ให้กำเนิดวัดพระธรรมกาย จุดประกายสร้างวัด จุดเริ่มต้นของการสร้างวัดพระธรรมกายนั้น มีมาตั้งแต่เมื่อครั้งที่หลวงพ่อไปปฏิบัติธรรมกับคุณยายที่บ้านกัลยาณมิตรหมายเลข 1 ซึ่งในตอนแรกมีเพียงหลวงพ่อ คุณยายและลูกศิษย์ของท่านอีกจำนวนหนึ่งเท่านั้น ภายหลังจึงมีนักศึกษารุ่นพี่มาสมทบคือ พระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตชีโว (คุณเผด็จ ผ่องสวัสดิ์) ตามด้วยเพื่อนนักศึกษาอื่นๆ อีกหลายท่าน ตอนนั้นหลวงพ่อทัตตชีโวยังไม่ได้บวช ท่านมาด้วยมาดพระเอกหนังกำลังภายใน มีสายตาเย็นชา หากเราเดินตามหลังท่านแล้วเรียกชื่อท่าน ท่านจะหันหลังขวับแล้วขยับไปอีก 3 ก้าว เหมือนย่างสามขุม ด้วยความแข็งแกร่งและมั่นคงนี้เอง ท่านจึงได้เป็นกำลังสำคัญให้กับหมู่คณะมาโดยตลอด ผู้มีบุญได้ค่อยๆ ทยอยมาร่วมสร้างบารมีกันจนกระทั่งเต็มบ้านกัลยาณมิตรหมายเลข 1 หลวงพ่อใช้คำว่า “เต็ม” แต่แท้จริงแล้วคนมาจน “ล้น” บ้าน บ้านกัลยาณมิตรหมายเลข 1 นั้นเป็นบ้าน 3 ชั้น ชั้นที่ 1 เป็นใต้ถุนเตี้ยๆ ที่นั่งได้แต่ยืนไม่ได้ ถ้าลุกขึ้นยืนแล้ว ศีรษะจะโขกเพดาน เวลามุดเข้าออกเราต้องตั้งสติกันให้ดี ชั้นที่ 2 เป็นชั้นที่คุณยายพักอาศัยอยู่ ท่านนั่งตรงนั้น นอนตรงนั้น รับแขกตรงนั้น ทำภาวนาตรงนั้น ทำกิจทุกอย่างอยู่ตรงนั้นที่เดียว ส่วนชั้นที่ 3 เป็นชั้นลอยยื่นไปด้านหลังบ้าน สูงกว่าชั้นที่ท่านอยู่ประมาณหนึ่งเมตร สมัยหลวงพ่อปฏิบัติธรรมอยู่กับคุณยาย ถ้าไม่มีใครมา ก็นั่งกันเอง 2 คน ถ้าหลวงพ่อไม่มา คุณยายก็นั่งคนเดียว เราไม่เคยกังวลว่าจะมานั่งกันกี่คน หากมาเพิ่มอีกคนก็นั่ง 3 คน แล้วเขาก็มากันเองเรื่อยๆ ในที่สุดจึงล้นบ้านกัลยาณมิตรหมายเลข 1 ซึ่งเป็นหลังเล็ก ที่เรียกว่าล้นเพราะต้องออกไปนั่งนอกบ้าน เลยไปถึงทางสาธารณะที่คนเดินผ่านไปมา บริเวณนั้นมีตุ่มน้ำสีแดง เรียงติดกับศาลาที่พระเดชพระคุณหลวงปู่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ เคยใช้สอนธรรมะ แต่ในช่วงเวลานั้นใช้เป็นที่พักอาศัยของอุบาสิกาแม่ชีทั้งหลาย สมาชิกที่มาปฏิบัติธรรมกับคุณยายในวันอาทิตย์ต้นเดือนแล้วนั่งอยู่นอกบ้านมักมีท่านั่งสมาธิแปลกๆ คือ นั่งยองๆ บ้าง ครึ่งนั่งครึ่งยืนบ้าง เอาหลังพิงตุ่มน้ำบ้าง ทั้งนี้เพราะมากันหนาแน่น แต่กระนั้นคุณยายก็ยังไม่หยุดตามคน ท่านตามทั้งวันทั้งคืน จนกระทั่งย้ายไปสร้างบ้านกัลยาณมิตรหมายเลข 2 คือ “บ้านธรรมประสิทธิ์” ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าเดิมหลายเท่า เมื่อย้ายไปบ้านธรรมประสิทธิ์แล้ว คุณยายกับหลวงพ่อก็ทำเหมือนเดิม คือ ถ้าไม่มีใครมา ก็นั่งกันเองแค่ 2 คน ระหว่างหลวงพ่อกับคุณยาย แต่ถ้ามีสมาชิกมาเพิ่มก็นั่งกันหลายคน แล้วคนก็มาปฏิบัติธรรมจนล้นเหมือนเดิม ต้องออกไปนั่งยองๆ หน้าประตูทางเข้าบ้านธรรมประสิทธิ์ ซึ่งเป็นทางเดินสาธารณะของวัด ในสภาพเดียวกันกับบ้านกัลยาณมิตรหมายเลข 1 ถึงที่สุดแล้วจึงต้องย้ายออกมาสร้างวัดพระธรรมกาย เมื่อสร้างวัดแล้วเหตุการณ์ก็เป็นแบบเดิมอีก คือ ถ้าไม่มีใครมานั่งด้วยก็นั่งกัน 2 คน แต่ในที่สุดก็นั่งกันจนเต็มวัด --------------------------------------- ความฝันบอกเหตุ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสสอนไว้ว่า ความฝันของคนเราเกิดขึ้นได้เพราะเหตุ 4 ประการ คือ ธาตุวิปริต จิตนิวรณ์ เทพสังหรณ์ และบุพพนิมิตจากบุญและบาป บางครั้งเราไม่อาจทราบได้แน่ชัดว่าความฝันนั้นเกิดเพราะเหตุใดและหมายถึงอะไร การทำนายความฝันจึงเป็นวิธีหนึ่งซึ่งนิยมกระทำกัน ถ้าหากผู้ทำนายฝันนั้นเป็นผู้รู้แจ้งแทงตลอดในธรรม ย่อมสามารถทำนายได้อย่างถูกต้องแม่นยำ ตรงไปตามความเป็นจริง ยกตัวอย่างเช่น ครั้งที่พระเจ้า-ปเสนทิโกศลทรงพระสุบิน (ฝัน) แปลกประหลาด ท่านได้เข้าหาผู้รู้ คือพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อกราบทูลให้พระองค์ทำนายความฝันให้ ซึ่งพระองค์ก็ทรงอนุเคราะห์ให้ตามปรารถนา ในช่วงที่เป็นนักศึกษาและเรียนธรรมะอยู่กับคุณยาย หลวงพ่อเคยมีความฝันแปลกประหลาดที่ยังจำติดตาได้จนถึงทุกวันนี้ ตามปกติเมื่อหลับแล้วหลวงพ่อมักจะไม่ฝัน แต่วันหนึ่ง หลังจากนั่งสมาธิเสร็จแล้วเข้านอน หลวงพ่อฝันไปว่าเห็นถนนเส้นหนึ่งซึ่งยาวไกลมาก ไม่รู้ว่าสิ้นสุดที่ไหน ปลายถนนอันไกลลิบนั้นมีความสว่างเจิดจ้าปรากฏอยู่ แล้วหลวงพ่อก็เห็นพระเดชพระคุณหลวงปู่วัดปากน้ำมายืนลอยๆ อยู่ด้านซ้ายมือ ท่านเรียกชื่อเดิมสมัยเป็นคฤหัสถ์ของหลวงพ่อแล้วบอกให้เดินไปบนถนน หลวงพ่อจึงออกเดินตามที่ท่านสั่ง แล้วก็พบว่าถนนสายนั้นเต็มไปด้วยเศษแก้วแตกปูเรียงแน่นไปหมดตลอดทั้งสาย หลวงปู่กำชับให้หลวงพ่อเดินไปเรื่อยๆ ด้วยความเคารพเทิดทูนที่มีต่อท่าน หลวงพ่อจึงก้าวเดินออกไปด้วยเท้าเปล่า รู้สึกราวกับว่าเดินไปบนลูกรังซึ่งมีคมกดเข้าไปในฝ่าเท้า แต่ไม่สามารถทิ่มตำทะลุผิวหนังเข้าไปได้ หลวงปู่คอยให้กำลังใจหลวงพ่ออยู่ข้างๆ บอกว่าให้เดินไปเรื่อยๆ หลวงพ่อจำต้องเดินกระย่องกระแย่งไปจนถึงปลายทาง เมื่อเดินไปจนสุดทางแล้ว หลวงพ่อได้พบกับชายหาดที่ลาดลงสู่ทะเลกว้างใหญ่มองไม่เห็นฝั่ง หลวงปู่สั่งให้เดินต่อไปอีก หลวงพ่อจึงเดินฝ่าชายหาดอันร้อนระอุจนไปถึงริมทะเล เมื่อก้าวลงไปในน้ำ ปรากฏว่าเท้าไม่จมลงไป แต่สามารถเดินอยู่บนผิวน้ำได้ หลวงพ่อจึงเดินต่อไปโดยมีหลวงปู่เดินลอยๆ อยู่เคียงข้าง คอยกำชับให้มุ่งหน้าเดินต่อไปเรื่อยๆ หลวงพ่อเดินไปไกลจนถึงที่แห่งหนึ่งกลางทะเล หลวงปู่บอกหลวงพ่อว่า “ตรงนี้เป็นกลางทะเล หยุดอยู่ตรงนี้ แล้วปักหลักลงไป” หลวงพ่อฟังแล้วก็นึกในใจ ว่าจะเอาหลักมาจากไหน พอนึกว่าจะปักหลักก็มีเสาใหญ่มาจากไหนไม่ทราบปักลงไปจนถึงก้นทะเลลึก ในฝันนั้นท่านบอกหลวงพ่อว่านี่เป็นศูนย์กลางของทะเล และบอกให้ปักหลักหลายๆ อันหลวงพ่อก็ไม่ขัดคำสั่ง แล้วหลักก็เกิดขึ้นตามมาอีกมากมาย ท่านเรียกชื่อเดิมของหลวงพ่ออีก แล้วบอกว่าให้คอยอยู่ตรงนี้ จากนั้นท่านก็เดินบนผิวน้ำออกไปไกลจรดขอบฟ้า ไม่นานนักหลวงพ่อก็ได้ยินเสียงท่านประกาศก้องให้สัตว์ในน้ำมารวมกัน “มาที่เสาหลัก อย่าไปตรงโน้นเพราะเป็นทางของมาร” (ในฝันหลวงปู่ไม่ได้ใช้คำว่า “มาร” แต่ท่านใช้อีกคำที่เป็นภาษาของท่าน) น่าอัศจรรย์ว่าหลวงปู่อยู่ไกลสุดขอบฟ้า แต่เสียงของท่านก้องมาจนถึงจุดที่หลวงพ่อยืนอยู่ได้ ว่าแล้วท่านก็หายไป เหลือเพียงสัตว์น้ำจำนวนมหาศาลที่แห่กันมาอย่างโกลาหล ทั้งปลาเล็ก ปลาใหญ่ และสัตว์น้ำนานาชนิด เมื่อมาถึงเสาหลักแล้วจึงกลายร่างเป็นมนุษย์ มีอยู่บางตัวเท่านั้นที่มาถึงแล้วว่ายกลับไปในสภาพที่เป็นปลาเหมือนเดิม ฝันถึงตรงนี้แล้ว หลวงพ่อก็ตื่นขึ้นทันที เมื่อตื่นขึ้นแล้ว หลวงพ่อไม่ค่อยเข้าใจนักว่าความฝันนี้หมายถึงอะไร จึงตัดสินใจว่าต้องไปกราบขอคำปรึกษาจากท่านผู้รู้ ซึ่งมีเพียงคุณยายเท่านั้นที่หลวงพ่อคุ้นเคยมากที่สุด เมื่อไปพบคุณยายแล้ว หลวงพ่อได้เล่าความฝันให้ท่านฟัง พอเล่าจบคุณยายจึงหลับตาทำสมาธิทันทีโดยไม่ได้ว่ากล่าวหรือตำหนิว่าเป็นเรื่องไร้สาระแต่อย่างใด คราวนี้ท่านนั่งหลับตานานกว่าทุกครั้ง ถ้าเป็นฝันอื่นๆ ท่านจะหลับตาประมาณ 5 นาที แต่ครั้งนี้ท่านทำสมาธินานเป็นพิเศษประมาณ 10 นาที จากนั้นจึงพูดทั้งๆ ที่หลับตาราวกับกำลังมองเห็นอะไรอยู่ภายในว่า “ต่อไปคุณจะต้องไปปักหลักสอนธรรมะ แต่ไม่ใช่ตอนนี้ คุณต้องไปปักหลักสอนธรรมะในอนาคต เส้นทางที่คุณจะเดินทางไปเพื่อทำให้เกิดขึ้นก็จะเต็มไปด้วยอุปสรรคมากมาย แต่คุณจะเดินไปได้เพราะมีหลวงพ่อวัดปากน้ำดูแลอยู่ จนกระทั่งหมดอุปสรรคที่เป็นของแหลมคมคอยทิ่มตำ ซึ่งตำอย่างไรก็ไม่เข้า คุณจะต้องเดินทางต่อไป ที่คุณเดินไปบนผิวน้ำ เพราะน้ำคือกาม ปกติแล้วชาวโลกทั่วไปจะติดกาม มักจะครองเรือนกัน ทุกคนลงน้ำแล้วจะจม ส่วนคุณจะไม่ได้ครองเรือนเพราะเดินอยู่บนผิวน้ำโดยมีหลวงพ่อวัดปากน้ำ คอยประคับประคองไปจนกระทั่งถึงกลางทะเล คือสถานที่แห่งการเผยแผ่พระพุทธศาสนาวิชชาธรรมกาย หลักที่ปักลงไปคือการสร้างสถานที่ขึ้นมา ถึงจะมีอุปสรรคอย่างไรก็จะสำเร็จ หลักที่ปักลงไปกลางทะเลนั้นปักอย่างมั่นคง เป็นทะเลแห่งความรู้ ปักไปถึงก้นทะเล แปลว่าคุณจะเข้าถึงและแทงตลอดในธรรมคือวิชชาธรรมกาย