1. วัตถุประสงค์ของการปฏิบัติธรรม ปรับร่างกายและท่านั่ง เมื่อเราสวดมนต์บูชาพระรัตนตรัยกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว ต่อจากนี้ไปตั้งใจให้แน่แน่ว มุ่งตรงต่อหนทางพระนิพพานกัน ทุกๆ คนนะ ให้นั่งขัดสมาธิโดยเอาขาขวาทับขาซ้าย มือขวาทับมือ ซ้าย ให้นิ้วชี้ของมือข้างขวาจรดนิ้วหัวแม่มือข้างซ้าย วางไว้ บนหน้าตักพอสบายๆ หลับตาของเราเบาๆ ค่อนลูก คล้ายๆ กับ ตอนที่เราใกล้จะหลับ อย่าไปบีบเปลือกตา อย่ากดลูกนัยน์ตา หลับตาให้สบายๆ แล้วก็ผ่อนคลายกล้ามเนื้อทุกส่วนของร่างกาย เปลือกตา หน้าผาก ศีรษะ คอ ลำตัว แขนขาทั้งสองให้ผ่อนคลาย ทำตัว ของเราให้สบายๆ ทำใจให้เบิกบาน แช่มชื่น ให้สะอาด บริสุทธิ์ ผ่องใส ไร้กังวลในทุกสิ่ง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม ให้ ปลดปล่อยวาง ตัดใจจากทุกสิ่ง ทำใจให้ว่างๆ ทำเหมือนเรา ไม่เคยมีภารกิจเครื่องกังวลมาก่อนเลย หรือคล้ายกับเราอยู่ คนเดียวในโลกนี้ ให้ปลด ปล่อย วาง ทำใจให้ว่างๆ แล้วก็สมมติว่า ภายใน ร่างกายของเราปราศจากอวัยวะ ไม่มีปอด ตับ ม้าม ไต หัวใจ เป็นต้น ให้เป็นที่โล่งๆ ว่างๆ เป็นปล่อง เป็นช่อง เป็นโพรง กลวงภายใน คล้ายๆ ท่อแก้วท่อเพชรใสๆ สมมติให้เป็นปล่อง เป็นช่อง เป็นโพรง เป็นที่โล่งๆ ว่างๆ กลวงภายใน คล้ายๆ ลูกโป่งที่เราเป่าลมเข้าไป กลวงภายในนะ น้อมใจสู่ภายใน คราวนี้เราก็น้อมใจของเราให้มาหยุดนิ่งๆ ที่ศูนย์กลาง กายฐานที่ ๗ ใจที่คิดแวบไปแวบมาไปในเรื่องราวต่างๆ นั้น รวมมาหยุดนิ่งๆ อยู่ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ซึ่งอยู่ในกลาง ท้องของเรา ในระดับที่เหนือจากสะดือขึ้นมา ๒ นิ้วมือ หรือ จำง่ายๆ ว่า อยู่ในกลางท้องของเรา ในบริเวณแถวๆ นั้น ทำความรู้จักฐานที่ ๗ เอาไว้ แต่ไม่ต้องกังวล เกินไป ให้รู้ว่าอยู่บริเวณตรงนี้ ตรงกลางท้องใน ระดับเหนือจากสะดือขึ้นมา ๒ นิ้วมือ ให้ทำความรู้สึกว่า ภายในกลางท้องของเรามีดวงแก้ว ใสๆ บริสุทธิ์ คล้ายกับเพชรที่เจียระไนแล้ว ไม่มีตำหนิเลย ใสบริสุทธิ์กลมรอบตัว ขนาดก็แล้วแต่ใจเราชอบ หรือจะนึก เป็นองค์พระใสๆ ก็ได้ อย่างใดอย่างหนึ่ง นึกอย่างสบายๆ ไม่เค้นภาพ ให้นึกอย่างสบายๆ คล้ายๆ กับเรานึกถึงดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ดวงดาว ในอากาศกลางท้องฟ้าในยามราตรี ให้ นึกสบายๆ ธรรมดาๆ นะ สิ่งใดที่เราคุ้นเคยมาก เราก็จะนึก ได้ง่าย ถ้าคุ้นเคยน้อยก็นึกได้น้อย ก็เป็นเรื่องปกติธรรมดา แต่ให้นึกอย่างสบายๆ ให้นึกง่ายๆ อย่างนั้น ทำความรู้สึกว่า มีอยู่ ชัดเจนแค่ไหนหรือนึกได้แค่ไหนก็เอาแค่นั้นไปก่อน ให้นึกในระดับที่รู้สึกสบาย อย่าไปเค้นภาพ ไปเพ่ง ไป จ้อง ไปควานหาดวงแก้ว องค์พระในที่มืด อย่าไปทำอย่างนั้น นึกได้แค่ไหนก็เอาแค่นั้นไปก่อน เพราะวัตถุประสงค์ของเรา ต้องการดึงใจให้กลับมาสู่ที่ตั้งดั้งเดิมที่กลางกายตรงนี้ เพราะปกติเราปล่อยใจให้กระเจิดกระเจิงไปในเรื่องราว ต่างๆ ในชีวิตประจำวัน เรื่องทำมาหากินบ้าง การครองเรือน บ้าง การศึกษาเล่าเรียน การแก้ปัญหาต่างๆ เป็นต้น เพราะ ฉะนั้นเราก็ดึงใจมาอยู่ภายใน โดยไม่คิดถึงสิ่งที่ผ่านมาแล้ว และไม่คำนึงถึงสิ่งที่ยังมาไม่ถึงในอนาคต ให้ใจนิ่งๆ เบาๆ สบายๆ ประคองใจด้วยคำภาวนา พร้อมกับประคองใจด้วยคำภาวนา สัมมา อะระหัง ภาวนากี่ครั้งก็ได้จนกว่าใจไม่อยากภาวนาต่อไป อยากจะหยุด นิ่งเฉยๆ อยู่ภายใน ถ้าเกิดความรู้สึกอย่างนี้ เราก็ไม่ต้องย้อน กลับมาภาวนาใหม่ ให้รักษาใจให้หยุดนิ่งๆ อยู่ที่กลางกาย ฐานที่ ๗ อย่างนั้นไปเรื่อยๆ แม้จะยังนึกภาพไม่ออก หรือยัง ไม่มีภาพปรากฏเกิดขึ้นก็ตาม ให้นิ่ง นุ่ม ละมุนละไม สบายๆ นิ่งอย่างนั้นอย่างเดียว โดยไม่ต้องคิดอะไรทั้งสิ้น ไม่ต้องคิดว่า ทำไมไม่มีอะไรใหม่ๆ มาให้เราดู หรือมี ปรากฏการณ์อะไรที่เกิดขึ้น เพราะเราต้องการให้ใจหยุดนิ่ง อย่างเดียวเท่านั้น เพราะ หยุดเป็นตัวสำเร็จ ใจจะตั้งมั่น นิ่งอยู่ภายใน สำเร็จก็คือจะทำให้เราได้เข้าถึงสิ่งที่มีอยู่แล้ว ในตัวของเรา ตั้งแต่ดวงธรรมภายใน กายในกายต่างๆ กาย มนุษย์ ทิพย์ พรหม อรูปพรหม กระทั่งกายธรรมซึ่งเป็นตัว พุทธรัตนะ เป็นที่พึ่งที่ระลึกของเรา นี่คือวัตถุประสงค์ของ การฝึกใจให้หยุดนิ่ง วัตถุประสงค์ของการปฏิบัติธรรม ๓ ระดับ ใจที่หยุดนิ่งนี่แหละ จะทำให้เราเข้าถึงความสุขอันยิ่ง ใหญ่ที่ไม่มีประมาณ ความทุกข์ทั้งหลาย ความตึงเครียด หรือ ปัญหาจะหมดไปเมื่อใจหยุดนิ่งตั้งมั่นอยู่ภายใน เมื่อใจมีความ สุข สดชื่น มันก็จะเคลื่อนเข้าไปสู่ภายใน เคลื่อนไปด้วยตัว ของมันเอง แล้วก็จะเข้าถึงพระรัตนตรัยในตัว พระรัตนตรัยในตัว คือ พระธรรมกาย นั่น แหละ คือ ตัวพุทธรัตนะ ในกลางธรรมกาย ก็มี ธรรมรัตนะ เป็น ดวงใสๆ ในกลางธรรมรัตนะ ก็จะมี สังฆรัตนะ เป็น พระธรรมกายละเอียด ๓ อย่างนี้ คือที่พึ่งที่ระลึกของเรา เข้าถึงแล้วจะอบอุ่นใจ จะมีความรู้สึกปลอดภัย มั่นใจ แล้วก็จะดำเนินชีวิตอยู่ในโลก นี้ได้อย่างมีความผาสุก มีความสุข สดชื่น พร้อมที่จะเผชิญ ปัญหา แรงกดดัน ความตึงเครียดต่างๆ ด้วยใจที่สงบตั้งมั่น สะอาด สว่าง ไม่หวั่นไหว เบิกบาน นี่คือวัตถุประสงค์เบื้องต้น ของการปฏิบัติธรรม ในท่ามกลาง เราจะได้ศึกษาเรียนรู้เรื่องราวความเป็นจริง ของชีวิต ตามคำสอนของพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า และเบื้องปลาย คือ ขจัดกิเลสอาสวะให้หมดสิ้นไป สลัด ตนพ้นจากกองทุกข์ไปสู่อายตนนิพพาน เพราะฉะนั้น นี่เป็นกรณียกิจนะลูกนะ คืองานที่แท้ จริงของชีวิตเรา ในทุกภพทุกชาติที่เกิดมาเป็นมนุษย์ เป็น วัตถุประสงค์หลัก นอกนั้นเป็นเรื่องรองลงมา แต่วัตถุประสงค์ หลักเพื่อการนี้ พรรษานี้เป็นพรรษาแห่งการบรรลุธรรม พระเห็นพระ เณรเห็นพระ แล้วก็โยมเห็นพระ เราอย่าให้พรรษานี้ผ่านไป โดยเปล่าประโยชน์เลย ฤดูกาลนี้เหมาะต่อการประพฤติปฏิบัติ ธรรม เพราะว่ามันไม่หนาวเกินไป แล้วก็ไม่ร้อนไม่อ้าวเกินไป อากาศกำลังพอดี สดชื่น เหมาะสมที่ลูกทุกคนจะตั้งใจฝึกใจ ให้หยุดนิ่ง เพื่อให้เข้าถึงพระรัตนตรัยในตัว ดังนั้น เช้านี้ให้ลูกทุกคนประคับประคองใจกันไปเรื่อยๆ ประคองใจให้หยุดให้นิ่งอยู่ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ตรึกระลึก นึกถึงดวงใส หรือพระแก้วใสๆ อย่างใดอย่างหนึ่ง อย่างสบายๆ พร้อมกับบริกรรมภาวนาประคองใจเบาๆ ให้สม่ำเสมอ อย่า ให้ช้า ให้เร็วนัก ภาวนาเรื่อยไปเลย สัมมา อะระหัง ประคอง ใจกันไป ปรับใจไปให้อยู่ในระดับที่ไม่ตึงไม่หย่อนนะ เป็นมิตรกับทุกประสบการณ์ อย่าทุกข์ใจในกรณีที่ใจมันฟุ้งบ้าง หรือความมืดที่ไม่ ปรากฏแสงสว่าง หรือไม่เห็นภาพใดๆ ให้เป็นมิตรกับทุกๆ ประสบการณ์ที่เกิดขึ้น วัตถุประสงค์หลักต้องการฝึกใจให้ หยุดให้นิ่ง เพราะฉะนั้นอย่าไปคำนึงถึงความมืดหรือความ สว่าง แม้จะมืดก็ช่างมัน สว่างก็ไม่ลิงโลดใจ มืดก็ไม่ทุกข์ใจ ทำใจให้เป็นกลางๆ อย่ายินดียินร้ายในทุกสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะมืดหรือสว่าง จะมีภาพหรือไม่มีภาพภายใน ให้หยุดนิ่งอย่างเดียว เพราะ หยุดเป็นตัวสำเร็จ เรากำลังจะฝึกใจให้หยุดนิ่ง สิ่งที่เกิดขึ้น คือผลพลอยได้ เช่น ความโล่ง โปร่ง เบา สบาย แสงสว่าง ภายใน ดวงธรรม กายในกายภายในต่างๆ เหล่านั้น เป็นผล พวงที่เกิดจากการที่เราฝึกใจหยุดนิ่ง ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ยังหยุดนิ่งเรื่อยไป ให้ทำอย่างนี้ แค่นี้เท่านั้น อย่าไปทำอย่างอื่นที่นอกเหนือจากนี้ อย่าลืม หยุดเป็นตัวสำเร็จ ประคองใจไป อย่าเพ่ง ให้ผ่อนคลาย ปรับใจ ให้ใสๆ ให้มีสติกับสบาย สม่ำเสมอ อย่างนี้เรื่อยไป เมื่อเราเลิกนั่งสมาธิแล้วก็หมั่นสังเกตว่า เราประคองใจ ขนาดไหนจึงพอดี ไม่ตึงไม่หย่อนไป แล้วก็ปรับกันไปเรื่อยๆ ฝึกกันไป และอย่าเดือดร้อนใจในกรณีที่เพื่อนพี่น้องวงธรรมะ ของเราเขามีประสบการณ์ภายในที่ดีกว่า เราก็อย่าเป็นทุกข์ใจ แล้วถ้าเราดีกว่าก็อย่าลิงโลดใจ ให้รักษาใจเป็นกลางๆ อย่าให้ เสียสมดุลของใจนะ เช้านี้ให้ลูกทุกคนสมหวังดังใจ ในการเข้าถึงพระรัตนตรัย ในตัวทุกๆ คน ต่างคนต่างนั่งกันไปเงียบๆ นะ วันอาทิตย์ที่ ๑๔ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๘ 2.คลายความผูกพันใจจะอยู่กับตัวเข้าสู่ภายใน คลื่นทะเลมุ่งขึ้น เนินไศล ลูกธนูมุ่งพรูไป สู่เป้า ฝนจากยอดดอยไหล มุ่งสมุทร นักรบกล้ามุ่งเข้า กลางให้สุดสาย ตะวันธรรม เริ่มต้นให้ถูกต้องจะได้ไม่เสียเวลา ตั้งใจหลับตาเจริญสมาธิภาวนากันนะ หลับตาเบาๆ พอสบายๆ ให้สังเกตให้ดีนะว่า ได้ทำตามนี้หรือเปล่า หลับตา เบาๆ พอสบายๆ คือ หลับอย่าบีบตา อย่าเม้มตา เหมือน ปรือๆ ตาสักนิด ถ้าตรงนี้ได้ตรงอื่นก็ง่ายแล้ว เราหลับตาเบาๆ สบายๆ กล้ามเนื้อบนใบหน้าก็จะผ่อน คลาย มันไม่ตึง ไม่เกร็ง ไม่เครียด ก็พลอยทำให้กล้ามเนื้อ ทุกส่วนของร่างกายผ่อนคลายไปด้วยทั้งเนื้อทั้งตัว บ่า ไหล่ แขนทั้งสองถึงปลายนิ้วมือ ลำตัว ขา ถึงปลายนิ้วเท้า มันจะ ผ่อนคลายไปหมดทั้งเนื้อทั้งตัวเมื่อเริ่มต้นได้ถูกต้องที่การ หลับตา นี่สำคัญนะ ตรงนี้อย่าฟังผ่าน เพราะได้ยินทุกวัน ทุกครั้ง ทุก อาทิตย์ เราเลยมองข้ามไป แล้วก็ทำให้เสียเวลาในการเข้า ถึงพระรัตนตรัยในตัว ซึ่งเวลายิ่งมีน้อยอยู่แล้ว และความตาย ไม่มีนิมิตหมาย เพราะฉะนั้นทำให้ถูกหลักวิชชาเสีย จะได้เข้า ถึงเร็วๆ จะได้เป็นที่พึ่งที่ระลึกของเรา จะได้อบอุ่นใจ มั่นใจ สุขใจ และงานอะไรที่เกี่ยวกับการสร้างบารมีเราจะได้ทำกัน ต่อไปอย่างมีความสุข สนุกกับการสร้างบารมี เพราะฉะนั้น เริ่มต้นต้องให้ถูกต้องนะ คลายความผูกพัน เอาใจมาอยู่กับเนื้อกับตัว แล้วก็รวมใจมาไว้กลางท้องกลางกายของเรา คือ ทำความรู้สึกว่าในกลางท้องของเรามีดวงใสๆ ใสเหมือนกับ เพชร เหมือนกระจกคันฉ่องส่องเงาหน้าบ้าง เหมือนน้ำบ้าง กลมรอบตัวเหมือนดวงแก้วกายสิทธิ์ที่เจียระไนแล้วเป็นอย่าง ดี แล้วเราก็นึกให้ต่อเนื่องอย่างสบายๆ จะประคองใจด้วยบริกรรมภาวนา สัมมา อะระหัง ไป ด้วยก็ได้ ให้ใจอยู่กับบริกรรมทั้งสอง มันจะได้ไม่ฟุ้งไปคิด เรื่องอื่น ซึ่งการฟุ้งไปคิดเรื่องอื่น ทำให้เราไม่เจอความสุข ที่แท้จริง กายมันก็ไม่เบา ใจก็ไม่เบา กายจะทึบ ตื้อๆ ตันๆ คับแคบ อึดอัด ไม่ขยาย เพราะฉะนั้น วิธีที่จะทำให้กายเบา ใจเบา ขยาย ต้องเอาใจ กลับมาอยู่กับเนื้อกับตัว หลักมีอยู่อย่างนี้ พิจารณาอย่างไรให้คลายความผูกพัน เรามาสังเกตดูคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ พระองค์สอนให้คลายความผูกพันจากสังขารทั้งหลาย ทั้งที่มี วิญญาณครองและไม่มีวิญญาณครอง หรือพูดภาษาปัจจุบัน ก็คือ สิ่งมีชีวิตกับไม่มีชีวิตนั้น ให้คลายความผูกพัน อย่าไป ยึดมั่น ถือมั่น ผูกพันกับมันมากนัก เพราะไม่เกิดประโยชน์ อันใด กายก็ไม่เบา ใจก็ไม่เบา ขยายก็ไม่ขยาย แสงสว่าง ภายในก็ไม่เห็น ก็จะดำเนินชีวิตได้ไม่ถูกต้อง เราลองทบทวนดู ตั้งแต่ร่างกายเราออกไป จะพิจารณา จากข้างในออกไปข้างนอกก็ได้ หรือพิจารณาข้างนอกเข้ามา หาข้างในก็ได้ ข้างในเราก็ดูกายของเราเป็นเกณฑ์ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ทั้งเนื้อทั้งตัวมันก็จะเสื่อมผุพังลงไป ไม่ว่าจะซ่อมแซม สร้างเสริมหรืออะไรก็แล้วแต่ สร้างเสริมขึ้นมามันก็ผุก็พัง แปล ว่า มันไม่ยั่งยืน ไม่คงทน ล้วนไปสู่จุดสลาย จึงต้องคลายความ ผูกพัน ร่างกายของเราเป็นอย่างนี้ เสื้อผ้า รองเท้า แว่นตา ปากกา เครื่องประดับ เพชรพลอยก็เหมือนกันล้วนผุพัง นี่ เขาเรียกว่า พิจารณาจากข้างในไปข้างนอก มาที่บ้านเราบ้าง ที่นอกเหนือจากเสื้อผ้า เครื่องประดับ ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ที่อยู่ในตัวเรา ออกไปมันก็พัง บ้านเอย รถเอย ทรัพย์สินเงินทอง รั้วบ้าน เพื่อนบ้าน รถหน้าบ้าน ขยายไปเรื่อยๆ กระทั่งทั้งหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ จังหวัด ประเทศ นานาชาติทั่วโลก จักรวาลต่างๆ ล้วนผุพังหมด พระองค์สอนให้คลายความผูกพัน เพราะไปนึกถึงมันก็ ไม่เกิดประโยชน์ เอาใจไปวนๆ อยู่กับสิ่งที่ไม่เป็นสาระแก่น สารอย่างนั้น ไม่เกิดประโยชน์ วนๆ แล้วก็หมดไปชาติหนึ่ง เราไปนึกถึงสิ่งเหล่านั้น ซึ่งมันอยู่นอกตัวเรา ใจไม่อยู่กับเนื้อ กับตัว กายมันไม่เบา ใจไม่เบา ไม่โล่ง ไม่โปร่ง ไม่สบาย ไม่ ขยาย ไม่เห็นแสงสว่าง ไม่เห็นดวงธรรม ไม่เห็นกายในกาย ไม่เห็นพระรัตนตรัยในตัว นี่แหละ ๔๕ พรรษา พระองค์ก็ ทรงสอนตอกย้ำเรื่องนี้อยู่บ่อยๆ ไม่ว่าจะเริ่มต้นอะไรก็จะมา ลงตรงนี้ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ เสื่อมสลายเป็นธรรมดา เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ก็วนๆ กันอย่างนี้ พอเรานึกอย่างนี้บ่อยๆ ก่อนนั่งนาทีเดียวมันก็นึกจบแล้ว ว่า ทั้งหมดล้วนผุพังแม้แต่ร่างกายเรา เพราะฉะนั้นอะไรก็พัง หมด ใจจะได้คลาย พอใจคลายความผูกพันจากภายนอก ซึ่ง หลักใหญ่ๆ ก็มีสิ่งที่มารวมกันเป็นก้อน เป็นรูปเป็นร่าง เขา เรียก รูป เสียงบ้าง กลิ่นบ้าง รสบ้าง สัมผัสบ้าง ธรรมารมณ์ อะไรต่างๆ เหล่านั้น หรือเรียกว่า เบญจกามคุณ พอเราคลายความผูกพันจากสิ่งเหล่านั้น ใจก็จะกลับ มาอยู่กับเนื้อกับตัว มาหยุดนิ่งๆ อยู่ภายใน พอหยุดนิ่งอยู่ ภายในถูกส่วนเข้า ความสว่างก็เกิด รุ่งอรุณแห่งการเดินทาง เข้าไปสู่ภายใน แสงสว่างภายในก็เรืองรองสว่างไสวขึ้น ใจก็ จะใสขึ้นไปเรื่อยๆ ใจใสจะมาพร้อมกับความรู้สึกที่ใสๆ คือ เกลี้ยงเกลา จากสิ่งที่เป็นมลทิน เป็นบาปอกุศลธรรม เราจะรู้สึกเหมือน หลุดล่อนออกจากสิ่งที่ผิดพลาดผ่านมาอย่างแท้จริง โดยไม่ ต้องไปสารภาพบาปอะไรกับใคร รู้สึกบาปกรรมต่างๆ ถูก ถอดออกไปเมื่อใจใส มันหยุด มันนิ่ง มันสว่าง แล้วก็จะเห็น ไปตามลำดับ ยิ่งหยุด ยิ่งนิ่ง ยิ่งดิ่งไม่หยุดไม่ยั้ง แล้วก็เกิด พลังในการสร้างความดี ใจก็จะละเอียดลุ่มลึกไปเรื่อยๆ ยิ่งละเอียดก็ยิ่งบริสุทธิ์ บริสุทธิ์จนกระทั่งเราเห็นความ บริสุทธิ์ของใจเป็นดวงใสๆ ปรากฏเกิดขึ้นตรงกลาง เป็นความ บริสุทธิ์ที่เห็นได้ ที่เลยความรู้สึกว่าบริสุทธิ์ มันจะเห็นแจ้งขึ้นมาว่า ‘อ๋อ ความบริสุทธิ์ของใจเป็นอย่างนี้’ จะเป็นดวงใสๆ ที่ประกอบ ด้วย เห็น จำ คิด รู้ รวมเป็นดวงเดียวกัน ซ้อนกันอยู่ ความรู้สึก ว่า หลุดล่อนจากบาปจะเกิดขึ้น จะไปสารภาพบาปที่ไหนมันก็ ไม่หมด ไปรำพึงรำพันให้ใครช่วยเรา ไม่ได้หรอก นอกจากเพ้อๆ ฝันๆ เลื่อนลอยกันไปตามสมมติฐานที่ตั้งเอาไว้ ทีนี้ มันเกิดขึ้นจริงในตัวเรา และเรารู้สึกขึ้นมาเอง ด้วยว่ามันบริสุทธิ์เพิ่มขึ้นๆ เราก็หลุดล่อนไปเรื่อยๆ เหมือน มะขามหรือเหมือนเงาะที่เรารับประทาน เนื้อกับเปลือกมัน ไม่ติดกัน อันนี้ก็เหมือนกัน มันล่อนจากใจไป ยิ่งหยุด ยิ่งนิ่ง ยิ่งดิ่งไม่หยุด ทำไมนั่งแล้วตื้อๆ ตันๆ เหมือนจระเข้กบดาน แต่บางทีก็มาสะดุดตรงนี้ คือ เราหยุดนิ่งได้ ในระดับหนึ่ง ฟุ้งก็ไม่ฟุ้ง แต่ไม่มีอะไรใหม่ๆ มา ให้ดู ทำไมมันนิ่งเฉยๆ เหมือนจระเข้กบดาน ตื้อๆ ตันๆ อย่างนั้น นั่นก็เพราะเรามีความตั้งใจ มากเกินไป มีความอยากได้ อยากมี อยากเป็น อยากเห็นอะไรเกินไป ความอยากเห็น เขาจะใช้ตอนก่อนนั่ง แต่เวลานั่งเขาใช้ ความหยุด หยุดความอยาก อยากเป็นสมุทัย เป็นบ่อเกิดแห่ง ความทุกข์ แม้อยากจะเห็นธรรมะก็ตาม ซึ่งจิตเป็นกุศลธรรม แต่เจือไปด้วยโมหะ คือ ความรู้ที่ยังไม่สมบูรณ์ เพราะฉะนั้น ประสบการณ์ภายในจึงไม่มีอะไรใหม่ให้ดู เพราะเรามีความ อยากเข้าไปเจือโดยไม่รู้สึกตัว เพราะรู้ว่าถ้าเห็นธรรมะแล้วดี จะไปนรกไปสวรรค์ได้ ไปศึกษาเรื่องราวอะไรต่างๆ ของ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่พระองค์ไปรู้ไปเห็นได้ เราเลยอยากได้ มากเกินไป เพราะความอยากแท้ๆ จึงทำให้แย่อยู่ทุกวัน อย่าคิดว่าเรานั่งแล้วสูญเปล่า ไม่ก้าวหน้า ต้องหยุดอย่างเดียว ไม่มีอะไรใหม่ หรือแม้มีอะไรใหม่ ก็ต้องหยุดเฉยๆ ไม่มีอะไรใหม่ให้เราดู เราก็นิ่งเฉยๆ ช่างมัน ไม่ได้แปลว่า เรานั่งแล้วสูญเปล่า เสียเปล่า ไม่ก้าวหน้า นั่น เราคิดไปเอง ทุกครั้งที่เรานั่งหลับตา ฝึกใจให้หยุดนิ่ง ความบริสุทธิ์จะถูกสั่งสมไปทีละเล็กทีละน้อย ใจ จะถูกขัดเกลา กรอง แล้วก็กลั่นให้ใสขึ้น สมาธิ ก็จะค่อยๆ ก่อตัวขึ้นทีละเล็กทีละน้อย เหมือน ปลวกที่ขนดินเข้ามาก่อเป็นจอมปลวก เหมือน เรารดน้ำที่โคนต้นไม้ ต้นไม้เจริญขึ้นทุกวัน แต่ เราสังเกตไม่ออกว่า มันโตขึ้นวันละเซ็นต์ หรือ สองเซ็นต์ หรือไม่ถึงเซ็นต์ แต่เผลอประเดี๋ยว เดียว มันก็มีผลให้เราได้ชื่นใจ ได้ลิ้มรส การทำสมาธิภาวนาก็เหมือนกัน เรามีหน้าที่คือ หลับตา เบาๆ ผ่อนคลายสบาย รักษาใจให้หยุดให้นิ่งเฉยๆ อย่าไป คำนึงถึงการเห็นหรือไม่เห็นเกินไป อย่าไปคำนึงถึงว่า มันต้อง สว่าง มันไม่ควรมืด เรามีหน้าที่หยุด หยุดไปกระทั่งใจจะ ถูกส่วนไปเอง คำว่า เอง ไม่ได้แปลว่า เราไปทำให้เกิดขึ้น มันจะถูก ส่วนไปเอง แต่ถ้าเราฝึกบ่อยๆ จนเป็นวสี จนชำนาญ ตอนนี้ เราทำให้เกิดขึ้นได้ แต่ในขั้นตอนนี้เรายังไม่ชำนาญ ยังจับจุด ไม่ได้ เราก็ยังทำไม่ได้ แต่ไม่ใช่แปลว่า ไม่ได้อย่างถาวร ตลอดกาลนาน ก็ไม่ใช่อย่างนั้น เป็นแต่เพียงเราต้องปรับวิธีการ นึกทบทวนคำแนะนำ ต่างๆ ที่เราฟังผ่านๆ ไป หรือจำได้ชั่วคราว พอถึงเวลามี ประสบการณ์อย่างนี้จริงๆ แล้วเราลืม อดจะลุ้น เร่ง เพ่ง จ้อง ไม่ได้ เราก็ต้องรีบแก้ไข เพราะมันไม่เกิดประโยชน์อันใดที่เรา จะทำอย่างนั้น ก็เริ่มต้นใหม่อย่างง่ายๆ ทำใจให้เหมือนเด็กๆ innocent ไม่ได้คิดอะไร ให้เริ่มต้นใหม่ก็เริ่มต้นใหม่ แล้วก็ ฝึกการหยุดใจไปนิ่งๆ เราอย่าไปปฏิเสธประสบการณ์ภายในในทุกๆ ประสบการณ์ อะไรเกิดขึ้นเราก็ต้องชื่นบานตลอด เป็นมิตร กับทุกๆ ประสบการณ์ แม้ความมืดภายใน หรือไม่มีอะไร ใหม่มาให้ดู หยุดกับนิ่งอย่างเดียว หยุดเป็นตัวสำเร็จ เชื่อเถิดนะลูกนะ เพราะคำนี้พระเดชพระคุณหลวงปู่ของ เรา พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) ผู้ค้นพบวิชชาธรรมกาย ท่านกล่าวเอาไว้ ซึ่งถอดออกมาจากพระโอษฐ์ของพระบรม ศาสดาว่า สมณะหยุดแล้ว ในที่นี้หมายถึงหยุดใจภายใน ไม่ได้หมายถึงหยุดการเคลื่อนไหวของร่างกาย เพราะฉะนั้น ก็ต้องหยุดอย่างเดียว นิ่งๆ นุ่มๆ เบาๆ สบายๆ ไม่เห็นก็ไม่เห็นจะเป็นอะไร เรานั่งอย่างนั้นไปก่อน ให้มีปีติสุขกับการนั่ง ให้ถูกหลักวิชชาเดี๋ยวก็เห็นเอง เพราะ สิ่งที่เราอยากจะเห็น มันมีอยู่แล้ว ทำถูกหลักวิชชามันก็เห็น ความสุขกับการเห็นอยู่ในกำมือเรา ขอเพียงให้นั่งหลับตา ทำให้ถูกหลักวิชชาเท่านั้นแหละ เดี๋ยวเราจะมีชีวิตใหม่ที่เกิด ขึ้นบนเส้นทางธรรม เป็นความรู้สึกที่ยิ่งใหญ่ ที่เงินซื้อไม่ได้ ไม่มีอะไรจะมาเปรียบปานได้ เป็นความรู้สึกยิ่งใหญ่ที่ไม่ผยอง แต่ว่าเยือกเย็น สุขใจ เบิกบานใจ มีแต่ความรักและหวังดี ต่อเพื่อนมนุษย์ และสรรพสัตว์ทั้งปวง ฝึกตรงนี้ให้ได้นะ ฝึกหยุด ฝึกนิ่ง ฝึกให้ใจใสๆ ปรับ ให้ถูกหลักวิชชา ทบทวนตั้งแต่ปิดเปลือกตา เพราะหลับตา เป็นมันต้องเห็นภาพภายใน ไม่เห็นเป็นไม่มี ไม่เห็นเป็นไป ได้อย่างไร เป็นไปไม่ได้ ถ้าหลับตาเป็นนะ หลับตาเป็น ผ่อนคลายสบาย หยุดใจนิ่ง เฉยๆ หลักการก็มีแค่นี้ มีอะไรให้ดู เราก็ดูไป มีความมืดให้ดูก็ดูไป มีความสว่าง ให้ดูก็ดูไป มีภาพอะไรให้ดูเราก็ดูไป ดูไปเฉยๆ เรื่อยๆ อย่าง สบายๆ โดยไม่ต้องคิดอะไรทั้งสิ้น คือ ไม่ให้มีความคิดเลย แปลว่าเรากำลังเรียนแบบนักเรียนอนุบาล ไม่ใช่นักศึกษา ปริญญาเอก ที่กำลังวิเคราะห์ วิจัย วิจารณ์ ประสบการณ์ ภายในเพื่อทำวิทยานิพนธ์ ไม่ใช่ เรายังไม่ถึงตรงนั้น เราอยู่ในระดับที่ว่า ฝึกหยุดให้มันเป็นในขั้นของอนุบาล และอนุบาลของชีวิตนี้ ถ้าหยุดเป็นแล้วถือว่าจบหลักสูตร ได้ ดอกเตอร์ เพราะหยุดเป็นตัวสำเร็จ ที่จะทำให้เราได้ทุกสิ่งที่ เราอยากได้ อยากมี อยากเป็น อยากเห็น อยากศึกษาเรียนรู้ อะไรต่างๆ เหล่านั้น นี่จ้ะ วิชชาชีวิตสำคัญมาก ที่เราต้องให้ความสำคัญกับสิ่งนี้ ยิ่งกว่าสิ่งอื่น สิ่งอื่นแค่เป็นเครื่องอาศัยชั่วคราว ประเดี๋ยวประด๋าว แล้วก็พลัดพรากกันไปเท่านั้น ไม่เราพลัดพรากจากสิ่งเหล่า นั้น สิ่งเหล่านั้นก็พลัดพรากจากเราไปก่อน ไม่อย่างใดก็อย่าง หนึ่ง นี่เป็นปกติธรรมดาของชีวิตในทุกภพทุกชาติที่ผ่านมา แม้ในชาติปัจจุบันนี้ก็เช่นเดียวกัน ทำอย่างนี้แล้วใจจะใส ไม่ ผูกพันกับสิ่งใด มันจะหยุดจะนิ่งอย่างเดียวและอย่างดีด้วย หยุดนิ่งอย่างเดียวและหยุดอย่างดี ที่จะทำให้เราเข้าถึง ความสุขภายใน ยืนยันพุทธพจน์ที่ว่า นตฺถิ สนฺติปรํ สุขํ สุขอื่นยิ่งกว่าความสงบไม่มี ได้เป็นอย่างดีเลย ฝึกทุกวัน ทุกอิริยาบถ ไม่ได้ไม่มี เพราะฉะนั้น ฝึกตรงนี้นะ ฝึกทุกอิริยาบถ นั่ง นอน ยืน เดิน กิน ดื่ม ทำ พูด คิด หยุดนิ่ง ลิ้มรส ขับถ่าย exercise เราก็ทำไปจนกระทั่งติดเป็นนิสัย จะไม่ได้ก็ให้มันรู้ไป นอกจาก คนตาย คนไม่ได้ทำ คนบ้าเท่านั้นเพราะเขาสูญเสียระบบ ประสาทการรับรู้ คนตายแล้วก็ทำไม่ได้ เรายังมีทุกอย่างที่สมบูรณ์หมดทั้งร่างกายและจิตใจ เรา มี know-how มีวิธีการ ความรู้ที่ยิ่งใหญ่ เรามีศูนย์กลางกาย เรามีใจ เรามีประสบการณ์ภายในที่รอคอยเราอยู่ และเราก็ได้ ยินได้ฟังเพื่อนนักเรียนอนุบาลฝันในฝันวิทยาได้มาแบ่งปัน ประสบการณ์ภายใน เปิดเผยให้เราได้รับทราบทั้งคฤหัสถ์และ บรรพชิต ทุกเพศทุกวัย ได้ยิน ได้เห็นจนเจนตาคุ้นหูอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นเราต้องได้อย่างแน่นอน ไม่ได้ไม่มี พยายามฝึกไปนะ ในทุกอิริยาบถ ในทุกสถานการณ์ ดิน อากาศ ฟ้า จะเป็นอย่างไรก็ช่างมัน เราจะไปเปลี่ยนแปลง สิ่งเหล่านั้นคงทำได้ยาก เรามาปรับที่ใจของเราให้สามารถอยู่ เหนือสิ่งแวดล้อมเหล่านั้นได้แล้วจะมีสุข เหมือนจุดเย็นใน กลางเตาหลอมนั่นแหละ จะมีความเย็นกายเย็นใจ สบายอก สบายใจ ซึ่งเป็นต้นทางที่จะเข้าถึงพระรัตนตรัยในตัว ฝึกกัน ไปเรื่อยๆ การหยุดใจเป็นการเชื่อมบุญเก่ากับบุญใหม่ การหยุดใจนี่ เท่ากับเราไปเชื่อมบุญเก่า ที่เราทำผ่าน มานับภพนับชาติไม่ถ้วน ไม่ว่าจะเป็นบุญเล็ก บุญปานกลาง บุญใหญ่ ทุกบุญในบุญกิริยาวัตถุ ๑๐ ประการ หรือในบารมี ๓๐ ทัศ ก็จะมาเชื่อมกันเป็นดวงบุญหนาแน่น ที่จะไปตัดรอน วิบากกรรมวิบากมารให้หมดสิ้นไป หนักเป็นเบา เบาเป็น หาย ในหลายๆ วิบากกรรม ที่เป็นผังสำเร็จติดตัวเรามา กับ บุญนี้ก็จะได้ไปรื้อผังเก่า ตั้งผังใหม่ ออกแบบชีวิตให้เรามีรูป สมบัติ ทรัพย์สมบัติ คุณสมบัติที่สมบูรณ์กว่าในภพนี้ชาตินี้ ที่จะเกื้อกูลต่อการสร้างบารมีของเราในภพชาติต่อไป แม้บุญนี้ จะเชื่อมสายสมบัติในปัจจุบันที่เรากำลังสร้างบารมีอยู่ ให้มาติด อยู่ที่กลางกายเรา จะได้ไปดึงดูดทรัพย์หยาบมาให้เราประสบ ความสำเร็จในชีวิต ในธุรกิจการงาน การศึกษาเล่าเรียน และ ในทุกสิ่ง ทุกข์โศกโรคภัยอะไรต่างๆ หนักก็เป็นเบา เบาก็เป็น หาย มันก็จะดีทั้งในปัจจุบันแล้วก็ในอนาคต เพราะฉะนั้น ฝึกกันไปนะลูกนะ เวลาที่เหลืออยู่นี้ลูกก็ ประคับประคองใจไป ฝึกไปให้หยุดนิ่งๆ อย่างเบาๆ สบายๆ ตามที่ได้แนะนำมาตั้งแต่เบื้องต้นนะ ต่างคนต่างนั่งกันไป เงียบๆ นะ วันอาทิตย์ที่ ๒๘ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๙ 3.ตำแหน่งแห่งความสมปรารถนา ทำ ดีที่สุดแล้ว หรือยัง ดี ที่สุดต้องนั่ง หยุดได้ ที่ ฐานเจ็ดคือคลัง ความสุข สุด หมดเมื่อไหร่ไซร้ เมื่อนั้นใจเกษม ตะวันธรรม ตั้งใจหลับตาเจริญสมาธิภาวนากันนะ หลับตาเบาๆ พอ สบายๆ ผ่อนคลายทุกส่วนของร่างกายของเรา ทั้งเนื้อทั้งตัว ให้รู้สึกสบาย ขยับเนื้อขยับตัวของเราให้ดี ให้รู้สึกสบาย แล้ว ก็รวมใจไปหยุดนิ่งๆ นุ่มๆ ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ อย่าง เบาๆ สบายๆ ให้ตรึกนึกถึงดวงใส ใจหยุดอยู่ที่กลางดวงใสๆ หรือใคร คุ้นเคยกับองค์พระก็ตรึกนึกถึงพระแก้วใสๆ ใจหยุดอยู่ใน กลางองค์พระแก้วใสๆ อย่างเบาๆ สบายๆ ใจแตะไปเบาๆ สบายๆ ให้ใจนิ่งๆ นุ่มๆ เบาๆ ค่อยๆ ประคองใจให้อยู่ภายใน โดยที่ไม่กด ลูกนัยน์ตาแบบก้มมอง ให้นึกง่ายๆ สบายๆ ใจ ใสๆ เย็นๆ ถ้าเปลือกตาเราปิดพอดีๆ จะทำให้ การรวมใจมาหยุดนิ่งๆ ที่กลางกายได้ง่าย นึกถึง ดวงหรือองค์พระก็ง่าย ถ้านึกไม่ชัดเจน ให้ทำความรู้สึกว่ามีไปก่อน สำหรับนักเรียนใหม่ก็ค่อยๆ นึกเบาๆ ชัดเจนแค่ไหนก็ เอาแค่นั้นไปก่อน ไม่ชัดเจนก็ทำความรู้สึกว่ามีดวงใสๆ เหมือน เพชรสักเม็ดหนึ่งก้อนใหญ่ๆ หรือทำความรู้สึกว่ามีองค์พระ ใสๆ อย่างนี้ไปก่อนก็ได้ แม้ยังนึกไม่ออก ก็ให้ทำความรู้สึก ว่ามีอยู่กลางกาย กลางท้องของเราไปก่อน พร้อมกับบริกรรมภาวนาในใจเบาๆ สม่ำเสมอ โดยให้ เสียงดังออกมาจากในกลางท้องของเรา สัมมา อะระหังๆ ตรึกนึกถึงดวงใส ใจหยุดอยู่ในกลางดวงใสๆ หรือตรึกนึกถึง องค์พระใสๆ ใจหยุดอยู่ในกลางองค์พระใสๆ ประคองใจกัน ไปอย่างนี้นะ หยุดแรกยากพอสู้ หยุดแรกก็จะยากสักนิด แต่ยากไม่มาก ยากพอสู้ ยาก คือ มันไม่ได้ดั่งใจเรา ที่เวลาเราลืมตาเห็นวัตถุ ภายนอก เห็นคน สัตว์ สิ่งของ อะไรต่างๆ เหล่านั้น มันง่าย มันได้ดังใจ มันชัดแจ่มกระจ่างเลย แต่พอเราหลับตาจะให้ เห็นภาพภายใน เรานักเรียนใหม่ยังไม่คุ้นเคย เพราะฉะนั้น ก็ต้องทำใจเย็นๆ เหมือนเราอยู่ห้องมืดๆ เราทำนิ่งๆ เฉยๆ ให้สายตาคุ้น กับความมืดในห้องสักพัก พอคุ้นเคยเราก็จะมีความรู้สึกว่า เรา พอที่จะคลำหนทางไปสู่ประตู หรือที่ที่เราจะไปได้ หรือไปหยิบ วัตถุสิ่งของได้ ภาพภายในใจก็เช่นเดียวกัน ใหม่ๆ มันก็เป็น มโนภาพที่เราสมมติขึ้นมา ต่างแต่ว่าเรานำมาตั้งในตำแหน่ง ที่สำคัญของชีวิตคือ ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ซึ่งเป็นตำแหน่ง แห่งความสุข ความสมปรารถนา ความสมหวังในชีวิต ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ตำแหน่งแห่งความสุข ชีวิตในแต่ละวันตั้งแต่เราเกิดมาสิ่งที่เราปรารถนาจริงๆ นั้นคือความสุข ตามความเข้าใจของเรา ความสุขอยู่ที่ไหน เราก็จะไปตรงนั้น โดยคิดว่าตรงนั้น สิ่งนั้น คนนั้นจะทำให้ เรามีความสุขได้ คิดว่าอยู่ที่คนก็ไปที่คน คิดว่าอยู่ที่สัตว์ก็ไปที่สัตว์ คิดว่า อยู่ที่สิ่งของก็ไปที่สิ่งของ คิดว่าอยู่ที่ทรัพย์สินเงินทอง ลาภ ยศ สรรเสริญ อำนาจ วาสนา ตำแหน่งหน้าที่การงานอะไรต่างๆ เราก็จะไปตรงนั้น ไปสู่ตำแหน่งนั้น แต่พอไปถึงตำแหน่งนั้น จริงๆ ปรากฏว่า เรายังไม่สมหวัง ตรงนั้นไม่เคยให้ความสุข อย่างที่เราอยากได้ บางครั้งกลับมีปัญหาและแรงกดดันเกิด ขึ้น ต้องคอยแก้ปัญหา รักษาตำแหน่ง ซึ่งมันก็มีปัญหาแรง กดดันเยอะแยะ เพราะแต่เดิมเราเข้าใจผิดว่า ความสุขมัน อยู่ที่ตำแหน่งตรงนั้น ดังนั้น ชีวิตที่ผ่านมาเราจึงไม่เจอความสุขเลย เพราะ ในทุกๆ ตำแหน่งที่ผ่านมาไม่ใช่ตำแหน่งที่จะให้ความสุขได้ ไม่ว่าจะตำแหน่งหน้าที่การงาน หรือในฐานะอะไรก็แล้วแต่ แต่มีอยู่ตำแหน่งหนึ่ง ที่เราไม่เคยรู้จักเลย และเป็น ตำแหน่งที่สำคัญที่สุด ที่จะให้ความสมปรารถนา แก่เราได้ คือให้ความสุขอันไม่มีประมาณ ให้ ความพึงพอใจ จนเราไม่อยากได้อะไรอีกเลย ตำแหน่งตรงนี้ที่สำคัญมันอยู่ในตัวเรา ในกลาง กายฐานที่ ๗ ตรงนี้แหละ ที่เรามองข้ามไป เรา ไม่เคยมองเข้าไปเลย เพราะไม่เคยได้ยินใคร สอน หรือแม้ใครสอนเราก็ไม่สนใจ ไม่ให้ความ สำคัญ หรือดูเบาไป เราจะเห็นความแตกต่างได้ เมื่อใจเรามาหยุดนิ่งที่ตำแหน่ง ฐานที่ ๗ ตรงนี้ได้ ถ้าหยุดนิ่งตรงนี้ได้เราจะเห็นความแตกต่าง อย่างมากมายทีเดียว ที่มันยากเพราะเราคุ้นเคยกับตำแหน่งข้างนอก ตำแหน่ง บุตร ภรรยา สามี นักเรียน ครูบาอาจารย์ พ่อแม่ ผู้บังคับบัญชา ผู้ใต้บังคับบัญชา เศรษฐี มหาเศรษฐี ตำแหน่งทางการเมือง ตำแหน่งอะไรต่างๆ เหล่านั้น ใจมันจะแล่นไปอย่างนั้นด้วย ความคุ้น เหมือนนกพอเราปล่อยมันก็บินไปในอากาศ ปลา ปล่อยก็ลงน้ำไปตามที่มันคุ้นมันเคย มันจึงยากในตอนช่วงแรก แต่ถ้าเราฝึกหนักอย่างถูก หลักวิชชา นำใจมาหยุดอยู่ที่ตรงนี้ด้วยวิธีที่ง่ายๆ สบายๆ ด้วยวิธีที่เรานึกไม่ถึงว่ามันจะง่ายอย่างนี้ เพราะเรามัวไปทำ สิ่งที่ยากๆ ยากจนยุ่ง กว่าจะนำเอาใจกลับมาหยุดอยู่ตรงนี้ เดี๋ยวมันก็หลุด เดี๋ยวมันก็ติด เดี๋ยวมันก็อยู่ภายในก็ช่างมัน แล้วก็ภาวนา สัมมา อะระหัง เรื่อยไปเลย คำว่า “โล่งใจ” พอใจหยุดถูกส่วนเข้าเท่านั้นแหละ มันจะเกิดความรู้สึก โล่ง ตัวโล่ง คำว่า โล่งใจ นี่ชาวโลกเขาขอยืมเอาไปใช้ คือ เวลาทุกข์มันลดลง หรือปัญหาลดลง เขาก็บอกว่ามันโล่งใจ แต่จริงๆ แล้วไม่เคยรู้จักเลย โล่งใจ เราจะรู้จักต่อเมื่อมีประสบการณ์ภายในเมื่อ ใจหยุดนิ่งอยู่ที่กลางกาย พอหยุดถูกส่วนสนิท ตัวก็จะโล่งเลย ใจจะโล่ง เหมือนอยู่ที่โล่งๆ โปร่ง เบา สบาย พอสบายตัวก็ จะขยาย ความรู้สึกของเราขยาย รู้สึกว่าใจขยาย กายขยาย ขยายโตใหญ่จนกระทั่งกลมกลืนไปกับบรรยากาศ เหมือน เราเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับบรรยากาศ เป็นอันหนึ่งอันเดียว กับที่โล่งๆ กว้างๆ แล้วใจก็จะใสเย็น มีปีติ มีความสุข คือ สบายกาย สบายใจอย่างที่เราไม่เคยเป็นมาก่อน คล้ายๆ กับ ที่โล่งว่างนั้นบรรจุไปด้วยอณูแห่งความสุขที่อัดแน่น หนาแน่น เป็นสุขอยู่ภายใน คำว่า “แสงสว่างส่องนำทางชีวิต” พอหยุดแรกได้ หยุดสอง หยุดสาม หยุดสี่ หยุด infinity มันก็ได้ ใจก็จะนิ่ง พอใจนิ่งมันจะเคลื่อนเข้าไปสู่ภายใน โดย จะมีแสงสว่างส่องทางชีวิต คำนี้ เราขอยืมเอามาใช้ ทั้งๆ ที่ ไม่รู้จัก แต่เราจะคุ้นคำนี้ แสงสว่างส่องทางชีวิต แต่จริงๆ แล้ว เรายังไม่เคยเห็นเลย แสงสว่างส่องทางชีวิต จะรู้จักเมื่อหลับตาแล้วไม่มืด มันเป็นเรื่องเกี่ยวกับชีวิตของเรา ไม่ว่าจะมีชีวิตอยู่หรือมีชีวิต ใหม่หลังตายแล้ว เป็นแสงสว่างที่เจิดจ้าละมุนละไมกว่าแสง ใดๆ ในโลก ที่ให้ความปีติสุขหล่อเลี้ยงใจตลอดเวลาเลย ทั้ง