เล่ม3_ชีวิตสมณะผู้เห็นภัยในวัฏสงสาร คำนำ ภิกษุ คือ สมณะผู้เห็นภัยในวัฏสงสาร เพราะมองเห็นว่า ชีวิตในสังสารวัฏล้วนมีทุกข์ภัยทั้งสิ้น สรรพสัตว์ทั้งหลายล้วน ตกอยู่ภายใต้กฎแห่งกรรม เมื่อผิดพลาดทำบาปอกุศลใด ๆ ก็ต้องเสวยผล คือ วิบากนั้น ๆ บางครั้งต้องไปเสวยทุกข์อยู่ในอบายภูมิยาวนาน แม้เกิดเป็นมนุษย์ก็ต้องประสบทุกข์ คือ เกิด แก่ เจ็บตาย ต้องพลัดพรากจากสิ่งที่เป็นที่รัก เป็นต้น ภิกษุ คือ สมณะผู้เห็นภัยในวัฏสงสาร เพราะมองเห็นว่าชีวิตในสังสารวัฏล้วนมีทุกข์ภัยทั้งสิ้น สรรพสัตว์ทั้งหลายล้วนตกอยู่ภายใต้กฎแห่งกรรม เมื่อผิดพลาดทำบาปอกุศลใด ๆ ก็ต้องเสวยผล คือ วิบากนั้น ๆ บางครั้งต้องไปเสวยทุกข์อยู่ในอบายภูมิยาวนาน แม้เกิดเป็นมนุษย์ก็ต้องประสบทุกข์ คือ เกิด แก่ เจ็บตาย ต้องพลัดพรากจากสิ่งที่เป็นที่รัก เป็นต้น หนังสือ "ชีวิตสมณะ ผู้เห็นภัยในวัฏสงสาร" คือ คำสอนหลวงพ่อธัมมชโย (คุณครูไม่ใหญ่) ที่ลงเทศน์สอนให้กับพระภิกษุสามเณรในโอกาสต่างๆ ตอกย้ำเป้าหมายการบวชชี้ให้เห็นคุณค่าของการบำเพ็ญสมณธรรม การฝึกตนเป็นพระแท้ และทำหน้าที่กัลยาณมิตรให้กับชาวโลก เพราะโลกภายนอกจะมืดมิด หากขาดพระอาทิตย์ พระจันทร์ และดวงดาวฉันใด โลกภายในคือจิตใจจะมืดมัว หากขาดสมณะผู้ให้แสงสว่างแก่ชีวิตฉันนั้น ด้วยความปรารถนาดี กองวิชาการ ๐๑ สารบัญ ชีวิตอันทรงคุณค่า ๑. เราเกิดมาทำไม ๒. ชีวิตอันทรงคุณค่า ๓. วัตถุประสงค์การเกิดเป็นมนุษย์ ๔. วัตถุประสงค์และอานิสงส์การบวช ๕. การขอขมาลาบวช ๖. เกิดมาเพื่อทำพระนิพพานให้แจ้ง ๗. ชีวิตสมณะผู้เห็นภัยในวัฏสงสาร สมณเพศ (ฝึกตน) ๘. คิดพูดทำแบบพระ ๙. อย่าขาดกิจวัตรกิจกรรม ๑๐. การศึกษาพระบาลี ๑๑. แสวงจุดร่วม สมานจุดต่าง ๑๒. อานิสงส์สร้างบรรยากาศที่ดี ๑๓. คำสอนคุณยาย ๑๔. มรดกธรรมจากคุณยายอาจารย์ฯ ๑๕. อย่าชักศึกเข้าบ้าน ๑๖. คู่ปรับของวัยหนุ่ม ๑๗. มาตุคาม ๑๘. บวชแล้วอย่าสึก ๑๙. เดินตามรอยพระพุทธองค์ สมณธรรม ๒๐. ทำไมต้องฝึกใจให้หยุดนิ่ง ๒๑. มหัศจรรย์ความรู้ภายใน ๒๒. หัวใจนักสร้างบารมี ๒๓. ใบไม้ในป่าประดู่ลาย ๒๔. รู้ได้ด้วยธรรมกาย ๒๕. วิตามินพระ ๒๖. เป็นพระ ต้องเห็นพระ ๒๓. ทบทวนตัวเองเรามาบวชเพื่ออะไร ๒๘. ต้องบวชอย่างมีเป้าหมาย ๒๙. ค้นหาตัวเองให้เจอ ๓๐. การศึกษาของพระเณร ๓๑. แสวงหาธรรมกายดีกว่า ๓๒. เธอคือลมหายใจของพระศาสนา ๓๓. ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ เทศนา ๓๔. เป็นพระต้องนั่งสมาธิ ๓๕. นั่งสมาธิแล้วกลัวเป็นบ้า? ๓๖. หยุดเป็นตัวสำเร็จ ๓๗. พระผู้ปราบมาร ๓๘. "จริง" ต้องได้ ๓๙. คิดถึงตลอดเวลาสิ ๔๐. จงสนุกกับมัน ๔๑. แค่เฉยๆ ๔๒. ยิ่งอยาก ยิ่งยาก ๔๓. นอกรอบให้หมั่นประคองใจ ๔๔. ภารกิจกับจิตใจไปด้วยกัน ๔๕. เทคนิคเข้าถึงธรรม ๔๖. นั่งธรรมะกันเถิด.. ๔๗. อย่าเสียเวลากับสิ่งไร้สาระ ๔๘. บุญพิเศษ..ช่วยกันสร้างบรรยากาศที่ดี ๔๙. อย่าประมาทสร้างบารมีให้สุดชีวิต ๕๐. เราเกิดมาเพื่อหาพระในตัว ธรรมทายาท ๕๑. หน้าที่พระอาจารย์ พระพี่เลี้ยง ๕๒. พี่เลี้ยงที่โลกต้องการ ๕๓. พระพี่เลี้ยง ๕๔. พระแท้ ๕๕. รักแม่ก็ต้องเป็นพระแท้ ๕๖. ทุกคนก็อยากเจอพระแท้ ๕๗. ทำไมต้องสถาปนาเส้นทางมหาปูชนียาจารย์ ๕๘. กองพันธรรมยาตรา เพื่อการฟื้นฟูพระพุทธศาสนา ๕๙. ดวงประทีปแห่งพระพุทธศาสนา ๖๐. รักษาจิตดวงเดียว ๖๑. ประดุจพระอาทิตย์ พระจันทร์ ๖๒. นักบวชที่แท้จริง ๖๓. รวมพลังพุทธบุตร ชวนโยมเทเหล้าเผาบุหรี่ ๖๔. ต้นบุญต้นแบบที่ดีของโลกและจักรวาล ๖๕. พระต้องชวนโยมเลิกเหล้า เลิกบุหรี่ ๖๖. พุทธบริษัท ๔ ต้องเป็นหนึ่งเดียวกัน ๖๗. ยุคของเรา..พระพุทธศาสนา จะต้องเฟืองฟู ๖๘. ทำไมต้องเร่งฟื้นฟูพระพุทธศาสนา ๖๙. สูตรการทำงาน ๗๐. ลาสิกขาไปแล้ว อย่าให้เสียผ้าเหลือง ชีวิตอันทรงคุณค่า ๑. เราเกิดมาทำไม การเกิดมาเป็นมนุษย์ในแต่ละครั้ง มาเพื่อสร้างบารมีเท่านั้นจริงๆ เราลองทบทวนชีวิตที่ผ่านมา ถ้าเราไม่ได้มาสร้างบารมีในบุญกิริยาวัตถุ ๑๐ หรือในทาน ศีล ภาวนา เป็นต้น เราจะเห็นว่า ชีวิตของเราก็ไม่ต่างจากชีวิตนกชีวิตกาที่ตื่นเช้าขึ้นมาก็ออกไปทำมาหากิน กลับมาบ้าน ใช้ชีวิตสนุกสนานเพลิดเพลินกันไปวันๆ หนึ่ง และคอยคลี่คลายปัญหาและแรงกดดันที่เราได้รับมาในแต่ละวัน แล้วก็จากโลกนี้ไปอย่างไม่มีสาระแก่นสาร ยิ่งถ้าไม่ได้รู้จักเรื่องบุญ ไม่เข้าใจเรื่องราวความเป็นจริงของชีวิตก็มีสิทธิ์ไปอบายภูมิได้ เพราะฉะนั้น ที่เราเกิดมาและมีบุญวาสนาได้เกิดในร่มเงาของพระพุทธศาสนา วิชชาธรรมกาย เราจึงเข้าใจเรื่องราวความเป็นจริงของชีวิต และวัตถุประสงค์ของการเกิดมาเป็นมนุษย์ว่า เราเกิดมาทำพระนิพพานให้แจ้ง แสวงบุญ สร้างบารมีไปสู่ที่สุดแห่งธรรม เราจึงใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่า มีคุณประโยชน์อย่างยิ่ง วันนี้เราจึงมีชีวิตแตกต่างจากมนุษย์ทั่วๆ ไปอีกหลายพันล้านคนในโลก ที่เขายังไม่รู้อะไรเลย เราจึงเป็นผู้ที่มีโชคดี มีบุญลาภเป็นอย่างยิ่ง ๓ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๑ ------------------------------------------------- ๒. ชีวิตอันทรงคุณค่า ชีวิตของนักรบกองทัพธรรม ผู้ได้อุทิศตนให้กับพระพุทธศาสนา เป็นชีวิตที่มีคุณค่าอย่างยิ่ง ยิ่งกว่าชีวิตของจอมจักรพรรดิ หรือยิ่งกว่าชีวิตใดๆ ในโลก เพราะเป็นชีวิตที่มีเกียรติสูงสุด ไม่ใช่มีเกียรติเฉพาะในเมืองมนุษย์นี้เท่านั้น แต่มีเกียรติสูงสุดในสัมปรายภพ ในเทวโลก เพราะว่านักรบกองทัพธรรมเป็นผู้ทำงานที่ยิ่งใหญ่และหนักที่สุด นั่นคือ งานสร้างสันติสุขอันไพบูลย์ให้บังเกิดขึ้นแก่มวลมนุษยชาติ การที่พวกเราได้ก้าวเข้ามาสู่เส้นทางธรรม ตั้งใจมาเป็นนักรบกองทัพธรรม ถือว่าเป็นความตั้งใจที่ดีมากๆ และดีที่สุดแล้ว เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง เพราะภารกิจนี้คืองานที่แท้จริงของเรา เราเกิดมาพร้อมกับหน้าที่ที่จะต้องทำกันต่อไป ไม่มีถอยหลังกลับ ฉะนั้นให้รู้สึกเป็นเกียรติ มีปีติ และภาคภูมิใจที่ได้รับหน้าที่นี้ หน้าที่อันยิ่งใหญ่นี้ เราต้องทำกันไปเป็นทีมจึงจะสำเร็จ ตราบใดที่เรายังไปไม่ถึงจุดหมาย คือ ที่สุดแห่งธรรม เราก็จะต้องร่วมมือกันต่อไป สานใจกันให้เป็นหนึ่ง ทุ่มเทชีวิตจิตใจสร้างบารมีกันให้เต็มที่ บารมีของเราก็จะได้เต็มเปี่ยมบริบูรณ์ บำเพ็ญบารมีให้มากที่สุดเท่าที่เรายังมีเวลาของชีวิตเหลืออยู่ในโลกนี้ การดำรงชีวิตอย่างนี้ ถือว่าเป็นชีวิตที่มีคุณค่าสมกับที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ มาพบพระพุทธศาสนา วิชชาธรรมกาย คุณค่าของชีวิตอยู่ตรงที่ ใครได้ทุ่มเทสร้างบารมีมากกว่ากัน ได้ปรับปรุงแก้ไขฝึกฝนอบรมตนเองจนกระทั่งสามารถเข้าถึงพระรัตนตรัยในตัวได้ แล้วก็ทำหน้าที่เป็นผู้ให้แสงสว่างแก่โลก เป็นผู้นำบุญยอดกัลยาณมิตร นำพาเพื่อนมนุษย์ให้เข้าไปถึงจุดแห่งความสมปรารถนา ให้เขาได้เข้าถึงความสุขที่แท้จริงที่เกิดจากการเข้าถึงพระรัตนตรัยในตัว ได้รู้จักเป้าหมายชีวิตที่แท้จริง แล้วมีกำลังใจที่จะก้าวเดินต่อไปสู่เป้าหมายนั้นได้ตลอดรอดฝั่ง โดยไม่หวาดหวั่นต่ออุปสรรคใดๆ กระทั่งมีชัยชนะ ถึงจุดหมายปลายทาง ๙ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๕ ------------------------------------------------- ๓. วัตถุประสงค์การเกิดเป็นมนุษย์ ชีวิตในสังสารวัฏนี่ อตร. อันตราย เราเป็นพระเป็นเณร เราเห็นภัยในวัฏสงสาร แต่ว่าน้อยคนในโลกนี้ที่จะเห็นภัยในวัฏสงสาร ท่านผู้รู้ท่านเห็น เมื่อท่านเห็น ท่านถึงได้สอนว่า มาเกิดเป็นมนุษย์แล้วต้องมาสร้างบารมีนะ ที่สำคัญที่สุดคือ ทำพระนิพพานให้แจ้ง นี่เป็นหลักเลย ถ้าหากว่าไม่หลุดพ้นจากกิเลสอาสวะไปสู่นิพพานแล้วละก็..อันตราย ถ้าจะอยู่ในวัฏสงสาร ภัยมันเยอะ สารพัดภัย ภัยจากสัตว์ร้าย ของร้าย คนร้าย ภัยธรรมชาติ ภัยจากโรคภัยไข้เจ็บ ภัยจากกิเลสบังคับ ภัยในอบาย เยอะแยะไปหมดเลย มีทางเดียวที่จะรอดได้คือ ต้องขจัดกิเลสอาสวะให้หมดสิ้น ไปนิพพานนั่นแหละ จะได้หลุดพ้นจากที่เขาบังคับเพราะฉะนั้นการทำพระนิพพานให้แจ้งจึงเป็นวัตถุประสงค์ของการเกิดมาเป็นมนุษย์ของทุกคนในโลก จะรู้หรือไม่รู้ก็แล้วแต่ จะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ตาม แต่ทุกคนเกิดมาเพื่อการนี้ นอกนั้นเป็นวัตถุประสงค์รองลงมา คือ การสร้างบารมี ซึ่งก็คือการทำความดี ต้องละชั่ว ทำดี ทำใจให้ใส นี่เป็นหลัก ของการเกิดมาเป็นมนุษย์ จับหลักตรงนี้ให้ได้ ฉะนั้น เรามีทางเลือกอยู่ทางเดียวที่จะเป็นทางรอด คือ ต้องฝึกใจให้หยุดนิ่ง ให้เข้าถึงพระธรรมกายในตัวให้ได้ ชีวิตจึงจะปลอดภัย ๑๔ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ ------------------------------------------------- ๔. วัตถุประสงค์และอานิสงส์การบวช วัตถุประสงค์ของการบวชมีเพียงประการเดียว คือ ทำพระนิพพานให้แจ้ง ไม่ว่าจะบวชสั้นหรือบวชยาวก็ตาม แม้บวชเพียงวันเดียว วัตถุประสงค์ก็มีอย่างเดียวเท่านั้นคือ ทำพระนิพพานให้แจ้ง การบวชเพื่อทำพระนิพพานให้แจ้งและตั้งใจทำอย่างนั้นจริงๆ จึงจะได้ชื่อว่า เป็นเนื้อนาบุญ เป็นอายุพระศาสนา ถูกวัตถุประสงค์ของการบวช บวชอย่างนี้จึงจะมีอานิสงส์มากถึง ๖๔ กัป คือ ปิดประตูอบาย ไม่ต้องไปมหานรกถึง ๖๔ กัป จะเกิดกี่ครั้งก็แล้วแต่ ปิดประตูอบาย ไม่ไปมหานรกสำหรับตัวเอง โยมพ่อโยมแม่ก็ได้ครึ่งหนึ่ง ๓๒ กัป ผู้มาอนุโมทนาลดหย่อนลงไปตามส่วน แต่ถ้าหลายๆ องค์ก็เอามาคูณกันไปเรื่อยๆ แล้วแต่ว่า ใครปลื้มมาก ปลื้มน้อย นี่ก็เป็นวัตถุประสงค์และอานิสงส์โดยย่อของการบวช ๒๔ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๗ ------------------------------------------------- ๕. การขอขมาลาบวช การขอขมาก่อนอุปสมบทเป็นสิ่งจำเป็น เพราะชีวิตในสังสารวัฏ เราต่างเคยเกิดเป็นอะไรต่ออะไรกันมาเยอะแยะ เป็นโน่น เป็นนี่ เป็นนั่น คือ มีความเกี่ยวพันกันไปหมด แต่ไม่น่าเชื่อว่า เราลืมไปหมด เพราะมันมีบางสิ่งมาบดบัง ไม่ให้เรารู้ คือ “อวิชชา” มันมาบดบัง มันหุ้มมันเคลือบในใจเรา หุ้มไปหมดเลย ปิดหู ปิดตา ปิดความรู้ข้างนอก ข้างใน จนไม่รู้เลยว่า เคยมีความเกี่ยวข้องกันในสังสารวัฏนี้ เมื่อพระกับมารยังปะทะกันอยู่ บุญกับบาป มืดกับสว่าง กุศลกับอกุศลกรรม มันปะทะกันอยู่นี้ในทุกชาติที่เกิดมา โอกาสที่อกุศลเข้าสิงจิตมีอยู่ตลอดเวลา เมื่อเราเผลอสติ เมื่อใจเราไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ก็ขาดดวงปัญญา พอขาดดวงปัญญา ปัญหาก็เกิดขึ้น แล้วก็เป็นวิบากกรรมติดมา ดังนั้น ก่อนที่จะอุปสมบท การกล่าวขอขมาลาบวชจึงเป็นสิ่งจำเป็น สำคัญอย่างยิ่ง เป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่ดี แล้วก็ไม่ใช่เฉพาะทำตามธรรมเนียมเท่านั้น แต่ว่าเป็นความตั้งใจจริงด้วย เพราะฉะนั้นที่เคยมีการล่วงเกินกันบ้าง ในข้อผิดพลาดของเราและเพื่อนมนุษย์ ก็จะได้ล่มสลายหายไป แปลว่า เราก็ใจใส ผู้ที่เตรียมตัวจะบวชก็ใจใส ต่างก็ใจใสด้วยกันทั้งคู่ บุญกุศลก็จะเกิดขึ้นได้อย่างเต็มที่ ๖ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๑ ------------------------------------------------- ๖. เกิดมาเพื่อทำพระนิพพานให้แจ้ง ถ้าเราจับหลักของชีวิตได้ว่า อะไรคือเป้าหมายชีวิต การดำรงชีวิตก็จะถูกต้อง หลักของชีวิตจะต้องศึกษาจากท่านผู้รู้ คือ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะพระองค์ทรงผ่านชีวิตมาทุกระดับแล้ว และได้บทสรุปของชีวิตว่า เราเกิดมาเพื่อทำพระนิพพานให้แจ้ง และพระองค์ก็ทรงทำให้แจ้งแล้วด้วยพระองค์เองมีพระมหากรุณาทรงแนะนำสั่งสอนทั้งมนุษย์และเทวา และมีผู้ประพฤติปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพระองค์ได้บรรลุมรรคผลนิพพานกันเยอะแยะ เกิดมาแล้วต้องจับหลักตรงนี้ให้ได้ อย่าไปจับหลักของผู้ไม่รู้นะ ของผู้ไม่รู้มันก็สะเปะสะปะเรื่อยเปื่อยกันไป บางคนบอกตายแล้วสูญ บางคนบอกตายแล้วไปอยู่บนสวรรค์บาปกรรมมีมากน้อยเท่าไรทำไปเถิด อย่างนี้ก็ลุยกันสะบั้นหั่นแหลกเลย บางพวกก็บอกว่า ต้องกินต้องดื่มคือหลักของชีวิต ขืนเชื่ออย่างนี้ ได้ไปดื่มในอบาย ๖,๐๐๐ กว่าล้านๆ ปีมนุษย์ มันหลากหลาย อันตรายนะลูกนะ เกิดมาแล้วต้องจับหลักของชีวิตให้ถูกตามที่ผู้รู้ท่านได้สั่งสอน แต่การที่ใครจะมาได้ยินได้ฟังธรรมของท่านผู้รู้ที่สมบูรณ์อย่างนี้ ก็ไม่ใช่ง่าย ต้องสั่งสมบุญบารมีมามาก ทำทุกๆ บุญ แล้วก็อธิษฐาน นิพพานะปัจจะโย โหตุ คือ ตั้งความปรารถนาที่จะพบพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ใดพระองค์หนึ่ง หรือเกิดอยู่ในร่มเงาศาสนาของท่าน เพื่อทำพระนิพพานให้แจ้ง ตอนนี้เราเกิดอยู่ในร่มเงาศาสนาของท่าน อยู่ในคำสอนของท่าน ถือว่าเป็นผู้มีบุญมากๆ เมื่อเรารู้แล้วว่า เกิดมาเพื่อทำพระนิพพานให้แจ้ง หรืออย่างน้อยก็เกิดมาสร้างบารมี ก็เหลือแต่เราต้องลงมือทำเท่านั้น ทำบารมี ๑๐ ทัศ ให้ครบถ้วนบริบูรณ์ ทั้งทานบารมี ศีลบารมี เนกขัมมะ ปัญญา วิริยะ ขันติ สัจจะ อธิษฐาน เมตตา อุเบกขาบารมี ต้องทำให้ครบถ้วน บารมี ๑๐ ทัศ พูดแล้วอาจจำยาก จำง่ายๆ ทาน ศีล ภาวนานี่แหละ ทำให้ครบถ้วนบริบูรณ์ ทำไปพร้อมๆ กัน มากบ้าง น้อยบ้าง เดี๋ยวก็ค่อยๆ ครบถ้วนบริบูรณ์ไปเอง ทั้งทำด้วยตัวเองแล้วก็ไปชวนคนอื่นเขาทำด้วย ตรงนี้ขึ้นอยู่กับว่า เราจะไขว่คว้าเอาแค่ไหน อยากได้แค่ไหน ก็ตักตวงเอา ขวนขวายเอา ตั้งใจทำกันให้เต็มที่ ต้องกระตุ้นเตือนจิตสำนึกเราให้ได้ทุกๆ วัน อย่าให้ขาดเลยแม้แต่วันเดียว ๒๐ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ ------------------------------------------------- ๗. ชีวิตสมณะ ผู้เห็นภัยในวัฏสงสาร เพื่อความไม่ประมาทในการใช้กายมนุษย์หยาบ ก็ต้องทำให้ถูกวัตถุประสงค์ของชีวิต ตามที่พระอริยเจ้า บัณฑิต นักปราชญ์ เขาดำเนินชีวิตกัน มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเป็นต้นบุญต้นแบบในการดำเนินชีวิตของสรรพสัตว์ทั้งหลายในสังสารวัฏ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานแล้ว ผ่านชีวิตของการเวียนว่ายตายเกิดมามากพอแล้ว ฝึกฝนอบรมตนพัฒนากายวาจาใจมาตลอด ไม่ว่าจะเกิดเป็นชนชั้นล่าง ชั้นกลาง หรือชั้นสูง แล้วก็สรุปสูตรชีวิตว่า เพศบรรพชิตประเสริฐที่สุด มีโอกาสมากกว่าในการดำเนินชีวิตที่ถูกต้อง สามารถดับทุกข์ได้ พ้นทุกข์ได้ เพราะไม่มีเครื่องพันธนาการของชีวิตมากเท่ากับชีวิตของคฤหัสถ์ มีเครื่องพันธนาการชีวิตเพียงเล็กน้อย แค่บริขาร ๘ ที่จะคอยดูแลกายและใจ มีเป้าหมาย คือ ทำพระนิพพานให้แจ้ง ชีวิตสมณะจึงเหมือนนกน้อยมีแต่ปีกและหางที่โผบินไปในอากาศ คือ เป็นอิสระจากเครื่องพันธนาการของชีวิตไม่เหมือนชีวิตคฤหัสถ์ มีเวลาที่เหลือมาทำความเพียร ฝึกใจให้หยุดให้นิ่งอย่างเดียว เพราะ “หยุดเป็นตัวสำเร็จ” ๑๑ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๐ ------------------------------------------------- สมณเพศ (ฝึกตน) ๘. คิดพูดทำแบบพระ ตอนนี้เราเป็นพระ ให้คิดแบบพระ พูดแบบพระ และทำแบบพระ ทำแค่ ๓ อย่างนี้เท่านั้น ไม่ต้องเยอะ คิดพูดทำแบบพระที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสอนเอาไว้ให้ถูกต้องตามพระธรรมวินัย เพราะฉะนั้นอย่าให้ใจเราออกนอกเส้นทาง หรือไปคิดเรื่องที่ไม่เป็นสาระแก่นสาร ไม่ว่าจะยืน เดิน นั่ง นอน หรือทำภารกิจอะไรก็ตาม จะกิน จะดื่ม จะทำ จะพูด จะคิด หยุดนิ่ง ลิ้มรส เหยียดแขน คู้แขน กลับหน้า กลับหลัง หรือจะทำอะไรก็แล้วแต่ ให้มีเพื่อน อย่าทำตามลำพัง คือ ต้องมีพระอยู่ในตัวเป็นเพื่อนคู่ใจอยู่ตลอดเวลา ถ้าทำอย่างนี้แล้ว เดี๋ยวความรู้สึกว่า เป็นพระ จะเป็นไปเอง โดยที่เราไม่ต้องไปเคร่งครัดหรือสำรวมระวังอะไร เพราะความรู้สึกของเราอยู่กับพระ แล้วคุณสมบัติของพระก็จะถ่ายทอดมาเป็นคุณสมบัติของเรา ๒๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ ------------------------------------------------- ๙. อย่าขาดกิจวัตรกิจกรรม แม้ว่าเราจะมีภารกิจมากมายเพียงใดก็ตาม แต่กิจวัตรกิจกรรมเราก็ต้องทำควบคู่กันไป เราต้องพยายามบริหารเวลาของชีวิตให้ได้ จัดสรรเวลาสำหรับกิจวัตรและกิจกรรมให้ลงตัวให้ได้ ใครมีหน้าที่อะไรที่หมู่คณะมอบหมาย เราก็ทำหน้าที่ให้สมบูรณ์ กิจวัตรของเรา สวดมนต์ทำวัตรเช้า ทำวัตรเย็น และนั่งภาวนา เราก็ยังต้องทำอยู่ และต้องทำตลอดชีวิต การสวดมนต์ทำวัตรเช้า ทำวัตรเย็น และนั่งภาวนา จะช่วยกลั่นธาตุธรรมของเราให้สะอาด ให้บริสุทธิ์ ให้เรา เข้าถึงจุดแห่งการหยุดนิ่งได้เร็วเข้า เพราะภารกิจของเรา มีมาก จะทำให้อารมณ์หยาบ กายหยาบ วาจาหยาบ และใจหยาบ ถ้าหากเราใช้เวลาช่วงเช้าช่วงกลางคืนสวดมนต์ทำวัตรเช้า ทำวัตรเย็น และปฏิบัติธรรม กายวาจาใจของเราจะสะอาดบริสุทธิ์เพิ่มขึ้น จะหยุดนิ่งได้ง่าย และสิ่งที่เราคิดว่ายาก ก็จะเป็นของง่ายสำหรับเรา นั่นคือเราจะได้บรรลุธรรมกาย และเข้าถึงวิชชา เพราะฉะนั้นอย่าขาดกันนะ ดูตัวอย่างหลวงปู่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ท่านเล่าให้ฟังด้วยความปีติ และเล่าให้ฟังบ่อยๆ แล้วก็มีบันทึกไว้อยู่ในเทปด้วยว่า ผู้เทศน์นี้บวชได้วันหนึ่ง รุ่งขึ้นอีกวันหนึ่งปฏิบัติธรรมไม่เคยขาดเลยแม้แต่วันเดียว จนกระทั่งบัดนี้ บัดนี้ทั้งเรียนทั้งสอนด้วย คือศึกษาวิชชาธรรมกายเข้าไปภายใน แล้วก็สอนด้วย นั่นหมายถึงว่า กิจวัตรกิจกรรมของท่านไม่เคยขาดเลย หลวงพ่อก็หวังว่า ลูกชายหญิงทุกคนคงจะทำสิ่งนี้ให้ต่อเนื่องกันไป จะได้เป็นบารมีของเราด้วย และผลในปัจจุบันนี้ก็จะทำให้ธาตุธรรมของเราสะอาด บริสุทธิ์ เข้าถึงจุดแห่งการหยุดนิ่งได้อย่างสมบูรณ์ที่สุด แล้ววิชชาธรรมกายจะอยู่ในกำมือของพวกเรา ๑๐ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๓๖ ------------------------------------------------- ๑๐. การศึกษาพระบาลี ในช่วงใกล้นี้ เรากำลังจะสอบกัน ใครที่กำลังจะสอบก็ให้ตั้งใจดูหนังสือกันให้ดีนะลูกนะ อย่าให้ใจซัดส่ายไปที่อื่น แล้วก็อย่าลืม การสอบทุกครั้ง จะเป็นเพียงเครื่องพิสูจน์ว่า เราเข้าใจในคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามากน้อยเพียงไหน ต้องดูตรงนี้เป็นเกณฑ์ เพราะฉะนั้นจะศึกษาตำรับตำราอย่างไรก็ตาม ให้ศึกษาเพื่อที่จะเรียนรู้ทำความเข้าใจต่อคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ศึกษาให้เข้าใจ ส่วนการสอบได้นั้นเป็นผลพลอยได้เท่านั้น ให้มุ่งตรงนี้เป็นหลัก ให้มีความสุขและสนุกต่อการศึกษา และให้ศึกษาด้วยความเคารพ เหมือนอยู่ต่อหน้าพระพุทธเจ้า ต้องทำความรู้สึกอย่างนี้อย่างแท้จริง เพราะถ้าหากว่าไม่มีพระองค์ท่าน คำสอนนี้ก็ไม่มี ถ้าไม่มีคำสอน เราจะดำเนินชีวิตได้ไม่ถูกต้อง คำสอนนี้จึงเปรียบประดุจตัวแทนองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะฉะนั้นเราต้องศึกษาด้วยความเคารพ เพื่อนต่างศาสนิกของเรา เวลาที่เขาจะอ่านคัมภีร์ เขายังต้องกราบ ต้องยกมือไหว้ เอาคัมภีร์ไว้ในที่สูง ร่ำเรียนศึกษาเหมือนอยู่ต่อหน้าพระผู้เป็นเจ้า เหมือนสิ่งนั้นคือพระผู้เป็นเจ้าทีเดียว ของเราก็ควรจะเป็นเช่นนี้ จะอ่านตำรับตำรา จะเป็นพระธรรมวินัย พระไตรปิฎก ตำราเล่มไหนก็ตาม หรือจะที่ไหนก็แล้วแต่ จะอยู่คนเดียว หรือจะอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม ก็ให้ศึกษาด้วยความเคารพในพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วพยายามทำความเข้าใจในสิ่งที่ได้ศึกษา เพื่อจะได้นำคำสอนนั้นมาสั่งสอนตัวเอง มาฝึกฝนอบรมตัวของเราให้บริสุทธิ์ผุดผ่อง มีฤทธิ์ มีเดช มีอานุภาพ เช่นเดียวกับพระองค์ท่าน หรือหลุดพ้นเช่นเดียวกับพระองค์ท่านได้ ศึกษากันให้ได้อย่างนี้นะ ในช่วงนี้ขอให้เอาใจจดจ่อเกี่ยวกับเรื่องนี้ให้ดี ส่วนหนังสืออื่นๆ ที่อ่านดูแล้วทำให้ใจของเราเร่าร้อน กระสับกระส่าย ทุรนทุราย ฟุ้งซ่าน ไม่ตั้งมั่น ไม่บริสุทธิ์ผุดผ่อง ไม่เป็นเหตุให้เข้าถึงธรรมกาย พึงเว้นเสีย มันไม่เกิดประโยชน์อันใด แต่ถ้าจะศึกษาเพื่อเป็นความรู้รอบตัวก็ต้องมีสติ มีสัมปชัญญะ มีปัญญาคุ้มครองตัวเองให้ดี ให้รอดปลอดภัยจากความเร่าร้อน ให้มีสตินะลูกนะ พอเราเข้ามาสู่ในเพศภาวะนี้ หรือในองค์กรนี้ ก็หมายถึงว่า เราตัดสินใจจะศึกษาพระธรรมวินัยของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่านั้น เพราะฉะนั้นก็ต้องทำให้ได้อย่างที่ตั้งใจมา ศึกษาให้แตกฉานเสียก่อน สิ่งที่จะต้องเรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องพระธรรมวินัยยังมีอีกมาก ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ เรียนกันวันละขันธ์ หมดชีวิตก็ยังเรียนไม่หมด เรียนตรงนี้ให้แตกฉานกันเสียก่อนนะลูกนะ ขนาด ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ พระพุทธเจ้าท่านยังบอกว่า เป็นความรู้แค่ใบไม้ที่อยู่ในกำมือ แล้วใบไม้นอกกำมือที่อยู่เต็มป่า ยังจะต้องศึกษากันอีกเยอะแยะ ซึ่งก็คือ วิชชาธรรมกายนั่นเอง ลองเอาชีวิตเป็นเดิมพันในการศึกษากันอย่างแท้จริง โดยไม่มีห่วง อาลัยอาวรณ์ กังวลเรื่องใดๆ ทั้งสิ้น ถึงจะศึกษาให้แจ่มแจ้งกันได้ การที่เอาใจไปศึกษาเรื่องอื่นนั้นเสียเวลาของชีวิตไปเปล่าๆ เรื่องธรรมวินัยเรายังไม่ค่อยรู้แจ้งกันอย่างเต็มที่เลย เพราะฉะนั้นในเทศกาลนี้ อีกไม่กี่วันก็จะสอบกันแล้ว ดูหนังสือกันให้ดี ศึกษากันให้ดี พระอาจารย์ก็ดี รุ่นพี่ก็ดีให้ถ่ายทอดรุ่นน้องด้วย ช่วยกันติวนะลูกนะ ต้องให้ทุกรูป ทุกคน ทำความเข้าใจกันให้ได้อย่างแตกฉาน จนกระทั่งผลปรากฏออกมาว่า เข้าใจแจ่มแจ้งดี คือ การสอบได้หมดยกชั้น ไม่มีตกหล่นเลยแม้แต่คนเดียว อย่างนี้จึงจะใช้ได้ ๑๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๐ ------------------------------------------------- ๑๑. แสวงจุดร่วม สมานจุดต่าง การอยู่รวมกันเป็นหมู่นี้ อาจจะมีการกระทบกระทั่งกันบ้าง เพราะมันไม่สะดวกสบายเหมือนอยู่ที่บ้าน ต่างคนต่างจิตต่างใจ มีความแตกต่างกันหลายอย่าง เรามารวมกันเพื่อเข้ามาสู่ความเหมือน ก็อย่าให้สิ่งเหล่านี้เป็นปัญหา ให้ต่างก็ช่วยกันประคับประคอง เป็นกัลยาณมิตรซึ่งกันและกัน เกื้อกูลกัน อย่าถือสากัน ถ้าไม่ถือสามันก็เป็นลมเป็นแล้ง ถ้าถือสามันก็เป็นเรื่องเป็นราว ถ้าเราขุ่นมัวกับใครสักคนหนึ่ง หรือแม้กับสิ่งแวดล้อม ก็จะมีผลต่อการปฏิบัติธรรม จะมีผลกระทบต่อใจหยุดใจนิ่งของเรา อะไรที่เราพออะลุ่มอล่วยกันได้ เราก็อย่าไปถือสากัน ประคับประคองกันไป ให้เบิกบาน ยิ้มแย้ม แจ่มใส มีความสุข ๒๗ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๓ ------------------------------------------------- ๑๒. อานิสงส์สร้างบรรยากาศที่ดี การที่เราช่วยประคับประคองใจของเรา ของพี่น้องวงธรรมะให้มีอารมณ์ดีอารมณ์เดียว จะมีอานิสงส์ คือ จะไปเกิดกี่ชาติเราจะอารมณ์ดีตลอด จะไม่มีใครมาทำให้เราอารมณ์เสียเลย จะคอยช่วยเหลือเกื้อกูลเราในทุกภารกิจให้บรรลุเป้าหมายได้อย่างสะดวกสบาย ง่ายดาย จะมีพรรคพวกที่ดีมากมายมาคอยเป็นกัลยาณมิตร ถ้าเรามีพรรคมีพวกความสะดวกมันก็มี จะสร้างบารมีก็สะดวก ถ้าไม่มีพรรคพวก การสร้างบารมีต้องใช้กำลังใจมาก ต้องอดทนอดกลั้นมาก เพราะฉะนั้น แค่เราลงทุนรักษาใจเราให้ใสๆ เป็นคนอารมณ์ดี ยิ้มแย้มแจ่มใสตลอด หรือตรึกอยู่ในองค์พระ ในดวงบุญของเรา มีความตั้งใจว่า วันนี้เราจะเอาบุญให้เต็มที่ เต็มเม็ดเต็มหน่วย แค่นี้เราก็ได้ชื่อว่า มีส่วนในการสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดี ช่วยประคองใจของพี่น้องวงธรรมะให้อยู่ในบุญล้วนๆ เพียงแค่นี้เราก็ได้อานิสงส์ใหญ่แล้วนะลูกนะ ๒๑ เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๗ ------------------------------------------------- ๑๓. คำสอนคุณยาย คุณยายอาจารย์ฯ* ท่านเคยสอนหลวงพ่อบ่อยๆ ว่า ให้มองข้ามข้อบกพร่อง ข้อผิดพลาดของเพื่อนมนุษย์เสียบ้าง ใจเราจะได้เบาสบาย แล้วก็ให้เอาความสบายนั้นมาปฏิบัติธรรม