คําสอนหลวงปู่ สู่โลกปัจจุบัน สารบัญ วิธีรวย ปริศนาแห่งความฝัน ความเมตตา อิสรภาพที่แท้จริง องศาที่เหมาะสมของใจกับความสุข บนโลกที่แตกต่าง ความลับไม่มีในโลก อย่าเสี่ยงดีกว่า วาจาศักดิ์สิทธิ์ สักวัน..เราจะไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย กําเนิดผู้ค้นพบวิชชาธรรมกาย เหตุการณ์ในชีวิตพระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) รูปเหมือนทองคําพระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) แหล่งศึกษาและค้นคว้าคําสอนของพระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) บรรณานุกรม คําสอนหลวงปู่เป็นสัจวาจาและเป็นอมตะเหมาะกับทุกยุค ทุกสมัย อีกทั้งยังสามารถนําไปใช้ได้กับทุกๆ คน คําสอนในเล่มนี้ ผู้เขียนได้คัดลอกมาเพียงบางส่วน เพื่อเป็นตัวอย่างให้ผู้อ่านได้มี โอกาสศึกษาคําสอนของท่าน อย่างไรก็ตามการอ่านคําสอนของท่านเป็นเพียงจุดเริ่มต้นที่จะนําไปสู่ความเข้าใจเรื่องราวความเป็นจริงของชีวิตได้ในระดับหนึ่งเท่านั้น ถ้าจะให้เข้าใจได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นต้องปฏิบัติตามคําสอนที่ท่านสรุปไว้สั้นๆ ว่า “หยุดเป็นตัวสําเร็จ” ผู้ใดน้อมรับคําสอนของท่านไปปฏิบัติ จะทราบได้ด้วยตนเองว่า ได้มอบสิ่งที่ล้ำค่าที่สุดให้กับตนเองแล้วอนุโมทนาบุญกับผู้อ่านทุกท่านค่ะ มาตา ๑๐ ตุลาคม ๒๕๕๑ วิธีรวย “...ในโลกมนุษย์ถ้าเรามีบุญเสียแล้วจะค้าขายก็ร่ำรวยจะทํางานทํากิจการอะไรก็เจริญ จะหาทรัพย์สมบัติก็ได้คล่องสะดวกสบายไม่ติดขัดแต่ประการใด...” ผลจากการจัดอันดับอภิมหาเศรษฐีโลกประจําปี พ.ศ.๒๕๕๑ โดย “ฟอร์บส์” นิตยสารด้านการเงินของสหรัฐอเมริกา ปรากฏว่า นายวอร์เรน บัฟเฟตต์ นักลงทุนการเงินชื่อดัง ชาวสหรัฐ วัย ๗๗ ปี ได้ตําแหน่งมหาเศรษฐีอันดับ ๑ ด้วยมูลค่าทรัพย์สินถึง ๖๒ พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ ๒ ล้านล้านบาท) ส่วนแชมป์เก่า ๑๓ ปีซ้อน นายบิล เกตส์ ตกลงมา อยู่อันดับที่ ๓ ปีนี้มีผู้ติดอันดับอภิมหาเศรษฐีโลกทั้งหมด ๑,๑๒๕ คน จากประชากรโลก ๖.๗ พันล้านคน โดยมีเศรษฐีจากสหรัฐอเมริกาติดอันดับมากที่สุด และมีคนไทยติดอันดับ ๓ คน ส่วนอันดับอภิมหายาจกโลกนั้น ยังไม่ได้ยินข่าวว่ามี นิตยสารใดจัดอันดับ เป็นไปได้หรือไม่ว่า อภิมหายาจกของโลกมี ปริมาณมากมายจนจัดอันดับไม่ไหว หรือว่ายังไม่มีมาตราใดที่วัด ปริมาณความจนได้อย่างแม่นยําว่าใครจนมากกว่ากัน หรือยัง ไม่มีหน่วยวัดความหิว ว่าคนที่อดอยากหิวโหยสุดยอดต่อเนื่องยาวนาน พันคนแรกของโลกเป็นใคร เรื่องความรวยความจนของมนุษย์นี้ พระเดชพระคุณหลวงปู่ ท่านก็เคยกล่าวไว้ว่า ขึ้นอยู่กับบุญ ดังนี้ “...ในมนุษย์โลกถ้าเรามีบุญเสียแล้วจะค้าขายก็รํารวย จะทํางานทํากิจการอะไรก็เจริญ จะหาทรัพย์สมบัติก็ได้คล่องสะดวก สบายไม่ติดขัดแต่ประการได ถ้าว่าไม่มีบุญจะทําอะไรก็ติดขัดไปเสียทุกอย่างทุกประการ ดังนั้น จึงได้ชักชวนพวกเราให้มาทําบุญ ทํากุศลเสีย จะได้เลิกจนเลิกทุกข์ยากลําบากเสียที..” และท่านก็บอกวิธีรวยไว้ด้วย คือ ให้ทําทาน รักษาศีลให้บริสุทธิ์ และเจริญสมาธิภาวนาให้ใจหยุดใจนิ่ง ดังนี้ ทาน: “...ทานการให้นี่เป็นนโยบายของบัณฑิตทั้งหลาย แต่ไหนแต่ไรมา คนมีปัญญาแล้วก็ต้องให้ทาน ถ้าคนโง่แล้วเห็นว่า สิ้นไปหมดไป ถ้าว่าคนมีปัญญาแล้วเห็นว่ายิ่งให้ยิ่งมียกใหญ่...” ศีล: “...เราครองเรือนก็เหมือนกัน เสียทรัพย์เสียไป ศีล อย่าให้เสีย ต้องรักษาไว้ ศีลเป็นสิ่งสร้างทรัพย์ เจ้าทรัพย์เสีย ถ้าว่ามีศีลละก็ ได้ชื่อว่า เป็นคนดี คนบริสุทธิ์ แล้วเป็นเจ้าทรัพย์ ทรัพย์ดึงดูดในโลกให้มาหา ไม่ต้องเดือดร้อนอะไร ให้บริสุทธิ์จริงๆนะ…” ภาวนา: “...ถ้าว่าจิตหยุดเสียได้ละก็ เขมํ ทีเดียว เกษม ผ่องใสเหมือนอย่างกับกระจกคันฉ่องส่องเงาหน้าทีเดียว ...ถ้าจิตหยุดเช่นนั้นเสียแล้วละก็ เงินน่ะไม่ต้องหายากหาลําบากแต่ อย่างไรหรอก ถ้าจิตผ่องใสขนาดนั้นแล้ว ไม่ต้องทํางานอะไร มากมายไปหรอก มันไหลเข้ามาเองนะ เงินน่ะไม่เดือดร้อน...” ตัวท่านเองรักการทําบุญทํากุศลเป็นชีวิตจิตใจ จะเห็นได้จากประวัติชีวิตของท่านที่เปี่ยมไปด้วยบุญกุศล และท่านก็เคย กล่าวไว้ว่า “ …สมภารวัดปากน้ำนะสมภารแก่แล้ว อายุ ๗๑ แล้วนะ ...ต้องการบุญกุศลเท่านั้นแหละ อยู่ที่ไหนก็ให้ทาน บริจาคทานไป ไม่ทําอะไรก็สอนหนังสือหนังหาไป สงเคราะห์อนุเคราะห์กุลบุตรไปอย่างนี้แหละ..” การทําทานให้ได้บุญเต็มเปี่ยม ผู้ทําต้องปีติในทาน ยิ่งปิติมากก็ยิ่งได้บุญมาก จํานวนชาติที่บุญตามส่งผลก็จะมากขึ้น ดังนั้น ไม่ว่าจะทําทานมากน้อยเพียงใด ก็ขอให้ทําใจให้ปีติมากๆ เพราะทานที่เราทําในแต่ละครั้งมีอานิสงส์มากมายเกินกว่าคนธรรมดา สามัญจะคาดคิดได้ ดังคําสอนของพระเดชพระคุณหลวงปู่ ที่ว่า “...ถ้าให้แก่คนเลวทรามมนุษย์พรานเบ็ดหรือพรานแห ผู้มีมือชุ่มไปด้วยโลหิตใจอํามหิต บาปหยาบช้า ให้อาหารเพียงอิ่มเดียว เจ้าของทานผู้ให้อาหารแก่คนเช่นนั้นย่อมได้รับอานิสงส์ คือ อายุ วรรณะ สุขะ พละ ปฏิภาณะ ตามสนองไปทุกภพทุกชาติ...” การให้ทานแก่มนุษย์ที่มือชุ่มไปด้วยโลหิต เป็นคนใจบาปหยาบช้า ยังได้บุญถึงขนาดนี้ ถ้าเราทําบุญถูกเนื้อนาบุญอันเลิศ จะได้บุญมากขนาดไหน นอกจากนี้ในสมัยที่พระเดชพระคุณหลวงปู่ท่านยังมีชีวิตอยู่ ถ้าใครมาบําเพ็ญทานที่วัดปากน้ำ ท่านจะเมตตาคํานวณบุญให้ และบอกกล่าวกันเดี๋ยวนั้นเลยว่าทําบุญวันนี้ได้บุญไปเท่าไร ซึ่งสร้างความปลื้มปีติให้แก่ญาติโยมเป็นยิ่งนัก “...วันนี้นะไม่ใช่ได้นิดๆ หน่อยๆ มาทอดผ้าป่านี้นะ คนหนึ่งๆนั้นวัดเส้นผ่าศูนย์กลางขนาด ๑,๐๐๐ วา เป็นดวงใสขนาดพันวา เขามีธรรมกาย เขาเห็นทั้งนั้นแหละ ขนาดพันวา วัดเส้นผ่าศูนย์กลางขนาดพันวา กลมรอบตัวเรียบเหมือนหน้ากระจกเชียว นั่นแหละบุญมาติดอยู่กลางตัวทุกคนๆ แต่หย่อนบ้าง บางคนก็ถึง ๙๐๐ วา บางคนก็ถึง ๘๐๐ วา ๗๐๐ วา ๖๐๐ วา ๕๐๐ วา ต้องได้ทุกคนเหมือนกันหมด แบบเดียวกันหมดทีเดียว ความจริงเป็นอย่างนี้...” ยุคนี้คนรวยมีไม่มาก จึงไม่ยากที่จะจัดอันดับอภิมหาเศรษฐีโลก แต่ถ้าเมื่อไรมนุษย์หันมาทําทาน รักษาศีล เจริญสมาธิ ภาวนากันมากๆ จนเป็นกิจวัตร อีกไม่นานยุคของ คนหล่อ สวย รวย ฉลาด ก็จะบังเกิดขึ้น เมื่อถึงเวลานั้น การจัดอันดับคนรวย คงยากพอๆกับการจัดอันดับอภิมหายาจกในปัจจุบัน ในทางกลับกัน การจัดอันดับอภิมหายาจกโลกคงไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป เพราะจํานวนคนยากจนคงเหลือไม่กี่เปอร์เซ็นต์ของพลเมืองโลก แต่ที่แน่ๆใครทําบุญกับพระเดชพระคุณหลวงปู่ทั้งตอนที่ท่านมีชีวิตอยู่ หรือมรณภาพไปแล้วหมดสิทธิ์ติดอันดับยาจกใดๆ กับเขาอย่างแน่นอน ปริศนาแห่งความฝัน “...กายมนุษย์นี่แหละ เวลานอนหลับฝันไปก็ได้ พอฝันออกไปอีกกายหนึ่งเขาเรียกว่า กายมนุษย์ละเอียด...” ในปัจจุบันนี้ แม้วิทยาการจะก้าวรุดหน้าไปมาก มนุษย์สามารถรู้เรื่องราวเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ รอบตัวได้มากมาย แต่ก็ยังมีอีกหลายสิ่งที่เป็นปริศนาในใจของมนุษย์ เป็นต้นว่า ความฝัน แม้เราทุกคนจะเคยฝันกันมาแล้วทั้งนั้น แต่เราก็ยังมีคําถามเรื่องความฝันอยู่มากมาย เช่น ความฝันเกิดจากอะไรทําไมเหตุการณ์ในฝันถึงกลายเป็นความจริงขึ้นมา? ฝันช่วยแก้ ปัญหาได้จริงหรือ? สัตว์ฝันได้หรือไม่? เป็นต้น ที่ผ่านมามีทฤษฎีมากมายที่พยายามอธิบายเรื่องความฝัน สําหรับพระเดชพระคุณหลวงปู่ท่านกล่าวถึงความฝันไว้ว่า “ กายมนุษย์นี่แหละเวลานอนหลับฝันไปก็ได้ พอฝันออกไปอีกกายหนึ่ง เขาเรียกว่า กายมนุษย์ละเอียด นี่รู้จักกันทุกคนเชียวกายนี้ เพราะเคยนอนฝันทุกคน รูปพรรณสัณฐานเป็นอย่างไร เป็นเหมือนมนุษย์คนนี้แหละ คนที่ฝันนี่แหละ ..” พระเดชพระคุณหลวงปู่ท่านกล่าวว่า เราจะรู้จักพบปะ เจอะเจอกับกายละเอียดได้ เมื่อเราทําสมาธิและสามารถทําใจให้หยุดนิ่งได้ถูกส่วน พอจิตดําเนินเข้าสู่เส้นทางสายกลาง ณ ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ก็จะเข้าไปถึงกายมนุษย์ละเอียด และรู้ว่ากายมนุษย์ละเอียดนี่เองที่ฝันออกไป ถ้าเราเจอกายมนุษย์ละเอียดแล้ว จะใช้ให้ไปที่ไหนก็ได้ เช่น ให้ฝันไปเมืองเพชร ไปอรัญประเทศ ไปพระธาตุพนม ไปเชียงใหม่ ปรากฏว่า เพียงแค่นาทีเดียว กายละเอียดก็ไปยังสถานที่ต่างๆ เหล่านี้ แล้วกลับมาเล่าให้ฟังได้ ฝันแบบนี้ไม่เหมือนนอนหลับฝัน ท่านกล่าวว่า “...