง ๆ เป็นสากล ให้ใจเกลี้ยง ๆ ให้ว่างเปล่า สบาย ๆ พร้อม ที่จะเรียนรู้ความแตกต่าง หรือทำใจเหมือนโลกใบนี้ที่รองรับมวลมนุษยชาติทุกเชื้อชาติ ศาสนาและเผ่าพันธุ์ ที่รองรับได้ทั้งคนสัตว์สิ่งของที่แตกต่างกัน โดยแผ่นดินไม่ได้รู้สึกอะไรเลย ทำความรู้สึกเราให้ว่างเปล่าเหมือน แผ่นดิน แล้วเราก็จะเรียนรู้เรื่องราวความเป็นจริงของชีวิตที่แตกต่าง ไปจากความเชื่อของตัวเอง เป็นธรรมดาอยู่ว่า เราเกิดในครอบครัวไหน เขาเชื่ออย่างไร เราก็เชื่ออย่างนั้นไปก่อน แต่ส่วนหนึ่งเราก็ต้องเป็นตัวของตัวเอง ที่เราจะต้องไปแสวงหาว่า แล้วเราล่ะ เหมาะสมกับอะไร หรือสิ่ง ที่เป็นจริงในโลกมันคืออะไร ๔ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๓ 58.ปล่อยไปอย่างที่ใจอยากจะเป็น Peace Revolution : เมื่อฉันนั่งสมาธิไปถึงจุดหนึ่งแล้ว ฉันกลัวที่จะให้ใจเข้าไปลึกมากไปกว่านั้น ฉันควรจะทำอย่างไร หลวงพ่อ : สิ่งที่จะต้องทำคือ อย่ากลัว เรามาถูกทางแล้ว ให้ทำเฉย ๆ อย่างเดิม เพราะยิ่งลึกเข้าไปเท่าไร จะยิ่งทำให้ใจบริสุทธิ์เพิ่มขึ้น มีความสุขเพิ่มขึ้น มีความรู้เพิ่มขึ้น มีความรักสากลคือรักสรรพสัตว์ ทั้งหลายเพิ่มขึ้น เป็นต้น เพราะฉะนั้น จงปล่อยไปเรื่อย ๆ อย่างที่ใจอยากจะ เป็น ถ้าใจอยากจะเข้าไปข้างใน เราก็ทำเฉย ๆ ให้เป็นเรื่องของ ประสบการณ์ภายในที่จะดำเนินต่อไป อย่าไปยับยั้ง อย่าไปปิดกั้น อย่าไปฝืนประสบการณ์ภายใน ๒ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๔ 59.บุญคืออะไร ให้ผลอย่างไร “บุญ” คือ พลังแห่งความดี พลังแห่งความบริสุทธิ์ที่เรา กระทำด้วยกาย วาจา ใจ ทางมาแห่งบุญมี ทาน ศีล ภาวนา เป็นต้น บุญแต่ละอย่าง มีคุณสมบัติแตกต่างกัน ให้ผลไม่เหมือนกัน ทานทำให้รวย รักษาศีล ทำให้สวย ให้หล่อ ภาวนาทำให้ฉลาด เราจะทำอย่างใดอย่างหนึ่ง แล้วให้ได้ผลครอบจักรวาลทั้งหมด ไม่ได้ ต้องทำให้ครบทุกอย่าง เหมือนรับประทานอาหารก็ต้องทานให้ครบทั้ง ๕ หมู่ ร่างกายจึง เจริญเติบโต แข็งแรง เมื่อเราจะมุ่งไปสู่ที่สุดแห่งธรรม ซึ่งต้องอาศัยบารมีมาก เรา ก็ต้องสั่งสมบุญให้มาก ๆ ละบาปอกุศล แล้วก็ทำใจให้บริสุทธิ์ผ่องใส เราจะละบาปอย่างเดียว แล้วไม่สั่งสมบุญกุศลไม่ได้ ชาวโลกมักจะคิดเอาเองว่า เราไม่ได้ทำความชั่วอะไร ไม่ได้เบียดเบียนใคร ไม่ได้รบกวนใครอย่างนี้ก็ดีแล้ว ทั้งที่บางทีเขา ยังไม่รู้เลยว่า อะไรคือชั่ว ความจริงแล้วยังอยู่ในระดับละชั่ว แต่ยัง ไม่ได้ทำความดี การทำความดีมันต้องทำเพิ่มเติมให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป ทั้งทาน ศีล ภาวนา เป็นต้น ๔ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๗ 60.ทำไมเราต้องทำบุญ บุญที่เราทำในชาตินี้ จะส่งผลให้เรามีอุปกรณ์ในการสร้าง บารมีต่อไปในภพเบื้องหน้าอย่างสะดวกสบาย ง่ายดายกว่าการ สร้างบารมีในชาตินี้ และบุญส่วนหนึ่ง จะไปตัดรอนแก้ไขวิบัติบาป ศักดิ์สิทธิ์ ที่เราดำเนินชีวิตผิดพลาดในชาติอดีตที่ผ่านมานับชาติไม่ ถ้วน นับเรื่องกันไม่ถ้วน รวมทั้งชาติปัจจุบันนี้ด้วย ทำบาป ๑ ครั้ง ต้องชดใช้หลายครั้ง เราคงได้ยินคำว่า ๕๐๐ ชาติบ้าง ๑,๐๐๐ ชาติบ้าง ขึ้นอยู่กับว่า ทำหนักหรือเบา ทำ กับใคร ถ้าทำบาปกับผู้มีศีลมีธรรม ก็เป็นครุกรรมหรือกรรมหนัก ถ้าทำกับผู้ไม่มีศีลไม่มีธรรมก็เป็นกรรมเบาบางลงมา เพราะฉะนั้น กระแสวิบากจึงสั้นยาวไม่เท่ากัน แล้วชาติหนึ่งทำตั้งหลายครั้ง หลายเรื่อง หลายคน ทำกับสัตว์บ้าง กับคนบ้าง กับผู้มีพระคุณบ้าง เพื่อนมนุษย์บ้าง วิบากกรรมเหล่านี้จะเป็นผังสำเร็จติดอยู่ตรงกลาง กาย แล้วไม่สับสนด้วย มันเซตเรียงตัวเหมือนเซตโปรแกรมเครื่อง ไว้ ต้องทำอย่างนี้ ต้องเป็นอย่างนี้ อันไหนจะให้ผลก่อน อันไหนจะ ให้ผลหลัง อันไหนให้ผลยาว อันไหนให้ผลสั้น บุญที่เราทำจะไปตัดรอนวิบากกรรมวิบากมาร คำว่า “ตัด” ไม่ใช่เหมือนเอามีดไปหั่น ไปตัด แต่มันจะเข้าไปขจัดวิบัติบาป ศักดิ์สิทธิ์ เช่น บาปกรรมที่จะทำให้เราไปเกิดเป็นผู้หญิงหรือเป็น กะเทย หรือมีโรคภัยไข้เจ็บร้ายแรง หรือตกทุกข์ได้ยาก เป็นต้น วิบากกรรมเหล่านี้ก็จะเบาบางเจือจางไป บางอย่างหนักก็เป็นเบา บางอย่างเบาก็เป็นหาย แล้วก็เซตโปรแกรมใหม่ ให้เรามีรูปสมบัติ ทรัพย์ สมบัติ คุณสมบัติ คือ รูปร่างทั้งสวย ทั้งหล่อ แข็งแรง อายุ ยืนยาว ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ หรือมีโรคน้อย มีทรัพย์สมบัติ ที่ได้อย่างสะดวกสบาย อย่างง่ายดาย คุณสมบัติก็มีความรู้ดี ความสามารถดี มีความประพฤติดี เฉลียวฉลาด มีลาภ ยศ สรรเสริญ สุข มรรคผลนิพพาน เป็นต้น เพราะฉะนั้น บุญที่เราทำจะทำให้เรามีอุปกรณ์ในการสร้าง บารมีในภพชาติเบื้องหน้า อีกส่วนหนึ่งจะไปแก้วิบากกรรมซึ่งวิบัติ บาปศักดิ์สิทธิ์ติดมา ให้เป็นบุญศักดิ์สิทธิ์ไปแก้กัน บุญเท่านั้นจึงจะไปขจัดบาปได้ ล้างบาปได้ และต้องทำ ด้วยตัวเองด้วย ๔ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๗ 61.พลังบุญกับคำอธิษฐานต้องพอเหมาะกัน เราตั้งจิตอธิษฐานอย่างไร พลังบุญเป็นกระแสบุญธาตุ อันบริสุทธิ์ก็จะส่งเอาไปใช้ให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ตามความ ปรารถนาของเรา ถ้าเราตั้งความปรารถนาใหญ่ กำลังบุญก็จะต้องพอเหมาะ พอสมกัน เช่น ปรารถนาจะเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า กำลังบุญก็ ต้องเต็มเปี่ยมบริบูรณ์ทั้ง ๓๐ ทัศ จึงจะเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ เพราะฉะนั้นพระบรมโพธิสัตว์จึงไม่ได้ทำความดีครั้งเดียว อธิษฐานครั้งเดียว แต่ทำนับครั้งไม่ถ้วน นับชาติไม่ถ้วน เพราะฉะนั้น คำอธิษฐานจะสำเร็จหรือไม่นั้นก็ขึ้นอยู่ กับพลังบุญที่มี ซึ่งก็แล้วแต่ว่าสิ่งที่เราปรารถนานั้นมันเล็ก ปานกลาง หรือยิ่งใหญ่ขนาดไหนที่จะพอเหมาะพอดีกัน เหมือนเรามีเงินนิดหน่อย แต่อยากจะไปซื้อบ้านใหญ่โต รถเก๋งหรู ๆ มันก็ต้องพอเหมาะกับเงินที่เรามี บุญก็เช่นเดียวกัน จะต้องพอเหมาะกับสิ่งที่เราได้ตั้งความปรารถนาเอาไว้ เมื่อยังมี ไม่พอ ก็ต้องค่อย ๆ สั่งสมกันไป ๔ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๗ 62.การอธิษฐานจิตเป็นการค้ากำไรเกินควรหรือไม่ การอธิษฐานจิตไม่ใช่เป็นความโลภ หรือค้ากำไรเกินควร เราจะเอาไปเปรียบเทียบกับธุรกิจไม่ได้ อธิษฐานจิต คือ การตั้งเป้าหมายว่า ในอนาคตเราอยากจะ เป็นอะไร เราปรารถนาอย่างไรเราจึงอธิษฐาน แล้วบุญก็จะเป็นพลัง สนับสนุนให้เป็นไปตามความปรารถนานั้น ซึ่งไม่เกี่ยวกับความโลภ ถ้าความโลภเกิดขึ้น บุญก็ไม่เกิด เพราะมันตรงกันข้าม และเราก็กำลังเดินตามรอยพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทุกครั้งที่ พระองค์ทำความดีไม่ว่าทำเล็กทำน้อย พระองค์ปรารถนาพุทธภูมิ ทั้งนั้นซึ่งเป็นภูมิอันใหญ่ ถวายดอกไม้บูชาพระเจดีย์ก็ปรารถนาเป็น พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถ้าเราคิดว่า อย่างนี้เป็นการค้ากำไรเกินควร มันก็ไม่ถูก แต่ว่าพระองค์กำลังสั่งสมบุญเพื่อไปสู่เป้าหมายนั้น อย่างนี้เรียกว่า อธิษฐานบารมี คือกำลังสั่งสมบุญทีละเล็กทีละน้อย เหมือนจอมปลวกค่อย ๆ ก่อตัวจากดินก้อนเล็ก ๆ ขึ้นไป หรือ เหมือนสร้างตึกก็ต้องค่อย ๆ ก่อสร้างจากฐานรากขึ้นไปจนกว่าจะ ไปถึงเป้าหมายของตึกที่ได้ตั้งใจไว้ ๔ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๗ 63.การอธิษฐานจิตเป็นความโลภหรือไม่ การอธิษฐานจิต ไม่ใช่การค้ากำไรเกินควร ไม่ใช่ความโลภ ความโลภ เป็นเรื่องของบาป คือ โลภอยากได้สิ่งต่าง ๆ มา ด้วยทางที่ไม่ชอบ ไม่ถูก ไม่ควร อย่างนี้ใจจะเร่าร้อน ตรงข้ามกับบุญ ยิ่งมากยิ่งดี ยิ่งใจเย็น ใจใส ทำบุญไปแล้วต้องตามนึกถึงบ่อย ๆ ดวงบุญจะขยาย และ ทุกครั้งที่ทำบุญต้องอธิษฐานจิต เป็นอธิษฐานบารมีของเรา บุญ เป็นพลังงานชนิดหนึ่ง เหมือนกับกระแสไฟ เป็นของ กลาง ๆ จะนำไปใช้อะไรก็ได้ เอาพัดลมมาเสียบ พัดลมก็หมุนจี๋ เสียบเตารีด เตารีดก็ร้อน เสียบตู้เย็น ตู้เย็นก็เย็น เสียบหลอดไฟ ไฟก็สว่าง ถ้ามีบุญแล้ว เอามาใช้ไม่เป็น ก็มีวันหมดได้ ถ้าบุญหมด บาปก็แทรกได้ เหมือนเรื่องราวของขอทานอดีตเศรษฐีท่านหนึ่งที่พระ สัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า ถ้าขยันทำงานตั้งแต่วัยหนุ่มจะได้เป็น มหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของประเทศ เพราะบุญเขามีมากขนาดนั้น แต่ถ้าหากออกบวชประพฤติพรหมจรรย์ ปฏิบัติธรรมจะได้บรรลุ มรรคผลนิพพานเป็นถึงพระอรหันต์ แต่ไม่ทำทั้งสองอย่าง ใช้ทรัพย์ ที่ได้มาด้วยบุญให้หมดไปกับการเที่ยวเตร่สนุกสนานในวัยต้น แต่ถ้าหากกลับตัวมาคิดได้ในวัยกลางคน บุญที่ยังเหลือ อยู่สามารถเอาไปใช้ได้ทั้งทางโลก ทางธรรม ถ้าขยันทำมาหากิน บุญจะส่งผลให้เป็นมหาเศรษฐีอันดับสองของประเทศ ถ้ามาทาง ธรรม บุญก็สนับสนุนให้ได้บรรลุเป็นพระอริยบุคคลขั้นถัดมา คือ เป็นพระอนาคามี แต่ถ้าไม่เอาไปใช้ทำทั้งสองอย่าง เอาไปกินเหล้า เมายา เที่ยวเตร่สนุกสนาน บุญเก่าก็ร่อยหรอลงไปอีก บุญที่เหลืออยู่ ถ้ากลับตัวคิดได้ในบั้นปลายชีวิต ก็ไป สองทางเช่นเดียวกัน ถ้าขยันทำมาหากินกำลังบุญจะส่งให้เป็น มหาเศรษฐีอันดับสามของประเทศ แต่ถ้าหากมาทางธรรม บุญยัง ส่งผลให้เป็นพระอริยบุคคล ขั้นพระสกิทาคามี แต่ไม่ทำทั้งสอง อย่าง สุดท้ายบุญหมดก็เลยมาเป็นขอทาน ไม่มีบุญที่จะไปดึงดูด ทรัพย์ แต่เดิมมีให้เขากิน พอบุญหมด ต้องไปขอเขากิน เขาให้บ้าง ไม่ให้บ้าง ขู่บ้าง ตะคอกบ้าง เพราะฉะนั้น บุญใช้ไปก็มีวันหมด บุญจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ต้อง ทำ และต้องทำบ่อย ๆ ทำครั้งหนึ่งก็ได้ครั้งหนึ่ง ทำ ๑๐ ครั้ง ก็ได้ ๑๐ ครั้ง ทำกี่ครั้งก็ได้เท่าจำนวนครั้งนั่นแหละ ทำบุญแล้วต้องอธิษฐาน ให้มีเป้าหมายของชีวิต เหมือน เรือที่มีหางเสือ ทำบุญแล้วไม่อธิษฐานมันก็สะเปะสะปะไปเรื่อย เปื่อย จะไม่เจอหนทางที่ดี ต้องอธิษฐานล้อมคอกให้เยอะ ๆ ถ้าอธิษฐานสั้น ๆ ว่า “ขอให้รวย” บุญก็ส่งผลให้รวย ทำอะไรก็สำเร็จ ซึ่งอาจจะรวย ด้วยมิจฉาอาชีวะหรือสัมมาอาชีวะก็ได้ ถ้าหากรวยเพราะมิจฉา อาชีวะ พอบุญเก่าหมด ตายไปก็ไปอบายอีก เรื่องมันสลับซับซ้อน นะลูกนะ ทำบุญแล้วไม่อธิษฐาน แสดงว่าเราขาดดวงปัญญา ไม่รู้จัก เป้าหมายของชีวิตว่า จะต้องบรรลุมรรคผลนิพพาน เมื่อไม่รู้จัก เป้าหมายชีวิต พญามารก็สอดแทรกเอาไปทำอย่างอื่น บุญที่ได้ก็ เบี่ยงเบนไป การอธิษฐานไม่ใช่ค้ากำไรเกินควร ต้องอธิษฐานล้อมคอก ไปให้เยอะ ๆ แต่ไม่ใช่ว่าจะสำเร็จทุกเรื่องนะ บางอย่างได้ บางอย่าง ยังไม่ได้ มันเป็นไปตามกำลังบุญ พอทำบุญเสร็จอธิษฐานอยากจะ เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มันก็ไม่ได้สำเร็จเดี๋ยวนั้น หรือชาติถัดไป แต่เรามีเป้าหมายแล้ว ก็ต้องสั่งสมบุญไปเรื่อย ๆ จนกว่ากำลังบุญ เพียงพอที่จะทำความปรารถนานั้นให้สำเร็จได้ เมื่อเป็นอย่างนี้แล้ว การอธิษฐานจะเป็นความโลภได้อย่างไร อธิษฐานอย่างนี้เป็นอธิษฐานบารมี ประกอบไปด้วยสติ ปัญญา ซึ่งความรู้นี้ได้รับถ่ายทอดมาจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จากพระอริยสาวกทั้งหลายสืบต่อกันมา การอธิษฐานต้องอธิษฐานทั้งปัจจุบันและอนาคต ปัจจุบัน เราเดือดเนื้อร้อนใจเรื่องอะไร เราก็อธิษฐาน เจ็บไข้ได้ป่วยจากหนักเป็นเบา เบาก็ให้หาย แต่ถ้าตายขอให้ไปดี ถ้าทำมาหากินก็ให้ประสบความสำเร็จในธุรกิจการงานที่เป็น สัมมาอาชีวะ ถ้าจะประพฤติธรรมก็ขอให้ได้บรรลุธรรมกาย ได้เข้าถึงวิชชาธรรมกาย ถ้าครองเรือนก็ขอให้ครอบครัวอยู่เย็นเป็นสุข เป็น ครอบครัวธรรมกาย ถ้าศึกษาเล่าเรียนก็ให้เป็นบัณฑิต เป็น นักปราชญ์ รับราชการก็ให้เจริญรุ่งเรือง จะไปทำหน้าที่ผู้นำบุญ ก็ให้มีวาจาศักดิ์สิทธิ์ มีปัญญาที่ จะขจัดความสงสัยของผู้มีบุญทั้งหลายที่เราจะไปเชิญชวนเขา ให้ ความสงสัยนั้นหมดสิ้นไป ให้เขาแจ่มแจ้งในเรื่องของชีวิต เข้าใจ เรื่องการสร้างบารมี ถ้าจะเดินทางไกลก็ให้บุญหล่อเลี้ยงรักษาให้ปลอดภัย ชาตินี้เรามีบริวารทะเลาะกัน ไม่ซื่อ มันคด มันโกง เราก็ อธิษฐาน จะมีพวกพ้องบริวารก็ให้ซื่อสัตย์ สุจริต บริสุทธิ์กายวาจาใจ เป็นบัณฑิต เป็นนักปราชญ์ ทั้งเก่งทั้งดี มาเป็นมือเป็นเท้า มา ทำความสำเร็จของเราให้เกิดขึ้น ถ้าหากเราเป็นคนขี้หงุดหงิด งุ่นง่าน ฟุ้งซ่าน รำคาญใจ เจ้าโทสะ ก็ขอให้บุญนี้บันดาลให้เรามีจิตใจที่เยือกเย็น มีเมตตา ธรรม ไม่ขัดเคือง ไม่ขุ่นมัว ให้จิตใจใส ๆ สว่างไสว ไร้ความโกรธ อะไรก็ว่ากันไป ถ้าหากเรารู้สึกมีความอยากได้ไม่มีที่สิ้นสุดเลย อยาก ทีไรก็เหนื่อยทุกที เราก็อธิษฐานจิตว่า ขอให้เรามีความพอดี ที่อยากจะแสวงหาทรัพย์ ให้ได้ทรัพย์มาอย่างเย็น ๆ ให้ได้ สมบัติจักรพรรดิตักไม่พร่อง ได้มาแล้วก็อย่าไปติดในสมบัตินั้น ไม่หวงแหน ไม่ตระหนี่ เพราะหากมีทรัพย์แล้วเกิดตระหนี่ ชาติต่อไป จนอีก เดี๋ยวขึ้น เดี๋ยวลง เดี๋ยวรวย เดี๋ยวจน อย่างนี้ไม่เอา ชาตินี้หัวทึบเหลือเกิน เรียนอะไรก็ไม่ค่อยทันเขา เราก็ นึกถึงบุญที่เราทำ ขอให้มีสติปัญญาเฉลียวฉลาด เปรื่องปราชญ์ แทงตลอดทุกศาสตร์ ทุกชาติไป ในอนาคต ก็ให้สมบูรณ์ไปด้วยรูปสมบัติ ทรัพย์สมบัติ คุณสมบัติ ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข มรรคผลนิพพาน วิชชา ๓ วิชชา ๘ อภิญญา ๖ ปฏิสัมภิทาญาณ ๔ จรณะ ๑๕ วิชชาธรรมกาย ให้ได้ ไปถึงที่สุดแห่งธรรม นิพพานะปัจจะโย โหตุ อย่างนี้เป็นต้น อธิษฐานล้อมคอกเอาไว้ให้ดี ตามกำลังแห่งความรู้แห่ง ดวงปัญญาของเรา เป็นอธิษฐานบารมีของเรา นี่เป็นสิ่งสำคัญที่จะ ต้องศึกษาเรียนรู้เอาไว้ ๑๕ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๖ 64.