จะได้เข้าถึงธรรมได้อย่างง่ายๆ จะได้สมหวังในชีวิต ถ้าไปติดในข้อบกพร่อง ข้อผิดพลาดของเพื่อนมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นคนใกล้ คนไกล หรือใครๆ ก็ตาม เอามาคิดแล้วมันก็กลุ้ม ยิ่งมาปรุงแต่ง มาขยายความคิด ก็ยิ่งขยายความทุกข์ เมื่อขยายความทุกข์ ใจก็หนัก ไม่เบาสบาย ถ้าใจหนักอย่างนี้ ขุ่นมัวเร่าร้อนอย่างนี้ ก็จะห่างไกลจากการเข้าถึงธรรม จากการเข้าถึงวิชชาธรรมกาย ท่านก็อบรมพร่ำสอนอย่างนี้เรื่อยมา ท่านสอนว่า มนุษย์ทุกคนไม่สมบูรณ์หรอก ทั้งทางความคิด คำพูด และการกระทำ ถ้าสมบูรณ์ก็ไปนิพพานหมดแล้ว แต่ว่าเพราะไม่สมบูรณ์ ถึงต้องมาอยู่ในโลกนี้ เมื่อไม่สมบูรณ์ก็ต้องมีข้อผิดพลาดบ้าง ซึ่งแสดงออกมาทางความคิด ทางคำพูด ทางการกระทำ เราก็อย่าไปถือสา เอามาเป็นอารมณ์ ถ้าถือสา มันก็เป็นเรื่องเป็นราว ถ้าไม่ถือสามันก็เป็นลมเป็นแล้ง เพราะฉะนั้น สุขทุกข์อยู่ที่ตัวเรา เราอยากจะมีสุข เราก็ต้องปล่อยไปตามเรื่องตามราวของมัน ถ้าอยากจะมีทุกข์ เราก็ไปถือเอาไว้ ถือสาหาความเขาว่า ไม่น่าพูดอย่างนั้นกับเรา ไม่น่าจะทำอย่างนี้กับเรา และก็นำมาปรุงแต่ง ส่วนคนพูดนั้นเขาหลับเป็นสุขไปแล้ว แต่เรายังมานั่งคิดเป็นทุกข์อยู่ อย่างนี้ทำให้ไม่สบายกาย ไม่สบายใจ หนักอกหนักใจ จะทำให้ห่างจากเป้าหมายที่เราต้องการไปถึง คือการเข้าถึงวิชชาธรรมกาย การไปสู่ที่สุดแห่งธรรม คุณยายท่านพร่ำสอนหลวงพ่อ พร่ำสอนตัวเองอยู่ตลอด เพราะฉะนั้นวิชชาธรรมกายของท่านจึงโดดเด่น เพราะว่าท่านไม่ได้สนใจเรื่องอะไรเลย จนกระทั่งได้รับการรับรองยืนยันจากพระเดชพระคุณหลวงปู่ พระผู้ปราบมารว่าเป็น “หนึ่งไม่มีสอง” ก็เพราะการฝึกตัวของท่าน สอนตัวเองของท่าน เป็นกัลยาณมิตรให้แก่ตัวท่านเองนั่นแหละ ๑๙ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๖ ------------------------------------------------- ๑๔. มรดกธรรมจากคุณยายอาจารย์ฯ คุณยายอาจารย์ฯ ท่านถือความสะอาดเป็นชีวิตจิตใจ ท่านรักความสะอาดมากจนกระทั่งเวลาอยู่ใกล้ๆ ท่าน เราจะรักความสะอาดไปด้วย โดยที่เราไม่รู้ตัวเลย คุณยายได้วางระเบียบแบบแผนสำหรับวัดพระธรรมกายไว้ว่า จะทำให้เป็นต้นบุญต้นแบบที่ดีของโลก ท่านสอนว่า บุญสถานนี้เป็นที่ตักตวงบุญ ให้ใช้ดวงปัญญาเอาว่า จะตักตวงบุญแค่ไหน เห็นใบไม้ตกอยู่บนถนนก็ให้เก็บไปใส่ถุงขยะ เห็นหยากเยื่อหยากไย่ที่ติดตามมุ้งลวดหรือเพดานต้องปัดกวาดออก เพราะมันกันทรัพย์สมบัติที่จะไหลมาหาเรา แล้วก็ต้องยิ้มแย้มแจ่มใส ช่วยกันต้อนรับผู้มาเยือน ท่านอบรมลูกหลานอย่างนี้เรื่อยมา บางสถานที่ที่น่ารังเกียจ อย่างในห้องน้ำ ท่านก็ลงมือทำเอง ล้วงคอห่านเอง ทำความสะอาดราวกับว่าเป็นสถานที่พิเศษ ท่านสอนว่า “ห้องน้ำ คือ ห้องรับแขก อย่ารังเกียจ ต้องทำให้สะอาด เป็นสัญลักษณ์ของผู้มีคุณธรรมจะช่วยลดมานะทิฏฐิในตัวเรา ใครได้เข้าห้องน้ำที่สะอาด เขาจะชื่นชม และมีความรู้สึกว่า เราให้เกียรติเขา เหมือนต้อนรับแขกผู้ยิ่งใหญ่ที่มาเยือนบ้าน แล้วสิ่งดีๆ จะตามมา” ๒๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๖ / ๑๔ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๘ ------------------------------------------------- ๑๕. อย่าชักศึกเข้าบ้าน ให้รักษาความบริสุทธิ์ของกายวาจาใจให้ดี จะคิด จะพูด จะทำอะไร ก็ให้เป็นทางมาแห่งบุญกุศล ความดีงาม ความบริสุทธิ์ อย่าให้บาปอกุศลได้ช่อง อย่าไปชักศึกเข้าบ้าน คือ ไปนึกคิดในสิ่งที่ทำให้ใจเราเร่าร้อน โดยเฉพาะเรื่องที่เป็นข้าศึกต่อพรหมจรรย์ ต่อการกุศล ก็คือ ความกำหนัดยินดีในกามนี่แหละ เรายังอยู่ในวัยที่แข็งแรง เลือดลมในตัวมันฉีดแรง เชื้อนี้มีอยู่ ต้องระมัดระวัง อย่าให้มันกำเริบขึ้น สื่ออะไรที่ไม่เป็นกุศล อย่าเข้าใกล้ จะพูดจะคุยกับมาตุคาม (ผู้หญิง) ให้พูดคุยในเรื่องที่เป็นกุศล อย่าไปเลียบๆ เคียงๆ พูดคุย แล้วเป็นการชักนำบาปอกุศลเข้ามาในตัวเรา พอคุ้นเคยกันหนักเข้า มันก็จะเลียบๆ เคียงๆ พูดคุยกันในเรื่องที่จะทำให้ประกอบตนพัวพันไปด้วยกาม ต่างก็เร่าร้อนด้วยกันทั้งคู่ และก็จะมีโอกาสพลาดพลั้ง ตรงนี้ต้องระวังนะลูกนะ ๑๔ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ ------------------------------------------------- ๑๖. คู่ปรับของวัยหนุ่ม ลูกทุกรูปยังอยู่ใน “วัยหนุ่ม” เป็นวัยที่แข็งแรง ถ้าเอาชนะความกำหนัดยินดีในกามได้ อะไรก็เรื่องเล็ก เราจะได้เอาพลังอันนี้ มุ่งไปถึงที่สุดแห่งธรรมได้อย่างดีที่สุด ถ้าเราเอาชนะความกำหนัดยินดีในกามได้ อะไรก็ไม่มีความหมายสำหรับเราในทางโลก เราก็จะมุ่งไปถึงที่สุดได้ ในวัยที่มีความพร้อม แต่เขาก็ทำผังสำเร็จมาว่า ในวัยนี้จะมีพลังที่จะสร้างสืบพันธุ์มนุษย์แบบสัตว์โลกทั้งหลายที่จะต้องขยายพืชพันธุ์กันไป เพราะฉะนั้นก็จะมีพันธะของชีวิต “พันธะของชีวิต” นี้เป็นเครื่องผูกหย่อนๆ ที่เรามองไม่เห็น แต่มันเป็นเครื่องผูก ทำให้เป็นเครื่องกังวลใจ ความกังวลใจจะเหนี่ยวรั้งให้เราอยู่กับสิ่งที่หยาบๆ สิ่งที่เป็นทุกข์ สิ่งที่เป็นปัญหา มีแรงกดดันรอบด้าน แต่ถ้าหากเราเอาชนะสิ่งนี้ได้ ไม่ให้สิ่งนี้ครอบงำใจเรา อะไรๆ ในโลกนี้ ก็ไม่มีความหมายสำหรับเรา ตอนนั้นแหละพลังเราจะเหลือเฟือ มุ่งไปสู่ที่สุดแห่งธรรมได้ แต่ถ้าหากเรายอมแพ้ ไม่ยอมชนะ คือ ยอมแพ้เสียจนเคยชิน มันก็จะแพ้เขาอยู่เรื่อยๆ แต่ถ้าหากเรายอมชนะสักครั้งหนึ่ง เอาวัยที่แข็งแรงที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า ทหาร “ทหรํ” (ทะ-หะ-รัง) คือ วัยหนุ่ม เป็นทหารมุ่งค้นหาที่สุดแห่งธรรม ที่สุดของตัวเองได้ นี่คือพลังที่สำคัญมาก พลังที่พญามารกลัวมากๆ กลัวพลังหนุ่ม ที่มีความพร้อมทั้งร่างกายและจิตใจ กลัวพลังหนุ่ม ที่เอาชนะความกำหนัดยินดีในกามได้ “พลังหนุ่ม” เป็นสิ่งที่พญามารกลัวมากๆ เพราะถ้าหากทุ่มใจเป็นหนึ่งได้ นั่งสมาธิไม่ค่อยเมื่อย ทำได้ตลอดวัน ตลอดคืน ตลอดเวลา ไม่ช้าเราก็จับเขาได้ ไปถึงที่สุดได้ นี่คือสิ่งที่เขากลัว เพราะฉะนั้น รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธรรมารมณ์ จะถูกตรึงให้มาติดในวัยนี้มากที่สุด จะมีสิ่งที่ทำให้เรามีความรู้สึกร้อนรน ทุรนทุราย ถ้าหากว่าเราไม่มีที่พึ่งภายใน ที่พึ่งทางใจ แต่เมื่อไรที่เราเข้าไปถึงที่พึ่งภายใน คือ พระธรรมกาย นั่นแหละจะเป็นป้อม เป็นค่าย เป็นหลุมหลบภัยของเราที่พญามารเอื้อมมือเข้าไปไม่ถึง ในตอนนั้นเราจะมุ่งไปถึงที่สุดแห่งธรรมได้ หลวงพ่อฝากสิ่งนี้เอาไว้ให้ลูกทุกรูปนำไปคิด เพราะยังอยู่ในวัยที่ผู้ชราแล้วอย่างหลวงพ่อไม่มีโอกาสที่จะย้อนกลับไปได้ความสดชื่นแข็งแรงของร่างกาย เพื่อนำมาใช้ทำงานที่สำคัญที่สุดได้ ลูกทุกรูปกำลังอยู่ในจุดที่ดีที่สุด ในภาวะที่ดีที่สุด ที่เหมาะสม คือ มาถึงจุดที่เข้าใจเป้าหมายชีวิตได้ชัดเจน ในวัยที่ยังแข็งแรง เหลืออย่างเดียวคือใช้กำลังแห่งความเพียร เอาจริงเอาจังอย่างถูกวิธีการ เราก็จะถึงจุดนั้นอย่างง่ายดาย ไม่ได้ยากอะไร เพราะสิ่งใดที่มนุษย์เคยทำได้ เราก็ทำได้ และจะทำได้อย่างดีที่สุด เพราะเราอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดีที่สุด ที่ไม่มีเครื่องเร้าแบบชาวโลกทั้งหลาย ๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๓๙ ------------------------------------------------- ๑๗. มาตุคาม ในพรรษานี้เราตั้งใจอะไรไว้ เราก็ต้องมานึกทบทวนกันให้ดี ที่สำคัญก็คือ ความเป็นพระที่แท้จริง กับเป้าหมายของพระ พระแท้ คือ ผู้ที่ประพฤติถูกต้องตามธรรมวินัย เราจะต้องสำรวจตรวจตราดูว่า ความเป็นพระของเรายังสมบูรณ์ดีอยู่ไหม ทั้งความคิด คำพูด และการกระทำของเราสมบูรณ์ไหม ยังมีสิ่งที่เราจะต้องปรับปรุงแก้ไขเพื่อให้เป็นพระสมบูรณ์ขึ้นอีกกี่อย่าง บางทีเรามุ่งเรื่องงานมากเกินไปจนลืมเรื่องความเป็นพระของเรา พรรษานี้หลวงพ่ออยากจะเน้นให้ลูกๆ ทุกรูปหวนกลับคืนมาสู่ธรรมวินัยที่สมบูรณ์ขึ้น << กับมาตุคามต้องมีช่องว่าง >> สิ่งอะไรที่เป็นข้าศึกต่อพรหมจรรย์ ต่อการกุศล เราก็รู้อยู่ แต่บางทีเราก็ชะล่าใจ จนกระทั่งเข้าไปคลุกคลีใกล้ชิด ไม่มีระยะห่างระหว่างเรากับคฤหัสถ์ ซึ่งอันตรายมาก บางครั้งเราเพลี่ยงพล้ำกระทำให้จิตเราไม่บริสุทธิ์ คำพูดและการกระทำไม่บริสุทธิ์ นึกเมื่อไรก็ไม่สบายใจ เพราะฉะนั้นปีนี้ พรรษานี้ ต้องเน้นเรื่องนี้เป็นพิเศษ เกี่ยวกับการคลุกคลีกับสิ่งที่เป็นข้าศึกกับพรหมจรรย์ เราจะไปโทษมาตุคามหรือเพศตรงข้ามไม่ได้ มันต้องโทษที่ตัวเรา รักษาใจได้แค่ไหน วางตัวได้เหมาะสมแค่ไหน อยู่ในฐานะพระที่อยู่บนหิ้งบูชา หรือว่าเสมอเหมือนกับคฤหัสถ์ มันต้องดูตรงนี้ โดยเฉพาะพระอาจารย์ที่ต้องออกไปทำหน้าที่ต่างจังหวัดไกลๆ ก็ต้องระมัดระวังให้ดี คุ้มครองตัวเองให้ได้เกี่ยวกับเรื่องนี้ ไม่ว่าจะอยู่ในยวดยานพาหนะ ในอาคารบ้านเรือน หรือที่ไหนก็แล้วแต่ ระมัดระวังตรงนี้ให้ดี อย่าอยู่กันตามลำพัง เดี๋ยวพญามารจะได้ช่องสอดละเอียดเข้ามา สอนให้เราคิดอย่างนี้ พูดอย่างนี้ ทำอย่างนี้ แล้วจะทำให้เราเสียใจในภายหลัง จะไม่สบายใจในการอยู่ร่วมกับหมู่คณะที่เขาบริสุทธิ์กัน เพราะฉะนั้นต้องมีช่องว่างนะลูกนะ หากจำเป็นจะต้องทำงานคลุกคลีกับเพศตรงข้ามก็ดี หรือสมัยนี้แม้กับเพศเดียวกันก็ดี ระวังความกำหนัดยินดีในกาม ต้องระวังกันให้ดี อย่าล้อเล่นอะไรที่มันเฉียดฉิวต่อธรรมวินัย ต้องระวังให้ดีนะลูกนะ คุ้มครองตัวเองให้ดี เพราะเราได้ลงทุนมาเป็นนักบวชแล้ว ต้องถือว่าเป็นการลงทุนชนิดหนึ่ง ลงทุนด้วยชีวิต ซึ่งผ่านกาลเวลาทุกวันทุกคืน เดี๋ยววันเดี๋ยวคืน จะมีกำไร เท่าทุน หรือขาดทุนก็อยู่ที่เรา เราหวังกำไร คือ ความบริสุทธิ์กาย วาจา ใจ ที่จะบังเกิดขึ้นกับตัวเรา เราจึงได้มาบวช มาเติมความบริสุทธิ์กาย วาจา ใจ ให้เพิ่มขึ้น จะได้เป็นกำไรของชีวิต เพราะถ้าเราอยู่เป็นคฤหัสถ์ โอกาสว่างที่จะบำเพ็ญความบริสุทธิ์ หรือเพิ่มเติมความบริสุทธิ์บริบูรณ์ให้บังเกิดขึ้นกับกาย วาจา ใจ นั้นมันยาก เพราะสิ่งแวดล้อมไม่อำนวย มีแต่การแข่งขัน ปัญหา ความขัดแย้ง แรงกดดัน ความพยาบาท ขุ่นเคือง ความเบียดเบียน แล้วก็ความกำหนัดยินดีในกาม เยอะแยะไปหมด เพราะสิ่งแวดล้อมมันเป็นอย่างนั้น อยู่เป็นคฤหัสถ์จะมาเติมความบริสุทธิ์กาย วาจา ใจ นั้นยากกว่า แต่ไม่ได้หมายถึงว่า ทำไม่ได้ ทำได้แต่ยากกว่า การมาบวชถือว่า เป็นการลงทุนด้วยชีวิต ในการแสวงหาความบริสุทธิ์ ความบริสุทธิ์จะเป็นเครื่องทำให้เราได้บรรลุธรรม หลุดพ้นจากการเป็นบ่าวเป็นทาสของพญามาร จากกิเลสอาสวะทั้งหลาย และผลพลอยได้ก็จะไปถึงแก่หมู่ญาติ บรรพบุรุษ บุพการี สรรพสัตว์ทั้งหลายเหล่านั้น เพราะฉะนั้นตรวจตราดูแลกันให้ดีนะลูกนะ ของใครของมัน ดูให้ดี อย่าคลุกคลี ให้มีช่องไฟเอาไว้ ต้องเว้นวรรค ถ้าคุ้นเคยกันมากเข้า มันก็มองข้ามการเป็นสมณะ บางทีคำถามที่ถามด้วยความอยากรู้ในเรื่องที่ไม่ควรรู้ คุยเรื่องเพศกับมาตุคามที่คุ้นเคย อย่างนี้ไม่สมควร เพราะมันจะนำมาซึ่งความวิบัติของศีล ของธรรมวินัย แค่คิดก็แย่อยู่แล้ว พอพูดไป ซักถามไป เพราะอยากรู้ พอรู้แล้วก็อยากลอง พอลองแล้วก็มีปัญหาเกิดขึ้น มันจะเรียงกันมา พรรษาที่ผ่านมา ไม่เคยพูดเรื่องนี้ แต่พรรษานี้ต้องพูด เพราะอยู่กันเยอะขึ้นแล้ว เพราะฉะนั้นระมัดระวังให้ดีนะ แม้เพศเดียวกันก็ต้องดูให้ดี รักษาเนื้อรักษาตัวให้ดี เพื่อที่เราจะได้ก้าวไปสู่เป้าหมายอันสูงสุดที่เราปรารถนากันคือ การบรรลุธรรม << ตั้งใจบำเพ็ญสมณธรรมให้เต็มที่ >> พรรษาที่ผ่านมา เราจะรู้ตัวของเราเองว่า เราได้ประพฤติปฏิบัติธรรมจริงจังแค่ไหน ดูจากผลที่เกิดขึ้นมา เราก็รู้ว่า เราเอาจริงเอาจังแค่ไหน พรรษานี้จะให้เป็นเหมือนพรรษาที่ผ่านๆ มาไม่ได้แล้ว พรรษานี้เราต้องให้ความสำคัญกับสิ่งนี้ให้มากที่สุด เพราะตอนนี้ญาติโยมเขาตื่นตัวเรื่องการปฏิบัติธรรมกันไปทั่วประเทศ ทั่วโลก ที่สำคัญในใจของญาติโยม ที่มองดูพระที่เขาเคารพกราบไหว้บูชา สนับสนุนทุกด้าน ต้องเป็นผู้ที่บรรลุธรรมแล้ว เขาไม่ได้มองว่า เรากำลังศึกษา กำลังฝึกฝน กำลังทำความเพียรอยู่ เขามองว่า เราได้บรรลุแล้ว ตรงนี้แหละที่จะสร้างความลำบากใจให้เกิดขึ้นกับเรา เวลาเขากราบไหว้บูชา เขาก็กราบไหว้พระผู้บริสุทธิ์ พระผู้บรรลุธรรม แต่เรารู้อยู่ว่า เรายังไม่มีอะไรเป็นสิ่งที่ควรแก่การเคารพ กราบไหว้ บูชา หรือสนับสนุนอะไรอย่างนั้นเลย พรรษานี้ไม่ได้แล้วนะลูกนะ เพราะเดี๋ยวก็วัน เดี๋ยวก็คืน วันเวลาที่ผ่านไปมันก็กลืนกินความแข็งแรง ความสดชื่นของร่างกายเราไปด้วย ร่างกายของเรามีแต่เสื่อมไปเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นต้องชิงช่วงในจังหวะที่ร่างกายเรายังแข็งแรง ยังสดชื่น ยังเบิกบานอยู่ ตั้งใจบำเพ็ญสมณธรรมให้เต็มที่ ที่จริง กิจวัตรกิจกรรมที่หลวงพ่อและหมู่คณะได้จัดเอาไว้ให้นั้น เหมาะสมสำหรับการเข้าถึงธรรมได้ ถ้าหากว่าเอาใจใส่ เอาจริงเอาจริงกัน มีความปรารถนาอยากเข้าถึงธรรมกันอย่างแท้จริงแล้วก็ต้องเข้าถึงได้ ตามตารางกิจวัตรกิจกรรมที่วางเอาไว้ แม้จะมีงานพิเศษที่เกิดขึ้นเป็นช่วงๆ ก็ตาม ก็ไม่เป็นอุปสรรคต่อการบำเพ็ญสมณธรรม เพราะฉะนั้น พรรษานี้ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ให้ตั้งใจประพฤติปฏิบัติธรรมกันให้ดี พยายามรักษาใจเอาไว้อยู่ภายใน เหมือนอย่างที่หลวงพ่อได้ให้โอวาทแก่ญาติโยมทั้งหลายว่า ให้อยู่จำพรรษาภายในกายยาววา หนาคืบ กว้างศอก ในปริมณฑลแห่งใจ ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ให้ใจอยู่ใกล้ๆ บริเวณนั้น อยู่ในขอบเขตอันนั้น ถ้าทำได้อย่างนี้ สักวันหนึ่งใจก็จะรวมลงหยุดเข้าไปสู่ภายในได้ อย่างนี้ถึงจะเรียกว่า เป็นการจำพรรษาอย่างแท้จริง เอาใจมาหยุดอยู่ภายใน ในปริมณฑลแห่งใจ ในกายยาววา หนาคืบ กว้างศอก ให้อยู่อย่างนี้แหละ ไม่ให้ไปที่ไหน อยู่กับเนื้อกับตัวของเราตลอดไป หวังว่าลูกทุกรูปคงจะใช้วันเวลาให้เป็นประโยชน์ต่อการบำเพ็ญสมณธรรมนะ ๒๕ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ ------------------------------------------------- ๑๘. บวชแล้วอย่าสึก บวชแล้วอย่าสึก สโลแกนที่ว่า “สึกแต่หนุ่ม” นั้นลบทิ้งไปเสีย ต้องเขียนใหม่ว่า “บวชแต่หนุ่ม” เพราะร่างกายยังแข็งแรง จะได้ลุยงานพระศาสนากันได้เต็มที่ บวชแล้วอย่าสึก เดี๋ยวก็วัน เดี๋ยวก็คืน เดี๋ยวก็หมดเวลาแล้ว ดูพระเทวทัตขนาดทำชั่วขนาดนั้น ยังไม่ยอมสึก โดนธรณีสูบไปครึ่งตัว ยังไม่ยอมสึก ขนาดธรณีสูบถึงคอ ก็ยังไม่ยอมสึก ไปอยู่ในอบายภูมิ อยู่ในอเวจีมหานรก แม้ปัจจุบันนี้ เขายังเรียก “พระเทวทัต” อยู่เลย พระเทวทัตยังไม่ยอมสึก แล้วเราจะสึกทำไม เราพระดีๆ พระแท้อย่างนี้ สึกไปทำไม? ต้องบวชกันต่อไป ลุยสร้างบารมีกันไปจนกว่าทั่วโลกจะเข้าถึงธรรม อย่างนี้จึงจะถูกหลักวิชชานะลูกนะ ๙ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ ------------------------------------------------- ๑๙. เดินตามรอยพระพุทธองค์ เราเกิดมาเป็นมนุษย์ มีเวลาอยู่ในโลกนี้จำกัด จำกัดในการสร้างบารมี ในการสร้างความดี เราได้ยินได้ฟังว่า อายุเฉลี่ยของมนุษย์ในยุคนี้ ๗๕ ปี ก็อย่าเพิ่งไปคิดว่า เราเหลือเวลาอีกตั้งนานหลายสิบปี กว่าจะไปถึงอายุขนาดนั้น นั่นเราคิดไปเองนะว่า เราจะมีอายุยืนไปถึงตรงนั้นหรือยิ่งกว่านั้น แต่ความเป็นจริงเรามีวิบากกรรมเหมือนเป็นระเบิดเวลาที่ติดตามตัวเราเหมือนเงาตามตัวตลอดเวลา ซึ่งคอยจังหวะโอกาสที่จะได้ช่องระเบิดตูมตามตลอดเวลา บางทีทำให้เราต้องเสียทรัพย์สินบ้าง อวัยวะบ้าง หรือบางทีทำให้เสียชีวิตก่อนวัยอันควร ก่อนถึงอายุขัยเฉลี่ยของมนุษย์ ๗๕ ปี ก็มี บางคนตายตั้งแต่ปฐมวัยบ้าง วัยรุ่นบ้าง วัยหนุ่ม วัยสาว วัยกลางคน วัยชรา ตายได้ทุกวัยเลย เพราะฉะนั้นอย่าคิดเอาเองว่า อายุของเราจะไปถึงตรงนั้น คิดอย่างนั้นเขาเรียกว่า เรากำลังชะล่าใจ กำลังประมาทในชีวิต เราต้องคิดแบบพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า ความตายมีอยู่ทุกขณะจิต ทุกขณะลมหายใจเข้าออก ลมเข้าแล้วไม่ออกก็ตาย ลมออกแล้วไม่เข้าก็ตาย หรือไม่เข้าไม่ออกก็ตายอีกเหมือนกัน ตายได้ตลอดเวลา ต้องคิดอย่างนี้ เมื่อเรามีชีวิตอยู่แค่ช่วงลมหายใจเข้าออก เราควรจะใช้เวลาช่วงสั้นๆ นี้อย่างไร จึงจะมีคุณค่ามากที่สุด จะไปแสวงหาทรัพย์ ลาภ ยศ สรรเสริญ ตำแหน่ง อำนาจ วาสนา หรือว่าจะมาแสวงหาพระรัตนตรัย นี่เป็นสิ่งที่เราจะต้องมาคิดพินิจพิจารณาด้วยสติปัญญาของเรา ความจริงก็ไม่ต้องคิดอะไรมาก เพราะพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสรุปเอาไว้ให้แล้ว จากชีวิตที่ผ่านมาในสังสารวัฏ จนกระทั่งในวันที่ได้บรรลุอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ พระพุทธองค์ทรงสรุปว่า การฝึกใจให้หยุดนิ่งเข้าถึงพระรัตนตรัย ทำกิเลสอาสวะให้หมดสิ้น กระทั่งหลุดพ้นจากการเป็นบ่าวเป็นทาสของพญามาร ไปนิพพานได้นั่นแหละ ชีวิตอย่างนี้จึงจะมีคุณค่า ชีวิตอย่างพวกเรายังไม่มีใครมีชีวิตที่สมบูรณ์เท่ากับพระสัมมาสัมพุทธเจ้า การที่เราเชื่อฟังคำสั่งสอนของพระองค์ เท่ากับเรากำลังเดินทางลัด ไม่ต้องไปลองผิดลองถูกกันอีก ลงมือปฏิบัติกันเลย โดยยึดเอาบทสรุปที่พระองค์สั่งสอนให้ดำเนินชีวิตอยู่ด้วยความไม่ประมาท ให้ใช้ชีวิตด้วยการทำใจให้บริสุทธิ์ ให้หยุดนิ่ง ให้หลุดพ้นจากกิเลสอาสวะให้ได้ อย่างน้อยก็มีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง ที่เรียกว่า เข้าถึงไตรสรณคมน์ ถึงพระรัตนตรัยในตัว เป็นที่พึ่งที่ระลึก อย่างน้อยต้องอย่างนี้ ชีวิตจึงจะมีคุณค่า เข้าถึงแล้วจะพบกับความสุขที่แท้จริง ที่เราแสวงหากันตลอดชีวิต เราจะพบความสุขชนิดนั้นทันทีที่เข้าถึงพระรัตนตรัย เป็นความสุขที่แตกต่างจากความสุขสนุกสนาน ที่ไม่แท้จริง มันต่างกันมาก และจะเกิดความอบอุ่นใจในชีวิตว่า ชีวิตของเราต่อจากนี้ไปจะปลอดภัย ในอบายภูมิน่าสะพรึงกลัวมาก ไปตกมหานรกก็ยิ่งทุกข์ทรมานมาก ไม่มีช่วงเวลาว่างเว้นเลย เป็นเวลายาวนานมาก ถูกฆ่า ถูกฟัน ถูกแทง ถูกทำร้ายให้ตาย ตายแล้วฟื้น ฟื้นแล้วตาย ตายเกิดๆ วันละหลายล้านครั้ง นับกันไม่ถ้วน แม้หมดกรรมจากมหานรก ขึ้นมาในอุสสทนรกก็ทุกข์ทรมานมาก มาในยมโลกก็ดี หรือในภูมิของเปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉานก็ดี ล้วนแต่มีความทุกข์ทรมาน แม้เกิดมาเป็นมนุษย์ ชีวิตก็ยังลำเค็ญ ไม่ว่าจะเกิดเป็นชนชั้นไหนก็ตาม ชั้นสูง ชั้นกลาง ชั้นล่าง ล้วนแต่หน้าชื่นอกตรม เพราะมีทุกข์กันทั้งสิ้น เพราะทุกข์มันอยู่ในกายมนุษย์ แต่ละคนล้วนมีวิบากกรรมติดตามกันมา มีปัญหาด้วยกันทั้งหมด แตกต่างกันที่มากหรือน้อย แต่ก็มีความทุกข์ใจเหมือนกัน ประสบในสิ่งที่ไม่เป็นที่รักบ้าง ปรารถนาสิ่งใดไม่ได้สิ่งนั้นบ้าง พลัดพรากจากของรักบ้าง จากคน จากสัตว์ จากสิ่งของบ้าง เป็นต้น ทำให้เกิดความโศกเศร้า เสียใจ คับแค้นใจ ร่ำพิไรรำพัน อะไรต่างๆ เหล่านั้น ทันทีที่ได้เข้าถึงพระรัตนตรัย เราก็จะมีความสุขที่แท้จริงบังเกิดขึ้น กับความรู้สึกใหม่ๆ ที่ไม่พึงปรารถนาสิ่งใดๆ ในโลก อยากจะเรียนรู้วิชชาธรรมกาย ซึ่งเป็นความรู้ภายใน ซึ่งเกิดจากปัญญาอันบริสุทธิ์ของพระธรรมกาย ได้เรียนรู้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเราได้เข้าใจแจ่มแจ้งเรื่องราวความเป็นจริงของชีวิตในสังสารวัฏ และจะทำความเห็นให้ตรงต่อหนทางพระนิพพาน จะเปลี่ยนพฤติกรรมใหม่ ดำเนินชีวิตให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ทั้งกายวาจาใจ เพื่อมุ่งไปสู่อายตนนิพพาน นี่ก็เป็นอานิสงส์อย่างหนึ่งของการเข้าถึงพระรัตนตรัย ๑๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ ------------------------------------------------- สมณธรรม ๒๐. ทำไมต้องฝึกใจให้หยุดนิ่ง เราฝึกใจให้หยุดนิ่ง เพื่อความสุขทั้งในปัจจุบัน และเป็นความปลอดภัยในชีวิต ในสังสารวัฏ เมื่อใจหยุดนิ่งที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ สติก็เกิดขึ้น เมื่อสั่งสมมากเข้าก็เป็นมหาสติ สติมีที่ใด ปัญญาก็เกิดขึ้นที่ตรงนั้น เมื่อสั่งสมมากเข้าก็เป็นมหาปัญญา มหาปัญญาบังเกิดขึ้นก็จะทำให้เราดำเนินชีวิตได้ถูกต้อง ไม่ผิดพลาด จะมีความสุข ปีติ และภาคภูมิใจอยู่ตลอดเวลา บุญก็จะบังเกิดขึ้นควบคู่กับภารกิจในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะครองเรือน ทำมาหากิน เรียนหนังสือ หรือจะไปทำอะไรก็แล้วแต่ จะทำให้มโนปณิธานของเราที่ตั้งมั่นดีแล้วมั่นคงยิ่งขึ้น พระอริยเจ้าทั้งหลาย ท่านเป็นสุขด้วยตัวของตัวเองด้วยใจหยุดนิ่งอย่างนี้แหละ ท่านจะไปอยู่ที่ไหนก็ได้ เพราะใจหยุดแล้ว ไปอยู่ป่า อยู่เขา ห้วย หนอง คลอง บึง ที่ไหนๆ ก็อยู่ได้ การฝึกใจให้หยุดนิ่งสำคัญ ทุกคนต้องให้ความสำคัญกับตรงนี้ให้มากๆ เพราะยังมีสิ่งที่เราจะต้องศึกษาเรียนรู้อีกเยอะ ที่นอกเหนือจากความรู้ปกติที่เราได้อ่าน ได้ยิน ได้ฟัง หรือได้ตรึกนึกคิด เป็นความรู้ที่สิ่งเหล่านี้ไปไม่ถึง ความคิดจินตนาการไปไม่ถึง ที่สำคัญเป็นเรื่องราวความเป็นจริงของชีวิต เกิดประโยชน์ด้วย และถูกวัตถุประสงค์ของการเกิดมาเป็นมนุษย์ด้วย ๒๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๐ ------------------------------------------------- ๒๑. มหัศจรรย์ความรู้ภายใน ถ้าบวชเป็นพระ ก็จะทำสมาธิได้ง่ายกว่าตอนเป็นคฤหัสถ์ เพราะชีวิตพระมีเครื่องกังวลน้อยกว่า คฤหัสถ์จะมีปัญหาและแรงกดดัน ต้องทำมาหากิน ทำมาค้าขาย ทำมาสร้างบารมี ต้องดูแลทั้งตัวเอง ครอบครัว ดูทั้งบ้าน ทั้งคนในบ้าน นอกบ้าน ในที่ทำงานอีกเยอะแยะ ชีวิตพระมีเวลาว่างมากกว่าที่จะบำเพ็ญสมณธรรม คือ ข้อปฏิบัติสำหรับชีวิตสมณะ ที่จะทำให้กายวาจาใจสะอาด บริสุทธิ์ สงบนิ่ง เยือกเย็น เรียนรู้เรื่องราวความเป็นจริงของชีวิตภายในที่ถูกปกปิดเป็นความลับมายาวนาน ชีวิตของบรรพชิตเป็นชีวิตที่สูงส่ง เฉพาะผู้มีบุญ มีบารมี ที่ผ่านชีวิตของคฤหัสถ์มามากเพียงพอจนถึงจุดอิ่มตัวแล้ว ถึงเวลาที่จะต้องก้าวไปสู่ชีวิตใหม่ที่ยกระดับชีวิตให้สูงขึ้น เรียนรู้ให้สูงขึ้นไปเรื่อยๆ ชีวิตของบรรพชิตจะมีเวลาทำหยุดทำนิ่งได้มาก ยิ่งหยุดยิ่งนิ่งก็ยิ่งดิ่งไม่หยุด เข้าไปสู่ภายใน เดี๋ยวก็เห็นกายมนุษย์ละเอียด เห็นกายทิพย์ เห็นกายในกายซ้อนๆ อยู่ เป็นความมหัศจรรย์ที่หลายพันล้านคนในโลกเขาไม่เห็นกัน แต่เราเห็นชีวิตภายใน ชาวโลกส่วนมากเขาจะเห็นกายมนุษย์ละเอียดตอนเขาหลับฝันไป แต่ไม่รู้จักว่า เป็นกายฝัน เหมือนตัวเราเองออกไปทำหน้าที่ฝัน ตื่นขึ้นมาเราก็ยังระลึกได้บ้าง ไม่ได้บ้าง จริงบ้าง ไม่จริงบ้าง แต่ว่ากายนั้นเวลาตื่นไปอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ แต่ถ้าหากว่า เข้าถึงกายมนุษย์ละเอียดได้ จะมีความรู้สึกปีติสุข ภาคภูมิใจว่า คนอย่างเราเข้าถึงกายมนุษย์ละเอียด ได้ มีชีวิตที่สูงส่งกว่าชีวิตของคฤหัสถ์ไปอีกเท่าตัว อีก ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ เป็นกายภายในที่เรารู้จัก เป็นชีวิตภายในที่ทำให้เราเข้าใจชีวิตภายนอกมากเพิ่มขึ้นว่า กายมนุษย์หยาบเหมือนบ้านเรือนที่อยู่อาศัยชั่วคราว เป็นการรวมประชุมของหมู่ธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ บรรยากาศ ให้กายละเอียดอยู่ ความผูกพันกับกายมนุษย์หยาบ หรือสิ่งที่เนื่องด้วยกายมนุษย์หยาบก็จะบรรเทาไป ก็จะคลายความผูกพันได้เพิ่มขึ้นเพราะเข้าใจขึ้น เข้าใจเพราะเห็นแจ่มแจ้งว่า มีกายมนุษย์ละเอียด และเราเป็นกายมนุษย์ละเอียด และยังได้ศึกษาภพภูมิของกายมนุษย์ละเอียดว่าเขามีภพภูมิกันเป็นอย่างไร ตื่นอยู่ตรงไหน หลับไปอยู่ตรงไหน ถ้านิ่งต่อไปก็จะเข้าไปถึงกายทิพย์ เป็นกายสุคติภูมิที่ซ้อนๆ อยู่ภายใน เป็นกายที่จะอยู่ในเทวโลก กายมนุษย์หยาบกับกายมนุษย์ละเอียดไปอยู่ไม่ได้ เราจะรู้จักชีวิตของกายทิพย์อีกระดับหนึ่ง จะมีสังคมของกายทิพย์ ภพของกายทิพย์ เรื่องราวของกายทิพย์ นี่เป็นความมหัศจรรย์ของตัวเราเอง เพราะฉะนั้นความรู้เรื่องราวความเป็นจริงของชีวิตจะค่อยๆ ถูกเปิดเผยทยอยขึ้นตามความเพียรที่เราทำอย่างถูกหลักวิชชา อย่างสม่ำเสมอ ดังนั้น หลวงปู่หลวงตาที่ท่านอยู่ลำพังตามป่าเขา ห้วย หนอง คลอง บึง ทำไมท่านไม่เหงา หรือทำไมท่านอยู่ได้ ทั้งๆ ที่อัตคัดขัดสนด้วยปัจจัย ๔ แต่ท่านก็ไม่มีความรู้สึกว่า ท่านขัดสน ไม่มีความรู้สึกเหงา มีแต่รู้สึกเป็นสุขที่เกิดจากความวิเวก กายวิเวก จิตวิเวก อุปธิวิเวก และก็มีภาพภายในให้ดู มีเรื่องราวภายในให้ศึกษาเรียนรู้ ชีวิตของพระมีโอกาสกว้างขวางกว่าในการที่จะศึกษาเรียนรู้สิ่งเหล่านี้ กายมนุษย์ละเอียด กายทิพย์ กายพรหม กายอรูปพรหม กายธรรม เป็นชั้นๆ เข้าไปเรื่อยๆ จะมีปีติ มีสุข มีความเบิกบานชุ่มชื่นอยู่ในตัว มีความรอบรู้ที่กว้างขวางขึ้น มีกำลังบุญที่เพิ่มขึ้น ในทุกๆ ครั้งที่ได้บำเพ็ญสมณธรรม เพราะฉะนั้น ท่านถึงเป็นแหล่งแห่งเนื้อนาบุญ บุญธาตุจะมารวมประชุมอยู่กับพุทธบุตรที่บำเพ็ญสมณธรรม บุญก็จะเกิดขึ้นมากมายเป็นสายบุญ บารมีก็จะเกิดขึ้น เนกขัมมบารมี ผังแห่งการบวชก็จะถูกสั่งสม สะสมเพิ่มเติม เหมือนเราออมทรัพย์อย่างนั้น มากเข้าๆ หนาแน่น ตั้งแต่บวชช่วงสั้นก็จะทำให้เราบวชได้ยาวขึ้น จนกระทั่งถึงตลอดชีวิตได้อย่างมีความสุข ปีติ เบิกบาน ชุ่มชื่น ชีวิตสมณะจึงเป็นชีวิตเฉพาะผู้มีบุญ ที่จะมีโอกาสได้ศึกษาเรียนรู้เรื่องราวเหล่านี้เยอะแยะ ความรู้ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงอุปมาเหมือนใบไม้ในกำมือกับใบไม้ที่อยู่ในป่าประดู่ลาย พุทธบุตรก็สามารถศึกษาเรียนรู้ได้ เพราะมีเวลาว่างจากเครื่องพันธนาการของชีวิตมากกว่าคฤหัสถ์ จะได้บำเพ็ญสมณธรรม ศึกษา ฝึกฝน เรียนรู้ แล้วก็สั่งสอนผู้อื่นได้อย่างเต็มที่ เต็มกำลัง มีปีติสุขอยู่ข้างใน การที่เราจะแจ่มแจ้งอะไรสักเรื่องหนึ่ง ต้องมีกำลังบุญบารมีมาก และเมื่อถึงจุดที่แจ่มแจ้งได้ก็มีปีติสุขมาก เบิกบานว่า เราประสบความสำเร็จในชีวิต ที่แตกต่างจากชีวิตของคฤหัสถ์ ของชาวโลกทั่วๆ ไป เรามีความรู้เพิ่มขึ้น เหมือนออกสู่ทะเลลึก ทะเลแห่งความรู้อันบริสุทธิ์ ความรู้แจ้งในเรื่องราวของสรรพสัตว์สรรพสิ่งทั้งหลายกว้างขวางขึ้น เป็นทะเลที่ไม่มีขอบเขต ไม่มีฝั่ง ศึกษาเรียนรู้ไปเรื่อยๆ บุญก็เพิ่มขึ้นๆ ถ้ายังดับกิเลสไม่ได้ ยังไม่หลุดพ้น ทิพยสมบัติที่เกิดขึ้นในเทวโลกก็จะยิ่งใหญ่โอฬารตระการตามากมาย สิ่งที่เป็นความใฝ่ฝันสูงสุดของผู้รู้ คือ อยากไปเป็นสมณเทวบุตร เป็นเทพบุตรที่เป็นสมณะ แต่มันไม่ใช่ง่าย ส่วนมากมักจะเป็นเทพบุตรที่มีบารมีมากๆ และยังบำเพ็ญธรรมแบบสมณธรรมอยู่ แต่ว่ากายยังเป็นเทพบุตรอยู่ สิ่งที่เราอยากศึกษาเรียนรู้เพิ่มขึ้นมีอีกเยอะ เดี๋ยวก็วันเดี๋ยวก็คืน เดี๋ยวก็จะหมดเวลาของชีวิตแล้ว เพราะฉะนั้นชีวิตของบรรพชิตกว้างขวางกว่าชีวิตของคฤหัสถ์ที่อึดอัดคับแคบกว่าเยอะ ๓๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๒ ------------------------------------------------- ๒๒. หัวใจนักสร้างบารมี นักสร้างบารมีควรมีหัวใจของผู้ให้ ตั้งแต่ให้ความรัก ความปรารถนาดีต่อสรรพสัตว์ทั้งหลาย ให้อภัยต่อบุคคลที่พลาดพลั้งล่วงเกินเรา ให้ทรัพย์สินเงินทอง ให้ข้าวปลาอาหาร หรือให้โอกาสแก่ผู้ด้อยโอกาส อย่างนี้ใจของเราจะเกิดความผาสุก ความผาสุกที่บังเกิดขึ้นนี้ มีคุณค่ามากมายมหาศาลยิ่งกว่าทรัพย์สินเงินทอง เพราะว่าเป็นต้นทางให้เราไปสู่อายตนนิพพาน ความผาสุกเท่านั้น ที่จะทำให้ใจเราหยุดนิ่งอยู่ในกลางตัวของเรา พอถูกส่วนเข้า เดี๋ยวดวงใสของปฐมมรรคก็จะบังเกิดขึ้นชัดใสแจ่ม แล้วจะเข้าถึงกายภายในไปตามลำดับจนกระทั่งเข้าถึงพระธรรมกายที่ละเอียดยิ่งๆ ขึ้นไป ซึ่งทั้งดวงธรรม ทั้งกายภายใน และพระธรรมกาย ล้วนมีอยู่ในตัวของพวกเราทั้งหลาย ไม่ใช่เป็นสิ่งที่เราปรุงแต่งขึ้น มีมาแต่ดั้งเดิมแล้ว เป็นผังสำเร็จมานาน เพราะฉะนั้นความผาสุกนี้จึงเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ เมื่อใจผาสุก เราก็จะเข้าถึงพระรัตนตรัยภายในได้ เข้าถึงสรณะอันเป็นที่พึ่งที่ระลึกอย่างแท้จริงของมนุษย์ทั้งหลาย หากเกิดมาแล้วไม่เข้าถึงพระรัตนตรัยภายใน ชาตินี้ เราเกิดมาเสียเปล่าไปหนึ่งชาติ ดังนั้นเราจะต้องเข้าถึงให้ได้ ถ้าเข้าถึงแล้วชีวิตก็จะปลอดภัย แม้ละโลกไปแล้วยังนำเรา ไปสู่สุคติภูมิ ปิดประตูอบายได้ ภัยในสังสารวัฏไม่อาจทำ อันตรายผู้ที่เข้าถึงพระรัตนตรัยภายในได้ เมื่อเข้าถึงพระธรรมกายภายในแล้ว ความสุขก็จะเกิดขึ้นทันทีที่เข้าถึง เป็นความสุขที่พูดไม่ออก บอกไม่ถูก สุขจากการมีทรัพย์ สุขจากการได้ใช้จ่ายทรัพย์ หรือสุขจากการไม่เป็นหนี้ เทียบไม่ได้เลยกับความสุขแม้เพียงนิดเดียวที่เข้าถึงพระรัตนตรัย ซึ่งเป็นความสุขที่เป็นอิสระ กว้างขวาง ไม่มีขอบเขต ไม่มีประมาณ กายเบา ใจเบา มีความปีติ เบิกบานใจ เป็นความสุขที่เราไม่เคยเจอมาก่อนเลยในชีวิต เป็นความสุขที่หลุดพ้นจากการครอบงำของกิเลสอาสวะทั้งหลาย หลวงพ่อปรารถนาให้ทุกคนในโลกได้เข้าถึงจุดนี้ จึงได้สร้างมหาธรรมกายเจดีย์ สภาธรรมกายสากล และมหาวิหารพระมงคลเทพมุนี สร้างทั้ง ๓ สิ่งนี้ขึ้นมา เพื่อจะเป็นจุดเชื่อมโยงให้ทุกคนในโลกได้เข้าถึงพระธรรมกายที่มีอยู่ในตัวของมนุษย์ทุกคน บุคคลใดที่มีส่วนสำคัญในการสร้าง ๓ สิ่งนี้ให้สำเร็จ ไม่ว่าจะเป็นตะปูสักตัว อิฐสักก้อน ไม้สักแผ่น ถือว่าเป็นทานที่ไม่มีทานอื่นยิ่งกว่า บุญอะไรจะมาวิเศษเท่าบุญนี้ บุญที่ทำให้ทุกคนดำเนินชีวิตได้อย่างถูกต้อง ทำให้ทุกคนได้เข้าถึงพระธรรมกาย ได้รู้แจ้งแทงตลอดในสรรพสิ่งทั้งหลายด้วยตัวของตัวเอง เป็นบุญที่ได้ชื่อว่า ช่วยสร้างโลกให้สว่างไสวด้วยแสงธรรม เพราะฉะนั้นเมื่ออุทิศตนสร้าง ๓ สิ่งนี้ ด้วยชีวิตในยามยาก มหากุศลอันยิ่งใหญ่ที่นับประมาณมิได้จึงบังเกิดขึ้น ให้ดีใจเอาไว้เถิด เพราะสิ่งที่ได้ทำไปนั้นเป็นสิ่งที่ประเสริฐ เป็นสิ่งที่เลิศ ที่ใครๆ ยากจะได้ทำอย่างนี้ ลองคิดดูว่าประชากรในโลกนี้มี ๖,๐๐๐ กว่าล้านคน แต่มีพวกเราเพียงส่วนน้อยนิดเท่านั้นที่มีโอกาสได้สร้างบุญใหญ่เช่นนี้ เรามีโอกาสดีอย่างนี้แล้วทุ่มชีวิตไปเลย อย่ากลัวความยากลำบาก ทำให้เต็มที่ เต็มกำลัง สุดชีวิตจิตใจ ให้ ๓ สิ่งนี้สำเร็จเป็นอัศจรรย์ให้ได้ เมื่อถึงวันนั้น วันที่ทั้ง ๓ สิ่งสำเร็จ เราจะมาพร้อมใจกันระลึกนึกถึงสิ่งที่เราร่วมกันทำมาด้วยความยากลำบาก ด้วยหัวใจของยอดนักสร้างบารมี เราจะเกิดความปีติภาคภูมิใจและเป็นสุข เป็นความสุขความปีติที่เงินทองหาซื้อไม่ได้ ไม่ว่าเราจะอยู่ในสถานที่ใด แม้จะอยู่บนเตียงผู้ป่วย ใกล้ต่อมรณภัยก็ยังมีความสุขใจ เพราะบุญที่เราทำนั้น ทำด้วยใจ ด้วยชีวิต และจิตวิญญาณในยามยาก และในที่สุดอานิสงส์ของบุญนี้จะส่งผลให้เราไปถึงที่สุดแห่งธรรมได้ ๑ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๑ ------------------------------------------------- ๒๓. ใบไม้ในป่าประดู่ลาย การศึกษาวิชชาธรรมกายนั้น เป็นเรื่องที่ละเอียดลึกซึ้ง จิตต้องบริสุทธิ์และไม่มีอะไรเหนี่ยวรั้ง ไม่เกาะเกี่ยวกับเรื่องคน สัตว์ สิ่งของ จึงจะไปรู้เรื่องราวสิ่งเหล่านี้ได้ เพราะเรื่องราวเหล่านี้มันเหลือวิสัย และยากต่อการเข้าใจด้วยวิธีการให้เหตุผลแบบธรรมดา จะไปหาหลักฐานอ้างอิง หรือจะใช้ความนึกคิดด้นเดาไม่ได้ แล้วก็เป็นสิ่งที่นอกเหนือจากนักการศึกษาพระพุทธศาสนาหรือปราชญ์ทางพุทธศาสนาได้ศึกษาค้นคว้ามา เหมือนใบไม้ในป่าประดู่ลาย สมัยหนึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงกอบใบประดู่ลายมากำมือหนึ่ง ถามพระภิกษุว่า “ใบไม้ในกำมือกับใบไม้บนต้นประดู่ส่วนไหนมีมากกว่ากัน” ภิกษุก็ตอบว่า “ใบไม้บนต้นประดู่มีมากกว่าใบไม้ในกำมือ” พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า “สัพพัญญุตญาณของเรานั้นรู้แจ้งเห็นแจ้งแทงตลอด ในสรรพสัตว์และสรรพสิ่งทั้งปวงโดยไม่มีขอบเขตจำกัด แต่สิ่งที่เรานำมาสอนเธอนั้นเพียงนิดเดียว เพื่อเป็นทางหลุด พ้นจากกิเลสอาสวะ จากภพทั้ง ๓ จากกฎแห่งกรรม เพื่อ ทำพระนิพพานให้แจ้งเท่านั้น” วิชชาธรรมกายเหมือนใบไม้ในป่าใหญ่ ซึ่งนักปราชญ์และนักวิชาการในทางพุทธศาสนาในระดับโลกนั้น ไม่ได้ให้โอกาสกับตัวเองในการศึกษาธรรมปฏิบัติให้ลึกซึ้งขึ้นไปก็ยากต่อการจะที่เข้าใจสิ่งนี้ได้ เพราะฉะนั้นคำว่า “วิชชาธรรมกาย” จึงรู้กันอยู่ในขอบเขตจำกัด สำหรับผู้ที่ได้ศึกษาวิชชาธรรมกายในโรงงานทำวิชชาเท่านั้น นอกนั้นก็รู้แต่เพียงว่า ธรรมกาย คือ พระรัตนตรัยภายใน เป็นที่พึ่งที่ระลึก ไปนรกก็ได้ ไปสวรรค์ก็ได้ ในที่สุดไปนิพพานก็ได้ ไปนรกสวรรค์ไปจับมือถือแขนสัตว์นรกหรือชาวสวรรค์ได้ พูดจาโต้ตอบกันได้ ญาติ บิดามารดา ปู่ย่าตายายไปตกนรก พระธรรมกายไปช่วยได้ ด้วยอานุภาพของพระธรรมกายที่ไม่มีประมาณ นี่คือสิ่งที่ทุกคนที่อยู่นอกโรงงานทำวิชชาเข้าใจได้เพียงแค่นี้เท่านี้ จะรู้ซึ้งไปกว่านี้ ก็รู้กันอยู่ในขอบเขตจำกัดจริงๆ วิชชาธรรมกายเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ที่จะเอาชนะกิเลสอาสวะได้ ที่จะทำให้สันติสุขและสันติภาพของโลกที่แท้จริงบังเกิดขึ้นได้ นอกเหนือจากวิชชาธรรมกายแล้วไม่มีวิธีการใดๆ เลย ที่จะทำให้สันติสุขสันติภาพโลกเกิดขึ้นได้ ๑๐ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๖ ------------------------------------------------- ๒๔. รู้ได้ด้วยธรรมกาย พอถึงกายธรรมแล้ว วิชชาก็จะเกิด วิชชา ๓ บุพเพนิวาสานุสติญาณ จุตูปปาตญาณ และอาสวักขยญาณ เกิดตรงธรรมกาย เพราะเห็นได้รอบตัวด้วยธรรมจักขุ รู้ได้ด้วยญาณทัสสนะ ปัญญาบริสุทธิ์เกิดตรงนี้แหละ เข้าถึงกายธรรมได้แล้วปิดประตูอบายภูมิ ไม่ต้องไปเกิดในอบายภูมิ เกิดในเทวโลก เลือกชั้นเกิดได้ จะไปอยู่ตรงไหนก็เลือกได้ เราเกิดมาเพื่อแสวงหาความรู้อันบริสุทธิ์ ที่ทำให้หลุดพ้นจากการบังคับบัญชาของพญามาร เกิดมามีจุดหมายเพื่อทำพระนิพพานให้แจ้ง จะแจ่มแจ้งได้ก็ต้องถึงธรรมกายถ้าไม่ได้ธรรมกายละก็ นิพพานไม่แจ้ง เพราะนิพพานกับธรรมกายจะดึงดูดเข้าหากัน ตั้งแต่นิพพานในกายธรรม จนกระทั่งนิพพานที่หลุดพ้นออกจากภพสามไปแล้ว ชัด ใส แจ่มทีเดียว ๑๗ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๕ ------------------------------------------------- ๒๕. วิตามินพระ เมื่อบวชแล้วต้องตั้งใจบำเพ็ญสมณธรรมตลอดชีวิต ต้องดูแลตัวเองให้ดี เพื่อที่จะไปดูแลผู้อื่นได้ แล้วก็ให้ศึกษาทั้งปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ เทศนา และวิชชาธรรมกาย ให้แตกฉาน ถ้าบวชแล้วไม่บำเพ็ญสมณธรรม ไม่เจริญศีล สมาธิ ปัญญา หรือพูดง่ายๆ ว่า ไม่นั่งสมาธิ บวชมาก็อย่างนั้นๆ ไม่ได้อะไร เพราะบวชแล้วก็ยังไม่รู้ว่า ความสุขที่แท้จริงเป็นอย่างไร หรือวิตามินของความเป็นพระมันมีรสอร่อย รสโอชาอย่างไร เราจะไม่มีวันรู้จักเลย ถ้าไม่บำเพ็ญสมณธรรม ถ้าไม่ทำสมาธิ แค่อ่านจากตำรับตำรามันทราบ แต่มันไม่ซึ้ง คือทราบว่า มันเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ แต่ไม่ซึ้ง เพราะอ่านไปก็ยังสงสัยอยู่ เอ๊ะ! ใช่หรือเปล่า เอ๊ะ! มีจริงไหม พอเอ๊ะ! ทีไร มันแปล๊บเข้าไปในใจทุกครั้ง เพราะมันยังไม่ค่อยมั่นใจ ถ้าเราไม่มั่นใจแล้ว เวลาญาติโยมถาม นรกสวรรค์มีจริงไหม บาปบุญคุณโทษมีไหม มันก็ไม่ค่อยจะมั่นใจ ตอบแบบคลุมๆ เครือๆ ตอบแบบกำกวม มันก็น่าจะมีนะอะไรอย่างนี้ โยมได้ฟังแล้วก็ เอ้อ บุญก็น่าจะทำนะ แล้วก็ไม่ทำ แต่ถ้าบอกมีจริง อ่ะ ทำ ถ้าบอกไม่มีก็ไม่ทำ ถ้าบอกน่าจะมี ก็น่าจะทำ มันเป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้น บวชแล้วอยากจะรู้รสชาติของการบวชว่า ปวัชชะ เว้นจากการกระทำแบบคฤหัสถ์ ที่สงัดจากกามและบาปอกุศลธรรม ละวิตก วิจาร เข้าถึงปีติ สุข เอกัคคตา เป็นอย่างไร การที่จะไปอ่านตำรับตำราอย่างเดียว ไม่มีวันรู้เรื่อง ต้องลงมือปฏิบัติจนกระทั่งใจหยุดนิ่ง พอใจใสแล้ว สงัดจากกาม ใจจะกว้างขวาง เราจะซาบซึ้งว่า ทำไมพระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า การเป็นคฤหัสถ์ การครองเรือนนั้น มันอึดอัด มันคับแคบ การจะรู้ว่า มันอึดอัด มันคับแคบเป็นอย่างไร เราต้องรู้จักว่า ใจที่มันกว้างขวาง ที่มันขยายเป็นอย่างไร ทีนี้ใจจะขยายได้ ใจต้องหยุดนิ่ง การทำบุญใหญ่ด้วยมหาทานบารมี ก็ได้รู้จักบ้างเล็กน้อยตอนเกิดปีติ ขนลุกขนพอง แต่ปริมาณยังไม่เท่ากับใจหยุดนิ่ง เมื่อใจหยุดนิ่งแล้ว ใจจะขยายออกไปเลย มันมีปีติ มีความสุข มีความเบิกบานอย่างไม่มีที่สิ้นสุด และไม่มีสิ่งใดมาเปรียบเทียบได้ เพราะฉะนั้นจะรู้จักวิตามินพระได้ต้องนั่งสมาธิ ต้องทำตรงนี้ ถ้ามัวแต่เม้าท์กันโม้กันก็ไม่มีวันรู้จัก อีกประการหนึ่ง เราจะได้ขบฉันด้วยความเป็นนาย ไม่ฉันด้วยความเป็นหนี้ เป็นผู้ให้ เป็นทักขิไณยบุคคล เป็นเนื้อนาบุญ เราจะเป็นเนื้อนาบุญได้ก็ต้องเข้าไปถึงนาบุญซึ่งอยู่ภายใน ตรงศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ตรงนั้นอุดมสมบูรณ์ไปด้วยปุ๋ยแห่งความดี เป็นพลังงานอันบริสุทธิ์ ที่มีอานุภาพไม่มีวันสิ้นสุด เป็นบ่อเกิดแห่งความสุขและความสำเร็จในชีวิต ญาติโยมที่เขามาทำบุญกับเรา ที่เขานำภัตตาหารมาถวายแล้ว ทุกคำกลืนที่เรากลืนเข้าไป เปรียบเหมือนกับกลืนเพชรกลืนพลอย มันใสยิ่งกว่าอาหารทิพย์ เพราะขณะที่ฉันนั้น ใจเราใสสว่าง ทุกคำกลืนก็เปลี่ยนเป็นบุญเกิดขึ้นกับเราก่อน แล้วก็ไปถึงญาติโยมด้วย อย่างนี้ฉันด้วยความไม่เป็นหนี้แต่ฉันด้วยความเป็นนาย อีกประการหนึ่ง ที่หลวงพ่ออยากจะฝากเอาไว้ ทั้งลูกพระลูกเณรในวัด และที่ประจำอยู่ศูนย์สาขาต่างๆ ก็ดี ว่า บวชเป็นพระเป็นเณรแล้วอย่าดูหนังดูละครนะลูกนะ ดีอย่างที่นี่ไม่มีทีวีเอาไว้สำหรับดูหนังดูละคร เพราะมีความคิดว่า มันไม่เกิดประโยชน์อะไร อีกอย่างโยมเขาถือศีล ๘ ถือศีลอุโบสถ โยมเขายังไม่ดูหนังดูละครเลย เพราะฉะนั้นลูกพระลูกเณรอย่าไปดูนะลูกนะ มันไม่เกิดประโยชน์คิดดูก็แล้วกัน เราถือศีล ๒๒๗ ข้อ โยมถือศีล ๘ ข้อ เขายังทำได้ เราถือศีล ๒๒๗ ทำไม่ได้ มันก็พิลึก ถ้าอย่างนั้นก็อย่าไปฉันข้าวของโยมเลย อย่างนี้ต้องถือศีลกินลม จะได้ไม่เป็นหนี้ หากเราดูหนังดูละครมันเป็นหนี้เขานะ ไม่คุ้มกับการบวช อย่างนี้อย่าบวชเลย บวชแล้วเป็นลูกหนี้เขา เมื่อไปเกิดใหม่ต้องไปใช้หนี้เขา ต้องไปเกิดเป็นอะไรให้เขาใช้ปลูกข้าวให้เขากิน เพราะเรากินข้าวของเขา มันก็ต้องผลัดกัน เพราะฉะนั้นอย่านะลูกนะ บวชเป็นพระแล้วต้องบำเพ็ญสมณธรรม วิตามินของพระ คือ บำเพ็ญสมณธรรม อย่าลืมประโยคนี้ แล้วจะสนุกกันใหญ่เลย เรามีโอกาสว่าง ชีวิตเราไม่คับแคบ ไม่มีเครื่องกังวล จะแสวงหาความรู้ภายในไปได้เรื่อยๆ เป็นความรู้คู่ความสุข ความรู้จะไม่มีวันสิ้นสุดเมื่อใจหยุดนิ่งแล้ว ๒๓ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๘ ------------------------------------------------- ๒๖. เป็นพระ ต้องเห็นพระ หลวงพ่ออยากให้ลูกทุกรูปมีใจที่เป็นนักบวชที่สมบูรณ์ มีเป้าหมาย มีปณิธาน มีอุดมการณ์ ให้อยู่ในใจของเรา อย่าสักแต่ว่าบวชๆ กันไปอย่างนั้น บวชแล้วต้องมีเป้าหมาย โดยเฉพาะในใจลึกๆ จะต้องตั้งใจที่จะศึกษาวิชชาธรรมกาย อย่าทิ้งสิ่งนี้ ความตั้งใจนี้ต้องให้มีนะ คิดอย่างนี้ทุกๆ วัน แล้วก็หมั่นฝึกฝนอบรมใจของเราไป ฝึกใจให้หยุดนิ่ง ฝึกทุกวัน อย่าได้เว้นเลยแม้แต่เพียงวันเดียว เมื่อใจของเรามีดวงเดียว สิ่งที่จะเข้ามาในใจของเราก็เข้าได้ทีละอย่าง เราจะนำสิ่งอะไรที่มีคุณค่ามากที่สุดมาไว้ในใจเรา เราก็ต้องนึกดูว่า ควรจะเป็นสิ่งใดที่เหมาะที่สุด ก็คือพระรัตนตรัยนี่แหละ องค์พระ ดวงแก้ว หลวงปู่วัดปากน้ำ ๓ อย่างสลับกันไปอย่างนี้ ให้อยู่ในใจเรา เมื่อเข้าถึงพระธรรมกายแล้ว จะได้ศึกษาวิชชาธรรมกายได้ เป็นพระ เป็นเณร แล้วไม่เห็นองค์พระ เข้าถึงพระธรรมกายไม่ได้ เป็นไปก็แค่นั้น หลวงปู่วัดปากน้ำท่านบอกว่า “เสียข้าวสุก” คือ ฉันข้าวไปก็เปลืองไปเปล่าๆ เพราะฉะนั้น เป็นพระ เป็นเณร ต้องมีพระปรากฏอยู่ในใจ ต้องเข้าถึงให้ได้ ตอกย้ำทุกๆ วัน พยายามให้เข้าถึงให้ได้ จะนั่ง นอน ยืน เดิน ตรึกกันเอาไว้เรื่อยๆ ใจจะได้ละเอียด จะได้ใสสว่าง เข้าถึงแล้วก็ต้องหวงแหนสิ่งที่ดีนี้เอาไว้ อย่าให้หลุดจากใจของเราไป ให้รักษาเอาไว้ให้ดี แล้วก็ตั้งใจมั่นว่า เราจะบวชอุทิศชีวิต ทิ้งชีวิตไปเลย เป็นนักบวชตายในผ้าเหลืองอย่างนี้แหละ ไม่สิกขาลาเพศ ตั้งใจอย่างนี้ให้ได้ตลอด บุญกุศลจะได้เกิดขึ้นทุกวันทุกคืน บุญจะได้เกิดขึ้นกับตัวเรา กับโยมพ่อ โยมแม่ หมู่ญาติ สาธุชนทั้งหลายที่เขาสนับสนุนเรามา ๑๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๑ ------------------------------------------------- ๒๗. ทบทวนตัวเอง เรามาบวชเพื่ออะไร “เรามาบวช เรามีความปรารถนาอะไร” ลูกทุกรูปต้องย้อนกลับไปทบทวนในวันแรกที่เราได้บรรพชาอุปสมบทเป็นพระภิกษุสามเณรในพระพุทธศาสนา วันนั้นเรามีความตั้งใจอะไร ถึงได้สละทิ้งทุกอย่าง เครื่องกังวลทั้งปวง ตั้งแต่ความสนุกสนานเพลิดเพลินทางโลก การทำมาหากิน ครอบครัว และหมู่ญาติของเรา เราสละทุกสิ่งทุกอย่างมาบวช โดยมองเห็นว่า สิ่งเหล่านั้นไม่ใช่ที่พึ่งที่ระลึกของเรา ไม่ใช่สิ่งที่จะทำให้ชีวิตของเราสมบูรณ์ พ้นจากความทุกข์ทรมาน ไม่ใช่สิ่งที่จะทำให้เรารู้แจ้งเห็นแจ้งในชีวิต เพราะฉะนั้นเราจึงได้ตัดสินใจบวช วันนั้น ในท่ามกลางผู้มีบุญทั้งหลาย ท่ามกลางคณะสงฆ์ในพระอุโบสถ เฉพาะพระพักตร์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราตั้งใจว่า “บวชคราวนี้ เราต้องการแสวงหาหนทางพระนิพพาน หรือทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน” นั่นคือสิ่งที่เราได้ตั้งใจในวันนั้น เพราะฉะนั้นเราก็ควรจะทำความปรารถนาของเราให้สมหวัง ในที่นี้หลายๆ รูปบวชมาหลายพรรษาแล้ว ก็จะต้องมาทบทวนว่า ความปรารถนาของเราสมหวังแล้วหรือยัง ถ้ายัง ก็จะต้องตั้งใจทำความเพียรของเราต่อไปตามพุทธวิธี เดินตามศีล สมาธิ ปัญญากันเรื่อยไป สำหรับผู้บวชใหม่ ยังไม่มีภารกิจเครื่องกังวลในการคณะสงฆ์ ไม่มีเครื่องกังวลเรื่องการบริหารหมู่คณะ หรือภารกิจที่หมู่คณะมอบหมายให้ เป็นผู้ที่เหมาะสมอย่างยิ่งในการแสวงหาหนทางพระนิพพาน สำหรับผู้ที่มีภารกิจมาก ก็ต้องบริหารเวลาให้เป็น จัดสรรเวลาให้ลงตัว ให้มีเวลาว่างสำหรับแสวงหาหนทางพระนิพพานของตนเองให้ได้ อย่างน้อยวันละ ๒ ชั่วโมงก็ยังดี ส่วนเวลาอื่นที่เรามีภารกิจประจำวัน ก็พยายามฝึกฝนทำควบคู่กับภารกิจนั้นไป เพราะภารกิจกับจิตใจต้องไปด้วยกัน ใครทำ ๒ อย่างนี้ไปพร้อมๆ กันได้ ถึงจะเรียกว่า บริหารเวลาเป็น มีความรักพระนิพพาน รักเพศนักบวชอย่างแท้จริง มีความตั้งใจที่จะทำความปรารถนาของเราให้สมหวัง ได้ชื่อว่า เป็นผู้สืบอายุพระพุทธศาสนา อีกทั้งจะเป็นเนื้อนาบุญแก่มนุษย์และเทวาด้วย เพราะฉะนั้น ภารกิจกับจิตใจควรไปด้วยกัน ไม่ควรเป็นสิ่งที่แย้งกัน หรือเป็นข้ออ้างว่า เราติดภารกิจจะต้องบริหารกิจการงานสงฆ์ จะต้องเรียนหนังสือ หรือจะต้องทำภารกิจที่หมู่คณะมอบหมายให้ จึงทำให้ไม่มีเวลา บางคนก็อ้างว่า สุขภาพไม่แข็งแรง ยังป่วยไข้อยู่ คอยให้หายป่วยก่อนแล้วค่อยแสวงหาหนทางพระนิพพาน คิดอย่างนี้ไม่ถูกนะลูกนะ เพราะเรามีเวลาของชีวิตที่จำกัด ถ้าคิดให้ละเอียด เวลาเรามีแค่ลมหายใจเข้าออกเท่านั้น เวลาในชีวิตเรามีแค่นี้ หายใจเข้าแล้วไม่ออก เราก็ตาย หายใจออกแล้วไม่เข้าก็ตายอีก หรือหายใจทั้งไม่ออกไม่เข้าก็ตาย ความตายรอคอยเราอยู่ทุกอนุวินาที เวลาที่เหลืออยู่จำกัดจริงๆ เป็นสิ่งที่ลูกทุกรูปควรจะนึกคิดอย่างนี้บ่อยๆ ๑๗ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๓ ------------------------------------------------- ๒๘. ต้องบวชอย่างมีเป้าหมาย บวชมาแล้วต้องมีวัตถุประสงค์เดียวเป็นหลัก คือ ทำพระนิพพานให้แจ้ง นอกนั้นเป็นเรื่องปลีกย่อยลงมา นี่เป็นของเก่าดั้งเดิม บวชมาเพื่อทำพระนิพพานให้แจ้ง การบวชต้องมีวัตถุประสงค์อย่างนี้เท่านั้น ถ้าไม่มีเป้าหมายอย่างนี้บวชเป็นพระยากนะลูกนะ ๓๒ พรรษาที่ผ่านไปของหลวงพ่อ รู้สึกประเดี๋ยวเดียว ยังมีความรู้สึกว่า งานที่แท้จริงยังไม่ได้เริ่มต้นเลย ทั้งๆ ที่ทำมาเรื่อยๆ ไม่ขาดเลย แม้แต่วันเดียว มากบ้าง น้อยบ้าง นั่งบ้าง นอนบ้าง ยืนบ้าง เดินบ้าง ก็ทำมาตลอด บวชแล้วต้องมีเป้าหมาย เมื่อมีเป้าหมายแล้ว ข้อวัตรปฏิบัติจะเป็นไปเองโดยอัตโนมัติ เพราะรักที่จะไปถึงตรงนั้น อยากจะเข้าถึงพระรัตนตรัย เข้าถึงพระธรรมกาย อยากไปศึกษาวิชชาธรรมกาย ความกระตือรือร้นจะเกิดขึ้นเอง และสอนตัวเองได้ เมื่อเรามีเป้าหมาย จะรักการปฏิบัติธรรม พอปฏิบัติธรรม มันมีความสุข ถ้าไม่มีความสุขมันนั่งนานๆ ไม่ได้หรอก แต่ความสุขที่เกิดจากธรรมปฏิบัติ ไม่ใช่จู่ๆ เกิดขึ้น ก็ต้องเริ่มต้นจากความไม่สุขไม่ทุกข์เสียก่อน ต้องฝึกฝน ต้องพากเพียร ต้องอดทน ต้องทำสม่ำเสมอ และหมั่นสังเกตดูว่า เราทำอย่างไรถึงจะวางใจได้ถูกต้อง ถูกวิธีการ แล้วความสุขจากการปฏิบัติถึงจะเกิดขึ้น เป็นกำลังใจสำหรับวันต่อวัน มาอยู่วัดพระธรรมกายแล้ว อย่าให้มีแต่ชื่อวัดพระธรรมกายเท่านั้น แต่พระในวัดพระธรรมกายต้องเข้าถึงธรรมกาย นี่คือวัตถุประสงค์ของการสร้างวัดมาตั้งแต่ต้น ที่ว่าสร้างวัดให้เป็นวัด สร้างพระให้เป็นพระ สร้างคนดีที่โลกต้องการ หลวงพ่อว่า ลูกทุกคนมีบารมีไม่ใช่อ่อนๆ บารมีแก่ๆ กันทั้งนั้น ถ้าบารมีอ่อนๆ มาไม่ถึง มาอยู่รวมกันไม่ได้หรอก มันต้องมีบารมีไล่ๆ กัน เหมือนฝูงนกเข้าฝูงนก ฝูงเนื้อเข้าฝูงเนื้อ ฝูงปลาก็อยู่ในหมู่ปลา ธรรมกายก็ต้องอยู่ในหมู่ธรรมกาย อยู่บ้านไม่ได้ มันมีความรู้สึกว่า ไม่ใช่ที่อยู่ของเรา อยู่วัดอื่นก็รู้สึกไม่ค่อยได้ เพราะว่าไม่มีธรรมกาย นอกจากวัดสาขาที่ขยายงานออกไปเท่านั้น บารมีของลูกทุกรูป หลวงพ่อกล้ายืนยันได้ว่า เรื่องบารมีเรามีมากพอที่จะเข้าถึงวิชชาธรรมกาย ถ้าให้โอกาสกับตัวเองปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ ให้ถูกวิธี นั่งไปเรื่อยๆ จะต้องเข้าถึงอย่างแน่นอนสักวันหนึ่ง ขอให้นั่งเถิด ใหม่ๆ มันก็ฟุ้งๆ ก่อน มีภาพโน่น ภาพนี่ เสียงโน่น เสียงนี่ เกิดขึ้นในใจ บางทีมาทางเสียง ไม่เห็นภาพ เราก็ใช้การภาวนา สัมมาอะระหัง สู้ไป บางทีมันมาทางภาพ ไม่มีเสียง เราก็นึกองค์พระไป นึกดวงแก้วไป นึกถึงหลวงปู่วัดปากน้ำไป ถ้ามันมาทั้งภาพ ทั้งเสียง เราก็นึกภาพไปด้วย ภาวนา สัมมาอะระหัง ไปด้วย ก็ฝึกฝนกันไปอย่างนี้ ทำไปทุกๆ วัน ทำให้สม่ำเสมอ ไม่ว่าเราจะมีภารกิจอื่นใดที่หมู่คณะมอบหมายให้ จะเป็นพระนักศึกษา เป็นพระดูแลงานโยธา เป็นพระอาจารย์ เป็นพระนักเรียนบาลี หรือจะอยู่ตำแหน่งไหนก็ตาม ภารกิจเหล่านี้เป็นบุญทั้งนั้น เป็นเครื่องเสริม เป็นบารมีที่เสริมในการนั่งด้วยซ้ำ แทนที่จะเป็นอุปสรรคตามที่เข้าใจผิด สมมติว่า ทำงานหนัก เพลียบ้าง ให้นั่งไปเถิด เดี๋ยวมันก็หายเพลีย ถ้าหลับก็ปล่อยมัน ง่วงก็หลับ เมื่อยก็ขยับ ฟุ้งก็ลืมตา แล้วก็ว่ากันใหม่ ฝึกฝนอบรมกันไปอย่างนี้ทุกๆ วัน สักวันหนึ่งเราจะได้รางวัลของชีวิต คือการเข้าถึงพระธรรมกาย การบวชของเราในคราวนี้ก็จะสมปรารถนา เป็นการบวชที่ได้บุญ ได้กุศล ได้ธรรมะ ได้ที่พึ่งภายใน โยมพ่อ โยมแม่ พี่น้อง หมู่ญาติ มีชีวิตอยู่หรือละโลกไปแล้วก็มีส่วนแห่งบุญ แถมเป็นที่รักของเทวดาด้วย เทวดาชอบพระแท้ พระที่เข้าถึงพระในตัว จะคอยตามอนุรักษ์ดูแล แล้วจะมีสิ่งที่เป็นอจินไตยเหนือธรรมชาติเกิดขึ้นให้เราได้เห็นอยู่ตลอดเวลาด้วยเทวานุภาพ เพราะเทวดารักเรา รักพระที่เข้าถึงพระ และที่สำคัญคือเข้าถึงแล้วมีความสุข และเป็นที่พึ่งแก่เราได้ ๗ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๔ ------------------------------------------------- ๒๙. ค้นหาตัวเองให้เจอ หลวงพ่ออยากให้มีบรรยากาศ เหมือนสมัยพุทธกาล ที่ทุกรูปตั้งใจประพฤติปฏิบัติธรรมกันอย่างเต็มที่ คิดแบบพระ พูดแบบพระ และทำแบบพระ เป็นพระแท้...