ฝันทั้งๆ ที่ตื่น ไม่ใช่ฝันหลับๆ ฝันอย่างนี้ประเดี๋ยวเดียว ได้หลายเรื่อง ถ้าหลับฝันนานนักกว่าจะได้สักเรื่องหนึ่ง...” “ถ้าเราเข้าถึงกายมนุษย์ละเอียด เราก็จะฉลาดกว่าคนชั้นหนึ่ง เพราะมนุษย์รู้เรื่องหยาบๆ เราเข้าถึงกายมนุษย์ละเอียด เราจึงรู้เรื่องได้ละเอียดกว่า เรื่องลี้ลับอะไรเรารู้หมด เราไปตรวจ ดูได้หมดทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นกลางวันหรือกลางคืน...ฝันไปเรื่อย ตรวจดูทุกๆ คน ถ้าฝันตื่นๆ ได้อย่างนี้สนุกแน่..” การที่มนุษย์นอนหลับฝันโดยทั่วไปเกิดขึ้นได้ ๒ แบบ คือ แบบกายละเอียดไม่ได้หลุดจากกายหยาบ เช่น เกิดจาก ธาตุวิปริต จิตนิวรณ์ ผู้ฝันจะฝันเพ้อเจ้อไปเรื่อย แบบกายละเอียดหลุดออกจากกายหยาบไปทําหน้าที่ฝัน ก็จะไปพบผู้คนและเหตุการณ์ต่างๆ แล้วนํากลับมาถ่ายทอดข้อมูลให้กายมนุษย์หยาบทราบ ทําไมเหตุการณ์ในฝันถึงกลายเป็นความจริงขึ้นมา? หลายๆ คนคงเคยได้ยินหรือได้ประสบกับตัวเองว่า ฝันกลายเป็นจริงได้ ในที่นี้จะขอยกตัวอย่างของบุคคลที่มีชื่อเสียง คือ อับราฮัม ลินคอล์น ประธานาธิบดี คนที่ ๑๖ ของสหรัฐอเมริกา ผู้ปลดแอกทาสผิวดํา ท่านถูกยิงตายเมื่อ ๑๔ เมษายน ค.ศ. ๑๘๖๕ ก่อนถูกยิง ๑๐ วัน ท่านฝันว่า เห็นคนร้องไห้ และพบศพใส่หีบตั้งไว้ มีทหารยืนเฝ้าอยู่ เมื่อท่านถามว่าใครตาย ทหารตอบว่า ท่านประธานาธิบดีถูกผู้ร้ายฆ่าตาย กรณีนี้น่าจะเป็นการฝันแบบที่สอง คือ กายละเอียดหลุดออกจากกายหยาบไปทําหน้าที่ฝันแล้วนํามาเล่าให้กายมนุษย์หยาบฟัง ฝันช่วยแก้ปัญหาได้จริงหรือ? เรื่องนี้ มีตัวอย่างของนักวิทยาศาสตร์ที่ค้นพบความจริงขณะนอนหลับ ไม่ใช่พบในห้องทดลอง เรื่องมีอยู่ว่า ฟรีดดริก เอากุสต์ เคดูเล นักเคมีชาวเยอรมัน ฝันว่าโมเลกุลของเบนซีน กําลังหมุนเป็นวงกลมเหมือนงูกินหาง เขาจึงสร้างความคิดรวบยอด เกี่ยวกับคาร์บอนหกอะตอมจับตัวกันในลักษณะวงแหวนของ เบนซีน และค้นพบสูตรโครงสร้างของเบนซินในที่สุด อีกตัวอย่างหนึ่งเป็นเรื่องของนักประดิษฐ์จักรเย็บผ้า ที่พยายามคิดค้นหาวิธีทําจักรเย็บผ้าอยู่นานแต่ไม่ประสบความสําเร็จ วันหนึ่งเขาฝันว่าอยู่ในวงล้อมของคนป่า เขาเห็นหอกทุกเล่มของคนป่ามีรูเจาะอยู่ที่ปลาย ความฝันนี้ทําให้เขาเกิดความคิดว่า รูเข็มของจักรเย็บผ้าต้องอยู่ที่ปลายเข็ม ไม่ใช่อยู่ที่โคนแบบ เข็มเย็บผ้าทั่วไป สองกรณีนี้ น่าจะเกิดขึ้นจากความฉลาดของกายมนุษย์ละเอียด ที่ฉลาดกว่าคนชั้นหนึ่ง ดังที่พระเดชพระคุณหลวงปู่ท่านบอกไว้ กายละเอียดจึงสามารถแก้ปัญหาที่มนุษย์ธรรมดาทําไม่ได้ สัตว์ฝันได้หรือไม่? นักวิจัยค้นพบว่าสัตว์ก็ฝันได้เช่นเดียวกัน เช่น แมวมักจะฝันถึงการล่าเหยื่อ ซึ่งจะสังเกตได้จากลักษณะการเคลื่อนไหวของ ขาและร่างกาย สุนัขมีการเคลื่อนไหวของช่วงขาในลักษณะของ การวิ่ง รวมถึงการเห่าในขณะที่นอนหลับ พระเดชพระคุณหลวงปู่ท่านเคยกล่าวถึงเรื่องกายละเอียดของสัตว์ไว้ว่า “...สัตว์เดรัจฉานที่เราเห็นตัวปรากฏอยู่นี่ นั่นมนุษย์แท้ๆ มนุษย์ทั้งนั้น อ้ายสัตว์เดรัจฉานน่ะ ไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานเสีย อ้ายตัวข้างในเป็นมนุษย์ทั้งทั้นแหละ อ้ายกายละเอียดข้างใน แต่ไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน น่าเกลียดน่าชังจริงนั่น เพราะทําชั่วของตัวไปเกิด มันดึงดูด อายตนะของสัตว์เดรัจฉานดึงดูด..” จากคําสอนของพระเดชพระคุณหลวงปู่ที่กล่าวว่า สัตว์มีกายละเอียดเป็นมนุษย์ ทําให้เชื่อว่าสัตว์ก็น่าจะฝันได้เช่นกัน แต่ผู้ที่จะให้ข้อสรุปปริศนาแห่งความฝันเหล่านี้ได้ดีที่สุดต้องเป็นคนที่ฝันได้ทั้งๆ ที่ยังตื่นอยู่ ที่หลวงปู่เรียกว่า “ฝันในฝัน” วิชชาธรรมกายที่พระเดชพระคุณหลวงปู่ค้นพบ นอกจาก จะเป็นหนทางอันประเสริฐสุดที่ช่วยให้มนุษยชาติหลุดพ้นจาก ความทุกข์แล้ว ยังสามารถไขปริศนาต่างๆ ในใจของชาวโลกได้ อีกมากมาย ค่าคืนนี้ ใต้ท้องฟ้าที่ระยิบระยับด้วยดวงดาว ผู้คนมากมายกําลังตกอยู่ในความฝัน แต่คนอีกส่วนหนึ่งกําลังพากเพียรที่จะ “ฝันในฝัน” ตามรอยพระเดชพระคุณหลวงปู่ คุณอยู่ในกลุ่มใด? ความเมตตา “...เมตตารักใคร่อย่างบุตรน่ะ เมตตารักใคร่อย่างไร? มีอะไรให้หมด ถ้าว่ามีนม ก็รับให้นมทีเดียว มีของอะไรให้หมดทุกสิ่งทุกอย่าง รักใคร่จริงๆ อย่างนั้น...” ลูเธอร์ เบอร์แบงก์ นักวิทยาศาสตร์ผู้เลื่องชือ ได้กล่าวไว้ว่า “เคล็ดลับของการเพาะพันธุ์พืชให้ดี นอกจากจะอาศัยความรู้ทางวิทยาศาสตร์แล้ว ยังต้องมีความเมตตาอยู่ด้วย” ขณะที่เขาทดลองทําให้กระบองเพชรไม่มีหนามอยู่นั้น ลูเธอร์ เบอร์แบงก์ มักจะพูดกับต้นกระบองเพชร เพื่อสร้างคลื่นแห่งความเมตตาว่า “พวกเธอไม่มีอะไรจะต้องกลัว พวกเธอไม่จําเป็นต้องมีหนามไว้ ป้องกันตัวอีกแล้ว ฉันจะช่วยปกป้องคุ้มครองพวกเธอเอง” ต่อมาเขาก็ประสบความสําเร็จ ในการทําให้กระบองเพชรพันธุ์ที่เขาทดลองพัฒนามาเป็นพืชไม่มีหนามได้จริงๆ ในยุคต่อๆ มา มีการทดลองเรื่องอานุภาพของความ เมตตากับพืชอีกหลายชนิด แต่ละการทดลองปรากฏผลเหมือนๆกันว่า ต้นไม้ที่ได้รับการแผ่เมตตา หรือพูดจาดีๆ ด้วยนั้น จะเจริญเติบโต สมบูรณ์แข็งแรงกว่าต้นไม้ที่ถูกดุด่าอย่างเห็นได้ชัด ถ้าเป็นไม้ดอกก็จะออกดอกมากกว่าและสวยงามกว่า เรื่องความเมตตานี้ พระเดชพระคุณหลวงปู่ท่านกล่าวไว้ว่าเป็นสิ่งที่ทรงพลังมาก แต่ถ้าจะให้มีอํานาจมากต้องตั้งจิต เมตตาต่อผู้อื่นเหมือนแม่เมตตาต่อลูก ถ้าใครทําได้ ท่านบอกว่า จะมีคนรักใคร่เมตตามากมาย “...เมตตารักใคร่อย่างบุตรน่ะ เมตตารักใคร่อย่างไร? มีอะไรให้หมด ถ้าว่ามีนม ก็รับให้นมทีเดียว มีของอะไรให้หมดทุกสิ่งทุกอย่าง รักใคร่จริงๆ อย่างนั้น...จิตดวงนี้เป็นจิตดวงสําคัญ เมื่อรู้จักใช้แล้วละก็ ใช้จําเพาะลูกของตนก็ไม่ได้ผล มีฤทธิ์นัก ถ้ารู้จักใช้ถูกส่วนแล้วละก็ มีฤทธิ์มีเดชมากมายนักนะ จะมีคนรักใคร่มากมายนับประมาณไม่ได้..” ความรักความเมตตาของแม่ที่มีต่อลูกเป็นความรักที่บริสุทธิ์ ยิ่งใหญ่ จริงใจ เปี่ยมด้วยความปรารถนาดีและมีปริมาณมากมายมหาศาล เมื่อแผ่ความเมตตาชนิดนี้ออกไป จึงได้รับความรักความเมตตากลับคืนมามหาศาลเช่นกัน ถ้าจะอธิบายเรื่องนี้ด้วยเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ ดูแล้วน่าจะสอดคล้องกับกฎข้อที่ ๓ ของนิวตัน (Sir Isaac Newton) นักฟิสิกส์ชาวอังกฤษ คือ กฎของกิริยาและปฏิกิริยา (Law of Action and Reaction) ซึ่งมีหลักการว่า “แรงที่วัตถุที่หนึ่งกระทํา ต่อวัตถุที่สอง ย่อมเท่ากับแรงที่วัตถุที่สองกระทําต่อวัตถุที่หนึ่ง แต่ทิศทางตรงข้ามกัน” (Action = Reaction) ดังตัวอย่างที่ สามารถมองเห็นได้ง่ายๆ เช่น การที่เราเอามือทุบกําแพงแล้ว เจ็บมือ แรงที่มือทุบกําแพงคือแรงกิริยา ส่วนแรงกระทําย้อนกลับจากกําแพงมาสู่มือคือแรงปฏิกิริยา ยิ่งทุบแรงเท่าไร ก็จะยิ่งเจ็บมือมากขึ้นเท่านั้น อาจมีคนแย้งว่า ฉันให้ความรักความเมตตากับบางคน มากมาย ทําไมไม่เห็นมี Reaction (ปฏิกิริยา) กลับมาเลย ทําไม? จริงๆ แล้ว ความรักความเมตตาที่เราให้กับคนอื่นนั้นส่วนใหญ่เขารับรู้ได้ แต่การที่ Reaction ไม่ค่อยจะยอมทํางานนั่นอาจเป็นเพราะรักของเราไม่มากพอ และไม่ใช่ความเมตตาที่บริสุทธิ์ จึงไม่มีอานุภาพเพียงพอ ความเมตตานอกจากจะทําให้เป็นที่รักใคร่ของผู้คนมากมายแล้ว พระเดชพระคุณหลวงปู่ยังกล่าวถึงอานุภาพของความเมตตาไว้อีกว่าช่วยให้ทํา กิจการงานต่างๆ สําเร็จโดยง่ายดาย ที่เป็นเช่นนี้เพราะใครๆ ก็เต็มใจให้ความร่วมมือ “...บุคคลผู้เจริญเมตตา พึงตั้งจิตดวงนั้นไว้ จิตดวงของ มารดาที่พร่าชีวิตแทนบุตรของตนได้น่ะ บุคคลผู้ประกอบด้วย เมตตา พึงตั้งจิตดวงนั้นไว้ ..” “...จําดวงจิตดวงนั้นไว้ นั่นแหละทําให้เป็นขึ้นเถอะ จิตดวงนั้นน่ะให้เป็นแก่มนุษย์ทั่วไปละก็ บุคคลนั้นแหละจะทําอะไรละก็ ในโลกมนุษย์สําเร็จหมด สําเร็จหมดทีเดียว จะสร้างประเทศก็สําเร็จหมด สร้างวัดสร้างวาเป็นสําเร็จหมด ใช้อย่างนั้นแหละ คนต้องมาช่วยทําให้สําเร็จทุกประการ..” แม้เราจะยังไม่สามารถทําใจให้เมตตาคนอื่นเหมือนอย่างที่แม่รักลูกได้ ซึ่งอาจเป็นเพราะเราไม่เคยเป็นแม่ หรือเพราะเหตุใดก็ตาม แต่ถ้าเรามีความรักความเมตตากับผู้อื่นอย่างจริงใจในระดับหนึ่ง เชื่อว่ามนุษย์โดยทั่วไปจะสามารถรับรู้ได้ เพราะขนาดพืชซึ่งปราศจากจิตใจยังสามารถรับกระแสความเมตตาได้ เคล็ดลับการเพาะพันธุ์พืชของเบอร์แบงก์ต้องอาศัยทั้ง ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และความเมตตา ส่วนเคล็ดลับของการเป็นที่รัก นอกจากจะอาศัยความรู้เรื่องความเมตตาที่ พระเดชพระคุณหลวงปู่ท่านให้ไว้แล้ว ยังต้องอาศัยความจริงใจเป็นพื้นฐานด้วย อิสรภาพที่แท้จริง “...