แล้วหลวงพ่อวัดปากน้ำก็จะช่วยตามมนุษย์ผู้มีบุญ แต่ยังมีกิเลสอยู่ เปรียบได้กับสัตว์น้ำทั้งหลายที่ตกอยู่ในห้วงแห่งกามอย่างชาวโลก ให้มาที่เสาหลัก คือสถานที่เผยแผ่ธรรมที่คุณสร้างขึ้น ปลาที่กลายเป็นมนุษย์ หมายความว่าคนเหล่านั้นเมื่อมาถึงแล้วจะมีจิตใจสูงขึ้น พ้นจากความรู้สึกทั่วไปแบบชาวโลก จะมีอีกส่วนหนึ่งที่มาถึงแล้วก็ผ่านไป คือกลับไปอยู่ในห้วงกามเหมือนเดิม” ประมาณหนึ่งปีถัดมา หลังจากที่หลวงพ่อฝันว่าได้ปักหลักลงกลางทะเลแล้ว มีอยู่วันหนึ่งหลวงพ่อได้ฝันแปลกประหลาดอีกครั้ง คืนวันนั้นหลวงพ่อหลับอยู่ในอู่แห่งทะเลบุญตามคำสอนของคุณยาย พอถึงเวลาใกล้รุ่งได้ฝันว่าเข้าไปอยู่ในบ้านใหญ่หลังหนึ่ง ภายในบ้านมีพระพุทธรูปองค์ใหญ่ คล้ายพระประธานในโบสถ์ ท่านเรียกชื่อเดิมของหลวงพ่อ แล้วบอกให้ไปยืนรอที่หน้าต่างเพื่อดูอะไรบางอย่าง หลวงพ่อทำตามที่ท่านบอก เมื่อไปถึงแล้วจึงแหงนมองท้องฟ้าภายนอกหน้าต่าง ปรากฏว่ามีดวงดาวทั้งขนาดเล็กและใหญ่มารวมตัวกันอยู่เต็มท้องฟ้า พระพุทธรูปได้กล่าวขึ้นว่า ให้ไปเอาขันมาหนึ่งใบ พอหลวงพ่อหันหลังกลับไปก็ปรากฏว่ามีขันขนาดใหญ่กว่าบาตรพระใบหนึ่งเกิดขึ้นในมือ หลวงพ่อจึงนำขันใบนั้นไปวางไว้บนโต๊ะด้านหน้าของพระพุทธรูป พระพุทธรูปบอกอีกว่า ให้ไปเชิญดวงดาวบนท้องฟ้าลงมาอยู่ในขัน หลวงพ่อก็รับคำแล้วปฏิบัติตาม โดยเดินกลับไปที่บานหน้าต่าง แล้วกล่าวเชื้อเชิญดวงดาวทั้งหลายบนท้องฟ้าให้ลงมาอยู่ในขัน จากนั้นเหล่าดวงดาวที่แน่นขนัดอยู่บนท้องฟ้าก็ลอยผ่านเข้ามาทางหน้าต่างแล้วพากันลงมาอยู่ในขัน เมื่อมาถึงแล้ว ต่างกลายสภาพเป็นพระบรมสารีริกธาตุต่อหน้าพระพุทธรูปองค์นั้น มีเพียงบางดวงเท่านั้นที่เข้ามาแล้วลอยกลับออกไป หลวงพ่อมองตามว่าลอยไปที่ใด ก็เห็นว่าลอยผ่านหน้าต่างออกไปจนถึงถนนแล้วตกลงไปในแอ่งน้ำข้างถนนนั้น เมื่อตกลงไปแล้วกลับกลายเป็นกุ้ง หอย ปู ปลา เห็นดังนี้แล้ว จึงหันกลับมามองในขันอีกครั้ง ปรากฏว่าดวงดาวที่เปลี่ยนเป็นพระบรมสารีริกธาตุได้กลายสภาพเป็นพระของขวัญทั้งหมด หลวงพ่อรู้สึกอัศจรรย์ใจแล้วพลันตื่นขึ้น ในวันนั้นจึงรีบไปหาคุณยายเหมือนอย่างเคย เมื่อพบคุณยายแล้วหลวงพ่อได้กราบเรียนท่านถึงความฝัน ท่านรับฟังหลวงพ่อด้วยความสงบนิ่งเป็นปกติ แล้วนั่งหลับตานานเกือบ 10 นาที สักพักท่านก็พูดขึ้นทั้งๆ ที่หลับตาอยู่ว่า “ดาวบนท้องฟ้าหมายถึง ผู้มีบุญ มีบารมี มีลาภ ยศ สรรเสริญ เป็นคนที่มีบุญ มีวาสนา จากนานาชาติ จะเดินทางมายังบ้านหลังใหญ่ ซึ่งหมายถึงสถานที่ปฏิบัติธรรมขนาดใหญ่ที่จะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคต ส่วนพระพุทธรูปที่พูดได้ ก็คือพระธรรมกายภายในตัว ผู้มีบุญที่เปรียบได้กับดวงดาว เมื่อลอยมาอยู่ในขันแล้วแปรสภาพเป็นพระบรมสารีริกธาตุ หมายถึงเขาเหล่านั้นจะได้บรรลุธรรมด้วยการทำตามคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่ดาวบางดวงที่ลอยกลับออกไป ก็คือคนที่มาถึงสถานที่ปฏิบัติธรรมแห่งนี้แล้วจากไปเพื่อคลุกคลีอยู่กับชีวิตทางโลก โดยตกลงไปในแอ่งน้ำซึ่งหมายถึงกาม คือการแสวงหาในเรื่องของทรัพย์และเสพสุขตามอย่างชาวโลกทั่วไป ทำให้จิตใจตกต่ำลงกว่าเดิม เปรียบได้กับสัตว์เล็กอย่างกุ้ง หอย ปู ปลา ส่วนการที่พระบรมสารีริกธาตุในขันเปลี่ยนเป็นพระของขวัญนั้นหมายความว่า ในเบื้องต้น ผู้มีบุญที่มาถึงจะเข้าใจคำสอนเพื่อการบรรลุมรรคผลก่อน ต่อมาเมื่ออยู่นานวันเข้าก็จะเข้าใจเรื่องการปราบมารด้วยวิชชาธรรมกายเพื่อมุ่งไปสู่ที่สุดแห่งธรรม เรื่องทั้งหมดจะยังไม่เกิดขึ้นในเวลานี้ แต่จะเกิดขึ้นในอนาคต” มาถึงทุกวันนี้แล้ว หลวงพ่อรู้สึกอัศจรรย์ใจในคำทำนายฝันของคุณยาย เพราะท่านเป็นผู้ไม่รู้หนังสือ อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ หมดสิทธิ์ที่จะอ่านหนังสือทำนายความฝันเหมือนคนอื่นๆ คำทำนายของท่านแม่นยำมาก เพราะก่อนบวชนั้น หลวงพ่อเรียนธรรมะอย่างมีความสุข แต่เมื่อบวชแล้วก็ต้องเผชิญกับมาร คืออุปสรรคมากมายหลากหลายรูปแบบ ได้แต่คิดว่า ขนาดพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้ายังต้องผจญมาร เราเป็นศิษย์ของพระองค์ก็ต้องโดนเบียดเบียนบ้างเป็นธรรมดา เมื่อสร้างวัดพระธรรมกายได้แล้ว ก็มีศิษยานุศิษย์จำนวนมาก จากทุกสารทิศ ทั้งภายในและต่างประเทศ มาร่วมประพฤติปฏิบัติธรรมกัน ทุกคนล้วนมีโอกาสในการสั่งสมบุญบารมียิ่งๆ ขึ้นไป จะมีอยู่บ้างที่ศึกษาในระดับหนึ่งแล้วเกิดเปลี่ยนใจ ได้ละทิ้งหนทางการสร้างบารมี กลับไปใช้ชีวิตทางโลกเหมือนคนทั่วไปอย่างเดิม อย่างไรก็ตามการทำนายฝันของคุณยายในครั้งนั้น ทำให้หลวงพ่อได้เตรียมตัวเตรียมใจแล้วว่าจะต้องมาสร้างวัดใหม่เพื่อเผยแผ่พระพุทธศาสนาและวิชชาธรรมกายต่อไป โดยต้องเหน็ดเหนื่อยฝ่าฟันอุปสรรคนานัปการ --------------------------------------- หาที่ในที่ เมื่อแรกเริ่มสร้างวัดนั้นคุณยายมีอายุ 61 ปี ถ้าเป็นคนทางโลกก็คงปลดเกษียณกันแล้ว แต่คุณยายเพิ่งเริ่มงานคือการสร้างวัด โดยสร้างเป็น “ศูนย์พุทธจักรปฏิบัติธรรม” ก่อน แล้วจึงพัฒนาเรื่อยมาจนกระทั่งกลายเป็น “วัดพระธรรมกาย” ซึ่งคุณยายทุ่มเททำทุกอย่าง ทั้งหาที่ดิน หาทีมงาน และหาทุนสร้างวัด เริ่มตั้งแต่การหาที่ดิน คุณยายไม่ได้ออกเดินทางตระเวนหาอย่างทั่วๆ ไป ท่าน “หาที่ในที่” โดยใช้อานุภาพจากธรรมปฏิบัติเพื่อตามผู้ที่เป็นเจ้าของบุญให้กลับมาร่วมบุญกันอีก ท่านตามหาเจ้าของบุญด้วยการนั่งหลับตาทำสมาธิเพียงอย่างเดียว หลวงพ่อไม่เห็นท่านทำอย่างอื่น ไม่ต้องใช้สื่อ ไม่ต้องโฆษณา หลับตาทำสมาธิแล้วก็มีคนมาร่วมบุญกับท่าน การหาที่ในที่ หาทีมในที่ และหาทุนในที่ หมายถึงการ “นั่งเข้าที่” หรือ “นั่งสมาธิ” ทำใจหยุดนิ่งจนมีอานุภาพเพียงพอที่จะทำให้สมปรารถนา เมื่อคุณยายได้ที่ดินแล้วท่านก็หาทุนรอนต่อ และหาทีมงานด้วยการตามลูกหลานของท่านที่ได้เคยสร้างบุญบารมีร่วมกันมาในภพชาติก่อนๆ ไม่ว่าจะกระจัดกระจายไปอยู่ที่ใดก็ตามให้กลับมาร่วมสร้างบุญกันอีก ตอนที่เริ่มหาที่ดินสร้างวัดนั้น หลวงพ่อเพิ่งบวชได้เพียงวันเดียว หลวงพ่อวาดฝันกลางอากาศเอาไว้ว่าต้องมีที่ดินสัก 200 ไร่ แต่ไม่ทราบว่าจะหาได้จากที่ไหน จึงได้แต่บอกกับคุณยาย ท่านถามหลวงพ่อในขณะที่นั่งปฏิบัติธรรมด้วยกันว่า “ท่านจะเอาที่แบบไหนล่ะ” คุณยายรีบจัดการให้หลวงพ่อเพราะท่านทราบดีว่ายังไงหลวงพ่อก็อยู่ที่เดิมไม่ได้ เพราะความคิดอ่านไม่ค่อยเหมือนคนอื่น ควรที่จะย้ายไปอยู่อีกที่หนึ่ง หลวงพ่อพิจารณาคำพูดของคุณยายแล้วก็พบว่าสิ่งที่ท่านพูดนั้นเป็นความจริง เราคิดไม่ค่อยเหมือนคนทั่วไป แล้วคุณยายก็รู้เสียด้วย คงจะดีเหมือนกันหากเราทำตามคำแนะนำของคุณยาย คิดได้ดังนี้แล้วหลวงพ่อก็บอกลักษณะของที่ดินสำหรับสร้างวัดอย่างที่หลวงพ่อชอบ “ยาย... เอาติดน้ำนะ เจ็บป่วยก็ไปโรงพยาบาลง่าย ไปมาสะดวกแล้วก็ฟรี” ท่านรับคำอย่างสั้นๆ ง่ายๆ ว่า “ค่ะ” ท่านพูดอยู่คำเดียวแล้วก็นั่งหลับตาทำสมาธิเพื่อหาที่ในที่ โดยนั่งเยื้องๆ เฉียงๆ ห่างจากหลวงพ่อสักประมาณ 2 เมตร แล้วหลวงพ่อก็คอยสังเกตว่าท่านจะไปหาที่ได้อย่างไร วิธีหาของคุณยายคือนั่งหลับตา พอถึงวันที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2512 หลังจากหลวงพ่อบวชได้ 2 เดือน หมู่คณะของเราก็ได้ที่ดินสมดังปรารถนา โดยคุณถวิล วัติรางกูล (ต่อมาเป็น อุบาสิกาแม่ชีถวิล วัติรางกูล) เป็นผู้แนะนำที่ดินแปลงนี้ให้ เพราะท่านรู้จักคุ้นเคยกับคุณวรณี สุนทรเวช ซึ่งเป็นลูกสาวของคุณหญิงประหยัด แพทยพงศาวิสุทธาธิบดี เศรษฐินีซึ่งมีที่ดินจำนวนมาก คุณถวิลทราบมาว่าคุณหญิงประหยัดมีที่ดินแปลงหนึ่งอยู่แถวรังสิต มีเนื้อที่พอจะสร้างวัดได้ จึงนำเรื่องมากราบเรียนคุณยาย พร้อมกับนัดหมายว่าจะไปพบท่านเพื่อขอซื้อที่แปลงนี้ เมื่อถึงวันนัดหมาย ตัวแทนของหมู่คณะเราซึ่งนำโดยคุณถวิล วัติรางกูล และหลวงพ่อทัตตชีโว (ขณะนั้นยังไม่ได้บวช) ได้เดินทางไปยังบ้านของคุณหญิงประหยัดเพื่อขอซื้อที่ อันที่จริงตั้งใจว่าจะขอรับบริจาคที่ผืนนี้ แต่ถ้าท่านไม่ให้ก็จะขอซื้อแทน ซึ่งเราไม่ทราบมาก่อนเลยว่าเป็นวันคล้ายวันเกิดของคุณหญิงประหยัดพอดี