ดวงแก้วคุณยาย “คุณยายท่านรักดวงแก้วมาก ของอย่างอื่นคุณยายจะเฉย ๆ แต่ดวงแก้วเป็นของรักของคุณยาย แล้วอะไรที่ท่านรัก ท่านจะซ้อนวิชชาธรรมกายเข้าไปเรื่อย ๆ ท่านไปถึงไหนก็ซ้อนไปถึงนั่น” พระราชภาวนาวิสุทธิ์ ------------------------- คำนำ ดวงแก้วของคุณยายเป็นดวงแก้วสารพัดนึก ซึ่งคุณยายเล่าว่า ข้างในมีกายสิทธิ์ที่เป็นกายละเอียดนั่งสมาธิอยู่ กายสิทธิ์ในดวงแก้ว จะนำความสุขความสำเร็จมาสู่เจ้าของ ถ้าเจ้าของดูแลดวงแก้วตามหลักวิชชา แต่ถ้าปล่อยปละละเลย กายสิทธิ์ก็จะจากไป ทิ้งดวงแก้วไว้เป็นแค่ เรือนร้าง คำว่า “กายสิทธิ์” มาจากคำว่า “กาย” บวกกับคำว่า “สิทธิ” ซึ่งแปลว่าสำเร็จ “กายสิทธิ์” จึงหมายถึง กายที่สำเร็จ คือ สำเร็จมาจากบุญ เกิดขึ้นด้วยบุญ ดังนั้น กายสิทธิ์จึงไม่ใช่มนุษย์หรือเทวดา พระเดชพระคุณพระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) เคยกล่าวไว้ว่า กายสิทธิ์เป็นภาคผู้เลี้ยง ผู้รักษา มีหน้าที่เลี้ยงและดูแลมนุษย์ รวมทั้งสรรพชีวิต ทั้งหลาย กายสิทธิ์แบ่งออกเป็น ๓ ระดับ ตามกำลังบารมี คือ จุลจักร มหาจักร และบรมจักร กายสิทธิ์ที่มีบารมีมากที่สุด คือ บรมจักร เจ้าของดวงแก้วคุณยายเป็นผู้มีบุญมหาศาล เพราะกายสิทธิ์ในดวงแก้วจะไปช่วยสร้างความสุขความสำเร็จให้เจ้าของอีกแรงหนึ่ง โดย ไม่ต้องฟันฝ่าอุปสรรคตามลำพังเหมือนคนทั่วไป แต่ครูบาอาจารย์ท่านเตือนไว้ว่า ต้องสั่งสมบุญอยู่เป็นนิจ ทั้งทาน ศีล และภาวนา เพราะอาหารของดวงแก้ว คือ บุญ หากไม่เลี้ยงเขาด้วยบุญ เขาก็จะจากไป ถ้าหมั่นเอาบุญให้เขาทุกวัน เขาก็จะมีอานุภาพมากขึ้น และจะคอยปกปักรักษาเจ้าของ จะช่วยตามสมบัติให้ รวมทั้งช่วยคุมธรรมะให้เข้าถึงธรรมได้ด้วย บุญใหญ่บุญแรกที่ควรทำให้ดวงแก้ว คือ บุญในการร่วมสร้าง และชวนคนไปสร้างอาคาร ๑๐๐ ปี คุณยายอาจารย์ฯ ให้สำเร็จ เพราะดวงแก้วชุดนี้ปรากฏขึ้นเพื่อทำความสำเร็จให้แก่อาคาร ๑๐๐ ปี คุณยายอาจารย์ฯ เป็นประการสำคัญ หากเราเอาบุญนี้ให้เขา กายสิทธิ์ก็จะชอบใจเพราะเขาได้บุญมาก เนื่องจากอาคาร ๑๐๐ ปี คุณยายอาจารย์ฯ เป็นต้นแหล่งของทุกงานสร้างบารมีในอนาคต อีกทั้งยังเป็นแหล่งบุญ ที่ต่อเนื่องนานนับพันปี และที่สำคัญบุญนี้เป็นบุญที่เกี่ยวเนื่องกับคุณยายอาจารย์ฯ ผู้เป็นที่เคารพรักอย่างยิ่งของกายสิทธิ์ในดวงแก้วชุดนี้ พราวน้ำเพชร ๒๓ กันยายน ๒๕๕๓ (วันครูวิชชาธรรมกาย) -------------------------------- ความเป็นมากรุแก้วกายสิทธิ์คุณยายชุดสุดท้าย พระราชภาวนาวิสุทธิ์ (หลวงพ่อธัมมชโย) วันที่ ๓๐ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๓ เมื่อวันอาสาฬหบูชาที่ผ่านมา (๒๖ ก.ค. ๒๕๕๓) หลวงพ่อฝันเห็นคุณยายมาหา มายิ้มให้ และพูดคุยกันเหมือนสมัยที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ ฝันเหมือนจริงมาก หลวงพ่อไม่เคยฝันเห็นคุณยายเลย ตั้งแต่ท่านละสังขารไป ๑๐ ปี ( ๑๐ ก.ย. ๒๕๔๓) เหมือนคุณยายอยากมาบอกอะไรกับ หลวงพ่อ หลวงพ่อเลยตั้งใจทำอาคาร ๑๐๐ ปี คุณยาย ให้เสร็จภายในปีนี้ เพื่อบูชาธรรมคุณยาย ๑๐๑ ปี เมื่อ ๒ สัปดาห์ก่อน หลวงพ่อไปที่กุฏิเก่าคุณยายเพื่อเอาของ พอเดินผ่านห้องที่หลวงพ่อเคยนั่งธรรมะกับคุณยาย ทำให้คิดถึงท่าน เหมือนมีอะไรดลใจให้หลวงพ่อเข้าไปในห้องนั้น และอยากจัดข้าวของให้เข้าที่เหมือนสมัยที่คุณยายยังมีชีวิตอยู่ (ปกติหลวงพ่อเอาของเสร็จก็จะกลับเลย ไม่เคยแวะเข้าไปที่ห้องนั้น) วันนั้นหลวงพ่อยกของและจัดของเองจนเหนื่อย ในนั้นมีลังไม้ใบใหญ่ ๆ อยู่ ๔-๕ ลัง หลวงพ่อเลื่อนออกมาแล้วให้อุปัฏฐากช่วยดูว่าของในลังเป็นอะไร ปรากฏว่าเป็นดวงแก้วกับองค์พระ ดวงแก้วห่อกระดาษหนังสือพิมพ์ไว้อย่างดี ซึ่งหลวงพ่อเองก็จำไม่ได้ว่ามีของชุดนี้อยู่ พอสืบค้นความเป็นมาของดวงแก้วชุดนี้แล้ว ปรากฏว่าเป็นดวงแก้วที่มาจากญี่ปุ่นตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๒๗ (กระดาษหนังสือพิมพ์ที่ห่อดวงแก้วเป็นหนังสือพิมพ์ญี่ปุ่นที่พิมพ์เมื่อปี ค.ศ. ๑๙๘๔) แสดงว่าเป็นแก้วชุดแรก ๆ ที่หลวงพ่อได้มา แล้วเอาไปฝากไว้ที่คุณยาย ให้คุณยายช่วยซ้อนวิชชาให้ เนื่องจากคุณยายเชี่ยวชาญเรื่องแก้วมาก เพราะสมัยที่อยู่กับหลวงปู่ หลวงปู่ท่านใช้คุณยายให้ไปค้นเรื่องแก้ว สมัยก่อนดวงแก้วเป็นสิ่งที่หายากมาก เวลาหลวงพ่อกับคุณยายสอนทำสมาธิจะให้นึกองค์พระเป็นนิมิต เมื่อหมู่คณะย้ายจากบ้านธรรมประสิทธิ์มาที่วัดพระธรรมกายในปี พ.ศ. ๒๕๑๗ มาอยู่ได้ ๔-๕ ปี ถึงได้ข่าวว่าที่ญี่ปุ่นมีดวงแก้ว จึงเริ่มสั่งดวงแก้วเข้ามา คุณยายท่านรักดวงแก้วมาก ของอย่างอื่นคุณยายจะเฉย ๆ แต่ดวงแก้วเป็นของรักของคุณยาย แล้วอะไรที่ท่านรัก ท่านจะซ้อนวิชชาธรรมกายเข้าไปเรื่อย ๆ ท่านไปถึงไหนก็ซ้อนไปถึงนั่น ท่านรู้เห็นถึงไหน เขาก็รู้เห็นถึงนั่น คุณยายอยากให้กายสิทธิ์มีฤทธิ์ขนาดไหน ท่านจะซ้อนทั้งกลางวัน กลางคืน ซ้อนตลอดเวลา เพราะท่านผูกพันกับสิ่งนี้ ดวงแก้วเป็นสิ่งที่ต้องเลี้ยงด้วยบุญ ต้องใจใส มิฉะนั้นเขาจะไม่อยู่ด้วย เพราะเขาเป็นกายสิทธิ์ แวบหายได้ถ้าเจ้าของไม่มีบุญหล่อเลี้ยงพอเราเอาบุญหล่อเลี้ยง เขาก็จะร่วมมือกับเรา ถ้าเราจะใช้ให้เขาทำอะไร ก็ให้นึกถึงเขาไว้ที่ศูนย์กลางกายให้ชัดแจ่ม อย่างน้อยให้มีความรู้สึกว่าเขาอยู่ในตัวเรา ชัดใสแจ่มที่กลางกาย ถ้าชัดใสแจ่มแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเส้นทางธุรกิจหรืออะไรก็จะแจ่มหมดเลย ถ้าได้ขนาดนี้จะเอาอะไรก็ได้ คุณยายยังเล่าว่า แก้วดวงใหญ่ข้างในมีฤทธิ์มาก ลดหลั่นกันลงมาตามขนาด ดวงเล็กก็มีฤทธิ์ในระดับหนึ่ง ยิ่งใหญ่มากเท่าไรก็ยิ่งมีฤทธิ์มากขึ้นไปตามลำดับ ดวงแก้วทั้งหมดซ้อนเข้าไปในที่เดียวกัน แต่มีฤทธิ์ไม่ เท่ากัน กำลังฤทธิ์ของแต่ละดวงขึ้นอยู่กับกำลังบุญของเจ้าของด้วย กำลังบุญของเจ้าของจะไปหล่อเลี้ยงเขา ฤทธิ์จะเยอะตามกำลังบุญ ดวงแก้วทุกดวงมีฤทธิ์ทั้งนั้น เพียงแต่กำลังฤทธิ์ไม่เท่ากัน เหมือนนักมวยรุ่น Flyweight กับ Heavyweight จะไปเท่ากันได้อย่างไร หรือแมวจะมีกำลังเท่ากับเสือก็ไม่ใช่ เพราะฉะนั้นกำลังฤทธิ์จะแตกต่างตามกำลังบุญของเจ้าของ แล้วต้องคุยกับเขาบ่อย ๆ ต้องพูดกับเขาเรื่อย ๆ บ่อย ๆ เขาฟังได้เป็นสิบ ๆ เรื่อง เขาไม่ได้มีกายเดียว แต่สามารถปาฏิหาริย์กายได้นับไม่ถ้วน คุณยายท่านสอนเขาไว้หมดแล้ว เขารู้เรื่องหมด บอกได้ หลาย ๆ เรื่อง แต่ให้บอกเรื่องหลัก ๆ ก่อน เช่น ขอให้คนนั้นคนนี้ทำ แผ่นทอง ถ้าอยากได้อะไรเร็ว ๆ ก็ต้องเห็นเขาชัดใสแจ่มก่อน กายสิทธิ์เขาจะรู้ว่าเรารักเขาจริง ถ้ารักกันจริงอะไรก็ยอม ถ้าเรานึกให้เขาสว่าง ๆ ให้กายเขาสวย ๆ เขายิ่งชอบมาก เพราะกายสิทธิ์เกิดขึ้นด้วยด้วยบุญฤทธิ์ คือ อานุภาพแห่งบุญ เกิดขึ้นมาแบบไม่มีพ่อไม่มีแม่ จึงเรียกว่ากายสิทธิ์ -------------------------------------- ดวงแก้วคุณยายชุดสุดท้าย (เรียบเรียงจากโอวาทคุณครูไม่ใหญ่) ดวงแก้วเป็น ๑ ในรัตนะ ๗ ที่เป็นของคู่บุญของพระเจ้าจักรพรรดิและผู้มีบุญเท่านั้น ดังนั้นผู้ที่ได้ครอบครองดวงแก้วจึงเหมือนมีสมบัติจักรพรรดิติดตัวเลยทีเดียว รัตนะทั้ง ๗ ของพระเจ้าจักรพรรดิประกอบด้วยจักรแก้ว ขุนพลแก้ว ขุนคลังแก้ว นางแก้ว ช้างแก้ว ม้าแก้ว และดวงแก้วมณี แก้ว ทั้ง ๗ อย่างนี้  จะช่วยทำให้พระเจ้าจักรพรรดิมีความสุข มีอานุภาพ และสามารถปกครองไปได้ถึงทวีปทั้ง ๔ อันได้แก่ อุตตรกุรุทวีป ปุพพวิเทหทวีป ชมพูทวีป อปรโคยานทวีป ดวงแก้วมณีของพระเจ้าจักรพรรดิ เป็นดวงแก้วที่มีอานุภาพมาก สัณฐานกลมรอบตัว มีรัศมีสว่างทั้งกลางวันและกลางคืน ไปไหนมาไหนได้ ใช้ส่องดูภพภูมิต่าง ๆ ได้ ดูที่ลับที่แจ้งได้ บันดาลให้พืชพันธุ์ธัญญาหารและเครื่องบริโภคอุปโภคบังเกิดขึ้นได้ และสามารถเลี้ยงมนุษย์ทั้งโลก ได้ ฯลฯ นอกจากพระเจ้าจักรพรรดิผู้ปกครองทวีปทั้ง ๔ แล้ว ผู้มีบุญทั่วไปก็นิยมมีดวงแก้วไว้ประจำตัวหรือประจำบ้านเช่นกัน อย่างเช่นในประเทศญี่ปุ่น เวลาทำพิธีสถาปนาพระเจ้าจักรพรรดิองค์ใหม่ จะต้องมีพิธีมอบดวงแก้วดวงโตขนาดส้มโอเสียก่อน มิฉะนั้นการสถาปนาเป็นพระเจ้าจักรพรรดิก็จะไม่สมบูรณ์ ประเพณีนี้สืบทอดมานานนับพันปีแล้ว แม้บริษัทใหญ่ ๆ ในประเทศญี่ปุ่นก็มีดวงแก้วดวงใหญ่เอาไว้เป็นเครื่องดึงดูดโภคทรัพย์สมบัติ หรือบันดาลความสำเร็จให้เกิดขึ้น แม้แต่ใครจะสร้างบ้านสร้างเรือนก็จะเอาดวงแก้วบรรจุไว้ด้วย นอกจากนี้ยังมีหลักฐานบันทึกไว้ว่า พระเจ้าจักรพรรดิจีนบางองค์ทรงมีดวงแก้วที่ทำจากควอตซ์ (Quartz) ที่เรียกว่าจุยเจีย ถึง ๑๕๐ ดวง ทั้ง ๆ ที่สมัยก่อนดวงแก้วเป็นของที่หายากมาก เพราะทรงเชื่อมั่นว่า ถ้ามีดวงแก้วแล้ว บ้านเมืองจะอยู่เย็นเป็นสุข พืชพันธุ์ธัญญาหารจะอุดมสมบูรณ์ เศรษฐกิจจะมั่งคั่ง มนุษย์จะร่าเริง ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ และจะมีศีลมีธรรม อันดีงาม รวมทั้งจะมีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ซึ่งกันและกัน พระเดชพระคุณพระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) หลวงปู่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ท่านก็มีดวงแก้วไว้สำหรับทำวิชชา ท่านรักและหวงแหนดวงแก้วมาก และเคยอุปมาไว้ว่า ดวงแก้วดวงหนึ่งที่ฝึกฝนซ้อนวิชชาธรรมกายได้แล้ว ในนั้น มีจักรพรรดิมีกายสิทธิ์ ที่มีคุณค่ามากกว่าประเทศทั้งประเทศทีเดียว หลวงปู่ท่านเห็นอานุภาพอันยิ่งใหญ่ของแก้วจักรพรรดิ ท่านทำวิชชาเข้าไปค้นพบเรื่องราวของพระเจ้าจักรพรรดิที่ปกครองทวีปทั้ง ๔ ซึ่งตรงกับที่บันทึกไว้ในพระไตรปิฎก ท่านพบว่า มนุษย์ในยุคนั้นดำรงชีวิตอยู่ได้เพราะดวงแก้วของพระเจ้าจักรพรรดิบันดาลของกินของใช้ให้ มนุษย์ไม่ต้องทำมาหากิน ในแต่ละวันได้แต่บำเพ็ญศีล ทำภาวนา ทำใจหยุดใจนิ่ง ไม่มีการเบียดเบียนกันเลย หลวงปู่ท่านทำวิชชาค้นต่อไปก็พบว่า ดวงแก้วที่เป็นของพระเจ้าจักรพรรดิยังคงอยู่ในดิน ไม่ได้สูญหายไปไหน เพราะของพวกนี้พอหมดความจำเป็นที่จะใช้ หรือหมดบุญที่จะใช้ ก็จะอยู่คอยผู้มีบุญต่อไป ขุดแก้วบรมจักร ครั้งหนึ่ง หลวงปู่ท่านเห็นด้วยญาณทัสสนะว่ามีดวงแก้ววิเศษ บรมจักรเหมือนดวงแก้วมณีโชติรสของพระเจ้าจักรพรรดิอยู่ใต้แผ่นดิน วัดปากน้ำ ดวงกลมขนาดเท่าลูกทุเรียน ถูกหินหุ้มอยู่ ท่านเห็นว่า ถ้าเอาแก้วดวงนี้ขึ้นมาได้ มนุษย์ทั้งโลกจะอยู่ได้โดยไม่ต้องทำมาหากินด้วยอานุภาพแห่งแก้วบรมจักรนี้ ในแต่ละวันจะมีชีวิตอยู่เพื่อทำความดีเท่านั้น ท่านคิดว่าถ้าเอาดวงแก้วขึ้นมาได้ก็จะวิเศษมาก ท่านจึงประกอบวิชชาธรรมกาย เพื่อทำพิธีอัญเชิญดวงแก้วนี้ขึ้นมา ซึ่งตอนนั้นคุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ยังไปไม่ถึงวัดปากน้ำ ผู้ที่เล่าเรื่องราวให้ครูไม่ใหญ่ฟัง คือ อดีตเจ้าอาวาสวัดลำพญา ครูไม่ใหญ่พบท่านตอนที่ท่านอายุ ๗๐ กว่าปี ขณะนี้ท่านมรณภาพไปแล้ว ท่านเล่าให้ฟังว่า ท่านมีโอกาสเห็นเหตุการณ์ที่หลวงปู่ทำพิธีขุดดวงแก้ว ตอนแรกหลวงปู่ให้เอากลดพระธุดงค์ไปวางเหนือแผ่นดินที่จะขุด ตกกลางคืนมีรัศมีของดวงแก้วฉายแสงพุ่งขึ้นมาจากใต้ดินส่องมาที่กลดด้วย พิธีขุดดวงแก้วนั้น ทำกันทั้งทางหยาบและละเอียด โดยหลวงปู่สั่งให้ผู้ที่ได้วิชชาธรรมกายซึ่งขณะนั้นมีอยู่ไม่กี่ท่านลงมือขุด ในทางหยาบก็ขุดลงไป ในทางละเอียดก็ดึงขึ้นมา ข้างบนขุดลงไปประมาณ ๑ เมตร ข้างล่างก็ทำวิชชาดึงขึ้นมาจากบริเวณที่อยู่ลึกมาก ๆ ลึกเป็นโยชน์ พอขึ้นมาจะถึงปากหลุมเท่านั้น ก็มีเสียงดังครืดเหมือนอะไรแล่นอยู่ใต้ดิน หลวงพ่อวัดลำพญา ตอนนั้นอายุแค่ ๑๒ ปี ผวาเข้ากอดหลวงปู่แล้วสลบไปเพราะความตกใจ ท่านไม่คิดว่าจะมีอะไรเคลื่อนไหวอยู่ใต้ดิน มารู้สึกตัวอีกทีก็ตอนอยู่บนกุฏิหลวงปู่ และได้ยินหลวงปู่พูดว่า “เขาบอกว่าจะให้ แต่พอเอาจริง ๆ ก็ยังไม่ให้” ในที่สุดครั้งที่ ๓ เมื่อมีผู้ได้ธรรมกายมากขึ้นก็ขุดขึ้นมาได้ เพราะสิ่งเหล่านี้ต้องแย่งกันระหว่างพระกับมาร พญามารเขาก็รู้อยู่ว่า ถ้าเอาดวงแก้วดวงนี้ขึ้นมาได้ มนุษย์จะอยู่เย็นเป็นสุขไม่ต้องทำมาหากิน จะดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยอานุภาพแห่งดวงแก้วนี้ และจะไม่มีเครื่องกังวลใจ ไม่มีพันธนาการของชีวิต เมื่อไม่มีพันธนาการของชีวิต ก็จะคิดมุ่งแสวงหาธรรมะภายใน และจะปฏิบัติธรรมกันไปทั่วโลก เมื่อเข้าถึงพระธรรมกายก็จะเกิดธรรมจักขุ เกิดญาณทัสสนะ และจะรู้แจ้งเห็นจริงเกี่ยวกับชีวิตของตนว่ามาจากไหน มาทำไม อะไรคือเป้าหมายปลายทาง แล้วจะเดินตรงไปสู่จุดหมายปลายทางพร้อม ๆ กัน เขาก็จะบังคับบัญชามนุษย์ไม่ได้ จึงกีดกันเต็มที่ ผู้ที่เอาดวงแก้วขึ้นมาได้เป็นอุบาสิกาที่ได้ธรรมกาย เอาผ้าขาวห่อขึ้นมา แล้วเอาไปไว้ในโบสถ์เก่าวัดปากน้ำ บูชาด้วยดอกมะลิได้ ๖ วัน  วันที่ ๗ เกิดพยับฝนขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย พอฟ้าลั่นเปรี๊ยะ ดวงแก้วก็หายไปกับสายฟ้าเหลือแต่ผ้าที่ห่อ หลวงปู่ท่านก็เลยมาพิจารณาดูว่า “บารมีเรายังอ่อนอยู่ ยังไม่ชนะเขา (มาร) จะต้องลำบากต่อไป” เพราะถ้าดวงแก้วดวงนี้อยู่ก็จะเลี้ยงมนุษย์ได้ทั้งหมด เหมือนแก้วมณีของพระเจ้าจักรพรรดิ เพราะกลางดวงแก้วดวงนี้มีบรมจักรที่มีอานุภาพมาก นี้เป็นเพราะกระแสบาปของมวลมนุษยชาติยังมากอยู่ กิเลสยังหนา ปัญญายังหยาบ แก้วดวงนี้จึงได้อันตรธานไป จะต้องขยายวิชชาธรรมกายไปให้ได้ทั่วโลก ให้เกิดกระแสอันบริสุทธิ์ขึ้น แก้วจักรพรรดิดวงนี้ถึงจะขึ้นมาดูแลมวลมนุษยชาติไม่ให้ลำบากในการทำมาหากิน รูปหล่อหลวงปู่วัดปากน้ำ ภายในบรรจุดวงแก้วปราบมารทั้ง ๓ ดวง ดวงแก้วทำวิชชา หลังจากนั้น ท่านก็ค้นคว้าและเผยแผ่วิชชาธรรมกายต่อไป และแสวงหาดวงแก้วเอาไว้สำหรับทำวิชชา ต่อมามีผู้นำดวงแก้วมาถวายท่าน เป็นแก้วดวงใหญ่ ๓ ดวง แต่ละดวงโตประมาณ ๗ เซนติเมตร ขนาดส้มเขียวหวาน ท่านให้เอาไปใส่ไว้ในตะลุ่มในโรงงานทำวิชชา คุณยายเล่าว่า ในดวงแก้วเหล่านั้นมีกายสิทธิ์ที่มีฤทธิ์ มีอานุภาพมาก สามารถพูดให้ได้ยินด้วยหูมนุษย์ได้ เหมือนเราได้ยินมนุษย์พูดคุยกัน เวลาลูกระเบิดจะมาลง ดวงแก้วก็จะพูดให้ได้ยิน หลวงปู่ท่านให้พวกทำวิชชาถือดวงแก้วนี้ไว้ แล้วก็เอากายละเอียดในดวงแก้วทำวิชชาธรรมกายไปสู้รบกับพญามาร คุณยายของเราถือไว้ ๒ ดวง มือซ้ายดวงหนึ่ง มือขวาอีกดวงหนึ่ง แล้วทำวิชชาควบคู่กันไปกับดวงแก้ว ท่านถืออยู่อย่างนี้เป็นเวลาหลายปี ทุกครั้งที่เข้าไปรับหน้าที่ ท่านฝึกสอนกายสิทธิ์ที่อยู่ในดวงแก้ว จนกระทั่งมีอานุภาพทำตามกันไปเป็นทีมได้ ตั้งแต่ช่วยแก้ไขทุกข์มนุษย์ แก้ไขเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสมัยสงครามโลก และมุ่งไปที่สุดแห่งธรรม ตอนนั้นดวงแก้วดวงใหญ่มีอยู่แค่ ๓ ดวง นอกนั้นเป็นดวงเล็ก ๆ สำหรับผู้ทำวิชชาปราบมารถือไว้เป็นแนวร่วมสนับสนุน แล้วก็ทำวิชชากันไปอย่างมีความสุขสนุกสนานทีเดียว วันหนึ่งขณะอยู่ในเวรดึก หลวงปู่ท่านได้ยินเสียงดังกริ๊ก ท่านจึงถามว่า “ใครทำดวงแก้วกระทบกัน” คุณยายบอกว่า “ลูกเองเจ้าค่ะ” หลวงปู่ท่านถามว่า “รู้ไหมว่าแก้วดวงหนึ่งมีค่าขนาดไหน ขนาดเอาประเทศมาตีค่าไม่ได้ทีเดียวนะ” หมายถึง เอาทรัพยากรของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นคน สัตว์ สิ่งของ ทั้งที่อยู่บนฟ้า บนดิน ใต้ดิน บนน้ำ ใต้น้ำ ในที่ลับ ที่แจ้ง ที่แห้ง ที่เปียก เอามารวมกันโดยไม่ตกไม่หล่น ก็ไม่เท่ากับกายสิทธิ์ที่อยู่ข้างในดวงแก้วที่คุณยายอาจารย์ท่านถือทำวิชชาปราบมาร ๑ ดวง เพราะผู้ที่ทำวิชชาธรรมกายได้ จะควบสิ่งนี้เข้าไปแก้ไขทุกข์ภัยให้มนุษย์ โดยจะต้องทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่กันไป ท่านจึงเตือนว่า “อย่าทำให้ดวงแก้วกระทบกัน” ที่จริงคุณยายท่านก็รู้คุณค่าของ ดวงแก้ว ท่านทั้งรักและหวงแหน แต่คงเผลอไปกระทบกันและกระทบเบามาก แต่หลวงปู่ที่อยู่อีกห้องหนึ่งทำไมจึงได้ยินก็ไม่ทราบ ต่อมาเมื่อหลวงปู่มรณภาพ ศิษยานุศิษย์ได้หล่อรูปยืนของท่านขึ้น และเอาดวงแก้วปราบมารทั้ง ๓ ดวงนี้ บรรจุไว้ในรูปหล่อ ซึ่งปัจจุบันประดิษฐานอยู่ที่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ดวงแก้ว ๓ ดวงนี้ ช่วยตามคนมาเลี้ยงพระวัดปากน้ำได้ทุกวันไม่เคยขาด ทั้ง ๆ ที่มีพระมากที่สุดในประเทศไทย ๕๐๐-๖๐๐ องค์ในสมัยนั้น ไม่มีวัดไหนในประเทศไทยเลี้ยงพระเณรได้อย่างนั้น ถ้ารวมอุบาสก อุบาสิกาด้วย ก็เป็นพันเหมือนวัดเราในสมัยนี้ ดีใจที่ได้แก้ว เมื่อย้ายมาอยู่ที่วัดพระธรรมกาย คุณยายก็พยายามแสวงหาดวงแก้วมาไว้ติดตัวเพื่อทำวิชชา เพราะท่านคุ้นเคย แต่ในสมัยนั้นดวงแก้วหายากมากที่สุด ไม่ง่ายเหมือนสมัยนี้ ครูไม่ใหญ่กับคุณยายตามดวงแก้วมาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๐๗  มีความคิดว่าต่อไปนี้ ขอให้มีดวงแก้วมาก ๆ และตั้งผังไว้ว่า “ขอให้มีดวงแก้วของตัวเอง และมีเผื่อแผ่ไว้สำหรับผู้มีบุญที่เขาจะเข้าถึงพระธรรมกายต่อไปในอนาคต” เพราะเราทราบถึงอานุภาพของดวงแก้ว ในขณะที่คนอื่นเขาไม่ทราบ วันหนึ่ง ครูไม่ใหญ่ได้ดวงแก้วมาดวงหนึ่ง ขนาดเล็กกว่ามะนาวลูกเล็ก ๆ ราว ๆ ลูกพุทรา ได้จากพี่ที่ครูไม่ใหญ่เคารพนับถือ เป็นดวงแก้วที่สืบทอดมาจากคุณยายทองสุข ท่านมอบให้ เพราะเห็นว่าครูไม่ใหญ่ รักธรรมะ รักวิชชาธรรมกาย ครูไม่ใหญ่ไปรับมาจากบ้านของท่านที่ ประตูน้ำ รับเสร็จแล้วเดินตัวปลิวเหมือนไม่ติดพื้น ในวันนั้นครูไม่ใหญ่เข้าใจคำว่า “ดีใจเหมือนได้แก้ว” ว่าเป็นอย่างนี้นี่เอง เพราะครูไม่ใหญ่รู้อานุภาพของดวงแก้วและปรารถนาอยากจะได้มาก ๆ เพื่อเอามาทำวิชชา ต่อมาก็มีดวงแก้วมาเรื่อย ๆ มีมามากทีเดียวมาจากทั่วโลก เป็นไปตามผังที่ตั้งเอาไว้ ให้ครูไม่ใหญ่ได้แจกจ่ายให้กับผู้มีบุญทุกคนที่มาร่วมบุญกับครูไม่ใหญ่ จะได้มีบุญเข้าถึงวิชชาธรรมกาย ไม่ใช่ของขลัง แต่เป็นของศักดิ์สิทธิ์ เรื่องดวงแก้วเป็นเรื่องที่ไม่ธรรมดาจริง ๆ คุณยายเคยเล่าให้ฟังว่า มีดวงแก้วอยู่ดวงหนึ่งเป็นของคุณยายทองสุข สำแดงปั้น เดิมทีดวงแก้วดวงนี้มีมาตั้งแต่สมัยพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นดวงแก้วขนาดใหญ่ที่มีอานุภาพมาก สามารถกลิ้งตัวเองเข้าไปใต้รัตนบัลลังก์เพื่อฟังธรรมได้ ต่อมาเมื่อเขารู้ว่าผู้มีบุญที่จะได้ครอบครองดวงแก้วมาเกิดแล้ว เขาจึงย้ายมาอยู่ด้วย แต่เนื่องจากไม่สามารถนำพาเอาเรือนเดิมซึ่งมีขนาดใหญ่มาด้วยได้ จึงย้ายมาอยู่ในเรือนเล็กแทน ฟังแล้วก็รู้สึกอัศจรรย์ใจว่า กายสิทธิ์ในดวงแก้วสามารถย้ายเรือนได้ เพราะเหตุที่ดวงแก้วมีความสำคัญและมีอานุภาพมากขนาดนี้ คุณยายท่านจึงชอบใช้ดวงแก้ว ซึ่งต่อมาก็มีคนเอามาถวายท่านเรื่อย ๆ ท่านบอกว่า “บางดวงก็มีตัว บางดวงไม่มีตัว บางดวงตัวอ่อน บางดวง ตัวแก่” ความอ่อนความแก่ในที่นี้ หมายถึง บุญบารมีของกายสิทธิ์ที่นั่งสมาธิอยู่ภายในดวงแก้ว โดยมีดวงแก้วเป็นเรือน ถ้าตัวยิ่งแก่บารมี ยิ่งมาก ก็ยิ่งสว่าง สุกสดใส ยิ่งสวย ยิ่งมีฤทธิ์มีอานุภาพมาก ตัวอ่อนก็หย่อนลงมา ส่วนดวงแก้วที่ไม่มีตัว ก็ต้องไปอัญเชิญมาใส่ ดวงแก้วที่คุณยายได้มา แม้ตอนแรกไม่ค่อยใส แต่หลายเดือนผ่านไป พอแกะห่อผ้าออกดู น่าอัศจรรย์ใจว่า ดวงแก้วกลับใสขึ้น และไม่ใช่ความใสแบบด้าน ๆ อย่างแก้วเจียระไนธรรมดา แต่เป็นความผ่องใสเหมือนนวลผักคะน้าหรือนวลมะม่วง ดวงแก้วจะเปล่งประกาย มีเสน่ห์ มีพลังแผ่ออกมา เป็นเพราะคุณยายท่านนำมากลั่นแก้และฝึกงานด้วยอานุภาพพระธรรมกาย