๑. สมณะ... ต้องศึกษาพระบาลี ชีวิตนักบวชกับการศึกษาพระปริยัติธรรมมีความสำคัญนะ บวชเป็นพระเป็นเณรแล้วถ้ายังมีร่างกายแข็งแรง ยังสดชื่นและไม่มีภารกิจเครื่องกังวลอันใดแล้วก็ “ต้อง” ศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรม เพราะเป็นหน้าที่ของพระของเณร ที่จะต้องศึกษาคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเอาไว้ และฝึกฝนให้เป็นไปตามคำสอนของท่าน แล้วนำธรรมะที่ได้เรียนรู้มาสั่งสอนตนเอง กับสั่งสอนญาติโยม นี่เป็นกิจที่สำคัญ คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถูกรวบรวมไว้ในภาษาบาลี ผู้มีบุญเท่านั้นจึงจะได้ศึกษาความรู้อันยิ่งใหญ่นี้ บุญน้อย ๆ เขาก็ไปเรียนวิชาทางโลกกันไป เรียนการทำมาหากินแข่งขันกันเท่านั้น ที่จะสอนว่าเป้าหมายของชีวิตคืออะไร หรือจะดำเนินชีวิตอย่างไรไปสู่เป้าหมาย หรือปรโลกมีกี่คติ ทำอย่างไรเราถึงจะไปสู่ปรโลกอย่างสวยงาม ปลอดภัยและมีชัยชนะ วิธีไปสู่สุคติโลกสวรรค์ทำอย่างไร ความรู้เหล่านี้ไม่มีการสอนในสถาบันต่าง ๆ ยิ่งเรียนสูง ๆ ขึ้นไปยิ่งไม่มี ไม่ว่าจะเป็นปริญญาตรี โท เอก ยกเว้นที่มีอยู่ในมหาวิทยาลัยพุทธศาสนา หรือคณะที่เกี่ยวกับศาสนศาสตร์เท่านั้น นอกนั้นไม่มีเลย ใครมาศึกษาความรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้เขาถือว่างมงาย เพราะพิสูจน์ไม่ได้ คือ คิดเองและพูดเองว่าพิสูจน์ไม่ได้ สิ่งที่จะต้องพิสูจน์ เราต้องพิสูจน์ และผู้ที่พิสูจน์ได้แล้วก็มี แล้วเราก็สามารถพิสูจน์ได้ด้วยพุทธวิธี สามารถที่จะเรียนรู้ได้ น่าเสียดายว่า ยิ่งเรียนทางโลกสูง ๆ ขึ้นไป ยิ่งห่างไกลจากแสงสว่าง จากวิชชาความรู้ที่สำคัญ ที่จะช่วยให้มีสุขทั้งในปัจจุบัน และในอนาคต ละโลกแล้วไปดี มีความสุขในสังสารวัฏ สุดท้ายได้บรรลุจุดหมายปลายทางของชีวิต คือ มรรคผลนิพพาน เพราะฉะนั้นหลวงพ่อขอยืนยันอีกครั้งว่า ผู้มีบุญเท่านั้นจึงจะได้ศึกษาภาษาบาลี ซึ่งเก็บรวบรวมพุทธวจนะ คือ คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเอาไว้ เวลาเข้าห้องเรียนได้ฟังสิ่งที่พระอาจารย์ท่านสอน เหมือนนั่งอยู่ต่อหน้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อยู่กับสิ่งที่บริสุทธิ์และสูงส่ง ใจก็พลอยสูงส่งและบริสุทธิ์ตามไปด้วย และยังได้วิธีการที่จะปฏิบัติตัวให้เป็นแบบเดียวกับพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และพระอรหันต์ทั้งหลาย ฉะนั้นจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่พระเณรผู้มีบุญทั้งหลาย จะต้องศึกษาเอาไว้ให้ดีทีเดียว เรียนให้แตกฉาน อย่าไปเรียนแค่หวังว่าเราจะสอบให้ได้ บางทีเราสอบได้ แต่เราเก็งข้อสอบ ถ้าเก็งข้อสอบเวลาเข้าไปสอบแล้วเราจะรู้สึกเกร็ง ไม่เหมือนกับสอบด้วยความรอบรู้ ภาษาบาลีเขาต้องการให้เรียนแตกฉาน ไม่ใช่ไปเก็ง สอบได้เพราะเก็งข้อสอบ ยังไม่ถือว่าได้ศึกษาภาษาบาลีอย่างสมบูรณ์ ยังเรียนเหมือนเด็ก ๆ คือ เรียนไปงั้น ๆ แต่เราเรียนเพื่อที่จะให้แตกฉาน จะได้รู้ว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านสอนอย่างไร หรือคำสอนดั้งเดิมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสมัยพุทธกาลมีอะไรบ้าง เราเป็นนักรบแนวหน้าของกองทัพธรรม เป็นกำลังหลักที่จะต้องนำความรู้เหล่านี้มาถ่ายทอด มาสั่งสอนญาติโยมและชาวโลกทั้งหลาย ถ้าเรายังไม่แตกฉาน ยังไม่แจ่มแจ้ง แล้วชาวโลกจะไปแจ่มแจ้งได้อย่างไร ดังนั้นหลวงพ่อจึงได้ชวนลูกๆ ทั้งหลาย หรือนักเรียนอนุบาลฝันในฝันวิทยาทั่วโลก ให้สนับสนุนและส่งเสริมพระเณร ได้เล่าเรียนภาษาบาลี จะเรียนภาษาบาลีให้แตกฉานต้องเรียนตั้งแต่ยังเป็นเด็กเป็นสามเณร มาบวชมาเรียนรู้ กว่าจะได้บวชพระ ก็ได้นาคหลวงแล้ว คือ ได้ป.ธ. ๙ ตั้งแต่ยังเป็นสามเณรอยู่ พอจบประโยค ๙ ก็เรียนต่อประโยค ๑๐ คือเรียนธรรมปฏิบัติต่อกันไปเลย พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงวางแนวทางเอาไว้ มีปริยัติ ปฏิบัติ และปฏิเวธ คือต้องศึกษาปริยัติก่อน เหมือนเรียนแผนที่ เรียนทฤษฏี แล้วลงมือปฏิบัติ จากนั้นมาตรวจสอบทางทฤษฏีปริยัติว่าตรงกันหรือไม่เทียบกับภาคปฏิบัติตามประสบการณ์ภายในที่เราได้เข้าถึง มีพระเดชพระคุณหลวงพ่อหลายรูป พอจบประโยค ๙ แบกกลดเข้าป่าไปเลย และก็ออกจากป่านำธรรมะปฏิบัติมาสั่งสอนญาติโยมนี่ต้องอย่างนี้ เพราะฉะนั้นจะเรียนภาษาบาลีต้องเรียนตั้งแต่เป็นสามเณร การที่สามเณรจะมีกำลังใจ หรือเด็กจะมีกำลังใจมาบวช เราต้องบอกให้เขารู้เรื่องความจริง อย่าไปพูดเล่นว่า ไม่มีทางไป ด้อยโอกาส ไปพูดแหย่ พูดเย้า ล้อเล่นอย่างนี้ได้อย่างไร ต้องพูดเรื่องจริง สามเณรเป็นผู้มีบุญ มีโอกาสดี เกิดมาแล้วก็มาทางลัด มาบวชเป็นสามเณร เหมือนพระราหุล พระราหุลขนาดว่ามีตำแหน่งรัชทายาทของกษัตริย์รอคอยอยู่ แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเห็นว่า เป็นผู้ปกครองประเทศนั้นไม่เกิดประโยชน์อันใดเลย เหมือนมีผงเข้าตา เคืองหูเคืองตาอยู่ตลอดเวลา แล้วก็ไม่เห็นจะมีอะไรเลย สู้ชีวิตสมณะไม่ได้ เป็นชีวิตที่สูงส่ง เพราะฉะนั้นต้องช่วยกันพูดต่อ ๆ กันไป เวลาเจอใครพูดล้อเล่น อย่าไปพูดอย่างนั้น เด็กจะไปรู้เรื่องอะไร เขาก็ท้อนะที่จะมาเรียนรู้สิ่งที่ดีมีคุณค่า ต้องสนับสนุนให้มาบวชเป็นสามเณร เพื่อศึกษาและก็ฝึกฝนตนเอง และสั่งสอนผู้อื่น ซึ่งความรู้นี้จะช่วยได้ทั้งตัวเองและผู้อื่นให้รอดพ้นจากทุกข์ทั้งปวง วันพุธที่ ๑๔ เดือนพฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ ๒. สมณะ...ชีวิตที่พรากจากกาม เมื่อบวชมาแล้วต้องระวังเรื่องกาม เรื่องของกามนั้น มีทั้งคุณและโทษ เมื่อมนุษย์หมดโอกาสจะเกิดแบบโอปปาติกะแล้ว มนุษย์ก็ต้องแสวงหาทางมาเกิดด้วยวิธีการอื่น เพราะอย่างไรมนุษย์ก็ต้องมาเกิด จะมาเกิดในกระบอกไม้ไผ่ก็ไม่ได้ หรือจะเกิดในฟองไข่ในเหงื่อไคล ก็ไม่ใช่วิสัยของมนุษย์ จำเป็นต้องหาทางเกิดให้ได้ ก็มีวิถีทาง คือ เกิดในครรภ์มารดา ซึ่งการเกิดอย่างนี้ก็ต้องอาศัยการบริโภคกามอย่างมีเหตุผล และถือเป็นหน้าที่อันสูงส่งที่จะประกอบธาตุธรรมส่วนหยาบของพ่อแม่ลูกให้ถูกส่วน เพื่อให้กำเนิดกายมนุษย์ขึ้นมาใหม่ นี่ก็เป็นส่วนแห่งคุณของกามในตอนที่มนุษย์หมดสมัยที่จะเกิดแบบโอปปาติกะ การเกิดในครรภ์มารดายุคเริ่มแรกสะอาดเกลี้ยงเกลากว่าในสมัยปัจจุบันมาก คือพ่อกับแม่เมื่อถึงฤดูกาลที่จะมีมนุษย์มาเกิดก็จะเกิดผูกสมัครรักใคร่กัน แล้วก็แบ่งปันชีวิตให้ซึ่งกันและกัน โดยจะก่อกำเนิดชีวิตใหม่ ถ้าหากยังไม่ถึงเวลา ก็อยู่ด้วยกันเหมือนเพื่อน ไม่มีความคิดกำหนัดยินดีที่จะเข้าหากัน เมื่อพ่อแม่ลูกมาประจวบเหมาะก็บังเกิดขึ้น เวลาคลอดลูกก็ง่าย สบาย ไม่เจ็บปวด ทุกข์ทรมาน เหมือนเข้าห้องน้ำถ่ายหนักถ่ายเบาอย่างนั้น เมื่อลูกคลอดออกมาแล้วก็ช่วยกันเลี้ยงดูอบรมสั่งสอนลูกอย่างดี ให้รู้เป้าหมายการมีชีวิตอยู่ในโลกนี้ ว่าเกิดมามีวัตถุประสงค์อะไร สิ่งอะไรที่ควรทำไม่ควรทำ จนกระทั่งลูกสามารถทรงจำ ศึกษาฝึกฝนและดำรงชีพยืนหยัดอยู่ในโลกนี้ได้ แล้วก็แยกย้ายกันไป พ่อกับแม่ก็ไปถือศีลภาวนาแสวงหาหนทางสวรรค์กัน คุณของกามก็มีเท่านี้ แต่เมื่อมนุษย์มีกิเลสอาสวะมากขึ้นเรื่อย ๆ ความกำหนัดยินดีในกามราคะมีมากกว่าปกติจนทนไม่ไหว มนุษย์จำนวนมากกระทำสิ่งที่ผิดปกติมากจนแก้ไม่ไหว จนกระทั่งสิ่งที่ผิดปกติก็กลายเป็นถูกปกติ ถือเป็นเรื่องปกติธรรมดากันไป และการหมุนเวียนในวัฏฏะ การใช้วิบากกรรมก็เกิดขึ้นตั้งแต่ตอนนั้นเรื่อยมาเลย พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า กามราคะมีคุณน้อยนิดเดียวแต่มีโทษมาก อุปมาเหมือนสุนัขแทะกระดูก คือสุนัข ก็คาบกระดูกมาแทะ ๆ ไม่ได้อร่อยอะไร อร่อยน้ำลายตัวเอง อิ่มก็ไม่อิ่ม อีกอุปมาหนึ่ง เหมือนไม้ยังชุ่มอยู่ในน้ำ เอามาสีไฟกัน สีอย่างไรก็ไม่เกิดไฟ หรือไม้เปียกเอามาไว้บนฝั่ง เอามาสีกันไฟก็ไม่เกิด เหมือนนักบวชกายพรากจากกาม แต่ใจยังไม่พราก ก็เหมือนไม้ที่เปียก จะทำความเพียรแค่ไหนก็ไม่บรรลุมรรคผลนิพพาน ต้องเป็นไม้แห้งที่นำมาไว้บนฝั่ง คือ พรากทั้งกายและใจ บำเพ็ญเนกขัมมบารมี ทำความเพียรแล้วจึงจะบังเกิดมรรคผลขึ้นมา ผู้เห็นภัยในวัฏสงสารก็มาบวช ผู้กำลังจะหมดกรรมก็อยู่เป็นโสด กามเป็นของหยาบ เป็นเหตุให้สร้างบ้านเรือน ถ้าคิดเรื่องนี้ขึ้นมาแล้ว ก็อยากอยู่ร่วมกัน เมื่ออยู่ร่วมกันจะไปอยู่ในป่า ในเขา ในถ้ำก็ไม่ได้ ต้องหาที่ทางสร้างบ้าน สร้างเรือน เริ่มมีค่าใช้จ่าย เครื่องกังวลก็ตามมา มีปัญหา มีแรงกดดันตามมาสารพัด พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า โย จายัง กาเมสุ กามะสุขัลลิกานุโยโค คือ การประกอบตนให้หมกมุ่นในกามทั้งหลาย หีโน เป็นธรรมอันเลว คมฺโม เป็นของชาวบ้าน โปถุชฺชนิโก เป็นของปุถุชน อะนะริโย ไม่ใช่ของพระอริยะ อะนัตถะสัญหิโต ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ชาวโลกที่ยังมีกิเลสหนา ปัญญาหยาบ แล้วก็มีความผูกพันอาลัยอาวรณ์กัน ไม่เกิดประโยชน์อะไร สู้เดินออกจากกามไม่ได้ ออกจากกามแล้วเดินตามขันธ์ ๓ คือ ศีล สมาธิ ปัญญา ชีวิตของนักบวชเป็นชีวิตที่พรากจากกาม มีศีลมีธรรมประจำใจ เป็นชีวิตที่ปลอดโปร่ง อารมณ์ที่ข้องอยู่ในกามแม้มีอยู่ก็ไม่สนใจ เมื่อไม่ให้ความสำคัญก็ไม่มีความหมายอะไร เกิดขึ้น ตั้งอยู่ เดี๋ยวก็เสื่อมสลายไป ทำเฉย ๆ นิ่ง ๆ รู้แล้วไม่ชี้ เดี๋ยวมันก็ผ่านไป ผ่านไปถึงอารมณ์ที่ประณีตมากกว่า คือ อารมณ์ที่จะเข้าถึงธรรม