บุคคลยุคต้นวิชชา ๓ คำนำ จากการบันทึกเรื่องราวของบุคคลยุคต้นวิชชา ซึ่งร่วมสร้างบารมีกับหลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ทําให้ได้รับความสนใจจากคณะศิษยานุศิษย์ของหลวงพ่อเป็นอย่างมาก จึงมีผู้ส่งข้อความสอบถามมายังคณะผู้เขียน ว่าเมื่อใดจะทําการออกหนังสือบุคคลยุคต้นวิชชาเล่ม ๓ ผู้อ่านทุกท่านกําลังรอติดตามอย่างใจจดใจจ่อ แต่เนื่องด้วยการรวบรวมและค้นหาเรื่องราวบุคคลที่เกิดร่วมยุคเดียวกับหลวงพ่อไม่ใช่เรื่องง่ายนัก จึงต้องใช้เวลาเกือบ ๑ ปี ในการบันทึกรวบรวม ด้วยความตั้งใจจริงของคณะผู้จัดทํา ซึ่งมีความเลื่อมใสในพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ จึงได้พร้อมใจกันจัดทําหนังสือบุคคลยุคต้นวิชชาเล่ม ๓ ขึ้น เพื่อให้ศิษยานุศิษย์ของหลวงพ่อที่มาในภายหลังได้ศึกษาปฏิบัติและเดินตามแนวทางที่หลวงพ่อวางไว้ อีกทั้งยังใช้เป็นหลักฐานยืนยันว่าหลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ เป็นผู้ปฏิบัติเข้าถึงวิชชาธรรมกายจริงและฝึกฝนลูกศิษย์ลูกหาเข้าถึงธรรมกายเป็นจํานวนมาก ซึ่งท่านผู้อ่านคงได้เคยศึกษาเรื่องราวดังกล่าวในบุคคลยุคต้นวิชชา เล่ม ๑ และเล่ม ๒ แล้ว และในวาระโอกาสนี้ได้จัดพิมพ์เล่ม ๓ ขึ้นเป็นครั้งที่ ๒ ตามความต้องการของชาวพุทธทั่วโลก ที่สุดนี้คณะผู้จัดทําหนังสือ ขอน้อมถวายบุญกุศทั้งหมดที่เกิดขึ้นจากหนังสือเล่มนี้ ขอถวายแด่พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) เพื่อเป็นธรรมบูชา แด่มหาปูชนียาจารย์ ผู้ที่โลกและจักรวาลได้จารึกไว้แล้วว่า เป็นผู้ค้นพบวิชชาธรรมกาย กลับคืนมาสู่ชาวโลกอีกวาระหนึ่งและขอมอบหนังสือนี้เป็นธรรมานุสรณ์ทางพระพุทธศาสนาเพื่อให้ชาวพุทธทั้งหลายได้ศึกษาปฏิบัติและร่วมมุทิตาสักการะ ประกาศเกียรติคุณในบุญบารมีและคุณธรรมของพระเดชพระคุณหลวงพ่อตลอดไปตราบเข้าสู่ฝั่งพระนิพพาน หากมีสิ่งหนึ่งประการใดขาดตกบกพร่องในหนังสือเล่มนี้ คณะผู้จัดทําก็ขออภัยล่วงหน้ามา ณ โอกาสนี้ ชมรมส่งเสริมการศึกษาและเอกลักษณ์ไทย ร่วมกับ คุณชาญยุทธ - คุณรังสิรัตน์ ธนาคม และครอบครัว บริษัทมาวิน ซัพพลายส์ จํากัด คุณธนกร ศรีกฤษณ์ ๒๓ กันยายน พ.ศ.๒๕๕๓ วันทาอภิวาท ครูผู้ค้นพบวิชชาธรรมกาย การได้เกิดเป็นมนุษย์ ได้พบพระพุทธศาสนา และรู้จักวิชชธาธรรมกายเป็นสิ่งบังเกิดได้ยากยิ่ง เพราะการเข้าถึงธรรมกาย คือการดําเนินตามเส้นทางแห่งการพ้นทุกข์ เป็นทางแห่งสันติสุข และเป็นเป้าหมายสูงสุด ของมวลมนุษยชาติ แต่ถ้าหากบุคคลใด ยังไม่รู้จักวิชชาธรรมกาย ยังไม่เข้าถึงธรรมกาย ชีวิตผู้คนทั้งหลาย ย่อมจะวนเวียนว่าย ตามสายกระแสกรรมในวัฏฏสงสาร แม้กระทั่งอาจจะตกลงไปในสภาพแห่งความมืดดําในบ่วงแห่งมาร อย่างไรก็ตาม เมื่อกาลเวลาเวียนมาจนกระทั่งหลังพุทธปรินิพพาน นานเกือบ ๒๕๐๐ ปี หลวงพ่อวัดปากน้ำภาษีเจริญ พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) ท่านได้พลีถวายชีวิต อุทิศเพื่อทางมรรคผล นิพพาน จนค้นพบการปฏิบัติเพื่อให้เข้าถึงธรรมกาย ที่เคยเลือนสูญหายไปอย่างยาวนานให้กลับคืนมาได้ และเปิดเผยให้ชาวโลกทั้งหลาย ได้เห็นทุกข์เห็นภัย และรู้คุณค่าของพระรัตนตรัย รู้จักการปฏิบัติเพื่อให้เข้าถึงธรรมกาย อันเป็นเส้นทางเอก ที่มีคุณเอนกอนันต์และยังประโยชน์อันไพศาลแก่ชีวิตชาวโลกนับล้าน เพื่อให้รู้จักเป้าหมายสูงสุดตามหนทางสายกลาง และมุ่งสั่งสมบารมี ตามรอยบาทพระศาสดา หลวงพ่อมีความตั้งใจที่จะค้นคว้าวิชชาธรรมกายและเผยแผ่วิชชาธรรมกายให้กว้างไกล เมื่อหลวงพ่อได้รับตําแหน่งให้มาดูแลเป็นเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ท่านก็จัดระบบระเบียบในการบริหารงานคณะสงฆ์ในวัดอย่างเป็นระเบียบแบบแผน โดยท่านได้ทําวิชชาธรรมกายร่วมกับทีมงานในโรงงานทําวิชชา แก้ไขทุกข์โศกโรคภัยพิบัติต่างๆ และเหตุการณ์ที่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนในบ้านในเมือง โดยเฉพาะในช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ ท่านถึงกับกล่าวกับพระ เณร เถร ชี ในวัดปากน้ำว่า จะไม่ยอมให้ลูกระเบิดมาลงวัดปากน้ำอย่างเด็ดขาด ท่านเอาชีวิตเป็นเดิมพัน และด้วยความเชี่ยวชาญในวิชชาธรรมกายของหลวงพ่อ ทําให้วัดปากน้ำผ่านพ้นวิกฤติในช่วงสมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ มาได้อย่างน่าอัศจรรย์ หลวงพ่อได้มุ่งสอนวิชชาธรรมกายให้กับพระ เณร เถร ชี ที่ได้ธรรมกาย ในโรงงานทําวิชชา นับเป็นงานวิปัสสนาธุระที่หลวงพ่อให้ความสนใจมากท่านมุ่งมั่นและจดจ่อในเรื่องวิชชาเป็นอย่างมาก นอกจากนี้ท่านยังให้ความสําคัญทางด้านคันถธุระคือท่านได้ส่งเสริมในการเรียนการสอนด้านปริยัติธรรม รับพระภิกษุสามเณร ที่สนใจในการศึกษาเล่าเรียนมาอยู่เรียนในวัดปากน้ำเป็นจํานวนมาก โดยหลวงพ่อได้ตั้งโรงครัวประกอบอาหารขึ้นเพื่อเลี้ยงพระ เณร ทั้งเช้าและเพลไม่ต้องออกไปบิณฑบาต เป็นการตัดปลิโพธิเรื่องการแสวงอาหารจะได้ใช้เวลาส่วนใหญ่เป็นไปเพื่อการศึกษาบาลี-นักธรรม และการปฏิบัติวิปัสสนาให้ได้ผลสมบูรณ์ยิ่งๆขึ้นไป ในช่วงพรรษาจะมีพระภิกษุสามเณร มาอยู่จําพรรษาจํานวนมากเป็นเหตุให้ต้องก่อสร้างเสนาสนะเพิ่มขึ้น การขยับขยายเสนาสนะจึงเป็นปัจจัยที่สําคัญยิ่งต่อการขยายงานด้านพระพุทธศาสนาและวิชชาธรรมกาย หลวงพ่อมีดําริสร้างอาคารถาวรต่างๆ อาทิเช่น ศาลาการเปรียญ โรงฉัน กุฏิที่พักสงฆ์ และโรงเรียนพระปริยัติธรรม เป็นต้น นับเป็นการสร้างอาคารถาวรวัตถุที่ยิ่งใหญ่แห่งหนึ่งในพระพุทธศาสนาขณะที่ท่านมีชีวิตอยู่ หลวงพ่อได้วางแนวทางในการสร้างบุญกุศลไว้ทุกเรื่องทุกขั้นตอนโดยทําเป็นแบบอย่างเพื่อให้ศิษย์รุ่นหลังได้ใช้เป็นจารีตประเพณีอันดีงามในการที่จะปฏิบัติเพื่อสืบสานตามแนวทางที่หลวงพ่อได้วางไว้ต่อไป คงเป็นที่ประจักษ์แล้วว่า การบังเกิดขึ้นของพระเดชพระคุณหลวงพ่อได้ทําให้เกิดปรากฏการณ์อันสําคัญแห่งความเจริญรุ่งเรืองของพระพุทธศาสนาอย่างมากมาย นับตั้งแต่การค้นพบธรรมปฏิบัติที่ตรงต่อพระพุทธธรรมคําสอนอันสามารถนําพาชีวิตผู้ประพฤติปฏิบัติตาม ได้พบและสัมผัสกับเนื้อแท้แห่งธรรม สามารถพิสูจน์ความจริงแท้แห่งพระพุทธธรรม ได้ทุกกาลสมัยและเป็นการจุดประกายความรุ่งโรจน์ของพระพุทธศาสนาทั้งด้านปริยัติและปฏิบัติที่จะนําธรรมะและคุณวิเศษแห่งพระรัตนตรัยที่สามารถพิสูจน์ได้ ด้วยการทั้งรู้และเห็นได้นี้ ไปยังความสงบสุขให้แก่ผองชนชาวโลกทั้งหลาย ทั้งนี้ การสร้างบารมีของท่านหาใช่จะแสวงหาความหลุดพ้นแต่เพียงลําพัง แต่ท่านมุ่งสงเคราะห์โลก มุ่งยังคุณประโยชน์ให้แก่มวลมนุษย์ทั้งหลาย ดังนั้น แม้ท่านจะมรณภาพไปแล้ว แต่บารมีธรรมของท่านก็ยังคงอยู่ ยังคอยปกป้องคุ้มครองรักษาเหล่าศิษยานุศิษย์และผู้ประพฤติปฏิบัติตามอยู่เสมอ สิ่งที่ท่านได้ประกอบกรณียกิจอันเป็นมรดกธรรมทั้งหลาย ล้วนเป็นการวางรากฐานเพื่อการเผยแผ่และสืบทอดอายุพระพุทธศาสนาทั้งด้านการศึกษาพระปริยัติธรรมและธรรมปฏิบัติ ก่อให้เกิดประโยชน์แก่อนุชนรุ่นหลังทั้งที่เป็นพระภิกษุและฆราวาสเป็นเอนกอนันต์ ดังปรากฏเป็นที่กล่าวขานกันว่า ในยุคสมัยที่พระเดชพระคุณหลวงปู่ท่านยังมีชีวิตอยู่ วัดปากน้ำภาษีเจริญ ได้รับการยกย่องว่าเป็นเลิศทั้งการสอนธรรมภาคปฏิบัติ และเป็นวัดที่มีการเรียนการสอนพระปริยัติธรรมด้านภาษาบาลีที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ มากระทั่งบัดนี้ ในวันที่ ๒๓ กันยายน ๒๕๕๓ ตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่าเดือน ๑๐ เป็นวันครบรอบ ๙๓ปี ที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำภาษีเจริญ (พระมงคลเทพมุนี) ได้ค้นพบการปฏิบัติเพื่อให้เข้าถึงธรรมกาย ควรที่พวกเราทั้งหลาย จักได้พร้อมใจรําลึกนึกถึงคุณค่า ตลอดจนมหากรุณาธิคุณ แห่งพระเดชพระคุณหลวงพ่อพระมงคลเทพมุนี ผู้เป็นมหาปูชนียาจารย์ จึงควรน้อมวันทาอภิวาทถวายสักการะเหนือเศียรเกล้า ด้วยบุญปฏิบัติบูชา ตลอดจนร่วมทํานุบํารุงและจรรโลงพระพุทธศาสนา เพื่อเป็นทักขิณา แด่พระเดชพระคุณหลวงพ่อผู้เป็นทักขิไนยบุคคล และขออานิสงส์แห่งความตั้งใจที่พวกเราเหล่าศิษยานุศิษย์จักร่วมใจกันทั้งด้วยการทําทาน รักษาศีล และเจริญภาวนา เพื่อปฏิบัติเป็นสังฆบูชาถวายแด่พระเดชพระคุณหลวงพ่อ จงดลบันดาลให้พวกเราทั้งหลาย ตลอดจนมารดาบิดา ทั้งบริวารญาติมิตรที่ร่วมจิตอนุโมทนา ให้พ้นสรรพทุกข์ ให้พ้นสรรพโศก ให้พ้นสรรพโรค ให้พ้นสรรพภัย ขออาราธนาบุญญาบารมีของ พระเดชพระคุณหลวงพ่อพระมงคลเทพมุนี ได้ยังกุศลราศี ให้พวกเราทั้งหลายมีแต่ความเจริญก้าวหน้า ทั้งทางโลกทางธรรม ให้เข้าถึงธรรมกาย รู้แจ้งแทงตลอดในวิชชาธรรมกาย พ้นจากอวิชชาทั้งหลาย ไปทุกภพทุกชาติ ตราบเข้าสู่พระนิพพานเทอญ คณะศิษยานุศิษย์หลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ๓๐ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๕๓ สารบัญ คํานํา ๓ วันทาอภิวาท ๕ ชีวประวัติหลวงพ่อ ๑๐ วัดปากน้ำ ปี ๒๔๙๗ ๓๗ ประวัติวัดปากน้ำ ๖๙ พระฉลวย พุทฺธสโร ๗๖ สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ๘๕ พระภาวนาโกศลเถร (ธีระ ธมฺมธโร) ๙๙ พระภาวนาโกศลเถร (วีระ คณุตฺตโม) ๑๑๓ พระครูวินัยธร (ชั้ว โอภาโส) ๑๒๗ คุณแม่ท้วม หุตานุกรม ๑๓๘ แม่ชีปุก มุ๊ยประเสริฐ ๑๕๘ แม่ชีถนอม อาสวัย ๑๖๓ แม่ชีญาณี ศิริโวหาร ๑๗๐ แม่ชีทองสุข สําแดงปั้น ๑๗๕ แม่ชีจันทร์ ขนนกยูง ๑๘๓ แม่ชีเธียร ธีรสวัสดิ์ ๒๐๕ คุณครูตรีธา เนียมขํา ๒๑๑ คุณครูฉลวย สมบัติสุข ๒๖๗ คุณภัลลิกา ศิลปบรรเลง ๒๗๕ กบิลวฒฺโฑ ภิกฺขุ ๒๘๗ คุณประยูร สุนทารา ๒๙๔ คุณป้าทัศนา บัณฑิตพุทธ ๓๐๐ คุณแม่บุหงา วชิรกรณ์วัฒนา ๓๐๗ ขนฺติโก ภิกฺขุ ๓๑๓ พระครูสุวัตถิธรรมประภาส (จําเนียร จิรโสตฺถิโก) ๓๒๒ คุณกุล ผ่องสุวรรณ ๓๒๗ ชีวประวัติหลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ พระภาวนาโกศลเถร โดย พระมหาวิชัย วุฑฺฒสิโล เนื่องจากสํานักเรียนวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ธนบุรี ในปี พ.ศ.๒๔๙๗ นี้ มีนวกะภิกษุถึง ๖๗ รูป ซึ่งนับว่ามีสถิติสูงกว่าทุกปีที่แล้วๆ มา ข้าพเจ้าในฐานะเป็นครูอบรมนวกภิกษุ เห็นสมควรที่จะได้เขียนเรื่องราวเกี่ยวกับหลวงพ่อพระภาวนาโกศลเถร อันเกี่ยวเนื่องกับเรื่องการเผยแพร่พุทธศาสนาทั้งคันถธุระและวิปัสสนาธุระที่มีอยู่ในวัดปากน้ำ และเผยแพร่กิจการของวัด เพื่อเป็นอนุสรณ์ประจําปี ๒๔๙๗ อีกด้วย บรรดานวกะภิกษุส่วนมากลงมติเป็นเอกฉันท์ว่าควรทําเป็นอย่างยิ่ง ข้าพเจ้าจึงได้ลงมือเขียนชีวประวัติของพระเดชพระคุณท่านเจ้าคุณหลวงพ่อพระภาวนาโกศลเถร ตามคําเรียกร้องของบรรดาศิษยานุศิษย์ทั้งคฤหัสถ์และบรรพชิต ซึ่งได้ปรารภกันว่าชีวประวัติของพระคุณท่านเท่าที่มีผู้เขียนไว้บ้างแล้วนั้นยังน้อยนัก ยังไม่พอแก่ความต้องการของบรรดาศิษย์ที่อยากจะทราบรายละเอียดชีวประวัติของท่านผู้สามารถสละชีวิตเข้าขุดค้นคุณธรรมพิเศษและได้วางเป็นแบบแผนออกเผยแพร่ให้ปฏิบัติกันทั่วประเทศไทย ยิ่งกว่านั้นยังได้แพร่ไปถึงต่างประเทศอีกด้วย ถ้าจะเปรียบกับชีวประวัติของบุคคลสําคัญทางโลกแล้ว ท่านเจ้าคุณหลวงพ่อก็จัดเป็นบุคคลสําคัญคนหนึ่งในพระพุทธศาสนา สมควรเขียนชีวประวัติของท่านที่แล้วมาให้ละเอียดเป็นหลักฐานในขณะที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ ใครสงสัยก็ยังสอบถามท่านได้ ทั้งนี้เพื่อประดับความรู้แก่ผู้สนใจ จะได้เป็นคติและแนวทางแห่งชีวิตของอนุชนรุ่นหลังต่อไป ก็จะเป็นที่พอใจของบรรดาศิษยานุศิษย์ทั้งหลายของท่าน ข้าพเจ้าจําต้องรับเขียนชีวประวัตินี้ทั้งๆ ที่ตนเองก็รู้ว่าคงทําให้ละเอียดไม่ได้ บังเอิญโชคยังเข้าข้างข้าพเจ้าอยู่ขณะที่ข้าพเจ้ากําลังสืบค้นชีวประวัติของท่านเจ้าคุณหลวงพ่ออยู่นั้น ข้าพเจ้าได้ไปสอบถามคุณป้าดากับคุณปู่นะ ซึ่งเป็นโยมพี่และโยมน้าของท่าน ท่านทั้งสองยังจดจําได้บ้าง จึงเล่ารายละเอียดต่างๆ ให้ฟังบ้าง จากหลักฐานที่เคยบันทึกไว้บ้าง ประกอบกับคําบอกเล่าของท่านทั้งสองที่กล่าวมาแล้วนั้น ถึงแม้จะไม่เป็นชีวประวัติที่ครบถ้วน ก็เป็นรายละเอียดเท่าที่ข้าพเจ้าสามารถจะค้นหามาเขียนได้ ทั้งนี้หวังว่าท่านผู้อ่านคงเห็นใจผู้เขียนและอภัยให้ในเมื่อยังไม่พอแก่ความต้องการของท่าน ต่อไปนี้ขอได้โปรดอ่านชีวประวัติของท่านเจ้าคุณหลวงพ่อพระภาวนาโกศลเถร เพื่อศึกษาปฏิปทาบนเส้นทางการสร้างบารมี ณ บัดนี้ ก่อนอุปสมบท หลวงพ่อพระภาวนาโกศลเถร นามเดิมของพระคุณท่านชื่อ สด มีแก้วน้อย เกิด ณ วันศุกร์ที่ ๑๐ ตุลาคม พ.ศ.๒๔๒๗ ตรงกับวันแรม ๖ ค่ำ เดือน ๑๑ ปีวอก ณ หมู่บ้านเหนือฝั่งตรงข้ามวัดสองพี่น้อง ตําบลสองพี่น้อง อําเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบรี โยมชายชื่อเงิน เดิมมีชาติภูมิอยู่ที่บ้านบางปลา อําเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม โยมหญิง ชื่อสุดใจ มีแก้วน้อย อยู่หมู่บ้านสองพี่น้องดั้งเดิม ตระกูลของท่านเป็นตระกูลคหบดีในคลองสองพี่น้อง ทําการรับซื้อข้าวทั่วทั้งอําเภอสองพี่น้อง ตลอดทั้งอําเภอใกล้เคียงอีกด้วย ท่านมีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันรวม ๕ คน คือ ๑.นางดา มีแก้วน้อย ๒.พระภาวนาโกศลเถร (สด มีแก้วน้อย) ๓.นายใส มีแก้วน้อย ๕.นายผูก มีแก้วน้อย (ถึงแก่กรรมยังเยาว์) ๕.นายสํารวย มีแก้วน้อย (ถึงแก่กรรมแล้ว) คุณป้าดากับคุณปู่นะ เล่าว่าเมื่อยังเป็นเด็กเล็กๆ เป็นเด็กฉลาดใจคอเด็ดเดี่ยวหนักแน่นมั่นคงเมื่อตั้งใจจะทําสิ่งใดแล้ว ต้องพยายามทําจนสําเร็จเมื่อไม่สําเร็จ เป็นไม่ยอมเด็ดขาด เช่นท่านเคยช่วยโยมหญิงโยมชายเลี้ยงวัว (ที่บ้านระยะแรกทํานาและค้าขายด้วย) วัวพลัดเข้าไปในฝูงวัวของคนอื่น ทั้งๆ ที่ท่านเป็นเด็กเล็กๆ ท่านจะต้องไปตามวัวมาจนได้ ไม่ว่าวัวจะไปทางไหน หรือมืดค่ำดึกดื่น เมื่อไม่ได้วัวมาก็ไม่ยอมกลับ นอกจากนั้นท่านยังประกอบไปด้วยเมตตาจิตในสัตว์เช่นท่านเคยช่วยโยมไถนากับพี่สาวของท่าน (คุณป้าดา) พอถึงเวลาสายใกล้เพลท่านคอยสังเกตดวงตะวัน ว่าใกล้จะเพลแล้วหรือยัง จนพี่สาวของท่านตําหนิว่าเกียจคร้านคอยดูแต่เวลาจะเลิกเท่านั้น แต่ความจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่ ท่านเป็นคนถือในคติโบราณว่าการไถนาจนตีกองเพล (๑๑.๐๐น.) เขาเรียกว่า “เพลคาบ่าวัว” ถือว่าบาปมาก ท่านทํางานตรงต่อเวลาต่างหากถึงจะถูกดุถูกว่าก็ไม่ยอมทําตามและถ้าสัตว์ที่ใช้งานเห็นว่าเหน็ดเหนื่อยท่านจะต้องนําไปอาบน้ำจนสัตว์เย็นสบายแล้วจึงปล่อยให้ไปกินหญ้าเป็นอิสระ ท่านช่วยโยมของท่านทํางานแต่ยังเยาว์วัย มีอายุประมาณ ๙ ปี พอดีกับโยมน้าชายของท่านบวชเป็นพระภิกษุที่วัดสองพี่น้อง โยมหญิงของท่านจึงส่งตัวเข้าไปเรียนหนังสือปฐม ก.กา. ตามหลักการศึกษาในสมัยนั้นอยู่ได้ไม่นานเท่าใดนัก พระภิกษุนะ ผู้เป็นน้าได้ย้ายไปจําพรรษาที่วัดหัวโพธิ์ ตําบลหัวโพธิ์ อําเภอสองพี่น้อง ท่านได้ติดตามไปเรียนหนังสืออยู่ในสํานักของพระภิกษุนะประมาณ ๗-๘ เดือน ต่อจากนั้นพระภิกษุนะได้ย้ายไปจําพรรษาเสียที่วัดกัลยาณมิตร จังหวัดธนบุรี ท่านจึงย้ายไปเรียนหนังสือที่วัดบางปลา อ.บางเลน จ.นครปฐม ในสํานักของพระอาจารย์ทรัพย์ผู้เป็นเจ้าอาวาสวัดบางปลา อายุของท่านเวลานั้นประมาณ ๑๑ ปีเศษ อยู่ในสํานักพระอาจารย์ทรัพย์ประมาณ ๒ ปี มีความรู้ภาษาไทยและภาษาขอมพอสมควร จึงกลับไปอยู่บ้านเดิมอีกประมาณ ๑ ปี เมื่อท่านอายุได้ ๑๔ ปี โยมชายได้ถึงแก่กรรมลง ท่านต้องเข้าควบคุมการค้าแทนโยมผู้ชาย ขณะนั้นมีเรือบรรทุกข้าวข้างกระดานใหญ่สองลํา พร้อมทั้งลูกเรือหลายคนล่องเรือค้าข้าวระหว่างสองพี่น้องกับกรุงเทพฯ กระทําเดือนละ ๒-๓ ครั้งเรื่อยๆมา ในระหว่างทําการค้าท่านฉลาดในการปกครอง ลูกเรือต่างก็รักและนับถือท่านว่าเป็นคนเด็ดขาด มีความพยายามไม่ท้อถอยต่อการงาน คุณปู่นะเล่าว่าครั้งหนึ่ง ขณะที่ท่านล่องข้าวลงมาขายที่กรุงเพทฯ กําลังอยู่ในกรุงเทพฯ จอดเรือที่คลองบางกอกน้อย ถูกลูกจ้างของพี่เขยขโมยเงินและทองไปประมาณ ๑,๐๐๐ บาทเศษ (ในสมัยโน้นนับว่าเป็นเงินก้อนใหญ่) ท่านพยายามติดตามไม่ลดล่ะ และได้ตั้งใจว่าเมื่อจับคนร้ายไม่ได้ท่านไม่ยอมกลับเด็ดขาด จึงเริ่มดําเนินการติดตามโดยไปแจ้งแก่เจ้าหน้าที่ตํารวจ นายร้อยตํารวจฝรั่งถามถึงบ้านของขโมย ทราบว่าอยู่คลอง ๑๒ นายร้อยตํารวจได้นําเรือกลไฟมารับในตอนเย็นไปบ้านเมียเจ้าขโมย ท่านก็ไปกับนางพับและตํารวลอีก ๔ คน ต้องแล่นเรือไปไม่หยุดเลยตลอดคืน พอสว่างก็ถึง ท่านเห็นหน้าคนร้ายโผล่ช่องหน้าต่างหลังบ้านอยู่ จึงแจ้งให้นายตํารวจทราบ กว่าเรือจะชลอฝีจักรกลับลํามาหยุดหน้าบ้านคนร้ายได้กินเวลาหลายนาทีท่านเห็นผ้าขาวม้าของคนร้ายก็จําได้แต่ค้นหาตัวคนร้ายไม่พบเสียแล้ว ท่านจึงได้ตรวจดูทางหนีของคนร้าย เห็นฟองน้ำแตกเป็นทางไป จึงบอกให้ตํารวจทั้ง ๔ คนไปยืนคุมเชิงอยู่ทีมุมคันนา ตัวท่านเองตามคนร้ายไปตามรอยฝ้าน้ำ ตามไปประมาณกลางคันนา พบคนร้ายนอนหลบซ่อนซังข้าวอยู่ พอมันเห็นท่านเข้าก็ดําวูบลงไป ท่านก็เรียกตํารวจและแจ้งให้ทราบที่ซ่อนตํารวจดึงตัวคนร้ายขึ้นมาแล้วจะสวมกุญแจมือ คนร้ายขัดขืน ตํารวจจึงกระทุ้งด้วยพานท้ายปืน ๒-๓ ครั้งมันจึงยอมให้ใส่กุญแจมือได้ ต่อจากนั้นก็นําตัวคนร้ายกลับมายังบ้านเมียของมัน ค้นหาทรัพย์ของกลาง ก็พบหมกซ่อนอยู่ในกระบุงข้าวเปลือกเป็นเงิน ๙๐๐ บาทเศษ แล้วจึงนําตัวผู้ร้ายมาผูกเข้ากับเสาเก๋งเรือไฟ ล่องเรือกลับลงมากรุงเทพฯ เมื่อถึงสถานีตํารวจให้การแก่เจ้าหน้าที่ตํารวจเสร็จแล้วตํารวจได้เอาเรือมาส่งที่เรือข้าวของท่านที่คลองบางกอกน้อยแล้วท่านจึงนําเรือกลับบ้าน เหตุที่ท่านปฏิญาณตนบวชจนตาย ท่านทําการค้าขายหาเลี้ยงโยมหญิงและครอบครัวตลอดจนผู้อยู่อาศัยในบ้านเรื่อยมา จนอายุของท่านย่างเข้า ๑๙ ปี ขณะที่ทําการค้าอยู่นั้น วันหนึ่งเมื่อท่านนําเรือเปล่ากลับบ้าน (มีเงินที่ขายข้าวได้หลายพันบาท) เส้นทางที่จะกลับบ้านเต็มไปด้วยอุปสรรคนานาประการ น้ำในแม่น้ำลําคลองก็ไหลเชี่ยว เรือก็ต้องแจวต้องถ่อเพราะไม่มีการลากจูงด้วยเรือยนต์ดังสมัยนี้ เมื่อนําเรือกลับจําเป็นต้องผ่านลัดคลองเล็กซึ่งชาวบ้านเรียกว่า “คลองบางอีแท่น” อยู่เหนือตลาดใหม่ อ.นครไชยศรี จ.นครปฐม คลองลัดนี้ไม่ยาวเท่าไรนัก แต่ทว่าเป็นคลองเปลี่ยวมีโจรผู้ร้ายชุกชุม ปรากฏว่าเรือค้าขายที่ผ่านไปมาทางนั้นมักถูกปล้นสดมถ์บ่อยๆในตอนนี้ท่านเคยเล่าให้ฟังว่า “อ้ายน้ำก็เชี่ยว อ้ายคลองก็เล็ก อ้ายโจรก็ร้าย” เนื่องจากคลองเล็กและโจรร้ายดังท่านกล่าว บรรดาเรือสินค้าที่ผ่านไปมาได้ความปลอดภัยก็นับว่าโชคดี ในวันนั้นบังเอิญเรือของท่านลําเดียวผ่านเข้าไปในคลองนี้ พอเรือผ่านเข้าคลองได้หน่อยหนึ่ง สัญชาติญาณแห่งความกลัวก็เกิดขึ้น ทําให้เกิดความคิดที่จะเอาตัวรอด โดยสับเปลี่ยนเอาลูกเรือมาถือท้ายแทน เพราะว่าธรรมดาโจรปล้น ย่อมจะทําร้ายผู้ถือท้ายเรือซึ่งเป็นเจ้าของก่อน ถ้าไปอยู่ทางหัวเรือก็มีโอกาสที่จะต่อสู้และเอาตัวรอดได้ง่าย เมื่อคิดดังนั้นแล้ว ก็หยิบปืนยาวบรรจุกระสุนเสร็จ ๘ นัด ไปอยู่หัวเรือให้ลูกจ้างถือท้ายแทน ขณะถ่อเรือแทนลูกจ้างอยู่นั้น เรือก็แล่นเข้าสู่ที่เปลี่ยวหนักขึ้นทุกทีๆ พลันก็เกิดความคิดแวบขึ้นในขณะนั้น ตอนนี้ท่านเล่าว่า “คนพวกนี้เราจ้างเขาคนหนึ่งๆ เพียง ๑๑-๑๒ บาทเท่านั้น ส่วนตัวเราเป็นเจ้าของทั้งทรัพย์ทั้งเรือความตายจะโยนไปให้ลูกจ้างตายก่อน ดูจะเอาเปรียบเพื่อนมนุษย์มากเกินไป ทําอย่างนี้ไม่ถูก ไม่เป็นการสมควร” ท่านคิดไปถ่อไป จิตก็เกิดเมตตาและตําหนิตนเองถึงการเอารัดเอาเปรียบคนอื่น ท่านจึงตัดสินใจเด็ดขาดลงไปว่า “ทรัพย์ก็ของเรา เรือก็ของเรา เราควรตายก่อนดีกว่า ลูกจ้างนั้นเมื่อมีภัยมาถึง เขาจะได้หนีเอาตัวรอดไปทํามาหาเลี้ยงบุตรกรรยาของเขาได้อีก” เมื่อตกลงใจเช่นนั้น จึงเรียกลูกเรือให้มาถ่อเรือแทนส่วนท่านก็ถือปืนคู่มือ กลับมานั่งถือท้ายเรือตามเดิม ยอมเสี่ยงรับอันตรายแต่ผู้เดียว การเดินทางใกล้จะออกจากคลองลัดอยู่แล้ว พอดีเป็นเวลาน้ำเอ่อขึ้นไหลสวนทางมาบรรดาเรือสินค้าหนักๆ ที่จะผ่านเข้าคลองสวนทางมาจอดคอยน้ำอยู่ปากคลองแน่นขนัด พอย่ำขึ้นเรือเหล่านั้นก็ถ่อสวนมาปะทะกัน เรือจะขึ้นก็ขึ้นไม่ได้ จะล่องก็ล่องไม่ได้ ต่างส่งเสียงกันเอะอะเช็งแซ่ ท่านบันทึกของท่านไว้ว่า “พ่อค้าจีนก็ล้งเล้งกลัวเรือจะชนกันร้องออกมาว่า “ตู๊อ้าๆ” ต่างฝ่ายต่างก็ปักหลักกรานจอดนิ่งอยู่กับที่ แล้วความคิดท่านก็เกิดขึ้นว่า “เราเป็นคนท้ายผ่านพ้นอันตรายมาได้แล้ว เป็นบุญแท้ๆ การหาเงินหาทองมันเป็นของลําบากเสียจริงๆ ต้องอาบเหงื่อต่างน้ำ บิดาของเราก็หากินมาอย่างนี้เราก็เจริญรอยตามอีก เงินทองที่หามาได้ทั้งหมดนี้ต่างคนก็ต่างหา ไม่มีเวลาหยุดด้วยกันทั้งนั้น ถ้าใครไม่รีบหาไว้ให้มั่งมีก็เป็นคนต่ำคนเลวไม่มีใครนับหน้าถือตาสมาคมด้วย เมื่อเข้าที่ประชุมก็น้อยหน้าเขาเพราะจนกว่านั่นเอง โลกเราเป็นดังนี้เสมอมา บุรพชนต้นตระกูลของเราก็เป็นมาดังนี้ จนนับไม่ถ้วนว่าใครบ้าง สืบมาจนกระทั่งบิดาของเราและตัวเราจนบัดนี้ ก็ท่านบุรพชนทั้งชายหญิงเหล่านั้นไปไหนกันเสียหมดเล่า? เรื่องนี้ก็ปรากฏแก่ใจเราอยู่แล้วว่า ท่านเหล่านั้นตายไปหมดแล้ว ตลอดถึงบิดาเราก็ตายด้วย ตัวของเราเล่า? ก็ต้องตายเหมือนกับท่านเหล่านั้นอีก” พอคิดถึง ความตายขึ้นมาดังนี้แล้ว ใจก็ชักเสียว นึกถึงความตายที่รอดมา เมื่อสักครู่ และที่จะมาถึงในวันข้างหน้า “เราต้องตายเหมือนบิดาเราแน่ๆ ไม่ต้องสงสัย บิดาเราล่องเรือข้าวมาเริ่มป่วยไปจากในเรือระหว่างทาง พอขึ้นจากเรือก็ป่วยหนัก แล้วถึงแก่กรรม ขณะที่บิดาเจ็บป่วยเราก็ช่วยพยาบาลจนสุดความสามารถ แต่ก็ไม่อาจจะช่วยให้ท่านรอดพ้นความตายไปได้ ท่านตายไปแล้วไม่เห็นเอาอะไรติดตัวไปได้เลย สังขารดับไปเฉยๆ ตัวเราพี่น้องเรา ตลอดถึงมารดาของเรา ก็ไม่มีใครตายไปกับท่านด้วย ท่านดับไปคนเดียวแท้ๆ ถึงตัวเราเองก็ต้องเป็นดังท่านเหมือนกัน จะพ้นจากความตายอย่างนั้นไม่ได้แน่” เมื่อท่านได้คิดเช่นนั้นแล้ว ท่านก็ทดลองนอนตายที่ท้ายเรือแล้วลองคิดว่า ท่านตายแล้ว และเที่ยวไปหาญาติพี่น้องหรือเพื่อนที่รักกันบ้าง คนเหล่านั้นเขาก็ไม่เห็นท่าน เพราะท่านเป็น “ผี” แล้วท่านก็เอาก้อนดินหรือท่อนไม้โยนไปให้ถูกเขา เขาก็ต้องว่าผีโยนมาหรือผีปามา เพราะเขาไม่เห็นท่านไปหาคนโน้นก็ไม่เห็นไปหาคนนี้ก็ไม่เห็นนอนคิดอยู่อย่างนี้จนเผลอตัว พอรู้สึกตัวขึ้นมาก็รีบลุกขึ้นจุดธูปบูชาพระ แล้วอธิษฐานจิตในขณะนั้นว่า “ขออย่าให้ข้าพเจ้าตายเสียก่อนเลย ขอให้ได้บวชเสียก่อน เมื่อบวชแล้วข้าพเจ้าจะไม่ลาสิกขาบทขอบวชไปจนตลอดชีวิต” นี่เป็นบันทึกคําอธิษฐานของท่าน ดังนี้เราจะเห็นได้ว่า เหมือนกับท่านได้เริ่มบวชมาตั้งแต่อายุ ๑๙ ปีเศษนั้นแล้ว อุปสมบท ต่อแต่นั้นมา การดําเนินอาชีพทางการค้าขายได้ดําเนินมาเป็นปรกติ คําอธิษฐานของท่านยังคงฝังแน่นอยู่ในจิตใจตลอดมา จนอายุครบบวชก็ยังบวชไม่ได้ เนื่องจากมีภาระต้องค้าขายหาเลี้ยงโยมหญิง และผู้คนในครอบครัวหลายคนด้วยกัน แสดงว่าท่านเป็นคนเลี้ยงคนมาตั้งแต่ยัง เป็นคฤหัสถ์ เมื่ออายุของท่านย่างเข้า ๒๒ ปีก็ปรารภถึงการบวช ในปีนั้นเองพอถึงเดือน ๖ ข้างขึ้นก็บรรทุกข้าวลงเรือแล้วให้ลูกจ้างมาขายกรุงเทพฯ ได้มอบให้ลูกเรือคนหนึ่งเป็นตัวแทนควบคุมลงมา ส่วนตัวท่านก็เข้าอยู่วัดเป็นเจ้านาค ศึกษาเบื้องต้นแห่งการอุปสมบทในสํานักท่านปลัดยัง เจ้าอาวาสวัดสองพี่น้อง ผู้เป็นตาของท่าน ท่านปลัดยังได้ส่งหนังสือวินัยให้ดูหนังสือนี้เป็นสมุดข่อย เขียนตัวบรรจงงดงามมาก ท่านเริ่มท่องจําวิธีบรรพชาและอุปสมบท และอ่านพระวินัยไปพร้อมกันด้วย ใกล้เข้าพรรษาจึงไปนิมนต์พระอุปัชฌาย์ดี วัดประตูสาร จังหวัดสุพรรณบุรี มาเป็นพระอุปัชฌาย์ ท่านได้อุปสมบท พ.ศ.๒๔๔๙ มีพระครูวินยานุโยค (เหนี่ยง อินฺทโชโต) เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระอาจารย์โหน่ง อินฺทสุวณฺโณ เป็นพระอนุสาวนาจารย์ รุ่งขึ้นวันที่ ๒ หลังจากอุปสมบทแล้ว ท่านได้เริ่มเรียนวิปัสสนาธุระกับพระอาจารย์โหน่ง (ท่านผู้นี้ได้ศึกษามาแต่สํานักของหลวงพ่อเนียม วัดน้อย อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี ท่านเป็นพระที่เคร่งครัดต่อพระธรรมวินัยและธรรมปฏิบัติ เป็นที่เคารพนับถือของชาวสองพี่น้องมาก) ครั้นบวชแล้วท่านได้เริ่มศึกษาทั้งคันถธุระและวิปัสสนาธุระตลอดพรรษาแรก ท่านเคยเล่าว่า ท่านท่องหนังสือสวดมนต์จบหมดถึงพระปาฏิโมกข์ในพรรษานั้นเอง ในด้านคันถธุระนี้ ท่านท่องไปถึงตอนที่ว่า “อวิชฺชาปจฺจยา” ท่านเริ่มสงสัยอยากจะรู้เรื่องว่า แปลว่าอะไรกัน จึงไปถามพระพี่ชายซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้อง บวชมาได้ ๓ พรรษาแล้วว่าข้อความนั้นแปลว่ากระไร พระพี่ชายก็แปลไม่ได้ ท่านจึงไปถามอาจารย์อีกรูปหนึ่ง ท่านกลับตอบว่า “เขาไม่แปลกันหรอกคุณ อยากจะรู้ต้องไปเรียนที่บางกอก” ท่านจึงกลับมาเริ่มตําหนิในใจว่าพระวัดนี้โง่ท่องแล้วไม่รู้เรื่อง ท่องไปทําไมกัน? นี่เป็นประตูทําให้คนโง่ไม่รู้ว่าเท่าไรแล้ว จึงดําริจะลงมากรุงเทพฯ นับแต่อุปสมบทมาได้ ๗ เดือนเศษ ท่านจึงไปหาโยมหญิงหาวิธีพูดจาชักจูงโยมหญิงเพื่อขอโอกาสไปศึกษาที่กรุงเทพฯ โยมไม่เต็มใจให้จากมา แต่ในที่สุดก็ยอมด้วยความไม่เต็มใจ ท่านจึงขอปัจจัย ๑ ชั่งเพื่อเป็นค่าเดินทาง การขอนี้ท่านตั้งใจว่าจะขอเป็นครั้งสุดท้าย เมื่อออกจากวัดสองพี่น้องมาแล้ว ได้มุ่งตรงมาจําพรรษา ณ วัดพระเชตุพนฯทีเดียว ในระยะนั้นคัมภีร์ที่จะเล่าเรียนศึกษาที่ยังไม่มีก็ได้ให้สีกาพี่ของท่านจัดซื้อสร้างถวายท่านเล่าว่า ท่านเคยชอบศึกษาทุกอย่าง ที่นับว่าเป็นวิชาซึ่งนิยมกันในสมัยนั้น เช่น โหราศาสตร์ ไสยศาสตร์ ที่สุดจนเล่นแร่แปรธาตุหุงปรอททุกชนิด และได้ทดลองทําดูทุกอย่างว่าอะไรจะเป็นของจริงบ้าง ท่านไม่เคยตําหนิวิชาของใคร ว่าเป็นของไม่จริง ชมว่าเป็นของดีทั้งนั้น แต่ท่านไม่เคยติดใจในวิชาเหล่านั้น ต่อมาท่านได้เลิกเด็ดขาด มอบตําหรับตําราให้คนอื่นไปหมด คงยึดวิชาวิปัสสนาอย่างเดียวเท่านั้น ในขณะมาเรียนหนังสืออยู่นั้น ท่านได้เอาน้องชายคนเล็ก ชื่อ สํารวย มาอยู่ปฏิบัติและให้เล่าเรียนหนังสือใหญ่ (ขอม) คือมูลกัลจายนะที่สํานักเรียนวัดเชตุพนฯ ด้วย จนพรรษาที่ ๔ ท่านจึงได้ย้ายไปรักษาตัวด้วยโรคไข้ทรพิษที่วัดชัยพฤกษ์มาลาชั่วคราว และได้เอานายสํารวยไปอยู่ด้วย วันหนึ่งท่านเกิดนิมิตว่า มีชายคนหนึ่งเอาทรายมาถวาย ๑ บุ้งกี๋ ท่านเอื้อมมือหยิบมานิดเดียว ส่วนน้องชายกอบไว้ถึงสองกํามือเต็มๆ หลังจากนิมิตได้ไม่กี่วันน้องชายท่านก็ป่วยเป็นไข้ทรพิษมีอาการหนักมาก ตัวท่านเองก็เป็นด้วย แต่มีอาการน้อย พออาการป่วยของท่านค่อยทุเลาลงจึงรีบพาน้องชายขึ้นไปรักษาที่บ้านสองพี่น้อง แต่ไม่หาย ได้ถึงแก่กรรม เมื่ออายุ ๑๘ ปี ได้จัดการปลงศพเสร็จแล้วท่านจึงกลับมาอยู่วัดพระเชตุพนฯ ตามเดิม ขณะที่ท่านเรียนหนังสืออยู่นั้นท่านต้องลําบากมากบางวันบิณฑบาตไม่พอฉันบางวันไม่ได้เลย ได้แต่เพียงส้มผลเดียวก็เคยมี พระคุณท่านเองได้เคยเล่าให้ฟังว่า เมื่อมาอยู่ที่วัดพระเชตุพนฯ ใหม่ๆ ออกบิณฑบาตวันแรกไม่ได้อะไรเลย วันที่สองก็ไม่ได้อีกท่านมาคิดคํานึงว่าท่านเป็นผู้มีศีลจะอดตายเช่นนั้นหรือ? ถ้าเป็นจริงท่านก็ยอมตาย ท่านบิณฑบาตไม่ได้ข้าวท่านก็ไม่ฉันของอื่น ยอมอดด้วยคิดว่า ถ้าเราตายลงไป ภิกษุหมดทั้งนครต้องมีอาหารบิณฑบาตพอหมดทุกๆ รูป เพราะคนลือก็จะพากันสงสารภิกษุไปตามๆกันเท่านั้นจึงไม่ยอมดิ้นรนหา ครั้นวันที่สามท่านออกไปบิณฑบาตอีก วันนั้นเดินอยู่จนสายได้ข้าวเพียงหนึ่งทัพพีกับกล้วยน้ำว้าหนึ่งผล กลับมาถึงกุฏิด้วยความเหนื่อยอ่อน เพราะไม่ได้ฉันมา ๒ วันแล้ว ท่านจึงเริ่มที่จะลงมือฉันข้าวหนึ่งทัพพีนั้น ก็นั่งลงจับอาหารในบาตรพิจารณาด้วยปัจจเวกเสร็จแล้วใส่ปากเข้าไปคําหนึ่ง พอดีท่านเหลือบไปเห็นสุนัขท้องติดสันหลังผอมโซเซได้อดอยากมาเป็นเวลานานวัน ท่านเกิดเมตตาปราณีสงสารสุนัขตัวนั้น จึงปั้นข้าวที่เหลืออีกคําหนึ่งกับกล้วยครึ่งผลก่อนให้ทานสัตว์นั้นท่านได้อธิษฐานจิตว่า “ขึ้นชื่อว่าความอดอยากเช่นนี้ ขออย่าให้มีอีกเลย” แล้วจึงให้ก้อนข้าวแก่สุนัขตัวนั้น สุนัขตัวนั้นกินแต่ข้าวส่วนกล้วยหากินไม่ ท่านก็คิดว่าไม่รู้ว่าเจ้าไม่กินท่านก็คิดจะเอากล้วยกลับมา ดีแต่คิดขึ้นมาได้ว่าของสิ่งนั้นท่านได้สละให้ทานไปแล้ว ไฉนจึงจะเอากลับคืนมาฉันอีกเป็นการไม่สมควร เพราะได้สละขาดไปแล้ว เอามาฉันอีกก็ต้องประเคนใหม่ ในที่นั้นก็ไม่มีใครที่จะประเคนด้วย ด้วยอํานาจศีลและสัจจะของท่าน นับแต่วันนั้นมาท่านไปบิณฑบาตปรากฏว่าได้อาหารมากมายถึงกับฉันไม่หมด ต้องแบ่งถวายพระภิกษุอื่นนอกจากนั้นมีคุณนายนวมบ้านอยู่ตลาดท่าเตียน ปวารณาทําปิ่นโตอาหารส่งอีกทุกวันนับจากวันนั้นเป็นต้นมา ความยากลําบากในการขบฉันของพระภิกษุซึ่งปรากฏกับพระคุณท่านดังนั้น เป็นเหตุให้พระคุณท่านดําริว่า “ตัวเราเมื่อมีกําลังพอเมื่อใดจะจัดตั้งโรงครัวประกอบอาหารเลี้ยงพระเณร โดยไม่ต้องให้ลําบาก เป็นการเสียเวลาในการศึกษาเล่าเรียน” นี้เป็นความตั้งใจของพระคุณท่าน และความตั้งใจของพระคุณท่านนั้นได้ถึงจุดสําเร็จสมความปรารถนา นับเป็นองค์แรกในประเทศไทยที่สามารถตั้งโรงครัวประกอบอาหารเลี้ยงพระภิกษุสามเณร-อุบาสกอุบาสิกา มีจํานวนถึง ๘๐๐ เศษเป็นประจําทุกวัน เป็นอันว่าความปรารถนาของท่านนั้น เป็นผลสําเร็จอันไพศาลและกิจการยังคงดําเนินอยู่จนทุกวันนี้ เรื่องการศึกษา เมื่อท่านเล่าเรียนศึกษาอยู่สํานักวัดพระเชตุพนฯ นั้น ท่านได้เรียนมูลกัลจายนะถึงสามจบ พระธรรมบท ๘ ภาค และพระคัมภีร์มังคลัตถทีปนีกับสารสงเคราะห์แต่ไม่ทันจบ แปลออกพอสมควรแล้วท่านได้เข้าสอบสนามหลวงหนึ่งครั้งก็บังเอิญตก ท่านก็ไม่สอบอีกต่อไป ท่านเล่าว่าถ้าสอบเป็นเปรียญได้แล้ว จะถูกทางคณะสงฆ์ใช้งานจะเสียการศึกษาด้านวิปัสสนาธุระเพราะเมื่อขณะท่านเรียนหนังสืออยู่นั้นท่านได้ปฏิบัติตามแบบพระอาจารย์โหน่งตลอดมา วันใดหยุดการเล่าเรียนคันถธุระท่านมักจะแสวงหาความรู้ในด้านวิปัสสนาธุระจากพระอาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิในด้านวิปัสสนาในสํานักต่างๆ ทําคู่กันไปด้วยปรากฏว่าท่านได้ไปศึกษากับท่านเจ้าคุณสังวรานุวงศ์เถร (เอี่ยม) วัดราชสิทธารามจากท่านพระครูญาณวิรัติ ในวัดพระเชตุพนฯ นั้นอีก ทําเป็นครั้งที่สี่ และครั้งที่ห้าได้ไปศึกษาในสํานักของพระอาจารย์สิงห์วัดละครทําหลังวัดระฆังโฆสิตาราม ท่านเคยเล่าว่า ท่านได้ดวงใสประมาณเท่าฟองไข่แดงของไก่ติดอยู่ศูนย์กลางกายของท่านเป็นอันได้ผลตามแบบของพระอาจารย์สิงห์ ท่านรับรองว่าได้ตามแบบของท่านแล้ว และมอบให้ท่านเป็นอาจารย์สอนคนอื่นต่อไปได้ ท่านเห็นว่า ธรรมที่ได้มานี้ไม่เป็นที่พอใจ ท่านว่ามีความรู้แค่หางอึ่งเท่านี้ จะสอนเขาได้อย่างไร ท่านจึงไม่ยอมสอนใคร ต่อมาว่างการศึกษาคันถธุระ ท่านเห็นว่าเวลาสมควร ท่านปรารถนาออกเดินธุดงค์ ท่านได้ให้คุณป้าดา สีกาพี่ของท่านสร้างกลดถวาย ผู้อื่นจะสร้างถวายก็ไม่เอา ชรอยว่าท่านจะสงเคราะห์สีกาพี่ผู้มีอุปการคุณ เมื่อได้กลดสมความประสงค์แล้ว พระคุณท่านได้ออกธุดงค์ การธุดงค์มีเวลาประมาณเท่าใดท่านเองก็จําไม่ได้ ครั้นกลับจากธุดงค์แล้ว ก็เอากลดถวายพระภิกษุองค์อื่นไป ต่อมาพระคุณท่านปรารถนาจะธุดงค์อีกเป็นครั้งที่สอง ก็ได้ให้คุณป้าดาสร้างกลดถวายอีก ในครั้งหลังนี้ปรากฏว่าได้เดินทางไปถึงสุพรรณบุรี ปักกลดที่วัดร้างข้างวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ ท่านได้เห็นเด็กนําวัวเข้าไปในบริเวณนั้น ท่านจึงกล่าวห้ามว่า อย่าปล่อยให้วัวเดินเหยียบย่ำพระซึ่งอยู่ใต้พื้นดิน จะมีบาป บรรดาเด็กและคนเลี้ยงวัวทั้งหลาย ไม่เชื่อว่าจะมีพระอยู่ใต้แผ่นดิน ถึงกับมีการประณามท่านต่างๆ ในที่สุดท่านได้บอกให้เขาลองขุดดูก็ได้พระพุทธรูปขึ้นมาหลายองค์ นับว่าเป็นมหัศจรรย์อันหนึ่งที่ท่านสามารถทราบได้ นั่นแหละจึงเป็นที่เชื่อถือของ บุคคลเหล่านั้น ต่อมาท่านกลับมายังวัดพระเชตุพนฯ ดังเดิม ปฏิบัติได้วิปัสสนา ครั้นถึงพรรษาที่ ๑๒ ท่านได้หยุดการเล่าเรียนคันธุระ เพราะความรู้ที่จะแปลมคธภาษาเพื่อค้นธรรม ได้เป็นที่พอใจ การเรียนแปลมคธภาษานั้นย่อมไม่มีที่สิ้นสุด ความสิ้นสุดควรมีเพียงอ่านออกและแปลได้ และเข้าใจความหมายเท่านั้นก็ได้แปลออกสมความมุ่งหมายเดิมที่ตั้งใจไว้แต่แรกแล้วว่าการเล่าเรียนจะต้องแปลหนังสือมหาสติปัฏฐานลานยาว ชึ่งเคยแปลไม่ได้ที่วัดสองพี่น้องนั้น ถ้ายังแปลไม่ออกก็จะไม่หยุดการเล่าเรียน บัดนี้ก็สามารถแปลได้สมความตั้งใจเดิมแล้วท่านจึงหยุดการเล่าเรียนคันถธุระด้วยประการฉะนี้ เมื่อท่านหยุดการเล่าเรียนแล้วนี้เอง ท่านพิจารณาเห็นว่า ในบริเวณพระอุโบสถวัดพระเชตุพนฯ มีอาณาเขตกว้างขวางดี เหมาะแก่การเป็นสถานที่ปฏิบัติกรรมมัฏฐานแต่เมื่อมาระลึกถึงอุปการะคุณของท่านเจ้าอธิการชุ่มวัดบางคูเวียง คลองบางกอกน้อย ซึ่งได้เคยถวายคัมภีร์มูลกัจจายนะและคัมภีร์พระธรรมบทให้ได้เล่าเรียนพระปริยัติธรรมนั้นก็มีอุปการะคุณอยู่มาก ควรจะไปจําพรรษาที่วัดบางคูเวียง เพื่อจะได้แสดงธรรมแจกจ่ายแก่พระภิกษุสามเณร อุบาสกอุบาสิกา เป็นบรรณาการตอบแทนอุปการะคุณแก่วัดนั้นบ้าง จึงไปจําพรรษาที่วัดบางคูเวียงในพรรษาที่ ๑๒ ท่านจําพรรษาอยู่ที่วัดบางคูเวียง พอได้กึ่งพรรษาได้หวลระลึกขึ้นว่าความตั้งใจจริงในการบวชตั้งแต่อายุ ๑๙ ปีโน้นโดยปฏิญาณตนว่าจะบวชตายนั้น บัดนี้ก็ได้บวชมา ๑๒ พรรษาแล้ว ของจริงของแท้ที่พระพุทธเจ้าท่านรู้ท่านเห็นนั้นท่านยังไม่บรรลุ ยังไม่รู้ยังไม่เห็น สมควรจะเจริญกรรมมัฏฐานอย่างจริงจังเสียที การปฏิบัตินี้จะตายก็ตายไป ดีกว่าตายเสียเมื่อก่อนบวชหรือไม่ได้บําเพ็ญกรรมมัฏฐานตาย เมื่อตกลงใจเช่นนั้นแล้ว ในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๐ ก็เข้าสู่พระอุโบสถแต่เวลาเย็น ตั้งสัตยาธิษฐานมันทีเดียวว่า ถ้านั่งลงไปแล้ว ไม่บรรลุธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงเห็นจะไม่ยอมลุกขึ้นจากที่จนตลอดชีวิต เมื่อตั้งจิตมั่นเช่นนั้นแล้วจึงได้เริ่มปรารภนั่งและตั้งจิตอ้อนวอนแต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ขอให้พระองค์ทรงพระกรุณาโปรดประทานธรรม ที่พระองค์ทรงเห็น ทรงตรัสรู้ให้ อย่างน้อยที่สุดก็เพียงส่วนน้อยที่พระองค์ได้ทรงตรัสรู้แล้ว ถ้าหากการบรรลุธรรมของพระองค์แล้วจักเกิดโทษแก่พระศาสนา ก็ขออย่าได้ทรงประทานเลยแต่ถ้าจะเป็นคุณแก่พระศาสนาแล้วขอได้โปรดพระราชทานเถิด ท่านจะรับเป็นทนายพระศาสนาต่อไปจนตลอดชีวิต เมื่อตั้งความปรารถนาเสร็จแล้วก็เริ่มขัดสมาธินั่งเข้าที่ภาวนา พอดีนึกถึงมดขี้ที่อยู่ในระหว่างช่องแผ่นหินซึ่งกําลังไต่อยู่ไปมา ท่านจึงหยิบขวดน้ำมันก๊าดเอานิ้วมือจุ่มเพื่อจะเขียนวงให้รอบตัวกันมดรบกวน แต่พอจดนิ้วที่พื้นหินก็เกิดความคิดขึ้นมาว่า ชีวิตของท่านได้อธิษฐานสละแล้ว เหตุไฉนจึงยังกลัวมดอยู่อีกนึกละอายตัวเอง จึงวางขวดน้ำมันก๊าดเจริญกรรมมัฏฐานทันที เวลาล่วงไปๆ จนดึกไม่ทราบว่าเป็นเวลาเท่าไรเพราะนาฬิกาไม่มี ก็ได้เห็นของจริง ของแท้ อันเป็นทางบรรลุแห่งพระองค์สัมมาสัมพุทธเจ้า (ซึ่งมีข้อความแจ้งชัดอยู่แล้วในหนังสือเล่มนี้ เรื่องการสอนธรรมวันพฤหัสบดีหรือหนังสือธรรมกาย เรียบเรียงโดยพระทิพย์ปริญญาหรือคู่มือสมการ) ในขณะนั้นก็เกิดปริวิตกว่า พระธรรมนี้เป็นของลึกซึ้งยิ่งนักยากที่มนุษย์จะเข้าถึงถ้าจะให้เข้าถึงได้ต้องรู้ตรึกรู้นึก และรู้คิดนั้นหยุดเป็นจุดเดียวกันแต่พอหยุดก็ดับ ดับแล้วก็เกิด ถ้าไม่ดับก็ไม่เกิดนี่เป็นของจริง ของจริงอยู่ตรงนี้ ถ้าไม่ถูกส่วนนี้แล้ว เป็นไม่เห็นเด็ดขาด ท่านวิตกอยู่อย่างนี้ประมาณครู่ใหญ่ เกรงว่าความมีความเป็นที่ได้บรรลุแล้ว จะเลือนเสีย ท่านจึงเข้าเจริญภาวนาต่อไปใหม่ประมาณสักครู่ใหญ่ก็ได้เห็นวัดๆ หนึ่ง ปรากฏขึ้น ท่านจําได้ว่าเป็นวัดบางปลาท่านรู้สึกในใจในขณะนั้นดูเหมือนตัวท่านไปอยู่ที่วัดนั้น ทําให้คิดว่าที่วัดบางปลานี้ อาจมีผู้สามารถจะบรรลุธรรมดังที่ท่านได้เห็นนั้นบ้างก็ได้ วัดบางปลาจึงได้ปรากฏให้ท่านเห็นเช่นนั้น นับแต่นั้นเป็นต้นมาท่านก็ปฏิบัติการค้นคว้าหาที่สุดแห่งธรรม ณ สํานักวัดบางคูเวียงนั้น ยิ่งค้นก็ยิ่งลึกซึ้งหนักเข้าทุกที ได้ปฏิบัติเช่นนั้นต่อมาอีกประมาณเดือนเศษพอดีออกพรรษา รับกฐินแล้วก็ลาท่านเจ้าอาวาสไปพักอยู่ที่วัดบางปลา ซึ่งเคยปรากฏแก่ท่านมาแล้วในขณะเจริญกรรมมัฏฐาน ทั้งนี้เพื่อไปดําเนินการสอนธรรม ที่ท่านได้รู้ได้เห็นนั้นและทําการสอนธรรมอยู่ประมาณ ๔ เดือน มีพระภิกษุที่เจริญรอยตามท่านได้ ๓ รูป คือ พระภิกษุสังวาลย์ พระภิกษุแบนและพระภิกษุอ่วม กับคฤหัสถ์อีก ๔ คน ท่านได้พาพระภิกษุสังวาลย์ไปจําพรรษาที่วัดสองพี่น้อง นับเป็นพรรษาที่ ๑๓ ณ วัดนี้มีพระภิกษุได้เห็นธรรมตามท่านอีกหนึ่งรูปคือ พระภิกษุหมก (ภิกษุรูปนี้เมื่อมาจําพรรษา ณ วัดปากน้ำ หลวงพ่อได้ส่งไปสอนธรรมแก่เจ้าคุณอุบาลี-คุณูปมาจารย์ (จัน สิริจันโท) วัดบรมนิวาส จนได้บรรลุธรรมกาย) เมื่อออกพรรษารับบินฑบาตแล้ว ท่านได้เดินทางไปพักที่วัดประตูสาร จังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งเป็นวัดของพระอุปัชฌาย์ของท่าน แต่ท่านได้มรณภาพไปแล้วที่วัดนี้ท่านพักอยู่ ๔ เดือน ขณะที่พักอยู่มีประชาชนมาอ้อนวอนขอให้ท่านแสดงธรรมโปรดหลายครั้ง ท่านเสียไม่ได้ก็ได้แสดงพระธรรมเทศนาซึ่งเป็นที่พอใจแก่ประชาชนมาก ได้มีผู้มาขอร้องให้แสดงธรรมอีกเป็นครั้งที่สอง แต่ท่านรู้ทีเดียวว่า การเทศน์ครั้งที่สองนี้ จะทําให้เจ้าอาวาสไม่พอใจ ดังนั้นก่อนแสดงพระธรรมเทศนาครั้งที่สอง ท่านจึงเก็บของใส่กระเป๋าเตรียมตัวเดินทางกลับ พอแสดงพระธรรมเทศนาจบก็เข้าไปกราบลาท่านเจ้าอาวาสเดินทางกลับทันที เพื่อมิให้เกิดการกระทบกระเทือน ท่านจึงอ้างว่าได้นัดจะพาพระไปอยู่กรุงเทพ ฯ ครั้นแล้วท่านจึงกลับไปรับพระภิกษุหมก พระภิกษุปลัด (พระพุทธิวงศาจารย์ วัดเบญจมบพิตรปัจจุบัน) พระภิกษุพล (พระครูโสภณราชวรวิหาร วัดเบญจมบพิตร ลาสิกขาบทแล้ว) พระฮั้ว วัดป่าพฤกษ์ ที่วัดสองพี่น้องกลับลงมากรุงเทพฯ เพื่อศึกษาพระปริยัติธรรม ณ สํานักวัดพระเชตุพนฯ เป็นเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ เพื่อทราบความเป็นมา ในการที่พระคุณท่านได้มาทําการปกครองวัดปากน้ำภาษีเจริญ ตั้งแต่ต้นมาจนถึงปัจจุบันนี้ ข้าพเจ้าควรจะได้บรรยายถึงวัดปากน้ำภาษีเจริญ สมัยก่อนที่พระคุณท่านจะได้มาทําการปกครอง เท่าที่พอจะสืบทราบได้ไว้สักเล็กน้อย เพื่อประกอบเรื่องของท่าน วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ปรากฏในตํานานเล่มหนึ่งกล่าวว่า เป็นพระอารามหลวงมาแต่โบราณครั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี หลักฐานที่ควรเชื่อถือได้นั้นคือ พระพุทธรูปทุกองค์ในพระอุโบสถ (เว้นพระพุทธรูปสื่องค์ที่สร้างขึ้นใหม่ในสมัยเมื่อไม่นานมานี้) นักโบราณคดีสันนิษฐานว่าเป็นพระพุทธรูปสมัยอยุธยาทั้งสิ้น ในสมัยรัชกาลที่ ๓ ได้ทรงปฏิสังขรณ์ขึ้น วัดนี้ท่านเจ้าคุณพระสุธรรมมุนีวัดพระเชตุพนฯ ได้เล่าให้ข้าพเจ้าฟังว่า ตั้งแต่สมัยพระครูสมณธรรมสมาทาน (แสง) เป็นเจ้าอาวาสมีการปกครองเหลวแหลกมาก หลังจากท่านพระครูสมณธรรมสมาทานมรณภาพแล้ว ท่านพระครูพุทธพยากรณ์เจ้าอาวาสวัดอัปสรสวรรค์เจ้าคณะตําบลเป็นผู้รักษาการแทนในตําแหน่งเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ พระภิกษุสามเณรโดยมากเป็นพระเณรในท้องถิ่นนั้น มีพระจรมาอยู่น้อยเนื่องจากการศึกษาเล่าเรียนไม่มี ความประพฤติย่อหย่อนต่อพระธรรมวินัยมาก ด้วยเหตุนี้ท่านเจ้าคุณพระธรรมปิฏก (เผื่อน) พระอาจารย์ของท่าน จึงได้อ้อนวอนแกมบังคับให้ท่านมาอยู่วัดปากน้ำสัก ๓ เดือน ท่านจําต้องรับโดยเสียไม่ได้และตั้งใจไว้ว่าจะมาอยู่วัดปากน้ำสัก ๓ เดือนแล้วก็จะกลับเมื่อท่านได้มาอยู่แล้ว ท่านเจ้าคุณธรรมปิฎกได้แต่งตั้งสมณศักดิ์ให้เป็นพระครูสมุห์ฐานานุกรมของท่านและสั่งกําชับซ้ำอีกว่า “ถ้าแผ่นดินยังไม่กลบหน้าแกอย่ากลับมา” ทั้งนี้ก็เท่ากับบังคับให้เป็นเจ้าอาวาส ต่อจากนั้นท่านก็เริ่มปราบปรามเหล่าภิกษุที่มีความประพฤติเหลวแหลกต่างๆ พระคุณท่านเคยเล่าว่ากว่าจะผ่ากระดานหมากรุกให้หมดได้ก็อ่อนใจ จึงเป็นเรื่องกระทบกระเทือนเจ้าคุณตําบลและพระภิกษุที่เคยอยู่มาเก่าก่อน ซึ่งเป็นผู้มีภูมิลําเนาอยู่ในถิ่นนั้น การปกครองเป็นไปด้วยความยากลําบาก แม้แต่ชาวบ้านในแถวถิ่นนั้นก็พากันเป็นศัตรูอย่างร้ายแรงกับท่านด้วยพวกที่เลื่อมใสในท่านก็มีบ้างเป็นส่วนน้อย พวกที่ตั้งตัวเป็นศัตรูได้ช่วยกันแพร่ข่าวอกุศลทับถมพระคุณท่านด้วยประการต่างๆ บางพวกก็เมาเอะอะอาละวาดในวัด บ้างก็ดักทําร้ายท่านถึงกับขึ้นโรงศาลก็มี บางพวกถึงกับคิดปล้นทําร้ายท่านก็มีครั้งหนึ่งคนร้ายได้บุกขึ้นไปบนหน้าศาลาหาเรื่องต่างๆ ขณะพระภิกษุกําลังประชุมกันอยู่ เหตุการณ์ทั้งหลายเหล่านี้ ท่านถือเสียว่าเป็นการเพิ่มพูนบารมีให้แก่ท่าน ท่านมีคติว่า “พระเราต้องไม่สู้ ต้องไม่หนี ชนะทุกที” ดังเช่นครั้งหนึ่งมีคนร้ายประมาณ ๘ คน มีอาวุธครบมือเข้าลอบทําร้าย และจะทําร้ายท่านในเวลากลางคืนขณะที่ท่านอยู่ในห้องกรรมฐาน พอดีพระมหาแจ้ง (พระครูสถิตย์บุญญาธร) ซึ่งคอยคุ้มภัยให้ท่านอยู่แล้ว ได้ฉวยดาบเข้าป้องกัน ท่านได้เห็นเข้าก็ออกมาห้ามว่า “แจ้งอย่าๆ พระเราต้องไม่สู้ไม่หนี” ผู้ร้ายเห็นท่าไม่เข้าทีก็หลบหนีไป เรื่องราวต่างๆ ที่จะทําให้ท่านต้องเดือดร้อนรําคาญมีมากยิ่งกว่านี้ เหลือที่จะพรรณา แต่ท่านก็พยายามต่อสู้ด้วยความสงบ ผ่านพ้นอุปสรรคนานาประการ ทําความเจริญให้แก่พระศาสนาอยู่ตลอดมาจนทุกวันนี้ ลําดับต่อจากนั้นมาเมื่อวันที่ ๑๒ ธันวาคม ๒๔๖๔ ท่านได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระครูสมณธรรมสมาทาน ตั้งแต่ท่านได้มารับตําแหน่งเป็นผู้ปกครองวัดปากน้ำ ท่านได้ดําเนินการค้นคว้าหลักวิชาวิปัสสานาธุระและทําการเผยแพร่อยู่เรื่อยๆ มิได้มีการหยุดยั้งแม้แต่จะมีอุปสรรคต่างๆ ดังได้ กล่าวมาแล้วในตอนนั้น ข่าวการปฏิบัติการค้นคว้าและการเผยแพร่ธรรมนี้ ได้ล่วงรู้ถึงสมเด็จพระวันรัต(เผื่อน) ซึ่งเป็นอาจารย์ของท่าน จนถึงกับเรียกตัวท่านไป ตําหนิว่า “เฮ้ย แกอย่าบ้าไปนักเลย เดี๋ยวนี้อรหัตอรหันต์ไม่มีกันแล้ว มาช่วยกันทํางานปกครองคณะสงฆ์เถอะ” การที่ท่านอาจารย์ของท่านตักเตือนเช่นนี้ ถ้าพิจารณาแล้วก็เป็นการเตือนด้วยความหวังดี เพราะท่านไม่เห็นธรรมอันลึกซึ้ง จึงเป็นธรรมดาอยู่เองที่ท่านต้องไม่เชื่อและขอให้ระงับเสียเจ้าพระคุณหลวงพ่อรับฟัง แต่ไม่ปฏิบัติตามคงทํางานค้นคว้าและสอนธรรมอยู่เช่นนั้น จึงเป็นที่ขัดใจของท่านอาจารย์ของท่านนัก แต่ต่อมาเมื่อสมเด็จพระวันรัต (เผื่อน) ทรงประชวรหนัก ท่านเจ้าคุณหลวงพ่อได้จัดพระภิกษุไปช่วยแก้โรคตามหลักวิชาการของท่าน ในตอนนี้สมเด็จฯ ได้เคยทรงอ่านหนังสือธรรมกาย ซึ่งคุณพระทิพย์ปริญญา (ธูป กลัมพะสุต ป.๖ เนติบัณฑิต) ซึ่งได้รวบรวมและเรียบเรียง จากเทศนาของพระคุณหลวงพ่อ พระคุณท่านได้เคยทดลองปฏิบัติตาม ประกอบทั้งเจ้าคุณหลวงพ่อได้เคยไปถวายคําแนะนําเพิ่มเติม ท่านจึงเชื่อว่าเป็นของจริงของแท้และเกิดความเลื่อมใส ข้าพเจ้าเองก็ได้เคยฟังจากคําพูดของท่านเจ้าคุณวิเชียรธรรมคุณทาน เลขานุการท่านว่า สมเด็จฯ ได้เรียกท่านเจ้าคุณพระพิมลธรรม (ช้อย) ไปเฝ้าและรับสั่งว่า “ท่านเจ้าคุณช่วยจัดการเรื่องอุปัชฌาย์วัดปากน้ำที ฉันดูพระผิดเสียองค์หนึ่งแล้ว” พระพิมลธรรมก็รับคําสมเด็จฯ รับสั่งต่อไปว่า “สาธุ” พร้อมกับยกมือขึ้นประณมแล้วกล่าวสืบต่อไปอีกว่า “ฉันกดเขามาหลายปีแล้ว ช่วยจัดการให้เรียบร้อยด้วย” การงาน เมื่อท่านได้เป็นเจ้าอาวาสปกครองวัดปากน้ำในตอนแรกๆ มีพระภิกษุสามเณรเพียง ๑๓ รูป อุบาสิกาก็มีเพียงเล็กน้อย ได้ให้ความอุปการะและปกครองภิกษุสามเณร และอุบาสิกา คล้ายกับพ่อปกครองลูก เนื่องจากท่านนิยมการศึกษาจึงส่งเสริมให้ภิกษุสามเณรตลอดจนอุบาสิกาได้เล่าเรียน ศึกษาทุกวิถีทางโดยไม่ยอมให้อยู่ว่าง ไม่ศึกษาไม่ได้ และพอใจศึกษาในด้านใด เช่น คันถธุระ (ซึ่งมีทั้งบาลีและนักธรรม) หรือวิปัสสนาธุระ ก็สุดแต่ตนจะพอใจ ท่านได้พยายามปลุกปล้ำในเรื่องการศึกษา จนมีความเจริญก้าวหน้าขึ้น ในที่สุดพระภิกษุสามเณรและอุบาสิกาซึ่งเคยมีแต่เพียงเล็กน้อยก็เพิ่มจํานวนขึ้นโดยลําดับ ครั้น พ.ศ.๒๔๙๐ สํานักวัดปากน้ำ ก็ได้รับยกย่องให้เป็นสํานักเรียนโดยตรง ในด้านการเสียสละ ท่านเป็นนักเสียสละไม่สะสม ท่านได้จัดตั้งโรงครัวประกอบอาหารเลี้ยงพระภิกษุสามเณรและอุบาสิกา ด้วยทุนทรัพย์ของท่านเองตั้งแต่ท่านได้มาอยู่ใหม่ๆ ตามความตั้งใจเดิม ซึ่งได้บรรยายมาแล้วในตอนต้น การตั้งโรงครัวประกอบอาหารนี้ ในระยะแรกๆ ท่านได้ให้คุณป้าดา (โยมพี่) นําข้าวสารมาจากบ้านสองพี่น้องทุกๆ เดือน ซึ่งต้องใช้ข้าวสารเดือนละ ๑๕ ถังเศษ และต้องจ่ายค่าอาหารเดือนละ ๑๕๐ บาทเศษ ในตอนนั้นท่านได้มอบหมายให้นายโฉม พร้อมลาภ เป็นไวยาวัจกรและนางเลียบภรรยาเป็นหัวหน้าโรงครัว ภายหลังคนทั้งสองนี้ได้ย้ายไปอยู่ตลาดพลู ท่านจึงมอบหน้าที่ให้นางผึ้งเป็นหัวหน้าโรงครัวต่อมา และได้รับหน้าที่นี้ได้ไม่นานนักก็ลาไปอยู่วัดเสน่หาจังหวัดนครปฐม หลังจากนั้นจึงตั้งให้น.ส.ท้วม หุตานุกรม ซึ่งเรียกกันทั่วไปทั้งวัดว่า “คุณแม่” เป็นผู้จัดการโรงครัวมาจนกระทั่งปัจจุบันนี้ ส่วนไวยาวัจกรซึ่งว่างอยู่นั้นตั้งให้นายประยูร สุนทารา รับปฏิบัติหน้าที่ พ.ศ.๒๔๙๒ ท่านได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์ เป็นพระภาวนาโกศลเถร พ.ศ.๒๔๙๓ ท่านได้เริ่มสร้างโรงเรียนพระปริยัติธรรมขึ้นหนึ่งหลัง เป็นตึกคอนกรีตเสริมเหล็กสูง ๓ ขั้น ขนาด ๑๑x๖๐ เมตร ราคาประมาณ ๓,๐๐๐,๐๐๐.๐๐ บาท โดยต้องเรี่ยไรเพียงเล็กน้อย พ.ศ.๒๔๙๔ ได้รับพระราชทานเปลี่ยนพัดยศ เป็นพระราชาคณะเสมอพระราชาคณะเปรียญ สรุปความ นับจําเดิมแต่ท่านได้ทําการเผยแพร่ วิปัสสนาธุระ ตั้งแต่ต้นมาจนถึงบัดนี้มีศิษย์จํานวนแสนเศษ ในจํานวนนี้ได้บรรลุธรรม ที่เรียกว่า “ธรรมกาย” แล้วประมาณหมื่นเศษ และท่านได้ส่งพระภิกษุและอุบาสิกาซึ่งได้ธรรมกายแล้วนั้นไปเผยแพร่เกือบทุกจังหวัดในประเทศไทย พระภิกษุสามเณรและอุบาสิกา ที่ได้รับยกย่องอยู่ในชั้นอาจารย์สอนวิปัสสนาภายในวัด หลวงพ่อได้ใช้ให้ช่วยทําการค้นคว้าวิชาคืบหน้าทุกวันไม่มีเวลาหยุดแม้แต่วินาทีเดียว โดยจัดเป็นเวรผลัดเปลี่ยนกันตลอด ๒๔ ชั่วโมงทุกวัน นับเป็นเวลาถึง ๒๓ ปีเศษ แม้กระนั้นท่านเจ้าคุณพ่อก็ยังคงทําการค้นคว้าอยู่ ท่านเคยให้โอวาทพระภิกษุสามเณรในพระอุโบสถว่า “พวกแกพยายามให้ได้ธรรมกายเสียก่อน แล้วฉันจะสอนต่อไปให้อีก ๒๐ ปีก็ยังไม่หมด ฯ” วัดปากน้ำ ปี พ.ศ.๒๔๙๗ วัดปากน้ำภาษีเจริญภายใต้การนําของหลวงพ่อพระภาวนาโกศลเถรเจ้าอาวาสผู้กลับพลิกวัดปากน้ำ ซึ่งอยู่ในอาการทรุดโทรมทั้งในเรื่องการประพฤติปฏิบัติของพระภิกษุสามเณรย่อหย่อนในพระธรรมวินัย กับทั้งขาดการศึกษาเล่าเรียนตลอดทั้งในด้านเสนาสนะ สิ่งปลูกสร้างภายในพระอารามอันอยู่ในลักษณะรกไปด้วยพงหญ้า และชํารุดทรุดโทรมอยู่เป็นส่วนมากนั้นให้พระภิกษุสามเณรกลับเข้าไปอยู่ในพระธรรมวินัยอันดีงามตลอดจนได้รับการศึกษาดีขึ้น เสนาสนะสิ่งปลูกสร้างที่ชํารุดทรุดโทรมก็ได้รับการซ่อมแปลงตบแต่ง และจัดสร้างขึ้นใหม่ ให้เป็นสถานที่เรียบร้อย เหมาะสมกับคําที่เรียกว่า “วัด” ตลอดมาตามกําลังทรัพย์และกําลังปัญญาของพระคุณท่านจะอํานวยให้ได้ มิได้มีการหยุดยั้งเลย นับตั้งแต่พระเดชพระคุณท่านได้เริ่มเข้าจับงานเป็นเจ้าอาวาส สํานักวัดปากน้ำ ภาษีเจริญแต่ต้นมาจนปัจจุบันนี้ วัดปากน้ำได้เจริญรุ่งเรืองขึ้นโดยลําดับ และปรากฏว่าจะรุ่งเรืองยิ่งขึ้นอีกในอนาคตอันใกล้นี้ เพราะแม้ปัจจุบัน ยิ่งพระคุณท่านยิ่งลุวัยชรายิ่งขึ้น การปฏิบัติบํารุงพระศาสนามิได้ย่อหย่อนลงแม้แต่น้อย ตรงกันข้ามพระเดชพระคุณท่านกลับฝักใฝ่ในอันจะทนุบํารุงให้เจริญรุ่งเรืองให้ทันตาเห็นของท่านอยู่เสมอเป็นนิตย์ กิจการอันเป็นหลัก ๔ ประการตามพระราชบัญญัติปกครองคณะสงฆ์นั้น ท่านคงยืดมั่นอยู่ในกมลสันดานของท่านอย่างแน่นแฟ้นจริงๆ ดังนั้นบรรดาพระภิกษุสามเณร อุบาสก อุบาสิกา ตลอดจนกระทั่งเด็กศิษย์วัดทั้งหลาย ภายใต้บารมีของท่านคุ้มครองอยู่จึงได้รับผลจากการปฏิบัติศึกษาพระธรรมวินัยสมความปรารถนาดังที่ได้มีศรัทธาเข้ามาบรรพชาอุปสมบท ณ สํานักวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ตลอดจนได้รับความสุขในการบําเพ็ญปฏิบัติตามสมควรโดยถ้วนหน้า เพื่อให้ท่านผู้อ่านทราบ กิจการภายในสํานักวัดปากน้ำภาษีเจริญ ภายใต้การปกครองของพระเดชพระคุณท่านละเอียดถี่ถ้วนพอสมควร จึงขอแถลงกิจการภายในสํานักวัดปากน้ำ ปีพ.ศ.๒๔๙๗ เป็นหัวข้อๆ ดังต่อไปนี้ ๑. การปกครอง ในด้านการปกครอง พระเดชพระคุณท่านบริหารงานสมควรที่นักปกครองทั้งหลายพึงยืดถือเป็นแนวปฏิบัติทีเดียว ท่านใช้หลักการบําบัดทุกข์บํารุงสุข แด่พระภิกษุสามเณรตลอดจนผู้ที่ได้อยู่ในความอุปการะ เช่นบิดาที่ดีปกครองบุตรหญิงชายอันเกิดแต่อ้อมอกของตน ให้ความกรุณาปรานีแก่ทุกๆ คน โดยทั่วหน้าสม่ำเสมอกันหมด ไม่เลือกที่รักมักที่ชัง ใครผิดว่าไปตามผิด ใครถูกก็ยกย่องชมเชยสั่งสอนผู้อยู่ในปกครองคนใดมีความทุกข์เดือดร้อนต้องการรับความอุปการะจากท่าน ท่านเมตตาให้ความอุปการะช่วยขจัดปัดเป่าให้คลาย อันความกรุณาปรานีของท่านไม่เคยจะมีหมดสิ้นไปจากท่านเลยแม้แต่น้อย แม้แต่ผู้ที่ออกจากความปกครองของท่านไปแล้ว ท่านก็ไม่ละเว้นที่จะติดตามไต่ถามข่าวคราว เป็นห่วงเกรงว่าจะได้รับความทุกข์เดือดร้อนเกรงจะหลงลืมโอวาทคําสั่งสอนที่ดีงาม ซึ่งท่านเคยกรุณาแนะนําสอนสั่งนั้นก็ในอาการทั้งหลายดังกล่าวแล้วนี้ ไม่เป็นอาการของบิดามีความเอ็นดูมีความรักต่อบุตรในอ้อมอกของตนดอกหรือ? เมื่อดังนี้บรรดาผู้ที่เป็นศิษย์และผู้ที่เคยอยู่ในความปกครองของท่านจึงติดปากติดคําเรียกสมญานามของท่านว่า “หลวงพ่อ” ทุกๆ คนไม่มีใครเลยละเว้นกล่าวคําเช่นนั้น ๒. การศึกษา ในด้านการศึกษา ดังได้กล่าวแล้วในตอนต้นว่า แรกเมื่อท่านมาเป็นเจ้าอาวาสทําการปกครองวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ พระภิกษุสามเณรอยู่ในลักษณะย่อหย่อนต่อพระธรรมวินัยและไร้การศึกษาเสียเป็นส่วนมาก ในฐานะที่ท่านเป็นผู้ที่เคร่งครัดในพระธรรมวินัยและรักการศึกษาเป็นอย่างยิ่ง ผู้ที่อยู่ในปกครองของท่าน ท่านก็มีความประสงค์จะให้ทุกๆ คนไม่ว่าจะเป็นผู้ใดใครทั้งสิ้นต้องเจริญรอยตามท่านจะต้องศึกษาเล่าเรียนหาความรู้ประดับตน ดังนั้นเมื่อท่านมาเป็นเจ้าอาวาส พระภิกษุสามเณรทุกรูปจําเป็นต้องศึกษาเล่าเรียนจริงๆ ผู้ใดรับจะเรียนในวิชาการสาขาใด ก็เลือกศึกษาเล่าเรียนได้ตามแต่อัธยาศัย ข้อสําคัญต้องเรียนจริงๆ เรียนให้มีความรู้จนใช้ประโยชน์จากความรู้นั้นๆ ได้ ในขั้นแรกเมื่อท่านมาเป็นเจ้าอาวาสปรากฏว่ามีภิกษุจําพรรษาอยู่เพียง ๑๓ รูปเท่านัน ทั้งนี้เห็นจะเนื่องจากมีผู้เห็นว่าการอุปสมบทที่วัดปากน้ำภาษีเจริญครั้งกระบนั้น ไม่ได้รับการศึกษาเล่าเรียนอะไร จึงขาดผู้นิยมที่จะบวชเรียนในสํานักนี้ แต่ในตอนต่อมาเมื่อพระคุณท่านปรับปรุงให้มีการศึกษาดีขึ้นโดยลําดับ จึงมีผู้นิยมมาอุปสมบทและจําพรรษาที่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญมีจํานวนมากขึ้นโดยลําดับ (ซึ่งใน พ.ศ.๒๔๙๗ มีพระภิกษุจําพรรษาถึง ๒๒๕ รูป สามเณร ๒๐๕ รูป อุบาสิกาประมาณ ๔๐๐ คน และศิษย์วัด ๕๐ คน) การปรับปรุงการศึกษาอย่างจริงจังของพระคุณท่านนั้นเอง ในปีพ.ศ.๒๔๙๐ วัดปากน้ำภาษีเจริญจึงได้รับยกย่องให้เป็นสํานักเรียนโดยตรง การศึกษาของสํานักวัดปากน้ำภาษีเจริญได้จัดแบ่งแผนกการศึกษาดังนี้ ๑.แผนกคันถธุระ จัดให้มีการสอนภาษาบาลี นักธรรม ธรรมศึกษาและสามัญศึกษา ทุกสาขาวิชาโดยจัดให้มีครูประจําทําการสอน แผนกนักธรรมและธรรมศึกษา มีการศึกษาตั้งแต่ชั้นตรีถึงชั้นเอก จัดครูสอนประจําแผนกละ ๓ รูปทุกชั้น การศึกษามีระเบียบไว้ว่า นักศึกษาทุกคนจะต้องรับการศึกษาเป็นเวลาชั้นละ ๖ เดือน เป็นอย่างน้อยทุกชั้น เมื่อศึกษาครบกําหนดเวลาและตามหลักสูตรแล้ว นักศึกษาจะต้องผ่านการสอบคัดเลือกของสนามวัดเสียก่อน เพื่อคณะกรรมการสนามวัดสอบวัดความรู้เห็นสมควรส่งเข้าสอบสนามหลวงต่อไป สถิติยอดรวมจํานวนนักศึกษาซึ่งสอบนักธรรมและธรรมศึกษา ของนักศึกษาสํานักวัดปากน้ำภาษีเจริญ ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๙๐ จนถึงปัจจุบันนี้ มีดังนี้:- นักธรรมตรี ๗๖ รูป ธรรมศึกษาตรี ๒๑ คน นักธรรมโท ๑๐๓ รูป ธรรมศึกษาโท ๑๓ คน นักธรรมเอก ๔๗ รูป ธรรมศึกษาเอก ๔ คน รวมทังสิน ๒๖๔ รูป/คน -แผนกภาษาบาลี ได้จัดครูทําการสอนเป็นประจําตั้งแต่ชั้นไวยากรณ์จนถึงประโยค ป.ธ.๖ ส่วนประโยคสูงจากนี้ สํานักวัดปากน้ำยังขาดครูผู้ทรงวิทยาคุณ จําต้องส่งไปรับการศึกษาจากสํานักศึกษาอื่นเช่น วัดเบญจมบพิตร เป็นต้น การศึกษาแผนกบาลีได้เจริญขึ้นเป็นลําดับมา ดังสถิติยอดจํานวนนักศึกษาซึ่งสอบได้เปรียญตั้งแต่ปีการศึกษา ๒๔๙๐ เป็นต้นมาจนถึงปี พ.ศ. ๒๔๙๖ มีดังนี้ ประโยค ป.ธ. พ.ศ. ๒๔๙๐ ป.ธ.๓ ๖ ป.ธ.๔ ๒ ป.ธ.๗ ๑ รวม ๖ พ.ศ. ๒๔๙๑ ป.ธ.๓ ๒ ป.ธ.๔ ๒ ป.ธ.๕ ๑ ป.ธ.๖ ๑ รวม ๖ พ.ศ. ๒๔๙๒ ป.ธ.๓ ๖ ป.ธ.๔ ๒ ป.ธ.๘ ๑ รวม ๙ พ.ศ. ๒๔๙๓ ป.ธ.๓ ๒ ป.ธ.๔ ๒ ป.ธ.๕ ๑ ป.ธ.๖ ๑ รวม ๖ พ.ศ. ๒๔๙๔ ป.ธ.๓ ๓๓ ป.ธ.๔ ๒ ป.ธ.๕ ๑ ป.ธ.๖ ๑ รวม ๓๗ พ.ศ. ๒๔๙๕ ป.ธ.๓ ๑๓ ป.ธ.๔ ๑๒ รวม ๒๕ พ.ศ. ๒๔๙๖ ป.ธ.๓ ๑๕ ป.ธ.๔ ๑๘ ป.ธ.๕ ๘ ป.ธ.๖ ๘ ป.ธ.๗ ๓ รวม ๕๒ -แผนกสามัญศึกษา ได้เปิดการศึกษาวิธีลัดชั้น ม.๓ และ ม.๖ ขึ้นเพื่อนักเรียนมีความรู้พอ ก็ขอให้เข้าสมัครสอบเทียบวิทยฐานะของกระทรวงธรรมการตามปีการศึกษา (ไม่มีสถิติแน่นอน) ๒.แผนกวิปัสสนาธุระ วิชาวิปัสสนากรรมฐาน เป็นวิชาที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อได้ทําการศึกษาค้นคว้ามาตั้งแต่ท่านเริ่มอุปสมบท คือนับตั้งแต่พระคุณท่านมีอายุ ๒๒ ปีเป็นต้นมา ถึงปี พ.ศ.๒๔๙๗ รวมเป็นเวลา ๔๘ ปีเศษแล้ว การค้นคว้าของท่านกว่าจะได้พบเห็นของจริงของแท้ซึ่งท่านได้วางเป็นตําหรับตําราเพื่อใช้ทําการสอนนี้ ท่านต้องใช้ความเพียรขนาดทอดชีวิตทีเดียว เป็นตําหรับตําราอันเกี่ยวแก่การหลุดพ้นทางจิต ซึ่งเรียกว่า “เจโตวิมุตติ” ตําราที่ท่านรวบรวมและวางแบบปฏิบัตินี้นับว่าเป็นวิธีที่ดีที่สุด กล่าวคือ เป็นแบบที่ทําให้ผู้รับการอบรมมีโอกาสเจริญสมาธิและวิปัสสนาพร้อมไปในตัว ขณะเดียวกันผู้รับการฝึกอบรม จะได้รับการสอนให้มีสมาธิ เพื่อทําให้จิตมีสภาพตั้งมั่น อ่อนโยน ควรแก่จะดําเนินการในขั้นต่อไป ในขั้นต่อไปจึงให้ฝึกน้อมจิตไปเพื่อเจริญวิปัสสนา วิธีนี้เป็นวิธีที่ได้ผลเร็วทั้งๆ ที่ยังไม่เคยฝึกในด้านสมาธิมาก่อนเลย การเจริญวิปัสสนากรรมฐานตามแบบปฏิบัติของพระเดชพระคุณท่าน เป็นแบบที่ผู้รับการศึกษาอบรมเข้าใจได้ง่ายและได้ผลดีอย่างยิ่ง ทั้งผู้จะรับการศึกษาอบรมก็มิได้จํากัดเพศจํากัดวัย และไม่ขัดต่อการดําเนินอาชีพของแต่ละบุคคลประการใดๆ ทั้งผู้ปฏิบัติทุกคนย่อมได้รับผลตามควรแก่การปฏิบัติอยู่เสมอ วิชาแผนกนี้พระเดชพระคุณท่านได้ทําการอบรมสั่งสอนศิษย์มาเป็นเวลา ๓๔ ปีเศษแล้ว มีผู้รับการศึกษากว่าแสนคน ในจํานวนนี้มีผู้ที่ได้รู้และเห็นธรรมที่เรียกว่า “ได้ธรรมกาย” นับเป็นจํานวนหมื่น การสอนวิชานี้พระเดชพระคุณท่านสอนแก่ศิษย์ซึ่งได้ธรรมกายแล้วเป็นการเพิ่มเติมในวิชาขั้นสูงเป็นประจําทุกๆ วัน ส่วนการอบรมสั่งสอนพระภิกษุสามเณรและอุบาสกอุบาสิกาที่ยังมิได้ธรรมกาย พระคุณท่านได้จัดอาจารย์ผู้ได้ธรรมกายที่เชี่ยวชาญ แล้วทําการอบรมสั่งสอนนักศึกษาวิชาแขนงนี้เป็นประจําในวัดทุกๆ วัน ๓. การเผยแผ่ เนื่องจากพระเดชพระคุณหลวงพ่อเป็นองค์ธรรมกถึกที่แสดงธรรมเป็นที่ซาบซึ้ง ซึ่งบรรดาพุทธศาสนิกชนส่วนมากมีความนิยมในรสพระธรรมที่ท่านแสดง ดังนั้นถึงแม้สังขารของท่านจะอยู่ในวัยชราแล้วก็ตาม ในวันธรรมสวนะและวันอาทิตย์ เวลา ๐๙.