พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) มหาปูชนียาจารย์ ผู้ค้นพบวิชชาธรรมกาย "เกิดมาว่าจะมาหาแก้ว พบแล้วไม่กำ จะเกิดมาทำอะไร อ้ายที่อยาก มันก็หลอก อ้ายที่หยอก มันก็ลวง ทำให้จิตเป็นห่วงเป็นใย เลิกอยากลาหยอก รีบออกจากกาม เดินตามขันธ์สามเรื่อยไป เสร็จกิจสิบหก ไม่ตกกันดาร เรียกว่านิพพานก็ได้" พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) หลวงปู่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ผู้ค้นพบวิชชาธรรมกาย คำนำ บันทึกแห่งประวัติศาสตร์ย่อมจะจารึกไว้ว่า ได้เกิดปรากฏการณ์ครั้งสำคัญของพระพุทธศาสนา เมื่อพระเดชพระคุณพระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) หรือหลวงปู่วัดปากน้ำภาษีเจริญ ได้ทุ่มเทชีวิตจนสามารถค้นพบการปฏิบัติเพื่อเข้าถึงธรรมกาย อันเป็นกายแห่งการตรัสรู้ธรรมแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า การค้นพบครั้งนี้ ได้รับการยกย่องว่าเป็นการค้นพบที่ยิ่งใหญ่เหนือการค้นพบใด ๆ ที่เคยปรากฏมา เพราะเป็นแนวทางอันประเสริฐ ที่จะนำพาชาวโลกทั้งหลายที่กำลังแสวงหา ได้พบกับสันติสุขที่แท้จริง และในเวลาต่อมาท่านได้ประกอบกรณียกิจอันเป็นมรดกธรรมทั้งหลายนานัปการ ซึ่งล้วนเป็นการวางรากฐานเพื่อการเผยแผ่และสืบทอดอายุพระพุทธศาสนา ทั้งด้านการศึกษาพระปริยัติธรรมและธรรมปฏิบัติ ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ชาวโลกเป็นเอนกอนันต์ ด้วยบารมีธรรมอันยิ่งใหญ่ของท่าน จึงควรได้รับการยกย่องและถือเป็นแบบแผนแห่งการประพฤติดีปฏิบัติชอบ ซึ่งบัดนี้ คณะศิษยานุศิษย์ผู้รักการสร้างบารมีทั้งหลาย ต่างมีศรัทธาอย่างแรงกล้า พร้อมใจกันหล่อรูปเหมือนทองคำของท่าน และนำขึ้นประดิษฐานเพื่อให้มหาชนทั้งหลาย ได้กราบไหว้บูชา ณ มหาวิหาร พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) วัดพระธรรมกาย จังหวัดปทุมธานี ในวันที่ ๗ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๔๙ นี้ ซึ่งตรงกับวันคล้ายวันที่ท่านได้เข้าถึงธรรมกาย เมื่อวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๐ เมื่อ ๘๙ ปีที่ผ่านมา การที่เราทั้งหลายร่วมกันบูชาคุณและสรรเสริญคุณท่านถือเป็นการบูชาบุคคลผู้ควรบูชา ย่อมจะเป็นมงคลแก่ชีวิตอย่างสูงสุด และเป็นความประเสริฐ อันจะยังความเจริญรุ่งเรืองให้แก่ผู้กระทำการบูชานั้นด้วย คณะผู้จัดทำ สารบัญ ประวัติพระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) ๖ เหตุการณ์ในชีวิตหลวงปู่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ๑๗ พระมงคลเทพมุนี ผู้ค้นพบวิชชาธรรมกาย ๓๐ เส้นทางมหาปูชนียาจารย์ ๔๒ หลักฐานวิชชาธรรมกาย ๕๓ ความหมาย "สัมมา อรหัง” ๕๖ บทสวดสรรเสริญพระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) ๕๙ รายนามเจ้าภาพ ๖๐ ประวัติพระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) จากบันทึกของพระเดชพระคุณพระมงคลเทพมุนี (ซึ่งบันทึกเอง) ตีพิมพ์ใน "มงคลสาร" ปีที่ ๑ เล่ม ๑ เมื่อ ๑ กันยายน พ.ศ. ๒๕๐๗ ชาติภูมิเดิมเป็นพ่อค้า เข้าตั้งภูมิลำเนาอยู่ที่บ้านหมู่เหนือของวัดสองพี่น้อง คือทิศใต้ของวัดแต่ต่างฝั่งกับวัด วัดอยู่ตะวันออกเฉียงเหนือ บ้านอยู่ตะวันตกเฉียงใต้ มีคลองกั้นเป็นระหว่างวัดกับบ้าน ค้าขายมาตั้งแต่อายุ ๑๔ ปีเศษ ๆ นับตั้งแต่บิดาล่วงไปก็เป็นพ่อค้าแทนบิดา จนถึงอายุ ๑๙ ปี ตรงนี้ได้ปฏิญาณตัวบวชจนตาย ด้วยมามีอุปสรรคเกิดขึ้นในระหว่างขายข้าวแล้วนำเรือเปล่ากลับบ้าน เข้าลัดที่คลองบางอีแท่น เหนือตลาดใหม่ แม่น้ำนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม ในลัดนี้ไม่สู้ไกลนัก แต่พวกโจรชุกชุม แต่พอเข้าลัดไปเล็กน้อย ก็มาคิดแต่ในใจของตัวว่า คลองก็เล็กโจรก็ร้าย ท้ายเรือเข้าก็ไล่เลี่ยกับฝั่ง ไม่ต่ำไม่สูงกว่ากันเท่าไรนัก น่าหวาด เสียวอันตราย เมื่อโจรมาก็ต้องยิงเรือหรือทำร้ายคนท้ายก่อน ถ้าเขาทำเราเสียได้ก่อนก็ไม่มีทางที่จะสู้เขา ถ้าเราเอาอาวุธ ปืนแปดนัดไว้ทางหัวเรือ แล้วเราไปถ่อเรือทางลูกจ้างเสีย เมื่อโจรมาทำร้ายเราก็จะมีทางสู้ได้บ้าง คิดดังนี้แล้วก็เรียกลูกจ้างเสีย เมื่อโจรมาทำร้ายเราก็จะมีทางสู้ได้บ้าง คิดดังนี้แล้วก็เรียกลูกจ้างที่ถ่อเรือแถบทรายมาถือท้าย เราออกไปถ่อแทน ถ่อเรือไปก็คิดไป เรือก็เดินเข้าไปหาที่เปลี่ยวหนักขึ้นทุกที ความคิดก็ถี่ขึ้นว่า ลูกจ้างที่เราจ้างมานี้ คนหนึ่งก็ไม่กี่บาท