คำนำผู้เขียน "มหัศจรรย์...พลังสมาธิ" เป็นเรื่องราวประสบการณ์ในชีวิตที่ศิษยานุศิษย์ทั้งที่เป็นพระภิกษุ สามเณร อุบาสก อุบาสิกา และฆราวาส ผู้เคยสัมผัสรับใช้ใกล้ชิดกับพระเดชพระคุณพระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร หลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ผู้ค้นพบวิชาธรรมกาย ได้เมตตา เล่าถ่ายทอดให้ฟัง หลังจากได้ตีพิมพ์ลงในหนังสือ "ที่ระลึกในงานมุทิตาจิตพระครูมงคลพัฒนคุณ เจ้าอาวาสวัดโบสถ์บน บางคูเวียง จ.นนทบุรี" ในครั้งนั้นแล้วทำให้ได้ทราบว่า เรื่องราวดังกล่าวเป็นที่สนใจของเหล่าศิษยานุศิษย์ที่ศรัทธาเลื่อมใส ในปฏิปทาของหลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ เป็นอย่างมาก อีกทั้งยังเป็นแรงบันดาลใจในการประพฤติปฏิบัติธรรมแก่พุทธศาสนิกชนมากยิ่งขึ้น ผู้เขียนหวังเป็นอย่างยิ่งว่า "มหัศจรรย์...พลังสมาธิ" เล่มนี้ จะเป็นปัจจัยในการที่จะจรรโลงพระพุทธศาสนา อันเป็นศาสนาประจำชาติไทยและเป็นแรงบันดาลให้เกิดกระแสแห่งการประพฤติปฏิบัติธรรมแก่พุทธศาสนิกชน อนึ่ง หากมีข้อมูลอันใดจากท่านผู้รู้ เพื่อเป็นการสานต่อเรื่องราวให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ผู้เขียนขอน้อมรับแนะนำสิ่งต่างๆ เหล่านั้นด้วยความยินดีเป็นอย่างยิ่ง และขอกราบขอบพระคุณล่วงหน้ามา ณ โอกาสนี้ สิงหล วันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำ เดือน 10 28 กันยายน พ.ศ. 2547 บทนำ การได้เกิดเป็นมนุษย์ ได้พบพระพุทธศาสนา และรู้จักวิชชาธรรมกายเป็นสิ่งบังเกิดได้ยากยิ่ง เพราะการเข้าถึงธรรมกาย คือการดำเนินตามเส้นทางแห่งการพ้นทุกข์ เป็นทางแห่งสันติสุข และเป็นเป้าหมายสูงสุดของมวลมนุษยชาติ แต่ถ้าหากบุคคลใด ยังไม่รู้จักวิชชาธรรมกาย ยังไม่เข้าถึงธรรมกาย ชีวิตผู้คนทั้งหลาย ย่อมจะวนเวียนว่าย ตามสายกระแสกรรมในวัฏสงสาร แม้กระทั่งอาจจะตกลงไปในสภาพแห่งความมืดดำในบ่วงแห่งมาร อย่างไรก็ตาม เมื่อกาลเวลาเวียนมาจนกระทั่งหลังพุทธปรินิพพานนานเกือบ 2,500 ปี หลวงพ่อวัดปากน้ำภาษีเจริญ พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) ท่านได้พลีกายถวายชีวิต อุทิศเพื่อทางมรรคผล นิพพานจนค้นพบการปฏิบัติสมาธิเพื่อให้เข้าถึงธรรมกาย ที่เคยเลือนสูญหายไปอย่างยาวนานให้กลับคืนมาได้ และเปิดเผยให้ชาวโลกทั้งหลาย ได้เห็นทุกข์เห็นภัย และรู้คุณค่าของพระรัตนตรัย รู้จักการปฏิบัติเพื่อให้เข้าถึงธรรมกาย อันเป็นเส้นทางเอก ที่มีคุณเอนกอนันต์ และยังประโยชน์อันไพศาลแก่ชีวิตชาวโลกนับล้าน เพื่อให้รู้จักเป้าหมายสูงสุด ตามหนทางสายกลาง และมุ่งสั่งสมบารมี ตามรอยบาทพระศาสดา หลวงพ่อมีความตั้งใจที่จะค้นคว้าวิชชาธรรมกายและเผยแผ่วิชชาธรรมกายให้กว้างไกล เมื่อหลวงพ่อได้รับตำแหน่งให้มาดูแลเป็นเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ท่านก็จัดระบบระเบียบในการบริหารงานคณะสงฆ์ในวัดอย่างเป็นระเบียบแบบแผน โดยท่านได้ทำวิชชาธรรมกายร่วมกับทีมงานในโรงงานทำวิชชา แก้ไขทุกข์โศกโรคภัยพิบัติต่างๆ และเหตุการณ์ที่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนในบ้านในเมือง โดยเฉพาะในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ท่านถึงกับกล่าวกับพระ เณร เถร ชี ในวัดปากน้ำว่า จะไม่ยอมให้ลูกระเบิดมาลงวัดปากน้ำอย่างเด็ดขาด ท่านเอาชีวิตเป็นเดิมพัน และด้วยความเชี่ยวชาญในวิชชาธรรมกายของหลวงพ่อ ทำให้วัดปากน้ำผ่านพ้นวิกฤติในช่วงสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 มาได้อย่างน่าอัศจรรย์ หลวงพ่อได้มุ่งสอนวิชชาธรรมกายให้กับพระ เณร เถร ชี ที่ได้ธรรมกายในโรงงานทำวิชชา นับเป็นงานวิปัสสนาธุระที่หลวงพ่อให้ความสนใจมาก ท่านมุ่งมั่นและจดจ่อในเรื่องวิชชาเป็นอย่างมาก ทั้งนี้มีผู้ที่ปฏิบัติได้ธรรมกายขั้นสูงหลายท่าน อาทิเช่น แม่ชีทองสุข สำแดงปั้น แม่ชีจันทร์ ขนนกยูง แม่ชีทวีพร เลี๊ยบประเสริฐ คุณครูตรีธา เนียมขำ คุณจินตนา โอสถ สามเณรสมจิตร สามเณรเตชวัน เป็นต้น คงเป็นที่ประจักษ์แล้วว่า การสร้างบารมีของท่าน หาใช่จะแสวงหาความหลุดพ้นแต่เพียงลำพัง แต่ท่านมุ่งสงเคราะห์โลก มุ่งยังคุณประโยชน์ให้แก่มวลมนุษย์ทั้งหลาย ดังนั้น แม้ท่านจะมรณภาพไปแล้ว แต่บารมีธรรมของท่านก็ยังคงอยู่ ยังคอยปกป้องคุ้มครองรักษาเหล่าศิษยานุศิษย์และผู้ประพฤติปฏิบัติตามอยู่เสมอ สิ่งที่ท่านได้ประกอบกรณียกิจอันเป็นมรดกธรรมทั้งหลายล้วนเป็นการวางรากฐาน เพื่อการเผยแผ่และสืบทอดอายุพระพุทธศาสนาทั้งด้านการศึกษาพระปริยัติธรรมและธรรมปฏิบัติ ก่อให้เกิดประโยชน์แก่อนุชนรุ่นหลัง ทั้งที่เป็นพระภิกษุและฆราวาสเป็นเอนกอนันต์ ดังปรากฏเป็นที่กล่าวขานกันว่า ในยุคสมัยที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านยังมีชีวิตอยู่ วัดปากน้ำภาษีเจริญ ได้รับการยกย่องว่าเป็นเลิศทั้งการสอบธรรมภาคปฏิบัติ และเป็นวัดที่มีการเรียนการสอนพระปริยัติธรรมด้านภาษาบาลีที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ มากระทั่งบัดนี้ ในวันที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2547 ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 10 เป็นวันครบรอบ 87 ปี ที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำภาษีเจริญ (พระมงคลเทพมุนี) ได้ค้นพบการปฏิบัติเพื่อให้เข้าถึงธรรมกาย ควรที่พวกเราทั้งหลาย จักได้พร้อมใจรำลึกนึกถึงคุณค่า ตลอดจนมหากรุณาธิคุณ แห่งพระเดชพระคุณหลวงพ่อพระมงคลเทพมุนี ผู้เป็นมหาปูชนียาจารย์ จึงควรน้อมวันทาอภิวาทถวายสักการเหนือเศียรเกล้าด้วยบุญปฏิบัติบูชา ตลอดจนร่วมทำนุบำรุงและจรรโลงพระพุทธศาสนาเพื่อเป็นทักขิณา แด่พระเดชพระคุณหลวงพ่อผู้เป็นทักขิไนยบุคคล และขออานิสงส์แห่งความตั้งใจที่พวกเราเหล่าศิษยานุศิษย์จักร่วมใจกันทั้งด้วยการทำทาน รักษาศีล และเจริญภาวนา เพื่อปฏิบัติเป็นสังฆบูชาถวายแด่พระเดชพระคุณหลวงพ่อ จงดลบันดาลให้พวกเราทั้งหลาย ตลอดจนมารดาบิดา ทั้งบริวารญาติมิตรที่ร่วมจิตอนุโมทนา ให้พ้นสรรพทุกข์ ให้พ้นสรรพโศก ให้พ้นสรรพโรค ให้พ้นสรรพภัย ขออาราธนาบุญญาบารมีของพระเดชพระคุณหลวงพ่อพระมงคลเทพมุนี ได้ยังกุศลราศี ให้พวกเราทั้งหลายมีแต่ความเจริญก้าวหน้า ทั้งทางโลกทางธรรม ให้เข้าถึงธรรมกาย รู้แจ้งแทงตลอดในวิชชาธรรมกาย พ้นจากอวิชชาทั้งหลาย ไปทุกภพทุกชาติ ตราบเข้าสู่พระนิพพานเทอญ คณะศิษยานุศิษย์หลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ 27 สิงหาคม พุทธศักราช 2547 สารบัญ ยิ่งทำ...ยิ่งรวย 11 รักษาโรคร้ายมารดาที่ป่วยหนัก 12 ปี ให้หายได้ 15 พ่อตาของจอมพลถนอม กิตติขจร พิสูจน์ความจริง 23 ตาทิพย์...เห็นพระพุทธรูปใต้ดิน 26 ฟ้าผ่าเปรี้ยง...แก้วกายสิทธิ์หายไป 29 ช่วยพ่อ...ในนรก 31 ทำจันทรคราส...ได้ไหม? 34 ไล่ผีจักรกลด..ออกจากร่างยายเพิ่ม 36 กายทิพย์...ขึ้นขบวนแห่สู่สวรรค์ชั้นดุสิต 39 มะเร็งที่ขา... วิบากกรรมทำกับไก่ 44 ตำรวจบางยี่เรือ...ตรวจสอบความจริง 47 จากช่างตัดเสื้อ...กลายเป็นเศรษฐี 50 ปัดลูกระเบิด...สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 53 วิญญาณแมลงวัน..ไม่รู้ตัวว่าตาย 56 ดับดาว...ดับพรึบหมดฟ้า 58 นักเรียนแพทย์...รักษาโรคด้วยสมาธิจิต 60 พระพุทธเจ้า...ลอยบนฟ้า 63 บูชาข้าวพระพุทธเจ้า 65 หยั่งรู้อนาคต...ได้อย่างเหลือเชื่อ 66 หุ่นขี้ผึ้งมัดด้ายสายสิญจน์...ละลายกลายเป็นอากาศธาตุ 77 ท่องเมืองนรก....ปิดบัญชีบุญ-บาป 79 ยิ่งกว่า...ตาเห็น 100 ผู้สืบทอด 102 รู้วันที่จะมรณภาพ 106 ประวัติชีวิต พระมงคลเทพมุนี (สด จันทสโร) 108 ยิ่งทำ...ยิ่งรวย สมัยก่อน ป้าจินตนา โอสถ ขณะนั้นอายุ 13 ปี ได้ไปวัดปากน้ำ ป้าเล่าให้ฟังว่าตอนนั้น หลวงพ่อวัดปากน้ำ (ภาษีเจริญ) ลำบากนะ มีศาลาก็เก่ามาก มีโรงครัวเล็กๆ กุฏิก็ไม่มี หาพระภิกษุองค์ไหนที่จะเหมือนหลวงพ่อไม่มีเลย ท่านเป็นพ่อในสายธรรมจริงๆ ท่านเมตตาคนยากคนจน พอหมอ (ป้าจินตนา) ไปถึง หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านก็ถามว่า "มาจากไหน" "มาจากสุพรรณบุรีเจ้าค่ะ กำนันเขามาส่ง ให้มาบวชแค่ 15 วันเท่านั้นแล้วให้สึก" ป้าจินตนาตอบ พอมาถึงหลวงพ่อแล้ว ก็ได้นั่งสมาธิ จิตใจก็บริสุทธิ์ เหมือนกับขึ้นสวรรค์ นั่งสมาธิไป 7 วันก็เห็นแสงสว่าง แล้วหมอเห็นแม่ที่ตายไปเหมือนกับเวลานั่งสมาธิ แล้วจิตล่องลอยไป เห็นแม่นุ่งเสื้อผ้าสีขาว ตอนแม่ตายนั้น หมออายุประมาณ 13 ปี มาบวชชีแล้วนั่งสมาธิก็ได้เห็นแม่ที่ตายไป เห็นว่าแม่คลอดลูกตาย และไปอยู่กับน้องที่ตาย ภายหลังเมื่อเล่าเรื่องนี้ให้พ่อฟัง พ่อก็บอกว่า "เหมือนกับที่พ่อเคยฝันถึงแม่และน้องที่ตายไป อยู่ในสภาพเดียวกันเลย" ตอนที่หมอนั่งสมาธิแล้วเห็นแม่ที่ตายไป ตอนนั้นมีแม่ชีคุมไปรู้สึกจะเป็น "แม่ชีล้อม" สมัยนั้นตอนเด็กหมอเป็นคนแจวเรือเก่ง แม่ชีเลยให้หมอเป็นคนแจวเรือ ไปกับ "คุณแม่ท้วม" แจวเรือไปซื้อกับข้าวมาถวายพระ แล้วสาย ๆ หน่อย ก๋วยเตี๋ยวเรือก็มา ก็ไปซื้อมาถวายหลวงพ่อ หลวงพ่อจะบอกเรื่อยว่า "ปฏิบัตินะลูกนะ พยายามนะ นั่งถึงไหน ให้ดิ่งจิตให้แน่วแน่" พออยู่วัดปากน้ำตรบ 15 วัน เขาก็มาตามให้สึก ทั้งกำนัน เมียกำนันกับลูกคุณนาย เขาชี้หน้าด่าว่า ไหนจะบวชแค่ 15 วัน หมอก็ปล่อยให้เขาด่าแล้วก็ภาวนาให้หลวงพ่อช่วย ขณะนั้นแม่ชีท้วมมองเห็นพอดี แม่ชีท้วมรู้นิสัยหมอว่าไม่อยากสึก ท่านก็เรียกหมอเข้าไปหา แล้วให้รีบไปประเคนอาหารพระ ทำให้หมอได้โอกาสขอตัวออกมา สมาธิตอนเด็กๆ พูดแล้วก็อัศจรรย์ พอทำสมาธิอยู่กับหลวงพ่อวัดปากน้ำ (ภาษีเจริญ) ตรึกอะไรก็ได้เลย ตอนนี้สู้ตอนนั้นไม่ได้ พอตอนเช้าๆ ออกมาทานข้าว ขณะที่เราเดิน จิตจะสว่างหมดจะเห็นดวงใสอยู่ในกาย จะมองเห็นหน้าคนไม่ชัด ใจจะติดอยู่แต่ข้างใน สมัยนั้นคนที่จะมาแก้โรค จะมาส่งกระดาษให้หลวงพ่อ ท่านก็สั่งว่าดูแลให้ด้วยนะ แก้ให้ด้วย ต่ออายุให้ด้วย ก็ทำกันเลย ทุกคนช่วยกันทำทำกันหลายๆ คนมีพลัง ถ้าไม่เจอหลวงพ่อ ก็จะมีแม่ชีนั่งแก้โดยขอบารมีหลวงพ่อ อย่างบางคนปวดหัว เราก็นั่งเอากายในกายซ้อนที่เขาแล้วก็แก้ ไปแก้ในเหตุ มีเรื่องอัศจรรย์เรื่องหนึ่ง คราวนั้นเป็นฤดูหนาว หนาวมากเลย มีเด็กผู้ชายคนหนึ่ง ออกมาอยู่แถวๆ หน้ากุฏิทำวิชชา ดูท่าทางเขาหนาวมาก พอเห็นแล้วก็สงสาร จึงเอาผ้าห่มที่มีอยู่แค่ผืนเดียวของตัวเองให้เขาไป พอบ่ายๆ เย็นๆ หลวงพ่อก็ถามว่า "ใครไม่มีผ้าห่มบ้างวะ" เหมือนกับท่านรู้ แล้วท่านก็ส่งผ้าห่มมาให้ 1 ผืน ส่งผ่านมาทางช่องเล็กๆ ในห้องทำวิชชา ไว้ยื่นส่งของ หลวงพ่อท่านทักอะไรใคร ก็จะเป็นอย่างนั้น เคยสัมผัสมาหลายครั้งทั้งเรื่องเจ็บป่วย และเรื่องตาย หมอเคยอยู่ในเหตุการณ์ครั้งหนึ่ง คือเด็กสมัยก่อนก็บ้าๆ บอๆ เสียสติ เวลาเรือแล่น เด็กคนนี้จะเกาะเรือตามสายน้ำมาเรื่อย สติไม่ดี ท่านบอกว่ามันไม่หาย มันไม่บ้าแต่มันบอ หลวงพ่อท่านจะบอกเอง ดีไม่ดีท่านบอกเอง ท่านจะไม่ทายส่งเดช หลวงพ่อเป็นพระที่ปฏิบัติตนดีมาก ตอนที่เป็นแม่ชีนั้น หลวงพ่อตั้งให้หมอ (ป้าจินตนา โอสถ) เป็นอาจารย์สอนธรรมะ ไปสอนที่สุพรรณบุรี ก็มีลูกศิษย์มาก ต่อมาป่วยและจะสึก หลวงพ่อท่านไม่ให้สึก ท่านบอกว่า "เอ็งจะสึกไปแทะกระดูกหรือ ทางโลกไม่มีอะไรดี" ท่านห้ามนะ แต่สุดท้ายหมอก็สึก ต่อมาก็แต่งงาน ชีวิตก็ยิ่งกว่าทะเลอีก ลำบากมากๆ ตอนนั้น ชีวิตตกต่ำที่สุด เมื่อลำบากหนักเข้าก็นั่งสมาธิ หลวงพ่อท่านก็มาหา มาเข้าฝัน ท่านบอกว่า "เอ็งนะ ถ้ามีวิชชาเอ็งจะไม่ลำบากหรอก" ตั้งแต่นั้นมาก็สัมผัสกับหลวงพ่อวัดปากน้ำเรื่อยมา ออกจากวัดแล้วต้องมีศีลประจำ หลวงพ่อบอกว่า "ออกจากวัดแล้ว ถ้าทิ้งธรรมะจะลำบาก" จึงเตือนตัวเองว่า จะลำบากยากเข็ญใจยังไงก็จะไม่ลืมคำเตือนของหลวงพ่อ ตอนนี้หมอก็ตั้งกองทุนให้หลวงพ่อ ก็ทำสิบกว่าปีแล้ว และเป็นประธานกฐินวัดปากน้ำ (ภาษีเจริญ) ตลอดชีพ ทำมาเรื่อยๆ จากกรรมการต่อมาก็เป็นประธาน ฐานะเรา "ยิ่งทำยิ่งรวย" ตอนนี้รู้สึกว่าฐานะดีขึ้น เพราะทำบุญมาตลอดจนทุกวันนี้ ป้าจินตนา โอสถ รักษาโรคร้ายมารดา ที่ป่วยหนัก 12 ปี...หายได้ กิตติศัพท์เรื่องหลวงพ่อวัดปากน้ำ (ภาษีเจริญ) ในสมัยนั้น สามารถรักษาคนป่วยด้วยโรคร้ายที่สังคมรังเกียจให้หายได้แพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว ทำให้ข้าพเจ้า (คุณครูตรีธา เนียมขำ) เดินทางมาวัดปากน้ำเพื่อขอพึ่งบารมีหลวงพ่อ เพื่อรักษาโรคให้มารดา ตามปกตินั้นถ้าเราเจ็บไข้ได้ป่วย ก็จะไปหานายแพทย์ผู้เชี่ยวชาญแต่ละโรด แต่หลวงพ่อท่านเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญการรักษาโรคทุกโรค ถ้าจะนำเรื่องความทุกข์ความเดือดร้อนของคนที่มาหาหลวงพ่อมาเรียงลำดับเนื้อเรื่องกันแล้ว ก็จะได้ตั้งแต่เกิดจนตายเลยทีเดียว ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเป็น "ผู้ที่กำลังจะแต่งงานกัน" ก็มักจะมาขอให้หลวงพ่อช่วยตรวจดูให้ว่า ผู้ที่ตนจะแต่งงานด้วยนั้นนะเป็นอย่างไร จะอยู่ด้วยกันยืนยาวมีความสุขความเจริญหรือไม่ บางคู่ที่แต่งงานกันไปแล้วและยังไม่มีบุตร ก็มักจะ "มาขอบุตรกับหลวงพ่อ" ให้ท่านช่วยใช้วิชชาธรรมกายเลือกสรรวิญญาณดีๆ มาจุติ บางคน "มีลูกหลานแล้วเลี้ยงยากขี้โรค" ก็มายกให้เป็นลูกหลวงพ่อ หรือถ้าลูกหลานว่ายาก ดื้อ ซน ไม่ฉลาดในการศึกษาเล่าเรียนก็มาขอบารมีหลวงพ่อ เมื่อลูกหลานจะเข้าสอบ ไม่ว่าจะสอบในวิชาที่เล่าเรียน หรือสอบแข่งขันเข้าทำงาน ก็มาขอให้หลวงพ่อช่วย เมื่อมีปัญหาในการประกอบอาชีพการงาน ก็มาปรับทุกข์กับหลวงพ่อ พวกที่เป็นเกษตรกรถ้าประสบภาวะฝนแล้ง ก็มาขอให้หลวงพ่อช่วยทำให้ฝนตก หลวงพ่อท่านก็จะสั่งพวกที่บรรลุวิชชาธรรมกายให้ช่วยเกณฑ์ฝนให้ตกในพื้นที่ที่เขาต้องการ ส่วนเกษตรกรบางพวกที่เจอฝนตกหนักน้ำท่วมทำให้พืชผักผลไม้เสียหาย ก็มากราบกรานหลวงพ่อขอให้ท่านช่วยบำบัดทุกข์ให้หลวงพ่อท่านก็สั่งพวกที่ได้ธรรมกายให้ช่วยกันเก็บฝนเสีย บางคนจะจัดการงานใดที่บ้านในหน้าฝนกลัวฝนตก ก็มาขอให้หลวงพ่อช่วยอย่าให้ฝนตก หลวงพ่อท่านก็ช่วยทุกคนไป จนกิตติศัพท์ลือเลื่องไปทั่วว่าหลวงพ่อวัดปากน้ำรักษาโรคได้ ขอฝนได้ เก็บฝนได้ แม้ปัจจุบันนี้ ท่านมรณภาพไปแล้วก็ยังมีคนเป็นจำนวนมากมาขอพึ่งบารมีท่านในเรื่องต่างๆทุกเรื่องเหมือนสมัยที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ บางคนก็มิใช่ขอธรรมดา แต่ยังบนบานศาลกล่าวด้วย ในสมัยหลวงพ่อยังอยู่นั้น คนที่มาขอบารมีให้ท่านช่วย มิใช่จะให้ท่านช่วยแต่เฉพาะคนเป็นก็หาไม่ “แม้ญาติพี่น้องของคนที่ตายไปแล้วก็ยังมาขอให้หลวงพ่อช่วยตรวจดูให้ว่าวิญญาณไปอยู่ที่ไหน" สุขทุกข์อย่างไรจะทำบุญอะไรไปให้จึงจะเหมาะจะควร มีลูกศิษย์ของหลวงพ่อมากมายหลายคนที่ได้สั่งลูกหลานของตนไว้ว่า ถ้าตนสิ้นชีวิตลงแล้วให้นำศพมาตั้งสวดพระอภิธรรมที่วัดปากน้ำทั้งๆ ที่วัดปากน้ำไม่มีศาลาตั้งศพ และไม่มีเมรุเผาศพ มีแต่ศาลาการเปรียญเก่าๆ เป็นศาลาเอนกประสงค์สำหรับใช้เป็นที่ฉันภัตตาหารของพระภิกษุสามเณร เวลากลางคืนเป็นที่พักของแม่ชีและเป็นที่ตั้งศพด้วย คืนใดที่มีการสวดพระอภิธรรมศพ หลวงพ่อท่านจะสั่งให้ผู้ที่ได้ธรรมกาย ออกไปร่วมฟังสวดด้วยอย่างน้อย 3 คน เพื่อนั่งเจริญภาวนา เชิญชวนวิญญาณของผู้ตายมารับส่วนบุญกุศล ไม่ว่าวิญญาณนั้นไปสิงสถิตย์ ณ ที่ใดก็ตาม จะอยู่ในสวรรค์ หรือไปเป็นเปรตอสุรกาย สัตว์นรก สัตว์เดรัจฉาน จะเชิญวิญญาณก่อนอาราธนาศีล หลวงพ่อท่านจะให้จัดหาอาสนะปูเตรียมไว้ให้วิญญาณของผู้ตายนั่ง หลังจากที่พระสงฆ์สวดอภิธรรม สวดสังคหะ หรือสวดพระมาลัยเสร็จจบที่ 1 หลวงพ่อท่านจะถามพวกที่ได้ธรรมกายว่า พวกที่ได้ธรรมกายทั้ง 3 คน จะต้องรู้เห็นและตอบตรงกัน ถ้าตอบไม่ตรงกันหลวงพ่อท่านจะให้นั่งตรวจดูใหม่ ท่านต้องการให้วิญญาณของผู้ตายได้มาสมาทานศีลและฟังสวดพระอภิธรรมด้วย และเมื่อพระสงฆ์สวดจบแต่ละจบ ท่านจะถามย้ำทุกครั้ง ในสมัยที่ข้าพเจ้า (คุณครูตรีธา เนียมขำ) ยังเป็นแม่ชีเล็กๆ เคยถูกหลวงพ่อใช้ให้ไปทำหน้าที่เช่นนี้หลายครั้ง ทุกครั้งที่หลวงพ่อถามข้าพเจ้าจะรู้สึกกระดากอาย ไม่อยากตอบให้ใครได้ยิน เพราะตอนนั้นยังเด็กมากเกรงว่าตอบไปแล้วจะไม่มีใครเชื่อถือ แต่เมื่อหลวงพ่อใช้ก็จำเป็นต้องทำเพราะกลัวหลวงพ่อ ข้าพเจ้าจึงไม่อยากให้มีใครตายเลย เพราะไม่อยากออกไปนั่งเชิญวิญญาณ หลวงพ่อวัดปากน้ำ ท่านชี้แจงว่า การรักษาโรคนั้นถ้าได้ประกอบกันทั้ง 2 ฝ่าย คือฝ่ายผู้รักษาโรคและผู้ป่วยมีความเชื่อมั่นตรงกัน มีกระแสจิตเชื่อมถึงกัน เปรียบเสมือนเครื่องรับวิทยุและเครื่องส่งต้องมีคลื่นตรงกันจึงจะมีหวังหายมาก วันหนึ่ง ๆ มีผู้มารักษาโรคกับหลวงพ่อวัดปากน้ำเป็นจำนวนมากเพราะหลวงพ่อท่านรักษาโรคทุกชนิดทั้งโรคมะเร็ง วัณโรค อัมพาต โรคประสาท เมื่อสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง หลวงพ่อต้องรักษาคนที่เป็นโรดประสาทนับเป็นร้อยๆ คน เพราะความตึงเครียด ความทุกข์ยากเดือดร้อนจากภัยสงคราม บางคนก็นอนไม่หลับ คิดมากใจคอหงุดหงิด แต่บางคนก็มีอาการหนักไร้สติสัมปชัญญะ สำหรับคนที่อาการหนัก หลวงพ่อท่านจะสั่งญาติพี่น้องให้กลับไปและมอบคนป่วยไว้กับท่าน ญาติพี่น้องไม่ต้องเป็นห่วง หลวงพ่อท่านจะสั่งให้กรอก "ยาผงบาทจิต" ซึ่งท่านสั่งให้ลูกศิษย์ผสมเตรียมไว้ และแก้ด้วยวิชชาธรรมกายด้วย ไม่นานคนป่วยก็หาย ญาติพี่น้องพากลับบ้านได้ ยาผงบาทจิตนี้คณะศิษย์ของหลวงพ่อในปัจจุบัน ยังคงผสมตามตำราของท่านไว้แจกแก่คนทั่วไปอยู่เป็นยาที่รักษาได้หลายโรค ไม่เพียงแต่โรคประสาทเท่านั้น คนที่ผอมแห้งแรงน้อย รับประทานอาหารไม่ได้ นอนไม่หลับ ใจคอหงุดหงิดคิดมาก ก็รับประทานได้ ท่านผู้สนใจติดต่อขอได้ที่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ในยุคนั้นหลวงพ่อวัดปากน้ำ (ภาษีเจริญ) ท่านให้ตั้งตู้รับใบอาการโรคไว้ที่หน้ากุฏิของท่าน การเขียนใบอาการโรคต้องแจ้งชื่อ สกุล ที่อยู่ วัน เดือน ปีเกิดและอาการโรคที่ปรากฏอย่างละเอียดลออ การส่งใบอาการโรคมี 4 เวลา คือ เช้า กลางวัน บ่าย เย็น หลวงพ่อท่านจะสั่งให้คนมาไขตู้ตามเวลานั้นแล้วนำใบอาการโรคแจกจ่ายแก่พวกที่ได้วิชชาธรรมกายเพื่อแก้โรค ถ้าผู้เป็นลูกมาส่งใบอาการโรคของพ่อแม่ หลวงพ่อท่านมักจะถามว่าอยากให้พ่อแม่หายป่วยหรือไม่ ถ้าอยากให้พ่อแม่หายป่วยก็ทำสมาธิเข้า ถ้าได้สมาธิก็จะได้ช่วยแก้โรคภัยไข้เจ็บของพ่อแม่ได้ ข้าพเจ้า (คุณครูตรีธา เนียมขำ) ได้ประสบเรื่องนี้ด้วยตัวเองคือในสมัยที่ข้าพเจ้ามีอายุประมาณ 13 ขวบ นั้นมีผู้แนะนำให้มารดาซึ่งป่วยหนักมานานถึง 12 ปีแล้วให้มารักษากับหลวงพ่อ มารดาของข้าพเจ้านั้นป่วยด้วยโรคซึ่งหมอไม่ทราบสาเหตุ ผอมแห้ง รับประทานอาหารไม่ได้ พยายามหาหมอรักษามานานนับ 10 ปีอาการก็ไม่ดีขึ้น มีแต่ทรงกับทรุด ไม่ว่าใครจะแนะนำหมอดีที่ไหน บิดาของข้าพเจ้าเป็นต้องพามารดาข้าพเจ้า ไปรักษาทุกหนทุกแห่ง ต่อมามีผู้แนะนำให้มารักษากับหลวงพ่อ บิดาของข้าพเจ้าจึงพามารดาข้าพเจ้าลงเรือ และนำข้าพเจ้ามาด้วยเพื่อให้มาอยู่ปรนนิบัติมารดาบิดาข้าพเจ้ามาจอดเรือที่หน้าวัด แล้วขึ้นไปขอบารมีให้หลวงพ่อช่วยรักษาโรค ส่วนมารดาของข้าพเจ้ายังคงนอนพักในเรือ ตัวข้าพเจ้าเองมีหน้าที่เขียนใบอาการโรคของมารดาส่งให้แก่หลวงพ่อเป็นประจำ หลวงพ่อท่านก็ถามว่า "เอ็งอยากให้แม่หายไหม" ตอนนั้นข้าพเจ้านึกในใจว่า หลวงพ่อถามได้ ใครจะไม่อยากให้แม่หาย ถ้าหลวงพ่อจะสั่งให้ทำอะไรก็จะทำทุกอย่าง ขอให้มารดาหายป่วยเป็นทำทั้งนั้น หลวงพ่อบอกต่อไปว่า "ถ้าอยากให้แม่หาย เอ็งก็ต้องขึ้นมานั่งภาวนา ถ้านั่งได้ก็จะได้ช่วยแก้โรคให้แม่ แม่เอ็งจะได้มีอายุยืนยาวต่อไป" ตั้งแต่บัดนั้นข้าพเจ้าได้ตั้งใจว่าจะต้องนั่งภาวนาให้ได้ เพื่อจะได้ช่วยแก้โรคให้มารดา เพราะการเขียนใบอาการโรคส่งทุกวันก็เหมือนกับยืมจมูกคนอื่นมาหายใจ ไฉนจะคล่องเหมือนจมูกของเราเอง วันแรกที่ข้าพเจ้ามาฝึกนั่งภาวนา ข้าพเจ้ารีบไปซื้อดอกไม้ ธูปเทียน ข้าวตอกจากแม่ชีมา 1 ถาด เนื่องจากมีนิสัยชอบทำสิ่งใดๆ ก่อนผู้อื่น ข้าพเจ้าจึงรีบลงมาหาที่นั่งตั้งแต่ยังไม่มีใครมา ข้าพเจ้ากะนั่งให้ได้กึ่งกลางศาลาพอดี โดยกะศูนย์กลางจากธรรมาสน์ไปยังประตูด้านทิศตะวันออกแล้วกะด้วยสายตาจากอาสนสงฆ์ไปยังศาลาด้านใต้ (ธรรมาสน์นี้ ยังคงอยู่ชั้นบนของศาลาการเปรียญสด) แล้วคอยจ้องว่าเมื่อไรหลวงพ่อจะมา วันนั้นหลวงพ่อท่านเดินขึ้นทางด้านหลังของศาลาทางทิศตะวันตก ข้าพเจ้าเห็นร่างหลวงพ่อที่กำลังเดินขึ้นมานั้นสว่างไสวสวยงามไปหมดทั้งร่าง สีจีวรก็เหลืองอร่ามสุกใส ตามปกติข้าพเจ้าเห็นหลวงพ่อท่านห่มจีวรสีเหลืองธรรมดา แต่ผิวพรรณของท่านนั้นขาวผ่องมีราศีสวยงามจับตาอยู่แล้ว แต่วันนั้นข้าพเจ้าเห็นท่านมีรัศมีสว่างไสวจับตามากเป็นพิเศษกว่าที่เคยเห็น ข้าพเจ้าตามมองท่านตลอดเวลา ไม่คลาดสายตาเลย จนท่านขึ้นมานั่งบนอาสนสงฆ์กราบพระพุทธรูป แล้วท่านก็กล่าวทักทายปราศรัยถามไถ่เรื่องการปฏิบัติธรรมของบรรดาลูกศิษย์ที่มาศึกษากับท่านเป็นประจำ ต่อจากนั้นท่านจึงนำกราบพระสวดมนต์แล้วอธิบายวิธีการนั่งภาวนา เมื่อถึงเวลาเลิกนั่ง หลวงพ่อท่านก็นำกราบพระพร้อมกัน เสร็จแล้วท่านได้เรียกผู้ที่นั่งภาวนาบางคนเข้าไปถามว่าได้รู้เห็นอะไรบ้างและแล้วท่านก็ชี้มาที่ข้าพเจ้าท่านเรียกว่า "ไอ้เล็กมานี่" ข้าพเจ้าคลานเข้าไปหาท่าน ท่านพูดต่อไปว่า "เอ็งเห็นแล้วใช่ไหม" ข้าพเจ้ารู้สึกตกใจและประหลาดใจพร้อมกันว่าทำไมท่านจึงทราบ หลวงพ่อท่านพูดต่อไปว่า "เอ็งได้แล้ว แม่เอ็งจะได้ไม่ตายแล้วเอ็งไปต่อวิชชากับเขา" หลวงพ่อจัดการให้ข้าพเจ้าไปต่อวิชชาในขั้นสูงขึ้นไปจนได้ธรรมกายกับแม่ชีบุญช่วย หลังจากนั้นไม่นาน แม่ชีบุญช่วยก็ถึงแก่กรรม ข้าพเจ้าได้เรียนวิชชาต่อกับ แม่ชีญาณี ศิริโวหาร ซึ่งถึงแก่กรรมแล้วเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2519 แล้วในที่สุดมารดาของข้าพเจ้าซึ่งป่วยหนักมานานถึง 12 ปี ไม่มีแพทย์คนใดสามารถรักษาให้หายได้ แต่มารักษากับหลวงพ่อ 13 เดือนก็หายป่วย มีร่างกายแข็งแรงเป็นปกติ โดยมิต้องรับประทานยาใดๆ เลยสามารถประกอบกิจการงานต่างๆ ได้เหมือนสมัยที่ยังมิได้ป่วยมีอายุยืนยาวนานอีก 24 ปีจึงถึงแก่กรรม สำหรับตัวข้าพเจ้านั้นเรื่องความพากเพียรก็มีไม่มากเท่าใดเพราะตอนนั้นยังเป็นเด็ก ยังไม่ค่อยรู้เรื่องเกี่ยวกับธรรมะ และเป็นเด็กมาจากบ้านนอกด้วย แต่ข้าพเจ้ามีความตั้งใจอยากจะได้ อยากจะเป็น อยากจะเห็น เพราะอยากให้แม่หายป่วยจึงได้พยายามตั้งใจและปฏิบัติตามที่หลวงพ่อสอน เมื่อได้ธรรมกายแล้ว ข้าพเจ้าจึงทราบว่าการที่เห็นหลวงพ่องดงามสว่างไสวไปทั้งองค์นั้น เป็นเพราะอายตนะที่ดึงดูดใจเปิดรับแล้วจิตของคนทุกคนจะต้องมีอายตนะประจำ ตามีอายตนะสำหรับดึงดูดรูป หูมีอายตนะสำหรับดึงดูดเสียง จมูกมีอายตนะสำหรับดึงดูดกลิ่น ลิ้นมีอายตนะสำหรับดึงดูดรส กายมีอายตนะสำหรับดึงดูดสัมผัส ใจมีอายตนะสำหรับดึงดูดธรรมารมณ์ ถ้าจะเปรียบเทียบแล้วก็เหมือนดอกบัวที่รอสัมผัสแสงอาทิตย์พร้อมที่จะบานรับอรุณทันที ดังนั้นพอสิ้นคำสอนของหลวงพ่อ ข้าพเจ้าจึงเห็นดวงแก้วกลมใสปรากฏขึ้นที่ฐานที่ 7 กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ทันที เพราะเวลานั้นจิตมีศรัทธาเต็มที่ ต่อมา "ข้าพเจ้าก็ได้ใช้วิชชาธรรมกายช่วยแก้โรคของมารดาให้หายป่วยได้" เป็นที่น่าสังเกตว่าบุตรหลานซึ่งได้ธรรมกายของคนป่วยจะมีความสามารถในการรักษาโรคเป็นพิเศษดังนี้ เพราะจิตมุ่งมั่นไปทางเดียว จึงมีพลังมากเสมือนสายน้ำที่ไหลพุ่งไปทิศทางเดียว ย่อมมีกำลังแรงกว่าน้ำที่แตกแยกเป็นลำธารสายเล็กสายน้อยฉันนั้น คุณครูตรีธา เนียมขำ พ่อตาจอมพลถนอม กิตติขจร พิสูจน์ความจริง ลุงฉลอม มีแก้วน้อย หรือที่รู้จักในนามลุงหลอม เป็นลูกของนายใส มีแก้วน้อย ซึ่งเป็นน้องชายของหลวงพ่อวัดปากน้ำ(ภาษีเจริญ)ได้เล่าให้ฟังว่า วันหนึ่ง "หลวงจบกระบวนยุทธ" เดิมชื่อแช่ม (เป็น "พ่อตาของจอมพลถนอม กิตติขจร" ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ได้มาหาหลวงพ่อวัดปากน้ำ เพราะได้ข่าวว่าหลวงพ่อวัดปากน้ำ เก่งอย่างงี้ ดีอย่างงั้นก็คิดอยากจะมาทดลองดู ว่าจะเก่งจริงหรือไม่จริง หลวงพ่อท่านถามว่า "มาธุระอะไร" หลวงจบฯ ก็บอกว่า"ผมได้ทราบข่าวเห็นเขาลือกันว่าหลวงพ่อเก่งมีวิชชาดี เห็นเขาเล่าให้ฟัง ผมก็อยากมาขอความกรุณาหลวงพ่อ เรื่องก็มีอยู่ว่าบิดาของผมเสียชีวิตมานานเป็น 20 ปี แล้วจะไปเหนือไปใต้ผมก็ไม่รู้แล้วก็ไม่เคยมาเข้าฝันหรือมาให้เห็นเลย อยากจะให้หลวงพ่อดูให้สักหน่อยว่าไปอยู่ที่ไหน จะไปลำบากลำบนหรือเปล่า ถ้าแกไปลำบาก ผมก็จะมาขอบารมีหลวงพ่อให้ช่วย" หลวงพ่อท่านก็เลยเรียกแม่ชีในโรงงานทำวิชชามา แล้วก็สั่งว่า "เอ้า...ไปดูให้เขาที ขึ้นไปดูข้างบนก่อนนะ เพราะตายไปหลายปีแล้ว" แม่ชีก็หลับตาไปพักใหญ่ แล้วบอกว่า "ไม่มีเลยหลวงพ่อ" หลวงพ่อก็บอกต่อไปว่า "เอ้า...งั้นลงไปดูข้างล่างซิมีไหม" แม่ชีหลับตาไปอีกสักพัก แล้วบอกหลวงพ่อว่า "ไม่มี" หลวงพ่อก็บอกว่า "ไม่มีได้ยังไง ข้างบนก็ไม่มี ข้างล่างก็ไม่มี มันต้องมีสิ ลงไปดูให้ลึกกว่านี้อีก จี้ให้มันลึกลงไปอีก ดูซิมันจะอยู่ยังไง" แม่ชีก็หลับตาไปอีกพักใหญ่ล้วก็บอกว่า "เจอแล้ว...หลวงพ่อ" หลวงพ่อก็ถามว่า "ไปอยู่ลึกมากไหม" แม่ชีตอบว่า "อยู่ลึกมากค่ะ...หลวงพ่อ" "แล้วถามเขารึเปล่าว่า ทำอะไรจึงได้ลงไปอยู่ลึกขนาดนั้น" แม่ชีตอบว่า "เขาบอกว่าฆ่าวัว ฆ่าควาย เชือดวัว เชือดควาย ขายเป็นประจำ วันละ 3-5 ตัว" หลวงพ่อถามต่อไปว่า "แล้วถามเขาหรือเปล่าว่าชื่ออะไร" "ถามค่ะ...เขาบอกว่าชื่อโต๊ะลู" พอบอกชื่อเท่านั้น หลวงจบกระบวนยุทธ ก็ร้องไห้ คลานเข้าไปกราบเท้าหลวงพ่อเลย ตั้งแต่นั้นมาหลวงจบฯ นับถือหลวงพ่อวัดปากน้ำเรื่อยมา เลิกนับถือแขก แล้วก็หันมานับถือพุทธศาสนาแทน หลวงจบฯ มีน้องชายอยู่คนหนึ่งชื่ออาหมัด มีอาชีพเชือดวัวขายเหมือนกัน หลวงจบฯ ก็เรียกอาหมัดมาคุยว่า ให้เลิกซะ บอกว่ามันบาปหนัก ยื่นคำขาดว่า "ถ้ากูบอกมึง แล้วไม่เชื่อ มึงกับกูก็เลิกกัน ไม่ต้องมาเรียกพี่เรียกน้องกันอีก" อาหมัดก็เลิกเชือดวัวขายจริงๆ ตามคำของหลวงจบฯ เพราะกลัวบาป ลุงฉลอม มีแก้วน้อย ตาทิพย์...เห็นพระพุทธรูปใต้ดิน อาตมา (พระครูปรีชาปริยัติกิจ พระมหาเฉลียว กัลยาโน) อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี แต่เดิมมีหลวงพ่อองค์หนึ่ง ชื่อหลวงพ่อโพธิ์ (ปัจจุบันมรณภาพไปแล้ว อายุ 90 กว่าๆ) ท่านเป็นพระภิกษุอยู่ที่วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ หลวงพ่อโพธิ์ท่านเคยเจอหลวงพ่อสด (วัดปากน้ำ) ตอนมาสอนภาวนาที่วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ ช่วงแรกที่หลวงพ่อสดมา ท่านเห็นเด็กเอาวัวมาเลี้ยงที่บริเวณวัดซึ่งใต้พื้นดินนั้น หลวงพ่อสดเห็นมีพระพุทธรูปอยู่ จึงบอกเด็กๆ ว่า "อย่าเอาวัวไปเลี้ยงตรงนั้น เพราะมีพระพุทธรูปอยู่เดี๋ยวจะเป็นบาป" คนแถวนั้นไม่เชื่อ พอขุดลงไปเจอพระพุทธรูปจริงๆ จึงเกิดความเลื่อมใสศรัทธาหลวงพ่อสดเป็นอันมาก ช่วงที่กำลังมีสงคราม เวลามีเครื่องบินมาทิ้งระเบิดก็จะเห็นเครื่องบิน บินอยู่เต็มฟ้า ผู้คนหลบมาพึ่งบารมีของหลวงพ่อเต็มวัดปากน้ำ โดยเฉพาะในช่วงกลางคืน คนจะหลบภัยกันมาก หลวงพ่อบอกว่า "ระเบิดไม่ลงหรอกที่นี่ ไม่ทิ้งหรอก ระเบิดจะไปทิ้งที่ฝั่งพระนคร" มี 2 ครั้ง ที่ระเบิดสะเทือนมาถึงวัดปากน้ำ คืนตอนที่เครื่องบินทิ้งระเบิดที่วัดประยูร และทิ้งแถวตลาดพลู แต่วัดปากน้ำ (ภาษีเจริญ) ไม่มีอะไรเสียหาย พระครูปรีชาปริยัติกิจ พระมหาเฉลียว กัลยาโณ ป.ธ. 4 ฟ้าผ่าเปรี้ยง...แก้วกายสิทธิ์หายไป สมัยแรกๆ ในยุดที่หลวงพ่อวัดปากน้ำ (ภาษีเจริญ) เริ่มสอนวิชชาธรรมกาย ยังมีพระเณรและแม่ชีได้ธรรมกายยังไม่มาก แต่ท่านเป็นคนชอบลองวิชชามีครั้งหนึ่งหลวงพ่อท่านสั่งให้ลูกศิษย์ขุด "แก้วกายสิทธิ์" ขึ้นมา หลุมที่ขุดใหญ่ขนาดหลุมเสา ลึกไม่มากแค่ศอกเดียวเห็นจะได้ หลวงพ่อท่านใช้ธรรมกายดึงแก้วกายสิทธิ์ขึ้นมาให้สูง จะได้ขุดได้ง่ายๆ ท่านสั่งให้แม่ชีบุญนาคไปตามผู้ที่ดูแลแก้วกายสิทธิ์นี้มาคุยด้วย ก็เหมือนมีคนมาเข้าร่าง แล้วก็พูดท้าทายหลวงพ่อวัดปากน้ำว่า "ถ้ามึงแน่จริง มึงขุดซิ กูจะให้งูกัดมึง" หลวงพ่อท่านก็สั่งให้ลูกศิษย์ขุดลงไป ไม่รู้งูมาจากที่ไหน อยู่ดีๆ มันก็โผล่มากัดแขน ไม่รู้เป็นงูผีหรือเปล่า บางครั้งแก้วกายสิทธิ์ก็เคลื่อนตัวไป ในภายหลังหลวงพ่อท่านใช้สายสิญจน์ล้อมรอบหลุมขุด แล้วมีใส่ข้าวตอกดอกไม้ลงไปด้วยเพื่อไม่ให้แก้วกายสิทธิ์เคลื่อนหนีไป แล้วท่านก็ขุดเอาแก้วกายสิทธิ์ขึ้นมาได้จริงๆ หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านเอาไว้ในโบสถ์ แต่อยู่ได้แค่ 7 วัน วันที่เจ็ดฟ้าผ่าเปรี้ยงแล้วแก้วกายสิทธิ์ก็หายไป หลวงพ่อจึงรู้ว่าเรายังไม่ชนะมาร ถ้าเราเอา "แก้วกายสิทธิ์" นี้ไว้ได้จะเลี้ยงคนได้มากมายมหาศาลทีเดียว หลังจากนั้นท่านจึงริเริ่มที่จะสร้างโรงงานทำวิชชาขึ้น ลุงฉลอม มีแก้วน้อย ช่วยพ่อ...ในนรก คุณยายอาจารย์จันทร์ ขนนกยูง ระลึกถึงพ่อที่ตายไปแล้วจึงบอก อุบาสิกาทองสุข สำแดงปั้น ซึ่งเป็นศิษย์ของหลวงพ่อวัดปากน้ำ(ขณะนั้นยังไม่ได้บวชชี) อุบาสิกาทองสุขจึงแนะนำให้เข้าสมาบัติตามแนววิชชาธรรมกาย เมื่อจิตละเอียดดีแล้วก็ทำใจให้หยุดให้นิ่งเฉย ให้กายทุกกายซ้อนอยู่ในองค์ธรรมกาย แล้วอธิษฐานจิตขอพบพ่อ พอเข้าธรรมกายถูกส่วน รู้สึกว่ากายเบาลอยล่องสงบอยู่ ณ ที่เวิ้งว้างเป็นทะเลเพลิงที่กำลังลุกโชติช่วง ชั่วครู่หนึ่งไฟที่กำลังโหมอย่างร้อนแรงก็ค่อยๆ มอดลง ขณะเดียวกันรัศมีของธรรมกายเปล่งสว่างจ้าเห็นสภาพต่างๆ ได้อย่างชัดเจน ปรากฏเห็นภาพของสิ่งมีชีวิตมากมาย รูปร่างต่างๆ กัน บ้างก็เป็นสัตว์ บ้างก็เป็นคน บ้างก็ตัวเป็นคนหัวเป็นสัตว์ บ้างก็หัวเป็นคนตัวเป็นสัตว์ บ้างก็อยู่ในเครื่องทัณฑ์ทรมาน เห็นพ่อแล้วรูปร่างหน้าตาของพ่อไม่เปลี่ยนแปลงเลย แต่งตัวดูใกล้เคียงกับเมื่อเป็นมนุษย์ กางเกงขาก๊วยชุดทำนาของพ่อก็ยังคงสวมอยู่ แต่พ่อดูซูบผอม ใบหน้าหมองคล้ำเหมือนคนที่กำลังมีทุกข์ เมื่อพ่อเห็นลูกสาวก็วิ่งมาเกาะที่เข่าทั้งคู่ "พ่อกำลังมีทุกข์ พ่อตกนรกเพราะเมื่อมีชีวิตอยู่พ่อดื่มสุรามาก ซื้อสุราดื่มวันละ 10 สตางค์ (10 สตางค์ในสมัยนั้นซื้อสุราได้เป็นขวด) นอกจากนั้นพ่อได้เคยฆ่าสัตว์ ออกไปท้องนาก็จับกบ หอย ปู ปลา อยู่เป็นประจำ บางครั้งก็เชือดไก่ที่เลี้ยงไว้เป็นอาหาร" เคยถามพ่อว่า พ่อฆ่าสัตว์ไม่กลัวบาปหรือ พ่อบอกว่าฆ่าเพื่อเป็นอาหารเลี้ยงชีพ ไม่ได้เอาไปค้าขายที่ไหน ถึงวันพระพ่อก็ไปทำบุญ คิดว่าบาปคงจะหายไป แต่ได้มาเห็นแล้วบาปของพ่อยังอยู่ พ่อกำลังถูกทรมานชดใช้บาป พ่อบอกว่า "เมื่อใกล้จะละโลก พ่อเห็นนิมิตที่เคยทำบาป จิตจึงกระวนกระวายและเกาะอยู่กับนิมิตนั้น พ่อจึงถูกนำมาที่นี่" พ่อวิงวอนขอความช่วยเหลือน้ำตานองหน้า สงสารพ่อเหลือเกินไม่รู้จะช่วยพ่อได้อย่างไร เปรียบเสมือนพ่อกำลังจะจมน้ำ ตัวเองก็ว่ายน้ำไม่เป็น ช่วยพ่อไม่ได้ จึงร้องไห้ออกมาดังๆ จนอุบาสิกาทองสุขถามขึ้น ก็บอกไปตรงๆ ว่า พ่อกำลังตกนรกเพราะดื่มสุรา อยากจะช่วยพ่อให้พ้นทุกข์ แต่ก็จนปัญญา อุบาสิกาทองสุขแนะขณะที่ยังอยู่ในสมาธิให้อธิษฐานเรียกบุญบารมีที่ได้บรรลุถึงธรรมอาราธนาธรรมกายช่วยพ่อคุณยายอาจารย์จึงอธิษฐานว่า "ข้าพเจ้าตั้งใจปฏิบัติธรรมโดยเอาตัวเสี่ยงชีวิตนี้ เพื่อต้องการบรรลุธรรมจะได้มาช่วยพ่อ บัดนี้ข้าพเจ้าบรรลุธรรมแล้ว ขออานุภาพพระธรรมกายจงบันดาล ช่วยพ่อให้พ้นทุกข์ด้วยบารมีของข้าพเจ้าเถิด" พอขาดคำได้ยินเสียงพระธรรมกายกังวาลก้อง บอกให้พ่อรับศีล พ่อยกมือพนมสมาทานศีลจนจบแล้ว พระธรรมกายก็ให้พ่อระลึกถึงบุญที่เคยทำไว้ขณะที่เป็นมนุษย์ ด้วยอานุภาพของพระธรรมกายและบุญของพ่อที่เคยทำตามประสาชาวบ้านนอก ทันใดนั้นกายของพ่อเบาและลอยสูงขึ้น ๆ ติดตามธรรมกายของคุณยายอาจารย์ ผ่านสวรรค์ชั้นต่างๆ พ่อทำบุญไว้ไม่ใช่น้อยเหมือนกัน พ่อไปได้ถึงสวรรค์ชั้นดาวดึงส์มีวิมานหลังเล็กเก่าคร่ำคร่า ไม่สุกใสงดงามเหมือนวิมานของเทพองค์อื่นๆ พระธรรมกายบอกพ่อว่า "วิมานที่ไม่สุกใสเป็นเพราะขณะที่พ่อเป็นคน วัดก็เข้าเหล้าก็กิน บุญก็ทำกรรมก็สร้าง ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตเพื่อเอามาทำบุญ" พระธรรมกายสอนให้พ่อภาวนา "สัมมา อะระหัง" ดูกายของพ่อผ่องใสขึ้นมาก ต่างกับขณะอยู่ในนรก กายของพ่ออยู่ในสภาพทิพย์ อยู่วิมานชั้นดาวดึงส์ ความเป็นทุกข์ที่อยากจะรู้ว่าพ่ออยู่ที่ไหน พ่ออยู่อย่างไรก็หมดสิ้นไปแล้ว การได้ช่วยพ่อก็เหมือนขอขมาโทษ ได้เห็นสภาวธรรมตามความเป็นจริง คนในโลกเมื่อเกิดมาก็ต้องแก่ ต้องเจ็บ ที่สุดก็ต้องตาย จะเอาอะไรติดตัวไปไม่ได้เลย แม้แต่สังขารร่างกายเราก็ทับถมสลายไปในดิน สมบัติต่างๆ ของมนุษย์เหมือนของขอยืมไม่ใช่ของเรา เพราะตายไปแล้วเอาติดตัวไปไม่ได้ สิ่งที่จะเอาติดตัวไปได้ และเห็นได้ชัดด้วยตาธรรมกายคือ บุญและบาปเท่านั้น คุณยายอาจารย์จันทร์ ขนนกยูง ทำจันทรคราส...