๐๐ น. ท่านจะลงแสดงพระธรรมเทศนาในพระอุโบสถเป็นประจํามิได้ขาด นอกจากจะมีเหตุสุดวิสัยที่ไม่สามารถจะลงแสดงเองได้เป็นบางครั้งบางคราว นั่นแหละพระคุณท่านจึงจะจัดให้พระธรรมกถึกรูปอื่นแสดงพระธรรมเทศนาแทนท่าน การเผยแผ่พระศาสนาโดยการแสดงพระธรรมเทศนานั้น ท่านแบ่งการแสดงเป็น ๒ ทาง คือ ทางปริยัติ และทางปฏิบัติ สําหรับการแสดงพระธรรมเทศนาทางปริยัตินั้น นอกจากท่านจะเป็นผู้แสดงเองแล้ว ท่านได้จัดให้พระภิกษุสามเณรหัดทําการเทศนาปฏิภาณองค์เดียวบ้างหัดเทศน์ปุจฉาวิสัชนา ๒-๓ ธรรมาสน์บ้าง แล้วจัดให้ทําการแสดงพระธรรมเทศนา ณ ศาลาการเปรียญตลอดฤดูเข้าพรรษา จากการหัดนี้เองปรากฏว่าพระภิกษุสามเณรของสํานักวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ มีจํานวนหลายรูปได้เป็นองค์พระธรรมกถึกที่สามารถ ถึงกับมีผู้อาราธนาไปแสดงพระธรรมเทศนานอกสํานักอยู่เสมอๆ สําหรับการแสดงพระธรรมเทศนาทางปฏิบัตินั้น โดยเฉพาะในสํานักแล้วในวันพฤหัสบดีทุกวัน พระเดชพระคุณท่านจะลงแสดงพระธรรมเทศนาและสอนภาคปฏิบัติจริงโดยตนเอง ณ ศาลาการเปรียญเป็นประจํา เท่าที่ปรากฏมาแล้วทุกครั้งที่แสดงพระธรรมเทศนาและสอนภาคปฏิบัติ จะมีพระภิกษุสามเณรจากสํานักอื่นตลอดจนอุบาสกอุบาสิกา มาฟังพระธรรมเทศนาและรับการสอนภาคปฏิบัติอย่างคับคั้งเสมอทุกๆ วันพฤหัสบดี สําหรับการแสดงพระธรรมเทศนา ณ ศาลาการเปรียญประจําวันพฤหัสบดีนี้ พระคุณท่านถือเป็นกิจวัตรปฏิบัติของท่าน พระคุณท่านไม่ยอมขาดเลย เว้นแต่มีเหตุสุดวิสัยจริงๆ เท่านั้นจึงจะยอมให้ขาด เท่าที่ปรากฏในปีหนึ่งท่านเคยขาดการนี้ไม่เกิน ๓ ครั้ง การสอนภาคปฏิบัตินอกสํานัก พระคุณท่านได้จัดพระภิกษุและอุบาสิกาที่ได้ธรรมกายมีความเชี่ยวชาญแล้วให้จาริกไปสอนยังสํานักต่างๆ ที่มีผู้ขอร้องมาโดยเฉพาะในฤดูเข้าพรรษามีเจ้าสํานักอื่นๆ ขอมามากราย และมักมีประจําอยู่ทุกๆ ปี ส่วนสํานักสอนธรรมภาคปฏิบัติที่ตั้งประจําขณะนี้ก็มีตั้งประจําที่อําเกอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลาเป็นต้น ฯลฯ ในการเผยแพร่พระศาสนาในภาคปฏิบัตินี้ สํานักวัดปากน้ำภาษีเจริญ ได้จัดพิมพ์หนังสือคู่มือสมภารและทางมรรคผล จ่ายแจกแก่พุทธศาสนิกชนผู้ใคร่ปฏิบัติในประเทศไทยไปหลายแสน ฉบับแล้ว ทั้งนี้ย่อมเป็นการแสดงให้เห็นอย่างเด่นชัดว่า แบบปฏิบัติในภาควิชาวิปัสสนาธุระของสํานักวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ อยู่ในความเคารพนับถือจากบรรดาชาวพุทธอยู่มิใช่น้อยเลย การเผยแพร่ในต่างประเทศ พระเดชพระคุณท่านได้จัดส่ง ฐิตเวโทภิกขุ (ใหญ่ เหล่าโกมล) ออกไปจนถึงประเทศอังกฤษ และ ณ ประเทศอังกฤษนี่เองศาสตราจารย์ชาติอังกฤษ วิลเลียม ออร์กัสต์ เปอร์เฟิสต์ มีจิตเลื่อมใส และได้เห็นธรรมตามแบบปฏิบัติของสํานักวัดปากน้ำถึงกับติดตามเข้ามาขอรับการอุปสมบทเป็นพระภิกษุในประเทศไทย และเป็นพระภิกษุชาวอังกฤษรูปแรกที่ทําการอุปสมบท ณ สํานักวัดปากน้ำภาษีเจริญ ดังที่ทราบกันอยู่เป็นอย่างดีแล้ว และเมื่อ ๙ พฤศจิกายน ๒๔๙๗ กปิลวฑฺโฒ ภิกฺขุ (ศาสตราจารย์ วิลเลียม ออร์กัสต์ เปอร์เฟิสต์) ได้เดินทางกลับไปประเทศอังกฤษ เพื่อทําการเผยแพร่พระพุทธศาสนาอีกครั้งหนึ่ง และกําลังตั้งใจคอยพวกเราชาวพุทธซึ่งจะมีศรัทธา สละทรัพย์ส่งไปเพื่อจัดสร้างวัดขึ้นในพระนครลอนดอนสักวัดหนึ่ง ได้ทราบว่าในขณะนี้ กปิลวฑฺโฒภิกฺขุ กําลังอบรมชาวอังกฤษประมาณ ๕-๑๐ คน อยู่อย่างขมักเขมันเพื่อนําตัวเข้ามารับการอุปสมบท ณ ประเทศไทย แล้วจะเดินทางกลับไปจัดตั้งเป็นคณะสงฆ์ไทยประจําพระอารามซึ่งจะจัดสร้างใหม่นั้นต่อไป การนี้จะสําเร็จลุล่วงไปโดยรวดเร็วก็โดยความร่วมมือร่วมใจของพี่น้องเราชาวพุทธเป็นสาระสําคัญ อนึ่ง พระเดชพระคุณหลวงพ่อ กําลังดําริจะจัดส่งพระภิกษุวีระ คณุตฺตโม (วีระ อุตฺตรนที) ออกไปเผยแพร่วิชชาวิปัสสนากรรมฐาน ณ ประเทศญี่ปุ่นอีกรูปหนึ่งในอนาคตอันใกล้นี้ หวังว่าพวกเราชาวพุทธคงจะอนุโมทนาโดยทั่วกัน ๕. ด้านสาธารณูปการ วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ขณะเมื่อพระเดชพระคุณหลวงพ่อพระภาวนาโกศลแรกเข้ารับหน้าที่เป็นเจ้าอาวาสนั้นมีสภาพประดุจคนชราเพราะความเก่าคร่ำของบรรดาถาวรวัตถุสิ่งปลูกสร้างทั้งหลาย เช่นกุฏิสงฆ์เป็นต้น ในครั้งแรกเมื่อมีพระภิกษุสามเณรเพียง ๑๓ รูป ก็ยังพออยู่อาศัยจําพรรษากันไปได้แม้กระนั้นก็ยังจําเป็นต้องบูรณซ่อมแซม พระคุณท่านได้สละทุนทรัพย์ส่วนตัวจัดซ่อมแซมขึ้นบ้าง มีผู้ศรัทธาออกทุนทรัพย์ซ่อมบ้าง ครั้นต่อมาวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ มีการศึกษารุ่งเรืองขึ้น กุลบุตรผู้มีศรัทธาปสาทได้เข้าบรรพชาอุปสมบทก็มีจํานวนเพิ่มมากขึ้นทุกปีเป็นเงาตามตัว กุฏิที่อยู่อาศัยจําพรรษาก็ต้องปลูกสร้างขึ้นเพิ่มเติมให้พอกับจํานวนพระภิกษุสามเณร พระคุณท่านได้สละทุนทรัพย์ส่วนตัวปลูกสร้างขึ้นใหม่บ้าง มีผู้มีศรัทธาบริจาคทรัพย์ปลูกสร้างเพิ่มเติมบ้าง การนี้ต้องใช้ทุนทรัพย์หลายหมื่นบาทแม้กระนั้น ก็ยังไม่ค่อยจะเพียงพอแก่จํานวนพระภิกษุสามเณรที่จําพรรษาและกุฏิซึ่งสร้างด้วยตัวไม้ทั้งหลังและทรุดโทรมอยู่มากแล้วก็ยังเหลือตกค้างอยู่อีกจํานวนมากทําให้วัดหมดสง่า ประกอบด้วยไม่ต้องด้วยสุขลักษณะอีกด้วยสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวแล้วนี้ พระคุณท่านได้ดําริไว้ว่าจะพยายามรื้อถอนและปลูกสร้างเป็นตึกโบกปูนเพื่อความคงทนถาวร และขยับขยายให้อยู่ในผังที่งดงามโอ่อ่าภูมิฐานยิ่งขึ้นแต่ในขณะที่ยังขาดแคลนทุนทรัพย์ ก็พยายามปรับปรุงซ่อมแซมกันพออยู่อาศัยไปก่อน ทั้งนี้เพื่อเจียดเงินไปทําการปลูกสร้างสิ่งที่จําเป็นแท้เสียก่อน เช่นศาลาการเปรียญซึ่งชํารุดมากแล้ว และคับแคบไม่พอจะบรรจุพระภิกษุสามเณร และบรรดาผู้มีศรัทธามาประกอบการบุญกุศล ซึ่งมีอยู่เป็นประจําเกือบทุกวันตลอดปีเป็นต้น การทํานุบํารุงเกี่ยวกับสาธารณูปการของสํานักวัดปากน้ำ ภาษีเจริญนั้น คงกระทําอยู่เสมอไม่ขาด ทั้งนี้เพื่อให้มีความสง่างามสมกับเป็นปูชนียวัตถุในพระพุทธศาสนาจริงๆ การปลูกสร้างสิ่งต่างๆ สมควรจะได้แสดงรายการ พอให้ทราบบ้างในเฉพาะสิ่งที่ได้เริ่มการมาใกล้จะสําเร็จแล้ว กับสิ่งที่กําลังเริ่มจะกระทําต่อไปในระยะอันใกล้นี้เท่านั้นคือ ก.โรงเรียนปริยัติธรรมหลังใหญ่ ซึ่งสร้างเป็นตึกคอนกรีตถือปูนอย่างงดงามทันสมัย มีขนาดกว้าง ๕ วา ๒ ศอก ยาว ๓๐ วา สูง ๓ ชั้น ตึกโรงเรียนหลังนี้จะมีเครื่องประกอบในการศึกษาอย่างครบถ้วนทุกอย่าง เช่นมีห้องสมุดขนาดใหญ่พอสมควร สําหรับให้นักศึกษาสามารถทําการค้นคว้าหลักวิชาการต่างๆ ได้โดยสะดวกตึกโรงเรียนหลังนี้ พณฯ จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีได้ให้เกียรติมาเป็นประธานทําพิธีวางศิลาฤกษ์เมื่อ พ.ศ.๒๔๙๓ การก่อสร้างได้กระทําตลอดมาขณะนี้ใกล้จะเสร็จเรียบร้อยคงขาดแต่เครื่องประกอบเล็กๆ น้อยๆ เช่นการทาสี, การสร้างโต๊ะเรียนซึ่งมีจํานวนไม่น้อยกว่า ๖๐๐ ชุด และตู้เก็บหนังสือประจําห้องสมุด ฯลฯ เท่านั้น ขณะนี้ผู้รับเหมาทําการก่อสร้างได้เร่งมือซึ่งคาดว่าจะเสร็จเรียบร้อยในระยะเวลาอันสั้นนี้แล้ว แต่ทั้งที่ยังเสร็จไม่สมบูรณ์นี้เอง ในปีการศึกษา ๒๔๙๗ ก็ได้อาศัยเปิดทําการสอนโดยใช้โต๊ะเรียนของเก่าไปพลางก่อน แม้โต๊ะเรียนเดิมจะมีอยู่น้อยไม่พอแก่จํานวนนักศึกษา ก็ได้จัดตารางสอนหมุนเวียนกันพอให้สําเร็จประโยชน์ไปได้ชั่วคราวและโดยทั่วถึงกัน ข.ดําริสร้างศาลาการเปรียญใหม่ เพราะหลังเดิมชํารุดมากและคับแคบไม่พอจะอบรมพระภิกษุสามเณรทั้งวัดและบรรดาทายกทายิกาซึ่งศรัทธามาทําบุญเลี้ยงพระซึ่งมีอยู่เป็นประจําแทบทุกวันตลอดปีได้ กับปรากฏว่าเมื่อต้องใช้ศาลาการเปรียญประกอบพิธีกรรมทางศาสนาแล้ว บรรดาทายกทายิกาจะล้นหลามมาอยู่ในบริเวณลานหน้าพระอุโบสถ ถึงกับต้องจัดกางเต็นท์ให้พักอยู่เสมอเป็นการไม่สะดวก ขณะนี้กําลังสร้างศาลาชั่วคราวกึ่งถาวรเพื่อใช้เป็นโรงฉัน และสถานแสดงพระธรรมเทศนาแทน เมื่อศาลากึ่งถาวรหลังนี้แล้วเสร็จ จะรื้อศาลาการเปรียญเดิมแล้วปลูกสร้างใหม่ ซึ่งจะสามารถจุพระภิกษุสามเณรและทายกทายิกาได้ไม่น้อยกว่า ๑,๕๐๐ คนต่อไปทันที การปลูกสร้างศาลาชั่วคราวและศาลาการเปรียญหลังใหม่นี้จําต้องใช้เงินเป็นจํานวนนับเป็นล้านๆ บาทขึ้นไป ดังนั้นจึงจําเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากบรรดาผู้มีศรัทธาช่วยกันบริจาคทรัพย์ช่วยเหลือ การนี้จึงจะสําเร็จได้โดยรวดเร็ว ค. การประปาของเทศบาลนครธนบุรียังจ่ายน้ำบริโภคมาไม่ถึงวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ทําให้มีความลําบากในเรื่องน้ำบริสุทธิ์สําหรับริโภค เรื่องน้ำบริสุทธิ์เพื่อบริโภคสําหรับสํานักวัดปากน้ำ ภาษีเจริญซึ่งมีจํานวนพระภิกษุสามเณรและอุบาสิกามากมายนั้น นับว่าเป็นปัญหาสําคัญยิ่งประการหนึ่ง เพื่อสวัสดิภาพของพระเณรและอุบาสิกาจํานวนมากดังกล่าวแล้ว พระคุณท่านได้จ้างเหมาให้บริษัทอาวย่งชุ่นฮวด ผู้ชํานาญในการเจาะน้ำบาดาลทําการเจาะน้ำบาดาลขึ้น การนี้ต้องใช้เงินค่าจ้างเหมาประมาณ ๕๐,๐๐๐.๐๐ บาท ได้ทําการขุดลึกใต้พื้นดินลงไปไม่น้อยกว่า ๓๐๐ ม. ขณะนี้ใกล้จะเสร็จโดยผู้รับเหมาได้นําน้ำซึ่งสูบขึ้นนํามาให้ทดลองบริโภค ขณะนี้คณะกรรมการตรวจรับงานของวัดกําลังนําน้ำที่สูบขึ้นมานั้นส่งไปยังกรมวิทยาศาสตร์ขอให้ทําการวิจัยให้แล้ว เข้าใจว่าชาววัดปากน้ำ ภาษีเจริญ จะบริโภคน้ำบาดาลอันบริสุทธิ์ปราศจากเชื้อโรคในเร็ววันนี้เป็นแน่ ง.โดยที่กิตติคุณของพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญขจรขจายไปอย่างกว้างขวางมีศิษย์และผู้ที่เคารพนับถือท่านมากมาย ต่างพากันมานมัสการเยี่ยมเยียน ตลอดจนขอบารมีท่านให้อุปการะช่วยเหลือแก้ไขอาการเจ็บไข้ได้ป่วยตามหลักวิชชาธรรมกายของท่าน ในวันหนึ่งๆ หลายร้อยราย จนกระทั่งที่รับรองแขก ณ บริเวณกุฏิของท่านกลายเป็นสถานที่คับแคบเสียแล้ว เหตุนี้เองบรรดาศิษยานุศิษย์ตลอดจนผู้เคารพนับถือท่าน ได้มีศรัทธาบริจาคทรัพย์รวบรวมกันดําริจะสร้างกุฏิของท่านขึ้นใหม่เป็นตึกโบกปูนอย่างถาวร และมีสถานที่รับรองแขกกว้างขวางกว่าของเก่ามาก การนี้พระคุณท่านก็จะสละทรัพย์ส่วนของท่านร่วมในจํานวนที่จะขาดตกบกพร่องนั้นด้วย ขณะนี้คณะศิษย์ทั้งหลายได้รวบรวมเงินถวายท่านหลายหมื่นแล้วแต่ยังไม่เพียงพอกับราคาตามแบบแปลนที่นายช่างกําหนด หากมีผู้ศรัทธาช่วยเหลือในเรื่องทุนทรัพย์ในการนี้พอเมื่อใด กุฏิของพระคุณท่านหลังนี้จะได้เริ่มปลูกสร้างทันที ๕. กิจวัตรประจําของหลวงพ่อวัดปากน้ำ นอกจากหลักบริหารกิจการ ในสํานักวัดปากน้ำของพระเดชพระคุณหลวงพ่อในหลักใหญ่ๆ ๔ ประการดังกล่าวแล้ว เห็นเป็นการสมควรที่จะได้แถลงกิจการของวัดนี้อีกด้วย ทั้งนี้เพราะเป็นเรื่องแนบเนื่องกันกับการบริหารเรื่องการศึกษาและการปกครองอย่างชนิดแยกกันไม่ออก จึงขอนํามากล่าวได้ด้วยดังนี้ ก.ในตอนเช้าก่อนเวลา ๐๖.๐๐ น. พระคุณท่านจะนําภิกษุสามเณรลงฉันจังหันเช้า(ข้าวต้ม) ณ ศาลาการเปรียญซึ่งใช้เป็นโรงฉันด้วย เมื่อหลังจากเสร็จภัตกิจแล้วจะได้นําภิกษุสามเณรลงทําวัตรสวดมนต์ไหว้พระในพระอุโบสถ หลังจากนั้นพระคุณท่านจะเทศนาอบรมสั่งสอนและให้โอวาทแก่พระภิกษุสามเณร ทั้งนี้เป็นประจําทุกๆ วันไม่มีขาด นอกจากจะมีเหตุสุดวิสัยจริงๆ หรือติดกิจนิมนต์นอกสํานักในบางวันเท่านั้น ดังนั้นพระภิกษุสามเณรในความปกครองของท่านจะต้องถือเป็นวัตรปฏิบัติประจําวันโดยเคร่งครัด จะขาดทําวัตรเช้าเพื่อฟังโอวาทของท่านไม่ได้โดยเด็ดขาด เว้นแต่จะมีการเจ็บไข้หรือมีกิจจําเป็นจริงๆ ซึ่งก็จําจะต้องขออนุญาตเป็นกิจลักษณะแล้วเท่านั้น ข.เพื่อทําการค้นคว้าหลักวิชชา “ธรรมกาย” ขั้นสูงเพิ่มเติม ตลอดจนการอบรมพระภิกษุสามเณรและอุบาสิกาซึ่งได้ “ธรรมกาย” ที่เข้าขั้นเชี่ยวชาญพอสมควรแล้วให้มีความรู้สูงยิ่งๆ ขึ้น ท่านต้องใช้เวลามากในวันหนึ่งๆ ซึ่งเกือบจะไม่มีเวลาว่าง แต่ในฐานะที่ท่านมีลูกศิษย์ลูกหาและผู้ที่เคารพนับถือท่านมาเยี่ยมนมัสการและมาขอบารมีจากท่านให้ช่วยเหลือแก้อาการโรคมีจํานวนวันละไม่น้อยนั้น ท่านจึงจําต้องเจียดเวลาอันมีค่าสูงของท่านมาเพื่อการรับรอง จึงจําเป็นต้องกําหนดเวลารับรองแขกไว้เป็นประจําวันดังนี้ เวลาเช้า ตั้งแต่ ๐๗.๐๐ น. ถึง ๐๘.๐๐ น. เวลากลางวัน ตั้งแต่ ๑๑.๐๐ น. ถึง ๑๓.๐๐ น. เวลาเย็น ตั้งแต่ ๑๗.๓๐ น. ถึง ๑๘.๓๐ น. ในระหว่างเวลารับรองแขกนี่เอง ถือเป็นเวลาแจกพระพุทธรูปของขวัญแก่ผู้ที่มีศรัทธาบริจาคทุนทรัพย์สร้างโรงเรียนปริยัติธรรมด้วยในตัว นอกจากเวลารับรองแขกดังระบุไว้แล้วนั้นท่านจะไม่รับรองแขก ยกเว้นในกรณีพิเศษจริงๆ เฉพาะครั้งคราวท่านจึงจะกําหนดให้เข้าพบได้ เท่าที่แถลงในเรื่องนี้ไว้ด้วยเพราะเกรงท่านที่ไม่ทราบจะไม่ได้รับความสะดวกในการมานมัสการท่าน ๒. โรงครัวที่ปรุงอาหารเลี้ยงพระภิกษุสามเณร วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ มีสิ่งแปลกประหลาด เป็นที่สนใจของประชาชนอยู่ประการหนึ่ง เป็นสิ่งประหลาดกว่าสํานักวัดอื่นๆ จริงๆ เพราะเป็นวัดเดียวเท่านั้นในประเทศไทย ที่พระภิกษุสามเณรไม่ต้องออกทําการบิณฑบาตในตอนเช้า แต่กลับมีโรงครัวประกอบอาหารถวายพระภิกษุสามเณรทั้งเวลาเช้าและเวลาเพล ความแปลกประหลาดนี้ เป็นสาเหตุที่ทําให้ผู้ที่ยังขาดความเข้าใจในพระธรรมวินัยอย่างแจ่มชัดถึงกับประณามว่า พระภิกษุสามเณรซึ่งจําพรรษา ณ วัดปากน้ำ ภาษีเจริญปฏิบัติย่อหย่อนในพระธรรมคําสั่งสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะขาดนิสัยอันเป็นหลักปฏิบัติของบรรพชิตไปอย่างหนึ่งคือ พระภิกษุสามเณรจะต้องถือการฉันอาหารบิณฑบาตเป็นนิสัยอย่างหนึ่งในนิสัย ๔ อย่างของบรรพชิต แต่ผู้ที่เข้าใจในคําสั่งสอนของพระพุทธองค์แจ่มชัดแล้วคงจะไม่กล่าวเช่นนั้นเลยเพราะมีข้อแม้ว่าพระภิกษุสามเณร เมื่อมีอดิเรกลาภเกิดขึ้น โดยมีผู้มีศรัทธานิมนต์ฉันจังหันเกิดขึ้น หรือมีทายกทายิกาจัดถวายในวันอุโบสถ ๆลฯ เหล่านี้เป็นต้นแล้ว พระพุทธองค์ทรงอนุญาตไว้ว่า พระภิกษุสามเณรพึงงดเว้นถือนิสัยในการออกบิณฑบาตได้ ดังนั้นพระภิกษุสามเณรสํานักวัดปากน้ำไม่ออกทําการบิณฑบาต จึงไม่ขาดนิสัยดังที่เข้าใจกัน เพราะทุกๆ วันจะมีผู้มีศรัทธานิมนต์ลงฉันจังหัน ณ ศาลาโรงฉันทั้งเวลาเช้าและเพล โดยเจ้าภาพผู้ศรัทธาอาศัยโรงประกอบอาหารและอุบาสิกาของวัดเป็นเจ้าหน้าที่จัดปรุงอาหารถวายพระภิกษุให้เสร็จโดยเรียบร้อย เจ้าภาพเพียงเป็นผู้บริจาคทุนทรัพย์เท่านั้น ทั้งนี้เพื่อให้ความสะดวกแก่บรรดาทายกทายิกา ผู้มีศรัทธาทั้งหลายนั่นเอง เนื่องด้วยวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ มีผู้ศรัทธา มาทําการเลี้ยงพระเป็นจํานวนมากโดยเฉพาะสําหรับ พ.ศ.๒๔๗๙ นี้มีผู้ศรัทธาเป็นเจ้าภาพเลี้ยงพระประจําวันถึง ๒๕๗ ราย และเหลือวันว่างไม่มี เจ้าภาพประจําเพียง ๑๐๘ วันเท่านัน ในจํานวน ๑๐๘ วันนี้เอง ก็มีผู้ศรัทธาเลี้ยงพระซึ่งมิได้กําหนดวันแน่นอนให้เจ้าหน้าที่ของวัดทราบ เข้าทําการเลี้ยงพระอีกมิค่อยจะมีวันว่าง วันว่างที่เหลือในเดือนหนึ่งๆ จะมีเพียง ๒-๓ วันเป็นอย่างมาก ซึ่งในวันว่างที่เหลือนี้พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านจะออกทุนทรัพย์ส่วนตัวของท่านวันละประมาณ ๘๐๐ บาทให้โรงประกอบอาหารปรุงอาหารแล้วนิมนต์พระภิกษุสามเณรลงฉัน ด้วยเหตุนี้พระเณรในวัดปากน้ำจึงมีอดิเรกลาภประจําวัน ไม่จําเป็นต้องถือนิสัยออกทําการบิณฑบาตดังกล่าวแล้วในตอนต้น แต่เนื่องจากวัดปากน้ำ ภาษีเจริญมีจํานวนพระภิกษุสามเณรและอุบาสิกาเป็นจํานวนมาก ประกอบกับเพื่อให้ความสะดวกแก่ผู้มีศรัทธาที่จะมาทําการเลี้ยงพระ วัดปากน้ำจึงต้องจัดระเบียบโรงประกอบอาหาร จัดเจ้าหน้าที่การครัวคาวหวาน ตลอดจนเจ้าหน้าที่จัดสถานที่ และรักษาความสะอาด ภาชนะเครื่องใช้ในการเลี้ยงพระไว้อย่างเรียบร้อย แรงงานเหล่านี้จัดจากจํานวนอุบาสิกาผู้มีศรัทธาต้องการบุญกุศล โดยมิได้ต้องการมูลค่าสิ่งใดเป็นการตอบแทนเลยแม้แต่น้อย เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อยรัดกุม พระเดชพระคุณท่านได้ตั้งให้ น.ส.ท้วม หุตานุกรม เป็นหัวหน้าโรงประกอบอาหาร หัวหน้าโรงประกอบอาหารมีหน้าที่รับเงินจากเจ้าภาพผู้มีศรัทธาเลี้ยงพระประจําวันไปทําการจ่ายอาหารสดแห้ง และจัดเจ้าหน้าที่ปรุงอาหารให้เสร็จเรียบร้อย โดยเจ้าภาพผู้มีศรัทธาทั้งหลายไม่ต้องกังวลอย่างใดทั้งสิ้นเพียงแต่มอบเงินที่มีศรัทธาทําบุญ ตลอดจนความมุ่งหมายแห่งการจัดประเภทอาหารเท่านั้น งานทําบุญเลี้ยงพระของผู้มีศรัทธาก็จะสําเร็จเรียบร้อยสมบูรณ์ทุกประการ กิจการภายในวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ เท่าที่แถลงมานี้แม้จะไม่ละเอียดถี่ถ้วนแต่ก็พอกับความประสงค์ที่จะแถลงให้ทราบในหลักการใหญ่พอสมควรแล้วกล่าวโดยสรุปก็คือ สํานักวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ก็มีทุกสิ่งทุกอย่างที่จะอํานวยความสะดวกให้แก่บรรดาพุทธศาสนิกชนทั้งหลายผู้ประสงค์จะศึกษาและปฏิบัติธรรม ตลอดจนกระทั่งสิ่งประกอบในการสร้างเนื้อนาบุญของท่านผู้มีศรัทธา จะทําการบุญกุศลโดยพร้อมมูล ประวัติวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ โดย โฆสิโต ภิกฺขุ วัดปากน้ำนี้มีบุคคลเป็นส่วนมากสนใจใคร่ทราบประวัติว่า ใครเป็นผู้สร้าง เพราะหลักฐานเดิมมิได้ปรากฏ ได้พยายามค้นหากันมานานแล้วเพื่อจะได้ให้ทราบกันไว้เป็นอนุสรณ์ แต่หาสมดังปรารถนาไม่ คงได้พบหลักฐานในคํา อธิบายตํานาน พระอารามหลวง ของสมเด็จกรมพระยาดํารงราชานุภาพ ปรากฏว่า “วัดปากน้ำอยู่ริมคลองด่าน (ธนบุรี) เป็นวัดหลวงแต่โบราณ รัชกาลที่ ๓ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงปฏิสังขรณ์” ดังนี้ข้อความเพียงนี้ ดูก็ยังหาเพียงพอกับความปรารถนาของผู้อ่านไม่ และใคร่ทราบละเอียดกว้างขวางไปกว่านี้อีก เป็นอันว่า ยังมิได้พบเห็นประวัติที่แสดงไว้ละเอียดและหลักฐานที่พิศดารมากกว่าที่กล่าวนี้มาแสดงได้ คําที่ว่า เป็นวัดหลวงแต่โบราณ ไม่ปรากฏว่า สมเด็จพระเจ้าแผ่นดินพระองค์ใดได้ทรงปฏิสังขรณ์ หรือผู้ใดสร้างแล้วทูลเกล้าฯ ถวายไว้เป็นพระอารามหลวงในทําเนียบพระอารามหลวงแต่อย่างใด พิจารณาดูตามตํานานพระอารามหลวง คําที่เรียกว่า พระอารามหลวงนั้น หมายความว่า เป็นวัดของสมเด็จพระเจ้าแผ่นดินทรงสถาปนาขึ้น ถ้าเป็นของผู้อื่นสร้าง เรียกว่าอารามราษฎร์ แต่คนทั้งหลายมักเรียกกันตามสะดวกปากว่า วัดหลวง, วัดราษฎร์ ดังนี้ พระอารามหลวงครั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี มีนามปรากฏอยู่ในทําเนียบสมณศักดิ์ของเก่า สังเกตดูเป็นวัดซึ่งสมเด็จพระเจ้าแผ่นดินพระองค์ใดพระองค์หนึ่งได้ทรงสร้าง หรือทรงบูรณปฏิสังขรณ์แทบทั้งนั้น แต่พระอารามหลวงในชั้นกรุงรัตนโกสินทร์นี้ ในตํานานกล่าวว่าเป็นวัดของเจ้านายและขุนนางสร้าง แล้วถวายเป็นวัดหลวงก็หลายวัด ความข้อนี้มีเรื่องราวปรากฏมาว่า เมื่อสร้างกรุงรัตนโกสินทร์ขึ้นเป็นราชธานีแล้ว ความมุ่งหมายจะทํานุบํารุงให้เหมือนครั้งกรุงศรีอยุธยาราชธานีเดิม ด้วยนับถือกันว่า ครั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีเป็นสมัยที่รุ่งเรือง เรียกกันว่า “รั้วบ้านเมืองดี” รั้ววังวัดวาที่สร้างขึ้นในกรุงรัตนโกสินทร์นี้ ก็มักถ่ายแบบมาจากกรุงศรีอยุธยาแต่พระอารามหลวงในชั้นรัชกาลที่ ๑ ที่ ๒ ยังมีน้อย ถึงรัชกาลที่ ๓ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชดําริว่า พระอารามหลวงในกรุงเทพฯ นี้ยังมีน้อยกว่าครั้งกรุงเก่ามากไม่พอแก่ตําแหน่งพระราชาคณะในทําเนียบจึงทรงสร้างพระอารามขึ้นใหม่บ้าง ทรงชักชวนอุดหนุนเจ้านายและขุนนางที่มีกําลังให้สร้างบ้าง ถ้าวัดของใครสร้างงดงามดี ก็ทรงรับเป็นพระอารามหลวงเพื่อให้เป็นเกียรติยศแก่ผู้สร้างหรือผู้บูรณะปฏิสังขรณ์วัดนั้นๆ ความนิยมการสร้างวัดก็เกิดขึ้น แต่เมื่อถึงรัชกาลที่ ๔​และรัชกาลที่ ๕ ต่อมา ทรงพระราชดําริว่า วัดที่ได้สร้างขึ้นมีมากพออยู่แล้ว ก็มิใคร่จะได้ทรงรับวัดที่ผู้อื่นสร้างเป็นอารามหลวงดังแต่ก่อน ดังนี้ เฉพาะวัดปากน้ำนี้ ปรากฏในตํานานพระอารามหลวง ยกไว้ในอันดับพระอารามหลวงชั้นตรีชนิดสามัญ หาใช่เป็นพระอารามหลวงชั้นสูง เช่นชั้นราชวรวิหาร หรือวรวิหารไม่ อีกนัยหนึ่ง มีเสียงกล่าวกันว่า เมื่อสมัยรัชกาลที่ ๓ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงปฏิสังขรณ์ เรียกกันว่า “วัดสนุกสวนสวรรค์” แต่ค้นหาหลักฐานไม่พบ ครั้งต่อมารัชกาลที่ ๔ พระบาทสมเด็พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ขุดคลองด่านซึ่งอยู่ติดต่อกับวัดปากน้ำ เมื่อถึงรัชกาลที่ ๕ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างประตูกั้นน้ำ แล้วพระราชทานนามประตูน้ำนั้นว่า “ประตูน้ำคลองด่านภาษีเจริญ” ราษฎรพากันเรียกวัดปากน้ำนี้เป็นชื่อวัดปากน้ำคลองด่าน แต่ส่วนใหญ่เรียกชื่อว่า วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ และใช้ชื่อนี้มาจนทุกวันนี้ การเขียนเรื่องนี้ ย่อมมีความปรารถนาที่จักแสวงหาต้นฉบับอันเป็นหลักฐานให้มีข้อความละเอียดยิ่งกว่าที่กล่าวแล้วนั้น ว่าพระอารามหลวงนี้ได้ทรงสร้างโดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าแผ่นดินรัชกาลใด หรือผู้ใดเป็นผู้สร้างแล้วทูลเกล้าฯ ถวายทรงรับไว้เป็นพระอารามหลวง ดังปรากฏในตํานานพระอารามหลวง ค้นหาต้นฉบับอันเป็นหลักฐานพิศดารยังไม่พบ จึงขอยุติไว้เพียงเท่าที่กล่าวมานี้ อนึ่ง วัดปากน้ำ เป็นอารามหลวงชั้นสามัญ และเป็นอาวาสที่มีอาณาเขตไม่ใหญ่โต ในพรรษา พ.ศ.๒๔๙๗ มีพระภิกษุสงฆ์ ๒๒๕ รูป สามเณร ๒๐๒ รูป จําพรรษาอยู่ เมื่อจะอนุมานการเปรียบเทียบกับพระอารามหลวงในจังหวัดธนบุรีด้วยกัน ก็เป็นที่น่าเลื่อมใสศรัทธาซึ่งเป็นวัดที่มีผู้นิยมมากพุทธศาสนิกชนทั้งหลาย โดยทั่วไปเกิดปสาทะศรัทธาไปอุปสมบทและบรรพชาตลอดถึงการทําบุญบริจาคทานแก่พระสงฆ์สามเณรเป็นนิจนิรันดร์ วัดนี้มีภิกษุสามเณรรวมเป็นจํานวนถึง ๔๒๗ รูป ซึ่งแสดงให้เห็นได้ในด้านความ เจริญและความก้าวหน้าวัดหนึ่งในกํารพระพุทธศาสนาในประเทศไทย การศึกษามีทั้งด้านคันถธุระและวิปัสสนาธุระ มีโรงเรียนปริยัติธรรมอันสง่างาม เป็นตลาดวิชาสําหรับพระภิกษุสามเณรในวัดและนอกวัดปีหนึ่งๆ มิใช่น้อย มีที่พำนักสําหรับอุบาสิกาผู้ใคร่จะแสวงหาความสงบ ด้วยการถือบวชบําเพ็ญภาวนาเป็นเอกเทศ มีกุฏิที่พักสงฆ์มากมายจนแทบจะหาลานวัดไม่พบ มีโรงครัวใหญ่จัดอาหารบิณฑบาตตลอดเวลา โดยพระภิกษุสงฆ์ไม่ต้องออกบิณฑบาตในตอนเช้า อนึ่ง วัดปากน้ำเป็นศูนย์การศึกษาวิชาพระพุทธศาสนา โดยได้รับ ความอนุเคราะห์จาก สํานักเรียนตลอดมา เมื่อถึงสมัยสอบนักธรรมและธรรมศึกษา วัดปากน้ำจึงได้รับจัดเป็นสนามหลวงอันเป็นสถานที่สอบทั้งคฤหัสถ์และบรรพชิต วัดปากน้ำโดยอาณาเขต เป็นพระอารามหลวงที่เล็กที่สุด แต่โดย กิจกรรมของวัดนับว่า เป็นวัดที่มีความเจริญทางด้านวิชาการเผยแพร่ธรรมะมากที่สุดวัดหนึ่ง เมื่อวันที่ ๓ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๑๒ พระบาทสมเด็จพระเจ้าหัวฯ รัชกาลที่ ๙ ได้ทรงเสด็จทอดผ้าพระกฐิน ณ วัดปากน้ำ ธนบุรี อันยังความปิติยินดีให้เกิดแก่บรรดาสาธุชนทั้งหลาย ที่ได้พระกรุณาโปรดเกล้า เสด็จทอดผ้าพระกฐินในครั้งนั้น นับเป็นครั้งแรกของวัดที่องค์ประมุขของประเทศทรงเสด็จด้วยพระองค์เอง ปัจจุบันท่านผู้สนใจสามารถเดินทางไปวัดปากน้ำได้ ๒ ทาง คือ ทางรถ และทางเรือ ดังนี้ ทางรถ - รถเมล์โดยสารที่วิ่งถึง คือ สาย ๔,๙,๖๖,๘๘ เป็นต้น ทางเรือ - เรือหางยาว ธงสีเขียว (ปากคลองตลาด - บางแวก) ธงสีเหลือง (สะพานพุทธ - บางแวก) ธงชาติ (สะพานพุทธ - วัดไทร) โอวาทหลวงพ่อ โดย ฉลวยพุทฺธสโร ภิกฺขุ ภิกษุสามเณรทั้งหลาย, เราเป็นพระภิกษุสามเณร เราต้องรู้จักตัวของเรา ถ้าเราไม่รู้จักตัวดี เป็นอันใช้ไม่ได้เลอะเทอะเหลวไหลไปหมด เราจะหาที่พึ่งไม่ได้ เราจะหวังพึ่งคนอื่นเขานั้นย่อมไม่ได้ ต้องพยายามช่วยตัวของตัวเอง ต้องทําตัวให้เป็นเกาะที่เรียกว่า “อตฺตทีปา” การทําตนให้เป็นที่พึ่งของตน จึงจะได้ชื่อว่าเป็นคนรู้จักตัว การรู้จักตัวนี้ สมเด็จพระบรมศาสดาทรงสงเคราะห์พวกเราทั้งหลายซึ่งไม่รู้จักตนว่าเป็นเกาะและเป็นที่พึ่งของตนให้รู้จักว่าเป็นที่พึ่งเป็นเกาะของตน พระองค์จึงได้ทรงชี้แจงแสดงธรรมว่าด้วยที่พึ่งของตน ที่พึ่งนี่แหละไม่ใช่ของพอดีพอร้าย นอกจากพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วรู้ไม่ได้ พระองค์เท่านั้นทรงรู้ได้ในสิ่งที่เป็นที่พึ่ง สิ่งที่เป็นเกาะของตน พระบรมทศพลนั้นเมื่อตรัสปฐมเทศนา ธมฺมจกฺกปฺปวตฺตนสูตร โปรดภิกษุปัญจวัคคีย์ทั้งห้าสํา เร็จแล้ว ทรงตรัสเทศนาอนัตลักขณะสูตร โปรดพระยส ๕๕ สําเร็จแล้ว ดําเนินไปยังเหล่าชฎิล ๑,๐๐๓ รูป ในระหว่างทางนั้น ไปพบพวกราชกุมารเล่นซ่อนหาปิดตากันในป่าไร่ฝ้าย ราชกุมารเหล่านั้นมีมเหลีด้วยกันทั้งนั้น แต่ราชกุมารองค์หนึ่งมเหสีองค์นั้นเป็นมเหสีกํามะลอ จ้างเขาไปไม่ใช่ของตนโดยตรง จ้างหญิงแพศยาไป ครั้นไปถึงป่าไร่ฝ้าย เล่นซ่อนหากันเป็นที่สนุกสนานนัก แก้เครื่องประดับแล้วห่อเรียบร้อยส่งให้มเหสีถือไว้ทุกๆ องค์ทั่วหน้ากัน พระราชกุมารที่มีมเหสีกํามะลอก็ให้ถือดุจเดียวกัน มเหสีกํามะลอของพระราชกุมารผู้นั้นเป็นหญิงนครโสเภณี พอเห็นของมีค่าเช่นนั้น ก็ว่าของเหล่านี้เลี้ยงตัวเองได้ชาติหนึ่ง เราไม่ต้องเดือดร้อนเลี้ยงตัวได้ทั้งชาติ เมื่อนางเห็นเช่นนั้นก็ออกอุบายสัญญาวิปลาศแปรผันไป หาวิธีหลบหลีกซ่อนเร้นตัวสมความปรารถนาแล้วก็พาเครื่องประดับหนีไป ไปทางไหนไม่มีใครรู้เรื่อง เมื่อราชกุมารเล่นซ่อนหา ปิดตากันอย่างสนุกสนานหมดเวลาที่จะเล่นกันแล้ว ก็กลับมาขอห่อเครื่องประดับที่พระมเหสีของตนๆ ประดับตกแต่งอวัยวะร่างกายไปตามหน้าที่ ฝ่ายพระราชกุมารที่มีพระมเหสีกํามะลอเป็นหญิงแพศยานั้น ไม่พบตัวหญิงแพศยาที่จ้างไปเป็นมเหสีนั้นพาเอาห่อเครื่องประดับหนีไปแล้ว ช่วยกันค้นหาสักเท่าใดก็ไม่พบ ค้นไปค้นมาพบพระบรมศาสดาประทับอยู่ ณ รุกขมูลโคนต้นไม้ ราชกุมารเหล่านั้นก็ได้ทูลถามพระจอมไตรว่า “ดูกร ท่านบุรุษผู้เจริญ ท่าน เห็นหญิงถือห่อผ้าเดินไปทางนี้บ้างไหม?” พระพุทธองค์ทรงรับสั่งว่า “แน่ะ! ราชกุมารทั้งหลาย ท่านจะหาหญิงถือห่อผ้านั้นดีหรือ หรือจะหาตัวดี” ราชกุมารก็ทูลรับว่า “หาตัวดีพระเจ้าค่ะ” “เออ! ถ้าหาตัวก็ดีแล้ว นั่งลงซี เราจะบอกตัวให้” พระองค์ก็ทรงรับสั่งให้ราชกุมาร ๓๐ นั้นนั่ง และให้มเหสีอีก ๒๙ นั้นนั่งลงด้วยพร้อมกัน พระองค์ก็ทรงแสดงถึงตัวก็ตรงกันกับ “อตฺตทีปา อตฺตสรณา นาญฺญสฺสรณา ธมฺมทีปา ธมฺมสรณา นาญฺญสฺสรณา” เมื่อท่านเข้าใจดังนี้ ขอเชิญท่านทั้งหลายจง เงี่ยโสตสดับ รองรับรสพระธรรมเทศนา ในเรื่องสิ่งที่เป็นเกาะเป็นที่พึ่งของตัวสืบต่อไป แปลตามวาระพระบาลีว่า อตฺตทีปา มีตนเป็นเกาะ อตฺตสรณา มีตนเป็นที่พึ่ง นาญฺญสฺสรณา สิ่งอื่นไม่ใช่ นี้พึงรู้ใจความตามวาระพระบาลีให้แจ่มชัดเสียให้แน่ว่า ตนนี่แหละเป็นเกาะเป็นที่พึ่งตอนหนึ่ง ตอนที่สองรองลงไป ธมฺมทีปา มีธรรมเป็นเกาะ ธมฺมสรณา มีธรรมเป็นที่พึ่ง นาญฺญสฺสรณา สิ่งอื่นไม่ใช่ ธรรมนั่นแหละเป็นเกาะเป็นที่พึ่ง ที่จะฟังโอวาทเรื่องนี้ออก เราต้องรู้จักตน ต้องรู้จักธรรมเสียก่อนคําว่าตนนั้นหมายถึงอะไร? ตนนั้นหมายหลายชั้น กายมนุษย์เรานี้ก็เรียกว่าตน กายมนุษย์ละเอียดก็เรียกว่าตน กายทั้ง ๑๘ กายซึ่งเหนือๆ ขึ้นไปโดยลําดับจนถึงกายพระอรหัตละเอียดก็เรียกว่ากายทั้งนั้น กายมนุษย์จนถึงกายอรูปพรหมละเอียดรวม ๘ กายเป็นตนในภพนี้ ตนในภพนี้ที่กล่าว เป็นตนโดยสมมติไม่จริงจังอะไร เป็นตนสมมติขึ้นครั้งหนึ่งคราวหนึ่ง ตั้งแต่กายธรรมจนถึงกายพระอรหัตละเอียดรวม ๑๐ กายก็เป็นตน เป็นตนนอกภพ เป็นตนโดยวิ มุติไม่ใช่ตนโดยสมมติ ทั้ง ๑๘ กายล้วนแต่เป็นตนทั้งนั้น นี้ให้รู้จักตนเสียดังนี้ก่อน ตนนี่แหละเป็นเกาะ ตนนี่แหละเป็นที่พึ่งแล้วจะแสดงเรื่องธรรม ให้รู้จักธรรมเสียอีกอย่างหนึ่ง คําที่เรียกว่าธรรมน่ะอะไร? อยู่ที่ไหน? ต้องรู้จักเสีย ถ้าไม่รู้จักก็เลอะเทอะเป็นป้าป้อนหลานไม่รู้จักธรรมละก็ ฟังธรรมไปสักเท่าใดๆ ก็ไม่รู้เรื่องจริงของธรรม เพราะไม่รู้จักธรรมจะรู้เรื่องจริงอย่างไร เราต้องรู้จักธรรมเสียก่อน คําว่า ธรรม น่ะอะไร? ธรรมเป็นเครื่องทําตนนั้นให้เป็นอยู่ ตนนั้นไม่มีธรรมเลย ก็เป็นอยู่ไม่ได้ กายทุกกายตั้งแต่กายมนุษย์จนถึงกายพระอรหัตละเอียดทั้ง ๑๘ กาย ล้วนแต่มีธรรมให้ตั้งอยู่ทั้งนั้น ถ้าไม่มีธรรมแล้วก็เป็นอยู่ไม่ได้ คําว่าธรรมนี้อยู่ที่ไหนล่ะ? อยู่กลางกายมนุษย์ สะดือทะลุหลัง ขวาทะลุซ้าย ด้ายกลุ่มสองเส้นขึงให้ตึง ตรงกลางเส้นด้ายที่พาดตัดกัน ที่เรียกว่า กลางกั๊กนั่น คือถูกกลางดวงธรรม ที่ทําให้เกิดเป็นกายต่างๆ ทั้ง ๑๘ กายนั้น ดวงนั้นแหละเรียกว่าดวงธรรม ธรรมดวงนั้นดับไป กายต่าง ๆ นั้นก็ดับไปด้วย ดวงธรรมนั้นผ่องใสสะอาดสะอ้าน กายต่างๆ นั้นก็รุ่งโรจน์โชตนาการธรรมดวงนั้นซูบชีดเศร้าหมอง กายมนุษย์ก็ไม่ผ่องใสซอมซ่อ ไม่สวยไม่งาม น่าเกลียดน่าชังไป เพราะธรรมดวงนั้นสําคัญนัก ธรรมดวงนั้นแหละเป็นชีวิตของมนุษย์ คือ ความเป็นอยู่ของมนุษย์ความเห็น ความจํา ความคิดและความรู้อยู่กลางดวงนั้น ออกจากกลางธรรมดวงนั้น เป็นชีวิตธรรมสําคัญทีเดียว ดวงธรรมนั้นแหละ อยู่กลางกายของเราเหมือนกันทุกๆ คนไป ที่เรียกว่าดวงธรรมเป็นอย่างนี้ รู้จักเสียที ต่อไปนี้จะแสดงถึงกาย กายเป็นเกาะนั้นเป็นอย่างไร? เป็นที่พึ่งนั้น เป็นอย่างไร? เกาะได้อย่างไรหรือ? จึงได้ชื่อว่าเป็นเกาะเป็นที่พึ่ง พึงนึกถึง มนุษย์ที่เรือล่มจมลงในท่ามกลางมหาสมุทร มนุษย์ก็ต้องว่ายน้ำซิ มนุษย์ปรารถนาเกาะไหมล่ะ? ว่ายน้ำไปๆ ไปพบเกาะเข้าสักเกาะจะเป็นอย่างไร ก็ชื่นอกชื่นใจขึ้นเกาะนั่นโดยฉับพลันทีเดียว เพราะได้เกาะดีแล้ว ได้อาศัยแล้วไม่อย่างนั้นก็ต้องว่ายน้ำกระเดือกๆ อยู่ในน้ำ เหนื่อยแทบประดาตายขึ้นเกาะเสียได้ก็หมดเหนื่อย หมดยากลําบาก นั่นได้เกาะเป็นเรื่องได้เกาะในมหาสมุทร ก็อาศัยเกาะได้อย่างนั้น เกาะจึงเป็นคุณอย่างหนึ่ง ก็เรื่องกายเป็นที่พึ่งเล่า ที่ตนเป็นที่พึ่งนั้น เป็นที่พึ่งอย่างไรกัน ถาม ว่าเมื่อพบเกาะกลางสมุทรนั้นรู้สึกอย่างไร? เมื่อพบเข้าแล้วก็ดีใจจะได้พึ่งได้อาศัยเกาะนั้น จะพึ่งจะอาศัยสิ่งอื่นไม่ได้จําต้องอาศัยต้องพึ่งเกาะนั้น เพราะมันยังพอมีผลไม้ที่พอจะยังอัตตภาพให้เป็นอยู่ได้ เกาะจึงเป็นที่พึ่งอย่างนั้น บัดนี้เราท่านทั้งหลายก็ได้อาศัยกายมนุษย์ ก็พึ่งอาศัยกายมนุษย์นี้อยู่ เวลานี้เราได้อาศัยกายมนุษย์อยู่จริงๆ พึ่งกายมนุษย์อยู่จริงๆ ถ้าว่าไม่อาศัยกายมนุษย์อยู่จริงละก็ ลองทิ้งดูสักทีซิมนุษย์ก็ไม่มีไม่เห็น ที่เรียกว่าตายนั่นแหละ เมื่อปรากฏอย่างนี้ กายของมนุษย์จึงเป็นเกาะจริงๆ ธรรมก็เป็นที่พึ่งเป็นเกาะ เป็นที่พึ่งเป็นเกาะอย่างไร? ธรรมเป็นเกาะเพราะถ้าไม่ได้ธรรมดวงนี้แล้ว กายมนุษย์จะได้อาศัยอะไร กายมนุษย์เมื่อไม่มีที่อาศัยที่เกาะ กายมนุษย์ก็ต้องหายสูญไป เพราะไม่มีที่จะอาศัยจะพึ่ง กายมนุษย์อาศัยดวงธรรมดวงนั้น อยู่ในกลางธรรมดวงนั้น กายมนุษย์อาศัยธรรมดวงนั้นเป็นที่เกาะ รวมความว่ากายมนุษย์อาศัยดวงธรรมเป็นทั้งที่พึ่งและเป็นที่เกาะ ครั้นเข้าถึงกายมนุษย์ละเอียดอีกชั้นหนึ่งกายมนุษย์ละเอียดก็ต้องมีดวงธรรมของตัวเองเป็นเกาะมีกายของตัวเองเป็นที่พึ่ง แล้วยังต้องอาศัยกายมนุษย์เป็นทางให้เกิดกายมนุษย์ละเอียดด้วย เพราะถ้าไม่มีกายมนุษย์แล้ว กายมนุษย์ละเอียดก็มีก็เกิดไม่ได้ ครั้นเข้าถึงกายทิพย์ กายทิพย์นั้นก็ต้องมีดวงธรรมเป็นที่พึ่งที่เป็นเกาะของกายทิพย์ และก็จําเป็นต้องมีกายมนุษย์ละเอียดเป็นที่พึ่งเป็นที่เกาะของกายทิพย์อีกด้วย กายทั้งหลายเป็นที่พึ่งเป็นที่เกาะเกี่ยวกันอย่างนี้ต่อขึ้นไปตามลําดับ และแต่ละกายๆ ต่างก็มีดวงธรรมของตัวเป็นที่พึ่งที่เกาะด้วยกันทั้งนั้นเป็นลําดับกันอย่างนี้ จะย้อนกลับกล่าวถึงกายมนุษย์ใหม่ กายมนุษย์เป็นเกาะเป็นที่พึ่งดวงธรรมที่ทําให้เป็นกายมนุษย์เป็นที่เกาะที่พึ่งทั้ง ๒ อย่างนี้ เวลานี้เราอาศัยอยู่กับกายมนุษย์มีกายมนุษย์เป็นเกาะจริงๆ ที่ได้เกาะได้อาศัยอยู่ โดยมีกายมนุษย์เป็นที่พึ่งจริงๆ คนอื่นพึ่งไม่ได้ จะพึ่งคนอื่นพึ่งได้อย่างไร กายมนุษย์นี้มันต้องพึ่งตัวของมันเอง จะพึ่งคนอื่นได้อย่างไร อาบน้ำ, อุจจาระ เหล่านี้มันก็ต้องพึ่งตัวของมันทั้งนั้น จะพึ่งคนอื่นนั้นไม่ได้ต้องพึ่งตัวเอง ก็เมื่อกายมนุษย์มีกายของตัวเป็นที่พึ่งอย่างนี้ แล้วธรรมล่ะ ก็มีธรรมเป็นที่เกาะที่พึ่งของกาย มนุษย์อีกเหมือนกัน คือ ดวงธรรมดวงใสที่อยู่ที่ศูนย์กลางกายนั้นแหละเป็นเกาะเป็นที่พึ่ง ไม่แต่เท่านั้น ดวงธรรมกลางกายมนุษย์นี่เอง ยังเป็นที่อาศัยเกิดของกายมนุษย์ละเอียดต่อไปอีกด้วย เพราะถ้าไม่มีดวงธรรมนั้นอยู่ก่อนกายมนุษย์ละเอียดก็มาอาศัยอยู่ไม่ได้ ที่กายมนุษย์ละเอียดอาศัยอยู่ได้ก็มีธรรมดวงนั้น ธรรมดวงนั้นแหละเป็นที่อาศัยของตัวเอง กายมนุษย์ละเอียดนั้นก็เป็นตัวของตัวเองเป็นที่อาศัยของตัวเองธรรมดวงนั้นแหละเป็นที่พึ่งสําคัญ เพราะได้มาด้วยบริสุทธิ์กาย วาจา ใจ ไม่มีพิรุธเลย จึงเกิดธรรมดวงนั้น ถ้าธรรมดวงนั้นดับไปกายมนุษย์ละเอียดก็หมดที่พึ่ง กายทิพย์ กายทิพย์ละเอียด กายรูปพรหม กายรูปพรหมละเอียด และต่อๆ ขึ้นไป ต่างก็มีตัวของตัวเป็นเกาะเป็นที่พึ่ง แล้วก็มีดวงธรรมเป็นเกาะเป็นที่พึ่งดุจเดียวกันโดยลําดับไปตั้งแต่กายมนุษย์ถึงกายรูปพรหมละเอียดรวม ๘ กายนี้ อยู่ในกามภพ รูปภพและอรูปภพ เวียนว่ายตายเกิดไม่รู้จักจบจักสิ้น แต่เขาก็มีที่พึ่งที่เกาะของเขา อย่างนั้นทั้งนั้น แต่ว่าพึ่งโดยสมมติชั่วครั้งคราวหนึ่งไม่จริงจังนัก เรียกว่า โลกีย์ยังยักเยื้องแปรผันอยู่ เอาจริงเอาจังไม่ได้ ที่จะเอาจริงเอาจังได้ต้องเข้าให้ถึงกายธรรม แต่กายธรรมต่างๆ อีก ๑๐ กายนั้นต่างก็ต้องมีตัวของตัวเป็นที่พึ่งที่เกาะ และต่างก็ต้องมีดวงธรรมของตนเป็นที่เกาะที่อาศัยด้วยกันทั้งสิ้นขาดเสียไม่ได้ จะพึ่งสิ่งอื่นๆ นั้นไม่ได้ เลอะเหลวทีเดียว จะมัวบนบานศาลกล่าวพึ่งเจ้าพึ่งผีละเลอะเทอะ เพราะพวกหวังพึ่งเหล่านั้นไม่ได้ยินได้ฟังธรรมของสัตบุรุษ ไม่ได้ศึกษาในธรรมของสัตบุรุษ ความคิดเห็นจึงพิรุธไปเสียแล้ว ไม่ได้ยินได้ฟังธรรมของพระพุทธเจ้าไม่ได้ฝึกฝนใจในธรรมของพระพุทธเจ้า ความเห็นจึงเลอะเลือนไปเช่นนั้น ถ้าไม่เลอะเลือนจะต้องมี ๒ อย่างนี้เท่านั้นคือมี กาย กับ ธรรม เท่านั้น เพราะฉะนั้นจะต้องเรียนให้รู้จักกายตัวเสียก่อนว่ากายสมมตินี่แหละ เป็นตัวโดยสมมติ ๘ กายที่อยู่ในภพนั้นแหละ เรียกว่า อตฺตสมฺมติ เรียกว่าตัวโดยสมมติทั้งนั้น ส่วนธรรมล่ะ คือธรรมที่ทําให้กายเป็นมนุษย์น่ะ ก็เรียกว่า ธรรมสมมติเหมือนกันสมมติขึ้นชั่วคราวหนึ่ง ไม่ใช่ตัวดังที่พระพุทธองค์ทรงรับสั่งว่า “สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตาติ” ธรรมทั้งสินไม่ใช่ตัว ตัวทั้งสิ้นไม่ใช่ธรรม ตัวก็เป็นตัว ธรรมก็เป็นธรรม คนละนัยแก่กัน ทั้ง ๑๘ กาย มีตัวกับมีธรรมที่ทําให้เป็นตัว แต่ตัวทั้งหลายเหล่านั้น ทั้ง ๘ กายในภพเป็น อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา หมดไม่เหลือเลย ทั้ง ๑๐ กายนอกภพเป็น นิจฺจํ สุขํ อตฺตา ทั้งหมด ตรงกันข้ามอย่างนี้ นิจฺจ สุขํ อตฺตา เป็นของเที่ยงของจริงทั้งหมด แต่ว่าในภพแล้วเป็นของไม่เที่ยง ไม่จริงหมด รู้ให้ชัดเสียอย่างนี้ ที่เกิดมาในมนุษย์โลก เป็นภิกษุ สามเณร ก็เย็นอกเย็นใจสบายอกสบายใจ ไม่ถือเลอะเลือนผิดๆ พลาดๆ ไป ให้รู้จักหลักพระพุทธศาสนาอย่างนี้ รู้จักความเป็นจริงของทางมรรคผล ตามความเป็น จริงของกายที่เป็นของในภพนอกภพชัดอย่างนี้ จะได้ไม่งมงายในการหาเลี้ยงชีพหรือการเป็นอยู่ในหมู่มนุษย์ไม่มีการสับสอลหม่านกับใคร ให้แต่ความสุขกับตนและบุคคลเป็นเบื้องหน้า ที่ชี้แจงมานี้เป็นเรื่องตนของตนและธรรมที่ทําให้ตนเป็นของตน ทั้งเป็นเกาะทั้งเป็นที่พึ่ง ตามความในพระบาลีว่า อตฺตทีปา อตฺตสรณา นาญฺญสฺสรณา ธมฺมทีปา ธมฺมสฺสรณา นาญฺญสฺสรณา ดังนี้ พอสมควรแก่เวลา ขอความสุขสวัสดีจงบังเกิดมีแด่ท่านทั้งหลาย บรรดาที่มาสโมสร ณ ที่นี่ทุกถ้วนหน้ากัน สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ ป.ธ. ๙) วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ นามเดิมชื่อ ช่วง นามสกุลสุดประเสริฐ นามบิดา นายมิ่ง นามมารดา นางสําเภา เกิด ณ บ้านตําบลราชเทวะ อําเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ วันพุธที่ ๒๖ สิงหาคม พ.ศ.๒๔๖๘ ตรงกับวันขึ้น ๘ ค่า เดือน ๑๐ ปีฉลู บรรพชาเป็นสามเณรเมื่อวันที่ ๑ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๘๒ อายุ ๑๕ ปี ณ วัดสังฆราชา กรุงเทพมหานคร มีพระครูศิลาภิรัต (ทอง) เจ้าอาวาสวัดลาดกระบัง เป็นพระอุปัชฌาย์ ต่อมาอุปสมบท เมื่อวันที่ ๑๑ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๘๘ อายุ ๒๑ ปี ณ พัทธสีมาวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ มีพระครูบริหารบรมธาตุ(ป่วน เกสโร) เจ้าอาวาสวัด นางชีเป็นพระอุปัชฌาย์ และพระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) หลวงพ่อวัดปากน้ำ สมัยดํารงสมณศักดิ์ที่พระครูสมณธรรมสมาทาน เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ประชุมสงฆ์เวลา ๙.๒๐ น. ได้รับฉายา “วรปุญฺโญ” สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ เป็นผู้บวชกับหลวงพ่อวัดปากน้ำในเวลาใกล้เคียงกับท่านเจ้าคุณพระภาวนาโกศลเถร (ธีระ ธมมธโร) หรือหลวงพ่อเล็กและท่านเจ้าคุณพระราชโมลี (ณรงค์ ฐิตญาโณ)ต่างล้วนเป็นผู้ร่วมบารมีสําคัญของหลวงพ่อวัดปากน้ำท่านเจ้าคุณเป็นอันเตวาสิกที่มีความสามารถดีเด่นในการศึกษาพระปริยัติธรรมแห่งยุคได้ยังประโยชน์ให้เกิดแก่พระศาสนาเป็นอันมาก เมื่อหลวงพ่อวัดปากน้ำมรณภาพแล้ว ท่านเจ้าคุณได้เป็นเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ จากปีพ.ศ.๒๕๐๘ ถึงปัจจุบันต่อจากเจ้าประคุณสมเด็จพระสังฆราช (ปุ่น ปุณฺณสิริมหาเถระ) สมัยดํารงสมณศักดิ์เป็นพระวันรัตและรักษาการเจ้าอาวาสวัดปากน้ำในระหว่างพ.ศ.๒๕๐๒-๒๕๐๘ นับแต่ท่านเจ้าคุณได้เป็นเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ท่านเจ้าคุณได้พัฒนาวัดปากน้ำ ให้เจริญรุ่งเรืองขึ้นอีกต่อไปโดยลําดับ ท่านเป็นพระเถระผู้ใหญ่ สูงด้วยสมณศักดิ์เปี่ยมด้วยคุณธรรมงดงามด้วยศีลาจารวัตรมีปรีชาสามารถในงานของการคณะสงฆ์ครบถ้วนทุกด้าน มีเกียรติคุณกว้างไกล ทั้งในหมู่ของพุทธศาสนิกชนชาวไทยและนานาประเทศพระผู้เป็นต้นแบบอันเลิศนี้ก็คือ เจ้าประคุณสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ ป.ธ.๙) เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ประจักษ์พยานสําคัญที่ยืนยันความเป็นต้นแบบอันเลิศของ เจ้าประคุณสมเด็จฯ อย่างดี ก็คือบรรดาลูกศิษย์ลูกหาที่ใกล้ชิดหรือพระภิกษุสามเณรในวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ที่อยู่ภายใต้การปก ครอง ดูแลของทานนั้นเอง วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ เวลานี้มีพระภิกษุสามเณรอยู่เกือบ ๕๐๐ รูป มีพระราชาคณะ พระสังฆาธิการ พระครูสัญญาบัตรรวมกว่าสิบรูป มีพระภิกษุผู้ทรงเปรียญธรรม ๙ ประโยคมากที่สุดในประเทศ มีพระภิกษุสามเณรที่เป็นเปรียญธรรมมากเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศ นอกจากนี้ยังมีพระวิปัสสนาจารย์และอุบาสิกาที่เป็นครูสอนภาวนาอีกหลายท่าน ซึ่งทั้งหมดนี้ย่อมเป็นสิ่งยืนยันถึงความเป็นที่ตั้งแห่งศรัทธาความสามารถในการปกครอง ความ สามารถในการถ่ายทอดนิสัยและการศึกษาของเจ้าประคุณสมเด็จฯ เพราะลูกศิษย์ดีย่อมเกิดจากอาจารย์ดี พ่อเป็นอย่างไรลูกก็เป็นอย่างนั้น ไม่ต้องดูมากเพียงแค่เห็นการนุ่งห่มของพระภิกษุสามเณรวัดปากน้ำฯ ที่เรียบร้อยงามตา ก็พอจะบอกได้ชัดเจนแล้วว่า ครูบาอาจารย์ที่นั่นเขาอบรมสั่งสอนลูกศิษย์กันอย่างไร พิถีพิถันมากน้อยแค่ไหน พระผู้เป็นเสาหลักแห่งสังฆมณฑล งานหลักๆ ของการคณะสงฆ์นั้นได้แก่งานด้านการปกครองด้านการศึกษา ด้านการเผยแผ่ด้านสาธารณูปการ และการสาธารณสงเคราะห์งานด้านต่างๆ เหล่านี้ถือว่าเป็นภาระหน้าที่หลักของพระสังฆาธิการทุกรูปด้วยเช่นกัน เพียงแต่ว่าโดยทั่วไปนั้นพระสังฆาธิการแต่ละท่านมักจะมีถนัดโดดเด่นไปในทางใดทางหนึ่งโดย เฉพาะเช่น บางรูปถนัดในทางการบริหารการปกครอง บางรูปก็ถนัดในทางการเทศน์สอน บางรูปก็ถนัดในด้านวิชาการ บางรูปก็ถนัดในด้านการก่อสร้าง หรือการสังคมสงเคราะห์ น้อยนักที่จะหาท่านใดที่เก่งไปได้ทุกทางอย่างสมบูรณ์ครบถ้วน แต่ในส่วนที่มีอยู่น้อยนี้ กล่าวได้ว่ามีเจ้าประคุณสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์รวมอยู่ด้วยรูปหนึ่งเพราะบทบาทของเจ้าประคุณสมเด็จฯ ในงานของการคณะสงฆ์เท่าที่ผ่านมานั้นดูจะโดดเด่นไปทุกด้าน จนยากที่จะบอกได้ว่างานด้านใดโดดเด่นกว่ากัน นั่นคือ ด้านการปกครอง นอกจากจะเป็นเจ้าอาวาสพระอารามหลวงขนาดใหญ่อย่างวัดปากน้ำ ภาษีเจริญแล้ว ยังเคยเป็นเจ้าคณะภาค ๓ ภาค ๑๗ ภาค ๗ ซึ่งกล่าวได้ว่าเคยผ่านการปกครองดูแลคณะสงฆ์มาแล้วเกือบทุกภูมิภาคทั้งภาคกลางภาคใต้และภาคเหนือ โดยเฉพาะในปัจจุบันได้ดํารงตําแหน่งสูงสุดในสายพระสังฆาธิการคือเจ้าคณะใหญ่หนเหนือ รวมทั้งยังเป็นกรรมการมหาเถรสมาคม อันเป็นองค์กรสูงสุดของการปกครองคณะสงฆ์ อีกด้วย ด้านการศึกษา นอกจากจะเคยเป็นพระอาจารย์สอนปริยัติธรรม เป็นกรรมการตรวจสอบความรู้ประโยคธรรมบาลีสนามหลวง เป็นอาจารย์ใหญ่และเจ้าสํานักเรียนแล้ว ปัจจุบันได้ดํารงตําแหน่งแม่กองบาลีสนามหลวงและประธานคณะกรรมการฝ่ายศาสนศึกษาของมหาเถรสมาคม ซึ่งถือว่าอยู่ในฐานะที่มีบทบาทสําคัญในด้านการศึกษาของคณะสงฆ์เป็นอย่างยิ่ง ด้านการเผยแผ่ นอกจากจะได้ชื่อว่าเป็นนักเทศน์เป็นยอดพระธรรมกถึกแห่งยุครูปหนึ่งแล้ว เจ้าประคุณสมเด็จฯ ยังมีบทบาทสําคัญในการเผยแผ่อีกมากมาย ทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ อาทิ เป็นองค์อุปถัมภ์ชมรมพุทธศาสตร์สากล เป็นรองแม่กองงานพระธรรมทูตรูปที่ ๒ เป็นประธานคณะพระธรรมจาริกโดยเฉพาะบทบาทในด้านการเจริญศาสนสัมพันธ์กับนานาประเทศนั้น นับว่าเจ้าประคุณสมเด็จฯ เป็นพระมหาเถระของไทยที่ได้รับการยอมรับยกย่องจากพุทธบริษัทต่างชาติ ต่างนิกายเป็นอย่างยิ่ง ทั้งในศรีลังกา บังคลาเทศ เนปาล ญี่ปุ่น ไต้หวัน สาธารณรัฐประชาชนจีน ด้านการสาธารณูปการ และสาธารณสงเคราะห์ นอกจากได้ดําเนินการบูรณปฏิสังขรณ์เสนาสนะและก่อสร้างถาวรวัตถุมากมายในวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ เองแล้ว เจ้าประคุณ สมเด็จฯ ยังได้เป็นผู้นําและช่วยสนับสนุนดําเนินการในที่อื่นๆ อีกหลายแห่ง ทั้งในประเทศและต่างประเทศนับเป็นมูลค่าหลายร้อยล้านบาท ซึ่งมีทั้งพระอุโบสถ พระวิหาร เสนาสนะโรงเรียนพระปริยัติธรรม หอสมุดกลางพระพุทธศาสนา ตึกสงฆ์อาพาธ พระ- ไตรปิฎกหินอ่อน รถรับบริจาคโลหิต ฯลฯ โดยเฉพาะทุนมูลนิธิหลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ที่เจ้าประคุณสมเด็จฯ ได้ก่อตั้งขึ้นมานั้น นับว่ามีส่วนสําคัญในการสนับสนุนงานของพระพุทธศาสนา และสาธารณประโยชน์อย่างมากมายเลยทีเดียว จากบทบาทและผลงานด้านต่างๆ ของเจ้าประคุณสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์โดยย่อยๆ เท่าที่ยกมานี้ก็น่าจะเพียงพอต่อการที่จะกล่าวว่าท่านคือ “พระผู้เป็นเสาหลักแห่งสังฆมณฑลในปัจจุบันโดยแท้” กว่าจะมาเป็น “สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์” บนเส้นทางชีวิตของเด็กบ้านนอกคนหนึ่ง ซึ่งเป็นเพียงลูกชายชาวบ้านธรรมดาๆ มาเป็นสามเณรน้อย เป็นพระมหา เป็นพระราชาคณะ จนกระทั่งมาเป็น “สมเด็จพระราชาคณะ” ในวันนี้นับว่าเป็นเส้นทางที่ไม่ธรรมดาเลยเพราะกว่าที่จะก้าวมาถึงจุดนี้ได้นอกจากจะต้องอาศัยความใฝ่ดีมีมานะอดทนของตนเองแล้ว ยังต้องอาศัยความมีบุญวาสนาที่ได้ครูบาอาจารย์ดีๆ อีกด้วย เจ้าประคุณสมเด็จฯ ได้ชื่อว่าเป็นผู้มีครูดี และได้รับการถ่ายทอด แบบอย่างที่ดีงามมาครบถ้วนทุกด้านคือ ๑.แบบอย่างด้านการบริหาร เจ้าประคุณสมเด็จฯ ได้แบบอย่างทางด้านการบริหาร การปกครอง จากเจ้าประคุณสมเด็จพระสังฆราชฯ (ปลด กิตฺติโสภณมหาเถร) วัดเบญจมพิตรฯ ในช่วงที่ไปศึกษาเล่าเรียน และรับหน้าที่เป็นเลขานุการของเจ้าประคุณสมเด็จพระสังฆราชฯ พระองค์นั้น ๒.แบบอย่างด้านวิปัสนาธุระ เจ้าประคุณสมเด็จฯ ได้แบบอย่างทางด้านวิปัสสนาธุระจากพระเดชพระคุณพระมงคลเทพมุนีหลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ๓.แบบอย่างทางด้านคันถธุระ ได้แบบอย่างด้านคันถธุระจากเจ้าประคุณสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์(ฟื้น ชุตินฺธโร) แห่งวัดสามพระยา หากย้อนหลังไปเมื่อหลายสิบปีก่อน สมัยที่เจ้าประคุณสมเด็จฯ ยัง เป็นพระมหาช่วงอยู่นั้นจะเป็นด้วยหน่วยก้านหรือวาสนาบารมีที่ฉายแววออกมาหรือด้วยสายตาอันยาวไกลของพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำฯ เองก็ตามได้ทําให้หลวงพ่อวัดปากน้ำฯ ท่านเตรียมวางตัวพระมหาช่วงไว้เป็นทายาทในการปกครองวัดสืบต่อจากท่าน พร้อมทั้งยังได้พยากรณ์ไว้ด้วยว่า“ต่อไปจะได้เป็นสมเด็จ” ซึ่งเจ้าประคุณสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (ปลด กิตฺติโสภณมหาเถร) สมเด็จพระสังฆราชฯ วัดเบญจมบพิตรได้ทรงบอกแก่ เจ้าประคุณสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ฟื้น ชุตินฺธโร) วัดสามพระยาว่า“ท่านที่วัดปากน้ำฯ นํามาฝากเอาไว้เป็นตัวแทน เมื่อเรียนจบแล้วจะนํากลับวัดปากน้ำฯ” คําพยากรณ์อันแม่นยําของหลวงพ่อวัดปากน้ำฯ นั้น ก่อนหน้านี้ก็ได้เคยปรากฏอย่างชัดแจ้งมาแล้วต่อเจ้าประคุณสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (ปุ่น ปุณฺณสิริมหาเถร) วัดพระเชตุพนฯ ซึ่งพระองค์ได้ทรงกล่าวยืนยันไว้ในคราวที่เสด็จไปถวายสักการะหลวงพ่อวัดปากน้ำฯ เมื่อวันที่ ๘ สิงหาคม ๒๕๑๕ ว่า “ที่มาวันนี้ก็เพื่อจะมาถวายสักการะหลวงพ่อด้วยความหวังตั้งใจของหลวงพ่อได้เคยพูดไว้อย่างไร และความตั้งใจของหลวงพ่อนั้น ก็ปรากฏตามที่หลวงพ่อได้พยากรณ์ไว้ ซึ่งขณะนี้ก็ได้เป็นพรผู้ใหญ่สูงสุดในคณะสงฆ์สมความปรารถนาของหลวงพ่อแล้ว” แม้ว่าจะยังมิต้องรับภาระเป็นเจ้าอาวาสวัดปากน้ำฯ ในทันทีหลังจากที่หลวงพ่อวัดปากน้ำฯ มรณภาพไป เพราะในช่วงระยะแรกๆ นั้น เจ้าประคุณสมเด็จพระสังฆราช (ปุ่น) วัดพระเชตุพนฯ ยังทําหน้าที่รักษาการอยู่แต่ในที่สุดภาระอันหนักอึ้งนั้นก็มาถึงจนได้ อีกทั้งยังมาถึงพร้อมๆ กับการได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะภาค ๓ เมื่อปี พ.ศ.๒๕๐๘ อย่างไรก็ดีเจ้าประคุณสมเด็จฯก็สามารถบริหารงานทุกด้านไปได้ด้วยดีดังถ้อยคําชมเซยที่เจ้าประคุณสมเด็จพระสังฆราช (ปุ่น) วัดพระเชตุพนฯ ได้ทรงนิพนธ์ไว้ในหนังสือ “อานุภาพธรรมกาย” ตอนหนึ่งว่า “ ...วัดที่มีเสนาสนะมากและพระภิกษุสามเณรมากอย่างนี้ทางวัด ต้องแบ่งหน้าที่กันทํา ถ้าคุมไว้ผู้เดียวทํางานไม่ไหว จะเอาอะไรดีไม่ได้ ต้องพากันล้มตายทั้งวัด ที่วัดปากน้ำนี้ทรงความเจริญอยู่ได้ กําลังเจริญอยู่ และจะเจริญต่อไปทุกวันนี้ ต้องอาศัยแบ่งกําลังกันดังกล่าวแล้ว ถึงพระเทพวรเวที (สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์) เป็นเจ้าอาวาส ทํางานในหน้าที่เจ้าอาวาส ทั้งเป็นเจ้าคณะภาค เพิ่มภาระขึ้นใหญ่หลวงเป็นงานทางสมอง คุมนโยบายและการศึกษา สั่งงานทางภาคก็เต็มกําลังอยู่มากได้แบ่งภาระการปฏิสังขรณ์ให้พระวิเชียรกวีพระราชโมลี (ณรงค์ จิตฺญาโณ อดีตเจ้าอาวาสวัดราชโอรสราม) อย่างนี้เป็นความดีที่ควรสรรเสริญ ควรเป็นตัวอย่างอันดีของการ บริหาร ผู้อยู่ในการปกครองสะดวกใจในการปฏิบัติงาน ทางวัดพระภิกษุสามเณรก็อยู่ในระเบียบของวัด พระเถรานุเถระต่างวัดได้ทราบความเคลื่อนไหวของวัดปากน้ำด้วยความพอใจและยกย่องตลอดมา....” เส้นทางชีวิตภายใต้ร่มกาสาวพัสตร์ของเจ้าประคุณสมเด็จฯ นั้นแม้ว่าจะเป็นเส้นทางที่ต้องผ่านบทฝึก บททดสอบมาอย่างหนัก แต่สิ่งต่างๆ เหล่านี้แทนที่จะเป็นอุปสรรคขวางกั้น กลับเป็นปัจจัยผลักดันให้เจ้าประคุณสมเด็จฯ มีความรุ่งเรืองด้านหน้าที่ในพระศาสนามาโดยลําดับดังนี้ พ.ศ.๒๔๙๗ สอบไล่ได้เปรียญธรรม ๙ ประโยค พ.ศ.๒๔๙๙ ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญที่พระศรีวิสุทธิโมลี พ.ศ.๒๕๐๕ ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นราชที่ พระราชเวที พ.ศ.๒๕๑๐ ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นเทพที่ พระเทพวรเวที พ.ศ.๒๕๑๖ ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นเจ้าคณะชั้นธรรมที่ พระธรรมธีรราชมหามุนี พ.ศ.๒๕๓๐ ได้รับพระราชทานสาปนาสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะ ชั้นเจ้าคณะรองที่ พระธรรมปัญญาบดี . พ.ศ.๒๕๓๘ ได้รับพระราชทานสถาปนาสมณศักดิ์เป็นสมเด็จพระ ราชาคณะที่ สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ความคิดเห็นด้านคุณธรรมจากผู้ใกล้ซิด พระเทพมุนี เจ้าคณะภาค ๕ เลขานุการแม่กองบาลีสนามหลวง ได้ กล่าวว่า “หลวงพ่อสมเด็จฯ ท่านเป็นผู้ที่เคร่งครัดในระเบียบแบบแผนใช้หลักเหตุผลเป็นองค์ประกอบในการบริหารงานบุคคล สิ่งที่ลูกศิษย์ลูกหาให้ความเคารพรักท่านอย่างยิ่งก็คือ ความเมตตาและความเที่ยงธรรมของท่าน ในการทํางานนั้น แม้ท่านจะมีภาระรับผิดชอบสําคัญหลายด้านแต่ งานทุกอย่างก็ดําเนินไปได้ไม่ติดขัด เพราะท่านรู้จักใช้คนที่เหมาะกับงานการแบ่งงานแต่ละด้าน แม้จะมิได้กําหนดเป็นลายลักษณ์อักษรไว้ แต่ก็เป็นที่รู้ๆ กันว่างานด้านไหนท่านจะมอบหมายให้ใครทํา เช่น ถ้าเป็นงานด้านการศึกษา การเทศน์การสอน ก็มักจะมอบหมายให้ท่านเจ้าคุณพระธรรมธีรราชมหามุนีหรือท่านเจ้าคุณพระราชรัตนวิมล จัดการ ถ้าเป็นงานด้านการก่อสร้างภายในวัดก็มักจะเป็นท่านเจ้าคุณพระเทพโกศล ถ้าเป็นงานด้านพิธีกรรมต่างๆ ก็มักจะมอบให้ท่านเจ้าคุณพระราชวิริยลังการรับผิดชอบ ถ้าเป็นงานของกองบาลีสนามหลวงหรืองานด้านเอกสารต่างๆ ก็มักจะเรียกใช้อาตมา หรือทีมงานในกองบาลีฯ ถ้าเป็นงานของหนเหนือก็มอบให้ท่านพระศรีสมโพธิ งานของสํานักงานประชาสัมพันธ์ก็ให้ท่านเจ้าคุณพระศาสนานุรักษ์ดูแลและถ้าเป็นงานโรงครัวก็มอบหมายให้อุบาสิกาธัญญาณีรับผิดชอบ ฯลฯ แต่มีอย่างหนึ่งที่ท่านทําเอง ไม่แพร่งพรายให้ใครทราบก็คืองานของมหาเถรสมาคม การมอบหมายงานของหลวงพ่อสมเด็จๆนั้น ท่านจะสั่งงานอย่างชัดเจน และเปิดโอกาสให้ซักถามหรือโต้แย้งได้ เพราะท่านเป็นคน เคารพในเหตุผล และที่สําคัญก็คือ ท่านเป็นคนจําแม่นมอบงานให้ใครไปแล้วก็ตามงานตลอดไม่มีลืม ใครที่รับมอบหมายงานอะไรไปแล้ว จะแชเชือนเฉไฉ คิดว่าปล่อยให้เนิ่นนานไปแล้วท่านจะลืม ไม่มีทาง กิจวัตรที่สําคัญอีกอย่างของหลวงพ่อสมเด็จฯ ก็คือ ท่านจะตรวจบัญชีทุกด้านทุกวันรายได้-รายจ่ายเท่าไร บัญชีเคลื่อนไหวอย่างไร ท่านทราบตลอด ทําให้ท่านสามารถควบคุมดูแลงานต่างๆ ในวัดปากน้ำฯ ได้เป็นอย่างดี....” พระมหาผดุงพงษ์ สุวํโส เลขานุการรูปที่ ๒ ของเจ้าคณะใหญ่หนเหนือ ได้กล่าวว่า “หลวงพ่อสมเด็จฯ ท่านมีคุณธรรมเด่นเป็นเยี่ยมอยู่หลายประการ อาทิ ความเป็นผู้ไม่ว่าร้ายใคร คือท่านมีจิตใจเที่ยงธรรมและมีปิยวาจาเป็นปกติถ้าจะตักเตือนหรือติเตียนผู้ใดก็ทําไปด้วยความ เมตตา มีความปรารถนาดีเป็นที่ตั้ง ความมีโลกทัศน์กว้างไกล ท่านเข้าใจถึงสภาพของสังคมและปัญหาต่างๆ เป็นอย่างดีเพราะท่านผ่านภาระความรับผิดชอบงาน สําคัญๆ มามาก อีกทั้งยังได้มีโอกาสไปศึกษาดูงานทางพระพุทธศาสนา ได้รู้ได้เห็นแบบอย่างของความเจริญต่างๆ มาแล้วทั่วโลก ความองอาจงดงาม ด้วยความเป็นผู้ทรงภูมิธรรมความรู้และศีลา- จารวัตรอันงดงาม ทําให้ท่านเข้าไปในท่ามกลางสภาของพระเถระผู้ใหญ่ทั้งไทยและต่างประเทศด้วยความองอาจมั่นคงสง่าผ่าเผย เรียกว่ามีความรุ่งเรืองในตนเอง ความมีสัมมาคารวะอ่อนน้อมถ่อมตนไม่ว่าท่านจะเดินทางไปประเทศใดถ้าพบกับพระเถระผู้ใหญ่ที่มีพรรษามากกว่า และเป็นเถรวาทด้วยแล้ว ท่านจะเข้าไปกราบเลย ถือว่าเป็นลูกพ่อเดียวกัน ความเป็นผู้รู้จักบริษัทรู้จักชุมชม เวลาที่เข้าประชุมระดับชาติหรือสากลท่านจะเตรียมคําพูดให้เหมาะสมกับบุคคลและสถานที่โดยเฉพาะถ้าเป็นงานรัฐพิธีหรือพระราชพิธี ท่านจะเตรียมตัวเตรียมคําพูดไว้พร้อมทีเดียว” ปัจจุบันสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์มีอายุครบ ๗๘ ปี หลวงพ่อ ท่านก็ยังตั้งหน้าตั้งตาสร้างบุญบารมีต่อไป เพื่อเดินตามมโนปณิธานและอุดมการณ์ที่หลวงพ่อใหญ่ (พระมงคลเทพมุนี) ท่านได้วางไว้ เพื่อเป้าหมายพระนิพพาน พระภาวนาโกศลเถร (ธีระ ธมฺมธโร) อดีตรองเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ อาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนาธุระและฝ่ายคันถธุระ พระภาวนาโกศลเถร (ธีระ คล้อสุวรรณ) เดิมชื่อเจียก เป็นบุตรคนที่ ๓ ของคุณพ่อจอกและคุณแม่วัน คล้อสุวรรณ เกิดที่บ้าน คลองหนองตากล้า ตําบลราชาเทวะ อําเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ เมื่อเสาร์ที่ ๑๗ มกราคมพ.ศ.๒๔๖๗ ตรงกับแรม ๙ ค่ำ เดือนยี่ ปีชวด มีพี่น้องร่วมสายโลหิตทั้งหมด ๘ คน คือ ๑.นายศิริ คล้อสุวรรณ ๒.ด.ญ. สังเวียน คล้อสุวรรณ (ตายเมื่ออายุ ๓ ปี) ๓.พระภาวนาโกศลเถร (ธีระ คล้อสุวรรณ) ๕.น.ส. แจ่ม คล้อสุวรรณ ๕.เป็นชาย ตายขณะอยู่ในครรภ์ ๖.น.ส. อํานวย คล้อสุวรรณ ๗.นางอรุณ ศรีวิสัย ๘.เป็นชาย ตายเมื่ออายุ ๖ เดือน พระภาวนาโกศลเถรได้รับการศึกษาชั้นต้นจากโรงเรียนประชาบาลวัดหนามแดง อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ หลังจากสําเร็จการศึกษาชั้นประถมบริบูรณ์แล้ว ก็ไม่มีโอกาสได้ศึกษาต่อในชั้นมัธยมศึกษา เพราะเหตุว่าการศึกษาในสมัยนั้นยังไม่เจริญกว้างขวาง ยังอยู่ในวงจํากัด และคงจะเนื่องด้วยเหตุดังกล่าวนี้เป็นประการสําคัญ บิดามารดาซึ่งมองเห็นอุปนิสัยอันเยือกเย็นสุขุม ของบุตรชายของตน จึงได้พาบุตรของตนเข้าสู่กรุงเทพฯ และมอบถวายให้เป็นศิษย์ของหลวงพ่อ วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ธนบุรี จะมีใครสักกี่คนในสมัยนั้น ที่จะคาดการณ์ว่าเด็กชายร่างเล็กผิวคล้ำ คนนั้นจะมีบุญบารมีอันสูงส่ง และมีชื่อเสียงปรากฏเด่นในวงการพระเถระที่เป็นนักสังคมสงเคราะห์ ผู้อุทิศแล้วซึ่งชีวิตและจิตใจเพื่อพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง แววแห่งความเป็นสมณศากยบุตรของท่านอยู่ในสายตาของหลวงพ่อวัดปากน้ำตลอดเวลา และเริ่มฉายแสงให้ปรากฏ เมื่อหลวงพ่อวัดปากน้ำให้บรรพชาเป็นสามเณร โดยมีพระครูบริหารบรมธาตุ วัดนางชี อ.ภาษีเจริญ จ.ธนบุรี เป็นพระอุปัชฌาย์ เมื่อวันที่ ๑๗ สิงหาคม พ.ศ.๒๔๘๐ ณ วัดนางชี ในขณะที่มีอายุเพียง ๑๔ ปีเท่านั้น และนั้นคือ จุดเริ่มต้นอันพิสุทธิ์ พระภาวนาโกศลเถร เริ่มศึกษาบาลีและนักธรรม และในขณะเดียวกันก็ศึกษาและปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานตามแนวทางปฏิบัติของหลวงพ่อวัดปากน้ำ อุปนิสัยอันอ่อนโยน ขยันขันแข็ง ทําให้ท่านได้รับเมตตาปรานีจากหลวงพ่อเป็นพิเศษ เป็นระยะเดียวกันกับระยะเวลาที่หลวงพ่อเริ่มงานพัฒนาวัดปากน้ำ ในทุกๆด้านโดยเฉพาะอย่างยิ่งคือการศึกษาอันเป็นจุดที่หลวงพ่อทุ่มเทเป็นพิเศษ นักศึกษาในสมัยนั้นได้รับความไม่สะดวกหลายประการ แน่ละ รวมทั้งพระภาวนาโกศลเถรด้วยซึ่งเป็นนักศึกษาอยู่ในสมัยนั้น ปัญหาการขาดแคลนครูสอนตลอดถึงปัญหาด้านสัปปายะอื่นๆ มีอยู่มากมาย บ่อยครั้งที่นักศึกษาต้องเดินไปเรียนยังสํานักอื่นๆ หรือมิฉะนั้นก็ต้องเสาะแสวงหาครูมาสอน หาได้สะดวกสบายเช่นปัจจุบันนี้ไม่และภายใต้ภาวะของสิ่งแวดล้อมเช่นนี้ พระ ภาวนาโกศลเถร ซึ่งเป็นสามเณรน้อยๆ ก็ได้พยายามศึกษาเล่าเรียนอย่างสุดความสามารถ ภายใต้อุปการะของหลวงพ่อ และด้วยการมีวิริยะอุตสาหะเป็นเลิศ ท่านก็สามารถผ่านการศึกษาไปได้ด้วยดี ตลอดชีวิตแห่งการศึกษาตั้งแต่ครั้งเป็นสามเณรตราบจนกระทั่ง เป็นพระภิกษุ ท่านสอบได้เป็นเปรียญ ๔ ประโยค และสอบได้นักธรรมชั้นเอก ตลอดชีวิตการเป็นนักศึกษาของท่านน่าจะได้เป็นอุทาหรณ์แก่นักศึกษารุ่นหลังเป็นอย่างยิ่ง เพราะเหตุว่าในวัยเกือบ ๔๐ อยู่แล้ว ท่านก็ยังใช้ชีวิตความเป็นนักศึกษาอยู่ในขณะที่ต้องรับภาระช่วยเหลือหลวงพ่อมากมายหลายประการนอกจากนี้ ท่านยังปฏิบัติได้ธรรมกายแต่ครั้งยังเป็นสามเณร และการปฏิบัติ สมถวิปัสสนานับว่าท่านเป็นนักปฏิบัติที่ดีเลิศและเชี่ยวชาญที่สุดรูปหนึ่ง พระภาวนาโกศลเถร อุปสมบทเมื่อวันที่ ๘ กรกฎาคม พ.