ในมนุษย์และในปรโลก ในโลกใหม่ หลังชีวิตใหม่หลังจากตาย แล้ว นี่แหละถึงจะเรียกว่า แสงสว่างส่องทางชีวิต ความรู้ภายในจากการเห็นแจ้ง ใจก็จะเคลื่อนเข้าไปสู่ภายในที่กว้างขวางใหญ่โตไปเรื่อยๆ โดยผ่านจุดเล็กๆ ใสๆ ที่กลางกาย และก็จะไปเห็นของจริง ที่อยู่ภายใน ความรู้จะเกิดจากการเห็นแจ้งที่เขาเรียกว่า ปัญญายะ ปัสสติ คือ ดวงปัญญา หรือความรอบรู้เกิดจากการเห็น ที่ว่าปัญญาเป็นเครื่องเห็นนั้น หมายความว่า เห็นแล้ว เข้าใจรู้เรื่อง จะเห็นเป็นภาพขึ้นมาในขณะที่เรามีสติสัมปชัญญะ บริบูรณ์ยิ่งกว่าปกติ สติก็เป็นมหาสติเกิดขึ้น ปัญญาก็เป็น มหาปัญญา คือ รู้ยิ่งกว่าปกติ เราจะเห็นภาพภายในตั้งแต่ดวงใสๆ เป็นดวงประจำชีวิต ของเรา ถ้าได้ดวงนี้ล่ะก็ เราเป็นอยู่ได้ด้วยตัวเอง จะอยู่ป่า อยู่ เขา ห้วย หนอง คลอง บึง อยู่ใต้โคนไม้ เรือนว่าง ป่าช้า ป่า ชัฏที่ไหนๆ ในโลกก็อยู่ได้ทั้งสิ้นเลย มันเป็นอิสระ อิสรภาพ ทางใจที่ใสบริสุทธิ์ มีความสุขด้วยตัวของตัวเอง โดยไม่ต้อง ไปพึ่งพิงวัตถุหรือสิ่งอื่น จะมีก็เพียงแค่ปัจจัย ๔ เท่านั้น ปัจจัย ที่ ๕, ๖, ๗, ๘ ไม่มี มีเพียงปัจจัย ๔ ก็พอประมาณในระดับ กินอยู่ใช้แต่พอดี คือจะรู้สึกว่ามันพอ พอถึงจุดแห่งความดี สุขกายสุขใจแล้วมันพอ มันจะพอดีของมัน เราจะรู้จักคำว่า พอดี ต่อเมื่อใจหยุดนิ่งอยู่ที่ตรงนี้ แค่ไหนพอดีที่เราจะกิน อยู่ใช้แต่พอดี เมื่อใจเคลื่อนเข้าไปสู่ภายใน จะเห็นหนทางที่จะไปสู่ จุดหมายปลายทางของชีวิตที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์นี้ว่า เรามี เวลาอย่างจำกัดในโลกนี้ เราจะใช้ชีวิตอย่างไรให้เกิดประโยชน์ สูงสุด แบบประหยัดสุดประโยชน์สูง มีชีวิตเรียบง่ายแต่สูงส่ง มีสุขล้วนๆ ที่ไม่มีทุกข์ในใจเจือเลย แม้ยังไม่หมดกิเลสอย่าง บริบูรณ์ แต่ความบริสุทธิ์ของใจก็เพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ เราจะเห็น ดวง เห็นกายภายใน เห็นองค์พระ พระรัตนตรัยที่อยู่ภายใน ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า เป็นที่พึ่งที่ระลึกที่แท้จริง สิ่งอื่นไม่ใช่ ที่พึ่งที่ระลึกที่แท้จริงอยู่ภายในตัวเรา มนุษย์เมื่อมีความทุกข์ก็จะแสวงหาที่พึ่ง และก็สร้าง พระเจ้าขึ้นมา สร้างที่พึ่งที่ระลึกขึ้นมา โดยคิดว่าสิ่งที่จะเป็น ที่พึ่งได้จะต้องยิ่งใหญ่สร้างสรรพสัตว์สรรพสิ่ง หรือว่าสิ่งนี้ อยู่ที่ไหนก็จะไปกราบไหว้ตรงนั้น นึกว่าอยู่ที่ต้นไม้ก็จะไป ไหว้ต้นไม้ นึกว่าอยู่จอมปลวกก็ไปกราบไหว้จอมปลวก นึก ว่าอยู่ที่สัตว์ประหลาดก็ไปไหว้สัตว์ นึกว่าอยู่ที่ภูเขา อาราม ศักดิ์สิทธิ์ คิดว่าอยู่ตรงไหนก็จะไปตรงนั้น จนกระทั่งในที่สุด ไม่อาจจะสัมผัสได้ ก็เลื่อนลอยกันไปอย่างนั้น แต่ที่พึ่งที่ระลึกที่แท้จริงอยู่ภายใน คือ พระ รัตนตรัยที่อยู่ภายในตัว ส่วนพระรัตนตรัย ภายนอกเขาจำลองจากภายในออกมาสู่ภายนอก เพื่อให้รู้จักว่า ข้างในมีอย่างนี้ แต่เมื่อยังไม่เห็น ข้างใน ก็ดูข้างนอกไปก่อน ทั้งหมดนี้มีอยู่ในตัวของเรา เมื่อใจหยุดนิ่งแล้วจึงจะเห็น ได้ เมื่อเห็นแจ้งก็รู้แจ้ง ความรู้แจ้งเกิดการเห็นแจ้งเขาเรียกว่า ตรัสรู้ คือ ความรู้แจ้งที่เกิดจากการเห็นแจ้งที่ทุกคนสามารถ เข้าถึงได้ เป็นได้ เมื่อนำใจกลับมาหยุดนิ่งอยู่ที่ศูนย์กลางกาย ฐานที่ ๗ ตรงนี้ ชีวิตคฤหัสถ์เหมือนอยู่ที่แคบ ชีวิตของบรรพชิตจะง่ายกว่าคฤหัสถ์ เพราะคฤหัสถ์ มีเครื่องพันธนาการของชีวิต มีครอบครัว มีธุรกิจการงาน บ้านช่อง ต้องเกี่ยวข้องกับสิ่งโน้นสิ่งนี้ คน สัตว์ สิ่งของอะไรต่างๆ เหล่านั้น บางอย่างก็จำเป็น บางอย่างก็ไม่จำเป็น บางอย่าง ก็มีโทษมีภัยโดยที่ตัวเองก็ไม่รู้ว่ามันมีโทษมีภัยกับตัว ไม่ใช่ ใกล้ตัวหรือไกลตัว ซึ่งก็คือกฎแห่งกรรมนั่นแหละ ชีวิตของคฤหัสถ์เหมือนอยู่ที่แคบ มันอึดอัด มีเครื่อง พันธนาการของชีวิต กลางคืนเป็นควัน กลางวันเป็นไฟ แล้วทุก วันก็จะวนเวียนกันอยู่อย่างนี้ เดี๋ยววันเดี๋ยวคืนเดี๋ยวก็หมดเวลา ของชีวิตไปแล้ว ก่อนวัยอันควรบ้าง เท่าอายุขัยเฉลี่ยมนุษย์บ้าง เกินกว่านั้นก็มีน้อย ชีวิตก็วนๆ เวียนๆ กันอยู่อย่างนี้ ที่จะให้โอกาสตัวเอง ให้ของขวัญกับตัวเองมาปฏิบัติ ธรรมก็น้อยมาก เพราะเวลาถูกดึงเอาไปใช้อย่างอื่น ๒๔ ชั่วโมง ต่อ ๑ วัน แบ่งเป็น ๓ ช่วง ๘ ชั่วโมง สำหรับการพักผ่อน อีก ๘ ชั่วโมง ใช้ในการบริหารขันธ์ ตั้งแต่อาบน้ำ ล้างหน้า แปรงฟัน รับประทานอาหาร ขับถ่าย exercise บ้าง เป็นต้น ๘ ชั่วโมงที่เหลือ ก็ทำงาน บางทีก็ทำงานล่วงเวลาไป กินเวลา ๒ ส่วนไปอีก ดังนั้น จึงไม่ค่อยมีเวลาแบ่งให้สำหรับการทำสิ่งที่สำคัญ ที่สุดในชีวิต ยิ่งผัดผ่อนไม่เห็นความสำคัญในสิ่งนี้ เพราะไม่ได้ ศึกษาเรียนรู้ ไม่มีประสบการณ์ภายใน ชีวิตก็หมดไปเปล่าๆ เหมือนนกเหมือนกาที่ตื่นขึ้นมาก็ร้องกา ออกไปทำมาหากิน พอตกเย็นก็ร้องกา แล้วกลับเข้านอน ชีวิตคฤหัสถ์จึงเหมือนอยู่ที่แคบ อยู่ที่แคบมันจะอึดอัด แต่ก็หาทางออกไม่ได้ ชีวิตสมณะประเสริฐที่สุด แต่ถ้าชีวิตของสมณะจะว่างกว่าคฤหัสถ์ คือ ไม่ต้องไป ทำตรงนั้น แต่มุ่งสู่จุดหมายในการทำพระนิพพานให้แจ้งเลย เป็นอยู่ได้แค่ปัจจัย ๔ นิดๆ หน่อยๆ ที่เกิดจากการเกื้อกูลซึ่ง กันและกัน ญาติโยมเกื้อกูลด้วยการสนับสนุนและให้กำลังแห่งการ ตรัสรู้ธรรม คอยใส่บาตร สนับสนุนเรื่องเสนาสนะ เรื่องจีวร เรื่องยารักษาโรค เรื่องบริขารเท่าที่จำเป็น ส่วนพุทธบุตรก็เป็น ครูสอนศีลธรรมชักจูงญาติโยมให้ละชั่ว ทำความดี ทำใจให้ใส ด้วยทาน ด้วยศีล ด้วยภาวนา ต่างก็เกื้อกูลซึ่งกันและกัน ชีวิตสมณะจึงเป็นชีวิตอันประเสริฐ ที่เลิศกว่าชีวิต ทั้งหลาย ยิ่งกว่าของฆราวาส เหมือนออกมาจากที่แคบสู่ ที่โล่ง กว้างขวางไปเรื่อยๆ ก็มีตัวอย่างของผู้มีบุญในกาล ก่อน มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระอรหันต์ทั้งหลาย เป็นต้น ซึ่งเป็นกุลบุตรออกจากเรือนจากตระกูลต่างๆ เพราะเห็นโทษ ภัยในสังสารวัฏและการครองเรือนซึ่งเป็นพันธนาการของ ชีวิต เมื่อมีโอกาสว่างแล้วจึงได้ออกบวชทำตามโอวาทของ พระอุปัชฌาย์ที่ประทานโอวาทในวันบวช ดำเนินรอยตาม คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ชีวิตนักบวชประเสริฐที่สุด และยังมีสิ่งที่น่าศึกษาเรียนรู้ ภายในอีกเยอะแยะ เมื่อใจหยุดนิ่งได้ เข้าถึงดวง เข้าถึงกาย เข้าถึงองค์พระธรรมกายภายใน เมื่อเข้าถึงพระธรรมกายภายในจะเกิดธรรมจักษุ คือ ดวงตาที่เห็นได้รอบตัว ทั้งอดีต ปัจจุบัน และอนาคต เห็นถึง ไหนญาณทัสสนะก็ไปถึงตรงนั้น มีธรรมจักษุ มีญาณทัสสนะ จักขุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง จะเกิดขึ้น อยู่เป็นสุข นั่ง นอน ยืน เดิน เป็นสุข ประกอบกิจวัตรกิจกรรมก็เป็นสุข เมื่อ มีพระรัตนตรัยภายในเป็นที่พึ่ง เมื่อเป็นที่พึ่งแก่ตัวเองได้แล้วก็เป็นที่พึ่งแก่ผู้อื่น ได้แก่ โยมพ่อ โยมแม่ ญาติโยมทั้งหลาย มนุษย์ เทวดา สรรพสัตว์ ทั้งปวง นี่ก็เป็นเรื่องที่สำคัญว่า บวชแล้วก็ต้องเรียน ต้องปฏิบัติ ถ้าทั้งพระทั้งโยมให้โอกาสตัวเองทำความเพียรได้อย่างนี้ ชีวิต ที่เกิดมาในชาตินี้ก็มีกำไรชีวิต กำไรชีวิต กำไรชีวิตเขาดูที่ว่า เราได้เข้าถึงความสุข ที่แท้จริงได้แค่ไหน เข้าถึงพระรัตนตรัยในตัว ไหม หนทางสวรรค์ของเราเปิดขึ้นแล้วหรือยัง อย่างนี้ถึงจะเรียกว่า กำไรชีวิต ไม่ใช่ดื่มเหล้า เจ้าชู้ เล่นการพนัน ติดอบายมุข ไปสูบไปเสพ อะไรต่างๆ เหล่านั้น แล้วเข้าใจผิดว่านั่นคือกำไร ชีวิต ที่จริงเป็นขาดทุนชีวิต เพราะจะต้องไปใช้ ชีวิตใหม่ในอบายที่ทุกข์ทรมานอย่างไม่มีอะไร เปรียบอีกยาวนาน ดังนั้น การฝึกใจให้หยุดนิ่งนี่แหละเป็นสิ่งสำคัญที่จะ ทำให้เราบรรลุวัตถุประสงค์ของการเกิดมาเป็นมนุษย์ เรา ได้ใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่าสูงส่ง หลับเป็นสุข นั่ง นอน ยืน เดิน เป็นสุข ไม่ใช่หลับเป็นทุกข์ เพราะฉะนั้นหมั่นฝึกใจให้หยุดนิ่ง นุ่ม เบาสบาย ให้ใจใสๆ เย็นๆ เกิดมาชาติหนึ่งก็ต้องให้เข้าถึงแสงสว่างภายใน ดวง ธรรมภายใน รู้จักชีวิตใหม่ภายในเป็นชั้นๆ ที่ซ้อนๆ กันอยู่ กระทั่งรู้จักพระรัตนตรัยในตัว ซึ่งเป็นที่พึ่งที่ระลึกที่แท้จริง ของเรา นี่เป็นเรื่องที่สำคัญนะ เวลาที่เหลืออยู่นี้ ให้ลูกทุกคนต่างนั่งกันไปเงียบๆ ประคับประคองใจให้หยุดนิ่งด้วยการตรึกนึกถึงดวงใส หยุดอยู่ ในกลางดวงใสๆ พร้อมกับบริกรรมภาวนาในใจเบาๆ ว่า สัมมา อะระหัง เรื่อยไป ต่างคนต่างนั่งกันไปเงียบๆ นะ วันอาทิตย์ที่ ๖ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๒ 4.ฐานที่ ๗ ที่เกิด ดับ หลับ ตื่น ใจ หยุดสนิทไว้ กลางกาย ฟ้า ถล่มดินทลาย นิ่งไว้ ใจ ตรึกทุกลมหาย- ใจลูก ดิน แต่งปั้นดาวได้ สถิตไซร้ในแดนสรวง ตะวันธรรม ตั้งใจนั่งธรรมะกันนะ หลับตาของเราเบาๆ พอสบายๆ แล้วก็เอาใจหยุดไปนิ่งๆ ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ หรือนึกถึง ดวงใส เอาใจหยุดอยู่ในกลางดวงใสๆ หรือใครเห็นองค์พระก็ นึกถึงองค์พระใสๆ หยุดอยู่ในกลางองค์พระใสๆ ใครยังนึกไม่ค่อยชัด ก็ค่อยๆ ทำไป อย่าไปบีบเค้น ใจเพื่อจะให้เห็นภาพองค์พระได้ชัดเจนนะ ค่อยๆ นึกไป ตอนนี้ต้องใจเย็นที่สุดเลย ค่อยๆ ก็คือ นึกเบาๆ นึกเหมือน เราไม่ได้นึก ไม่ได้นึกก็เหมือนกับนึก คือมันเบาๆ สบายๆ นึกธรรมดาๆ ถึงดวงใสๆ กลมรอบตัว ไม่มีหยักไม่มีงอเลย กลมเหมือนดวงแก้ว บางคนนึกไม่ออกจริงๆ เพราะตั้งใจมากเกินไป พยายาม จะไปบีบเค้นให้เห็นภาพ ไม่ว่าจะเป็นภาพที่เราคุ้นเคยก็ตาม ถ้าตั้งใจจะนึกจริงๆ ก็ยังนึกไม่ออก เพราะฉะนั้นนับประสา อะไรกับสิ่งที่เรายังไม่ค่อยคุ้นภายใน ถ้าเราตั้งใจมากเกินไป ก็นึกไม่ออก อย่าไปฝืนธรรมชาติของการนึกคิด ให้ค่อยๆ นึก อย่างสบายๆ แต่ถ้าหากว่าค่อยๆ นึกแล้วก็ยังทำไม่เป็น ยังไม่ค่อยจะเข้าใจเท่าไร ถ้าอย่างนั้นก็ให้วางใจเฉยๆ หยุด กับนิ่งอย่างเดียว หยุดนิ่งๆ นะ ให้หยุดนิ่งๆ ไม่มีภาพให้เรา นึก ไม่ว่าจะเป็นดวงแก้วองค์พระก็ไม่เป็นไร เราก็นิ่งเฉยๆ ใจหยุดนิ่งๆ ให้สบายๆ สบาย ก็คือไม่ตึงเกินไป ต้องอย่าให้ตึงนะ ให้นิ่งๆ เฉยๆ ถ้าใครทำการบ้าน ๑ สม่ำเสมอได้ทุกข้อ หรือเกือบจะทุกข้อ เวลา มานั่งธรรมะพร้อมๆ กัน มันจะง่ายต่อการนึก อานิสงส์ของการ ทำการบ้านสม่ำเสมอ จากยากก็มาเป็นง่าย จากง่ายมาเป็น ได้ คือทำได้เลย เห็นไหมจ๊ะว่า การบ้านที่ให้ไปเพื่อตัวของ เราเอง เพื่อให้ใจของเราคุ้นเคยกับศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ พระเดชพระคุณหลวงปู่ ผู้ค้นพบวิชชาธรรมกาย ท่าน ตอกย้ำเสมอว่า ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ เป็นที่เกิด ที่ดับ ที่ หลับ ที่ตื่น เกิด เราเกิดมาแล้ว จะไม่สนใจก็ไม่เป็นไร หลับหรือตื่น ตรงนี้จะไม่สนใจก็ไม่เป็นไร แต่ตายตรงนี้สิ ดับคือตาย ตาย ตรงฐานที่ ๗ ซึ่งเป็นประตูสู่ปรโลกนี่ ไม่สนใจไม่ได้ ไม่สนใจ อันตราย ถ้าหากว่าเราทำผิดสูตรชีวิตหมองกับใส คือถ้าใจใส ก็ไปดี ใจหมองก็ไปไม่ดี ถ้าผิดสูตรเมื่อไรก็เป็นอันตรายเมื่อ นั้น บาปที่เราได้ทำเอาไว้จะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตามมัน จะได้ช่อง ชิงช่วงช่วงชิงเราไปสู่อบายเลย ไม่ว่าจะไปอบายช่วงสั้นก็ไม่ควรไป จะไปเกิดเป็นจิ้งจก ตุ๊กแก อยู่ในภูมิสัตว์เดรัจฉานช่วงสั้นๆ หรือเป็นยุงแค่ ๗ วัน ก็ยังไม่ควรจะไป ยิ่งไปเป็นเปรต เป็นอสุรกาย ชีวิตยิ่งยาวนาน ลำบาก มีความทุกข์ทรมานเยอะ ไปยมโลกก็ไม่เหมาะ เพราะ มันเร่าร้อนทุกข์ทรมานยาวนานมาก ไปขุมบริวารหรือมหา นรกก็ไม่ต้องพูดถึงกันน่ะ ทุคติเป็นที่เดียวที่ไม่ควรจะไปอยู่ ไม่ควรจะไปเลย หรือ ไปมีชีวิตอยู่ในอบาย ไม่ควรไป ที่ควรไปคือสุคติภพ อย่างน้อย ก็ได้มาเกิดเป็นมนุษย์ใหม่ก็ยังดี ได้มาสร้างบารมีกันต่อ ได้มา เป็นภุมมเทวา รุกขเทวา อากาศเทวา มันก็ยังดีกว่าไปอบายภูมิ ถ้าไปสวรรค์ตั้งแต่ชั้นจาตุมหาราชิกา ดาวดึงส์ ยามา เรื่อยไป นั่นไม่ต้องพูดถึงล่ะ ถือว่าดีมากๆ สำหรับชีวิตของนักสร้างบารมี ที่จะไปพักชั่วคราวในระหว่างที่เราได้เหน็ดเหนื่อยกับการสร้าง บารมีด้วยกายมนุษย์มาแล้ว นี่มันสำคัญอย่างนี้นะลูกนะ หมั่นฝึกใจให้คุ้นเคยกับศูนย์กลางกาย ฐานที่ ๗ ต้องทำความคุ้นเคยเอาไว้ให้ดี ไม่ว่าเราจะเบื่อ หรือไม่เบื่อก็ตาม ชอบหรือไม่ชอบก็ตาม ต้องทำความคุ้นเคย เอาไว้ ไม่ใช่พอนึกไม่เห็นแล้วเราก็เลยขี้เกียจ เบื่อ แล้วก็เลิก อย่าไปคิดอย่างนั้น เราทำเพื่อตัวของเราเองนะ ไม่ใช่เพื่อใครเลย ถ้าเราไม่ รักตัวเองนี่อันตราย เพราะฉะนั้นอย่าเบื่อหน่าย อย่าขี้เกียจ ในการฝึกฝนใจให้หยุดนิ่ง เพื่อทำความคุ้นเคยกับศูนย์กลาง กายฐานที่ ๗ ต้องทำบ่อยๆ การบ้านที่ให้ไปนั้น ทำไม่ครบก็ต้องทำให้เกือบครบ ให้ สม่ำเสมอทุกวัน อย่าให้ขาดเลยแม้แต่วันเดียว อย่าให้อะไร มาเป็นข้ออ้าง ข้อแม้ เงื่อนไข ธรรมชาติของใจ ถ้านึกถึงอะไรบ่อยๆ มันจะจำแม่น แล้วจะนึกได้ง่าย ไม่ว่าเรื่องดี หรือไม่ดีก็ตาม ถ้าทำบ่อยๆ แล้วมันจะจำได้ และมันจะทำได้ ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ถ้าเรานึกดวงแก้วใสๆ หรือองค์พระใสๆ บ่อยๆ ทำบ่อยๆ จากยากก็มาเป็นง่าย จากง่ายก็มา เป็นได้ เดี๋ยวมันก็ได้ จากมืดก็มาสว่าง จากไม่ ชัดมันก็มาชัด เดี๋ยวมันก็ชัดเอง ถ้าเราทำ บ่อยๆ ทำทุกวัน วันละหลายๆ ครั้ง ขนาดจะใหญ่จะเล็กแค่ไหนเราก็นึกๆ ไปก่อน ช่วงไหน ชอบดวงเล็ก ก็นึกดวงเล็ก ช่วงไหนชอบดวงใหญ่ เราก็นึก ดวงใหญ่ ช่วงไหนชอบนึกองค์พระ เราก็นึกองค์พระ ช่วง ไหนอยากนึกองค์เล็ก เราก็นึกองค์เล็ก ช่วงไหนอยากนึกองค์ ใหญ่ เราก็นึกองค์ใหญ่ นึกว่าท่านเป็นแก้วไม่ได้ เราก็นึกให้ เป็นโลหะก่อนก็ได้ เป็นอิฐ เป็นหิน เป็นปูน เป็นโลหะอะไร ก็ได้ทั้งนั้น ฝึกฝนไป ค่อยๆ ฝึก ค่อยๆ นึก ค่อยๆ คิดในทุก อิริยาบถที่เราระลึกได้ ฝึกไปเรื่อยๆ ไม่ได้ก็ให้มันรู้ไป ไม่ช้า เราก็จะสมหวังนะลูกนะ วันอาทิตย์ที่ ๒๒ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ 5.สิ่งดีๆ เริ่มต้นที่ใจหยุด เย็นเอ๋ยเย็นจิตแล้ว คนดี เพิ่มสุขทุกนาที แซ่บไซร้ รสใดอื่น บ่ มี เทียบได้ เลยนอ เอมโอษฐ์กว่าลูกได้ โคตรเพชรภูสรวง ตะวันธรรม ปรับกายให้ผ่อนคลาย ปรับใจให้เบาสบาย ตั้งใจหลับตาเจริญสมาธิภาวนากันนะ หลับตาเบาๆ พอ สบายๆ ทำใจให้เบิกบาน แช่มชื่น ให้สะอาด บริสุทธิ์ ผ่องใส ไร้กังวลในทุกสิ่ง แล้วก็ขยับเนื้อขยับตัวของเราให้ดี ผ่อนคลาย กล้ามเนื้อทุกส่วนของร่างกายให้หมด ตั้งแต่ใบหน้า ศีรษะ คอ ทั้งเนื้อทั้งตัวของเราให้ผ่อนคลาย จะนั่งสมาธิให้ดีต้องผ่อนคลายร่างกายให้ดี แล้วก็ปรับใจของเรา ต้องเบาๆ ทั้งกายและใจ หลับตาก็ต้องเบา อย่าไปบีบเปลือกตา อย่ากด ลูกนัยน์ตา เหมือนเรานอนหลับอย่างนั้นแหละ ซึ่งช่วงนั้นเราก็ไม่ได้คิดอะไร แต่ก่อนหน้านั้นอาจจะมีเรื่อง ผ่านเข้ามาในใจ เมื่อเราปล่อยให้มันผ่านไปก็ถึงจุดที่ไม่ได้คิด อะไร เปลือกตาของเราก็จะปิดพอสบายๆ ต้องทำให้ถูกหลัก วิชชานะ ใจจะได้หยุดนิ่งได้เร็ว วิธีแก้ฟุ้ง ต้องยอมรับว่าในแต่ละวัน ความคิดมากมายที่ผ่านเข้า มาในใจ พอถึงเวลาเราเริ่มนั่งสมาธิ ใหม่ๆ มันก็คงจะมีความ คิดเหล่านี้ผ่านเข้ามาในใจ มากบ้าง น้อยบ้าง ก็ให้ถือว่าเป็น เรื่องปกติ ถ้าเราไม่สนใจมัน ความคิดเหล่านั้นก็จะผ่านไป แล้วอย่าไปถือว่าความคิดที่ผ่านไปนั้น ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจการ งาน บ้านช่อง หรือเรื่องอะไรที่นอกเหนือจากนี้เป็นอุปสรรค ของการทำสมาธิ ถ้าเราคิดอย่างนี้แล้วเดี๋ยวเราจะต่อต้าน คือ พยายามจะฝืนจะบังคับไม่ให้ใจของเราไปคิดในเรื่องราวต่างๆ มากจนเกินไป จนทำให้เกิดอาการตึงเครียดทั้งกายและใจ ถ้าเราไปต่อต้านไปฝืนสิ่งนั้น หรือพยายามรวมใจให้ เป็นสมาธิ ถ้าทำอย่างนี้จะได้ผลไม่เต็มที่ มันได้สำหรับบาง คน แต่ส่วนใหญ่แล้วจะไม่เกิดประโยชน์อันใด เพราะฉะนั้น เรายอมรับธรรมชาติตรงนี้ แล้วเราก็เฉยๆ กับมัน ไม่ว่าสิ่งที่ ผ่านเข้ามาในใจนั้นจะเป็นเรื่องดี เรื่องไม่ดี หรือเรื่องกลางๆ ไม่ดีไม่ชั่ว เราเฉยๆ เดี๋ยวมันจะค่อยๆ หมดไปเอง มันจะอยู่ กับเราได้ไม่นานหรอก ถ้าเรารู้สึกว่า มันผ่านเข้ามามากเหลือเกิน ก็ให้เผยอ เปลือกตาขึ้นสักนิด เพราะมันจะฟุ้งตอนเราปิดเปลือกตา เผยอสักนิดหนึ่งความฟุ้งก็จะเบาบางลงไป แล้วเราก็ค่อยๆ เริ่มต้นใหม่อย่างง่ายๆ ทำอย่างนี้ทุกวันเลย ให้สม่ำเสมอ จาก ฟุ้งมากก็จะมาฟุ้งน้อย จากฟุ้งน้อยก็จะไม่ค่อยฟุ้ง และมันก็ จะหยุดนิ่งเองอย่างสบายๆ ง่ายๆ ถ้าเราทำถูกหลักวิชชา ภารกิจกับจิตใจไปด้วยกัน ในชีวิตประจำวัน เมื่อเราลืมตาทำภารกิจอะไรก็ตาม ให้ ทำความรู้สึกว่าใจอยู่ตรงกลางท้อง เหนือสะดือขึ้นมา ๒ นิ้วมือ ให้ใจคุ้นๆ กับภาพดวงแก้วใสๆ เพชรใสๆ ดวงอาทิตย์ ดวง จันทร์ ดวงดาว องค์พระ หรือภาพมหาปูชนียาจารย์ อย่างใด อย่างหนึ่ง เราก็นึกธรรมดาๆ นึกไปเรื่อยๆ โดยไม่คาดหวังว่า จะชัดหรือไม่ชัด เพราะวัตถุประสงค์ของเราต้องการให้ใจคุ้น เคยกับศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ จะช่วยได้มากทีเดียว เวลาเรา มานั่งหลับตามันจะได้ง่าย ทีนี้พอเราลืมตาทำภารกิจอะไรก็แล้วแต่ อาบน้ำ ล้าง หน้า แปรงฟัน รับประทานอาหาร ปัดกวาดบ้าน ถูบ้าน ไป ทำงาน เรียนหนังสือ จะทำอะไรก็แล้วแต่ก็ฝึกไป ลืมตาก็ฝึก นึกไปเรื่อยๆ ให้ใจคุ้นกับศูนย์กลางกาย ถ้าทำอย่างนี้ได้ทั้ง วัน จะมีอานิสงส์ส่งให้ตอนที่เรามานั่งสมาธิ แค่เราหลับตา เบาๆ ใจเราก็จะมาอยู่ภายในแล้ว เพราะเราตรึกบ่อยๆ นึกบ่อยๆ ชัดไม่ชัดก็ไม่เป็นไร มันก็จะคุ้น พอหลับตาทำ สมาธิภาวนา ใจมันก็จะนิ่งง่าย ใจนิ่งๆ นุ่มๆ ละมุนละไม ฝึกหยุดนิ่งให้เป็นเสียก่อน อย่าไปคาดหวังว่า เราจะต้องเห็นโน่น เห็นนี่ เห็นอะไร อย่างที่เราเคยได้ฟังในเบื้องต้น แค่ว่าใจคุ้นกับศูนย์กลางกาย ฐานที่ ๗ แล้วก็ทำหยุดทำนิ่งให้เป็นเสียก่อน ให้ได้ปีติสุขที่เกิด จากสมาธิ ให้ได้ตรงนี้เสียก่อน สิ่งที่เราจะเห็นภายในมันก็เป็น ขึ้นมาเอง เพราะว่ามันมีอยู่แล้วในตัว เราไม่ต้องไปแสวงหา หรือไปควานหาอะไร เป็นแต่เพียงสิ่งนั้นเป็นของละเอียด ใจ เราต้องละเอียดเท่ากับสิ่งนั้น จึงจะเห็นกันได้ เพราะฉะนั้น เบื้องต้นเราฝึกให้ใจหยุดใจนิ่งอย่างเดียวก่อน อย่าเพิ่งไป คาดหวังอะไร เมื่อหยุดนิ่งแล้ว...ประสบการณ์ภายในจะมาเอง ใจหยุดใจนิ่งนี่แหละจะทำให้ใจละเอียด พอใจละเอียด เดี๋ยวมันก็เคลื่อนเข้าไปข้างในเอง ยิ่งหยุด ยิ่งนิ่ง ยิ่งดิ่งไม่ หยุดยั้งเลย มันจะเคลื่อนเข้าไป แล้วเราก็จะได้สัมผัสกระแส ธารแห่งความปีติสุขที่เกิดขึ้น กายสงบ ใจสงบ กายเบา ใจเบา ที่เรียกว่า ปัสสัทธิ ตัวโล่ง โปร่ง เบาสบาย ถ้าเรารักษาตรงนี้ให้ต่อเนื่อง ความสุขก็ จะมา เป็นความสุขที่เราไม่เคยเจอมาก่อน ถ้ากระแสธาร แห่งความสุขอย่างนี้มา เมื่อกายใจเราสงบระงับ นิ่ง เราจะ เกิดความพึงพอใจ ชอบใจกับอารมณ์นี้มากกว่าสิ่งที่เราเคย เจอในชีวิตประจำวัน คือ กายเบา ใจเบา ขยาย แล้วมัน จะมีกระแสแห่งความสุขเกิดขึ้น ชนิดที่เราพูดไม่ออกบอก ไม่ถูกเหมือนกันว่า เราจะไปอุปมาเปรียบเทียบกับอะไร เพราะภาษาในเมืองมนุษย์มีข้อจำกัดในการอธิบายความรู้สึก ชนิดนี้ ที่ทำให้เราเกิดความพึงพอใจ ชวนติดตามต่อไปอีก อย่างไม่เบื่อหน่าย ยังกระตือรือร้นด้วยความสมัครใจเกิดขึ้น นั่งในเบื้องต้นเอาให้ได้ตรงนี้กันเสียก่อน ความสุขที่เกิดจากสมาธินี่แหละจะเป็นแรงจูงใจให้เรา อยากนั่งต่อไป เหมือนเป็นรางวัลเบื้องต้นสำหรับผู้ทำความ เพียร เราจะไม่อิ่มไม่เบื่อในการนั่งสมาธิ หรืออยากทำสมาธิ ในอิริยาบถอื่น มันจะเกิดขึ้นมาเอง นั่นแหละรางวัลสำหรับ ผู้มีความเพียร จนกระทั่งเกิดฉันทะขึ้นมา อยากอยู่กับอารมณ์ นี้นานๆ โดยความสมัครใจ อยากหยุด อยากนิ่ง มีเวลาว่าง ๕ นาที ๑๐ นาที ก็อยากจะอยู่กับตนเองตรงกลางกาย อยู่ กับอารมณ์ชนิดนี้ ที่หาไม่ได้จากคน สัตว์ สิ่งของ ธรรมชาติ หรือที่ใดๆ เลย ยังอยากจะอยู่กับตรงนี้นานๆ อย่างนั้นถูก หลักวิชชาแล้ว ใจก็จะนิ่งๆ นุ่มๆ ไปเรื่อยๆ จนกระทั่งนิ่งแน่นในระดับที่ความคิดอื่นไม่สามารถดึงใจ หลุดจากอารมณ์นี้ได้ จะนิ่งๆ มีอารมณ์เดียว อารมณ์เป็นสุข เป็นกลางๆ บริสุทธิ์จากมลทินของใจ จากความโลภ ความ โกรธ ความหลงในระดับหนึ่ง จากความหงุดหงิด งุ่นง่าน ฟุ้งซ่าน รำคาญใจ จากการตรึกในเรื่องกาม เรื่องเพศ เรื่องรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธรรมารมณ์ เรื่องลาภ ยศ สรรเสริญ หรือความโกรธ ความพยาบาท ขัดเคืองใจ น้อยใจ โศกเศร้า เสียใจ คับแค้นใจ ร่ำพิไรรำพัน อะไรต่างๆ มันหายไป ใจจะสบาย จะบริสุทธิ์ จนกระทั่งเรามีความรู้สึกเหมือน กายวาจาใจเราบริสุทธิ์ สะอาด เกลี้ยงเกลา จากสิ่งที่เราเคยทำ ผิดพลาดในชีวิตที่ผ่านมา คล้ายๆ บาปได้ถูกขจัดล้างออกไป ด้วยกระแสธารแห่งบุญ มันจะมีความรู้สึกขึ้นมาเองว่า เหมือน เราหลุดจากข้อผิดพลาดที่ทำให้เกิดวิบากกรรม ใจเราก็จะ ปีติภาคภูมิใจ เบิกบานว่า เราได้หลุดจากกระแสวิบากกรรม ที่ทำผ่านมา มันจะเกิดขึ้นมาเองตอนนั้น แม้ความจริงนั้นอาจจะหลุดจากวิบากกรรมไปในระดับ หนึ่ง ๕ เปอร์เซ็นต์ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ โดยความ รู้สึกของเรา เราจะรู้สึกว่ามันสูงส่ง เหมือนบาปอกุศลกรรม วิบากกรรมต่างๆ ได้ถูกถอดออกจากใจ มันจะยิ้มๆ อยู่ภาย ในลึกๆ จนกระทั่งขยายมาสู่บนใบหน้า และกระแสที่ออกไป รอบตัวไปในบรรยากาศ และเราจะเข้าใจคำที่บอกว่า ให้ทำ ใจใสๆ ถ้าเราไปถึง ณ ตรงนี้ เราก็เข้าใจในระดับหนึ่ง แต่ อารมณ์ใสนั้นยังไม่เกิดขึ้น คำว่า “อยู่ในบุญ” ถ้าถึงจุดที่หยุดนิ่งในระดับเห็นดวงใสขึ้นมา แม้จะเล็ก ขนาดดวงดาวในอากาศก็ตาม เราจะรู้ว่า ‘อ๋อ รู้จักแล้วที่ว่า ให้ทำ ใจใสๆ นั้นมันเป็นอย่างนี้’ เพราะใจที่ใสมันจะปราศจาก นิวรณ์ ใจจะเกลี้ยง โปร่ง เบา สบาย บริสุทธิ์ ในระดับหนึ่ง จนกระทั่งมีความมั่นใจว่า เราบริสุทธิ์หลุดพ้นจากวิบากกรรม ความรักและปรารถนาดีต่อสรรพสัตว์ทั้งหลายจะเกิดขึ้นเอง ตรงนี้ เมื่อดวงใสปรากฏเป็นความบริสุทธิ์เบื้องต้น และเรา จะเข้าใจคำว่า “อยู่ในบุญ” “ให้นึกถึงบุญ” ถ้ายังไม่ถึงดวงธรรมใสๆ นี้ เราก็เข้าใจในระดับหนึ่ง คือ เราต้องใช้จินตามยปัญญา คือต้องคิดว่าวันนั้นเดือนนั้นปีนั้น เราได้ทำบุญอย่างนั้นอย่างนี้อย่างโน้น ซึ่งก็ถูกในระดับหนึ่ง ของความหมายของคำว่า อยู่ในบุญ แต่พอมาถึงดวงใสๆ ภายในกลางกาย เราจะเข้าใจเพิ่มขึ้น ‘อ๋อ อยู่ในบุญมันเป็น อย่างนี้นะ’ พอถึงตรงนั้น มันจะแจ่มใส แจ่มกระจ่าง มีความ ปลื้มปีติเบิกบานในบุญ แต่นิ่งสงบ เยือกเย็น หนักแน่น มี อารมณ์เดียวและเกิดความรู้สึกว่า บุญนี่แหละจะคุ้มครองเรา ให้ปลอดภัยในทุกสิ่ง และจะนำความสุขความสำเร็จในชีวิตให้ บังเกิดขึ้นแก่เรา มันจะเกิดขึ้นเอง พอถึงดวงใสๆ แต่เบื้องต้น เราก็ต้องฝึกกันไป นี่เป็นภารกิจของเรา เป็นงานที่แท้จริง กระแสธารแห่งความดีอยู่กลางดวงธรรมใสๆ ถ้าใจใสอย่างนี้มันก็จะเป็นแหล่งกำเนิดของความคิด คำ พูด และการกระทำที่ดี เพราะกระแสธารแห่งความดีอยู่ตรง กลางดวงธรรมใสๆ ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดของความคิด ความ คิดเราจะคิดแต่เรื่องดีๆ คิดไม่ดีมันนึกไม่ออก มันไม่ได้ช่อง คิดอยากจะให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนา ทำความดีทั้งด้วย ตัวเอง แล้วก็ชวนคนอื่นทำความดีด้วย กำลังใจที่จะไปชวนคนอื่นทำความดีมีมากมายมหาศาล จนกระทั่งไม่ได้นึกถึงอะไรเป็นอุปสรรค ไม่ว่าบุคคลที่เราไป เชิญชวนนั้นเขาจะมีความขัดแย้ง ไม่เห็นด้วยกับคำแนะนำ ชักชวนของเราก็ตาม แต่ดวงปัญญาจะเกิดขึ้นให้เรารู้วิธีที่จะ ตอบปัญหาขจัดข้อขัดแย้งหรือความไม่เข้าใจของเขาว่า จะ ต้องพูดอย่างไร แล้วก็นำเขาไปสู่จุดหมายคือเขาสมหวังใน การที่ได้สร้างบุญกุศล บุญบารมีก็จะเกิดขึ้น โดยมีจุดเริ่มต้น จากดวงใสๆ นี่แหละ แล้วจะมีอายตนะไปดึงดูดให้ผู้มีบุญที่พอชักชวนเขา ทำบุญอายตนะมันจะตรงกัน แค่เขาเห็นเรา เขาก็จะเกิดความ พึงพอใจ ไว้วางใจว่า ถ้ามอบใจของเขาดวงนี้มาไว้แก่เรา เชื่อถือได้ และจะต้องนำเราไปสู่สิ่งที่ดี เมื่อใจเขาเปิด ตอนนี้ ความรู้จากภายในก็จะผ่านจากใจเราสู่ใจเขา ที่เราคุ้นเคยคำ ว่า heart to heart นั่นแหละ จากใจถึงใจ ก็จะสามารถชักชวน ให้มาทำความดีต่างๆ ได้ อย่าให้หาย เราก็พยายามทำความคุ้นเคยกับดวงธรรมใสๆ อย่า ปล่อยให้หลุดลอยไป เพราะกว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ มันไม่ง่าย นัก เมื่อได้แล้วก็ต้องรักษาให้อยู่กับตัวเราให้ได้ตลอดเวลา ด้วยการหมั่นทำความเพียร ใจจรดจ่อ แล้วก็สังเกตว่า เรา วางใจหยุดใจด้วยวิธีการอย่างนี้จึงเข้าถึงได้ ฝึกบ่อยๆ ให้ ชำนาญเป็นวสี ทั้งหลับตาลืมตาก็ให้เห็นชัดใสแจ่มอยู่ตลอด เวลา ค่อยๆ ฝึกกันไป เวลาเรานอน เราก็หลับอยู่ในดวงธรรมใสๆ ซึ่งจะมีความ สว่างบังเกิดขึ้นด้วย ตื่นแรกก็ต้องเห็นดวงธรรมใสๆ อาบน้ำ ล้างหน้า แปรงฟัน ขับถ่าย จะรับประทานอาหาร จะแต่งตัว หรือจะทำอะไรก็แล้วแต่ก็อยู่ในดวงธรรมใสๆ ที่เราหลับตา ลืมตาเห็นได้ตลอดเวลา พอหลังจากนั้นมันก็จะละเอียดขึ้นไปเรื่อยๆ ถ้าเรา มีชั่วโมงหยุด ชั่วโมงนิ่ง ชั่วโมงกลางเยอะๆ ให้โอกาสกับ ตัวเราเอง อยู่กับตัวเราที่ศูนย์กลางกายกลางดวงธรรมนั้น บ่อยๆ ก็จะชัดขึ้น สว่างขึ้น แล้วก็จะขยายออกไปเรื่อยๆ ใจเรา ก็เคลื่อนเข้าไปสู่ภายในเรื่อยๆ เดี๋ยวก็มีดวงธรรมต่างๆ ผุดเกิดขึ้นมา ซึ่งตอนนี้เราก็ เริ่มมีความสุขสนุกสนานกับการฝึกใจให้หยุดนิ่ง ฝึกไปเรื่อยๆ หยุดในหยุดไปเรื่อยๆ หยุดอย่างเดียว นิ่งในนิ่งๆ ตรงกลาง แล้วก็จะมีกลางใหม่เกิดขึ้นอีก แล้วก็อยู่ตรงกลางของกลางใหม่ คือกลางของใจเข้าไปเรื่อยๆ โดยไม่ต้องไปลุ้น ไปเร่ง ไปเพ่ง ไปจ้อง แค่เราหยุดดูไปเฉยๆ ไตรสรณคมน์ การดูเฉยๆ ก็คือการหยุดใจนิ่งๆ เบาๆ สบายๆ อย่าง เป็นธรรมชาติ แต่ถ้าหากว่า เราลุ้น พยายามจะเข้าไปข้างใน พยายามไปดันมัน ยิ่งดันก็จะยิ่งเด้งออกมา ใจก็จะถอนจาก ความละเอียดในระดับต้นออกมา แต่ถ้าเราดูเฉยๆ มันก็จะ ดึงดูดดิ่งเข้าไปสู่ภายใน เคลื่อนเข้าไปเรื่อยๆ อาการที่เคลื่อนเข้าไปนี้เขาเรียกว่า คมนะ นี่ไง ที่เรา ได้ยินคำว่า ไตรสรณคมน์ คมนะ แปลว่า เคลื่อนเข้าไป แต่เข้าใจคำว่าคมนะได้ ต้องเข้าใจหยุดนิ่งอย่างนี้ ไตรสรณคมน์ คือเคลื่อนเข้าไปหาพระรัตนตรัย ก็แปลว่าพระรัตนตรัย นั้นมีอยู่ในตัวของเรา ใจของเรากำลังเคลื่อนเข้าไป เรามีหน้าที่เพียงเป็นผู้ดูที่ ดี ดูปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นภายในด้วยใจที่เป็นปกติ เหมือนผู้ เจนโลกมองชีวิตขึ้นๆ ลงๆ ของมวลมนุษยชาติและสรรพสัตว์ ทั้งหลายด้วยใจที่เป็นปกติ หรือเหมือนเราไปยืนอยู่ริมฝั่งแม่น้ำ เห็นเรือผ่านไป ผักตบชวาผ่านไป ใจมันก็เฉยๆ ไม่ได้คิดอะไร ให้ดูอย่างนั้น ดูโดยปราศจากความคิดปรุงแต่ง นิ่งๆ นุ่มๆ เบาๆ สบายๆ เดี๋ยวก็จะมีอะไรใหม่ๆ มาให้เราดู แต่ถ้าไม่มีอะไรใหม่ๆ มาให้ดู แสดงว่าใจเราหยุดไม่สนิท หรือเราไปลุ้น ไปเร่ง ไปเพ่ง ไปจ้องแล้ว ซึ่งถ้ามีอาการอย่างนี้ เราก็ค่อยๆ เผยอเปลือกตาขึ้นมาสักนิดหนึ่ง จนกระทั่งความ รู้สึกลุ้น เร่ง เพ่ง จ้องหายไปจากใจ เมื่อมันอันตรธานไปจาก ใจแล้วก็ค่อยๆ เริ่มต้นใหม่อย่างง่ายๆ สอนตัวเราเองว่า เราเป็นนักเรียนอนุบาล อย่าเพิ่งไป เรียนอะไรให้มันลึกซึ้ง ทำหยุดทำนิ่งตรงนี้ให้มันเป็นอย่าง ถูกหลักวิชชาที่มหาปูชนียาจารย์ หรือบัณฑิตนักปราชญ์ใน กาลก่อนเขาได้ทำกัน ก็ฝึกไปเรื่อยๆ สบายๆ เดี๋ยวใจก็จะ เคลื่อนเข้าไปเอง แปลว่าเราบังคับให้เคลื่อนเข้าไปไม่ได้ แต่จะไปเองเมื่อ ใจหยุดนิ่งได้สนิทสมบูรณ์ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วความสุขก็จะ เพิ่มขึ้นทุกครั้งที่เคลื่อนเข้าไป สมมติว่าเราเคลื่อนเข้าไปใน ระยะแรกๆ ความสุขได้สัก ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ แต่พอเรานิ่ง เพิ่มขึ้น ความสุขจะเพิ่ม ๑๐๐, ๒๐๐, ๓๐๐ เปอร์เซ็นต์ ไป เรื่อยๆ เลย อานิสงส์ของใจที่หยุดนิ่ง การฝึกใจให้หยุดนิ่งกระทั่งเข้าถึงพระรัตนตรัย ในตัวนี่แหละคือสิ่งสำคัญที่สุดของชีวิต ยิ่งกว่า ทรัพย์สินเงินทองใดๆ แม้ว่าสิ่งนั้นจะจำเป็น เพื่อให้ได้ปัจจัย ๔ มาหล่อเลี้ยงสังขาร แต่ว่า ทรัพย์สินเงินทองเรานำติดตัวไปในภพเบื้องหน้า ไม่ได้ ยกเว้นเราเปลี่ยนมาเป็นบุญนั่นแหละถึง จะเอาไปได้ และเวลาใกล้จะละโลก จะไปนึกถึงทรัพย์สมบัติ ลาภ ยศ สรรเสริญ ก็ช่วยเราไม่ได้ แต่ตรงนี้ที่เราเห็นดวงธรรมก็ดี กายภายในก็ดี องค์พระก็ดีจะช่วยเราได้ ให้เรามีความสุข แม้มีทุกขเวทนาที่กายเนื้อ แต่ใจมันจะล่อนออก เหมือนเงาะ กับเปลือกไม่ติดกันอย่างนั้น ใจจะเกลี้ยงๆ ข้างนอกอาจจะมี อาการทุกขเวทนาบ้าง เพราะสังขารก็เป็นของมันอย่างนั้น เวลาจะแตกดับมันก็มี แต่ว่าใจข้างในจะนิ่งสงบมั่นคง และ มีสุขเกิดขึ้น มั่นใจ อบอุ่นใจ ปลอดภัยว่า ถ้าเราหลุดออกไป แล้วไม่ไปอบาย มีแต่ไปสุคติโลกสวรรค์ก็จะเป็นที่พึ่งได้ การอยู่กับตัวเองอย่างนี้ดีที่สุด อยู่กับคนอื่นนั้น แต่ละ คนก็มีปัญหาส่วนตัวด้วยกันทั้งนั้น คนมีปัญหามารวมกับคน ที่มีปัญหาเยอะๆ มันก็ทำให้สิ่งแวดล้อมมีปัญหา ความทุกข์ ทรมาน ความเครียดก็ระบาด เพราะเราไม่อาจจะแก้ตรงนั้นได้ จะปรับปรุงคนอื่นให้เป็นไปตามความปรารถนาของเราได้ เรา แก้ไม่ได้ก็ต้องทำอย่างนี้ หยุดกับนิ่งอยู่กับตัวเองนี่แหละ พอใจใส เห็นดวงธรรมใส กายภายในใส องค์ พระใสๆ เราก็จะอยู่เหนือสิ่งแวดล้อมที่เป็นพิษ เหมือนลิ้นที่อยู่ในปากงูพิษ งูพิษกัดคนตาย แต่ ลิ้นอยู่ใกล้เขี้ยวพิษไม่เป็นไร หรือจุดเย็นในกลาง เตาหลอมอย่างนั้น เราจะอยู่เหนือสิ่งแวดล้อมได้ เองด้วยตัวของตัวเองเลย เป็นไปตามธรรมชาติ และเดี๋ยวสิ่งดีๆ ก็จะค่อยๆ ขยายจากตัวเราไป สู่คนข้างเคียง พอไปถึงจุดนี้ได้ การเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นก็ จะเกิดกับเรา โดยที่เราไม่รู้สึกตัว แต่ผู้ที่สังเกตเราอยู่ เพราะ เราอยู่ในสายตาเขาตลอดเวลา ก็จะเห็นการเปลี่ยนแปลงของ เราไปในทางที่ดีขึ้น เมื่อเป็นอย่างนี้เขาก็จะเกิดแรงบันดาลใจ อยากจะทำตามบ้าง ถ้าเราเย็น เขาก็จะเย็นตาม ค่อยๆ เยือก เย็น สงบนิ่งไปเรื่อยๆ สิ่งดีๆ ก็จะค่อยๆ ขยายจากตัวเราถึงผู้ ที่อยู่รอบข้าง และขยายต่อๆ กันไป เป็นบ้าน หมู่บ้าน ตำบล อำเภอ จังหวัด ประเทศ นานาชาติแล้วก็ทั่วโลก สิ่งดีๆ ในโลกนี้ เริ่มต้นจากศูนย์กลางกาย ฐานที่ ๗ จากจุดเล็กๆ ที่เราหยุดนิ่งได้นี่แหละ ถ้าลูกทุกคนให้ความสำคัญ ทำให้ได้ เราก็จะมี ความสุขในทุกหนทุกแห่ง และพลอยทำให้เพื่อน มนุษย์มีความสุขตามไปด้วย ต้นไม้ต้นเดิมที่บ้านเรา หรือที่ไหนก็ตาม ถ้าเราดูด้วย สายตาที่มาจากรากฐานของความสุขภายใน ต้นเดิมต้น เดียวกันนั้น บางวันเราดูไม่สดชื่น เมื่อเรายังเข้าไม่ถึงตรงนี้ ต้นไม้ก็ยังไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงอะไร แต่เราเปลี่ยนแปลง ภายในตัวภายในใจของเรา เราก็จะมองต้นไม้ต้นนั้นด้วยความ ผาสุก คน สัตว์ สิ่งของก็จะเป็นอย่างนั้นแหละ หยุดกับนิ่งนี่สำคัญนะลูกนะ ให้โอกาสกับตัวเราเองฝึก เอาไว้ เพื่อตัวเราและเพื่อชาวโลกทุกๆ คน หยุดกับนิ่งนี่แหละ มีอานิสงส์และอานุภาพอันยิ่งใหญ่ พลังแห่งคำพูดของผู้ที่หยุดนิ่งได้แล้วจะมี พลัง คำเดียวกัน ประโยคเดียวกัน แต่ถ้าออกมา จากใจของผู้ที่หยุดนิ่งได้ คนรับฟังเขาจะมีความ ปีติ เบิกบาน อาจหาญ ร่าเริง อยากจะทำตาม แต่ถ้าออกมาจากใจของผู้ที่ยังไม่หยุดนิ่ง เขาฟัง แล้วเขาก็ผ่านไป หยุดกับนิ่งนี่สำคัญ การที่จะก้าวไปข้างหน้า ไปได้ไกลอย่างปลอดภัย และ มีชัยชนะ มันต้องหยุดนิ่งให้มั่นคงเสียก่อน หยุดจึงเป็นจุดเริ่มต้น ของทุกๆ กิจกรรม ไม่ว่าจะอาบน้ำ ล้างหน้า แปรงฟัน ขับ ถ่าย รับประทานอาหาร แต่งตัว เรื่องครอบครัว การศึกษา เล่าเรียน ธุรกิจการงาน แม้กระทั่งวัยชราที่จะอยู่กับเหย้า เฝ้ากับเรือนดูแลลูกหลานก็ให้ความอบอุ่นลูกหลาน หรือเมื่อ เผชิญต่ออุปสรรคของชีวิต ทุกข์ โศก โรคภัย มรณภัย อะไร ต่างๆ ใจก็จะเป็นปกติ ไม่ได้พรากหรือห่างไกลจากความสุข ที่แท้จริงเลย เพราะฉะนั้น ต้องขยันนั่งกันนะ นั่งกันไปทุกวัน เวลา ที่เหลืออยู่นี้ก็หยุดใจนิ่งๆ นุ่มๆ เบาๆ สบายๆ ต่างคนต่าง นั่งกันไปเงียบๆ วันอาทิตย์ที่ ๙ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๙ 6.