ที่ปลอดกังวลทุกอย่าง อารมณ์ตรงนี้แหละเป็นอารมณ์ที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ปรารถนาจะทำพระนิพพานให้แจ้ง คือ ใจพรากออกจากกาม วันจันทร์ ที่ ๑๙ เดือน พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ ๓. ภาระ หน้าที่ และเป้าหมายของสมณะ เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังทรงมีพระชนม์ชีพอยู่ ทั้งพระทั้งเณรออกบวชเพราะเห็นภัยในวัฏสงสาร เห็นว่าชีวิตมีทุกข์ ไม่ว่าจะเกิดเป็นคนชั้นสูง เป็นพระราชามหากษัตริย์ รัชทายาท ก็มีทุกข์ ทุกข์แบบชนชั้นสูง เกิดมาเป็นชนชั้นกลาง ก็มีทุกข์แบบชนชั้นกลาง เกิดเป็นชนชั้นล่าง ก็มีทุกข์แบบชนชั้นล่าง ไม่มีใครที่มีความสุขเลย ดูเผิน ๆ เหมือนมีความสุข แต่จริง ๆ แล้ว ทุกคนมีชีวิตแบบหน้าชื่นอกตรม มีทุกข์ภายในไม่รู้จะไปบอกใคร บอกใครก็อายเขา หรือเขาก็มีทุกข์เหมือนกัน เราบอกเขา เดี๋ยวเขาก็บอกเราบ้าง ถ้าต่างคนต่างบอกก็กลุ้มเหมือนกัน จึงต้องหน้าชื่นอกตรมกันไป เพราะฉะนั้นจึงออกจากฆราวาส แล้วก็มาสมัครเป็นนักบวชอาชีพ เป็นบรรพชิต ปลงผม ปลงหนวด ปลงเครา ละทิ้งเครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย ความสนุกสนานเพลิดเพลิน ละทิ้งธุรกิจการงานแบบฆราวาส ออกบวชมาใช้ชีวิตที่เรียบง่าย มีแค่อัฐบริขาร มีของเพียง ๘ อย่าง เลี้ยงสังขารด้วยอาหารของสาธุชน กับเป้าหมายของชีวิตที่จะทำพระนิพพานให้แจ้ง แล้วก็ประสบความสำเร็จในการเป็นนักบวช ได้บรรลุวิชชา ๓ วิชชา ๘ อภิญญา ๖ ปฏิสัมภิทาญาณ ๔ เรียนวิชชาตาทิพย์ หูทิพย์ มีฤทธิ์ทางใจ แสดงอิทธิวิธีได้ ทำกิเลสอาสวะให้สิ้น ระลึกชาติได้ รู้เรื่องกฎแห่งกรรม เหาะเหินเดินอากาศได้ พึ่งตัวเองได้ไม่ต้องพึ่งเครื่องยนต์ ไม่ต้องใช้ไฮเทคโนโลยี แต่ใช้ซุปเปอร์ไฮเทค ประหยัดกว่าเยอะไม่ต้องเติมน้ำมัน ไม่มีมลภาวะ เคลื่อนย้ายตัวเองได้ ไปได้ในอากาศเหมือนนก ดำน้ำได้ ดำดินได้เหมือนดำน้ำ หรือเดินบนน้ำได้เหมือนเดินบนแผ่นดิน วิชชาของนักบวชสมัยก่อนเขาเรียนกันอย่างนี้ แล้วก็ปลีกตัวไปแสวงหาที่วิเวก ตามป่า ตามเขา ห้วย หนอง คลอง บึง เรือนว่าง โคนไม้ ลอมฟาง เพื่อไปปฏิบัติธรรมฝึกใจให้หยุดให้นิ่งแล้วก็ได้บรรลุมรรคผลนิพพาน นั่นคือ ต้นแบบของพระที่แท้จริง ซึ่งในยุคสมัยพุทธกาลเขาทำกันอย่างนี้ และนักบวชในสมัยนั้น มีทุกชนชั้นเลย ตั้งแต่พะราชามหากษัตริย์ จนกระทั่งถึงชนชั้นกรรมาชีพที่ใช้แรงงาน น่าทึ่งน่าอัศจรรย์ว่า ทำไมราชสมบัติ หรือสมบัติทางโลกที่เขาแสวงหากัน แต่ผู้ไปถึงตรงนั้นแล้ว กลับเห็นว่า ไม่มีอะไรแล้วก็คืนสู่สามัญ มาแสวงหาสิ่งที่ประเสริฐกว่า คือ พระนิพพาน ส่วนญาติโยมสมัยพุทธกาลก็ทำทั้งธุรกิจกับจิตใจไปด้วยกัน กลางวันทำมาหากิน ทำมาค้าขาย ตอนเย็นก็เข้าวัดฟังธรรมจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หรือพระอริยสาวกบ้าง มือก็ถือดอกไม้เทียนธูป น้ำปานะไปถวาย ทำอย่างไรเราจึงจะย้อนกลับไปอย่างในสมัยพุทธกาลได้ กลางวันไปทำมาหากิน กลางคืนก็มาฟังธรรม มาเรียนรู้เรื่องนิพพาน ภพสาม โลกันตร์ เรียนกันอย่างนี้จึงจะถูกหลักวิชชา ถูกต้นแบบในสมัยพุทธกาล แต่ว่าในปัจจุบันนี้ เมื่อพระพุทธศาสนาผ่านมาได้ ๒,๕๐๐ กว่าปี มีการแข่งขันเรื่องเศรษฐกิจกันมาก คนก็เริ่มห่างเหินจากธรรมะ มุ่งแต่เรื่องเศรษฐกิจอย่างเดียว แม้แต่นักบวชก็เริ่มห่างเหินจากเป้าหมายที่จะทำพระนิพพานให้แจ้ง เพราะฉะนั้นญาติโยมเข้าวัดก็ไม่รู้ว่าจะได้ประโยชน์อะไรนอกจากเลี้ยงพระ เพราะไม่ได้ฟังคำสอนเลย พระก็ไม่รู้จะสอนอะไร พระไตรปิฎกมีอยู่ในตู้ก็ไม่ได้หยิบมาอ่าน นานวันเข้าญาติโยมก็เริ่มห่างวัด และก็เริ่มกะเกณฑ์ให้วัดเอาดีแบบฆราวาส บ้างก็ว่าพระไม่ได้ช่วยทางเศรษฐกิจ ไม่ช่วยเรื่องการผลิต พระไม่ได้มีครอบครัวและก็ไม่ได้มีเป้าหมายอย่างนั้น แต่ถ้าพูดกันตามความจริงแล้ว พระก็ช่วยเศรษฐกิจทางอ้อม คือ แนะนำญาติโยม ทำอย่างไรถึงจะรวย ก็ต้องขยันหา สอนให้รู้จักหา รู้จักใช้ รู้จักรักษา รู้จักการคบคน อะไรเป็นทางรั่วก็อุดเสีย เช่น อบายมุข ส่วนทางไหนจะได้ทรัพย์โดยสุจริตก็ทำ ที่ท่านสอนเป็นการช่วยเศรษฐกิจทางอ้อม เท่าที่หลวงพ่อไปเห็นตามต่างจังหวัด พระทำหน้าที่ตั้งหลายอย่าง เช่น เป็นจิตแพทย์ ใครกลุ้มใครเครียดก็ไปหาพระ ในประเทศอเมริกาไปปรึกษาต้องเสียเงิน แต่นี่ฟรี ใครเซ็ง เครียด เบื่อ กลุ้มก็มาคุยกัน คุยอย่างนั้น คุยอย่างนี้ สบายใจแล้วก็กลับบ้าน และเป็นแพทย์ทางเลือก เป็นหมอรักษาไข้ ช่วยแบ่งเบาภาระให้กับรัฐบาลในการรักษาพยาบาลคนป่วย ถึงแม้จะไม่ตรงต่อหนทางพระนิพพาน แบ่งเบากันไป ใครมาหาก็ช่วย ๆ กันไป แต่จริง ๆ แล้วต้องมุ่งในการทำพระนิพพานให้แจ้ง เพราะดั้งเดิมเขาเป็นอย่างนั้น หลวงพ่อยังสนับสนุนความคิดดั้งเดิมอยู่ เป็นคนหัวโบราณชอบอนุรักษ์ของเก่า คือ อยากให้พระยังมีมโนปณิธานมุ่งทำพระนิพพานให้แจ้ง เรื่องศีล เรื่องสมาธิ เรื่องปัญญา แล้วก็เรียนวิชชาในทางพระพุทธศาสนา ถ้าจะศึกษาเพิ่มเติมก็ควรจะเรียนเกี่ยวกับเรื่องภาษาของแต่ละชาติ ภาษามีกี่ภาษาในโลก เราก็เรียนกันไปเถอะ เรียนทำไม เรียนเอาไว้สื่อสาร เพื่อที่จะถ่ายทอดธรรมะของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไปยังชนพื้นเมืองของประเทศนั้น ๆ และก็เรียนรู้เรื่องขนบธรรมเนียมวัฒนธรรมประเพณี ที่จะทำให้เขาเข้าใจและรับการถ่ายทอดธรรมะได้ดี เรียนภาษาอังกฤษภาษาหนึ่งเป็นหลัก จากนั้นเราก็เลือกเอาแผนที่โลกมาดู เราชอบประเทศไหน หมู่ญาติของเราไปเกิดในประเทศไหน เช่น เกิดในสเปนเราก็ตั้งเป้าว่า เราจะไปสอนธรรมะที่สเปน ก็เรียนภาษาสเปนเพิ่มอีกภาษาหนึ่ง เรียนขนบธรรมเนียมวัฒนธรรมประเพณีของประเทศสเปน แล้วเราก็ฝึกธรรมะของเราให้ดี ให้เข้าถึงพระรัตนตรัยในตัว แล้วก็ถ่ายทอดธรรมะให้เขาเป็นภาษาสเปน ถ้าพูดสเปนไม่ได้ก็ยังมีภาษาอังกฤษรองรับเอาไว้ หลวงพ่อว่า แค่นี้ก็เหลือเฟือ ศาสตร์อื่นยังนึกไม่ออกว่าจะมีประโยชน์อะไร นี่ถ้าผ่อน ๆ มา ก็น่าจะเรียนอย่างนี้ แล้วเราก็หาท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี กับมหาอุบาสิกาวิสาขายุคปัจจุบันนี้ ที่จะระดมทุนหนุนระดมธรรม อยากจะไปประเทศไหน ก็เอาทุนเบื้องต้นอย่างนี้สนับสนุนกันไปก่อน เดี๋ยวพระพุทธศาสนาก็เผยแผ่ไปทั่วโลก เป็นประโยชน์ต่อชาวโลก ชาวโลกก็จะได้เข้าถึงพระรัตนตรัย นี่น่าจะไปปักหลักกันอย่างนี้ ดีกว่าไปเรียนอย่างอื่น และถ้าหากจะทำอย่างนี้ต้องเริ่มต้นตั้งแต่เป็นสามเณร สามเณรเรียนธรรมะภายในให้ดี เรียนปริยัติให้ได้เปรียญธรรม ๙ ประโยคเป็นพื้นฐาน แล้วก็เรียนประโยค ๑๐ คือ พระรัตนตรัยในตัว ศึกษาวิชชาธรรมกาย และก็เรียนภาษา ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ประเพณี แล้วฝึกตัวว่าทำอย่างไรจะเข้ากับเขาได้ จะได้ไปถ่ายทอดไปสอนธรรมะได้ ให้ภาษาเหมือนน้ำ ธรรมะเหมือนปลาแหวกว่ายไปในภาษาก็จะไปถึงใจเขา และก็มีผู้สนับสนุน คือ ท่านมหาเศรษฐีทั้งหลาย ฝ่ายหญิงก็เป็นวิสาขา ๒ วิสาขา ๓ วิสาขาสเปน วิสาขาฝรั่งเศสอะไรต่าง ๆ กันไป บ่น ๆ เพ้อ ๆ ไปเผื่อว่า ใคร ๆ ได้ยินได้ฟัง ถ้าหลวงพ่อตายแล้วก็ให้ทำต่อกันไป จะได้เป็นประโยชน์ต่อชาวโลก เขาจะได้เข้าถึงธรรม อย่างนี้คือการฟื้นฟูพระพุทธศาสนา บวชแล้วอย่าไปสึก สมัยพุทธกาลเขาบวชกันไม่ค่อยจะมีสึกกัน เพราะเห็นภัยในวัฏสงสาร แต่นี้ผ่อน ๆ ลงมาบวชกันชั่วคราว ก็อนุโลมกันไป และจริง ๆ นี่บวชชั่วคราวกันทุกรูปในโลก หลวงพ่อก็บวชชั่วคราว อยู่ไปวัน ๆ เพราะพรุ่งนี้ไม่รู้จะได้อยู่หรือเปล่า เพราะฉะนั้นในแต่ละวันที่ผ่านไป ให้ผ่านไปด้วยการเป็นพระแท้ เณรแท้ คิดแบบพระ ทำแบบพระ และพูดแบบพระ บุญกุศลก็จะได้เกิดขึ้น นี่ก็ฝากลูกพระลูกเณรเอาไว้ วันพุธที่ ๒๓ เดือนเมษายน พ.ศ. ๒๕๔๖ ๔. กิจของนักบวช เราเป็นนักบวชปลดปล่อยวางแล้วจากเครื่องกังวลทั้งหลาย ไม่ต้องทำมาหากินแบบชาวโลก กิจของนักบวช คือ ศึกษาเรื่องศีล สมาธิ ปัญญา ให้เป็นพระแท้ เป็นพระที่สมบูรณ์ทั้งภายนอกภายใน เพื่อทำพระนิพพานให้แจ้ง โดยย่อก็คือฝึกใจให้หยุดให้นิ่งให้เข้าถึงพระรัตนตรัย นี่เป็นกิจของนักบวช อย่าไปชักศึกเข้าบ้าน คือ นึกคิดถึงเรื่องราวที่ทำให้ร้อนอกร้อนใจ กลุ้มอกกลุ้มใจ กระสับกระส่าย ทุรนทุรายอยู่ในใจ อย่างนั้นเขาเรียกว่า ชักศึกเข้าบ้าน บ้านก็คือเรือนกายเรือนใจ ต้องทำใจให้เกลี้ยง ๆ ให้ว่าง ๆ ให้ใจมีแต่องค์พระ ดวงใส บุญกุศล ศีล สมาธิ ปัญญา ทำเพียงแค่นี้ชีวิตพระก็สมบูรณ์แล้ว จะมีความสุขในระดับหนึ่งทีเดียว ซึ่งความสมบูรณ์ในระดับนี้จะก้าวเข้าสู่ความสมบูรณ์ในอนาคต ที่เป็นความสมบูรณ์ที่แท้จริง คือ เข้าถึงพระนิพพาน วัตถุประสงค์ของการดำรงชีวิตอยู่ในโลกนี้ ทุกชีวิต...