เมื่อไปถึงท่านก็ยิ้มให้ เพราะนึกว่ามางานวันเกิด ท่านถามพวกเราว่ามาทำไม ก็ตอบไปว่าเห็นท่านมีที่ดินอยู่แปลงหนึ่ง เลยรังสิตไปไม่มากนัก จึงอยากจะขอซื้อเพื่อสร้างวัด พูดดังนี้แล้วทั้งคุณหญิงประหยัดและอาจารย์วรณีก็นั่งนิ่งเงียบไปพักหนึ่ง แต่สำหรับหมู่คณะของเราแล้วช่างเป็นเวลาอันยาวนาน เพราะไม่รู้ว่าท่านจะตอบปฏิเสธหรือตกลง หรือว่าจะไล่เราออกจากบ้านก็ไม่อาจทราบได้ ในที่สุดท่านก็เอ่ยปากบอกว่า “ไม่ขาย” ทำให้ทุกคนหัวใจแทบสลาย เพราะระดับคหบดีอย่างท่านบอกว่าไม่ขายแล้วเราจะทำอย่างไรกันต่อไป คุณหญิงยิ้มแล้วพูดต่อว่า “ฉันจะยกให้ฟรี” วันนั้นทีมงานของเรากลับมาเล่าให้ฟังว่า หัวใจเต้นระรัวเมื่อเจ้าของที่เปรยว่าฉันไม่ขายแต่ฉันจะยกให้ ความปีติยินดีก็บังเกิดขึ้นแก่หมู่คณะของเรา และเมื่อหลวงพ่อมาดูที่ดินเป็นครั้งแรก ก็เป็นการเห็นพร้อมๆ กันกับท่านเจ้าของที่ดินซึ่งเดินทางมาพร้อมกับหลวงพ่อเพื่อกล่าวคำถวายผืนแผ่นดินที่ตัวท่านเองก็ไม่เคยเห็นมาก่อน เพราะท่านมีที่ดินมากมาย เมื่อมาถึงแล้วท่านก็ถามกับนายกองนาว่า “ที่ฉันอยู่ตรงไหน” เพราะมีที่ดินหลายแห่งจนไม่รู้ว่าแปลงนี้อยู่ตรงไหนแน่ นายกองนาก็พาท่านมาดูว่าที่ของท่านอยู่ตรงนี้ เป็นผืนที่ดิน 200 ไร่ เมื่อคุณหญิงได้ทำพิธีถวายที่ดินแล้ว เราจึงได้เริ่มลงมือสร้างวัดกัน แต่เนื่องจากที่ดินถูกเวนคืนไป 4 ไร่ จึงเหลือเพียง 196 ไร่ ซึ่งติดน้ำทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ทั้งฝั่งคลองสาม และคลองแอล ต่อมาภายหลังจึงมีน้ำบาดาลและน้ำประปาเข้าถึง สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้หลวงพ่อและหมู่คณะทึ่งในความสามารถของคุณยาย ไม่ทราบว่าท่านทำได้อย่างไร วันหลังหลวงพ่อก็มาถามท่านว่า “ยาย... ยายทำไงนะ” ท่านตอบว่า “ยายก็ทำเฉยๆ นั่งนิ่งๆ เฉยๆ แล้วยายก็ดูว่าใครเป็นเจ้าของบุญ” หลวงพ่อชอบใจวิธีของท่านมาก เพียงแค่นั่งเฉยๆ แล้วตรวจดูว่าใครเป็นเจ้าของบุญ รู้สึกอยากทำเป็นบ้าง คุณยายเฉลยว่าเวลาจะสร้างวัดท่านก็ใช้วิธี “ดูเฉยๆ ดูไปเรื่อยๆ เอามนุษย์ทั้งหลายมารวมกัน แล้วก็ตั้งผังลงไป ยายทำจนชำนาญแล้ว” แสดงว่าคุณยายชำนาญในการหาผู้มีบุญมาก แล้วท่านก็ตั้งผังเหมือนการเซ็ตโปรแกรมคอมพิวเตอร์ โดยทำทั้งวันทั้งคืนให้แน่นหนา นี้เป็นส่วนหนึ่งซึ่งถือเป็นผลงานของคุณยายโดยแท้ หลวงพ่อประทับใจมากที่คุณยายสามารถสร้างวัดพระธรรมกายได้ใหญ่โตถึงเพียงนี้ โดยเริ่มต้นจากไม่มีอะไรเลย และท่านเองก็อ่านหนังสือไม่ออกเขียนไม่ได้ รู้สึกทึ่งว่าทำไมท่านจึงกล้าคิดกล้าทำ แต่ในความจริงแล้วท่านไม่ต้องใช้ความกล้าอะไรเลย เพียงแต่นั่งนิ่งๆ เงียบๆ เฉยๆ แค่ถามหลวงพ่อว่าจะเอาอย่างไรแล้วก็หลับตาเท่านั้นเอง --------------------------------------- หลับตาสร้างวัด แต่เดิมตอนที่เริ่มสร้างวัดนั้น หลวงพ่อและหมู่คณะวางแผนกันว่า วัดของเราจะมีพระภิกษุประจำอยู่เพียงแค่ 21 รูป เท่านั้น เราจึงออกแบบให้พื้นที่ภายในวัดส่วนใหญ่เป็นสระน้ำ สาเหตุประการแรกคือ เพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายในการซื้อดินมาถมที่ ประการที่สองซึ่งสำคัญกว่าคือ เพื่อสร้างความสงบวิเวกให้กับพระภิกษุซึ่งมีจำนวนไม่มากนัก คิดดังนี้แล้วจึงสร้างกุฏิให้กระจัดกระจายอยู่ในพื้นที่อันร่มรื่นเพื่อประโยชน์ในการหลับตาทำสมาธิเป็นหลัก ในตอนนั้นเราคิดกันเพียงเท่านี้ ไม่ได้คิดว่าจะรองรับพระภิกษุจำนวนมากเลย เมื่อเราได้รับถวายที่ดินมาแล้วก็เดินหน้าสร้างวัดทันที โดยอาศัยเงินจากญาติโยมที่มาร่วมบุญกับคุณยายมาเป็นค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างต่างๆ เป็นหลัก คุณยายได้เมตตาตามผู้เป็นเจ้าของบุญให้เสมอมา เช่น ถ้าเราต้องการใช้เงินเพื่อขุดคูน้ำ หลวงพ่อทัตตชีโวซึ่งในขณะนั้นเป็นอุบาสกที่นำทีมงานผู้รับผิดชอบหน้าที่นี้ก็จะมาบอกคุณยายว่า “คุณยายครับ พรุ่งนี้เขาจะมาเก็บเงินแล้ว” คุณยายก็หาทุนทรัพย์ให้ใช้จ่ายวันต่อวันโดยไม่ออกไปไหน ท่านนั่งหาอยู่กับที่ ตรงที่นั่งที่นอนของท่าน ส่วนหลวงพ่อซึ่งในขณะนั้นบวชเป็นพระอยู่รูปเดียวของหมู่คณะก็นั่งพิงเสาหัวด้วนแล้วปฏิบัติธรรมตามไปด้วย โดยคุณยายจะนั่งสมาธิอยู่เยื้องๆ กับหลวงพ่อ ในตอนนั้นคุณยายมีถุงกระดาษสีน้ำตาลใบหนึ่ง ซึ่งเป็นถุงบรรจุผลไม้ที่มีผู้นำมาถวาย ท่านเก็บถุงใบนี้มาทำความสะอาดแล้วบอกว่า “เดี๋ยวยายจะเอาถุงใบนี้ใส่เงินล้านสร้างวัด” ทั้งนี้เริ่มต้นจากเงินจำนวน 3,200 บาท นับเป็นเรื่องที่น่าทึ่งและน่าอัศจรรย์ใจมากเพราะคุณยายใช้ถุงกระดาษใบนี้ใส่เงินที่มีผู้นำมาถวายมาโดยตลอด พอนำเงินออกมาใช้สร้างวัดจนถุงแฟบ ไม่นานก็จะมีผู้นำปัจจัยมาถวายอีก ถุงก็พองขึ้น แล้วก็นำออกไปใช้จ่ายอีก ผู้ที่ทำให้ถุงกระดาษใบนี้แฟบก็คือหลวงพ่อทัตตชีโว ท่านมาเบิกเงินไปใช้จ่ายในการก่อสร้างอยู่เรื่อยๆ พอจ่ายเงินแล้วถุงก็แฟบลง ทุกครั้งที่ท่านมาบอกคุณยาย คุณยายจะรับว่า “ค่ะ” แล้วก็นั่งหลับตา สักระยะถุงก็พองขึ้นมาอีก เป็นอย่างนี้เรื่อยมา หลวงพ่อถามคุณยายว่าทำอย่างไรถุงที่แฟบแล้วจึงพองได้อีกเรื่อยๆ คุณยายบอกว่าต้อง “ตั้งธาตุดึงดูด” จึงถามท่านอีกว่า “มันเป็นอย่างไรล่ะยาย” ท่านเฉลยว่า “ให้ทำใจใสๆ เดี๋ยวสมบัติใหญ่จะไหลมา ทำใจใสๆ หยุดนิ่งไป แล้วก็ทำบ้านให้สะอาด อย่าให้มีหยากเยื่อ หยากไย่ เดี๋ยวสมบัติมันไปติดที่หยากไย่กับฝุ่นละออง” ไม่น่าเชื่อว่านี้คือวิธีการที่คุณยายใช้เรียกทรัพย์มาสร้างวัดพระธรรมกาย --------------------------------------- ตามลูกหลาน สมัยก่อนหลวงพ่อมักบอกกับคุณยายว่า “ยาย... ตามคนมีบุญมาเยอะๆ เอาทุกอย่างนะ เพราะเราไม่มีปัจจัย เอาคน เอางาน เอาปัจจัยนะยาย” คุณยายก็รับว่า “ค่ะ” แล้วก็นั่งหลับตาทำสมาธิ ไม่เห็นท่านออกจากบ้านไปหาเงินหรือชวนคนที่ไหน ท่านนั่งนิ่งๆ เฉยๆ อยู่ในบ้าน แล้วคนก็มากันมากมาย วันหนึ่งหลวงพ่อหาเรื่องชวนคุณยายคุยว่า “ยาย... ตอนสร้างวัดเนี่ย กลางคืนยายทำอะไรบ้าง” ท่านตอบว่า “ยายก็ทำวิชชาไปเหมือนสมัยที่ยายอยู่กับหลวงพ่อวัดปากน้ำ แล้วยายก็เข้าที่ (ท่านชอบใช้คำว่าเข้าที่ ซึ่งหมายถึงการเจริญสมาธิภาวนา) ไปตามผู้มีบุญมาสร้างวัดกัน ไม่ว่าเขาจะอยู่ส่วนไหนของโลก ยายก็ไปตามมาจากทุกหนทุกแห่ง ยายตามทุกวันเลย” หมายความว่า คุณยายได้ตรวจดูในญาณทัศนะของท่านว่า มนุษย์ผู้ใดเคยสร้างบุญร่วมกันมาบ้าง เมื่อเห็นแล้วท่านก็ตามมาสร้างบุญร่วมกันอีก ใบหน้าของแต่ละคนจะปรากฏอยู่ในศูนย์กลางกายของท่าน ไม่ว่าจะมีกี่คนก็ตาม จากนั้นจึงนำกายของทุกคนมาซ้อนรวมกันด้วยอานุภาพของพระธรรมกายภายในตัวท่าน แม้มนุษย์มีจำนวนถึงหกพันกว่าล้านคน ยังถือว่าไม่มากนัก เพราะคุณยายสามารถปาฏิหาริย์กายได้มากกว่านั้น ท่านเคยบอกว่าถ้าปาฏิหาริย์กายได้น้อยจะสู้กับมารไม่ได้ ต้องปาฏิหาริย์กายให้ได้มากๆ หลวงพ่อจึงถามท่านว่าต้องทำอย่างไร ท่านบอกว่าการสู้รบปรบมือกับพญามารนั้นเราจำเป็นต้องควบทีม ถึงจุดนี้ก็เป็นเรื่องอจินไตยที่อธิบายให้คนทั่วไปเข้าใจได้ยากแล้ว แต่ผู้ที่ศึกษาวิชชาธรรมกายจนเชี่ยวชาญจะสามารถเข้าใจได้ จึงขอสรุปไว้แต่เพียงเท่านี้ว่า เมื่อเทียบกับงานปราบมารแล้ว การทำวิชชาเพื่อหาที่ หาทุน และหาคน มาร่วมกันสร้างวัดก็ยังไม่ยากเท่าใด เพราะขนาดคนที่อยู่ต่างประเทศ เป็นชาวต่างชาติ ต่างภาษา คุณยายยังไปหาถึงในฝัน แล้วส่งภาษาท้องถิ่นพูดคุยกับพวกเขาเหล่านั้นได้อีกด้วย แท้จริงแล้วศิษยานุศิษย์และลูกหลานของคุณยายทุกคนล้วนถูกตามกลับมาเพื่อสร้างบุญร่วมกันทั้งนั้น หลวงพ่อเคยถามคุณยายว่า “ยายๆ ตามคนมานี่ยากไหม” คุณยายบอก “เราก็ต้องใช้บุญ เสียบุญไปเยอะ แต่เสียเพื่อได้ก็เอา ได้คนมาสร้างบุญ ก็ต้องใช้บุญ อย่างไรก็เสียเพื่อได้” หากถามว่า “เสียบุญ” เป็นอย่างไร เราต้องทำความเข้าใจก่อนว่าเวลาที่เรามาเกิดเพื่อสร้างบารมีในโลกมนุษย์นั้น มารได้กีดกันด้วยการทำให้เรากระจัดกระจายกันออกไป ทั้งนี้เพื่อขัดขวางไม่ให้หมู่คณะสามารถรวมตัวกันเพื่อสร้างบุญบารมีได้โดยง่าย นับตั้งแต่สมัยที่พระเดชพระคุณหลวงปู่วัดปากน้ำยังมีชีวิตอยู่ ท่านได้เพียรพยายามดึงลูกหลานของท่านให้กลับมาสู่เส้นทางแห่งการสร้างบารมีอีกครั้งในชาตินี้ด้วยบุญฤทธิ์ ส่วนพญามารก็พยายามทำให้ห่างเหินออกไปด้วยการตรึงบุคคลเหล่านั้นเอาไว้ให้ติดอยู่กับรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธรรมารมณ์ อันเป็นความเพลิดเพลินในทางโลก หลวงปู่และทีมงานทำวิชชาของท่านจึงต้องออกแรงมากกว่าที่เขายึดเอาไว้ เพราะการที่ใครจะดึงเราไปทางไหนได้ก็จำเป็นที่จะต้องใช้กำลังมากกว่าอีกฝ่ายหนึ่ง ถ้าออกแรงเท่ากันก็ยังดึงมาไม่ได้ หรือถ้าออกแรงน้อยกว่าก็ดึงไม่สำเร็จ จำเป็นต้องออกแรงมากกว่าเท่านั้น การสู้กับพญามารเป็นการสู้ด้วยบุญฤทธิ์ ลูกหลานและศิษยานุศิษย์ส่วนมากไม่ทราบเรื่องนี้ รู้เพียงว่าอยู่ดีๆ ก็มีกัลยาณมิตรมาแนะนำหรืออยู่ดีๆ ก็อยากเข้าวัดเพื่อฟังธรรมและปฏิบัติธรรม การที่บุคคลมีความรู้สึกน้อมไปในทางบุญกุศลนั้นก็เป็นเพราะหลวงปู่และคุณยายยอม “เสียบุญ” เพื่อดึงทุกคนกลับมาสู่เส้นทางธรรม เป็นบุญของท่านเองที่ได้สั่งสมเอาไว้ แต่เมื่อทุกคนสามารถกลับมาสร้างบุญบารมีร่วมกันได้อีก ท่านจะมีส่วนในบุญนี้ด้วย ถ้าหากคุณยายขวนขวายน้อยหรือไม่ห่วงลูกศิษย์ เราก็คงไม่มีโอกาสได้สร้างบุญใหญ่ที่จะเป็นประวัติศาสตร์ของพระพุทธศาสนา และก่อให้เกิดสันติสุขที่แท้จริงแก่โลกใบนี้ คุณยายสามารถเอาตัวรอดได้แล้วตามลำพัง ท่านจะสบายกว่านี้ถ้าท่านคิดถึงแต่ตนเอง แต่ท่านเห็นว่าลูกหลานผู้เป็นศิษยานุศิษย์ของท่านที่ลงมาเกิดเพื่อสร้างบุญบารมีร่วมกันนั้นยังไม่ได้กลับเข้ามาสู่เส้นทางธรรม ท่านจึงอาศัยวิชชาธรรมกายช่วยตามกลับมานับตั้งแต่สมัยอยู่บ้านกัลยาณมิตรหมายเลข 1 ท่านบอกว่าพญามารระเบิดหมู่คณะออกไปให้กระจัดกระจาย ไปเกิดอยู่ที่นั่นที่นี่แล้วก็เอาภูเขาหรือแม่น้ำมาขวางกั้นให้อยู่คนละประเทศ เอาภาษา ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรมประเพณีต่างๆ มาขวางไว้ให้แตกต่างกัน ตรึงทุกคนให้ติดอยู่กับเรื่องที่ไม่เป็นแก่นสารของชีวิต ทำให้รวมตัวกันไม่ได้ พญามารกลัวการรวมตัวกันของทหารกองทัพธรรมที่มีใจหยุดนิ่งอย่างมั่นคง เพราะถ้าหากทุกคนสามารถหยุดใจนิ่งได้แล้ว ย่อมเข้าถึงที่พึ่งคือพระรัตนตรัยภายใน ทำให้รู้เรื่องราวของตัวเองว่ามีความเป็นมาอย่างไร และถ้านำคนที่หยุดใจจนเข้าถึงพระธรรมกายได้มารวมกัน ก็จะเป็นการรวมพลังเพื่อช่วยไขความลับอันยิ่งใหญ่ที่พญามารควบคุมบังคับบัญชาไว้เป็น “ผังสำเร็จ” ได้ ผังนี้เป็นประดุจโปรแกรมชีวิตที่ควบคุมสรรพสัตว์และสรรพสิ่งทั้งหลายเอาไว้ โปรแกรมชีวิตนี้บังคับให้ทุกคนต้องเกิด แก่ เจ็บ ตาย และมีความทุกข์ทรมานตามกฎแห่งกรรม พญามารเกรงกลัวว่าจะมีผู้รู้มาแก้ผังสำเร็จนี้ได้ จึงพยายามระเบิดให้กองทัพธรรมของผู้รู้กระจัดกระจายไป แม้ช่วงเวลาที่มาเกิดจะไล่เลี่ยกัน แต่พญามารก็ยื้อเอาไว้ให้บางคนเกิดช้าไป บางคนเกิดเร็วไป เวลากลับมารวมตัวกันอายุจึงแตกต่างกันมาก ทำให้เกิดช่องว่างระหว่างวัย คุยกันไม่ค่อยรู้เรื่อง ผู้สูงอายุจะสมบูรณ์ด้วยทรัพย์สินเงินทอง แต่สังขารไม่เอื้ออำนวย ส่วนผู้ที่ถูกยื้อให้มาเกิดภายหลังจะมีร่างกายแข็งแรงกว่า แต่ขาดแคลนเรื่องทรัพย์สิน ทุกอย่างจึงไม่พร้อมเพรียงกัน ก่อให้เกิดอุปสรรคในการทำภารกิจเพื่อปราบพญามาร ผู้มีบุญที่มาเกิดสร้างบารมีร่วมกับพระเดชพระคุณหลวงปู่และคุณยายนั้นมีจำนวนไม่น้อย นับได้หลายล้านคน แต่พญามารได้บดบังและตรึงเขาเหล่านั้นเอาไว้ ทำให้มาไม่ถึงหมู่คณะ คุณยายจึงต้องทำหน้าที่ตามบุคคลเหล่านั้นกลับมาด้วยอานุภาพแห่งสมาธิซึ่งเป็นงานภายใน ส่วนภายนอกก็ต้องอาศัยศิษยานุศิษย์ที่มาถึงก่อนแล้วช่วยกันทำหน้าที่แจ้งข่าวและชักชวนไปด้วยเพื่อให้ทุกคนกลับมาเร็วขึ้น --------------------------------------- นโยบายบุญ ตั้งโรงทาน คุณยายเป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญด้านธรรมปฏิบัติมาก แต่ท่านก็ชอบสร้างมหาทานบารมีด้วยการเลี้ยงพระและญาติโยมที่มาวัดด้วย นับตั้งแต่เริ่มสร้างวัด ท่านได้กำหนดให้สร้างโรงครัวขึ้นเพื่อปรุงอาหารเลี้ยงทุกคน ในเวลาเดียวกันท่านได้ปลูกต้นมะละกอและกล้วยไว้สำหรับรับประทานด้วย ถือเป็นการออกกำลังกายไปในตัว ทำให้ท่านเป็นคนกระฉับกระเฉง เดินเหินคล่องแคล่ว และอายุยืน ท่านจะออกไปต้อนรับแขกที่มาพบเพื่อสอนธรรมะบ้าง คุมบุญให้บ้าง พร้อมทั้งแก้ไขทุกข์โศกโรคภัยให้กับผู้ที่มาขอบารมีเหล่านั้น คุณยายจึงเป็นประดุจแก้วสารพัดนึกหรือบุคคลอเนกประสงค์ คุณยายมุ่งมั่นในการตั้งโรงทานเพราะต้องการทำตามอย่างพระเดชพระคุณหลวงปู่วัดปากน้ำ ท่านตั้งโรงทานเล็กๆ แล้วเข้าไปช่วยงานครัวด้วยตนเอง แม้ท่านทำอาหารไม่เป็นแต่ท่านเข้าไปดูแลเรื่องความสะอาด และความเป็นระเบียบเรียบร้อย ในการวางข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ท่านให้นโยบายเอาไว้ว่า ห้องครัวต้องสะอาดเอี่ยมเรียบร้อย เครื่องใช้สอยต้องวางเรียงพี่เรียงน้อง แม้แต่ฝาหม้อข้าวก็จะต้องเรียงโป้ง ชี้ กลาง นาง ก้อย ตามลำดับของขนาด เพื่อให้ดูมีระเบียบ หยิบใช้ง่าย เมื่อหายก็รู้ แลดูงามตา คุณยายเริ่มเลี้ยงพระตั้งแต่รูปเดียวก่อน คือหลวงพ่อ แล้วจึงค่อยๆ เพิ่มขึ้นทีละรูป 2 รูป 3 รูป เพิ่มขึ้นเรื่อยมาจนเลี้ยงพระจำนวนมากมายได้ทุกวันไม่เคยขาด ท่านชักชวนลูกหลานเลี้ยงพระมาโดยตลอด เมื่อท่านละสังขารแล้วหลวงพ่อจึงเชิญชวนลูกหลานคุณยายได้ทำกันต่อไป การสร้าง “หอฉันคุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง” จึงถือเป็นการสานต่องานโรงทานของท่านด้วย ทั้งหมดนี้เริ่มต้นจากที่นาโล่งว่างแห้งแล้ง เดี๋ยวนี้โรงทานของคุณยายเลี้ยงพระเณรได้นับพันรูป ถ้ารวมอุบาสก อุบาสิกา และสาธุชน ก็มากมายนับไม่ถ้วน --------------------------------------- สะอาด ประหยัด ขยัน คุณยายให้ความสำคัญกับความสะอาดของสถานที่และสิ่งต่างๆ ภายในวัดเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะ “ห้องน้ำ” ท่านอธิบายว่าห้องน้ำคือห้องรับแขก วัดจำเป็นต้องดูแลรักษาห้องน้ำให้สะอาดอยู่เสมอ เพื่อเป็นการต้อนรับและให้เกียรติแขกผู้มาเยือน คุณยายทำความสะอาดห้องน้ำโดยล้วงคอห่านและขัดถูทุกซอกทุกมุมจนสะอาดเกลี้ยงเกลา นอกจากนี้ท่านยังแยกประเภทผ้าขี้ริ้วที่นำมาใช้งานอีกด้วย เช่น ผ้าผืนนี้สำหรับเช็ดเท้า ผืนนี้สำหรับล้วงคอห่าน ผ้าผืนนี้ถ้าเปียกจะต้องเช็ดอย่างนี้ ถ้าแห้งต้องเช็ดอีกแบบ ส่วนรองเท้าที่ถอดไว้ต้องจัดวางให้เป็นระเบียบ คุณยายสอนทุกคนไปเรื่อยๆ พร้อมกับทำให้ดูเป็นตัวอย่าง นอกจากความสะอาดแล้ว คุณยายยังสอนให้ทุกคนรู้จักประหยัด เริ่มตั้งแต่การใช้ไฟฟ้าภายในวัด หลอดไฟทุกดวงต้องมีกำหนดเวลาในการเปิดปิดที่แน่นอน ผู้ใช้ต้องรู้ว่าควรเปิดปิดหลอดไฟเวลาใด ควรเปิดปิดดวงไหนบ้าง หากหลอดไฟดวงไหนไม่ใช้แล้วต้องรีบปิดทันที ทุกคนต้องรู้หน้าที่อยู่เสมอ ไม่ต้องรอให้คุณยายเดินมาเตือน ในขณะที่คุณยายยังมีชีวิตอยู่ ท่านออกตรวจตราบริเวณวัดเพื่อดูแลความเรียบร้อยอยู่เสมอ แม้ท่านละสังขารไปแล้ว ท่านก็ยังคงสอดส่องดูแลความเรียบร้อยของสิ่งต่างๆ ภายในวัดอยู่เช่นเดิม ยกตัวอย่างเช่น ครั้งหนึ่ง คนงานของบริษัทรับเหมาก่อสร้างที่เข้ามาทำงานภายในพื้นที่วัดพระธรรมกายได้บังเอิญเห็นแม่ชีท่านหนึ่ง มาตรวจงานในช่วง ตี 1 ตี 2 เป็นเวลาหลายคืนติดต่อกัน พวกเขาไม่เคยเข้าวัดพระธรรมกายมาก่อน จึงไม่รู้จักคุณยาย ได้แต่คุยกันว่าแม่ชีวัดนี้ขยันมากจริงๆ ร่ำลือกันจนรู้ไปถึงวิศวกรที่เป็นหัวหน้าควบคุมงานก่อสร้าง วิศวกรจึงมาถามเจ้าหน้าที่ของวัดว่าจะไปพบแม่ชีที่มาตรวจงานท่านนี้ได้ที่ไหน เจ้าหน้าที่ได้แต่ตอบว่าวัดพระธรรมกายมีแม่ชีประจำอยู่ท่านเดียว คือคุณยายอาจารย์ ซึ่งท่านละสังขารไปแล้ว คำกล่าวนี้ทำให้วิศวกรตกใจมาก นับตั้งแต่นั้นมาทุกคนจึงตั้งอกตั้งใจทำงานกันอย่างขยันขันแข็งยิ่งกว่าเดิม --------------------------------------- อย่าให้ยายบาป แม้ว่าคุณยายเป็นครูบาอาจารย์ของหลวงพ่อ อีกทั้งเป็นผู้ก่อตั้งและวางรากฐานทุกสิ่งทุกอย่างให้กับวัดพระธรรมกาย ทำให้พระภิกษุและสามเณรรุ่นลูกรุ่นหลานได้มาอาศัยสร้างบุญบารมีโดยสะดวก แต่เวลาที่ท่านสนทนากับพระภิกษุหรือสามเณรนั้น