บริกรรมนิมิตและบริกรรมภาวนา ไม่เห็นยากหากได้ หยุดใจ ปล่อยจิตสู่ภายใน เท่านั้น หยุดสนิทไม่ทันไร กายเกิด ละเอียดจนถึงขั้น ผุดแล้วกายในกาย ตะวันธรรม ตั้งใจหลับตาเจริญสมาธิภาวนากันนะ หลับตาเบาๆ ค่อนลูก พอสบายๆ อย่าถึงกับปิดสนิทเหมือนคนเม้มตา บีบ เปลือกตานะ พอสบายๆ ถ้าเราหลับตาเป็น ใบหน้ามันจะผ่อน คลาย พลอยให้ร่างกายผ่อนคลายตามไปด้วย เพราะฉะนั้น ตรงหลับตานี่สำคัญ เป็นเรื่องที่เราจะต้องฝึกฝนให้ดีทีเดียว หลับเบาๆ พอสบายๆ ผ่อนคลายทุกส่วนของร่างกายเลย การนึกบริกรรมนิมิต แล้วก็รวมใจไปหยุดนิ่งๆ นุ่มๆ เบาๆ ที่ศูนย์กลางกาย ฐานที่ ๗ ซึ่งอยู่ในกลางท้องของเรา ในระดับที่เหนือจากสะดือ ขึ้นมา ๒ นิ้วมือ หรือกะประมาณเอา แล้วใช้ใจนึกเหมือนเรานึกถึงภาพมหาธรรมกายเจดีย์ นึกธรรมดาอย่างนั้น หมั่นนึกถึงบริกรรมนิมิตเป็นดวงแก้วใสๆ หรือพระแก้วใสๆ อย่างใดอย่างหนึ่ง ที่เรารู้สึกถนัด ชอบ เพราะคุ้นเคยในการนึก ไม่ชัดเจนก็ไม่เป็นไร นึกเท่าที่เราจะ นึกให้เห็นได้ เป็นภาพทางใจ ซึ่งมันไม่เห็นทันทีเหมือนภาพ ที่เราเห็นด้วยลูกนัยน์ตาเนื้อนะ การที่เราลืมตามองดูอะไรมัน ก็เห็นชัดทันที ถ้าอยู่ใกล้ก็ชัดมาก อยู่ไกลก็ชัดน้อย ของใหญ่ ก็ชัดมาก ของเล็กก็ชัดน้อย ดวงตาภายนอกเห็นชัดทันที ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ แต่หลับตา นึกถึงภาพทางใจ ก็จะมี ๒ ประเภท คือ บางคนก็นึกออก บางคนก็นึกไม่ออก ที่นึกไม่ออกเพราะตั้งใจมากเกินไป ทั้งๆ ที่เราเคยเห็นดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ดวงดาว ดวงแก้วลูกกลมๆ ยิ่งเป็นชาวพุทธ พระพุทธรูปเราก็เคยเห็น ทำด้วยวัสดุต่างๆ เป็นโลหะบ้าง เป็นอิฐ หิน ปูน รัตนชาติ เป็นต้น จริงๆ แล้วนึกมันต้องเห็น แต่บางคนนึกไม่ออก ที่นึก ไม่ออกก็จะเป็นดังกล่าวนั้นแหละคือ ตั้งใจมากเกินไป หรือ นึกออกแต่ว่าไม่ชัดเจน เหมือนเราลืมตาเห็นวัตถุภายนอก เมื่อภายนอกเทียบเป็น ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ บางคนนึกออก ภายในกลางท้องเรา ๒ เปอร์เซ็นต์บ้าง ๕ เปอร์เซ็นต์บ้าง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ นานๆ ก็จะมีสักคนหนึ่ง ๖๐, ๗๐ บ้าง นี่พูดถึงนักเรียนใหม่นะ ไม่ค่อยจะเจอว่าใครหลับตาแล้ว เห็นทีเดียว ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ นอกจากผู้มีบุญที่สั่งสมการปฏิบัติ ธรรมข้ามชาติมามาก นั่นเรายกเอาไว้ เพราะเขาทำมามาก ลำ บากมามาก ยากมามาก เมื่อบุญส่งผลมันก็ง่ายมากๆ เราต้องยอมรับตรงนี้กันก่อนว่า เราอยู่ในประเภทที่นึกได้ ไม่มากนัก ชัดบ้าง ไม่ชัดบ้าง เหมือนของที่ตั้งอยู่ในที่มืดบ้าง สลัวบ้าง เมื่อเรายอมรับอย่างนี้ และเข้าใจว่าการเห็นทางใจ กับการเห็นด้วยลูกตาเนื้อมันต่างกัน ความทุกข์ใจมันก็จะไม่มี บริกรรมนิมิตและบริกรรมภาวนา ความกังวลใจว่ากลัวจะไม่เห็นมันก็หมดไป ความตั้งใจมากเกิน ไป ลุ้น เร่ง เพ่ง จ้อง ก็จะไม่หลงเหลือ ทำความเข้าใจตรงนี้ สักนิดหนึ่ง เสียเวลาตรงนี้นิดหนึ่งสำหรับนักเรียนใหม่ ถ้าไม่บอกอย่างนี้ เดี๋ยวเราจะเผลอเอาลูกนัยน์ตากด ลงไปดู เผลอไปเค้นภาพจนปวดศีรษะ ปวดกระบอกตา เค้น ภาพเพื่อต้องการให้ภาพมันชัดเจน หรือไปควานหาอะไรใน ที่มืด นี่ถ้าเราไม่เข้าใจก็จะเป็นอย่างนี้ แล้วก็จะพลอยเบื่อ หน่ายในการทำ สมาธิ เพราะว่าไม่ได้สุขที่เกิดจากสมาธิ ทำ ให้ เบื่อหน่าย ท้อแท้ ท้อถอย น้อยใจ เข้าใจผิดว่าบุญเรามีน้อย วาสนาน้อย แต่ความจริงทำไม่ถูกวิธี แล้วไม่เข้าใจธรรมชาติ ของการเห็นทางใจว่ามันเป็นอย่างไร กับวัตถุประสงค์ของการ นึกภาพภายในกลางท้อง วัตถุประสงค์ที่แท้จริงคือ ต้องการให้ใจมาอยู่กับเนื้อ กับตัว มาหยุดนิ่งอยู่ภายในศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ซึ่งเป็น ที่สิงสถิตของพระรัตนตรัยในตัว แต่เราไม่คุ้นเคยกับการทำ สิ่งเหล่านี้ คุ้นกับการส่งใจไปข้างนอก ไปคิดในเรื่องราวต่างๆ เราคุ้นอย่างนั้น เราไม่คุ้นที่จะเอาใจไปวางภายใน เพราะฉะนั้น วัตถุประสงค์ต้องการให้ใจหยุดนิ่งๆ อยู่ภายในกลางกาย เพราะ ว่าหยุดเป็นตัวสำเร็จ ที่จะทำให้เราได้บรรลุมรรคผลนิพพาน หรืออย่างน้อยก็เข้าถึงความสุขภายใน ได้เข้าถึงแสงสว่าง ภายใน ถึงดวงธรรม กายภายใน องค์พระใสๆ เพราะฉะนั้น หยุดนี่สำคัญตั้งแต่เบื้องต้นจนกระทั่งเป็นพระอรหันต์ นี่คือ วัตถุประสงค์ของการนึกภาพทางใจไว้ที่กลางกายนะ ต้อง ทำความเข้าใจให้ดี แต่เริ่มต้นใจมันยังคงไม่หยุดง่ายๆ อย่างนั้นหรอก มันได้เป็นบางคน เพราะฉะนั้น เริ่มต้นเราก็ต้องเอาให้ ใจมันอยู่เสียก่อน อยู่ภายในบริเวณกลางท้อง โดยทำความรู้สึกว่าใจอยู่ตรงนี้ มีดวงแก้วใสๆ มี พระแก้วใสๆ ขนาดใหญ่เล็กก็แล้วแต่ใจเราชอบ ให้รู้สึกว่ามีไปก่อน แล้วก็รักษาความรู้สึกนั้นให้ ต่อเนื่องกันไป อย่าเผลอไปคิดเรื่องอื่น แต่ถ้า ห้ามไม่ได้ มันจะเผลอไปคิดเรื่องอื่นด้วยความ คุ้นเคยก็ช่างมัน เพราะเรายังเป็นนักเรียน ยัง ฝึกฝนอยู่ พอรู้ตัวเราก็กลับมาใหม่ บริกรรมภาวนา สัมมา อะระหัง พร้อมทั้งบริกรรมภาวนาในใจกำกับไปด้วย บริกรรม ภาวนาเบาๆ สบายๆ คล้ายกับเสียงบทสวดมนต์ที่เราคุ้น เคย หรือบทเพลงที่เราเคยได้ยิน เราคุ้นเคย ให้เสียงนั้นดัง ออกมาจากในกลางท้อง ต้องกลางท้องนะ ซึ่งใหม่ๆ เราจะ คุ้นกับสมอง จะสวดจะท่องจะภาวนาก็จะคุ้นว่าต้องสมอง เรา ก็เปลี่ยนความคุ้นมาที่กลางท้อง บริกรรมภาวนาในใจเบาๆ สบายๆ สัมมา อะระหัง ดัง ออกมาจากในกลางท้อง บริเวณแถวฐานที่ ๗ ทำ ประหนึ่ง บริกรรมนิมิตและบริกรรมภาวนา ว่า เป็นเสียงแห่งความบริสุทธิ์ ที่มาจากแหล่งแห่งอานุภาพ ที่ไม่มีประมาณ ในอายตนนิพพานที่เรายังไปไม่ถึงโน้นผ่าน มาในกลางกาย ขจัดสิ่งที่เป็นมลทินของใจเราให้หมดสิ้นไป ขจัดทุกข์โศกโรคภัย อุปสรรคต่างๆ นานาในชีวิต วิบัติ บาป ศักดิ์สิทธิ์ วิบากกรรม วิบากมารให้หมดสิ้นไป ภาวนาอย่างมีความสุข แล้วก็สนุกสนานกับการภาวนา บันเทิงใจ สัมมา อะระหัง เรื่อยไป อย่าไปคิดว่ามันจำเป็น จำยอมต้องทำอย่างนี้ อย่างนี้มันก็ไม่มีความสุข เพราะคำว่า สัมมา อะระหัง มีอานุภาพมาก มีความหมายที่สูงส่ง สัมมา ย่อมาจาก มรรคมีองค์ ๘ ตั้งแต่ สัมมาทิฏฐิ มีความ เห็นชอบ เรื่อยไปถึงสัมมาสมาธิ การทำสมาธิชอบ รวมถึง การประพฤติชอบทั้งกาย วาจา ใจ เป็นต้น ก็คือให้ประพฤติดี ปฏิบัติชอบ นี่ความหมายของสัมมาย่อๆ อะระหัง หมายถึง ห่างไกลจากกิเลส จากความโลภ ความโกรธ ความหลง สิ่งที่ไม่ดี วิบากกรรม วิบากมาร วิบัติ บาปศักดิ์สิทธิ์ ชีวิตที่ผิดพลาดที่ผ่านมาแล้วจะห่างไกลจาก สิ่งนั้น จนกระทั่งใจนั้นสะอาดบริสุทธิ์ บริสุทธิ์ในระดับที่เห็น ความบริสุทธิ์ด้วยใจของเราได้ เพราะฉะนั้น คำว่า สัมมา อะระหัง จึงมีความหมาย ที่ยิ่งใหญ่และสูงส่ง ทุกคำที่เราภาวนาในใจ ใจเราจะถูกกลั่น ให้ใสสะอาดบริสุทธิ์ ทั้งธาตุธรรมเห็นจำคิดรู้ ดิน น้ำ ลม ไฟ วิญญาณ อากาศธาตุ เห็นจำคิดรู้สะอาดไปหมด เมื่อความบริสุทธิ์บังเกิดขึ้นในใจแทนที่ความไม่บริสุทธิ์ อานุภาพอันไม่มีประมาณก็จะติดตามมาด้วย ทำให้ใจเรามี พลังที่จะทำแต่ความดี มีพลังที่จะกล้าละความชั่ว และมีพลัง ที่จะทำให้ใจเราใสสะอาดบริสุทธิ์ตามคำสอนของพระสัมมา- สัมพุทธเจ้า ภาวนา กับ การท่อง ไม่เหมือนกัน แต่ ภาวนา กับคำว่า ท่อง ความหมายจะ แตกต่างกัน ท่อง เราต้องใช้กำลังในการนึก การคิด แม้ท่อง ในใจก็ยังต้องใช้กำลัง แต่ถ้าภาวนา มันละเอียด ไปกว่านั้น คือ เหมือนเป็นเสียงที่ละเอียดเป็น สำนึกลึกๆ ที่ดังออกมาเองโดยไม่ได้ใช้กำลังใน การท่อง อย่างนี้ถึงจะเรียกว่า ภาวนา ใหม่ๆ เราต้องยอมให้เป็นการท่องไปก่อน เพื่อให้คล่อง ปากขึ้นใจ แต่ต่อไปมันก็จะปรับของมันไปเอง ไปสู่ในระดับ ของคำภาวนา คือเป็นเสียงละเอียด สำนึกลึกๆ ที่ดังออกมา เองจากในกลางท้องของเรา เมื่อเราคล่องปากขึ้นใจแล้ว ก็จะ ผ่านมาในกลางท้องกลางกายเอง ประคองใจด้วยบริกรรมภาวนา สัมมา อะระหัง อย่าง นี้ไปเรื่อยๆ ก็จะทำให้ใจอยู่กับเนื้อกับตัว อยู่ในกลางท้อง เรา เพราะเป้าหมายของเราคือฐานที่ ๗ จะอยู่บริเวณแถวๆ นั้น จนกระทั่งถึงจุดๆ หนึ่งเมื่อมันถูกส่วนเข้า คือ ความพอดี มันเกิดขึ้นเอง ใจก็จะหยุดนิ่งๆ เมื่อใจหยุดนิ่งมันก็จะทิ้งคำ ภาวนาไปเอง คือหมดความจำเป็นที่จะต้องประคองใจแล้ว หมดความจำเป็นที่จะเป็นพี่เลี้ยงของใจ ประคับประคองให้ อยู่ที่ฐานที่ ๗ เมื่อถึงที่หมายแล้ว คำภาวนา สัมมา อะระหัง ก็หมดความจำเป็นที่เราจะใช้ เหมือนเรือจ้างที่แจวมาส่งถึงฝั่ง แล้วก็จอดที่ริมฝั่ง หลังจากนั้นเราก็เดินทางต่อไป ไม่จำเป็น ที่จะต้องแบกเรือจ้างขึ้นฝั่งไปด้วย เพราะฉะนั้น ถ้าเราภาวนาถึงจุดแห่งความสมบูรณ์ของ หน้าที่การประคองใจ หน้าที่ของการเป็นกัลยาณมิตรให้แก่ใจ คำภาวนานั้นก็จะเลือนหายไปเอง จนกระทั่งเราเกิดความรู้สึก ว่าไม่อยากจะภาวนาต่อไป อยากหยุดใจนิ่งๆ นุ่มๆ อย่างนี้ อย่างเดียว ความรู้สึกภายในที่พัฒนาไปเมื่อใจหยุดนิ่ง แล้วคำว่า นิ่ง นุ่ม ละมุนละไม จะรู้จักตอนที่ใจหยุดจริงๆ นั่นแหละ คือมันนุ่มจริงๆ ใจมันละเอียดอ่อนลงไป ละเอียด ลงไป ละมุนแต่มีพลัง แล้วพอถึงตอนนี้มันก็จะปรับสภาพ ความรู้สึกที่ร่างกายที่เคยทึบ ก็จะโล่ง โปร่ง ร่างกายที่เคย หนักๆ มันก็จะเบา ที่เคยลำบากก็จะสบาย โล่ง โปร่ง เบา สบาย ที่คับแคบก็จะขยาย รู้สึกตัวขยายกว้างออกไป เหมือนลูกโป่งที่เราอัดลม เข้าไป ค่อยๆ พองโตขึ้น แต่ลูกโป่งยังมีข้อจำกัดในการพองโต มันก็ได้ในระดับหนึ่ง แต่ใจหยุดนิ่งแล้ว อาการพองโตของกาย และใจมันไม่มีขอบเขต ตั้งแต่พองโตใหญ่กว่าตัวเรา ถ้าเรานั่งที่ บ้านก็ใหญ่กว่าห้อง นั่งในสภาธรรมกายสากลก็ใหญ่ขนาดสภา ธรรมกายสากลบ้าง ใหญ่กว่านั้นบ้าง จนกระทั่งกลมกลืนไปกับ บรรยากาศ คือมันขยายหายไปเลย โตอย่างไม่มีขอบเขต ใจก็ จะขยาย ความรู้สึกที่ร่างกายหายไป ไร้น้ำหนัก แล้วมีความสุขอย่างไม่มีประมาณบังเกิดขึ้น แม้ยังไม่ เห็นอะไรก็ตาม แต่ก็เป็นรางวัลสำหรับผู้ที่มีความเพียรฝึก ใจให้หยุดนิ่งๆ อย่างถูกหลักวิชชา เป็นรางวัลสำหรับผู้ที่ให้ ความสำคัญต่อการฝึกใจหยุดใจนิ่ง คือ ความสุขจะเกิดขึ้น กายก็สบาย ใจก็สบาย เบิกบาน เหมือนอยู่กลางอวกาศที่ ไม่มีขอบเขต เคว้งคว้างแต่นิ่ง กว้างขยายไปทุกทิศทุกทาง เข้าเขตอาณาจักรแห่งความใสของใจ แต่มีจุดๆ หนึ่งที่นิ่งเป็นหลักของอาการที่ขยายออกไป รอบตัวนั้น แล้วเราจะเริ่มสัมผัสความใสของใจได้ ที่ได้ยินว่า ใจใส เราจะเริ่มสัมผัสเหมือนเข้าไปสู่ขอบเขตนั้น พรมแดน ของความใส อาณาจักรความใสของใจ จะเริ่มสัมผัสตรงนั้น แล้วใจก็จะนิ่งต่อไปอีก คือ จะนิ่งยิ่งขึ้น จนนิ่งในระดับที่ มันไม่เขยื้อน คือมันนิ่งแน่น แต่แน่นที่ไม่อึดอัด แน่นที่มีความ สุข คือขอบเขตอาณาจักรนั้นเต็มไปด้วยความนิ่ง สมมติว่า ตัวขยายไปเท่ากับท้องฟ้า ถ้าเราจะเขียนคำว่า นิ่ง มันโตเต็ม ท้องฟ้า นิ่งอย่างนั้นแหละ และความรู้สึกของเราก็เลยความรู้สึกที่ อยู่ในโลกใบนี้ ที่มีขอบเขตจำกัด เหมือนเราตัดเส้นรอบวงออกไป อาณาจักรของใจดูเหมือนว่า มันไปสุดขอบฟ้า ฟ้าที่ไม่มีฝาครอบ ฟ้าที่ไม่มีขอบเขต และความสว่างก็จะเรืองรองขึ้นมา แสงสว่างภายในที่น่าอัศจรรย์ บ้างก็เหมือนฟ้าสางๆ ตอนตี ๕ ในฤดูร้อน บ้างก็สว่าง เหมือน ๖ โมงเช้า สว่างเหมือนเห็นแสงเงินแสงทองในยาม อรุโณทัย ดวงอาทิตย์ขึ้น ความสว่างนั้นมากับความสุขที่ เพิ่มขึ้น ความสุขจะเพิ่มขึ้นไปตามความสว่าง เป็นแสงสว่าง ภายในที่น่ามหัศจรรย์ เราหลับตาแล้วมันไม่มืด แสงสว่างที่ ใสเหมือนแสงแก้วที่เนียนตาละมุนใจ ความสว่างจะเพิ่มขึ้น เรื่อยไป เมื่อใจยิ่งนิ่งยิ่งหยุด ยิ่งหยุดยิ่งนิ่งยิ่งสว่างเพิ่มขึ้น กระทั่งไปถึงความสว่างประดุจดวงอาทิตย์ยามเที่ยงวัน เป็น ความสว่างที่กระจายออกไปทุกทิศทุกทาง ความสว่างนั้นก็ใส บริสุทธิ์ ยิ่งหยุดยิ่งนิ่งยิ่งสว่างกว่านั้นเพิ่มเข้าไปอีก เราคุ้นเคยกับความสว่างแค่ดวงอาทิตย์ยามเที่ยงวัน ซึ่ง ถือว่าสว่างที่สุดเท่าที่ตามนุษย์เราจะพึงเห็นได้ แต่แสงสว่าง ภายในมันยิ่งกว่านั้น มันเป็นความสว่างที่ไม่มีอยู่ในโลกใบนี้ เราไม่คุ้นเคย ไม่ทราบว่าจะใช้คำว่าอะไร เพราะคำว่าเที่ยง วันในโลกมนุษย์ คือที่สุดแห่งความสว่างของดวงอาทิตย์ เลย ไปกว่านั้นแสงสว่างมันก็จะหรี่ลงไปเรื่อยๆ แต่นี่มันสว่างกว่า ดวงอาทิตย์ยามเที่ยงวัน แต่ถ้าจะเทียบก็เหมือนกับเอาดวง อาทิตย์ยามเที่ยงวันสัก ๒ ดวง มาขยายความสว่างนั้นเพิ่ม ขึ้น แต่ความไม่แสบตาเคืองตาก็ยังคงเดิม ยิ่งเจิดจ้าก็ยิ่งมี ความสุข มีความเบิกบาน เราจะรู้จักคำว่า เบิกบาน เมื่อความสว่างภายในบังเกิด ขึ้น ในยามที่ไร้น้ำหนัก ไร้ความรู้สึกของความเป็นตัวตนของ ร่างกาย มันเหมือนอาการขยายของดอกบัวที่ได้รับแสงตะวัน แล้วคลี่ขยายกลีบเบ่งบาน แต่นั่นเป็นเพียงข้ออุปมาเท่านั้น แต่นี่คืออาการขยายของใจ ซึ่งแต่เดิมมันเคยคับแคบ อึดอัด ถูกจำกัดให้อยู่ในขอบเขตแห่งความโศกเศร้าเสียใจ คับแค้น ใจ ร่ำพิไรรำพัน เศร้า ซึม เซ็ง เครียด เบื่อ กลุ้มอะไรอย่าง นั้น แต่อารมณ์เหล่านั้นมันไม่มีหลงเหลืออยู่เลย ไม่รู้จักว่ามี อารมณ์นั้นเกิดขึ้น มันจะสบายอย่างที่เราก็ไม่ทราบว่าจะไป เทียบกับอะไร เพราะในโลกนี้ไม่มีอะไรจะสบายเท่า ไม่ว่าเรา จะประสบความสำเร็จในชีวิตแบบชาวโลกในสิ่งที่เราอยากได้ อยากมี อยากเป็น แล้วเราก็ได้ แล้วเราก็มี แล้วเราก็เป็น แต่ มันก็ไม่ทำให้ใจเราอิ่มหรือพองโตขนาดนี้ ใจนิ่งแน่นจนเห็นแหล่งกำเนิดแสงสว่างภายใน ใจเราจะใส จะบริสุทธิ์ ซึ่งมันดึงดูดให้ใจนิ่งแน่นหนัก ขึ้นไปเรื่อยๆ ถึงในระดับที่เราเห็นแหล่งกำเนิดของแสงสว่าง ภายในนั้น บ้างก็เป็นจุดเล็กๆ เหมือนดวงดาวในอากาศ บ้าง ก็เหมือนพระจันทร์ในคืนวันเพ็ญ บ้างก็โตขนาดพระอาทิตย์ ยามเที่ยงวัน บ้างก็ใหญ่กว่านั้น บ้างก็เท่ากับฟองไข่แดง ของไก่ คือพอถึงแหล่งกำเนิดของแสงที่โตเท่ากับฟองไข่แดง ของไก่ เราจะนึกอะไรไม่ออกเลยในโลก ที่เราจะไปเทียบ กับขนาดของแหล่งกำเนิดของแสงสว่างภายในดังกล่าวนั้น นอกจากฟองไข่แดงของไก่ ไม่ว่าชาติไหนภาษาไหนก็แล้ว แต่ เมื่อใจหยุดนิ่งเข้าถึงในระดับที่เห็นแหล่งกำเนิดของแสง สว่างภายในโตขนาดนี้ จะใช้คำนี้ทั้งสิ้น เข้าถึงดวงที่มีชีวิต นี่คือความมหัศจรรย์ของใจที่เข้าถึงสิ่งที่มีอยู่แล้วใน ตัวของทุกๆ คน โตเท่ากับฟองไข่แดงของไก่ใสๆ ความใส ตรงนี้จะชัดเจนกว่าเมื่อกี้นี้ เมื่อกี้นี้เราเข้าเขตอาณาจักรแห่ง ความใสของใจ แต่พอเราเห็นดวงใสๆ ที่เกิดขึ้นนี้ เราจะเข้าถึง ความจริงความหมายของคำว่า ใส มันจะเป็นดวงใสๆ บ้างก็ เรียกว่า ดวงแก้ว เพราะว่าไม่รู้จัก แต่ก็ยอมรับว่า เราไม่อาจ จะเรียกว่าดวงแก้วได้ เพราะดวงแก้วเราก็เคยเห็น เห็นแล้ว มันก็ธรรมดาๆ มันกลมเหมือนกันจริง แต่นี่มันใสกว่า สว่าง กว่า สำคัญที่อารมณ์สุขเวทนามันเกิดขึ้น ใจเป็นสุข สุขอย่าง พูดไม่ออกบอกไม่ถูกทีเดียว แล้วดูเหมือนดวงนั้นมีชีวิต คือมันขยายได้ และบาง มัน ฟ่องเบาบาง ยิ่งเรานิ่งแล้วมันชวนดูด้วย ชวนหยุดใจมาอยู่ ตรงนี้ ยิ่งเรานิ่งนุ่มหนักเข้าไปอีก ดวงนั้นจะขยาย แต่ดวงแก้ว ภายนอกเรามองเท่าไรมันก็โตเท่าเดิม และความรู้สึกว่าดวง ข้างในกับดวงแก้วข้างนอกนั้นมันกลมไม่เหมือนกัน ทั้งๆ ที่ ดวงแก้วข้างนอกเขาก็เจียระไนกลมดิกเลย แต่พอถึงดวงสว่าง ภายใน ที่เป็นต้นแหล่งกำเนิดของแสงสว่างแห่งความบริสุทธิ์ ภายในนั้น เราจะมีความรู้สึกว่าตรงนี้กลมกว่า ดวงแก้วข้างนอก ดูเหมือนมันยังไม่ค่อยกลม มันก็เป็นความรู้สึกที่แตกต่าง แล้ว ก็น่าทึ่งน่าอัศจรรย์ทีเดียว ใจเราก็จะมีปีติ ใจจะสงบนิ่ง เราจะรู้จักคำว่า อุเบกขา นี่ มันเป็นอย่างไร คือใจจะเป็นกลางๆ แต่มีความสุขด้วย อุเบกขา ที่มีความสุข อุเบกขาบางชนิดมันไม่สุขไม่ทุกข์ แต่พอถึงนิ่ง ตรงนี้แล้วละก็เป็นดวงใสๆ ใจมันนิ่งเป็นกลางๆ แล้วบริสุทธิ์ มีความสุขมาก กลางดวงธรรมนั้นจะเชิญชวนให้เราเข้าไป สู่ภายใน จะดึงดูดเข้าไปเพื่อที่จะได้เรียนรู้ในสิ่งที่เราไม่ได้รู้ เรื่องมาก่อนเลย แล้วเป็นความรู้คู่กับความบริสุทธิ์ ความรู้คู่ ความสุขก็เกิดขึ้น เราจะมีหลักของใจแล้ว ใจจะมีที่ยึดที่เกาะ ไม่ว้าเหว่ ไม่เหงา ไม่ซัดส่ายไปที่อื่นเลย แล้วก็จะชวนให้เราสมัครใจนั่งสมาธิทุกวัน ไม่ฝืน ไม่ พยายามนั่ง เหมือนความรู้สึกเก่าๆ ที่ผ่านมาว่า เราต้องฝืน เราต้องพยายามที่จะนั่งทำความเพียร แต่นี่ฉันทะมันเกิดขึ้น เอง คือรักที่จะหยุดใจไว้ตรงนี้ มีฉันทะ วิริยะมันก็ตามมา ความเพียรจะต่อเนื่อง โดยไม่คิดว่าอะไรเป็นอุปสรรค ใจจะ จดจ่อทั้งวันทั้งคืนเลย นั่ง นอน ยืน เดิน จะกิน ดื่ม ทำ พูด คิด หยุดนิ่ง ลิ้มรส เหยียดแขน คู้แขน หรือทำอะไรก็แล้วแต่ มันอยากจะอยู่ตรงนี้อยู่ที่เดียวเลย ใจก็จะตรวจตราอยู่ที่ตรงนี้ จะหยุดจะนิ่งเข้าไปเรื่อยๆ แล้วเดี๋ยวเราก็เห็นไปตามลำดับ อานิสงส์ใหญ่จากใจที่หยุดนิ่ง อานิสงส์ใหญ่ก็จะเกิดขึ้นกับเราเลย คือความรู้สึกว่า เราได้ถอดออกจากวิบากกรรมทีละเล็กทีละน้อย เพราะรู้สึก ถึงความบริสุทธิ์ของใจที่หลุดพ้นจากชีวิตที่ผิดพลาดดังกล่าว ใจมันจะเกลี้ยงๆ รู้สึกสะอาด ขยาย มหากรุณาก็จะเกิดขึ้นตอนนี้ด้วย คืออยากให้ทุกคน ในโลกได้เห็นเหมือนเรา เข้าถึงเหมือนเรา โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ ใกล้ชิดกับเราเป็นเบื้องต้น ความรู้สึกเหล่านี้ก็ค่อยๆ บังเกิด ขึ้นมาพร้อมๆ กัน เพราะฉะนั้น ลูกทุกคนต้องหมั่นฝึกฝนอบรมใจนะ ฝึก ไปเรื่อยๆ แล้วสักวันหนึ่งเราจะได้ครอบครองความรู้สึกชนิดนี้ ใจเราจะเบิกบาน แช่มชื่น นอนเป็นสุข ยืนเป็นสุข เดินเป็นสุข นั่งเป็นสุข ทุกอิริยาบถก็จะเป็นสุข ไม่ว่าสิ่งแวดล้อมจะเป็นทุกข์เพียงใด ใจเราก็มีหลักของใจ มันจะยึดตรงนี้ แล้วก็จะมีดวงปัญญา คือ ความรู้ที่พอเหมาะ กับปัญหาที่เราจะแก้ มันจะเกิดขึ้นมาเอง เวลาหลับมันก็จะ หลับอยู่ตรงนี้ อยู่ในกลางความสว่าง แตกต่างจากเคยหลับใน ความมืด เคลิ้มๆ มึน ซึม ตึง เมา ไม่รู้เรื่องรู้ราว หลับแบบ ขาดสติ ตรงนี้หลับแบบมีสติ หลับที่มันอิ่ม เราจะเห็นว่ากาย หยาบเท่านั้นแหละที่พักผ่อน แต่กายละเอียดภายในก็ยังคงทำ สมาธิ เราจะเห็นความแตกต่างและดูเหมือนว่าเราก็หลับปกติ แต่เหมือนประเดี๋ยวเดียว หลับอยู่ในกลางความสว่าง ตื่นออก มาก็ตื่นอยู่กลางความสว่าง แล้วก็ดึงเอาความสุขภายในออก มาขยายสู่ภายนอกด้วย ก็จะค่อยๆ ขยายออกไป ความสุขที่ติดออกมาจากการตื่นในกลางดวงธรรม ใสๆ ความสว่างภายใน แล้วชีวิตในวันใหม่ของเราก็จะสดใส ตั้งแต่อาบน้ำ ล้างหน้า แปรงฟัน รับประทานอาหาร กระทั่ง ไปทำมาหากิน ไปเรียนหนังสือ ทุกหนทุกแห่งเราก็จะเป็นแสง สว่างให้กับทุกสถานที่อย่างมีความสุขแล้วก็บันเทิงใจ เพราะ ฉะนั้นต้องหมั่นฝึกนะลูกนะ หมั่นฝึกฝนอบรมใจ แล้วลูกจะ เป็นบุคคลที่ใครๆ ก็อยากจะเป็นแบบลูก เราจะไม่น้อยเนื้อต่ำใจเหมือนกาลเวลาที่ผ่านมาว่า ทำไม เราไม่รวยอย่างเขา ไม่มีอะไรทุกอย่างสมบูรณ์อย่างเขา เรามัน ต่ำต้อยอะไรต่างๆ พวกนั้น มานะทิฏฐิเหล่านั้นก็จะหมดไป หรืออย่างน้อยก็ระงับไป เพราะว่าเราไม่ได้คำนึงถึงสิ่งเหล่า นั้นเลย ใจก็จะอยู่ตรงนี้ หยุดอยู่ตรงนี้สว่าง โดยจิตดำเนิน เข้าไปเรื่อยๆ กระทั่งถึงองค์พระภายใน เราจะเป็นมนุษย์มหัศจรรย์ที่มีพระในตัว เห็นตลอดเวลา ชัดใสแจ่มทีเดียว เป็นปุถุชนที่มีพระภายใน เป็นคฤหัสถ์ที่มี พระภายใน ที่ยังวนอยู่ในโลกนี้ แบบผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานแล้ว ที่ควบคุมสิ่งแวดล้อมได้ ไม่ตกเป็นทาสของสิ่งแวดล้อม ใจเราจะ สบาย เพราะฉะนั้นต้องขยันนะ เวลาที่เหลืออยู่นี้ เราก็หยุดใจ นิ่งไปเรื่อยๆ อย่างสบายๆ วางเบาๆ ตามที่ได้แนะนำมานะ วันอาทิตย์ที่ ๒๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๙ 7.นึกได้ก็เห็นได้ ดี ที่สุดหยุดไว้ ตรงกลาง แล้ว จักพบหนทาง พ่อชี้ ลูก นิ่งสนิทจิตพร่าง พราวสว่าง รัก ถูกธรรมตามนี้ หลีกลี้กิเลสมาร ตะวันธรรม เมื่อเราได้สวดมนต์บูชาพระรัตนตรัยกันเสร็จเรียบร้อย แล้ว ต่อจากนี้ไปตั้งใจให้แน่แน่วมุ่งตรงต่อหนทางพระนิพพาน กันทุกๆ คนนะ ให้นั่งขัดสมาธิโดยเอาขาขวาทับขาซ้าย มือขวาทับมือซ้าย ให้นิ้วชี้ของมือข้างขวาจรดนิ้วหัวแม่มือ ข้างซ้าย วางไว้บนหน้าตักพอสบายๆ หลับตาของเราเบาๆ ค่อนลูก พอสบายๆ คล้ายๆ กับตอนที่เราใกล้จะหลับ อย่า ไปบีบเปลือกตา อย่ากดลูกนัยน์ตานะ ทำใจของเราให้เบิกบาน แช่มชื่น ให้สะอาด บริสุทธิ์ ผ่องใส ไร้กังวลในทุกสิ่งไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม ให้ปลด ปล่อย วาง ทำใจให้ว่างๆ แล้วก็มาสมมติว่า ภายในร่างกาย ของเรานั้นปราศจากอวัยวะ สมมติว่าไม่มีปอด ตับ ม้าม ไต หัวใจ เป็นต้น ให้เป็นที่โล่งๆ ว่างๆ เป็นปล่อง เป็นช่อง เป็น โพรง กลวงภายใน คล้ายๆ ท่อแก้ว ท่อเพชรใสๆ ทางเดินของใจ ๗ ฐาน คราวนี้เราก็มาทบทวนคำสอนของพระเดชพระคุณหลวงปู่ พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) ผู้ค้นพบวิชชาธรรมกาย ที่ท่านอบรมสั่งสอนเกี่ยวกับเรื่องทางเดินของใจซึ่งเป็นทาง ไปเกิดมาเกิดของสัตว์โลกทั้งหลาย รวมทั้งตัวของเราด้วย อาทิตย์หนึ่งเรามาประชุมพร้อมกันต้องมาทบทวนหลักวิชชา เอาไว้ แต่เมื่อเรากลับไปปฏิบัติที่บ้านในวันธรรมดา เราก็เอาใจ ไปไว้ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ เลย ทางเดินของใจมีทั้งหมด ๗ ฐาน ฐานที่ ๑ อยู่ที่ปากช่องจมูก ท่านหญิงอยู่ข้างซ้าย ท่าน ชายอยู่ข้างขวา ฐานที่ ๒ อยู่ที่เพลาตา หรือตรงหัวตาที่น้ำตาไหล ท่าน หญิงอยู่ข้างซ้าย ท่านชายอยู่ข้างขวา ฐานที่ ๓ อยู่ที่กลางกั๊กศีรษะ ในระดับเดียวกับหัวตา ของเรา ฐานที่ ๔ อยู่ที่เพดานปาก ช่องปากที่อาหารสำลัก ฐานที่ ๕ อยู่ที่ปากช่องคอ เหนือลูกกระเดือก ฐานที่ ๖ อยู่ในกลางท้องของเราในระดับเดียวกับสะดือ โดยสมมติว่า เราหยิบเส้นด้ายขึ้นมา ๒ เส้น นำมาขึงให้ตึง เส้นหนึ่งขึงจากสะดือทะลุไปด้านหลัง อีกเส้นหนึ่งขึงจากด้าน ขวาทะลุไปด้ายซ้าย ให้เส้นด้ายทั้งสองตัดกันเป็นกากบาท จุดตัดจะเล็กเท่ากับปลายเข็ม ตรงนี้แหละเรียกว่า ศูนย์กลาง กายฐานที่ ๖ ถูกกลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์หยาบ ใสบริสุทธิ์ โตเท่ากับฟองไข่แดงของไก่ ธรรมดวงนี้สำคัญมาก ถ้าไม่มีธรรมดวงนี้ เรามาเกิด เป็นมนุษย์ไม่ได้ ธรรมดวงนี้จึงทรงรักษากายมนุษย์เอาไว้ ฐานที่ ๑ ปากช่องจมูก ฐานที่ ๒ เพลาตา ฐานที่ ๓ จอมประสาท ฐานที่ ๔ ช่องเพดาน ฐานที่ ๕ ปากช่องลำคอ ฐานที่ ๗ ศูนย์กลางกายที่ตั้งจิตถาวร ฐานที่ ๖ กลางท้องระดับสะดือ ภาพแสดงทางเดินของใจทั้ง ๗ ฐาน ถ้าผ่องใสไม่เศร้าหมองชีวิตก็รุ่งเรือง ถ้าเศร้าหมองไม่ผ่องใส ชีวิตก็ร่วงโรย ถ้าธรรมดวงนี้ดับ ชีวิตก็ดับไปด้วย ธรรมดวง นี้จึงเป็นเครื่องยืนยันว่า ถ้าใครฝึกใจให้หยุดนิ่งแล้วจะต้อง เข้าถึงอย่างแน่นอน ที่เข้าไม่ถึงธรรมนั้นเป็นไม่มี ถ้าได้ทำก็ ทำได้ ทำไม่ได้มีเพียงประการเดียวคือ ไม่ได้ทำ หรือทำไม่ ถูกหลักวิชชาเท่านั้น เพราะฉะนั้นก็เป็นเครื่องยืนยันให้เรา อุ่นใจว่า ทำความเพียรไปเถิด ให้ถูกหลักวิชชา ทุกวันทุก คืนให้สม่ำเสมอเราจะต้องเข้าถึงธรรมกันอย่างแน่นอนไม่ถึง เป็นไม่มี เพราะฉะนั้น เราจะได้เลิกวิตกกังวล เลิกท้อแท้ท้อถอย กัน เมื่อเรายังทำไม่ได้ผล เพราะธรรมดวงนี้เป็นเครื่องยืนยัน ว่า ต้องได้แน่ๆ ฐานที่ ๗ อยู่เหนือจากฐานที่ ๖ ขึ้นมา ๒ นิ้วมือ โดย สมมติว่า เราเอานิ้วชี้กับนิ้วกลางมาวางซ้อนกัน แล้วนำไป ทาบตรงจุดตัดของเส้นด้ายทั้งสอง สูงขึ้นมา ๒ นิ้วมือ ตรงนี้ เรียกว่า ฐานที่ ๗ ทั้งหมด ๗ ฐาน เป็นทางเดินของใจ ไป เกิดมาเกิดต้องอาศัยทางนี้แหละ สำคัญทุกฐาน แต่ที่สำคัญที่สุดก็คือฐานที่ ๗ เพราะว่าเป็น ที่เกิด ที่ดับ ที่หลับ ที่ตื่น และเป็นทางไปสู่ อายตนนิพพาน ทางหลุดทางพ้นจากกิเลสอาสวะทั้งหลาย ได้ เป็นทางเข้าถึงความสุขที่แท้จริง ความสมหวังในชีวิต และ เป็นทางที่จะทำ ให้เราเข้าถึงความรู้ที่แท้จริง ที่เกี่ยวกับความ เป็นจริงของชีวิต ทำให้ชีวิตรอดปลอดภัย มีชัยชนะ และเป็น ทางที่จะเข้าถึงพระรัตนตรัยในตัวด้วย ซ้อมร้อยวัน แพ้ชนะกันวันเดียว ฐานที่ ๗ นี้จึงสำคัญ เกิด ดับ หลับ ตื่น อยู่ตรงนี้ เกิด เรามาเกิดแล้ว แต่ดับ คือตาย ก็ต้องตายตรงนี้ และตรงนี้ สำคัญเป็นทางไปสู่ปรโลก ถ้าใจใสไม่เศร้าหมองสุคติก็เป็นที่ ไป ถ้าใจหมองไม่ผ่องใสทุคติเป็นที่ไป หลักวิชชามีอยู่ตรงนี้ เราฟังกันทุกอาทิตย์เพื่อตอกย้ำความทรงจำของเราให้แน่น เข้าไปเรื่อยๆ จะได้ไม่ประมาทชะล่าใจ ในเมื่อเราหลีกเลี่ยงความตายและการไปสู่ปรโลกไม่ได้ เพราะฉะนั้นต้องฝึกซ้อมตรงนี้เอาไว้ให้ดี ซ้อมกันทุกวัน วันละหลายๆ ครั้ง ทำให้เป็นให้ได้ ให้มันใสให้ได้ ฝึกซ้อม หลายวัน แพ้ชนะกันวันเดียว ในวันสุดท้ายสงครามศึกชิงภพ สุคติและทุคตินั่นแหละ เราจะเอามาใช้ตรงนี้ ถ้าใจใสแล้วจะมีแต่ภาพดีๆ บังเกิดขึ้น เราจะหนีภาพ ไม่ได้ กรรมนิมิต กรรมารมณ์ หนีภาพการกระทำไม่พ้นเลย ซึ่งกรรมนิมิตจะทำให้เราเข้าถึงคตินิมิต ก็จะมีภาพคตินิมิต อีกนั่นแหละ ภาพที่จะไปสู่สุคติหรือทุคติ ดังนั้นภาพสุดท้าย ต้องสดใส ต้องสวยงาม เป็นภาพสรุปงบดุลของชีวิต และภาพ อะไรดีไม่เกินไปกว่าภาพดวงธรรมหรือองค์พระที่ฉายขึ้นให้ดู บนจอนั่นแหละ พอเป็นแนวทางให้เรารู้ว่าภาพสุดท้ายต้อง อย่างน้อยอย่างนี้ จะเริ่มต้นด้วยภาพอะไรก็แล้วแต่ เวลาใจใสแล้วต้อง ได้ภาพอย่างนี้ ดวงใสหรือองค์พระใสๆ ที่จะนำเราไปสู่สุคติ ภพ เพื่อทำให้ชีวิตหลังความตายนั้นมีแต่ความสุขสมหวังอัน ยาวนานกว่าตอนที่มีกายมนุษย์นี้อยู่ มันนานเสียจนกระทั่งเรา นึกไม่ถึง หรือไม่ค่อยจะเชื่อด้วยว่ามันจะนานอะไรขนาดนั้น ทั้งสุคติทุคติ ทุคติเป็นที่ที่ไม่ควรไป แต่สุคติเป็นที่ที่ควรไป การฝึกใจให้หยุดนิ่งเป็นงานที่แท้จริง การที่เรามาฝึกฝนใจให้หยุดนิ่ง ก็เพื่อต้องการให้ใจใสๆ เข้าถึงพระรัตนตรัยในตัว ให้เราได้มีความสุขในปัจจุบันทันที ที่เข้าถึง เป็นความสุขที่ยิ่งใหญ่ ที่เราไม่เคยนึกเลยว่า มีความ สุขชนิดนี้มาก่อน จะทำให้เราได้เรียนรู้เรื่องราวความจริงของ ชีวิตเพิ่มเติมขึ้นจากที่เราได้รู้ได้เห็นด้วยตามนุษย์ มันจะมี ความรู้ที่เพิ่มเติมขึ้นเป็นความรู้ที่ยิ่งใหญ่ที่ทำให้ชีวิตปลอดภัย และมีชัยชนะ มีความสมหวัง เมื่อใจหยุดนิ่งแล้วจะเป็นอย่าง นี้ แล้วก็เป็นทางมาแห่งบุญด้วย เพราะฉะนั้น ต้องซ้อม ต้องฝึกเอาไว้ นี่คือกรณียกิจ คือ กิจที่แท้จริง หรืองานที่แท้จริงของมวลมนุษยชาติของตัวเรา ส่วนกิจอย่างอื่นเป็น อกรณียกิจ ที่จะไปเที่ยวเตร่สนุกสนาน เพลิดเพลินมันก็ไม่มีประโยชน์อะไร โลกใบนี้ที่เรามาเกิด ไม่ใช่เป็นโลกแห่งความ สนุกสนานเพลิดเพลิน แต่เป็นโลกแห่งการสร้าง บารมี เติมบุญเติมบารมีของเราให้กลั่นกล้าเพิ่ม เติมขึ้น มีทำมาหากินกับทำมาสร้างบารมีเท่านั้น ที่เป็นเรื่องหลัก เมื่อกายหยาบต้องกินต้องใช้เรา ก็ต้องทำมาหากินกันไป ประกอบสัมมาอาชีวะ กันไป แต่กิจที่แท้จริงคือการหยุดนิ่ง หยุดนิ่งเป็นกรณียกิจ เป็นงานที่แท้จริงของตัวเราและ มวลมนุษยชาติทั้งหลาย เพื่อให้ใจใส