สุดท้ายก็มุ่งเพื่อความหลุดพ้นจากกิเลสอาสวะ จากความโลภ ความโกรธ ความหลง ซึ่งเป็นรากเหง้าแห่งอกุศลมูลที่ทำให้กาย วาจา ใจของเราไม่บริสุทธิ์ และผลแห่งความไม่บริสุทธิ์จะทำให้เราทุกข์ทรมานในวัฏสงสาร ไปในมหานรก อุสสทนรก ยมโลก ไปเกิดเป็นอสุรกาย เป็นเปรต เป็นสัตว์เดรัจฉาน กว่าจะกลับมาเป็นมนุษย์นี้ยาก มาเป็นมนุษย์ก็เป็นมนุษย์ที่มีชีวิตลำบาก ฝืดเคือง สิ่งแวดล้อมก็เกื้อหนุนให้ทำบาปซ้ำไปอีก เมื่อทำบาปซ้ำก็ลงไปในอบายอีก วนกันไปวนกันมาอย่างนี้ เมื่อเป็นนักบวชแล้ว ต้องคิดที่จะหลุดพ้นจากกิเลสอาสวะให้ได้ อย่าไปพูดตามชาวโลกที่เราได้ยินได้ฟังเขารำพึงกันอยู่บ่อย ๆ ว่า ฉันยังเป็นคนมีกิเลส ต้องทำแบบคนที่มีกิเลส ทำอย่างคุณไม่ได้ คิดทำไม พูดทำไมอย่างนั้น ไม่เกิดประโยชน์ เป็นนักบวชก็ต้องคิด พูด ทำแบบนักบวช ยิ่งเป็นพระเป็นเณรที่บวชช่วงสั้น ๆ จะต้องให้การบวชครั้งนี้นำมาซึ่งความปลื้มปีติว่า ครั้งหนึ่งเมื่อเราอยู่ในเพศสมณะ เราได้ใช้ชีวิตสมณะอย่างสมบูรณ์ อุดมไปด้วยศีล สมาธิ ปัญญา สิ่งที่เป็นบาปอกุศลไม่เคยเข้ามาพ้องพานอยู่ในใจเลย มีแต่ความคิด คำพูด การกระทำที่นำมาซึ่งความบริสุทธิ์ และบุญกุศลทุกวันทุกคืนตลอดเวลา ต้องให้เกิดความปีติภาคภูมิใจอย่างนี้ แล้วจะทำให้เราเห็นคุณค่าของพระพุทธศาสนา แล้วจะรักพระพุทธศาสนา เมื่อเรารักพระพุทธศาสนา เราก็จะคอยปกป้องผองภัยและช่วยกันเผยแผ่พระพุทธศาสนาให้เป็นที่พึ่งของชาวโลกด้วยความสมัครใจ ตอนนี้เราเป็นนักบวช อยู่ในภาวะที่ไม่ต้องยุ่งเกี่ยวกับเรื่องเศรษฐกิจ คำนึงแต่เรื่องจิตใจอย่างเดียว เราใกล้พระนิพพานแล้ว หมั่นปฏิบัติธรรมฝึกใจหยุดใจนิ่ง ให้ใจใส ๆ เก็บเกี่ยวความเป็นพระให้เต็มที่ เมื่อเรามีความรู้สึกว่า ตัวเราเป็นพระ สมณสัญญาก็จะเกิดขึ้นเอง ไม่ว่าจะนั่ง นอน ยืน เดิน ดื่ม ทำ พูด คิด หยุดนิ่ง ลิ้มรส เหยียดแขน คู้แขน จะทำภารกิจอะไรก็แล้วแต่ จะมีความรู้สึกว่า ตัวเราเป็นพระเกิดขึ้นตลอดเวลา ใจเราจะใส กระแสแห่งความเป็นพระจะแผ่ซ่านออกรอบตัวเรา รุกเงียบไปในบรรยากาศ ขจัดสิ่งที่เป็นมลทินในบรรยากาศให้ออกไปจากใจ กระทั่งส่งผลให้ญาติโยมที่เขาเห็นเราเกิดแรงบันดาลใจ เปลี่ยนแปลงจิตสำนึกให้สูงขึ้น มีปีติ มีความรู้สึกว่า ความเป็นมงคลเกิดขึ้นในใจแล้วว่า เราเจอพระรูปนี้แล้วใจเราทำไมสูงขึ้น บริสุทธิ์ขึ้น เรามีคำถามเยอะแยะอยากจะถามท่าน แต่พอเจอท่านมันหมดคำถาม เพราะทุกข์ในใจดับลงไปแล้ว มีปีติ มีความสุข พอมีปีติมีความสุขแล้ว จิตก็เป็นกุศล ความตระหนี่ในใจก็ล่มสลายไป ความศรัทธาอยากจะทำบุญกับพระรูปนี้ก็เกิดขึ้น พอมีความรัก ความเคารพ มีความเลื่อมใสแล้ว มีอะไรดี ๆ ก็อยากถวายท่าน อาหารดี ๆ ข้าวปากหม้อ ขนมปากถ้วย ปากชาม ของอร่อย ๆ อยากจะนำมาถวาย มีปัจจัยก็อยากถวาย มีจีวรอันประณีตก็อยากจะถวายให้ท่านได้นุ่งห่มดี ๆ อยากให้มีเสนาสนะ กุฏิอะไรต่าง ๆ ให้อยู่แล้วสบาย พอเจ็บไข้ได้ป่วยก็อยากจะดูแลรักษา เพราะมีความรู้สึกทำบุญกับพระรูปนี้แล้วมีความสุข อะไรที่ทำให้ญาติโยมเกิดความรู้สึกเช่นนี้ ทั้ง ๆ ที่เพียงแค่เห็นยังไม่ได้คุยกันเลย กระแสแห่งความเป็นพระนั่นแหละทำให้เกิดขึ้น กระแสแห่งความเป็นพระที่ออกมาจากใจที่เป็นพระ ออกมาแล้วก็ไปตามระบบประสาท กล้ามเนื้อ ตามขุมขน จนกระทั่งเลยปลายขนออกไปรอบตัว ญาติโยมเขารู้สึกได้ถึงกลิ่นศีลกลิ่นธรรมที่กระจายแผ่ฟุ้งไป ไม่เพียงแต่มนุษย์ที่เห็นเท่านั้น เทวดาเขาก็เห็น ได้ยิน ได้กลิ่นศีลกลิ่นธรรม เขาก็ชื่นอกชื่นใจ จะอยู่ในวิมานไหนก็ต้องออกจากวิมานมาดูมาแลภิกษุสามเณรนักบวชรูปนี้ เพราะเห็นแล้วปลื้ม เห็นแล้วบุญกุศลเกิดขึ้นในใจ เราเป็นนักบวชก็ต้องอย่างนี้ ให้ใจใส ๆ เข้าไว้ ให้เข้าถึงองค์พระในตัวให้ได้ พอเป็นองค์พระในตัวเท่านั้น จะคิด จะพูด จะทำอะไรก็เป็นพระ โดยที่เราไม่ต้องไปตั้งใจเคร่งเครียด ระมัดระวังกลัวจะผิดสิกขาบท พอใจใสก็เป็นพระแล้ว สิกขาบทเหล่านั้นรวมประชุมอยู่ในตัวของเราเองเลย อยู่ในจิต อยู่ในใจที่เป็นพระแท้เป็นสามเณรแท้นั่นแหละ มารวมอยู่ในตัว เกิดขึ้นมาเองเลย เป็นแหล่งกำเนิดแห่งความบริสุทธิ์ เป็นบุญกุศลที่เกิดขึ้น ความเป็นเนื้อนาบุญของเราเกิดแล้ว กิจของพระของเณรจะไปทำอะไรแบบชาวโลกไม่ได้ ต้องทำแบบพระ ตามที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงวางหลักสูตรเอาไว้นั่นแหละ หลักสูตรของการเป็นพระแท้เณรแท้ ทำแค่นี้เท่านั้น เดี๋ยวสิ่งดี ๆ ก็จะเกิดขึ้นจากตัวของเราขยายไปสู่ผู้ที่พบเห็น เขาเห็น เขาปีติ เขาชื่นใจ ภาพที่เคยมองพระมองเณรว่า เป็นคนขี้เกียจคอยเบียดเบียนเอาเปรียบสังคม ไม่ช่วยเหลือเศรษฐกิจ ก็จะอยู่ในฐานะที่เขายกเอาไว้ในที่สูง เหมือนดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ดวงดาวในอากาศ ไม่มาคลุกคลีเกลือกกลั้วกับชาวโลก มีหน้าที่สาดแสงธรรม แสงศีล แสงแห่งความสุขให้มาบังเกิดขึ้นในโลกนี้ วันอาทิตย์ที่ ๒๗ เดือนเมษายน พ.ศ. ๒๕๔๖ ๕. สมณะ...ชีวิตที่ใกล้พระนิพพาน ชีวิตสมณะ เป็นชีวิตที่ปลอดกังวล ใกล้หนทางพระนิพพาน เครื่องแบบนี้เป็นชุดเดียวกันกับพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและพระอริยสาวก ที่ท่านดับขันธปรินิพพานไปแล้ว เป็นชุดสุดท้ายของทุก ๆ ชีวิต ไม่ว่าชีวิตในตอนนี้จะอยู่ในระดับไหน จะเป็นเชื้อชาติศาสนาหรือเผ่าพันธุ์ใดก็ตาม เมื่ออินทรีย์ยังอ่อนอยู่ ก็มีความหลากหลายในความเชื่อ เมื่ออินทรีย์แก่กล้าแล้ว ความเชื่อเหล่านั้นก็ปล่อยวางกันไป แล้วในที่สุดชีวิตสุดท้ายก็จะอยู่ในเพศสมณะ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระอรหันต์ทั้งหลาย เมื่อท่านบรรลุมรรคผลนิพพานแล้ว ท่านจะระลึกชาติหนหลัง เคยเกิดเป็นอะไรต่ออะไรกันมากมายในสังสารวัฏ มีความเชื่อที่หลากหลาย แตกต่างจากความเชื่อถือจากพระรัตนตรัยมาก่อนกันทั้งนั้น ถ้าสมัยนี้ใช้คำว่า นอกศาสนา นอกบุญเขต แล้วเมื่อบารมีแก่กล้าหนักเข้า ท่านก็ปล่อยวางความเชื่อเหล่านั้น ไม่ลบหลู่ แต่ก็ดูเฉย ๆ หันมาศึกษาธรรมะละเอียดไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งได้บรรลุมรรคผลนิพพาน นี่เป็นเครื่องยืนยันว่า ทุก ๆ ชีวิตในที่สุดจะต้องไปนิพพาน ต่างกันว่าจะช้าหรือเร็ว ขึ้นอยู่กับอินทรีย์อ่อนหรือแก่ บารมีมากหรือน้อยเท่านั้น ตอนสุดท้ายก็เป็นอย่างนี้ ตอนนี้ลูกพระลูกเณรบวชมาแล้ว เราอยู่ในเพศที่สูงสุด เรียกว่า เพศอันอุดม เป็นเพศของผู้เลิศ เราใกล้พระนิพพานมาก ถ้าเรามีอารมณ์ดี คือ อารมณ์ที่เป็นกุศล บริสุทธิ์ มีอาภรณ์ดี คือ นุ่งห่มจีวรที่ซักสะอาด ปราศจากกลิ่นที่ไม่พึงปรารถนา พอเดินผ่านมาฉุนอย่างนั้นไม่เอา ต้องซักให้สะอาด นุ่งห่มให้เรียบร้อย นี่เขาเรียกว่าอาภรณ์ดี เพราะชุดนี้เป็นชุดสูงสุด ห่มได้แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระอริยสาวก พุทธบุตรเท่านั้น และอาวาสก็ต้องดีด้วย กุฏิสะอาด ไม่มีหยากเยื่อหยากไย่ สกปรกรกรุงรัง และเก็บข้าวของได้เรียบร้อยสวยงาม เทวดา มนุษย์ก็สรรเสริญ ใครได้เห็นก็ปลื้มใจ สบายใจ เราลองสังเกตดูนะ วันไหนอารมณ์ดี อาภรณ์ดี อาวาสดี แล้วถ้าอากัปกิริยาดี อินทรีย์สำรวม ใจก็สบาย ๆ นั่งธรรมะก็จะดีด้วย เวลาไปบิณฑบาต อาหารก็ดี คือ เราไปบิณฑบาตตอนที่ใจเราบริสุทธิ์ ขบฉันด้วยความมีสติสำรวม ใจอยู่ในธรรม อาหารมื้อนี้ดี อาหารดี ดีตั้งหลายอย่าง ทำเพียงแค่นี้ชีวิตของพระก็สมบูรณ์แล้ว มีความสุข มีความเบิกบาน เป็นบุญเป็นกุศลทุกวันทุกคืน บุญเกิดขึ้นกับตัวเรา เกิดขึ้นกับโยมพ่อโยมแม่ บรรพบุรุษ ปู่ย่า ตายาย ญาติสนิทมิตรสหาย ญาติโยมและสรรพสัตว์ทั้งหลาย วันศุกร์ที่ ๒ เดือนพฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ ๖. จังหวะชีวิตที่มีค่า...ได้ครองผ้ากาสาวพัสตร์ พระเณรที่บวชช่วงสั้น ต้องคิดอย่างนี้ เรามีเวลาจำกัดในเพศของสมณะ เป็นจังหวะชีวิตที่ดีของเราที่ได้มาบวช ซึ่งถือว่าเป็นเพศสูงสุดที่มนุษย์และเทวา ผู้มีบุญ ผู้รู้ทั้งหลายเขาเคารพกราบไหว้ว่า เป็นส่วนหนึ่งในพระรัตนตรัย ผ้าผืนนี้เป็นผ้าผืนสุดท้ายของผู้มีบุญจะได้สวมใส่ ไม่มีบุญไม่มีสิทธิ์ครองผ้ากาสาวพัสตร์ สีทองบริสุทธิ์ตั้งแต่เกิด เหมือนทองคำพอเกิดมาก็บริสุทธิ์ ตกอยู่ในโคลน ในที่โสโครก เขาก็เรียกว่า ทอง ตกในที่ดี ๆ ทองยิ่งสุกปลั่ง สดใส งามตั้งแต่เกิด ไม่ต้องเจียระไนเหมือนเพชรเหมือนพลอย ผ้ากาสาวพัสตร์ครองได้ตั้งแต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระอรหันต์เรื่อยมา และชุดนี้เป็นชุดสุดท้ายของผู้ประสบความสำเร็จในชีวิต ที่จะเอาชนะพญามารได้ก็ชุดนี้แหละ ชุดหลากสี ชุดอื่นไม่ได้ ไม่มีสิทธิ์ ไปลองศึกษาดูในพระไตรปิฎก ยืนยันเหมือนกันหมด เพราะฉะนั้นผ้าผืนนี้สำคัญมาก ผู้มีบุญเท่านั้นจึงจะได้สวมใส่ ทรงผมนี้ก็เป็นทรงสุดท้าย ชาวโลกเขาทรงไม่เสร็จ เดี๋ยวสั้น เดี๋ยวยาว เดี๋ยวหยิก เดี๋ยวเหยียด เดี๋ยวแสก เดี๋ยวโกนครึ่งหนึ่ง เดี๋ยวโกน ๒ ข้าง บ้างก็โผล่ตรงกลางเหมือนนกเอี้ยง สารพัดทรง แต่ทรงนี้ทรงสุดท้าย ใช้มีดโกนแทนหวี ปลงทีหนึ่งก็ โล่ง โปร่ง เบาสบาย หมดกังวล ไม่ต้องเสียเงินเสียทอง เพศนี้สำคัญ หวงแหนไว้ให้ดี เราจะมีโอกาสมาบวชอีกครั้งหรือเปล่าก็ไม่รู้ อาจจะตายเสียก่อนก็ได้ นี่ไม่ได้ขู่ให้กลัว แต่มันเป็นเรื่องจริง ๆ เรามีเวลาจำกัดแค่เดือนเศษ ๆ ไม่กี่วัน เพราะฉะนั้นใช้วันเวลาให้เป็นประโยชน์ต่อการประพฤติธรรม ทำศีล สมาธิ ปัญญา ให้เกิดขึ้น ให้เราเกิดความปลื้มใจเลื่อมใสในความเป็นพระ เป็นเณร เป็นนักบวชของเราทุกวัน หาความปลื้มใจ ในความบริสุทธิ์ ในศีล สมาธิ ปัญญา หากินไปวัน ๆ แล้วก็ทำพระนิพพานให้แจ้ง มุ่งเป้าหมายเอาไว้อย่างนี้ แล้วบุญจะเกิดขึ้นกับตัวเรา กับโยมพ่อโยมแม่ หมู่ญาติที่มีชีวิตและผู้ที่ก็ละโลกไปแล้วอย่างมหาศาล วันพฤหัสบดี ที่ ๑๗ เดือนเมษายน พ.