ท่านต้องพนมมือก่อนเสมอ แล้วพูดว่า “ท่าน... อย่าให้ยายบาปนะ” คือท่านบอกอย่างนี้ทุกครั้งไป ก่อนที่จะถวายความรู้หรือแนะนำพระภิกษุสามเณรด้วยความปรารถนาดีว่าสิ่งใดควรทำหรือไม่ควรทำ ท่านเกรงว่าการสอนพระนั้นจะเป็นบาปจึงต้องพูดเช่นนี้ก่อน แม้จะพูดกับสามเณรตัวเล็กๆ ท่านก็พนมมือก่อนแล้วพูดว่า “อย่าให้ยายบาปนะ เณร” คุณยายตระหนักดีว่า แม้สามเณรเป็นเด็ก แต่ในเมื่อท่านกำลังพูดกับเด็กมหัศจรรย์ที่สละตนเข้ามาสร้างบุญบารมี ท่านก็ต้องพนมมือขึ้นเพื่อแสดงความเคารพ แล้วจึงกล่าวต่อว่า “เณรทำอย่างนี้สิ เณรอย่าทำอย่างนั้นนะ” คุณยายไม่เคยว่าร้ายใคร ท่านสอนหลวงพ่อว่า “เราอย่าไปต่อว่าเขา เดี๋ยวเขาโกรธ ให้เราสอนและแนะนำ” ความจริงแล้วคุณยายไม่ได้สร้างเพียงแค่วัดเท่านั้น แต่ท่านได้ถวายความรู้เพื่อสร้างคนด้วย นับตั้งแต่สร้างหลวงพ่อ รวมไปถึงหลวงพ่อทัตตชีโว หลวงพี่ที่เป็นพระเถรานุเถระภายในวัดทุกรูป และหมู่คณะทุกคนที่ได้ใกล้ชิดท่าน ด้วยเหตุนี้เองวัดพระธรรมกายจึงมีระบบระเบียบและแบบแผนอันดีงามทุกประการตามที่คุณยายวางแนวทางไว้ ทำให้ศิษยานุศิษย์รุ่นลูกรุ่นหลานได้ดำเนินตามรอยท่าน รากฐานอันแข็งแกร่งของวัดพระธรรมกายจึงเกิดจากข้อแนะนำและคำสอนของคุณยาย ที่ท่านได้ทุ่มเทสร้างและสอนจนกระทั่งเมื่อเห็นว่าพระลูกพระหลานเติบโตพอสมควรแล้ว ท่านจึงถอยออกมาเพื่อทำหน้าที่เป็นหลักในการให้คำปรึกษาต่างๆ เกี่ยวกับการบริหารงานวัดต่อไป --------------------------------------- สรรค์สร้างพระศาสนา สร้างวัดเรื่องเล็ก ช่วงแรกเริ่มที่คุณยายนำพาหมู่คณะสร้างวัดทั้งๆ ที่ยังไม่มีอะไรเลยสักอย่างแม้แต่ที่ดิน หลายคนเกิดความสงสัยว่า ทำไมท่านจึงกล้าคิดการใหญ่ขนาดนี้ ความจริงแล้วการสร้างวัดถือเป็นเรื่องเล็กน้อยเมื่อเทียบกับการศึกษาและค้นคว้าวิชชาธรรมกายกับพระเดชพระคุณหลวงปู่และผู้ทำวิชชาในโรงงานทำวิชชา วิชชาธรรมกายทำให้คุณยายสามารถรู้เห็นแหล่งที่มาของความทุกข์ทั้งมวลและวิธีแก้ไขอย่างถูกต้อง นอกจากนี้ท่านยังได้ไปเยือนนรกสวรรค์โดยไม่ต้องอาศัยยานพาหนะใดๆ และช่วยปัดระเบิดในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองเพื่อช่วยให้ชาติและศาสนาพ้นภัย ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องใหญ่กว่าการสร้างวัดมากมายนัก แม้กระนั้นท่านก็ไม่ได้วางมาดว่าตนเองเป็นบุคคลสำคัญ แต่ทำตัวเรียบง่ายสงบเสงี่ยมอยู่ตลอดเวลา ทั้งนี้เพราะท่านเข้าถึงวิชชาธรรมกายแล้วจึงมีใจบริสุทธิ์ และวัตถุประสงค์ในการสร้างวัดของท่านก็คือการเปิดโอกาสให้ทุกคนได้เข้าถึงพระธรรมกายและศึกษาวิชชาธรรมกายเช่นกัน วัดพระธรรมกายถือกำเนิดขึ้นเพื่อเผยแผ่วิชชาธรรมกาย เรื่องการปฏิบัติธรรมจึงเป็นเรื่องหลัก ส่วนเรื่องอื่นๆ ถือว่าเป็นส่วนเสริมเพื่อให้เกิดความสมบูรณ์ เช่น การเรียนการสอนธรรมะภาคทฤษฎี การสร้างสื่อสอนธรรมะด้านต่างๆ ทั้งเพลงและภาพที่จะช่วยให้ทุกคนสามารถเข้าใจคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ง่ายขึ้น แล้วหันมาประพฤติปฏิบัติธรรมจนกว่าจะเข้าถึง “พระธรรมกาย” ซึ่งเป็นแก่นแท้ของสรรพชีวิตที่มีอยู่แล้วภายในตัวของทุกคน --------------------------------------- ถ่ายทอดคุณธรรม ปกติแล้วคุณยายทำอาหารไม่ค่อยเป็น แต่เมื่อต้องสร้างวัดให้ลูกหลานอยู่ ท่านมักจะเข้าไปในครัวเพื่อทำงานที่ไม่ใช่การทำอาหาร แต่เป็นการอบรมสั่งสอนเพื่อจัดระเบียบวินัยให้กับสมาชิกในโรงครัว ทำให้ทุกคนรักความสะอาดและมีมโนปณิธานในการสร้างบารมีเหมือนอย่างคุณยาย เกิดความปลื้มปีติยินดีที่ได้สร้างบุญด้วยการทำอาหารเลี้ยงพระภิกษุสามเณร คุณยายเมตตาอธิบายให้ทุกคนฟังว่าพวกเขาจะได้บุญข้ามภพข้ามชาติอย่างไร ถือเป็นการเติมกำลังใจให้กันอยู่เรื่อยๆ ในช่วงที่คุณยายยังแข็งแรงอยู่ ท่านเข้าครัวเป็นประจำสม่ำเสมอทุกวัน ท่านบอกหลวงพ่ออยู่บ่อยๆ ว่า “เราอย่าไปดุเขา เดี๋ยวเขาโกรธเอา เราสอนเขาดีกว่า เขาจะได้เข้าใจ” เพราะฉะนั้นตั้งแต่หลวงพ่อได้พบกับคุณยายและอยู่กับท่านมา จึงไม่เคยถูกท่านดุด่าว่ากล่าวเลยสักครั้งเดียว รวมถึงไม่เคยได้ยินทั้งคำติหรือคำชมใดๆ จากท่านโดยตรง มีแต่คำสอนให้ทำหรือประกอบเหตุอย่างนี้ เพื่อที่จะได้ผลเป็นอย่างนั้น ท่านสอนว่าผลในปัจจุบันชาตินี้เกิดจากเหตุที่ประกอบเอาไว้ในอดีตชาตินั่นเอง ดังนั้นชาตินี้จึงเป็นชาติสุดท้ายที่เราจะต้องใช้โอกาสในการกลับเนื้อกลับตัว แก้ไขข้อผิดพลาดในอดีตชาติที่ผ่านมา ด้วยการทำแต่ความดีตลอดไป นอกจากประโยชน์อันเกิดจากการสั่งสอนสมาชิกในโรงครัวแล้ว คุณยายยังรู้สึกปลื้มอกปลื้มใจที่ได้เห็นพระภิกษุสามเณรขบฉันภัตตาหาร ท่านรู้สึกดีใจและพนมมือรับพรจากคณะสงฆ์ทุกคราว คุณยายมักสอนใครต่อใครว่า “เราเกิดมามีหน้าที่” หน้าที่อันสำคัญนี้คือการทำใจหยุดนิ่งให้เข้าถึงที่พึ่งภายใน เพื่อที่จะได้รู้เรื่องราวความเป็นจริงของชีวิตและศึกษาวิชชาธรรมกายต่อไป เป็นการฝึกอบรมคนทั้งด้านความประพฤติภายนอกและการปฏิบัติธรรมภายใน แม้เมื่อคุณยายสร้างวัดพระธรรมกายเสร็จเรียบร้อยแล้วและหลวงพ่อมีโครงการที่จะขยายงานเพิ่มเติมมากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อรองรับผู้มีบุญที่จะมาศึกษาและปฏิบัติธรรมเพื่อการพ้นทุกข์ คุณยายยังคงเมตตาทำหน้าที่อบรมบ่มเพาะคุณธรรมให้แก่บุคลากรของวัด ทั้งพระภิกษุ สามเณร เจ้าหน้าที่อุบาสก และอุบาสิกา เพื่อให้เป็นพระแท้และเป็นนักบวชที่แท้จริง ท่านเพียรพยายามที่จะสร้างวัดพระธรรมกายให้มีระบบระเบียบสะอาดสง่างาม เหมาะสมที่จะเป็นที่อยู่ของผู้ประพฤติพรหมจรรย์และผู้ที่แสวงหาหนทางพ้นทุกข์เพราะเห็นภัยในวัฏสงสาร เพื่อสร้างคนให้เป็นคนดีที่โลกต้องการสืบต่อไป --------------------------------------- ถึงเวลาธรรมกาย ผู้ที่สนใจอยากจะเข้าถึงพระธรรมกายนั้นมีมากมาย การเผยแผ่วิชชาธรรมกายจึงขยายไปทั่วโลก หลักสำคัญของการเผยแผ่วิชชาธรรมกายคือการปฏิบัติธรรมเพื่อให้เข้าถึงพระธรรมกาย โดยเริ่มต้นจากการแนะนำเพื่อนมนุษย์ว่าภายในตัวของทุกคนมีพระธรรมกายอยู่ ส่วนเรื่องอื่น เช่น การทอดกฐิน ทอดผ้าป่า ถือเป็นส่วนประกอบ เราสร้างศาสนสถานเพื่อรองรับทุกคนที่จะมาประพฤติปฏิบัติธรรมร่วมกันจนเข้าถึงพระธรรมกาย การสร้างวัดขึ้นใหม่นั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะเราต้องชักชวนผู้อื่นมาร่วมบุญ เนื่องจากทุกคนแสวงหาทรัพย์มาโดยยากลำบากจึงมีความหวงแหนเป็นธรรมดา การบอกอานิสงส์ผลบุญให้ทุกคนได้ทราบก็เป็นไปเพื่อให้เขาเหล่านั้นได้เห็นประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นตามกฎแห่งการกระทำหรือกฎแห่งกรรม ถาวรวัตถุเหล่านี้จะกลายเป็นสมบัติของพระศาสนา เป็นของกลางที่มีไว้ใช้สร้างประโยชน์แก่สาธารณชน ไม่ใช่ของผู้หนึ่งผู้ใด เมื่อทุกคนสร้างเสร็จแล้วก็กลับบ้าน โดยหลวงพ่อและหมู่คณะภายในวัดทุกคนมีหน้าที่ดูแลซ่อมแซมและบำรุงรักษาสืบเนื่องต่อไป แม้จะมีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นแต่เราก็ต้องทำ เพราะคุณยายได้อบรมสั่งสอนเอาไว้ว่า “ให้ใช้ทุกสิ่งทุกอย่างให้คุ้มค่า ประหยัดสุดและก่อให้เกิดประโยชน์สูง” ปัจจุบันนี้วัดพระธรรมกายได้สร้างศาสน-สถานคืออาคารและสถานที่เพื่อรองรับผู้ปฏิบัติธรรมจำนวนมากได้แล้ว ส่วนศาสนทายาทคือบุคลากรของวัดก็ได้ช่วยกันเผยแผ่พระพุทธศาสนาและวิชชาธรรมกายไปทั่วทุกภูมิภาคของโลก เกิดเป็นวัดสาขามากมายหลายแห่งทั้งภายในประเทศไทยและต่างประเทศ เราจึงสามารถประกอบบุญพิธีและปฏิบัติธรรมพร้อมๆ กัน โดยมีวัดพระธรรมกายเป็นศูนย์กลาง แต่เดิมเคยคิดว่าหากเราจัดพิธีในช่วงเช้าที่ประเทศไทย ก็จะตรงกับเวลาดึกดื่นเที่ยงคืนในอีกซีกโลกหนึ่ง คงจะไม่มีใครมาร่วมงานที่สาขาแห่งนั้น อย่างไรก็ตามหลวงพ่อได้กำหนดให้วัดสาขาทุกแห่งยึด “เวลาธรรมกาย” เป็นหลัก คือจัดงานตามกำหนดการของวัดพระธรรมกายในประเทศไทย ในที่สุดทุกคนก็คุ้นเคย แม้จะเป็นเวลาหลับพักผ่อนแต่สาธุชนในต่างประเทศก็ยังมาร่วมงานกันที่วัดสาขา เวลาบนโลกมนุษย์ของเรานั้นไม่ตรงกัน แต่เวลาธรรมกายซึ่งเป็นเวลาแห่งการประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อให้เข้าถึงพระธรรมกายนั้นตรงกัน