หลักในการอธิษฐานจิต การอธิษฐานจิตเป็นสิ่งสำคัญ ทำบุญทุกครั้งต้องอธิษฐาน หลักง่าย ๆ คือ เราต้องอธิษฐานเป้าหมายหลักเป็นอันดับแรกก่อน คือ ขออานุภาพแห่งบุญนี้ ให้เราได้บรรลุมรรคผลนิพพาน ได้ไปสู่ ที่สุดแห่งธรรม เพื่อเราจะได้อยู่ในร่มเงาของพระพุทธศาสนา ให้ เราได้เข้าถึงธรรมตั้งแต่ยังเยาว์วัย ให้เข้าถึงพระรัตนตรัยในตัว อย่างสะดวกสบาย อย่างง่ายดาย ถูกต้องร่องรอยตรงไปตามความ เป็นจริง อธิษฐานเป้าหมายหลักดังกล่าวก่อน แล้วต่อจากนั้นก็เป็น เครื่องเสริม เช่น ให้เราสมบูรณ์ไปด้วยรูปสมบัติ ทรัพย์สมบัติ คุณสมบัติ ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข พวกพ้องบริวาร ให้มีแต่คนดี ๆ สิ่งดี ๆ เข้ามาอยู่ใกล้ตัวเรา เป็นต้น แล้วรองลงมากว่านี้อีก ก็เป็นบุญพิเศษ เราจะอธิษฐาน อย่างไร เราก็ว่ากันไป เช่น ให้หมดหนี้สิน เหลือกิน เหลือใช้ เหลือ ไว้สร้างบารมี ให้ได้สมบัติอัศจรรย์ทันใช้ หรือให้หายเจ็บ หายป่วย หายไข้ หนักเป็นเบา เบาเป็นหาย ถ้าตายก็ให้ไปดี ไปสู่ดุสิตบุรี วงบุญพิเศษอย่างนี้ เป็นต้น ๔ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๗ 65.การให้ธรรมทานชนะการให้ทั้งปวง การที่เราให้วัตถุทาน ให้ข้าว ให้น้ำ ให้เสื้อผ้าแก่เพื่อน มนุษย์ที่ตกยาก มันก็ไม่ได้ช่วยให้เขาพ้นทุกข์หรือรวยขึ้น หรือ มีชีวิตที่สุขสมบูรณ์ อย่างนี้ไม่ได้เรียกว่า รื้อสัตว์ขนสัตว์ เรียกว่า สงเคราะห์กันชั่วคราว ให้ได้มีกิน มีใช้ กินอิ่มเป็นมื้อ ๆ เท่านั้น ไม่ได้ช่วยเขาทุกวัน วัตถุทานที่ให้ไปนั้น ใช้ได้ไม่นาน แต่ให้ธรรมทานใช้ได้ ตลอดชีวิต เราบอกเขาครั้งเดียวให้ได้เรียนรู้ตามประสบการณ์ ที่เราเข้าถึง แค่ชีวิตหนึ่งพบกันครั้งเดียว ได้ฟังเรื่องราวความรู้ที่ ทำให้เอาตัวรอดได้ การพบกันครั้งนั้นเกิดประโยชน์อันยิ่งใหญ่แล้ว แม้ต่อไปจะไม่ได้พบกันอีก เพราะได้ให้ธรรมทาน ให้ความรู้ที่จะ ทำชีวิตให้รอด และปลอดภัยจากอบาย จากสังสารวัฏ การให้ธรรมทานนี้จึงเป็นเลิศกว่าการให้ทั้งปวง และอย่างนี้ ถึงจะเรียกว่า “รื้อสัตว์ขนสัตว์” ให้พ้นจากวัฏสงสาร เหมือนอย่าง ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบำเพ็ญมา ๑๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๗ 66.ดวงบุญ สามเณร : “บุญ” มีลักษณะอย่างไรครับ หลวงพ่อ : บุญมีลักษณะเป็นดวง เขาจึงเรียกว่า ดวงบุญ เป็นดวงใส ๆ มีกระแสบุญอยู่ในนั้น เป็นธาตุสำเร็จ ให้เป็นอะไรก็ได้ เหมือนกระแส ไฟฟ้าอยู่ในเส้นลวด เป็นอเนกประสงค์ เอาพัดลมไปเสียบก็ให้ลม เอา ตู้เย็นไปเสียบก็เย็น เอาเตารีดไปเสียบก็ร้อน เอาหลอดไฟไปเสียบ ก็สว่าง เป็นอัตโนมัติอย่างนี้แหละ ๓๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๑ 67.ดวงบุญต่างจากดวงแก้วอย่างไร สาธุชน : เรานึกถึงบุญที่ได้ทำมา ทำไมบุญถึงกลายเป็นดวงบุญ แล้วดวงบุญต่างกับดวงแก้วอย่างไรครับ หลวงพ่อ : ดวงแก้วเป็นนิมิตที่สร้างขึ้นมาเพื่อที่จะดึงใจให้หยุด ให้นิ่ง จะได้ไม่ต้องไปคิดเรื่องอื่น ถ้าดวงธรรมก็เป็นสิ่งที่ทรงรักษาสิ่งที่มีอยู่เอาไว้ เช่น ดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์หยาบก็รักษากายมนุษย์เอาไว้ และทำไมต้องเป็นดวง เพราะว่า ดวงเป็นประดุจภาชนะ มาตรฐานที่มั่นคง เวลาขยาย ขยายไปได้ทุกทิศทุกทาง รอบทิศ ซ้าย ขวา หน้า หลัง ล่าง บน เราจะเห็นได้ว่า โลกก็กลม ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ดวงดาว จักรวาลก็กลม ล้วนกลมหมดเลย เมื่อเราทำบุญ บุญธาตุก็จะถูกธรรมห่อหุ้มที่เป็นดวง นั่นแหละ ห่อหุ้มเอาไว้ ความสุขความสำเร็จก็อยู่ในบุญธาตุ ซึ่งอยู่ ในภาชนะที่กลม ๆ ตอนนี้เข้าใจระดับนี้ไปก่อน เล่าลึกซึ้งเดี๋ยวไม่รู้เรื่อง ถ้า ปฏิบัติธรรม เข้าถึงธรรม จะได้คำตอบไปอีกแบบหนึ่ง แต่ไม่ได้ผิด เพี้ยนจากนี้ คือละเอียดเข้าไปเรื่อย ๆ เอาขั้นหยาบ ๆ อย่างนี้ไป ก่อนนะ ๓ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ 68.ล้างบาปด้วยพุทธวิธี สาธุชน : ชาวคริสต์สามารถล้างบาปได้ ถ้ารักพระเจ้า ตายแล้วไปสวรรค์อยู่กับพระผู้เป็นเจ้า ถ้าเป็นชาวพุทธสามารถหนีบาปได้หรือไม่ หลวงพ่อ : เราสามารถหนีบาปได้ด้วยการสร้างความดีให้มาก ๆ จนบาปตามไม่ทัน และสามารถล้างบาปได้ด้วยพุทธวิธี ก็ต้องไปดูว่า บาป คืออะไร บาปก็คือกิเลสนั่นเอง ความโลภ ความโกรธ ความหลงที่มี อยู่ในใจเรา ถือว่าเป็นบาปที่อยู่ในใจ ทำให้เราคิดเรื่องบาป พูดเรื่อง บาป และทำเรื่องบาป ที่เขาบังคับบัญชากันอยู่ เราสามารถล้างบาปได้ โดยใช้วิธีตรงกันข้าม ความโลภ อยากได้สมบัติคนอื่น หรือมีความตระหนี่ ใจ คับแคบ ต้องล้างด้วยการบริจาค ด้วยการให้ เขาเรียกว่า ทำทาน ทานเอาชนะความโลภได้ ความโกรธ เอาชนะด้วยการรักษาศีล ศีลล้างบาป คือ ความโกรธได้ ศีล แปลว่า เย็น ทำให้ใจเย็น สามารถดับความร้อน คือความโกรธได้ ความหลง เอาชนะด้วยการเจริญภาวนา หลง คือ มืด เหมือนเราอยู่ในที่มืด คนเราลองอยู่ในที่มืด มีโอกาสเห็นผิดเป็นชอบ คือ มองไม่เห็นหนทาง ภาวนา คือ ความสว่าง ตรงกันข้ามกัน เพราะฉะนั้น ทาน ศีล ภาวนา สามารถล้างบาป คือ ความ โลภ ความโกรธ ความหลงได้ ซึ่งมีอยู่ทุกคน ไม่ว่าใครจะนับถือ ศาสนาอะไร บาปที่เราทำ จะให้ใครช่วยล้างให้ ไม่ได้ ต้องล้างเอง บาป เกิดขึ้นกับใจของตัว ก็ต้องล้างด้วยตัวของตัวเองที่ใจ แล้วใจจึงจะ ใสสะอาดเกลี้ยงเกลา เมื่อหมดบาปแล้ว หรือบาปจางลงก็ไปสวรรค์ ได้ สวรรค์ก็เป็นของกลาง ๆ ที่ใคร ๆ ก็ไปอยู่ได้ทั้งนั้น ๓ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ 69.ยืมเงินทำบุญ สาธุชน : การที่ไม่มีเงินแต่อยากทำบุญมาก และไปขอยืมเงินเขามาทำบุญ เป็นการทำถูกหรือไม่ การทำแบบนี้ บุญจะเกิดกับเราทันทีที่ทำ หรือจะเกิดตอนที่เราใช้หนี้เขาหมดแล้ว และสมบัติที่จะบังเกิดกับเราในกรณีนี้ จะมีเงื่อนไขอย่างไรหรือไม่ ส่วนอีกกรณีหนึ่ง ที่เขาเต็มใจให้เรายืมเงินทำบุญ แต่ภายหลังเรายังไม่มีเงินไปใช้เขาสักที เขาก็เลยยกหนี้ให้ ทีนี้ผมสงสัยว่า ตอนสมบัติเกิดกับเรา จะมีข้อแม้เงื่อนไขอย่างไร หลวงพ่อ : การที่ไม่มีเงินแต่อยากทำบุญมาก แล้วไปขอยืมเงิน เขามาทำบุญนั้น ถือว่ายังทำไม่ถูกหลักวิชชาอย่างสมบูรณ์ เพราะ ยังเบียดเบียนตนเองอยู่ จะถูกหลักวิชชาต้องไม่เบียดเบียนตนเอง และผู้อื่น ยกเว้นเรารู้ตัวว่า เราสามารถใช้คืนเขาได้ และเราได้คืน เขาด้วย เช่น เราไม่ได้นำเงินมาจากที่บ้าน ขอยืมคนที่มาวัดด้วยกัน มาทำบุญก่อน กลับไปเราก็เอาไปใช้เขา อย่างนี้ก็ได้ แต่ไม่ใช่เรารู้ ว่าเราก็ไม่มีเงินใช้ แต่ก็ไปยืมเขา ถ้าขอลืมอย่างนี้ก็ไม่ถูกหลักวิชชา บุญจะเกิดขึ้นทันทีที่ทำ แม้ว่าจะเป็นเงินที่เราขอยืมมา ก็ตาม แต่ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย เพราะเรายังไม่ได้ใช้คืนเขา แต่เมื่อ ใช้คืนเขาเมื่อใด จึงจะได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย ถือว่าเป็นเงินของเรา ยืมเงินเขาไปทำบุญ ถ้าไม่ใช้คืนเขา เราก็จะกลายเป็นหนี้เขา เพราะเราทำบุญไปแล้ว บุญได้เกิดขึ้นแล้ว เวลาสมบัติเกิดขึ้นกับเรา ก็จะมีเหตุให้ไม่ได้ใช้สมบัติ เช่น ถูกยึด ถูกจี้ ถูกปล้น น้ำท่วม ไฟไหม้ หรือ ถูกรางวัลที่ ๑ แต่ช็อกตาย แต่ถ้าใช้คืนเขา เวลาสมบัติ เกิดขึ้นก็สามารถใช้สมบัตินั้นได้อย่างเต็มที่ เพราะเป็นบุญของเรา เขาเต็มใจให้เรายืมเงินมาทำบุญ แต่ภายหลังเราก็ไม่มีเงินใช้ คืนเขาสักที คือ เราก็อยากใช้ แต่มันก็ไม่มี เขาสงสารก็เลยยกหนี้ให้ เมื่อบุญส่งผลก็จะได้เกิดใต้ใบบุญเขา คือ จะมีกินมีใช้ก็ต้องไปเป็น บริวารเขา ๒๙ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๘ 70.ทำบุญเท่ากันแต่ได้ไม่เท่ากัน สาธุชน : สมมติว่า ในกรณีคนมีเงินเพียง ๑ ล้านบาท แล้วตัดใจทำบุญ ๑ ล้าน กับกรณีคนมีเงิน ๑๐๐ ล้าน ตัดใจทำบุญ ๑ ล้าน เหมือนกัน มีปีติในการทำบุญสุด ๆ เท่ากัน จะได้บุญแตกต่างมากน้อยกว่ากันอย่างไร หลวงพ่อ : ได้บุญเท่ากัน แต่คนมีเงิน ๑ ล้าน ตัดใจทำบุญ ๑ ล้าน มักจะมีปีติมากกว่า เพราะเป็นบุญที่ทำได้ยากกว่า เพราะต้องเอา ชีวิตเป็นเดิมพัน ตอนเริ่มทำ มีความยินดีเท่ากัน แต่คนที่มี ๑ ล้าน ทำ ๑ ล้าน จะมีปีติมากกว่า ปีติจนน้ำหูน้ำตาไหล นึกทีไรก็ปลื้ม นึกร้อยครั้ง เท่า ๆ กัน แต่ปลื้มไม่เท่ากัน เพราะว่า อีกคนยังมีอีกตั้ง ๙๙ ล้าน แต่อีกคนหมดแล้ว ล้วงลงไปในกระเป๋ามีแต่อากาศ ปีตินึกตามหลัง จะต่างกัน บุญที่ไม่เท่ากันจะต่างกันตรงนี้ ทีนี้เวลาบุญส่งผล ถ้าปีติเท่ากัน บุญก็ส่งผลเท่ากัน แต่ถ้า ปีติมากกว่ากัน ปลื้มมากกว่ากัน เพราะเป็นบุญที่ทำได้ยากกว่า เวลาบุญส่งผลจะเร็วกว่า ต่างกันตรงช้ากับเร็ว แต่ถ้าตามระลึก นึกถึงบุญบ่อย ๆ มากกว่ากัน ก็จะส่งผลตามจำนวนชาติที่เกิดใหม่ มากขึ้น เพราะฉะนั้น ผู้ที่มีโอกาสนึกได้มากกว่ากัน คือ คนที่ทำบุญ ด้วยชีวิต จะแตกต่างกันตรงนี้ ๒๙ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๘ 71.กู้เงินมาทำบุญ สาธุชน : มีหลายคนสงสัยว่า กู้เงินมาทำบุญจะเป็นอย่างไรเจ้าคะ หลวงพ่อ : ทุกข์ใจจ้า หลวงพ่อไม่เห็นด้วยกับการกู้เงินมาทำบุญ เรา ทำเท่าที่เรามี แล้วเราใช้กำลังร่างกายกับหัวใจยอดกัลยาณมิตรไป ชักชวนผู้เป็นเจ้าของบุญมาร่วมกัน เขารอคอยเราอยู่ตั้งเยอะแยะ เจ้าของบุญที่เป็นเจ้าขององค์พระมีอยู่ เราตัดความเกรงใจ ไม่ต้อง คิดแทนเขาว่ายุค IMF สงสัยเขาไม่ไหว เรามีหน้าที่ไปสร้างกำลังใจ ให้เกิดขึ้น หาทางพูดจนกระทั่งเขาเกิดความปลื้มปีติ เหมือนอย่างพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงโปรดบุคคล ท่านหนึ่ง มีความยากจนมาก มีผ้าผืนเดียวสลับกันใช้กับภรรยา ถ้าภรรยามาฟังธรรม สามีก็ไม่ได้มา ถ้าสามีมา ภรรยาก็ไม่ได้มา พระพุทธเจ้ายังพูดให้เอาชนะความตระหนี่จนเกิดกำลังใจทำ ความดีในตอนสุดท้ายค่อนรุ่ง ตัดใจถวายผ้าผืนนั้นแก่พระพุทธเจ้า พระองค์ไม่ได้ต้องการผ้าผืนนั้น คนถวายท่านประณีตกว่านั้น ตั้งเยอะแยะ แต่พระองค์ต้องการให้เขาเอาชนะความตระหนี่ พอเขาเอาชนะความตระหนี่ได้ อานิสงส์แห่งบุญก็เกิดขึ้น ทำให้ได้ทรัพย์จนกลายเป็นเศรษฐี ซึ่งถ้าหากตัดใจถวายตั้งแต่ ยามต้น ก็จะได้ทรัพย์มากกว่านั้นอีก หน้าที่ของเราเป็นผู้นำบุญ เป็นยอดกัลยาณมิตร เราจะต้อง ไปสร้างกำ ลังใจให้เกิดขึ้นกับเขา ต้องไปจุดประกายดวงปัญญาเขา ให้เกิดขึ้น พอเขามีดวงปัญญา เขารู้ สิ่งที่เขาทำ เขาได้ ถ้าเขาไม่ทำ เขาก็ไม่ได้ คนเราต้องเสียส่วนหนึ่งไปเพื่อให้ได้สิ่งหนึ่งมา เรากำลัง จะไปใช้วิธีของพระพุทธเจ้า ไปให้แสงสว่างกับเขา แต่ไม่ใช่ไปคิด แทนเขา ยุค IMF เขาคงเดือดร้อน จะอย่างนั้นอย่างนี้ เลยเกรงใจ ไม่ไปบอกเขา อย่างนี้ไม่ถูกต้อง เราไปสร้างกำลังใจจนกระทั่งเขาเกิดกำลังใจ แล้วเดี๋ยวเขา ทำของเขาเอง แต่ถ้าเขาจะไปกู้เงินมาทำ เราก็ไม่เห็นด้วย ก็แนะนำ วิธีการต่อไป อย่างนี้ดีกว่า ผู้เป็นเจ้าของบุญ คอยเราอยู่เยอะแยะ รอบตัวเรา เราควร ให้โอกาสเขาได้ยินได้ฟังในสิ่งที่เขาไม่คิดว่าจะได้ยินได้ฟัง ทำหน้าที่ ตรงนี้ พูดไปเถอะ พูดไปเรื่อยๆ ถ้าเราไม่พูดแล้วเขาจะรู้ได้อย่างไร ในเมื่อเรามาถึงความรู้ก่อนเขา ถ้าเราไม่พูด เราก็ขาดหน้าที่ ของกัลยาณมิตร หน้าที่ของผู้ให้แสงสว่าง แม้เรารู้ไม่หมดอย่าง พระพุทธเจ้า พระอรหันต์ แต่เราก็รู้มากกว่าเขา เรามาถึงก่อน เรารู้ว่า กำลังสร้างบุญ บุญนี้บุญใหญ่เป็นอย่างไร เรารู้ เพราะฉะนั้น หน้าที่ของเรา เราต้องพูดนะ อย่ากู้เงินมาทำบุญ หลวงพ่อไม่เห็นด้วย ให้ใช้หัวใจ กัลยาณมิตรผู้นำบุญไปเชิญชวนเขา แต่ถ้าใครมีก็อย่าเสียดาย เกิดมาเราก็ไม่มีอะไร ตายเราก็ไม่ต้องหอบอะไรไป ๒๙ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๑ 72.การทำหน้าที่กัลยาณมิตร สาธุชน : ลูกอยากทำหน้าที่กัลยาณมิตรชวนคนมาสร้าง มหาธรรมกายเจดีย์ ต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้างคะ หลวงพ่อ : การทำหน้าที่กัลยาณมิตร ๑. นั่งธรรมะทุกวันให้ใจละเอียด ให้ใจเราใส ให้ใจเรา มีความบริสุทธิ์ จนกระทั่งเกิดความสุขภายใน แล้วเกิดความ ปรารถนาดีอย่างแรงกล้า อยากจะไปแนะนำสิ่งที่ดีงามให้เกิดขึ้น กับทุกคนในโลก ต้องเกิดความรู้สึกชนิดนี้ก่อน ๒. เตรียมข้อมูล เรื่องราวของมหาธรรมกายเจดีย์ให้มาก ที่สุด เพราะท่านเหล่านั้นจะต้องมีคำถาม และเราต้องมีคำ ตอบ ให้ท่านหายสงสัย ๓. เตรียมคุณธรรมในข้ออภัยทาน เมตตาธรรม เพราะ เวลาเราพูดไป ความตระหนี่ในใจของท่านเหล่านั้น ทำให้เกิด ความหวงแหนทรัพย์ เมื่อความตระหนี่เกิดขึ้น ดวงปัญญาไม่เกิด เรากำลังสู้กับความตระหนี่ และกำลังแนะให้เขาเอาชนะความ ตระหนี่ในใจ ฉะนั้นตรงนี้ต้องใช้กำลังใจ และเพราะเขายังมีความตระหนี่อยู่ บางทีเขาพูด ทำให้ เราไม่สบายใจก็มี บางทีเราจะชวนเขามาทำความดี พอเขาไม่ทำ เราเลยโกรธ หงุดหงิด เป็นความทุกข์ของนักบุญ เพราะฉะนั้น เราต้องเตรียมคุณธรรมข้อนี้ ให้อภัย มีเมตตา และพร้อมที่จะพูดได้ นาน ๆ ไปบ่อย ๆ ต้องหลายครั้ง บางท่านอินทรีย์แก่กล้าเหมือนผลไม้ จะสุกงอมแล้ว ครั้งเดียวก็ได้ แต่บางคนอินทรีย์ยังอ่อนอยู่ ต้อง คอยบ่มให้อินทรีย์แก่ก่อน ต้องไปบ่อย ๆ อย่าล้มเลิกความพยายาม เพราะฉะนั้น ถ้าไม่มีเงินอย่าไปกู้นะ ใช้วิธีที่หลวงพ่อบอก แต่ถ้ามีอย่าเสียดาย เพราะเราทำเราได้ หลวงพ่อไม่ได้อะไร ได้แค่ ศาสนวัตถุ คือ พระมหาธรรมกายเจดีย์มาไว้ทำงานพระศาสนา มาเผยแผ่ธรรมให้ชาวโลกได้เข้าถึงธรรม เราได้บุญติดตัวเราไป ทรัพย์ที่เรานำมาบริจาคนี้จะขยายทับทวีออกไปเรื่อยเลยทุกภพ ทุกชาติ ที่ใครจะแย่งชิงไปไม่ได้ โจรปล้น ไฟไหม้ น้ำท่วมอะไร ไม่ได้ทั้งนั้น เป็นของ ๆ เราอย่างแท้จริงที่จะติดไปในภพเบื้องหน้า ส่วนประโยชน์ในปัจจุบัน เรามีส่วนอย่างสำคัญในการช่วย ขยายความสุขไปยังชาวโลก ลำพังจะให้เราไปสอนหรือไปแนะนำ ชาวโลกให้เขาเข้าถึงธรรม เราคงไม่มีเวลาและอารมณ์ รวมทั้ง กำลังใจ โอกาสเราก็ไม่ค่อยมี เวลาเรามีทรัพย์มักจะมีตอนอายุเยอะ ๆ ถึงตอนนั้นเราก็ไม่ค่อยมีแรงจะไปช่วยแนะนำใคร เพราะฉะนั้น ทรัพย์ของเราที่ร่วมกันสร้างพระมหาธรรมกายเจดีย์จะเป็นสิ่งแทน ตัวเรา และตรงนี้จะเป็นจุดสร้างความดีให้เกิดขึ้นในใจของชาวโลก ทุก ๆ คนที่มาเห็น คนหนึ่งคนที่มาเห็นพระมหาธรรมกายเจดีย์ เขาจะนึกถึง พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พอนึกถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเขาจะนึกถึง ว่าทำอย่างไรถึงจะได้เป็นอย่างท่าน คือหลุดพ้นจากทุกข์ทั้งหลาย ความดีก็จะเกิดขึ้นในใจเขา แล้วเขาก็จะเริ่มทำความดีตาม มาหนึ่งคน ความดีก็จะเกิดขึ้นในใจหนึ่งคน มาสิบคนก็เกิด สิบคน มาร้อยคนก็เกิดร้อย มาพันเกิดพัน มาหมื่นเกิดหมื่น มา แสนเกิดแสน มาล้านเกิดล้าน จากพระมหาธรรมกายเจดีย์ที่เรา ร่วมกันสร้าง เพราะฉะนั้นไม่ใช่บุญเล็กน้อยเลย แล้วตามลำพังเรา จะไปสอนคนล้านคน ให้เขาทำความดี หลวงพ่อว่าเราจะหมดเวลา กันเสียก่อน และเขาก็ไม่ค่อยจะเชื่อเราด้วย แล้วเราก็หมดแรงด้วย ปัญญามี แรงไม่มี เพราะฉะนั้นอย่าเสียดาย ๒๙ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๑ 73.