พอตอนสุดท้ายของชีวิต ที่เราหลีกเลี่ยงภาพไม่ได้ เราก็จะต้องให้ได้ภาพที่ดี นี่พูดถึง การตายอย่างปกติที่ไม่ใช่โดยอุบัติเหตุนะ เราหนีภาพไม่พ้น เพราะฉะนั้นต้องให้ใสเอาไว้ อาทิตย์หนึ่งเรามาปฏิบัติธรรมร่วมกันก็มาฝึกกันอย่างนี้ แหละ ทำให้มันได้ ทำให้มันมี ทำให้มันเป็นกันเสีย ฝึกกันไปทุกๆ วัน จะต้องสมหวังกันอย่าง แน่นอน อย่าไปท้อแท้ อย่าไปท้อถอย อย่าไป เกียจคร้าน ขี้เกียจปฏิบัติธรรม แต่ขยันทำอย่าง อื่น อย่าใช้ชีวิตอย่างนั้นกันนะ เรามีเวลาอยู่ในโลกนี้จำกัด จำกัดจริงๆ ที่ ผ่านมาก็ทิ้งเปล่าไปเสียตั้งเยอะ เพิ่งสร้างบารมี กันไปได้นิดๆ หน่อยๆ และเวลาที่เหลืออยู่เท่าไร ก็ไม่รู้ นิดเดียวจริงๆ เพราะฉะนั้นจะต้องเอาเวลา ที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดนี้ เอามาใช้ให้มีคุณค่า ให้ เป็นประโยชน์อันสูงสุดด้วยการสั่งสมบุญบารมี ทั้งทาน ศีล ภาวนา เป็นต้น โดยเฉพาะตอนนี้เรากำลังจะทำกิจสำคัญคือ เจริญสมาธิ ภาวนา ซึ่งฐานที่ ๗ จะอยู่เหนือฐานที่ ๖ ขึ้นมา ๒ นิ้วมือ จำ ตรงนี้ให้ดีนะ ฝึกนึกบ่อยๆ จะนึกได้และเห็นได้ คราวนี้เราก็นึกน้อมเอาภาพองค์พระในกลางดวงแก้ว ที่ ท่านนั่งหลับตาเจริญภาวนาหันหน้าออกไปทางเดียวกับตัวของ เรานั้นน่ะ ภาพที่เอามาฉายให้ดูเป็นภาพองค์พระ top view คือ มองจากด้านบนลงไปด้านล่าง ตั้งแต่ปลายเกตุดอกบัวตูม ที่ตั้ง อยู่บนจอมกระหม่อม บนพระเศียรที่เรียงรายไปด้วยเส้นพระศก เส้นผมที่ขดเป็นทักษิณาวัตร หมุนขวาตามเข็มนาฬิกา เรียงราย กันอย่างเป็นระเบียบ เป็นถ่องแถวอย่างนั้น มองเห็นพระเศียรตั้ง อยู่บนบ่า คอเราไม่เห็นหรอก บนบ่าทั้งสองบนไหล่ แขนทั้งสอง ฝ่ามือที่หงายขึ้น นิ้วชี้มือขวาจรดนิ้วหัวแม่มือข้างซ้ายเหมือน กายหยาบอย่างนี้แหละ วางบนหน้าตักที่ขาขวาทับขาซ้าย ภาพบนจอยังไม่ใสเท่าไร แต่ภาพความจริงจะใส ตั้งแต่ ใสเหมือนน้ำ ใสเหมือนกระจก ใสเหมือนเพชรที่ต้องแสงมี ประกายเจิดจ้า นั่งอยู่บนแผ่นฌานในกลางดวงแก้วที่ครอบ เอาไว้ จำภาพนี้ให้ดีนะ ภาพองค์พระในกลางดวงแก้ว มองจากมุมสูง (top view) นึกบ่อยๆ ที่นอกเหนือจากเวลานั่งให้นึกเอาไว้ นึก บ่อยๆ เดี๋ยวเราก็นึกได้ นึกได้มันก็เห็นได้ มันจะเป็นขั้น เป็นตอนนะ ที่เรายังเห็นไม่ได้ เพราะเรายังนึกไม่ได้ ที่นึก ไม่ได้เพราะไม่ค่อยจะนึกกัน มันไปนึกเรื่องอื่น เรื่องคน สัตว์ สิ่งของ ทำมาหากิน ครอบครัว เรื่องอะไรที่ไม่ค่อยจะเข้าท่า เท่าไรหรอก ไม่เป็นสาระ ไม่เป็นแก่นสาร และเอาไปใช้ใน ตอนช่วงสุดท้ายของชีวิตไม่ได้ มักจะไปนึกเรื่องอย่างนั้น เปิด ทีวีดู เปิดวีดีโอดู ดูหนัง ดูละคร อะไรกันไป ซึ่งขืนเอาภาพ เหล่านั้นให้ติดกลางใจ เวลาตายจะไปไหนก็นึกเอาก็แล้วกัน แต่ภาพที่สำคัญนี่ไม่ค่อยจะได้นึก ซึ่งเป็นภาพที่สำคัญต้อง เอามาใช้ ถ้าเรานึกบ่อยๆ ก็นึกได้นะลูกนะ นึกได้มันก็เห็นได้ จะเป็นขั้นเป็นตอนไป ความรู้ภายในจากใจที่หยุดนิ่ง เรานึกได้มันก็เห็นได้ พอเห็นได้เราก็ศึกษาได้ ศึกษา ความรู้ภายใน ความรู้อันยิ่งใหญ่ของมวลมนุษยชาติ เราก็จะ ได้ความรู้เพิ่มเติมจากที่เราได้เคยศึกษาว่า ชีวิตมนุษย์มีแต่ เรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติ วนเวียนกันอยู่อย่างนี้ เรื่องกลัว กิน กาม เกียรติ หรือได้อ่านหนังสือ ได้เรียนรู้กฎแห่งกรรม เรื่องอบายภูมิอะไรต่างๆ เหล่านั้น แต่ว่ามันยังเป็นความรู้ ในระดับพื้นผิว ทราบแต่มันยังไม่ซึ้ง ยังตื้นๆ อยู่ ทีนี้พอเราทำอย่างนี้ได้ เราก็เรียนรู้ได้เพิ่มเติมว่า เออ ภายในกายของเรานี่น่ะ เมื่อใจหยุดแล้วมันมีแสงสว่างในตัวที่ นอกเหนือจากแสงสว่างภายนอกที่เราเคยเห็น แสงสว่างจากดวง อาทิตย์ ดวงจันทร์ ดวงดาว แสงไฟฟ้าที่มนุษย์ประดิษฐ์ แสง ไฟ แสงเทียน อะไรอย่างนั้นเป็นต้น แล้วมันมีแสงในตัวด้วยนะ แต่ว่าเนียนละมุนละไมตา แตกต่างจากแสงภายนอก เห็นไหม จ๊ะ ความรู้เราเพิ่มเติมแล้ว เออ มันมีความสุขที่แปลกแตกต่าง ลึก กว้าง ไม่มีถ้อยคำที่จะนำมาใช้กับความสุขภายในที่เราได้ ไปสัมผัสนี้ แต่เรารู้ด้วยใจ ยากที่จะรู้ด้วยถ้อยคำ เห็นไหมเรา มีความรู้เพิ่มแล้วว่า เออ มันมีความสุขชนิดนี้อยู่นะ เราไม่เคย รู้มาก่อนเลย และก็รู้เพิ่มเติมไปอีกว่า ข้างนอกที่เราเคยเจอไม่ น่าจะเรียกว่า ความสุข มันน่าจะเรียกว่า ความเพลิน มากกว่า สนุกสนานเพลินๆ ให้มันผ่านไปวันๆ อย่างนั้น พอหยุดไปได้อีกระดับหนึ่ง เออ มันมีดวงธรรมภายใน นะ ดวงกลมๆ ภายในก็กลมเหมือนดวงแก้วภายนอก แต่ทำไม ความรู้สึกมันแตกต่างกัน จากการที่เราเห็นดวงแก้วภายนอก กับเห็นดวงธรรมภายใน เห็นดวงแก้วภายนอกเห็นแล้วก็เฉยๆ ไม่สุขไม่ทุกข์ มันธรรมดาๆ แต่เห็นข้างใน มันปลื้ม มันรื่นเริง เห็นภายใน มันรื่นเริง เหมือนเรากำลังดูเพลินๆ เปลี่ยน ไปอีกมิติหนึ่ง เหมือนเราหล่นไปในสถานที่รื่นเริงที่มีความ บันเทิงใจ แตกต่างจากสถานที่รื่นเริงที่เราเคยเจอนั่นนะ มัน มีชีวิตชีวาไปทุกระบบประสาทและกล้ามเนื้อ และดูเหมือนจะ ขยายไปไม่มีที่สิ้นสุด นี่เป็นความรู้เพิ่มเติม เดี๋ยวก็เพิ่มเติมเห็นกายในกายล่ะ เออ ภายในนี้มีกาย มนุษย์ละเอียด มีกายทิพย์ พรหม อรูปพรหม กระทั่งมีกาย ธรรม เห็นพระรัตนตรัยในตัว ความรู้จะเพิ่มเติมไปเรื่อยๆ ไม่มีที่สิ้นสุดเลย เหมือนเราเอาเถาปิ่นโตมาเปิด ชั้นแรกว่าอร่อยแล้ว ชั้นถัดไปอร่อยเพิ่มขึ้น เป็นเถาปิ่นโตที่ไม่มีชั้นที่สิ้นสุด ต่อ เป็นชุด เป็นชั้น เป็นตอน เป็นภาค เป็นพรืดไปเลยเยอะแยะ สนุกสนานบุญบันเทิง นี่คือเรื่องราวความรู้ภายในที่เพิ่มขึ้น จนกระทั่งออกไปในมหาสมุทรแห่งความรู้แจ้งเห็นจริง ความรู้ อันยิ่งใหญ่ที่ไม่มีขอบเขต unlimited knowledge ทีเดียว ความรู้ที่ไม่มีขอบเขต โอ้โฮ สนุกสนานเบิกบานไปเรื่อยๆ เราจะได้เรียนรู้เพิ่มเติมกันไป หมั่นฝึกฝน เดี๋ยวใจก็หยุดนิ่งได้เอง อย่าขี้เกียจนั่ง ให้ขยัน และก็เป็นทางมาแห่งบุญของ เราด้วย บุญจะเกิดขึ้นทุกวันทุกคืน ร่างกายมันเสื่อมไปทุกๆ วัน โรคภัยไข้เจ็บก็ปรากฏเกิดขึ้น ความชรา ความเหี่ยวย่น ที่เราไม่ต้องการมันปรากฏ และเราก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ เรี่ยวแรง ก็ลดน้อยถอยลงไป เพราะฉะนั้นใช้กายมนุษย์หยาบนี้ให้ เป็นประโยชน์นะลูกนะ ศึกษาฝึกฝนกันไปเรื่อยๆ เดี๋ยวใจ ของเราก็จะหยุดจะนิ่งได้ พอหยุดนิ่งได้ก็เข้าถึงความเป็น จริงของชีวิต ตอนนี้เราจำภาพนี้เอาไว้ ภาพองค์พระกลางดวงแก้ว จำ อย่างนี้ไปเรื่อยๆ ค่อยๆ นึกไป จำไม่ได้ เราก็ลืมตามาดูบน จอ แล้วเวลาเราไปนั่งที่บ้าน หรือในอิริยาบถอื่น เราก็เอามา ตั้งไว้ตรงนี้เลย ไม่ต้องไปเริ่มฐานที่ ๑ มาถึงฐานที่ ๗ นะ มา หยุดมานิ่งตรงนี้แหละ ใจหยุดใจนิ่งให้ใจใส นึกบ่อยๆ ก็นึกได้ นึกได้บ่อยๆ ก็เห็นได้ เห็นได้บ่อยๆ ก็เข้าถึงได้ เข้าถึงบ่อยๆ ก็ศึกษา ได้ จะเป็นขั้นตอนอย่างนี้ เขาทำกันได้เยอะแยะ เราเป็นคนเช่นเดียวกับเขา ถ้ามีความเพียรไม่น้อย หน้าเขา เราก็ต้องทำได้นะลูกนะ ต่อจากนี้ไป ให้ตรึกถึงองค์พระใสๆ นั่งอยู่ในกลางดวง แก้วหันหน้าออกไปทางเดียวกับตัวของเรา มองไปอย่าง สบายๆ ทำใจให้เบิกบาน ให้แช่มชื่น เมื่อยก็ขยับ คันก็เกา ฟุ้งก็ลืมตามาดูบนจอ หายฟุ้งเราก็หลับตาลงไปใหม่ ปรับปรุง เปลี่ยนแปลงวิธีการกันไปเรื่อยๆ ไม่ช้าก็จะสมหวังดังใจ ตั้งใจปฏิบัติธรรมกันให้ดีนะ จะภาวนา สัมมา อะระหัง ประกอบไปด้วยก็ได้ หรือจะไม่ภาวนาก็ไม่เป็นไร ฝึกใจหยุด นิ่ง ให้ใจใสๆ ฝึกประคองใจไป ให้ลูกทุกคนสมหวังดังใจใน การเข้าถึงพระรัตนตรัยในตัวกันทุกๆ คน ต่างคนต่างทำกัน ไปเงียบๆ นะ วันอาทิตย์ที่ ๙ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ 8.หยาบให้ตรึก ละเอียดให้แตะ จงเป็นมิตรกับความคิดทุกๆ อย่าง คิดดีบ้างเกือบดีบ้างช่างหัวมัน แล้วเลือกสรรความคิดดีใส่ใจเรา เดี๋ยวเข้าเป้าเข้ากลางสว่างเล้ย ตะวันธรรม เมื่อเราได้บูชาพระรัตนตรัยกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว ต่อ จากนี้ไปตั้งใจให้แน่แน่วมุ่งตรงต่อหนทางพระนิพพานกันทุกๆ คนนะ ให้นั่งขัดสมาธิโดยเอาขาขวาทับขาซ้าย มือขวาทับ มือซ้าย ให้นิ้วชี้ของมือข้างขวาจรดนิ้วหัวแม่มือข้างซ้าย วาง ไว้บนหน้าตักพอสบายๆ หลับตาของเราเบาๆ ค่อนลูก พอ สบายๆ คล้ายๆ กับตอนที่เราใกล้จะหลับ อย่าบีบเปลือกตา อย่ากดลูกนัยน์ตานะ แล้วก็ทำใจให้เบิกบาน แช่มชื่น ให้สะอาด บริสุทธิ์ ผ่องใส ไร้กังวลในทุกสิ่ง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม ให้ปลด ปล่อย วาง ทำใจให้ว่างๆ คราวนี้เราก็มาสมมติว่า ภายในร่างกายของเรานั้น ปราศจากอวัยวะ ไม่มีปอด ตับ ม้าม ไต หัวใจ เป็นต้น สมมติ ให้เป็นปล่อง เป็นช่อง เป็นโพรง เป็นที่โล่งๆ ว่างๆ กลวง ภายใน คล้ายๆ ท่อแก้ว ท่อเพชรใสๆ คราวนี้เราก็นึกทบทวนสิ่งที่ได้แนะนำเอาไว้เมื่อวัน อาทิตย์ว่า ถ้าจิตหยาบให้ตรึก ถ้าจิตละเอียดให้แตะ มีแต่ ตรึกกับแตะนะ ถ้าจิตหยาบให้ “ตรึก” ตรึก คืออะไร ตรึก ก็คือการนึกถึงภาพดวงแก้วใสๆ พระแก้วใสๆ อย่างสบายๆ คล้ายๆ กับเรานึกถึง สิ่งที่เราคุ้นเคย สมมติเราถนัดนึกถึงดวงแก้ว ก็นึกดวงแก้ว ถนัดนึกถึงองค์พระก็นึกองค์พระ หรือนอกเหนือจากนี้ ซึ่งเป็นสิ่งที่เราคุ้นเคย เห็นเจนตา นึกถึงสิ่งนั้นเอาไว้ที่ศูนย์กลางกาย ฐานที่ ๗ นึกอย่างสบายๆ นี่แหละ เรียกว่า ตรึก เพื่อให้ใจของเรามีหลักยึด จะได้ไม่ซัดส่ายไปคิดเรื่อง อื่น เพราะใจก็เหมือนกับม้าพยศดิ้นรนที่จะวิ่งไปตามอำเภอ ใจของตัว เพราะฉะนั้นวิธีปราบม้าพยศวิธีหนึ่งก็คือ ผูกเอา ไว้กับหลัก ไปไหนไม่ได้ พอมันเหนื่อยหมดแรง มันก็หมอบ อยู่ตรงนั้นแหละ ใจที่แวบไปแวบมาคิดไปในเรื่องราวต่างๆ ก็เหมือนกัน เราเอามาผูกไว้กับหลักอย่างสบายๆ ผูกไว้ด้วยการนึก จะ นึกเป็นภาพก็ได้ ไม่เป็นภาพก็ไม่เป็นไร ถ้าเรามั่นใจว่าไม่ นึกเป็นภาพแล้วใจไม่ฟุ้ง แต่สำหรับคนใจฟุ้งต้องมีหลักยึด ควรจะเป็นภาพ แล้วก็มีเสียงประกอบ คือ คำภาวนา สัมมา อะระหัง เรื่อยไป ภาวนาไปจนกว่าใจจะหยุดนิ่ง ซึ่งจะต้องใช้ ทุกอิริยาบถ นั่ง นอน ยืน เดิน เป็นต้น แล้วตอนตรึกนี้ต้องให้ มีสติ สบาย สม่ำเสมอ เดี๋ยวมันจะหยุดเอง ถูกส่วนไปเอง ตรึกไว้เรื่อย นั่งตรึก ยืนตรึก เดินตรึก นอนตรึก วิ่ง exercise ออกกำลังกายก็ตรึกไปด้วย ใหม่ๆ มันก็นึก ไม่ออก ก็ทำความรู้สึกว่ามีอยู่ภายใน พอต่อๆ ไปก็ค่อยๆ นึกได้รัวๆ รางๆ พอตรึกไปเรื่อยๆ ผูกใจเอาไว้ ทำอย่างนี้ซ้ำแล้วซ้ำ เล่า หมื่นครั้ง แสนครั้ง ล้านครั้ง ควบคู่กับคำภาวนา สัมมา อะระหัง เรื่อยไป พอใจมันหยุดนิ่งถูกส่วนเข้า มันก็จะทิ้งคำ ภาวนาไปเอง จะมีอาการเหมือนกับเราลืมคำภาวนา แต่ว่าใจ ไม่ฟุ้งไปคิดเรื่องอื่น หรือเกิดความรู้สึกว่า ไม่อยากจะภาวนา สัมมา อะระหัง ต่อไป อยากรักษาใจให้หยุดนิ่งๆ อยู่ที่ดวง ใสๆ หรือพระแก้วใสๆ ถ้ามีอาการหรือรู้สึกอย่างนี้ ก็ไม่ต้อง ย้อนกลับมาภาวนา สัมมา อะระหัง ใหม่ ให้หยุดใจไปที่กลาง ดวงใสๆ หรือองค์พระใสๆ เรื่อยไปเลย ถ้าจิตละเอียดให้ “แตะ” ไม่ช้าใจก็จะถูกส่วนไปเอง พอถูกส่วนก็จะตกศูนย์ วูบลงไปที่ฐานที่ ๖ ซึ่งอยู่ห่างกันแค่ ๒ นิ้วมือ ในกลางท้อง ของเราในระดับเดียวกับสะดือ ก็จะไปยกดวงธรรมด้วยใจ ให้ลอยขึ้นมาที่ฐานที่ ๗ ภาพที่เห็นก็จะเป็นดวงลอยขึ้นมา จากฐานที่ ๖ แล้วก็หยุดนิ่งอยู่ที่ฐานที่ ๗ เป็นดวงใสๆ ดวงนี้ เรียกว่า ดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน หรือ ดวงปฐมมรรค แปลว่า เบื้องต้นที่จะไปสู่อายตนนิพพาน เมื่อดวงธรรมดวงนี้เกิดขึ้นนั่นแหละ แปลว่า ใจเราละเอียดแล้ว นับจากดวงธรรมนี้เป็นต้นไป ให้ แตะ ใจเบาๆ แค่เราแตะเบาๆ ดวงธรรมก็จะขยายกว้างออกไปเลย และจะเข้าไปสู่ข้างในตรงจุดกึ่งกลางใสๆ เล็กๆ เท่ากับปลาย เข็ม หรือเท่ากับดวงดาวในอากาศ แตะใจเรื่อยไปเลย แตะไป เบาๆ มันก็เข้าไปเอง จนกระทั่งเห็นกายในกาย องค์พระใน องค์พระ เพราะฉะนั้นอย่าไปตรึก ละเอียดให้แตะ จำ ๒ คำ เอาไว้นะ หยาบให้ตรึก ละเอียดให้แตะ เริ่มต้นด้วยความพึงพอใจ ปรับให้สบาย ทีนี้แม้จะตรึกก็ตาม เราก็ต้องฉลาดในการตรึก ให้สังเกต อย่างนี้ ปกติเราจะทำงานอะไร หรือจะเล่นอะไรก็ตาม จะทำงาน จะเล่นกีฬา หรืออะไรก็แล้วแต่ มันจะต้องเกิดฉันทะขึ้นมาเสีย ก่อน คือมีความพึงพอใจ มีความสุข สนุกกับการเล่นนั้น เอาแค่อบายมุข สมมติเราเล่นไพ่ นั่งมันได้ทั้งวันทั้งคืน บางทีห้องน้ำก็ไม่เข้า ข้าวก็ไม่กิน นั่งเป็นชั่วโมงๆ เหมือนก้น ติดกาวอย่างดีไว้กับพื้นนั่นแหละ มันมีได้มีเสีย มีลุ้นระทึก ได้ ก็ลิงโลดใจ เสียก็เสียดายทรัพย์ มีได้มีเสีย สรุปตอนสุดท้าย เสีย แต่เราก็เพลินกับมันนะ มีความพึงพอใจ เพราะว่ามีลุ้น มีได้มีเสีย แต่ตอนสุดท้ายหายนะ เพราะว่ามีลุ้น มีได้ มีเสีย เราเกิดความพึงพอใจจึงไม่เบื่อ จะเล่นกอล์ฟก็มีความสุขในการเล่น มีลุ้นในการตี นี่ สำหรับคนเล่นออกกำลังกายเป็นกีฬานะ ถ้าเป็นการพนันก็ มีลุ้น มีได้ มีเสีย มันก็เพลิน เกิดความพึงพอใจ ก็ไม่เบื่อ ฟุตบอลก็เหมือนกัน ดูบอล มีลุ้น มีได้ มีเสีย สรุปตอน สุดท้ายก็หายนะ พอลุ้นแล้ว มีได้ มีเสีย มันก็ไม่เบื่อ มีความ พึงพอใจ สนุก แล้วเป็นสุขกับการได้ดู นั่งธรรมะคล้ายๆ อย่างนั้นแหละ แต่ว่าเป็นฝ่ายดี ฝ่าย สว่าง ที่ยกตัวอย่างมานั้นเป็นฝ่ายมืด สังเกตนะลูกนะ สังเกต ไม่ว่าเราจะวางใจไว้ที่ศูนย์กลาง กายฐานที่ ๗ เลยทีเดียวก็ได้ หรือวางจากฐานที่ ๑, ๒, ๓, ๔, ๕, ๖ ดูตรงนี้ ไม่ว่าจะนึกเป็นภาพ หรือไม่เป็นภาพก็ตาม สมมติไม่เป็นภาพ เราวางอารมณ์อย่างนี้ ทำความรู้สึก อย่างนี้ พึงพอใจไหม สังเกตตรงนี้ก่อน พึงพอใจไหม ถ้าพึง พอใจมันก็ไม่เบื่อในการนั่ง จะนั่งไปนานแค่ไหนก็ได้ แม้ไม่ เห็นอะไร นั่งไปนานแค่ไหนก็ได้ ไม่เบื่อเลย แถมมีความรู้สึก ว่า หมดเวลาเร็วด้วยซ้ำไปอย่างนี้ใช้ได้ หรือถ้านึกเป็นภาพ นึกอย่างนี้แล้วมันไม่กดลูกนัยน์ตา ไม่เพ่ง ไม่จ้อง ไม่บังคับใจ รู้สึกสบาย แม้บางครั้งเห็นชัดบ้าง ไม่ชัดบ้าง นั่งแล้วรู้สึกหน้ายิ้มๆ เบิกบาน มีความพึงพอใจ เวลาจะผ่านไปเท่าไรไม่คำนึงถึง ไม่ห่วงเรื่องอะไรทั้งสิ้นใน โลก ไม่ให้ความสำคัญต่อสิ่งใด นอกจากดวงหรือองค์พระ หรือสิ่งที่เราคุ้นเคย มีความยินดีที่จะอยู่กับสิ่งนี้ แค่นี้เท่านั้น รู้สึกสบายๆ พึงพอใจตรงนี้แหละที่ทำให้ไม่เบื่อ นั่งแล้วเบื่อเซ็ง แสดงว่าเริ่มผิดวิธี ถ้ารู้สึกว่านั่งแล้วไม่เบื่อ อย่างนี้ถูกวิธี ทำ เรื่อยไปนะลูกนะ แต่ถ้ารู้สึกเบื่อนั่นแสดงว่า เริ่มผิดวิธีแล้ว เริ่มลุ้น เริ่มเร่ง เริ่มเพ่ง เริ่มจ้อง เริ่มไม่ถูกวิธี ลืมตาเลยนะลูกนะ ลืมตาเลย ลืมตาแล้วหายใจสบายๆ ดูโน่น ดูนี่ ดูดวงแก้ว ดูองค์พระ ดูรูปหลวงปู่ รูปคุณยาย ดูทิวทัศน์ ดูอะไรก็แล้วแต่ให้มันหายเบื่อ หายเซ็ง หรือไม่ ก็ลุกขึ้นไปเดินล้างหน้าล้างตาให้หายเบื่อหาย เซ็ง สดชื่น พอรู้สึกว่าสบายใจ มีอารมณ์อยาก นั่ง เอ้า กลับมานั่งใหม่ แล้วก็เริ่มต้นใหม่อย่าง ง่ายๆ ตรงนี้สำคัญนะ วางใจนิ่งๆ อย่าให้ลูกนัยน์ตาหนัก นิ้วอย่ากระดก ไหล่ อย่ายก ท้องไม่เกร็ง สบาย ไม่คาดหวังอะไรทั้งสิ้น อยากจะ วางใจนิ่งๆ อย่างเดียว เป็นหนุ่มอารมณ์เดียว สาวอารมณ์ เดียว อารมณ์ดี อารมณ์เดียว อารมณ์สบาย ไม่ให้เบื่อเลย ทำอย่างนี้ได้ไหมลูก ต้องทำให้ได้อย่างนี้นะ แล้วเดี๋ยวจะดี เดี๋ยวมืดตื้อมืดมิดเราก็มีสิทธิ์เข้าถึงธรรมได้ ตรงนี้แหละ หัวเลี้ยวหัวต่อ จำให้ดีทีเดียวนะ จำแล้วก็ทำให้ได้ ถ้าทำไม่ได้ ลืมตาเลย ดูโน่นดูนี่ ถ้าเบื่อหน่าย เซ็ง เอ้า ลุกขึ้นไป บิดเนื้อบิดตัว บิดเส้นบิดสาย ดูท้องฟ้า ดูทิวทัศน์ แต่อย่าไปดูโทรทัศน์นะ ดูทิวทัศน์ ล้างหน้าล้างตา สดชื่น เอ้า กลับมาใหม่ ถ้านั่งรวมกันก็ดูคนไหนเขานั่งดี แต่ดูท่านั่ง เขานั่งดีนะ อย่าไปดูหน้าดูตา โอ้ คนนี้สวยจัง คนนี้หล่อจัง เดี๋ยวกิเลสมันฟุ้ง นั่งไม่ติด ให้ดูแค่ว่า เออ แหม เขาคงนั่งดี นะ ตัวตรง ตัวตั้ง หลังพิงอากาศ สงบนิ่ง ดูสิเขามีมือ ๒ มือ ๑๐ นิ้ว หันมาดูของเรา ดูแค่มือพอนะ อย่างอื่นไม่ต้องไปดู เรา ๒ มือ ๑๐ นิ้วเหมือนกัน เออ เขาทำได้ เราก็ต้องได้ กลับ มานั่งใหม่นะลูกนะ มานั่งนิ่งๆ ให้ใจสบ๊าย สบาย ทำใจให้เบิกบาน ให้แช่ม ชื่น ให้สมกับเป็นนักเรียนอนุบาลฝันในฝันวิทยาที่เราลดอายุ ลงมาเป็นนักเรียนอนุบาลอยู่ในช่วงจังหวะชีวิตที่ไม่มีความ คิดอะไรเลย ๓ ขวบ ๔ ขวบ ๕ ขวบ ไม่มีความคิดอะไรเลย แล้วนั่งอย่างสบายๆ มีความเพียร ทำถูกวิธี ต้องได้ ธรรมะไม่หนีไปไหน มันอยู่ในตัวนั่นแหละ ทั้งดวง ทั้งกาย ทั้งองค์พระ อยู่ในตัวเรานะลูก นะ ไม่ได้ไปอยู่โลกอื่น ห่างจากปากช่องจมูกถึง ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ แค่ศอกเดียวเท่านั้น เรา ก็ค่อยๆ ฝึกไป ถ้าเราเริ่มต้นด้วยความพึงพอใจ ไม่เบื่อ จากความไม่ เบื่อจะนำเข้าไปสู่ความสบาย และสบายยิ่งขึ้นไปเรื่อยๆ ใจ มันก็นิ่ง ไม่ซัดส่าย เพราะมันสบาย สบายกาย สบายใจ ก็ นิ่งๆ เฉยๆ เดี๋ยวก็นิ่งในนิ่งๆ นิ่งตรงไหนก็ช่างมัน เรานิ่งไป ก่อน เดี๋ยวสบ๊ายสบาย เดี๋ยวจะสนุกกันใหญ่ ความสว่างจะมา มันจะมืดตลอดชาติได้อย่างไร จะมาสู้ คนทำความเพียรอย่างถูกวิธีได้อย่างไร มันต้องแพ้เรา เดี๋ยว ก็สว่างขึ้นมาเลย อย่าลืมนะ สบ๊าย สบาย จะได้ไม่เบื่อ ให้ สบาย นั่งหน้ายิ้มๆ หยาบให้ตรึก ละเอียดให้แตะ แตะเบาๆ แตะแผ่วๆ เดี๋ยว ใจจะขยาย โอ้ สนุกกันใหญ่ ตัวขยาย ใจขยาย แสงสว่างขยาย ดวงแก้วดวงธรรมขยายใสบริสุทธิ์ องค์พระขยายใสบริสุทธิ์ เดี๋ยวก็เข้ากลางของกลางไปได้เอง อย่างนี้นะ คืนนี้เช่นเคยเหมือนทุกคืน เราเหนื่อย เราง่วง เราเพลีย นั่งแล้วมันจะตึง ก็ปล่อยให้หลับอยู่ในกลางกาย เมื่อยก็ขยับ เบาๆ ฟุ้งหยาบก็ลืมตา แล้วก็ว่ากันใหม่ ถ้าฟุ้งละเอียดไม่ต้อง ลืมตานะ ทำเป็นรู้แล้วไม่ชี้ เดี๋ยวความคิดเหล่านั้นก็หนีหาย ไปหมดเลย คืนนี้ให้ลูกทุกคนสมหวังดังใจในการเข้าถึงพระ รัตนตรัยทุกๆ คน ต่างคนต่างทำกันไปเงียบๆ นะ วันจันทร์ที่ ๒๓ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๕ 9.ต้องสบายทุกขั้นตอน ทะเลค่อยลาดลึก ลงไป ธรรมะพระบรมไตร เช่นนั้น เริ่มง่ายค่อยยากไซร้ ตามลำดับ จากหยุดได้สู่ขั้น ละเอียดชั้นต่อไป ตะวันธรรม (เมื่อเราได้จุดเทียนใจไฟนิรันดร์อนันตชัยกันเสร็จ เรียบร้อยแล้ว ต่อจากนี้ไปเราก็นั่งหลับตาเจริญสมาธิภาวนา กันนะ.......) ...ตอนนี้เราก็ฝึกน้อมใจหยุดนิ่งเบาๆ สบายๆ อย่าไป ตั้งใจเกินไป อย่าเอาลูกนัยน์ตากดลงไปดู เพราะไม่เกี่ยวกับ ลูกนัยน์ตา ให้เรานิ่งเฉยๆ และต้องสบาย หรือนิ่งเบาสบาย ไม่ตึง ไม่เกร็ง ไม่เครียด ไม่ฟุ้ง นิ่งๆ เบาๆ ถ้าถูกส่วนตัวจะขยาย ถ้ายังไม่ถูกส่วนมันนิ่งแต่ทึบ ตื้อๆ ยังไม่สบาย แต่ก็ไม่ทุกข์ ไม่กลุ้มอะไร ยกเว้นเราจะไปดึงความกลุ้มเข้ามาเองว่า ‘เอ นิ่งอย่างนี้ ฟุ้งก็ไม่ฟุ้ง ไม่คิดเรื่องอื่นแต่ทำไมไม่ ขยาย ไม่มีแสงสว่าง ไม่เห็นภาพอะไรใหม่ๆ มาให้เราดูเลย’ นั่นเราแส่ไปหาทุกข์ เหมือนแกว่งเท้าหาเสี้ยน แกว่งใจ หาทุกข์ หาความวิตกกังวล ความกลุ้มเข้ามา แต่ถ้าเรานิ่งไป เรื่อยๆ นิ่งในนิ่งๆ นิ่ง นุ่ม เบา ค่อยๆ สบายๆ ขั้นตอนของใจหยุดนิ่ง สบาย ในที่นี้ ยังไม่ถึงระดับที่เราเรียกว่า ความสุข แต่ในระดับที่ไม่คับแคบ ไม่อึดอัด ไม่ รำคาญ ให้นิ่งอย่างนั้นไปก่อน พอเราทำบ่อยๆ เข้า มันก็ค่อยๆ ละเอียด มันนิ่งระดับหยาบ ชั้นหนึ่งก่อน พอเรานิ่งสักพักก็จะเป็นนิ่งระดับ ละเอียด จะปรับไปเอง อย่าไปกังวล พอปรับแล้วจะนิ่งละเอียด แล้วจะมี ประสบการณ์ภายในเกิดขึ้น ตัวจะโล่ง ไม่ทึบ จะโปร่ง จะเบา แล้วก็ขยาย ตัวพองๆ ขยาย ถ้านิ่งมากก็ขยายมาก ถ้ายิ่งนิ่งก็ยิ่ง ขยายจนตัวหายไปเลย เหมือนไม่มีร่างกาย นี่ก็เป็นขั้นตอนของ ใจหยุดนิ่ง ซึ่งทำได้ทุกคน ยกเว้นคนบ้า คนตาย คนที่ไม่ได้ทำ เรานิ่งเฉยซึ่งต้องฝึกต้องสั่งสมทำทุกวันทำบ่อยๆ ภาวิตา พหุลีกตา บ่อยๆ เนืองๆ ซ้ำๆ ฝึกไปเรื่อยๆ ปรับใจกันไปทุก อิริยาบถ นั่ง นอน ยืน เดิน ทุกสถานที่ ทุกกิจกรรม ฝึกไป อะไรจะมาสู้ความเพียร เราก็ต้องเพียร ต้องพยายาม ต้องขยัน ฝึกไปมันก็ค่อยๆ รู้ทาง ค่อยๆ ชำนาญขึ้น พอทำเป็นแล้วก็ไม่ยากอะไร พอนึกน้อมใจก็วื้ดเข้าไปเลย ไม่ต้องทำอะไร ทำเหมือนไม่ได้ทำ พอใจนิ่งๆ อยู่ตรงนั้นแล้ว มันได้ดุลของใจ ไม่ตึง ไม่หย่อน แล้วก็ขยาย ใส สว่าง ความ สุขก็พรั่งพรูเลย ทะลักออกมาไปสู่ระบบประสาทกล้ามเนื้อ มันก็สบาย ต้องสุขสบายทุกขั้นตอน แล้วก็ค่อยๆ เห็นขึ้นมา ทีละเล็กทีละน้อย เราก็ต้องใจเย็น ใจต้องเยือกเย็น ต้องยอมรับว่า เราเป็น คนธรรมดาไม่ใช่เทวดา ฝึกใหม่ๆ ก็ล้มลุกคลุกคลานกันอย่าง นี้ ถ้าเราทำบ่อยๆ ก็จะชำนาญ จะคล่องขึ้น การเข้าไปสู่แสง สว่างภายในก็ไม่ยากอยู่ในกำมือ หลับตาแล้วไม่มืดและนิ่ง หยุดกับนิ่งอย่างเดียวนะลูกนะ หยุดอย่างสบาย ดูเฉยๆ ...อย่าเอาลูกนัยน์ตากดลงไปนะ ค่อยๆ ผ่อนคลาย ทำนิ่งๆ เบาๆ สบายๆ มันไม่ยากเกินไป ทำสบายๆ นิ่งๆ นุ่มๆ เอาใจแตะไปเบาๆ ตรงกลาง แล้วก็อย่าไปกังวลว่า ตรง กลางเป๊ะไหม เอาว่ากลางท้องแถวๆ นั้นอย่างนั้นไปก่อน แล้ว ก็ผ่อนคลายทั้งเนื้อทั้งตัวเลย ใจถึงจะรวมได้เร็ว ถ้าหากมีอะไรผุดขึ้นมาให้เราเห็น ยังไม่ชัด ก็อย่าไปพยายามเพ่ง อย่าเค้นภาพเพื่อให้ชัด มีมาให้ดู ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ก็ดู ๑๐ เปอร์เซ็นต์ มีมาให้ดู ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ก็ดู ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ดูไปเฉยๆ อย่างนี้ ถึงจะเป็นการเพ่งอย่างถูกวิธี ที่จะให้ชัดเจนขึ้น แต่ถ้าไปเค้นภาพ ไปเพ่ง หรือไปจ้อง ไปลุ้น อย่างนั้น เพ่งแบบผิดวิธี มันจะเหนื่อย จะตึงเครียด ไม่ได้ผล ก็จะเบื่อ จะท้อ ถูกวิธีคือนิ่ง มีให้ดูแค่ไหนก็ดูแค่นั้นไปก่อน สบาย ตามใจสิ่งที่มีมาให้เราดูอย่างนั้นไปก่อน ดูไปเรื่อยๆ ดูสบายๆ และเดี๋ยวเราจะรู้สึกว่า การทำสมาธิ ไม่ได้ยากอย่างที่เรานึกคิด ขึ้นอยู่กับเข้าใจวิธีการหรือเปล่า ทำเป็นไหม ถ้าเป็นมันก็ง่าย ถ้าทำไม่เป็นมันก็ยาก แต่เราคุ้น กับทางโลก เวลาจะประสบความสำเร็จในชีวิตหรือทำการงาน มันก็ต้องบีบต้องเค้น ต้องกดดัน ต้องต่อสู้ วิธีอย่างนั้นเอามา ใช้กับการฝึกใจให้หยุดนิ่งไม่ได้ มันคนละอย่าง เหมือนจะขับ รถ ทางโลกจะไปให้เร็วก็ต้องเหยียบคันเร่ง แต่ในทางธรรมจะ ไปให้เร็วต้องหยุด ต้องนิ่ง เบา สบาย เบิกบาน ทุกขั้นตอนของการปฏิบัติธรรมเข้าไปสู่ ภายใน มันสบายเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ ถึงจะถูก หลัก ยิ่งทำแล้วยิ่งตึง ยิ่งเครียด ก็อย่าไปฝืนทำต่อ ให้ลืมตาขึ้นมาสักนิดหนึ่ง ขยับเนื้อขยับตัว ให้สบายๆ แล้วก็เริ่มต้นใหม่อย่างง่ายๆ นึกทบทวนสิ่งที่เราได้ยินได้ฟังมา ต้องอย่างนี้นะลูกนะ ฝึกกันไปเถอะ ศึกษา ฝึกฝน สั่งสม เดี๋ยวก็ได้เอง วันอาทิตย์ที่ ๒๑ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๘ 10.อย่ากดลูกนัยน์ตา ใดอื่นกี่หมื่นฟ้า พรรณนา บ่ เทียบหนึ่งเมล็ดงา ลูกไซร้ หยุดเพียงแค่กะพริบตา พ่อชื่น เหมือนยื่นสุขให้พ่อไว้ หยุดได้หัวใจเขษม ตะวันธรรม (เมื่อเราสวดมนต์บูชาพระรัตนตรัยกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว ต่อจากนี้ไปตั้งใจเจริญสมาธิภาวนากันนะ.......) ...ในตอนนี้ก็ให้ตรึกหรือนึกถึงดวงใส หรือนึกถึงองค์พระ ใสๆ เอาใจหยุดอยู่ในกลางดวงใสๆ เอาใจหยุดเข้าไปในกลาง องค์พระใสๆ อย่าให้ใจซัดส่ายไปที่อื่น อย่าให้ฟุ้งกระจายไป จิตจะไม่มีพลัง หยุดนิ่งๆ ให้ใจใสๆ จะประคองใจด้วยบริกรรมภาวนา สัมมา อะระหัง ประกอบไปด้วยก็ได้ หรือถ้าหากเรามีความรู้สึกว่าไม่ภาวนา แล้วสบายใจกว่า เราก็ไม่ต้องภาวนา วางใจเบาๆ หยุดเบาๆ นิ่งเบาๆ สบายๆ อย่ากดลูกนัยน์ตา อย่าเหลือบตาลงต่ำ ลูกนัยน์ตาเราอยู่ในระดับองศาเดิม ที่เดิม ไม่ต้องเหลือบลงต่ำไปดู ไว้ที่เดิม ให้ทำเหมือน เราแอบๆ มองดูดวง ดูองค์พระนิดๆ เหมือนไม่ ได้ตั้งใจจะดู นั่นแหละคือวิธีดูที่ถูกวิธี ถ้าจะดู เข้าไปในกลางกายซึ่งเราไม่ค่อยคุ้นเคย ถ้าขืน เหลือบตาลงไปดูก็เท่ากับกดลูกนัยน์ตา อย่าง นี้ผิดวิธี อย่างนี้ปวดกระบอกตา เมื่อย ตึง นั่งก็ ไม่มีความสุข เราลองนึกถึงคำสอนของพระเดชพระคุณหลวงปู่ ผู้ค้น พบวิชชาธรรมกาย ท่านให้เราเหลือกตาช้อนค้างขึ้นไปข้างบน ด้วยซ้ำไป เพื่อให้ความเห็นกลับเข้าไปภายใน ท่านบอกให้ ช้อนตาเหลือกค้างขึ้นไป เหมือนเรามองไต่ไปตามหน้าผาก กะโหลกศีรษะไปจนสุดที่เราเหลือกต่อไปไม่ได้แล้ว เราก็ให้ ความเห็นกลับเข้าไปข้างใน แล้วก็ปล่อยลูกนัยน์ตาเป็นปกติ อย่าไปเหลือบลงต่ำคือ ลูกนัยน์ตาก็ยังอยู่ที่เดิม ปล่อยให้เป็น ปกติ นี่หลวงปู่ท่านสอนอย่างนี้นะ เพราะฉะนั้น อย่าเหลือบต่ำจนกลายเป็นกด แล้วก็ เหมือนชำเลือง แอบมองนิดๆ โดยลูกนัยน์ตาอยู่ที่เดิม เรา จะเห็นได้ว่า ไม่ได้ยากอย่างที่เราคิด หรืออย่างที่เราเคยทำ แล้วก็รักษาความนิ่งตรงนี้เอาไว้ให้ได้ตลอดเวลาด้วยใจที่เบิก บานด้วย มันต้องมีตรงนี้ด้วย โดยไม่คำนึงถึงว่าเราจะได้ไปรู้ ไปเห็นอะไรอย่างที่ได้ยินได้ฟัง เอาแค่ตรงนี้เราทำให้ถูกหลัก วิชชาเสียก่อน แล้วก็นิ่งในนิ่งไปเรื่อยๆ สบายๆ เราก็นิ่งเฉยๆ พอลองนิ่งสัก ๑๐ นาที ลองหยุดนิ่งๆ สบายๆ ส่วนคนที่เขาทำได้แล้วก็ไม่ยากอะไรแล้วล่ะ เขาทำเป็น แล้ว ใจไปติดอยู่ตรงกลางแล้ว พอใจติดก็ติดใจแล้วชอบอยู่ตรง นั้นแล้ว ใจก็ไม่ไปไหน เขาทำได้เขาทำเป็นแล้วมันก็ง่าย ทีนี้ของเรายังไม่เป็น หรือเกือบจะเป็น หรือเป็นเป็น ทีๆ ก็ต้องเริ่มต้นตรงนี้เสียก่อน อย่าเพิ่งไปนึกถึงตอนที่มัน ยาก หรือที่คนอื่นเขาทำได้ อย่าเพิ่งไปนึกตอนนั้น เอาตอน นี้ก่อน ถ้าทำตรงนี้ได้ เดี๋ยวเราก็ทำตรงนั้นได้มันก็ไม่ได้ยาก อะไร อยู่ที่การฝึกนะ ฝึกนิ่งๆ ลองฝึกนึกดวงแก้วองค์พระดู ลองฝึกดูค่อยๆ ดวงใสๆ เราจะเหลือกตาช้อนค้างกี่ครั้ง ก็ได้ ช้อนไปครั้งแรกมันไม่ได้เรื่อง เอ้า ช้อนครั้งที่ ๒ อย่าง สบายๆ หรือจะนึกเป็นฝนดวงแก้วหล่นลงมาจากฟากฟ้าเยอะ แยะนับกันไม่ไหว มันก็ต้องมีสักดวงหนึ่งน่ะ ที่มันหล่นลง มาตรงกลาง คือ นึกภาพองค์พระเยอะแยะ ซึ่งเรานึกเห็นแต่ เรายังไม่เห็น ก็ไม่เป็นไร ค่อยๆ นึกไปก่อน อย่างสบายๆ ดวงแก้วมีเยอะแยะเราก็นึกเอา องค์พระก็เยอะ หรือ เราจะนึกให้ตัวเราใสเป็นเพชรด้วยก็ยิ่งดี กายของเราตอน นี้บริสุทธิ์ที่สุด วิบากกรรมวิบากมารอุปสรรคไม่มีเลย สิ่งที่ ชั่วๆ ที่ไม่ดีไม่มีเหลือเลย ร่างกายเราใสเป็นเพชรนึกอย่าง นี้ก็ได้ พอเรานึกให้ใจเราใสเป็นเพชรแล้ว เดี๋ยวข้างในก็ เป็นเพชรเอง ข้างในไม่มีตับไตไส้พุง เป็นดวงเพชรที่ดูเป็น ดวงกลมๆ หรือจะนึกเป็นองค์พระเพชร ลองทำดูนะ ทำสัก นิดหนึ่ง นิ่งๆ สบายๆ วันอาทิตย์ที่ ๒๒ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ 11.ต้องฝึกบ่อยๆ ให้ชำนาญ ตื่นนอนต้องนิ่งไว้ กลางกาย มั่นศึกษ์วิชช์ธรรมกาย ใฝ่รู้ ยิ่งกว่าท่านกำทราย ให้ได้ จึงจักกรำศึกสู้ ขุดเหง้ารากดำ ตะวันธรรม ตั้งใจหลับตาเจริญสมาธิภาวนากันนะ หลับตาของ เราเบาๆ พอสบายๆ ทำใจให้เบิกบาน แช่มชื่น ให้สะอาด บริสุทธิ์ ผ่องใส แล้วก็เอาใจหยุดนิ่งๆ ที่ศูนย์กลางกายฐาน ที่ ๗ อย่างสบายๆ จะตรึกนึกถึงดวงใส หรือองค์พระใสๆ ก็ได้ หรือจะวางใจ เฉยๆ ก็ได้ ให้นิ่งๆ นุ่มๆ ละมุนละไม ให้หยุดในหยุด นิ่งใน นิ่งลงไปตรงกลางเบาๆ นะ สบายๆ ขึ้นอยู่กับการฝึกฝน ฝึกบ่อยๆ ทำบ่อยๆ แล้วอีกหน่อยเราจะคล่อง จะชำนาญ แล้วใจจะอยู่ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ เป็นส่วนใหญ่ทีเดียว ไม่ ว่าเราจะมีภารกิจอะไรก็ตาม ใจจะไม่ค่อยห่างจากศูนย์กลาง กาย ส่วนใหญ่จะอยู่ ถ้าคนทำเป็นแล้ว เขาเข้าถึงดวงธรรม ถึงกายภายใน หรือองค์พระ ทั้งหลับตาลืมตาเขาก็จะเห็นได้ชัดเจนพอๆ กัน ใหม่ๆ บางท่านลืมตาชัดกว่าหลับตา บางท่านหลับตาชัดกว่า ลืมตา ฝึกบ่อยๆ มันก็จะชัดทั้งหลับตาและลืมตา คล้ายๆ กับว่า เรื่องของลูกนัยน์ตาไม่ได้มีปัญหาหรือเป็นอุปสรรคต่อการหยุด ใจในกลางกาย แล้วยิ่งเข้าถึงพระธรรมกายก็จะชัดใสสว่าง ก็ต้องอาศัยการฝึกฝน ไม่มีใครเก่งมาก่อน ฝึกเอาทั้ง นั้น แต่บางคนทำได้ง่ายกว่าบางคน เพราะเขาสั่งสมมาข้าม ชาติ เขาทำบ่อยๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ก็ชำนาญกว่าคนที่นานๆ ทำที ก็เป็นเรื่องปกติธรรมดา เหมือนกับการทำของหยาบนั่น แหละ ทำ บ่อยๆ ก็ชำนาญ นานๆ ทำ ทีก็ไม่ค่อยคล่อง ไม่ค่อย ชำนาญ ใจหยุดก็เหมือนกัน ต้องทำบ่อยๆ และที่สำคัญมันมี ความสำคัญต่อชีวิตของเราเสียด้วย ถ้าเราปรารถนาที่จะเข้าถึงความสุขที่แท้จริง เราก็ต้อง ฝึกหยุดใจให้ได้ทุกวัน อยากจะทำใจให้ใสเพื่อเตรียมตัวเอา ไว้ถ้าหากเกิดอะไรฉุกเฉิน อยากจะได้เรียนรู้ความจริงของ ชีวิต เรื่องราวต่างๆ ก็ต้องอาศัยทำบ่อยๆ หยุดใจบ่อยๆ ฝึก กันให้มากๆ จริงๆ แล้วเราเกิดมาเพื่อการนี้ แต่เรามักให้เวลากับสิ่ง อื่นมากกว่า สิ่งอื่นยั่วยวนใจเรามากกว่าสิ่งนี้ แต่ความจริงถ้า เข้าถึงจริงๆ แล้ว เราจะเห็นว่าภายในเป็นเรื่องที่น่าสนใจ น่า ติดตาม น่าเรียนรู้กว่ามากทีเดียว เพราะฉะนั้นตอนนี้เราฝึก หยุดไปเรื่อยๆ นะ แม้ว่าอากาศตอนบ่ายจะสู้ตอนเช้าไม่ได้ เราก็ต้องฝึกให้ชำนาญทุกสภาวะอากาศ ฝึกไปเรื่อยๆ หยุด ในหยุด นิ่งในนิ่งลงไป ให้ใจใสๆ ให้ใจสว่างไสว อย่าตั้งใจมากเกินไป ถ้านั่งแล้วมันทึบ มันตื้อ มันแคบ แสดงว่า เราได้ตั้งใจมากเกินไปแล้ว ได้ไปบังคับใจ หรือ พยายามทำให้สมาธิมันเกิด ควบคุมมันมากเกิน ไป อย่างนี้ไม่ถูกหลักวิชชานะ ถ้าถูกหลักพอวางใจแล้วมันต้องขยาย ต้องกว้าง ไม่ แคบ นิ่งแต่ไม่แคบ นิ่งแล้วต้องขยาย สบาย โล่ง ต้องโปร่ง โล่งใจ โปร่งใจ จนกระทั่งกลืนไปกับบรรยากาศ แล้วความ รู้สึกที่ร่างกายก็หมดไป เหมือนกับเราไม่มีตัวตน เหลือแต่ใจ ที่หยุดกับนิ่ง แล้วก็หยุดในหยุด นิ่งในนิ่งลงไป ทำอย่างนี้ไป เรื่อยๆ เดี๋ยวก็จะชัดจะใสจะสว่างขึ้นมาเอง ถ้าตั้งใจทำเป็น ทุกคน ไม่เป็นเป็นไม่มีหรอก ฝึกฝนกันไป ให้มีสติ สบาย สม่ำเสมอ แล้วก็หมั่นสังเกต ว่า เรามีสติกับสบายไหม คือรู้ตัวอยู่ ณ กลางกาย หรือ ณ จุดที่เรารู้สึกสบายตรงนั้นไปก่อน แล้ว ทำให้สม่ำเสมอ คือให้ได้อารมณ์นั้นต่อเนื่อง สติ กับสบายให้ต่อเนื่อง แม้ยังไม่เห็นอะไรก็ตาม จนกระทั่งถึงจุดๆ หนึ่ง ใจจะนิ่งๆ นุ่มๆ ละมุนละไม แล้ว มันจะขยาย แล้วก็จะค่อยๆ ใส เหมือนใจตกตะกอน คล้ายๆ กับ เราเอาสารส้มไปแกว่งในตุ่มน้ำ ตะกอนมันก็นอนก้น หรือน้ำ ที่ใสๆ เราฝึกหยุดใจก็เช่นเดียวกัน ตะกอนของใจก็ตกลงไป เหลือแต่ใจที่ใสๆ แล้วเราก็รักษาสภาพนั้นไปเรื่อยๆ ไม่ต้อง ไปพยายามปรุงแต่งหรือไปเปลี่ยนแปลงอะไร นิ่งๆ เดี๋ยวมัน สว่างขึ้น ชัดขึ้น ใสขึ้น เหมือนไปอยู่ในที่สว่าง แล้วก็เห็นจุด ใสๆ ดวงใสๆ หรือองค์พระใสๆ มาให้เห็น อย่าตื่นเต้น...