ได้ไหม? วันหนึ่ง หลวงพ่อวัดปากน้ำ (ภาษีเจริญ) ถามตัวดิชั้นเอง (แม่ชีทองสุข สำแดงปั้น) ว่า "สุข มึงจะทำจันทรคราสได้ไหม" ก็รับอาจารย์ไปงั้น แต่จะได้ไม่ได้ก็ไม่รู้ รับส่งไปงั้น รับบอกว่า "ได้" ถ้ารับปากพระอาจารย์บอกว่าได้แล้ว ก็เป็นทุกข์ซิ คราวนี้รับปากพระอาจารย์ว่าจะทำได้ ถ้าทำไม่ได้เราแย่ ตอนนี้เวลานั้นเดือนมันหงายอยู่หลายวัน ข้างขึ้น ข้างแรมยังทำจันทรคราสไม่ได้ ทำยังงั้นทุกๆ คืนคนเดียวรับปากพระอาจารย์ไว้แล้วก็กลัวพระอาจารย์จะดุ ความกลัวนะหนักเข้าเรียกบารมี 10 ทัศเชียว เอาตัวไปบังแล้วมองดูตาเนื้อก็ยังไม่เป็นจันทรคราส มามองดูดวงจันทร์ด้วยตาเนื้อก็ยังไม่เป็นจันทรคราสเอามือปิด ปาฏิหาริย์ให้มือใหญ่ เอามือปิดดวงจันทร์มามองดูตาเนื้อ ก็ยังไม่เป็นจันทรคราส คราวนี้พอเรียกบารมี 10 ทัศแล้วทำจันทรคราสเชียว เป็นจันทรคราสจริงเหมือนกัน พระจันทร์เหลืออยู่ครึ่งซีก พระอาจารย์ตื่นขึ้นล้างหน้าตอนเช้ามืดก็บอกกับลูกศิษย์ว่า "เอ วันนี้มีจันทรคราส" ดิชั้นก็ตอบออกไป "ลูกเองที่เจ้าคุณพ่อใช้ทำจันทรคราส พึ่งทำได้วันนี้ ทำตั้งแต่พระจันทร์เต็มดวงจนเหลือครึ่งซีก พระจันทร์เกือบจะหมดถึงได้ทำได้" แม่ชีทองสุข สำแดงปั้น ไล่ผีจักรกลด...ออกจากร่างยายเพิ่ม แต่ก่อนแถวบ้าน ยายเพิ่ม ศรีสวัสดิ์ มีคนเจ้าเข้าทรงกันมาก ยายเพิ่มถูกชวนไปขึ้นที่บ้านลูกอินทร์ ซึ่งเขามีการเข้าทรงกันพอยายเพิ่มรู้ว่าเขาใช้การเข้าทรงกลั่นแกลังคนอื่น ก็ไปบอกหลวงพ่อวัดปากน้ำ (ภาษีเจริญ) หลวงพ่อใช้วิชชาธรรมกายทำลายร่างเข้าทรงของ "ผีจักรกลด" ซึ่งอาศัยร่างของคุณยุพินในการเข้าทรง เมื่อผีจักรกลดทราบว่ายายเพิ่มเป็นคนไปบอกให้หลวงพ่อทำลายร่างคนเข้าทรง ก็เกิดการโกรธแค้น จึงมาเข้าร่างยายเพิ่ม ซึ่งตอนนั้น ยายเพิ่มนั่งสมาธิเห็นดวงธรรมแล้วแต่ผีก็ยังเข้าร่างได้ก็เป็นเรื่องที่น่าแปลก ทุกคนในบ้านเห็นคุณยายเพิ่มมีอาการซึม ข้าวปลาไม่กินไม่รู้เป็นอะไร แต่รู้เป็นเลาๆ ว่า ผีเข้า เพราะมีอยู่วันหนึ่ง ยายเน้ย (ลูกยายเพิ่ม) ยกมือไหว้ยายเพิ่ม แต่ตอนนั้นผีมันมาเข้าสิงยายเพิ่มแล้ว มันบอกว่า "เฮ้ย กู ไม่ใช่ยายเพิ่ม กูจักรกลด" ถึงรู้แน่ชัดว่า ผีจักรกลดเข้า หลวงพ่อก็เลยใช้แม่ชีในโรงงานทำวิชชาไล่ผีออกจากร่างยายเพิ่ม รักษากันอยู่ประมาณ 2-3 เดือนหลังจากนั้น ยายเพิ่มก็อยู่วัดปากน้ำเป็นอุบาสิกาถือศีล 8 ไม่ได้โกนหัว อยู่วัดปากน้ำจนหลวงพ่อสิ้น แล้วก็อยู่ต่อมาจนถึงอายุ 80 ปี ลูกหลานก็ไปหาคุณยายเพิ่ม ไปทำบุญเลี้ยงพระเป็นประจำยายเพิ่มละจากโลกไปในปี พ.ศ. 2530 ยายเพิ่ม ศรีสวัสดิ์ กายทิพย์...ขึ้นขบวนแห่สู่สวรรค์ชั้นดุสิต มูลเหตุ ที่นำให้ข้าพเจ้า (ภัลลิกา ศิลปบรรเลง) ได้บรรลุธรรมะถึงขั้นธรรมกายนั้นคือ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2479 บิดาของข้าพเจ้า หลวงประดิษฐ์ไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) ได้ป่วยเป็นโรคบิดและลำไส้พิการ ซ้ำยังมีโรคอื่นผสมเข้าอีก เช่นโรคหัวใจรั่ว ซึ่งท่านเป็นอยู่ก่อน แต่ได้รักษาจนทุเลาแล้วกลับกำเริบขึ้นอีก จึงทำให้มีอาการมากอย่างน่าวิตก บุตรภรรยาของท่านทุกคนมิได้นิ่งนอนใจ ได้ให้การรักษาพยาบาลกันอย่างเต็มที่ แพทย์ที่ทำการรักษาก็ล้วนแต่เป็นแพทย์ชั้นหนึ่งที่สำเร็จมาจากต่างประเทศทั้งนั้น แต่อาการก็ไม่ดีขึ้น คงทรงกับทรุดอยู่เช่นเดิม ข้าพเจ้ากับพี่สาวคนโต (ชิ้น ศิลปบรรเลง) เชื่อมั่นในอำนาจของคุณพระรัตนตรัย ได้อัญเชิญพระพุทธรูปประจำดวงซะตาของคุณพ่อกับรูปของเจ้าพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ ประดิษฐานไว้ใกล้เตียงนอนเหนือศรีษะของท่านในขณะที่ท่านมีอาการไม่สู้ดี พยาบาลทุกคนก็ช่วยกันภาวนา สัมมา อะระหัง เรื่อยไป รู้สึกว่าอาการค่อยทุเลาขึ้น จนเป็นที่สังเกตได้ ด้วยพุทธานุภาพปรากฏเช่นนี้ พี่สาวข้าพเจ้าจึงไปกราบเรียนเจ้าพระคุณหลวงพ่อ ขอบารมีให้ท่านช่วยถอนอาการโรค และขอธรรมกายมาช่วยถอนอาการที่บ้านด้วย เพราะอาการหนักมาก แม้เจ้าคุณหลวงพ่อจะทราบโดยทิพย์ญาณของท่านแล้วว่าอาการป่วยของคุณพ่อข้าพเจ้าไม่มีหวังหาย ท่านก็ยังกรุณาให้แม่ชีธรรมกายไปช่วยถอนอาการป่วยให้ที่บ้านผลัดละ 2 คน แล้วหลวงพ่อวัดปากน้ำให้สติแก่พี่สาวข้าพเจ้าว่า "ไปบอกคุณหลวงให้หมั่นภาวนาไว้ เมื่อไม่หายก็จะได้ไปที่ดี" คุณพ่อข้าพเจ้าท่านก็ได้ภาวนาตามคำสั่งของหลวงพ่อวัดปากน้ำก่อนหน้าที่คุณพ่อจะสิ้นชีวิตประมาณ 4-5 วัน ในขณะที่แม่ชีเขานั่งเข้าที่ถอนโรค ข้าพเจ้าก็นั่งกับเขาบ้าง และมุมานะนั่งอย่างชนิดเอาเป็นเอาตายทีเดียว เพราะเห็นว่าเป็นวิธีเดียวที่จะช่วยให้คุณพ่อหายป่วยได้พร้อมกับตั้งสัตย์อธิษฐานในใจว่า "ด้วยเดชะอำนาจคุณพระพุทธเจ้า และ หลวงพ่อวัดปากน้ำ จงโปรดบันดาลให้ข้าพเจ้าได้สำเร็จวิชชาธรรมกายของหลวงพ่อ หากข้าพเจ้าได้สำเร็จวิชชาธรรมกาย และช่วยถอนอาการโรคของคุณพ่อจนท่านหายเป็นปกติดีแล้ว ข้าพเจ้าจะลาออกจากงานไปบวชชีอยู่ที่วัดปากน้ำถึงแม้ว่าข้าพเจ้าจำเป็นจะต้องเสียเลือดเนื้อและชีวิต เพื่อช่วยให้คุณพ่อคงชีวิตอยู่ ข้าพเจ้าก็ยินดีสละทุกอย่างเพื่อเป็นการสนองพระเดชพระคุณท่าน" ด้วยอำนาจสัตยาธิษฐานนี้เอง พระท่านก็โปรดข้าพเจ้า วันหนึ่งเมื่อข้าพเจ้าเข้ารับเวรพยาบาลคุณพ่อ ก็นั่งเข้าที่ภาวนา "สัมมา อะระหัง" เช่นเคย ในครั้งนี้ ตั้งใจแน่วแน่ว่า ถ้าไม่สำเร็จจะไม่ยอมลุกขึ้นจากที่ จะนั่งคร่ำเคร่งอยู่เช่นนี้ทั้งกลางวันกลางคืน โดยไม่ยอมกินยอมนอน หรือเปลี่ยนอิริยาบถอีกเลย ในที่สุดข้าพเจ้าก็แลเห็นเป็นแสงสว่างจ้าเหมือนแสงของดวงอาทิตย์ปรากฏขึ้นอย่างแจ่มชัดตรงหน้าแล้วมองเห็นร่างของคุณพ่อข้าพเจ้าถูกตัดออกจากกันเป็นท่อนๆ ข้าพเจ้าจึงเล่าให้แม่ชีธรรมกายฟัง แม่ชีนั้นคือคุณรัมภา โพธิ์คำฉายกับ คุณชั้น จอมทอง ต่างพากันบอกข้าพเจ้าว่า "คุณเห็นธรรมะคือได้วิชชาธรรมกายของหลวงพ่อแล้ว" แม่ชีทั้งสองแนะนำให้ข้าพเจ้าพยายามทำความเพียรให้มากยิ่งขึ้นแล้วสอนวิธีถอนโรคให้ จนข้าพเจ้าเชื่อมร่างกายของคุณพ่อที่ขาดออกจากกันนั้นติดได้ สังเกตว่าคุณพ่อค่อยทุเลาขึ้น ต่อมาคุณทุ่ม (แม่ชีธรรมกายที่หลวงพ่อส่งมาผลัดเปลี่ยนเวรช่วยถอนอาการโรครุ่นที่ 2) ได้กรุณาต่อวิชชาให้ข้าพเจ้า จนได้ไปเฝ้าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าขอพระราชทานรัตนะ 7 (รัตนะ 7 นี้เป็นของคู่ของธรรมกาย ผู้ซึ่งสำเร็จวิชชาธรรมกายของหลวงพ่อแล้วทราบดีทุกคน) ข้าพเจ้าได้ใช้วิชชาธรรมกายถอนอาการโรคของคุณพ่ออยู่ประมาณ 2-3 วัน ก็ได้เห็นกายทิพย์ใสเป็นแก้วขาวบริสุทธิ์สวยงามมาก ออกมาจากอกของคุณพ่อ ข้าพเจ้าบอกคุณชั้นและคุณทุ่มซึ่งนั่งถอนโรคอยู่ด้วยกันให้ดูแล้วช่วยกันสะกดด้วยอำนาจของธรรมกายนี้ จนกายทิพย์ของคุณพ่อกลับเข้าไปในร่างอีกดังเดิม เป็นอยู่เช่นนี้หลายครั้งหลายครา ข้าพเจ้าจึงแน่ใจว่าอาการป่วยของคุณพ่อไม่มีทางรอด หลวงพ่อท่านจึงได้สั่งกำชับมากับพี่สาว ให้บอกคุณพ่อมั่นอยู่ในการภาวนา และเมื่อวันที่ท่านเจ้าคุณหลวงพ่อได้มาฉันอาหารที่บ้าน ก่อนหน้าคุณพ่อจะสิ้นนั้น ท่านยังได้กรุณาบอกแก่คุณพ่ออีกว่า "คุณหลวง! ทำใจให้ดีนะ หมั่นกาวนาไว้ให้มั่น เราสู้เขาไม่ได้เราก็ไปทางดี" โอวาทของเจ้าพระคุณหลวงพ่อครั้งนี้ทำให้คุณพ่อข้าพเจ้าได้สติและภาวนาอยู่จนกระทั่งท่านสิ้นไป ด้วยอำนาจของการภาวนานี้แหละเมื่อก่อนหน้าที่คุณพ่อจะสิ้นใจ ข้าพเจ้าได้เห็นมีขบวนแห่ประกอบด้วยเครื่องสูง มีฉัตร อภิรุม ชุมสาย บังแทรก บังสูรย์ ฯลฯ มาลอยอยู่เหนือร่างของท่านเมื่อกายทิพย์ออกจากร่าง ขบวนแห่นั้นก็เข้าห้อมล้อม นำกายทิพย์ของคุณพ่อขึ้นรถที่มาในขบวนนั้น แล้วก็เคลื่อนขบวนลอยสูงขึ้นสูงขึ้นทุกทีจนลับหายไปในอากาศ ข้าพเจ้าถามคุณทุ่มว่าที่ข้าพเจ้าเห็นนี้เป็นความจริงหรือไม่ ก็ได้รับการยืนยันว่า "เป็นความจริง" ข้าพเจ้า จึงไม่เสียใจในมรณกรรมของคุณพ่อครั้งนี้ เพราะได้เห็นและรู้ว่า ท่านไปสู่ที่สุขจริงๆ บางท่านอาจไม่เชื่อว่า เพียงแต่การภาวนาเมื่อก่อนจะตายเท่านั้นจะมีกุศลสูงส่ง ซึ่งเป็นการเหลือวิสัย ข้าพเจ้าขอชี้แจงว่า คนเราเมื่อเวลาจะตายนั้นมีหนทาง 2 แพร่ง ถ้านึกถึงกรรมชั่วก็ต้องไปสู่ทุคติ ถ้านึกถึงกรรมดีก็ไปสู่สุคติ คุณพ่อข้าพเจ้าได้บำเพ็ญความเพียรในวิชชาของหลวงพ่อมากว่า 20 ปีแล้วทั้งท่านยังมั่นในพระพุทธศาสนาอย่างแน่วแน่ ท่านได้ประกอบกุศลกิจมิได้ขาด มีทำบุญให้ทาน ฯลฯ และให้วิทยาทานแก่คนทั่วไปทุกวันด้วยการสอนวิชาดนตรีปีพาทย์ทุกชนิด ให้เปล่าๆ โดยมิได้คิดมูลค่าสิ่งใดนับเป็นเวลาหลายสิบปี ท่านได้ประกอบกองการกุศล บำเพ็ญวิทยาทานเช่นนี้เรื่อยมาจนมีลูกศิษย์ลูกหามากมายเกือบครึ่งประเทศ คนเหล่านั้นต่างก็นำเอาวิชาความรู้ที่ได้รับจากท่านนั้นไปประกอบอาชีพเลี้ยงตนเองและครอบครัว อยู่ตลอดมาจนถึงทุกวันนี้ ผลของการที่ท่านได้ประกอบกองการกุศลไว้มากมายนี้เอง กับทั้งท่านเชื่อมั่นในวิชชาของหลวงพ่ออย่างจริงจัง ท่านภาวนาอยู่เรื่อยมิได้ขาด ฉะนั้นเมื่อท่านดับจิต กรรมจึงส่งให้ไปสู่สุคติ ข้าพเจ้าได้ทราบในภายหลัง เมื่อข้าพเจ้าได้เรียนวิชชาพูดกับวิญญาณต่างๆ ได้แล้วว่า คุณพ่อของข้าพเจ้าท่านได้เห็นธรรมะของพระพุทธเจ้าเมื่อจวนจะสิ้นใจ จากการภาวนาวิชชาของหลวงพ่อวัดปากน้ำ กุศลนี้จึงส่งให้ท่านได้ไปเสวยสุขและบำเพ็ญธรรมอยู่บนสวรรค์ชั้น 4 คือชั้นดุสิต ซึ่งสวรรค์ชั้นนี้เป็นที่สถิตย์สำหรับเทพเจ้าผู้มุ่งบำเพ็ญธรรมเท่านั้น ภัลลิกา ศิลปบรรเลง มะเร็งที่ขา...วิบากกรรมทำกับไก่ "คุณลุงสายัณห์ ศรีธนชัย" เล่าว่าแม่จะรักลุงมาก พอแม่ตายลุงก็เสียใจว่าแม่เราทำไมถึงต้องตาย เดิมตั้งใจว่าถ้าหายแล้วจะรับแม่มาอยู่ที่กรุงเทพฯ ด้วย แต่แม่มาตายเอาเสียก่อน จึงอยากจะรู้ว่าแม่ไปอยู่ที่ไหน พยายามถามพรรคพวกเพื่อนฝูงเรื่อยไปว่า มีใครรู้จักไหมว่ามีพระที่ไหนบ้างที่สามารถตรวจได้ว่าคนที่ตายไปแล้วไปอยู่ที่ไหน ตอนนั้นลุงอายุ 23 ปี จนมาเจอเพื่อนคนหนึ่งบอกว่ามีหลวงพ่ออยู่องค์หนึ่ง ท่านอยู่ที่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ใครตายไปอยู่ไหน ท่านรู้หมดองค์นี้ท่านเก่งมาก พอรู้ลุงก็ดีใจมาก ซักถามว่าอยู่ที่ไหน ไปอย่างไร พอทราบว่าอยู่แถวตลาดพลูก็มาทันที ตอนนั้นมีพ่อมาด้วย พอมาถึงวัดปากน้ำ ภาษีเจริญเป็นเวลาที่หลวงพ่อท่านลงรับแขกอยู่พอดี มีญาติโยมมานั่งล้อมท่านเยอะมาก รอจนได้โอกาส ได้จังหวะที่คนน้อยลง ลุงก็รีบเข้าไปกราบหลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ก็ถามท่านตรงๆ โดยไม่ได้อ้อมค้อมอะไรเลยว่า "หลวงพ่อครับ แม่ของผมเสียชีวิตไปแล้ว ผมเป็นห่วงแม่อยากทราบว่าแม่ผมไปอยู่ที่ไหนครับ" หลวงพ่อวัดปากน้ำ (ภาษีเจริญ) ก็หันไปสั่งแม่ชีที่นั่งอยู่ใกล้ท่าน ชื่อ "แม่ชีชั้น" ท่านสั่งว่า "เอ้าแม่ชี...ตรวจให้คุณคนนี้เค้าหน่อยซิว่า...แม่เค้าตอนนี้ไปอยู่ที่ไหน" แม่ชีก็นั่งตรวจหลับตาอยู่สักครู่หนึ่งไม่เกิน 5 นาที แล้วก็บอกว่า"ไปอยู่ในนรก แต่ยังไม่ลงนรก ยังรอการตัดสินอยู่ ยังอยู่ในระหว่างพิจารณา" ลุงก็ถามต่อไปว่า "แม่ผมทำกรรมอะไร ทำไมถึงต้องไปอยู่ในนรก" แม่ชีก็บอกว่า "แม่เคยทำกรรมมาเมื่อชาติก่อนเป็นกรรมเก่าไม่ใช่ของชาตินี้ ชาติก่อน สมัยหนึ่งแม่ทำกับข้าวอยู่แล้วคั้นกะทิใส่กะทะไว้ แล้วก็วางไว้กับพื้น ยังไม่ได้เอาไปตั้งไฟ แล้วที่บ้านก็เลี้ยงไก่ด้วย ทีนี้ไก่เข้ามาในครัวมาเหยียบเอากระทะหกเสียหายหมด แม่ก็เกิดความโมโห จึงคว้าไม้ขว้างไปถูกขาของไก่อย่างจัง ปรากฏว่าไก่ตัวนั้นไม่ได้ตายเดี๋ยวนั้นหรอก ขามันบวม บวมหลายวันแล้วมันก็ตาย กรรมอันนี้แหละเพิ่งมาตามทัน" แล้วแม่ชีก็บอกหมดเลยว่า อาการป่วยด้วยโรคมะเร็งที่ขาของแม่จะบวมเหมือนกับขาไก่ที่มันบวมนั่นแหละ พอแม่ชีพูดจบ ลุงก็มานึกดูว่าอาการของแม่นั้นขาบวมจริงๆ ขาทั้งสองข้างบวมเป่งเลย แล้วก็ตาย ทั้งๆ ที่ลุงยังไม่ได้เล่ารายละเอียดของอาการให้หลวงพ่อฟังเลยแม้แต่น้อย แต่กลับตรงกับที่แม่ชีชั้นได้บอกอย่างน่าอัศจรรย์ ลุงก็ถามต่อไปอีกว่า "แล้วอย่างนี้ ผมจะต้องทำยังไงครับ ถึงจะช่วยแม่ผมได้" ตอนนั้นพ่อก็ไปด้วย หลวงพ่อท่านก็บอกว่า "ต้องสร้างโรงเรียนแล้วก็ถวายสังฆทาน" พอทราบอย่างนั้นวันนั้นลุงมีเงินเท่าไหร่ก็เอาเลยถวายหมดเลยร่วมสร้างโรงเรียน พ่อร่วมด้วย ลุงร่วมด้วย ไม่ทราบว่าจำนวนเงินเท่าไหร่ แต่มีค่าสำหรับลุงมากในสมัยนั้น เมื่อร่วมทำบุญเสร็จ ท่านก็ให้แม่ชีจัดการแทนให้ บอกว่าให้ส่งบุญนี้ ไปให้แม่ของลุง ส่งไปให้เดี๋ยวนั้นเลย หลวงพ่อท่านก็ช่วยด้วยส่งบุญให้แม่ พอได้รับปั๊ป แม่ก็พ้นจากนรก ไปเป็นเทวดาอยู่ที่ชั้นดาวดึงส์ พ้นไปเลย เวรกรรมก็ตามไม่ได้เพราะบุญนี้แรงกว่า คุณลุงสายัณห์เล่าต่ออีกว่า หลังจากที่หลวงพ่อท่านช่วยให้แม่ของลุงพ้นจากนรก ลุงก็ศรัทธาหลวงพ่อมาก ลุงสายัณห์ ศรีธนชัย ตำรวจบางยี่เรือ...ตรวจสอบความจริง วันหนึ่งมีตำรวจจากบางยี่เรือ ได้ไปล้อมวัดปากน้ำ (ภาษีเจริญ) หลวงพ่อท่านรู้แล้ว ตำรวจก็ขึ้นมากราบหลวงพ่อ ตำรวจเห็นแม่ชีนุ่งขาวพรึดเลย หลวงพ่อก็ถาม "คุณมาธุระอะไร" "ผมจะเรียนวิปัสสนากับหลวงพ่อ" หลวงพ่อบอกว่า "คุณมาเหตุอื่นนี่นะ คุณไม่มาเรียนวิชชา คุณมาเรียนวิชชาต้องมีดอกไม้ธูปเทียน มีคนเขาใช้คุณมาใช่ไหม" หลวงพ่อท่านรู้ ตำรวจบอกว่า "เจ้านายเขาใช้ให้มา ผมเป็นตำรวจบางยี่เรือ เขาว่าหลวงพ่อเลี้ยงแม่ชีไว้เยอะแยะ" หลวงพ่อบอกว่า "เอ้าดูซิผู้หญิงหรือผู้ชาย" ตำรวจก็บอก "ผู้หญิง" หลวงพ่อก็บอกแม่ชีว่า "แสดงตัวให้เขาดูซิว่าหญิงหรือชาย" แม่ชีก็นั่งเข้าที่ไปแปลงเพศหญิงเป็นเพศชายได้ เดี๋ยวลุกขึ้นมาผิวปากให้ดู แล้วก็แสดงตัวให้ดูว่าไม่ใช่ผู้หญิง นี่เพศหญิง นี่เพศชายดูเอา พวกตำรวจงงเลย เจ้านายเขาสั่งให้ตำรวจมาตรวจสอบ แต่หลวงพ่อท่านทำวิชชาได้ใช้วิชชาเป็น ตำรวจก็กลับไป ตอนเช้า ติดดาวมาเลย เอาข้าวของมาถวายหลวงพ่อ วิชชาปราบมารปราบกันน่าดูเลย มีแม่ชีที่อยู่วัดปากน้ำคนหนึ่ง ลูกชายจะไปฆ่าเขา หลวงพ่อรู้ว่าถ้าคนนี้เราไม่โปรด มันจะติดคุกติดตะราง ตกนรกหมกไหมั หลวงพ่อวัดปากน้ำเรียกแม่ชีคนนี้มา แล้วบอกว่า "ลูกเอ็งจะแจวเรือผ่านมานะ ผ่านมา...เอ็งเรียกขึ้นมาหาหลวงพ่อหน่อย" แม่ชีก็นั่งคอย ลูกผ่านมาจริงๆ ก็เลยเรียกลูกว่า "ลูก...