เมื่อไปถึงที่สุดของตัวได้ละก็รักษาตัวได้เป็นอิสระ ไม่มีใครมาบังคับบัญชา...” คําว่า “อิสรภาพ” (Autonomy) พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๒ ให้ความหมายไว้ว่า หมายถึง ความเป็นใหญ่, ความเป็นไทแก่ตัว, การปกครองตนเอง อิสรภาพ เป็นสิ่งที่มนุษย์ทั้งหลายล้วนปรารถนา ไม่มีใคร อยากถูกลิดรอนอิสรภาพ ดังจะเห็นได้จากผู้ที่ตกเป็นผู้ต้องหาหรือจําเลย ยังต้องดิ้นรนทุกวิถีทางเพื่อหาทางประกันตัว ไม่อยากถูกคุมขังแม้เพียงคืนเดียว จนทําให้ในปัจจุบันมีการ ประกันภัยชนิดหนึ่งเกิดขึ้น เพื่อเป็นทางเลือกและให้ความสะดวกแก่ประชาชน ชื่อว่า “การประกันภัยอิสรภาพ” ซึ่งผู้เอาประกัน สามารถใช้หนังสือรับรองจากบริษัทประกันมายี่นแก่เจ้าพนักงาน เพื่อใช้ประกันตัวได้ โดยไม่ต้องใช้หลักทรัพย์อื่นใด ที่จริงแล้วถึงแม้เราจะไม่ได้ถูกคุมขังอยู่ที่สถานีตํารวจ หรือในเรือนจําก็ตาม อิสรภาพที่แท้จริงใดๆ สําหรับเราก็ไม่เคยมีอยู่จริง เพราะไม่มีใครเลยที่สามารถปกครองตนเองได้อย่างแท้จริง เรายังไม่สามารถเอาชนะความแก่ ความเจ็บ ความตาย ที่ทําให้เรามีความทุกข์ได้ ความแก่ ความเจ็บ ความตายไม่เคยละเว้นใคร จะใช้หลักทรัพย์ไปไถ่ถอนตัวออกมาจากความแก่ ความเจ็บ ความตาย ก็ไม่ได้ ที่สําคัญมนุษย์โดยทั่วไปไม่รู้ด้วยซ้ำว่า ศัตรูที่แท้จริงที่ส่งความแก่ ความเจ็บ ความตายมาให้ คือใคร อยู่ที่ไหน หน้าตาเป็นอย่างไร เรื่องนี้ พระเดชพระคุณหลวงปู่ท่านกล่าวไว้ว่า ความเดือดร้อนใดๆ ในชีวิต ล้วนเกิดจาก “...มารส่งฤทธิ์ ส่งเดช ส่งอํานาจ ส่งวิชชาที่ศักดิ์สิทธิ์มาบังคับ บังคับบัญชาให้เป็นไป...” “...พญามารมาบังคับใช้สอยเป็นบ่าวเป็นทาสเขา เขาจะใช้ทําอะไรทําได้ ให้ด่า ให้ตี ให้ชก ให้ฆ่า ให้ฟันแทงใครก็ได้ มารบังคับ มันบังคับได้อย่างนี้เชียวนะ ให้เป็นบ่าวเป็นทาสเขา ให้เลวทรามต่ำช้า ให้เป็นคนจน อนาถาติดขัดทุกสิ่งทุกอย่าง... ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะตัวไม่ยินดีสละในตัว เพราะตัวไม่เป็นใหญ่ในตัว เพราะตัวไม่รู้จักที่สุดของตัว...” “...เหมือนความแก่ดังนี้ เราไม่ปรารถนาเลย เขาก็ส่ง ความแก่มาให้ เราก็ต้องรบอ้ายความแก่นั้นแหละ ความเจ็บล่ะ เราไม่ปรารถนาความเจ็บ เขาก็ส่งความเจ็บมาให้ ความตายล่ะ เราไม่ปรารถนาเลย เขาก็ส่งความตายมาให้ เพราะเหตุไร เพราะเหตุว่าตัวเองไม่เป็นใหญ่ด้วยตัวของตัวเอง คนอื่นเขามา ปกครอง...” แต่ถ้าใครได้ศึกษาวิชชาธรรมกาย ก็จะสามารถเห็นผู้ที่ คอยบังคับบัญชาปกครองมนุษย์อยู่ ดังคํากล่าวของท่านที่ว่า “...มารปล่อยสายมาปกครองมนุษย์ มนุษย์ตกเป็นบ่าวเป็น ทาสของโลภะ โทสะ โมหะ (ผลที่ได้คือความเสียหาย) มีแก่ มีเจ็บ มีตาย เช่น *สงครามที่แล้วมาเกิดจากโลภะ คือ ความโลภเป็นเหตุให้คนเจ็บ คนตาย ลูกชายหญิงมีความหลง โมหะ ว่าตัวเก่งแล้ว พ่อแม่ ว่าไม่ได้ มีโทสะ โมโห โต้เถียงไม่กลัวเกรง ที่เป็นเช่นนี้เพราะนาย โลภะ โทสะ โมหะ เขาปกครอง เขาสั่งให้ทําเช่นนั้น เอาบ้านเมืองมาล่อ เอาความเจ็บความตายมาให้ ปราบมารเหล่านี้เสียได้ มนุษย์จะได้อยู่เป็นสุข มารเหมือนผีเที่ยวสิง บังคับให้เป็นไปตามคําสั่งของเขา เราต้องเข้าวิชชาธรรมกายจึงรู้เห็นหมด..” สําหรับผู้ที่ปรารถนาอิสรภาพ พระเดชพระคุณหลวงปู่ได้ ชี้ทางเอาไว้ดังนี้ “...ให้เอาใจจรดจี้ตัวของตัว กลับให้เข้าถึงกายทิพย์ให้ได้ ว่ากายที่สุดของตนอยู่ที่ไหน เมื่อไปถึงที่สุดของตัวได้ละก็ รักษาตัวได้เป็นอิสระ ไม่มีใครมาบังคับบัญชา ถ้ายังไม่ถึงที่สุดของตัวแล้ว หวานเลย เขาจะต้องบังคับบัญชาแกท่าเดียวเท่านั้นแหละแกจะต้องเป็นบ่าวเป็นทาสของเขา...” *สงครามที่แล้วมา หมายถึง สงครามโลกครั้งที่ ๒ “ …เมื่อปรากฏรู้ตัวว่าเป็นทาสพญามารอยู่เช่นนี้ ก็ต้องช่วย รีบเปลื้องตัว ต้องรีบพยายามแก้ตัว ถ้ารีบพยายามแก้ตัวให้พ้นไปเสียได้ ก็จะไม่ต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตาย ..” อันที่จริงแล้ว กรงที่คุมขังมนุษย์และสรรพสัตว์แต่ละชีวิตนั้น มีหลายกรง หลายขนาด หลายรูปแบบ หลายมิติ และมีอยู่ทุกหนทุกแห่ง ทั้งที่มองเห็นและมองไม่เห็น แต่..ขึ้นชื่อว่ากรง ไม่ว่าชนิดใดก็ตาม ล้วนทําให้เราขาดความเป็นตัวของตัวเอง ล้วนแต่ยึดเอาอิสรภาพของเราไปหยิบยื่นความทุกข์และความอึดอัดขัดใจมาให้เราทั้งสิ้น ถ้าหากเรามีความตั้งใจจริงที่จะปลดปล่อยตนเองไปสู่หนทางแห่งอิสรภาพ เราก็ทําได้ด้วยการทําสมาธิภาวนา ดําเนินจิตเข้าสู่หนทางภายใน ตามคําสอนของพระเดชพระคุณหลวงปู่ สักวันหนึ่งเราก็จะหลุดพันจากพันธนาการของพญามาร ซึ่งใช้โลภะ โทสะ โมหะ มาคุมขังเรา บังคับเราให้ทําตามอํานาจของกิเลส ทําให้เราต้องทนทุกข์ทรมานมาเนิ่นนานและเป็นวัฏจักร ที่มิรู้จบสิ้นและวันนั้น..จะเป็นวันที่เราได้ประกันภัยอิสรภาพที่แท้จริง ให้กับตนเองตลอดไป องศาที่เหมาะสมของใจกับความสุข “...หยุดได้เวลาใดก็เป็นมงคลเวลานั้น ถ้าหยุดไม่ได้เวลาใดก็เป็นอัปมงคลเวลานั้น...” มีคําเตือนจากนักวิชาการสาธารณสุขว่าการใช้ คอมพิวเตอร์อยู่เป็นประจําอาจมีผลกระทบต่อสุขภาพอย่างหนักได้ เช่น มีอาการปวดข้อนิ้ว ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อแขน หัวไหล่หรือคอ ถ้าปล่อยไว้นานอาจถึงขั้นเส้นเอ็นอักเสบ รวมทั้งอาจมี ปัญหาเรื่องสายตาอย่างหนัก จึงแนะนําให้ผู้ใช้คอมพิวเตอร์สนใจ เรื่องเหล่านี้เอาไว้บ้าง องศาที่เหมาะสมของการนั่ง แนะนําให้นั่งเก้าอี้ที่มีพนักพิง อยู่ในระดับ ๙๐-๑๒๐ องศา ความสูงของเก้าอื้อยู่ในระดับที่ เท้าวางบนพื้นได้สบายพอดี องศาที่เหมาะสมของช่วงแขน คีย์บอร์ดควรอยู่ในระดับ เดียวกันหรือตํ่ากว่าข้อศอกเล็กน้อย ประมาณ ๙๐-๑๒๐ องศา องศาที่เหมาะสมของการมอง จอภาพควรอยู่ต่ำกว่า ระดับสายตาเล็กน้อยประมาณ ๒๐ องศา ระยะในการมองควร อยู่ระหว่าง ๕๐-๗๐ ซม. และควรพักสายตาเป็นระยะๆ การดูแลเรื่องเหล่านี้จะช่วยให้ไม่เกิดผลกระทบจากการใช้คอมพิวเตอร์ ในการดําเนินชีวิตประจําวัน เราทั้งหลายก็ควรจะมีความรู้ และศิลปะในการใช้ชีวิตเช่นกัน เพื่อหลบหลีกให้พ้นจากความทุกข์ ซึ่งพระเดชพระคุณหลวงปู่ท่านให้หลักการเอาไว้ว่า ถ้าต้องการ จะดับทุกข์ให้ได้ผลดีจริง เราจะต้องทําใจหยุดให้ถูกส่วนจนกระทั่งเข้าถึงพระธรรมกาย ถ้าใครหยุดใจจนเข้าถึงพระธรรมกายได้แล้ว จะมีความสุขอย่างยิ่งทีเดียว ดังนี้ “...ถามดูเถอะพวกมีธรรมกายนั่น เป็นอย่างไรบ้าง ทุกข์สงบไหม ภัยสงบไหม โรคสงบไหม สบายใจ เย็นใจ อิ่มใจ ปลาบปลื้ม ใจตื้นใจเต็มทีเดียว แช่มชื่นตื่นเต้น ผ่องใสทีเดียว...” “...พอใจหยุดเสียได้เท่านั้นแหละ ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข เสื่อมลาภ เสื่อมยศ ติเตียน ทุกข์ ไม่กระทบกระเทือนแล้ว...” แม้ยังไม่เข้าถึงพระธรรมกาย แต่ถ้าสามารถทําใจให้หยุด นิ่งในเบื้องต้นที่กลางดวงธรรมที่ทําให้เป็นกายมนุษย์ ก็มีความสุข ได้ระดับหนึ่งแล้ว ดังนี้ “ ...เมื่ออยู่กลางดวงนั้นแล้ว ความกําหนัดยินดีไม่มี สงบ ระงับเป็นสุขทีเดียว ถ้าว่าต้องการสุขละก็ไปอยู่นั้น ถ้าว่าต้องการ ทุกข์ละก็ออกมาเสียก็ได้รับทุกข์...” “...ใจหยุดเสียแล้ว วิรชํ ปราศจากความขุ่นมัว วิรชํ ปราศจากธุลี เศร้าหมองก็ไม่มีแก่ใจ เพราะใจหยุดเสียแล้ว ไม่เศร้าหมองไม่ขุ่นมัวแต่อย่างใดอย่างหนึ่งเลยทีเดียว…” ท่านยังกล่าวอีกด้วยว่า ถ้าใครทําใจให้หยุดได้แล้ว บุคคลนั้นก็ถึงซึ่งมงคล ถ้าทําใจหยุดไม่ได้ก็เป็นอัปมงคล “...เหยุดได้เวลาใดก็เป็นมงคลเวลานั้น ถ้าหยุดไม่ได้เวลาใดก็เป็นอัปมงคลเวลานั้น...” มงคล หมายถึง เหตุแห่งความเจริญ พอใจหยุดแล้วจะมีมงคล คือ ไม่มีความเศร้าโศก ไม่ขุ่นมัว มีแต่ความผ่องใสเบิกบาน มีแต่ความเจริญรุ่งเรือง สิริมงคลทั้งหลายก็จะไหลมาเทมา และจิตที่หยุดนิ่งได้นี้จะนําไปสู่ความเจริญอันสูงสุด คือ มรรคผล นิพพาน ดังคําของพระเดชพระคุณหลวงปู่ที่ว่า “...พอใจหยุดเท่านั้น เข้าถึงทางไปของพระพุทธเจ้า พระอรหันต์ ใจหยุดนั่นแหละจะพบพระบรมศาสดา...” ถ้ามนุษย์เราปรับองศาของใจเพื่อเตรียมพร้อมที่จะรับมือกับสิ่งต่างๆ ในชีวิตประจําวันไว้ให้ดี เรื่องราวความวุ่นวายต่างๆ ก็จะแทรกซึมเข้ามาทําลายความสุขของเราได้ยาก เราจึงต้องวางใจของเราให้อยู่ในองศาที่เหมาะสม คือที่ ๐๗๒ องศา โดยค่อยๆ ปรับใจอย่างเบาๆ สบายๆ เมื่อปรับให้หยุดนิ่งสนิทอยู่ที่ ๐๗๒ หรือศูนย์กลางกายฐานที่เจ็ดเหนือสะดือ ๒ นิ้วมือ เราก็จะสามารถเข้าถึงพุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ สังฆรัตนะ ได้ในที่สุด และขณะนั้นทุกข์ โศก โรค ภัย ก็จะไม่สามารถมาทําร้ายใจของเราได้ องศาที่ ๐๗๒ จึงเป็นองศาแห่งความสุขที่แท้จริงของมนุษย์ทุกคน บนโลกที่แตกต่าง “...