ทำเฉยกับทุกสิ่งที่เห็น ซึ่งเราจะต้องระงับความตื่นเต้นให้ได้ เมื่อเห็นของที่ ต้องใจ ของที่อยากได้ ถูกใจเรา เป็นดวง เป็นองค์พระ ก็ต้อง ทำใจให้เป็นปกติ เก็บความรู้สึกยินดีปรีดาเอาไว้ให้ได้ ใจจะ ได้นิ่งๆ นุ่มๆ เดินทางต่อไป ทำเฉยๆ กับทุกสิ่งที่เราเห็น เดี๋ยวภาพนั้นก็จะ เปลี่ยนแปลงไป คล้ายๆ กับเรานั่งไปในรถ มองดูรถที่สวน มา ภาพสองข้างทาง เป็นทิวทัศน์บ้าง ตึกรามบ้านช่อง เสา ไฟฟ้า ผู้คน เราก็เฉยๆ เดี๋ยวเราก็ไปถึงจุดหมายจนได้ ภาพที่เกิดขึ้นมาก็เหมือนกัน เราก็เฉยๆ นิ่งๆ เอาไว้ จนกระทั่งถึงจุดๆ หนึ่ง มันรวมหยุดสนิท ก็จะตกศูนย์วูบไป เลย ดวงปฐมมรรคก็ลอยเกิดขึ้นมา ซึ่งตอนนี้เราจะตื่นตาตื่น ใจมาก มีความสุขมากๆ เบิกบานทีเดียวแหละ มันมีอารมณ์ ที่อยู่เหนือคำว่า ความสุข มันมีมากกว่านั้น แต่เราก็ยังอับจน ถ้อยคำว่าจะใช้คำอะไร คือมันจะสบายมากๆ เบิกบานมากๆ ประเดี๋ยวใจก็จะแล่นเข้าไปข้างใน ดวงก็ขยาย ดวงศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณ ทัสสนะ ที่เราได้ยินได้ฟังก็จะผุดขึ้นมา เกิดขึ้นสว่างไสว นำ ความบันเทิงใจ เบิกบานใจเราเพิ่มขึ้น ใจของเราก็จะเกลี้ยง เกลาเพิ่มขึ้นไป สะอาดเพิ่ม บริสุทธิ์เพิ่ม ยิ่งเข้าไปถึงกายใน กาย ถึงองค์พระ ถึงกายธรรม ก็จะยิ่งบริสุทธิ์สะอาดสว่างสุกใส เพิ่มไปเรื่อยๆ สว่างไปเรื่อยๆ ใจก็สบ๊าย สบาย วันอาทิตย์ที่ ๒ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๖ 12.อุปสรรคและหลักวิชชาในการปฏิบัติธรรม ทุกๆ สิ่งมีอยู่แล้วในกลางกาย แม้อารมณ์สบายที่กำลังแสวงหา แค่ทำใจหยุดนิ่งนิ่งเดี๋ยวก็มา เชื่อเถิดหนามันเหลือเชื่อแต่เป็นจริง ตะวันธรรม (เมื่อเราได้สวดมนต์บูชาพระรัตนตรัยกันเสร็จเรียบร้อย แล้ว ต่อจากนี้ไปตั้งใจให้แน่แน่วมุ่งตรงต่อหนทางพระนิพพาน กันทุกคนนะ............) ...ถ้าใครคุ้นเคยกับภาพองค์พระแก้วขาวใส เราจะนึกถึง พระแก้วขาวใสแทนดวงใสๆ ก็ได้ โดยมีวัตถุประสงค์เดียวกัน คือ เพื่อให้ใจหยุดใจนิ่งอยู่ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ซึ่งเป็นต้น ทางที่จะไปสู่อายตนนิพพาน ประคองใจกันไปอย่างนี้ ภาวนาไปเรื่อยๆ อย่างสบายๆ แต่อย่ากดลูกนัยน์ตาไป ดู ถ้าเริ่มรู้สึกว่าหัวคิ้วจะย่น ตึงหน้าผาก ศีรษะ ก็ให้รีบเผยอ เปลือกตาขึ้นมาสักนิดหนึ่ง ปรือๆ ตา แล้วก็รักษาเปลือกตา ในระดับนั้น แล้วเริ่มต้นใหม่อย่างง่ายๆ อุปสรรคหลัก ๒ ประการ ส่วนมากจะมีอุปสรรคหลักอยู่ ๒ ประการ คือ ฟุ้ง กับ ตั้งใจมากเกินไป สองอย่างนี้จะเป็นหลักมากกว่าการหลับ หรือความลังเล สงสัย อะไรต่างๆ เหล่านั้น ฟุ้ง เพราะใจเราคุ้นเคยกับการคิด คิดในสิ่งที่เราคุ้น คุ้นจนเคยจนชิน เพราะฉะนั้นใจมักจะไปสู่สิ่งนั้นเรื่อยๆ วิธีแก้ฟุ้ง คือ เราต้องบริกรรมภาวนา สัมมา อะระหัง เรื่อยไป หรือเผยอเปลือกตาขึ้นมาสัก นิดหนึ่ง พอหายฟุ้งเราก็เริ่มต้นใหม่ อุปสรรคอีกอย่างคือ ตั้งใจมากเกินไป คือพอรู้ว่าเห็น ธรรมะแล้วดี มีความสุข เป็นอุปกรณ์ในการศึกษาเรื่องราว ความจริงของชีวิตได้ ได้ยินคนนั้นคนนี้เขาเข้าถึงกัน เลย อยากเข้าถึงบ้าง แต่อยากมากเกินไป ตั้งใจเกินไป ก็จะทำให้ เกิดอาการเกร็ง ตึง เกร็ง สังเกตดูสภาพใจมันจะทึบ ตื้อ นิ่งๆ แต่ ไม่ฟุ้ง แต่ก็ไม่มีความสุข มันตื้อๆ ตันๆ นิ้วที่เรา วางไว้บนหน้าตักมันจะกระดก ไหล่จะยก ท้อง จะเกร็ง แล้วจะท้อใจ เพราะเบื่อต้องพยายามนั่ง นิ่ง เพื่อจะให้ได้สมาธิ อย่างนี้ไม่ถูกหลักวิชชา แต่ถ้าเรานั่งนิ่ง นุ่ม เบา แล้วเกิดความสบาย แม้ยังไม่ได้เห็นภาพอะไร ก็ไม่เป็นทุกข์ใจ ยัง คงรักษาใจนิ่งๆ นุ่มๆ อย่างนั้นไปเรื่อยๆ แล้ว ก็มีความรู้สึกว่า เวลามันผ่านไปเร็วเหลือเกิน หรือมีบางส่วนของร่างกายเราหายไป มือหาย ขาหาย ตัวหาย เป็นต้น นี่ก็แปลว่าเรานั่งได้ถูก หลักวิชชาแล้ว ถูกต้องแล้ว พอถึงตรงนั้นก็ให้นิ่งเฉยๆ ต่อไป อย่าลืมตา อย่าขยับ ตัว แล้วก็ไม่ต้องกลัวอะไร บางครั้งกลัวตัวยืดบ้าง ย่อบ้าง ใหญ่บ้าง พองขยายบ้าง หล่นไปบ้าง เหมือนตกจากที่สูงบ้าง ก็อย่าลืมตา อย่าขยับตัว ไม่ต้องกลัวอะไร ภาพสุดท้ายของหยุดแรกคือดวงใส บางทีนั่งไปก็มีภาพต่างๆ เกิดขึ้น เป็นภาพวิวทิวทัศน์ บ้าง เป็นภาพอะไรต่างๆ ที่เราคุ้นเคยบ้าง แต่ว่าไม่ได้เป็น ดวงใสๆ หรือองค์พระใสๆ ก็อย่าไปรำคาญใจ ให้ดูไปเฉยๆ เดี๋ยวภาพเหล่านั้นก็จะเปลี่ยนไปเอง ภาพสุดท้ายเมื่อใจหยุดนิ่งในเบื้องต้นก็จะเป็นดวงใสๆ อย่างเล็กขนาดดวงดาวในอากาศ อย่างกลางขนาดพระจันทร์ในคืนวันเพ็ญ อย่างใหญ่ขนาดพระอาทิตย์ยามเที่ยงวัน หรือใหญ่กว่า นั้น เป็นต้น และหลังจากใจหยุดแล้ว ภาพสุดท้ายในเบื้องต้นเมื่อ ใจหยุดแรกมันจะเกิดอย่างนี้ เพราะฉะนั้นภาพอะไรต่างๆ ที่ผ่านเข้ามาดังกล่าวนั้น ให้ดูไปเฉยๆ จะภาพน่ารัก น่า เกลียด น่าชัง ไม่อยากได้ ก็อย่าไปยินดียินร้าย ภาพสวย สดงดงามก็อย่าไปยินดี ภาพที่ดูไม่งามก็อย่าไปยินร้าย อย่า ไปตกอกตกใจ อย่าไปเข้าใจผิดว่า มีมารมา มีอะไรต่างๆ มา ทดลองเรา หรือภาพกรรมภาพเวรอะไรต่างๆ ก็อย่าไปคิด คือใจตอนช่วงนั้นอย่าไปคิดเรื่องอะไรทั้งสิ้น ดูเฉยๆ ไม่ ว่าภาพที่น่าดู หรือไม่น่าดู น่าดูก็ไม่ยินดี ภาพไม่น่าดูก็ไม่ ยินร้าย ทำใจนิ่งเฉยๆ ทำหน้าที่เป็นผู้ดูที่ดี ที่ไม่กำกับ เหมือน ผู้เจนโลกที่เห็นการเกิดขึ้นตั้งอยู่และเสื่อมสลายไปของชีวิต ของสรรพสัตว์สรรพสิ่งทั้งหลายตลอดระยะกาลเวลาที่ผ่าน มาด้วยใจที่เป็นปกติ เราก็ทำใจให้เป็นปกติ ไม่เห็น ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้นก็เป็น ปกติ เห็นแล้วแต่มันคนละภาพกับที่เราอยากได้ ก็ยังคงเป็น ปกติ เป็นภาพที่ดีสวยๆ งามๆ เป็นภาพเทพบุตร เทพธิดา ก็อย่าไปเข้าใจผิดว่า เราไปสวรรค์แล้ว ก็ดูไปเฉยๆ อย่าไป ยินดีอะไร แม้เป็นภาพอะไรที่ใกล้เคียงกับดวงธรรมหรือองค์ พระก็เฉยๆ เป็นภาพที่ไม่ดี ดูแล้วน่าเกลียดไม่น่าดูก็ดูเฉยๆ อีกเหมือนกัน อย่าไปยินร้าย ทำอย่างนี้แค่นี้เท่านั้น ลูกทุกคน ก็จะกำความสำเร็จที่จะเข้าถึงพระรัตนตรัยในตัว การมีภาพเกิดขึ้นภายในใจ ไม่ว่าเป็นภาพน่ารักน่าชัง แปลว่าเรามีสมาธิมาในระดับหนึ่งแล้ว ถ้าจิตบริสุทธิ์ก็จะเป็น ภาพที่สวยงาม ถ้าบางส่วนของจิตยังไม่บริสุทธิ์ก็จะเป็นภาพ ที่ไม่สวยงาม ซึ่งก็เป็นเหมือนกระจกเงาส่องสะท้อนให้เราเห็น ว่า ใจเราบริสุทธิ์เพียงไหน เรามีหน้าที่หยุดกับนิ่งดูไปเฉยๆ อย่างนี้เท่านั้น เดี๋ยว ภาพที่น่ารักน่าชังเหล่านั้นมันก็จะเปลี่ยนไปเป็นภาพที่สดใส สว่างไสว ที่จะนำใจให้ตั้งมั่นเป็นหนึ่ง เป็นเอกัคคตา มีอารมณ์ ดี อารมณ์เดียว แล้วก็อารมณ์สบาย สงัดจากกาม จากบาป อกุศลธรรมและความเห็นถูกมันจะเกิดขึ้นมาเอง เพราะฉะนั้น ในจุดเบื้องต้นของหยุดแรก ภาพสุดท้าย จะเป็นดวงใสๆ และหลังจากนั้นก็เป็นเรื่องของหยุดในหยุด หยุดสอง หยุดสาม หยุดสี่ หยุดห้า กระทั่งนับหยุดไม่ถ้วน เข้าไปเรื่อยๆ ก็จะเห็นไปตามลำดับ รู้หลักวิธี นั่งลำพังก็ไม่กลัว นี่คือสิ่งที่ลูกทุกคนจะต้องศึกษาเรียนรู้เอาไว้ให้ดี เพื่อ ที่ว่าเวลานั่งตามลำพังจะได้มั่นใจ ไม่กลัวบ้าอย่างที่เขาเล่า ลือกัน ไม่กลัวที่จะเห็นในสิ่งที่น่ากลัว ไม่กลัวที่เขาบอกว่า นั่งแล้วจะตาย ไปแล้วไม่กลับ หรืออะไรยิ่งกว่านั้น เราจะได้ มั่นใจ ถ้าเราได้ศึกษาเรียนรู้เอาไว้ เหมือนหมองูที่จะจับงูเห่า งูจงอาง จะต้องศึกษาเรียนรู้ธรรมชาติของงูพิษ อสรพิษนั้น ซึ่งใครๆ ในโลกก็กลัว แต่หมองูรู้วิธี เขาก็ไม่กลัว เขาจะจับงู นั้นได้อย่างสบายๆ เพราะรู้วิธีการ นี่ก็เช่นเดียวกัน ถ้าลูกทุกคนรู้วิธีการอย่างนี้แล้ว ความ รู้สึกว่านั่งสมาธิแล้วจะเกิดโทษมันก็จะหมดไป ตรงข้ามสมาธิ นี่แหละจะทำให้เกิดคุณประโยชน์กับเรา เพราะจะเป็นจุดเชื่อม โยงใจของเรากับศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ให้เข้าถึงความสุข ที่แท้จริง ซึ่งเป็นรากฐานแหล่งกำเนิดแห่งความคิด คำพูด และการกระทำที่ดี นำมาซึ่งความสุขความสำเร็จในชีวิตและ ในธุรกิจการงานกับการสร้างบารมีของเรา โลกจะเกิดสันติสุขได้ ต้องเริ่มต้นจากที่เราก่อน ชีวิตใน ครอบครัวจะเกิดความผาสุกไม่ขัดแย้งกัน ก็เริ่มต้นที่หยุดแรก ของใจเราก่อน แล้วจึงจะขยายไปสู่สมาชิกภายในบ้าน เพื่อน บ้าน หมู่บ้าน ตำบล อำเภอ จังหวัด ประเทศ ประเทศเพื่อน บ้าน นานาชาติ แล้วก็ทั่วโลก ทุกสิ่งที่ดีดังกล่าวนั้นเริ่มต้น จากเราทั้งสิ้น เริ่มต้นจากหยุดแรกที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ทั้งสิ้น ซึ่งเราไม่เคยได้ยิน ได้ฟัง ได้เรียนรู้มาก่อน นี่แหละ เป็นสิ่งที่สำคัญ ประหยัดสุด ประโยชน์สูงในการสร้างสันติสุข หรือสันติภาพให้เกิดขึ้นแก่โลกใบนี้ วันอาทิตย์ที่ ๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๙ 13.รู้จักดวงธรรมและนิมิตเลื่อนลอย ดวงธรรมต้องรักษ์ไว้ อย่าหาย หยุดนิ่งอย่างสบาย นั่นไซร้ หากลูกไม่ดูดาย หมั่นตรึก เสมอนา ธรรมย่อมรักษาไว้ ซึ่งผู้ประพฤติธรรม ตะวันธรรม เมื่อเราได้สวดมนต์บูชาพระรัตนตรัยกันเสร็จเรียบร้อย แล้ว ต่อจากนี้ไปตั้งใจให้แน่แน่วมุ่งตรงต่อหนทางพระนิพพาน กันทุกๆ คนนะ ให้นั่งขัดสมาธิ โดยเอาขาขวาทับขาซ้าย มือขวาทับมือ ซ้าย ให้นิ้วชี้ของมือข้างขวาจรดนิ้วหัวแม่มือข้างซ้าย วางไว้ บนหน้าตักพอสบายๆ หลับตาของเราเบาๆ หลับตาค่อนลูก พอสบายๆ คล้ายๆ กับตอนที่เราใกล้จะหลับ อย่าบีบเปลือกตา อย่ากดลูกนัยน์ตานะ แล้วก็ทำใจของเราให้เบิกบาน ให้แช่มชื่น ให้สะอาด บริสุทธิ์ ผ่องใส ไร้กังวลในทุกสิ่ง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม ให้ปลด ให้ปล่อย ให้วาง ทำใจของเราให้ว่างๆ แล้วก็มาสมมติว่า ภายในร่างกายของเรานั้นปราศจาก อวัยวะ สมมติว่าไม่มีปอด ตับ ม้าม ไต หัวใจ เป็นต้น ให้ ภายในร่างกายของเรานั้นเป็นที่โล่งๆ ว่างๆ เป็นปล่อง เป็น ช่อง เป็นโพรง กลวงภายใน คล้ายๆ ท่อแก้วท่อเพชรใสๆ หรือคล้ายๆ กับลูกโป่งที่เราอัดลมอัดแก๊สเข้าไป ทำให้มันพอง ขยายลอยได้ ร่างกายของเราก็สมมติอย่างนั้นกันนะ ไม่มีตับ ไต ไส้ พุง โล่งว่างกลวงภายใน คราวนี้เราก็น้อมนำใจของเรามาหยุดนิ่งๆ อยู่ภายใน ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ซึ่งอยู่ในกลางท้องของเราในระดับที่ เหนือจากสะดือขึ้นมา ๒ นิ้วมือ หรือจำง่ายๆ ว่า อยู่ในกลาง ท้อง หรือเราจะสมมติว่า เราหยิบเส้นด้ายขึ้นมา ๒ เส้น นำ มา ขึงให้ตึง จากสะดือทะลุไปด้านหลังเส้นหนึ่ง จากด้านขวาทะลุ ไปด้านซ้ายอีกเส้นหนึ่ง ให้เส้นด้ายทั้งสองตัดกันเป็นกากบาท จุดตัดจะเล็กเท่ากับปลายเข็ม ให้สมมติเอานิ้วชี้กับนิ้วกลาง มาวางซ้อนกัน แล้วนำไปทาบตรงจุดตัดของเส้นด้ายทั้งสอง สูงขึ้นมา 2 นิ้วมือ ตรงนั้นเรียกว่า ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ที่เกิด ดับ หลับ ตื่น และทางไปสู่พระนิพพาน เราจะเห็นศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ได้ชัดเจนต่อเมื่อใจ หยุดนิ่งสนิทสมบูรณ์ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ แล้ว เพราะฉะนั้นเรา ก็ไม่ต้องกังวลเกินไปว่า เราวางใจไว้ตรงฐานที่ ๗ เป๊ะไหม เอาว่าเราทำความรู้จักไปก่อนว่าฐานที่ ๗ อยู่ตรงนี้ อยู่ตรง กลางท้องเหนือสะดือขึ้นมา ๒ นิ้วมือ เราพึงพอใจแค่ไหน ก็ ประมาณนั้นแหละ แต่ก็ต้องทำความรู้จักเอาไว้เพราะฐานที่ ๗ ตรงนี้สำคัญมาก นอกจากเป็นที่เกิด ที่ดับ ที่หลับ ที่ตื่น แล้ว คือ เกิดก็เกิดตรงนี้ ตื่นตรงนี้ หลับตรงนี้ ตายตรงนี้ เวลามาเกิด เป็นกายละเอียดเข้ามาทางปากช่องจมูก ของบิดา หญิงซ้าย ชายขวา มาตามฐานต่างๆ มาที่หัวตา กลางกั๊กศีรษะ เพดานปาก ช่องปากที่อาหารสำลัก ไปที่กลาง ท้องระดับสะดือ แล้วก็เหนือขึ้นมา ๒ นิ้วมือ จะมาอยู่ตรงนี้ ตรงฐานที่ ๗ ของบิดา แล้วก็บังคับดึงดูดให้บิดาไปหามารดา เพื่อประกอบธาตุธรรมส่วนหยาบห่อหุ้มกายละเอียดเอาไว้ พอ ถูกส่วนก็ดึงดูดเข้าไปสู่ครรภ์มารดา จะไปอยู่ตรงฐานที่ ๗ ของ มารดาตรงนี้ แล้วก็หล่อเลี้ยงด้วยธาตุหยาบของมารดา เจริญ เติบโตจนกระทั่งคลอดออกมา นี้เรียกว่า มาเกิด เวลาตาย เมื่อทุกคนต้องตาย รวมทั้งตัวเราต้องตาย ด้วย ใจก็จะมาอยู่ตรงนี้ กรรมนิมิตมันจะฉายให้เห็นจากตรง นี้ขึ้นมา แต่เวลาเห็นไม่ได้เห็นเหมือนเราก้มมองดูนะ มันก็ เห็นเหมือนเรามองวัตถุสิ่งของทั่วๆ ไป เห็นเป็นเรื่องเป็นราว เป็นภาพ ที่เรากระทำมา อันไหนเจตนากล้าเป็นครุกรรมก็จะ ชัดกว่าเพื่อน ที่เป็นอาจิณกรรมทำบ่อยๆ ก็จะรองลงมาตาม ลำดับ กระทั่งถึงไม่มีเจตนา ภาพเกิดขึ้นตรงนี้ใช้เวลาไม่นาน เรียกว่า กรรมนิมิต ซึ่งจะมีส่วนที่ทำให้ใจเราหมองหรือใส ถ้าเป็นภาพแห่งการทำความดี เราจะมีความปลื้มปีติภาค ภูมิใจ ใจก็จะใส ถ้าหากภาพไม่ดีมันก็อับเฉาเศร้าสร้อย ใจก็ หมอง เพื่อจะทำให้เห็นภาพของคตินิมิต ถ้าใจหมองคตินิมิต ก็ดำมืด ถ้าใจใสคตินิมิตสว่าง ก็เห็นเป็นเรื่องเป็นราว กระทั่ง เวลาตาย ก็จะมี ๓ เฮือก ใจก็เคลื่อนไปตามฐาน แล้วก็ออก ทางปากช่องจมูกของตัวเรา ไม่ว่าจะตายด้วยวิธีการใด อาจ จะออกอย่างกะทันหัน หรือค่อยเป็นค่อยไปหลุดออกมา เกิดตายตรงนี้ หลับก็ตรงนี้ ตื่นก็ตื่นตรงนี้ เพราะฉะนั้น จำง่ายๆ ว่า ตรงฐานที่ ๗ เป็นที่เกิด ดับ หลับ ตื่น และนอกจากนี้ยังเป็นทางไปสู่ความไม่เกิด ด้วย แต่เดินทางด้วยวิธีการที่ต่างกัน ถ้าจะไปเกิดมาเกิด ก็เดินออกไปข้างนอก คือ ออกจากร่างกายแล้วออกไปทาง ปากช่องจมูก แต่ถ้าจะไม่เวียนว่ายตายเกิด ต้องเดินในเข้าไป ในกลางกาย ซึ่งมันจะเห็นแผนผังของชีวิต เส้นทางสายกลางภายใน เริ่มต้นที่ฐานที่ ๗ เราจะเข้าถึงแผนผังของชีวิตที่ติดตัวเรามา แต่เราไม่รู้ เป็นทางเดินไปสู่ความเป็นพระอริยเจ้า เขาเรียกว่า เส้นทาง อริยมรรค เส้นทางของพระอริยเจ้า อีกนัยหนึ่งเรียกว่า วิสุทธิมรรค เป็นเส้นทางสายกลางภายใน เกิดความบริสุทธิ์ หมดจดจากสรรพกิเลสทั้งหลาย โลภะ โทสะ โมหะ เป็นต้น บางทีก็เรียกว่า วิมุตติมรรค เส้นทางแห่งความหลุดพ้น พ้น จากความทุกข์ พ้นจากกิเลสอาสวะ เป็นเส้นทางสายกลาง ภายใน ที่นอกเหนือจากเส้นทางสายกลางภายนอก แต่เรามี ข้อปฏิบัติด้วยวิธีเส้นทางสายกลางภายนอกที่เรียกว่า มัชฌิมา ปฏิปทา ไม่ตึงไม่หย่อนไป เราก็จะเข้าถึงเส้นทางสายกลาง ภายใน เมื่อใจหยุดนิ่ง ตรงนี้คือสิ่งที่ต้องศึกษากันเอาไว้ ต้องจำและก็อย่าไป ทำอะไรที่นอกเหนือจากนี้ จำประโยคนี้เอาไว้ว่า หยุดเป็นตัว สำเร็จ เอามาอยู่ตรงนี้ อะไรหยุด ใจที่แวบไป แวบมา คิดไป ในเรื่องราวต่างๆ เอามาหยุดอยู่ตรงนี้ อยู่จนกระทั่งมันหยุด นิ่งสนิทติดตรงกลางกายฐานที่ ๗ ตรงนี้ เหมือนมีกาวชั้นดีตรึงใจติดไว้กับศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ติดอยู่ตรงนี้ และหลังจากนั้นมันก็จะเคลื่อนเข้าไปสู่ภายใน เอง เราจะเห็นเส้นทางสายกลางภายใน ซึ่งเป็นทางไปสู่ อายตนนิพพาน เป็นทางหลุดพ้นจากกิเลสอาสวะ เป็นเส้นทาง แห่งความบริสุทธิ์ เป็นเส้นทางของการไปสู่ความเป็นพระ อริยเจ้า คือ เส้นทางประเสริฐที่จะห่างไกลจากกิเลสทั้งหลาย จากความทุกข์ทรมาน จากความไม่รู้ทั้งปวง ดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน เมื่อใจติดอยู่ตรงนี้สนิท สนิทจนกระทั่งเรียกว่า อัปปนา สมาธิ มันแนบแน่น คือมันนิ่งนุ่ม แนบแน่น คือแนบติดกับตรง นี้ พอถูกส่วนก็จะตกศูนย์เข้าไปข้างใน วูบลงไป แล้วเดี๋ยวก็ จะมีดวงธรรมปรากฏเกิดขึ้นมา กลมเหมือนดวงแก้วภายนอก กลมรอบตัวเหมือนดวงแก้วกายสิทธิ์ แต่ว่าใสกว่า สว่างกว่า โปร่งเบากว่า มาพร้อมกับความสุข ปีติ เบิกบาน และความรู้ แจ้งภายในจะมาพร้อมๆ กัน แต่ต่างจากการมองดวงแก้วข้างนอก ดวงแก้วข้างนอก เห็นแล้วมันก็เฉยๆ แต่ถ้าดวงธรรม แม้จะกลมเหมือนดวงแก้ว แต่เห็นแล้วความรู้สึกไม่เหมือนกัน มันจะแตกต่างจากความ รู้สึกที่เราเคยเห็นวัตถุภายนอก จะมาพร้อมกับความสุข ใจจะ ขยาย โล่ง โปร่ง เบา สบาย ขยาย บริสุทธิ์ หยุดนิ่ง ดวงธรรมจะเกิดขึ้นตรงนี้ อย่างเล็กขนาดดวงดาวใน อากาศ เป็นจุดเล็กๆ ใสๆ เหมือนปลายเข็ม บางทีเหมือนดาว ในอากาศ ที่เราเคยมองเห็นในคืนเดือนมืด เห็นที่ไกลลิบๆ บางดวงก็เห็นชัด อย่างดาวประจำเมือง ก็จะเห็นชัดสุกใส บางดวงก็ไม่ชัด ธรรมดวงแรกเป็นจุดมันก็จะเป็นอย่างนั้น แหละ ถ้าไม่นิ่ง มันไม่เห็น ถ้านิ่งจะเห็นชัด อย่างกลางก็ขนาดพระจันทร์ในคืนวันเพ็ญ อย่างใหญ่ขนาดพระอาทิตย์ยามเที่ยงวัน หรือใหญ่ กว่านั้นตามกำลังบารมี หรือเหมือนฟองไข่แดงของไก่สุกใส สว่างไสวเกิดขึ้น ธรรมดวงนี้พระเดชพระคุณหลวงปู่ พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) ผู้ค้นพบวิชชาธรรมกาย ท่านเรียกว่า ดวงธัมมา นุปัสสนาสติปัฏฐาน คือ ธรรมดวงแรก ความบริสุทธิ์เบื้องต้น เกิดขึ้น บางครั้งท่านก็เรียกว่า ปฐมมรรค คือ จุดเริ่มต้นของ การเดินทางเข้าไปสู่ภายใน ในเส้นทางของพระอริยเจ้า สิ่งนี้ มีอยู่แล้วในตัวของเรา แต่เราไม่รู้ว่ามี เพราะเราเอาใจไป หมกมุ่นเรื่องอื่น ไปในเรื่องราวต่างๆ ธรรมดวงนี้มาพร้อมกับความสุข ความบริสุทธิ์ ความ รู้แจ้ง ความเบิกบาน มาพร้อมกันเลย ความตื่นตัวภายใน รู้สึกเราจะกระฉับกระเฉง มีชีวิตชีวาเกิดขึ้น คล้ายๆ เซลล์ ในร่างกาย หรือทุกอณูขุมขนเรา ไม่มีส่วนใดที่ไม่ได้รับความ สุขหรือกระแสธารแห่งความสุข มันจะมีปีติสุข เบิกบาน เมื่อ ธรรมดวงนี้เกิด นี่แหละคือต้นทางที่จะไปสู่อายตนนิพพาน ที่ เรียกว่า ปฐมมรรค เราจะปฏิบัติธรรมแบบไหนก็ตาม ถ้ายังไม่ เจอธรรมดวงนี้ล่ะก็ ไปนิพพานยังไม่ได้ เพราะ ธรรมดวงนี้เป็นปฐมเลย เป็นตัวบ่งชี้ว่าเรามา ถูกทางแล้ว มาถึงจุดเริ่มต้นที่ถูกต้อง จะปฏิบัติ แบบไหนก็ตาม จะใช้คำภาวนาอะไรก็ได้ แต่ตอน สุดท้ายต้องได้ธรรมดวงนี้ ถ้าไม่ได้ตรงนี้แล้วไป นิพพานไม่ถูก เพราะฉะนั้น วิธีปฏิบัติมีหลากหลายอย่างเป็นร้อยเป็น พัน แต่สรุปย่อมาในวิสุทธิมรรคมี ๔๐ วิธี แต่ปัจจุบันนี้ก็แตก ตัวมาอีกหลายวิธี แล้วก็ใช้คำภาวนาต่างกัน บางแห่งก็ พุทโธ ธัมโม สังโฆ, สัมมา อะระหัง, ยุบหนอ พองหนอ, พุทโธ, นะ มะ พะ ทะ, เกสา โลมา นขา ทันตา ตะโจ เป็นต้น บางที ก็นอกเหนือจากคำเหล่านี้ คำภาวนา มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ดึงใจกลับมาสู่ที่ตั้ง ดั้งเดิมภายในตัว มาอยู่กับเนื้อกับตัว แต่พอถึงจุดๆ หนึ่ง เมื่อใจหยุดนิ่ง ก็จะทิ้งคำภาวนาไป มันจะหายไป คล้ายๆ กับเราลืมไป เลือนไป หรือไม่อยากจะภาวนา อยากอยู่เฉยๆ ถึงจุดอิ่มตัวแห่งการภาวนา ใจมันจะนิ่ง นุ่ม แน่น พอถึงหัวเลี้ยวหัวต่อตรงนี้ เราก็ ควรจะปล่อยให้มันนิ่ง นุ่ม แน่น อย่างนั้น อย่าไปเน้น นิ่ง นุ่ม แน่น สบาย ตักตวงความสุข ความปีติ เบิกบาน เป็นรางวัล ของการนำใจมานิ่ง ซึ่งจะเป็นช่วงจังหวะที่ใจเอาชนะนิวรณ์ ๕ ได้แล้ว ตรงนี้ความเบิกบานจะเกิด แสงสว่างจะเกิด ความสุข เบื้องต้นก็จะเกิด เป็นความสบายกายสบายใจที่แตกต่างจาก สิ่งที่เราเคยคิดว่าความสุข บางคนบอกว่า ความสุขอยู่ในเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ บ้าง ก็ไปหมกมุ่นอยู่ตรงนั้น ความสนุกสนานเพลิดเพลินก็ ติดเกมติดอะไรต่างๆ เหล่านั้น บ้างก็ว่าดูหนังดูละคร หรือใน รูปเสียง กลิ่น รส สัมผัส แต่พอมาถึงตรงนี้แล้วไม่ใช่ บางคน ก็ว่าอยู่ที่การพนันอบายมุข จากการเชียร์บอล ซึ่งถูกพ่วงไป ด้วยการพนัน มันมีลุ้นระทึก มีการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย เพราะฉะนั้นร่างกายจึงไม่ได้สัมผัสความสุขเลย เรากำลังถูก ทำให้หลงทางเบี่ยงเบนไปจากความหมายของคำว่า ความ สุขที่แท้จริง เราจะเห็นว่า สิ่งที่เราเคยเข้าใจว่าความสุข มันถูกครอบ ด้วยความหายนะของชีวิต แต่เราไม่รู้สึกตัวเลย หลงติดกันอยู่ ตรงนั้น แต่เมื่อไรใจหยุดนิ่งแล้ว เราจะเริ่มได้สัมผัสกับความ ปีติที่สามารถเอาชนะนิวรณ์ทั้ง ๕ ได้ มีกามฉันทะ พยาบาท เป็นต้น แล้วมันก็จะสบายกาย สบายใจ สบาย เบิกบาน ในระดับหนึ่ง มันก็จะนิ่ง เพราะที่ไหนอยู่เย็นตรงนั้นเป็นสุข มันจะอยากอยู่ตรงนั้นแหละ พอใจมาอยู่ตรงนี้มันเย็น เย็นกาย เย็นใจ สบ๊าย สบาย กายเนื้อหายไปหมด เหมือนไม่มีร่างกาย แสงสว่างมันจะ เกิด เป็นแสงแห่งความบริสุทธิ์ แสงแรกที่ใจหลุดจากนิวรณ์ ทั้ง ๕ สว่างแล้วเมื่อตกศูนย์วูบลงไป มีดวงธรรมลอยขึ้นมา ตรงนี้มีฐานของใจแล้ว ใจมีฐานแล้ว มั่นคงในระดับหนึ่งแล้ว เป็นดวงใส อย่าไปติดนิมิตเลื่อนลอย แต่ระหว่างการปฏิบัติช่วงนี้ ตั้งแต่เริ่มต้นที่เรียกว่า วิตก วิตก คำนี้ไม่ได้แปลว่า วิตกจริต หากหมายถึง การที่ เราตรึกระลึกนึกถึงคำภาวนาอย่างใดอย่างหนึ่ง วิจาร คือ ทำให้ต่อเนื่องกันไป กระทั่งเอาชนะนิวรณ์ได้ ระดับหนึ่ง ก็คือสติว่าชนะแล้ว มีสุขเป็นรางวัล กระทั่งนิ่ง ในช่วงนี้ บางคนจะมีนิมิตเลื่อนลอยเกิดขึ้นซึ่งมีหลาก หลาย เป็นนิมิตที่ทำให้เกิดความยินดีก็มี ยินร้ายก็มี คือ พึง พอใจก็มี หรือไม่ชอบใจก็มี บางทีอาจจะเห็นภาพคน สัตว์ สิ่งของ เห็นต้นหมากรากไม้ ภูเขาเลากา เรื่องราวต่างๆ ภาพ นรกสวรรค์ ตรงนี้เห็นจริงแต่สิ่งที่เห็นไม่จริง เพราะฉะนั้น ครูบาอาจารย์ท่านจึงแนะนำว่า อย่าไปติดนิมิต คำว่า อย่า ไปติดนิมิตหมายเอาช่วงนี้ ช่วงเริ่มต้นจากวิตก วิจาร ก่อน มาถึงปฐมมรรคซึ่งเป็นภาพสุดท้าย เป็นนิมิตสุดท้าย ไม่ใช่ เหมาเอาหมด คล้ายๆ สมมติเราอยู่ที่บ้านอยากจะมาวัดพระธรรมกาย เราก็นั่งรถมา เราผ่านภาพต่างๆ ที่เกิดขึ้น มีตึกรามบ้าน ช่อง เสาไฟฟ้า ถนนหนทาง รถราสวนกัน ผู้คน สุนัข นกกา อะไรต่างๆ ถ้าเราไปแวะข้างทางตรงนั้น มันก็มาไม่ถึงวัดพระ ธรรมกาย ถ้าสมมติมาจากกรุงเทพ มาถึงดอนเมือง เราเห็น ภาพเครื่องบิน นึกว่าตรงนี้เป็นวัดพระธรรมกายไปแวะตรง นั้นก็ไม่ใช่ หรือมาถึงรังสิต อ้าว นึกว่าเป็นวัดพระธรรมกาย ก็ยังไม่ใช่ มันจะมีภาพเหล่านี้เรื่อยมาเลย แต่ถ้าเราไม่สนใจ คือ มีภาพอะไรให้ดู เราก็ดูไป ดูไป เรื่อยๆ อย่างสบายเหมือนดูทิวทัศน์ รถสวนมาเราก็หลบกัน ไป หลีกกันไป แซงเขาบ้าง เขาแซงเราบ้าง ไปเรื่อยๆ โดยเรา ก็ไม่ได้คิดอะไร มีแต่ใจมุ่งจะมาวัดพระธรรมกาย และในที่สุด เมื่อเข้ามาถึงวัดพระธรรมกาย อ๋อ มันแตกต่างจากที่เราผ่าน มา เพราะมีมหาธรรมกายเจดีย์ ซึ่งที่อื่นไม่มี นี่สมมติเอานะ เพราะฉะนั้น เราต้องแยกให้ออก อันไหนเป็นนิมิต เลื่อนลอยที่ไม่ควรติด ซึ่งเราคุ้นกับคำว่า อย่าไปติดนิมิต หมายเอาช่วงนี้ ช่วงตั้งแต่ใจฟุ้งซ่าน คิดเรื่องกามบ้าง เรื่อง ทรัพย์บ้าง โกรธ ขัดเคือง ขุ่นมัว สงสัย ลังเล ง่วง เคลิ้ม ท้อ กระทั่งฟุ้งไปในเรื่องคน สัตว์ สิ่งของ ธุรกิจการงาน เป็นต้น ซึ่งพอใจมันว่าง ทีนี้มันก็จะมีภาพอะไรที่สั่งสมอยู่ใน ใจเรา เพราะเราผ่านประสบการณ์เรื่องราวต่างๆ มันมาเป็น ภาพ เป็นแสง เป็นสี เป็นเสียงอะไรต่างๆ มันก็เก็บเอาไว้ ในใจ พอใจจะเริ่มเดินทางเข้าสู่ภายใน สู่การหยุดนิ่ง มันก็จะ คลายตัวออกมาเป็นภาพ เป็นเรื่องเป็นราว ซึ่งมันไม่จริงทั้งนั้น แหละ บางทีภาพนรก ภาพสวรรค์อย่างที่เราเคยได้ยินได้ฟัง มา ก็เลยมาปะติดปะต่อเป็นคุ้งเป็นแควกันไป นิมิตเลื่อนลอย จะเกิดตอนช่วงนี้ “ดวงธรรม” ไม่ใช่นิมิตเลื่อนลอย ถ้าเราไม่สนใจมัน คือ นิ่ง นุ่ม แน่น สบายต่อไป ดู ไปเฉยๆ เหมือนดูทิวทัศน์ ก็จะถึงจุดๆ หนึ่งที่ใจค่อยๆ ตก ตะกอน ละเอียด นุ่ม ถูกส่วนแล้วตกศูนย์วูบ ธรรมดวงแรกที่ เกิดขึ้นเป็นดวงใสๆ อย่างเล็กขนาดดวงดาวในอากาศ อย่าง กลางขนาดพระจันทร์ในวันเพ็ญ อย่างใหญ่ขนาดดวงอาทิตย์ ยามเที่ยงวันหรือใหญ่กว่านั้น เรามาถึงที่หมายเบื้องต้นแล้ว เหมือนมาถึงสถานีที่เราจะขับรถเคลื่อนกันต่อไป เป็นรถ หลายๆ ผลัดส่งไปถึงที่หมาย ดวงธรรมที่เกิดขึ้นนี้ไม่ใช่นิมิตเลื่อนลอย ต้องแยกให้ออกนะ ทีนี้ถ้าใครไม่มีประสบการณ์อย่าง นี้มันจะแยกไม่ออก อันไหนจริง อันไหนเลื่อนลอย ดังนั้นก็ สรุปจำง่ายๆ ว่า ภาพสุดท้าย คือ ดวงใสๆ ในจุดเบื้องต้น ถ้าถึงดวงใสๆ แสดงเราผ่านนิมิตเลื่อนลอยมา แล้ว ใจตั้งมั่นแล้ว เป็นเอกัคคตา เป็นหนึ่งแล้ว ดวงใสก็เกิดที่เรียกว่า ปฐมมรรค หรือดวงธัมมา นุปัสสนาสติปัฏฐาน พอมาถึงตรงนี้ได้ก็เย็นใจได้ เลย เพราะเราต้องไปถึงที่หมายโดยปลอดภัย มี สุขแล้วก็มีชัยชนะอย่างแน่นอน ทีนี้บางท่านพอมาถึงดวงใสๆ ก็ไม่เข้าใจ ไม่รู้จัก เพราะไม่ ได้รับคำแนะนำ ก็เหมารวมเอาว่าดวงใสๆ เป็นนิมิตเลื่อนลอย ไปด้วย นี่คือข้อพลาด พอมาถึงตรงนี้ เห็นแล้วก็แนะนำให้หาย ไปเสีย โดยเหมาว่าเป็นนิมิตเลื่อนลอย ด้วยประโยคถ้อยคำที่ คล้ายๆ กันบ้าง ไม่ให้สนใจบ้าง หรือนึกถึงคำภาวนา หรือคำ ใดคำหนึ่งขึ้นมา เดี๋ยวมันก็หายไป ไม่ว่าจะนึกคำอะไรขึ้นมา มันก็หาย เอ๊ะอ๊ะ ก็หาย เอ๊ะ นิมิตเลื่อนลอยมั้ง หายอีก หรือ จะนึกถึงประโยคคำอะไรที่เราคุ้นๆ มันก็หายอีก พอถึงตรงนี้ แล้ว ไม่ควรจะไปกระตุ้นให้เกิดความคิดใดๆ ทั้งสิ้น เราต้อง นิ่งต่อไปจึงจะถูกต้อง พอถึงตรงนี้บางแห่งบอกให้หายไป อย่าไปสนใจ ใช้คำ ว่า “ดวงใสๆ คือกองขี้ควาย” บางคนเขาใช้นะ “มันไม่มีความ หมาย มันเหมือนขี้ควาย ควายมันยังไม่สนเลย ไม่มีประโยชน์” พอไม่สน มันก็หายไป เหลือแต่ความสว่างที่กว้างๆ ความสว่างที่กว้างๆ นี่ บางทีมันก็ทำให้หลงทางได้ เพราะ ช่วงนี้มันมีความสุข แล้วมันมีความรู้อะไรที่ดูเหมือนจะแจ่ม แจ้งในหลักธรรมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คล้ายๆ จะแตกฉานไปหมดทุกคำ เลยเข้าใจว่าเป็น ธัมมวิจยะ คือ การวิเคราะห์วิจัยธรรม มันจะชุ่มชื่นใจ ปีติใจ ภาคภูมิใจว่า เราแจ่มแจ้ง ขบคิดข้อธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า รู้สึก แตกฉาน อิ่มอกอิ่มใจ บางคนใช้ความสว่างตอนช่วงนี้ มาพิจารณากายคตาสติ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง หรือจะเจริญอสุภกรรมฐาน ตอนนี้จะ เห็นภาพของซากศพชัดเลย แต่มันแปลก ซากศพมันจะ เป็นแก้ว เราจะนึกคิดให้มันแยกแยะอย่างไรก็ได้ ให้เป็นปฏิกูล ก็ได้ ไม่เป็นปฏิกูลก็ได้ หรือไม่เป็นทั้งสองอย่างก็ได้ ปฏิกูลก็ ไม่ใช่ ไม่ปฏิกูลก็ไม่เชิง พอพิจารณาบ่อยๆ ในกายคตาสติ ใจมันก็เบื่อหน่าย ในกายน่ะ ในกายเรา และกายคนอื่น จิตมันก็รวม สงบนิ่งอีก แล้ว พอถึงดวงก็เพิกดวง คือปล่อยดวงเอาแต่ความสว่าง สงบ นานบางทีเป็นวัน บางทีหลายวัน พอใจถอนขึ้นมา มันก็ดึง เอาความสุข ความสดชื่น ติดออกมาด้วย และดูเหมือนว่า จะ แตกฉานในข้อธรรมะ มีความปลื้มปีติ ตรงนี้ใครจะไปแนะนำ ล่ะ ยากแล้ว บางคนติดอย่างนี้จนตาย แต่ก็สบาย ความสุข มันจะขยายไปสู่ระบบประสาทกล้ามเนื้อ ผิวพรรณวรรณะจะ เปล่งปลั่ง ผ่องใส เบิกบาน เพราะใจของผู้ที่เข้าถึงจะชุ่มเย็น มันเย็นใจ และเข้าใจอะไรต่างๆ ได้ดีทีเดียว ตรงนี้แหละที่จะทำให้เราไม่ได้เดินทางกันต่อไป ยก ตัวอย่าง เหมือนจะมาวัดพระธรรมกายแต่ไปติดแถวรังสิต อย่างนั้น ก็ต้องทำความเข้าใจว่า เมื่อเข้าถึงดวงธรรมแล้ว อย่าให้หาย แล้วอย่าเอาตรงนี้มาใช้ในขบวนการคิดต่อ ไม่ว่า ความคิดนั้นจะเป็นกุศลธรรมก็ตาม หรือเป็นข้อธรรมะก็ตาม สิ่งที่จะต้องทำต่อไปคือ หยุดนิ่งเฉยๆ อย่างเดียว หยุดเป็น ตัวสำเร็จนี่แหละ เพราะฉะนั้น พอถึงดวงตรงนี้ เมื่อเราผ่านนิมิตเลื่อนลอย มาแล้ว และเข้าใจดีขึ้นว่าไม่เหมาเอาดวงปฐมมรรคเป็นนิมิต เลื่อนลอยไปด้วย ให้ทำใจนิ่งต่อไป พอนิ่งนุ่มต่อไปก็เคลื่อน เข้าไปสู่ภายใน ที่เรียกว่า คมนะ เราได้ยินคำว่า ไตรสรณคมน์ หรือไตรสรณะ คมนะ คือการแล่นเข้าไปหาพระรัตนตรัย ที่มี อยู่ภายในตัวของทุกคนในโลก ใจกำลังเคลื่อนเข้าไปนี่แหละ เราอย่าไปยั้ง อย่าไปฝืน ก็ต้องอาศัยครูผู้มีประสบการณ์ภายใน แนะนำ ให้ปล่อยลงไปเรื่อยๆ คือดูไปเรื่อยๆ ถ้าเข้าถึงของจริงจะหมดข้อสงสัย แวะอีกนิดหนึ่ง ทีนี้ก่อนที่จะถึงปฐมมรรคตรงนี้ สำหรับ บางคนที่นึกองค์พระเป็นนิมิต เพราะมาปฏิบัติที่สำนักนี้ ให้ ตรึกดวงหรือองค์พระ บางทีก็จะเห็นองค์พระขึ้นมา อะไรขึ้น มา แต่ขึ้นมาในระดับช่วงนี้ ช่วงระหว่างเริ่มต้นกระทั่งใจนิ่ง ระดับหนึ่ง ถ้าตรึกองค์พระก็จะเห็นองค์พระ ตรึกดวงก็จะเห็น ดวง ตรึกดวงในองค์พระก็จะเห็นดวงในองค์พระ ตรึกองค์พระ ในดวงก็จะเห็นองค์พระในดวง มักจะมีข้อสงสัยว่า เราคิดไป เอง หรือว่าเกิดขึ้นจริง ความสงสัยหรือวิจิกิจฉาตรงนี้ก็เป็นอุปกิเลสอย่างหนึ่ง คือเป็นอุปสรรคที่ทำให้ใจมาคิดแล้ว เอ๊ะ ใช่หรือไม่ใช่ คิดเอง หรือเกิดขึ้นจริง ความคิดอย่างนี้จะเกิดในช่วงเริ่มต้นก่อนไป ถึงปฐมมรรค ถ้ามีความคิดอย่างนี้เกิดขึ้นมาแสดงว่ายังไม่ใช่ เพราะถ้าใช่จะไม่มีความคิดอย่างนี้ ทีนี้มันเกิดขึ้นในตอนช่วงนี้ สิ่งที่เราจะต้องทำมีเพียง ประการเดียว คือ ดูไปเฉยๆ เห็นองค์พระก็ดูองค์พระ เห็น ดวงก็ดูดวง เห็นดวงในองค์พระก็ดูดวงในองค์พระ เห็นพระ อยู่กลางดวงเราก็ดูพระในกลางดวง ก็ดูไปเรื่อยๆ ตกม้าตาย ตรงนี้กันเยอะ ที่มาเรียนในสำนักนี้ หรือสำนักเดียวกัน แต่ว่า อยู่ที่ต่างๆ กัน เพราะฉะนั้น สิ่งที่เราจะต้องทำคือดูไปเฉยๆ ไม่ต้องคิด ว่าอะไร อย่าไปวิเคราะห์ วิจัย วิจารณ์ประสบการณ์ เพราะ เรากำลังเรียนกันในระดับนักเรียนอนุบาล ไม่ใช่เรียนใน ระดับ professer หรือ doctor ที่จะต้องทำหัวข้อวิทยานิพนธ์ วิเคราะห์ วิจัย วิจารณ์ว่าคิดเองหรือว่ามันเกิดขึ้นจริง เรายัง ไม่ถึงขั้นนั้น ความคิดขั้นนี้ยังเอามาใช้ไม่ได้ ต้องใช้ความไม่ คิด คือมีอะไรให้ดูก็ดูไป ดูไปเรื่อยๆ อย่างสบาย โดยไม่ต้อง คิดอะไรทั้งสิ้น มันแปลกอยู่อย่าง เหมือนมีกรรมมาบัง หลวงพ่อก็แนะนำ อย่างนี้มา ๔๐ ปีแล้ว แต่พอถึงตรงนี้ตกม้าตายกันเกือบจะทุก คน ‘เอ๊ะ ใช่หรือไม่ใช่ คิดเองหรือว่าใช่ ไม่ใช่มั้ง มันง่ายเหลือ เกิน’ อะไรอย่างนี้ เพราะธรรมะเป็นของลึกซึ้งจะต้องเข้าถึง ยาก คิดว่ามันต้องยาก พอเราได้ง่ายขึ้นมา เราก็นึกว่าไม่ใช่ ดังนั้น สิ่งที่เห็นขึ้นมา แม้ยังไม่ใช่ปฐมมรรค ก็ไม่ควรเอา ความคิดมาคิดในช่วงนี้ ต้องจำนะลูกนะ ถ้าไม่จำมันเป็นอย่าง นี้ไปจนตายน่ะแหละ ซึ่งเราก็จะต้องไปแก้ไขอีกทีตอนเราเกิด ใหม่นั่นน่ะ เราก็จะต้องเลือกเอาว่า เราจะทำความเข้าใจตอน นี้ หรือจะเอาเข้าใจชาติหน้า หรือสิบปีข้างหน้า หรือยี่สิบปี หรือก่อนตายดี มันก็แล้วแต่เรา ก็ตัดสินใจเอา ถ้าจะออกแบบ ชีวิตว่า ไปเข้าใจชาติหน้าก็เอา ก็คิดวนๆ กันไปอย่างนั้นน่ะ ใช่หรือไม่ใช่ คิดเองหรือว่าเกิดขึ้นจริง หรือนิมิตเลื่อนลอยมั้ง หรือเพิกนิมิตให้หายไป ก็แล้วแต่เราน่ะ ถ้าเราอยากแค่ว่ามีประสบการณ์ภายในเล็กน้อย ได้ ขันติบารมี ความเพียร แล้วเราไปเอาดีชาติหน้า ก็ให้ทำอย่าง ที่เคยทำกันเองนั่นแหละ ที่หาวิธีกันเองน่ะ แต่ถ้ารักอยากจะ เข้าถึงพระรัตนตรัยในตัวเร็วๆ เพราะว่าเรามีเวลาจำกัดอยู่ใน โลกนี้ ก็ทำตามที่พระเดชพระคุณหลวงปู่ พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) ผู้ค้นพบวิชชาธรรมกาย ซึ่งท่านผ่านขั้นตอน แบบพวกเรามาแล้วน่ะ เอ๊ะ ใช่ไหม ใช่ เอ๊ะ งั้น เอ๊ะ งี้ นิมิต เลื่อนลอยหรือจริง มานานแล้วน่ะ ท่านก็สรุปให้ได้ว่า หยุดเป็นตัวสำเร็จ ตั้งแต่ เบื้องต้นจนกระทั่งเป็นพระอรหันต์ คือไม่ต้อง ทำอะไรที่นอกจากนี้ นอกเหนือจากหยุดกับนิ่ง อย่างเดียว ถ้าเราทำตามนี้ เราก็สามารถเข้าถึงพระรัตนตรัยในตัวได้ ในชาตินี้ ไม่ต้องไปคอยชาติหน้า แล้วภพชาติต่อไปจะได้ศึกษา เรียนรู้ต่อกันไปอีก ไม่ต้องมานั่งเริ่มต้นกันใหม่ เพราะฉะนั้น หยุดเป็นตัวสำเร็จนะ สำคัญนะ สิ่งที่พูดไปอย่าฟังผ่านๆ ถ้า ฟังผ่านแล้วติดข้ามชาติไปเลย ที่เสียเวลาในการสร้างบารมีกันมาหลายชาตินั่นก็ ๑ ขี้เกียจทำ ๒ ไม่ได้ทำ หรือ ๓ ได้ทำ แต่ว่าค้นหาตามวิธีของตัว มันก็ช้า ไม่ทำตามที่บรมโพธิสัตว์ ที่พระเดชพระคุณหลวงปู่ท่าน แนะนำสั่งสอน ท่านค้นมาให้แล้ว เราแค่คว้าทำตามเท่านั้น แหละ เหมือนอาหารตักเข้าปากแล้วเคี้ยวอย่างเดียว ไม่ต้อง ไปปลูกข้าวในนาอย่างนั้นน่ะ กว่าขบวนการนั้นมาถึงข้าวเข้า ปากนี่ มันยาก อย่าไปเสียเวลากันเลย เมื่อเข้าใจอย่างนี้ดีแล้ว ต่อจากนี้ไปเวลาที่เหลืออยู่นี้ ฝึกใจหยุดนิ่ง อย่างสบายๆ ไม่ใช่ลำบากๆ นะลูกนะ ทำใจ หลวมๆ เหมือนสวมเสื้อผ้าหลวมๆ ทำใจให้เบิกบานสมกับ เป็นผู้มีบุญที่จะเข้าถึงธรรมภายในได้อย่างง่ายๆ อากาศกำลังสบาย เป็นสัปปายะ เหมาะสมที่จะเข้าถึง พระรัตนตรัยในตัว ซึ่งเป็นที่พึ่งที่ระลึกอันสูงสุด ก็ให้ลูกทุกคน ฝึกหยุดใจนิ่งๆ อย่าไปตั้งใจมากเกินไป อย่าอยากได้ อยาก เห็น อยากมี อยากเป็นเกินไป อย่าไปลุ้น อย่าไปเร่ง อย่าไป เพ่ง อย่าไปจ้อง มองเฉยๆ อย่างสบายๆ มีความมืดให้มองก็ มองความมืด แต่ให้เป็นมืดสบาย มีอะไรให้ดู เราก็ดูไปนิ่งๆ หรือจะภาวนาว่า สัมมา อะระหัง ให้เสียงดังออกมาจาก ในกลางท้อง ไม่ใช่ดังที่สมองนะ เหมือนเสียงที่ล่องลอยมาจาก แหล่งแห่งความบริสุทธิ์ภายใน จากอายตนนิพพานผ่านมาใน กลางกาย ขจัดมลทินที่มีอยู่ในใจเราให้หมดไป แปรเปลี่ยน อกุศลธรรมเป็นกุศลธรรม สงัดจากกาม จากบาปอกุศลทั้ง หลาย และใจก็ตั้งมั่นอย่างดีเลย ต่างคนต่างนั่งกันไปเงียบๆ นะ ให้ลูกทุกคนสมหวังดังใจในการเข้าถึงพระธรรมกายภายใน กันทุกๆ คนนะ วันอาทิตย์ที่ ๑๘ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๗ 14. นิมิตเลื่อนลอย...