ศ. ๒๕๔๖ ๗. สมณะน้อย... ผู้ได้โอกาส สมณะน้อย หรือสามเณรผู้เป็นเทือกเถาเหล่ากอของสมณะ ที่จะรักษาสืบทอดพระพุทธศาสนาต่อไปในอนาคต เอาไว้ให้ผู้มีบุญที่เขาจะมาเกิดในภายหลัง ได้ศึกษาพระธรรมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จะได้เป็นหนทางสว่าง ส่องทางชีวิตทั้งในปัจจุบันและในสังสารวัฏ หลวงพ่ออธิษฐานอยู่เรื่อย ๆ เกิดภพต่อไปให้ได้บวชตั้งแต่เป็นสามเณรตัวน้อย ชาตินี้มาทางอ้อม ต้องเสียเวลาไปเรียนหนังสือตามสถาบันต่าง ๆ ยาวนาน กว่าจะได้บวชก็เข้าวัยเบญจเพส วิชาแต่ละวิชาในมหาวิทยาลัย ตรวจตราดูแล้วเป็นวิชาชีพเอาไว้เลี้ยงชีพ เหมาะสำหรับทำมาหากิน แต่ไม่ใช่วิชชาชีวิต ที่จะทำให้ชีวิตมีชีวา ทั้งอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน หรือเมื่อตายแล้วก็ไปดี ในมหาวิทยาลัยไม่มีการสอนเรื่องปรโลก ไม่ได้สอนควบคู่กันไประหว่างเศรษฐกิจกับจิตใจ สอนแต่เรื่องเศรษฐกิจอย่างเดียว ไม่ได้สอนเรื่องจิตใจว่า ทำอย่างไรถึงจะดำรงชีวิตได้อย่างผาสุก ทำอย่างไรถึงจะรู้เรื่องราวความจริงของชีวิต ปรโลกมีจริงไหม นรกสวรรค์มีจริงไหม ทำอย่างไรไปนรกไปสวรรค์ได้ ในสังสารวัฏเป็นอย่างไร หรือบรรพบุรุษหมู่ญาติตายไปแล้ว ทำอย่างไรจะสื่อสารกันได้ วิชชาเหล่านี้ไม่มีสอนในมหาวิทยาลัย หลวงพ่อกว่าจะได้บวชก็อายุ ๒๕ ปีแล้ว เสียดายเวลา สู้ลูกเณรไม่ได้ มาทางลัด ไม่ต้องเสียเวลาเรียนทางโลก มาถึงก็เรียนสุดยอดวิชชา เรียนวิชชาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเลย ทิ้งหมดศิลปศาสตร์ ๑๘ ประการ ไม่ต้องไปเรียน เรียกว่า ดำเนินตามปฏิปทาของพระราหุล พระราหุลออกบวชเป็นสามเณรรูปแรก บวชกันตั้งแต่ยังเยาว์วัย ในที่สุดชีวิตสุดท้าย ตอนจะไปนิพพานก็ต้องบวช ทรงผมก็ต้องโกน เสื้อผ้ามีกี่ชุดก็ทิ้งหมดมาครองผ้ากาสาวพัสตร์ มีปราสาทราชวัง มีสมบัติก็ต้องทิ้งหมด เพราะฉะนั้นลูกเณรทุกรูปถ้าใครเขาบอกว่า ลูกเณรเป็นผู้ด้อยโอกาส ไม่มีทางไป ไม่มีทางเลือก เลยมาบวช อย่าไปคิดอย่างนั้นนะ ลูกเณรเป็นผู้ได้โอกาส ไม่ใช่ด้อยโอกาส ได้โอกาสที่ดีที่จะสร้างบารมีตั้งแต่ยังเยาว์ เหมือนอย่างพระราหุล และยิ่งบวชตอนเด็ก ๆ ไม่มีเครื่องกังวลใจ ร่างกายก็แข็งแรง ปฏิบัติธรรมะได้ดี นั่งหลับตานิ่ง เดี๋ยวก็เห็นองค์พระ เดี๋ยวก็เห็นดวงธรรม พระเณรก็คืออดีตฆราวาส แต่เดิมก็เป็นไอ้แกละ ไอ้โก๊ะ ไอ้เปีย เป็นนายนั่น นายนี่ แต่ว่ามีดวงปัญญาเห็นภัยในวัฏสงสาร ภัยในอบาย ภัยในปัจจุบัน เห็นได้ด้วยดวงปัญญาและบารมีที่ได้สั่งสมมา เมื่อเห็นแล้วก็เลยทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างออกมาบวช มีสมบัติเพียงเล็กน้อยแค่อัฐบริขาร เลี้ยงสังขารด้วยอาหารของสาธุชน ทำให้มีเวลาว่างในการที่จะทำหยุดทำนิ่ง เพื่อที่จะทำพระนิพพานให้แจ้ง ศึกษาค้นคว้าให้ได้รู้เรื่องราวความจริงของชีวิต ชีวิตของสมณะเป็นชีวิตที่มีความสุข และทำความบริสุทธิ์ได้ง่ายกว่าชีวิตของฆราวาส เป็นฆราวาสจะทำให้กาย วาจา ใจบริสุทธิ์ยาก อย่างที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงอุปมาไว้ว่า เหมือนสังข์ขัด หรือเพชรที่เจียระไนแล้วนี่ยาก ทั้ง ๆ ที่อยากจะทำให้บริสุทธิ์ทั้งกาย วาจา ใจ แต่สิ่งแวดล้อมไม่อำนวย ยุงบินมาเกาะปั๊บ มือไปแล้ว หรือเขาพูดกระทบนิดหน่อย ๑ ก้อนอิฐมา ๒ ก้อนหินไป และการทำมาหากินจะให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ล้วน ๆ ก็ยาก มันต้องมีผิดนิดผิดหน่อยสารพัด เป็นนักบวชแล้วปลอดกังวล ทำความบริสุทธิ์ก็ง่าย ศึกษาแต่พระธรรมวินัยและไปเรียนสุดยอดวิชชา คือ วิชชา ๓ วิชชา ๘ อภิญญา ๖ ปฏิสัมภิทาญาณ ทำอาสวกิเลสให้สิ้นไปได้อย่างนี้ เป็นต้น วิชชาเหล่านี้ที่เป็นวิชชาชีพของพระของเณรของนักบวช ต้องเรียนศาสตร์ชนิดนี้ ไม่ใช่ศาสตร์อย่างอื่น เดี๋ยวนี้เป้าหมายชักจะเบี่ยงเบน ไปเรียนวิชาแปลก ๆ ที่แตกต่างจากที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสอน วิชชาที่พระองค์อยากจะให้ศึกษามีอยู่แค่ ๓ อย่าง คือ ศีลสิกขา สมาธิสิกขา ปัญญาสิกขา ศึกษาเรื่องศีล สมาธิ ปัญญาเท่านั้น เมื่อเรียนรู้แล้วก็ทำประโยชน์ตนให้สมบูรณ์ คือ ทำพระนิพพานให้แจ้ง แล้วนำสิ่งที่ได้เรียนรู้มาถ่ายทอดให้กับญาติโยมให้กับชาวโลกได้เรียนรู้ตาม เพราะญาติโยมเขาต้องทำมาหากินเลี้ยงสังขาร ไม่มีเวลาที่จะทำอย่างนักบวช ส่วนพระเณรก็ฝากท้องไว้กับชาวบ้าน ชาวบ้านก็ฝากเรื่องจิตใจเอาไว้กับพระเณร ต่างก็เกื้อกูลกัน ไม่มีการขัดแย้ง วันจันทร์ที่ ๒๑ เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๖ ๘. สมณะ…หาใช่...ไม่ได้ทำอะไร เป็นพระนี่ยากนะ อยู่เฉย ๆ เขาก็หาว่าเกียจคร้าน โดยหารู้ไม่ว่าพระท่านกำลังทำงานที่แท้จริง งานหยุดนิ่ง คือ งานที่แท้จริง ดูเหมือนไม่ได้ทำอะไรแต่กำลังทำงานที่ยิ่งใหญ่ เหมือนผนังหรือเสาเรือนอยู่เฉย ๆ แต่จริง ๆ กำลังทำงานแบกคาน แบกหลังคาอยู่ แม้แต่หลังคาก็กำลังทำงานคอยกันแดด กันฝน กันลม หรือพื้นก็นึกว่าอยู่เฉย ๆ แต่กำลังแบกพวกเราอยู่ ของบางสิ่งบางอย่างเห็นนิ่ง ๆ แต่กำลังทำงานทั้งนั้น แผ่นดินอย่านึกว่าอยู่เฉย ๆ ไม่ได้ทำอะไร แต่ว่าข้างในภายใต้พื้นโลกมันเคลื่อนไหวตลอดเวลา ภูเขา ต้นไม้ก็เช่นเดียวกัน เหมือนอยู่เฉย ๆ แต่ก็กำลังทำงาน แม้แต่ดอกไม้ปักใส่แจกัน ก็ไม่ได้อยู่เฉย ๆ กำลังทำงาน ให้ความสดชื่น ให้ความสวยงาม แล้วก็ดึงดูดให้เราเข้าไปหา ไปดอมไปดม เสื้อผ้านึกว่าอยู่เฉย ๆ ก็กำลังทำงาน คอยป้องกันความร้อน ความหนาว กันเหลือบ ยุง ริ้น ไร แมลง คอยป้องกันความละอาย ปกปิดร่างกายให้เราอยู่ แว่นตานึกว่าอยู่เฉย ๆ แต่ก็กำลังทำงาน ทำให้มองเห็นอะไรได้ชัดเจน เพราะฉะนั้นอะไรบางอย่างดูเฉย ๆ อย่าไปมองว่าไม่ได้ทำงาน พระก็เหมือนกัน เห็นนั่งนิ่ง ๆ ยืนนิ่ง ๆ สงบเสงี่ยม ก็กำลังทำงาน แต่เป็นงานทางใจ งานที่แท้จริง จะยืนจะนอน พระทำงานทั้งนั้น แต่ดูเหมือนไม่ได้ทำงาน เหมือนผนัง เหมือนเสา เหมือนพื้น เหมือนคานรับหลังคา แต่นี่หมายถึงพระแท้ที่มีเป้าหมายของชีวิต ถึงแม้จะบวชช่วงสั้น ก็มุ่งทำพระนิพพานให้แจ้ง สมณะ แปลว่า ผู้สงบกาย วาจา ใจ ทั้งความคิด คำพูด การกระทำ สงบเสงี่ยม สง่างาม บวชอย่างนี้โยมพ่อโยมแม่ ปู่ย่า ตายาย หรือใครเขามาใส่บาตร เขาก็ได้บุญไปด้วยอย่างมากมาย บุญจะเกิดตอนที่เป็นสมณะ เป็นพระแท้ คิดแบบพระ พูดแบบพระ ทำแบบพระ เรื่องศีล สมาธิ ปัญญา เรื่องหยุด เรื่องนิ่ง ๆ หรือสรุปย่อ ๆ ก็องค์พระ ดวงใส ๆ นั่นแหละ บุญเกิดขึ้นตอนนี้ จะได้บุญมากทีเดียว โอกาสนี้โอกาสดี ได้มาบวชเป็นสามเณรที่วัดพระธรรมกายช่วงสั้น ๆ ตักตวงบุญกันให้เต็มที่เลย ลูกเณรอย่าไปซุกซน เพราะเรามีโอกาสซนได้อีกตั้งนาน ตลอดชาติ ซนไปได้ถึงตอนแก่นั่นแหละ แต่บวชช่วงสั้นช่วงนี้ ต้องไม่ซนก่อน ต้องเรียบร้อยก่อน ถ้าหากว่า กล้ามเนื้อมันกำลังขยาย รู้สึกอยากยืดเส้นยืดสายละก็ โน่นไปจับไม้กวาด จับเทพบุตรเทพธิดาแห่งความสะอาด คือผ้าเช็ดเท้า ผ้าเช็ดพื้น ทำความสะอาดวิมานให้สว่างไสว กวาดลานวัดดังแกร๊กทีหนึ่ง เทวดาหันมามองแล้วชื่นใจ เขาก็อนุโมทนาสาธุการ บวชอย่างนี้ได้บุญมาก โยมพ่อโยมแม่ญาติโยมก็ได้บุญมากเช่นกัน จะไปชวนญาติโยมมาทำบุญอะไรก็เกิดกุศลศรัทธา เพราะเขาอยากได้บุญอยู่แล้ว เพราะอยากไปสวรรค์ แม้ทรัพย์มีน้อยก็อยากได้บุญมาก ๆ เขาพยายามเลือกนะ เหมือนไปตลาดแค่ซื้อผลไม้ยังเลือกดูว่าผลไหนเน่ามาก ผลไหนเน่าน้อย หรือไม่เน่า หรือผลไหนดูแล้วเข้าท่าดี ญาติโยมจะทำบุญกับพระเณร เขาต้องเลือกยิ่งกว่าผลไม้อีก เพราะฉะนั้นลูกพระลูกเณรบวชช่วงสั้น ๆ นี่ต้องเป็นพระแท้เณรแท้ เป็นเนื้อนาบุญให้กับญาติโยม วันพฤหัสบดีที่ ๑๘ เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๖ ๙. เกื้อกูลกัน...จรรโลงธรรม เกิดมาชาติหนึ่งชีวิตหนึ่งเราทำได้อย่างเดียว ถ้าคฤหัสถ์ก็ต้องทำมาหากินกันไป จะให้มาศึกษาธรรมะกระทั่งถึงขั้นละเอียดนี่ยาก เพราะฉะนั้นก็ต้องอาศัยผู้ที่เห็นภัยในวัฏสงสาร เพราะท่านออกบวชแล้ว หมดความจำเป็นในการใช้ชีวิตในเพศคฤหัสถ์ ก็สนับสนุนท่าน ให้ท่านได้ทำความเพียร ท่านก็จะได้เรียนรู้เรื่องพระธรรมคำสอน เรื่องการปฏิบัติธรรม แล้วก็นำความรู้มาถ่ายทอดให้โยมฟัง โยมกลับมาเหนื่อย ๆ จากการงานก็จะได้ฟังธรรม พระฝากท้องไว้กับโยม โยมก็ฝากเรื่องจิตใจไว้กับพระ พระฝากกาย โยมฝากใจ ก็ช่วยเหลือเกื้อกูลกันอย่างนี้ อย่าไปมองว่า พระเอาเปรียบสังคม เพราะท่านก็ทำประโยชน์ โดยทำหน้าที่เป็นครูสอนศีลธรรม และก็เป็นแบบอย่างที่ดีของคนดีที่โลกต้องการ และเป็นแหล่งแห่งความรู้ แหล่งแห่งเนื้อนาบุญ ที่จะสอนเกี่ยวกับเรื่องความเป็นจริงของชีวิต ต้องแบ่งหน้าที่กันทำ เพราะฉะนั้นใครมองแคบ ๆ ตื้น ๆ ว่า พระเอาเปรียบสังคม เลิกคิดซะ เลิกมองกันอย่างนั้น ให้มองใหม่ พระเป็นพระ ก็ต้องทำแบบพระ โยมเป็นโยม ก็ต้องทำแบบโยม พระเป็นครูสอนศีลธรรมที่ราคาถูกที่สุด ปีหนึ่งก็มีผ้าแค่ ๓ ผืน เปลี่ยนปีละชุด โยมเปลี่ยนวันละชุด อาหารวันละมื้อ บางแห่ง ๒ มื้อ แต่มื้อเช้าเบา มื้อเพลหนัก ตอนเย็น ๆ ก็มีน้ำปานะเพื่อไม่ให้กระเพาะมันว่าง ก็แค่นี้ แต่โยมวันละหลายมื้อนะ ทั้งเช้า ทั้งเที่ยง บ่าย เย็น กลางคืน บางทีต่อรอบดึกอีก ลองไปดูอาหารเช้าที่แท้จริง บางวัดหลวงพ่อไปเห็นมา ทั้งปลื้มขนลุก ทั้งสลดใจ มีอยู่คราวหนึ่งไปอยู่ปริวาส ตอนบ่ายก็ตระเวนตามวัดวาอาราม บางวันก็ไปตอนเช้าฉันมื้อเดียว ตระเวนไปเจอวัดหนึ่งตอนเพลพอดี สมภารท่านอยู่วัดรูปเดียว กำลังฉันอาหาร ท่านนิมนต์ฉันด้วย ก็ปฏิเสธว่า“ฉันมาแล้ว” และขอบพระคุณท่าน เพราะตอนช่วงนั้นฉันมื้อเดียว ที่ขนลุกเพราะว่าเห็นกับข้าวของท่านมีปลาเค็มเล็ก ๆ ครึ่งซีก แต่ท่านยังมีจิตใจงาม นิมนต์เราฉัน ดีใจที่ท่านมีจิตใจงาม แต่สลดใจว่า อาหารพระทำไมมีแค่นี้ คือไปเห็นอาหารที่เขาเลี้ยง ขออภัยนะ นี่เรื่องจริง สุนัขเลี้ยงในห้องแอร์ อาหารแพงกว่าเลี้ยงพระอีก ทั้ง ๆ ที่พระเป็นแหล่งเนื้อนาบุญ สุนัขไม่ใช่เนื้อนาบุญนะ ไม่ใช่บุญเขต ไม่เชื่อไปอ่านดูเถิด เลี้ยงสุนัขก็ได้แค่ร้อยชาติ แต่เลี้ยงพระได้บุญอสงไขยอัปปมาณังติดกันไปนับภพนับชาติกันไม่ถ้วน พระฉันอาหารแค่เป็นมื้อ ๆ แต่เป็นครูสอนศีลธรรม และแถมโดนค่อนขอดเรื่อย ๆ เลยว่า เอาเปรียบสังคม ไม่ช่วยเรื่องเศรษฐกิจ ที่จริงท่านก็ไม่ได้ช่วยทางตรง คือ ไม่ได้ไปทำมาหากิน แต่สอนคนให้ขยัน ให้อดออม ให้รู้จักใช้เงิน อบายมุขอย่าไปเล่น คบคนให้เป็น แล้วใครมีทุกข์ร้อนก็ปลอบกันไป ให้กำลังใจกันไป ให้คำแนะนำที่ดี บางวัดเขาไปเกณฑ์ให้ท่านดูดวง ท่านก็เอาดวงมาปลอบใจหน่อย วันนั้นวันนี้จะดี อะไรต่าง ๆ เหล่านี้ ท่านก็ปลอบใจ ให้กำลังใจ จนกระทั่งเขามีกำลังใจไปทำมาหากิน หรือสอนให้เลิกอบายมุข นี้เป็นการช่วยปิดช่องโหว่ หา เก็บและก็ใช้อย่างประหยัด อดออมในสิ่งที่จำเป็น และสิ่งที่ไม่จำเป็นอย่าเอาไปใช้ อย่างนี้ก็รวยแล้ว นี่เป็นการช่วยเศรษฐกิจทางอ้อมนะ สอนให้ขยัน ให้ซื่อสัตย์ ให้กตัญญูรู้คุณคน ให้มีเมตตาธรรมซึ่งกันและกัน ให้ไม่ตระหนี่ความรู้ และสอนคุณธรรมอีกมากมายหลายอย่าง ซึ่งทำให้ลดค่าใช้จ่ายลงไปมาก การลดค่าใช้จ่ายก็คือการเพิ่มรายได้ อย่างนี้ถือเป็นการช่วยเศรษฐกิจทางอ้อม วันเสาร์ที่ ๑๗ เดือนพฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ ๑๐. ภิกษุสามเณร คือผู้ให้แสงสว่างแก่โลก ชีวิตในสังสารวัฏอันตรายมีภัยมาก ภัยในอบาย เป็นสัตว์นรก โลกันตร์ ในอุสสทนรก ในยมโลก อสุรกาย เปรต สัตว์เดรัจฉาน มีทุกข์มาก ๆ เลย แต่มนุษย์มองเห็นได้แค่ภูมิเดียว คือ ภูมิของสัตว์เดรัจฉาน ภูมิมนุษย์ก็มีความทุกข์ทรมานแบบมนุษย์ ไม่ว่าจะเกิดเป็นชนชั้นไหนก็ตาม ล้วนแต่มีทุกข์ มีโทษ มีภัยทั้งนั้น มีเกิด แก่ เจ็บ ตาย มีความพลัดพรากจากสิ่งที่เป็นที่รัก ประสบในสิ่งที่ไม่เป็นที่รัก ปรารถนาอะไรไม่ได้อย่างนั้น เป็นต้น แล้วการดำเนินชีวิตก็ไม่ค่อยจะสมบูรณ์ มันกะพร่องกะแพร่ง ถ้าไม่รู้เรื่อง อันตราย โลกจะไม่มีวันขาดแคลนมนุษย์ เพราะโลกเป็นเหมือนจุดกลาง มาจากสุคติภพบ้าง ทุคติภพบ้าง หมุนเวียนกันมาเกิดในโลกมนุษย์ แต่ว่าพอมาเกิดใหม่แล้วก็ลืม ระลึกชาติเก่าไม่ได้ว่า ก่อนมาเกิดมาจากไหน ไม่รู้เรื่องเหตุเรื่องผล ทำไมชีวิตประจำวันจึงประสบปัญหา มีสุขมีทุกข์อย่างนี้ เพราะเหตุเพราะผลอะไรก็ไม่รู้ ความไม่รู้นี่แหละเป็นอันตรายอย่างใหญ่หลวงสำหรับชีวิต เพราะว่ามีโอกาสดำเนินชีวิตที่ผิดพลาดได้ ผลก็คือไปอบาย ทุกข์ในอบายนี่มันมหาศาลและก็ยาวนาน ชีวิตในเมืองมนุษย์สั้น แต่ในปรโลกนั้นยาวนานมากจนเรานึกไม่ถึง และก็ทุกสิ่งที่เรากระทำ ไม่ว่าทางกาย วาจา ใจ แม้เพียงเล็กน้อย ล้วนมีผลทั้งสิ้น แต่ว่ามนุษย์ส่วนใหญ่ไม่ค่อยจะรู้เรื่อง ได้ยิน ได้ฟัง เรื่องราวนรกสวรรค์ กฎแห่งกรรม ก็ไม่ค่อยจะเชื่อกัน ดื้อดึงบ้าง ดื้อด้านบ้าง เพราะฉะนั้นโลกจึงจำเป็นจะต้องมีผู้รู้ คอยเป็นแสงสว่างส่องทางชีวิตให้กับชาวโลก ผู้รู้ที่สำคัญที่สุดคือ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า กับพระอริยสาวก พระอรหันต์ทั้งหลาย เป็นผู้รู้ที่แท้จริง ดำเนินชีวิตที่ถูกต้อง หลุดพ้นจากกิเลสอาสวะไปพระนิพพาน พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงรู้เรื่องราวตลอดหมด เรื่องการระลึกชาติหนหลัง หรือเรื่องกฎแห่งกรรม การทำอาสวะให้สิ้น หรืออย่างน้อยจะอยู่ในโลกนี้อย่างไรถึงจะปลอดภัยจากอบายภูมิ หรือท่องอยู่ใน ๒ ภูมิคือ มนุษย์โลกกับเทวโลก เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าดับขันธ์ปรินิพพานไปแล้ว ก็เหลือเพียงคำสอนของพระองค์เป็นสิ่งแทนตัวท่าน คำสอนนี่สำคัญเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตว่า จะอยู่ในโลกนี้อย่างไรถึงจะปลอดภัยและมีชัยชนะ มีสุขทั้งขณะมีชีวิตและละโลกไปแล้ว หรือจะท่องอยู่ในสังสารวัฏก็ยังสามารถประคองตัวไม่ให้ไปในอบายได้ คำสอนของพระพุทธองค์มีความสำคัญมาก แต่พระธรรมคำสอนนี้หากปราศจากผู้ทรงจำเอาไว้ มีก็เหมือนไม่มี ต้องมีผู้ทรงจำ ได้ศึกษา ได้ฝึกฝน ได้ปฏิบัติ จนกระทั่งเข้าอกเข้าใจเรื่องราวของชีวิต ทำตามคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าซึ่งเป็นแสงสว่างส่องทางชีวิตแก่ชาวโลก แล้วก็แนะนำประคับประคองกัน ให้ชาวโลกได้ดำเนินชีวิตได้ถูกต้อง พระสงฆ์สามเณรนี่สำคัญ เป็นผู้เห็นภัยในวัฏสงสาร เห็นแล้วก็เบื่อหน่ายกลัวภัย และเมื่อได้ศึกษาธรรมะของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว เกิดกุศลศรัทธาก็ออกบวช และประพฤติตามธรรมวินัยของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ศึกษาทรงจำคำสอนของพระบรมศาสดาเอาไว้ เพื่อตัวเองและเพื่อชาวโลก เพราะฉะนั้นโลกจะขาดแคลนภิกษุสามเณรไม่ได้ ถ้าขาดแคลนแล้วโลกก็มืด เหมือนโลกไม่อาจขาดแคลนดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ดวงดาวได้ แม้มีแสงสว่างที่เกิดจากฝีมือมนุษย์ก็ตาม แต่โลกก็ยังจำเป็นจะต้องมี ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ดวงดาว ชีวิตมนุษย์ยิ่งกว่านั้น จำเป็นจะต้องมีผู้รู้แนะนำ ไม่อย่างนั้นก็ทำไม่ถูก เพราะฉะนั้นโลกขาดพระภิกษุสามเณรไม่ได้ ดังนั้นภิกษุสามเณรก็เหมือนกับเป็นนักรบแนวหน้าแห่งกองทัพธรรมที่จะเป็นผู้ให้แสงสว่างต่อชาวโลก ซึ่งมนุษย์จะหมุนเวียนมาเกิดกันอีก จากอบายก็มี สุคติโลกสวรรค์ก็มี เพราะฉะนั้นพระเณรสำคัญมาก ๆ ทีเดียว เราก็จะควรจะปีติและภาคภูมิใจในการเป็นพระเป็นเณรของเราว่า เราได้มาอยู่ ณ จุดที่สำคัญที่สุด โลกขาดเราไม่ได้ ขาดก็พลาด ควรพึงพอใจในเพศนี้ หวงแหนและรักษาเอาไว้ให้สุดชีวิต นี่เป็นสิ่งที่ลูกพระลูกเณรจะต้องระลึกนึกถึงเสมอ วันอังคารที่ ๖ เดือนพฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ ๑๑. ถ้าบวชกันหมดทั้งโลก ? ชีวิตสมณะเป็นชีวิตที่เป็นต้นบุญต้นแบบ เป็นชีวิตที่ใกล้สมบูรณ์ที่สุด เพราะชีวิตจะสมบูรณ์ได้ต้องอยู่ในเพศสมณะ ชีวิตที่ยิ่งเรียบง่าย จะเป็นชีวิตที่มีความผาสุก และทรงพลัง มีความรอบรู้ ถ้าชีวิตซับซ้อนอะไรก็ดูยุ่งเหยิง วุ่นวาย อย่างพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรา พระองค์ทรงสละชีวิตที่ซับซ้อนมาใช้ชีวิตที่เรียบง่าย ในที่สุดพระองค์ก็ได้เข้าถึงพระนิพพาน เพราะไม่มีอะไรเป็นเครื่องกังวล ใจจะเป็นกลาง ๆ สบาย ๆ หากทุกคนมีชีวิตที่เรียบง่าย การปฏิบัติธรรมจะได้ผลดี ใจหยุดนิ่งได้ง่าย มีคนเขาถามว่า “ถ้าเกิดบวชกันทั้งโลกจะว่าอย่างไร” แต่เขาถามแบบประชดประชัน หรือกระแนะกระแหน หรืออะไรก็ไม่ทราบ ก็คงเป็นห่วง ถ้าบวชกันหมดโลกแล้วใครจะใส่บาตร แต่ก็เป็นคำถามที่น่าคิดนะ หลวงพ่อก็เลยถามว่า “ที่ถามมานี่ คุณจะบวชหรือเปล่า ถ้าคุณยังไม่บวชก็แสดงว่า ทั้งโลกยังขาดคนหนึ่ง ถ้าสมมุติว่าบวช ถ้าบวชได้ทั้งโลกนี่แสดงว่า ทุกคนในโลกมีบุญมาก ๆ เพราะที่บวชหมดทั้งภพมีแต่ในพระนิพพาน มีแต่พระเต็มไปหมดเลย ไม่มีอุบาสก อุบาสิกาเลย แต่ในเมืองมนุษย์บวชหมดก็เป็นนิพพานในเมืองมนุษย์ แล้วใครจะใส่บาตร ถ้าเกิดบวชกันทั้งโลก ต้องถือว่าเป็นความอัศจรรย์ของโลก เทวดาก็จะต้องมาใส่บาตร” ตอบเขาไปอย่างนี้ เขาบอก”ไม่เชื่อ” “ไม่เชื่อลองมาบวชสิ” ถามต่ออีกว่า “ถ้าเกิดบวชไปแล้วไม่มีเทวดามาใส่แล้วจะทำทำอย่างไร” “ถ้าไม่มีเทวดามาใส่ เราก็สึก สึกแล้วก็ไปหุงข้าวหุงปลาไปเลี้ยงพระที่ยังไม่ได้สึก มันก็จบ” ก็คุยกับเขาเล่น ๆ สนุก ๆ กันไป นี่ถ้าบวชกันทั้งโลกได้ จะเป็นเรื่องอัศจรรย์ทีเดียว หลวงพ่ออยากให้เป็นอย่างนั้น แต่ยังไม่เป็นอย่างนั้น ถ้าเป็นอย่างนั้นได้รื้อวัฏได้เลย แล้วถ้าเป็นอย่างนั้นจริง ๆ จะมีเทวดามาใส่บาตร อย่าว่าแต่บวชทั้งโลกเลย แค่บวชเอาจริงเอาจังแล้วรักที่จะทำพระนิพพานให้แจ้ง จะอยู่ในป่า ในเขา เทวดายังมาใส่บาตร นี่เป็นเรื่องจริง ๆ ที่เกิดขึ้นกับเนื้อนาบุญบางรูป วันอังคารที่ ๒๒ เดือนเมษายน พ.ศ. ๒๕๔๖ ************************************ ๑๒. สมณะ...ผู้สงบนิ่งภายใน เรื่องของกฎแห่งกรรมเป็นเรื่องที่เราจะต้องศึกษา เมื่อศึกษาแล้วเราจะพบว่า ทุกการกระทำไม่ว่าจะเจตนาหรือไม่เจตนา ล้วนตกอยู่ในกฎแห่งกรรมทั้งสิ้น เหมือนไฟ ใครจับก็ร้อน ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ จะเจตนาจับหรือเผลอไปจับก็ร้อน หรือเอาเสี้ยนมาทิ่มเท้า เจตนาทิ่มก็เจ็บ หรือแกว่งเท้าไปหาเสี้ยน ทั้งที่ไม่มีเจตนาก็เจ็บ โดนประตูหนีบมือ จะเด็กหรือผู้ใหญ่ จะชาติไหนก็แล้วแต่เจ็บทั้งนั้น เช่นเดียวกันกฎแห่งกรรมไม่มีละเว้น ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ จะมีเจตนาหรือไม่มีเจตนา จะรู้หรือไม่รู้ก็ตาม ทุกการกระทำล้วนมีผลทั้งสิ้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าสมัยที่เป็นพระบรมโพธิสัตว์ พระองค์ทรงระลึกชาติได้ มองเห็นภัยในวัฏสงสาร เห็นว่าวัฏสงสารไม่มีจุดไหนที่ไม่เสี่ยงต่ออบายเลย ไม่ว่าจะเกิดเป็นคนชั้นสูง ชั้นกลาง ชั้นล่าง ถ้าไม่รู้เรื่องกฎแห่งกรรม อันตรายมาก ๆ ทุกคนเสี่ยงและมีสิทธิ์ไปอบายด้วยกันทั้งนั้น และพระองค์ก็เคยไปอบายมาแล้ว และก็ทรงพ้นจากภัยในสังสารวัฏนั้น ภิกขุ แปลว่า ผู้เห็นภัยในวัฏสงสาร สมณะ แปลว่า ผู้สงบกาย วาจา ใจ คือ พอเห็นภัยแล้วจะมีความสงบ สงบทั้งความคิด คำพูดและการกระทำ ไม่อยากให้เคลื่อนไหวเลย กายอยากจะนิ่ง ๆ ใจอยากจะนิ่ง ๆ ผู้ที่จะพ้นภัยในวัฏสงสาร จะพ้นจากกฎแห่งกรรมได้ จะต้องนิ่ง ๆ ต้องเป็นสมณะ แม้เป็นคฤหัสถ์ไม่ได้ครองผ้ากาสาวพัสตร์ก็เป็นสมณะได้ หากเข้าถึงความเป็นพระอริยบุคคลภายใน ก็ได้ชื่อว่าเป็นสมณะภายในได้ เหมือนอย่างท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี มหาอุบาสิกาวิสาขา หรือท่านธัมมิกอุบาสกอย่างนี้ เป็นต้น แต่ถ้าหากเป็นบรรพชิตก็เป็นสมณะทั้งภายนอกภายใน สงบทั้งภายนอกทั้งภายใน จึงจะพ้นกฎแห่งกรรมได้ แต่ถ้ายังเคลื่อนไหว ยังวิ่งเต้น ยังทำโน่นทำนี่กันอยู่ มีสิทธิ์จะต้องเจอกฎแห่งกรรม ซึ่งเป็นสิ่งที่เราต้องเจอกันอยู่แล้ว ที่ผ่านมาก็เจอ ปัจจุบันก็เจอ บางทีอยู่กับความทุกข์จนชาชิน ก็เลยไม่ได้รู้สึกอะไรมากมาย เพราะฉะนั้นจะพ้นจากกฎแห่งกรรมได้ ต้องทำอย่างพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระอรหันต์ทั้งหลาย หมั่นฝึกฝนกาย วาจา ใจ อย่างน้อยให้เข้าถึงสมณะผู้สงบนิ่งภายใน เป็นโคตรภูบุคคล หรือถ้าให้มั่นใจต้องเข้าถึงพระโสดาบัน เพราะว่าเกิดอย่างมากอีก ๗ ชาติ ก็พ้นจากวัฎฏะแล้วไปสู่อายตนนิพพานได้ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๐ เดือนเมษายน พ.