เอ็งผ่านมา หลวงพ่อท่านสั่งไว้ให้ขึ้นไปหาหน่อย หลวงพ่อท่านบอกว่าไอ้ที่คิดไว้เลิกล้มเสียนะ เวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร การฆ่าเป็นบาปติดไปหลายชาติ จะตกนรกหมกไหม้" มันบอกว่าหลวงพ่อทำไมรู้ มันเตรียมปืนใส่ท้องเรือไว้แล้ว มันโกงไร่ โกงนา โกงสวน เอาไว้ไม่ได้ แต่พอหลวงพ่อทัก ต้องเลิกล้มเลย ถ้าหลวงพ่อไม่โปรด มันต้องติดคุกติดตะราง มีครั้งหนึ่ง สามณรประพัฒน์ วัดปากน้ำ ได้ไปเจอกับสามเณรวัดตะเคียน ซึ่งเคยไปเรียนธรรมะกับหลวงพ่อวัดปากน้ำ ก็จำได้ว่าเคยไปเที่ยวสวรรค์กันมา หลวงพ่อวัดตะเดียน บอกว่า "กูไม่เชื่อมึงหรอก ว่ามึงได้วิชชาจริงหรือเปล่า มึงดูซิว่าพระที่อยู่ในย่ามฉันมีกี่องค์ เขาให้พระมาไม่เคยนับเลย" เณรประพัฒน์ก็นั่งเข้าที่สักพัก บอกหลวงพ่อวัดตะเคียนว่า "ร้อยกับสององค์ครับหลวงพ่อ" พอหลวงพ่อเทพระในย่ามออกมานับได้ร้อยกับสององค์จริงๆ แน่แค่ไหนไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ หลวงพ่อวัดตะเคียนแทบจะกราบเณรเลยแล้วพูดว่า "ผมคิดว่าวิชชาวิปัสสนามันหมดแล้ว นึกว่าวิชชามรรคผลไม่มีแล้ว" จากนั้นหลวงพ่อวัดตะเคียนก็เลยไปเรียนธรรมะกับหลวงพ่อสด ที่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ พระครูภาวนากิตติคุณ วัดเกษมจิตตาราม จ.อุตรดิตถ์ จากช่างตัดเสื้อ...กลายเป็นเศรษฐี ครั้งหนึ่งศิฉัน (คุณแม่บุหงา วชิรกรณ์วัฒนา) ไปวัดกับน้า 2 คน แล้ววันนั้นใส่เสื้อเหมือนกัน หลวงพ่อวัดปากน้ำ ท่านก็ชี้ถามว่า "เนี๊ย 2 คนเนี๊ยพี่น้องกันหรือเปล่า" น้าก็บอกว่า "ไม่ใช่หรอกค่ะ ดิฉันเป็นน้าสาว ส่วนหลานเค้าทำร้านตัดเสื้อ ก็เลยตัดเสื้อให้ใส่ซึ่งสีเดียวกันเลย" คุณแม่บุหงา เคยถามหลวงพ่อว่า "ลูกมีอาชีพเย็บผ้าขาย ขยันสุดตัวแล้ว เมื่อไหร่จะรวยสักที" แล้วหลวงพ่อวัดปากน้ำ ท่านก็ชี้มาบอกว่า "เออ... ลูกเอ๊ยหน้าตาอย่างนี้ ยิ่งแก่ยิ่งรวย" แล้วชี้ไปทางคุณน้าว่า "นี่ก็จะได้เป็นคุณนาย สบาย" แล้วชี้ต่อไปทางแม่ของคุณแม่บุหงาว่า "นี่ก็เหมือนกัน...ต่อไปจะเป็นหลักเป็นฐาน มีที่ทางเยอะแยะเลย" พวกเราก็สาธุ จากนั้นก็เป็นความจริง เพราะต่อมาแม่ของคุณแม่บุหงาก็เป็นนักจัดสรรที่ดินแถวดินแดง ถึงแม้จะไม่ได้เป็นคนรวยมาแต่เก่าก่อน จากร้านขายของชำเล็กๆ น้อยๆ จนกระทั่งจัดสรรที่ดินเมื่อซื้อแล้ว 2-3 เดือนก็ขายได้เงินมาเยอะทีเดียว บางทีแทบไม่ต้องลงทุนเลย เพราะจะมีคนมาหาเองแล้วก็บอกว่ามาซื้อที่ของฉันเถิด ฉันขายให้ถูกๆ ขายได้เมื่อไหร่แล้วค่อยเอาเงินมาจนก่อร่างสร้างตัวได้เป็นหลักเป็นฐาน ลูกๆ มีการศึกษาสูงขึ้น ชีวิตครอบครัวดีหมดเลย ส่วนคุณน้าก็ได้สามีเป็นนายทหารและก็ได้เป็นคุณนายตลอดมา ทางด้านตัวคุณแม่บุหงา ต่อมาก็ได้หันมาประกอบอาชีพทางด้านจัดสรรที่ดิน ด้วยการชักชวนของ คุณวาสนา ไชยกุล ทำครั้งแรกบริเวณที่ดินแถบคลอง 5 สมัยก่อนที่ถูก ราคาแปลงละประมาณ 13,000-30,000 บาท ต่อมาก็บริเวณคลอง 2 ขายดีมากเหมือนกัน จนตั้งตัวได้เพราะธุรกิจนี้ คุณแม่บุหงา วชิรกรณ์วัฒนา ปัดลูกระเบิด...สงครามโลกครั้งที่ 2 ในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง คุณยายอาจารย์จันทร์ ขนนกยูงได้เล่าให้ลูกศิษย์ฟังว่า ในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง หลวงพ่อวัดปากน้ำ(ภาษีเจริญ) ช่วยประเทศชาติ ศาสนา อย่างเต็มที่ด้วยวิชชาธรรมกาย ในขณะนั้นหลวงพ่อมีศิษย์ที่เชี่ยวชาญวิชชาธรรมกายเป็นพระภิกษุประมาณ 30 รูป เป็นอุบาสิกาประมาณจำนวนเท่ากัน หลวงพ่อรู้การมาโจมตีของเครื่องบินข้าศึกด้วยอำนาจทางสมาธิจิต แล้วให้ศิษย์ธรรมกายทั้งหมดของท่านช่วยกันปัดลูกระเบิดลงทะเลบ้าง แม่น้ำบ้างปาฏิหาริย์ซ่อนประเทศ ซ่อนเมือง ซ่อนจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญ บังตาให้เห็นเมืองเป็นป่าให้มองเห็นเป็นที่รกร้างไม่มีคน หลวงพ่อคุมการทำงานนี้ด้วยตนเองทั้งวันทั้งคืน ด้วยอำนาจอันแรงกล้าของศิษย์ธรรมกาย จึงเป็นที่เล่าลือกันในสมัยนั้นว่าชาวบ้านมองเห็นด้วยนัยน์ตาว่า ตอนเรือบินข้าศึกมาทิ้งระเบิด มีแม่ชีวัดปากน้ำเหาะขึ้นไปปัดลูกระเบิด และไม่ใช่มีผู้เห็นเพียงคนเดียวหรือสองคน แต่ได้พากันเห็นเป็นจำนวนมากจนหนังสือพิมพ์เอาไปลงเป็นข่าวอยู่หลายครั้ง มีครั้งสำคัญที่สุดอยู่ครั้งหนึ่งที่รู้กันอยู่เพียง 3 คน คือหลวงพ่อวัดปากน้ำ คุณยายอาจารย์จันทร์ ขนนกยูง และ นายประยูร สุนทารา มัคทายกของวัดในสมัยนั้น ครั้งนั้นหลวงพ่อสั่งว่า "ลูกจันทร์ใช้ธรรมกายไปดูซิ มีลูกระเบิดแปลกประหลาดลูกใหญ่กว่าเพื่อนอยู่ลูกหนึ่ง พวกสัมพันธมิตรประชุมกันว่าจะมาทิ้งที่ประเทศของเราเพราะมีญี่ปุ่นอยู่แยะ ดูซิ ถ้ามาทิ้งจะเป็นอย่างไร" คุณยายอาจารย์ท่านเข้าสมาธิตามดำสั่งใช้ธรรมกายตอบหลวงพ่อตามที่เห็นในญาณว่า "ประเทศของเราเตียนราบเป็นหน้ากลอง แหลกเป็นจุณ ทั้งต้นไม้ใบหญ้าตุ๊กตุ่นตุ๊กตา ไม่มีอะไรที่มีชีวิตเหลืออยู่เลยเจ้าค่ะ" ขณะที่ตอบก็ให้รู้สึกอัศจรรย์ในฤทธิ์อำนาจของระเบิดลูกนั้นจริงๆ หลวงพ่อไม่พูดอะไรอีกเลย จากเวลานั้นศิษย์ในสถานเจริญภาวนาทุกคนต้องทำงานทางจิตกันทั้งวันทั้งคืน ไม่มีเวลาได้พักผ่อน หลวงพ่อควบคุมอย่างใกลัชิด ตลอดเวลา 7 วัน 7 คืน งานหนักที่ท่านให้กระทำและเป็นความลับอยู่เพิ่งจะเปิดเผยขณะนี้คือ ให้ทุกคนนั่งสมาธิใช้วิชชาธรรมกายช่วยกันเอาระเบิดลูกนั้นออกไปให้พ้นประเทศไทยในวันที่ 7 ผลที่ปรากฏคือ พ้นไปจากประเทศไทยจริง แต่ไปทำความราบเรียบเป็นหน้ากลองไว้ที่ เมืองฮิโรชิม่า ในประเทศญี่ปุ่น ที่เรารู้จักกันในชื่อต่อมาว่า "ลูกระเบิดปรมาณู" (อาจจะมีใครที่ได้อ่านแล้วอยากจะคิดค้นดูก็เป็นได้ บางท่านอาจไม่เชื่อซึ่งท่านก็ไม่ผิด เพราะท่านไม่เห็น บางท่านอาจเชื่อเพราะท่านได้เห็นได้ยิน ได้ฟังด้วยตนเอง บางท่านเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งซึ่งก็ไม่ผิดเพราะสิ่งเหล่านี้เขาอาจทำได้จริง คอยแต่การพิสูจน์ด้วยตัวท่านเองเท่านั้น แต่ถ้าสงสัยจริงถึงขนาดนั้นก็มีทางพิสูจน์ ลองไปสอบถามคณะกรรมาธิการของฝ่ายสัมพันธมิตรสมัยนั้นดูก็ได้ เข้าใจว่ายังมีอยู่อีกหลายคน) อาทิเช่น คุณลุงเทพ หงษ์โตสวัสดิ์ ปัจจุบันอายุ 76 ปี ได้เห็นแม่ชี (นุ่งผ้าขาว) วัดปากน้ำ รูปร่างสูงใหญ่กว่าสะพานพุทธ ยืนลอยอยู่บนสะพานพุทธ ปัดลูกระเบิดที่ข้าศึกทิ้งจากเครื่องบินตอนกลางคืน คุณลุงเทพเล่าว่า "สมัยนั้นลุงเป็นเด็กนักเรียนโรงเรียนสวนกุหลาบมีบ้านพักอยู่ใต้สะพานพุทธฝั่งวัดประยูร ตอนนั้นเห็นพร้อมๆ กับคนแขกที่ชื่อ 'ฮายี' ที่มีหน้าที่เปิดปิดสะพานพุทธ" คุณยายอาจารย์จันทร์ ขนนกยูง วิญญาณแมลงวัน..ไม่รู้ตัวว่าตาย อาตมา (พระดร.มหาทวนชัย อธิจิตโต) ขณะที่เป็นสามเณรได้สำเร็จธรรมกายตั้งแต่ตอนเป็นเณร (สมัยหลวงพ่อวัดปากน้ำยังมีชีวิตอยู่) หลวงพ่อเรียกให้ไปเป็นทหารเอกคือเณรน้อย เข้าไปปฏิบัติในโรงงานเขามีศัพท์เรียกว่า "โรงงาน" คือผู้ที่ได้ธรรมกายขั้นสูงแล้ว จะต้องได้ระดมพลกันมาเพื่อที่จะทำงานต่อสู้กับฝ่ายอธรรม ผู้เข้าถึงธรรมกายแล้ว สามารถเดินธรรมได้ สามารถที่จะถอดกายได้ไอ้ที่ประหลาดที่สุดคือให้ถอดกาย การถอดกาย คือการถอดจิต...ไปดูสิ่งต่างๆ ไปพบเห็นในแดนที่ไม่เคยไป ไปพบบุคคลที่ไม่เคยรู้จัก อันนี้เป็นอำนาจ แล้วก็เป็นปาฏิหาริย์ของวิชชาธรรมกาย อยู่มาครั้งหนึ่งท่านเจ้าอาวาส นี่ก็ลืมชื่อแล้ว องค์ผอมๆ นั่นแหละซึ่งเป็นรองของหลวงพ่อวัดปากน้ำ (ในขณะนั้น) อยู่กันมาก็สนิทสนมแต่พอมาสิบสี่สิบห้าปี มันก็ลืมซื่อไปหมด เสร็จแล้วท่านทดลองอาตมา ขณะนั้นเป็นเณรธรรมกาย...ท่านจับเรามา นั่งให้ถอดกายไปดู ตอนนั้นมีแมลงวันตัวหนึ่ง อีท่าไหนก็ไม่รู้ มาตาย ต่อหน้าท่าน "เออ...เณรเข้าสมาธิ ตามดูวิญญาณของสัตว์ตัวนี้ไปไหน" เราก็เข้าสมาธิติดตามดู ก็ติดตามไปดูวิญญาณเขาอยู่ที่ไหน ไปที่ไหน เราก็เข้าสมาธิไปดูนะ ก็ตอบคำถามท่าน ท่านถามว่า "เห็นอะไรบ้างลูก" เราก็ "เห็นแล้ว ตอนนี้เขายังอยู่ที่นี่ ยังเจ็บปวด แล้วก็เขายังไม่รู้ว่าตัวตาย" การตายนี่มันมีสภาพที่ตัวเองไม่รู้นะ บางคนตายไปแล้ว ทำงานศพแล้ว แต่ตัวยังไม่รู้ว่าตาย แต่เขาจะสามารถมามองย้อนดูตัวเอง เอ๊ะมันฉันนี่ ไอ้รูปที่ตั้งอยู่ที่งานศพนี่ตัวฉัน แล้วทำไมตัวฉันถึงมาอยู่ในสิ่งมีชีวิตอยู่ตรงนี้ ในกายใหม่ ภพใหม่ บางคนที่ไม่เข้าใจธรรมะ เขาจะประหลาดใจตัวเอง ว่าเอ๊ะ นี่มันอะไร มันศพใคร เอ๊ะนี่มันตัวเรานี่นาเราตายแล้วนี่นา มันจะเกิดสิ่งที่ประหลาดแบบนี้ พระ ดร.มหาทวนชัย อธิจิตโต ดับดาว...ดับพรึบหมดฟ้า วันหนึ่ง แม่ชีอาจารย์ทองสุข สำแดงปั้น พอได้เห็นดาวเต็มฟ้าเพราะเดือนมืดดาวเต็มฟ้า เราจะต้องทดลองวิชชาธรรมกาย ที่ได้ฝึกฝนอบรมมา ขณะทดลองเราก็เก็บรัศมีดวงดาวดวงอาทิตย์ เก็บหนักเข้าเก็บใหญ่เชียว เก็บอยู่คนเดียวนั่งอยู่คนเดียวจะต้องทดลองว่าจะทำได้หรือไม่ได้ จะได้แค่ไหน วิชชาของเราที่ศึกษาเล่าเรียนที่ฝึกฝนเป็นหนักหนา ฝึกฝนจริงในการวิชชา ที่ฝึกฝนมากก็เพราะเราไม่มีความรู้ กอ ขอ ไม่กระดิกหู พี่น้องเขาเรียนกัน นักธรรมตรี นักธรรมโท นักธรรมเอก เขารู้การเล่าเรียนมากด้วย เราไม่มีการเล่าเรียนหนังสือหนังหา เราไม่มีความรู้กับเขา เราก็ไปกับเขาให้ได้ในทางวิชชา ไม่อยากแพ้ใคร เรียนเก็บรัศมีดวงดาวดวงอาทิตย์ เก็บแล้วก็ดับดาว ดับพรึบหมดฟ้าเลย ตับพรึบหมดฟ้าตอนดึก เช้ามืดหลวงพ่อวัดปากน้ำ (ภาษีเจริญ) ตื่นขึ้นมาล้างหน้ามองดูฟ้าบอกว่า เอ้ ดาวหมด ไม่เห็นมีดาวเลย เดือนก็มืด ดาวมันเคยมีเต็มฟ้า แม่ชีอาจารย์ตอบว่า "นี่ลูกดับเอง ลูกดับคนเดียว" สำหรับตัวดิชั้นเองไม่มีความรู้ในทางหนังสือ ดับดาวหมดฟ้า คืนที่ 2 ก็ดับหมดฟ้า คืนที่ 3 ก็ดับหมดฟ้า คืนที่ 4 ก็ดับได้ครึ่งฟ้าเท่านั้นไม่ดับหมด วิชชาธรรมกายอัศจรรย์จริงๆ แม่ชีอาจารย์ทองสุข สำแดงปั้น นักเรียนแพทย์...รักษาโรคด้วยสมาธิจิต การใช้ธรรมกายแก้โรค หลวงพ่อวัดปากน้ำ (ภาษีเจริญ) เคยพูดว่าแก้ได้จริง ถ้าได้ประกอบกันทั้ง 2 ฝ่าย คือ ฝ่ายแก้และฝ่ายเจ้าทุกข์มีความเชื่อมั่นคง กล่าวคือต้องเรียนพระกัมมัฏฐานปฏิบัติธรรมด้วย เพื่อให้กระแสจิตเชื่อมถึงกัน ลักษณะนี้มีหวังมาก ที่ไม่ได้ผลก็เนื่องด้วยผู้เจ็บไม่พยายามทำพระกัมมัฏฐาน ทางเชื่อมไม่ถึงกัน แต่ถึงอย่างนั้นก็มีผลบ้างในเมื่อโรคนั้นยังอ่อน และหลวงพ่อวัดปากน้ำ (ภาษีเจริญ) เคยพูดว่า "ถึงไม่หายก็จะเป็นไร เราไม่ได้เรียกค่ารักษาเอาแก่ใคร ช่วยด้วยเมตตา อย่างน้อยคนเจ็บก็จะต้องได้วิธีปฏิบัติธรรม หรือเข้าใกล้พระรัตนตรัยพอสมควรแก่อุปนิสัย" ท่านพูดต่อไปว่า "ที่หายก็มาก ที่ไม่หายเพียงแต่บรรเทาเป็นครั้งคราวก็มี" พูดถึงวิธีแก้โรค อาตมา (สมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ 17) ได้พบกับ"นักเรียนแพทย์คนหนึ่ง" ซึ่งเขาสนใจในวิชชาของหลวงพ่อ ระหว่างเป็นนักเรียนแพทย์ปีปลายๆ เขาได้รักษาพยาบาลคนไข้ผู้หนึ่ง คนไข้นั้นเจ็บปวดมาก หมดทางแก้ไข เขาได้ตัดสินใจพูดกับเพื่อนๆ ว่า "เดี๋ยวจะแก้ให้หาย ขอเข้าในห้องสักครู่ก่อน" นักเรียนแพทย์คนนั้นเข้าห้องทำสมาธิจิตตามหลักของวัดปากน้ำ สักครู่ใหญ่ๆ ต่อมา คนป่วยสงบจากความเจ็บปวด พวกเพื่อนนักเรียนแพทย์ด้วยกันแปลกใจ ถึงผู้เข้าสมาธิเองก็แปลกใจ และภูมิใจในการกระทำของเขา ได้ถามว่าทำไมจึงกล้าเช่นนั้น นักเรียนแพทย์คนนั้นตอบว่า "สงสารคนเจ็บไม่รู้จะช่วยได้อย่างไรไม่มีทางอื่นก็ลองดู"และยังได้พูดต่อไปว่า "ผมได้เห็นตนเองว่าเมื่อชาติก่อนเคยเป็นนักบวชมาเหมือนกัน" นักเรียนแพทย์คนนี้ ตามปกติชอบวัดและพิธีทางศาสนาตั้งแต่จำความได้ เพราะผู้ใหญ่สนใจในทางศาสนา เขาอาราธนาศีล อาราธนาพระปริตได้ตั้งแต่พูดชัด มีการทำบุญประจำปี เด็กคนนี้ได้อาราธนาศีลพระปริตเสมอมา และอาราธนาได้อย่างไม่กระดากอายเลย การเรียนดีสำเร็จปริญญาแพทย์โรงพยาบาลศิริราช เมื่ออายุได้ 21 ปี สมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ 17 สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (ปุ่น ปุณฺณสิริ) วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม พระพุทธเจ้า...ลอยบนฟ้า วัดปากน้ำสมัยหลวงพ่อวัดปากน้ำ (ภาษีเจริญ) ท่านมีชีวิตอยู่ มีเรื่องอัศจรรย์เกิดขึ้นเยอะมาก มีคนเห็นพระพุทธเจ้าลอยอยู่บนฟ้า ตอนเวียนเทียนวันวิสาขบูชาและมาฆบูชา ฉัน (แม่ชีทวีพร เลี๊ยบประเสริฐ) ก็ได้เห็นกับตา เห็นพระพุทธเจ้าลอยอยู่บนท้องฟ้า มีมาให้เห็นหลายองค์ ดูไปดูไป ก็เลือนหายไป มีเหตุการณ์ประหลาด มีเสียงน้ำไหล แล้วก็ได้ยินเสียงสวด คือสมัยนั้นหลวงพ่อท่านจะให้นำร่างคุณย่า (คือโยมแม่หลวงพ่อ) มาไว้ที่วัดแล้วสวดพระอภิธรรมให้ทุกคืน หลวงพ่อท่านบอกว่า "คืนนี้หลวงพ่อจะเชิญเทวดา พรหม อรูปพรหม มาสวดให้โยมแม่" พอตกกลางคืน ฉันก็ได้ยินเสียงสวดมนต์ ดังก้องไปในอากาศ ได้ยินคนเดียว คนอื่นนอนหลับกันหมด คิดจะปลุกก็ไม่กล้า ปัจจุบันแม่ชีทวีพร เลี๊ยบประเสริฐ อยู่ที่วัดปากน้ำ ตอนนี้อายุ 78ปีแล้ว ถึงแม้หลวงพ่อท่านสิ้นไปแล้ว แต่บารมีของท่านยังคุ้มครองลูกศิษย์ทุกคนที่มากราบไหว้บูชากันอยู่ตลอดเวลา แม่ชีทวีพร เลี๊ยบประเสริฐ วัดปากน้ำ (ภาษีเจริญ) บูชาข้าวพระพุทธเจ้า "สมัยก่อนแม่ชีอาจารย์จันทร์ ขนนกยูง อยู่บ้านนอก เคยก่อเจดีย์ทราย พอมาอยู่วัดปากน้ำประมาณ 2-3 ปี ที่วัดปากน้ำมีคลองรอบ ๆ เห็นเรือบรรทุกทรายผ่านมาข้างวัด เพื่อใช้กองเป็นเจดีย์ทรายในวัด จึงเอาทรายมาก่อเป็นพระเจดีย์ แล้วชวนแม่ชีทองสุขนำ "ทรายที่ก่อพระเจดีย์" ขึ้นไปถวายพระพุทธเจ้าบนนิพพาน เห็นชัดเจนว่า สามารถนำขึ้นไปได้" ตั้งแต่นั้นมาทุกวันพระ แม่ชีอาจารย์ทองสุข สำแดงปั้น กับ แม่ชีอาจารย์จันทร์ ขนนกยูง จะชวนกันทำอาหารแล้วบูชาข้าวพระ "นำของละเอียดขึ้นถวายพระพุทธเจ้าทุกพระองค์บนพระนิพพาน" ถ้วยชามที่ใส่ที่มีอยู่เป็นชามบิ่น เลยเปลี่ยนเลือกเอาถ้วยดีๆ ชามดีๆ ใหม่ๆ นำขึ้นไปถวาย ทำอย่างนี้มาเรื่อย สมัยก่อนวัดปากน้ำไม่มีใครเขาทำกัน แม่ชีทองสุขกับแม่ชีจันทร์ขยันและซอกแซก หยาบเราก็ต้องทำ ละเอียดเราก็ต้องทำ ได้ศิษยานุศิษย์มากมาย แม่ชีทองสุข สำแดงปั้น หยั่งรู้อนาคต..ได้อย่างเหลือเชื่อ พยากรณ์เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ...องค์ต่อไป นอกจากจะพยากรณ์ว่าสมเด็จป๋า (ปุ่น ปุณฺณสิริ) จะได้เป็นใหญ่ในหมู่สงฆ์คือเป็นสมเด็จพระสังฆราชในอนาคตแล้ว หลวงพ่อวัดปากน้ำ(ภาษีเจริญ) ท่านยังเคยพยากรณ์ ท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ เจ้าอาวาสวัดปากน้ำองค์ปัจจุบัน ในสมัยที่ท่านเป็นสามเณรว่า "องค์นี้แหละจะได้เป็นเจ้าอาวาสวัดปากน้ำองค์ต่อไป" ในปี พ.ศ.2493 หลวงพ่อได้พาท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ ครั้งยังเป็นพระมหาช่วงวรปุญโญ ป.ธ.7 ไปฝากเรียน ป.ธ.8 และ 9 กับเจ้าประคุณสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (ปลด กิตฺติโสภโณมหาเถร) วัดเบญจมบพิตร ครั้งดำรงสมณศักดิ์ที่สมเด็จพระวันรัต สมเด็จพระสังฆราชเคยทรงเล่าประทานสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์วัดสามพระยา ครั้งดำรงสมณศักดิ์ที่พระธรรมปัญญาบดีว่า "ท่านวัดปากน้ำนำมาฝาก บอกว่าจะเอาไว้แทนตัว เมื่อเรียนจบแล้วก็จะขอนำกลับไปวัดปากน้ำ" รถยนต์จะเข้าถึงวัด สมัยที่หลวงพ่อยังอยู่นั้นยังไม่มีถนนตัดเข้าถึงวัดผู้ที่จะมาวัดปากน้ำต้องมาทางเรือหรือเดินเท้า ถนนในวัดจึงเป็นเพียงทางเท้าแคบ ๆ แต่หลวงพ่อท่านได้สั่งให้ตัดถนนผ่านคณะเนกขัมม์มีความกว้างขนาดรถยนต์แล่นได้ ในสมัยนั้นถนนสายนี้จึงเป็นถนนที่ใหญ่ที่สุดในวัด ทำให้ผู้คนพากันประหลาดใจว่า ทำไมหลวงพ่อจึงให้ตัดถนนใหญ่โตเช่นนั้น หลวงพ่อท่านตอบว่า "ต่อไปรถยนต์จะเข้าถึงวัด" มีหลายคนที่ไม่เชื่อคำพูดของหลวงพ่อ บางคนถึงกับพูดว่า อีกร้อยปีรถยนต์ก็ยังเข้าไม่ถึงวัด แต่แล้วหลังจากที่หลวงพ่อมรณภาพเพียง 2 ปี รถยนต์ก็แล่นเข้ามาจอดถึงในวัดได้ตามที่หลวงพ่อพยากรณ์ ถ้าระเบิดลง จะเลิกวิชชาธรรมกาย ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ประตูน้ำอ่างทอง ประตูน้ำบางยาง ประตูน้ำบางนกแขวก คลองภาษีเจริญล้วนแต่ถูกระเบิดลงหมดทุกแห่ง ระยะนั้นทหารกรมแผนที่อพยพหลบภัยลูกระเบิดมาอยู่ที่ตึกขาว (ปัจจุบันคือหอเจริญวิปัสสนา) หลวงพ่อท่านพูดว่า "ถ้าวัดปากน้ำและประตูน้ำภาษีเจริญถูกระเบิดลง ท่านจะเลิกวิชชาธรรมกายทันที" ปรากฏว่า เครื่องบินมาทิ้งระเบิดประตูน้ำภาษีเจริญเหมือนกันแต่พลาดไปลงที่ใกล้เคียง หลังจากนั้นหลวงพ่อท่านได้เข้มงวดกวดขัน การปฏิบัติภาวนาวิชชาธรรมกายมากยิ่งขึ้น สมบัติจะวิบัติ มีศิษย์อีกหลายคนที่หลวงพ่อวัดปากน้ำ ท่านทราบอนาคตล่วงหน้าและมีความเป็นห่วงพยายามจะหาทางแก้เหตุร้ายให้คลายลง เช่นเรื่องของ พลตรีโสภณ และ คุณประทุม กะระลัย ท่านทั้งสองได้อนุญาตให้นำเรื่องของท่าน ที่ได้รับความเมตตากรุณาจากหลวงพ่อมาเผยแพร่ให้ศิษย์รุ่นหลังๆ ได้ทราบเรื่องดังนี้ พลตรีโสภณมาเป็นลูกศิษย์ของหลวงพ่อตั้งแต่ปี พ.ศ.2480 สมัยยังเป็น ร้อยโท เมื่อสมรสกับคุณประทุมก็ได้พาภรรยามาเป็นศิษย์ของหลวงพ่อด้วย เมื่อมีบุตรคนโตและอายุได้ประมาณ 8 เดือน หลวงพ่อให้คนมาบอกที่บ้านพักในกรมทหารว่า "ให้ระวังลูกจะเจ็บหนัก" คุณประทุมฟังแล้วก็นึกสงสัยว่าลูกจะเจ็บเป็นอะไร มากน้อยแค่ไหน ในเมื่อขณะนั้นลูกก็ยังแข็งแรงดี ไม่มีที่ท่าว่าจะเจ็บป่วย แต่เมื่อทราบจากหลวงพ่อเช่นนั้นก็พยายามระมัดระวังดูแลบุตรอย่างดีที่สุด ครั้นวันที่ 3 หลังจากหลวงพ่อให้คนมาเตือน บุตรคนโตของพลตรีโสภณ-คุณประทุมก็ป่วยหนักเป็นบิดอย่างแรง ถึงขนาดหมอไม่รับรองว่าจะรอดชีวิตหรือไม่ แต่ก็พยายามรักษาอย่างเต็มที่ พลตรีโสภณรีบมาส่งอาการโรคของบุตรกับหลวงพ่อที่วัดปากน้ำ หลวงพ่อท่านรับใบอาการโรค แล้วส่งให้พวกที่ได้วิชชาธรรมกายแก้โรค ท่านบอกว่า "มันจะเอาไป เราต้องต่อสู้กันหน่อย จะแก้ไขให้" วันที่ 2 พลตรีโสภณไปส่งอาการโรคของบุตรอีกครั้ง หลวงพ่อท่านรับใบอาการโรคไปดู แล้วบอกว่า "ปลอดภัยแล้ว" หลังจากนั้นบุตรของพลตรีโสภณ-คุณประทุมก็มีอาการดีขึ้นเรื่อยๆและหายเป็นปกติ ต่อมาเมื่อคุณประทุมตั้งครรภ์บุตรคนที่ 2 มีอาการแพ้อย่างมาก รับประทานอาหารและลุกไม่ได้เลย ต้องเข้าโรงพยาบาลเกือบเดือน แพทย์ที่ทำการรักษาแนะนำให้เอาเด็กออก มิฉะนั้นแม่จะเป็นอันตรายถึงชีวิต แพทย์ได้นำแบบฟอร์มมาให้พลตรีโสภณลงชื่อยินยอมให้เอาเด็กออก แต่พลตรีโสภณยังไม่ยอมลงชื่อ เพราะต้องการจะมาปรึกษาหลวงพ่อก่อน พลตรีโสภณเรียนให้หลวงพ่อทราบว่าไม่อยากฆ่าลูก แต่ถ้าไม่ฆ่าลูกก็เหมือนฆ่าแม่ ถ้าไม่ฆ่าแม่ก็ต้องฆ่าลูก หลวงพ่อบอกว่า "ไม่ต้องฆ่าใครหรอก เอาไว้ทั้ง 2 คนนั่นแหละ" พลตรีโสภณได้พยายามหลบหน้านายแพทย์ไม่ไปที่โรงพยาบาลอีกเพราะทราบดีว่าหมอจะต้องถามถึงการตัดสินใจ วันต่อมา นายแพทย์ได้สั่งยาฉีดและยารับประทานให้คุณประทุมก็มีอาการดีขึ้นเรื่อยๆ และปลอดภัยโดยไม่ต้องทำแท้งเลย ประมาณ พ.ศ.2485 บุตรคนโตของพลตรีโสภณ-คุณประทุมป่วยหนักอีก มีอาการเหมือนเป็นโรคไทฟอยด์ คราวนี้ไม่ไปให้แพทย์ตรวจรักษาเพียงแต่รับประทานยาแก้ไข้ เพราะมีความศรัทธายึดมั่นหลวงพ่อเต็มที่ พลตรีโสภณได้มาส่งอาการโรคกับหลวงพ่ออีกเช่นเคย หลวงพ่อให้พระฉวนซึ่งได้วิชชาธรรมกาย มานั่งแก้โรคให้ 3 คืนคืนแรกที่พระฉวนมานั่งแก้โรคนั้นบุตรคนโตที่ป่วยหนักก็มีอาการดีขึ้น พอรับประทานอาหารได้บ้างเพราะก่อนหน้านี้รับประทานไม่ได้เลย ญาติทุกคนเข้าใจไปว่าคงจะกินสั่งลาเป็นครั้งสุดท้าย ไม่คิดว่าจะหายป่วยเพราะเร็วผิดปกติ พระฉวนได้ยินเช่นนั้น จึงมาเล่าให้หลวงพ่อฟัง หลวงพ่อพูดว่า "เขายังไม่เชื่อวิชชานี้" และท่านยังได้พยากรณ์ว่า "ลูกคนนี้ต้องพ้นอายุ 16 ไปแล้ว จึงจะดีขึ้น หมดโรคหมดภัย" ทุกครั้งที่พลตรีโสภณมาส่งอาการโรคของบุตรกับหลวงพ่อ ครั้งแรกท่านจะรับใบอาการโรคไว้อ่านดูแล้ว แต่ไม่พูดอะไร ครั้นไปส่งครั้งที่ 2 (สมัยนั้นต้องส่งใบอาการโรค 3 ครั้ง คือเช้า กลางวัน เย็น) ท่านจะบอกว่า "ไม่เป็นไรแล้ว" เป็นอันสบายใจแน่ใจได้ว่าบุตรปลอดภัยแน่ ครั้นเมื่อหลวงพ่ออาพาธหนักคือประมาณปลายปี พ.ศ.2501 พลตรีโสภณ (ขณะนั้นมียศเป็น พันเอก) กับคุณประทุมได้มากราบเยี่ยมหลวงพ่อบ่อยครั้งขึ้น วันหนึ่งขณะที่กำลังมาเยี่ยมหลวงพ่ออยู่นั้น หลวงพ่อได้สั่งให้สามเณรองค์หนึ่งที่ปรนนิบัติท่าน ให้เข้าไปหยิบกายสิทธิ์มา 1 ดวง เมื่อได้กายสิทธิ์มาแล้วหลวงพ่อได้มองสำรวจดูทุกคนที่อยู่ในห้องแล้วพยักหน้า เรียกพลตรีโสภณให้เข้าไปหาใกล้ๆ ท่านบอกว่า "กายสิทธิ์ดวงนี้ชื่อบรมจักร องค์นี้น่ะเลี้ยงวัดปากน้ำเชียวนะ ทำวิชชาควบคู่กันมา ข้าจะให้เอ็งไปไหนให้เอาติดตัวไปด้วย" พลตรีโสภณเล่าว่า ในขณะนั้นมีความดีใจปลาบปลื้มยินดีมากที่สุดที่หลวงพ่อท่านให้กายสิทธิ์ดวงที่สำคัญเป็นกายสิทธิ์ขนาดใหญ่ แต่ครั้นกลับมาถึงบ้านความปลาบปลื้มดีใจกลับลดน้อยลง เพราะเกิดความไม่แน่ใจว่าหลวงพ่อท่านตั้งใจให้ตนแน่หรือเปล่า หรือท่านให้เพราะท่านไม่รู้สึกตัว เนื่องจากอาพาธหนักจนไม่ได้สติ และของดีวิเศษเช่นนี้ สมควรจะมาตกอยู่กับตนหรือไม่ มีทั้งความดีใจและความวิตกกังวลผสมผสานกันอยู่ วันรุ่งขึ้นพลตรีโสภณตัดสินใจแน่นอนว่า จะนำกายสิทธิ์บรมจักรมาคืนหลวงพ่อ เมื่อเข้าไปหาหลวงพ่อในห้อง ก็รอหาโอกาสเหมาะที่จะคลานเข้าไปหาท่านใกล้ ๆ เพื่อจะคืนกายสิทธิ์ แต่ยังมิทันจะทำตามที่คิดเห็น หลวงพ่อท่านจ้องดูทุกคนที่อยู่ในห้องนั้น แล้วท่านก็เรียกสามเณรให้ไปหยิบกายสิทธิ์มา 1 ดวง ท่านพยักหน้าเรียกพลตรีโสภณให้เข้าไปหาท่านบอกว่า "เอ็งไม่ต้องเอามาคืน เอ็งเอาไปอีกองค์หนึ่งองค์นี้ชื่อจักรพรรดิ เอ็งเอาไว้ที่บ้านนะ เพราะเอ็งน่ะสมบัติจะวิบัติให้เอาองค์นี้ไว้คุ้มครอง" พลตรีโสภณจึงได้แน่ใจว่า หลวงพ่อท่านตั้งใจให้กายสิทธิ์แก่ตนแน่ๆ มิใช่เป็นเพราะอาพาธหนักจนไม่ได้สติ ท่านให้เนื่องจากท่านรู้เห็นเหตุการณ์ล่วงหน้าท่านจึงเป็นห่วง ท่านรู้ตัวว่าท่านใกล้จะมรณภาพแล้ว ท่านจึงให้กายสิทธิ์แก่พลตรีโสภณเพื่อไว้คุ้มครองป้องกันภัย พลตรีโสภณจึงมีกายสิทธิ์ที่หลวงพ่อให้ถึง 3 ดวง คือ "จุลจักร บรมจักร และจักรพรรดิ" กายสิทธิ์เหล่านี้ได้ช่วยคุ้มครองครอบครัวของพลตรีโสภณให้พ้นจากภัยพิบัติมาหลายครั้ง ในปี พ.ศ.2514 พลตรีโสภณและคุณประทุมต้องการจะทำบุญบ้านจึงนิมนต์พระภิกษุวัดปากน้ำมาสวดมนต์ฉันภัตตาหารเพลที่บ้าน ในตอนเช้าของวันงานก่อนที่พระภิกษุจะมาถึงปรากฎว่าไฟฟ้าดับ เมื่อไปตรวจดูที่หม้อไฟก็พบว่าไฟฟ้าช๊อตไหม้เสาบ้านจนเกรียมหมดแล้ว แต่แก้ไขได้ทันท่วงทีจึงมิได้มีเหตุการณ์ร้ายแรงกว่านั้น หลังจากนั้นทั้งพลตรีโสภณและคุณประทุมได้ประสบปัญหาร้ายแรงทั้งการงานและธุรกิจอื่นๆ จนเกือบจะสูญสิ้นทรัพย์สมบัติแต่ก็สามารถผ่านอุปสรรคเหล่านั้นไปได้ เพราะขอบุญบารมีของหลวงพ่อให้ช่วย เมื่อได้พิจารณาเรื่องราวต่างๆ แล้ว ก็เห็นว่าเป็นจริงตามที่หลวงพ่อท่านได้ พยากรณ์ไว้ คนนี้จะเป็นผู้อุปถัมภ์วัดปากน้ำ บุคคลอีกท่านหนึ่งที่เคยถูกหลวงพ่อพยากรณ์คือ คุณหญิงลมุน บุรกรรมโกวิท ภริยา พ.อ.หลวงบุรกรรมโกวิท อดีตอธิบดีกรมโยธาธิการและรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย สมัยรัฐบาลฯ พณฯจอมพลป.พิบูลสงคราม คุณหญิงลมุนได้มาปวารณาตัวเป็นศิษย์ของหลวงพ่อ เมื่อมีปัญหาขัดข้องในเรื่องใด ๆ จะต้องมากราบเรียนปรึกษาขอคำแนะนำจากหลวงพ่อเสมอ ครั้งหนึ่งบุตรคนหนึ่งของคุณหญิงป่วยหนัก คุณหญิงก็ได้มาขอความอนุเคราะห์จากหลวงพ่อ โดยนิมนต์ท่านไปที่บ้านเพื่อช่วยแก้โรค หลวงพ่อท่านก็เมตตาสงเคราะห์ให้ตามความประสงค์ และสั่งพวกที่ได้ธรรมกายให้ช่วยกันแก้โรดบุตรของคุณหญิงด้วย หลวงพ่อท่านบอกกับพวกที่ได้ธรรมกายว่า "คนผู้นี้ (คุณหญิงลมุน) ต่อไปจะเป็นผู้อุปถัมภ์บำรุงวัดปากน้ำ" ข้าพเจ้าฟังแล้วสงสัยว่าคุณหญิงท่านจะอุปถัมภ์บำรุงวัดอย่างไร มากน้อยขนาดไหน ต่อมาข้าพเจ้าก็ได้ประจักษ์ว่าคุณหญิงลมุน บุรกรรมโกวิทเป็นผู้มีศรัทธายึดมั่นในพระรัตนตรัย มีความเคารพเลื่อมใสในหลวงพ่อของเราอย่างจริงจัง ท่านมาปฏิบัติธรรม มารักษาศีล 8 อยู่ในวัดปากน้ำคราวละหลาย ๆ เดือน ได้ถวายที่ดินที่จังหวัดนครนายกถึง 143 ไร่ ให้เป็นธรณีสงฆ์วัดปากน้ำ เป็นประธานถวายผ้าพระกฐินพระราชทานติดต่อกันมานานหลายปี และยังได้บริจาคทรัพย์เป็นจำนวนมากในการก่อสร้างปฏิสังขรณ์เสนาสนะต่างๆ มะรืนนี้พ่อเอ็งก็จะมา เมื่อข้าพเจ้า (คุณครูตรีธา เนียมขำ) มีอายุประมาณ 15-16 คิดถึงบ้าน คิดถึงพ่อแม่พี่น้องมากอยากขออนุญาตหลวงพ่อขอกลับไปเยี่ยมบ้านแต่หลวงพ่อท่าน ไม่ให้ไป ท่านบอกว่า "มะรืนนี้พ่อเอ็งก็จะมา" ข้าพเจ้าไม่แน่ใจ คิดว่าหลวงพ่อท่านต้องหลอกข้าพเจ้าแน่ๆ จึงย้อนถามท่านเพื่อความแน่ใจ ว่าหลวงพ่อพูดเอาเองหรือพ่อข้าพเจ้าได้กราบเรียนท่านไว้แล้ว "พ่อบอกหลวงพ่อไว้หรือเจ้าคะว่าพ่อจะมามะรืนนี้" หลวงพ่อท่านตอบว่า "พ่อเอ็งไม่ได้บอกหรอก แต่เอ็งดอยดูซีน่า มะรืนนี้พ่อเอ็งต้องมา" ตอนนั้นด้วยความเป็นเด็กยังไม่มีความคิด ข้าพเจ้าก็คิดว่าถ้ามะรืนนี้พ่อไม่มาจะต้องต่อว่าหลวงพ่อ แต่พอถึงวันนั้น พ่อข้าพเจ้าก็มาเยี่ยมจริงๆ ข้าพเจ้ารีบถามพ่อว่า "พ่อได้บอกหลวงพ่อไว้หรือเปล่าว่าพ่อจะมาในวันนี้" พ่อข้าพเจ้าตอบว่า "เปล่า" บวชต่อไปแล้วจะดี แม่ชีธัญญาณี สุดเกษ ซึ่งเป็นหัวหน้าแม่ชีและหัวหน้าโรงครัวในปัจจุบัน มาบวชชีที่วัดปากน้ำตั้งแต่ปี พ.ศ.2490 เดิมนั้นไม่ได้ชื่อ ธัญญาณี แต่สมัยนั้นแม่ชีและผู้รักษาศีลที่อยู่ในวัดนิยมเปลี่ยนชื่อกันมากจึงได้ไปกราบหลวงพ่อขอให้ท่านตั้งชื่อให้ใหม่ พลวงพ่อท่านตั้งชื่อว่า ธัญญาณี เวลาหลวงพ่อท่านจะตั้งชื่อให้กับผู้ใด ท่านจะต้องตรวจดูเสียก่อนและตั้งชื่อให้เหมาะกับบุคลิก อุปนิสัยใจคอ และชื่อธัญญาณีที่ท่านตั้งให้นั้นก็เป็นชื่อที่ไม่ซ้ำกับใครและไม่มีใครซ้ำในสมัยนั้น เพราะหลวงพ่อท่านรู้เห็นแล้วว่าแม่ชีผู้นี้ต่อไปจะต้องมีหน้าที่ดูแลเกี่ยวกับเรื่องข้าวปลาอาหาร หลังจากนั้นไม่กี่วัน คุณแม่ท้วม หุตานุกรม ก็เรียกแม่ชีธัญญาณีให้มาช่วยทำครัวพิเศษ (คือ อาหารถวายหลวงพ่อ) ปี พ.ศ.2494 แม่ชีธัญญาณีอยากลาศีลแม่ชี เข้าไปกราบลาหลวงพ่อหลายครั้ง ท่านไม่อนุญาตให้สึกทุกครั้ง ครั้งสุดท้ายท่านบอกว่า "อย่าสึกเลย สึกแล้วไม่ดี ให้บวชต่อไปแล้วจะดี" แล้วท่านก็ได้แนะนำให้นั่งภาวนาในโรงงาน ท่านบอกว่าให้นั่งให้เห็นเสียก่อนแล้วจึงค่อยสึก ปี พ.ศ.2497 บิดาของแม่ชีธัญญาณีมาบวชอยู่ที่วัด หลวงพ่อท่านถามว่า "มีลูกกี่คน" เมื่อได้ทราบว่ามีลูกหลายคน ท่านก็บอกว่า "ไอ้คนนี้ให้มาอยู่กับข้าแล้วจะดี" (หมายถึงแม่ชีธัญญาณี) เมื่อหลวงพ่อมรณภาพลง แม่ชีธัญญาณีต้องมารับตำแหน่งหัวหน้าโรงครัว ตอนที่มารับหน้าที่ใหม่ๆ นั้นยังไม่ชินกับงานหนัก ต้องตื่นแต่ตีสี่ทำอาหารถวายพระมื้อเช้า ต้องไปจ่ายตลาดเอง ไม่ว่าฝนจะตกฟ้าจะร้องต้องทำทุกวัน ไม่มีวันหยุดพัก ทำให้ป่วยอยู่บ่อยๆ ตนเองก็กลัวว่าจะรับหน้าที่นั้นต่อไปไม่ไหว คืนหนึ่งหลวงพ่อมาเข้าฝัน แม่ชีธัญญาณีจึงกราบเรียนถามท่านว่าอาการป่วยจะหายหรือไม่ หลวงพ่อท่านตอบว่า "หาย" แม่ชีธัญญาณีก็กราบเรียนถามท่านต่อไปว่า "หน้าที่ที่ทำอยู่นั้นจะทำต่อไปไหวหรือไม่ แล้วจะดีหรือไม่" หลวงพ่อท่านตอบว่า "ทำได้แล้วดีด้วย" ตอนนั้นมีคนๆ หนึ่งมาขอยืมเงินแม่ชีธัญญาณีแล้วยังไม่นำมาคืน แม่ชีธัญญาณีจึงกราบเรียนถามหลวงพ่อว่า "เงินที่มีคนขอยืมไปนั้นจะได้คืนหรือไม่" หลวงพ่อท่านตอบว่า "ได้" หลังจากนั้นไม่นานแม่ชีธัญญาณีก็ได้เงินคืน เสนอโครงการพัฒนาประเทศ ไม่เพียงแต่จะอุทิศชีวิตเพื่อสืบต่ออายุพระพุทธศาสนาเท่านั้น หลวงพ่อของเราท่านยังมีความห่วงใยในประเทศชาติและพระราชวงศ์อีกด้วย ที่ข้าพเจ้าทราบเพราะท่านเคยปรารภให้พวกที่ได้ธรรมกายฟังเสมอๆ ท่านต้องการให้ประเทศไทยได้รับการพัฒนาเทียมทันอารยประเทศ หลวงพ่อท่านเคย เสนอแนะโครงการพัฒนาประเทศแก่ฯพณฯจอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีในสมัยนั้น ครั้งที่ฯพณฯจอมพล ป. และท่านผู้หญิงละเอียดพิบูลสงคราม มาวางศิลาฤกษ์สร้างโรงเรียนพระปริยัติธรรมภาวนานุสนธิ์ ในปี พ.ศ.2493 โครงการพัฒนาประเทศที่หลวงพ่อได้เสนอแนะมีดังนี้ 1.ให้สร้างอาคารสงเคราะห์เพื่อให้ประชาชนได้มีที่อยู่อาศัยของตนเอง โดยใช้เงินที่ได้จากการขายสลากกินแบ่ง 2.ให้จัดสรรที่ดินให้เกษตรกรได้ใช้ทำมาหากินโดยทั่วถึงกันอย่างน้อยคนละ 25 ไร่ 3.ให้ประกาศเลิกสูบฝิ่น 4.ให้เลิกโสเภณี 5.ให้ตัดถนนหนทางเพิ่มขึ้นเพื่อสะดวกแก่การคมนาคม การค้าขาย เราจะเห็นว่าโครงการพัฒนาประเทศที่หลวงพ่อท่านได้เสนอแนะแก่คณะรัฐบาลในสมัยนั้นเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศเป็นอย่างมากและมีหลายโครงการที่ฯพณฯ จอมพล ป. พิบูลสงครามได้ดำเนินการ คุณครูตรีธา เนียมขำ หุ่นขี้ผึ้งมัดด้ายสายสิญจน์... ละลายกลายเป็นอากาศธาตุ ตอนหลวงพ่อสด (วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ) ดังๆ ก็มีคนมาลองวิชชากับหลวงพ่อเยอะ ที่นี้น้าก็พา "คนทรง" คนหนึ่งมาหาหลวงพ่อ นับถือเจ้าพ่ออะไรไม่รู้ที่บ้าน คนทรงคนนี้มีสมบัติอยู่ใต้ถุนบ้าน มีคนจะทำให้คนทรงนี้ตาย เพื่อจะขุดเอาสมบัติ เมื่อน้าพา "คนทรง" มาหาหลวงพ่อสด (วัดปากน้ำภาษีเจริญ) หลวงพ่อก็บอก "เณร...นั่งธรรมะซิ" ทีนี้มันบินมาเลย พุ่งเข้ามาทางหน้าต่าง เป็นตุ๊กตาหุ่นขี้ผึ้ง ร่างทรงร้อง "วี๊ด" หลวงพ่อก็ออกจากกุฏิมาเลย เอาแก้วมาครอบไอ้ตัวหุ่นขี้ผึ้งไว้ มันบอกว่า "หลวงพ่ออย่ายุ่งนะ จะเอาชีวิตคนๆ นี้ เณรก็อย่ายุ่ง" มันก็วิ่งเข้ามาหาคนทรงท่าเดียว แก้วอย่างหนาเลยนะครอบตัวมันแต่มันวิ่งได้ จะเข้าไปหาคนทรง เราก็กันตัวเขาเอาไว้ มันถอยกลับ "มึงถอยออกมานะ มึงถอยออกมา มึงตายแน่ถ้ามึงไม่ถอย" พอสุดเสียงมันก็หมดวิชชา ละลายกลายเป็นอากาศธาตุไปหมด หลวงพ่อสดบอก "เณรดูซิ ตราสังข์ยังมีอยู่เลย มันทำได้ยังไงวะเนี๊ย ขี้ผึ้งมัดด้วยด้ายสายสิญจน์มันมาหมดเลย หุ่นขี้ผึ้ง ในนั้นมีหมดเลย มีเข็ม มีมีด มีหมุดในตัว ถ้าเข้าตัวเข็มวิ่งแทงอวัยวะต่างๆ ตาย" เรานั่งดูอยู่นะ มันวิ่งได้ แล้วคนที่ทำหมายถึงคนที่สั่งเจ้าหุ่นตัวนี้มาเป็นแขก แขกนี่ตัวฉกรรจ์เลย เขาจ้างฆ่าไม่รู้กี่หมื่น จ้างฆ่าคนทรง พอเสร็จเรียบร้อย คนทรงก็มากราบหลวงพ่อ หลวงพ่อช่วยชีวิตเลยนะเนี้ย เสี้ยววินาทีเลยนะ ปัจจุบัน ลุงสมจิตร ฉ่ำรัศมี อายุ 69 ปีแล้ว แต่ยังตั้งใจปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอตลอดมา ลุงสมจิตร ฉ่ำรัศมี ท่องเมืองนรก...