หลุมพรางของพญามาร ทัพพีทองของพ่อรู้รสแล้ว น้ำแกงแก้วรสชาติขนาดไหน รสอย่างอื่นหมื่นแสนไปไกลไกล จะติดใจเมื่อใจติดศูนย์กลางเอย ตะวันธรรม เมื่อเราได้จุดเทียนใจไฟนิรันดร์อนันตชัยกันเสร็จ เรียบร้อยแล้ว ต่อจากนี้ไปให้ทุกท่านนั่งหลับตาเจริญสมาธิ ภาวนากันนะ หลับตาเบาๆ พอสบายๆ คล้ายๆ กับตอนที่เรา ใกล้จะหลับ แล้วน้อมใจของเราให้หยุดนิ่งๆ อย่างสบายๆ ที่ ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ซึ่งอยู่ในกลางท้องของเราเหนือสะดือ ขึ้นมา ๒ นิ้วมือ เอาใจหยุดในหยุด นิ่งในนิ่งลงไปอย่างสบายๆ หยุด นิ่งๆ ให้ใจเราใส จะตรึกนึกถึงดวงใส หยุดอยู่กลางดวงใสๆ หยุดในหยุด นิ่งในนิ่งลงไปอย่างสบายๆ แล้วก็ทำใจของเรา ให้เบิกบาน แช่มชื่น ให้สะอาด บริสุทธิ์ ผ่องใส ถูกส่วนจะเป็นอย่างนี้ ถ้าหยุดได้ถูกส่วนพอดีๆ ตัวมันจะขยาย กายขยาย ใจ ขยาย แต่ถ้าหากหยุดไม่ถูกส่วนมันจะแคบ นิ่งแต่แคบ แต่ ถ้าถูกส่วนนิ่งแล้วต้องขยาย ต้องโล่ง ต้องโปร่ง ต้องเบา ต้อง สบายๆ ขยาย ตัวหายไปเลย แล้วใจจะหยุดนิ่งๆ อยู่ ณ จุด ที่สบาย เดี๋ยวความสว่างก็จะค่อยๆ เกิดขึ้นมาทีละน้อยจน กระทั่งสว่างมากๆ แล้วใจก็จะตกศูนย์วูบลงไปฐานที่ ๖ ไป ยกเอาดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์หยาบลอยขึ้นมา มา พร้อมกับความสุขและความบริสุทธิ์ เป็นดวงใสกลมรอบตัว เหมือนดวงแก้วกายสิทธิ์ แต่ใสเหมือนเพชรหรือยิ่งกว่าเพชร เราก็ต้องหยุดให้ถูกส่วนอย่างนี้นะ ถูกส่วนแล้วต้องเป็นอย่าง นี้ จะไม่ผิดจากนี้ ใจจะเกลี้ยงๆ จะมีอยู่ดวงเดียว ดวงนิ่ง ดวงใสบริสุทธิ์ แล้วเกิดการตื่นตัวภายใน จะมีชีวิตชีวา ใจจะ เกลี้ยงๆ นิ่งๆ รู้สึกสงบ สะอาด สว่าง ตั้งมั่น ไม่มีความคิด อื่นใดเลย จะปลอดความคิด มีแต่จะเข้ากลางไปเรื่อยๆ เข้ากลางไปเห็นทีละดวง คือเข้ากลางจุดสว่างอยู่ที่กลาง ดวงใสๆ จุดสว่างที่อยู่ตรงศูนย์กลางของดวงธรรมดวงแรก มันจะใสกว่าธรรมดวงนั้น แล้วเมื่อธรรมดวงนั้นขยายจุดสว่าง ก็ขยายไปพร้อมกัน จนกระทั่งดวงแรกหายไป จุดสว่างก็จะ ขยายเป็นดวงที่ ๒ เป็นดวงศีล แล้วกลางดวงศีลก็จะมีจุดสว่าง จะเข้าถึงดวงสมาธิ ไปอย่างนี้เรื่อยๆ เลย ถึงดวงปัญญา ดวง วิมุตติ ดวงวิมุตติญาณทัสสนะ แต่พอมาถึงกลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะ จุดสว่างแทนที่ จะขยายเป็นดวงต่อไปเป็นดวงที่ ๗ ก็ขยายมาเป็นกายมนุษย์ ละเอียด มันจะพอดีๆ อย่างนี้โดยที่เราไม่ได้ตั้งใจจะให้พอดี เราจะเข้าถึงสิ่งที่มีอยู่แล้ว แล้วก็ต้องเป็นอย่างนี้ ผิดจากนี้ไป ไม่ได้ ไม่มีขาด ไม่มีเกิน ไม่มีตัดทอน เช่น ดวงเกิดขึ้นมาเยอะแยะ เราได้ยินได้ฟังว่า มันเหลือ ๖ เราเลยตัดทอนตั้งแต่ดวงที่ ๗ ไปถึงดวงที่ร้อย ที่พัน ที่หมื่น ที่แสน ที่ล้าน เพื่อจะให้มันพอดีอย่างนี้ก็ไม่ใช่ ที่ใช่ก็คือ ดวงที่ ผุดมาเหมือนน้ำพุ เมื่อเราดูไปเรื่อยๆ สบายๆ ดวงสุดท้ายที่ ไม่มีต่อไปนั่นแหละ มันจะนิ่งและพาใจของเราเคลื่อนเข้าไปสู่ ภายใน ตกศูนย์ไป เปิดเผยให้เราได้เห็นความใสของดวงปฐม มรรคที่เกิดขึ้นมาแทนที่ ดวงเก่าหายไป แล้วก็จะเห็นไปตาม ลำดับอย่างนี้ จนกระทั่งถึงกลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะ จุด สว่างนั้นก็กลายมาเป็นกายมนุษย์ละเอียด ซึ่งมีหน้าตาเหมือน ตัวเรา ท่านหญิงเหมือนท่านหญิง ท่านชายก็เหมือนท่านชาย นั่งขัดสมาธิเจริญสมาธิภาวนาหันหน้าออกไปทางเดียวกับตัว ของเรา นี่จะเป็นไปเอง ไม่ใช่ไปทำให้เป็นหรือปรุงแต่งให้เป็น จะเป็นไปเองอย่างนี้ อย่างนี้จึงจะถูกต้อง แต่ถ้าไม่ใช่อย่างนี้ ก็ต้องฝึกต่อไป ในระหว่างที่ฝึก ก่อนที่จะตกศูนย์เข้าไป จะมีภาพอะไร เยอะแยะ ภาพนรก ภาพสวรรค์ ภาพเหตุการณ์ ภาพคนโน้น คนนี้ หรือผุดรู้อะไรเกิดขึ้นมา เหมือนมีญาณทัสสนะ วิธีที่ ถูกต้อง คือ อย่าไปสนใจให้ความสำคัญเกินไป ให้ดูเฉยๆ ไป เรื่อยๆ อย่างสบายๆ เพราะตรงนี้คือ หลุมพรางของพญามาร ที่จะทำให้เราหมกมุ่นพัวพันอยู่กับตรงนี้ บางคนยาวนาน หลายสิบปีทีเดียว มันก็น่าเสียดายถ้าเรามาผูกพันติดใจอยู่ที่ ตรงนี้ แล้วแทนที่จะไปเล่าให้ครูบาอาจารย์ฟัง กลับมาเล่าสู่ กันฟังซึ่งล้วนแต่ไม่มีประสบการณ์ภายใน พอฟังกันไปก็จะ มีกองเชียร์ก็ชวนกันเข้ารกเข้าพงกันไป ถ้าเราเป็น เราก็ต้องทำความเข้าใจว่า นี่คือนิมิต เลื่อนลอย เราเห็นจริง แต่สิ่งที่เห็นมันยังไม่ใช่ ของจริง ที่เกิดขึ้นเพราะจิตในขั้นนี้ยังบริสุทธิ์ไม่พอที่จะไป รู้ไปเห็นได้อย่างถูกต้อง เพราะญาณทัสสนะจะมีในธรรมกาย เท่านั้น ต้องได้ ๑๘ กายไปแล้ว ถ้าเราไม่ได้เป็น แต่เพื่อนสหธรรมิกเป็น สิ่งที่เราควรจะ ทำ คือแนะนำเขาว่า ได้ยินได้ฟังหลวงพ่อบอกมาอย่างนี้ ให้ ทำตามที่หลวงพ่อแนะ คือ อย่าไปติดใจ อย่าไปติดตาม ให้ดู ไปเฉยๆ เรื่อยๆ อย่างสบายๆ ถ้าเขาไม่เชื่อ เพราะเขาชอบ เวลาพูดไปมันก็มีคนมาห้อมล้อม ถ้าไม่ให้เสียพวก เราก็นิ่ง เฉยๆ เขาจะเล่าอะไรให้ฟังเราก็นิ่งเฉยๆ ไม่ซักไม่ถามอะไร ยิ้มๆ เฉยๆ หรือถ้าทำอย่างนี้แล้วก็ยังไม่ได้เรื่อง ก็ต้องถอย ห่างออกมา เพื่อเราจะได้ช่วยเขาได้เต็มที่ เพราะถ้ามีคนไป ห้อมล้อม ความหลงผิดหลงตัวเองมันจะเกิดขึ้น แล้วจะเป็น ผลเสียทั้งต่อตนเอง หมู่คณะ และวิชชาธรรมกาย ทำให้ คนอื่นที่เขาได้ยินพลอยเข้าใจผิดไปด้วย ถ้าเราจะช่วยเหลือเพื่อนสหธรรมิกก็ต้องทำอย่างที่ว่าไว้ คือ เมื่อแนะนำแล้ว เขาไม่รับฟัง เราก็ยิ้ม ๆ รับฟังเฉยๆ ไม่ให้ ความคิดเห็นอะไร แต่ถ้าทำแล้วไม่ได้ผล ก็ต้องถอยห่างออก มา แล้วก็อย่าไปห้อมล้อมเขา เราก็ไปเดินชมนกชมไม้ ปลีก ตัวออกมาปฏิบัติธรรมของเรา ทำของเราไป ดูเข้าไปในตัว ของเรา เมื่อเขาไม่มีใครห้อมล้อมแล้ว มันก็จะได้คิด พอได้คิด ก็คิดได้ หรือถ้าคิดไม่ได้ก็ถือว่าเป็นกรรมของเขา เราก็ปล่อย เขาไปก่อน อีกไม่กี่สิบปีข้างหน้า ๒๐ ปี ๓๐ ปี เขาก็คิดได้เอง แหละ ให้ทำอย่างนี้นะ เวลาเราจะช่วยเพื่อนสหธรรมิกด้วยกัน พูดแล้วไม่เชื่อ ก็นิ่ง นิ่งไม่เชื่อก็ถอยห่างออกมา หาเวลามาปฏิบัติธรรมของ เรา อย่างนี้ก็พอจะช่วยได้ แต่บางคนมันก็ไม่ได้ เพราะเขามี เชื้อเก่ามาก็ต้องให้กาลเวลามันผ่านไป เนื่องจากบางคนติดใจ ที่มีคนมาห้อมล้อม เพราะว่าไม่ได้มาแต่คนนะมาพร้อมกับ ผลประโยชน์ด้วย ตรงนี้เลิกยาก มันมาติดลาภสักการะ ใจก็ไม่ ไปข้างใน มันไม่บริสุทธิ์เสียแล้ว เพราะฉะนั้น ระมัดระวังให้ดีนะลูกนะ แต่ถ้าเราเข้าใจแล้ว ว่าต้องทำอย่างนี้ ตามที่พระเดชพระคุณหลวงปู่ผู้ค้นพบวิชชา ท่านวางหลักสูตรเอาไว้ อย่างนี้เราปลอดภัย แล้วก็มีชัยชนะ ก็พยายามฝึกฝนให้ได้อย่างที่ท่านวางหลักสูตรเอาไว้ในสิ่ง ที่ท่านไปรู้ไปเห็นมา เราเดินตามรอยท่าน เราก็จะเป็นอย่าง ท่าน คือไม่เพี้ยน ไม่เลอะเทอะ ไม่เสียเวลา แล้วใจก็จะแล่น เข้าไปสู่ภายใน จิตก็บริสุทธิ์เพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ มีความสุขเพิ่ม ขึ้น มีความบริสุทธิ์เพิ่มขึ้น ปัญญาบริสุทธิ์ก็จะตามมา จะให้ เราได้ไปรู้ไปเห็นสิ่งที่มีอยู่ในตัวของเรา ซึ่งพระเดชพระคุณ หลวงปู่ท่านยืนยันว่า ผิดจากนี้ไม่ใช่ ต้องอย่างนี้ แล้วก็ต้อง เป็นอย่างนี้ นี่คือคำยืนยันของท่าน ที่มีปรากฏอยู่ในเทปที่อัด เสียงของท่านมา เป็นครูแทนตัวท่าน ๑๘ กาย มีในตัวของเรานี่แหละ เป็นแผนผังของชีวิต ที่ติดมาตั้งแต่ปฐมชาติที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ ติดกันเรื่อยมา เลย เราก็จะต้องศึกษาค้นคว้ากันไปให้ถึงในจุดที่เป็นอย่าง นี้ เราเรียนเพื่อจะเอามาไว้ใช้เป็นที่พึ่งกับตัวของเรา ให้ชีวิต เราสมบูรณ์ มีความสุข มีความรู้แจ้ง มีความบริสุทธิ์ เราจะ ได้ดำเนินชีวิตได้ถูกต้อง เข้าไปถึงพระรัตนตรัยในตัว ถึง พุทธรัตนะ ถึงธรรมรัตนะ ถึงสังฆรัตนะ นั่นแหละเป็นกาย ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานแล้ว เป็นที่พึ่งที่ระลึกอยู่ในตัวของเรา ถ้าเข้าถึงแล้ว ถึงจริงๆ เราจะรู้จัก จะหายสงสัยทันที และเราจะ เห็นความแตกต่างระหว่างสิ่งที่เราคิดว่ากับสิ่งที่เป็นจริงน่ะ มันจะต่างกันเหมือนฟ้ากับดินทีเดียว เพราะฉะนั้นต้องหมั่น ฝึกฝนอบรมไปนะ ต้องฝึกเอาให้ได้ของจริงๆ ของไม่จริงอย่า ไปสนใจ มันเสียเวลา วันอาทิตย์ที่ ๑๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ 15.หลักวิชชาใจหยุดนิ่ง และอาการตกศูนย์ ลูกก็ต้องหยุดไว้ กลางกาย หมั่นฝึกอย่าดูดาย ลูกแก้ว ให้ใจสนิท บ่ คลาย เคลื่อนที่ เมื่อถูกส่วนดีแล้ว เคลื่อนเข้าเร็วฉิว ตะวันธรรม ตั้งใจหลับตาเจริญสมาธิกันนะ หลับตาเบาๆ พอ สบายๆ รวมใจไปหยุดนิ่งๆ ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ในกลาง ท้องของเรา ในระดับที่เหนือจากสะดือขึ้นมา ๒ นิ้วมือ หยุด ใจนิ่งอย่างสบายๆ ขยับเนื้อขยับตัวของเราให้ดี แล้วก็ผ่อน คลายทุกส่วนของร่างกายเรา ผ่อนคลายกล้ามเนื้อทุกส่วน ของร่างกายให้สบาย ทำใจให้เบิกบาน ให้แช่มชื่น ให้สะอาด บริสุทธิ์ ผ่องใส ไร้กังวลในทุกสิ่ง ทำจุดเริ่มต้นให้เป็น การทำใจของเราให้หยุดนิ่งๆ อยู่ภายใน ไม่ใช่เรื่องยาก มากเกินไป ยากในระดับที่เราสามารถทำได้ เข้าถึงได้ ถ้าเรา รู้หลักวิชชา มันสำคัญตั้งแต่จุดเริ่มต้นตรงนี้ เริ่มต้นตั้งแต่ปิด เปลือกตาในระดับที่ปรือๆ นิดๆ แล้วก็ทำความรู้สึกในกลาง ท้องเบาๆ สบายๆ แล้วก็ผ่อนคลาย เราต้องทำตรงนี้ให้เป็น แล้วจะง่าย ผ่อนคลายก็ต้องผ่อนคลายจริงๆ ทั้งเนื้อทั้งตัว เปลือก ตา หน้าผาก ศีรษะ คอ บ่า ไหล่ แขนทั้งสองถึงปลายนิ้วมือ ลองผ่อนคลายดูนะ ผ่อนคลายทั้งเนื้อทั้งตัว ขาทั้งสองถึงปลาย นิ้วเท้าให้ผ่อนคลาย อย่าคาดหวัง นิ่งให้เป็นเสียก่อน แล้วก็อย่าไปคาดหวังว่า เราจะต้องเห็นโน่น เห็นนี่ เห็น นั่น เอาว่านั่งให้ถูกต้อง ถูกหลักวิชชาเสียก่อน แล้วก็นิ่งให้ เป็นเสียก่อน นิ่งในระดับที่ไม่ตึง ไม่เกร็ง นิ่งแบบผ่อนคลาย นิ่ง นุ่ม เบาๆ นี่ทำตรงนี้ให้เป็นนะ เดี๋ยวเราจะเห็นว่า มันไม่ ยากหรอก ทำสองสามประโยคที่หลวงพ่อบอกไว้ให้เป็น นิ่ง ให้เป็น นิ่งนุ่มให้เป็น นิ่งนุ่มผ่อนคลายให้เป็น ให้ใจใสๆ อยู่ เหนือความอยากได้ อยากเห็น อยากมี อยากเป็น ให้ใจเป็น กลางๆ ลองทำตรงนี้นะ ให้เป็นกลางๆ รู้สึกสบาย ถ้าทำสามสี่ประโยคนี้ได้ถูกหลักวิชชา ถ้าทำเป็นตัวของ เราจะกลืนกับบรรยากาศ แต่ก็ยังไม่เห็นอะไรหรอก มันจะ กลืนอยู่ในระดับที่เราพึงพอใจ ชอบใจที่นั่งอย่างนี้ ‘เออ รู้สึก ไม่ยาก’ ความรู้สึกว่า ไม่ยากเกิดขึ้นแล้ว แล้วก็เกิดความ รู้สึกว่า ‘อือ ถ้าไม่เห็นภาพอะไร ก็ไม่เห็นเป็นอะไร เห็นก็ดี ไม่เห็นก็ไม่เป็นไร’ ถ้าเมื่อไรเกิดความรู้สึกอย่างนี้ แสดงว่า ถูกหลักวิชชาแล้ว เรานั่งนิ่งเห็นได้ก็ดี เห็นได้แค่ไหนก็ดี ไม่เห็นก็ไม่เป็นไร นิ่ง นุ่ม สบาย ถ้าทำตรงนี้เป็น เพียงไม่กี่นาที ใจก็รวมแล้ว ตัวจะโล่งๆ โปร่ง เบา เราจะรู้จักคำนี้เลย เข้าถึงคำคำนี้ จาก ประสบการณ์ภายในที่เป็นอย่างนี้ จะไปใช้คำอื่นไม่ได้ คือ ตัวมันโล่ง กลวงๆ เป็นโพรง บางทีก็พองๆ โตๆ แล้วก็ขยาย โดยที่เราไม่ได้คำนึงถึงว่า เราจะได้เห็นอะไร ถ้าได้อย่างนี้ก็ ยิ่งถูกหลักเพิ่มขึ้นเข้าไปอีก เราทำถูกวิธีแล้ว แล้วหลังจากนั้น เราก็ไม่ได้คิดเรื่องอะไร ไม่กังวลอะไร เฉยๆ อยากอยู่อย่างนี้อย่างสบายๆ ทีนี้พอเราทำอย่างนี้ มัน จะเกินกว่าที่เราคาดคิด เริ่มรู้สึกมีปีติที่เราสามารถทำได้ แล้ว ก็จะมีความสุขน้อยๆ ขึ้นมา อยู่ในระดับที่เป็นรางวัลให้เรา อยากทำถูกวิธี แล้วก็มีแรงจูงใจให้เราอยากนั่งอีก ไม่ใช่ไม่ อยากนั่งอีก นั่งเองโดยไม่ต้องฝืน ไม่ต้องพยายาม แล้วก็จะ เกิดความรู้สึกว่า ‘แหม เวลาทำ ไมหมดเร็วจัง พระอาจารย์ ไม่น่าสัพเพเลย’ ถ้าถูกวิธีนะมันจะเกิดอย่างนี้ แม้ยังไม่มีแสง สว่างให้ดู ยังไม่มีภาพอะไรให้ดูเลย ก็พึงพอใจ ถ้าใครมาถึง ตรงนี้ เท่ากับเรากำความสำเร็จในการที่จะเข้าถึงสิ่งที่มีอยู่ใน ตัวล้านเปอร์เซ็นต์เลย หมั่นสังเกต ๒-๓ นาที ก่อนเลิกนั่ง นี่คือ ข้อสังเกตของเราในแต่ละครั้งที่เรานั่ง ตอนที่เราเลิก นั่งแล้วนะ อย่าไปสังเกตตอนนั่ง แต่ถ้าเลิกนั่งแล้วให้ทบทวน ดู สมมติว่า เราจะนั่งสัก ๑ ชั่วโมง หรือกี่ชั่วโมง หรือกี่นาที ก็แล้วแต่ พอเราอยากจะเลิกให้นิ่งๆ อีกสัก ๒-๓ นาที เพื่อ ทบทวนว่า วันนี้ตั้งแต่เริ่มต้นเราทำมาอย่างไร ทำไมรู้สึกวัน นี้เราอยากนั่งจังเลย รู้สึกชอบจัง มีปีติ มีความเบิกบาน ให้ ทบทวนสัก ๒-๓ นาที แล้วค่อยลุกไปเปลี่ยนอิริยาบถจะไป ทำอะไรก็ไปทำเถอะ นี่สำคัญนะลูกนะ เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตของเรา ที่ จะแสวงหาพระรัตนตรัยในตัว ถ้าทำตรงนี้ไม่เป็นมันก็นาน จะเสียเวลา และเวลาเราก็ไม่ควรจะเสียไปมาก เพราะเรามี เวลาไม่มากในโลกนี้ ก็จะต้องทำให้ถูกวิธีเสียตั้งแต่ตอนนี้ ลูกทุกคนมีบุญมากอยู่แล้วที่จะเข้าถึง แล้วก็เคยเข้าถึงกัน มาแล้ว แต่ว่าชาตินี้เราไม่ค่อยให้ความสำคัญกับสิ่งนี้ มัวไป เสียเวลากับสิ่งที่ไม่เป็นสาระแก่นสารหรือเกิดประโยชน์อะไร มากนัก เสียเวลากับสิ่งนั้นมากเกินไป และต้องมาเสียเวลา เพิ่มอีกในการที่จะคลี่คลายตัวเองให้ผ่อนคลายจากความคิด คำนึงต่างๆ เหล่านั้นให้หมดไป จากนี้ไปเรามีเวลาเหลืออีกไม่มากแล้วสำหรับชาตินี้ ทำให้ถูกหลักวิชชาเสีย ฝึกไปเรื่อยๆ แล้วก็ให้สังเกตทบทวน ทุกครั้งที่เลิกนั่ง แล้วก็จดจำไว้ มีข้อสังเกตอยู่ที่ลูกทุกคนจะต้องจำก็คือ วันไหนเรามี อารมณ์ดีทั้งวัน จิตเป็นกุศล คิดแต่เรื่องความดี เรื่องบุญกุศล หรือรู้สึกสบายใจ ใจว่างๆ ไม่ติดอะไรเลย ในคน สัตว์ สิ่งของ ธุรกิจการงาน บ้านช่อง วันนั้นเราจะนั่งดีเป็นพิเศษ หรือเรา ปลื้มในความดีอะไร ในบุญของเราสักบุญหนึ่ง หรือหลายๆ บุญที่นึกแล้วปลื้มเป็นกุศลธรรม เวลาเรามานั่ง ขายังไม่ทัน ได้คู้เข้ามาเลยนะ ใจมันก็พรึบรวมเข้าไปข้างในแล้ว ลูกทุกคนมีบุญ บุญเก่ามีเยอะมากพอที่จะเข้าถึง ถ้า ศึกษาวิธีการให้ถูกหลักวิชชา แล้วก็ฝึกฝน ปรับปรุงวิธีการ ปรับใจไปเรื่อยๆ ให้ผ่อนคลายแค่นั้นแหละ เดี๋ยวก็จะเป็น ของมันไปเอง แต่บางครั้งเราก็ต้องยอมที่จะให้ความคิดผ่านมาในใจ บ้างในบางครั้งบางคราว แต่ถ้าหากเราคิดว่า จะเอาไม่อยู่ แล้ว เราก็เผยอเปลือกตาขึ้นมาสักนิดนึง มันก็จะหายฟุ้งเอง แล้วก็ค่อยๆ เริ่มต้นใหม่อย่างง่ายๆ เราต้องพร้อมที่จะเป็น นักเรียนอนุบาลเสมอ ทุกๆ ครั้งที่ใจเริ่มไม่หยุด ไม่นิ่ง มัน ฟุ้ง เราก็ปรับไปสบายๆ อาการตกศูนย์ ๒ แบบ ถ้าวิธีถูกต้อง ก็จะทำให้ถูกส่วนเอง จะโล่ง โปร่ง เบา สบาย กายสงบ ใจสงบ ไม่ค่อยปวดเมื่อยเท่าไร แล้วก็เริ่ม เบิกบาน ใจจะถูกตรึงให้ติดแน่นอยู่กับกลางท้อง กลางกาย โดยที่เราไม่ได้คำนึงว่าฐานที่ ๗ หรือเปล่า แต่รู้สึกจะถูกตรึง ตรงนั้น จากถูกตรึงก็จะถูกดึง มีอาการเหมือนถูกดูดลงไป คล้ายๆ กับมีแม่เหล็กโลก แม่เหล็กยักษ์ที่มองไม่เห็นมันดึง แล้วให้เคลื่อนเข้าไป ถ้าค่อยๆ ดึงเคลื่อนไปช้าๆ เหมือนน้ำ ที่ไหลรินไปล่ะก็ รู้สึกชอบ เป็นสุข แต่ถ้าพรวดพราดเหมือน ตกจากที่สูง ลงเหวบ้าง เหมือนตกหลุมอากาศ วูบลงไป ตรง นี้เราจะผวา บางทีเหมือนเจียนแทบจะขาดใจตาย ซึ่งเราคิด ไปเอง ว่า ‘โอ ท่าจะตายแล้วมั้ง’ ตรงนี้ ถ้าเราไม่มีประสบการณ์ หรือไม่ได้ผู้รู้ที่แนะนำ บางทีเราก็มาตกม้าตาย ทั้งๆ ที่มันกำลังจะดีมากๆ เขาเรียก ว่า อาการตกศูนย์ มันถูกดึงดูดเข้าไปอย่างนั้นแหละ เราต้อง ทำเฉยๆ เป็นไงเป็นกันแล้วเดี๋ยวจะดีจ้ะ จะดีมากๆ เลย แต่ จะนำภาคทฤษฎีนี้ไปใช้ในภาคปฏิบัติ ในกรณีที่เรารู้แล้ว และ เรากำลังมีประสบการณ์อย่างนี้ บางทีรู้มากก็ยากนาน พอถูก ดึงดูดเราก็เลยช่วยเร่งโดยการดันมันลงไป พอดันลงไปเพื่อ จะให้ไปถึงจุดที่ดีๆ ปรากฏมันเด้งขึ้นมา เราก็ต้องย้อนกลับมาดูหลักวิชชาใหม่ว่า ให้หยุดนิ่งเฉยๆ ในทุกๆ ประสบการณ์ แล้วเราก็จะผ่านตรงนี้ไปได้อย่างสบาย เราต้องพร้อมที่จะเป็นนักเรียนอนุบาลทุกครั้งที่จิตมันหยาบ หรือไม่ได้ผลตามที่เราต้องการ มาทบทวนใหม่ ฝึกใหม่ ฝึกฝน กันไปอย่างนี้แหละ ไม่ช้าเราก็จะกำความสำเร็จได้ แล้วก็จะ เข้าถึงสิ่งที่มีอยู่ในตัวของเรา เป็นรางวัลสำหรับชีวิตที่เกิดมา ในชาตินี้ ช่วงนี้อากาศกำลังดี เราหยุดใจไปอย่างสบายๆ นิ่ง นุ่ม เบาๆ ผ่อนคลาย นิ่ง นุ่ม เบาๆ ผ่อนคลาย ให้ใจสบาย ลองทำกันดูนะ วันอาทิตย์ที่ ๑๘ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๘ 16.สุขใดๆ ก็ไม่เท่าเข้าถึงพระธรรมกาย รัก กายธรรมล่วงพ้น สิ่งใด ลูก หากหยุดนิ่งไซร้ ถึงได้ ที่ ฐานเจ็ดภายใน กายแก้ว สุด สุขโปรดจำไว้ อย่าให้ลืมหลง ตะวันธรรม ตั้งใจหลับตาเจริญสมาธิภาวนากันนะ หลับตาเบาๆ พอ สบายๆ ขยับเนื้อขยับตัวของเราให้ดี ให้รู้สึกสบายๆ ทำใจ ของเราให้เบิกบาน แช่มชื่น สะอาด บริสุทธิ์ ผ่องใส ไร้กังวล ในทุกสิ่ง แล้วก็รวมใจไปหยุดนิ่งๆ ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ซึ่งอยู่ในกลางท้องของเรา ในระดับที่เหนือจากสะดือขึ้นมา ๒ นิ้วมือนะ หรือจำง่ายๆ ว่า อยู่ในกลางท้องของเราบริเวณ นั้น แล้วก็ตรึกนึกถึงดวงใสๆ ใสเหมือนกับเพชร เรานึกถึง เพชรสักเม็ดหนึ่ง ที่กลมรอบตัว ใส อย่างสบายๆ หรือนึกถึง องค์พระแก้วขาวใส อย่างใดอย่างหนึ่ง นึกไปเรื่อยๆ นึกให้ ติดเป็นนิสัยเลย แล้วก็ประคองใจของเรา ด้วยการบริกรรมภาวนา สัมมา อะระหัง ทุกครั้งที่ภาวนา จะต้องไม่ลืมตรึกนึกถึงดวงใสๆ หรือพระแก้วใสๆ อย่างใดอย่างหนึ่ง ทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ อย่างสบายๆ หยุดนิ่งคือบรมสุข อย่าลืมตอกย้ำซ้ำเดิมทุกวันว่า นี่คือกรณียกิจ เป็นกิจ ที่ต้องทำ เพราะเป็นงานที่แท้จริงของการเกิดมาเป็นมนุษย์ ในแต่ละภพแต่ละชาติ แม้ตายแล้วก็ยังเป็นกิจที่แท้จริงอยู่ดี คือ กิจในการทำใจให้หยุดนิ่งๆ ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ แล้วเราจะพบกับความสุขที่แท้จริงที่ยิ่ง ใหญ่ ยิ่งใหญ่ในระดับเทวดาชาวสวรรค์ทั้ง ๖ ชั้น ที่ไม่ได้เป็นพระอริยเจ้า มัวเพลิดเพลินใน กามของทิพย์ ยังถือว่าสุขธรรมดานะ ยังสุขไม่ เท่ากับใจหยุดนิ่งเลย ถ้าไม่ฝึกใจให้หยุดนิ่งมัว แต่สนุกสนานเพลิดเพลินในทิพยสมบัติ ก็ยัง ไม่มีความสุขเท่ากับหยุดกับนิ่งที่ศูนย์กลางกาย ฐานที่ ๗ จนกระทั่งเข้าถึงพระธรรมกาย ซึ่งเป็น พระรัตนตรัยในตัว แม้เป็นพรหมอยู่ในพรหมโลกที่ไม่ใช่เป็นพระอริยเจ้า ได้ รูปฌานสมาบัติธรรมดานั้น สุขยังไม่เท่ากับที่เราได้เข้าถึงพระ ธรรมกายในตัวเลย อรูปภพก็เหมือนกัน ได้อรูปฌานสมาบัติ สุขก็ยังไม่เท่ากับที่เราได้เข้าถึงพระธรรมกายในตัว ถ้าเว้น จากพระอริยเจ้าล่ะก็ สุขอย่างนี้แหละ แล้วที่ใช้คำว่า ยกเว้น พระอริยเจ้า เพราะพระอริยเจ้าท่านก็หยุดใจของท่านได้แล้ว ในกายธรรม ตั้งแต่พระโสดาบัน พระสกิทาคามี พระอนาคามี พระอรหันต์อย่างนั้น ถ้าอยู่ในภพก็ถึงพระอนาคามี ใจหยุดจึงเป็นที่สุดแห่งความสุขทั้งปวง ซึ่งเป็นคำยืนยัน ของท่านผู้รู้แจ้งเห็นแจ้งแทงตลอดในธรรมทั้งปวง ในเรื่องราว ความเป็นจริงของชีวิต คือพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ท่านเวียน ว่ายตายเกิดซ้ำๆ ในภพสามนี้นับครั้งไม่ถ้วน โดยเฉพาะใน เมืองมนุษย์นี้ก็นับครั้งไม่ถ้วน เป็นตั้งแต่ชนชั้นล่าง ชั้นกลาง แล้วก็ชั้นสูงในระดับพระเจ้าจักรพรรดิก็เป็นมาแล้ว พระเจ้าจักรพรรดิซึ่งปกครองทวีปทั้ง ๔ มีชมพูทวีป คือโลกของเราใบนี้ ในยุคที่มีผืนแผ่นดินเดียว เป็นเกาะที่มี น้ำล้อมรอบ คล้ายๆ เกาะอย่างนั้นนะ ชนในยุคนั้นนับถือศีล ๕ เป็นประเทศเดียว ท่านปกครองได้ทั่วชมพูทวีป อุตตรกุรุ ทวีป ปุพพวิเทหทวีป อมรโคยานทวีป เป็นทวีปที่มีมนุษย์อยู่ รอบๆ เขาพระสุเมรุ หรือเขาพระสิเนรุ ไปมาได้ด้วยรัตนะ ๗ ด้วยอานุภาพของจักรแก้ว ท่านก็เป็นมาแล้ว ก็ยังยืนยันว่า ใจหยุดนี่แหละมีความสุขกว่าเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ เมื่อพระเจ้าจักรพรรดิ เป็นสุดยอดของการมาเกิดเป็น มนุษย์ในฐานะเป็นปุถุชนแล้วล่ะก็ นอกนั้นก็ถือเป็นเรื่องรอง ลงมา จะเป็นพระราชาผู้ยิ่งใหญ่ พระราชาธรรมดา พระราชา ประเทศราช บรมเศรษฐี มหาเศรษฐี หรือจุลเศรษฐีอะไรต่างๆ เหล่านั้น ที่มีทรัพย์มาก ก็ยังไม่ได้ชื่อว่า มีความสุขเท่ากับ ใจที่หยุดนิ่งนี้เลย นั่นคือคำยืนยันของท่านผู้รู้แจ้งเห็นแจ้ง แทงตลอดในธรรมทั้งปวงที่หมดกิเลสอาสวะแล้ว ฝึกใจหยุดนิ่ง คืองานหลักของชีวิต เมื่อเราได้ยินได้ฟังอย่างนี้แล้ว เราก็จะต้องให้โอกาสกับ ตัวเราเองฝึกใจให้หยุดนิ่ง แล้วให้ยึดถือว่าสิ่งนี้เป็นหลักของ ชีวิต นอกนั้นเป็นเรื่องรองลงมา แม้มันจะมีความจำเป็น อย่าง เช่น การทำมาหากิน ก็ยังเป็นเรื่องรองลงมา ซึ่งเราสามารถ ทำสองอย่างนี้ควบคู่กันไปได้ ฝึกกันไปทุกวัน ให้ใจคลอเคลียอยู่ที่ศูนย์กลางกายฐาน ที่ ๗ พอถูกส่วนแล้วมันก็นิ่ง แล้วก็จะถูกดึงดูดให้ตกศูนย์ลง ไปสู่ภายใน แล้วดวงปฐมมรรคก็จะปรากฏเกิดขึ้น นี่ก็เป็น ขั้นตอนของการทำสมาธิภาวนา เรามีเป้าหมายจะไปสู่ที่สุดแห่งธรรม พักระหว่างทางที่ ดุสิตบุรี เราก็จะต้องขวนขวายในการสั่งสมบารมีทุกรูปแบบ ทั้งทาน ศีล ภาวนา เป็นต้น อย่าให้ตกๆ หล่นๆ ตอนนี้เราก็ฝึกหยุดใจนิ่งๆ นุ่ม เบาๆ สบายๆ ด้วยใจที่ ชื่นบาน ให้สบายๆ ฝึกกันไปทุกวัน อย่าเกียจคร้าน แล้วสิ่งนี้ นอกเหนือจากให้ความบันเทิงกับชีวิต ในระหว่างที่เรายังแข็ง แรง ยังมีความสำคัญสำหรับชีวิตตอนก่อนที่เราจะถูกถอดกาย ไปสู่ปรโลก ซึ่งเราก็ต้องฝึกกันให้เป็น เราจะได้ตายก่อนตาย ได้ คือถอดกายออกไปก่อนจะถึงช่วงหมดอายุขัย หรือตาย พร้อมกับการหมดอายุขัยของเรา ด้วยใจที่ใสบริสุทธิ์ แล้วก็ ไปสู่เทวโลก ดุสิตบุรี วงบุญพิเศษ ฝึกให้ได้ดวงปฐมมรรคเป็นอย่างน้อย นี่เป็นเรื่องที่เราจะต้องฝึกฝน และสอนตัวเราเองให้ได้ ทุกวัน ให้เราขยันทำความเพียรนะ อย่าเกียจคร้าน ต้องสอน ตัวเอง บอกกับตัวเองทุกวัน ที่ต้องสอนอย่างนี้ เพราะมีเรื่องที่ จะดึงใจให้หลุดจากกลางได้เยอะ ใจมักจะแวบออกไปในเรื่อง ราวต่างๆ เพราะฉะนั้นก็จะต้องฝืนไว้ ฝืนใจฝึกไปเรื่อยๆ จน กระทั่งถึงในระดับที่ใจหยุดนิ่งได้สนิท ติดในกลาง เข้าถึงดวง ปฐมมรรคเป็นอย่างน้อย ถึง ณ ตรงนั้นความขยันก็จะมาเอง จนมีความรู้สึกว่าอยากนั่งต่อไปอย่างนี้เรื่อยๆ อยากศึกษา อยากเรียนรู้ความรู้ภายในให้ยิ่งไปกว่านี้ ด้วยความรู้ที่มีอยู่ใน พระไตรปิฎก เราก็อยากจะศึกษาด้วยตัวของตัวเอง เพราะว่า เมื่อใจนิ่งแน่นถูกส่วนเข้าถึงปฐมมรรคแล้ว จะเกิดแรงบันดาล ใจ อยากจะเข้าไปศึกษาเอง ความเพียรก็จะเป็นอัตโนมัติ ใจของเราจะขยาย จากสติ ก็เป็นมหาสติ ปัญญาก็เป็นมหาปัญญา แล้วการเรียนรู้ความ รู้ภายในก็จะเริ่มต้นขึ้นเมื่อเข้าถึงปฐมมรรคอย่างแนบแน่น แล้วนะ ดวงก็จะใสสว่าง แล้วก็จะเคลื่อนเข้าไปสู่ภายใน เข้า ถึงดวงธรรมต่างๆ ถึงกายภายใน กายมนุษย์ละเอียด ทิพย์ พรหม อรูปพรหม แล้วก็กายธรรม ซึ่งรอคอยเราอยู่ เป็นชีวิต ระดับละเอียด ที่ยกระดับขึ้นไปเรื่อยๆ ทีนี้มันยากตอนแรก ตอนที่จะประคองใจให้หยุดให้นิ่ง ที่ยากเพราะขี้เกียจนั่ง ถ้าขยันนั่งต้องได้ทุกคน ที่ไม่ได้ก็จะมี ประเภทเป็นบ้า เป็นโรคประสาท ปัญญาอ่อน อะไรประเภท อย่างนั้น ถ้าขยันนั่งจะต้องได้ ใหม่ๆ มันก็ฟุ้ง มืด เมื่อย ถ้านั่งไปนานๆ แล้วสิ่งเหล่า นั้นก็จะค่อยๆ หมดไป จิตก็จะค่อยๆ บริสุทธิ์เพิ่มขึ้น ยิ่ง บริสุทธิ์ก็ยิ่งมีความสุขมาก แล้วมันจะโล่ง โปร่ง เบา สบาย ใจจะขยาย บุญจะไหลผ่านเข้ามาในตัวเรา ยิ่งกระแสธารแห่ง บุญไหลผ่านเข้ามา จะยิ่งมีความสุขเพิ่มขึ้น ความบริสุทธิ์เพิ่ม กำลังใจที่จะสั่งสมความดีงาม โดยไม่คำนึงถึงอุปสรรคเกิดขึ้น เลย มันจะเกิดขึ้นเป็นอัตโนมัติ เพราะฉะนั้นก็อยู่ที่เราขยัน แล้วก็ปรับปรุงวิธีการให้ดีทีเดียว วันอาทิตย์ที่ ๒๙ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๘ 17.