กินมังสวิรัติได้บุญจริงหรือ สาธุชน : มีความเชื่อว่า คนกินมังสวิรัติ จะมีอายุยืน และได้บุญมากจริงไหม และการทำเช่นนี้จะส่งผลไปในภพชาติหน้าอย่างไรคะ หลวงพ่อ : คนเราที่มีอายุยืน หรืออายุสั้น ขึ้นอยู่กับว่า มีกรรม ปาณาติบาตในอดีตมาหรือไม่ อย่างคนดื่มเหล้า บางคนก็อายุยืน บางคนก็อายุสั้น โดยสรุป ถ้ามีกรรมปาณาติบาต จะกินหรือไม่กินมังสวิรัติ อายุก็สั้น แต่ถ้าไม่มีกรรมปาณาติบาต จะกินหรือไม่กินมังสวิรัติ อายุก็ยืน คนเราจะอายุยืนหรืออายุสั้นขึ้นอยู่กับบาปกรรม ปาณาติบาต ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องอาหาร ส่วนจะได้บุญมากหรือน้อย ก็ขึ้นอยู่กับว่า แม้จะกินมังสวิรัติ หรือไม่กินมังสวิรัติก็ตาม หากกินแล้วได้ทำบุญกิริยาวัตถุ ๑๐ ประการ มากหรือน้อยเพียงใด ถ้าทำมาก ก็ได้บุญมาก ถ้าทำน้อย ก็ได้บุญน้อย ภพชาติต่อไปจึงขึ้นอยู่กับทำบุญดังกล่าวมากหรือน้อย เรื่องกินมังสวิรัติกับไม่มังสวิรัติเป็นข้อถกเถียงกันมาตั้งแต่ ในสมัยพุทธกาล แต่ความเห็นส่วนตัวของครูไม่ใหญ่ว่า จะกินหรือ ไม่กินก็แล้วแต่ ทำอย่างไรก็ได้ให้เราหมดกิเลสก็แล้วกัน ถ้ากินแล้ว มีกำลัง ก็เอากำลังนั้นไปทำความเพียรให้หมดกิเลสก็ดี หรือหาก ไม่กินมังสวิรัติ แต่ก็พยายามทำให้หมดกิเลสก็ใช้ได้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงวางเป็นกลาง ๆ ไว้ เนื่องจากห้าม คนฆ่าสัตว์ มันยาก คือ ถ้าห้ามได้ก็ดี แต่ความจริงมันห้ามได้ยาก เพราะคนฆ่าก็อยากจะฆ่า เพราะความโลภ อยากได้เงิน รวมกับ วิบากกรรมปาณาติบาตของสัตว์ตัวนั้นจึงต้องมาถูกเขาฆ่า มันเป็น ปัญหาโลกแตก และอีกอย่างเวลาในโลกมนุษย์มันสั้น ถ้ามัวแต่ ห้ามกันเรื่องนี้ก็หมดเวลา ไม่ต้องสอนเรื่องอื่นกัน เพราะมัวแต่จะ เถียงกันไม่จบ เพราะฉะนั้น ในเมื่อเราห้ามเขาฆ่าไม่ได้ก็ให้เลือกรับ ประทานเนื้อตามที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสอนไว้ คือ ไม่ได้เห็น เขาฆ่าเพื่อเรา ไม่ได้ยินว่าเขาฆ่าเพื่อเรา หรือสงสัยว่า เขาฆ่าเพื่อเรา เพราะฉะนั้นอย่าไปสงสัยเสียก็หมดเรื่อง เสียทรัพย์ แต่อย่าเสียศีล เพราะเขาฆ่ามาแล้ว มันเป็นวิบากกรรมกันมา อย่างครูไม่ใหญ่เป็นสองอย่างเลย ตอนหนุ่มยังแข็งแรง ใคร เอาอะไรมาก็ฉันทั้งนั้น เอาผักมาก็ฉันผัก เอาเนื้อมาก็ฉันเนื้อ เอา แค่พอมีกำลัง แต่พออายุมากขึ้นตอนนี้กินเจ แต่เจเขี่ย คือเขาทำ อาหารมาก็จะมีทั้งผักทั้งเนื้อผสมกัน แต่ครูไม่ใหญ่จะเขี่ยเนื้อออก แล้วฉันแต่ผักกับน้ำ เพราะว่าระบบย่อยไม่ค่อยดีเหมือนตอนหนุ่ม ๆ กินเพื่อสุขภาพ ดังนั้น ครูไม่ใหญ่เป็นทั้งมังสวิรัติด้วย แล้วก็ไม่ใช่มังสวิรัติ ด้วย แต่ว่ามังสวิรัติไม่สมบูรณ์ ฉันแล้วมีกำลัง ก็เอากำลังนั้นมา ทำความเพียร เพราะฉะนั้นเอาว่าอะไรก็ได้ ที่มันถูกกับขันธ์ ธาตุ อายตนะของเรา แล้วทำให้การปฏิบัติธรรมได้ผลดี เราก็เอาอย่าง นั้น แต่ก็ให้ยึดหลักที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงวางเอาไว้ คือ ถ้าเป็นพระ จะฉันเนื้อ ให้เว้นเนื้อ ๑๐ อย่าง คือ เนื้อมนุษย์ เนื้อช้าง เนื้อม้า เนื้อสุนัข เนื้องู เนื้อราชสีห์ เนื้อเสือโคร่ง เนื้อเสือเหลือง เนื้อเสือดาว และเนื้อหมี ซึ่งล้วนแต่เป็นเนื้อสัตว์ดุร้ายทั้งนั้น ซึ่งเราไม่ค่อยจะเจอเท่าไร ส่วนใครที่รับประทานมังสวิรัติ ก็อย่าไปคิดว่า เราดีกว่า คนอื่น หรือเราไม่ได้รับประทาน เราก็อย่าไปคิดว่า เราด้อยกว่าคนอื่น มันจะเป็นเหตุให้ทะเลาะกันจนกระทั่งหมดเวลาในเมืองมนุษย์ เอาเป็นว่า ทำอย่างไรก็ได้ให้กำจัดกิเลสอาสวะให้หมดไปก็แล้วกัน ๑๒ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๘ 74.ทำบุญหวังถูกหวย สาธุชน : สามีของลูกเกษียณแล้ว เขาทำบุญหยอดกระปุกถวายหลวงปู่วัดปากน้ำทุกวัน พอสิ้นเดือนก็จะนำ เงินนั้นมาถวายหลวงพ่อ เขาอธิษฐานว่า ขอให้ถูกลอตเตอรี่ เพื่อจะได้มีเงินสร้างบ้านใหม่ที่ต่างจังหวัด และเปิดเป็นศูนย์กัลยาณมิตรให้ได้ในชาตินี้ แต่เขาบอกว่า หากอธิษฐานแล้วไม่ได้ผล ก็จะหยุดทำบุญไปเลย และจะไม่เชื่อเรื่องบุญอีกต่อไป การที่เขาอธิษฐานจิตอย่างนี้จะมีวิบากกรรมอย่างไร และเขามีกำลังทานบารมีพอที่จะเป็นไปได้ไหมคะ หลวงพ่อ : อย่างนี้เขาเรียกว่า “ทำบุญหวังถูกหวย” ก็มีคำแนะนำ ของหลวงปู่วัดปากน้ำ ที่ท่านเคยให้ไว้ เรื่องมีอยู่ว่า มีคนไปขอหวยท่าน โดยบอกว่า “ถ้าถูกหวย แล้วจะนำเงินมาทำบุญ” ท่านก็เขียนใส่กระดาษพับแล้วส่งให้ อีกทั้งสั่งกำชับว่า “เลขเด็ด” แต่อย่าเพิ่งเปิดตอนนี้ ให้ไปเปิดที่บ้าน ก่อนเปิดต้องทำให้ถูกหลักวิชชา คือ อาบน้ำให้เนื้อตัว สะอาดเสียก่อน กินข้าวให้อิ่มกาย สวดมนต์ไหว้พระให้อิ่มใจ แล้ว ค่อยเปิดดู เขาก็ไปทำตามหลักวิชชาแล้วเปิดดู ก็เจอข้อความว่า “การเล่นหวย ยิ่งเล่น ยิ่งฉิบหาย” หมายความว่า มีเท่าไรมันก็ หายไปหมดเลย ลูกไปคิดเอาเองก็แล้วกันว่า ควรจะเปลี่ยนคำ อธิษฐานใหม่หรือเปล่า คนจะถูกหวย เพราะมีทานบารมีในอดีต แล้วอธิษฐานมา อย่าไปอธิษฐานต่อเลยว่า จะหยุดทำบุญ เราปฏิเสธบุญ แล้วไม่เชื่อ เรื่องบุญ บาปก็จะได้ช่อง เราก็จะมีโอกาสทำบาปได้ แล้วมีสิทธิ์ พลัดไปอบาย เพราะฉะนั้นอย่าเสี่ยงเลยนะ ๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๘ 75.บุญสงเคราะห์โลกกับบุญในพระพุทธศาสนา สาธุชน : บุญในพระพุทธศาสนา กับบุญสังคมสงเคราะห์โลกที่ลูกทำ จะส่งผลแตกต่างกันอย่างไร การทำบุญกับวัดในญี่ปุ่น จะได้ผลบุญแตกต่างจากวัดไทยอย่างไรคะ หลวงพ่อ : บุญสังคมสงเคราะห์กับบุญที่ทำในพระพุทธศาสนา จะส่งผลต่างกัน คือ บุญที่ทำในพระพุทธศาสนาจะส่งผลให้ เกิดในร่มเงาของพระพุทธศาสนา อีกทั้งมีฐานะร่ำรวยมาก ๆ คือ เกิดเป็นชาวพุทธแท้และรวยเหมือนท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีหรือ มหาอุบาสิกาวิสาขา ส่วนบุญที่สงเคราะห์โลก เช่น สร้างโรงเรียน โรงพยาบาล ช่วยเหลือคนยากคนจนก็จะทำให้มีฐานะร่ำรวย แต่จะน้อยกว่า เนื่องจากผู้รับไม่ได้เป็นแหล่งเนื้อนาบุญ และอาจไม่ได้เกิดในร่มเงา ของพระพุทธศาสนา เพราะใจไม่ได้ผูกพันกับพระพุทธศาสนา แต่ ก็ควรทำควบคู่กันทั้งสองอย่าง ต้องช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ไม่ว่าจะทำบุญกับวัดไหนที่ไหนก็ตามก็ต้องดูว่า ท่าน บำเพ็ญสมณธรรมหรือไม่ ประพฤติพรหมจรรย์หรือเปล่า อุดมไป ด้วยศีล สมาธิ ปัญญา เพียงใด เป็นต้น ถ้าครบองค์ประกอบทุกอย่าง ก็ได้บุญมาก ๑ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๐ 76.ทำไมทำบุญมากจึงได้รับพระของขวัญจากมือหลวงพ่อ ภิกษุ : หลวงพ่อครับทำไมคนที่บริจาคมากจึงได้รับพระ ของขวัญจากมือหลวงพ่อ ส่วนคนที่บริจาคน้อยได้รับพระ ของขวัญจากพระอาจารย์ครับ หลวงพ่อ : ที่จริงอยากจะแจกด้วยมือตัวเองทั้งหมดนะ เพื่อจะได้มี โอกาสแนะนำเขาว่า ควรทำอย่างไร แต่คนมันเยอะ เวลาน้อย ติด ที่เวลาแค่นั้นเอง เวลาหลวงพ่อจะมอบให้ หลวงพ่อก็นึกอธิษฐาน ขอให้พระอาจารย์ทุกรูปที่มารับพระจากมือหลวงพ่อให้เป็น ตัวแทนช่วยไปทำหน้าที่แจกให้หน่อยเถอะ จะได้ทั่วถึง แล้วก็ ประหยัดเวลา จะได้เอาเวลาที่เหลือนั่งหลับตากันก็แค่นั้นเอง เหตุผลไม่มีอะไรนอกเหนือจากนี้ ๑๗ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๓๙ 77.ทำไมวัดนี้ชอบกำหนดต้องทำบุญเท่านั้นเท่านี้ ภิกษุ : เวลาไปบอกบุญ ทำไมวัดนี้ชอบกำหนดว่าจะต้อง ทำบุญเท่านั้นเท่านี้ครับ หลวงพ่อ : การมีเป้าหมาย จะทำให้มีกำลังใจ มีแรงฮึดที่จะก้าว ไปสู่ตรงนั้นได้อย่างเต็มที่ ถ้าไม่มีเป้า เราก็ทำไปตามกำลัง ไม่ได้ เต็มกำลัง ก็แค่นั้นเอง ที่ให้เขาตั้งเป้าเอาไว้ จะได้มีเป้าในใจว่า เราถึงเป้าที่เราตั้งไว้ หรือยัง สมมติว่า เป้าจะเป็นประธานรอง เราทำคนเดียวไหวไหม ถ้าไม่ไหวเราก็ไปชวนเขามาทำ ทำตอนนี้ได้แค่นี้ ยังไม่พอ ก็ไปตาม คนมาอีก มาเติมให้ถึงเป้า จะได้มีกำลังใจทำ ทุ่มกันอย่างเต็มกำลัง ถ้าไม่มีเป้า เราก็จะทำกันเรื่อย ๆ และที่สำคัญ เราทำเพื่อใคร ก็เพื่อตัวเราเอง ถ้าเราเชื่อ เรื่องกฎแห่งกรรม หว่านพืชอย่างไรได้ผลอย่างนั้น เราทำอย่างไร เราได้อย่างนั้น การตั้งเป้าไว้สูง ๆ จะทำให้เรามีกำลังใจสูง คนที่มาวัดนี้เยอะทั้งเศรษฐีและไม่ใช่เศรษฐี เศรษฐีเงินล้าน พอจะชวนทำบุญ บางทีร้อย ห้าร้อย เขารู้สึกว่าเยอะแล้ว แล้วเขา ก็คุ้นอยู่อย่างนั้น หลวงพ่อเลยมาปฏิวัติใหม่หมด แนะนำเขาไปว่า ทีเอาเงินไปทำอย่างอื่นไม่เกิดประโยชน์ ยังไปทำตั้งเยอะ ทำทีเป็น หมื่น เป็นแสน หลายแสน มากกว่าทำบุญอีก ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ ทำไมไม่ทำเป็นบุญ จะได้เป็นสมบัติติดตัวเขาไปเบื้องหน้าเยอะ ๆ เพราะฉะนั้น ถึงต้องตั้งเป้าไว้ แล้วก็ฝึกเขาไปเรื่อย ๆ จน กระทั่งเขาคุ้น เดี๋ยวนี้ใจขยายใหญ่แล้ว จากทีละร้อย เป็นทีละหมื่น บ้าง แสนบ้าง เป็นล้าน เดี๋ยวนี้หลาย ๆ ล้าน เพราะหลวงพ่อตั้งเป้า ว่า “ชาติหนึ่งเกิดมาทั้งที ต้องทำบุญให้ได้พันล้าน” ใจจะได้ใหญ่ ให้เขาแค่คิด คิดฟรี ไม่ได้เสียเงิน ยังไม่ค่อยกล้าคิดกันเลย หลวงพ่อจะสอนให้เขากล้าคิด ใจจะได้ใหญ่แบบมหาบุรุษ เหมือนใจของพระบรมโพธิสัตว์ ใจต้องใหญ่ ๆ อย่างนั้น ไม่งั้นทำ จุ๋ม ๆ จิ๋ม ๆ อย่างนี้สู้ความตระหนี่ไม่ไหว เวลาเรามาเกิดอีกที ก็ เอาสมบัติมาใช้ไม่ได้ ก็ต้องอดอยากยากจน ลำบาก พอเขาใจใหญ่ ทำเยอะ บุญเขาได้เยอะ เวลาผลบุญบังเกิดขึ้น เขาก็ได้มาก ยิ่งทำให้ภพชาติต่อไปสร้างบารมีสะดวกสบายหนักยิ่งขึ้นไปอีก ดังนั้น ต้องตั้งเป้าทำพันล้านให้ได้ ทำไปเรื่อย ๆ เดี๋ยวนี้เขา ค่อย ๆ คุ้นกันแล้ว เพราะหลวงพ่อบอกเรื่องนี้มาตั้งหลายปีแล้ว มันต้องกล้าคิด กล้าพูดในสิ่งที่เราคิดไว้ แล้วก็กล้าทำ ตั้งเป้าสูง ๆ ไว้พันล้าน ไปไม่ถึงมันก็ลงมาตรงกลาง ถ้าตั้งเป้าต่ำ ๆ ถ้าไปไม่ถึง ร่วงเลยนะ ตั้งเป้าไว้สูง ๆ นั่นแหละดี ดูอย่างพระบรมโพธิสัตว์ เวลาท่านสร้างบารมีมาตั้ง หลายภพหลายชาติ ท่านยกสมบัติให้หมดประเทศเลยนะ ยกให้ แบบทุ่มสุดตัวเลย ที่เราทำถ้าจะเทียบกับท่าน ยังแค่กระจุ๋มกระจิ๋ม หรืออย่างท่านโชติกเศรษฐี มีใครทำแบบท่านโชติกเศรษฐี บ้าง กล้าเอารัตนชาติมากองไว้ แล้วประกาศไปทั้งเมืองว่า ใครมา ฟังธรรมจากพระผู้มีพระภาคเจ้าให้หยิบไปได้ ถ้าเป็นเศรษฐีก็หยิบ ไป ๑ กำมือ ถ้ามีทรัพย์น้อยก็เอาไป ๒ กำมือ นั่นแสดงว่า ดวงปัญญาเขาสว่าง เขามุ่งไปเอาอริยทรัพย์ มุ่งไปเอาทรัพย์ที่ยิ่งกว่านี้เข้าไปอีก รู้จักวิธีเปลี่ยนทรัพย์หยาบให้ เป็นทรัพย์ละเอียดที่จะนำติดตัวไปได้ เป็นคนใจใหญ่ ประวัติศาสตร์ของมวลมนุษยชาติภพก่อน ๆ ก็มีมาแล้ว ปัจจุบันจุดเชื่อมรอยต่อของความรู้นี้มันสูญหายไปในท่ามกลาง ว่า ครั้งหนึ่งในอดีตผู้มีบุญ มีปัญญา เขาสร้างบารมีแบบนั้น ทีนี้ ความรู้อย่างนี้มาเชื่อมต่อได้เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาตรัสรู้ ธรรม ระลึกชาติหนหลังเห็นอย่างนี้ เห็นตัวท่านเองก่อนว่า ท่าน ก็เคยทำมาแล้ว แล้วก็เห็นคนอื่นบางคนที่เคยทำ ท่านจึงนำความ รู้นี้มาเปิดเผย เป็นการเชื่อมรอยต่อของบัณฑิตนักปราชญ์ให้รู้จัก วิธีสร้างทานบารมี นี่ไม่ใช่เรื่องใหม่ เป็นเรื่องเก่าที่พระพุทธเจ้าท่านทำกัน มาก่อน ท่านยกสมบัติให้กันทั้งเมืองเลย เขาให้กันขนาดนั้น ของเรา แค่เงินเล็ก ๆ น้อย ๆ แค่นั้นเอง ดังนั้น ต้องให้กำลังใจกับสาธุชนทั้งหลาย ต้องรู้จักสร้าง บารมีให้เป็น ทรัพย์ของเราแค่เป็นอุปกรณ์ในการสร้างบารมี เท่านั้น เหมือนแค่เป็นซากุไร เป็นอุปกรณ์เอาไว้ทำงานแค่นั้นเอง เพราะฉะนั้นอย่าไปติดยึดมัน ต้องเปลี่ยนทรัพย์หยาบให้เป็นทรัพย์ ละเอียดติดไปทุกภพทุกชาติกระทั่งถึงที่สุดแห่งธรรม วิธีเปลี่ยนก็ ต้องอย่างนี้ บางคนอยากเอาทรัพย์ติดตัวไปในภพเบื้องหน้านะ แต่ ดวงปัญญาไม่เท่ากัน บางคนใช้วิธีเผาเอา ไปซื้อแบงก์มาเผากัน เป็นปี๊บ อยากเอารถติดไปในภพเบื้องหน้า เอารถไปเผา อยากได้ บ้านก็เอาบ้านไปเผา มันก็ได้แต่ขี้เถ้า ไม่รู้จักวิธีเปลี่ยนจากของกาย มนุษย์หยาบไปสู่กายมนุษย์ละเอียดไปสู่กายทิพย์ ซึ่งมันมีวิธีการ พระพุทธเจ้าท่านรู้ท่านเห็นวิธีการนี้ คือ ต้องไปทำบุญกับผู้มีศีลมีธรรม กระแสใจอันบริสุทธิ์ของ ท่านจะได้ประสานกับกระแสใจของเราที่พ้นจากความตระหนี่ พอ ดึงดูดเข้าหากันกระแสบุญก็เกิดขึ้นติดไปในภพเบื้องหน้า และไป เปลี่ยนเป็นทรัพย์ในภายหลังได้ วิธีการเปลี่ยนทรัพย์ต้องทำอย่างนี้ แล้วสิ่งที่ทำได้ยาก มันแปลกนะ มันมีฤทธิ์ เมื่อทำเสร็จแล้ว เกิดความปีติภาคภูมิใจ ในสิ่งที่ทำได้ยาก นึกทีไร ปลื้มทุกที หลวงพ่อปลื้มอยู่บุญหนึ่ง ตอนนั้นยังเป็นนักศึกษา คุณยาย บอกว่า ใครซื้อตะปูสักตัว ไม้สักแผ่น อิฐสักก้อน มาสร้างบ้าน ธรรมประสิทธิ์ให้เป็นที่ประพฤติปฏิบัติธรรมจะได้บุญอย่าง มหาศาล เพราะว่าเป็นสถานที่รองรับผู้บริสุทธิ์ เป็นประดุจ รัตนบัลลังก์ของพระพุทธเจ้า จะช่วยให้เราตรัสรู้ธรรมต่อไปใน อนาคตได้อย่างสะดวกสบาย ง่ายดาย และจะมีสมบัติติดไปในภพ เบื้องหน้า ให้สร้างบารมีสะดวก หลวงพ่อได้ยินแล้ว อยากได้บุญ อดอาหารกลางวันเป็น เดือนเลยนะ รวมเงินได้เท่าไรไม่รู้ จำไม่ได้แล้ว แต่ว่าเป็นเงินมาก สำหรับหลวงพ่อในตอนนั้น แล้วนำเงินไปทำบุญ นึกทีไรปลื้มทุกที เลยว่า เราสามารถทำได้ กับอีกบุญที่นึกแล้วปลื้ม กลับมานึกย้อนหลัง อัศจรรย์ใจ เราทำได้อย่างไร ตอนนั้นจะมาเรียนธรรมะกับคุณยาย ออกจาก บ้านที่เพชรบุรี ตอนตีสี่ ไม่มีเงินติดกระเป๋าเลยสักสลึง กราบลาพ่อที่ หน้าประตู เพราะพ่อนอนอยู่ข้างใน หลวงพ่อนอนนอกชาน คิดในใจ ว่า ขอลาล่ะ จะมาเรียนธรรมะ ไม่กล้าไปลาท่าน กลัวท่านไม่ให้มา เพราะท่านไม่ชอบ เตรียมเสื้อผ้า ๒ ชุด ใส่ไว้ในกระเป๋า แล้วไม่มี ความกังวลอะไรทั้งสิ้น ใจคิดอย่างเดียวว่า จะมาเรียนธรรมะกับ คุณยายให้ได้ แล้วก็หอบกระเป๋ามาขึ้นรถ นึกในใจว่า ถ้ากระเป๋ารถมาเก็บเงิน เราก็จะบอกว่า