ศ.๒๔๘๘ โดยมีพระครูบริหารบรมธาตุ (ป่าน เกสโร) เจ้าอาวาสวัดนางชี เป็นพระอุปัชฌายะและพระครูสมณธรรมสมาทาน (พระมงคลเทพมุนี หลวงพ่อวัดปากน้ำ) เป็นพระกรรมวาจาจารย์ ณ พัทธสีมาวัดปากน้ำ อ.ภาษีเจริญ จ.ธนบุรี ได้รับ ฉายาว่า “ธมฺมธโร” โดยมีคุณหลวงประดิษฐ์ไพเราะ และคุณนายโชติ ศิลปบรรเลง เป็นผู้อุปถัมภ์ในการอุปสมบท ความรับผิดชอบในภาระและหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายจากหลวงพ่อมีมากขึ้นเป็นลําดับ ท่านต้องรับหน้าที่เป็นครูสอนบาลีและนักธรรม ตลอดถึงการเป็นอาจารย์สอนวิปัสสนากรรมฐาน และในขณะเดียวกันก็ต้องช่วยเหลือแบ่งเบาภาระด้านปกครองภายในวัดอีกด้วย ทั้งนี้เนื่องจากท่านเป็นผู้มีความสามารถรอบตัว สนใจศึกษา ค้นคว้า และปฏิบัติทดลองในสาขาวิชาการนั้นๆ ผู้ที่เคยอยู่ใกล้ชิดย่อมจะตระหนักดีว่า ท่านเป็นนักอ่านหนังสือทุกประเภทสนใจในศาสตร์ต่างๆ ทั้งแบบโบราณและสมัยใหม่ ประกอบกับการมีอุปนิสัยรักการศึกษา มีจิตใจเยือกเย็น มีความเมตตากรุณาเป็นพื้นฐานของจิตใจชอบบําเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์ต่อสังคม สิ่งเหล่านี้ได้ผสมผสานกันเป็นบุคลิกภาพของท่าน นักบริหาร นักทํางาน และนักสังคมสงเคราะห์ในสมัยต่อมา หลวงพ่อได้มอบหมายให้ท่านเป็นอาจารย์สอนวิปัสสนากรรมฐาน และช่วยเหลืองานในการปกครองวัดอีกด้วย เมื่อหลวงพ่ออาพาธ ท่านได้รับมอบหมายจากหลวงพ่อให้เป็นผู้มอบพระของขวัญแทนหลวงพ่อวัดปากน้ำ เมื่อสิ้นบุญหลวงพ่อวัดปากน้ำในปี พ.ศ.๒๕๐๒ ความรับผิดชอบประการสําคัญที่มีต่อวัดปากน้ำ ก็คือท่านได้รับแต่งตั้งจากสมเด็จ พระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (จวน อุฏฺจายี) ให้ เป็นรองเจ้าอาวาสวัดปากน้ำและในขณะเดียวกัน ก็ได้รับมอบหมายภาระสําคัญที่สุดภายในวัด จากพระเทพวรเวที เจ้าอาวาสวัดปากน้ำให้เป็นอาจารย์ใหญ่บริหารภารกิจด้านการศึกษาพระปริยัติธรรม และเป็นอาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนากรรมฐานประจําสํานักวัดปากน้ำ และสมัยต่อมา เมื่อวัดปากน้ำได้เปิดศูนย์การสอนวิชาพุทธศาสนาแก่นักเรียนพุทธศาสนาวันอาทิตย์ ท่านก็ได้รับภาระเป็นอาจารย์ใหญ่อีกเช่นเดียวกัน การบริหารการศึกษา ต้องการอัจฉริยภาพของผู้บริหาร อันหมายถึงการเข้าใจถึงภาวะของสังคมปัจจุบัน และการตระหนักถึงความจําเป็นของการศึกษา มีความคิดริเริ่มและก้าวหน้าอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นการศึกษาด้านคันถธุระหรือวิปัสสนาธุระก็ตาม ภารกิจอันหนักอึ้งเหล่านี้ มิใช่ภาระอันจะปฏิบัติได้ง่ายดาย เพราะเหตุว่าเป็นภาระสร้างคน ที่ต้องการสมรรถภาพของการมองเห็นการณ์ไกลเป็นสําคัญ และพระภาวนาโกศลเถรได้พิสูจน์ให้เห็นถึงคุณสมบัติเหล่านั้นครบถ้วนทุกประการ เป็นไปตามอุดมการณ์ ที่หลวงพ่อวัดปากน้ำได้วางรากฐานไว้ เป็นงานที่พระภาวนาโกศลเถร ได้รับมอบหมายให้ “สาน” ต่อไปจนสําเร็จ ถ้าหากจะมองย้อนไปดูแนวความคิดของหลวงพ่อวัดปากน้ำ ในสมัยที่ท่านยังมีชีวิตอยู่และเฝ้าสั่งสอนให้พระภาวนาโกศลเถรได้ค้นคว้าด้านวิปัสสนาไว้ อันเป็นประหนึ่งจะถ่ายทอดชีวิตจิตใจอันเป็นมรดกธรรมให้สืบต่อแทน ย่อมจะมองเห็นคุณค่าอย่างยิ่ง ในยามที่วัดปากน้ำกําลังก้าวเข้าสู่ยุคหัวเลี้ยวหัวต่อและแน่นอนเหลือเกินที่อัจฉริยภาพของพระภาวนาโกศลเถรได้สะท้อนให้เห็นเด่นชัดในยามนี้ การบริหารงานวัดปากน้ำในยุคต่อมา ยังคงวางอยู่บนพื้นฐานของ การพัฒนาโดยไม่หยุดยั้ง พระภาวนาโกศลเถรมีส่วนสําคัญในการบริหารร่วมกับพระเถระภายในวัด ความนุ่มนวลละมุนละไม ทําให้ท่านเป็นที่รักและเคารพของบรรดาพระภิกษุสามเณรตลอดถึงอุบาสกอุบาสิกา จึงนับได้ว่า ท่านเป็นพระที่เข้าถึงจิตใจของประชาชน คุณลักษณะดังกล่าว จึงเป็นเสมือนหน่อโพธิ์ที่เจริญงอกงามสืบต่อจากหลวงพ่อ และในระยะไม่นานต่อมา เกียรติคุณในด้านเมตตาปรานีของท่าน ทําให้ท่านได้รับสมญานามว่า “หลวงพ่อเล็ก” อันเป็นสํานวนโวหารที่เมื่อเอ่ยขึ้นคราวใด ก็ทําให้อนุสติถึงหลวงพ่อวัดปากน้ำอย่างประหลาด พระภาวนาโกศลเถร ได้รับแต่งตั้งให้มีภาระหน้าที่ ได้รับพระราชทานและเลื่อนสมณศักดิ์ ดังต่อไปนี้ วันที่ ๑ มกราคม พ.ศ.๒๔๙๕ ได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการตรวจธรรมสนามหลวง วันที่ ๕ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๐๑ ได้รับพระราชทานแต่งตั้งสมณศักดิ์ เป็นพระครูสัญญาบัตร ที่พระครูสมณธรรมสมาทาน วันที่ ๕ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๐๑ ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์ เป็นพระครูสัญญาบัตรชั้นเอกในนามเดิม วันที่ ๕ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๐๘ ได้รับแต่งตั้งเป็นอาจารย์ใหญ่สํานักเรียนวัดปากน้ำ วันที่ ๒๖ เมษายน พ.ศ.๒๕๐๙ ได้รับแต่งตั้งเป็น รองเจ้าอาวาส วัดปากน้ำ วันที่ ๕ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๑๐ ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็น พระราชาคณะที่ พระภาวนาโกศลเถร เป็นที่น่าสังเกตว่าราชทินนามที่ได้รับพระราชทานล้วนเป็นนามเดิมของหลวงพ่อวัดปากน้ำ และด้วยเหตุนี้เองท่านจึงกลายเป็นหลวงพ่อเล็กที่มีอายุยังน้อย แนวความคิดของหลวงพ่อวัดปากน้ำที่ท่านได้เคยปรารภไว้ ได้ถูกนํามาปฏิบัติและประยุกต์เข้ากับเหตุการณ์เพื่อความวิวัฒนาการของวัดปากน้ำในทุกๆ ด้าน พระภาวนาโกศลเถรจึงมีส่วนในการคิดและทําตลอดเวลา หากจะมองดู ภาระและหน้าที่การงานที่พระภาวนาโกศลเถรได้ปฏิบัติมาแต่ต้นจนกลายเป็นอนุสาวรีย์อันอมตะในปัจจุบัน พอจะประมวลกล่าวได้ดังต่อไปนี้ การพัฒนาการศึกษา อันกล่าวได้ว่าเป็นชีวิตจิตใจของท่าน เพราะเหตุว่าตลอดชีวิตของท่าน ท่านบําเพ็ญตัวเป็นนักศึกษา นักค้นคว้า และนักอ่านหนังสือทุกชนิด ประสพการณ์ที่ท่านได้รับในสมัยเป็นนักศึกษา ได้ถูกนํามาดัดแปลงแก้ไขอยู่ตลอดเวลา “นาวาการศึกษา” ที่ท่านได้รับภาระเป็น “พันท้าย” จึงเป็นนาวาอันสง่างาม กว้างขวาง เต็มไปด้วยวิชาการและแนวความคิดสร้างสรรใหม่ๆ อยู่เสมอ เมื่อ “โรงเรียนพุทธศาสนาวันอาทิตย์ วัดปากน้ำ” ตั้งขึ้นเพื่อสอน วิชาพุทธศาสนาแก่เยาวชน ท่านก็รับภาระเป็นอาจารย์ใหญ่ เพราะถือว่าเป็นอีกก้าวหนึ่งแห่งการศึกษาที่ขยายวงกว้างออกไป และท่านได้อุทิศเวลาคลุกคลีกับเด็กๆ ด้วยความเป็นกันเอง และหาโอกาสแนะนําเด็กๆ ไปสู่แนวทางชีวิตอันมีหลักธรรมทางพุทธศาสนาเป็นพื้นฐานของจิตใจ ท่านมักจะเล่าถึงความยากลําบาก ในสมัยที่ท่านยังเป็นนักศึกษา และปรารภว่า การศึกษาในสมัยก่อนยังไม่เป็นตลาดวิชาเหมือนดังปัจจุบัน ท่านจึงมักจะพูดกับสามเณรองค์เล็กๆ เสมอว่า “เรียนอะไรก็เรียนให้มันจริงๆ สักอย่างก็แล้วกันเป็นเอาตัวรอดทั้งนั้น” อันส่อให้เห็นทัศนคติอันกว้างขวางที่ท่านมีต่อวงการศึกษาของสํานักเรียนวัดปากน้ำ พระภาวนาโกศลเถร เข้าถึงจิตใจของเยาวชนเป็นอันดี ท่านจึงเล็ง เห็นคุณประโยชน์แห่งการพัฒนาด้านจิตใจเป็นอย่างยิ่ง ในคํานําหนังสือ“คู่มือศึกษาพุทธประวัติและธรรมภาษาอังกฤษ” ของวัดปากน้ำ ท่านได้ถ่ายทอดปรัชญาชีวิตไว้ว่า “ความเจริญทางด้านจิตใจ เป็นสิ่งจําเป็นแก่ชีวิต” และตอนหนึ่งท่านกล่าวอีกว่า “เรามีเวลาเรียนน้อย เพียงอาทิตย์ละครั้ง จึงควรที่ครูจะสอนให้ประหยัดเวลา แต่ได้สาระมากๆ” และคําพูดดังกล่าวทางโรงเรียนได้ยึดถือเป็นหลักปฏิบัติมาตราบเท่าปัจจุบัน ด้านวิปัสสนากรรมฐาน นับได้ว่า ท่านเป็นกําลังสําคัญที่สุดภายในวัดปากน้ำ เพราะเหตุว่าพระภาวนาโกศลเถร ได้ศึกษาทั้งหลักปริยัติและปฏิบัติมาแต่ต้น ความสามารถในการถ่ายทอดแนวปฏิบัติ และแทรกแนวความคิดใหม่ๆ ให้เข้าถึงความรู้สึกของผู้มารับการศึกษาและปฏิบัติจึงมีส่วนให้ท่านได้รับยกย่อง วัดปากน้ำ เป็นศูนย์การศึกษาและปฏิบัติวิปัสสนาที่มีชื่อเสียงแห่ง หนึ่งทั้งในประเทศและต่างประเทศ ทุกๆ วัน จะมีผู้สนใจมาศึกษาและปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานกันมาก พระภาวนาโกศลเถร ได้ยืดแนวทางที่เคยได้รับการถ่ายทอดมาจากหลวงพ่อวัดปากน้ำฝึกสอนต่อไป รวบรวมและจัดพิมพ์คําสอนแนวทางวิปัสสนาของ หลวงพ่อเป็นหมวดหมู่ ออกเป็นรูปเล่มและเผยแพร่แก่ผู้สนใจ อยู่เสมอ ทุกๆ วันพฤหัสบดี เวลาประมาณ ๑๔.๐๐ น. ท่านต้องรับภาระฝึกสอนการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานแก่ประชาชนที่สนใจ ตอบข้อซักถามและแนะแนวทางแก่ผู้สนใจ โดยไม่เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อย บ่อยครั้งที่ได้รับอาราธนาไปสอนยังต่างจังหวัดไกลๆ ตลอดถึงต่างประเทศ ซึ่งท่านมักจะรับอาราธนาไปตามคํานิมนต์อยู่เสมอๆ หากมีเวลาและโอกาสอันเหมาะสม พระภาวนาโกศลเถร นับว่ามีแนวความคิดอันเกี่ยวกับหลักปฏิบัติธรรมตามแบบวัดปากน้ำที่เรียกว่า “ธรรมกาย” อันทันสมัยและน่าฟัง ดังเช่นเมื่อครั้งที่ได้รับอาราธนาให้ไปในรายการของสถานีโทรทัศน์กองทัพบก ท่านได้กล่าวถึงคุณประโยชน์แห่งการปฏิบัติ “ธรรมกาย” กับชีวิตประจําวันไว้ว่า “ธรรมกายเป็นกายธรรมะ อยู่ที่กลางใจเรานี่แหละ หากได้พัฒนาให้ถึงจุดละเอียด จะทําให้จิตใจบริสุทธิ์ อันจะมีผลสะท้อนให้การปฏิบัติภารกิจประจําวันเป็นไปตามแนวทางที่ถูกต้อง.......” และเมื่อถูกซักถามถึงภูมิธรรม....... “การเข้าถึงจุดธรรมกาย ยังเป็นเพียงขั้นโคตรภูญาณเท่านั้น อันอยู่กึ่งกลางระหว่างโลกิยะ และโลกุตตระ ดังนั้นจึงมีการเข้าถึงและการเสื่อมได้ หากประมาทเพียงแค่นั้น ย่อมยังอยู่ในวิสัยแห่งโลกิยะ ต่อเมื่อพัฒนาต่อไปจึงถึงขั้นละเอียดเป็นโลกุตตระ ขีดขั้นแห่งคําว่า ธรรมกาย จึงมีอยู่หลายระดับการปฏิบัติเท่านั้นที่จะตอบคําถามได้ดีที่สุด....” มีชาวต่างประเทศเป็นจํานวนมากที่สนใจศึกษา “ธรรมกาย” แต่สื่อ กลางแห่งการถ่ายทอดยังเป็นอุปสรรคอยู่มาก ท่านจึงริเริ่มรวบรวมคําสอนของหลวงพ่อวัดปากน้ำขึ้นแปลเป็นภาษาต่างประเทศ เช่น ภาษาจีน และภาษาอังกฤษ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ได้ถอดเทปบันทึกเสียงของหลวงพ่อเป็นภาษาอังกฤษเพื่อส่งไปสอนยังต่างประเทศ เช่น สหพันธ์มาเลเซีย สิงคโปร์ เป็นต้น งานด้านเผยแพร่วิปัสสนา “ธรรมกาย” จึงยังเป็นอมตะอยู่ตลอดเวลาและยังคงรุดหน้าต่อไปด้วยหลักการที่ท่านได้รวบรวมคําสอนของหลวงพ่อไว้เป็นแบบฉบับ นิตยสารรายเดือนมงคลสาร อันนับได้ว่าเป็นก้าวใหม่ในการเผยแพร่ธรรมะ อันมีผลสืบเนื่องมาแต่การจัดตั้งโรงเรียนสอนวิชาพุทธศาสนา และพระภาวนาโกศลเถรอีกน่ะแหละ ที่รับภาระเป็นผู้จัดการ จัดหาทุนในการพิมพ์ซึ่งต้องใช้จ่ายเดือนละประมาณ ๓,๐๐๐-๔,๐๐๐ บาท เป็นประจํา นิตยสารดังกล่าวมีจุดประสงค์ในการเผยแพร่ธรรมะโดยเฉพาะอ ย่างยิ่งคือ วิปัสสนากรรมฐานแบบวัดปากน้ำ พร้อมด้วยสารคดี ธรรมะ และข่าวสารอันเป็นประโยชน์ในวงการพุทธศาสนา ทั้งในประเทศและต่างประเทศ พระภาวนาโกศลเถร มีจิตใจรักการเผยแพร่ธรรมะอย่างแท้จริง ท่านจึงส่งเสริมและสนับสนุนการออกนิตยสารรายเดือนดังกล่าวเป็นพิเศษและบางครั้งก็ร่วมเขียนบทความตลอดถึงบทร้อยกรองต่างๆ ลงพิมพ์ด้วยแนวความคิดในการจัดสรรสิ่งใหม่ๆ ล้วนเป็นประโยชน์และมีคุณค่าสุดจะประมาณได้ และปัจจุบัน นิตยสาร “มงคลสาร” ได้ก้าวหน้าขึ้นสู่บรรณพิภพและแพร่หลายพอสมควร ด้านการเผยแพร่ เป็นงานที่พระภาวนาโกศลเถร มีความสามารถอยู่ไม่น้อยเลยทั้งนี้สืบเนื่องมาจากการเป็นนักอ่านหนังสือเป็นอุปนิสัย แนวการแสดงธรรมเทศนาจึงฟังเข้าใจง่าย ด้วยสํานวนเรียบๆ และง่ายๆ ประหนึ่งได้ดื่มดําในอรรถรสก่อนแล้วจึงถ่ายทอดไปยังผู้ฟังอีกต่อหนึ่ง เสียงอันเย็นระรื่นหูผู้ฟัง เป็นแนวเทศนาที่เป็นตัวของตัวเอง บางครั้งก็แฝงอารมณ์ขันต่อสภาพจิตใจของมนุษย์ตลอดถึงภาวะของสังคมในปัจจุบัน เวลาจบเทศนาจึงมักสรุปด้วยทัศนคติและคติธรรมอย่างกินใจ เมื่อแสดง ธรรมเทศนาธรรมาสน์คู่ ท่านมีปฏิภาณและโวหารที่สนุก การโต้ตอบปัญหาธรรมเต็มไปด้วยอุปมา ทําให้เข้าใจได้ง่าย บทกวีธรรมะและบทความร้อยกรองของท่าน นับว่าอยู่ในขั้นผู้คงแก่เรียน เต็มไปด้วยการสังเกตภาวะของสังคม โดยแทรกอรรถรสแห่งธรรมะไว้อยู่เสมอ ดังเช่นเมื่องานประจําปีวัดปากน้ำ ท่านได้เขียนคําปรารภไว้ในหนังสือสูจิบัตรสําหรับแจกในงานว่า “ความสามัคคีในยามนี้ จะเป็นประดุจธูปเทียนมาลาสักการะบูชา ดวงวิญญาณของหลวงพ่อ ขอให้ช่วยกันเสียสละเพื่อส่วนรวม คือวัดปากน้ำของเรา....” งานด้านสังคมสงเคราะห์ เป็นภารกิจประจําวันที่ท่านปฏิบัติจนถึง วาระสุดท้ายแห่งชีวิตอันเป็นภาระที่ได้เริ่มปฏิบัติตั้งแต่หลวงพ่อวัดปากน้ำถึงแก่มรณภาพ คือการต้อนรับประชาชนที่พากันมารับพระของขวัญของหลวงพ่อวัดปากน้ำและในขณะเดียวกันก็นั่งฟังสารทุกข์สุขดิบในการสนทนาวิสาสะซึ่งบ่อยครั้งที่ต้องนั่งรับแขกตลอดทั้งวัน และนี่เองคือที่มาแห่งสมญานามว่า “หลวงพ่อเล็ก” ที่เราเรียกกันจนติดปาก พระภาวนาโกศลเถร ไม่เคยหางานที่เหมาะกับตน แต่พยายาม ทําตนให้เหมาะกับงานทุกประเภทมองเห็นความสําคัญของงานทุกชนิด และเข้าใจอย่างถ่องแท้ และเข้าใจถึงวิวัฒนาการของสังคม ท่านเป็นผู้ริเริ่ม ใช่แต่เฉพาะหลักวิชาการเท่านั้น แม้แต่กระทั่งวิชา ความรู้บางอย่างที่นับได้ว่าเป็นอมตะตราบเท่าปัจจุบันนี้ เช่นให้เด็กนักเรียนโรงเรียนพุทธศาสนาวันอาทิตย์หัดวิชานาฏศิลป์โดยท่านเป็นผู้ติดต่อหาครูมาสอน ให้เด็กวัดหัดกลองยาวไว้บวชนาค และให้เด็กวัดหัดอังกะลุงไว้ช่วยงานวัดต่างๆ เป็นต้น สิ่งเหล่านี้บวกกับอุปนิสัยอันเยือกเย็น มีใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสในทุกโอกาสที่ได้พบปะ การเข้าใจปัญหาชีวิตของผู้มาพึ่งบารมีแห่งธรรมนี่คือบุคลิกภาพอันเป็นอมตะของท่าน พระภาวนาโกศลเถร มีสุขภาพอ่อนแอมาแต่กําเนิด ซึ่งเป็นอุปสรรคต่ออุปนิสัยที่รักจะทํางานหนัก บ่อยครั้งที่ต้องไปพักรักษาตัวยังโรงพยาบาลท่านเคยพูดกับบางคนว่า “ฉันอยู่ไม่ได้นาน อย่างมากมีอายุไม่เกิน ๔๕ ปีก็ตาย” แต่ไม่มีผู้ใดเชื่อ และเมื่อกลับออกมา ก็มิวายเว้นที่จะทํางานอย่างหามรุ่งหามค่ำอีก ตราบจนครั้งสุดท้ายป่วยด้วยโรคกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบและโรคลําไส้ อาการเริ่มแรกดูไม่หนักหนาอะไรหลังจากไปพักรักษาตัวยังโรงพยาบาลศิริราชได้ไม่นาน ก็มีแต่ทรุดลงเป็นลําดับ และต่อมาเพียงไม่กี่วัน ท่านก็ถึงแก่มรณภาพด้วยอาการอันสงบ ในท่ามกลางความตกตะลึงพรึงเพริดของบรรดาศิษย์วัดปากน้ำ และนําความโศกเศร้ามาสู่ชาววัดปากน้ำอย่างใหญ่หลวง พระภาวนาโกศลเถร มรณภาพเมื่อวันพุธที่ ๑๐ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๑๑ รวมอายุได้ ๔๔ ปี ๕ เดือน ๒๕ วัน อยู่ในสมณเพศได้ ๓๑ ปี ท่านได้ฝากผลงานและปฏิปทาอันยิ่งใหญ่สมศักดิ์ศรีของศิษย์เอกรูปหนึ่งของหลวงพ่อวัดปากน้ำให้ศิษยานุศิษย์รุ่นหลังได้ดําเนินตามต่อไป พระภาวนาโกศลเถร (วีระ คณุตฺตโม) รองเจ้าอาวาสและพระอาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนาธุระ วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ประวัติก่อนบวช พระเดชพระคุณ พระภาวนาโกศลเถร องค์ปัจจุบัน มีนามเดิมว่า วีระ อุตตรนที และในภาษาญี่ปุ่นว่า คูนิโอ คาวาคิตะ บิดาท่านเป็นชาวญี่ปุ่นนามว่า เอดะ คาวากิตะ มารดาท่านเป็นชาวไทยนามว่า สน อุตตรนที ท่านเกิดเมื่อวันที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๔๖๒ ที่ข้างวัดมอญ ตําบลท่าข้าม อําเภอบางขุนเทียน จังหวัดธนบุรี มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันล้วนเป็นชาย ๔ คน ท่านเป็นบุตรคนที่ ๒ การศึกษาเมื่อเยาว์วัย ครอบครัวของเด็กชายวีระ อยู่ที่บางขุนเทียนได้ไม่นานนัก ก็ย้ายไปอยู่สี่พระยา เมื่อเจริญวัยเข้าเกณฑ์การเรียน บิดามารดาส่งไปเข้าเรียนในโรงเรียนสอนภาษาญี่ปุ่นของสมาคมญี่ปุ่นในประเทศไทยเรียนอยู่ได้ ๖ ปี จนถึงปีพ.ศ.๒๔๗๔ ก็เรียนจนชั้นประถมปีที่ ๖ ของโรงเรียน มีความสามารถอ่านเขียนและพูดภาษาญี่ปุ่นได้ดี ด้วยความขยันหมั่นเพียรมาตั้งแต่เด็กจึงไม่มีอุปสรรคใดๆ ต่อจากนั้นก็ได้เข้าเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑ จนจบชั้น มัธยมศึกษาปีที่ ๖ เมื่อปี พ.ศ.๒๔๘๑ ที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย และเข้าเรียนต่อเตรียมปริญญาธรรมศาสตร์รุ่นที่ ๒ จนถึงพ.ศ.๒๔๘๓ จากนั้นจึงเข้าเป็นนักศึกษาของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เรียนในสาขานิติศาสตร์ สอบได้ที่ ๑ ใน พ.ศ.๒๔๘๔ ขณะเรียนอยู่นั้นก็ได้ทํางานไปด้วยในสถานทูตญี่ปุ่น แต่ชีวิตการศึกษาในมหาวิทยาลัยของคฤหัสถ์วีระต้องยุติลงภายหลังจากขึ้นปีการศึกษาที่ ๒ เมื่อประเทศสหรัฐอเมริกาประกาศสงครามกับประเทศญี่ปุ่น ในวันที่ ๘ ธันวาคม พ.ศ.๒๔๘๔ อันเป็นการเริ่มสงครามโลกครั้งที่ ๒ ในภูมิภาคเอเชียบูรพา การอาชีพ เมื่อสงครามโลกสิ้นสุดลงแล้วคฤหัสถ์วีระไม่ได้กลับเข้าไปศึกษาต่อแต่ได้ช่วยบิดามารดาประกอบอาชีพค้าขาย สั่งและส่งสินค้าเข้าและออกจากประเทศไทยกับประเทศญี่ปุ่น ด้วยความขยันขันแข็งเอาใจใส่ในหน้าที่ ในระยะเวลาประมาณ ๑๐ ปีการค้าขายจึงเจริญขึ้นเป็นลําดับ พบหลวงพ่อวัดปากน้ำ ครั้งที่คฤหัสถ์วีระจะได้พบหลวงพ่อวัดปากน้ำนั้น เป็นปี พ.ศ.๒๔๙๖ ขณะนั้นอายุได้ ๓๔ ปี วันหนึ่งได้ขึ้นรถเมล์สายตลาดพลูนั่งไปเพลินๆ ไม่ได้มีจุดหมายและได้ปรารภกับตนเองว่า “ในชีวิตนี้คนเราต้องการอะไรกัน” คําตอบคือ “ความสุข” ก็แล้วความสุขนั้นคือ อย่างไร จะให้มีจะให้รู้เห็นเป็นได้อย่างไร ปรารภอยู่ดังนัน รถเมล์ ก็วิ่งมาถึงตลาดพลู ที่นั่นคฤหัสถ์วีระได้ลงเรือจ้างที่แล่นไปตามคลองบางกอกน้อย เรือจ้างคิดว่า คฤหัสถ์วีระจะไปรับพระของขวัญของหลวงพ่อที่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ จึงได้พาขึ้นท่าเรือที่เรียกกันว่าท่าไฟไหม้ข้างวัดปากน้ำ เมื่อเรือจอดเทียบท่า คฤหัสถ์วีระก็ขึ้นจากเรือทั้งๆ ที่ยังไม่ทราบว่าขึ้นไปทําไมและก็ได้เดินชมวัด แล้วคฤหัสถ์วีระก็ได้เห็นพระภิกษุท่านหนึ่งดูน่าเลื่อมใส กําลังฉันภัตตาหารเพลอยู่ ความสง่าองอาจและบุญราศรีของท่าน ทําให้คิดว่าพระภิกษุท่านนั้นคงจะเป็นพระนักปฏิบัติผู้เคร่งครัดอย่างแน่นอน เมื่อฉันภัตตาหารเสร็จแล้วท่านก็นั่งสนทนากับญาติโยมทั้งหลายที่ไปหานั้น ด้วยปฏิสันถารอันดีพูดจาฉะฉาน โต้ตอบธรรมะได้ลึกซึ้งเป็นพิเศษ หลวงพ่อพระภาวนาโกศลเถรสนใจในเรื่องวิปัสสนากัมมัฏฐานมา ตั้งแต่เด็ก ฟังธรรมที่วัดหัวลําโพง วัดแก้วแจ่มฟ้า วัดมหาพฤษฒาราม มีความสนใจในเรื่องนรก สวรรค์ นิพพาน ว่ามีจริงหรือไม่ จะไปดูด้วยวิธีใด ปรารถนาจะพิสูจน์ในเรื่องนี้ ก็ประจวบเหมาะในครั้งนี้ ได้ถือโอกาสขึ้นไปนั่งคุยกับพระอาจารย์ท่านนั้น จึงได้รู้ว่าท่านคือ “หลวงพ่อวัดปากน้ำ” ผู้ค้นพบพระสัทธรรมวิชชาธรรมกายของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ขณะนั้นท่านมีสมณศักดิ์เป็นพระภาวนาโกศลเถร ท่านก็ได้บอกว่า หากสนใจเรื่องนี้ให้มานั่งกัมมัฏฐาน และท่านได้แนะนําหลายอย่างเกี่ยวกับวิธีนั่งภาวนา เป็นอันว่าคฤหัสถ์วีระในวันนั้นได้ทราบวิธีปฏิบัติจากท่านโดยละเอียดก่อนจะกราบลาท่านกลับ ท่านบอกว่าให้มาวันพฤหัสบดี ด้วยความต้องการจะพิสูจน์ทดลอง คฤหัสถ์วีระก็ได้กลับไปพบท่านใหม่อีก บรรลุธรรมกาย คฤหัสถ์วีระได้มาปฏิบัติพระกัมมัฏฐานกับหลวงพ่อวัดปากน้ำอยู่ ๑๘ วันก็ได้เห็นตามที่อยากรู้นั้น แต่ในขณะนั้น ยังสงสัยอยู่ในใจว่าที่เห็นนั้นเป็นจริงหรือว่าเป็นมโนภาพคิดเอาเอง ก็พลันได้ยินเสียงหลวงพ่อวัดปากน้ำท่านว่า“ถ้าเราไปคิดเอาเอง เรานึกเท่าไหร่มันก็ไม่เห็น แต่นี่เราเป็นสมาธิ แล้วมันก็เป็นวิปัสสนา ถ้าเรานั่งมันก็จะเห็นขึ้นมาเอง” หลวงพ่อวัดปากน้ำได้สอนศิษย์คนใหม่ของท่านในพระสัทธรรมและแก่นแห่งพระศาสนา เมื่อได้เห็นแล้วท่าน พระอาจารย์ก็ได้กล่าวกับศิษย์ของท่านว่า “ที่บรรพบุรุษของเราได้อุตสาห์เสียสละเลือดเนื้อก็เพื่อจะปกป้องพุทธศาสนา ซึ่งมีของจริงอย่างนี้” คฤหัสถ์วีระเมื่อได้มาปฏิบัติธรรมกับหลวงพ่อวัดปากน้ำแล้วก็เกิด ความเลื่อมใสมากขึ้นตามลําดับ เมื่อใจสบายแล้วจึงได้นึกทบทวนว่า “ความสุขที่แท้จริงอยู่ที่ใจเรานี้เอง เมื่อใจหยุดก็เกิดความสงบ ครั้นสงบแล้วก็เป็นสุขดังพระพุทธภาษิตที่ว่า นตฺถิ สนฺติปรํ สุขํ สุขอื่นยิ่งกว่าการหยุดนิ่งไม่มี” นับแต่นั้นมาคฤหัสถ์วีระก็ได้ไปนมัสการหาหลวงพ่อวัดปากน้ำโดย สม่ำเสมอ บางครั้งก็พำนักค้างแรมที่วัดเพื่อปฏิบัติธรรม บางวันหลวงพ่อก็เรียกเข้าไปนั่งภาวนากับท่าน และสอนการปฏิบัติพระกัมมัฏฐานอย่างละเอียดคฤหัสถ์วีระปฏิบัติจนได้ธรรมกายผ่านครบทั้ง ๑๘ กายแล้ว หลวงพ่อก็ได้สอนวิชชาธรรมกายขั้นสูงให้ ซึ่งท่านก็สามารถปฏิบัติได้ อุปสมบท คฤหัสถ์วีระเมื่อได้เห็นของจริงในพระพุทธศาสนาเช่นนี้แล้วจึงได้ ตัดสินใจสละเพศคฤหัสถ์เข้าครองผ้ากาสาวพัสตร์ เข้าบรรพชาอุปสมบท ณ พัทธสีมาวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ เมื่อวันที่ ๗ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๙๗ โดยมีพระเดชพระคุณพระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) หลวงพ่อวัดปากน้ำ ซึ่งขณะนั้นมีสมณศักดิ์เป็นที่พระภาวนาโกศลเถร เป็นองค์อุปัชฌาย์ และมีท่านพระครูปัญญาภิรัต เป็นพระกรรมวาจาจารย์ กับท่านพระครูพิพัฒน์ธรรมคณี เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายานามว่า “คณุตฺตโม ภิกฺขุ” เผยแผ่วิชชาธรรมกาย เมื่อท่านได้บวชเรียนแล้ว ก็ได้ปฏิบัติพระกัมมัฏฐานตามแนววิชชา ธรรมกายกับหลวงพ่อวัดปากน้ำมาโดยตลอด ได้เป็นกําลังสําคัญในการเผยแผ่พระศาสนาให้เจริญถาวรสืบไป ทั้งในและนอกประเทศ ปี พ.ศ.๒๕๐๘ ท่านได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็น พระครูภาวนา- ภิรม ปี พ.ศ.๒๕๑๑ ท่านได้เป็นรองเจ้าอาวาสและพระอาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนาธุระ วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ปี พ.ศ.๒๕๑๕ ท่านได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เลื่อนขึ้นเป็น พระภาวนาโกศลเถร ปี พ.ศ.๒๕๒๒ ท่านได้รับพระบัญชาแต่งตั้งเป็นพระอุปัชฌาย์ พระเดชพระคุณพระภาวนาโกศลเถรองค์ปัจจุบัน ได้ศึกษาวิชชาธรรมกายโดยตรงจากพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ ท่านได้ทําหน้าที่เผยแผ่พระสัทธรรมวิชชาธรรมกายของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างเต็มที่ ทั้งในวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ที่หอเวชนียมงคลเทพนิรมิต ในโครงการปฏิบัติธรรมเพื่อประชาชน วัด ปากน้ำ ภาษีเจริญ และที่วัดหลวงพ่อสดธรรมกายาราม อําเภอดําเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี ซึ่งท่านเป็นพระอาจารย์ควบคุมการปฏิบัติพระกรรมฐานอยู่ และดําเนินการอยู่อย่างเข้มแข็ง พระเดชพระคุณหลวงพ่อภาวนา เป็นครูอาจารย์ผู้ประเสริฐของศิษยานุศิษย์ และท่านได้สอนอบรมตักเตือนศิษย์ทั้งหลายด้วยความเมตตาโดยตลอด ท่านสอนหลักธรรมให้ปฏิบัติเพื่อความเจริญรุ่งเรืองของทุกคน ทั้งในระหว่างการเรียนปฏิบัติพระกรรมฐานและในชีวิตประจําวัน ดังจะเห็นได้จากคําสอนของท่าน ซึ่งจะขออ้างมาตอนหนึ่งดังนี้ “การเจริญภาวนาเพื่อความหลุดพ้นโดยเจโตสมาธินี้ จิตของผู้เจริญภาวนาจะมีอานุภาพสูงยิ่งตามระดับคุณธรรมที่ปฏิบัติได้ จนอาจกล่าวได้ว่า เมื่อท่านสาธุชนผู้ปฏิบัติธรรมทั้งหลายน้อมใจลงไปหยุด ณ ศูนย์กลางกาย และบริกรรมภาวนาว่า “สัมมา อะระหัง” เมื่อใด กระแสจิตของครูอาจารย์ กับของศิษย์ก็ย่อมจะถึงกันในทันทีเพราะอยู่ในสายธาตุธรรมเดียวกันกระแสจิตจึงเชื่อมถึงกันโดยอัตโนมัติ อนึ่ง อาตมาใคร่ขอย้ำว่าบรมครูที่สูงที่สุดนั้น ก็คือ พระพุทธเจ้า พระธรรมเจ้าและพระอริยสงฆ์ ซึ่งก็หมายถึง พระพุทธรัตนะ พระธรรมรัตนะ พระสังฆรัตนะ และก็มีความหมายถึง “ธรรมกาย” ซึ่งมีอยู่ในศูนย์กลางกายอันเป็นกายในกายที่สุดละเอียดของทุกท่านนั่นเอง พระพุทธองค์จึงได้ตรัสกับพระวักกลิ ซึ่งคอยแต่เฝ้าติดตามชมพระสิริโฉมกายเนื้อของพระองค์ท่านอยู่เสมอว่า “โย โข วกฺกลิ ธมฺมํ ปสฺสติ โสมํ ปสฺสติ” แปลความว่า “ดูก่อน วักกลิ ผู้ใด แล (ก็ตาม) เห็นธรรม ผู้นั้นย่อมเห็นเรา ตถาคต” และว่า “ธมฺมกาโย อหํ อิติปิ” ซึ่งแปลความว่า “เราตถาคต คือ ธรรมกาย” เพราะฉะนั้น บรมครูก็อยู่ในตัวเราทุกคนนั้นเอง จงหมั่นทําใจให้หยุดให้นิ่ง แล้วก็จะเห็นดวงปฐมมรรค เมื่อถึงดวงปฐมมรรคแล้วก็พยายามรวมใจให้หยุด ให้นิ่ง หยุดในหยุด ลงไปที่กลางของหยุดในหยุด เรื่อยไปก็จะถึงดวงศีล ดวงสมาธิ ดวงปัญญา ดวงวิมุตติ และดวงวิมุตติญาณทัสสนะ แล้วก็ถึงกายมนุษย์ละเอียด กายทิพย์ กายพรหม กายอรูปพรหม แล้วก็จะถึงกายธรรม หรือที่เรียกว่า “ธรรมกาย” ก็ให้ดําเนินไปในแบบเดิมคือ น้อมใจ หยุดในหยุด กลางของหยุดในหยุด เรื่อยไปก็จะถึงธรรมกายที่ละเอียดๆ ให้ดําเนินไปจนสุดละเอียด ก็จะถึงบรมครูได้ด้วยตนเอง นั้นแหละ จึงจะได้ชื่อว่าอยู่ใกล้ครูที่สุด ได้บูชาครูอย่างยอดเยี่ยมที่สุด ยิ่งกว่าอามิสบูชาเสียอีก แต่แม้กระนั้น ก็ต้องไม่พึงละเว้นจากการ รําลึกถึง คุณพระพุทธ คุณพระธรรม คุณพระสงฆ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พระเดชพระคุณ พระมงคลเทพมุนี หรือหลวงพ่อวัดปากน้ำฯ (หลวงพ่อสด) ผู้ค้นพบวิชชาธรรมกายของพระพุทธเจ้า และคุณบิดามารดา คุณครูอุปัชฌาย์อาจารย์ และผู้มีพระคุณทั้งหลายอีกด้วย เพราะการรําลึกถึง และเคารพบูชาท่านผู้มีพระคุณดังที่ได้กล่าวมาแล้วนั้น นับเป็นการปฏิบัติอันเป็นมงคลยิ่งอย่างหนึ่งทีเดียว...” เผยแผ่พระศาสนาสู่ต่างประเทศ โดยที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อพระภาวนาโกศลเถร มีความชํานาญในด้านภาษาต่างประเทศ เช่น ภาษาอังกฤษ ญี่ปุ่นและฝรั่งเศส จึงทําให้งานเผยแผ่พระสัทธรรมวิชชาธรรมกายได้ดําเนินไปด้วยดีพร้อมกับมีการจัดพิมพ์การปฏิบัติสมถวิปัสสนากรรมฐานตามแนววิชชาธรรมกายเป็นภาษาอังกฤษ ญี่ปุ่น จีน เผยแพร่ใน หลายประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา ฮอลแลนด์ เยอรมันนี สวีเดน และญี่ปุ่น ซึ่งได้มีการดําเนินงานสอนพระสัทธรรมวิชชาธรรมกายและจัดตั้งวัดไทยขึ้นเพื่อสืบทอดพระพุทธศาสนาแพร่หลายสู่ชาวโลกอย่างกว้างขวาง ในปี พ.ศ.๒๔๙๗ ได้มีชาวอังกฤษผู้หนึ่งสนใจในวิชชาธรรมกายของหลวงพ่อเกิดศรัทธาได้มาอุปสมบท เป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนาท่านผู้นั้นคือ กบิลวัฑโฒ (ศาสตราจารย์วิลเลียม ออร์กัส ที เปอร์เฟิสต์) ภายหลังได้เป็นผู้ก่อตั้งสังฆสมาคมในอังกฤษขึ้น (English Sangha Association) ในปีพ.ศ.๒๔๙๘ ท่าน กบิลวัฑโฒ ได้นําคณะศิษย์มาอุปสมบทอีก ๓ องค์ คือท่านสรัทธาวัฑโฒ ท่านปัญญาวัฑโฒ และวัฑโฒ โดยพระเดชเป็นพระอุปัชฌาย์บรรพชาเป็นสามเณร ครั้นต่อมาสังฆสมาคมอังกฤษได้เจริญขึ้นโดยลําดับ และได้มีมูลนิธิของสมาคมขึ้น สามารถให้ความอุปถัมภ์แก่พระภิกษุสามเณรได้เป็นอย่างดีและสามารถซื้อที่และตึกเป็นวิหารสําหรับภิกษุสามเณรอยู่อาศัย เรียกว่า แฮมเสตท บุดดิสวิหาร Hamstead Buddhist vihara และได้ซื้อปราสาทเก่าแก่หลังหนึ่งห่างจาก London ที่ Biddulph ให้เป็นสํานักปฏิบัติสําหรับฆราวาส สําหรับที่ๆ Biddulph นี้ทางสมาคมได้ซื้อไว้ ๕ เอเคอร์ เป็นราคาหกพันห้าร้อยปอนด์ รอบๆ บริเวณเป็นทุ่งเลี้ยงปศุสัตว์ เงียบสวยดีและทางสมาคมมีความประสงค์จะซื้อบริเวณใกล้เคียงนั้น เพิ่มเติมอีก ๒ เอเคอร์ครึ่ง ขณะนี้สมาคมมีภิกษุประมาณ ๗ องค์ แยกย้ายกันอยู่ ณ ประเทศต่างๆ เช่น ไทย พม่า เยอรมันตะวันตก และมีสามเณร ๕ องค์เข้าใจว่าคงจะได้รับการอุปสมบทไปแล้วเมื่อเร็วๆนี้ ขอย้อนกล่าวถึงปี พ.ศ.๒๔๙๗ ในปีนั้นได้มีการประชุมพุทธศาสนิก สัมพันธ์ ณ ประเทศพม่า ผู้แทนชาวพุทธแห่งประเทศญี่ปุ่น ซึ่งมีสังฆราช ตากาชินา (Arehbishop Takashina) แห่งนิกายโชโต (เซ็น) ได้เป็นหัวหน้าคณะมาร่วมประชุมด้วย หลังจากประชุมเสร็จขากลับได้แวะพักประเทศไทยได้ถือโอกาสมาแวะเยี่ยมวัดปากน้ำได้พบปะสนทนา กับพระเดชพระคุณหลวงพ่อและดูการภาวนาในวัดนี้ รุ่งขึ้นท่านได้นิมนต์ พระวีระไปสนทนา เรื่องภาวนา ณ ที่พัก ที่ถนนนเรศร์ สี่พระยา ข้าพเจ้าได้ไปตามที่นัดไว้ และได้สนทนาแลกเปลี่ยนความรู้กันเป็นอันมาก ปรากฏว่าท่านทําภาวนาโดยวางนิมิตไว้ที่หน้าผาก และสามารถถอดกายทิพย์ออกไปจากกายมนุษย์ได้ เลขานุการของท่านสนใจวิชชาธรรมกายเป็นพิเศษ ได้ลงมือปฏิบัติในที่สุด และได้บรรลุผลสมดังความปรารถนา ทั้งนี้เนื่องจากท่านเหล่านี้ได้ฝึกจิตมาเป็นเวลานานแล้ว ต่อมาในปี พ.ศ.๒๕๐๐ ได้มีชาวญี่ปุ่นผู้หนึ่งชื่อนายกาโก ชิมางุจิ เป็นนักบวชนิกายนิจิเรน ได้สนใจในพระพุทธศาสนาและศรัทธาอุปสมบท ณ วัดปากน้ำ โดยมีท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระวันรัต (สมเด็จป๋า) เป็นองค์พระอุปัชฌายะ ได้รับฉายาว่า ธมฺมฉนฺโท ได้อุปสมบทอยู่ประมาณ ๖ เดือน ศึกษาพระกัมมัฏฐานจนได้บรรลุ ธรรมกาย สมความมุ่งหมายและได้อําลาประเทศไทยไปในเวลาต่อมาขณะนี้เป็นเจ้าอาวาสอยู่ ณ วัดกิโยโอจิ จังหวัดกานาซาวาประเทศญี่ปุ่น ปี พ.ศ.๒๕๐๓ ได้มีพระมหาคําแดง อุทัยวงษ์ นักศึกษาพระพุทธ- ศาสนาจากประเทศลาว ได้มาปฏิบัติกัมมัฏฐาน ณ วัดปากน้ำนี้จนได้สําเร็จธรรมกาย ในเวลาต่อมาท่านได้มีโอกาสไป สั่งสอนญาติโยมในประเทศของท่านหลายครั้งหลายแห่ง จนครั้งหลังสุดได้สอนภาวนาแก่องคมนตรีของเจ้ามหาชีวิต ณ หลวงพระบาง ข้าราชการทหารพลเรือน และแม้แต่ข้าราชการสถานทูตลาวในประเทศไทย ก็ได้มีโอกาสสอนด้วย ขณะนั้นท่านกําลังศึกษาอยู่ ในสภามหามกุฎราชวิทยาลัย ปีที่ ๖ และเมื่อศึกษาจบแล้วท่านจะกลับไปเผยแผ่พระกัมมัฏฐาน แบบธรรมกายในประเทศของท่านต่อไป ประมาณปี พ.ศ.๒๕๐๔ ท่านอานันทโพธิ พระภิกษุชาวแคนาดา ประธานสมาคมสงฆ์อังกฤษ ได้มาศึกษาวิชชาธรรมกายเพิ่มเติม ณ วัดปากน้ำ ปีรุ่งขึ้นท่านก็กลับไปประจําทํางาน ณ อังกฤษ และได้ขยายงานพระศาสนาในประเทศนั้นดังได้กล่าวแล้ว และในปลายปี พ.ศ.๒๕๐๖ ท่านยังได้มีโอกาสไปแสดงปาฐกถาธรรม ณ เมืองแฮมเบอกมิวนิค ประเทศเยอรมันตะวันตก ประเทศเบล เยี่ยมและฮอลแลนด์อีกด้วย พ.ศ.๒๕๐๗ ประมาณเดือนมิถุนายน ได้มีพระภิกษุชาวญี่ปุ่น ๒ องค์ ได้รับการอุปสมบทที่วัดปรินายก พระนครมีฉายาว่าท่านสุขกาโม และท่านอคฺคจิตโต ได้มาปฏิบัติกัมมัฏฐาน ณ วัดปากน้ำ ปรากฏว่าท่านสุขกาโมปฏิบัติจนได้ดวงปฐมมรรคแล้วแต่เนื่องจากเวลาใกล้เข้าพรรษา ท่านจึงจําเป็นต้องกลับวัด และในวันที่ ๒๘ กรกฎาคม ศกเดียวกันทางการญี่ปุ่นซึ่งมีสมาคมญี่ปุ่นแห่งประเทศไทย ได้นําท่านโกเอนซาซากิ ซึ่งเป็นนักบวชในนิกายซิงโงน ซึ่งเป็นนิกายที่เก่าแก่ที่สุดในญี่ปุ่น ตั้งมาได้ ๑๑๕๐ ปีเศษแล้ว ท่านปรมาจารย์โกโบไดซิเป็นผู้ก่อตั้งนิกายนี้ขึ้น ได้มาขออุปสมบทเป็นพระภิกษุในประเทศไทย ณ วัดปากน้ำ เพื่อศึกษาพระพุทธศาสนา การอุปสมบทได้กระทํา ณ วันที่ ๙ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๐๗ โดยมีพระเดชพระคุณพระราชเวที เป็นองค์อุปัชฌาย์มีฉายาว่า นาถรตโน ได้มีชาวญี่ปุ่นในประเทศไทยมาร่วมอนุโมทนาด้วยมากมาย วัตถุประสงค์ขั้นแรกก็เพื่อศึกษาภาษาไทย ขั้นต่อไปก็ภาษาบาลี และศึกษาพระไตรปิฎกในโอกาสต่อไป ท่านกําหนดจะอุปสมบทอยู่ในประเทศไทยประมาณ ๕ ปี ในประเทศใกล้เคียง เช่น มาเลเซีย ก็ได้มีการเผยแพร่วิชชาธรรมกายอยู่ที่วัดอานันทเมติยารา (Anandamety yarama Temple Silat Road) โดยมีท่านพระมหาสมควร สังข์คง เป็นผู้ทําการสอนอยู่ ได้รับความสนใจจากญาติโยมเสมอ มีการสอนในวันพฤหัสบดีเป็นประจํา ได้มีสุภาพสตรีผู้หนึ่ง ในรัฐแคลิฟอร์เนียสหรัฐอเมริกาอ่านหนังสือ ธรรมกายภาษาอังกฤษ มีความเลื่อมใสและสนใจ เพราะได้ปฏิบัติสมาธิมาเป็นเวลานาน จึงได้ชักชวน นายริชาร์ด วาเลนส์ เดินทางมาประเทศไทย แต่เดินทางมาถึงแค่ฮ่องกงก็เกิดโรคปัจจุบันขึ้น จึงต้องบินกลับสหรัฐด่วน ให้ศิษย์เดินทางมาแต่ผู้เดียว เมื่อมาถึง ประเทศไทย ได้พบกับคุณเทอรี่ แมกเนส แห่งสํานักมงคลธรรม ซึ่งเป็นผู้แปลหนังสือธรรมกายเป็นภาษาอังกฤษ และให้ความอุปการะในด้านภาษาอังกฤษแก่สํานักเป็นอย่างดี คุณเทอรีได้นํา นายริชาร์ดวาเลนส์มาถึงวัดปากน้ำและได้ขอศึกษากัมมัฏฐานต่อมาได้ปฏิบัติอยู่ ๔ วัน ได้รับผลคือ จิตสงบ บางครั้งแม้นาฬิกาตีก็มิได้ยิน แต่เนื่องจากการเดินทางจากบ้านพักมายังวัดไกลและไม่สะดวก นายริชาร์ดจึงขอให้จัดหาวัดใดวัดหนึ่งซึ่งอยู่ในตัวเมือง จึงแนะนําให้ไปพัก ณ วัดธรรมมงคล เพราะมีพระชาวอังกฤษแห่งสมาคมสงฆ์อังกฤษพักอยู่ ณ ที่นั้น ปรากฏว่าในตอนหลังนายริชาร์ด ได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุ ณ ที่นั้น และเขาได้สัญญาว่าจะกลับมาเยี่ยมวัดปากน้ำอีก สําหรับการเผยแพร่วิชชาธรรมกาย กับชาวต่างประเทศนี้ ทางวัดได้จัดพิมพ์ หนังสือธรรมกาย เป็นภาษาอังกฤษขึ้น โดยเฉพาะพร้อมด้วยชีวประวัติเทศนา ของพระเดชพระคุณหลวงพ่อและประวัติวัด เพื่อแจกจ่ายแก่ชาวต่างประเทศ ผู้สนใจในพุทธศาสนา โดยเฉพาะนักปฏิบัติกัมมัฏฐานและได้ส่งไปยังพุทธสมาคมห้องสมุดมหาวิทยาลัยในต่างประเทศ เกือบทุกประเทศ และได้รับหนังสือแสดงความสนใจมาจากประเทศต่างๆ อาทิ เช่น อเมริกา อังกฤษ ออสเตรเลีย อินเดีย เป็นต้น พระครูวินัยธร (ชั้ว โอภาโส) วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร ท่านพระครูวินัยธร (ชั้ว โอภาโส) เป็นพระเถระที่นับได้ว่าเป็นศิษย์ผู้ใกล้ชิดอย่างยิ่งรูปหนึ่งของพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ และท่านยังได้รับการยกย่องเป็นอย่างสูงในการเป็นพระเถระผู้งามพร้อมด้วยศีลาจารวัตรและทรงไว้ซึ่งพระวินัยอย่างเคร่งครัด ท่านพระครูวินัยธรหรือซึ่งศิษยานุศิษย์บางท่านนิยมเรียกว่า “พระครูชั้ว” นั้น ท่านมีนามเดิมว่า ชั้ว จุฬจัมบก มีถิ่นกำเนิดที่จังหวัดสุพรรณบุรีบ้านเดียวกับพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ นอกจากนี้ท่านยังมีความสัมพันธ์ทางสายโลหิต คือเป็นลูกพี่ลูกน้องกับพระเดชพระคุณหลวงพ่ออีกด้วย เมื่อย่างเข้าสู่วัยแห่งการอุปสมบทท่านก็ได้บรรพชาอุปสมบท ที่วัดสองพี่น้อง และในกาล ต่อมาท่านก็ได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะตําบลแห่งหนึ่งในเขตอําเภอสองพี่น้องนั้น ครั้นต่อมา เมื่อพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำท่านได้รับแต่งตั้งให้มาดํารงตําแหน่งเจ้าอาวาสวัดปากน้ำแล้ว พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านได้มีโอกาสกลับไปยังอําเภอสองพี่น้องบ้านเดิมของท่าน และในกาลนั้นท่านได้พบกับ ท่านพระครูชั้วและได้กล่าวกับท่านพระครูชั้วว่า “เวลานี้ผมได้พบของจริงแล้ว” นั้นคือพระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านได้บรรลุถึงธรรมกายเข้าถึงของจริงในพระพุทธศาสนาแล้วนั้นเอง และก็ได้ชักชวนท่านพระครูชั้วให้ย้ายมาอยู่วัดปากน้ำกับท่านด้วย ซึ่งท่านก็ยินดีและได้อยู่ภายใต้ร่มบารมีธรรมของพระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านตั้งแต่นั้นสืบมาจนสิ้นอายุขัย เมื่อท่านเข้ามาอยู่ในวัดปากน้ำนั้น พระเดชพระคุณหลวงพ่อได้เมตตาให้ท่านอยู่ร่วมกุฏิเดียวกับพระเดชพระคุณท่าน และท่านพระครูก็ได้เจริญภาวนาร่วมกับหลวงพ่อทุกวันเพื่อเป็นอานิสงส์ในการรักษาสุขภาพซึ่งไม่ค่อยดีของท่านด้วยเนื่องจากท่านมีโรคประจําตัว คือโรคปอด ในระหว่างที่ท่านอาศัยอยู่กับพระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านก็ได้รับความเมตตาและความไว้วางใจอย่างสูงจากหลวงพ่อ เมื่อหลวงพ่อท่านได้เจริญภาวนาปฏิบัติวิชชาธรรมกายชั้นสูงได้พบได้เห็นในสิ่งที่เป็นประโยชน์ ก็จะนํามาเล่าให้พระครูท่านฟังเสมอ ซึ่งท่านก็สามารถจดจําได้อย่างละเอียดถี่ถ้วน รวมทั้งคําพูดที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านสอนแก่พระภิกษุสามเณรและแม่ชีในโรงงานทําวิชชาขณะกําลังเจริญวิชชาธรรมกายชั้นสูง เช่นเรื่องต้นธาตุต้นธรรมทั้ง ๓ ภาค คือ ภาคขาว ภาคกลาง ภาคดํา และการปกครองธาตุธรรมของสัตว์โลกในที่สุดละเอียด ท่านก็สามารถจดจําได้ แม้ขณะนั้นท่านจะยังไม่ถึงธรรมกายก็ตาม แม้แต่ กลอนฉันท์และวรรณกรรมยาวๆ บางเรื่อง ท่านก็จดจําได้หมด จึงนับว่าท่านเป็นผู้มีความทรงจําเป็นเลิศหาผู้เสมอได้ยากผู้หนึ่ง นอกจากความทรงจําอันยอดเยี่ยมแล้ว ท่านยังได้ชื่อว่าเป็นผู้ เคร่งครัดทางด้านพระวินัยเป็นอย่างยิ่ง และเป็นที่ปรากฏแก่มหาชนทั้งหลาย จนได้รับการแต่งตั้งจากพระเดชพระคุณหลวงพ่อเป็นพระครูวินัยธร ความเป็นผู้ทรงศีลวินัยอย่างเคร่งครัดของท่านปรากฏออกมาในรูปศีลาจารวัตรอันงามเพรียบพร้อมของท่านเอง เช่น การนุ่งห่ม การฉันอาหาร การไม่จับต้องเงินทอง และในรูป คําสอนที่มีต่อพระเณรผู้เป็นอันเตวาสิกของท่านเช่นท่านกล่าวว่า “ศีล เปรียบเสมือนแผ่นดินซึ่งได้ปราบหญ้าทําพื้นให้ราบเรียบ เมื่อจะเอาของสิ่งใดมาตั้งวาง มองดูแล้วก็สวยงามก็เปรียบเสมือนพระภิกษุที่ประพฤติดีปฏิบัติชอบ เคร่งในศีล วินัย ย่อมเหมาะแก่การเจริญธรรมอื่นๆ ให้ยิ่งๆ ขึ้นไป” นอกจากนี้ ท่านจะคอยชี้แนะสั่งสอนถึงคุณของการเคร่งครัดในศีล วินัยและโทษของการประพฤติผิดพระวินัย เช่น ถ้าหากพระรูปใดนุ่งห่มไม่เป็นระเบียบเรียบร้อย ชาติหน้าก็จะได้แต่ของหยาบๆ ไม่ประณีต ส่วนการเคร่งครัดในศีลวินัยนั้นจะเป็นอานิสงส์ส่งไปชาติหน้าให้เป็นผู้มีปัญญาแจ่มแจ้งสามารถศึกษาเรื่องราวทั้งทางโลกและทางธรรมได้อย่างละเอียดถ่องแท้เพราะอานิสงส์จากการที่ตนได้เคร่งครัดสอดส่องในศีลของตนอย่างละเอียดมาก่อน นอกจากนี้ท่านยังเป็นผู้ทรงไว้ซึ่งความไม่ประมาทในธรรมทั้งปวง เช่นก่อนและหลังบริโภคอาหาร ท่านจะพิจารณาถึงอาหาเรปฏิกุลสัญญา และบริโภคเพียงเพื่อให้ดํารงชีพอยู่ได้ และหลังบริโภคทุกครั้ง ท่านจะแผ่ส่วนกุศลโมทนาแก่ผู้ถวายภัตตาหารนั้น ท่านกล่าวว่า ถ้าไม่ทําเช่นนั้นก็เท่ากับบริโภคด้วยการเป็นหนี้ ท่านยังได้ปวารณาตนกับพระเดชพระคุณหลวงพ่อพระอาจารย์ของ ท่านว่า ถ้าหากท่านกําลังจะกระทําสิ่งใดที่เป็นความผิดร้ายแรง ก็ขอให้พระเดชพระคุณหลวงพ่อตักเตือนท่านด้วย ความเป็นผู้ไม่ประมาทในธรรมทั้งปวงยังอาจดูได้จากโอวาทของท่านเรื่อง “เป็นธรรมกายแล้ว อย่าเป็นธรรมโกย ธรรมเก ธรรมโกง” ดังนี้ เมื่อปฏิบัติสมถะวิปัสสนาจนเข้าถึงกายธรรมอรหัตต์ก็สามารถใช้ ธรรมกายไปพบพระพุทธเจ้าในพระนิพพานได้ “เมื่อพบเห็นพระพุทธเจ้าหมดแล้ว จะเข้าไปถวายนมัสการท่านได้ และจะทูลถามท่านได้ ติดขัดเรื่องอะไร ทูลถามท่านจะบอกหมด แต่ว่า ถ้าจะทูลถามพระพุทธเจ้าต้องนิ่งให้สนิทนะ ถ้านิ่งไม่สนิทหละไม่ได้ยินเสียงท่านจะเห็นแต่โอษฐ์ท่านงาบๆ อยู่เท่านั้น เพราะเรานิ่งไม่พอ ถ้าเรานิ่งพอหละพระสุรเสียงดังก้องฟ้าเชียว ไพเราะ การที่จะดูอย่างนี้ละต้องดูเฉพาะตัวนะ และอย่าไปดูให้ใคร เมื่อได้ ธรรมกายแล้วจะแก้โรคภัยไข้เจ็บได้ทุกอย่าง แต่ถ้าเราไม่แก้ได้ละก็ดี หรือเราไม่ดูให้ใครได้ละก็ดี เราไม่ให้เขารู้ว่าเรารู้ได้ละก็ดี ถ้าว่าให้เขารู้ละก็ หนักเข้าก็มีคนมาหา เมื่อมีคนมาหาเข้าละก็ ทีหลังเราแก้ไขเขาก็จะให้ลาภสักการะนี่มันจะกลายเป็นดูหมอไป เมื่อกลายเป็นหมอดูละหนักเข้าเขาก็ให้ลาภสักการะได้เงินได้ทอง เกิดโลภขึ้น เมื่อเกิดโลภขึ้นแล้วก็กลายเป็น “ธรรมโกย” หละ ทีหลังเวลาเขาจะมาหาก็จะคิดเอาเงินเอาทอง เมื่อเกิดโลภขึ้นเช่นนั้นธรรมกายนี่เป็นของบริสุทธิ์ หนักเข้าก็มืดไปเสีย ไม่งั้นก็ดับสูญหายไปเสีย บางที เมื่อทําสิ่งใด เมื่อสติมันเกิดเป็น “ธรรมเก” ขึ้น เมื่อเป็นธรรมเกขึ้นแล้ว ทีนี้มันก็จะต้องเกิดเป็น “ธรรมโกง” หนักเข้าก็จะต้อง หลอกลวงเขาเลี้ยงชีวิตเมื่อดับมืดเสียแล้ว นี่เป็นแต่ครั้งพุทธกาลมาแล้วที่เป็นธรรมกาย ธรรมเก ธรรมโกง ธรรมโกงนี่น่ะ พระเทวทัตน่ะ นั่งธรรมกายดีกว่าเดี๋ยวนี้มากมาย ถึงกับเหาะไปในอากาศได้ แต่ทีนี้ไปติดลาภเข้า พอพระเจ้าอชาตศัตรูบํารุงบําเรอด้วยภัตตาหารบริบูรณ์ ก็เกิดเป็นธรรมโกงขึ้น ธรรมกายเป็นของบริสุทธิ์นี่คิดจะฆ่าพระพุทธเจ้า จะเป็นพระพุทธเจ้าเสียเอง ธรรมกายก็ดับไป เมื่อดับแล้วก็เกิดเป็นธรรมเกขึ้น ทีนี้พระเจ้าอชาตศัตรูไม่เล่นด้วย เมื่อพระเจ้าอชาตศัตรูไม่เล่นด้วย ก็เสื่อมจากลาภสักการะ เกิดเป็นธรรมโกง ไปขอวัตถุ ๕ ประการ ต่อพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าไม่ให้ ก็เกิดทําสังฆเภทขึ้นก็ไปอยู่ในอเวจีนรกกันเท่านั้น” หลังจากที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำได้มรณภาพ เมื่อ พ.ศ.๒๕๐๒ ท่านก็ได้พยายามเจริญภาวนาด้วยอิทธิบาทธรรมยิ่งๆ ขึ้นไปโดยไม่หยุดหย่อน จนในที่สุดท่านก็ได้บรรลุธรรมกายในเวลาต่อมา ท่านได้อยู่เป็นแบบอย่างที่ดีแก่พุทธบริษัททั้งหลาย จนกระทั่งเมื่ออายุได้ ๘๓ ปี ท่านก็ได้ถึงแก่มรณภาพที่โรงพยาบาลสงฆ์ เมื่อพ.ศ.๒๕๑๑ แม้ท่านจะมรณภาพไปแล้วเป็นเวลานานก็ตาม แต่ปฏิปทาศีลาจารวัตรอันงดงามของท่านยังคงทรงจําอยู่ในจิตใจของสาธุชนในภายหลังมิรู้ลืม สมกับที่เป็นปูชนียบุคคลและเป็นศิษย์ผู้ใกล้ชิดของบูรพาจารย์ผู้ทรงคุณธรรมอันไพศาล คือ หลวงพ่อวัดปากน้ำแท้ทีเดียว ประสบการณ์ในการปฏิบัติภาวนา วิชชาธรรมกาย การครองจีวรและการปกครองธาตุธรรม การที่พระห่มผ้าม้วนขวาม้วนซ้ายนี้ เป็นของลึกลับอยู่ ข้าพเจ้าเที่ยวสืบถามดูนักต่อนักแล้ว ว่าข้างไหนถูก ข้างไหนผิดกันแน่ ไม่มีใครบอกได้เลยกระทั่งเปรียญเก้าประโยค เป็นแต่บอกว่าให้ทําเหมือนๆ กัน ข้าพเจ้าก็นึกว่าแบบหลับตาคลําทางกันอย่างนี้จะไปได้เรื่องราวอะไรกัน จนเข้าไปเรียนวิปัสสนากับหลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ที่จังหวัด ธนบุรีอยู่หลายปีกว่าจะรู้เรื่อง ออกมาบ้านนอก แล้วก็เข้าไปในกรุงแต่เข้าๆ ออกๆ อยู่อย่างนี้สิบหกปี จึงรู้เรื่องว่าหุ่มผ้าม้วนขวาม้วนซ้ายเป็นอย่างไร คือมีพระพุทธเจ้า อยู่สามภาคที่ไม่ถูกกันเป็นข้าศึกกันจริงๆ เข้ากัน ไม่ได้อย่างเด็ดขาด เพราะผิดธาตุผิดธรรมกัน พระพุทธเจ้า (ธาตุล้วนธรรมล้วน) สามภาคนี้ ขาวภาคหนึ่ง ดําภาคหนึ่ง ไม่ดําไม่ขาวภาคหนึ่ง ภาคขาวนั้นคือ กุสลาธัมมา พระพุทธเจ้าภาคนี้พระกายขาวใสเหมือนแก้วขาว เกตุเป็นดอกบัวตูม ให้สุขแก่สัตว์แต่ฝ่ายเดียว ไม่มีให้ทุกข์เลย (ฝ่ายดี) อีกภาคหนึ่ง อกุสลาธัมมา พระพุทธเจ้า (ธาตุล้วน ธรรมล้วน) ภาคนี้พระกายดําใสเหมือนแก้วดํา หรือนิล เกตุเป็นดอกบัวตูม ให้ทุกข์แก่สัตว์ฝ่ายเดียว ไม่มีให้สุขเลยเหมือนกัน (ฝ่ายชั่ว) อีกภาคหนึ่ง อัพยากตาธัมมา พระพุทธเจ้า (ธาตุธรรม) ภาคนี้พระ กายไม่ขาวไม่ดํา ใสเป็นสีกลาง ใสเหมือนแก้วสีตะกั่วตัด จะว่าขาวก็อมดําจะว่าดําก็อมขาว เกตุเป็นดอกบัวตูมเหมือนกัน ให้ไม่สุขไม่ทุกข์แก่สัตว์ (ฝ่ายไม่ดีไม่ชั่ว) ต้นธาตุต้นธรรม สําหรับต้นธาตุต้นธรรมของภาคขาวสายของพระ สมณโคดม มีฤทธิ์มากกว่า ภาคขาวต้องคอยช่วยภาคขาวอยู่เหมือนกัน ให้สุขแก่สัตว์เหมือนภาคขาว ภาคนี้พระกายสีเหลือง เหมือนแก้วสีเหลือง ห่อผ้าคาดรัดประคดหรือบางทีห่มบังเฉวียง คือห่มจีบพาดบ่าเอาชายข้างหนึ่งขึ้นเหน็บชนบ่าช้าย มีพระรัศมีทั้งหกประการด้วยกันทั้งนั้น พระรัศมีต้นธาตุต้นธรรมกับภาคขาวนิ่มตานวลตาเหมือนกัน แต่พระรัศมีภาคดํานั้นบาดตาเคืองตา พระรัศมีภาคกลางไม่บาดตาเคืองตา ไม่นิ่มตา นวลตา แล้วก็เข้ากันไม่ได้ พระพุทธเจ้า (ธาตุล้วน ธรรมล้วน) ขาวกลาง ดํา สามภาคนี้คอยประมูลฤทธิ์กันอยู่เสมอแย่งกันปกครองธาตุธรรม ภาคขาวก็คอยจะสอดสุขให้แก่สัตว์โลก ภาคกลางกับภาคดําคอยกีดกันไว้ ภาคดําก็คอยจะสอดทุกข์ให้แก่สัตว์โลก ภาคขาวกับภาคกลางก็คอย กันไว้ ถ้าภาคกลางจะสอดไม่สุขไม่ทุกข์ให้แก่สัตว์โลก ภาคขาวกับภาคดําก็คอยกันไว้เหมือนกัน ไม่ให้ความสะดวกแก่กันได้ ไม่งั้นเสียอํานาจกัน ภาคขาวเห็นว่าทําดี ให้สุขแก่สัตว์จึงจะถูก, ภาคดําเห็นว่าทําชั่วให้ ทุกข์แก่สัตว์จึงจะถูก, ภาคกลางเห็นว่าไม่ดีไม่ชั่ว ให้ไม่สุขไม่ทุกข์แก่สัตว์จึงจะถูก แต่พระพุทธเจ้า (ธาตุล้วน ธรรมล้วน) สามภาคนี้ท่านก็ยังแย้งกัน แล้วมนุษย์ล้วนแต่มีธาตุธรรมปนเป็นอยู่ทั้งนั้นทําไมจะไม่แย้งกัน เข้ากันไม่ได้เหมือนเชือกสามเกลียว บิดขวาเสียเกลียวหนึ่ง บิดช้ายเสียเกลียวหนึ่ง ไม่บิดอีกเกลียวหนึ่ง ฝั้นเข้าก็ไม่กินเกลียวกัน เพราะบิดคนละทาง แล้วต่างก็เอาพระไตรปิฎกบังคับกาย วาจา ใจ ของสัตว์ เอาพระวินัยปิฎกก็วินัยปิฎกด้วยกัน บังคับกายสัตว์ไว้สําหรับทํา เอาพระสุตตันตปิฎก ก็สุตตันตปิฎกด้วยกันบังคับวาจาสัตว์ไว้สําหรับพูด เอาพระปรมัตถปิฎกก็ปรมัตถปิฏกด้วยกัน บังคับใจสัตว์ไว้สําหรับคิด แล้วก็คอยแย่งกัน สอดญาณเข้าไปในไส้ญาณสุดละเอียดของตัวได้ ก็บังคับกาย วาจา ใจของสัตว์ จะทําจะพูดจะคิด ก็ล้วนแต่ดีเป็นบุญเป็นกุศลไปทั้งนั้น ถ้าภาคดําสอดเข้าไปในไส้ญาณสุดละเอียดของตัวได้ ก็บังคับกาย วาจา ใจของสัตว์ จะทําจะพูดจะคิด ก็ล้วนแต่ชั่วเป็นบาปอกุศลไปทั้งนั้น ถ้าภาคกลางสอดเข้าไปในไส้ญาณสุดละเอียดของตัวได้ก็บังคับกาย วาจา ใจของสัตว์ จะทําจะพูดจะคิด ก็เป็นแต่กลางๆ ไม่บุญไม่ บาปไปทั้งนั้น สุดแท้แต่ว่าภาคใดเข้าในใส้ญาณสุดละเอียดได้ ภาคอื่นก็เข้าไม่ได้เปรียบเสมือนตอไม้ที่นั่งได้คนเดียว ถ้าขึ้นนั่งได้เสียคนหนึ่งแล้ว คนอื่นก็ขึ้นไปนั่งไม่ได้ แล้วก็แย่งกันปกครองธาตุธรรมตลอดหมด ทั้งนิพพาน ภพสามโลกันต์ ไม่มีที่ว่างดินฟ้าอากาศ ล้วนแต่อยู่ในปกครองของสามภาคนี้เท่านั้น ภาคขาวคอยเปิด ภาคดําคอยปิด ภาคกลางไม่เปิดไม่ปิด ภาคขาวคอยเปิด เห็น จํา คิด รู้ ของสัตว์ ให้เห็นว่านิพพานมี, ภาคดําคอยปิด เห็น จํา คิด รู้ ของสัตว์ ให้เห็นว่านิพพานสูญ(ไม่มี), ภาคกลางก็ให้สัตว์เห็นว่านิพพานไม่มีไม่สูญ (คือ ให้ไม่รู้เรื่องนิพพาน) หนทางของภาคขาวล้วนแต่ดีเป็นสุขทั้งนั้น ก็เปิดให้สัตว์เห็น จะได้สร้างแต่ความดี ไปแต่ในทางสุข หนทางของภาคดํา ล้วนแต่ชั่วเป็นทุกข์ทั้งนั้นก็ต้องปิด ไม่ให้สัตว์เห็น จะได้สร้างแต่ความชั่ว ไปแต่ในทางทุกข์ ส่วนภาคกลางไม่ดี ไม่ชั่ว ก็ไม่ปิดไม่เปิดให้สัตว์เห็น จะได้ทําไม่ดีไม่ชั่วไปในทางไม่สุขไม่ทุกข์ ทั้งสามทางนี้ตรงกันข้ามทุกอย่าง จึงลงรอยกันไม่ได้เสียเลย ที่โลกเดือดร้อนอยู่ทุกวันนี้ เดี๋ยวสุข เดี๋ยวทุกข์ เดี๋ยวไม่สุขไม่ทุกข์ ก็เพราะฤทธิ์สามภาค นี้แหละ ประมูลฤทธิ์ไม่แพ้กัน แย่งกันปกครองธาตุธรรมปกครองกันตลอดทั้งนิพพาน ภพสาม โลกันต์ไม่ผิดอะไรกันกับมนุษย์แลสัตว์ ที่แย่งแดนกันปกครอง แต่พระพุทธเจ้า (ธาตุล้วน ธรรมล้วน) ปกครองขั้นละเอียด เทวดา มนุษย์ สัตว์ ปกครองกันแต่ที่หยาบ แต่ก็อยู่ในปกครองของพระพุทธเจ้า (คือธาตุล้วน ธรรมล้วน) ทั้งสามภาคนี้ทั้งนั้น ถ้าประเทศใด บ้านใด เมืองใด หมู่ใด ตําบลใด ภาคขาวปกครองได้มากกว่าภาคอื่น ก็บังคับเห็น จํา คิด รู้ ของมนุษย์และสัตว์ในที่นั้นให้ทําแต่ความดีกันทั้งนั้น เป็นต้นว่า ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่ทําผิดกาเม ไม่โกหก ไม่กินเหล้า ทําแต่ความดีกันทั้งนั้น เมตตากรุณาแก่กัน ให้ความสุขแก่กัน ไม่เบียดเบียนกัน ให้แต่ ความสุขสบายแก่กันทั้งนั้น ภาคขาวก็เก็บเหตุที่มนุษย์แลสัตว์ทําดีนั้นไว้แล้วก็ส่งผลให้ไปเกิดในสุขสมบัติเป็นเทวบุตรเทวธิดาอินทร์ พรหมบรมจักรพรรดิตรา ถ้าจุติจากนั้นมาถ้าจะเกิดเป็นมนุษย์ก็ส่งผลให้เป็นคนบริสุทธิ์ชั้นสูง เช่นนายกรัฐมนตรี เศรษฐี ท้าวพระยา มหากษัตริย์ ถ้าเกิดเป็นพ่อค้า ชาวนา ก็เป็นคนที่มีทรัพย์สิน สมบัติ ศฤงคาร บริวาร ล้วนแต่ เป็นสุขสบายทั้งนั้น ถ้าประเทศใด บ้านใด เมืองใด หมู่ใด ตําบลใด ถูกภาคดําปกครองได้มากกว่าภาคอื่น ก็บังคับเห็น จํา คิด รู้ ของมนุษย์และสัตว์ในที่นั้น ให้ทําแต่ความชั่วทุกอย่างทั้งนั้น เป็นต้นว่าฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ทําผิดกาเม โกหก กินเหล้า ให้เกลียดชังกัน ให้อิจฉาริษยา เบียดเบียนกัน ฉกชิง วิ่งราว ลักขโมย ปล้นสะดม ชกต่อย เตะตี รบราฆ่าฟันกัน ทําแต่ทุกข์ให้ทั้งนั้น ภาคดําก็เก็บเหตุชั่วๆ ที่มนุษย์และสัตว์ทําไว้ แล้วก็ส่งลงมาเป็นผลชั่วทั้งนั้น เป็นต้นว่าให้ฟ้าฝนแห้งแล้ง ข้าวยากหมากแพง อดอยาก ลําบาก เจ็บใข้ ล้มตาย เมื่อตายแล้วก็เอาไปลงโทษในนรก ๔๕๖ ขุม ทนทุกข์เวทนาแสนสาหัส ร้องไห้ครวญครางไม่มีขาดเสียงมีแต่ทุกข์ล้วนๆ พ้นจากนั้นให้เป็นเปรต อดอยากข้าวน้ำอยู่เป็นนิจแล้วให้มาเป็นอสุรกาย แลให้มาเป็นสัตว์เดรัจฉาน ถ้าให้มาเกิดเป็นมนุษย์ก็ให้เป็นคนเลวทรามต่ำช้ายากจนอนาถา ไร้ทรัพย์ อับปัญญา ใจบาปหยาบช้า เอาดีไม่ได้ ล้วนแต่ทุกข์ทั้งนั้น ถ้าประเทศใด บ้านใด เมืองใด หมู่ใด ตําบลใด ภาคกลางแย่งเข้าปกครองได้มากกว่าภาคอื่นก็บังคับ เห็น จํา คิด รู้ ของมนุษย์และสัตว์ในที่นั้นให้ทําแต่กลางๆ ไม่ดีไม่ชั่ว ที่ไม่เป็นบุญเป็นบาป ภาคกลางก็เก็บเหตุที่ไม่ดีไม่ชั่ว ที่มนุษย์และสัตว์ทําไว้นั้นแล้วก็ส่งผลลงมาให้เป็นแต่กลางๆ ไม่ดีไม่ชั่ว คุณแม่ท้วม หุตานุกรม ความสุขความสําราญเป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกคนปรารถนา แต่การแสวงหาความสุขของแต่ละคนมีวิธีการต่างๆ กัน แล้วแต่ความเห็นชอบของแต่ละบุคคลบางคนมุ่งหมายความสุขในปัจจุบัน บางคนก็มุ่งหน้าไปสวรรค์นิพพานในอนาคตด้วยเหตุนี้ ความคิดความเห็นของคนเราจึงไม่เหมือนกัน บางครั้งเราจะนึกฉงนใจในคนบางคน ซึ่งมีแนวทางชีวิตและความนึกคิดแตกต่างจากคนทั่วไป แต่จุดมุ่งหมายสุดท้ายต่างก็ต้องไปร่วมจุดเดียวกันคือ “ดินแดนบรมสุข อมตนฤพาน” ขอยกตัวอย่างชีวิต “ชาววัด” ที่จัดว่าเป็นบุคคลที่น่าสนใจผู้หนึ่ง มาเล่าให้ท่านฟังสักเล็กน้อย บุคคลผู้นี้คือ นางสาวท้วม หุตานุกรม หรือ “คุณแม่” เกิดที่ประเทศจีน คือเป็นชนเชื้อสายจีน มีบิดาชื่อ นายฮวด มารดาไม่ทราบชื่อ เกิดเมื่อ พ.ศ.๒๔๓๓ นับมาถึงปีนี้ก็เป็นเวลาถึง ๙๗ ปี คุณแม่ท้วม หุตานุกรม มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน ๔ คนด้วยกัน คือ ๑.พลโทพระพิพัฒน์ภูมิประเทศ ๒.พลเรือจัตวาเรียง พิพัฒน์ภูมิประเทศ ๓.คุณสอิ้ง สัตยประกอบ ๕.คุณสะอาด หังสุบุตร ซึ่งต่อมาคุณแม่ท้วมหุตานุกรมได้เดินทางเข้ามายังประเทศไทย ประกอบอาชีพค้าขายอยู่ที่อําเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี เมื่อเจริญวัยได้ช่วยบิดามารดาทําการค้าขายอยู่ในคลองสองพี่น้อง เป็นผู้ใฝ่ใจในทางพระศาสนามาแต่เยาว์ ครั้นอายุ ได้ ๒๐ ปีได้หนีบิดามารดาไปบวชเป็นชีที่วัดสวนหงส์ อําเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี อยู่ที่วัดสวนหงส์ไม่นานนัก ก็ย้ายลงมาอยู่ที่วัดเทพศิรินทราวาส จังหวัดพระนคร ด้วยความปรารถนาจะศึกษาหาความรู้ ในทางพระศาสนาให้มีความรู้ยิ่งขึ้น ที่นี้ได้ศึกษาวิชาพระพุทธศาสนาด้านปรมัตถธรรมจากท่านอาจารย์จางวางอยู่ประมาณ ๒ ปี รู้สึกซาบซึ้งในรสพระธรรมยิ่งนัก ต่อมาหวลระลึก ถึงบิดาทางบ้าน จึงกลับขึ้นไปชักจูงให้บิดาเข้าใจและเลื่อมใสในทางพระพุทธศาสนา ซึ่งภายหลังได้สมาทานตนเป็นอุบาสก ปฏิบัติธรรมอย่ที่วัดสองพี่น้องเป็นเวลาหลายปี ต่อมา “หลวงพ่อวัดปากน้ำ” (เมื่อครั้งยังไม่มีสมณศักดิ์) ได้ขึ้นไปวัดสองพี่น้องไปพบเข้า จึงจัดการให้อุปสมบท ณ วัดสองพี่น้อง แล้วพามาอยู่ที่วัดพระเชตุพนฯ ด้วย หลังจากได้ชักชวนบิดาให้เลื่อมใสและบวชเป็นพระภิกษุสมความตั้งใจแล้ว “คุณแม่” ก็ออกจาริกปฏิบัติธรรม มุ่งตรงไปยังวัดสนามพราหมณ์และวัดถ้ำแกลบ จังหวัดเพชรบุรี “คุณแม่” เล่าว่า “ขณะปฏิบัติอยู่นั้น ปรารถนาจะให้พ้นอาสวะกิเลสเร็วๆ เข้า จึงสมาทาน เนสชฺชิกงฺคธุดงค์” คือถือไม่นอนตลอด ๓ เดือน ยึดเอา 'อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา' ตลอดไตรมาสเป็นกรรมฐาน” จากนั้นได้ย้ายไปอยู่วัด “ศาสนาส” จังหวัดนครปฐม “วัดลิงขบ” และวัด“ภาวนาภิรตาราม” ในคลองบางกอกน้อย จังหวัดธนบุรีตามลําดับ ณ วัดภาวนาภิรตาราม มีเพื่อนร่วมปฏิบัติธรรมร่วมกัน ๒๐ คน ส่วนมากเป็นคนชรา“คุณแม่” ตั้งใจจะปฏิบัติให้บรรลุธรรม ยอมถวายชีวิตในพระศาสนา จึงตั้งหน้าบําเพ็ญเพียรต่อไปอีก ครั้งนี้ปฏิบัติตนตามแบบพระภิกษุ มีออกบิณฑบาตร โดยเอาชาม ๑ ใบลงเรือน้อยไปตามบ้านที่เขาใส่บาตรพระ ได้อาหารคาวหวานก็เอารวมใส่ในชามเดียวทั้งหมด รับประทานเวลาเดียวเท่านั้น ตลอดทั้งวัน ต่อมา “คุณแม่” ได้รู้หลักธุดงค์ ๑๓ จึงได้ทราบว่าตนเองได้ประพฤติตรงตามหลักของธุดงค์ ๑๓ เป็นบางข้อแล้ว คือนอกจากอาหารบิณฑบาตที่ได้มาเท่าไรแล้วใครจะนําอาหารมาให้อีกก็ไม่รับประทานถือความมักน้อยสันโดษจนประชาชนแถบนั้นรู้สึกศรัทธาและเลื่อมใสในการปฏิบัติของท่านเช่นนั้นท่านเองเกิดปีติและมาระลึกว่า บิดาก็ได้บวชเป็นพระภิกษุแล้ว นับว่าได้แสดง ความกตัญญูกตเวทีเป็นอย่างดี ส่วนมารดาชิยังไม่มีโอกาสได้ตอบแทนพระคุณเลย ถ้าจะตอบแทนพระคุณมารดา ก็จําเป็นจะต้องจัดหาเงินไว้ให้เพียงพอที่จะสงเคราะห์ท่าน จึงตัดสินใจลาเพศชีออกมาประกอบอาชีพเพื่อหาเงินส่งไปให้ท่านบ้าง ในขณะนั้น “คุณแม่” มีอายุได้ ๒๙ ปี รู้สึกว่าการหาเงินนั้นเป็นการหายากยิ่ง จะทําการค้าขายสิ่งใดก็ไม่สะดวก เพราะตนเองเป็นหญิงสาว ในที่สุดได้ไปพักอยู่กับคุณเงินซึ่งเป็นคุณอาของท่านเจ้าพระยาธรรมศักดิ์ บังเอิญคุณเงินได้ป่วยลงมีนายแพทย์ที่โรงพยาบาลศิริราชมาทําการรักษาและมีนางพยาบาลมาทําการพยาบาลด้วยทําให้เกิดสนใจอยากจะเป็นนางพยาบาลกับเขาบ้าง เพราะเห็นว่าเป็นหนทางหนึ่งที่จะช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์จึงสอบถามระเบียบการเพื่อจะเข้าเรียนเป็นนางพยาบาลด้วย ปรากฏว่ายังมีไม่มีวิทยฐานะ พอที่จะเข้าเรียนได้ เพราะผู้ที่จะเข้าเรียนวิชาพยาบาลต้องมีความรู้ไม่ต่ำกว่ามัธยมปีที่ ๔ หรือเทียบเท่า แต่ด้วยเจตนาอันแรงกล้าที่จะเข้าเรียนวิชาพยาบาลให้สําเร็จจึงเริ่มเรียนหนังสือกับคุณครูพร้อม เรียนอยู่ประมาณ ๓ เดือนก็เข้าสอบเทียบความรู้ และเข้าศึกษาวิชาพยาบาลที่โรงพยาบาลศิริราชได้สมความตั้งใจ ศึกษาวิชาพยาบาลอยู่ ๓ ปีจึงสอบได้รับประกาศนียบัตรพยาบาลและผดุงครรภ์ ซึ่งนับว่าเป็นความสามารถอันหนึ่ง หลังจากนั้นได้เข้ารับราชการในกองอนามัย โดยมีหม่อมเจ้าวัลภากรณ์เป็นหัวหน้า และได้ส่งเงินไปให้มารดาบ้าง ขณะนั้นได้มีโอกาสไปทําการพยาบาลคนไข้ตามบ้านที่ยากจน เกิดมีความสังเวชสลดใจในสภาพของคนเหล่านั้น ทําให้เกิดการคํานึงขึ้นว่า “คนเหล่านั้นมีชีวิตอยู่เพื่ออะไรหนอ?” ได้ทํางานในหน้าที่และคลุกคลีอยู่กับประชาชนผู้ยากจนเช่นนั้นประมาณ ๒ ปีเศษ จนอายุย่างเข้า ๓๕ ปี เนื่องจากสภาพของชีวิตที่ได้พบเห็นนั้นทําให้จิตใจที่เคยฝึกฝนในทางธรรมมาแล้ว บังเกิดความเบื่อหน่ายในเพศฆราวาสขึ้นอีก ประกอบทั้งเงินทองก็ได้สะสมไว้มากพอสมควร จึงตัดสินใจเข้าไปทูลหม่อมเจ้า วัลภากรณ์ ผู้เป็นหัวหน้าขอลาออกจากตําแหน่งหน้าที่ด้วยพระกรุณาของพระองค์ท่าน จึงทรงรับสั่งถามว่า “ทําไมเธอจึงคิดจะลาออกเสียล่ะ? หรือว่าทํางานที่นี้ไม่สบาย จะต้องการย้ายไปอยู่ที่ไหนก็บอกจะได้จัดการให้ตามความประสงค์ หรือจะลาพักผ่อนเพื่อไปตากอากาศให้สบายใจเสียก่อนจึงกลับมาทํางานใหม่ก็ได้” แต่ “คุณแม่” ทูลตอบว่า “จะลาออกไปบวชเป็นอุบาสิกาที่วัด” ที่สุดการขออนุญาตลาออกจากงานก็สมประสงค์ จึงจัดการจําหน่ายเครื่องมือเครื่องใช้ในการทําคลอดจนหมดสิ้น เพื่อตัดกังวลเกรงว่าจะมีผู้มารบกวนให้ไปทําคลอดอีก แม้กระนั้นก็ยังมีผู้ตามมาฝากครรภ์อีกจนได้ ทั้งนี้เพราะในขณะที่ปฏิบัติงานตามหน้าที่ราชการได้ทําชื่อเสียงและเป็นที่รักของคนทั่วไป คนเหล่านั้นจึงตามมาอีก ได้พยายามชี้แจงให้เป็นที่เข้าใจ เป็นอันว่าชีวิตฆราวาสได้สิ้นสุดลงโดยการตัดสินใจบวชชีอีกวาระหนึ่ง ณ วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ธนบุรี เพื่อจะได้ปฏิบัติธรรมและดูแลหลวงพ่อผู้บังเกิดเกล้าของท่านซึ่งได้ย้ายมาจากวัดพระเชตุพนฯ “คุณแม่” ปฏิบัติธรรมอยู่ต่อมาอีกประมาณ ๓ ปี จึงมีโอกาสรับมารดามาปฏิบัติ ขณะที่มารดามาที่วัดปากน้ำ วันนั้นเป็นวันธรรมสวนะ เมื่อมารดามาถึงวัด ได้มานั่งคอยดูท่านอยู่ที่ศาลาน้ำเพื่อพบบุตรสาวของตน ครั้น “คุณแม่” เดินออกจากพระอุโบสถผ่านมาทางมารดา ซึ่งคอยอยู่ พอมารดาของท่านเห็นเข้าก็จําได้จึงเดินเข้าไปฉุดข้อมือแล้วร้องไห้ด้วยความดีใจ เพราะได้จากกันมานานแล้ว เป็นอันว่ามารดาและบุตรได้พบกัน ต่อมาท่านได้แนะนําให้มารดาบริจาคทาน รักษาศีล เจริญภาวนาอยู่ ณ วัดปากน้ำ เป็นเวลาประมาณ ๒ ปีเศษ มารดาได้ป่วยเป็นโรคผื่นคัน ได้หาหมอหลายชาติหลายภาษามาทําการรักษาจนสุดความสามารถก็ไม่หาย ในที่สุดแพทย์จีนผู้หนึ่งให้คําแนะนําว่าควรให้กลับบ้านเดิมโรคถึงจะหายเพราะดินฟ้าอากาศกรุงเทพฯ ไม่ถูกกับโรคเหตุนี้จึงจําเป็นต้องส่งมารดากลับบ้านเดิมด้วยความจําใจ และได้ขอร้องมารดาว่าอย่าไปทํางานอื่นเลยขอให้ตั้งหน้าเจริญภาวนาอย่างเดียวท่านจะส่งเงินไปให้ทุกๆ เดือน ท่านได้ส่ง เงินอยู่ประมาณ ๓ ปี ก็ได้ทราบข่าวเป็นที่น่าเสียใจยิ่งว่า มารดาได้ถึงแก่กรรมเสียแล้ว ท่านจึงได้ขอร้องอาจารย์ที่นั่งทางในตรวจดูว่า มารดาของท่านตายแล้วไปอยู่ที่ไหน ก็ได้ทราบว่าอยู่สวรรค์ชั้นที่ ๑ เพราะอานิสงส์ที่ทําภาวนานั้น “คุณแม่” จึงดีใจว่าท่านได้แสดงความกตัญญูกตเวทีแก่มารดาแล้ว ต่อจากนั้นท่านจึงอธิษฐานจิต ขอถวายชีวิตต่อพระรัตนตรัย และรับใช้พระศาสนาจนตลอดชีวิตถึงกระนั้นก็ตามท่านก็ยังคิดถึงอุปการคุณของบิดามารดาอยู่เสมอ จึงได้ทําบุญอุทิศส่วนกุศลส่งไปให้อยู่เป็นนิจ ต่อมาได้ขอร้องอาจารย์นั่งทางในตรวจซ้ำอีก ปรากฏว่ามารดาของท่านได้เลื่อนขึ้นไปอยู่สวรรค์ชั้น ๔ ส่วนตัว “คุณแม่” เองได้ปฏิบัติธรรมอยู่ในวัดปากน้ำตั้งแต่ปี ๒๔๖๗ นับเป็นเวลาได้ ๓๐ ปีเศษแล้ว ได้รับหน้าที่เป็นผู้จัดการโรงครัวประกอบอาหารเลี้ยงพระภิกษุสามเณร วิ่งเต้นหาเงินทองข้าวของมาช่วยเจ้าคุณหลวงพ่อ ทําการเลี้ยงพระอยู่ตลอดมาเป็นปรกติ ยอมมอบกายอุทิศชีวิตเพื่อพระศาสนาจริงๆ กิจประจําวันคือ เวลา ๑๕.