ถ้าดวงบุญใหญ่โตกว่า ก็นําไปสู่สวรรค์ ถ้าดวงบาปใหญ่โตกว่า ก็นําไปสู่นรก ใครจะแก้ไขอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้ทั้งนั้น…” บางมุมของโลก: มหาเศรษฐีซื้อทริปล่องเรือสําราญรอบ โลก ๕ เดือน ราคาเริ่มต้นที่ ๑๐๘,๒๖๕ ดอลลาร์สหรัฐต่อคน เปิดจองโรงแรมแห่งแรกในอวกาศ ๓ วัน ราคาคนละ ๓,๗๕๐,๐๐๐ ดอลลาร์สหรัฐ อีกมุมหนึ่งของโลก: นักวิทยาศาสตร์จากหลายประเทศ ส่งเสริมให้ประชาชนบริโภคแมลง เช่น จิ้งหรีด หนอนผีเสื้อ ด้วง ตั๊กแตน ฯลฯ ในฐานะที่เป็นแหล่งอาหารโปรตีนและแร่ธาตุต่างๆ และเพื่อแก้ปัญหาความอดอยาก อีกสักมุมหนึ่ง: อาจารย์โรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่งมุ่งมัน สร้างแรงบันดาลใจให้นักเรียนนําสิ่งของเหลือใช้มาสร้างสรรค์ ให้เป็นของใช้ที่มีมูลค่า นําไปใช้ประโยชน์ได้จริง คนรวย คนจน หรือชนชั้นกลาง ต่างก็เป็นสมาชิกของ โลกสีน้ำเงินใบนี้ แต่มีชีวิตความเป็นอยู่แตกต่างกันจนบางครั้ง ยากที่จะจินตนาการโลกที่แท้จริงของอีกฝ่ายหนึ่งได้ ความต่างเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่เป็นมาแต่กําเนิด แต่มันเป็นมาก่อนกําเนิด โดยบุญ บาป ที่เราทําเป็นชนกกรรมนํามาเกิด ซึ่ง พระเดชพระคุณหลวงปู่ท่านเคยพูดถึงเรื่องนี้ไว้ว่า “...เมื่อกายมนุษย์แตกดับไปแล้ว กายมนุษย์ละเอียดยังเหลืออยู่อย่างเรานอนฝันไป ตายก็เหมือนกับนอนหลับฝันไป กายมนุษย์ละเอียดออกจากกายมนุษย์ไป …ในกลางดวงธรรมที่ทําให้เป็นกายมนุษย์ละเอียดนั้น มีดวงบุญอีกดวงหนึ่ง ดวงบุญนั้นแหละจะนําไปเกิด...” “...สภาพที่เป็นบุญ เป็นดวงใส ติดอยู่ในศูนย์กลางดวงธรรมที่ทําให้เป็นมนุษย์ สภาพที่เป็นบาปเป็นดวงดํา ติดอยู่ในศูนย์กลางดวงธรรมที่ทําให้เป็นมนุษย์แบบเดียวกัน ถ้าดวงบุญใหญ่โตกว่าก็นําไปสู่สวรรค์ ถ้าดวงบาปใหญ่โตกว่าก็นําไปสู่นรก ใครจะแก้ไขอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้ทั้งนั้น ย่อมเป็นไปตามคติของตน..” สําหรับผู้ที่มาเกิดเป็นมนุษย์จะต้องบริสุทธิ์กาย วาจา ใจ และถ้าอยากเกิดในตระกูลที่ร่ำรวย พระเดชพระคุณหลวงปู่กล่าวไว้ว่า จะต้องให้ความสําคัญกับการให้ทาน “...การให้นี้ให้สําเร็จประโยชน์ถึงเจ้าจักรพรรดิราช...เป็นเศรษฐีมหาราชก็สําเร็จด้วยทานการให้ เป็นคหบดีมหาศาลมีทรัพย์สมบัติบริวาร ข้าทาสบริวาร ก็สําเร็จด้วยการให้ ถ้าไม่ให้ ไม่สําเร็จอย่างนั้น เพราะฉะนั้น การให้ ถ้าอยากมีสมบัติยิ่งใหญ่มหาศาลละก็ต้องอุตส่าห์บําเพ็ญทาน..” นอกจากพระเดชพระคุณหลวงปู่จะแนะนําวิธีรวยให้แล้ว ท่านยังเมตตาอยากให้เราได้เกิดในตระกูลที่ดีอีกด้วย เพราะว่ามนุษย์เรายังมีปัญหาเรื่องการดูหมิ่นชาติตระกูล หรือการแบ่งแยกชนชั้นอยู่ ซึ่งเป็นปัญหาที่มีมานานแสนนานแล้ว สืบเนื่องมาตั้งแต่ครั้งที่พรหมลงมากิน *ง้วนดินเป็นอาหาร แล้วเกิดเป็นมนุษย์ยุคต้นกัป ครั้นวันเวลาผ่านไปผิวพรรณมนุษย์เกิดความแตกต่างกันขึ้น พวกที่มีผิวพรรณงามก็ดูถูกพวกที่ผิวพรรณไม่งาม การแบ่งชั้นวรรณะก็เกิดขึ้นตั้งแต่ครั้งนั้น แม้ในปัจจุบันก็ยังดํารงอยู่ ในบางสังคมมองเห็นได้ชัดเจน แต่บางสังคมอาจมองเห็นไม่ชัด อย่างไรก็ตาม ถ้าสมมติว่าชาติใดชาติหนึ่ง เราต้องไปเกิดในยุค ที่มีการแบ่งชนชั้นวรรณะอย่างเข้มข้นเหมือนอย่างอินเดียในอดีต และพลาดพลั้งไปเกิดในวรรณะต่ำ ต้องเผชิญกับการถูกเหยียดหยามทุกลมหายใจ เราคงทุกข์ทรมานแสนสาหัสที่เกิดมาในสภาพนั้น *ง้วนดิน : สิ่งที่ลอยอยู่บนผิวน้ำ คล้ายๆ เวลาเคี่ยวนมสดแล้วทิ้งไว้ให้เย็น ก็จะเกิด เป็นไขนมจับตัวกันอยู่ข้างบน ง้วนดินมีสีคล้ายเนยใส รสชาติอร่อย แล้วถ้าอยากเกิดในตระกูลสูง ต้องทําอย่างไร? ถ้าใครอยากเกิดในตระกูลสูงที่คนยกย่อง พระเดชพระคุณหลวงปู่ท่านกล่าวไว้ว่า “...เราอยากเป็นมนุษย์ชั้นไหน เราต้องแก้ไขตัวของตัวเอง..” “...เมื่อเวลาให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนา แต่อย่างใดอย่างหนึ่งต้องใช้มารยาทให้เรียบร้อย เวลาจะให้ทานต้องใช้มารยาทที่นุ่มนวลเป็นที่น่าดูน่าชม ใครเห็นก็นิยม ...เมื่อมีมารยาทเช่นนั้นแล้วก็จะเป็นเหตุให้เกิดสกุลสูง..” “...ส่วนวาจาเล่า จะพูดจาปราศรัยกับบุคคลผู้หนึ่งผู้ใด ผู้เฒ่าผู้แก่ สมณพราหมณาจารย์ก็พูดแต่ถ้อยคํานุ่มนวลชวนสดับ ถ้อยคําที่กักขฬะ ชั่วช้าหยาบคาย อย่าเอาไปใช้ ถ้าใช้เข้าแล้วมันเป็นนิสัยติดไป จะไปเป็นคนป่าเถื่อนเช่นนั้นบ้าง...” “ ส่วนใจเล่า ใจก็ต้องให้นุ่มนวล ให้อ่อนโยน ต้องใช้ใจที่เป็นบุญเป็นกุศล ใจเป็นอกุศลไม่เอาเข้ามาใช้ ใจที่เห็นผิด เข้าใจผิดอย่าเอามาใช้ ใจที่เห็นชอบเห็นถูก ก็เอาเข้ามาใช้อย่างชนิดนั้นเกิดไปในภายหน้าเป็นมนุษย์ชั้นสูง..” ในปัจจุบันชาตินี้ ถ้าเรามีฐานะไม่ดี และอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ไม่ดี วิธีแก้ก็คือ สั่งสมบุญทั้งทาน ศีล ภาวนา และรักษากาย วาจา ใจ ให้นุ่มนวล อ่อนโยน เพื่อสร้างสิ่งดีๆ ให้เกิดขึ้น ถ้าเรามีฐานะดี อยู่ในตระกูลสูง และมีสิ่งดีๆ เพียบพร้อม เราก็ยังต้องสั่งสมบุญเช่นกัน เพื่อรักษาสิ่งที่เรามีเอาไว้ และ เพิ่มพูนให้มากยิ่งๆ ขึ้นไป ถ้าเราทั้งหลายหมั่นทําบุญทํากุศลอย่างสม่ำเสมอ และรักษากาย วาจา ใจ ให้นุ่มนวล อ่อนโยน ตามคําสอนของพระเดชพระคุณหลวงปู่แล้ว เราต่างก็จะพากันมั่งคั่งร่ำรวย เฉลียวฉลาด ได้บังเกิดในตระกูลที่ดี และเปี่ยมไปด้วยความสุข เมื่อนั้นโลกในมุมของเราก็จะน่ารื่นรมย์เป็นอย่างยิ่ง และปัญหาเรื่องความแตกต่างของชนชั้นก็จะลดน้อยลง จนกระทั่งหมดสิ้นไปในที่สุด ความลับไม่มีในโลก “...ขึ้นชื่อว่าความลับไม่มีในโลกนั้นถูกต้องทีเดียวคือ ความลับมีแต่เฉพาะในกายมนุษย์เท่านั้น กายมนุษย์ละเอียดไม่มีความลับ...” มนุษย์ทุกคนย่อมมีสิ่งที่เรียกว่า “ความลับ” สิ่งใดที่เป็นความลับ เรามักไม่อยากให้ใครรู้ เพราะถ้ามีใครรู้ ความลับก็จะไม่เป็นความลับอีกต่อไป และบางเรื่องอาจจะนําความเดือดร้อนมาสู่เราได้ แต่คนเรามีความอยากรู้อยากเห็นอยู่ด้วยกันทั้งนั้น ยิ่งลับ ยิ่งอยากรู้ เรื่องอะไรที่ห้ามพูดถึง เรื่องนั้นจะไปเร็วและไปแรง การอยากรู้ความลับเป็นเหตุให้มนุษย์พยายามหาวิธีไขความลับ เริ่มจากวิธีการขั้นพื้นฐาน เช่น เจาะรูตามข้างฝาเพื่อแอบดู ต่อมาพัฒนาเป็นเครื่องดักฟัง โทรทัศน์วงจรปิด มีอาชีพสายลับเกิดขึ้นรวมทั้งมีคอลัมน์ชุบซิบตามหนังสือพิมพ์ และนิตยสารเพื่อสนองความอยากรู้อยากเห็นของคน ฯลฯ เรื่องราวต่างๆ ที่เป็นความลับ หรือเป็นส่วนตัวนั้น ปิดบังได้กับบางคนและบางเวลาเท่านั้น เพราะที่จริงแล้ว “ความลับ..ไม่มีในโลก” และไม่มีอะไรที่เป็นความลับสําหรับผู้ที่ศึกษาวิชชาธรรมกายดังที่ พระเดชพระคุณหลวงปู่ท่านกล่าวไว้ว่า “...ขึ้นชื่อว่าความลับไม่มีในโลกนั้นถูกต้องทีเดียว คือ ความลับมีแต่เฉพาะในกายมนุษย์เท่านั้น กายมนุษย์ละเอียดไม่มีความลับ กายทิพย์ กายทิพย์ละเอียด กายรูปพรหม กายรูปพรหมละเอียด กายอรูปพรหม กายอรูปพรหมละเอียด อีกมากมายนัก จะโกหกอย่างหนึ่งอย่างใดไม่ได้ทั้งนั้น...” เหตุที่กายมนุษย์ละเอียดไม่โกหกนั้น เพราะกายมนุษย์ละเอียดเป็นกายที่บริสุทธิ์กว่า มีความโลภ โกรธ หลง เบาบางกว่า และมีศีลบริสุทธิ์กว่ากายมนุษย์หยาบ จึงมีวาจาตรงกับใจ นอกจากนี้ท่านยังเคยเล่าไว้ด้วยว่า กายละเอียดของมนุษย์ หรือกายที่ฝันไปโน่นไปนี่ยามเรานอนหลับนั้น ยังรู้เรื่องต่างๆมากมาย รู้แม้กระทังเรื่องลี้ลับ และรู้ว่าใครเป็นคนอย่างไร “ ...เรารู้ทีเดียวว่า คนนี้จะซื่อตรงหรือไม่ซื่อตรง ให้ไปดูที่กายละเอียด ไปถามกายละเอียด กายละเอียดจะไปสืบดู เดี๋ยวก็รู้ได้ทันทีว่า คนนั้นซื่อตรงหรือไม่..” เรื่องความซื่อหรือไม่ซื่อนี้ เป็นสิ่งที่คนทั่วไปยากจะรู้ได้ ที่ผ่านมาจึงมีการประดิษฐ์เครื่องจับเท็จรูปแบบต่างๆ เพื่อตรวจเช็คความซื่อตรงของผู้ต้องหา แต่ก็ไม่ได้ผลเท่าไรนักเพราะคนร้ายเรียนรู้ที่จะโกหกได้แม้กระทั่งเครื่องจับเท็จ ที่กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ก็มีการวิจัยคลื่นสมองเพื่อหาทางทราบความคิดของมนุษย์ ซึ่งต้องลงทุนด้วยเงินจํานวนมหาศาล และใช้เวลาหลายปี ถ้าทําสําเร็จจะนําไปใช้สอบสวนข้าศึกหรือ อาชญากร และใช้สื่อสารกับผู้ป่วยที่ไม่สามารถเปล่งเสียงได้ขณะนี้ยังอยู่ในระหว่างการวิจัย สําหรับวิชชาธรรมกาย ไม่ต้องลงทุนทั้งเงินทั้งเวลามากมายขนาดนั้น และไม่ต้องทําการวิจัยแต่อย่างใด แค่เข้าถึงกายมนุษย์ละเอียดก็สามารถรู้เรื่องราวต่างๆ ได้มากกว่าคนทั่วไปแล้ว ดังที่พระเดชพระคุณหลวงปู่ท่านเรียกว่ามี ปัญญาสองชั้น ดังนี้ “...