ไม่มี ตังค์ แต่คราวหน้าจะเอามาใช้ให้ ถ้าไล่เราลง เราก็จะเดินไป ระยะ ทางร้อยกว่ากิโลเมตรจากเพชรบุรีถึงวัดปากน้ำ แล้วก็ใจเบิกบาน สบาย ไม่ได้กังวลอะไรเลย ก็เดินมาขึ้นรถ แต่บุญบันดาลนะ พอขึ้นไปก็ไปเจอเพื่อนรักกัน เขาเรียน ธรรมศาสตร์ ก็ไม่คิดว่าจะเดินทางเวลาเดียวกัน ไปเจอกันก็คุย กันไปเรื่อย ๆ ยังไม่ได้บอกอะไร พอรถเลยตัวเมืองไปสัก ๔ - ๕ กิโลเมตร กระเป๋ารถเดินมาแล้ว หลวงพ่อกระซิบกับเพื่อน “ไม่มี เงินหรอก” มันก็ส่งเสียงดังบอก “ไม่เชื่อ” หลวงพ่อก็ย้ำบอกว่า “ไม่มีจริง ๆ” ถ้าเขามาเก็บ ก็จะบอกไปอย่างที่เล่าให้ฟัง มันเลย ควักเงิน เปิดกระเป๋ามีอยู่ ๓๐๐ บาท แบ่งให้หลวงพ่อ ๑๕๐ คิดดู ก็แล้วกันว่า แค่ตั้งใจจะมาเรียนธรรมะได้สมบัติครึ่งหนึ่งแล้ว แล้วเพื่อนก็ถามต่ออีก “แล้วจะไปอยู่ที่ไหน” “ไม่มี” “เอ้า ไม่มีที่อยู่ งั้นไปอยู่ด้วยกันก็แล้วกัน” เห็นไหมได้เงินด้วย ได้ที่อยู่ด้วย ที่อยู่เขาเป็นตึกแถว ชั้นล่างเป็นที่เก็บกระสอบน้ำตาล แมลงสาบเต็มเลย ก็นอนกันชั้นบน ตอนเช้าเพื่อนไปธรรมศาสตร์ ส่วนหลวงพ่อเข้าวัดไปเรียนธรรมะกับยาย ไปวัดแทบไม่ได้ใช้เงินเลย เพราะว่าพอไปถึงวัด คุณ ยายท่านตักข้าวมาให้หนึ่งจาน ก็รับมาหนึ่งจาน คิดแค่ว่า ทานให้มันหนักๆ ท้องไว้ แล้วก็นั่งหลับตาลุยเลย พอแขกมาหายาย ก็เดินหนีไปนอนที่วิหารคด นั่ง ๆ นอน ๆ ไป ดูพระบ้าง อะไรบ้าง แล้วก็ย่อง ๆ มาดูยาย พอแขกหมด เราก็ขึ้นมานั่งธรรมะต่อ มีเสาหัวด้วนอยู่ต้นหนึ่งกลางบ้าน ยอดมันไม่ถึงเพดาน หลวงพ่อนั่งจนเสามันแผล็บเลย พอถึงเวลานั่งก็ไม่คุยเรื่องอื่น ถามแต่เรื่องธรรมะ ไม่ได้ถามอะไรยายเลย แล้วยายก็ไม่ได้บอก อะไร ท่านบอก “คุณนั่งไป ๆ เดี๋ยวก็รู้” ก็จริงนะ คือบางทีก็ไม่รู้ จะบอกอย่างไร มันต้องลองนั่งเสียก่อน เหมือนซื้อก๋วยเตี๋ยวมา จะบอกว่า อร่อยอย่างนั้นอย่างนี้ไม่ได้ บอกคุณลองกินดูสิ กินเข้าไป ก่อน เดี๋ยวก็รู้เอง เพราะฉะนั้น หลวงพ่อนึกถึงเรื่องนี้ทีไรปลื้มทุกทีเลยนะว่า เราทำมาได้อย่างไร ออกจากบ้าน มาเรียนธรรมะ ไม่มีเงินเลยแม้แต่ สลึง คำว่า ไม่มี หมายความว่า ควักกระเป๋าออกมาไม่มีเงินเลย พร้อม กับไม่มีความกังวล แล้วก็ไม่ได้คิดเรื่องอะไร คิดแต่จะไปเรียนธรรมะ อย่างเดียว รู้สึกมีความสุขดี สบาย ๆ มาเรียนด้วยความยากลำบาก ไม่เหมือนรุ่นหลัง ๆ เขาเรียนกันง่ายจังเลย หลวงพ่อเรียนยาก ต้องขวนขวายหาความรู้ อยากจะรู้ให้มันหายสงสัย ไม่หายสงสัย มันทนไม่ค่อยได้ ๑๗ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๓๙ 78.ถ้าคนทำบุญกับวัดพระธรรมกายมาก ๆ แล้ววัดจน ๆ ล่ะ ภิกษุ : หลวงพ่อครับ โยมถามว่า เวลาคนมาทำ บุญกับวัดเรามาก ๆ แล้ววัดจน ๆ ในประเทศไทย เขาจะอยู่กันอย่างไร หลวงพ่อ : ก็ให้ทำตามหลักที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงว่าไว้ คือ ศรัทธามีที่ไหน เราก็ไปทำที่นั้น ก็มี ๒ ประเภทนะ ทำเพราะสงสาร เนื่องจากวัดนั้นจน กับทำเพราะวัดนี้ทำงาน ก็มาสนับสนุนกัน แล้วแต่รสนิยมของใคร ถ้าสงสารก็ไปช่วยกัน วัดพระธรรมกายไม่ใช่วัดรวยนะ แต่เป็นวัดทำงาน มาช่วยกัน คนละเล็กละน้อยก็ทำงานกันไป ส่วนวัดที่คนไม่ค่อยเข้า มันก็ น่าคิด ทำไมเขาไม่เข้าวัด หรือไม่ค่อยมีคนไปสนับสนุนจนกระทั่ง วัดทรุดโทรม หรือมีพระน้อย เพราะปกติคนอยากจะทำบุญ อยาก จะได้บุญ วัดก็มีอยู่ พระก็มีอยู่ แต่ทำไมเขาไม่ไปสนับสนุน ปล่อย ให้เป็นอย่างนั้น จนกระทั่งญาติโยมเกิดความสงสาร แต่วัดพระ ธรรมกายเขาไม่ค่อยสงสาร เขามาเพราะจะมาเรียนธรรมะ เขาได้ ประโยชน์ เขาเลยช่วยกันสนับสนุน บางทีก็มีคำถามต่อ ทำไมต้องมาทำเฉพาะที่วัดพระธรรมกาย หลวงพ่อก็บอกเขาไปว่า “เพราะวัดนี้มีธรรมกาย” มันเป็นยังไง ก็เล่าให้ฟังว่า “ธรรมกายเป็นทักขิไณยบุคคล เป็นเนื้อนาบุญ ถึงจุดตรงนั้นได้ จะได้บุญเยอะ” ก็เห็นเขาทำทุกทีนะ เพราะฉะนั้น ขอให้ทำเถอะ ศรัทธาเขาตั้งตรงไหนก็ทำตรงนั้น หลวงพ่อสนับสนุนให้ทำ แต่วัดพระธรรมกายเขาทำงาน งานที่จะ สอนคนให้เข้าถึงธรรมะในตัว เรามีเรี่ยวแรงกำลังแค่ไหนก็ทุ่มเท สนับสนุน ช่วยกันให้เต็มกำลังไปเลย ๑๗ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๓๙ 79.บุญใหญ่ปิดอบายอีกแล้ว ภิกษุ : ช่วงที่บอกบุญเสาเข็มวิหารหลวงปู่วัดปากน้ำ มีโยมถาม ผมก็บอกไปว่า บุญใหญ่มากเลย แล้วก็อธิบายไปหลายอย่าง เขาบอกตั้งใจว่าจะทำ แต่ขอถามนิดหนึ่งว่า ตั้งแต่บุญกฐินยาย บุญสร้างพระมหาธรรมกายเจดีย์ เสาเข็มพระมหาธรรมกายเจดีย์ แล้วก็มาถึงองค์พระ มาเสาเข็มวิหารหลวงปู่ ทุกบุญก็บอกว่า “บุญใหญ่” คืออยากจะทราบว่า บุญไหนใหญ่กว่ากันครับ แล้วทำไมทำบุญที่วัดพระธรรมกาย จะต้องบุญใหญ่ปิดอบายทุกครั้งครับ หลวงพ่อ : ก็เป็นอย่างนั้นจริง ๆ นะ เพราะคนจะไปอบายต้องไป ด้วยจิตที่เศร้าหมอง ไม่ผ่องใส มีอกุศลกรรม จิตมืดดำก็ไปอบาย แต่มาทำบุญที่วัด จิตผ่องใส ไม่เศร้าหมอง เพราะฉะนั้นจึงปิดประตู อบาย มีสุคติเป็นที่ไป บุญไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย แต่ก็ไม่ใช่ไปทำบาปใหม่นะ หมายความว่า ทำบุญแล้วก็รักษาบุญนี้ไปจนกระทั่งหมดอายุขัย ส่วนคำว่า “ใหญ่” เนื่องจากคำที่จะเอาไปเปรียบเทียบกับ สิ่งนั้น ภาษามันมีความจำกัด เหมือนกินข้าวก็มีความสุข เตะบอล ก็มีความสุข ไปทะเลก็มีความสุข เที่ยวบาร์ก็มีความสุข นั่งธรรมะ ก็มีความสุข ไม่รู้ว่าสุขไหนจะใหญ่กว่ากัน เอาไปใช้ปนกันหมด มัน จนด้วยภาษาที่จะนำมาอธิบาย และจริง ๆ บุญใหญ่ทุกบุญ กฐินก็ดี พระมหาธรรมกายเจดีย์ก็ดี มหาวิหารก็ดี ทุกอย่างเป็นสิ่งเกี่ยวเนื่องเป็นบุญอันเดียวกัน แต่ว่า แบ่งประเภท ทำกฐินก็เอาไปทำสิ่งนั้น หรือสร้างพระมหาธรรมกาย เจดีย์ก็ดี มหาวิหารพระมงคลเทพมุนี หลวงปู่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ก็ดี ก็เพื่อที่จะขยายวิชชาธรรมกายไปสู่ชาวโลก เพราะฉะนั้น คือเส้นทางเดียวกัน บุญใหญ่อันเดียวกัน แต่ แบ่งประเภทในการทำ แยกออกจากกันไม่ได้ เหมือนเพชรที่มีทั้งสี ทั้งแวว ทั้งเนื้อ ไปพร้อม ๆ กัน สีเขียว สีเหลือง สีแดง แววใส เนื้อดี แข็ง เวลาเรียก เราเรียกคนละอย่าง แต่ว่ามันรวมอยู่ในอันเดียวกัน เส้นทางเดียวกัน เพื่อวัตถุประสงค์เดียวกัน ๑๗ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๓๙ 80.ข้อวัตรปฏิบัติของคุณยาย คุณยายท่านสอนว่า ถ้าหยาบไม่ละเอียด แล้วละเอียดจะละเอียดได้อย่างไร ฝึกให้ดีนะ ของใครของคนนั้น ในห้องนอน ในที่พักของเรา ไม่ให้มีฝุ่นเลย และให้มีความปลื้มปีติในการฝึก ไม่ว่าเราจะหยิบ ผ้าเช็ดพื้น จะปัดกวาดเช็ดถู จะทำความสะอาดอะไรก็ตาม ให้ทำ ด้วยใจที่ปีติ เบิกบาน ลูกหญิงทุกคนคือสมบัติพระศาสนาและของโลก อะไรที่จะ ช่วยรักษาสมบัติพระศาสนา คือ ตัวเรา ให้ดีที่สุดจงทำเถิด การรับบุญทำความสะอาดต่าง ๆ จะช่วยให้ร่างกายแข็งแรง เลือดลมในตัวหมุนเวียนดี วิ่งขึ้นวิ่งลงตลอด เลือดลมนักสร้างบารมี จะเคลื่อนไหว จะพลอยทำให้ร่างกายเราสดชื่น เวลานั่งธรรมะ จิตใจเบิกบาน สว่างไสว ล้างจานไป เราก็ล้างใจไปด้วย ฝึกใจไปด้วย ให้ใจใส ๆ ละเอียด ๆ สิ่งที่จะเข้าไปในร่างกายของเรา ไม่ว่าจะเป็นอากาศ อาหาร น้ำดื่ม จะต้องสะอาด บริสุทธิ์ อากาศต้องผ่านมุ้งลวดเข้า มา เพราะฉะนั้นมุ้งลวดก็ต้องไม่ให้มีฝุ่นเลย เราก็ต้องเช็ดให้สะอาด ทุกซอกทุกมุม อากาศบริสุทธิ์จะได้ไหลผ่านเข้าไปในร่างกาย จะได้ไปฟอกเลือดของเราให้ใสบริสุทธิ์ ร่างกายจะได้แข็งแรง จิตใจ เบิกบาน ให้สะอาดทั้งอารมณ์ อารมณ์ดี อารมณ์สบาย สะอาดทั้งอาวาส ที่อยู่อาศัย สะอาดทั้งอากาศ ที่ผ่านเข้าไปในร่างกายเรา อาภรณ์ ก็สะอาดสะอ้านผ่องผุดออกมาเลย แล้วก็หัดเอื้อเฟื้อซึ่งกันและกัน เวลาเปิดปิดประตูก็ต้อง ระมัดระวัง ต้องเบาที่สุด ไม่ให้มีเสียงเลย ในห้องของเราอนุญาต ให้ยุงออกได้ แต่ไม่อนุญาตให้ยุงเข้า หัดดูแลกันเอง ดูแลสมบัติพระ ศาสนา พอถึงเวลาสี่ทุ่ม เราก็เข้านอน ไม่คุยกันต่อ ตรึกในธรรม ใน กลางกายของเรา ไม่พูดเรื่องข้างนอก ไม่พูดเรื่องทางโลก พูดเรื่องโลกภายใน เพราะภายในยังมีสิ่งที่น่าศึกษาอีกมากมาย หลวงพ่ออยากให้ลูกหญิงทุกคนได้ศึกษาวิชชาธรรมกาย อยากให้เป็นอย่างคุณยาย เพราะฉะนั้นถ้าหลวงพ่อนึกถึงปฏิปทา หรือข้อวัตรปฏิบัติของคุณยาย นึกได้ก็จะค่อย ๆ นำมาเล่าให้ฟัง อยากจะถ่ายทอดเอาไว้ เวลาหลวงพ่อปฏิบัติภารกิจหลายอย่างในตัว เป็นทั้ง ผู้ปกครอง เป็นทั้งผู้บริหาร อยู่ในฝ่ายระดมทุนด้วย เป็นทั้งครู เป็นทั้งนักเรียน ครูคือถ่ายทอดแบ่งปันความรู้ เป็นนักเรียนคือ หลวงพ่อก็กำลังศึกษาวิชชาธรรมกายเหมือนกัน ศึกษาไปเรื่อย ๆ ทำอยู่ทุกวัน การบริหาร บางทีก็มีเรื่องรกรุงรังอยู่ในใจ บางครั้งใจขุ่น แต่หลวงพ่อมีวิธีทำใจที่ขุ่นให้ใสได้ โดยนึกถึงข้อวัตรปฏิบัติของ คุณยาย พอนึกแล้วใจสบาย เบิกบาน เพราะเรื่องราวของท่านเป็น สิ่งที่น่านึกถึง และเป็นความดีทั้งหมดเลย ซึ่งมีผลทำให้การศึกษา วิชชาธรรมกายของท่านเป็นเยี่ยม จนกระทั่งได้รับคำยกย่องจาก หลวงปู่วัดปากน้ำว่า “ลูกจันทร์นี่ เป็นหนึ่งไม่มีสอง” หลวงพ่อกำลังจะฝึกลูกหญิงให้เป็นแบบคุณยายนะ ฝึก ให้เป็นทหารหญิงกองทัพธรรม มีธรรมาวุธประดับใจไว้ต่อสู้กิเลส และพญามารในตัว เพราะฉะนั้นเตรียมตัวเป็นผู้ฝึกให้ดี รักษากาย วาจาใจให้สะอาด บริสุทธิ์ ผ่องใส มีสิ่งดี ๆ ที่น่าศึกษาจากคุณยาย ซึ่งหลวงพ่อได้เห็นมาตลอด สิ่งนี้ทำให้ความรู้สึกไม่สบายใจของหลวงพ่อหมดไป เมื่อนึกถึง ข้อวัตรปฏิบัติของท่าน ใจก็สบาย ก็เลยอยากจะถ่ายทอดสิ่งนี้ให้ ได้ยินได้ฟังกัน เพราะเป็นสิ่งที่ดี ไม่อยากให้สูญหาย ถ้าอยากเป็นอย่างยาย ก็ต้องทำอย่างยาย และเมื่อทำอย่างยาย ก็จะเป็นอย่างยาย ๑๔ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๑ 81.ทำไมคุณยายถึงรักธรรมะมาก ธทญ. : ลูกอยากเป็นอย่างคุณยาย คุณยายท่านรักธรรมะยิ่งชีวิต แต่เนื่องจากลูกไม่ได้อยู่ใกล้ชิดคุณยาย อยากขอความเมตตาหลวงพ่อกรุณาเล่าถึง การรักธรรมะของคุณยายว่าท่านทำอย่างไรเจ้าคะ หลวงพ่อ : คุณยายท่านสอนหลวงพ่อเสมอว่า เวลาตาย ใครช่วย เราไม่ได้ เราต้องช่วยตัวเอง เพราะฉะนั้นเวลามีชีวิตอยู่ ท่านจะ พยายามสร้างความดีให้มากที่สุดในทุก ๆ ด้าน ทั้งทาน ศีล ภาวนา ท่านก็ทำอยู่ตลอดเวลา ประการที่ ๒ ที่เป็นหลัก คือ ท่านเกิดมามุ่งไปถึงที่สุดแห่ง ธรรม ใจท่านมุ่งไปถึงตรงนั้นเป็นชีวิตจิตใจเลย ถ้ายังไม่ถึง ท่านก็ ไม่เลิก ท่านมีเป้าหมายชีวิตอย่างนี้ พอมีเป้าหมายชีวิตแล้ว ในชีวิตประจำวันของท่าน ไม่ต้อง มีใครมาบังคับ ไม่ต้องมีใครให้กำลังใจ ท่านให้กำลังใจ ตัวท่านเองทุกวันอย่างสม่ำเสมอ อีกอย่างการนั่งสมาธิ พอไปถึงจุดที่มีความสุข สนุกสนาน แล้ว ก็อยากจะทำไปเอง ไม่ต้องฝืน ตอนนี้ลูกหญิงกำลังอยู่ระหว่าง ฝึกหัด บางครั้งเราไปถึงจุดที่ใจเราสบาย มีความสุข บางครั้งเราก็ไม่ได้ ตรงนี้ เรายังขึ้น ๆ ลง ๆ อยู่ เพราะฉะนั้นจึงมีความรู้สึกเหมือน เราฝืนทำ หรือพยายามทำให้สมาธิมันเกิดขึ้น แต่คุณยายท่านข้าม ขั้นนี้ไปแล้ว ท่านทำเป็นแล้ว และท่านมีเป้าหมายชีวิต เพราะท่าน ไปเห็นว่า ท่านจะต้องไปปราบพญามาร ไปถึงที่สุดตรงนั้นถึงจะพ้น จากบ่าวจากทาสเขาได้ ท่านจึงทุ่มใจไปเลย หลวงพ่อเห็นคุณยายท่านมีความสุขมาก ๆ เลย ท่านพูดกับ หลวงพ่อเรื่อย ๆ นะ แต่ไม่พูดกับใคร ท่านบอกว่า “ใครจะไปนิพพาน ก็ไปเถอะ อนุโมทนาด้วย แต่ยายจะมุ่งไปถึงที่สุด ถ้าไม่ถึงที่สุด มันก็ยังเป็นบ่าวเป็นทาสเขา” เพราะฉะนั้นเวลาท่านทำบุญหยาบ ท่านก็จะอธิษฐานอย่างนี้ ส่วนเวลาทำละเอียดท่านมุ่งอยู่แล้ว ก่อนจะออกจากสมาธิท่านก็ตั้งอธิษฐานจิตซ้ำลงไปอีก เพราะฉะนั้น สมบัติอะไรท่านไม่เอาเลย ท่านไม่ติดในสมบัติ ทิ้งหมด มุ่งหยุดกับนิ่งอย่างเดียว ยังไม่เห็นใครเป็นอย่างท่านเลย เวลาอยู่ใกล้ ๆ ท่าน เราจะมีกำลังใจ แค่เห็นท่านนั่งหลับตาตัว ตรง หลวงพ่อยังไม่เห็นลูกหญิงตรงอย่างท่านเลยสักคน คำว่า ตรง ของท่าน ตรงเป็นฉากเลยนะ นั่งนิ่งราวกับขุนเขา ขยับแต่ปาก นิ่ง ๒ ชั่วโมง ๓ ชั่วโมง ๔ ชั่วโมงก็นิ่งอยู่อย่างนั้น ๒๐ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๑ 82.ทำไมคุณยายไม่เกิดเป็นผู้ชาย ธทญ. : ลูกสงสัยว่า ทำไมคุณยายไม่เกิดเป็นผู้ชายคะ หลวงพ่อ : ท่านเล่าให้ฟังเองว่า ท่านมีเศษกรรมเจ้าชู้จากภพ ในอดีต คือ ชาติผ่าน ๆ มา ท่านเป็นผู้ชาย รูปงาม สมบูรณ์ด้วย โภคทรัพย์ มีแฟนเยอะ แฟนบางคนเขามีเจ้าของแล้ว แล้วก็ไป พลาดพลั้งกับเขา ท่านเลยต้องใช้กรรม ใช้ส่วนกรรมไปแล้ว เหลือ เศษกรรมอีกนิดหน่อย ก็หมดสิ้นกันชาตินี้ เพราะชาตินี้ท่านเป็น พรหมจรรย์ ทำวิชชาและสร้างบารมีอย่างเดียว บริสุทธิ์เพิ่มขึ้นไป เรื่อย ๆ เพราะฉะนั้นกระแสกรรมนี้หมดไป ชาติต่อไปเป็นผู้ชาย และเป็นผู้ชายตลอดเรื่อยไปเลย ท่านจะพูดด้วยความอาจหาญ ยืนยันอย่างนี้กับหลวงพ่อตลอดเลย ธทญ. : คุณยายท่านมีบารมีมาก ไม่น่าเชื่อว่าท่านเลือกเกิดเองไม่ได้หรือเจ้าคะ หลวงพ่อ : มีบารมีมากในระดับหนึ่ง แต่เรายังไม่ชนะพญามาร เขาจึงยังบังคับได้ด้วยกระแสบาปที่ทำเอาไว้ พญามารอย่าทำเป็น เล่นไป เก่งนะ เก่งมาก ๆ ด้วย ๒๐ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๑ 83.คุณยายมักน้อย สันโดษ ธทญ. : ลูกอยากเป็นคนมักน้อยสันโดษแบบคุณยาย ต้องทำอย่างไรคะ หลวงพ่อ : ใจต้องไม่ติดข้องในสิ่งใดเลย ไม่ติดคนสัตว์สิ่งของ ไม่ติด กะโหลกกะลา ใจเกลี้ยง ๆ นิ่ง ๆ มันถึงจะดิ่งเข้ากลางไปสุดสายกลาง ความสันโดษ มักน้อย แสดงถึงภูมิปัญญาของคน คือรู้ว่า อะไรคือสิ่งจำเป็นจริง ๆ สำหรับชีวิต ซึ่งพระพุทธเจ้าสรุปแล้ว มีอยู่แค่ ๔ อย่าง คือ อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และยา รักษาโรค แค่นี้เพียงพอแล้วที่จะเดินทางไปสู่ที่สุดแห่งธรรม แต่ถ้าหากว่า ภูมิปัญญาหย่อนลงมา ก็จะคิดฟุ้งซ่านต่อไป ต้องมีปัจจัยที่ ๕ ที่ ๖ ที่ ๗, ๘, ๙, ๑๐ เรื่อยไปเลย ยิ่งคิดอย่างนั้น ใจยิ่งหยาบ แล้วยิ่งออกจากกลางไปติดกะโหลกกะลา ติดอะไร สารพัด มันก็หมดเวลาไป เพราะฉะนั้น ความสันโดษ มักน้อย คือสัญลักษณ์ของ ผู้มีภูมิปัญญา คือรู้ว่าความจำเป็นของชีวิตมีแค่นี้ และรู้ว่าชีวิตมี วัตถุประสงค์เพื่ออะไร ความสันโดษจึงมีความจำเป็น คุณยายรู้ตรงนี้ ท่านถึงไม่เอาอะไรเลย มีสมบัติมาก ก็มีเครื่องกังวลมาก ท่านก็เอาพอดี ๆ ของท่าน จะรู้ว่าแค่ไหนพอดี ต้องเมื่อใจไปอยู่ ณ จุดที่พอดีภายใน แล้วเราจะรู้เลยว่า เรามีที่แค่นี้ เราสามารถแสวงหาความสุขได้ ไม่มี เหงา ไม่มีเศร้า ซึม เครียด เบื่อ กลุ้ม เราไม่มีเลย มีแต่จิตที่ขยาย เบิกบาน เข้าไปสู่ภายใน สู่ความรู้ที่ไม่มีขอบเขต ๑๒ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๑ 84.