โดยมี “ศูนย์กลางธรรมกายแห่งโลก” หรือวัดพระธรรมกาย ประเทศไทย ซึ่งคุณยายเป็นผู้ให้กำเนิดนั้นเป็นหลัก --------------------------------------- ละสังขารเมื่องานเสร็จ รอยยิ้มสุดท้าย การมาเกิดเพื่อสร้างบารมีของคุณยายในชาตินี้ถือว่าได้รับชัยชนะอย่างงดงาม เพราะท่านได้ประพฤติพรหมจรรย์ ปฏิบัติธรรม ศึกษาวิชชาธรรมกาย ค้นคว้าความรู้ภายในจนแตกฉาน ละเอียด ลึกซึ้ง บารมีของท่านจึงแก่รอบยิ่งขึ้น คุณยายทุ่มเทสร้างบารมีมาโดยตลอดนับตั้งแต่อยู่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ทำวิชชากับพระเดชพระคุณหลวงปู่ในสถานที่รวมนักรบกองทัพธรรมที่เรียกว่าโรงงานทำวิชชา เมื่อพระเดชพระคุณหลวงปู่มรณภาพแล้ว ต่อมาท่านได้ริเริ่มสร้างวัดพระธรรมกาย ด้วยวิสัยทัศน์ที่มองการณ์ไกลว่า สักวันหนึ่งคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะแผ่ขยายออกไปเป็นที่พึ่งให้แก่ชาวโลก ทำให้ชาวโลกมีสันติสุขอย่างแท้จริง นอกจากนี้คุณยายยังเป็นต้นบุญผู้สนับสนุนการบวชของพระภิกษุและสามเณรจำนวนหลายหมื่นรูป เพื่อสืบทอดอายุของพระพุทธศาสนาให้ยืนยาวต่อไปอีก โดยอยู่เบื้องหลังการอบรมศีลธรรมเพื่อสร้างคนดีที่โลกต้องการให้เกิดขึ้นมากมาย ในขณะที่คุณยายยังแข็งแรงอยู่ ท่านคอยอบรมพร่ำสอนและให้กำลังใจลูกศิษย์ในทุกๆ เรื่อง ท่านทำหน้าที่ครูบาอาจารย์ด้วยจิตใจอันประเสริฐงดงาม เอาใจใส่ต่อลูกศิษย์ด้วยความห่วงใย ความเมตตากรุณา และความปรารถนาดีข้ามภพข้ามชาติอย่างแท้จริง นอกจากนี้ท่านยังขวนขวายบำเพ็ญบุญกิริยาทุกอย่าง ทั้งทอดกฐิน ทอดผ้าป่า สร้างมหาทานบารมี สงเคราะห์โลก สงเคราะห์เพื่อนมนุษย์ ปล่อยสัตว์ปล่อยปลา ทำทุกอย่างที่จะเป็นประโยชน์ต่อโลกและเป็นทางมาแห่งบุญ แม้ปกติแล้วท่านมีอัธยาศัยรักสันโดษ มักน้อย ไม่คลุกคลีด้วยหมู่คณะ รักการปฏิบัติธรรม รักความสงบวิเวก แต่เพื่อประโยชน์ของชาวโลกโดยรวมจึงอุทิศตนเพื่อทำงานพระศาสนา ดังนั้นงานของท่านจึงเกิดคุณประโยชน์ต่อชาวโลกอย่างมหาศาล คุณยายตั้งใจทำทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นทางมาแห่งบุญให้ดีที่สุด ทั้งเรื่อง “งานภายนอก” หรือที่เรียกว่า“งานหยาบ” คือกิจวัตรและกิจกรรมต่างๆ รวมถึง “งานภายใน” หรือ “งานละเอียด” คือการปฏิบัติธรรม ด้วยเหตุนี้เองงานหยาบของท่านก็เป็นเยี่ยม ส่วนงานละเอียดก็เป็นยอด ถือว่าเป็นเรื่องไม่ธรรมดาสำหรับผู้ที่ไม่รู้หนังสือ แต่สามารถทำภารกิจได้ยิ่งใหญ่ขนาดนี้ เพราะผู้ที่รู้หนังสือมากกว่าท่านยังไม่สามารถทำได้อย่างท่าน คุณยายได้สร้างวัด สนับสนุนการบวชพระ วางรากฐานระบบระเบียบแบบแผน ข้อวัตรปฏิบัติต่างๆ แล้วอบรมสั่งสอนศิษยานุศิษย์ด้วยดีจนกระทั่งสังขารของท่านไม่เอื้ออำนวย วันหนึ่งหลวงพ่ออาพาธเข้าโรงพยาบาล คุณยายก็ป่วยเข้าโรงพยาบาลเหมือนกัน ได้รับการรักษาที่โรงพยาบาลเดียวกันแต่อยู่คนละชั้น คุณอารีพันธุ์ ซึ่งเป็นอุปัฏฐากของคุณยายได้ต่อโทรศัพท์ให้หลวงพ่อสนทนากับท่าน เพราะหมอมาหารือว่าจะขอเสียบสายอุปกรณ์ทางการแพทย์เพื่อช่วยพยุงอาการไว้ แต่หลวงพ่อปฏิเสธ เพราะคุณยายเคยสั่งเอาไว้ว่า “ท่าน ถ้ายายถึงช่วงสุดท้ายแล้ว อย่าให้หมอเขาเอาสายระโยงระยางอะไร เสียบปากเสียบจมูกยายนะ อย่าให้เจาะคอนะ ยายจะไปเอง” คุณยายมีความพร้อมอยู่เสมอ ท่านอยากไปอย่างสบายๆ หลวงพ่อได้บอกคุณยายผ่านทางโทรศัพท์ว่า “ยาย ไปตรงนั้นเลย...” เพียงเท่านั้นแล้วก็ไม่ได้พูดอะไรกันอีก เพราะหลวงพ่อกับคุณยายได้ตกลงกันเรียบร้อยแล้ว เหมือนเมื่อคราวคุณยายทองสุขป่วยจนสิ้นใจอยู่บนตักของคุณยาย ท่านได้บอกคุณยายทองสุขว่า “พี่ เข้านิพพานไปเลย” หมายความว่าให้คุณยายทองสุขจรดใจเข้าสู่อายตนนิพพานไปก่อน แต่ยังไม่ต้องเข้าไปอยู่ เมื่อไปถึงตรงนั้นแล้วค่อยถอยกลับลงมาที่สวรรค์ชั้นดุสิต อยู่ในเพศสมณเทวบุตร เพื่อสร้างบารมีต่อไป มหาปูชนียาจารย์ อย่างเช่นพระเดชพระคุณหลวงปู่ และคุณยายอาจารย์ต่างก็ทำอย่างเดียวกันคือ ก่อนตายท่านจะถอดกายออกไปก่อน ปล่อยให้กายมนุษย์หยาบดำรงอยู่ไปตามสภาพ ภายนอกมองดูเหมือนคนป่วยที่กำลังมีทุกขเวทนา แต่นั่นเป็นเรื่องของกายมนุษย์หยาบ ส่วนละเอียดของท่านจะเข้าศูนย์กลางกายมุ่งไปสู่อายตนนิพพานตามความชำนาญ แล้วค่อยย้อนกลับมาอยู่ในรูปของกายทิพย์ เมื่อถึงวินาทีสุดท้ายของชีวิต คุณยายยิ้มน้อยๆ เป็นครั้งสุดท้ายอย่างงดงาม ท่านหลับตาพริ้มพร้อมกับละโลกไปอย่างมีความสุข เดินทางออกจากกายมนุษย์อย่างผู้นิรทุกข์แล้วไปสู่วิมานแก้วที่สดใส สวยงาม โอฬารตระการตา ณ วงบุญพิเศษเขตบรมโพธิสัตว์ ภายในสวรรค์ชั้นดุสิต สมดังความปรารถนา แม้ท่านจะไม่รู้หนังสือแต่ท่านได้บำเพ็ญตนดุจบัณฑิตนักปราชญ์ผู้ชาญฉลาดในการใช้สังขารเพื่อสั่งสมบุญอย่างคุ้มค่า เมื่อสังขารเสื่อมโทรมใกล้แตกสลาย ท่านได้ละสังขารที่เป็นดั่งภาชนะดินแล้วเกิดใหม่ในรูปของกายทิพย์ ซึ่งเป็นดั่งภาชนะทองแก้วที่ดีกว่า ประณีตกว่าและสวยงามกว่า คุณยายได้ละโลกนี้ไปอย่างผู้มีชัยชนะ กลับสู่ดุสิตเทวโลกโดยมีบุญบารมีติดตัวไปมหาศาล เมื่อคุณยายละสังขารแล้ว ศิษยานุศิษย์ได้ร่วมกันบูชาคุณท่านด้วยการห่อร่างด้วยผ้าขาวสลับกับสำลีที่ประพรมด้วยน้ำหอมเป็นอย่างดี จากนั้นจึงบรรจุไว้ในหีบไม้หอม ซ้อนอยู่ในเรือนที่สานด้วยแผ่นเงินและเรือนที่สานด้วยแผ่นทองคำเป็นชั้นสุดท้าย ยิ่งไปกว่านั้น ศิษยานุศิษย์ของท่านยังได้พร้อมใจกันจัดทำ “มหาสุวรรณรัตนภูษา” คือผืนผ้าที่ทำจากห่วงทองคำร้อยกันเป็นผืนใหญ่ ประดับด้วยเพชรพลอยงามระยับตา คลุมเรือนทองของท่านเอาไว้ แล้วอัญเชิญไปประดิษฐานเพื่อการบำเพ็ญกุศล ภายในพื้นที่ด้านหลังรัตนบัลลังก์ของสภาธรรมกายสากล ซึ่งเป็นอาคารขนาดใหญ่เพื่อการประพฤติปฏิบัติธรรมของวัดพระธรรมกาย ตลอดระยะเวลา 92 ปีของคุณยายนั้น ท่านได้ใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่า ใช้วันเวลาทุกอนุวินาทีเพื่อสร้างบารมีอย่างเต็มที่ ท่านไม่เคยว่างเว้นจากการสร้างบารมี แม้ละสังขารจากโลกมนุษย์ไปสู่สถานที่แห่งใหม่อันเป็นทิพย์แล้ว ท่านก็อยู่ในที่ที่มีแต่การปฏิบัติธรรมเพียงอย่างเดียว นั่งเจริญสมาธิภาวนาตลอดต่อเนื่องกันโดยไม่มีกิจอย่างอื่น ทำใจหยุดนิ่งกลางกายเรื่อยไปเพื่อมุ่งไปสู่ที่สุดแห่งธรรม เป็นการทำงานที่แท้จริง คือรบกับกิเลสอาสวะและพญามาร เพื่อดับต้นเหตุแห่งความทุกข์ทรมานทั้งปวง แม้ว่าเวลาในโลกมนุษย์ของคุณยายได้หมดลงแล้ว แต่ลูกหลานของท่านยังคงมีเวลาเหลือพอที่จะใช้สร้างประโยชน์สูงสุด กิจสำคัญของทุกคนคือการเติมความบริสุทธิ์ให้กับ กาย วาจา ใจ แสวงหาความรู้และปัญญาอันบริสุทธิ์ภายใน แม้ในเวลานี้เรื่องราวเกี่ยวกับสรรพสิ่งและสรรพสัตว์ทั้งหลายยังคงเป็นความลับสำหรับเรา แต่เมื่อเราได้มาอยู่ภายใต้ร่มเงาของคุณยายแล้ว เราจะต้องประพฤติปฏิบัติธรรมให้เข้าถึงวิชชาธรรมกาย เพื่อไขกุญแจเปิดเผยความลับเหล่านั้นให้จงได้ ในที่สุดแล้วความสงสัยเคลือบแคลงต่างๆ ภายในใจเราจะล่มสลายไป เช่นเดียวกับคุณยายที่สามารถล่วงรู้ความลับทั้งปวงได้ในยามที่ดวงตาของท่านปิดสนิท --------------------------------------- ไฟแก้ว ไฟบริสุทธิ์ หลังจากที่คุณยายละสังขารแล้ว หลวงพ่อได้กราบอาราธนาพระเถรานุเถระและพระสังฆาธิการได้หมุนเวียนกันมาสวดพระอภิธรรมเพื่อเป็นการบำเพ็ญกุศลแด่คุณยายเป็นเวลากว่า 500 วัน ทั้งนี้เพื่อเป็นเกียรติและเป็นเนื้อนาบุญให้แก่คุณยายและลูกหลานของท่าน จนกระทั่งถึงวันสลายร่างคือ วันที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2545 ในวันนั้นได้มีการกราบอาราธนาพระมหาเถระ พระเถรานุเถระ พระสังฆาธิการและพระผู้ติดตามรวมนับแสนรูปจาก 30,000 กว่าวัด ทั้งภายในและต่างประเทศมาร่วมงานในครั้งนี้ หลวงพ่อเชื่อว่าบุญพิธีเช่นนี้ยังไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนนับตั้งแต่สร้างชาติไทยมา นั่นคือการที่ชาวไทยได้ทำบุญกับพระภิกษุสงฆ์จาก 30,000 กว่าวัดทั่วประเทศพร้อมๆ กัน ถือเป็นเรื่องยากที่จะเกิดขึ้นได้ พระภิกษุทุกรูปล้วนมีคุณธรรมและคุณวิเศษ เพราะท่านได้อุทิศตนเพื่อรักษาพระพุทธศาสนาเอาไว้ ทั้งศาสนสถาน ศาสนวัตถุ ศาสนทายาท และศาสนธรรม ฝึกตน ทนหิว บำเพ็ญตบะ ทำประโยชน์ให้แก่โลก ดังนั้นพิธีสลายร่างของคุณยายซึ่งมีพระภิกษุสงฆ์นับแสนรูปเมตตาเดินทางมาเป็นเนื้อนาบุญนี้ จึงควรค่าอย่างยิ่งสำหรับการบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ ถือเป็นวันพิเศษและเป็นวันที่ดีที่สุดวันหนึ่งของพระพุทธศาสนา เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ยาก และนับเป็นเกียรติอย่างยิ่งแด่คุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ซึ่งท่านได้ถือกำเนิดขึ้นมาในโลกนี้ เพื่อทุ่มเทชีวิตจิตใจสร้างบุญบารมี เชิดชู ทำนุบำรุง และเผยแผ่พระพุทธศาสนาตลอดอายุขัยของท่าน ความพิเศษอีกประการหนึ่งของวันที่ 3 กุมภาพันธ์ คือ เป็นวันที่มีความเกี่ยวข้องกับผู้รู้ทั้ง 3 ท่าน โดยเป็นวันคล้ายวันมรณภาพของพระเดชพระคุณพระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) หลวงปู่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ และเป็นวันคล้ายวันละสังขารของคุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาทองสุข สำแดงปั้น ผู้เป็นปฐมาจารย์สอนธรรมะให้กับคุณยายอาจารย์จันทร์อีกด้วย 3 เหตุการณ์ที่เนื่องด้วยบุคคลสำคัญ 3 ท่าน คือ ผู้ค้นพบวิชชาธรรมกาย ผู้เผยแผ่วิชชาธรรมกาย และผู้สืบสานวิชชาธรรมกาย ได้มาพ้องตรงกันในวันนี้พอดี เราได้ใช้โอกาสอันดีในวันนั้น น้อมถวายไฟแก้วบูชาธรรมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและมหาปูชนียาจารย์ทั้ง 3 ท่าน คณะศิษยานุศิษย์ผู้เป็นลูกหลานของคุณยายทุกคนได้ตั้งใจปฏิบัติธรรมกันเป็นพิเศษ อาศัยความบริสุทธิ์อันเกิดจากใจที่หยุดนิ่งประมวลรวมเป็นดวงบุญที่ใสสว่างประดุจพระอาทิตย์ยามเที่ยงวันให้บังเกิดขึ้นที่ศูนย์กลางกาย เราได้อาศัยความบริสุทธิ์อันสว่างไสวของพระรัตนตรัยภายในและดวงบุญนี้ช่วยกลั่นไฟแก้วที่จุดด้วยการรวมแสงอาทิตย์นั้น ให้เป็นไฟที่บริสุทธิ์ ศักดิ์สิทธิ์ มีฤทธิ์ มีเดช มีอานุภาพมากที่สุด คู่ควรต่อการบูชาบุคคลอันเลิศ ในช่วงค่ำของวันเดียวกัน พระมหาเถรานุเถระ พระสังฆาธิการ พระภิกษุที่มาร่วมงาน พร้อมด้วยลูกหลานคุณยายทุกคนได้นำไฟแก้วที่จุดขึ้นนี้มาประกอบพิธีจุดไฟสลายร่างคุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง โดยมีท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ องค์ปัจจุบัน ได้เมตตาเดินทางมาเป็นประธานในพิธี วันนั้นหลวงพ่อรู้สึกปลาบปลื้มและซาบซึ้งในความเมตตาของท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ผู้เป็นพระอุปัชฌาย์ของหลวงพ่อ ตลอดจนพระมหาเถรานุเถระทุกรูป และเพื่อนสหธรรมิกทุกท่านที่ได้เมตตาเดินทางมาร่วมพิธี หลวงพ่อยังคงจดจำและรำลึกนึกถึงพระคุณอันสุดจะประมาณมิได้นี้มาโดยตลอด ภาพพิธีสลายร่างคุณยายอาจารย์ผู้เป็นที่เคารพรักของหลวงพ่อและคณะศิษยานุศิษย์วัดพระธรรมกาย ยังคงตราตรึงอยู่ในความทรงจำ นับเป็นบุญพิธีอันยิ่งใหญ่และทรงเกียรติ จัดขึ้น ณ ลานธรรม เบื้องหน้ามหาธรรมกายเจดีย์ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานพระธรรมกายประจำตัวนับล้านองค์ เป็นมหาเจดีย์ที่คุณยายพร้อมกับหลวงพ่อและหมู่คณะได้ร่วมแรงร่วมใจสร้างขึ้นเพื่อให้มนุษย์และเทวาได้สักการบูชาตลอดต่อเนื่องไปจนถึงอนาคตนานนับพันปี ถือเป็นการสืบอายุพระพุทธศาสนาให้ยั่งยืนยาวนานไปจนถึงอนุชนรุ่นหลัง ไฟแก้วอันบริสุทธิ์ได้สลายร่างของคุณยายแล้วในค่ำคืนอันสว่างไสว แม้พิธีอันทรงเกียรติได้ผ่านพ้นไปแล้ว แต่สิ่งที่เหลืออยู่คือ “รัตนอัฐิธาตุ” ของคุณยาย ซึ่งเป็นทางมาแห่งบุญกุศลสำหรับทุกคนที่เคารพสักการบูชา อีกทั้งยังเป็นสิ่งที่คอยย้ำเตือนให้ศิษยานุศิษย์และนักสร้างบารมีรุ่นใหม่ที่ตามมาในภายหลังได้น้อมระลึกนึกถึงคุณธรรม คุณวิเศษ ข้อวัตรปฏิบัติ ปฏิปทา และมโนปณิธานอันแรงกล้าของคุณยายในการปราบมารประหารกิเลสให้สิ้นเชื้อไม่เหลือเศษ นำพาสรรพสัตว์ทั้งหลายให้พ้นทุกข์และมุ่งไปสู่ที่สุดแห่งธรรมอีกด้วย --------------------------------------- มหารัตนอัฐิธาตุ คำว่า “มหารัตนอัฐิธาตุ” นี้เป็นเนมิตกนามที่บังเกิดขึ้นเพราะเหตุอันเป็นที่มา เหมือนชื่อของพระนางมัลลิกา ผู้เป็นพระมเหสีของพระเจ้าปเสนทิโกศล ที่บังเกิดขึ้นเพราะมีดอกมะลิโปรยปรายลงมาจากอากาศในยามที่พระนางประสูติออกจากพระครรภ์มารดา พระนางจึงได้รับการขนานนามว่า “มัลลิกา” ซึ่งแปลว่าดอกมะลิ หรือเหมือนกับคำว่า “พุทโธ” และ “ธรรมกาย” ซึ่งเป็นเนมิตกนามของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่มาพร้อมกับการบังเกิดขึ้นของ “พุทธรัตนะ” ในทำนองเดียวกัน “มหารัตนอัฐิธาตุ” เป็นเนมิตกนามที่บังเกิดขึ้นเมื่ออัฐิธาตุของคุณยายได้แปรสภาพเป็นรัตนะ หลังจากสลายร่างของคุณยายในวันที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2545 แล้ว หลวงพ่อได้มอบหมายให้ผู้เป็นตัวแทนได้ทำหน้าที่เก็บเถ้าอัฐิของคุณยายบรรจุลงในโถซึ่งเป็นภาชนะอันประณีตที่จัดเตรียมไว้ จากนั้นจึงนำมามอบให้หลวงพ่อ เมื่อหลวงพ่อเปิดฝาออกดูก็พบเพียงเถ้าอัฐิธรรมดา จึงรำพึงความในใจบอกกับคุณยายว่า “ทำไมถึงเป็นเช่นนี้ ในเมื่ออัฐิธาตุของครูบาอาจารย์ท่านอื่นยังเปลี่ยนเป็นพระธาตุใสบริสุทธิ์บ้าง ขาวขุ่นบ้าง แล้วทำไมอัฐิธาตุของยายจึงดูธรรมดาๆ อย่างนี้” พอรำพึงจบเท่านั้นก็เกิดเหตุอัศจรรย์ขึ้น เพราะเมื่อหลวงพ่อมองไปที่โถบรรจุอัฐิธาตุอีกครั้ง ก็พบว่ามีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นกับอัฐิธาตุเหล่านั้นในทันที ปกติแล้วคุณยายจะช่วยทำทุกอย่างเพื่อให้หลวงพ่อสบายใจ ท่านไม่ขัดใจหลวงพ่อ ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตาม เช่น ขจัดความสงสัยที่มีอยู่ในใจเกี่ยวกับเรื่องภพชาติ วิชชาธรรมกาย และอื่นๆ ครั้งนี้ก็เช่นกัน หลังจากหลวงพ่อได้รำพึงบอกคุณยายแล้ว สิ่งที่หลวงพ่อเห็นได้อย่างชัดเจนด้วยตาของตนเองในทันใดนั้นคือ อัฐิชิ้นหนึ่งซึ่งมีลักษณะแบนได้เปลี่ยนเป็นทองคำ เริ่มจากส่วนล่างไล่ขึ้นไปจนกระทั่งกลายเป็นทองคำทั้งชิ้น ในขณะที่ชิ้นอื่นๆ ได้ทยอยแปรสภาพเป็นอย่างเดียวกัน โดยเริ่มจากชิ้นนี้ไปชิ้นนั้น อัฐิธาตุของคุณยายล้วนกลายเป็นทองไปต่อหน้าต่อตาหลวงพ่อ บางชิ้นเป็นเหมือนเพชรที่มีประกายวาววับ บ้างก็มีสีแดงดั่งทับทิม บ้างก็เป็นสีน้ำเงินงดงามเหมือนไพลิน หลวงพ่อคิดว่าอัฐิธาตุของคุณยายคงกลายเป็นรัตนชาติเช่นนี้เพียงโถเดียว แต่เมื่อตรวจสอบดูแล้วปรากฏว่าเป็นเหมือนกันหมดทุกโถ ภาพที่เห็นทำให้หลวงพ่อรู้สึกดีใจ เพราะถ้าไม่ได้เห็นด้วยตาของตนเองหลวงพ่อคงต้องคิดว่ามีใครนำสิ่งเหล่านี้มาใส่ไว้ในโถอัฐิ คุณยายคงทราบอัธยาศัยของหลวงพ่อดีว่าไม่ค่อยจะเชื่ออะไรง่ายๆ การเปลี่ยนแปลงของอัฐิธาตุจึงเกิดขึ้นเพื่อให้หลวงพ่อได้เห็นกับตา นอกจากนี้หลวงพ่อยังได้เห็นการเสด็จมาของพระบรมสารีริกธาตุต่อหน้าโถที่บรรจุอัฐิธาตุของคุณยาย เมื่อหยิบใส่ฝ่ามือก็นับได้ถึง 10 กว่าองค์ พอเปิดโถที่บรรจุอัฐิธาตุของคุณยายอีกครั้งก็ได้เห็นพระธาตุของพระอรหันตสาวกเสด็จมาอยู่ในโถด้วย พร้อมกับมีรัตนชาติซึ่งมีลักษณะคล้ายโอปอลวางอยู่ นับเป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่หลวงพ่อจะไม่มีวันลืม รู้สึกชื่นชมยินดี จิตใจเปี่ยมล้นไปด้วยศรัทธาและมหาปีติ เมื่อเห็นการเปลี่ยนแปลงของอัฐิธาตุเช่นนี้ ถึงกระนั้นหลวงพ่อก็ยังไม่แน่ใจว่าสิ่งที่เห็นเป็นสาธารณะหรืออสาธารณะ คือเห็นได้เฉพาะหลวงพ่อผู้เดียวหรือว่าสามารถเห็นได้เหมือนกันทุกคน เพราะการเห็นสิ่งอัศจรรย์เช่นนี้ย่อมขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยด้วยกัน เช่นความเคารพเลื่อมใสศรัทธาที่มี หรือเป็นไปตามอานุภาพแห่งบุญที่ดลบันดาลให้เห็น หลวงพ่อได้แจ้งข่าวอันเป็นมงคลนี้ให้เหล่าศิษยานุศิษย์ลูกหลานคุณยายได้ทราบโดยทั่วกัน แล้วจึงอัญเชิญมหารัตนอัฐิธาตุของท่านมาประดิษฐานไว้ด้านหน้ารัตนบัลลังก์ของสภาธรรมกายสากล เพื่อให้ผู้มีบุญได้ชมกันด้วย นับเป็นการเสริมกำลังใจให้กับทุกคนในการสร้างบารมี หลังจากนั้นหลวงพ่อจึงนำมหารัตนอัฐิธาตุไปเก็บรักษาไว้ในที่อันควร