บทนำ “มหาทุคตะ” หมายถึง ผู้ที่ยากจนมาก ความเป็นอยู่ยากลำบากฝืดเคือง มีชีวิตอยู่ด้วยการรับจ้างทำงานเล็กๆ น้อยๆ หรือไม่ก็รอกินเดนของพระภิกษุ คือ เมื่อพระภิกษุขบฉันภัตตาหารเสร็จแล้ว มหาทุคตะจะรอรับประทานของที่เหลือจากพระภิกษุเหล่านั้นเพื่อประทังชีวิต แต่เรื่องราวต่อไปนี้ เป็นเรื่องราวของมหาทุคตะ ผู้มีบุญเก่า ผู้โชคดีมีกัลยาณมิตร และสามารถพลิกชีวิตอย่างอัศจรรย์ด้วยการช่วยเหลือของพระอินทร์ถึง ๒ องค์ พระอินทร์องค์แรกอยู่ในยุคของพระกัสสปพุทธเจ้า มีส่วนช่วยให้มหาทุคตะได้สมบัติอัศจรรย์เป็นอจินไตย พลิกฐานะของมหาทุคตะจากคนที่ยากจนที่สุดให้เป็นมหาเศรษฐีประจำเมืองที่ร่ำรวยที่สุด ทำให้เรื่องราวของมหาทุคตะได้รับการกล่าวขานสืบเนื่องมาอีกยาวนาน ส่วนพระอินทร์องค์ที่สองอยู่ในยุคพระสมณโคดมพุทธเจ้า มีส่วนช่วยให้มหาทุคตะบรรลุธรรมในภพชาติต่อมา ซึ่งพระอินทร์ทั้งสององค์นั้นล้วนเป็นพระโสดาบันทั้งคู่ นอกจากนี้ ผลแห่งทานอันอัศจรรย์ของมหาทุคตะยังเป็นที่มาของรสอาหารที่โด่งดังข้ามชาติ ใครก็ตามที่ได้รับประทานอาหารรสเลิศในภัตตาคารลือชื่อทั้งในและต่างประเทศมักจะรู้สึกติดใจ แต่เมื่อเวลาผ่านไปไม่นานก็ลืมรสอาหารไปในที่สุด แต่รสอาหารทิพย์ของมหาทุคตะที่ถวายแด่พระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น เป็นที่กล่าวขวัญกันอย่างไม่ลืมเลือนเป็นเวลายาวนานถึง ๑ พุทธันดร พุทธันดร หมายถึง ช่วงช่องว่างระหว่างระยะเวลาของพระพุทธเจ้า ๒ พระองค์ คือ นับระยะเวลาตั้งแต่การเสด็จปรินิพพานของพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งจนถึงช่วงที่มีการเสด็จอุบัติขึ้นของพระพุทธเจ้าพระองค์ถัดมา นับเป็นเวลาที่ยาวนานมาก เรื่องของท่านมหาทุคตะนี้จะทำให้ผู้อ่านเกิดความเข้าใจว่า ที่มาที่ไปของชีวิตที่พลิกอย่างเหนือความคาดหมายได้นั้น ย่อมมีเหตุที่ดีสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง และจะเป็นแรงบันดาลใจให้เราเร่งประกอบเหตุอันดีงามไว้ในชีวิตเช่นกัน ---------------------------- จากมหาเศรษฐีมาเป็นมหาทุคตะ ความเป็นมาของมหาทุคตะเป็นเรื่องที่น่าศึกษาว่า ทำไมชายคนนี้จึงต้องเกิดมาเป็นมหาทุคตะ ซึ่งเป็นสุดยอดแห่งความจน แท้จริงแล้วมหาทุคตะคือคนเคยรวยในอดีต ภพในอดีตเขาเป็นเศรษฐีร่ำรวยมาก แต่รวยแล้วไม่ทำทาน ใครชวนทำบุญก็ไม่ทำ ไม่เปิดโอกาสให้ใครพบ หรือเมื่อได้พบแล้วก็ทำเป็นไม่รับทราบเรื่องที่คนอื่นมาชวนทำบุญ และนอกจากตัวเองไม่ทำแล้ว ยังห้ามคนอื่นทำบุญด้วย เพราะตนเป็นเศรษฐีมีอำนาจ คำพูดฟังดูน่าเชื่อถือ ดังนั้นเมื่อใครชวนทำบุญก็ตอบว่าตนสร้างตัวมาได้ด้วยฝีมือ ไม่ใช่เพราะบุญ แล้วเที่ยวประกาศความคิดเห็นของตัวเอง ทำให้มีผู้คนหลงเชื่อตามมากมาย ด้วยเหตุที่ตนเองตระหนี่ไม่ชอบทำทาน และยังห้ามคนอื่นทำด้วย จึงทำให้ต้องมาเกิดเป็นมหาทุคตะในภพชาติต่อมา ---------------------------- ยอดกัลยาณมิตร ครั้งหนึ่งในยุคสมัยของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพระนามว่า กัสสปะ พระองค์ทรงกำลังแสดงธรรมเรื่องอานิสงส์ของการให้ทานว่า บางคนในโลกนี้ทำทานด้วยตัวเอง แต่ไม่ชวนคนอื่นทำเพราะเกรงใจ กลัวเขาเสียทรัพย์ กลัวเขาลำบากยากจน หรือกลัวจะรบกวนเขา แต่ตนเองมีศรัทธาจึงทำทานตามลำพังโดยไม่ชักชวนคนอื่น บุคคลเช่นนี้ภพชาติต่อไปจะได้รับอานิสงส์ คือ มีทรัพย์มาก เพราะการให้ทานด้วยตนเอง แต่ไม่มีพวกพ้องและบริวาร เวลาทำกิจการงานต่างๆ กว่าจะสำเร็จก็ต้องประสบกับความเหนื่อยยาก ดังที่เราเคยเห็นเศรษฐีหลายคนที่ร่ำรวย แต่ต้องแลกด้วยความวิริยอุตสาหะ อย่างยิ่ง เพราะไม่มีพวกพ้องบริวารคอยช่วยแบ่งเบาภารกิจ ที่มา ขุ.ธ.อ.(ไทย) ๑/๒/๓๑๘-๓๔๐. บางคนไม่ทำทานด้วยตนเอง แต่ชวนคนอื่นให้ทำ มีหัวใจผู้นำบุญยอดกัลยาณมิตร แต่ไม่มีหัวใจของผู้ให้ เห็นคนอื่นเขาให้แล้วปลื้ม ส่วนตัวเองเก็บปัจจัยเอาไว้เผื่อเศรษฐกิจตกต่ำ เผื่อมีความจำเป็นต้องใช้จ่ายในภายหน้า บุคคลจำพวกนี้จะได้รับอานิสงส์ในภพชาติต่อไป คือ จะเป็นคนยากจนที่มีพวกพ้องบริวารมาก เมื่อเอ่ยปากจะทำอะไรแล้วจะมีคนมาช่วยให้งานสำเร็จ บางคนในโลกนี้ นอกจากทำทานด้วยตนเองแล้ว ยังชักชวนคนอื่นทำด้วย คือมีหัวใจผู้นำบุญยอดกัลยาณมิตรและมีหัวใจของผู้ให้ด้วย บุคคลเหล่านี้จะได้อานิสงส์คือ ภพชาติต่อไปนอกจากจะร่ำรวยแล้วยังมีพวกพ้องหมู่ญาติเป็นบริวารสมบัติที่ดีด้วย บริวารสมบัติที่ได้นี้จะมีแต่บริวารที่นำความสุขความเจริญมาให้ อีกทั้งยังช่วยแบ่งเบาภารกิจการงานต่างๆ ไปได้มาก เพราะฉะนั้นถ้าทำทานด้วยตนเองและชวนคนอื่นทำด้วย ภพชาติต่อไปจะรวย มีพวกพ้องหมู่ญาติและบริวารสมบัติที่ดี ส่วนบางคนที่ไม่ทำทานด้วยตัวเองแล้วยังห้ามคนอื่นทำด้วย จะต้องกลายไปเป็นคนยากจน ลำบาก ฝืดเคือง และยังไม่ค่อยมีใครคอยช่วยเหลืออีกด้วย เมื่อพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมจบ มีมานพหนุ่มผู้มีบุญท่านหนึ่งปลื้มอกปลื้มใจ เกิดกุศลศรัทธาอยากถวายสังฆทานแด่พระสงฆ์ ๒๐,๐๐๐ รูป โดยมีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นประมุขในวันรุ่งขึ้น เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงรับนิมนต์ เขาปีติดีใจมาก การถวายมหาสังฆทานครั้งนี้ เป็นที่น่าเลื่อมใสอย่างยิ่ง เพราะผู้นำบุญท่านนี้มีความกล้าหาญและมีหัวใจที่ยิ่งใหญ่จริงๆ ที่กราบทูลพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า จะขอนิมนต์พระ ๒๐,๐๐๐ รูป เพื่อถวายทานในวันรุ่งขึ้น โดยที่เขาเองก็ทราบดีว่า มีเวลาไม่เกิน ๒๔ ชั่วโมง ทั้งนี้ยังไม่รวมเวลานอนหลับพักผ่อน เวลาทำอาหาร เพราะถ้าหากตัดเวลาเหล่านี้ออกไป จะเหลือเวลาสำหรับชักชวนผู้มีบุญเพียงไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้น ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เนื่องจากมานพหนุ่มเป็นผู้มีปัญญา รู้ว่าทำตามลำพังไม่ได้ จึงใช้วิธีทำงานเป็นทีม กระจายทีมบอกบุญออกไปทำหน้าที่ชักชวนผู้มีบุญให้มารับเป็นเจ้าภาพเลี้ยงพระ บ้างก็รับเป็นเจ้าภาพ ๑๐ รูป บ้างก็รับ ๒๐-๓๐ รูป บางบ้านรับถึง ๑๐๐ รูป ด้วยพลังแห่งการทำงานเป็นทีม ไม่นานก็สามารถหาเจ้าภาพได้ครบ ๒๐,๐๐๐ รูป หากหันกลับมาดูการทำหน้าที่ผู้นำบุญยอดกัลยาณมิตรของตัวเรา เรื่องของผู้นำบุญท่านนี้ อาจเป็นแรงบันดาลใจให้เราพิจารณาว่า เราเองก็สามารถทำได้เช่นกัน อีกทั้งจะได้เริ่มพัฒนาทีมงานของเราให้ทำงานเป็นทีมอย่างนี้บ้าง นี่คือต้นแบบการสร้างบุญเป็นทีม ที่เราสามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ดีทีเดียว และเหตุการณ์นี้เป็นจุดเริ่มต้นเรื่องราวการให้ทานของมหาทุคตะ ซึ่งเป็นที่กล่าวขานสืบกันมาจนกระทั่งถึงปัจจุบัน ---------------------------- พลิกชีวิตเพราะมีกัลยาณมิตร เมื่อแบ่งทีมออกไปเชิญชวนให้ผู้มีบุญมาร่วมกันเลี้ยงพระให้ครบตามจำนวนแล้ว มานพหนุ่มผู้มีหัวใจอันยิ่งใหญ่ท่านนั้นก็ไปชักชวนผู้คนมาร่วมเป็นเจ้าภาพ โดยไม่เลือกว่าใครมีฐานะอย่างไร ทั้งคนชั้นสูง ชั้นกลาง และชั้นล่าง ตั้งแต่เศรษฐีจนถึงยาจก วณิพก พอท่านมาเจอมหาทุคตะจึงแจ้งข่าวบุญว่า “พรุ่งนี้จะมีการถวายสังฆทานครั้งใหญ่ นิมนต์พระถึง ๒๐,๐๐๐ รูป เธอรับเป็นเจ้าภาพเลี้ยงพระสักรูปหนึ่งสิ ชาติต่อไปจะได้ไม่ยากจนอย่างนี้” มหาทุคตะฟังแล้วสะกิดใจขึ้นมาว่า “เอ๊ะ คนอย่างฉันทำได้หรือนี่” เนื่องจากเขาต้องหาเช้ากินค่ำทุกวัน เงินทองและอาหารมีไม่ค่อยเพียงพอ แต่ผู้นำบุญท่านนั้นตอบว่า “ทำได้สิ” คนเราจะทำอะไรก็ตาม เพียงแค่มีตัวกับหัวใจที่เอาจริง ก็สามารถทำได้ ดังนั้นใครที่ยังคิดว่าเราทำอย่างนั้นอย่างนี้ไม่ได้ ให้ดูเรื่องของมหาทุคตะเป็นตัวอย่าง เมื่อได้ยินผู้นำบุญกล่าวเช่นนั้น ในที่สุดมหาทุคตะก็เกิดกำลังใจฮึกเหิมตอบตกลงด้วยความปลาบปลื้มยินดีเป็นอย่างมากว่า “เอ้า ถ้าอย่างนั้นฉันรับรูปหนึ่งแล้วกัน” จากนั้นมหาทุคตะก็ได้เดินทางกลับบ้านด้วยความปลื้มปีติ อาจหาญ ร่าเริงเบิกบาน เขาเดินร้องเพลงไปตลอดทาง เป็นเรื่องที่น่าแปลก เวลาคนเรากำลังจะได้ทำบุญใหญ่ แม้ตากแดดตากลม แต่ผิวพรรณวรรณะกลับดูผ่องใส มหาทุคตะก็เช่นกัน นี้คือกิริยาอาการของผู้ที่จะได้สร้างบุญใหญ่ คนที่คิดว่าชาตินี้ตนเองคงทำบุญไม่ได้เพราะยากจนเหลือเกิน ยังต้องรับประทานอาหารที่เหลือจากพระภิกษุ เมื่อตัดสินใจรับปากทำบุญ ทั้งๆ ที่เวลานั้นปัจจัยยังไม่มีเลย แต่กลับเกิดความปลื้มปีติมากมาย เมื่อมหาทุคตะเดินทางกลับถึงบ้าน ภรรยาเห็นเขาก็รู้สึกแปลกใจว่า ทำไมวันนี้พ่อบ้านดูมีผิวพรรณวรรณะเปล่งปลั่งผ่องใสกว่าเดิม ดูสดชื่น เดินยิ้มมาแต่ไกล นางจึงถามสามีถึงเรื่องราวที่ทำให้ดูมีความสุขได้ขนาดนี้ มหาทุคตะเล่าให้ฟังว่า “วันนี้ฉันรับปากกับผู้มีบุญท่านหนึ่งว่า จะเลี้ยงพระ ๑ รูป ในวันพรุ่งนี้ ก็เลยดีใจ” ฝ่ายภรรยารู้สึกฉงนใจ เนื่องจากทุกวันก็แทบจะหาเลี้ยงตนเองไม่พออยู่แล้ว บางทีต้องไปขอเขากิน แล้วจะมีปัญญาไปเลี้ยงพระได้อย่างไร แต่คนเราเมื่อตั้งใจแล้ว แม้มีแค่ตัวกับหัวใจที่มุ่งมั่นจะทำความดี สร้างบุญบารมีอย่างไม่หวาดกลัวต่ออุปสรรค ไม่นานก็จะสามารถแสวงหาหนทางและวิธีการไปทำในสิ่งที่ตนตั้งใจไว้ได้สำเร็จ สิ่งสำคัญที่สุดคือ ต้องกล้าคิด กล้าตัดสินใจที่จะทำก่อน หลังจากนั้น สามีภรรยาได้หารือกันว่า “เราได้ฟังธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาหลายครั้ง แต่ใจมัวแต่รอคอยว่าเมื่อไรพระจะฉันเสร็จ จะได้ขออาหารจากท่าน แม้กระนั้นพระธรรมคำสอนก็ผ่านเข้าไปในใจอยู่เสมอ โดยเฉพาะเรื่องการทำทาน ซึ่งพระองค์ทรงเทศน์อยู่บ่อยครั้งว่า ที่เรายากจนนี้เป็นเพราะชาติก่อนไม่ได้ทำทานเอาไว้ ถ้าหากคราวนี้เราไม่ได้ทำทานอีก ชาติต่อไปคงจะต้องประสบกับความยากจนยิ่งกว่าชาตินี้แน่” เพราะฉะนั้นชาตินี้จึงตกลงยินยอมพร้อมใจกันทำบุญเลี้ยงพระสักองค์ โชคดีที่มหาทุคตะได้กัลยาณมิตรมาชักชวน แจ้งข่าวบุญใหญ่โดยไม่เลือกชนชั้น หรือไปคิดแทนว่า คนอย่างมหาทุคตะที่ลำบากยากจนขนาดนั้นคงทำไม่ได้ แต่กลับให้โอกาสและยังพูดยกใจ ทำให้มหาทุคตะมีโอกาสได้คิดและมั่นใจว่า ตนเองสามารถทำบุญทำทานเลี้ยงพระได้เช่นกัน ที่สำคัญคือ มหาทุคตะเกิดในยุคที่มนุษย์มีอายุถึง ๒๐,๐๐๐ ปี นั่นหมายความว่า หากไม่ได้ผู้นำบุญท่านนี้ไปชักชวนให้ทำบุญเลี้ยงพระ มหาทุคตะจะต้องลำบากยากจนอย่างแสนสาหัสเช่นนี้ไปอีกยาวนาน แม้กระทั่งละโลกไปแล้วและไปเกิดในภพชาติต่อๆ ไป ก็ยังจะต้องเกิดมาลำบากเช่นนี้หรือมากกว่านี้ ถ้าหากชาติหน้าเขาไม่เจอกัลยาณมิตรมาให้แสงสว่างแก่ชีวิต มาชักชวนให้สร้างมหาทานอีก ก็ไม่อาจทราบได้ว่าเขาจะต้องประสบความยากจนแบบนี้ไปอีกนานเท่าไร ซึ่งนับว่าน่าเสียดายเป็นอย่างยิ่งที่เกิดมาในยุคที่มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบังเกิดขึ้น แต่ไม่ได้ถวายทานกับพระองค์หรือพระสาวก ผู้นำบุญท่านนี้จึงเป็นยอดกัลยาณมิตร ที่ทำให้มหาทุคตะเลิกยากจนและกลายเป็นผู้ที่ร่ำรวยที่สุดในยุคนั้นทีเดียว จากชีวิตที่เคยยากจนที่สุดพลิกผันมาเป็นร่ำรวยที่สุด มีสมบัติมากมายขนาดที่บุตรเอาโคตรเพชรมาขว้างเล่นเพื่อหยอกล้อกัน รวยมากขนาดนั้นทีเดียว นอกจากนั้นยอดกัลยาณมิตรท่านนี้ยังช่วยให้มหาทุคตะมีศักดิ์ศรีและเกียรติภูมิมากขึ้นไปอีก เท่ากับว่าได้ช่วยฟื้นฟูฐานะและสถานภาพของมหาทุคตะข้ามชาติเลย เพราะท่านมีส่วนช่วยให้มหาทุคตะได้โลกียทรัพย์ในชาตินี้และได้อริยทรัพย์ในพุทธันดรต่อมาอีกด้วย ---------------------------- ใช้ปัญญาหาทรัพย์ เมื่อมหาทุคตะตัดสินใจถวายภัตตาหารพระ ๑ รูปแล้ว จึงหารือกับภรรยาว่า ทำอย่างไรถึงจะมีทรัพย์มาเลี้ยงพระ เนื่องจากกำลังทรัพย์ไม่มี มีเพียงเรี่ยวแรง จึงตกลงกันว่า จะไปทำงานรับจ้างที่บ้านเศรษฐี และจัดแจงเตรียมหาภาชนะสำหรับใส่ภัตตาหารถวายพระ โดยไปค้นดูตามลังเก่าๆ ซึ่งมีแต่ถ้วยชามปากบิ่น ถาดเก่าๆ พร้อมฝาครอบ ซึ่งไม่เคยคิดว่าจะได้เอามาใช้ เขาไปค้นมาด้วยอาการที่ร่าเริง แล้วนำไปทำความสะอาดจัดเตรียมจนเสร็จสรรพเรียบร้อย จากนั้น ทั้งคู่ได้ตกลงกันว่า “เธอไปรับจ้างทำงานกับภรรยาเศรษฐีนะ ส่วนฉันจะไปทำงานกับท่านเศรษฐีเอง เรายังมีเรี่ยวมีแรง เราพึงทุ่มเทชีวิตจิตใจของเราทำงานให้เสร็จสมบูรณ์ที่สุดกันเถิด” เมื่อตกลงกันเรียบร้อย มหาทุคตะเกิดความปลื้ม ยิ้มแย้มแจ่มใส มีอาการร่าเริงในบุญที่กำลังจะมาถึงในวันพรุ่งนี้ มหาทุคตะได้เข้าไปพบท่านเศรษฐี และแจ้งว่าตนมีความประสงค์ที่จะขอทำงานเพื่อแลกกับอาหาร ท่านเศรษฐีจึงถามถึงสาเหตุ และเมื่อทราบว่ามหาทุคตะรับเลี้ยงพระ ๑ รูปในวันพรุ่งนี้ ท่านเศรษฐีถึงกับประหลาดใจว่ามหาทุคตะจะเลี้ยงพระได้อย่างไร เนื่องจากต้องยังชีพด้วยอาหารที่เหลือจากพระอยู่ทุกวัน แต่เมื่อฟังมหาทุคตะย้ำหนักแน่นถึง ๓ ครั้ง ว่า ได้รับปากกับผู้นำบุญ ไว้แล้ว จึงยินดีที่จะให้งานทำ ซึ่งมีงานอยู่เพียงอย่างเดียวเท่านั้นคือผ่าฟืน ส่วนภรรยาของมหาทุคตะได้ไปขอทำงานกับภรรยาเศรษฐี ภรรยาเศรษฐีถามในทำนองเดียวกันว่า จะมารับจ้างทำงานไปทำไม นางตอบเช่นเดียวกับมหาทุคตะว่า จะเลี้ยงพระในวันพรุ่งนี้ แม้ถามย้ำถึง ๓ ครั้ง ก็ได้รับคำตอบเช่นเดิม ภรรยาเศรษฐีจึงมั่นใจว่า นางมีความตั้งใจจริงที่จะทำงานให้ได้เงินหรือวัตถุดิบในการทำอาหาร จึงมอบหมายให้นางตำข้าว สองสามีภรรยาต่างทำงานด้วยอาการร่าเริง มหาทุคตะผ่าฟืนไปก็ร้องเพลงไป ส่วนภรรยาตำครกกระเดื่องไปก็ร้องเพลงไปเรื่อยๆ ร้องไปตำไป ทำงานด้วยความปลื้มปีติ เศรษฐีจึงถามว่า ทำไมเธอถึงร่าเริงเหลือเกิน มหาทุคตะตอบว่า “ดีใจที่จะได้เลี้ยงพระ ๑ รูป ในวันพรุ่งนี้ขอรับ” เศรษฐีและภรรยาจึงเกิดความเลื่อมใส เหตุการณ์นี้นับเป็นเรื่องที่น่าศึกษาว่า ใครก็ตามที่ตั้งใจทำความดีอย่างแรงกล้าเหนือธรรมดา พลังบวกเช่นนี้จะสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้ที่ได้พบเห็นเกิดการตื่นตัวและเกิดความเลื่อมใสตามไปด้วย ดังเช่นความตั้งใจอย่างแรงกล้าของมหาทุคตะและภรรยา ที่ส่งผลให้เศรษฐีและภรรยาเกิดแรงบันดาลใจ และเลื่อมใสในความตั้งใจอันดีงามของคนทั้งสอง พลางคิดในใจว่าเมื่อสองสามีภรรยามหาทุคตะทำงานเสร็จเรียบร้อยแล้ว จะมอบค่าจ้างเพิ่มให้อีกหนึ่งเท่าตัวของค่าจ้างตามปกติ เมื่อมหาทุคตะผ่าฟืนเสร็จแล้ว ท่านเศรษฐีจึงมอบค่าจ้างเป็นข้าวสารจำนวน ๘ ทะนาน จากปกติที่ควรจะได้ ๔ ทะนานเท่านั้น ส่วนภรรยาก็ได้เนยใส นมส้ม เครื่องเทศสำหรับปรุงอาหาร และข้าวสารอีก ๑ ทะนาน เป็นค่าจ้าง เมื่อได้วัตถุดิบเพื่อการปรุงอาหารมาแล้ว ก็มีความอาจหาญร่าเริงเบิกบาน ยิ้มแย้มแจ่มใส ปลาบปลื้มในบุญที่จะเกิดขึ้นในวันพรุ่งนี้ พลบค่ำคืนนั้น ทั้งคู่ต่างสนทนากันด้วยความปลื้มใจว่า “วันพรุ่งนี้เราจะได้เลี้ยงพระแล้วนะ นึกไม่ถึงเลยว่าในชีวิตของเราจะได้มีโอกาสเลี้ยงพระ เพราะทุกวันที่ผ่านมาได้แต่อาศัยพระท่านเมตตาเลี้ยงเราทั้งนั้น” ทั้งสองต่างก็เคยมีโอกาสได้ฟังพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมว่า ถ้าให้ทานถูกเนื้อนาบุญ คือ ทักขิไณยบุคคลแล้ว จะได้ผลบุญทันตาเห็น และเมื่อเขาได้รู้ว่าพระสงฆ์คือเนื้อนาบุญเช่นนี้ จึงมีความปลื้มปีติอย่างที่สุด รุ่งขึ้น แม้สองสามีภรรยาจะมีวัตถุดิบเพื่อปรุงอาหารแล้ว แต่ยังขาดผัก จึงไปเก็บผัก เก็บผักไปก็ร้องเพลงไป ชาวประมงที่อยู่แถวนั้นเมื่อได้ทราบสาเหตุที่มหาทุคตะร่าเริงเช่นนี้ จึงอนุเคราะห์โดยให้เขาช่วยขายปลา มหาทุคตะนำเอาปลามาร้อยเป็นพวง ผู้คนที่สัญจรผ่านไปมาเห็นเข้าก็ซื้อจนหมด ตนเองก็กังวลใจเกรงว่าจะไม่มีปลานำไปเลี้ยงพระ ชาวประมงบอกกับมหาทุคตะว่า เขายังมีปลาตะเพียนที่หมกทรายเอาไว้ ทีแรกตั้งใจว่า จะเก็บไว้กินเอง แล้วก็นำปลาเหล่านี้มามอบให้มหาทุคตะเป็นค่าแรงรวมทั้งหมด ๔ ตัว ---------------------------- พระอินทร์ขอมีส่วนในบุญ ขณะที่มหาทุคตะเดินถือปลาตะเพียนที่จะนำมาประกอบอาหารกลับบ้านนั้น พระอินทร์ผู้เป็นเทวราชาแห่งสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ทรงรู้สึกว่าอาสนะของพระองค์เกิดความกระด้างขึ้น จึงทรงตรวจตราด้วยทิพยจักษุ ทำให้ทราบว่าเป็นเพราะสามีภรรยามหาทุคตะมีกุศลศรัทธาที่จะเลี้ยงพระ แต่พระที่จะเลี้ยงนี้ไม่ใช่พระธรรมดา พระองค์จึงทรงตัดสินใจลงมาช่วยปรุงอาหารให้ เพราะหากปล่อยให้ทั้งสองคนทำอาหารเองแล้ว รสของอาหารคงไม่ประณีต พระองค์จำเป็นต้องเสด็จลงมาช่วยเนรมิตอาหารนี้ให้มีรสเลิศ มีทิพยโอชา เพื่อให้เหมาะสมต่อการน้อมถวายแด่เนื้อนาบุญอันเลิศ พระอินทร์จึงทรงแปลงกายเป็นคนธรรมดามาดักรออยู่ เมื่อเห็นชายคนหนึ่งมารออยู่ มหาทุคตะจึงถามว่า ท่านมาทำอะไร พระอินทร์ในร่างแปลงทรงตอบว่า “มาของานทำ เราทำได้ทุกอย่างแม้กระทั่งปรุงอาหาร อาหารอะไรก็ได้ในโลก เราสามารถทำได้ทั้งหมด” พระอินทร์ตรัสเข้าประเด็นทันที และทรงถามกลับไปว่า มหาทุคตะนำปลาตะเพียนมาทำอะไร ทั้งสองตอบด้วยความเบิกบานว่า จะนำมาปรุงภัตตาหารเลี้ยงพระ ๑ รูป ในวันนี้ พระอินทร์จึงทรงรีบขันอาสาขอมีส่วนร่วมในบุญด้วยการเป็นผู้ปรุงอาหารเลี้ยงพระ โดยทรงบอกว่า “หน้าที่ปรุงอาหารให้เป็นหน้าที่ของเรา เดี๋ยวเราจะจัดการเอง ท่านไปนิมนต์พระได้เลย” ทั้งสองสามีภรรยาเมื่อได้ฟังแล้วก็ยินดีตามนั้น ---------------------------- แสวงหาเนื้อนาบุญ เมื่อมีผู้อาสาปรุงภัตตาหารเลี้ยงพระแล้ว มหาทุคตะก็ดีใจมาก เพราะเขาไม่ต้องเสียเวลาปรุงอาหารเองแล้ว มหาทุคตะจึงรีบรุดไปยังบ้านของผู้นำบุญที่เป็นกัลยาณมิตรชักชวนตนเลี้ยงพระ เพื่อถามถึงพระที่รับนิมนต์ว่าชื่ออะไร และตนต้องไปรับท่านที่ไหน ปรากฏว่าผู้นำบุญลืมจดชื่อของมหาทุคตะไว้ ชื่อของเขาจึงตกหล่นไป และพระทั้ง ๒๐,๐๐๐ รูป ก็ได้รับนิมนต์ไปหมดแล้ว เมื่อผู้นำบุญแจ้งความจริงให้ทราบ เท่านั้นเองมหาทุคตะรู้สึกเสียใจประหนึ่งสายฟ้าฟาดลงมากลางใจ หัวใจสลาย แต่เขาก็ไม่ยอมแพ้ ไปขอแบ่งพระสัก ๑ รูป แต่ไปบ้านไหนก็ไม่มีใครให้ เขายิ่งร้องห่มร้องไห้เป็นการใหญ่ เพราะอุตส่าห์ตั้งใจอย่างดีที่จะเลี้ยงพระ ทุ่มเทชีวิตจิตใจไปทำงานบ้านเศรษฐี ทำทุกวิถีทางที่จะได้ทรัพย์มาเลี้ยงพระสักรูปหนึ่ง เขาเดินร้องไห้กลับเรือนของตน ผู้นำบุญเห็นดังนั้นจึงปลอบใจมหาทุคตะพลางแนะนำว่า “เดี๋ยวๆ อย่าเพิ่งเสียใจ พระ ๒๐,๐๐๐ รูปนั้น รับนิมนต์หมดแล้วก็จริง แต่ยังเหลืออีก ๑ รูป ยังพอมีหวัง พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพำนักอยู่ในพระคันธกุฎี พระองค์ไม่ได้อยู่ในรายชื่อ เธอนี่มีบุญจริงๆ แต่เธอจะต้องฝ่าด่านผู้มีบุญทั้งหลายซึ่งเปรียบดังกำแพงใหญ่ประดุจภูเขาหิมาลัยหลายลูกที่คอยขวางกั้น ตั้งแต่พระราชา พร้อมทั้งข้าราชบริพาร เสนาบดี ถัดออกมาเป็นเหล่ามหาเศรษฐีผู้ยิ่งใหญ่ อุปัฏฐากสำคัญ เรียงลดหลั่นกันมา “ไปเถิด... ยังเหลือพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอีกพระองค์หนึ่ง แต่เธอต้องฝ่าด่านบุคคลเหล่านั้นไปให้ได้ เพราะทุกคนที่มารออยู่ล้วนต้องการนิมนต์พระองค์ ต่างก็มารอรับบาตรของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งสิ้น เธอต้องไปนิมนต์ให้ได้นะ ถ้าพระองค์รับนิมนต์เธอ รับรองเลยเธอจะสมปรารถนาในทุกสิ่ง” ผู้นำบุญท่านนี้แนะนำให้มหาทุคตะไปนิมนต์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งเป็นความหวังสุดท้าย มหาทุคตะได้ยินเพียงเท่านี้ก็มีกำลังใจขึ้นมาเต็มเปี่ยม แม้รู้ว่ามีอะไรมาขวางหน้าอยู่ แต่เขาไม่ได้คิดว่าเป็นอุปสรรคแม้แต่น้อย จึงมุ่งมั่นเดินเข้าไปยังพระคันธกุฎีเพื่อจะไปนิมนต์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในช่วงใกล้รุ่งของวันนั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสอดข่ายพระญาณดูว่า วันนี้จะทรงโปรดใคร พระองค์ทรงนำเอาทั้งกามภพ รูปภพ อรูปภพ มาไว้ในกลางพระธรรมกาย แล้วทรงคำนวณตรวจตราดูมนุษย์ทั้งหมด รวบมาไว้ในญาณทัสสนะของพระองค์ เพื่อคำนวณดูดวงบุญว่า วันนี้ใครจะเป็นผู้มีบุญ แล้วทรงเห็นมหาทุคตะผุดขึ้นมาในกลางพระญาณ จึงทรงระลึกชาติหนหลังดูว่าเหตุใดชาตินี้เขาจึงต้องเป็นคนยากจนระดับมหาทุคตะ ทรงตรวจย้อนอดีตเข้าไปในศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ของมหาทุคตะ ซ้อนกายเข้าไปในกลางนั้น แล้วภาพก็ปรากฏขึ้นว่า ในอดีตนั้นสองสามีภรรยามหาทุคตะคู่นี้เคยเกื้อกูลพระองค์มาก่อน ในสมัยที่พระองค์ยังบำเพ็ญบารมีเป็นพระบรมโพธิสัตว์ ดังนั้นชาตินี้พระองค์จะทรงเกื้อกูลตอบแทน ---------------------------- พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงรับนิมนต์ เมื่อมหาทุคตะเดินมาถึงพระคันธกุฎี ก็เห็นบรรดาผู้ยิ่งใหญ่ทั้งหลายต่างมารอรับบาตรของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตั้งแต่พระราชากับเหล่าเสนาบดี มหาเศรษฐีทั้งหลายเรียงรายกันเต็มไปหมด และตามมาด้วยมหาทุคตะอยู่ท้ายแถว เมื่อพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเปิดพระทวาร (ประตู) พระคันธกุฎี และตรัสว่า “เปิดทางให้มหาทุคตะ” สิ้นพระสุรเสียงของพระองค์ ทุกคนต่างก็เปิดทางเป็นแถวเลย มหาทุคตะเดินร้องห่มร้องไห้เข้าไปกราบที่พระบาท แล้วกราบทูลว่า “ข้าพระองค์เป็นผู้ที่ยากจนที่สุดในเมือง ไม่มีใครที่จะยากจนยิ่งไปกว่าข้าพระองค์อีกแล้ว ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสงเคราะห์ข้าพระองค์ด้วยเถิด” พระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า “เธอหยุดร้องไห้เถอะ รับบาตรของเราไป” เมื่อพระพุทธองค์ทรงมอบบาตรให้เท่านั้น น้ำตาก็แห้งเหือดหายไปเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มเบิกบาน เขาเดินประคองบาตรพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างองอาจผึ่งผาย ท่ามกลางเศรษฐี เสนาบดี ปุโรหิต ทหารรักษาพระองค์และพระราชา จากนั้น ได้เกิดเสียงอื้ออึงขึ้นตลอดทั้งสองข้างทาง เนื่องจากมีผู้ร้องขอมหาทุคตะว่า “ส่งบาตรมาให้เราเถอะ เราขอแลกด้วยทรัพย์ก็แล้วกัน” เหล่าพระราชา มหาเศรษฐี ต่างขอเอาทรัพย์แลกกับบาตรของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยเสนอราคาไปถึงหลักแสนกหาปณะ เสียงเรียกเหล่านี้จึงเซ็งแซ่อื้ออึงไปหมด ทางฝ่ายมหาทุคตะนั้น ถือบาตรอย่างองอาจ เดินยิ้มกล่าวปฏิเสธไปตลอดทาง ไม่ส่งบาตรให้ใครเลย ถึงตนเองจะยากจน แต่ก็ไม่หวั่นไหวแม้จะมีใครมาเสนอทรัพย์สินเงินทองให้มากมายเพียงใดก็ตาม เพราะเขามีดวงปัญญาพิจารณาได้ว่า เงินของบุคคลอื่นที่จะมาแลกกับการทำทานในครั้งนี้สามารถช่วยให้พ้นความยากจนได้เพียงชาตินี้เท่านั้น