เปิดบัญชีบุญ-บาป แม่ชีอาจารย์ทองสุข สำแดงปั้นตั้งแต่รู้ข่าวว่าหลวงพ่อวัดปากน้ำ(ภาษีเจริญ) ท่านไปเทศน์โปรดสัตว์นรก และรู้ช่องทางที่จะไปแล้วก็เริ่มทำสมาธิ และฝึกหัด "ม้าแก้ว" คล่องแคล่วอยู่ทุกวัน รอโอกาสที่จะหนีหลวงพ่อไปนรกบ้าง วันหนึ่ง สบโอกาสเหมาะหลวงพ่อท่านถูกนิมนต์เข้ากรุงเทพฯ แม่ชีอาจารย์ สั่งเพื่อนในห้องฝึกหัดกรรมฐานว่า "อย่าให้ใครมายุ่งกับร่างกายฉันนะ" แล้วก็เข้าที่ทำ "สัมมา อะระหัง" เดินฌานจนดิ่งเงียบสงบดีแล้วจึงอธิษฐานขอไปเที่ยวเมืองนรกบ้าง แล้วก็ขึ้นขี่ม้าแก้วห้อออกไปจากวัด แม่ชีอาจารย์เล่าว่าพริบตาเดียวเท่านั้นถึงแล้วเมืองนรกนี้ไม่ไกลเลย รูปร่างของเมืองมองเห็นกำแพงแต่ไกล เป็นกำแพงเก่าๆ มีคนเฝ้าแต่ม้าแก้วห้อเร็วเหลือเกิน พอคนอ้าปากถามเท่านั้น แม่ชีอาจารย์ยังไม่ทันตอบว่ากระไร ม้าแก้วก็กระโดดพรึบไปแล้ว ภายในกำแพงมองเห็นบ้านเรือน 2-3 หลัง แต่เป็นหลังใหญ่ๆ ผู้คนมีทั้งหญิงและชาย ร่างกายหน้าตาเหมือนมนุษย์เราดีๆ นี่เอง แต่ไม่มีเสื้อผ้าสักชิ้นหนึ่งติดตัว แม่ชีอาจารย์บ่นกับม้าแก้วดังๆ ว่า "พวกนี้บัดสีจริงๆ ดูซิเดินแก้ผ้าล่อนจ้อน ไม่อับอายใครๆ บ้างเลยแน่ะ! ว่ายังหันมามองทำตาโตทะเลิ่กทะลั่กอีก ไม่รู้จักอายจริงๆ เห็นไหมวิ่งมากันใหญ่แล้ว" ม้าแก้วร้องว่า "หนีเถอะๆ" "ไปหนีมันทำไม" "ประเดี๋ยวมันจะจับเราแก้ผ้าบ้างนะซีอาจารย์ บอกไม่เชื่อ หนีเถอะน่ะ" ม้าแก้วร้องเตือน พอดีพวกในเมืองนรกก็วิ่งมาถึง ต่างตนเข้าล้อมหน้าล้อมหลัง อีก 4-5 ตน เข้าจับม้าไว้ อีก 4-5 ตน ฉุดแขนอาจารย์ให้ลงจากหลังม้าอาจารย์ไม่ยอมลง พวกเขาก็พากันออกแรงอุ้มให้ลง แม่ชีอาจารย์บอกว่า โมโหจริงๆ จะใช้จักรแก้วขว้างมัน มันก็จับมือไว้ ม้าก็ดิ้นทั้งเตะทั้งโขก แต่สู้พวกเมืองนรกไม่ไหว เขาพากันฉุดอาจารย์ผ่านไปตามบ้านเก่าๆ โกโรโกโส เหมือนกระท่อมจวนจะพังหลายหลัง แม่ชีอาจารย์ก็มองเข้าไปในกระท่อมเหล่านั้น บางแห่งก็แลเห็นผู้หญิงเปลือยกายอยู่กับสุนัขตัวผู้ บางแห่งก็แลเห็นคนผู้ชายเปลือยกายอยู่กับสุนัขพันธุ์ใหญ่ตัวเมีย ในสภาพที่นอนอยู่ในที่เดียวกัน เหมือนสามีภรรยา และบางแห่งก็แลเห็นคนอยู่กับหมู ม้า แพะ แกะ โค กระบือ แม่ชีอาจารย์มองแล้วแปลกใจและตกใจ จึงถามพวกนรกที่ฉุดไปว่า "ทำไมพวกนั้นจึงอยู่กับหมา เหมือนเป็นครอบครัวเดียวกัน" สัตว์นรกตอบว่า "มันชอบของมันอย่างนั้น ก็ต้องตามใจมัน" แม่ชีอาจารย์ถามอีกว่า "แล้วนี่พวกแกจะจับกุมฉันไปไหน?" เขาตอบว่า "นายสั่งให้จับไปให้นาย" แม่ชีอาจารย์จึงออกอุบายว่า "ไม่ต้องจับมือถือแขนดอก ปล่อยเถอะฉันเดินไปเอง ฉันนึกออกแล้ว นายของพวกเธอชื่อ ยมบาล เป็นเพื่อนสนิทกับหลวงพ่อฉันเอง ฉันตั้งใจจะมาเยี่ยม ปล่อยฉันเถอะ" พวกสัตว์นรกยอมฟัง จึงปล่อยมือ แม่ชีอาจารย์เดินตาม เขาก็พาเดินตรงไปยังเรือนหลังใหญ่ ท่าทางโอโถงกว่าทุกๆ แห่งที่ผ่านมา มองเห็นทหารถือขวานเล่มใหญ่เท่าหมอนอิง ยืนท่าทางขึงขังอยู่หน้าสองตน ข้างในมีโต๊ะตัวใหญ่ มีคนนั่งอยู่ 3 ตน คนกลางอายุประมาณห้าสิบเศษๆ หวีผมตั้ง อ้วนล่ำใหญ่โตผิวดำเป็นประกาย หน้าผากกว้าง จมูกแบนใหญ่ ไม่สวมเสื้อ แต่นุ่งผ้าอย่างดี คนนั่งข้างขวากำลังเปิดบัญชีเล่มใหญ่ ได้ยินเสียงบอกวันเกิด วันตายของผู้ที่ถูกจับมาเขาตะโกนบอกดังๆ แม่ชีอาจารย์ได้ยินแล้ว อยากรู้เรื่องจึงบอกกับพวกนั้นว่า "ยมบาลไม่ว่าง ฉันจะนั่งอยู่ข้างๆ ศาลนี่แหละ ไว้ท่านว่างแล้วฉันจึงจะเข้าไปหาพวกแกไปทำอะไรก่อนก็ไปเถอะ ฉันไม่หนีหรอก เพราะฉันไม่ได้ถูกจับเข้ามา" พวกนั้นก็เชื่อจึงปล่อยมือ แม่ชีอาจารย์ก็เข้าไปนั่งแอบข้างประตูเพื่อจะดูว่าเหตุการณ์ต่อไปจะเป็นอย่างไร สักครู่หนึ่งก็แลเห็นพวกทหารผีจับผู้ชายคนหนึ่งไปมัดมือด้วยโซ่ ที่คอก็มีโซ่เส้นใหญ่สวมอยู่ เขาถูกลากครึ่งจูงเข้ามาที่หน้าบัลลังก์ เสมียนคนนั่งทางขวามือถามชื่อและวันเกิด แล้วถามยมบาลว่าใช่ตัวจริงไหม ยมบาลพยักหน้า เสมียนที่นั่งทางซ้ายมือก็ถามขึ้นว่า "แกประพฤติตัวเลวทรามมาก ข่มขืนผู้หญิงใช่ไหม" คนโทษตอบว่า "เปล่า" ในทันใดนั้นเอง ก็มีผู้หญิงสาวสองคนวิ่งมาจากห้องทางด้านหลังมาชี้หน้าผู้ชายที่ถูกจับมาแล้วร้องว่า "แกโกหก ต่อหน้ายมบาลแกยังกล้าโกหก" แล้วผู้หญิงคนนั้นก็หันมาฟ้องยมบาลว่า "ท่านเจ้าค่ะ ไอ้คนนี้แหละที่บังคับหนูกินยาเม็ดๆ ไป 4-5 เม็ด แล้วบังคับหนูนอน แล้วทำร้ายหนูค่ะ" แล้วผู้หญิงคนนั้นก็ร้องไห้รำพันว่า "โธ่! หนูอุตส่าห์ยอมลำบากมาทนเป็นลูกจ้างมัน เพื่อจะเอาเงินไปให้แม่ซื้อยารักษาตัว มันยังทำหนูได้" พอชายคนนั้นจะเถียงอีก เขาก็สะดุ้งขึ้นจนสุดตัวเหมือนถูกทำร้าย เขาร้อง "โอ้ย!" เสียงดังลั่น แล้วในทันใดนั้น ปากของเขาก็ฉีกออกไป ลักษณะของแผลเหมือนถูกเสือตะปบ เลือดออกท่วมปากทันที เสียงเขาร้องครางอย่างเจ็บปวดและว่า "ผมทำผิดแล้ว ขอโทษด้วยๆ" ยมบาลร้องสั่งทันทีว่า "เอาไป เอามันไป ปากแข็งนัก ทำผิดแล้วยังไม่ยอมรับ กลางวันให้เอาหอกแทงปากทะลุถึงท้อง กลางคืนให้นอนกับหมาป่า" แล้วยมบาลหันมาพูดกับหญิงสาวอย่างมีเมตตา "เจ้าเป็นคนดีมีกตัญญูต่อพ่อแม่ แต่มีกรรมเก่ามาตามทัน จึงต้องเสียชีวิตก่อนอายุขัย เราจะให้เจ้าไปพักที่ปราสาทก่อน รอกำหนดที่จะจุติไปชั้นดาวดึงส์ ไปเถิดไปสู่ที่เป็นสุข" แม่ชีอาจารย์ทองสุขเล่าว่า พอยมบาลให้พรเสร็จเท่านั้น แทบไม่น่าเชื่อ แม่ชีอาจารย์ต้องกระพริบตาดูใหม่อีกทีว่า จะใช่ผู้หญิงคนนั้นหรือไม่เพราะรูปร่างหน้าตาก็คล้ายๆ กันกับคนเก่า แต่ทุกอย่างสวยขึ้น ละเอียดขึ้น เสื้อผ้าหยาบ ๆ ซึ่งผู้หญิงคนนั้นสวมมาแต่แรกก็กลับเป็นใหม่และสวยงามขึ้นหลายสิบเท่า แต่การตัดเย็บเป็นแบบเก่าเท่านั้นเอง แต่สวยงามขึ้นมาก แล้วก็มีผู้หญิงสวยๆ มาต้อนรับเชื้อเชิญให้ไปอยู่ด้วยกัน พอเขาไปกันแล้ว แม่ชีอาจารย์ทองสุขก็นึกในใจว่า ไปเป็นสุขๆ เถอะแม่คุณ คนมีความกตัญญูเลี้ยงพ่อแม่ รักษาพ่อแม่ ตายแล้วจะได้ไปเกิดเป็นนางฟ้า จะให้เขาเขียนลงในหนังสือด้วย คนอื่นๆ จะได้รู้ทั่วๆ กันจะได้ทำความดีต่อพ่อแม่ด้วย สักประเดี๋ยวหนึ่ง ก็มีทหารของยมบาล 4 ตน ฉุดกระชากลากชายหนุ่มหญิงสาวคู่หนึ่งเข้ามา เสมียนก็บอกความผิดว่า คนทั้งสองนี้หนีพ่อแม่ไปทำความผิดด้วยกัน พ่อแม่ว่ากล่าวก็เลยกินยาตายทั้งคู่ เสียงยมบาลถามว่า "ทำไมจึงกินยาฆ่าตัวตายพร้อมกัน" เขาตอบว่า "เรารักกันมากครับ พ่อแม่ไม่ยอม เราจึงกินยาฆ่าตัวตายพร้อมกัน คิดว่าจะได้มาอยู่ด้วยกันในเมืองนี้" "สัตว์ผู้โง่เขลา!" ยมบาลดุเสียงดังแล้วว่า "เจ้าคิดว่าเจ้าทำความชั่วแล้วจะได้มาอยู่ด้วยกันอย่างสบายในเมืองเรา เจ้าเป็นคนไม่มีความกตัญญูทำให้พ่อแม่ทุกข์โศก บาปของเจ้าไม่เสมอกัน เจ้าจะอยู่ภูมิเดียวกันอย่างไรได้" ยมบาลว่าแล้วก็หันหน้าไปถามเสมียนว่า "บาปของมันต่างกันอย่างไรบ้าง" เสมียนก้มหน้าลงอ่านในสมุดเล่มใหญ่ที่สุดแล้วบอกว่า "คนผู้ชายนั้นขโมยเงินพ่อแม่ และสูบยาเสพย์ติดด้วย ไม่เคยทำบุญทำทานเลย ส่วนผู้หญิงนั้น เวลาแม่ว่าก็ด่าแม่และกระทืบเท้า ไม่ค่อยทำบุญ แม่เรียกให้ลุกขึ้นหุงข้าวใส่บาตรก็ไม่ยอมทำให้ แต่เคยช่วยคนแก่ที่เป็นลม โดยให้ยาและพาส่งให้หมอรักษาจนหาย" ยมบาลสั่งเสียงดังว่า "แยกมันไปคนละขุม" พวกทหารก็ตรงเข้ากระชากมือออกจากกันแล้วลากไปโดยเร็ว เสียงคนทั้งสองร้องเรียกหากันอย่างโหยหวน พอยมบาลลุกขึ้น จะกลับเข้าข้างใน ก็สั่งทหารที่เฝ้าหน้าศาลว่า "ลูกศิษย์หลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีจริญมาแอบดูอยู่คนหนึ่ง จงอนุญาตให้แกดู จะได้จำไปบอกเล่าแก่ชาวมนุษย์ จะได้ไม่กล้าทำบาปหยาบช้า นรกกี่ขุม ๆ ก็เต็มล้นหมดแล้ว เพราะคนใจบาปมากเหลือเกิน" สั่งแล้วก็เข้าไป ทหารก็ให้ผู้หญิงคนหนึ่งท่าทางจัดจ้านเหมือนเป็นเจ้าหน้าที่ในเมืองนรกคนหนึ่งมาพาแม่ชีอาจารย์ บอกว่า "ไปเที่ยวดูขุมต่างๆ กันเถอะ" แม่ชีอาจารย์อยากดูอยู่แล้ว ก็รีบลุกขึ้นตามเขาไปอย่างว่าง่าย เขาพาเดินมาถึงห้องขังที่มีคนอยู่กับหมา แม่ชีอาจารย์จึงถามเขาว่า "ทำไมจึงเอาคนไปไว้กับหมา" เขาตอบว่า "คนเหล่านี้มีโทษ ในเรื่องขืนใจหมา คือหมาบางตัวก็มีจิตใจดี ซื่อตรงต่อสามีหรือภรรยาของมัน แต่คนต้องการอยากจะได้ลูกไว้ขาย ก็บังคับหรือล่อให้มันกินยาเพิ่มความกำหนัด แล้วบังคับให้ผสมพันธุ์กับตัวอื่น ๆ ที่มันไม่รัก ทำให้มันได้รับความเจ็บปวด ครั้นเวลามันตายมันก็มาฟ้อง จึงต้องจับขังไว้กับหมา หมามันจะกัดทุกวันและทุกเวลาที่จะนอนหลับ" แม่ชีอาจารย์ฟังแล้วตกใจ มองไปก็แลเห็นคนที่ถูกจับขังอยู่กับหมานั่น ต้องเที่ยวหลบเขี้ยวหมาอยู่อย่างวุ่นวาย เพราะหมาตัวใหญ่เกือบเท่าลูกม้าและดุร้ายมาก กัดตามหน้าและคอของคน แม่ชีอาจารย์เห็นแล้วมีความกลัวจึงถามว่า "หมาตัวนี้หรือที่ถูกข่มเหง" ผู้หญิงผู้คุมตอบว่า "ไม่ใช่ นี่เป็นหมาของยมบาลมีไว้สำหรับลงโทษผู้ทำผิด ไม่ใช่หมาคู่เวรคู่กรรมกัน" แม่ชีอาจารย์ทองสุขฟังแล้วนึกในใจว่า เมื่อขามาผ่านกรงขังเห็นคนอยู่กับหมาบ้าง แพะบ้าง สัตว์ต่างๆ บ้าง ถ้าจะมีกรรมเพราะขืนใจมัน ก็เป็นอาชีพที่ทุจริตเหมือนกัน แล้วแม่ชีอาจารย์ก็เดินตามเจ้าหน้าที่เขาต่อไป พอถึงทางเลี้ยวจะออกไปทางเก่าก็ปะทะเข้ากับคนกลุ่มใหญ่ แม่ชีอาจารย์ตกตะลึง มองดูคนเหล่านั้น เห็นหัวแตกก็มี แขนหัก ขาหัก อกทะลุไม้ปักอกก็มี อีกคนหนึ่งมีอะไรวงกลม ๆ ทับ หรือกระแทกติดอยู่ที่หน้าอก โลหิตโชกไปหมดทั้งตัว เสียงเจ้าหน้าที่ถามว่า "อะไรกัน ทำไมจับมาพร้อมกันมากมาย" เสียงทหารผีตอบว่า "มันไปเที่ยวสำมะเลเทเมา รถคว่ำเลยจับมาเป็นหมู่ใหญ่" เสียงผู้คุมหญิงพูดว่า "ดีเหมือนกันไม่ต้องจับทีละคน" เมื่อพวกทหารผีของยมบาล จับพวกรถคว่ำมามากมายแล้ว แต่ละคนก็หัวแตก แขนหัก อกทะลุ ร้องโอดครวญโวยวาย แม่ชีอาจารย์รู้สึกตกใจกลัว จึงบอกเจ้าหน้าที่ผู้หญิงซึ่งยมบาลสั่งให้พาเที่ยวดูสัตว์นรกนั้นว่า "แหม! น่ากลัวจริงๆ ตายเป็นหมู่ๆ อย่างนี้เขามีบาปหนักอะไรบ้าง" เจ้าหน้าที่ผู้หญิงคนนั้นเขาก็ตอบว่า "เดินเลี้ยวไปทางซ้ายมือประเดี๋ยวก็รู้ เพราะเมืองนี้เป็นวงกลม เดินอ้อมไปประเดี๋ยวก็จะพบศาลตัดสินผู้ที่ถูกจับมาใหม่ เหมือนที่แม่ชีอาจารย์เข้ามา" เจ้าหน้าที่พาแม่ชีอาจารย์เดินผ่านไปหลายแห่งพอมาถึงหน้าศาลก็หยุด แม่ชีอาจารย์ทองสุขมองไปในศาล แลเห็นทุกสิ่งทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปหมด บัลลังก์ก็สวยงามใหญ่โตเป็นสง่า เสมียนซ้ายขวาแต่งตัวเหมือนข้าราชการนายทหารผู้ใหญ่ นั่งวางท่าสง่าหนวดโง้ง ทหารรักษาประตูมีเป็นกองร้อย ล้วนเข้มแข็ง ถืออาวุธ ยมบาลแต่งตัวเหมือนพระเจ้าแผ่นดิน สวยงามมากเป็นสง่าน่ากลัว ทุกสิ่งทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปหมด แม่ชีอาจารย์จึงถามเจ้าหน้าที่ว่า "นี่เป็นศาลใหม่หรือ" เขาตอบว่า "ไม่ใช่ เป็นศาลเก่า แต่วันนี้สัตว์ผู้ถูกจับมาใหม่คงจะเป็นเจ้าใหญ่นายโตทางเมืองมนุษย์ ยมบาลจึงเนรมิตทุกสิ่งทุกอย่างในศาลให้ดูน่าสะพรึงกลัว ใหญ่โตเต็มไปด้วยอำนาจราชศักดิ์ และเกียรติศักดิ์เพื่อให้ผู้ถูกจับมาจะได้เกรงขาม ยมบาลท่านแปลงตัวได้ทุกอย่างกลมกลืนกับธรรมชาติก็ได้ ให้แปลกประหลาดพิสดารก็ได้ ถ้าจับคนใจร้ายดุดันเป็นจอมโจรมา ท่านก็แปลงตัวเป็นดุร้ายหน้าตาเหมือนยักษ์ทำอำนาจตวาดและกระทืบบาทดังสนั่นหวั่นไหว ให้ดูน่ากลัว ยิ่งกว่าจอมโจรนั้นๆ หลายพันเท่า" "ทั้งนี้เพื่อเป็นการปราบพยศสัตว์ต่างๆ เสียแต่แรกพบ มนุษย์ทุกคนเมื่อไปสู่เมืองของยมบาลแล้ว ถึงจะเคยใหญ่โตแค่ไหน ยมบาลหรือเจ้าหน้าที่ในเมืองนั้นก็เรียกว่า 'สัตว์นรก' ทั้งนั้น และการลงโทษก็ไม่เห็นแก่หน้ากัน ถึงเป็นญาติกันมาก็ไม่ผ่อนผัน ทุกคนต้องได้รับโทษไป ตามกรรม" แม่ชีอาจารย์ฟังเจ้าหน้าที่เขาอธิบายแล้วจึงว่า เธอจะไปไหนก่อนก็ไปเถิด ฉันจะดูยมบาลท่านตัดสินพวกรถคว่ำก่อนถึงจะกลับ แล้วก็ค่อยๆ เดินกลับไปนั่งที่เก่า สักครู่หนึ่งก็แลเห็นยมทูตพาพวกที่ตายเพราะรถคว่ำเข้ามาเป็นแถวเสมียนขวา-ซ้ายก็เปิดบัญชี ถามชื่อและสถานที่อยู่เพื่อสอบดูว่าจะใช่ตัวคนหมดอายุจริงหรือไม่ คนแรก มีไม้กลมๆ แม่ชีอาจารย์ดูเป็นนานจึงรู้ว่าเป็นพวงมาลัยอัดแน่นติดกับหน้าอก เลือดหยดมาเป็นทาง ยมบาลสอบถามได้ความว่า เขาเป็นคนมียศใหญ่ในเมืองมนุษย์ ขับรถส่วนตัวพาเพื่อนๆ ไปหานางโลมและกินเหล้าเมาจึงขับรถชนรถคันอื่น ตัวเขาเองถูกพวงมาลัยกระแทกเข้ากับอกจึงตาย เสมียนเปิดบัญชีแล้วว่า "อาชีพของเขาทำราชการก็ไม่สุจริต มีการโกงกินกับพ่อค้า ค้าของร้ายคืออาวุธประหัตประหาร แอบขายปืนเถื่อนทำให้ผู้ร้ายชุกชุม ตัวเขาเองเคยสั่งลูกน้องให้แอบฆ่าคน แล้วยังไม่ได้รับโทษทางเมืองมนุษย์เลย" ยมบาลทรงพิโรธตวาดว่า "เจ้าสัตว์ผู้มัวเมา เจ้ากระทำความผิดอย่างมากมาย เจ้าจะแก้ตัวว่าอย่างไร ข้าเห็นเจ้าอ้าปากอยู่ตลอดเวลา" ชายคนนั้นตอบว่า "ผมไม่ได้ทำผิด ถ้าทำผิดศาลทางเมืองมนุษย์เขาก็ตัดสินลงโทษแล้ว" เสมียนตอบว่า "แกต้องมีความผิดแน่ เพราะผู้ตรวจสอบความประพฤติของมนุษย์มารายงานทุกครั้ง" แต่ชายผู้นั้นก็ยังปฏิเสธอยู่นั่นเอง เสมียนจึงสั่งให้เจ้าหน้าที่อีกพวกหนึ่งไปตามโจทก์มา คราวนี้มีคนมากลุ่มใหญ่ มีผู้หญิงชี้หน้าว่าชายผู้นั้นล่อลวง ล่อลวงว่าจะให้ทำงานและจะให้เงินเดือนและผลที่สุดก็ทำลายความบริสุทธิ์ ทำลายแล้วก็ให้ลูกน้องพาไปเข้าซ่องหาเงินต่อไป อีกคนหนึ่ง สวยมาก เข้ามายืนยันว่าชายผู้นั้นหลอกลวงว่าจะเอาไปให้เจ้านาย แต่ผลที่สุดก็ทำลายเสียก่อนแล้วจึงนำไปส่ง ได้รับความทารุณจนต้องกินยาตาย พวกผู้ชายก็มายืนยันว่า ชายคนนี้มีการค้าของผิดกฎหมายและแอบฆ่าเขาเพื่อเป็นการปิดปาก เมื่อมีโจทก์มายืนยันเข้าจริงๆ จังๆ ชายคนนั้นก็เถียงไม่ได้ ยมบาลจึงให้ไปลงขุมซึ่งมีไฟนรกไหม้อยู่ตลอดวันตลอดคืน พอชายคนนั้นถูกทหารของยมบาลพาตัวไปแล้ว ทหารก็พาตัวคนโทษมาใหม่อีกคนหนึ่ง แม่ชีอาจารย์เห็นแล้วตกใจ เพราะว่าเป็นทิดสึกใหม่ผมยังสั้นเกรียนอยู่ จึงตั้งใจคอยฟังดูว่าเรื่องราวเป็นอย่างไรกัน ก็ได้ยินเสียงยมบาลตวาดว่า "สัตว์ผู้โง่เขลา ทำไมบวชแล้ว จึงยังทำชั่วเวลาอุปัชฌาย์อาจารย์สอนให้ปลงอศุภ พิจารณา เกศา โลมา นะขา ทันตา ตะโจ ไม่ได้ทำดอกหรือ" เขาบอกว่า "ผมว่าตามเมื่อเวลาจะบวชเพียงครั้งเดียว บวชแล้วไม่ได้เคยเข้ากรรมฐาพิจารณาตัวเลย พอลาสิกขาบทเพื่อนชวนไปหานางโลมและเสพสุรา จึงไปกับเพื่อน พอดีรถชนกันเลยคอหักตาย" ยมบาลท่านก็สอนว่า "นี่แหละ เข้าใกล้พระธรรมแต่ไม่ทำตาม จึงเป็นอย่างนี้ ตลอดเวลาที่บวชก็มีความผิดต้องสังฆาทิเสสบ่อยๆ ไม่สำรวมระวังในพระวินัยของพระสงฆ์ ผิดแล้วไม่สารภาพรับผิด จึงต้องลำบากมาก" แล้วแม่ชีอาจารย์ทองสุขก็แลเห็นยมบาลท่านหันไปพูดอะไรค่อยๆ กับเสมียนอยู่หลายคำ แล้วจึงได้ยินท่านสั่งว่า "กรรมของสัตว์ผู้นี้ยังไม่หมด มาก่อนเป็นเวลา 2 ปี เจ้าจงรับเป็นคำสัจว่า จะกลับไปสั่งสอนคนอื่นๆ ให้ประพฤติตัวอยู่ใน ศีล 5-ศีล 8 ได้หรือไม่" ทิดสึกใหม่ก็รีบรับคำ ยมบาลท่านใจดี ท่านบอกว่า "ให้ทหารพาไปดูขุมนรกที่ลงโทษคนกินเหล้าและบ้ากามให้ดูนานๆ แล้วรีบพาไปส่งเพราะร่างจะเน่าเสียก่อนยังเหลืออีก 2 ปี แต่ถ้าทำดีจะได้อยู่ถึง 20 ปี อายุ 44 จึงค่อยมาใหม่" พอทหารพาทิดสึกใหม่ออกไป ทหารอีกพวกหนึ่งก็พาผู้หญิงคนหนึ่งเข้ามา เสมียนฟ้องว่า "เป็นคนมีสามีแล้ว แต่ยังแอบไปหาชู้ตามโรงแรม" ยมบาลถามว่า "จริงหรือ" ผู้หญิงคนนั้นตอบว่า "จริงค่ะ" ยมบาลท่านตวาดว่า "เจ้าสัตว์ผู้โง่เขลา ทำไมเจ้าทำผิดอย่างเลวทรามอย่างนั้น เจ้าไม่กลัวต้องขึ้นต้นงิ้วหรือ" ผู้หญิงคนนั้นตอบว่า "กลัวมากค่ะ แต่สามีสอนว่าเวลาทำบุญทอดกฐินให้เอาขวานไปถวายพระด้วย หนามงิ้วมันกลัวคมขวาน ถ้ายมบาลให้ขึ้นต้นงิ้วก็ให้เอาขวานไปถากด้วย" ยมบาลท่านตวาดว่า "เจ้าพูดเหลวไหลทำไมผัวเจ้าจึงสอนอย่างนั้น" ผู้หญิงคนนั้นตอบว่า "เพราะผัวให้ออกไปหาเงินตามโรงแรมเอามาใช้จ่ายในบ้าน ด้วยเขาไม่มีงานทำ และเงินก็ไม่มีใช้ เขาก็ป่วยไข้และติดยาเสพย์ติด ลูกก็ถูกครูเร่งเงินค่าเล่าเรียน ไม่มีให้เขา เขาก็จะไม่ให้สอบ" แม่ชีอาจารย์ฟังแล้วก็ยกผ้าเช็ดปากขึ้นเช็ดน้ำตา ตั้งใจว่าจะต้องช่วยสร้างโรงเรียนเด็กคนจนให้สำเร็จจนได้ ยมบาลท่านฟังหญิงผู้ถูกกล่าวหาว่ามีสามีแล้ว แต่ยังชอบขายตัวตามโรงแรม ครั้นหญิงนั้นให้การว่า สามียากจนไม่มีงานทำและทั้งติดยาเสพย์ติด ลูกก็ต้องค้างค่าเล่าเรียน สามีจึงใช้ให้ไปขายตัวเอามาเลี้ยงครอบครัว แม่ชีอาจารย์ทองสุขฟังแล้วแอบเช็ดน้ำตา สงสารหัวอกลูกผู้หญิงต้องลำบากถึงเพียงนี้ ใครเลยหนอจะอยากทำชั่ว ความจำเป็นผัวเขาใช้ก็ต้องทำ กำลังเป็นห่วงสงสารว่า ผู้หญิงคนนั้นจะต้องไปถูกลงโทษอยู่กับพวกขึ้นต้นงิ้ว ก็พอดีได้ยินเสียงยมบาลท่านหันไปถามจากเสมียนที่จด ความประพฤติว่า "ดูทีหรือว่าผัวยอมให้ทำจริงหรือไม่" เสมียนดูละเอียดแล้วตอบว่า "ผัวยอมเป็นบางครั้ง แต่บางครั้งก็ไปขายตัวเอง" ยมบาลจึงถามว่า "บางครั้งก็ไปขายตัวเองจริงหรือไม่" หญิงนั้นตอบว่า "จริงเจ้าค่ะ เมื่อลูกคนเล็กเจ็บหนักเป็นโรคปอดบวมพ่อเขาก็ไม่อยู่ ดิฉันไม่มีเงินให้หมอก็จำต้องทำชั่ว เมื่อพ่อเด็กเขากลับมา ดิฉันก็บอกเขาและขอโทษเขาแล้ว เขาก็ไม่ถือโทษดิฉันค่ะ" ยมบาลฟังแล้วนิ่งอึ้งพลางให้เสมียนดูในด้านการกุศลต่อไปว่า หญิงนั้นทำบุญไว้บ้างหรือเปล่า เสมียนบอกว่า "เคยช่วยงานก่อสร้างโรงเรียนและโบสถ์วิหารหลายครั้ง และเคยส่งเสียให้ยายบ้าง เมื่อมีเงินให้ลูกเลี้ยงเรียนหนังสือเหมือนลูกของตัวเอง" ยมบาลฟังแล้วจึงว่า "เจ้าว่าเจ้าทำชั่วเพราะผัวยอมให้ทำและเจ้าทำบุญมาหลายครั้ง จงไปอยู่ทางเรือนพักชั่วคราว ประกอบแต่ความดีและจะได้ไปเกิดใหม่ จะมีความสุขไม่ยากจน เจ้าจงทำแต่ความดีอันเป็นกุศลเถิด" ยมบาลสั่งสอนด้วยความเมตตาเป็นอย่างยิ่ง