เพียง ๑๑ บาท หรือ ๑๒ บาทเท่านั้น ส่วนตัวเราเป็นเจ้าของทั้งทรัพย์ทั้งเรือหมด ส่วนตายจะให้ลูกจ้างตายก่อนไม่ถูกเอาเปรียบลูกจ้างมากเกินไปไม่สมควร ถ่อไปก็คิดไปดังนี้และคิดถี่หนักเข้าก็ตัดสินใจเด็ดขาดออกไป เราเป็นเจ้าของให้เราตายก่อนดีกว่าจึงจะสมควร คิดตกลงแล้วก็เรียกลูกจ้างให้มาถ่อตัว ก็หยิบปืนแปดนัดที่เอาไว้ข้างหัวเรือมาไว้ใกล้ตัวข้างท้ายเรือก็ถือท้ายเรื่อยไปใกล้ออกจากลัดเต็มที น้ำก็ขึ้นเรือข้าวที่หนักก็ตามหัวน้ำขึ้นสวนเข้ามาประดังกันแน่น จีนก็ส่งเสียงแต่ว่า ตู้อ่า ๆ ประดังกันแน่น ออกก็ไม่ได้ เข้าไปไม่ได้น้ำก็น้อย เลยต้องต่างฝ่ายต่างก็ปักหลักกรานหน้าจอดกันนิ่งอยู่ เราเป็นคนท้าย ผ่านพ้นอันตรายมาแล้วก็มาคิดว่า การหาเงินทองนี้ลำบาก จริงๆ เจียวหนา บิดาของเราก็หามาดังนี้เราก็หาซ้ำรอยบิดาตามบิดาบ้าง เงินแลทองที่หากันทั้งหมดด้วยกันนี้ต่างคนก็ต่างหาไม่มีเวลาหยุดด้วยกันทั้งนั้น ถ้าใครไม่เร่งรีบหาให้มั่งมีก็เป็นคนต่ำและเลวไม่มีใครนับถือแลคบหา เข้าหมู่เขาก็อายเขา เพราะเป็นคนจนกว่า เขาไม่เทียบหน้าเทียมบ่าเทียมไหล่กับเขา ปุรพชนต้นสกุลของเราก็ทำกันมาดังนี้เหมือน ๆ กัน จนถึงบิดาของเราแลตัวของเราบัดนี้ก็บัดนี้ปุรพชนแลบิดาของเราไปทางไหนหมด ก็ปรากฏแก่ใจว่าตายหมดแล้ว แล้วตัวของเราเล่าก็ต้องตายเหมือนกัน แต่พอคิดถึงตายขึ้นมาดังนี้แล้วใจก็ชักเสียว ๆ นึกถึงความตายที่จะมาถึงตัวโดยไม่มีสงสัยเลย เราต้องตายแน่ ๆ บิดาเราก็มาล่องข้าวขึ้นจากเรือข้าวก็เจ็บมาจากตามทางแล้ว ขึ้นจากเรือข้าวไม่ได้กี่วันก็ถึงแก่กรรม เมื่อถึงแก่กรรมแล้ว เราที่ช่วยพยาบาลอยู่ไม่ได้เห็นเลยที่จะเอาอะไรติดไป ผ้าที่นุ่งแลร่างกายของแก เราก็ดูแลอยู่ ไม่เห็นมีอะไรหายไป ทั้งตัวเราแลพี่น้องของเราที่เนื่องด้วยแกตลอด ถึงมารดาของเราก็อยู่ไม่เห็นมีอะไรเลยที่ไปด้วยแก แกไปผู้เดียวแท้ ๆ ก็ตัวเราเล่าต้องเป็นดังนี้ เคลื่อนความเป็นอย่างนี้ไปไม่ได้แน่ เมื่อคิดตกลงใจดังนี้แล้วก็ลองทำเป็นตายดู นอนแผ่ลงไปที่ท้ายเรือนั้นแล้วก็ทำตายตายแล้วทำไปหาคนที่เป็นญาติบ้าง พี่น้องบ้าง เพื่อนที่ชอบกันบ้าง เขาก็ไม่เห็นเรา เพราะเราเป็นผี เราก็เอาก้อนดินบ้าง ไม้บ้าง โยนหรือปาเข้าไปให้ถูก เพราะเขาไม่เห็นตัวเรา เขาก็ต้องบอกผีโยนมาหรือปาเข้ามา ไปหาคนโน้นก็ไม่เห็น มาหาคนนี้ก็ไม่เห็น คิดไปดังนี้แหล่ะจนเผลอตัว แต่พอรู้สึกตัวขึ้นมา ก็รีบลุกขึ้นจุดธูปอธิษฐาน ในใจของตัวเองว่า ขออย่าให้เราตายเสียก่อนขอให้ บวชเสียก่อนเถิด ถ้าบวชแล้วไม่สึกจนตลอดชีวิต ตรงนี้บวชจริงมาเสียแต่อายุ ๑๙ ปีเศษแล้ว ตั้งแต่นั้น ก็ประกอบอาชีพตามปกติของพ่อค้า จนอายุครบ ๒๒ โดยปีแล้ว ก็ปรารถถึงการบวชในปีนั้น พอถึงเดือน ๘ ข้างขึ้นก็ขนข้าวลงเรือเต็มลำดีแล้ว ก็บอกกับลูกจ้าง ให้นำเอาข้าวไปขายโรงสีในกรุงเทพฯ ส่วนตัวก็เข้าอยู่วัดเป็นเจ้านาคฝึกหัดเบื้องต้นแห่งการอุปสมบทในสำนักพระปลัดยัง ผู้เป็นหลวงตาของตัว ซึ่งเป็นน้องคนเล็กของตาน้อยผู้เป็นมารดาของตัวเอง ท่านส่งวินัยย่อ ๆ ให้เป็นหนังสือสมุดข่อยเขียนตัวบรรจงสวยงามมา ก็ท่องวิธีขอบรรพชา และดูวินัยไปด้วยกันทีเดียว พอจวนเข้าพรษาก็มีผู้ไปนิมนต์พระอุปัชฌาย์ดี วัดประตูสาร จังหวัดสุพรรณบุรี มาเป็นอุปัชฌาย์ ก็ได้อุปสมบทในต้นเดือนแปด ของ พ.ศ. ๒๔๔๙ ได้อยู่จำพรรษาในวัดนั้นรวมอยู่ที่อุปสมบทนั้น ๗ เดือนเศษ ๆ เท่านั้น ออกจากวัดที่อุปสมบทนั้นแล้วก็ตรงมาอยู่จำพรรษาในวัดเชตุพนทีเดียว เรียนมูลกัจจายน์ถึงสามจบ แล้วเรียนธรรมบททีปนีและสารสังคหะ แต่พอเป็นว่าแปลออกพอสมควรแล้วก็หยุดการเรียนคันถธุระเรียนวิปัสสนาธุระต่อไป ถึงในระหว่างคันถธุระอยู่ก็เรียนวิปัสสนาไปด้วยเหมือนกัน เวลาวันแปดค่ำ สิบห้าค่ำ ก็มักไปแสวงหาครูสอนฝ่ายสมถวิปัสสนา อยู่เสมอ ๆ โดยมากแต่ที่ เรียนโดยตรงทีเดียวตั้งแต่บวชใหม่ ๆ ก็เรียนแต่อนุสาวนาจารย์ที่หนึ่งบวชแล้วรุ่งขึ้นวันที่สองก็เรียนที่หลวงพ่อเนียมวัดน้อย จังหวัดสุพรรณบุรี ที่สามเจ้าคุณสังวรานุวงษ์ (เอี่ยม) วัดราชสิทธาราม ที่สี่เรียนกับพระครูญาณวิรัติ (โป้) วัดเชตุพน ที่ห้าเรียนกับพระอาจารย์สิงห์ วัดละครทำ หลังวัดระฆังโฆสิตาราม ได้ตามแบบของท่านสององค์ พระครูญาณวิรัตนและพระอาจารย์สิงห์ ท่านรับรองว่าได้ตามแบบของท่าน ท่านมอบให้เป็นผู้สอนเขาได้ทั้งสองอาจารย์ แต่ก็ยังไม่พอใจที่จะเป็นครูสอนเขาจึงค้นคว้าหาต่อไปอีกถึงพรรษา ๑๑ ก็สำเร็จในการเล่าเรียนคันถธุระได้พอสมควรแก่ที่ตั้งใจไว้ว่าต้องเรียนแปลให้ออกจะได้ค้นธรรมในมคธภาษา ได้ตามต้องการ ก่อนแต่จะมาเรียนคันถธุระนั้นได้ ตั้งหนังสือใบลานมหาสติปัฏฐานลานยาวไว้ที่วัดสองพี่น้องผูกหนึ่งว่า ถ้าไปเล่าเรียนคราวนี้ต้องแปลหนังสือผูกนี้ให้ออก จึงเป็นที่พอแก่ความต้องการถ้ายังแปลไม่ออก ก็เป็นอันไม่หยุดในการเรียน แต่พอแปลออกก็หยุด ในพรรษาที่ ๑๑ เมื่อหยุดต่อการเรียนปริยัติแล้ว ก็เริ่มจริงจังในทางปฏิบัติ ก็คิดว่าในวัดพระเชตุพนนี้ ในอุโบสถก็ดีมีบริเวณกว้างขวางดีมากเป็นสถานที่ควรทำภาวนามาก แต่มาหวนระลึกถึงอุปการคุณของวัดบางคูเวียงในคลองบางกอกน้อย เจ้าอธิการชุ่มได้ถวายมูลกัจจายน์แลคัมภีร์พระธรรมบทให้ในตอนเล่าเรียนปริยัตินั้น ก็มีอุปการคุณอยู่มาก ควรไปจำพรรษา แล้วจะได้แสดงธรรมแจกแก่ ภิกษุ สามเณร อุบาสก อุบาสิกา เป็นบรรณาการต่ออุปการคุณแก่วัดนั้น จึงได้กราบลาเจ้าคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เข้ม) เจ้าอาวาสวัดเชตุพนไปจำพรรษาวัดบางคูเวียง ในพรรษาที่ ๑๒ แต่พอได้กึ่งพรรษาก็มาหวนระลึกขึ้นว่า ในเมื่อเราตั้งใจจริงๆ ในการบวชจำเดิมอายุสิบเก้าเราได้ปฏิญาณตนบวชจนตายขออย่าให้ตายในระหว่างก่อนบวช บัดนี้ก็ได้บอกลามาถึง ๑๕ พรรษา ย่างเข้าพรรษานี้แล้ว ก็พอแก่ความประสงค์ของเราแล้ว บัดนี้ของจริงที่พระพุทธเจ้าท่านรู้ท่านเห็น เราก็ยังไม่ได้ลรรลุยังไม่รู้ ไม่เห็นสมควรแล้วที่จะต้องกระทำอย่างจริงจังเมื่อตกลงใจ ได้ดังนี้แล้ว วันนั้นเป็นวันกลางเดือน ๑๐ ก็เริ่มเข้าโรงอุโบสถ แต่เวลาเย็นตั้งสัจจาธิษฐานแน่นอนลงไปว่า ถ้าเรานั่งลงไปครั้งนี้ไม่เห็นธรรมที่พระพุทธเจ้าต้องการเป็นอันไม่ลุกจากที่นี้จนหมดชีวิต เมื่อตั้งจิตมั่นลงไป แล้วก็เริ่มปรารถนั่ง จึงได้แสดงความอ้อนวอนแด่พระพุทธเจ้าว่า ขอพระองค์ได้ทรงพระกรุณาโปรดข้าพระพุทธเจ้า ทรงประทานธรรมที่พระองค์ได้ทรงตรัสรู้อย่างน้อยที่สุด แลง่ายที่สุดที่พระองค์ได้ทรงรู้แล้วแด่พระพุทธเจ้า ถ้าข้าพระพุทธเจ้ารู้ธรรมของพระองค์แล้วเป็นโทษแก่ศาสนาของพระองค์แล้วขอพระองค์อย่าทรงพระราชทานเลย ถ้าเป็นคุณแก่ศาสนาของพระองค์แล้ว ขอพระองค์ ได้ทรงพระกรุณาโปรดพระราชทานแด่ข้าพระองค์ ข้าพระองค์รับเป็นทนายศาสนา ในศาสนาของพระองค์จนตลอดชีวิต แต่พออ้อนวอนเสร็จแล้ว ก็เริ่มปรารถเข้าที่นั่งสมาธิต่อไป มานึกถึงมดคีที่ตามช่องของแผ่นหินที่ยาว ๆ แลบนแผ่นหินบ้าง ไต่ไปมาอยู่บ้างแต่ไม่มากนัก จึงหยิบเอาขวดน้ำมันก๊าดมา เอานิ้วจุกเข้าที่ปากขวด แล้วตะแคงขวดให้เปียกนิ้วเข้า แล้วเอามาลากเป็นทางให้รอบตัวจะได้กันไม่ให้มาทำอันตรายในเวลานั่งลงไปแล้ว แต่พอทางนิ้วที่เปียกน้ำมันนั้นไม่ทันถึงครึ่งของวงตัวที่นั่ง ความคิดอันหนึ่งเกิดขึ้นว่าชีวิตสละได้ แต่ทำไมยังกลัวมดคี่อยู่เล่า ก็นึกอายตัวเองขึ้นมาเลย วางขวดน้ำมันเข้าที่เลยในเดี๋ยวนั้น ประมาณครึ่งหรือค่อนคืนไม่มีนาฬิกาไม่แน่ ก็เห็นผังของจริงของพระพุทธเจ้า ซึ่งมีอยู่ในหนังสือธรรมกายที่คุณพระทิพย์ปริญญา เรียบเรียงพิมพ์แจกไปแล้วนั้น ในขณะนั้นก็มาปริวิตกว่า คัมภีร์โรจายังธรรมเป็นของลึกถึงเพียงนี้ ใครจะไปคิดคาดคะเนเอาได้ พ้นวิสัยของความตรึก นึก คิด ถ้ายังตรึก นึก คิดอยู่ก็เข้าไม่ถึง ที่จะเข้าถึงต้องทำให้รู้ตรึก นึกรู้คิดนั้น หยุดเป็นจุดเดียวกัน แต่พอหยุดก็ดับ แต่พอดับแล้วก็เกิด ถ้าไม่ดับแล้วไม่เกิด ตรองดูเถิด ท่านทั้งหลายนี้เป็นของจริง หัวต่อมีเป็นอยู่ตรงนี้ ถ้าไม่ถูกส่วนดังนี้ก็ไม่มีไม่เป็นเด็ดขาด วิตกอยู่ดังนี้สักครู่ใหญ่ ๆ ก็กลัวว่า ความมีความเป็นนั้นจะเลือนไปเสีย จึงเข้าที่ต่อไปใหม่ราวสักสามสิบนาทีก็เห็นวัดบางปลาปรากฏเหมือนตัวเองไปอยู่ที่วัดนั้นแต่พอชัดดีก็รู้สึกตัวขึ้นมามีความรู้สึกขึ้นมาว่าจะมีผู้รู้ผู้เห็นได้ยากนั้น ในวัดบางปลานี้จะต้องมีผู้รู้ผู้เห็นได้แน่นอน จึงมาปรากฎขึ้นบัดนี้ ต่อแต่นั้นมาก็คำนึงที่ไปสอนที่วัดนั้นอยู่เรื่อย ๆ มาจนถึงออกพรรษารับกฐินแล้ว ก็ลาสมภารวัดบางคูเวียง ไปสอนที่วัดบางปลาราวสี่เดือน มีพระทำเป็นสามรูป คฤหัสถ์สี่คน นี้เริ่มต้นแผ่ธรรมกายของจริง ที่แสวงหาได้มาจริงปรากฏอยู่จนบัดนี้ เหตุการณ์ในชีวิตหลวงปู่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ปี พ.ศ. ๒๔๒๗ หลวงปู่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ เกิดที่บ้านสองพี่น้อง อ.สองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี ปี พ.