ดวงแก้วเหล่านี้ คุณยายเก็บเอาไว้ใช้งานในเวลาประกอบวิชชาธรรมกาย ไม่ได้ใช้เป็นของขลังแต่อย่างใด ท่านเอามาใช้งาน มาฝึกสอน ท่านบอกว่า “เราทำอย่างไรให้เขาทำอย่างนั้น แต่ก่อนอื่นจะต้องเอามาสะสางธาตุธรรม ชำระให้สะอาดเสียก่อน” ตอนนั้นครูไม่ใหญ่ฟังไม่รู้เรื่อง แต่ก็ชอบฟัง ท่านยังบอกอีกว่า “ดวงแก้วทำได้ทุกอย่าง” เช่น ช่วยแก้ไขทุกข์ภัยมนุษย์ เขามาขอให้ช่วยอะไรก็ช่วยแก้ไขให้ นอกจากด้วยอานุภาพแห่งพระธรรมกายแล้ว ก็ใช้กายสิทธิ์ในดวงแก้วไปแก้ไข บางทีก็ไปปรับปรุงผลหมากรากไม้ คือ สมมุติมีพืชผลจำนวนหมื่นต้น กายสิทธิ์เขาจะพิสดารกายหมื่นกายเข้าไปอยู่ตรงกลาง แล้วปรับปรุงให้เป็นไปตามต้องการ ฝนแล้งก็ไปทำให้ฝนตก ฝนตกจนน้ำท่วมก็ไปแยกแผ่นดิน ตอนสงครามก็ปัดระเบิด กายสิทธิ์เหล่านี้ นอกจากช่วยเหลือแก้ไขทุกข์มนุษย์ทุกอย่างแล้ว ยังมีหน้าที่ตามสมบัติเป็นหลักอีกด้วย แก้วจากฟ้า ลอยมาหาผู้มีบุญ คนมีบุญที่ดวงแก้วลอยมาหาเองเลยก็มี ท่านคือ คุณยายเพิ่ม แก้ววิเศษ ด้วยบุญของท่านที่ทำไว้ในปางก่อน วันหนึ่งฝนฟ้าครึ้ม คุณยายเพิ่มกำลังรองน้ำอยู่ที่รางน้ำ อยู่ ๆ ก็มีเสียงฟ้าฝ่าเปรี๊ยะลงมาที่บ้าน ท่านได้ยินเสียงกลิ้งกรุบ ๆ มาที่รางน้ำฝน แล้วก็จ๋อมลงไปในโอ่ง ท่านเดินไปดูก็เห็นมีดวงแก้วอยู่ดวงหนึ่ง ทรงยาว ๆ ตรงโคนใส ตรงปลายขุ่นหน่อย ๆ น่าแปลกที่แก้วดวงนี้ลอยได้โดยไม่ต้องมีใครจับ ลอยแล้วเปล่งแสงได้ด้วย เวลาคุณยายเพิ่มจะไปไหน ดวงแก้วจะลอยนำหน้าสว่างไปเลย กิตติศัพท์นี้เลื่องลือกันไปทั่ว อยู่มาวันหนึ่งท่านเห็นดวงแก้วสวยดี ก็คิดว่าจะเอาไปทำหัวแหวน จะให้ช่างตัดตรงที่ขุ่น ๆ ออก แล้วเอาบริเวณที่ใส ๆ มาทำหัวแหวน แต่ช่างเห็นแล้วรู้สึกชอบ อาจเป็นเพราะได้ยินกิตติศัพท์ด้วยว่า แก้วดวงนี้มากับฟ้า ลอยได้ เปล่งแสงได้ พูดได้ด้วย ช่างก็เลยอยากได้ เวลาคุณยายเพิ่มไปทวงก็บ่ายเบี่ยง ไม่ให้เสียที แต่คุณยายเพิ่มท่านมีวิธีเรียกแก้วกลับมา ปรากฏว่า แก้วที่อยู่ในมือของช่างดิ้นพรวดลงมาเป็นแมลงภู่บินพรืดหายไปเลย ตกดึก คุณยายเพิ่มนอนตะแคงอยู่ พอพลิกตัวหลังไปทับดวงแก้ว อ้อ!ดวงแก้วกลับมาแล้ว ต่อมาท่านไปกราบเรียนเรื่องนี้ให้หลวงปู่ฟัง หลวงปู่ก็เลยขอยืมดวงแก้วไปทำวิชชา และให้ผู้ทำวิชชาใส่ไถ้ผูกไว้ที่เอว ขณะที่อยู่กับผู้ทำวิชชา มีครั้งหนึ่งดวงแก้วบอกว่า “เดี๋ยวไปช่วยหลานยายเพิ่มก่อน” แล้วก็แวบหายไป ปรากฏว่า หลานคุณยายเพิ่มถูกนักเลงรุมตีอยู่แถว ๆ กอหญ้า แต่อยู่ ๆ หลานคุณยายเพิ่มก็หายไป นักเลงที่รุมตีหาไม่เจอ เพิ่งเหยียบกันอยู่หยก ๆ อยู่ ๆ ก็หาไม่เจอ ฝ่ายหลานคุณยายเพิ่มก็เห็นเท้าพวกนักเลงเฉียดไปเฉียดมา แต่ไม่รู้ว่าทำไมพวกนั้นมองไม่เห็นตน เรื่องนี้เลื่องลือกันไปทั่ว ดวงแก้วเป็นของรักของหวง ผู้มีบุญในกาลก่อนก็มีดวงแก้วเหมือนกัน เช่น โชติกเศรษฐี ท่านมีดวงแก้วดวงหนึ่งเกิดจากบุญในอดีตชาติที่เคยถวายดวงแก้วแด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่อยู่ของท่านเป็นปราสาทแก้ว ในปราสาทสว่างไสวด้วยดวงแก้ว เหมือนความสว่างของแสงไฟ จะให้สว่างทั่วถึงก็ได้ จะให้สว่างเฉพาะส่วนก็ได้ จะให้สว่างแล้วไม่มีเงาของวัตถุสิ่งของก็ได้ ดวงแก้วดวงนี้นอกจากบันดาลความสว่างไสวไปทั่วทั้งปราสาทแก้วของท่านเศรษฐีแล้ว ยังบันดาลความสำเร็จทุกอย่างให้เกิดขึ้น แม้แต่นาคก็ยังมีดวงแก้วห้อยไว้ที่คอ เรื่องมีอยู่ว่า มีฤาษีพี่น้อง ตั้งอาศรมอยู่ริมน้ำ ฤาษีน้องเจริญเมตตาวิหารธรรมตลอดเวลา กระแสแห่งความเมตตาแผ่ไปทุกทิศทาง ไปกระทบใจพญานาคที่อยู่ใต้บาดาล พญานาคจึงมาตามกระแสนั้น เมื่อเห็นฤาษีน้องนั่งอยู่ที่อาศรมก็เกิดความรักขึ้นมา จึงเข้าไปแสดงความรักด้วยการรัดตัว ฤาษีน้องก็เหมือนคนธรรมดาที่เจองูรัด พอนาคมารัดบ่อย ๆ ฤาษีน้องก็ผอมลง ๆ ฤาษีพี่รู้เรื่องก็ถามว่า ที่ตัวนาคมีอะไรเป็นพิเศษไหม ฤาษีน้องบอกว่ามีดวงแก้วห้อยคออยู่ ฤาษีพี่ก็เลยแนะนำว่า ถ้านาคมาคราวนี้ให้ขอดวงแก้วจากนาค ต่อมานาคขึ้นมาหาฤาษีน้องเหมือนเดิม พอจะรัดตัว ฤาษีน้องก็ขอดวงแก้ว นาคบอกว่า “ไม่ได้ ดวงแก้วดวงนี้นำมาซึ่งอาหารต่าง ๆ และของที่ปรารถนา ให้ไม่ได้” วันนั้นเลยไม่กล้ารัดตัว รีบลงน้ำไปเลย วันหลังพอนาคมา ฤาษีน้องก็ขอดวงแก้วอีก ขอหลายครั้งเข้านาคก็เลยไม่มาอีก ดวงแก้วคุณยาย จิ๋วแต่แจ๋ว ดวงแก้วคุณยายที่ครูไม่ใหญ่มอบให้ผู้มีบุญ ดูเผิน ๆ ก็เหมือนแก้วจุยเจียธรรมดา บางท่านเคยได้รับไปแล้วหลายดวง และไม่เข้าใจว่าทำไมจะต้องมารับอีก ดวงแก้วนี้ที่จริงข้างนอกดูธรรมดา แต่ข้างในไม่ใช่ เพราะไม่ใช่ของตาย แต่เป็นของเป็น คุณยายท่านซ้อนทุกวันเป็นเวลาหลายปี กลั่นให้ใส ดวงแก้วนี้จึงมีความสำคัญต่อการสร้างบารมีของลูกทุกคน เพื่อให้สมบูรณ์ทั้งโลกิยทรัพย์และอริยทรัพย์ ดวงแก้วชุดนี้เป็นชุดสุดท้ายของคุณยาย ถึงขนาดเล็กก็มีอานุภาพ จิ๋วแต่แจ๋ว ถ้าขนาดใหญ่ระดับพ่อแก้วแม่แก้ว ก็แจ๋วคูณสาม คูณสี่ไปเรื่อย ๆ ได้ไปแล้วก็ขอให้เก็บรักษาไว้ให้ดี หล่อเลี้ยงเขาด้วยบุญ คือ ต้องสั่งสมบุญอยู่เป็นนิจ ทั้งทาน ศีล ภาวนา ยิ่งทำซ้ำ ๆ ดวงแก้วจะยิ่งมีอานุภาพเพิ่มขึ้น ภาษาคุณยายท่านจะพูดว่า “ตัวจะแก่ขึ้น” คือ กายเขาจะสุกใส สว่างขึ้นจากบุญที่เราทำ ซึ่งจะเนื่องไปถึงเขา เขาก็จะมาช่วยเหลือเกื้อกูลเราได้เร็วแรงขึ้นในทุกเรื่อง ทำความปรารถนาของเราให้สมหวังได้ ถ้าไม่ทำบุญเขาจะไม่อยู่ด้วย ต้องทำให้ถูกหลักวิชชา คือ พูดกับเขาด้วยปิยวาจา และทำแต่สิ่งดี ๆ เขาก็จะปกปักรักษา ช่วยตามสมบัติให้ ช่วยทำอะไรต่าง ๆ อีกหลายอย่าง กระทั่งคุมธรรมะให้เข้าถึงธรรม ตอนนี้ดวงแก้วไปอยู่บ้านใครจะไปช่วยเชื่อมสายสมบัติ เมื่อได้รับไปแล้วขอให้นำดวงแก้วไปตั้งไว้ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ทำใจหยุดใจนิ่งที่กลางดวงแก้ว แล้วตั้งความปรารถนา ถ้ามีความเลื่อมใสหนักยิ่งขึ้น ความปรารถนานั้นก็จะสำเร็จเร็วขึ้น ถ้าปานกลางก็จะหย่อนลงไป และถ้าใครดูแลไม่ดีดวงแก้วก็จะสูญหาย ถ้าหากคิดถึง ผูกสมัครรักใคร่ อ้อนวอนหนักเข้าก็กลับคืนมาใหม่ ให้นึกถึงเขาไว้ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ เรื่อย ๆ ไม่ว่าจะนั่ง นอน ยืน เดิน และพูดกับเขาทุกวัน ไม่ซ้ำเรื่องก็ไม่เป็นไร ไม่ต้องกลัวเขารำคาญหรือสับสนแบบมนุษย์ ดวงแก้วนี้เป็นสิ่งที่เนื่องกับวิชชาธรรมกายที่คุณยายท่านรักมาก การปรากฏตัวของแก้วชุดนี้ ปรากฏมาเพื่องานสร้างอาคาร ๑๐๐ ปี