นี่เขาเรียกว่า ปัญญาสองชั้น คือมีปัญญาในกายมนุษย์ชั้นหนึ่ง และมีปัญญาในกายมนุษย์ละเอียดอีกชั้นหนึ่ง..” ถ้าใครเข้าถึงกายมนุษย์ละเอียด คนนั้นจะฉลาดกว่ามนุษย์ทั่วไปชั้นหนึ่ง ยิ่งเข้าถึงกายต่างๆ ต่อไปอีก ก็จะยิ่งฉลาดเพิ่มขึ้น ถ้าเราปฏิบัติธรรมจนกระทั่งเข้าถึงจุดที่ล่วงรู้ความลับได้ การตัดสินใจที่ผิดพลาด หรือความเสียหายที่เกิดจากการถูก หลอกลวงก็จะลดน้อยลง เพราะยากที่จะมีใครมาหลอกลวงเราได้ ถ้าโลกนี้ มีคนที่สามารถล่วงรู้เรื่องลี้ลับต่างๆ ได้อยู่เป็นจํานวนมาก ก็จะช่วยลดบาปให้คนอื่นได้ด้วย เพราะมนุษย์จะโกหกกันน้อยลง ทําความชั่วน้อยลง เพราะบางครั้งที่คนเรากล้าทําความชั่ว ก็เพราะคิดว่าไม่มีใครรู้ ถ้ามีคนรู้ก็จะไม่กล้าทําสังคมมนุษย์ก็จะสงบสุขขึ้นโดยปริยาย ในชีวิตของแต่ละคน อาจเคยทําบางสิ่งที่อยากเก็บไว้เป็นความลับ แต่ตอนนี้เรารู้แล้วว่า ความลับ..ไม่มีในโลก การเพียรพยายามทําความบริสุทธิ์กาย วาจา ใจให้ยิ่งๆขึ้นไป ด้วยการหยุดใจไว้ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ เหนือสะดือ ๒ นิ้วมือ ตามคําสอนของพระเดชพระคุณหลวงปู่จึงเป็นสิ่งที่ควร ถือเป็นกรณียกิจ เพราะนอกจากจะได้บุญมากมายมหาศาลเป็นสิ่งตอบแทนแล้ว สักวันหนึ่งเราจะก้าวไปถึงจุดที่สามารถพิสูจน์ได้ด้วยตนเองว่า “ความลับ..ไม่มีในโลก” เป็นเรื่องจริง อย่าเสี่ยงดีกว่า “...ถ้าเราคอยระวังรักษาไว้ให้ดี บําเพ็ญสมาธิ ให้ดวงขาวใสปรากฏอยู่ในศูนย์กลางกายเสมอเราจะทําอะไรก็เป็นไปในทางดี...” หากเปรียบเทียบอัตราเสี่ยงระหว่างการคมนาคมในรูปแบบต่างๆ แล้ว การเดินทางทางอากาศนับว่าปลอดภัยและเกิด อุบัติเหตุน้อยกว่าการคมนาคมประเภทอื่น... คือ ทุกๆ ๑ ล้านเที่ยวบินจะเกิดอุบัติเหตุเฉลี่ย ๐.๘๘ ครั้ง ซึ่งนับว่ามีอัตราเสี่ยงที่น้อยมาก ต่างจากการจราจรทางบกที่มีอุบัติเหตุเกิดขึ้นไม่เว้นแต่ละวัน มนุษย์เราต้องเผชิญกับความเสี่ยงอยู่ตลอดเวลา ทั้งความเสี่ยงในปัจจุบันชาติ และในสังสารวัฏที่ตลอดการเดินทางเต็มไปด้วยความเสี่ยงมหาศาล ซึ่งอาจวัดคร่าวๆได้ในอัตราเท่ากับ เขาโค : ขนโค ดังที่กล่าวไว้ในพระไตรปิฎกว่า ผู้ที่จะไปสู่สุคติภูมิมีปริมาณเปรียบได้กับ เขาโค ส่วนผู้ที่จะไปทุคติภูมิมีปริมาณเปรียบได้กับขนโค พระเดชพระคุณหลวงปู่ท่านห่วงใยเรา เพราะท่านทั้งรู้ทั้งเห็นภัยในวัฏสงสาร ท่านจึงอยากให้ทุกคนเข้าถึงพระธรรมกาย เพื่อจะได้มีชีวิตที่ปลอดภัยทั้งในปัจจุบันชาติและในภพชาติเบื้องหน้า ท่านจึงเมตตาเตือนให้มีความเพียรในการปฏิบัติธรรมอยู่เสมอๆ “...อุตส่าห์พยายามทํากันไปอย่าได้ดูหมิ่นดูแคลนหนา อย่าได้เห็นแก่เหน็ดแก่เหนื่อย แก่ยากแก่ลําบากแต่เล็กๆ น้อยๆ เมื่อมาประสบพบพุทธศาสนา พบของจริงละเข้าถึงของจริงให้ได้ เอาของจริงใส่ไว้กับตัวไว้ให้ได้ ติดกับตัวไว้ให้ได้ อย่าดูถูก ดูหมิ่นหนา..” “...อย่าเล่นเอาอย่างเด็ก ถ้าเมื่อเล่นอย่างเด็กแล้วก็ เล่นหม้อข้าวหม้อแกง เล่นฝุ่นเล่นทรายอยู่ละก็ ชีวิตจะไม่พอใช้..” “...เข้าถึงธรรมกายให้ได้...ก็จะรู้ตัวทีเดียวว่า อ้อ! เราเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนาได้รู้จักของจริง เห็นของจริงอย่างนี้ ไม่เสียทีที่พ่อแม่อาบน้ำป้อนข้าวมา อุ้มท้องมาไม่หนักเปล่า...” ถ้าเราปฏิบัติธรรมจนเข้าถึงดวงปฐมมรรค เข้าถึงกายต่างๆ ไปจนกระทั่งเข้าถึงพระธรรมกาย และตั้งใจปฏิบัติเรื่อยไปไม่ละทิ้งความเพียร ก็จะมีชีวิตที่ปลอดภัย ไม่ต้องเสี่ยงอันตรายในสังสารวัฏ “...ถ้าเราคอยระวังรักษาไว้ให้ดี บําเพ็ญสมาธิให้ดวงขาวใสปรากฏอยู่ในศูนย์กลางกายเสมอ เราจะทําอะไรก็เป็นไปในทางดี พูดอะไรก็พูดไปทางดี คิดอะไรก็คิดไปทางดี เพราะฉะนั้น จึงควรบําเพ็ญตนให้เป็นฝ่ายขาวเสมอ เวลาจะตายถ้าปล่อยให้ตก อยู่ในฝ่ายดําเรียกว่าหลงตายจะไปสู่ทุคติ ถ้าอยู่ในฝ่ายขาวเรียกว่า ไม่หลงตายจะไปสู่สุคติแน่แท้ จึงเป็นการจําเป็นยิ่งที่จะระวังให้อยู่ฝ่ายขาว...” “...เมื่อเข้าถึงธรรมกายได้ละก็นั้นแหละได้รัตนะอันประเสริฐแล้ว ...ถ้าว่าใครอยู่กับรัตนะเช่นนี้ละก็ มีความสวัสดีเรื่อย ปลอดภัยเรื่อยทีเดียว อยู่ในธรรมรัตนะ สังฆรัตนะให้ใส อยู่กับรัตนะนั้นแหละปลอดภัยทีเดียว ไม่ต้องมีภัยอีกต่อไปทีเดียว ได้รับความสุขทีเดียว...ถ้าได้เข้าถึงพุทธรัตนะแล้วอย่าปล่อยเด็ดขาด ใจขาด ขาดไป ตาย ตายไป ใจติดอยู่กับพุทธรัตนะนั่นแหละเอาตัวรอดได้…” ประโยชน์อื่นๆ ของการทําสมาธิภาวนานอกจากเรื่องความปลอดภัยยังมีอยู่อีกมากมาย แต่การจะเข้าถึงประโยชน์ต่างๆเหล่านั้นได้ ต้องปฏิบัติอย่างต่อเนื่องจึงจะเห็นผล “...ในการบําเพ็ญภาวนา ความเพียรเป็นข้อสําคัญยิ่ง ต้องทําเสมอทําเนืองๆ ในทุกอิริยาบถ ไม่ว่านั่ง นอน เดิน ยืน และทําเรื่อยไป อย่าหยุด อย่าละ อย่าทอดทิ้ง อย่าท้อแท้ มุ่งรุดหน้าเรื่อยไป ผลจะเกิดวันหนึ่ง ไม่ต้องสงสัย ผลเกิดอย่างไรท่านรู้ได้ด้วยตัวของท่านเอง...” ตัวอย่างของผลอันวิเศษของการทําสมาธิภาวนา ที่พระเดชพระคุณหลวงปู่กล่าวไว้ สมาธิกับความสุข : “...สุขในฌานอะไรจะไปสู้ ในภพนี่ไม่มีสุขเท่าถึงดอก สุขในฌานนะ สุขลืมสมบัตินั่นแหละ สมบัติ กษัตริยก็ไม่อยากได้ สุขในฌานนะ สุขนักหนา...” สมาธิกับความฉลาด : “..ถ้าว่าทําธรรมกายเป็นละก็ มันฉลาดกว่ามนุษย์หลายสิบเท่าเชียวนะ นี่พอเข้าถึงกายมนุษย์ละเอียด ก็ฉลาดกว่าเท่าหนึ่งแล้ว สูงกว่าเท่าหนึ่งแล้ว เข้าถึงกายทิพย์ก็สองเท่าแล้ว กายทิพย์ละเอียดก็สามเท่าแล้ว กายรูปพรหมสี่เท่า กายรูปพรหมละเอียดห้าเท่า กายอรูปพรหมหกเท่า กายอรูปพรหมละเอียดเจ็ดเท่า เข้าถึงกายธรรม และกายธรรมละเอียด ๘-๙ เท่า เข้าไปแล้ว มันมีความฉลาดกว่ากันอย่างนี้นะ...” ความเสี่ยงของการเดินทางในสังสารวัฏ มีอัตราเท่ากับเขาโค : ขนโค ก็ไม่ทราบว่าวัว ๑ ตัว มีขนมากเท่าไร ทราบแต่ว่า ศีรษะมนุษย์ที่มีเนื้อที่เพียงเล็กน้อยนี้ มีผมประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ เส้น อัตราเสี่ยงของการเดินทางในวัฏสงสารจึงเป็น อัตราเสี่ยงที่สูงที่สุดและน่ากลัวที่สุด นี่ถ้าพระเดชพระคุณหลวงปู่ท่านไม่ชี้ทางรอดให้ว่า “หยุดเป็นตัวสําเร็จ” ด้วยการนําใจมาหยุดนิ่งไว้ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ โอกาสที่แต่ละคนจะได้อยู่ในประเภทเขาโคจะมีสักกี่เปอร์เซ็นต์? “...หัดวาจาไพเราะเสียในชาตินี้ ชาติต่อๆ ไปวาจาของตนศักดิ์สิทธิ์…” ในบรรดาศีล ๕ ข้อ มีหลายๆ คนบอกว่าศีลข้อ ๔ รักษายากที่สุด และมีนักธุรกิจบางคนให้เหตุผลว่า “ในการทําธุรกิจนั้น ไม่อาจพูดความจริงได้ทั้งหมด” การรักษาศีลข้อ ๔ นั้น นอกจากงดเว้นจากการพูดเท็จแล้ว ก็ควรละเว้นการพูดคําหยาบ คําส่อเสียด และคําเพ้อเจ้ออีกด้วย จึงจะรักษาศีลข้อนี้ได้สมบูรณ์ ในข้อห้ามทั้ง ๔ ข้อนี้ การพูดเท็จ หรือพูดโกหก เป็นสิ่งที่รับรู้ได้ยากที่สุดในบรรดาข้อห้าม ๔ ประการนี้ และอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทั้งผู้อื่น และตัวผู้พูดเอง (ทันตาเห็น ถ้ามีคนจับได้) โดยมีปริมาณความเสียหายตั้งแต่ เล็กน้อย ปานกลาง มาก ไปจนกระทั่งมากที่สุด ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่า “โกหกเรื่องอะไร” ส่วนการพูดคําหยาบ คําส่อเสียด และคําเพ้อเจ้อนั้น ก็สามารถก่อความเสียหายได้เช่นกัน แต่เนื่องจากเป็นสิ่งที่เห็นได้ชัด รับรู้ได้ง่าย ผู้ฟังจึงพอมีโอกาสตั้งรับได้ อานุภาพการทําลายล้าง จึงอาจไม่ลึกซึ้งแนบเนียนเท่ากับการโกหกหลอกลวง อย่างไรก็ตาม การงดเว้นถ้ออยคําเหล่านี้ นอกจากจะไม่ทําให้เกิดความเสียหายทั้งแก่ตนเองและผู้อื่นแล้ว เรายังจะได้รับสิ่งตอบแทนที่คุ้มเกินคุ้ม คือ เราจะเป็นบุคคลที่น่ารักและได้รับการยอมรับเชื่อถือจากผู้อื่นในปัจจุบันชาตินี้เลยทีเดียว ภพชาติต่อไปเราจะมีฟันสวย ขาวสะอาด เรียบเสมอกัน กลิ่นปากหอม ไม่ถูกใส่ร้ายป้ายสี จะได้รับความจริงใจจากผู้อื่นและที่สําคัญที่สุด เราจะมีวาจาศักดิ์สิทธิ์ ดังที่พระเดชพระคุณหลวงปู่ท่านกล่าวไว้ว่า “...ถ้าใครต้องการวาจาศักดิ์สิทธิ์เช่นนี้ ต้องพยายามห้ามวาจาทุจริตเสีย ...พวกที่พูดวาจาพล่อยๆ เอาเรื่องเอาราวไม่ได้ วาจาเหลวไหลชนิดนี้ฆ่าวาจาของตัวเอง ทําลายความศักดิ์สิทธิ์ของตัวเอง ไม่มีใครทําให้ นี้ต้องอุตส่าห์แก้ไขวาจาของตน ให้เป็นวาจาที่ไพเราะ อ่อนหวานอยู่ร่ำไป นี้เป็นประโยชน์แก่ตนด้วยเป็นประโยชน์แก่บุคคลอื่นด้วย เป็นทั้งประโยชน์แก่คันและกัน…” “...