หญิงนั้นก้มลงกราบแล้วกราบอีก จึงค่อยๆ ลาจากไปกับเจ้าหน้าที่ผู้หญิง ต่อมาเจ้าหน้าที่ก็นำชายหนุ่ม 2 คน เข้ามา แข็งขาหักมาทั้งคู่ได้ความว่าเป็นพี่น้องกัน เสมียนรายงานว่า สองคนพี่น้อง พ่อแม่ให้เรียนหนังสือก็ไม่ขยันเรียน ให้บวชก็ไม่ยอมบวช เอาแต่เที่ยวเตร่ กินเหล้า เที่ยวผู้หญิง สูบยาเสพย์ติด เวลาขอเงิน แม่ไม่ให้ก็ทำท่าทางจะเตะบ้าง จะชกบ้าง ว่าแม่เจ็บๆ แสบๆ งานการไม่ช่วยทำเลย มีแต่รบกวนพ่อแม่ทุกวัน จนพระภูมิทนไม่ไหว ต้องฟ้องร้องเทพผู้ไปตรวจกรรมมนุษย์เสมอ บางครั้งของแม่จัดหาไว้ใส่บาตรก็แอบกินเสียก่อนและไม่ชอบให้แม่ทำบุญ หาว่าแม่ชอบพระ ถูกยาเสน่ห์ พูดให้แม่เสียหาย ฯลฯ ยมบาลถามว่า "เจ้าผู้โง่เขลา ทำอย่างนี้จริงหรือไม่" เขาทั้งสองนิ่งไม่รับแต่ก็ไม่เถียง ยมบาลท่านจึงว่า "นี่แหละกรรมของเจ้าทันตาเห็น เจ้าอยากจะเตะแม่เมื่อขอเงินไม่ได้ จึงต้องขาหัก อยากชกแม่ก็ต้องเป็นคนแขนหัก เจ้าเป็นคนอกตัญญู จงไปอยู่ขุม 'ยันตปาสาณนรก' เถิด เจ้าจะต้องอยู่ระหว่างหินใหญ่ทั้งสอง ซึ่งหินใหญ่คู่นี้จะกระทบกระแทกกันตลอดวันตลอดคืน เจ้าอยู่ระหว่างกลางเมื่อหินกระแทกกันครั้งไร เจ้าพี่น้องก็จะต้องแหลกละเอียดไปด้วย เมื่อหินห่างกันออกมา เจ้าจะกลับเป็นร่างกายสมบูรณ์ดีอย่างเก่า แล้วก็ต้องถูกหินกระแทกละเอียดไปอีกอย่างนี้เป็นเวลาพันปีมนุษย์ นี่แหละคือผลแห่งความอกตัญญูต่อพ่อแม่ เจ้าจะต้องรับโทษอย่างนั้น" พอเจ้าหน้าที่พาชายหนุ่มสองคนนั้นออกไปแล้ว เจ้าหน้าที่อีก 2 คนก็ฉุดผู้หญิงพวกหนึ่งเข้ามาเป็นจำนวน 5 คน ล้วนแต่หน้าฉีก ปากฉีกเลือดออกแดงฉานไปทั้งนั้น แม่ชีอาจารย์ทองสุขเบือนหน้าหนีไม่อยากมองในใจก็นึกว่า แม่พวกนี้แต่งตัวก็ยั่วยวน นี่ไปยั่วยวนกับอะไรมา จึงหน้าตาเป็นอย่างนี้ เสียงร้องโอดครวญดังลั่นไปทั้งศาล ได้ยินเสียงยมบาลท่านตวาด หันไปดูก็เห็นท่านยืนกระทืบเท้า มองไปที่เท้าแล้วตกใจ ทำไมเท้ายมบาลจึงโตเท่าเกือบรถยนต์ กระทืบลงไปทีเดียวศาลแทบพังรู้สึกตัวโยกเหมือนแผ่นดินไหว พวกผู้หญิง 5 คนนั้นหยุดเงียบทันทีไม่กล้าร้องไม่กล้าเถียงอีกต่อไป เสมียนเขารายงานว่า "คน 5 คนนี้ ชอบกินเหล้าประพฤติตัวเป็นคนเสเพล ยุแหย่ให้ผู้อื่นกินเหล้าเมายาแล้วทำชั่ว" ยมบาลท่านสั่งให้ไปอยู่นรกขุม "ตามโทพนรก" ในขุมนี้แม่ชีอาจารย์ทองสุขเล่าว่า เมื่อเดินกลับได้แลเห็นสัตว์นรกต้องดื่มน้ำทองแดง ซึ่งละลายออกมาด้วยไฟเผาและสัตว์นรกก็ต้องดื่มอย่างกระหาย กินแล้วก็ตายไปตายไปแล้วก็เกิดขึ้นใหม่ และต้องกินน้ำทองแดงตลอดปีตลอดชาติจนกว่าจะหมดเวร ซึ่งเห็นแล้วแทบสลบแทนสัตว์นรกนั้นๆ พอหมดพวกรถคว่ำตายแล้ว ก็มีเจ้าหน้าที่พาผู้ชายคนหนึ่งเข้ามาอายุประมาณ 60 ปี ท่าทางหยิ่งๆ เสมียนบอกว่า "ชายคนนี้เป็นคนฉ้อโกงที่ดินของราษฎร พวกราษฎรจนๆ ไปพึ่งพาอาศัยขอยืมข้าวเปลือกไปตกกล้า เพื่อจะได้ทำนาเขาก็ให้พักอาศัยค้างคืนอยู่ในบ้านของเขา และใช้อำนาจทำมิดีมิร้ายแก่หญิงเป็นกำไรเสียก่อน การให้ยืมข้าวถัง 4 ถัง ต้องใช้ 12 ถังบ้าง 16 ถังบ้าง แล้วแต่คนไหนสวย ไม่สวย ถ้าสวยหน่อยยอมเสียตัวให้ก็คิดเอาข้าวน้อยหน่อย เขาออกเงินกู้ให้กู้ยืม ชาวนามากู้ยืม 2,000 บาท ต้องลงในใบกู้ว่า 4,000 บาท ถ้าตรงไหนเป็นนาดี เวลาเจ้าของจะเอาเงินไปไถ่คืน เขาก็ไม่ต้อนรับ ทำเป็นว่าไม่อยู่บ้าง ไม่ให้พบบ้าง จนหมดกำหนดเขาก็ริบเอาเสียเลย เขาโกงด้วยเล่ห์เหลี่ยมอุบายต่างๆ จนมีที่ดินหลายหมื่นไร่ กรรมตามทัน ทำให้ตัวเองเป็นโรคที่กินข้าวไม่ได้ ต้องนอนกินรำมาแล้ว 3-4 ปี จึงตาย โกงที่ดินรีดนาทาเร้นจากคนยากจนจนกระทั่งมีที่นาตั้งหลายหมื่นไร่แต่เมื่อจวนจะตายก็เป็นโรคเบาหวานอย่างหนัก กินข้าว กินขนมไม่ได้ต้องกินรำแทนข้าว ครั้นเมื่อตายแล้วก็ต้องไปพบยมบาล พวกภูตฤทธิ์ฉุดกระชากลากไปเหมือนคนต้องโทษหนัก" ยมบาลท่านให้เสมียนเปิดบัญชีอ่านความชั่วของเขาให้ตัวเขาฟังเอง เขาฟังแล้วทำหน้าตาเฉยบอกว่า "เขาไม่ได้โกงพวกราษฎรเจ้าของที่ดิน เขาจำนำไว้แล้วไม่มาไถ่เอง" พอเขาพูดจบประตูทางด้านขวามือก็เปิดออก มีคนทั้งผู้หญิงผู้ชายเดินออกมาหลายร้อยคน จนแน่นศาลไปหมด คนเหล่านั้น แต่งตัวเหมือนชาวนา พูดเสียงคล้าย ๆ คนจังหวัดราชบุรี เมืองเพชร บ้านโป่งและทางหนองปลาดุก แม่ชีอาจารย์ทองสุขเล่าว่า พวกเจ้าของนาที่ตายไปด้วยความอดอยากยากจนเพราะถูกโกงที่ดินหมดก็พยาบาท จึงแอบคอยดูว่าเมื่อไรคนโกงคนนั้นจะย่างเหยียบเข้ามาในแดนตัดสินบ้าง เขาคอยโอกาสอยู่ไม่นานคนโกงก็เข้ามา เขาจึงรุมฟ้องยมบาลว่า คนโกงคนนั้นได้โกงเขาอย่างไรใช้อุบายต่างๆ กันอย่างไร นอกจากโกงที่ดินแล้ว ยังเคยแอบฆ่าคนเสียหลายศพ เพราะไม่ชอบใคร พอบอกว่า "ไม่อยากเห็นหน้า" เท่านั้น เป็นอันรู้กัน ลูกน้องของเขาจะไปจัดการยิงหรือแทงให้ทันที คนที่ถูกฆ่าตายเล่าให้ยมบาลฟังว่า "ตัวเขาชื่อ ฮวด ได้ถูกคนโกงคนนั้นใช้ให้ไปฆ่าคน แต่ไม่ไป เขาพูดตอบดีๆ ว่า 'นาย อย่าให้ผมทำเลยผมมีลูกแล้วสองคน กำลังเล็กๆ อยู่ แม่มันก็ขี้โรค หาเลี้ยงลูกไม่ไหว ผมบอกเขาดี ๆ แต่วันรุ่งขึ้นเขาก็ให้ลูกน้องมายิงผมตาย เพราะใครรู้เรื่องเขาแล้ว ถ้าเขาใช้ไม่ทำก็ต้องตายเหมือนกัน" ยมบาลฟังโจทก์ฟ้องแล้วก็หันไปถามเสมียนว่า "เรื่องที่นายฮวดฟ้องนี้มีอยู่ในบัญชีหรือไม่" เสมียนคนนั่งทางซ้ายมือเปิดบัญชีไปอีก 3-4 หน้า แล้วตอบว่า "มี เป็นเรื่องจริงตามที่นายฮวดกล่าว" ยมบาลหน้าบึ้งตึงทันที ตวาดว่า "เจ้ามนุษย์คนชั่ว เจ้าก่อกรรมทำเข็ญถึงเพียงนี้ ดูซิวิญญาณมาคอยเจ้าอยู่แน่นศาลไปหมด เจ้าจงไปสู่กรรมของเจ้าในบัดนี้" พอยมบาลท่านสั่งเท่านั้น ก็มีเปรตตนใหญ่ยื่นมือมากางออกข้างละยาวเลยวา รวบเอาตัวคนโกงไปทันที แม่ชีอาจารย์ทองสุขเห็นแล้วกลัวจนตัวสั่น พอดีจิตเต้นตึ้กขึ้นก็รู้ว่าหลวงพ่อคงเรียกแล้ว จึงรีบลุกขึ้นค่อยๆ เดินแอบย่องออกไปหาเจ้าหน้าที่ผู้หญิง บอกกับเขาว่า "หลวงพ่อเรียกแล้วจะขอลากลับไปก่อน ไว้หลวงพ่อเผลอ หรือท่านไม่ใช้จึงจะแอบหนีมาใหม่" เจ้าพนักงานคนนั้นก็ใจดีพาเดินมาส่ง จึงเดินมาด้วยกันตามทางตรง พอจะออกประตูก็แลเห็นเปรตตนหนึ่งสูงใหญ่ เดินคอแข็งเหมือนแบกอะไรไว้บนหัว แม่ชีอาจารย์ทองสุขจึงเงยหน้าขึ้นมองจนคอตั้งบ่าจึงได้สังเกตเห็นว่า เปรตนั้นแบกแผ่นดินใหญ่เท่าบ้านไว้บนหัว พลั้งปากออกไปว่า "นั่นแบกแผ่นดินไว้จะไปขายที่ไหน" เปรตตนนั้นไม่ตอบ แต่เจ้าหน้าที่ผู้หญิงตอบแทนว่า "ไม่ใช่เขาจะเอาแผ่นดินไปขาย เปรตตนนั้นเมื่อเป็นมนุษย์อยู่เป็นผู้มีความโลภโกงกินที่ดินของวัด ตายแล้วจึงต้องมาตกนรก ครั้นพ้นโทษหนักแล้วก็ต้องมารับโทษเบาคือ เป็นเปรตเดินแบกแผ่นดินอย่างนี้ อีก 5,000 ปีมนุษย์ จึงจะหมดกรรม" แม่ชีอาจารย์ทองสุขเล่าว่าฟังแล้วคออ่อน แผ่นดินเท่าบ้าน เปรตเดินแบกอยู่ 5,000 ปี น่ากลัวคอจะหักเสียวันละหลายๆ ร้อยครั้ง ครั้นเดินมาพ้นเขตนรกแล้วทางก็ราบรื่นสดสวยไปด้วยดอกไม้ใบไม้ การปลูกและดูแลรักษาดีมาก มีเรือนหลังสวยๆ เป็นแถวทุกๆ เรือนน่ารักกะทัดรัดน่าอยู่ มีสวนดอกไม้อยู่หน้าบ้านเหมือนๆ กัน เรือนทุกหลังมีผ้าบังตาสวย ๆ อยู่ที่หน้าต่างเหมือนในบ้านเมืองมนุษย์ด้วย แม่ชีอาจารย์บอกว่าคนที่อยู่ในเรือนเหล่านั้น รูปร่างสวยงาม สะอาด หน้าตาผ่องใสน่ารัก เล่นกันเป็นหมู่ ดูผิวหน้ายิ้มแย้มเหมือนผู้มีความสุข เมื่อแลเห็นแม่ชีอาจารย์เดินผ่าน เขาก็มองและยิ้มแย้มด้วยดี แม่ชีอาจารย์ถามเจ้าหน้าที่ผู้หญิงว่า "คนเหล่านี้ทั้งผู้หญิงและผู้ชายดูมีความสุข เขาเป็นอะไรจึงไม่ต้องโทษ" เจ้าหน้าที่ตอบว่า "คนเหล่านั้นพ้นโทษแล้ว กำลังรอเวลาจะจุติ" แม่ชีอาจารย์ถามว่า "จะจุติที่ไหน" เจ้าหน้าที่ตอบว่า "บางคนจะจุติเป็นมนุษย์และบางคนจะจุติไปเป็นเทวดานางฟ้า" แม่ชีอาจารย์ทองสุขฟังแล้วสงสัยจึงถามว่า "คนที่จะไปจุติเป็นมนุษย์กับคนที่จะจุติไปเป็นเทวดานางฟ้านั้นต่างกันอย่างไร" พนักงานหญิงในยมโลกตอบว่า "ต่างกันที่บุญกุศลซึ่งได้ทำมาแล้วแต่ชาติก่อน แม้คนที่จะไปเกิดในเมืองมนุษย์ด้วยกัน ก็ยังแตกต่างกันอีกเป็นหลายสิบจำพวก บางคนไปเกิดในตระกูลพ่อแม่มียศฐาบรรดาศักดิ์ ร่ำรวยอย่างมหาศาล แต่เมื่อได้เข้าไปในท้องแม่แล้วพอโตหน่อยก็ต้องกลายเป็นคนพิการไป หรือบางคนไม่พิการแต่ประพฤติตัวเหลวไหล ใช้จ่ายเงินทองที่พ่อแม่ให้อย่างย่อยยับหมด ตัวเองกลับต้องลำบากยากจนลงอีกก็เคยมีเสมอ บางคนไปเข้าท้องคนชาวนาอย่างยากจน แต่พอโตขึ้นมีคนไปรับเลี้ยงให้เล่าเรียนดีก็ได้เป็นใหญ่เป็นโตมีความสุขสำราญ ทุกชีวิตเป็นไปตามกรรมของเขาที่ได้สร้างสมมาทั้งสิ้น" แม่ชีอาจารย์ทองสุขฟังแล้วจึงว่า "ถ้าอย่างนั้นพวกที่จะได้ไปเกิดเป็นเทวดานางฟ้า จึงจะสวยกว่าพวกที่ไปเกิดเป็นคนในเมืองมนุษย์กระมัง" เจ้าพนักงานหญิง ผู้นั้นตอบว่า "ถ้าพูดอย่างทั่วๆ ไป ไม่เจาะจง ก็ว่าสบายกว่ากันหลายร้อยเท่า แต่วิญญาณที่ฉลาดบางดวงก็ไม่อยากไปจุติในสวรรค์ ยังคงอยากไปเข้าท้องมนุษย์อยู่นั่นเอง เพราะในเมืองสวรรค์นั้น มีความสุขสบายอยู่มากก็จริง แต่ความหลงระเริงยังมีมาก หลงในความสนุกสนาน หลงในอำนาจถือตัวเป็นใหญ่ หลงติดในสมบัติต่างๆ ลืมตัวไม่คิดถึงความจริง อริยสัจ เมื่อถึงคราวหมดบุญจะจุติจึงได้คิดและเสียใจ แต่ก็ช่วยไม่ได้เสียแล้วเป็นเสียอย่างนี้ ร้อยก็เกือบทั้งร้อย คนที่มีความทุกข์เช่นคนในเมืองมนุษย์ก็มีประโยชน์ดีอย่างหนึ่งเหมือนกันเพราะเมื่อเกิดทุกข์ก็ย่อมดิ้นรนจะหาทางปลดเปลื้องความทุกข์ จึงเป็นเหตุให้บางคนเข้าถึงพระธรรมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้อุตส่าห์บำเพ็ญความดีไปก็อาจจะได้เข้าถึงขั้นพระอริยบุคคล เป็นพระโสดาบัน หรือสูงกว่านั้นขึ้นไปได้ง่ายกว่าพวกติดสุข หลงสุขในทางกามารมณ์บนสวรรค์" แม่ชีอาจารย์ทองสุขเดินคุยมากับเจ้าพนักงานหญิงในยมโลก โดยผ่านบ้านเรือนที่สวยงามและมีผู้คนที่รื่นเริงสนุกสนานมาเป็นเวลาเกือบครึ่งชั่วโมง จึงออกจากประตูกำแพงแลเห็นม้าแก้วคอยอยู่ข้างนอก ก็แปลกใจว่าทำไมม้าจึงมารอรับได้อย่างถูกต้อง เพราะไม่ใช่ประตูเดียวกับที่เข้าไป เจ้าพนักงานหญิงคนนั้นก็รู้ใจจึงบอกว่า "ได้ให้ม้ามารอรับอยู่ทางประตูนี้เอง" และบอกกับแม่อาจารย์ทองสุขว่า "ให้บอกหลวงพ่อด้วยชีบุญขอฝากกราบหลวงพ่อด้วย" แม่ชีอาจารย์ทองสุขฟังแล้วประหลาดใจร้องว่า "อ้อ นี่เป็นแม่ชีบุญมาหรือ ทำไมจึงมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร ไหนลองเล่าให้ฟังหน่อยซิ แหมจำได้ก็ไม่บอก นึกแล้วเขียวว่า หน้าเหมือนใครที่รู้จักกันนานแล้ว" พนักงานหญิงจึงว่า "จะเล่าให้ฟังอย่างสั้นๆ นะ เพราะเดี๋ยวหลวงพ่อจะคอยนาน เมื่อฉันบวชอยู่นั้นก็พยายามทำความดี ปฏิบัติธรรม อย่างหลวงพ่อท่านเคยชมว่าฉันเรียบร้อยและซื่อตรงนั่นแหละ แต่ความชั่วของฉันมีมาแต่ก่อนบวช สามีของฉันเขาชอบตีไก่เล่นพนันแทงม้าบางทีก็ให้ฉันฆ่าไก่ตัวที่แพ้มาต้มข่าให้กิน ฉันก็คอยยินดีทำให้เขาด้วยเลยเป็นคนหลงไปเกือบ 10 ปี จึงได้คิดหนีสามีเข้าวัดโกนหัวนุ่งขาวบวชเรียนกับหลวงพ่อ ครั้นฉันตายแล้วต้องชดใช้กรรมอยู่นาน เมื่อกรรมหนักเบาแล้วก็ต้องมาเป็นพนักงานอยู่อย่างนี้ ต้องเห็นคนต้องโทษร้องครวญครางอยู่ทุกวัน เพราะโทษที่ชอบดูไก่ตีกันซึ่งเป็นการทรมานสัตว์ เอาเถอะ รีบกลับไปเถอะ หลวงพ่อท่านเรียกแล้ว" แม่ชีทองสุข สำแดงปั้น ยิ่งกว่า...ตาเห็น หลวงพ่อวัดปากน้ำ (ภาษีเจริญ) มีวาทะตรงกับใจ เมื่อจะพูดอะไรก็พูดโดยไม่สะทกสะท้านและไม่กลัวคำติเตียนด้วย เช่นครั้งหนึ่ง อาตมา(สมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 17 ปุ่น ปุญฺณสิริ) เองนี้ได้มาฉันเพลที่วัดปากน้ำ วันนั้นมีประชาชนมาก ร่วมใจบริจาคทานแก่ภิกษุสามเณรทั้งวัดเป็นกรณีพิเศษ เมื่อทายกประเคนอาหารเรียบร้อยแล้ว มีพ่อค้าตลาดสำเพ็งผู้มั่งคั่งคนหนึ่งไปกราบและถามหลวงพ่อวัดปากน้ำ (ภาษีเจริญ) ว่า "หลวงพ่อขอรับวันนี้จะมีผู้บริจาคสร้างกุฏิเพื่อเจริญพระกัมมัฏฐานบ้างไหม" ชาวบ้านไม่น้อยกว่า 20 คน ที่นั่งใกล้ๆ ได้ยินคำถามนั้นคิดว่าคงตั้งใจฟังคำตอบของหลวงพ่อต่างทอดสายตามามองหลวงพ่อเพื่อฟังคำตอบ เวลานั้นอาตมามีทั้งโกรธผู้ถาม ทั้งหนักใจแทนหลวงพ่อ และได้มองดูหน้าผู้ตอบ หลวงพ่อมีดวงหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส หลับตาสัก 5 นาที ครั้นแล้วตอบทันทีว่า "มี" ผู้ถามได้ถามย้ำต่อไปว่ากี่หลัง หลวงพ่อวัดปากน้ำตอบว่า 2-3 หลังและย้ำอีกว่าต้องได้แน่ เวลานั้นอาตมาฉันภัตตาหารไม่มีรส โกรธผู้ถามว่าช่างไม่มีอัธยาศัยคำถามเช่นนั้นเท่ากับเอาโคลนมาสาดรดหลวงพ่อ เมื่อต้องการทราบ ควรถามเฉพาะสองต่อสอง และโกรธหลวงพ่อว่า ช่างไม่มีปัญญาแก้ปัญหาเฉพาะหน้า คิดว่าทำไมนะหลวงพ่อจึงไม่พูดว่า เวลานี้ยังไม่เป็นโอกาสที่จะพยากรณ์คำถามนั้น ที่ตอบออกไปว่าจะมีผู้บริจาค 2-3 หลังนั้น หมิ่นต่ออันตรายมากนัก อาจเป็นคำพูดที่ฆ่าตนเองด้วยดาบของตนฆ่าตนเอง เวลานั้นก็เอาใจช่วยหลวงพ่อขอให้มีผู้บริจาดจริงๆ เถิด เสร็จการฉันของหวานแล้ว คำพยากรณ์ของหลวงพ่อก็ยังไม่ปรากฎเป็นความจริงขึ้น อาตมานั่งอยู่ด้วยความอึดอัดใจ นึกตำหนิท่านว่าไม่รอบคอบพอ ได้เวลาอนุโมทนา มีคณะอุบาสกอุบาสิกากลุ่มหนึ่งเข้ามากราบหลวงพ่อ บอกว่าศรัทธาจะสร้างกุฏิเล็กๆ อย่างที่หลวงพ่อสร้างไว้แล้วสัก 2-3 หลัง ประมาณราคา 3-4 ร้อยบาทต่อหนึ่งหลังขอให้หลวงพ่อช่วยจัดการให้ด้วย ตอนนี้หลวงพ่อไม่หัวเราะ ยิ้มน้อยๆ พอสมควรแก่กาละ ครั้นแล้วหลวงพ่อเรียกตัวผู้ถามมาบอกว่า "ได้แล้วกฏิกัมมัฏฐาน 3 หลัง เจ้าของนั่งอยู่นี่" แล้วท่านชี้มือไปยังเจ้าภาพผู้บริจาด ผู้ถามได้กระโดดเข้าไปกราบที่ตักหลวงพ่อพูดว่า "ยิ่งกว่าตาเห็น" อาตมาดีใจจนเหงื่อแตก ที่ความจริงมากูเกียรติของหลวงพ่อไว้ได้เกรงจะเป็นลูกไม้ จึงหาโอกาสสนทนากับผู้บริจาคว่า นัดกับหลวงพ่อวัดปากน้ำไว้หรือว่าจะสร้างกุฏิถวาย ได้รับคำตอบว่า พึ่งคิดเมื่อมาทำบุญวันนี้เอง เดินมาเห็นกุฏิเล็กๆ สวยดีอยากจะสร้างบ้าง แต่ทุนไม่พอ จึงปรึกษากับพวกพ้องที่บังเอิญมาพบกันวันนี้เห็นดีร่วมกัน จึงได้มอบเงินแก่หลวงพ่อให้จัดการสร้างต่อไป นี่เป็นเรื่องก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ร่วมหลายสิบปีมาแล้ว สมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 17 สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (ปุ่น ปุณฺณสิริ) วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ผู้สืบทอด... ลุงเตชวัน มณีวรรณวรวุฒิ ปัจจุบันอายุ 69 ปี สมัยที่ท่านบวชเป็นเณรตอนเด็ก ๆ ท่านเล่าว่ามีเรื่องสำคัญอยู่เรื่องหนึ่งในโรงงานทำวิชชาพอหลวงพ่อวัดปากน้ำ (ภาษีเจริญ) ท่านสอนลูกคนใหม่ๆ เสร็จเรียบร้อยไปกันหมดแล้ว หลวงพ่อท่านก็ปรึกษากับคณะทำวิชชามีแม่ชีจันทร์ ขนนกยูง ครูญาณี แม่ชีปุก มีพระอยู่ด้วยนะ มีพระอยู่ 3 องค์แต่จำไม่ได้ว่าพระอะไร พระอาวุโสทั้งนั้นเลย ปรึกษากันไปด้วย ทำวิชชากันไปด้วย ก็ปรึกษากันว่า "จะทำยังไงโลกเรามันจะแตกนะ" พูดถึงสายขาวกับสายดำ "เราจะชนะมารมั้ยเนี้ย" มารก็คือสายดำ สายขาวหมายถึงเรา เรานี่แหละจะต่อสู้ให้เมืองมนุษย์อยู่สืบต่อไป วิชชาธรรมกายเรียนไม่หมด ตายแล้วเกิดใหม่ก็ยังเรียนไม่จบ ท่านว่าอย่างนี้ เพราะฉะนั้นเราต้องทำวิชชากันต่อไป แม่ชีปุกกับครูญาณีก็บอกว่า "หนูจะเป็นผู้ยืนหยัดทำวิชชากับหลวงพ่อ" แล้วท่านก็ไล่เบี้ยว่า "เอ้....แล้วเอ็งจะทำได้มั้ยเนี้ย ตอนหลวงพ่ออยู่ก็ตอบได้ว่าเจ้าคะ เจ้าขา พอต่อมากลัวจะทำไม่ได้ เอ้า...