ชีวิตใหม่ในวัดปากน้ำ นักเรียนของหลวงปู่ คุณยายเคยเล่าว่า เมื่อแรกเริ่มที่เข้าไปอยู่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ท่านต้องยอมอดทนทุกอย่างเพื่อให้ได้ศึกษาวิชชาธรรมกายจากพระเดชพระคุณหลวงปู่ เนื่องจากรูปกายภายนอกของท่านผ่ายผอมและสะพรั่งไปด้วยเส้นเอ็น คนในวัดมักจะเข้าใจผิดคิดว่าท่านเป็นวัณโรค ซึ่งในสมัยนั้นถือว่าเป็นโรคติดต่อร้ายแรงที่รักษาให้หายได้ยาก เมื่อเป็นแล้วส่วนใหญ่จะเสียชีวิต ใครๆ จึงพากันรังเกียจท่าน เพราะเกรงว่าโรคจะติดต่อมาถึงตน แม้เวลาที่คุณยายไปรับอาหารที่โรงฉัน ก็มีผู้ที่เข้าใจไม่ถูกต้องแสดงอากัปกิริยาอันไม่เหมาะสม เช่น ไสจานข้าวให้คุณยายเพราะไม่อยากเข้าใกล้ แต่ท่านก็ยังคงสงบนิ่งเฉย ไม่โต้ตอบด้วยอาการใดๆ คุณยายสามารถรักษาใจให้สงบเป็นปกติได้เพราะท่านมีวิธีการคิดที่แตกต่างจากคนทั่วไป ท่านเคยบอกหลวงพ่อว่าให้เราดูเฉยๆ คิดเสียว่าเรามาเพื่อเรียนวิชชาธรรมกาย ส่วนอาหารก็เป็นของพระเดชพระคุณหลวงปู่ ใครจะให้ด้วยอาการอย่างไรก็ไม่เป็นไร ขอเพียงมีข้าวให้ได้รับประทานผ่านไปมื้อหนึ่งก็พอ จะได้มีกำลังวังชาหล่อเลี้ยงร่างกายให้แข็งแรง เอาไว้ใช้สำหรับปฏิบัติธรรม ทำความเพียร ศึกษาวิชชาธรรมกาย และตอบคำถามต่างๆ ของพระเดชพระคุณหลวงปู่วัดปากน้ำให้ได้ เรามีหน้าที่เพียงเท่านี้ การที่ใครเขาคิดว่าคุณยายเป็นวัณโรคก็เป็นเรื่องที่น่าเห็นใจ ท่านไม่ถือสา การไม่ถือสานี้เป็นสิ่งดี เพราะถ้าเราไม่ถือสา เรื่องก็กลายเป็นลมเป็นแล้ง แต่ถ้าถือสาก็จะกลายเป็นเรื่องเป็นราว ใจจะฟุ้งซ่านอยู่เรื่อยๆ ว่าทำไมเขาถึงทำกับเราได้ อย่างนี้แล้วใจก็จะไม่หยุดนิ่ง แม้ว่าทุกคนจะอุทิศตนเข้ามาสร้างบารมีในวัดแล้ว แต่ก็ยังคงมีกิเลสหลงเหลืออยู่ ถึงกระนั้นคนในวัดก็ยังประณีตกว่าคนข้างนอก ถ้าคนข้างนอกไม่พอใจกันก็อาจทำร้ายร่างกายกันได้ แต่คนในวัดอาจจะใช้เพียงแค่วาจาหรือแสดงออกทางกายบ้าง คุณยายไม่ได้ใส่ใจกับสิ่งเหล่านี้เลย ท่านใช้วิธีปรับใจให้อยู่เหนือสิ่งแวดล้อมและทำความเข้าใจในบุคคลรอบข้าง จึงไม่เคยคิดเอาเรื่องเอาราวกับใคร สิ่งนี้ทำให้หลวงพ่อได้ข้อคิดว่า หากเราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมของเราได้ก็ให้ปรับที่ใจของเราเอง ต่อมา เมื่อคุณธรรมและความดีของคุณยายเป็นที่ประจักษ์แก่ผู้ใกล้ชิด ท่านจึงกลายเป็นที่รักและเกรงใจของทุกคน ไม่ว่าจะอยู่ที่ใด ร่างกายอันผอมบางแต่สงบเสงี่ยมสง่างามของท่านก็มักจะทำให้ผู้ที่พบเห็นอยากเข้าใกล้ เพราะท่านเป็นเหมือนร่มไม้ใหญ่ที่ยังความรู้สึกร่มเย็นกายและใจให้บังเกิดขึ้นกับผู้ที่มาพักพิงได้เสมอ --------------------------------------- สุขใจตลอดเวลา ความเป็นอยู่ของคุณยายเมื่อเข้ามาอาศัยในวัดปากน้ำใหม่ๆ ไม่สะดวกสบายนัก ที่นอนที่มีอยู่ก็เป็นเตียงไม้เก่าๆ เอียงๆ ผุพัง สกปรก และเต็มไปด้วยตัวเรือด ส่วนมุ้งก็ขาด ท่านจึงจัดการซ่อมแซมโดยต่อเตียงให้แข็งแรงและเช็ดจนสะอาดสะอ้าน ส่วนมุ้งก็นำมาปะชุนให้ใช้งานได้ คุณยายนึกอยู่เสมอว่าท่านไม่ได้มาเพื่อแสวงหาความสะดวกสบาย แต่ท่านมาเพื่อศึกษาวิชชาธรรมกาย ถ้าต้องการความสะดวกสบายก็ควรจะอยู่ที่บ้าน แต่ในเมื่อมาอยู่วัดเพื่อเรียนธรรมะแล้ว สิ่งเหล่านี้จึงไม่ควรเป็นอุปสรรค คิดแล้วใจของท่านก็ชื่นบาน ตกกลางคืนเมื่อคุณยายเข้านอนแล้ว ตัวเรือดที่ซุกซ่อนอยู่ตามรอยต่อของเตียงไม้ก็ออกมากัดท่าน คุณยายจึงต้องสะดุ้งตื่นขึ้นมาจับตัวเรือดใส่กระโถน โดยนำผ้าเช็ดหน้าที่ไม่ใช้แล้วมาวางรองในก้นกระโถน แล้วค่อยๆ จับตัวเรือดใส่ลงไป จากนั้นจึงนำกระดาษแข็งปิดปากกระโถนเอาไว้ พอตัวเรือดกัดทีหนึ่งก็ตื่นขึ้นมาจับตัวเรือดใส่กระโถนครั้งหนึ่ง แล้วปิดกระดาษแข็งเอาไว้ เป็นเช่นนี้ตลอดทั้งคืน ถึงตอนเช้าก็นำไปปล่อย ให้ชีวิตสัตว์เป็นทาน ใจของท่านก็ปลื้มอยู่ตลอดเวลา ท่านทำอย่างนี้จนกระทั่งจับตัวเรือดได้หมดเรียบร้อย ไม่มีเหลือให้ปล่อยอีก เตียงของท่านจึงสะอาดหมดจดทุกซอกทุกมุม ด้วยความที่คุณยายเป็นคนสันโดษ มักน้อย ยินดีตามมีตามได้ แม้จะได้รับเตียงผุพัง และมุ้งทั้งเก่าทั้งขาด ท่านก็ยังมีความพึงพอใจ นำมาซ่อมแซมและทำความสะอาดจนกระทั่งสามารถใช้งานได้ ท่านไม่เคยบ่น ไม่เคยกล่าวคำผรุสวาท พูดแต่คำดีๆ เป็นคำที่ไพเราะ ใครอยู่ใกล้ท่านก็เย็นอกเย็นใจ เตียงของท่านสะอาดมาก ใครได้นั่งก็รู้สึกสบาย บริเวณเตียงของท่านจึงกลายเป็นสโมสรเล็กๆ ที่ชุมนุมของนักรบกองทัพธรรมผู้ที่ทำวิชชาด้วยกัน เป็นสโมสรของคนดีมีศีลธรรมในที่สุด ทุกคนล้วนมีสิทธิ์ตัดสินด้วยตนเองว่าอยากจะหาความสุขหรือความทุกข์ใส่ตัว ถ้าเราจะหาความสุขก็ต้องคิดแบบหนึ่ง แต่ถ้าต้องการหาความทุกข์ก็ต้องคิดอีกแบบหนึ่ง ทุกอย่างล้วนอยู่ที่ใจของเราเอง เหมือนอย่างคุณยายที่คิดว่า แม้มีเตียงเก่าชำรุดก็ยังดีกว่าไม่มีเตียง ถ้าเตียงพังเราก็สามารถซ่อมได้ แต่ถ้าไม่มีเตียงเราก็ต้องนอนที่พื้น วิธีคิดของท่านแบบนี้ทำให้ท่านมีแต่ความสุขอยู่ตลอดเวลา --------------------------------------- เมื่อดวงธรรมหายไป ในช่วงแรกๆ ที่คุณยายอยู่ในโรงงานทำวิชชา ท่านเล่าว่าพระเดชพระคุณหลวงปู่ยังไม่ได้สอนอะไร เพียงแต่ให้นั่งวางใจนิ่งๆ เฉยๆ เท่านั้น ประกอบกับเวลานั้นคุณยายไม่สบายพอดี ก็พลอยทำให้ดวงธรรมที่เคยเห็นชัดใสนั้นเลือนหายไปโดยไม่ทราบสาเหตุ เมื่อคุณยายหลับตาแล้วก็เห็นแต่ความมืดมิด ไม่เห็นความสว่างเหมือนเดิม แต่ก็ยังรู้สึกมีความสุขกับการนั่ง หลวงพ่อเคยถามคุณยายว่ารู้สึกอย่างไร ท่านตอบว่า ท่านไม่หวั่นไหว ท่านรู้สึกเฉยๆ และมั่นใจว่าในไม่ช้าก็จะได้เห็นเหมือนเดิม และเมื่อถึงเวลาที่พระเดชพระคุณหลวงปู่ถามคำถามนักศึกษาวิชชาธรรมกายในโรงงานทำวิชชา ท่านจะถามเรียงทีละคน ซึ่งผู้ที่จะตอบคำถามพระเดชพระคุณหลวงปู่ได้ ต้องเห็นธรรมะภายในชัดแจ่มทีเดียว แต่พระเดชพระคุณหลวงปู่คงทราบว่าคุณยายยังไม่พร้อม เมื่อถึงลำดับที่คุณยายจะต้องตอบคำถาม ท่านก็จะข้ามไป เมื่อเวลาล่วงผ่านไปได้ 2–3 วันแล้ว คุณยายก็ยังคงนั่งอยู่กับความมืด แต่ท่านก็รู้สึกเบาสบายคล้ายกับอยู่ในที่โล่งกว้างเวลากลางคืน ท่านไม่ได้คิดอะไรนอกจากวางใจสบายอยู่ในความมืด สำหรับผู้ที่เคยเห็นความสว่าง แต่อยู่ๆ ดวงธรรมหายไป ยิ่งนั่งอยู่ใกล้พระเดชพระคุณหลวงปู่ ผู้ค้นพบวิชชาธรรมกาย และหมู่คณะผู้รู้เห็นทั้งหลายในโรงงานทำวิชชาแล้วยังสามารถทำความรู้สึกนิ่งเฉยเป็นปกติท่ามกลางความมืดของใจได้ ถือว่าไม่ธรรมดา ครั้นถึงวันที่ 4 ของการปฏิบัติธรรมในโรงงานทำวิชชา ขณะที่พระเดชพระคุณหลวงปู่เดินขึ้นบันไดมา แผ่นไม้ที่ท่านเหยียบส่งเสียงดัง “เอี๊ยด เอี๊ยด” ในเวลานั้นคุณยายกำลังวางใจนิ่งเฉยอยู่ในความมืด แล้วใจของท่านก็เกิดตกศูนย์ลงไป ณ กลางกาย ทันใดนั้นดวงธรรมใสกระจ่างก็ผุดขึ้นมาสว่างไสวดังเดิม ท่านบอกว่า “พอเราทำใจสบายๆ เดี๋ยวก็กลับมาเห็นได้ใหม่” ที่ท่านพูดดังนี้ก็เพราะธรรมะและดวงธรรมเป็นสิ่งที่มีอยู่แล้วในตัวของเรา เมื่อเราวางใจถูกส่วนแล้วย่อมเข้าถึงได้อีกครั้ง --------------------------------------- คุณยายสอนตัวเอง เมื่อคุณยายได้มาอยู่ที่วัดปากน้ำแล้ว ท่านก็ตั้งใจศึกษาเล่าเรียนวิชชาธรรมกายอย่างเอาจริงเอาจัง แม้จะมีสิ่งที่ชวนให้หงุดหงิด ฟุ้งซ่าน รำคาญ ขัดเคืองใจอยู่บ้าง แต่ท่านก็ไม่สนใจสิ่งเหล่านั้นเลย ท่านตระหนักดีว่าท่านต้องทำหน้าที่เป็นครูผู้ให้แสงสว่างกับนักเรียนคนแรก ซึ่งก็คือตัวของท่านเอง ท่านสอนตนเองว่าเรามาอยู่วัดปากน้ำนี้ ต้องอดทน อดกลั้น อดออมในทุกสิ่งทุกอย่าง และในหัวใจก็ควรมีแต่ธรรมะและครูบาอาจารย์ผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชชาให้เท่านั้น ส่วนเรื่องอื่นถือเป็นเรื่องเล็ก นอกจากนี้คุณยายยังสอนตัวเองอีกว่า เราเกิดมาแสวงหาความสุข ซึ่งความสุขและความทุกข์ก็อยู่ที่ตัวเรา ดังนั้นไม่ว่าใครจะพูดจากระทบกระแทกหรือแสดงอากัปกิริยาที่ไม่น่าพึงใจกับท่าน ท่านก็ไม่ได้รับเอาไว้ ไม่เคยถือสาหรือนำมาเป็นอารมณ์แต่อย่างใด ท่านมุ่งที่จะศึกษาวิชชาธรรมกายเพียงอย่างเดียว เนื่องจากท่านมาอยู่วัดปากน้ำเพื่อศึกษาวิชชาธรรมกาย บุคคลเพียงผู้เดียวที่ท่านต้องนำมาใส่ใจคือหลวงปู่วัดปากน้ำผู้เป็นครูบาอาจารย์ของท่าน หากหลวงปู่วัดปากน้ำสั่งงาน