#Page1 สาระสำคัญพระธรรมเทศนา พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) #Page2 สาระสำคัญพระธรรมเทศนา พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) #Page3 คํานํา พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นยอดบรมครู เป็นเอกบุรุษแห่งโลก เป็นผู้ทรงแสดง สัจธรรมอันประเสริฐ เป็นที่พึ่งแห่งมนุษย์และเทวดาทั้งหลาย พระธรรมคําสอนของพระพุทธ องค์เป็นสิ่งละเอียดอ่อนลึกซึ้ง ผู้ดําเนินตามปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ ย่อมจะรู้เห็นอย่างถ่องแท้ เฉกเช่นเดียวกับพระภิกษุหนุ่มผู้อุทิศชีวิตตน จนค้นพบสัจธรรมอันประเสริฐนี้ในคืนวันเพ็ญ เดือน ๑๐ พุทธศักราช ๒๔๖๐ จนต่อมามหาชนรู้จักท่านในนาม พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) หลวงพ่อวัดปากน้ำภาษีเจริญ ตลอดชีวิตพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ ได้ศึกษา ปฏิบัติ พร้อมๆ กับการ แนะนําสั่งสอนผู้อื่นควบคู่กันไปด้วย ทําให้คําสอนของท่านมีจํานวนมาก แต่เป็นที่น่าเสียดาย อย่างยิ่งว่าคําสอนนั้นได้สูญหายไปจํานวนไม่น้อย ในเล่มนี้รวบรวมไว้เพียง ๖๙ กัณฑ์ โดย ย่อความทุกกัณฑ์ให้สั้นลง เพื่อผู้สนใจจะได้ศึกษาเนื้อหาคําสอนของท่านได้สะดวก รวบลัด และรวดเร็วขึ้น เป็นการยากมากที่จะย่อธรรมะบทยาวๆ ให้ได้ใจความสั้นแต่ครบถ้วนบริบูรณ์ และ ไม่ผิดเพี้ยน โดยเฉพาะเมื่อเป็นธรรมะภาคปฏิบัติอันวิจิตรของหลวงพ่อวัดปากน้ำ ซึ่งเป็น ธรรมะที่ละเอียด ลึกซึ้ง รู้ได้ยาก เห็นได้ยาก ได้มาด้วยการสละชีวิตของท่านจน “เห็นแจ้ง” ทั้งหมด ผู้ใดปฏิบัติจริงย่อมเข้าถึงธรรมะนั้นได้จริงเช่นกัน หากผู้อ่านมีพื้นฐานความรู้ธรรมะ และมีพื้นฐานการนั่งสมาธิเพื่อให้เข้าถึง ธรรมกายมาก่อน ก็จะทําให้เข้าใจเนื้อความได้ง่ายขึ้น เมื่อท่านอ่านหนังสือเล่มนี้จบแล้ว คณะผู้จัดทํามีความปรารถนาอย่างยิ่งที่จะให้ทุกท่านได้อ่านฉบับเต็มทุกกัณฑ์ของหลวงพ่อ วัดปากน้ำ เพื่อจะได้ทราบลีลาการเทศน์ และมีความซาบซึ้งในวิชชาธรรมกายยิ่งๆ ขึ้นไป อย่างไรก็ตาม หนังสือเล่มนี้จะสัมฤทธิ์ผลก็ต่อเมื่อผู้อ่านลงมือปฏิบัติด้วยตัวเอง เพื่อพิสูจน์สัจธรรมที่หลวงพ่อวัดปากน้ำได้กล่าวไว้ และการรู้เห็นนี้จะเป็นพยาน ให้กับ พระพุทธศาสนาว่าธรรมะของพระพุทธเจ้า เป็น “ของจริง” “ของแท้” ตามที่พระเดช พระคุณหลวงพ่อท่านได้ยืนยันไว้ดีแล้วทุกประการ หนังสือเล่มนี้ใช้หลักการย่อดังนี้ ๑. ย่อสาระหลักทั้งกัณฑ์ ๒. ชื่อเรื่องภายในวงเล็บ เป็นชื่อเรื่องที่ ตั้งขึ้น เพื่อง่ายต่อความเข้าใจ โดย สรุปจากเนื้อหาที่หลวงพ่อวัดปากน้ำเทศน์เป็นหลัก ๓. คําเทศนาของหลวงพ่อวัดปากน้ำในแต่ละกัณฑ์ จะเริ่มต้นด้วย นโม ๓ จบ ตามด้วยภาษาบาลี ในที่นี้จะย่อเหลือ นโม.....ตามด้วยบาลีอีก ๑ วรรค #Page4 ๔. ข้อความในเครื่องหมายคําพูด เป็นข้อความของพระเดชพระคุณพระมงคล เทพมุนี (หลวงพ่อวัดปากน้ำภาษีเจริญ) ๕. ภายในกัณฑ์ ยกตัวอย่างภาษาบาลีในระหว่างกัณฑ์เพียงเล็กน้อย ซึ่งอาจ ไม่ถูกต้องตามหลักไวยากรณ์ แต่ในที่นี้ยกขึ้นมาเพียงเพื่อประโยชน์ในการอ้างอิง ค้นคว้า ๖. บางกัณฑ์จะข้ามชื่อดวง ชื่อกาย เช่น บอกเพียงว่า 9 ดวง ชื่อกายเริ่มต้น และกายสิ้นสุดเท่านั้น ๗. บางกัณฑ์ไม่มีวัน เดือน ปี ที่เทศน์ เพราะต้นฉบับเดิมไม่ได้ระบุไว้ ด้วยบุญบารมีที่คณะผู้จัดทําได้ตั้งใจทําหนังสือเล่มนี้ ขอบูชาธรรมแด่พระเดช พระคุณพระมงคลเทพมุนี หลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ผู้ค้นพบวิชชาธรรมกาย ณ คืน วันเพ็ญ เดือน ๑๐ และพระเดชพระคุณพระราชภาวนาวิสุทธิ์ (หลวงพ่อธัมมชโย) เจ้า อาวาสวัดพระธรรมกาย ผู้สืบสานมโนปณิธานของหลวงพ่อวัดปากน้ำ ในการขยาย วิชชา ธรรมกายไปทั่วโลก และด้วยบุญบารมีที่ท่านผู้อ่านได้ตั้งใจศึกษาและปฏิบัติตามธรรมะ ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำภาษีเจริญได้นํามาแสดงไว้ ดีแล้วนี้ ขอให้ทุกท่านได้รู้แจ้ง เห็นจริง ตามธรรมะนั้นทุกประการเทอญ คณะผู้จัดทํา ๒๒ เมษายน ๒๕๔๑ #Page5 ประวัติย่อ พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) ผู้ค้นพบวิชชาธรรมกาย นามและฉายา : พระมงคลเทพมุนี หรือ หลวงพ่อวัดปากนํา ภาษีเจริญ (สด จนฺทสโร) นามเดิม : สด มีแก้วน้อย วันเดือนปีเกิด : วันที่ ๑๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๒๗ ตรงกับวันศุกร์ แรม ๖ คํา เดือน ๑๑ ปีวอก ถิ่นกําเนิด : อําเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี อุปสมบท : เดือนกรกฎาคม พ.ศ.๒๔๔๙ ณ วัดสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี ประกาศคุณูปการ ท่านมีนิสัยทําจริงมาตังแต่เล็กๆ สามารถเรียนหนังสือได้ดีจนถึงขั้นบทเรียนสุดท้ายในสมัยนั้น คือการอ่านหนังสือมาลัยที่เขียนเป็นอักษรขอมได้อย่างคล่องแคล่ว เมื่อจบการศึกษาได้ช่วยบิดามารดาค้าขาย โดยซื้อข้าวบรรทุกเรือต่อล่อง มาขายให้แก่โรงสี ครันอายุ ๑๙ ปี ได้อธิษฐานว่า “ขอเราอย่าได้ตายเสียก่อน เมื่อบวชแล้วจะไม่ลาสิกขา ขอบวชไปจนตลอดชีวิต” ท่านอุปสมบท เมื่ออายุย่าง ๒๒ ปี และด้วยความเป็นคนทําอะไรจริง ขยัน และอดทน ท่านได้ศึกษาธรรมะทั้งด้านปริยัติและปฏิบัติควบคู่กันไป จนมีอายุย่างพรรษาที่ ๑๒ ในวันเพ็ญเดือน ๑๐ ปีพ.ศ.๒๔๖๐ ได้ตั้งสัจจาธิษฐานอย่างแน่วแน่ “ถ้าเรานั่งลงไปครั้งนี้ไม่เห็นธรรมที่พระพุทธเจ้าต้องการเป็นอันไม่ลุกจากที่นี้จนหมดชีวิต” ในที่สุดท่านก็เข้าถึงพระธรรมกาย ตรัสรู้ธรรมของพระพุทธเจ้าและเผยแผ่พระสัจธรรมนี้จนเป็นที่กว้างขวางทั้งใน และต่างประเทศ #Page6 ตติธรรม พระมงคดเทพมุนี (สด จนฺทสโร) ขุดบ่อล่อธารา ให้อุตส่าห์ขุดร่ำไป ขุดตื้นตื้นน้ำ บ่ มี ขุดถึงที่น้ำจึงไหล ด้วยความหมั่นมั่นใจไม่ประมาท รักษาอาตม์ข่มใจไว้เป็นครี ผู้ฉลาดอาจตั้งหลัก พำนักดี อ้นห้วงน้ำ ไม่มีมารังควาน รักษ์ร่างพอสร่างร้าย รอดตน ยอดเยี่ยมธรรมกายผล ผ่องแผ้ว เลอเลิศล่วงกุศล ใดอื่น เชิญท่านถือเอาแก้ว ก่องหล้า เรืองสกล ประกอบเหตุ สังเกตุผล ทนเอาเถิด ประเสริฐนัก ไม่หยุดไม่ถึงพระ ตัวหยุดนี่แหละเป็นตัวสำเร็จ ผลไม้ดกนกชุม น้ำเย็นปลาชอบอาศัย พายเถิดนะพ่อพาย ตลาดจะวาย สายบัวจะเน่า โซไม่แก้ กุญแจไม่ไข จะไปได้อย่างไรละเจ้า ประกอบเหตุ สังเกตุผล ทนเอาเถิด ประเสริฐนัก ประกอบในเหตุ สังเกตุในผล สนใจเถิด ประเสริฐนัก ประกอบที่ในเหตุ ดังเกตุในผล สนใจหนักเข้าเถิด ประเสริฐดียีงนัก เกิดมาว่าละผาหาแก้ว พบแล้วไม่กํา จะเกิดมาทําอะไร อ้ายทีอยากมันก็หลอก อ้ายที่หยอกมันก็ลวง ทําให้จิตเป็นห่วงเป็นใย เลิกอยากลาหยอก รีบออกผากกาม เดินตามขันธ์สามเรือยไป เสร็จกิจสิบหก ไม่ตกก้นดาร เรียกว่านิพพานก็ได้ #Page7 สารบัญ ๑. หลักการเจริญภาวนา สมฤวิปัสสนากรรมฐาน … ๑ ๒. พระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆูคุณ … ๖ ๓. รตนัตตยคมนปณามคาถา (ความนอบน้อมพระรัตนตรัย) … ๑๘ ๕. อาทิตตปริยายสูตร (ธรรมะว่าด้วยของร้อน) … ๒๑ ๕. สิ่งที่เป็นเกาะเป็นที่พึ่งของตน … ๒๔ ๖. สังคหวัตถุ ๑ … ๒๗ ๗. มงคลกถาว่าด้วยการอยู่ในประเทศอันสมควร ความเป็นผู้มีบุญอันทำแล้วในกาลก่อน การตั้งตนไว้ชอบ .. ๓๑ ๘. พระปรมัตถ์ : อกุศลจิต (อกุศลจิต ๑๒ ดวง) … ๓๔ ๙. เบญจขันธ์ … ๓๗ ๑๐. ภารสุตตคาถา ๑ (ขันธ์ ๕ เป็นภาระอันหนัก ๑) … ๓๙ ๑๑. คารวาธิกถา (เคารพพระสัทธรรม) ... ๕๒ ๑๒. ธรรมรักษาผู้ประพฤติธรรม … ๕๕ ๑๓. ธรรมนิยามสูตร (ธาตุธรรม) … ๕๑ ๑๔. เขมาเขมสรณคมน์ (ที่พึ่งอันเกษม) … ๕๐ ๑๕. ติลักขณาทิคาถา ๑ (หนทางหมดจดวิเศษ) ... ๕๓ ๑๑. ปัจฉิมวาจา (ความไม่ประมาท ๑) … ๕๖ ๑๓. ศีลเบื้องตำ่และศีลเบื้องสูง … ๕๙ ๑๕. สมาธิ (สมาธิเบื้องต่ำ และสมาธิเบื้องสูง) … ๖๓ ๑๕. โอวาทปาฏิโมกข์ ๑ (ปัญญาเบื้องต่ำ และปัญญาเบื้องสูง) … ๖๖ ๒๐. ศีลทั้ง ๓ ประการ (อธิศีล อธิจิต อธิปัญญา) … ๗๐ ๒๑. อริยธนคาถา (ทรัพย์ของพระอริยเจ้า) … ๗๓ ๒๒๒. อุทานคาถา (ธรรมที่ทําให้สิ้นสงสัย ๑) … ๗๖ ๒๓. ปัพพโตปมคาถา (มรณภัย) … ๗๙ ๒๕. ติลักขณาทิคาถา ๒ (วิปัสสนาภูมิ) … ๘๒ ๒๕. เกณิยานุโมทนาคาถา (พระสงฆ์เป็นประมุขแห่งบุญ) …๘๖ ๒๒๑. มงคลสูตรว่าด้วยการเว้นขาดจากบาป การสํารวมจากการดื่มน้าเมา ความไม่ประมาทในธรรมทั้งหลาย … ๙๐ ๒๓. มงคลสูตรว่าด้วยจิตของผู้ที่โลกธรรมกระทบแล้วไม่หวันไหว เป็นจิตไม่ยินร้าย เป็นจิตไม่ยินดี เป็นจิตเกษม … ๙๓ ๒๕. รัตนสูตร (ว่าด้วยพุทธรัตนะ) … ๙๖ ๒๕. ภัตตานุโมทนากถา ๑ (ทานที่ให้ผลมาก) … ๑๐๐ ๓๐. ภัตตานุโมทนากถา ๒ (ทะเลบุญ) … ๑๐๔ ๓๑. รัตนสูตร : สังฆรัตนะ … ๑๐๙ ๓๒. รัตนสูตร : ธรรมรัตนะ … ๑๑๑ #Page8 ๓๓. รัตนะ (ของที่ได้โดยยาก ๑) … ๑๑๔ ๓๕. กรณียเมตตสูตร ๑ (คุณธรรม ๑๕ ประการ) … ๑๑๘ ๓๕. กรณียเมตตสูตร ๒ (แผ่เมตตา) … ๑๒๑ ๓๑. ขันธปริตร (การรักษาขันธ์ โดยแผ่เมตตา) … ๑๒๔ ๓ฒ. ธิชัคคสูตร (การแพ้ชนะ) … ๑๒๗ ๓๕. โพชฌงคปริตร (โพชฌงค์ ๗ ประการ) … ๑๒๙ ๓๕. ปกิณกะ ๑ (การเคารพพระรัตนตรัย) … ๑๓๒ ๕๐. สัจจกิริยาคาถา (ที่พึ่งอันประเสริฐ) … ๑๓๔ ๕๑. สังวรคาถา (ความสํารวมระวัง) … ๑๓๗ ๕๒. ติลักขณาทิคาถา ๒ (ความไม่เที่ยงเป็นทุกข์ ไม่ใช่ตัว) … ๑๔๑ ๕๓. ติลักขณาทิคาถา ๓ (ธรรมขาวธรรมดํา) … ๑๔๔ ๕๕. สุขที่สัตว์ปรารถนาจะพึงได้ (สละสุขน้อยสู่สุขมาก) ... ๑๔๗ ๕๕. สติปัฏฐานสูตร … ๑๕๐ ๕๑. มหาสติปัฏฐานสูตร … ๑๕๓ ๕ซ. โอวาทปาฏิโมกข์ ๒ (อุดมการณ์) … ๑๕๖ ๕๕. พุทธโอวาท (ธรรม ๕ ก่อเกิดสุข) … ๑๕๙ ๕๕. ธรรมทั้งหลายเกิดแต่เหตุ … ๑๖๒ ๕๐. การแสดงศีล (กิเลสอาสวะ) ... ๑๖๕ ๕๑. ปกิณกะ ๒ (ความต่างของสัตบุรุษและอสัตบุรุ๒) … ๑๖๙ ๕๒. ของที่ได้โดยยาก (ของที่ได้โดยยาก ๒) … ๑๗๒ ๕๓. ภัตตานุโมทนากถา (อานิสงส์การถวายสังฆทาน) … ๑๗๖ ๕๔. ความไม่ประมาท (ความไม่ประมาท ๒) … ๑๘๒ ๕๕. อริยทรัพย์ (เหตุแห่งความไม่จน) … ๑๘๔ ๕๖. พุทธอุทานคาถา (ธรรมที่ทําให้สิ้นสงสัย ๒๒) … ๑๘๗ ๕๗. การย่อยนสกลพุทธศาสนา (ธรรม ๕ ก่อเกิดสุขิ) … ๑๙๐ ๕๘. สังคหวัตถุ ๒๒ … ๑๙๓ ๕๙. ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร … ๑๙๖ ๖๐. อนุโมทนาคาถา (ความเคารพ) … ๑๙๙ ๖๑. ภัตตานุโมทนาคาถา ๓ (การให้พร) … ๒๐๑ ๖๒, อริยธนคาถา ๒ (ทรัพย์อันประเสริฐของพระอริยเจ้า) … ๒๐๔ ๖๓. ภารสุตตกถา ๒ (ขันธ์ ๕ เป็นภาระอันหนัก ๒๒) ๒๐๗ ๖๔. โพธิปักขิยธรรมกถา : อริยอัฏฐุ้งคิกมรรค (มรรคมืองค์ ๕) … ๒๑๐ ๖๕. โอวาท พระภาวนาโกศลเถร (สด จันทสโร)... ๒๑๓ ๖๖. หิริโอตตัปปะ (ภาค ๑) … ๒๑๕ ๖๗. หิริโอตตัปปะ (ภาค ๒) … ๒๑๙ ๖๘.. ทานานุโมทนากถา (ฉากหลัง) … ๒๒๒ ๖๙.โอวาทปาฏิโมกขาทิปาธฐะ (อุดมการณ์ หลักการ วิธีการ)... ๒๒๖ #Page9 สารบัญหมวดหมู่กัณฑ์ ๑. หมวดพระรัตนตรัย กัณฑ์ ๒ พระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ กัณฑ์ ๓ รตนัตตยคมนปณามคาถา (ความนอบน้อมพระรัตนตรัย) กัณฑ์ ๒๘ รัตนสูตร (ว่าด้วยพุทธรัตนะ) กัณฑ์ ๓๑ รัตนสูตร : สังฆรัตนะ กัณฑ์ ๓๒ รัตนสูตร : ธรรมรัตนะ ๒. หมวดความสุข กัณฑ์ ๔๔ สุขที่สัตว์ปรารถนาจะพึงได้ (สละสุขน้อยสู่สุขมาก) กัณฑ์ ๔๘ พุทธโอวาท (ธรรม ๕ ก่อเกิดสุข) กัณฑ์ ๕๗ การย์อย่นสกลพุทธศาสนา (ธรรม ๔ ก่อเกิดสุข) ๓. หมวดที่พึ่ง กัณฑ์ ๕ สิ่งที่เป็นเกาะเป็นที่พึ่งของตน กัณฑ์ ๑๔ เขมาเขมสรณคมน์ (ที่พึ่งอันเกษม) กัณฑ์ ๔๐ สัจจกิริยาคาถา (ที่พึ่งอันประเสริฐ) ๔. หมวดทาน กัณฑ์ ๒๕ เกณิยานุโมทนาคาถา (พระสงฆ์เป็นประมุขแห่งบุญ) กัณฑ์ ๒๙ ภัตตานุโมทนากถา ๑ (ทานที่ให้ผลมาก) กัณฑ์ ๓๐ ภัตตานุโมทนากถา ๒ (ทะเลบุญ) กัณฑ์ ๕๓ ภัตตานุโมทนากถา ๓ (อานิสงส์การถวายสังฆทาน) กัณฑ์ ๖ ภัตตานุโมทนาคาถา ๔ (การให้พร) กัณฑ์ ๖๘ ทานานุโมทนากถา (ฉากหลัง) ๕. หมวดศีล สมาธิ ปัญญา กัณฑ์ ๑๗ ศีลเบื้องต่ำและศีลเบื้องสูง กัณฑ์ ๑๘ สมาธิ (สมาธิเบื้องต่ำและสมาธิเบื้องสูง) กัณฑ์ ๑๙ โอวาทปาฏิโมกข์ ๑ (ปัญญาเบื้องต่ำและปัญญาเบื้องสูง) กัณฑ์ ๒๐ ศีลทั้ง ๓ ประการ (อธิศีล อธิจิต อธิปัญญา) กัณฑ์ ๕๐ การแสดงศีล (กิเลสอาสวะ) ๖. หมวดสังคหวัตถุ สังคหวัตถุ ๑ กัณฑ์ ๖ กัณฑ์ ๕๘ สังคหวัตถุ ๒ ๗. หมวดติลักขณาทิคาถา กัณฑ์ ๑๕ ติลักขณาทิคาถา ๑ (หนทางหมดจดวิเศษ) กัณฑ์ ๒๔ ติลักขณาทิคาถา ๒ (วิปัสสนาภูมิ) #Page10 กัณฑ์ ๔๒ ติลักขณาทิคาถา (ความไม่เที่ยงเป็นทุกข์ ไม่ใช่ตัว) ๑๔๑ กัณฑ์ ๔๓ ติลักขณาทิคาถา ๔ (ธรรมขาวธรรมดำ) ๑๔๔ ๘. หมวดอริยทรัพย์ กัณฑ์ ๒๑ อริยธนคาถา ๑ (ทรัพย์ของพระอริยเจ้า) ๗๓ กัณฑ์ ๕๕ อริยทรัพย์ (เหตุแห่งความไม่จน) ๑๘๔ กัณฑ์ ๖๒ อริยธนคาถา ๒ (ทรัพย์อันประเสริฐของพระอริยเจ้า) ๒๐๔ ๙. หมวดมงคลกถา กัณฑ์ ๗ การอยู่ในประเทศอันสมควร ความเป็นผู้มีบุญอันทำแล้วในกาลก่อน การตั้งตนไว้ชอบ กัณฑ์ ๒๖ การเว้นขาดจากบาป การสำรวมจากการดื่มน้ำเมา ความไม่ประมาทในธรรมทั้งหลาย กัณฑ์ ๒๗ จิตของผู้ที่โลกธรรมกระทบแล้ว ไม่หวั่นไหว เป็นจิตไม่ยินร้าย เป็นจิตไม่ยินดี เป็นจิตเกษม ๑๐. หมวดความเคารพ กัณฑ์ ๑๑ คาราวาธิกถา (เคารพพระสัทธรรม) กัณฑ์ ๓๙ ปกิณกะ ๑ (การเคารพพระรัตนตรัย) กัณฑ์ ๖๐ อนุโมทนาคาถา (ความเคารพ) ๑๑. หมวดของที่ได้โดยยาก กัณฑ์ ๓๓ รัตนะ (ของที่ได้โดยยาก ๑) กัณฑ์ ๕๒ ของที่ได้โดยยาก (ของที่ได้โดยยาก ๒) ๑๒. หมวดขันธ์ ๕ กัณฑ์ ๙ เบญจขันธ์ กัณฑ์ ๑๐ ภารสุตตคาถา ๑ (ขันธ์ ๕ เป็นภาระอันหนัก ๑) กัณฑ์ ๖๓ ภารสุตตกถา ๒ (ขันธ์ ๕ เป็นภาระอันหนัก ๒) ๑๓. หมวดประพฤติธรรม กัณฑ์ ๑๒ ธรรมรักษาผู้ประพฤติธรรม กัณฑ์ ๕๑ ปกิณกะ (ความต่างของสัตบุรุษ และอสัตบุรุษ) กัณฑ์ ๖๕ โอวาท พระภาวนาโกศลเถร (สด จันทสโร) ๑๔. หมวดหิริโอตตัปปะ กัณฑ์ ๖๖ หิริโอตตัปปะ ๑ (ภาค ๑) กัณฑ์ ๖๗ หิริโอตตัปปะ ๒ (ภาค ๒) ๑๕. หมวดโอวาทปาฏิโมกข์ กัณฑ์ ๔๓ โอวาทปาฏิโมกข์ ๒ (อุดมการณ์) กัณท์ ๖๙ โอวาทปาฏิโมกขาทิปาฐะ (อุดมการณ์ หลักการ วิธีการ) #Page11 ๑๖. หมวดเมตตา กัณฑ์ ๓๔ กรณียเมตตสูตร ๑ (คุณธรรม ๑๔ ประการ) กัณฑ์ ๓๕ กรณียเมตตสูตร ๒ (แผ่เมตตา) กัณฑ์ ๓๖ ขันธปริตร (การรักษาขันธ์โดยแผ่เมตตา) ๑๗. หมวดพุทธอุทาน กัณฑ์ ๒๒ อุทานคาถา (ธรรมที่ทำให้สิ้นสงสัย ๑) กัณฑ์ ๕๖ พุทธอุทานคาถา (ธรรมที่ทำให้สิ้นสงสัย ๒) ๑ ๘. หมวดสติปัฏฐานสูตร กัณฑ์ ๔๕ สติปัฏฐานสูตร กัณฑ์ ๔๖ มหาสติปัฏฐานสูตร ๑๙. หมวดความไม่ประมาท กัณฑ์ ๑๖ ปัจฉิมวาจา (ความไม่ประมาท ๑) กัณฑ์ ๕ ๔ พระพุทธภาษิต ความไม่ประมาท (ความไม่ประมาท ๒) ๒๐0. หมวดพระสูตรอื่นๆ กัณฑ์ ๔ อาทิตตปริยายสูตร (ธรรมะว่าด้วยของร้อน) กัณฑ์ ๑๓ ธรรมนิยามสูตร (ธาตุธรรรม) กัณฑ์ ๓๗ ธชัคคสูตร (การแพ้ชนะ) กัณฑ์ ๕๙ ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ๒๑. หมวดเบ็ดเตล็ด กัณฑ์ ๑ หลักการเจริญภาวนา สมถวิปัสสนากรรมฐาน กัณฑ์ ๘ พระปรมัตถ์ อกุศลจิต (อกุศลจิต ๑๒ ดวง) กัณฑ์ ๒๓ ปัพพโตปมคาถา (มรณภัย) กัณฑ์ ๓๘ โพชฌงคปริตร (โพชฌงค์ ๗ ประการ) กัณฑ์ ๔๑ สังวรคาถา (ความสำรวมระวัง) กัณฑ์ ๔๙ ธรรมทั้งหลายเกิดแต่เหตุ กัณฑ์ ๖๔ โพธิปักขิยธร #Page12 พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) ผู้ค้นพบวิชชาธรรมกาย #Page13 หลักการเจริญภาวนา สมถวิปัสสนากรรมฐาน พระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ ทั้งอดีต ปัจจุบัน อนาคต ล้วนทรงสอนให้สัตว์โลก - ละชั่ว ด้วยกาย วาจา ใจ - ทำความดี ด้วยกาย วาจา ใจ - ทำใจให้ผ่องใส การที่จะทำใจของตนให้ดีตามนี้ได้มีหลักคือ สมถวิปัสสนา อันเป็นวิชชาสำคัญในพระพุทธ- ศาสนา ตามพระบาลีว่า เทว เม ภิกฺขเว วิชฺชาภาคิยา ฯ "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย วิชชามี ๒ อย่าง คือ สมถะ คือ ความสงบระงับ วิปัสสนา คือ ความเห็นแจ้ง สมถะ เป็นขึ้นแล้ว ต้องการให้จิตเป็นขึ้น จิตเป็นขึ้น ต้องการให้ความกำหนัดยินดีหมดไป วิปัสสนา เป็นขึ้นแล้วต้องการทำให้ปัญญาเป็นขึ้น ปัญญาเป็นขึ้น ต้องการให้ความไม่รู้จริงอันใดที่ อยู่กับจิตใจหมดไป" สมถะ เป็นวิชชาต้น แปลว่า สงบระงับใจ วิปัสสนา เป็นขั้นสูง แปลว่า เห็นแจ้ง "สมถะ - วิปัสสนา ๒ อย่างนี้ เป็นธรรมอันสุขุม ลุ่มลึกในทางพระพุทธศาสนา ผู้พูดได้ศึกษามาตั้งแต่บวช พอบวชออกจากโบสถ์แล้วได้วันหนึ่ง รุ่งขึ้นอีกวัน หนึ่งก็เรียนทีเดียว ไม่ได้หยุดเลย บัดนี้ทั้งเรียนด้วย ทั้งสอนด้วย ทั้ง ๒ อย่างนี้" สมกะและวิปัสสนามีภูมิแค่ไหน ? สมถะมี ๔- ภูมิ คือกสิณ ๑๐ อสุภะ ๑๐ อนุสติ ๑๐ พรหมวิหาร ๔ อาหาเรปฏิกูลสัญญา ๑ จตุ ธาตุววัตถาน ๑ อรูปฌาน ๔ วิปัสสนามี ๖ ภูมิ คือ ขันธ์ ๕ อายตนะ ๑๒ ธาตุ ๑๘ อินทรีย์ ๒๒ อริยสัจ ๔ ปฏิจจสมุปบาท- ธรรม (เป็นธรรมที่อาศัยซึ่งกันและกันเกิดขึ้น) เริ่มต้นการเรียนภูมิของสมถะ "ต้องทำใจหยุดก่อน" ตรงตามความหมายว่า สงบนิ่ง ใจ ประกอบด้วยความเห็น ความจำ ความคิด ความรู้ รวมกันเป็นจุดเดียว อยู่ที่เบาะน้ำเลี้ยง หัวใจ #Page14 ความเห็น อยู่ที่ท่ามกลางกาย ความจำ อยู่ที่ท่ามกลางเนื้อหัวใจ ความคิด อยู่ที่ท่ามกลางดวงจิต อยู่ที่ท่ามกลางดวงวิญญาณ ใจเป็นของลึกซึ้ง เวลาเรานั่งอยู่ที่นี่ ใจสอดไปถึงบ้าน นรก สวรรด์ นิพพานก็ได้ ถ้าว่ารู้แคบ ก็สอดไปได้แคบ รู้กว้างสอดไปได้กว้าง ถ้ารู้ละเอียดหรือหยาบก็สอดไปได้ แล้วแต่ความรู้ความเห็น ของมัน เราต้องรวมใจ ให้เห็น จำ คิด รู้ หยุดเป็นจุดเดียวที่กลางกายมนุษย์ ตรงตำแหน่งสะดือทะลุ หลัง ขวาทะลุซ้าย กลางกั้กข้างใน ที่ขึงด้าย ตัดกันเหนือขึ้นมา ๒ นิ้วมือ ตรงนั้นเป็นที่ตั้งดวงธรรมที่ ทำให้เป็นกายมนุษย์ ใสบริสุทธิ์เท่าฟองไข่แดงของไข่ไก่ ที่สอนให้เอาพระของขวัญไปจรดที่กลางดวงนั้น ที่เขาบอกว่า ตั้งใจจะทำบุญทำกุศล เราจะ รักษา ศีลเจริญภาวนา ต้องเอาใจหยุด ตรงกลางนั้น เมื่อเอาใจหยุดได้ ใช้สัญญาจำให้มั่นหยุดนิ่งบังคับ เชียว ถ้าไม่นิ่งใช้บริกรรมภาวนาบังคับไว้ "พอใจหยุดเท่านั้นถูกตัวสมถะแล้ว หยุดนั่นแหละเป็นตัวสมถะ หยุดนั้นเอง เป็นตัวสำเร็จ ทั้งทางโลกและทางธรรมสำเร็จหมด โลกจะได้รับความสุขใจ ต้อง หยุดตามส่วนของโลก ธรรมจะได้รับความสุข ต้องหยุดตามส่วนของธรรม" ท่านได้แนะนำไว้ตามวาระพระบาลีว่า "นตุถิ สนฺติปรํ สุช สุขอื่นนอกจากหยุดจากนิ่งไม่มี" หยุดนั้นเป็นตัวสำคัญ เมื่อใจหยุด เราก็ต้องหยุดในหยุด หยุดในหยุดอยู่นั่นเอง ไม่มีถอย หลังกลับ และใจที่หยุดต้องถูกกลาง จึงจะถูกสิบ พอถูกสิบก็จะเข้าถึงศูนย์ ดังโบราณว่า "เห็นสิบแล้วเห็นศูนย์ เป็นเค้ามูลสืบกันมา เที่ยงแท้แน่นักหนา ตั้งอนิจจาเป็นอาจิณ จุดิแล้ว ปฏิสนธิ ย่อมเวียนวนอยู่ทั้งสิ้น สังขาราไม่ยืนยิน ราดีสิ้นเป็นตัวมา" โลกกับธรรมอาศัยกัน ทางโลก สัตว์โลกมาเกิดในโลกได้ ต้องอาศัยสิบแล้วตกศูนย์ ทางธรรม ไปนิพพานก็ต้องอาศัย สิบ-ศูนย์ เข้าสิบ คือใจหยุดแล้วเห็น "ศูนย์" คือ เห็นดวง ใสเท่าดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ผุดขึ้น เรียก "ดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน" (ดวงปฐมมรรค) เป็น หนทางเบื้องตันทางเดียวของมรรคผลนิพพาน จึงเรียกอีกชื่อว่า "เอกายนมรรค" แปลว่า หนทางเอก ไม่มีสอง พระพุทธเจ้า พระอรหันต์ จะเข้าสู่นิพพาน ไปทางนี้ทางเดียวไม่ซ้ำกัน ไม่มีทางแยก แต่ว่า การไปบางท่านเร็ว บางท่านช้า ถึงได้ชื่อว่าไม่ซ้ำกัน แล้วแต่นิสัยวาสนาที่สั่งสมอบรมไว้ หยุดอยู่กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ หยุดถูกส่วนเป็นดวงใส หรือดวงปฐมมรรด หยุด ในหยุด กลางของหยุดเข้าไปเรื่อย ๆ จะเป็นดวงเป็นลำดับ อีก ๕ ดวง คือ ดวงศีล ดวงสมาธิ ดวง- ปัญญา ดวงวิมุตติ ดวงวิมุตติญาณทัสสนะ ความรู้ #Page15 อาศัยการเข้ากลางดวงต่างๆ ๖ ดวง ดังกล่าวจะเข้าถึง ๑๘ กาย ดังต่อไปนี้ ๑) กายมนุษย์ ๒) กายมนุษย์ละเอียด (เป็นกายฝัน ที่เรามักเห็นเวลาหลับ) ๓) กายทิพย์ ๔)กายทิพย์ละเอียด ๕) กายรูปพรหม ๖) กายรูปพรหมละเอียด ๗) กายอรูปพรหม ๙) กายอรูปพรหมละเอียด (ถึงแค่กายนี้ เป็นขั้นสมถะ) ๙) กายธรรม ๑๐) กายธรรมละเอียด ๑๑) กายธรรมพระโสดา ๑๒) กายธรรมพระโสดาละเอียด ๑๓) กายธรรมพระสกิทาคา ๑๔) กายธรรมพระสกิทาคาละเอียด ๑๕) กายธรรมพระอนาคา ๑๖) กายธรรมพระอนาคาละเอียด ๑๗) กายธรรมพระอรหัต ๑๘) กายธรรมพระอรหัตละเอียด กายธรรม เป็นรูปเหมือนพระปฏิมากร เกตุดอกบัวตูม ใสเป็นกระจกส่องเงาหน้า หน้าตัก โตเท่าใด ดวงธรรมที่ทำให้เป็นธรรมกายก็เท่ากัน กลมรอบตัว อยู่กลางกายธรรม ธรรมกายเป็นตัว พุทธรัตนะ ดวงธรรมนั้นเป็นธรรมรัตนะ เมื่อถึงกายธรรมพระอรหัตละเอียดนี้แล้ว หลุดจากกิเลส เสร็จกิจในพระพุทธศาสนา ทั้งสมถะ และวิปัสสนา "ตั้งแต่กายมนุษย์ถึงกายอรูปพรหมละเอียด แค่นั้นเรียกว่าขั้นสมถะ ตั้งแต่ กายธรรมโคตรภูทั้งหยาบทั้งละเอียด จนกระทั่งกายพระอรหัตทั้งหยาบ ทั้งละเอียด เป็นขั้นวิปัสสนาทั้งนั้น ที่เรามาเรียนสมถวิปัสสนาวันนี้ ต้องเดินแนวนี้ ผิดแนวนี้ ไม่ได้ และก็ต้องเป็นอย่างนี้ ผิดอย่างนี้ไปไม่ได้ ผิดอย่างนี้ไปก็เลอะเหลว" เมื่อเข้าถึงกายใดได้ ก็ยึดกายนั้นเป็นแบบต่อๆ ไป จนกระทั่งเข้าถึงกายธรรมอรหัตละเอียด "จะไปทางนี้ต้องหยุด ทางธรรมเริ่มตันต้องหยุดตั้งแต่ต้นจนกระทั่งพระ อรหัต ถ้าไม่หยุดก็ไปไม่ได้ ชัดทีเดียว แปลกไหมล่ะ ทางโลกเขาต้องไปกัน ปราด เปรียว ว่องไวคล่องแคล่วต้องเล่าเรียนกันมากมาย จนกระทั่งรู้เท่าทันเหลี่ยมคู ผู้คนตลอดสาย จึงจะปกครองโลกได้ เจริญรุ่งเรืองได้ แต่ว่าจะไปทางธรรมนี่แปลก หยุดเท่านั้นแหละไปได้ หยุดอย่างเดียวเท่านั้น" #Page16 หลวงพ่อวัดปากน้ำเล่าเรื่องพระองคุลิมาล เพื่อแสดงให้เห็นว่า คำว่า "หยุด" เป็นคำใน คัมภีร์พระพุทธศาสนา ในสมัยพุทธกาล ณ กรุงสาวัตถี ครอบครัวพราหมณ์ปุโรหิตให้กำเนิดบุตรชาย ตรวจดูรู้ว่าจะ กลายเป็นโจรร้าย จึงนำไปทูลพระเจ้าปเสนทิโกศล พระองค์เห็นยังเล็กจึงให้เลี้ยงไว้ แล้วให้การศึกษาอย่าง ดี ตั้งชื่อว่า "อหิงสกกุมาร" แปลว่า กุมารผู้ไม่เบียดเบียนใคร ครั้นโตขึ้นได้ศึกษาเล่าเรียนกับอาจารย์ทิศาปาโมกข์ เป็นที่รักของอาจารย์มาก ต่อมาอาจารย์ ถูกลูกศิษย์ที่เหลือยุยง จนถึงกับหลอกให้อสิงสกกุมารไปตัดนิ้วคนมา ๑,๐๐๐ นิ้วแล้วจึงจะสอนวิชา เจ้าโลกให้ เพื่อลวงให้อหิงสกกุมารถูกฆ่าตายไปเอง ในวันสุดท้ายที่จะตัดนิ้วครบ ๑,๐๐๐ นิ้ว พระพุทธองค์เสด็จไปโปรด องคุลิมาลเห็น พระพุทธองค์ก็ไล่ฟัน แต่พระองค์ก็ถอยห่างออกไปทุกที องคุลิมาลร้องเรียกให้หยุด พระองค์จึงตรัสว่า "สมณะหยุดแล้ว แต่ท่านไม่หยุด" พุทธองค์ทรงแสดงธรรมจนองดุลิมาลเกิดความเลื่อมใสศรัทธา และขอบวชอยู่ในพระพุทธ ศาสนา เป็นพระอสีติมหาสาวกองค์สุดท้าย คือองค์ที่ ๘o ของพระองค์ต่อไป ถ้าไม่หยุด จะปฏิบัติศาสนาสัก ๔๐- ๕๐ ปี อายุ ๑๐๐ - ๑๓๐ ปี หยุดเข้าสิบเข้าศูนย์กลางดวง ธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ไม่ได้ ก็ไม่ถูกศาสนาสักที วิธีเจริญกาวนา นั่งคู้บัลลังก์ ขัดสมาธิ ขาขวาทับขาซ้ายมือขวาทับมือซ้าย นิ้วชี้มือขวาจรดหัวแม่มือข้าง ซ้าย ตั้งตัวตรง วิธีทำสมถวิปัสสนา ต้องมี "บริกรรมภาวนา" กับ "บริกรรมนิมิต" คู่กัน ฐานที่ ๑ บริกรรมนิมิต ให้กำหนดเครื่องหมายเป็นดวงใสเหมือนเพชรลูกที่เจียระไนแล้ว ไม่มี ขนแมวโตเท่าแก้วตา อย่าให้ใจแว่บไปที่อื่น ผู้หญิงกำหนดเข้าปากช่องจมูกซ้าย ผู้ชายกำหนดเข้า ปากช่องจมูกขวา บริกรรมภาวนา เพื่อประคองบริกรรมนิมิตนั้นว่า"สัมมาอะระหัง" ตรึกนึกถึงดวงใส ใจหยุดอยู่กลางดวงใส ฐานที่ ๒ เลื่อนไปที่เพลาตา หญิงอยู่ซ้าย ชายข้างขวา ตรงหัวตาที่มูลตาออก ตามช่องลม หายใจเข้าออกข้างใน ฐานที่ ๓ เลื่อนจากเพลาตา เข้าไปกลางกั้กศีรษะข้างในพอดี ต้องกลับตาเข้าไปข้างหลัง ให้ ตาค้างเหมือนคนชักจะตาย จนค้างแน่นให้ความเห็นกลับไปข้างหลัง แล้วค่อยๆ ให้เห็นกลับเข้าข้างใน ฐานที่ ๔ เลื่อนไปที่ปากช่องเพดานที่อาหารสำลัก ฐานที่ ๕ เลื่อนไปปากช่องคอ ฐานที่ เลื่อนไปกลางตัว สุดลมหายใจเข้าออก สะดือทะลุหลัง ขวาทะลุซ้าย กลางกั๊ก พอดี ฐานที่ ๗ เหนือกลางตัวขึ้นมา ๒ นิ้วมือ จากฐานที่ ๖ มีศูนย์ ๕ ศูนย์ คือ ศูนย์กลาง คือ อากาศธาตุ ศูนย์ข้างหน้า คือ ธาตุน้ำ ศูนย์ข้างขวา คือ ธาตุดิน ศูนย์ข้างหลัง คือ ธาตุไฟ ศูนย์ข้างซ้าย คือ ธาตุลม #Page17 เครื่องหมายใสสะอาด ตรงช่องอากาศขาดกลาง ตรงนั้นเรียกว่า ศูนย์ ศูนย์เป็นที่เกิด - ตาย เวลาสัตว์ไปเกิดมาเกิด ก็มาอยู่ในที่สิบ อยู่ในกลางดวงนั้น พ่อแม่ประกอบธาตุธรรมถูกส่วนก็ตกศูนย์ พอตกศูนย์ ก็ลอยขึ้นมาเหนือกลางตัว ๒ นิ้วมือ เป็นดวงกลมใส เท่าฟองไข่แดงของ ไข่ไก่ เรียกว่า "ศูนย์" จะไปนิพพานก็ต้องเข้า "ศูนย์" "จะตายจะเกิดเดินตรงกันข้าม ถ้าจะเกิดก็เดินนอกออกไป ถ้าจะไม่เกิด ก็ ต้องเดินในเข้าไป กลางเข้าไว้ หยุดเข้าไว้ ไม่คลาดเคลื่อน.... ที่ใจเราวุ่นวายอยู่นี่ มันทำอะไร มันต้องการจะเวียนว่ายตายเกิด ถ้าใจเรานิ่งอยู่ในกลาง นั้นมันจะเลิก เวียนว่ายตายเกิด" เราต้องทำใจหยุดอยู่ที่ "ศูนย์" จนเห็น "ดวงธรรม" กลางของกลางต่อไป จนพบดวงศีล ดวงสมาธิ ดวงปัญญา ดวงวิมุตติ ดวงวิมุตติญาณทัสสนะ "นั่งภาวนา ทำใจให้หยุด ให้หยุดสักกระพริบตาเดียวเท่านั้น ที่สร้างโบสถ์ วิหารศาลาการเปรียญสู้ไม่ได้หรอก...พิจารณาความแปรผันของเบญจขันธ์ ร่างกายว่าไม่เที่ยงยักเยื้องแปรผันเป็นของปฏิกูล เท่านี้บุญมากกว่า... ให้เรา แสวงหาเขตบุญในพระพุทธศาสนา ให้มั่นเชียวนะ ให้ใจหยุดเป็นตัวสำคัญ หยุดนี้ เป็นทางมรรคผลนิพพาน พวกให้ทานรักษาศีลยังไกลกว่า หยุดนี้ ใกล้นิพพานนัก" "พอหยุดนิ่งไม่ต้องบริกรรมเพ่งเฉย วางอารมณ์เฉย ให้หยุดอยู่นั่นแหละ อย่า ไปนึกถึงมืดสว่างนะ หยุดนั่นแหละเป็นตัวสำเร็จ ที่บอกแล้ว สมณะหยุดๆ พระองค์ให้นัยไว้ว่า สมณะหยุดแล้วท่านไม่หยุด นี่หยุดนี่แหละเพียรตรงนี้ให้ มัน ได้ตรงนี้ซะก่อน อื่นไม่ต้องไปพูดมากนักใหญ่โตมโหฬร พูดหยุดตรงนี้ให้ มัน ตกลงกันก่อน ไอ้ที่หยุดอยู่นี่เขาทำกันได้นะ วัดปากน้ำมีตั้ง ๘ㅇ กว่า ถ้าไม่ทยุด ก็ เข้าไปถึงธรรมกายไม่ได้" "เราเป็นมนุษย์คนหนึ่ง ทำกับเขาไม่ได้เชียวหรือ ทำไมจะไม่ได้ ทำจริงเข้า ทำไม่จริงต่างหากล่ะมันไม่ได้ จริงละก็ได้ทุกคน จริงแค่ไหน จริงแค่ชีวิตซิ เนื้อ เลือด จะแห้งเทือดหมดไปไม่ว่า เหลือแต่กระดูกหนังช่างมัน ถ้าไม่ได้ไม่ลุกจากที่ นี่จริง แค่นี้ได้ทุกคน ฉันเอง ๒ คราว ไม่ได้ตายเถอะ นิ่ง พอถึงกำหนดก็ได้ ไม่ตายสักที พระ ศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าก็รูปนั้น ประกอบความเพียร ด้วยจตุรังคะวิริยะด้วยองค์ ๔... เราเป็นลูกศิษย์ก็จริงเหมือนกัน" #Page18 พระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ นโม. อิติปิโส ภควา หลวงพ่อวัดปากน้ำ แสดงเรื่องพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ ตามลำดับพระบาลี เริ่มตั้งแต่ "อิติปิโส ภควา" ไปจนจบ โดยเนันประโยชน์ในทางปฏิบัติ "คุณ" หมายถึง ความดีความงาม ที่ควรเคารพบูชา ความดีความงามของพระพุทธเจ้า มี ๙ ประการ ความดีความงามของพระธรรม มี ๖ ประการ ความดีความงามของพระอริยสงฆ์ มี ๙ ประการ พระพุทธคุณ พระพุทธเจ้า เป็นที่เคารพสักการะของเทวดา อินทร์ พรหม และ มนุษย์ มิใช่เพราะพระองค์ เป็นกษัตริย์ แต่เพราะการสละออกบรรพชา ประกอบพระมหาวิริยะแรงกล้า จนบรรลุพระโพธิญาณ ณ ใต้ตันศรีมหาโพธิ์ ในวันเพ็ญเดือน 5 คุณความงามความดีของพระองค์ได้บังเกิดขึ้นตั้งแต่วันนั้น จนกระทั่งเสด็จปรินิพพาน นี้เป็นเหตุโดยย่อ เมื่อแยกออกรวมเป็น ๙ ประการ คือ ๑. อรหํ เป็นเนมิตกนาม เกิดขึ้นเอง พร้อมกับที่ทรงบรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณ แปลได้ ๒ นัย คือ "ไกล" และ "ควร" . กล หมายถึงไกลจากกิเลส หรือพ้นจากกิเลส เปรียบเทียบได้หลายประการ คือ - พระองค์บริสุทธิ์ผุดผ่อง ดังแท่งทองชมพูนฺท หรือใสเหมือนดวงแก้วอันหาค่ามิได้ - ประกอบด้วย "ตาทิโน" คือ เป็นผู้คงที่ไม่หวั่นไหว แม้จะเอาของหอม และของเหม็น ชโลมพระวรกายทั้ง ๒ ด้าน พระหฤทัยของพระองค์ก็ไม่ทรงแปรผัน - "อินฺทขีลูปโม" พระทัยมั่นคงดังเสาเขื่อน แม้พายุมาทั้ง ๔ ทิตก็ไม่เคลื่อน การ "ไกล" หรือละกิเลสของพระองค์ หลุดเป็นชั้น ๆ ตั้งแต่กิเลสในกายมนุษย์ถึงกายภายใน ต่างๆ เป็นลำดับไป กิเลสในกายมนุษย์ คือ อภิชฌา พยาบาท มิจฉาทิฏฐิ กิลสในกายทิพย์ คือ โลภะ โทสะ โมหะ กิเลสในกายรูปพรหม คือ ราคะ โทสะ โมหะ กิเลสในกายอรูปพรหม คือ กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย อวิชชานุสัย เมื่อเข้าถึงกายธรรม หรือ ธรรมกาย ชั้นโคตรภูจิต เรียก โคตรภูบุคคล #Page19 โคตรภูบุคคลเดินสมาบัติ เพ่งอริสัจสี่ เข้าไปทุกกาย เป็นอนุโลมปฏิโลม เมื่อหลุดพันจากกิเลส สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส ก็ตกศูนย์เป็นพระโสดาบัน กายพระสดาบัน ละกิเลสกามราคะ พยาบาท ขั้นหยาบ กายพระสกิทาคามี ละกิเลสกามราคะ พยาบาท ขั้นละเอียด กายพระอนาคามี ละรูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา จึงเลื่อนเป็นพระอรหันต์ เข้าถึงกายพระอรหัต จิตพระองค์ผุดผ่อง ไกลจากกิเลส ๑.๒ ควร คือ เป็นผู้ที่เราสมควรบูชาไว้เหนือสิ่งใด ๒. สมุมาสมุพุทฺโธ แปลตามศัพท์ว่า "ตรัสรู้ด้วยพระองค์เองโดยชอบ" หรือ"ตรัสรู้เองโดยถูกต้อง" หรือ "รู้ถูก "พุทฺโธ" แปลว่า "ตรัสรู้" มีความหมายมากกว่าคำว่ารู้แจ้ง เพราะลึกซึ้งมากกว่ารู้ จึงเติมคำว่า "ตรัส" หน้า "รู้" พระบาลีในธัมมจักกัปปวัตตนสูตรกล่าวถึงคุณวิเศษ ๕ ประการ คือ จกชุ ฌาณ์ ปญฌา วิชุชา อาโลโ..... รวมเป็นคำแปลคำเดียวว่า "พุทฺโธ" พุทฺโธ จึงอาจแปลว่า "ทั้งรู้ ทั้งเห็น" เพราะจก ญาณ คำนั้น ในมหาสติปัฏฐานสูตร ใช้คำว่า ชานตา ปสุสตา..... เป็นเหตุสนับสนุนว่า พระพุทธเจ้าตรัสรู้นั้น ไม่ใช่รู้เฉยๆ แต่ทั้งรู้ทั้งเห็น พระองค์เห็นด้วยตาธรรมกาย "สัม" นำหน้า "พุทธะ" เพื่อแสดงว่า ตรัสรู้เอง ไม่มีใครสอน - พระองค์เห็นด้วยตาธรรมกาย เป็นการเห็นโดยพระองค์เอง สิ่งที่เห็นตรงตามความเป็นจริง ไม่ใช่คาดเดาหรืออนุมาน จึงได้ชื่อว่า ตรัสรู้ หรือ "สมุมาสมพุทฺโธ" ผู้ตรัสรู้เองโดยชอบ - พระองค์ตรัสรู้เองได้ เพราะความเป็น อห เมื่ออำนาจสมาธิ ทำให้จิตของพระองค์หลุด พ้น จากอาสวะแล้ว จิตของพระองค์ก็ไส บริสุทธิ์ ผุดผ่อง เพราะหยุดนิ่งนั่นเอง จึงมีสิ่งหนึ่งผุดขึ้นใน นิ่ง ทำให้ " " พระองค์ก็รู้ตามนั้นไป น้ำขุ่น แม้อิฐสักก้อนหนึ่งอยู่กันโอ่ง เราย่อมมองไม่เห็น แต่ เมื่อน้ำนั้น นอนนิ่งใสบริสุทธิ์แล้ว แม้แต่เข็มอยู่กันโอ่งเราก็เห็น "สมุมา" นำหน้า "สมุพุทฺโธ" "สมุมา" แปลว่า "โดยชอบ" หรือ "โดยถูกต้อง" พระองค์ตรัสรู้อะไร มีเหตุผลยันกันได้เสมอ จึงถูกต้องไม่คลาดเคลื่อน พระพุทธเจ้าตรัสรู้ทั้งเหตุและผล พระองค์ตรัสรู้ ทั้งเหตุที่ทำให้เกิดสุขและทุกข์พระองค์ตรัสรู้ ทั้งเหตุไม่สุขไม่ทุกข์ หรือสภาพ เป็นกลางๆ เรียกว่า อัพยากฤต เหตุให้เกิดสุข ทรงเรียกว่า อโลภะ อโทสะ อโมหะ เพราะเป็นฝ่ายกุศล เหตุให้เกิดทุกข์เรียก โลภะ โทสะ โมหะ เป็นฝ่ายอกุศล ปุถุชนมักรู้กันแต่ผล สาวเหตุไม่ใคร่ถึง เช่น ทำโจรกรรมแล้วต้องไปรับโทษ ก็รู้กันขั้นหยาบ ๆ #Page20 ว่า ผลที่ต้องได้รับทุกข์ คือ ต้องโทษนั้น เนื่องมาจากโจรกรรม แท้จริงเหตุเท่านั้นไม่พอ เพราะโลภ เป็นมูลเหตุ แต่ก็ยังไม่พอ ต้องสาวไปว่าทำไมโลภจึงครอบงำเขาได้ ก็เพราะใจเขาสกปรก ทำไมใจเขา สกปรก เพราะเขาไม่ประพฤติตามโอวาทของพระบรมศาสดาที่ให้รักษาศีล อาจเพราะไม่ได้อ่าน หรือ ฟังธรรม เป็นต้น พระองค์ทรงสอนไว้ละเอียด ให้รู้ถึงเหตุผล ว่าผลเกิดจากเหตุใด ทรงมีแนวสอนให้ปฏิบัติเพื่อ ละเหตุให้เกิดทุกข์ บำเพ็ญเหตุให้เกิดสุข ตลอดจนวิถีทางดับเหตุทั้งปวง เรียกว่า "นิโรธ" มูลรากฝ่ายเกิดหรือสมุทัย คือ อวิชชา ในทางดับ หรือ นิโรธ คือ ดับอวิชชา อวิชชาจึงเหมือนต้นไฟ ดับตัวเดียวจะดับได้หมด คำสอนของพระองค์จึงอยู่ที่ว่า ให้ผู้ปฏิบัติหาทางกำจัดอวิชชาเสีย จึงจะพันจากวัฎฏสงสาร พระอุทานอันเป็นบุคคลาธิษฐานสั้นๆ มีว่า "ท่านนายช่างไม้ คือ ตัณหา เราเจอตัวท่านแล้ว ท่านหมดโอกาสที่จะมา สร้างปราสาท คือ อัตตภาพร่างกายเราแล้ว กระดูกซี่โครงท่าน คือ กิเลส เราหัก กรอบหมดแล้ว ยอดปราสาท คือ อวิชชา เราก็รื้อทำลายหมดแล้ว จิตของเรา ปราศจากเครื่องปรุงแต่งแล้ว เราถึงซึ่งความสิ้นไปแห่งตัณหาแล้ว" ๓. วิชฺชาจรณสมุปนฺโน แปลว่า พระองค์ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ ก. วิชชา หมายถึง ความรู้ที่กำจัดมืดเสีย "มืด" หมายเอารูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ (ขันธ์ ๕) "วิชชา" ความรู้ ตรงข้ามกับ "อวิชชา" คือ ไม่รู้ เมื่อมี "อวิชชา" ก็ไม่รู้ถูกหรือผิด ไม่รู้อดีต ปัจจุบัน อนาคตของ สังขาร ไม่รู้ปฏิจจสมุปบาท และอริยสัจ < เพราะมีอุปาทาน (ยึดมั่น) ขันธ์ ๕ ให้มืด ไปนิพพานไม่ได้ ถ้าปล่อยขันธ์ ๕ ไม่ได้ ก็พ้นจากภพไม่ได้ ต้องมืดมนเวียนว่ายตายเกิดในกามภพ รูปภพ อรูปภพ เป็นพวกมืด รวมทั้งสัตว์เดรัจฉาน สัตว์นรก ที่มืดหนัก วิชชา แบ่งเป็น ๓ คือ ๓.๑ วิปัสฺสนาวิชฺชา ๓.๒ มโนมยิทฺธิวิชฺชา ๓.๓ อิทธิวิธีวิชฺชา ถ้ารวมอภิญญาด้วยเป็น ๘ คือ ๓.๔ ทิพฺพจักฺขุวิชฺชา ๓.๕ ทิพฺพโสตฺวิชฺชา ๓.๖ ปรจิตฺตวิชฺชา (เจโตปริยญาณ) ๓.๗ ปุพเพนิวาสานุสฺสติวิชฺชา ๓.๘ อาสวักขยวิชฺชา #Page21 ๓.๑ วิปัสสนาวิชชา "วิปัสสนา" ตามศัพท์แปลว่า เห็นแจ้ง เห็นวิเศษ อีกนัยหนึ่ง คือ เห็นนามรูปต่าง ๆ และเห็นแจ้งว่าเป็นของไม่เที่ยง เต็มไปด้วยทุกข์และเป็น เห็นได้อย่างไร ? ต้องหลับตาเอาใจจรดที่ศูนย์กลางดวงธรรม หรือดวงปฐมมรรค เพราะเห็น จำ คิด รู้ อยู่ที่นี่ อยู่ที่ตำแหน่งศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ถูกส่วนก็จะเห็นกายมนุษย์ละเอียด กายทิพย์ กายรูปพรหม กาย อรูปพรหม ซ้อนเป็นชั้น ๆ เข้าไป ถึงกายอรูปพรหมเป็นขั้นสมถะ ยังไม่เห็นแจ้ง เพราะยังเป็นกาย ในโลก ยังติดอยู่ในกระเปาะภพของตัว ทำให้มืดอยู่ เหมือนลูกไก่ในกระเปาะไข่ที่บังตัวเองไว้ พระพุทธเจ้าทรงบำเพ็ญเพียรต่อไป เพราะเห็นว่ายังมีอะไรดียิ่งกว่านั้น จนบรรลุวิปัสสนาวิชชา เมื่อเห็นนามรูปด้วยตาธรรม พระองค์ได้หลุดจากกระเปาะไข่ คือโลกได้แจ้ง พระองค์ รู้ด้วยญาณธรรม เป็นการเห็นก่อนรู้ ส่วนกายในโลกรู้ด้วยวิญญาณ "เห็นด้วยตามนุษย์ ไม่ทำให้บรรลุมรรคผลได้ อย่างมากก็เป็นเพียงปัจจัย เพื่อจะให้บรรลุมรรคผลเท่านั้น การเห็นด้วยตาทิพย์ ตารูปพรหม และอรูปพรหม ก็เช่นเดียวกัน เป็นเพียงปัจจัยเพื่อให้บรรลุมรรคผลเท่านั้น ต้องเห็นด้วยตา ธรรม กาย จึงจะบรรลุมรรคผลได้" พระพุทธเจ้าจึงทรงสอนเน้นไปในทางอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เพื่อตะล่อมให้ผู้มีปัญญาสอด ส่องเห็นนิจจัง สุขัง อัตตา ต่อไปเอง ดังเช่น มีคน ๒ คนยืนอยู่ คนหนึ่งสูง คนหนึ่งเตี๋ย ถ้าเราบอก ว่าเรา รู้จักคนสูง เขาก็ย่อมเข้าใจเองว่า คนที่เราไม่รู้จักคือคนเตี้ย อนิจจัง จึงบอกนิจจัง ทุกขังบอกสุขัง อนัตตาบอกอัตตา และ ธรรมกาย คือนิจจัง สุขัง อัตตา ต้องปล่อยอุปาทาน ที่เรียกว่า "ติด" ปล่อยได้เรียก "หยุด" เพราะพ้นจากโลภ เข้านิพพาน ปล่อยหมดให้เห็นความจริงของขันธ์ ๕ ด้วยตาธรรมกาย จึงเป็น "วิปัสสนาวิชชา" ๑๐ ประการ ๓.๒ มโนมยิทฺธิ แปลว่า ฤทธิ์ทางใจ เมื่อมีธรรมกาย ทำให้ใจมีฤทธานุภาพสูงจากธรรมดา นึกให้เป็นอย่างไร ก็เป็นไปตามนึก เช่น พระพุทธเจ้าเสด็จจากดาวดึงส์ นึกให้เทวดาเห็นมนุษย์ และมนุษย์เห็นเทวดา ๓.๓ อิทฺธิวิธี แปลว่า แสดงฤทธิ์ให้ปรากฏต่างๆ เช่น เนรมิตจักร เนรมิตพระกาย หรือปราสาทราชฐาน ครั้งทรงทรมานพระเจ้าชมภูบดีให้ลดทิฏฐิมานะก่อนแสดงธรรม ๓.๔ ทิพฺพจักขุ แปลว่า ตาทิพย์ เห็นอะไรๆ ได้หมดทั้งใกล้ไกล เช่น คราวที่พระมเหศวรจำแลงตัวให้เล็กไป ซุก อยู่ในเมล็ดทรายใต้เชิงเขาพระสุเมรุ พระองค์ก็ทรงเห็น แล้วเอาฝ่าพระหัตธ์ช้อนออกมา พร้อม เมล็ดทราย อนัตตา #Page22 ตาทิพย์นี้ พระสาวกก็มีได้ด้วยการใช้ตามนุษย์ ซ้อนตาของกายต่างๆ แล้วเอาตาธรรมกายดู ๓.๕ ทิพฺพโสตฺ แปลว่า หูทิพย์ ใครจะพูดอะไรที่ไหนได้ยินหมด โดยเอาแก้วหูกายมนุษย์ ทิพย์ พรหม อรูป- พรหม ซ้อนกันตลอดแก้วหูธรรมกาย ๓.๖ ปรจิตฺตวิชชา แปลว่า ความรู้ที่สามารถทำให้ล่วงรู้วาระจิตของผู้อื่นได้ เช่นพวกยักษ์คิดจะตั้งปัญหาถามพระ ศาสดา ถ้าแก้ไม่ได้จะจับโยนข้ามมหาสมุทร แต่ว่าพระองค์กลับถามเย้ยไปเสียก่อนว่า ปัญหานั้น ท่านรู้มาจากพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า ๓.๗ ปุพเพนิวาสวิชชา แปลว่า ความรู้ที่ระลึกชาติหนหลังได้ เป็นอะไร เกิดที่ไหนมาแล้วบ้าง เช่น เวสสันดรชาดก ๓.๘ อาสวักขยวิชชา แปลว่า ความรู้ที่ทำลายอาสวะให้หมดสิ้น คือ กามาสวะ ภวาสวะ ทิฏฐาสวะ อวิชชาสวะ ไม่เหลือในใจพระองค์เลย ข. จรณะ แปลว่า ประพฤติหรือธรรมควรประพฤติ พระองค์ประกอบด้วยจรณะ มี ๑๕ ประการ คือ ๑. ศีลสังวร คือ สำรวมในพระปาฏิโมกข์ ๒. อินทรีย์สังวร คือ สำรวม ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มิให้อารมณ์ที่จะชักความชั่วเข้ามาติดได้ โดยไม่ต้องฝืน ๓. โภชเนมัตตัญญุตา คือ ประมาณในการบริโภคพอสมควร ชาคริยานุโยค ทรงประกอบความเพียร ทำให้พระองค์ รู้สึกพระองค์ นิวรณ์เข้าครอบงำไม่ได้ 4. สัทธา ทรงประกอบด้วยศรัทธาอย่างอุกฤษฏ์ ทรงบำเพ็ญทานของนอกกาย ทานอุปบารมี ด้วยการสละเลือดเนื้อเมื่อทำความเพียรและสละได้ถึงชีวิตเป็นทานปรมัตถบารมี ๖. สติ ได้แก่ สติวินัย พระองค์ไม่เผลอในกาลทุกเมื่อ ทั้งเดิน ยืน นั่ง นอน ในมหาสติปัฏฐาน สูตร ท่านหมายเอาสติถึง กาย เวทนา จิต ธรรม ๗. หิริ การละอายต่อความชั่ว ๘. โอตฺตัปปะ สะดุ้งกลัวต่อบาป ๙. พาหุสัจจะ ฟังมาก นับแต่ครั้งสร้างบารมี ทรงเอาใจใส่ฟังธรรมจากสำนักต่างๆ เช่น ที่ สำนักอาฬารดาบส อุทกดาบส ก็ได้เรียนรูปฌาน อรูปฌาน ๑๐. อุปักกโม ความเพียรไม่ละลด เช่น ทรงบำเพ็ญพุทธกิจ ๕ - เวลาเช้าบิณฑบาต - เวลาเย็นทรงธรรม - เวลาค่ำทรงประทานโอวาทแก่ภิกษุ -เวลาเที่ยงคืนทรงเฉลยปัญหาเทวดา - เวลาใกล้รุ่งพิจารณาเวไนยสัตว์ที่จะพึงโปรด #Page23 ๑๑. ปัญญา มีความรู้เห็นกว้างขวาง หยั่งรู้เหตุและผลถูกต้องไม่ผิดพลาด ๑๒.