แต่หากมองการณ์ไกลข้ามไปอีกหลายภพหลายชาติ ผลบุญจากการสร้างมหาทานบารมีกับเนื้อนาบุญอย่างพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะดลบันดาลให้เขามีความสุขไปทุกภพทุกชาติ ยิ่งเมื่อได้รับบาตรจากพระหัตถ์ของพระองค์ด้วยมือตน ก็ยิ่งทวีความปลาบปลื้มใจยิ่งนัก ระหว่างที่เดินทางไปยังบ้านนั้น มหาทุคตะมีเพียงพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประทับอยู่ในจิตใจตลอดเวลา จนไม่ได้ยินเสียงอื่นใดเลย พระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จตามหลังมหาทุคตะไปเรื่อยๆ เพื่อมุ่งหน้าไปยังบ้านของมหาทุคตะ ส่วนพระราชาก็ทรงเป็นกังวลว่า ภัตตาหารที่มหาทุคตะจะถวายนั้นไม่ประณีต ไม่ควรถวายแด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงรับสั่งให้ข้าราชบริพารเตรียมภัตตาหารเผื่อเอาไว้ที่พระราชนิเวศน์ด้วย เมื่อเดินทางไปถึงบ้านของมหาทุคตะแล้ว พระราชาซึ่งเสด็จตามไปพร้อมกับข้าราชบริพาร ตั้งใจว่าจะรีบเข้าไปที่บ้านของมหาทุคตะ เพื่อทรงสำรวจดูภัตตาหารที่จะถวายแด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสียก่อน บ้านของมหาทุคตะเป็นกระต๊อบหลังเล็กๆ ใครก็ตามที่จะเข้าบ้านมหาทุคตะ ต่างต้องก้มหัวลอดผ่านบริเวณประตูเตี้ยๆ เพื่อเข้าไปในบ้านของเขา แต่ด้วยพุทธานุภาพ ประตูกระต๊อบยืดสูงขึ้นเองพระองค์จึงทรงสามารถเสด็จเข้าไปอย่างสง่างามโดยไม่ต้องก้มพระเศียรเลย พระราชาก็เสด็จตามหลังเข้าไปด้วย ภายในบ้านของมหาทุคตะนั้น พระอินทร์ในร่างจำแลงได้จัดแจงปูอาสนะพร้อมกับจัดเตรียมภัตตาหารเอาไว้เรียบร้อยแล้ว ---------------------------- ถวายภัตตาหารรสสวรรค์ หลังจากที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จประทับในบ้านของมหาทุคตะเรียบร้อยแล้ว พระอินทร์ได้อาศัยบุญแต่ปางก่อนของมหาทุคตะร่วมกับพุทธานุภาพ และเทวานุภาพของพระอินทร์ รวมกัน ๓ ส่วน บันดาลให้มีแสงสว่างวาบเกิดขึ้นในฝาครอบภัตตาหาร อาหารนั้นปรุงด้วยเนยใส นมส้ม เครื่องเทศ ผัก และปลาตะเพียนที่ฉีกเป็นชิ้นเล็กๆ คลุกเคล้ากันอย่างดี รวมกันเป็นข้าวคลุกปลาตะเพียน โดยมีเครื่องเคียงคือผักที่เก็บมาจัดวางอย่างประณีตอยู่ในจานเดียว เมื่อปรุงด้วยการดึงบุญธาตุโอชารสทิพย์แล้ว โอชารสอันเลิศนั้นได้แทรกซึมเข้าไปในทุกอณูเนื้อของภัตตาหาร มีกลิ่นหอมฟุ้งราวกับอาหารของชาวสวรรค์ จากนั้น พระอินทร์ในร่างแปลงจึงเปิดฝาครอบออก พระราชาถึงกับตะลึงงันกับสิ่งที่ได้พบเห็น ภัตตาหารอันประณีตนั้นส่งกลิ่นหอมตลบอบอวล มิใช่แค่เพียงภายในกระท่อมของมหาทุคตะเท่านั้น แต่ยังส่งกลิ่นหอมขจรขจายไปทั่วทั้งเมือง ผู้ที่ได้กลิ่นอันหอมหวนนี้ก็ได้แต่นึกสงสัยว่า “เอ๊ะ วันนี้ได้กลิ่นอะไรหนอ หอมเหลือเกิน” แม้แต่สัตว์เดรัจฉานอย่างเช่น นกหรือผีเสื้อที่โบยบินก็ยังได้กลิ่นหอมฟุ้งนี้ อีกทั้งเหล่าเทวดาที่รักษาพระนครเมื่อมองด้วยทิพยจักษุเห็นดังนี้ ต่างก็เลื่องลือกันถึงความประณีตหอมหวนของภัตตาหารมื้อนี้ เมื่อผู้ที่ยากจนที่สุดในเมืองมีความตั้งใจอย่างแรงกล้าที่จะถวายภัตตาหารแด่เนื้อนาบุญอันเลิศ พระอินทร์จะทนได้อย่างไร แล้วยิ่งทรงทราบด้วยทิพยจักษุก็ทรงเห็นว่า พระภิกษุสงฆ์ทั้ง ๒๐,๐๐๐ รูป มีเจ้าภาพหมดแล้ว และไม่มีเจ้าภาพคนใดแบ่งปันพระภิกษุให้แก่มหาทุคตะเลย ยิ่งทำให้พระอินทร์อยากเสด็จลงมาช่วย อีกประการหนึ่งที่ประจวบเหมาะกัน คือ บุญเก่าของมหาทุคตะที่เคยเกื้อกูลพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้ามาในอดีต ทำให้เขาปรากฏอยู่ในข่ายพระญาณของพระองค์ ซึ่งพระอินทร์ก็ทรงทราบดีว่า การที่มหาทุคตะพลาดโอกาสนิมนต์พระมารับภัตตาหารของตนจะกลับกลายเป็นการได้โอกาสแห่งบุญลาภอันยิ่งใหญ่ไม่มีประมาณ ดังนั้น แม้ในบางครั้งเราอาจมีความรู้สึกผิดหวังกับอะไรบางอย่าง แต่ให้เรารักษาใจไว้ให้ดี อย่าร้องไห้ตีโพยตีพายให้ใจเศร้าหมอง เพราะความผิดหวังนั้นอาจจะนำความสมหวังอันยิ่งใหญ่มาให้กับเราก็ได้ เมื่อเป็นบุญลาภของมหาทุคตะ พระอินทร์จึงต้องเสด็จลงมาประกอบอาหารด้วยโอชารสอันเป็นทิพย์ และอาหารคือข้าวคลุกปลาตะเพียนนี้เอง ที่ทำให้มหาทุคตะติดใจข้ามชาติไปถึง ๑ พุทธันดร เมื่อพระราชาทอดพระเนตรเห็นภัตตาหารแล้ว ได้แต่ทรงฉงนพระทัยว่า ในฐานะที่พระองค์เป็นสุขุมาลชาติ ทรงคุ้นเคยกับการเสวยพระกระยาหารในวังซึ่งถือว่าเป็นที่สุดของบรรดาอาหารทั้งหลาย ไม่มีใครมีอาหารประณีตเท่ากับพระองค์ แต่เมื่อมาเทียบกับข้าวคลุกปลาตะเพียนของมหาทุคตะแล้ว กลับสู้ไม่ได้ ช่างน่าพิศวงยิ่งนัก เมื่อทรงเห็นดังนั้นแล้วจึงหมดห่วง ในที่สุดก็เสด็จกลับ ครอบครัวของมหาทุคตะได้น้อมนำภัตตาหารคือข้าวคลุกปลาตะเพียนรสเลิศใส่ลงในบาตรของพระพุทธองค์ ด้วยความปลาบปลื้มอย่างหาที่เปรียบไม่ได้ ต่างนั่งเฝ้าดูพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงขบฉัน ปลื้มใจในทุกคำที่ทรงขบฉันด้วยพุทธลีลาอันงดงาม พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีลักษณะมหาบุรุษ ลิ้นรับรสและประสาทรับรู้ของพระองค์ใสกระจ่างสามารถรับรสของอาหารทิพย์ได้อย่างเต็มที่ รสที่รับผ่านประสาทจึงแผ่ซ่านไปทั่วพระวรกาย ผิดกับมนุษย์ธรรมดาที่บางคนลิ้นหนามาก บางคนหนาปานกลาง บางคนลิ้นบาง ชิมอาหารแล้วการรับรสอาจมีผิดเพี้ยนไปบ้าง มหาทุคตะเห็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงขบฉันภัตตาหารของตนแล้วก็ยิ่งเลื่อมใสและปลาบปลื้มใจ ในยามปกติก็ปลื้มกับพระองค์ทุกวันอยู่แล้ว แต่ในวันนี้ การที่ตนได้มีโอกาสถวายภัตตาหารแด่พระพุทธเจ้านั้นนับเป็นที่สุดแห่งความปีติ จึงได้แต่ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ เสร็จภัตกิจแล้ว มหาทุคตะก็นำบาตรของพระองค์มาล้างให้เรียบร้อย แล้วจึงฟังพระองค์ประทานอนุโมทนาคาถา ทำให้ยิ่งชื่นอกชื่นใจ เมื่อทราบว่าการถวายภัตตาหารแด่ทักขิไณยบุคคลนั้นได้อานิสงส์เป็นอสงไขยอัปปมาณัง โดยเฉพาะเมื่อถวายแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยจิตเลื่อมใส ผลนั้นจะยิ่งใหญ่ไพศาลอย่างจะนับจะประมาณมิได้ นอกจากนี้ยังจะได้ธรรม ๕ ประการ คือ อายุ วรรณะ สุขะ พละ และปฏิภาณอีกด้วย กล่าวถึงตอนที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงรับข้าวคลุกปลาตะเพียนจนเต็มบาตรเรียบร้อยแล้วนั้น ปุญญาภิสันทา คือ ท่อธารแห่งบุญได้เกิดขึ้นเป็นอัตโนมัติ เพราะว่าครบวงจร คือ มีผู้ให้ ผู้รับ วัตถุทาน และเจตนา ครบถ้วนบริสุทธิ์บริบูรณ์ ก่อนถวายทานก็ปลื้มใจ ระหว่างถวายก็เบิกบาน ครั้นถวายเสร็จแล้วก็แช่มชื่น แจ่มใส มีความสุข พอถวายทานขาดจากใจแล้วก็ครบวงจร บุญจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็หลั่งไหลมาสู่ศูนย์กลางกายของมหาทุคตะเหมือนการชาร์จแบตเตอรี่ ดวงบุญก็สว่างโพลง ใสสว่างบริสุทธิ์ ห่อหุ้มดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์หยาบ และธาตุธรรม เห็น จำ คิด รู้ จนสว่างไสวไปหมด มีความสว่างและขนาดใหญ่โตกว่าประชาชนทั้งเมือง แม้แต่ดวงบุญในด้านสมบัติของพระราชายังสู้ไม่ได้ ผังจนถาวรอันมืดดำสนิทที่ทำให้เป็นมหาทุคตะ ซึ่งแต่เดิมหุ้มดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ หุ้มธาตุธรรม เห็น จำ คิด รู้ จึงถูกทำลายไปสิ้นเชื้อไม่เหลือเศษ ทำให้ผลแห่งมหากุศลบังเกิดขึ้น บุญจึงได้ช่องส่งผลสอดแทรกผังรวยที่สุดในเมืองของยุคนั้นมาส่งผลแก่มหาทุคตะอย่างเต็มที่ ---------------------------- ฝนรัตนชาติโปรยปราย เมื่อพระพุทธองค์ประทานอนุโมทนาคาถาเสร็จแล้ว จะเสด็จกลับพระคันธกุฎี พระอินทร์ในร่างจำแลงทรงแนะนำให้พ่อแม่ลูกมหาทุคตะไปส่งพระผู้มีพระภาคเจ้า มหาทุคตะจึงถือบาตรเดินตามหลังพระพุทธองค์จนไปถึงวัด ส่วนภรรยาและลูกนั้นส่งถึงกลางทางแล้วเดินกลับ มหาทุคตะเดินไปด้วยจิตใจที่เบิกบานแช่มชื่นเต็มเปี่ยมไปด้วยบุญ ระหว่างเดินไปนั้นหัวใจของเขาขยายสุดขอบฟ้า ตัวพองโตเหมือนจะเหาะจะลอยได้ ใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส ผิวพรรณวรรณะเปล่งปลั่ง มหาทุคตะรู้สึกสดชื่นและปลาบปลื้มใจที่ได้สร้างมหาทานบารมีกับพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งเป็นผู้บังเกิดขึ้นได้ยากในโลก เพราะบางกัปก็ไม่มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบังเกิดขึ้นเลย เขายิ่งปลื้มใจเมื่อคิดว่า ‘คนจนอย่างเรานี้ ไม่น่าเชื่อว่า จะมีโอกาสถวายภัตตาหารแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า มันไม่น่าเป็นไปได้ แต่ก็เป็นไปแล้ว พระสัมมาสัมพุทธเจ้ากำลังเสด็จดำเนินอยู่ข้างหน้าเรานี้ ด้วยพุทธลีลาที่สง่างาม รู้สึกปลื้มจริงๆ’ ยิ่งคิดก็ยิ่งปลื้ม ใครได้สร้างมหาทานบารมีเช่นนี้ล้วนต้อง หัวใจขยายและผลิบานเป็นอย่างยิ่ง ในระหว่างนั้นเอง พระอินทร์จำแลงทรงนำทั้งบุญเก่าและบุญใหม่ของสมาชิกครอบครัวมหาทุคตะ ซึ่งตอนนี้เกิดขึ้นเต็มเปี่ยมอยู่ในธาตุธรรม เห็น จำ คิด รู้ ในจิตใจของทุกคน เป็นบุญญานุภาพผนวกกับเทวานุภาพและพุทธานุภาพ แล้วเสด็จขึ้นไปยืนกลางอากาศ อยู่หน้ากระต๊อบหลังนั้น เมื่อรวมบุญได้แล้วก็ทรงอธิษฐานจิตว่า “ด้วยพุทธานุภาพอันไม่มีประมาณ ด้วยอานุภาพแห่งมหาทานบารมีของมหาทุคตะและครอบครัว และด้วยเดชเทวานุภาพของเรา จงมารวมกันดลบันดาลให้บังเกิดฝนรัตนชาติขึ้น ณ บัดนี้” ทรงอธิษฐานดังนี้ ๓ ครั้ง แล้วฝนรัตนชาติก็โปรยปรายลงมาจากท้องฟ้า ---------------------------- ลักษณะฝนรัตนชาติ ปกติเวลาฝนจะตกท้องฟ้าต้องมืดครึ้ม อากาศต้องอบอ้าว แต่เวลาฝนรัตนชาติจะตกนั้นไม่เหมือนกัน แทนที่อากาศจะอบอ้าวกลับเย็นสบาย ท้องฟ้าสดใสปราศจากหมู่เมฆมืดครึ้ม ไม่มีฟ้าแลบ ฟ้าร้อง เมื่อแหงนดูท้องฟ้าจะเห็นเหมือนท้องฟ้ากลวง ต่างจากท้องฟ้าธรรมดา บางท่านอาจสงสัยว่า ฝนรัตนชาตินั้นตกแบบลูกเห็บหรือไม่ เพราะรัตนชาติมีขนาดใหญ่มาก บางชิ้นใหญ่เท่าไข่เป็ด จะทำให้บ้านเสียหายหรือไม่ ตรงนี้ก็น่าคิด แต่ให้เรานึกถึงฝนดาวตกที่ดาวร่วงลงมาเป็นสายฝนระยิบระยับ ตกลงมาเป็นสายสวยงามมาก เป็นประกายสีรุ้งลงมา ผ่านอากาศทิพย์ทะลุหลังคา หมายความว่า หลังคาไม่กระเพื่อมเลย เข้าไปได้โดยอัศจรรย์ พอตกถึงพื้นก็เป็นรัตนชาติ ค่อยๆ ทับถมกันสูงขึ้นๆ มาท่วมตาตุ่ม หน้าแข้ง หัวเข่า บั้นเอว ในบางยุคมีฝนรัตนชาติตกลงมาแค่เอวเท่านั้น แต่ของมหาทุคตะไม่อย่างนั้น กองสูงถึงระดับท่วมศีรษะเต็มไปหมด ส่วนที่เข้าไปในบ้านก็เรียงรายจนเต็มบ้านไปหมด นอกจากนี้ยังตกกระจายไปทั่วบริเวณนั้น ถ้าเอามากองรวมกันแล้วจะสูงเท่ากับยอดตาลเลยทีเดียว ฝนรัตนชาติที่ตกลงมานั้นมีลักษณะแตกต่างกัน บ้างเป็นทรงกลม ทรงรี ทรงไข่ ทรงเหลี่ยม บ้างก็เจียระไนแล้ว สวยงามมาก ส่องประกายวาววับเมื่อกระทบกับแสง แต่ละก้อนสะอาดมาก ปกติแล้วเพชรพลอยตามธรรมชาติจะมีมลทินอยู่ภายใน ต้องแก้ไขด้วยวิธีเร่งความสวย เช่น ใช้ความร้อน อาบรังสี หรือใส่สี การฉาบเคลือบผิวจะเคลือบบางๆ ประมาณ ๑ ไมครอน หรืออาบรังสีแล้วทิ้งไว้นานๆ เพื่อให้รังสีระเหยหายไปไม่เป็นอันตรายต่อมนุษย์ สำหรับการเร่งด้วยความร้อนจะทำให้มลทินหมดไป เนื้อจะสวยใสกว่าเดิม ไม่เป็นพิษภัยต่อมนุษย์ รัตนชาติที่สะอาดหมดจดนั้นหายากและมีราคาแพงมาก