ใช้สอย หรือซักถามเกี่ยวกับธรรมะ ท่านก็จะต้องค้นคว้าหาคำตอบมาให้ได้ นี้คือภารกิจที่อยู่ในใจของคุณยายมาโดยตลอด ด้วยเหตุนี้เอง ใจของคุณยายจึงสว่างไสว และท่านก็สมหวังในการศึกษาวิชชาธรรมกาย ท่านเคยสอนหลวงพ่อบ่อยๆ ว่า ให้มองข้ามข้อบกพร่องและข้อผิดพลาดของเพื่อนมนุษย์บ้าง เพื่อให้ใจของเราเบาสบายและนำความสบายนั้นมาปฏิบัติธรรม จะได้เข้าถึงธรรมและสมหวังในชีวิตได้โดยง่าย ถ้าเราติดในข้อผิดพลาดหรือข้อบกพร่องของเพื่อนมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นคนใกล้ตัวหรือคนไกลตัว เราจะมีแต่ความกลัดกลุ้มใจ ยิ่งเราปรุงแต่งความคิด ก็จะเป็นการขยายความทุกข์มากขึ้น เมื่อความทุกข์ขยายตัว ใจก็จะหนัก ขุ่นมัว รุ่มร้อน และห่างไกลการเข้าถึงธรรมยิ่งขึ้นไปอีก เมื่อคุณยายสอนตัวเองได้ดังนี้ ท่านจึงไม่เคยมีเรื่องมีราวหรือถือสาหาความใคร ท่านมีแต่ความเมตตาโอบอ้อมอารีกับผู้อื่น จึงเป็นที่รักของทุกคน ใครจะว่าอย่างไรท่านก็เฉยๆ นิ่งๆ เป็นปกติ ท่านหมั่นสอนตัวเองให้อดทนอดกลั้นอยู่เสมอ ท่านจึงมีตบะ อีกทั้งยังมีศีลและธรรม ข้อวัตรปฏิบัติอันดีงามและศีลาจารวัตรทุกอย่างเพียบพร้อมอยู่ในตัว ใจของท่านไม่ได้ผูกพันกับสิ่งใดในโลก นอกไปจากภารกิจที่ได้รับมอบหมายและการตอบคำถามของพระเดชพระคุณหลวงปู่ที่ต้องอาศัยความรู้จากการทำใจหยุดนิ่งเท่านั้น --------------------------------------- ความลับในโรงงานทำวิชชา มีอะไรในโรงงาน คำว่า “โรงงานทำวิชชา” หมายถึง แหล่งค้นคว้าและศึกษาวิชชาธรรมกาย ซึ่งเป็นสถานที่ชุมนุมของผู้มีบุญ โดยมีพระเดชพระคุณหลวงปู่วัดปากน้ำเป็นผู้สอน ภายในโรงงานทำวิชชาจะมีฝากั้นแยกระหว่างพระและอุบาสิกา ทำให้ไม่สามารถมองเห็นหรือไปมาหาสู่กันได้ แต่จะมีช่องเล็กๆ เจาะเอาไว้เพื่อให้พระเดชพระคุณหลวงปู่ส่งเสียงผ่านเข้ามาเพื่อถ่ายทอดวิชชาธรรมกายและสั่งงาน คุณยายเล่าว่า ผู้ที่ทำวิชชาอยู่ในนั้นจะนั่งนิ่งต่อวิชชากันไปเรื่อยๆ ไม่ซ้ำวิชชา ไม่ซ้ำเรื่องราว โดยผู้ทำวิชชาไม่ต้องทำอะไรเลยนอกจากทำใจหยุดนิ่ง เรียนด้วยพระธรรมกายภายใน เรียนธรรมปฏิบัติโดยไม่ต้องเปิดหนังสือหรือตำราใดๆ นั่งหลับตาด้วยกันเฉยๆ แล้วพระเดชพระคุณหลวงปู่ก็จะถ่ายทอดความรู้ให้ การศึกษาและค้นคว้าวิชชาธรรมกายนั้นจะทำกันตลอดต่อเนื่อง 24 ชั่วโมง โดยแบ่งเป็น 4 รอบ คือ กลางวัน 2 รอบ รอบละ 6 ชั่วโมง และกลางคืนอีก 2 รอบ รอบละ 6 ชั่วโมง โดยผู้ทำวิชชาจะแบ่งออกเป็นกลุ่มสลับกันทำหน้าที่อย่างต่อเนื่อง เมื่อเข้าไปใหม่ๆ ผู้ทำวิชชาจำเป็นต้องเรียนรู้ก่อนว่ามาทำไม มาทำอะไร มีภารกิจอะไร ถ้าหากพระเดชพระคุณหลวงปู่ถามขึ้นว่า มาทำไม มาจากไหน ผู้ทำวิชชาจะสามารถตอบได้ก็ต่อเมื่อเข้าถึงองค์พระธรรมกายภายในตัวแล้วเท่านั้น หากหลวงปู่วัดปากน้ำซักถามสิ่งหนึ่งสิ่งใด ทุกคนจะต้องตอบให้ได้อย่างถูกต้องด้วยญาณทัสนะหรือความรู้ที่ได้จากการทำใจหยุดนิ่งเท่านั้น ไม่ใช่คำตอบจากการคิดหรือด้นเดา เมื่อคุณยายเข้าสู่โรงงานทำวิชชาแล้ว ท่านก็ได้รับถ่ายทอดวิชชาธรรมกายจากพระเดชพระคุณหลวงปู่วัดปากน้ำด้วยวิธีซักถามพูดคุย ตรวจสอบประสบการณ์ภายใน โดยคำถามจะมีความลุ่มลึกยิ่งๆ ขึ้นไปตามลำดับ เมื่อคุณยายตอบคำถามได้ถูกต้อง พระเดชพระคุณหลวงปู่ก็จะพูดภาษาพ่อกับลูกว่า “เอ้อ...มันต้องอย่างนั้นสิวะ” เป็นเช่นนี้อยู่เรื่อยมา --------------------------------------- คำถามของหลวงปู่ เมื่อคุณยายปฏิบัติธรรมอยู่ในโรงงานทำวิชชาผ่านไปได้ 4 วันแล้ว หลวงปู่ได้ถามคำถามแรกกับคุณยายว่า “ลูกจันทร์ หลวงพ่อเดินออกมาว่าจะไปหอฉันนะ เห็นนกมันบินมาในอากาศ มันมาเกาะที่หลังคาโบสถ์ แล้วมันก็เหลียวไปมองข้างหลัง จากนั้นก็หันกลับไปมองข้างหน้าเหมือนเดิม แล้วมันก็บินออกไป มันทำอย่างนั้นทำไมวะ” เมื่อได้ยินคำถามแล้ว คุณยายก็วางใจจรดนิ่งที่ศูนย์กลางกายเรื่อยไป ท่านบอกว่าตอนนั้นมีอาการประหม่า ตัวสั่นอยู่บ้าง เพราะเป็นครั้งแรกที่หลวงปู่ถามท่าน แต่เมื่อนั่งนิ่งได้สักพักก็พบคำตอบ ท่านจึงพูดไปตามภาพที่เห็นว่า “หลวงพ่อเจ้าคะ นกมันบินมาเกาะบนหลังคาเพราะจะไปหากิน มันเหลียวหลังไปเพื่อจำทิศทางที่มันบินมา แล้วมันก็หันกลับไปมองที่หมายข้างหน้า แล้วก็บินออกไปหากินต่อเจ้าค่ะ” เมื่อหลวงปู่ได้ยินคำตอบแล้ว ท่านก็พอใจ บอกว่า “เอ้อ...ต้องอย่างนั้นสิวะ” วันถัดมา พระเดชพระคุณหลวงปู่ก็ถามขึ้นอีกว่า “นี่นะเพิ่งกลับมาจากหอฉัน เห็นคนอยู่คนหนึ่ง ขาเป๋ มันพิการน่ะ ไปดูซิ กายละเอียดมันพิการหรือเปล่าวะ” เมื่อคุณยายถามพระธรรมกายในตัวแล้วจึงตอบไป แล้วหลวงปู่ก็ว่า “เอ้อ...มันก็ต้องอย่างนั้นสิวะ” การที่คุณยายบอกว่าท่านค้นคำตอบด้วยการถามพระธรรมกายในตัวนั้นก็หมายความว่า แม้เราจะไม่ทราบคำตอบ แต่พระธรรมกายที่สถิตอยู่ภายในตัวของเราทุกคนท่านทราบ เพราะท่านเป็นผู้รู้เห็น มีธรรมจักขุและมีญาณทัสนะ ธรรมจักขุคือดวงตาที่มีความเห็นแตกต่างจากดวงตาของมนุษย์ ชาวสวรรค์ พรหม และอรูปพรหม เพราะเห็นได้รอบตัวทุกทิศทาง ธรรมจักขุไม่ถูกจำกัดด้วยระยะทาง ไม่ว่าจะอยู่ใกล้หรือไกลก็สามารถเห็นได้เท่ากันทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ไม่มีอะไรบดบังธรรมจักขุของพระธรรมกายได้ หมายความว่าภพทั้งสามก็อยู่ในขอบข่ายธรรมจักขุของพระธรรมกาย ส่วนญาณทัสนะหมายความว่าเห็นถึงไหนก็รู้ถึงนั่น ซึ่งต่างจากดวงตาของมนุษย์ที่แม้เห็นแล้วก็อาจจะไม่รู้ไม่เข้าใจในสิ่งที่เห็น ต่อมาเมื่อคุณยายมีความชำนาญมากขึ้น ท่านหาคำตอบด้วยการฟังคำถามของพระเดชพระคุณหลวงปู่ที่ศูนย์กลางกาย อุปมาเหมือนกับเอาหูและลูกนัยน์ตาไปไว้ที่เดียวกัน คือศูนย์กลางกายฐานที่ 7 ฟังคำถามและดูไปด้วยพร้อมกัน ทำเช่นนี้เรื่อยๆ เพราะว่าท่านอยู่ในฐานะที่พร้อมจะศึกษาวิชชาอยู่แล้ว ในระหว่างที่สั่งสม ประสบการณ์ท่านก็เรียนรู้และค่อยๆ ทำความเข้าใจทีละนิด แต่เนื่องจากท่านเป็นผู้เอาใจใส่การงานทุกอย่าง รวมถึงการศึกษาวิชชาธรรมกาย ท่านจึงศึกษาเรื่องราวภายในทุกอิริยาบถ ไม่ว่าจะอยู่ในช่วงของการทำวิชชาในโรงงานหรืออยู่ข้างนอกเพื่อทำภารกิจอื่นๆ ไม่ว่ากำลังทำอะไร ท่านจะตรึกระลึกถึงธรรมะและศึกษาค้นคว้าภายในเรื่อยไปเป็นการส่วนตัว โดยจำคำถามและคำสั่งที่พระเดชพระคุณหลวงปู่ถามรุ่นพี่เอาไว้ แล้วก็นำมาศึกษาด้วยตัวเอง คำถามแต่ละคำถามของพระเดชพระคุณหลวงปู่ถือว่าเป็นคำถามที่ไม่ธรรมดา เพราะเป็นคำถามของผู้รู้ที่ถามนักเรียนผู้รู้ด้วยกัน นักเรียนคนใดตอบคำถามได้ก็ถือว่าไม่ธรรมดา เมื่อหลวงปู่วัดปากน้ำถามคำถามในภพแล้ว ความรู้ก็ค่อยๆ ขยายไปเรื่อยๆ เพิ่มขึ้นตามลำดับจนกระทั่งถึงคำถามนอกภพ คำถามที่ยากขึ้นเรื่อยๆ ของพระเดชพระคุณหลวงปู่จึงเปรียบเสมือนการดึงคุณยายจากชายหาดลงสู่ทะเลที่ลุ่มลึกไปตามลำดับ จนกระทั่งไปถึงมหาสมุทรแห่งความรู้อันบริสุทธิ์ที่กว้างขวางไร้ขอบเขตของวิชชาธรรมกาย --------------------------------------- ต้องพร้อมเสมอ นับตั้งแต่เข้ามาอยู่วัดปากน้ำ ชีวิตในทางธรรมของคุณยายก็รุ่งเรืองสว่างไสวมาโดยตลอด ด้วยการเจริญสมาธิภาวนาและศึกษาวิชชาธรรมกายอย่างผาสุก มีความสุขสนุกสนานบุญบันเทิงจากการเรียนรู้ธรรมะภายในกับพระเดชพระคุณหลวงปู่ ผู้ค้นพบวิชชาธรรมกาย คุณยายมีเพื่อนนักเรียนอยู่หลายรุ่นหลายคนที่ทำวิชชาด้วยกันอยู่ในโรงงาน ภารกิจหลักของท่านคือการเจริญภาวนาทำวิชชากันตลอดทั้งวันทั้งคืน ซึ่งชีวิตแบบนี้ก็เป็นสิ่งที่หลวงพ่อปรารถนามาก แม้ท่านจะอยู่รวมกันหลายคน แต่ก็เป็นเหมือนกับคนๆ เดียว เพราะว่ามีหัวใจดวงเดียวกัน คุณยายเล่าว่าแม้แต่เวลาซักผ้าหรือทำกิจวัตรกิจกรรมต่างๆ ท่านก็จะค้นวิชชาไปด้วย หมายความว่าท่านซักผ้าแล้วก็สอดส่องญาณมองดูภายในไปพร้อมๆ กัน เป็นการดูในสิ่งที่อยากรู้ เพื่อดับความไม่รู้ให้หมดสิ้นไป เป็นการทำวิชชาที่นอกเหนือจากที่ได้รับมอบหมายขณะเข้าเวรรับหน้าที่ในโรงงาน หลวงพ่อเคยถามท่านว่ายายทำได้อย่างไร ซักผ้าไปด้วย ค้นวิชชาไปด้วย ท่านบอกหลวงพ่อว่า “มันไม่เกี่ยวกัน ซักผ้าไป ยายก็ค้นข้างในไป สิ่งที่ยายกลัวมีเพียงอย่างเดียว ไม่ใช่ความอดอยาก ไม่ใช่กลัวตาย แต่กลัวตอบคำถามของหลวงพ่อวัดปากน้ำไม่ได้ นอกนั้นไม่กลัวอะไร” ที่คุณยายกล่าวเช่นนี้เป็นเพราะว่าผู้ทำวิชชาไม่อาจทราบเลยว่าพระเดชพระคุณหลวงปู่จะถามอะไรและถามเวลาไหน ถ้าท่านถามเมื่อไร ก็ต้องพร้อมที่จะตอบให้ได้เมื่อนั้น เรียกว่าต้องพร้อมเสมอตลอด 24 ชั่วโมง --------------------------------------- บางสิ่งที่ตอบไม่ได้ บุคคลเช่นคุณยายนี้ยากที่จะหาได้ในโลกและจักรวาล ท่านอ่านหนังสือไม่ออก นับตัวเลขไม่ได้ แต่สามารถตอบคำถามทุกคำถามของพระเดชพระคุณหลวงปู่ที่ถามขึ้นท่ามกลางผู้รู้ทั้งหลายในโรงงานทำวิชชาได้ ท่านตอบได้ทุกคำถาม แต่มีอยู่คำถามหนึ่งที่คุณยายตอบไม่ได้และถึงกับทำให้ท่านอึ้งไป คุณยายจำเหตุการณ์ในวันนั้นได้อย่างแม่นยำ และท่านได้เล่าให้หลวงพ่อฟังว่า วันหนึ่ง หลังจากที่หลวงปู่วัดปากน้ำถามคำถามเกี่ยวกับการทำวิชชาเสร็จแล้ว ท่านก็พูดขึ้นว่า “ลูกจันทร์ ปลาสลิดอร่อยตรงไหนวะ” เป็นคำถามหักมุมที่หลวงปู่ถามโดยคุณยายยังไม่ทันตั้งตัว ปกติแล้ว ไม่ว่าพระเดชพระคุณหลวงปู่ถามอะไร คุณยายจะสามารถตอบได้ทุกคำถามอย่างคล่องแคล่วไม่ติดขัด แต่เมื่อพบกับคำถามข้อนี้ คุณยายถึงกับชะงัก อึกอัก ตอบไม่ได้ เพราะท่านไม่ได้สนใจเรื่องรับประทานอาหารเลย ท่านเพียงแต่รับประทานเพื่อให้ร่างกายมีกำลังในการปฏิบัติธรรม ทำความเพียร จึงไม่ได้ใส่ใจหรือยึดติดกับรสชาติของอาหาร ด้วยเหตุนี้ท่านจึงจำรสชาติของอาหารไม่ได้ เมื่อคุณยายตอบคำถามข้อนี้ไม่ได้ พระเดชพระคุณหลวงปู่ก็มีอาการร่าเริง หัวเราะหึๆ แล้วก็ไม่ว่าอะไร พอหลวงพ่อถามคุณยายว่าท่านรู้สึกอย่างไร คุณยายก็บอกว่าท่านไม่ค่อยเข้าใจว่าทำไมหลวงปู่วัดปากน้ำจึงขำ แต่หลังจากนั้นคุณยายก็ไม่ต้องตอบคำถามประเภทนี้อีกเลยจนตลอดชีวิต --------------------------------------- อยากเปลี่ยนบรรยากาศ เป็นที่รู้กันดีว่า ผู้ที่อยู่ในโรงงานทำวิชชามักจะไม่ค่อยได้ออกไปไหน เมื่อถึงเวลาทำวิชชา คณะผู้ทำวิชชาก็จะเดินเข้าไปแล้วก็จะมีการปิดประตูใส่แม่กุญแจไว้ มียามเฝ้าอีกหลายชั้น ดังนั้นผู้ที่อยู่ในโรงงานทำวิชชาจะต้องเป็นผู้ที่รักการปฏิบัติธรรมอย่างแท้จริง จึงจะสามารถใช้ชีวิตเช่นนี้ได้ ผู้ทำวิชชาบางคนบอกว่าอยู่อย่างนี้ทั้งวันทั้งคืน เป็นเดือนเป็นปี ไม่เคยได้ออกไปที่ไหนเลย หลายท่านได้ขออนุญาตหลวงปู่วัดปากน้ำไปเปลี่ยนบรรยากาศนอกวัดบ้าง เช่น ขอไปทำบุญที่โน่นที่นี่ ไปทอดกฐิน ทอดผ้าป่า บวชพระ เป็นต้น ซึ่งพระเดชพระคุณหลวงปู่ก็อนุญาตตามเห็นสมควร แม้ว่าใจจริงแล้วจะไม่อยากให้ออกไปก็ตาม ส่วนคุณยายกลับเป็นบุคคลที่ไม่ได้รับอนุญาตให้ออกไปไหนเลย มีอยู่ครั้งหนึ่ง คุณยายเล่าว่ามีผู้ทำวิชชาในโรงงานกราบขออนุญาตพระเดชพระคุณหลวงปู่เพื่อไปต่างจังหวัด หลวงปู่ถามว่า “ไปทำไมวะ” “ลูกจะไปกราบรอยพระบาท” หลวงปู่ก็ถามว่า “มึงว่าตัวกับตีนอันไหนดีกว่ากัน” “ตัวดีกว่า” ท่านก็เลยให้ไปกราบพระประธานในโบสถ์ สรุปก็คือไม่ต้องไปต่างจังหวัดนั่นเอง อีกครั้งหนึ่ง คุณยายเองอยากจะออกไปข้างนอกบ้างเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ จึงกราบเรียนหลวงปู่วัดปากน้ำว่า “หลวงพ่อเจ้าคะ (คุณยายเรียกหลวงปู่ว่าหลวงพ่อ) ลูกอยากไปฝั่งพระนคร” “ไปทำไมวะ” “ไปหาซื้อทุเรียนเจ้าค่ะ” หลวงปู่ก็ตอบว่า “เออ...ทุเรียนอยู่ในท้องมึงนั่นแหละ” ซึ่งหลวงปู่หมายความว่า ให้คุณยายนึกถึงทุเรียนเอาไว้ที่ศูนย์กลางกาย แล้วก็จะได้ทุเรียนเองโดยไม่ต้องออกไปไหน เพราะไม่นานก็มีคนเอาทุเรียนมาถวายจริงๆ สรุปแล้วคุณยายก็ไม่ได้ออกจากวัดเช่นกัน การใช้ชีวิตอยู่แต่เพียงในโรงงานทำวิชชากับหอฉัน ทำให้ไม่ค่อยได้ออกไปไหนเป็นเวลานับสิบปี บางคนอาจรู้สึกเหมือนถูกจำกัดบริเวณ ต่างแต่เพียงว่าเป็นไปโดยสมัครใจ เพราะเมื่อหลับตาทำสมาธิแล้วก็จะก้าวออกสู่โลกกว้างที่ไร้ขอบเขต ใจเป็นอิสระ คุณยายมีความสมัครใจที่จะใช้ชีวิตเช่นนี้อย่างปีติสุข เพราะท่านสามารถเข้าสู่โลกอิสระภายในตัวของท่านได้ โดยท่านต้องอยู่ทำวิชชา 2 รอบ คือรอบกลางคืนตั้งแต่เที่ยงคืนถึง 6 โมงเช้า รวม 6 ชั่วโมง และรอบกลางวันตั้งแต่เที่ยงวันถึง 6 โมงเย็น อีก 6 ชั่วโมง การที่จะเข้าเวรรอบดึกได้จะต้องเป็นผู้ที่ทรหดอดทนมากทีเดียว เพราะโดยธรรมชาติแล้ว มนุษย์มีปกติจะต้องนอนตอนกลางคืน นอกเหนือจากเวลาทำวิชชาแล้ว คุณยายก็ตรึกอยู่ในธรรมและต้องบริหารขันธ์ด้วยการอาบน้ำ ล้างหน้า แปรงฟัน รับประทานอาหาร ขับถ่าย ซักเสื้อผ้า ทำความสะอาดที่พักอาศัย วนเวียนอยู่เช่นนี้ทุกวันนานหลายสิบปี แต่คุณยายก็สามารถใช้ชีวิตเช่นนี้ได้ เพราะท่านรักในการปฏิบัติธรรมมากนั่นเอง ด้วยเหตุนี้เอง ท่านจึงได้รับความไว้วางใจจากพระเดชพระคุณหลวงปู่มอบหมายให้ท่านเป็นหัวหน้าเวรขาดรู้ คำว่า “ขาดรู้” หมายถึงการที่จิตหลุดออกจากกายหยาบอย่างสมบูรณ์ ซึ่งไม่ใช่จะทำกันได้ง่ายๆ และสามารถทำได้ไม่กี่คนเท่านั้น --------------------------------------- พัดขนนกยูง ในการทำวิชชาในโรงงานนั้น บางครั้งก็มีกิจกรรมให้ผ่อนคลายกันบ้าง ครั้งหนึ่ง พระเดชพระคุณหลวงปู่ได้พัดขนนกยูงมาหนึ่งด้าม แต่ลูกๆ ในโรงงานทำวิชชาของท่านมีอยู่หลายคน การมอบพัดขนนกยูงจึงต้องใช้วิธีเสี่ยงบุญ ใครมีบุญก็จะได้รับพัดขนนกยูงไป ท่านจึงให้จับสลากกัน เนื่องจากคุณยายอ่านหนังสือไม่ออก เขียนไม่ได้ ท่านจึงจับสลากเป็นคนสุดท้าย โดยสลากได้ผ่านมือของผู้ทำวิชชาคนแล้วคนเล่าจนกระทั่งมาถึงท่าน ท่านบอกว่าระหว่างนั้นก็ไม่ได้คิดอะไร เพียงแต่ทำนิ่งๆ เฉยๆ จรดใจไว้ที่ศูนย์กลางกายเท่านั้น พอได้สลากใบสุดท้ายแล้วท่านก็อ่านไม่ออก ต้องยื่นให้คนอื่นอ่านให้ฟัง เขาก็ประกาศว่า “พี่จันทร์ได้พัดขนนกยูง... พี่จันทร์นามสกุลขนนกยูง ได้พัดขนนกยูง” ซึ่งบรรดาผู้ที่จับสลากด้วยกันนั้น แต่ละคนล้วนเป็นผู้มีบารมีแก่กล้าและเชี่ยวชาญวิชชาธรรมกายด้วยกันทั้งสิ้น แต่สลากก็ผ่านมือทุกคนจนมาถึงคุณยายได้ พัดขนนกยูงจากมืออันมีสิริของพระเดชพระคุณหลวงปู่จึงตกเป็นของคุณยาย นับเป็นเหตุการณ์ที่น่าอัศจรรย์ใจ ถึงแม้คุณยายจะจับสลากได้พัดขนนกยูง แต่ท่านก็ไม่ได้ยึดติด ในเวลาต่อมา คุณยายอาจารย์ทองสุข สำแดงปั้น ได้ขอพัดจากท่านเพื่อนำไปถวายพระ คุณยายก็มอบให้ด้วยความยินดี --------------------------------------- อานุภาพวิชชาธรรมกาย แก้ไขทุกข์มนุษย์ ผู้ทำวิชชาจะต้องทำหน้าที่อยู่ในโรงงานทำวิชชาเป็นกิจวัตร แต่ก็สามารถออกมาทำหน้าที่ข้างนอกได้บ้างในเวลาที่พระเดชพระคุณหลวงปู่รับแขก ซึ่งก็คือช่วงเวลาที่ญาติโยมมากราบหลวงปู่เพื่อขอบารมีท่านให้ช่วยเหลือในเรื่องต่างๆ พระเดชพระคุณหลวงปู่จะให้ผู้ทำวิชชาในโรงงานออกมากับท่านด้วยหนึ่งคน บางครั้งก็เป็นคุณยายหรืออาจจะเป็นท่านอื่นๆ หลวงปู่จะใช้งานโดยให้ไปดูว่า พ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย ของแขกที่มากราบนั้นตายแล้วไปไหน ท่านจะสั่งว่า “ลูกจันทร์ไปตามมาซิ” คุณยายก็จะรับคำว่า “เจ้าค่ะ” แล้วก็นั่งทำสมาธินิ่งๆ เพื่ออาศัยอานุภาพวิชชาธรรมกายในการตามหาผู้ที่ละโลกไปแล้ว นอกจากนี้ พระเดชพระคุณหลวงปู่ยังช่วยแก้ไขทุกข์ภัยให้กับมนุษย์ หาวิธีการที่จะไม่ให้มนุษย์รบราฆ่าฟันกันเอง ไม่ต้องเกิด แก่ เจ็บ ตาย ให้อยู่ดีกินดี ฝนตกต้องตามฤดูกาล ผลไม้มีรสโอชา เป็นการแก้ไขโดยรวม ถ้าหากใครมาขอบารมีเป็นการส่วนตัว ท่านก็จะให้คนเหล่านั้นเขียนปัญหาความทุกข์ยากต่างๆ ใส่กระดาษแล้ววางในภาชนะที่เตรียมไว้ จากนั้นท่านจะส่งเข้าไปในโรงงานทำวิชชา เพื่อให้ผู้ทำวิชชาช่วยเหลือเป็นเฉพาะรายต่อไป บางท่านก็มาขอให้หลวงปู่ตั้งชื่อให้ลูกหลาน ท่านก็ให้ผู้ทำวิชชาตรวจดูก่อนว่าเด็กที่มาเกิดนั้นมาจากที่ไหน หรือไม่ก็ให้ไปดูว่าเทพบุตรเทพธิดาในเทวโลกมีชื่อว่าอะไรกันบ้าง แล้วก็เลือกมาตั้งชื่อให้ ซึ่งคุณยายเองก็เป็นหนึ่งในหัวหน้าเวรที่ต้องควบคุมดูแลการทำวิชชาเพื่อช่วยเหลือแก้ไขทุกข์ภัยให้มนุษย์ด้วย คุณยายเคยเล่าให้หลวงพ่อฟังว่า งานของพระเดชพระคุณหลวงปู่มีมากมาย เฉพาะกับมนุษย์ที่มาขอให้ท่านช่วยก็มีมาก นับตั้งแต่ถ่ายไม่ออกทั้งหนักและเบา จนกระทั่งเป็นโรคร้ายแรงถึงชีวิต ซึ่งผู้คนก็ล้วนมาขอบารมีในทุกเรื่อง เช่น ในกรณีของโรคมะเร็งที่แพทย์รักษาไม่หายและยืนยันว่าจะมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่กี่เดือน แต่เมื่อมาถึงพระเดชพระคุณหลวงปู่แล้ว