ศ. ๒๕๔๖ ******************************** ๑๓. กฎแห่งกรรม...เรื่องที่ทุกคนต้องรู้ เรื่องกฎแห่งกรรมเป็นเรื่องที่ใครจะหลีกหนีไม่พ้นเลย ทุกคนในโลก ทุกระดับชั้น ทุกเพศ ทุกวัย ทั้งคฤหัสถ์และบรรพชิต พุทธบริษัท ๔ ก็หนีกฎแห่งกรรมไม่พ้น การกระทำทุกการกระทำอะไรก็ตามทั้งที่ลับที่แจ้ง จะมีใครเห็นหรือไม่เห็นก็ตาม แต่กฎแห่งกรรมเขาเห็นและบันทึกติดเอาไว้ พระพุทธศาสนาจะเจริญรุ่งเรืองและมั่นคง พุทธบริษัท ๔ ทั้งภิกษุ สามเณร อุบาสก อุบาสิกา จะต้องศึกษาเรื่องกฎแห่งกรรมให้ดี แล้วก็ต้องเชื่อเรื่องกฎแห่งกรรม เพราะกฎแห่งกรรมมีมายาวนาน เริ่มต้นเมื่อไรไม่มีใครรู้ แม้แต่พุทธญาณ หรือญาณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแต่ละพระองค์มาต่อ ๆ กัน นับพระองค์ไม่ถ้วน ยังหาเบื้องต้นว่าจะสิ้นสุดตรงไหนก็ยังไม่มีใครทราบ เพราะฉะนั้นก็เป็นเครื่องยืนยันว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ ไม่ได้เป็นผู้บัญญัติกฎแห่งกรรม ตลอดแสนโกฏิจักรวาล อนันตจักรวาล ไม่มีเว้นกฎแห่งกรรมเลยสักราย เป็นเรื่องที่น่าศึกษาทีเดียว พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงไปเห็นด้วยพุทธญาณอันบริสุทธิ์ ด้วยบุพเพนิวาสานุสสติญาณ กับจุตูปปาตญาณ เวลาท่านนำชาดกหรือเรื่องราวต่าง ๆ มาสอนพระภิกษุ สามเณร หรือภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ท่านก็ต้องระลึกชาติไปดู แล้วนำมาสอน พระองค์ไปเห็นมาแล้วก็สงสารสัตว์โลก จึงนำมาสั่งสอนสัตว์โลกให้รู้เห็นเรื่องราวเหล่านี้ เพราะเป็นเรื่องสำคัญ ต้องศึกษากันเอาไว้ให้ดีทีเดียว ถ้าไม่ศึกษา...อันตราย ถ้าพุทธบริษัททั้ง ๔ ได้ศึกษาเรื่องกฎแห่งกรรมและมีความเชื่อมั่น พระพุทธศาสนาก็จะเจริญรุ่งเรือง ชาวโลกก็จะได้รับประโยชน์สุขอันยิ่งใหญ่จากคำสอนของพระบรมศาสดา และจะดำเนินชีวิตที่ถูกต้อง มีความสุขทั้งในปัจจุบันและในอนาคต ท่องเที่ยวอยู่ใน ๒ ภพภูมิ คือ ในมนุษย์โลกกับเทวโลก ไม่ต้องแวะเวียนไปในอบายเลย เพราะฉะนั้น พระเณรควรจะศึกษาเรียนรู้เรื่องกฎแห่งกรรมว่า เป็นของมีจริง เป็นเรื่องสำคัญ ศึกษาแล้วก็จะเกิดหิริโอตตัปปะ เกิดความละอายต่อบาปและความกลัวต่อผลของบาป คือละอายที่จะทำบาปว่า คนอย่างเราเป็นนักบวชแล้ว ถ้าไปทำบาปทั้งที่ลับที่แจ้ง มันเสียศักดิ์ศรี ทำไม่ได้ เกิดความละอายที่จะทำ และก็กลัวด้วย หรือพอรู้สึกกล้า ไม่ค่อยจะอายแล้ว ก็ต้องกลัวต่อผลของบาปที่จะเกิดขึ้นทั้งในปัจจุบัน คือความเร่าร้อนใจ ทุกข์ใจ เพราะเก็บเรื่องนั้นเอาไว้คนเดียว กับผลของบาปในปรโลกอีกยาวนาน ถ้ากลัวแล้ว ก็ไม่ทำบาป เมื่อไม่ทำบาป ก็อยากประพฤติถูกต้องตามพระธรรมวินัย ถ้าถูกต้องตามธรรมวินัย ก็เป็นที่ตั้งแห่งศรัทธาของมหาชน ของอุบาสก อุบาสิกา ของชาวโลกทั้งหลายที่ยังไม่เลื่อมใส ก็จะเลื่อมใส ที่เลื่อมใสแล้วก็เลื่อมใสยิ่งขึ้น ถ้าหากอุบาสก อุบาสิกา ศึกษาด้วยก็ยิ่งละอายต่อบาป และกลัวต่อบาป เกิดหิริโอตตัปปะขึ้นมา ก็จะละชั่ว ทำดี และทำใจให้ผ่องใส พระก็จะทำหน้าที่ของพระและเป้าหมายของพระให้สมบูรณ์ เป้าหมาย คือ ทำพระนิพพานให้แจ้ง หน้าที่ก็คือ ศึกษาฝึกฝนแล้วก็อบรมสั่งสอนผู้อื่น เป็นทั้งต้นบุญต้นแบบ ครูสอนศีลธรรม นี่ต้องเกื้อกูลอย่างนี้ เพราะฉะนั้น เรื่องกฎแห่งกรรมต้องเรียนให้ลึกซึ้ง ถ้าหากว่านักบวชไม่เชื่อเรื่องนี้ แล้วคฤหัสถ์จะเชื่อได้อย่างไร และเมื่อต่างคนต่างไม่เชื่อ ความเดือดร้อนก็จะเกิดขึ้น โยมก็ไม่มีที่พึ่ง ไม่รู้จะพึ่งใคร ก็ต้องไปพึ่งผี พึ่งเจ้า พึ่งต้นไม้ พึ่งจอมปลวก พึ่งจิ้งจก ๒ หาง ปู่ปลาไหล ปู่เต่า เต่ามาก็กราบเต่า กราบปลาไหล กราบจิ้งจก ๒ หาง งู ๒ หัว วัว ๕ ขา อะไรอย่างนี้ พอเป็นอย่างนี้วัดร้างก็เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ คฤหัสถ์ก็ขาดแหล่งแห่งเนื้อนาบุญ น่าเสียดายความตั้งใจเดิมของบรรพบุรุษที่มีความปรารถนาดีต่อลูกหลาน ช่วยกันร่วมแรงร่วมใจสร้างวัดกันมา ตั้งใจจะให้เป็นอารามที่อยู่อาศัยของผู้ประพฤติพรหมจรรย์ ผู้เป็นเนื้อนาบุญอายุพระพุทธศาสนา เป็นแหล่งสอนศีลธรรม และก็แหล่งเนื้อนาบุญให้เขาได้ตักตวงบุญ วิธีแก้วัดร้างก็มีวิธีการตั้งเมากมาย อย่างผู้ที่ปลดเกษียณแล้วก็ไปบวช และยิ่งผู้ที่เคยรับผิดชอบงานพระพุทธศาสนา แจ่มแจ้งเรื่องพระ เรื่องเจ้า เรื่องวัด เรื่องพระพุทธศาสนา มีความชำนาญ พอเกษียณแล้วก็ไปเป็นสมภารที่วัดร้างได้เลย สมัยก่อนเวลาเขารบทัพจับศึก พอกลับมาแล้ว นักรบต้องออกบวช เพื่อทำใจให้เป็นบุญแล้วก็อุทิศบุญกุศลไปให้คู่ต่อสู้ ซึ่งไม่เคยโกรธเคืองกันเลย แต่ว่าอยู่ ๆ ก็ต้องมาฆ่าฟันกัน บางท่านบวชตั้งหลายครั้ง ซึ่งไม่เป็นข้อห้ามอะไร จะบวชกี่ครั้งก็ได้ นี่ก็เป็นวิธีแก้ปัญหาวัดร้างอีกทางหนึ่ง หรือเวลาปิดภาคเรียน นักเรียน นิสิต นักศึกษา จัดบวชภาคฤดูร้อนหมุนเวียนกันไป แทนที่จะอยู่วัดที่ตัวบวช ก็ไปอยู่ที่วัดร้าง ทำความสะอาด ปัดกวาดเสนาสนะ ส่วนเสนาสนะก็สร้างอย่างเรียบง่าย และก็สวดมนต์ไหว้พระ เจริญภาวนา ศึกษาธรรมะกันไป เดี๋ยววัดร้างก็จะเป็นวัดรุ่ง ก็จะเป็นแหล่งเนื้อนาบุญขึ้นมาอีกแห่ง แสงสว่างของศีลธรรมก็จะเกิดขึ้น นี่ไม่ได้ยากเลย บวชเป็นพระ...มีความสุข แต่ว่าต้องเข้าใจงานของพระ คือ พระต้องเข้าใจงานของพระ โยมก็ต้องเข้าใจงานของพระด้วย พระแต่เดิมก็เป็นคฤหัสถ์ มีชีวิตเหมือนชาวโลก ต้องทำมาหากินเหมือนนกเหมือนกาอย่างนั้น แต่เห็นภัยในวัฏสงสารก็ออกบวช บวชแล้วก็ต้องทำแบบพระ คือ เว้นกิจแบบฆราวาส จะให้มาทำแบบฆราวาสไม่ได้ เพราะท่านเป็นพระ วันเสาร์ที่ ๑๗ เดือนพฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ ****************************** ๑๔. พระ... คือ... ผู้ที่เห็นภัยในวัฏสงสาร พระพุทธศาสนามีความสำคัญสำหรับทุก ๆ ชีวิตในโลก มีความสำคัญมาก คอยบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้แก่สรรพสัตว์ทั้งหลาย เป้าหมายอันสูงสุดของพระพุทธศาสนา คือ ความหลุดพ้นจากกิเลสอาสวะ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าสร้างบารมีกันมานับภพนับชาติไม่ถ้วน มีเป้าหมายจะพ้นทุกข์ ให้หลุดพ้นจากกิเลสอาสวะ เพราะเห็นภัยในวัฏสงสาร ภัยในวัฏสงสารนี่เห็นยากนะ ไม่ใช่ว่าจะเห็นกันได้ง่าย ๆ เพราะคำว่า วัฏสงสาร ต้องรวมกันในกามภพ รูปภพ อรูปภพ และในโลกันตร์ จะต้องเห็นภัยตลอดหมดเลยว่า เกิดมาเป็นมนุษย์ ถ้าไม่รู้วิธีการดำเนินชีวิตและก็ไม่เห็นภัยในวัฏสงสาร นี่อันตราย และยิ่งเราไม่รู้ตัวว่า ตกอยู่ในกฎแห่งกรรมหรือกฎของไตรลักษณ์ ยิ่งอันตรายมากทีเดียว เพราะว่าอะไรนิดอะไรหน่อยก็ปรับคดี ทั้งความคิด คำพูด การกระทำ เผลอทำบาปอกุศลกรรมแม้เพียงนิดหน่อยล้วนมีผลทั้งสิ้น แม้ทำนิดหนึ่งก็ต้องไปใช้กรรมในอบายยาวนาน ผู้ที่อยู่ในโลกนี้ที่ยังสนุกสนานเพลิดเพลิน เพราะไม่เห็นภัยในวัฏสงสาร ทั้ง ๆ ที่ตัวผ่านมาแล้วในอบายภูมิ แต่พอมาเกิดใหม่ก็ลืม แล้วภาพข้างหน้า ภาพของอบายก็มองไม่เห็น เห็นแต่สัตว์เดรัจฉานก็ไม่รู้ว่า นั่นคือหนึ่งในอบายภูมิ นึกว่าเกิดมาเพื่อให้มนุษย์ได้กินได้ใช้งาน คิดอยู่แค่นี้เพราะเห็นแค่นี้ แต่ความจริงแล้วสัตว์เดรัจฉานเป็นหนึ่งในอบายภูมิ ซึ่งตัวก็เคยไปเกิด แต่ตัวไม่รู้ กระทั่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงไปรู้ไปเห็น จึงนำมาบอก นั่นแหละถึงจะเข้าใจได้ แต่บางพวกเมื่อไม่ได้พบพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็ยังไม่เห็นภัยในวัฏสงสาร พวกนี้ก็มักจะไปอบาย นี่อันตราย อันตรายมาก ๆ ทีเดียว พระ คือ ผู้เห็นภัยในวัฏสงสาร ต้องถือว่าเป็นยอดมนุษย์ทีเดียวที่เห็นภัยในวัฏสงสาร แล้วก็ปลีกตัวออกจากเครื่องกังวลทั้งหมด มาแสวงหาหนทางพ้นทุกข์ เพราะถ้าคลุกคลีกันอยู่ในโลกจะไม่มีเวลาที่จะมาศึกษาเรื่องความจริงของชีวิต ความจริงของชีวิตจะศึกษาได้ก็ต่อเมื่อปลอดกังวล ใจจะต้องไม่มีห่วงใยในคน สัตว์ สิ่งของ ทรัพย์สินเงินทอง สมบัติต่าง ๆ ต้องปลอดกังวล แล้วก็ต้องฝึกใจหยุดใจนิ่ง จึงจะเข้าถึงพระรัตนตรัยในตัว ถึงจะมีรู้ มีญาณ มีธรรมจักขุ มีญาณทัสสนะเกิดขึ้นนั่นแหละ จึงจะเห็นภัยในวัฏสงสาร ต้องปลีกตัวออกมาอย่างนั้น จึงจะเห็นทางหลุดทางพ้น การหลุดพ้นเป็นเป้าหมายของทุก ๆ ชีวิต ถ้ายังติดอยู่ในทรัพย์ ในสมบัติ ลาภ ยศ สรรเสริญ ก็จะไม่เห็นภัยในวัฏสงสาร ต้องไม่ติดสิ่งเหล่านี้ ถึงจะหลุดจะพ้นได้ เพราะฉะนั้นการหลุดพ้นจากกิเลสอาสวะ จึงเป็นเรื่องสำคัญมาก ถ้าไม่หลุดตรงนี้ ไม่พ้นตรงนี้ก็อันตราย วันเสาร์ที่ ๒๖ เดือนเมษายน พ.