หัดวาจาไพเราะเสียในชาตินี้ ชาติต่อๆ ไปวาจาของตนศักดิ์สิทธิ์ จะพูดอะไรสําเร็จกิจหมดทุกอย่าง ถ้าใช้วาจาหยาบก็เท่ากับวาจาจอบตัวเอง ในชาตินี้ก็ดี วาจาหมดอํานาจหมดสิทธิ์ ไม่มีอํานาจอะไร พูดไปก็เท่ากับไม่ได้พูด พูดอะไรเป็นไม่สําเร็จ…” วาจาศักดิ์สิทธิ์ คืออะไร? วาจาศักดิ์สิทธิ์ ก็คือ วาจาที่มีอํานาจ บันดาลให้สิ่งที่กล่าวออกไปสําเร็จได้ดังประสงค์ และผู้ใดได้ฟังจะต้องทําตาม วาจาศักดิ์สิทธิ์ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นได้ง่ายๆ จะต้องมีบุญมารองรับด้วยการบําเพ็ญกุศลทางวาจาเอาไว้ คือรักษาศีลข้อ ๔ เป็นอย่างดี โดยพูดวาจาไพเราะ อ่อนหวาน พูดคําจริงที่เป็นประโยชน์ต่อตนเองและผู้อื่น และงดเว้นวจีทุจริต คือ การพูดเท็จ การพูดคําหยาบ การพูดส่อเสียด และการพูดเพ้อเจ้อ สําหรับบางคน อาจเป็นเรื่องยากที่จะทําได้บริสุทธิ์ครบถ้วนทุกประการ ทั้งการไม่พูดเท็จ ไม่พูดคําหยาบ ไม่พูดส่อเสียด และไม่พูดเพ้อเจ้อ แต่ถ้าเรางดเว้นคําพูดเหล่านี้ แล้วได้วาจาศักดิ์สิทธิ์มาเป็นการตอบแทน ก็น่าจะคุ้มยิ่งกว่าคุ้ม จากนี้ไป ถ้าเราคิดให้รอบคอบและถามตัวเองทุกครั้งก่อนทําผิดศีลข้อ ๔ ว่า “นี่เรากําลังจะทําลายความศักดิ์สิทธิ์ของตัวเองอยู่หรือเปล่า” เชื่อว่าเราจะสามารถรักษาศีลข้อ ๔ ได้บริสุทธิ์บริบูรณ์มากขึ้น สักวัน..เราจะไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย “...พญามารนั่นเองเป็นคนทําให้แก่ ให้เจ็บ ให้ตาย เกิด แก่ เจ็บ ตาย อย่างยับเยิน…” ในทางการแพทย์ การเกิด หรือการมีชีวิต เริ่มนับจากเวลาที่หัวใจทารกในครรภ์เริ่มเต้น คือ ช่วงที่แม่ตั้งครรภ์ประมาณ ๔ เดือน แต่แพทย์บางคนอาจจะถือว่า การมีชีวิต หมายถึง ต้องคลอดออกมาเสียก่อน การแก่ ดูได้จากการเสื่อมของอวัยวะต่างๆ ในร่างกาย เช่น กล้ามเนื้อแข็งแรงน้อยลง ลิ้นรับรสไม่ดี ตาฝ้าฟาง หูไม่ค่อยได้ยิน ระบบย่อยอาหารทํางานไม่ดีเหมือนเดิม ฯลฯ การเจ็บ ดูได้จากอาการไม่สบายกาย ไม่สบายใจ ที่ผิดไปจากสภาวะปกติ การตาย ทางการแพทย์จะสรุปว่าคนตาย ก็ต่อเมื่อสมองตาย มนุษย์เราค้นหาความลับเรื่องการเกิด แก่ เจ็บ ตายมานานแสนนาน ทําให้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และการแพทย์ พัฒนาไปไกลมาก การชะลอความแก่ การรักษาความเจ็บป่วย และการยืดอายุด้วยวิธีการต่างๆ ถูกคิดค้นขึ้นมาอย่างไม่หยุดยั้ง แต่มบนุษย์ก็ยังคงแก่ เจ็บ และตายในที่สุด พูดง่ายๆ ก็คือสู้ไม่เคยชนะ และที่สําคัญมันยิ่งใหญ่เกินกว่าที่คนธรรมดาจะคิดสู้ มนุษย์จึงต้องทนทุกข์ทรมานกับความแก่ เจ็บ ตาย มานานแสนนาน แต่แล้ววันหนึ่ง ก็มีประกายแห่งแสงสว่างวาบขึ้นมา เมื่อ พระเดชพระคุณหลวงปู่ท่านกล่าวว่า มนุษย์เราไม่จําเป็นต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตาย ทําไมท่านถึงกล่าวเช่นนี้ ? ที่ท่านกล่าวเช่นนี้ เป็นเพราะท่านรู้แจ้งเห็นแจ้งแทงตลอด ในวิชชาธรรมกาย ท่านเข้าถึงวิชชาธรรมกายที่มีความละเอียด เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับพระธรรมกายนับอสงไขยพระองค์ไม่ถ้วน ท่านจึงสามารถเข้าไปเห็นถึงสาเหตุที่ทําให้เราต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตาย ซึ่งคนทั่วไปไม่เคยเห็น สิ่งนั้นก็คือพญามาร ดังคําพูด ของท่านที่ว่า “ พญามารนั่นเอง เป็นคนทําให้แก่ ให้เจ็บ ให้ตาย เกิดแก่เจ็บตายอย่างยับเยิน...พญามารทั้งนั้น ไม่ใช่ใคร ไม่มีใครรู้ แสนโกฏิจักรวาล อนันตจักรวาล นิพพานถอดกายมีเท่าไรไม่มีใครรู้..” เมื่อท่านค้นพบสาเหตุและรู้แจ้งแทงตลอดในเรื่องเกิด แก่ เจ็บ ตาย และรู้วิธีการแก้ไขแล้ว ท่านก็ใช้วิชชาธรรมกายสู้กับความแก่ ความเจ็บ ความตาย ตลอดมา โดยไม่ได้อยู่นิ่งเฉย แม้แต่วันเดียว ด้วยหวังว่าจะช่วยมนุษย์ให้พันทุกข์ แม้ว่าจะเป็น เรื่องที่ยากยิ่งก็ตาม ดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า “...ใครๆ ไม่อาจสามารถจะเอาชนะความแก่ความตายนั้น ด้วยการสู้รบ ด้วยเวทมนตร์ ...หรือจะสู้รบด้วยทรัพย์ มีทรัพย์ จะเอาทรัพย์ไปไถ่ถอนตัว แก้ความแก่ ความตาย เรื่องความแก่ ความตายไม่มีทางสู้ ไม่มีทางแก้ทีเดียว แต่ว่ามีแก้อยู่ที่วัดปากน้ำ วิชชาธรรมกายไปเห็นวิชชาเหล่านี้หมด ไปเห็นความแก่ ความตาย เวลานี้เขาว่าสมภารวัดปากน้ำกําลังสู้กับความแก่ ความตาย สู้จริงๆ ผู้เทศน์นี่แหละ ๒๒ ปี ๘ เดือนเศษแล้ว ๘ เดือน ๙ วัน วันนี้แล้ว วินาทีนี้มิได้หยุด เพียรสู้ความแก่ความตายไม่ได้ถอยกันเลย...จะแก้ความแก่ ความตายใหม่ ไม่ให้มีเจ็บ ไม่ให้มีตาย..” ถ้าไม่แก่ ไม่ตาย แล้วจะเป็นอย่างไรกัน? เรื่องนี้ท่านกล่าวว่า เมื่อเรามีอายุมากขึ้น เราจะยิ่งมีความเจริญมากขึ้น ไม่มีความเสื่อม และพอบารมีครบถ้วนสมบูรณ์ ก็จะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า หรือเป็นพระอรหันต์ เข้าสู่นิพพานได้ โดยไม่ต้องตาย ดังนี้ “...ยิ่งแก่หนักเข้าก็สวยงามหนักเข้า แล้วก็โตหนักเข้าด้วยผิดกัน (ผิดกัน หมายถึง ผิดกับปัจจุบันที่ยิ่งแก่ยิ่งเสื่อม-ผู้เขียน) โตหนักเข้าๆ สวยงามหนักเข้า โตหนักเข้า สวยงามหนักเข้า ไม่ มีไขลงกัน มีแต่ไขขึ้นกันไป ไม่มีถอยกลับกัน พอครบบารมีของตนที่จะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า หรือพระอรหันต์อย่างใดอย่างหนึ่ง ก็เป็นพระพุทธเจ้า พระอรหันต์ ไม่ต้องไปทรมานให้เหนื่อยยากลําบาก...” ขณะที่ต่อสู้กับความแก่ ความเจ็บ และความตายนั้น พระเดชพระคุณหลวงปูท่านมีภารกิจมากมาย เช่น ดูแลปกครองวัดใหญ่ที่มีพระภิกษุสามเณรมากที่สุดในยุคนั้น สวดมนต์ทําวัตรในอุโบสถทุกวัน ให้โอวาทพระภิกษุ สามเณร วันละ ๒ เวลา วันพระและวันอาทิตย์แสดงธรรมในอุโบสถ ควบคุมดูแลการทําวิชชาในโรงงานทําวิชชาทุกเวรทั้งกลางวันและกลางคืน ทุกวันพฤหัสบดีสอนการทําสมาธิที่ศาลา ในแต่ละวันท่านมีเวลานอนประมาณ ๒-๓ ชั่วโมง แม้ในขณะที่สูงวัยและอาพาธ ท่านก็ยังคงควบคุมการปฏิบัติธรรมและการทําวิชชา โดยให้พระภิกษุมา นังสมาธิปฏิบัติธรรมใกล้ๆ ท่านทุกวัน แม้จะเหน็ดเหนื่อยตรากตรําเพียงใด แต่ท่านก็เร่งรบกับความแก่ความตายไม่หยุดหย่อนทุกวัน ท่านปรารถนาที่จะทําลายต้นตอของโลภะ โทสะ โมหะ และสิ่งที่เบียดเบียนมนุษย์ให้หมดสิ้นไป และเมื่อถึงวันนั้น โลกของเราจะน่าอยู่เหมือนสวรรค์ มวลมนุษยชาติจะมีแต่ความสุข ดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า “...พญามารแพ้เด็ดขาดเมื่อเวลาไร เวลานั้นหมดทุกข์ในโลก เท่าปลายผมปลายขนก็ไม่มี มีความสุขเหมือนยังกับท้าวสวรรค์ หรือเหมือนกับท้าวพรหม หรือเหมือนกับพระนิพพาน สุขขนาดนั้น เป็นสุขสําราญขนาดนั้น...” ท่านทุ่มเทชีวิตเพื่อให้มนุษย์และสรรพสัตว์ทั้งหลายมีความสุข และจะเข้านิพพานเป็นคนสุดท้าย และในขณะนี้ การต่อสู้กับความแก่ ความเจ็บ ความตาย ของท่านก็ยังคงดําเนินต่อไปในสภาวะของสมณเทวบุตร สักวันหนึ่งเมื่อท่านได้ชัยชนะ วันนั้นมนุษย์จะมีชีวิตที่เปี่ยมสุข ไม่ต้องแก่ ไม่ต้องเจ็บ ไม่ต้องตาย และไม่ต้องเกิดมาเผชิญทุกข์ในสังสารวัฏอีก ท่านมีเมตตาต่อเราและมวลมนุษยชาติ และทุ่มเทให้ถึงขนาดนี้ เราได้ตอบแทนพระคุณท่านและสนับสนุนงานของท่าน ในทางใดทางหนึ่งอย่างเต็มที่แล้วหรือยัง? กําเนิดผู้คันพบวิชชาธรรมกาย พระเดชพระคุณพระมงคลเทพมุนี (สด จนุทสโร) หรือ หลวงปู่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ผู้ค้นพบวิชชาธรรมกาย มีนามเดิมว่า สด มีแก้วน้อย เกิดเมื่อวันศุกร์ แรม ๖ ค่ำ เดือน ๑๑ ปี วอก ตรงกับวันที่ ๑๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๒๗ ณ บ้านสองพี่น้อง ตําบลสองพี่น้อง อําเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นบุตรคนที่สองของนายเงิน และนางสุดใจ มีแก้วน้อย ในวัยเด็ก ท่านได้ศึกษาเล่าเรียนจนสามารถอ่าน เขียน ทั้งหนังสือไทยและขอมได้คล่องแคล่ว เมื่อสําเร็จการศึกษาแล้ว ท่านก็กลับมาช่วยบิดามารดาประกอบอาชีพค้าข้าว จนอายุได้ ๑๔ ปีเศษ บิดาถึงแก่กรรม ท่านเป็นลูกชายคนโตจึงต้องหาเลี้ยงครอบครัวแทนบิดา เมื่ออายุได้ ๑๙ ปีเศษ ท่านเกิดธรรมสังเวชว่า “การหาเงินเลี้ยงชีพนั้นลําบากบิดาของเราก็หามาอย่างนี้ ต่างไม่มีเวลาว่างกันทั้งนั้น ถ้าใครไม่รีบหาให้มั่งมี ก็เป็นคนชั้นต่ำ ไม่มีใครนับหน้าถือตา เข้าหมู่เพื่อนบ้านก็อับอาย ไม่เทียมหน้าเขา บุรพชนต้นสกุลก็ทํามาอย่างนี้เหมือนกัน จนถึงบิดาเรา และ ตัวเราในบัดนี้ก็คงทําอยู่อย่างนี้ ก็บัดนี้บุรพชนทั้งหลายได้ตายหมดแล้ว แม้เราก็จักตายเหมือนกัน” ท่านอยากออกบวชเพื่อแสวงหาหนทางพ้นทุกข์ จึงจุดธูปบูชาพระและอธิษฐานว่า “ขออย่าให้เราตายเสียก่อนเลย ขอให้ได้บวช ถ้าบวชแล้วไม่สึกจนตลอดชีวิต” ต่อมาเมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๔๙ ขณะมีอายุได้ ๒๒ ปี ท่านได้บรรพชาอุปสมบท ณ วัดสองพี่น้อง อําเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี ได้ฉายาว่า “จนฺทสโร” นับแต่วันแรกที่บวชท่านก็เริ่มฝึกธรรมปฏิบัติทุกวันตลอดมา ควบคู่ไปกับการเรียนคันถธุระ ท่านจําพรรษาอยู่ที่วัดสองพี่น้อง ๗ เดือนเศษ จากนั้นเดินทางไปจําพรรษาอยู่ที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม กรุงเทพฯ ศึกษาความรู้ในพระไตรปิฎกอยู่ที่วัดพระเชตุพนฯ เป็นเวลาถึง ๑๑ พรรษา จนเชี่ยวชาญภาษาบาลี จากนั้นจึงตั้งใจเรียนวิปัสสนาธุระให้ยิ่งๆ ขึ้นไป โดยศึกษาธรรมปฏิบัติจากพระอาจารย์หลายท่าน และศึกษาวิธีการปฏิบัติเพิ่มเติมด้วยตนเองจากคัมภีร์วิสุทธิมรรค ค้นพบวิชชาธรรมกาย ในปี พ.