เอาเงินที่ไหนมาสร้างวัด ธทญ. : หลวงพ่อเอาเงินที่ไหนมาสร้างวัดคะ หลวงพ่อ : ทรัพย์มี แต่อยู่ในกระเป๋าคนอื่น ก็หาจากในกลาง หาในธรรมะนั่นแหละ ที่หลวงพ่อกับคุณยายทำตอนนั้น เพราะ หลวงพ่อไม่รู้จะไปหาจากที่ไหน สมัยหนึ่งเขาเอาทุเรียนมาถวายหลวงปู่วัดปากน้ำ พวกทำ วิชชาอยู่ในโรงงานก็อยากทานทุเรียนบ้าง คุณยายท่านก็ “หลวงพ่อ เจ้าขา ลูกจะขออนุญาตไปฝั่งพระนคร” ปกติคุณยายไม่ได้รับ อนุญาตให้ไปไหนเลย อยู่แต่ในโรงงานทำวิชชาอย่างเดียว หลวงปู่ วัดปากน้ำท่านถาม “จะไปทำไมล่ะ” “ลูกจะไปซื้อทุเรียน” หลวง ปู่วัดปากน้ำบอก “ทุเรียนอยู่ในท้องมึง” คุณยายท่านก็เลยมานั่ง เข้าที่ ก็เอาใจหยุดไป วันรุ่งขึ้น เขาเอาทุเรียนมาถวายพระวัดปากน้ำ แล้วก็มาถวายพวกอยู่ในโรงงานทำวิชชาด้วย สมัยก่อนวัดปากน้ำ หลวงปู่วัดปากน้ำท่านเลี้ยงพระมาก ที่สุดในประเทศไทย ๕๐๐ กว่ารูป หลวงปู่วัดปากน้ำท่านก็บอก กับพวกทำวิชชา ในช่วงที่คุณยายรับช่วงเป็นหัวหน้าเวร “ลูกจันทร์ มึงไปตามเจ้าภาพมาเลี้ยงพระนะ ดูหม้อข้าวให้ดี” คุณยายก็ไป ตามในที่ จะไปตามที่ไหนก็อยู่แต่ในโรงงาน ท่านก็นั่งสมาธิไป ตามเรื่อย ๆ คนก็มาเลี้ยงพระที่วัดปากน้ำ ก็จะมีคนจองเป็นเจ้า ภาพตลอด บางเดือนมีจองล่วงหน้า พอเดือนไหนจะขาด หัวหน้า ทำครัวก็จะมาบอกพวกในโรงงาน บอกเดือนนี้ขาดไปสิบราย ยังไม่ครบเดือนเลย วัดปากน้ำไม่ได้มีเงินเก็บ ได้มาใช้ไป หาวันต่อวัน แค่นั้นเอง คุณยายกับทีมงานก็ช่วยกันหาในที่ แผนกครัวก็จะคอย มารายงาน ปัจจุบันก็ทำอย่างนี้เหมือนกัน ทีนี้ถ้าลูกหญิงอยากจะทำ พึงทำเถิด นั่งธรรมะไปเรื่อย ๆ ใจของเราก็หยุดนิ่งในจุดแห่งความ สมปรารถนา คือ ศูนย์กลางกาย จุดที่จะดึงดูดทรัพย์หรือผู้มีบุญมา หยาบ ๆ เราก็ชวนเขาด้วย ชักชวนคนโน้นคนนี้ เดี๋ยวก็สร้างได้ ทำอย่างนี้นะ อย่าไปหวั่นไหวว่าไม่มีเงิน หยุดเข้าไปเถอะ ให้ถูกส่วน เดี๋ยวก็มา ตอนสมัยที่หลวงพ่อสร้างวัด แล้วสร้างอะไรเรื่อย ๆ ก็จะมี คนสงสัยอยู่เรื่อย ๆ ว่า วัดพระธรรมกายเอาเงินมาจากไหน จะไป เอามาจากไหน มันผลิตเองได้เมื่อไร เงินก็อยู่ในกระเป๋าชาวบ้าน ปากเราก็ชวนเขาไป ละเอียดเราก็เชิญ ทำทั้งหยาบ ทั้งละเอียด อย่างนี้แหละ ๑๒ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๑ 85.ควรปฏิบัติตัวอย่างไรเมื่ออยู่ในมหาวิทยาลัย ธทญ. : พระอาจารย์เล่าว่า สมัยที่หลวงพ่อไปเรียนธรรมะกับคุณยาย ขณะอยู่บนรถเมล์ หลวงพ่อจะทำสมาธิไปด้วย อยากขอคำแนะนำหลวงพ่อ เนื่องจากชีวิตประจำวันที่ ต้องไปเรียนในมหาวิทยาลัย ต้องนั่งรถเมล์ในกรุงเทพฯ เป็นเวลานาน ๒ - ๓ ชั่วโมงค่ะ หลวงพ่อ : หลวงพ่อรักธรรมะมาก ในใจหลวงพ่อตอนนั้น มีแต่ คุณยายกับธรรมะเท่านั้น ไม่มีเรื่องอื่นเลย นั่งรถเมล์จากบางเขนไป วัดปากน้ำต้องนั่งรถถึง ๓ ต่อ บางครั้งไปลงปากคลองตลาดก็ต้อง นั่งเรือ แล้วแต่จะไปทางไหน หลวงพ่อก็ไม่รู้จะไปดูอะไร สองข้างทาง ไม่มีอะไรน่าดู มีแต่คนสัตว์สิ่งของ ก็ดูองค์พระในตัวดีกว่า ก็เลย หลับตาดูองค์พระไปเรื่อย ๆ มีความรู้สึกแป๊บเดียวเท่านั้น ลืมตา อีกทีถึงตลาดหมอชิต ลืมตาอีกทีถึงสนามหลวง หลับตาลืมตาอีกที ถึงตลาดพลูแล้ว คือหลับตามองดูองค์พระภายในแล้วมีความสุข ใจสบาย ก็เลยไม่รู้จะไปดูอย่างอื่นทำไม หลวงพ่อก็ทำอย่างนี้ ธทญ. : เนื่องจากทุกวันนี้รถเมล์ขับซิ่งมาก กลัวว่าเวลายืนหรือนั่งทำสมาธิแล้ว เกิดรถเบรกกะทันหันกลัวจะไถลไปข้างหน้าเจ้าค่ะ หลวงพ่อ : หลวงพ่อว่า รถสมัยนั้นกับสมัยนี้มันก็เหมือน ๆ กันนะ มีอยู่คราวหนึ่งรถชนกัน หรือเกิดอุบัติเหตุอย่างไรไม่ทราบ รถที่นั่ง มันเข้าไปในร้านก๋วยเตี๋ยว เก้าอี้มันพับ ๆ เข้ามา แล้วมาจ่อที่ผู้หญิง ที่นั่งข้าง ๆ เขาก็ไม่เจ็บนะ แต่เขาเป็นลมไปเลย ในรถมีคนไม่เจ็บ อยู่ ๒ - ๓ คน มีหลวงพ่อและคนที่นั่งข้าง ๆ ส่วนกระเป๋ารถกระเด็น หลุดไปเลย หลวงพ่อก็แปลกใจตัวเอง ทำไมตอนนั้นเราเป็นแบบนั้น คือ ไม่รู้สึกตื่นเต้น ตกใจอะไรเลย ใจมันนิ่ง ๆ มีความสุขอยู่ข้างใน แล้วก็ลง จากรถไปขึ้นรถต่อมาหาคุณยายเลย ตอนนั้นก็ไม่ได้นึกอัศจรรย์นะ แต่พอมานึกย้อนหลังแล้วแปลก ทำไมเราเป็นอย่างนี้นะ ๑๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๑ 86.นั่งสมาธิแล้วฟุ้ง ธทญ. : เวลานั่งสมาธิลูกจะเป็นคนคิดมาก จะนิ่งสงบภายในเวลาแค่ ๑ - ๒ นาที นอกนั้นก็ฟุ้งค่ะ หลวงพ่อ : ต้องนั่งสม่ำเสมอทุกวัน ต้องมีชั่วโมงหยุด ชั่วโมงนิ่ง ชั่วโมงกลางเยอะ ๆ มีพระธรรมทายาท ท่านถามหลวงพ่อว่า ตอนหลวงพ่อนั่ง ใหม่ ๆ เป็นอย่างไรบ้าง หลวงพ่อก็บอกว่า นั่งใหม่ ๆ ก็เมื่อย นั่งมืด นั่งฟุ้ง นั่งหลับ นั่งท้อ นั่งน้อยใจในโชควาสนาบารมี นั่งไปด้วยก็บ่น ไปด้วย ก็เป็นอย่างที่ลูก ๆ เป็นนั่นแหละ ไม่ใช่ของอัศจรรย์หรือของ แปลก หรือเราเป็นคนเดียว แต่ตอนนั้นหลวงพ่อเข้าใจว่า หลวงพ่อ เป็นคนเดียวในโลก ก็บ่นรำพึงกับคุณยาย คุณยายก็ให้กำลังใจ ให้คำแนะนำ ก็ทำความเพียรไปเรื่อย ๆ แต่มันก็ไม่ได้ผล เพราะ ตอนนั้นอยากได้มาก ๆ มาได้ผลตอนที่ปลงตกแล้ว ตอนนั้นปี พ.ศ. ๒๕๐๖ หลวงพ่อยังแข็งแรง มาเรียนธรรมะ กับคุณยาย แรงยังดี ก็เลยใช้แรงอย่างเดียว ไม่ได้ใช้ปัญญา ปัญญา ก็มีเท่าตอนนี้ แต่ตอนนั้นเอามาใช้น้อยกว่าตอนนี้ ก็นั่งปฏิบัติไป ท่านบอกว่า “ใจเย็น ๆ ค่อย ๆ ทำไปเรื่อย ๆ” ไม่เข้าใจท่านนะ ไม่รู้เรื่อง เราก็นึกว่าเราใจเย็นแล้ว แต่จริง ๆ แล้ว ยังเย็นไม่พอ ตอนนั้นที่อยากได้มาก เพราะไปนั่งดูคุณยายท่านรับแขก แขกก็มาทุกวันเลย แขกก็ถามคุณยาย คำถามก็จะวนเวียนเกี่ยวกับ เรื่องนรกสวรรค์อยู่ตลอดเวลา พ่อตาย แม่ตาย ปู่ย่าตายายตาย แล้วไปอยู่ไหน ให้คุมบุญไปให้ คุณยายท่านฟัง ท่านก็นั่งเฉย ๆ นั่ง หลับตานิ่ง ๆ สัก ๕ นาที ประมาณนั้น เดี๋ยวท่านก็ตอบมาแล้ว ตายไป แล้วเป็นนู่น เป็นนี่ ไปอยู่ในนรกก็มี สวรรค์ก็มี ถ้าไปนรกมักจะค้าน “ไม่จริงตอนมีชีวิตอยู่สร้างบุญอย่างนั้นอย่างนี้” คุณยายท่านบอก “ก็เพิ่งมาสร้างน่ะสิ สร้างสิ่งที่ไม่ดีในสมัยโน้น ทำกรรมอย่างนั้น อย่างนี้” แขกที่มาเขาก็ทบทวนย้อนหลัง “เอ้อ เป็นอย่างนั้นจริง” ท่านก็หลับตาพูดไปธรรมดาอย่างนี้ แต่ถ้าหากบอกว่า “ไปสวรรค์” รู้สึกเขาร่าเริง ปลื้มปีติกันนะ ได้ฟังอย่างนี้ทุกครั้งที่หลวงพ่อไปกราบยาย ตอนแรก ตื่นเต้น อยากฟัง ตอนหลังก็อยากจะได้อย่างนั้นบ้าง พอชักคุ้นชิน เอ๊ะ! มันเป็นเรื่องปกติของยาย หรือบางคนมากราบ ไม่เคยเจอกัน เลย พอเงยหน้า คุณยายท่านก็ทัก “คุณเลิกเล่นม้าเสียนะ” ก็ตกใจ เขาชอบเล่นม้าจริง ๆ นั่นแหละ ก็จะเจออย่างนี้จนชิน ยายท่านก็ พูดธรรมดา ไม่ได้ตื่นเต้น ตอนหลังก็อยากจะเป็นอย่างยาย อยากได้อย่างยาย ตอนนี้แหละ ไปทำความเพียร นั่งปวดหัว ปวดลูกนัยน์ตา ยิ่งนั่ง ยิ่งไม่มีความสุขเลย ปวดไปหมด เพราะอยากจะได้อย่างนั้น ในที่สุดก็ล้มเหลว ทั้งมืด ทั้งเมื่อย ทั้งมึน ปวดหัว คุณยายท่านก็บอก “คุณค่อย ๆ ทำนะ ใจเย็น ๆ เดี๋ยวก็จะค่อย ๆ ดีเอง” และวันที่ได้ผล วันนั้นปลงตก ไม่เห็นอะไรก็ไม่เอาแล้ว ไม่อยากรู้ ไม่อยากเห็น อยากจะนั่งเฉย ๆ พอนั่งนิ่ง ๆ สบาย ไม่คาดหวัง ไม่อยากได้อะไรทั้งสิ้นเลย มันมีจังหวะหนึ่ง สบายมากเลย แล้วมัน ปึ๊บ จิตรวมวูบลงไปเลย พอถึงจุดตรงนั้น ความโล่ง โปร่ง เบา สบาย ความสว่าง อะไรต่าง ๆ ก็เกิดขึ้น เป็นขั้นตอนไป เพราะฉะนั้น คำถามที่ว่า ความคิดมันเยอะแยะอย่างนี้ จะเป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงธรรมที่มีอยู่แล้วในตัวไหม ไม่เป็น อุปสรรคนะ เรายังคุ้นอยู่กับสิ่งนั้น พอเรามาฝึกความไม่คิด เราไม่คุ้น เราก็ต้องอนุญาตให้มันคิดบ้าง ให้มันผ่านเข้ามา อย่าไปรำคาญ อย่าไปขับไล่ความคิดนั้น มันเป็นกระบวนการหนึ่งของการคลาย ความคิด การพัฒนาของใจที่จะเดินทางไปสู่จุดแห่งความสงบ จะ ต้องผ่านกระบวนการสับสนวุ่นวายทางความคิดไปก่อน จากคิดมาก ไปคิดน้อย จากคิดน้อยก็คิดบ้าง จากคิดบ้างก็ไม่ค่อยจะคิดเท่าไร และในที่สุดจะหยุดนิ่งไปเอง ถ้าหากเรามีฉันทะ มีความปรารถนา รักที่จะฝึกฝนอบรมใจ ไม่ช้าเราก็จะสมหวัง เพราะฉะนั้น ความคิดที่เยอะแยะไม่เป็นอุปสรรคอะไรเลย เดี๋ยวมันก็หมดไป มันเป็นกระบวนการหนึ่งในการที่จะพัฒนาใจ ไปสู่ความไม่คิด มันเป็นธรรมชาติอย่างนั้น เมื่อลูกหญิงกลับไปบ้าน พยายามนั่งทุกวัน หลับบ้าง ตื่นบ้าง ฟุ้งบ้าง ช่างมัน พอเมื่อยเราก็ขยับ ง่วงเราก็หลับ ฟุ้งก็ลืมตา แล้วก็ว่ากันใหม่ ทำอย่างนี้ เดี๋ยวจะสมหวัง ๑๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๑ 87.หลวงพ่อฝึกธรรมะใหม่ ๆ สามเณร : ตอนสมัยหลวงพ่อเรียนธรรมะกับคุณยายใหม่ๆ หลวงพ่อฝึกอย่างไรครับ หลวงพ่อ : ก็ฝึกอย่างที่สอนลูกเณรอย่างนั้นแหละ ในใจลึก ๆ ของหลวงพ่อ ตอนก่อนเข้ามหาวิทยาลัย มัน แสวงหาคำตอบหลาย ๆ ข้อ เช่น นรกมีจริงไหม สวรรค์มีจริง ไหม มนุษย์มาจากไหน แล้วก็แสวงหาความรู้เหล่านี้จากครูบา อาจารย์ต่าง ๆ อ่านตำราบ้าง แต่ก็ไม่มีใครตอบหลวงพ่อได้ ไปถาม ครูบาอาจารย์ที่ท่านเป็นพระ ส่วนใหญ่บอกว่า น่าจะมีนะ เพราะ พระไตรปิฎกว่าอย่างนั้นอย่างนี้ ก็ไม่ค่อยถูกใจหลวงพ่อเท่าไร แต่ก็เกรงใจท่าน ไม่ได้ถามต่อ จนกระทั่งมาเจอยาย ก็ไปถามคำถามเดิม “นรกสวรรค์มี จริงไหม” ท่านบอกว่า “มี” “แล้วไปได้ไหม” “ได้” “ยายเคยไป หรือเปล่า ” “เคย” “คุณจะไปไหมล่ะ เดี๋ยวยายจะพาไป” “งั้น คุณ ทำอย่างนี้ ๆ นะ” ก็นั่งไป หลวงพ่อก็อยากรู้อยากเห็น แล้วยิ่งไปใหม่ ๆ เห็นยายไป นรกสวรรค์เป็นเรื่องปกติเลย เวลาฟังยายรับแขก หลวงพ่อนั่งพิง เสาเล็ก ๆ คนมาหาถามแต่เรื่องนรกสวรรค์ “ญาติตายแล้วเป็น อย่างไร ไปไหน” ท่านก็ตอบ ฟังทีแรก ตื่นเต้น ตอนหลังชิน เพราะ ได้ยินทุกวัน ตอนหลังอยากได้ พอแขกมาหายาย หลวงพ่อหลบไปวิหารคด นั่งหลับตารอให้แขกของยายหมด ค่อยย่อง ๆ มาดูว่าแขกหมด หรือยัง หมดแล้วก็มานั่งธรรมะกับยาย ก็ฝึกนั่งไปจนกระทั่งสมหวัง แต่กว่าจะสมหวังก็ล้มลุกคลุกคลาน ทั้งมืด เมื่อย มึน ไม่ค่อย ม่วนเท่าไร หลับบ้าง ตื่นบ้าง ฟุ้งบ้าง ท้อบ้าง น้อยใจบ้าง เบื่อบ้าง เบื่อแต่ก็นั่ง เบื่อประเดี๋ยวเดียว ไม่นาน แต่นั่งไม่ค่อยเมื่อยเท่าไร มันอยากได้ มาได้ตอนที่ไม่อยาก ตอนทำใจเฉย ๆ เฉย ๆ ทำอย่างไร คือ ทำมาหลายวิธีแล้ว จนสุดท้ายก็นั่งเฉย ๆ นั่งปลงตก ก็มันไม่เห็น ไม่รู้จะทำยังไง มันก็ไปได้ตอนนั่งเฉย ๆ สบาย ๆ ๓๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๑ 88.นั่งธรรมะต้องใจเย็น ๆ ภิกษุ : หลวงพ่อครับ ที่หลวงพ่อเล่าว่า เคยนั่งธรรมะกับคุณยาย แล้วท่านบอกว่า ให้ใจเย็น ๆ ตอนนั้นหลวงพ่อฝึกอย่างไรครับ หลวงพ่อ : ก็ฝึกอย่างพวกเราฝึกนี่แหละ ฝึกธรรมดา ท่านสอนว่า การเห็นข้างในกับข้างนอกมันต่างกัน ข้างนอก เราเห็นได้ทันที แต่การเห็นข้างในมันต้องค่อยเป็นค่อยไป ค่อย ๆ เห็น จากไม่มีจนกระทั่งเห็นว่ามี จากเลือนรางก็ค่อย ๆ ชัดขึ้น จากชัดน้อยก็ไปชัดมาก จากชัดมากก็ยิ่งชัดมากยิ่งขึ้น เพราะฉะนั้น ให้ทำความเข้าใจ และรู้จักกับวิธีการเห็นข้างใน ว่า มันเป็นแบบนี้ ก็ต้องทำแบบนี้ เมื่อเราเข้าใจมัน รู้จักมันอย่าง ดีแล้ว เพราะฉะนั้นเราจะไปฮึดฮัดหรือหงุดหงิดในกรณีที่ไม่ได้ดังใจ มันไม่ได้ แล้วจะใช้วิธีบังคับให้ชัด มันก็ไม่ได้ผล เพราะคนละวิธีกัน เหมือนเอามีดผ่าฟืนไปปอกผลไม้มันไม่ได้ หรือเอามีดปอกผลไม้ ไปผ่าฟืนก็ไม่ได้ ของใครก็ของมัน พอท่านสอนให้ทำความเข้าใจตรงนี้ ก็มาทดลองทำ ใหม่ ๆ ก็ยังไม่ค่อยได้ผล เพราะเราคุ้นกับการเห็นอะไรได้ดังใจ หรือเห็น อะไรไม่ชัด เราก็ต้องไปเพ่ง ทำตาหยี ๆ เพื่อจะให้มันชัดขึ้น ใหม่ ๆ ก็เป็นอย่างนั้นอยู่สักพัก พอไม่ได้ผลก็เลยทำแบบยาย คือ ยอมรับว่า การเห็นข้างในมันค่อย ๆ เห็น เพราะฉะนั้นเราก็ต้องใจเย็น ๆ ดู เท่าที่มีให้ดู อย่างเลือนรางเราก็ดูเลือนราง ดูเฉย ๆ ปรากฏว่าได้ผล คือ พอเราดูเฉย ๆ ใจมันก็เย็น พอเย็นมันก็หยุด พอหยุดมันก็ ละเอียด พอละเอียดมันก็ชัดขึ้น ก็แค่นั้นเอง มันก็ค่อย ๆ ชัดขึ้น ๆ เหมือนเราดึงของที่อยู่ไกลให้ค่อย ๆ เข้ามาใกล้ตัวเรา หรือดึงของ จากที่มืดมาสู่ที่สลัว จากที่สลัวก็ดึงมาสู่ที่มีแสงน้อย ๆ เหมือนฟ้า สาง ๆ เหมือนเราลากออกมาเรื่อย ๆ กระทั่งมาสู่ที่แจ้ง เราก็ดูไป เพราะฉะนั้น ใจเย็นเกิดขึ้นเพราะทำความเข้าใจว่า วิธีการ เห็นภายในมันเป็นแบบนี้ ๒๗ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๓๙ 89.