คุณยายอาจารย์ฯ ครูไม่ใหญ่ทำหน้าที่เป็นตัวแทนคุณยายมอบให้ผู้มีบุญ ที่ร่วมบุญสร้างอาคาร ๑๐๐ ปี คุณยายอาจารย์ฯ เมื่อได้รับของขวัญอันยิ่งใหญ่แล้ว ก็ให้ดีใจว่า เราจะมีดวงแก้วเหมือนอย่างคุณยาย เหมือนหลวงปู่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ  เหมือนพระเจ้าจักรพรรดิของญี่ปุ่น เหมือนท่านโชติกเศรษฐี และเหมือนพระเจ้าจักรพรรดิผู้ปกครองทวีปทั้ง ๔ ดวงแก้วนี้จะเป็นสิ่งเชื่อมโยงใจของเรากับบรมจักร ซึ่งทำหน้าที่ตามสายสมบัติ และความสุข ความเจริญรุ่งเรือง มาติดอยู่ที่ศูนย์กลางกายของพวกเราทั้งหลายไปทุกภพทุกชาติจนกระทั่งถึงที่สุดแห่งธรรม ไม่ว่าจะไปบังเกิดเป็นมนุษย์หรือชาวสวรรค์ก็ตาม สายสมบัตินี้จะเชื่อมโยงมาที่ตัวเรา ให้เรามีสมบัติทั้ง ๓ บังเกิดขึ้นไว้ใช้สร้างบารมีอย่างไม่รู้จักหมดสิ้น คือ มีรูปสมบัติ ทรัพย์สมบัติ คุณสมบัติ ตลอดจนกระทั่งลาภ ยศ สรรเสริญ สุข และมรรคผลนิพพาน ------------------------ ดวงแก้วคุณยาย แก้วสารพัดนึก พระภาวนาวิริยคุณ (หลวงพ่อทัตตชีโว) วันที่ ๒๗ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๓ หลวงพ่อเคยกราบเรียนถามคุณยายตั้งแต่สมัยเริ่มเข้าวัดว่า “ดวงแก้วกายสิทธิ์นี้มไว้ทำอะไร แล้วเขาเป็นใคร” คุณยายตอบชัดเจนว่า “เขาไม่ใช่กายทิพย์ ไม่ใช่กายมนุษย์ แต่เขามีลักษณะพิเศษ ของเขา ถ้าเขาอยู่กับผู้ที่ตั้งใจประพฤติปฏิบัติธรรม เขาจะทำหน้าที่คล้าย ๆ ลูกศิษย์วัด คือ ดูแลตามสมบัติให้ แต่เขาก็ไม่ใช่เทวดา เขามีสภาพอีกสภาพหนึ่ง คือ เป็นผู้คอยหล่อเลี้ยงมนุษย์” ในเวลาที่เจ้าของดวงแก้วตั้งใจปฏิบัติธรรม เขาจะทำหน้าที่ของเขาอีกเหมือนกัน คือ ช่วยดึงดูดใจของผู้ปฏิบัติธรรมให้เข้าไปสู่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ได้ง่ายขึ้น คุณยายท่านใช้คำว่า “ช่วยคุมบุญให้ ช่วยคุมใจเวลานั่งสมาธิให้” เพราะว่าเขามีฤทธิ์อยู่ในตัว โบราณจึงเรียกกันว่า แก้วกายสิทธิ์ หากใครได้อ่านคัมภีร์โบราณทั้งของจีน ของอินเดีย และของไทย จะเจอคำว่าดวงแก้วกายสิทธิ์ ซึ่งมีฤทธิ์ดังนี้ คือ • ตามสมบัติให้ได้ • เวลาปฏิบัติธรรมช่วยคุมธรรมะให้ได้ • เวลามีอุปสรรค จะช่วยทำหน้าที่เหมือน body guard เหมือนขุนพล หรือเหมือน รปภ.ที่ดูแลรักษา คุ้มครองเจ้านาย ดวงแก้วจะอยู่กับผู้ตั้งใจประพฤติปฏิบัติธรรมเท่านั้น อาหารของพวกเราเป็นข้าว เป็นน้ำ แต่อาหารของเขา คือ บุญ แต่เขาทำบุญด้วย ตัวเองไม่ถนัด ต้องอาศัยบุญจากผู้เป็นเจ้าของดวงแก้ว ตัวเขาในฐานะที่ไปช่วยตามสมบัติ ช่วยคุ้มครอง ปกป้อง และช่วยคุมธรรมะให้ ก็เลยได้บุญร่วมไปกับเราด้วย แต่มีข้อแม้ว่า ผู้ที่ได้ดวงแก้วไปต้องตั้งใจสร้างบุญ หากไม่ตั้งใจสร้างบุญ ก็เหมือนปล่อยให้เขาอดอาหารเขา จะไม่อยู่ด้วย ตรงกันข้ามหากตั้งใจสร้างบุญ กายสิทธิ์พวกนี้จะยิ่งรัก ยิ่งเคารพ ยิ่งเทิดทูนเจ้าของ เพราะเขาได้บุญโดยอาศัยเรา หากเราผู้เป็นเจ้าของตั้งเป้าว่าจะทำบุญเท่าไร พวกนี้เขาจะรับทราบ และมีหน้าที่ช่วยเรา แต่ถ้าเราปล่อยปละละเลย ทิ้ง ๆ ขว้าง ๆ พวกนี้ก็เฉาเหมือนกัน ไม่ยอมอยู่ด้วย ต้องไปหานายใหม่ที่ตั้งใจใช้เขาสร้างบุญ สร้างบาปเขาก็ไม่เอา กล่าวโดยสรุป แก้วกายสิทธิ์กับเราต้องพึ่งพาอาศัยกัน เขาช่วย ทำหน้าที่คุ้มครองปกป้องรักษาเรา ช่วยตามสมบัติมาให้เราใช้สร้างบุญ สร้างบารมี ยามป่วย ยามเจ็บ ยามไข้ ก็คุ้มครองเราได้อีกด้วย และเขาจะขยันมาก ๆ เมื่อเราตั้งใจทำบุญ ตั้งอยู่ในบุญ เพราะถ้าเราได้บุญ เขาก็ได้บุญด้วย คุณยายกล่าวเน้นอีกว่า เริ่มต้นหลวงปู่เป็นผู้สอนให้คุณยายฝึกดวงแก้วกายสิทธิ์ของคุณยายให้มีฤทธิ์ ยิ่งฝึกเขามากเท่าไร เขาก็ยิ่งเชี่ยวชาญในการทำหน้าที่ของเขามากเท่านั้น หากเป็นกายสิทธ์ที่ไม่ได้ฝึก ก็จะมีฤทธิ์แบบทั่ว ๆ ไป ดังที่มีคำร่ำลือว่า ในวันพระมีดวงแก้วลอยขึ้นมาที่นั่น ที่นี่ ดวงแก้วที่คุณยายนำมาฝึกแล้วเขาอยากอยู่กับคุณยาย คุณยายก็เลยตั้งใจฝึกอย่างเต็มที่ตั้งแต่มาอยู่วัดพระธรรมกาย เพราะว่าวัดพระธรรมกายมีทุนเริ่มต้นเพียง ๓,๒๐๐ บาท เงินทุนเท่านี้สร้างวัดไม่พอ ต้องอาศัยกายสิทธิ์เหล่านี้ซึ่งรักบุญช่วยไปตามคน เมื่อตอนเริ่มต้นสร้างวัด คุณยายบอกว่า “๑๐ ปีแรก หลวงพ่อทัตตะไม่ต้องออกไปเทศน์นอกวัด เดี๋ยวไม่ทันโลก” หลวงพ่อก็ถามคุณยายว่า “แล้วเราอยู่ที่วัดใครเขาจะมาฟังเทศน์” คุณยายบอกว่า “ท่านไม่ต้องกลัว ยายจะใช้กายสิทธิ์ไปตามคนมาให้ ท่านตั้งใจเตรียมเทศน์ให้ดี ก็แล้วกัน ยายจะตามมาให้” ตอนนั้น หลวงพ่อก็รู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง แต่ก็เป็นอย่างที่คุณยายบอกจริง ๆ คือ ถ้าเทศน์ที่วัดพระธรรมกายก็อย่างที่เราเห็น จะมีคนฟังเป็นหมื่น เป็นแสน หลาย ๆ แสน เกือบ ล้านคนก็เคยมี แต่ถ้าให้หลวงพ่อไปเทศน์ที่สนามหลวง สงสัยไม่มีใครมาฟังเลย เพราะกายสิทธิ์เขามีหน้าที่ทำที่นี่ เขาไม่ได้ไปสะเปะสะปะ จะต้องบอกเขาให้ชัดเจนว่า จะไปทำอะไร ได้บุญมากมายขนาดไหน เขาก็ทุ่มเต็มที่ เพราะเขาก็ต้องการบุญเหมือนอย่างพวกเรา เพราะฉะนั้นทุกท่านที่ได้ไปแล้ว อย่าวางเขาไว้เฉย ๆ ให้คิดถึงเขา แล้วชวนเขาทำบุญทุกบุญ นึกถึงหน้าใครได้ก็บอกกายสิทธิ์ให้ไปตามเขามาสร้างบุญด้วย อันนี้เป็นหน้าที่ของเขา แล้วก็ไม่ต้องกลัวเขาเหนื่อย เขาต้องการทำงาน เพราะเขาก็ต้องการบุญเช่นเดียวกับเรา เมื่อได้ไปแล้วเก็บรักษาเขาให้ดีด้วย ไม่ว่าจะประกอบธุรกิจการงานใด ๆ บอกเขาไปเถิดว่า “เอาบุญร่วมกันนะ และให้ไปช่วยตามลูกค้ามาเยอะ ๆ ด้วย” ใครที่เป็นครูบาอาจารย์ เป็นนักศึกษา หรืออาชีพอะไรก็ตาม บอกเขาไปเถิด เดี๋ยวเขาจะมาช่วยเวลาทำงาน ใครทำไร่ ทำสวน บอกเขาไปเถิด เดี๋ยวผลไม้รากไม้เต็มสวน รสชาติดีเป็นพิเศษ ใครรับราชการงานเมือง ใช้งานเขาเถิด แต่มีข้อแม้ว่า ต้องทำทานเป็นประจำ ต้องรักษาศีลเป็นประจำ ต้องนั่งสมาธิเป็นประจำ แล้วเขาจะเป็นเหมือนแก้วสารพัดนึกของเรา กายสิทธิ์ประเภทนี้ เรารู้จักในนามของแก้วจักรพรรดิ เป็นแก้ว ชุดเดียวกับแก้วจักรพรรดิ ที่พระเจ้าจักรพรรดิท่านมี แม้กำลังบุญของเราขณะนี้ยังไม่ถึงพระเจ้าจักรพรรดิผู้ปกครองโลก แต่ว่าได้ขุนพลแก้วที่ คุณยายเตรียมทำไว้ให้ก็แสนวิเศษแล้ว เก็บรักษาให้ดีด้วย ขยันใช้เขาด้วย แล้วเขาจะมีฤทธิ์เหมือนกับดวงแก้วของพระเจ้าจักรพรรดิ ------------------------------- ดวงแก้วคุณยาย มาเพื่อสร้างอาคาร ๑๐๐ ปี พระครูสมุห์สุวิทย์ สุวิชชาโภ ๓๑ สิงหาคม ๒๕๕๓ เมื่อตอนที่หลวงพี่ไปวัดปากน้ำครั้งแรก ตอนปลายปี พ.