ศ. ๒๔๓๖ อายุ ๙ ปี เริ่มเรียนหนังสือที่วัดสองพี่น้อง อ.สองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี ปี พ.ศ. ๒๔๓๘ อายุ ๑๑ ปี เรียนหนังสือที่วัดบางปลา อ.บางเลน จ.นครปฐม ปี พ.ศ. ๒๔๔๑ อายุ ๑๔ ปี บิดาถึงแก่กรรม เริ่มเป็นพ่อค้าข้าว ปี พ.ศ. ๒๔๔๖ อายุ ๑๙ ปี อธิษฐานจิตขอบวช ปี พ.ศ. ๒๔๔๙ อายุ ๒๒ ปี พรรษา ๑ อุปสมบทที่วัดสองพี่น้อง อ.สองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี ปี พ.ศ. ๒๔๕๐ อายุ ๒๓ ปี พรรษา ๒ มาเรียนที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม กรุงเทพฯ ปี พ.ศ. ๒๔๖๐ อายุ ๓๓ ปี พรรษา ๑๒ บรรลุธรรม ที่ วัดโบสถ์(บน) ต.บางคูเวียง อ.บางกรวย จ.นนทบุรี หลังจากออกพรรษาไปเผยแผ่ธรรมครั้งแรกที่วัดบางปลา อ.บางเลน จ.นครปฐม ปี พ.ศ. ๒๔๖๒ อายุ ๓๕ ปี พรรษา ๑๔ เป็นเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ปี พ.ศ. ๒๔๖๔ อายุ ๓๗ ปี พรรษา ๑๖ เป็นพระครูสมณธรรมสมาทาน ปี พ.ศ. ๒๔๗๔ อายุ ๔๗ ปี พรรษา ๒๖ ตั้งโรงงานทำวิชชา ปี พ.ศ. ๒๔๘๐ อายุ ๕๓ ปี พรรษา ๓๒ คุณยายอาจารย์พบหลวงปู่วัดปากน้ำ ปี พ.ศ. ๒๔๘๗ อายุ ๖๐ ปี พรรษา ๓๙ พระราชภาวนาวิสุทธิ์ เกิด ปี พ.ศ. ๒๔๙๐ อายุ ๖๓ ปี พรรษา ๔๒ ได้ตำแหน่งพระอุปัชฌาชย์ ปี พ.ศ. ๒๔๙๒ อายุ ๖๕ ปี พรรษา ๔๔ เป็นพระภาวนาโกศลเถระ ปี พ.ศ. ๒๔๙๓ อายุ ๖๖ ปี พรรษา ๔๕ ทำพระของขวัญรุ่น ๑ ปี พ.ศ. ๒๔๙๔ อายุ ๖๗ ปี พรรษา ๔๖ ทำพระของขวัญรุ่น ๒ ปี พ.ศ. ๒๔๙๖ อายุ ๖๙ ปี พรรษา ๔๘ ส่งพระไปเผยแพร่ที่อังกฤษ ปี พ.ศ. ๒๔๙๘ อายุ ๗๑ ปี พรรษา ๕๐ เป็นพระมงคลราชมุนี ปี พ.ศ. ๒๔๙๙ อายุ ๗๒ ปี พรรษา ๕๑ ทำพระของขวัญรุ่น ๓ ปี พ.ศ. ๒๕๐๐ อายุ ๗๓ ปี พรรษา ๕๒ เป็นพระมงคลเทพมุนี ปี พ.ศ. ๒๕๐๒ อายุ ๗๕ ปี พรรษา ๕๔ หลวงปู่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ มรณภาพ พระมงคลเทพมุนี ผู้ค้นพบวิชชาธรรมกาย บัดนี้ วันเวลากำลังเวียนมาถึงวันขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๑๐ ซึ่งในปีพุทธศักราช ๒๕๔๙ นี้ตรงกับวันที่ ๗ กันยายน อันเป็นคล้ายวันแห่งการเข้าถึงธรรมกายของหลวงปู่วัดปากน้ำ(พระมงคลเทพมุนี) เมื่อกว่า ๘๙ ปีที่ผ่านมา ซึ่งจากวันนั้นจนถึงบัดนี้วิธีการปฏิบัติเพื่อให้เข้าถึงธรรมกายแห่งองค์พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้แผ่ขยายไปทั่วโลกและเมื่อบุคคลใดได้พิสูจน์ ด้วยการประพฤติปฏิบัติจนสามารถเข้าถึงธรรมกายแล้ว ย่อมจะตระหนักในคุณค่าแห่งพระรัตนตรัย เพราะการเข้าถึงธรรมกาย คือสิ่งที่สามารถพิสูจน์ให้เห็นถึงแก่นแท้แห่งพระธรรม ทั้งนี้ เมื่อครั้งสมัยพุทธกาล ในยามสุดท้ายของวันพุธ ขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๖ ปีระกา ก่อนพุทธศักราช ๔๕ ปี สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบำเพ็ญเพียรทางจิต ตามเส้นทางสายกลาง จนตรัสรู้พระอริยสัจจธรรมกล่าวได้ว่าเมื่อครั้งพระองค์ประสูตินั้น ถือเป็นการบังเกิดขึ้นของรูปกาย แต่บัดนี้เมื่อพระองค์ตรัสรู้แล้วจึงเป็นการเกิดครั้งที่ ๒ เรียกว่าเกิดขึ้นด้วยธรรมกาย ธรรมกายได้อุบัติขึ้นแล้วบนโลกมนุษย์ และหลังจากนั้นอีก ๔๕ พรรษา พระพุทธองค์ได้ดำเนินพุทธกิจเพื่อพาชาวโลกทั้งหลาย ให้เข้าถึงธรรมกายเช่นเดียวกับพระองค์ แต่กระนั้น แม้พระพุทธองค์จะเสด็จดับขันธปรินิพพานไปแล้ว ใช่ว่าชาวโลกจะหมดสิ้นหนทางที่จะบรรลุสู่บรมสุขนี้ได้ ทั้งนี้เพราะพระเดชพระคุณพระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) หรือหลวงปู่วัดปากน้ำภาษีเจริญ ได้อุทิศชีวิตเป็นเดิมพัน จนสามารถค้นพบการปฏิบัติ เพื่อการเข้าถึงธรรมกายอันเป็นกายแห่งการตรัสรู้ธรรมแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า การค้นพบครั้งนี้ท่านจึงได้ชื่อว่าเป็นบุคคลสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นการค้นพบที่ยิ่งใหญ่เหนือการค้นพบใด ๆ ที่เคยปรากฏมา ด้วยเป็นแนวทางอันประเสริฐที่จะนำพาชาวโลกทั้งหลายที่กำลังแสวงหาได้พบกับสันติสุขที่แท้จริงและต่อมาท่านได้สั่งสอนให้ชาวโลกทั้งหลาย เห็นทุกข์เห็นภัย และรู้คุณค่าพระรัตนตรัย รู้จักการปฏิบัติเพื่อให้เข้าถึงธรรมกาย อันเป็นเส้นทางเอกที่มีคุณเอนกอนันต์ และยังประโยชน์อันไพศาลแก่ชีวิตชาวโลกทั้งหลาย เพื่อให้รู้จักเป้าหมายสูงสุด ตามหนทางสายกลาง และมุ่งสั่งสมบารมี ตามพระพุทธวิธี เพื่อมุ่งสู่ที่สุดแห่งธรรม และเป็นที่ประจักษ์ว่า