อวิชชา เอาจริงหยุดนิ่งให้ ตลอดเทียว ทิ้งทุกสิ่งนิ่งอย่างเดียว หยุดสู้ หยุดนิ่งสักประเดี๋ยว ชาญเชี่ยว จักเกิดญาณทัสสนะรู้ หมดทั้งโคตรมาร ตะวันธรรม ตั้งใจนั่งหลับตาเจริญสมาธิภาวนากันนะ หลับตาเบาๆ พอสบายๆ ผ่อนคลายทุกส่วนของร่างกายของเรา ทั้งเนื้อทั้ง ตัวให้รู้สึกว่าสบาย ขยับเนื้อขยับตัวของเราให้ดีนะ ให้เลือด ลมในตัวเดินได้สะดวก ปรับท่านั่งให้ถูกส่วนอย่างสบายๆ แล้วก็ผ่อนคลาย ผ่อนคลายสบาย รวมใจ วางใจให้ถูกส่วน ต้องผ่อนคลายทั้งร่างกายและจิตใจนะ ทำใจให้เบิกบาน แช่มชื่น ให้สะอาด บริสุทธิ์ ผ่องใส ไร้กังวลในทุกสิ่ง ไม่ว่าจะ เป็นเรื่องอะไรก็ตาม ให้ปลด ปล่อย วาง ให้คลายความผูกพัน จากคน สัตว์ สิ่งของ ทำประหนึ่งว่าเราอยู่คนเดียวในโลก แล้วก็รวมใจกลับเข้าไปสู่ภายในอย่างง่ายๆ สบายๆ ผ่อนคลาย ใจเย็นๆ อย่าตั้งใจเกินไป ต้องสบาย ต้องผ่อน คลาย ค่อยๆ วางใจไปแตะที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ อย่าง นุ่มๆ ทำใจให้นิ่งๆ นุ่มๆ เบาๆ ต้องเบาๆ ต้องสบายๆ ใจถึง จะรวมได้ง่ายนะ ต้องสบายๆ อย่าไปเพ่งไปจ้อง ให้นิ่งๆ นุ่มๆ เบาๆ สบายๆ แล้วก็ตรึกนึกถึงดวงใส ใจหยุดอยู่ในกลางดวงใสๆ คือ นึกถึง เพชรสักเม็ดหนึ่ง หรือก้อนน้ำ แข็งใสๆ กลมๆ เหมือนดวง แก้ว ให้นึกธรรมดา นึกสบายๆ คล้ายๆ เรานึกถึงภาพดอกบัว ดอกกุหลาบอย่างนั้นแหละ นึกได้แค่ไหนก็เอาแค่นั้นไปก่อน แต่ต้องสบาย นึกไม่ได้ ก็ไม่เป็นไร ค่อยๆ ประคองใจให้หยุดนิ่งๆ นุ่มๆ เบาๆ สบายๆ ด้วยบริกรรมภาวนาในใจเบาๆ ว่า สัมมา อะระหัง จะภาวนากี่ครั้ง ก็ได้จนกระทั่งไปถึงจุดที่เราไม่อยากจะภาวนา สัมมา อะระหัง ต่อไป อยากหยุดใจนิ่งๆ เฉยๆ นิ่งๆ นุ่มๆ เบาๆ ประคองใจ กันไปอย่างนี้สำหรับผู้ที่มาใหม่ ให้นิ่ง นุ่ม เบา สบาย เดี๋ยว ใจจะถูกส่วนเองเมื่อเราทำถูกวิธีอย่างนี้นะ เมื่อเราวางใจถูกส่วนมันก็จะกลับเข้าไปสู่ภายในอย่าง ง่ายๆ แล้วร่างกายของเราจะกลวง เป็นโพรง เป็นช่อง ว่างๆ ร่างกายจะขยายออกไปจนหายไปเลย เหมือนกลืนไป กับบรรยากาศ ใจก็จะอยู่นิ่งๆ โล่งๆ กลางอวกาศ ถ้าเราทำ ถูกวิธีนะ แล้วเดี๋ยวใจก็จะเคลื่อนเข้าไปสู่ภายในเอง จะไม่ตึง ไม่เกร็ง ไม่เครียด ทั้งร่างกายจิตใจจะผ่อนคลาย จะสบาย จะเหลือแต่สติกับสบาย คือใจอยู่กับเนื้อกับตัวอยู่ในกลางกาย อย่างไม่กดดัน เข้าถึงดวงธรรมภายใน กายภายใน ต้องสบายต้องใจเย็นๆ ต้องนิ่งๆ นุ่มๆ นานๆ ต้อง อย่างนี้นะ เดี๋ยวใจจะใสเอง จะสว่างขึ้นมาเอง หลับตาแล้วก็ จะไม่มืด จะมีความสว่างภายใน ตั้งแต่เหมือนฟ้าสางๆ เรื่อย ไปจนกระทั่งเหมือนดวงอาทิตย์ยามเที่ยงวัน แต่ว่าจะใสเย็น ไม่จ้าตา ไม่แสบตา ใสเย็นสบาย สำหรับผู้ที่ทำเป็นแล้ว เข้าถึงดวงธรรมได้ก็นิ่งในนิ่งต่อ ไปเรื่อยๆ ฝึกหยุดแรกให้ชำนาญ ให้คล่อง หยุดแรกสำคัญมาก เดี๋ยวหยุดในหยุดต่อๆ ไปก็จะง่าย แม้ทำเป็นแล้วก็ต้องฝึกตรง นี้นิ่งๆ นุ่มๆ ดูดวงไปเรื่อยๆ อย่างสบายๆ ให้ใจนิ่งๆ อยู่ใน กลางดวงใสๆ ด้วยใจที่เยือกเย็น ถ้าเราทำถูกต้อง ถูกส่วน ดวงนั้นก็จะขยายออกไปเอง ขยายไปรอบตัว ถ้ายังไม่ถูกส่วนก็จะเป็นดวงนิ่งๆ เฉยๆ ถ้า ตั้งใจมาก แม้เห็นดวงแต่ก็จะยังไม่เจอความสุข แต่ไม่ทุกข์ จะอยู่ในระหว่างไม่สุขไม่ทุกข์ คือเลยความทุกข์ แต่ยัง เข้าไม่ถึงความสุข ใจนิ่งได้ในระดับ ๙๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ แต่ยังกดดันอยู่ คือยังมีความพยายามที่จะใช้กำลังบังคับ ภาพนั้นจึงยังแข็งๆ ไม่นุ่ม ยังติดนิสัยหยาบๆ ทางโลก ทางโลกจะทำอะไรให้สำเร็จต้องใช้ความ พยายาม ต้องออกแรง ทางธรรมมันกลับตาลปัตร ต้องง่ายๆ ต้องสบายๆ ถ้าทำได้อย่างนี้ ดวงจะอ่อนนุ่ม จะใสๆ และจะขยาย ออกได้ ความสุขก็จะค่อยๆ เริ่มเกิดขึ้น จนเรายอมรับว่า นี่ คือความสุขที่ไม่เคยเจอ ยิ่งใจเรานิ่งๆ นุ่มๆ นานๆ จากนิ่งนุ่มนานๆ ก็จะกลายเป็น นิ่งนุ่มและก็หนาแน่น เป็นนิ่งแน่น แต่ว่านิ่งนุ่มแน่นและก็ นานๆ คราวนี้ดวงก็จะใสสว่างขยายให้เราเคลื่อนเข้าไปสู่ ภายในดวงนั้นได้อย่างง่ายๆ พอเราทำตรงนี้ซ้ำๆ บ่อยๆ ให้คล่อง ให้ชำนาญ แม้ชำนาญแล้วก็ยังต้องทำซ้ำๆ การ เคลื่อนเข้าไปสู่ภายในก็ยิ่งง่าย ความสุขก็เพิ่มพูนขึ้นทับทวี ขึ้นมาจนเราไม่ต้องการอะไรเลย จากดวงนี้ก็จะผ่านไปเห็นดวงในดวงไปเรื่อยๆ เลย ถ้า ดวงที่เชื่อมกับกายก็จะมี ๖ ดวงซ้อนๆ กันอยู่ ดวงนี้จะปรับ สภาวะใจเรา กลั่นใจเราให้ใสบริสุทธิ์เพิ่มขึ้นเชื่อมเข้าไปถึง กายภายในได้อย่างง่ายๆ เราจะอัศจรรย์ใจ เมื่อเราเห็นตัวเราเองอยู่ ข้างในตัวของเรา ที่ดูสดใสกว่า อยู่ในวัยเจริญ ในอิริยาบถของสมาธิ ถึงตรงนี้เราก็ต้องทำซ้ำๆ คือทำทุกวันไม่ว่างเว้น แม้เรา อยู่ทางโลกจะทำมาหากินอะไรก็แล้วแต่ ทำมาค้าขาย ทำมา สร้างบารมี ข้างนอกเคลื่อนไหวแต่ข้างในใจต้องหยุดนิ่ง ฝึก ตรงนี้ให้คล่อง ให้ชำนาญ เดี๋ยวการปรับสภาวะก็จะเป็นไป เอง ใจก็จะบริสุทธิ์เพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ ต้องทำซ้ำๆ บ่อยๆ เนืองๆ ภาษาบาลีเขาว่า ภาวิตา พหุลีกตา ต้องบ่อยๆ ต้องเนืองๆ แม้ทำชำนาญแล้วก็ยัง ต้องบ่อยๆ ต้องเนืองๆ ซ้ำๆ พอมั่นคงแล้ว เราจะอัศจรรย์ใจ กับการเห็นกายภายใน ส่วนกายละเอียดเราจะย่อให้เหลือนิดเดียว เล็กเท่ากับ ปลายเข็มก็ยังเห็นชัดเจนเหมือนเห็นตอนกายขยายโตๆ ซึ่ง มันน่าอัศจรรย์ใจมาก สิ่งที่น่าอัศจรรย์ใจอยู่ภายในกลางกาย ของเรา แม้เล็กเท่ากับปลายเข็มก็เห็นรายละเอียดของกาย นั้นได้ในทุกๆ กาย แม้ทำเป็นแล้วก็ต้องมาฝึกตรงนี้ให้ซ้ำๆ ไปเรื่อยๆ กายภายในก็จะปรับสภาวะจากกายของคฤหัสถ์ เช่น กายมนุษย์ละเอียด ทิพย์ พรหม อรูปพรหม ให้สูงส่งขึ้นไป เรื่อยๆ จนกระทั่งไปถึงกายพระข้างใน คือบวชภายในเป็น พระธรรมกายข้างในใสๆ เหมือนคล้ายๆ การบวชภายนอก ตั้งแต่คฤหัสถ์มาเป็นนาค จากนาคมาเป็นเณร จากเณรมา เป็นพระ คือมีความบริสุทธิ์เข้าไปเรื่อยๆ เกิดกันมาแต่ละภพแต่ละชาติก็ต้องการมา สะสางธาตุธรรมที่ไม่บริสุทธิ์ให้สิ้นไป ให้เหลือแต่ ธาตุธรรมที่บริสุทธิ์ล้วนๆ คือ เป็นกายพระ และ กายพระก็ต้องกลั่นกันต่อไปเรื่อยๆ จนกระทั่ง สุดท้ายเป็นกายพระอรหันต์นั่นแหละ สะอาดบริสุทธิ์หมดจดจากสรรพกิเลสทั้งหลาย จะต้อง สะสางสิ่งที่ไม่บริสุทธิ์ให้หมดสิ้นไป ที่อยู่ในธาตุ ในธรรม ในเห็น ในจำ ในคิด ในรู้ ของเราให้หมดสิ้นไปด้วยการทำใจ ให้หยุดนิ่ง เพราะฉะนั้นคำว่าใจหยุดนิ่งนี้เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ เกินกว่าที่เราเข้าใจหรือจินตนาการจะไปถึง ใจที่หยุดนิ่งจะทำให้สำเร็จบริบูรณ์ในทุกสิ่ง จะสะสาง เข้าไปเรื่อยๆ กลั่นธาตุ ดิน น้ำ ลม ไฟ วิญญาณ อากาศ ที่ ประกอบเป็นกายเป็นใจเป็นอะไรต่างๆ เหล่านั้น ให้สะอาด บริสุทธิ์เข้าไปเรื่อยๆ กลั่นทั้งธรรมซึ่งเป็นที่รองรับธาตุต่างๆ เหล่านั้นให้บริสุทธิ์เข้าไปเรื่อยๆ กลั่นทั้งเห็นจำคิดรู้ คือใจให้ ใสๆ ให้บริสุทธิ์ นี่คือวัตถุประสงค์ของการเกิดมาเป็นมนุษย์ ในแต่ละครั้ง แต่ละภพ แต่ละชาติ จะต้องสะสางกันอย่างนี้ แต่สิ่งเหล่านี้มนุษย์ไม่ค่อยจะรู้เรื่อง เพราะพญามารบดบัง เอาไว้ เขาจะประกอบธาตุธรรมที่ไม่บริสุทธิ์มาบดบังเอาไว้ ที่เราได้ยินคำว่า อวิชชา นั่นแหละ ให้เราไม่รู้อะไรเลย ไม่รู้ ว่าเกิดมาทำไม อะไรคือเป้าหมายของชีวิต แล้วจะไปสู่เป้า หมายของชีวิตได้อย่างไร นอกจากไม่ให้รู้แล้วยังทำจิตของเรา ให้มืด คือหลับตาแล้วเรามืด จนกระทั่งเราไม่รู้เลยเบื้องหลัง ของความมืดมีความสว่าง มีความลับของชีวิตที่เกี่ยวข้องกับ ตัวเราสรรพสัตว์และสรรพสิ่งทั้งหลายอยู่ตรงนี้ สิ่งที่เขาบดบังใจให้มืด เรียกว่า นิวรณ์ ๕ ตั้งแต่ กามฉันทะ พยาบาท ถีนมิทธะ อุทธัจจะ- กุกกุจจะ วิจิกิจฉา พญามารดึงใจของเราไปตรึงติดไว้กับสิ่งภายนอก ติดใน รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธรรมารมณ์ ติดในลาภยศสรรเสริญ แบบโลกๆ แล้วให้มีความโกรธ ความผูกพยาบาท คับแค้นใจ อะไรกันต่างๆ เหล่านั้น ให้จิตของเราไปวนเวียนอยู่กับสิ่งเหล่านั้นซึ่งอยู่ภายนอก แล้วให้สงสัยในเรื่องราวต่างๆ ตั้งแต่เรื่องภพ เรื่องชาติ เรื่อง อะไรสารพัด แม้ผ่านด่านต่างๆ มาได้ก็ยังสงสัยตัวเองว่า เรา จะทำได้ไหม ลังเลสงสัยอยู่อีกเยอะแยะเลย ตรึงไปติดเหล่า นั้น จิตก็จะไปคิดวนๆ กับสิ่งเหล่านั้น เอาไปติดกับความฟุ้งใน เรื่องสารพัด เรื่องความท้อ ความง่วง อะไรต่างๆ แบบโลกๆ เมื่อถูกบดบังในความไม่รู้และนิวรณ์ทั้ง ๕ ใจของเรา ก็เลยมืดบอด ติดทางโลกก็หมดเวลากับชีวิตทางโลก แถม การกระทำของตัวยังตกอยู่ภายใต้กฎแห่งกรรมอีก ใจจึงไม่ หยุดเลย มีแต่ทะยานอยากไปในสิ่งเหล่านั้น เป็นความอยาก ที่ไม่ได้ประกอบไปด้วยปัญญา ในความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่อง ชีวิต หรือความเป็นจริงของชีวิต ซึ่งตรงข้ามกับความอยากที่ จะดับทุกข์ อยากพ้นทุกข์ อยากไปนิพพาน อย่างนี้เป็นความ อยากที่ประกอบไปด้วยปัญญา เพราะฉะนั้น ใจหยุดนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญมาก มากที่สุดใน ชีวิตที่เกิดมาเป็นมนุษย์ ดังนั้นเราควรจะให้เวลาเกี่ยวกับเรื่อง ใจหยุดนิ่งให้มากๆ เราจะได้เข้าถึงความสุขที่แท้จริง เข้าถึง เรื่องราวความเป็นจริงของชีวิต และที่สำคัญจะได้สะสางธาตุ ธรรมเห็นจำคิดรู้ของเราให้สะอาดบริสุทธิ์ จนกระทั่งธาตุแห่ง ความบริสุทธิ์เข้ามาแทนที่ธาตุไม่บริสุทธิ์เหล่านั้น ธาตุแห่งความบริสุทธิ์ก็จะมาพร้อมกับความสุข ความ สะอาด ความสว่าง ความสงบ ความสูงส่งของจิตใจ เป็นต้น และความรู้ต่างๆ มากมายไปตามความเป็นจริง ซึ่งเป็นความรู้ แจ้งที่เกิดจากการเห็นแจ้ง เพราะความสว่างภายในเกิด ทำให้ เราเห็นดวงธรรม เห็นกายภายใน เห็นชีวิตที่ซับซ้อนอยู่ภายใน ที่ลึกซึ้งเข้าไปเรื่อยๆ เห็นเป้าหมายของชีวิตได้ชัดเจน พลังใจ ก็จะมุ่งไปเพื่อขจัดสิ่งที่เป็นมลทินของใจให้หมดไป ใจก็จะใส สะอาดบริสุทธิ์ สว่างไสว สว่างเข้าไปเรื่อยๆ เวลาที่เหลืออยู่นี้ ให้ลูกทุกคนหยุดนิ่งๆ นุ่มๆ เบาๆ สบายๆ ให้ใจใสๆ ใจเย็นๆ ให้ไปถึงความสว่าง ให้เข้าไปถึง ดวงธรรมภายในให้ได้ ให้เข้าไปถึงกายภายใน กระทั่งถึงกาย ผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบานแล้ว คือกายธรรม ถึงพระธรรมกายให้ได้ กายองค์พระที่ใสที่บริสุทธิ์สวยงามมาก ประกอบด้วยลักษณะ มหาบุรุษครบถ้วนทุกประการ เกตุดอกบัวตูม ใสเกินความใส ใดๆ ในโลก นั่งสงบนิ่งอยู่บนแผ่นฌาน ให้ต่างคนต่างนั่งกัน ไปเงียบๆ นะ วันอาทิตย์ที่ ๒๒ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๕ 18.ใจหยุดหลุดพ้นทุกข์ ร่างกายเราเสื่อมได้ ลูกเอย อย่าเล่นจนเพลินเลย นะเจ้า เดี๋ยวฟุ้งซ่านอย่างเคย ไม่หยุด ลูกตรึกธรรมค่ำเช้า อย่างนี้ดีจริง ตะวันธรรม เมื่อเราได้สวดมนต์บูชาพระรัตนตรัยกันเสร็จเรียบร้อย แล้ว ต่อจากนี้ไปตั้งใจให้แน่แน่วมุ่งตรงต่อหนทางพระนิพพาน กันทุกๆ คนนะ ให้นั่งขัดสมาธิโดยเอาขาขวาทับขาซ้าย มือขวาทับมือ ซ้าย ให้นิ้วชี้ของมือข้างขวาจรดนิ้วหัวแม่มือข้างซ้าย วางไว้บน หน้าตักพอสบายๆ หลับตาของเราเบาๆ ค่อนลูก พอสบายๆ อย่าให้เปลือกตาปิดสนิทจนเกินไปนะ หรืออย่าไปบีบหัวตา อย่าไปกดลูกนัยน์ตา ให้หลับตาพริ้มๆ เหมือนปรือๆ นิดๆ คือหลับตาพอสบายๆ ต้องสบายนะ ผ่อนคลายสบาย...เหมือนอยู่คนเดียวในโลก แล้วก็ผ่อนคลายทุกส่วนของร่างกายของเรา ทั้งเนื้อ ทั้งตัวให้ผ่อนคลาย ตั้งแต่กล้ามเนื้อบนใบหน้า ศีรษะ ลำคอ บ่า ไหล่ แขนทั้งสอง ถึงปลายนิ้วมือ ให้ผ่อนคลายกล้ามเนื้อ บริเวณลำตัว ขาทั้งสองถึงปลายนิ้วเท้าให้ผ่อนคลาย ปรับ ท่านั่งให้ถูกส่วน ขยับเนื้อขยับตัวของเราให้ดีนะ ทุกส่วนของ ร่างกายต้องผ่อนคลาย แล้วก็ทำใจของเราให้เบิกบาน ให้แช่มชื่น ให้มีความสุข สงบ เย็น สบายๆ ปรับตรงนี้เสียก่อนนะ เสียเวลาสัก ๑ หรือ ๒ นาที ให้ทุกส่วนผ่อนคลาย ให้ใจสบาย เบิกบาน แช่มชื่น สะอาดบริสุทธิ์ผ่องใส ไร้กังวลในทุกสิ่งไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไร ก็ตาม เรื่องคน สัตว์ สิ่งของ ธุรกิจการงานบ้านช่อง การศึกษา เล่าเรียน เรื่องครอบครัว หรือเรื่องอะไรที่นอกเหนือจากนี้ ให้ ปลด ให้ปล่อย ให้วาง ให้คลายความผูกพันจากทุกสิ่ง ใจของ เราต้องเกลี้ยงๆ ใสๆ สะอาดบริสุทธิ์ ไม่ให้ไปเกาะ ไปเกี่ยว ไปเหนี่ยว ไปรั้งเรื่องอะไรเลย ใจต้องเกลี้ยงๆ ทำตัวเหมือนเราอยู่คนเดียวในโลก ใจ เกลี้ยงๆ ใจใสๆ ปรับตรงนี้สัก ๑ นาที ให้มีความพร้อมทั้ง ร่างกายและจิตใจ ให้ใจใสๆ ใจเย็นๆ ใจเกลี้ยงๆ น้อมนำใจเข้าสู่ภายใน เมื่อเรามีความพร้อมทั้งร่างกายและจิตใจแล้ว เราก็น้อม ใจกลับเข้าไปสู่ภายใน ในกลางกายของเรา ให้ใจไปหยุดนิ่งๆ นุ่มๆ อยู่ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ซึ่งอยู่ในกลางท้องของเรา ในระดับที่เหนือจากสะดือขึ้นมา ๒ นิ้วมือ โดยสมมติว่า เราหยิบเส้นด้ายขึ้นมา ๒ เส้น นำมาขึง ให้ตึง จากสะดือทะลุไปด้านหลังเส้นหนึ่ง จากด้านขวาทะลุไป ด้านซ้ายอีกเส้นหนึ่ง ให้เส้นด้ายทั้งสองตัดกันเป็นกากบาท จุดตัดจะเล็กเท่ากับปลายเข็ม เหนือจุดตัดนี้ขึ้นมา ๒ นิ้วมือ สมมติเราเอานิ้วชี้กับนิ้วกลางวางซ้อนกัน แล้วนำไปทาบตรงจุดตัดของเส้นด้ายทั้งสองสูงขึ้นมา ๒ นิ้วมือ เรียกว่า ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ให้เอาใจมาหยุดนิ่ง อยู่ที่ตรงนี้ คือ ค่อยๆ วางใจเบาๆ สบายๆ หรือจำง่ายๆ ว่า อยู่บริเวณกลางท้องในระดับที่เรามั่นใจว่า ตรงนี้คือ ศูนย์กลาง กายฐานที่ ๗ วางเบาๆ แตะใจไปเบาๆ ใจเป็นของละเอียด อ่อน เราต้องค่อยๆ วางอย่างนิ่งๆ นุ่มๆ เบาๆ สบายๆ นึกนิมิตอย่างสบายไม่เร่งรีบ แล้วกำหนดบริกรรมนิมิตขึ้นมาในใจ ให้ใจมีที่ยึดที่เกาะ เพื่อจะได้เชื่อมกับศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ได้ จะได้ไม่ฟุ้งไป คิดเรื่องอื่น ด้วยการกำหนดบริกรรมนิมิตเป็นภาพทางใจ เช่น ดวงใสๆ หรือเพชรสักเม็ดหนึ่ง หรือก้อนน้ำแข็ง ใสๆ ขนาดไหนก็ได้ อย่างน้อยก็เท่ากับแก้วตาของเรา เอาพอ ดีๆ ที่เรามีความรู้สึกว่าพึงพอใจ หรือเราคุ้นเคยกับการนึกถึง ภาพพระพุทธรูป องค์พระที่เราเคารพกราบไหว้บูชาทุกวัน เราจะนึกเป็นภาพองค์พระก็ได้ นึกเอาขนาดองค์พอดีๆ ที่เรา พึงพอใจไว้กลางท้อง ให้ท่านหันหน้าออกไปทางเดียวกับตัว ของเรา เหมือนเรามองจากด้านบน ด้านเศียรของท่านลงไป ด้านล่าง เหมือนมองท็อปวิว เอาขนาดพอดีๆ ที่เราพึงพอใจ นึกได้อย่างง่ายๆ อย่างนี้เป็นต้น คือ เราคุ้นเคยแบบไหนเรา ก็เอาแบบนั้นเป็นบริกรรมนิมิตที่ยึดที่เกาะของใจเรา ไม่ให้ ใจเราฟุ้งซ่าน ไปคิดเรื่องอื่น ต้องนึกให้ต่อเนื่องอย่างสบายๆ ด้วย อย่าหลุดสักคำ ต้องจำทุกคำนะ ต้องนึกถึงบริกรรมนิมิตอย่างใดอย่างหนึ่งให้ต่อเนื่องอย่าง สบายๆ คล้ายกับเรานึกถึงสิ่งที่เราคุ้นเคย ให้นึกอย่างสบาย ถ้านึกแล้วไม่สบาย ไม่ใช่ นึกต้องสบายๆ หรือจะทำความรู้สึก ว่า มีบริกรรมนิมิตอยู่ในกลางท้อง เอาเท่าที่ได้ นึกได้ชัดเจน แค่ไหน นึกออกแค่ไหนที่สบายใจ เราก็เอาแค่นั้นไปก่อน เช่น บางท่านนึกได้รัวๆ รางๆ เราก็เอาแค่นั้นแหละ แต่ ต้องต่อเนื่องและสบายๆ ต้องผ่อนคลาย ใจต้องใสๆ ใจเย็นๆ อย่าลืมคำนี้นะ นึกได้แค่ไหนก็เอาแค่นั้นไปก่อนอย่างง่ายๆ อย่างสบายๆ อย่าไปเร่งรีบจนเกินไป เพราะวัตถุประสงค์ที่เราทำอย่างนี้ เพื่อให้ใจของเรามา หยุดนิ่งอยู่ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ เพราะฉะนั้นเรานึกได้ ชัดเจนแค่ไหนก็เอาแค่นั้น จะรัวๆ รางๆ ก็ไม่เป็นไร บางคนชัด มาก บางคนชัดน้อย ของใครก็ของคนนั้นนะ แต่ต้องสบายๆ และต้องนึกที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ตรงนี้ ให้ต่อเนื่องกัน ไป ถ้าเผลอเราก็นึกใหม่ พร้อมที่จะเริ่มต้นใหม่อย่างง่ายๆ ประคองใจด้วยคำภาวนา แล้วก็ประคองใจให้หยุดนิ่งนุ่มเบาสบายด้วยบริกรรม ภาวนาในใจว่า สัมมา อะระหัง ภาวนาไปไม่ช้าไม่เร็วนัก ใน ระดับที่เราสบายใจ ภาวนาไปอย่างสบายๆ โดยให้เสียงของคำภาวนาดัง ออกมาจากในกลางท้องของเรา มาจากฐานที่ ๗ ตรงนั้นแหละ สัมมา อะระหังๆ ภาวนาไปอย่างสบายอกสบายใจ ใจปลื้มๆ ใจเป็นสุขสงบเย็นในการภาวนา ทุกครั้งที่ภาวนา สัมมา อะระหัง เราจะต้องไม่ลืมนึกถึง ภาพบริกรรมนิมิตที่เราคุ้นเคย จะเป็นดวงใสๆ จะเป็นองค์พระ ใสๆ หรือเป็นสีทอง เอาอย่างใดอย่างหนึ่ง เรานึกอย่างหนึ่งแล้วไปเห็นอีกอย่างหนึ่งก็ไม่เป็นไร เช่น นึกถึงดวงใสๆ เพชรใสๆ แต่กลับไปเห็นเป็นองค์พระ หรือ ภาพหลวงปู่ทองคำ ก็ไม่เป็นไร เราก็ดูไปเรื่อยๆ ดูไปอย่าง สบายๆ แล้วก็ สัมมา อะระหัง เรื่อยไป พร้อมผ่อนคลายใจ แล้วก็ใจเย็นๆ ฝึกหยุดแรกนี้ให้ได้นะ ให้ใจเย็นๆ ใจนิ่งๆ นุ่มๆ ถ้า สมมติว่าเราทำถูกหลักวิชชาดังกล่าวนี้ ที่เราไม่มองข้ามไป ไม่ฟังผ่าน มันจะมีจุดๆ หนึ่งที่ใจเราเริ่มนิ่ง พอนิ่งเรามีความ รู้สึกว่า ตัวเราเริ่มโล่ง เริ่มโปร่ง เริ่มตัวเบาๆ เริ่มสบายๆ ใจ เราเกลี้ยงๆ รู้สึกว่าเราชอบอารมณ์นี้ อยากอยู่ตรงนี้ไปเรื่อยๆ ถ้าเรานิ่งได้อย่างนี้นะ พออาการเกิดขึ้นอย่างนี้ เราก็นิ่งต่อไปเฉยๆ เดี๋ยวภาพ นั้นก็จะชัดขึ้นมา หรือเปลี่ยนสภาวะความรู้สึกหยาบๆ ที่ร่างกาย เราไปสู่สภาวะที่ละเอียดเหมือนหลุดจากกายหยาบ แล้วก็ กลมกลืนไปกับบรรยากาศ คล้ายๆ เราเป็นอากาศ อากาศ เป็นเรา ตัวโล่งๆ ว่างๆ แล้วก็หายไป สิ่งที่เราทำคือ นิ่งอย่าง เดิมไปเรื่อยๆ คือไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นเราก็นิ่งอย่างเดียว เส้นทางของพระอริยเจ้า หยุดนิ่งนี่แหละเป็นตัวสำเร็จ ให้เราได้บรรลุ ธรรม ให้เราได้เข้าถึงพระธรรมกายที่เราเคยได้ยิน ได้ฟัง ซึ่งมีอยู่ในตัวของเรา โดยมีจุดเริ่มต้นที่ ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ เพราะฉะนั้นตำแหน่ง ฐานที่ ๗ สำคัญมาก เป็นตำแหน่งเดียวกัน กับที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์ หรือ พระบรมโพธิสัตว์ทุกท่าน เมื่อใจมาหยุดนิ่งอยู่ ตรงนี้ ก็จะหลุดล่อนเข้าไปสู่ภายใน จนกระทั่ง บรรลุอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณเป็นพระสัมมา- สัมพุทธเจ้า ทุกพระองค์ก็ใช้วิธีนี้ทั้งหมด คือทิ้งทุกอย่าง วางทุกสิ่ง นิ่งอย่างเดียว ทิ้งแม้กระทั่งชีวิต คือทิ้งหมดเลยทั้งชีวิต ใจก็ หลุดเข้าไปสู่ข้างใน ดิ่งไปเรื่อยๆ จนกระทั่งบรรลุอนุตตรสัม- มาสัมโพธิญาณเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทุกพระองค์เหมือน กันหมดเลย บรรลุแล้วก็กลับมาสอนพระสาวกให้ได้ทำตาม ท่าน แล้วก็มีพระสาวกบรรลุธรรมตามมากมาย ตามกำลัง บารมี บ้างก็เป็นพระอรหันต์ บ้างก็เป็นพระอนาคามี บ้างก็ เป็นพระสกิทาคามี บ้างก็เป็นพระโสดาบัน บ้างก็เป็นโคตรภู บุคคล คือเห็นพระธรรมกายตลอดเวลา หน้าตักหย่อนกว่า ๕ วานิดหน่อย บ้างก็เป็นฌานลาภีบุคคล คือมีฌานเข้าถึงกาย อรูปพรหม เข้าถึงกายรูปพรหม เป็นต้น ซึ่งมีวิธีการทำแบบ เดียวกันทั้งสิ้น วัตถุประสงค์การเกิดมาเป็นมนุษย์ หยุดนิ่งที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ตรงนี้สำคัญทีเดียว จะ หลุดรอดพ้นจากความทุกข์ทรมานของชีวิต เข้าถึงความสุข อันยิ่งใหญ่ ใจก็ต้องหยุดนิ่งตรงนี้ จะหลุดพ้นจากวิบากกรรม วิบากมาร ใจก็ต้องหยุดนิ่งอยู่ที่ตรงนี้ จะหลุดพ้นจากกิเลส อาสวะ พ้นวัฏฏะก็ต้องหยุดนิ่งตรงนี้ เพราะฉะนั้น ใจหยุดนิ่งที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ นี้จึง เป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับทุกๆ ชีวิต โดยเฉพาะผู้ที่เกิดมาเป็น มนุษย์ ภารกิจที่สำคัญก็คือมาทำใจหยุดใจนิ่งนี่เอง เพื่อสลัด ตนพ้นจากกองทุกข์ ความทุกข์ทั้งหลาย เข้าถึงที่พึ่งที่ระลึก ภายในที่แท้จริง และทำพระนิพพานให้แจ้ง นี่คือวัตถุประสงค์ ของชีวิตมนุษย์ทุกคนในโลก เพราะฉะนั้นหยุดใจจึงเป็นเรื่อง ที่สำคัญมาก ที่ลูกทุกคนต้องให้ความเอาใจใส่ ให้ใจหยุดใจ นิ่งอยู่ที่ตรงนี้ ใจหยุดได้เมื่อไรก็เป็นอิสรภาพ คือมันจะตกศูนย์กลับ เข้าไปสู่ภายใน หลุดพ้นจากความทุกข์ทรมานของชีวิต ได้ เข้าถึงความสุขที่แท้จริง หลุดพ้นจากความมืดไปสู่ความสว่าง เพราะปกติมนุษย์หลับตาแล้วจะมืด แต่หยุดนิ่งได้สนิทหลุด เข้าไปเมื่อไรก็จะสว่าง แล้วก็เป็นอิสรภาพจากการไม่เห็นอะไร เลย ก็จะเข้าไปเห็นสิ่งที่มีอยู่ภายใน เห็นแจ้ง เห็นภาพต่างๆ ดวงธรรมก็ดี กายในกายก็ดี พระธรรมกายก็ดี จะหลุดจาก สภาวะของความไม่รู้มาเป็นผู้รู้ คือรู้เรื่องราวความเป็นจริง ของชีวิต เราจะเป็นอิสรภาพจากความไม่รู้ไปสู่ความรู้แจ้งที่ เกิดจากการเห็นแจ้ง ใจหยุดนี่ พระเดชพระคุณหลวงปู่ถึงบอก ไม่ใช่ของพอดี พอร้าย แต่เป็นสิ่งที่สำคัญ ที่ลูกทุกคนต้องให้ความสำคัญต่อ สิ่งนี้ควบคู่กับชีวิตประจำวัน จึงจะถูกหลักวิชชาที่ได้เกิดมา เป็นมนุษย์ มาพบพระพุทธศาสนาวิชชาธรรมกาย วันอาทิตย์ที่ ๗ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๖ 19.อย่าเป็นใบลานเปล่า ต้องเข้าถึงธรรมให้ได้ วันพรุ่งนี้ขึ้นอยู่กับวันนี้ หากทำดีก็ต้องดีซิลูกเอ๋ย มันขึ้นอยู่กับเราใช่อื่นเลย อยากเสบยก็ทำให้ใจสบาย หากลูกหวังอยากเป็นนักรบกล้า จงอุตส่าห์ฝึกฝนตนขวนขวาย ให้นิ่งหยุดถึงจุดได้ธรรมกาย สิ่งที่หมายจะสมหวังดังตั้งใจ ตะวันธรรม ตั้งใจหลับตาเจริญสมาธิภาวนากันนะ หลับตาเบาๆ พอ สบายๆ ทำใจของเราให้เบิกบาน ให้แช่มชื่น ให้สะอาด บริสุทธิ์ ผ่องใส ไร้กังวลในทุกสิ่ง แล้วก็หยุดใจไปที่ศูนย์กลางกายฐาน ที่ ๗ ซึ่งอยู่ในกลางท้องของเรา ในระดับที่เหนือจากสะดือขึ้น มา ๒ นิ้วมือ ให้เอาใจหยุดนิ่งๆ อย่างสบายๆ แล้วก็ตรึกนึกถึงดวงใส หยุดอยู่ในกลางดวงใสๆ ที่ใส เหมือนกับเพชรที่เจียระไนแล้ว ไม่มีตำหนิเลย หรือกลางองค์ พระใสๆ อย่างใดอย่างหนึ่งนะ นึกไปอย่างสบายๆ ให้ใจหยุด ใจนิ่งๆ ต่อเนื่องกันไป ประคองใจด้วยบริกรรมภาวนา สัมมา อะระหัง ภาวนาไปเรื่อยๆ อย่างสบายๆ ต้องฝึกให้ได้ทุกเวลา ทุกภารกิจประจำวัน ใจหยุดเป็นที่สุดของทุกสิ่งที่เราปรารถนา เช่น ความสุขที่แท้จริง ความบริสุทธิ์ หรือความ รู้แจ้งแทงตลอดในสรรพสัตว์และสรรพสิ่งทั้ง หลาย อยู่ที่ใจหยุดนิ่งๆ อย่างเดียว หยุดจึงเป็น ตัวสำเร็จ ที่เราจะต้องฝึกกันให้ได้ ฝึกกันไปทุก วัน ให้สม่ำเสมอ หยุด ตรงข้ามกับคำว่า อยาก ที่จะดึงใจของเราให้หลุด พ้นจากกลางกาย ไปติดในเรื่องราวต่างๆ ที่ไม่เกิดประโยชน์ แต่ใจหยุดจะทำ ให้เราเข้าถึงพระรัตนตรัยในตัว ถึงพุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ สังฆรัตนะ ซึ่งเป็นที่พึ่งที่ระลึกที่แท้จริงของเรา สิ่งอื่นไม่ใช่ การที่เรามีที่พึ่งที่ระลึกอย่างนี้ จะทำให้เราอบอุ่นใจ แล้ว ก็ปลอดจากภัยทั้งหลาย ภัยในอบาย ภัยในสังสารวัฏ เพราะ ฉะนั้นก็จะต้องขยัน ทำความเพียรให้สม่ำเสมอ อย่าท้อใจ แม้ว่าเรายังนั่งไม่เห็นอะไร มันยังมืดตื้อมืดมิดอยู่ก็ตาม ให้ฝึกไปเรื่อยๆ ในทุกอิริยาบถ นั่ง นอน ยืน เดิน ทุก วันทุกคืนควบคู่กับภารกิจประจำวัน ฝึกเอาไว้ เพราะนี่คือ งานที่แท้จริงของเรา เป็นกรณียกิจ กิจที่สำคัญอย่างยิ่งของ การเกิดมาเป็นมนุษย์ จริงๆ แล้วแม้แต่เทวดาก็จะต้องฝึก ใจให้หยุดนิ่ง ถ้าไม่ฝึก ใจก็จะเพลินอยู่ในกามของทิพย์ หรือ ทิพยสมบัติ ซึ่งแม้จะมีความสุข แต่มันก็น้อยกว่าสุขที่เข้าถึง พระรัตนตรัยในตัว หมั่นฝึกให้ได้ทุกวัน อย่าให้มีอะไรมาเป็นข้ออ้าง ข้อแม้ หรือเงื่อนไข ทำให้เราเกียจคร้าน หรือเลื่อนการฝึกออกไป ต้องทำทุกวัน อย่าไปคอยความพร้อม เพราะว่าความพร้อม มันอยู่ที่เรา ถ้าเราตั้งใจทำเดี๋ยวนี้ มันก็พร้อมเดี๋ยวนี้ หมั่นสังเกต ฝึกไปเรื่อยๆ แล้วพยายามหมั่นสังเกตดูว่า เราทำถูกหลัก วิชชาไหม ซึ่งถ้าทำถูกหลักวิชชาจะต้องเข้าถึงพระรัตนตรัย กันอย่างแน่นอน หมั่นสังเกตดูว่า เราทำตึงเกินไปไหม ตั้งใจมากเกินไป หรือเปล่า มีความทะยานอยาก อยากได้ความสงบ อยากเห็น ดวงใส อยากเห็นองค์พระ อย่างที่คนอื่นเขาเห็นมากเกินไป ไหม เพราะความอยากจะทำ ให้เราตั้งใจมาก แล้วจะไปเค้น ภาพให้มันทะลักเข้ามาในท้อง ซึ่งผลก็คือ ความไม่สบาย กาย ร่างกายจะตึง เกร็ง เครียด แล้วความท้อ ความน้อยใจ ก็จะตามมาในภายหลัง หรือว่าเราย่อหย่อนเกินไป นั่งหลับตาจริง ทำสมาธิจริง แต่ปล่อยใจให้ฟุ้งบ้าง เคลิบเคลิ้มบ้าง กระจัดกระจายไปในที่ ต่างๆ บ้าง อย่างนี้นั่งก็เหมือนกับไม่ได้นั่งนั่นแหละ เพราะ มันหย่อนเกินไป ถ้าพอดี ไม่ตึง ไม่หย่อน แม้ยังไม่มีแสงสว่างมาให้ดู ไม่ ได้เห็นดวงธรรม กายภายในหรือว่าองค์พระก็ตาม แต่มันจะ รู้สึกสบาย ตั้งแต่ไม่สุขกับไม่ทุกข์ แล้วตัวก็จะเริ่มโล่ง โปร่ง คือตัวจะโล่งๆ กลวงๆ เหมือนมีอุโมงค์ภายในตัวเรา แต่เป็น อุโมงค์แห่งความใสสว่าง ตัวจะเบา กายเบา ใจเบา เหมือน จะเหาะจะลอยได้ ตัวพองโตขยายใหญ่ขึ้น แล้วก็ไม่เมื่อย แม้ ยังไม่มีอะไรมาให้ดูใหม่ๆ เราจะรู้สึกสบาย มีความพึงพอใจ กับอารมณ์ที่เราได้ในตอนช่วงนั้น แล้วก็ไม่กังวลกับการเห็น เราจะมีความรู้สึกว่าเวลามันหมดไปเร็ว ซึ่งแตกต่างจากวัน ก่อนๆ ที่เวลาเท่ากันแต่เรามีความรู้สึกว่ามันยาวนาน นั่น คือข้อสังเกตนะ ถ้าเราทำถูกหลักวิชชา ซึ่งก็ไม่ได้มีอะไรยาก แค่หยุดแค่ นิ่งอย่างสบายๆ แล้วไม่ต้องไปกังวลอะไรทั้งสิ้น แม้แต่ความ ฟุ้งที่เกิดขึ้นก็ไม่เป็นอุปสรรค เราก็ไม่ต้องไปเพ่งไล่ความฟุ้ง ออกไป หรือพยายามไม่ให้มันฟุ้ง ให้วางใจนิ่งๆ เฉยๆ ประสบการณ์จะก้าวหน้าเร็วขึ้น ฝึกทุกวันในทุกกิจกรรม ไม่ว่าจะอาบน้ำอาบท่า เข้า ห้องน้ำ ห้องส้วม จะรับประทานอาหาร หรือจะทำอะไร ว่างๆ นิ่งๆ ก็ฝึกไว้ ฝึกนิ่งๆ วันละสัก ๕ นาที ในอิริยาบถอื่น ฝึก เข้าไว้เรื่อยๆ ประคองใจอย่างนี้ทั้งวัน แล้วพอถึงเวลาเรามา นั่งจริง ใจมันก็จะรวมได้ง่าย แค่เราทำนิ่งๆ เฉยๆ หยุดนิ่ง เดี๋ยวมันก็จะค่อยๆ ปล่อยวางเรื่องราวต่างๆ ไปเรื่อยๆ จาก ฟุ้งมาก มาฟุ้งน้อย จากฟุ้งน้อยก็ไม่ฟุ้ง แล้วตัวก็โล่ง โปร่ง เบา สบาย ตัวขยาย กระทั่งหายไปทั้งตัวเลย ตัวหายเหมือน เราไม่มีตัวตน คล้ายๆ เรานั่งเคว้งคว้างอยู่กลางอวกาศ แล้ว มันก็จะค่อยๆ ก้าวหน้าไปเรื่อยๆ ยิ่งเราฝึกทุกวัน เราก็จะเข้าถึงอารมณ์นี้ได้เร็วขึ้น ซึ่ง ที่ผ่านมาเราอาจใช้เวลาเป็นชั่วโมง กว่าใจจะโล่ง โปร่ง เบา สบาย ตัวขยาย พอเราฝึกทุกๆ วัน บ่อยๆ เอาใจใส่ เวลามันก็ จะลดลงไปเรื่อยๆ ในการที่จะเข้าถึงจุดตรงนี้ ถึงประสบการณ์ ภายในอย่างนี้ จากชั่วโมงก็เหลือครึ่งชั่วโมง หรือ ๑๕ นาที หรือ ๕ นาที กระทั่งพอเราหลับตามันก็นิ่งเลย พอนิ่งก็โล่ง เลย ตัวขยายเลย ต้องฝึกบ่อยๆ แล้วเดี๋ยวความสว่างก็จะมาเอง เมื่อใจ เราห่างจากนิวรณ์ เครื่องกั้นจิตไม่ให้บริสุทธิ์ มันก็จะมีความ สว่างทีละนิดๆ มีบางคนเท่านั้นที่มั่นพรึบขึ้นมาเลย แต่นานๆ ก็จะเจอสักคนหนึ่ง ส่วนใหญ่ก็จะค่อยๆ เหมือนฟ้าสางๆ แล้ว ก็สว่างเหมือนตอน ๖ โมงเช้า ๗ โมง แล้วก็จะค่อยๆ เพิ่มเวลา ขึ้นไปเรื่อยๆ เราก็ต้องเพียรฝึกต่อไป ฝึกไปเรื่อยๆ ทุกวัน สม่ำเสมอ แล้วก็หมั่นสังเกตเมื่อเราเลิกหรือลืมตาขึ้นมาแล้ว วันนี้ เราทำอย่างไร เราถึงเข้าสู่ความสงบ สู่แสงสว่างได้เร็ว หรือ วันนี้เราทำอย่างไรถึงช้า เมื่อเข้าถึงจุดตรงนั้น ก็ค่อยๆ สังเกต ไป ตรึกไปเรื่อยๆ ฝึกไปเรื่อยๆ หัดตัดใจ ตัดอารมณ์ต่างๆ เครื่องกังวล ใจก็จะมาอยู่ตรง นี้ได้เร็วเข้า ความสว่างก็จะค่อยๆ เพิ่มพูนมากขึ้น จนกระทั่ง ถึง ๘ โมง ๙ โมง ๑๐ โมงถึงเที่ยงวัน มันก็จะเป็นขั้นเป็นตอน ของมันไป อยู่ที่การฝึกฝน เมื่อมาถึงตรงนี้ การเปลี่ยนแปลง ของจิตใจเราก็จะเกิดขึ้น คือ เราอยากจะคิดแต่เรื่องดีๆ พูด แต่เรื่องดีๆ แล้วก็ทำแต่เรื่องดีๆ สิ่งที่ไม่ดีเราก็ไม่อยากจะทำ หรอก เวลาใจมันใสมันสว่าง ดวงปฐมมรรค ต้นทางพระนิพพาน พอเราฝึกไปอีก ในกลางความสว่างเจิดจ้า มันก็จะเริ่ม เห็นดวงใสๆ เกิดขึ้นเอง ลอยขึ้นมาจากฐานที่ ๖ ซึ่งอยู่ใน ระดับเดียวกับสะดือในกลางท้อง เป็นดวงใสๆ อย่างเล็กขนาด ดวงดาวในอากาศ อย่างกลางขนาดพระจันทร์ในคืนวันเพ็ญ อย่างใหญ่ขนาดพระอาทิตย์ยามเที่ยงวัน หรือใหญ่กว่านั้น หรือโตเท่ากับฟองไข่แดงของไก่ เป็นต้น ดวงธรรมดวงแรกปรากฏขึ้น มันจะสุกใส อย่างน้อยก็ เหมือนน้ำใสๆ เหมือนกระจกคันฉ่องที่ส่องเงาหน้าใสๆ เหมือน เพชรที่ต้องแสงบ้าง หรือใสกว่านั้น ใสเกินใส ก็ปรากฏเกิดขึ้น นั่นแหละ คือ ดวงปฐมมรรค หรือดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ตามที่พระเดชพระคุณหลวงปู่ของเราท่านบัญญัติเอาไว้ ดวงใสๆ ปรากฏ เราก็ต้องฝึกให้เห็นชัดทั้งหลับตาและลืมตา ในทุกอิริยาบถ หลับตาก็ชัด ค่อยๆ ลืมตาขึ้นก็ยังชัดอยู่ที่กลางกาย จะนั่ง นอน ยืน เดิน หกคะเมนตีลังกาอย่างไรในทุกอิริยาบถ มันก็ ยังชัดใสแจ่ม ซึ่งตอนนี้ก็จะยิ่งทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงใน การดำเนินชีวิตของเรามากขึ้น คือ จะคิดดีมากขึ้น พูดดีมาก ขึ้น ทำดีมากขึ้น ใจอยากจะสั่งสมแต่ความดี จะละชั่ว จะทำ ดี อยากจะทำใจให้บริสุทธิ์เพิ่มขึ้น เมื่อดวงใสๆ นี้ปรากฏ มาถึง ณ ตรงนี้เราก็ปิดประตู อบายแล้ว เปิดประตูสวรรค์นิพพานแล้ว อย่างน้อยก็ไปสู่สุคติ ภพ ที่ว่าเปิดประตูนิพพาน คือ ดวงธรรมใสๆ คล้ายดวงแก้ว นี้คือต้นทางที่จะไปสู่อายตนนิพพาน ดวงธรรมตรงนี้กับดวงแก้ว มันคล้ายกันตรงที่กลมรอบ ตัว แต่ความใสแตกต่างกัน ความสว่างก็ต่างกัน ความสุขก็ ต่างกัน ความสงบต่างกัน ความสะอาดของดวงจิตต่างกัน ต่าง กับการที่เราเห็นดวงแก้วภายนอก มันจะสะอาด สว่าง สงบ จะมีความสุข อย่างที่เราไม่เคยเป็นมาก่อนเลย ใจก็จะตั้งมั่น อยู่ที่ตรงนี้ หลับตา ลืมตา นั่ง นอน ยืน เดิน มันก็จะอยู่ตรงนี้ เป็นดวงใสๆ จะมีความเบิกบาน จะรู้จักคำว่า เบิกบาน ต่อเมื่อเห็นดวงใสๆ หรือเข้าถึงดวงธรรมดวงแรก ดวงธัมมา นุปัสสนาสติปัฏฐาน หรือดวงปฐมมรรคเบื้องต้น ที่จะไปสู่ อายตนนิพพาน เราก็ฝึกทำให้ชำนาญ อย่าชะล่าใจว่า “เออ เราจะทำ เมื่อไรก็ได้” มันไม่ใช่อย่างนั้น เพราะจิตใจเรายังไม่มั่นคง ยังโลเลอยู่ ถ้ามีเรื่องภารกิจหยาบๆ เข้ามา มันก็จะดึงใจออก ไปติด ไปคิด ไปพูด ไปทำเรื่องหยาบๆ ความละเอียดของใจ ก็จะหย่อนลงไป พอหย่อนไปที่เคยเห็นมันก็จะเลือนราง พอ เลือนรางเราก็อยากจะเห็นอย่างเดิมอีก ก็จะตั้งใจมากเกิน ไป ยิ่งตั้งใจมันก็จะยิ่งเลือนรางหายไปเลย แล้วความกลุ้มก็ จะเข้ามาแทนที่ ความเสียดายที่เคยได้อะไรต่างๆ เหล่านี้ก็ จะเกิดขึ้น ดังนั้นเมื่อได้ดวงใสแล้ว ก็จะต้องรักษาเอาไว้ให้ ยิ่งชีวิตทีเดียว ใบลานเปล่า มนุษย์จำนวนมากที่มาเกิดไม่เคยเห็นดวงใสในตัวเลย อย่าว่าแต่คฤหัสถ์เลย แม้แต่นักบวชก็เหมือนกัน ดวงใสนี้ ยังไม่เคยเห็น จะจบปริยัติมาถึงประโยคอะไรก็แล้วแต่ จะ แตกฉานทางด้านปริยัติ พระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังเรียกว่า ใบลานเปล่า พวกที่เป็นแบบใบลานเปล่า ยิ่งแตกฉาน ยิ่งเป็นนักคิด ก็คิดไปเรื่อยเปื่อยไปตามทัศนะ ของตน แต่ความจริงก็ยังได้ชื่อว่า ใบลานเปล่า เพราะว่ายังเข้าไม่ถึงดวงธรรมภายใน นี่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์เข้าถึงอย่างนี้ ถึงแล้ว ก็เห็นไปตามลำดับ เห็นกายในกาย กระทั่งไปถึงกายธรรม อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า นักคิดทางทฤษฎี ที่เขาเรียนปริยัติมามากๆ เป็นนักคิด นักพูด นักเขียน ก็มักจะมีความมั่นใจว่า ต้องปริยัติอย่างเดียว ไม่ต้องปฏิบัติ ทั้งหมดมีอยู่ในปริยัติ แล้วก็บอกปริยัติต้อง มาก่อนปฏิบัติ เขาก็จะยืนยันกันอย่างนี้ ซึ่งจริงๆ เขาพูดน่ะ ถูกครึ่งเดียว