อย่างแท้จริง แล้วก็มีพระภายในเป็นเพื่อนในทุกอิริยาบถ ทุกกิจกรรม นั่ง นอน ยืน เดิน เหยียดแขน คู้แขน กลับหน้า กลับหลัง ขบฉัน หรือไม่ว่าจะทำอะไรก็แล้วแต่ นี่คือความตั้งใจของหลวงพ่อ อยากให้การบวชในครั้งนี้ เป็นการบวชเพื่อให้เข้าถึงความสมปรารถนา อย่างน้อยที่สุดอยากจะให้รู้ว่า การเข้าถึงไตรสรณคมน์เป็นอย่างไร เราได้ยิน ได้ฟัง ได้อ่านในพระไตรปิฎก หรือครูบาอาจารย์สั่งสอนว่า เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงธรรม โปรดพระเจ้าพิมพิสารและพสกนิกร ๑๑ ส่วน บรรลุมรรคผลนิพพาน เป็นพระอริยบุคคลตั้งแต่พระโสดาบันขึ้นไป อีก ๑ ส่วน บรรลุธรรมาภิสมัยเข้าถึงไตรสรณคมน์ เราได้ยินได้ฟังกันแล้วก็เข้าใจว่า หมายถึง พุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ สังฆรัตนะ แล้วก็หมายถึงพระธรรมกาย โดยย่อเป็นอย่างนั้น แต่จริงๆ แล้ว เรายังเข้าไปไม่ถึงจุดนั้น หลวงพ่อว่า อย่างน้อยที่สุดให้เรารู้จักตรงนี้เอาไว้เป็นที่พึ่ง อยากให้รู้จักว่า คำว่า ที่พึ่งที่ระลึก หรือคำว่า สรณะ พึ่งได้จริง หรือลักษณะที่พึ่งที่แท้จริงควรจะเป็นอย่างไร มีลักษณะอย่างไร ที่เรายอมรับว่า “นี่คือที่พึ่งที่แท้จริง” หลวงพ่ออยากให้เข้าถึงอย่างน้อยที่สุดก็จุดตรงนี้ และปรารถนามากที่สุดคือ ได้ไปรู้เห็นวิชชาธรรมกาย นั่นคือความปรารถนาอย่างลึกๆ ของหลวงพ่อที่มีอยู่กับลูกทุกรูป อยากให้เข้าถึง เพราะพูดกันมายาวนานหลายสิบปีแล้วเรื่องวิชชาธรรมกาย อยากให้เข้าถึงกันจริงๆ เลย จะได้รู้ว่าเป็นอย่างไร คนเราถ้าเกิดมาไม่รู้เรื่องของตัวเองเลย เป็นสิ่งที่เสี่ยงและแปลกประหลาดมาก และเป็นเรื่องที่บัณฑิตนักปราชญ์ทั้งหลายไม่ควรจะให้สิ่งเหล่านี้มาเป็นเครื่องที่ทำให้เราประหลาดใจอยู่เรื่อยๆ เราควรจะนึกว่า ตัวของเราเองควรจะรู้เรื่องตัวของเรา ถ้าเรายังไม่รู้จักตัวของเรา เรื่องราวของเรา มันเกิดมาฟรีนะ และถ้าไม่รู้ มันก็ไม่ปลอดภัยต่อการดำเนินชีวิต ต่อการวางเป้าหมายเข็มทิศของชีวิต แล้วก็ประหลาดด้วยที่ไม่รู้เรื่องราวของตัวเราและหลายๆ อย่างที่อยู่ในตัวเองอย่างนี้ หลวงพ่ออยากให้ลูกทุกรูปรู้จักตัวของเรานะ เหมือนเจ้าชายน้อย ๓๐ พระองค์ พามเหสีแท้ไป ๒๙ พระองค์ อีกหนึ่งคนเป็นมเหสีกำมะลอ คือไปจ้างโสเภณีมาเป็นภรรยาชั่วคราว แล้วไปเล่นซ่อนหากัน กำลังสนุกเพลิดเพลิน มเหสีกำมะลอก็หอบสมบัติหนีไป เจ้าชายและมเหสีทั้งหมดก็เที่ยวตามหาโสเภณีนั้น เพื่อจะเอาสมบัติคืน ไปเจอพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ก็เข้าไปถามท่านว่า เห็นผู้หญิงผ่านมาทางนี้ไหม พระองค์ก็ไม่ได้บอกว่าเห็นหรือไม่เห็น แต่ทรงถามกลับว่า “จะไปหาหญิงคนนั้นดี หรือว่าจะหาตัวของเราดี” บัณฑิตนักปราชญ์ผู้มีบารมีอย่างเจ้าชายทั้ง ๓๐ องค์ พอได้ฟังก็ตอบว่า “หาตัวเราเองดีกว่า” พระองค์ตรัสว่า “ถ้าจะหาตัวของเราละก็ ให้นั่งอยู่ตรงนี้ เดี๋ยวจะสอนวิธีหาตัวเองให้” ต้องรู้จักตัวจริงตัวแท้ของเราอยู่ที่ไหน ตัวที่เรานั่งอยู่นี่เป็นตัวอาศัยชั่วคราว ตัวจริงๆ ที่เป็นนิจจัง เป็นสุขัง เป็นอัตตา มันอยู่ที่ตรงไหน ให้ไปหาตัวนั้น ตัวเราที่นั่งอยู่นี่เป็นอนัตตา ไม่ใช่ตัวตน ให้ไปหาอัตตา อัตตาซ้อนอยู่ในอนัตตา ก็ทำตามพระองค์ไปเรื่อยๆ จนกระทั่งในที่สุดก็เข้าไปถึงตัวจริง พอเข้าไปถึงตัวจริง ก็รู้จักว่า อันไหนตัวปลอม หรือของชั่วคราว เพราะฉะนั้น หลวงพ่ออยากให้อย่างน้อยลูกทุกรูปต้องเข้าไปถึงจุดตรงนี้ให้ได้ ๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๓๙ ------------------------------------------------- ๓๐. การศึกษาของพระเณร นักบวชต้องเรียนเรื่องศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ นักบวชต้องเรียนอย่างนี้ จะไปเรียนอย่างอื่นไม่ค่อยเข้าท่าเท่าไร ที่ญาติโยมเขาเลี้ยงพระ เขาให้กำลังมาเพื่อเรียนศีล สมาธิ ปัญญา เรียนทำพระนิพพานให้แจ้ง ไม่ใช่ให้ไปเรียนทางโลก ถ้าเรียนทางโลกอย่างนั้น การขบฉันภัตตาหาร จะฉันด้วยความเป็นหนี้ญาติโยม เดี๋ยวก็ต้องไปเป็นวัวเป็นควายให้เขาใช้อีก แต่ถ้าเรียนศีล สมาธิ ปัญญา เขาเรียกว่า ฉันด้วยความไม่เป็นหนี้ แต่ถ้าปฏิบัติธรรมเข้าถึงพระธรรมกาย อย่างนี้ฉันด้วยความเป็นนาย คือ เป็นผู้ให้ เป็นเนื้อนาบุญอย่างแท้จริง ๒ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๖ ------------------------------------------------- ๓๑. แสวงหาธรรมกายดีกว่า วิชชาธรรมกายสำคัญมากๆ จำเป็นมากๆ สำหรับชีวิตมนุษย์ จำเป็นยิ่งกว่าปริญญาในทางโลกเสียอีก หลวงพ่อได้คุยกับดอกเตอร์หลายๆ ท่าน มักจะตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า ตอนที่ยังไม่ได้ดอกเตอร์ ก็อยากได้ พอได้ดอกเตอร์แล้ว ก็ไม่เห็นมีอะไร และยังบอกอีกว่า ถ้าหากให้ท่านเลือกระหว่างการได้เข้าถึงธรรมกายหรือถึงวิชชาธรรมกาย แล้วแลกกับดอกเตอร์ ท่านยอมแลกดอกเตอร์ขอให้ได้ธรรมกาย เพราะว่าเข้าถึงธรรมกายแล้วเป็นที่พึ่งแก่เราได้ ได้ข่าวว่า ลูกๆ หลวงพ่อหลายๆ ท่าน ทั้งพระภิกษุ สามเณร กำลังกระหายปริญญากัน จะขอเรียนต่อทางโลกเพื่อให้มีปริญญา เนื่องจากมีความรู้สึกขาดแคลนปริญญา มีความรู้สึกลึกๆ คิดไปเองว่า เป็นพลเมืองชั้นสอง รู้สึกมีปมด้อย มีความรู้สึกเหล่านี้ติดอยู่ในใจ หลวงพ่อว่า เรากำลังจะออกนอกทางกันนะ เพราะวัตถุประสงค์ของหลวงพ่อ อยากให้ลูกทุกรูป อุบาสก อุบาสิกาทุกคน ได้ศึกษาความรู้ที่ยิ่งใหญ่ ที่ไม่มีอะไรเหมือน เป็นความรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วอยากให้รู้ซึ้งถึงคุณค่าของวิชานี้ แล้วภาคภูมิใจในการที่ได้เข้ามาอยู่ร่วมสำนัก อยู่ร่วมอุดมการณ์เดียวกัน นี่เป็นสิ่งที่หลวงพ่ออยากให้เกิดขึ้น จึงอยากจะย้ำให้ลูกๆ ทุกท่านได้ทราบไว้ว่า ไม่มีอะไรจะยิ่งใหญ่หรือเท่าเทียมวิชชาธรรมกายได้เลยแม้แต่นิดเดียว หลวงพ่อขอยืนยัน เพราะฉะนั้น แทนที่เราจะทุ่มตัวไปศึกษาความรู้ในทางโลก เพื่อให้ได้ปริญญาตรีแบบทางโลก หลวงพ่อคิดว่า เราควรจะมุ่งเข้าไปศึกษาวิชชาธรรมกาย ซึ่งอยู่ภายใน ซึ่งเราจะใช้เวลาในชีวิตของเราที่เหลืออย่างจำกัดไม่กี่สิบปีนี้ ศึกษาเท่าไรมันก็ไม่หมด อายุยืนสักพันปีก็ไม่หมด อย่างนี้น่าจะดีกว่า ดังนั้น ใครที่มีความคิด รู้สึกว่าเป็นปมด้อย เลิกคิด แล้วตั้งใจเอา ๓ ป. ให้ได้ นั่นแหละเป็นหลัก และเรียนเสริมอีก ๑ ภาษา ภาษาอะไรก็ได้ หรืออย่างน้อยภาษาอังกฤษ เพื่อที่เราจะได้นำความรู้วิชชาธรรมกายไปถ่ายทอดให้กับชาวโลกเขารับทราบ แล้วจำไว้นะ ความรู้ที่ชาวโลกขาดแคลนจริงๆ คือ “วิชชาธรรมกาย” เวลาที่สาธุชนมาหาหลวงพ่อ ไม่มีใครเคยถามเลยว่า จบอะไรมา แต่เขาจะถามว่า ทำอย่างไร ใจถึงจะหยุดนิ่ง ทำอย่างไร ถึงจะเข้าถึงความสุขที่แท้จริง ทำอย่างไร ถึงจะเข้าถึงพระธรรมกาย ทำอย่างไร จะเข้าถึงอภิญญา ทำอย่างไร จึงจะระลึกชาติได้ นี่คือคำถามที่หลวงพ่อได้รับจากคนทุกระดับ ตลอดระยะเวลาที่บวชมา ไม่มีใครถามเลยว่า จบอะไรมา มันเสียเวลาเปล่า ถ้าหากเราคิดมุ่งจะไปเอาปริญญามา คิดไปเองว่า เราขาดแคลนปริญญา เป็นปมด้อย เลิกคิดได้แล้ว ลูกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามีคุณค่ามหาศาล แล้วความรู้ที่มีอยู่นี้ ไม่มีใครๆ ในโลกมี มีแต่เราที่จะมี เพราะฉะนั้นทุ่มตัวศึกษาเถิด เข้าถึงธรรมกายเมื่อไร ได้ศึกษาวิชชาธรรมกายเมื่อไร จะซาบซึ้งในสิ่งที่หลวงพ่อพูดยิ่งกว่านี้ หลายๆ ล้านเท่า ซึ่งผู้ที่เขาเข้าถึงก็มีอยู่ เพราะฉะนั้นปรับจิต ปรับใจคิดกันเสียใหม่ เราไม่มีปมด้อย เราไม่มีปมเด่น แต่เรามีปมดี ปมที่เข้าถึงพระธรรมกาย เป็นปมดีที่ชาวโลกเขาขาดแคลน ดูหลายๆ ท่านจบปริญญามา ยังมีความรู้สึกว่า ชีวิตยังไม่สมบูรณ์เลย ยังไม่เต็มเปี่ยม แสดงว่า ลึกๆ จริงๆ แล้ว เรากำลังแสวงหาสิ่งสิ่งหนึ่งที่จะทำให้ชีวิตเต็มเปี่ยมสมบูรณ์มีคุณค่า เพราะฉะนั้นทุกคนกำลังมีฐานะเท่าเทียมกันทั้งหมดเลย ทั้งลูกสามเณรก็ดี พระก็ดี คือการแสวงหาธรรมกาย สิ่งที่มีคุณค่ามากที่สุด ตอนนี้เรามีฐานะเท่าเทียมกันแล้ว ไม่ได้วัดด้วยปริญญาเลย ใครทำใจหยุดนิ่งได้เร็ว คนนั้นก็เข้าถึงได้เร็ว ใครหยุดนิ่งได้ช้า ก็เข้าถึงช้า เราไม่มีปมด้อยในใจเลย เรามีปมดีของเรา เรากำลังจะทำความดีนะลูกนะ ๑๕ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๓๖ ------------------------------------------------- ๓๒. เธอคือลมหายใจของพระศาสนา หลวงพ่อแม้มีภารกิจมาก แต่ก็เจียดเวลาในการปฏิบัติธรรม ไม่ขาดเลยแม้แต่เพียงวันเดียว และทำเรื่อยมาจนกระทั่งบัดนี้ ก็มาพิจารณาดูว่า ทำไมเราทำได้ ที่ทำได้ก็เพราะอยากจะพ้นทุกข์ อยากจะเข้าถึงความสุขที่แท้จริง อยากรู้แจ้งเห็นจริงในธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงไปรู้ไปเห็นอย่างไร เราก็อยากจะไปรู้ไปเห็นอย่างนั้นบ้าง อยากรู้เรื่องราวความเป็นมาของตัวเองว่า ก่อนหน้านี้มีความเป็นมาอย่างไร ปัจจุบันและอนาคตจะเป็นอย่างไรอีก มีความกระหายอยากรู้อยากเห็นอย่างนี้ เพราะสอนตัวเองอย่างนี้จึงทำให้เกิดความขวนขวาย กระตือรือร้น กระหายที่จะปฏิบัติธรรม ศึกษาวิชชาธรรมกาย โดยไม่มีข้ออ้าง ข้อแม้ เงื่อนไข หลวงพ่อก็มีภารกิจเช่นเดียวกับลูกทุกรูป แต่อาจจะมองไม่เห็นเป็นรูปธรรมว่า หลวงพ่อทำอะไรบ้าง เพราะเป็นนามธรรม สิ่งที่ลูกมองไม่เห็น ในฐานะตำแหน่งพระสมภารนั้น ต้องรับภาระตลอด ๒๔ ชั่วโมง ภาระหนักไปในทางความคิด ซึ่งไม่เป็นรูปธรรม เพราะฉะนั้นบางทีเห็นนั่งอยู่เฉยๆ เดินไปเดินมา อาจจะคิดว่า หลวงพ่อไม่ได้ทำอะไร จริงๆ ทำงานตลอดเวลา แม้ขณะฉันก็ดี เข้าห้องน้ำห้องท่า ทำงานตลอด มีความคิดแต่เพียงว่า “จะเอาอย่างไร” มีประโยคนี้คิดอยู่ทุกวัน “จะทำอย่างไรให้งานพระศาสนาเดินได้” เพราะขณะนี้พระศาสนาถูกย่ำยีมากมาย “ทำอย่างไรเราถึงจะปกป้องพระพุทธศาสนาเอาไว้ได้” “จะทำอย่างไรพระพุทธศาสนาจะขยายไปสู่ชาวโลก” ให้ชาวโลกทุกคนมีโอกาสศึกษาเรียนรู้เรื่องราวของชีวิตของตัวเองว่า เราเกิดมาทำไม อะไรคือเป้าหมายของชีวิต คำตอบทั้งหมดมีอยู่ในพระพุทธศาสนา ในคำสอนที่มีมรรคมีองค์ ๘ เท่านั้น จึงจะตอบข้อสงสัยนี้ให้หมดไปได้ คิดขยายพระพุทธศาสนาไปทั่วโลก ไม่อยากให้มนุษย์ทุกคนเกิดมาตายฟรี เป็นโมฆบุรุษ ที่ไม่มีแก่นสารในชีวิต รู้สึกเสียดายแทนเขา นี่คือความคิดที่มีตลอด ทั้งคิดปกป้อง ทั้งคิดจะขยายไปด้วย แล้วก็มองต่อไปว่า ใครจะเป็นปราการที่สำคัญของพระศาสนา ที่จะขยายธรรมะของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าออกไปให้ได้ทั่วโลก ก็มองเห็นแต่พระภิกษุ สามเณร อุบาสก อุบาสิกา มีทั้งช้างเท้าหน้า ทั้งช้างเท้าหลัง สนับสนุนกันไป พระเณรเป็นช้างเท้าหน้า อุบาสกอุบาสิกาเป็นช้างเท้าหลัง ต่างเกื้อกูลสนับสนุนซึ่งกันและกันให้ภารกิจนี้ประสบความสำเร็จไปได้ นั่นก็หมายความว่า หลวงพ่อก็จะต้องคิดว่า ทำอย่างไรให้พระ เณร อุบาสก อุบาสิกา เป็นพระแท้ เณรแท้ อุบาสกแท้ อุบาสิกาแท้ เป็นพุทธบริษัท ๔ ที่โลกต้องการ เพราะโลกขาดแคลน อยากได้ที่พึ่ง อยากได้คำแนะนำที่ดี อยากได้ตัวอย่างดีๆ ให้ดู เขาจะได้ทำได้ถูกต้อง วันหนึ่งคืนหนึ่งก็คิดวนเวียนอยู่อย่างนี้ ใฝ่ฝันอยากจะเห็นพระภิกษุสามเณรเป็นพระภิกษุสามเณร ๓ ป. อุบาสกอุบาสิกา ๓ ป. << ๓ ป. คือ ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ >> ปริยัติ คือ การศึกษาทฤษฎีในพระคัมภีร์ ในพระไตรปิฎก พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสั่งสอนอะไรไว้บ้าง อยากให้ศึกษากันให้เข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง ให้หายสงสัย จนกระทั่งนำมาสู่การปฏิบัติ ปฏิบัติแล้วก็ให้มีประสบการณ์ภายในจนเกิดปฏิเวธ มีความแจ่มแจ้งในประสบการณ์นั้น หาก ๓ ป. นี้ มีอยู่ในตัวของพระภิกษุ สามเณร อุบาสก อุบาสิกาเมื่อไร โลกก็จะสมหวัง ปราการของพระพุทธศาสนาตั้งขึ้นแล้ว หนทางที่พระพุทธศาสนาจะขยายไปสู่ชาวโลกเปิดแล้ว ความสมหวังอยู่ในกำมือของชาวโลกแล้ว วันหนึ่งคืนหนึ่งหลวงพ่อก็คิดวนเวียนอยู่อย่างนี้ แม้จะมีภารกิจขนาดนี้ก็ตาม ก็ยังเจียดเวลาสำหรับการปฏิบัติธรรม ทำสม่ำเสมอเรื่อยมา ภาวะขณะนี้ หลวงพ่อว่า ลูกทุกรูปควรจะให้ความเอาใจใส่กับ ๓ ป. ให้มาก ไม่ควรประมาท ควรจะขวนขวายทำสิ่งนี้ให้มีอยู่ในตัวของเราให้ได้ ๑๗ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๓ ------------------------------------------------- ๓๓. ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ เทศนา ครั้งหนึ่ง พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสอนเรื่องปฏิจจ-สมุปบาทซึ่งเป็นธรรมขั้นสูง พระอานนท์ได้ฟัง แล้วบอกว่า ไม่เห็นยากนี่ อวิชชาทำให้เกิดสังขาร สังขารเกิดวิญญาณ วิญญาณทำให้เกิดนามรูป ไล่เรื่อยไปเลย พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ตรัสบอกพระอานนท์ว่า “อานนท์ มันไม่ง่ายอย่างนั้นหรอก มันเป็นวิสัยของการเข้าถึงจริงๆ ต้องไปเห็นด้วยธรรมจักขุ และรู้ได้ด้วยญาณทัสสนะเท่านั้น” เพราะฉะนั้น เมื่อได้ศึกษาปริยัติอย่างคล่องแคล่วเชี่ยวชาญแล้ว ก็ต้องปฏิบัติด้วย ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ เทศนาจะต้องไปด้วยกันทั้งหมด เรียนปริยัติเพื่อศึกษาแนวทางในการที่จะปฏิบัติไปนิพพาน เมื่อเข้าใจแล้วก็ลงมือปฏิบัติ ไปฝึกทำหยุดทำนิ่ง ปริยัติก็จะสอนเพื่อให้รู้เรื่องเกี่ยวกับโลก เรื่องราวความจริงของชีวิตว่าเป็นอย่างไร การเวียนว่ายตายเกิด จนกระทั่งเบื่อหน่ายในการเวียนว่ายตายเกิด หรือวัฏฏะมีภัยมาก อันตราย ล้วนแต่มีทุกข์ทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นจะต้องไปทำกิเลสอาสวะให้หมดสิ้นให้ได้ ก็จะน้อมไปสู่การปฏิบัติ ทำกรรมฐาน ทำใจหยุดใจนิ่ง พอใจหยุดนิ่งได้ก็จะเห็นไปตามขั้นตอนตามที่ได้ศึกษามา มีเครื่องยืนยัน เมื่อเข้าถึงแล้วเป็นปฏิเวธ มีประสบการณ์ภายใน เมื่อโปรดตัวเองได้พ้นแล้ว จึงนำมาถ่ายทอด มาแนะนำสั่งสอนกันต่อๆ ไป ที่จริงก็มีหลักสูตรในสมัยพุทธกาลอยู่แล้วนะ ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ เทศนา นี่เป็นอาชีพพระภิกษุในพระพุทธศาสนาเลย ไม่ใช่เอาอย่างใดอย่างหนึ่ง ๑๐ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๗ ------------------------------------------------- ๓๔. เป็นพระต้องนั่งสมาธิ สมาธิกับพระเป็นของคู่กัน เหมือนลมหายใจคู่กับจมูก เหมือนเสียงคู่กับหู สมาธิกับพระก็คู่กัน ขาดจากกันไม่ได้เลย จะทำให้เราเห็นคุณค่าความเป็นพระ การเห็นคุณค่าความเป็นพระ สำคัญมาก มันทำให้อยากอยู่ต่อ อยากบำเพ็ญสมณธรรม อยากเดินตามรอยพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจนตลอดชีวิต ความรู้สึกเช่นนี้จะเกิดจากการบำเพ็ญสมณธรรมของเรา ถ้าบวชแล้วไม่ได้นั่งสมาธิ ครูไม่ใหญ่เสียดายแทน...เสียดายมาก ๒๗ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๓ ------------------------------------------------- ๓๕. นั่งสมาธิแล้วกลัวเป็นบ้า? ปัจจุบันนี้ที่ละเลยเรื่องการปฏิบัติกัน เพราะกลัวว่านั่งแล้วเป็นบ้าบ้าง ที่นั่งแล้วเป็นบ้าไม่ใช่อะไร เพราะคนบ้ามานั่ง หรือประเภทมีเชื้อบ้าอยู่ก่อนแล้ว ตอนที่เชื้อยังไม่กำเริบ ยังไม่สำแดงออกก็ดูปกติ ทีนี้คนไปเห็นตอนที่เขาดีๆ อยู่ แต่พอนั่งสมาธิออกอาการ ก็เลยเหมาว่านั่งสมาธิแล้วเป็นบ้า ที่จริงมีเชื้อมาก่อน เพราะฉะนั้นจึงทำให้หลายคนกลัวการปฏิบัติธรรม หรือบางคนนั่งแล้วใจยังไม่บริสุทธิ์ ยังหยุดไม่สนิท เกิดนิมิตหลอน เห็นภาพโน่นภาพนี่ที่น่ากลัว เป็นภาพที่เก็บสั่งสมไว้ในจิตมาฉายให้เห็น จึงเกิดความกลัว แล้วก็ไปเล่าต่อๆ กันว่า ระวังนะ นั่งแล้วจะเห็นนั่นเห็นนี่ น่ากลัว คนที่ไม่ได้นั่งได้ยินได้ฟังเข้าก็กลัวตามไปด้วย ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้นั่งเลย เกิดกลัวไปเสียแล้ว กลัวจะไปเห็นผีสาง เห็นโน่นเห็นนี่ ถ้าจิตบริสุทธิ์จริงๆ เห็นพวกนี้จะรู้สึกเฉยๆ นะ เพราะเห็นเหมือนเห็นมนุษย์อย่างนี้แหละ แต่ว่ารูปร่างมันพิกลพิการกว่าเล็กน้อยบางประการอย่างมากมาย แต่อารมณ์ที่จะไปเห็นอย่างนี้ มันต้องใสแล้วนิ่ง ไม่มีความกลัวอยู่ แต่อารมณ์ที่ยังมีความกลัวแล้วเห็น แสดงว่าจิตยังไม่บริสุทธิ์ ยังเป็นนิมิตเลื่อนลอย นิมิตเลื่อนลอยยังไม่ใช่ของจริง บางแห่งก็ไปเหมาเอาว่า นิมิตทั้งหมดเลื่อนลอย ไม่ควรยึดติด อย่าไปติดนิมิต อันที่จริง นิมิตจริงก็มี เลื่อนลอยก็มี ก็เหมือนเราลืมตาเห็น คงเคยเห็นของลวงๆ เป็นของจริง มันเหมือนกันอย่างนั้นนะ แต่แทนที่จะเป็นตามนุษย์ ก็เป็นอีกตาหนึ่ง แต่ถ้ามีธรรมจักขุแล้วละก็ จะเห็นอะไรไปตามความเป็นจริง หรือบางทีเขานั่งสมาธิแล้ว พอดีหมดอายุขัยตาย นั่งตาย ก็เหมาว่า ระวังนะนั่งสมาธิเดี๋ยวตาย แล้วกันสิ ไม่นั่งก็ตาย ไม่เชื่อก็ไปลองดู นอนก็ตาย ยืนก็ตาย เดินหรือวิ่งหกคะเมนตีลังกาก็ตายหมด เห็นเขานั่งสมาธิหน่อย ระวังนะ นั่งแล้วไปไม่กลับ หลับไม่ตื่น ฟื้นไม่มีเลย กลัวอะไรกันอย่างนี้ คือจะหาเรื่องไม่นั่งอยู่แล้ว มันก็ให้มีเหตุ แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่ ๑๐ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๗ ------------------------------------------------- ๓๖. หยุดเป็นตัวสำเร็จ ถ้าจะช่วยหลวงพ่อให้มีปีติเบิกบาน จงช่วยกันทำให้เข้าถึงสรณะภายในให้ได้ ไม่ถึง..เป็นไม่ยอมกัน ให้รู้จัก “หยุดเป็นตัวสำเร็จ” เป็นอย่างไร ได้ยินได้ฟังมาตั้งนานแล้ว ไปรู้จักกันเสีย จะได้มีรสนิยมเดียวกัน เข้าถึงจุดที่คุยกันได้ ไม่ใช่คุยอยู่รูปเดียว จะได้คุยกันได้ว่า หยุดแล้วดีอย่างไร ยิ่งหยุดยิ่งเร็วเป็นอย่างไร ไปพิสูจน์ให้ได้ เขามีแต่หยุดอยู่กับที่ แต่ยิ่งหยุดยิ่งเร็วมันเป็นอย่างไร หลวงปู่วัดปากน้ำกล่าวว่า “เอาอะไรมาปริยาย” ท่านใช้ภาษาท่าน คือ มันมีความรู้ที่กว้างขวางใหญ่โตขึ้นไปเรื่อยๆ ไล่ไปเรื่อยๆ ท่านถามของท่านไปเรื่อยๆ เราก็หายสงสัยไปทีละเรื่อง เรื่องนี้หายสงสัย ท่านพูดใหม่ สงสัยอีกแล้ว เพราะเรายังเข้าไม่ถึง พอถึงก็หายสงสัยไปตามลำดับ จนกระทั่งเรียนเรื่องจักรวาลวิทยา เรื่องภพภูมิต่างๆ เรียนไปถึงเรื่องนิพพาน ภพสาม โลกันตร์ แล้วก็มาเข้าใจคำว่า “นิพพาน” ตอนที่ละเอียดหยุดได้สนิทสมบูรณ์ หลวงปู่วัดปากน้ำท่านเคยเทศน์เอาไว้ ยังมีอยู่ในเทปอยู่เลย “ไปนิพพานจะไปยากอะไร ตดปึ๋งเดียวก็ถึงแล้ว” ท่านว่าอย่างนั้น แล้วท่านก็หัวเราะ เพราะความละเอียดของท่านถึงจุดตรงนั้น ท่านไปเอาความรู้เหล่านี้มาจากไหน นี่เป็นสิ่งที่น่าคิด แต่เดิมท่านก็ไม่รู้อะไร จะรู้ได้อย่างไร ไปเอามาจากไหน นี่เป็นสิ่งที่น่าศึกษา แต่แล้วท่านก็เปิดเผย ก็หยุดนั่นเอง “หยุดเป็นตัวสำเร็จ” พอหยุดเข้าไปเรื่อยๆ เดี๋ยวก็เห็นไปตามลำดับ เห็นไปเรื่อยๆ ท่านหยุดอย่างเดียว แล้วก็ดูไปเรื่อยๆ เป็นวิธีเรียนที่ง่ายที่สุดในโลกเลย ไม่ต้องไปท่อง ไม่ต้องไปค้นคว้าในห้องสมุด ไม่ต้องทำอะไรทั้งสิ้นเลย จะต้องออกเรี่ยวออกแรงก็เปล่า มือไม้ก็ไม่ต้องขยับ ไม่ต้องใช้มันสมอง ไม่ต้องใช้หัวคิด ไม่ใช้มือ ไม่ใช้เท้า ไม่ใช้ลูกนัยน์ตาอ่าน ไม่ต้องใช้อะไรเลย เป็นวิธีการเรียนที่ดีที่สุด เราเรียนในสถาบันการศึกษาต่างๆ ต้องใช้ทุกอย่าง สุ จิ ปุ ลิ ตาดู หูฟัง มือเขียน ปากซักถาม กลับไปค้นคว้า ถึงเวลาสอบยังตก ดูสิ ยากขนาดไหน ขนาดท่องตำรากันกะโหลกบาน สติเฟื่อง ติวแล้วติวอีก ติวอ่อนจนกระทั่งติวเข้มแล้วยังตกเลย แต่ “หยุดเป็นตัวสำเร็จ” ไม่ต้องใช้อะไรเลย สมุด ดินสอ ปากกา ไม่ต้องใช้ อุปกรณ์การเรียนก็ไม่มี มีแต่กายยาววา หนาคืบ กว้างศอก มีใจ มีศูนย์กลางกาย วิธีการก็มีหยุดนิ่งแค่นี้เอง เดี๋ยวก็ไปรู้ไปเห็นได้ แถมไม่ต้องใช้สมองด้วย ทำตัวให้เหมือนหุ่นยนต์ ยิ่งให้เหมือนหุ่นยนต์มากเท่าไร ลืมความรู้สึกว่า เราเป็นมนุษย์มากเท่าไร ยิ่งเรียนได้ดีเท่านั้น แปลก ถ้าความรู้สึกว่า เราเป็นมนุษย์ยังอยู่ ยังต้องคิด ต้องอย่างนั้น ต้องอย่างนี้ ถ้าหากยังเรื่องมากอย่างนี้ยากนาน ทำตัวให้เหมือนหุ่นยนต์ที่ไม่มีมันสมอง หยุดกับนิ่งเฉยๆ เดี๋ยวความอัศจรรย์จะเกิดขึ้นเอง เพราะสิ่งเหล่านั้น มีอยู่แล้ว ไม่ใช่เราไปทำให้มี แต่จะเข้าถึงได้ด้วยวิธีการหยุดกับนิ่ง ใจถึงจะละเอียด มันก็แค่นี้เอง ไม่ได้ยากอะไรมากมาย ๒๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ ------------------------------------------------- ๓๗. พระผู้ปราบมาร ทำใจให้ใสๆ นึกน้อมภาพพระเดชพระคุณหลวงปู่ ที่เราจำได้ นึกน้อมท่านไว้ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ อย่างเบาๆ สบายๆ นึกถึงท่านทุกวันตลอดเวลา ให้ใจของเราผูกพันอยู่กับท่านทุกวัน ทุกคืน ก็จะเป็นทางมาแห่งบุญของเรา ไม่ใช่เฉพาะเพียงชาตินี้ แต่เราผูกพันกับท่านมาข้ามชาติ หลายชาติมากมายทีเดียว ในระหว่างที่เราเวียนว่ายตายเกิดมานี้ แต่บางช่วงของชีวิตก็ยาว บางช่วงก็สั้น บางช่วงก็พลัดจากท่านไปบ้างในยามที่เราประมาทในการดำเนินชีวิต แต่ว่าเราก็ได้อยู่ร่วมสร้างบารมีกับท่านในหลายๆ ลักษณะกันมาอย่างนี้ แม้กระทั่งปัจจุบันในชาตินี้ บางคนก็มาถึงท่านเร็ว บางคนก็ช้า คำว่า ถึงท่านนี้ แม้ท่านจะละสังขารไปแล้วก็ตาม การได้ถึงวิชชาของท่าน ก็ถือว่าได้เจอตัวองค์ท่าน บางชาติเราก็เจอกายเนื้อของท่าน ก็สลับกันไปอย่างนี้เป็นช่วงๆ แปลว่า เราเป็นสายธาตุสายธรรมของท่านมาตลอด ชาตินี้จึงได้มาสร้างบารมีกับท่านอีก แม้ว่าเราจะเข้าใจในระดับหนึ่ง หรือบางทีเราก็ไม่เข้าใจลึกซึ้ง แต่เราก็ไม่ทราบเหมือนกันว่า ทำไมเราต้องผูกพันกับท่าน ต้องมาสร้างบารมีร่วมกับท่าน ก็เพราะว่าเราได้เคยสร้างกันมา อีกทั้งท่านก็ทุ่มบุญทุ่มบารมีตามเรามา ด้วยเหตุนี้เราก็จะต้องตรึกระลึกนึกถึงท่านให้ได้ตลอดเวลา การระลึกนึกถึงท่านเป็นทางมาแห่งบุญและการเข้าถึงวิชชาธรรมกายของเรา บุญเป็นบ่อเกิดแห่งความสุขและความสำเร็จในชีวิตของเรา สุขทั้งในมนุษยโลก และในเทวโลก การที่เราประสบความสุขความสำเร็จในชีวิต ในการสร้างบารมี ในธุรกิจการงานต่างๆ ก็เพราะบุญนี่แหละ บุญที่เนื่องกับพระเดชพระคุณหลวงปู่นั้นไม่ธรรมดา วันใดที่เราเข้าถึงวิชชาธรรมกาย เราจะเห็นบุญได้ด้วยตัวของเราเอง และเราจะซาบซึ้งถึงคำที่หลวงพ่อได้กล่าวไปนี้ ให้ลูกนึกถึงท่าน เอาใจผูกพันกับท่านเอาไว้ แม้ยังไม่เข้าใจอย่างสมบูรณ์ก็ตามเถิด แต่สักวันหนึ่ง เมื่อใจเราหยุดนิ่งได้สมบูรณ์ ความบริสุทธิ์ของใจเราละเอียดเพิ่มขึ้นด้วยความนิ่งแน่น ความรู้ที่สมบูรณ์ก็จะบังเกิดขึ้นแก่เรา ที่ทำให้เราหายสงสัย นำมาซึ่งความปีติปราโมทย์ใจ สุขใจ ปลื้มใจ ดีใจว่า เรามีเชื้อสายของท่าน ซึ่งเป็นผู้นำที่จะไปสู่ที่สุดแห่งธรรม “ตลอดแสนโกฏิจักรวาล อนันตจักรวาล นิพพานถอดกาย ไม่มีใครรู้เรื่องนี้เลย” นี้เป็นคำกล่าวของท่านเอง ที่ท่านได้กล่าวเอาไว้สั้นๆ เพื่อว่า สักวันหนึ่งผู้มีบุญอย่างพวกเราจะได้ยินได้ฟังเรื่องนี้ เป็นข้อคิดสะกิดใจ ให้เราต้องหันมาสร้างบารมีร่วมกับท่าน และก็มาทำความเข้าใจในประโยคที่ท่านกล่าวนั้น ด้วยการให้โอกาสตัวเองหยุดนิ่งอยู่ภายใน และเห็นธรรมไปตามลำดับ ที่มีอยู่ในตัวของตนเองนั่นแหละ การที่ท่านกล่าวว่า “ตลอดแสนโกฏิจักรวาล อนันตจักรวาล นิพพานถอดกาย ไม่มีใครรู้เรื่องการปราบมารนี้” เพราะว่า มารเป็นเรื่องลึกซึ้ง ละเอียด ลุ่มลึกมาก ต้องเฉพาะผู้มีบารมีแก่ๆ มีธาตุธรรมพิเศษในภารกิจของนักรบกองทัพธรรม ที่จะปราบมารประหารกิเลสให้สิ้นเชื้อไม่เหลือเศษในต้นเหตุแห่งมารทั้ง ๕ ฝูง ความทุกข์ทรมานของชีวิต นั่นแหละจึงจะรู้ได้ เมื่อพระเดชพระคุณหลวงปู่บรรลุธรรมใหม่ๆ ท่านได้กล่าวไว้ในบทเทศน์ของท่านว่า “ผู้เทศน์ไปมาแล้ว ๗ วัน” นิพพานทั้งหลายนั่นแหละ คือ นั่งอยู่ในอิริยาบถเดียวไม่ถอนถอยเลย ๗ วัน ๗ คืน ไม่ลุกจากที่ เพื่อที่จะสืบเรื่องราวว่า มีผู้ใดรู้เรื่องการปราบมารนี้บ้างไหม ท่านก็ไปสืบๆ ต่อๆ กันไปอย่างนั้นในนิพพานถอดกาย เพราะผังเดิมนั้นต้องมาปราบมารประหารกิเลสให้สิ้นเชื้อไม่เหลือเศษ จึงทะลุเลยไปกว่านั้น แล้วก็ไปรู้เห็นเรื่องราวของมารตัวจริงที่เป็นฉากหลัง เบื้องหลังของทุกสิ่งนั่นแหละ ทำให้เข้าใจว่า