ท่านจะสั่งผู้ทำวิชชาให้แก้จากข้างใน คือแก้กันที่ต้นเหตุ ทำให้หลายๆ คนมีชีวิตยืนยาวขึ้นอีก ครั้งหนึ่ง พระเดชพระคุณหลวงปู่ได้มอบหมายหน้าที่ให้คุณยายอาจารย์ทองสุข และคุณยายอาจารย์จันทร์ ไปช่วยรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งระยะสุดท้ายที่ใกล้จะละโลกแล้ว แต่หมู่ญาติยังมีความหวังจึงมาขอพึ่งบารมีหลวงปู่ ครั้งแรกท่านได้ส่งคุณยายอาจารย์จันทร์ไปก่อน เมื่อไปถึงแล้วคุณยายก็มองเข้าไปข้างใน พิจารณาดูแล้วเห็นว่าไม่ไหวเพราะใกล้จะหมดอายุขัยเต็มที แต่ด้วยอัธยาศัยที่ตรงไปตรงมาและด้วยการเป็นนักรบกองทัพธรรมที่จะต้องทำภารกิจที่ได้รับมอบหมายจากแม่ทัพให้เต็มที่สุดความสามารถ เมื่อหลวงปู่สั่งว่าอย่าให้เขาตาย ให้ไปต่ออายุขัยเขา คุณยายก็ทำหน้าที่ด้วยการเชื่อมกายมนุษย์ละเอียดกับกายมนุษย์หยาบเอาไว้ไม่ให้หลุดออกจากกันด้วยอานุภาพของวิชชาธรรมกาย เสร็จแล้วท่านก็กลับมาวัดปากน้ำ วันถัดมา พระเดชพระคุณหลวงปู่ส่งคุณยายทองสุขไปบ้าง คุณยายทองสุขท่านก็เห็นว่าภายในร่างกายเน่าแล้ว ถึงต่อชีวิตไปก็จะทรมาน จึงตัดสินใจเอาไปส่ง ท่านจึงคุมบุญพาผู้ป่วยนั้นไปส่งยังปรโลก ผู้ป่วยจึงเสียชีวิตในที่สุด เมื่อหลวงปู่ทราบเรื่องเข้าจึงเอ็ดคุณยายทองสุขที่ตัดสินใจทำดังนั้น ถ้าหากมีผู้ใดมาขอบุตรกับพระเดชพระคุณหลวงปู่ แม้ท่านกำลังฉันภัตตาหารอยู่ ท่านก็ฉันไปรับคำไป หลังจากฉันเสร็จแล้วท่านก็เข้าโรงงานทำวิชชามาบอกให้คุณยายตรวจดูว่ามีเทวดาตนไหนที่ใกล้จะหมดบุญแล้ว ให้ไปเชิญมาเกิดเป็นอภิชาตบุตร โดยเลือกเทวดาที่มีบุญพอเหมาะพอสมกับผู้ที่เป็นพ่อแม่ คุณยายก็รับคำว่า “เจ้าค่ะ” แล้วก็ใช้ญาณทัสนะของพระธรรมกายตรวจดูทั่วภพ แล้วรวบรวมเทวดาที่กำลังจะจุติมาคำนวณดูว่า ใครมีความเหมาะสมตามกำลังบุญของพ่อแม่ เมื่อพบแล้วก็จะเชิญลงมาเกิดกับพ่อแม่คู่นั้น ครั้นแม่ตั้งครรภ์และคลอดเด็กออกมาแล้วก็จะนำมาถวายเป็นลูกของหลวงปู่ ซึ่งท่านก็จะให้ศีลให้พร วิชชาธรรมกายนั้นมีประโยชน์มหาศาล สามารถช่วยเหลือแก้ไขทุกข์มนุษย์ได้มากมาย หลวงปู่วัดปากน้ำศึกษาค้นคว้าวิชชาธรรมกายควบคู่ไปกับการแก้ไขทุกข์มนุษย์ แก้ไขไม่ให้มนุษย์รบกันเอง เพราะมนุษย์ไม่รู้ว่าตนเองเกิดมาทำไม อะไรคือเป้าหมายของชีวิต จึงถูกพญามารจับปั่น เหมือนการปั่นจิ้งหรีดให้กัดกัน โดยใช้กิเลสอาสวะมาบังคับและบดบังไม่ให้มนุษย์รู้เป้าหมายชีวิตของตน ไม่ให้รู้ว่าเป็นครอบครัวเดียวกัน เป็นพี่เป็นน้องกัน ไม่ให้รู้เรื่องราวว่าจะต้องมุ่งไปสู่ที่สุดแห่งธรรมด้วยกัน ท่านจึงต้องอาศัยวิชชาธรรมกายในการแก้ไขพร้อมกับหาเหตุในเหตุเรื่อยไป โดยมีหมู่คณะซึ่งมีธาตุธรรมพิเศษอยู่จำนวนหนึ่ง ซึ่งคุณยายก็เป็นหนึ่งในนั้น --------------------------------------- พัฒนาเศรษฐกิจพิชิตโรคภัย ในยุคสมัยที่พระเดชพระคุณหลวงปู่ทำวิชชาพร้อมกับหมู่คณะในโรงงานทำวิชชา มีอยู่ช่วงหนึ่งซึ่งเศรษฐกิจตกต่ำมาก ก็คือช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง เพราะมีการรบราฆ่าฟันกันทั่วโลก ถึงแม้ปัญหาทางเศรษฐกิจของประเทศไทยจะหนักหนาสาหัส แต่หลวงปู่ก็ไม่รู้สึกหนักใจ ท่านตั้งใจที่จะพลิกเศรษฐกิจให้ได้ จึงสั่งให้หมู่คณะที่ทำวิชชาด้วยกันแก้ไขภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ คุณยายยกตัวอย่างคำสั่งของพระเดชพระคุณหลวงปู่ให้ฟังว่า “ต้องยกประเทศชาติ ศาสนา วิชชาธรรมกายให้สูงขึ้น ให้ประเทศไทยเป็นปิ่นนานาประเทศ ให้แก้ไขภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ไปดูซิใครทำให้มันตก” ท่านสาวไปถึงต้นเหตุเลยว่าก่อนที่จะเกิดเป็นภาวะเศรษฐกิจตกต่ำในเมืองมนุษย์ ใครเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดขึ้นเพราะมนุษย์เป็นเสมือนหุ่นที่ถูกเชิดด้วยบุญและบาป จึงต้องไปดูต้นเหตุที่ส่งกระแสบาปกรรมมาทำให้มนุษย์ตกทุกข์ได้ยาก คณะผู้ทำวิชชาจึงต้องไปดูที่ต้นเหตุว่าเป็นมาอย่างไร แล้วก็ดับสาเหตุนั้นด้วยวิชชาธรรมกาย นอกจากการแก้ไขเศรษฐกิจแล้ว วิชชาธรรมกายยังสามารถช่วยพัฒนาสุขภาพได้อีกด้วย โดยค้นหาสาเหตุของโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับมนุษย์ ผู้ทำวิชชาได้จะเห็นว่าโรคภัยถูกผลิตขึ้นไม่ซ้ำกัน แต่ที่สามารถแก้ไขได้จนกระทั่งมีผลมาถึงเมืองมนุษย์ก็มีไม่กี่โรค เวลาแก้พระเดชพระคุณหลวงปู่จะสั่งให้ทำ แต่ไม่ใช่การสั่งลอยๆ ด้วยวาจาเท่านั้น คุณยายเล่าว่าพระเดชพระคุณหลวงปู่จะดำเนินจิตเข้าไปสู่ภายใน ไปอยู่ในจุดที่เห็นสาเหตุของการเกิดโรคได้ แล้วท่านก็ให้ตรวจตราดูว่าใครเป็นต้นคิด แล้วก็สั่งงานให้แก้ไข ณ จุดนั้น เมื่อรับคำสั่งแล้วคุณยายและหมู่คณะผู้ทำวิชชาก็ต้องจรดใจนิ่งซ้อนเข้าไปสู่ภายใน ณ จุดเดียวกันกับที่พระเดชพระคุณหลวงปู่เข้าถึง แล้วก็ดูตามไปด้วย จากนั้นจึงทำการแก้ไขด้วยวิชชาธรรมกาย ภารกิจของพระเดชพระคุณหลวงปู่จึงเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ เกินกว่าที่คนธรรมดาสามัญจะเข้าใจได้อย่างถ่องแท้ --------------------------------------- บูชาข้าวพระพุทธเจ้า พระเดชพระคุณหลวงปู่วัดปากน้ำมีมโนปณิธานที่จะไปให้ถึงที่สุดแห่งธรรม ซึ่งต้องอาศัยกำลังบุญบารมีมาก ถ้าหากไม่มากพอย่อมสู้พญามารไม่ไหว เราต้องอาศัยบุญในการตัดวงจรบาป จากหนักผ่อนให้เป็นเบา จากเบาเป็นหาย เพื่อย่นระยะทางไปสู่ที่สุดแห่งธรรม บุญจะนำพาให้ไปสู่ที่สุดแห่งธรรมได้โดยสะดวกและปลอดภัย สามารถสร้างบารมีในสังสารวัฏได้อย่างครบถ้วนบริบูรณ์โดยง่าย เราจึงจำเป็นจะต้องมีบุญใหญ่และมีบุญมากเป็นพิเศษ คุณยายทองสุข สำแดงปั้น ได้ร่วมกับคุณยายจันทร์ ขนนกยูง ในการค้นคว้าหาวิธีสั่งสมบุญใหญ่ ในที่สุดท่านก็ได้ค้นพบการบูชาข้าวพระด้วยวิชชาธรรมกาย ซึ่งผู้เข้าถึงวิชชาธรรมกายจะเห็นว่าบุญนี้เป็นบุญพิเศษที่ยิ่งใหญ่ สามารถช่วยย่นระยะเวลาและหนทางในการสร้างบารมีเพื่อมุ่งไปสู่ที่สุดแห่งธรรมได้ เป็นบุญที่ละเอียดประณีต ทำน้อยแต่ได้มาก ทำมากยิ่งได้มากขึ้นทับทวี ทำให้มีอุปกรณ์ในการสร้างบารมีพรั่งพร้อมทั้งรูปสมบัติ ทรัพย์สมบัติ คุณสมบัติ ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข มรรค ผล นิพพาน และวิชชาธรรมกาย ในช่วงเวลาที่ว่างเว้นจากภารกิจที่ได้รับมอบหมายจากพระเดชพระคุณหลวงปู่ คุณยายทั้งสองจะค้นคว้ากันเองตามลำพัง ท่านเริ่มศึกษาด้วยการนำดอกไม้ธูปเทียนไปบูชาพระพุทธเจ้าก่อน เมื่อคุณยายทองสุขและคุณยายจันทร์ศึกษาค้นคว้าจนกระทั่งค้นพบวิธีได้บุญใหญ่นี้แล้ว ต่อมาจึงเตรียมสำรับอาหารหวานคาวพร้อมดอกไม้ธูปเทียนนำไปถวายเป็นพุทธบูชา ท่านเริ่มทดลองกระทำเป็นครั้งแรกกับคุณยายจันทร์ หัดบูชาข้าวพระกันโดยเริ่มจากภาชนะธรรมดาๆ ที่ไม่ได้สนใจว่ามีความประณีตหรือไม่ ขอบถ้วยชามจะบิ่นอย่างไรก็ไม่ได้สนใจ ขอให้มีจิตใจเป็นเลิศ แล้วในที่สุดก็พบว่าสิ่งเหล่านี้จะต้องประกอบกัน คือ ใจเป็นเลิศและวัตถุเป็นเลิศด้วยจึงจะได้บุญอันประณีตอย่างมหาศาล ท่านได้ค้นคว้าและปรับปรุงเรื่อยมาจนกระทั่งถึงยุคปัจจุบัน สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องอจินไตยที่อยู่เหนือความนึกคิด เพราะต้องรู้แจ้งเห็นแจ้งด้วยธรรมจักขุของพระธรรมกายเท่านั้น การบูชาข้าวพระด้วยวิชชาธรรมกายคือการนำไทยธรรม เช่นอาหารหวานคาว ดอกไม้ ธูป เทียน ซึ่งเป็นของหยาบมากลั่นให้เป็นของละเอียด ด้วยอานุภาพแห่งมหาปูชนียาจารย์ จากนั้นจึงน้อมนำไปถวายเป็นพุทธบูชาแด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า และพระอรหันต์ทั้งหลายที่ดับขันธปรินิพพานไปแล้ว นับอสงไขยพระองค์ไม่ถ้วน ซึ่งปรากฏอยู่ด้วยพระธรรมกายในอายตนนิพพาน คือภพหนึ่งที่ปราศจากการเวียนว่ายตายเกิด เป็นอยู่ได้ด้วยตนเองนิจนิรันดร์ และเป็นบรมสุขอย่างไม่มีประมาณ ในการถวายนั้น มหาปูชนียาจารย์ทุกท่านจะประกอบวิชชาธรรมกาย ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำได้ยากยิ่ง โดยท่านจะอาศัยพระธรรมกายของท่านในการน้อมนำเครื่องไทยธรรมที่กลั่นให้ละเอียดแล้วนั้นไปถวายในอายตนนิพพาน พระธรรมกายของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า และพระอรหันต์จะมีวิธีการรับไทยธรรมที่แตกต่างจากพระภิกษุสงฆ์ในเมืองมนุษย์ เมื่อท่านรับแล้วก็ไม่ได้ขบฉันแต่อย่างใด