-๑๕. รูปฌาน ๔ เป็นโลกิยปัญญาที่ทรงเรียนฌานจากดาบส มีอัปปนาสมาธิ เป็นต้น พระองค์ได้อาศัยประโยชน์นำสู่โลกุตตระ ด้วยการหยั่งรู้จากญาณธรรมกาย อันเป็นส่วนที่พระองค์ ตรัสรู้เองภายหลัง ๔. สุคโต แปลได้หลายนัย คือ ๔.๑ ไปดีแล้ว หมายถึง พระองค์ประพฤติบริสุทธิ์ทั้งกาย วาจา ใจ สม่ำเสมอทุกๆ ชาติ ดับขันธ์จากชาติ หนึ่ง ไปสู่สุคติ ทุกชาติ หรือพระองค์ดำเนินกาย วาจา ใจ ในแนวอริยมรรค คือมรรคมีองค์ ๘ ย่อเป็น ศีล สมาธิ ปัญญา ย่อเหลือดวงปฐมมรรค เมื่อหยุดนิ่งจนกิเลสของกายในโลก (๘ กายแรก) เข้าไป ทำให้ขุ่นไม่ได้ จึงเข้าถึงธรรมกาย จิตของธรรมกายเป็นมรรคจิต ญาณธรรมกายเป็นมรรคปัญญา ธรรมกายเข้าสมาบัติ ดูอริยสัจ เข้าถึงโสดา สกิทาคา อนาคา จนตกศูนย์เป็นพระพุทธเจ้า เรียกสุคโต ๔.๒ ไปสู่ที่ดี หมายถึง ไปอยู่แดนอันเกษม คือ "นิพพาน" เมื่อธรรมกายหยุดถูกส่วนตกศูนย์ จะมีอายตนะ คือ "อายตนะนิพพาน" ดึงดูดธรรมกาย ที่ ตกศูนย์นั้น เข้านิพพานอยู่เนืองนิจ แม้ในขณะมีพระชนม์ หรือเมื่อจะดับขันธ์เข้าสมาบัติ ก็ได้ชื่อว่า ๔.๓ ทรงพระดำเนินงาม เมื่อครั้งทรงพระดำเนินไปโปรดพระปัญจวัคคีย์ ณ ป่าอิสิปตนะ โดยการย่างพระบาท พระ ฉัพพรรณรังสีรุ่งโรจน์ แม้สัตว์ ๔ เท้าก็พลันตกตะลึง ๔.๔ ไปสู่ที่ไหนดีที่นั่น คราวที่เมืองไพศาลี เกิดไข้ทรพิษระบาด ผู้คนล้มตายจนซากศพเกลื่อนกลาด พวกเจ้าลิจฉวี ขอให้พระองค์มาช่วย คืนนั้นเทวดาช่วยบันดาลให้ฝนตก ซัดซากศพ และทำความสะอาดจนหมด รุ่งเช้าพระองค์ไปถึงก็สะอาดทั้งเมือง แล้วจึงรับบิณฑบาต เจริญพระปริตร และเจริญพระพุทธมนต์ อมนุษย์ก็ปลาสนาการไปหมด ๕. โลกวิทู แปลว่า "รู้แจ้งซึ่งโลก" "โลก" มีความหมายว่า - เป็นที่ก่อแห่งสัตว์ เพราะเป็นที่เกิดที่อยู่ของสัตว์ - เป็นที่ก่อผลแห่งสัตว์ เพราะเป็นที่ซึ่งสัตว์ก่ออกุศลและกุศล เฉพาะโลกมนุษย์ที่มนุษย์ อาศัยสร้างบุญ แล้วส่งผลไปสวรรค์ บำเพ็ญบารมีไปนิพพาน ถ้าสร้างบาปก็ไปนรก #Page24 โลกแบ่งเป็น ๓ คือ ๕.๑ สังขารโลก ๕.๒ สัตวโลก ๕.๓ โอกาสโลก ๖. อนุตฺตโรปุริสฺสธมฺมสารถิ พระองค์เปรียบเสมือนสารถีผู้ฝึกสอนคนเป็นอย่างดี คือ ทรงมีพระปรีชาญาณ ฝึกสอนคนให้ เป็นคนดี จนบรรลุมรรคผลนิพพานได้ ย่นคำสอนเป็นศีล สมาธิ ปัญญา ด้วยอุบายสอนต่างๆ ให้ตรง กับนิสัย เช่น ทรงเนรมิตนางฟ้าล่อพระนันทกุมาร ผู้มีนิสัยทางราคะจริต เป็นกุตโลบายให้เบื่อหน่าย - ใช้อิทธิปาฏิหารย์ ปราบพระยานาคพ่นพิษให้พ่ายแพ้ ทำให้อุรุเวลกัสสปะเลื่อมใส - การแสดงจงกรม คือเดินอยู่บนน้ำ แล้วเหาะขึ้นบนอากาศ แล้วลอยลงมาสู่เรือของอุรุเวล- กัสสปะและบริวาร เพื่อให้รู้ว่าทางที่ไปไม่ใช่ทางไปมรรคผล จนอุรุเวลกัสสปะละทิฏฐิ ขอบวชใน พระศาสนา ทั้งนทีกัสสปะและดยากัสสปะก็ตามมาอีก ทำให้ทรงสามารถปักหลักศาสนาในกรุงราชคฤห์ ๗. สตฺถาเทวมนุสฺสานํ แปลว่า พระองค์เป็นบรมดรูแห่งเทวดา และมนุษย์โดยเห็นได้จากพุทธกิจ ๕ ประการ ที่กล่าว มา แล้วว่า ยามเย็นและด่ำ เป็นครูของมนุษย์ ยามเที่ยงคืน เป็นครูของเทวดา ในมงคลสูตร ยืนยันอีกว่า แสดงมงคลสุตรเพราะเทวดามาเฝ้าและยกปัญหาว่าอะไรเป็นมงคล ๔. พุทฺโธ แปลได้หลายนัย แต่ในที่นี้แปลว่า "เป็นผู้บาน" หรือ "เป็นผู้เบิกบานแล้ว" บานนั้นเปรียบด้วยดอกบัว เมื่อพระองค์ประกอบความเพียร ยังไม่ตรัสรู้ เปรียบเหมือนยัง เป็น ดอกบัวตูม พอตรัสรู้ก็เป็นบัวบาน พระกมลก็เบิกบานเต็มที่ ๙. ภควา แปลว่า "หัก" หรือ "แจก" "หัก" หมายความว่า พระองค์หักเสียได้ ซึ่งสังสารจักร คือ อวิชชา ตัณหา อุปาทาน ซึ่งเป็น กำลังดันให้หมุนเวียนว่ายอยู่ในวัฏฎสงสาร พระองค์จึงพันจากภพ 3 ออกสู่นิพพาน "แจก" หมายความว่า เมื่อพระองค์ตรัสรู้ ทรงรู้แจ้งสามารถจำแนกแยกแยะธรรมส่วนที่ละเอียด ให้เห็น เช่น ทรงจำแนกขันธ์ ธาตุ อายตนะ จิต เจตสิก รูป นิพพาน เป็นต้น รวมทั้งหลักธรรมอื่นๆ ให้สาวก รู้เห็นและปฏิบัติสืบมา พระธรรมคุณ ๑. สวากขาโต ภควตา ธมฺโม ธรรมในที่นี้ กล่าวเฉพาะ "พระสัทธรรม" "สวากขาโต" แปลว่า "ธรรมที่พระองค์กล่าวดีแล้ว" หมายความว่า ธรรมที่พระองค์ตรัสสอน ล้วนส่งผลให้ผู้กระทำตามได้รับความร่มเย็นเป็นสุขทั้งทางโลกและทางธรรมได้ #Page25 ธรรมที่พระองค์ตรัสสอน ได้ชื่อว่า "สวากขาตธรรม" มีอริยมรรคเป็นต้น พระสัทธรรม แบ่งเป็น ๓ หมวด คือ ปริยัดิธรรม ได้แก่ คำสั่งสอนอันเป็นแนวทางไปสู่ปฏิบัติ ปฏิบัติธรรม ได้แก่ คำสอนที่บ่งวิธีการปฏิบัติโดยตรง มีผลส่งให้ถึงปฏิเวธ ปฏิเวธธรรม ได้แก่ การรู้แจ้งแทงตลอดสภาวะความเป็นจริง ทั้งหมด ๒. สนฺทิฏฺฐิโก แปลว่า คำสอนของพระองค์นั้น ผู้ใดปฏิบัติตามผู้นั้นจะเห็นผลได้ด้วยตนเอง เห็นแทนกันไม่ ๓. อกาลิโก ผู้ใดปฏิบัติ ผู้นั้นย่อมได้รับผลเสมอโดยไม่มีจำกัดเวลาว่ามีเขตเพียงนั้นเพียงนี้ ๔. เอหิปสฺสิโก เพราะเหตุว่าเป็นของดี ของจริง เมื่อผู้ใดปฏิบัติได้แล้ว จึงเป็นเสมือนสิ่งที่น่าจะเรียก บอก คนอื่นมาดูว่า นี่ดีจริงอย่างนี้ ๕. โอปนยิโก เมื่อดีจริงก็ควรน้อมนำของดีจริงที่พบแล้วเข้ามาไว้ในตน คือยิ่งถือปฏิบัติเรื่อยไปไม่ละวางเสีย ๖. ปจฺจตฺตํ เวทิตพฺโพ วิญฺญูหิ ธรรมนั้นถึงรู้ได้เฉพาะด้วยตนเอง คล้ายข้อ ๒ แต่ข้อนี้เนันอาการรู้ คือ ผู้ปฏิบัติตามธรรม จะรู้ว่าธรรมดีจริง และได้ผลเป็นอย่างไร เกิดจากการปฏิบัติของตนเอง ด้วยใจของตนเอง เป็นรสทางใจ ที่แม้เยือกเย็นเป็นสุขปานใด ก็เล่าให้ใจเราเป็นอย่างเขาไม่ได้ พระสังฆคุณ สาวกตามความหมายในบทสังฆคุณ กล่าวเฉพาะอริยสาวกเท่านั้น สาวกของพระองค์ มี ๒ จำพวก ๑. ปุถุชนสาวก ได้แก่ ปถุชนผู้ที่เลื่อมใสในพระรัตนตรัย แต่ยังไม่ได้บรรลุธรรม ๒. อริยสาวก แปลว่า สาวกผู้ประเสริฐ คือ สาวกผู้ได้บรรลุธรรมวิเศษแล้ว เป็นชั้นอริยะ หรืออริยสาวก จัดเป็น ๔ คู่ ตามลำดับ ธรรมที่บรรลุ ๑. โสดาปัตติมรรค และ โสดาปัตติผล ๒. สกิทาคามิมรรค และ สกิทาคามิผล ๓. อนาคามิมรรค และ อนาคามิผล ๔. อรหัตมรรค และ อรหัตผล ถ้าจัดเป็นรายบุคคล ได้เป็นอริยบุคคล ๘ หรือพระอริยสาวก ๘ #Page26 พระอริยบุคคล บำเพ็ญกิจถูกส่วน เห็นดวงใส เข้าถึงกายต่างๆ จนถึงกายธรรมเป็นชั้นๆ ไป เมื่อดวงธรรมกายมนุษย์ขยายออก ได้ปฐมฌาน กายธรรมเข้าปฐมฌาน ใจธรรมกายน้อมไปใน ละเอียดขึ้น เกิดฌานใหม่เป็นลำดับ จนถึงฌานที่ ๘ เรียกเข้าฌานโดยอนุโลม แล้วย้อนกลับจับแต่ฌาน ที่ ๘ ถอยหลังมา ๑ เรียกปฏิโลม ทำดังนี้ ๗ หน ธรรมกายอยู่บนฌานที่ ๘ ตั้งแต่ ๑ - ๘ ตาธรรมกายดูอริยสัจ < ถูกส่วนเข้าธรรมกายก็ตก ศูนย์ เป็นดวงใส ศูนย์นั้นกลายเป็นธรรมกายพระโสดา ธรรมกายโสดาเข้าฌาน พิจารณาอริยสัจ ๔ ในกายทิพย์ ตกศูนย์ เป็นพระสกิทาคามี ธรรมกายสกิทาคามีเข้าฌาน พิจารณาอริยสัจ ๔ ในกายรูปพรหมตกศูนย์ เป็นพระอนาคามี ธรรมกายอนาคามีเข้าฌาน พิจารณาอริยสัจ < ในกายอรูปพรหม ตกศูนย์ เป็นพระอรหัต ขั้นพระโสดา ละกิเลสได้ ๓ คือ ๑. สักกายทิฏฐิ ละได้เพราะพิจารณาเห็นว่าสังขารเป็นเรือนอาศัยชั่วคราว แต่ธรรมกาย เป็นนิจจัง สุขัง อัตตา ๒. วิจิกิจฉา เพราะเข้าถึงธรรมกาย ถอดกายที่เป็นโลกีย์ได้เป็นพระรัตนตรัยแล้ว ๓. สีลัพพตปรามาส เมื่อเป็นพระรัตนตรัย ท่านไม่ยึดมั่นศีลและวัตรนอกศาสนาแล้ว ขั้นพระสกิทาคา ละเพิ่มอีก ๒ คือ ๑. กามราคะ ได้แก่ ความกำหนัดยินดีในวัตถุกาม และกิเลสกาม ๒. พยาบาทอย่างหยาบ ได้แก่ การผูกใจโกรธ พระอนาคามี ละกามราคะ พยาบาทอย่างละเอียด พระอรหัต ละกิเลสทั้ง ๕ ดังกล่าวได้โดยสิ้นเชิง และสังโยชน์เบื้องบน ๕ คือ รูปราคะ คือ ความกำหนัดยินดีในรูปฌาน ๒. อรูปราคะ คือ ความกำหนัดยินดีในอรูปฌาน ๓. มานะ คือ ความถือตน ๔. อุทธัจจะ คือ ความฟุ้งซ่าน ๕. อวิชชา คือ ความมืด ความโง่ ไม่รู้อดีต ปัจจุบัน และอนาคตของสังขาร ไม่รัปฏิจจ- สมุปบาทธรรม และอริยสัจ จึงรวมเป็น ๑๐ ประการที่พระอรหัตละได้ พระอริยบุคคลจึงเป็นผู้ที่ :- ๑. สุปฏิปนฺโน ท่านปฏิบัติดีแล้ว คือ ปฏิบัติตามแนวมัชฌิมาปฏิปทา เป็นทางสายกลาง ตามที่พระบรมศาสดาดำเนินมาแล้ว ไม่หย่อนเกินไป ไม่ตึงเกินไป ๒. อุชุปฏิปนฺโน ปฏิบัติแล้วตรง คือการปฏิบัติมุ่งตรงสู่พระนิพพาน ไม่วอกแวกไปทางอื่น ๓.ฌายปฏิปนฺโน ปฏิบัติมุ่งเพื่อรู้ธรรมที่จะออกจากภพ ๓ โดยแท้ ๔.สามีจิปฏิปนฺโน ปฏิบัติอย่างดีเลิศ เพราะท่านปฏิบัติเพื่อบรรลุถึงนิพพานจริงๆ ๕.อาหุเนยฺโย จึงเป็นผู้ควรเคารพสักการะ ๖.ปาหุเนยฺโย จึงเป็นผู้ควรต้อนรับ ๗.ทกฺขิเณยฺโย จึงเป็นผู้ควรรับของที่เขาทำบุญ ๘.อญฺชลีกรณีโย จึงสมควรกราบไหว้ #Page27 "อนุตตรํ ปุญฺญกฺเขตฺตํ โลกสฺส เป็นเนื้อนาบุญอันเลิศ ไม่มีอื่นจะดีกว่าอีกแล้ว แม้กาลเวลาผ่านมานาน ก็ไม่มีอะไรเป็นข้อห้ามว่า ผู้ที่ปฏิบัติตามจะไม่ได้รับผลอย่างที่ท่าน ได้รับ นอกจากคำกล่าวอ้างของคนเกียจคร้าน คำว่า "อกาลิโก" เป็นหลักฐานยืนยันว่า ผู้ใดปฏิบัติตามธรรมของพระองค์ ย่อมจะเกิดผลทุกเมื่อ ดังนั้นปัญหาจึงเหลือว่า พวกเราจะปฏิบัติจริงหรือไม่เท่านั้น ดังพรรณนามานี้ พึงระลึกว่าพระโอวาทในเรื่องบูชา พระองค์สรรเสริญ "ปฏิบัติบูชา" มาก กว่า "อามิสบูชา" (บูชาด้วยเครื่องสักการะ) อย่าเพียงแต่ท่องจำ อิติปิโส ภควา...หรือเพียงแต่ระลึกถึงพระคุณเหล่านี้ แต่ให้มุ่งอิทธิบาท ๔ ปักใจ บากบั่น วิจารณ์ และทดลอง โดยเฉพาะในการบำเพ็ญสมาธิภาวนา ว่าด้วยรัตนะ "รตนตุตย์" แปลว่า หมวดสามแห่งรัตนะ คือ พุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ สังฆรัตนะ ประเสริฐ กว่าสวิญญาณกรัตนะในไตรภพ เพราะเป็นของทำความดีให้แก่โลกทั้งสาม กามโลก มีรัตนะ คือ เพชร แก้ว ทั้งเป็นและตาย "แก้วเป็น" ที่เป็นรัตนะเจ็ดของจักรพรรดิ รูปโลก มีรัตนะให้แสงสว่างในโลกของเขา อรูปโลก มีรัตนะให้แสงสว่างในโลกของเขา รัตนะ จึงเป็นของทำความยินดีและปลื้มใจแก่มนุษย์ เทวดา พรหม อรูปพรหม ได้เท่ากำลัง ของรัตนะนั้นๆ "รัตนะเป็น" ทำให้มีขึ้นได้ด้วยความเพียร ระวังกาย วาจา ใจ ให้บริสุทธิ์ทวีขึ้น อย่าหยุด จน เห็น "ศูนย์" ที่กลางตัวเหนือสะดือ ๒ นิ้วมือ เรียก "ดวงปฐมมรรค" มีขนาดต่างๆ กัน โตไม่เกิน ดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ เล็กไม่เกินดวงตาดำข้างใน ให้หมั่นเอาใจจรดอยู่ที่ดวงนี้ ในอิริยาบถทั้งสี่เท่านั้น ใจหยุดกลางดวงปฐมมรรด จะเข้าถึงกายในกายตามลำดับ "หยุดให้มากที่สุดก็เจริญที่สุด หยุดต้องมีกลเม็ด หยุดดับหยาบไปหา ละเอียดร่ำไป ไม่ใช่หยุดแล้วไม่ทำอะไร ทำหยุดในหยุดนั่นแหละหนักขึ้นทุกที ไม่มีเวลาหย่อนจึงจะเจริญถึงที่สุดเร็ว" แล้วจะเข้าถึงธรรมกาย เป็นกายสำคัญที่สุดในพระพุทธศาสนา ผู้ใดทำกายนี้ได้ได้ชื่อว่าเป็น อนุ พุทธเจ้า ตามพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้า มีหลายจำพวก สัพพัญญพุทธเจ้า ปัจเจกพุทธเจ้า - สาวกพุทธเจ้า - สุตพุทธเจ้า - พหูสุตพุทธเจ้า - อนุพุทธเจ้า #Page28 พระรัตนตรัยและการเข้าถึง (โดยย่อ) พระรัตนตรัย "รัตนะ" แปลว่า แก้ว ในที่นี้ หมายถึงแก้วที่ประเสริฐ เช่น แก้วมณีโชติรส ใครมีไว้ย่อมอิ่มอกอิ่มใจยิ่งกว่าทรัพย์ใด การเข้าถึงพระรัตนตรัย ก็ชื่นใจ อิ่มใจนัก ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเราตถาคต - ร่างกายพระสิทธัตถะ ไม่ใช่พุทธรัตนะ ทรงทำความเพียรถึง ๖ พรรษา จึงพบรัตนะในพระองค์ คือ "กายธรรม" มีสันฐานเหมือนพระปฏิมากรเกตุดอกบัวตูม ใสเหมือนกระจกปรากฎอยู่ใน ศูนย์กลางกาย ในอัคคัญญสูตร สุตตันปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค ยืนยันความไว้เช่นกันว่า ธรรมกายนี้ เป็นชื่อตถาคตโดยแท้ ส่วนเรื่องพระวักกลิ กล่าวถึง "ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา" จึงหมายความว่า - ผู้ใดเห็นดวงธรรมที่ทำให้เป็นธรรมกาย ผู้นั้นเห็นเรา คือ ตถาคต หรือ - ผู้ใดเห็นดวงธรรมนี้ ผู้นั้นเห็นพระพุทธเจ้า หรือ - ผู้ใดเห็นธรรมกาย ผู้นั้นเห็นพระพุทธเจ้า เพราะขณะนั้น พระวักกลิอยู่ใกล้ ๆ พระองค์ หากดูด้วยตาธรรมดาก็ควรจะเห็นได้ แต่ที่แล เห็นเป็นแต่เปลือกของพระองค์ และยังตรัสว่าเป็นกายที่เปื่อยเน่า "เรา" ในที่นี้ จึงหมายถึง "กายภายใน" คือ ธรรมกายนั่นเอง "ผู้ที่ปฏิบัติจะตอบปัญหานี้ได้ด้วยตนเอง" - ธรรมกาย มีสีใสเหมือนแก้ว ชื่อว่า "พุทธรัตนะ" - ธรรมที่กลั่นออกจากหัวใจธรรมกาย ชื่อว่า "ธรรมรัตนะ" - ดวงจิตของธรรมกาย ชื่อ "สังฆรัตนะ" ทั้งสามมีความเกี่ยวเนื่องกัน พรากจากกันไม่ได้ ผู้ใดเข้าถึงพุทธรัตนะ ก็ได้ชื่อว่า เข้าถึง ธรรมรัตนะ และสังฆรัตนะด้วย การเข้าถึงพระรัตนตรัย เพียงแต่เลื่อมใส ท่องบ่น ปฏิญาณตน ยังไม่เรียกว่า "เข้าถึง" อย่างมากก็เรียก "ขอถึง" การจะเข้าถึงต้องบำเพ็ญเพียรตามพระบรมศาสดา จนบรรลุกายธรรม ด้วยการเพียรเสมอ ในทุกอิริยาบถ อย่าหยุด อย่าท้อแท้ ผลจะเกิดวันหนึ่ง คือ รู้แจ้งเห็นจริงได้ด้วยตัวเอง การปฏิบัติเช่นนี้ไม่พ้นวิสัยของมนุษย์ เพราะในปัจจุบัน ผู้ที่ได้ธรรมกายก็มีอยู่มาก ถามเขา เหล่านั้นได้ว่า ผู้ที่ได้ธรรมกายมีความอิ่มเอิบและสุขกายใจเพียงไหน จะได้รู้ด้วยว่า ศีล สมาธิ ปัญญา จริงแค่ไหน #Page29 ตนเป็นที่พึ่งของตน อัตตา (ตน) มี ๒ อย่าง คือ ๑. อัตตาสมมุติ คือ กายโลกีย็ ตั้งแต่กายมนุษย์ ทิพย์ พรหม อรูปพรหม เพราะมีการเกิด ๒. อัตตาแท้ คือ กายโลกุตตระ หรือ ธรรมกาย "ธรรมกาย นี้แหละ คือ อัตตาแท้ หรือ ตนแท้" การรักษาไตรทวาร "ไตรทวาร" แปลว่า ประตูทั้งสาม หมายถึง กาย วาจา ใจ กาย วาจา ใจ เป็นทวาร เพราะความดีและความชั่วลอดเข้าไปถึงจิตทางนี้ ความชั่ว เป็น ทุจริต ความดี เป็น สุจริต วิธีที่จะเข้าไป มีอาการไหวก่อน เรียกว่า "วิญญัติ" กายวิญญัติ ไหวทางกาย วจีวิญญัติ ไหวทางวาจา มโนวิญญัติ ไหวทางใจ อะไรบังคับให้ไหว ? สังขาร คือ ความรู้สำนึกคิดปรุงแต่ง มี ๓ จำพวก คือ ๑.