มนุษย์เหมือนหุ่นกระบอกที่เขาเชิดให้แสดงบทบาทอะไรก็ได้ และท่านก็มุ่งไปอย่างนั้น ไปสู่ที่สุดแห่งต้นเหตุของพญามาร ทำอย่างนี้ตลอดชีวิตของท่าน ตลอดเวลา แม้เวลาท่านจำวัดก็ยังให้ทีมงานทำตลอด ๒๔ ชั่วโมง จนหมดอายุขัยของท่าน ๒๗ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๑ ------------------------------------------------- ๓๘. “จริง” ต้องได้ ออกพรรษาแล้ว มีเวลาถึง ๘ เดือน มากกว่าอยู่ในพรรษาเสียอีก เราก็จะต้องทำความเพียรกันต่อไป อย่าทำความเพียรเฉพาะภายในพรรษาเท่านั้น ภายในพรรษาก็ถือว่าเรามาอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากัน มีความอบอุ่นใจ ได้ประพฤติธรรมร่วมกัน ออกพรรษาแล้ว บางท่านอาจจะแยกย้ายกันไปตามที่ต่างๆ ก็ให้ใช้วันเวลานอกพรรษานั้นบำเพ็ญสมณธรรมเช่นเดียวกัน ให้ภารกิจกับจิตใจไปด้วยกัน ทำควบคู่กันไปอย่างนี้ บารมีก็เกิดขึ้นกับเราทุกวันทุกคืน หลวงพ่อหวังว่า ลูกทุกรูปจะได้เข้าถึงวิชชาธรรมกาย มีความปรารถนามาก ไม่เคยหลุดจากใจเลย ตั้งแต่บวชมาจนถึงวันนี้ ความตั้งใจเดิมไม่เคยเปลี่ยนแปลง ที่อยากจะให้ลูกทุกรูปทุกคน ทั้งพระ ทั้งเณร รวมถึงอุบาสก อุบาสิกาได้เข้าถึงวิชชาธรรมกาย ความปรารถนาของหลวงพ่อจะสมหวังนั้น ลูกทุกรูปทุกคนต้องร่วมมือกัน ต้องปฏิบัติธรรม เจริญสมาธิภาวนากันไปทุกวันทุกคืน ทำกันไปเรื่อยให้สม่ำเสมอ สักวันหนึ่งเมื่อบารมีของเราเต็มเปี่ยม จิตใจเราสะอาด บริสุทธิ์ ผ่องใส เราต้องเข้าถึงอย่างแน่นอน หลวงปู่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ท่านพูดคำที่เป็นหนึ่งไม่มีสอง ญาณทัสสนะของท่านแม่นยำ ท่านยืนยันเสมอว่า ทุกคนมีดวงธรรมอยู่ภายในตัว ดวงธรรมที่ทำให้เป็น กายมนุษย์ ใส บริสุทธิ์ โตเท่ากับฟองไข่แดงของไก่ ถ้าไม่มี ดวงธรรมดวงนี้ มาเกิดเป็นมนุษย์ไม่ได้ และดวงธรรมดวง นี้ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ ถ้าทำถูกหลักวิชชา มีความเพียร และใจต้องใสเยือกเย็น ถ้าทำได้อย่างนี้แล้วเข้าถึงทุกคน หลวงพ่อก็เชื่อโดยไม่มีคลางแคลงเลยว่า สิ่งที่ท่านพูดสั่งสอนเอาไว้อย่างนี้เป็นจริง เพราะฉะนั้นลูกทุกรูป พระภิกษุ สามเณร ถ้าหากมีความเพียร ทำอย่างสม่ำเสมอ ให้ถูกหลักวิชชา ใจใสเยือกเย็น จะต้องเข้าถึงอย่างแน่นอน กำลังบุญของทุกรูปมีเหลือเฟือที่จะเข้าถึงอยู่แล้ว จะขาดก็ขาดสิ่งที่ว่าคือ เอาจริง และถูกหลักวิชชาไหม สม่ำเสมอไหม ใจเยือกเย็นไหมเท่านั้น ถ้ามีบุญน้อย เราจะมาบวชอยู่ร่วมอารามกันยาก แต่นี่กระแสบุญเขาดึงดูดเอามารวมเป็นหมู่กัน เหมือนฝูงนกเข้าฝูงนก ฝูงเนื้อเข้าฝูงเนื้อ ฝูงปลาอยู่ในฝูงปลา ธรรมกายก็ต้องอยู่ในหมู่ของธรรมกาย บุญเก่าของเรามีเหลือเฟือเหลือแต่ว่า “จริง” แค่ไหน ถ้าจริง ถูกหลักวิชชา สม่ำเสมอ ใจใสเยือกเย็นอย่างนี้ ก็จะต้องเข้าถึงของจริงอย่างแน่นอน ๑๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๓ ------------------------------------------------- ๓๙. คิดถึงตลอดเวลาสิ ตอนนี้เรากำลังฝึกหยุดนิ่ง อย่าท้อ ถ้ารักวิชชาธรรมกาย ต้องไม่ท้อ ไม่กลัวอุปสรรค ต้องหมั่นสังเกตว่า ทำอย่างไรถึงจะถูกต้อง ต้องมีความเพียร ถ้าเรามีฉันทะ รักวิชชาธรรมกายเหมือนชายหนุ่มรักหญิงสาว เรารักพระ รักท่าน เดี๋ยวท่านก็รักเรา คนรักกันมันก็มีขั้นมีตอน ค่อยเป็นค่อยไป ตาต่อตา ตาสบตา ติดต่อพูดคุยทีละเล็กทีละน้อย กว่าจะร่วมหอลงโรงได้ พระภายในก็เช่นเดียวกัน ถ้าเราผูกสมัครรักใคร่ หมั่นไปเยี่ยมไปเยียน ไปดู สร้างความคุ้นเคยบ่อยๆ ใหม่ๆ ท่านก็ดูเราว่า เราแน่จริงหรือเปล่า มาผลุบๆ โผล่ๆ เดี๋ยวเห็น เดี๋ยวหาย เดี๋ยวมา เดี๋ยวไป เอาจริงหรือเปล่า ถ้ารักท่านจริง เราก็จะคิดถึงท่านตลอด คนรักกัน กินข้าวยังคิดถึงกันเลย ไปไหนก็คิดถึงตลอด คิดถึงพระก็เหมือนกัน ถ้าเรารักท่าน เราก็คิดไปเรื่อยๆ เดี๋ยวก็เห็นท่านตลอด เดี๋ยวก็จะชัดขึ้น ถ้ารักมากขึ้น เดี๋ยวก็ชัดขึ้นๆ จนกระทั่งชัดแจ๋ว เรากับท่านเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เป็นบุคคลคนเดียวกัน เหมือนสามีภรรยาอย่างนั้น ๒ เมษายน พ.ศ. ๒๕๓๙ ------------------------------------------------- ๔๐. จงสนุกกับมัน ทุกครั้งที่เริ่มหลับตา จงสนุกกับมัน ต้องเบิกบาน ไม่ว่าจะมีปรากฏการณ์อะไรเกิดขึ้นภายใน ตักตวงความสุขที่ได้จากประสบการณ์ภายในทุกขั้นตอนของการนั่งปฏิบัติธรรม ตักตวงความสุขนะ อย่าไปตักตวงความทุกข์ กลุ้มแล้วกลุ้มอีก กลุ้มเช้ากลุ้มสายบ่ายเย็น อย่างนั้นไม่เอานะ ตักตวงให้ดี ทุกประสบการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นประสบการณ์ชนิดไหน ดีทั้งนั้น แล้วจะเป็นประโยชน์ต่อไปในอนาคต ในอนาคตเราจะต้องไปทำหน้าที่กัลยาณมิตร เราจำเป็นจะต้องเจอประสบการณ์ทุกแบบ เพราะฉะนั้นทุกประสบการณ์คือเครื่องหล่อหลอมชีวิตจิตใจของกัลยาณมิตร เมื่อเราเจอประสบการณ์ทุกแบบ ต่อไปเราจะไปแนะนำใครก็ตามในโลก เขาจะต้องเจอประสบการณ์คล้ายๆ กับเรา เหมือนกับเราไม่มีอะไรผิดเพี้ยนเลย เราเจอประสบการณ์อย่างไร เขาเจออย่างนั้น เราสอนตัวเราอย่างไร เราก็ไปสอนเขาอย่างนั้น เราสมหวังอย่างไร เขาก็สมหวังอย่างนั้น ไม่ยากเลยนะ เพราะฉะนั้น อย่ากลุ้มใจนะ อย่าคิดว่า มาคราวนี้เราไม่สมหวัง ผิดหวัง ทุกประสบการณ์มีประโยชน์ทั้งนั้น เหมือนเราได้เคยเคี้ยวพริกป่น พริกไทย พริกขี้หนู หรือพริกชี้ฟ้า หรือพริกอะไรก็แล้วแต่ มันก็เป็นประสบการณ์ทั้งนั้น ๙ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๓๕ ------------------------------------------------- ๔๑. แค่เฉยๆ จับหลักให้ได้ คือ เฉยๆ หยุดกับนิ่งอย่างเดียว เฉยๆ แบบที่เราไม่ไปตั้งใจว่า เราจะเฉยๆ นึกเหมือนไม่ได้นึก สบายๆ เฉยๆ นะ แล้วมันเกิดขึ้นมาเอง ใจหยุดเกิดขึ้นเอง แสงสว่างเกิดขึ้นเอง ดวงเกิดขึ้นเอง กายเกิดขึ้นเอง ธรรมกายเกิดขึ้นเอง ตลอดเส้นทาง นิ่งอย่างเดียว สบายๆ ที่จริงไม่เห็นต้องไปรำคาญอะไร หลวงพ่อยังแปลกใจ พอเราหลับตา มีเรื่องอะไรที่ผ่านมาในใจ เราก็เฉยๆ กับมัน เหมือนเราเดินไปซื้อส้มในตลาด ระหว่างทางในตลาดจะสับสนวุ่นวาย เดี๋ยวคนเข้า เดี๋ยวคนออก ในตลาดไม่ได้ขายส้มอย่างเดียว ขายสารพัด ขายปลาทู ขายเนื้อหมู เนื้อไก่ เนื้อเป็ด เสียงตะโกนคุยกันโหวกเหวก คนเดินไปเดินมา คนขนของก็มี เราเดินไปบางคนก็เดินชนเรา บางคนก็ชวนเราให้ซื้อของ แต่เราก็เฉยๆ ไม่สนใจ ใครเดินชนก็ชนไป เราก็เดินของเราไป ใครเชิญชวนให้เราซื้ออะไร เราก็เฉยๆ ใจเรามุ่งไปซื้อส้มอย่างเดียว สุดท้ายเราก็ไปซื้อส้มได้ การนั่งสมาธิก็เช่นเดียวกัน ความสับสนวุ่นวายมีอยู่ในใจตลอดเวลาที่เราเริ่มต้นใหม่ เมื่อใจยังไม่หยุด มันไม่ใช่เป็นของอัศจรรย์ หรือเกิดกับเราคนเดียว แล้วมันก็ไม่ได้เป็นสัญลักษณ์ของความผิดหวัง หรือไม่สมหวังในการเข้าถึงธรรมกาย เราไม่เห็นจะต้องไปกังวล ไปกลุ้มใจ มันมาก็มา เราแค่เพียงทำเฉยๆ ของเราไป ความคิดชนิดไหนมา เราก็เฉยๆ พอเราไม่สนใจ เดี๋ยวมันก็ค่อยๆ หดหายไปเรื่อยๆ ในที่สุดใจก็จะหยุดนิ่ง ใส เบาสบาย ถ้าทำได้อย่างนี้ หลวงพ่อว่า เราจะไม่กลุ้ม ไม่เครียดกับมัน แล้วจะหยุดได้ง่าย นี่ในกรณีที่มันยังไม่ยอมหยุด เพราะความกังวลเป็นเหมือนภูเขาหิมาลัยใหญ่ขวางทางเข้าถึงศูนย์กลางกาย เราแก้ด้วยวิธีการอย่างนี้ แล้วเดี๋ยวเราก็ได้ผล สบาย ไม่ยาก เรื่องนี้มันยากอยู่ที่เราไปกังวลไปวิตกมากไป ๙ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๓๕ ------------------------------------------------- ๔๒. ยิ่งอยาก ยิ่งยาก ไม่อยากอะไรทั้งหมดเลย ต้องเลิกอยาก ลาหยอกนะ การติดใจในอารมณ์ที่สมหวัง อารมณ์ที่นั่งแล้วได้ผลดี เป็นกันทุกคน เพราะว่าเรารอคอยอารมณ์ที่ดีๆ อย่างนี้มา หลายปี แล้วพอได้สักครั้งมันติดใจ ติดใจก็อยากได้อีก พออยากได้อีกก็แสวงหา ใจมันก็ดิ้นทุรนทุราย จำไว้ให้ดีนะ ตลอดเส้นทางสายกลางต้องสบายตลอดเส้นทาง ตั้งแต่เบื้องต้นจนกระทั่งถึงปริโยสาน (เบื้องปลายในที่สุด) ต้องเริ่มต้นอย่างง่ายๆ ไม่มีกด ไม่มีบังคับ ไม่มีเครียด ไม่มีอึดอัด มีแต่อึดออก สบาย เบิกบาน สดชื่น แจ่มใส อย่าลืมนะ ให้เอาตัวเราเป็นครู ถ้ารู้สึกไม่สบาย ให้รู้เลยว่า ไปบังคับใจแล้ว ตั้งใจมาก ไม่สบาย ต้องปรับนะ ฟุ้งก็ไม่สบายนะ แต่มันเพลิน บางทีก็ไม่เพลิน แต่ไม่รู้จะทำอย่างไร จะไม่สบายตอนที่บังคับไม่ให้ฟุ้ง รำคาญมันเหลือเกิน ไม่น่าฟุ้ง แต่ถ้าไม่สบาย นี่เครียด ตั้งใจมาก อยากมาก ความอยาก แม้แต่พระอนุรุทธะยังเจอเลย สมัยเป็นพระอนาคามี ติดอยู่ขั้นนั้นตั้งนาน เข้าไปกราบพระสารีบุตร เรียนถามท่านว่า กระผมมีความชำนาญเรื่องทิพยจักษุ สอดส่องดูสัตวโลกตลอดเวลาด้วยทิพยจักษุ ยกเว้นเวลาฉันเท่านั้น ทำความเพียรตลอด แต่ทำไมยังไม่บรรลุพระอรหันต์สักที พระสารีบุตรบอกว่า ก็มันติดตรงนี้ ตรงความอยาก คล้ายๆ มันจะคว้า จะคว้า แล้วมันคว้าไม่ได้ มีความอยากได้ แม้พระอริยบุคคลยังติดอยู่ตรงนี้ ความอยากนี่สำคัญนะ ถ้า “หยุด” ถึงจะดี เอาตัวเราเป็นครู หมั่นสังเกต ถ้าไม่สบาย ต้องปรับ ถ้าเริ่มรู้สึกท้อใจ หมดกำลังใจจะทำความดี หมดกำลังใจจะนิ่ง แล้วรู้สึกน้อยใจตัวเองว่า คนอื่นเขานั่งมีประสบการณ์ภายใน ทำไมเราไม่มี ให้รู้เลยนะ ความอยากเข้าไปครอบงำแล้ว ยิ่งอยาก ยิ่งยาก ไม่สมหวัง พอนั่งไม่ค่อยได้ผล มันเบื่อ ท้อใจ หมดกำลังใจ หมดหวัง แล้วก็มานั่งคิดวนๆ ว่า ชาตินี้จะได้หรือเปล่า เหมือนรุ่นที่แล้วเขียนมาในประสบการณ์ “หลวงพ่อครับ ผมจะมีหวังได้ธรรมกายกับเขาไหม” โถ น่าสงสารจัง บอกท่านทำไมจะไม่ได้ ธรรมกายอยู่ในตัวท่าน มีอยู่แล้ว ศูนย์กลางกายท่านก็มีอยู่ ใจท่านก็มี วิธีการหลวงพ่อก็บอกแล้ว ให้เอาใจหยุดตรงศูนย์กลางกาย ท่านทำแค่นี้ไม่ได้หรือ ถ้าท่านทำแค่นี้ มันก็ได้ ไม่ใช่ว่าเราไปหาสิ่งที่ไม่มีอยู่ในโลก ไม่มีอยู่ในกายเรา ถ้าอย่างนั้นละก็หมดปัญญา ทำอย่างไรก็ไม่ไหว แต่นี่ของมันมีอยู่แล้ว เป็นแต่เพียงยังไม่ถูกวิธี นี่คือข้อสังเกต ท้อเมื่อไร เริ่มมีคำถามขึ้นมาในใจ เมื่อไรเราจะมีหวังได้กับเขาบ้าง หรือเริ่มเปรียบเทียบกับเพื่อนฝูงรุ่นเดียวกัน มาด้วยกันแท้ๆ ทำไมเขาถึงก่อน ทำไมเขาเห็นก่อน ทำไมเราไม่ได้ นี่แสดงว่าปฏิบัติยังไม่ถูกวิธี มันเลยไม่มีรางวัลตอบแทนการปฏิบัติ ถ้าเราปฏิบัติถูกวิธี ให้ใจหยุด ใจนิ่ง ใจใส ใจสบาย พออารมณ์ปลอดโปร่งขึ้น รู้สึกมีกำลังใจ นั่นละเป็นรางวัลที่ผู้รู้ภายในจะตอบแทนเรา เรามีความรู้สึกปลอดโปร่ง รู้สึกสบาย พอใจกับอารมณ์นี้ ไม่อิ่มไม่เบื่อหน่ายในการนั่ง รู้สึกปรารถนาจะนั่งโดยไม่ฝืนนั่งอย่างนี้ถูกวิธี จะได้รางวัลอย่างนี้ มีมากเข้าๆ ปีติก็เกิด อิ่มอกอิ่มใจ เบิกบาน กายก็สงบระงับ สงบนิ่ง ไม่ปวด ไม่เมื่อย ถ้าปวดเมื่อยถามหา ให้รู้เลยว่า วางใจยังไม่เป็น ยังไม่สงบ ถ้ากายสงบระงับ สบาย นั่งนานเท่าไรก็ได้ รู้สึกเวลาหมดไปอย่างรวดเร็วเหลือเกิน แล้วก็ไม่มีความรู้สึกกับดินอากาศฟ้า บรรยากาศจะร้อน จะหนาว จะอบอ้าว รู้สึกไม่ค่อยสนใจ ใจจะสนอยู่ตรงกลาง ตรงหยุด ตรงนิ่ง สังเกตนะ แล้วเราก็ปรับ ถ้านั่งดีๆ แล้ว จะรู้สึกสบาย เบิกบาน ต้นไม้ก็ยิ้มกับเรา ตึกรามบ้านช่อง ก้อนอิฐ ก้อนหิน ยิ้มกับเรา เพราะเรายิ้มกับมัน ยิ้มลึกๆ ยิ้มจากหัวใจ ยิ้มมาจากภายใน แล้วส่งกันต่อๆ มาถึงยิ้มภายนอก ขยายออกมาอย่างนั้น นี่คืออานิสงส์ของการปฏิบัติอย่างถูกต้อง คือหยุดกับนิ่งสบายๆ วางอารมณ์สบายๆ มันก็มีอานิสงส์อย่างนี้ สังเกตนะ ๙ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๓๕ ------------------------------------------------- ๔๓. นอกรอบให้หมั่นประคองใจ วัตถุประสงค์ของหลวงพ่อ ต้องการให้ทุกรูปเข้าถึงพระธรรมกาย ดังนั้นให้ร่วมมือกับหลวงพ่อ โดยพยายามหมั่นตรึกนึกคิดที่ศูนย์กลางกายอย่างสบายๆ ตลอดเวลา อย่าทำเฉพาะในห้องนี้ ออกไปแล้วก็ให้พยายามขวนขวายให้ใจมันละเอียด ถ้าสมมติว่า นอกรอบเราประคองใจของเราไปเรื่อยๆ ให้ใจคลอเคลียนัวเนียอยู่ที่ศูนย์กลางกาย จนกระทั่งมันคุ้น มันติดอยู่ตรงนั้น เวลากลับเข้ามาปฏิบัติในรอบ ใจจะรวมได้เร็ว ไม่ต้องเสียเวลาปรับใจ เพราะเราปรับอยู่ตลอดเวลา คำว่า “ประคอง” ไม่ใช่บังคับนะ ประคองจะทำให้ใจเราอยู่อย่างสบายๆ ไม่ตึงเครียด แต่ถ้าบังคับ มันจะทำให้เครียด ไม่มีผลดีต่อการปฏิบัติเลย ต้องสบายๆ อารมณ์สบายๆ จึงจะเข้าถึงจุดตรงนี้ได้ เพราะฉะนั้นให้ร่วมมือกับหลวงพ่อ พยายามประคองไปตลอดเวลา ให้สังเกตดู วันไหน ช่วงไหนที่เราประคองใจตลอดเวลา เวลาเรามานั่งรวมกันในห้อง เราจะนั่งได้ดี ใจจะรวมได้เร็ว การประคองใจได้ตลอดเวลาเป็นเครื่องวัดว่า เรารักธรรมะจริงแค่ไหน อยากจะเข้าถึงธรรมจริงแค่ไหน ถ้าหากว่านอกรอบ เราปล่อยใจให้คิดฟุ้งซ่านไปในเรื่องอื่นๆ ที่ไม่มีประโยชน์ ก็แสดงว่า เรายังรักไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นผลที่เกิดก็ไม่เต็มร้อยเหมือนกัน นี่คือเครื่องวัดว่า เรารักธรรมะจริงแค่ไหน ๑๔ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๓๙ ------------------------------------------------- ๔๔. ภารกิจกับจิตใจไปด้วยกัน ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ลูกทุกรูป ทุกคน รู้ดีอยู่แล้วว่า เป็นทางไปสู่อายตนนิพพานของตัวเรา เช่นเดียวกับเป็นทางเสด็จไปสู่อายตนนิพพานของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ของพระอรหันต์ทั้งหลาย เพราะฉะนั้นศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ตรงนี้ เป็นภารกิจที่สำคัญที่ลูกทั้งหมดจะต้องหวงแหนเอาใจใส่เป็นอย่างดี นี่เป็นภารกิจ เป็นหน้าที่ เป็นอาชีพของเรา โดยเฉพาะเราได้ตั้งใจมาบวช เพื่อจะได้มีโอกาสว่างไม่ต้องทำมาหากินแบบชาวโลก ปลอดกังวลแล้วจะได้เอาเวลาว่างนั้น มาทำใจหยุดใจนิ่งๆ ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ เพื่อมุ่งไปสู่ที่สุดแห่งธรรม นี่เป็นหน้าที่ของลูกทุกรูปที่สมัครใจมา เพราะฉะนั้น ต้องให้ความสำคัญกับศูนย์กลางกาย ฐานที่ ๗ ให้มาก ต้องหวงแหนเอาไว้ให้ดี ไม่ว่าลูกทุกรูป ทุกคน จะอยู่ในกิจวัตรหรือกิจกรรมอันใดก็ตาม ในทุกอิริยาบถ จะนั่ง นอน ยืน เดิน เหยียดแขน คู้แขน กิน ดื่ม ทำ พูด คิด หยุดนิ่ง ลิ้มรส ต้องให้สอดคล้องหรือไปด้วยกัน หรือกลมกลืนกันไปกับภารกิจที่สำคัญ ที่เราจะต้องนำใจของเรากลับมาหยุดอยู่ตรงฐานที่ ๗ ไม่ให้สิ่งเหล่านั้นเป็นอุปสรรค แต่ควรให้สิ่งเหล่านั้นเป็นสิ่งที่เกื้อหนุนกัน เรามาบวชแล้ว เราจะหนีกิจวัตรกิจกรรมไม่ได้ เป็นพระต้องมีกิจวัตรกิจกรรม เมื่อเราหนีไม่ได้ มันก็ต้องไปด้วยกัน คือภารกิจกับจิตใจต้องไปด้วยกัน วันเวลาที่ผ่านไปจะได้มีคุณค่า เราก็ได้ประโยชน์ทั้งบุญหยาบและบุญละเอียด เป็นสิ่งที่เกื้อหนุนกันอยู่ ถ้าเราเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งแล้ว เราจะไม่มีความรู้สึกเบื่อหน่ายหรือเหน็ดเหนื่อยต่อการปฏิบัติกิจวัตรหรือกิจกรรมใดๆ เลย เพราะเราทำภารกิจกับจิตใจควบคู่กันไป เป็นชีวิตพระที่สมบูรณ์ เหมือนพระโมคคัลลานะ ท่านรับภารกิจเรื่องการก่อสร้าง แต่ในเวลาเดียวกัน ใจของท่านก็หยุดนิ่งอยู่ภายในไปด้วยกัน และยังมีพระอีกหลายรูปที่รับหน้าที่ที่คณะสงฆ์มอบหมายให้ทำภารกิจ แจกจ่ายอาหารบ้าง เป็นภัตตุเทศก์บ้าง ท่านก็ไม่ได้คิดว่า สิ่งเหล่านั้นเป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติทางใจ ภารกิจกับจิตใจก็ต้องไปด้วยกัน หลวงพ่อเชื่อว่า ลูกทุกรูปได้ศึกษามาพอสมควรที่จะเข้าใจในสิ่งเหล่านี้ ดังนั้นจงหวงแหนศูนย์กลางกายเอาไว้ให้ดี ซึ่งเป็นทั้งจุดเริ่มต้นและจุดสุดท้ายของภารกิจ เราต้องเริ่มต้นที่ฐานที่ ๗ และการไปถึงจุดสุดท้ายก็อยู่ตรงนั้น แต่หยาบละเอียดต่างกัน จากหยาบที่สุดไปสู่จุดละเอียดที่สุด ณ ตำแหน่งเดียวกัน นี่คือสิ่งที่อัศจรรย์ เป็นความรู้อันยิ่งใหญ่ ซึ่งถ้าใครๆ รู้ และทำความเข้าใจ จะเอาตัวรอดได้ หลวงพ่อเชื่อว่า ลูกทุกรูปมีบารมีเก่ามามากพอ จึงไม่อาลัยอาวรณ์ในทุกสิ่งที่ชาวโลกเขามีเยื่อใยกัน ตัดขาดออกจากใจ และสมัครใจมาบวช มาสร้างบารมีร่วมกัน เรามาเพื่อสิ่งนี้ ก็จงทำสิ่งนี้ให้ดีที่สุด ๒๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๓ ------------------------------------------------- ๔๕. เทคนิคเข้าถึงธรรม ถ้าเรามีภาระน้อย เครื่องกังวลน้อย ใจก็จะหยุดนิ่งได้ง่าย ถ้าทั้งวันทั้งคืนมีอารมณ์ดีอารมณ์สบายตลอดเวลา ก็จะทำให้ง่ายต่อการฝึกใจให้หยุดนิ่งได้ อารมณ์ดี อารมณ์สบายเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับผู้ที่มีมรรคผลนิพพานเป็นแก่นสาร หวังจะทำพระนิพพานให้แจ้ง ต้องหมั่นสอนตัวเองให้ได้ทุกวัน ให้ได้ทั้งวัน สิ่งใดที่เป็นบาปอกุศล เราก็เพียรละ ลด เลิก สิ่งใดที่เป็นกุศลก็เพียรทำให้มันเจริญ นึกถึงบุญ นึกถึงความดี ความบริสุทธิ์ของเรา แล้วก็ทำใจให้ใสๆ ให้ละเอียด นึกบ่อยๆ ความใสจะมาเอง แล้วก็จะเพิ่มพูนความใสทวีขึ้นไปเรื่อยๆ ใจก็จะยิ่งมีปีติ มีความสุข จะมีอารมณ์เป็นหนึ่ง เป็นเอกัคคตา เป็นกลาง บริสุทธิ์ แล้วก็มีความสุขเกิดขึ้น ถ้ารักจะไปนิพพาน จะไปสู่ที่สุดแห่งธรรม จะต้องทำอย่างที่กล่าวมาแล้วนี่แหละ ๖ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ ------------------------------------------------- ๔๖. นั่งธรรมะกันเถิด... ให้ทำธรรมะควบคู่กับงานหยาบไปด้วย เพราะ...ถ้ารอให้งานหยาบเสร็จ แล้วค่อยมาปฏิบัติธรรม เราอาจจะ “ซี้*” ก่อน เหมือนเวลาเรากินก๋วยเตี๋ยวก็ต้องหายใจไปด้วย ไม่ใช่กินก๋วยเตี๋ยวเสร็จ แล้วค่อยมาหายใจ ถ้าเรารองานหยาบเสร็จ เดี๋ยวเราจะซี้ก่อนที่จะได้ปฏิบัติธรรมกัน เพราะที่เราเข้ามาสู่องค์กร เพื่อจะมาปฏิบัติธรรม หาพระรัตนตรัยภายในตัว เพื่อศึกษาวิชชาธรรมกาย เราจึงมาอยู่ตรงนี้ ปีนี้หลวงพ่อ ๗๒ แล้ว เราทุกคนต้องหวนไปทบทวนมโนปณิธานดั้งเดิม ก่อนเข้ามาสู่องค์กรว่า ไม่ใช่เราไม่มีทางไป เราจะไปใช้ชีวิตทางโลกก็สามารถทำได้ แต่เราเลือกมาทางนี้ ซึ่งตอนนี้ถึงเวลาแล้ว ถ้าอายุมากขึ้นความแข็งแรงจะลดลง จะมารอให้งานหยาบเสร็จ แล้วค่อยทำงานละเอียดมันไม่ได้ เราต้องทำควบคู่กันไปในจังหวะที่ยังแข็งแรงอยู่ เป็นบุญลาภอันประเสริฐ ที่จะได้ช่วยกันประคับประคองให้ไปสู่เป้าหมายที่เราเข้ามาสู่องค์กร ถ้าหากองค์กรเราใจหยุดได้ ใจสบายได้ มีความสุข จากการปฏิบัติธรรม การกระทบกระทั่งสูญพันธุ์เลย จะทำภารกิจกันอย่างมีความสุข สนุกสนาน บุญบันเทิง “ข้างนอกเคลื่อนไหว แต่ข้างในหยุดนิ่ง” ได้อย่างสมบูรณ์ จึงต้องมีโครงการติวธรรมะที่กำลังจะเกิดขึ้น เพราะจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี ที่จะทำให้เราทุกคนเข้าถึงธรรมได้อย่างง่ายๆ หลวงพ่อจะได้สมหวังเสียที พอทุกคนในองค์กรมีความสุขจากผลของการปฏิบัติธรรม ก็จะมีความยิ้มแย้มเบิกบาน ถ้าใครเห็นหมู่คณะเรา ก็จะเกิดคำถามว่า ทำไมสมาชิกในองค์กรถึงดูเบิกบาน เหมือนชาวสวรรค์ เขาก็อยากจะมาอยู่ด้วย อยากทำบุญด้วย ซึ่งจะเป็นองค์กรต้นแบบเลย เมื่อทุกคนมีความสุข คำว่า “สวรรค์บนดิน” ไม่ใช่คำขวัญหรูๆ แต่มีให้ดูจริงๆ แล้วจะเป็นแรงบันดาลใจที่จะขยายไปสู่องค์กรอื่น การ Change The World ก็จะเกิดขึ้น ------------------------------------------------- ๔๗. อย่าเสียเวลากับสิ่งไร้สาระ พวกที่ปฏิบัติธรรมไม่ได้ผลมีเพียงประการเดียว คือ ไม่ได้ทำ หรือทำย่อหย่อน ไม่จริงจังกัน มันก็ไม่ค่อยเห็นผล อย่าว่าแต่เป็นฆราวาสเลย แม้แต่เป็นพระก็เหมือนกัน เฉพาะพระเณรวัดพระธรรมกายนะจ๊ะ เฉพาะวัดนี้ รักจะเข้าถึง ชอบ รู้อานิสงส์ว่า เข้าถึงธรรมแล้วดี มีประโยชน์ แต่ว่าถ้าปฏิบัติย่อหย่อน ไม่เอาจริงเอาจัง เอาเวลาไปทำอย่างอื่น ไปเล่นเกมคอมพิวเตอร์บ้าง หรือว่าไปทำอะไรที่มันนอกเหนือจากนี้ ถ้าให้เวลาไปกับอย่างนี้ นั่งร้อยปีก็ไม่ได้ผล เพราะว่าเสียเวลากันไปเปล่าๆ กับสิ่งที่ไม่เกิดประโยชน์ เสียทั้งเวลาการปฏิบัติ เสียทั้งค่าใช้จ่ายในการเล่นอินเทอร์เน็ต หรืออะไรต่ออะไรต่างๆ เหล่านั้น ซึ่งกว่าจะได้คอมพิวเตอร์มาสักเครื่องหนึ่ง ญาติโยมก็ต้องทำมาหากินด้วยความยากลำบาก กว่าจะเกิดกุศลศรัทธามาถวาย แล้วเอาปัจจัยมาซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อทำงานพระศาสนา แต่ถ้าเอาไปทำอะไรที่มันไม่เกี่ยวกับงานพระศาสนา สิ่งนี้ไม่เกิดประโยชน์ แถมเกิดโทษกับบุคคลที่ใช้เครื่องนี้อย่างผิดวัตถุประสงค์ บาปก็เกิดขึ้นกับตัว บุญก็ห่างไกล ธรรมะไม่ต้องพูดถึง จะส่งผลในภพชาติต่อไป ต้องทุกข์ยากลำบาก ต้องเป็นหนี้ ต้องมาใช้หนี้กัน ไปเกิดเป็นวัว เป็นควาย เป็นต้น เพราะฉะนั้น การปฏิบัติธรรม ไม่ว่าจะเป็นคฤหัสถ์หรือบรรพชิตวัดพระธรรมกาย ก็ต้องเอาใจใส่ ใช้เวลาที่มีจำกัดในโลกนี้ให้เป็นประโยชน์อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะตอนที่กำลังแข็งแรง ยังสดชื่นอยู่ สังขารยังพอประคับประคองกันไหว โรคยังน้อย ความปวดเมื่อยยังน้อย เครื่องกังวลยังน้อย ควรจะรีบฉกฉวยโอกาสที่ดีนี้ มาทำความเพียร มาปฏิบัติธรรม เดี๋ยวเราก็ฝันในฝันกันเป็น เดี๋ยวก็เข้าถึงพระรัตนตรัยในตัว อย่าปล่อยให้โอกาสนี้เป็นวิกฤติ คือผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์ เพราะความไม่เอาจริง จึงไม่ค่อยได้ผลแห่งการปฏิบัติทั้งคฤหัสถ์และบรรพชิต ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยใหม่ เอาสิ่งที่ไม่ดีเหล่านี้ ซึ่งมันเป็นเล่ห์เหลี่ยมคูของพญามารเขา มาบังคับให้เราคิด เราพูด เราทำอย่างนี้ ต้องเอาสิ่งนี้ออกจากใจ ให้ในใจมีแต่คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ท่านสอนให้ดำรงชีวิตอยู่ด้วยความไม่ประมาท แล้วก็หมั่นศึกษาฝึกฝนปฏิบัติตนของเรา สักวันหนึ่งเราจะต้องสมหวังกันอย่างแน่นอน ที่ไม่สมหวังไม่มี เพราะพระรัตนตรัยท่านก็อยู่ในตัวของเรา ในกายยาววา หนาคืบ กว้างศอก ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ก็อยู่ในตัวของเรา ใจนี้ก็ของเรา แต่เราปล่อยให้ฟุ้งไปคิดเรื่องอื่น ถ้าเราเอาใจกลับมาสู่ที่ตั้งดั้งเดิม มาหยุด มานิ่ง หยุดนิ่งกันอย่างนี้ได้ ก็ต้องเข้าถึงกันทุกคน ๔ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ ------------------------------------------------- ๔๘. บุญพิเศษ..