แต่จะเปลี่ยนไทยธรรมนี้เป็นบุญธาตุ คือกระแสธารแห่งบุญอันเกิดจากจิตที่เลื่อมใสในบุคคลอันเลิศ บุญที่เกิดขึ้นมีมากมายเปรียบได้กับฝนที่ตกลงมาเต็มฟ้าครอบหลายๆ ครั้ง บุญธาตุอันเลิศนี้จะถูกถ่ายทอดส่งเข้ามายังศูนย์กลางกายของผู้บูชา มารวมตัวเป็นดวงใสๆ อยู่ที่ศูนย์กลางกายของกายมนุษย์หยาบและกายอื่นๆ ภายในตัว เป็นบ่อเกิดแห่งความสุข และความสำเร็จในชีวิตทั้งในโลกมนุษย์และเทวโลก ในทุกภพทุกชาติ และยังสามารถช่วยปรับปรุงและสะสางธาตุธรรมของเรา ช่วยทำให้ความเห็น ความจำ ความคิด และความรู้ของเราสะอาดบริสุทธิ์ เหมาะสมที่จะสร้างบุญบารมีไปสู่ที่สุดแห่งธรรมต่อไป บุญธาตุนี้เราไม่อาจมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า แต่เป็นกระแสพลังที่สถิตอยู่ในตัว สามารถดลบันดาลให้เป็นรูปสมบัติ ทรัพย์สมบัติ คุณสมบัติ ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข พวกพ้อง บริวาร มรรคผล นิพพาน และวิชชาธรรมกาย ไปตามส่วนที่เราได้สั่งสมเอาไว้ ดวงบุญที่บรรจุบุญธาตุนี้เมื่อสั่งสมเรื่อยไปแล้ว จะกลั่นตัวจนกลายเป็นบารมี รัศมี กำลัง ฤทธิ์ อำนาจ สิทธิ เฉียบขาด ทำให้หลุดพ้นจากกิเลสอาสวะ เป็นตัวของตัวเอง ทำให้พญามารบังคับบัญชาไม่ได้ เมื่อเราได้บุญมาแล้ว ให้หมั่นนึกถึงอยู่เนืองๆ ใจของเราจะใสบริสุทธิ์ ตั้งมั่นอยู่ที่ศูนย์กลางกาย เมื่อเรานึกถึงบุญในอดีตที่ผ่านมา กระแสบุญก็จะดึงดูดมาเชื่อมกับบุญในปัจจุบัน ทำให้เราสมปรารถนาตามที่ตั้งใจเอาไว้ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น กระแสบาปอกุศลและวิบากกรรมที่จะเกิดขึ้นก็จะไม่ได้ช่องส่งผล ชีวิตคนเรามีเพียงบุญกับบาปเท่านั้น มนุษย์เป็นเสมือนหุ่น ที่ขับเคลื่อนด้วยแรงบุญและแรงบาป และเราจำเป็นต้องสั่งสมบุญให้มากที่สุด เพื่อให้ชีวิตมีแต่ความสุข และมีบุญมากพอที่จะสู้รบปรบมือกับพญามารได้ การบูชาข้าวพระพุทธเจ้าด้วยวิชชาธรรมกายจึงเป็นอีกวิธีการหนึ่งที่จะทำให้เราได้สั่งสมบุญมากพอจนกว่าจะบรรลุเป้าหมายในการไปสู่ที่สุดแห่งธรรม พระเดชพระคุณหลวงปู่ได้เคยรับรองเอาไว้ว่า การบูชาข้าวพระด้วยวิชชาธรรมกายนี้ถูกต้องและมีอานิสงส์มากจริง ดังเช่นที่หลวงพ่อได้ยินได้ฟังมาจากคุณยายว่า พระเดชพระคุณหลวงปู่ซึ่งอยู่อีกฟากหนึ่งในโรงงานทำวิชชาเห็นในญาณทัสนะว่าคุณยายทองสุขและคุณยายจันทร์กำลังศึกษาค้นคว้าเรื่องอะไรกัน แล้วท่านก็บอกคุณยายทองสุขว่า “สุขถูกแล้ว อย่างนั้นถูกแล้ว ต้องทำกันอย่างนี้” คุณยายทองสุขและคุณยายจันทร์ต่างก็ปลื้มใจว่าพิธีบูชาข้าวพระนี้ได้รับการรับรองจากพระเดชพระคุณหลวงปู่ ผู้ค้นพบวิชชาธรรมกายแล้ว --------------------------------------- เรียกฝน เก็บฝน สมัยที่หลวงพ่อยังเป็นนักศึกษามาเรียนสมาธิกับคุณยาย มักจะได้ยินคุณยายรำพึงบ่อยๆ ว่า “เทวดาไปเอาฝนมาตกหน่อย” แล้วอีกไม่นานฝนก็ตกจริงๆ บางครั้งคนที่จะออกไปทำนาหรือเกี่ยวข้าวจะต้องมาคอยฟังว่าคุณยายรำพึงอะไรหรือเปล่า แม้แต่ในยุคบุกเบิกก่อสร้างวัดพระธรรมกาย หลวงพี่ชิตชัย มหาชิโต ซึ่งตอนนี้มรณภาพไปแล้ว หากท่านต้องควบคุมการเทปูนเพื่อก่อสร้างถาวรวัตถุในวัด ท่านก็จะต้องมาเรียนคุณยายให้ช่วยทำวิชชาเก็บฝนเอาไว้ไม่ให้ตก เพราะถ้าฝนตกแล้วก็จะส่งผลกระทบทำให้งานก่อสร้างล่าช้า ในสมัยที่พระเดชพระคุณหลวงปู่ยังมีชีวิต ถ้าหากมีเหตุการณ์ที่ฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล ก็จะมีผู้มากราบเรียนท่านในช่วงที่ท่านออกรับแขกว่า หลวงพ่อเจ้าขา ที่จังหวัดนั้น ฝนไม่ตกมานานแล้ว แล้งเหลือเกิน ทำนาไม่ได้ ขอบารมีหลวงพ่อช่วยเอาฝนไปตกยังบริเวณนั้นด้วย ท่านก็รับคำ ก่อนจะกลับท่านก็บอกว่า “ตกสิน่า” แล้วก็ให้ไปทำใจใสๆ กัน พอกลับเข้าไปในโรงงานทำวิชชา ท่านก็สั่งงานผู้ทำวิชชาให้เอาฝนไปตกที่จังหวัดนั้น เป็นการใช้อานุภาพวิชชาธรรมกายควบคุมดินฟ้าอากาศแล้วทำให้ฝนตกได้ --------------------------------------- ดับเดือนดับดาว เรามักจะได้ยินคู่รักพูดกันว่า “เธอขออะไรฉันให้ได้หมด ยกเว้นแต่ดาวกับเดือนเท่านั้น” ซึ่งหมายความว่าดวงจันทร์และดวงดาวเป็นสิ่งที่คนทั่วไปมักคิดว่าอยู่ไกลเกินเอื้อม แต่พระเดชพระคุณหลวงปู่ ผู้ค้นพบวิชชาธรรมกายกลับไม่เป็นเช่นนั้น เพราะท่านสามารถเอาดาวและเดือนมาให้ลูกศิษย์ของท่านได้เล่นกันในโรงงานทำวิชชาเพื่อความผ่อนคลาย ท่านจะบอกว่า “เออ เรามาดับดาวดวงนั้นกันดีกว่า” ท่านจะเลือกดับดาวเพียงบางดวงเท่านั้น โดยเลือกเฉพาะดวงที่เป็นเสมือนสถานีที่สถิตของกระแสบาปอกุศล คอยส่งผลร้ายต่อโลกและสรรพสัตว์ทั้งหลาย เป็นดวงดาวที่มีผลเสียต่อชีวิตของมนุษย์ ก่อนที่จะสั่งดับดาว ท่านจะออกไปยืนดูท้องฟ้าข้างนอก พร้อมกับชี้ว่าให้ดับดาวดวงนั้นตามตำแหน่งที่ชี้ไป “ไปดูสิวะ ดาวดวงนั้น...เอาดวงนี้นะ อย่าไปดับผิดดวง” แล้วก็กลับเข้ามาสั่งงาน ทุกคนก็จะช่วยกันดับดาวที่ท่านเลือก พระเดชพระคุณหลวงปู่ท่านบอกกับคุณยายและหมู่คณะผู้ทำวิชชาว่า การจะดับดาวได้นั้น อุปมาว่าเราต้องรู้เสียก่อนว่าหม้อแปลงอยู่ตรงไหน หม้อแปลงในที่นี้ก็หมายถึงจุดเริ่มต้นของแสงสว่างหรือสิ่งที่จะก่อให้เกิดพิษภัยต่อมวลมนุษยชาติและสรรพสัตว์ทั้งหลาย คล้ายๆ กับเวลาที่เราจะดับไฟ เราก็ต้องควานหาสวิตช์เปิดปิดให้เจอ ในทำนองเดียวกันถ้าเราต้องการจะดับดาวจำนวนมาก ก็ต้องหาหม้อแปลงที่ส่งกระแสมายังดวงดาวต่างๆ ถ้าต้องการดับมากกว่านั้นก็ต้องไปดูสถานีย่อย ถ้าจะดับหมดก็ต้องไปที่โรงงาน ซึ่งพอจะเทียบได้กับโรงงานผลิตกระแสไฟฟ้า ผู้ทำวิชชาก็ต้องสาวไปหาเหตุให้ได้อย่างนี้ เวลาดับจะดับคนเดียวก็ได้ หรือทำพร้อมๆ กันก็ได้ เวลาสั่งงาน พระเดชพระคุณหลวงปู่จะพูดเพียงย่อๆ เท่านั้น แต่ผู้ทำวิชชาก็จะเข้าใจได้ดีว่าต้องทำอย่างไร ใช้เวลาไม่นานนักก็สามารถดับดาวดวงนั้นดวงนี้ได้เป็นว่าเล่น พอดับได้แล้ว ก็จะส่งตัวแทนให้ออกไปดูท้องฟ้าว่าดับได้จริงหรือเปล่า ก็เห็นกันว่าดับได้ทั้งๆ ที่คนดับนั่งอยู่ในโรงงานทำวิชชา มีอยู่วันหนึ่งเป็นวันขึ้น 15 ค่ำ หลังจากที่ได้ทำงานทางจิตเพื่อช่วยแก้ไขทุกข์มนุษย์เรียบร้อยแล้ว พระเดชพระคุณหลวงปู่ได้รำพึงขึ้นมาว่า “คืนนี้พระจันทร์เต็มดวง ใครจะทำจันทรคราสได้บ้าง” คือท่านอยากรู้ว่าลูกศิษย์คนใดจะดับดวงจันทร์ได้บ้าง ซึ่งตามหลักวิทยาศาสตร์แล้วจันทรคราสเกิดขึ้นเพราะโลกบดบังแสงอาทิตย์ที่จะตกทอดมาถึงดวงจันทร์ ทำให้เกิดเงา แต่หลวงปู่ท่านต้องการที่จะทำให้แสงจันทร์ดับไปทั้งดวง หรือทำให้คนมองไม่เห็นเท่านั้น พอท่านถามแล้วทุกคนก็เงียบกันหมด มีแต่คุณยายทองสุข ซึ่งเป็นปฐมาจารย์ของคุณยายจันทร์ เท่านั้นที่ตอบโพล่งออกมาอย่างห้าวหาญว่า “ลูกเองเจ้าค่ะ” พอโพล่งไปแล้วก็หนักใจเพราะยังไม่เคยมีใครทำได้ ส่วนตัวท่านเองก็ยังไม่รู้วิธีการเช่นกัน คุณยายทองสุขเริ่มค้นคว้าหาวิธีทำจันทรคราสตั้งแต่คืนขึ้น 15 ค่ำ โดยทดลองด้วยวิธีต่างๆ ตั้งแต่ขยายพระธรรมกายให้ใหญ่แล้วใช้พระหัตถ์มาบดบังไว้ พอบังเสร็จท่านก็ลุกออกจากที่นั่งมาดูข้างนอก ก็เห็นว่าพระจันทร์ยังสว่างอยู่เหมือนเดิม ท่านก็เลยทดลองวิธีใหม่ด้วยการผลิตเมฆขึ้นมา เพื่อบดบังพระจันทร์ ท่านผลิตเมฆได้ เพราะเมฆประกอบไปด้วยธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ สิ่งนี้อาจดูเป็นเรื่องเหลือวิสัยสำหรับเรา แต่สำหรับท่านแล้วเป็นเรื่องธรรมดา เพราะเวลามีคนมากราบพระเดชพระคุณหลวงปู่เพื่อขอฝน ท่านก็ใช้วิธีนี้เหมือนกัน คุณยายทองสุขเกณฑ์เมฆมารวมกันจนหนาแน่นเพื่อบังพระจันทร์ เมื่อเห็นในที่ว่าบังมิดแล้วก็เดินออกมาดู เห็นว่าเมฆบดบังพระจันทร์อยู่เต็มไปหมด แต่สักพักลมก็พัดเมฆกระจายออกไปแล้วพระจันทร์ก็แจ่มเหมือนเดิม คุณยายทองสุขทดลองพลิกแพลงหลายวิธีก็ยังทำไม่สำเร็จ จนกระทั่งพระเดชพระคุณหลวงปู่ท่านเมตตาชี้แนะว่า “สุข ไปทำอย่างนั้น เมื่อไรจะเป็นสักทีวะ ไปดับเหตุในเหตุสิวะ ไปดูสิ ไอ้แหล่งกำเนิดของแสงสว่างที่ส่องมาทำให้พระจันทร์สว่าง มันมาจากไหน” สรุปคือต้องสาวไปหาเหตุโดยตรวจสอบดูว่าต้นกำเนิดของแสงจันทร์อยู่ที่ใด แล้วท่านก็แนะนำให้ไปดับที่แหล่งกำเนิดแสงของพระจันทร์ ซึ่งแม้ทางวิทยาศาสตร์จะอธิบายเอาไว้อย่างหนึ่ง แต่ทางพุทธศาสตร์ก็มีเหตุผลอีกอย่าง ปกติแล้วผู้รู้กับผู้รู้จะคุยกันสั้นๆ ก็เข้าใจได้ เมื่อคุณยายอาจารย์ทองสุขได้ยินดังนั้น ท่านก็อาศัยวิชชาธรรมกายทำจันทรคราสได้จริงในวันแรม 2 ค่ำ การดับพระจันทร์ของท่านพลอยทำให้ดาวดวงอื่นดับไปด้วย เพราะทั้งหมดล้วนมีแหล่งกำเนิดแสงเดียวกัน เมื่อพระเดชพระคุณหลวงปู่เดินออกมาจากโรงงานทำวิชชาเพื่อเปลี่ยนอิริยาบถตอนกลางคืนก็เห็นว่าเดือนดับไปแล้ว ท่านจึงกลับเข้ามาในโรงงานแล้วพูดขึ้นว่า “เอ้อ...