กายสังขาร บังคับทางกาย ๒. วจีสังขาร บังคับทางวาจา ๓. จิตสังขาร บังคับทางใจ มีทางเกิดเป็น ๒ ฝ่าย ๑. ฝ่ายทุจริต เกิดจาก อวิชชา และอาสวะ เป็นดวงคำมืด เป็นฝ่ายชั่ว (ดำ) ภาคมาร คอยอำนวยการให้มืด ๒. ฝ่ายสุจริต เกิดจากวิชชา และอนาสวะ เป็นดวงขาวใสซ้อนอยู่ในดวงธรรม ที่ทำให้ เป็น กายมนุษย์ เป็นฝ่ายดี (ขาว) ภาคพระ อำนวยการให้สว่าง เราจึงคอย บำเพ็ญสมาธิให้ดวงขาวใสปรากฏอยู่ในศูนย์กลางกายเสมอ ประกอบแต่กุศลกรรม- บถ ๑๐ เวลาจะตายถ้าตกไปอยู่ฝ่ายดำ เรียกว่า หลงตาย จะไปทุคติ จึงเป็นการจำเป็นที่ต้องระวัง ให้ อยู่ฝ่ายขาว ดังนั้นพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ จึงเป็นที่พึ่งอันสูงสุดของเราเท่านั้น #Page30 รตนัตตยคมนปณามคาถา (ความนอบน้อมพระรัตนตรัย) ๖ มีนาคม ๒๔๙๒ นโม..... อิจฺเจตํ รตนตุตยํ..... ความนอบน้อมพระรัตนตรัย ในอดีต ปัจจุบัน อนาคต และถึงเป็นที่พึ่ง โดยย่อ "นโม" แปล ว่า นอบน้อม ๑. นอบน้อมด้วยกาย ๑.๑ เมื่อมีพระชนม์อยู่ - ถวายบังคมด้วยเบญจางคประดิษฐ์ - คอยฟังพระโอวาทานุสาสนีอย่างตั้งใจ - ไม่เปล่งวาจารบกวน - ไม่นั่งใกล้และเหนือลม จะเป็นที่รำคาญพระนาสิก ไม่นั่งไกลให้ต้องตะเบ็ง ไม่นั่งตรง หรือหลังนัก ทำให้ต้องหันพระพักตร์มากไป ๑.๒ เมื่อเสด็จดับขันธ์แล้ว ในเขตเจดีย์ทั้ง < ได้แก่ บริโภคเจดีย์ ธาตุเจดีย์ ธรรมเจดีย์ อุทเทสิกเจดีย์ - ลดร่มลง ห่มลดไหล่ - ถอดรองเท้า ไม่ส่งเสียงดังและขาดความเคารพ - ไม่ทิ้งของสกปรก - เมื่อเห็นว่ารกให้ปัดกวาด ทำความสะอาด - ซ่อมแซมปฏิสังขรณ์ ๒. นอบน้อมด้วยวาจา - นำเรื่องพระรัตนตรัยไปสรรเสริญอยู่เนืองๆ ๓. นอบน้อมด้วยใจ - คิดถึงพระรัตนตรัยอยู่เนือง ๆ ไม่ให้ใจไปจรดกับอารมณ์สิ่งอื่นมากนัก หมั่นประดอง ใจ ให้จรดอยู่กับพระรัตนตรัย คฤหัสถ์ และบรรพชิต ในเวลาทำศาสนกิจทุกครั้ง ต้องนอบน้อมให้ครบถ้วน ถูกพระรัตนตรัย ทั้งสามกาล ด้วยการกล่าวคำว่า #Page31 "นโม ตสฺส ภควโต....เพื่อนอบน้อมพระรัตนตรัยในอดีต ปัจจุบัน อนาคต ในทางปริยัติ "รัตน" แปลว่า แก้ว "ตรัย" แปลว่า สาม "รัตน" + "ตรัย" แปลว่า แก้วสามประการ "พุทธรัตนะ" แก้ว คือ พระพุทธ "ธรรมรัตนะ" แก้ว คือ พระธรรม "สังฆรัตนะ" แก้ว คือ พระสงฆ์ ทำไมนำพระรัตนตรัยมาเปรียบด้วยแก้ว ? เพราะแก้ว หรือเพชร ล้วนเป็นวัตถุที่ทำความยินดีให้บังเกิดแก่เจ้าของหรือผู้พบเห็น แสดง ว่าเป็นผู้มั่งมี รัตนตรัยก็เป็นที่ยินดีของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายเช่นกัน ในทางปฏิบัติ พระรัตนตรัยเป็นแก้วจริงๆ ประเสริฐเลิศกว่ารัตนะใดในสามภพ จะเข้าให้ถึง จริง ต้องปฏิบัติให้ถูกวิธี จึงเรียกว่า "ปฏิปตฺติ" แปลว่า ถึงเฉพาะผู้ปฏิบัติ การถึงรัตนตรัยของผู้ปฏิบัติแบบต่างๆ ผู้ปฏิบัติ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ผู้ไม่ได้ศึกษา พระประธานในโบสถ์ ใบลานในตู้พระธรรม ๒. ผู้เล่าเรียน เจ้าชายสิทธัตถะที่ตรัสรู้ ธัมจักกัปปวัตตนสูตร พระสงฆ์ทุกวันนี้ ใต้ต้นโพธิ์ ปัญจวัคคีย์ ถึง พุทธประวัติ พระสุภัททะสาวก องค์สุดท้าย ๓. ผู้มีสติปัญญา คิดว่า "พุทธ" แปลว่า ความรู้ที่ถูกดีของ ตัวของท่านเองที่ ศึกษามาก ตรัสรู้ = รู้นั่นเอง ตัวท่านเอง รักษาความรู้ถูกรู้ดี เป็นพระพุทธเจ้า ไม่ให้หายไป ๔. หลวงพ่อ ธรรมกาย ดวงธรรมที่ทำให้เป็น ธรรมกายละเอียด วัดปากน้ำ ธรรมกาย การเข้าถึงพระรัตนตรัย ๓ แบบแรก ก็ถูกแต่ยังเข้าไปไม่ถึงแก่น เหมือนเอานิ้วไปจรดเข้าที่ กะเทาะ เปลือก และกระพี้เท่านั้น ยังไม่ถูกแก่น ของตันไม้ การเข้าถึงพระ รัตนตรัย ต้องเอากาย วาจา ใจ ที่ละเอียดจรดเข้าไปให้ถึงแก่นจริงๆ กายสังขาร (ลมหายใจเข้าออก) วจีสังขาร (ความตรึกตรองที่จะพูด) จิตสังขาร (ความปรุงของจิต) สามอย่างนี้หยุดเป็นจุดเดียวกันที่ศูนย์กลางกาย จะเข้าถึง "ดวงธรรม" "ดวงธรรม" มีชื่อเรียกต่างๆ กันว่า #Page32 - ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน - พระธรรมดวงแก้ว - ปฐมมรรค (ในมูลกัจจาย) กาย วาจา ใจ ที่ละเอียดจรดลงที่ศูนย์กลางดวงธรรม หยุดเป็นจุดเดียว เรียก "สังขารสงบ" เช่น เด็กในท้องมารดา อยู่ในที่แคบได้ เพราะสังขารสงบนี้ เทวดา พรหม อรูปพรหมก็เช่นกัน จึง กล่าวว่า "สงบสังขารทั้งหลายเสียได้ นำมาซึ่งความสุข" และเป็นทางทำตนให้เป็นพุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ สังฆรัตนะ หยุดในกลางดวงธรรม จะเห็นดวงต่างๆ คือ ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ สลับกัน เข้ากายต่างๆ จนถึงพระธรรมกาย เมื่อถึงพระธรรมกาย ก็เห็นตัวตนว่า กายมนุษย์ ทิพย์ พรหม อรูปพรหม เป็นกายสมมุติ สิ้น ปัจจัยก็ต้องแตกสลาย แต่ธรรมกาย เป็นเที่ยง เป็นสุข เป็นตัว ผู้ที่จะเข้าถึงพระรัตนตรัย ต้องเอาใจของตนไปจรดอยู่ที่ศูนย์กลางกายของตนนั้น แล้วทำใจ ให้หยุด หยุดในหยุด หนักเข้าไปทุกทีไม่ให้คลายออก ทำไปจนใจไม่คลายออก นี้เป็นทางไปของ พระพุทธเจ้า พระอรหันต์ และถูกตำราของสัตว์ผู้ไปเกิดมาเกิดด้วย "เพชร" หรือ "แก้วมีรัศมี" เป็นแก้วที่มีค่าสูงสุดในโลก ยังสู้แก้วของพระเจ้า จักรพรรดิไม่ได้ แต่ทั้งหมดไม่อาจเทียบค่าได้กับแก้วทั้งสาม คือ "รัตนตรัย" ผู้ใดเข้าถึง ลืมแก้วลืมสวรรค์ในโลกหมดทั้งสิ้น "ที่ได้แสดงมาแล้วนี้ เป็นวิธีให้เข้าถึงรัตนะ ทั้ง ๓ คือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ หรือ พุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ สังฆรัตนะ มีอาการต่างๆ กัน ในเมื่อจับ หลักยังไม่ได้ ต่อเมื่อจับหลัก คือธรรมกายได้แล้ว จะเห็นว่าไม่ต่างกัน เนื่องเป็นอันเดียว กันแท้ๆ" #Page33 อาทิตยปริยายสูตร ๒๕ สิงหาคม ๒๔๙๖ นโม..... เอวมฺเม สุตํ..... สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงอาทิตตปริยายสูตร จนทำให้ชฎิลเกิดความเลื่อมใสใน พระองค์ แล้วจึงพร้อมใจกันไปแสดงความเชื่อนั้นต่อพระพักตร์ของพระเจ้าพิมพิสารพร้อมข้าราชบริพาร เพราะพระองค์นับถือชฎิลนี้ยิ่งนัก โดยชฎิลเหาะขึ้นไปในอากาศ แล้วลงมากราบพระบรมศาสดา ๓ ครั้ง ปฏิญาณตนว่าเป็นศิษย์พระบรมครู ชนทั้งหลายจำนวน ๑๑ นหุตได้ฟังพระธรรมของพระองค์ ในเวลาต่อมาก็เลื่อมใส สำเร็จมรรคผล ๑๑ นหุต อีก 2 นหุต ตั้งอยู่ในพระไตรสรณคมน์ และศาสนา พุทธได้ปักหลัก ณ กรุงราชดฤห์ โดยเริ่มที่เวฬุวนาราม สวนไม้ไผ่ ที่ถวายโดยพระเจ้าพิมพิสารนั่นเอง พระสูตรนี้ พระองค์ทรงแสดงของร้อนให้ชฎิลเข้าใจ เพราะชฏิลทั้งหลายเคยบูชาไฟมาจน ชำนาญ เป็นธรรมอันพระองค์ใช้ดับของร้อน ตามพระบาลีว่า สพฺฬ ภิกฺขเว อาทิตฺตํ ดูกรภิกษุทั้งหลาย สิ่งทั้งปวงเป็นของร้อน ภิกษุทั้งหลาย สิ่งอะไร เล่าเป็นของร้อน จกฺขุ ภิกฺขเว อาทิตฺตํ นัยน์ตาเป็นของร้อน รูปทั้งหลายเป็นของร้อน ความสัมผัสถูกต้องทางตาเป็นของร้อน ความรู้สึกอารมณ์มีขึ้นเกิดขึ้น เพราะจักขุสัมผัส เป็นปัจจัย แม้อันใด เป็นสุขบ้าง ทุกข์บ้าง ไม่สุขไม่ทุกข์บ้าง แม้อันนั้นก็เป็นของร้อน ร้อนเพราะอะไร ร้อนเพราะชาติ ร้อนเพราะความกำหนัดยินดี ร้อนเพราะความโกรธประทุษร้าย ร้อนเพราะความหลงงมงาย ร้อนเพราะ ชาติ ความเกิด ชราความแก่ มรณะความตาย โสกะความแห้งใจ ปริเทวะ ความพิไรราพัน ทุกข์เพราะความไม่สบายกาย โทมนัส เพราะความเสียใจ เกน อาทิตฺตํ ฯ #Page34 อุปายาส เพราะความคับแคบใจ เราจึงกล่าวว่าเป็นของร้อน ฯลฯ ในทำนองเดียวกัน สิ่งที่มากระทบทางหู จมูก ลิ้น กาย ใจ ล้วนเป็นของร้อนและร้อนเพราะ สาเหตุเดียวกัน คือ ไฟราคะ ไฟโทสะ ไฟโมหะ ชาติความเกิด ชราความแก่ มรณะความตาย โศก ความแห้งใจ ปริเทวะดวามพิไรรำพัน ทุกข์ความไม่สบายกาย โทมนัสความเสียใจ อุปยาสความดับ แค้นใจ จึงต้องแก้ไขที่ "สาเหตุ" ต้องแก้ไขทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ไม่ให้ยินดียินร้ายในรูป เสียง กลิ่น รส โผฎฐัพพะ ธรรมารมณ์ ที่มากระทบถูกต้องอายตนะทั้ง 5 นั้น "ให้ทำใจให้หยุด หยุดเสียอันเดียวเท่านั้นดับหมด พอหยุดได้เสียก็เบื่อหน่าย" แล้วพระพุทธองค์ก็ทรงแสดงธรรมต่อไปว่า เอวํ ปสุสํ ภิกฺขเว ดูกรภิกษุทั้งหลายผู้ได้ฟังแล้ว เมื่อได้เห็นแล้วอย่างนี้ เบื่อหน่ายในตาบ้าง เบื่อหน่ายในรูปบ้าง เบื่อหน่ายในจักษวิญญาณบ้าง เบื่อหน่ายในจักขุสัมผัสบ้าง ความรู้สึกอารมณ์ อันนี้เกิดขึ้น เพราะอาศัยจักขุสัมผัสเป็นปัจจัยแม้อันใด เป็นสุขบ้าง เป็นทุกข์บ้าง ไม่สุขไม่ทุกข์บ้างย่อมเบื่อหน่ายในความรู้นั้น ฯลฯ คือ เบื่อหน่ายในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ เบื่อหน่ายในความรู้ทาง ตา หู จมูก สิ้น กาย ใจ เบื่อหน่ายในการสัมผัสทาง ตา หู จมูก ลิ้น กายใจ นิพฺพินฺท วิรชฺชติ เมื่อเบื่อหน่ายย่อมสิ้นกำหนัด พอสิ้นกำหนัด จิตก็หลุดพ้น เมื่อจิตหลุดพันเกิดความรู้ขึ้นว่า พันแล้ว ดังนี้ พระอริยสาวกนั้นย่อมทราบชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์ได้อยู่จบแล้ว กิจที่จะต้องทำได้ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มีอีกแล้ว ฯลฯ อาทิตตปริยายสูตร ว่าด้วยของร้อนที่มากระทบอายตนะทั้ง ๖ วิธีแก้ก็คือ "ให้ทำใจให้หยุด หยุด อันเดียวเท่านั้นดับหมด พอหยุดได้เสีย ก็เบื่อหน่าย" การทำใจให้ "หยุด" ต้องทำใจหยุดอยู่ ณ ศูนย์กลางกาย ใสเหมือนดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ หยุดนิ่งเข้ากลางของ กลาง ถึงดวงปฐมมรรด ดวงศีล ดวงสมาธิ ดวงปัญญา ดวงวิมุตติ ดวงวิมุตติญาณทัสสนะ เมื่อเข้า ถึงกายมนุษย์ละเอียด อภิชฌา พยาบาท มิจฉาทิฏฐิ ของกายมนุษย์หยาบหายไปหมด เหลือของมนุษ์ละเอียด #Page35 ใจก็หยุดในศูนย์กลางกายมนุษย์ละเอียด เข้ากลาง ๖ ดวง ผ่านกายต่างๆ ถึงกายธรรม เป็นวิ ราคธาตุวิราคธรรมส่วนหยาบ คือ ส่วนย่อย ยังมีเจือปนกามราคานุสัย อวิชชานุสัย ปฏิฆานุสัยบ้าง ก็หยุดเข้าถึงกายธรรมชั้นต่อไป เข้าถึงกายโสดา หมดสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส พระ สกิทาคา กามราคะพยาบาทหยาบหมด เข้าถึงพระอนาคา กามราคะพยาบาทละเอียดหมด เหลือ รูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา จนเข้าถึงกายพระอรหัตหยาบและละเอียด รูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชาหลุดหมด เป็นวิราคธาตุวิราคธรรมแท้ เสร็จกิจในพระพุทธศาสนา เมื่อเรารู้จักหลักจริงดังนี้ ให้ปฏิบัติตามแบบนี้ จะถูกทางมรรดผลนิพพาน กายธรรมอย่างหยาบ โคตรภู โสดา สกิทาคา อนาคา อรหัต อย่างหยาบเป็นตัวมรรค กายธรรมอย่างละเอียด โสดา สกิทาคา อนาคา อรหัต อย่างละเอียด เป็นตัวผล ธรรมที่ทำให้เป็นกายโคตรภู โสดา สกิทาคา อนาคา อรหัต (พอถึงธรรมที่ทำให้เป็นพระ อรหัต) เป็นวิราคธาตุวิราคธรรม ก็ถึงนิพพาน "พอถูกส่วนเข้า