หลวงปู่มีวิธีฝึกพระภิกษุสามเณรอย่างไร ภิกษุ : เมื่อสมัยหลวงปู่วัดปากน้ำ ท่านมีการฝึกพระภิกษุสามเณรอย่างไรบ้างครับ หลวงพ่อ : ท่านฝึกทุกเช้าเลย วันละ ๑๐ นาที ฝึกทั้งวัด แล้วท่าน ก็สอนให้คิดแบบพระ พูดแบบพระ ทำแบบพระ ท่านก็หยิบเอา พระวินัยบ้าง เสขิยวัตรบ้างมาเทศน์สอน ส่วนพวกทำวิชชา ท่านก็จะสั่งให้ใจอยู่ภายในตลอด ไม่ว่า จะไปฉัน หรือทำอะไรก็แล้วแต่ ใจต้องอยู่ตรงนั้น หลุดไม่ได้ ท่าน ใช้งานบ่อย หลุดท่านก็ดุเอา สมมติว่า ท่านบุญเยี่ยมนั่งธรรมะดี หลวงปู่วัดปากน้ำมี แขกมาหาท่าน ท่านก็จะเอาท่านบุญเยี่ยมมานั่งใกล้ ๆ พอแขก เข้ามากราบ “หลวงพ่อเจ้าขา คนนั้นเจ็บ คนโน้นป่วย” ท่านก็ต้อง แก้ไป “หลวงพ่อเจ้าขาฝนตกที่โน่น” ท่านก็ต้องเป็นเจ้ากรมอุตุฯ “หลวงพ่อเจ้าขา พ่อตายแม่ตายไปอยู่ที่ไหน” ท่านก็หันมา “อ้าว ท่านบุญเยี่ยม อยู่ตรงไหน” ท่านบุญเยี่ยมก็ต้องค้นไป ท่านใช้ช่วยเวลารับแขก ซึ่งมันสารพัดเรื่อง ช่วยทุกข์มนุษย์ ทั้งนั้น ท่านใช้อย่างนี้อยู่ตลอด เพราะฉะนั้นไม่คล่อง มันก็ต้องคล่อง มีดเล่มไหนใช้บ่อย ๆ มันก็คม พอเข้าไปในโรงงานทำวิชชาก็ลุยไปถึงที่สุดแห่งธรรม อย่างเดียว ทำอาสวักขยญาณ พูดง่าย ๆ ขจัดกิเลสอาสวะให้หมด สิ้น มุ่งไปถึงที่สุด แต่พอออกมารับแขกข้างนอกก็ไปอีกแบบ เพราะ แขกมามีสารพัดเรื่องไปหมด หลวงปู่วัดปากน้ำท่านบอกว่า ถ้า เราไม่เอากับมัน ๆ ก็ไม่เอากับเรา ภาษาท่านอย่างนี้ หมายความว่า ถ้าเราไม่รับแขก แขกก็ไม่มาเลี้ยงพระ ไม่เป็นกำลังให้ ท่านก็มี ปฏิสันถารอย่างนี้ แต่พอครบ ๑ ชั่วโมง ท่านก็เลิก ไปล่ะ แขก ยังไม่หมด ใครมาทีหลังก็ทีหลังไป พอท่านเข้าไปในโรงงานก็ไปจี้ พวกอยู่ในโรงงานต่อ “เมื่อกี้หลวงพ่อไปอย่างนี้ คนนั้นว่าอย่างนี้ ๆ หมายความว่ายังไงวะ” ข้างในก็ต้องตอบ อยู่ข้างในก็ต้องเห็นว่า ท่านทำอะไรอยู่ข้างนอก เพราะฉะนั้นไม่ละเอียดไม่ได้ เพราะท่าน ใช้อย่างนี้ตลอด ไม่ว่างานหยาบ งานละเอียด ถ้าใช้บ่อย ๆ ก็คล่อง เหมือน ท่านมหาชิโตที่มรณภาพไปแล้ว ท่านจบวิศวะ จุฬาฯ ไม่เคยทำงาน เลย อยู่ที่บ้านก็เป็นลูกคนสุดท้อง พ่อ แม่ พี่ ๆ เขาเอาใจราวกับ ไข่ในหิน งานหยาบไม่เคยทำ หลวงพ่อก็ใช้ ถ้าไม่ใช้ เมื่อไรท่าน จะเป็น บอกท่านว่า “วัดเราต้องการรถแทรกเตอร์ รถเกรดเดอร์ มาทำถนน ตอนนี้รถแทรกเตอร์ รถเกรดเดอร์ รถบดอยู่ที่กองทัพ อากาศ หน้าที่ของท่าน คือ ทำอย่างไรก็ได้ไปเอามาให้ได้” ท่าน ก็ศึกษาข้อมูลก่อนนะ ทราบว่า เจ้ากรมจอม ท่านชื่อ “จอม” พลอากาศตรีจอม กุลละวณิชย์ ท่านคุมเครื่องจักรกลทั้งหมด และ ท่านจบวิศวะ จุฬาฯ เหมือนกัน พอเข้าไป กองทัพอากาศ ทหารไม่ให้เข้า ท่านก็บอกว่า “จะเข้าไปหาพี่” ถามพี่ชื่ออะไร “ชื่อจอม พลอากาศตรีจอม” “อ๋อ เป็นน้องชายท่านเหรอ” “ครับ” เขาก็เปิดให้เข้าไป ตอนนั้นยังไม่ได้ บวชนะ ท่านก็เตรียมหนังสือจากหลวงพ่อไปให้ท่านเจ้ากรมจอม เซ็น พอเข้าไปในห้อง ท่านเจ้ากรมจอมก็ตกใจ เอ๊ะ! ไอ้หนุ่มนี่ มา จากไหนก็ไม่รู้ เข้ามาได้อย่างไร เพราะผ่านตั้งหลายด่าน ท่าน ถามว่า “ลื้อมีธุระอะไรวะ” ก็บอกว่า “ทางวัดจะทำถนน อยาก ให้ท่านร่วมบุญด้วย ทราบว่า ท่านมีรถอะไรก็ว่าไป ขอให้ท่าน ช่วยสนับสนุนงานพระศาสนา” แล้วก็ส่งให้ ท่านก็รับ ปกติถ้า เข้าถึงท่านแล้วท่านจะใจดี พอเซ็นเสร็จ ท่านก็งง ๆ เหมือนกัน ต่อ มารถแทรกเตอร์ รถเกรดเดอร์ รถบดต่าง ๆ ก็มาวัด ท่านก็ออกมาถามทหารหน้าห้องว่า “ลื้อให้เขาเข้ามาได้ไงวะ” “อ้าว ก็น้องชายท่าน” “น้องอั๊วเมื่อไร อั๊วไม่มีน้อง อั๊วคนสุดท้อง มีน้องที่ไหน” วันอาทิตย์ต่อมาท่านมาที่วัด เดินตะโกนลั่นวัดเลย “ใครวะ ๆ อ้างว่า เป็นน้องอั๊ว ไหนออกมาให้เตะซะดี ๆ” ท่านมหาชิโตก็ออก มา “ลื้อเป็นน้องอั๊ว ตั้งแต่เมื่อไร” “ก็ท่านเป็นรุ่นพี่วิศวะ จุฬาฯ ผมเป็นรุ่นน้องครับ” ท่านก็อารมณ์ดี เตะก้นที “เออ ทีหลังไปเอา มาได้อีก” เพราะฉะนั้น ไม่ว่างานหยาบ งานละเอียด ถ้าใช้มันก็เป็น ต้องใช้บ่อย ๆ ๒๗ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๓๙ 90.จะศึกษาวิชชาธรรมกายต้องมาเฉพาะที่วัดพระธรรมกายหรือ ภิกษุ : ทำไมจะศึกษาวิชชาธรรมกาย ต้องมาที่วัดพระ ธรรมกาย ไม่ไปที่วัดปากน้ำต้นแหล่ง หรือว่าไปที่ลูกศิษย์ หลวงพ่อวัดปากน้ำรูปอื่น ๆ ครับ หลวงพ่อ : ไปที่ไหนก็ได้ที่มีความมั่นใจว่าจะได้ศึกษาวิชชา ธรรมกาย เรามั่นใจตรงไหน เรามีความศรัทธาตรงไหน เราก็ไป ตรงนั้น เหมือนหลวงพ่อมีความมั่นใจที่คุณยาย หลวงพ่อก็ไปที่ยาย ก่อนหน้านี้ก็ไปวัดอื่นมาทั่ว แล้วมาสรุปที่วัดปากน้ำ ในวัดปากน้ำ ก็ไปทั่วหมด แล้วก็มาสรุปที่คุณยาย ทั้ง ๆ ที่บุคลิกของท่าน ถ้าไปเทียบกับครูบาอาจารย์ต่าง ๆ ท่านสู้เขาไม่ได้ รูปร่างท่านจะผอมบาง แต่หลวงพ่อดูหลาย ๆ อย่าง ไม่มีใครเหมือนท่าน ดูตั้งแต่เรื่องหยาบของท่านไปก่อน เพราะคน จะทำงานละเอียดได้ จะต้องทำงานหยาบให้ละเอียดก่อน ท่านจะ ประณีต มีความสะอาด มีระเบียบ แสดงว่าจิตใจของท่านมีระเบียบ มีวินัย ควบคุมตัวเองได้ ท่านจะพูดแต่พอดี พูดเป็นอรรถเป็นธรรม เรื่องอื่นไม่คุย เลย และไม่ว่าร้ายใคร ชมก็ไม่ค่อยชม หลวงพ่อไม่เคยได้ยินยาย ชมเลย ไม่เคยได้รับคำชมจากยาย ติท่านก็ไม่ตินะ ก็ไม่เคยโดนติ มีแต่ได้รับคำสอน แล้วหลวงพ่อดูสิ่งที่ท่านกระทำ ก็เห็นท่านเป็นคนเอาจริง ทำให้ยืนยันในสิ่งที่ท่านเล่าให้ฟังว่า สิ่งที่ท่านเล่าให้ฟังเป็นเรื่อง จริง ๆ เพราะสิ่งที่เราเห็นปัจจุบันนี้ ทำให้เรามองภาพในอดีตของ ท่านได้ชัดเจน แล้วดูดวงตาของท่าน ดวงตาที่สุกใส ลึก เด็ดเดี่ยว เป็นคน เอาจริงเอาจัง รับฟังสิ่งที่ท่านสอนก็เป็นอรรถเป็นธรรมทุกอย่าง แล้วคุณยายท่านไม่รู้หนังสือเลยนะ แต่ท่านตอบคำถามหลวงพ่อ ได้ทุกเรื่อง บางทีไม่ได้ถาม ท่านยังตอบให้อีก สอนทีสอนลึก และสอนข้ามชาติ ก็ไม่เคยเจอใครสอนข้ามชาติ ถ้าไม่ยอมตรงนี้ ก็ไม่รู้จะไปยอมตรงไหน เพราะฉะนั้นหลวงพ่อก็เลยเลือกท่านเป็น ครูบาอาจารย์ ทั้ง ๆ ที่บุคลิกภายนอกของท่านสู้คนอื่นไม่ได้ แต่โดย คะแนนรวมหลาย ๆ ด้านแล้ว ท่านเหนือกว่า เพราะฉะนั้น เราศรัทธาที่ตรงไหน มีความมั่นใจตรงไหน ก็ไป ตรงนั้น หลวงพ่อมีศรัทธาตรงยาย ก็เลยเลือกยาย ๑๗ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๓๙ 91.วัดพระธรรมกายเป็นพุทธพาณิชย์จริงหรือ วัดพระธรรมกายไม่ใช่พุทธพาณิชย์นะ มีแต่เขาแต่งตั้งให้ ว่าเป็นพุทธพาณิชย์ แต่ความจริงไม่ใช่ เพราะไม่ได้ค้าขายอะไร เลย มีแต่เชิญชวนเขามาสร้างพระ มาสร้างบุญกุศล ก็เหมือน กับบรรพบุรุษปู่ย่าตายายของเราที่เขาทำกันมา แต่แปลกตรงที่ ถ้าครูไม่ใหญ่ทำ กลับกลายเป็นพุทธพาณิชย์ ทุกคนที่มาร่วมบุญ เขาก็มาทำด้วยความสมัครใจ เต็มใจ เมื่อร่วมบุญแล้วก็มีของขวัญให้เพื่อเอาไว้ระลึกนึกถึงบุญ ไม่ใช่เป็น ของขาย หรือของขลัง จะเอาหรือไม่เอาก็ได้ ไม่ได้ว่าอะไรเลย คือ ให้ไว้เพื่อระลึกนึกถึงบุญ เพราะความทรงจำเรามีจำกัด มันเสื่อมลง เมื่อกาลเวลาผ่านไป พอเห็นของขวัญ อ๋อ วันนั้น เดือนนั้น ปีนั้น เราได้ทำบุญอย่างนั้น ที่นั่น ที่นี่ ใจจะได้ปลื้มปีติ บุญก็เกิด เพราะฉะนั้น ขอยืนยันว่า “วัดพระธรรมกาย ไม่ใช่ พุทธพาณิชย์” ๕ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๗ 92.วัดพระธรรมกายรวยแล้ว “พระ” อยู่เหนือความรวย ความจน ไม่ได้คิดเรื่องรวย ไม่ได้คิดเรื่องจน มันเหนือตรงนั้นไปแล้ว วัดก็เหมือนกันอยู่เหนือคำว่า “วัดรวย” หรือ “วัดจน” “วัด” เป็นเครื่องวัดของคนเข้าวัดว่า กิเลสหรือสิ่งไม่ดีหมด ไปแค่ไหน ยังเหลืออีกแค่ไหน และเป็นสถานที่ตักตวงบุญ เป็น แหล่งเนื้อนาบุญ เป็นแหล่งแห่งความรู้อันบริสุทธิ์ของพระสัมมา สัมพุทธเจ้าที่จะทำให้เราดำเนินชีวิตได้ถูกต้อง ไม่ผิดพลาด มีสุคติ เป็นที่ไป มีเป้าหมายคือพระนิพพาน เราจะมองที่ถาวรวัตถุ หรือจำนวนคนเข้าวัดว่า วัดนี้รวย วัดนี้จน ไม่ถูกนะ วัดหลวงปู่หลวงตาหลาย ๆ วัดที่ต่างจังหวัด ท่านมีแค่กุฏิ หลังเล็ก ๆ มีทางจงกรม มีที่พักกลางวัน มีศาลาอเนกประสงค์ ที่ ท่านทำอย่างนั้น เพราะมีวัตถุประสงค์ต้องการปลีกวิเวกเพื่อให้ กายสงัด ใจจะได้สงัด กิเลสจะได้หมดไป นั่นวัตถุประสงค์ของท่าน ไม่ใช่ท่านจน ถ้าท่านจะสร้างให้ใหญ่โตท่านก็ทำได้ แต่ท่านไม่ได้มี วัตถุประสงค์อย่างนั้น ใครมีบุญอยากได้บุญก็มาฟังธรรม ไม่มีใคร มา ท่านก็ปฏิบัติธรรมของท่านไป มันแล้วแต่วัตถุประสงค์ วัดใหญ่ ๆ หลาย ๆ วัด โดยเฉพาะวัดพระธรรมกาย ที่สร้าง ก็มีวัตถุประสงค์เพื่อเอาไว้เป็นสถานที่ประพฤติธรรม ให้สาธุชนผู้ มีบุญทั้งหลายที่อยู่ใกล้ ๆ ไม่ห่างไกลนัก รถวิ่งสักชั่วโมง ชั่วโมง ครึ่ง ได้มาปฏิบัติธรรมรวมกัน เป็นพลังหมู่ในการปฏิบัติธรรม ในการศึกษาธรรมะของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อคนมาเยอะก็ต้อง สร้างใหญ่ จะให้ไปตากแดด ตากลม ตากฝน ก็ทำไม่ได้ ไม่ได้เกี่ยวกับ รวยหรือจนเลย แต่เพราะมันจำเป็นต้องสร้าง วัดหลวงพ่อก็เอาไปขายไม่ได้ แล้วไม่เคยคิดจะไปขาย ด้วย เลิกคิดเรื่องค้าขายหรือทำมาหากินตั้งแต่บวชแล้ว หรือ มหาธรรมกายเจดีย์ ที่สร้างก็เพื่อเป็นที่รวมใจให้คนนึกถึงบุญ นึกถึงพระรัตนตรัย ใจจะได้เป็นกุศล เมื่อใจเป็นกุศล เลื่อมใสใน พระรัตนตรัย จะได้เป็นรหัสผ่านไปสุคติภพ วัตถุประสงค์เป็นอย่างนี้ จึงได้สร้าง เพราะฉะนั้น วัดอยู่เหนือความรวยความจนต้องเข้าใจ ตรงนี้ก่อน ส่วนเมื่อเข้าใจแล้วจะไปทำบุญที่ตรงไหน มีศรัทธา ตรงไหนก็ไปทำตรงนั้น ศรัทธาอยากสร้างโรงเรียน ก็สร้างโรงเรียน ศรัทธาอยากสร้างโรงพยาบาล ก็สร้างโรงพยาบาล หรือสร้างโรงเรียน โรงพยาบาล ซึ่งรักษาไข้ทางกาย และให้วิทยาทานพอแล้ว เราจะมาสร้างโรงพยาบาลรักษาไข้ ทางใจ หรือมาสร้างโรงเรียนเป็นที่ศึกษาธรรมะ ก็มาสร้างวัด ก็แล้วแต่เรา พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเรียงผลของการทำบุญไปตาม ลำดับการได้บุญน้อย บุญมาก ตั้งแต่ให้ทานกับสัตว์เดรัจฉาน กับ มนุษย์ทุศีล มนุษย์มีศีล มนุษย์เข้าถึงธรรม ถึงฌานสมาบัติ เป็น โคตรภูบุคคล เป็นพระอริยบุคคล เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ไล่เรื่อยไปถึงสร้างถาวรวัตถุในพระพุทธศาสนา พระองค์ก็บอก เอาไว้แล้ว ซึ่งมีอยู่ในตำรับตำรา เมื่อเราทราบอย่างนี้ ก็แล้วแต่ ใจของเราจะไขว่คว้าเอา ๖ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ 93.บางคนมองว่าพระขี้เกียจ เอาเปรียบสังคม มาบวชเป็นพระ ไม่ใช่ว่าหมดหนทางทำมาหากิน ไม่ใช่ด้อย โอกาส แต่อิ่มตัวในการแสวงหาโลกิยทรัพย์ มีความปรารถนาอัน สูงส่งอยากจะแสวงหาอริยทรัพย์ ทรัพย์ภายใน เป็นเครื่องปลื้มใจ และมีความสุข ความสุขชนิดนี้ไม่ต้องอาศัยวัตถุจึงไม่พะรุงพะรัง มีวัตถุแค่บริขาร ๘ เพียงพอต่อความจำเป็นของร่างกาย สิ่งที่ท่านปรารถนา คือ อริยทรัพย์ ดังนั้นเป้าหมายการ แสวงหาจึงต่างจากคฤหัสถ์ วิธีการแสวงหาทรัพย์ของพระจึง แตกต่างจากฆราวาส ฆราวาสหาทรัพย์ต้องเคลื่อนไหว ต้องวิ่งเต้น มีใต้โต๊ะ ข้างโต๊ะ บนโต๊ะ มีสารพัด แต่วิธีหาทรัพย์ภายในของพระ ต้องหยุดนิ่งเฉย ๆ นั่งนิ่ง ๆ จะยืน จะเดิน จะนอนก็ต้องนิ่ง ๆ ถ้าเรามองดูแบบคนที่ไม่เข้าใจก็นึกว่า พระขี้เกียจ ไม่ทำมา หากินแบบชาวโลก ตอนเช้าตื่นขึ้นมาก็ถือบาตรไปขออาหารเขา เลยมองตื้น ๆ แค่นั้น เราจะมองแค่ผิวเผินแค่นี้ไม่ได้ น้ำยังมีทั้ง น้ำตื้นน้ำลึก บางทีเราเห็นน้ำตื้น ๆ พอกระโดดลงไปจมน้ำตายก็มี เพราะมันลึก นิ่งแต่ลึก ตอนเช้าพระไปบิณฑบาต แค่ขอแบ่งปันอาหารบ้านละคำ ไม่ได้ทำให้บ้านนั้นยากจนเลย บ้านละคำ ๑๐ บ้านก็ ๑๐ คำ ท้องนี้ แค่ไม่กี่คำก็อิ่มแล้ว ก็แค่ให้ยังอัตภาพนี้ให้ดำรงอยู่ได้ เพื่อเอา เรี่ยวแรงกำลังมาทำพระนิพพานให้แจ้ง ไปบ้านไหนเขาให้ข้าวก็รับมา บ้านไหนให้ขนมก็เอา ไม่ได้ ไปเรียกร้องอะไร เมนูอาหารโยมก็เป็นคนกำหนด พระท่านไม่ได้ กำหนดว่า อันนี้ไม่เอา จะเอาข้าวผัดอเมริกัน พอไปบ้านนี้เอา สปาเกตตี ท่านไม่ได้บอกเลย แต่ท่านไปยืนด้วยอาการสงบนิ่ง สำรวม และก่อนจะมาบิณฑบาตท่านต้องนั่งสมาธิก่อน ให้ใจใส ๆ เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับพระรัตนตรัยในตัว ท่านมาเพื่อโปรดสัตว์ มาเป็นเนื้อนาบุญให้กับโยม โยมจะได้มีโอกาสให้ทาน เอาชนะ ความตระหนี่ในใจ การที่โยมเอามือจับอาหาร หรือถือทัพพีตักอาหารใส่ใน บาตรพระ เหมือนโยมให้พระนะ แต่มันได้ที่โยม บุญเกิดขึ้นเป็น อัตโนมัติ นี่อัศจรรย์ตรงนี้ ทันทีที่มือจกข้าวหรือจับทัพพีตักข้าว ใส่บาตร พอตกถึงบาตรปั๊บ บุญเกิดขึ้นในตัวโยมแล้ว เหมือนเรา เอานิ้วย่างไปกดสวิตซ์ไฟ แป๊ก ความสว่างเกิดขึ้น ความมืดใน ห้องหายวับไปเลย ทันทีที่ความตระหนี่ในใจหายไป บุญก็เกิดขึ้น สว่างวาบในตัวเราเลย เพราะฉะนั้นทำให้พระ แต่ได้ที่โยม อย่างนี้เขาเรียกว่า พระท่านไปโปรดสัตว์ ถวายอาหารพระมื้อนั้น ไม่ได้ทำให้โยมจน แต่บุญที่ เกิดขึ้นจากการนำอาหารใส่บาตรพระ จะทำให้โยมรวย โยมไม่รู้ตัวหรอกว่า สิ่งที่ทำเป็นบุญ “บุญธาตุ” เป็นพลัง ดึงดูดทรัพย์ในตัวของโยม โยมจะมีพลังดึงดูดทรัพย์ นอกนั้นโยม แค่ไปเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อ แค่ไปทำมาหากิน เดี๋ยวบุญก็จะดึงดูด ทรัพย์มา มันเป็นกระแสที่เรามองไม่เห็นด้วยตาเปล่า เหมือน กระแสแม่เหล็กดึงดูดเศษเหล็กให้มาติดฉะนั้น บุญในตัวที่โยมใส่ บาตรพระก็เช่นเดียวกัน จะไปดึงดูดทรัพย์มา เพราะฉะนั้นต้องใส่ บาตรพระทุกวัน อย่าใส่เฉพาะวันพระ ต้องศึกษาเอาไว้ให้ดี พระเมื่อท่านฉันอาหารญาติโยมแล้ว มีกำลังเรี่ยวแรง ท่าน ก็ไปทำความดี ไปรักษาศีล เจริญสมาธิภาวนา ศึกษาเล่าเรียน คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เอาไว้สอนตัวท่านเองแล้วก็ นำมาแบ่งปันสั่งสอนโยมด้วย เพราะฉะนั้นเราต่างเกื้อกูลกัน ถ้าไม่มีท่าน เราก็อด ไม่มีนักพรต ท่านก็ไม่ได้บุญ ไม่ได้บุญ หมายความว่า ปิดหนทางไปสู่เทวโลก เหมือน สุภาษิตรถสองแถวรับจ้างในหมู่บ้าน ไม่มีท่านเราอด ไม่มีรถท่านเดิน เพราะฉะนั้นเราต่างพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน ดังนั้น ให้มองภาพพระใหม่ ท่านทำหน้าที่ที่สูงส่ง เป็นเนื้อ นาบุญ เป็นครูสอนศีลธรรม ความเก่งโยมฝึกเอา แต่ความดีพระให้ ท่านสอนให้ทุกคนเป็นคนดี มีบุญ สอนให้สามีภรรยารักกัน รักเดียวใจเดียว สอนให้ลูกมีความกตัญญูกตเวทีต่อพ่อแม่ พ่อแม่ ก็เกื้อกูลลูก ไม่ให้มีความขัดแย้งในครอบครัว ไม่ให้มีความขัดแย้ง กับเพื่อนบ้าน ให้สันติสุขเกิดขึ้นทุกหนทุกแห่ง ซึ่งเป็นคำสอนจาก พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระท่านก็จะค่อย ๆ ทยอยสอน โยมไปฟัง กันเถอะ เพราะฉะนั้นเราต้องเกื้อกูลกันนะ ๒๑ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๘ 94.ทำไมสร้างวัดใหญ่ ทำไมสร้างวัดใหญ่ ก็คนมาเยอะ จึงสร้างใหญ่ เพราะความ สงสารผู้มีบุญทั้งหลายจะต้องมาตากแดด ตากลม ตากฝน ก็เลย สร้างอาคารแบบง่าย ๆ มีแค่หลังคา มีผนังนิดหน่อย จะได้มา ปฏิบัติธรรมร่วมกัน แล้วก็มาช่วยกันทำความสะอาด จริง ๆ แล้ว ครูไม่ใหญ่อยากอยู่เฉย ๆ จังเลย แต่พออยู่เฉย ๆ ก็หาว่า พระขี้เกียจอีก พระบวชมาแล้ว ไม่ได้ทำอะไร พอพระจะ ทำหน้าที่ของพระ งานของพระ ก็ว่าอีก มันเป็นอย่างนี้นะ กว่าจะคิดโปรเจกต์ก็ยากแล้ว ออกแบบยากอีก ไปหาเงิน มาสร้างยิ่งยาก เพราะครูไม่ใหญ่ไม่ได้ออกไปหา ลูก ๆ ออกไปหา ทั้งนั้น ลำบากกันทุกคน แต่ใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส หาเงินมาก็ยาก มาสร้างก็ยากอีก ตามดูแลรักษายิ่งยาก แต่ ทั้งหมดนี้เป็นศาสนประโยชน์ ถ้าเป็นโรงเรียน ก็เป็นโรงเรียนสอนวิชชาชีวิต คล้าย ๆ กับ ชวนคนไปสร้างโรงเรียนที่สอนวิชาชีพทางโลก เรื่องทำมาหากิน แต่วัดคือโรงเรียนสอนศีลธรรม สอนเรื่องวัฏฏะ สอนความรู้ของ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า สอนวิชชาชีวิต หรือจะเปรียบเป็นโรง พยาบาลก็ได้ แต่เป็นโรงพยาบาลรักษาโรคกิเลสทางใจที่เกิดจาก โลภะ โทสะ โมหะ ๑๓ เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๗ 95.