๐๐ น. ล่วงแล้ว จะพาพวกแม่ครัว ๒-๓ คน ไปจ่ายอาหารสําหรับถวายพระเช้า เวลา ๐๔.๐๐ น. ต้องลุกขึ้นปลุกแม่ครัวประกอบอาหารเลี้ยงพระเช้า ส่วนตัว “คุณแม่” พาลูกสาวในครัวออกไปจ่ายอาหารที่ตลาดเตรียมทําอาหารเลี้ยงพระภิกษุสามเณรตลอดถึงอุบาสิกาในเวลาเพลต่อไปเป็นประจําทุกวัน ในวันใดมีผู้มีศรัทธามารับทําการเลี้ยงภัตตาหารพระภิกษุสามเณรวันนั้น “คุณแม่” จะต้องจัดอาหารเป็นพิเศษตามความประสงค์ของผู้เป็นเจ้าภาพ โดยเจ้าภาพไม่ต้องทําอะไรเลย เพียงนําเงินไปมอบให้เท่านั้น ก็จะได้เลี้ยงพระภิกษุสามเณร ๕๐๐ รูป อุบาสิกาและศิษย์วัดอีกประมาณ ๓๐๐ คน รวมประมาณ ๘๐๐ คนด้วยกัน “คุณแม่” ได้ปฏิบัติมาเช่นนี้เป็นประจําถึง ๓๐ ปีเศษแล้วนับตั้งแต่ได้รับหน้าที่เป็นผู้จัดการโรงครัว เริ่มต้นแต่ใช้ข้าวสารประมาณวันละ ๔ ถัง ค่าอาหารประมาณ ๒๐ บาท จนถึงปี ๒๔๙๗ ต้องใช้ข้าวสารวันละ ๑,๙๒๐ ถัง ค่าอาหารอย่างน้อยที่สุด ๘๐๐ บาท พระภิกษุสามเณรตลอดจนอุบาสิกาในวัด “คุณแม่” มีใจเป็นห่วงใยไม่เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อยใดๆ ทั้งสิ้น ด้วยเหตุนี้ข้าพเจ้าจึงกล่าวไว้ในตอนต้นแล้วว่า “เป็นคนสําคัญของวัดปากน้ำ” ชาววัดปากน้ำจึงขนานนามท่านว่า “คุณแม่” นอกจากหลวงพ่อวัดปากน้ำมอบให้คุณแม่ท้วม เป็นหัวหน้าโรงครัววัดปากน้ำ ยังมอบให้เป็นผู้ปกครองแม่ชีอีกด้วย หลังจากนั้นมาคุณแม่ท้วมก็ได้ปฏิบัติหน้าที่หัวหน้าโรงครัวและหัวหน้าปกครองแม่ชีจนกระทั่งอายุถึง ๗๐ ปี จึงได้หยุดพักในยามชรา คือหยุดพักเมื่อปี พ.ศ.๒๕๐๓ ได้ปฏิบัติหน้าที่แม่ครัวมาเป็นอันดี ท่านเจ้าคุณพระธรรมวิมลโมลี(ปัจจุบันคือพระธรรมวโรดม) วัดเบญจมบพิตรได้เล่าถึงประวัติการสร้างบุญกุศลของคุณแม่ท้วม ดังนี้ “เนื่องจากผู้เทศน์นี้ก็เคยได้พึ่งบุญบารมีได้พึ่งน้ำมือของแม่ท้วม เป็นเวลาถึง ๖ ปี กล่าวคือ ผู้เทศน์นี้ได้มาอยู่ที่วัดปากน้ำนี้เมื่อปี พ.ศ.๒๔๙๑ ในสมัยนั้นวัดปากน้ำนี้ยังเป็นวัดที่ยากจน ความเป็นอยู่ยังแร้นแค้น ความเป็นอยู่ของพระภิกษุสามเณรยังเดือดร้อนในเรื่องอาหารการบริโภคไม่อุดมสมบูรณ์เหมือนในปัจจุบันนี้ กล่าวโดยเฉพาะเท่าที่ปรากฏสําหรับผู้เทศน์นี้รู้สึกว่ามีความรู้สึกเกี่ยวกับคุณแม่ท้วมนี้มองดูแล้วคล้ายจะเป็นข้าศึก มองดูแล้วไม่ได้ แสดงความเป็นมิตรเลย เพราะอะไร เพราะในสมัยนั้นผู้เทศน์นี้ยังเป็นสามเณรอยู่ รู้สึกว่าคุณแม่ท้วมนี่เป็นคนที่กระเหม็ดกระแหม่ คือเป็นคนที่ไม่เห็นใจพระภิกษุสามเณร เลี้ยงอาหารการบริโภคเช้าเพลนั้น รู้สึกว่าอาหารนั้นมีมากพอ แต่ว่ารสมันไม่เข้าขั้น เรียกว่าไม่ถูกปาก กินเพื่ออยู่ ไม่ได้อยู่เพื่อความเอร็ดอร่อยอะไรเลย กิน...อ้าเกือบว่าจะทุกวันนะต้องกินข้าวต้ม หรือว่าฉันข้าวต้มกับผักกาดดอง ผักกาดเขียวดองบ้าง มะละกอดองบ้าง ผักหัวใช้โป๊วบ้าง เป็นประจําอยู่ทุกวันๆ เมื่อวานอย่างไรวันนี้ก็อย่างนั้นรุ่งขึ้นก็อย่าง เดียวกัน มองดูมันเบื่อแต่ก็ต้องฉัน เพราะฉะนั้นความเบื่อเรื่องอาหารนี่เองมองหน้าคุณแม่ท้วมก็พลอยเบื่อหน้าโยมไปด้วย รู้สึกว่าในสมัยนั้น คิดไม่เห็นบุญคุณของคุณแม่ท้วมนี้เลย มองเห็นเป็นศัตรูไป แต่มาถึงสมัยนี้ก็มาคิดได้ว่าที่เราเจริญรุ่งเรืองอยู่ได้ทุกวันนี้ ถ้าไม่ได้อาหารไม่ได้น้ำมือของคุณแม่ท้วมแล้วหาเจริญขึ้นได้อย่างนี้ไม่ และพิจารณาตามความเป็นจริงว่า สถานที่ใดก็ตามถ้ามีความเป็นอยู่แร้นแค้น มีความเป็นอยู่ลําบากคนที่อยู่ด้วยกันก็จะ เห็นอกเห็นใจ เรียกว่าเห็นน้ำใจกันเมื่อยามยาก เพราะฉะนั้นพระภิกษุสามเณรวัดปากน้ำนี้ในสมัยที่เมื่อ ๔๐ ปีมาแล้ว หรือ ๓๐ ปีมาแล้ว ในสมัยนั้นศิษยานุศิษย์ของวัดปากน้ำ ที่ยังมีชีวิตอยู่ที่ไปเจริญรุ่งเรืองอยู่ในภูมิภาคในที่ต่างๆ จะมีความเห็นอกเห็นใจกัน มีความช่วยเหลือเกื้อกูลกันเป็นอันดีเพราะว่าได้กินผักกาดดอง ได้กินหัวใช้โป๊ว ร่วมกันมา ได้เห็นความทุกข์ยากลําบากเดือดร้อนร่วมกันมา มีความเห็นอกเห็นใจกัน ส่วนในสมัยปัจจุบันนี้วัดปากน้ำมีความเจริญรุ่งเรือง มีอาหารการบริโภคอุดมสมบูรณ์ ความเห็นอกเห็นใจกันก็ลดน้อยลงไป เพราะฉะนั้นความรักสํานักของคณะศิษย์ในปัจจุบันนี้เมื่อเทียบกับเมื่อ ๓๐ ปี ๔๐ ปี ที่แล้วมาจะต่างกันมากในสมัยที่หลวงพ่อยังมีเกียรติคุณความดียังไม่เด่น ยังไม่ปรากฏชัด ยังมีความเลื่อมใสน้อยนั้นคณะศิษยานุศิษย์มีความรักมีความช่วยเหลือเกื้อกูลกันไม่เบียดเบียนกันไม่ประทุษร้ายกัน ไม่ปรากฏเหมือนกับสมัยหลวงพ่อล่วงลับดับขันธ์ไปแล้วอันนี้ก็เป็นเครื่องน่าพิจารณาส่วนหนึ่งและการศึกษาถ้าหากสถานที่ใดมีความอุดมสมบูรณ์ในเรื่องอาหารการบริโภคแล้วการศึกษาที่นั้น มักจะไม่เจริญเท่าสํานักที่มีการศึกษาอดๆ อยากๆ ความวิริยะอุตสาหะจะมีมากกว่า กล่าวถึงความรู้สึกของผู้เทศน์นี้จะเล่าตามความเป็นจริงให้ฟังว่า ณ สถานที่นั่งเทศน์อยู่นี้เดิมนั้นเป็นสถานที่ว่าง เป็นพื้นดินที่ว่างเปล่า เพราะมีกําแพงแก้วล้อม รอบอุโบสถอยู่ ไม่กว้างเท่าไรนักสถานที่ว่างนี้ก็เป็นสถานที่คุณโยมท้วมนั้นให้แม่ชีมาปลูกมะละกอเอาไว้สําหรับเก็บลูกมะละกอไปดองเลี้ยงพระภิกษุสามเณรเนื่องจากสามเณรในยุคนั้นก็ร้ายไม่ใช่เล่น คือเมื่อเบื่อมะละกอแล้วก็ให้เกลียดต้นมะละกอไปด้วย ครั้นเวลาใกล้จะทอดกฐิน หลวงพ่อก็ใช้ให้สามเณรมาดายหญ้ารอบโบสถ์นี้ ก็มีผู้เทศน์นี้ร่วมอยู่ด้วยผู้หนึ่ง เมื่อดายหญ้าก็แกล้งฟันต้นมะละกอให้ล้มระเนระนาดไปหมด นึกว่าหลวงพ่อคงจะดุ ก็ไม่ได้ดุอะไร แต่มันร้ายยิ่งกว่านั้นคือ เมื่อต้นมะละกอล้มลงแล้ว คุณโยมท้วมเอาต้นมะละกอไปดองให้กินอีก รู้รสเลยว่ากรรมมันตามทันกินลูกมันก็ดีอยู่แล้วต้องมากินต้นอีก อันนี้เป็นกรรมอย่างหนึ่งขอสารภาพในที่นี้ว่า ในสมัยนั้นยังเป็นเด็ก ยังไม่รู้คุณค่าของเรื่องอาหารการบริโภค และที่สังเกตวันใดถ้ามีคนมาเลี้ยง เอาแตงโมมาเลี้ยงละก็ในวันรุ่งขึ้นจะต้องกินแกงเปลือกแตงโมเป็นประจํา เพราะฉะนั้นถ้านัดกันว่าวันใดถ้ามีโยมมาเลี้ยง มีแตงโมมาเลี้ยงละก็เมื่อกินเนื้อหมดแล้วพยายามหักเปลือกแตงโมทิ้งกระโถนให้หมด แม่ท้วมจะได้ไม่เอาไปแกงเรียงเลี้ยง ในวันรุ่งขึ้นก็เป็นการแกล้งคุณโยมไปในตัวอย่างนี้เสมอมา อันนี้ก็เป็นเวรเป็นกรรม แต่มาคิดดูเมื่อล่วงกาลผ่านวัยไปเป็นเวลาถึงจากปี ๒๔๙๑ ถึงปัจจุบันปี ๒๕๓๐ ก็เป็นเวลาถึง ๔๐ ปี ให้เห็นคุณค่าของแม่ครัวท้วมนี้เป็นอันดีว่า ถ้าคุณแม่ท้วมนี้เป็นคนสุรุ่ยสุร่าย หรือเป็นคนทํางานเพื่อหวังจะเอาความดีความชอบต่อพระภิกษุสามเณร ไม่คํานึงถึงเศรษฐกิจความเป็นอยู่แล้ว วัดปากน้ำก็คงจะไม่เจริญรุ่งเรือง เหมือนในปัจจุบันนี้ การที่หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านสร้างบารมีได้ไม่มีอะไรขาดตกบกพร่อง หรือสร้างบารมีได้เป็นอันดี ก็เพราะหลวงพ่อท่านมีคู่สร้างบารมี คือคุณโยมประยูร สุนทรา ซึ่งได้ทําหน้าที่เป็นไวยาวัจกร คือ เป็นขุนคลัง กล่าวได้ว่าเป็นขุนคลังแก้ว เพราะคุณโยมประยูรนั้นเป็นอนาคาริกไม่ได้แต่งงาน เมื่อไม่ได้แต่งงาน ก็ไม่มีสิ่งที่จะต้องรับผิดชอบเลย ไม่ต้องคํานึงถึงคนอื่นที่จะต้องเลี้ยงดูเพราะฉะนั้นจึงปฏิบัติหลวงพ่อด้วยความชื่อสัตย์สุจริต รักษาเงินทุกบาททุกสตางค์ไว้ไม่ได้กระจายไปไหน ก็นับว่าท่านได้ขุนคลังแก้วในฝ่ายการคลังเป็นอันดี และได้อาศัยคุณแม่ท้วม ซึ่งเป็นเจ้ากรมพลาธิการ เป็นคู่สร้างบารมีอีก เป็นคนรู้จักจับจ่ายใช้สอยเท่าที่ได้ทราบมาจริงเท็จอย่างไรไม่ทราบ คุณแม่ท้วมนี้จะไปซื้อผักกาดเขียวในเวลาเย็นๆ ไปซื้อที่ไหน ไปซื้อที่ปากคลองตลาด ทําไมไปซื้อเวลาเย็นๆเพราะเวลาเย็นๆ นั้นเป็นของที่เหลือเศษอยู่ราคามัน ไม่แพง ไปเหมาเอามา คนที่นั่นเขาถามกันว่าคุณป้าจะซื้อเอาไปทําไม แกก็ตอบว่าจะซื้อเอาไปเลี้ยงหมู ได้ทราบข่าวอย่างนี้ ยิ่งเกลียดคุณโยมแม่ท้วมนี้มากยิ่งขึ้น เห็นพระเณรเป็นหมูไป และผักกาดที่ซื้อมานั้น ก่อนที่จะดองคุณแม่ท้วมนี้ก็เอามาตากที่ถนนทางเดินเป็นถนนอิฐ ก่ออิฐถือปูนหน้าพระอุโบสถนี้เดินทางไปศาลาการเปรียญ แกเอามาตากโดยที่ไม่ได้มีเสื่อมีอะไร ตากกับพื้น ซีเมนต์ นั้นเรามองดูแล้วก็ปลงธรรมสังเวชสลดจิต อื๊อนี่จะทําให้สะอาดสอ้านซักหน่อยก็ไม่ได้ แต่ความจริงน่ะเวลาตาก เราก็ไม่รู้ถึงไอ้วิธีกรรมต่างๆ ก่อนที่จะมาเลี้ยงพระนั้น เขาจะต้องทําให้มันเหี่ยวลงไปเสียก่อน แล้วก็ไปเคล้ากับเกลือหมักไว้จนได้ที่แล้วก่อนที่จะมาเลี้ยงพระเณรนั้น เขาล้างสะอาดก่อน ไม่ใช่กินทั้งที่มีปนด้วยขอโทษขี้ตีนหรือปนด้วยขี้หมูขี้หมา ตามที่ปรากฏแต่ว่าคนเรานี้ถ้าหากว่ามันตั้งจิตมันมีปฏิฆะ คือความขัดใจ มีโทสะมูลจิตเข้า กํากับจิตใจแล้ว ให้เห็นผิดเป็นชอบ เห็นเป็นแง่ร้ายไปหมด เพราะฉะนั้นเมื่อพิจารณาถึงปฏิปทาของคุณโยมที่ปฏิบัติมา ในยุคนั้นสมัยนั้น จําเป็นมากถ้าจะจับจ่ายใช้สอยกินหมูเห็ดเป็ดไก่เหมือนในปัจจุบันนี้วัดปากน้ำก็คงจะล่มจมไปนานแล้ว เพราะสมัยนั้นคนเลื่อมใสยังมีน้อยซึ่งต่างกว่าในสมัยนี้ เพราะฉะนั้นจึงกล่าวได้ว่าหลวงพ่อได้แม่ครัวคู่สร้างบารมีที่เหมาะสม จึงได้สร้างบารมี เลี้ยงพระภิกษุสามเณร ซึ่งในสมัยปี พ.ศ.๒๔๙๑ เท่าที่ผู้เทศน์มาอยู่นั้น สมัยนั้นพระยังไม่เกิน ๑๕๐ รูป ประมาณ ๑๐๐ กว่ารูป ก็นับว่าอดๆ อยากๆ นานๆ จะมีคนมารับเลี้ยงสักรายหนึ่ง มีปลาทูให้ฉันชักทีหนึ่ง รู้สึกว่ามันปลื้มใจ ซึ่งในสมัยปัจจุบันนี้มีคนมาเลี้ยงเดือนหนึ่งหาเวลาว่างเกือบไม่ได้ซึ่งต่างกันมากเพราะฉะนั้นเมื่อพิจารณาตามปฏิปทา สัมมาปฏิบัติ ของคุณแม่ท้วมนี้แล้ว ก็จะเห็นว่าท่านเป็นผู้ที่เป็นแม่บ้านหรือว่าเป็นเจ้ากรมพลาธิการ ที่ยอดเยี่ยม กล่าวได้ว่าหาคนเสมอเหมือนได้ยาก ที่เป็นดังนั้นเพราะอะไร ก็เพราะคุณแม่นั้นเป็นอนาคาริก ประพฤติตนไม่มีครอบครัว เมื่อไม่มีครอบครัวแล้วก็ไม่มีความจําเป็นที่จะต้องนําเงินไปใช้จ่าสงเคราะห์คนอื่น ก็ตั้งหน้าตั้งตาสร้างคุณงามความดีเลี้ยงพระภิกษุสามเณร อันนี้ก็เป็นเครื่องสังเกตอย่างหนึ่งว่าคนที่จะทํางานส่วนรวมไม่เห็นแก่ประโยชน์สุขส่วนตัวนั้นมักจะเป็นอนาคาริกจะกล่าวให้เห็นได้ง่ายๆ อย่างพระสงฆ์ที่ทํางานเป็นประโยชน์แก่ส่วนรวม แก่ประเทศ แก่พระพุทธศาสนา ได้เป็นอันดีนั้นก็เพราะท่านไม่มีครอบครัว ไม่มี ลูกที่จะต้องเลี้ยง ไม่มีภรรยาที่จะต้องเลี้ยง ทําหน้าที่เลี้ยงเฉพาะตัว นอกจากนั้นก็ทําหน้าที่เพื่อส่วนรวม และให้ท่านทั้งหลายได้สังเกตว่าคนที่ทํางานส่วนรวมอยู่ทุกวันนี้ ล้วนแต่เป็นคนที่ไม่คํานึงหรือว่าไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องของครอบครัว จึงทํางานส่วนรวมได้ เพราะฉะนั้นคุณแม่ท้วมนี้ตลอดชีวิตของท่านประพฤติตนเป็นอนาคาริก มีความชื่อสัตย์สุจริต นับได้ว่าเป็นแม่ของวัดปากน้ำ ซึ่งในฝ่ายพระภิกษุสามเณรก็เรียกหลวงพ่อว่าหลวงพ่อ ในฝ่ายคุณโยมแม่ท้วมนี้ ก็ควรเรียกว่าหลวงแม่ เป็นแม่ผู้ใหญ่เป็นแม่ยิ่งใหญ่ ในทางคุณงามความดี เป็นแม่ในทางธรรมที่ได้เลี้ยงวัดปากน้ำมาเพราะฉะนั้นเมื่อกล่าวถึงปฏิปทาสัมมาปฏิบัติของคุณแม่ท้วมแล้วจะเห็นได้ว่าท่านเกิดมาเพื่อสร้างบุญสร้างบารมีโดยแท้ที่เป็นดั่งนี้ ก็สันนิษฐานได้ตามปฏิปทาสัมมาปฏิบัติของท่านว่าท่านต้องเข้าถึง คือคุณแม่ท้วมนี้ต้องเข้าถึงสัจธรรมความเป็นจริงของโลกนี้ ได้ทราบซึ้งถึงสัจธรรมความเป็นจริงของโลกนี้ตามคําสอนในพระพุทธศาสนาที่ท่านมาเลื่อมใสหลวงพ่อวัดปากน้ำอยู่ ก็เพราะท่านได้ทราบถึงสัจธรรมความเป็นจริง จึงได้เสียสละฆราวาสวิสัยเข้ามาบําเพ็ญคุณงามความดีในทางพระพุทธศาสนา ทั้งนี้ก็กล่าวได้ว่า การที่คุณแม่ท้วมท่านประพฤติดี ปฏิบัติชอบ ช่วยหลวงพ่อสร้างบารมีมาเป็นปึกแผ่นดังนี้ก็เพราะท่านได้ทราบถึงสัจธรรมความเป็นจริงของโลกนี้ตามคําสอนในทางพระพุทธศาสนา ก็คือโลกแห่งมนุษย์เรานี้ ไม่ใช่สถานที่ที่อยู่เพื่อเสวยความสุข ไม่ใช่สถานที่อยู่เพื่อเสวยความทุกข์ แต่เป็นสถานที่อยู่ชั่วคราว เพื่อสร้างคุณงามความดี นอกจากนี้ พระเทพกิตติปัญญาคุณ (กิตฺติวุฒฺโฑ ภิกฺขุ) ได้กล่าวรําลึกถึงคุณแม่ท้วมไว้ว่า คุณแม่ท้วมนั้นเป็นคนเก่าแก่ของวัดปากน้ำ กล่าวได้ว่าชีวิตของคุณแม่ท้วมกับวัดปากน้ำนั้นมีความใกล้ชิดสนิทสนมกันมากเหมือนเป็นชีวิตเดียวกัน เพราะวัดปากน้ำภาษีเจริญ ในสมัยก่อนที่หลวงพ่อวัดปากน้ำจะได้มาอยู่จําพรรษาดํารงตําแหน่งเจ้าอาวาส วัดปากน้ำไม่เป็นที่รู้จักแก่ประชาชนอย่างกว้างขวางต่อเมื่อหลวงพ่อวัดปากน้ำได้มาดํารงตําแหน่งเป็นเจ้าอาวาส วัดปากน้ำก็มีชื่อเสียงปรากฏแก่สาธุชนโดยทั่วไปมีความเจริญรุ่งเรืองมาตามลําดับ คุณแม่ท้วม หุตานุกรม เป็นลูกศิษย์หลวงพ่อวัดปากน้ำ และเป็นผู้ที่รับใช้หลวงพ่อมาตั้งแต่ต้น ตั้งแต่อยู่อําเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี เมื่อหลวงพ่อย้ายมาอยู่ที่วัดพระเชตุพน คุณแม่ท้วมก็ได้ติดตามมา เมื่อหลวงพ่อย้ายมาอยู่วัดปากน้ำ หลวงพ่อก็ชวนคุณแม่ท้วมมาอยู่วัดปากน้ำ เพื่อช่วยเหลืองานทางวัดซึ่งคุณแม่ท้วมก็ได้สนองงานนี้ด้วยดีมาโดยตลอด โดยเฉพาะได้สนองเจตนาของหลวงพ่อที่ได้ตั้งไว้เดิมว่าเมื่อท่านมาดํารงตําแหน่งที่วัดปากน้ำนี้ท่านจะได้ถวายภัตตาหารแด่พระสงฆ์สามเณรที่อยู่ในความดูแลภายใต้การปกครองของท่าน ไม่ให้ลําบากเรื่องปัจจัย ๔ สมัยนั้นการบิณฑบาตนั้นลําบากมาก เพราะว่าบริเวณรอบๆ วัดปากน้ำนี้ก็มีวัดอยู่มากมายติดๆ กันหลายวัด เมื่อหลวงพ่อมาอยู่วัดปากน้ำ พระสงฆ์สามเณรก็เพิ่มมากขึ้น หลวงพ่อเห็นว่าถ้าให้พระสงฆ์สามเณรออกบิณฑบาตก็จะเป็นการทําให้พระสงฆ์สามเณรวัดอื่นเดือดร้อนไปด้วย ท่านก็มีเมตตาสงเคราะห์ตั้งโรงครัวขึ้น การปรุงอาหารถวายพระสงฆ์สามเณร การตั้งอาหารถวายพระสงฆ์ สามเณรนั้นเป็นเรื่องใหญ่มาก เพราะจะต้องปฏิบัติกันทุกๆ วันติดต่อกันไปแต่หลวงพ่อได้อาศัยคุณแม่ท้วม หุตานุกรม ซึ่งเป็นอุบาสิกาเป็นแม่ครัวใหญ่ในสมัยนั้นรับภาระส่วนนี้มาโดยตลอด ด้วยการปรุงภัตตาหารถวายพระสงฆ์สามเณรรวมทั้งเด็กวัดและ อุบาสกอุบาสิกาในวัดปากน้ำคุณแม่ท้วมก็ได้สนองงานนี้ด้วย ความขยันแข็งแรง และรับผิดชอบโรงครัวโดยตรง ซึ่งสมัยโน้นกล่าวได้ว่า ความเป็นอยู่ของพระสงฆ์สามเณรนั้นก็พอเป็นไปได้ตามอัตภาพ จะเรียกว่าฝืดเคืองก็ยังไม่ได้นัก เพราะว่าข้าวปลา อาหารที่ปรุงถวายแด่พระสงฆ์สามเณรนั้นมีอยู่ประจําทุกๆ วัน เป็นแต่เพียงว่าอาหารในสมัยโน้นกับในสมัยนี้มีความประณีตต่างกัน เพราะในสมัยโน้นคนยังรู้จักวัดปากน้ำน้อย และการจองเป็นเจ้าภาพก็ยังน้อยอยู่ เพราะว่าคนส่วนใหญ่ยังไม่รู้จัก ฉะนั้นอาทิตย์หนึ่งอาจจะมีเจ้าภาพเพียงวันเดียวสองวันไม่ครบทั้งอาทิตย์ หรือเดือนหนึ่งก็อาจจะมีเจ้าภาพไม่ครบเดือน แต่ถึงอย่างนั้นคุณแม่ท้วมได้พยายามขวนขวายและประหยัด พยายามจัดภัตตาหาร ถวายพระสงฆ์สามเณรด้วยดีมาโดยตลอด แม้ในสมัยที่อาตมามาอุปสมบทที่นี่เมื่อปี ๒๕๐๐ เมื่อกึ่งพุทธกาล วัดปากน้ำนั้นก็มีความเจริญรุ่งเรืองมากขึ้นพอสมควรแล้ว ชื่อเสียงของวัดปากน้ำก็แพร่หลายไปถึงต่างประเทศ ปีนั้นพระสงฆ์สามเณรมากที่สุด กว่าทุกๆ ปีที่ผ่านมา มีถึง ๖๐๐ กว่ารูป ภัตตาหารที่ถวายพระภิกษุสงฆ์สามเณร ทั้งมื้อเช้ามือเพลก็ไม่ใช่ว่าจะมี เจ้าภาพครบทุกๆ วัน แต่อาหารที่คุณแม่ท้วมได้ปรุงถวายแต่พระสงฆ์สามเณรนั้นก็พอยัง อัตภาพให้เป็นไปได้ อย่างที่เมื่อคืนนี้ท่านเจ้าคุณธรรมวิมลโมลีได้เทศน์ให้ฟังก็อันนั้นเป็นชีวิตจริงของวัดปากน้ำ ของพระสงฆ์สามเณรในสมัยที่คุณแม่ท้วมรับผิดชอบโรงครัวอยู่ สมัยอาตมาอยู่ก็ยังมีเรื่องราวต่างๆ เหล่านี้ปรากฏอยู่เสมอ วันไหน มื้อเช้าลงฉัน ถ้าไม่มีเจ้าภาพเราจะต้องเจอกับผักดอง เราจะต้องเจอกับเต้าหู้ยี้ถ้าวันไหนเจอเต้าหู้ยี้ พระเณรท่านก็นินทาว่า วันนี้จีนแดงบุกแล้ว ก็หมายถึงว่าวันนั้นไม่มีเจ้าภาพ ถ้าวันไหนมีเจ้าภาพเราก็เจอปลาจวดทอด ปลาจวดเค็มๆ ทอด ซึ่งก็รู้สัญญาณจะบอกตั้งแต่มื้อเช้าว่า วันนี้มีเจ้าภาพหรือไม่มีถ้ามีปลาจวดอยู่ในจาน ก็แสดงว่าวันนี้มื้อเพลมีเจ้าภาพคุณแม่ท้วม หุตานุกรมเป็นแม่บ้านที่ประเสริฐ ที่ว่าเป็นแม่บ้านที่ประเสริฐนั้น ก็หมายความว่าคุณแม่ ท้วมนี้สามารถที่จะเลี้ยงชีวิตของคนที่อยู่ในครอบครัว ถ้าอุปมาว่า วัดปากน้ำนี้เป็นครอบครัวก็เป็นครอบครัวที่ใหญ่มาก มีสมาชิกอยู่ในครอบครัวนี่เกือบพันชีวิต หรืออาจจะถึงพันชีวิต พันกว่าชีวิตทุกๆ วัน คุณแม่ท้วมก็ทําด้วยความขยันขันแข็งสามารถปรุงอาหารถวายพระถวายเณรได้ด้วยดีตลอดมาแต่นั่นแหละชีวิตของพระของ เณร หรือชีวิตของคนทั่วๆ ไปที่เนื่องด้วยคนอื่น บางครั้งเราก็ไม่ได้คิดหรอกว่า การที่จะได้อาหารมาอยู่ในจานในหม้อนี่แสนจะยากลําบาก บางทีเกิดปฏิฆะในใจของผู้บริโภค ถ้าหากว่าอาหารนั้นไม่ถูกปากเพราะแม่ครัวนั้นจะปรุงอาหารให้ถูกปากแก่คนทุกๆ คนนั้น ถูกรสนิยมแก่คนทุกๆ คนนั้นเห็นท่าจะเป็นไปไม่ได้ บางคนก็ชอบจืด บางคนชอบเค็ม บางคนชอบเปรี้ยว บางคนชอบหวาน จะให้ถูกปากทุกๆ คนไม่ได้ เพราะฉะนั้นคุณแม่ท้วมนี่จึงเป็นคนที่ถูกบ่นมากที่สุด ถูกนินทามากที่สุด และพวกที่นินทาคุณแม่ท้วมก็คือพระเณร บางทีก็แม่ชีนั้นแหละนินทาๆ ลับหลังทั้งนั้นน่ะ ก็หาว่าคุณแม่ท้วมอย่างนั้นบ้าง อย่างนี้บ้าง จ่ายอาหารไม่ครบบ้าง ปรุงอาหารไม่ประณีตบ้าง สารพันที่จะว่ากัน แต่ว่าในทางธรรมวินัยนั้นท่านก็บอกไว้ชัดเจนแล้วว่า พระสงฆ์สามเณรนั้นจะต้องเป็นผู้เลี้ยงง่าย ไม่เป็นผู้เลี้ยงยาก แต่บางองค์ท่านก็เลี้ยงยาก คือเดี๋ยวจะเอาอย่างนั้น เดี๋ยวจะเอาอย่างนี้ แม่ครัวสนองไม่ได้ก็บ่นว่า บางทีก็ว่าให้ได้ยิน แม่ครัวมีแต่ความน้อยใจมีแต่ความเสียใจ หลายแห่งที่ผู้ที่ต้องรับผิดชอบเรื่องโรงครัวต้องรับประทานยาระงับประสาท แม้แต่อุบาสิกาธัญญาณี ซึ่งได้รับผิดชอบต่อจากคุณแม่ท้วม ปัจจุบันนี้บางครั้งก็ต้องพักสมอง ต้องพักเพราะเหตุว่าได้กระทบกับอนิฏฐารมณ์จากปฏิฆะที่เกิดขึ้นในใจของคนเลี้ยงยาก เพราะบางคนนี่เห็นแก่กิน เห็นแก่ปาก เห็นแก่ท้องก็สร้างภาระให้แก่คนที่หาสนองปากท้องไม่มีที่สิ้นสุด นั้นก็ทําให้เกิดความทุกข์เกิดความแค้นใจ ในบางครั้ง คุณแม่ท้วม หุตานุกรม เป็นคนที่มีความอดทนสูง ถึงแม้จะกระทบกับอนิฏฐารมณ์ตลอดเวลาแต่ก็อดกลั้นคือโทสะนั้นเราก็มีเป็นของธรรมดา อย่างเมื่อคืนนี้ที่ท่านเจ้าคุณธรรมวิมลโมลี ท่านเล่าให้ฟังว่าเณรโกรธโยมแม่ท้วมที่หั่นแต่มะละกอให้ฉันทุกวันๆ และบริเวณที่นั่งเทศน์อยู่นี้ก็ปลูกต้นมะละกอเต็มไปหมด พอถึงคราวหลวงพ่อใช้ให้เณรโค่นต้นมะมะกอทิ้งเสียจะได้ไม่ต้องกินมะละกออีกต่อไปคุณแม่ท้วมก็เสียใจโกรธมาก หลวงพ่อท่านก็ไม่ทราบว่าจะทําอย่างไร นอกจากพูดเตือนว่าต่อไปนี้ก็ไม่ต้องฉันมะละกอต่อไปอีกแล้ว แต่ถึงอย่างนั้นคุณแม่ท้วมท่านก็เป็นคนที่มีความอดทนอดกลั้นสูง ไม่ให้เสียหาย เมื่อเณรโค่นต้นมะละกอโยมแม่ท้วมก็เอาต้นมะละกอดองถวายเณรต่อไปอีก ให้ฉันต้นเสียให้เข็ด ฉันเนื้อไม่ชอบก็เลยต้องฉันต้นมะละกอต่อไปก็เป็นการแก้เผ็ดกันได้เหมือนกัน ชีวิตของคุณแม่ท้วมนี่เป็นชีวิตที่ทุกคนควรจะได้ให้ความเห็นใจ แล้วก็ควรจะยกย่องสรรเสริญ เพราะชีวิตของคนที่ต้อง บริการคนจํานวนมาก นี่ต้องกระทบกับอนิฏฐารมณ์ตลอดเวลา ความอดทนอดกลั้น ความมุ่งมั่นในทานบารมีในการบําเพ็ญกุศลในการสร้างบารมีร่วมกับหลวงพ่ออย่างมั่นคงมาโดยตลอด คุณแม่ท้วมไม่เคยทอดทิ้งหน้าที่ ไม่ทอดทิ้งพระสงฆ์สามเณร สละความสุขส่วนตนอุทิศความสุขส่วนตนแล้วก็ทําหน้าที่เป็นแม่ครัวเลี้ยงดูพระเณรมาโดยตลอด จนทําไม่ไหว คุณแม่ท้วมจึงได้พักผ่อนแต่ถึงอย่างนั้นคุณแม่ท้วมก็ยังห่วงใยยังเดินดูโรงครัว ติโน่น ชมนี่ เรื่อยไปไม่เคยหยุดหรอก ถึงแม้ว่าเขาจะไม่ให้ทํา แต่ไอ้ความที่เป็นห่วงแกก็เดินดูโน่นนี่อยู่เรื่อยไป นี่คือความรู้สึกของคุณแม่ท้วม ที่รับผิดชอบต่องานต่อหน้าที่ต่อวัดปากน้ำ เพราะฉะนั้นเมื่อคุณแม่ท้วมได้ถึงแก่กรรมลง พระสงฆ์สามเณรวัดปากน้ำที่อยู่ในรุ่นเก่าๆ ก็ย่อมจะต้องระลึกนึกถึงอุปการะคุณส่วนนี้ โดย เฉพาะพระเดชพระคุณท่านเจ้าอาวาส กล่าวได้ว่าคุณแม่ท้วมนี้เลี้ยงมาตั้งแต่เล็กแต่น้อย ตั้งแต่เป็นเณรแล้วก็เลี้ยงดูอย่างดี เหมือนแม่ที่ดีเลี้ยงลูก ห่วงลูกทุกอย่าง เมื่อหลวงพ่อส่งไปเรียนหนังสือที่วัดเบญูจมบพิตร หลวงพ่อก็เป็นห่วงว่าลูกเณรจะอดก็ให้คุณแม่ท้วมปรุงอาหารไปถวายเป็นประจําส่งปิ่นโตอยู่เสมอ แล้วคุณแม่ท้วมนี่เป็นคนที่รอบคอบ ละเอียด รู้ว่าเณรกําลังหนุ่มรูป งามจะใช้ให้แม่ชีไปส่งปิ่นโตก็เลือกแม่ชีแก่ๆ นอกจากแก่แล้วก็เอาหูตึงๆ ด้วยอย่างชีสะอาดอย่างนี้ไปส่งปิ่นโตเจ้าอาวาส เพราะกลัวว่าเดี๋ยวจะไปรบกวนจิตใจให้สามเณรฟุ้งซ่านก็เอาแม่ชีแก่ๆ ไป แล้วก็หูตึง แสดงให้เห็นว่าคุณแม่ท้วมนี่เป็นผู้ใหญ่เป็นแม่บ้านที่หลวงพ่อไว้วางใจได้ และก็ได้อุปการะพระเณรอย่างนี้มาหลายรูป ที่ได้อยู่ในวัดปากน้ำเก่าๆ นี่จะนึกถึงคุณแม่ท้วมทันทีว่าคุณแม่ท้วมนั้นเป็นคนเก่าแก่ แล้วก็เป็นผู้มีอุปการะคุณมาก อาตมาเองนั้นก็ได้รับอุปการะอยู่ถึง ๓ พรรษา จนกระทั่งย้ายไปจําพรรษาที่วัดมหาธาตุหลังจากที่หลวงพ่อมรณภาพแล้ว ความขี้เกียจนั่งรถข้ามไปข้ามมาก็เลยข้ามไปจําพรรษาวัดมหาธาตุ เพราะงานอยู่ฝั่งโน้นเป็นส่วนใหญ่ แต่ถึงอย่างนั้นก็เวียนไปเวียนมา ก็ยังเห็นคุณแม่ท้วมกุลีกุจอช่วยเหลือขวนขวายอยู่ตลอดเวลาไม่ได้ว่างเว้น จนหลังสุดนี่ถือไม้เท้าเดินท่อมๆ อยู่ทั่ววัดนี่ แสดงให้เห็นว่าชีวิต ของคุณแม่ท้วมกับวัดปากน้ำนั้นผูกพันกันมาก วัดปากน้ำตั้งแต่พระเดชพระคุณท่านเจ้าอาวาสลงไปจึงมีความรู้สึกว่าคุณแม่ท้วมนี้เป็นญาติผู้ใหญ่ และเมื่อญาติผู้ใหญ่ถึงแก่กรรมลงทุกคนก็มีความรู้สึกเสียดาย อาลัยอาวรณ์ด้วยความกตัญญกตเวที ก็ได้จัดบําเพ็ญกุศลทักษิฌานุประทานนี้ตามลําดับ ในคืนนี้บรรดาญาติทั้งหลายของคุณแม่ท้วมก็ได้มาเป็นเจ้าภาพร่วมกันกับชาววัดปากน้ำ ซึ่งก็ได้ทําหน้าที่สมาชิกในครอบครัวเดียวกัน สนองคุณคุณแม่ท้วม หุตานุกรม ซึ่งได้อุทิศชีวิตเพื่อวัดปากน้ำมาหลายสิบปี จนอายุ ๙๗ ปี จึงจากวัดปากน้ำไปความดีทั้งหลายทั้งปวงของคุณแม่ท้วมก็คงจะประทับใจพระสงฆ์ สามเณรอุบาสกอุบาสิกาวัดปากน้ำ อีกนานแสนนานทีเดียว ปัจจุบัน คุณแม่ท้วม หุตานุกรม ได้ถึงแก่กรรมอย่างสงบ ณ ตึกอนาลัย ๒ วัดปากน้ำเมื่อวันที่ ๒๒ ตุลาคม ๒๕๓๐ เวลา ๑๕.๒๓ น. รวมอายุ ๙๗ ปี คุณแม่ท้วม เป็นผู้มีความเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนาอย่างหนักแน่น ได้มอบกายถวายชีวิตเป็นอุบาสิกา ช่วยงานพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำพระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) ในฐานะหัวหน้าโรงครัว จัดการทางด้านภัตตาหารถวายพระสงฆ์สามเณร และอุบาสกอุบาสิกา มาตั้งแต่พระเดชพระคุณหลวงพ่อยังมีชีวิตอยู่ จวบจนกระทั่งพระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านมรณภาพ ไปแล้ว ก็ยังช่วยทําหน้าที่อยู่จนกระทั่งถึงวัยชรา จึงได้มอบหมายหน้าที่ที่รับผิดชอบทางด้านโรงครัวนี้ให้แก่ แม่ชีธัญญาณี สุดเกษ ปฏิบัติหน้าที่สืบต่อมาจนตราบเท่าทุกวันนี้ อาจารย์แม่ชีปุก มุ้ยประเสริฐ แม่ชีปุก มุ้ยประเสริฐ เป็นศิษย์เอกสําคัญและอาวุโสที่สุดผู้หนึ่งของ พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) ท่านมีจริยาวัตรอันงดงามและเป็นบุคคลตัวอย่างที่ทุกคนทั้งหลายทั้งปวงเคารพนับถือและเทิดทูนในความดีงาม แม่ชีปุก มุ้ยประเสริฐ เกิดเมื่อวันจันทร์ เดือน ๖ ปีจอ พ.ศ.๒๔๒๙ ที่ตําบลบางสะแก ธนบุรี ท่านเป็นบุตรคนที่หนึ่งของนายสมบูรณ์ และนางทองดี มุ้ยประเสริฐครอบครัวของท่านมีฐานะพอมีอันจะกินและประกอบอาชีพทําสวนและท่านได้ช่วยในการงานมาโดยตลอด ท่านเป็นคนจริง ทําอะไรทําจริง ตั้งแต่สมัยเป็นฆราวาส ท่านได้ ปฏิบัติธรรมภาวนากับหลวงพ่อวัดปากน้ำซึ่งท่านมีจิตศรัทธาเคารพเป็นครูของท่าน จนท่านได้เห็นดวงธรรมแล้ว ต่อมาท่านต้องการทําบุญ แต่ยังขาดปัจจัยอยู่ จึงได้เก็บผลไม้จากสวนของน้าท่านไปขายโดยไม่ได้ขออนุญาตแล้วนําเงินนั้นไปทําบุญ ความประมาทอันดูเสมือนเล็กน้อยเพียงเท่านั้น แต่ก็เป็นเหตุให้ดวงธรรมของท่านดับไป ทําให้ท่านเสียใจมาก เย็นนั้นท่านได้อธิษฐาน ใจก่อนนั่งธรรม ถ้าหากไม่ได้เห็นดวงธรรมอีกก็จะ ไม่ขอลุกขึ้นจากที่ ท่านยิ่งนั่งนานไป ก็เกิดความปวดเมื่อยไปทั่วตัว ยุงก็รุมกัด ครั้นใจท่านระลึกถึงยามที่แม่ไก่ซึ่งกกไข่อยู่นั้นจะไม่ไปไหนจนกว่าไข่จะฟักเป็นตัว ท่านก็ปรารภไว้ในใจว่าจะไม่ยอมละจากความเพียรประดุจกัน เวลาก็ล่วงไปจนพ้นกลางดึก ท่านจึงได้เห็นดวงธรรมสุกใสสว่างอีกคํารบหนึ่ง แต่นั้นมาท่านก็ได้รักษาศีลและปฏิบัติธรรมอย่างเคร่งครัดมิได้ประมาทจนต้องสูญเสียดวงธรรมอีกเลย ต่อมาบิดามารดาของท่านถึงแก่กรรม ในปีพ.ศ.๒๔๖๔ เมื่ออายุได้ ๓๕ ปี ท่านก็ได้สละบ้านเรือนทรัพย์สมบัติออกบวชเป็นอุบาสิกาอยู่ที่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ด้วยจิตที่ศรัทธาต่อหลวงพ่อ และประสงค์ ที่จะใช้ชีวิตเพื่อธรรมปฏิบัติตามแนววิชชาธรรมกายอย่างเต็มที่ ด้วยการรักษาศีลปฏิบัติธรรมโดยเคร่งครัดถูกต้องหมดจด อีกทั้ง ปุพเพกตปุญญตาอันเป็นบุญบารมีที่สะสมมาแต่อดีต กับวิริยะความพากเพียรในปัจจุบันของท่าน ท่านได้บรรลุธรรมกายและเป็นผู้ทรงวิชชาสูงผู้หนึ่ง ท่านเป็นบุคคลที่หลวงพ่อไว้วางใจยิ่งผู้หนึ่ง มีความเคารพในธรรมคําสั่งสอนของหลวงพ่อ และมีความขยันขันแข็งในการปฏิบัติธรรมอย่างจริงจังอันเป็นเหตุให้ได้รับมอบหมายให้เข้าปฏิบัติกิจภาวนาสําหรับผู้เจริญวิชชาธรรมกายชั้นสูงในบริเวณที่สงวนไว้สําหรับผู้มีกระแสจิตอันบริสุทธิ์ปฏิบัติภาวนาซึ่งหลวงพ่อท่านเรียกว่าโรงงานนั้นโดยท่านเป็นหัวหน้าควบคุมดูแลบรรดาแม่ชีที่ได้ธรรมกายและปฏิบัติหน้าที่ในโรงงานและเป็นหัวหน้าเวรในการ ปฏิบัติกิจภาวนา อีกทั้งเป็นครูผู้สอนวิชชาธรรมกาย การปฏิบัติธรรมของอาจารย์ท่านนี้เป็นคติสอนใจคนทั้งหลายเป็น อย่างดี เช่นครั้งหนึ่งท่านเกิดป่วยไข้ขึ้นมาในตอนเย็น และเกิดความหิวโหยเป็นอย่างมาก ผู้ใกล้ชิดได้ไปกราบนมัสการถามหลวงพ่อวัดปากน้ำว่า หากแม่ชีปุกจะทานข้าวต้มร้อนๆ นั้นจะได้หรือไม่ หลวงพ่อได้สั่งกลับไปให้ถามแม่ชีปุกว่าถือสัจจะไว้หรือเปล่าเมื่อท่านทราบคําถามนั้นก็ระลึกว่าท่านถือสัจจะอยู่จึงไม่รับประทาน ตายเป็นตายก็จะขอถือสัจจะบัดนั้นความปีติก็แผ่ซ่าน อิ่มเอิบหายหิวโหยทันที จนท่านสามารถปฏิบัติธรรมต่อไปได้ ท่านได้ปฏิบัติกิจภาวนาที่โรงงานนั้นเรื่อยมาตามบัญชาที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อมอบหมายไว้ แม้ภายหลังหลวงพ่อมรณภาพแล้วท่านก็มิได้เว้นกิจนั้น จวบจนมีการก่อสร้างโรงงานขึ้นใหม่ แม่ชีปุกเมื่อถึงระยะนั้นมีอายุ ๘๐ ปีเศษ และชรามากแล้ว จึงได้อยู่ ปฏิบัติธรรมและสั่งสอนอบรมการปฏิบัติภาวนาตามแนววิชชาธรรมกายเฉพาะในบริเวณที่พักของท่าน ท่านเป็นผู้ที่พระเดชพระคุณพระธรรมธีรราชมหามุนี ท่านเจ้าอาวาสองค์ปัจจุบันของวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ยกย่องว่า เป็นรัตตัญญูแห่งวัดปากน้ำด้วยแม่ชีท่านนี้ได้บวชและยินดีอยู่ในพระพุทธศาสนาเท่านั้น อีกทั้งเคร่งครัดเอาใจใส่ต่อการปฏิบัติหน้าที่ยิ่งนักตลอดเวลากว่า ๖๐ ปีที่ท่านบวชอยู่ อาจารย์แม่ชีปุกเป็นผู้มีอารมณ์เยือกเย็น แจ่มใส โอบอ้อมอารี นุ่มนวลเป็นคนไม่โกรธ ไม่ผูกโกรธ ท่านมีน้ำใจงาม และมีความเมตตากรุณาสูงส่งได้ช่วยเหลือเกื้อกูลลูกศิษย์และผู้มาขอความอนุเคราะห์แก่ท่านเป็นจํานวนมาก ใครทําสิ่งใดไม่ถูกต้องท่านก็จะเตือนว่า ระวังเป็นบาปนะท่านจะไม่ตําหนิวิพากษ์วิจารณ์ ไม่ลบหลู่ หรือยกยอปอปั้นผู้ใดด้วย ท่านมุ่งจะปฏิบัติธรรมด้วยจิตตั้งมั่นเพื่อถึงความหมดจดแห่งจิตโดยส่วนเดียว ยินดีแม้เพียงเท่านั้น มีทิฏฐิสมบูรณ์ ถึงพร้อมด้วยปัญญาวางตนสมฐานะแห่งความเป็นผู้ใหญ่และปูชนียบุคคลเป็นผู้ให้คําแนะนําสั่งสอนที่ตรงถูกต้องแท้จริง คุณธรรมความดีที่ท่านปฏิบัติโดยเสมอต้นเสมอปลายนี้ ทําให้ผู้ใกล้ชิดและผู้ที่มีโอกาสรู้จักแม่ชีปุก เกิดความรู้สึกทั้งอบอุ่นและเยือกเย็นเป็นอัศจรรย์ ด้วยรู้เห็น ความเป็นแม่พิมพ์และแบบแผน ที่ดีงามสมบูรณ์หมดจด มีความเต็มใจที่จะรับคําแนะนําปฏิบัติตามคําสอนของท่านอย่างเต็มที่ และปรารถนาที่จะอยู่ใกล้ชิดสนิทสนมท่านผู้เป็นที่รักเคารพนับถือของทุกคนโดยมั่นคง พระเดชพระคุณพระภาวนาโกศลเถร (วีระ คณุตฺตโม) ได้กรุณาเล่า ถึงแม่ชีปุกว่า “คุณโยมปุก มุ้ยประเสริฐ ได้ทําวิชชาธรรมกายกับหลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ มาเป็นเวลานานประมาณ ๖๐ กว่าปี ตั้งแต่อายุ ๓๕ และได้ทําวิชชามาโดยตลอด มิได้ละทิ้งจนวาระสุดท้ายของชีวิต ก่อนจะถึงแก่กรรมคุณโยมรู้ตัวตลอดเวลา พอถึงเวลาใกล้อรุณ คุณโยมปุกก็ได้ประนมมือไว้ที่หน้าอก แล้วถึงแก่กรรมด้วยอาการอันสงบ” อาจารย์แม่ชีปุก มุ้ยประเสริฐ ถึงแก่กรรมด้วยโรคชรา เมื่อวันที่ ๒๕ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๒๗ รวมสิริอายุย่าง ๙๙ ปี อยู่ในเพศผู้ทรงศีล ๖๓ ปีและได้ฝากประวัติอันดีงามที่ทุกคนภาคภูมิใจไว้ให้อนุชนรุ่นหลังได้รู้และประพฤติปฏิบัติตามแบบอย่างสมศักดิ์ศรีแห่งผู้ถึงธรรมกายและศิษย์ของหลวงพ่อวัดปากน้ำทุกประการ อาจารย์แม่ชีถนอม อาสไวย์ แม่ชีถนอม อาสไวย์ ท่านผู้เป็นศิษย์เอกคนหนึ่งของหลวงพ่อวัดปากน้ำและเป็นเจ้าของประวัติอันมีความสําคัญนี้ เป็นครูอาจารย์ผู้ยิ่งด้วยคุณวุฒิและวัยวุฒิ และมีพระคุณอันล้นพ้นต่อศิษยานุศิษย์ทั้งหลายอันรวมทั้งผู้เรียบเรียงผู้นี้ด้วย ซึ่งต่อไปจะขอกล่าวอ้างถึงท่านว่า “คุณยายอาจารย์” คุณยายอาจารย์ท่านเป็นบุตรีคนที่ ๘ รองสุดท้องของนายริ้ว และนางทองคํา บรรยงค์ ท่านเกิดที่ตําบลโพสะ อําเภอเมือง จังหวัดอ่างทอง เมื่อวันเสาร์ เดือน ๑๑ ปีชวด ตรงกับปี พ.ศ.๒๔๔๓ ปัจจุบันท่านมีอายุย่าง ๘๕ ปีแล้ว ตั้งแต่เล็กๆ ท่านเป็นเด็กขี้โรค ร่างกายไม่แข็งแรง บิดามารดาของ ท่านจึงให้ท่านช่วยเฉพาะงานเบาๆ ขายของ ขายก๋วยเตี๋ยว ซึ่งครอบครัวของท่านมีฝีมือ จึงขายดีมาก และมีฐานะพอมีอันจะกิน เมื่ออายุได้ ๑๙ ปี ท่านได้แต่งงานกับหมื่นศรีสวัสดิ์ (ทบ อาสไวย์) ผู้มีอายุมากกว่าท่านอยู่ ๕ ปี และมีตําแหน่งเป็นแพทย์ประจําของหน่วยเสือพรานซึ่งทําหน้าที่อารักขาประจําพระองค์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๖ สามีของท่านเป็นคนรุ่นเดียวกับท่านเจ้าคุณรามราฆพ และจะตามเสด็จพระเจ้าอยู่หัวฯไปในสถานที่ต่างๆ ตามแต่พระราชประสงค์ ครั้นบิดาของท่านถึงแก่กรรม คุณยายอาจารย์ก็ได้ย้ายตามสามีของท่าน ได้เข้าเฝ้าถวายตัวในวังสมเด็จพระพันวสาอัยยิกาเจ้า สมเด็จย่าของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในรัชกาลปัลจุบันที่วังสระประทุม และอยู่ที่บ้านแม่นมทัศน์ผู้เป็นแม่นมในรัชกาลที่ ๖ ท่านได้อยู่ที่วังสระประทุมนี้อย่างมีความสุขสบายกับสามีเป็นเวลานาน ๒๕ ปี และได้ให้กําเนิดบุตร ๗ คนด้วยกัน ซึ่งปัจจุบันมีชีวิตอยู่ ๓ คน เป็นหญิง ๑ คน ชาย ๒ คน หมื่นศรีสวัสดิ์เป็นสัตบุรุษผู้ใฝ่ใจในธรรมะ อีกทั้งมีจิตศรัทธาเลื่อมใสในคําสอนและปฏิปทาของหลวงพ่อวัดปากน้ำและได้นําไปฝึกปฏิบัติทั้งที่บ้านและในชีวิตประจําวันท่านได้พาคุณยายอาจารย์ไปที่วัดปากน้ำเมื่อประมาณปี พ.ศ.๒๔๗๗ ภายหลังการ เปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองแผ่นดินไม่นาน เมื่อคุณยายอาจารย์ได้เห็นมีผู้นั่งปฏิบัติพระกัมมัฏฐานกันอยู่เต็มบนศาลาก็สนใจ ได้ไต่ถามกับแม่ชีที่ประจําอยู่นั้น และคุณยายอาจารย์ได้ รับคําแนะนําว่า การปฏิบัติพระกัมมัฏฐานนี้หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านสอนแก่คนทุกชั้นไม่หวงห้าม ไม่จํากัดเพศ วัย วุฒิ หรือการศึกษาแต่อย่างใด ขอให้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบและตั้งใจดีจริง มีความพากเพียรเป็นประการสําคัญ นับแต่นั้นมาคุณยายอาจารย์ได้หมั่นไปเรียนพระกัมมัฏฐานกับหลวงพ่อวัดปากน้ำ และเมื่อกลับมาที่บ้านก็ฝึกปฏิบัติต่อ เวลาผ่านไปหลายเดือน วันหนึ่งคุณยายอาจารย์นั่งปฏิบัติที่ห้องพระ ใจสงบนิ่งดีแล้ว ท่านก็ได้เห็นทั้งหลับตาว่าภายในกายของท่านสว่างไสวเป็นทองไปหมด และที่ในท้องท่านมีพระพุทธปฏิมากรขาวใสสวยไม่มีที่ติ เมื่อออกจากพระกัมมัฏฐานท่านจึงเล่าให้สามีของท่านฟัง และเมื่อได้มาที่วัดปากน้ำ หลวงพ่อก็ได้ให้คุณยายอาจารย์ไปเรียนกับ “น้าปุก” ของท่าน คือคุณยายอาจารย์ แม่ชีปุก มุ้ยประเสริฐ ผู้เป็นครูที่สอนเก่ง และทรงคุณธรรมสูงผู้หนึ่ง จนท่านได้ทั้ง ๑๘ กาย ท่านได้ธรรมกายแล้ว จึงต่อวิชชากับพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ ต่อมาหมื่นศรีสวัสดิ์ก็ได้ปฏิบัติธรรมจนบรรลุ ถึงธรรมกายเช่นกัน และท่านทั้งสองก็ได้ไปปฏิบัติธรรมกับหลวงพ่อโดยสม่ำเสมอ เวลาผ่านไป ๑๐ ปี ช่วงสภาวะสงครามโลกครั้งที่สอง ผู้คนที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯก็ได้รับผลกระทบกระเทือนกันไปมากบ้างน้อยบ้าง ระหว่างนั้นมารดาของท่านถึงแก่กรรมท่านกับสามีก็ได้ช่วยกันทําศพแล้วเสร็จไปได้ ๗ วัน หมื่นศรีสวัสดิ์ก็ป่วยเป็นไข้ วันนั้นเป็นวันพฤหัสบดี หลวงพ่อกําลังจะลงไปสอนธรรมะที่ศาลา ลูกระเบิดก็ตกลงที่วัดประยูรฯ ไม่ห่างไปนัก คุณยายอาจารย์ก็พาสามีมาที่วัด ปากน้ำ ก็พอดีพบหลวงพ่อ พระเดชพระคุณท่านทักว่า “คุณศรีสวัสดิ์ คราวนี้ไม่รอด พรุ่งนี้ต้องตาย” คุณยายอาจารย์ได้ฟังแล้วก็ร่ำไห้ต่อหน้าคนทั้งหลายด้วยความอาลัยในครั้งนั้น แม้จะได้ช่วยกันทุกฝ่ายอย่างไร หมื่นศรีสวัสดิ์ก็ถึงแก่กรรมในวันรุ่งขึ้นจริงๆ หลวงพ่อได้โปรดให้นําศพของหมื่นศรีสวัสดิ์ไปฝากไว้วัดนางชี โดยไม่ได้ทําพิธีสวดในระหว่างนั้น เพราะลูกระเบิดกําลังตก ลงมาบริเวณกรุงเทพ ธนบุรี อย่างหนัก ปีที่สามีของท่านถึงแก่กรรมนั้นเป็นปีวอก พ.ศ.๒๔๘๗ เดือนนั้นเอง คุณยายอาจารย์ก็ได้ขออนุญาตจากหลวงพ่อบวชเป็นชี ขณะอายุย่าง ๔๕ ปีซึ่งท่านได้ปฏิบัติด้วยความยินดีในการบําเพ็ญพรตนี้สืบเนื่องมาโดยตลอดเป็นเวลากว่า ๔๐ ปีแล้วในบัดนี้ หลวงพ่อได้มอบหมายให้คุณยายอาจารย์อยู่เจริญวิชชาธรรมกายชั้นสูงค้นคว้าเหตุผล ประจําที่โรงงานเจริญการภาวนาวิชชาธรรมกายชั้นสูง คุณยายอาจารย์แม้จะได้ธรรมกายตั้งแต่ครั้งอายุ ๓๕ ปี แต่ก็เพิ่งบวช ยังใหม่อยู่ในครั้งนั้น และก็ได้ให้ความนับถือแก่ศิษย์ผู้พี่อื่นๆ ด้วยดี อีกทั้งท่านมีความเคารพในการปกครองและเชื่อฟังปฏิบัติตามธรรมและคําสั่งสอนของหลวงพ่อวัดปากน้ำโดยเคร่งครัด ตั้งแต่บัดนั้นจนบัดนี้ และท่านตั้งใจจะปฏิบัติดังต่อไปมิได้เสื่อมคลาย การเจริญวิชชาธรรมกายชั้นสูงภายในโรงงานในสมัยนั้น พระเดช พระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำจะนั่งคุมวิชชา มีพระเณรนั่งเข้าที่ข้างหน้าหลวงพ่ออีกห้องหนึ่งติดกัน มีฝากั้นมองไม่เห็น แต่ได้ยินเสียงถึงกัน จะมีแม่ชีนั่งประจําอยู่มีหัวหน้า ๔ คน แม่ชีหัวหน้าคนหนึ่งจะคุมวิชชาอยู่กับแม่ชีอื่นอีก ๓ คน เมื่อหลวงพ่อสั่งวิชชา ต่างคนต่างทําใครจะทําได้เร็วได้ช้าสุดแต่เรื่องสุดแต่บารมีของแต่ละคน และความสามารถในการรู้การเห็น กลุ่มแม่ชีนี้ท่านทําวิชชากันเป็นผลัด ผลัดละ ๔ ชั่วโมง ไม่มีการหยุดเลย ทําต่อเนื่องกันไปเรื่อย พร้อมกับมีการรับส่งมอบงานกันด้วย เพียงไม่นาน คุณยายอาจารย์ก็ได้รับมอบหมายให้เป็นหัวหน้าแม่ชีผู้หนึ่งในการคุมวิชชาภายในโรงงาน ท่านทํางานร่วมกับแม่ชีสมจิต แม่ชีจันทร์และแม่ชีสมทรง ยิ่งค้นคว้าเหตุผล ความรู้ในวิชชาธรรมกายของคุณยายอาจารย์ก็ยิ่งแตกฉานออกไปไม่มีประมาณซึ่งการได้เห็นต้นธาตุต้นธรรม นิพพาน นรก สวรรค์ และพระอริยเจ้า ตลอดจนเหตุผลอื่นๆ ที่ท่านได้รู้ได้เห็นล้วนเป็นเรื่องลึกซึ้งนัก และได้รับการยืนยันจากหลวงพ่อ คุณยายอาจารย์จึงเป็นที่ยอมรับของผู้ทําวิชชาร่วมสมัยของท่านว่ามีวิชชาแข็งก้าวหน้าและเก่งที่สุดผู้หนึ่งในบรรดาศิษย์เอกของพระเดชพระคุณหลวงพ่อ วัดปากน้ำ แม้จะเก่งและเด่นเพียงไร คุณยายอาจารย์ก็มิได้ประมาทเลย ท่านจะทบทวนให้ศิษย์และผู้นับถือฟังเสมอว่า พระเดชพระคุณท่านสั่งไว้เป็นคติสอนใจว่า “อย่าเห็นแก่กิน อย่าเห็นแก่นอน อย่าเห็นแก่นุ่ง อย่าเห็นแก่ห่ม” อีกทั้งให้ “หยุดในหยุด” เพื่อชําระธาตุธรรมของตนเองให้สะอาดหมดจดทั้งภายในภายนอกอยู่ตลอดเวลา และ “อย่าหวงวิชชา” ผู้พบเห็นท่านย่อมเห็นกับตาตนเองว่าท่านมีปฏิปทาเคร่งครัดตามคําสั่งของหลวงพ่อยิ่งนักแม้จนทุกวันนี้ คุณยายอาจารย์จะอยู่ทําวิชชาค้นคว้าตามหลวงพ่อสั่งภายในโรงงานจาก ๘ โมงเช้าไปจนร่วมเที่ยง ช่วงบ่ายท่านก็จะสอนศิษยานุศิษย์ หรือทําธุระตามบัญชาหลวงพ่อ ครั้นค่ำลงท่านก็เข้าที่ประจําโรงงานอีก เป็นอยู่ดังนี้รวมเวลา ๑๕ ปี ที่ท่านประจําอยู่ที่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ช่วงสมัยที่หลวงพ่อยังมีชีวิตอยู่ ท่านมีอัธยาศัยน่าเคารพสนิทสนมด้วยโดยสนิทใจ ทั้งความละมุนละไมและความเมตตา กรุณา ตลอดจนความเข้าใจปัญหาและวิธีการแก้ไข เช่นท่านได้เสนอให้แม่ชีผู้ปฏิบัติธรรมจนได้ธรรมกายแล้วนั้น มีนิตยภัตปัจจัยใช้สอยบ้างตามความจําเป็น ซึ่งหลวงพ่อเห็นชอบด้วยจนเป็นหลักปฏิบัติกันมาจนบัดนี้ คุณยายอาจารย์เป็นแม่ชีผู้ใหญ่ที่หลวงพ่อท่านไว้วางใจ มอบหมายให้ค้นคว้าเจริญวิชชาธรรมกายชั้นสูงเป็นวัตรประจํา และบางครั้งก็ได้ส่งท่านไปสอนหรือช่วยเหลือ เช่นแก้โรคภัยแก่ชาวบ้านทั้งไกลและใกล้ ตลอดทั้งบางสํานักวิปัสสนาที่มีชื่อเสียงทั้งภายในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ด้วยมั่นใจในวิชชาความรู้ ความเห็น ประสบการณ์ อีกทั้งอุปนิสัยและความสามารถใน การสอน ตลอดจนความบริสุทธิ์ของแม่ชีผู้เป็นกุลสตรีร่างเล็ก บอบบาง แต่มีน้ำใจไหวพริบปฏิภาณยิ่งใหญ่ผู้นี้ ต่อมาวันที่ ๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๐๒ ตั้งแต่เช้าวันนั้น หลวงพ่อวัด ปากน้ำท่านอาพาธหนัก มีอาการหอบอยู่เป็นเวลานานมิได้หยุด ศิษยานุศิษย์ทั้งหลายก็ได้มาห้อมล้อมปฏิบัติตามกําลังความสามารถ ถึงเที่ยงวันเจ้าประคุณสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (ปุ่น ปุณฺณสิริมหาเถร) สมัยทรงสมณศักดิ์เป็นพระธรรมวโรดม เจ้าอาวาสวัดพระเชตุพนฯ ก็ได้เสด็จมาถึงคุณยายอาจารย์ซึ่งกําลังทําวิชชาชั้นสูงอยู่ตามลําพังที่โรงงานจนถึงบัดนั้น ก็ถูกตามตัวมาที่ตึกมงคลจันทสร คุณยายอาจารย์ท่านได้เข้าที่และตรวจเครื่องรองรับการจะจากภพนี้ไปของหลวงพ่อ เมื่อได้อัญเชิญบัลลังก์แก้ว ปราสาทแก้ว และเครื่อง สมพระเกียรติบารมีของหลวงพ่อมาพร้อมกันอยู่เต็มธาตุเต็มธรรมแล้วพระเดชพระคุณหลวงพ่อก็หยุดหอบ เจ้าประคุณสมเด็จทรงสังเกตเห็นดังนั้นจึงได้ตรัสถามพระมหาณรงค์ จิตญาโณ ว่าคุณยายอาจารย์คือใคร และตรัสเรียกให้มาสนทนาด้วย สักพักหนึ่งหลวงพ่อก็มรณภาพซึ่งในขณะนั้นคุณยาย อาจารย์กําลังเข้าที่ดูตลอดเวลา ท่านยิ่งเห็นก็ยิ่งสํานึกถึงพระบุญญาบารมียิ่งใหญ่เกินคฌานับได้ของต้นธาตุกายมนุษย์ คือ พระอาจารย์ของท่านซึ่งกําลังจากโลกนี้ไปพร้อมกับเสียงร้องไห้ซึ่งดังระงมอยู่ในที่นั้น เมื่อการบําเพ็ญกุศลทักษิฌานุปทานสัตตมวาร และปัญญาสมวาร ครบ ๑๐๐ วันอุทิศแก่พระเดชพระคุณหลวงพ่อได้เสร็จลงแล้ว คุณยายอาจารย์ก็ได้กราบนมัสการขออนุญาตหลวงพ่อเพื่อไปเผยแพร่พระสัทธรรมวิชชาธรรมกายที่หลวงพ่อได้ประสิทธิ์ประสาทสอนท่านมาให้แก่ศิษยานุศิษย์ ณ ท้องถิ่นที่เกิดของท่าน คือจังหวัดอ่างทอง ซึ่งสาธุชนได้ร่วมแรงร่วมใจกันบุกเบิกสร้างสํานักวิปัสสนาขึ้น และเจริญยั่งยืนถาวรอยู่มาเป็นเวลากว่าเสี้ยวศตวรรษแล้วในปีนี้ ขอให้คุณยายอาจารย์ถนอม อาสไวย์ อยู่เป็นร่มโพธิ์แก้วเผยแพร่ พระสัทธรรมวิชชาธรรมกายขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแก่ศิษยานุศิษย์และสาธุชนทั้งหลายต่อไปอีกนานเท่านาน บริบูรณ์ด้วยพุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ สังฆรัตนะ และญาณรัตนะ ฝ่ายสัมมาทิฏฐิตลอดไปโดยบารมีกุศลธรรมทั้งปวงนี้เทอญ อาจารย์แม่ชีญาณี ศิริโวหาร อดีตประธานสถาบันแม่ชีไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์ แม่ชีญาณี เกิดที่ตําบลโสธร อําเภอเมือง จังหวัดฉะเชิงเทรา เมื่อวันอังคารที่ ๖ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๕๙ ปีมะโรง เป็นบุตรคนที่สามของนายจ้อยและนางเขียม ศิริโวหาร เมื่อเยาว์วัยท่านได้อยู่ในความอุปการะของคุณยายบุญมี ซึ่งเป็นคหบดีของจังหวัด และต่อมาคุณยายทิพย์ ผู้บวชเป็นแม่ชีอยู่ที่วัดปากน้ำได้ขอท่านไปอุปการะต่อ ครั้นท่านอายุได้ ๒๐ ปี แล้ว ก็ได้ขออนุญาตแม่ชีทิพย์ผู้มีอุปการคุณแก่ท่านว่า มีความประสงค์จะบวชเป็นแม่ชี แม่ชีทิพย์ก็อนุโมทนาในกุศลจิตนั้นและได้พาท่านไปกราบขออนุญาตกับพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ หลวงพ่อจึงได้จัดการบวชให้เมื่อวันที่ ๕ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๗๗ และได้ให้ชื่อแม่ชีบวชใหม่นี้ว่า “ญาณี” แทนชื่อเดิมว่า “สงวน” ท่านได้ปฏิบัติตามโอวาท คําแนะนําของผู้ใหญ่ และเคารพในการปกครองเป็นอย่างยิ่งอีกทั้งตั้งใจปฏิบัติธรรมโดยเคร่งครัดและขยันหมั่นเพียรไม่ทอดธุระ ปฏิบัติตามคําสั่งสอนของหลวงพ่อ ด้วยบุญญาบารมีของท่านในอดีตซึ่งเป็นปัจจัยสําคัญอีกประการหนึ่ง ช่วยเกื้อกูลให้แม่ญาณีได้บรรลุถึงธรรมกายไม่นานนักภายหลังจากการบวช และสามารถเจริญวิชชาธรรมกายชั้นสูงขึ้นไปเป็น ลําดับไป ท่านได้รับมอบหมายจากพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำให้เป็นผู้สอนวิชชาธรรมกายแก่แม่ชีและผู้สนใจปรารถนาจะปฏิบัติสมถวิปัสสนากรรมฐานที่วัดปากน้ำนั้น ท่านเป็นผู้มีความสามารถ ในการสอนอีกทั้งมีกังวานเสียงไพเราะ พูดชัดเจน เป็นที่ชื่นชมของสาธุชนทั่วไปตลอดระยะเวลาประมาณ ๔๐ ปี ที่ท่านสอนอยู่นั้น นอกจากนี้แล้วท่านยังเป็นผู้หนึ่งที่ได้รับความไว้วางใจอย่างสูง ได้รับมอบหมายจากหลวงพ่อเป็นหัวหน้าเวรคุมการทําวิชชาธรรมกายที่ภายในโรงงานทําวิชชาของแม่ชี ช่วยเหลือรักษาทุกข์ทางกายและใจแก่ผู้มาขอความอนุเคราะห์ให้หายหรือผ่อน คลายลงเป็นบุญกุศลแก่ทุกฝ่าย แม่ชีญาณีเป็นผู้ที่มีความมานะพากเพียรสนใจศึกษาพระปริยัติธรรมได้เข้าสอบหลักสูตรธรรมศึกษา โดยการศึกษาด้วยตนเอง ซึ่งในสมัยนั้นทั้งครูผู้สอนและเวลาเพื่อการศึกษาตําราก็หาได้ยาก ท่านจึงต้องใช้เวลานานถึง ๙ ปี จึงสอบได้ธรรมศึกษาชั้นเอก อันเป็นชั้นสูงสุดด้านธรรมศึกษา ซึ่งหากทุกอย่างอํานวยก็อาจสอบได้ภายในเวลา ๓ ปี ซึ่งความเพียรพยายามไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคของแม่ชีญาณีนี้ เป็นที่พอใจของหลวงพ่อและยกท่านเป็นตัวอย่างชมให้บรรดาแม่ชีที่เรียนธรรมศึกษารุ่นหลังๆ ฟังเสมอมา ท่านเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณธรรมอันเป็นเครื่องอยู่ของผู้ใหญ่สมบูรณ์ เช่นมีพรหมวิหาร ๔ และเว้นจากอคติ ๔ ประการพร้อมทั้งเป็นนักปกครองเก่ง มีความสามารถอย่างยิ่งดังจะเห็นได้จากผู้ที่เคยอยู่ในการอุปการะดูแลของท่านเช่น อาจารย์กัลยา สหชาติโกสีย์ เป็นอาทิได้ยกย่องและระลึกถึงคุณความดีของท่านอยู่มิรู้ลืม ความใกล้ชิด ความเอาใจใส่ ทั้งในด้านความประพฤติ การศึกษา และการอบรมเพื่อฝึกจิตที่ท่านให้ต่อผู้อยู่ในความปกครองของท่าน สามารถเปลี่ยนอุปนิสัยที่ไม่ถูกไม่ควร เช่น ความเป็นคนเจ้าอารมณ์ หยิ่ง ใจน้อย ท้อถอย ให้เปลี่ยนเป็นคนมีใจสุขุมเยือกเย็นองอาจแต่รู้จักอ่อนน้อมถ่อมตน อดทน มีมานะ ทําตนให้เป็น ที่พึ่งของตนได้ ด้วยความเป็นผู้นํามีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ด้วยกําลังใจและแรงกายความจริงจัง ต่อหน้าที่การงานของท่าน เป็นผู้ทรงคุณงามความดี เกียรติคุณของท่านจึงปรากฏจนเป็นที่เคารพนับถือและรู้จักของบุคคลทั่วไป ตลอดจนแรงสนับสนุนที่แม่ชีญาณีได้รับ ท่านก็สามารถก่อตั้งสถาบันแม่ชีไทยขึ้นเป็นผลสําเร็จในปี พ.ศ.๒๕๑๒ และในปีต่อมาท่านก็ได้รับเลือกให้เป็นประธานของสถาบันแม่ชีไทยติดต่อกันถึง ๒ สมัย ซึ่งท่านได้ทุ่มเทกําลังกายและกําลังใจ ปฏิบัติงานให้แก่สถาบันนั้นอย่างเต็มความสามารถตามปณิธานที่ตั้งไว้ ต่อมาสุขภาพของท่านทรุดโทรมลงตามอายุขัย ท่านได้เข้ารับการ รักษาและผ่าตัดที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ในกลางปี พ.ศ.๒๕๑๘ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถทรงทราบ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ รับท่านเป็นคนไข้ในพระบรมราชินูปถัมภ์ จากนั้นแม่ชีญาณีได้กลับมาอยู่วัดปากน้ำอีกตามปกติ อาการป่วยนั้น มีแต่ทรงกับทรุด ต่อมามีโรคเกี่ยวกับระบบประสาท จึงได้เข้ารับการรักษาที่ ร.พ.พญาไท จนถึงวาระสุดท้าย เมื่อวันที่ ๖ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๑๙ แม่ชีญาณีก็ถึงแก่กรรม ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุเคราะห์สวดพระอภิธรรมเป็นการส่วนพระองค์และพระราชทานเพลิงศพแม่ชีญาณี ซึ่งนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้าล้นกระหม่อมหาที่สุดมิได้แก่อาจารย์แม่ชีญาณี ศิริโวหาร ผู้จากไปแต่กายและยังคงมีความดีตลอดจนผลงานไว้ให้อนุชนรุ่นหลังได้ชื่นชมกันโดยทั่วไป คุณแม่อาจารย์ทองสุข สําแดงปั้น แม่ชีทองสุข สําแดงปั้น ท่านผู้เป็นเจ้าของประวัติอันจะกล่าวถึงโดยสังเขปนี้เป็นที่รู้จักนับถือกันโดยทั่วไปว่า ท่านเป็นอดีตแม่ชีทรงคุณธรรมและผู้มีศิษย์มากมายมีทั้งวิปัสสนาจารย์ผู้มีชื่อเสียง ครูบาอาจารย์ และเศรษฐีมีทรัพย์จํานวนมิใช่น้อย ซึ่งนิยมเรียกท่านด้วยความเคารพว่า “คุณแม่อาจารย์ทองสุข สําแดงปั้น” แม่ชีทองสุข เกิดเมื่อวันพุธที่ ๑ สิงหาคม พ.ศ.๒๔๔๓ ปีชวด ที่บ้าน สะพานเหลือง อําเภอบางรัก กรุงเทพฯ เป็นลูกคนที่ ๓ ของนายร่ม และนางวัน ชีวิตในวัยเด็กของท่านต้องผ่านอุปสรรคมามากต่อมากท่านต้องกําพร้ามารดาและบิดาเมื่ออายุยังน้อย และท่านได้อยู่ในความอุปการะของคุณลุงซึ่งเป็นพี่ชายคุณแม่ที่สมุทรปราการ และในกาลต่อมาท่านก็กลับมาอยู่ในความดูแลของคุณอาซึ่งเป็นน้องสาวของคุณพ่อที่บ้านสะพานเหลืองอีกครั้งหนึ่ง ท่านได้แต่งงานกับคุณหมอชื้น สําแดงปั้น ศัลยแพทย์โรงพยาบาล จุฬาลงกรณ์ ชีวิตในการครองเรือนของท่านมีความราบรื่นโดยตลอด และมีบุตร ๒ คน แต่อยู่มาไม่นานนัก คุณหมอผู้สามีก็ถึงแก่กรรม ท่านจึงต้องประกอบการค้าขายเลี้ยงบุตรและตนเองให้เป็นอยู่ได้โดยไม่ฝืดเคืองนัก เมื่ออายุใด้ ๓๐ ปีเศษท่านได้เริ่มไปศึกษาสมถวิปัสสนาตามแนววิชชาธรรมกายที่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ กับหลวงพ่อวัดปากน้ำเท่าที่มีเวลาว่างเพียงพอที่จะปลีกตนไปได้ วันหนึ่งเมื่อท่านได้เข้าฝึกปฏิบัติธรรมตามปกติและครั้งนี้ยิ่ง ใส่ใจหนักเมื่อได้ฟังหลวงพ่อท่านสอนว่า จะยืน จะเดิน จะนั่ง จะนอนอย่าทําใจให้คลอน ให้หยุดให้นิ่งอยู่ที่ศูนย์กลางกายโดยมีบริกรรมภาวนาว่า “สัมมา อะระหัง” วันนั้นเมื่อออกจากกรรมฐานแล้ว ก็รู้สึกหิว ท่านจึงเดินไปซื้ออาหารที่ตลาดประตูน้ำใกล้กับวัด ขณะที่กําลังเดินไปนั้น ใจของท่านก็ตรึกนิ่งจรดที่ศูนย์กลางกาย ตามคําสอนของหลวงพ่อ ในระหว่างที่เดินอยู่นั้นเอง ท่านก็เห็นดวงธรรมเกิดเป็นดวงใสสะอาดที่ศูนย์กลางกาย มองครั้งใดเห็นสว่างไปหมดท่านก็เพ่งมองอยู่อย่างนั้นขณะที่เดินอยู่ พอถึงตลาดท่านเร่งรับประทานโดยเร็วแล้วก็รีบเดินกลับวัดด้วยเกรงว่าดวงธรรมจะดับหรืออันตรธาน และเหตุการณ์นี้ย่อมเป็นเหตุการณ์สําคัญของผู้ปฏิบัติธรรม เมื่อปฏิบัติจนได้ผลแล้วจะต้อง รักษาไว้ให้ได้ให้ดี ท่านก็ได้กราบเรียนให้หลวงพ่อทราบถึงการเห็นดวงธรรมและได้ปฏิบัติธรรมจนมั่นคงในระยะต่อมา ด้วยความกรุณาของแม่ชีบุญช่วยและแม่ชีบุญมี ขณะเมื่อท่านได้ธรรมกายนั้นท่านอายุ ๓๕ ปี เมื่อท่านเรียนมากขึ้นก็เกิดศรัทธาเลื่อมใสบวชเป็นแม่ชีที่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ เมื่ออายุได้ ๔๐ ปีท่านได้ศึกษาจนมีความรู้มั่นคงแล้วพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำจึงได้ไว้วางใจมอบหมายส่งท่านไปเป็นอาจารย์ช่วยสอนพระกัมมัฏฐานแก่กุลบุตร กุลธิดาตามกําลังความสามารถ แม้ท่านจะไม่มั่นใจตัวเองเท่าใดนัก รู้สึกไม่กล้าไปสอน แต่ด้วยความเคารพในพระเดชพระคุณหลวงพ่อผู้เป็นอาจารย์ ท่านก็ปฏิบัติตามบัญชานั้น คุณแม่อาจารย์ทองสุขของบรรดาศิษย์ทั้งหลายนั้นเป็นครูชั้นเลิศ มีวิธีการสอนที่ละเอียดลออ ท่านเน้นและทบทวนธรรมที่ได้สอนไปแล้วอยู่เสมอไม่เห็นแก่เหน็ดแก่เหนื่อย ทุ่มเททั้งแรงกายแรงใจให้ศิษย์เพื่อให้ศิษย์รู้ จําได้เข้าใจจริง จนประสบผลสําเร็จสมดังที่หลวงพ่อไว้วางใจให้ท่านเป็นผู้สอนเผยแพร่ธรรมะ แม่ชีทองสุขมีความสามารถในการสอน เมื่อถามก็ตอบให้เข้าใจได้และจะแนะนําแก้ไขข้อขัดข้องอุปสรรคต่างๆ ด้วยความเมตตา ท่านได้สอนหลักการแก่ศิษย์ในการปฏิบัติพระกรรมฐานเสมอว่า “อย่าเกร็งตัว อย่ากรอกลูกนัยน์ตากําหนดบริกรรมนิมิตและบริกรรมภาวนาเรื่อยไปกําหนดใจไว้ที่ศูนย์กลางกายรู้เฉยๆ ว่าใจเรานี่อยู่ที่ศูนย์กลางกาย รู้เพียงเท่านี้ก่อน ไม่ต้องร้อนใจ ทําใจให้เฉยๆ เรื่อยๆ ตัดความกังวล ตัดความอยากรู้อยากเห็นเร็วๆ นั้นเสีย ยังไม่เห็นก็อย่าเสียใจ ขอให้ทําให้ถูกต้องและมีความเพียรเถิด ธรรมะเป็นของจริงถึงเวลาแล้วเห็นเอง เมื่อเห็นแล้วก็อย่าดีใจเกินไป เพราะจะทําให้นิมิตนั้นหายได้” ท่านไม่รู้หนังสือ เลยสักตัวเดียว แต่วิธีสอนของท่านนั้นละเอียดละออย้ำแล้วย้ำเล่า กลัวศิษย์จะจําไม่ได้ จะไม่เข้าใจ จริงอยู่แม้บางตอนจะเป็นถ้อยคําโบราณทําให้เราฉงนสงสัยอยู่บ้าง เมื่อถามท่านก็ตอบให้เข้าใจได้ข้าพเจ้าแต่แรกไม่กล้าซักถามด้วยมัวแต่เกรงใจ หลงไปค้นตําราเสียเวลาไปสองเดือน เป็นที่น่าเสียดายมาก เพราะความจริงจะถามท่านๆ ก็ตอบได้และให้ความสว่างแก่เราได้เป็นอย่างดีนอกจากจะสอนอย่างย้ำแล้วย้ำเล่าเพื่อให้ศิษย์เข้าใจแล้ว ท่านยังมีวิธีสอนอย่างที่เราเรียกว่าไม่กลัวเหน็ดเหนื่อย หรือไม่กลัวขาดทุนขาดแรงเลย จนพวกเราได้รับความรู้เป็นอย่างดีโดยทั่วกัน ขณะท่านสอนท่านจะเรียบเรียงถ้อยคํา ลําดับเหตุ ลําดับผล จัดวางความยากง่ายอย่างเหมาะสมกับศิษย์จนเข้าถึงแก่นการศึกษาได้อย่างดีเยี่ยมเสมือนอาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิลําดับตารางสอนและจัดวางหลักสูตรแห่งการศึกษาจากง่ายถึงยากเป็นสําคัญมิให้ลดหลั่นก้าวก่าย และการนําเรื่องมาเปรียบเทียบที่ให้ความกระจ่างแจ้งแก่เนื้อหา ดังเช่นหลักการสอนของท่านที่ว่า“ใจของเราเป็นของละเอียด ไม่ใช่ของหยาบ ถึงแม้ใจเราจะไม่วอกแวกไปไหนต่อไหนแล้วก็ตาม แต่หากจะบังคับให้หยุดทันทีก็ยังลําบากได้ เราต้องใช้วิธีตะล่อมใจเราทีละเล็กทีละน้อย ใจเราก็จะยอมหยุดเอง อุปมาเหมือนเราจะจับไก่เข้าเล้า หากใช้วิธีวิ่งพรวดพราดเข้าไปจับ ไก่จะหนีไป จับตัวไว้ไม่ได้ แต่หากใช้วิธีค่อยๆ ตะล่อมเข้าหาไก่ เรียกไก่เข้ามา ไก่นั้นจะเชื่อง ยอมให้เราจับได้โดยง่าย จึงเปรียบเหมือนเรา เมื่อเพ่งแรงเกินไปใจก็จะไม่ยอมหยุด ถ้าหากค่อยๆ ภาวนา ประคับประคองนิมิตให้เห็นบ้างไม่เห็นบ้าง ในที่สุดใจนั้นก็จะเชื่องหยุดในที่ตั้งของใจคือที่ศูนย์กลางกายนั่นเอง” ท่านกับศิษย์เอกคนหนึ่งของท่านคือแม่ชีเธียร ธีรสวัสดิ์ ได้จาริกไป เผยแพร่การปฏิบัติสมถวิปัสสนาวิชชาธรรมกาย ตามบัญชาของพระเดชพระคุณหลวงพ่อในสถานที่หลายแห่ง นอกจากที่วัดปากน้ำแล้วก็มี บางปะกง ฉะเชิงเทรา ชลบุรี บ้านบึง พนัสนิคม พนมสารคาม ปราจีนบุรี ท่าเรือ ท่าประชุม หาดยาง ระแหง นครปฐม ราชบุรี สิงห์บุรี นครสวรรค์ ตะพานหิน พิษณุโลก และเชียงใหม่ เป็นอาทิ ท่านได้สอนแห่งละนานบ้างไม่นานบ้าง แล้วก็ไปสอนที่อื่นเว้นช่วงไว้แล้วก็กลับมาสอนที่เดิมอีก วนเวียนอยู่ดังนี้ ท่านมีลูกศิษย์มากมาย เฉพาะที่ได้ธรรมถึงธรรมกายนั้นมีจํานวนเป็นพันคน ท่านมิได้ละทิ้งหน้าที่ที่หลวงพ่อพระอาจารย์ของท่านมอบหมายไว้เลยจวบจนวาระสุดท้ายของชีวิต เมื่อท่านป่วยลง ท่านได้มีศิษย์เอกอีกคนหนึ่งของท่านคือแม่ชีจันทร์ ขนนกยูง อีกทั้งคุณสนุ่น คุณนายจํารัส เทพวัลย์ ศิษยานุศิษย์ และท่านผู้อื่นอีกมากมายได้ให้การดูแลพยาบาล ด้วยความกตัญญูกตเวทีและเมตตาต่อท่านอย่างเต็มที่ และเท่าที่จะสามารถทําได้ ท่านได้ถึงแก่มรณกรรมเมื่อวันที่ ๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๐๖ เวลา ๑๙.๓๕ น. ในที่พักของท่านในวัดปากน้ำ ด้วยอาการอันสงบ ในท่ามกลางญาติสนิทมิตรสหายและศิษยานุศิษย์ตลอดจนท่านที่เคารพนับถือ ท่านสิริอายุ ๖๓ ปี อยู่ในเพศผู้ทรงศีลประมาณ ๒๓ ปี คุณยายอาจารย์จันทร์ ขนนกยูง เหตุการณ์ที่เล่าในเรื่องนี้ เป็นชีวิตตอนหนึ่งของคุณยายจันทร์ ขน- นกยูง ลูกศิษย์ หลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ (พระมงคลเทพมุนี) ผู้เขียนเป็นศิษย์คนหนึ่งของคุณยายจันทร์ ได้รวบรวมเรื่องเหล่านี้จากคําบอกเล่าส่วนใหญ่จากถ้อยคําของท่านเอง เล่าให้ศิษย์คนโน้นฟังคนนี้ฟังบ้างเป็นบางครั้งบางโอกาส การเขียนเรื่องนี้มิใช่นําครูอาจารย์มาโอ้อวด แต่ปรารถนาให้เป็นกําลังใจต่อผู้ที่ต้องการ “เดินไปสู่ความสุข” ด้วยการปฏิบัติธรรมเป็นตัวอย่างของการสร้างสมบารมี เรื่องนี้อาจไม่มีความหมายสําหรับผู้ปรารถนา อยู่เป็นทาสโลกแต่เป็นของล้ำค่าสําหรับผู้ปรารถนาอยู่เหนือโลก คุณยายอาจารย์ เกิดเมื่อขึ้น ๑๐ ค่ำ เดือนยี่ ปีระกา (ตรงกับวันที่ ๒๐ มกราคม พ.ศ.