ก็ดึงดูดกันรั้งกันไปเอง" เหมือนมนุษย์ในโลกนี้ คนมั่งมีเขาก็เหนี่ยวรั้งคนมั่งมีไปรวมกัน คนยากจน มันก็เหนี่ยวรั้ง คนยากคนจนไปรวมกัน นักเลงสุรา ภิกษุสามเณร อุบาสกอุบาสิกา ก็ไปรวมกันเพราะมีอายตนะดึงดูด ในกามภพก็มีโลกายตนะ อายตนะรูปพรหม อรูปพรหม นิพพาน เป็นอายตนะอันหนึ่ง หมดกิเลสแล้วนิพพานก็ดึงดูดไปนิพพานเท่านั้น ให้รู้จักหลักจริงอันนี้ จึงจะเอาตัวรอดได้ #Page36 สิ่งที่เป็นเกาะเป็นที่พึ่งของตน ๑๓ กันยายน ๒๔๙๖ นโม...... อตฺตทีปา อตฺตสรณา..... พระบรมศาสดา แสดงธรรมนี้ เพื่อให้พวกเราทั้งหลายได้รู้จักตน ว่าเป็นเกาะและที่พึ่ง ที่พึ่ง อันนี้หากไม่ใช่พระบรมศาสดาแล้ว รู้เองไม่ได้ เมื่อพระบรมศาสดา แสดงพระธรรมเทศนาโปรดปัญจวัคคีย์ และ พระยสกับสหายสำเร็จแล้ว ทรงเสด็จไปยังเหล่าชฎิล ในระหว่างทางพบพวกราชกุมารเล่นซ่อนหากันในป่าไร่ฝ้าย ราชกุมารเหล่า นั้นต่างก็มีมเหสี แต่องค์หนึ่งไม่มีมเหสี จึงจ้างหญิงแพสยาไปเป็นมเหสีกำมะลอ เมื่อเล่นซ่อนหา ก็ ถอดเครื่องประดับใส่ห่อให้มเหสีแต่ละองค์ถือ พระมเหสีกำมะลอพอเห็นของมีค่ามากเช่นนั้นจึงได้หนีไป ทั้งหมดช่วยกันค้นหาหญิงแพสยานั้น จนไปพบพระบรมศาสดาประทับอยู่โคนต้นไม้ ราชกุมารเหล่านั้นจึงทูลถามพระองค์ว่า เห็นหญิงถือห่อผ้าเดินไปทางนี้ไหม พระองค์ทรง รับสั่งว่า "ราชกุมารทั้งหลาย เธอจะหาหญิงถือห่อผ้านั้นดี หรือจะหาตัวดี" ราชกุมารก็ทูลรับว่า "หาตัวดี พระเจ้าค่ะ" พระองค์จึงทรงแสดงพระธรรมในเรื่องสิ่งที่เป็นเกาะเป็นที่พึ่งของตน แปลตามพระบาลี อตฺตทีปา ฯ มีตนเป็นเกาะ มีตนเป็นที่พึ่ง สิ่งอื่นไม่ใช่ ธมฺมาทีปา ฯ มีธรรมเป็นเกาะ มีธรรมเป็นที่พึ่ง สิ่งอื่นไม่ใช่ คำว่า ตน หมายถึงอะไร ? หมายไว้หลายชั้น ตั้งแต่กายมนุษย์ถึงกายอรูปพรหมละเอียด มี ๘ กาย ทั้งหมดอยู่ในภพ ๓ เป็น "ตนในภพ" โดยสมมติชั่วคราว ต้องเวียนว่ายตายเกิดเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เรียกว่า โลกีย์ ตั้งแต่กายธรรมถึงกายธรรมอรหัตละเอียด มี ๑๐ กาย เป็น "ตนนอกภพ" โดยวิมุตติ ไม่ใช่ สมมุติ เป็นนิจจัง สุขขัง อัตตา คำว่า ธรรม หมายถึงอะไร ? ธรรม สำหรับให้ตนนั้นเป็นอยู่ ตนนั้นไม่มีธรรมเลยก็เป็นอยู่ไม่ได้ ทั้งกายมนุษย์ถึงกายพระ อรหัตละเอียด มีถ้าไม่มีธรรมก็ดับหมด ธรรมอยู่ที่ไหน ? อยู่กลางกายมนุษย์ เรียกดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ใสเท่าฟองไข่แดงของไก่ #Page37 "ดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์สเท่าฟองไข่แดงของไก่ ดวงนั้นแหละเรียก ธรรมดวงนั้นดับไป กายมนุษย์ก็ดับ ธรรมดวงนั้นผ่องใส สะอาด สะอ้าน กายมนุษย์ก็รุ่งโรจน์โชตนาการ ธรรมดวงนั้นซูบซีดเศร้าหมอง กายมนุษย์ก็ไม่ผ่องใส ซอมซ่อ ไม่สวยไม่งาม น่าเกลียด น่าชังไป เพราะธรรมดวงนั้นสำคัญนัก ธรรมดวงนั้นแหละเป็นชีวิตของ มนุษย์ คือความเป็นอยู่ของมนุษย์ ความเห็น ความจำ ความคิด ความรู้ อยู่กลางดวงนั้น" ดวงธรรม มีขนาดใหญ่ขึ้นไปเรื่อย ๆ ถ้าเป็นดวงธรรมในภพอย่างใหญ่ก็เพียงแปดเท่า ของฟอง ไข่แดงของไก่ ถ้าเข้าถึงธรรมกาย ก็เห็นดวงธรรมนอกภพ เป็นดวงใสเหมือนกัน เส้นผ่า ศูนย์กลางจะเท่ากับหน้าตักธรรมกาย ซึ่งมีขนาดโตขึ้นไปตามลำดับ จนถึงกายธรรมอรหัตละเอียด หน้าตัก ๒๐ วา จนถึงนับอสงไขยไม่ถ้วน กายเป็นที่เกาะที่พึ่งได้อย่างไร ? เรือล่มจมลงในมหาสมุทร มนุษย์นั้นก็ต้องพยายามว่ายน้ำไป เมื่อพบเกาะก็ย่อมดีใจ หมด เหนื่อยยาก เพราะได้เกาะเป็นที่พึ่งพา มีผลไม้พอยังอัตภาพ กายมนุษย์ก็มีคุณเปรียบได้ดังเกาะ เป็น ที่พึ่งของเรา เราอาศัย "กายมนุษย์" เป็นเกาะ ถ้าทิ้งกายมนุษย์ กายมนุษย์ละเอียดก็อยู่ไม่ได้ก็ต้องตาย ส่วนธรรมเป็นเกาะอย่างไร ? ถ้าไม่ได้ดวงธรรม กายต่างๆ ก็ไม่มีที่อาศัยหรือเป็นที่เกาะ เช่นกายมนุษย์ละเอียด มีกายมนุษย์ หยาบเป็นเกาะ ส่วนธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ละเอียด ก็เป็นเกาะให้กายมนุษย์ละเอียด กายทิพย์ ก็มีกายทิพย์กับธรรมที่ทำให้เป็นกายทิพย์ เข้าถึงไปเป็นลำดับทั้ง ๑๘ กาย ถึงกายธรรมอรหัตละเอียด ได้อาศัยกายธรรมพระอรหัตหยาบ และอาศัยดวงธรรมที่ทำให้เป็นพระอรหัตหยาบ เป็นเกาะเป็นที่พึ่ง กายมนุษย์และดวงธรรมกายมนุษย์จึงเป็นเกาะเป็นที่พึ่ง เราอาศัยอยู่กับกายมนุษย์เป็นที่พึ่ง จริงๆ ทั้งอาบน้ำ อุจจาระ คนอื่นพึ่งไม่ได้ เราต้องทำเองทุกอย่าง ส่วนกายมนุษย์ละเอียดที่อาศัยดวงธรรมนั้นอยู่ ก็มีธรรมดวงนั้นเป็นที่อาศัย กายมนุษย์- ละเอียดจึงเป็นตัวของตัวเอง และเป็นที่อาศัยด้วย ธรรมก็เป็นตัวของตัวเองและเป็นที่อาศัยด้วย ธรรมดวงนั้น เป็นที่พึ่งสำคัญ เพราะได้มาด้วยความบริสุทธิ์กาย วาจา ใจ ถ้าธรรมดวงนั้นดับไป กายมนุษย์ละเอียดก็หมดที่พึ่ง กายทิพย์ก็เช่นกัน ฉะนั้นจะต้องเรียนให้รู้จักกายของตัวเองก่อนว่า กายมนุษย์นี้เป็นตัวโดยสมมติทั้ง ๘ กายที่ อยู่ในภพเรียกว่า "อตุตสมมติ" แปลว่า ตัวโดยสมมติ จะเอาของจริงต้องเข้าถึง "กายธรรม" ที่เป็นกายนอกภพ เป็นนิจจัง สุขขัง อัตตา ส่วนธรรมที่ทำให้เป็นกายทั้ง ๘ กายแรก ก็เรียกว่า ธรรมสมมติ เหมือนกัน ที่พระพุทธเจ้าว่าธรรม #Page38 ตรัสว่า "สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตาติ" แปลว่า ธรรมทั้งสิ้นไม่ใช่ตัว ตัวทั้งสิ้นไม่ใช่ธรรม ตัวก็เป็นตัว ธรรมก็เป็นธรรม "จะไปพึ่งสิ่งอื่นเลอะละไม่ได้ ถ้าพึ่งจ้าวพึ่งผี เที่ยวบนบานศาลกล่าว นี่ เพราะพวกเหล่านี้ไม่ได้ยิน ไม่ได้ฟังธรรมของสัตบุรุษ ไม่ได้ศึกษาในธรรมของ สัตบุรุษ ความเห็นจึงพิรุธไปเสียแล้ว ไม่ได้ยิน ไม่ได้ฟังธรรมของพระพุทธเจ้า ไม่ได้ฝึกฝนใจในธรรมของพระพุทธเจ้า ความเห็นจึงได้เลอะเลือนไปเช่นนั้น ถ้า ไม่เลอะเลือนจะต้องมี ๒ อย่างนี้เท่านั้น คือ มีกาย กับธรรม ๒ อย่างนี้เท่านั้น" "มีตัวกับธรรม ๒ อย่างนี้เท่านั้น กายมนุษย์ก็มีตัว กายมนุษย์ก็มีธรรมที่ ทำให้เป็นตัวตลอดทุกกาย ทั้ง ๑๘ กาย มีตัวกับมีธรรมที่ทำให้เป็นตัว แต่ว่าตัว ทั้งหลายเหล่านั้นทั้ง ๘ กายในภพ เป็นอนิจุจํ ทุกฺข์ อนตุตา หมดไม่เหลือเลย ทั้ง ๑๐ กายนอกภพเป็น นิจจํ สุข อตุตา หมดไม่เหลือเลย ตรงกันข้าม อย่างนี้เป็นของเที่ยงของจริงหมด แต่ว่าในภพแล้วเป็นของไม่เที่ยง ไม่จริงหมด" "ให้รู้จักหลักพระพุทธศาสนาอย่างนี้ ตามความเป็นจริงของทางมรรคผล ตามความเป็นจริง ของกายที่เป็นของในภพนอกภพชัดอย่างนี้ละก็ ก็ไม่งมงาย การหาเลี้ยงชีพ หรือการเป็นอยู่ในหมู่มนุษย์ ก็ไม่สับสน อลหม่านกับใคร ให้แต่ความสุขกับตน และบุคคลผู้อื่นเป็นเบื้องหน้า" #Page39 เป็น ๓ คือ สังคหวัตถุ ๑ ๒๐ กันยายน ๒๔๙๖ นโม..... ทานญฺจ เปยฺยวชฺชญฺจ..... "พระรัตนตรัย" เป็นที่พึ่งของเราทั้งหลาย สิ่งอื่นนอกจากนี้ไม่มีอีกแล้ว แยกโดยวัตถุออก พุทฺโธ เป็นเนมิตกนาม เกิดจาก พุทธรัตนะ ธมฺโม เป็นเนมิตกนาม เกิดจาก ธรรมรัตนะ สงฺโฆ เป็นเนมิตกนาม เกิดจาก สังฆรัตนะ แต่โดยอรรถประสงค์แล้วเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน แยกจากกันไม่ได้ เป็นตัวพระพุทธศาสนา และมีอยู่ในตัวเราทุกคน เหตุนี้พระบาลีจึงกล่าวไว้ว่า นตฺถิ เม สรณํ.. "สิ่งอื่นไม่ใช่ที่พึ่งของเรา พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ เป็นที่พึ่งอัน ประเสริฐของเรา" บัดนี้ท่านทั้งหลายพากันมาบริจาคทานแก่พระภิกษุ สามณร อุบาสก อุบาสิกา ณ วัดปากน้ำ ถูก "ทักขิไณยบุคคล" มี ๘๐ กว่าบุคคล จึงได้ผลยิ่งใหญ่ไพศาล "การบริจาคทาน ถ้าถูกทักขิไณยบุคคลก็เป็นผลยิ่งใหญ่ไพศาล ถ้าไม่ถูก ทักขิไณยบุคคลแล้ว ผลนั้นก็ทรามต่ำลง ถ้าถูกทักขิไณยบุคคล ผลนั้นก็รุนแรงสูง ขึ้น มีกำลังกล้าขึ้น" ทักขิณยบุคคล มี ๙ จำพวก เป็นบุคคลผู้ควรถวายทานให้ ๑. พระอรหัตผลขั้นสูง ๒. พระอรหัตมรรค ๓. พระอนาคามิผล ๔. พระอนาคามิมรรค ๕. พระสกทาคามิผล ๖. พระสกทาคามิมรรค ๗. พระโสดาปัตติผล ๘. พระโสดาปัตติมรรค ๙. โคตรภูบุคคลผู้ที่มีธรรมกาย ทั้งพระภิกษุ สามเณร เด็ก หญิง ชาย #Page40 หลวงพ่อวัดปากน้ำขยายความในทางด้านปริยัติไว้ว่า เมื่อบริจาคทานแด่ทักขิไณยบุดคล ได้ชื่อว่า ให้ฐานะ ๕ ประการแก่ปฏิคาหก ซึ่งเป็นที่ปรารถนา ของมหาชนทั้งหลาย คือ ๑. อายุ เจ้าของทานให้อายุ ชื่อว่าให้อายุแก่ตัวเองย่อมมีอายุยืนนาน ๒. วรรณะ เจ้าของทานให้ความสวยงามแก่ร่างกาย ชื่อว่าให้ความสวยงามแก่ตัวเอง คือ ความสดชื่นแห่งร่างกาย ผิวพรรณจึงผุดผ่องดึงดูดตา ๓. สุขะ เจ้าของทานให้ความสุขกายสบายใจ ชื่อว่าให้ความสุขแก่ตัวเอง มีความสบายกาย สบายใจ ๔. พละ เจ้าของทานให้กำลัง (ทั้งกาย วาจา ใจ ชื่อว่าให้กำลังแก่ตัวเอง ทั้งกาย วาจาใจ "กำลังทั้ง ๓ นี่แหละสำคัญนัก กำลังกาย เวลาจะใช้งานการด้วยกาย กำลัง วาจาที่ต้องใช้วาจาโต้ตอบระหว่างประเทศต่อประเทศนั้น หรือเวลาพูดกับคน ก็ ใช้วาจา กำลังใจที่จะคิดการงานใหญ่โตกว้างขวางออกไป" 4. ปฏิภาณ เจ้าของทานให้ความเฉลียวฉลาด ชื่อว่าให้ความเฉลียวฉลาดแก่ตัวเองในทุกสิ่ง ทุกอย่างและในหน้าที่ของตัว ในหมู่มนุษยโลกจะมีความสุข อาศัยสังคหวัตถุ ๔ ประการ คือ ๑. ทาน คือการให้ มีตั้งแต่ก่อนสมัยพุทธกาล นับแต่มารดาบิดาที่อยู่ร่วมกัน ก็ต้องแบ่งปัน กัน ทั้งเงินทอง เสื้อผ้า อาหาร การให้จึงเป็นข้อสำคัญนัก "ทานการให้ เป็นหลักสำคัญที่จะให้ความเจริญรุ่งเรืองแก่ผู้ให้"เช่น คนจีนรู้จักให้ก่อน จึงได้เป็นเถ้าแก่ใหญ่โตในประเทศอื่นได้ "อยู่ในสถานที่ใด ก็อย่าลืมทานการให้" พ่อแม่ลูกอยู่ร่วมกันต้องให้กัน แม่ให้นมลูก ที่กลั่นออกมาจากเงินแม่ เพราะนมนั้นกลั่น ออกมาจากเงินทอง มารดาบริโภคอาหารเข้าไป อาหารก็ไปเป็นน้ำนมให้ลูกดื่มกิน แม้โตขึ้นพ่อและ แม่ก็ยังช่วยกันเลี้ยงดูให้ได้ทุกอย่าง "เพราะการให้อย่างนี้แหละถึงได้นามระบือลือเลื่องไปทั้งเมืองว่า พ่อและแม่" "โลกจะจงรักภักดีซึ่งกันและกัน ก็เพราะอาศัยให้" บุคคลใดโกรธเคืองด่าว่าเรา เราค่อย ๆ ให้เขา พอให้แล้ว เขาก็เชื่อง ใช้เขาทำอะไรเขาก็ทำ เลิกด่า เลิกอิจฉาริษยา พ่อแม่ได้รับความนับถือจากลูก ภรรยามัดใจสามีด้วยเสน่ห์ปลายจวักปรนนิบัติให้ดี "ศาสนาพุทธอยู่ได้ด้วยการให้" ถ้าทุกบ้านเลิกให้ข้าวปลาอาหารสักเดือน พระณรสึก หายหมด ศาสนาดับ ฐานะ ๕ ประการ คือ อายุ วรรณะ สุขะ พละ ปฏิภาณ เป็นที่ปรารถนาของมหาชน ทั้งคฤหัสถ์ บรรพชิต #Page41 ท่านเจ้าภาพที่มาบริจาคทาน จึงได้ชื่อว่าให้ความสุข ย่อมได้รับความสุขนั้นด้วย ได้ชื่อว่า ทานนั้นย่อมมีผล "พระพุทธเจ้าท่านอยู่นิพพาน มาให้ทานอย่างนี้ ท่านก็มามากเหมือนกัน เต็มหมดในศาลา ในหมู่พระก็เต็มหมด ในหมู่อุบาสก อุบาสิกาก็เต็มหมด" "พระพุทธเจ้าท่านก็คอยดู สอดญาณ ส่องญาณคอยดู ได้รับความสุขแค่ไหน ได้รับความทุกข์แค่ไหน ท่านก็ช่วยเหลือเผื่อแผ่ คอยแก้ไข บำบัดความทุกข์ บำรุงความสุขให้ยิ่งๆ ขึ้นไป นี่เพราะอาศัยพระพุทธเจ้าอยู่ลับๆ เรานับได้ในประเทศ ไทย พระพุทธเจ้ามีจริง ๆ ในที่ลับ 1 ประเทศนิดเดียวเท่านี้แหละเป็นเอกราชอยู่ได้ ปืนผาหน้าไม้ทำกับเขาไม่เป็น เรือแพนาวาเรือยนต์กลไฟต่อไม่ได้ทั้งนั้น แต่ว่า เป็นเอกราชได้ แปลกเหลือเกิน เป็นเอกราชได้ด้วยอะไร นี่เป็นเอกราชด้วยพุทธ- ศาสนา ด้วยพระพุทธเจ้าท่านคอยดูแลแก้ไข รักษาชาติศาสนาของท่านไว้ให้ ศาสนา ดำรงอยู่ เพราะหมดทั้งชมพูทวีป ศาสนาเดี๋ยวนี้แน่นหนาอยู่ในเมืองไทยเท่านั้น" บริจาดทานกับทักขิไณยบุคคล ได้ชื่อว่าเป็นบุญใหญ่ เมื่อเจ้าภาพ สละไทยธรรมถวายแด่พระ ภิกษุ ท่านรับไปเป็นสิทธิ์ของท่านจะบริโภค หรือให้ต่อก็ได้ "ขาดจากสิทธิ์ของผู้ให้ขณะใด ขณะนั้นแหละ "ปุญญาภิสันธา" บุญไหลมา จากสายธาตุสายธรรมของตัวเองโดยอัตโนมัติ เข้าสู่อัตโนมัติ คือดวงธรรมที่ ทำให้เป็นกายมนุษย์ ใสบริสุทธิ์เท่าฟองไข่แดงของไก่ ในกลางมนุษย์นี้ กลางดวง นั้นแหละเป็นที่ตั้งของบุญ" "บุญไหลมาติดกลางดวงนั้น เหมือนยังกับไฟติดอยู่ในหลอดไฟฟ้า" ธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์นี้ บุญมากเท่าไรก็ใส่เข้าไปไม่เต็ม วันนี้เจ้าของทานและคณะทุกคน ได้บุญกุศลใหญ่วัดเส้นผ่าศูนย์กลาง ๑,000 วา เป็นดวงกลม ติดอยู่กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ เพราะทำกับทักขิณยบุดคล ให้เอาใจนึกอยู่ตรงดวงบุญใหญ่ นั้น เมื่อมีภัยให้จรดอยู่ที่ดวงบุญนั้น นึกถึงบุญกุศลที่ทำ เป็นที่พึ่ง แม้พระพุทธเจ้าก็นึกถึงบุญของ ท่าน คือบารมี ๑๐ ทัศ แม่พระธรณีผุดขึ้นมา รูดน้ำที่พระองค์ทรงกรวดเป็นทะเลท่วมพญามาร การหยุดนิ่งอยู่ที่ดวงธรรม ถูกดวงบุญพอดี