วันนี้ท้องฟ้ามืด” --------------------------------------- พระของขวัญ โดยทั่วไปแล้วเวลาสร้างพระผง ผู้สร้างจะพิมพ์พระขึ้นมาด้วยวัสดุต่างๆ กัน แล้วปลุกเสกตามหลักวิชาที่เคยร่ำเรียนมา ไม่ว่าจะเป็นคาถาอาคม หรือการทำพุทธาภิเษก เรียกได้ว่าเป็น “ของขลัง” ส่วนการสร้างพระของพระเดชพระคุณหลวงปู่นั้นเรียกว่าเป็น “พระของขวัญ” เพราะเป็นของขวัญที่มอบให้กับผู้ที่ได้สร้างบุญเอาไว้ในพระพุทธศาสนา เป็นของที่ระลึกสำหรับสาธุชนที่มาร่วมบริจาคทรัพย์สร้างอาคารโรงเรียนพระปริยัติธรรมภายในวัดปากน้ำ ในช่วงที่พระเดชพระคุณหลวงปู่ยังมีชีวิตอยู่นั้นมีการสร้างพระของขวัญสามรุ่นด้วยกันคือ พระผงวัดปากน้ำรุ่น 1 รุ่น 2 และรุ่น 3 นอกเหนือจากนี้ยังมีเหรียญโลหะและล็อกเก็ตรูปเหมือนของพระเดชพระคุณหลวงปู่อีกด้วย สำหรับพระผงนั้น ก่อนที่จะนำมามอบเป็นของขวัญให้กับญาติโยม ทางวัดจะต้องนำพระที่พิมพ์แล้วมาเก็บไว้ที่โรงงานทำวิชชาก่อน คุณยายเล่าว่า ผู้ทำวิชชาจะต้องซ้อนวิชชาเข้าไปตลอดหนึ่งพรรษาโดยไม่มีการเสก ไม่มีการสวด มีแต่ซ้อนอย่างเดียวโดยอาราธนาพระธรรมกายในพระนิพพานลงซ้อน ถ่ายทอดกันลงมาไม่ซ้ำธาตุธรรม กราบอาราธนาพระพุทธเจ้าที่เข้านิพพานไปตั้งแต่ดึกดำบรรพ์นับพระองค์ไม่ถ้วนไม่ซ้ำพระองค์ ยิ่งเข้านิพพานไปก่อนเท่าไรบารมียิ่งแก่รอบมากขึ้น กราบทูลให้ถ่ายทอดอานุภาพลงมาผลิตพระของขวัญ เพื่อให้พระของขวัญมีความศักดิ์สิทธิ์ แปลงธาตุตายให้กลายเป็นธาตุเป็น มีชีวิตจิตใจ ไปได้มาได้ ส่องสว่างได้ พูดได้ เปล่งแสงได้ อธิษฐานขออะไรต่างๆ ได้ อานุภาพจะเกิดขึ้นตามความเลื่อมใสในพระรัตนตรัยของผู้มีบุญที่เป็นเจ้าของ พระของขวัญที่วัดปากน้ำผลิตขึ้นจึงมีความศักดิ์สิทธิ์มาก แม้สาธุชนจะรับพระของขวัญไปแล้ว ท่านก็ยังซ้อนความศักดิ์สิทธิ์อย่างต่อเนื่องไปเรื่อยๆ จนกว่าของขวัญชิ้นนี้จะสลายไป ถ้าหากผู้เป็นเจ้าของเกิดหลงลืมไม่เคารพกราบไหว้บูชา พระของขวัญก็อาจหายไปได้ แต่หากองค์พระหายไปแล้วผู้เป็นเจ้าของกราบไหว้ระลึกนึกถึงท่านมากเข้า โดยนึกภาพพระของขวัญไว้ ณ กลางกายจนกระทั่งเห็นชัด ใส แจ่ม พระของขวัญนี้ก็จะเสด็จกลับมาได้เช่นเดียวกัน ดวงแก้วทำวิชชา ศิษยานุศิษย์ของคุณยายบางท่านอาจเคยเห็นรูปหล่อของคุณยายในท่านั่งขัดสมาธิถือดวงแก้วอยู่ในมือข้างละหนึ่งดวง ซึ่งรูปหล่อนี้ก็เป็นประดุจตัวแทนบอกเล่าเรื่องราวของท่านในสมัยที่ยังทำวิชชาอยู่ในโรงงานทำวิชชากับพระเดชพระคุณหลวงปู่และหมู่คณะเพื่อนสหธรรมิก นักรบกองทัพธรรมที่มีหน้าที่รบกับศัตรูที่แท้จริงคือพญามาร เป็นการรบด้วยวิชชาธรรมกายโดยอาศัยธรรมาวุธที่เปี่ยมไปด้วยธรรมานุภาพ เป็นการรบด้วยจิตตานุภาพคือรบทางใจ สู้กันแบบไม่ลดละ โดยที่มนุษย์ทั่วโลกและสรรพสัตว์ตลอดแสนโกฏิจักรวาล อนันตจักรวาล ไม่อาจล่วงรู้ เหตุที่ไม่รู้ก็เพราะว่าใจของพวกเขายังไม่ละเอียดพอ เนื่องจากไม่มีใครทำวิชชากันทั้งวันทั้งคืนอย่างนี้ แต่คุณยายและเหล่านักทำวิชชาต่างมุ่งมั่นทำความละเอียดกันทั้งวันและทุกวันเป็นเวลาหลายปีต่อเนื่องกันเรื่อยมา การรบภายในกับสงครามที่แท้จริง เป็นการรบกับข้าศึกที่แท้จริงคือผู้ผลิตกิเลสอาสวะหรือพญามาร นอกจากอานุภาพของพระธรรมกายภายในตัวแล้ว คุณยายยังต่างจากคนอื่นเพราะท่านจะมีตะลุ่มใส่ดวงแก้วกายสิทธิ์อยู่ใกล้ๆ ในระหว่างปฏิบัติธรรมภายในโรงงานทำวิชชา คุณยายมักจะถือดวงแก้วเอาไว้ในอุ้งมือทั้งสอง แล้วก็ประกอบวิชชาธรรมกาย โดยถือดวงใหญ่ 2 ดวง ข้างละดวง ถือแล้วก็ปล่อยใจเข้ากลาง ให้หลุดจากกายหยาบ ดวงแก้วกายสิทธิ์ขนาดใหญ่ในโรงงานทำวิชชามีเพียงสามดวง ดวงใหญ่มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 7 เซนติเมตร จำนวน 3 ดวง ที่เหลือเป็นดวงเล็กๆ เวลาทำวิชชาก็จะนำติดตัวไว้สำหรับเป็นแนวร่วมสนับสนุนกัน ซึ่งผู้ทำวิชชาที่มีหน้าที่ปราบมารจะถือเอาไว้ขณะปฏิบัติธรรม แล้วก็ประกอบวิชชาไปด้วย ก่อนที่จะนำมาประกอบวิชชาธรรมกายได้ก็ต้องตรวจสอบดูก่อนว่ามี “ตัว” หรือ “กายสิทธิ์” สถิตอยู่หรือเปล่า ซึ่งคุณยายสามารถตรวจสอบได้ ท่านมักใช้คำว่าตรวจดูว่าข้างในมีตัวหรือไม่ ถ้ามีก็จะนำมาถือเอาไว้ แต่ถ้าไม่มีแล้วนำมาถือ ก็เมื่อยมือเปล่าเพราะไม่มีอานุภาพใดๆ หลวงพ่อเคยถามคุณยายว่า “ตัวอะไรยาย” ท่านก็ตอบว่า “กายสิทธิ์” หลวงพ่อสงสัยจึงถามว่ากายสิทธิ์เป็นอย่างไร ท่านก็เล่าว่ากายสิทธิ์อยู่ในเชื้อสายของจักรพรรดิ หลวงพ่อก็ถามต่อว่าคืออะไรและถามเรื่อยไปอีก จนคุณยายบอกว่าให้นั่งสมาธิไปก่อนแล้วจะเล่าให้ฟังเพิ่มเติม ต่อมาภายหลังท่านก็เล่าให้ฟังว่า กายสิทธิ์นั้นมีทั้งแบบตัวอ่อนและตัวแก่ หมายความว่ากายสิทธิ์นั้นมีบุญบารมีอ่อนหรือแก่แตกต่างกันไป เป็นผลให้มีฤทธิ์และอานุภาพไม่เท่ากัน ก่อนที่จะนำมาใช้งานต้องชำระสะสางธาตุธรรมให้สะอาดเสียก่อน แล้วจึงฝึกสอนด้วยวิชชาธรรมกายโดยให้เขาทำตามเรา จนกระทั่งกายสิทธิ์นั้นมีฤทธิ์ มีเดช มีอานุภาพ มีความสามารถทำตามกันได้ในการช่วยบรรเทาและแก้ไขทุกข์ภัยให้กับมนุษย์ ตอนนั้นหลวงพ่อฟังคุณยายไม่รู้เรื่องและไม่เข้าใจ แต่ก็ชอบฟังเพราะรู้สึกสนุก ถามคุณยายต่อไปอีกว่าเอากายสิทธิ์ในดวงแก้วไปทำอะไรได้บ้าง ท่านก็ตอบว่าทำได้ทุกอย่าง นอกจากอานุภาพแห่งพระธรรมกายแล้วก็อาศัยกายสิทธิ์ให้ช่วยแบ่งเบาภารกิจ ยกตัวอย่างเช่น ช่วยแก้ไขทุกข์ภัยมนุษย์ เขามาขอให้ช่วยอะไร เราก็ช่วยแก้ไข ใช้ปรับปรุงพืชผล ซึ่งสมัยนี้ทางวิทยาศาสตร์เรียกว่า การตัดต่อยีน ปรับปรุงรหัสพันธุกรรม แต่กายสิทธิ์สามารถทำได้ยิ่งกว่านั้นโดยเข้าไปอยู่กลางพืชผลเพื่อช่วยปรับปรุงพืชผลนั้นได้ สมมติว่าพืชผลมีจำนวนหมื่นต้น เขาสามารถพิสดารกายหมื่นกายแล้วไปอยู่ตรงกลางแล้วใช้อานุภาพทำการปรับปรุงพืชผลนั้นให้เจริญงอกงามดีมีรสโอชาได้ หากฝนแล้งก็ทำให้ฝนตก ถ้าฝนตกจนน้ำท่วมก็แยกแผ่นดินทำให้น้ำแห้งลง คุณยายบอกว่า ท่านถือดวงแก้วกายสิทธิ์เอาไว้อย่างนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ถ้ากายสิทธิ์ทำได้เพียงปรับปรุงพืชผลก็คงไม่ให้ความสำคัญขนาดนี้ แต่กายสิทธิ์สามารถทำได้มากกว่านั้น คุณยายได้อาศัยกายสิทธิ์ในการช่วยปกป้องประเทศไทยให้พ้นจากลูกระเบิดในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 อีกด้วย คุณยายเคยบอกว่า คืนหนึ่ง ท่านเผลอปล่อยให้ดวงแก้วกายสิทธิ์กระทบกันดัง “กริ๊ก” เพราะดวงแก้วหนักอยู่ในมือ ขณะนั้นพระเดชพระคุณหลวงปู่อยู่อีกห้องหนึ่ง ท่านก็ถามผ่านผนังที่เจาะช่องสำหรับส่งเสียงออกมาว่า “ใครวะ ทำดวงแก้วกระทบกัน” “ลูกเองเจ้าค่ะ” หลวงปู่จึงบอกว่า “รู้ไหมดวงแก้วดวงหนึ่งนี่มีค่ายิ่งกว่าประเทศ” ที่ท่านกล่าวเช่นนี้เพราะผู้ที่รู้คุณค่าสามารถประกอบวิชชาธรรมกายได้ จะอาศัยสิ่งนี้เข้าไปแก้ไขทุกข์ภัยให้มนุษย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดวงแก้วที่มีกายสิทธิ์อยู่จึงเป็นของมีค่ายิ่ง ซึ่งคุณยายก็มีโอกาสได้ทำวิชชากับดวงแก้วกายสิทธิ์อยู่หลายปีทีเดียว เมื่อพระเดชพระคุณหลวงปู่มรณภาพไปแล้ว ทางวัดปากน้ำ ภาษีเจริญได้นำดวงแก้วสำหรับทำวิชชาทั้ง 3 ดวงมาบรรจุไว้ในรูปเหมือนของพระเดชพระคุณหลวงปู่ในท่ายืน ซึ่งปัจจุบันประดิษฐานอยู่ข้างหีบทองที่บรรจุสรีระของท่านภายในชั้นบนของหอสังเวชนียมงคลเทพนิรมิต ณ วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ --------------------------------------- สู้ศึกสงครามโลก ตามสมบัติหล่อเลี้ยง ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 นั้น พระภิกษุสามเณรและประชาชนทั่วไปต่างประสบความยากลำบากเรื่องอาหารการกิน เกือบทุกประเทศทั่วโลกต่างได้รับความเดือดร้อนจากภาวะข้าวยากหมากแพง ขาดแคลนทั้งเครื่องอุปโภคและเครื่องบริโภค แต่ที่น่าแปลกก็คือ วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ยังพอมีภัตตาหารและปัจจัย 