๒๔๕๒) มีพื้นเพเป็นชาวนครชัยศรีโดยกําเนิด เป็นลูกพ่อพลอย แม่พัน ในครอบครัวของชาวนาผู้มีฐานะปานกลาง ทั้งบิดาและมารดามีพี่น้องร่วมท้อง ๙ คน ท่านเป็นคนที่ ๓ พ่อเป็นคนตั้งชื่อให้ว่า จันทร์ ชีวิตในครอบครัวราบรื่น แม่ไม่เคยขัดใจพ่อ พ่อเป็นคนนิสัยดี มีความปรารถนาดีต่อผู้อื่นเสมอ ชีวิตของพ่อตรากตรําอยู่กับงานหนัก ในฤดูทํานาและเก็บเกี่ยวข้าวพ่อทํางานตั้งแต่เช้ากระทั่งค่ำ พ่อสอนลูกๆ เสมอ ให้เป็นคนซื่อต่อตนเองและผู้อื่น ให้ขยัน ไม่ปล่อยให้เวลาล่วงไปโดยเปล่าประโยชน์ คุณยายจันทร์จึงติดนิสัยเป็นคนขยันขันแข็ง ทํางาน แคล่วคล่องว่องไว อดทน แข็งแรง พ่อฝึกมาตั้งแต่เล็ก ให้ตื่นนอนแต่เช้าช่วยต้อนควายไปนา หรือไม่ก็เข้าครัวจัดหาอาหารไปส่งพ่อที่ท้องนา คุณยายอาจารย์รักธรรมชาติในทุ่งกว้างเป็นชีวิต มีความรู้สึกอิ่มเอิบเป็นอิสระแก่ใจในยามที่มองทะเลข้าวอันกว้างใหญ่ไพศาลสุดลูกหูลูกตา ยามเช้ายามเย็นเมื่อพระอาทิตย์ขึ้นหรือจรลับขอบฟ้า ดวงตะวันกลมโตสีแดงน่ารักนักในความรู้สึกเหมือนจะอยู่ไม่ไกล จึงคิดตามประสาเด็กๆ ว่า วันหนึ่งข้างหน้าจะไปให้ถึงที่ดวงตะวันอยู่ให้จงได้ คิดล่วงหน้าไว้โดยไม่รู้ตัวว่า ในที่สุดก็ไปถึงได้แล้วจริงๆ พ่อมีนิสัยดียอดเยี่ยมอยู่ประการหนึ่งที่ลูกๆ เคารพกันนักหนาคือแม้พ่อดื่มสุราทุกวันๆ ละ ๑๐ สตางค์ในสมัยนั้น แต่พ่อไม่เคยกล่าวคําหยาบคายต่อลูกคนใด ไม่เคยโกรธแล้วแช่งด่าเหมือนคนเมาอื่นๆ เพราะถือว่า ปากของพ่อแม่ศักดิ์สิทธิ์นัก ถ้าจะว่าสิ่งที่ไม่ดีอะไรต่อลูก ลูกอาจจะต้องเป็นจริงไปตามนั้นได้ เพราะนิสัยอันเป็นความดียิ่งอันนี้ เหตุบังเอิญวันหนึ่งที่ทําให้คุณยายอาจารย์จะได้มาใช้ชีวิตในทางธรรมจึงได้เกิดขึ้น วันนั้น ประมาณ ๑ ทุ่ม ขณะนั้นคุณยายอาจารย์อายุประมาณ ๑๒ ปีพ่อดื่มเหล้าตอนเย็น ๑๐ สตางค์เหมือนเช่นเคย แล้วกลับมานอนบนแคร่ในคอกควายตามหน้าที่ที่ต้องนอนเฝ้า ส่วนแม่และลูกๆ อยู่บนบ้าน ด้วยฤทธิ์สุราพ่อก็นอนบ่นพึมพําไปด้วยเรื่องต่างๆ ตามประสาคนเมา แม่คงจะรําคาญจึงส่งเสียงว่าแกมล้อเลียนลงไปว่า “เอ้า! ไอ้นกกระจอกอาศัยรังเขาอยู่” ถ้าเป็นครอบครัวอื่น การว่ากันเพียงแค่นี้ก็ไม่น่าขัดเคืองอะไรมาก แต่สําหรับชีวิตพ่อกับแม่ พ่อมีปมด้อยอยู่เพราะเป็นคนจน แม่รวยกว่ามากการว่าอาศัยรังเขาอยู่จึงสะเทือนใจนัก เกิดโทสะเหมือนงูถูกตีขนดหาง พ่อจึงได้ส่งเสียงถามขึ้นว่า “ลูกๆ ทุกคนได้ยินไหมว่าแม่มึงด่ากู” สิ่งที่ได้รับคือความเงียบสงัด ไม่มีใครกล้าตอบ แม้จะตะโกนถามซ้ำอีกครั้งก็ไม่มีใครกล้าตอบ เสียงพ่อก็ยิ่งดังลั่นขึ้นทุกที จนในที่สุดคุณยายอาจารย์อดรนทนไม่ได้ เพราะเกรงว่าหากพ่อโกรธมากขึ้น อาจจะขึ้นบันไดมาทุบตีแม่ ด้วยความเป็นห่วงแม่จึงทําให้พูดปดโพล่งออกมาว่า “พ่อๆ แม่เขาไม่ได้ว่าพ่อหรอก” เหมือนน้ำมันเชื้อเพลิงราดบนกองไฟ พ่อหันความโกรธมายังลูก ตวาดลั้นขึ้นทันทีว่า “ลูกทุกคนว่า แม่ไม่ได้ว่ากู ให้มึงหูหนวกห้าร้อยชาติ” เสียงสาปแช่งนี้ราวกับสายฟ้าฟาดลงกลางความรู้สึกนึกคิดของคุณยายอาจารย์คําของพ่อแม่นั้นศักดิ์สิทธิ์นัก พ่อไม่เคยสาปแช่งด่าว่าลูกเลย ครั้งนี้ลูกคนอื่นไม่ได้พูด ตัวเราพูดคนเดียว ชาติต่อๆ ไป เราคงหูหนวกแน่ จะทําอย่างไรดีถ้าจะขอขมาโทษพ่อตอนนี้พ่อคงยิ่งโกรธใหญ่ จึงคิดเอาตามประสาเด็กที่เคยเห็นธรรมเนียมชาวบ้านย่านนั้นเขาขอขมากันใกล้ตายว่าเราจะเอาไว้ขอขมาตอนพ่อเจ็บใกล้ตายก็แล้วกัน ๒ ปีต่อมาพ่อเจ็บกระเสาะกระแสะเรื้อรังด้วยโรคชรา ประมาณ ๑ ปีลูกๆ ก็เปลี่ยนกันดูแลรักษาพยาบาล วันที่สิ้นใจลูกทุกคนอยู่ ยกเว้นคุณยายอาจารย์ผู้เดียว พายเรือออกไปทุ่งนาด้วยความรู้สึกรับผิดชอบงาน เพื่อดูข้าวในนาที่กําลังเขียวชอุ่มงามเต็มที่ในฤดูน้ำหลากเดือน ๑๒ กลับมาถึงบ้านพ่อสิ้นลมแล้ว ลูกทุกๆ คนได้ทันขอขมาโทษ มีแต่ตนเองเท่านั้นมาไม่ทัน ความกลัวชาติต่อไปจะหูหนวกย้อนกลับมาจับใจอย่างหนักหน่วงอีกต่อจากนี้จะตามไปขอขมาพ่อที่ใดเล่า เกิดความว้าวุ่นใจสุดประมาณ ไม่ทราบจะหันไปปรึกษาหาที่พึ่งใดได้ ได้แต่ร้องไห้จนไม่มีน้ำตาจะร้อง ช่วยกันจัดการศพของพ่อตามประเพณีที่วัดข้างบ้าน คุณยายอาจารย์เฝ้าสวดมนต์อ้อนวอนขอให้พ่อมาเข้าฝันเผื่อจะได้ขอขมาลาโทษ แต่ก็ไม่เคยได้เห็น ญาติผู้ใหญ่ช่วย ปลอบใจ ให้อุตล่าห์ทําบุญแล้วแผ่กุศลไปให้พ่อบ่อยๆ พ่ออยู่ทางโน้นจะได้อนุโมทนา คําว่า ทางโน้น ทําให้คุณยายอาจารย์เฝ้าซักถาม คําตอบก็เพียงว่าทําดีก็ได้ไปอยู่สวรรค์ ทําชั่วก็ต้องตกนรก คุณยายได้แต่รําพึงกับตนเองว่าสวรรค์และนรกอยู่ที่ไหนกัน ทําไมจะรู้ได้ว่าพ่ออยู่ที่ใด ทําอย่างไรจึงจะได้พบความคิดเหล่านั้นได้วนเวียนติดอยู่ในใจไม่มีเวลาไว้คิดเรื่องอื่น จนอายุย่างเข้าสู่วัยสาว คุณยายอาจารย์เล่าว่าเมื่อสมัยท่านเป็นสาวนั้น มีนิสัยแปลกๆ ที่ สังเกตตัวเองได้ว่าไม่เหมือนหญิงสาวอื่นๆ คือแม้จะมีชายหนุ่มมาสนใจ แต่ท่านไม่มีความสนใจเรื่องเพศตรงข้ามเลย จิตใจวางเฉย เห็นใครในวัยเดียวกันมีเหย้าเรือนไปอย่างใด ก็ไม่รู้สึกยินดี กลับรู้สึกสงสารว่าไม่น่าจะต้องเป็นเช่นนี้ เมื่อถึงคราวของตนเองบ้างก็หลบเลี่ยงต่างๆ นานาจนพ้นมาได้ นอกจากนั้นที่เป็นนิสัยผิดคนธรรมดาอีกคือ ความมักน้อยไม่ปรารถนาทรัพย์สมบัติแม้การช่วยครอบครัวทํานาแทนพ่อ ทําให้แม่และพี่ๆ ตอบแทนด้วยการซื้อเครื่องประดับเป็นทองคําชนิดต่างๆให้ คุณยายอาจารย์ก็ไม่เคยยินดีคงให้แม่เก็บไว้โดยไม่คิดจะสนใจนํามาตกแต่ง ไม่ว่าจะเป็นเวลาปรกติหรืองานเทศกาลใด ความคิดหมกมุ่นที่รบกวนจิตใจ และไม่สามารถระบายความทุกข์นั้นให้ใครๆ ฟังได้คือพ่ออยู่ที่ไหน ทําอย่างไรเราจึงได้พบพ่อ มิฉะนั้นเราคงจะหูหนวกห้าร้อยชาติแน่ ปีพุทธศักราช ๒๔๘๐ คุณยายอาจารย์ดีใจที่สุดเมื่อมีคนเล่าให้ฟังว่าหลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ค้นพบวิธีปฏิบัติธรรมวิชชาธรรมกาย รู้เห็นในข้อสงสัยต่างๆ แม้นรกสวรรค์ก็สามารถไปดูได้ พอได้ฟังข่าวก็แทบจะไปวัดปากน้าให้ได้ในวันนั้น แต่การหาวิธีออกจากบ้านไม่ใช่ของง่าย จะรําลาแม่โดยบอกว่าจะไปปฏิบัติธรรมแม่คงไม่ยอม ใครๆ ก็คงจะไม่เข้าใจเพราะคนวัยเดียวกันไม่มีใครสนใจเรื่องอย่างนี้ ต้องคอยจังหวะเวลาอยู่จนถึง ๖ ปี จึง ได้อ้างว่าจะไปอยู่กับน้าที่กรุงเทพฯ เพื่อหางานทํา ถ้าแม่จะเฉลียวใจสักเล็กน้อย แม่คงจะสงสัย เพราะคุณยายอาจารย์ลาแม่และ พี่น้องด้วยการออกปากยกทองรูปพรรณทั้งหมดให้ ตลอดจนที่ดินมรดกก็ไม่ขอมีสิทธิ์ในส่วนแบ่ง ความมักน้อยของคุณยาย แม้จะมองเห็นแม่บังเกิดเกล้าน้ำตาอาบน้ำ หันหน้าหนีเข้าฝาเรือน สะอึกสะอื้นไห้เมื่อลูกกราบลา ไม่ใช่คุณยายอาจารย์จะไม่รักแม่ แต่อํานาจของความปรารถนาในการปฏิบัติธรรมเพื่อตามหาพ่อนั้นแรงกว่ามาก ทําให้หักใจถือห่อผ้าลงเรือนได้ไม่เหลียวหลัง มีแต่เงินที่แม่หยิบให้ ๒ บาทเท่านั้นติดตัวมา ลักษณะความเด็ดเดี่ยวปรากฏอย่างชัดเจนออกมา การจะเข้าไปอยู่ในวัดปากน้ำ ไม่ใช่จะตรงเข้าไปอยู่ได้ง่ายๆ คุณยายอาจารย์ต้องอาศัยบ้านคนรู้จักกันอยู่ก่อน โดยทํางานให้ยิ่งกว่าลูกจ้าง ทํางานบ้านให้ทุกชนิด ขณะเดียวกันก็หาทางรู้จักผู้ที่ไปปฏิบัติธรรมที่วัดปากน้ำรอเวลาจนประสบโอกาสเหมาะ จึงเข้าไปอยู่ในวัดได้ด้วยความช่วยเหลือของอุบาสิกาทองสุข สําแดงปั้น ผู้ที่คุณยายอาจารย์ระลึกด้วยความกตัญญว่าเป็นผู้มีบุญคุณยิ่งในชีวิต ตลอดชีวิตที่อยู่ร่วมกันท่านปฏิบัติตนต่ออุบาสิกาผู้เป็น ครูคนแรกท่านนี้ด้วยความเหมาะสมทุกประการในทุกฐานะ ในบางครั้งก็ทําในฐานะเป็นศิษย์ บางครั้งก็เป็นเพื่อน เป็นพี่ เป็นน้อง ดูแลกันและกันตลอดมาจนถึงเวลาที่อุบาสิกาทองสุกถึงแก่กรรม ศิษย์หลายๆ คนของคุณยายอาจารย์ จะยืนยันคุณธรรมที่เด่นชัดอีกข้อหนึ่ง คือ ครามกตัญญูกตเวทีของท่านที่มีต่ออุบาสิกาทองสุข ตอนเจ็บป่วยด้วยโรคมะเร็งที่มดลูกในยามท้ายของชีวิต เพราะหลายๆ คนได้เห็นการปรนนิบัติที่ท่านมีต่ออุบาสิกาผู้เป็นครูอดหลับอดนอนอยู่รักษาพยาบาลน้ำเลือด น้ำหนอง น้ำเหลือง ที่ไหลเลอะ พร้อมทั้งกลิ่นอันรุนแรง ไม่ทําให้คุณยายอาจารย์รังเกียจ พยาบาลใกล้ชิด จนตัวเองมีกลิ่นเหม็นนั้นติดตัว เพราะความสํานึกในพระคุณที่คนเจ็บได้เป็นผู้ชักนําให้ถึงธรรมเหนือกว่าความรู้สึก ในความรังเกียจ ด้วยความคิดที่จะตอบแทนบุญคุณให้ถึงที่สุดจึงได้ลืมสุขภาพของตนเอง กินนอนไม่เป็นเวลา จนร่างกายผอมลง เมื่ออุบาสิกาทองสุขบอกว่า“แม่จันทร์ ฉันเห็นพระลอยมาเยี่ยมเต็มไปหมดแล้ว” อันเป็นวาระสุดท้ายของชีวิตทั้งที่ไม่มีเงินเลย ท่านก็ได้ใช้ปฏิภาณขอความร่วมมือจากศิษย์ จัดงานศพเป็นงานใหญ่สมเกียรติครูบาอาจารย์ของท่าน จากนั้นท่านก็ล้มเจ็บด้วยโรคหลายอย่างเป็นหนักมากแทบเอาชีวิตไม่รอด เพราะสุขภาพทรุดโทรมในระหว่างการดูแลรักษาพยาบาลอาจารย์ ความเป็นคนไม่มีความกังวลในระยะเจ็บป่วย บรรดาศิษย์พากัน ระส่ำระสายเพราะขาดที่พึ่ง หลายๆ คนหายหน้าไปไม่เข้าวัดคุณยายอาจารย์เองก็รักษาตัวอยู่บ้านศิษย์ผู้หนึ่งมีผู้บอกให้ท่านมาอยู่ที่วัดเพื่อรวบรวมศิษย์มิให้กระจัดกระจาย ท่านกลับไม่เดือดร้อน วางจิตเป็นอุเบกขาบอกแต่เพียงว่า “ไม่มีอะไรกังวลใครจะไม่มาปฏิบัติธรรมอีกก็ตามใจคนอื่นๆ ยังมีอีกมาก ธรรมะเป็นสิ่งทรงคุณค่า คนรู้ค่าต้องมาหาธรรมะเอง ธรรมะไม่ใช่ของราคาถูกจะได้เอาใส่กระจาดออกกระเดียดขาย” ขอย้อนกล่าวถึงความพากเพียรเสาะหาหนทางเข้าปฏิบัติธรรมของคุณยายอาจารย์โดยละเอียดสักเล็กน้อย เพราะอาจจะเป็นประโยชน์ต่อผู้มีจิตใจประเภทเดียวกันได้ถือเป็นตัวอย่างไม่ย่อท้อ คุณยายอาจารย์ออกจากบ้านมาพำนักอยู่บ้านญาติในจังหวัดพระนคร ใช้เวลาอยู่ที่นั่นระยะหนึ่งเพื่อสืบเสาะให้ทราบว่ามีบ้านใดที่คนในบ้านไปทําบุญที่วัดปากน้ำ เมื่อแน่ใจดีแล้วก็ลาญาติ ขอสมัครเข้าอยู่ในบ้านคุณนายผู้หนึ่ง ที่บ้านแห่งนั้นตอนเย็นเวลาประมาณ ๑ ทุ่ม ถึง ๒ หรือ ๓ ทุ่ม มีศิษย์วัดปากน้ำท่านหนึ่งคือ อุบาสิกาทองสุข สําแดงปั้น มาสอนการปฏิบัติธรรมให้ผู้ที่สนใจอยู่เป็นประจํา คุณยายอาจารย์ขออยู่ในบ้านนี้ โดยทํางานบ้านทุกอย่างให้เพื่อจุดมุ่งหมายอย่างเดียวคือเมื่อถึงเวลาอุบาสิกาผู้นั้นมาสอน คุณยายอาจารย์ก็ขออนุญาตคุณนายเลี๊ยบ สิกาญจนานันท์ เจ้าของบ้านเรียนด้วย เจ้าของบ้านเป็นผู้มีจิตศรัทธาในเรื่องนี้อยู่แล้วจึงเต็มใจอนุญาต การเรียนเริ่มแรกคงเหมือนกันกับที่ผู้อื่นเรียน คือ ภาวนาด้วยคําว่า “สัมมา อะระหัง” พร้อมกับนึกนิมิตเป็นลูกแก้ว หรือองค์พระพุทธรูปแก้ว อยู่ที่ศูนย์กลางกาย การฝึกหัดเริ่มแรกค่อนข้างยาก เมื่อหลับตาลง ความกังวลใจต่างๆเรื่องการงาน เรื่องคิดถึงแม่ที่นครชัยศรี คิดถึงท้องทุ่งกว้างก็เข้ามารบกวนอยู่บ่อยๆเมื่อนึกถึงคําที่ครูสอนไว้ว่า“ความกังวลเป็นศัตรูสําคัญของสมาธิ” รวมกับความปรารถนาอันรุนแรงเพื่อให้ได้พบพ่อ ทําให้คุณยายอาจารย์เพิ่มความเพียรตั้งใจปฏิบัติเอาจริง หลับตาแน่นตั้งใจภาวนา จะให้เห็นนิมิตด้วยตาเนื้อให้ได้ ซึ่งการทําอย่างนี้ไม่เป็นผล ทําให้ มึนศีรษะ วิงเวียน หงุดหงิด ทําอย่างนี้อยู่เป็นเดือน ก็เห็นแต่ความมืด ไม่มีความสว่างอย่างใดปรากฎ ท่านผู้เป็นครูเมตตาช่วยเหลือแก้ไขใหม่ สอนว่า ทําใจเฉยๆ เรื่อยๆ กําหนดบริกรรมนิมิตกับบริกรรมภาวนาเรื่อยไป อย่าให้มีกังวลอยากจะเห็นเร็วๆ พยายามอย่าข่มใจ อย่าเกร็งตัว อย่ากดลูกนัยน์ตา เมื่อไม่เห็นก็อย่าเสียใจเมื่อเห็นก็อย่าดีใจเกินไป เพราะนิมิตที่ได้ใหม่ๆ จะหายไป เมื่อเข้าใจดีแล้วก็ลองปฏิบัติใหม่โดยเริ่มทําใจเฉยๆ อย่างที่อุบาสิกาทองสุขแนะนํา แต่ก็อดที่อยากจะเห็นเร็วๆ ไม่ได้ คิดอยู่เสมอว่าถ้าเห็นเมื่อไรแล้วจะต้องไปพบพ่อให้ได้ เมื่อมีความอยากมากเข้า ก็เหมือนกับวิ่งตามเงาคิดท้อแท้ใจเหลือเกิน อีกใจหนึ่งก็คิดว่าบุญเรามีไม่พอ จึงไม่อาจจะเห็นธรรมได้ คิดฟุ้งซ่านไปต่างๆ นานา ธรรมะมีจริงทําไมไม่เห็น อุบาสิกาทองสุขให้ความกระจ่างทีละน้อยๆ ธรรมะเป็นของมีจริง แต่ตัวเรายังดีไม่จริงให้ค่อยทําค่อยไป ถูกส่วนเมื่อไรจะเห็นเอง จึงนั่งปฏิบัติธรรมเรื่อยไปหวังจะให้ถูกส่วนมุ่งให้ใจหยุดอยู่ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ เหนือสะดือ ๒ นิ้ว ตั้งอกตั้งใจมองหาจุดศูนย์กลางกายว่าอยู่ตรงไหน บังคับใจให้หยุดให้ได้ ความจริงขณะนั่งปฏิบัติธรรมใจไม่ฟุ้งซ่านวอกแวกไปทางไหนแล้ว กําลังอยู่ภายในกาย คิดอยู่อย่างเดียวคือหาฐานอันเป็นที่ตั้งของใจ ผลที่ได้รับคือความเหน็ดเหนื่อยเหมือนกับทํางานหนักๆ หายใจไม่ค่อยสะดวก ได้ทราบภายหลังจากอุบาสิกาทองสุขว่าใจของเราเป็นของละเอียดไม่ใช่ของหยาบจะบังคับให้หยุดย่อมเป็นไปไม่ได้ แม้ว่าใจเราจะไม่วอกแวกไปทางไหนก็ตามใจของเราต้องใช้วิธีตะล่อมทีละเล็กละน้อย เมื่อใจยอมก็หยุดเอง อุปมาเหมือนเราจะจับไก่เข้าเล้า ใจเรามุ่งจะจับไก่ ไม่ได้คิดอะไรอย่างอื่น ถ้าเราวิ่งพรวดพราดเข้าไปจับ ไก่ก็จะบินหนี เราจะไม่ได้ตัวไก่ เสียแรงเปล่าๆ แต่ถ้าหากเราค่อยๆ ตะล่อมเรียกไก่เข้ามา ไก่ก็จะเชื่องและยอมให้เราจับได้โดยง่ายฉันใดก็ฉันนั้น เราจะบังคับด้วยกําลังมุ่งอยู่ที่เดียว เพ่งแรงเกินไป ใจหยุดได้ยากแต่ถ้าค่อยๆ ภาวนาประคับประคองนิมิต แม้เห็นบ้าง ไม่เห็นบ้าง แจ่มบ้างไม่แจ่มบ้าง ในที่สุดใจจะรวมตัวแล้วหยุดในที่ตั้งของใจเอง การใช้กําลังเป็นเรื่องของคนหยาบหาปัญญามิได้ ธรรมะเป็นของเยือกเย็น ต้องทําใจของเราให้เย็นจึงจะเหมาะกับการเรียนธรรมะ การปฏิบัติธรรมที่ถูกต้องก็คือ ทําใจของเราให้เพียงแต่รู้สึกเฉยๆ ว่าใจเราอยู่ที่ศูนย์กลางกาย ไม่ควรรู้มากกว่านี้ อย่าคาดคะเนล่วงหน้าว่าต้องเห็นอย่างนั้นอย่างนี้ ถึงเวลาแล้วย่อมเห็นเอง เมื่อเข้าใจถึงขั้นนี้คุณยายก็ลองปฏิบัติใหม่ อุปสรรคต่างๆ ก็ยังไม่หมดสิ้นไป ภาพนิมิตเก่าๆ มักจะผุดขึ้นมาให้เห็นเสมอ บางครั้งก็เป็นภาพสิ่งที่เราไม่ต้องการ อุบาสิกาทองสุขต้องสอนต่อไปอีกว่าไม่ควรเอาใจใส่ในนิมิตนั้น จะเกิดขึ้นก็ให้เกิดไป ให้เฝ้ามองศูนย์กลางกายเสมอ มองอย่างมีสติว่า สิ่งที่เราต้องการก็คือใจหยุด เมื่อเราไม่สนใจหนักเข้าภาพเหล่านี้จะหายไปเอง อุปมาเหมือนแขกมาเยือนบ้าน เราเป็นเจ้าของบ้านไม่ยอมเอาใจใส่เขา เขาก็จะต้องเก้อเขินกลับไป ด้วยความตั้งใจอันเข้มแข็งไม่ย่อท้อของคุณยายอาจารย์ แม้ไม่เห็นอะไรก็ไม่หมดความพากเพียรพยายาม แม้จะต้องใช้เวลาเพียรไปจนสิ้นชีวิตก็ยินดี เมื่อปฏิบัติติดต่อกันจากสัปดาห์เป็นเดือน จากเดือนเป็นปี จิตใจก็หน่วงเหนี่ยว เอาธรรมะเป็นอารมณ์ แรกๆ ก็ปฏิบัติตอนที่ว่างจากงาน แต่เมื่อเคยชินหนักเข้าเวลาทํางานก็ภาวนา ปฏิบัติธรรมไปด้วยจนครบถึง ๒ ปีขณะภาวนากําหนดนิมิตอยู่จึงเห็นดวงกลมใสสว่างลอยนิ่งขึ้นมาตรงศูนย์กลางกาย เห็นชัดเจนแจ่มแจ้งทั้งลืมตาหลับตาอยู่ ๒-๓ วันจึงได้บอกอุบาสิกาผู้เป็นครู อุบาสิกาทองสุขจึงสอนให้มองเข้ากลางดวงกลมใสสว่าง นั้นจะเห็นตัวเอง เมื่อคุณยายอาจารย์มองตามก็เห็นตัวเองชัดใสอยู่ ท่านผู้เป็นครูจึงสอนต่อไป ให้มองดูกายทิพย์ กายพรหม กายอรูปพรหม ทั้งหยาบและละเอียดที่ซ้อนกันอยู่ข้างในเป็นชั้นๆ เข้าไป แล้วจึงให้มองดูกายธรรมโคตรภู ท่านเกิดความคิดขึ้นมาว่า . “เราได้เห็นธรรมะแค่นี้ยังทําให้ใจสบายถึงเพียงนี้ แม้ใครจะเอา ทองคํามาให้มีน้ำหนักเท่าตัวเรา แล้วขอซื้อเอาธรรมะไปไม่ให้เราเห็นอีกเราก็ไม่ยอม เรารู้แล้วว่าไม่มีอะไรช่วยได้ มีอยู่ทางเดียวคือธรรมะนี่เอง” คุณยายเกิดความรักธรรมะขึ้นจับใจ เมื่อได้ปฏิบัติธรรมถึงขั้นนี้ คุณยายอาจารย์ก็ระลึกถึงพ่ออีกตามเคยจึงบอกอุบาสิกาทองสุข อุบาสิกาทองสุขจึงแนะนําอุปเท่ห์ให้เข้าสมาบัติตามแนววิชชาธรรมกาย เมื่อจิตละเอียดดีแล้วก็ทําใจให้หยุดให้นิ่งเฉย ให้กายทุกกายซ้อนอยู่ในองค์ธรรมกาย แล้วอธิษฐานจิตขอพบพ่อ พอเข้าธรรมกายถูกส่วน รู้สึกว่ากายเบาลอยล่องสงบอยู่ ณที่เวิ้งว้างเป็นทะเลเพลิงที่กําลังลุกโชติช่วง ชั่วครู่หนึ่งไฟที่กําลังโหมอย่างร้อนแรงก็ค่อยๆ มอดลง ขณะเดียวกันรัศมีของธรรมกายเปล่งสว่างจ้าเห็นสภาพต่างๆ ได้อย่างชัดเจน ปรากฏเห็นภาพของสิ่งมีชีวิตมากมาย รูปร่างต่างๆ กัน บ้างก็เป็นสัตว์ บ้างก็เป็นคน บ้างก็ตัวเป็นคนหัวเป็นสัตว์ บ้างก็หัวเป็นคนตัวเป็นสัตว์ บ้างก็อยู่ในเครื่องทัณฑ์ทรมานเห็นพ่อแล้วรูปร่างหน้าตาของพ่อไม่เปลี่ยนแปลงเลยแต่งตัวดูใกล้เคียงกับเมื่อเป็นมนุษย์ กางเกงขาก๊วยชุดทํานาของพ่อก็ยังคงสวมอยู่ แต่พ่อดูซูบผอม ใบหน้าหมองคล้ำเหมือนคนที่กําลังมีทุกข์ เมื่อพ่อเห็นลูกสาวก็วิ่งมาเกาะที่เข่าทั้งคู่ พ่อกําลังมีทุกข์ พ่อตกนรกเพราะเมื่อมีชีวิตอยู่พ่อดื่มสุรามาก ซื้อสุราดื่มวันละ ๑๐ สตางค์ (๑๐ สตางค์ในสมัยนั้นซื้อสุรา ได้เป็นขวด) นอกจากนั้นพ่อได้เคยฆ่าสัตว์ ออกไปท้องนาก็จับกบ หอย ปู ปลา อยู่เป็นประจํา บางครั้งก็เชือดไก่ที่เลี้ยงไว้เป็นอาหาร เคยถามพ่อว่า พ่อฆ่าสัตว์ไม่กลัวบาปหรือ พ่อบอกว่าฆ่าเพื่อเป็นอาหารเลี้ยงชีพไม่ได้เอาไปค้าขายที่ไหน ถึงวันพระพ่อก็ไปทําบุญ คิดว่าบาปคงจะหายไป แต่ได้มาเห็นแล้วบาปของพ่อยังอยู่ พ่อกําลังถูกทรมานชดใช้บาป พ่อบอกว่าเมื่อใกล้จะละโลกพ่อเห็นนิมิตที่เคยทําบาป จิตจึงกระวนกระวายและเกาะอยู่กับนิมิตนั้น พ่อจึงถูก นํามาที่นี้ พ่อวิงวอนขอความช่วยเหลือน้ำตานองหน้า สงสารพ่อเหลือเกิน ไม่รู้จะช่วยพ่อได้อย่างไร เปรียบเสมือนพ่อกําลังจะจมน้ำ ตัวเองก็ว่ายน้ำไม่เป็นช่วยพ่อไม่ได้ จึงร้องไห้ออกมาดังๆ จนอุบาสิกาทองสุขถามขึ้น ก็บอกไปตรงๆ ว่าพ่อกําลังตกนรกเพราะดื่มสุรา อยากจะช่วยพ่อให้พ้นทุกข์ แต่ก็จนปัญญา อุบาสิกาทองสุขแนะขณะที่ยังอยู่ในสมาธิให้อธิษฐานเรียกบุญบารมีที่ได้บรรลุถึงธรรมอาราธนาธรรมกายช่วยพ่อ คุณยายอาจารย์จึงอธิษฐานว่า “ข้าพเจ้าตั้งใจปฏิบัติธรรมโดยเอาตัวเสี่ยงชีวิตนี้ เพื่อต้องการบรรลุธรรมจะได้มาช่วยพ่อบัดนี้ข้าพเจ้าบรรลุธรรมแล้ว ขออานุภาพพระธรรมกายจงบันดาลช่วยพ่อ ให้พ้นทุกข์ด้วยบารมี ของข้าพเจ้าเถิด” พอขาดคําก็ได้ยินเสียงพระธรรมกายกังวานก้อง บอกให้พ่อรับศีล พ่อยกมือพนมสมาทานศีลจนจบแล้ว พระธรรมกายก็ให้พ่อระลึกถึงบุญที่เคยทําไว้ขณะที่เป็นมนุษย์ ด้วยอานุภาพของพระธรรมกายและบุญของพ่อที่เคยทําตามประสาชาวบ้านนอก ทันใดนั้นกายของพ่อเบาและลอยสูงขึ้นๆ ติดตามธรรมกายของคุณยายอาจารย์ ผ่านสวรรค์ชั้นต่างๆ พ่อทําบุญไว้ไม่ใช่น้อยเหมือนกันพ่อไปได้ถึงสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ มีวิมานหลังเล็กเก่าคร่ำคร่า ไม่สุกใสงดงามเหมือนวิมานของเทพองค์อื่นๆ พระธรรมกายพ่อบอกว่า วิมานที่ไม่สุกใสเป็นเพราะขณะที่พ่อเป็นคน วัดก็เข้าเหล้าก็กิน บุญก็ทํากรรมก็สร้าง ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตเพื่อเอามาทําบุญ พระธรรมกายสอนให้พ่อภาวนา “สัมมา อะระหัง” ดูกายของพ่อผ่องใสขึ้นมาก ต่างกับขณะอยู่ในนรก กายของพ่ออยู่ในสภาพทิพย์ อยู่วิมานชั้นดาวดีงส์ ความเป็นทุกข์ที่อยากจะรู้ว่าพ่ออยู่ที่ไหนพ่ออยู่อย่างไรก็หมดสิ้นไปแล้ว การได้ช่วยพ่อก็เหมือนขอขมาโทษ ได้เห็นสภาวธรรมตามความเป็นจริงคนในโลกเมื่อเกิดมาก็ต้องแก่ ต้องเจ็บ ที่สุดก็ต้องตาย จะเอาอะไรติดตัวไปไม่ได้เลย แม้แต่สังขารร่างกายเราก็ทับถมสลายไปในดิน สมบัติต่างๆ ของมนุษย์เหมือนของขอยืมไม่ใช่ของเรา เพราะตายไปแล้วเอาติดตัวไปไม่ได้สิ่งที่จะเอาติดตัวไปได้ และเห็นได้ชัดด้วยตาธรรมกายคือ บุญและบาป เมื่อเกิดมาเป็นมนุษย์ถ้าปลงได้ถึงขั้นนี้จะเห็นว่า ไม่มีอะไรดีกว่าการกระทําให้ถึงที่สุดแห่งกองทุกข์ การขจัดทุกข์ให้หมดสิ้นไปอย่างสิ้นเชิงก็มีทางเดียวคือ ถือเพศพรหมจรรย์ขอบวชเพื่อรักษาศีลให้บริสุทธิ์ สร้างสมทางบุญเอาติดตัวไปให้ได้มากๆ การเข้าวัดคนในโลกทั่วไปเห็นกันว่าเป็นเรื่องของคนเฒ่าคนแก่ แต่คุณยายอาจารย์เห็น ว่าอายุ ๒๙ ปีของท่านสมควรแล้วที่จะสละฆราวาสวิสัย เมื่อได้เห็นธรรมะแล้ว ความเด็ดเดี่ยวเกิดขึ้นในใจว่า “จะต้องออก จากบ้านโดยเด็ดขาด จะไม่ยอมให้มีอะไรมายับยั้ง” จึงได้ปรึกษากับอุบาสิกาทองสุข ด้วยความช่วยเหลือของอุบาสิกาผู้เป็นครู จึงได้ลาคุณนายเลี๊ยบในวันพฤหัสบดี ตอนบ่ายวันนั้นเมื่อหลวงพ่อวัดปากน้ำออกสอนธรรมะ อุบาสิกาทองสุขได้พาคุณยายอาจารย์เข้ากราบฝากตัว หลวงพ่อพูดทักคําแรกว่า “มึงมันมาช้าไป” แล้วให้ส่งตัวเข้าในสถานที่ค้นวิชชาชั้นสูงทันที โดยไม่ต้องผ่านการทดสอบปฏิบัติธรรมเหมือนคนอื่นๆ คืนนั้นอุบาสิกาทองสุขจึงโกนผมให้รุ่งเช้าก็ได้เปลี่ยนเพศเป็นอุบาสิกา เมื่อเป็นผู้มีศีลบริสุทธิ์ การเรียนธรรมขั้นสูงก็เริ่มง่ายขึ้น หลวงพ่อ สอนให้รู้จักขันธ์ ๕ อายตนะ ๑๒ ธาตุ ๑๘ อินทรีย์ ๒๒ อริยสัจ ๔ ปฏิจสมุปบาทธรรม ๑๒ ด้วยเหตุที่ไม่รู้หนังสือจึงต้องอาศัยความรู้ที่เกิดจากการเห็นเท่านั้น ยิ่งทํายิ่งรู้ ยิ่งดูยิ่งเห็น ในที่สุดวิชชาธรรมกายก็แตกฉานสุดจะประมาณ หลวงพ่อถามเกี่ยวกับธรรมะเป็นตอบได้ทุกข้อ ท่านถึงกับออกปากชมว่า “เป็นหนึ่งไม่มีสอง” คําชมของหลวงพ่อกล่าวในที่ประชุม จึงเป็นความภาคภูมิใจ อย่างเหลือล้น คุณยายอาจารย์เล่าถึงความสนุกสนานในการเรียนวิชชาธรรมกายขั้นสูงจากหลวงพ่อ ล้วนแต่เป็นความรู้ที่น่ามหัศจรรย์ แปลกประหลาด ซึ่งไม่สามารถเล่าสู่กันฟังเป็นที่เปิดเผยได้ด้วยยังไม่ถึงเวลาอันสมควร มือยู่หลายเรื่องที่คุณยายอาจารย์เล่าแล้วพวกเราลูกศิษย์ตื่นเต้นกันมากเช่น ในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง หลวงพ่อช่วยประเทศชาติ ศาสนาอย่างเต็มที่ด้วยวิชชาธรรมกาย ในขณะนั้นหลวงพ่อมีศิษย์ที่เชี่ยวชาญวิชชาธรรมกายเป็นพระภิกษุประมาณ ๓๐ รูป เป็นอุบาสิกาประมาณจํานวนเท่ากัน หลวงพ่อรู้การมาโจมตีของเครื่องบินข้าศึกด้วยอํานาจทางสมาธิจิตแล้วให้ศิษย์ธรรมกายทั้งหมดของท่านช่วยกันปัดลูกระเบิดลงทะเลบ้าง แม่น้ำบ้าง ปาฏิหาริย์ซ่อนประเทศ ซ่อนเมือง ซ่อนจุดยุทธศาสตร์ที่สําคัญ บังตาให้เห็นเมืองเป็นป่าให้มองเห็นที่รกร้างไม่มีคนเป็นเมือง หลวงพ่อคุมการทํางานด้วยตนเองทั้งวันทั้งคืน ด้วยอํานาจอันแรงกล้าของศิษย์ธรรมกาย จึงเป็นที่เล่าลือกันในสมัยนั้นว่าชาวบ้านมองเห็นด้วยนัยน์ตาว่า ตอนเรือบินข้าศึกมาทิ้งระเบิด มีแม่ชีวัดปากน้ำเหาะขึ้นไปปัดลูกระเบิด และไม่ใช่มีผู้เห็นเพียงคนเดียวหรือสองคน แต่ได้พากันเห็นเป็นจํานวนมากจนหนังสือพิมพ์เอาไปลงเป็นข่าว อยู่หลายครั้ง มีครั้งสําคัญที่สุดอยู่ครั้งหนึ่งที่รู้กันอยู่เพียง ๓ คน คือหลวงพ่อ คุณ ยายอาจารย์ และนายประยูร มัคทายกของวัดในสมัยนั้น ครั้งนั้นหลวงพ่อสั่งว่า “ลูกจันทร์ใช้ธรรมกายไปดูซิ มีลูกระเบิดแปลกประหลาดลูกใหญ่ กว่าเพื่อนอยู่ลูกหนึ่ง พวกสัมพันธมิตรประชุมกันว่าจะมาทิ้งที่ประเทศของเรา เพราะมีญี่ปุ่นอยู่แยะ ดูซิ ถ้ามาทิ้งจะเป็นอย่างไร คุณยายอาจารย์ท่านเข้าสมาธิตามคําสั่งใช้ธรรมกายตอบหลวงพ่อตามที่ได้เห็นในญาณว่า ประเทศของเราเตียนราบเป็นหน้ากลอง แทลกเป็นจุณ ทั้งต้นไม้ ใบหญ้าตุ๊กตุ่นตุ๊กตา ไม่มีอะไรที่มีชีวิตเหลืออยู่เลยเจ้าค่ะ” ขณะที่ตอบก็ให้รู้สึกอัศจรรย์ในฤทธิ์อํานาจของระเบิดลูกนั้นจริงๆ หลวงพ่อไม่พูดอะไรอีกเลย จากเวลานั้นศิษย์ในสถานเจริญภาวนาทุกคนต้องทํางานทางจิตกันทั้งวันทั้งคืน ไม่มีเวลาได้พักผ่อน หลวงพ่อควบคุมอย่างใกล้ชิด ตลอดเวลา ๗ วัน ๗ คืน งานหนักที่ท่านให้กระทําและเป็นความลับอยู่เพิ่งจะเปิดเผยขณะนี้คือ ให้ทุกคนช่วยกันเอาระเบิดลูกนั้นออกไปให้พ้นประเทศไทยในวันที่ ๗ ผลที่ปรากฏคือ พ้นไปจากประเทศไทยจริงแต่ไปทําความราบเรียบเป็นหน้ากลองไว้ที่เมืองฮิโรชิม่า ในประเทศญี่ปุ่น ที่เรารู้จักกันในชื่อต่อมาว่าลูกระเบิดปรมาณู (อาจจะมีใครที่ได้อ่านแล้วอยากจะคิดค้นดูก็เป็นได้ บางท่านอาจไม่เชื่อซึ่งท่านก็ไม่ผิด เพราะท่านไม่เห็น บางท่านอาจเชื่อเพราะท่านได้เห็นได้ยิน ได้ฟังด้วยตัวเอง บางท่านเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งซึ่งก็ไม่ผิดเพราะสิ่งเหล่านี้เขาอาจทําได้จริงคอยแต่การพิสูจน์ด้วยตัวเองท่านเท่านั้น แต่ถ้าสงสัยจริงถึงขนาดนั้นก็มีทางพิสูจน์ลองไปสอบถามคณะกรรมาธิการของฝ่ายสัมพันธมิตรสมัยนั้นดูก็ได้ เข้าใจว่ายังมีอยู่อีกหลายคน) คุณยายอาจารย์ได้รับการอบรมธรรมจากหลวงพ่อมากพอสมควร หลวงพ่อก็ขอร้องให้ช่วยสอนธรรมแก่ผู้อื่น ท่านว่า ถ้าไม่สอนแล้วจะไปนั่งนิพพานองค์เดียวในใจก็คิดว่าองค์เดียวก็องค์เดียว คนไม่รู้หนังสือจะไปสอนใครได้ ถ้าเขาไล่ปัญหาธรรมเกี่ยวกับปริยัติคงจะต้องติดขัด อีกประการหนึ่งธรรมะเป็นของลึกซึ้ง ละเอียดรู้ตามได้ยาก เห็นได้ยาก ไม่ใช่วิสัยของการนึกคิดคาดคะเนเอา เป็นเรื่องที่ต้องรู้ต้องเห็นด้วยตนเองจึงจะเข้าใจ กระนั้น ด้วยความที่ไม่เคยผิดระเบียบวินัย กับความเคารพในครู อาจารย์แม้จะไม่เต็มใจสอนแต่เมื่อหลวงพ่อออกคําสั่งก็รับปฏิบัติ มีอยู่ครั้งหนึ่งต้องไปถึงเพชรบุรี เพื่อช่วยเหลือสมภารวัดแห่งหนึ่ง ผู้ซึ่งมาขอร้องต่อหลวงพ่อให้ช่วยส่งศิษย์ไปปราบพวกทรงเจ้าเข้าผี โดยมาใช้ศาลาวัดเป็นที่เข้าทรง คุณยายอาจารย์ได้เล่ารายละเอียดทําให้พวกลูกศิษย์อดหัวเราะเพราะรู้สึกขําไม่ได้ เพราะถึงแม้ท่านจะถูกแกล้งให้ไปพักศาลากลางป่าช้า แกล้งให้กินสมอจนท้องเดิน ท่านก็ยังสามารถใช้ธรรมกายจัดการผีที่เข้าทรงได้สําเร็จ เมื่อกลับมาแล้วทางวัดจึงส่งข่าวแจ้งมาว่าประชาชนเลิกทรงเจ้ากันไปแล้ว นับว่าได้ทํากุศลให้คนเลิกงมงายไปได้จํานวนไม่น้อย ความเคารพครูอาจารย์และเคร่งครัดในวินัยนั้น ท่านปฏิบัติมา สม่ำเสมอไม่มีด่างพร้อยตลอด ๓๐ ปีเศษ แม้ขณะนี้ (ปี พ.ศ.๒๕๒๑) ยังสังเกตเห็นได้บ่อยจากการที่เมื่อใดพบว่าลูกศิษย์คนใดดื้อดึง ไม่อยู่ในโอวาทท่านจะตักเตือนว่ากล่าวด้วยถ้อยคํารุนแรงบางคนถูกลงโทษอย่างหนักถึงขนาดท่านกําหนดเวลาไม่พูดด้วย การขัดคําสั่งที่คนอื่นอาจเห็นว่าเล็กน้อย สําหรับคุณยายอาจารย์ท่านจะถือเป็นเรื่องสําคัญเสมอ เพราะตัวท่านเองไม่เคยดื้อดึงต่อครู ไม่ใช่เรื่องการเคร่งครัดตรงต่อระเบียบวินัยเท่านัน แม้แต่เวลา ท่านก็ตรงต่อเวลาจนราวกับว่าท่านเป็นนาฬิกาเสียเอง ถึงเวลาใดทําอะไร จะปฏิบัติตรงสม่ำเสมอไม่ผิดพลาด ไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อยถึงจะเจ็บไข้ก็ไม่ยอมแพ้ปฏิบัติหน้าที่ไปทั้งไม่สบายอย่างนั้น ถ้าเป็นมากลุกไม่ไหวก็นอนออกคําสั่งไม่มีย่อท้อ การสั่งสอนอบรมศิษย์ท่านทําด้วยความเมตตา แม้ตนเองจะไม่มีลูกแต่จากการอบรมนั้นแสดงความหวังดีเสียยิ่งกว่าศิษย์ทุกคนเป็นลูก บิดามารดาของชาวโลกถึงจะห่วงใยบุตรธิดามากเท่าใด ก็ห่วงกันได้เพียงชีวิตเดียวนี้ แต่คุณยายอาจารย์ห่วงลูกศิษย์นั้นห่วงทั้งชาติปัจจุบันและอนาคตชาติต่อๆ ไปท่านจะเน้นและกระตุ้นให้ศิษย์ทุกคนฝักใฝ่ในการทําความดีอย่างไรไม่มีที่หยุดที่พอให้พยายามละกิเลสโดยชี้แจงอย่างละเอียดลออ ซึ่งบางครั้งชาวโลกจะเห็นเป็นของธรรมดา แต่ท่านเอามาแจกแจงจนเราซาบซึ้งใจว่า นั่นแหละเป็นกิเลสอย่างละเอียดทีเดียว การสอนที่ท่านให้ต่อศิษย์ใกล้ชิด ถ้าคนที่ติดเหยื่อในโลกได้ยินจะต้องตกใจมาก เพราะท่านสอนให้รู้จักเอาตัวรอดจากกิเลส เดินออกจากกาม ออกจากความทุกข์ของโลกให้รู้จักป้องกันตัว ให้พ้นเหยื่อล่อของกาม ความสะอาดของจิตใจในการประพฤติพรหมจรรย์ของท่านลูกศิษย์ทุกคนตระหนักดี การสั่งสอนของท่านเป็นแบบผ่าตัด ตรงและรุนแรง เป็นแนวประหลาด เช่น ตัวอย่างท่านกล่าวว่า เมตตากรุณาและสงสาร พาเราตกเหว ต้องเอาอุเบกขาเป็นเถาวัลย์โยนลงไปให้เมตตาสงสารไต่ขึ้นมา นี่เป็นข้ออรรถธรรมที่ค่อนข้างลึกซึ้งในการสู้รบกับกิเลส ซึ่งจะไม่บรรยายให้ละเอียดไว้ ณ ทีนี้ มีบางครั้งบางคราวที่ท่านต้องอดทนจนจับใจศิษย์ เช่นตอนที่ผู้ใกล้ชิดของศิษย์รุมกันโกรธท่าน กล่าวหาว่าท่านเป็นผู้ล้างสมองให้คนของเขาละกิเลสละทิ้งความสุขทางโลกหันมาปฏิบัติธรรม บางรายไปอย่างอันธพาลยืนชี้หน้าว่าท่านสาดเสียเทเสีย ท่านคงสู้ด้วยวิธีนิ่งเงียบเก็บใจไว้ในกายปฏิบัติกัมมัฏฐานสู้การกระทําเช่นนั้นมีผลให้ท่านมีจิตผ่องแผ้วไม่สะดุ้งสะเทือนโกรธแค้น ท่านไม่สู้ด้วย วิธีโกรธตอบ ท่านกล่าวว่า “ชาติหน้ามีจริง ชาตินี้เราเป็นได้แค่นี้ใช้หนี้อยู่ก็อดทนเอา จะสู้ ทําความดีไม่ถอย ชาติหน้าจะไม่ให้เป็นอย่างชาตินี้แน่นอน” ความมหัศจรรย์ที่น่าคิดอีกประการคือ คุณยายอาจารย์ไม่มีความรู้ทางโลกเลย เดือนหนึ่งปีหนึ่งจะออกนอกที่พักแทบจะนับครั้งถ้วน แต่ถ้าศิษย์คนใดมีปัญหา ไม่ว่าจะเรื่องส่วนตัว เรื่องครอบครัวหรือเรื่องราชการ ซึ่งบางครั้งผู้เป็นเจ้าของเรื่องหาทางออกไม่ได้ ถ้ากราบเรียนปรึกษาท่าน จะไม่มีใครผิดหวังจากคําแนะนํานั้นสักครั้งเดียว จะต้องได้รับผลสําเร็จอย่างมหัศจรรย์ทุกคราว โดยเฉพาะถ้าเป็นปัญหาเฉพาะหน้าแล้ว สุดที่จะกล่าวชมปฏิภาณของท่านได้ การแสดงอาการไม่รู้ทันผู้อื่นที่คนทั่วไปเห็นอยู่นั้น ได้ปิดบังไม่ให้ ใครเห็นปัญญาอันชาญฉลาดของท่านเสียสิ้นเชิงมีแต่ศิษย์ใกล้ชิดเท่านั้นที่ทราบ รัศมีของคุณยายจันทร์ ขนนกยูง เมื่อสมัยที่คุณยายจันทร์ยังพักอาศัยกับคุณยายทองสุขในวัดปากน้ำได้มีครูจากโรงเรียนเรยีนาฯ จ.เชียงใหม่ มาพักที่บ้านคุณยายทองสุขเพื่อปฏิบัติธรรม คุณครูผู้นี้มีลูกศิษย์ชื่อ เจ้าสร้อยมาลา ณ จําปาศักดิ์ ซึ่งขณะนั้นมีอายุเพียง ๑๕ ปี ได้ติดตามมาด้วย เจ้าสร้อยมาลาฯ เล่าให้ฟังว่า ในราวปี พ.ศ.๒๕๐๕ ท่านได้ติดตาม คุณครูมุกดา ไอยเสน ซึ่งเป็นลูกศิษย์วัดปากน้ำ มาปฏิบัติธรรมที่วัดในช่วงปิดเทอม ท่านเองไม่เต็มใจมา แต่เกรงใจคุณครูจึงต้องมาด้วย ท่านมาพักที่วัดปากน้ำอยู่ ๔ คืน อยู่ที่กุฏิคุณยายทองสุขเดิม ขณะนั้นคุณยายทองสุขสิ้นชีพแล้ว แต่คุณยายอาจารย์ยังพักอยู่ ที่กุฏินั้น เจ้าสร้อยมาลาฯ เล่าว่าครั้งแรกที่เจอกัน ท่านจําชื่อคุณยายได้แม่น เพราะรู้สึกว่าชื่อนามสกุลแปลกดี ตกตอนเย็น คุณครูมุกดา หาข้าวให้รับประทานแต่ท่านรับประทานไม่ได้ เพราะกับข้าวเป็นน้ำพริกกะปิ ท่านแพ้กุ้งจึงไม่ได้รับประทาน อีกทั้งจาน ช้อนก็เป็นสังกะสี เมื่อคุณครูบังคับจึงแสดงอาการไม่พอใจ แต่คุณยายอาจารย์ท่านไม่ถือโกรธเลย ท่านบอกว่า “ไม่เป็นไร ไม่กินก็ไม่เป็นไร” แล้วท่านก็เดินไปหยิบกล้วยมาให้ด้วยความหวังดีเกรง เจ้าสร้อยมาลาฯ จะหิว แต่เจ้าท่านก็ไม่ยอมรับประทานอีก เพราะกําลังโกรธ ท่านไม่เคยลําบากเนื่องจากท่านเป็นเจ้า มีตระกูล มีบริวารแวดล้อมมากมาย คืนนั้นท่านจึงเข้านอนทั้งที่ท้องว่างและมีอารมณ์ขุ่นมัว ท่านเล่าว่าท่านนอนมองหลังคาสังกะสีของบ้านและนึกไปว่าถ้าฝนตกจะรั่วใส่เราไหมนะ และทําไมเราต้องมานอนในที่อย่างนี้ ราวตีสามของคืนนั้นท่านสะดุ้งตื่น ได้ยินเสียงของคุณยายทองสุข จากเทป เสียงดังชัดเจนมากพูดอย่างเฉียบขาดว่า “ให้ประคองดวงจิตของคุณประคองดวงธรรมกายไว้เหนือสะดือ แม้คุณจะขี้ จะเยี่ยว จะตด ก็ให้ สัมมาอะระหังไว้” ตอนนั้นเจ้าสร้อยมาลาฯ ท่านไม่เข้าใจ ท่านนึกไม่พอใจว่าทําไมพูดคําไม่สุภาพ และพอมองออกไปนอกมุ้งเห็นคุณยายอาจารย์ ท่านนั่งสมาธิอยู่ ที่แปลกคือท่านเห็นแสงสว่างเป็นวงอยู่รอบศีรษะของคุณยายอาจารย์ด้วย เป็นแสงสีขาวนวล ซึ่งท่านมาทราบในภายหลังว่าเป็นแสงที่นักวิทยาศาสตร์เรียกว่า แสงออโรร่า ซึ่งมีทั้งสีเขียว เหลือง ส้ม แต่แสงสีขาวนวลนี้แสดงถึงพลังอันสูงสุด ท่านเคยเห็นแสงอย่างนี้ครั้งหนึ่งเมื่อคราวเป็นไข้หนัก ใกล้ตายพอมาเห็นแสงอย่างนี้จากคุณยายอาจารย์อีก จึงนึกศรัทธา ใจก็เลยอ่อนโยนลง เช้าขึ้นมาท่านรับประทานข้าวได้ไม่บ่นอีก พอราว ๘ โมงเช้า มีแม่ชีและผู้คนเยอะแยะไปกราบศพหลวงพ่อวัด ปากน้ำ ท่านก็ตามครูมุกดาไปด้วย โดยไม่รู้จักหลวงพ่อวัดปากน้ำเลย เมื่อได้ยินพระนํานั่งสมาธิแบบสัมมา อะระหัง ท่านยังไม่หายโมโห จึงแกล้งภาวนาว่า สัมมาอะระหอย (ถึงตอนนี้เจ้าสร้อยมาลาฯ ท่านยกมือไหว้ท่วมศีรษะว่า สาธุขออย่าได้เป็นบาปติดตัวเลย ตอนนั้นไม่รู้เรื่องจริงๆ) ขณะที่ท่านภาวนาอย่างนั้นท่านก็ได้เห็นพระรูปหนึ่งที่ท่านไม่รู้จัก เอาอะไรมาตีศีรษะท่านแล้วดุว่าให้ใช้คําภาวนาให้ถูก และต่อไปภายหน้าจะมีญาณรู้เห็นมากกว่าคนธรรมดา ท่านยังเถียงพระรูปนั้นไป แต่จําหน้าพระรูปนั้นได้อยู่ ครั้นนั่งสมาธิกันเสร็จแล้วก็มีการแจกพระของขวัญกัน ตอนนั้นทําบุญกันองค์ละ ๓๐ บาท โดยให้รับได้คนละ ๑ องค์เท่านั้น แต่เจ้าสร้อยมาลาท่านเป็นเด็กแก่น ท่านจึงเวียนเข้าไปรับอีก เมื่อรอบแรกท่านรีบๆจึงไม่ได้มองอะไร แต่เจ้าสร้อยมาลาท่านเป็นเด็กแก่น ท่านจึงเวียนเข้าไปรับอีก เมื่อรอบแรกท่านรีบๆจึงไม่ได้มองอะไร พอเข้าไปรอบที่สองท่านมีเวลาเหลียวมองไปรอบๆ จึงได้เห็นโลงศพตั้งอยู่มีดอกไม้จัดไว้สวยงามจึงรู้ว่าต้องเป็นคนดีเป็นที่นับถือ ครั้นเงยหน้าเห็นรูปหลวงพ่อวัดปากน้ำ ท่านสะดุ้ง นึกได้ว่าเป็นพระที่มาเตือนท่าน เมื่อไต่ถามพระที่กําลังแจกพระของขวัญดูจึงได้รู้ว่าเป็นหลวงพ่อวัดปากน้ำจริงๆ และต่อมาภายหลังท่านได้ทําสมาธิแบบสัมมา อะระหัง เรื่อยมา และมีญาณรู้เห็นอย่างที่หลวงพ่อท่านพูดไว้ทุกประการ เจ้าสร้อยมาลาแม้จะเป็นเด็กอายุเพียง ๑๕ ปี ในขณะนั้น ก็ยัง ประทับใจในตัวคุณยายอาจารย์จันทร์ ขนนกยูง เมื่อเอ่ยถึงคุณยายอาจารย์ท่านจะบอกได้ทันทีว่าคุณยายเป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตน และท่านไม่เคยถือโกรธใคร แม้จะได้พักอยู่กับท่านเพียง ๔ คืน ก็ยังประทับใจ และรําลึกถึงคุณยายอาจารย์อยู่เสมอ ท่านไม่ได้มีโอกาสกลับไปกราบอีก แต่หลังจากนั้นท่านได้นั่งสมาธิตามแนวสัมมา อะระหัง เรื่อยมา และท่านไม่ได้แกล้งภาวนาผิดๆ อย่างนั้นอีก ปัจจุบันนี้เจ้าสร้อยมาลาฯ จะนําอาหารไปถวายพระที่วัดใกล้บ้าน ท่านสวดมนต์ทําวัตรและนั่งสมาธิทุกวันไม่เคยขาดเลย แต่เดิมด้วยคิดว่าตนเองไม่มีความรู้ทางหนังสือ การสอนผู้อื่นคง ลําบากเพราะความรู้ที่มีอยู่ได้จากภาคปฏิบัติล้วนๆ จึงไม่คิดจะสอนใคร ครั้นรําลึกถึงคําสั่งครั้งสุดท้ายของหลวงพ่อที่ให้ไว้ว่า ให้ช่วยกันเผยแผ่วิชชาธรรมกายของพระพุทธองค์ คุณยายอาจารย์จึงต้องรับหน้าที่อบรมสั่งสอนผู้ใฝ่ธรรมตลอดมาจนกระทั่งปี พ.ศ.๒๕๒๑ แม้อายุใกล้จะ ๗๐ ปีแล้ว ท่านก็ยังไม่ทิ้งหน้าที่ตามคําสั่งของหลวงพ่อ ใครที่เป็นศิษย์เห็นท่านแล้วจะรู้สึกอุ่นใจ ดูท่านแข็งแรง ว่องไว แต่เมื่อนึกถึงอายุของท่าน บางทีทําให้อดใจหายไม่ได้ ท่านกําลังนับวันจากพวกเราอยู่ อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าท่านจะยังอยู่หรือจากไปสิ่งหนึ่งที่ได้ทิ้งไว้ให้พวกเราได้กราบระลึกถึงคือ “ความเป็นตัวอย่างอันยอดเยี่ยมในการสร้างบารมี” จะมีใครบ้างสักกี่คนหนอที่จะเดินทางตามตัวอย่างอันวิเศษนี้ ปัจจุบันคุณยายจันทร์ได้ละสังขารไปแล้ว เมื่อปี พ.ศ.๒๕๔๓ สิริอายุได้ ๙๒ ปี อาจารย์แม่ชีเธียร ธีรสวัสดิ์ หนึ่งในบรรดาศิษย์ของพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ (สด จนฺทสโร) ซึ่งมีบทบาทสําคัญในการเผยแพร่ “วิชชาธรรมกาย” อีกท่านนึง คืออาจารย์แม่ชีเธียร ธีรสวัสดิ์ ซึ่งในปี พ.ศ.๒๕๒๗ นี้ ท่านมีอายุได้ ๗๙ ปีและลูกศิษย์ของท่านมักจะเรียกท่านว่า “คุณแม่” หรือ “คุณยาย” อาจารย์แม่ชีเธียร ถือกําเนิดในวันพฤหัสบดี เดือน ๓ ปีมะเส็ง พ.ศ. ๒๔๔๘) ที่อําเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี บิดาท่านชื่อ ไกร และมารดาท่านชื่อ นา มีพี่น้องร่วมบิดามารดา ๕ คน เป็นหญิง ๒ คน และชาย ๓ คน โดยอาจารย์แม่ชีเธียรเป็นบุตรคนที่ ๔ ชีวิตในเยาว์วัยของท่านนับว่ามีความสุขและความอบอุ่นตามสมัยเวลาบิดามารดาท่านมีอาชีพค้าขายอิฐทรายโดยล่องเรือมาขายที่กรุงเทพฯ และอาจารย์แม่ชีเธียรได้หัดอ่านเขียนกับพี่น้องที่บ้านจนพออ่านออกเขียนได้ ทั้งนี้เนื่องจากการศึกษาในสมัยนั้นยัง ไม่ค่อยแพร่หลาย เด็กผู้หญิงมักไม่ได้รับการส่งเสริมด้านการศึกษาเท่าที่ควร มารดาของอาจารย์แม่ชีเธียรสิ้นชีวิตลงเมื่อท่านอายุได้เพียง ๗ ปี ครั้นอายุได้ ๑๕ ปี บิดาได้พาครอบครัวโยกย้ายมาอาศัยอยู่ที่จังหวัดธนบุรี โดยบิดาท่านยังคงยึดอาชีพเดิมคือ ค้าขายอิฐทรายต่อไป เมื่ออายุได้ ๒๕ ปี ท่านได้สมรสกับนายพึง ธีรสวัสดิ์ ซึ่งเป็นพ่อค้าสั่งของจากต่างประเทศเข้ามาจําหน่ายภายในประเทศ เมื่ออายุ ๓๐ ปีจึงให้กําเนิดบุตรชายหนึ่งคนชื่อ เกษม ธีรสวัสดิ์ ซึ่งสามีและท่านได้ส่งให้เรียนที่โรงเรียนอัสสัมชัญ จนจบชั้นสูงสุดของโรงเรียนเมื่อสําเร็จการศึกษาแล้วจึงเข้าทํางานในบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งจนถึงปัจจุบันนี้ หลังจากคลอดบุตรแล้ว ท่านก็เริ่มสนใจพระพุทธธรรม โดยมาทําบุญฟังเทศน์ และนั่งภาวนากับหลวงพ่อวัดปากน้ำ ณ วัดปากน้ำเป็นประจําเท่าที่โอกาสจะอํานวย เมื่อสงครามโลกครั้งที่สองอุบัติขึ้น และประเทศไทยต้องเข้าสู่สงครามด้วยภาวะจํายอม มีทหารญี่ปุ่นอยู่เต็มบ้านเมือง เครื่องบินฝ่ายพันธมิตรก็เข้าโจมตีทิ้งระเบิดทั่วไป อย่างหนักทั้งที่ฝั่งกรุงเทพฯ และฝั่งธนบุรี ในคราวนั้นท่านได้รับความเดือดร้อนจากภัยสงครามเป็นอย่างมาก แต่ครอบครัวของท่านมิได้โยกย้ายหนีสงครามออกไปต่างจังหวัดเช่น บางครอบครัว ในครั้งนั้นท่านจึงอธิษฐานจิตต่อหน้าพระพุทธปฏิมากรว่า “ขอให้บ้านและร้านค้าจง รอดพ้นจากภัยของระเบิด ซึ่งถ้ารอดพ้นไปได้แล้ว ท่านจะขอบวชชีและปฏิบัติธรรมถวาย ปรากฏว่า บ้านและร้านค้าของท่านอยู่รอดปลอดภัยมาจนสงครามสงบ ดังนั้น เมื่อทางการประกาศยุติสงครามได้ ๓ วัน ท่านจึงเข้ามาพักที่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ อยู่ ๑ อาทิตย์แล้วจึงบวชด้วยความยินยอมของสามีโดยหลวงพ่อวัดปากน้ำได้เมตตาทําพิธีบวชให้เองในครั้งนั้น ถ้าใครถามท่าน ว่าจะบวชนานเท่าใด ท่านจะตอบว่า ยังไม่แน่ สบายใจหรืออยู่ได้แค่ไหนก็เอาแค่นั้น ท่านมิได้มีความตั้งใจอยู่เลยว่าจะบวชจนตลอดชีวิต เพราะขณะนั้นวัยของท่านก็เพียง ๔๐ ปี อีกทั้งสามีและลูกชายวัย ๑๐ ขวบอีกคนหนึ่งที่ยังต้องห่วงใยและผูกพันอยู่ หลังจากบวชแล้ว ท่านได้เรียนธรรมปฏิบัติกับหลวงพ่อตามเวลาที่ พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านลงสอน นอกจากนั้น ท่านยังได้เรียนกับอาจารย์แม่ชีทองสุข สําแดงปั้นอีกด้วย ท่านจึงถือว่าแม่ชีทองสุขเป็นอาจารย์ของท่านอีกผู้หนึ่ง แต่ในช่วงพรรษาแรก ท่านยังมิได้ “ธรรมกาย” และเป็นบุญของท่านที่ยังไม่ได้มีเหตุให้สึกออกไปเสียก่อน จนต่อมาใน พรรษาที่ ๒ วันหนึ่งหลวงพ่อสั่งให้แม่ชีทองสุขออกไปสอนธรรมปฏิบัติตามต่างจังหวัดโดยเริ่มที่อําเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา และอนุญาตให้เลือกแม่ชีอีกคนไปเป็นเพื่อนด้วย ซึ่งอาจารย์แม่ชีทองสุขก็ได้เลือกท่านเนื่องจากเห็นว่า เหมาะสมที่สุด แม้ว่าท่านยังไม่ได้ธรรมกายในขณะนั้น เมื่ออาจารย์แม่ชีทองสุขนําความไปกราบเรียนหลวงพ่อ หลวงพ่อท่านก็เห็นชอบด้วย และกล่าวว่า “ไปเถิด แล้วจะได้ธรรมกายกลางทางนั้นแหละ” และก็สมจริงดังคําทํานายของหลวงพ่อวัดปากน้ำ คือ ท่านได้ธรรมกายระหว่างเดินทางไปทําการสอนจริงๆ และสามารถเริ่มลงมือสอนธรรมปฏิบัติแก่สาธุชนผู้สนใจได้เลยในทันที ต่อจากบางปะกง อาจารย์แม่ชีทั้งสองท่านก็ได้ไปสอนธรรมปฏิบัติที่ชลบุรี ได้พักอยู่ที่วัดช่องลม เป็นเวลาหลายเดือน ประชาชนที่นั่นได้ธรรมะกันมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านสมภาร ท่านก็ได้ธรรมะ ซึ่งท่านก็ได้ช่วยดําเนินการสอนต่อไป อาจารย์แม่ชีทองสุข และศิษย์เอกของท่านก็ได้นมัสการลาท่านสมภารวัดช่องลม ไปสอนธรรมปฏิบัติที่วัดหนองตําลึงประมาณเดือนหนึ่งและต่อมาที่วัดหนองข้างคอกอีกเดือนหนึ่ง จากนั้นอาจารย์แม่ชีเธียรกับอาจารย์ของท่านก็ได้เดินทางไปสอนธรรมปฏิบัติต่อที่ตําบลพนัส และจึงย้อนกลับไปช่วยท่านสมภารวัดช่องลม ที่จังหวัดชลบุรีใหม่อีกเป็นเวลาหลายเดือน ก่อนเดินทางกลับมากราบนมัสการรายงานต่อหลวงพ่อที่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ หลังจากได้ธรรมกาย และได้เรียนธรรมสูงยิ่งขึ้น ท่านก็ตัดสินใจ แน่วแน่ที่จะช่วยเผยแผ่วิชชาธรรมกายแก่สาธุชนทั่วไป และไม่คิดจะสึกกลับสู่เพศคฤหัสถ์อีกเลย ท่านได้เดินทางไปสอนธรรมปฏิบัติกับอาจารย์แม่ชีทองสุขตามคําสั่งของหลวงพ่อเรื่อยมา สถานที่ต่างๆ ที่ท่านไปนั้นมีมากมาย เช่น ชลบุรี เชียงใหม่ อยุธยา พิษณุโลก สระบุรี นครสวรรค์ ฯลฯ มีผู้ได้ธรรมะทั้งบรรพชิตและฆราวาสกันในทุกจังหวัดและตําบลที่ได้ไปสอนนั้นเป็นที่น่าอนุโมทนายิ่งนักและที่นครสวรรค์นี้เองได้มีผู้มีจิตศรัทธาขอให้ท่านสอนประจําอยู่ที่นั่นโดยสร้างสํานักปฏิบัติธรรมซึ่งใช้เป็นที่อยู่อาศัยด้วย ที่ถนนดาวดีงส์ อ.เมือง จังหวัดนครสวรรค์ เมื่อท่าน นําเรื่องไปเรียนปรึกษากับหลวงพ่อเรื่องจะอยู่ประจําที่นครสวรรค์ หลวงพ่อให้การสนับสนุนโดยบอกว่า “อยู่ที่นั่นจะดีเพราะมีญาติพี่น้องและพวกพ้องในอดีตชาติอยู่ที่นั้นมาก” ด้วยเหตุนี้ ท่านจึงไปอยู่ประจําที่สํานักปฏิบัติธรรมที่จังหวัดนครสวรรค์เรื่อยมา ทุกๆ ปีในงานกฐินของวัดปากน้ำ อาจารย์แม่ชีเธียรจะนําศิษยานุศิษย์ครั้งละ ๓๕ คันรถมาทอดกฐินเป็นประจํามิได้ขาด ท่านถือเป็นข้อปฏิบัติเรื่อยมา จนกระทั่งปี พ.ศ.๒๕๒๑ ซึ่งท่านมีอายุได้ ๗๒ ปี ท่านได้ล้มป่วยเป็นโรคหัวใจและความดันสูง จึงได้เข้ามาพักรักษาตัว ณ วัดปากน้ำ เพราะการเดินทางไปรักษาตัวในโรงพยาบาลกระทําได้สะดวกกว่า ท่านจึงได้กลับเข้ามาประจําอยู่ที่วัดปากน้ำอีกครั้งหนึ่ง แต่อย่างไรก็ตาม ท่านยังมีความเมตตาและห่วงใยลูกศิษย์ทางนครสวรรค์ ดังนั้น ในระหว่างเข้าพรรษาท่านจะเดินทางไปประจําอยู่ที่สํานักปฏิบัติธรรมที่นครสวรรค์ และนําลูกศิษย์มาทอดกฐินที่วัดปากน้ำทุกปีเช่นเคย ถึงแม้ท่านจะมีอายุมาก และมีโรคภัยเบียดเบียน ท่านก็ไม่เคยย่อท้อยังเมตตาสั่งสอนศิษยานุศิษย์เสมอมา ท่านเตือนผู้ปฏิบัติธรรมอยู่เสมอว่า “ขอให้ตั้งใจทําให้จริงๆ จังๆ แล้วจะพบของจริง” แม่ชีเธียรละสังขารไปเมื่อวันที่ ๑ มีนาคม พ.ศ.๒๕๒๙ ด้วยอาการอันสงบ คงเหลือไว้แต่คุณธรรมความดีที่ ได้สร้างไว้ เป็นต้นแบบแก่อนุชนรุ่นหลังสืบไป คุณครูตรีธา เนียมขํา นายกสมาคมศิษย์หลวงพ่อวัดปากน้ำ นางสาวตรีธา เนียมขํา เป็นบุตรีของ นายดวง นางพุ่ม เนียมขํา ภูมิลําเนาอยู่บ้านเลขที่ ๓๐ หมู่ที่ ๓ ตําบลบางบ่อ อําเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ เกิดวันเสาร์ที่ ๒๗ มีนาคม พ.ศ.๒๔๖๙ ตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๕ ปีขาล การศึกษา - การศึกษาสามัญ มัธยม ๓ - การศึกษาพระปริยัติธรรม ธรรมศึกษาชั้นเอก พ.ศ.๒๔๘๒ อายุ ๑๓ ปี มาอยู่วัดปากน้ำ ภายใต้บารมีธรรมของพระเดชพระคุณหลวงพ่อ พ.ศ.๒๔๘๓ อายุ ๑๔ ปี ได้บวชเป็นแม่ชี เพื่อศึกษาพระปริยัติธรรมและบําเพ็ญกิจภาวนาตามแนววิชชาธรรมกาย จนสามารถรับใช้สนองงานที่ท่านได้มอบหมายไว้ พ.ศ.๒๔๙๔ อายุ ๒๖ ปี ได้ลาศีลจากแม่ชี แล้วได้อยู่ปฏิบัติและรับใช้หลวงพ่อตลอดมา : ได้ช่วยแบ่งเบาภาระของเจ้าประคุณสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ เจ้าอาวาสวัดปากน้ำองค์ปัจจุบัน ในการดําเนินงานตามโครงการต่างๆ ที่หลวงพ่อได้วางไว้ ทั้งในด้านการศึกษาใน ด้านการปฏิบัติธรรม ในด้านการก่อสร้างเสนาสนะ และถาวรวัตถุ ในด้านอาหารบิณฑบาต อีกทั้งเป็นผู้ริเริ่มดําเนินการในการถวายผ้าพระกฐินพระราชทานวัดปากน้ำ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๐๔ จนถึงปัจจุบันและได้หาเจ้าภาพผู้เป็นประธานถวายผ้าพระกฐินพระราชทานจนถึง พ.ศ.๒๕๖๗ อีกทั้งยังช่วยดูแลการก่อสร้าง หอเจริญวิปัสสนา การบรรจุพระผงธรรมขันธ์ จํานวน ๑,๒๐๑,๒๕๐ องค์ ณ หอเจริญวิปัสสนา และในการสอนภาวนาใน วันเสาร์-อาทิตย์ วันหยุดราชการ ณ หอเจริญวิปัสสนา ปัจจุบัน คุณครูตรีธาอายุ ๗๗ ปีแล้ว แต่ก็ยังปฏิบัติหน้าที่อันสําคัญ คือเป็น นายกสมาคมศิษย์เก่าหลวงพ่อวัดปากน้ํา อันเป็นตําแหน่งทรงเกียรติซึ่งอดีตนายกสมาคมฯ มีท่านอดีตผู้พิพากษา สุธรรม จันทร์กลัด เป็นอาทิ ความเป็นมาของการเข้าวัด ข้าพเจ้ามาอยู่วัดปากน้ำตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๔๘๑ มีอายุเพียง ๑๓ ปี เพราะบิดาของข้าพเจ้าได้พามารดาข้าพเจ้าซึ่งป่วยหนักมานานถึง ๑๒ ปีมารักษาโรคกับหลวงพ่อ เนื่องจากไม่มีหมอคนใดที่จะสามารถรักษาให้หายได้ข้าพเจ้าจึงได้มีโอกาสมาฝึกนั่งภาวนา กับหลวงพ่อ จนปฏิบัติได้วิชชาธรรมกาย และท่านได้รักษาโรคให้มารดาของข้าพเจ้าด้วยวิชชาธรรมกายจนมารดาของข้าพเจ้าหายจากโรคมีร่างกายแข็งแรงเป็นปกติ มีชีวิตต่อมาได้ ๒๔ ปี หลังจากนั้นหลวงพ่อท่านก็ขอข้าพเจ้าจากบิดามารดา ให้มาบวชชีและอยู่ปฏิบัติกิจภาวนาในวัดปากน้ำข้าพเจ้าจึงต้องจากบิดามารดา ญาติพี่น้องมาอยู่ในความอุปการะของพระเดชพระคุณท่านตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมาหลวงพ่อท่านจึงเปรียบเสมือนบิดาผู้ให้กําเนิดของข้าพเจ้า ท่านได้ให้ความรู้ อบรมดูแลสั่งสอนการประพฤติปฏิบัติ ชี้แนะแนวทางการดําเนินชีวิตที่ถูกต้อง ให้ความเมตตาปรานีห่วงใยสารพัดสุดจะพรรณาได้หมดลิ้น นอกจากท่านจะมีอุปการะคุณแก่ข้าพเจ้าอย่างสูงสุดอันจะหาผู้ใด เสมอเหมือนได้ยากแล้ว ท่านยังเป็นผู้ชุบชีวิตมารดาข้าพเจ้าซึ่งเปรียบเสมือนตายทั้งเป็นให้ฟื้นคืนขึ้นมาใหม่ และต่อมาทั้งบิดามารดาของข้าพเจ้าก็ได้มารักษาศีลนั่งภาวนาอยู่ภายใต้บารมีธรรมของพระเดชพระคุณท่าน สามคนพ่อแม่ลูกจึงเป็นหนี้พระคุณท่านสุดที่จะชดใช้ได้หมด จากการที่ได้อยู่ใกล้ชิดพระเดชพระคุณท่านมาตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๔๘๑ จนถึงวันท่านมรณภาพเป็นเวลานานถึง ๒๑ ปี หลังจากที่หลวงพ่อมรณภาพแล้วข้าพเจ้าก็ยังคงอยู่ในวัดปากน้ำเพื่อปฏิบัติกิจภาวนา โดยไม่เคยย้ายไปอยู่ที่อื่นเลยจนถึงปัจจุบันนี้นับเป็นเวลานานถึง ๖๕ ปีแล้ว การสอนและเผยแผ่วิชชาธรรมกาย สมัยนั้นวัดปากน้ำมีสภาพกึ่งวัดร้างชํารุดทรุดโทรมทั้งในด้านวัตถุและการประพฤติปฏิบัติของพระภิกษุสามเณร มีพระสงฆ์จําพรรษาอยู่เพียง ๑๓ รูป เมื่อหลวงพ่อมาดํารงตําแหน่งเจ้าอาวาสแล้ว ท่านก็มีโครงการจะพัฒนาวัดประตูน้ำให้เจริญรุ่งเรือง ท่านไม่ชอบอยู่เฉยๆ ท่านบอกว่า “อยู่ที่ไหนก็ให้ทาน บริจาคทานเรื่อยไป ไม่ทําอะไรก็สอนหนังสือหนังหาไปสงเคราะห์อนุเคราะห์กุลบุตร” การพัฒนาวัดปากน้ำของหลวงพ่อแตกต่างจากวิธีการของผู้อื่นในยุคเดียวกัน คือ หลวงพ่อท่านมีความมุ่งมาดปรารถนาจะพัฒนาคนก่อนสิ่งอื่นๆ ก่อนที่จะพัฒนาถาวรวัตถุต่างๆ เช่นโบสถ์ วิหาร ศาลาการเปรียญ และเสนาสนะต่างๆ ท่านถือว่า เมื่อพัฒนาคนให้ดี แล้วความเจริญทางด้านวัตถุก็จะตามมาเอง ท่านบอกว่าสร้างคนนั้นสร้างยาก เรื่องเสนาสนะไม่ยาก ใครมีเงินก็สร้างได้ แต่ความสําคัญต้องสร้างคนก่อน หลักการพัฒนาคนของหลวงพ่อคือการให้การศึกษาเพื่อยกระดับคนให้สูงขึ้นทั้งในด้านสติปัญญาควบคู่ไปกับจิตใจและอารมณ์ คือนอกจากจะทําให้คนมีความรู้มีสติปัญญาเฉลียวฉลาดปราดเปรื่องขึ้นแล้ว ยังมีความประพฤติดี ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบอีกด้วย เมื่อพัฒนาคนให้ดีขึ้นทั้งภายนอกและภายในแล้ว สังคม และประเทศชาติบ้านเมืองก็จะเจริญรุ่งเรืองตามไปด้วยหลวงพ่อท่านมักกล่าวเสมอว่า การศึกษานั้นสามารถเปลี่ยนชีวิตผู้ศึกษาให้สูงกว่าพื้นเดิม คนที่มีการศึกษาดีจะได้อะไรก็ดีกว่า ประณีตกว่าผู้อื่น คนมีวิชาเท่ากับได้สมบัติจักรพรรดิกินใช้ ไม่หมด ดังนั้นหลวงพ่อจึงจัดให้มีการศึกษาทั้งด้านปริยัติและปฏิบัติ ทางด้านปริยัตินั้นท่านเคยจัดตั้งโรงเรียนมาก่อนแล้ว ตั้งแต่ครั้งยังอยู่วัดพระเชตุพนฯ เมื่อมาเป็นเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ท่านจึงจัดทําได้เต็มที่ขึ้นอีกครั้งหนึ่ง หลวงพ่อได้แบ่งการปกครองออกเป็นส่วนๆโดยมอบให้ พระครูปัญญาภิรัต ดูแลเด็กวัด พระครูพิพัฒน์ธรรมคณี ดูแลสามเณร อุบาสิกาไข่ ชัยพานิช อุบาสิกาท้วม หุตานุกรม ปกครองดูแลแม่ชี ส่วนพระภิกษุ หลวงพ่อปกครองดูแลเอง เมื่อได้วิชชาธรรมกายแล้วหลวงพ่อท่านได้ศึกษาค้นคว้าทดลองด้วยตัวของท่านเอง เป็นเวลานาน จนท่านแน่ใจว่าประสบความสําเร็จแล้ว ท่านจึงสั่งสอนเผยแพร่ให้ผู้อื่นได้รู้เห็นเหมือนท่าน มิได้หวงวิชาไว้แต่ผู้เดียว การที่หลวงพ่อสามารถค้นคว้าวิชชาธรรมได้ด้วยตนเองนั้น เป็นที่ทราบกันดีในหมู่สงฆ์สมัยนั้น มีหลักฐานจากพระธรรมเทศนาของพระธรรมทัศนาธร อดีตอธิบดีสงฆ์วัดชนะสงคราม ดังนี้ “เมื่อหลวงพ่อได้ศึกษามีความรู้อย่างดีแล้ว ท่านก็สะสมวิชาทาง วิปัสสนา ไปเที่ยวเรียนหลายสํานักด้วยกัน ครั้นท่านเรียนทางวิปัสสนาแล้วก็เทียบเคียงว่าจะเอาอย่างไหนดีที่สุด ท่านก็ตกลงปลงใจเอาแบบที่ท่านใช้อยู่ บัดนี้อย่างที่เรียกว่า ธรรมกาย ท่านเองเป็นผู้ค้นพบหรือสําเร็จความรู้ทางวิปัสสนาแบบธรรมกายก่อนใครๆ แปลว่าท่านไม่ใช่เป็นผู้สอนคนอื่นแต่ด้วยปากของท่าน ท่านทําตามแบบของท่านได้ด้วย เมื่อท่านจะได้บรรลุคุณธรรมคือวิปัสสนาแบบธรรมกายสมประสงค์ ท่านก็ได้เล่าให้ฟังว่าวันที่ท่านจะได้ประสบพบวิปัสสนาในวันนั้นท่านได้บําเพ็ญเพียรอยู่ในพระอุโบสถแห่งหนึ่งด้วยตั้งใจว่าถ้าไม่ได้สําเร็จวิปัสสนาในวันนี้แล้ว เราก็จะยอมตายคล้ายกับองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่นั่งประทับอยู่ใต้ต้นโพธิ์ ทรงตั้งปณิธานความเพียรว่าถ้าเราไม่ได้พระสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว ถึงเลือดเนื้อจะเหือดไปจะเหลืออยู่แต่กระดูกและเส้นเอ็นก็ช่าง จะต้องยังความปรารถนาหรือผลที่ปรารถนาให้บังเกิดขึ้นเสียก่อนให้ได้จึงจะยอม ถ้าไม่อย่างนั้นจะไม่ยอมลุกเป็นอันขาดความปรารถนาอันเฉียบขาดขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ประทับอยู่ใต้ต้นโพธิ์เป็นเหตุให้บรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณฉันใดความปรารถนาของหลวงพ่อวัดปากน้ำก็สามารถยังการบรรลุผลของวิปัสสนาฝ่ายธรรมกายได้ฉันนั้น เมื่อท่านได้แล้ว ท่านก็ไม่หยุดยั้งได้สั่งสอนศิษยานุศิษย์ญาติมิตรทั้งหลาย เพราะท่านตั้งใจแน่วแน่ว่าเมื่อท่านได้บรรลุถึงคุณของวิปัสสนาแล้วท่านจะเป็นผู้นําเอาแสงสว่างมามอบให้แก่บรรดาปวงชน ท่านจะเป็นตัวแทนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบันดาลคุณงามความดีให้ชนทั้งหลาย ท่ามกลางเสียงครหานินทาโจษจันท่านก็หาท้อถอยแต่ประการใดไม่” หลวงพ่อท่านเคย เล่าให้ลูกศิษย์ฟังว่าในครั้งแรกท่านคิดจะปลีกตัวหลีกเร้นไปหาความสงบสงัดตามป่าเขา แต่ก็มานึกถึงเพื่อนมนุษย์ที่ยังมืดมน อนธการไร้ที่พึ่งยังมีกิเลสและโมหะเข้าครอบงําจิตใจอยู่เป็นจํานวนมากรวมทั้งผู้ที่มีความทุกข์ยากเดือดร้อนจากการหาเลี้ยงชีพและโรคภัยไข้เจ็บก็มีอีกเป็นจํานวนมากเช่นกัน ถ้าหากว่าท่านจะหลีกเร้นไปหาประโยชน์ส่วนตัวของท่านแล้ว ท่านก็จะไม่มีโอกาสสงเคราะห์เพื่อนมนุษย์ ในสมัยนั้นคณะสงฆ์ไทยและคนทั่วไปให้ความสนใจเรื่องการปฏิบัติน้อยมาก พระภิกษุที่สนใจเรื่องการปฏิบัติมักจะปลีกตัวไปอยู่ตามป่าเขาหรือตามหมู่บ้านในชนบท การปฏิบัติธรรมจึงยังไม่แพร่หลายอย่างในปัจจุบัน หลวงพ่อพยายามทุกวิถีทางที่จะให้ประชาชนเข้าวัดปฏิบัติธรรมยืดพระพุทธศาสนาเป็นที่พึ่ง มิใช่นับถือพระพุทธศาสนาแต่ปากหรือตามบรรพบุรุษเท่านั้น เพราะท่านตระหนักดีว่า มนุษย์ทุกคนมีความเกิดเป็นเบื้องต้น ความชราในท่ามกลางและความสูญสลายในที่สุดเป็นลักษณะของไตรลักษณ์ที่ว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา แต่ก่อนที่ทุกคนจะถึงวาระสุดท้ายของชีวิตนั้นจะต้องพบกับความสุขบ้าง ทุกข์บ้างคละเคล้ากันไป ความทุกข์นั้นไม่มีผู้ใดปรารถนา ทุกคนจะดิ้นรนแสวงหาที่พึ่งเพื่อดับความทุกข์ยากเดือดร้อน บางคนก็มีสติปัญญาพิจารณาหาที่พึ่ง บางคนก็ไร้ปัญญาไตร่ตรอง หลวงพ่อท่านได้นําวิชชาธรรมกายมาเผยแผ่เพื่อบรรเทาความทุกข์ ท่านได้ทดลองให้เห็นว่าวิชชาธรรมกายเป็นที่พึ่งของมนุษย์ทุกคนได้จริง คือ สามารถยกระดับชีวิตของทุกคนที่ปฏิบัติสูงขึ้นได้ สามารถรักษาโรคภัยไข้เจ็บให้หายได้ หลวงพ่อท่านได้ทดลองให้เห็นจริงโดยการนําคนป่วยหนัก ๒ คน คนหนึ่งป่วยเป็นวัณโรค อีกคนหนึ่งป่วยเป็นโรคเรื้อน ในสมัยนั้นโรคทั้ง ๒ ชนิดนี้เป็นโรคที่ร้ายแรงมากไม่มีทางรักษาให้หายได้และยังเป็นโรคติดต่อที่สังคมรักเกียจอีกด้วย หลวงพ่อได้นําคนป่วยทั้ง ๒ คนนี้มาฝึกนั่งภาวนาและในขณะเดียวกันท่านก็แก้โรคให้ด้วยวิชชาธรรมกาย จนในที่สุดคนป่วยทั้ง ๒ คนนี้ก็หายจากโรคร้ายและยังบรรลุวิชชาธรรมกายอีกด้วย จากการทดลองนี้ทําให้หลวงพ่อมีกําลังใจมากยิ่งขึ้น และแน่ใจว่าวิชชาธรรมกายที่ท่านพากเพียรค้นคว้าปฏิบัติ มาเป็นเวลานานด้วยความวิริยะอุตสาหะอย่างเอาชีวิตเป็นเดิมพันนั้นเป็นวิชาที่เป็นที่พึ่งทําให้คนพ้นทุกข์ได้จริงแท้แน่นอนหลวงพ่อท่านมิใช่พูดแต่ปากเท่านั้น แต่ท่านยังสามารถพิสูจน์ให้ผู้อื่นเห็นจริงได้เหมือนนักวิทยาศาสตร์ที่สามารถพิสูจน์สิ่งที่มองไม่เห็นให้เห็นได้ หลวงพ่อใช้ธรรมกายรักษาโรค กิตติศัพท์เรื่องหลวงพ่อวัดปากน้ำสามารถรักษาคนป่วยด้วยโรคร้ายที่สังคมรังเกียจให้หายได้แพร่กระจายไปอย่างรวดเร็วทําให้มีคนสนใจวิชชาธรรมกายและเดินทางมาวัดปากน้ำเพื่อศึกษาธรรมและขอพึ่งบารมีหลวงพ่อเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ มีคนเดินทางมาวัดปากน้ำวันละมากๆ ทั้งๆ ที่ในสมัยนั้นการเดินทางมาวัดค่อนข้างลําบาก เพราะยังไม่มีถนนตัดเข้าถึงวัดต้องเดินมาหรือไม่ก็มาเรือ ที่มาด้วยหวังจะยึดหลวงพ่อเป็นที่พึ่งก็มาก ที่ต้องการมาพิสูจน์ว่าหลวงพ่อจะเก่งจริงหรือไม่ก็มี ที่ต้องการจะมาบวชเพื่อหวังจะศึกษาทางปริยัติก็มีไม่น้อย ที่ต้องการจะรู้เห็นเป็นวิชชาธรรมก็มากมาย ผู้ที่มาขอพึ่งบารมีหลวงพ่อนั้นมิใช่เพียงแต่มารักษาโรคภัยไข้ เจ็บเพียงเท่านั้น แต่มักจะมาปรึกษาปรับทุกข์และให้หลวงพ่อช่วยในทุกเรื่องตามปกตินั้นถ้าเราเจ็บไข้ได้ป่วยก็จะไปหานายแพทย์ผู้เชี่ยวชาญแต่ละโรคแต่หลวงพ่อท่านเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญการรักษาทุกโรค ถ้าจะนําเรื่องความทุกข์ความเดือดร้อนของคนที่มาหาหลวงพ่อมาเรียงลําดับเนื้อเรื่องกันแล้วก็จะได้เรื่องตั้งแต่เกิดจนตายเลยทีเดียว ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเป็นผู้ที่กําลังจะแต่งงานกันก็มักจะมาขอให้หลวงพ่อช่วยตรวจดูให้ว่า ผู้ที่ตนจะแต่งงานด้วยนั้นนะ เป็นอย่างไร จะอยู่ด้วยกันยืนยาวมีความสุขความเจริญหรือไม่ บางคู่ที่แต่งงานกันไปแล้วและยังไม่มีบุตรก็มักจะมาขอบุตรกับหลวงพ่อ ให้ท่านช่วยใช้วิชชาธรรมกายเลือกสรรวิญญาณดีๆ มาจุติ บางคนมีลูกหลานแล้วเลี้ยงยากขี้โรคก็มายกให้เป็นลูกหลวงพ่อ หรือถ้าลูกหลานว่ายาก ดื้อ ซน ไม่ฉลาดในการศึกษาเล่าเรียนก็มาขอบารมีหลวงพ่อ เมื่อลูกหลานจะเข้าสอบไม่ว่าจะสอบใน วิชาที่เล่าเรียนหรือสอบแข่งขันเข้าทํางานก็มาขอให้หลวงพ่อช่วย เมื่อมีปัญหาในการประกอบอาชีพการงานก็มาปรับทุกข์กับหลวงพ่อพวกที่เป็นเกษตรกรถ้าประสบภาวะฝนแล้งก็มาขอให้หลวงพ่อช่วยทําให้ฝนตก หลวงพ่อท่านก็จะสั่งพวกที่บรรลุวิชชาธรรมกายให้ช่วยเกณฑ์ฝนให้ตกในพื้นที่ที่เขาต้องการ ส่วนเกษตรกรบางพวกที่เจอฝนตกหนักน้ำท่วมทําให้พืชผักผลไม้เสียหาย ก็มากราบกรานหลวงพ่อขอให้ท่านช่วยบําบัดทุกข์ให้ หลวงพ่อท่านก็สั่ง พวกธรรมกายให้ช่วยกันเก็บฝนเสีย บางคนจะจัดการงานใดที่บ้านในหน้าฝนกลัวฝนตกก็มาขอให้หลวงพ่อช่วยอย่าให้ฝนตก หลวงพ่อท่านก็ช่วยทุกคนไปจนกิตติศัพท์ลือเลื่องไปทั่วว่าหลวงพ่อวัดปากน้ำรักษาโรคได้ ขอฝนได้ เก็บฝนได้ แม้จนปัจจุบันนี้ ท่านมรณภาพไปแล้วก็ยังมีคนเป็นจํานวนมากมาขอพึ่งบารมี ท่านในเรื่องต่างๆ ทุกเรื่องเหมือน สมัยที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ บางคนก็มิใช่ขอธรรมดาแต่ยังบนบานศาลกล่าวด้วย ในสมัยหลวงพ่อยังอยู่นั้นคนที่มาขอบารมีให้ท่านช่วยมิใช่จะให้ท่านช่วยแต่เฉพาะคนเป็นก็หาไม่ แม้ญาติพี่น้องของตนที่ตายไปแล้วก็ยังมาขอให้หลวงพ่อช่วยตรวจดูให้ว่าวิญญาณไปอยู่ที่ไหน สุขทุกข์อย่างไรจะทําบุญอะไรไปให้จึงจะเหมาะจะควร มีลูกศิษย์ของหลวงพ่อมากมายหลายคนที่ได้สั่งลูกหลานของตนไว้ว่า ถ้าตนสิ้นชีวิตลงแล้วให้นําศพมาตั้งสวดพระอภิธรรมที่วัดปากน้ำ ทั้งๆ ที่วัดปากน้ำไม่มีศาลาตั้งศพและไม่มีเมรุเผาศพมีแต่ศาลาการเปรียญเก่าๆเป็นศาลาเอนกประสงค์สําหรับใช้เป็นที่ทํากิจทุกอย่าง คือในเวลากลางวันเป็นที่ฉันภัตตาหารของพระภิกษุสามเณร เวลากลางคืนเป็นที่พักของแม่ชีและเป็นที่ตั้งศพด้วย คืนใดที่มีการสวดพระอภิธรรมศพหลวงพ่อท่านจะสั่งให้ผู้ที่ได้ธรรมกาย ออกไปร่วมฟังสวดด้วยอย่างน้อย ๓ คนเพื่อนั่งเจริญภาวนาเชิญชวนวิญญาณของผู้ตายมารับส่วนบุญกุศลไม่ว่าวิญญาณนั้นไปสิงสถิต ณ ที่ใดก็ตาม จะอยู่ในสวรรค์หรือไปเป็นเปรต อสุรกาย สัตว์นรก สัตว์เดรัจฉาน จะเชิญวิญญาณก่อนอาราธนาศีล หลวงพ่อท่านจะให้จัดหาอาสนะปูเตรียมไว้ให้วิญญาณของผู้ตายนั่ง หลังจากที่ พระสงฆ์สวดอภิธรรม สวดสังคหะ หรือสวดพระมาลัยเสร็จจบที่ ๑ หลวงพ่อท่านจะถามพวกที่ได้ธรรมกายว่า วิญญาณของผู้ตายมาหรือเปล่า พวกที่ได้ธรรมกายทั้ง ๓ คนจะต้องรู้เห็นและตอบตรงกันถ้าตอบไม่ตรงกันหลวงพ่อท่านจะให้นั่งตรวจดูใหม่ ท่านต้องการให้วิญญาณของผู้ตายได้มาสมาทานศีลและฟังสวดพระอภิธรรมด้วย และเมื่อพระสงฆ์สวดจบแต่ละจบท่านจะถามย้ำทุกครั้ง ในสมัยที่ข้าพเจ้ายังเป็นแม่ชีเล็กๆ เคยถูกหลวงพ่อใช้ให้ไปทําหน้าที่เช่นนี้หลายครั้ง ทุกครั้งที่หลวงพ่อถามข้าพเจ้าจะรู้สึกกระดากอาย ไม่อยากตอบให้ใครได้ยินเพราะตอนนั้นยังเด็กมากเกรงว่าตอบไปแล้วจะไม่มีใครเชื่อถือแต่เมื่อหลวงพ่อใช้ก็จําเป็นต้องทําเพราะกลัวหลวงพ่อ ข้าพเจ้าจึงไม่อยากให้มีใครตายเลย เพราะไม่อยากออกไปนั่งเชิญวิญญาณ หลวงพ่อท่านต้องการให้ทุกคนฝึกการเจริญภาวนา เพราะบุคคลควรฝีกอบรมธรรมให้มากเพื่อคลายความกําหนัดเพื่อดับทุกข์เพื่อสงบเพื่อรู้ยิ่งและเพื่อนิพพาน ธรรมนั้นคือการเจริญภาวนาพุทธานุสสติระลึกถึงพระคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอันจะทําให้จิตดื่มด่ำในพระพุทธคุณ แล้วใจก็โน้มไปในทางหน่ายโลกียสุขอันนําไปสู่ความหลุดพ้นได้ แต่การที่ปุถุชนทั่วไปจะบําเพ็ญเพียรเจริญภาวนานั้นไม่ใช่เป็นของที่ทําได้ง่าย เพราะภาระธุระในทางโลกนั้นมีมาก บางคนก็ผัดผ่อนไว้ให้ชราเสียก่อนจึงจะเข้าวัดปฏิบัติธรรม บางคนก็ขอให้หมดภาระจากเรื่องครอบครัว บางคนก็ขอเวลาสะสมทรัพย์ไว้ให้มากเพียงพอเสียก่อน แต่หารู้ไม่ว่ามารทั้ง ๕ กําลังคอยจ้องจะตัดรอนมิให้เรามีโอกาสบําเพ็ญความดี มารทั้ง ๕ ได้แก่ขันธมารทําให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บความลําบากเป็นเหตุให้เบื่อหน่าย กิเลสมารคือความเศร้าหมองขุ่นมัว อภิสังขารมาร คือกรรมทั้งฝ่ายกุศลและอกุศล ทําให้ติดอยู่ในภพแล้วทําให้เป็นผู้ทุรพล เทวปุตตมาร คือผู้มุ่งร้ายเป็นปุคคลาธิษฐานแห่งการทําลายล้าง มัจจุมาร คือความตายมาตัดชีวิตเสียหมดโอกาสที่จะบําเพ็ญความดีโดยสิ้นเชิง ดังนั้นเมื่อมีผู้เจ็บป่วยมาให้หลวงพ่อช่วยรักษา ท่านจึงเห็นเป็นโอกาสที่จะฝึกบุคคลให้เจริญภาวนาพุทธานุสสติไปด้วย เป็นธรรมดาคนที่มีความทุกข์ความเดือดร้อนก็ต้องอยากหายทุกข์เร็วๆ ดังนั้นไม่ว่าหลวงพ่อท่านจะสอนให้ปฏิบัติอย่างไรก็มักจะปฏิบัติตามไม่ผัดผ่อนหรือโต้แย้ง คนที่เจ็บป่วยไม่มากพอจะลุกนั่งได้หลวงพ่อท่านก็จะสอนให้นั่งภาวนา ส่วนคนที่ป่วยมากไม่สามารถลุกนั่งได้ญาติพี่น้องต้องหามกันมานอนที่หน้าที่รับแขกของหลวงพ่อๆ ท่านจะสอนให้นอนภาวนาว่า สัมมา อะระหังไปด้วย เพื่อโรคภัยจะได้หายเร็วๆ หลวงพ่อท่านชี้แจงว่า การรักษาโรคนั้น ถ้าได้ประกอบกันทั้ง ๒ ฝ่าย คือฝ่ายผู้รักษาโรคและผู้ป่วยมีความเชื่อมั่นตรงกันมีกระแสจิตเชื่อมถึงกัน เปรียบเสมือน เครื่องรับวิทยุและเครื่องส่งต้องมีคลื่นตรงกันจึงจะมีหวังหายมาก ท่านบอกว่าถึงไม่หายก็ไม่เป็นไร เราไม่ได้เรียกค่ารักษาเอาแก่ใครช่วยด้วยเมตตา อย่างน้อยคนเจ็บก็จะต้องได้ความรู้วิธีปฏิบัติธรรม หรือได้มีโอกาสเข้าใกล้พระรัตนตรัยพอสมควรแก่อุปนิสัย ท่านพูดว่าที่หายก็มากที่ไม่หายเพียงแต่บรรเทาเป็นครั้งคราวก็มี แต่ก็มีคนเป็นจํานวนมากที่หายโรคภัยไข้เจ็บด้วยและได้ธรรมกายด้วย สมดังที่หลวงพ่อท่านว่า รักษ์ร่างพอสร่างร้าย รอดตน ยอดเยี่ยมธรรมกายผล ผ่องแผ้ว เลอเลิศล่วงกุศล ใดอื่น เชิญท่านถือเอาแก้ว ก่องหล้า เรืองสกล ถ้าหลวงพ่อท่านเห็นว่าผู้ใดมีแววที่จะได้ธรรมกาย ท่านจะส่งคนมา รักษาโรคให้ตัวต่อตัว เพื่อสอนธรรมะและแก้โรคให้ด้วย วันหนึ่งๆมีผู้มารักษาโรคกับหลวงพ่อเป็นจํานวนมาก เพราะหลวงพ่อท่านรักษาโรคทุกชนิดทั้งโรคมะเร็ง วัณโรค อัมพาต โรคประสาท เมื่อสมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ สิ้นสุดลง หลวงพ่อต้องรักษาคนที่เป็นโรคประสาทนับเป็นร้อยๆ คน เพราะความตึงเครียด ความทุกข์ยากเดือดร้อนจากภัยสงคราม บางคนก็เป็นเพียงนอนไม่หลับ คิดมากใจคอหงุดหงิด แต่บางคนก็มีอาการหนักไร้สติสัมปชัญญะ สําหรับคนที่อาการหนักหลวงพ่อท่านจะสั่งญาติพี่น้องให้กลับไป และมอบคนป่วยไว้กับท่าน ญาติพี่น้องไม่ต้องเป็นห่วง หลวงพ่อท่านจะสั่งให้กรอกยาผงบาทจิตซึ่งท่านสั่งให้ลูกศิษย์ผสมเตรียมไว้ และแก้ด้วยวิชชาธรรมกายด้วยไม่นานคนป่วยก็หายญาติพี่น้องพากลับบ้านได้ยาผงบาทจิตนี้คณะศิษย์ของหลวงพ่อในปัจจุบันยังคงผสมตามตําราของท่านไว้แจกแก่คนทั่วไปอยู่เป็นยาที่รักษาได้หลายโรคไม่เพียงแต่โรคประสาทเท่านั้น คนที่ผอมแห้งแรงน้อย รับประทานอาหารไม่ได้ นอนไม่หลับ ใจคนหงุดหงิดคิดมาก ก็รับประทานได้ ท่านผู้สนใจติดต่อขอได้ที่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ หลวงพ่อท่านให้ตั้งตู้รับใบอาการโรคไว้ที่หน้ากุฏิของท่าน การ เขียนใบอาการโรคต้องแจ้งชื่อ สกุล ที่อยู่ วันเดือน ปีเกิดและอาการโรคที่ปรากฏอย่างละเอียดลออ การส่งใบอาการโรคมี ๔ เวลา คือ เช้า กลางวัน บ่าย เย็น หลวงพ่อท่านจะสั่งให้คน มาไขตู้ตามเวลานั้น แล้วนําใบอาการโรคแจกจ่ายแก่พวกที่ได้วิชชาธรรมกายเพื่อแก้โรค ถ้าผู้เป็นลูกมาส่งใบอาการโรคของพ่อแม่ หลวงพ่อท่านมักจะถามว่าอยากให้พ่อแม่หายป่วยหรือไม่ ถ้าอยากให้พ่อแม่หายป่วยก็ทําสมาธิเข้า ถ้าได้สมาธิก็จะได้ช่วยแก้โรคภัยไข้เจ็บของพ่อแม่ได้ ข้าพเจ้าได้ประสบเรื่องนี้ด้วยตัวเองคือในสมัยที่ข้าพเจ้ามีอายุประมาณ ๑๓ ขวบนั้นมีผู้แนะนําให้มารดาซึ่งปวยหนักมานานถึง ๑๒ ปีแล้วให้มารักษากับหลวงพ่อ มารดาของข้าพเจ้านั้นป่วยด้วยโรคซึ่งหมอไม่ทราบสาเหตุผอมแห้งรับประทานอาหารไม่ได้พยายามหาหมอรักษามานานนับ ๑๐ ปีอาการก็ไม่ดีขึ้น มีแต่ทรงกับทรุด ไม่ว่าใครจะแนะนําหมอดีที่ไหน บิดาขอข้าพเจ้าเป็นต้อง พามารดาข้าพเจ้าไปรักษาทุกหนทุกแห่ง มีผู้แนะนําให้มารักษากับหลวงพ่อบิดาของข้าพเจ้าจึงพามารดาข้าพเจ้าลงเรือและนําข้าพเจ้ามาด้วยเพื่อให้มาอยู่ปรนนิบัติมารดา บิดาข้าพเจ้ามาจอดเรือที่หน้าวัดแล้วขึ้นไปขอบารมีให้หลวงพ่อช่วยรักษาโรค ส่วนมารดาของข้าพเจ้ายังคงนอนพักในเรือ ตัวข้าพเจ้าเองมีหน้าที่เขียนใบอาการโรคของมารดาส่งให้แก่หลวงพ่อเป็นประจําหลวงพ่อท่านก็ถามว่า “เอ็งอยากให้แม่หายไหม” ตอนนั้นข้าพเจ้านึกในใจว่า หลวงพ่อถามได้ใครจะไม่อยากให้แม่หาย ถ้าหลวงพ่อจะสั่งให้ทําอะไรก็จะทําทุกอย่าง ขอให้มารดาหายป่วยเป็นทําทั้งนั้น หลวงพ่อบอกต่อไปว่า ถ้าอยากให้แม่หายเอ็งก็ต้องขึ้นมานั่งภาวนา ถ้านั่งได้ก็จะได้ช่วยแก้โรคให้แม่ แม่เอ็งจะได้มีอายุ ยืนยาวต่อไป ตั้งแต่บัดนั้นข้าพเจ้าได้ตั้งใจว่าจะต้องนั่งภาวนาให้ได้เพื่อจะได้ช่วยแก้โรคให้มารดา เพราะการเขียนใบอาการโรคส่งทุกวันก็เหมือนกับยืมจมูกคนอื่นมาหายใจไฉนจะคล่องเหมือนจมูกของเราเอง ทุกวันพฤหัสบดีเวลา ๑๔.