เราจะทำอย่างไรดีว่ะ" ท่านก็จะถามแม่ชีจันทร์ แม่ชีปุกและครูญาณี ครูญาณีใกล้ชิดกับหลวงพ่อมาก ตอนนั้นครูญาณียังไม่ได้บวชชีนะนุ่งดำห่มขาวเป็นครูไปสอนที่โรงเรียนด้วย มาบวชเอาตอนช่วงหลังๆ หลวงพ่อท่านจะย้ำถามเหมือนตอกหัวตะปูว่าจะทำยังไงบ้าง แม่ชีก็ตอบว่า "เราต้องรื้อสัตว์ขนสัตว์เจ้าคะ" "พ่อบอกให้ลูกรื้อสัตว์ขนสัตว์เพื่อให้พ้นมาร แล้วต่อไปจะได้พบกับจักรพรรดิ" ท่านก็พูดอย่างนี้นะ ตอนนั้นเป็นเด็กก็ยังไม่เข้าใจ ไม่รู้อะไรเป็นอะไรหมายถึงว่า เราไม่รู้ว่าจักรพรรดิคืออะไร มาจากไหน ผมก็ไม่เข้าใจ ครูญาณีก็ถามหลวงพ่อว่า"คนมาสืบทอดอยู่ที่ไหนในเมืองมนุษย์" หลวงพ่อบอกว่า "ในเมืองมนุษย์ไม่มี หลวงพ่อจะไปอาราธนามาจากชั้นดุสิต" แล้วหลวงพ่อปากน้ำ (ภาษีเจริญ) ท่านก็บอกว่า "ผู้สืบทอดจะมาเรียนวิชชาของหลวงพ่อ มาทำวิชชาต่อเพื่อไม่ให้มารมาลบล้าง วิชชาของหลวงพ่อจะไม่มีหมด ตรงนี้มันคือรอยต่อ ถ้าหากว่าไม่มีใครสืบทอดวิชชาหลวงพ่อก็จะหมด เพราะมารมันบังหมด นอกจากหลวงพ่อต้องกลับมาเกิดอีก แล้วมาทำวิชชาอีก ถ้าหากว่า ตรงนี้รอดพ้นจากมารไปได้ เราก็ไม่ต้องกลับมาเกิดอีกแล้ว" ท่านพูดอย่างนี้นะ ท่านบอกว่า "ต้องไปนิมนต์มาจากชั้นดุสิต คนนี้เป็นคนมีบุญญาธิการ ผิวจะดีมาก รูปร่างดี หน้าตาจะสวยมากอย่างกับเทพบุตร ท่านบอกว่าลักษณะเหมือนเทพบุตร แล้วองค์นี้จะเผยแผ่วิชชาธรรมกายไปทั่วโลก และจักรวาลเลย ผู้สืบทอดจะมาสร้างสถานที่ที่ไม่ค่อยจะเหมือนวัดไทยเท่าไหร่ แต่คนทั้งโลกจะเข้าใจได้ว่าเป็นสถานปฏิบัติธรรม คนจะมากันมาก มาทำวิชชา มากันทั่วโลก เราจะเป็นแม่ทัพใหญ่ในฝ่ายขาว สถานที่นี้จะอยู่ในทิศเหนือไม่ใกล้ไม่ไกล พอไปพอมาจากวัดปากน้ำ องค์นี้จะมารับวิชชาจากหลวงพ่อไป" แล้วท่านก็บอกว่า "พ่อนี้อยู่ไม่ทันหรอก อยู่ไม่ถึงจังหวะนั้น" แล้วหลวงพ่อก็ยังหันมาทางผมด้วยบอกว่า "ให้เราเร่งทำวิชชาด้วยจะได้ช่วยเขา วิชชาของหลวงพ่อจะได้สำเร็จลุล่วงไปได้" ท่านยังบอกผมอีกว่า อายุผมถ้ามีบารมีก็จะไปถึง 80 หรอกนะ แต่ถ้าไม่ปฏิบัติและยังดื้อดึงอยู่ เต็มที่ก็ 75 เท่านั้น ตอนนั้นถือว่าผมเป็นลูกคนเล็กสุดในวิชชาธรรมกาย เพราะเป็นเณรอายุน้อยที่สุด หลวงพ่อบอกว่า "ไอ้จุลณีเอ้ย เอ็งเป็นคนสุดท้องนะ มึงต้องปฏิบัติทำวิชชากับหลวงพ่อให้มากที่สุดนะ ไม่งั้นมึงจะเข้าไม่ถึงท่านที่มาสืบทอดวิชชา มันต้องรื้อสัตว์ขนสัตว์ให้ต่อเนื่องกับท่านให้ได้ ได้แก้วแล้วอย่าเอาไปเขวี้ยงเข้าป่าเสียนะ ต้องทำตัวเป็นผ้าขี้ริ้วเช็ดเท้า อย่าแข็งกระด้าง" หลวงพ่อปากน้ำท่านสั่งว่า "อย่าเผาศพท่านนะ ศพของท่านยิ่งเก็บไว้นานเท่าไหร่ วัดก็จะเจริญมากขึ้นเท่านั้น เรื่องอดเรื่องจนไม่ต้องห่วงจะไม่มีอยู่แล้ว ขอให้ลูกจริงกับพ่อเถอะ ให้จริงกับหลวงพ่อ แม้หลวงพ่อจะไม่อยู่แล้ว แต่หลวงพ่อจะดูแลลูกๆ ทุกคน จนกว่างานจะสำเร็จ งานจะสำเร็จลุล่วงไปดีกว่าหลวงพ่ออยู่ซะด้วยซ้ำไปอีก" "หลวงพ่อละสังขารไปแล้ว อย่าคิดว่าวัดจะเสื่อมโทรมหรือวิชชาธรรมกายจะเสื่อมโทรม ในวัดก็จะปฏิบัติตามหลวงพ่อ ให้เชื่อหลวงพ่อแล้วทุกอย่างจะสำเร็จ" แล้วหลวงพ่อวัดปากน้ำ (ภาษีเจริญ) ท่านก็บอกว่า "ท่านมองๆ ไปแล้ว ก็ไม่มีใครนะ ไอ้ที่จะช่วยต่อศาสนาให้ยั่งยืน อายุมันไม่ยืน ไอ้ที่จะช่วยก็เห็นมีอยู่คนเดียวคือลูกจันทร์ (ขนนกยูง) นี่แหละว่ะ ที่จะสืบต่อได้มีแต่ลูกจันทร์ คือเคยเป็นลูกของหลวงพ่อมาหลายภพหลายชาตินับหมื่นนับแสนชาติ ลูกจันทร์นี้เป็นหนึ่งไม่มีสอง ลูกจันทร์ต้องเป็นหนึ่งไม่มีสองตลอดไป" หลวงพ่อวัดปากน้ำ (ภาษีเจริญ) ท่านเปรียบเทียบว่า "ลูกจันทร์ไม่เหมือนลูกศิษย์คนอื่น ๆ ลูกศิษย์คนอื่นทำแล้วไปถึงปลายมือก็ยังมีห่างเหินบ้าง แต่มีคน ๆ นี้ที่จะสืบต่อวิชชาธรรมกายของหลวงพ่อต่อไปได้ ไอ้คนที่มันเรียนเก่ง เรียนดี มีบารมีมาก มันก็ตายเสียก่อน ไอ้คนที่มันจะอยู่ได้ ก็มีแต่ลูกจันทร์ที่จะสืบสานต่อไป จนถึงผู้มาสืบทอดได้ให้ลูกจันทร์อยู่ในศูนย์กลางให้มากๆ จะได้พบกับสิ่งอัศจรรย์ จะพบคนที่จะมาช่วยและมาสืบทอดต่อ ถ้าหลวงพ่อละสังขารแล้วอย่าไปไหนให้รออยู่ที่วัดปากน้ำ คนอัศจรรย์คนสืบทอดคนนี้จะมาหา" นี่คือเรื่องราวที่ได้ยินมาจากหลวงพ่อวัดปากน้ำ (ภาษีเจริญ) ท่านกล่าวถึงผู้สืบทอด ลุงเตชวัน มณีวรรณวรวุฒิ รู้วันที่จะมรณภาพ วันที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2502 อาตมานั่งอยู่ด้านในโรงงานทำวิชชา หลวงพ่อก็สั่งบอกว่าจะมรณภาพจริงๆ ท่านเรียกพระเณรเถรชีที่ได้ธรรมกายมารวมกันหมดในโรงงาน ท่านก็เอนหลัง ลืมตามานั่งสั่ง "เออ....ลูกชีจันทร์ ขนนกยูงนะ ต่อไปจะต้องทำงานใหญ่แทนหลวงพ่อ อืม...พระ เณร ชีปุก ชีญานี ตรีธา ทองแท้ อยู่ในโรงงานทำโรงงาน แต่ต่อไปแม่ชีลูกจันทร์ ขนนกยูง นี่ต้องทำงานนอกโรงงานอย่างโด่งดังที่สุด ใหญ่ที่สุดสายธาตุสายธรรมเขาสั่งอย่างนั้นให้ทำอย่างนั้น" แล้วหลวงพ่อก็หับพระโอษฐ์นิ่งเงียบ พอวันที่สองสั่งน้อยลง พอวันที่ 3 กุมภาพันธ์ เวลาบ่ายสามโมงห้านาที เสียงฆัอง กลอง ระฆังดัง พระ เณร เถร ชี มากันหมด ร้องไห้กันระงมพร้อมเพรียง หมดร่มโพธิ์ร่มไทรที่พึ่งอันประเสริฐนะ...แล้วท่านก็ดับ อาตมาอยู่จนกระทั่งหลวงพ่อ มรณภาพ เรื่องของแม่ชีจันทร์ ขนนกยูง อาตมาเคยได้ยินก่อนหน้านี้ในโรงงานทำวิชชา แม่ชีปุกพาแม่ชีจันทร์ไปพบหลวงพ่อ "แม่จะพาเจ้าไปพบพ่อใหญ่ ให้พ่อใหญ่ต่อวิชชาให้" หลวงพ่อท่านรับแขกเสร็จ ท่านก็บอกกับแม่ชีจันทร์ในวันแรกที่เจอกันว่า "ให้มานั่งปฏิบัติกับหลวงพ่อสัก 3 วัน เดี๋ยวจะมีวิชชา สายธาตุสายธรรมสายสมบัติในนิพพานจะเพิ่มพูนให้ลูก ต่อไปลูกจะต้องดังทำงานอันยิ่งใหญ่ไพศาลแทนหลวงพ่อ" หลังจากนั้นอาตมาก็มาได้ยินครั้งสุดท้ายวันที่ท่านจะมรณภาพ ท่านเรียกมาสั่งมอบมรดกธรรมให้ผู้ที่จะสืบทอดวิชชาของท่านต่อไป พระพุทธศาสนโสภณ (หลวงพ่อสุบิน) วัดหัวเขา จ.สุพรรณบุรี หนังสืออ้างอิง 1. สมเด็จป๋า เล่าเรื่องหลวงพ่อวัดปากน้ำ 2. ที่ระลึกงานมุทิตา ฉลองพัดยศ พระครูสัญญาบัตรชั้นโท พระครูมงคลพัฒนคุณ เจ้าอาวาสวัดโบสถ์ (บน) 3. บุคคลยุคต้นวิชชา เล่ม 2 4. บุคคลยุคต้นวิชชา เล่ม 3 ประวัติชีวิตของพระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) ผู้ค้นพบวิชาธรรมกาย ชาติภูมิเดิมเป็นพ่อค้า ตั้งภูมิลำเนาอยู่ที่บ้านหมู่เหนือของวัดสองพี่น้องคือทิศใต้ของวัด แต่ต่างฝั่งกับวัด วัดอยู่ตะวันออกเฉียงเหนือ บ้านอยู่ตะวันตกเฉียงใต้ มีคลองกั้นกลางระหว่างวัดกับบ้าน ค้าขายมาตั้งแต่อายุ 14 ปีเศษๆ นับตั้งแต่บิดาล่วงไป ก็เป็นพ่อค้าแทนบิดา เลี้ยงมารดามาจนถึงอายุ 19 ปี ตรงนี้ได้ปฏิญาณตัวบวชจนตายด้วยมามีอุปสรรคเกิดขึ้นในระหว่างขายข้าวแล้วนำเรือเปล่ากลับบ้านเข้าลัดที่คลองบางอีแท่นเหนือตลาดใหม่แม่น้ำนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม ในลัดนี้ไม่สู้ไกลนัก แต่พวกโจรชุกชุม พอเข้าลัดไปเล็กน้อยก็มาคิดแต่ในใจของตัวว่า "คลองก็เล็ก โจรก็ร้าย ท้ายเรือเข้าก็ไล่เลี่ยกับฝั่งเรา ไม่ต่ำไม่สูงกว่ากันเท่าไหร่นัก น่าหวาดเสียวอันตราย เมื่อโจรมา ก็ต้องยิง หรือทำร้ายคนท้ายก่อน ถ้าเขาทำเราเสียได้ก่อน ก็ไม่มีทางที่จะสู้เขา ถ้าเราเอาอาวุธปืนแปดนัดไว้ทางหัวเรือ แล้วเราไปถ่อเรือทางลูกจ้างเสีย เมื่อโจรมาทำร้ายเรา ก็จะมีทางสู้ใด้บ้าง" คิดดังนี้แล้ว ก็เรียกลูกจ้างที่ถ่อเรือแถบทรายมาถือท้าย เราออกไปถ่อแทนถ่อเรือไปก็คิดไป เรือก็เดินเข้าไปหาที่เปลี่ยวหนักขึ้นทุกทีความคิดก็ถี่ขึ้นว่า "ลูกจ้างที่เราจ้างมานี้ คนหนึ่งก็ไม่กี่บาท เพียง 11 บาท หรือ 12 บาทเท่านั้น ส่วนตัวเราเป็นเจ้าของ ทั้งทรัพย์ ทั้งเรือหมด ส่วนตายจะให้ลูกจ้างตายก่อน ไม่ถูก เอาเปรียบลูกจ้างมากเกินไป ไม่สมควร" ถ่อไปก็คิดไปดังนี้ และคิดถี่หนักเข้าก็ตัดสินใจเด็ดขาดออกไป "เราเป็นเจ้าของให้เราตายก่อนดีกว่า จึงจะสมควร" คิดตกลงแล้ว ก็เรียกลูกจ้างให้มาถ่อ ตัวก็หยิบปืนแปดนัดที่เอาไปไว้ข้างหัวเรือมาไว้ใกล้ตัวข้างท้ายเรือ ก็ถือท้ายเรื่อยไป ใกล้ออกจากลัดเต็มที น้ำก็ขึ้น เรือข้าวที่หนักก็ตามหัวน้ำขึ้นสวนเข้ามาประดังกันแน่น จีนก็ส่งเสียงแต่ว่า ตู้อ่าๆ ประดังกันแน่นออกก็ไม่ได้ เข้าก็ไม่ได้น้ำก็น้อยเลยต้องต่างฝ่ายต่างก็ปักหลักกรานหน้าจอดกันนิ่งอยู่ เราเป็นคนท้ายผ่านพ้นอันตรายมาแล้ว ก็มาคิดว่า "การหาเงินหาทองนี้ลำบากจริงๆ เจียวหนา บิดาของเราก็หามาดังนี้ เราก็หาซ้ำรอยบิดาตามบิดาบ้าง เงินแลทองที่หากันทั้งหมดด้วยกันนี้ ต่างคนก็ต่างหาไม่มีเวลาหยุดด้วยกันทั้งนั้น ถ้าใครไม่เร่งรีบหาให้มั่งมีก็เป็นคนต่ำและเลวไม่มีใครนับถือแลคบหา เข้าหมู่เขาก็อายเขา เพราะเป็นคนจนกว่าเขา ไม่เทียมหน้าเทียมบ่าเทียมไหล่กับเขา ปุรพชนต้นสกุลของเราก็ทำกันมาดังนี้ เหมือนๆ กันจนถึงบิดาของเราแลตัวของเราบัดนี้ ก็บัดนี้ปุรพชน แลบิดาของเราไปทางไหนหมดก็ปรากฏแก่ใจว่าตายหมดแล้ว แล้วตัวของเราเล่าก็ต้องตายเหมือนกัน" แต่พอคิดถึงตายขึ้นมาดังนี้แล้ว ใจก็ชักเสียวๆ นึกถึงความตายที่จะมาถึงตัว โดยไม่มีสงสัยเลย "เราต้องตายแน่ๆ บิดาเราก็มาล่องข้าว ขึ้นจากเรือข้าว ก็เจ็บมาจากตามทาง แล้วขึ้นจากเรือข้าวได้ไม่กี่วันก็ถึงแก่กรรม เมื่อถึงแก่กรรมแล้ว เราที่ช่วยพยาบาลอยู่ ไม่ได้เห็นเลยที่จะเอาอะไรติดไป ผ้าที่นุ่งแลร่างกายของแก เราก็ดูแลอยู่ ไม่เห็นมีอะไรหายไป ทั้งตัวเราและพี่น้องของเราที่เนื่องด้วยแก ตลอดถึงมารตาของเราก็อยู่ ไม่เห็นมีอะไรเลยที่ไปด้วยแก แกไปผู้เดียวแท้ๆ ก็ตัวเราเล่าต้องเป็นดังนี้ เคลื่อนจากความเป็นอย่างนี้ไปไม่ได้แน่" เมื่อคิดตกลงใจดังนี้แล้ว ก็ลองทำเป็นตายดู นอนแผ่ลงไปที่ท้ายเรือนั้นแล้วก็ทำตาย ตายแล้วทำไปหาคนที่เป็นญาติบ้าง พี่น้องบ้าง เพื่อนที่ชอบบ้างเขาก็ไม่เห็นเรา เพราะเราเป็นผี เราก็เอาก้อนดินบ้าง ไม้บ้าง โยนหรือปาเข้าไปให้ถูก เพราะเขาไม่เห็นตัวเรา เขาก็ต้องบอกผีโยนมา หรือปาเข้ามา ไปหาคนโน้นก็ไม่เห็น มาหาคนนี้ก็ไม่เห็น คิดไปดังนี้แหละจนเผลอตัว แต่พอรู้สึกตัวขึ้นมาก็รีบลุกขึ้นจุดธูปอธิษฐานในใจของตัวเองว่า "ขออย่าให้เราตายเสียก่อน ขอให้บวชเสียก่อนเถิด ถ้าบวชแล้วไม่สึกจนตลอดชีวิต" ตรงนี้บวชจริงมาเสียแต่อายุ 19 ปีเศษ แล้ว ตั้งแต่นั้นก็ประกอบอาชีพตามปกติของพ่อค้า จนอายุครบ 22 โดยปี แล้วก็ปรารภถึงการบวช ในปีนั้น พอถึงเดือน 8 ข้างขึ้นก็ขนข้าวลงเรือเต็มลำดีแล้ว ก็บอกกับลูกจ้างให้นำเอาข้าวไปขายโรงสีในกรุงเทพฯ ส่วนตัวก็เข้าอยู่วัดเป็นเจ้านาคฝึกหัดเบื้องต้นแห่งการอุปสมบทในสำนักพระปลัดยัง ผู้เป็นหลวงตาของตัว ซึ่งเป็นน้องคนเล็กของตาน้อย ผู้เป็นมารดาของตัวเอง ท่านส่งวินัยย่อๆ ให้เป็นหนังสือสมุดข่อย เขียนตัวบรรจงสวยงามมาก ก็ท่องวิธีขอบรรพชา แลดูวินัยไปด้วยกันทีเดียว พอจวนเข้าพรรษาก็มีผู้ไปนิมนต์พระอุปัชฌาย์ดี วัดประตูศาล จังหวัดสุพรรณบุรี มาเป็นอุปัชฌาย์ ก็ได้อุปสมบทในต้นเตือนแปด ของ พ.ศ. 2449ได้อยู่จำพรรษาในวัดนั้น รวมอยู่ที่อุปสมบทนั้น 7 เดือนเศษๆ เท่านั้น ออกจากวันที่อุปสมบทนั้นแล้ว ก็ตรงมาอยู่จำพรรษาในวัดพระเชตุพนทีเดียว เรียนมูลกัจจายน์ถึงสามจบ แล้วเรียนธรรมบททีปนีและสารสังคหะแต่พอเป็นว่าแปลออกพอสมควรแล้ว ก็หยุดการเรียนคันถธุระ เรียนวิปัสสนาธุระต่อไป ถึงในระหว่างคันถธุระอยู่ก็เรียนวิปัสสนาไปด้วยเหมือนกัน เวลาวันแปดค่ำสิบห้าค่ำ ก็มักไปแสวงหาครูสอนฝ่ายสมถวิปัสสนาอยู่เสมอๆ โดยมากแต่ทีเรียนโดยตรงทีเดียว ตั้งแต่บวชใหม่ ๆ ก็เรียนแต่อนุสาวนาจารย์ทีหนึ่ง บวชแล้วรุ่งขึ้นวันที่สอง ก็เรียนที่หลวงพ่อเนียม วัดน้อย จังหวัดสุพรรณบุรีที่สามเจ้าคุณสังวรานุวงษ (เอี่ยม) วัดราชสิทธาราม ที่สี่เรียนกับพระครูญาณวิรัติ(โป๊) วัดพระเชตุพน ที่ห้าเรียนกับพระอาจารย์สิงห์ วัดละครทำ หลังระฆังโฆสิตาราม ได้ตามแบบของท่านสององค์ พระครูญาณวิรัติแลพระอาจารย์สิงห์ท่านรับรองว่าได้ตามแบบของท่าน ท่านมอบให้เป็นผู้สอนเขาได้ทั้งสองอาจารย์ แต่ก็ยังไม่พอใจที่จะเป็นครูสอนเขาจึงค้นคว้าหาต่อไปอีก ถึงพรรษา 11 ก็สำเร็จในการเล่าเรียนคันถธุระได้พอสมควรแก่ที่ตั้งใจว่าต้องเรียนแปลให้ออก จะได้ค้นธรรมในมคธภาษาได้ตามต้องการ ก่อนแต่จะมาเรียนคันถธุระนั้น ได้ตั้งหนังสือใบลานมหาสติปัฏฐานลานยาวไว้ที่วัดสองพี่น้องผูกหนึ่งว่า ถ้าไปเล่าเรียนคราวนี้ต้องแปลหนังสือผูกนี้ให้ออก จึงเป็นที่พอแก่ความต้องการ ถ้ายังแปลไม่ออก ก็เป็นอันไม่หยุดในการเรียน แต่พอแปลออกก็หยุด ในพรรษาที่ 11 เมื่อหยุดต่อการเรียนปริยัติแล้ว ก็เริ่มทำจริงในทางปฏิบัติก็คิดว่าในวัดพระเชตุพนนี้ในอุโบสถก็ดีมีบริเวณกว้างขวางดีมาก เป็นสถานที่ควรทำภาวนามาก แต่มาหวนระลึกถึงอุปการคุณของวัดบางคูเวียง ในคลองบางกอกน้อย เจ้าอธิการชุ่มได้ถวายมูลกัจจายน์ แลคัมภีร์พระธรรมบทให้ในตอนเล่าเรียนปริยัตินั้น ก็มีอุปการคุณอยู่มาก ควรไปจำพรรษา แล้วจะได้แสดงธรรมแจกแก่ภิกษุสามเณร อุบาสก อุบาสิกา เป็นบรรณาการต่ออุปการคุณแก่วัดนั้น จึงได้กราบลาเจ้าคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เข้ม) เจ้าอาวาสวัดพระเชตุพนไปจำพรรษาวัดบางคูเวียง ในพรรษาที่ 12 แต่พอได้กึ่งพรรษาก็มาหวนระลึกขึ้นว่า *ในเมื่อเราตั้งใจในการบวช ตามเดิมอายุสิบเก้า เราได้ปฏิญาณตนบวชจนตาย ขออย่าให้ตายในระหว่างก่อนบวช บัดนี้ก็ได้บอกลามาถึง 15 พรรษาย่างเข้านี้แล้ว ก็พอแก่ความประสงค์ของเราแล้ว บัดนี้ของจริงที่พระพุทธเจ้าท่านรู้ ท่านเห็น เราก็ยังไม่ได้บรรลุ ยังไม่รู้ไม่เห็นสมควรแล้วที่จะต้องกระทำอย่างจริงจัง" เมื่อตกลงได้ดังนี้แล้ว วันนั้นเป็นวันเพ็ญกลางเดือน 10 ก็เริ่มเข้าโรงอุโบสถแต่เวลาเย็น ตั้งสัจจาธิษฐานแน่นอนลงไปว่า ถ้าเรานั่งลงไปครั้งนี้ไม่เห็นธรรมที่พระพุทธเจ้าต้องการ เป็นอันไม่ลุกจากที่นี้จนหมดชีวิต เมื่อตั้งจิตมั่นลงไปแล้ว ก็เริ่มปรารภนั่ง จึงได้แสดงความอ้อนวอนแด่พระพุทธเจ้าว่า "ขอพระองค์ได้ทรงพระกรุณาโปรดข้าพระพุทธเจ้าทรงประทานธรรมที่พระองค์ได้ทรงตรัสรู้อย่างน้อยที่สุด แลง่ายที่สุดที่พระองค์ได้ทรงรู้แล้วแก่ข้าพระพุทธเจ้า ถ้าข้าพระพุทธเจ้ารู้ธรรมของพระองค์แล้ว จักเป็นโทษแก่ศาสนาของพระองค์แล้ว ขอพระองค์อย่าทรงพระราชทานเลย ถ้าเป็นคุณแก่ศาสนาของพระองค์ ขอพระองค์ได้ทรงพระกรุณาโปรดพระราชทานแก่ข้าพระองค์ ข้าพระองค์ของรับเป็นทนายศาสนา ในศาสนาของพระองค์จนตลอดชีวิต" แต่พออ้อนวอนเสร็จแล้ว ก็เริ่มปรารภเข้าที่นั่งสมาธิต่อไป มานึกถึงมดคี่ที่ตามช่องของแผ่นหินที่ยาวๆ แลบนแผ่นหินบ้าง ไต่ไปมาอยู่บ้างแต่ไม่มากนักจึงหยิบเอาขวดน้ำมันก๊าดมา เอานิ้วมาจุกเข้าที่ปากขวดแล้วตะแคงขวดให้เปียกนิ้วเข้า แล้วเอามาลากเป็นทางให้รอบตัว จะได้กันไม่ให้มาทำอันตรายในเวลานั่งลงไปแล้ว แต่พอทางนิ้วที่เปียกน้ำมันนั้นไม่ทันถึงครึ่งของวงตัวที่นั่งความคิดอันหนึ่งเกิดขึ้นว่า "ชีวิตสละได้ แต่ทำไมยังกลัวมดคี่อยู่เล่า" ก็นึกอายตัวเองขึ้นมา เลยวางขวดน้ำมัน แล้วนั่งเข้าที่เลยในเดี๋ยวนั้นประมาณครึ่งหรือค่อนคืน ไม่มีนาฬิกา ไม่แน่ ก็เห็นผังของจริงของพระพุทธเจ้าซึ่งมีอยู่ในหนังสือธรรมกาย ที่ "คุณพระทิพย์ปริญญา" เรียบเรียงพิมพ์แจกไปแล้วนั้น ในขณะนั้นก็มาปริวิตกว่า "คัมภีร์โรจายัง ธรรมเป็นของลึกถึงเพียงนี้ ใครจะไปคิดดาดคะเนเอาได้ พ้นวิสัยของความตรึก นึกคิดอยู่ก็เข้าไม่ถึง ที่เข้าถึงต้องทำให้รู้ตรึก รู้นึก รู้คิดนั้น หยุดเป็นจุดเดียวกัน แต่พอหยุดก็ดับ แต่พอดับแล้วก็เกิด ถ้าไม่ดับแล้วไม่เกิดตรองดูเถิดท่านทั้งหลาย นี้เป็นของจริงหัวต่อมีเป็นอยู่ตรงนี้ ถ้าไม่ถูกส่วนดังนี้ก็ไม่มีไม่เป็นเด็ดขาด" วิตกอยู่ดังนี้สักครู่ใหญ่ ๆ ก็กลัวว่าความมีความเป็นนั้นจะเลือนไปเสียจึงเข้าที่ต่อไปใหม่ ราวสักสามสิบนาที ก็เป็นวัดบางปลาปรากฏเหมือนตัวเองไปอยู่ที่วัดนั้น แต่พอชัดดีก็รู้สึกตัวขึ้นมา จึงมีความรู้สึกขึ้นมาว่าจะมีผู้รู้เห็นได้ยากนั้น ในวัดบางปลานี้จะต้องมีผู้รู้เห็นได้อย่างแน่นอนจึงปรากฏขึ้นบัดนี้ ต่อแต่นั้นมาก็คำนึงที่จะไปสอนที่วัดนั้นอยู่เรื่อยๆ มา จนถึงออกพรรษารับกฐินแล้วก็ลาสมภารวัดบางคูเวียงไปสอนที่วัดบางปลาราวสี่เดือน มีพระทำเป็นสามรูป คฤหัสถ์สี่คน นี้เริ่มต้นแผ่ธรรมกายของจริง ที่แสวงหาได้มาจริงปรากฏอยู่จนบัดนี้ พระเดชพระคุณพระมงคลเทพมุนี หลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ เป็นผู้บันทึก