ศ. ๒๔๖๐ ย่างเข้าพรรษาที่ ๑๒ ท่านไปจําพรรษาอยู่ ณ วัดโบสถ์ (บน) ตําบลบางคูเวียง อําเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรี ในวันเพ็ญเดือน ๑๐ ระหว่างกลางพรรษาที่ ๑๒ เวลาเช้าตรู่ก่อนออกบิณฑบาต ท่านได้ระลึกขึ้นมาว่า “เราบวชมานานนับได้ ๑๒ พรรษาแล้ว ยังไม่บรรลุธรรมของพระพุทธเจ้าเลย ทั้งที่การศึกษาของเราก็ไม่เคยขาดสักวัน เราควรจะรีบกระทําความเพียรให้รู้เห็นของจริงในพระพุทธศาสนา หากไม่เริ่มปฏิบัติก็จะได้ชื่อว่าเป็นผู้ตกอยู่ในความประมาท” หลังกลับจากบิณฑบาต ท่านจึงเดินเข้าสู่อุโบสถเพื่อปฏิบัติธรรม โดยตั้งปณิธานในใจว่า หากไม่ได้ยินกลองเพลก็จะยังไม่ลุกขึ้นจากที่ ท่านหลับตาภาวนา “สัมมา อะระหัง” จนกระทั่งใจหยุดเป็นจุดเดียวกัน เห็นเป็นดวงใสบริสุทธิ์ขนาดเท่า ฟองไข่แดงของไก่ติดอยู่ที่ศูนย์กลางกาย ความปวดเมื่อยทั้งหลาย มลายหายไปหมด พอดีกลองเพลดังกังวานขึ้น เย็นวันนั้น หลังจากลงพระปาฏิโมกข์แล้ว ท่านได้เข้าไปในอุโบสถ เพื่อปรารภความเพียร ท่านหวนคิดถึงเมื่อครั้งอายุ ๑๙ ที่ได้ปฏิญาณตนบวชจนตาย บัดนี้เวลาผ่านมาถึง ๑๕ ปี ก็ยังไม่ได้บรรลุธรรมที่พระพุทธองค์ทรงรู้เห็นเลย ท่านจึงตั้ง สัจจาธิษฐานทําสมาธิภาวนาอย่างเอาชีวิตเป็นเดิมพันว่า “ถ้าเรานั่งลงไปครั้งนี้ไม่เห็นธรรมที่พระพุทธเจ้าต้องการ เป็นอันไม่ลุกจากที่นี้จนหมดชีวิต” จากนั้น ก็นั่งเจริญสมาธิภาวนา เวลาผ่านไปประมาณครึ่งค่อนคืน ใจหยุดสงบนิ่งที่ศูนย์กลางกายได้ส่วนพอดี ดวงกลมโตใสบริสุทธิ์ที่ศูนย์กลางกายที่เห็นเมื่อเพลยิ่งใสสว่างมากขึ้นราวกระจกเงา ใหญ่ขนาดดวงอาทิตย์ เห็นอยู่อย่างนั้นหลายชั่วโมงโดยไม่ทราบว่าจะทําอย่างไรต่อไป ขณะนั้น มีเสียงหนึ่งผุดขึ้นมาจากกลางดวงนั้นว่า “มัชณญิมา ปฏิปทา” ทางสายกลางไม่ตึงนักไม่หย่อนนักในความหมายของปริยัติ ขณะเดียวกันที่ศูนย์กลางดวงกลมใสสว่างนั้น ปรากฏมีจุดเล็กเรืองแสงสว่างวาบขึ้นมา ท่านจึงคิดว่า นี่ กระมังทางสายกลาง ท่านจึงมองไปที่จุดนั้นทันที จุดนั้นค่อยๆ ขยายโตขึ้นมาแทนที่ดวงเก่าซึ่งหายไป ท่านมอง *เข้ากลาง จุดเล็กที่อยู่กลางดวงใสเรื่อยไป ก็ได้เห็นดวงใหม่ที่สุกใสยิ่งกว่าลอยขึ้นมา ท่านเข้ากลางดวงใหม่ที่ลอยขึ้นมาแทนที่อย่างต่อเนื่องไม่ขาดสายไปเรื่อยๆ ในที่สุดจึงเห็นกายต่างๆ เกิดขึ้นจนกระทั่งเข้าถึงพระธรรมกายกลางดึกคืนนั้นเอง ในเวลานั้น ท่านเข้าใจอย่างชัดเจนด้วยตนเองว่า ธรรมะของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านี้ลึกซึ้งนัก พันวิสัยของการที่จะตรึกนึกคิดหรือคาดคะเนเอาได้ เพราะถ้ายังตรึกนึกคิดอยู่ก็เข้าไม่ถึง (*เข้ากลาง หมายถึง ดําเนินจิตเข้ากลางดวงที่เห็นเข้าไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเข้าถึงพระธรรมกายที่อยู่ในทางสายกลาง) จะเข้าถึงได้ต้องทําให้ใจ คือ ความรู้ตรึก รู้นึก รู้คิด รวมหยุดเป็นจุดเดียวกัน พอหยุดก็ดับ ดับแล้วจึงเกิด ในเวลาต่อมาท่านจึงกล่าวสรุปไว้เป็นประโยคสั้นๆ ว่า “หยุดเป็นตัวสําเร็จ” การเข้าถึงพระธรรมกายของหลวงปู่นับเป็นการค้นพบที่ยิ่งใหญ่ เพราะมิได้เป็นเพียงการปฏิบัติตามหรือจดจําจากตํารา แต่เป็นการรู้เห็นและเข้าถึงธรรมจริงแท้ที่มีอยู่ภายในด้วยตนเอง โดยการดําเนินจิตเข้าไปในหนทางสายกลาง ด้วยการทําใจให้หยุดนิ่ง วิธีการดําเนินจิตเข้าไปในเส้นทางสายกลางอันเป็นหนทางสู่ความพ้นทุกข์ ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าและพระอรหันต์ทั้งหลาย ได้ดําเนินไปแล้วนี้หายไปเกือบสองพันปี การค้นพบของท่านจึงเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อมนุษยชาติ และยังเป็นพยานยืนยัน พระดํารัสของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ตรัสไว้แก่เหล่าพระสงฆ์สาวกว่า “ธรรมกายเป็นชื่อของตถาคต” เมื่อพระเดชพระคุณหลวงปู่เข้าถึงพระธรรมกายแล้ว ท่านก็มุ่งมั่นในการทําสมาธิภาวนา ยิ่งปฏิบัติก็ยิ่งลึกซึ้งมากขึ้น เมื่อออกพรรษาแล้วท่านเดินทางไปปฏิบัติธรรมและสอนที่วัดบางปลา ตําบลบางเลน จ.นครปฐม สอนอยู่ราวๆ ๔ เดือนมีพระภิกษุปฏิบัติได้ ๓ รูปและฆราวาสอีก ๔ คน ถือเป็นพยานในการบรรลุธรรมของท่าน การสอนครังนี้นับเป็นจุดเริ่มต้นของการเผยแผ่วิชชาธรรมกาย ต่อมาท่านได้เดินธุดงค์ไปสอนในที่ต่างๆ อีกหลายแห่ง มีประชาชนมาศึกษาธรรมปฏิบัติกันเป็นจํานวนมาก และต่างได้รับผลดีตามความตั้งใจแห่งการปฏิบัติของตน เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ในราวกลางปี พ.ศ. ๒๔๖๑ (กลางรัชกาลที่ ๖) ท่านได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ซึ่งในขณะนั้นชํารุดทรุดโทรมมาก เป็นกึ่งวัดร้าง มีพระประจําวัดอยู่เพียง ๑๓ รูป ท่านได้ทํานุบํารุงวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ จนกระทั่งมีความเจริญรุ่งเรือง มีพระภิกษุสามเณรถึง ๕๐๐ กว่ารูป มากที่สุดในประเทศไทยในยุดนั้น และสร้างความเจริญรุ่งเรืองให้แก่พระพุทธศาสนาเป็นอย่างยิ่ง พระเดชพระคุณหลวงปู่ท่านตระหนักดีว่า วิชชาธรรมกายเป็นสิ่งเดียวที่สามารถช่วยชาวโลกให้พ้นทุกข์ได้อย่างแท้จริง ด้วยความเมตตาอยากให้ทุกคนมีที่พึ่งที่ระลึกอันประเสริฐ ท่านจึงทุ่มเทเผยแผ่วิชชาธรรมกายโดยเปิดสอนทําสมาธิภาวนา ที่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ส่งพระภิกษุและแม่ชีออกเผยแผ่ วิชชาธรรมกายแก่ประชาชนในจังหวัดต่างๆ และในต่างประเทศ ได้แก่ ประเทศญี่ปุ่น และประเทศในทวีปยุโรป ทําให้มีผู้ปฏิบัติธรรมเข้าถึงดวงปฐมมรรค เข้าถึงกายต่างๆ และเข้าถึง พระธรรมกายเป็นจํานวนมาก ท่านเป็นที่เคารพสักการะอย่างสูง ของมหาชนทั้งหลายทุกชนชั้นทั้งภายในและต่างประเทศ ชื่อเสียง เกียรติคุณของท่านโด่งดังระบือไกลตั้งแต่ยุคนั้นมาจนกระทั่งปัจจุบัน ในปีพ.ศ. ๒๔๙๗ ก่อนที่ท่านจะมรณภาพประมาณ ๕ ปี ท่านได้เรียกประชุมศิษย์เป็นกรณีพิเศษที่ศาลาการเปรียญ เพื่อแจ้งให้ทุกคนทราบว่าท่านจะมรณภาพในอีก ๕ ปีข้างหน้า กิจการใดที่ท่านดําเนินไว้แล้ว ขอให้ช่วยกันทํากิจการนั้นๆ ต่อไปอย่าทอดทิ้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการเผยแผ่วิชชาธรรมกาย ในเดือนมีนาคม พ.ศ. ๒๔๙๙ เป็นต้นมา พระเดชพระคุณหลวงปู่ เริ่มอาพาธด้วยโรคความดันโลหิตสูง และมรณภาพลงในวันที่ ๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๐๒ รวมอายุได้ ๗๕ ปี รวมพรรษาได้ ๕๓ พรรษา เหตุการณ์ในชีวิต พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) เหตุการณ์ในชีวิต พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) หลวงปู่วัดปากน้ำภาษีเจริญ พ.ศ. ๒๔๒๗ หลวงปู่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ เกิดที่บ้านสองพี่น้อง อ.สองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี พ.ศ. ๒๔๓๖ อายุ ๙ ปี เริ่มเรียนหนังสือกับพระน้าชาย ที่วัดสองพี่น้อง อ.สองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี พ.ศ. ๒๔๓๘ อายุ ๑๑ ปี เรียนหนังสือที่วัดบางปลา อ.บางเลน จ.นครปฐม พ.ศ. ๒๔๔๑ อายุ ๑๔ ปี บิดาถึงแก่กรรม เริ่มเป็นพ่อค้าข้าว พ.ศ. ๒๔๔๖ อายุ ๑๙ ปี อธิษฐานจิตขอบวชตลอดชีวิต พ.ศ. ๒๔๔๙ อายุ ๒๒ ปี พรรษา ๑ อุปสมบทที่วัดสองพี่น้อง อ.สองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี พ.ศ. ๒๔๕๐ อายุ ๒๓ ปี พรรษา ๒ ย้ายมาวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม กรุงเทพฯ พ.ศ. ๒๔๖๐ อายุ ๓๓ ปี พรรษา ๑๒ บรรลุธรรมที่วัดโบสถ์ (บน) ต.บางคูเวียง อ.บางกรวย จ.นนทบุรี พ.ศ. ๒๔๖๐ อายุ ๓๓ ปี พรรษา ๑๒ หลังจากออกพรรษาไปเผยแผ่ธรรมครั้งแรกที่ วัดบางปลา อ.บางเลน จ.นครปฐม พ.ศ. ๒๔๖๑ อายุ ๓๔ ปี พรรษา ๑๓ มาอยู่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ พ.ศ. ๒๔๖๔ อายุ ๓๗ ปี พรรษา ๑๖ เป็นพระครูสมณธรรมสมาทาน พ.ศ. ๒๔๗๔ อายุ ๔๗ ปี พรรษา ๒๖ ตั้งโรงงานทําวิชชา พ.ศ. ๒๔๙๐ อายุ ๖๓ ปี พรรษา ๔๒ ได้ตําแหน่งพระอุปัชฌาย์ พ.ศ. ๒๔๙๒ อายุ ๖๕ ปี พรรษา ๔๔ เป็นพระภาวนาโกศลเถร พ.