๐๐ น. หลวงพ่อท่านจะลงสอนนั่งภาวนาที่ศาลาการเปรียญมีพระภิกษุสามเณร อุบาสกอุบาสิกาทั้งในวัดและต่างวัดมาเรียนกันเป็นจํานวนมาก ทุกคนจะต้องมีถาดใส่ดอกไม้ ธูปเทียน ข้าวตอกมาขึ้นธรรม มีแม่ชีคอยจัดหาสิ่งเหล่านี้เตรียมไว้ให้ในราคาถาดละ ๑๐ สตางค์ต่อมาหลวงพ่อท่านให้เปลี่ยนแปลงคือให้งดบูชาเป็นส่วนตัวให้บูชารวมพร้อมกัน หลวงพ่อเป็นผู้จุดธูปเทียนกราบพระและกล่าวนําบูชาพระ เพราะมีคนมา ปฏิบัติธรรมเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ทําให้สะดวกขึ้น วันแรกที่ข้าพเจ้ามาฝึกนั่งภาวนา ข้าพเจ้ารีบไปซื้อดอกไม้ ธูปเทียน ข้าวตอกจากแม่ชีมา ๑ ถาด เนื่องจากมีนิลัยชอบทําสิ่งใดๆ ก่อนผู้อื่น ข้าพเจ้าจึงรีบลงมาหาที่นั่งตั้งแต่ยังไม่มีใครมา ข้าพเจ้ากะนั่งให้ได้กึ่งกลางศาลาพอดีโดยกะศูนย์กลางจากธรรมาสน์ไปยังประตูด้านทิศตะวันออก แล้วกะด้วยสายตาจากอาสนสงฆ์ไปยังศาลาด้านใต้ (ธรรมาสน์นี้ยังคงอยู่ชั้นบนของศาลาการเปรียญสด) แล้วคอยจ้องว่าเมื่อไรหลวงพ่อจะมา วันนั้นหลวงพ่อท่านเดินขึ้นทางด้านหลังของศาลาทางทิศตะวันตก ข้าพเจ้าเห็นร่างหลวงพ่อ ที่กําลังเดินขึ้นมานั้นสว่างไสวสวยงามไปหมดทั้งร่าง สีจีวรก็เหลืองอร่ามสุกใสตามปกติข้าพเจ้าเห็นหลวงพ่อท่านห่มจีวรสีเหลืองธรรมดาแต่ผิวพรรณของท่านนั้นขาวผ่องมีราศีสวยงามจับตาอยู่แล้ว แต่วันนั้นข้าพเจ้าเห็นท่านมีรัศมีสว่างไสวจับตามากเป็นพิเศษกว่าที่เคยเห็น ข้าพเจ้าจับตามองท่านตลอดเวลาไม่คลาดสายตาเลยจนท่านขึ้นมานั่งบนอาสนสงฆ์กราบพระพุทธรูปแล้วท่านก็กล่าวทักทายปราศรัยถามไถ่เรื่องการปฏิบัติธรรมของบรรดา ลูกศิษย์ที่มาศึกษากับท่านเป็นประจํา ต่อจากนั้นท่านจึงนํากราบพระสวดมนต์แล้วอธิบายวิธีการนั่งภาวนา ใช้วิชชาธรรมกายรักษาโรคให้มารดา เมื่อถึงเวลาเลิกนั่ง หลวงพ่อท่านก็นํากราบพระพร้อมกัน เสร็จแล้ว ท่านได้เรียกผู้ที่นั่งภาวนาบางคนเข้าไปถามว่าได้รู้เห็นอะไรบ้าง และแล้วท่านก็ชี้มาที่ข้าพเจ้าท่านเรียกว่า ไอ้เล็กมานี่ ข้าพเจ้าคลานเข้าไปหาท่านๆ พูดต่อไปว่า เอ็งเห็นแล้วใช่ไหม ข้าพเจ้ารู้สึกตกใจและประหลาดใจพร้อมกันว่าทําไมท่านจึงทราบ หลวงพ่อท่านพูดต่อไปว่าเอ็งได้แล้ว แม่เอ็งจะได้ไม่ตายแล้วเอ็งไปต่อวิชากับเขา หลวงพ่อจัดการให้ข้าพเจ้าไปต่อวิชาในขั้นสูงขึ้นไปจนได้ ธรรมกายกับแม่ชีบุญช่วย หลังจากนั้นไม่นาน แม่ชีบุญช่วยก็ถึงแก่กรรม ข้าพเจ้าได้เรียนต่อกับแม่ชีญาณี ศิริโวหาร ซึ่งถึงแก่กรรมแล้วเมื่อวันที่ ๖ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๑๙ แล้วในที่สุดมารดาของข้าพเจ้าซึ่งป่วยหนักมานานถึง ๑๒ ปีไม่มี แพทย์คนใดสามารถรักษาให้หายได้ แต่มารักษากับหลวงพ่อ ๑๓ เดือนก็หายป่วยมีร่างกายแข็งแรงเป็นปกติโดยมิต้องรับประทานยาใดๆ เลย สามารถประกอบกิจการงานต่างๆ ได้เหมือนสมัยที่ยังมิได้ป่วยมีอายุยืนยาวนานอีก ๒๔ ปีจึงถึงแก่กรรม ท่านผู้อ่านอาจสงสัยว่าทําไมข้าพเจ้าจึงได้รู้เห็นธรรมะง่ายดายเหลือเกิน นั่งเพียงครั้งเดียวก็ได้เห็นแล้ว ทั้งนี้เพราะการจะบรรลุธรรมได้นั้นมีเหตุ ๒ ประการ คือปุพเพกตปุญญตาและอัตตสัมมาปณิธิ หมายถึงการสร้างสมบุญในอดีตและการตั้งตนไว้ชอบหรือความพากเพียรใน ปัจจุบัน สําหรับตัวข้าพเจ้านั้นเรื่องความพากเพียรก็มีไม่มากเท่าใดเพราะตอนนั้นยังเป็นเด็กยังไม่ค่อยรู้เรื่องเกี่ยวกับธรรมะและเป็นเด็กมาจากบ้านนอกด้วย แต่ข้าพเจ้ามีความตั้งใจอยากจะได้ อยากจะเป็น อยากจะเห็น เพราะอยากให้แม่หายป่วยจึงได้พยายามตั้งใจและปฏิบัติตามที่หลวงพ่อสอน เมื่อได้ธรรมกายแล้วข้าพเจ้าจึงทราบว่าการที่เห็นหลวงพ่องดงาม สว่างไสวไปทั้งองค์นั้น เป็นเพราะอายตนะที่ดึงดูดใจเปิดรับแล้ว จิตของคนทุกคนจะต้องมีอายตนะประจํา ตามีอายตนะสําหรับดึงดูดรูป หูมีอายตนะสําหรับดึงดูดเสียง จมูกมีอายตนะสําหรับดึงดูดกลิ่น ลิ้นมีอายตนะสําหรับดึงดูดรส กายมีอายตนะสําหรับดึงดูดสัมผัส ใจมีอายตนะสําหรับดึงดูดธรรมารมณ์ ถ้าจะเปรียบเทียบแล้วก็เหมือนดอกบัวที่รอสัมผัสแสงอาทิตย์พร้อมที่จะบานรับอรุณทันที ดังนั้นพอสิ้นคําสอนของหลวงพ่อข้าพเจ้าจึงเห็นดวงแก้วกลมใสปรากฏปขึ้นที่ฐานที่ กลางดวงธรรมที่ทําให้เป็นกายมนุษย์ทันทีเพราะเวลานั้นจิตมีศรัทธาเต็มที่ ต่อมาข้าพเจ้าก็ได้ใช้วิชชาธรรมกายช่วยแก้โรคของมารดาให้หายป่วยได้ เป็นที่น่าสังเกตว่าบุตรหลานซึ่งได้ธรรมกายของคนป่วย จะมีความสามารถในการรักษาโรคเป็นพิเศษดังนี้เพราะจิตมุ่งมั่นไปทางเดียวจึงมีพลังมากเสมือนสายน้ำที่ไหลพุ่งไปทิศทางเดียวย่อมมีกําลังแรงกว่าน้ำที่แตกแยกเป็นลําธารสายเล็กสายน้อย การเผยแผ่วิชชาธรรมกายของหลวงพ่อในสมัยก่อนนั้น ท่านถูก คัดค้านต่อต้านมากมายเพราะในสมัยนั้นไม่มีผู้ใดสั่งสอนการปฏิบัติแบบนี้การส่งเสริมการศึกษาของพระสงฆ์ก็เน้นในด้านปริยัติเพียงด้านเดียว พระที่สนใจการปฏิบัติก็มักจะหลีกเร้นไปแสวงหาที่สงบสงัดเพื่อบําเพ็ญเพียรตามป่าเขาลําเนาไพร หลวงพ่อของเราจึงเป็นพระสงฆ์องค์แรกที่กล้าสอนการปฏิบัติธรรมอย่างเปิดเผย ท่านจึงเป็นที่เพ่งเล็งและเป็นเป้าให้คนโจมตี ผู้ที่ คัดค้านการปฏิบัติของท่านนั้นมีทั้งฆราวาสและพระภิกษุ แต่หลวงพ่อท่านก็มิได้ครั่นคร้าม หรือย่อท้อต่ออุปสรรคใดๆ ท่านยืดถือพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นแบบอย่างและเดินตามรอยบาทของพระพุทธองค์อย่างไม่ย่อท้อ ท่านจึงพยายามฟันฝ่าอุปสรรคอย่างองอาจกล้าหาญเพื่อให้พุทธศาสนิกชนได้รู้ แจ้งในหลักการของพระพุทธศาสนา ท่านต้องการเชิดชูธงธรรมกายของท่านให้ปลิวไสวไปทั่วทุกพื้นปฐพี หลวงพ่อท่านมีคติพจน์ของท่านว่า “ดอกไม้ที่หอมไม่ต้องเอาน้ำหอมมาพรมก็หอมเอง ใครจะ ห้ามไม่ได้ ชากศพไม่ต้องเอาของเหม็นมาละเลงใส่ชากศพก็ต้อง แสดงกลิ่นศพให้ปรากฏ ปิดกันไม่ได้” อุปสรรคขวากหนามของหลวงพ่อนั้นมีนานัปประการ มีผู้กล่าวหาว่า ท่านอวดอุตริมนุสสธรรมนับเป็นข้อหาที่ร้ายแรงเพราะตามวินัยสงฆ์ถือว่าการอวดอุตริมนุสสธรรมนี้เป็นหนึ่งในสี่ของปาราชิกมีอันให้ต้องขาดจากความเป็นพระภิกษุได้ แต่ผู้ที่ต้องการจะทําลายหลวงพ่อของเรานั้นหาคิดบ้างไม่ว่า อันอุตริมนุสสธรรมนี้หมายถึงธรรมอันยอดยิ่งของมนุษย์ เป็นธรรมขั้นสูงสุดของมนุษย์ เมื่อผู้ใดเข้าถึงแล้วย่อมข้ามพ้นโอฆะทั้งมวลถึงฝั่งพระนิพพานและผู้ที่จะเข้าถึงอุตริมนุสสธรรมได้ต้องเป็นผู้มีบารมีธรรมสูง มีความพากเพียร ในการปฏิบัติ มีศีลาจารวัตรงดงาม บางคนก็หาว่าหลวงพ่อสติไม่ดีก็มี บ้างก็ว่าหลอกลวงประชาชน แต่ท่านก็ไม่เคยท้อถอยหวั่นวิตกหรือแม้แต่ลจะโกรธเคืองเมื่อมีผู้นําข้อความที่หลวงพ่อถูกโจมตีมาเล่าให้ท่านฟัง ท่านจะรับฟังอย่างยิ้มแย้มแจ่มใส คําตําหนิติเตียนและอุปสรรคเหล่านั้นเปรียบเสมือนทิพยโอสถบํารุงกําลังทําให้ท่านก้าวไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง ท่านมักจะตอบว่า เขายังไม่รู้ เราเจอของจริงแต่เขายังไม่เจอของจริง เขายังไม่รู้แต่เขาเข้าใจว่าเขารู้ก็ช่างเขาเถิด เขาพอใจจะพูดจะติเตียนอย่างไรก็เรื่องของเขา ในเมื่อเราเจอของจริงเราก็พูดแต่ของจริงหลวงพ่อท่านมีความเชื่อมั่นของท่านอย่างนี้ วิธีการสอนธรรมกายของหลวงพ่อ ดังที่ได้กล่าวแล้วว่าหลวงพ่อท่านทุ่มเทและสละชีวิตของท่านให้กับการศึกษาค้นคว้าและเผยแผ่วิชชาธรรมกายอย่างจริงจัง ท่านควบคุมการสอนธรรมกายเอง สําหรับพระภิกษุ สามเณรนั้น ท่านจะสอนหลังจากทําวัตรเย็นและให้โอวาทอบรมธรรมวินัยเสร็จแล้ว ท่านจะควบคุมให้พระภิกษุ สามเณรทั้งหมดนั่งเจริญภาวนาทุกวันส่วนแม่ชีจะแยกย้ายกันนั่งที่ศาลาการเปรียญบ้าง บ้านคุณน้าสายหยุด เพียรเกิดสุขบ้าง ต่อมาย้ายไปนั่งที่บ้านคุณป้าเลี๊ยบ สิกาญจนานันท์ (บ้านนี้ถูกรื้อไปแล้ว) นอกจากนี้ในเวลาบ่าย ๒ โมง วันพฤหัสบดีหลวงพ่อจะลงสอนที่ศาลาการเปรียญ มีพระภิกษุสามเณร อุบาสก อุบาสิกาทั้งในวัดปากน้ำและวัดอื่นๆ มาฝึกนั่งกันเป็นจํานวนมากทุกครั้ง มีพระภิกษุจากประเทศลาวและเขมรมา ศึกษาด้วย หลวงพ่อจัดให้มีพระภิกษุทําหน้าที่จดชื่อ นามสกุล ที่อยู่ของผู้มานั่งภาวนาทุกคนเพื่อต้องการทราบจํานวนและภูมิลําเนาของผู้มาปฏิบัติ การสอนนั่งภาวนาที่ศาลาการเปรียญนั้น หลวงพ่อท่านนั่งบนอาสนสงฆ์เช่นเดียวกับพระภิกษุสามเณร ส่วนอุบาสกอุบาสิกานั่งที่พื้นศาลา หลวงพ่อท่านมีวิธีการสอนให้คนฟังเข้าใจง่ายท่านมิได้สอนด้วยปากเปล่าเพียงอย่างเดียว ท่านเตรียมอุปกรณ์การสอนครบครันเช่นเดียวกับนักการศึกษาสมัยใหม่ ก่อนอื่นท่านจะแจกหนังสือทางมรรคผลคู่มือการปฏิบัติ มีกระดานชนวนวาดเป็นรูปคนด้านข้างผ่าชีกแสดงที่ตั้งของดวงนิมิตทั้ง ๗ ฐาน คือฐานที่ ๑ ปากช่องจมูกหญิงซ้ายชายขวา ฐานที่ ๒ หัวตาหญิงซ้ายชายขวา ฐานที่ ๓ กึ่งกลางศีรษะจอมประสาท ฐานที่ ๔ ช่องเพดาน ฐานที่ ๕ ปากช่องคอ ฐานที่ ๖ ศูนย์กลายกายตรงสะดือ ฐานที่ ๗ เหนือสะดือขึ้นมา ๒ นิ้ว และยังมีไม้ยาวสําหรับชี้การเลื่อนดวงนิมิตไปตามฐานต่างๆ ประกอบการอธิบาย มีถ้วยแก้ว ๑ ใบและลูกแก้วกลมใสขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางครึ่งนิ้วอีก ๑ ลูก หลวงพ่อท่านจะชี้แจงก่อนนั่งว่า การทําภาวนานั้นเป็นอย่างยิ่งที่ผู้ทําจะต้องมีใจและอารมณ์ปลอดโปร่งว่างจากกิจที่จะต้องกังวลทั้งปวง เพราะถ้าหากมีความกังวลมากนักจะทําให้สมาธิไม่แน่วแน่ ฉะนั้นถ้ามีความตั้งใจว่าจะทําสมาธิแล้ว ก็พึงละความกังวลใหญ่น้อยทั้งปวงเสียให้สิ้น มุ่งแต่ธรรมะอย่างเดียวแม้ความรู้ทางธรรมะใดๆ ที่ได้เล่าเรียนมาแล้ว ก็ควรพยายามปล่อยวางเสียให้สิ้นเสียก่อนในเวลาทําภาวนา ถ้าหากไม่ทําเช่นนั้นก็จะเกิดเป็นวิจิกิฉาขึ้นทําผู้ปฏิบัติไม่ให้เห็นธรรมได้ตามต้องการ หลวงพ่อท่านอธิบาย หลักของพระพุทธศาสนาก่อนว่า พระพุทธเจ้าสอนให้สัตว์โลกทั้งหมดละชั่วด้วยกาย วาจา ใจ ทําความดีด้วยกาย วาจา ใจ และทําใจให้ใสบริสุทธิ์ ทั้ง ๓ ข้อนี้เป็นคําสอนของพระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ทั้งอดีต ปัจจุบัน อนาคต การทําใจให้ใสบริสุทธิ์ได้ก็ต้องฝึกสมถะวิปัสสนา สมถะเป็นวิชา เบื้องต้นที่พุทธศาสนิกชนต้องเอาใจใส่ คือการสงบระงับใจ เมื่อเกิดสมถะแล้วทําให้ความกําหนัดยินดีอันใดที่มีอยู่ในจิตใจนั้นหมดไป ส่วนวิปัสสนานั้นเป็นขั้นสูงกว่าสมถะ เป็นธรรมเบื้องสูงคือการเห็นแจ้ง ทําให้ปัญญาเกิดขึ้นเมื่อปัญญาเกิดขึ้นแล้ว ทําให้ความไม่รู้จริงอันใดที่มีอยู่ในจิตใจนั้นหมดไปด้วยความเห็นแจ้ง ทั้งสมถะและวิปัสสนา ๒ อย่างนี้เป็นธรรมอันสุขุมลุ่มลึกในทางพระพุทธศาสนา ท่านย้ำว่าท่านได้ศึกษามาตั้งแต่บวช ศึกษาในวันรุ่งขึ้นที่บวชเลยทีเดียว เรียนไม่ได้หยุดเลยจนกระทั่งบรรลุธรรมกายแล้วก็ยังเรียนต่อไปอีก เรียนด้วยสอนด้วย การจะเข้าถึงภูมิของสมถะได้ต้องทําใจให้หยุด ถ้าทําใจให้หยุดไม่ได้ก็เข้าภูมิสมถะไม่ได้ ใจหรือจิตของคนเรานั้นเป็นดวงกลมใหญ่ประกอบด้วย ดวงเห็น ดวงจํา ดวงคิด ดวงรู้ ดวงเห็นคือดวงธาตุที่ทําให้เราสามารถเห็นสิ่งต่างๆ ได้ ดวงจํา คือดวงธาตุที่ทําให้เกิดความทรงจํา ดวงคิดคือดวงธาตุที่ทําให้เกิดความคิด ดวงรู้คือดวงธาตุที่ทําให้เกิดความรู้ความเข้าใจ ดวงธาตุทั้ง ๔ อย่างนี้มารวมเป็นจุดเดียวกันจึงเรียกว่าใจ ที่ตั้งของใจมีเพียงแห่งเดียวคือที่กลางดวงธรรมที่ทําให้เป็นกายมนุษย์ อยู่ตรงกึ่งกลางกายสะดือทะลุหลัง ขวาทะลุซ้ายเหมือนเราขึงเส้นด้ายให้ตึงจากสะดือทะลุไปข้างหน้าและขึงด้ายอีกกลุ่มหนึ่งจากขวาทะลุซ้ายให้ตึงตรงกันทั้ง ๒ เส้น ตรงกลางที่เส้นด้ายตัดกันเรียกว่า กลางกั๊ก ให้เอาใจไปจรดที่กลางกั๊กนั้นที่เขาบอกว่าให้ตั้งใจๆ นั้นก็คือตั้งที่ตรงกลางกั๊กนั่นเอง เวลาจะทําบุญทํากุศลก็ต้องตั้งใจตรงนั้น เวลาจะรักษาศีล เจริญภาวนาก็ต้องตั้งใจตรงนั้นเหมือนกันที่ตรงนี้ประกอบไปด้วยธาตุทั้ง ๔ คือหน้าธาตุน้า ขวาธาตุดิน ช้ายธาตุลม หลังธาตุไฟ ศูนย์กลางอากาศธาตุ นี่เป็นลักษณะของฐานที่ ๗ ถึงตรงนี้หลวงพ่อท่านเกรงลูกศิษย์จะไม่เข้าใจนึกภาพไม่ออก ท่านจึงเปรียบเทียบฐานที่ ว่าเหมือนปากถ้วยแก้วแล้วท่านก็จะเอาไม้ยาวชี้ลงไปในปากแก้วและอธิบายว่า นั่นแหละคือที่ตั้งของใจ การที่หลวงพ่อสอนให้มีบริกรรมนิมิตคือให้นึกถึงดวงแก้วกลมใสนั้น มีบางคนบางสํานักได้กล่าวติเตียนว่าหลวงพ่อสอนให้ติดรูป สอนให้ติดนาม สอนให้ติดนิมิต เมื่อหลวงพ่อทราบ ท่านบอกว่า เมื่อไม่ติดทําไมจึงจะรู้ว่าหลุด ท่านเปรียบเทียบให้ฟังว่า เปรียบ เหมือนกับการขึ้นบันได ถ้าเราเหยียบบันไดไม่มั่นแล้วเราจะก้าวต่อไปให้มั่นได้อย่างไร ถ้าเราจะเหยียบบันไดขั้นที่ ๒ เราก็ต้องเหยียบบันไดขั้นที่ ๑ ให้มั่นเสียก่อนแล้วเราจึงก้าวต่อไปถึงขั้นที่ ๒ เมื่อจะก้าวต่อไปขั้นที่ ๓ ก็ต้องเหยียบขั้นที่ ๒ ให้มั่นและเราก็มิได้ติดอยู่ที่ขั้นเดียว เรื่องการกําหนดบริกรรมนิมิตนี้มีบางท่านสงสัยว่าอยากจะกําหนดเป็นอย่างอื่นได้หรือไม่ เช่นเป็นองค์พระ ความจริงแล้วหลวงพ่อท่านไม่ได้ผูกขาดว่าต้องให้กําหนดอุคคหนิมิตเป็นดวงกลมใส แต่หลวงพ่อท่านได้ทดลองแล้วว่าจะสร้างนิมิตอย่างใดจึงจะสะดวกและพบว่าการสร้างอุคหนิมิตเป็นดวงกลมใสนั้นง่ายและสะดวกที่สุด เพราะถ้าหากจะกําหนดเป็นองค์พระนั้น องค์พระก็ยังมีปางต่างๆ หลายปาง มีวัสดุที่ทําแตกต่างกันและมีขนาดเล็กใหญ่ต่างกัน ท่านคิดว่าการกําหนดเป็นดวงกลมใสนั้นง่ายและสะดวกที่สุด แต่สําหรับบางท่านที่คิดว่าการกําหนดเป็น องค์พระจะสะดวกแก่การทําใจให้หยุดให้นิ่งแล้วละก็ท่านสามารถทําได้เลยหรือท่านจะกําหนดเป็นอย่างหนึ่งอย่างใดนอกเหนือจากนี้ก็ได้ เช่นเป็นองค์หลวงพ่อ เป็นพระพุทธรูปปางต่างๆ ที่ท่านพอใจ เป็นดอกไม้ใบไม้หรือจะเห็นเป็นกายของท่านเอง เป็นอะไรได้ทั้งนั้น สําคัญว่าจะทําอย่างไรให้ใจของเราไม่คิดไม่นึกให้ใจของเราปล่อยวางให้ได้ หลวงพ่อท่านอธิบายถึงความสําคัญของการหยุดไว้ดังนี้ หยุดนั้นแหละเป็นตัวสมถะเป็นตัวสําเร็จ คือสําเร็จหมดทั้งทางโลกและทางธรรม โลกที่จะได้รับความสุขได้ ใจต้องหยุดตามส่วนของโลก ธรรมที่จะได้รับความสุข ใจต้องหยุดตามส่วนของธรรม ดังบาลีว่า นตฺถิ สนฺติ ปรํ สุขํ สุขอื่นนอกจากหยุดจากนิ่งไม่มี หยุดนั่นเองเป็นตัวสําคัญ หยุดคําเดียวเท่านั้นถูกทางสมถะตั้งแต่ต้นจนเป็นพระอรหัตต์ เป็นตัวศาสนาแท้ๆ ถูกโอวาทของพระบรมศาสดา ถ้าไม่หยุดจะปฏิบัติศาสนาสัก ๔๐-๕๐ ปีก็ช่าง ที่สุดถึงจะมีอายุเป็นร้อยปีแต่ ถ้าทําใจให้หยุดไม่ได้ เป็นไม่ถูกร่องรอยพระศาสนา หลวงพ่อท่านจะยกตัวอย่างเรื่ององคุลิมาลโจรซึ่งพระพุทธองค์ได้ทรงแก้ไขแสดงธรรมะจนองคุลิมาลโจรสําเร็จมรรคผล เพราะคําว่าหยุดคําเดียว เมื่อทําใจให้หยุดได้แล้วก็ต้องหยุดในหยุดๆ ไม่มีถอยหลังกลับ หยุดในหยุดๆ ๆ อยู่นั่นเอง ในที่หยุดนั้นต้องถูกกลางถ้าไม่ถูกกลางใช้ไม่ได้ ต้องหยุดเข้าสิบ เข้าศูนย์ เข้าส่วนถูกสิบ ถูกศูนย์ ถูกส่วน ถ้าหยุดกลางกายเช่นนั้นถูกสิบ พอถูกสิบเท่านั้นไม่ช้าจะเข้าถึงศูนย์ โบราณท่านพูดกันว่า เห็นสิบแล้วเห็นศูนย์ เป็นเค้ามูลสืบกันมา เที่ยงแท้แน่หนักหนา ตั้งอนิจจาเป็นอาจิณ จุติแล้วปฏิสนธิ ย่อมเวียนวนอยู่ทั้งสิ้น สังขาราไม่ยืนยิน ราคีสิ้นเป็นตัวมา หลวงพ่อท่านบอกว่าสิบศูนย์นี้เป็นตัวสําคัญนัก สัตว์โลกจะเกิดใน โลกได้ต้องอาศัยเข้าสิบแล้วตกศูนย์จึงเกิดได้ ถ้าเข้าสิบไม่ตกศูนย์เกิดไม่ได้โลกกับธรรมต้องอาศัยอย่างนี้ ทางธรรมก็ต้องเข้าสิบเข้าสิบแล้วก็ตกศูนย์ ตกศูนย์คือใจหยุด พอใจหยุดเรียกว่าเข้าสิบแล้ว เห็นเป็นดวงใสเท่าดวงอาทิตย์ดวงจันทร์ผุดขึ้นที่ใจหยุดนั้น นั่นแสดงว่าตกศูนย์แล้วเข้าสิบแล้วเห็นศูนย์แล้วเรียกว่าเข้าสิบแล้วเห็นศูนย์ พอเห็นศูนย์ใจก็หยุดอยู่กลางศูนย์นั้น กลางดวงใสเท่าดวงอาทิตย์ดวงจันทร์นั้นดวงนี้เรียกว่าดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐานหรืออีกนัยหนึ่งเรียกว่าดวงปฐมมรรค ต้องเข้ากลางดวงนั้นแห่งเดียว ไปได้ทางเดียว ทางอื่นไม่มี เมื่อเข้ากลางดวงศูนย์นั้นได้แล้วเรียกว่าปฐมมรรคหรืออีกนัยหนึ่งเรียกว่าเอกายนมรรค แปลว่าหนทางเอกไม่มีโท หนทางหนึ่ง สองไม่มี เป็นทางไปของพระพุทธเจ้า พระอรหันต์ทั้งหมดในสากลโลก ท่านจะเข้าสู่นิพพานต้องไปทางนี้ทางเดียวไม่มีทางแตกแยกจากกัน ไปแนวเดียวกันนี้ หมดเพียงแต่การไปนั้น บางท่านเร็วบางท่านช้าไม่เหมือนกัน แล้วแต่วาสนานิสัยของแต่ละคนจะสั่งสมอบรมไว้ หลวงพ่อท่านย้ำว่าการเรียนสมถะวิปัสสนานั้นต้องเดินแนวนี้ผิดแนวนี้ไม่ได้ และก็ต้องเป็นอย่างนี้ผิดอย่างนี้ไปไม่ได้ ถ้าผิดอย่างนี้ก็เลอะเหลว เราจะต้องยึดกายมนุษย์นี้เป็นแบบ เข้าไปถึงกายมนุษย์ละเอียดก็ต้องยึดกายมนุษย์ละเอียดเป็นแบบ เข้าไปถึง กายทิพย์ต้องยึดกายทิพย์เป็นแบบ เข้าไปถึงกายทิพย์ละเอียด ต้องยึดกายทิพย์ละเอียดเป็นแบบ จะโยกโย้ไปไม่ได้ เข้าไป ถึงกายรูปพรหมต้องยึดกายรูปพรหมเป็นแบบ เข้าไปถึงกายรูปพรหมละเอียดต้องยึดกายรูปพรหมละเอียดเป็นแบบ เข้าไปถึงกายอรูปพรหมก็ต้องยึดกายอรูปพรหมเป็นแบบ เข้าไปถึงกายอรูปพรหมละเอียดต้องยึดกายอรูปพรหมละเอียดเป็นแบบเข้าไปถึงกายธรรมต้องยึดกายธรรมเป็นแบบ กายธรรมนั้นมีรูปเหมือนกับ องค์พระปฏิมากรที่เขาปั้นไว้ในโบสถ์วิหาร ศาลาการเปรียญเขาทําแบบไว้อย่างนั้น เข้าถึงกายธรรมละเอียดยึดกายธรรมละเอียดเป็นแบบ เข้าถึงกายธรรมพระโสดายึดกายธรรมพระโสดาเป็นแบบ เข้าถึงกายธรรมพระโสดาละเอียดยึดกายธรรมพระโสดาละเอียดเป็นแบบ เข้าถึงกายธรรมพระสกิทาคายึดกายธรรมพระสกิทาคาเป็นแบบ เข้าถึงกายธรรมพระสกิทาคาละเอียดยึด กายธรรมพระสกิทาคาละเอียดเป็นแบบ เข้าถึงกายธรรมพระอนาคายึดกายธรรมพระอนาคาเป็นแบบ เข้าถึงกายธรรมพระอนาคาละเอียดยึดกายธรรมพระอนาคาละเอียดเป็นแบบ เข้าถึงกายธรรมพระอรหัตต์ยึดกายธรรมพระอรหัตต์เป็นแบบ เข้าถึงกายธรรมพระอรหัตต์ละเอียดยึดกายธรรมพระอรหัตต์ละเอียดเป็นแบบ นี้เป็นหลักฐานในพระพุทธศาสนา หลวงพ่อท่านบอกว่าเมื่อรู้เช่นนี้แล้ว เมื่อใจเราวุ่นวายก็ให้รู้ทีเดียวว่า มันต้องการจะเวียนว่ายตายเกิด ถ้าใจเรานิ่งอยู่ตรงกลางได้มันจะเลิกการเวียนว่ายตายเกิด เราไม่ต้องง้อใครเพราะเรารู้แล้วเรียนแล้วเข้าใจแล้ว เราต้องตั้งใจให้หยุด ใจของคนเรานั้นถ้าหยุดได้เพียงสักกระพริบตาเดียวเท่านั้น ได้ชื่อว่าเราได้สร้างบุญใหญ่กุศลใหญ่สําคัญนัก บุญที่เกิดจากการนั่งภาวนานั้นเป็นบุญใหญ่กุศลใหญ่ เราจะไปสร้างโบสถ์วิหาร ศาลาการเปรียญสักร้อยหลัง ก็สู้บุญที่เกิดจากการบําเพ็ญสมถะวิปัสสนาไม่ได้ เมื่อเราแสวงหาเขตบุญในพระพุทธศาสนาพึงบําเพ็ญสมถะ วิปัสสนาทําใจให้มั่นคงดังนี้ ให้ใจหยุด หยุดนี้เป็นตัวสําคัญนักเพราะเป็นทางมรรคผลนิพพาน พวกที่ให้ทานรักษาศีลนั้นยังไกลกว่า หยุดนี้ใกล้นิพพานนัก พอหยุดได้เท่านั้นถูกคําสั่งสอนของพระศาสดาแล้ว ไม่ยักเยื้องแปรผัน พอใจของเราหยุดดีแล้วก็เลิกบริกรรมภาวนาได้ให้เอาใจของเราจรดเพ่งเฉยอยู่ที่ดวงใสนั้น วางอารมณ์เฉยให้หยุดเท่านั้น อย่าไปนึกความมืดความสว่าง หลวงพ่อท่านสอนให้ปฏิบัติเบื้องต้นนี้ให้เห็นจนเชี่ยวชาญเสียก่อน ท่านบอกว่าเรื่องอื่นอย่าเพิ่งไปพูดเพราะยิ่งพูดก็ยิ่งมากนักใหญ่โต ที่วัดปากน้ำนี้มีคนทํากันได้มากคน เราก็ต้องทําให้ได้เหมือนกับเขาบ้าง ถ้าไม่หยุดจะถึงธรรมกายไม่ได้ ถ้าทําใจให้หยุดได้ก็เข้าถึงธรรมกายได้ เราทุกคนเป็นมนุษย์เหมือนกันปฏิบัติในพระพุทธศาสนาเหมือนกันจะทําให้เป็นธรรมกายอย่างคนอื่นเขาไม่ได้เชียวหรือ ทุกคนต้องทําได้ขอเพียงให้ทําจริงเป็นต้องได้ทุกคน ถ้าทําไม่จริงละเป็นไม่ได้แน่ ที่ว่าทําจริงนั้นก็คือ จริงแค่ชีวิตถึงเนื้อเลือดจะแห้งเหือดหมดไปจะเหลือแต่กระดูกหนังช่างมันถ้าไม่ได้เป็นไม่ลุกจากที่ ถ้าทุกคนทําจริงแค่นี้ละก็ทําได้ทุกคน ท่านบอกว่าตัวท่านเองนั้นถึง ๒ คราว คือเมื่อเริ่มปฏิบัติสมถะวิปัสสนาใหม่ๆ ได้เข้าที่ทําสมาธิตั้งใจว่า ถ้าไม่ได้ก็ให้ตายเสียเถอะ นิ่งทําสมาธิอยู่พอถึงกําหนดเข้าก็ทําได้ ไม่ตายสักที องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ก็ทรงกระทําเช่นนั้น คือพระองค์ได้ประกอบความเพียรด้วยจตุรังควิริยะคือกระดูก ๑ หนัง ๑ เนื้อ ๑ เลือด ๑ ถึงเนื้อเลือดจะแห้งเหือดหมดไปก็ไม่ว่าเหลือแต่กระดูก เหลือแต่หนังก็ช่างมัน พระองค์ก็ไม่เคลื่อนจากความเพียร พอถูกส่วนเท่านั้น ในเวลาหัวค่ำพระองค์ได้บรรลุปุพเพนิวาสานุสสติญาณ เวลายามที่ ๒ ได้บรรลุจุตูปปาตญาณ เวลายามที่ ๓ ได้บรรลุอาสวักขยญาณพระองค์ท่านเป็นอาจารย์ของเราและท่านทําจริงดังนี้ เราเป็นลูกศิษย์ก็ต้องทําจริงอย่างนั้นเหมือนกัน ถ้าไม่ได้ต้องยอมตายกันเลยทีเดียว หลวงพ่อท่านอธิบายถึงความไม่เที่ยงแท้แน่นอนของเบญจขันธ์ว่า รูปทั้งหลายนั้นไม่ว่าจะปราณีตสวยงามหรือไม่แตกต่างกันอย่างไรก็ตาม ก็มาลงเอยที่อนิจจาด้วยกันทั้งสิ้น คือตายหมดไม่มีเหลือ ไม่ว่าจะถือกําเนิดมาจากชั้นวรรณะใด ย่อมเวียนว่ายตายเกิดกันอยู่อย่างนี้ มีแต่ความไม่เที่ยง เมื่อไม่เที่ยงก็ต้องเป็นทุกข์ทั้งนั้น ถ้าจะหาความเที่ยงความสุขก็ต้องหาภายในกายมนุษย์นี้เท่านั้น หาภายนอกไม่ได้คือหาจากกายมนุษย์เข้าไป จนกระทั่งพบกาย มนุษย์ละเอียดแต่ในกายมนุษย์ละเอียดก็ยังไม่สามารถหาความสุขความเที่ยงได้ต้องเดินเข้าไปอีกในกายทิพย์หยาบ กายทิพย์ละเอียด กายรูปพรหมหยาบ กายรูปพรหมละเอียด กายอรูปพรหมหยาบ กายอรูปพรหมละเอียด จนถึงกายธรรม พอเข้าไปพบกายธรรมนั้นแหละ จะรู้สึกตัวเองทันทีว่านี่เองที่เที่ยงที่เป็นสุข เห็นสิ่งที่เที่ยงที่เป็นสุขในกายธรรมหรือธรรมกายนี้เอง เมื่อเข้าถึงกายธรรมแล้วใจคอที่เคยคับแคบก็เวิ้งว้างกว้างขวางสุขสบาย ใครไปถึงกายธรรมได้ก็แจ่มใสเบิกบาน กายธรรมนี่เป็นของเที่ยง การที่พระพุทธเจ้าตรัสว่าอะไรๆ ไม่เที่ยงนั้น จุดประสงค์ก็คือจะให้เข้าถึงกายธรรม จึงมีหลักว่านอกจากกายธรรมแล้ว จะเป็นกายมนุษย์ กายมนุษย์ละเอียด กายทิพย์ กายทิพย์ละเอียด กายรูปพรหม กายรูปพรหมละเอียด กายอรูปพรหม กายอรูปพรหมละเอียด เหล่านี้ต่างเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาทั้งนั้น คือต้องเวียนว่ายอยู่ในภพทั้ง ๓ จึงเป็นกายที่ยังไม่เที่ยงยังต้องเป็นทุกข์อยู่ ต่อเมื่อเข้าถึงกายธรรมจึงเป็นนิจจัง สุขขัง อัตตาขึ้นทันที เป็นของเที่ยงเป็นสุขเป็นตัวตนทันที เมื่อถึงกายธรรมละเอียดก็ยิ่งดีหนักขึ้น กายธรรมพระโสดา พระโสดาละเอียดก็ยิ่งดีหนักขึ้น เที่ยงหนักขึ้น สุขหนักขึ้นไม่มีถอย กายธรรมพระสกิทาคา พระสกิทาคาละเอียดก็เที่ยงหนักขึ้นสุขหนักขึ้น กายธรรมพระอนาคามี พระอนาคามีละเอียดก็ยิ่งเที่ยงหนักขึ้นสุขหนักขึ้น กายธรรมพระอรหัตต์ พระอรหัตต์ละเอียดก็ยิ่งเที่ยงทีเดียวสุขทีเดียว ไม่แปรผันต่อไปเป็นกายคงที่คงวา อุปมาเหมือนเสาเขื่อนย่อมไม่เขยื้อนไปตามอารมณ์โลกธรรมทั้ง ๘ คือ อิฏฐารมณ์ ๔ ได้แก่ ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข และอนิฏฐารมณ์ ๔ คือเสื่อมลาภ เสื่อมยศ ติฉินนินทา ทุกข์ ไม่สามารถทําให้ยุบลงหรือฟูขึ้นได้ หลวงพ่อท่านได้ยกพุทธภาษิตว่า ผุฏฺฐสฺส โลกธมฺเมหิ จิตฺตํ ยสฺส น กมฺปติ อโสกํ วิรชํ เขมํ เอตมฺมงฺคลมุตฺตมํ เอตาทิสานิกตฺวาน สพฺพตฺถมปราซิตา สพฺพตฺถ โสตฺถิ คจฺฉนฺติ ตนฺเตสํ มงฺคลมุตฺตมนฺติ จิตของบุคคลผู้ใดอันโลกธรรมทั้งหลายถูกต้องแล้ว ย่อมไม่หวั่นไหวไม่เศร้าโศก ย่อมปราศจากความขุ่นมัว เป็นแดนเกษมจากโยคได้ชื่อว่าเป็นมงคลอันสูงสุด หลวงพ่อท่านอธิบายว่าจิตเป็นตัวยืนและโลกธรรมทั้งแปดเป็นตัวจร อิฏฐารมณ์เป็นที่นิยมน่าปรารถนากันถ้วนหน้า ส่วนอนิฏฐารมณ์ไม่เป็นที่น่านิยมไม่น่าปรารถนา เราท่านทั้งหลายทั้งคฤหัสถ์ ทั้งบรรพชิต เมื่อรู้จักอิฏฐารมณ์ และอนิฏฐารมณ์เหล่านี้แล้วมีทางเลี่ยงได้คือต้องบังคับจิตให้ดีต้องตั้งจิตให้ดีถ้าตั้งจิตให้ดีถูกหลักถูกฐานของที่ตั้งจิตแล้วจะสามารถต่อสู้กับอิฏฐารมณ์และอนิฏฐารมณ์ได้ ต้องหมั่นเอาใจจดจ่ออยู่ที่กลางกั๊กอันเป็นศูนย์กลางดวงธรรมที่ทําให้เป็นกายมนุษย์ หมั่นเอาใจไปจรดอยู่ที่ตรงนั้นเสมอ ไม่ว่าจะนั่ง นอน ยืน เดิน กิน ดื่ม จะทํา จะพูด จะอุจจาระ ปัสสาวะก็หยุดอยู่ตรงนั้นเสมอ จรดหนักเข้าๆ ๆ ๆ พอชินหนักเข้าก็ชํานาญ หนักเข้าๆ ๆ ๆ ก็หยุดได้ พอใจหยุดเสียได้เท่านั้นแหละ ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข เสื่อมลาภ เสื่อมยศ ติเตียน ทุกข์ไม่มีทางกระทบกระเทือนแล้วเฉยเสียแล้ว ถ้าทําจิตให้ได้ขนาดนี้แล้ว บุคคลผู้นั้นได้ชื่อว่าถึงซึ่งมงคลสูงสุดแล้ว ถ้ายังอาดูรเดือดร้อนไปตามอนิฏฐารมณ์เป็นอัปมงคลแท้ๆ ท่านย้ำว่าอัปมงคลมิใช่เป็นแต่เฉพาะฆราวาสหญิงชายเท่านั้น ภิกษุ สามเณรก็เป็นได้เหมือนกัน พอ สงบไม่ลงทําใจให้หยุดไม่ได้ก็เป็นอัปมงคล หลวงพ่อท่านเคยสอนพระภิกษุ สามเณรว่า ภิกษุสามเณรในพระพุทธศาสนาพอบวชแล้วไม่ต้องทําอะไรทําใจให้ใสเท่านั้นแหละเป็นใช้ได้ ถ้าใจไม่ใสภิกษุสามเณรนั้นใช้ไม่ได้ ยังเป็นภิกษุสามเณรแต่ภายนอก ภายในเป็นไม่ได้ พอทําใจให้ใสได้เท่านั้นก็เป็นที่บูชาของมหาชนทีเดียว หลวงพ่อท่านตั้งใจปฏิบัติจริงๆ ท่านต้องการให้ผู้มาปฏิบัติได้รู้เห็นเป็นจริงๆ ท่านจึงพยายามหาวิธีการทุกอย่างมาอธิบายให้ลูกศิษย์เข้าใจ ท่านบอกว่าการได้ธรรมกายนั้นไม่ง่ายนัก แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะยากจนเกินไปถ้าปฏิบัติตามคําที่ท่านสอนอย่าให้ผิดจะผิดแม้เท่าเส้นผมก็ไม่ได้ ถ้าใครปฏิบัติตามที่ท่านสอนแล้วไม่ได้ ท่านกล้าท้าทายให้มาตัดศีรษะท่านทีเดียว หลวงพ่อท่านจะมองดูออกว่าผู้ใดมีแววที่จะได้ธรรมกาย ท่านจะเรียกผู้นั้นมาสอนเอง หรือถ้า ผู้ใดเห็นดวงกลมใสหรือเห็นองค์พระ ปรากฏที่ฐานที่ ๗ แล้ว ท่านก็จะหาครูต่อวิชาให้ท่านเข้มงวดกวดขันและเอาใจใส่ดังนี้จึงมีผู้ได้ธรรมกายเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ พระภาวนาโกศลเถร (ธีระ คล้อสุวรรณ) หรือที่คนที่เคารพนับถือเรียกท่านว่า หลวงพ่อเล็กเป็นผู้หนึ่งที่หลวงพ่อสอนและกวดขันมาเองจนได้ธรรมกายขั้นสูง หลวงพ่อเล็กท่านเคยเล่าให้ข้าพเจ้าฟังว่า ท่านถูกกวดขันมาแต่ครั้งยังเป็นสามเณรน้อยๆ หลวงพ่อท่านหยั่งรู้แล้วว่าหลวงพ่อเล็กจะได้ธรรมกายแน่นอน และจะสามารถเป็นตัวแทนของท่านต่อไปในอนาคต หลวงพ่อจึงเรียกมานั่งตัวต่อตัวกับท่านเสมอ ถ้าหลวงพ่อท่านจะต้องไปแสดงพระธรรมเทศนา ท่านก็จะขีดเส้นวงกลมเป็นการจํากัดอาณาเขตแล้วก็เอาชายจีวรของหลวงพ่อเล็กยัดลงไปในร่องกระดานเพื่อกันไม่ให้ลุกไปไหนๆ แล้วหลวงพ่อท่านก็ไปเทศน์ การเทศน์ของหลวงพ่อแต่ละครั้งใช้เวลาประมาณชั่วโมงครึ่งถึงสองชั่วโมงแล้วหลวงพ่อท่านก็จะกลับมาคุมการนั่งต่อ หลวงพ่อเล็กท่านยังเล่าอีกว่า ท่านเคยถูกหลวงพ่อเฆี่ยนเพราะความเกียจคร้านในการปฏิบัติ เนื่องจากตอนนั้นท่านยังอายุน้อย บางครั้งก็อยากสนุกอยากเพลิดเพลินบ้าง แต่หลวงพ่อท่านไม่ยอมให้ปล่อยเวลาล่วงเลยไปโดยเปล่าประโยชน์ ท่านต้องการให้ฝึกปฏิบัติให้มากที่สุดเพื่อให้เกิดความชํานาญ และในที่สุดก็ได้สมความปรารถนาของหลวงพ่อ โรงงานทําวิชชา ผู้ที่เห็นเป็นวิชาธรรมกายแล้วจะต้องผลัดกันเข้าเวรปฏิบัติกิจภาวนาตลอด ๒๔ ชั่วโมง ในสถานที่ที่หลวงพ่อจัดไว้ให้โดยแบ่งเป็นเวรๆ ละ ๔ ชั่วโมง สถานที่นี้เรียกกันว่าโรงงานมาตั้งแต่สมัยหลวงพ่อและปัจจุบันก็ยังคงเรียกเช่นนี้ หลวงพ่อจัดไว้สําหรับผู้ที่ได้วิชชาธรรมกายเข้าไปปฏิบัติกิจภาวนา แบ่งเป็น ๒ ด้านๆ หนึ่งสําหรับพระภิกษุ อีกด้านหนึ่งสําหรับอุบาสิกา (ปัจจุบันคือวิหารอยู่ด้านหลังหอสังเวชนีย์มงคลเทพนิรมิตที่ประดิษฐานศพหลวงพ่อ และยังคงปฏิบัติกิจภาวนาเหมือนสมัยหลวงพ่อยังอยู่) หลวงพ่อท่านตั้งเป็นกฎเคร่งครัดมากว่า ห้ามบุคคลที่ไม่ได้วิชชาธรรมกายเข้าไปในโรงงาน ท่านมีเหตุผลของท่านหลายประการ ได้แก่ ๑.บุคคลภายนอกอาจเข้าไปทําเสียงรบกวนเป็นการทําลายสมาธิของผู้ที่กําลังปฏิบัติกิจภาวนา จะเกิดบาปติดตัวผู้นั้นแม้จะมิได้ตั้งใจก็ตาม ๒.วิชชาธรรมกายนั้นเป็นวิชชาที่ละเอียดลึกซึ้งมาก ถ้าผู้ที่ยังไม่รู้ไม่เห็นไม่เข้าใจปฏิบัติยังไม่เป็น แล้วไปได้ยินได้ฟังเข้าก็จะทําให้เกิดวิจิกิจฉาคือความลังเลสงสัย ทําให้ความคิดสับสนวุ่นวาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตอนต่อวิชชา หลวงพ่อท่านทราบดีว่าอันตรายจะเกิดขึ้นแก่บุคคลที่ยังไม่รู้ไม่เข้าใจดีพอ ๓.หลวงพ่อท่านไม่ต้องการให้บุคคลภายนอกเข้าไปชวนพวกที่ได้ ธรรมกายพูดคุยกันด้วยเรื่องไร้สาระท่านบอกว่า เสียเวลาทําวิชชาโดยใช่เหตุ พวกเข้าเวรปฏิบัติภาวนานี้เป็นพวกประจําอยู่ในวัด การที่ต้องผลัด ความรู้ความเข้าใจละเอียดลึกซึ้งยิ่งขึ้นไปอีก และช่วยบรรเทาความทุกข์ยากเดือดร้อนแก่ผู้ที่มาขอพึ่งบารมีหลวงพ่อ รวมทั้งช่วยแก้โรคตามใบอาการที่ส่งกันมาด้วย วิธีการแก้โรคนั้น หลวงพ่อท่านจะสั่งให้ค้นกรรมที่ทําให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บของแต่ละคนด้วย หลวงพ่อท่านบอกว่า เมื่อรู้ว่าเขาเป็นโรคอย่างนี้แล้วก็ต้องค้นหาเหตุว่าเป็นเพราะเหตุใดทํากรรมอะไรไว้แล้วไปแก้ที่เหตุ ดังพุทธดํารัสว่า “เยธมฺมา เหตุปฺปภวา ธรรมทั้งหลายเกิดแต่เหตุ” หลวงพ่อท่านจึงเปรียบเสมือนนายแพทย์ผู้เชี่ยวชาญฉลาดรอบรู้ในเรื่องโรคทุกโรค ทราบสาเหตุของโรค การบําบัดโรคและวิธีการดับโรค ทั้งสามารถทราบประวัติคนไข้อย่างถูกต้องสมบูรณ์ ทั้งๆ ที่ตัวคนไข้เองก็ยังไม่ทราบด้วยซ้ำ ถ้าเรื่องนั้นเป็นอดีตกาลนานข้ามภพข้ามชาติ หลวงพ่อท่านจึงสามารถแก้โรคได้ถูกต้องรวดเร็ว โรงครัวเลี้ยงพระภิกษุสามเณร เมื่อหลวงพ่อมาเป็นเจ้าอาวาสวัดปากน้ำในปี พ.ศ.๒๔๕๙ ท่านได้ดําเนินการก่อตั้งโรงครัวขึ้นเพื่อถวายภัตตาหารแก่พระภิกษุสามเณร ก่อนที่หลวงพ่อจะมาเป็นเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ท่านเคยอยู่ที่วัดพระเชตุพนฯ และประสบความลําบากในเรื่องอาหารบิณฑบาต ท่านจึงตั้งมโนปณิธานไว้ว่าถ้ามีโอกาสจะตั้งโรงครัวเลี้ยงอาหารพระภิกษุสามเณรไม่ให้ลําบากและกังวลเรื่องภัตตาหาร จะได้มีเวลาและกําลังในการศึกษาพระปริยัติธรรมและปฏิบัติธรรมได้เต็มที่ และเป็นการสะดวกแก่ทายกทายิกาที่ต้อง การจะทําบุญถวายภัตตาหารแก่พระภิกษุสามเณรทั้งวัดเพียงแต่แสดงความประสงค์จะเป็นเจ้าภาพและนําปัจจัยมามอบแก่ไวยาวัจกรเท่านั้นทางวัดมีแม่ครัวจัดการหุ่งหาอาหารให้เสร็จเรียบร้อยทั้งมื้อเช้าและเพล เจ้าภาพเพียงแต่มาประเคนภัตตาหารเท่านั้น หลวงพ่อมอบหมายให้อุบาสิกาท้วม หุตานุกรม เป็นหัวหน้าโรงครัวในยุคแรก คือตั้งแต่ พ.ศ.๒๔๕๙ เป็นต้นมา และให้แม่ชีธัญญานี สุดเกษ รับมอบดูแลโรงครัวต่อจากคุณแม่ท้วม ตั้งแต่ปี ๒๕๐๒ จนถึงปัจจุบัน หลวงพ่อท่านได้ชี้แจงถึงอานิสงส์ของการถวายภัตตาหารแก่พระภิกษุสามเณรว่าจะได้บุญยิ่งใหญ่ไพศาล เพราะพระสงฆ์เป็นเนื้อนาบุญ ดังคาถาบาลีว่า ปุญฺญมากํ ขมานานํ สงฺโฆ เวทิยตํ มุขํ พระสงฆ์เป็นประมุขหรือเป็นประธานของผู้ต้องการบําเพ็ญทาน พระสงฆ์เป็นประมุขของบุญ ถ้าต้องการบุญก็ให้ถวายในหมู่พระสงฆ์ จะเจาะจงภิกษุองค์ใดองค์หนึ่งนั้นไม่ควร ให้ทําใจให้เป็นกลาง หลวงพ่อท่านเน้นว่าเป็นทายกต้องฉลาด โง่ไม่ได้ เพราะถ้าถวายเจาะจงเสียแล้ว ผลบุญก็ลดน้อยลงไปคนฉลาดต้องถวายให้เป็นกลางจึงจะได้ผลบุญยิ่งใหญ่ไพศาลที่เรียกว่า สังฆทาน และได้ชื่อว่าวางหลักพระพุทธศาสนา เพราะศาสนาของพระบรมศาสดาจะดํารงอยู่ได้ก็เพราะอาศัยความเป็นกลาง ภิกษุสามเณรก็ต้องประพฤติในพระธรรมวินัยให้เป็นกลาง ปฏิบัติให้เป็นกลาง ไม่เข้าข้างตน ไม่เข้าข้างบุคคลผู้อื่น อุบาสกอุบาสิกาบริจาคทานในพระพุทธศาสนาให้ให้เป็นกลาง ไม่ค่อนข้างตน หมู่ตน พวกตน ให้ให้เป็นกลาง อย่างนี้ได้ชื่อว่าบริจาคถูกทางสงฆ์ ถูกเป้าหมายของบุญ หลวงพ่อท่านสอนให้ทําบุญบริจาคทานมากๆ มีใครเขามาชวนให้ ทําบุญทําทานก็ให้ทํากับเขา ถ้าพบเห็นคนดีๆ เขาทําบุญก็ให้พยายามไปทําร่วมกับเขา ถ้าไม่มีทรัพย์ก็ให้ขวนขวายช่วยด้วยแรงกายก็ได้บุญเช่นกัน จัดเป็นไวยาวัจมัยอย่างหนึ่ง คือบุญที่ได้จากการขวนขวายช่วยเหลือผู้อื่น หลวงพ่อท่านแนะนําศิษย์ ให้พยายามทําบุญทั้งด้วยกําลังกายและ กําลังทรัพย์ให้รู้จักเลือกผู้ที่จะทําบุญด้วย หลวงพ่อท่านสอนให้ทุกคนพยายามรักษามนุษย์สมบัติ ท่านอธิบายว่า คนเรานั้นจะอยู่คนเดียวในโลกไม่ได้ ต้องมีบิดามารดา ญาติพี่น้อง เพื่อนสนิทมิตรสหาย สามี ภรรยา บุตร บริวาร อย่างที่เรามักเรียกกันว่ามีพรรคมีพวก คนที่จะมีพรรคพวกดีได้นั้นต้องประกอบกรรมดีร่วมกันมาแล้ว ท่านจึงสอนว่าถ้าเห็นคนดีๆ เขาทําบุญบริจาคทานกันละก้อให้พยายามไปร่วมกับเขา ไม่จําเป็นต้องร่วมด้วยเงินก็ได้ เพราะคนบางคนเขาก็มีทรัพย์สินเงินทองเหลือเฟืออยู่แล้ว เขาไม่ต้องการเงินแต่เขาต้องการให้มีคนมาช่วย เราก็ไปช่วยด้วยแรง เพื่อว่าในภพชาติต่อไปจะได้มีพรรคพวกที่เป็นคนดี การจะมีมนุษย์สมบัติดีนั้นก็เป็นด้วยเหตุ ๒ ประการคือ ปุพฺเพกตปุญฺญตา การทําบุญร่วมกันมาในอดีตชาติ และการร่วมบุญกันใหม่ การได้สังสรรร่วมแรงร่วมใจกันในภพชาติปัจจุบัน นอกจากนี้หลวงพ่อท่านยังสอนให้เป็นผู้เสียสละ รู้จักอดทน สังคหวัตถุ ๔ นี้เป็นสิ่งสําคัญมากในสังคมมนุษย์ บุคคลใดถึงพร้อมด้วยธรรม ๔ ประการนี้ ย่อมเป็นที่รักที่เคารพยําเกรงของผู้คนทั่วไป บุคคลนั้นได้ชื่อว่ารู้จักรักษามนุษย์สมบัติ สมัยเริ่มแรกที่ก่อตั้งโรงครัวหลวงพ่อท่านใช้ทุนทรัพย์ส่วนตัวเป็นค่าใช้จ่าย มีลูกศิษย์และญาติพี่น้องของท่านนําข้าวสาร ของแห้งมาถวายเป็นประจําและวันใดที่ไม่มีผู้รับเป็นเจ้าภาพ หลวงพ่อท่านก็ใช้ทรัพย์ส่วนตัวของท่านเป็นค่าภัตตาหารเลี้ยงพระภิกษุสามเณร ท่านทําดังนี้มาเป็นประจํา สมัยที่ข้าพเจ้ามาอยู่วัดปากน้ำใหม่ๆ ในปี พ.ศ.๒๔๘๑ นั้น มีพระภิกษุสามเณรจําพรรษาประมาณ ๑๕๐ รูปและเพิ่มปริมาณขึ้นเรื่อยๆจนถึง ๖๐๐ รูปเศษ ถึงกระนั้นหลวงพ่อก็ไม่เคยวิตกกังวล กับภาระนี้ ท่านเคยพูดเสมอว่ากินคนเดียวไม่พอกิน กินมากคนกินไม่หมด ท่านมุ่งมั่นจะบําเพ็ญทานบารมีอย่างจริงจัง ท่านเคยพูดถึงอานิสงส์ของการบําเพ็ญทานไว้ว่า ทานนั่นแหละจะเป็นชนกกรรมนําไปเกิดในสกุลที่มั่งมีมาก เพราะผลทานส่งให้ เมื่อให้ทานแล้วสมบูรณ์ บริบูรณ์ ผู้ยากขัดสนก็สมบูรณ์ อ้ายความสมบูรณ์ที่ให้แก่เขาน่ะกลับมาเป็นของตัว มากน้อยเท่าใดกลับมาเป็นของตัวหมดทานนี่แหละเป็นข้อสําคัญนัก พระโพธิสัตว์จะสําเร็จเป็นพระพุทธเจ้าก็อาศัยทานนี่แหละ ไม่ให้ ทานละก็เป็นไม่สําเร็จทีเดียว เพราะฉะนั้นบัดนี้วัดปากน้ำที่มีภิกษุ สามเณรมารวมอยู่มากก็เพราะอาศัยเจ้าอาวาสบริจาคทานบริจาคมานาน ๓๗ ปี บริจาคมาบริจาคเรื่อยไม่ได้ครั่นคร้าม ถ้าว่าไม่มีใครมาบริจาคเจ้าอาวาสก็บริจาคเอง ถ้าว่าไม่พอละก็เท่าใดก็ให้ทีเดียว เป็นหนี้เป็นสินยอมทีเดียว เขาจะบริจาคทานทําบารมีไปในอนาคตกาลข้างหน้ากันอย่างนั้น พระธรรมทัศนาธร อดีตอธิบดีสงฆ์วัดชนะสงคราม ได้เล่าถึงหลวงพ่อในเรื่องการตั้งโรงครัวเลี้ยงพระภิกษุสามเณรไว้ดังนี้ ท่านเป็นผู้สามารถเลี้ยงบรรดาพระภิกษุสามเณร อุบาสกอุบาสิกา และศิษย์วัดได้ทุกวันไม่ขาดแม้พระภิกษุสามเณรจะไม่ไปบิณฑบาตเลย ท่านก็เลี้ยงได้โดยที่จะมีบุคคลนําเอาอาหารมาถวายเช่น นําเอาข้าวสารมา นําเอากับข้าวมา และก็มาทําครัวเลี้ยงพระภิกษุสามเณร อุบาสกอุบาสิกา และศิษย์วัดได้อาศัยร่มโพธิ์ ร่มไทรของพระเดชพระคุณท่าน ซึ่งยังไม่มีวัดใดในประเทศไทยจะกระทําได้ถึงขนาดนั้น นับว่าเป็นพระมหาเถรที่อัศจรรย์ที่สุดในประเทศไทย ไม่ทราบว่าท่านจะมีมนต์คาถาหรืออะไรอย่างใด จึงสามารถ เรียกร้องเอาอาหารมาเลี้ยงพระภิกษุสามเณร อุบาสกอุบาสิกา และศิษย์วัดได้โดยไม่ขาด นัยว่าเป็นความประหลาดอัศจรรย์อย่างยิ่ง อาตมภาพได้เคยถามพระเดชพระคุณท่านเมื่อยังมีชีวิตอยู่ ว่าเพราะเหตุอะไรหลวงพ่อจึงสามารถเลี้ยงพระภิกษุสามเณร เลี้ยงอุบาสกอุบาสิกา และเลี้ยงศิษย์วัดได้ถึงปานนั้น ท่านยิ้มแย้มแจ่มใส และตอบด้วยความกล้าหาญว่า ไม่ต้องเป็นทุกข์เป็นร้อนดอกท่านเจ้าคุณเพราะอาศัยพระธรรมกายท่านบันดาลให้ นี่เป็นคําตอบของท่านยืนยันอยู่เสมอ พระเดชพระคุณหลวงพ่อของเราท่านมักจะยกตัวอย่างบุคคลที่ ทุ่มเทชีวิตในการบริจาคทาน เป็นผู้กล้าหาญในการบริจาคทาน บริจาคอย่างไม่รู้จักอิ่ม ไม่รู้จักเบื่อหน่ายเหน็ดเหนื่อย ยิ่งบริจาคยิ่งมีความสุข ยิ่งเห็นพระภิกษุสามเณรฉันภัตตาหารของตน เห็นบุคคลอื่นบริโภคใช้สอยของของตนก็ยิ่งมีความอิ่มเอิบในทานเหลือที่จะกล่าวคือท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีมีนามเดิมว่า สุทัตตะแห่งเมื่อสาวัตถี เป็นผู้ที่มีใจบุญสุนทานมาก ถึงขนาดตั้งโรงทานไว้หน้าบ้านเลี้ยงคนอนาถา ยาจก วณิพก คนสัญจรไปมา เพราะเหตุที่ทําบุญทําทานมากกว่า เศรษฐีอื่นๆ จึงได้รับฉายาว่า อนาถบิณฑิกเศรษฐี คือเศรษฐีขวัญใจคนยาก ต่อมาท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ได้ทราบข่าวจากราชคฤห์เศรษฐีว่า พระพุทธองค์อุบัติขึ้นแล้วในโลก ก็เกิด ความปลาบปลื้มปิติยินดี ในตอนใกล้รุ่งได้รีบไปเฝ้าพระพุทธองค์ที่เวฬุวนาราม อันเป็นวัดๆ แรกในพระพุทธศาสนาที่พระเจ้าพิมพิสารทรงสร้างถวาย ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีได้สนทนาธรรมกับพระพุทธองค์จนได้ดวงตาเห็นธรรมแล้วทูลอาราธนาให้พระพุทธองค์เสด็จจําพรรษาในเมืองสาวัตถีโดยจะสร้างวัดถวาย วัดนั้นคือ เชตวันมหาวิหาร เป็นวัดที่พระพุทธองค์ประทับอยู่มากกว่าที่อื่น โดยสละทรัพย์ ๒๗ โกฏิกหาปณะเป็นค่าที่ดิน เจ้าของที่ดินมี เงื่อนไขว่าจะขายที่ดินในราคาที่ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีต้องนําเงินมาปูให้เต็มพื้นที่ทั้งหมด และจ่ายเป็นค่าสร้างเสนาสนะและถาวรวัตถุอีก ๒๗ โกฏิกหาปณะ รวมทั้งหมดเป็นเงินถึง ๕๔ โกฎิกหาปณะ ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีถวายภัตตาหารเลี้ยงพระทุกวันๆ ละ ๑,๐๐๐ รูป นอกจากนี้ยังมีจริยาวัตรโดยปกติคือ ไปวัดวันละ ๓ เวลาเป็นประจําดังนี้ - เวลาเช้า นําข้าวยาคูไปถวายพระภิกษุ - เวลาบ่าย นําเภสัชและน้ำปานะไป - เวลาเย็น นําเครื่องสักการะมีดอกไม้และของหอมเป็นต้น หลวงพ่อของเราท่านก็ทําแบบท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีตรงที่ตั้งโรง ครัวถวายภัตตาหารพระภิกษุสามเณร ทุกวันๆ ละ ๒ มื้อและยังเลี้ยงแม่ชี อุบาสก อุบาสิกา ศิษย์วัด ผู้มาบําเพ็ญบุญและปฏิบัติธรรม ตลอดจนสัตว์เดรัจฉานที่ไม่มีเจ้าของหลวงพ่อท่านมีความปรารถนาที่จะรับพระภิกษุสามเณรให้มาจําพรรษาอยู่ที่วัดปากน้ำให้ได้ถึง ๑,๐๐๐ รูป แต่เสนาสนะไม่พอที่จะพัก ท่านเลยรับได้แค่ ๖๐๐ รูปเศษ มิฉะนั้นท่านก็สามารถเลี้ยงพระภิกษุสามเณรได้ถึงวันละ ๑,๐๐๐ รูป เช่นเดียวกับท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี บอกเวลามรณภาพ ก่อนที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อของเราท่านจะมรณภาพประมาณ ๕ ปี ท่านได้เรียกประชุมคณะศิษย์ทั้งในและนอกวัดเป็นกรณีพิเศษที่ศาลาการเปรียญเพื่อแจ้งให้ทุกคนทราบว่า ท่านจะถึงกาลมรณภาพในอีก ๕ ปีข้างหน้า กิจการใดที่ท่านได้ดําเนินไว้แล้วขอให้ช่วยกันทํากิจการนั้นๆ อย่าทอดทิ้ง ขอให้ทําไปเถิดไม่ตกต่ำมีแต่ความเจริญยิ่งขึ้น และท่านยังได้แถลงโครงการพัฒนาวัดปากน้ำของท่านให้คณะศิษย์ช่วยกันดําเนินต่อไปให้สําเร็จ ท่านบอกว่าต่อไปวัดปากน้ำจะเจริญรุ่งเรืองใหญ่โต แม้ว่าท่านจะมรณภาพไปแล้วแต่ก็มีโอกาสช่วยวัดได้มากกว่ายังมีชีวิตอยู่ มีลูกศิษย์หลายคนได้อาราธนาขอมิให้ท่านมรณภาพ ท่านตอบว่าไม่ได้ อีก ๕ ปี ท่านจะไม่อยู่แน่ๆ แล้ว คณะศิษย์รุ่นเก่าจึงทราบซึ้งดีว่าหลวงพ่อท่านมีความห่วงใยและผูกพันต่อวัดปากน้ำต่อวิชชาธรรมกายและศิษยานุศิษย์ทุกคนทั้งในปัจจุบันและอนาคตมากเพียงใด มิฉะนั้นแล้วหลวงพ่อท่านคงไม่เอ่ยปากฝากฝังโครงการของท่านในเรื่องการสอนและเผยแผ่วิชชาธรรมกาย เรื่องการเลี้ยงพระ การศึกษาพระปริยัติธรรมและการก่อสร้างปฏิสังขรณ์เสนาสนะต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการเผยแผ่วิชชาธรรมกายซึ่งท่านเห็นเป็นเรื่องสําคัญและเป็นประโยชน์ยิ่งกว่าเรื่องอื่นใด ท่านที่เคยมาวัดปากน้ำเมื่อหลายปีก่อนจะทราบดีว่า วัดปากน้ำใน อดีตและปัจจุบันนั้นแตกต่างกันมากจนเกือบไม่เหลือสภาพเดิมเลย ที่เป็นดังนี้เพราะศิษยานุศิษย์ในพระเดชพระคุณหลวงพ่อได้ปฏิบัติตามโครงการตามเจตนารมณ์ของหลวงพ่อ จนเกือบจะครบทุกโครงการแล้ว พยากรณ์เจ้าอาวาสวัดปากน้ำในอนาคต นอกจากจะพยากรณ์ว่าสมเด็จป๋าจะได้เป็นใหญ่ในหมู่สงฆ์คือเป็นสมเด็จพระสังฆราชในอนาคตแล้ว หลวงพ่อท่านยังเคยพยากรณ์ท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ เจ้าอาวาสวัดปากน้ำองค์ปัจจุบัน ในสมัยที่ท่านเป็นสามเณรว่า องค์นี้แหละจะได้เป็นเจ้าอาวาสวัดปากน้ำองค์ต่อไป ในปี พ.ศ.๒๔๙๓ หลวงพ่อได้พาท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ ครั้งยังเป็นพระมหาช่วง วรปุญโญ ป.ธ.๗ ไปฝากเรียน ป.ธ.๘ และ ๙ กับเจ้าประคุณสมเด็จพระอริย- วงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (ปลด กิตฺติโสภโณมหาเถร) วัดเบญจมบพิตร ครั้งดํารงสมณศักดิ์ที่สมเด็จพระวันรัต สมเด็จพระ- สังฆราชเคยทรงเล่าประทานสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ วัดสามพระยา ครั้งดํารงสมณศักดิ์ที่พระธรรมปัญญาบดีว่า “ท่านวัด ปากน้ำนํามาฝาก บอกว่าจะเอาไว้แทนตัวเมื่อเรียนจบแล้วก็จะขอนํากลับไปวัดปากน้ำ” รถยนต์จะเข้าถึงวัด สมัยที่หลวงพ่อยังอยู่นั้นยังไม่มีถนนตัดเข้าถึงวัด ผู้ที่จะมาวัดปากน้ำต้องมาทางเรือหรือเดินเท้า ถนนในวัดจึงเป็นเพียงทางเท้าแคบๆแต่หลวงพ่อท่านได้สั่งให้ตัดถนนผ่านคณะเนกขัมม์มีความกว้างขนาดรถยนต์แล่นได้ ในสมัยนั้นถนนสายนี้จึงเป็นถนนที่ใหญ่ ที่สุดในวัด ทําให้ผู้คนพากันประหลาดใจว่า ทําไมหลวงพ่อจึงให้ตัดถนนใหญ่โตเช่นนั้น หลวงพ่อท่านตอบว่า ต่อไปรถยนต์จะเข้าถึงวัด มีหลายคนที่ไม่เชื่อคําพูดของหลวงพ่อบางคนถึงกับพูดว่า อีกร้อยปีรถยนต์ก็ยังเข้าไม่ถึงวัด แต่แล้วหลังจากที่หลวงพ่อมรณภาพเพียง ๒ ปี รถยนต์ก็แล่นเข้ามาจอดถึงในวัดได้ตามที่หลวงพ่อพยากรณ์ ถ้าระเบิดลง จะเลิกวิชชาธรรมกาย ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ ประตูน้ำอ่างทอง ประตูน้ำบางยาง ประตูน้ำบางนกแขวก คลองภาษีเจริญล้วนแต่ถูกระเบิดลงหมดทุกแห่งระยะนั้นทหารกรมแผนที่อพยพหลบภัยลูกระเบิดมาอยู่ที่ตึกขาว (ปัจจุบันคือหอเจริญวิปัสสนา) หลวงพ่อท่านพูดว่า ถ้าวัดปากน้ำและประตูน้ำภาษีเจริญถูกระเบิดลง ท่านจะเลิกวิชชาธรรมกายทันที ปรากฏว่า เครื่องบินมาทิ้งระเบิดประตูน้ำภาษีเจริญเหมือนกัน แต่พลาดไปลงที่ใกล้เคียงหลังจากนั้น หลวงพ่อท่านได้เข้มงวดกวดขันการปฏิบัติภาวนาวิชชาธรรมกายมากยิ่งขึ้น สมบัติจะวิบัติ มีศิษย์อีกหลายคนที่หลวงพ่อท่านทราบอนาคตล่วงหน้า และมีความเป็นห่วงพยายามจะหาทางแก้เหตุร้ายให้คลายลง เช่นเรื่องของพลตรีโสภณและคุณประทุม กะระลัย ท่านทั้งสองได้อนุญาตให้นําเรื่องของท่านที่ได้รับความเมตตากรุณาจากหลวงพ่อมาเผยแพร่ให้ศิษย์รุ่นหลัง ๆ ได้ทราบ เรื่องดังนี้ พลตรีโสภณมาเป็นลูกศิษย์ของหลวงพ่อตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๔๘๐ สมัยยังเป็นร.ท. เมื่อสมรสกับคุณประทุมก็ได้พาภรรยามาเป็นศิษย์ของหลวงพ่อด้วยเมื่อมีบุตรคนโตและอายุได้ประมาณ ๘ เดือนหลวงพ่อให้คนมาบอกที่บ้านพักในกรมทหารว่า ให้ระวังลูกจะเจ็บหนัก คุณประทุมฟังแล้วก็นึกสงสัยว่าลูกจะเจ็บเป็นอะไร มากน้อยแค่ไหน ในเมื่อขณะนั้นลูกก็ยังแข็งแรงดี ไม่มีทีท่าว่าจะเจ็บป่วย แต่เมื่อทราบจากหลวงพ่อเช่นนั้นก็พยายามระมัดระวังดูแลบุตร อย่างดีที่สุด ครั้นวันที่ ๓ หลังจากหลวงพ่อให้คนมาเตือน บุตรคนโตของพลตรีโสภณ-คุณประทุมก็ป่วยหนักเป็นบิดอย่างแรง ถึงขนาดหมอไม่รับรองว่าจะรอดชีวิตหรือไม่แต่ก็พยายามรักษาอย่างเต็มที่ พลตรีโสภณรีบมาส่งอาการโรคของบุตรกับหลวงพ่อที่วัดปากน้ำ หลวงพ่อท่านรับใบอาการโรคแล้วส่งให้พวกที่ได้วิชชาธรรมกายแก้โรคท่านบอกว่า “มันจะเอาไป เราต้องต่อสู้กันหน่อย จะแก้ไขให้” วันที่ ๒ พลตรีโสภณไปส่งอาการโรคของบุตรอีกครั้ง หลวงพ่อท่านรับใบอาการโรคไปดู แล้วบอกว่า ปลอดภัยแล้ว หลังจากนั้นบุตรของพลตรีโสภณ-คุณประทุมก็มีอาการดีขึ้นเรื่อยๆ และหายเป็นปกติ ต่อมาเมื่อคุณประทุมตั้งครรภ์บุตรคนที่ ๒ มีอาการแพ้อย่างมาก รับประทานอาหารและลุกไม่ได้เลย ต้องเข้าโรงพยาบาลเกือบเดือน แพทย์ที่ทําการรักษาแนะนําให้เอาเด็กออก มิฉะนั้นแม่จะเป็นอันตรายถึงชีวิต แพทย์ได้นําแบบฟอร์มมาให้พลตรีโสภณลงชื่อยินยอมให้เอาเด็กออก แต่พลตรีโสภณยังไม่ยอมลงชื่อ เพราะต้องการจะมาปรึกษาหลวงพ่อก่อน พลตรีโสภณเรียนให้หลวงพ่อทราบว่าไม่อยากฆ่าลูก แต่ถ้าไม่ฆ่าลูกก็เหมือนฆ่าแม่ ถ้าไม่ฆ่าแม่ก็ต้องฆ่าลูก หลวงพ่อบอกว่าไม่ต้องฆ่าใครหรอก เอาไว้ทั้ง ๒ คนนั่นแหละ พลตรีโสภณได้พยายามหลบหน้านายแพทย์ไม่ไปที่โรงพยาบาลอีก เพราะทราบดีว่าหมอจะต้องถามถึงการตัดสินใจ วันต่อมานายแพทย์ได้สั่งยาฉีดและยารับประทานให้คุณประทุมๆ ก็มีอาการดีขึ้นเรื่อยๆ และปลอดภัยโดยไม่ต้องทําแท้งเลย ประมาณ พ.ศ.๒๔๘๕ บุตรคนโตของพลตรีโสภณ-คุณประทุมป่วย หนักอีก มีอาการเหมือนเป็นโรคไทฟอยด์ คราวนี้ไม่ไปให้แพทย์ตรวจรักษาเพียงแต่รับประทานยาแก้ไข้ เพราะมีความศรัทธายึดมั่นหลวงพ่อเต็มที่ พลตรีโสภณได้มาส่งอาการโรคกับหลวงพ่ออีกเช่นเคย หลวงพ่อให้พระฉวนซึ่งได้วิชชาธรรมกาย มานั่งแก้โรคให้ ๓ คืน คืนแรกที่พระฉวนมานั่งแก้โรคนั้นบุตรคนโตที่ป่วยหนักก็มีอาการดีขึ้น พอรับประทานอาหารได้บ้างเพราะก่อนหน้านี้รับประทานไม่ได้เลย ญาติทุกคนเข้าใจไปว่า คงจะกินสั่งลาเป็นครั้งสุดท้ายไม่คิดว่าจะหายป่วยเพราะเร็วผิดปกติ พระฉวนได้ยินเช่นนั้น จึงมาเล่าให้หลวงพ่อฟัง หลวงพ่อพูดว่าเขายังไม่เชื่อวิชชานี้ และท่านยังได้พยากรณ์ว่าลูกคนนี้ต้องพ้นอายุ ๑๖ ไปแล้ว จึงจะดีขึ้น หมดโรคหมดภัย ทุกครั้งที่พลตรีโสภณมาส่งอาการโรคของบุตรกับหลวงพ่อ ครั้งแรกท่านจะรับใบอาการโรคไว้ครั้ง คือเช้า กลางวัน เย็น) ท่านจะบอกว่า “ไม่เป็นไรแล้ว” เป็นอันสบายใจ แน่ใจได้ว่าบุตรปลอดภัยแน่ ครั้นเมื่อหลวงพ่ออาพาธหนักคือประมาณปลายปี พ.ศ.๒๕๐๑ พลตรีโสภณ (ขณะนั้นมียศเป็น พ.อ.) กับคุณประทุมได้มากราบเยี่ยมหลวงพ่อบ่อยครั้งขึ้น วันหนึ่งขณะที่กําลังมาเยี่ยมหลวงพ่ออยู่นั้น หลวงพ่อได้สั่งให้สามเณรองค์หนึ่งที่ปรนนิบัติท่าน ให้เข้าไปหยิบกายสิทธิ์มา ๑ ดวง เมื่อได้กายสิทธิ์มาแล้วหลวงพ่อได้มองสํารวจดูทุกคนที่อยู่ในห้องแล้วพยักหน้าเรียกพลตรีโสภณให้เข้าไปหาใกล้ๆ ท่านบอกว่า กายสิทธิ์ดวงนี้ชื่อบรมจักร องค์นี้น่ะเลี้ยงวัด ปากน้ำเชียวนะ ทําวิชชาควบคู่กันมา ข้าจะให้เอ็งไปไหนให้เอาติดตัวไปด้วย พลตรีโสภณเล่าว่าในขณะนั้นมีความดีใจปลาบปลื้มยินดีมากที่สุดที่หลวงพ่อท่านให้กายสิทธิ์ดวงที่สําคัญเป็นกายสิทธิ์ขนาดใหญ่ แต่ครั้นกลับมาถึงบ้านความปลาบปลื้มดีใจกลับลดน้อยลง เพราะเกิดความไม่แน่ใจว่าหลวงพ่อท่านตั้งใจให้ตนแน่หรือเปล่าหรือท่านให้เพราะท่านไม่รู้สึกตัว เนื่องจากอาพาธหนักจนไม่ได้สติและของดีวิเศษเช่นนี้สมควรจะมาตกอยู่กับตนหรือไม่ มีทั้งความดีใจและความวิตกกังวลผสมผสานกันอยู่ วันรุ่งขึ้นพลตรีโสภณตัดสินใจแน่นอนว่า จะนํากายสิทธิ์บรมจักรมาคืนหลวงพ่อเมื่อเข้าไปหาหลวงพ่อในห้อง ก็รอหาโอกาสเหมาะที่จะคลานเข้าไปหาท่านใกล้ๆ เพื่อจะคืนกายสิทธิ์ แต่ยังมิทันจะทําตามที่คิดเห็น หลวงพ่อท่านจ้องดูทุกคนที่อยู่ในห้องนั้น แล้วท่านก็เรียกสามเณรให้ไปหยิบกายสิทธิ์มา ๑ ดวง ท่านพยักหน้าเรียกพลตรีโสภณให้เข้าไปหาท่านบอกว่า เอ็งไม่ต้องเอามาคืน เอ็งเอาไปอีกองค์หนึ่งองค์นี้ชื่อจักรพรรดิ เอ็งเอาไว้ที่บ้านนะ เพราะเอ็งน่ะสมบัติจะวิบัติให้เอาองค์นี้ไว้คุ้มครอง พลตรีโสภณจึงได้แน่ใจว่าหลวงพ่อท่านตั้งใจให้กายสิทธิ์แก่ตนแน่ๆ มิใช่เป็นเพราะอาพาธหนักจนไม่ได้สติ ท่านให้เนื่องจากท่านรู้เห็นเหตุการณ์ล่วงหน้าท่านจึงเป็นห่วง ท่านรู้ตัวว่าท่านใกล้จะมรณภาพแล้วท่านจึงให้กายสิทธิ์แก่พลตรีโสภณเพื่อไว้คุ้มครองป้องกันภัยใกล้จะมรณภาพแล้วท่านจึงให้กายสิทธิ์แก่พลตรีโสภณเพื่อไว้คุ้มครองป้องกันภัย พลตรีโสภณจึงมีกายสิทธิ์ที่หลวงพ่อให้ถึง ๓ ดวง คือจุลจักร บรมจักร และจักรพรรดิ กายสิทธิ์เหล่านี้ได้ช่วยคุ้มครองครอบครัวของพลตรีโสภณให้พ้นจากภัยพิบัติมาหลายครั้ง ในปี พ.ศ.๒๕๑๕ พลตรีโสภณและคุณประทุมต้องการจะทําบุญบ้านจึงนิมนต์พระภิกษุวัดปากน้ำมาสวดมนต์ฉันภัตตาหารเพลที่บ้าน ในตอนเช้าของวันงานก่อนที่พระภิกษุจะมาถึงปรากฏว่าไฟฟ้าดับ เมื่อไปตรวจดูที่หม้อไฟก็พบว่าไฟฟ้าช็อตไหม้เสาบ้านจนเกรียมหมดแล้ว แต่แก้ไขได้ทันท่วงทีจึงมิได้มีเหตุการณ์ร้ายแรงกว่านั้น หลังจากนั้นทั้งพลตรีโสภณและคุณประทุมได้ประสบปัญหาร้ายแรงทั้งการงานและธุรกิจอื่นๆ จนเกือบจะสูญสิ้นทรัพย์สมบัติแต่ก็สามารถผ่านอุปสรรคเหล่านั้นไปได้เพราะขอบุญบารมีของหลวงพ่อให้ช่วย เมื่อได้พิจารณาเรื่องราวต่างๆ แล้วก็เห็นว่าเป็นจริงตามที่หลวงพ่อท่านได้พยากรณ์ไว้ คนนี้จะเป็นผู้อุปถัมภ์วัดปากน้ำ บุคคลอีกท่านหนึ่งที่เคยถูกหลวงพ่อพยากรณ์คือ คุณหญิงลมุน บุรกรรมโกวิท ภริยา พ.อ.หลวงบุรกรรมโกวิท อดีตอธิบดีกรมโยธาธิการและรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย สมัยรัฐบาลฯ พณฯจอมพล ป.พิบูลสงคราม คุณหญิงลุมนได้มาปวารณาตัวเป็นศิษย์ของหลวงพ่อ เมื่อมีปัญหาขัดข้องในเรื่องใดๆ จะต้องมากราบเรียนปรึกษาขอคําแนะนําจากหลวงพ่อเสมอ ครั้งหนึ่งบุตรคนหนึ่งของคุณหญิงป่วยหนัก คุณหญิงก็ได้มาขอความอนุเคราะห์จากหลวงพ่อโดยนิมนต์ท่านไปที่บ้านเพื่อช่วยแก้โรค หลวงพ่อท่านก็เมตตาสงเคราะห์ให้ตามความประสงค์ และสั่งพวกที่ได้ ธรรมกายให้ช่วยกันแก้โรคบุตรของคุณหญิงด้วย หลวงพ่อท่านบอกกับพวกที่ได้ธรรมกายว่า คนผู้นี้(คุณหญิงลมุน) ต่อไปจะเป็นผู้อุปถัมภ์บํารุงวัดปากน้ำ ข้าพเจ้าฟังแล้วสงสัยว่าคุณหญิงท่านจะอุปถัมภ์บํารุงวัดอย่างไร มากน้อยขนาดไหน ต่อมาข้าพเจ้าก็ได้ประจักษ์ว่าคุณหญิงลมุน บุรกรรมโกวิทเป็นผู้มีศรัทธายึดมั่นในพระรัตนตรัย มีความเคารพเลื่อมใสในหลวงพ่อของเราอย่าง จริงจัง ท่านมาปฏิบัติธรรม มารักษาศีล ๘ อยู่ในวัดปากน้ำคราวละหลายๆ เดือนได้ถวายที่ดินที่จังหวัดนครนายกถึง ๑๔๓ ไร่ให้เป็นธรณีสงฆ์วัดปากน้ำ เป็นประธานถวายผ้าพระกฐินพระราชทานติดต่อกันมานานหลายปี และยังได้บริจาคทรัพย์เป็นจํานวนมากในการก่อสร้างปฏิสังขรณ์เสนาสนะต่างๆ ปัจจุบันนี้ พ.