ช่วยกันสร้างบรรยากาศที่ดี ช่วยกันรับบุญพิเศษ คือ สร้างสิ่งแวดล้อมให้เป็นสัปปายะ เหมาะสำหรับการปฏิบัติธรรม ต้องเกื้อกูลกัน ต้องรู้รักสามัคคีกัน ประคับประคองกันไป ให้กำลังใจซึ่งกันและกัน เมื่อสิ่งแวดล้อมเป็นสัปปายะ การเข้าถึงธรรมก็จะง่ายๆ เพราะหลักวิชชานั้นต้อง “สบาย” คำว่า “สบาย” นั้นลึกซึ้งกว่าที่เราเคยเข้าใจ เพราะถ้าสร้างสิ่งแวดล้อมทำให้รู้สึกสบายๆ จะได้ดู ได้เห็น ได้ยิน ได้ฟังอะไรตรงไหนก็แล้วแต่ ทำให้ใจสบาย เบิกบาน ใจที่สบายเบิกบานอย่างนี้ ความบริสุทธิ์จะได้ช่อง ใจก็จะหยุดนิ่งได้ง่าย นี่ก็จะเป็นอานิสงส์พิเศษ บารมีพิเศษ สำหรับผู้ที่ช่วยกันสร้างบรรยากาศแห่งความเป็นสัปปายะให้เกิดขึ้น จะช่วยทำให้เราเข้าถึงธรรมได้อย่างง่ายๆ ๓ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๕ ------------------------------------------------- ๔๙. อย่าประมาท สร้างบารมีให้สุดชีวิต หลวงพ่อเชื่อว่า ลูกทุกรูป ต่างมีความตั้งใจที่จะแสวงหาหนทางพระนิพพาน ตั้งใจจะทำพระนิพพานให้แจ้งกันทุกรูป ต่างกันแค่ทำมากหรือน้อยเท่านั้น เพราะบางรูปก็มีกิจวัตรกิจกรรม มีภารกิจที่หมู่คณะได้มอบหมายไว้ให้ แต่ก็ทำภารกิจควบคู่ไปกับจิตใจ ที่จะไม่ทำเลย หลวงพ่อคิดว่า ในวัดของเราไม่มี ก็ให้สังเกตดูผลที่ออกมาว่า ประกอบเหตุกันมาอย่างไร ถ้าประกอบเหตุดี ผลก็ดีตามไปด้วย ซึ่งเราจะสังเกตได้จากประสบการณ์ภายในที่เกิดขึ้นเป็นรางวัล สำหรับการทำความเพียรของเรา บางคนก็หยุดใจเป็น บางคนก็หยุดมาก บางคนก็หยุดได้น้อย ใจโล่งก็มี โปร่งเบาสบาย ใจขยาย เห็นแสงสว่างภายใน เห็นดวงธรรม เข้าถึงกายภายในก็มี เข้าถึงพระธรรมกายก็มี แต่เรียกว่า ไม่ตามลำดับ ลดลงไปเรื่อย โล่งโปร่งเบาสบายนี่มีเยอะ แสงสว่างก็น้อยลงไป จนกระทั่งถึงพระธรรมกาย แต่ก็ได้ชื่อว่า ลูกทุกรูปได้ใช้วันเวลาให้เป็นประโยชน์ในการสร้างบารมี เอาบุญทุกอย่างทั้งทาน ศีล ภาวนา ทั้งช่วยเหลือกิจการงานส่วนรวม บางรูปก็เรียนปริยัติ บางท่านก็ปฏิบัติ บางท่านก็ทั้งเรียนด้วย ทั้งสอนด้วย บางท่านก็ไปเป็นพระอาจารย์ให้กับญาติโยมทั้งหลาย หรือชักชวนญาติโยมให้มาสร้างคุณงามความดี บำเพ็ญบุญกิริยาวัตถุ ๓ ประการ ๑๐ ประการ เป็นต้น ก็เป็นความดีงาม เป็นบารมีของลูกทุกๆ รูป เราจะชื่นอกชื่นใจกันแค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับเราประกอบเหตุมากน้อยเพียงใด แต่อย่างน้อยก็เป็นบารมีของทุกรูปที่ตั้งใจทำกันมา ปัญหามีเราก็แก้กันไป งานเราก็ทำ บุญก็สร้าง ภาวนาก็เจริญกันไป ยากที่ใครๆ จะทำได้อย่างเรา แต่อย่างไรเราก็ไม่ควรประมาท จะต้องใช้ชีวิตของเราให้เป็นประโยชน์ต่อการสร้างบารมีให้ยิ่งไปกว่านี้ เพราะเรายังเป็นบ่าวเป็นทาสของพญามารเขาอยู่ ยังเป็นเชลยเขา เขายังเอาความโลภ ความโกรธ ความหลง กิเลสอาสวะต่างๆ มาบังคับบัญชาเราอยู่ ซึ่งเราก็รู้ตัวของเราเอง และเป้าของเราต้องการจะหลุดพ้นจากเขาไปสู่ที่สุดแห่งธรรม บารมีที่เราทำผ่านมา อย่าเพิ่งชะล่าใจว่า เรามีบุญบารมีเยอะแล้ว จะ หรือขยักในการสร้างความดีเอาไว้ก่อนว่า แค่นี้ก็ทำมามากเพียงพอแล้ว จะหยุดบ้าง หย่อนบ้าง อย่าคิดอย่างนั้น เพราะความตายไม่มีนิมิตหมาย เป้าหมายชีวิตยังไม่ปรากฏ นั่นเป็นเครื่องยืนยันว่า บารมี เรายังอ่อนอยู่ ยังจะต้องสร้างบารมีให้แก่กล้าขึ้นไปเรื่อยๆ ๑๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๓ ------------------------------------------------- ๕๐. เราเกิดมาเพื่อหาพระในตัว อย่าเพิ่งรีบตายนะ ให้หาพระธรรมกายภายใน คือ พระรัตนตรัยภายในให้ได้ก่อน อย่าให้วันคืนล่วงไป ผ่านไป โดยที่ใจไม่มาหยุดนิ่งอยู่ที่ตรงนี้ เราสูญเสียเวลาไปกับสิ่งที่ไม่เป็นแก่นสารของชีวิตมาเยอะแยะแล้ว วันเวลาที่เหลืออยู่มีจำกัด เราจะหมดเวลาของชีวิตวันไหนก็ไม่ทราบ ไม่มีนิมิตหมาย เพราะฉะนั้นวันเวลาที่เหลืออยู่นี้ ก็ควรให้ความสำคัญกับการฝึกใจให้หยุดนิ่ง โดยไม่มีข้อแม้ ข้ออ้าง หรือเงื่อนไขใดๆ ทั้งสิ้น เพื่อตัวของเราเองเป็นลำดับแรก แล้วก็เพื่อผู้อื่นเป็นลำดับถัดไป นี่คือสิ่งที่เราต้องหมั่นมาพิจารณาไตร่ตรองอยู่เรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นคฤหัสถ์หรือว่าบรรพชิตก็ตาม ๒๐ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๐ ------------------------------------------------- ธรรมทายาท ๕๑. หน้าที่พระอาจารย์ พระพี่เลี้ยง หน้าที่พระอาจารย์และพระพี่เลี้ยงเป็นหน้าที่ที่สำคัญมาก เพราะมีหน้าที่บ่มเพาะเมล็ดพันธุ์ให้พร้อมที่จะงอกงาม เจริญเติบโต พระอาจารย์และพระพี่เลี้ยงที่ทำหน้าที่คอยประคับประคองธรรมทายาท เรียกได้ว่า ทำหน้าที่เป็นตัวแทนของหลวงพ่อ ที่จะให้คำแนะนำดีๆ แก่ธรรมทายาท ให้กำลังใจ ชื่นชม คอยประคับประคองเขาให้ดี ดูแลเอาใจใส่ให้ดี พยายามทำความเข้าใจกับทุกคน หากเราเข้าใจธรรมชาติของเขาแล้ว เราไม่ต้องอดทนเลย เราจะไม่ ถือสา เพราะเราเข้าใจ พอเราใกล้ชิดเขา เดี๋ยวเราจะเห็นสิ่งที่เราควรจะแนะนำเพิ่มเติมให้เขา พระอาจารย์และพระพี่เลี้ยงต้องมีกิริยามารยาทที่ดูแล้วสุขุม สงบเสงี่ยม สง่างาม นุ่มนวล และวิธีการที่แนะนำเต็มเปี่ยมไปด้วยความปรารถนาดี มีรอยยิ้มบนใบหน้า มีคำพูดที่ไพเราะ และมีเหตุผลอยู่ในตัว ธรรมทายาทจะดูพวกเราอยู่ตลอดเวลา ตั้งแต่ถ้อยคำ การพูดคุย การนุ่งห่มจีวร การปัดกวาดเสนาสนะ การขบฉันภัตตาหาร การบิณฑบาต การนั่งสมาธิ จะอยู่ในสายตาของเขาตลอดเวลา ธรรมทายาทเหล่านี้จะต้องมีบุญมากจึงเข้ามาอบรม ต่อไปจะเป็นกำลังสำคัญต่อพระพุทธศาสนาและต่อชาวโลก ดังนั้นพระอาจารย์และพระพี่เลี้ยงจะต้องฝึกตัวเราให้ดี มีจิตสำนึกอยู่ตลอดเวลาว่า เราเป็นพระอาจารย์ เราเป็นพี่เลี้ยง มีหน้าที่คอยประคับประคองให้เขาเข้าถึงเส้นทางสายกลาง นี้ถือเป็นบุญอันยิ่งใหญ่ สำคัญมาก ให้พวกเราทำหน้าที่นี้ให้สมบูรณ์ที่สุด หากธรรมทายาทที่เข้ามาอบรม “มีประสบการณ์ภายใน” อย่างน้อยหากเขารู้วิธีวางใจเป็นในเบื้องต้น หรือเข้าถึงดวงธรรมภายใน หลวงพ่อถือว่า การมาอบรมคราวนี้สมปรารถนา จากจุดนี้หากเขาไม่ประมาท รักการปฏิบัติธรรมตามที่พระอาจารย์ พระพี่เลี้ยง ได้พยายามปลูกฝัง เขาก็จะเดินทางต่อไปจนกระทั่งเข้าถึงธรรมกายได้ เราก็จะได้อานิสงส์ใหญ่ เป็นสุดยอดของมหากุศลในการให้ คือ ให้ผลทานที่เข้าถึงธรรมได้ เป็นบุญใหญ่ที่พระอาจารย์และพระพี่เลี้ยงจะได้รับทันที คือ ทำให้ผู้อื่นเข้าถึงความสุขที่แท้จริง เพราะฉะนั้น หลวงพ่อจึงอยากให้พระอาจารย์และพระพี่เลี้ยงทุกรูปตั้งใจฝึกฝนอบรมตัวเองและทุ่มตัวทำหน้าที่ให้เต็มที่เลยนะลูกนะ ------------------------------------------------- ๕๒. พี่เลี้ยงที่โลกต้องการ ธรรมทายาท หรือชาวโลก ต้องการพระพี่เลี้ยง พระพี่เลี้ยงมีหน้าที่ทำตัวอย่างดีๆ ให้ดู คอยแนะนำ คอยเชียร์ คอยให้กำลังใจ คอยประคับประคองจนกระทั่งเขาเกิดความสุข ความสนุกกับการปฏิบัติธรรมได้ก็จะดีมากๆ เลย นี่คือสิ่งที่หลวงพ่ออยากให้พระพี่เลี้ยงเป็นอย่างนี้ แล้วถ้ายิ่งได้พระพี่เลี้ยงที่ไม่ติดลาภสักการะ ไม่ติดการพะเน้าพะนอจากญาติโยม ไม่ติดความสบาย ไม่ติดคนสัตว์สิ่งของ หรือไม่ตื่นเต้นกับสถานที่สิ่งแวดล้อมที่เราเปลี่ยนบรรยากาศ ติดอยู่ที่ศูนย์กลางกายได้อย่างเดียวอย่างนี้จะดีมากเลย ยิ่งถ้ามีความรู้ภาษาอังกฤษเพิ่ม นี่คือสิ่งที่หลวงพ่อฝัน อยากได้จังเลย โลกกำลังต้องการ ต่อไปโลกจะร้อนขึ้น จะเกิดการแข่งขันกันมาก คนจะเครียดมากขึ้น โลกขาดแคลนความเย็นกายเย็นใจ สุขกายสุขใจ เพราะฉะนั้นใครมีความรู้ มีวิธีแนะนำให้เขาเข้าถึงความสงบภายใน คลายความเครียดได้ ใครมีความรู้อย่างนี้ นั่นคือสิ่งที่เขาต้องการ ตลาดในอนาคตต้องการรู้เรื่องความรู้ภายใน อีกหน่อยหลวงพ่อจะผลิตไม่ทันเลย โลกกำลังคอยพวกเราอยู่นะ พยายามฝึกฝนอบรมตนให้ได้อย่างนี้ เหมือนภาษิตจีนที่ว่า ต้องหมั่นซ้อมยิงเกาทัณฑ์เอาไว้ให้แม่นยำ เวลาห่านป่าบินมา จะได้ห่านพะโล้ หมายความว่า เราต้องเตรียมตัวให้พร้อม เมื่อโอกาสนั้นเปิดขึ้น คือ โอกาสที่ชาวโลกกำลังต้องการธรรมะชโลมใจให้เย็นลง ถ้าหากเราไม่เตรียมตัวให้พร้อม ถึงตอนนั้นมันก็ทำอะไรไม่ได้ ถ้าหากเราเตรียมตัวของเราให้พร้อมได้ พอโอกาสนั้นมาถึงแล้ว ต่างก็จะได้ประโยชน์ซึ่งกันและกัน เราได้ขยายความรู้ ได้ความสุขใจ ได้บุญกุศลเป็นเครื่องตอบแทน ชาวโลกก็จะได้วิธีการที่ดี ที่จะทำให้เขา เข้าถึงความสุขที่แท้จริงภายใน โลกก็จะเกิดสันติสุขที่แท้จริงขึ้น เพราะฉะนั้น ตอนนี้ต้องหมั่นฝึกซ้อมให้ดีนะ หมั่นฝึกฝนตัวของเราให้ดี ขอให้ลูกทุกรูปเข้าถึงพระธรรมกายในคืนนี้เลยนะ ๑๙ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๓๖ ------------------------------------------------- ๕๓. พระพี่เลี้ยง หน้าที่ของพระพี่เลี้ยง คือ เป็นพี่เลี้ยงน้องใหม่ ที่จะเข้ามาสู่ร่มเงาของพระพุทธศาสนา น้องใหม่เมื่อเข้ามาบวชใหม่ๆ ก็ยังทำอะไรไม่เป็น ทั้งกิจวัตรกิจกรรมก็ดี เรื่องพระธรรมวินัยต่างๆ ก็ดี ยังเป็นผู้ใหม่อยู่ เพราะฉะนั้นหน้าที่ของพระพี่เลี้ยงจะต้องไปทำหน้าที่ของพี่ คอยประคับประคอง ให้คำแนะนำที่ดีแก่รุ่นน้อง “แนะ” คือ ให้คำแนะนำสั่งสอน อบรมข้อวัตรปฏิบัติต่างๆ ที่เราได้ฝึกตัวมาตลอดระยะเวลาว่า วิธีที่จะให้เป็นพระที่สมบูรณ์เขาทำกันอย่างไร โดยเฉพาะน้องใหม่มีเวลาช่วงสั้นในการอบรม ควรจะได้เรียนรู้อะไรบ้าง ที่ลัดสั้นที่สุด ที่ทำให้เป็นพระได้สมบูรณ์ราวกับบวชมาแล้วร้อยพรรษาอย่างนั้น “นำ” คือ ทำให้ดู เป็นแบบอย่างที่ดี ข้อวัตรปฏิบัติต่างๆ เราก็ทำให้เขาดู อะไรที่เขาเลียนแบบยังไม่สมบูรณ์ เราก็แนะเขา ประคับประคองกันไปอย่างนี้ รวมทั้งคอยเป็นพี่เลี้ยงเรื่องการปฏิบัติธรรมนอกรอบให้ด้วย ในรอบก็มีพระอาจารย์ท่านให้คำอบรมสั่งสอนอยู่แล้ว นอกรอบก็จะเป็นหน้าที่ของพระพี่เลี้ยงคอยชี้แนะ แก้ไขในสิ่งที่น้องใหม่ยังไม่ค่อยเข้าใจ และคอยแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น คอยให้กำลังใจ เพราะบางทีน้องใหม่ไม่เคยเจอระบบระเบียบต่างๆ หรือความเป็นอยู่แบบพระ ก็อาจจะอึดอัด ก็คอยให้กำลังใจ ประคับประคองกันไป ให้ใช้วิธีแบบพี่กับน้อง อย่าไปใช้วิธีอื่น สมัยก่อนโน้น เคยมีบางรุ่นเหมือนกัน แต่ว่าหลังๆ นี้ไม่ค่อยเจอ เพราะหลวงพ่อปรับวิธีการใหม่ คือ ดูแลกันจนกระทั่งเคร่งเครียด ไม่มีความสุข ซึ่งมันผิดวัตถุประสงค์ แต่รุ่นนี้ต้องการให้ประคับประคองกัน ให้ทุกคนได้รับความสุขทุกขั้นตอน ตั้งแต่เป็นธรรมทายาท กระทั่งมาเป็นพระธรรมทายาท จนกระทั่งสิ้นสุดฤดูกาลอบรมธรรมทายาท ให้มีความสุขตลอดการอบรมเลย เพราะฉะนั้น ในช่วงเวลาที่เหลืออยู่อีกเดือนเศษๆ ก่อนการอบรม ถ้าหากว่ายังไม่คล่องความรู้ด้านทฤษฎี ก็คงต้องได้รับการอบรมจากหลวงพ่อทัตตชีโวเพิ่มเติม ส่วนเรื่องการปฏิบัติธรรมก็จะต้องพยายามขวนขวายให้เข้าไปถึงจุดแห่งการเข้าถึงประสบการณ์ภายในให้ได้ ๑ มีนาคม พ.ศ ๒๕๓๙ ------------------------------------------------- ๕๔. พระแท้ ลูกพระธรรมทายาททุกรูป ทุกศูนย์อบรม ให้ตั้งใจใช้ทุกอนุวินาทีให้เป็นไปเพื่อการฝึกตน ทนหิว บำเพ็ญตบะ เป็นพระแท้ ตอนนี้เรามีความเสมอภาคกันแล้ว เพราะว่าเรามาเป็นสายโลหิตแห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว มีความเสมอภาค ที่เราจะเจริญศีล สมาธิ ปัญญาให้ยิ่งๆ ขึ้นไป จนกระทั่งกลายเป็นอธิศีล อธิจิต อธิปัญญา คือ จากศีลที่เราปฏิบัติรักษาพระธรรมวินัยอย่างดี ก็จะไปเข้าถึงดวงศีลภายใน ศีลที่เห็นได้ ศีลที่จำได้อย่างหนึ่ง ศีลที่เห็นแจ้งได้อีกอย่างหนึ่ง นี่แหละเขาเรียกว่า “อธิศีล” ศีลยิ่งกว่าปกติ ในระดับเห็นได้ เป็นตัวเป็นตนได้ เมื่อเห็นได้ ก็รักษาได้ ไม่อย่างนั้นคำว่า รักษาศีลจะเกิดขึ้นได้อย่างไร ถ้าไม่เห็น จะไปรักษาตรงไหน และศีลจริงๆ ที่เป็นอธิศีลเกิดขึ้นตรงไหน จะรักษาได้อย่างไร จะเป็นศีลที่ยิ่งๆ ขึ้นไปที่พระอริยเจ้าท่านสรรเสริญได้อย่างไร จักร ๔ คือ นั่ง นอน ยืน เดิน ทวารทั้ง ๙ คือ ปาก ๑ จมูก ๒ ตา ๒ หู ๒ ทวารหนัก ทวารเบา ยังใช้การได้ดีอยู่ไหม เอามาใช้ในการฝึกตน ทนหิว บำเพ็ญตบะ เป็นพระแท้ให้ได้ทุกอนุวินาที เพราะเรามีเวลาจำกัด วันคืนล่วงไปๆ ลูกพระธรรมทายาททุกรูปทำอะไรกันอยู่ ต้องบวชให้ได้ ๒ ชั้นนะลูกนะ แล้วก็ต้องยกชั้นเข้าถึงธรรมให้หมดเลย มาบวชกี่รูป ก็ต้องยกชั้นให้ได้ทุกรูป ให้เป็นรุ่นประวัติศาสตร์ รุ่นยกชั้น ลูกพระธรรมทายาทรุ่นมหัศจรรย์ที่จะฟื้นฟูประเพณีการบวชเข้าพรรษาที่อยู่ตลอดทั้งพรรษาด้วยความสุขใจ ปีติใจ มีความสุขหล่อเลี้ยงใจ และก็อยู่รับกฐิน ออกเดินธุดงค์ เราจะเป็นรุ่นประวัติศาสตร์ ลูกพระธรรมทายาททุกๆ รูป ต้องบวชให้ได้อย่างน้อยต้อง ๒ ชั้นนะ นึกเมื่อไรเราก็จะได้ปลื้มปีติสุข สุขใจทุกครั้ง แล้วก็ต้องปลื้มทุกอนุวินาทีเลย ทำทุกอย่างให้ดีกว่าดีที่สุด สำคัญนะ ทั้งข้อวัตรปฏิบัติกิจวัตรกิจกรรมเราทำด้วยความปีติสุข ทำให้ดีที่สุด เพราะทุกสิ่งทุกอย่างที่เราทำนั้นล้วนเป็นทางมาแห่งบุญของตัวเรา แล้วก็ถึงแก่โยมพ่อโยมแม่ ผู้นำบุญ หมู่ญาติ สรรพสัตว์ทั้งหลาย ๑๐ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๔ ------------------------------------------------- ๕๕. รักแม่ต้องเป็นพระแท้ รักแม่ต้องเป็นพระแท้ ยิ่งเป็นพระแท้ได้มากเท่าไร โยมพ่อโยมแม่ยิ่งได้บุญมากเพิ่มขึ้นเป็นทับทวี ตอนนี้โยมพ่อโยมแม่ ท่านกำลังรอคอยอยากจะได้บุญจากพระลูกชายมากๆ ขึ้นอยู่กับว่า เรารักท่านมากแค่ไหน ถ้าอัศจรรย์ชายก็ต้องรักยิ่งกว่าหมดหัวใจ เพราะตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดาจนมาถึงวันที่ท่านรอคอย ความลำบากตลอดชีวิตของท่านทั้งสองรอคอยเพียงวันนี้วันเดียว คือ วันบวชของพระลูกชาย เพราะฉะนั้น...ถ้ารักโยมพ่อโยมแม่ ก็ต้องเป็นพระแท้ให้เกิน ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ การที่ช่วยปิดอบายแล้วเปิดประตูสวรรค์ให้ท่าน หรือที่เราได้ยินว่า ให้ท่านเกาะชายผ้าเหลืองไปสู่สวรรค์นั้น ไม่ใช่เรื่องพูดกันเล่นๆ หรือเป็นเรื่องเล็กๆ เพราะชีวิตในอบายนั้นทุกข์ทรมานและยาวนานมาก สวรรค์ก็สุขยาวนานเช่นกัน นี่เป็นเรื่องสำคัญที่เรามองข้ามไปไม่ได้ “บุญ” เกิดขึ้นตั้งแต่ตอนที่เราตัดสินใจบวชแล้ว แม้ยังไม่ได้บวชก็ตาม แต่บุญนั้นเกิดขึ้นที่เราแล้วไปถึงท่าน มันเป็นจุดเริ่มต้นที่เป็นทางมาแห่งบุญ และเมื่อเราตัดสินใจทิ้งทุกอย่าง วางทุกสิ่งจริงๆ แล้วก็เข้ามาวัด บุญเกิดขึ้นอีกวาระ เมื่อเราตัดสินใจบวช เราเข้าข่ายที่จะเข้าใกล้การเป็นเทือกเถาเหล่ากอของสมณะ ความบริสุทธิ์ต้องเริ่มตั้งแต่เราตัดสินใจแล้ว ต้องทิ้งทุกอย่างจริงๆ น้ำเมา บุหรี่ ยาเสพติด สิ่งไม่ดีต่างๆ ต้องเอาออกไปให้เกลี้ยงจากตัวเรา แต่ถ้ายังแอบนำมาวัด อย่างนี้บุญหย่อนลงมา เพราะความไม่บริสุทธิ์มลทินของใจเกิดขึ้นแล้ว ไม่อยู่ในร่องรอยแห่งความเป็นพระแท้ การได้มาบวชเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดในชีวิตของเราที่ได้เกิดมาในชาตินี้ เพราะเป็นเส้นทางของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งเราก็รอคอยวันนี้มายาวนาน ไม่ใช่แค่อย่างน้อย ๒๐ ปี ของอายุเรา พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์รอคอยมากว่า ๒๐ อสงไขยแสนมหากัป แล้วก็ถ่ายทอดคำสอนตกทอดมาถึงเรา เพราะฉะนั้นต้องทำความบริสุทธิ์ให้สมกับที่เรารอคอย ไม่ใช่เฉพาะบิดามารดารอคอยอย่างเดียว เราก็รอคอยด้วย แต่เราไม่รู้ตัวเองว่า เรากำลังรอคอยอะไรอยู่ แต่มีสำนึกลึกๆ ในใจว่า เรากำลังแสวงหาอะไรบางอย่าง ซึ่งเราก็ไม่รู้เหมือนกัน เพราะฉะนั้นวันนี้คือวันแห่งความสมปรารถนาของเราแล้ว ดังนั้น เมื่อเรามีบุญได้เกิดเป็นชาวพุทธ มีบุญในการตัดสินใจมาบวช เราต้องมีวาสนาในการฝึกตน ทนหิว บำเพ็ญตบะให้เป็นพระแท้ให้ได้ ให้นึกแล้วปลื้มทุกวัน วันต่อคืน นึกถึงเมื่อไรก็ปลื้ม นึกย้อนหลังก็ปลื้ม อยู่ตามลำพังก็ปลื้ม เวลาเล่าให้ลูกหลานฟังหรือญาติสนิทมิตรสหายฟังเขาก็ปลื้ม และเกิดแรงบันดาลใจจะทำอย่างเราบ้างหมายความว่า เราก็เป็นต้นบุญต้นแบบที่ดีของเพื่อนมนุษย์ เป็นประดุจดวงตะวันที่มีแสงสว่างในตัว แล้วก็ยังให้แสงสว่างต่อสรรพสัตว์และสรรพสิ่งทั้งหลายด้วย ไม่ใช่เรื่องธรรมดาเลย ในการเข้ามาสู่โครงการบวชพระ ๑๐๐,๐๐๐ รูป ในคราวนี้ ครูไม่ใหญ่ว่า ไม่ใช่เรื่องยุ่งยากลำบากอะไร สำหรับบางคนที่ห่วงใยพูดผ่านทางอากาศว่า มันจะมีระบบระเบียบได้อย่างไร บวชตั้ง ๑๐๐,๐๐๐ รูป หลวงพ่อว่า มันเรื่องเล็กสำหรับอัศจรรย์ชาย เมื่อเราเป็นอัศจรรย์ชาย เราจะต้องฝึกตนให้หนัก จนเทวดาทนไม่ไหว แม้ในเทวโลกจะมีความสุขสำราญเพียงใดก็ตาม ก็ต้องมาร่วมอนุโมทนาบุญกับอัศจรรย์ชายที่มาบวชกับโครงการบวชพระ ๑๐๐,๐๐๐ รูป เราจะริบสายตาของชาวสวรรค์ให้ไม่สนใจดูอย่างอื่นที่น่าเพลิดเพลินในเทวโลก ให้มาดูแต่เราอย่างเดียว ดูทั้งวันทั้งคืน เพราะดูอย่างอื่นยังมีอิ่ม แต่ดูเราแล้วไม่อิ่ม ไม่เบื่อ เราต้องฝึกตนของเราให้ได้อย่างนี้นะ ตอนนี้เราอยู่ในสายตาของชาวสวรรค์นะลูกนะ ชาวสวรรค์เวลาเขาดู เขาดูได้ไกลและลึกซึ้ง เพราะฉะนั้นเราต้องฝึกตนทนหิวบำเพ็ญตบะกันให้ดี ให้มือที่สวยงามของชาวสวรรค์ยกประคองอัญชลีอนุโมทนาสาธุการด้วยความปลื้ม มือของชาวสวรรค์ไม่ใช่ว่าจะประคองอัญชลีให้กับใครได้ง่ายๆ ไม่ใช่มือมนุษย์นะ การที่มือเทวดาเขาประคองอัญชลีขึ้นมา แปลว่า บุคคลนั้นมีความดี มีความบริสุทธิ์เหลือเฟือที่เขาจะต้องมาประคองอัญชลี อนุโมทนาสาธุการ เพราะฉะนั้น ให้แต่ละวัน แต่ละคืน ทุกอนุวินาทีเข้าสู่กระบวนการฝึกตนเป็นพระแท้ ในโครงการบวชพระ ๑๐๐,๐๐๐ รูป ต้องบริสุทธิ์บริบูรณ์ แม้ไม่ถึงขั้นพระอรหันต์ แต่อยู่ในระดับบวช ๒ ชั้น คือ ภายในให้เราหาพระในตัวให้เจอ เราจะเป็นพระก่อนบวชพระ อย่างนี้อัศจรรย์ชาย เราบวชกันทั้งทีไม่ใช่เกิดขึ้นได้ง่ายๆ ดังนั้นต้องทำให้ในระดับที่โลกธาตุหวั่นไหวให้ได้ ด้วยความบริสุทธิ์กายวาจาใจ จากการฝึกฝนอบรมตนเองของเรา ความบริสุทธิ์ไม่ใช่ได้มาเพราะใครบันดาลให้ แต่ได้มาเพราะเราฝึกตน การที่เราจะภาคภูมิใจอะไรก็ต้องเกิดจากเราสามารถทำสิ่งที่ใครๆ ว่า ทำได้ยาก จนกระทั่งถึงยากที่สุด แต่เราทำได้ นี่เป็นเรื่องที่จะทำให้เกิดความปีติและภาคภูมิใจ เพราะฉะนั้น การฝึกตน ทนหิว บำเพ็ญตบะให้เป็นพระแท้ ต้องเริ่มเลยนะลูกนะ อะไรที่เป็นอุปสรรคต่อการฝึก เราเอาไปขว้างทิ้งเลย เอาออกจากใจ เอาออกจากกระเป๋า ฝูงนกก็ต้องเข้าฝูงนก ฝูงปลาก็ต้องอยู่ในหมู่ปลา บัณฑิตก็อยู่ในหมู่บัณฑิต เราจะไปหาปลาก็ต้องไปหาในฝูงปลา หาเงินก็ต้องไปหาที่แหล่งเงิน หาผู้มีบุญก็ต้องมาหาที่พระแท้ และถ้าอยากจะหาบุญก็ต้องไปหาแหล่งแห่งเนื้อนาบุญ ๒๐ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๓ ------------------------------------------------- ๕๖. ทุกคนอยากเจอพระแท้ ตัวเราเองยังต้องการทำบุญกับผู้บริสุทธิ์ เพราะมีความรู้สึกว่า ทำแล้วจะได้บุญมาก เพราะเราเชื่อว่า บุญเป็นบ่อเกิดแห่งความสุขและความสำเร็จของชีวิต ตั้งแต่ปุถุชนจนกระทั่งเป็นพระอริยเจ้า ขอให้เราได้รู้เถิดว่า ผู้บริสุทธิ์ ผู้บรรลุธรรมอยู่ที่ไหนก็ตาม จะเป็นในป่า ในเขา ในห้วย หนอง คลอง บึง ในทะเล ตามเกาะแก่งต่างๆ เราจะเพียรพยายามไปหา เพื่อหวังที่จะได้บุญได้กุศลเต็มที่ ผู้ที่เขาเดินทางมาวัดเราก็เช่นเดียวกัน จะภายในประเทศหรือต่างประเทศก็ดี ที่เขาเข้าใจเรื่องราวความจริงของชีวิต เขาก็ต้องการบุญ อยากจะตักตวงบุญกุศลอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาวะที่เกิดวิกฤตศรัทธาในพระพุทธศาสนาในยามนี้ ถ้าหากเขาเดินทางไกลมาด้วยความเหนื่อยยาก แล้วมาเจอเนื้อนาบุญ เจออายุพระพุทธศาสนาที่แท้จริง นั่นคือความรู้สึกปีติ มหาปีติ เป็นสิ่งที่จะทดแทนความยากลำบากที่เขาได้เดินทางไกลมา และได้ทดแทนความยากลำบากในการแสวงหาทรัพย์ของเขาที่ต้องเอาชีวิตเป็นเดิมพันมาเพื่อแสวงบุญ แต่เขาจะรู้ได้อย่างไร ในเมื่อเขาไม่มีดวงตาเอกซเรย์ ที่จะมองดูลึกเข้าไปในใจของเราว่า เรามีความบริสุทธิ์บริบูรณ์แค่ไหน สิ่งที่เขาจะมองเห็นได้นั้นมีหลายชั้น เช่นเดียวกับเรามองดูต้นไม้ ก็เห็นตั้งแต่เปลือก กระพี้ แก่น เข้าไปเรื่อยๆ เรียงไปตามลำดับ เขาก็จะมองเห็นตั้งแต่ภายนอกของเรา ตั้งแต่การนุ่งห่ม การครองจีวร การนั่ง นอน ยืน เดิน อากัปกิริยา บุคลิกต่างๆ ถ้อยคำพูดที่เป็นไปตามธรรมชาติของเรา มันกลั่นออกมาจากใจที่บริสุทธิ์สะอาดแค่ไหน ถ้าหากเรามีพระอยู่ในใจ คิดแบบพระ พูดแบบพระ ทำแบบพระ และเห็นพระอย่างแท้จริงภายในด้วย สิ่งนั้นจะปรุงแต่งอากัปกิริยา บุคลิกภาพ กระแสแห่งความบริสุทธิ์ให้เกิดขึ้นกับตัวของเราเอง โดยที่เราไม่ต้องไปทำอะไรเลย แค่ทำใจให้หยุดให้นิ่งเข้าถึงพระ พอถึงตรงนั้น ท่านก็จะถ่ายทอดมาเป็นอากัปกิริยา บุคลิกภาพ และกระแสคลื่นที่แผ่ซ่านออกมาจากตัวของเราออกไปในบรรยากาศ เป็นสิ่งที่เรามองไม่เห็นด้วยตา แต่เขาสามารถสัมผัสได้ด้วยใจว่า องค์นี้เป็นเนื้อนาบุญ หลวงพ่อยังไม่หวังถึงขั้นว่า เราเป็นพระอริยเจ้า เอาแค่ว่า เข้าถึงไตรสรณคมน์ มีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง เข้าถึงพุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ สังฆรัตนะ มีพระธรรมกายปรากฏอยู่ชัดใสแจ่มอยู่ภายใน ถึงขนาดนี้ก็ได้ชื่อว่า เป็นทักขิไณยบุคคลเบื้องต้น นั่นคือ เนื้อนาบุญอันประเสริฐ สำหรับผู้ที่แสวงบุญ เป็นสิ่งที่จะทดแทนความยากลำบากและความปรารถนาของเขา เพราะฉะนั้นให้ตั้งใจมั่นว่า เราจะต้องเป็นเนื้อนาบุญที่ดี คิดพูดทำแบบพระ หมั่นฝึกฝนอบรมตนเอง และฝึกใจให้หยุดนิ่งให้ได้ ๒๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ ------------------------------------------------- ๕๗. ทำไมต้องสถาปนาเส้นทางมหาปูชนียาจารย์ เราจะไปเดินธรรมยาตราในเส้นทางมหาปูชนียาจารย์กันนะ เส้นทางนี้เป็นเส้นทางที่สำคัญมากๆ เพราะว่าเป็นเส้นทางที่พระเดชพระคุณหลวงปู่ พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) พระผู้ปราบมาร ได้เดินทางตรงนี้มาก่อน เราเป็นลูกเป็นหลานท่านในรุ่นหลังๆ ต้องเดินตามรอยนี้ ถ้าเราไม่สถาปนาเส้นทางมหาปูชนียาจารย์นี้ขึ้นมา เดี๋ยวเรื่องราวที่สำคัญสำหรับทุกๆ คนในโลกจะเลือนหายไป เพราะกว่าท่านจะบังเกิดขึ้นได้ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลย พญามารกันนักกันหนาทีเดียว กว่าจะได้มาบังเกิดขึ้น เมื่อท่านมาบังเกิดขึ้นแล้ว ทำให้การค้นคว้าคำสอนดั้งเดิมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่เลือนหายไปกว่า ๒,๐๐๐ ปี หวนกลับคืนมาใหม่ ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง ถ้าไม่ได้ท่านรื้อฟื้นขึ้นมาใหม่ มนุษย์ก็จะไม่แตกต่างจากก่อนสมัยพุทธกาล คือ เกิดมาก็จะไม่รู้เรื่องราวเกี่ยวกับตัวของตัวเองว่าเกิดมามีทุกข์ ก็จะหาที่พึ่งที่ระลึกที่แท้จริงไม่ได้ ทั้งๆ ที่ที่พึ่งที่ระลึกที่แท้จริงมีอยู่ในตัวของทุกๆ คนในโลก พระเดชพระคุณหลวงปู่ท่านถึงเป็นบุคคลที่สำคัญของโลกและจักรวาล ที่ฟื้นฟูสิ่งนี้กลับคืนมาใหม่ ทำให้ทุกคนซึ่งเป็นลูกเป็นหลานท่านรู้เรื่องราวว่า ที่พึ่งที่ระลึกที่แท้จริงนั้นอยู่ภายในตัวของทุกๆ คนในโลก คือ พระธรรมกายนั่นเอง แล้วก็เข้าถึงได้ด้วยวิธีการหยุดใจนิ่งๆ อยู่ที่ฐานที่ ๗ นี่จึงเป็นเรื่องที่สำคัญ คำสอนนี้หรือสิ่งที่ท่านค้นพบนี้ เป็นพยานยืนยันแห่งการตรัสรู้ธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งไม่ควรจะสูญหายไปจากโลกใบนี้ ทีนี้การจะไม่สูญหาย จะต้องมีการสืบทอดต่อในทุกๆ ด้าน ทั้งด้านการปฏิบัติตามคำสอนของท่าน กับอีกประการหนึ่ง คือ เส้นทางมหาปูชนียาจารย์ เพราะกว่าที่ท่านจะมาค้นพบธรรมกาย และค้นพบวิชชาธรรมกาย เกี่ยวกับเรื่องราว การปราบมารของท่าน ท่านก็ต้องผ่านเส้นทางเหล่านี้มาก่อน ถ้าเราไม่สถาปนา ก็จะค่อยๆ เลือนหายไป แม้แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเราพระองค์นี้ ทั้งแดนประสูติ ตรัสรู้ ปฐมเทศนา ปรินิพพาน สถานที่ต่างๆ เหล่านี้ หากไม่มีพระเจ้าอโศกมหาราชท่านไปฟื้นฟูขึ้นมา แล้วก็มีเสาหินปักเป็นพยานทางวัตถุ ที่จะบอกให้ชาวโลกในรุ่นหลังๆ ได้รู้ว่า บริเวณตรงที่ปักเสาหินนี้ คือที่บังเกิดขึ้นของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตั้งแต่การประสูติ ตรัสรู้ แสดงปฐมเทศนา กระทั่งดับขันธปรินิพพาน แต่แม้มีการปักเสาหินอย่างนี้ ในประเทศเนปาลแดนประสูติของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ครั้งหนึ่งพุทธศาสนายังเลือนหายไปจากตรงนั้นถึง ๕๕๐ ปี ทั้งๆ ที่พระเจ้าอโศกมหาราชได้ปักเสาหิน เพื่อจะบอกให้ชาวโลกรู้ว่า ตรงนี้คือที่ประสูติ ยังเลือนหายไปเลย ถ้าพระเจ้าอโศกมหาราชไม่ได้ปักเสาหิน เราก็จะไม่ทราบเลยว่า ตรงไหนคือสังเวชนียสถาน ๔ แห่ง เพราะฉะนั้น ลูกทุกรูปอาจจะยังไม่ทราบว่า เราเป็นบุคคลสำคัญอย่างยิ่งไม่แตกต่างจากพระเจ้าอโศกมหาราชในยุคโน้น เป็นอีกภารกิจหนึ่งของชีวิตในสังสารวัฏ ของพระเจ้าอโศกนั้นเกี่ยวกับเรื่องของภาคโปรด ส่วนของเราเกี่ยวกับเรื่องของภาคปราบ ปราบ คือ ปราบพญามาร ซึ่งเป็นต้นเหตุแห่งปัญหาทั้งปวงของสรรพสัตว์และสรรพสิ่งทั้งหลาย วันใดที่ลูกทั้งหมดนี้ได้เข้าถึงพระธรรมกาย ได้พิสูจน์แล้วว่า มีจริง ดีจริง ถึงตรงนั้นเรามีอุปกรณ์ศึกษาเรียนรู้ในสิ่งที่หลวงพ่อได้พูดในวันนี้ นี่เป็นเรื่องที่สำคัญ ตรงนี้ ประโยคนี้ ลูกต้องจำเอาไว้ให้ดีว่า เราจะต้องไปศึกษาเรียนรู้ค้นคว้าเรื่องนี้ให้ได้ แล้วเราจะยิ่งซาบซึ้งว่า ทำไมหลวงพ่อถึงต้องสถาปนาเส้นทางมหาปูชนียาจารย์นี้ นี่เป็นเรื่องที่สำคัญ ความปลื้มปีติจะมีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ว่า การมาบวชของเราในคราวนี้ เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่อย่างที่เราคาดไม่ถึงเลย ซึ่งเราไม่รู้เนื้อรู้ตัวเลย เราก็นึกว่า เรามาเพราะมีผู้นำบุญไปบอกบ้าง หรือมาด้วยเหตุอันใดก็ตาม แต่ความจริงแล้วเป็นเรื่องของบุญเก่า และเป็นภารกิจสำคัญที่ติดตัวลูกทุกๆ รูปมา โดยที่ยังไม่ทราบตัวเองเลย เพราะว่ายังไม่ได้เข้าถึงพระธรรมกายในตัวที่สมบูรณ์ ถ้าลูกได้เข้าถึงพระธรรมกายในตัวอย่างสมบูรณ์ เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับพระธรรมกายในตัว ตอนนั้น วันนั้น เราจะได้ศึกษาเรียนรู้ทบทวนตามคำสอน หรือคำที่หลวงพ่อได้กล่าวในวันนี้ก็จะแจ่มแจ้งขึ้น และมหาปีติจะเกิดขึ้นกับลูกทุกๆ รูปว่า การมาบวชในคราวนี้ แม้จะมาด้วยเหตุต่างๆ ก็ตาม แต่ความจริงแล้วเป็นภารกิจอันยิ่งใหญ่ของลูกทุกรูป ที่ติดตัวมาข้ามชาติ ประโยคนี้ก็ให้จำเอาไว้ แม้เราจะยังไม่เข้าใจ เพราะยังใหม่สำหรับเราซึ่งมาบวชใหม่ เพิ่งมารู้จักกับหลวงพ่อในโครงการนี้เท่านั้น แต่ให้จำประโยคที่กล่าวทั้งหมดในวันนี้ จำไว้ให้ดี วันใดที่เข้าถึงพระธรรมกาย วันนั้นเราจะได้ศึกษาเรียนรู้ร่วมกัน ในตำแหน่งเดียวกัน คือ ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ด้วยใจดวงเดียวกัน นี่เป็นเรื่องที่สำคัญนะ ภารกิจตรงนี้ติดตัวมาให้เราได้มาบวชคราวนี้ ได้มาเดินธรรมยาตราในภารกิจกอบกู้พระพุทธศาสนาให้กลับมาเฟื่องฟูเหมือนย้อนยุคพุทธกาล หรืออย่างน้อยเหมือนยุคโบราณกาลที่ผ่านมา ๑๒ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๔ ------------------------------------------------- ๕๘. กองพันธรรมยาตรา เพื่อการฟื้นฟูพระพุทธศาสนา การเดินธรรมยาตราในคราวนี้ มีความสำคัญต่อพระพุทธศาสนาในยามนี้มาก ลูกจะอยู่ในสายตาของมนุษย์และเทวดาทั้งหลาย ในยามที่พระพุทธศาสนากำลังถูกผู้ที่ไม่ประสงค์ดีคิดทำลายในทุกรูปแบบ ศรัทธาของชาวพุทธถูกเขย่าให้คลอนแคลน เราจะต้องไปกู้สิ่งนี้ให้กลับคืนมาให้ได้ จากการออกเดินธรรมยาตราในเส้นทางพระผู้ปราบมาร ด้วยอากัปกิริยาที่สงบเสงี่ยม สง่างาม มีปีติสุขหล่อเลี้ยงใจ สมกับเป็นเนื้อนาบุญ เป็นบุตรแห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ให้ผู้ที่พบเห็นแล้ว เขาเกิดกุศลศรัทธาเลื่อมใสในพระรัตนตรัย จากการเห็นข้อวัตรปฏิบัติของพวกเราทุกรูป “การเห็น” เป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญ ที่จะยังพระศาสนาให้เจริญรุ่งเรืองหรือสืบทอดต่อไปเรื่อยๆ เหมือนสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช หลังพุทธกาลประมาณ ๒๐๐-๓๐๐ ปี พระศาสนาก็เสื่อมลงมาคล้ายๆ กับยุคนี้ แต่มีสามเณรรูปหนึ่ง ชื่อ “สามเณรนิโครธ” ท่านเดินอยู่ด้วยอากัปกิริยาที่สงบเสงี่ยม สง่างาม สมเป็นเทือกเถาเหล่ากอของสมณะ พอดีมาในจังหวะที่พระเจ้าอโศกทอดพระเนตรเห็นจากช่องหน้าต่าง แต่ท่านนึกว่า เป็นนักบวชประเภทหนึ่ง เพราะยุคนั้นมีนักบวชหลายประเภท อีกทั้งใจของพระเจ้าอโศกก็หมกมุ่นกับการขยายพระราชอาณาจักร ทำศึกสงครามมาตลอด ไม่ได้ให้ความสนใจเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้ อากัปกิริยาของสามเณรนิโครธเพียงรูปเดียวที่เดินอย่างสงบเสงี่ยม สง่างาม ทำให้พระองค์เกิดพระราชศรัทธาขึ้นในระดับหนึ่ง คือ อยากรู้จัก อยากพูด อยากคุย อยากซักถามว่า เป็นนักบวชประเภทไหน ทำไมถึงต้องบวช มีวัตถุประสงค์อะไร แล้วใครเป็นผู้อบรมสั่งสอน สอนว่าอย่างไร เป็นต้น จึงได้ให้มหาดเล็กไปอาราธนาสามเณรนิโครธเข้ามาในพระราชวัง แล้วการสนทนาธรรมจึงเกิดขึ้น ซึ่งนำไปสู่พระราชศรัทธาของพระเจ้าอโศกมหาราช เมื่อพระองค์ทรงแจ่มแจ้งหายสงสัยในเรื่องราวความเป็นจริงของชีวิต จากการได้พูดคุยซักถามกับสามเณรนิโครธ สามเณรก็แสดงธรรมไปตามที่ได้ศึกษาเรียนรู้มาจากที่ได้ปฏิบัติมา เมื่อพระราชศรัทธาเกิดขึ้นในพระทัยของพระเจ้าอโศกมหาราช การฟื้นฟูพระพุทธศาสนาจึงเกิดขึ้นไปทั่วราชอาณาจักร มหาเจดีย์ ๘๔,๐๐๐ องค์ ก็ถูกสร้างขึ้นในหลายแห่งทั่วพระราชอาณาจักร และพระศาสนาก็ตั้งมั่นเรื่อยมา จนกระทั่งเกิดพระราชศรัทธาส่งตัวแทนของพระองค์ออกบวช แล้วขยายพระพุทธศาสนาไปทั่วโลก นั่นแค่การเห็นสามเณรนิโครธเพียงรูปเดียว พระศาสนาในยุคนั้นยังขยายไปได้ทั่วโลก แล้วสืบทอดมากระทั่งถึงยุคเราในปัจจุบันนี้ ในภาวะนี้พระพุทธศาสนาในผืนแผ่นดินไทยก็กำลังถูกทำให้สั่นคลอนให้ตกต่ำคล้ายๆ อย่างนั้น กองพันเนื้อนาบุญนี่แหละ จะต้องไปยอยกพระพุทธศาสนาให้สูงขึ้น จากการเดินธรรมยาตรา กตัญญูบูชามหาปูชนียาจารย์ พระผู้ปราบมาร ในอนุสรณ์สถาน ๗ แห่งนี้ ให้ยุคของเราเป็นยุคที่พระพุทธศาสนาวิชชาธรรมกายเจริญรุ่งเรืองสูงที่สุด และขยายไปได้ทั่วโลก ต้องให้เป็นอย่างนี้ให้ได้ นี่เป็นเรื่องสำคัญนะลูกนะ จะได้เป็นบารมีพิเศษของลูกทุกๆ รูป ที่ได้ปฏิบัติภารกิจตรงนี้ สิ่งที่จะทำให้เกิดขึ้นดังกล่าวนี้ ขึ้นอยู่กับการบำเพ็ญสมณธรรมของลูก ข้อวัตรปฏิบัติ กิจวัตรกิจกรรม ที่ลูกๆ กองพันเนื้อนาบุญทุกรูปได้ร่วมแรงร่วมใจกันเป็นหนึ่งเดียว ทำให้เกิดขึ้น ด้วยปีติสุขหล่อเลี้ยงใจ คือ มีความสุขในทุกอิริยาบถ ในทุกข้อวัตรกิจกรรม ในทุกหนทุกแห่ง ทั้งภายในวัดและนอกวัด การเดินธรรมยาตรานี้ มองกลางมองทางอย่างมีปีติสุขหล่อเลี้ยงใจ อย่างสงบเสงี่ยม สง่างาม อย่างองอาจด้วยความปีติและภาคภูมิใจ มีปีติสุขหล่อเลี้ยงใจอยู่ตลอดเวลา และถ้าเราสามารถเข้าถึงพระภายในได้ ได้ชื่อว่าบวช ๒ ชั้น ทั้งภายนอกภายในอย่างน้อยอย่างนี้ ก็จะยิ่งเป็นที่ตั้งแห่งศรัทธาของผู้ที่ได้พบเห็นทั้งมนุษย์และเทวดาทั้งหลายได้ ลูกจะมีปีติสุข ผู้ที่จะมาร่วมโปรยดอกดาวรวย (ดาวเรือง) เขาก็มีปีติสุขตามไปด้วย ผู้ที่ไม่มีศรัทธาก็จะมามีศรัทธา ที่มีศรัทธาอยู่แล้ว ศรัทธาก็จะยิ่งเพิ่มพูนมากขึ้น พระศาสนาก็จะถูกยอยกให้สูงขึ้น แล้วขยายไปทุกภูมิภาคทั่วโลก อานิสงส์ใหญ่ก็ย้อนกลับคืนมาสู่ลูกทุกคน ถึงโยมพ่อโยมแม่ บรรพบุรุษ หมู่ญาติ สรรพสัตว์ทั้งหลาย นี่เป็นสิ่งที่จะบังเกิดขึ้น เพราะฉะนั้น วันเวลาที่เหลืออยู่ ให้ตั้งใจฝึกตน ทนหิว บำเพ็ญตบะ เป็นพระแท้ให้ได้ ด้วยความรัก ด้วยความปรารถนาดีซึ่งกันและกัน ด้วยความยิ้มแย้มแจ่มใส ปีติเบิกบาน รู้รักสามัคคีกัน ให้อภัยกัน เป็นหนึ่งเดียวกัน เป็นกองพันเนื้อนาบุญที่แท้จริง ลูกต้องฝึกให้ไปถึงจุดนี้ให้ได้ หากลูกฝึกใจให้ใจหยุดนิ่งอยู่ภายใน มีความสุขภายในนั่นแหละ จะทำให้สิ่งที่หลวงพ่อพูดมาทั้งหมดนั้นบังเกิดขึ้นได้อย่างง่ายๆ ถ้าใจของลูกกองพันเนื้อนาบุญหยุดนิ่งได้สนิทติดอยู่ในกลางกายได้ทั้งหมดทุกรูป สิ่งนี้ก็จะเกิดขึ้นได้อย่างง่ายๆ เพราะ “หยุดเป็นตัวสำเร็จ” ทั้งทางโลกและทางธรรม ทั้งภายนอกและภายใน ให้ลูกตั้งใจฝึกกันนะ ๒๒ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๘ ------------------------------------------------- ๕๙. ดวงประทีป แห่งพระพุทธศาสนา การที่ลูกทุกรูปได้มาบวชในคราวนี้ มาด้วยบุญเก่าที่สั่งสมมาดีแล้วในอดีตชาติได้จังหวะส่งผล ให้ทิ้งทุกอย่าง วางทุกสิ่ง แล้วก็มาบวช บวชแล้วก็ได้มาฝึกตน ทนหิว บำเพ็ญตบะ เป็นพระแท้ กระทั่งอยู่รับกฐิน เดินธุดงค์ ไปพัฒนาวัดร้างเป็นวัดรุ่ง แล้วก็มาสู่ภารกิจที่สำคัญ คือ การเดินธรรมยาตรา กตัญญูบูชาแด่พระเดชพระคุณหลวงปู่ พระผู้ปราบมาร ในเส้นทางที่ท่านเคยเดินมาก่อน สมัยที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ ลูกได้มาสู่โครงการนี้ทั้งหมด มาด้วยบุญบารมีเก่าที่สั่งสมไว้ แล้วก็มาเพิ่มเติมใหม่ ณ ช่วงเวลานี้เป็นช่วงรอยต่อที่สำคัญ เมื่อชาวพุทธถูกกระแสโลก กระแสสื่อ กระแสสารพัดทั้งหมดมาจากทุกทิศทุกทาง ทำให้ห่างเหินจากพระพุทธศาสนา ศรัทธาเริ่มคลอนแคลน ไม่มั่นคง ไม่เหนียวแน่นเหมือนสมัยปู่ย่าตายาย จังหวะนี้จึงเป็นจังหวะที่ลูกจะต้องไปทำหน้าที่เป็นผู้ให้แสงสว่าง ฉุดให้ทุกคนออกจากความมืด มาสู่ความสว่าง มาสู่ความถูกต้องและดีงาม ให้กลับมาเคารพรักในพระรัตนตรัย ในพระพุทธศาสนา อย่างน้อยก็ให้เหมือนกับปู่ย่าตายายบรรพบุรุษที่ผ่านมา หรือยิ่งกว่านั้น << ทุกย่างก้าว คือ ย่างแก้ว >> การเดินธรรมยาตรากตัญญูบูชาในคราวนี้ มีความสำคัญอย่างยิ่ง ลูกจะต้องไปเดินในฐานะที่เป็นเนื้อนาบุญที่แท้จริง แม้ยังไม่ได้เป็นพระอริยเจ้า ยังไม่ได้เป็นพระอรหันต์ก็ตาม แต่ข้อวัตรปฏิบัติ ทุกกิจวัตรกิจกรรมจะต้องเป็นสมณะแท้ พุทธบุตรแท้ จะต้องฝึกตน ทนหิว บำเพ็ญตบะ เป็นพระแท้ตลอด จนมีความรู้สึกปลื้มปีติใจ สุขใจ ภาคภูมิใจในตัวของเราว่า เราทำได้ เราเป็นพระแท้ได้ เป็นเนื้อนาบุญได้ เวลาออกเดินธรรมยาตรา ทุกย่างก้าวก็เป็นการบำเพ็ญสมณธรรม ย่างก้าวก็จะเป็นย่างแก้ว เราก็เดินตามปกติของเรา แค่เปลี่ยนอิริยาบถจากนั่งสมาธิมาเป็นเดินทำสมาธิ คือ ข้างนอกเคลื่อนไหว ข้างในหยุดนิ่ง ทุกย่างก้าวก็เป็นย่างแก้ว ใจเรานิ่งอยู่ตรงกลางกายของเราที่เราฝึกกันมาอย่างดีแล้ว ถ้าเราเดินอย่างมีปีติสุขหล่อเลี้ยงใจ ความรู้สึกว่า เราเป็นเนื้อนาบุญที่แท้จริง มันจะองอาจ สง่างาม ซึ่งเป็นไปเอง เราจะเป็นแหล่งแห่งเนื้อนาบุญที่จะโปรดมนุษย์เทวดาทั้งหลายให้พ้นจากความทุกข์ทรมานของชีวิต ปิดประตูอบาย เปิดประตูสวรรค์ แล้วก็มีสุขในปัจจุบัน ดับทุกข์ได้ มีใจรักพระพุทธศาสนา บุญเกิดขึ้นจากตัวเราถึงตัวเขา ถึงหมู่ญาติที่เขาละโลกไปแล้ว ถึงชาวสวรรค์ ถึงทุกผู้ทุกคนทุกตนที่ดูแลเราอยู่ นี่จึงเป็นเรื่องที่สำคัญ ลูกจะมีปีติสุขทุกย่างก้าวเลย เดินเหินไปเหมือนจะเลื่อนลอยไปในนภากาศ เพราะฉะนั้นการฝึกตนในตอนนี้ก่อนเดินธรรมยาตราจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง หากเราฝึกจนมีประสบการณ์ภายในที่ดี ตั้งแต่ตัวโล่ง โปร่ง เบา สบาย ตัวยืด ขยาย ตัวย่อ มีแรงดูด มีความสุข เห็นแสงสว่าง หรือเห็นภาพภายในได้แล้ว เดินธรรมยาตราจะมีความปลื้มปีติสุข ระยะทางที่ไกลเหมือนใกล้จนเราไม่คำนึงถึงเลย จะเดินไปไกลจนกระทั่งสุดขอบโลกนี้ก็ยังได้ เพราะเราไม่ได้คำนึงถึงเรื่องนั้น “พลังอยู่ที่ใจหยุด ถ้าเผลอหลุด มันก็ทรุดหมดแรง” ถ้ามีประสบการณ์ภายในดังกล่าวอย่างนี้ได้ การเดินก็จะองอาจ สง่างาม เป็นเนื้อนาบุญ เป็นที่ตั้งแห่งศรัทธา เหมือนกระถางธูปที่เขาไว้ปักธูปจุดบูชา ตัวเราเป็นประดุจกระถางธูป เป็นที่ตั้งแห่งศรัทธา โยมเขาเห็น เขาก็มีศรัทธา เขาเอาศรัทธามาตั้งไว้ที่เรา เหมือนเอาธูปมาปักไว้ในกระถาง บุญก็เกิดขึ้นกับทั้งเราและทุกๆ คน นี่จึงเป็นเรื่องที่สำคัญ โดยเฉพาะการเดินในเส้นทางพระผู้ปราบมาร เหมือนเราเดินตามรอยเท้าของท่าน ที่ท่านเดินทางมาก่อนในสมัยที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ บารมีจะเกิดขึ้นกับเราอย่างมากมาย เราจะอยู่ในสายตาของท่าน ที่ดูเราอยู่ตรงกลางกายของท่าน กลางกายของท่านจะมีองค์พระที่มีอานุภาพมากซ้อนมานับไม่ถ้วน ท่านก็จะเอาเราทั้งหมดไปไว้ในกลางท่าน ถ้าใจเราไม่หลุดจากท่าน เราก็จะได้บุญเต็มที่ เห็นท่านตลอดอย่างนี้ หรือเห็นประสบการณ์ภายในดังกล่าวตลอด บารมีพิเศษก็จะเกิดขึ้น ๑๖ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๘ ------------------------------------------------- ๖๐. รักษาจิตดวงเดียว ลูกมาจากที่ต่างๆ กัน มาอยู่รวมกันเยอะๆ อย่างนี้เพิ่งได้ไม่กี่วัน ก็อาจจะต้องปรับตัวกันนิดหน่อย สักเปอร์เซ็นต์ สองเปอร์เซ็นต์ ที่จะให้เป็นหนึ่งเดียวกัน ลูกต้องอย่าถือสากัน ให้อภัยกัน ถ้าในกรณีที่อีกฝ่ายยังไม่เข้าใจ ต้องให้อภัยกัน แล้วก็ต้องรีบกลมเกลียวเป็นหนึ่งเดียวกันให้ได้เร็วที่สุด ว่าอย่างไร ต้องว่าตามกัน เพราะเรามีเวลาจำกัด ลูกต้องเป็นต้นบุญต้นแบบของพุทธบุตรรุ่นน้องๆ ที่จะมาในภายหลัง แล้วให้กิตติศัพท์อันดีงามที่เราฝึกตน ทนหิว บำเพ็ญตบะ เป็นพระแท้ แล้วรวมเป็นหนึ่งเดียวกันได้นี้ ให้เลื่องลือไปจนกระทั่งเกิดกระแสตื่นตัวที่จะช่วยกันกอบกู้พระพุทธศาสนากันไปทั่วสังฆมณฑล จากเราถึงสังฆมณฑลทั่วประเทศ แม้เราจะเป็นพระบวชใหม่ก็ตาม สิ่งนี้ก็จะเป็นบารมีย้อนกลับมาที่ตัวลูกทุกๆ รูป ถ้าทำอย่างนี้ได้เร็ว ก็ได้บุญเร็ว ได้บารมีเร็ว และสิ่งดีๆ ก็จะเกิดขึ้นกับพระศาสนาได้เร็ว ถ้าช้ามันก็เกิดช้า เพราะฉะนั้น รีบเป็นหนึ่งเดียวกันให้ด่วนจี๋เลย เพราะตอนนี้พระศาสนาอยู่ในภาวะวิกฤติคล้ายๆ น้ำท่วมอย่างนี้แหละ ต่างก็ได้แต่รำพึงว่า ทำไมถึงเป็นอย่างนี้ ไม่รู้จะทำอย่างไร ก็บ่นกันไป บ่นกันมา ซึ่งหลวงพ่อว่ามันเสียเวลา เรามาลุยแก้ไขกันเลยดีกว่า เพราะเราจะอยู่ในโลกนี้ไม่นานเท่าไร แต่การที่จะแก้ไขตรงนี้ได้ จะต้องมีพุทธบุตรสักกลุ่มหนึ่ง เป็นต้นบุญต้นแบบที่เราได้ฝึกตนมาในระดับหนึ่ง เพราะเราเพิ่งบวชได้ไม่กี่วันไม่กี่เดือนเท่านั้นเอง จะต้องเป็นต้นบุญต้นแบบที่ดี จนกระทั่งเกิดแรงบันดาลใจไปทั่วสังฆมณฑล นี่ก็เป็นเรื่องที่สำคัญ กาลเวลาเพิ่งผ่านมาได้ไม่นานเท่าไร การศึกษาเรียนรู้เรื่องพระธรรมวินัยจะให้แจ่มแจ้งหรือแตกฉานเท่ากับผู้ที่อยู่นานๆ ก็คงจะยังไม่ได้ แต่ถ้าเรายังไปไม่ถึงตรงนั้น มันมีวิธีลัดที่จะทำให้เราเป็นหนึ่งเดียวกันกับพระธรรมวินัย พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า รักษาจิตดวงเดียวให้บริสุทธิ์ ให้ใสๆ ฝึกใจให้หยุดนิ่งอยู่ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ พอใจเราผ่องใสบริสุทธิ์ในระดับหนึ่ง ที่ยังไม่ต้องถึงกับเป็นพระอรหันต์ แค่บริสุทธิ์จนเห็นความบริสุทธิ์ปรากฏเกิดขึ้น เช่น อย่างน้อยเห็นแสงสว่าง ดวงใสๆ องค์พระใสๆ หรือเบาสบาย จนกระทั่งเราไม่เบื่อจากการนั่งสมาธิ ใจก็ผ่องใส จิตดวงเดียวก็ถูกรักษาเอาไว้แล้ว เมื่อจิตเริ่มบริสุทธิ์ในระดับหนึ่งดังกล่าว ความคิดต่างๆ ของเราก็จะเปลี่ยนแปลงไป เพราะแหล่งแห่งความคิดบริสุทธิ์ มีความผ่องใส จะคิดแต่เรื่องดีๆ พูดเรื่องดีๆ ทำแต่เรื่องดีๆ ความสำรวมระวังในพระธรรมวินัยก็จะเกิดขึ้นมาเองเป็นอัตโนมัติ แบบธรรมชาติ โดยที่เราไม่ต้องตั้งใจว่า จะต้องเคร่งเครียดในการรักษาพระธรรมวินัย แต่พระธรรมวินัยจะเป็นหนึ่งเดียวกับตัวของเราเหมือนลมหายใจเข้าออก ใจก็จะผ่องใส มีปีติสุขหล่อเลี้ยงใจตลอดเวลา จนกระทั่งถึงในระดับที่เรามีความเลื่อมใสในตัวเราว่า แม้บวชมาไม่นานก็ตาม เรายังมาถึง ณ จุดตรงนี้ได้ ซึ่งแตกต่างจากเวลาที่ผ่านมาตอนที่เราเป็นคฤหัสถ์ เมื่อเรานึกย้อนหลังไปจะเอาช่วงไหนที่เราปลื้มในตัวเราเอง ในการทำความดี บางทีเรานึกไม่ค่อยออกนะ หรือยอมรับตัวของเราเองในระดับที่เรานับถือตัวเองได้ ทั้งๆ ที่ช่วงเวลาเป็นคฤหัสถ์ที่ผ่านมามากกว่าช่วงที่เราเป็นพุทธบุตร ถ้าหากลูกทำได้อย่างนี้ พระศาสนาจะถูกฟื้นฟูขึ้นมาอย่างกะทันหันแบบโอปปาติกะ คือปุ๊บปั๊บขึ้นมาอย่างที่เราคาดไม่ถึง เราจะยิ่งมีมหาปีติว่า เรามีส่วนสำคัญในการทำสิ่งเหล่านี้ให้เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นลูกทุกรูปต้องรีบเป็นหนึ่งเดียวกัน คือ ๑. เป็นหนึ่งเดียวกับศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ๒.เป็นหนึ่งเดียวกันในหมู่เพื่อนสหธรรมิกทั้งหลาย อย่าถือสากัน ให้อภัยกัน แล้วความรักสามัคคีก็จะเกิดขึ้นกับหมู่คณะ วันเวลาที่เหลืออยู่ เราจะได้มุ่งมั่นแสวงหาสิ่งที่สำคัญสำหรับชีวิตของเรา คือ ตั้งใจปฏิบัติธรรมเพื่อให้เข้าถึงประสบการณ์ภายใน เราจะต้องไปถึงที่พึ่งที่ระลึกที่แท้จริง คือพระธรรมกายในตัวของเราให้ได้ ซึ่งตอนเป็นคฤหัสถ์ เราไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อนเลย มีเพียงบางรูปเท่านั้นที่พอจะได้ยินได้ฟังมาบ้าง แต่ก็ไม่เคยมีประสบการณ์ภายในอย่างนี้ แต่ตอนนี้โอกาสมาถึงแล้ว ที่เราจะต้องเข้าไปถึงที่พึ่งที่ระลึกที่แท้จริงที่อยู่ภายในตัวของเรา คือ พระธรรมกายให้ได้ นี่เป็นเรื่องที่สำคัญ ถ้าถึง ณ ตอนนั้น เราจะได้ปฏิบัติภารกิจที่ยิ่งใหญ่ ที่หลวงพ่อใช้คำว่า อสาธารณะ คือ ไม่ใช่ว่าใครๆ ก็ทำได้ ถ้าทำได้ เขาก็ทำมานานแล้ว ไม่ว่าพระ ไม่ว่าโยม หรือไม่ว่ามนุษย์หรือเทวดา แต่ตอนนี้ลูกยังไม่รู้ตัวเองว่า ลูกเป็นบุคคลสำคัญสำหรับภารกิจนี้ ซึ่งจะมีผลต่อพระศาสนาในอนาคต และมวลมนุษยชาติทั่วโลก บางทีเราก็นึกว่า เราก็คนธรรมดา ก่อนมาบวชก็ทำมาหากินทั่วๆ ไป เป็นกุลบุตรมาจากหลากหลายตระกูล หลากหลายอาชีพ เราก็รู้เพียงแค่นี้ แต่ ณ วันนี้ ลูกต้องรู้เพิ่มขึ้นว่า ลูกเป็นบุคคลสำคัญสำหรับภารกิจนี้ เพราะฉะนั้นต้องทำให้สมกับที่เราเป็นบุคคลสำคัญสำหรับภารกิจตรงนี้ ลูกมีบุญเก่ากันมาทุกรูป แต่เราไม่รู้ตัว เรารู้แต่ว่า ชีวิตที่เราเกิดมาในปัจจุบันนี้มันก็ไม่ค่อยจะสุขสบายบ้าง หรือสุขสบายบ้างนิดหน่อยไปตามอัตภาพ นั่นคือสิ่งที่เราเห็นด้วยตามนุษย์ แต่สิ่งที่ลึกไปกว่านั้น ลูกยังมองไม่เห็น แต่วันใดที่ได้เข้าถึงพระธรรมกาย แล้วเรามาศึกษาวิชชาธรรมกาย ซึ่งพระเดชพระคุณหลวงปู่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ พระผู้ปราบมาร ท่านค้นพบขึ้นมา เราจะได้มาศึกษาตรงนี้ ตอนนี้ให้รับทราบไปอีกระดับหนึ่งว่า ลูกเป็นผู้มีบุญมาก บุญเก่าเราเพียงพอ เหลือแต่ปัจจุบันนี้จะต้องประกอบความเพียรกันอย่างเต็มที่ ให้เต็มกำลัง อย่างถูกหลักวิชชา ต้องถูกหลักวิชชาด้วยจึงจะได้ผล ได้เข้าถึงประสบการณ์ภายใน ณ จุดที่หลวงพ่ออยากให้ลูกเข้าถึง จุดที่เราสามารถไปศึกษาวิชชาธรรมกายได้ คือ เข้าถึงพระธรรมกายในตัว บุญเรามี เหลือแต่ความเพียร หรือความขยันที่จะนั่ง และถูกหลักวิชชา ต้องจำตรงนี้ให้ดี ๑๔ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๔ ------------------------------------------------- ๖๑. ประดุจพระอาทิตย์ พระจันทร์ บวชแล้วต้องให้เป็นประดุจพระอาทิตย์และพระจันทร์รวมอยู่ในตัวของเรานะ เป็นประดุจพระอาทิตย์พระจันทร์รวมอยู่ในตัวของเราเป็นอย่างไร ก็จากข้อวัตรปฏิบัติที่เราฝึกตน ทนหิว บำเพ็ญตบะ เป็นพระแท้ ใจหยุดนิ่งที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ตรงนี้ ให้ความสว่างภายในเป็นรัศมีธรรมแผ่ขยายมาถึงกายหยาบของเรา ลูกต้องฝึกให้ได้อย่างนี้นะ ให้ญาติโยม หรือใครๆ เขาดูเราจากที่ไกลๆ เหมือนเห็นดวงอาทิตย์ในยามเที่ยงวัน คือ สว่างจ้ามาเลย แต่พอเขาเข้าใกล้มาคุยกับเราแล้ว ให้เขารู้สึกเย็นฉ่ำเหมือนอยู่กับพระจันทร์ในคืนวันเพ็ญ ลูกจะต้องเอาทั้งพระอาทิตย์ทั้งพระจันทร์รวมอยู่ในตัว ดูแต่ไกลต้องให้สว่างเหมือนดวงอาทิตย์ แต่พอเข้าใกล้ๆ ทำไมเย็นฉ่ำเหมือนพระจันทร์ในคืนวันเพ็ญ จะเป็นอย่างนี้ได้ ลูกต้องเชื่อมใจของเราให้ไปติดที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ให้ได้ โดยนึกถึงความปลื้มที่เราได้มาบวชในคราวนี้ ในทุกๆ เรื่องที่จะทำให้ใจเราปลื้มปีติจนกระทั่งทำให้ดวงธรรมในตัวปรากฏเกิดขึ้น องค์พระใสๆ เกิดขึ้นอย่างนี้นะ ๑๒ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๔ ------------------------------------------------- ๖๒. นักบวชที่แท้จริง หมั่นฝึกใจเราให้หยุดนิ่งอยู่ภายใน ตั้งใจบำเพ็ญสมณธรรมให้ดี ถ้าทำได้อย่างนี้ ไม่ว่าจะบวชสั้นหรือบวชยาวก็ตาม ก็ได้ชื่อว่า “เป็นนักบวชที่แท้จริง” เป็นสมณะผู้มีความสงบกาย วาจา ใจ เพราะใจหยุดอยู่ภายใน มีความแตกต่างจากคฤหัสถ์ ต่างจากชาวโลกทั้งหลาย ได้ชื่อว่า เป็นบุตรแห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่แท้จริง นึกเมื่อไรเราก็ปลื้ม มีปีติสุขหล่อเลี้ยงใจ บุญก็จะเกิดขึ้นกับตัวเรา ถึงโยมพ่อโยมแม่ ปู่ย่าตายาย บรรพบุรุษทั้งหลาย กระทั่งแผ่ไปถึงสรรพสัตว์ทั้งหลายทั้งปวงก็จะมีส่วนแห่งบุญนี้ ไม่ว่าเราจะบวชสั้น บวชยาวก็ตาม นึกถึงเมื่อไรก็ปลื้มภาคภูมิใจในตัวของเราเอง ก่อนหน้านี้เราจะเป็นอะไรก็ช่างเถิด แต่เดี๋ยวนี้เราเป็นสมณะ เป็นบรรพชิต เป็นพุทธบุตร บุตรแห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เรามีความรู้สึกว่า เราเป็นบุตรของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่แท้จริง ด้วยชีวิตจิตวิญญาณแห่งนักบวช พออารมณ์นี้เกิดขึ้น การเดินธรรมยาตราทุกย่างก้าวก็เป็นย่างแก้ว คือใจจะใส จะสะอาด จะบริสุทธิ์ จะองอาจ สง่างาม ปีติและภาคภูมิใจในตัวเอง จะมองแต่กลางกายของเรา และมองหนทางที่เราจะก้าวเดินไป << เดินตามรอยหลวงปู่ >> เดินตามพระเดชพระคุณหลวงปู่ พระผู้ปราบมารไป ท่านไปทางไหน เราก็ไปทางนั้น ในเส้นทางแห่งพระอริยเจ้า เส้นทางที่ท่านเดินตอนสมัยมีชีวิตอยู่ก็เดินทางในเส้นทางนี้ เราก็เดินตามรอยเท้าท่านไปอย่างองอาจ สง่างาม สมกับเป็นพุทธบุตรที่แท้จริง ถ้าเป็นสามเณรก็เป็นเทือกเถาเหล่ากอของสมณะ มีเชื้อสายของสมณะ องอาจ สง่างาม สมควรแก่การเดินบนกลีบดอกไม้ที่ญาติโยมได้น้อมเคารพบูชากราบไหว้เนื้อนาบุญ เราก็เป็นประดุจเนื้อนาบุญที่เขาโปรยกลีบดอกไม้มาด้วยความเคารพ ศรัทธา เลื่อมใส บุญก็เกิดขึ้นกับทุกคน ทั้งผู้โปรย ทั้งผู้ที่ได้เห็น ทั้งมนุษย์และเทวดาทั้งหลาย ผู้ที่จิตเลื่อมใสในพระรัตนตรัยก็จะได้มีส่วนแห่งบุญนี้ด้วย ผู้ที่ยังไม่เลื่อมใสก็จะเริ่มมีความเลื่อมใส ช้าบ้าง เร็วบ้าง ที่เลื่อมใสอยู่แล้วก็จะเลื่อมใสยิ่งขึ้น ถ้าหากเราเป็นประดุจพระบรมโพธิสัตว์ที่โปรดสรรพสัตว์ทั้งหลายให้พ้นจากความทุกข์ทรมานของชีวิต ให้เข้าสู่เส้นทางชีวิตแห่งความเป็นอมตะเหมือนพระอริยเจ้าทั้งหลาย เราจะมีปีติสุขหล่อเลี้ยงใจทุกย่างก้าว สิ่งแวดล้อมก็ไม่มีความหมายอะไรสำหรับเรา ไม่ว่าจะเดินในที่จอแจ ฝนตก แดดออก อะไรก็แล้วแต่ เพราะเราจะมีีปีติสุขอยู่ภายใน มีความบริสุทธิ์ที่หล่อเลี้ยงใจเราทุกอนุวินาที ทุกอณูเนื้อ จนกระทั่งถึงจุดหมายปลายทางในแต่ละวัน ความปลื้มปีติจะเกิดขึ้นกับทุกคนที่ได้เห็น เท่ากับเราช่วยปิดประตูอบาย เปิดประตูสวรรค์นิพพานให้กับทุกๆ คน นี่เป็นกิจที่สำคัญอย่างยิ่ง เพราะฉะนั้นต้องทำกิจตรงนี้ให้สมบูรณ์ ให้บริสุทธิ์ บริบูรณ์ << สมณะแท้ตลอดเวลา >> แม้ไปสู่ที่พัก ข้อวัตรปฏิบัติ กิจวัตรกิจกรรมก็ให้สมกับสมณะ ไม่ว่าเราจะอยู่ตามลำพังไม่มีใครเห็นก็ตาม แต่เราเห็นตัวของเราเอง พฤติกรรมตัวเราว่า เรายังเป็นสมณะอยู่ไหม เป็นในระดับที่เรามีความปีติและภาคภูมิใจไหม แม้อยู่ตามลำพังเราต้องมีปีติและภาคภูมิใจในตัวเราเอง ด้วยข้อวัตรปฏิบัติตามหลักวิชชา อย่างนี้จึงจะเรียกว่า “สมณะแท้” เป็นพุทธบุตรที่แท้จริง นึกเมื่อไรก็ปลื้ม มนุษย์เทวาเห็นก็ปลื้ม เล่าสู่ใครๆ ฟังเขาก็ปลื้ม ปลื้มแล้วเกิดแรงบันดาลใจอยากจะมาเป็นอย่างเรา มามีข้อวัตรปฏิบัติอย่างเรา พระพุทธศาสนาก็จะเจริญรุ่งเรือง แล้วเราก็มีส่วนอย่างสำคัญในการสืบทอดอายุของพระพุทธศาสนาให้ยืนยาวต่อไปเรื่อยๆ บารมีพิเศษ บารมี ๑๐ ทัศ ก็จะเกิดขึ้นกับเรา โดยเฉพาะเนกขัมมบารมี คือ บารมีแห่งการเป็นนักบวช เป็นบรรพชิต กิจนี้จึงเป็นเรื่องที่สำคัญที่ลูกต้องฝึกให้ได้ ทั้งหมดนี้จะได้อย่างสมบูรณ์ ถ้าหากลูกใจหยุดนิ่งได้ หยุดนิ่งในระดับที่เราเข้าถึงพระในตัว เห็นท่านชัดใสแจ่มกระจ่างอยู่ที่กลางกาย ทั้งนั่ง ทั้งนอน ทั้งยืน ทั้งเดิน ทั้งทำกิจวัตรกิจกรรมอะไรต่างๆ ก็เห็นอยู่ตลอดเวลาเลย << ต้องทำให้ดีกว่าดีที่สุด >> เรามีเวลาจำกัดในการสร้างบารมีนะลูกนะ โดยเฉพาะการเดินธรรมยาตราที่เป็นประวัติศาสตร์ชีวิตของเรานี้ ช่วงระยะเวลาแค่ ๑ เดือนเท่านั้น ลูกต้องสอนตัวเองว่า เราจะต้องทำให้ดีกว่าดีที่สุด นอกจากได้รับคำแนะนำสั่งสอนจากพระอาจารย์ พระพี่เลี้ยงแล้ว หรือเพื่อนสหธรรมิกก็ตาม ก็ต้องสอนตัวเองให้ได้ด้วย เพราะฉะนั้น ๑ เดือนนี้ ต้องเป็นสมณะให้สมบูรณ์ เป็นสามเณรเทือกเถาเหล่ากอของสมณะให้สมบูรณ์ ที่นึกเมื่อไรก็ปลื้ม แล้วมีปีติสุขหล่อเลี้ยงใจ ภาคภูมิใจตัวของเราเอง เราจะอยู่ในสายตาของพระผู้ปราบมาร ซึ่งท่านก็จะน้อมเอาเราทั้งหมดไว้ในกลางกายของท่าน กลางองค์พระที่ผุดผ่านกายท่านนับพระองค์ไม่ถ้วน วิบากกรรมวิบากมารต่างๆ ที่ติดตามตัวเรามาข้ามชาติกระทั่งถึงปัจจุบันนี้ ซึ่งจะมีผลต่อไปในอนาคต ท่านก็จะกลั่นแก้ไขให้สะอาด ให้บริสุทธิ์ ให้ทั้งธาตุธรรมเห็นจำคิดรู้เราสะอาดบริสุทธิ์ ธาตุ คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ วิญญาณ อากาศ ในตัวเรา ให้สะอาด ให้บริสุทธิ์ ธรรมในตัวเราซึ่งเป็นเครื่องรองรับธาตุความบริสุทธิ์ เห็น จำ คิด รู้ คือ ใจของเราก็ใสบริสุทธิ์ในทุกๆ กายที่สะอาดเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ นี่ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ เพราะฉะนั้นวันเวลาที่เหลืออยู่นี้ ลูกต้องตั้งใจฝึกให้ดีนะลูกนะ ๑๙ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๘ ------------------------------------------------- ๖๓. รวมพลังพุทธบุตร ชวนโยมเทเหล้าเผาบุหรี่ ทุกวัดมีกำลังอย่างมหาศาล เพราะมีพระภิกษุสามเณรเป็นกำลังรบหลักของกองทัพธรรม ๓๐๐,๐๐๐ กว่ารูปจาก ๓๐,๐๐๐ กว่าวัดทั่วประเทศ ถ้าหากว่า ทุกวัดพร้อมใจกันชวนโยมเทเหล้าเผาบุหรี่ โดยไม่เกรงใจโยม หลวงพ่อเชื่อว่าไม่ถึงเดือนสิ่งเหล่านี้ ก็จะสูญหายหมดสิ้นไป แต่ตอนนี้เรามัวไปเกรงใจกัน ความเกรงใจเป็นสิ่งที่ดี แต่ถ้าจะชวนคนทำความดี ไม่ต้องเกรงใจ ที่จริงโยมต้องการฟังเสียงพระ อยากฟังมากๆ เพราะเป็นเสียงสวรรค์ ถ้าทุกวัดทั่วประเทศพร้อมใจกันชักชวนญาติโยมเทเหล้าเผาบุหรี่โดยไม่เกรงใจใคร มีแต่ความรักและปรารถนาดีต่อญาติโยมอย่างแท้จริง สิ่งไม่ดีเหล่านี้ก็จะหมดสิ้นไป เพราะฉะนั้นถ้ากำลังหลักของกองทัพธรรม ๓๐๐,๐๐๐ กว่ารูป ๓๐,๐๐๐ กว่าวัดทั่วประเทศ พร้อมใจกันสู้ หลวงพ่อว่าใช้เวลาเพียงไม่กี่วัน ทุกคนจะได้อยู่ในเส้นทางที่ดีร่วมกัน และมันเป็นหน้าที่ของนักรบกองทัพธรรม ของพุทธบริษัท ๔ ทั้งพระภิกษุ สามเณร อุบาสก อุบาสิกา ที่จะต้องช่วยกันขจัดสิ่งที่เป็นอุปสรรคต่อความแข็งแรงของเพื่อนมนุษย์กับโรคภัยไข้เจ็บ แล้วก็อีกหลายๆ สิ่งที่ไม่ดีให้ออกไปจากร่างกายมวลมนุษยชาติ ถ้าสู้ ๑ วัด ก็ชนะ ๑ วัด สู้ ๑๐ วัด ก็ชนะ ๑๐ วัด สู้ ๑๐๐ วัด ก็ชนะ ๑๐๐ วัด สู้ทั้ง ๓๐,๐๐๐ วัด ก็ชนะทั้ง ๓๐,๐๐๐ วัด นี่เป็นความหวังที่หลวงพ่ออยากให้มีสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น ๒ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ ------------------------------------------------- ๖๔. ต้นบุญต้นแบบที่ดีของโลกและจักรวาล หลวงพ่อหวังเอาไว้ว่า ใน ๓๐,๐๐๐ กว่าวัด ทั่วประเทศ ซึ่งยังมีหลายวัดที่พระภิกษุสามเณรยังสูบบุหรี่อยู่ ถ้าพระเณรทุกวัดที่ยังสูบบุหรี่ตัดใจเลิกได้ ญาติโยมจะได้กำลังใจอย่างมากที่จะเลิกสูบบุหรี่ตามพระ เพราะพระภิกษุสามเณร คือ ต้นบุญต้นแบบที่ดีของโลก เป็นหัวใจของโลกและจักรวาล ชีวิตนักบวช คือชีวิตของผู้ที่ดำเนินชีวิตได้ถูกต้อง ไม่มีชีวิตใดในสังสารวัฏที่จะประเสริฐเลิศเท่ากับชีวิตของการเป็นพระเป็นเณร ไม่ว่าจะเป็นพระเจ้าจักรพรรดิก็สู้ชีวิตพระชีวิตเณรไม่ได้ ดูอย่างพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ทรงสละตำแหน่งพระเจ้าจักรพรรดิออกมาเป็นนักบวช เพราะเห็นว่าชีวิตของนักบวชคือชีวิตที่ดีและถูกต้องที่สุด มนุษย์ส่วนใหญ่ที่เกิดมา ต่างขาดความรู้ว่า จะดำเนินชีวิตอย่างไรจึงจะถูกต้องและดีงาม ต้องมีผู้รู้มาเป็นต้นแบบต้นบุญให้มนุษย์ทั้งหลายได้เห็น เขาจะได้ดำเนินรอยตาม พระภิกษุสามเณรนี่แหละ เป็นต้นแบบต้นบุญที่สืบทอดมาจากพระบรมศาสดา คือ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ควันบุหรี่ที่พ่นออกมา จะไปบดบังความสง่างามของพระของเณร และของญาติโยมด้วย ที่ยกคำขวัญหรูๆ ว่า สูบแล้วเท่ เก๋ นั่นคิดกันไปเอง ปากเขามีไว้สำหรับดื่มกินสิ่งที่ดีมีประโยชน์เข้าไปสู่ร่างกาย สิ่งที่ไม่ดีไม่ให้นำเข้าไป และสิ่งที่จะนำออกมาก็ต้องเป็นวาจาสุภาษิต เป็นธรรมภาษิต ที่จะเป็นแสงสว่างส่องทางชีวิตให้เกิดขึ้นแก่ผู้ฟัง แก่ชาวโลกเท่านั้น ถ้าหากว่า พระภิกษุสามเณรทุกวัดที่ยังสูบบุหรี่เลิกกันหมด สังฆมณฑลนี้ก็จะสะอาด บริสุทธิ์ สาธุชนจะมีสุขภาพที่แข็งแรงทั้งกายและใจ จะสดชื่น เบิกบาน ไปที่ไหนก็จะมีแต่กลิ่นสะอาด ปราศจากกลิ่นของบุหรี่ ของยาสูบยาเส้นต่างๆ และนอกจากสิ่งเหล่านี้ เราจะเห็นสิ่งดีๆ เกิดขึ้นอีกมากมาย ๒๑ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ ------------------------------------------------- ๖๕. พระต้องชวนโยมเลิกเหล้า เลิกบุหรี่ หลวงพ่อปลื้มใจสามเณรหลายวัด โดยเฉพาะที่วัดบ้านขุน ที่มีความอุตสาหะเดินทางข้ามภูเขาหลายลูก เพื่อไปโปรดโยมพ่อ โยมแม่ ให้เลิกผลิต เลิกดื่ม เลิกขายเหล้า แล้วโยมพ่อโยมแม่ก็เกิดกุศลศรัทธาทำตามคำแนะนำของลูกเณร ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าชื่นชมอนุโมทนา ถ้าหากว่า พระภิกษุสามเณรทุกวัด ทั่วประเทศ ทั่วโลก ชวนโยมเลิกเหล้า เลิกบุหรี่ ในไม่ช้าสุราเมรัย บุหรี่ ยาเสพติด ทั้งหลายก็จะค่อยๆ ลดน้อยถอยลงไปเรื่อยๆ เพราะมีตัวอย่างดีๆ ให้โลกได้ดู ความจริงสิ่งนี้เป็นหน้าที่ของพระภิกษุสามเณร ที่จะต้องให้คำแนะนำแก่โยมพ่อ โยมแม่ หมู่ญาติ และญาติโยมทั้งหลาย ให้เลิกดื่มสุราเมรัย เพราะว่าเราจะต้องให้ศีล ๕ แก่ญาติโยม ไม่ใช่ให้ศีล ๔ ให้ศีลอย่างเดียวก็ยังไม่พอ ต้องบอกอานิสงส์ของศีล แล้วยังต้องบอกเขาให้เลิกสิ่งที่ไม่ดีทั้งหมดเพื่อตัวเขาเอง ญาติโยมจะได้รู้เรื่องและปฏิบัติได้ถูก เมื่อปฏิบัติได้ถูกก็จะได้ปิดประตูอบาย เปิดประตูสวรรค์ สิ่งนี้เป็นหน้าที่ของพระภิกษุสามเณรที่จะต้องทำ อย่าไปกลัวหรือเกรงใจว่า ถ้าบอกให้โยมเลิกเหล้าที่นำมาดื่มในวัดหรือดื่มที่บ้านหรือที่ไหนก็ตาม เดี๋ยวโยมจะโกรธ แล้วไม่มาทำบุญที่วัด จะทำให้พระเณรอดตาย ก็ให้มันรู้ไป ถ้าพระเณรวัดไหนอดตายเพราะไปบอกโยมให้เลิกเหล้า แล้วโยมไม่มาเลี้ยงพระ โยมไม่มาทำบุญ ดูตัวอย่างวัดพระธรรมกาย ยิ่งชวนให้ญาติโยมเลิกเหล้า เลิกบุหรี่ทุกวัน ญาติโยมกลับยิ่งมาวัดเพิ่มมากขึ้น เพราะฉะนั้นอย่ากลัว อย่าเกรงใจ ตรงกันข้ามญาติโยมจะมีความรู้สึกว่า พระเณรท่านรักและห่วงใยเราและครอบครัว ห่วงเราทั้งปัจจุบัน ห่วงเราทั้งในอนาคต เขาจะยิ่งมีความรู้สึกซาบซึ้ง ชื่นอกชื่นใจ เทิดทูน เพราะสิ่งที่ให้เขาเลิกกันนั้น คือ บุหรี่ สุราเมรัย ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ดี ไม่ได้เกิดประโยชน์ต่อตนเอง ต่อเพื่อนมนุษย์ หรือต่อโลกเลย ตรงกันข้ามกลับทำให้เกิดโทษด้วยซ้ำ และสิ่งที่จะได้กลับคืนมาเมื่อเขามีความเลื่อมใส เข้าใจความรักและปรารถนาดีของพระภิกษุสามเณรแล้ว จะมีสิ่งดีๆ เกิดขึ้นกับพระพุทธศาสนา หลวงพ่อก็ขอฝันๆ อย่างนี้ไปก่อนว่า สักวันหนึ่งพระภิกษุสามเณรทุกวัดทั่วประเทศทั่วโลกจะทำหน้าที่ของพระภิกษุสามเณรได้สมบูรณ์ คือ นอกจากสอนตัวเองแล้ว ก็สอนญาติโยมด้วย คือได้ทั้งประโยชน์ตน ประโยชน์ท่าน ควบคู่กันไปเลย เมื่อญาติโยมได้ประโยชน์ โลกก็จะเกิดสันติสุขที่แท้จริง ก็ขอฝากความฝันนี้ให้ลอยไปตามลมทุกฤดู ไม่ใช่ลมแล้ง แต่เป็นลมทุกฤดูกาลนะ ๒๒ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๖ ------------------------------------------------- ๖๖. พุทธบริษัท ๔ ต้องเป็นหนึ่งเดียวกัน หลวงพ่อฝันอยู่เรื่อยๆ ว่า สักวันหนึ่งพุทธบริษัท ๔ ทั่วโลกจะรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน โดยเริ่มต้นจากในประเทศไทยของเราก่อน แล้วก็ค่อยๆ ขยายกันไป อยากให้รวมกันได้จริงๆ คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะยั่งยืน หรือจะล่มสลายก็ขึ้นอยู่กับพุทธบริษัท ๔ ไม่ใช่ใครหรอก คนอื่นยังทีหลัง ถ้าภายในยังไม่เข้มแข็งอะไรมาปะทะนิดเดียวมันก็พังได้ หลวงพ่อเสียดายคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า กว่าพระองค์จะไปเอาความรู้นี้มาได้ต้องสั่งสมบ่มบารมีกันมายาวนาน ตั้งแต่คิดในใจ เปล่งวาจา ได้รับพุทธพยากรณ์ อย่างน้อยก็ต้อง ๒๐ อสงไขยกับอีกแสนมหากัป ถึงจะไปค้นความรู้นี้มาได้ด้วยพระองค์เอง เพราะว่าพญามารเขาบดบังนัก บารมี ๓๐ ทัศ ต้องเต็มเปี่ยมบริบูรณ์ เขาถึงกันไม่อยู่ บังไม่อยู่ แล้วถึงได้ค้นพบความรู้เหล่านี้มาแก้ไขตัวเองกระทั่งหลุดพ้นจากการเป็นบ่าวเป็นทาสของพญามาร แล้วอาศัยมหากรุณาของท่าน นำความรู้มาถ่ายทอดแก่มนุษย์และเทวดาทั้งหลายจะได้หลุดพ้นตามท่านไปด้วย การตกเป็นบ่าวเป็นทาสของพญามารนั้น อันตรายมาก ชีวิตในสังสารวัฏอันตรายมากๆ อันตรายตรงที่ตกไปในอบาย หรือแม้แต่เป็นมนุษย์ก็ลำเค็ญ ทุกข์เข็ญ ทำอะไรก็ไม่ได้ดังใจเท่าไร เผลอพลาดพลั้งลงไปอบายอีกแล้ว เพราะฉะนั้นคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงควรจะอยู่ยั้งยืนยงคู่โลกกันตลอดไป เท่าที่เราศึกษาประวัติของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ก่อนๆ ก็อยู่กันได้ชั่วครั้งชั่วคราว บางพระองค์ก็ยาวนาน บางพระองค์ก็ช่วงสั้น หลักหลายพันปีบ้าง หมื่นปีบ้าง หลายหมื่นปีบ้าง แล้วก็หมุนวนย้อนกลับไปทางเดิม อีกแล้ว เป็นอย่างนี้อยู่ตลอดเวลา ในยุคที่เรามาเกิด เรามาเกิดเพื่อการนี้แหละ นอกจากมาเพื่อสั่งสมบุญบารมีของเราแล้ว ก็มาช่วยกันพยุงพระพุทธศาสนาเอาไว้ให้กับผู้ที่จะมาภายหลังกันต่อไป แล้วเราก็อาศัยเป็นทางผ่านสร้างบารมีไปสู่ที่สุดแห่งธรรมด้วย เพราะฉะนั้น ในยุคของเรา เราจะต้องทำให้พุทธบริษัททั้ง ๔ แข็งแรงให้ได้ ก็พูดบอกไปเรื่อยๆ สักวันหนึ่งก็คงจะเป็นไปอย่างนั้น ทีนี้ถ้าหากไม่มีใครพูดบ้าง เดี๋ยวก็จะปล่อยปละละเลย จะชะล่าใจกันเกินไปว่า อ๋อ พุทธบริษัท ๔ คงรู้กันแล้วมั้ง คือ ถ้ารู้แล้วมันจะต้องเข้มแข็ง แต่บัดนี้เราเห็นแล้วว่า ไม่ใช่อย่างนั้น ตอนนี้เรายังต่างคนต่างอยู่ ต่างคนต่างทำ พระก็มองโยมว่า เดี๋ยวนี้โยมไม่ให้ความเคารพนับถือพระเลย ไม่ให้ความสำคัญเลย โยมก็มองพระว่า โอ เราอยากได้บุญ อยากจะเจอเนื้อนาบุญ อายุพระพุทธศาสนา อยากฟังคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่เข้าวัดก็ไม่ได้อะไรเลย ก็เลยไม่อยากเข้าวัด อยากอยู่ที่บ้าน ใส่บาตร หรือถวายสังฆทานพอเป็นธรรมเนียมปฏิบัติเท่านั้นเอง ตอนนี้ต่างก็มองซึ่งกันและกันอย่างนี้ ซึ่งเป็นสัญญาณอันตรายอย่างยิ่ง ทีนี้เราจะให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งปรับ มันไม่ได้หรอก ก็ต้องปรับกันทั้งหมดนั่นแหละ ทั้งพุทธบริษัท ๔ ภิกษุ สามเณร อุบาสก อุบาสิกา เราจะต้องปรับด้วยกัน คือ พระก็ปรับในส่วนของพระ ให้มันสมบูรณ์ตามมโนปณิธานที่เราได้ตั้งใจเอาไว้ว่า จะบวชเพื่อทำพระนิพพานให้แจ้ง สลัดตนให้พ้นจากทุกข์ คิดแค่นี้แล้วก็ตั้งใจปฏิบัติ แม้ยังไม่ได้เป็นพระอริยบุคคล ก็ยังเข้าข่ายแห่งความเป็นเนื้อนาบุญ และอายุพระศาสนา แล้วศึกษาคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อสอนตนเองแล้วก็สอนโยมด้วย ส่วนโยมก็ปรับปรุงตัว คือ เราต้องไปทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา ให้กำลังแก่ภิกษุสามเณรในการประพฤติธรรม ในการศึกษาเล่าเรียนคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วเวลาเข้าวัด ไปถามธรรมะท่านเถิด อย่าไปถามอย่างอื่นเลย เท่ากับเรากระตุ้นท่านทางอ้อม คือ ถ้าพระโดนโยมถาม ก็ต้องไปศึกษา แม้วันนี้ตอบไม่ได้ ก็บอกกับโยมว่า ขอเลื่อนไปวันพระหน้า เดี๋ยวท่านก็จะขวนขวายเอง ถ้าไปเจอบางรูปบอกเทศน์ไม่เป็น เราก็ต้องเชียร์ท่าน นักกีฬายังต้องการกองเชียร์ พระก็เหมือนกัน โยมต้องไปเชียร์ท่าน ถ้าท่านบอกว่า เทศน์ไม่เป็น บอกเชื่อมือ เชื่อมั่น เชื่อใจ บอกมองโหงวเฮ้งแล้วไม่ผิดพลาด หาคำพูดไปเชียร์ๆ หยอดๆ หน่อย พระก็อดีตคฤหัสถ์นั่นแหละ ไปเชียร์หน่อย ชมหน่อย เดี๋ยวก็ยิ้มแก้มแทบปริ พอพระท่านเทศน์ โยมต้องตั้งใจฟัง ก็จะได้อานิสงส์เคารพในธรรม แม้ท่านอาจพูดผิดบ้าง ก็อย่าเพิ่งไปเตือน ให้โอกาสท่านพูดไป เราก็จะมีอานิสงส์ เราจะได้โอกาสในทุกหนทุกแห่ง แม้บางครั้งเราพลาดพลั้ง ก็จะไม่มีใครทำให้เราหน้าแตก ไม่สบายใจ เขาจะให้กำลังใจเรา อย่างน้อยก็นั่งเฉยๆ แล้วเราจะได้รับเกียรติ ได้รับการยกย่องในทุกสถานที่ ในทุกสมาคม เห็นไหมว่า ทางมาแห่งบุญที่ไม่ต้องเสียเงินมีตั้งหลายวิธี นี่เป็นคุณธรรมภายในของเรา ที่เราให้ความเคารพในธรรม เมื่อโยมตั้งใจฟังธรรม พระก็ตั้งใจเทศน์ แล้วต่อไปพระท่านจะค่อยๆ พัฒนาไปเรื่อยๆ เมื่อมีจุดเริ่มต้น เมื่อสองเราพระกับโยมต่างเกื้อกูลกันอย่างนี้ พุทธบริษัท ๔ ก็เข้มแข็ง เวลาเข้าวัดไหน พูดไปเรื่อยๆ นะว่า “พุทธบริษัท ๔ ต้องเป็นหนึ่งเดียวกัน เหมือนดวงตะวันที่มีดวงเดียว” อย่าต่างคนต่างทำ พูดไปนะลูกนะ ต้องพูด ถ้าเราไปพูด วันหลังเดี๋ยวพระท่านก็ไปพูดเอง พอเจอโยมคนใหม่มาก็พูดว่า เราพุทธบริษัท ๔ ต้องเป็นหนึ่งเดียวกัน เหมือนดวงตะวันที่มีดวงเดียว เอาอย่างนี้ก่อนนะ แล้วถ้าอยากจะให้พระท่านเรียบร้อย โยมต้องเรียบร้อยก่อน เราไปถึง เราก็ต้องเรียบร้อย กราบให้เป็น ไหว้ให้เป็น คุยกับพระให้เป็น พอท่านเห็นเราเรียบร้อย ท่านก็ต้องปรับปรุงตัวท่าน แล้วถ้าพระเรียบร้อย โยมมาใหม่ๆ ทะเล่อทะล่ามา เดี๋ยวเรียบร้อยตาม พุทธบริษัท ๔ ต่างก็เกื้อกูลกันอย่างนี้ หลวงพ่อมีความเห็นอย่างนี้นะ ทุกวันพระเราก็ไปทำอย่างนี้ แล้วมีทางใดเป็นทางมาแห่งบุญ เราก็ไปขวนขวายเถิด จัดระเบียบรองเท้าให้ดี ปัดกวาดเสนาสนะ ให้อารามนั้นเป็นบุญสถานเหมาะสมเป็นที่ประดิษฐานพระรัตนตรัย ถ้าวัดวาอารามสะอาด เราไปช่วยกันทำความสะอาด พระเณรท่านจะดูดายไม่ได้หรอก เดี๋ยวท่านก็ทำ แต่ว่าพระเณรอยู่ในวัดมีเพียงไม่กี่รูป วัดก็กว้าง กว้างก็เพื่อพวกเรานั่นแหละ เพราะฉะนั้นญาติโยมอยู่ข้างวัด ต้องไปช่วยกันทำ ต่างเกื้อกูลกันอย่างนี้ เราก็จะได้สิ่งดีๆ เกิดขึ้น การไปปัดกวาดลานวัด หรือทำความสะอาดต่างๆ ไม่ใช่เป็นงานชั้นต่ำนะ เป็นงานชั้นสูง เป็นทางมาแห่งบุญของเรา ร่างกายก็แข็งแรง ไปแล้วก็ถือโอกาสปฏิบัติธรรม ถ้าพระท่านไม่นั่งสมาธิ เราก็นั่งของเราไป ถ้าท่านเห็นเรานั่ง เดี๋ยวท่านก็ฟิตขึ้นมา เดี๋ยวท่านก็นั่ง เราต่างเกื้อกูลซึ่งกันและกัน อย่าคิดว่า มันเป็นเรื่องเล็กๆ ถ้าหากพุทธบริษัท ๔ พระภิกษุ สามเณร อุบาสก อุบาสิกาได้ตั้งใจปฏิบัติธรรม สิ่งดีๆ ก็จะเกิดขึ้นกับพระศาสนา การศึกษาคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็จะขยายวงกว้างขึ้น การเชื่อเรื่องกฎแห่งกรรมก็มากขึ้น พระก็มั่นใจในการยืนยันว่า กฎแห่งกรรมมีจริง ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว โยมเชื่อพระ หิริโอตตัปปะก็เกิดขึ้น ความละอายต่อการทำบาป กับเกรงกลัวต่อผลของบาปเกิดขึ้น สังคมก็อยู่เย็นเป็นสุข ค่อยๆ ขยายกันไปอย่างนี้ เพราะฉะนั้น อย่าดูเบาว่า วันพระเป็นเรื่องเล็กๆ เป็นเรื่องสำคัญ เป็นวันที่พุทธบริษัท ๔ จะต้องมารวมกันเป็นหนึ่งเดียวกัน ดังนั้นวันพระใครอยู่ใกล้วัดไหนก็ไปช่วยทำนุบำรุงวัดนั้น แล้วอย่าลืมทำตามหลักวิชชาอย่างที่กล่าวไว้นะ ๑๖ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๘ ------------------------------------------------- ๖๗. ยุคของเรา..พระพุทธศาสนา จะต้องเฟื่องฟู อยากให้ลูกทุกคนรักษาใจใสๆ คิดดี พูดดี ทำดี ทำใจเหมือนชาวสวรรค์ ในยุคที่เราเกิดมาสร้างบารมี ถ้าพระพุทธศาสนาจะมาล่มสลายในยุคของเรา มันอายฟ้าอายดิน ยุคของเรามีแต่พระพุทธศาสนาจะขยายไปทั่วโลก ผังเดิมเป็นอย่างนี้ทุกยุคเลย ไม่ว่าจะมีอุปสรรคมากหรือน้อยมองข้ามกันไปหมดเลย และเราสามารถทำยุคนั้นให้เป็นยุคแห่งความสว่างได้ เพราะฉะนั้น เรื่องส่วนตัวให้วางอุเบกขา เรื่องพระศาสนาให้เอาอุเบกขาวาง แล้วก็ลุยอย่างถูกหลักวิชชา คือ รักษาใจใสๆ คิดดี พูดดี ทำดี ต้องอย่างนี้นะ ๗ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๙ ------------------------------------------------- ๖๘. ทำไมต้องเร่งฟื้นฟู พระพุทธศาสนา ถ้าเราสังเกตกันให้ดี เราจะพบว่า โลกของเราในยุคปัจจุบันไม่เหมือนโลกในยุคพุทธกาลหรือยุคอดีต เพราะในยุคนี้ได้มีโรคภัยไข้เจ็บที่เป็นสายพันธุ์ใหม่ๆ และมีความรุนแรงเกิดขึ้นมาอย่างมากมาย แม้วิทยาการทางการแพทย์จะเจริญก้าวหน้ามากมายขนาดไหน แต่สำหรับโรคบางโรคก็ยังหายาหรือวิธีการรักษาโรคไม่ได้แม้ในขณะนี้ ที่เป็นแบบนี้ เราอาจจะไม่เชื่อเลยว่า โรคทุกอย่างล้วนเป็นผลมาจากการกระทำของมนุษย์ทั้งสิ้น เพราะเมื่อมนุษย์ในยุคนี้ ได้ประกอบอกุศลกรรมกันมากขึ้นเรื่อยๆ ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม พูดโกหก เพ้อเจ้อ คำหยาบ ส่อเสียด ดื่มสุราเมรัย สูบเสพอะไรต่างๆ อบายมุขเพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ พญามารก็จะได้ช่องเอาบาปของมนุษย์ทั้งหลายทั่วโลกมาประมวลรวมกัน จากนั้นก็จะซ้อนบาปศักดิ์สิทธิ์นี้เข้าไปประกอบในโอกาสโลก ขันธโลก และสัตวโลก โอกาสโลก คือ สิ่งแวดล้อม ตั้งแต่ร่างกายเราออกไป รวมไปถึงบรรยากาศภายนอก จนกระทั่งถึงดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ดวงดาว จักรวาลต่างๆ ขันธโลก คือ ขันธ์ ๕ ร่างกายของเรา ของมวลมนุษยชาติ และสรรพสัตว์ทั้งหลาย สัตวโลก คือ จิตใจของเรา ของมวลมนุษยชาติ และสรรพสัตว์ พญามารจะเอาบาปนี้ซ้อนประกบตั้งแต่โอกาสโลก ขันธโลก สัตวโลก คือ จิตใจ จากข้างนอกมาหาข้างใน แล้วก็ประกอบธาตุที่เป็นอันตรายต่อกายหยาบของมนุษย์ขึ้นมาเลย เข้าไปปรุงนะ แล้วก็ไปดึงดูดผังที่เขาเซตโปรแกรมไว้ ดูดเข้ามาประกอบธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ วิญญาณ อากาศ ที่จะเป็นอันตรายต่อกายหยาบของมนุษย์ทั่วโลกขึ้นมา เมื่อมนุษย์คนใดเคยสร้างกรรม วิบากกรรมที่พ้องกับธาตุที่พญามารประกอบขึ้น วิบากกรรมของบุคคลนั้นก็จะดึงดูดธาตุวิบัติเหล่านี้ให้เข้าไปทำงานในร่างกายของตน เมื่อร่างกายของใครได้รับธาตุวิบัติเหล่านี้ไปแล้วก็จะทำให้ร่างกายเกิดภาวะผิดปกติ จนทำให้อวัยวะภายในทำงานผิดพลาดคลาดเคลื่อน และส่งผลให้เป็นโรคต่างๆ ในที่สุด ดังนั้น ถ้าบุคคลใด มีเศษกรรมปาณาติบาต ฆ่าสัตว์ ฆ่ามนุษย์ เศษกรรมกาเมฯ หรือเศษกรรมอื่นๆ ติดตัวมา เศษนะไม่ใช่ส่วนนะ ถ้าส่วนไม่ต้องพูดถึง เศษกรรมเหล่านี้ก็จะทำหน้าที่เหมือนเป็นสถานีรับธาตุวิบัติที่เขาส่งมาทำงานในร่างกาย จนส่งผลให้บุคคลนั้นเกิดอาการเจ็บป่วยล้มตาย แล้วแต่รูปแบบของธาตุวิบัติ และกรรมที่แต่ละคนได้ทำเอาไว้ โรคทั้งหลายเกิดขึ้นจากการกระทำของมนุษย์ ความคิด คำพูด และการกระทำทางกาย ทางวาจา และใจ ดังนั้น เรื่อง Law of Karma คำสอนพระสัมมาสัมพุทธเจ้า กุศลกรรมบถ และอกุศลกรรมบถ เป็นต้น เราไม่ศึกษาเรียนรู้ไม่ได้ เพราะมันเกี่ยวกับตัวของเรา เกี่ยวข้องกับผู้ที่เป็นที่รักของเรา จะเป็นบุตร ภรรยา สามี หรือหมู่ญาติ หรือใครก็แล้วแต่ รวมถึงเพื่อนร่วมโลกของเราทั้งหมด เราจะต้องเรียนรู้ เพราะว่าการกระทำของแต่ละคนมีผลไปถึงมวลรวม ภาพรวมของสรรพสัตว์และสรรพสิ่งทั้งหลาย ถ้ายุคใดสมัยใด คนทั้งโลกมีศีลมีธรรม ยุคนั้นมนุษย์จะอายุยืน กายโตใหญ่ มีฤดูสบาย ดินอากาศฟ้าก็สบาย อาหารจะมีรสโอชา ผลหมากรากไม้ก็ออกดอกออกผลดี มีแต่สิ่งดีๆ เกิดขึ้นมาหล่อเลี้ยงชีวิตของมนุษย์ในยุคนั้น ถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราจะต้องฟื้นฟูศีลธรรมขึ้นมาในโลก โดยมีเราเป็นจุดเริ่มต้น และเริ่มต้นที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ของเรา และถ้าทุกคนมาอยู่ในตำแหน่งเดียวกัน ใช้ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ร่วมกัน โอกาสโลก ขันธโลก สัตวโลกจะดี นี่เป็นเรื่องสำคัญ ทำไมเราจะต้องจัดบวชกันขนาดนี้ ทำไมต้องบวชบ่อยๆ ทำไมเราต้องฟื้นฟูพระพุทธศาสนา เพราะคำสอนนี้มีอยู่เฉพาะในพระพุทธศาสนา เรื่อง Law of Karma ไปลองศึกษาดู จะได้ช่วยกันขยายความรู้ โดยเริ่มต้นที่ตัวของเราแล้วขยายออกไป เราจึงจำเป็นจะต้องมีทั้งกองพัน กองพล และกองพลต่อๆ ไป ๑๒ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๒ ------------------------------------------------- ๖๙. สูตรการทำงาน ในการทำงานทุกอย่าง อย่าหวังว่าต้องวางแผนให้ดีเยี่ยม รอให้สมบูรณ์พร้อมก่อนแล้วจึงลงมือทำ อย่างนี้ไม่ได้เพราะว่ามันจะไม่ทันเวลา และจริงๆ แล้ว แม้จะวางแผนไว้ดีอย่างไร เมื่อถึงคราวลงมือปฏิบัติจริง ก็ยังต้องปรับแผนให้เข้ากับสถานการณ์จริงอยู่ดี ดังนั้น จึงอย่ารีรอ จงลงมือทำ แล้วปรับไปพร้อม ๆ กัน เล็งให้ตรงเป้า แล้วยิงออกไป ตรวจสอบว่า ตรงเป้า หรือไม่ ถ้ายัง ก็ปรับศูนย์เสียใหม่ให้เข้าใกล้เป้าหมายมากขึ้น ถ้าหลุดไปทางซ้ายมาก ก็ปรับคืนมาทางขวา เมื่อยิงออกไปแล้ว จึงจะรู้ว่า ยังไม่ตรง แค่ไหน อย่างไร หากยังไม่ยิง มัวแต่เล็ง ก็ไม่รู้ผล และถึงจะเล็งดีอย่างไร ก็ยังต้องปรับศูนย์เวลายิงไป แล้วอยู่นั่นเอง "เล็ง ยิง ปรับศูนย์ คือ สูตรการทำงาน" ------------------------------------------------- ๗๐. ลาสิกขาไปแล้ว อย่าให้เสียผ้าเหลือง ตั้งใจเลยว่า ต่อจากนี้ไป เมื่อเราอยู่ในเพศของคฤหัสถ์แล้ว จะตั้งใจรักษาศีล ๕ ให้เป็นปกติ จะไม่ฆ่า ไม่ลักทรัพย์ จะเว้นจากการประพฤติผิดในกาม ไม่พูดปด เว้นจากการดื่มสุราเมรัย บุหรี่ ยาเสพติด สิ่งไม่ดีทั้งหลาย เราจะเป็นต้นบุญต้นแบบที่ดีของโลก เราจะเป็นแสงสว่างให้กับทุกๆ คนที่เข้าใกล้ ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม ก่อนบวชเราจะเป็นอย่างไร ชีวิตที่ผิดพลาดมันผ่านไปแล้วก็ให้มันผ่านไป แต่ว่าต่อจากนี้ไป เราได้ผ่านการบวชมาแล้ว แม้ช่วงสั้นก็ตาม หล่อหลอมกันมาแล้ว อย่าให้บวชเสียผ้าเหลืองนะลูกนะ อย่าให้ใครเขาพูดตำหนิ หรือเย้ยหยันได้ว่า โอ้ นี่บวชมาแล้ว ทำไมหลังลาสิกขาถึงแย่กว่าเดิมอีก อย่านะลูกนะ โลกกำลังขาดแคลนตัวอย่างดีๆ เขาอยากเป็นคนดีกันทุกคนแหละ แต่เขาไม่รู้ว่า ทำอย่างไรถึงจะเรียกว่า เป็นคนดีที่โลกต้องการ อยู่ก็เป็นสุข นั่ง นอน ยืน เดินเป็นสุข เขาไม่รู้กัน ลูกได้ผ่านการอบรมช่วงสั้นมาแล้ว เข้าใจธรรมปฏิบัติในระดับหนึ่ง คือ มีฐานของใจที่จะศึกษาเรียนรู้ หรือทำความดีให้ยิ่งๆ ขึ้นไปได้ ก็ให้ทำความดีนะลูกนะ อย่าถอยหลังกลับไปทำในสิ่งที่ไม่ดี เหมือนก่อนที่เราจะมาบวช ถ้าลูกทำได้อย่างนี้ก็จะได้ชื่อว่าเป็นกัลยาณมิตรของชาวโลก เป็นผู้ให้แสงสว่างให้กับเพื่อนมนุษย์ เราจะสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดขึ้นกับเพื่อนมนุษย์ ที่เขากำลังหมกมุ่นมัวเมากับอบายมุข สิ่งที่ไม่ดีต่างๆ หรือทุศีล เป็นต้น เขาจะกลับเนื้อกลับตัวเป็นคนดี โดยดูเราเป็นต้นแบบ แม้บางครั้งอาจจะมีเพื่อนๆ หมู่ญาติที่คุ้นเคยกันมายั่วเย้า ล้อเล่นบ้าง หรือสอบอารมณ์เราบ้าง ยื่นน้ำเมา ยื่นบุหรี่ หรือชวนให้เล่นอบายมุข เราก็อย่าไปถือสาเขา อย่าไปสนใจ เราก็ยิ้มแย้มแจ่มใสไป บอกเขาไปว่า “เลิกเถอะ สิ่งนี้เคยทำมาแล้ว มันไม่ได้ทำให้ชีวิตนี้ดีขึ้นเลย มีแต่ตกต่ำลงไปเรื่อยๆ ตอนนี้รู้เรื่องราวความเป็นจริงของชีวิตแล้วในระดับหนึ่ง จะไม่หันหลังกลับไปทำอีก” แล้วก็ชวนเขาเลิกนะลูกนะ ต้องชวนเขาเลิก แล้วก็บอกว่า มันมีสิ่งทดแทน ที่คุณเคยเข้าใจว่า น้ำเมาก็ดี บุหรี่ก็ดี หรือการพนันก็ดีเป็นสิ่งที่นำมาซึ่งความบันเทิงของใจ บอกไม่จริงหรอก มันแค่ความเพลิน เป็นความสุขที่ถูกครอบด้วยความหายนะ แต่มีสิ่งที่ดีกว่านั้น และเป็นความสุขที่แท้จริงคือการปฏิบัติธรรม แล้วเราก็ชวนเขานั่งสมาธินะลูกนะ แม้การชวนครั้งแรกจะยังไม่ประสบผลสำเร็จ ก็อย่าท้อใจ ให้ชวนต่อไป สักวันหนึ่งบุญเก่าเขาส่งผล คำพูดดีๆ ของเราที่ฝังลงไปในใจของเขาก็จะเจริญงอกงาม ให้เขาเกิดแรงบันดาลใจอยากจะมาปฏิบัติธรรมกับเราด้วย แล้วเราก็จะได้ชื่อว่า เป็นผู้นำบุญ เป็นยอดกัลยาณมิตรของเขา มันหมดเวลาแล้วที่ชีวิตอย่างนี้ หรือภาพเหล่านี้จะเกิดขึ้นอีก เพราะเราได้มาบวชแล้ว มาอยู่ในดินแดนของผู้ที่มีจิตใจงดงาม เมื่อเราได้ทรัพย์มาแล้ว ก็ใช้ทรัพย์ให้เป็น หาทรัพย์ได้ก็ต้องใช้ทรัพย์เป็น ให้เป็นประโยชน์ต่อครอบครัว ต่อตัวเรา แล้วก็เพื่อการสร้างบุญบารมีของเราด้วย นี่ก็คือสิ่งที่เราจะต้องทำต่อไป ๖ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๙ -------------------------------------------------