การตรวจดูต้องอาศัยกล้องส่องที่มีกำลังขยายหลายร้อยเท่า บางครั้งมองดูด้วยตาเปล่าเห็นว่าสะอาดดี แต่เมื่อส่องด้วยกล้องขยายแล้วกลับพบว่าไม่เป็นเช่นนั้น แต่ถ้ารัตนชาติที่เกิดขึ้นด้วยอานุภาพ ๓ อย่างมารวมกัน คือ ๑. บุญญานุภาพ ๒. เทวานุภาพ ๓. พุทธานุภาพ จะทำให้เกิดสิ่งที่เป็นอจินไตย เกินกว่าความนึกคิดของมนุษย์ทั่วไป เรื่องอจินไตยปรากฏอยู่มากมายในพระไตรปิฎก เช่น เรื่องของพระอานนท์ที่ดำดินโผล่ขึ้นมาท่ามกลางมหาสมาคมของพระอรหันต์ เพื่อที่จะประชุมสังคายนารวบรวมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นพระวินัยปิฎก สุตตันตปิฎก และอภิธรรมปิฎก รวมเป็นพระไตรปิฎก การดำดินของท่านเป็นอจินไตย คือ เหนือธรรมชาติ เช่นเดียวกับที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมประกอบด้วยปาฏิหาริย์ ๓ คือ อิทธิปาฏิหาริย์ อาเทศนาปาฏิหาริย์ และอนุสาสนีปาฏิหาริย์ อิทธิปาฏิหาริย์ คือ การแสดงฤทธิ์ อาเทศนาปาฏิหาริย์ คือ การดักทายใจได้ ส่วนอนุสาสนีปาฏิหาริย์ คือการให้เหตุผลแบบปกติธรรมดาตามหลักวิชาตรรกะ ทำให้เห็นคล้อยเข้าใจตาม แต่บางอย่างก็ให้เหตุผลธรรมดาไม่ได้ ต้องอาศัยสิ่งที่เหนือกว่านั้นขึ้นไป คือ ต้องเห็นสิ่งที่เหนือธรรมชาติ เรียกว่า อจินไตย ซึ่งบางคนไม่ค่อยเชื่อในสิ่งเหล่านี้ เพราะไม่ได้เห็นด้วยตาตนเอง ฝนรัตนชาติตกลงมาอย่างมากมาย ครั้นภรรยาและลูกของมหาทุคตะกลับมาถึงบ้านก็ตกใจสงสัยว่า “เอ๊ะ…ทำไมเรามองไม่เห็นบ้าน” เมื่อเข้าบ้านไม่ได้จึงยืนดูกองรัตนชาติด้วยความงุนงง เพราะรัตนชาติมีอยู่รอบบ้านเต็มไปหมด ลูก ๒ คนหยิบเอารัตนชาติมาโยนเล่นกัน ทั้งเพชร ทับทิม มรกต บุษราคัม เพราะเด็กไม่รู้จักรัตนชาติ รู้แต่เพียงว่า เป็นหินสวยงามเท่านั้น รัตนชาติที่เด็กสามารถนำมาโยนเล่นกันนี้ มีขนาดใหญ่พอๆ กับมือของเด็กหรือใหญ่กว่า นับว่าเป็นรัตนชาติขนาดใหญ่มาก ส่วนภรรยาเมื่อเข้าบ้านไม่ได้ ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร อีกทั้งไม่ทราบว่าก้อนหินสวยงามนั้นคืออะไร มีค่าอย่างไร เนื่องจากไม่เคยเห็นมาก่อน ที่น่าแปลกคือ รัตนชาติที่ตกลงมากองรวมกันสูงๆ นั้นไม่มีรอยขีดข่วนเลย โดยปกติแล้วของที่มากองรวมกันนี้ เมื่อกระทบกันอาจมีรอยขีดข่วนเกิดขึ้นบ้าง เพราะรัตนชาติที่แข็งกว่าจะสามารถขีดรัตนชาติที่อ่อนกว่าให้เป็นรอยได้ แต่รัตนชาติที่ตกลงมานั้นไม่มีรอยขีดข่วนหรือตำหนิเลย ต่างจากเพชรพลอยตามธรรมชาติทั่วไปที่จะต้องมีตำหนิที่มองเห็นด้วยตาเปล่าบ้าง และแม้ดูด้วยตาเปล่าเห็นว่าไม่มีตำหนิ แต่เมื่อส่องด้วยกล้องขยายสักร้อยหรือพันเท่าก็จะเห็นว่าภายในยังมีตำหนิอยู่ รัตนชาติอันประณีตของมหาทุคตะนั้นเกิดขึ้นได้ก็เพราะอำนาจแห่งบุญทั้งสิ้น ---------------------------- ใครก็แย่งเอาบุญไปไม่ได้ เมื่อมหาทุคตะกลับมาถึงเรือน มองเห็นกองรัตนชาติมากมายอยู่บริเวณรอบบ้านและภายในบ้าน เห็นภรรยาและลูกๆ รออยู่บริเวณหน้าบ้านเพราะเข้าบ้านไม่ได้ เขาจึงนำความไปกราบทูลต่อพระราชาว่า “บ้านของข้าพระองค์ตอนนี้มีหินอะไรก็ไม่ทราบกองอยู่เต็มไปหมด สวยงามมาก สงสัยว่าจะเป็นสิ่งที่มีค่า ขอพระองค์ทรงส่งเกวียนมาสักพันเล่ม เพื่อมาขนหินสวยงามเหล่านี้ด้วยเถิดพ่ะย่ะค่ะ” การที่ต้องใช้เกวียนถึงพันเล่ม แสดงว่ารัตนชาติมีจำนวนมาก และหากนำเอาเกวียนมาต่อกันจะเป็นแถวยาวหลายกิโลเมตร พระราชาจึงรับสั่งให้คนมาขนรัตนชาติตามที่มหาทุคตะร้องขอ และให้นำเอาไปกองไว้หน้าวัง เป็นกองรัตนชาติสูงใหญ่มาก ในระหว่างทางที่มหาดเล็กมาขนรัตนชาติไปนั้นก็พูดคุยกันว่า “รัตนชาติเหล่านี้สวยงามด้วยสีสัน รูปทรง และขนาดที่ใหญ่โต สวยจริงๆ เลย เกิดมาไม่เคยเห็นรัตนชาติอะไรสวยงามขนาดนี้ ของพวกนี้คงจะเป็นสมบัติของพระราชานะ” แค่คิดอย่างนี้เท่านั้น รัตนชาติก็กลายเป็นดินเป็นหินไปในทันที เนื่องจากฝนรัตนชาติที่ตกมาครั้งนี้เป็นสิ่งที่สำเร็จได้ด้วยบุญเฉพาะตน ใครจะมาแย่งเอาไปไม่ได้ เพียงแค่ข้าราชบริพารคิดกันไปว่า รัตนชาติเหล่านี้เป็นของพระราชาเท่านั้น กองรัตนชาติก็กลับกลายเป็นก้อนหินหรือดินไปทันที เมื่อเป็นเช่นนี้จึงต้องขนกลับไปกลับมาอยู่หลายรอบ เมื่อนำความไปเล่าให้พระราชาฟัง พระองค์จึงทรงถามว่า “เธอคิดอย่างไร” เหล่ามหาดเล็กจึงกราบทูลว่า “พวกข้าพระองค์คิดว่า ทรัพย์ทั้งหมดนี้เป็นของพระองค์พ่ะย่ะค่ะ” พระองค์จึงทรงชี้แจงว่า “ทรัพย์เหล่านี้ไม่ใช่ของเรา พวกท่านไปคิดอย่างนั้นไม่ได้ นี่เป็นบุญของเขา ให้กลับไปคิดใหม่ว่า จะขนทรัพย์ของมหาทุคตะและครอบครัวเอามากองที่ลานหน้าพระราชวัง” พอพวก ข้าราชบริพารคิดใหม่ ดินหินก็กลับกลายเป็นรัตนชาติอีกครั้ง นับเป็นเรื่องที่แปลกมากทีเดียว หากเป็นบุญของเราแล้ว โจรก็ไม่สามารถปล้นเอาไปได้ ไฟก็ไม่ไหม้ น้ำก็ไม่ท่วม ใครจะคิดคดโกง ก็ไม่สามารถเอาไปได้ทั้งนั้น เพราะสิ่งนี้สำเร็จได้ด้วยบุญของเรา เมื่อมหาดเล็กขนกองรัตนชาติทั้งหมดไปไว้ที่ลานหน้าพระราชวังแล้ว มหาทุคตะ ภรรยา และบุตร จึงเข้าไปในบ้านได้ ครอบครัวของมหาทุคตะไม่มีใครสนใจในกองรัตนชาติเหล่านั้นเลย เพราะคิดว่าทรัพย์ที่เกิดมาเหล่านั้นเป็นของพระราชา พอกลับเข้าไปในบ้านได้ จึงรีบตรงเข้าไปในครัว แล้วเปิดฝาที่ครอบภัตตาหาร เห็นข้าวคลุกปลาตะเพียนเหลืออยู่จึงพากันทานทั้งครอบครัว ข้าวนั้นทั้งหอมหวาน อร่อยมีโอชารส ทานแล้วรู้สึกสดชื่นไปทั้งเนื้อทั้งตัวอย่างไม่เคยรู้สึกมาก่อน ผิวพรรณวรรณะก็พลันเปล่งปลั่งขึ้นมา มีสง่าราศีเหมาะสมที่จะเป็นเศรษฐีที่ร่ำรวยที่สุดของเมืองในตอนนั้นเอง ---------------------------- จากมหาทุคตะ มาเป็นเศรษฐีประจำเมือง เมื่อรัตนชาติทั้งหมดมากองอยู่บริเวณลานหน้าพระราชวัง พระราชารับสั่งให้ป่าวประกาศไปทั่วทั้งเมือง เพื่อหาว่าใครมีสมบัติเท่านี้หรือยิ่งกว่านี้บ้าง เมื่อไม่มี พระราชาจึงทรงยกให้มหาทุคตะเป็นเศรษฐีใหญ่ประจำเมือง แล้วทรงชี้ไปยังที่ดินที่จะให้มหาทุคตะปลูกบ้านใหม่ ซึ่งเป็นที่ดินรกร้างว่างเปล่าของเศรษฐีเก่าที่เสียชีวิตไปแล้ว ไม่มีเจ้าของแล้ว รับสั่งให้ครอบครัวมหาทุคตะไปจับจองได้เลย ขณะที่มีการขุดดินเพื่อจะปลูกบ้าน ทรัพย์ก็มาอีกแล้ว ดันกัน เบียดกันขึ้นมาเลย ซึ่งในตำราบอกไว้ว่า ทรัพย์เบียดเสียดแย่งกันขึ้นมาเต็มไปหมด เวลาที่บุญวาสนาตามมาส่งผล รวยแล้วก็จะยิ่งรวยอีก เรียกว่ารวยแล้วรวยเล่าเฝ้าแต่รวยไปเรื่อยๆ ในที่สุดด้วยผลบุญที่ทำอย่างครบถ้วนบริสุทธิ์บริบูรณ์ มหาทุคตะและครอบครัวจึงได้ปลูกบ้านอยู่ตรงนั้น มีสมบัติจักรพรรดิตักไม่พร่อง ได้ตำแหน่งมหาเศรษฐีประจำเมือง มีชีวิตอยู่อย่างมีความสุข และไม่ประมาทหมั่นสั่งสมบุญอย่างเต็มที่เต็มกำลังไปจนกระทั่งหมดอายุขัย ---------------------------- เหตุนำไปเกิดบนสวรรค์แต่ละชั้น เมื่อมหาทุคตะได้รับแต่งตั้งเป็นมหาเศรษฐีใหญ่ประจำเมืองแล้ว ก็ไม่ได้ตั้งอยู่ในความประมาทมัวเมาในทรัพย์ที่ตนเองได้มาเลย เขาและครอบครัวเริ่มสร้างมหาทานบารมีกันอย่างเข้มข้น ทั้งทำทาน รักษาศีล เจริญภาวนา ฟังเทศน์ฟังธรรมจนเป็นปกติ เวลาให้ทาน เขามีความคิดว่า ทานที่เขาให้นั้นไม่ว่าจะเป็นทรัพย์สินเงินทองก็ดี วัตถุทานต่างๆ ก็ดี ที่นำมาถวายก็เพราะเห็นว่า เป็นความดี เป็นสิ่งที่ควรทำ ไม่ได้ให้แล้วหวังรวยอย่างเดียวโดยไม่มีเป้าหมายที่ถูกต้อง ผู้คนมากมายในอดีต เมื่อทำทานแล้วก็มักจะอธิษฐานจิตขอให้ได้เป็นมหาเศรษฐีร่ำรวยไปทุกภพชาติ แต่ไม่ได้อธิษฐานกำกับไว้ด้วยว่า ให้บรรลุมรรคผลนิพพาน หรือให้ใช้ทรัพย์นั้นให้เป็นไปเพื่อการสร้างบารมี ยิ่งๆ ขึ้นไป คนเหล่านี้เมื่อละโลกแล้วมักจะไปอยู่ในสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา เมื่อเกิดใหม่เป็นมนุษย์อีกครั้งก็ร่ำรวยจริง แต่รวยแล้วมักจะถูกผลักให้พลัดออกนอกบุญเขตของพระพุทธศาสนา แม้เป็นมหาเศรษฐีก็รวยฟรี เพราะไม่ได้นำทรัพย์มาสร้างมหาทานต่อในแหล่งเนื้อนาบุญหรือในบุญเขต ดังตัวอย่างมหาเศรษฐีมากมายในปัจจุบันนี้ที่แข่งกันเป็นมหาเศรษฐีอันดับหนึ่ง พวกเขาเป็นนักลงทุนผู้ยิ่งใหญ่ มีความคล่องแคล่วเชี่ยวชาญในการลงทุน และจะมีความปลื้มใจเมื่อเห็นตัวเลขในบัญชีพุ่งสูงขึ้น ตัวอย่างที่กล่าวมาชี้ให้เรามองเห็นว่า มีเศรษฐีมากมายที่ทำบุญแล้วไม่ได้ตั้งเป้าหมายเพื่อบรรลุมรรคผลนิพพาน อย่างที่ควรจะอธิษฐานกำกับว่า “นิพพานะปัจจะโย โหตุ” เวลาละโลกแล้ว พวกเขาจึงไปอยู่บนสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา บ้างก็ไปชั้นดาวดึงส์ เนื่องจากว่า ทำบุญเพราะเห็นว่าเป็นสิ่งที่ดีงาม ช่วยเหลือเกื้อกูลกันไป ถ้าทำทานตามบรรพบุรุษที่สืบทอดกันมาเป็นร้อยเป็นพันปีให้ยาวนานต่อไป บ้างก็ตั้งวงบุญใหม่เป็นต้นตระกูลในการสร้างมหาทานบารมี ใครที่ทำอย่างนี้มักจะไปเกิดอยู่บนสวรรค์ชั้นที่ ๓ คือ ชั้นยามา อย่างเช่น มหาทุคตะ ซึ่งเป็นมหาเศรษฐีใหม่ ได้เริ่มตั้งวงศ์ตระกูลอบรมสั่งสอนลูกหลานให้ทำทานสืบทอดกันไป เพื่อรักษาวงศ์ของการสร้างมหาทานบารมีเอาไว้ ถ้าสร้างมหาทานบารมี เลี้ยงพระภิกษุ สามเณร ผู้ประพฤติธรรม ด้วยจิตที่ประกอบไปด้วยเมตตา หวังสงเคราะห์ หวังสนับสนุนให้ท่านได้ประพฤติธรรมยิ่งๆ ขึ้นไป หากทำอย่างนี้ได้ตลอดชาติ มักจะไปเกิดบนสวรรค์ชั้นดุสิต คือ สวรรค์ชั้นที่ ๔ ถ้าชั้นที่ ๕ นิมมานรดี เป็นประเภททำบุญตามอย่างบัณฑิตนักปราชญ์ในกาลก่อนที่เขาทำกันมา รักษาวงศ์ของบัณฑิตนักปราชญ์เอาไว้ ส่วนชั้นที่ ๖ ปรนิมมิตวสวัตดี เวลาทำบุญมักมีความปลาบปลื้ม มีความเลื่อมใส อิ่มเอิบใจมาก ท่านเศรษฐีใหม่ได้ทำครบวัตถุประสงค์กันทั้งครอบครัว ทำแล้วตั้งเป้าหมายที่จะบรรลุมรรคผลนิพพาน ทำเพราะว่าเป็นความดี ทำเพราะว่าหวังสงเคราะห์ และตั้งตระกูลแห่งการสร้างมหาทานบารมี รักษาวงศ์ของบัณฑิตนักปราชญ์ แล้วยังปลื้มเลื่อมใสในมหาทานบารมี หรือศีลที่รักษา หรือภาวนาที่เจริญ ทำอย่างนี้ตลอดชีวิตเลย ในยุคนั้นมนุษย์มีอายุขัยยืนยาวนานถึง ๒๐,๐๐๐ ปี ท่านทำอย่างนั้นไปจนหมดอายุขัย เมื่อท่านละจากโลกไปแล้ว ได้ไปเกิดในเทวโลก ซึ่งไม่ได้ระบุไว้ว่าไปเกิดที่สวรรค์ชั้นไหน ตำราบอกแต่ว่า ท่องเที่ยวไปในเทวโลกตลอด ๑ พุทธันดร เข้าใจว่า คงท่องเที่ยวไปบนสวรรค์หลายๆ ชั้น สลับกันเรื่อยไปตามกำลังบุญที่ตามส่งผล การท่องเที่ยวอยู่ในเทวโลก ๑ พุทธันดรนั้นยาวนานเหลือเกิน ไม่น่าเชื่อแต่ก็ต้องเชื่อ ทั้งนี้เพราะว่าได้ประกอบเหตุอันเลิศ ทำบุญถูกเนื้อนาบุญคือ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ด้วยจิตที่เลื่อมใสศรัทธา ส่งผลให้ท่องอยู่ในเทวโลกเป็นเวลาอันยาวนานนั่นเอง ---------------------------- วิบากกรรมแห่งความตระหนี่ ส่วนสาเหตุที่ทำให้ท่านมหาทุคตะเป็นคนยากจนมากนั้น เป็นเพราะวิบากกรรมตระหนี่หวงแหนทรัพย์ในชาติก่อนๆ มาส่งผล ดังนั้นการเอาชนะความตระหนี่จึงสำคัญมาก และเมื่อได้โอกาสทำบุญกับเนื้อนาบุญอันเลิศ จึงทำให้บุญได้ช่องส่งผลให้ชีวิตพลิกผันจากยากจนเป็นมหาเศรษฐีทันที การที่ต้องมาเกิดเป็นมหาทุคตะในพุทธันดรที่ผ่านมานี้ ด้วยเหตุวิบากกรรมได้ช่อง ดวงบาปสีดำที่กลางกายจึงเป็นชนกกรรมนำมาเกิดในครรภ์ของมารดาบิดาที่ยากจน พอเกิดมาก็ดำเนินชีวิตตามบิดามารดาด้วยความฝืดเคือง บางครั้งต้องเลี้ยงชีวิตด้วยการกินเดนของพระภิกษุ คือกินอาหารที่เหลือจากพระฉันแล้วยังชีพกันไป แล้ววันหนึ่งเมื่อบุญเก่าได้ช่อง