อ.หลวงบุรกรรมโกวิทและคุณหญิงลมุนได้ถึงแก่อนิจกรรมไปแล้ว แต่บุตรีของท่านคือ คุณจวงจันทน์ บุรกรรมโกวิท ยังคงสืบทอดเจตนารมณ์ของบิดามารดาในการอุปลถัมภ์บํารุงวัดปากน้ำตลอดจน พระภิกษุสามเณรในวัดและที่วัดอื่นๆ ทั้งในและต่างประเทศอย่างสม่ำเสมอ มะรืนนี้พ่อเอ็งก็จะมา เมื่อข้าพเจ้ามีอายุประมาณ ๑๕-๑๖ คิดถึงบ้าน คิดถึงพ่อแม่พี่น้องมากอยากขออนุญาตหลวงพ่อขอกลับไปเยี่ยมบ้าน แต่หลวงพ่อท่านไม่ให้ไปท่านบอกว่ามะรืนนี้พ่อเอ็งก็จะมา ข้าพเจ้าไม่แน่ใจ คิดว่าหลวงพ่อท่านต้องหลอกข้าพเจ้าแน่ๆ จึงย้อนถามท่านเพื่อความแน่ใจ ว่าหลวงพ่อพูดเอาเองหรือพ่อข้าพเจ้าได้กราบเรียนท่านไว้แล้ว พ่อบอกหลวงพ่อไว้หรือเจ้าคะว่าพ่อจะมามะรืนนี้ หลวงพ่อท่านตอบว่า พ่อเอ็งไม่ได้บอกหรอก แต่เอ็งคอยดูซีน่า มะรืนนี้พ่อเอ็งต้องมา ตอนนั้นด้วยความเป็นเด็กยังไม่มีความคิดข้าพเจ้า ก็คิดว่าถ้ามะรืนนี้พ่อไม่มาจะต้องต่อว่าหลวงพ่อ แต่พอถึงวันนั้นพ่อข้าพเจ้าก็มาเยี่ยมจริงๆ ข้าพเจ้ารีบถามพ่อว่าพ่อได้บอกหลวงพ่อไว้หรือเปล่าว่าพ่อจะมาในวันนี้ พ่อข้าพเจ้าตอบว่าเปล่า บวชต่อไปแล้วจะดี แม่ชีธัญญาณี สุดเกษซึ่งเป็นหัวหน้าแม่ชีและหัวหน้าโรงครัวใน ปัจจุบัน มาบวชชีที่วัดปากน้ำตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๔๙๐ เดิมนั้นไม่ได้ชื่อธัญญาณี แต่สมัยนั้นแม่ชีและผู้รักษาศีลที่อยู่ในวัดนิยมเปลี่ยมชื่อกันมาก จึงได้ไปกราบหลวงพ่อขอให้ท่านตั้งชื่อให้ใหม่ หลวงพ่อท่านตั้งชื่อว่า ธัญญาณี เวลาหลวงพ่อท่านจะตั้งชื่อให้กับผู้ใดท่านจะต้องตรวจดูเสียก่อน และตั้งชื่อให้เหมาะกับบุคลิก อุปนิสัยใจคอ และชื่อธัญญาณีที่ท่านตั้งให้นั้นก็เป็นชื่อที่ไม่ซ้ำกับใครและไม่มีใครซ้ำในสมัยนั้น เพราะหลวงพ่อท่านรู้เห็นแล้วว่าแม่ชีผู้นี้ต่อไปจะต้องมีหน้าที่ดูแลเกี่ยวกับเรื่องข้าวปลาอาหาร หลังจากนั้นไม่กี่วันคุณแม่ท้วม หุตานุกรมก็เรียกแม่ชีธัญญาณีให้มาช่วยทําครัวพิเศษ (คือ อาหารถวายหลวงพ่อ) ปี พ.ศ.๒๔๙๔ แม่ชีธัญญาณีอยากลาศีลจากแม่ชี เข้าไปกราบลา หลวงพ่อหลายครั้งท่านไม่อนุญาตให้สึกทุกครั้ง ครั้งสุดท้ายท่านบอกว่าอย่าสึกเลย สึกแล้วไม่ดี ให้บวชต่อไปแล้วจะดี แล้วท่านก็ได้แนะนําให้นั่งภาวนาในโรงงาน ท่านบอกว่าให้นั่งให้เห็นเสียก่อนแล้วจึงค่อยสึก ปี พ.ศ.๒๔๙๗ บิดาของแม่ชีธัญญาณีมาบวชอยู่ที่วัดหลวงพ่อท่านถามว่า มีลูกกี่คน เมื่อได้ทราบว่ามีลูกหลายคน ท่านก็บอกว่า ไอ้คนนี้ให้มาอยู่กับข้า แล้วจะดี (หมายถึงแม่ชีธัญญาณี) เมื่อหลวงพ่อมรณภาพลง แม่ชีธัญญาณีต้องมารับตําแหน่งหัวหน้า โรงครัว ตอนที่มารับหน้าที่ใหม่ๆ นั้นยังไม่ชินกับงานหนัก ต้องตื่นตั้งแต่ตีสี่ทําอาหารถวายพระมื้อเช้า ต้องไปจ่ายตลาดเอง ไม่ว่าฝนจะตกฟ้าจะร้องต้องทําทุกวันไม่มีวันหยุดพัก ทําให้ป่วยอยู่บ่อยๆ ตนเองก็กลัวว่าจะรับหน้าที่นั้นต่อไปไม่ไหว คืนหนึ่งหลวงพ่อมาเข้าฝันแม่ชีธัญญาณีจึงกราบเรียนถามท่านว่าอาการป่วยจะหายหรือไม่ หลวงพ่อท่านตอบว่าหายแม่ชีธัญญาณีก็กราบเรียนถามท่านต่อไปว่า หน้าที่ที่ทําอยู่นั้นจะทําต่อไปไหวหรือไม่ แล้วจะดีหรือไม่ หลวงพ่อท่านตอบว่าทําได้แล้วดีด้วย ตอนนั้นมีคนๆ หนึ่งมาขอยืมเงินแม่ชีธัญญาณีแล้วยังไม่นํามาคืน แม่ชีธัญญาณีจึงกราบเรียนถามหลวงพ่อว่าเงินที่มีคนขอยืมไปนั้นจะได้คืนหรือไม่ หลวงพ่อท่านตอบว่าได้ หลังจากนั้นไม่นานแม่ชีธัญญาณีก็ได้เงินคืน เสนอโครงการพัฒนาประเทศ ไม่เพียงแต่จะอุทิศชีวิตเพื่อสืบต่ออายุพระบวรพระพุทธศาสนาเท่านั้นหล่วงพ่อของเราท่านยังมีความห่วงใยในประเทศชาติและพระราชวงศ์อีกด้วยที่ข้าพเจ้าทราบเพราะท่านเคยปรารภให้พวกที่ได้ธรรมกายฟังเสมอๆ ท่านต้องการให้ประเทศไทยได้รับการพัฒนาเทียมทันอารยประเทศ หลวงพ่อท่านเคยเสนอแนะโครงการพัฒนาประเทศแก่ฯพณฯ จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีในสมัยนั้น ครั้งที่ฯพณฯ จอมพล ป. และท่านผู้หญิงละเอียด พิบูลสงคราม มาวางศิลาฤกษ์สร้างโรงเรียนพระปริยัติธรรมภาวนานุสนธิ์ ในปี พ.ศ.๒๔๙๓ โครงการพัฒนาประเทศที่หลวงพ่อได้เสนอแนะมีดังนี้ ๑.ให้สร้างอาคารสงเคราะห์เพื่อให้ประชาชนได้มีที่อยู่อาศัยของตนเองโดยใช้เงินที่ได้จากการขายสลากกินแบ่งคนละ ๒๕ไร่ ๓.ให้ประกาศเลิกสูบฝิ่น ๕.ให้เลิกโสเภณี ๕.ให้ตัดถนนหนทางเพิ่มขึ้นเพื่อสะดวกแก่การคมนาคม การค้าขาย เราจะเห็นว่าโครงการพัฒนาประเทศที่หลวงพ่อท่านได้เสนอแนะ แก่คณะรัฐบาลในสมัยนั้น เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศเป็น อย่างมาก และมีหลายโครงการที่ฯพณฯ จอมพล ป. พิบูลสงครามได้ดําเนินการการพัฒนา ด้านการศึกษา หลวงพ่อท่านเป็นผู้ที่รักและเห็นความสําคัญของการศึกษา สมัยที่ท่านอยู่วัดพระเชตุพนฯ ท่านก็เคยจัดตั้งโรงเรียนขึ้นโดยใช้กุฎิของท่านเป็นที่สอนหนังสือแก่พระภิกษุสามเณร ท่านเคยพูดเสมอว่า “คนที่มีการศึกษาดีจะได้อะไรก็ดีกว่าประณีตกว่าผู้อื่น คนมีวิชาเท่ากับได้สมบัติจักรพรรดิกินใช้ไม่หมด” ท่านพยายามส่งเสริมสนับสนุนให้ทุกคนได้มีโอกาสศึกษาเล่าเรียนในสมัยที่ท่านมาเป็นเจ้าอาวาสวัดปากน้ำใหม่ๆ มีเด็กๆ ลูกซาวบ้านไม่ได้รับการศึกษาเข้ามาเล่นเอะอะ ยิงนกตกปลาในวัดเสมอๆ หลวงพ่อท่านเป็นห่วงอนาคตของเด็กๆ พวกนี้มากเกรงว่าไม่ได้รับการศึกษาเล่าเรียนแล้วจะกลายเป็นเด็กเกเรและเป็นอันธพาลไปในที่สุดท่านจึงคิดจะช่วยเด็กเหล่านี้ให้มีที่เรียนท่านจึงก่อตั้งโรงเรียนขึ้นในวัดโดยหาทุนค่าจ้างครูเอง ได้รับอุปการะจากท่านผู้หญิง สุธรรมมนตรี (กิมไล้ สุจริตกุล) หลวงฤทธิ์ณรงค์รอญ นายต่างบุณยมานพ พระภิรมย์ราชาและผู้มีจิตศรัทธาอื่นๆ อีกหลายคน หลวงพ่อท่านไม่เรียกเก็บค่าเล่าเรียน เริ่มต้นมีนักเรียนเพียงไม่กี่คนแล้วเพิ่มจํานวนขึ้นเรื่อยๆ จนมีนักเรียนถึงสามร้อยเศษต่อมาทางการได้ประกาศใช้พระราชบัญญัติประถมศึกษาขึ้น มีการสร้างโรงเรียน ให้เยาวชนมีสถานศึกษาเล่าเรียนโดยทั่วถึงกัน ระยะนั้นหลวงพ่อท่านต้องไปรักษาการเจ้าอาวาสวัดขุนจันทร์ด้วย ท่านจึงย้ายโรงเรียนไปสอนที่วัดขุนจันทร์ หลังจากนั้นได้มอบให้ทางการดําเนินการ เมื่อหมดภาระจากโรงเรียนสอนเด็กๆ ลูกชาวบ้านแล้ว หลวงพ่อท่านจึงหันมาจัดการศึกษาด้านพระปริยัติธรรม เพราะท่านมุ่งจะพัฒนาคนเป็นงานใหญ่ ท่านไม่ยอมให้พระภิกษุสามเณรในวัดอยู่ว่างๆ พระภิกษุสามเณรทุกรูปต้องศึกษาพระปริยัติธรรม เพื่อรู้หลักธรรมในพระพุทธศาสนาอย่างละเอียดจะได้ปฏิบัติตัวได้ถูกต้องและสั่งเป็นงานใหญ่ ท่านไม่ยอมให้พระภิกษุสามเณรในวัดอยู่ว่างๆ พระภิกษุสามเณรทุกรูปต้องศึกษาพระปริยัติธรรม เพื่อรู้หลักธรรมในพระพุทธศาสนาอย่างละเอียดจะได้ปฏิบัติตัวได้ถูกต้องและสั่งสอนคฤหัสถ์ได้อีกด้วย พระภิกษุต้องเป็นที่พึ่งทางใจของฆราวาสได้ สําหรับหลวงพ่อแล้วการศึกษาด้านปริยัติอย่างเดียวยังไม่พอ พระภิกษุสามเณรในวัดทุกรูปต้องปฏิบัติธรรมด้วยดังคําที่ว่า ปริยัติเป็นยาทา วิปัสสนาเป็นยากิน พระภิกษุรูปที่ชราภาพมาก แล้วเท่านั้นที่ไม่ต้องศึกษาด้านปริยัติ แม่ชีและศิษย์วัดก็เช่นกันอยู่เฉยๆ ไม่ได้ต้องศึกษาเล่าเรียน แม่ชีต้องเรียนธรรมศึกษาและฝึกปฏิบัติด้วย หลวงพ่อท่านก็มิใช่เป็นแต่เพียงวิปัสสนาจารย์อย่างเดียว ท่านเคย ศึกษาพระปริยัติธรรมจนมีความรู้เชี่ยวชาญมาแล้ว พระธรรมทัศนาธร อดีตอธิบดีสงฆ์วัดชนะสงครามได้เล่าเรื่องความรู้ทางด้านปริยัติของหลวงพ่อไว้ดังนี้ ท่านได้ศึกษาพระปริยัติธรรมมีความรู้นับว่าเชี่ยวชาญพอสมควรในพระปริยัติ ถ้าหากจะเข้าแปลภาษาบาลีในยุคนั้นก็คงจะได้เป็นมหาเปรียญกับเขาบ้าง แต่ท่านก็หาได้แปลไม่ เพราะมีความมุ่งหมายเล่าเรียนเพื่อจะให้เป็นนิสสรณปริยัติ คือเป็นปริยัติที่จะนําตนของตนให้พ้นทุกข์ หรือเพื่อที่จะแนะนําสั่งสอนประชาชนหรือเพื่อที่จะเป็นแนวทางให้ประพฤติปฏิบัติให้ถูกทาง ท่านไม่ปรารถนาที่จะใช้ความรู้ของท่านเพื่อใบประกาศนียบัตรหรือเพื่อลาภยศอันใด แต่ก็เคยได้ศึกษาถ้าจะเทียบความรู้ของท่าน ท่านได้ศึกษาในชั้นเปรียญ ๓ ประโยค ๔ ประโยค และ ๕ ประโยค เมื่อท่านได้ศึกษามีความรู้อย่างดีแล้วท่านก็สะสมวิชาทางวิปัสสนา ด้วยปณิธานอย่างจริงจังที่จะยกระดับชีวิตของบุคคล ส่งเสริมให้คนมีการศึกษา หลวงพ่อจึงได้ตั้งโรงเรียนสอนปริยัติขึ้น เป็นเรือนไม้มีครูสอนไม่กี่รูปต่อมามีผู้เรียนมากขึ้นหลวงพ่อจึงคิดขยายโรงเรียนให้ใหญ่โตเพียงพอที่จะรับนักเรียนมากๆ ดังนั้นในปี พ.ศ.๒๔๙๐ วัดปากน้ำจึงเป็นสํานักเรียนด้านปริยัติ มีพระครูพิพัฒน์ธรรมคณีเป็นอาจารย์ใหญ่มีการสอนภาษาบาลี นักธรรม ธรรมศึกษาและสามัญศึกษา แผนกภาษาบาลีนั้นทําการสอนตั้งแต่ชั้นไวยากรณ์ถึง ป.ธ.๖ ประโยคที่สูงกว่านี้ยังไม่สามารถเปิดสอนได้เพราะขาดบุคลากร หลวงพ่อต้องส่งไปศึกษายังสํานักอื่นๆ เช่นวัดมหาธาตุฯ วัดพระเชตุพนฯ วัดกัลยาณมิตร วัดประยูรวงศ์ วัดอนงคาราม เป็นต้น หลวงพ่อท่านมิได้เพียงแต่จัดการศึกษาแก่พระภิกษุสามเณรเฉพาะภายในวัดปากน้ำเท่านั้น แต่ท่านยังเป็นกําลังสําคัญในการส่งเสริมการศึกษาของพระภิกษุสามเณรที่วัดอื่นด้วย คือในสมัยที่พระ พิมลธรรม (ช้อย ฐานทัตตเถร) ดําริที่จะปรับปรุงการศึกษาของพระสงฆ์ทั่วประเทศ โดยจัดในรูปของวิทยาลัยสงฆ์ขึ้นตามพระราชดําริของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ พระองค์มีพระราชประสงค์ที่จะให้พระภิกษุสงฆ์มีความรู้และวิจารณญาณกว้างขวางและให้เป็นสถาบันการศึกษาชั้นสูงของคณะสงฆ์ พระองค์ได้ทรงวางแนวทางการจัดหลักสูตรไว้ดังนี้ “เพื่อให้พระภิกษุสงฆ์ได้ศึกษาพระไตรปิฎกและวิชาชั้นสูง อันเป็นประโยชน์เกื้อกูลในการเผยแพร่พุทธธรรม สถาบันแห่งนี้ในส่วนแห่งมหานิกายให้ชื่อว่า“มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย” พระองค์ได้พระราชทาน พระนามของพระองค์เป็นชื่อวิทยาลัยซึ่งตั้งอยู่ ณวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ ในเบื้องต้นนั้นคณะสงฆ์ไม่อาจสนองพระราชดําริได้ทันที จวบสมัยที่พระพิมลธรรม (ช้อย ฐานทัตตเถร) ดํารงตําแหน่งอธิบดีสงฆ์วัดมหาธาตุฯจึงคิดสนองพระราชดําริคิดจัดตั้งสถาบันการศึกษาชั้นสูงของคณะสงฆ์ขึ้น แต่งานนี้เป็นงานใหญ่ต้องใช้ทุนทรัพย์เป็นจํานวนมาก เป็นภาระที่พระพิมลธรรมหนักใจอย่างยิ่งท่านจึงเรียกประชุมพระเถรานุเถระเพื่อปรึกษาหาวิธีการและหลวงพ่อของเราก็เป็นพระเถรรูปหนึ่งที่พระพิมลธรรมเชิญประชุมด้วยหลวงพ่อท่านได้เสนอความคิดเห็นอันเป็นประโยชน์ในการหาทุนทรัพย์ กล่าว คือให้ถือว่าการปรับปรุงการศึกษาของคณะสงฆ์ตามพระราชดํารินี้เป็นภาระหน้าที่ของคณะสงฆ์ทั่วทั้งสังฆมณฑล เพราะสถาบันนี้เป็นแหล่งผลิตศาสนทายาทให้ออกมาเผยแพร่พุทธธรรมรับช่วงจากพวกเราการศึกษาของพระภิกษุสามเณรจะเป็นเครื่องชี้ชะตากรรมของพระพุทธศาสนาในอนาคตกาลได้ จึงเป็นการสมควรที่พระเดชพระคุณทั้งหลายจะต้องให้การสนับสนุนส่งเสริมให้เป็นไปตามพระราชดําริ การก่อสร้างอาคารเรียนนั้นต้องใช้ทุนทรัพย์มากก็จริงแต่ถ้าได้ความพร้อมเพรียงร่วมแรงร่วมใจกันของพระสังฆาธิการทั่ว สังฆมณฑล ถึงจะเป็นงานใหญ่ก็ไม่เหลือวิสัย ที่จะทําได้ โดยที่พระเดชพระคุณซึ่งดํารงตําแหน่งสังฆมนตรีว่าการปกครองมีบัญชาขอความร่วมมือให้พระสังฆาธิการระดับเจ้าอาวาสขึ้นไปจัดผ้าป่าขึ้นวัดละ ๑ กอง เพื่อสมทบทุนก่อสร้างอาคารเรียนของวิทยาลัยสงฆ์ โดยวิธีการเช่นนี้การก่อสร้างและการจัดการศึกษาคงเป็นไปได้ตามพระราชดําริ นับว่าหลวงพ่อของเราท่านเป็นกําลังสําคัญอย่างยิ่งของพระพิมลธรรม(ซ้อย ฐานทัตตเถร) มาตั้งแต่เริ่มต้นโดยเฉพาะการจัดหาทุนและดําเนินงานก่อตั้งสถาบันการศึกษาขั้นสูงของคณะสงฆ์ไทยให้ยั่งยืนมาตราบเท่าทุกวันนี้เรื่องนี้มิใช่ข้าพเจ้าเพียงผู้เดียวที่ทราบ แต่เป็นที่ทราบกันดีในคณะศิษย์ของหลวงพ่อ ท่านเจ้าคุณพระอุดรคณาภิรักษ์(กิตฺติวุฑฺโฒ) ก็ได้เคยเล่าเรื่องนี้ เมื่อคราวแสดงพระธรรมเทศนาในการบําเพ็ญกุศลถวายพระครูประกาศสมาธิคุณ ณ วัดมหาธาตุ เมื่อวันศุกร์ที่ ๑๗ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๒๗ เวลา ๑๙.๓๐ น. หลังจากนั้นหลวงพ่อท่านก็คิดจะปรับปรุงสํานักเรียนวัดปากน้ำให้ได้มาตรฐาน พระภิกษุสามเณรไม่ต้องเดิน ทางไปศึกษาที่สํานักอื่นอีกต่อไปเพราะสมัยนั้นการเดินทางลําบากมากต้องนั่งเรือยนต์หรือเรือจ้าง หลวงพ่อจึงดําริที่จะสร้างโรงเรียนพระปริยัติธรรมขึ้นใหม่ให้ใหญ่โตและทันสมัยเพียงพอที่จะรับพระภิกษุสามเณรเข้าศึกษาได้มากๆ เพราะขณะนั้นวัดปากน้ำมีพระสงฆ์จําพรรษาถึง ๖๐๐ รูปเศษ และยังมีพระภิกษุสามเณรจากวัดใกล้เคียงมาศึกษาด้วย โรงเรียนพระปริยัติธรรมที่หลวงพ่อ ดําริขึ้นนี้เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็กสูง ๓ ชั้น ยาว ๒๙ วา ๒ ศอก (๕๙ เมตร) กว้าง ๕ วา ๑ ศอก (๑๐ ๑/๒ เมตร) ชั้น ๑ และชั้น ๒ เป็นที่เรียนปริยัติ ชั้น ๓ เป็นที่ฝึกนั่งภาวนา (ในปัจจุบันชั้น ๓ ด้านหนึ่งเป็นห้องประชุมอีกด้านหนึ่งเป็นที่ศึกษาปริยัติของพระนวกภิกษุโรงเรียนหลังนี้สามารถรับนักเรียนได้เป็นจํานวน ๑,๐๐๐ รูป คุณหลวงวิศาล และ พ.อ.หลวงบุรกรรมโกวิทเป็น ผู้ออกแบบและควบคุมการก่อสร้าง สิ้นงบประมาณก่อสร้างทั้งหมด ๒,๕๙๘,๑๑๐.๓๙) (สองล้านห้าแสนเก้าหมื่นแปดพันหนึ่งร้อยสิบบาทสามสิบเก้าสตางค์) เมื่อหลวงพ่อเริ่มดําเนินการก่อสร้างโรงเรียนในระยะแรกๆ นั้น ศิษยานุศิษย์ของหลวงพ่อต่างพากันหนักใจแทนหลวงพ่อ เพราะทุกคนตระหนักดีว่าหลวงพ่อท่านไม่มีทุนทรัพย์เลย เพราะลําพังค่าภัตตาหารในโรงครัวก็เป็นภาระหนักที่ท่านต้องรับผิดชอบอยู่แล้ว และยังจะต้องมีค่าสาธารณูปโภคต่างๆ ค่าก่อสร้างปฏิสังขรณ์เสนาสนะต่างๆ เพราะนับวันจะมีพระภิกษุสามเณร แม่ชี อุบาสก อุบาสิกา ศิษย์วัดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่ถึงกระนั้นหลวงพ่อท่านก็หาได้ วิตกกังวลกับภาระเหล่านี้ไม่ ท่านยังมีดําริที่จะรับพระภิกษุ สามเณรให้จําพรรษาในวัดได้ถึง ๑,๐๐๐ รูป นอกจากจะยังไม่มีทุนทรัพย์เพียงพอแล้ว หลวงพ่อท่านก็ยังไม่ ขวนขวายหาเงินด้วยท่านอยู่แต่ในวัดปฏิบัติกิจต่างๆ ตามปกติของท่าน คือคุมพระภิกษุสามเณรลงทําวัตรในพระอุโบสถและให้โอวาทสั่งสอนพระภิกษุสามเณร ๒ เวลา เช้า เย็น ในวันพระและวันอาทิตย์ ลงแสดงธรรมในพระอุโบสถเอง ถ้าวันใดไม่แสดงเอง ท่านก็จะนั่งเป็นประธาน ออกรับแขก ๒ เวลาทุกวันคือตอนฉันภัตตาหารเพลและเวลาเย็น ๑๗.๐๐ น. เวลานอกจากนี้ ท่านจะปฏิบัติกิจภาวนาและควบคุมพระภิกษุสามเณร แม่ชี ให้ปฏิบัติรวมอยู่กับท่าน ทุกวันพฤหัสบดีเวลาบ่าย ๒ โมง ลงสอนการนั่งภาวนาแก่พระภิกษุ สามเณร อุบาสก อุบาสิกา ทั้งในวัดและต่างวัดที่ศาลาการเปรียญ เวลานอกจากนี้ท่านจะปฏิบัติกิจภาวนาและควบคุมพระภิกษุสามเณร แม่ชีให้ปฏิบัติอยู่กับท่าน ถ้าไม่จําเป็นไม่รับนิมนต์ไปนอกวัด ไปแต่กิจที่จําเป็นจริงๆเท่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งไปค้างคืนนอกวัดเป็นปฏิเสธเด็ดขาด เพราะท่านได้ตั้งสัจจะไว้แล้ว ไม่ว่าผู้ใดมีความสําคัญขนาดไหนมานิมนต์ ท่านจะแจ้งให้ทราบว่าท่านได้ตั้งสัจจะไว้แล้วว่าจะไม่ไปท่านให้เหตุผลว่าท่านเป็นห่วงงาน วันหนึ่งท่านพระคุณวิเชียรธรรมโกวิท เจ้าอาวาสวัดคูหาสวรรค์ ปัจจุบันและท่านพระครูปรีชาปริยัติกิจเจ้าอาวาสวัดศิลามูล อําเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม ได้นัดหมายกับพระภิกษุอีกประมาณ ๘ รูป เข้าไปพบหลวงพ่อ เพื่อกราบเรียนถามเรื่องการหาเงินสร้างโรงเรียนพระปริยัติธรรมเพราะเห็นว่าตอนนั้นหลวงพ่อได้สั่งซื้อเสาเข็มเป็นจํานวนมาก มากองไว้ตรงที่เป็นถนนข้างหอเจริญวิปัสสนาในปัจจุบัน พระภิกษุทั้ง ๑๐ รูปนี้ได้ไปปวารณาตัวรับใช้สนองพระเดชพระคุณหลวงพ่อในการช่วยหาเงิน โดยการออกไปแสดงพระธรรมเทศนาในวัดต่างๆ ตามต่างจังหวัดที่มีลูกศิษย์หลวงพ่อ อยู่มากๆ ท่านเหล่านี้เสนอว่า จะจัดทําซองเป็นชุดๆ เพื่อใส่เงินที่ได้จากการบริจาคติดกัณฑ์เทศน์ของญาติโยม และจะนําซองนั้นมาให้ไวยาวัจกรเปิดนับเงินกันที่วัดปากน้ำ หลวงพ่อท่านนั่งฟังโครงการหาเงินมา สร้างโรงเรียนของลูกศิษย์ ของท่านจนจบไม่คัดค้านว่ากระไร แล้วท่านก็กล่าวขอบใจในความมีน้ำใจของพระคุณเจ้าเหล่านั้น ท่านบอกว่ามีหน้าที่เรียนก็เรียนไปให้ตั้งใจเรียนให้ได้ประโยค ๙ จะมีชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่วประเทศทีเดียว เพราะในสมัยนั้นถ้าพระภิกษุสามเณรรูปใดเรียนจบประโยค ๙ จะได้รับการประกาศเกียรติคุณไปทั่วทุกจังหวัด หลวงพ่อท่านต้องการให้พระภิกษุสามเณรทุกรูปในวัดเรียนให้จบประโยค ๙ เพราะจะได้มาช่วยสอนในสํานักเรียนของท่าน ท่านมุ่งมั่นที่จะสั่งสอนให้พระภิกษุสามเณรมีความรู้แตกฉานทั้งในด้านปริยัติและปฏิบัติ เพื่อจะได้นําความรู้มาใช้ให้เป็นประโยชน์ ในการพัฒนาสังคมและประเทศชาติ ถ้าพระภิกษุสามเณรรูปใด เรียนจบชั้นสูงสุดในวัดแล้วท่านจะเป็นภาระธุระนําไปฝากเรียนตามสํานักต่างๆด้วยตัวของท่านเอง พระรูปใดสอบผ่านประโยคต่างๆ แต่ละประโยคท่านจะกล่าวชมเชยทั้งต่อหน้าและลับหลังอีกทั้งจัดหารางวัลเพื่อเป็นกําลังใลให้อีกด้วย หลวงพ่อท่านย้ำกับพระคุณเจ้าเหล่านั้นว่า “ข้าจะอยู่ในวัดเฉยๆ อย่างแหละ แล้วจะหาเงินมาสร้างโรงเรียนเอง สร้างได้ซีน่ะเลี้ยงพระยังเลี้ยงได้ แล้วสร้างโรงเรียนทําไมจะสร้างไม่ได้ เรื่องจะไปเทศน์หาเงินน่ะหรือเทศน์จนตายก็ยังไม่ได้เงินถึงล้านหรอก” ในที่สุดหลวงพ่อก็สามารถสร้างโรงเรียนพระปริยัติธรรมสําเร็จเชิญ ฯพณฯ จอมพล ป.และท่านผู้หญิงละเอียด พิบูลสงคราม มาเป็นผู้วางศิลาฤกษ์ เมื่อปี พ.ศ.๒๔๙๓ เปิดทําการสอนเมื่อปี พ.ศ.๒๔๙๗ เป็นโรงเรียนพระปริยัติธรรมที่ใหญ่โตที่สุดในสมัยนั้น มีอุปกรณ์การศึกษาครบครัน หลวงพ่อของเราริเริ่มทําได้สําเร็จเป็นคนแรก โรงเรียนหลังนี้นอกจากเป็นสถานที่ศึกษาพระปริยัติธรรมของสํานักเรียนวัดปากน้ำแล้ว ยังให้เป็นสนามสอบของพระนวกะและเป็นสถานที่สอบธรรมสนามหลวงประจําปีของพระภิกษุสามเณรเขตภาษีเจริญ และเขตหนองแขม หลวงพ่อท่านตั้งชื่อโรงเรียนหลังนี้ว่า โรงเรียนภาวนานุสนธิ์ ท่านมีโครงการจะฉลอง โรงเรียนเป็นงานใหญ่ในปี พ.ศ.๒๕๐๐ อันเป็นปีที่รัฐบาลจัดงานฉลอง ๒๕ พุทธศตวรรษด้วย ท่านจะนิมนต์พระภิกษุ ๒๕๐๐ รูป มาเจริญพระพุทธมนต์และถวายสํารับภัตตาหารคาวหวานรวมทั้ง เครื่องสมณบริขารจัดเป็นชุดถวายทุกรูป ท่านเคยพูดกับสมเด็จป๋าว่า “แกคอยดูจะสนุกกันใหญ่” แต่เผอิญท่านอาพาธในปี พ.ศ.๒๔๙๙ โครงการฉลองโรงเรียนจึงต้องระงับไป ความกตัญญูกตเวที หลวงพ่อเป็นผู้หนักในกตัญญูกตเวทิตาธรรม ท่านได้รับโยมมารดาผู้ชรามาอยู่วัดปากน้ำด้วย โดยสร้างที่อยู่อาศัยและอุปถัมภ์ด้วยเครื่องเลี้ยงชีวิตเป็นอย่างดี แม้คนอื่นก็เหมือนกัน ท่านย่อมอนุเคราะห์ตามฐานะ ในสมัยที่ท่านเรียนหนังสือ ท่านได้รับความอุปถัมภ์เรื่องอาหารบิณฑบาตจากอุบาสิกานวม ซึ่งเป็นแม่ค้าขายข้าวแกง เป็นประจําทุกวัน ต่อมา แม่ค้าผู้นี้ทุพพลภาพลงเพราะชรา ขาดผู้อุปการะ ท่านได้รับตัวมาอยู่วัดปากน้ำ ได้อุปการะทุกวิถีทาง เมื่อสิ้นชีวิตก็ได้จัดการณาปนกิจศพให้ โดยท่านกล่าวว่า เมื่อเราอดอยากอุบาสิกานวม ได้อุปการะเรา ครั้นอุบาสิกานวมยากจนลง เราได้ช่วยอุปถัมภ์ที่สุดต่อที่สุดมาพบกัน จึงเป็นมหากุศลอันยากที่จะหาได้ง่ายๆ คุณครูฉลวย สมบัติสุข คุณครูฉลวย สมบัติสุข เป็นคนเชียงใหม่โดยกําเนิด บิดาชื่อหงส์ ภายหลังได้เปลี่ยนชื่อตามที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำตั้งให้ว่า โฆษิต มารดาชื่อเหรียญ คุณครูฉลวยเป็นบุตรีคนโตในจํานวนพี่น้องทั้งหมด ๙ คนเป็นชาย ๕ หญิง ๔ เกิดเมื่อวันที่ ๒๒ กันยายน พ.ศ.๒๔๖๖ ณ บ้านที่อยู่ปัจจุบันนี้ ถนนราชวงศ์ อําเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ หลังจากที่สําเร็จการศึกษาในปี พ.ศ.๒๔๘๑ ปีถัดมาก็เข้ารับหน้าที่เป็นครูสอนหนังสือที่โรงเรียนเทศบาล๕ เชียงใหม่ ปี พ.ศ.๒๔๘๓ พระยาอมรฤทธิธํารง ข้าหลวงเชียงใหม่ในสมัยนั้น ได้นิมนต์พระภิกษุจากวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ จังหวัดพระนคร ๒ รูป คือ พระอาจารย์สุมน ซึ่งแตกฉานทางคันถธุระ และพระอาจารย์สมจิตร ซึ่งเชี่ยวชาญทางวิปัสสนาธุระไปสั่งสอนพระสัทธรรมแก่ชาวเชียงใหม่ที่วัดอุปคุต ซึ่งตั้งอยู่ในอําเภอเมืองเชียงใหม่ ปรากฏว่ามีสาธุชนผู้สนใจในธรรมปฏิบัติได้รับการฝึกเจริญภาวนาธรรม กันมากมาย จนล้นออกมานอกพระวิหารวัดอุปคุตนั้นแม้กระทั่งกุฏิพระก็มีผู้ไปนั่งปฏิบัติภาวนากันจนเต็มเป็นปรกติเช่นนี้เป็นประจําทุกคืน เวลานั้นบิดาของคุณครูฉลวยมีโรคประจําตัวเบียดเบียนอยู่ คือโรคเก๊าท์หรือรูมาติชั่มเยียวยารักษาแล้วก็ยังไม่หายขาด ท่านข้าหลวงเชียงใหม่จึงได้มาชักชวนว่า พระอาจารย์สมจิตรที่มาสอนกัมมัฏฐานอยู่นี้ ท่านสามารถรักษาโรคได้ บิดาจึงได้ไปทดลองฝึกปฏิบัติภาวนาที่วัดอุปคุต ด้วยหวังว่าโรคเก๊าท์ที่เบียดเบียนท่านอยู่นั้นจะได้รับการรักษาให้หายขาด เมื่อได้ไปทดลอง ปฏิบัติ ก็ปรากฏว่าได้เห็นธรรมะเข้าจึงบังเกิดศรัทธาปสาทะในการฝึกภาวนาธรรมและเห็นว่าการปฏิบัติวิชชาธรรมกายนี้ดี จึงพยายามชักชวนบรรดาสมาชิกในครอบครัวให้ไปลองฝึกกันบ้าง ราวเดือนกันยายน พ.ศ.๒๔๘๓ ก็มีสมาชิกในครอบครัว ไปฝึกกันหลายคน ตัวคุณครูฉลวยเองนั้นเมื่อไปฝึกใหม่ๆก็พอจะได้เห็นนิมิตเป็นดวงบ้าง แต่ก็เป็นไปในลักษณะเห็นๆ หายๆ ไม่มั่นคง เมื่อเวลาพระอาจารย์ท่านบอกให้ตรึกนึกถึงนิมิตเป็นดวงไปตามฐานที่ตั้งต่างๆนั้น ก็พยายามตรึกตามไปจนถึงศูนย์กลางกลายฐานที่ ๗ ดวงนั้นก็หายไป ต่อมาในเดือนธันวาคมปีเดียวกันนั้น ได้ลงมาที่กรุงเทพฯ เพื่อเข้าไปฝึกเจริญภาวนาธรรมต่อที่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ และได้อาจารย์แม่ชีทองสุข สําแดงปั้นซึ่งขณะนั้นยังไม่ได้ บวชเป็นชี เป็นครูผู้สอน คุณครูฉลวยได้เพียรฝึกปฏิบัติจนได้ถึงธรรมกาย ได้เห็นธรรมะสมความมุ่งมาดปรารถนาแล้ว ก็อําลาวัดปากน้ำกลับสู่ถิ่นฐานของท่าน และเจริญภาวนาธรรมตามที่ได้ร่ำเรียนมาต่อไปจนเป็นที่มั่นคงดีแล้ว จวบจนเดือนเมษายน พ.ศ.๒๔๘๔ ได้ โอกาสเข้ามาวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ อีกครั้ง คราวนี้หลวงพ่อท่านให้เข้าไปปฏิบัติภาวนาธรรมในพระวิหารและได้อาจารย์แม่ชีญาณี ศิริโวหาร เป็นผู้สอนคุณครูฉลวยได้รับการต่อวิชชาลีกซึ้งยิ่งขึ้น จนได้รู้เห็นวิชชธาธรรมกายชั้นสูงหลายๆ อย่าง ทําให้มีความศรัทธาแน่นแฟ้นยิ่งขึ้นไปอีก จึงเขียนจดหมายไปขออนุญาตต่อบิดามารดา เพื่อขออยู่ปฏิบัติภาวนาที่วัดปากน้ำและได้รับมอบ หมายจากหลวงพ่อให้เข้าเจริญวิชชาใน “โรงงาน” โดยอยู่กะ เดียวกันกับอาจารย์แม่ชีปุก มุ้ยประเสริฐ ประมาณกลางเดือน ๙ ปี พ.ศ.๒๔๘๔ คุณครูฉลวยก็ได้บวชเป็นชีอยู่ราว ๔ พรรษาจนถึงปี พ.ศ.๒๔๘๗ จึงสึกจากซี แต่ยังคงถือเพศพรหมจรรย์อยู่ปฏิบัติหน้าที่เจริญวิชชาชั้นสูงในโรงงานต่อไป จนกระทั่งเดือนธันวาคม พ.ศ.๒๕๐๑ ซึ่งเป็นระยะเวลาที่พระเดช พระคุณหลวงพ่อกําลังอาพาธ ท่านก็ได้รับคําสั่งจากหลวงพ่อให้กลับสู่บ้านเกิดของท่าน ด้วยอาจเห็นว่าบ้านอยู่ไกล และยังมีภาระทางบ้านผูกพันอยู่ด้วย เมื่อคุณครูกลับไปเชียงใหม่ไม่นานนัก หลวงพ่อก็มรณภาพในเดือนกุมภาพันธ์ปีถัดมา ภายหลังจากที่หลวงพ่อมรณภาพแล้ว คุณครูฉลวยก็ได้กลับมาเจริญภาวนาธรรมในโรงงานที่วัดปากน้ำ เพื่อสนองพระคุณหลวงพ่อ อีก ๑ ปี จึงได้กลับสู่เชียงใหม่แดนกําเนิดของท่านเป็นการถาวร รวมเวลาที่เจริญ วิชชาชั้นสูงในวัดปากน้ำเป็นเวลาทั้งสิ้น ๑๗ ปี ในสมัยช่วงแรกที่คุณครูได้เข้าเจริญวิชชาในโรงงานนั้น เป็นระยะที่ประเทศไทยอยู่ในภาวะสงคราม พระเดชพระคุณหลวงพ่อได้จัดให้มีการเข้าเวรทําวิชชา ๒ ชุด แบ่งเป็น ๔ ผลัด ผลัดละ ๖ ชั่วโมง กะแรกเข้าเวรประมาณ ๖ โมงเช้า และออกประมาณเที่ยงกะที่สองจะเข้ารับเวรต่อแล้วกะแรกจะกลับมารับเวรผลัดต่อไปในเวลา ๖ โมงเย็น และจะส่งเวรให้กะที่สองในผลัดต่อไปเวลาเที่ยงคืนผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันเช่นนี้ตลอด ๒๔ ชั่วโมงมิได้ขาด เมื่อสงครามสงบลง พระเดชพระคุณหลวงพ่อจึงให้เปลี่ยนแปลงการเข้าเวรในโรงงานเป็น ๓ ชุด ผลัดละ ๔ ชั่วโมง ส่วนการสอนธรรมะนั้นหลวงพ่อท่านจะกําหนดตัวบุคคลผู้ที่ว่างจากเวรทําวิชชาในโรงงานเป็นผู้สอนอาทิเช่น อาจารย์แม่ชีญาณี ศิริโวหาร ฯลฯ เป็นต้น ในระหว่างสงคราม จะทําการสอนภาวนาที่บ้าน “น้าสาย” ซึ่งอยู่ใกล้ๆ พระวิหารนั้น ในตอนค่ำจะมีผู้สนใจมาฝึกเจริญภาวนาธรรมกันที่นั่นเป็นประจํา เมื่อสงครามสิ้นสุดลงแล้วก็ได้เปลี่ยนเวลาสอนเป็นช่วงบ่าย ประมาณ บ่าย ๒ โมง และเปิดสอนที่วิหาร โรงงานทําวิชชาในสมัยนั้นตั้งอยู่กึ่งกลางระหว่างพระอุโบสถกับ วิหาร ใกล้หอไตรเป็นเรือนไม้ ๒ ชั้น ภายในระหว่างชั้นบนกับชั้นล่างมีท่อต่อถึงกัน สําหรับหลวงพ่อใช้สั่งวิชชาลงมาทางท่อนี้ ซึ่งผู้อยู่เวรก็จะได้ยินโดยทั่วกัน และจะเจริญวิชชาตามคําสั่งนั้น ๆมีผู้อยู่เวรทําวิชชากะละประมาณ ๑๐ คน ตัวเรือนโรงงานนี้ขนาดไม่กว้างใหญ่นัก ชั้นล่างตั้งเตียงเป็น ๒ แถว ช้าย-ขวาข้างละ ๖ เตียง ตรงกลางเว้นเป็นทางพอให้เดินได้สะดวกชั้นล่างสําหรับฝ่ายแม่ชี และอุบาสิกาให้นั่งเจริญวิชชาพร้อมทั้งเป็นที่พักอาศัยด้วย จะมีผู้อยู่เวรที่ไม่ได้พักอาศัยในโรงงานบ้างก็แต่เพียงไม่กี่คน ระหว่างชั้นบนกับชั้นล่างไม่มีบันไดเชื่อมต่อกัน และทางเข้าออกก็แยกกัน คนละทาง ชั้นบนมีทางเข้าต่างหากใช้เป็นที่เจริญวิชชาสําหรับหลวงพ่อและพระสงฆ์สามเณรที่อยู่เวรทําวิชชาต่อมาภายหลังได้มีโรงงานทําวิชชาเพิ่มขึ้นอีกแห่งหนึ่ง เป็นห้องสี่เหลี่ยมผืนผ้า ขนาดกว้างยาวพอสมควร ตรงกลางมีฝากั้นแบ่งเป็น ๒ ห้อง แยกขาดจากกัน โดยมีประตูเข้าออกคนละทาง ส่วนหน้าเป็นที่สําหรับแม่ชีและอุบาสิกาส่วนหลังเป็นที่สําหรับหลวงพ่อและพระสงฆ์สามเณร เวลาสั่งวิชชาหลวงพ่อท่านจะพูดผ่านฝากั้นห้องนี้ ทั้งสองฝ่ายจึงเพียงแต่ได้ยินเสียงซึ่งกันและกันเท่านั้น การทําวิชชาในระยะนั้นพอจะสรุปได้ว่า เป็นการเจริญภาวนาธรรมโดยอาราธนาบารมีของพระพุทธเจ้าองค์ต้นๆ เป็นที่พึ่งในการช่วยขจัดปัดเป่าภัยพิบัติของมวลมนุษย์อันเกิดแต่สงครามโลกในครั้งนั้น ให้บรรเทาเบาบางลง ผู้อยู่เวรทําวิชชาในโรงงานแทบจะไม่มีเวลาเป็นของตัวเองเท่าใดนักตลอดเวลาที่คุณครูอยู่ในวัดปากน้ำ ๑๗ ปี ต้องใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ในโรงงานโดยเฉพาะอย่างยิ่งพระเดชพระคุณหลวงพ่อนั้น ในยามที่มีภัยสงครามมาเบียดเบียนประเทศชาติบ้านเมืองของเราเช่นนั้น พระคุณท่านจะมีเวลาจําวัดน้อยมาก เพราะท่านห่วงใยในสวัสดิภาพของประชาชาติมากนัก และท่านจะคอย“สั่งวิชชา” และควบคุมให้ถูกต้องตามประสงค์อยู่ตลอดเวลาแทบไม่ได้พักผ่อน วิชชาที่หลวงพ่อสั่งไว้ในแต่ละวันนั้นได้มีการจดบันทึกไว้ในสมุดปกแข็งรวม ๓ เล่ม เล่มที่ ๒ มีผู้ยืมไปและมิได้นําส่งคืน คงเหลือแต่เล่ม ๑ และเล่ม ๓ ซึ่งคุณครูฉลวยได้ถวายแต่ท่านเจ้าคุณพระภาวนาโกศลเถร (วีระ คณุตฺตโม) ด้วยได้เห็นว่า “พระอาจารย์วีระ” ท่านมีปฏิปทาอย่างมั่นคงที่จะถือเพศบรรพชิตและมุ่งมั่นในการเจริญภาวนาธรรมตามรอยของพระเดชพระคุณหลวงพ่อควรที่ท่านจะได้เก็บรักษาวิชชาของหลวงพ่อที่ได้บันทึกกันไว้นี้เพื่อให้อนุชนรุ่นหลังได้ศึกษาสืบไป จริยาวัตรของหลวงพ่ออันเป็นที่ประทับใจของคุณครูก็คือ หลวงพ่อ ท่านรู้ใจคนหยั่งรู้ความรู้สึกนึกคิด ตลอดจนพฤติกรรมของบรรดาลูกศิษย์ที่อยู่ในความปกครองของพระคุณท่าน และมักจะพูดได้ตรงใจของแต่ละคนแม้กระทั่งเวลาแสดงพระธรรมเทศนา ก็มักปรากฏเสมอว่า ผู้ที่ได้เข้าฟังธรรมนั้นจะมาเล่าสู่กันฟังว่า หลวงพ่อท่านเทศน์ตรงกับเรื่องของตัวแท้ๆ ทําให้ผู้ฟังรู้สึกประหนึ่งว่าพระคุณท่านกําลังเทศน์สั่งสอนบุคคลผู้นั้น โดยเฉพาะเจาะจงหรือแม้ในยามที่หลวงพ่ออาพาธ ไม่อาจจะลุกขึ้นสอดส่องดูแล กิจการทั้งปวงดังเช่นที่พระคุณท่านได้เคยปฏิบัติเป็นปรกติวิสัยก็ตามกระนั้นพระคุณท่านก็ยังคงทราบความเป็นไปของผู้ใต้ปกครองทั้งหมดได้โดยรู้ว่าใครได้ไปทําอะไรมา หรือคิดอ่านประการใด โดยมิพักต้องมีผู้หนึ่งผู้ใดไปเรียนให้ท่านทราบ และพระคุณท่านพูดได้อย่างถูกต้องแม่นยํา ประหนึ่งว่าได้เห็นมากับตาทีเดียว ซึ่งเรื่องนี้เป็นที่ทราบโดยทั่วกันในหมู่ศิษยานุศิษย์ของ หลวงพ่อหรือแม้ผู้ที่มีโอกาสได้เข้าใกล้ชิดพระคุณท่านก็เป็นพยานรู้เห็นและนําไปเล่าสู่กันฟังอยู่เนืองๆ พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำท่านไม่สนับสนุนเรื่องของอิทธิปาฏิหาริย์และไม่ชอบเครื่องรางของขลัง ดังจะเห็นได้ว่า พระของขวัญที่พระคุณท่านสร้างขึ้นนั้นแม้จะเป็นของศักดิ์สิทธิ์ แต่ก็มิใช่เป็นเครื่องรางของขลัง และมิได้มีการปลุกเสกอย่างแบบทั่วไป หากแต่ใช้วิธีเจริญวิชชาชั้นสูงที่บริสุทธิ์ และความศักดิ์สิทธิ์ของพระของขวัญนี้ ก็มีประจักษ์พยานรู้เห็นกันเป็นจํานวนมากเหลือคณนานับ ส่วนการแก้ไขโรคภัยไข้เจ็บให้แก่ผู้มาขอพึ่งบารมีของพระคุณท่านนั้นเมื่อเวลาลงฉันภัตตาหารเพล จะมีผู้ที่ออกเวรจากวิชชาในโรงงานคอยติดตามอยู่ใกล้ๆ หลวงพ่อเพื่อรับบอบหมายจากพระคุณท่านให้ความช่วยเหลือแก่บุคคลเหล่านั้นตามคําสั่งต่อไป และหลวงพ่อท่านจะเตือนสติอยู่เสมอว่า “ให้ทําของตัวเองให้ใสสะอาดก่อน แล้วจึงช่วยสัตว์โลกให้พ้นจากวิชาของมารที่ส่งมาบังคับให้เป็นไปต่างๆ” เมื่อกลับไปอยู่บ้านเกิดที่เชียงใหม่แล้ว ในปี พ.ศ.๒๕๐๓ คุณครูฉลวย สมบัติสุขก็ได้เข้าปฏิบัติงานประจําอยู่ที่ธนาคารไทยพัฒนา (ปัจจุบันคือธนาคารมหานคร) สาขาเชียงใหม่ ปัจจุบันคุณครูฉลวยมีอายุ ๘๐ ปีแล้วแต่ก็ยังปฏิบัติภาวนาอยู่ทุกวันไม่เคยขาด และเปิดสอนสมาธิที่วัดชัยศรีภูมิ จ.เชียงใหม่ ภัลลิกา ศิลปบรรเลง ข้าพเจ้ามีความยินดี ที่จะได้มีโอกาสตอบแทนพระเดชพระคุณของเจ้าพระคุณหลวงพ่อพระภาวนาโกศลเถร ที่มีต่อบิดามารดา ตลอดจนตัวข้าพเจ้าและวงศาคณาญาติอย่างเหลือล้นได้ในคราวนี้เพราะคณะศิษยานุศิษย์หลวงพ่อวัดปากน้ำได้รวบรวมประวัติของบุคคล สมัยหลวงพ่อจัดการพิมพ์เป็นหนังสือขึ้น ด้วยมีจุดประสงค์ที่จะให้ท่านทั้งหลายได้ทราบซึ่งถึงกรณียกิจของเจ้าคุณพ่อว่า ท่านได้ปฏิบัติกิจอันเป็นการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ให้ได้ประสพสุขอย่างไรบ้าง อีกประการหนึ่งก็เพื่อจะเผยแผ่วิชชาธรรมกายให้แพร่หลายขจรขจายไปไกล และช่วยเหลือบางท่านที่สนใจในวิชานี้ แต่ไม่มีโอกาสเรียนหรือไต่ถามผู้ใด โดยเหตุที่บ้านอยู่ไกลบ้าง ไม่สามารถจะปลีกตัวไปรับคําสั่งสอนจากท่านเจ้าคุณหลวงพ่อได้บ้าง หนังสือนี้ ก็จะแนะนําให้เกิดความเข้าใจ เป็นแนวทางให้ปฏิบัติได้ถูกต้อง ข้าพเจ้าจึงขอนําเรื่อง “อานุภาพของวิชาธรรมกาย มาเขียนเป็นมิตรพลีแก่ท่านทั้งหลาย กุศลใด ซึ่งจะบังเกิดจากเรื่องนี้ ข้าพเจ้าขอน้อมถวายแด่ท่านเจ้าพระคุณพระภาวนาโกศลเถร ผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชชาธรรมกายให้แก่มวลสานุศิษย์ อันมีข้าพเจ้ารวมอยู่ด้วยผู้หนึ่ง อนึ่ง ข้าพเจ้าขอกราบขอบพระคุณท่านเจ้าคุณศรีสมโพธิ์ วัดสุทัศน์ เทพวราราม เจ้าคณะตรวจการผู้ช่วยภาค ๖ เจ้าคณะจังหวัดนนทบุรีและเจ้าคณะอําเภอพระนครไว้ ณ ทีนี้ด้วยความเคารพอย่างสูง ที่พระคุณเจ้าได้กรุณาแนะนําแนวทางในการเขียนและตรวจแก้ให้ ทั้งยังแสดงความคิดเห็นของท่านลงไว้เป็นสักขี ทุกคนที่เกิดมาในโลกนี้ ย่อมมีสภาวะแตกต่างกัน บางคนก็เกิดมาในตระกูลสูง มั่งมีเหลือล้น สมบูรณ์ด้วยข้าทาสบริวารล้นหลาม ได้พบแต่ความสุขสบายทุกอย่าง จนเกือบไม่รู้จักว่าความยากจนและความทุกข์ยากลําบากนั้นเป็นอย่างไร บางคนก็ยากจนขั้นแค้นอย่างที่สุด แม้แต่จะกินเข้าไปก็แทบไม่มี ได้รับความทุกข์ยากลําบากแทบเลือดตากระเด็นตั้งแต่ลืมตาขึ้นมาดูโลกทีเดียว บางคนมีรูปร่าง หน้าตา งดงาม เป็นที่เจริญตาแก่ผู้ที่ได้พบเห็น บางคนก็ขี้ริ้วเสียจนมองแทบไม่ได้ บางคนก็มีอายุยืนยาวไปจนแก่เฒ่า บางคนอายุสั้นต้องตายเสียตั้งแต่ยังเป็นเด็กหรือในวัยหนุ่มสาวก็มี ทั้งนี้เพราะอะไร ก็เพราะกรรมเก่านั่นเองตกแต่งให้ กรรมย่อมจําแนกสัตว์โลกให้เป็นไปต่างๆ กันตามผลของตนที่ได้กระทําไว้ในอดีตชาติ และกรรมเก่านี้ย่อมติดตามบุคคลผู้กระทํากรรมนั้นเรื่อยไปเหมือนเงาตามตัว ถ้าได้โอกาสเมื่อใดก็ส่งผล ให้ ทันที ทั้งกรรมดี และกรรมชั่ว ฉะนั้นจึงกล่าวได้ว่า จะหนีอะไรก็ยังพอหนีให้พ้นได้ แต่การที่จะหนีกรรมเก่าให้พ้นนั้นเป็นการเหลือวิสัย ไม่มีใครที่จะหนีให้พ้นได้ แม้แต่พระอรหันต์ เพราะกรรมเก่านี้แรงมาก มีสภาพเหมือนตาชั่งเที่ยงตรงและยุติธรรมที่สุด ไม่มีการเห็นแก่หน้า หรือผ่อนผันให้แก่ผู้ใดทั้งสิ้น ลงถ้าได้ประพฤติไปในทางใดแล้ว กรรมนี้จะส่งผลให้ตามที่ตนประพฤติไปนั้น ด้วยเหตุนี้ พระพุทธเจ้าบรมศาสดาของโลก พระองค์มีพระหฤทัยเปี่ยมไปด้วยพระกรุณาคุณต่อสัตว์โลกทั้งหลาย ทรงพระเมตตาและห่วงใยต่อสรรพสัตว์ว่า จะต้องได้รับทุกข์เพราะกรรมนั้น พระองค์จึงได้มีพระพุทธพจน์ตรัสสอนไว้ว่า “ปาปานิ ปริวชฺชเย ปุญฺญานิ กยิราถ สุขาวหานิ” แปลว่า “สัตว์โลกทั้งหลาย พึงละเว้นเสียจากบาปเถิด ควรสั่งสมแต่บุญอันจักนําสุขมาให้” หมายความว่า“ให้ปวงมนุษย์ทั้งหลายกระทําแต่ความดี ละเว้นเสียจากความชั่วทั้งมวลโดยเด็ดขาด” เมื่อผู้ใดประพฤติหรือปฏิบัติตามพระพุทธวจนะได้ ก็จะได้รับประโยชน์สุขโดยทั่วกัน ฉะนั้นบรรดาเราทั้งหลายควรภูมิใจเถิดว่า เป็นลาภอันประเสริฐและเป็นกําไรของท่านอย่างยิ่งแล้วในการที่ได้เกิดมาในพระพุทธศาสนา ไม่เสียทีที่เกิดมาได้มีโอกาสสร้างสมบุญบารมี ได้มากเพราะมนุษย์เราจะมีโอกาสสร้างสมความดีได้ในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่เท่านั้น เมื่อสิ้นชีวิตไปแล้วก็หมดโอกาส เรามาอาศัยโลกนี้อยู่เพียงชั่วครู่ยามเดียว เปรียบเหมือนคนเดินทางไกล ผ่านมาพบศาลาเข้ากลางทาง ก็หยุดพักผ่อนพอหายเหนื่อยชั่วขณะหนึ่ง เมื่อ พักผ่อนพอหายเหนื่อยแล้วก็ออกเดินทางต่อไปอีก หรืออีกนัยหนึ่งก็เปรียบเสมือนตัวเรานี้เป็นนายสําเภานําเรือมาจอดคอยรับสินค้าที่ท่าเรือใหญ่คือโลกนี้จึงเป็นหน้าที่ของนายสําเภาจะใช้วิจารณญาณใคร่ครวญดูอย่างลึกซึ้งว่า ควรจะรับสินค้าชนิดใดบรรทุกเรือกลับไปจึงจะขายดีและมีกําไรมาก ในระยะนี้ถ้านายสําเภาผู้ใดเป็นคนฉลาดมองเห็นเหตุการณ์ไกล ก็จะเลือกเอาแต่สินค้าที่ขายได้กําไร บรรทุกเรือของตนกลับไปเพราะเขามองเห็นแล้วว่า ชีวิตของคนเรานี้ไม่จีรังยั่งยืน ถ้าจะเปรียบดูแล้วก็ไม่ผิดอะไรกับฟองน้ำที่ลอยอยู่ จะดับไปเมื่อไรก็ได้ ฉะนั้นผู้ฉลาดจึงไม่ยึดถือเอาว่าสิ่งนั้นสิ่งนี้เป็นของตน เพราะล้วนแต่เป็น อนิจจํ ทั้งสิ้น สิ่งของทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นวิญญาณทรัพย์หรือวิญญาณกทรัพย์ก็ตาม เรามีโอกาสได้ใช้สอยหรือเป็นเจ้าของอยู่ก็แต่เมื่อตอน ที่มีชีวิตอยู่เท่านั้น พอสิ้นชีวิตแล้วก็ต้องตกเป็นของคนอื่นเขาหมด เพราะเราเอาไปไม่ได้ แม้แต่ร่างกายซึ่งเรารักอย่างที่สุด ยังต้องทอดทิ้งไว้เหมือนท่อนไม้เขาเอาเงินใส่ปากให้ยังไม่สามารถเอาไปได้ จะเอาไปได้อย่างเดียวคือความดีความชั่ว หรือที่เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า บุญและบาปนั่นเอง เมื่อรู้แจ้งเห็นจริงดังนี้แล้ว ก็ควรที่เราจะรีบหาทางช่วยเหลือตนเองให้ได้รับความสุขทั้งในโลกนี้และโลกหน้าเสียแต่ในบัดนี้เถิด วิธีช่วยให้ได้รับความสุขนั้นมีอยู่มากหลาย ทั้งไม่ต้องเสียเงินทองในการประกอบกิจนี้ด้วย ในชั้นแรกคือ การฟังเทศน์ รักษาศีล หมั่นสดับตรับฟังพระธรรมเทศนาแล้วมาคิดตรึกตรองดูให้เห็นจริง ตามนั้น เมื่อจิตใจเจริญงอกงามขึ้นตามรสของพระธรรมแล้ว ก็ควรหมั่นไปไต่ถาม และสนทนาหาความรู้จากบรรดาท่านผู้รู้ต่างๆ เป็นการเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ที่ได้รับนั้นให้มากยิ่งขึ้น “สุขํ ยาว ชรา สีลํ ลีลํ โลเก อนุตฺตรํ” ต่อจากนี้ ก็ลองฝึกหัดทําใจให้สงบระงับด้วยการนั่งสมาธิแน่วแน่ เพื่อหาทางทําจิตให้สงบต่อไป จิตของเรานี้ไม่ผิดอะไรกับเด็กที่ซุกซน ย่อมโลดเต้นไปเรื่อยไม่มีเวลาหยุดยั้ง เพราะอํานาจของนิวรณ์อย่างใดอย่างหนึ่งหรือทั้ง ๕ อย่างนั้นครอบงําไว้กระทําให้เศร้าหมองและขุ่นมัว อยู่เป็นนิจ ไม่มีความสุขได้ ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของเราที่จะขับไล่นิวรณ์ ๕ นั้น ให้พ้นไปเสียจากดวงจิต ด้วยการฟังเทศน์ รักษาศีล เจริญภาวนาจนเป็นนิสัย เมื่อจิตปราศจากนิวรณ์แล้วย่อมผ่องใส ทําให้การบําเพ็ญสมาธิ รักษาศีล และเจริญภาวนาได้ผลดียิ่งขึ้นจนถึงขั้นสําเร็จประโยชน์ได้ ต่อจากนี้จะได้กล่าวถึงอานุภาพของ “วิชชาธรรมกาย” ซึ่งเป็นหนทางภาวนาจนเกิดสมาธิอันจะทําให้ผู้บําเพ็ญเพียรได้รับประโยชน์สุขได้อย่างแท้จริง ซึ่งข้าพเจ้าได้ประสพมาแล้ว “ปญฺญายตฺถํ วิปสฺสติ ปญฺญาย ปริสุชฺฌติ” วิชชาธรรมกายนี้ เป็นวิชชาที่สูงและลึกซึ้งมาก ยากที่จะหยิบยกยื่น ให้กันได้ เพราะเป็นวิชาปฏิบัติกิจในทางพระพุทธศาสนา คนที่จะเรียนให้รู้ธรรมะของพระพุทธเจ้าได้ ต้องเรียนทั้งทางทฤษฎีและปฏิบัติ ซึ่งเรียกว่า ปริยัติสัทธรรม ๑ และปฏิบัติสัทธรรม ๑ ในที่นี้จะพูดถึงทางปฏิบัติสัทธรรม หรือวิปัสสนากรรมฐานชั้นสูง คนที่ปฏิบัติกิจทางวิปัสสนาสําเร็จถึงจุดหมายแล้วจะได้ทิพย์ญาณ (หูทิพย์ ตาทิพย์) สามารถรู้เห็นสิ่งต่างๆ ทั้งในและนอกภพได้ ตลอดจนคนที่ตายแล้วไปอยู่ที่ไหนก็ทราบและทําการ ติดต่อด้วยได้ วิชชานี้เป็นของจริงในพระพุทธศาสนาจะพิสูจน์ได้เฉพาะตัวผู้ซึ่งประพฤติตนตามธรรมะปฏิบัติของพระพุทธเจ้าเท่านั้น วิชชานี้ไม่จํากัดสิทธิ์ แต่เฉพาะภิกษุสามเณร แม้ฆราวาสทั่วไปไม่จํากัดเพศ และวัย ก็มีโอกาสที่จะศึกษาและปฏิบัติให้สําเร็จประโยชน์ได้ทุกคน เว้นเสียแต่จะไม่มีความอดทนและความเพียรเพียงพอเท่านั้น สําหรับตัวข้าพเจ้าเอง ได้เคยไปศึกษาธรรมประเภท ๒ คือปฏิบัติ สัทธรรมนี้จากท่านเจ้าคุณพ่อ พระภาวนาโกศลเถร เมื่อประมาณ ๓๐ กว่าปีมาแล้ว ตั้งแต่สมัยท่านยังดํารงตําแหน่งพระครูสมณธรรมสมาทานอยู่แต่การปฏิบัติครั้งนั้นไม่ได้ผลเนื่องจากข้าพเจ้ามีภารกิจอย่างอื่นที่ต้องทําอยู่มากจึงมิใคร่มีเวลาปฏิบัติกิจทางศาสนาได้เต็มที่ คงหาโอกาสทําได้บ้างเพียงเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น จึงยังมิได้ผลเช่นเคย ข้าพเจ้าเลยนึกท้อใจว่า ชาตินี้เห็นจะไม่มี บุญวาสนาได้บรรลุธรรมวิเศษนี้เสียแล้วเป็นแน่ เพราะคนที่เขาไปศึกษาเล่าเรียน ทีหลังข้าพเจ้าตั้งหลายปียังได้บรรลุธรรมะถึงขั้นธรรมกายกันไปแล้วเป็นจํานวนมาก แต่แล้วในที่สุด พระท่านก็โปรดข้าพเจ้าให้ได้บรรลุธรรมวิเศษถึงขั้นธรรมกายสมความปรารถนา มูลเหตุ ที่นําให้ข้าพเจ้า ได้บรรลุธรรมะถึงขั้นธรรมกายนั้นคือ เมื่อ เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๔๗๙ บิดาของข้าพเจ้าหลวงประดิษฐ์ไพเราะ(ศร ศิลปบรรเลง) ได้ป่วยเป็นโรคบิดและลําไส้พิการ ซ้ำยังมีโรคอื่นผสมเข้าอีกเช่นโรคหัวใจรั่วซึ่งท่านเป็นอยู่ก่อนแต่ได้รักษา จนทุเลาแล้วกลับกําเริบขึ้นอีก จึงทําให้มีอาการมากอย่างน่าวิตก บุตรภรรยาของท่านทุกคนมิได้นิ่งนอนใจ ได้ให้การรักษาพยาบาลกันอย่างเต็มที่ แพทย์ที่ทำการรักษาก็ล้วนแต่เป็นแพทย์ชั้นหนึ่งที่สําเร็จมาจากต่างประเทศทั้งนั้นแต่อาการก็ไม่ดีขึ้น คงทรงกับทรุดอยู่เช่นเดิม ข้าพเจ้ากับพี่สาวคนใหญ่ (ชิ้น ศิลปบรรเลง) เชื่อมั่นในอํานาจของคุณพระรัตนตรัย ได้อัญเชิญพระพุทธรูปประจําดวงชะตาของคุณพ่อกับรูปของเจ้าพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำประดิษฐาน ไว้ใกล้เตียงนอนเหนือศีรษะของท่านในขณะที่ท่านมีอาการไม่สู้ดี พวกที่พยาบาลทุกคนก็ช่วยกันภาวนา สัมมา อรหํเรื่อยไป รู้สึกว่าอาการค่อยทุเลาขึ้น จนเป็นที่สังเกตได้ ด้วยพุทธานุภาพปรากฏเช่นนี้ พี่สาวข้าพเจ้าจึงไปกราบเรียนเจ้าพระคุณหลวงพ่อ ขอบารมีให้ท่านช่วยถอนอาการโรค และขอธรรมกาย มาช่วย ถอนอาการที่บ้านด้วยเพราะอาการหนักมาก แม้เจ้าคุณหลวงพ่อจะทราบโดยทิพย์ญาณของท่านแล้วว่าอาการป่วยของคุณพ่อข้าพเจ้าไม่มีหวังหาย ท่านก็ยังกรุณาให้แม่ชีธรรมกายไปช่วยถอนอาการป่วยให้ที่บ้านผลัดละ ๒ คนแล้วท่านให้สติแก่พี่สาวข้าพเจ้าว่า “ไปบอกคุณหลวงให้หมั่นภาวนาไว้ เมื่อไม่หายก็จะได้ไปที่ดี” คุณพ่อข้าพเจ้าท่านก็ได้ภาวนาตามคําสั่งของหลวงพ่อ ก่อนหน้าที่คุณพ่อจะสิ้นชีวิตประมาณ ๔-๕ วัน ในขณะที่แม่ชีเขานั่งเข้าที่ถอนโรค ข้าพเจ้าก็นั่งกับเขาบ้าง และมุมานะนั่งอย่างชนิดเอาเป็นเอาตายทีเดียวเพราะเห็นว่าเป็นวิธีเดียวที่จะช่วยให้คุณพ่อหายป่วยได้พร้อมกับตั้งสัตย์อธิษฐานในใจว่า “ด้วยเดชะอํานาจคุณพระพุทธเจ้า และหลวงพ่อวัดปากน้ำ จงโปรดบันดาลให้ข้าพเจ้าได้สําเร็จวิชชาธรรมกายของหลวงพ่อ หากข้าพเจ้าได้สําเร็จวิชชาธรรมกาย และช่วยถอนอาการโรคของคุณพ่อจนท่าน หายเป็นปกติดีแล้ว ข้าพเจ้าจะลาออกจากงานไปบวชชีอยู่ที่วัดปากน้ำ ถึงแม้ว่าข้าพเจ้าจําเป็นจะต้องเสียเลือดเนื้อและชีวิต เพื่อช่วยให้คุณพ่อคงชีวิตอยู่ ข้าพเจ้าก็ยินดีสละทุกอย่างเพื่อเป็นการสนองพระเดชพระคุณท่าน” ด้วยอํานาจสัตยาธิษฐานนี้เอง พระท่านก็โปรดข้าพเจ้า วันหนึ่งเมื่อข้าพเจ้าเข้ารับเวรพยาบาลคุณพ่อ ก็นั่งเข้าที่ภาวนา “สัมมา อรหํ” เช่นเคย ในครั้งนี้ ตั้งใจแน่วแน่ว่า ถ้าไม่สําเร็จจะไม่ยอมลุกขึ้นจากที่ จะนั่งคร่ำเคร่งอยู่เช่นนี้ทั้ง กลางวันกลางคืน โดยไม่ยอมกินยอมนอน หรือเปลี่ยนอิริยาบถอีกเลย ในที่สุดข้าพเจ้าก็แลเห็นเป็นแสงสว่างจ้าเหมือนแสงของดวงอาทิตย์ปรากฏขึ้นอย่างแจ่มชัดตรงหน้า แล้วมองเห็นร่างของคุณพ่อข้าพเจ้าถูกตัดออกจากกันเป็นท่อนๆ ข้าพเจ้าจึงเล่าให้แม่ชีธรรมกายฟัง แม่ชีนั้นคือคุณรําภา โพธิ์คําฉายกับคุณชั้น จอมทอง ต่างพากันบอกข้าพเจ้าว่า “คุณเห็นธรรมะคือได้วิชชาธรรมกายของหลวงพ่อแล้ว” แม่ชีทั้งสองแนะนําให้ข้าพเจ้าพยายามทําความ เพียรให้มากยิ่งขึ้น แล้วสอนวิธีถอนโรคให้จนข้าพเจ้าเชื่อมร่างกายของคุณพ่อที่ขาดออกจากกันนั้นติดได้ สังเกตว่าคุณพ่อค่อยทุเลาขึ้น ต่อมาคุณทุ่ม (แม่ชีธรรมกายที่หลวงพ่อส่งมาผลัดเปลี่ยนเวรช่วยถอนอาการโรครุ่นที่ ๒) ได้กรุณาต่อวิชชาให้ข้าพเจ้าจนได้ไปเฝ้าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าขอพระราชทานรัตนะ ๗ (รัตนะ ๗ นี้เป็นของคู่มือของธรรมกาย ผู้ซึ่งสําเร็จวิชชาธรรมกายของหลวงพ่อแล้วทราบดีทุกคน) ข้าพเจ้าได้ใช้วิชชาธรรมกายถอนอาการโรคของคุณพ่ออยู่ประมาณ ๒-๓ วันก็ได้เห็นกายทิพย์ใสเป็นแก้วขาวบริสุทธิ์สวยงามมาก ออกมาจากอกของคุณพ่อ ข้าพเจ้าบอกคุณชั้นและคุณทุ่มซึ่งนั่งถอนโรคอยู่ด้วยกันให้ดู แล้วช่วยกันสะกดด้วยอํานาจของธรรมกายนี้จนกายทิพย์ของคุณพ่อกลับเข้าไปในร่างอีกดังเดิม เป็นอยู่เช่นนี้หลายครั้งหลายครา ข้าพเจ้าจึงแน่ใจว่าอาการป่วยของคุณพ่อไม่มีทางรอด หลวงพ่อท่านจึงได้สั่งกําชับมากับพี่สาวให้บอกคุณพ่อมั่นอยู่ในการภาวนา และเมื่อวันที่ท่านเจ้าคุณหลวงพ่อได้มาฉันอาหารบิณฑบาตที่บ้านก่อนหน้าคุณพ่อจะสิ้นนั้น ท่านยังได้กรุณาบอกแก่คุณพ่ออีกว่า “คุณหลวง! ทําใจให้ดีนะ หมั่นภาวนาไว้ให้มั่น เราสู้เขาไม่ได้ เราก็ไปทางดี” โอวาทของเจ้าพระคุณหลวงพ่อครั้งนี้ ทําให้คุณพ่อข้าพเจ้าได้สติ และภาวนาอยู่จนกระทั่งท่านสิ้นไป ด้วยอํานาจของการภาวนานี้แหละ เมื่อก่อนหน้าที่คุณพ่อจะสิ้นใจ ข้าพเจ้าได้เห็นมีขบวนแห่ ประกอบด้วยเครื่องสูง มีฉัตร อภิรุม ชุมสาย บังแทรกบังสูรย์ ฯลฯ มาลอยอยู่เหนือร่างของท่านเมื่อกายทิพย์ออกจากร่าง ขบวนแห่นั้นก็เข้าห้อมล้อม นํากายทิพย์ของคุณพ่อขึ้นรถที่มาในขบวนนั้น แล้วก็เคลื่อนขบวนลอยสูงขึ้นสูงขึ้นทุกที จนลับหายไปในอากาศ ข้าพเจ้าถามคุณทุ่มว่าที่ข้าพเจ้าเห็นนี้เป็นความจริงหรือไม่ ก็ได้รับการยืนยันว่า “เป็นความจริง” ข้าพเจ้า จึงไม่เสียใจในมรณกรรมของคุณพ่อครั้งนี้ เพราะได้เห็นและรู้ว่า ท่านไปสู่ที่สุขจริงๆ บางท่านอาจไม่เชื่อว่า เพียงแต่การภาวนาเมื่อก่อนจะตายเท่านั้นจะมีกุศลสูงส่งให้ ซึ่งเป็นการเหลือวิสัย ข้าพเจ้าขอชี้แจงว่า คนเราเมื่อเวลาจะตายนั้นมีหนทาง ๒ แพร่ง ถ้านึกถึงกรรมชั่วก็ต้องไปสู่ทุคติ ถ้านึกถึงกรรมดีก็ไปสู่สุคติ คุณพ่อ ข้าพเจ้าได้บําเพ็ญความเพียรในวิชชาของหลวงพ่อมากว่า ๒๐ ปีแล้วทั้งท่านยังมั่นในพระพุทธศาสนาอย่างแน่วแน่ท่านได้ประกอบกุศลกิจมิได้ขาด มีทําบุญให้ทาน ฯลฯ และให้วิทยาทานแก่คนทั่วไปทุกวัน ด้วยการสอนวิชาดนตรีปี่พาทย์ทุกชนิดให้เปล่าๆโดยมิได้คิดมูลค่าสิ่งใดนับเป็นเวลาหลายสิบปี ท่านได้ประกอบกองการกุศลบําเพ็ญ วิทยาทานเช่นนี้เรื่อยมาจนมีลูกศิษย์ลูกหามากมายเกือบครึ่งประเทศ คนเหล่านั้นต่างก็นําเอาวิชาความรู้ที่ได้รับจากท่านนั้นไปประกอบอาชีพเลี้ยงตนเองและครอบครัว อยู่ตลอดมาจนถึงทุกวันนี้ ผลของการที่ท่านได้ประกอบกองการกุศลไว้มากมายนี้เอง กับทั้งท่านเชื่อมั่นในวิชชาของหลวงพ่ออย่างจริงจัง ท่านภาวนาอยู่เรื่อยมิได้ขาด ฉะนั้นเมื่อท่านดับจิต กรรมจึงส่งให้ไปสู่สุคติข้าพเจ้าได้ทราบในภายหลังเมื่อข้าพเจ้าได้เรียนวิชชาพูดกับวิญญาณต่างๆ ได้แล้วว่า คุณพ่อของข้าพเจ้าท่านได้เห็นธรรมะของพระพุทธเจ้าเมื่อจวนจะสิ้นใจ จากการภาวนาวิชชาของหลวงพ่อ วัดปากน้ำ กุศลนี้จึงส่งให้ท่านได้ไปเสวยสุขและบําเพ็ญธรรมอยู่บนสวรรค์ชั้น ๔ คือชั้นดุสิต ซึ่งสวรรค์ชั้นนี้ เป็นที่สถิตย์สําหรับเทพเจ้าผู้มุ่งบําเพ็ญธรรมเท่านั้น การที่ข้าพเจ้าได้วิชชาธรรมกายนี้แปลกไปกว่าผู้อื่นมาก ข้าพเจ้าจึงมิอาจแนะวิธีที่จะให้ผู้อื่นปฏิบัติตามได้ ถ้าท่านผู้ใดสนใจจะเรียนได้จากเจ้าพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ ข้าพเจ้าขอยืนยันว่าวิชชานี้เป็นของมีจริงในพระพุทธศาสนา และให้ผลคือ ความสุขอย่างแท้จริงแก่ผู้ปฏิบัติ ขอท่านพุทธศาสนิกชนทั้งหลายที่สนใจ ในทางนี้ ลองสละเวลาของท่านปฏิบัติกิจทางธรรมะปฏิบัติดูบ้างเพียงวันละเล็กละน้อยเป็นการสั่งสมบุญไปในตัวแม้จะยังไม่สําเร็จทีเดียว อย่างน้อยที่สุดก็ยังทําให้จิตได้มีเวลาพักผ่อนบ้างในบางขณะ แล้วต่อไปประโยชน์ก็จะเกิดกับท่านอย่างเหลือหลาย ด้วยการที่ทําให้ท่านสามารถชนะใจตนเอง ซึ่งเป็นยอดของชัยชนะทั้งหลายในโลกนี้ตามเหตุการณ์ที่ข้าพเจ้าได้ประสพมาและนํามาเล่านี้ ท่านอาจไม่เชื่อ แต่ก่อนที่ท่านจะตัดสินว่า ข้าพเจ้ากล่าวในสิ่งที่ไม่อาจเป็นไปได้ หรืออาจเป็นความจริงนั้น ข้าพเจ้าขอให้ท่านพิสูจน์ด้วยตัวของท่านเอง ด้วยการเรียนภาวนาวิชชา ธรรมกายจากเจ้าพระคุณพระภาวนาโกศลเถร (หลวงพ่อวัดปากน้ำ) ผู้ประกอบกรรมดีเมื่อมีชีวิต ครั้นดับจิตจะได้ไปสวรรค์ ณ ชั้นสี่เป็นที่บําเพ็ญธรรม จ้าวสวรรค์ชั้นดุสิตสถิตย์ครอง วิมานแมนแดนฟ้าสง่าศรี ธรรมเทพสุภาบดีเป็นที่สอง ที่รวมเทพเพียรบูชิตตั้งจิตปอง เป็นโพธิสัตว์ปราชญ์ทั้งผองของโลกา บรรดารัตนาจารย์ชาญสันทัด สรรพสมบัติตัดขาดไม่ปรารถนา มุ่งเจริญตามรอยบาทพระศาสดา เพื่อสืบต่อศาสนาให้ถาวร เมื่อยามโลกยุคเข็ญเห็นวิบติ เพราะหมู่สัตว์โลกลืมซึ่งคําสอน เทพผู้ทรงคุณธรรมอันบวร ก็จุติมาดับร้อนให้ร่มเย็น ข้าพเจ้าได้เขียนข้อความ ข้างต้นจบไปแล้ว ก็พอดีมีเรื่องซึ่งน่าจะนํามาเล่าเพิ่มเติมอีก กล่าวคือเมื่อวันพุธที่ ๑๕ กันยายน พ.ศ. ๒๔๙๗ เวลาประมาณ ๑๒.๐๐น. เศษ ได้เกิดเพลิงไหม้ขึ้นที่บริเวณบ้านบาตร ด้านถนนตัดใหม่ หลังบ้านของข้าพเจ้าเพลิงไหม้ลุกลามขึ้นอย่างรวดเร็วน่ากลัวมาก เวลานั้นข้าพเจ้ากับพี่สาวและคนในบ้านต่างไปทํางานกันหมดเหลือแต่คุณแม่กับคุณป้าซึ่งอยู่ในวัยชรา ทั้ง ๒ คนซ้ำยังป่วยเสียอีกคนหนึ่งด้วย จึงทําให้เกิดอลเวงกันใหญ่ บังเอิญเคราะห์ดีที่พี่สาวของข้าพเจ้าได้ไป ธุระที่ร้านศึกษาภัณฑ์ ได้ยินเขาพูดกันว่า “ไฟไหม้สะพานดํา!” ก็ตกใจ จึงรีบกลับมาบ้านเพื่อจะดูว่า จะใช่ทางแถวบ้านหรือไม่ ก็มาเห็นเหตุการณ์เข้าพอดี จึงให้คนรีบโทรศัพท์ไปตามข้าพเจ้าที่ที่ทํางานทันทีข้าพเจ้ารีบมาโดยเร็ว ก็ได้เห็นบ้านที่อยู่ถัดจากบ้านของข้าพเจ้าไปนั้น กําลังถูกไฟไหม้ลุกอยู่โชติช่วง แสงเพลิงจับท้องฟ้าแดงฉาน ทั้งลมก็พัดกระโชกเอาเปลวไฟแลบมาทางบ้านข้าพเจ้า ทําท่าคล้ายกับจะลามมาถึงในไม่ช้า คนในบ้านก็กําลังขนของหนีกันชุลมุน ข้าพเจ้าเห็นท่าไม่ดี จึงสํารวมจิตเข้าที่ไปเฝ้าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และองค์พระต้นธาตุต้นธรรม ทูลขอ อาราธนาให้ทรงช่วย และเชิญพระเพลิงมาขอร้องให้หยุดลุกลามต่อไป กับอัญเชิญรูปเจ้าพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำมาโบกปัดเพื่อกันมิให้ลมและไฟที่กําลังไหม้ลามอยู่นั้นพัดมาทางบ้านข้าพเจ้า แล้วให้สงบลงโดยเร็ว ด้วยอํานาจของคุณพระรัตนตรัย และอํานาจของวิชชาธรรมกาย กับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายทั้งลมและไฟที่กําลังคุกคามมาอย่างน่ากลัวนั้น ก็หวลกลับไปทางอื่นทันทีและสงบลงในเวลาไม่นาน บ้านของข้าพเจ้าจึงรอดพ้นจากการเป็นเหยื่อพระเพลิงไปได้อย่างประหลาด เป็นที่อัศจรรย์แก่คนทั้งหลายที่ได้พบเห็นยิ่งนักทุกคนพากันออกปากว่า “ไม่น่าจะเป็นไปได้เลย” แต่ก็ได้เป็นไปแล้วจริงๆ ทั้งนี้ข้าพเจ้าขอยืนยันอีกครั้งหนึ่งว่า “ด้วยอํานาจพระพุทธานุภาพ และวิชชาธรรมกาย” เห็น ใดฤาท่วมท้น ธรรมสาร จํา แต่นิมิตรฐาน ถ่องแท้ คิด จิตแจ่มเกิดการ กายก่อง เถกิงนา รู้ ยิ่งเบญจขันธ์แม้ แต่ล้วนอนิจจัง กบิลวฒฺโฑ ภิกฺขุ (ศาสตราจารย์ วิลเลียมออร์กัสต์ เปอร์เฟิสต์ P.H.D) ปาฐกถานี้ ท่านกปิลฺวฑฺโฒ (พระฝรั่ง) ได้แสดงที่สมาคมไทยจีนประชาเมื่อ ๒ ตุลาคม พ.ศ.๒๔๙๗ ท่านฐิตเวโทภิกขุ เป็นผู้แปลจากภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทย เราได้ยกข้อความตอนน่ารู้น่าปฏิบัติตามมาลงไว้ตอนหนึ่งขอนิมนต์และเชิญท่านผู้สนใจอ่านดูเถิด เสมือนลองชิมส้มฝรั่งกับส้มเขียวหวานไทยดูว่า รสชาติจะแตกต่างกันหรือเหมือนกันอย่างไร พระผู้มีพระภาคเจ้าของเราทั้งหลายนั้น พระองค์ก็ได้ปฏิบัติวิปัสสนาทางนี้ด้วยพระองค์เอง จึงได้สามารถทําตนให้เป็นแบบอย่างอันสามารถที่จะเรียกให้ชนทั้งหลายมาทดลอง และพิสูจน์ได้อย่างเต็มที่ว่า “เอหิ ปัสสิโก มาเถิดท่านทั้งหลาย จงมาดูให้เห็นจริง” ครั้งนั้น บรรดาผู้มีปัญญาเป็นจํานวนมาก ก็ได้รับคําเชิญชวนของพระองค์และได้ปฏิบัติตามด้วยตนเอง จนเห็นผลไปแล้วตามๆ กัน ท่านเหล่านั้น ไม่ได้นึกหวังจะให้พระองค์มาช่วยประคับ ประคองให้เลย เพราะทราบดีว่าพระองค์ไม่สามารถจะช่วยผู้ใดได้ นอกจากเขาจะทําความเพียรด้วยตนเองเท่านั้นความจริงเรื่องนี้ เราจะเห็นได้ในเมื่อพระพุทธองค์ตรัสแก่โมคคัลลานพราหมณ์ เมื่อพราหมณ์ทูลถามว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจรริญ ในบรรดาสาวกของพระองค์นี้ พระองค์ทรงอุตส่าห์แนะนําพร่ำสอนอยู่อย่างนี้ จะได้บรรลุธรรมวิเศษเหมือนกันทุกรูปหรือเปล่า?” พระองค์จึงตรัสตอบว่า “ดูก่อนพราหมณ์ หาได้เป็นอย่างนั้นไม่บางรูปก็ได้บรรลุบ้างก็ไม่ได้บรรลุธรรมวิเศษนั้นได้เลย พราหมณ์จึงทูลถามว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เหตุไฉน? ในเมื่อพระนิพพานก็มีอยู่ หนทางไปสู่พระนิพพานนั้นก็มีอยู่ แต่บรรดาสาวกของพระองค์นั้น พระองค์อุตส่าห์แนะนําพร่ำสอนอยู่อย่างนั้น บางรูปก็กลับได้บรรลุ บางรูปกลับไม่ได้บรรลุอะไรเลยอย่างนี้?” พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า “ดูก่อนพราหมณ์ ตถาคตเป็นผู้รู้จักหนทางและบอกหนทางไปสู่พระนิพพานเท่านั้น เมื่อบุคคลใดได้รับการบอกเล่าและชี้ทางให้แล้วหากเขาสมัครใจจะพยายามดําเนินไปตามที่ได้รับคําบอกก็จะ ถึงที่หมายปลายทางเอง หากเมื่อมีผู้บอกและชี้ทางให้แล้ว บุคคลใดไม่สมัครใจพยายามจะดําเนินไปก็ไม่สามารถจะบรรลุถึงจุดหมายปลายทางได้อยู่เองทั้งนี้ตถาคตก็ไม่สามารถจะทําอย่างไรได้ เพราะตถาคตเป็นแต่ผู้บอกทางให้เท่านั้น” แม้ในสมัยเมื่อพระองค์ ใกล้จะปรินิพพาน พระองค์ยังได้ทรงเน้นถึงความสําคัญข้อนี้ไว้ซึ่งเราจะทราบได้จากในมหาปรินิพพานสูตร อันมีความว่า“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราตถาคตจะขอเตือนเธอทั้งหลาย สังขารทั้งปวงมีความเสื่อมสิ้นไปเป็นธรรมดา ท่านจงเป็นผู้ไม่ประมาทอยู่เสมอเถิด” บัดนี้ ก็มาถึงปัญหาสําคัญว่า เราควรจะเริ่มต้นการปฏิบัติในสติปัฏฐานอย่างไรดี เพราะการปฏิบัติสําหรับผู้เริ่มต้น ที่จะระงับจิตอันเคยฟุ้งซ่าน โลดเต้นมาก่อนนั้น เป็นของที่ต้องให้ความบากบั่นมิใช่น้อย เมื่อจิตที่เคยพยศมาแต่ก่อนได้รับการฝึกฝนให้อยู่ในกรอบพอสมควรแล้ว การปฏิบัติเพื่อบรรลุผลตามนัยสติปัฏฐานนั้น ก็นับว่ามีรากฐานพอที่จะต้องอยู่และเจริญต่อไปได้ เมื่อจิตได้หยุดจากการฟุ้งซ่านโลดเต้นไปมาแล้ว ก็ย่อมเป็นธรรมชาติสงบสามารถเห็นสภาพของสิ่งทั้งหลายได้ตามความเป็นจริงยิ่งขึ้นทุกที ในขณะดังกล่าวนี้ คือเมื่อจิตเป็นธรรมชาติสงบระงับแล้วเช่นนี้ ย่อมเกิด “นัยน์ตา”อันสามารถมองเห็นและหยั่งรู้ความ เปลี่ยนแปลงและความเป็นไปของสิ่งทั้งหลายทั้งปวงได้ ไม่ ว่าสิ่งนั้นๆ จะเป็นฝ่ายนามธรรมหรือรูปธรรมใกล้หรือไกลออกไปก็ตาม และจากนั้นก็จะเกิดญาณหยั่งรู้และเป็นประจักษ์แก่จิต สามัญลักษณะคือลักษณะที่เป็นสาธารณะแก่สังขารทั้งปวงทั้งฝ่ายรูปและฝ่ายนามสามัญลักษณะอันนี้ก็คือความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และความเป็นภาพมิใช่ตัวตนนั้นเอง พร้อมกับการเกิดขึ้นแห่งวิปัสสนาญาณดังกล่าวมา ผู้ปฏิบัติก็จะเกิดความรู้แจ้งเห็นจริง อย่างไม่คลอนแคลนว่า ขันธ์ ๕ อันประกอบกันขึ้นเป็นร่างกายของตน อันเคยได้รับการยืดมั่นถือมั่นว่าเป็นตนนี้ ก็ตกอยู่ในสามัญลักษณะคือเป็นสภาพไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และมิใช่ตัวตนเช่นเดียวกัน เมื่อจิตพ้นแล้วจากการยืดมั่นถือมั่นดังกล่าวมา ก็ย่อมหลุดพ้นจากอุปาทาน อันเป็นเสมือนยางเหนียวได้ เป็นอันว่าผู้ปฏิบัติผู้มีจิตถึงขั้นดังกล่าวมานั้น ได้รับลิ้มรสแห่งสาระธรรมของพระบรม-ศาสดา ด้วยตนเองแล้วอย่างแท้จริง ปัจจุบันนี้ในประเทศไทย มีวิธีการบําเพ็ญสมาธิชึ่งนับว่าเป็นวิธีดีที่สุดสําหรับการเจริญสติปัฏฐาน เพราะเป็นแบบที่ทําให้ผู้ฝึกหัดมีโอกาสเจริญสมาธิและวิปัสสนาพร้อมกันไปในตัว ผู้ฝึกหัดจะได้รับการสั่งสอนและอบรมให้มีสมาธิเสียก่อนเพื่อที่เขาจะได้ตระหนักถึงคุณค่าในชั้นต้นของพุทธศาสนาต่อจากนั้น เมื่อจิตเป็นสภาพตั้งมั่น อ่อนโยน ควรแก่การก้าวต่อไปแล้ว ก็ให้ผู้ฝึกหัดน้อมจิตไปเพื่อวิปัสสนา ซึ่งจะให้ได้ผลเร็วเท่าที่ผู้ปฏิบัติจะเริ่มเข้าทางวิปัสสนา โดยยังไม่ได้รับการฝึกหัดในด้านสมาธิมาก่อนเลย การปฏิบัติแบบนี้ท่านพระอุปัชฌาย์ของข้าพเจ้าคือเจ้าคุณพระ- ภาวนาโกศลเถร แห่งวัดปากน้ำภาษีเจริญเป็นผู้ทําการสอนอยู่ในปัจจุบันข้าพเจ้าขอแนะนําและเชิญชวนให้ท่านทั้งหลายรู้จักและทดลองการปฏิบัติตามแนวนี้โดยทั่วกัน ทั้งนี้ เพราะข้าพเจ้าได้จากบ้านเกิดเมืองนอนเดินทางมาเป็นระยะทางหลายพันไมล์ และเมื่อได้พบและศึกษาวิธีปฏิบัติของพระอาจารย์ผู้นี้แล้วก็ไม่เคยผิดหวังเลย เท่าที่ข้าพเจ้ากล่าวยกย่องมานี้ข้าพเจ้าก็ทราบดีว่าท่านอาจจะยังไม่ค่อยเชื่อนักก็ได้ แต่ข้าพเจ้าใคร่ขอร้องให้ท่านลองสละเวลาไปพิสูจน์ทดลองดูด้วยตนเองสักพักหนึ่ง ท่านก็จะเห็นคุณค่าของการปฏิบัติแบบนี้ด้วยตนเอง อย่างไรก็ตาม ข้าพเจ้าใคร่จะถือโอกาสแนะนําการปฏิบัติเบื้องต้นสําหรับเรื่องนี้โดยคร่าวๆ ให้ท่านทั้งหลายฟังสักเล็กน้อย เพื่อเป็นทางให้ผู้สนใจได้ทดลองดูบ้างตามควรและเพื่อให้เป็นกําลังใจสําหรับการปฏิบัติก้าวไปสู่คุณเบื้องสูงขึ้นไปโดยลําดับ เมื่อท่านตกลงใจว่าจะเริ่มปฏิบัติเพื่อชําระและฝึกจิตของตนเองแล้วก่อนอื่นจงไปสมาทานศีลจากภิกษุรูปใดรูปหนึ่งแล้วตั้งใจให้แน่วแน่ว่าจะรักษาไว้มิให้ขาดหรือด่างพร้อยไปได้ แม้ในระหว่างเวลาทําการงาน ตลอดทั้งกลางวันและกลางคืนเสมอไป ต่อจากนั้นจงนั่งหรือเอนอย่างสบายตามแบบที่ท่านชอบจะเป็นแบบนั่งขัดสมาธิอย่างพระพุทธรูปหรือแบบอื่นใดก็ตาม แต่ต้องให้หลังตรง อิริยาบทนั่งหรือเอนต้องให้แน่วแน่ แต่อย่าให้เกิดความเคร่งเครียด หากเป็นท่านั่ง จะให้มือซ้ายวางไว้ที่ตัก และให้มือขวาทับมือช้าย นิ้วชี้ขวาติดอยู่กับนิ้วหัวแม่มือช้าย จงหายใจตามสบาย แต่ให้ออกมาจากส่วนลึกของปอด แล้วหลับตา ต่อไป ให้ตั้งจิตไว้ที่ช่องจมูกข้างขวา (ถ้าเป็นสตรีให้ตั้งจิตไว้ที่ช่อง จมูกช้าย) แล้วนึกภาวนาว่า “สมฺมา อรหํ” ๓ ครั้ง แล้วให้ตั้งจิตไว้ที่หางตาข้างขวา (สตรีข้างซ้าย) ระหว่างกลางหูทั้ง ๒ ตรงระดับเหนือหูเล็กน้อย, และภาวนา “สมฺมา อรหํ” ๓ ครั้ง ต่อไปให้ตั้งจิตไว้ที่ท้ายทอย ที่ระดับเหนือเพดานปาก และภาวนา ๓ ครั้ง เช่นเดียวกัน ต่อไปให้ตั้งจิตไว้ที่คอ ตอนที่ต่อกับลําตัวและภาวนาเช่นเดียวกับที่แล้วมา ต่อไปให้ตั้งจิตไว้ที่สะดือ และภาวนาเช่นเดิม ต่อจากนี้ไป ให้ตั้งจิตไว้ที่เหนือสะดือประมาณเท่ากับส่วนกว้างของนิ้วมือ ๒ นิ้วและให้ภาวนา “สมฺมา อรหํ” ครั้งแล้วครั้งเล่า จนกว่าจิตจะแน่วแน่จะเป็นร้อยครั้งหรือพันครั้ง หรือมากกว่านั้นก็ตาม จนกระทั่งเห็นเป็นดวงสว่างปรากฏขึ้นทั้งๆ ในขณะหลับตาอยู่อย่างนั้น เมื่อดวงสว่างหรือนิมิตปรากฏขึ้นดังนี้แล้วให้เพ่งดูต่อไปจะเป็นดวงสว่างอีกดวงหนึ่งปรากฏอยู่ที่ศูนย์กลางของดวงสว่างดวงเดิม และเมื่อเพ่งต่อๆ ไปอีก ก็จะเห็นอีกดวงหนึ่งอยู่ที่ศูนย์กลางของดวงที่ ๒ และอีกดวงหนึ่งที่ศูนย์กลางของดวงที่ ๓ ที่ ๔ ที่ ๕ และต่อๆ ไปเป็นลําดับ หากการปฏิบัติขั้นนี้ ได้ผลบริบูรณ์จริงๆ ผู้ปฏิบัติจะได้วิปัสสนาญาณหยั่งลึกและเห็นแจ้งยิ่งขึ้นทุกที อย่างไรก็ตามเท่าที่กล่าวมานี้ ก็เป็นเพียงขั้นต้นๆ เท่านั้นยังมีส่วนที่ลุ่มลึกและละเอียดขึ้นไปกว่านี้อีกมาก กว่าจิตจะได้บรรลุขึ้นฌาน ซึ่งข้าพเจ้าไม่สามารถจะกล่าวในเวลานี้อีกมาก ถ้าหากท่านได้ปฏิบัติดําเนินด้วยตนเองตามลําดับแล้ว ท่านจะรู้สึกถึงคุณค่าอันยิ่งใหญ่ของวิธีนี้ได้โดยถ่องแท้ และหากท่านต้องการทํารายละเอียดนอกเหนือไปจากนี้แล้ว ขอเชิญท่านไปหาท่านพระอาจารย์ของข้าพเจ้าเถิด ซึ่งข้าพเจ้าเชื่อว่าท่านผู้เต็มไปด้วยความกรุณาคงจะยินดีให้ความสะดวกและความสว่างแก่ทุกๆ คนที่ไปหาโดยความเต็มใจอย่างยิ่ง ในที่สุดนี้ ข้าพเจ้าขออวยพรให้ท่านทั้งหลายจงประสพความสําเร็จในการปฏิบัติตามแนวสติปัฏฐาน เพื่อเข้าถึงธรรมวิเศษของพระบรมศาสดาของเราทั้งหลายโดยทั่วกัน ไวยาวัจกร ประยูร สุนทารา คุณประยูร สุนทารา เป็นบุตรคนที่ ๓ ของนายฮก นางพันธ์ สุนทารา เกิดที่ตําบลท่าเสา อําเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร เมื่อ พ.