4 หล่อเลี้ยงพระภิกษุสามเณร และอุบาสกอุบาสิกาทั่วทั้งวัด คุณยายเล่าให้หลวงพ่อฟังว่า ท่านและหมู่คณะใช้วิธีนั่งเฉยๆ ทำใจหยุดนิ่งเป็นสมาธิเรื่อยไป และตามเจ้าภาพและสมบัติมาเลี้ยงพระภิกษุสามเณรพร้อมทั้งอุบาสกอุบาสิกาที่วัดปากน้ำ แล้วจึงเอาบุญที่ได้จากการเลี้ยงพระนี้มาช่วยดลบันดาลให้เจ้าภาพทุกท่านมีแต่ความสุขความเจริญรุ่งเรือง ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน สามารถผ่านภาวะวิกฤตในช่วงมหาสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้ หลวงพ่อเคยถามคุณยายว่าทำอย่างไรบ้าง ท่านตอบว่า “ก็หยุดนิ่งทับทวีกายไปเยอะแยะ ตามสมบัติไปเชื่อมสายสมบัติ ตามผู้ตามคนอะไรต่างๆ ไปตามมา” แม้ในสมัยสงครามโลกจะมีการทิ้งระเบิดอยู่เป็นประจำ แต่ก็ยังมีผู้เสี่ยงภัยมาทอดผ้าป่าที่วัดปากน้ำ เขาบอกว่าเพียงแค่เอาเรือเอี้ยมจุ๊นเปล่าๆ ที่ใช้สำหรับบรรทุกข้าวสาร ล่องจากต้นทางในคลองแล้วก็ป่าวประกาศมาตลอดทางว่า “จะไปทอดผ้าป่าที่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ใครอยากจะมาร่วม มีอะไรก็เอามา มีข้าวสารข้าวเปลือกก็เอามา มีผลหมากรากไม้ มีผักผลไม้ก็เอามา” ยังไม่ทันพ้นคลองก็มีผู้ร่วมบริจาคสมทบจนเต็มล้นลำเรือ จากนั้นจึงนำมาถวายที่วัดปากน้ำ สำหรับอุบาสิกาแม่ชีที่ไม่ได้ทำวิชชาอยู่ในโรงงาน แต่รับผิดชอบหน้าที่ในโรงครัว ก็กังวลอยู่บ้างเมื่อเห็นว่าเสบียงใกล้จะหมดเต็มที มักจะมาร้องเรียนต่อพระเดชพระคุณหลวงปู่ว่า “หลวงพ่อเจ้าขา... ข้าวสารหมดเจ้าค่ะ” พระเดชพระคุณหลวงปู่รับฟังแล้วก็ตอบว่า “เออ วันนี้ก็มาแล้ววะ” ว่าแล้วท่านก็นั่งอยู่ที่วัด ซึ่งในขณะนั้นโทรศัพท์มือถือก็ยังไม่มี เป็นไปไม่ได้ที่เจ้าภาพจะโทรมากราบเรียนท่านโดยตรง ท่านเพียงแต่นั่งนิ่งๆ แล้วก็ทราบด้วยตัวของท่านเอง ถึงเวลาก็มีผู้มาทอดผ้าป่า นำเรือมาเทียบที่ท่าน้ำของวัดแล้วขนเสบียงเข้าโรงครัว ทำให้วัดปากน้ำไม่ขาดแคลน เป็นเรื่องที่ยืนยันได้ว่า แม้จะเกิดภาวะวิกฤตเศรษฐกิจตกต่ำเพียงใด แต่ถ้าบุคคลมีใจเป็นบุญกุศล ปฏิบัติธรรมะอยู่ตลอดเวลา สั่งสมบุญและธรรมปฏิบัติเรื่อยไป ก็ย่อมสามารถผ่านวิกฤตนั้นไปได้อย่างไม่ยากลำบากนัก --------------------------------------- ปลุกไปรบ คุณยายอาจารย์ทองสุข และคุณยายอาจารย์จันทร์ เป็นสหธรรมิกนักสร้างบารมีที่สามารถทำวิชชาได้ทั้งคู่ แต่ท่านมีความแตกต่างกันคือ คุณยายอาจารย์ทองสุขมีอัธยาศัยที่ถนัดในการสอนและเผยแผ่ ส่วนคุณยายอาจารย์จันทร์ไม่ค่อยชอบออกไปไหนและไม่ค่อยชอบสอนคนอื่น ชอบทำวิชชาปราบมารอย่างเดียว ในช่วงที่คุณยายทองสุขยังไม่ต้องออกไปเผยแผ่ ท่านจะทำวิชชาร่วมกับคุณยายจันทร์อยู่ในรอบเดียวกันซึ่งเป็นเวรดึก คุณยายอาจารย์จันทร์ท่านตื่นนอนไว ส่วนคุณยายอาจารย์ทองสุขตื่นช้ากว่า ก่อนที่จะเข้าเวรดึก คุณยายอาจารย์จันทร์จึงต้องทำหน้าที่ปลุกคุณยายอาจารย์ทองสุขทุกคืน ท่านจะไปเรียกอยู่ใกล้ๆ ที่นอนว่า “พี่ๆ พี่สุข ไปเข้าเวรกัน” เป็นอย่างนี้เรื่อยมา พอถึงช่วงสงครามโลก สถานการณ์คับขัน เมื่อต้องปลุกบ่อยๆ เข้า คุณยายอาจารย์จันทร์ก็เริ่มจะกังวล เพราะขนาดระเบิดมายังไม่ตื่น มีอยู่วันหนึ่ง คุณยายอาจารย์จันทร์เผลอนึกตำหนิในใจว่า “คน... ให้ปลุกเรื่อยทุกคืนทุกคืน” จากนั้นก็ไปเข้าเวรนั่งสมาธิด้วยกัน พอถึงตอนเช้าออกจากเวร คุณยายทองสุขก็ยืนเท้าสะเอวว่าใส่คุณยายจันทร์ว่า “อีก้าง เมื่อคืนมึงด่ากูเหรอ กูเห็นมึงด่ากู มึงต้องมาขอขมากูนะ” คุณยายจันทร์ท่านก็ไม่ตอบอะไร แล้วก็ไม่ต้องถามว่ารู้ได้อย่างไร เพราะต่างคนต่างก็รู้กัน แล้วคุณยายจันทร์ก็ว่า “พี่น่ะ แหม...ให้ฉันปลุกทุกคืนทุกคืน” แล้วท่านก็ไปขอขมากัน เป็นเรื่องน่าอัศจรรย์ว่าทั้งสองท่านต่างก็มีญาณทัสนะที่ไม่ธรรมดา นอกเหนือจากเวลาทำวิชชาในโรงงาน บางครั้งคุณยายทองสุขก็จะรับแขกที่มาขอบุญบารมีให้ท่านช่วยในสิ่งต่างๆ ท่านจะพูดกับแขกไพเราะมาก ด้วยวิญญาณครูที่ชอบสอน ส่วนคุณยายจันทร์จะเป็นแบบนักรบ ท่านจะนั่งเยื้องอยู่ข้างหลังคุณยายทองสุขเวลารับแขกและสอนธรรมะ แววตาของคุณยายจันทร์จะแวววาวด้วยความเด็ดเดี่ยว ส่วนคุณยายทองสุขจะนิ่มนวล บุคลิกของท่านจะแตกต่างกัน คุณยายจันทร์ท่านเล่าให้ฟังว่า ถ้าแขกคนไหนมาแบบไม่เข้าท่าเข้าทาง ท่านจะพูดกับแขกคนนั้นอย่างตรงไปตรงมา แต่คุณยายทองสุขจะค่อยๆ พูดอย่างทะนุถนอม เมื่อแขกกลับไปหมดแล้ว ท่านก็จะโดนคุณยายทองสุขเล่นงานว่า “อีก้างเอ๊ย มึงต้องพูดให้มันดีๆ หน่อย” คุณยายจันทร์ก็บอกว่า “พี่ก็คิดดูสิ เขามาอย่างนี้เนี่ย” --------------------------------------- ต้นแหล่งศึกสงคราม สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 พระเดชพระคุณหลวงปู่วัดปากน้ำได้แต่งตั้งให้คุณยายจันทร์เป็นหัวหน้าเวรขาดรู้อยู่ในโรงงานทำวิชชา คำว่า “ขาดรู้” ในที่นี้หมายความว่า เวลาทำสมาธิท่านจะขาดการรับรู้เรื่องของกายมนุษย์อย่างสิ้นเชิง จิตของท่านจะหลุดเข้าไปสู่ภายในทั้งหมดแบบม้วนเดียวจบ ไม่รู้สึกคันหรือเมื่อยขบแต่อย่างใด ซึ่งใครก็ตามที่ทำได้จะมีใจที่ละเอียดมาก สามารถเข้าถึงความละเอียดของใจที่น้อยคนจะเข้าถึงได้ แม้ช่วงสงครามโลกจะมีการทิ้งระเบิดอยู่เรื่อยๆ ดูน่าสะพรึงกลัว แต่คุณยายและหมู่คณะผู้ทำวิชชากลับนั่งนิ่งอย่างมีความสุข ต่างคนต่างปล่อยใจเข้าไปสู่ภายในเพื่อใช้อานุภาพของวิชชาธรรมกายแก้ไขสงครามในเมืองมนุษย์ ในขณะที่มนุษย์รบราฆ่าฟันกันอยู่ พระเดชพระคุณหลวงปู่ก็ทราบว่าต้นเหตุเกิดจากพญามารที่ส่งกิเลสมาบังคับจิตใจของมนุษย์ให้ทำลายซึ่งกันและกัน แม้ในขณะที่ผู้นำประเทศและกองทัพของประเทศต่างๆ ประชุมหารือกัน ท่านและหมู่คณะผู้ทำวิชชาก็ปล่อยใจเข้าไปสู่ภายในเพื่อตรวจตราดูว่าทำอย่างไรจึงจะสงบศึกได้ เมื่อไปถึงพญามารผู้เป็นต้นแหล่งที่มาของศึกสงครามแล้ว ท่านก็ตรวจสอบดูว่าเขามีวัตถุประสงค์อะไรที่ทำให้มนุษย์รบกันเอง โดยที่มนุษย์ทั้งหมดไม่รู้เนื้อรู้ตัวเลย รู้แต่เพียงว่าจะต้องรบเพียงเพื่อเอาชนะกันให้ได้ เมื่อท่านทำสมาธิได้ละเอียดจนถึงระดับที่สามารถเห็นพญามารผู้เป็นต้นเหตุของสงครามโลกได้แล้ว จึงขอเจรจาเพื่อยุติสงครามที่เกิดขึ้นในเมืองมนุษย์ แต่สรุปผลได้ว่าไม่ตกลง เพราะฝ่ายมารมีความตั้งใจที่จะทำลายล้างมนุษย์โดยสอดละเอียดหรือส่งอานุภาพบังคับลงมาเพื่อให้มนุษย์สามารถคิดค้นอาวุธที่มีอานุภาพร้ายแรงมากแล้วนำมาประหัตประหารกัน --------------------------------------- ปัดลูกระเบิด ในช่วงสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 พระเดชพระคุณหลวงปู่ได้เพียรพยายามให้หมู่คณะในโรงงานทำวิชชาช่วยกันแก้ไขไม่ให้มนุษย์รบราฆ่าฟันและเบียดเบียนกันเอง แล้วช่วยทำให้ประเทศชาติพ้นภัยด้วยวิชชาธรรมกาย มีอยู่ครั้งหนึ่งซึ่งจะเรียกว่าตำหนิก็ไม่เชิง หลวงปู่ได้ถามคณะศิษย์ผู้ทำวิชชาหลายๆ คนในโรงงานเกี่ยวกับผลของสงครามโลกว่าเป็นอย่างไร ซึ่งทุกคนก็ตอบตามญาณทัสนะของตน ถามเรียงบุคคลจนกระทั่งมาถึงคนสุดท้ายคือคุณยาย ท่านถามว่า “ลูกจันทร์ เยอรมันแพ้หรือชนะวะ” คุณยายก็นิ่งไปสักพักหนึ่งแล้วตอบว่า “เยอรมันแพ้เจ้าค่ะ” ท่านถามอย่างนี้ทุกคืนเป็นปี คุณยายก็ยืนยันว่าแพ้ หลวงปู่เลยสั่งว่าให้ช่วยกันทำวิชชาเพื่อแก้ไข เพราะประเทศไทยในขณะนั้นต้องจำยอมอยู่ฝ่ายเดียวกับญี่ปุ่นและเยอรมัน ทุกคนก็ทำวิชชากันตามที่ท่านสั่ง ช่วงระหว่างสงครามโลกผู้ทำวิชชาต้องตรวจดูตลอดว่าแม่ทัพของแต่ละฝ่ายคิดอย่างไร ประเทศนั้นคิดอย่างไร ประเทศนี้คิดอย่างไร เขาจะเตรียมการมาอย่างไร จะมาทิ้งระเบิดเวลาไหน ถ้าตอบผิดก็ตาย เช่น ตอบว่า 6 โมงเช้าจะมาทิ้งระเบิด แต่ความเป็นจริงคือเขามาทิ้งตอนตี 4 ซึ่งเป็นช่วงที่ผู้ตอบคำถามนอนหลับเพื่อมาคอยเข้าเวรทำวิชชาตอน 6 โมงเช้า ถ้าตอบผิดอย่างนี้ก็ต้องตายสถานเดียว ดังนั้นจึงตอบผิดไม่ได้ คุณยายก็เป็นหนึ่งในผู้ที่ตอบคำถามเหล่านี้ เพราะท่านเป็นหัวหน้าเวรขาดรู้ ซึ่งจะต้องรับผิดชอบเกี่ยวกับเรื่องเหตุผลที่จะตอบกับพระเดชพระคุณหลวงปู่ ตอบคำถามตามหลักวิชชาทั้งหยาบและละเอียด เรื่องหยาบเช่นคำถามที่เกี่ยวกับสงครามโลกในเมืองมนุษย์ เรื่องละเอียดเช่นคำถามเกี่ยวกับสงครามภายในระหว่างธาตุธรรม แล้วท่านก็แก้ไขกันไป “ลูกจันทร์ ระเบิดมาเวลาไหนวะ” เมื่อคุณยายตอบว่าเป็นเวลาใดแล้ว พอถึงเวลานั้นจะมีการดับไฟทันที เพื่อไม่ให้นักบินเห็นเป้าหมาย ทุกอย่างต้องเตรียมพร้อมอย่างดี เพราะคำตอบของคุณยายไม่เคยผิดพลาดเลยแม้แต่ครั้งเดียว เรื่องการปัดลูกระเบิดของคณะผู้ทำวิชชาวัดปากน้ำ เป็นเรื่องที่ฮือฮามากในสมัยนั้น เริ่มจากที่พระเดชพระคุณหลวงปู่สั่งให้ผู้ทำวิชชาทำใจหยุดนิ่งซ้ำลงไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเห็นพระธรรมกายและเข้าถึงพระธรรมกายไปพร้อมๆ กัน จากนั้นท่านจึงถ่ายทอดวิชชาการปัดลูกระเบิดให้ โดยผู้ศึกษาไม่ต้องทำอะไรเลย นอกจากทำใจหยุดนิ่งเพียงอย่างเดียว และซ้อนรวมพระธรรมกายของแต่ละท่านให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับพระเดชพระคุณหลวงปู่ เมื่อท่านทำอย่างไรก็ทำอย่างนั้น เช่นอำพรางเมืองเอาไว้ ทำให้นักบินเข้าใจผิดคิดว่าเป็นป่า พอถึงป่าหรือทะเลก็ทำให้เห็นเป็นเมือง เป็นเหตุให้นักบินทิ้งระเบิดผิดเป้าหมาย ไม่ได้หมายความว่าใช้มือปัดลูกระเบิดที่กำลังตกลงมาอย่างที่หลายคนเข้าใจ ในการปัดลูกระเบิดทั้งหมด มีอยู่ครั้งหนึ่งซึ่งเป็นครั้งสำคัญมากที่สุด พระเดชพระคุณหลวงปู่ทราบด้วยญาณทัสนะของท่านว่าพญามารมีวัตถุประสงค์ที่จะดลบันดาลให้มนุษย์กลุ่มหนึ่งได้สร้างระเบิดที่มีกำลังทำลายล้างสูงขึ้น แล้วนำมาทิ้งที่ประเทศไทย โดยเฉพาะบริเวณที่เป็นแหล่งของผู้รู้ที่สามารถทำวิชชาธรรมกายได้ เพราะวิชชาธรรมกายมีอานุภาพในการสู้รบกับพญามารซึ่งเป็นฝ่ายบาปอกุศลโดยตรง เมื่อหลวงปู่ทราบก่อนดังนี้แล้ว ท่านอยากจะทดสอบดูว่าในบรรดาศิษยานุศิษย์ผู้ทำวิชชาของท่านมีใครเห็นและทราบตรงกันบ้าง พอดีกับที่คุณยายกำลังเข้าเวรอยู่ในช่วงนั้นพอดี ท่านจึงถามขึ้นว่า “ลูกจันทร์ มึงเห็นไหมวะ เค้าจะเอาระเบิดลูกนี้มา ดูซิวะ ถ้ามาถึงเมืองไทยแล้วจะเป็นอย่างไร” คุณยายท่านก็ปล่อยใจเข้าศูนย์กลางกายไปจนเห็นตามอย่างหลวงปู่ แล้วก็ตอบตามภาพที่เห็นในสมาธิว่า “จะเตียนเรียบเป็นหน้ากลอง แหลกเป็นจุณทั้งต้นไม้ใบหญ้าตุ๊กตุ่นตุ๊กตา ไม่มีอะไรที่มีชีวิตเหลืออยู่เจ้าค่ะ” นี้เป็นการรู้เห็นเป้าหมายของระเบิดล่วงหน้าก่อนที่ชาวโลกจะรู้กัน เป็นความตั้งใจดั้งเดิมของพญามารหรือธาตุธรรมฝ่ายบาปอกุศล ซึ่งพระเดพระคุณหลวงปู่ไม่ได้ทราบมาจากการอ่านข่าวใดๆ แต่ท่านทราบด้วยญาณทัสนะ เมื่อมีผู้เป็นพยานการรู้เห็นของท่านดังนี้แล้ว พระเดชพระคุณหลวงปู่จึงบอกกับหมู่คณะผู้ทำวิชชาทั้งหมดว่า พวกเรายอมตายที่นี่ ตายพร้อมๆ กัน ท่านบอกว่าเจ็ดวันนี้ถ้าเราไม่ชนะก็ยอมตายกันทั้งหมด แล้วท่านก็สั่งให้ลั่นกุญแจประตูด้านนอกของโรงงานทำวิชชาเอาไว้ ทุกคนต้องประจำการอยู่ตลอดเวลา วันละ 24 ชั่วโมง แบ่งเป็นรอบ รอบละ 6 ชั่วโมง สลับกันตลอดทั้งวันทั้งคืนไม่มีหยุด ท่านสู้กันอย่างนี้โดยที่ไม่มีใครล่วงรู้เลย หลวงปู่สั่งให้ทุกคนทำวิชชาเพื่อแก้ไขภัยพิบัติครั้งใหญ่หลวง ด้วยการทำให้ประเทศไทยรอดพ้นจากการเป็นเป้าหมายในการทิ้งระเบิดทำลายล้างสูงลูกนี้ โดยท่านตั้งใจว่าจะทำให้ระเบิดไปตกกลางทะเลแทน เมื่อครบ 7 วันแล้ว ปรากฏว่าระเบิดดังกล่าวไม่ได้ถูกนำมาทิ้งที่ประเทศไทย โดยกระแสบาปได้บันดาลให้ฝ่ายสัมพันธมิตรตัดสินใจนำระเบิดไปทิ้งยังประเทศหนึ่งซึ่งมีวิบากกรรมจากการก่อสงครามมามาก การปัดลูกระเบิดนี้ผู้มีอานุภาพท่านไม่ได้ใช้มือปัด แต่ปัดด้วยวิธีการหยุดกับนิ่งอย่างเดียวเท่านั้น การทำใจหยุดนิ่งเฉยจะเปิดโอกาสให้ผู้มีอานุภาพมากกว่าลงซ้อน ซึ่งคุณยายก็เป็นบุคคลผู้หนึ่งที่ทำหน้าที่ปัดระเบิดมากมายหลายครั้ง แม้ว่าในขณะทำวิชชาจะมีการทิ้งระเบิดในละแวกนั้นอยู่เรื่อยๆ แต่ท่านก็ไม่หวั่นไหว คิดเพียงแต่ว่าจะต้องช่วยแก้ไขทุกข์มนุษย์ ไม่ให้รบราฆ่าฟันกัน ซึ่งก็น่าอัศจรรย์ใจว่าไม่มีระเบิดลูกใดตกลงมาสู่วัดปากน้ำเลย สุดท้ายสงครามโลกครั้งที่ 2 จบลงโดยเยอรมันเป็นฝ่ายแพ้ แม้จะรู้ว่าต้องแพ้อยู่แล้วแต่หลวงปู่วัดปากน้ำก็ต่อว่าคุณยายว่าทำใจอ่อน ทำให้ประเทศไทยอาจต้องเสียหายโดยตกเป็นฝ่ายใช้หนี้สงครามอย่างมหาศาล คุณยายเล่าให้หลวงพ่อฟังว่าท่านถูกพระเดชพระคุณหลวงปู่ดุอยู่ครั้งเดียวเพราะญาณแม่นเกินไป ทำให้ท่านถึงกับน้ำตาไหล จึงเดินออกจากโรงงานทำวิชชาไปที่โบสถ์แล้วแหงนมองดูกระเบื้องหลังคาเพื่อปรับใจให้เป็นปกติ สักครู่เมื่อท่านสบายใจดีแล้ว พระเดชพระคุณหลวงปู่ก็ใช้ให้คนมาตามคุณยายกลับไปนั่งทำภาวนาต่อ และด้วยบุญบันดาล ถึงเยอรมันจะแพ้สงคราม ท่านก็กลั่นแก้ให้ประเทศไทยไม่ต้องตกเป็นฝ่ายใช้หนี้สงครามไปพร้อมกับเยอรมันและญี่ปุ่น เพราะทางฝ่ายสัมพันธมิตรซึ่งเป็นผู้ชนะนั้นเห็นแก่ชาวไทยกลุ่มหนึ่ง คือขบวนการเสรีไทยที่คอยสนับสนุนฝ่ายสัมพันธมิตร --------------------------------------- สมรภูมิอันแท้จริง การรบระหว่างพระซึ่งเป็นธาตุธรรมฝ่ายกุศลกับมารซึ่งเป็นธาตุธรรมฝ่ายอกุศลนั้น สู้กันด้วยบุญและบาป โดยบุญเป็นกระแสหรือเครื่องมือของพระ ในขณะที่บาปเป็นของมาร พระเดชพระคุณหลวงปู่อุปมาไว้ว่า สงครามในโลกมนุษย์ที่เรียกว่าสงครามโลก ครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 หากนำมารวมกันแล้วก็เป็นเพียงการรบแบบเด็กๆ การรบกับพญามารเท่านั้นจึงเรียกว่าเป็นการรบแบบผู้ใหญ่ ผู้ที่สามารถพูดเช่นนี้ได้ถือว่าไม่ธรรมดา ถ้าไม่ได้รู้เห็นและทำจริงด้วยตนเองแล้ว จะไม่สามารถกล่าวออกมาได้เลย ดังนั้นการรบภายในจึงยิ่งใหญ่กว่าสงครามโลก เพราะขอบเขตของการรบกว้างใหญ่ไพศาลเกินกว่าฟ้าครอบ ยิ่งกว่าโลกและจักรวาล ตราบใดที่สงครามภายในที่แท้จริงยังไม่จบลงสงครามในโลกมนุษย์จะไม่มีวันสิ้นสุด นับตั้งแต่มีอายุได้ 47 ปี พระเดชพระคุณหลวงปู่ได้รวบรวมบุคคลผู้มีธาตุธรรมพิเศษที่มาเกิดเพื่อศึกษาค้นคว้าวิชชาธรรมกายและเริ่มทำภารกิจในโรงงานทำวิชชา เป็นการเริ่มต้นสงครามอย่างแท้จริงที่ปราศจากศาสตราวุธยุทโธปกรณ์ ไม่มีการพลัดพราก ไม่มีการสูญเสีย ทุกขั้นตอนของการทำสงครามภายในที่แท้จริงกับกิเลสอาสวะและพญามารนั้น มีแต่ความสุขและความบันเทิงใจ ผู้ที่ทำหน้าที่ปราบมารในยุคนั้นล้วนมีบารมีแก่กล้า เพราะผู้มีบารมีแก่เท่านั้นจึงปราบมารได้ ถ้าบุญบารมีน้อยจะทำไม่ได้ หากถามว่าจะต้องใช้บุญบารมีมากขนาดไหนก็ต้องนึกถึงคำของหลวงปู่วัดปากน้ำที่ว่า “ตลอดแสนโกฏิจักรวาล อนันตจักรวาล นิพพานถอดกาย ไม่มีใครรู้เรื่องปราบมารเลย” คำว่า “นิพพานถอดกาย” ในที่นี้ หมายถึง การเข้านิพพานโดยทิ้งกายมนุษย์เอาไว้เหลือเพียงพระธรรมกายแล้วเข้าสู่อายตนนิพพาน ซึ่งในยุคสมัยของพระเดชพระคุณหลวงปู่นั้น ผู้ที่พูดเช่นนี้มีความเสี่ยงต่อการถูกจับในข้อหาอวดอุตตริมนุษยธรรม มีสิทธิ์ถูกจับสึก ยึดทรัพย์ ยึดข้าวของต่างๆ แต่ท่านก็จำเป็นต้องพูดเพราะต้องการให้ทุกคนได้รู้ มิฉะนั้นก็จะไม่มีใครมีโอกาสได้ล่วงรู้เลย มีเพียงหมู่คณะในโรงงานทำวิชชาเท่านั้นที่จะรู้กัน แม้ว่าท่านจะพูดแล้ว ผู้ฟังก็ยังรู้ได้เพียงเล็กน้อย แต่ไม่มีวันจะรู้ความหมายอันแท้จริงทั้งหมดของสิ่งที่ท่านพูด จนกว่าจะเข้าถึงด้วยตนเอง นับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน มีน้อยคนนักที่จะรู้เรื่องการปราบมาร นับตั้งแต่มาร 5 ฝูง คือ กิเลสมาร ขันธมาร อภิสังขารมาร เทวบุตรมาร และมัจจุมาร จนถึง “พญามาร” ซึ่งเป็นผู้ควบคุมมารทั้ง 5 ฝูงนี้ ผู้ที่จะทำภารกิจในการปราบพญามารได้ก็ต้องมีบุญบารมีพิเศษและมีมโนปณิธานที่จะทำงานด้านนี้โดยเฉพาะ การเอาชนะพญามารนั้นต้องชนะด้วยสงครามภายในโดยเข้าถึงวิชชาธรรมกายให้ได้ เพราะฉะนั้น วิชชาธรรมกายจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ที่จะทำให้รู้และเห็นได้ว่าพญามารนำอะไรมาใช้เป็นเครื่องมือในการบังคับบัญชามนุษย์และสรรพสัตว์ทั้งหลาย วิชชาธรรมกายจะทำให้เราสามารถสืบสาวไปได้ถึงต้นกำเนิด จนกระทั่งได้เห็นมารและภพที่อยู่ของมาร แล้วเข้าไปสู่สมรภูมิแห่งการรบที่แท้จริงภายใน เมื่อใดก็ตามที่สามารถรบชนะสงครามภายในได้ สันติสุขและสันติภาพของโลกก็จะเกิดขึ้น ซึ่งคุณยายก็เป็นผู้ที่อยู่ร่วมในสมรภูมิรบอันแท้จริงด้วย นี้เป็นอีกเหตุผลหนึ่งว่า เพราะเหตุใดคุณยายจึงเป็นบุคคลสำคัญที่ควรแก่การยกย่องบูชา ---------------------------------------