ศ. ๒๕๑๑ ก็ได้พบคุณยาย ตอนนั้นท่านอยู่ที่บ้านธรรมประสิทธิ์ หลวงพี่มีโอกาสอยู่ใกล้ท่าน ได้พูดคุยกับท่านตั้งแต่ตอนนั้น และได้ฟังเรื่องราวต่าง ๆ จากท่าน รวมทั้งเรื่องดวงแก้ว เมื่อพูดถึงคำว่า “แก้ว” คุณยายท่านจะรู้สึกสดชื่นมาก ท่านเคยบอกว่า “เรื่องแก้วนี่..ยายรู้ดี หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านเคยใช้ให้ยายไปค้นเรื่องแก้ว” คำว่า “ค้น” ในที่นี้ ก็คือ ค้นไปสู่ละเอียด ว่า เรื่องราวของแก้วเป็นมาอย่างไร จะเอามาใช้งานได้อย่างไร เพราะว่า “แก้ว” เขามีศักยภาพที่ใช้งานได้ดี เรื่องนี้เป็นสิ่งที่พระเดชพระคุณหลวงปู่ท่านฝึกฝนให้คุณยายทำจนกระทั่งเชี่ยวชาญ ทำให้คุณยายมีความคุ้นเคยกับแก้วเป็นอย่างดี หลวงพี่เคยถามคุณยายว่า “ยาย..แล้วยายรักแก้วไหม..” คุณยายตอบว่า “ยายรักแก้ว ของอย่างอื่นยายไม่รัก ยายเฉย ๆ แต่แก้วนี่ยายรัก” เพราะคุณยายคุ้นเคยที่ต้องค้นและทำงานร่วมกันมา ทำให้ท่านผูกพันอยู่กับเรื่องแก้วมาก จำได้ว่า สมัยแรก ๆ ที่หลวงพี่ไปบ้านธรรมประสิทธิ์ ตอนนั้น “ดวงแก้ว” เป็นสิ่งที่หายาก แล้วเวลาคุณยายแนะนำการปฏิบัติธรรม ท่านจะให้ใช้นิมิตเป็นองค์พระ เพราะดวงแก้วหายาก พวกเราชุดแรก ๆ ที่ไปนั่งสมาธิที่บ้านธรรมประสิทธิ์ จึงมักไม่ได้ใช้ดวงแก้วเป็นนิมิต สมัยที่พระเดชพระคุณหลวงปู่ท่านทำวิชชา ท่านใช้ “ดวงแก้ว” เข้ามาช่วยทำ ท่านรู้ค่าของกายสิทธิ์ที่อยู่ในดวงแก้ว เมื่อท่านรู้ข่าวว่าใครมีดวงแก้ว ท่านก็จะขอยืมไปทำวิชชา ดวงแก้วจึงเป็นสิ่งที่หลวงปู่ท่านใช้มาตั้งแต่ในยุคนั้นแล้ว แก้วบางดวงมีประวัติว่าเก่ง เป็นที่ปรารถนาของลูกศิษย์ลูกหา ทั้งหลาย บางดวงพระเดชพระคุณหลวงปู่ท่านก็เอามาให้คุณยายใช้ ที่คุณยายท่านเล่าว่า ท่านถือดวงแก้วไว้ขณะทำวิชชา ดวงแก้วที่ว่านั้น ก็คือ ดวงแก้วที่หลวงปู่ให้ท่านไว้ เพราะฉะนั้น เรื่องแก้วจึงเป็นเรื่องที่มีคุณค่ามาตั้งแต่ยุคพระเดชพระคุณหลวงปู่มาถึงคุณยาย แล้วก็สืบทอดมาถึงพระเดชพระคุณหลวงพ่อของเรา พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านก็สนใจเรื่องดวงแก้ว และสะสมดวงแก้วไว้จำนวนหนึ่งเช่นกัน หลวงพี่บวชเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๗ พอถึงปี พ.ศ. ๒๕๑๘ ก็ย้ายมาอยู่ที่วัดพระธรรมกาย คุณยายและพระทุกรูปมากันหมด ย้ายมาอยู่ที่วัดแล้วประมาณ ๕ - ๖ ปี ถึงเริ่มได้ข่าวว่ามีทางที่จะหา “แก้ว” ได้ ช่วงนั้นมีข่าวว่าที่ประเทศญี่ปุ่นมีแก้ว พอรู้ว่าที่ประเทศญี่ปุ่นมีแก้ว เราก็เลยหาวิธีที่จะได้แก้วมา ต่อมา หลวงพี่ได้แก้วดวงแรกขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ ๓ เซนติเมตรกว่า ๆ เป็นแก้วชุดแรกที่ได้มาสำหรับพระรุ่นบุกเบิกสร้างวัด พอได้แก้วมาสิ่งแรกที่หลวงพี่ทำก็คือ นึกถึงครู หลวงพี่จึงเอา “แก้ว” ไปฝากไว้กับคุณยายก่อน เราเป็นศิษย์มีครู รู้ว่าศักยภาพของเรามีน้อย แต่คุณยายท่านชำนาญ จึงเอาแก้วไปฝากท่าน จะได้อาศัยอานุภาพบารมีธรรมของครูบาอาจารย์ช่วยกลั่นแก้วของเราให้ดี ๆ หลวงพี่บอกท่านว่า “ยาย ๆ พระฝากแก้วไว้ด้วย ยายช่วยซ้อนให้ด้วยนะ” คุณยายท่านก็เมตตารับเอาไว้ ตามปกติในยุคนั้น พระที่ได้รับแก้วมาจะนำไปฝากไว้กับคุณยาย แต่ว่าแก้วไม่ได้อยู่กับคุณยายนาน อยู่แค่ประมาณอาทิตย์หนึ่งหรือสองอาทิตย์ หรือนานหน่อยก็ประมาณ ๑ เดือน แล้วก็จะไปรับคืน ถ้าไม่ได้ไปรับคืน คุณยายจะมาบอกให้ไปเอา ช่วงเวลานั้น พอพระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านทราบว่าประเทศญี่ปุ่นมีแก้ว ท่านก็เลยให้ญาติโยมช่วยกันหามาให้ หลวงพี่เข้าใจว่าคงจะเป็นแก้วชุดนี้ ตอนที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านหามา ท่านหามาเป็นชุด ๆ เพราะท่านรู้ว่าแก้วจะมาช่วยสร้างวัด เมื่อหามาได้แล้ว สิ่งที่ท่านทำก็คือ เอาไปไว้ที่คุณยาย ดวงแก้วชุดนี้น่าจะได้มาในปี พ.ศ. ๒๕๒๗ ดูจากหลักฐานกระดาษหนังสือพิมพ์ที่หุ้มห่อดวงแก้วมาพิมพ์อักษรญี่ปุ่นปี พ.ศ. ๑๙๘๔ ประมาณ ๒๕ ปีแล้ว ซึ่งเทียบดูกับเวลาที่หลวงพ่อท่านให้หาแก้วก็ประมาณนั้นจริง ๆ เมื่อดวงแก้วไปถึงคุณยายแล้ว ท่านก็ซ้อน ยิ่งซ้อน ยิ่งศักดิ์สิทธิ์ ยิ่งมีอานุภาพ แม้กระทั่งพระในยุคนั้น ก็ยังต้องไปขอบารมีธรรมคุณยายช่วยซ้อนให้ พอได้แก้วที่คุณยายซ้อนให้กลับมาแล้ว ก็จะเอาติดตัวไว้ มาถึงยุคนี้ ดวงแก้วเก็บไว้ที่กุฏิคุณยายนานถึง ๒๐ กว่าปีแล้ว เป็นแก้วที่มีค่ามาก พอถึงเวลา คำว่า “ถึงเวลา” นี้ ขอให้รู้ว่าถึงเวลาที่แก้วจะมาถึงเรา มาถึงเจ้าของ หลวงพี่ว่าคงเป็นบุญของพวกเรา ที่จะได้แก้วประจำตัว ควบคู่กันไปกับการสร้างบารมี เพื่อสร้างอาคาร ๑๐๐ ปี คุณยายอาจารย์ฯ เพราะว่าสิ่งเหล่านี้จะได้อยู่ควบคู่กันไปในประวัติชีวิตการสร้างบารมีของพวกเรา เรื่องการซ้อนดวงแก้ว ขอให้มั่นใจได้เลยว่า มีอยู่ไม่กี่คนที่ทำได้ ขอยืนยันว่ามีอยู่ไม่กี่คนที่ทำได้ แล้วคุณยายเป็นหนึ่งไม่มีสองของพระเดชพระคุณหลวงปู่ คุณยาย คือ ผู้หนึ่งที่ทำได้ แก้วที่ได้รับการซ้อนจากคุณยายมีอานุภาพมหาศาล แต่เราจะรักษาดวงแก้วเอาไว้ได้ขนาดไหน อย่างไร ก็ขึ้นอยู่กับเรา ใจเราต้องใส แล้วก็ต้องรักการทำบุญ เพราะแก้วเขาจะได้บุญควบคู่กันไปกับเรา ที่หลวงพี่บอกว่าคุณยายรักแก้ว เพราะท่านพูดอย่างนั้นจริง ๆ และเมื่อฟังที่คุณยายท่านเล่าแล้ว หลวงพี่ก็อยากจะกล่าวว่า แก้วก็รักยาย เช่นกัน อาคารหลังนี้ ที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อตั้งชื่ออาคารว่า อาคาร ๑๐๐ ปี คุณยายอาจารย์ฯ คำว่า ๑๐๐ ปี นับตั้งแต่ปีเกิดของคุณยาย คือ พ.ศ. ๒๔๕๒ ซึ่งมาครบ ๑๐๐ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๕๒ การนับ ๑๐๐ ปี ตั้งแต่ปีเกิด เป็นสิ่งที่บอกว่าในใจของหลวงพ่อมีคุณยายตลอด ไม่มีขาดช่วง ไม่มีคำว่าจากไป และถ้าหากว่านับ ๑๐๐ ปีอย่างนี้ ปีนี้ก็เป็นปีที่ ๑๐๑ (พ.