จึงไปเจอกัลยาณมิตรผู้นำบุญที่นำข่าวบุญมาบอก บุญเก่าได้ช่อง อธิบายว่า บุญที่เราเคยทำไว้ไม่ว่าจะภพชาติใดก็ตาม จะตามเจ้าของบุญไปตลอด แต่หากยังไม่ได้ช่อง ก็ยังไม่มีโอกาสส่งผล ทั้งนี้เพราะดวงบาปเข้ามาบังคับอยู่ในตัวทั้งความคิด คำพูด และการกระทำ ดังนั้นจะทำอะไรก็ไม่ประสบความสำเร็จ แถมดึงดูดสิ่งไม่ดีเข้าหาตัวอีก ส่งผลให้ได้รับแต่ความทุกข์ทรมาน ฝ่ายบุญจะพยายามหาช่องมาจรด แต่บาปก็หุ้มหมดเลยทั้งซ้าย ขวา หน้า หลัง ล่าง บน ริม ข้าง กลาง ระหว่างหัวต่อ คือ ทุกด้านดำมืดสนิทเลย การที่บุญพยายามมาจรดนี้ หมายถึง บุญเก่าๆ ที่เคยทำไว้จะส่งกันมาเรื่อยๆ หากมีช่องแม้เพียงขนาดเท่าปลายเข็ม บุญจะได้ช่องสอดละเอียดเข้าไปเลย ผ่านกลางดวงบุญเข้าไป ดวงที่ทำให้เป็นกายมนุษย์หยาบนั้น เวลาที่ดวงบาปมาหุ้ม ข้างนอกดำมืด แต่ตรงกลางจะใส เวลาที่บุญได้ช่องส่งผลแล้ว บุญก็จะขยายความใสสว่าง เบียดดวงบาปที่หุ้มดำมืดให้ค่อยๆ หมดไป เมื่อบุญได้ช่องจึงทำให้มาเจอผู้นำบุญที่เป็นบัณฑิต มีดวงปัญญาสว่างไสว นิมนต์พระ ๒๐,๐๐๐ รูป และยังไปชักชวนให้มหาทุคตะได้ทำบุญใหญ่ เพราะเขาเคยเกื้อกูลกันมา บุญนี้เองอยู่เบื้องหลังที่ทำให้มหาทุคตะเกิดกุศลศรัทธาอยากจะเลี้ยงพระขึ้นมา โดยเกิดความคิดว่า แม้เราไม่มีปัจจัย แต่เรามีหัวใจ เราต้องอาศัยแรงกายแรงใจทุ่มให้สุดตัว จากนั้นจึงไปของานทำที่บ้านเศรษฐี แล้วบุญก็บันดาลให้เศรษฐีรับ เราอย่าคิดว่าการไปของานทำนั้นง่าย อย่างปัจจุบันนี้เวลาไปสมัครงานก็ต้องมีทั้งการทดสอบ การทดลองงาน มีขั้นตอนมากมายกว่าที่เขาจะรับเข้าทำงาน แต่ของมหาทุคตะเกิดขึ้นด้วยบุญบันดาล เศรษฐีจึงรับง่ายๆ เลย แล้วก็ด้วยบุญอีกเช่นกัน ที่บันดาลให้พระอินทร์ซึ่งปกติอยู่บนสวรรค์อย่างสุขสบายลงมาช่วยปรุงอาหารให้ บุญนี้ยังส่งผลต่อเนื่องมาอีกจนกระทั่งภพชาติสุดท้าย เมื่อได้ถวายภัตตาหารแด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว ดวงที่ว่าตรงแกนกลางใสแล้วถูกความมืดครอบงำนั้น ก็กลายเป็นดวงใสสว่างทั้งดวงปุญญาภิสันทาเกิดขึ้นแล้วในกลางกายของมหาทุคตะและครอบครัว รื้อผังจนถาวรที่เคยเกิดขึ้นมาหุ้มดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ที่ฐานที่ ๖ จากดำมืดสนิทให้ใสสว่าง เวลาที่คนเราถูกห่อหุ้มด้วยบาปอกุศล จะทำให้คิดไม่ออกว่า ควรจะไปประกอบอาชีพอะไร ไปหาทรัพย์ที่ไหน แล้วขยายมาสู่ระดับวาจาที่ไม่รู้จะไปปรึกษาใคร การกระทำก็ตื้อตันไปหมดเลย ทั้งนี้เพราะผังจนถาวรครอบงำเอาไว้ จะผลักสมบัติออกไปหมด ดึงวิบัติเข้ามาในตัว และดึงกำเนิดให้ต่ำด้วย ทำให้ต้องเกิดเป็นมนุษย์ชั้นล่างที่สุด สิ่งแวดล้อมก็ไม่ดี คิดอะไรไม่ออก ไม่ได้รูปสมบัติ ได้แต่รูปวิบัติ ใครเห็นก็ไม่เกิดศรัทธาปสาทะ ไม่อยากที่จะนำทรัพย์มาให้ ดวงดำมืดนั้นแหละ เขาเรียกว่า กัณหธรรม คือ ธรรมที่เป็นอกุศล เกิดขึ้นเพราะความตระหนี่ที่ไม่ได้ให้ทานหุ้มหมดเลย ทั้งหุ้ม เคลือบ เอิบอาบ ซึมซาบ ปนเป็น สวมซ้อน ร้อยไส้ หมายถึง หุ้มหมด และซึมเข้าไปหนาแน่นไม่มีช่องว่างที่จะให้บุญได้ช่องเข้าไปช่วยได้เลย กัณหธรรมนี้ทำให้มหาทุคตะจนถาวร แต่เมื่อถวายข้าวคลุกปลาตะเพียนตกลงไปในบาตร ปุญญาภิสันทาเกิดขึ้นแล้ว บุญเก่าได้ช่องให้ได้เจอกัลยาณมิตร ทั้งผู้นำบุญและพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และบุญใหม่ที่เกิดขึ้นจากมหาทานบารมีถวายข้าวคลุกปลาตะเพียนนี้ ก็มาสอดละเอียดเข้าตรงกลางเลย ยิ่งได้ทำบุญครบถ้วนบริบูรณ์ คือ ทั้งผู้ให้ ผู้รับ วัตถุทานบริสุทธิ์ พร้อมด้วยเจตนาเต็มเปี่ยม ดวงบุญก็สว่างโพลง ผังจนถาวรที่ครอบงำติดอยู่ในกลางที่หุ้มธาตุธรรม เห็น จำ คิด รู้ แวบหายไปเลย เหมือนเราเข้าไปในห้องมืดๆ กดสวิตช์ไฟที่ข้างฝา ความสว่างเกิดขึ้น ความมืดก็หายไป ท่อธารแห่งบุญสอดละเอียดลงมาจรดที่กลางกายมหาทุคตะ เปลี่ยนผังจนเป็นผังรวย และรวยที่สุดในเมืองนั้นด้วย มีทรัพย์มากกว่าพระราชาเพราะว่าดวงบุญนั้นใหญ่กว่าสมบัติที่พระราชามีอยู่ รัตนชาติก็สวยใสไม่มีตำหนิเลย เวลาตีค่านั้นเขาเอาประเทศออกมาตีค่า แลกกันด้วยประเทศทีเดียว อย่างนี้เขาเรียกว่า มีค่าควรเมือง นี่หมายถึงรัตนชาติเพียงก้อนเดียว แต่ด้วยบุญของมหาทุคตะที่มีฝนรัตนชาติตกลงมาเป็นกองสูงท่วมหัวนั้นจึงมีค่ามากมายนับประมาณไม่ได้ นี่เป็นการรื้อผังจนสร้างผังรวยถาวรให้เกิดขึ้นของมหาทุคตะ เพราะฉะนั้น มหาทานบารมีจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก เมื่อเราทุกคนได้ทำ ผลบุญก็เป็นของเรา ยิ่งถ้ามหาทานบารมีนี้เราถวายแด่ทักขิไณยบุคคล คือ บุคคลผู้เลิศ เป็นบุคคลที่เข้าถึงธรรมกาย เป็นธรรมกายที่ทำวิชชาปราบมารได้ บุญก็จะยิ่งบังเกิดขึ้นมากมายเป็นอสงไขยอัปปมาณัง คือ เป็นบุญใหญ่จะนับจะประมาณไม่ได้ และบุญนี้จะติดตามตัวไปทุกภพทุกชาติตราบกระทั่งถึงที่สุดแห่งธรรม ---------------------------- บุญเก่าของมหาทุคตะ มีสิ่งที่น่าศึกษาเพิ่มเติมอีกว่า มหาทานบารมีของมหาทุคตะส่งผลทำให้เกิดฝนรัตนชาติได้ แล้วสำหรับบุคคลอื่นๆ ที่ได้ทำบุญกับพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเช่นเดียวกัน หรือเลี้ยงพระเป็นจำนวนครั้งละมากๆ เหตุใดจึงไม่มีฝนรัตนชาติตกลงมา ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะมีเหตุอยู่ประการหนึ่ง คือ บุญเก่าของท่านมหาทุคตะ ซึ่งตอนนี้เป็นมหาเศรษฐีประจำเมืองไปแล้ว ตามที่เราทราบกันแล้วว่า เนื่องจากมหาทุคตะได้สร้างบุญใหม่ถูกทักขิไณยบุคคล และสร้างด้วยใจที่เลื่อมใสในพระรัตนตรัย ในพระผู้มีพระภาคเจ้า ในมหาทานที่ตั้งใจ ประกอบกับพุทธานุภาพ เทวานุภาพ จึงบังเกิดฝนรัตนชาติตกลงมา แล้วบุญเก่าที่ตามมาส่งผลคือบุญอะไร เรื่องนี้ต้องย้อนความไปในภพชาติก่อนหน้านี้ ซึ่งในชาติก่อนๆ นั้น มหาทุคตะได้สร้างทั้งบุญทั้งบาป ชาติไหนสร้างบุญมาดีก็เป็นเศรษฐี ชาติไหนประมาทไม่สร้างมหาทานก็เป็นยาจก แต่มีอยู่ชาติหนึ่งที่น่าสนใจ ซึ่งเป็นเหตุให้มหาทุคตะมีสมบัติจักรพรรดิเป็นฝนรัตนชาติตกลงมาอย่างน่าอัศจรรย์ ในชาตินั้นท่านพบกับพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ก่อนๆ ต่อมาภายหลังเกิดกุศลศรัทธา จึงสร้างเจดีย์ใหญ่แล้วบรรจุรัตนชาติอันสวยงามไว้ในเจดีย์ พร้อมทั้งประดับตกแต่งด้วยความประณีต และอธิษฐานว่า “หากได้ไปเกิดในภพชาติที่มีบารมีเต็มเปี่ยมแล้ว ขอให้มีรัตนชาติมากมาย” แต่ระหว่างที่บุญกำลังรอให้ผลนั้น บาปอกุศล คือ ความตระหนี่ก็มาตัดรอนเสียก่อน บุญจึงยังไม่ได้ช่อง ได้แต่คอยจังหวะ เมื่อได้ช่องก็สอดละเอียด คือ ตอนที่ได้สร้างมหาทานบารมีกับพระผู้มีพระภาคเจ้ากัสสปะ เพราะฉะนั้น บุญเก่า บุญใหม่ พุทธานุภาพ และเทวานุภาพประกอบกัน จึงบันดาลให้ฝนรัตนชาติตกลงมา ส่วนคนอื่นนั้น เมื่อบารมียังไม่ครบถ้วนบริบูรณ์ แม้ในชาติปัจจุบันจะถวายภัตตาหารเป็นสังฆทานทีละมากมาย แต่เพราะไม่มีบุญเก่ามาหนุนเนื่องด้วย จึงไม่ได้ฝนรัตนชาติ ---------------------------- ฝนรัตนชาติในพระไตรปิฎก ฝนรัตนชาติที่บันทึกไว้ในพระไตรปิฎกมีปรากฏ ๖ ครั้ง แต่มี ๓ ครั้งที่น่าสนใจเป็นพิเศษ คือ ครั้งที่ ๑ ในยุคพระเจ้าจักรพรรดิชื่อว่า พระเจ้ามันธาตุราช ซึ่งเป็นพระเจ้าจักรพรรดิที่มีบุญญาธิการมาก มีอานุภาพมาก ปกครองทวีปทั้ง ๔ ตั้งแต่ชมพูทวีป อุตตรกุรุทวีป ปุพพวิเทหทวีป อปรโคยานทวีป เหมือนกับพระเจ้าจักรพรรดิองค์ก่อนๆ แต่องค์นี้มีบุญพิเศษ แค่ปรบมือเท่านั้น ฝนรัตนชาติก็ตกลงมากินเนื้อที่ ๑๒ โยชน์ (๑๙๒ กิโลเมตร) ท่วมตั้งแต่ตาตุ่ม หน้าแข้ง หัวเข่า จนถึงเอว เหมือนน้ำที่ท่วมขึ้นมา แต่แทนที่จะเป็นน้ำท่วม ก็เป็นรัตนชาติท่วมขึ้นมา กินอาณาบริเวณถึง ๑๒ โยชน์ ครั้งที่ ๒ ในยุคของพระเวสสันดร ฝนรัตนชาติเกิดขึ้น ๒ แห่ง คือ ในพระราชนิเวศน์กับในพระนคร ส่วนที่ตกในพระราชนิเวศน์ท่วมถึงเอว ส่วนที่ตกในพระนครท่วมถึงหัวเข่า กินบริเวณกว้างเช่นกัน แต่น้อยกว่าของพระเจ้าจักรพรรดิมันธาตุราช ครั้งที่ ๓ ในยุคของมหาทุคตะ ฝนรัตนชาติตกลงมากินบริเวณทั้งในบ้านและรอบบ้าน ถ้าโกยรวมกันเป็นกองสูงเท่ากับยอดตาล หรือสูงขนาดมหาธรรมกายเจดีย์ ซึ่งถ้ายอดสูงขนาดนั้นฐานก็ต้องแผ่กว้างออกไปโดยรอบ และแต่ละก้อนมีค่าควรเมือง เพราะฉะนั้น บุญจึงเป็นสิ่งสำคัญ ต้องหมั่นสั่งสมเอาไว้ให้ได้ตลอดเวลา ---------------------------- การท่องเทวโลก มหาทุคตะซึ่งต่อมาเป็นมหาเศรษฐีผู้ไม่ประมาท ได้สั่งสมบุญถูกทักขิไณยบุคคล มีความปลื้มและความเลื่อมใส ทุกอย่างครบถ้วนบริบูรณ์ตลอดอายุขัยในยุคที่มนุษย์มีอายุ ๒๐,๐๐๐ ปี เมื่อละโลกไปจึงสามารถท่องเที่ยวในเทวโลกได้ ซึ่งการท่องเที่ยวในเทวโลกไม่ใช่เรื่องง่าย คือ ท่องไปท่องมาตั้งแต่สวรรค์ชั้นที่ ๑, ๒, ๓, ๔, ๕, ๖ แล้วก็ย้อนกลับมาที่ชั้น ๖, ๕, ๔, ๓, ๒, ๑ เป็นเช่นนี้ไปเรื่อย การท่องเทวโลกตลอด ๑ พุทธันดรนั้น ไม่ได้มีระบุเอาไว้อย่างชัดเจน แต่พอจะอธิบายเพิ่มเติมได้อย่างนี้ว่า เริ่มตั้งแต่สวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา ๕๐๐ ปีทิพย์ หรือ ๙ ล้านปี ในเมืองมนุษย์ พอหมดแล้ว ก็ขึ้นไปเกิดในชั้นดาวดึงส์ ๑,๐๐๐ ปีทิพย์ พอหมด ๑,๐๐๐ ปีทิพย์ก็จุติ แล้วไปเกิดชั้นยามาอีก ๒,๐๐๐ ปีทิพย์ พอหมดกำลังบุญชั้นยามา ๒,๐๐๐ ปีทิพย์ ก็ขึ้นไปชั้นดุสิต ๔,๐๐๐ ปีทิพย์ พอหมดกำลังบุญชั้นดุสิต ก็จุติไปเกิดชั้นนิมมานรดี ๘,๐๐๐ ปีทิพย์ พอหมดกำลังบุญของสวรรค์ชั้นที่ ๕ คือ นิมมานรดี ก็ไปเกิดชั้นปรนิมมิตวสวัตดีอีก ๑๖,๐๐๐ ปีทิพย์ ซึ่งยาวนานมาก หรืออาจจะเกิดอย่างนี้ เช่น สมมติว่า ไปอยู่ชั้นดาวดึงส์แล้วชอบใจผูกพัน พอหมดอายุขัยของดาวดึงส์ ๑,๐๐๐ ปีทิพย์ ใจก็ผูกพันอยากจะอยู่ชั้นดาวดึงส์อีก พอดับวูบ ก็เกิดใหม่ในชั้นดาวดึงส์อีก อย่างนี้ก็มี เพราะฉะนั้นบุญจึงต้องมีมากมาย มากพอที่จะท่องเที่ยวไปเกิดในสวรรค์ทุกชั้นได้ การจะไปเกิดบนสวรรค์ทั้ง ๖ ชั้นอย่างนี้ได้ ยังมีทางลัดอีกวิธีหนึ่ง คือ การปฏิบัติธรรมให้เข้าถึงพระธรรมกาย ถ้าเข้าถึงพระธรรมกายได้ แล้วก็ให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนา ถ้าทำได้อย่างนี้จนกระทั่งหมดอายุขัย ก็เลือกเอาได้เลยว่า จะไปเกิดในภพภูมิใดก็ได้ เป็นธรรมดาของผู้มีบุญเมื่อสั่งสมบารมีมากเข้าจะเห็นว่า การเกิดเป็นมนุษย์น่าเบื่อหน่าย จึงหมั่นให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนา จนเข้าถึงพระธรรมกายได้ และสั่งสมบุญไปจนกระทั่งหมดอายุขัย กายวาจาใจ สะอาด บริสุทธิ์ ผ่องใส อย่างนี้ก็ท่องเทวโลกได้เลย ไม่ต้องมาเกิดในเมืองมนุษย์ก็ได้ เมื่อถึงขีดถึงคราวที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ใดพระองค์หนึ่งมาตรัสรู้ อาจจะบรรลุธรรมบนสวรรค์ก็ได้ หรือลงมาเกิดในเมืองมนุษย์ก็ได้ แล้วแต่ใจปรารถนาอย่างไร ถ้ามีบุญมาก ก็มีสิทธิ์ที่จะเลือกทำอะไรก็ได้ทั้งนั้น เพราะบุญเป็นเรื่องสำคัญที่สุด สำหรับท่านเศรษฐีใหม่ เมื่อสั่งสมบารมีมากทั้งครอบครัว ก็ไปเริ่มต้นเกิดที่ชั้นดาวดึงส์ ในวิมานทองแก้วสุกใสสว่าง ต่างทยอยกันขึ้นไป พ่อ แม่ ลูก เดิมก็อยู่กันคนละวิมาน แต่พอเจอกันระลึกชาติหนหลังได้ ก็มีความผูกพันอยากจะอยู่ร่วมกัน จากนั้นก็อธิษฐานจิตรวมเป็นวิมานเดียวกัน วิมานก็ใหญ่กว่าเดิมขึ้นไปอีก