มันขึ้นอยู่กับว่าจับตอนไหน ถ้าจับตอนพระสัมมา- สัมพุทธเจ้า ตอนเป็นบรมโพธสัตว์ พระองค์ปฏิบัติก่อนนะ ถึง จะเข้าไปถึงความรู้ แล้วก็ถ่ายทอดออกมาเป็นคำสอนที่เรียกว่า ปริยัติ คือพระองค์ก็เรียนตามความรู้จากครูบาอาจารย์ต่างๆ มาทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ แต่ก็ดับทุกข์ไม่ได้ ในที่สุด ก็ต้องทิ้งความรู้ทั้งหมดที่เคยเรียนมา แล้วก็มาลงมือปฏิบัติ ที่ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ โดยทำใจให้หยุดนิ่งแล้วก็ว่างๆ ไม่คำนึงถึงความรู้ที่ เรียนมา เพราะมันเอามาใช้ไม่ได้ หลักสูตรนั้นมันไม่จบ มัน ค้างคาใจอยู่ แล้วท่านก็มาหยุดนิ่งๆ โดยตั้งมโนปณิธานว่า “เนื้อเลือดจะแห้งเหือดหายไป เหลือแต่กระดูกหนังช่างมัน ถ้าหากว่า ไม่หลุดพ้น ไม่พบความรู้ในการดับทุกข์ แล้วยัง ดับทุกข์ไม่ได้ จะไม่ลุกจากที่” ก็แปลว่าพระองค์ก็ต้องปฏิบัติ ก่อน ปฏิบัติคือทำนิ่งๆ นั่นแหละ จนกระทั่งเห็นไปตามลำดับ จนกระทั่งหลุดพ้นไปตามลำดับ วิชชา ๓ ก็บังเกิดขึ้นไปตาม ลำดับของวิชชา นี่ปฏิบัติต้องมาก่อน ในระดับของพระบรมครู ปริยัติมา ตอนที่ท่านจะสอนพระสาวก สอนนักเรียน สอนมนุษย์ เทวดา ทั้งหลาย จึงถ่ายทอดออกมาเป็นคำพูด ใช้คำพูดเป็นสื่อของ ความรู้ แล้วเขาก็บันทึกรวบรวมเป็นพระไตรปิฎก เป็นภาค ทฤษฎี ปริยัติให้นักเรียนหรือพระสาวกได้ศึกษากันต่อไป เพื่อ ที่จะได้นำไปปฏิบัติ แล้วก็เข้าถึงปฏิเวธ คือ มีประสบการณ์ ภายใน เช่นเดียวกับพระองค์ เพราะฉะนั้น ถ้าจะถามว่าอันไหนมาก่อนกัน มันก็ขึ้นอยู่ กับพูดตอนไหน ถ้าหากว่าจะเริ่มจากพระบรมศาสดา ปฏิบัติก็ ต้องมาก่อน และก็ไม่ได้อาศัยความรู้มาจากครูบาอาจารย์อื่นๆ เลยดังกล่าวนั้นแหละ แต่ว่าเข้าถึงสิ่งที่มีอยู่ในตัว แล้วด้วยมหา กรุณาก็อยากจะถ่ายทอดความรู้ให้กับสรรพสัตว์ทั้งหลาย จึง เทศน์สอน แล้วก็มีการทรงจำต่อๆ กันมา ด้วยปากต่อปาก เขาเรียกว่ามุขปาฐะ แล้วก็นำมารวบรวมเป็นตำรับตำรา ถ้าสำหรับนักเรียน ปริยัติก็ต้องมาก่อน เพราะเรียนความ รู้จากครูบาอาจารย์ ก็ต้องศึกษาภาคทฤษฎีแล้วก็นำไปสู่การ ปฏิบัติ เพื่อให้ถึงปฏิเวธ ส่วนของพระพุทธเจ้านั้น พระองค์ ปฏิบัติแล้วก็เข้าถึงปฏิเวธ มีประสบการณ์ภายใน หลุดพ้น แต่นักคิดปัจจุบันนี้ ก็จะติดอยู่ในตำรับตำรา จะยืนยัน เฉพาะปริยัติอย่างเดียวว่า ทุกอย่างมีอยู่ในปริยัติ ปฏิบัติไม่มี ซึ่งมันก็ไปค้านกับคำสอนของพระบรมศาสดา แต่เนื่องจาก มีชื่อเสียงพูดอะไรคนก็ฟัง แต่ฟังกันไปก็จะเป็นประเภทใบ ลานเปล่าอย่างนั้น เพราะฉะนั้น ลูกทุกคนก็จะต้องเดินตามรอยของพระ สัมมาสัมพุทธเจ้า คือ เมื่อเราฟังภาคทฤษฎีแล้ว เราก็นำมา ปฏิบัติเลย เพราะการพิจารณาแล้วปล่อยวาง มันใช้เวลาแค่ นาทีสองนาทีก็จบแล้ว ว่าทุกอย่างสรรพสิ่งทั้งหลายสรรพสัตว์ ทั้งปวงล้วนเกิดขึ้นตั้งอยู่แล้วก็ดับไป ซึ่งความจริงมันก็เป็น อย่างนั้น ไม่ต้องใช้เวลานานเลย นาทีสองนาทีก็จบแล้ว หรือ กายมนุษย์มีการแปรปรวนเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เพื่อจะ ไปสู่จุดสลาย คือ เชิงตะกอนนั่นแหละ ความเสื่อมปรากฏขึ้น มาเรื่อยๆ แล้วก็จะสลายไปในที่สุด ซึ่งเราใช้ความนึกคิดตรง นี้แค่นาทีเดียวก็จบแล้ว แล้วหลังจากนั้นก็มาฝึกหยุดนิ่ง ทำให้มันได้ เดี๋ยวก็จะ เป็นไปตามลำดับ ดังที่ได้กล่าวมาเบื้องต้นนั่นแหละ คือ โล่ง โปร่ง เบา สบาย ตัวขยาย แล้วก็ตัวหายไป แสงสว่างเกิดขึ้น ดวงธรรมปรากฏขึ้น แล้วจากดวงธรรมดวงแรก เดี๋ยวก็จะ ก้าวไปถึงดวงธรรมดวงถัดๆ ไป กระทั่งเห็นกายในกาย กาย มนุษย์ ทิพย์ พรหม อรูปพรหม กระทั่งเข้าถึงกายธรรม พอ ถึงกายธรรมแล้วตอนนั้นแหละ เราถึงจะมั่นใจว่า สรณะที่พึ่ง ที่ระลึกที่แท้จริง คือ พระธรรมกายในตัว หรือพระรัตนตรัย ในตัวนี่เอง จะเข้าใจแล้วก็จะซาบซึ้งเมื่อเข้าถึงกันจริงๆ ทีนี้พอถึงแล้วก็หมั่นทำให้ได้ตลอดเวลาทั้งหลับตา ลืมตา นั่ง นอน ยืน เดิน ฝึกไปเรื่อยๆ เลย เราก็จะเห็นองค์พระอยู่ ตลอดเวลา เดี๋ยวท่านก็ขยายขึ้นมาบ้าง มาเป็นอันหนึ่งอัน เดียวกับตัวเรา ครอบตัวเราก็มี ผุดผ่านมาในกลางกาย เพิ่ม ขึ้นมาอีกก็มี ขึ้นมาเรื่อยๆ ต่อกันไป ไม่ขาดสายเลย ผุดผ่าน เข้ามาในกลางกายในช่วงที่ความรู้สึกของกายมนุษย์หมดไป แล้ว แล้วจะมีความรู้สึกว่าเป็นพระ ตอนที่เข้าถึงพระ และ เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับพระในตัวนั้นแหละ มันจะใสสว่าง วิชชาธรรมกายศึกษาด้วยกายธรรม แล้วพอถึงตอนนี้ เข้าถึงองค์พระ เห็นองค์พระตลอด เวลาแล้ว จะศึกษาวิชชา ๓ อย่างที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ศึกษาก็ได้แล้ว ศึกษาวิชชา ๓ ก็ศึกษาด้วยธรรมกาย จึงได้ เรียกว่า วิชชาธรรมกาย คำว่า วิชชา เขาเขียนแตกต่างจาก วิชา ทางโลก คือ มี ช. ช้าง ๒ ตัว วิชชา แปลว่า ความรู้แจ้งที่เกิดจากการเห็นแจ้ง ไม่ ได้เกิดจากการคิดคำนึง คาดคะเน หาเหตุหาผลด้วยตรรกะ หรือจากการอ่าน การฟัง แต่เป็นความรู้แจ้งที่เกิดจากการ เห็นแจ้ง เมื่อใจหยุดนิ่งแล้ว มันจะสว่างเป็นอันหนึ่งอันเดียว กับองค์พระภายในแล้ว พระพุทธเจ้าพระองค์ก็จะใช้กายธรรมนี่แหละศึกษาวิชชา ตั้งแต่กายธรรมพระโสดาบัน หน้าตัก ๕ วา สูง ๕ วา ศึกษา วิชชาปุพเพนิวาสานุสติญาณ การระลึกชาติหนหลังได้ พอ ไปถึงตรงนั้นท่านก็อยากจะรู้ว่า ก่อนมาเกิดท่านมาจากไหน แล้วก็นิ่งไปในกลางกายธรรม ด้วยบารมีที่ได้สั่งสมมาก็ส่งผล ตอนนี้สังโยชน์ได้ละไปบางส่วนแล้ว จางลงไปแล้ว เพราะฉะนั้น การรู้เห็นอะไรก็แจ่มแจ้ง เพราะบารมีท่าน มาก ก็จะเห็นเป็นเรื่องราว เป็นภาพต่อเนื่องกันไปว่า ก่อน มาเกิดท่านมาจากสวรรค์ชั้นดุสิต เป็นท้าวสันตดุสิต ก่อนที่ จะมาเป็นท้าวสันตดุสิตท่านเป็นอะไรก็เห็นไปเรื่อยๆ มาจาก ตรงไหน สร้างบารมีมาอย่างไร สาวไปเรื่อยๆ ดูไป มองไป แล้วก็รู้เรื่องราว เพราะว่ามันเห็นเป็นภาพ เกิดขึ้นมาพร้อม กับความเข้าใจแจ่มแจ้งในเวลาเดียวกัน ก็ศึกษากันอย่างนี้ ด้วยธรรมกาย เขาเรียกว่า วิชชาธรรมกาย ปุพเพนิวาสานุสติญาณ ระลึกชาติหนหลังของตัว จุตูปปาตญาณ ศึกษาเรื่องกฎแห่งกรรมว่า ทำกรรม อย่างนี้ด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจ จะไปเกิดในภพภูมิอย่างนั้น อย่างนี้ ก็จะทำให้เข้าใจถึงความแตกต่างของมวลมนุษยชาติ และสรรพสัตว์ทั้งหลาย มันมีเหตุผลอย่างไร ก็จะเห็นเรื่อง ราวไปเลย การเกิดขึ้นและการดับไปของสรรพสัตว์ทั้งหลาย ประกอบ กรรมอย่างนี้ พอตายจากนี้ ก็ไปเกิดตรงโน้น เหมือนปลาใน ท้องทะเลที่โผล่ตรงนี้ ผุดตรงโน้น ดำน้ำตรงนี้ ไปโผล่ตรงโน้น ตายจากมนุษย์ไปเป็นอะไรต่ออะไรสารพัด ด้วยวิบากกรรม อย่างนั้นอย่างนี้ก็เห็นเป็นเรื่องเป็นราวไป ก็เป็นวิชชาที่สอง อาสวักขยญาณ แล้วถึงสาวไปหาเหตุว่า ทำอย่างไรถึง จะไม่เกิดอีก ก็มองดู ตรวจตราดู เพราะฉะนั้นต้องเห็นทั้งนั้น แหละ ไม่เห็นไม่ได้หรอก คิดไม่ออก คิดไม่มีทางหมดกิเลส พระองค์เห็นไปอย่างนี้เรื่อยๆ จนกระทั่งหลุดหมดเลย จากกิเลสทั้งหลาย ด้วยบารมีที่เต็มส่วน กำลังของบารมีส่งผล ให้เต็มส่วน ฉุดท่านหลุดไปเลย ไปเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับ กายธรรมอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า สว่างไสว จึงปฏิญาณตน ว่าเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หลุดพ้นจากกิเลส หลุดพ้นจาก กฎแห่งกรรม หลุดพ้นจากกฎของไตรลักษณ์ หลุดพ้นจากภพ ทั้ง ๓ แล้วก็เข้าสู่นิพพานภายใน ที่เข้าด้วยกายมนุษย์ เขา เรียกว่า อุปาทิเสสนิพพาน ด้วยกายอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เสวยวิมุตติสุข คือ สุขที่หลุดพ้นจากกิเลส ความสามารถทั้งหมดเหล่านี้ ที่มีอยู่ใน พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็มีอยู่ในตัวของเราและ มวลมนุษยชาติทั้งสิ้น แต่ว่าเราไม่เคยศึกษากัน หรือศึกษาแล้วก็ไม่ได้เอาใจใส่ ไม่ได้ให้ความ สำคัญกันอย่างจริงจัง เราจึงยังไม่รู้ไม่เห็นอย่าง พระสัมมาสัมพุทธเจ้าหรือพระอริยสาวกทั้งหลาย เพราะฉะนั้นขึ้นอยู่กับความเพียร ทำความเพียร แล้วทำให้ต่อเนื่องกันไป ถ้าทำกันจริงๆ แล้วก็ ต้องเข้าถึงกันทุกคน ทั้งหมดนี้คือกรณียกิจ คืองานที่แท้จริงของมวลมนุษยชาติ ที่เกิดมาเป็นมนุษย์แล้วก็ต้องทำกันอย่างนี้ ลูกทุกคนเป็นผู้ มีบุญที่สั่งสมกันมาดีในระดับหนึ่งทีเดียว จึงมาถึง ณ ตรงนี้ เพราะฉะนั้นเป็นโอกาสที่ดีของเรา ที่เราจะเข้าถึงพระรัตนตรัย ในตัว ก็อย่าปล่อยให้โอกาสนี้เป็นวิกฤต ให้ตั้งหน้าตั้งตาฝึกใจ ให้หยุดให้นิ่งกันไปเรื่อยๆ อย่างสบายๆ สักวันหนึ่งก็จะเป็น วันแห่งความสมปรารถนาของเรา อธิษฐานจิตตั้งผังชีวิต ตอนนี้เราก็หยุดนิ่งๆ สบายๆ ตรึกระลึกนึกถึงบุญที่เรา ทำผ่านมา จนกระทั่งมาถึงวันนี้ เอามาเป็นบุญต่อบุญ เราจะ ได้อธิษฐานจิตไปดุสิตบุรี วงบุญพิเศษ เขตบรมโพธิสัตว์ ไม่ให้ พลัดกันเลย ภพชาติต่อไปก็ให้สมบูรณ์ด้วยรูปสมบัติ ทรัพย์ สมบัติ คุณสมบัติ ลาภ ยศ สรรเสริญสุข มรรคผลนิพพาน วิชชาธรรมกาย เกิดมาก็ให้ระลึกชาติได้ ให้เห็นธรรมะกัน ตั้งแต่ยังเยาว์วัย สร้างบารมีเรื่อยไปจนกว่าจะหมดอายุขัยไป ทุกภพทุกชาติตราบกระทั่งถึงที่สุดแห่งธรรม ให้บังเกิดในร่มเงาของพระพุทธศาสนา วิชชาธรรมกาย ได้เกิดในครอบครัวที่เป็นสัมมาทิฏฐิ มีสิ่งแวดล้อมที่เกื้อหนุน ต่อการสร้างบารมีของเรา จะมีพวกพ้องบริวารหมู่ญาติก็ให้ เป็นคนดี มีศีล มีธรรม เป็นบัณฑิต เป็นนักปราชญ์ มีทรัพย์ แล้วก็อย่าได้ตระหนี่ อย่าได้มีมานะทิฏฐิ ให้ใช้ทรัพย์เป็นด้วย ดวงปัญญาของเราในการสร้างบุญต่อบุญบารมีต่อบารมีไป เรื่อยๆ จนถึงจุดหมายปลายทาง ปัจจุบันชาตินี้เรากำลังสร้างบารมีอยู่ ก็ให้บุญทุกบุญนี้ ไปเชื่อมสายสมบัติ ให้เราได้มาใช้สร้างบารมีอย่างไม่รู้จักหมด จักสิ้น ที่เจ็บไข้ได้ป่วยก็ให้หาย ให้แข็งแรง อายุขัยยืนยาว สร้างบารมีกันไปนานๆ ปฏิบัติธรรมะก็ให้พบพระธรรมกาย ครอบครัวก็ให้เป็นครอบครัวธรรมกาย ให้มีสมบัติใหญ่ไหล มาเทมา ให้เราได้ใช้สร้างบารมีอย่างไม่รู้จักหมดจักสิ้น หมด หนี้สิน เหลือกินเหลือใช้ เหลือไว้สร้างบารมีอย่างนี้ เป็นต้น แล้วก็อธิษฐานนึกถึงบุญอุทิศส่วนกุศลไปยังบรรพบุรุษ บุพการี หมู่ญาติที่ละโลกไปแล้ว ไปอยู่ในภพภูมิใดก็ตาม ให้ บุญนี้ได้ไปถึงท่านเหล่านั้น ที่มีทุกข์มากก็ให้ทุกข์น้อย ที่มี ทุกข์น้อยก็ให้พ้นทุกข์ ที่มีสุขน้อยก็ให้สุขมาก ที่มีสุขมากก็ ให้มากเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ แล้วบุญนี้ให้ถึงแก่คู่กรรมคู่เวรเรา จะได้เป็นอโหสิกรรมกันไป แล้วก็ถึงแก่สรรพสัตว์ทั้งหลาย ไม่มีประมาณ ให้ต่างคนต่างนั่งกันไปเงียบๆ นะ วันอาทิตย์ที่ ๘ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๘ 20.บ่มอินทรีย์ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ จงหมั่นสำรวมไว้ อย่าพลั้ง ใจนิ่งหยุดภายใน นั่นแหละ จับบ่มอินทรีย์รั้ง เหนี่ยวให้พ้นดำ ตะวันธรรม ตั้งใจหลับตาเจริญสมาธิภาวนากันนะ หลับตาเบาๆ สบายๆ ทำใจของเราให้เบิกบาน แช่มชื่น ให้สะอาด บริสุทธิ์ ผ่องใส แล้วก็หยุดใจไปที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ซึ่งอยู่ใน กลางท้องของเราอย่างสบายๆ จะตรึกนึกถึงดวงใส หรือองค์พระใสๆ ก็ได้นะ หรือภาพ องค์พระกลางดวงแก้วก็ได้ หยุดเบาๆ หรือวางใจสบายๆ ให้ ใจหยุดในหยุด นิ่งในนิ่งลงไป อย่ากดลูกนัยน์ตา อย่ากังวลศูนย์กลางกาย อย่าเอาลูกนัยน์ตากดลงไปดูนะ ตาเราก็ยังอยู่ที่เดิม เพราะ มันไม่เกี่ยวกับกายเนื้อ นัยน์ตาเนื้อ เราหลับแค่สบายๆ ถ้ากังวลกับศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ มากเกิน ไป ก็นึกว่าศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ขยายออกไป สุดขอบฟ้า แล้วเราเข้าไปอยู่ตรงกลางแล้ว เป็น ศูนย์กลางของสรรพสัตว์สรรพสิ่งทั้งหลาย ทำใจ เราให้นิ่งๆ จะนึกว่าเราอยู่ในองค์พระ หรือองค์ พระอยู่ในตัวเราก็ได้ ค่อยๆ ฝึกกันไปเรื่อยๆ ทุกวัน อย่าท้อนะ ต้องขยัน ฝึกกันไป ยิ่งถ้าเราให้โอกาสกับตัวเราเอง ทำหยุดทำนิ่ง ทำ ใจใสๆ ใจก็จะคุ้นเคยกับศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ มากขึ้นไป เรื่อยๆ แหละ ที่พึ่งที่ระลึกที่แท้จริง นี่เป็นกิจสำคัญของเรานะ เป็นงานที่แท้จริงสำหรับการ มาเกิดเป็นมนุษย์ เพราะเวลาจะละโลกเขาตัดสินกันด้วยบุญ ด้วยบาป ใครใจใสใจหมอง ถ้าผ่องใสไม่เศร้าหมองก็ไปสุคติ โลกสวรรค์ ถ้าเศร้าหมองไม่ผ่องใสก็ไปอบาย จะมีภพภูมิที่ รองรับเราอยู่ แล้วแต่ละภพภูมิก็จะมีช่วงระยะเวลายาวนาน มาก ถ้าสุขก็สุขนาน ถ้าทุกข์ก็ทุกข์นาน นี่เป็นเรื่องราวของชีวิต ชีวิตใหม่หลังจากตายแล้ว เพราะ เราต้องตายกันทุกคน และเราก็เคยตายกันมาแล้วนับครั้งไม่ ถ้วน แต่เราก็ลืมไป พอมาเกิดใหม่ก็ลืมอีก แล้วก็ไม่อยาก ตาย กลัวตาย ถ้ากลัวตาย ก็ต้องกลัวให้ถูกหลักวิชชา คือ สั่งสมบุญกันไว้ทั้งทาน ศีล ภาวนา ทำให้ มากๆ แล้วความกลัวตายก็จะค่อยๆ ลดลงไป เรื่อยๆ เพราะว่ากลัวก็ตาย ไม่กลัวก็ตาย แต่ว่า เราก็มีความพร้อมที่จะตาย ยิ่งถ้าหากเราปฏิบัติธรรมได้เห็นดวงใส เห็นองค์พระ ใสๆ ความตายนั้นก็ไม่เป็นสิ่งที่น่ากลัวเท่าไร แม้กายหยาบ จะทุกข์ทรมานด้วยโรคภัยไข้เจ็บที่เกิดจากวิบากกรรมที่เรา ทำไว้ในอดีตก็ตาม มันก็ทรมานได้แค่กายหยาบ แต่ว่าใจจะ ผ่องใส เพราะว่ามีดวงธรรม มีองค์พระ เป็นสรณะ เป็นที่พึ่ง ที่ระลึก เป็นที่ยึดที่เกาะของใจ ใจมันจะใส แล้วก็จะดึงดูดทุกๆ บุญที่เราได้ทำผ่านมา ซึ่งบางบุญเราก็นึกไม่ออก ลืมไปแล้ว แต่มันก็จะมาฉายให้ เห็นเป็นภาพ ที่เรียกว่า กรรมนิมิต ให้เราเห็นได้ชัดเจนด้วย ตัวของเรา จะเป็นภาพที่ดีบังเกิดขึ้น ซึ่งจะนำมาซึ่งความปีติ ความปลื้ม ความผ่องใสของดวงจิต เพราะฉะนั้น คำว่า ที่พึ่งที่ระลึก มันลึกซึ้ง คือ พึ่งได้ ทั้งในขณะที่เรายังมีชีวิตอยู่ พึ่งได้ในขณะที่กำลังจะหมดชีวิต พึ่งได้กระทั่งตายแล้ว พึ่งได้ตลอดเวลาเลย คือไปถึงตรงนั้นนะ ที่เราเข้าถึงดวงธรรม หรือองค์พระ ใจจะใส จะสบาย ความ ทุกข์มันจะไม่แล่นกลับไป แม้ว่าภายนอกบางครั้งเราอาจจะ อัตคัดขาดแคลนวัตถุสิ่งของ เครื่องอุปโภคบริโภค ของกิน ของใช้ แต่ว่าใจยังใสอยู่ แล้วเมื่อถึงตอนถอดกาย เราก็จะละ จากโลกนี้ไปอย่างสง่างาม บ่มอินทรีย์ ปัจจุบันนี้เรายังมีกายมนุษย์อยู่ เราก็จะต้องใช้กาย มนุษย์ของเรา และสิ่งที่เรามีอยู่นี้ทำแต่ความดีล้วนๆ ทั้ง ทาน ศีล ภาวนา สิ่งทั้งหลายในโลกนี้ก็เป็นแค่ของอาศัยกัน ชั่วคราวเท่านั้นแหละ จะเป็นคน เป็นสัตว์ เป็นสิ่งของ มันก็ ชั่วคราว เพราะฉะนั้นก็อย่าไปผูกพันอะไรกันมากมายนัก เอา แค่ว่าพึ่งพาอาศัยไว้สร้างบารมีกัน ไม่ว่าจะเป็นตึกรามบ้าน ช่อง ที่ดิน รถรา สมบัติอะไรพวกนี้ ลาภ ยศ สรรเสริญ มัน ชั่วคราวกันทั้งนั้น เพราะฉะนั้นอย่าไปหลงทาง ถ้าหลงทาง แล้วมันจะห่างไกลกัน การปฏิบัติธรรมทุกวันจะช่วยให้เรามาได้ถูกทาง แล้ว หนทางที่ถูกนี้ก็จะค่อยๆ แจ่มแจ้งขึ้นทีละเล็กทีละน้อย ถ้าเรา ไม่ท้อกันเสียก่อน เราก็จะค่อยๆ เข้าใจไปทีละเล็กทีละน้อย เหมือนเราค่อยๆ บ่มอินทรีย์ของเรา บ่มกาย บ่มวาจา บ่มใจ บ่มศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา เป็นต้น ถ้าพูดง่ายๆ บ่มกายวาจาใจของเราให้ค่อยๆ แก่รอบ ขึ้น บ่มไปเรื่อยๆ เหมือนการเร่งความสวยของเพชรพลอย ด้วยความร้อนอย่างนั้นแหละ บ่มไป หรือเหมือนบ่มผลไม้ ให้สุกงอม เพราะฉะนั้น เราหลับตาแล้วยังมืดอยู่ ก็ อย่าไปคิดว่า ไม่ก้าวหน้า หรือไม่ได้อะไรเลย เรากำลังบ่มอยู่ ค่อยๆ ทำไป มันก็ค่อยๆ คุ้น ค่อยๆ ชำนาญไปเรื่อยๆ เดี๋ยวมันก็ค่อยๆ สาง ค่อยๆ สว่าง ค่อยแจ่มแจ้งขึ้นไปเรื่อยๆ ก็จะเข้า ถึงดวงธรรม องค์พระภายในได้เองในภายหลัง ค่อยๆ บ่มไป ภายนอกเราก็ทำความดีไปเรื่อยๆ สิ่งไม่ดีเราก็ไม่ทำ แล้วก็ทำใจให้ใสๆ วันอาทิตย์ที่ ๒๕ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๗ 21.ง่ายแต่ลึก คุณพุทธเจ้าครอบฟ้า จักรวาล ใดเล่าจักเปรียบปาน เทียบได้ แนะทางสู่นฤพาน บรมสุข ตรึกเอกายนมรรคไว้ แน่แท้เกษมศานต์ ตะวันธรรม ตั้งใจหลับตาเจริญสมาธิภาวนากันนะ หลับตาเบาๆ ค่อนลูก พอสบายๆ คล้ายๆ กับตอนที่เราใกล้จะหลับ แล้วก็ ทำใจของเราให้เบิกบาน แช่มชื่น ให้สะอาด บริสุทธิ์ ผ่องใส หยุดใจไปที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ซึ่งอยู่ในกลางท้องของ เรา ในระดับที่เหนือจากสะดือขึ้นมา ๒ นิ้วมือ หรือจำง่ายๆ ว่าอยู่ในกลางท้อง แล้วก็ตรึกนึกถึงดวงใส หยุดอยู่ในกลางดวงใสๆ หรือ ตรึกนึกถึงพระแก้วใสๆ เอาใจหยุดอยู่ในกลางพระแก้วใสๆ อย่างใดอย่างหนึ่งในสองอย่าง เราถนัดอย่างไหนก็เอาอย่าง นั้น ไม่ต้องเปลี่ยนกลับไปกลับมา เราตรึกเรานึกถึงดวงก็ สามารถเห็นองค์พระได้ เรานึกถึงองค์พระก็สามารถเห็นดวง ได้ เพราะในดวงก็มีองค์พระ ในองค์พระก็จะมีดวงใสๆ เพราะ ฉะนั้นอย่าสับสน เอาเพียงอย่างเดียว แต่ให้นึกอย่างสบายๆ ทำใจให้เบิกบาน แช่มชื่น นี่คือวัตถุประสงค์ของการเกิดมาเป็นมนุษย์ เป็นงานที่แท้ จริงของเรา เขาเรียกว่ากรณียกิจ เราคงได้ยินคำนี้บ่อยๆ คือ กิจที่ควรกระทำ คืองานแท้จริง วัตถุประสงค์ของการเกิดเป็นมนุษย์ งานแท้จริงก็คือ ทำอย่างไรเราถึงจะเข้าถึงพระ รัตนตรัยซึ่งมีอยู่แล้วในตัวของเรา พระรัตนตรัย ในตัวที่เข้าถึงแล้วจะนำเราให้พ้นจากความทุกข์ ทั้งหลายได้ โดยไปขจัดสาเหตุแห่งความทุกข์ คือกิเลสอาสวะที่มีอยู่ในตัวของเรา ในใจของเรา ให้หมดสิ้นไป แล้วใจของเราก็จะได้สะอาด สว่าง บริสุทธิ์ หมดจดจากกิเลสทั้งหลาย หมายเอาพระธรรมกายอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า หน้า ตัก ๒๐ วา สูง ๒๐ วา เกตุดอกบัวตูมตั้งอยู่บนจอมกระหม่อม บนพระเศียรของท่าน ที่มีเส้นพระศก หรือเส้นผมขดเวียนเป็น ทักษิณาวรรต ตามเข็มนาฬิกา เรียงรายอย่างเป็นระเบียบ บนพระเศียรของท่านที่ตั้งอยู่บนพระวรกายของท่าน คือกาย ที่ประกอบไปด้วยลักษณะมหาบุรุษครบถ้วนทุกประการ ใน อิริยาบถเดียว คืออิริยาบถนั่งเจริญสมาธิภาวนา เราก็ค่อยๆ ประคับประคองใจของเราให้หยุดให้นิ่งๆ อย่างสบายๆ โดยลืมสิ่งแวดล้อม ภาคบ่ายนี้อากาศจะอ้าวแค่ ไหนก็ช่างมัน ต้องฝึกให้ได้ทุกสภาวะอากาศ เพราะเราจะต้อง พร้อมเสมอกับทุกสิ่งที่จะบังเกิดขึ้น ซึ่งไม่เลือกกาลเวลา ไม่ เลือกสถานที่ ไม่เลือกสภาวะ เราก็จะต้องฝึกให้ได้ ไปหาความ เย็นอยู่ภายในกลางกาย โดยลืมความอ้าวภายนอก ด้วยการ ทำใจให้หยุดนิ่งๆ เบาๆ สบายๆ อย่าไปหวั่นไหวกับความมืดที่มาบดบังใจเรา เพราะความ มืดไม่ได้มีตลอดกาลเหมือนทางโลกนั่นแหละ ความมืดในยาม ราตรี ๑๒ ชั่วโมง แล้วความสว่างก็จะเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นเรา จะไม่หวั่นไหว ทำใจหยุดนิ่งเรื่อยไปเลย ไม่ช้าเดี๋ยวความสว่าง ก็จะมาปรากฏเอง ความมืดก็จะสลายไปเมื่อใจหยุดนิ่ง วัตถุประสงค์ของการมาเกิดเป็นมนุษย์ เพื่อ แสวงหาพระรัตนตรัยในตัว ซึ่งเป็นที่รวมความ ปรารถนาของเราทั้งมวล ตั้งแต่ความสุขที่แท้จริง ความรู้เรื่องราวความเป็นจริงของชีวิต คือ ดวง ปัญญา ความรัก และปรารถนาดีต่อสรรพสัตว์ทั้ง หลาย ที่เรียกว่า มหากรุณา แล้วก็อานุภาพอัน ไม่มีประมาณ ที่จะดลบันดาลความปรารถนานั้น ให้สมหวังได้ บริสุทธิ์ก็ดี ปัญญาก็ดี มหากรุณาก็ ดี หรืออานุภาพอันไม่มีประมาณก็ดี รวมประชุม อยู่ในธรรมกายในตัวนั่นแหละ เพราะฉะนั้น เราต้องหาให้เจอ เมื่อท่านอยู่ตรงศูนย์กลาง กายฐานที่ ๗ เราก็ต้องมาหาที่ฐานที่ ๗ โดยการทำใจให้หยุด ให้นิ่งๆ เบาๆ สบายๆ จะภาวนา สัมมา อะระหัง ประกอบ ไปด้วยก็ได้ หรือถ้าเรามั่นใจว่า เราไม่ต้องภาวนาก็ไม่ฟุ้ง ไม่ ไปคิดเรื่องอื่น ใจจะตั้งมั่นได้ เราก็ไม่ต้องภาวนา แล้วแต่เรา เพราะแต่ละคนไม่เหมือนกัน จะภาวนาก็ได้ จะไม่ภาวนาก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าจะภาวนา ก็ต้องให้เป็นเสียงที่ละเอียดอ่อน ค่อยๆ ดังออกมาจาก กลางท้องของเรา เหมือนมาจากแหล่งแห่งความบริสุทธิ์ แหล่งแห่งอานุภาพที่ไม่มีประมาณ แหล่งแห่งปัญญา แหล่งแห่งมหากรุณา พรั่งพรูออกมาจากตรงนั้น ภาวนาไปเรื่อยๆ กี่ครั้งก็ได้ จนกว่าอยากจะอยู่เฉยๆ หยุดกับนิ่งอย่างเดียว ถ้าเป็นอย่างนี้แล้วเราก็ไม่ต้องหวน กลับมาภาวนาใหม่ สุขทุกข์อยู่ที่ใจเรา มันก็แล้วแต่เราจะหยิบ อะไรออกมาใช้ คนฉลาดคนมีปัญญาก็จะเลือก ใช้แต่ของดีๆ ที่จะทำให้ชีวิตสดใสเบิกบานด้วย การระลึกนึกถึงสิ่งที่ดีงาม นึกถึงดวงใส องค์พระ ใส ภาวนา สัมมา อะระหัง เรื่อยไปเลย จนกระทั่งพอใจหยุดนิ่ง ตัวก็จะโล่ง ไม่ทึบแล้ว จะโปร่ง จะเบา สบ๊าย สบาย ตัวก็จะขยายออกไป มันขยายของมันไป เอง แล้วก็หายไปเลย กลืนไปกับบรรยากาศ เหมือนเรากับ จักรวาลเป็นอันเดียวกันกับบรรยากาศ แล้วใจจะใสบริสุทธิ์ จนกระทั่งเห็นความบริสุทธิ์ผุดขึ้นมาในกลางกาย เป็นดวงใสๆ มาพร้อมกับความสุข ความรู้เรื่องราวที่เป็นความจริง จะเป็น ดวงใส ใจก็จะติดแน่นตั้งมั่น ไม่เขยื้อนเลย มันจะนิ่ง แล้วเรา ก็ตักตวงความสุขที่เกิดขึ้นจากหยุดกับนิ่งนั่นแหละ ในกลาง ดวงใสๆ ดวงที่ใสบริสุทธิ์นั่นแหละคือความบริสุทธิ์ที่ปรากฏ ให้เราเห็นได้ด้วยใจ เหมือนดวงอาทิตย์ผุดเกิดขึ้นมา ทำให้ เราเห็นได้ด้วยตามนุษย์ ต่างแต่ว่าดวงอาทิตย์ผุดขึ้นมา เห็นแล้วเราเคืองตา มอง ไม่ได้ แต่ดวงใสภายในซึ่งสว่างกว่าดวงอาทิตย์เสียอีก แต่เรา ดูได้ด้วยใจที่เบิกบาน ไม่เคืองตา ไม่แสบตา มีความสบายใส เย็นอยู่ภายใน แล้วเดี๋ยวใจก็จะค่อยๆ เคลื่อนเข้าไปถึงพระ รัตนตรัยในตัวเอง ไม่ต้องไปทำอะไรเลย การปฏิบัติธรรม มันต้องง่ายแต่ลึก ต้องทำ ของยากให้ง่าย แต่แม้ง่ายแต่ว่าลึกซึ้งตรึงใจนั่น แหละถึงจะถูกหลักวิชชา ไม่ใช่ทำของง่ายซะยาก อย่างนั้นไม่ถูกหลักวิชชา เราสังเกตดูจากคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่เมื่อ พระองค์แสดงธรรมอบรมสั่งสอนพุทธบริษัททั้ง ๔ พอฟังจบ ก็บรรลุธรรมาภิสมัยเลย ก็แสดงว่าธรรมที่พระองค์แสดงนั้น มันง่ายแต่ว่าลึกซึ้ง เข้าถึงได้ ไม่ใช่เป็นของยากต่อการเข้าถึง เพราะมันต้องง่ายแต่ลึกซึ้ง เข้าถึงได้ ถึงจะถูกหลักวิชชา พระพุทธศาสนา คำสอนของผู้รู้แจ้งเห็นแจ้ง ผู้มีบุญ แม้ว่าจะต่างความเชื่อแต่ก็เจตนาดี ตั้งใจดี ที่จะ มุ่งเข้าหาความบริสุทธิ์ อยากจะเข้าถึงความบริสุทธิ์ แหล่งแห่ง ความบริสุทธิ์ แหล่งแห่งความสุขที่แท้จริง แหล่งแห่งความรู้ที่ ไม่มีประมาณ แหล่งแห่งอานุภาพที่ไม่มีขอบเขตจำกัด ต่างก็ ปรารถนากันอย่างนั้น แต่ว่าวิธีการไม่เหมือนกัน ผู้รู้แจ้งเห็น แจ้งแทงตลอดในธรรมวิธีการก็จะสมบูรณ์ งามทั้งเบื้องต้น ท่ามกลางและเบื้องปลาย จะต้องสอดคล้องกันด้วยเหตุด้วย ผล เหมือนรถหลายๆ ผลัด ส่งต่อๆ กันจนถึงจุดหมายปลาย ทางที่ตัวปรารถนา แต่ถ้าหากว่าผู้ที่แนะนำนั้น ความรู้ยังไม่ สมบูรณ์ แม้เจตนาจะดีก็ไปไม่ถึงจุดหมายปลายทางที่ตั้งใจ ไว้ด้วยดี นี่ก็เป็นสิ่งที่เราจะต้องทำความเข้าใจในตอนนี้ ลูกทุกคน ได้มาอยู่ในร่มเงาพระพุทธศาสนา คือคำสอน ของท่านผู้รู้แจ้งเห็นแจ้งแทงตลอด ด้วยบุญเก่าของเราที่สั่งสม มาในพระพุทธศาสนา ศาสนา แปลว่า คำสอน พุทธะ คือ ผู้รู้ ผู้รู้แจ้งเห็นแจ้งแทงตลอดในความจริง ทั้งหลาย เห็นไปตามความเป็นจริง พระพุทธศาสนา คือ คำสอนของท่านผู้รู้แจ้งเห็นแจ้ง แทงตลอด ถ้ามีพระขึ้นหน้าก็แปลว่า ประเสริฐ มาจากคำว่า วร (วะ-ระ) เมื่อเราเข้าถึงแล้วชีวิตเราก็จะสูงส่งประเสริฐตาม ท่านผู้ประเสริฐ ที่รู้แจ้งเห็นแจ้งแทงตลอด พระพุทธเจ้า แปลว่า ราชาแห่งผู้รู้ทั้งหลาย คือ ใน บรรดาผู้รู้ทั้งหลาย ท่านเป็นยอด เหมือนต้นไม้ก็มีตั้งแต่ราก โคน ต้น ไปถึงยอดนั่นแหละ ผู้รู้ทั้งหลายกองไว้ตั้งแต่โคน ไปถึงปลาย ท่านอยู่ตรงปลายตรงนั้น คือเป็นราชาแห่งผู้รู้ ความรู้ของท่านจะครอบคลุมความไม่รู้ทั้งหลายหมดสิ้น ไปเลย เหมือนฟ้าที่ครอบโลกและจักรวาล สรรพสิ่งทั้งหลาย ญาณทัสสนะของท่านก็จะครอบสรรพสิ่งและสรรพสัตว์ ทั้งหลายเหล่านั้น เพราะฉะนั้น เราก็จะต้องเข้าถึงผู้รู้ในตัวของเรา เช่นเดียว กับพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านก็เข้าถึงผู้รู้ของท่าน เจ้าชาย สิทธัตถะได้เข้าถึงกายอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า กายผู้รู้ ที่มีอยู่ในตัวท่านนั่นแหละ แล้วท่านก็บอกวิธีการที่จะให้เป็น อย่างท่าน ด้วยวิธีการทำอย่างท่าน ทำอย่างท่านมันก็เป็น อย่างท่าน ถ้าไม่ได้ทำอย่างท่าน มันก็ไม่ได้เป็นอย่างท่าน ก็แค่นี้เอง ทำอย่างท่านทำอย่างไร ทำใจให้มาหยุดนิ่งๆ อยู่ภายใน ตัวนั่นแหละ ให้ตัวเราเป็นศูนย์กลางของสรรพสัตว์และสรรพ สิ่งทั้งหลาย แล้วก็นิ่งอย่างเดียว ไม่ต้องทำอะไรที่นอกเหนือ จากนี้ หยุดนิ่งอย่างเบาสบาย เดี๋ยวก็จะเป็นไปตามขั้นตอน ที่ได้กล่าวเอาไว้เบื้องต้น คือ ตัวจะโล่ง โปร่ง เบา สบาย ขยาย ตัวหายไปเลย เดี๋ยวแสงสว่างก็จะเกิดขึ้น เป็นแสงภายใน หลับตาแล้วไม่ มืด แล้วจากความสว่างของแสงจะทำให้เห็นแหล่งกำเนิด เป็นดวงใสๆ เหมือนดวงอาทิตย์เป็นแหล่งกำเนิดของแสง สว่างทั่วโลกนี่แหละ แต่นี่เป็นแสงสว่างภายใน แล้วเดี๋ยวก็ จะเห็นไปตามลำดับ เห็นดวงศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ เห็นกายมนุษย์ละเอียด กายทิพย์ พรหม กายอรูปพรหม กายธรรมโคตรภู พระโสดาบัน พระสกิทาคามี พระอนาคามี พระอรหัต นั่นแหละ ๑๘ กาย ซ้อนๆ กันอยู่ภายใน กายในกาย มีสอนอยู่เฉพาะในพระพุทธ ศาสนา ให้รู้ว่ามีชีวิตอันประเสริฐอีกหลายๆ ระดับ ที่อยู่ภายในซ้อนๆ ละเอียดเข้าไปเรื่อยๆ เป็นมิติซ้อนมิติ ความละเอียดซ้อนละเอียด กายในกาย กายสุดท้ายกายธรรมอรหัตนั่นแหละ คือเป้าหมายของเรา เรามาเกิดเพื่อการนี้ จะสั่งสมบุญบารมีอะไรก็เพื่อให้เข้าถึงกายธรรม อรหัตนี่แหละ จะให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนา จะทำให้ยิ่งขึ้นไป เป็นศีล สมาธิ ปัญญา ก็เพื่อการนี้ ให้เข้าถึงกายธรรมอรหัต หรือจะทำให้ศีล สมาธิ ปัญญา ให้ยิ่งขึ้นไป เขาเรียกว่า อธิศีล อธิจิต อธิปัญญา ก็เพื่อต้องการให้เข้าถึงกายธรรมอรหัต วัตถุประสงค์ก็มีอย่างนี้แหละ ที่เราจะทำอะไรทั้งหมด ไม่ว่า จะทานบารมี ศีลบารมี เนกขัมมะ ปัญญา วิริยะ ขันติ สัจจะ อธิษฐาน เมตตา อุเบกขาบารมี ก็เพื่อการนี้ สรุปรวบยอดก็คือ หยุดกับนิ่ง ที่จะให้เข้าไปถึงตรงนั้น จะเกิดมากี่ภพกี่ชาติก็มาเพื่อวัตถุประสงค์ตรงนี้ แต่ถ้าไม่มี ผู้รู้บังเกิดขึ้น ก็ไม่มีคำสอนของท่าน เราก็ดำเนินชีวิตไปตามที่ เราเข้าใจ ตามรสนิยมของเรา หรือตามคำแนะนำของท่านผู้รู้ ที่ยังไม่สมบูรณ์ก็ทำกันไปอย่างนั้น ถ้าหากว่าผู้รู้ยังไม่เกิดขึ้น เพราะชีวิตนี้มีแต่ทุกข์ ตั้งแต่ ทุกข์ประจำตัว กระทั่งทุกข์จรมา ทุกข์ประจำตัวก็ได้แก่ ความ แก่ ความเจ็บ ความตาย ความปวด ความเมื่อย ความหิว ความกระหาย ความหนาว ร้อน อ่อน แข็ง อย่างนี้เป็นต้น ยัง มีทุกข์ที่จรมาอีก เหมือนแขกมาเยือน ชีวิตมันเป็นอย่างนี้ มนุษย์จึงต้องหาที่พึ่ง เหมือนว่ายน้ำอยู่ในท้องทะเล มหาสมุทร เรี่ยวแรงมนุษย์ก็มีข้อจำกัด แม้คลื่นลมก็สามารถ ทำให้ตายได้ ยังมีสัตว์น้ำอีกอะไรอีกสารพัด เพราะฉะนั้นใน ตอนกำลังจะหมดเรี่ยวแรง ถ้าซากศพลอยมา ทั้งๆ ที่ไม่ชอบ เพราะมันเหม็นแต่ก็ต้องเกาะพยุงกายเอาไว้ แต่ถ้าหากขอน ไม้ลอยมา ผู้มีปัญญาก็ต้องทิ้งซากศพไปเกาะขอนไม้ เพราะ ว่ามันไม่เหม็น แต่ถ้าหากมีแพลอยมา มันใหญ่มันมั่นคงกว่า ผู้มีปัญญาก็จะทิ้งขอนไม้ขึ้นแพไป แต่แพก็คือการเอาไม้ หลายๆ อันมาต่อกัน มันก็ยังเสี่ยงภัย ถ้ามีเรือมาที่มันมั่นคง ก็ต้องทิ้งแพขึ้นเรือกันไป แต่ถ้าเรือไม้ต่อกันมันก็ป้องกันภัย อันตรายได้ในระดับหนึ่ง ถ้ามีเรือเดินสมุทรที่มันแข็งแรงกว่า มาก็ต้องทิ้งเรือไม้ขึ้นเรือเดินสมุทร เหมือนชีวิตมนุษย์ในสังสารวัฏ มันมีความทุกข์เป็นพื้น ฐานของชีวิต ตั้งแต่เกิดเรื่อยมาเลย ถ้ายามใดยังไม่มีพระ รัตนตรัยบังเกิดขึ้น อะไรที่เป็นที่พึ่งได้ก็ต้องคว้าอย่างนั้นไป ก่อน เหมือนคนที่ว่ายน้ำในทะเลเจอคลื่นลมแรงๆ จะหมด เรี่ยวแรง เจอซากศพลอยมา ขอนไม้ แพ เจออะไรก็ต้องเกาะ กันไปก่อน แต่ยามใดพระรัตนตรัยบังเกิดขึ้น เหมือนเรือเดินสมุทร ได้บังเกิดขึ้นแล้ว ก็ต้องทิ้งสิ่งที่มันไม่มั่นคงขึ้นเรือเดินสมุทร ก็คือทิ้งสิ่งที่ไม่ใช่สรณะที่พึ่งที่ระลึกที่แท้จริง เข้าไปหาที่พึ่งที่ ระลึกที่แท้จริงคือพระรัตนตรัย ซึ่งมีทั้งภายนอกและภายใน โดยเฉพาะภายในนี่แหละ เราสามารถเข้าถึงได้ สัมผัสได้ เพราะอยู่ในตัวของเรา วิธีการเราก็รู้อยู่ ท่านสถิตอยู่ตรงไหน เราก็รู้อยู่อีก เหลือ แต่ความเพียร ความพยายาม แล้วทำให้ถูกหลักวิชชาเท่านั้น ไอ้ที่เข้าไม่ถึงเป็นไม่มีเด็ดขาด ยกเว้นคนตาย คนบ้า คนที่ ไม่ได้ทำ แต่คนดีๆ อย่างเรา ถ้าได้ทำมันก็ทำได้ แต่ว่าต้อง ทำอย่างสม่ำเสมอ มีสติ สบาย สม่ำเสมอ แล้วก็หมั่นสังเกต ดูว่า เราทำถูกหลักวิชชาไหม เราก็ปรับปรุงกันไปเรื่อยๆ สักวันหนึ่งเราก็ต้องสมหวัง นี่ก็เป็นหลักวิชชาที่เราจะต้องนำเอามาคิดคำนึงเรื่อยๆ แล้วที่แนะนำอะไรไป ก็ให้ทำอย่างนั้น อย่าไปลองผิดลองถูกเลย มันเสียเวลา เพราะเรามีเวลาอยู่ในโลกนี้อีกไม่นาน ดังนั้น ทำให้มันถูกเสีย ไม่ต้องไปเสียเวลาค้น แค่คว้าที่เขาค้นมา แล้ว มันก็จบ ก็คือทำใจหยุดนิ่งเฉยๆ อยู่ภายใน มีอะไรให้ดู ก็ดูไป ดูไปเรื่อยๆ อย่างสบายๆ โดยไม่ต้องคิดอะไรทั้งสิ้นก็ แค่นี้เอง ถ้าทำอย่างนี้ได้วันนี้ ก็เข้าถึงวันนี้ ถ้าทำได้พรุ่งนี้ก็ เข้าถึงพรุ่งนี้ ถ้าทำได้ชาติหน้าก็เข้าถึงชาติหน้า มันก็แล้วแต่ เรา เพราะฉะนั้นต่อจากนี้ไปเมื่อเข้าใจหลักวิชชาแล้ว ก็ฝึกใจ หยุดนิ่งๆ อย่างสบายๆ ทุกๆ คนนะ วันอาทิตย์ที่ ๓๐ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๘