ศ. ๒๕๕๓) แล้วก็จะสามารถนับต่อ ๆ กันไปได้ เรื่อย ๆ เป็นสิ่งที่บอกว่าพระเดชพระคุณหลวงพ่อนึกถึงคุณยายอยู่เสมอมิได้ขาด อาคารหลังนี้ตั้งใจสร้างเพื่องานพระศาสนาและบูชาธรรม คุณยาย ๑๐๐ ปี การที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อบูชาธรรมคุณยายด้วยอาคาร ๑๐๐ ปี ขอให้รู้เถอะว่าในละเอียด ๆ แล้ว คุณยายทุ่มเทให้กับหลวงพ่อเต็มที่เช่นกัน อาคาร ๑๐๐ ปี ของคุณยาย ในละเอียดแล้วคุณยายท่านพร้อม คุณยายเต็มที่ เพื่อให้อาคารหลังนี้สำเร็จสมความปรารถนาของหลวงพ่อ เพราะคุณยายไม่เคยขัดอะไรหลวงพ่อเลย ฉะนั้น อาคารหลังนี้จะเป็นอาคารที่หลวงพ่อบูชาธรรมคุณยาย และคุณยายก็ตอบสนองหลวงพ่อด้วยเช่นกัน การปรากฏของดวงแก้วคุณยาย จึงเป็นการปรากฏขึ้นอย่างถูกที่ ถูกเวลา และถูกคน คือ มาถึงลูกหลานคุณยายทุกคน รับไปแล้วก็ทำให้ดี ไปทำให้คุณยายสมหวัง คุณยายท่านต้องการให้พระเดชพระคุณหลวงพ่อสมปรารถนาในการสร้างบารมีในการทำงานพระศาสนา ขอความมีชีวิตของคุณยายที่ยั่งยืนอยู่ในใจของพระเดชพระคุณหลวงพ่อ มาอยู่ในใจของพวกเรา ขอบุญบารมีที่คุณยายได้สั่งสมมา มาช่วยทำให้เราสมความปรารถนา ขอให้ดวงแก้วที่ทั้งคุณยายและหลวงพ่อมอบให้กับเรานี้ เป็นดวงแก้วคู่บุญของเรา ติดตัวเราไปเพื่อที่จะได้สร้างบุญบารมีให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป -------------------------- แก้วดูดทรัพย์ คุณธานีรัตน์ บุญทองคำแก้วมณี หลังจากที่ทำความรู้จักคุ้นเคยกับดวงแก้วมาพอสมควรแล้ว ลองไปดูกันว่า มีอะไรดี ๆ เกิดขึ้นกับคนที่รับดวงแก้วคุณยายไปบ้าง อยากรู้เหมือนกันว่า เขาปฏิบัติอย่างไรกับดวงแก้วบ้าง เขาใช้ดวงแก้วตามหลักวิชชาหรือเปล่า ถ้ามีอะไรดี ๆ เราจะได้เอา know-how มาใช้บ้าง เพราะเราก็มีดวงแก้วเหมือนกัน เริ่มกันที่คุณธานีรัตน์ บุญทองคำแก้วมณี เจ้าของร้านเซเว่นเจมส์ ร้านขายจิวเวลรี ที่ห้างสรรพสินค้าเดอะมอลล์ จ.นครราชสีมา ผู้พบอานุภาพดวงแก้วเข้าไปเต็ม ๆ ในภาวะเศรษฐกิจฝืดเคือง ชาวประชาชักหน้าไม่ถึงหลังเช่นนี้ ไม่ต้องบอกก็เดาถูกว่า ธุรกิจจิวเวลรีที่ขายของฟุ่มเฟือย ฟู่ฟ่า ราคาแพง ต้องประสบปัญหาแน่นอน แล้วคุณธานีรัตน์เธอทำอย่างไรกัน คนที่เดินผ่านไปมาหน้าร้านถึงได้หอบเงินเดินเข้ามาให้เธอง่าย ๆ เธอบอกว่า เธอเชื่อมั่นในบุญ ไม่ว่าเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร เธอก็ไม่ทิ้งบุญ แถมยังเร่งสร้างบุญหนักเข้าไปอีก นี่! แบบนี้เรียกว่าคิดบวก ที่ผ่าน ๆ มาเธอก็ทำบุญทุกบุญกับคุณครูไม่ใหญ่มาโดยตลอด และตั้งใจว่าปีนี้เธอกับครอบครัวจะต้องทำบุญสร้างอาคาร ๑๐๐ ปี คุณยายอาจารย์ฯ ให้สำเร็จตามเป้าที่ตั้งไว้ให้ได้ หลังจากที่เธอได้ดวงแก้วคุณยายที่คุณครูไม่ใหญ่มอบให้ เธอก็นำไปไว้บนหิ้งพระ แล้วสวดมนต์ นั่งสมาธิทุกวันไม่ขาด ทำทานทุกวันด้วย ถ้าวันไหนไม่ได้ไปวัด เธอก็หยอดกระปุกมณีทวีบุญ แล้วนำดวงแก้วมาไว้ในมืออธิษฐานกับดดวงแก้วด้วยถ้อยคำที่อ่อนหวานว่า “หลวงปู่ หลวงพ่อ คุณยาย ดวงแก้วกายสิทธิ์ เจ้าขา ขอให้ลูกขายของได้เกินควรเกินคาด ซื้อง่าย ขายคล่อง กำไรงาม ขอให้สินค้าที่อยู่ในตู้โชว์ถูกอกถูกใจลูกค้า ให้มีลูกค้ามาซื้อของที่ร้านลูกเยอะ ๆ นะคะ” เธออธิษฐานอย่างนี้ทุกวัน พอจะออกจากบ้านก็นำดวงแก้วติดตัวไปด้วยตลอด พอไปถึงร้านก็นำไปวางใกล้ ๆ ป้ายชื่อร้าน ทำอย่างนี้ทุกวัน หลังจากที่เธออธิษฐานจิตและเติมบุญให้ดวงแก้วได้เพียงไม่กี่วันเท่านั้น ปรากฏว่ามีลูกค้าแห่กันมาเลือกซื้อจิวเวลรีที่ร้านกันเพียบ จนร้านข้าง ๆ ในย่านเดียวกัน ถามว่า “เจ๊แมว วันนี้ที่ร้านมีทัวร์มาลงหรือ ทำไมลูกค้าเข้าแต่ร้านเจ๊ ไม่มาเข้าร้านฉันบ้างเลย” เรียกว่าร้านคุณธานีรัตน์ขายได้อยู่ร้านเดียว แล้วที่น่าแปลกหนักเข้าไปอีก ก็คือ ปกติลูกค้าส่วนใหญ่จะไม่ใช้เงินสดซื้อจิวเวลรี แต่นี่กลับจ่ายเงินสดกันเป็นส่วนใหญ่ มีลูกค้ารายหนึ่งมาดูของแล้วอยากจะซื้อ แต่บอกว่าเงินในบัตรเครดิตไม่พอสงสัยจะรูดไม่ได้ พอลองรูดบัตรเครดิตดูกลับรูดได้ แล้วไม่ใช่รายเดียว มารายไหนรูดได้หมด คุณธานีรัตน์ยังมี know-how อีก เวลาเธอนั่งสมาธิ เธอก็จะนึกถึงลูกค้าที่เคยมาดูจิวเวลรีแล้วไม่ซื้อ แล้วอธิษฐานจิตขอให้กายสิทธิ์ในดวงแก้วช่วยไปตามเขาให้กลับมาซื้อ ปรากฏว่าวันรุ่งขึ้นเท่านั้นแหละ ลูกค้าคนนั้นหน้าตั้งกลับมาซื้อของเลย แถมบอกเธอว่า “ไม่รู้เป็นอย่างไร อยากได้มากจนต้องกลับมาซื้อค่ะ” เรียกว่าร้านเซเว่นเจมส์ขายจิวเวลรีระเบิดเถิดเทิงอยู่ร้านเดียว จนร้านอื่นในย่านนั้นต้องหันมามอง บางคนก็มาถามว่า “เจ๊แมวมีของดีอะไร บอกกันบ้างสิ” คุณธานีรัตน์จึงเล่าให้เขาฟังว่า “ง่ายนิดเดียว ก็บุญไง” แล้วเธอก็ชวนเขาไปวัดพระธรรมกาย แค่ได้ยินชื่อวัดเท่านั้น ราหูเข้าแทรก โต้กลับมาทันทีว่า “ไม่เอาหรอก ฉันไม่ชอบวัดนี้ ฉันชอบทำบุญวัดจน ๆ ฉันไม่ไปหรอกวัดนี้” ตามด้วยข้อกล่าวหาเดิม ๆ ที่ได้ยินซ้ำซากอีกเป็นชุด ผลจากการกล่าวหาวัดเป็นกระบุงโกยในครั้งนี้ ทำให้วันนั้นขายของไม่ได้สักชิ้น ต้องม้วนเสื่อกลับบ้าน ปิดร้านก่อนเวลา เพราะลูกค้าไม่มีอารมณ์เข้าร้านสักคน คุณธานีรัตน์อยากบอกทุกคนว่า ดวงแก้วของคุณยายศักดิ์สิทธิ์จริง ๆ เพราะตั้งแต่ได้ดวงแก้วมา ก็ดูดทรัพย์เข้าร้าน ทำให้ร้านเธอขายดิบขายดี คึกคักผิดหูผิดตา จนคนแซวว่าทัวร์ลง เพราะคนแน่นร้านไปหมด ทั้ง ๆ ที่สินค้าของเธอแต่ละชิ้นราคาไม่ใช่น้อย ๆ บางคนขายเสื้อขายผ้าตัวละร้อยสองร้อย ยังขายไม่ค่อยจะออกเลยในภาวะเช่นนี้ ดังนั้น ใครที่ได้ดวงแก้วไปก็ขอให้นำไปใช้ให้ถูกหลักวิชชา เอาบุญให้เขามาก ๆ แล้วจะประสบความสำเร็จในสิ่งที่ปรารถนาเหมือนเธอ และที่สำคัญอย่าละเลยเรื่องการไปชวนคนสร้างอาคาร ๑๐๐ ปี คุณยายอาจารย์ฯ ให้สำเร็จด้วย เพื่อตอบแทนพระคุณคุณยายที่เมตตาซ้อนวิชชาธรรมกายให้ดวงแก้วมีความศักดิ์สิทธิ์ยิ่งขึ้น รวมทั้งยังเมตตาเก็บรักษาดวงแก้วมณีอันล้ำค่าไว้จนกระทั่งมาถึงมือเรา ซึ่งจะเป็นมรดกอันล้ำค่าแก่ลูกหลานของเราต่อไป ------------------------------- แก้วสารพัดนึก คุณมานีกับคุณชำนาญ ภูริปัญญวานิช คุณมานีกับคุณชำนาญ ภูริปัญญวานิช เป็นเจ้าของธุรกิจรับติดตั้งสแตนเลส กระจก อลูมิเนียม คุณมานีได้รับดวงแก้วคุณยายไปเมื่อวันที่ ๒๗ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๓ มาดูกันว่า มีอะไรเกิดขึ้นกับเธอบ้าง... วันแรกที่คุณมานีได้รับดวงแก้วไป พอกลับไปถึงบ้านเธอก็ไปหาโกฏิแก้วมาใส่ดวงแก้ว แล้วพรมน้ำดอกมะลิที่ดวงแก้ว และเอาพวงมาลัยดอกมะลิมาบูชา แล้วก็นำดวงแก้วไปวางไว้ที่หน้าหิ้งบูชาพระเดชพระคุณหลวงปู่วัดปากน้ำ อธิษฐานจิตกับพระเดชพระคุณหลวงปู่ว่า “หลวงปู่เจ้าขา ช่วยกลั่นดวงแก้วด้วยนะเจ้าคะ” เธออธิษฐานพร้อมกับนึกน้อมดวงแก้วมาจรดไว้นิ่ง ๆ ที่ศูนย์กลางกาย พอสิ้นคำอธิษฐาน ภาพดวงแก้วปรากฏขึ้นชัดเจน และมีแสงสว่างวาบขึ้นที่ศูนย์กลางกายของเธอ มีลักษณะเหมือนเวลาโยนหินลงไปในน้ำ แล้วเกิดเป็นวงขยายออกไป แสงสว่างนี้ขยายพรึ่บออกมาทันที เธอปีติตื้นตันใจมาก นี่เป็นแค่การนำดวงแก้วมาบูชาครั้งแรกของเธอ คุณมานีดูแลดวงแก้วตามวิธีครองใจดวงแก้วที่คุณครูไม่ใหญ่สอน ยิ่งพอเธอรู้ว่าดวงแก้วของคุณยายไปได้มาได้ เธอก็กลัวว่าดวงแก้วจะไม่อยู่กับเธอ กลัวเขาจะไม่ช่วยเธอ เธอคิดว่า “ถ้าเราอยากให้ดวงแก้วรักเรา เราก็ต้องรักดวงแก้วมาก ๆ” จากนั้น เธอจึงนำดวงแก้วที่วางไว้บนหิ้งมาไว้ใกล้ตัว บูชาด้วยดอกมะลิ และทำบุญทุกวัน ทั้งสวดมนต์ นั่งสมาธิ ทำทาน รักษาศีล และที่ไม่เคยขาดเลย คือ โทรศัพท์บอกบุญสร้างอาคาร ๑๐๐ ปี คุณยายอาจารย์ฯ แล้วแบ่งบุญนี้ให้ดวงแก้ว ที่คุณมานีทำอย่างนี้ถือว่าถูกหลักวิชชา เพราะดวงแก้วที่เธอได้มา เป็นดวงแก้วในชุดที่อยู่ในกุฏิคุณยาย ที่ปรากฏขึ้นเพื่อสร้างความสำเร็จให้แก่อาคาร ๑๐๐ ปี คุณยายอาจารย์ฯ การที่เจ้าของดวงแก้วตั้งใจช่วยสร้างอาคารอย่างเต็มที่ เต็มกำลัง ย่อมเป็นที่ถูกอกถูกใจของกายสิทธิ์ ในดวงแก้ว ลองดูต่อไปสิว่า มีอะไรดี ๆ เกิดขึ้นอีกไหม ในแต่ละวัน คุณมานีคุยกับดวงแก้วบ่อย ๆ “ดวงแก้วคะ วันนี้มานีไปทำบุญที่วัดมา เอาบุญมาฝากนะคะ ให้ดวงแก้วได้บุญกับมานีทุก ๆ บุญเลยนะคะ” จากนั้น เธอถึงจะบอกเรื่องที่เธออยากขอให้ดวงแก้วช่วย พร้อมทั้งระบุเรื่องราวที่ต้องการให้ช่วยอย่างชัดเจน ทั้งเหตุการณ์ ทั้งชื่อ นามสกุล ของผู้ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่อยากให้ดวงแก้วช่วย ตัวอย่างเช่น ตอนที่คุณมานีอยากได้เงินที่มีคนยืมไปกลับคืนมา เธอก็อธิษฐานเอาบุญให้ดวงแก้ว แล้วบอกกับดวงแก้วว่า “ขอให้คนชื่อ....เอาเงินมาคืนเสียที” จากนั้นก็โทรศัพท์ไปหาเขา ปรากฏว่า ลูกหนี้รายนี้นำเงินมาคืนจริง ๆ ทั้ง ๆ ที่ค้างหนี้มาหลายปี จนเกือบจะกลายเป็นหนี้สูญอยู่แล้ว นอกจากนี้ยังมีเหตุการณ์ที่อัศจรรย์เกิดขึ้นอีก ด้วยความที่เธอตั้งใจจะสร้างอาคาร ๑๐๐ ปี คุณยายอาจารย์ฯ แบบสุดกำลัง และได้บอกกล่าวความปรารถนานี้กับดวงแก้วบ่อย ๆ เพียงแค่ไม่กี่วันนับตั้งแต่ได้รับดวงแก้วมา บริษัทของเธอก็สามารถประมูลงานได้มูลค่ากว่าสิบล้าน นี่แหละฝีมือของแก้วสารพัดนึกที่คุณยายซ้อนมาเป็นอย่างดี และอยู่กับท่านมานานกว่าดวงแก้วชุดใด ๆ การที่คุณมานีดูแลเขาเป็นอย่างดีด้วยการให้บุญเขา ทำให้เขาตอบแทนเธออย่างเป็นอัศจรรย์ เพราะ ดวงแก้วรับรู้ว่าเจ้าของตั้งใจทำความดี และรู้ว่ารายได้ส่วนหนึ่งที่เกิดขึ้น คุณมานีจะเอาไปทำบุญทำกุศล เอาไปสร้างอาคาร ๑๐๐ ปี คุณยายอาจารย์ฯ เขาจึงอยากช่วยให้สมปรารถนา เพราะเขาเองก็จะได้บุญใหญ่กับเธอไปด้วย ในฐานะที่ช่วยตามสมบัติมาให้ ----------------------------------- แก้วพารวย คุณธานีรัตน์ บุญทองคำแก้วมณี คุณกชวรรณ สุดชาญชัยกุล เจ้าของร้าน เจ แอนด์ ดับบิว ร้านขาย กิ๊ฟต์ช็อปที่ตลาดย่านสำเพ็ง เป็นผู้มีบุญอีกผู้หนึ่งที่ได้รับดวงแก้วของ คุณยาย คุณกชวรรณ เปิดร้านทำมาค้าขายตามปกติมาเป็นเวลา ๗ ปี จนกระทั่ง ๒ ปีที่ผ่านมานี้ เศรษฐกิจไม่ดี ทำให้ร้านของเธอซึ่งเคยขายของได้วันละไม่ต่ำกว่า ๗๐,๐๐๐ บาท ยอดขายตกฮวบลงมาเหลือเพียงวันละ ๑๐,๐๐๐ – ๒๐,๐๐๐ บาทเท่านั้น วันไหนโชคดีถึงจะขายได้ ๓๐,๐๐๐ - ๔๐,๐๐๐ บาท ต่อมา เธอกับคุณชริตา ษิริรักษ์ น้องสาว ได้รับดวงแก้วคุณยายไปคนละดวง ทั้งคู่ทำตามหลักวิชชาในการหล่อเลี้ยงดวงแก้วด้วยบุญ โดยการนั่งสมาธิเพื่อเอาบุญให้ดวงแก้วทุกวัน แล้วก็นึกถึงดวงแก้วตลอดเวลา เธอตั้งชื่อดวงแก้วว่า คุณใจดี ส่วนดวงแก้วของน้องสาวชื่อว่า คุณใจใส คุณกชวรรณพูดกับดวงแก้วว่าทุก ๆ วันว่า “ลูกแก้วกายสิทธิ์ คุณใจดี กับคุณใจใส มานั่งสมาธิด้วยกันนะ” ผ่านไปไม่กี่วัน จากร้านที่เหงา ๆ ขายได้วันละประมาณหมื่นกว่าบาท กลับคึกคักขึ้นมาเป็นอัศจรรย์ ขายดีมาก ๆ เพิ่มเป็นวันละ ๖๐,๐๐๐ - ๗๐,๐๐๐ บาท เป็นอย่างนี้เกือบทุกวัน ลูกค้าซื้อง่าย จ่ายคล่อง ไม่ว่าจะแนะนำอะไร ก็เออออหมดเลย ในขณะที่ร้าน อื่น ๆ ยังคงเงียบเหงาอยู่เหมือนเดิม ที่น่าตื่นเต้นที่สุด ก็คือ วันอาทิตย์ต้นเดือนที่ผ่านมา (๕ กันยายน ๒๕๕๓) เธอกับน้องสาวไปวัดพระธรรมกายเพื่อร่วมพิธีบูชาข้าวพระ และอยู่รับผ้าไตรกฐินคุณยายในช่วงบ่าย ปกติวันอาทิตย์ที่ร้านของเธอ ขายของครึ่งวัน ประมาณบ่าย ๒ โมง ก็จะปิดร้าน วันนั้น เธอกับน้องสาวลองอธิษฐานจิตกับดวงแก้วคุณยาย อยากรู้ว่าดวงแก้วจะศักดิ์สิทธิ์จริงไหม ตอนแรกเธออธิษฐานเอาบุญทุกบุญให้ดวงแก้ว แล้วจึงอธิษฐานให้ดวงแก้วไปขายของให้ที่ร้าน แต่ก็ยังไม่กล้าตั้งเป้าสูง เธอบอกดวงแก้วว่า “วันนี้ให้ได้สัก ๗๐,๐๐๐ บาทขึ้นไป” ปรากฏว่าพอโทรไปเช็กที่ร้าน ลูกน้องบอกว่า “เจ๊ หนูไม่เคยเห็นลูกค้ามาแบบนี้เลย มาพร้อมกัน แล้วก็สั่งของจนพวกหนูหัวหมุนไปหมดแล้ว วันนี้เป็นอะไรก็ไม่รู้ มีแต่ลูกค้า รายใหญ่มาทั้งนั้น สั่งของคนละ ๒ หมื่น ๓ หมื่น พวกหนูต้องวิ่งขึ้นไปเอา สต็อกของข้างบน แล้วก็เอาใจใครไม่ถูกเลย พอให้คนนี้ คนนั้นก็งอน แย่งกันซื้อ พอเห็นสินค้าปุ๊บ ก็พูดคำเดียวว่า เอาหมด ๆ”วันนั้นแค่ครึ่งวัน ปรากฏว่าขายได้ ๑๐๐,๐๐๐ บาทเศษ ๆ เธอถึงกับตกตะลึง และเชื่อมั่นในอานุภาพของดวงแก้วคุณยายว่าศักดิ์สิทธิ์จริง ๆ ทุกวันนี้ เธอพาดวงแก้วคุณยายไปขายของด้วยกันทุกวัน เอาติดตัวไปทุกที่ นึกถึงทุกเวลา และอธิษฐานว่า ขอให้ได้ทรัพย์มาจากทุกทิศทุกทาง และถ้าขายดีวันละเป็นแสน ๆ อย่างนี้ เธอกับน้องสาวก็อยากจะทำบุญอาคารคุณยายให้ได้สัก ๑ ห้อง และตั้งใจว่าภายในเดือนนี้ กำไรที่เกิดขึ้น ทั้ง ๒ คน จะถวายสร้างอาคาร ๑๐๐ ปี เพื่อบูชาธรรม คุณยายทั้งหมด นี่แหละอานุภาพดวงแก้วคุณยาย ช่วยเจ้าของได้จริง ๆ ทั้งนี้เป็นเพราะเจ้าของตั้งใจทำบุญ คนมีบุญอะไร ๆ ก็ดีไปหมด ถ้าไม่มีบุญอย่าว่าแต่ดวงแก้วจะช่วยเลย แม้ขอให้อยู่ด้วยก็ไม่ยอมอยู่ เพราะดวงแก้วเอง ก็ต้องการบุญเหมือนกัน ยิ่งเจ้าของทำบุญมาก ดวงแก้วก็จะได้บุญมาก กำลังฤทธิ์ของกายสิทธิ์ก็จะยิ่งมากขึ้น เจ้าภาพที่ทำบุญระดับกอง ดวงแก้วก็มีฤทธิ์ระดับหนึ่ง เจ้าภาพระดับแผ่น ดวงแก้วก็มีฤทธิ์มากขึ้นอีกระดับหนึ่ง เจ้าภาพระดับห้อง ก็มีฤทธิ์มากกว่านั้นขึ้นไปอีก ตามกำลังบุญของเจ้าของ หากตั้งใจทำอย่างเต็มกำลังทุกคนแล้ว เรื่องดี ๆ จะบังเกิดขึ้นมากมาย ดังเช่นเรื่องราวของผู้มีบุญทั้ง ๓ ท่านข้างต้น และอีกหลาย ๆ ท่านที่ยังไม่มีโอกาสกล่าวถึง -----------------------------------