ศ.๒๔๓๖ มีพี่น้องร่วมบิดามารดา ๔ คน คือ:- ๑.น.ส.อ่วน สุนทารา ๒.นายเชื่อม สุนทารา ๓.นายประยูร สุนทารา ๔.น.ส.บุญล้อม สุนทารา ถึงแก่กรรมแล้ว ขณะนี้คงเหลือเพียง ๒ คน คือ น.ส.อ่วน สุนทารา พี่สาวและนาย เชื่อม สุนทารา พี่ชาย การศึกษา เมื่ออายุพอสมควรที่จะศึกษาเล่าเรียนได้ พระภิรมย์ราชา ซึ่งเป็นญาติสนิทของคุณประยูรในฐานะเป็นลูกผู้พี่ผู้น้อง ได้ย้ายไปรับราชการเป็นข้าหลวงที่จังหวัดปัตตานี คุณประยูรก็ได้ติดตามไปอยู่ด้วย ได้เข้าเรียนที่ โรงเรียนของรัฐบาล ซึ่งจัดตั้งขึ้นในวัด ที่จังหวัดปัตตานีนั้นเป็นครั้งแรก เมื่ออายุได้ ๑๑ ปี พระภิรมย์ราชาก็ย้ายไปเป็นปลัดมณฑลที่จังหวัดอุบลราชธานี คุณประยูรก็ย้ายตามมาเข้าโรงเรียนอยู่ที่จังหวัดอุบลราชธานีเรียนอยู่ที่จังหวัดอุบลได้ ๒ ปี จบชั้นประถมปีที่ ๓ พระภิรมย์ราชาจึงฝากให้เข้ารับราชการต่อไป หน้าที่กิจการงาน เมื่ออายุได้ประมาณ ๑๘ หรือ ๑๙ ปี พระภิรมย์ราชาได้ฝากให้เข้าทํางานที่ศาลากลางของจังหวัดอุบลราชธานีนั้น ในตําแหน่งเสมียน งานที่ทํามีแผนกของมหาดไทยบ้าง ของศึกษาธิการบ้าง รับราชการอยู่ที่จังหวัดอุบลได้เพียง ๔ ปี ก็ย้ายไปประจำที่จังหวัด จังหวัดสุราษฎร์ธานีครั้งนี้เพราะพระภิรมย์ราชาท่านได้ย้ายมาเป็นอัยการมณฑล คุณประยูรย้ายมาอยู่ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้เข้า ทํางานในแผนกกองคลังได้ไม่กี่ปี พระภิรมย์ราชาก็ย้ายเข้ามาประจํากรมอัยการที่กรุงเทพฯ คุณประยูรก็ย้ายตาม แต่การย้ายเข้ามาอยู่กรุงเทพฯ ครั้งนี้ คุณประยูรไม่ได้เข้ารับราชการเพราะได้ลาออกและมาอยู่ที่บ้านของพระภิรมย์ราชาซึ่งอยู่ตรงข้ามกับวัดปากน้ำนั่นเอง ต้อนรับหลวงพ่อวัดปากน้ำ ในปี พ.ศ.๒๔๖๐ เมื่อหลวงพ่อพระมงคลเทพมุนี อดีตเจ้าอาวาสวัด ประตูน้ำ ภาษีเจริญ ธนบุรี ในขณะนั้นเป็นพระครูสมุห์ของสมเด็จพระวันรัต(เผื่อน) สํานักวัดพระเชตุพนฯ ได้รับแต่งตั้งจากสมเด็จพระวันรัต (เผื่อน) ให้มาเป็นเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ในวันที่หลวงพ่อมาถึงวัดปากน้ำนั้น คุณประยูรในฐานะชาวบ้านคนหนึ่งซึ่งอยู่ใกล้เคียงกับวัด ได้มาต้อนรับหลวงพ่อด้วยพร้อมกับคุณพระภิรมย์- ราชา และได้รู้จักคุ้นเคยกับหลวงพ่อนับตั้งแต่นั้นมา เมื่อหลวงพ่อมีงานหรือทําบุญอะไร ก็ข้ามมาทําบุญและช่วยในกิจการงานทุกอย่าง กับได้ฝากตัวเป็นศิษย์ เรียนวิปัสสนากับหลวงพ่อด้วย รับตําแหน่งไวยาวัจกร ต่อมาไวยาวัจกรคนเดิม คือ หลวงมหาพร ชราภาพลงไม่สามารถจะปฏิบัติหน้าที่กิจการงานได้ ได้ลาออกจากตําแหน่งไวยาวัจกร หลวงพ่อได้เรียกคุณประยูรเข้ามาพบ และบอกความประสงค์ให้ทราบ ให้คุณประยูรรับตําแหน่งไวยาวัจกรของวัดปากน้ำ คุณประยูรได้รับแต่งตั้งเป็นไวยาวัจกร ในปี พ.ศ.๒๔๖๑ ซึ่งในขณะนั้นวัดปากน้ำมีพระภิกษุสามเณรเพียง ๓๐ รูปเท่านั้น พระภิกษุสามเณรยังออกบิณฑบาตอยู่ ยังไม่ได้ตั้งโรงครัว หลังจากคุณ ประยูรรับหน้าที่ไวยาวัจกรได้ปีเศษ หลวงพ่อก็ตั้งโรงครัว เริ่มเลี้ยงพระภิกษุสามเณรตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา พระเณรก็ไม่ต้องออกบิณฑบาตจนถึงทุกวันนี้ ตําแหน่งไวยาวัจกร นับว่าเป็นตําแหน่งที่หนักเอาการอยู่ สําหรับวัดปากน้ำ คุณประยูรนับแต่วันที่เข้ารับตําแหน่งไวยาวัจกรแล้ว ได้ทํางานมาโดยความซื่อสัตย์สุจริตจริงๆ ไม่มีความบกพร่องในตําแหน่งหน้าที่ไม่มีการด่างพร้อยแต่ประการใดเลย ตราบชั่วถึงวันสิ้นชีวิตลง นับว่าเป็นขุนคลังแก้วคู่บารมีของหลวงพ่อแท้ๆ ซึ่งจะหาอีกได้ยากนัก ที่จะได้คนเช่นคุณประยูรนี้ หลวงพ่อจะไปทําอะไรที่ไหน จะต้องเห็นคุณประยูรอยู่ด้วยเสมอ คุณประยูรเป็นทั้งไวยาวัจกร และเป็นทั้งศิษย์ผู้ปฏิบัติหลวงพ่อที่ดีด้วย คุณประยูร ทํางานเกี่ยวกับการเงินและหน้าที่บัญชี โดยไม่เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อยแม้บางครั้งจะต้องอดหลับอดนอนทํางานก็ตาม ก็พยายามทําจนเสร็จ ต่อมาวัดปากน้ำมีพระมากขึ้น หลวงพ่อมีชื่อเสียงขึ้น งานก็มากขึ้น การเงินมากขึ้นตามตัว คุณประยูรบางครั้งอดนอนทําบัญชีตลอดสว่างก็มี แต่ก็ไม่เคยปริปากบ่นเลย ป่วยขอพักผ่อน ภายหลังเมื่อหลวงพ่อมรณภาพแล้ว คุณประยูรได้เริ่มป่วยเป็นลม เหนื่อยบ่อย บางครั้งจนทํางานไม่ได้ จึงได้ให้แพทย์ตรวจ แพทย์ตรวจว่าเป็นโรคความดันสูง หัวใจ ไต แพทย์ห้ามทํางานใช้ความคิด และห้ามอดนอนต่อไป คุณประยูรจึงได้ขอพักผ่อนตามหมดสั่งตั้งแต่บัดนั้นและพักอยู่ที่บ้านในวัดปากน้ำ ซึ่งคุณประยูรปลูกขึ้นด้วยทุนทรัพย์ของตนเอง อยู่กับพี่สาวและพี่ชายตลอดมา โรคที่เป็นก็กําเริบหนักขึ้น บางครั้งถึงกับส่งไปรักษายังโรงพยาบาล พอค่อยทุเลาขึ้นก็กลับ แต่ก็ไม่หายขาด ดีขึ้นบ้างหนักลงบ้างอย่างนี้เสมอ ได้ธรรมกาย เมื่อขอลาพักจากตําแหน่งไวยาวัจกรแล้ว เพราะป่วยเป็นโรคความดันสูง คุณประยูรก็หันมาปฏิบัติในวิปัสสนาอย่างจริงๆ จังๆ ปฏิบัติจนเห็นธรรมะเห็นถึงธรรมกาย คุณประยูรเป็นลูกศิษย์หลวงพ่อ เรียนวิปัสสนามานาน สมัยหลวงพ่อมาอยู่วัดปากน้ำใหม่ๆ แต่ทําธรรมะไม่ได้กับเขา มาทําธรรมะได้เมื่ออายุ ๗๐ เศษตอนป่วยนี่เอง นับว่าเป็นศิษย์ของหลวงพ่อครบถ้วนบริบูรณ์จริงๆ และเป็นศิษย์แก้วของหลวงพ่อด้วย ซึ่งจะหาไม่ได้อีกแล้ว ขออนุโมทนาจากใจจริงๆ ถึงแก่กรรม ในวันพฤหัสบดีที่ ๒๔ มีนาคม พ.ศ.๒๕๐๙ ในตอนบ่ายหลังจากได้พักผ่อนพอสมควรแล้ว บ่นว่าร้อน มีนศีรษะ อยากอาบน้ำ จึงได้ไปอาบน้ำ เมื่ออาบน้ำเสร็จเช็ดตัวและผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าพี่สาวและพี่ชายก็ช่วยพามาที่ที่นอน ขณะนั้นก็เงียบสงบลง คอตกสักครู่หนึ่งก็เสียชีวิตลง ด้วยอาการอันสงบ หมอมาตรวจบอกว่าตายเพราะโรคหัวใจวาย รวมอายุได้ ๗๓ ปี ทางวัดปากน้ำ ได้สูญเสียคุณประยูรไปครั้งนี้ เท่ากับว่าได้สูญเสีย “ขุนคลังแก้ว” ไปทีเดียว เพราะคุณประยูรเป็นที่ไว้วางใจของหลวงพ่อเป็นที่ไว้วางใจของพระราชเวทีเจ้าอาวาสองค์ปัจจุบันนี้เช่นกัน และเป็นที่สนิทคุ้นเคยดุจโยมพ่อของพระเณรทั่วๆ ไปในวัดปากน้ำ ทางวัดปากน้ำรู้สึกเศร้าสลดใจ และอาลัยรักเป็นอย่างยิ่ง คุณธรรมของคุณประยูร สุนทารา ๑.เป็นผู้เลื่อมใสศรัทธาในพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ (พระมงคลเทพมุนี) อย่างมั่นคง สละภาระธุระทุกอย่างอันเป็นส่วนของตน มารักษาศีล เจริญภาวนา รับบปฏิบัติหลวงพ่อด้วยดีตลอดอายุขัย ๒.เป็นไวยาวัจกรรับภาระธุระจัดสรรสารบัญชีอันเกี่ยวด้วยเงินทอง ของวัดปากน้ำด้วยดี ด้วยความบริสุทธิ์ใจและด้วยความซื่อสัตย์สุจริตตลอดอายุขัย นับเป็นเวลา ๓๐ ปีเศษ ควรได้รับความสรรเสริญเป็นอย่างยิ่ง ๓.สละทรัพย์สินอันเป็นส่วนของตนบําเพ็ญกองการกุศล เช่นการ ก่อสร้างปฏิสังขรณ์พระอุโบสถ วิหารคต กุฏิสงฆ์ และรับเป็นเจ้าของทานถวายภัตตาหารแด่พระสงฆ์สามเณร เป็นครั้งคราวตลอดอายุขัย ป้าทัศนา บัณฑิตพุทธ เหตุการณ์ที่ทําให้ป้าได้มาอยู่ ใต้ร่มบุญของหลวงพ่อวัดปากน้ำนั้น เริ่มจากพี่สาวของป้าที่ชื่อจริยาโชควิเชียรครั้งหนึ่งพี่สาวเคยป่วยหนักเป็นไทฟอยด์ผอม ผมร่วงหมดแทบไม่มี ทีนี้ก็เลยบนไว้ว่า ถ้าหายป่วยจะบวชชี ต่อมาก็หายจริงๆ พี่สาวจึงบวชเป็นแม่ชีอยู่วัดปากน้ำ ตั้งแต่อายุ ๑๐ กว่าขวบ อยู่มาไม่นานก็ได้ทําวิชชากับหลวงพ่อวัดปากน้ำ ส่วนตัวของป้าเองนั้นอยู่กับแม่ ครั้นพอแม่เสียแล้วก็รู้สึกไม่สบายใจและก็ไม่มีสมบัติอะไร ทางฝ่ายญาติพี่น้องเขาทําอะไรก็เป็นของเขา แต่เราไม่มีอะไร ป้าก็เลยตัดสินใจมาวัดปากน้ำ พอมาอยู่วัดปากน้ำบรรดาพี่ๆน้องๆ เขาก็รักใคร่เมตตาเราเป็นอย่างดี ทั้งพี่ญาณี พี่สงวนนี่นะเป็นครูสอนธรรมเขาก็สงสารเรา หลวงพ่อสดท่านก็บอกว่า เลี้ยงมันเป็นลูก สงสารมัน พ่อแม่ก็ไม่มีแล้ว ตอนนั้นป้าเพิ่งจะอายุ ๒๐ ส่วนตอนนี้ ๗๔ ปีแล้ว พี่สาวนั้น แต่เดิมเขาไม่ได้ชื่อจริยาหรอกนะ พอเขามาบวชชี หลวงพ่อสดก็เปลี่ยนชื่อให้ แต่เดิมชื่อพี่จันทร์ ทีนี้ไปพ้องกับชื่อของแม่ชีจันทร์(แม่ชีจันทร์ ขนนกยูง) ชื่อไปเหมือนกันเข้าหลวงพ่อเปลี่ยนให้ใหม่ว่า จริยา โชควิเชียร หลวงพ่อสดบอกว่าตระกูลโชควิเชียรเนี่ยะ เป็นญาติของหลวงพ่อด้วย ส่วนของป้า แต่เดิมชื่อ เจียม ท่านเปลี่ยนใหม่ให้ชื่อว่า ทัศนา ตอนอยู่วัดปากน้ำ ถือได้ว่าป้าเป็นศิษย์ของแม่ชีเธียร มีอะไรให้ป้าทําป้าก็ทํา ทําช่วยหลวงพ่อทุกอย่าง ทั้งมุ้งทั้งม่าน ป้าเป็นช่างเย็บผ้า เย็บใหม่ทําให้สวยงาม เป็นแม่บ้านนะสมัยนั้นบางทีอย่างเย็บผ้านี่หลวงพ่อท่านก็ซื้อจักรให้ป้าตัวหนึ่ง เย็บจีวรบ้าง เสื้อบ้าง งานราษฎร์ งานหลวง รับทําหมด บางทีงานข้างนอก มีรายได้ก็เป็นของเรา อยู่วัดก็จริง แต่ไม่เคยขอเงินหลวงพ่อเลย ช่วงที่เย็บปักถักร้อยอยู่วัดปากน้ำ บางทีก็จะต้องตัดจีวร พี่ตรีธาเป็นคนคุม จะตัดชิ้นไหนพี่ตรีธาจะเป็นคนวัดก่อน แล้วเราเป็นคนตัด เราเย็บบ้าง พี่เขาเย็บบ้าง พอเย็บเสร็จจนเนี๊ยบก็กลับตะเข็บ เย็บให้พระมีสมณศักดิ์ไม่ใช่เฉพาะพระธรรมดานะอย่างพระสังฆราช (ปุ่น ปุณณสิริ) ตอนนั้นท่านเป็นพระธรรมวโรดม อย่างของหลวงพ่อนี่ป้าก็ทําทั้งตัดอังสะ ทั้งซัก ทําเรื่อยมาเลย ทําให้ทุกๆ องค์ทั้งเอามาซักเอามาซ่อมอะไรอย่างนี้ ในห้องทําวิชชาจะมีมุ้งกันยุงมุ้งใหญ่ เขาจะใช้ตอนนั่งกลางคืน ถ้ากลางวันจะตลบขึ้น ป้าไปดูพอเห็นตรงไหนเลอะๆ ดําๆ ก็ไปปัดกวาดเพราะป้าชอบสะอาด ทําชะเลี่ยมเลย อย่างมุ้งในโรงงานทําวิชชาป้าก็เคยเย็บทีแรกเอามาช่อมก่อน พอมีเงินก็ซื้อผ้ามาตัดให้ใหม่ เอามาวัดมาคํานวณว่ากี่เมตร ครั้งหลังๆ ก็ทําเรื่อยมาพอทําใหม่ก็สวยสะอาด ห้องน้ำสมัยนั้นใช้น้ำในคลองตักมาแล้วก็เอามาวางต่อๆ มาเทละตุ่มทางเดินก็โครงเครง ก็พากันไปเอาดินมาถม ถมเสร็จแล้วป้าก็ไปดูช่างเขาเทปูนไปเห็นเขาพอปรับดิน เสมอกันแล้ว ก็เอาหินเกร็ดมาลง ช่วยกันเหยียบแล้วเทปูน ป้าไปดูเขามาเอาปูนใส่ ทราย ๓ ปูน ๒ ผสมกันเข้าไปแล้วเทปาด หลวงพ่อสดท่านเห็น ท่านก็ถามว่า เอ๊ะ มันไปเป็นมาได้ยังไง ก็ตอบว่า ลูกก็ดูเขามาเจ้าค่ะ ท่านก็บอกว่า “เออ..ช่างจดช่างจํานะ” อยู่มาจนหลวงพ่อสร้างโรงเรียนพระปริยัติธรรม ท่านก็สร้างพระ ป้าก็เข้าไปช่วย ก็ไม่ทําอะไรมาก ว่างก็ไปนั่งเข้าที่กับหลวงพ่อ หลวงพ่อก็สอน แต่ป้านี่นะไม่ใช่ว่าจะได้ทําวิชชากับเขา ป้าจะทํางานโดยส่วนแม่บ้าน อย่างเช่นงานพิมพ์พระ งานทําจีวร อะไรอย่างนี้ ว่างๆ หลวงพ่อก็จะเรียกไปนั่งไปสอนเอง เพราะสงสาร “อื้อ ช่วยมันหน่อย” ป้าก็ปฏิบัติตาม คราวที่พิมพ์พระ ป้าพิมพ์เต็มที่เลย ทําไม่รู้เท่าใหร่เราไม่เคยนับ ยิ่งทําก็ยิ่งชํานาญ มีแรงเท่าไหร่ก็ทําไปเต็มที่ พอเหนื่อยก็พัก หลวงพ่อท่านก็ให้บุญตลอด ส่วนผสมของพระก็จะมีดอกมะลิ ที่บูชาพระ บูชาดวงแก้ว มีเส้นเกศาที่หลวงพ่อปลงก็เอามาใส่ แล้วก็มีปูนพลาสเตอร์ เขาจะมีพิมพ์สวยๆ เท่ากับองค์พระ เราก็ปั้นผงแบบพอดี แล้วเอามาพิมพ์ลงไปในบล็อคพิมพ์ คนปั้นเขาจะปั้นพอดีเลย เราก็เอามาอัดใส่ลงบล็อคพิมพ์กดลงแล้วดันข้างล่างขึ้น พอดันข้างล่างขึ้น ก็ค่อยๆ เอาออกมาวางเรียงกันเต็มเลย จะมีที่วางคล้ายๆ กับกระถังแล้วเอามารองพื้นเขาจะเอาพระไปผึ่งอยู่ด้านในใกล้กับหลวงพ่อ หลวงพ่อจะคอยดูแลคอยคุม หลวงพ่อบอกว่าใครจะขโมยไม่ได้นะ บาปนะ ต้องไปขอท่านก่อน คนที่ช่วยทําก็มีเยอะทั้งคนเหนือ คนใต้ มีพี่ญานี เป็นหัวหน้า ส่วนแม่ชีจันทร์ก็มีหน้าที่ทําวิชชา หลวงพ่อท่านเอาพระของขวัญ เข้าทําวิชชาตลอดพรรษา พอออก พรรษาหลวงพ่อมาเล่ารายละเอียดบอกว่า พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า ยังไม่เคยมีของศักดิ์สิทธิ์อย่างนี้เกิดขึ้นเลยตอนนั้นป้าได้ยินหลวงพ่อท่านบอกอย่างนี้ หลวงพ่อท่านจะสอนธรรมะวันพระ วันพฤหัส เข้าโบสถ์ลงเป็นประจําท่านจะสอนธรรมะสอนเรื่องวิชชา สอนตั้งแต่เริ่มแรกหญิงซ้าย ชายขวา พอหนักๆ เข้าท่านก็เล่าถึงความดีของพระที่ไปพระนิพพาน ท่านเอามาเล่าให้ฟังท่านบอกว่า สําคัญที่สุดคือให้นิ่ง ให้หยุด ให้เข้าศูนย์ หลวงพ่อท่านสอนย้ำเสมอว่า ให้ทําธรรมะให้ต่อเนื่อง แล้วท่านก็เคยบอกอีกว่า อีกหน่อยจะมีคนมาสอนต่อ จะทําวิชชาและขยายได้กว้างขวางอันนี้เป็นเรื่องจริงเลย หลวงพ่อท่านพูดในโรงงาน พี่สาวที่ทําวิชชาอยู่กับหลวงพ่อ ยังเคยบอกเลยว่า อีกหน่อยจะมีคนมาสอนต่อ พี่เคยบอกว่า วิชชานี้ถ้าทําสําเร็จแล้วจะไม่ตาย พี่บอกอย่างนี้ พี่เขามั่นใจ พี่สาวก็พูด หลวงพ่อก็พูดว่า อีกหน่อยจะมีคนมาทําแทนนะ กว้างไกลกว่ากันเยอะเลย เขานั่งเห็นหมดล่ะ รู้หมดว่าจะขยายยังไง กว้างยังไง จนทั่วโลก อย่างสมัยหลวงพ่อสด แม่ชีที่เป็นฝรั่ง ก็เข้ามาเยอะนะ เขาเข้าถึง ธรรมะที่มาทําวิชชากับหลวงพ่อ ก็มีหลายรุ่น รุ่นที่ยังเป็นสาวก็มี ป้าอยู่วัดปากน้ำมาเรื่อยๆ หลวงพ่อท่านเลี้ยงเราเหมือนลูกอยู่มาจนประมาณปี ๒๔๙๕ ป้าก็ออกมามีครอบครัว พอดีเขามาขอแต่งงาน พอไปอยู่ทางโลกมีเงินเข้ามาก็ไปดูแลพี่สาวมาทําบุญตลอดจนใครๆ บอกว่าพี่คนเนี้ยะ เขาต้องไปทําบุญวัดปากน้ำ ที่อื่นเขาไม่ค่อยไป พอลูกโตก็เอามาบวชที่วัดปากน้ำ อย่างลูกชายคนโตนี่ก็ทันหลวงพ่อ จําได้ว่า หลวงพ่อถามว่ามันพูดได้หรือยัง แล้วท่านก็เอามือไปลูบหัว พี่สาวเขาเคยบอกกับป้าว่า เธอนี่นะจะมีลูกชาย ๕ คน และจะลําบาก ต้องเลี้ยงลูกเอง แต่ก็จะมีลูกสาวคนหนึ่ง คนนี้ดีเขาจะเลี้ยงแม่ อีกหน่อยเขาจะใจดี ใจบุญ คือลูกสาวคนเล็กเสร็จแล้วก็เป็นความจริง ตอนนั้นเราก็ดีใจที่ได้ลูกสาวใจบุญตลอด ทําอะไรเป็นบุญเป็นกุศล ไม่เคยแตะต้องกับบาปเลย ชื่อปาริชาต เกิด พ.ศ.๒๕๑๗ เป็นลูกคนที่ ๖ คนสุดท้อง ส่วนลูกชาย พอแต่งงานมีครอบครัวเขาก็ห่างหมดไม่ค่อยมาให้เห็น นานๆ พอคิดถึงแม่ก็มาเยี่ยม แต่คนเล็กเขาจะดูแลแม่ ส่วนใหญ่แล้วคนที่ออกไปอยู่ทางโลกหลวงพ่อจะไม่สน ท่านไม่พูดเลยท่านบอกว่า ถ้าไปอย่างนั้นมันก็โกงตัวเอง คือว่าไม่ได้ทําอะไรให้ตัวเอง ทําแล้วเป็นของคนอื่นเขา ไม่ใช่ของเรา พี่สาวเขาดีมากเลย เขาบอกว่า แกก็บุญละเอียด บุญสะอาด แกไม่มีบาปอะไร ป้าก็คิดทบทวนดู พอมาแต่งงานมีลูกแล้วมาตกอับเพราะต้องเลี้ยงลูกคนเดียวลําพัง พ่อบ้านเขาก็หนีไป ลําบากมากกว่าจะได้นอนตี ๑ ตี ๒ ก็นึกสงสารตัวเอง น้อยใจตัวเองนะ บางทีความรู้สึกมันวู๊บขึ้นมาเลย คิดว่าไม่น่ามีชีวิตอยู่เลยนะ ตัวเราเนี่ย ตอนนั้นป้าก็ประมาณ ๔๐ กว่าๆ หลวงพ่อท่านก็สิ้นไปแล้ว ป้าเคยลําบากและดูแลลูกคนเดียวถึงห้าคนสามีก็ไม่อยู่ วันหนึ่ง ไม่สบายเป็นลมก็ได้ยินเสียงหลวงพ่อสดเรียก พอมองขึ้นไปข้างบนนะ เป็นหลวงพ่อสดท่านงามมาก ไม่ใช่พระธรรมดา สูงใหญ่แสงก็มีสง่าราศีมากเชียว แม้ท่านสิ้นไปแล้วท่านก็ยังมาเรียก ป้าก็นึกถึงว่า ถ้าไม่มีหลวงพ่อ ป้าคงไม่มีชีวิตอยู่แล้ว หลวงพ่อสดท่านเป็นพระที่มหัศจรรย์ ท่านปาฏิหาริย์มาก สมัยยังมีชีวิตอยู่ พอช่วงที่หลวงพ่อท่านว่างๆ ท่านก็จะบอกให้มานั่งสมาธิ ท่านบอกว่า “เนี๊ยคอยดูนะ เดี๋ยวหลวงพ่อจะนั่งเรียกฝนให้แกดู” เพราะคุยกับเราสนิท พอสักครู่ใหญ่ๆ ฝนก็หล่นลงมา อย่างงานละเอียดที่หลวงพ่อท่านทําท่านบอกว่า มันจบไม่ง่าย ยังไม่รู้เลยว่าละเอียดมันไปแค่ไหน ส่วนพี่สาวของป้านั้นก็เสียตอนอายุ ๕๐ กว่าๆ ตอนนั้นหลวงพ่อสด ท่านสิ้นแล้ว แกคงยังไม่หมดกรรม ก่อนเป็นไทฟอยด์ ผอม ผมร่วง พอบวชก็อ้วนท้วนสมบูรณ์ อยู่ต่อมาก็เป็นไส้ติ่งต้องไปผ่าตัดที่วัดชนะก็หาย พออยู่มาประจําเดือนหมด หมอบอกว่าต้องไปขูดมดลูก ก็ไม่ยอมไปขูดจนกระทั่งเรื้อรังมาผ่าตัดที่เปาโล ทั้งฉายแสง ฝังเลเนียมก็ไม่หาย แล้ววันที่แกจะเสียนะ พูดถึงแล้วก็สงสารแกผอม แกก็บอกกับป้าว่า อย่าไปไหนนะ วันนี้จะตายแล้วจะไปแล้ว พูดแล้วก็ขนลุก ธรรมะแกดีมาก ธรรมะนี้ก็ไม่ใช่ว่าจะรักษาทุกคน ให้อยู่ได้นะ ถ้าเป็นกรรมจะตายก็ต้องตาย แต่ถ้าวิชชาสําเร็จนะจะไม่ตาย พี่บอกว่าจะเอาให้ได้ปราบมารให้ได้ พวกมารเขาบังคับให้แก่ ให้เจ็บ ให้ตาย หลวงพ่อท่านก็เคยบอกว่า ท่านจะรื้อผังมารออกให้ได้ แล้วท่านก็พูดว่าอีกหน่อยจะมีคนมาทําแทนและกว้างไกลกว่ากันเยอะเลย คุณแม่บุหงา วชิรกรณ์วัฒนา คุณแม่บุหงา วชิรกรณ์วัฒนา (นามสกุลเดิม อมรวิวัฒน์) ปัจจุบันอายุ ๗๕ ปี ในวัยเด็กท่านและครอบครัวได้มีโอกาสไปกราบหลวงพ่อวัดปากน้ำฯ คุณแม่บุหงายังจดจําบรรยากาศของวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ สมัยก่อน พ.ศ. ๒๕๐๐ ตลอดจนถ้อยคําของหลวงพ่อวัดปากน้ำฯ ได้อย่างไม่รู้ลืม และท่านเองก็เป็นอีกผู้หนึ่งที่ได้สัมผัสกับญาณทัสสนะอันแม่นยํา ของหลวงพ่อวัดปากน้ำฯ ที่เคยทักตนเอง ไว้ว่า “ลูกเอ๊ย .. ยิ่งแก่ยิ่งรวย” และต่อมาก็เป็นความจริงเมื่อคุณแม่บุหงาได้เปลี่ยนสถานะจากช่างตัดเสื้อกลายเป็นเศรษฐีที่เจริญรุ่งเรืองด้วยธุรกิจจัดสรรที่ดินและครั้งหนึ่งเคยเป็นเศรษฐีที่ดินติดอันดับ ๑ ใน ๑๐ ของเมืองไทยย่านปทุมธานีเลยทีเดียว ความทรงจําที่แสนประทับใจ คุณแม่บุหงาได้เล่าให้ฟังถึงเรื่องราวที่คุณแม่มีโอกาสได้ไปทําบุญในยุคของหลวงพ่อวัดปากน้ำฯ ด้วยน้ำเสียงอันแช่มชื่นและแววตาที่เปี่ยมด้วยความปีติว่า คุณแม่บุหงาไปวัดปากน้ำฯ ตั้งแต่ประมาณปี พ.ศ.๒๔๙๘ ไปกับคุณแม่ คือคุณแม่ลิ้นจี่ อมรวิวัฒน์ พร้อมกับน้องๆ ซึ่งในสมัยนั้นคุณป้าบุญชูเป็นกัลยาณมิตรที่แนะนําพาไปวัดปากน้ำฯ โดยคุณแม่จะไปทําบุญเลี้ยงพระทุกกลางเดือนๆ ละครั้ง ตอนนั้นไปด้วยรถยนต์ส่วนตัว ไปจอดรถที่ตลาดพลู เนื่องจากวัดมีแม่น้าล้อมรอบ จึงต้องนั่งเรือข้ามฟากต่อไปยังวัดซึ่งไม่ต้องเสียเงินเพราะเป็นเรือ ของวัดปากน้ำฯเอง ในตอนนั้นเป็นปีที่น้ำท่วม ทางวัดยังไม่มีสิ่งก่อสร้างอะไรมาก และศาลาหลังแรกก่อเป็นตึกเพิ่งจะเริ่มสร้างขึ้น สิ่งที่ทําให้คุณแม่ประทับใจก็คือ ที่วัดปากน้ำฯในสมัยนั้นถึงแม้จะมีพระเณรจํานวนมาก เฉพาะพระก็ ๒๐๐ กว่ารูป แต่เวลาพระฉัน เสียงจะไม่ดังเลย พระที่วัดไม่ต้องออกบิณฑบาต เพราะมีญาติโยมมาเลี้ยงตลอด และแปลกที่ผู้คนที่ไปวัด แม้จะมากแต่ก็ไม่มีเสียงดังเอะอะเลย เงียบสงบมาก ทุกครั้งที่ไปวัด คุณแม่จะมีโอกาสได้เข้าไปสนทนา กับหลวงพ่อ พอพระท่านฉันเสร็จทุกคนก็จะไปรวมกันที่ศาลา ซึ่งเป็นศาลาที่มีฝาโปร่ง ตรงกลางยกพื้นสูงขึ้น ญาติโยมจะนั่งบริเวณรอบๆ พอหลวงพ่อวัดปากน้ำฯฉันเสร็จ ท่านก็จะมานั่งคุยกับญาติโยม หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านเคยเล่าให้ฟังว่า ช่วงสมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ ท่านจะต้องช่วยประชาชนด้วยการให้สวดมนต์ภาวนากันทั้งวัด และตัวหลวงพ่อเองก็นั่งสมาธิอยู่ในโบสถ์ไม่ออกจากโบสถ์เลย เพื่อปัดเป่าลูกระเบิดไม่ให้ตกตามที่เขาทิ้ง สมัยก่อนไปกราบท่าน แม่ของคุณแม่บุหงาก็จะพาลูกๆ ๑๐ คนไปด้วยแต่ผลัดกันไปให้หลวงพ่อลูบหัวหมดตั้งแต่คนโตแล้วท่านก็พูดว่า“เออ.. ลูกดีทุกคน” คือตั้งแต่คนโตมาเลย ปัจจุบันนี้ก็เป็น ความจริง ทุกประการ เริ่มตั้งแต่คุณแม่บุหงาซึ่งเป็นพี่คนโต น้องทั้ง ๙ คนก็ได้ดีกันหมด บางคนก็เป็นเจ้าของธุรกิจส่วนตัว บางคนรับราชการไปจนถึงนักการเมืองก็มี จากช่างตัดเสื้อสู่เศรษฐีที่ดิน ครั้งหนึ่งไปวัดกับน้า ๒ คน แล้ววันนั้นใส่เสื้อเหมือนกันหลวงพ่อวัด ปากน้ำฯ ท่านก็ชี้ถามว่า เนี๊ย ๒ คนเนี๊ยพี่น้องกันหรือเปล่า น้าก็บอกว่าไม่ใช่หรอกค่ะ ดิฉันเป็นน้าสาวส่วนหลานเค้าทําร้านตัด เสื้อก็เลยตัดเสื้อให้ใส่ซึ่งสีเดียวกันเลย คุณแม่บุหงา เคยถามหลวงพ่อว่า “ลูกมีอาชีพเย็บผ้าขาย ขยันสุดตัวแล้ว เมื่อไหร่จะรวยสักที” แล้วหลวงพ่อท่านก็ชี้มาบอกว่า “เออ... ลูกเอ๊ยหน้าตาอย่างนี้ ยิ่งแก่ยิ่งรวย” แล้วชี้ไปทางคุณน้าว่า “นี่ก็จะได้เป็นคุณนาย สบาย” แล้วชี้ต่อไปทางแม่ของคุณแม่บุหงาว่า “นี่ก็เหมือนกันต่อไปจะเป็นหลักเป็นฐานมีที่ทางเยอะแยะเลย” พวกเราก็สาธุ จากนั้นก็เป็นความจริง เพราะต่อมาแม่ของคุณแม่บุหงาก็เป็นนัก จัดสรรที่ดินแถวดินแดง ถึงแม้จะไม่ได้เป็นคนรวยมาแต่เก่าก่อน จากร้านขายของชําเล็กๆ น้อยๆ จนกระทั่งจัดสรรที่ดินเมื่อซื้อแล้ว ๒-๓ เดือนก็ขายก็ได้เงินมาเยอะทีเดียว บางทีแทบไม่ต้องลงทุนเลย เพราะจะมีคนมาหาเองแล้วก็บอกว่ามาซื้อที่ของฉันเถิด ฉันขายให้ถูกๆ ขายได้เมื่อไหร่แล้วค่อยเอาเงินมา จนก่อร่างสร้างตัวได้เป็นหลักเป็นฐาน ลูกๆ มีการศึกษาสูงขึ้น ชีวิตครอบครัวดีหมดเลย ส่วนคุณน้าก็ได้สามีเป็นนายทหารและก็ได้เป็นคุณนายตลอดมา ทางด้านตัวคุณแม่บุหงาต่อมาก็ได้หันมาประกอบอาชีพทางด้าน จัดสรรที่ดินด้วยการชักชวนของคุณวาสนาไชยกุล ทําครั้งแรกบริเวณที่ดินแถบคลอง ๕ สมัยกถ่อนที่ถูก ราคาแปลงละประมาณ ๑๓,๐๐๐-๓๐,๐๐๐ บาท ต่อมาก็บริเวณคลอง ๒ ขายดีมากเหมือนกันจนตั้งตัวได้เพราะธุรกิจนี้ ผู้สืบทอดวิชชาธรรมกาย ในปีพ.ศ.๒๕๓๕ คุณแม่บุหงาได้มีโอกาสขึ้นไปปฏิบัติธรรมที่อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพฯ ปุย จ.เชียงใหม่ ในครั้งนั้นคุณแม่บุหงาได้ยินว่า วิชชาธรรมกายมีผู้สืบทอดแล้ว ซึ่งเป็นคําที่หลวงพ่อวัดปากน้ำฯ เคยกล่าวกับหลานของท่านว่า “ผู้ที่จะสืบทอดวิชชาธรรมกายมาเกิดแล้วอยู่ที่สิงห์บุรี” พอคุณแม่บุหงาได้ยินถ้อยคําตรงนี้จึงสะดุดนึกขึ้นมาได้ว่าคุณแม่ก็ได้ยินหลวงพ่อวัดปากน้ำท่านสนทนาธรรมกับญาติโยม ซึ่งหลวงพ่อท่านก็มักจะพูดถึงแต่เรื่องวิชชาธรรมกายที่ท่านค้นพบว่า ท่านต้องเข้าไปนั่งสมาธิ ในโบสถ์ (วัดโบสถ์ [บน] บางคูเวียง) แล้วก็บอกว่า “วันนี้ถ้าฉันไม่ได้วิชชาธรรมกาย ฉันจะไม่ลุกจากที่เลย” แล้วก็มีโยมคนหนึ่งถามหลวงพ่อว่า หลวงพ่อเป็นคนค้นพบวิชชาธรรมกายนี้ แล้วต่อไปใครจะเป็นผู้สืบทอดวิชชานี้ล่ะ...ท่านก็ตอบว่า มีแล้วเขามาเกิดแล้วไม่ใกล้ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ เท่าไหร่หรอกไปทางเนี๊ยเลยทางอยุธยาไปเนี๊ย” แล้วท่านก็ยังบอกอีกว่า ถ้าคนที่นั่งฟังอยู่ตอนนี้ยังมีชีวิตอยู่แล้วละก็ต่อไปอาจจะได้รู้ได้เห็นในสิ่งที่ท่านพูดไว้ ตอนนั้นฟังทีแรกคุณแม่บุหงาก็ไม่ได้คิดอะไร เวลาผ่านไปนานจนเกือบลืม พอได้ไปฝึกสมาธิที่ดอยสุเทพฯได้ยินเรื่องนี้อีกก็เลยนึกได้เพราะสะดุดหูกับคําว่า “วิชชาธรรมกายมีผู้รับสืบทอดแล้ว” และก็ดูราวกับว่าสิ่งที่คุณแม่บุหงาได้ยินได้ฟังคราวนั้นจะไม่ได้เป็นแค่ความบังเอิญที่อยู่ในวงสนทนาเท่านั้น แต่เหมือนเป็นความจงใจที่หลวงพ่อท่านได้บอกให้คุณแม่รู้ล่วงหน้า เพราะกาลต่อมาปรากฏว่าลูกชายคนโตของคุณแม่บุหงาคือคุณชัยพร ได้เป็นเพื่อนสมัยเรียนตั้งแต่โรงเรียนสวนกุหลาบจนถึงมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ รุ่นเดียวกับพระไชยบูลย์ ตอนนั้นคุณแม่จําได้ว่าลูกเคยมาเล่าให้ฟังว่ามีเพื่อนปฏิบัติธรรมในระหว่างเรียนหนังสืออยู่คนหนึ่ง สมัยนั้นจะมีนักศึกษามีวิชาสามารถเอามือล้วงลงไปในกระทะกล้วยแขกเดือดๆได้ แต่ถ้าเมื่อไหร่มีพระไชยบูลย์ยืนมองอยู่ด้วย (ขณะเป็นนักศึกษา) ขืนหยิบลงไปก็เป็นต้องมือพองทุกราย เมื่อหลวงพ่อธัมมชโยบวชแล้ว คุณชัยพรก็ได้เข้าไปกราบเรียนถามหลวงพ่อธัมมชโย ณ ผืนแผ่นดิน ๑๙๖ ไร่ ครั้งยังเป็นท้องนาว่า ที่แถวนี้ดีไหม(แถวคลอง ๒ และ คลอง ๓) แม่ผมจะมาซื้อที่แถวนี้ไว้จัดสรร หลวงพ่อท่านก็บอกว่า “ที่แถวนี้ต่อไปดีทุกแปลง จับแปลงไหนได้เงินแปลงนั้น ให้มาทําเลย” และพอมาทําก็ขายดีจริงๆ เป็นที่ที่ทําให้คุณแม่บุหงาตั้งตัวได้ สมกับคําของหลวงพ่อวัดปากน้ำฯ ที่ท่านได้พยากรณ์ไว้ว่า “ยิ่งแก่ยิ่งรวย” ปัจจุบันคุณแม่บุหงามาทําบุญและปฏิบัติธรรมทุกวันอาทิตย์ต้นเดือน และตั้งใจสร้าง บารมีกับพระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโยตลอดไปจนกว่าจะถึงที่สุดแห่งธรรม และนี้ก็เป็นเรื่องราวความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อวัดปากน้ำฯที่ได้รับถ่ายทอดมาจากประสบการณ์ของคุณแม่บุหงา วชิรกรณ์วัฒนา ผู้ที่หลวงพ่อวัดปากน้ำฯ เคยทักไว้ว่า “ลูกเอ๊ย.. ยิ่งแก่ ยิ่งรวย” แล้วก็เป็นจริงทุกประการ บวชมีเกียรติ โดย ขนฺติโก ภิกฺขุ ผู้เขียนได้วาดภาพมาเสนอท่าน เป็นเรื่องของ “การบวชอย่างมี เกียรติ” บางทีจะทําให้ท่านสงสัยว่า ที่เขาบวชกันทีแล้วๆ มานั้น ไม่มีเกียรติกระนั้นหรือ? หากท่านยังไม่เข้าใจว่าบวชมีเกียรตินั้นเป็นอย่างไรกันโปรดอย่างเพิ่งเดา ขอเชิญท่านอ่านเรื่องนี้ดู มิฉะนั้นท่านจะไม่ทราบเลยว่า “บวชมีเกียรติ” นั้นอย่างไร ท่านมหาเถระร่างท้วม ผิวกายละเอียดผ่องใสเจริญตา ผู้มีหน้าผากกว้างจมูกใหญ่ หากว่าไม่ได้สังเกตเห็นรอยย่นเล็กน้อยบนดวงหน้าของท่านแล้วย่อมไม่น่าเชื่อเลยว่า ท่านจะมีอายุล่วงเข้าวัย ชรา ขนาดผ่านฝนมา ๗๐ ขวบปีแล้วเช่นนั้น เป็นแน่ บุคลิกภาพอันสง่า ดวงตาสีเหล็กอันแข็งกร้าว บ่งถึงความเป็นผู้มีความเด็ดขาด ความเป็นผู้มีพลานุภาพแห่งดวงจิตสูง แต่ทว่าในดวงตานั้นเองมีประกายแฝงอยู่ด้วยความเมตตาปรานี ซึ่งซ่อนอยู่ในส่วนลึกของดวงจิต ท่านยื่นมือทั้งสองออกมารับผ้าไตร ซึ่งข้าพเจ้าน้อมกาย ประเคนให้ท่านหลังจากที่ข้าพเจ้าได้เปล่งพระบาลีขอบรรพชาต่อท่านแล้วท่านมหาเถระที่ข้าพเจ้ากล่าวถึงนี้ เจ้าพระคุณหลวงพ่อพระภาวนาโกศลเถร พระอุปัชฌายะของข้าพเจ้านั่นเอง “บัดนี้ เธอมีศรัทธาน้อมนําผ้ากาสาวพัสตร์ อันเป็นธงชัยของพระอรหัต ซึ่งเย็บย้อมด้วยน้ำฝาด เป็นการถูกต้องตามพระพุทธานุญาตแล้ว มามอบให้แก่ฉันในท่ามกลางสงฆ์เปล่งอุทานวาจาขอบรรพชาอุปสมบทในพระพุทธศาสนาเช่นนี้ เป็นความดีความชอบ ของเธอแล้ว” ท่านเจ้าพระคุณหลวงพ่อให้คําสั่งสอนเจ้านาคผู้เข้า ขอบรรพชาด้วยสําเนียงเรียบๆ แจ่มใสมีกังวาลชัดเจน ท่านถอน หายใจนิดหนึ่งพร้อมกับช้อนสายตาขึ้นสบตาข้าพเจ้าอาท่านที่รัก ประกายตากล้าของท่านคู่นั้นช่างเป็นดวงตาที่มีอํานาจอะไรเช่นนั้น ท่านหยุด จ้องดูข้าพเจ้าครู่หนึ่ง แล้วกล่าวต่อ “ในการบรรพชาอุปสมบทนี้ เบื้องต้นทีเดียวเธอต้องปลูกศรัทธา คือความเชื่อ ความเลื่อมใสให้แน่วแน่,ให้ดิ่งลงคุณพระรัตนตรัย มีพระพุทธเจ้า พระธรรมเจ้าและพระสงฆ์เจ้าเสียก่อนเพราะพระพุทธเจ้า พระองค์เป็นเจ้าของพระศาสนา และทรงมีพุทธานบุญาตในการบรรพชาอุปสมบทนี้ เบื้องต้นที่จะปลูกศรัทธา ความเชื่อ ความเลื่อมใส เธอต้องศึกษาให้ทราบถึงว่า พระพุทธเจ้าของเรานั้น ท่านทรงมีคุณงามความดีอย่างไรเสียก่อน” ท่านหยุดพูดพลางเอื้อมมือหยิบกระโถนใบเล็กข้างกายขึ้นบ้วนน้ำลาย แล้วมองดูหน้าข้าพเจ้าอีกครั้งหนึ่ง ใช้ดวงตาอันคมของท่านสํารวจข้าพเจ้าเสมือนจะสอบว่ามีความสนใจและตั้งใจฟังท่านสั่งสอนหรือไม่แล้วจึงสอนต่อไปในเรื่องพระปัญญาคุณ พระบริสุทธิ์คุณ และพระมหากรุณาธิคุณขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้เน้นแยกแยะให้ซาบซึ้งยิ่งนัก ขณะที่ท่านสอนไปตาท่านเหลือบดูข้าพเจ้าบ่อยๆ ดังกับจะพิมพ์เอาภาพของข้าพเจ้า เข้าสู่ความทรงจําของท่านให้แน่นแฟ้นฉะนั้น เมื่อใดข้าพเจ้ามองสบดวงตาท่าน ข้าพเจ้าต้องหลบดวงตาท่านทุกที ไม่ทราบว่ามีอํานาจอะไร ต่อจากนั้นท่านกล่าวสอนถึงกุศลแห่งการที่ได้พบและได้เข้าถึงพระพุทธศาสนาและการที่ได้เข้ามาร่วมเป็นพุทธศาสนทายาท ข้าพเจ้าต้องขยับตัวเพื่อให้ปลายเท้าในท่านั่งคุกเข่าประนมมือเข้าที่ เพราะเกิดความเมื่อยขบเนื่องจากไม่เคยชิน ต่ออากัปกิริยาเช่นนั้นมาก่อน แต่ทั้งๆ ที่เมื่อยแสนเมื่อยก็ทนเอา ทนเพื่อรับความสําเร็จจากการอุปสมบทตามศรัทธาของข้าพเจ้าให้จงได้ ท่านเหลือบตาดูข้าพเจ้าด้วยความปรานีแล้ว กล่าวสืบไป “ ผู้บรรพชาจะต้องทําการศึกษาให้เข้าใจในพระกรรมฐาน เสีย ก่อน เพราะพระกรรมฐาน เป็นเครื่องสะกดใจป้องกันความฟุ้งช่านเสียได้ เป็นอุบายสําหรับจะทําสมาธิให้เกิดขึ้นเพื่อเป็นที่ตั้งของปัญญาต่อไป” ท่านเอื้อมมือหยิบกระโถนบ้วนน้ำลายอีกครั้งหนึ่ง แล้วได้กล่าวสอนถึงการประชุมพร้อมของธาตุทั้ง ๔ มีดิน น้ำ ลม และไฟ ซึ่งประกอบเป็นอาการทั้ง ๓๒ ของมนุษย์ ซึ่งเมื่อทําการบรรพชาแล้วจะต้องทําการพิจารณาให้เกิดเป็นสิ่งที่น่าเกลียด เป็นสิ่งปฏิกูลพึงรังเกียจของเรา สุดท้ายได้กล่าวย่นย่อลงเหลือเพียงมูลแห่งกรรมฐานเพียง ๕ สิ่ง ซึ่งเรียกตามภาษาบาลีว่า... “ตจปญจก กมฺมฐาน” เท่านั้น “ ตจปญจก กมฺมฐาน, ถ้าจะแปลเป็นสยามภาษา ก็คงได้ความว่า “กรรมฐานมีหนังเป็นที่ ๕ ต่อนี้ไป เธอจงเปล่งวาจากล่าวตามฉันไปโดย อนุโลม...เกสา...โลมา...นขา...ทนตา...ตโจ” ท่านกล่าวนําเป็นห้วงๆ ซึ่งข้าพเจ้าก็ได้เปล่งวาจาตามดังที่ท่านสั่ง “...เกสา คือผม, โลมา ขน, นขา เล็บ,ทนฺตา ฟัน, ตโจ หนัง,... แล้วจงเปล่งวาจาทวนจากท้ายไปหาต้นตามฉันอีกครั้งหนึ่ง เป็น ปฏิโลม...ตโจ...ทนฺตา...นขา...โลมา...เกสา...” ข้าพเจ้าเปล่งวาจาตามท่านอีกครั้งหนึ่ง แล้วนั่งสงบรอว่าเมื่อไหร่ท่านจะเอาอังสะออกมาสวมแล้วสั่งให้ข้าพเจ้าออกไปครองผ้าเสียสักที เพราะเท่าที่ได้เคยพบเห็นที่เขาบวชกันมา พอถึงตอนนี้พระอุปัชฌาย์ก็สวมอังสะ แล้วให้ ออกไปครองผ้าทุกราย “เธอจําได้ไหม? ผมที่โกนเมื่อเธอก่อนจะเข้ามาขอบรรพชาน่ะ เคยหยิบจับขึ้นดูบ้างหรือเปล่า?” ท่านกล่าวถามขึ้นด้วยเสียงเย็นๆ “จําได้ครับผม, กระผมจับขึ้นดู เมื่อขณะที่เขาปลงให้” ข้าพเจ้าเรียน ตอบท่าน แต่ในใจนั้นเต็มไปด้วยความฉงนสนเท่ห์ เอ ท่านถามประสงค์อะไรของท่านหนอ? มืดแปดด้านไม่รู้ว่าท่านจะมาเหลี่ยมไหนกับข้าพเจ้า ข้าพเจ้ารีบพิจารณา แต่ก่อนที่จะเข้าใจว่าเรื่องอะไร “อือ|! ดีหละ เธอจงหลับตาลงแล้วน้อมนําเอาปอยผมที่เธอจําได้ นั่นแหละเอาไปวางไว้ตรงกลางกาย...ภายในกายตรงกลางในท้องเหนือสะดือ ๒ นิ้ว... ตรงที่เหมือนเราเอาเชือกกลุ่มขึงให้ซ้ายทะลุขวา หน้าทะลุหลังไปตัดกันตรงที่เชือกตัดกันเรียกว่ากลางกั๊กน่ะ... เอ้าทําดูอย่างที่ฉันบอก” ข้าพเจ้ารีบหลับตาเริ่มปฏิบัติตามที่ท่านสั่ง เกิดความสงสัยเพิ่มขึ้นอีกเป็นทวีคูณ “เอาความคิด ความนึกและความจําของเรานั่นแหละ เอาไปจดเข้า ไว้ที่กลางกั๊กนั้น เอ้าดูไว้ให้ดี” ท่านสั่งต่อไป หลับตานิ่งอยู่เช่นนั้นเป็นเวลานาน เอ ! มีดไม่เห็นๆ อะไรสักอย่างเดียว“นี่ท่านจะให้เราเห็นอะไรหนอ? ก็เรานั่งหลับตาอยู่อย่างนี้ มันจะเห็นอะไรได้ยังไงกัน” ข้าพเจ้าเกิดความสงสัยหนักขึ้น รอฟังว่าท่านจะมาเหลี่ยมไหนกับข้าพเจ้าอีกต่อไป เจ้าท่านั่งคุกเข่าเริ่มเล่นงานเอา ข้าพเจ้าเข้าแล้ว มันเมื่อยเอาการ นั่งอยู่อีกนานก็ยังไม่ได้เห็นอะไรสักนิดเดียว เอจะให้เราดูให้เห็นอะไรกันหนอ? “เห็นแล้วหรือยัง?” เสียงท่านถามขึ้น ข้าพเจ้ารีบตอบท่านว่ายังไม่ ได้เห็นอะไรเลย “ทําใจของเราให้หยุด ให้นิ่ง คิดนึกเอา ผม ของเรา ให้ เกิด ให้เห็นอยู่ ตรงกลางกั๊กซี” เสียงท่านสั่งเติมมาอีก “พยายามนึกแล้วดูให้ดีจะได้เห็น” นั่งมานานเท่าใดไม่รู้ตัว ปฏิบัติตามคําสั่งของท่าน เรื่อยๆ ไปทําจิตมิให้ว่อกแว่กดังที่ท่านสั่ง ท่านต้องสั่งโดยมีเหตุผลแน่ๆ มิฉะนั้นท่านจะสั่งทําไมให้เสียเวลา ความคิดของข้าพเจ้าคิดเช่นนั้น โอ! ท่านที่เคารพทั้งหลาย เป็นที่น่าประหลาด น่าประหลาดจริงๆ ข้าพเจ้าได้เริ่มเห็นสิ่งหนึ่ง ปรากฏขึ้นในความมืดนั้นแล้วอย่างเลือนลางเต็มที แต่แล้วสิ่งนั้นก็ค่อยๆ ชัดเจนขึ้นๆโดยลําดับ ชัดขึ้นจนสังเกตเห็นได้ เหมือนกับการลืมตาเห็นทีเดียว อะไรหรือ? เห็นอะไร? ปอยผมน่ะซีท่าน ปอยผมของข้าพเจ้าเอง ปอยผมที่ข้าพเจ้าได้หยิบดูเมื่อทําการโกนศีรษะก่อนเข้ามาขอบรรพชานั่นเอง ช่างเป็นการน่าประหลาดอะไรเช่นนั้น ข้าพเจ้ารู้สึกตื่นเต้นอย่างบอกความรู้สึกไม่ถูกว่าเป็นอย่างไร ความตื่นเต้นของข้าพเจ้า นี่เองทําให้ข้าพเจ้ารีบเรียนท่าน“เห็นแล้ว เห็นแล้วครับผม” เสียง ออกชักจะสั่นจนรู้สึก “เห็นอะไร? เห็นผมใช่ไหม?”ข้าพเจ้ารีบเรียนตอบรับคําท่านทันที “สําเร็จเรื่องกันที เอาละทีนี้ได้ออกไปครองผ้ากันแน่ละ” ข้าพเจ้าคิด แต่เปล่าท่านที่รัก ยังไม่ยักจบดังที่คิด... “จงดูต่อไปให้ดี ผมที่เธอได้เห็นน่ะ เห็นว่าปลายผมชี้ไปทางไหน โคนชี้ไปทางไหน? และตอนกลางงอนโค้งยังไง?” เสียงท่านถามต่อมาอีก ข้าพเจ้าเริ่มเพ่งดูเพื่อสํารวจหาคําตอบ เมื่อเห็นชัดแล้วจึงได้เรียนตอบท่านไปตามที่เห็น และพร้อมกับนึกว่าคงจะหมดเรื่องกันแน่แล้วทีนี้คาดผิดตามเคย เสียงของท่านพระอุปัชฌาย์ระดมสั่งต่อมาอีกแล้ว “เอ้าทีนี้เธอจงดูต่อไปดูที่ปอยผมนั้นแหละ” ข้าพเจ้าสำรวมใจเพ่ง ดูต่อไป ส่วนใจนั้นคิดว่าท่านจะให้ดูอะไรกันอีก ผมก็เห็นเป็นผมแล้วนี้จะให้ดูผมให้เป็นอะไรกันอีกเล่านี่ ฮะ ท่านให้หลับตาดูผมเรายังเห็นผมได้ก็ทีท่านให้เราดูต่อไปทําไมจะมามัวสงสัย เดี๋ยวคงเห็นอะไรได้อีกน่ะ ไม่เช่นนั้นท่านจะสั่งให้ดูทําวิมานอะไรกันนะ ข้าพเจ้าเริ่มสํารวมจิตเพ่งต่อไปทันที นื่อย่างไรกัน ข้าพเจ้าเป็นอะไรไปแล้ว ตัวเริ่มเบาหวิวๆ พิกล แต่ ส่วนใจนั้นรู้สึกสบายจริงๆ สบายจนไม่ทราบว่า จะสรรค์หาคําพูดมาพรรณนาให้ท่านฟังได้อย่างไรจึงจะเข้าใจได้ ทันทีนั้นเอง ปอยผมสีดําที่ข้าพเจ้าเห็นนั้นก็ค่อยๆ เลือนไปๆ จนไม่เห็น แต่กลับค่อยเห็นเส้นวงกลมมีแสงเรืองๆ เกิดขึ้น มาแทนที่แสงนั้นยิ่งสุกนวลขึ้นๆ ครั้งแรกก็เป็นเพียงวงกลมๆ ค่อยๆ หรี่เล็กลงแล้วกลับขยายกว้างออก เป็นอยู่เช่นนี้ครู่ใหญ่แล้วก็หยุดเป็นวงกลมโตขนาดเท่าเหรียญสองสลึงหรือโตกว่าเล็กน้อยเริ่มหยุดคงที่ ส่วนแสงนวลนั้นก็ค่อยแผ่ขยายจากเส้นรอบวงเข้ามาสู่จุดศูนย์กลางเข้าทุกทีๆ จนเห็นเป็นดวงใสคล้ายดวงแก้วสุกสว่างดังดวงจันทร์นั่นเทียว ด้วย เกรงว่าดวงใสนั้นจะเลือนหายจากไปเสีย ข้าพเจ้าเพ่งดูหนักขึ้นไม่ยอมละนานเท่านาน แต่จะนานเพียงใดก็ช่าง การเมื่อยขัดเข่าและขาเมื่อสักครู่นี้ไม่มีเหลือเสียแล้ว ไม่ทราบว่ามันหายไปได้อย่างไรกัน ...แต่แล้ว... “ได้เห็นอะไรอีกไหม?” เสียงท่านเจ้าคุณหลวงพ่อถามขึ้นเบาๆ “เห็นแสงสว่าง เห็นแสงสว่างเป็นดวงกลมขนาดเท่าลูกมะนาว เขื่องๆ ครับผม” เรียนท่านตามความจริงที่ข้าพเจ้าได้เห็น “เอาละ วันนี้พอกันที เธอจงจดจําดวงที่เธอเห็นนี้ไว้ให้ดี หลับตาก็ให้เห็น ลืมตาก็ให้เห็น ไม่ว่าเวลาใดๆ ให้เห็นอยู่เสมอๆ อย่าให้สูญไปเสีย” ท่านสั่ง ประกายตาแจ่มใสเต็มไปด้วยความพอใจ “ดวงใสนั่นแหละ เป็นจุดต้นทางนําเราไปสู่พระนิพพานละ เป็นทาง ไปของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรา เป็นทางถูกทางตรงทางเดียวเท่านั้นไม่มีทางอื่นจดจําไว้ให้ดี อย่าให้ดับเสียได้น๊า” ท่านกล่าวแล้ว พลางค่อยๆ ชักเอาอังสะออกจากพับผ้าไตรที่ข้าพเจ้า ประเคนท่านในตอนแรกขึ้นมา คลี่สรวมศีรษะให้ข้าพเจ้าซึ่งเตรียมโน้มกายรอรับการสรวมอยู่แล้วนั้น “ออกไปข้างหลังโบสถ์ ไปห่มผ้าเสียให้เรียบร้อยแล้วกลับมารับ ไตรสรณาคมน์ต่อไป” ท่านสั่งในที่สุด ข้าพเจ้าเหลือบตาขึ้นดูนาฬิกาที่ผนังโบสถ์ โอ้โฮ! เวลา ๑๕.๓๖ น. แล้วนี่ข้าพเจ้าได้เข้ามานั่งอยู่กลางหมู่สงฆ์นานถึง หนึ่งชั่วโมงสามสิบนาที ทีเดียวหรือนี่ ตายละ เจ้าพระคุณหลวงพ่อ พระสงฆ์องค์เจ้า ตลอดจนญาติมิตรที่มาคอยอนุโมทนากุศล ในการอุปสมบท ข้าพเจ้าเพียงคนเดียวต้องทําให้ผู้อื่นต้องมาลําบากไปด้วยอีกหลายลิบคนเช่นนี้เจียวหรือ? เจ้าประคุ้ณพระเดชพระคุณหลวงพ่อที่เคารพยิ่ง พระคุณท่านให้ เกียรติให้แนวทางไปสู่พระนิพพานแก่ข้าพเจ้าผู้เป็นเพียงคนที่สละกิเลส เข้ามาสู่ ร่มโพธิ์แห่งพระศาสนาเพียงผู้เดียวเช่นนี้ เป็นไปได้เชียวหรือนี่? แต่ก็ได้เป็นไปแล้วเป็นไปได้จริงๆมิใยที่ท่านผู้ล่วงวัยชราแล้วจะต้องมานั่งทําการสอนให้ มิใยที่หมู่สงฆ์ที่มานั่งอันดับเพื่อรอรับข้าพเจ้าเข้าหมู่หรือตลอดจนผู้ที่มานั่งคอยอนุโมทนากุศลจะพากันเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าไปตามๆ กันเปล่า เจ้าพระคุณท่านมิได้พะวงถึงเลยแม้แต่น้อยท่านยอมเหนื่อยยาก และพลอยให้ผู้อื่น เหนื่อยยากไปด้วยอีกหลายสิบคน ก็เพียงเพื่อให้ผู้เข้ารับการอุปสมบทจากท่านได้เห็นทางไปสู่บรมสุข คือทางไปสู่พระนิพพานแต่เพียงคนเดียวแท้ๆ เท่านั้น ท่านทั้งหลาย การบวชของข้าพเจ้า ณ สํานักวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ธนบุรี เท่าที่ข้าพเจ้านํามาสู่ท่านนี้ ท่านเห็นว่าเป็นการบวชธรรมดาสามัญกระนั้นหรือ? แต่โดยเฉพาะข้าพเจ้าแล้ว ข้าพเจ้าว่าการบวชของข้าพเจ้าเป็นการบวช “อย่างมีเกียรติ” ท่านจะไม่เห็นพ้องกับข้าพเจ้าเทียวหรือ? ถ้าท่านเห็นพ้องกับข้าพเจ้า ท่านจะไม่ทําการบวช “อย่างมีเกียรติ” ดังที่ข้าพเจ้าได้บวชมาแล้วนี้บ้างหรือ? หากจะมีท่านที่ยังไม่อยากบวช เพราะยังมีภาระจําเป็นบังคับอยู่ก็ดี หรือท่านที่เคยบวซเรียนแล้วแต่ยังไม่เคยเห็นทางซึ่งจะสามารถนําไปสู่พระนิพพานก็ดี เมื่อท่านต้องการทราบต้องการเข้าถึงทางไป สู่พระนิพพานบ้าง ท่านต้องการพบเห็นทั้งๆ ที่ไม่บวชก็ยังได้ ถ้าท่านสามารถสละเวลาของท่านเพียงเล็กน้อยเพื่อมาพบเห็นทางที่วิเศษที่สุด ท่านอาจกระทําได้โดยท่านมาสู่สํานักวัดปากน้ำภาษีเจริญ ธนบุรี ในทุกๆ วันพฤหัสบดี เพราะเป็นวันที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อพระภาวนาโกศลเถร พระอุปัชฌายะ ของข้าพเจ้า ท่านพร้อมอยู่เสมอที่จะแนะแนวทางอันประเสริฐสุดนี้ให้แก่ท่าน อยู่แล้ว พระครูสุวัตถิธรรมประภาส (จําเนียร จิรโสตฺถิโก ป.ธ.๔ น.ธ. เอก) อดีตเจ้าอาวาสวัดลําพญาและเจ้าคณะอําเภอบางเลน ชื่อเดิม จำเนียน ขจายแสง เป็นบุตรคนที่ ๓ ในจำนวนพี่น้อง ๕ บิดาชื่อ ชด ขจายแสง มารดาชื่อ เจียม น่วมสุวรรณ เกิดเมื่อวันอังคารที่ ๒๒ สิงหาคม พ.ศ.๒๔๔๘ แรม ๗ ค่ำ เดือน ๙ ปีมะเส็ง เวลา ๒๓.๓๐ น. ณ บ้านบางวัว หมู่ที่ ๑ ต.บางปลา อ.บางเลน จ.นครปฐม เรียนภาษาไทยจบมัธยมปีที่ ๒ จากโรงเรียนวัดบางปลาเป็นคนเจ็บออดๆ แอดๆ เกือบจะเอาชีวิตไม่รอด เมื่ออายุได้ ๑๔ ปี ผู้เป็นบิดามีความปรารถนาที่จะให้เล่าเรียนภาษาบาลีจึงได้นําไปฝากกับหลวงพ่อวัดปากน้ำ สมัยที่ยังดํารงสมณศักดิ์เป็นพระครู สมณธรรมสมาทาน แต่ท่านก็ไม่อยากเรียนอยู่ติดตามเป็นผู้คอยรับใช้หลวงพ่อจนอายุได้ ๑๙ ปี จึงได้ทําการบรรพชาที่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ธนบุรี เมื่อวันที่ ๑๕ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๖๖ เวลา ๑๑.๐๐ น. โดยมีหลวงพ่อวัดปากน้ำ เป็นพระอุปัชฌาย์ ได้ทําการศึกษานักธรรมและภาษาบาลี ฝึกกัมมัฏฐาน ตามที่หลวงพ่อได้ออกกฎบังคับโดยการเรียนวิชาบาลีได้ไปศึกษาที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม โดยได้รับความนุเคราะห์จาก สมเด็จพระสังฆราชปุ่น สมัยที่ยังดํารงสมณศักดิ์เป็นพระธรรมวโรดม ส่วนการอุปสมบทนั้น โยมมีความปรารถนาที่จะให้บวชที่บ้านเดิมจึงได้จัดงานที่บ้านอย่างใหญ่โต มีพระธรรมปิฏก (ธมฺมปฺปโชติกมหาเถระ) ต่อมาเป็นพระธรรมวโรดม วัดพระปฐมเจดีย์ เป็นพระอุปัชฌาย์ พระปลัดยิ้มวัดบางปลา เป็นพระกรรมวาจา พระครูสมณธรรมสมาทาน (สด จนฺทสรเถระ) ต่อมาเป็นพระมงคลเทพมุนี วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ เป็นพระอนุสาวนาจารย์ เมื่อวันที่ ๑๔ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๖๘ สําเร็จความเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา เมื่อเวลา ๑๑.๐๐ น. โดยมีฉายาว่า “จิรโสตฺถิโก” หลังจากที่ได้อุปสมบทแล้วก็ได้ขึ้นไปจําพรรษา และศึกษาเล่าเรียน ตามปกติที่วัดปากน้ำอีก แต่การไปเรียนลําบากด้วยเรื่องยวดยานพาหนะเพราะจะต้องเดินทางไปกลับระหว่างวัดปากน้ำ-วัดโพธิ์เป็นประจําจึงได้อ้อนวอนขอหลวงพ่อย้ายไปอยู่วัดโพธิ์ ท่านได้เล่าเรียนอยู่ที่วัดโพธิ์ ระหว่างพรรษาที่ ๒-๕ ได้รับความอนุเคราะห์อย่างดีจากพระธรรมวโรดม สมัยที่ท่านยังเป็นผู้ตรวจการ ภาค ๗ จนสอบได้เปรียญ ๔ ประโยค ในขณะที่กําลังเรียนประโยค ๕ อยู่นั้นได้เกิดปัญหาส่วนตัว ในที่สุดท่านก็ได้ตัดสินใจอําลาจากกรุงเทพฯ ปิดฉากการเรียนบาลีโดยสิ้นเชิง และได้ย้ายมาจําพรรษาอยู่ที่วัดบางภาษี นครปฐม ในปี ๒๔๗๕ และในปีนี้เองหลวงพ่อท่านสูญเสียโยมบิดาไปแทบจะทําให้ชีวิตเปลี่ยนทางเดินไปเป็นอย่างอื่นทีเดียว อาศัยบุญบารมีจึงได้พ้นบ่วงกรรมมาได้เปราะหนึ่ง ท่านได้ช่วยสอนนักธรรมและเทศนาสั่งสอนประชาชนจนออกพรรษา จึงได้ย้ายไปอยู่ที่วัดบางปลาในพรรษาที่ ๘ และได้ปฏิบัติ ศาสนกิจพระพุทธศาสนาเช่นเดียวกันกับอยู่ที่ วัดบางภาษี ในปีนี้ท่านก็ได้ตั้งใจจะลาสิกขาอีก แต่ในช่วงเวลานั้นได้มีพระมหาแจ้ง อยู่ที่วัดดงตาลสองพี่น้องสุพรรณบุรี มาชักชวน เมื่อท่านไม่เต็มใจ จะไปอยู่ มหาแจ้งจึงได้บอกว่าให้ไปอยู่เป็นเพื่อนเพียงพรรษาเดียว หลวงพ่อท่านจึงได้รับปากตกลง แต่เหมือนมีมารมาผจญ หลวงพ่อสูญเสียโยมมารดาไปอีกคน ท่านจึงตัดสินใจ จําพรรษาอยู่ที่วัดดงตาล เป็นเวลา ๕ พรรษา กอปรกับมีเรื่องกวนใจหลายประการท่านจึงได้ตัดสินใจเดินธุดงค์ไปเป็นการสร้างบารมีจนเกือบจะเสียชีวิต เพราะไข้ป่า แต่ก็ยังโชคดีที่รอดชีวิตมาเหมือนปาฏิหาริย์ จากนั้นท่านก็ได้เดินทางกลับมายังที่วัดบางปลา หลังจากที่ได้กลับมาอยู่เพียงไม่นาน พระสมุห์จู เจ้าอาวาสวัดเกษมสุริยัมนาจ และต่อไปได้เป็นเจ้าคณะอําเภอบางเลน ในพระราชทินนามว่า “พระครูจันทสิโรภาส” ได้มานิมนต์ให้ท่านไปเป็นเจ้าอาวาสวัดลําพญา แต่ท่านก็บ่ายเบี่ยง แต่พระครูท่านก็บอกว่าให้ไปลองดูก่อน ท่านจึงได้ตกลง เป็นอันว่าในปี ๒๔๔๓ ท่านจึงได้รับเป็นเจ้าอาวาสวัดลําพญา เมื่อมาใหม่ๆ ท่านก็ได้พบอุปสรรคอย่างมากมาย ถ้าเป็นคนไม่มีความอดทนเป็นอย่างดีละก็ คงไม่สามารถที่จะอยู่ได้อย่างแน่นอน ท่านได้มาสร้างความเจริญรุ่งเรืองให้แก่ชาวลําพญา และพระพุทธศาสนาอย่างมากมาย ทั้งในด้านการศึกษา และถาวรวัตถุ เช่น อุโบสถ ศาลาการเปรียญ กุฏิ พร้อมทั้งโรงเรียน และสิ่งปลูกสร้างอื่นๆ จนได้รับความไว้วางใจให้รับหน้าที่ ให้ดํารงตําแหน่งรองเจ้าคณะอําเภอและเจ้าคณะอําเภอบางเลนตามลําดับ เมื่ออายุ ๘๑ ปี พ.ศ.๒๕๒๙ ก่อนเข้าพรรษาเพียงไม่กี่วัน หลวงพ่อได้เข้าโรงพยาบาลรับการผ่าตัดรักษาโรคต่อมลูกหมากอักเสบ ณ โรงพยาบาลจันทรุเบกษา กําแพงแสน หลังจากนั้นท่านก็ยังได้เข้าออกโรงพยาบาลอยู่เป็นประจํา จนในที่สุด เมื่อวันที่ ๑๒ สิงหาคม ๒๕๓๒ หลวงพ่อท่านได้มรณภาพอย่างสงบ ด้วยโรคหลอดลมอักเสบ ณ โรงพยาบาลจันทรุเบกษาเมื่อเวลา ๑๙.๔๙ น. สร้างความอาลัยให้เกิดแก่ศิษยานุศิษย์และผู้ที่เคารพใกล้ชิดเป็นอย่างมาก ท่านมีสมณศักดิ์ในพระราชทินนามว่า “พระครูสุวัตถิธรรมประภาส” ได้รับความไว้วางใจจากพระผู้ใหญ่ ให้ดํารงตําแหน่ง เจ้าคณะอําเภอบางเลนอยู่ปกครองบริหารงานคณะสงฆ์จนถึงอายุ ๘๕ ปี จึงได้มรณภาพลงด้วยโรคหลอดลมอักเสบ กุล ผ่องสุวรรณ ไวยาวัจกรวัดปากน้ำ และกรรมการบริหารสมาคมฯ ฝ่ายธรรมนิเทศ พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ เป็นถึงอุปัชฌาย์อาจารย์อัน ประเสริฐของข้าพเจ้า ในวันอันเป็นมหามิ่งมงคล สมโภชชนมายุครบ ๑๐๐ ปี จึงขอกราบนมัสการอย่างสูงยิ่งแต่พระเดชพระคุณหลวงพ่อ ณ โอกาสนี้ เมื่ออุปสมบท ณ วัดปากน้ำ หลวงพ่อท่านได้เมตตาให้เกียรติแก่ข้าพเจ้าโดยได้ให้มาอยู่กับท่านที่กุฏิเจ้าอาวาส ซึ่งคนแรกที่อยู่กับท่านก็คือ นายห้างสวัสดิ์ โอสถานุเคราะห์ นายห้างได้เล่าให้ข้าพเจ้าฟังว่า พอตกค่ำหลวงพ่อท่านก็จะมาตามให้ไปนั่งภาวนา “สัมมา อะระหัง” ที่ในพระอุโบสถ ข้าพเจ้าได้มาพิจารณาเห็นว่า พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านทํางาน หนักมาก ในการแจกพระของขวัญเพื่อให้ได้เงินสร้าง ร.ร.ปริยัติธรรม ซึ่งมีราคาหลายล้านบาท ต้องประสิทธิประสาทพระให้แก่ทุกคนและทุกองค์ที่แจก ทั้งยังต้องอธิบายถึงคําอธิษฐานพระของขวัญก่อนแจกด้วย กินเวลาเกือบ ๒ ชั่วโมงจึงได้ชักชวนพระผู้ใหญ่ บรรดาศิษย์และญาติโยม ซื้อเครื่องบันทึกเสียง เวลานั้นไม่มีของใคร นอกจากของสหรัฐอเมริกา ยี่ห้อ “รีเวียร์” ราคาหนึ่งหมื่นบาทเศษ นอกจากอัดเสียงพูดแล้ว ยังอัดทางวิทยุกระจายเสียงได้ด้วย ส่วนเทปบันทึกเสียงนั้น เวลานั้นราคาม้วนละหนึ่งร้อยยี่สิบบาท เป็นเงินประมาณห้าพันบาท ช่วยทุ่นแรงท่านในการสอนธรรมก็ดี ในการแจกพระของขวัญก็ดี และยังได้บันทึกการแสดงพระธรรมเทศนาของพระเดชพระคุณทุกครั้ง ต่อมาเครื่องบันทึกเสียงนี้ได้ช่วยบันทึกคําบรรยายของพระอาจารย์สอนพระปริยัติธรรมแก่พระภิกษุสามเณรและยังได้นําเทปนั้นมาเปิดฟังทบทวนเพิ่มความรู้ความเข้าใจก่อนเข้าสอบในสนามหลวงอีกด้วย ซึ่งต่อมาข้าพเจ้าได้ทราบในภายหลังอันเป็นที่น่ายินดีว่า พระภิกษุสามเณรพากัน สอบไล่ได้มาก การแจกพระของพระเดชพระคุณหลวงพ่อ เมื่อพระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านแจกพระของขวัญรุ่นที่ ๑ นั้น เป็น เวลาที่ตรงกับสงครามเกาหลีพอดี ไทยในฐานะที่เป็นภาคีขององค์การสหประชาชาติได้ส่งทหารไปร่วมรบด้วย ในตอนเย็นๆ ข้าพเจ้ามักจะนั่งอยู่กับหลวงพ่อทหารที่จะไปสงครามเกาหลีจะสะพายเป้มารับพระของขวัญแทบทุกวัน หลวงพ่อท่านประสิทธิ ประสาทเสร็จแล้ว ท่านก็จะบอกว่า “ไม่เป็นไรแล้วก็กลับบ้านได้” คือหมายถึงไม่ตาย แล้วท่านก็จะบอกว่า เมื่อกลับมาแล้วก็มาเล่าให้ฟังบ้าง แล้วเขาเหล่านั้นยังไม่ทันกลับบ้าน (ในประเทศไทย) บางรายเขาก็ได้เขียนจดหมายมาเล่าถึงความศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ของพระของขวัญที่เขาได้ประสบมา เช่นเขาเล่าว่า ขนาดออกไปทําการยิงเผาขนกันแทบไม่เว้นแต่ละวันก็รอดมีชัยมาได้ทุกครั้งหาได้ระคายผิวหนังไม่ ร้อยเอกคนหนึ่งเพิ่งกลับจากสมรภูมิเกาหลี พบ กับข้าพเจ้าที่ที่ทํางาน เขาไม่ทราบว่าข้าพเจ้าเป็นศิษย์หลวงพ่อวัดปากน้ำ ข้าพเจ้าได้ถามเขาว่า ในสมรภูมิเกาหลีพระของใครมีชื่อเสียงมาก เขาตอบทันทีว่า พระของหลวงพ่อวัดปากน้ำมีชื่อ เสียงมาก คงจะด้วยกิตติศัพท์นี้เอง เพื่อได้รวดเร็วขึ้น ท่านเจ้ากรมผสม ๒๑ เวลานั้นเป็นท่านผู้ใด ข้าพเจ้าก็ไม่ทราบเหมือนกัน ท่านได้นิมนต์หลวงพ่อวัดปากน้าไปเจริญพระพุทธมนต์และฉันภัตตาหารเสร็จแล้วก็ขอให้ท่านแจกพระของขวัญที่นั่นเลย ด้วยเหตุนี้ ผู้คนจึงพากันมารับพระของขวัญวันหนึ่งๆ เป็นจํานวนมาก ที่ในโบสถ์พระครูสมุห์เจริญ ต้องจัดลําดับผู้ที่จะไปรับพระของขวัญ ท่านพระครูท่านอยู่ที่หน้าพระอุโบสถจัดผู้ที่จะรับพระให้เข้าไปรับเป็นชุดๆ และในที่พระอุโบสถก็ต้องมีพระภิกษุคอยช่วยจัดลําดับต่อ มิฉะนั้นผู้คนก็จะเข้าไปแย่งกันรับพระ ทําให้หลวงพ่อท่านทํางานลําบากมาก เมื่อ สมัยที่กุฏิเจ้าอาวาสองค์ปัจจุบันยังไม่ได้สร้าง กุฏิแถวนั้นเป็นกุฏิไม้ ซึ่งอยู่ในบริเวณเดียวกันกับกุฏิเจ้าอาวาสหลังเดิมมีโต๊ะขนาดสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่หลวงพ่อนั่ง คนรับพระของขวัญไปล้อมหมดสี่ด้าน มองไม่แลเห็นท่านเลย ทําให้ท่านร้อนจนเหงื่อแตก ต้องพัดกันและทําให้ท่านแจกพระลําบากมากด้วยเพราะแย่งกันก่อนที่วัดจะเจริญรุ่งเรืองหลวงพ่อท่านลําบากมากและฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ นานานัปประการ กลางคืนก็จําวัดน้อย ต้องเจริญภาวนาตลอดเวลา ท่านบอกว่าพระของขวัญของท่านนั้น แม่ทัพมีหนึ่งองค์ คุ้มไปถึงลูกทัพได้ บรรยากาศในศาลาโรงฉัน สิ่งสําคัญอีกอย่างหนึ่งของวัดปากน้ำ ก็คือ โรงครัวเลี้ยงพระภิกษุสามเณร อุบาสกอุบาสิกา คุณประยูร สุนทารา อดีตไวยาวัจกรได้เล่าให้ข้าพเจ้าฟังว่า เงินทองของคุณย่า (หมายถึงโยมมารดาของพระเดชพระคุณหลวงพ่อ) จะเป็นเงินก็ดีหรือทองรูปพรรณก็ดี ท่านได้ให้คุณประยูรจัดการขายแล้วเอาเงินเข้าโรงครัวเลี้ยงพระ ต่อไปหลวงพ่อท่านกล่าวว่า “กินคนเดียว ไม่พอกิน กินมากคนกินไม่ หมด” เลี้ยงพระมาประมาณ ๖๐ ปีเศษ ตั้งแต่วันละ ๒๐ บาท ๔๐๐ บาท ๖๐๐ บาท ๑,๐๐๐ บาท ๑,๕๐๐ บาท ๒,๐๐๐ บาท จนถึงวันมาฆะบูชาปี พ.ศ.๒๕๒๗ มีเจ้าภาพช่วยกันเลี้ยงถึง ๘๐,๐๐๐ บาทเศษ พระเดชพระคุณว่า “วัดปากน้ำคือกระถางธูปของนานาชาติ” ก็เป็นความจริง ได้มีชาติต่างๆ มาบวชเรียนที่วัดปากน้ำเสมอ บ้างก็มาเลี้ยงพระบ้างก็มาเป็นคณะ พากันมากราบไหว้บูชาหลวงพ่อ แม้ท่านเอกอัครราชฑูตอังกฤษ เซอร์วิตติงตัน และท่านเอกอัคร ราชทูตศรีลังกา ก็ได้เคยมาเยือนวัดปากน้ำ กิจกรรมอีกอย่างหนึ่งของวัดปากน้ำ ก็คือ ในหนังสือของหลวงภูมินาถสนิท มหาดเล็กคนโปรดของล้นเกล้า ในหลวงรัชกาลที่ ๖ ได้เล่าว่า “คือเป็นความมหัศจรรย์เรื่องหนึ่ง กล่าวคือ ครั้งหนึ่งก่อนวันวิสาขบูชา พ.ศ.๒๔๘๙ ข้าพเจ้าได้รับคําบอกเล่าจากหลวงพ่อว่าพิธีเวียนเทียนวิสาขบูชาปีนี้ หลวงพ่อได้ อาราธนาอัญเชิญเสด็จพระพุทธองค์ ให้เสด็จมาปาฏิหาริย์มาทรง เป็นประธานในพิธีด้วย...ทั้งคฤหัสถ์และบรรพชิตรวม ๓๐๐ คน เดินผ่านไปจวนจะครบสามรอบ อุบาสกผู้หนึ่งเอะอะขึ้นว่า เขาได้เห็นพระพุทธนิมิต ปาฏิหาริย์ปรากฏอยู่บนท้องฟ้า และชี้ให้ทุกคนดูขณะนั้น” ในปีต่อๆ มาพอใกล้วันวิสาขบูชา หนังสือพิมพ์จะลงรูปหลวงพ่อ และเล่าถึงการเวียนเทียนสมโภช และการปรากฏของพระพุทธเจ้าบนท้องฟ้า และในปี พ.ศ.๒๔๙๖ มีคนมาในงานและรับพระของขวัญถึง ๑,๕๐๐ คน เฉพาะผู้ที่มีบัตรรับพระของขวัญส่วนผู้ที่ไม่มีบัตรรับพระก็มีอีกคงไม่ใช่น้อย คําขวัญและคําจริงของหลวงพ่อ ๑.เกิดมาเป็นคน อย่าให้งานขาดมือ ๒.วัดปากน้ำ อีกหน่อยแย่งกันทําบุญ (บนหอหลวงพ่อ วันเสาร์ วัน อาทิตย์ ปัจจุบันแย่งสถานที่เป็นเจ้าภาพสวดมนต์กันอยู่แล้ว) ๓.ทําบุญแล้วให้อธิษฐานเลิกจน ๕.คนมีวิชา เท่ากับได้สมบัติจักรพรรดิ์ ใช้ไม่หมด ๕.ดอกไม้หอม ไม่ต้องเอาน้ำหอมมาพรม ก็หอมเอง ใครจะห้ามไม่ได้ ซากศพไม่ต้องเอาของเหม็นมาละเลงใส่ ชากศพก็ต้องแสดงกลิ่นศพ ปิดกันไม่ได้ โอวาทหลวงพ่อเกือบ ๓๐ ปีแล้ว เมื่อวันเสาร์ที่ ๕ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๙๘ หลังจากได้ทํากิจเจริญภาวนาเสร็จแล้ว ได้คุยกับท่านเจ้าคุณพ่อ ท่านได้ให้โอวาทว่า ให้พยายามดูมารดาของเราเสมอ นั้นคือ พระอรหันต์ของเรานั่นแหละ จะทําให้เรามีฤทธิ์มีอํานาจ จงหาผ้าให้นุ่งห่ม และเงินทองให้พอใช้ตลอดทั้งปี อย่าให้ขาดได้ ให้พยายามทําธรรมะหนักขึ้น แล้วก็จะเจริญด้วย ลาภ ยศ สรรเสริญ ลอยขึ้นมาเอง ต่อมาเมื่อวันที่ ๘ มกราคม พ.ศ.๒๕๐๐ ขณะที่ข้าพเจ้ายังรับราชการอยู่ ท่านได้กรุณาให้โอวาทเป็นการส่วนตัวอีกว่า “นั่งภาวนาไป ให้สิ่งของต้องประสงค์มาเอง ลาภ ยศ เงินทอง ตําแหน่ง ความรู้” หลวงพ่อทราบกําหนดรู้วาระจิตของบุคคลได้ ข้าพเจ้าได้เคยพบสองครั้ง กล่าวคือ เวลาเย็นมีแขกเหรื่อมาหาให้ ท่านช่วย บ้างก็ถวายอาการโรค บ้างก็เขียนหนังสือให้ช่วยความทุกข์ร้อน บางรายก็นําดอกมะลิถวายเป็นถาดๆ รวมตั้ง ๓-๔ ถาด เวลาท่านก็เหลือน้อยเต็มที่ เข้าใจว่าท่านมีธุระรีบด่วน ถ้ามิฉะนั้นท่านจะคุยอยู่อีก อาการโรคก็มีเป็นถาดๆ ท่านก็รีบตอบคําถามโดยไม่ต้องถามเจ้าตัวดังนี้เป็นต้น เป็นที่ทราบกันอยู่แล้ว แม้สมเด็จพระสังฆราช (ปุ่น) เมื่อยังไม่ได้ดํารงพระยศเป็นสมเด็จพระสังฆราช เวลาจะมาหาท่าน ท่านก็ทราบเสียก่อนแล้ว ได้ให้ปูลาด อาสนะ พร้อมทั้งหาน้ำฉันไว้ให้ด้วย หนักขึ้นไปกว่านั้น ท่านทราบก่อนแล้วว่าจะได้เป็นสมเด็จพระสังฆราช ก็เป็นจริง สําหรับข้าพเจ้านั้น เมื่อมาเข้าวัดใหม่ๆ เมื่อถึงปีก็มาเลี้ยงพระ ทราบว่าท่านชอบฉันน้ำชา ได้พยายามหาใบชาอย่างดี พร้อมด้วยถ้วยชาบางๆและถ้วยสําหรับชงน้ำร้อน พร้อมด้วยจานกระเบื้องรอง เมื่อถวายพระเดชพระคุณหลวงพ่อแล้วในใจก็นึกว่า เครื่องน้ำชาชุดนี้ อยากให้ท่านนําไปฉันในสถานที่ทําภาวนา ทันใดนั้น ท่านจะสั่งคุณประยูรฯ ไวยาวัจกรในขณะนั้นว่าให้นําเครื่องน้ำชาชุดนี้เข้าไปไว้ในสถานที่ที่ท่านทําภาวนา ภายหลังเมื่อข้าพเจ้าเจริญภาวนาจนได้ธรรมแล้ว ท่านได้อนุญาตให้เข้าไปนั่งในสถานที่ท่านทําภาวนาของท่านได้ ปรากฏว่าในสถานที่นั้นจะไม่มีน้ำหรือน้ำชาอยู่เลย ท่านคงทําแต่ภาวนาเท่านั้น ข้าพเจ้าจึงทราบได้ทันทีว่า พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านสนองศรัทธาให้ตามความประสงค์ของเราโดยหลวงพ่อท่านรู้ถึงวาระจิตในขณะนั้น หลวงพ่อท่านบอกกับบรรดาศิษย์และคนใกล้ชิด เมื่อก่อนหน้าที่หลวงพ่อท่านจะล้มป่วย ท่านได้บอกกับบรรดาศิษย์ และคนใกล้ชิดว่า ถ้าท่านไปแล้ว ท่านจะไปดูพวกเราอยู่บ้างบน สําหรับเรื่องนี้นั้น เป็นความจริงสําหรับตัวข้าพเจ้า พระเดชพระคุณ ได้มรณภาพ เมื่อปี พ.ศ.๒๕๐๒ ข้าพเจ้าเกิดเรื่องเมื่อวันที่ ๒๖ มกราคม พ.ศ.๒๕๐๘ มีเรื่องพิสดารที่น่าฟังมาก แต่ข้าพเจ้าจะ ขอเล่าเพียงย่อๆ กล่าวคือก่อนที่ข้าพเจ้าจะไปปฏิบัติหน้าที่ราชการที่กลางแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณท่าเรือ (ข้าพเจ้ารับราชการกรมศุลกากร) คลองเตย ข้าพเจ้าก็ต้องลงไปตามเรือที่จอดอยู่ระหว่างลําต่อลํา ขณะที่เดินไปนั้น นัยน์ตาของข้าพเจ้าได้เหลือบมอง เห็นกลางอากาศทางด้านทิศใต้ ได้เห็นพระเดชพระคุณหลวงพ่อยืนอยู่กลางอากาศ (ซึ่งหมายถึงกายละเอียดของท่าน) ในขณะนั้นกลางแม่น้ำเจ้าพระยา น้ำมันเบนซินของโรงกลั่นน้ำมันเชลล์ได้ไหลอย่างกับท่อประปาแตกลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาเต็มไปหมดตามผิวน้ำ เมื่อปฏิบัติงานเสร็จแล้วข้าพเจ้าก็หมุนตัวจะขึ้นจากเรือ ไฟได้ลุกและได้พุ่งมาติดเรือเป็นจํานวนมากลําแล้วอย่างรวดเร็ว ด้วยบารมีของพระเดชพระคุณหลวงพ่อ ทางที่ข้าพเจ้าหนีมาได้นั้นมีความรู้สึกเหมือนว่า พระเดชพระคุณได้กดไว้ไม่ให้ไฟลุก ข้าพเจ้า จึงรอดตายได้อย่างหวุดหวิด เป็นภาพที่น่าสะพึงกลัวและหวาดเสียวยิ่งนัก และข้าพเจ้าจะลืมภาพประทับใจนั้นไม่ได้เลย หลวงพ่อเข้าฝันก่อนวันมรณภาพ ในคืนก่อนวันมรณภาพของพระเดชพระคุณหลวงพ่อ ข้าพเจ้าฝันไปว่าได้เห็นหีบทองอยู่ในที่สูงพร้อมเครื่องบูชาและแจกันดอกไม้ ข้าพเจ้าก็ตีความไม่ออก ต่อมาเมื่อพระเดชพระคุณหลวงพ่อได้มรณภาพไปแล้วสัก ๒-๓ วัน ข้าพเจ้าได้ไปยืนที่มุมตึกของโรงเรียนปริยัติธรรมชั้น ๓ มองขึ้นไป ก็เห็นเหมือนกับฝัน จึงทราบได้ทันทีว่า หลวงพ่อท่านมาบอกใบ้และลาพวกเราไป การที่พระเดชพระคุณได้จากพวกเราไปนั้นทําให้พวกเราเศร้าสลดใจและอาลัย เหมือนขาดร่มโพธิ์ร่มไทรทองที่ได้อาศัยร่มเงา ปกป้องคุ้มครองแม้จะทราบว่าพระคุณท่านก็ยังคุ้มครองปกป้องรักษาสานุศิษย์ ดวงจิตของศิษย์ทั้งหลายก็ยังเฝ้าอาวรณ์ถึงพระคุณท่านอยู่มิรู้หาย