ทำไมเราต้องช่วยกันรักษาพระพุทธศาสนา การที่เรารักษาพระพุทธศาสนาเอาไว้ ก็เพื่อตัวเราและชาวโลก ไม่ได้แข่งกับใคร คำสอนในพระพุทธศาสนามีความจำเป็นในการดำเนินชีวิต ที่ถูกต้องของทุกคนเป็นอย่างมาก แม้วันนี้เพื่อนมนุษย์ทั้งหลาย ยังไม่เข้าใจ เขายังไม่มีเวลามาศึกษา ก็ไม่เป็นไร เรายังคงรักษา ความรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเอาไว้ สักวันหนึ่งเมื่อบุญเก่าเขา ได้ช่องส่งผล เขาจะเกิดความรู้สึกว่า มีบางสิ่งลึก ๆ กระตุ้นเตือน จิตสำนึกให้เขาอยากมาศึกษาเรียนรู้เรื่องราวความเป็นจริงของชีวิต ขึ้นมา ตอนนั้นความรู้ตรงนี้จะเป็นประโยชน์ต่อเขา ความรู้ในพระพุทธศาสนา เป็นความรู้สากลที่ทุกคนจะ ต้องศึกษา ต้องเรียนรู้ ไม่รู้ไม่ได้ ไม่รู้อันตราย เพราะจะทำให้ ดำเนินชีวิตไม่ถูกต้อง ดังนั้นที่เรารักษาพระพุทธศาสนาเอาไว้ก ็ เพื่อการนี้ ไม่ได้ไปแข่งกับใคร เพราะคู่แข่งของเราคือเวลา เราต้อง ทำงานแข่งกับเวลา เนื่องจากเรามีเวลาอยู่ในโลกนี้จำกัด แค่ ประเดี๋ยวเดียว รวยก็รวยประเดี๋ยวเดียว จนก็จนประเดี๋ยวเดียว เป็นเจ้านายเป็นลูกน้องก็เป็นประเดี๋ยวเดียว มีลาภ ยศ สรรเสริญ มีอำนาจวาสนาก็แค่ประเดี๋ยวเดียว เป็นสามีภรรยากันก็ประเดี๋ยว เดียว ต่างคนต่างมา มาอยู่รวมกัน แล้วก็ต่างคนต่างไป พระพุทธ ศาสนาสอนให้เราเข้าใจตรงนี้ สอนให้เราปล่อยวาง แล้วก็ทำให้เรา มีความรักต่อเพื่อนมนุษย์อย่างแท้จริง เพราะฉะนั้น เราจึงจำเป็นจะต้องรักษาพระพุทธศาสนาเอา ไว้ให้ยาวนานที่สุด เท่าที่จะนานได้ แต่งานนี้เป็นงานใหญ่ จะทำ ตามลำพังไม่ได้ วัดใดวัดหนึ่งทำก็ไม่ได้ วัดทุกวัด พุทธบุตรทุกรูป พุทธบริษัท ๔ ทั้งหมด ต้องรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน จึงจะทำงานนี้ ได้สำเร็จ ๑๔ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๗ 96.ทำไมต้องสร้างพระมหาธรรมกายเจดีย์ ความปรารถนาของหลวงพ่อ คือ ตั้งใจอยากจะให้ทุกคน ได้มานั่งสมาธิ ได้เข้าถึงธรรม อยากให้เขาเข้าถึงพระรัตนตรัย ในตัว ซึ่งยังไม่สมหวังเลย ที่สร้างศาสนสถานต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นพระมหาธรรมกาย เจดีย์ มหารัตนวิหารคด สภาธรรมกายสากล มหาวิหารพระมงคล เทพมุนี ก็เพื่อวัตถุประสงค์นี้ คือจะให้เป็นจุดรวมของผู้มีบุญได้ มาประพฤติปฏิบัติธรรมร่วมกัน จู่ ๆ จะชวนเขาให้มานั่งหลับตา เขายังไม่เห็นประโยชน์ มักจะบอกว่า ไม่มีเวลาบ้าง ไม่ว่างบ้าง คอยให้พร้อมก่อนบ้าง ดูเหมือนจะเป็นสูตรสำเร็จเลย ไปที่ไหนก็จะได้ยินอย่างนี้ หลวงพ่อก็ต้องมองหาโปรเจกต์ที่จะรวมคนผู้มีบุญที่ลงมา เกิดตั้งเยอะแยะให้มารวมกัน เพื่อกระตุ้นให้เกิดความตื่นตัวใน การประพฤติปฏิบัติธรรมให้เข้าถึงพระธรรมกาย ก็ต้องหาสิ่งที่เขา สามารถทำกันได้ง่าย ๆ ก่อน มีความรู้สึกว่าง่าย ไม่อย่างนั้นก็จะ ถูกครอบงำด้วยการทำมาหากิน กับการสนุกสนานเพลิดเพลิน จนกระทั่งมองไม่เห็นการสร้างบารมี ทุก ๆ โปรเจกต์ที่ตั้งขึ้นจุดประสงค์ก็เพื่อต้องการให้เขา ปฏิบัติธรรม โดยเริ่มต้นจากการสร้างมหาทานบารมีก่อน ซึ่งเขาจะมี ความรู้สึกว่าง่าย และพอมาถึงแล้ว ก็จะได้รับการแนะนำเรื่องการ รักษาศีล ได้ฟังธรรมะในพระไตรปิฎก สิ่งที่ควรรู้ และที่สำคัญ คือ การปฏิบัติธรรม ที่จะให้เข้าถึงพระธรรมกาย ให้เขารู้ว่า ในตัวมี พระธรรมกายอยู่นะ เป็นที่พึ่งที่ระลึกอันสูงสุด สิ่งอื่นไม่ใช่ และ เป็นที่รวมแห่งความปรารถนาที่ทุกคนกำลังแสวงหา ซึ่งรวมประชุม อยู่ที่พระธรรมกายในตัวนั่นแหละ ไม่ได้อยู่ที่ไหนเลย เขาจะได้รับ ความรู้ตรงนี้กัน ๑๙ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ 97.วัดพระธรรมกายจ้างพระให้มาร่วมงานจริงหรือ มีบางคนคิดว่า ที่พระมาวัดพระธรรมกายเยอะ ๆ เพราะเรา ไปจ้างท่านมา โปรดรับทราบว่า พระมหาเถรานุเถระ พระสังฆาธิการ ๓๐ ,๐๐๐ กว่าวัดทั่วประเทศ ไม่ใช่ท่านมาวัดเรา เพราะอยากได้ เครื่องไทยธรรม อย่าคิดอย่างนั้น ท่านบวชแล้ว ไม่ต้องการอะไรแล้ว หวังทำพระนิพพานให้ แจ้งเท่านั้น แต่ท่านเห็นแก่การคณะสงฆ์ เห็นว่าในคราวนี้ถึงคราว ที่ทุกวัดจะต้องรวมกัน เพื่อความเป็นปึกแผ่นแน่นแฟ้นของ พระพุทธศาสนา เพราะว่าที่ผ่านมาพระพุทธศาสนาถูกโจมตีขึ้น หน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์อยู่เรื่อย ๆ ท่านมาเพื่อทำความคุ้นเคยกัน รู้จักกัน จะได้ร่วมงานกัน ช่วยกันแก้ปัญหา ปัญหาบางอย่างแก้ตามลำพังได้ แต่ปัญหาใหญ่ ต้องมาช่วยกันแก้ ท่านถึงได้มา อีกประการหนึ่ง ท่านเอ็นดูหลวงพ่อ สงสาร อยากมาให้กำลังใจ เพราะฉะนั้นท่านถึงได้ทิ้งทุกอย่าง วางทุกสิ่ง ทั้ง ๆ ที่ท่านมีภารกิจมาก ต้องสงเคราะห์เพื่อนมนุษย์ และมีกิจอีกหลาย ๆ อย่างที่จะต้องทำ กิจบางอย่างท่านยอมเลื่อน ออกไปเพื่อจะมาร่วมงานนี้ ๒๗ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๕ 98.ข่าววัดไทยติดวัตถุนิยมจริงหรือ ข่าวจากหนังสือพิมพ์เขาเขียนว่า นักวิจัยธรรมศาสตร์ สำรวจ ๑๙๘ วัด บอกว่า วัดไทยยึดติดวัตถุนิยม เขาสรุปเลย ทั้งที่ วัดในเมืองไทยมี ๓๐ ,๐๐๐ กว่าวัด สำรวจได้แค่ ๑๙๘ วัด ซึ่งยัง ไม่ถึง ๑ เปอร์เซ็นต์เลย โดยท่านดอกเตอร์ท่านหนึ่ง ผลการวิจัย ท่านสรุปว่า ๑ วัดมองเห็นคุณค่าของศาสนาเพียงเปลือกนอก ๒ วัดหลงอยู่กับการปรุงแต่งวัตถุภายนอกให้ใหญ่โต สวยงาม ๓ วัดลืมสร้างสรรค์คุณค่าทางด้านจิตวิญญาณของความ เป็นพระพุทธศาสนา คือสรุปว่า วัตถุนิยม สร้างโน่น สร้างนี่ แล้วก็เสนอให้จัดการ เรื่องการเงินของวัด เรามามองอีกทัศนะหนึ่ง ข้อ ๑ วัดมองเห็นคุณค่าของศาสนาเพียงเปลือกนอก ในสมัยที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์ชีพอยู่ มีวัดใหญ่วัดดังหลายวัดนะ มีบันทึกไว้ในพระไตรปิฎก แล้ววัดใหญ่ ๆ เหล่านั้นสร้างโดยพระราชาก็มี มหาเศรษฐีคู่บุญพระพุทธศาสนา ก็มี เช่น ๑ วัดเวฬุวนาราม สร้างโดยพระเจ้าพิมพิสาร ซึ่งยก พระราชอุทยานถวายสร้างวัดป่าไผ่อันร่มรื่น และมีเหตุการณ์ที่ สำคัญที่เวฬุวนารามหลายครั้ง ๒ วัดเชตวัน ของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เป็นที่ประทับ ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า สร้างใหญ่โตโอฬารมาก แค่ซื้อที่ดินก็ ใช้เงินมหาศาล ค่าก่อสร้างอีกเยอะแยะ สวยสดงดงามจนกระทั่ง เขาแต่งเพลงเชตวันว่า งดงามราวกับสวรรค์ เป็นศูนย์กลางในการ เผยแผ่พระพุทธศาสนาที่ยิ่งใหญ่ ๓ วัดบุพพาราม สร้างโดยนางวิสาขา วัดนี้ก็สร้างใหญ่โต โอฬารเช่นเดียวกัน ใช้เงินซื้อที่ดิน ๙ โกฏิ ก่อสร้างอีก ๙ โกฏิ เฉลิมฉลองอีก ๙ โกฏิ รวมเป็น ๒๗ โกฏิ เมื่อสมัย ๒,๕๐๐ กว่าปี ก่อน ถ้าเทียบมูลค่าสมัยนี้นับเป็นเงินมหาศาล นอกจากนี้ยังมีอีกหลายวัด เป็นที่เผยแผ่พระพุทธศาสนา พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จประทับกลับไปกลับมา เช้าอยู่วัดนี้ บ่ายไปวัดโน้น อย่างนี้ถือว่าพระพุทธองค์ติดวัตถุหรือเปล่า แล้ว สร้างทำไม ทำไมไม่ปล่อยให้ญาติโยมอยู่โคนไม้ นั่งอยู่ท่ามกลาง แสงแดด ท่ามกลางความสว่างของดวงอาทิตย์ เวลาฝนตกลงมา ก็เย็นฉ่ำ หรือให้พระอยู่โคนไม้ตลอดไปเลยอย่างนั้นหรือ อย่างนี้ เรียกว่าติดวัตถุ หรือว่ามันจำเป็นต้องสร้าง แล้วเราได้รู้ประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา เพราะมีร่องรอย ของศาสนวัตถุที่หลงเหลืออยู่ว่า ณ สถานที่นี้พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เคยประทับ ตรงนี้คือพระคันธกุฎี ตรงนี้คือมหาวิหาร ตรงนี้คือ สถานที่ต่าง ๆ ก็มีร่องรอยจากศาสนวัตถุที่ปรากฏเกิดขึ้นมา ซึ่งมัน ก็ผุพังไปตามกาลเวลา แต่ก็ยังมีร่องรอยหลงเหลืออยู่ ทีนี้ ถ้าหากไม่สร้างให้แข็งแรง สมมติท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี สร้างอารามใหญ่โต เอาไม้ไผ่ทำเป็นเสาเพื่อความเรียบง่าย มุงด้วย จากและหญ้าแฝกอย่างดี ตอบคำถามสิว่า จะมีร่องรอยจากกับ ไม้ไผ่เหลือมาให้เป็นพยานทางวัตถุว่า เคยมีพระพุทธศาสนาเกิดขึ้น ตรงนั้นไหม อีกอย่างพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสรรเสริญมากในการ สร้างวัดว่า วัดเป็นที่อยู่ของพระภิกษุผู้ประพฤติพรหมจรรย์ เป็น แหล่งแห่งเนื้อนาบุญ เป็นสถานที่ประพฤติปฏิบัติธรรม เป็นที่ แสวงหาความรู้ความจริงของชีวิตอันยิ่งใหญ่ ผู้นำอิฐสักก้อน ไม้สักแผ่น ตะปูสักตัว มาสร้างวัดด้วยจิตที่เลื่อมใส จะเป็นรหัสผ่าน ไปสู่สุคติภพ พระองค์ตรัสถึงเรื่องราวเหล่านี้ตลอดเลย ในพระ ไตรปิฎก ถ้าหากว่าเป็นวัตถุนิยม ท่านก็คงบอกว่า ภิกษุ อุบาสก อุบาสิกาที่รักทั้งหลาย พวกเธออย่าสร้างวัดเลย มีอย่างไรเราก็อยู่ กันไปอย่างนั้นเถิด เพราะฉะนั้น ที่วัดสร้างศาสนสถานต่าง ๆ ขึ้นมาก็เพราะ มันจำเป็น เขาไม่ได้สร้างขึ้นมาเพื่อแข่งขัน อย่างน้อยสิ่งที่สร้าง ก็เป็นของกลางใช้เป็นสาธารณประโยชน์ เป็นพยานทางวัตถุ และ ที่สำคัญเป็นจุดรวมของกุศลจิตที่เอาชนะความตระหนี่ในตัวของ แต่ละคน ที่ค่อย ๆ ก่อตัวกันขึ้นมา ส่วนมากพวกที่ทำการวิจัยพวกนี้ มักไม่ค่อยทำบุญ พวกไม่ทำ มักจะมีปัญหากับพวกทำ ไม่รู้เป็นยังไง มันแปลก และพูดเก่ง โมเม แล้วก็ออกกฎขึ้นมาบีบบังคับเพื่อให้พระพุทธศาสนาหมดไปเร็วขึ้น แล้วเลือกบีบบังคับเอาเฉพาะพระพุทธศาสนาเท่านั้นนะ ทีนี้ถ้าเกิดไม่ให้สร้างศาสนวัตถุขึ้นมา เพราะอ้างว่าเป็น วัตถุนิยม เฉพาะพระพุทธศาสนา แล้วที่ไม่ใช่พระพุทธศาสนาเขา สร้างอาคารต่าง ๆ ขึ้นมาใหญ่โต มีป้ายขึ้นทุก ๆ ๑ กิโลเมตร ซึ่งมี แล้วทางภาคใต้ ไปถ่ายภาพดูเถอะ แล้วอย่างนี้เขาจะมองเมืองไทย ว่าเป็นเมืองพุทธ หรือเมืองอะไร ไปคิดเอาในใจ ไม่ต้องบอก อย่างนี้ ติดวัตถุหรือเปล่า แล้วก็ห้ามซ่อมด้วยนะ เขาบอกมีการปฏิสังขรณ์ ก็ร่างกาย เรายังพัง เสื้อผ้าก็พัง รถก็พัง บ้านก็พัง วิหารก็พัง พังแล้วไม่ซ่อม เหรอ พอซ่อมกลายเป็นว่า ติดวัตถุนิยม ติดเปลือกนอก มันไม่ใช่ เรื่องติดวัตถุ แต่เป็นเรื่องว่า ต้องทำ ต้องซ่อม เพื่อกันแดด กันฝน ลองไปอ่านอานิสงส์ของวิหารทาน พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตรัสเองเลยนะ มีไว้เพื่อกันเหลือบ ยุง ริ้น ไร กันลม แดด ฝน มีเอา ไว้เพื่ออาศัย สร้างแล้วมันเสื่อมก็ต้องซ่อม ถ้าซ่อมแล้วมากล่าวหา ว่าติดวัตถุ อย่างนี้ไม่ถูกนะ ไม่ซ่อมมันก็พัง แล้วพอไม่ส่งเสริม ไม่สนับสนุน ในที่สุดก็ จะกลายเป็นวัดร้าง พอเป็นวัดร้างก็เอามาจัดสรรล่ะสิ เอามาแปลง เป็นทุน เป็นโน่น เป็นนี่ เป็นอะไรก็ไม่รู้ เรียกไม่ถูก ทั้ง ๆ ที่เจตนา เดิมของผู้สร้างต้องการให้เป็นวัดรุ่ง เป็นที่อยู่ของพระ เป็นที่พระ แสวงหาพระนิพพาน มาศึกษาพระธรรมวินัย เป็นที่เผยแผ่ธรรม เป็นแหล่งแห่งเนื้อนาบุญ เป็นแหล่งปลูกศีลธรรมแก่ชาวโลก แทนที่จะแก้ปัญหา “วัดร้าง” ให้มาเป็น “วัดรุ่ง” ด้วยการ เอาพระมาอยู่ เป็นวัดร้างเนื่องจากไม่มีพระ จึงเรียกว่า วัดร้างพระ เราก็เอาพระมาอยู่ ก็เป็นวัดมีพระ เพราะฉะนั้นแทนที่จะจับพระสึก น่าจะจับฆราวาสมาบวช วัดร้างก็จะเป็นวัดรุ่ง โดยเฉพาะคนที่เขียน ว่าวัดติดวัตถุนิยม เห็นคุณค่าแค่เพียงเปลือกนอก น่าจะลองมาบวช มาลองเป็นสมภารดู แล้วจะเข้าใจ ข้อ ๒ วัดหลงการปรุงแต่งวัตถุภายนอกให้ใหญ่โต สวยงาม ไม่ทำให้สวย แล้วจะทำให้ ugly อย่างนั้นเหรอ หรือให้ ซอมซ่อ จะให้ ugly หรือไม่ให้สวย เชื่อไหม คนที่เขียนว่า เขาไม่ได้ ร่วมบุญเลยสักบาท มีคน ๒ ประเภทนะ ยากจน กับ อยากจน คนยากจน คือ อดีตคนเคยรวย มีความตระหนี่ ไม่ทำทาน ชาตินี้เลยเป็นคนยากจน คนอยากจน คือ คนรวย แล้วมีความตระหนี่ ไม่ทำทาน ต่อไปก็จะเป็นคนยากจน “ยากจน” กับ “อยากจน” มันเนื่องกันนะ มันเชื่อมกัน ด้วยความตระหนี่ รวยแล้วอยากจนก็ให้ตระหนี่ หรือเห็นใครจะมาสร้างทาน กุศลก็ไปห้ามเขา ไปเบรกเขา พวกนี้ต่อไปจะกลายเป็นคนเคยรวย เพราะฉะนั้น การก่อสร้างอะไรขึ้นมาสักอย่างหนึ่ง ในพระพุทธศาสนาเป็นทางมาแห่งสวรรค์นะ คุณครูไม่ใหญ่ว่า ท่านดอกเตอร์คิดไม่ถูก ต้องไปคิดใหม่นะ แต่ครูไม่ใหญ่ไม่ได้จบนะ จบแค่นักธรรมตรี ข้อ ๓ วัดลืมสร้างสรรค์คุณค่าจิตวิญญาณของความเป็น พระพุทธศาสนา วัดไม่ได้สอนเรื่องนี้จริงหรือ ๑๙๘ วัด ไปเดินทั่วถึง หรือเปล่า ลองไปเดินให้ครบ ๓๐ ,๐๐๐ วัด เราจะเห็นว่าวัดที่ เขาปฏิบัติธรรมอยู่ หลวงปู่หลวงตาตั้งเยอะแยะท่านปฏิบัติธรรม เอาแค่วัดชาน ๆ กรุงเทพฯ นี่ มีอยู่วัดหนึ่งเขาก็ยังปฏิบัติธรรมอยู่ คฤหัสถ์มุ่งในการทำมาหากิน จู่ ๆ จะชวนให้มานั่งหลับตา ชวนให้รักษาศีล ไม่ค่อยมา จึงต้องเริ่มต้นจากการทำบุญกุศลอย่าง ง่าย ๆ ก่อน ให้ทำทานก่อน โดยให้มาทอดกฐิน ทอดผ้าป่า เมื่อมา แล้วก็จะได้มีโอกาสรักษาศีล อย่างน้อยชั่วโมงหนึ่ง หรือหลายชั่วโมง หรือครึ่งวัน ก็ต้องรับศีลจากพระ แล้วก็มีโอกาสได้เจริญภาวนา ได้ ทั้งทาน ศีล ภาวนา จิตก็ถูกขัดเกลาให้บริสุทธิ์ผ่องใสขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อจิตผ่องใสก็จะเป็นรหัสผ่านไปสู่สุคติภพ เพราะฉะนั้น การสร้างอะไรต่าง ๆ โดยเอาถาวรวัตถุที่เป็น ประโยชน์และมีความจำเป็นจะต้องสร้างเป็นตัวตั้ง แล้วไปชวนให้ โยมมาทำบุญ โยมก็จะมีโอกาสได้ทั้งทาน ได้ทั้งศีล ได้ทั้งภาวนา มันอย่างนี้นะ เพราะฉะนั้น ไม่ใช่ติดวัตถุนิยม แต่เป็นเครื่องอาศัยที่จำเป็น ต้องทำ สร้างแล้วก็ต้องสร้างให้สวยงาม ให้คงทนถาวรเหมือนวัด ในสมัยพุทธกาล ความสวยงามจะทำให้จิตประณีต ความคงทน ความแข็งแรงจะได้ใช้ประโยชน์ได้เต็มที่ และเป็นพยานทางวัตถุ นี่แสดงว่าผู้ทำวิจัย ท่านคงไม่ได้ไปอ่านวัดพระเชตวันว่างดงาม ขนาดไหน ลองไปศึกษาดู ถ้าท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีทำแบบ ไม่สวยก็ไม่สมฐานะท่านนะ เรื่องมันเป็นอย่างนี้ ในฐานะที่เราก็เป็นวัดหนึ่ง ก็เลยต้องพูดให้ฟังบ้าง เพราะ เขาพูดถึงวัด ๒๓ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๖ 99.