คิดว่าหลังจากที่ทุกคนได้ดูจนอิ่มตาอิ่มใจแล้วมหารัตนอัฐิธาตุคงจะกลับคืนสภาพเดิม แต่เมื่อย้อนกลับไปดูอีกครั้งก็ปรากฏว่าไม่ได้คืนสภาพเดิมแต่กลับเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นอีก ทั้งนี้เพราะอานุภาพแห่งบุญบารมีและความบริสุทธิ์บริบูรณ์ของท่าน การได้เห็นอัฐิธาตุของบุคคลผู้เลิศที่ได้อุทิศตนสร้างแต่คุณงามความดีมาตลอดชีวิต ทั้งแนะนำสั่งสอนและเป็นต้นบุญต้นแบบให้แก่ชาวโลกทั้งหลายถือว่าเป็นมงคลอย่างหนึ่ง เรียกได้ว่าเป็นการบูชาบุคคลที่ควรบูชา เพราะฉะนั้นผู้ที่ได้มาสักการบูชามหารัตนอัฐิธาตุนี้จะมีสิริมหาสมบัติติดตัวไปทุกคน สิรินี้จะเป็นเครื่องดึงดูดทรัพย์สมบัติทั้งภายนอกและภายใน สมบัติภายนอกคือโลกียทรัพย์สำหรับใช้สร้างบารมี ส่วนสมบัติภายในคือการเข้าถึงพระธรรมกายและบรรลุวิชชาธรรมกายเช่นเดียวกันกับคุณยาย --------------------------------------- กตัญญูบูชาธรรม ภูเขาทองแห่งความดี หลังจากที่คุณยายได้ละสังขารแล้ว ในวันที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2545 หลวงพ่อและคณะศิษยานุศิษย์ของท่านได้พร้อมใจกันสร้างมหาวิหารคุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง โดยใช้พื้นที่บนเกาะกลางน้ำภายในอาณาเขตดั้งเดิมของวัดพระธรรมกาย วิหารแห่งนี้เป็นที่ประดิษฐานรูปหล่อทองคำของท่านเพื่อให้มนุษย์และเทวดาได้กราบไหว้บูชา พร้อมกับน้อมรำลึกนึกถึงคุณงามความดีของท่านว่า ครั้งหนึ่งบุคคลท่านนี้ได้บังเกิดขึ้นในโลกมนุษย์เพื่อยังประโยชน์สุขให้เกิดขึ้นแก่สรรพสัตว์ทั้งหลาย ทุกคนที่มาเยือนมหาวิหารแห่งนี้จะได้รับแรงบันดาลใจและกำลังใจในการเดินตามรอยเท้าของคุณยายเพื่อสร้างบารมีสืบต่อไป หลวงพ่อและลูกศิษย์ของคุณยายทุกคนมีความมุ่งมั่นที่จะสร้างมหาวิหารแห่งนี้เพราะปรารถนาที่จะเชื่อมสายบุญเพื่อติดตามท่านสร้างบารมีไปทุกภพทุกชาติ บุญนี้จะดลบันดาลให้เราได้พบและอยู่ใกล้ท่านอีกในเทวโลกอีกด้วย ทุกคนจึงร่วมแรงร่วมใจและร่วมปัจจัยนับตั้งแต่การตอกเสาเข็มต้นแรก แม้แต่ลูกศิษย์ของคุณยายที่อยู่ในต่างประเทศก็ดำเนินพิธีผ่านการถ่ายทอดสดในเวลาเดียวกันกับวัดพระธรรมกาย ประเทศไทย โดยปฏิบัติธรรมพร้อมกันทุกสาขาทั่วโลก เนื่องจากคุณยายได้กลั่นธาตุธรรมของท่านให้สะอาดบริสุทธิ์ยิ่งๆ ขึ้นไปอยู่ตลอดเวลา ท่านจึงเป็น “ทักขิไณยบุคคล” ซึ่งหมายถึงเนื้อนาบุญอันเลิศ เปรียบเสมือนโรงงานผลิตกระแสแห่งความสว่างหรือพลังงานอันบริสุทธิ์ ที่สามารถดลบันดาลความสุขและความสำเร็จให้เกิดขึ้นได้อย่างมากมายและรวดเร็ว ใครก็ตามที่ทำบุญกับท่าน จึงเท่ากับว่าได้เชื่อมต่อเพื่อรับกระแสพลังนี้จากท่านด้วย อันที่จริงแล้วไม่ว่าเราจะสร้างมหาวิหารเพื่อบูชาธรรมท่านหรือไม่ก็ตาม คุณยายก็ไม่ยินดียินร้ายแต่อย่างใด เพราะทิพยวิมานของท่านในสวรรค์ชั้นดุสิตนั้นใหญ่โตโอฬารเกินกว่าจะบรรยายอยู่แล้ว แต่คุณยายไม่ได้เพลิดเพลินอยู่กับความสุขในวิมานของท่านเลย เพราะท่านไปนั่งปฏิบัติธรรมเข้านิโรธสมาบัติอยู่ด้านขวามือของ “มหาสมณเทวบุตร” คือพระเดชพระคุณหลวงปู่ ผู้เป็นครูบาอาจารย์ของท่าน นั่งทำใจหยุดในหยุด นิ่งในนิ่ง มุ่งสู่ภายในเรื่อยไป แม้คุณยายไม่มีความจำเป็นต้องอาศัยมหาวิหารแห่งนี้ แต่ในฐานะที่ท่านเป็นมหาปูชนียาจารย์ผู้อุทิศชีวิตสร้างวัดพระธรรมกายให้ศิษยานุศิษย์ได้อาศัยเป็นที่สร้างบารมี หลวงพ่อ พร้อมทั้งพระภิกษุ สามเณร อุบาสก อุบาสิกา และสาธุชนทั้งหลาย จึงพร้อมใจกันสถาปนามหาวิหารแห่งนี้เพื่อถวายเป็นเกียรติแด่ท่าน และเพื่อเป็นโอกาสในการสั่งสมบุญใหญ่ของพวกเรา ที่สำคัญคือมหาวิหารแห่งนี้จะเป็นสิ่งที่คอยย้ำเตือนให้เราตรึกระลึกนึกถึงชัยชนะของคุณยาย ยามใดที่เราได้เห็นมหาวิหาร จิตใจของเราจะสว่างไสวเรืองรองเช่นเดียวกันกับมหาวิหารหลังนี้ ก่อให้เกิดความอาจหาญร่าเริง ปีติยินดี จิตใจเปี่ยมล้นไปด้วยบุญกุศล เป็นพลังผลักดันให้มุ่งมั่นสร้างบารมีจนเกิดผลสำเร็จเหมือนอย่างคุณยาย --------------------------------------- อาคาร 100 ปี พระเดชพระคุณหลวงปู่วัดปากน้ำมีความมุ่งมั่นมากในการเผยแผ่วิชชาธรรมกายไปทั่วโลก แม้ก่อนที่จะละสังขาร ท่านก็ยังฝากฝังให้คุณยายได้สืบทอดภารกิจนี้ เมื่อท่านทั้งสองละจากโลกนี้ไปแล้ว มโนปณิธานของท่านก็ไม่ได้เลือนหายไป เพราะตกทอดมาถึงพวกเรา ด้วยเหตุนี้เอง เนื่องในโอกาสครบรอบ 100 ปี ของคุณยาย หลวงพ่อจึงได้สถาปนาอาคาร 100 ปีคุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ขึ้นเพื่อให้เป็นศูนย์กลางในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาวิชชาธรรมกายไปทั่วโลก อาคารหลังนี้จะเป็นที่รองรับงานสำคัญต่างๆ ของวัดพระธรรมกาย คือ เป็นอาคารสำนักงานใหญ่ เป็นที่ศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรม เป็นที่ชุมนุมของนักวิชาการจากทั่วโลก เป็นที่เก็บรักษาคัมภีร์โบราณ และอื่นๆ อีกมากมาย รูปทรงของอาคารเป็นทรงกลม ตั้งอยู่ท่ามกลางอาคารรายล้อมที่เล็กกว่า จึงเป็นประดุจอาคารแก้วสารพัดนึกที่จะทำให้ชาวโลกทั่วไปได้ทราบว่าตนเองมีพระธรรมกายสถิตอยู่ภายใน จนกระทั่งได้ทราบถึงเป้าหมายของชีวิตและวิธีการที่จะไปถึงเป้าหมายนั้น พร้อมกับส่งเสริมให้ทุกคนได้ขวนขวายในการปฏิบัติธรรม เพื่อเข้าถึงพระธรรมกาย อันเป็นที่พึ่งที่ระลึกภายใน ทำให้ความขัดแย้งต่างๆ ล่มสลายไป หากมนุษย์รู้กันทั่วถึงแล้ว สันติสุขก็จะเกิดขึ้นกับโลกอย่างแท้จริง ถือได้ว่าเป็นภารกิจสำคัญที่สุดอีกประการหนึ่งของพระเดชพระคุณหลวงปู่ ที่นอกเหนือไปจากการปราบมารประหารกิเลส --------------------------------------- ที่สุดแห่งการบูชา พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า บุคคลเมื่อรู้แจ้งธรรมจากผู้ใด ไม่ว่าจะเป็นกษัตริย์ก็ตาม เป็นสมณชีพราหมณ์ก็ตาม เป็นคนชั้นต่ำ หรือคนเทหยากเยื่อก็ตาม ผู้นั้นจัดว่าเป็นปูชนียบุคคลสูงสุดสำหรับบุคคลนั้น ซึ่งควรต่อการนอบน้อมบูชาด้วยความเคารพ ศิษยานุศิษย์ผู้เป็นลูกหลานของคุณยายทุกคนควรมีความเคารพนอบน้อมและหมั่นบูชาท่านอยู่เสมอ วิธีแสดงความเคารพที่ดีที่สุดซึ่งคุณยายโปรดปราน คือการทำตามคำสั่งสอนของท่าน โดยเฉพาะเรื่องของการปฏิบัติธรรมด้วยการทำใจหยุดนิ่ง ณ ศูนย์กลางกายฐานที่ 7 เพื่อให้เข้าถึงพระรัตนตรัยภายใน คือ พุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ และสังฆรัตนะ “พุทธรัตนะ” หมายถึงพระธรรมกายที่อยู่ภายในกลางกายของเรา “ธรรมรัตนะ” คือดวงธรรมที่อยู่ภายในกลางกายของพุทธรัตนะ เป็นแหล่งความรู้และปัญญาอันบริสุทธิ์ที่จะนำพาให้ผู้ปฏิบัติหลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งหลายจนกระทั่งเข้าถึงอายตนนิพพานได้ ส่วน “สังฆรัตนะ” คือพระธรรมกายละเอียดที่ซ้อนอยู่ภายในกลางดวงธรรม มีหน้าที่รักษาธรรมรัตนะเอาไว้ ทั้ง 3 อย่างนี้ คือที่พึ่งที่ระลึกอันประเสริฐสุดที่มนุษย์ทุกคนจะต้องให้ความเคารพด้วยการน้อมนำใจมาหยุดนิ่งไว้ที่ศูนย์กลางกาย เมื่อเราปฏิบัติธรรมจนกระทั่งเห็นรัตนะทั้ง 3 ชัดใสแจ่มดีแล้ว เราสามารถบูชาธรรมคุณยายได้ด้วยการกำหนดนึกเห็นภาพคุณยาย อยู่ในท่านั่งขัดสมาธิเจริญภาวนากลางพระรัตนตรัยภายใน หรือในกลางสภาวธรรมที่เราเข้าถึง ปล่อยใจให้หยุดนิ่งในกลางกายของท่าน ณ ศูนย์กลางกายฐานที่ 7 จนกระทั่งเรากับท่านเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ดังนั้น ใครก็ตามที่คิดถึงคุณยายก็ควรทำใจให้ใสละเอียด แล้วน้อมนึกถึงท่านอย่างสบายๆ หากใจของเราหยุดนิ่งเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับท่านแล้ว ความบริสุทธิ์และความดีงามของท่านจะได้รับการถ่ายทอดเข้ามาสู่กาย วาจา ใจ ของเรา เราจะรู้สึกชุ่มเย็น อิ่มเอิบ เบิกบานอยู่ในธรรม มีแสงแห่งความบริสุทธิ์เกิดขึ้นภายใน เป็นแสงแก้วที่ใส สว่าง เจิดจ้า นวลตา เย็นใจ นำความสุข ความสำเร็จ และความสมหวังมาสู่ชีวิต ใครก็ตามที่สามารถทำได้เช่นนี้จึงจะชื่อว่ามีความเคารพเลื่อมใสในตัวท่าน เพราะเหตุที่ได้ปฏิบัติตามคำสอนของท่านนั่นเอง ---------------------------------------