การบังเกิดขึ้นของพระเดชพระคุณหลวงปู่ได้ทำให้เกิดปรากฏการณ์อันสำคัญแห่งความเจริญรุ่งเรืองของพระพุทธศาสนาอย่างมากมาย นับตั้งแต่การค้นพบธรรม ปฏิบัติที่ตรงต่อพระพุทธธรรมคำสอนอันสามารถนำพาชีวิตผู้ประพฤติปฏิบัติตาม ได้พบและสัมผัสกับเนื้อแท้แห่งธรรม สามารถพิสูจน์ความจริงแท้แห่งพระพุทธธรรม ได้ทุกกาลสมัยและเป็นการจุดประกายความรุ่งโรจน์ของพระพุทธศาสนาทั้งด้านปริยัติและปฏิบัติ ที่จะนำธรรมะและคุณวิเศษแห่งพระรัตนตรัยที่สามารถพิสูจน์ได้ ด้วยการทั้งรู้และเห็นได้นี้ ไปยังความสงบสุขให้แก่ผองชนชาวโลกทั้งหลาย ทั้งนี้ ย่อมเป็นที่ประจักษ์ชัดว่า การสร้างบารมีของท่านหาใช่จะแสวงหาความความหลุดพ้นแต่เพียงลำพัง แต่ท่านมุ่งสงเคราะห์โลก มุ่งยังคุณประโยชน์ให้แก่มวลมนุษยชาติทั้งหลาย แม้ท่านจะมรณภาพไปแล้ว แต่บารมีธรรมของท่านก็ยังคงอยู่ ยังคอยปกป้องคุ้มครองรักษาเหล่าศิษยานุศิษย์และผู้ประพฤติปฏิบัติตามอยู่เสมอ สิ่งที่ท่านได้ประกอบกรณียกิจอันเป็นมรดกธรรมทั้งหลาย ล้วนเป็นการวางรากฐานเพื่อการเผยแผ่และสืบทอดอายุพระพุทธศาสนาทั้งด้านการศึกษาพระปริยัติธรรมและธรรมปฏิบัติ ก่อให้เกิดประโยชน์แก่อนุชนรุ่นหลังทั้งที่เป็นพระภิกษุและฆราวาสเป็นอเนกอนันต์ ด้วยบารมีธรรมอันยิ่งใหญ่ของท่าน จึงควรที่จะได้รับการยกย่องและถือเป็นแบบแผนแห่งการประพฤติปฏิบัติอันดีงาม ดังเช่น คณะศิษยานุศิษย์ผู้รักการสร้างบารมีทั้งหลายต่างมีศรัทธาอย่างแรงกล้า ปรารถนาจะแสดงกตัญญูกตเวทีต่อหลวงปู่วัดปากน้ำฯ ทั้งการปฏิบัติบูชา และสักการะบูชาด้วยเครื่องบูชาต่าง ๆ และบัดนี้คณะศิษยานุศิษย์ซึ่งนำโดยคุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ขนนกยูง พระราชภาวนาวิสุทธิ์ (หลวงพ่อธัมมชโย) และหมู่คณะใหญ่ ได้แสดงกตัญญูกตเวทีอย่างสูงเท่าที่สิ่งต่าง ๆ ในยุคนี้จะเอื้ออำนวยและสามารถหามาได้ นั่นคือการหล่อรูป เหมือนหลวงปู่วัดปากน้ำฯ ด้วยทองคำขนาดเท่าครึ่งขององค์จริงซึ่งได้ดำเนินเสร็จสิ้นไปแล้วในวันมาฆบูชา ปีพุทธศักราช ๒๕๓๗ ทั้งนี้ ผู้คนทั้งหลายต่างยอมรับว่า ทองคำเป็นวัตถุธาตุที่มีคุณค่าและมากด้วยมูลค่าเหมาะสมที่จะนำมาสร้างสิ่งที่ล้ำเลิศและเทิดทูนทางด้านจิตใจให้สูงขึ้น ผู้ที่ได้ทราบข่าวมหามงคลนี้ ทั้งในและต่างประเทศทุกเพศทุกวัย รวบรวมทองคำที่เก็บสะสมไว้ทั้งทองคำแท่ง ทองคำรูปพรรณ แหวน กำไร สายสร้อย มาร่วมหล่อรูปเหมือนหลวงปู่ฯ อย่างปีติเบิกบาน จนเป็นตำนานเล่าขาน มาจนทุกวันนี้อาจกล่าวได้ว่า เป็นรูปหล่อทองคำบริสุทธิ์ทั้งองค์ขนาดใหญ่ที่สุดองค์หนึ่ง เท่าที่เคยมีการสร้างมา นอกจากนี้ยังเป็นการหลอมรวมจิตใจ คณะศิษยานุศิษย์ และชาวโลก ผู้รักการปฏิบัติธรรมให้เป็นหนึ่งเดียวกันอีกด้วย การสถาปนาสิ่งที่สูงค่าคือรูปหล่อทองคำหลวงปู่ฯ ให้บังเกิดขึ้นเพื่อเป็นที่สักการะบูชานี้ มิใช่เรายึดถือแต่เพียงวัตถุภายนอก หากแต่เรามุ่งจะให้เป็นเครื่องน้อมนำใจให้เราระลึกถึงคุณของพระรัตนตรัย สร้างคุณค่าที่ดีให้แก่จิตใจ เป็นทัสสนานุตตริย คือการได้เห็นสิ่งที่ดีงามก็ย่อมน้อมนำใจเราให้อ่อนโยน เกิดกุศลศรัทธาที่จะสร้าง ความดียิ่ง ๆ ขึ้นไป มุ่งที่จะดำเนินตามแบบอย่างและปฏิปทาอันสูงส่งของท่าน ขณะเดียวกันก็จะการสะท้อนให้เห็นถึงคุณธรรมอันยิ่งใหญ่ของท่านที่ท่านเกิดมาเพื่อประโยชน์อันสูงสุดสำหรับมหาชนชาวโลกโดยแท้ ดังนั้นการที่เราทั้งหลายร่วมกันบูชาคุณและสรรเสริญคุณท่าน นอกจากจะเป็นการบูชาพระสงฆ์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบแล้ว ยังเป็นการบูชาพระธรรมอันเป็นสิ่งพิสูจน์ยืนยันว่าพระธรรมเป็นสิ่งที่ประพฤติปฏิบัติได้จริง และก่อให้เกิดความดีแก่ผู้ประพฤติปฏิบัติจริง จนบุคคลธรรมดากลายเป็นบุคคลผู้มีคุณธรรมสูงส่ง เป็นที่ยกย่องบูชากราบไหว้ของมหาชนทั่วไป และในที่สุดก็เป็นการบูชาสักการะถึงพระพุทธองค์ ผู้ตรัสรู้และจำแนกธรรม นำเอาความประเสริฐนี้ออกเผื่อแผ่แก่มวลมนุษยชาติ นำพาปุถุชนทั้งหลายสู่เส้นทางแห่งพระอริยะเจ้าและยังให้เกิดความสุขความเจริญ นำไปสู่สันติสุขอันแท้จริงแก่โลกได้ ดังนั้น การบูชาบุคคลผู้ควรบูชา ย่อมจะเป็นมงคลแก่ชีวิตอย่างสูงสุด และเป็นความประเสริฐ อันจะยังความเจริญรุ่งเรืองให้แก่ผู้กระทำการบูชานั้น ดังเช่น พระคาถาตอนหนึ่งที่พระภิกษุสวดให้พรว่า อภิวาทนสีลิสฺส นิจฺจํ วุฑฺฒาปจายิโน จตฺตาโร ธมฺมา วฑฺฒนฺติ อายุ วณฺโณ สุขํ พลํ ซึ่งอธิบายความหมายได้ว่า ธรรม ๔ ประการ คือ อายุ วรรณะ สุขะ พละ ย่อมเจริญแก่บุคคลผู้กราบไหว้เป็นปกติ และย่อมเจริญแก่ผู้อ่อนน้อมต่อท่านผู้เจริญด้วยคุณอยู่เป็นนิตย์ มหาวิหารพระมงคลเทพมุนี สำหรับสถานที่ ที่จะประดิษฐานรูปหล่อทองคำหลวงปู่วัดปากน้ำฯ นั้น คณะศิษยานุศิษย์ทั้งภายในและต่างประเทศ ได้พร้อมใจกันสถาปนามหาวิหารพระมงคลเทพมุนี อันเป็นมหาวิหารลักษณะคล้ายโดมครึ่งทรงกลม ภายในเป็นห้องโถงขนาดใหญ่ ตรงกลางจะเป็นที่อัญเชิญรูปหล่อทองคำหลวงปู่ฯ ขึ้นประดิษฐานเพื่อจะให้เป็นที่มาสักการบูชาของสาธุชนทั่วไป และผู้ที่มากราบไหว้ก็จะได้ระลึกถึงความสำคัญและคุณธรรมของท่าน นอกจากนี้ยังเป็นที่แสดงประวัติและเรื่องราวของหลวงปู่วัดปากน้ำฯ ตั้งแต่ปฐมวัย มัชฌิมวัยและปัจฉิมวัย และเป็นที่เก็บบันทึกประวัติ "ครูผู้สืบสายธรรมและผู้สืบทอดวิชชาธรรมกาย" ต่อเนื่องมาจนกระทั่งเป็น "ศูนย์กลางธรรมกายแห่งโลก" และมหาวิหารพระมงคลเทพมุนีนี้ จะเป็นพุทธสถานอันศักดิ์สิทธิ์ที่สาธุชนทั่วโลกมาศึกษาและปฏิบัติธรรม เพื่อการเข้าถึงธรรมกาย โดยมิได้แบ่งแยก เชื้อชาติ ศาสนา ภาษา หรือเผ่าพันธุ์ และจะเป็นการกระตุ้นเตือนจิตสำนึกของชาวโลก ให้หันกลับมาแสวงหาพระสัทธรรมอันประเสริฐของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และรู้จักกับที่พึ่งอันประเสริฐแห่งการเข้าถึงพระรัตนตรัยภายใน อันเป็นสรณะที่แท้จริงที่มีอยู่ภายในตัวของมนุษย์ทุก ๆ คนและจะขยายสันติภาพสู่ชาวโลก ด้วยการประพฤติปฏิบัติธรรมให้เข้าถึงสันติสุขได้ภายในตน เส้นทางมหาปูชนียาจารย์ พระมงคลเทพมุนี(สด จนฺทสโร) มหาปูชนียาจารย์ ผู้ค้นพบวิชชาธรรมกาย เราลูกหลานหลวงปู่ทั้งหลายควรศึกษาและเรียนรู้ประวัติบุญบารมีของหลวงปู่ เพื่อจะได้นำแบบอย่างคุณธรรมของท่านมาเป็นกำลังใจ เป็นแบบแผนในการดำเนินชีวิต สร้างบุญบารมีให้แก่ตนเองได้อย่างเต็มที่ อีกทั้งเป็นการแสดงความกตัญญูกตเวทิตาสืบสานมโนปณิธานอันยิ่งใหญ่ของมหาปูชนียาจารย์ ที่จะเผยแผ่วิชชาธรรมกายไปทั่วโลก เพื่อสร้างสันติสุขอันไพบูลย์ ให้เกิดขึ้นแก่มวลมนุษยชาติ ๑. บ้านเกิด อนุสรณ์สถาน พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี หลวงปู่เกิดเมื่อวันศุกร์ แรม ๖ ค่ำ เดือน ๑๑ ปีวอก (๑๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๒๓) บ้านเกิดของหลวงปู่เป็นเรือนไม้ ตั้งอยู่บนแผ่นดินรูปใบบัว หมู่บ้านเหนือ ตำบลสองพี่น้อง ซึ่งอยู่ริมคลองสองพี่น้อง ฝั่งตรงข้ามฟากคลองคือวัดสองพี่น้อง ซึ่งเดิมมีสะพานไม้เชื่อมข้ามคลองเดินไปมาติดต่อกันได้สะดวก ๒.สถานที่ออกบวช วัดสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี วัดสองพี่น้องนี้ ตั้งอยู่ริมคลองสองพี่น้อง อยู่ในท้องที่ตำบลต้นตาล อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี หลวงปู่ได้เรียนหนังสือเป็นครั้งแรกเมื่ออายุ ๙ ปี ที่วัดสองพี่น้อง โดยมีโยมน้าชายของท่านบวชเป็นพระภิกษุจำพรรษาอยู่ โยมหญิงของท่านจึงส่งตัวท่านเข้าไปเรียนหนังสือปฐม ก.กาที่วัดนี้ เนื่องจากเป็นวัดอยู่ใกล้บ้าน ท่านจึงเดินบนสะพานไม้ข้ามคลองสองพี่น้องไปเรียนหนังสือ ๓. สถานที่บรรลุธรรม วัดโบสถ์บน (วัดบางคูเวียง) ตั้งอยู่ริมคลองบางกอกน้อย ตำบลบางคูเวียง อำเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรี ในกลางพรรษาที่ ๑๒ หลวงปู่ได้บรรลุธรรม เมื่อวันเพ็ญขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๐ พ.ศ. ๒๔๖๐ ณ พระอุโบสถวัดบางคูเวียง ปัจจุบันพระอุโบสถหลังนี้ได้รับการบูรณะปฏิสังขรณ์ ๔. สถานที่เผยแผ่วิชชาธรรมกายครั้งแรก วัดบางปลา อำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม เมื่อหลวงปู่ได้บรรลุธรรมแล้ว ภาพวัดบางปลาปรากฏแก่ท่านในขณะเจริญพระกรรมมัฏฐาน เมื่อออกพรรษารับกฐินแล้วก็ลาท่านเจ้าอาวาสไปพักอยู่ที่วัดบางปลา เพื่อไปดำเนินการสอนธรรมะที่ท่านได้รู้ได้เห็นนั้นเป็นครั้งแรก หลวงปู่ทำการสอนธรรมะอยู่ ๔ เดือน มีพระภิกษุที่เจริญรอยตามเข้าถึงธรรมกายได้ ๓ รูป และคฤหัสถ์อีก ๔ คน ๕. สถานที่ปักหลัก เผยแผ่วิชชาธรรมกาย วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ธนบุรี ในพรรษาที่ ๑๓ หลวงปู่ได้เดินทางไปพักที่วัดประตูสาร จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นเวลา ๔ เดือน หลังจากนั้นหลวงปู่ก็กลับไปศึกษาปริยัติธรรม ณ สำนักวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามอีกครั้งจากนั้นได้ไปอยู่ที่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ และเป็นเจ้าอาวาส จนกระทั่งมรณภาพ เมื่อวันที่ ๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๐๒ วัดพระธรรมกาย จังหวัดปทุมธานี วัดพระธรรมกายตั้งอยู่ที่ ตำบลคลองสาม อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี โดยมีคุณยายอาจารย์อุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง เป็นผู้ให้กำเนิดวัดพระธรรมกาย ซึ่งเป็นศิษย์เอกของหลวงปู่วัดปากน้ำ วัดพระธรรมกายแห่งนี้มีรูปหล่อหลวงปู่วัดปากน้ำเป็นทองคำบริสุทธิ์ขนาดหนึ่งเท่าครึ่งขององค์จริง โดยการนำของพระราชภาวนาวิสุทธิ์ ได้รวบรวมศิษยานุศิษย์ของหลวงปู่ วัดปากน้ำ และสาธุชนทั่วไป หล่อรูปเหมือนท่านขึ้นเมื่อปี พ.ศ.๒๕๓๗ กายธรรมควรเทิดไว้ ในใจ เป็นสรณะภายใน เที่ยงแท้ กว่านี้ บ่ มีใด เทียบได้ น้อมนบท่านไว้แล ค่ำเช้าสุขเสมอ หยุด ใจนิ่งสนิทไว้ กลางกาย เป็น จุดสำคัญหมาย สู่เป้า ตัว สมมุติถูกมลาย สลายหมด สำเร็จ พระพุทธเจ้า เสด็จเข้านิพพานเกษม หลักฐานวิชชาธรรมกาย คำว่า "ธรรมกาย" (ธมฺมกาย) นี้มีปรากฏอยู่ในที่ต่างๆ หลายแห่ง ทั้งในพระไตรปิฎก และในคัมภีร์ต่างๆ ธรรมกาย ในพระไตรปิฎก ปรากฏอยู่ในหลายแห่ง ดังนี้ แห่งที่ ๑ อยู่ในพระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค ความว่า ตถาคตสฺส เหตํ วาเสฏฺา อธิวจนํ ธมฺมกาโย อิติปิ พฺรหฺมกาโย อิติปิ ธมฺมภูโต อิติปิ พฺรหฺมภูโต อิติปิฯ (ดูก่อน วาเสฎฐะและภารทวาชะ คำว่าธรรมกายก็ดี พรหมกายก็ดี ธรรมภูตก็ดี พรหมภูตก็ดี นี้แหละเป็นชื่อของตถาคต) แห่งที่ ๒ อยู่ในพระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน โสภิตวรรค ที่ ๑๔ ความว่า ธมฺมกายญฺจ ทีเปนฺติ เกวลํ รตนากรํ วิโกเปตุํ น สกฺโกนฺติ โก ทิสฺวา นปฺปสีทติฯ (ชนทั้งหลายไม่สามารถกำจัดพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ใดผู้ทรงแสดงธรรมกายและผู้เป็นบ่อเกิดแห่งพระรัตนตรัยอย่างเดียวได้ ใครเล่าเห็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้นแล้วจะไม่เลื่อมใส) แห่งที่ ๓ อยู่ในพระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน พุทธวรรค ที่ ๑ ความว่า ภวนฺติ ปจฺเจกชินา สยมฺภู หนฺตธมฺมา พหุธมฺมกายา (นักปราชญ์เหล่านั้นย่อมเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า ผู้สยมภู ทรงเป็นผู้มีธรรมใหญ่ธรรมกายมาก) แห่งที่ ๔ อยู่ในพระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เอกุโปสถ วรรคที่ ๒ ความว่า สํวทฺธิโตยํ สุคต รูปกาโย มยา ตว อานนฺทิโย ธมฺมกาโย มม สํวทฺธิโต ตยาฯ (ข้าแต่พระสุคตเจ้า รูปกายของพระองค์นี้อันหม่อมฉันทำให้เจริญเติบโตแล้ว พระธรรมกายอันน่ารื่นรมย์ของหม่อมฉัน พระองค์ทำให้เติบโตแล้ว) หลักฐานธรรมกายที่ปรากฏอยู่ในคัมภีร์อื่น ๆ -ในอรรถกถา มีปรากฏอยู่ ๒๕ อรรถกถา -ในฎีกาพระวินัยที่ชื่อว่า "สารัตถทีปนี"กล่าวถึง "ธรรมกาย" ในฉบับภาษาบาลีอยู่ประมาณ ๖ แห่ง -ในคัมภีร์วิสุทธิมรรค กล่าวถึง "ธรรมกาย"อยู่ ๒ แห่ง -ในคัมภีร์มิลินทปัญหา กล่าวถึงธรรมกายอยู่ ๑ แห่ง -ในหนังสือ "ประชุมศิลาจารึก ภาคที่ ๓" กล่าวว่า ในศิลาจารึกหลักที่ ๕๔ พ.ศ. ๒๐๙๒ ที่จารึกไว้เป็นภาษาไทยและมคธ มีข้อความกล่าวถึงเรื่องราวของพระธรรมกายเอาไว้ -ในหนังสือ "ปฐมสมโพธิกถา" ได้กล่าวไว้อย่างชัดเจนว่า พระอุปคุตต์เห็นพระธรรมกายนั่นคือ พระธรรมกายนั้นสามารถเห็นได้ ข้อความนี้เป็นเครื่องยืนยันความรู้อันเกิดจากการปฏิบัติธรรมของพระเดชพระคุณพระมงคลเทพมุนีและศิษย์ของท่าน -ในจารึกลานทอง กล่าวถึง "ส่วนสูงของพระธรรมกาย" ไว้ด้วย หลักฐานนี้ยืนยันคำสอนของพระเดชพระคุณพระมงคลเทพมุนีและศิษย์เกี่ยวกับ "การวัดมิติของพระธรรมกาย" ว่าไม่ใช่สิ่งที่นอกเหนือจากตำราแต่อย่างใด สำหรับต้นฉบับจารึกลานทองนี้ ปัจจุบันตั้งแสดงไว้ในพิพิธภัณฑ์วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ราชวรมหาวิหาร -นอกจากนี้ในคัมภีร์ฝ่ายมหายานยังมีเรื่องราวเกี่ยวกับธรรมกายอยู่มากกว่าในคัมภีร์ฝ่ายเถรวาท และในคัมภีร์เหล่านั้นมีอยู่หลายตอนที่กล่าว ตรงกันกับการค้นพบของหลวงปู่ เช่น ในคัมภีร์ศรีมาลาเทวีสีหนาทสูตรตอนหนึ่งกล่าวว่า "ธรรมกายนั้นย่อมเที่ยงแท้แน่นอนที่สุดเป็นสุขล้วนๆ เป็นตัวตนคืออัตตาที่แท้จริงบริสุทธิ์ที่สุด ผู้ใดได้เห็นธรรมกายของตถาคต ในลักษณะนี้แล้ว ย่อมถือว่าเห็นถูก" (จาก