ทานก็สำเร็จเป็นบุญ เรียก ทานญฺจ ๒. ปิยวาจา มีพวกพ้องแล้วก็ต้องมีวาจาไพเราะ เป็นที่ดึงดูดใจให้สมัครสมานในกันและกัน ไม่กระทบกระเทือนต่อคนทุกชนชั้น จึงได้ชื่อว่าเป็นคนสุภาพ มีมารยาท คนอยากฟังแล้วอยากฟังอีก ต. อัตถจริยา ประพฤติให้เป็นประโยชน์ต่อเพื่อนมนุษย์ อย่าเอาแต่ความสุขส่วนตัว สุขเสมอ ทั่วหน้ากัน เช่นมีลูกต้องเลี้ยงให้ได้ปริญญา ได้ชื่อว่าประพฤติให้เป็นประโยชน์แก่ลูกก่อน "ลูกกตัญญ คนเดียวเท่านั้นแหละ เลี้ยงพ่อเลี้ยงแม่ให้เป็นสุขเหมือนเทวดาได้" อบรมให้ลูกหลาน คนใกล้เดียง วงศาคณาญาติเลี้ยงตัวเองได้ มีวิชาความรู้ให้ความสุขแก่ มนุษย์ เพื่อนบ้าน #Page42 "ทางพุทธศาสนาต้องการนัก ภิกษุบวชก่อน ประพฤติตัวให้เป็นตำรับตำรา ต่อภิกษุบวชหลัง เป็นลำดับไป นี้เป็นประโยชน์แก่เพื่อนกัน" ๔. สมานัตตตา ความเป็นผู้มีตนเสมอในธรรมนั้นๆ ในบุคคลนั้นๆ เช่น เราจะเข้าไปในหมู่ คณะใด จะชาติภาษาใด ต้องไม่ให้กระทบกระเทือนวาจาใจ เสมอเขาด้วยความพอเหมาะพอดี เหมือนพี่เหมือนน้อง เหมือนคนคนเดียวกัน โลกได้รับความสุขเพราะธรรมทั้ง ๔ นี้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงตรัสว่า เอเต โข สงฺคหา.... "ความสงเคราะห์ในโลกเรานี้ เหมือนลิ่มสลักเพลารถที่แล่นไปอยู่ฉะนั้น" คือถ้าลิ่มสลักเพลาไม่มี กงรถก็หลุดจากเพลา แล่นไปไม่ได้ฉันใด โลกที่คับขันจะได้ความร่มเย็นเป็นสุข ก็ด้วยอาศัยความเกื้อกูลสงเคราะห์ซึ่งกันและกันอย่างนี้ "ท่านเจ้าภาพได้ประพฤติสงเคราะห์เช่นนี้ เพราะดำเนินด้วยคติของปัญญา จึงได้ให้ความสุขแก่คนมากถึงขนาดนี้ เมื่อให้ความสุขแก่คนมากขนาดนี้ ก็เป็น ผู้น่าสรรเสริญชมเชย น่าเลื่อมใส เป็นตัวอย่างที่ดีในยุดนี้ และต่อไปในภายหน้า..... พึงรักษาให้ดำรงและทวีขึ้นเป็นลำดับไป" #Page43 การอยู่ในประเทศที่สมควร ความเป็นผู้มีบุญอันทำแล้วในกาลก่อน การตั้งตนไว้ชอบ ๒๐ กันยายน ๒๔๙๖ นโม..... ปฏิรูปเทสวาโส จ..... ทั้งสามประการนี้ เป็นเหตุเครื่องถึงความเจริญสูงสุด นอกจากการไม่คบคนพาล คบแต่บัณฑิต บูชาสิ่งที่ควรบูชา เป็นต้น ๑. การอยู่ในประเทศอันสมควร เราอยู่ในประเทศไทย มีเพื่อนบ้านเป็นประเทศล้อมรอบ ตั้งแต่ประเทศในอินโดจีน ออกไป ไกล ถึงยุโรป เช่น เยอรมัน ที่ "ตาย" แล้วฟื้นใหม่ครึ่งประเทศ "ถ้าว่ามนุษย์อยู่ในประเทศใดไม่มีพุทธศาสนา ประเทศนั้นเป็นประเทศที่ เรียกว่า ไม่มีศาสนาแน่นอน ประเทศเหล่านั้นเรียกว่า ประเทศโยกคลอน เพราะ ศาสนาเป็นตัวสำคัญของประเทศนัก ถ้าประเทศใดมีพุทธศาสนาที่แน่นอน ประเทศนั้นก็เป็นหลักฐาน เป็นประเทศที่เป็นหลักเป็นประธานของโลกทีเดียว" บัดนี้พุทธศาสนารุ่งโรจน์อยู่ที่ประเทศไทยแห่งเดียว เพราะมีพระเจ้าแผ่นดินอุปถัมภ์ศาสนา อย่างเลิศ เป็น "อัครศาสนูปถัมภ์" เราอยู่ในปฏิรูปเทศแล้ว ควรดำเนินให้ถูกต้องร่องรอยของพุทธ- ศาสนา รักษาศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุติญาณทัสสนะ ให้ถูกต้องร่องรอยตามความประสงค์ของ ทางพระพุทธศาสนา ประเทศข้างในต้องหยุดที่ศูนย์กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ เป็นที่เกิด ดับ หลับ ตื่น ใจเราหยุดนิ่งตรงนั้นจึงจะได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่สมควร ถูกมัชฌิมประเทศ ไม่เข้าไปใกล้ที่สุดทั้งสอง อย่างคือ กามสุขัลลิกานุโยค กับ อัตตกิลมถานุโยค ตรงกับกระแสพระโอษฐ์พระบรมศาสดาที่ประทาน เป็นนัยแก่พระองคุลิมาลว่า "สมณะหยุดแล้ว แต่ท่านไม่หยุด" "ถ้าไม่หยุดละก็เลอะละ แต่ถ้าพอหยุดได้แล้ว ก็อย่าออกจากหยุดหนา กลาง ของกลางที่หยุดนั้นแหละ กลางของกลางหนักเข้าไปอย่าถอยออก ถ้าถอยออก ผิดความประส่งค์ กลางของกลางเข้าไปนั้นแหละตั้งแต่ตันจนถึงพระอรหัต ไม่ให้ คลาดเคลื่อนความหยุดอันนี้" #Page44 นี้เป็นถูกมัชฌิมประเทศ ถูกมัชฌิมาปฏิปทา ข้อปฏิบัติเป็นกลาง ถึงจะปฏิบัติศาสนาสัก ๕. - ๙o พรรษา หรือแม้เป็นชายหญิง แต่ไม่ได้เข้าทางนี้ ก็ไม่ถูกหลักพุทธศาสนา ๒.การตั้งตนไว้ชอบ (อตฺตสมฺมาปนิธิ) สภาพอันใดรับสุขรับทุกข์ (สุขก็รั ทุกข์ก็รู้ สภาพอันนั้นชื่อว่าตน เมื่อรับสุขรับทุกข์อยู่ต้อง ตั้งตนไว้ชอบ ตั้งแต่การตั้งตนชอบของกายมนุษย์หยาบ คือ ตั้งตนไว้ในทาน ศีล ภาวนา การตั้งตนชอบของกายมนุษย์ละเอียด (กายฝัน) คือ เอากายมนุษย์ละเอียดมาหยุดนิ่งที่ ศูนย์กลางกายมนุษย์หยาบ แล้วหยุดถูกส่วนเป็นลำดับไปถึงกายพระอรหัตละเอียดจึงเรียกว่า อตฺตสมฺมาปณิธิ คือ ตั้งตนไว้ชอบ ๓. ความเป็นผู้ได้กระทำความดีไว้ในปางก่อน (ปุพฺเพกตปุญฺญตา) เมื่อตนได้สั่งสมบารมีมาแล้วครบ ๑๐๐,๐๐๐ กัปป์ มาพบพุทธศาสนา อาจได้สำเร็จมรรคผล เพราะบารมีพอแล้ว ทำอย่างไรจึงเรียกว่า ปุพฺเพกตปุญฺญตา "ทาน" ชาติก่อนได้ให้ทานตามความสามารถและกำลังอย่างจริงจัง ทำให้เป็นคนมีใจมั่นในการ ให้ทานในชาตินี้ ให้ของนอกกาย ไม่เหลือไว้เลย เรียก ทานบารมี ให้เนื้อและเลือด เว้นแต่ชีวิต เรียก ทานอุปบารมี ให้ชีวิตเป็นทานได้ เรียก ทานปรมัตถบารมี ให้ลูก เป็นทาน เรียก ปุตตบริจาค "ศีล" รักษาศีลแน่วแน่ไม่มีเศร้าหมอง แม้สมบัตินอกกายจะวอดวาย ไม่ยอมให้ศีลขาด เรียก ศีลบารมี รักษาศีลแม้เลือดเนื้อจะเป็นอันตราย เรียก ศีลอุปบารมี รักษาศีลแม้ชีวิตจะดับ เรียก ศีลปรมัตถบารมี "ภาวนา" ยอมเสียสมบัติภายนอก เว้นไว้แต่ชีวิตและเลือดเนื้อ ไม่ให้เสียภาวนา เรียก ภาวนาบารมี เนื้อและเลือดจะแห้งเหือดหมดไปก็ไม่ว่า เรียก ภาวนาอุปบารมี ยอมแม้ชีวิตจะดับไป ก็ไม่ยอมเสียภาวนา เรียก ภาวนาปรมัตถบารมี สมบูรณ์บริบูรณ์ทั้งทาน ศีล ภาวนา ได้เช่นนี้ เป็นเพราะความดี ที่ทำไว้ในชาติก่อน การเกิดเป็นพระเจ้าแผ่นดินได้ ก็เพราะเป็นผู้สั่งสมความดีไว้ในชาติปางก่อน ตัวอย่าง : การสั่งสมความดีในชาติปางก่อน จนได้เกิดเป็นกษัตริย์ด้วยการรักษาศีล ทุคคตะบุรุษ ที่รับจ้างอนาถบิณฑิกเศรษฐี ในเมืองสาวัตถี เสร็จจากงานเป็นเวลาเย็น วัน ๘ ค่ำ เมื่อทราบว่าคนในบ้านรักษาอุโบสถศีล ก็ขอสมาทานบ้าง แม้ไม่ได้เต็มวัน ตกดึกปวดท้องมาก เศรษฐี #Page45 ให้กินยาก็ไม่ยอม ใกล้จะตายได้อธิษฐานขอไปเกิดเป็นลูกของพระเจ้าปเสนทิโกศล ตายแล้วก็ได้ไปเกิด เป็นลูกของพระองค์ ได้เสวยราชย์ต่อจากพระราชบิดาในกาลต่อมา ตัวอย่าง การสั่งสมความดีในชาติปางก่อน ด้วยการทำทานในพระอริยบุคคล จนได้สำเร็จ มรรคผล เรื่อง ลาชเทวธิดา ผู้ถวายข้าวตอกแก่พระมหาอริยกัสสปะ แล้วเดินตามไปส่งที่คันนา ถูกงู กัดตาย ได้ไปเกิดในวิมานทอง ระลึกเห็นบุญที่ทำในอดีต จึงตามลงมาอุปัฏฐากพระมหากัสสปะต่อ ด้วย ตั้งใจจะทำสมบัติให้ตั้งมั่นมากขึ้นกับพระอริยบุคคล จึงลงจากสวรรค์มาอุปัฏฐากพระมหากัสสปะ แต่ ท่านปฏิเสธ นางจึงเสียใจเหาะไป พระพุทธเจ้าทรงอนุเคราะห์ด้วยการแสดงธรรมโปรด แม้นางจะ เหาะไปไหน ก็ได้ยินธรรมของพระองค์จนสำเร็จมรรคผล เราเกิดมาพบพระพุทธศาสนา จึงควรพยายามทำความดีให้มากขึ้น สิ่งที่เป็นที่ตั้งกองการบำเพ็ญกุศล คือ (บุญกิริยาวัตถุ ๑๐) ๑. ทานมัย บุญสำเร็จด้วยการบริจาคทาน ๒. สีลมัย บุญสำเร็จด้วยการรักษาศีล ๓. ภาวนามัย บุญสำเร็จด้วยการเจริญภาวนา ๔. อปจายนมัย บุญสำเร็จด้วยการประพฤติถ่อมตนต่อผู้ใหญ่ หรือผู้เจริญกว่า ๕. ไวยยาวัจจมัย บุญสำเร็จด้วยการขวนขวายในกิจที่ชอบ ๖. ปัตติทานมัย บุญสำเร็จด้วยการให้ความดีแก่ผู้อื่น ๗. ปัตตานุโมทนามัย บุญสำเร็จด้วยการอนุโมทนาบุญของผู้อื่น ๘. ธัมมัสสวนมัย บุญสำเร็จด้วยการสดับตรับฟังธรรมเทศนา ๙. ธัมเทสนามัย บุญสำเร็จด้วยการแสดงธรรมให้แก่ผู้อื่น ๑๐. ทิฏฐุชุกัมม์ บุญสำเร็จด้วยการทำความเห็นของตนให้ตรงต่อความประสงค์ของพุทธศาสนา ผู้ใดประกอบด้วยองค์คุณทั้งสาม คือ การอยู่ในประเทศอันสมควร มีบุญในปางก่อน และการ ตั้งตนไว้ชอบ ย่อมถึงซึ่งความเจริญอันสูงสุด #Page46 ปรมัตถ์ : อกุศลจิต (อกุศลจิต ๑๒ ดวง) ๑ ตุลาคม ๒๔๙๖ นโม..... ตตุถ วุตฺตาภิธมฺมตถา..... พระพุทธศาสนามีปิฎก ๓ คือ วินัยปิฎก สุตตันตปิฎก ปรมัตถปิฎก (อภิธรรมปิฎก) พระพุทธเจ้าทรงเทศน์พระปรมัตถ์ครั้งแรกที่ดาวดึงส์ ถวายพระพุทธมารดาและหมู่เทวดา เป็น เวลา ๓ เดือน ในเวลารุ่งเช้า เมื่อพระองค์เสด็จบิณฑบาตและเสวยในป่าหิมพานต์ ทรงแสดงพระ ปรมัตถ์นี้แก่พระสารีบุตร์ที่ปฏิบัติพระองค์ในป่าหิมพานต์ทุกวัน เพื่อพระสารีบุตรจะได้นำมาเทศน์ ให้มนุษย์ฟัง เมื่อพระพุทธเจ้าทรงเทศน์พระปรมัตถ์จบ เสด็จลงจากดาวดึงส์ที่เมืองสังกัสนคร ทรงเปิดโลก ให้สัตว์นรก เทวดา มนุษย์เห็นกันและกันพร้อมกัน ในคราวนั้นสรรพสัตว์ตั้งความปรารถนาเป็น พระพุทธเจ้า แม้กระทั่งมดดำ มดแดง "ไม่ใช่เป็นของง่าย ถ้าจะเทียบละก็ ต้องเข็มเล็กๆ ด้ายเส้นเล็กๆ เย็บตะเข็บ ผ้าจึงจะละเอียดได้ ถ้าเข็มโตไป ด้ายเส้นโต จะเย็บตะเข็บผ้าให้เล็กลงไปไม่ได้ฉันใด ก็ดี ปรมัตถปิฎกเป็นของละเอียด ต้องปัญญาละเอียดไปตามกัน จึงจะฟังเข้าเนื้อ เข้าใจ" "คัมภีร์ปรมัตถ์นี่เป็นหลัก เป็นประธาน ให้เข้าเนื้อเข้าใจทีเดียว เพราะเป็นเนื้อธรรมจริงๆ" เนื้อความในพระปรมัตถ์จัดเป็น ๔ คือ จิต เจตสิก รูป นิพพาน จิต เป็นดวง จำแนกออกไปถึง ๘๙ หรือ ๑๒๑ ดวง ถ้าแยกพิสดารออกไปตามฌานทั้ง ๕ เจตสิก จำแนกออกไปถึง ๕๒ ดวง รูป จำแนกออกไปถึง ๒๘ รูป (มหาภูต ๔ อุปาทยรูป ๒๔) นิพพาน ๓ (คือ กิเลสนิพพาน ขันธนิพพาน ธาตุนิพพาน) หลวงพ่อวัดปากน้ำได้แสดงตัวอย่างเรื่องอกุศลจิต ๑๒ ดวงเอาไว้ดังต่อไปนี้ ในจิต ๘๙ หรือ ๑๒๑ ดวงนั้น มีอกุศลจิต ๑๒ ดวง อันเป็นตันเหตุให้บุคคลทั้งหลายทำชั่ว "อกุศลจิต ๑๒ ดวง" แบ่งออกเป็น ๓ จำพวก คือ จิตโลภ ๘ ดวง จิตโกรธ ๒ ดวง จิตหลง ๒ ดวง จิตโลภ มี ๘ ดวง จิตโลภดวงที่ ๑ จิตประกอบด้วยความยินดีมาก มีความเห็นผิด และเกิดขึ้นตามลำพัง ไม่มี ใครกระตุ้น ไม่ว่าในที่ลับหรือที่ใดๆ #Page47 ตัวอย่าง : เราเห็นทรัพย์ก้อนหนึ่งเป็นของคนอื่น เราก็รู้ว่าเป็นของเขา ทรัพย์นั้นก็ก้อนใหญ่ อยู่เป็นแสน ๆ ล้าน ๆ พอจะเลี้ยงชีพได้ เราไม่เคยคิดไว้ก่อนว่าจะขโมย แต่พอเห็นทรัพย์นั้นในที่ที่เจ้าของ เผลอ ใจก็ยินดีปลาบปลื้มชนิดปล่อยชีวิตจิตใจ ทันทีที่ใจคิดยินดีเองว่า ถ้าเราเอาเราก็รวย ความยินดีมาก เกิดขึ้นเองแล้วเป็นความเห็นผิด โดยไม่มีใครชักชวน พอคว้าเอามาซ่อนก็ถือว่า สำเร็จสมความ ปรารถนา ของตัว และไม่มีใครรู้เห็นด้วยเลย จิตโลภเกิดขึ้นแล้วเป็นอกุศล ต้องไปนรก รับทุกข์แน่นอน จิตโลภดวงที่ ๒ จิตประกอบด้วยความยินดีมาก มีความเห็นผิด โดยการถูกกระตุ้นหรือชักจูง ตัวอย่าง : เห็นทองคำ ๑ ก้อน หรือสายสร้อยราคานับแสน เป็นของหลวง มีคนเอามาซ่อน ไว้ หรือตกหล่นไว้ให้เห็น พอเห็นเข้าก็รู้แล้วว่าราคามาก แต่ไม่กล้าลักเพราะกลัวติดคุก จึงมาเล่าให้ เพื่อนฟัง เพื่อนก็เชียร์ให้เอาจึงแอบไปเอามาสมปรารถนา จิตโลภดวงที่ ๓ จิตประกอบด้วยความยินดีมาก แต่ไม่มีความเห็นผิด เกิดขึ้นตามลำพัง ตัวอย่าง : เห็นสิ่งของของคนอื่นที่มีค่า จะเป็นเงินทองหรือเสื้อผ้าก็ตามที่ใช้ได้ทั้งนั้น เห็น แล้วก็รู้ว่ามีเจ้าของ ถ้าเราเอาไปเราก็เอาไปลงทุนตั้งตัวได้ มิฉะนั้นก็จนอยู่อย่างนี้ แต่ถ้าหากเขาจับ ได้ก็ต้องติดคุก ถึงจับไม่ได้ เราก็ต้องได้รับผลชั่ว เพราะเราขโมยเขา แต่จะทำอย่างไรได้ เพราะเราจน ก็ต้องขอไปที จึงขโมยมาเป็นของตัวเองด้วยความยากจน โดยไม่มีใครกระตุ้น และไม่มีความเห็นผิด เพราะรู้ว่าเป็นบาปเป็นกรรม จิตโลภดวงที่ ๕ จิตประกอบด้วยความยินดีมาก ไม่มีความเห็นผิด และเกิดขึ้นโดยถูกกระตุ้น ชักจูง ตัวอย่าง : เห็นเพชรราคานับล้าน แต่ไม่ใช่ของเรา เห็นแล้วก็คิดว่า ราคามากขนาดนี้เมื่อ ไรเราจะมีบ้าง แต่ไม่กล้า เพราะกลัวติดคุก กลัวบาป จึงนำเรื่องไปเล่าให้เพื่อนฟัง เพื่อนก็ยุให้ขโมย เลยไปลักเพชรมาสมปรารถนา จิตโลภดวงที่ ๕ จิตประกอบด้วยความยินดีพอประมาณ แต่มีความเห็นผิด เกิดขึ้นตาม ลำพัง ได้ก็เอาไม่ได้ก็แล้วไป จิตโลภดวงที่ ๖ จิตประกอบด้วยความยินดีพอประมาณ มีความเห็นผิด และมีผู้กระตุ้น จิตโลภดวงที่ ๗ จิตที่อยากได้พอประมาณ แต่ไม่มีความเห็นผิด เกิดขึ้นโดยลำพัง จิตโลภดวงที่ ๘ จิตที่อยากได้พอประมาณ แต่ไม่มีความเห็นผิด มีคนกระตุ้น จิต ๔ ดวงก่อนกับ ๔ ดวงหลังไม่ได้ต่างกัน เพียงแต่สี่ดวงก่อนเกิดขึ้นด้วยความอยากมาก ๔ ดวงหลังยินดีพอประมาณ จิต ๘ ดวงนี้ มันก็อยู่ในตัวเรานี่เอง เกิดขึ้นกับเรามาบ้าง แต่ว่าเราไม่รู้ จักมัน ยังมีกว้างกว่านี้ แค่นี้เป็นเพียงชั้นหนึ่งโดยย่อ จิตโทสะ มี ๒ ดวง จิตโทสะดวงที่ ๑ เกิดขึ้นโดยลำพัง ตัวอย่าง : เราไปในสถานที่ใด ๆ หรืออยู่ในบ้าน ไม่มีไครชักจงหรือทำอะไรให้โกรธ ใจก็โกรธ #Page48 เอง ด้วยอาการต่างๆ ใครพูดกระทบนิด ๆ หน่อย ๆ ก็แปลบๆ ขึ้นมา ไม่มีใครรู้เรื่องด้วยเลย อย่างนี้ เขาเรียกว่า โทสะจริต จิตโทสะดวงที่ 2 เกิดขึ้นโดยมีคนชักจูงหรือกระตุ้น ตัวอย่าง : สามียั่วให้ภรรยาโกรธ หรือคนอื่นยั่วให้โกรธด้วยรูป เสียง กลิ่น รส ที่ไม่ชอบใจ จิตหลง มี ๒ ดวง จิตหลงดวงที่ ๑ คือ จะทำอะไรไม่ตัดสินใจแน่นอนลงไป เมื่อลังเลไม่ตกลงใจ ก็ทำอะไรไม่ ได้ และเมื่อทำลงไปก็จะมีทั้งผิดกับถูก ตัวอย่าง : เรารักษาศีลอยู่ แต่เมื่อเจอทรัพย์หรือสัตว์ เราจะลักฆ่าไปเป็นอาหาร หรือเราจะ รักษาศีลดี ถ้าไม่ลักไม่ฆ่าเราก็อดเราก็จน อย่างนี้เรียกว่าจิตหลง ถ้าทำลงไปด้วยอำนาจจิตหลง ถ้า ทำผิด มันก็ผิดไป ถ้าทำถูกก็ถูกไป แต่ในที่นี้เป็นทางผิด เพราะว่าเป็นอกุศลจิต จิตหลงดวงที่ ๒ คือ อาการทำโดยจิตฟุ้งซ่าน ครึ่งบ้าครึ่งดี ตัวอย่าง : เหวี่ยงลูกแรงด้วยความฟุ้งซ่าน ไม่ได้ตั้งใจให้ตาย แต่ลูกตาย เลยติดคุก จิตหลง ๒ ดวงนี้ ต้องคอยระวัง เพราะทำให้เราเดินทางผิด "จิต ๑๒ ดวงนี้แหละมันควบคุมเราอยู่ ให้ไปเกิดในอบายภูมิทั้ง ๔ เราตกต่ำ เลวทรามลงไปด้วยประการใด ๆ ก็เพราะจิต ๑๒ ดวงนี่เอง ต้องควบคุมไว้ให้ดี ต้อง เล่าเรียนเสียให้ชัดทีเดียว ถ้าเราไม่รู้เท่าทันมันเสียแล้ว มันก็จะข่มเหงเราตาม ชอบใจ ในตัวของเรานี้ไม่ใช่ที่อื่น" "วัดปากน้ำเริ่มลงมือเล่าเรียนกันแล้ว พระทิพย์ปริญญาเป็นผู้สอน ปรมัตถปิฎกนี้ ผู้สอนปรมัตถ์ ไม่ใช่เล่นๆ หนา ต้องมีภูมิพอ ต้องมีการศึกษาพอ ถ้าไม่มีการศึกษาพอละก็ ลูกศิษย์สู้ครู ถามกันเจ๊งแน่ทีเดียว ไม่ต้องสงสัยละ เพราะเป็นของที่ลึกซึ้งนัก ถามเจ้งแน่ ถามติดแน่ทีเดียว" "ปรมัตถปิฎก เป็นเนื้อหนังพุทธศาสนาจริงๆ ส่วนวินัยปิฎกเป็นข้อห้าม ข้อ ปรามไม่ให้ทำชั่วด้วยกาย วาจา สุตตันตปิฎกเป็นตัวอย่างว่าทำอย่างนี้ได้สุข พ้น ทุกข์ไตรวัฎฏ์ ไปนิพพาน ยังไม่ใช่เนื้อหนังของธรรม" "ส่วนปรมัตถปิฏก นี้เป็นเนื้อหนังของธรรมจริงๆ นะ ที่ดับสูญไปเสีย ไม่ เกิดขึ้น ในประเทศไทยเรียนกันแต่เปลือกๆ ผิวๆ เป็นแต่กระพี้ เพราะมารขวาง กีดกันไว้ ให้ศึกษาผิวเผินไปหมด พุทธศาสนาก็จะถล่มทลาย เพราะเนื้อธรรมไม่มี ใครรู้แน่แท้ลงไป เหตุนี้เราทั้งหลายควรตั้งใจเสียให้ดี" #Page49 เบญจขันธ์ ๒๑ ธันวาคม ๒๔๙๖ นโม..... อุปฺปชฺชนฺติ นิรุชฺฌนฺติ..... ในตำรา กล่าวถึง "ขันธ์ ๕" ว่ามีสภาพที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วแตกสลายไป สพฺเพ สงฺขารา ฯ เมื่อเห็นตามปัญญาว่าสังขารทั้งปวงไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่ใช่ตัว เมื่อนั้น ย่อมเบื่อหน่ายในทุกข์ นี้เป็นหนทางหมดจดวิเศษ เบญจขันธ์ ทั้ง ๕ ประกอบด้วย รูป ได้แก่ รูป คือ มหาภูตรูปทั้ง ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟ นาม ๔ ได้แก่ เวทนา คือ การรู้และรับอารมณ์ทุกข์ สุข ไม่สุขไม่ทุกข์ ดีใจ เสียใจ สัญญา คือ จำรูป จำเสียง จำกลิ่น จำรส จำสัมผัส สังขาร คือ ความคิดดี คิดชั่ว คิดไม่ดีไม่ชั่ว วิญญาณ คือ ความรู้แจ้งทางทวารทั้ง ๖ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เบญจขันธ์ มีกำเนิดเป็นสังขาร ๔ แบบ คือ ๑. อัณฑชะ เกิดเป็นฟองไข่ ๑ ครั้ง แล้วฟักเป็นตัวอีก ๑ ครั้ง รวมเกิด ๒ ครั้ง เรียก เทวฺชาติ หรือ ทวิชาติ ๒. สังเสทชะ เกิดด้วยเหงื่อไคล เช่น เรือด ไร เหา เล็น มนุษย์เราก็เกิดด้วยเหงื่อไคลได้ เหมือนกัน เช่น ลูกนางปทุมวดี ๔๙๙ คน เกิดด้วยมลทินของครรภ์ ๓. ชลาพุชะ เกิดด้วยน้ำ เช่น มนุษย์ และสัตว์ต่างๆ ๔. อุปปาติกะ ลอยขึ้นบังเกิด ลอยขึ้นบังเกิดเป็นมนุษย์ เช่น นางอัมพปาลี เกิดที่คาคบ มะม่วง ไม่มีพ่อไม่มีแม่ เกิดเป็นตัวขึ้นมาเฉยๆ อายุ ๑๔ - ๑๕ ปี โปกขรสาฏิยพราหมณ์เกิดใน ดอกบัว หรือกายเทวดา กายรูปพรหม อรูปพรหม กายสัตว์นรก เปรต อสุรกาย กำเนิดเหล่านี้ล้วนประกอบด้วยขันธ์ ๕ มีรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ทั้งสิ้น ขันธ์ ๕ แบบกว้างๆ มี ๒ แบบ ๑. ฝ่ายชั่ว มีดวงธรรมที่ทำให้เกิด วัดเส้นผ่าศูนย์กลางรอบตัว ๒๐ วา มีชั่วฝ่ายเดียว ไม่มีดี เจือปนเลย (ชั่วที่สุด) แตกกายทำลายขันธ์ เกิดในโลกันต์ รองลงไป อเวจี จนถึงเดรัจฉาน เปรต อสุรกาย ๒. ฝ่ายดี ตั้งแต่มนุษย์ ขึ้นไปถึงอรูปพรหม ถ้าทำดีไม่มีชั่วเจือปนเลย วัดเส้นผ่าศูนย์กลาง ๒๐ วา กลมรอบตัว แตกกายทำลายขันธ์ไปนิพพาน #Page50 ขันธ์ ๕ มีแต่เกิด ดับ มนุษย์หมดทั้งสากลโลก ต่างเกิดและดับ จะแก้ไขอย่างไรก็ไม่ได้ เรียนรู้เรื่องเกิดดับนี้ ต้องเรียนวิชชาธรรมกาย พอมีธรรมกาย ก็เห็น เกิดดับ ขันธ์ ๕ ของมนุษย์ และกายต่างๆ ถึงอรูปพรหมละเอียด ซึ่งอาศัยธรรมเหล่านั้น ก็มีเกิดดับ ตามสภาพ มีความยักเยื้องแปรผันเป็นปกติ เราจะทำอย่างไร ถ้าดับแล้วไม่ได้เกิดในที่งดงาม ที่ร่ำรวย เป็นเรษฐี เป็นคหบดี เป็นกษัตริย์ มหาศาล พราหมณ์มหาศาล คหบดีมหาศาล แต่ไปเกิดที่เลวทราม ดังนั้น เราต้องประกอบความดีไว้ เป็นเบื้องหน้า เพราะสังขารทั้งหลาย มีทั้งบุญและบาป ที่เรียกว่า สังขารปรุงให้เกิด เกิดเป็นสังขารแบบต่างๆ ตาม ๔ กำเนิด ดังกล่าว หนทางบริสุทธิ์ ๓ ขั้น ขั้นที่ ๑ "เมื่อใดเห็นว่า สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง ย่อมเบื่อหน่ายในทุกข์" จิตก็ปล่อยหมด ไม่ยึด มั่นขันธ์ ๕ ไม่ห่วงไม่อาลัย เมื่อเห็นจริงตามนั้น ก็นึกถึงความเกิดดับนั้นทุกอิริยาบถ เกิดความเบื่อ หน่าย ใจก็บริสุทธิ์เป็นหนทางหมดจด ขั้นที่ ๒ "เมื่อใดเห็นว่า ความเกิดนั้นแหละเป็นทุกข์ ไม่ใช่เป็นสุข ก็ย่อมเบื่อหน่ายในทุกข์" สภาพอันไม่เที่ยง นั่นแหละเป็นทุกข์แท้ๆ เพราะเกิดขึ้นเสื่อมไปบีบคั้นอย่างเดียว บีบคั้นให้ สัตว์เดือดร้อนอยู่ด้วยชาติทุกข์ ชราทุกข์ พยาธิทุกข์ เป็นของทนได้ยาก เมื่อเห็นเช่นนี้ก็ไม่อยากได้เบญจขันธ์ ปล่อยเสีย ไม่ยึดถือ ใจว่างวางเสีย เอาธุระแต่ความบริสุทธิ์ ของใจ เมื่อใจเย็นเป็นสุข ร่างกายก็สบาย สมบูรณ์ เป็นหนทางหมดจดขั้นที่สอง ขั้นที่ ๓ "เมื่อใดเห็นว่า ธรรมทั้งหลายไม่ใช่ตัว" กายมนุษย์และกายต่างๆ ไม่อยู่ในอำนาจของเรา อัตภาพนี้ไม่ใช่ตัว ไม่เป็นไปในอำนาจ แก้ แก่ แก้เจ็บ แก้ตายไม่ได้ ยิ่งพยายามแก้ก็ยิ่งทุกข์ จึงเป็นข้าศึกแก่ตัว เพราะอัตภาพนี้เป็นสภาพว่าง เปล่า ปู่ย่าตายายเรา ตายไปไม่เหลืออะไร ร้อยปีพันปีกระดูกก็หายหมด ไม่มีใครเป็นเจ้าของได้ ธรรมที่ทำให้ เป็นกายนั้นๆ ก็ไม่ใช่ตัว เมื่อใดเห็นเช่นนี้ ก็เบื่อหน่ายในทุกข์ เป็น "หนทางบริสุทธิ์" หนทางบริสุทธิ์มีสายเดียว เอาใจหยุดที่ศูนย์กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ กลางของกลาง หยุดเรื่อยไป นั่ง นอน ยืน เดิน หยุดตั้งแต่ต้นจนพระอรหัต เรียก "หนทางบริสุทธิ์" "ทำใจหยุดไม่ได้ ก็ไม่พบทางบริสุทธิ์เลย เข้าทางบริสุทธิ์ไม่ถูกเลย หยุด นั่นแหละเป็นเป้าหมายใจดำของพุทธศาสนา" และยังเป็นโอวาทของพระบรม ศาสดาที่ทรงให้นัยแก่องคุลิมาล ว่า "สมณะหยุดแล้ว ท่านไม่หยุด" #Page51 พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) การสุตตคาถา ๑ ๒๙ ธันวาคม ๒๔๙๖ นโม. ภารา หเว ปญฺจกฺขนฺธา..... ขันธ์ทั้ง ๕ เป็นภาระอันหนัก หนักตั้งแต่อยู่ในท้องมารดา โตขึ้นก็เป็นกายหนักขึ้น ไปไหน มาไหนไม่รวดเร็ว ต้องไปตามกาลของขันธ์ ต้องลำบากในการบริหารและรักษาจนกว่าจะตาย แม้ไปเกิดเป็นเทวดา พรหม อรูปพรหม สัตว์นรก สัตว์เดรัจฉาน เปรต อสุรกายก็ยังมีขันธ์ ๕ เป็นภาระอันหนักทั้งนั้น ท่านจึงได้ยืนยันตามพระบาลีว่า ภารา หเว ปญฺจกฺขนฺธาฯ ขันธ์ทั้ง ๕ นี้เป็นของหนัก การถือมั่นในขันธ์ ๕ เป็นทุกข์ในโลก การทิ้งภาระที่หนักนั้น ได้ ชื่อว่า เป็นผู้ถอนตัณหาทั้งรากได้ หมดกระหายไปนิพพานได้ หมดทั้งสากลโลก เอาขันธ์ ๕ ของตัวเองไปไม่ได้ แม้ไม่ทิ้ง ถึงเวลาตาย ก็เอาไปไม่ได้ แม้ของ คนอื่นๆ ก็เอาไปไม่ได้ "ต่างคนต่างมา ต่างคนต่างไป ต่างคนต่างตาย ต่างคนต่างเกิด ตาย ตายคนเดียว เกิด เกิด คนเดียว เราอยู่คนเดียวนะนี่นะ ไม่ได้อยู่หลายคน อยู่กี่คนก็ช่าง ตายไปด้วยกันไม่ได้ เกิดคนเดียว ตายคนเดียวทั้งนั้น จะแฝดหรือจะติดกันอย่างไรก็ตามเถิด คนละจิตคนละใจทั้งนั้น ต่างคนต่างมา ต่างคนต่างไป ต่างคนต่างตาย ต่างคนต่างเกิด" ดังนั้น จึงต้องรู้จักการถอดขันธ์ ๕ วางขันธ์ ๕ ผู้ที่จะถอดวางขันธ์ ๕ ต้องตั้งอยู่ใน "สังวรกถา" ต้องอาศัยความรู้ความเห็นแยบคาย ต้อง ละทิ้งความยินดีในอารมณ์นั้นๆ ผู้ที่เห็นอารมณ์งามใน รูป รส กลิ่น เสียง โผฎฐัพพะ ธรรมารมณ์ ไม่สำรวมในอินทรีย์ทั้งหลาย ไม่รู้จักประมาณในการบริโภคอาหาร มีความเกียจคร้าน อยู่ในอาการอันบัณฑิตพึงรังเกียจ มีความเพียรเลวทราม "มารย่อมประหารบุคคลนั้นได้ เหมือนลมประหารต้นไม้อันมีกำลังทุพพลภาพได้ฉันนั้น" #Page52 ผู้สำรวมตา หู จมูก ฯลฯ ย่อมยังประโยชน์ให้สำเร็จ ผู้สำรวมแล้วในอินทรีย์ทั้งสิ้น ย่อมหลุดพันจาก ทุกข์ ทั้งปวง ขันธ์ทั้ง ๕ คือรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ที่เราแบกหนักแล้ว ยังอวดดีไปแบกของ คนอื่นอีก หญิงก็ดีชายก็ดีแอบไปแบกอีก ๕ ขันธ์รวมของตัวเป็น ๑๐ ขันธ์ หนักเข้าหลุดออกมาอีก ๕ ขันธ์ เป็น ๑๕ ขันธ์ นาน ๆ หลายๆ ปีก็มาอีก เป็น ๒๕ ขันธ์ หรือสมภารแบกตั้งพันขันธ์ (สมภาร แปลว่า หนักพร้อม) พ่อบ้าน แม่บ้าน พ่อครัว แม่ครัว ที่ทุกข์ยากลำบากเพราะแบกขันธ์ทั้งนั้น ถ้าปล่อยได้ เป็นสุขแท้ๆ วิธีปล่อยขันธ์ ๕ ทางปริยัติ ต้องรู้จักขันธ์ ๕ จริงๆ ว่า คือ อะไร องค์ประกอบของขันธ์ ๕ โดยย่อ ได้แก่ :- ๑. รูป คือ ร่างกาย ประกอบด้วย ดิน น้ำ ลม ไฟ ๒. เวทนา เป็นดวง สุขเวทนา ก็ใส ทุกขเวทนาก็ขุ่น ๓. สัญญา ความจำ เป็นดวงต่างกัน ดี ชั่ว หยาบ ละเอียด เลว ประณีต ๔. สังขาร เป็นดวงคิดดี คิดชั่ว คิดไม่ดีไม่ชั่ว ๕ วิญญาณ ความรู้ ก็เป็นดวงอีกเหมือนกัน การปล่อยวางขันธ์ ๕ ทำไม่ง่าย ปล่อยไม่เป็น ปล่อยได้ยาก เหมือนเด็กกำไฟปล่อยไม่เป็น ยิ่งร้อนยิ่งกำไฟแน่น พวกไม่ปล่อยวางขันธ์ ๕ มี ๒ ประเภท ๑. พวกที่ปล่อยวางไม่ได้ มี ๒ แบบ ๑.๑พวกที่ไม่อยากปล่อย รู้แล้วว่าปล่อยวางอย่างไร แต่ไม่ยอมปล่อย ไม่อยากปล่อย เพราะ เสียดายขันธ์ อยากจะได้ขันธ์ ๕ มากขึ้น เหมือนพรานติดเบ็ด ถ้าปลาเล็กๆ พอปล่อยได้ ถ้าปลาใหญ่ เสียดายต้องใส่เรือไป ๑.๒ พวกที่ปล่อยไม่ได้ รู้และอยากจะปล่อย แต่เครื่องติดมี ปล่อยไม่ถนัด เหมือนนกติด แร้ว ได้แก่ ผู้ครองเรือนอย่างเราๆ ที่มีความรับผิดชอบอยู่ ๒. พวกที่ปล่อยวางไม่เป็น คือพวกที่ไม่ได้เล่าเรียน ไม่ได้ฟังธรรม ขาดการฝึกฝนใจในธรรมของสัตบุรุษ หรือของ พระพุทธเจ้า หลักในการทำความสำรวม เพื่อละเบญจขันธ์เบื้องต้น ๑. พิจารณาว่าเป็นของไม่ดี ไม่งาม เป็นของหนักจริงๆ ๒. สำรวม ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ในเวลาที่รูป เสียง กลิ่น รส โผฎฐัพพะ ธรรมารมณ์ มา กระทบ ไม่ให้ความชอบไม่ชอบกระทบได้ #Page53 ๓. ต้องขยันหมั่นเพียร ต้องมีศรัทธา เชื่อมั่นว่าปล่อยได้จริง สำรวมดีทั้ง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ได้ชื่อว่าหลุดพันจากทุกข์ทั้งปวง ได้จริงๆ ย่อมยัง ประโยชน์ให้สำเร็จ ทางปฏิบัติ จะปฏิบัติได้จริง ต้องเห็นขันธ์ทั้ง ๕ ว่า รูปสัณฐานโตอย่างไร แล้วก็ดูความจริงของมันว่า ยึด ไว้จะเป็นทุกข์อย่างไร คือ : ต้องทำใจหยุดนิ่งที่ศูนย์กลางกายมนุษย์ตรงดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ หยุดนิ่ง เข้ากลาง ของกลาง เป็นลำดับไป เห็นดวงศีล ดวงสมาธิ ดวงปัญญา ดวงวิมุตติ ดวงวิมุตติญาณทัสสนะ เข้า ถึงกาย ในกายด้วยการหลุดจากธรรมที่ปนด้วยกิเลสในกายต่างๆ จนถึงกายธรรมพระอรหัต จึงพ้น เด็ดขาด เป็นวิราคะธาตุวิราคะธรรม เป็นพระอรหันต์ ถึงที่สุด ความจริงพอถึงกายธรรมหยาบละเอียดก็ไปนิพพานได้แล้ว แต่ยังเป็นตทังควิมุตติ ต้องกลับ มาอีก หากหลุดแค่พระโสดา เป็นอริยบุคคล แต่ยังไม่พ้นไตรวัฏฏ์ อาศัยกามภพ รูปภพอยู่ แต่ว่า อาศัยอยู่แต่เปลือกนอก เพราะข้างในล่อนจากเปลือกนอกเสียแล้ว "ที่แสดงในทางขันธ์ ๕ เป็นของหนัก แล้วคิดสละขันธ์ ๕ นั่นได้ ด้วยความ ระมัดระวังนี้เป็นทางปริยัติ เป็นลำดับไปจนเข้าถึงถอดกายเป็นชั้นๆ ออกไป แล้ว จนกระทั่งถึงพระอรหัต ถึงวิราคะธาตุวิราคะธรรม ในแนวนั้นเป็นทางปฏิบัติ ปฏิเวธ ก็เป็นชั้นๆ เคยแสดงแล้ว" การเล่าเรียนในทางพุทธศาสนา ต้องเรียนทั้งปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ เช่นนี้