แล้วก็อยู่ด้วยกันอย่างนั้นเลย พอหมดอายุสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ๓๖ ล้านปีมนุษย์ หรือ ๑,๐๐๐ ปีทิพย์ จิตก็ดับวูบไปบังเกิดขึ้นใหม่ในชั้นยามา วิมานบนชั้นดาวดึงส์ก็จะหายไปบังเกิดใหม่บนชั้นยามา มีอายุ ๒,๐๐๐ ปีทิพย์ ซึ่งเท่ากับ ๑๔๔ ล้านปีมนุษย์ พอจุติจากชั้นนั้น ก็เกิดใหม่อีกบนชั้นดุสิตวิมานบนชั้นยามาก็หายไปบังเกิดขึ้นใหม่บนชั้นดุสิต มีอายุ ๔,๐๐๐ ปีทิพย์ เท่ากับ ๕๗๖ ล้านปีมนุษย์ พอหมดกำลังบุญในชั้นนั้น แต่กำลังบุญยังเหลืออีกมาก ก็จุติไปเกิดบนชั้นนิมมานรดี อายุ ๘,๐๐๐ ปีทิพย์ เท่ากับ ๒,๓๐๔ ล้านปีมนุษย์ จุติจากชั้นนิมมานรดี วิมานก็หายไปบังเกิดบนชั้นปรนิมมิตวสวัตดี อายุ ๑๖,๐๐๐ ปีทิพย์ เท่ากับ ๙,๒๑๖ ล้านปีมนุษย์ เมื่ออยู่บนสวรรค์ชั้นนิมมานรดี อยากได้อะไรก็นึกเอา ทุกอย่างสำเร็จด้วยกำลังบุญ ส่วนชั้นปรนิมมิตวสวัตดี เมื่ออยากได้อะไรก็จะมีบริวารคอยช่วยจัดการให้ มีความเป็นอยู่อย่างสุขสบายตราบนานเท่านาน มหาทุคตะท่องสวรรค์กลับไปกลับมาเช่นนี้จนกระทั่งถึงเวลาต้องลงมาเกิดเป็นชาติสุดท้าย จึงจุติลงมาในโลกมนุษย์อีกครั้ง ---------------------------- ชาติสุดท้ายของมหาทุคตะ เมื่อท่านเทพบุตรท่องเที่ยวบนสวรรค์ตลอด ๑ พุทธันดรเรียบร้อยแล้ว ได้จุติลงมายังโลกมนุษย์ ด้วยอานุภาพบุญของท่าน เวลามาเกิดในครรภ์มารดา มารดาเกิดความคิดในใจเลยว่า จะไม่ขัดใจลูกคนนี้เด็ดขาด จะตามใจทุกสิ่ง ตามอัธยาศัยเลย ต่อมา มารดาเกิดแพ้ท้อง มีความคิดอยากจะนิมนต์พระมา ๕๐๐ รูป แล้วเอาข้าวคลุกปลาตะเพียนถวายภัตตาหารเป็นสังฆทาน เลี้ยงพระทั้งหมด ๕๐๐ รูป ส่วนตนเองห่มผ้าย้อมฝาดไปด้วย ห่มเหมือนพระอย่างนั้น แล้วไปยืนอยู่ข้างท้าย คอยรับข้าวคลุกปลาตะเพียนที่เหลืออยู่จากพระภิกษุเพื่อเอามารับประทาน เมื่อทำอย่างนี้อาการแพ้ท้องก็ระงับไป เมื่อคลอดบุตรออกมา ทารกมีผิวพรรณวรรณะเปล่งปลั่งสว่างไสว แม่ก็ตั้งใจไว้ว่า จะไม่ขัดใจลูกเลย เมื่อเด็กคลอดออกมา ตามประเพณีจะมีการพาเด็กไปรับสิกขะ คือ รับศีล บิดามารดาพาเด็กน้อยไปหาพระสารีบุตร เพื่อให้รับสิกขาบท และในวันตั้งชื่อก็พาไปรับสิกขาบทเช่นกัน พระเถระถามว่า เด็กคนนี้ชื่ออะไร ผู้เป็นแม่จึงเล่าว่า เด็กน้อยนี้เมื่อยังอยู่ในครรภ์ ผู้คนในเรือนไม่ว่าใครก็ตามที่เป็นคนไม่ฉลาดก็กลับกลายเป็นคนฉลาด ด้วยเหตุนี้เด็กน้อยจึงได้ชื่อว่า “บัณฑิต” สำหรับงานมงคลทั้ง ๗ ครั้งของกุมารน้อยนี้ คือ ๑. ตอนอยู่ในครรภ์ ๒. วันเกิด ๓. ตอนตั้งชื่อ ๔. ตอนเริ่มกินอาหารเองได้ ๕. ตอนเจาะหู ๖. ตอนนุ่งผ้าใหม่ ๗. ตอนโกนจุก ครอบครัวได้ถวายทานเป็นภัตตาหารด้วยข้าวคลุกปลาตะเพียนแด่คณะพระภิกษุสงฆ์ ๕๐๐ รูป ที่มีพระสารีบุตรเป็นประธานทุกครั้ง กุมารน้อยบัณฑิตดำเนินชีวิตอยู่ทางโลกจนกระทั่งอายุ ๗ ขวบ บิดามารดา หรือแม้ใครต่อใครไม่เคยขัดใจกุมารน้อยเลย อยากจะทำอะไรก็ตามใจทุกอย่าง เนื่องจากท่านเป็นผู้มีบุญมาก่อน เพราะฉะนั้นสิ่งที่ท่านคิด พูด หรือกระทำอะไรนั้นล้วนเป็นทางมาแห่งบุญทั้งสิ้น ผิดแผกแตกต่างจากเด็กทั่วๆ ไป พออายุ ๗ ขวบ ก็ออกบวชในสำนักของพระสารีบุตร โดยมีพระสารีบุตรเป็นพระอุปัชฌาย์ ตอนพาไปบวช กุมารน้อยก็ได้สร้างมหาทาน พอบวชเป็นสามเณรแล้ว ได้ถวายมหาทานติดต่อกันอีก ๗ วัน บิดามารดาก็ไปอยู่ที่วัดกันทั้ง ๗ วัน และได้ถวายมหาทานด้วยข้าวคลุกปลาตะเพียนทั้ง ๗ วัน เนื่องจากข้าวคลุกปลาตะเพียนนี้เป็นอาหารที่ติดใจข้ามภพข้ามชาติมาถึง ๑ พุทธันดร นอกจากจะฉันด้วยตัวเองแล้ว ก็อยากจะให้พระทั้งหลายได้ขบฉันด้วย เพราะว่าข้าวคลุกปลาตะเพียนในชาติที่เป็นมหาทุคตะนั้น เป็นมื้อที่พิเศษสุด ที่พระอินทร์จำแลงทรงปรุงเอาไว้เพื่อถวายแด่พระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า จนกระทั่งวันที่ ๘ พระสารีบุตรได้นำสามเณรบัณฑิตออกไปบิณฑบาตครั้งแรก สามเณรมีหน้าที่ถือบาตรของพระอุปัชฌาย์ คือ พระสารีบุตร ซึ่งเป็นภาพที่น่าเอ็นดู พระสารีบุตรเดินนำหน้า มีสามเณรน้อยผิวพรรณผ่องใส แก้มใสเป็นสีชมพู หน้าตาน่ารักน่าเอ็นดูเดินตามหลัง เวลาสามเณรบิณฑบาต ใครๆ เห็นก็อยากใส่บาตรท่าน ญาติโยมพากันมาใส่บาตรเป็นแถว สามเณรบัณฑิตเดินถือบาตรไป ชมทิวทัศน์ท้องไร่ท้องนาไปเรื่อยๆ แล้วก็ช่างซักช่างถาม เมื่อเดินไปเจอเหมือง ซึ่งก็คือที่ดอนสูงๆ ที่เขาขุดเป็นลำราง แล้วมีช่องทางเปิดให้น้ำไหลเข้านา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ต่ำกว่า น้ำจึงไหลเข้านาได้ เหมืองนี้คนทั่วไปเดินผ่านไปผ่านมานับครั้งไม่ถ้วน แต่ไม่ได้ข้อคิดสะกิดใจอะไร เขาเห็นว่าเหมืองก็คือเหมือง น้ำก็คือน้ำ ไม่ได้คิดอะไร แต่สามเณรบัณฑิตไม่เป็นอย่างนั้น ท่านเป็นคนรู้จักคิดพิจารณา นี่คืออัจฉริยภาพของผู้มีบุญ ซึ่งจะมีความคิดที่ประกอบไปด้วยปัญญาจากใจที่สว่างผ่องใส สามเณรถามพระสารีบุตรว่า “สิ่งนี้คืออะไรครับ” พระสารีบุตรตอบว่า “นี่คือเหมือง” “แล้วเขาเอาไว้ทำอะไร” ท่านก็ตอบว่า “เขาเอาไว้ปล่อยน้ำเข้ามาในเหมือง แล้วก็เปิดทางน้ำเข้านา” “น้ำมีจิตใจไหมครับ” สามเณรเข้าใจซักถาม หากเป็นคนทั่วไปเขาคงไม่ถามเรื่องนี้กัน พระสารีบุตรตอบว่า “ไม่มี” สามเณรก็นิ่ง เดินครุ่นคิดไปตลอดทางว่า ‘น้ำไม่มีจิต แต่คนสามารถสร้างเหมืองบังคับน้ำให้ไปทางนั้นทางนี้ได้ จิตใจของเราก็คงเช่นเดียวกัน น่าจะฝึกได้ ดัดได้ ฝึกให้เป็นไปตามความปรารถนาของเราได้’ ซึ่งเป็นความคิด ที่น่าอัศจรรย์มากๆ ทีเดียว การบิณฑบาตในสมัยก่อนต้องเดินกันเป็นระยะทางไกลทีเดียว เพราะแต่ละบ้านอยู่ห่างกันเป็นกิโลเลย พอเดินไปได้สักระยะหนึ่ง ผ่านไปเห็นช่างศรกำลังดัดลูกศรอยู่ โดยนายช่างเอาลูกศรลนไฟแล้วค่อยๆ ดัดให้ตรง เวลายิงสัตว์จะได้เข้าเป้าโดยง่าย ไม่เฉ ไม่เบี่ยงเบนไป สามเณรถามว่า “นั่นอะไรครับ” พระสารีบุตรตอบว่า “นั่นคือลูกศร” สามเณรจึงถามต่อว่า “แล้วเขากำลังทำอะไร” “ช่างศรเขากำลังดัดลูกศรให้มันตรง เวลายิงจะได้เข้าเป้าแม่นยำ” ได้ฟังเพียงแค่นี้ท่านก็คิดแล้วถามต่อว่า “แล้วลูกศรมีจิตใจไหมครับ” “ไม่มีหรอก มันเป็นของธรรมดาอย่างนั้นแหละ” พระเถระตอบ สามเณรผู้มีปัญญาจึงคิดต่อไปอีกว่า ‘ลูกศรไม่มีจิตใจ ยังดัดได้ จิตใจของเราก็ต้องดัดได้เหมือนกัน ให้ตรงต่อหนทางพระนิพพาน มันต้องดัดได้’ แล้วสามเณรน้อยก็ครุ่นคิดต่อไปเรื่อยๆ กระทั่งสามเณรเดินไปถึงช่างไม้ซึ่งกำลังถากไม้ให้เป็นดุมเป็นล้อเกวียนอยู่ ก็ถามขึ้นว่า “นั่นอะไรครับ” พระสารีบุตรตอบว่า “ช่างไม้เขากำลังถากไม้ให้เป็นล้อเกวียน” “ไม้มีจิตใจไหมครับ” สามเณรถามต่อ ท่านบอกว่า “ไม่มี” สามเณรก็คิดไปอีกว่า ‘ไม้ไม่มีจิตใจยังถากให้เป็นไปตามความปรารถนาได้ จิตใจของเราก็เช่นเดียวกัน คงจะต้องดัดได้ ขูดได้ ถากได้ ให้ตรงต่อหนทางพระนิพพาน ให้ใช้ประโยชน์ได้’ พอคิดอย่างนี้ได้ ๓ ครั้งเท่านั้น สามเณรพลันบอกกับพระอุปัชฌาย์ว่า “กระผมขอกลับไปทำกรรมฐานก่อน” แล้วจึงส่งบาตรคืนให้แก่พระสารีบุตร และยังขอให้พระสารีบุตรบิณฑบาตข้าวคลุกปลาตะเพียนมาฝากด้วย เราจะเห็นว่า สามเณรท่านไม่ลืมความเลิศรสของข้าวคลุกปลาตะเพียนในภพชาติที่เป็นมหาทุคตะ นี่ขนาดจะไปทำกรรมฐาน ยังฝากเอาไว้อย่างนี้ พระสารีบุตรบอกว่า “เอ...ข้าวคลุกปลาตะเพียนไม่รู้จะมีหรือเปล่านะ” สามเณรจึงเรียนตอบไปว่า “ถ้าไม่ได้ด้วยบุญของท่าน ก็จะได้ด้วยบุญของกระผมขอรับ” พระสารีบุตรจึงบอกสามเณรว่า “อย่าลืมเอาลูกดาล (ลูกกุญแจ) ไปด้วยนะ แล้วนั่งในกุฏินั่นแหละ เพราะวัดเราอยู่ในป่า มันอันตราย เดี๋ยวสัตว์ร้ายจะมาทำร้ายเอาได้ หรือโจรป่าจะจับตัวไป” พระเถระยืนส่งสามเณรด้วยความเป็นห่วง แต่เด็ก ๗ ขวบนี้ไม่ห่วงอะไรแล้ว เดินมุ่งหน้าจะไปปฏิบัติกรรมฐานด้วยใจที่แน่วแน่ ครุ่นคิดถึงเรื่องที่ว่า จิตของเราต้องฝึกได้เหมือนไม้ เหมือนลูกศร และเหมือนน้ำ ที่แม้ไม่มีจิตยังฝึกได้ ยังดัดได้ ขณะเดินกลับวัด สามเณรรู้สึกปลื้มปีติ เบิกบานใจ และมั่นใจอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ซึ่งก็เป็นปกติธรรมดาของคนที่จะบรรลุธรรม จะมีจิตใจที่เบิกบานเป็นพิเศษ คล้ายกับว่า วันนี้จะเป็นวันสมความปรารถนาของชีวิตที่เดินทางในสังสารวัฏมานับภพนับชาติไม่ถ้วน สั่งสมบุญบารมีกันมามากมาย บางชาติก็ทำได้มาก บางชาติก็ทำได้น้อย บางชาติพลาดพลั้งตกไปในอบายก็มี แต่ว่าบุญเล็ก บุญน้อย บุญใหญ่ บุญทุกชนิดที่ทำไว้ก็ไม่ได้สูญหายไปไหน รอเวลารวมกันมาส่งผลให้ไปถึงจุดหมายปลายทางได้ในที่สุด ฉะนั้น ตอนที่บารมีเต็มเปี่ยม จะเกิดความรู้สึกอย่างนี้และคิดอย่างนี้ ดวงปัญญาจะแตกฉาน จะแจ่มแจ้งเข้าใจชีวิต เกิดความรู้สึกอิ่ม พอแล้วกับชีวิตของการเป็นปุถุชน จะต้องก้าวต่อไปในชีวิตที่ประณีตขึ้นสูงขึ้น ซึ่งตอนนี้บุญจะได้ช่องเต็มที่ ---------------------------- สามเณรบรรลุธรรม ระหว่างสามเณรน้อยเดินทางกลับมายังกุฏิ พระอินทร์ก็ร้อนอาสน์ขึ้นมาทันที จึงทรงมองลงมาด้วยทิพยจักษุ เห็นว่าวันนี้สามเณรบัณฑิตมีรัศมีสว่างไสว ดวงบุญเจิดจ้า เป็นนิมิตหมายว่าจะต้องบรรลุธรรมอย่างแน่นอน ดังนั้นเดี๋ยวเราจะต้องลงไปอารักขาเฝ้าอยู่ที่ประตู จะล็อกกุญแจไม่ให้ใครเปิดได้ เราจะให้ท้าวจาตุมหาราชิกาทั้ง ๔ ลงไปอารักขารอบนอกกุฏิ ซึ่งมีสิงสาราสัตว์ เช่น นกอาจส่งเสียงร้องรบกวนสามเณรได้ ต้องให้ระดับจอมเทพบนสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกามาช่วยปราบนก ปราบเสียงสัตว์ต่างๆ แล้วไปบอกสุริยเทพบุตรกับจันทรเทพบุตร ให้ไปรั้งดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ไว้ เรียกได้ว่าระบบสุริยจักรวาลถูกล็อกไว้หมดเป็นเวลาชั่วคราว เพื่อให้สามเณรได้ทำความเพียรเต็มที่ เพราะวันนี้ท่านมีรัศมีเจิดจ้า จะต้องบรรลุมรรคผลนิพพานอย่างแน่นอน อีกทั้งสามเณรก็เข้าไปอยู่ในข่ายพระญาณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ทรงทราบว่าวันนี้สามเณรบัณฑิตจะได้บรรลุมรรคผลนิพพานเป็นพระอรหันต์องค์หนึ่งในศาสนาของพระองค์ แต่ว่า พระสารีบุตรพระอุปัชฌาย์ของสามเณร เมื่อกลับมาจากบิณฑบาตแล้ว ไม่ทราบถึงกาลบรรลุธรรมของสามเณร อาจจะเข้าไปเรียกสามเณรให้ออกมาฉันภัตตาหาร ซึ่งจะเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อการบำเพ็ญสมณธรรมของสามเณรในขณะนั้น พระพุทธองค์จึงทรงดำริว่า เราจะต้องไปดัก พระสารีบุตรที่ปากประตูทางเข้าวัด เพื่อถ่วงเวลาเอาไว้ให้สามเณรบำเพ็ญสมณธรรมได้เต็มที่ นี่ไม่ใช่เรื่องธรรมดาเลย ถึงขนาดโกลาหลกันทีเดียว เพราะทั้งพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทั้งท้าวสักกเทวราช ท้าวมหาราชทั้ง ๔ สุริยเทพและจันทรเทพ ก็ยังลงมาช่วยกันอย่างนี้ แม้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ก่อน คือ พระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้ายังทรงสงเคราะห์มหาทุคตะด้วยการยื่นบาตรให้ รับอาราธนาไปฉันภัตตาหารที่บ้านมหาทุคตะ และพระพุทธเจ้าของเราพระองค์ปัจจุบันนี้ก็ทรงสงเคราะห์ด้วยการไปยืนดักพระสารีบุตรที่ปากประตูทางเข้าของวัดป่า เป็นเรื่องที่น่าศึกษาว่า เมื่อใครก็ตามมีจิตใจที่แน่วแน่ในการสร้างบารมี บำเพ็ญสมณธรรมแล้ว แม้แต่เทวดาหรือพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็จะช่วยส่งเสริมให้สำเร็จได้เป็นอัศจรรย์ ดังเช่นสามเณรบัณฑิตผู้มีบุญมาก ทางด้านสามเณรบัณฑิต วันนี้ท่านมีความรู้สึกเบื่อหน่ายในภพ ซึ่งเป็นที่น่าอัศจรรย์ว่า เด็กวัย ๗ ขวบสามารถคิดเช่นนี้ได้ แต่เราจะดูเพศภาวะ ๗ ขวบอย่างเดียวไม่ได้ ต้องดูเข้าไปในกลางกายของท่าน ธาตุธรรม บารมีของท่านแก่รอบ สั่งสมบุญบารมีมามาก ร่างเป็นเด็ก แต่ว่าข้างในเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ มีสติปัญญากว้างไกล มองเห็นได้ไกลกว่าคนธรรมดา เหมือนคนที่มีกล้องส่องทางไกล ถ้าใครไม่มีก็เห็นแค่ใกล้ๆ สามเณรบัณฑิตท่านเปรียบเสมือนผู้ที่มีกล้องส่องทางไกล คือมีดวงปัญญาที่สั่งสมมาเต็มเปี่ยมแล้ว เลนส์ใจเกิดขึ้น ระหว่างที่เดินกลับมาก็นึกคิดไปเรื่อยๆ ก่อนจะถึงอาศรมว่า “จิตฝึกได้ จิตฝึกได้ ไม้ก็ดี ศรก็ดี น้ำก็ดี ไม่มีจิต ยังฝึกได้ เรามีจิต เราฝึกได้” คิดวนเวียนอยู่อย่างนี้ จนกระทั่งเข้าไปนั่งในกุฏิ ล็อกกุญแจอย่างดีตามคำสั่งของพระอุปัชฌาย์ แล้วก็บำเพ็ญสมณธรรมทันที ไม่ให้เสียเวลาเลย ไม่เหมือนบางคนที่กว่าจะลงมือปฏิบัติธรรมได้นั้น บางทีก็โอ้เอ้ บางทีก็มัวแต่ไปให้ความสำคัญกับสิ่งอื่นๆ ก่อน เสียเวลาไปมากมาย ถ้าใครยังเป็นอย่างนี้ ก็ยังอีกนาน ถ้าอยากจะบรรลุธรรมเร็วๆ จะต้องเหมือนสามเณรบัณฑิต ที่พอนั่งบนอาสนะเท่านั้น สะเทือนถึงสวรรค์ พระอินทร์พร้อมทั้งท้าวจาตุมหาราชิกาหรือท้าวจตุโลกบาลทั้ง ๔ ได้แก่ ท้าววิรุฬหก ท้าววิรูปักษ์ ท้าวเวสวัณ ท้าวธตรฐ ซึ่งเป็นผู้ปกครองทิศต่างๆ และปกครองครุฑ นาค ยักษ์ คนธรรพ์ ก็ยังลงมาเองเลย เพื่อมาทำหน้าที่อันยิ่งใหญ่ คือ มารักษาบรรยากาศที่เหมาะสำหรับการประพฤติปฏิบัติธรรม เช่น การที่มาช่วยป้องกันไม่ให้นกเข้ามาส่งเสียงในรัศมีที่สามเณรบัณฑิตกำลังนั่งปฏิบัติธรรมอยู่ ซึ่งท่านก็ทำด้วยเทวฤทธิ์ของท่าน และการอธิษฐานจิตด้วยบุญของสามเณรบัณฑิต สังเกตเห็นไหมว่า เวลาเทวดาจะบันดาลสิ่งใดให้ใคร ต้องอ้างถึงบุญของบุคคลนั้นๆ เช่น บุญของสามเณรบัณฑิต วันไหนที่เราจะบรรลุธรรม ถ้าเทวดาเขาจะลงมาช่วย เขาก็ต้องอ้างบุญของเรา ขณะยืนอยู่กลางอากาศนั้น พระอินทร์ได้อ้างบุญของสามเณรบัณฑิต แล้วก็นำไปรวมกับเทวานุภาพ พอถูกส่วนรวมกัน แสงวาบสว่างเกิดขึ้นเข้าไปทะลวงถึงในจิตในใจของสัตว์ทั้งหลาย สว่างวาบไปหมด สัตว์ที่อยู่ใต้ดิน บนดิน ในน้ำ บนฟ้า หรือในที่ทุกหนทุกแห่ง สงบนิ่งหมดเลย มีอาการ เหมือนหลับ สงบนิ่ง ไม่มีเสียงเลย นี่คือเทวานุภาพประกอบด้วยบุญญานุภาพของสามเณรบัณฑิต ส่วนพระอินทร์เฝ้าอยู่ตรงประตู ท่านล็อกประตูไว้เลย ยืนอยู่ตรงนั้น ใครก็ไม่สามารถเข้ามาได้ ท่านยืนบังไม่ให้เห็นกุฏิด้วยซ้ำไปในช่วงที่สามเณรกำลังทำความเพียรอยู่ ระบบสุริยจักรวาลหยุดชั่วคราว สามเณรก็หยุดใจไปตามลำดับภายในเรื่อยไป จนกระทั่งเสร็จกิจ ๑๖ ไม่ตกกันดาร นิพพานก็เป็นที่ไป พอเสร็จกิจ ๑๖ ท่านก็ตรวจตราดูด้วยหยุดกับนิ่ง จนกระทั่งเข้าถึงกายธรรมโคตรภู ดูอริยสัจ ๔ ในกายมนุษย์หยาบ-ละเอียด ด้วยรอบ ๓ อาการ ๑๒ มีสัจจญาณ กิจจญาณ กตญาณ ดูทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ด้วยธรรมกาย ท่านดูรวดเดียวกิเลสหลุดล่อนหมด ใจติดเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับกายธรรมอรหัต ฝ่ายพระสารีบุตรฉันเสร็จแล้ว แต่ยังไม่สามารถที่จะเดินกลับได้ในทันที เพราะว่าท่านเป็นธรรมเสนาบดี อัครสาวกเบื้องขวา ใครๆ ก็อยากจะมากราบท่าน พระเถระจึงต้องสนทนากับญาติโยมบ้าง คุยไปคุยมาเวลาก็ล่วงเลยผ่านไป ท่านจึงเตรียมจะกลับ แต่ก่อนจะกลับ ทานบดีก็นำข้าวคลุกปลาตะเพียนที่มีรสเลิศอร่อยกลมกล่อมใส่ลงในบาตรพระสารีบุตร จากนั้นพระสารีบุตรได้กล่าวอนุโมทนาคาถา ทุกคนก็ได้อายุ วรรณะ สุขะ พละ ปฏิภาณ ครบหมด เมื่อพระสารีบุตรเดินกลับมาถึงกุฏิ ในขณะนั้นสุริยเทพและจันทรเทพได้หยุดระบบสุริยจักรวาลเอาไว้ ท้าวจตุโลกบาลก็เปล่งรัศมีให้สัตว์ทุกตัวเงียบไม่ส่งเสียงใดๆ ส่วนท้าวสักกเทวราชก็ดักอยู่ที่หน้าประตู พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงทราบว่า วันนี้สามเณรบัณฑิตจะบรรลุธรรม แต่เกรงว่าพระสารีบุตรที่กำลังรีบมาด้วยความเป็นห่วงกลัวว่าสามเณรจะอดข้าวเพราะเลยเวลาฉัน จะเข้าไปขัดจังหวะการบรรลุธรรมของสามเณร พระองค์จึงทรงไปดักรอพระสารีบุตรไว้ก่อน เมื่อพระสารีบุตรเดินกลับมา ได้พบพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ทรงถามคำถามกับพระสารีบุตรว่า “อาหารนำมาซึ่งอะไร” พระสารีบุตรตอบว่า “อาหารนำมาซึ่งเวทนา” พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงถามต่อว่า “แล้วเวทนานำมาซึ่งอะไร” “เวทนานำมาซึ่งรูป” พระสารีบุตรตอบ และพระพุทธองค์ทรงถามคำถามสุดท้ายว่า “แล้วรูปนำมาซึ่งอะไร” “รูปนำมาซึ่งผัสสะ” พระสารีบุตรตอบ ในปัญหาที่พระศาสดาตรัสถามนั้น อธิบายได้ว่า อาหารนำมาซึ่งเวทนา หมายความว่า เมื่อความหิวเกิดขึ้น ก็เป็นทุกขเวทนา เมื่อได้กินอาหารแล้ว พอฉันเสร็จเรียบร้อยก็มีสุข อาหารจึงนำมาซึ่งสุขเวทนา เวทนานำมาซึ่งรูป หมายความว่า เมื่อมีความสุขร่างกายก็จะมีความกระปรี้กระเปร่า มีวรรณะ คือ รูปกายที่เอิบอิ่ม ผ่องใส รูปนำมาซึ่งผัสสะ หมายถึง เมื่อมีความสดชื่นกระปรี้กระเปร่าแล้ว จะรู้สึกว่ามีความสบาย อย่างที่เรียกว่า เป็นสุขสัมผัส เมื่อพระเถระแก้ปัญหาที่พระศาสดาตรัสถามจบลงแล้ว ในขณะนั้นสามเณรบัณฑิตได้ทำความเพียรจนกระทั่งบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์พร้อมด้วยปฏิสัมภิทา ซึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงทราบแล้วด้วยญาณทัสสนะ จึงทรงหลีกทางให้พระสารีบุตร เมื่อพระเถระไปถึงกุฏิ ก็พบพระอินทร์และเหล่าเทวดาจึงได้ทราบว่า สามเณรบัณฑิตบรรลุมรรคผลนิพพานแล้ว เพราะรัศมีสว่างเจิดจ้าสว่างมาก เหล่าเทวดาทั้งหลายต่างเปล่งอนุโมทนาสาธุการ สาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบังเกิดขึ้นอีก ๑ รูปแล้ว เมื่อสามเณรบัณฑิตบรรลุมรรคผลนิพพานเป็นพระอรหันต์แล้ว ได้เปิดประตูออกมารับพระอุปัชฌาย์ แล้วจัดน้ำท่ามาดูแลอุปัฏฐากท่าน หลังจากนั้นพระสารีบุตรได้มอบบาตรที่ใส่อาหารเลิศรส คือ ข้าวคลุกปลาตะเพียนให้แก่สามเณรบัณฑิต สามเณรขบฉันด้วยความปีติเบิกบานทั้งภายในและภายนอก ภายในก็ได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ ภายนอกก็ชื่นใจด้วยข้าวคลุกปลาตะเพียน ที่ติดตราตรึงใจมาข้ามชาติ พอฉันเสร็จ ล้างบาตรเรียบร้อยเก็บเข้าที่เท่านั้น สุริยเทพกับจันทรเทพ ก็ได้สัญญาณจากท้าวสักกะให้ปล่อยระบบสุริยจักรวาล ทันทีที่ปลดล็อก เวลาในขณะนั้นก็กลายเป็นเวลาบ่ายไปเสียแล้ว ชาวเมืองจึงได้ร่ำลือกันด้วยความสงสัยว่า เมื่อสักครู่ยังเห็นเป็นเวลาเช้า แต่อยู่ๆ ก็กลายเป็นเวลาบ่ายไปได้ ช่างน่าอัศจรรย์ยิ่งนัก สามเณรบัณฑิตได้บรรลุมรรคผลนิพพาน สมความปรารถนาที่ตั้งใจไว้เมื่อทำบุญทุกครั้งว่า นิพพานะปัจจะโย โหตุ เพราะฉะนั้นเมื่อพวกเราทุกคนทำบุญ ต้องอธิษฐานกำกับทุกครั้งด้วยว่า “นิพพานะปัจจะโย โหตุ” ไม่ว่าเราจะทำบุญอะไรก็ตาม คำอธิษฐานนี้ต้องไม่ลืม เมื่อสามเณรบัณฑิตเป็นพระอรหันต์แล้ว จึงระลึกชาติหนหลังตรวจตราดูว่า บุญอะไรที่ทำให้ได้บรรลุมรรคผลนิพพาน บรรลุเป้าหมายของชีวิต ท่านได้เห็นการสร้างบารมีของตนเองตามลำดับเรื่อยมา จนกระทั่งมาเป็นมหาทุคตะและได้ถวายข้าวรสเลิศที่ตราตรึงใจข้ามชาติ คือ ข้าวคลุกปลาตะเพียนแล้วมีฝนรัตนชาติตก เมื่อเห็นไปตามลำดับดังนั้น ความปลื้มปีติเป็นล้นพ้นพลันบังเกิดขึ้น สิ่งเหล่านี้เป็นธรรมเนียมของผู้บรรลุมรรคผลนิพพาน เมื่อบุคคลมาถึงจุดสูงสุดนี้ก็จะอยากรู้ว่า อะไรทำให้ตนมาถึงจุดหมายปลายทางของชีวิตในสังสารวัฏได้ แล้วก็จะตรวจตราดูตรงนั้นเลย ณ อาสนะที่นั่งเดียวกันกับที่ตนบรรลุธรรมตรงนั้น ยิ่งได้ตรวจตราดูก็ยิ่งปลื้มปีติมาตลอดเลย มองเห็นแต่บุญอย่างเดียว ได้เห็นว่าตนได้ทำบุญนั้น บุญนี้ ทั้งบุญเล็ก บุญน้อย บุญใหญ่ บุญทุกชนิด เห็นแล้วก็ยิ่งปลาบปลื้ม ---------------------------- นิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง ทุกชีวิตในโลกนี้ ในที่สุดแล้วจะต้องเดินทางไปสู่อายตนนิพพาน เป้าหมายของชีวิตคือการหลุดพ้นจากการเป็นบ่าวเป็นทาสของพญามาร หลุดพ้นจากกิเลสอาสวะ ระหว่างเดินทางในสังสารวัฏนั้น ไม่ว่าจะมีความปรารถนาไปสู่อายตนนิพพานหรือไม่ก็ตาม (ตอนอินทรีย์อ่อนๆ อยู่ก็ไม่ปรารถนา นั่นคือการถูกอกุศลจิตบังคับ อกุศลจิตทำให้ความคิดเบี่ยงเบนไป) แต่สุดท้ายเมื่อบุญบารมีแก่กล้าเต็มเปี่ยมแล้ว จะรู้สึกเบื่อหน่ายชีวิตของการเป็นปุถุชน คล้ายๆ กับว่า อิ่มแล้ว เต็มแล้ว เพียงพอแล้วสำหรับชีวิตที่ผ่านมาทุกระดับ เราเคยเป็นมาทุกอย่าง ตั้งแต่ชนชั้นสูง ชั้นกลาง ชั้นล่าง พระเจ้าจักรพรรดิ พระราชามหากษัตริย์ เศรษฐี มหาเศรษฐี ยาจก วณิพก เป็นมาหมดแล้ว เป็นวนๆ ซ้ำๆ กันมาอย่างนี้ พูดง่ายๆ ว่าไม่มีอะไรใหม่ วนไปวนมา เวียนไปเวียนมากันอยู่อย่างนี้ ฉะนั้น เมื่อบารมีเต็มเปี่ยมแล้ว จะเกิดความรู้สึกเบื่อหน่าย จึงมองโลก มองภพ เหมือนกับมีกองเพลิงสุมอยู่ เร่าร้อนหาความสุขที่ไหนไม่ได้เลย เมื่อเป็นดังนี้จึงคลายกำหนัด จิตก็บริสุทธิ์ หลุดพ้นจากกิเลสจนเข้าถึงนิพพาน มันจะเรียงกันไปอย่างนี้ ตามขั้นตอนของอารมณ์ คล้ายๆ กับพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะ ตอนก่อนบวช ท่านก็สนุกสนานตามประสาวัยหนุ่ม คึกคะนองกันไป มีการละเล่นที่ไหนมักจะพบทั้งสองท่านที่นั่น แต่มีอยู่วันหนึ่ง ท่านทั้งสองต่างนั่งเฉยๆ เขาโศกกัน ท่านก็เฉย เขาสุขกัน ท่านก็เฉย เขาตลกกัน ท่านก็เฉยๆ เฉยอย่างเดียวไม่พอยังเบื่ออีกด้วย ในที่สุดก็หันหน้าเข้าหากันโดยไม่ได้นัดหมาย แล้วคำถามเดียวกันออกมาจากปากพร้อมๆ กันว่า “เอ๊ะ วันนี้ท่านแปลก ทำไมดูการละเล่นแล้วไม่เห็นท่านมีความสุขเลย บทที่เขาทุกข์ บทที่เขาสุข บทที่เขาตลกขบขัน ท่านก็เฉยๆ เหมือนไม่มีอารมณ์” แล้วทั้งคู่ก็บอกความในใจต่อกันว่า “มันเบื่อ ทำไมเบื่อก็ไม่รู้ ทั้งๆ ที่เคยสนุก เคยชอบ ทำไมวันนี้ไม่ชอบ มันเบื่อ” นั่นคือบารมีเต็มเปี่ยมแล้ว ในที่สุดก็ออกบวชทั้งคู่ บางท่านไม่เข้าใจมองว่า นิพพานเป็นสุขแห้งแล้ง การคิดอย่างนี้คือยังห่างไกลมากเลย เพราะนิพพานนั้นเป็นสุขอย่างยิ่ง เป็นเอกันตบรมสุขที่ชุ่มชื่น ตื่นตัวภายใน กว้างขวาง เป็นอิสระ ไม่มีขอบเขต เป็นตัวของตัวเองมีความอิ่ม ความเต็ม เป็นความพอดีอยู่ในตัว เมื่อได้อารมณ์อย่างนี้แล้ว อย่างอื่นก็ไม่ต้องการ อารมณ์ของพระนิพพานมันต้องเข้าถึง เมื่อถึงแล้วเราจะไม่ต้องการอะไรในชีวิตอีกเลย และจะเห็นว่าที่ผ่านมาแล้วนั้น ชีวิตมีแต่ความซ้ำซาก เวียนวนไปมา แต่สุขในนิพพานเป็นสุขมาก พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงใช้คำว่า “นิพพานัง ปะระมัง สุขัง” นิพพานเป็นบรมสุข เป็นอภิอัครมหาบรมสุข คือ สุขจริงๆ เลย ส่วนสุขในโลกนั้น แค่สุขเล็กน้อย แป๊บเดียวเท่านั้นก็หายไป ยกตัวอย่างที่เรารับประทานอาหารอร่อยๆ พอเลยลำคอ รสชาติก็หายไปแล้ว ดูหนัง ดูละคร ดูทีวี ดูทิวทัศน์ ดูเพชรดูพลอย ปลื้มไม่กี่ทีก็ลืมเลือนไป เราไม่สามารถดึงเอาความชุ่มชื่นใจนั้นติดตัวมาได้ หรือแม้แต่เสียงเพลง เสียงนก เสียงธรรมชาติ เสียงคนยกย่องสรรเสริญ ฟังแล้วเพลินๆ แต่เดี๋ยวเดียวเราก็ลืมแล้ว หรือได้กลิ่นหอมๆ ชื่นอกชื่นใจ พอกลิ่นจางหายไปก็ลืมอีก ต้องมาเติมอีกแล้ว เติมความหอมใหม่ให้มันเต็ม แม้แต่สุขสัมผัส ที่เป็นความสุขทางเนื้อทางหนัง ทางระบบประสาทของมนุษย์ ก็สุขเพียงประเดี๋ยวเดียว เปรียบเหมือนแค่ไก่กระพือปีกพึ่บๆ พออารมณ์นั้นดับ ก็มีความล้าเกิดขึ้น แล้วความเบื่อหน่ายก็เกิดขึ้น กายถูกต้องสัมผัสอะไรก็แล้วแต่ สุขสัมผัสที่เกิดขึ้น แวบเดียวหายแล้ว เหมือนกับพยับแดด เห็นเปลวยิบๆ นึกว่ามีตัวตน พอเข้าใกล้ก็หายไป ไม่มีอะไรที่จะเป็นความสุขที่สามารถติดตามตัวเราไปทุกหนทุกแห่งได้เลย สำหรับความสุขบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์นั้น ภาษาธรรมะเขาเรียกว่าถึงวิสัญญี คือ มันวูบไปอยู่ในอารมณ์นั้น เวลาเทพบุตรเทพธิดาเขาแสดงความรักกัน มันแป๊บเดียวบนสวรรค์ สุขสัมผัสอะไรต่างๆ นี่แวบเดียวก็จางหายไปแต่สุขที่เกิดจากการเข้าถึงธรรมไม่ใช่อย่างนั้น เป็นสุขที่มั่นคงและยั่งยืน อยู่ยาวนาน และเป็นอิสระ เบิกบานไม่มีที่สิ้นสุดเลย เพราะฉะนั้นใครจะว่านิพพานเป็นสุขแห้งแล้ง แต่ความจริงตรงกันข้าม เป็นสุขที่ชุ่มชื่นเบิกบานตลอดวัน ตลอดคืน ตลอดปี แล้วก็ตลอดไป พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์จึงกล่าวถึงพระนิพพาน ด้วยการใช้คำว่า “นิพพานัง ปะระมัง สุขัง” ซึ่งเป็นคำยืนยันจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า “นิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง” นั่นเอง ---------------------------- อธิษฐานล้อมคอก การอธิษฐานจิตมีความสำคัญมาก เป็นหนึ่งในบารมี ๑๐ ทัศ เปรียบเสมือนเป็นหางเสือเรือที่จะนำพาชีวิตในสังสารวัฏของเราให้ดำเนินไปอย่างถูกทิศทาง ไม่พลัดหลงหรือออกนอกเส้นทางแห่งการสร้างบารมี และช่วยขจัดกิเลสอาสวะเพื่อที่จะเข้านิพพานได้ในที่สุด ดังจะเห็นได้จากเรื่องของมหาทุคตะ ในชาติก่อนหน้าโน้นที่เคยเป็นเศรษฐีแล้วประมาท ตระหนี่ หวงแหนทรัพย์ ไม่ยอมทำทาน เมื่อไม่ได้สร้างบุญ ไม่ได้อธิษฐานจิตให้ดี พอมาเกิดในชาติที่เป็น มหาทุคตะจึงต้องอดอยากยากจน ถึงขั้นยากจนที่สุดในเมืองก็ว่าได้ นี่เป็นผลของการที่ไม่ได้อธิษฐานจิตให้เป็นเศรษฐีผู้ใจบุญ เมื่อมีทรัพย์แล้วกลับไม่ให้ทาน มีความตระหนี่ หวงแหนทรัพย์ อย่างนี้อันตราย เพราะมีโอกาสสร้างทานบารมี แต่กลับปิดกั้นโอกาสดีๆ ของตนเองไปอย่างน่าเสียดาย หากจะทำให้ถูกหลักวิชชา เมื่อมีทรัพย์แล้วควรนำทรัพย์มาบริจาคทาน ทำบุญฝากฝังอริยทรัพย์ไว้ในพระพุทธศาสนา บางคนเมื่อทำทานแล้วก็อธิษฐานว่า “สาธุ ด้วยอานุภาพแห่งบุญที่ข้าพเจ้าทำในคราวนี้ ขอให้ข้าพเจ้าร่ำรวยเป็นมหาเศรษฐีผู้ยิ่งใหญ่” การอธิษฐานเพียงเท่านี้ยังถือว่าไม่รอบคอบ เพราะเมื่อบุญส่งผลให้เป็นมหาเศรษฐีผู้ยิ่งใหญ่จริง แต่เมื่อจะลงมาเกิดในเมืองมนุษย์ อาจพลัดไปเกิดนอกบุญเขต (เกิดในความเชื่ออื่นที่ไม่ใช่พระพุทธศาสนา) ซึ่งอันตรายมาก เพราะหากไม่มีโอกาสฟังธรรม จะไม่มีวันเข้าใจว่า อะไรคือ บุญ-บาป ไม่มีเนื้อนาบุญให้ได้ทำทาน แม้ว่าจะรวยก็สามารถเรียกได้ว่า “รวยฟรี” ไปเท่านั้น เพราะไม่ได้ใช้ทรัพย์ให้เกิด ประโยชน์ต่อการสั่งสมบุญสร้างบารมี ดังนั้น การใช้ทรัพย์นี้ยากพอๆ กับการหาทรัพย์ หมายความว่า การที่เราคิดว่า การหาทรัพย์เป็นสิ่งที่ยากแล้ว การใช้ทรัพย์อย่างเฉลียวฉลาด เพื่อให้เกิดประโยชน์ในปัจจุบัน ประโยชน์ในอนาคต และประโยชน์อย่างยิ่งนั้น ยากพอๆ กับการหาทรัพย์ทีเดียว การที่ไม่ได้อธิษฐานล้อมคอกเป็นกรอบไว้ให้ดีหลังจากที่ได้ทำทานแล้ว แม้บุญส่งผลให้ได้เป็นมหาเศรษฐี ก็จะเป็นมหาเศรษฐีที่ยังไม่ปลอดภัยในสังสารวัฏ เพราะอาจจะพลาดพลั้งไปประกอบอาชีพที่เป็นมิจฉาอาชีวะ ได้ทรัพย์มาก็ใช้ทรัพย์ไม่ถูกวัตถุประสงค์ของการมีทรัพย์ และถ้ายิ่งใช้ทรัพย์ไม่เป็น คือ ไปใช้กระทำผิดศีล ผิดธรรม ก็จะทำให้เกิดวิบากกรรมตามมา เรียกว่า มีทรัพย์แล้วอันตราย นอกจากทรัพย์จะพินาศ เมื่อตายแล้วยังต้องไปตกในอบายภูมิอย่างน่าเสียดาย แต่ถ้ารู้จักอธิษฐานจิตอย่างถูกหลักวิชชา จะให้ผลในทางตรงกันข้าม ดังนั้น เวลาทำบุญทุกครั้งให้อธิษฐานตั้งผังออกแบบชีวิตให้ดี เหมือนอย่างที่มหาทุคตะ เมื่อได้เป็นเศรษฐีประจำเมืองแล้ว ก็ไม่ประมาท หมั่นทำทาน รักษาศีล เจริญสมาธิภาวนาจนตลอดชีวิต และอธิษฐานจิต “นิพพานะปัจจะโย โหตุ” วางแผนชีวิตให้ตนเอง ด้วยอานิสงส์ตรงนี้เองเป็นชนกกรรมนำมาเกิดในครรภ์ของอุปัฏฐากพระสารีบุตร ผู้เป็นธรรมเสนาบดี อัครสาวกเบื้องขวาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มาอยู่ในครรภ์มารดาผู้เป็นสัมมาทิฏฐิ และยังเป็นอุปัฏฐากพระสารีบุตรอีกด้วย เมื่ออยู่ในครรภ์ ผู้เป็นมารดาก็สมาทานศีล แล้วเกิดความรู้สึกอยากจะเลี้ยงพระ ๕๐๐ รูป ด้วยข้าวคลุกปลาตะเพียน และยังห่มผ้ากาสายะ (ผ้าย้อมฝาด) ไปยืนอยู่คนสุดท้าย เพื่อรับอาหารที่เหลือจากพระมารับประทาน ตั้งใจฝึกตนเองอย่างดีทีเดียว นอกจากนี้ การอธิษฐานจิตยังนำไปเกิดในสิ่งแวดล้อมที่เกื้อกูลต่อการบรรลุมรรคผลนิพพานอีกด้วย เห็นไหมว่าเพียงแค่อธิษฐานกำกับว่า “นิพพานะปัจจะโย โหตุ” หรือแปลเป็นภาษาไทยว่า “ขอให้บุญนี้เป็นปัจจัยให้ได้บรรลุมรรคผลนิพพานเทอญ” เท่านั้น ไม่ยากเลย ฉะนั้นเมื่อทำบุญทุกครั้งต้องอธิษฐานกำกับว่า นิพพานะปัจจะโย โหตุ เท่ากับว่าเราได้ตั้งผังวางแนวทางให้ตรงไปสู่จุดหมายปลายทางคือพระนิพพานเอาไว้แล้วด้วยใจที่ตั้งมั่นไม่คลอนแคลน นั่นหมายความว่า เราได้ตั้งตนอยู่ในความไม่ประมาท สามารถย่นย่อหนทางสู่เป้าหมายที่แท้จริงของเราได้ อีกทั้งแรงอธิษฐานที่ถูกหลักวิชชานี้ จะส่งผล ชักนำ ออกแบบ ให้เราได้ไปเกิดในดินแดนแห่งพระพุทธศาสนา ดินแดนแห่งผู้รู้ เกิดในครอบครัวสัมมาทิฏฐิ แวดล้อมด้วยบัณฑิตนักปราชญ์ ห่างไกลคนพาล ให้เราได้ที่สุดแห่งรูปสมบัติ ทรัพย์สมบัติ บริวารสมบัติ และนำสิ่งต่างๆ ที่มีอยู่นี้มาไว้ใช้สร้างบารมีอย่างเต็มที่เต็มกำลัง เป็นบุญต่อบุญ สมบัติต่อสมบัติกันไปเรื่อยๆ ดังเช่น มหาทุคตะที่ในชาติสุดท้ายได้ไปเกิดในดินแดนพระพุทธศาสนา ในครอบครัวสัมมาทิฏฐิ มีดวงปัญญาสว่างไสว สามารถบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ตั้งแต่อายุ ๗ ขวบ นับว่านี้เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่แสดงให้เราเห็นได้อย่างชัดเจนถึงอานิสงส์ของการทำทานแล้วอธิษฐานจิตอย่างถูกหลักวิชชา ---------------------------- ชีวิตที่เวียนวนในสังสารวัฏ ชีวิตในโลกใบนี้ไม่มีอะไรใหม่ เมื่อเราศึกษาพระไตรปิฎกมากขึ้น ก็จะเห็นว่า ชีวิตนั้นซ้ำเดิมไปตามการเวียนว่ายตายเกิด แต่ละภพแต่ละชาติของบุคคลที่มีชื่อปรากฏอยู่ในพระไตรปิฎก จะเห็นว่า บางท่านมีชีวิตที่ขึ้นๆ ลงๆ เดี๋ยวก็รวย เดี๋ยวก็จน แต่ผลสุดท้ายก็ไปนิพพานหมด มีบางท่านที่ชีวิตน่าเลื่อมใส คือ ไต่เต้าตั้งแต่เป็นคนยากจนมากและเมื่อไม่ประมาทหมั่นสั่งสมบุญ ภพชาติต่อไปก็จะขยับเลื่อนฐานะมาเป็นเศรษฐี มหาเศรษฐี แล้วก็มาเป็นพระราชา แล้วจากพระราชาก็สละราชสมบัติออกบวชเป็นพระอรหันต์ คือ จากชีวิตที่ตกต่ำ ค่อยๆ ขยับสูงขึ้นมาเรื่อยๆ ด้วยการสร้างบุญบารมี เอาบุญต่อบุญ สมบัติต่อสมบัติ ชาติที่ตนยากจน แต่ได้ไปเจอกัลยาณมิตร ได้รับคำแนะนำให้มาสร้างบุญ ไม่ว่าจะอยู่ในยุคของพระสัพพัญญูพุทธเจ้าหรือพระปัจเจกพุทธเจ้า ก็ได้สร้างบุญ พอถัดจากชาตินั้นก็ไปเกิดเป็นชาวสวรรค์ พอหมดกำลังบุญของเทวดา ก็ลงมาเกิดเป็นมนุษย์ พอสร้างบุญมากเข้า ก็เป็นอัครมหาเศรษฐี มีสมบัติเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ จะเป็นอย่างนี้ ท่องเที่ยวระหว่างโลกมนุษย์กับเทวโลก แล้วลงมาเกิดเป็นพระราชา หรือไม่ก็ลงมาสร้างบารมีใหม่ในฐานะของเศรษฐี แล้วก็มั่งคั่งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้น เมื่อจังหวะในการสร้างบารมีมาถึงเราแล้ว อย่าปล่อยให้ผ่านไป ให้ดูตัวอย่างท่านมหาทุคตะที่ได้ใช้จังหวะเวลาของชีวิตที่ดีงาม ได้สร้างมหาทานบารมี แล้วด้วยอานิสงส์แห่งบุญที่เกิดขึ้นจากการสร้างมหาทานบารมีนั้น ได้ส่งผลเกินควรเกินคาด โดยเฉพาะฝนรัตนชาติ ดังที่มีบันทึกไว้ในพระไตรปิฎกเพียง ๖ ครั้ง แต่มี ๓ ครั้งที่สำคัญ คือ ครั้งของพระเจ้าจักรพรรดิมันธาตุราช พระเวสสันดร และมหาทุคตะ ไม่น่าเชื่อเลยว่า คนที่จนที่สุดสามารถมีสมบัติอัศจรรย์ไปยืนเคียงบ่าเคียงไหล่กับพระเจ้าจักรพรรดิและพระเวสสันดรได้ด้วยการสร้างมหาทานบารมี เพียงเลี้ยงพระ ๑ องค์ แต่เป็น ๑ องค์ที่เป็นสุดยอดแห่งเนื้อนาบุญ นั่นคือ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งเคยเกื้อกูลกันมาในชาติก่อนๆ เวลาบุญส่งผลจึงน่าอัศจรรย์ และความไม่ธรรมดาของข้าวคลุกปลาตะเพียนที่เป็นอาหารรสเลิศ ติดตราตรึงใจข้ามชาติมายาวนานถึง ๑ พุทธันดร นี้เป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าเมื่อจังหวะของบุญมาส่งผล ประกอบกับพุทธานุภาพและเทวานุภาพ ทำให้อาหารธรรมดากลายเป็นภัตตาหารที่รสไม่ธรรมดา และยังไม่มีอาหารชนิดใดที่มีรสชาติตราตรึงใจข้ามชาติได้ยาวนานขนาดนี้เลย และผลบุญนี้ก็ยังส่งต่อในชาติถัดมา ทำให้ท่านเป็นผู้ถึงพร้อมในทุกด้าน สะดวกสบายในการสร้างบารมีตั้งแต่ยังเยาว์วัย และได้บวชบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ในชาติสุดท้าย ชีวิตของท่านจึงเรียกได้ว่าดำเนินไปอย่างงดงามตั้งแต่เบื้องต้นจนอวสานเข้าสู่พระนิพพาน ตอนสุดท้ายของทุกชีวิตในสังสารวัฏต้องไปนิพพานทั้งหมด ซึ่งความเข้าใจหรือความปรารถนาที่จะบรรลุนิพพานของแต่ละบุคคลนั้น จะแตกต่างกันไปตามกำลังบารมี ขณะที่บารมียังอ่อน จะไม่ค่อยเห็นความสำคัญของพระนิพพานเท่าไร อาจมีความคิดว่า มันไม่สนุก ไม่น่าสนใจ ไม่มีโรงหนัง ไม่มีโรงละคร ไม่มีที่เที่ยวเล่นสนุกเพลิดเพลิน เพราะตนเองยังไม่เข้าใจอารมณ์ของพระนิพพาน เข้าใจแต่อารมณ์ในทางโลก แต่พออินทรีย์แก่กล้ามากเข้า คือ ระหว่างที่ยังไม่อยากไปนิพพาน ก็สร้างบุญไปเรื่อยๆ บุญที่สั่งสมทีละเล็กทีละน้อย พอมากเข้าอินทรีย์ก็แก่กล้า มีบารมีแก่รอบขึ้น ถึงตอนนี้จะเกิดความรู้สึกว่า สิ่งต่างๆ ในทางโลกหมดความจำเป็น เกิดความเบื่อหน่าย อิ่มไปหมดเลย คือ รู้สึกว่าความจำเป็นที่จะใช้ชีวิตในทางโลก หรือในระดับของปุถุชนทั่วไปไม่มีเหลืออยู่ จะรู้สึกเฉยๆ อย่างนั้น ในที่สุดเมื่อบารมีเต็มเปี่ยมแล้ว ก็จะได้มีโอกาสมาฟังพระสัทธรรมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วจึงสามารถบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์หมดกิเลสเข้านิพพานได้ในที่สุด หรือบางคนอาจจะมีความปรารถนาที่มากกว่านั้น เช่น ต้องการบรรลุธรรมด้วยตัวเอง ก็จะสั่งสมบุญให้มากๆ เข้า จนกระทั่งบารมีเต็มเปี่ยม ตรัสรู้ชอบได้ด้วยตนเอง แต่ไม่สอนใคร ที่เรียกว่า พระปัจเจกพุทธเจ้า หรือถ้าสั่งสมบุญมากกว่านั้น ตั้งความปรารถนาที่จะสอนคนอื่นให้ตรัสรู้ตามตนเองได้ เรียกว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระบรมครูที่จะโปรดสอนสัตว์โลกให้รู้เห็นธรรมตามพระองค์ไปได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นทุกๆ พระองค์มีเป้าหมายที่สูงสุด คือ ต้องการหลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏและเข้านิพพานในที่สุด