ขอแสดงอาบัติ มีพระกัลยาณมิตรรูปหนึ่งเขียนจดหมายมา ท่านใช้คำว่า “ขอแสดงอาบัติ” กับคุณครูไม่ใหญ่ ที่จริงอยากอ่านตามลำพัง แต่ มีหลายข้อที่ท่านเขียนมาอาจจะไปตรงกับใจใครบางคน จะได้ถือ โอกาสตรงนี้ชี้แจง ทำความเข้าใจกันสักนิด ที่จริงถึงไม่ได้แสดงอาบัติ หรือขอขมาก็ให้อโหสิไปหมดแล้ว เพราะครูไม่ใหญ่อยากจากโลกนี้ไปอย่างใจใส ๆ ไม่มีเวร ไม่มีภัย กับใคร แต่นี่เป็นความงามของพุทธบุตรที่ท่านเมื่อมีความรู้สึกที่ดี เกิดขึ้นแล้ว ท่านจะแสดง ไม่ปกปิด จะเปิดเผย เพื่อความบริสุทธิ์ บริบูรณ์ เพราะท่านมีพระนิพพานเป็นเป้าหมาย นี่ก็เป็นสิ่งที่ท่านเขียนมาย่อ ๆ ว่า ท่านเคยมีอคติในใจ ที่ยังไม่กล้าบอกกับใครในส่วนลึกก้นบึ้ง หัวใจ ซึ่งอาจจะไปตรงกับความคิดของคนอื่น ๆ ที่มีต่อวัดพระธรรมกาย ก็พูดง่าย ๆ กับครูไม่ใหญ่นั่นแหละ แต่เขามักจะเหมารวม ๆ เป็น วัดพระธรรมกาย ไม่รู้เป็นยังไง ที่จริงว่าครูไม่ใหญ่โดยตรงจะดีกว่า เพราะว่า “พระ ธรรมกาย” บาปนะ เพราะคำว่า “ธรรมกาย” เป็นคำสูง หมายถึง พระพุทธเจ้าที่อยู่ภายในตัว หมายถึง พระรัตนตรัย เพราะฉะนั้น ถ้าใครรู้สึกไม่ชอบหน้าครูไม่ใหญ่ ก็ขอให้ใช้ตรง ๆ เลย ธัมมชโยบ้าง อย่างนั้น อย่างนี้ อะไรก็ว่าไปเถอะ ครูไม่ใหญ่ไม่ถือ ไม่เอาเรื่อง เอาราวกับใคร มันไม่มีเวลาจะไปคิดเรื่องเหล่านี้ เวลาที่เหลืออยู่ อยากจะได้บุญ อยากจะทำงานพระศาสนา คำถามของท่านมี ๓ ข้อ ข้อ ๑ วัดพระธรรมกายเป็นวัดทุนนิยม เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้น ทางวัดจะหาวิธีแก้ด้วยเงินอย่างเดียว วัดพระธรรมกายไม่ใช่วัดทุนนิยมนะ เป็นวัด “บุญนิยม” คือ นิยมเรื่องสร้างบุญ สร้างบารมี ชวนเขาไปเรื่อย ๆ นั่นแหละ ข้อ ๒ วัดพระธรรมกาย เป็นวัดไม่ทรงเอกลักษณ์ความเป็น พุทธ เช่น สร้างโบสถ์ไม่เหมือนวัดทั่ว ๆ ไป ผมคิดว่า เมื่อรวม คนได้มาก ๆ ก็กลายเป็นคริสต์ เอาไม้กางเขนไปปักกลางช่อฟ้า ตอนที่ให้สถาปนิกออกแบบ บอกวัตถุประสงค์ไปว่า อยาก ได้โบสถ์ที่แข็งแรง ใช้ประโยชน์ได้เต็มที่ เสร็จเร็ว ประหยัด ถ้าพัง ก็ซ่อมง่าย ถ้าสร้างโบสถ์ที่วิจิตรงดงาม มันก็ดีนะ ใจประณีต แต่ จะเสียเวลานาน ใช้เงินเยอะ ใช้ประโยชน์ได้ไม่เต็มที่ เวลาพังก็ ซ่อมยาก เพราะช่างที่เกิดมาสร้าง ไม่เกิดมาซ่อมอีก ทีนี้ถ้าเอา คนรุ่นหลังมาซ่อม มันก็หัวมงกุฎท้ายมังกร กลัวจะต่อกันไม่ติด เขาก็เลยออกแบบมาให้ดูหลายแบบ ก็เลือกเอาแบบนี้ ตรงสเปก เร็ว เรียบง่าย ทำความสะอาดง่าย พังซ่อมง่าย ใช้เงินไม่เยอะ ใช้ประโยชน์ได้เยอะ จึงได้โบสถ์แบบนี้มา ข้อ ๓. วัดพระธรรมกายเป็นวัดที่จัดหาเงินเข้าวัดแบบแชร์ลูกโซ่ คนไปหาเดินสายจะได้ค่าตอบแทนเป็นเปอร์เซ็นต์ให้หัวหน้า สายแต่ละคนที่มีเงินเข้าวัดเยอะ ขอกราบเรียนพระเดชพระคุณให้ทราบเลยว่า อย่าว่าแต่วัด ไม่ให้เงินสักสลึงเลย เขายังต้องเสียเงินมหาศาลเพื่อทำบุญเสียอีก บางคนเอาชีวิตเป็นเดิมพันไปทำงานสร้างบารมี บางคนถึงกับเสียชีวิต บางคนบาดเจ็บ แต่ส่วนใหญ่จะเสียทรัพย์ แล้วก็อะไรเยอะแยะไป หมดเลย ถ้าได้เห็นวิธีการทำงานของทีมงานแต่ละคนที่กระจายกัน อยู่ทั่วประเทศมีแต่จะชื่นชมอนุโมทนา ผู้เฒ่าผู้แก่นั่งซ้อนรถมอเตอร์ไซค์ไปบนถนนลูกรังที่เป็น หลุมเป็นบ่อ ทั้งฤดูร้อน ฤดูฝน ฤดูหนาว ตากแดดกันหัวแดง บางที นั่งรถไปหล่นลงมาก็มี บ้างก็เดินฝ่าเปลวแดด ใบหน้าไม่ได้สวยเลย สักคน ทั้งร้อน ทั้งเหนื่อย แต่ทุกคนก็หยัดสู้ เพราะอยากได้บุญ บางคนไม่สบาย ก็ยังออกไปทำหน้าที่ ป่วยเป็นมะเร็ง ให้คีโม ผมร่วง หนังศีรษะไม่มีผมมาปกป้อง ระหว่างแดดที่แรงกล้า กับหนังศีรษะ ผิวหนังลอกไปหลายสิบแผ่น เหงื่อโทรมกาย แต่ ดวงใจเบิกบาน ยิ้มแย้มแจ่มใส บางคนต้องข้ามน้ำข้ามทะเล ไปเกาะกลางทะเลก็มี บ้างก็ ขึ้นเขาลงห้วย ลำบากทั้งลูกพระ ลูกเณร ลูกอุบาสก ลูกอุบาสิกา แล้วก็ลูกทุก ๆ คนที่ออกไปทำหน้าที่อย่างเอาชีวิตเป็นเดิมพัน ไม่ได้เห็นแก่ความยากลำบาก เพียงเพื่อจะไปบอกให้ผู้มีบุญที่ กระจัดกระจายกันว่า มาสร้างบุญกันเถิด เราเกิดมาเพื่อสร้างบารมี มาทำพระนิพพานให้แจ้ง ชวนทุกคนให้มาถึงธรรม ไปบอกเขาว่า ในตัวเรามีพระรัตนตรัยในตัว ให้แสวงหาพระในตัว อย่าตายฟรี เลย เพียงเพื่อจะไปบอกเขาอย่างนี้ เพราะฉะนั้น ไม่ใช่แบบแชร์ลูกโซ่ และแชร์เป็นยังไง ครูไม่ใหญ่เล่นไม่เป็น ไม่รู้จัก ได้ยินแต่เขาลงหนังสือพิมพ์ แล้วเขาก็ ถวายข้อหาอย่างนี้มาให้ เรื่องโซ่ตรวนนี่ ไม่ชอบเลยจริง ๆ จะเป็น พ่อโซ่ แม่โซ่ หรือลูกโซ่ก็ตาม เงินที่ได้มาก็นำมาทำงานพระศาสนา เพราะทุกอย่างมีค่า ใช้จ่ายทั้งนั้น นั่งเฉย ๆ แค่เราหายใจเข้าออกก็เสียค่าใช้จ่ายแล้ว เพราะเราจะต้องมีชีวิตอยู่จึงหายใจได้ จะมีชีวิตอยู่ได้ต้องมีอาหาร อาหารไม่ได้หล่นลงมาจากฟ้า มันก็มีค่าใช้จ่าย กว่าจะมาถึงมือ ถึงท้องได้ มันจ่ายกันมาตลอดสายเลย ท่านถามมา ๓ ข้อ ก็เลยถือโอกาสตอบตรงนี้ ๑๓ เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๗ 100.เขาว่าพระขี้เกียจ เขาว่าพระขี้เกียจ แต่ครูไม่ใหญ่ว่า ขี้เกียจเป็นพระไม่ได้ หรอก เขาไม่มาเห็นตอนพระทำงานนะ แต่ครูไม่ใหญ่ไม่ได้ถูก กล่าวหาว่าขี้เกียจนะ เขาบอกว่าขยันเกินไป ทำอะไรก็ไม่รู้เยอะ แยะไปหมด ที่ทำก็ทำเพื่อส่วนรวม เราก็ได้ ส่วนรวมก็ได้ เพราะ การเกิดมาเป็นมนุษย์ มันเกิดยาก แต่ตายง่าย มีบุญมากเกิดมาเจอ พระพุทธศาสนา เจอวิชชาธรรมกายด้วย เพราะฉะนั้นมีโอกาสได้ ตักตวงบุญ เราก็เลยลุยสะบั้นหั่นแหลก ทั้งทำด้วยตัวเองด้วย และ ชวนคนอื่นเขาทำด้วย ที่จริงไม่ได้ขยันเกินไปนะ ยังมีสิ่งที่อยากจะ ทำอีกเยอะแยะ แต่ทำได้เท่าที่เห็น 00 00 0000 101.วัดพระธรรมกายทำไมสร้างใหญ่โต มีคนถามว่า ทำไมต้องสร้างวัดใหญ่ ที่สร้างใหญ่ ๆ ก็สร้าง ให้เขานะ ลำพังตัวเองอยู่เล็ก ๆ แต่ที่สร้างใหญ่ เพราะคนมาเยอะ สร้างเล็ก ๆ สถานที่ไม่พอรองรับ เขาต้องไปนั่งตากแดด ตากฝน ตั้งแต่ศาลาจาตุมหาราชิกาในวัด จุได้ ๕๐๐ คน ก็คิดว่าจะ เอาแค่นั้น ก็มากัน ๕,๐๐๐ คน ก็ต้องไปเช่าเต็นท์เป็น ๑๐๐ เต็นท์มา เรียงต่อ ๆ กัน อยู่ใต้เต็นท์มันก็ไม่ค่อยสบาย ทั้งร้อน ทั้งอบ แต่เขาก็ มากัน จนกระทั่งล้นเต็นท์อีก เอากลดไปปัก นั่งในกลด เอาร่มชูชีพ ที่เขาไม่ใช้แล้วมากาง ก็อยู่กันไปอย่างนั้น เห็นแล้วก็สงสารพุทธ บริษัทญาติโยมที่เขารักการปฏิบัติธรรมต้องมาลำบาก ตากแดด ตากลม ตากฝน แต่ทำไมเขามากันได้ ก็คิดจะอนุเคราะห์เขา ต่อมาก็ขยับมาสร้างสภาหลังคาจาก จุได้ ๑๐ ,๐๐๐ คน สร้างคร่อมเนื้อที่ ๑๐ ไร่ คิดว่าแค่นี้น่าจะพอ แต่ตอนหลังเต็ม อีกแล้ว ก็น่าปีติยินดีนะ ที่เห็นพุทธบริษัท ๔ ทั้งพระภิกษุ สามเณร อุบาสก อุบาสิกาทั่วประเทศสนใจการปฏิบัติธรรมมาก อยากมา ศึกษาธรรมะของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อยากเข้าถึงพระในตัว เพราะครูไม่ใหญ่ก็เฝ้าเพียรบอกว่า ในตัวของเรามีพระรัตนตรัย เรียกว่า “พระธรรมกาย” พุทธรัตนะสวยงามมาก เขาก็เกิดการตื่น ตัวกันทั้งพระภิกษุ สามเณร อุบาสก อุบาสิกา คราวนี้มากันใหญ่ เลย จะมาปฏิบัติธรรมเพื่อให้เข้าถึงพระธรรมกายในตัว ต่อมาล้นอีกแล้ว ภาพเดิมกลับมาใหม่ ต้องไปเช่าเต็นท์ มาเรียงต่อกันยาวเป็นพรืดอีก เพราะงานบุญใหญ่คนมาประมาณ ๓๐ ,๐๐๐ คน แต่สภาหลังคาจากจุได้แค่ ๑๐ ,๐๐๐ คน การที่จะเรียน ธรรมะ จะปฏิบัติธรรมให้ได้ดี สถานที่ต้องสัปปายะ ต้องสบาย ๆ เหมือนผู้มีบุญที่ไปปฏิบัติธรรมที่เชียงใหม่ สถานที่สัปปายะ บรรยากาศสบาย ๆ อย่างกับเทพบุตรเทพธิดาจุติมาสร้างบารมี แต่พอนั่งใต้เต็นท์ทั้งอบ ทั้งร้อน ทั้งฝุ่น บางทีฝนก็มา ๓ ฤดูเลย เอายังไงดี อัธยาศัยของคุณยายท่านจะสมถะ สันโดษ มักน้อย ชอบ นั่งหลับตา ท่านบอก “พอทีเถอะท่าน อย่าสร้างอีกเลย ท่านมานั่ง หลับตาดีกว่า” แต่พอเห็นครูไม่ใหญ่จะสงเคราะห์ญาติโยม ท่าน ก็ตามใจ ตอนหลังท่านอ่อนใจบอกว่า “ก็แล้วแต่ท่าน” แล้วก็ลงมือ ช่วยเต็มที่ แล้วท่านไปแอบกระซิบกับหลวงพ่อทัตตชีโว “อีกหน่อย แก่แล้วหมดแรงก็เลิกเองแหละ” เอ้อ รู้สึกจะเป็นอย่างนั้น ต่อมาก็ได้มาสร้างสภาธรรมกายสากลหลังนี้ สร้างคราวนี้ สร้างใหญ่ให้สะใจไปเลย มี ๒ ชั้น จุคนได้ ๓๐๐ ,๐๐๐ ขึ้น สร้าง ครอบสนามหลวง สนามหลวงมีเนื้อที่ ๗๐ ไร่ เราสร้าง ๑๐๐ ไร่เศษ คิดว่าแค่นี้เพียงพอ ต่อมาพอถึงวันงานบุญใหญ่ล้นอีกแล้ว ก็ไม่รู้ จะทำยังไง สงสารปนปีติ สงสารกลัวเขาจะตากแดด ตากลม ปีติใจว่า ชาวพุทธสนใจการปฏิบัติธรรม เพราะเหตุนี้จึงสร้างชิ้น สุดท้าย มหารัตนวิหารคดรอบพระมหาธรรมกายเจดีย์ ส่วนตรง ลานธรรมจุได้สักล้านคน หลังจากนี้ขยายธรรมะทางจานดาวธรรมดีกว่า พูดผ่านจาน ดาวธรรม (สัญญาณโทรทัศน์ผ่านจานดาวเทียม ช่อง DMC) ชักชวน ผู้มีบุญมานั่งธรรมะพร้อมกันทางจานดาวธรรม ส่วนวันอาทิตย์ ผู้ที่ไม่ติดภารกิจอะไร ก็มานั่งธรรมะด้วยกันที่วัดก็ทำกันมาอย่างนี้ 102.ไม่ชอบมาวัดพระธรรมกายเพราะคนเยอะ บางคนบอกว่า ไม่อยากมาวัดพระธรรมกายเพราะคนเยอะ ก็แล้วแต่รสนิยม ใครชอบวัดไหนก็ไปวัดนั้น ซึ่งก็ยังมีหลายวัดนะ วัดร้าง ไม่มีคน วัดนั้นคนน้อย ชอบวัดไหน เราก็ไปวัดนั้น แต่ การที่คนเยอะ เราควรจะดีใจว่า ชาวพุทธเกิดการตื่นตัวมาศึกษา คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะถ้ามาเห็นบรรยากาศ ของวัดพระธรรมกาย เราจะเห็นว่า แม้คนเยอะ แต่เขาเงียบ สงบ เวลานั่งธรรมะ เราได้ยินเสียงนกคุยกันในท้องเลยนะ (เสียงท้องร้อง) แสดงว่า เงียบมาก คนมาเยอะ แต่เหมือนคน ๆ เดียว 00 00 0000 103.วัดพระธรรมกายทำไมสร้างใหญ่โตน่าจะนำเงินไปสร้างโรงเรียน โรงพยาบาล หรือสงเคราะห์โลก ช่วยเหลือคนยากจนบ้าง ทีนี้ พอสร้างใหญ่ก็มีคำถามมาอีกแล้ว ทำไมไม่ช่วยคนยาก คนจนบ้าง ก็ถามว่า เราจะช่วยแบบยั่งยืน หรือว่าช่วยแบบชั่วคราว มันต้องดูตรงนี้ด้วย จริง ๆ แล้วการสงเคราะห์เพื่อนมนุษย์ ครูไม่ใหญ่ได้ชวน คนไปช่วยสงเคราะห์เวลาที่เห็นเขาตกทุกข์ได้ยากก็ดี หรือประสบ เหตุเภทภัยต่าง ๆ น้ำ ท่วม ไฟไหม้ที่เกิดขึ้นทุกแห่งหนก็ทำ มาอย่าง ต่อเนื่องนะ แต่เขาไม่เห็นเท่านั้นเอง เพราะไม่ได้เอามาให้เขาเห็น เมื่อก่อนไม่เข้าใจนะ ไปต่างจังหวัดเห็นป้าย เอ๊ะ! ทำบุญ ๑,๐๐๐ บาท ทำไมต้องขึ้นป้าย โดยผู้ทรงเกียรติท่านนั้น ท่านนี้ ต้องขนาดนี้เลยเหรอ หรือไปช่วยทีเดียว คุยหลายที ไปแจกเสื้อผ้า แจกอาหาร แจกทีเดียว แล้วก็ย้ายที่ไปที่โน่น ที่นี่ ตอนหลังเพิ่ง เข้าใจว่า มือหนึ่งถือขวาน อีกมือหนึ่งต้องตีฆ้องร้องป่าว ไม่อย่าง นั้นเขาไม่รู้ว่าเราทำงาน อ๋อ ชาวโลกเขาชอบแบบนี้กันนะ ตอนนี้มี จานดาวธรรมแล้ว ๑ บาท ก็ต้องประกาศ ตอนนี้ทำอย่างนั้น อย่างนี้ ต้องเก็บให้หมดเลย เพราะฉะนั้น สงเคราะห์โลกที่จริงก็ทำมาตลอด แต่การ สงเคราะห์อย่างนั้นก็ช่วยเขาได้แค่ชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น ไม่ได้ช่วยเขาอย่างยั่งยืน สุดท้ายเขาก็ตกทุกข์ได้ยากเหมือนเดิม ไม่ได้แปลว่า ช่วยให้เขาหายจน เขาก็ยังจนเหมือนเดิม ได้แค่ อาหารไปมื้อ ๆ มีเสื้อผ้าใช้เป็นครั้ง ๆ ก็แค่นั้น แต่ตรงนี้สิ ที่ขาดแคลน ไม่ค่อยจะมีคนช่วย คือ การขยาย ธรรมะของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จะต้องขยายความรู้นี้ออกไป การที่ชักชวนสร้างสภาธรรมกายสากลหลังนี้มาก็เพื่อจะขยาย ความรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็เหมือนสร้างทั้งโรงเรียนและ โรงพยาบาลในที่เดียวกัน ทางโลก เขาสร้างโรงเรียนเพื่อขจัดความไม่รู้ในทางโลก โดย ให้วิทยาทาน แต่สร้างวัดวาอารามก็คือสร้างโรงเรียนสอนศีลธรรม ขจัดความไม่รู้ของชีวิต เรียกว่า การให้ธรรมทาน ทางโลก เขามีโรงพยาบาล ไว้รักษาอาการเจ็บไข้ได้ป่วย ทางกาย ทางธรรม สร้างวัด ไว้รักษาโรคทางใจ ที่เกิดจากกิเลสอาสวะ โลภะ โทสะ โมหะ โรคที่เกิดจากเชื้อโรค หรือโรคอย่างอื่น ไม่ทำให้โลก ใบนี้พินาศได้ แต่โรคที่เกิดจากโลภะ โทสะ โมหะ ทำโลกนี้พังได้ เดี๋ยวนี้เขารบกันสะบั้นหั่นแหลก ทรัพยากรมีอย่างจำกัด ทุกคนอยากครอบครองหมด อยากเป็นหนึ่งเดียว เจ้าของที่มีอยู่ ก็หวงแหน ก็ต้องป้องกัน ต้องต่อสู้กัน แก่งแย่งกัน วัดรักษาโลกใบนี้ ด้วยการรักษาโรคที่เกิดจากโลภะ โทสะ โมหะของมวลมนุษยชาติ เพราะฉะนั้นวัดจึงเป็นทั้งโรงเรียน โรงพยาบาลเช่นเดียวกัน มันต่างกันตรงไหนแค่นั้น แต่ตรงนี้ไม่เอา ไปพูดไปคุยกัน ที่สร้างวัดก็เพื่อวัตถุประสงค์นี้ พระกับโยมต้องเกื้อกูลกัน พระต้องทำหน้าที่สอนศีลธรรม ต่อชาวโลก ซึ่งชาวโลกไม่ถนัด ไม่มีเวลาและอารมณ์ รวมทั้งข้อมูล หรือความรู้ก็ไม่ค่อยมี เพราะลำพังแค่ทำมาหากินอย่างเดียวก็หมด เวลาแล้ว ถ้าครองเรือนก็ต้องคอยแก้ปัญหาครอบครัวอีกสารพัด พระบวชมาแล้ว ปลอดกังวลเรื่องการทำมาหากิน ไม่ต้องครองเรือน เราเอาเวลานั้นมาศึกษาคำสอนของพระสัมมา สัมพุทธเจ้า ศึกษาแล้ว เราก็มาฝึกฝน มาปฏิบัติจนกระทั่งมี ประสบการณ์ภายใน ที่เรียกว่า ปฏิเวธ แล้วก็นำมาสั่งสอนอบรม ต่างต้องเกื้อกูลกันระหว่างพระกับโยม ถ้าขัดกันก็บรรลัย เพราะ ฉะนั้นเราต้องรักกันนะ ทำความเข้าใจใหม่ ดังนั้น การที่สร้างใหญ่ ๆ ก็เพื่อส่วนรวม เพราะสร้างเสร็จ แล้ว ครูไม่ใหญ่ก็เอาไปขายไม่ได้ แม้ขายก็ไม่มีใครซื้อ มันเป็น สาธารณประโยชน์ แค่คิดโปรเจกต์ที่จะทำงานสาธารณประโยชน์ก็ยากแล้ว กะโหลกบานสติเฟื่อง กลางคืนเป็นควัน กลางวันเป็นไฟ ไปชวน คนให้มาสร้างความดี ให้เขาเอาชนะความตระหนี่ในใจ เพราะเขา หวงแหนทรัพย์นะ กว่าจะชวนมาได้แต่ละคน ไม่ใช่ง่าย เพื่อให้เขา ได้มาช่วยกันสร้าง บอกอานิสงส์ บอกประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นกับ ตัวเขา และส่วนรวมจะเป็นอย่างไรทั้งชาตินี้ชาติหน้า เฝ้าเพียร บอกเขาไป ชวนเขามาช่วยกันสร้างว่ายาก ยังต้องตามดูแลรักษาอีก เพราะโยมมาช่วยสร้างเสร็จ มาใช้เสร็จก็กลับบ้าน แต่พระต้องมา นั่งดูแลรักษาทุกวัน นาน ๆ โยมก็เอาปัจจัยให้สักทีหนึ่ง มันเป็น อย่างนี้นะ เพราะฉะนั้น ต้องทำความเข้าใจ พอเราทำความเข้าใจ แล้ว ความรู้สึกที่ไม่ค่อยดีก็จะหมดไป เหมือนเวลาเราดูดวงอาทิตย์ มีแว่นกันแดด ดูแล้วสดใส สบายตา เหมือนดูดวงตะวันแก้ว ไม่เคืองตา อย่างนี้ไง เราจะได้ปีติใจ ปลื้มใจ 00 00 0000