ธรรมกายในคัมภีร์เถรวาท) ความหมาย "สัมมา อรหัง" สัมมา อรหัง "สัมมา อรหัง" เป็นคำที่พระเดชพระคุณหลวงปู่วัดปากน้ำ ใช้สำหรับบริกรรมภาวนา ในการบำเพ็ญสมณธรรม ผู้ปฏิบัติธรรมนั่งสมาธิกัมมัฏฐานตามนัยของหลวงปู่ อาศัยคำภาวนานี้ บริกรรมประกอบกับน้อมนำใจมาไว้ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ เมื่อใจหยุดถูกส่วนเข้าก็จะเข้าถึงธรรมกายได้ คำว่า "สัมมา อรหัง" นี้ เป็นบทพระพุทธคุณที่เราใช้ท่องกันอยู่ประจำ "สัมมา" เป็นศัพท์ที่มีความหมายสูง แปลว่า ชอบ ในพระพุทธคุณ ๙ บท ท่านเอาศัพท์นี้เข้าคู่กับ สัมพุทโธ เป็น สัมมาสัมพุทโธ แปลว่า ผู้ตรัสรู้เองโดยชอบ นอกจากใช้ในบทพระพุทธคุณแล้ว ยังมีใช้ในองค์อริยมรรค ๘ ด้วย โดยมีคำว่า สัมมา ควบองค์มรรคอยู่ทุกข้อ เป็นสัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ เป็นต้น ส่วนศัพท์ คำว่า "อรหัง" เป็นพระพุทธคุณบทต้น แปลว่า พระพุทธ องค์ทรงเป็นพระอรหันต์ เมื่อเข้าคู่กันเป็น "สัมมา อรหัง" ก็แปลว่า พระพุทธองค์ทรงเป็นพระอรหันต์โดยชอบ คือ ถูกต้อง ไม่ผิด โดยนัยว่าบทบริกรรม สัมมา อรหัง ของหลวงปู่วัดปากน้ำ จึงมีความหมายสูงและอยู่ในขอบข่ายของพุทธานุสสติโดยแท้ พระโบราณาจารย์ทั้งหลายกล่าวว่า "สัมมา อรหัง เป็นพุทธานุสสติ มีประโยชน์ในการเจริญภาวนากัมมัฏฐานมาก" ดังที่ท่านได้อธิบายว่า "พุทธานุสสติ เป็นธรรมประการต้นที่หลวงปู่วัดปากน้ำ สนใจปฏิบัติ และสอนสานุศิษย์เป็นพิเศษ ทุกครั้งที่ปฏิบัติธรรมจะต้องตั้งใจระลึกถึงพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์ เพราะพุทธานุสสตินั้นเป็นธรรมให้จิตตื่น ให้จิตสว่าง ให้จิตมีกำลัง ให้จิตมีความกล้าที่จะปฏิบัติธรรมสืบต่อไป เป็นวิสัยอันดีของ พุทธศาสนิกชนทั่วไป ธรรมดาบุคคลเราถ้าไม่มีอะไรที่พึงยึดแล้ว จิตย่อมคอยแต่จะฟุ้งช่าน จะทำให้สงบอยู่ไม่ได้ จิตจึงต้องมีพุทธคุณยึด เมื่อมีพุทธคุณยืดแล้ว จะหลับก็ตามจะตื่นก็ตาม จิตย่อมอยู่ในการรักษาทั้งนั้น เพราะพุทธานุภาพย่อมรักษาคนที่มีสติ ระลึกถึงพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์อยู่เป็นนิตย์" ดังพุทธภาษิตว่า สุปฺปพุทฺธํ ปพุชฺฌนฺติ สทา โคตมสาวกา เยสํ ทิวา จ รตฺโต จ นิจฺจํ พุทฺธคตา สติ สติที่ไปในพระพุทธเจ้า มีแด่พระสาวกของพระโคดมเหล่าใดทั้งวันทั้งคืน พระสาวกของพระโคดมเหล่านั้น จะหลับก็ตามจะตื่นก็ตาม ชื่อว่าตื่น ตื่นแล้วด้วยดี" ธัมมปทัฏฐกถา อรรถกถาขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๔๓ หน้า ๑๗๒, มก. ความสุขที่หยุดได้ ในกลาง เป็นสุดสุขตามทาง พุทธเจ้า สะอาดสงบสว่าง พรางแผ้ว หยุดนิ่งทุกค่ำเช้า จักได้สุดธรรม บทสวดสรรเสริญพระมงคลเทพมุนี(สด จนฺทสโร) (สวดทำนองสรภัญญะ) ก้มกราบมนัสน้อม วรจอมวิช์ชาจารย์ นบองค์พระทรงญาณ ชินะบุตรชิโนดม เอกสงฆ์พระนาม "จัน- ทสโร" วิสุทธิ์สม ทวยเทพมนุษย์พรหม อภิวันทนาการ ท่านหวังวิมุตติ์พ้น ชนะกลพญามาร มุ่งสุดนฤพาน อธิญาณพระนำชัย พลีชีพถวายศาสน์ มุนินาถ ณ เพ็ญใส หยุดนิ่งสนิทใน หฤทัย ณ กลางกาย ดวงธรรมสว่างล้ำ พหุธรรมกายพราย เห็นสุดตลอดสาย วรกายวิเศษศานต์ วิชชาพระชาญเชี่ยว มนะเดี่ยวผจญมาร ปราบสิ้นกิเลสราน อภิบาลมหาชน รู้แจ้งกระจ่างจินต์ พระถวิลจะรวมพล หยุดนิ่งลุมรรคผล อนุสนธิ์พระต้นธรรม์ ยอมตายมิยอมแพ้ มนะแน่มิแปรผัน กรำศึกทุกคืนวัน สละพลันอุทิศพลี ใจท่านมิหวั่นไหว จะขยายพระศาสน์ศรี สร้างพระและคนดี คุณะมีตลอดชนม์ ด้วยเดชะสรรเสริญ สุเจริญพิพัฒน์ผล ขอพร "พระมงคล- เทพมุนี" พิชิตมาร อวยชัยมลายโศก นิรโรคลุภัยพาล สบสุขเกษมศานต์ ธนจักรพรรดิมี รู้แจ้งพระธรรมา ลุวิช์ชาพระชินสีห์ เปี่ยมบุญญบารมี สุขะสันต์นิรันดร์กาล ฯ " คนเช่นเราจะไร้เสียซึ่งปัญญา ชั่วก็รู้ ดีก็เห็น เราจะฆ่าตัวเองเพราะความปรารถนาลามกทำไม ที่เขาพูดหาว่าเราอย่างนั้น บางคนคงไม่รู้จักคำว่า ธรรมกาย มีอยู่ที่ไหน หมายเอาใคร เขาอาศัยความไม่รู้มาว่าเราผู้ตั้งใจปฏิบัติชอบ เมื่อผู้ไม่รู้ติเตียนเรา ความไม่รู้ของเขาจะลบล้างสัจธรรม ของพระพุทธศาสนาได้อย่างไร ถ้าจะลบก็ลบได้เพียงชั่วคราว ไม่ช้าดวงแก้วของพระพุทธศาสนาก็จะเปล่งรัศมี ให้ผู้มีปัญญาเห็นด้วยสายตาของตนเอง ธรรมะจะต้องชนะอธรรมเสมอ เราไม่เดือดร้อนใจ เพราะ ธรรมกาย ของพระพุทธศาสนาเป็นของแท้ ไม่ใช่ของเก๊หรือของเทียม ธรรมกายจะปรากฏเป็นของจริงแก่ผู้เข้าถึงธรรม เรื่องอย่างนี้เราไม่หวั่น เราเชื่อในคุณพระพุทธศาสนา "