ศ. ๒๔๙๓ อายุ ๖๖ ปี พรรษา ๔๕ ทําพระของขวัญรุ่น ๑ ตั้งโรงเรียน พ.ศ. ๒๔๙๔ อายุ ๖๗ ปี พรรษา ๔๖ ทําพระของขวัญรุ่น ๒ พ.ศ. ๒๔๙๖ อายุ ๖๙ ปี พรรษา ๔๘ ส่งพระไปเผยแผ่ที่อังกฤษ พ.ศ. ๒๔๙๘ อายุ ๗๑ ปี พรรษา ๕๐ เป็นพระมงคลราชมุนี พ.ศ. ๒๔๙๙ อายุ ๗๒ ปี พรรษา ๕๑ ทําพระของขวัญรุ่น ๓ พ.ศ. ๒๕๐๐ อายุ ๗๓ ปี พรรษา ๕๒ เป็นพระมงคลเทพมุนี พ.ศ. ๒๕๐๒ อายุ ๗๕ ปี พรรษา ๕๓ หลวงปู่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ มรณภาพ รูปเหมือนทองคํา พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) ความยิ่งใหญ่ของผู้ค้นพบวิชชาธรรมกาย ในคืนวันเพ็ญ ขึ้น ๑๕ คํา เดือน ๑๐ พ.ศ. ๒๔๖๐ ณ อุโบสถวัดโบสถ์ (บน) บางคูเวียง จังหวัดนนทบุรี ได้เกิดเหตุการณ์สําคัญ ซึ่งมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงวิถีการดําเนินชีวิต ของมวลมนุษยชาติครั้งใหญ่ นั่นคือ การที่พระเดชพระคุณหลวงปู่ได้ค้นพบวิชชาธรรมกายของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ได้เลือนหายไปหลังพุทธปรินิพพานกว่าสองพันปีกลับคืนมาอีกครั้ง ด้วยการทุ่มชีวิตเป็นเดิมพันบําเพ็ญสมาธิภาวนา จากนั้น ท่านก็ได้นําพาแสงสว่างแห่งพระรัตนตรัยมาสู่ใจของมวลมนุษยชาติอีกครั้ง ด้วยคําสอนที่ท่านสรุปแนวทางการปฏิบัติไว้เป็นหนึ่งเดียวว่า “หยุดเป็นตัวสําเร็จ” โดยการนําใจมาหยุดนิ่งไว้ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ จนกระทั่งเข้าถึงพระธรรมกาย ซึ่งเป็นที่พึ่งที่ระลึกอันสูงสุดที่มีอยู่ในตัวของมวลมนุษยชาติทุกคน และจะนําพามนุษย์ทุกคนให้หลุดพ้นจากการ เกิด แก่ เจ็บ ตายได้ในที่สุด พระเดชพระคุณหลวงปู่จึงเป็นบุคคลที่หาได้ยากยิ่ง ถ้าไม่มีท่าน มนุษย์หลังพุทธกาลก็ยังคงหลับใหลไม่รู้จักศูนย์กลางกาย ไม่รู้จักหนทางพ้นทุกข์ และไม่รู้ว่าหนทางพระนิพพานอยู่ที่ใด จะต้องเวียนว่ายตายเกิดตามกระแสแห่งกรรมและอาจพลาดพลั้ง ตกลงไปสู่บ่วงแห่งมารโดยง่าย ทําไมต้องหล่อรูปเหมือนพระมงคลเทพมุนีด้วยทองคํา ทองคํา เป็นวัตถุธาตุที่สูงค่า บริสุทธิ์งดงาม และคงทน ถาวร แม้เวลาจะผ่านไปนานนับพันปีก็ยังคงคุณค่าและความงาม ที่เป็นอมตะไว้ได้ ด้วยเหตุนี้ ทองคําจึงเป็นวัตถุธาตุที่เหมาะสมที่สุดเท่าที่จะหาได้ในปัจจุบัน ในการนํามาหล่อรูปเหมือนของ พระเดชพระคุณหลวงปู่ เพื่อแสดงความกตัญญูต่อท่าน ที่ท่านได้สละชีวิตค้นพบวิชชาธรรมกายกลับคืนมาให้แก่ชาวโลก และเพื่อประกาศพระคุณอันยิ่งใหญ่ของท่านให้โลกได้ประจักษ์ไปชั่วกาลนานรวมทั้ง เพื่อให้ผู้มีจิตศรัทธาและอนุชนรุ่นหลังได้มีโอกาสมากราบไหว้บูชา นอกจากนี้ รูปเหมือนทองคําของพระเดชพระคุณหลวงปู่ ยังจะเป็นพยานแห่งการมีตัวตนของท่านแก่อนุชนรุ่นหลัง และเป็นหลักฐานการค้นพบวิชชาธรรมกายของท่าน ซึ่งจะก่อให้เกิดแรงบันดาลใจ ในการประพฤติปฏิบัติธรรมตามคําสอนของท่านสืบไป ดังนั้น แม้ทองคําจะเป็นสิ่งที่มีมูลค่าสูงเพียงใดก็ตาม แต่การนําทองคํามาหล่อรูปเหมือนของพระเดชพระคุณหลวงปู่นับว่า เป็นเพียงสิ่งเล็กน้อย เมื่อเทียบกับความยิ่งใหญ่และพระคุณของท่าน รวมทั้งประโยชน์ที่จะเกิดแก่มวลมนุษยชาติและอนุชนรุ่นหลัง ประวัติการหล่อรูปเหมือนทองคําพระมงคลเทพมุนี รูปเหมือนทองคําพระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) ที่พระเดชพระคุณพระราชภาวนาวิสุทธิ และศิษยานุศิษย์ร่วมกันหล่อขึ้น ปัจจุบันนี้ มีทั้งหมด ๔ องค์ ดังนี้ องค์ที่ ๑ หล่อเมื่อวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๓๗ จะอัญเชิญไปประดิษฐาน ณ เจดีย์มหารัชมงคล วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นสถานที่ที่พระเดชพระคุณหลวงปู่เผยแผ่วิชชาธรรมกาย ทําวิชชาปราบมาร และมรณภาพ องค์ที่ ๒ หล่อเมื่อวันที่ ๑๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๗ ในวาระครบรอบ ๑๒๐ ปี ของพระเดชพระคุณหลวงปู่ องค์ที่ ๓ หล่อเมื่อวันที่ ๑๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๘ ในวาระครบรอบ ๑๒๑ ปี ของพระเดชพระคุณหลวงปู่ องค์ที่ ๔ หล่อเมื่อวันที่ ๑๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๑ ในวาระครบรอบ ๑๒๔ ปี ของพระเดชพระคุณหลวงปู่ เพื่อประดิษฐาน ในมหาวิหารพระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) วัดพระธรรมกาย จ. ปทุมธานี องค์ที่ ๒ และองค์ที่ ๓ จะอัญเชิญไปประดิษฐาน ณ เส้นทางมหาปูชนียาจารย์ อีก ๒ แห่ง การบูชาบุคคลที่ควรบูชาเป็นมงคลอย่างยิ่ง พระเดชพระคุณหลวงปู่ เป็นพระมหาเถระที่เปี่ยมล้นด้วย คุณธรรมและคุณวิเศษ ท่านมีความตั้งใจที่จะปราบมารประหารกิเลสให้สิ้นเชื้อไม่เหลือเศษไปให้ถึงต้นเหตุแห่งความทุกข์ทรมานของสรรพสัตว์ทั้งหลาย และมีมโนปณิธานอันยิ่งใหญ่ ที่จะรื้อสัตว์ ขนสัตว์ เข้าสู่อายตนนิพพานให้หมด แม้ตัวท่านเองจะเข้านิพพานเป็นคนสุดท้ายก็ตาม ท่านจึงเป็นทักขิไณยบุคคลที่ควรบูชาและหาได้ยากยิ่งในจักรวาล ใครได้ทําบุญกับท่าน ได้บูชากราบไหว้ และปฏิบัติตามคําสอนของท่านด้วยความเคารพเลื่อมใส ก็จะได้รับอานิสงส์อันยิ่งใหญ่ยากที่จะประมาณได้ สาธุชนผู้มีบุญที่ปรารถนาจะสักการบูชารูปเหมือนทองคําของท่าน เพื่อระลึกถึงพระคุณและคุณงามความดีของท่าน ขอเรียนเชิญที่มหาวิหารพระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานรูปเหมือนทองคําบริสุทธิ์ หนัก ๑ ตัน ที่เหมือนกับองค์จริงของท่านราวกับฝาแฝด และพร้อมกันนี้ขอเรียนเชิญ ผู้มีบุญทั้งหลายมาทําสมาธิภาวนาตามคําสอนของท่านเพื่อเป็นการปฏิบัติบูชา ซึ่งจะบังเกิดประโยชน์อันยิ่งใหญ่แก่ตนเอง และยังเป็นการทําความปรารถนาของพระเดชพระคุณหลวงปู่ ที่ต้องการให้ทุกคนเข้าถึงพระธรรมกายบังเกิดเป็นความจริงขึ้นมา แหล่งศึกษาและค้นคว้าคําสอน ของพระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) ผู้สนใจศึกษาคําสอนพระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) สามารถค้นคว้าเพิ่มเติมได้จากหนังสือ มรดกธรรมของหลวงพ่อวัดปากน้ำ (พระมงคลเทพมุนี) จัดพิมพ์โดย สมาคมศิษย์หลวงพ่อวัดปากน้ำ วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ หนังสือเล่มนี้รวบรวมพระธรรมเทศนา ๒๒ กัณฑ์ ของพระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) เอาไว้ เพื่อเป็นแหล่งค้นคว้าคําสอนอันทรงคุณค่าของท่าน สําหรับผู้ที่ต้องการศึกษาคําสอนของท่านด้วยการปฏิบัติธรรม เพื่อให้เข้าถึงพระธรรมกาย เรียนเชิญมาทําสมาธิปฏิบัติธรรมร่วมกันได้ที่สภาธรรมกายสากล วัดพระธรรมกาย ทุกวันอาทิตย์ เวลา ๐๙.๓๐ น. - ๑๑.๐๐ น. และเวลา ๑๓.๓๐ น. - ๑๔.๓๐ น. นอกจากนี้ วัดพระธรรมกายยังจัดโครงการปฏิบัติธรรมพิเศษ สําหรับสาธุชนที่มีความสนใจในการปฏิบัติธรรมอย่างต่อเนื่องขึ้นด้วย ดังนี้ โครงการธุดงค์สุดสัปดาห์ ที่วัดพระธรรมกาย ทุกๆ วันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ มีการจัดธุดงค์สุดสัปดาห์แก่ สาธุชนที่รักการทําสมาธิภาวนาและต้องการเพิ่มพูนคุณธรรม เรียนเชิญท่านที่สนใจสมัครอยู่ธุดงค์ได้ที่สภาธรรมกายสากล เสา G30 ฝั่งช้าง โทร. ๐๒-๘๓๑-๑๘๒๐-๓ โครงการปฏิบัติธรรม ๑ สัปดาห์ ที่สวนพนาวัฒน์ สวนพนาวัฒน์ ตั้งอยู่ที่ตําบลบ่อหลวง อําเภอฮอด ทางตอนใต้ของจังหวัดเชียงใหม่ มีอาคารปฏิบัติธรรมและบ้านพักพร้อมอุปกรณ์อํานวยความสะดวกอย่างครบครัน มีห้องอาหารบริการอาหารเลิศรส สะอาด ถูกหลักอนามัย และมีคุณค่าทางอาหารครบถ้วน สนใจเชิญติดต่อ โครงการปฏิบัติธรรมพิเศษ(ดอกไม้บาน) โทร. ๐๒-๘๓๑-๑๑๓๐, ๐๘-๕๑๔๑-๒๒๒๒, ๐๘-๓๕๔๐-๔๖๓๘ โครงการปฏิบัติธรรม ๑ สัปดาห์ ที่สวนป่าหิมวันต์ สวนป่าหิมวันต์ ตั้งอยู่ท่ามกลางทะเลหมอก และดอกไม้งามบานสะพรัง ที่อําเภอภูเรือ จังหวัดเลย มีอาคารปฏิบัติธรรมที่เหมาะกับการทําสมาธิภาวนา พร้อม “บ้านรังนก” สถานที่พักส่วนตัวสําหรับทุกท่านที่ปรารถนาวันเวลาอันสงบสุข ห่างไกลความวุ่นวายทางโลก สนใจเชิญติดต่อ โครงการปฏิบัติธรรมพิเศษ(ดอกไม้บาน) โทร.๐๒-๘๓๑-๑๑๓๐, ๐๘-๕๑๔๑-๒๒๒๒, ๐๘-๓๕๔๐-๔๖๓๘ โครงการปฏิบัติธรรมสําหรับชาวต่างชาติ(The Middle Way Meditation Retreat) เป็นโครงการปฏิบัติธรรมสําหรับชาวต่างชาติที่มีความสนใจจะฝึกสมาธิ โดยมีพระอาจารย์สอนการทําสมาธิเบื้องต้นเป็นภาษาอังกฤษ ด้วยวิธีที่เข้าใจง่าย มีพี่เลี้ยงคอยดูแลอย่างอบอุ่นและเป็นกันเอง สถานที่พักสงบ เรียบง่าย บริการอาหารอร่อย ๓ มื้อ พร้อมเครื่องดื่ม ผู้เข้าร่วมโครงการจะได้รับความสุขสงบ ทั้งจากการนั่งสมาธิและจากธรรมชาติรอบๆ ตัว สมัครปฏิบัติธรรมสําหรับชาวต่างชาติได้ที่ www. meditationthai.org