ศ. ๒๕๔๖ ******************************** ๑๕. เป็นพระต้องเห็นพระ กว่าจะมาเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ต้องสละทั้งทรัพย์ อวัยวะ และชีวิต เพื่อประพฤติธรรม กว่าจะบำเพ็ญบารมี ทานบารมี ศีลบารมี เนกขัมมะ ปัญญา วิริยะ ขันติ สัจจะ อธิษฐาน เมตตา อุเบกขาบารมีให้ครบถ้วนบริบูรณ์ ตั้งแต่บารมีขั้นธรรมดา บารมีขั้นกลาง กระทั่งบารมีขั้นสูงอย่างน้อย ๒๐ อสงไขย แสนมหากัป อย่างกลางก็ ๔๐ อสงไขย แสนมหากัป อย่างสูงก็ ๘๐ อสงไขย แสนมหากัป กว่าจะมาได้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ใช่ง่ายเลย เพราะฉะนั้นใครได้มาบวช ให้ปลื้มใจเถิด เรามาอยู่ ณ จุดที่ดีที่สุดแล้ว ให้ใช้วันเวลาให้ดีที่สุด เป็นพระต้องปลอดกังวล ต้องไม่มีเรื่องรุงรังในใจ และก็อย่าไปชักศึกเข้าบ้าน บ้าน คือ เรือนกายเรือนใจของเรา อย่าไปดึงเอาเรื่องราว เอาความคิดอะไรต่าง ๆ ที่ทำให้เดือดเนื้อร้อนใจ หรือทำให้หยุดนิ่งได้ยากเข้ามา เมื่อหยุดนิ่งยาก มันก็ไม่เข้าถึงธรรม ตอนช่วงนี้ต้องปลดปล่อยเครื่องกังวลทั้งหมด รักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง จิตใจปลอดกังวล ให้เบิกบาน ให้แช่มชื่น แล้วก็ทำหยุดทำนิ่งฝึกฝนอบรมไป เดี๋ยวก็เข้าถึงพระรัตนตรัยในตัวจนได้ ให้ภูมิใจในชีวิตสมณะให้ดี ชีวิตนักบวชก็ทำเพียงแค่นี้ แต่มีอานิสงส์อันยิ่งใหญ่ทีเดียว ถ้าใจไม่เกาะเกี่ยวเรื่องอะไร ไม่มีอะไรมาเหนี่ยวรั้ง มันจะหยุดจะนิ่งอย่างเดียว เดี๋ยววัน เดี๋ยวคืน เดี๋ยวก็หมดเวลาแล้ว มีความสุขทุกวันเลย ไม่มีวันที่จะเบื่อหน่ายในเพศสมณะ ถ้าใจไม่ไปเกาะอะไรเลย เกาะแต่ธรรมะภายในอย่างเดียว ฝึกใจให้หยุดให้นิ่ง ทั้งนั่ง นอน ยืน เดิน ทำกิจวัตรของนักบวช หลับตาลืมตาไม่กี่ทีก็มืดแล้ว ไม่มีเบื่อหน่ายเลย มีความสุข ฝึกปฏิบัติธรรมใหม่ ๆ นั่งไปหลับบ้าง ตื่นบ้าง ฟุ้งบ้าง มืดบ้าง เมื่อยบ้าง ก็ช่างมัน ทำกันไปทุก ๆ วัน จากฟุ้งมากก็มาฟุ้งน้อย จากฟุ้งน้อยก็ไม่ฟุ้ง จากนั่งหลับ ๆ เคลิ้ม ๆ ตอนหลังเริ่มสว่าง รู้สึกเริ่มโล่ง ๆ โปร่ง ๆ เบา สบาย ตัวขยาย ไม่ง่วงแล้ว ไม่เมื่อยแล้ว เดี๋ยวก็จะมีอะไรมาให้ดู เอ…ดวง หรือดาว หรือเดือน หรือตะวัน ก็ดูไปเรื่อย ๆ ดูไปจนกระทั่งใจมันนิ่งก็แน่ใจ อ้าว…ดวงนี่ ดวงดีหรือดวงไม่ดี ดวงดีก็ใส ดวงไม่ดีก็ขุ่น เราก็ดูไปเรื่อย ๆ ดูไปดูมา เดี๋ยวดวงก็เปลี่ยนเป็นกาย ดูไปดูมา ไปเรื่อย ๆ เดี๋ยวก็เห็นองค์พระ เราก็ตักตวงความสุข วันนี้สุขมาก วันนี้สุขน้อย แต่ไม่สุขเลยไม่มีสักวัน ถ้าดูกันอย่างนี้ หลวงพ่อว่า ไม่มีวัดร้าง จะเป็นวัดรุ่ง วัดไม่มีเหลือพระแค่รูปสองรูป เดี๋ยวก็จะมีเป็นสิบ หลายสิบ เป็นร้อย หลายร้อย เป็นพัน พอญาติโยมเห็นเราดูอย่างนี้ เขาก็อยากดูบ้าง เขาก็จะถามว่า “นั่งดูอะไร” บอกว่า”ดูพระ” “ดูแล้วได้อะไร” “ได้ความรู้กับความสุข” “สุขอย่างไร” “ก็สุขอย่างที่คุณไม่เคยเจอ” เขาบอกว่า “เป็นพระสุขแห้งแล้ง” “คุณสิสุขแห้งแล้งทั้งเปียกทั้งแฉะ นี่สุขสดชื่น” “แล้วได้ความรู้อะไร” “ก็รู้ว่าในตัวมีพระ” “แล้วเป็นอย่างไร” ”พอเข้าถึงองค์พระภายในเดี๋ยวอะไรก็ได้ทั้งนั้น” ถ้าดูอย่างนี้ทุกวัดนะ ไม่มีร้าง มีแต่วัดรุ่ง แล้วญาติโยมก็อยากจะมา เราก็คุยว่า เป็นโยมนั่งดูก็ได้ระดับหนึ่ง แต่ถ้ามาเป็นพระได้อีกระดับหนึ่ง ก็ค่อย ๆ คุยกันไป โยมเขาอยากได้บุญ อยากทำบุญ เพราะเขามีเชื้อที่จะทำบุญอยู่แล้ว เขามีน้อยก็อยากได้บุญมาก เขามีมาก เขาก็อยากได้บุญมากขึ้น ทำอย่างไรถึงจะอยากได้บุญมาก เขาก็เข้ามาถาม เขาก็ทำบุญกับพระที่มีพระที่เห็นพระ พระที่ไม่เห็นพระ เขาก็ไม่อยากทำ ถ้าพระเห็นพระเขาก็อยากทำ เพราะทำแล้วมีความสุข ปลื้มอกปลื้มใจ ต่างคนต่างก็ได้บุญกันไปเรื่อย ๆ อย่างนี้ไม่มีวัดร้าง มีแต่วัดรุ่ง วันเสาร์ที่ ๒๖ เดือนเมษายน พ.ศ. ๒๕๔๖ **************************** ๑๖. เสียงสะท้อน หลวงพ่อดีใจที่เกิดการตื่นตัวเรื่องการปรับปรุงการคณะสงฆ์ให้เคร่งครัดในธรรมวินัย มีนโยบายจะคัดอลัชชีออก เหลือแต่ลัชชี คือ พระดี ๆ เอาไว้ แต่วิธีการตรงนี้ต่างหากที่จะต้องพิจารณา ถ้าทำแบบพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คือ มีแต่ทาน ศีล ภาวนา ศีล สมาธิ ปัญญา อธิศีล อธิจิต อธิปัญญา อย่างนี้ดีมากเลย แต่จะได้หรือเปล่า ตรงนี้เป็นสิ่งที่ควรนำไปพินิจพิจารณา พระเณรทั่วประเทศ จริง ๆ ท่านมีเชื้อแห่งความดีอยู่ มีบารมีที่มาเป็นนักบวช แต่ว่าขาดการศึกษา แล้วก็รอโอกาสที่จะได้ศึกษาคำสอนดั้งเดิมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จะศึกษาเองบางทีแม้มีตำรา แต่ขาดผู้รู้ไปสอน ก็ไม่รู้ว่าสิ่งที่ตัวเรียนรู้นั้นถูกหรือผิด เพราะฉะนั้นระหว่างรอคอยผู้ที่จะมาสอน ท่านก็ทำอย่างอื่นไปก่อน ก่อสร้างบ้าง สงเคราะห์โลกบ้าง ดูหมอบ้าง เป็นหมอดู หมอยา ทำน้ำมนต์ แจกของขลัง ทำโน่นทำนี่ทำอะไรสารพัดเรื่อยไป วัตถุประสงค์ก็เพื่อรักษาศรัทธาญาติโยม เพราะกำลังรอคอยผู้มีบุญที่มีภูมิรู้ภูมิธรรมสูงไปสั่งสอนอบรมอยู่ เพราะฉะนั้นแทนที่จะคัดอลัชชีออกจากลัชชี ซึ่งมันคัดยากนะ ใช้วิธีผลิตครูไปสอนเลย ครูที่จะไปสอนจะต้องทำตามคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าครบถ้วนบริบูรณ์ เป็นต้นบุญต้นแบบ อุดมไปด้วยศีล สมาธิ ปัญญา หรืออย่างน้อยก็แจ่มแจ้งในระดับหนึ่ง มีข้อวัตรปฏิบัติ ปฏิปทาที่น่าเคารพ น่าเลื่อมใส ไม่สูบบุหรี่ ไม่เคี้ยวหมาก ไม่อะไรต่ออะไรต่าง ๆ เอาครูอย่างนี้แหละไปสอน ซึ่งท่านอยากเรียนกันนะ ผู้ที่จะเก็บรักษาคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คือ พระภิกษุสามเณร เราจะต้องทำนุบำรุงกัน เพราะฉะนั้นแทนที่จะมาลิดรอนให้เรียวลง ควรจะฟื้นฟูกำลังรบหลักให้ตื่นตัวขึ้นมาเป็นพระภิกษุสามเณรในอุดมคติ ย้อนยุคไปสู่สมัยพุทธกาล นำคำสอนดั้งเดิมมาสอน เพราะถ้าท่านไม่มีเชื้อบุญเก่า มาบวชไม่ได้ แม้แต่ในสมัยพุทธกาล พระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังพระชนม์ชีพอยู่ ก็ยังมีภิกษุที่ประพฤตินอกรีตนอกรอยหลายกลุ่ม ในสมัยนั้นพวกฉัพพัคคีย์ มี ๖ รูป ชอบก่อรื่องใหม่ ๆ ไปเรื่อย เหมือนเด็ก ๆ คือ พอเทศน์เรื่องนี้ ห้ามเรื่องนี้ท่านก็ไม่ทำ แต่หาเรื่องใหม่ นี่มีมาตั้งแต่สมัยพุทธกาล แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่เคยจับสึกเลย ท่านอบรม อบ แปลว่า ทำให้หอม รมก็ทำให้ติด เอาความหอมไปรมให้ติด หอมด้วยศีล ด้วยสมาธิ ด้วยปัญญา อย่าไปจับท่านสึกเลย เราสร้างครูขึ้นมา ๗๐ กว่าจังหวัด จังหวัดละ ๕ รูป ก็ ๓๐๐ กว่ารูปแค่นั้น ๕ รูปก็สอนกันไป แล้วก็หมุนเวียนท่านมาเรียน ทุกตำบล อำเภอ จังหวัด พระในแต่ละจังหวัดของตัวมีอะไรบ้างก็เอามาอบรมสั่งสอนกันไป เปิดคัมภีร์กันเลยว่า อย่างนี้ไม่ควรทำ อย่างนี้ควรทำ แล้วก็พาท่านมาปฏิบัติธรรม หลวงพ่อเคยไปอยู่ปริวาสที่วัด ๆ หนึ่ง ตรงนั้นจะเรียกว่า ตลาดนัดพระธุดงค์ เป็นซุปเปอร์มาเก็ตใหญ่ทีเดียว พระภิกษุวัดต่าง ๆ เดินธุดงค์กันมา มาถึงก็มาร่วมชุมนุมอยู่ในอารามหลังนั้น แยกกันเป็นกลุ่ม ๆ ไปตามรสนิยม กลุ่มไหนชอบหมอดูก็จะไปรวมกัน กลุ่มไหนชอบหมอยาก็มารวมกัน กลุ่มไหนชอบของขลัง กลุ่มไหนชอบเหล็กไหลก็มารวมกัน กลุ่มไหนรักธรรมปฏิบัติก็จะมารวมกันเป็นกลุ่ม ๆ แล้วก็คุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์กันไป หลวงพ่อก็ไปทุกกลุ่ม ชอบไปนั่งฟังดู กลุ่มนี้เขาว่าอย่างนั้นอย่างนี้ ดูท่านก็มีความรักกันดีนะ คือ ท่านจะอะไรก็แล้วแต่ พอถึงเวลาก็มาอยู่ปริวาสกรรม คือ หาเวลามาทำความบริสุทธิ์ให้เกิดขึ้นกับตัว ที่ตัวยังสงสัยว่า อาจจะไม่บริสุทธิ์ อาจจะพลาดพลั้งไป ตามพระวินัยที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้ากำหนดเอาไว้ ก็มากลับเนื้อกลับตัวกันใหม่ แล้วพอถึงเวลาสวดมนต์นี่น่ารักมากเลย แต่ละกลุ่มท่านจะสามัคคีกัน สวดมนต์เสร็จแล้วเจ้าสำนักท่านก็จะเปิดพระไตรปิฎกอ่านให้ฟัง อ่านได้วรรคหนึ่งก็สอนไป หลวงพ่อยังประทับใจมาจนกระทั่งบัดนี้ ๒๐ กว่าปีแล้วยังไม่ลืมเลย เพราะฉะนั้นอย่าไปจับท่านสึกเลย กว่าจะบวชยาก พระไม่ต้องไปจับสึกหรอก คิดสึกทุกวันอยู่แล้ว จริง ๆ นะ แต่ญาติโยมที่มีโอกาส คือ เป็นผู้ชาย อยากจะบวชไม่ทุกวันหรอก เพราะฉะนั้นเราอย่าไปจับท่านสึก จับสอนดีกว่า เพราะผู้ที่มาบวชอยู่ในร่มเงาพระพุทธศาสนา ท่านอยากจะเรียนรู้ มันขาดการเรียน ถ้าจับสอนได้จะสนุกกันใหญ่เลย พระพุทธศาสนาจะได้กำลังรบหลัก กองทัพธรรมที่มีความรอบรู้ มีข้อวัตรปฏิบัติที่ดีงาม เพราะท่านมีเชื้อสายอยู่แล้ว ให้ทำตามที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทำ แล้วจะวิเศษเลย อบรมจนกระทั่งพระดีน้อยก็ดีเพิ่มขึ้น กระทั่งดีมาก ในสมัยพุทธกาลมีหลาย ๆ รูปน่าจับสึก แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านมีวิธีสอน บอกไม่ใช่ดื้อเฉพาะชาตินี้ ชาติโน้นก็เคยดื้อมาแล้ว ชาติโน้นแค่ดื้อดึง แต่ว่ามันคุ้น ๆ เลยดื้อด้าน เพราะฉะนั้นเอาดื้อด้านออกแล้วมาให้เป็นพระดี แล้วก็บรรลุเป็นพระอรหันต์ในที่สุด นี่มีตัวอย่างอย่างนี้มากมายในพระไตรปิฎก ประชากรเพิ่มขึ้นแต่พระลดลง มันไม่สมดุลกัน ประชากรเกิดมากขึ้น ชาวพุทธมาก ชาวโลกมาก พระภิกษุสามเณรก็ต้องมีปริมาณเพิ่มขึ้นด้วย จึงจะสมดุลกัน วันจันทร์ที่ ๑๒ เดือนพฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ ***************************** ๑๗. การบวชเป็นการลงทุนข้ามชาคิ การบวชเป็นพระไม่ใช่ง่ายนะ ต้องสั่งสมบุญกันข้ามภพข้ามชาติ กว่าจะมาเป็นผู้ชาย กว่าจะมีกุศลศรัทธาอยากบวชก็ไม่ง่าย และต้องมีคุณสมบัติที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงอนุญาตเอาไว้ครบถ้วนบริบูรณ์ ถึงจะบวชได้ เป็นการลงทุนข้ามชาติทีเดียว คือ ชาติที่ผ่านมาจะต้องสั่งสมบุญให้ได้เกิดเป็นผู้ชาย บุญน้อยก็ด้อยโอกาส บุญมากก็ได้โอกาส ต้องสั่งสมบุญมาก เป็นกะเทยก็บวชไม่ได้ ผู้หญิงก็ไม่ได้ ต้องผู้ชาย ขนาดเห็นว่าเป็นผู้ชาย ยังต้องถามกันในโบสถ์เลย ปุริโสสิ ผู้ชายรึ ไม่น่าเชื่อ เห็นกันจะ จะ ขนาดนี้ ยังต้องถาม เดี๋ยวนี้ต้องถามกันให้หนักยิ่งขึ้นไปอีก สมัยก่อนในโบสถ์เขาถามกันครั้งเดียว ปุริโสสิ ผู้ชายรึ ทีนี้ต้องถาม ๓ ครั้ง ไม่ค่อยจะมั่นใจ ถ้าเกิด ผู้ชายฮ่ะ อะไรอย่างนี้ยุ่งเลย สมัยก่อนมีธรรมเนียมปฏิบัติเกี่ยวกับการบวชซึ่งถือเป็นประเพณี นั่นคือ การทำขวัญนาค แต่เดี๋ยวนี้รู้สึกเจือจางไปแล้ว หลวงพ่อยังเห็นด้วยกับประเพณีนี้ เพราะการบวชนาคสมัยก่อนเสียขวัญนะ จะต้องเรียกขวัญกันโดยหมอทำขวัญ หมอทำขวัญนี่น่านับถือจริง ๆ เขาจะพูดถึงพระคุณของบิดามารดา ซึ่งปกตินาคตอนก่อนบวชจะไม่ค่อยเชื่อฟังพ่อแม่สักเท่าไร เพราะความคุ้นเคย เลยมองข้ามไป เห็นท่านใจดีก็เฉย ๆ เตือนอะไรก็ทำเป็นหูทวนลม เพราะว่ายังไม่แจ่มแจ้ง มองไม่เห็นคุณของบิดามารดา ตอนทำขวัญนาคนี่แหละ หมอทำขวัญแหล่ทีหนึ่งนะ นาคนี่ร้องไห้เลย ซาบซึ้งกว่าพระเทศน์อีก พระเทศน์เรื่องพระคุณของบิดามารดา สู้หมอทำขวัญไม่ได้เพราะเขาเป็นอาชีพ อาชีพเขาจะต้องทำให้ทั้งพ่อ ทั้งแม่ ทั้งนาคต้องร้องไห้ ถึงจะเรียกว่าประสบความสำเร็จ และก็มีความจำเป็นมาก ๆ ในการที่หมอทำขวัญจะต้องพูดให้ซาบซึ้งว่า การบวชคราวนี้ นอกจากเพื่อตัวเองแล้วเพื่อใคร และใครคนนั้นมีพระคุณต่อเราอย่างไร ต้องให้ซึ้งขนาดนั้น บางทีเขาแหล่กันทั้งคืนเลย หมู่ญาติพี่น้องก็รวมประชุมกัน ต้องลงทุนบางครั้งเป็นหมื่นเลย ขายนา ขายวัว ขายควาย เอามาทำขวัญนาค แล้วก็เลี้ยงแขกที่มาร่วมงานในวันนั้น ถามว่า คุ้มไหม หลวงพ่อว่า คุ้ม ในด้านจิตใจ ในด้านคุณธรรม แต่ในด้านเศรษฐกิจนี่ดูเผิน ๆ แล้วมันก็ไม่น่าจะคุ้ม บางคนก็เป็นหนี้เป็นสิน แต่ถ้าคิดระยะยาวว่า นาคซาบซึ้ง เกิดการเปลี่ยนแปลงในชีวิตของนาคนั้น จากแต่เดิมสำมะเลเทเมา ไม่รู้คุณบิดามารดามาซาบซึ้ง เพราะความซาบซึ้ง ทำให้ตั้งใจบวช ตั้งใจเป็นพระแท้ เพราะช่วงสั้น ๆ แค่พรรษาหนึ่ง และก็ยังมีความเคารพบิดามารดาซึ่งเป็นคุณธรรมที่เกิดขึ้นในใจ จากคนดีน้อยก็จะดีมาก จากดื้อมาเป็นดีนั่นแหละ และดีตรงนี้จะทำให้เป็นพระดี และภาพเหล่านี้จะไปปรากฏตอนช่วงสุดท้ายก่อนละโลก เห็นแล้วปลื้ม คุณธรรมที่มีความกตัญญูกตเวทีต่อบิดามารดา แล้วบวชเป็นพระแท้ช่วงสั้น ส่งผลตอนใกล้จะละโลก แม้หากพลาดพลั้งไปยมโลก เพราะอาจจะมีเรื่องทำให้ใจหมองบ้าง ก็ยังได้รับการทบทวนจากพญายมราช ซึ่งจะไม่พูดเรื่องเศรษฐกิจเลย พญายมราชจะไม่ถามว่า เป็นไงขายเต้าฮวย ขายเฉาก๊วยรวยไหม ไม่ถาม ถามแต่เรื่องบุญ เรื่องบาป และภาพตรงนี้จะไปปรากฏให้เห็นบนจอ อดีตนาคหรืออดีตพระแท้ซึ่งอาจจะพลาดพลั้งตอนชิงช่วง ช่วงชิง ศึกชิงภพ จะปลื้มปีติในตอนนั้น แล้วทำให้ชีวิตไม่ต้องไปอยู่ยมโลก หรือไปอบาย แต่ไปสู่สุคติภพ ถามว่าการลงทุนในคราวนั้นคุ้มไหม คุ้มนะ แต่ต่อมามีพระรูปนั้นรูปนี้เทศน์ว่า เป็นการเปลืองเศรษฐกิจ ทำให้เป็นหนี้เป็นสินไม่คุ้มกัน ประเพณีนี้ก็เลยค่อย ๆ เลือนลางหายไป จนเหลือน้อยเต็มที ซึ่งน่าเสียดาย ถ้าใครยังนึกถึงพระคุณพ่อแม่ไม่ออก ที่บ้านไหนมีการทำขวัญนาคให้ไปนั่งฟัง จะซาบซึ้งจริง ๆ นี่ก็เป็นการลงทุนนะ กว่าจะบวชได้ แล้วหมู่ญาติก็เข้ามากันอีก บริขารเอย จะต้องใช้เงินใช้ทองซื้อกัน ลงทุนกันมากมาย ลงทุนเป็นทรัพย์ก็ยังพอว่า แต่ลงทุนด้วยหัวใจที่อยากจะบวชนี่สิ ไม่ใช่ง่าย อยากจะบวชเอาบุญนี้ให้ตัวเอง ให้โยมพ่อ โยมแม่ หมู่ญาติ บรรพบุรุษ บุพการี วันอังคารที่ ๑๓ เดือนพฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ ****************************** ๑๘. อย่าจับสึก...ให้จับสอน พอบวชมาแล้ว หากไม่ได้รับการแนะนำสั่งสอน ก็ทำอะไรไม่ถูก ก็ทำสะเปะสะปะเรื่อยไป ดูเผิน ๆ ก็เหมือนกับพระดื้อ ทำอะไรก็นอกรีตนอกรอย ชาวบ้านเห็นแล้วไม่ชอบใจก็ตำหนิติเตียนกันไป นี่มันเป็นอย่างนี้ แต่ถึงจะติเตียนอย่างไรก็แล้วแต่ ในสมัยพุทธกาลพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่เคยจับสึกเลย มีแต่จับศึกษา เปลี่ยนจาก ส เป็น ศ จับศึกษาให้เป็นพระที่สมบูรณ์ขึ้น ท่านจะคอยจนกระทั่งอินทรีย์แก่กล้า เชื้อดื้อจางลงไป ระลึกชาติสอนกันเลย เธอไม่ได้ดื้อชาตินี้ชาติเดียว ชาติก่อนก็ดื้อ อย่างนั้นอย่างนี้ ก็สอนไปอบรมกันไป จากพระดื้อที่สุด กลายเป็นพระดีที่สุด คือ เป็นพระอรหันต์ไปเลย แม้แต่พระเทวทัตทำสงฆ์ให้แตกแยก ลอบปลงพระชนม์ชีพพระองค์ตั้งหลายครั้ง แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ไม่เคยถือสา และก็ไม่เคยจับสึก ให้โอกาสตลอดเวลา และตอนสุดท้าย พระเทวทัตมีจิตเป็นกุศลตอนธรณีสูบนั่นแหละ ยังเจริญพุทธานุสติ ระลึกนึกถึงพระคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แม้ไปตกในอเวจีมหานรก แต่ช่วงจิตสุดท้ายที่มีความเลื่อมใสในพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า พระองค์ไม่โกรธเลย ขนาดเราจะฆ่าท่านตั้งหลายครั้ง ทั้งด้วยตัวเองและก็ใช้ให้คนอื่นด้วย ยุคนโน้นคนนี้ ภพต่อไปในอนาคต ด้วยจิตที่เป็นกุศลนี้จะไปดูดบารมีเก่า ทำให้ท่านจะเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งในอนาคตกาล เพราะฉะนั้น นี่ก็เป็นสิ่งที่น่าจะเป็นอีกข้อมูลหนึ่ง ที่จะนำไปพิจารณาว่า ควรจะเปลี่ยนแปลงจากคำว่า สึก เป็น ศึกษา หรือจับสึกมาจับสอนนะ เพราะกำลังรบหลักสามแสนกว่ารูปทั้งพระ ทั้งเณรเหมาะสมอย่างยิ่ง ที่เราจะเอามาอบรมกัน และยิ่งตอนนี้เกิดความคึกคัก อยากจะขจัดอลัชชี เหลือแต่ลัชชี หลวงพ่อดีใจนะ ที่ทั่วทั้งสังฆมณฑลทุกรูป ผู้หลักผู้ใหญ่ท่านอยากมีแต่พระดี ๆ ไม่มีเว้นเลยสักรูป น่าจะไปช่วยกันศึกษาค้นคว้าคำสอนดั้งเดิมในสมัยพุทธกาลว่า การเป็นพระแท้ เป็นลัชชี เขาเป็นกันอย่างไร แล้วก็เอามาวางแบบแผน อบรมกันทุกรูปทั่วประเทศ เข้าคอร์ส(course) อบรมลัชชีหรือพระแท้ โปรเจ็ค(project)พระแท้เณรแท้ทุกรูปทั่วประเทศ หลวงพ่อว่าดีทีเดียว วันอังคารที่ ๑๓ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ ****************************** ๑๙. พระ...ให้ทำเฉพาะสมณกิจ ชาวโลกมักไปเคี่ยวเข็ญให้พระทำตามใจตัว ให้ท่านช่วยตรวจดวงชะตาว่า อนาคตจะเป็นอย่างไร ซึ่งท่านก็ไม่ใช่ผู้ชำนาญการ เพราะไม่ใช่อาชีพพระ อยากให้พระดูหมอ ท่านก็ฉลองศรัทธา ไม่อยากให้เสียศรัทธา ท่านก็ดูให้ แล้วถ้าท่านดูผิด ก็ไปว่าท่าน บาปและตกนรกนะ แล้วไปบอกท่านว่า ท่านดูไม่แม่น ท่านก็เครียด กลุ้ม จะดูใครได้ ถ้าทายทุกข์ก็ทายถูกทีเดียวว่า จะทุกข์อย่างนั้น ทุกข์อย่างนี้ เพราะพื้นฐานของมนุษย์มีทุกข์อยู่แล้ว แต่ถ้าทายว่า จะมีสุขจะโชคดี ไม่ค่อยจะถูกสักที เลยถูกอัด ญาติโยมก็ต่อว่าเอา ดูไม่แม่น ถ้าท่านทายว่า จะมีทุกข์ ฟังท่านกลับไปจะไปกลุ้มอีก ถ้าทายว่า มีสุขแล้วไม่สุข เขาก็กลับมาว่าท่าน ท่านก็กลุ้มอีก ตกลงกลุ้มทั้งคู่ แล้วท่านก็ต้องไปค้นคว้าเพื่อจะทายให้ถูก แล้วจะเอาเวลาที่ไหนไปศึกษาปริยัติ ปฏิบัติ เทศนา มันก็ไม่มีเวลา จริง ๆ แล้วญาติโยมไม่ควรจะไปรบกวนท่าน ถ้าอยากจะรู้อนาคตของตัวเรา โน่น ไปสมาคมโหร หรือหมอดูอาชีพ นั่นอาชีพของเขา เขารวบรวมสถิติมาเป็นพัน ๆ ปีนั่นแหละ และพูดได้ถึงพริกถึงขิง ขนาดเคี้ยวพริกเคี้ยวขิงเลยละ อย่าไปรบกวนพระ ให้ท่านดูหมอ สะเดาะเคราะห์ต่อชะตาชีวิต ท่านจะได้มีเวลาทำกิจให้เป็นพระแท้ แล้วก็อย่าเอาบุหรี่ เอาหมากพลูไปถวายท่าน พอไปถวายท่านก็ลอง ๆ ดู ใหม่ ๆ ก็มึน ๆ หนักเข้า ชักม่วน พอม่วนชักมัน จะหาญาติโยมไปถวายอีกก็ไม่มี ทีนี้ท่านก็เลยไปซื้อ เห็นไหมเอาสิ่งเสพติดไปถวายท่าน แล้วจะไปโทษท่านมันก็ไม่ถูก เพราะฉะนั้นทั้งหมากพลูบุหรี่ ก็อย่านำไปถวายท่าน หรือบางทีไปขอของขลัง ท่านก็ไม่ขัดใจ กะเกณฑ์ท่านให้ช่วยเขียนยันต์ เขียนอะไรก็ไม่รู้ ขยุกขยิก อ่านก็ไม่ค่อยจะออก ของขลังนั่นมันแพ้ไฟ ยังไงตายหมด เราคิดอย่างนี้ แต่ถ้าของขวัญนั่นอีกเรื่องหนึ่ง นั่นเขาให้เอาไว้สำหรับระลึกนึกถึงบุญ และก็ระลึกนึกถึงพระรัตนตรัย แต่ของขลังนั่นมันคนละเรื่องกัน หรือจะไปเคี่ยวเข็ญให้ท่านรดน้ำมนต์ อาบน้ำกันเป็นไหม เราก็อาบน้ำเป็น ทำไมไปให้ท่านช่วยอาบ ถ้าอยากได้น้ำมนต์เราก็มาเอาเนื้อมนต์ก่อน ๗ ตำนาน ๑๒ ตำนานนั่นแหละ หรืออย่างย่อ ๆ ก็สัมมาอะระหังไป เราเข้าห้องน้ำก็สัมมาอะระหัง มีเนื้อแล้วจะใส่น้ำเท่าไรก็แล้วแต่เรา แต่เนื้อท่องเอาไว้สัมมาอะระหัง ไปเรื่อย ๆ รดไปเรื่อย ๆ หลวงพ่อชอบใจพระเดชพระคุณหลวงตาบัว ฟังท่านเทศน์ คือ มีคนไม่รู้ประสีประสา เข้าไปกราบท่าน ขอให้ท่านเป่ากระหม่อม ท่านบอกว่า “เราไม่ใช่งูเห่านะ จะให้เรามาขู่ฟ่อ ๆ” หลวงพ่อเห็นด้วยจริง ๆ เลย เพราะฉะนั้นจะมาโทษพระอย่างเดียวไม่ได้ ต้องโทษโยมด้วย อย่างนี้พระท่านก็ไม่มีเวลาทำกิจ กิจของพระแท้มีอยู่ แต่เราไปรบกวนท่าน สิ่งที่พระท่านจะสงเคราะห์โลกมีอยู่อย่างเดียว คือ โดยธรรมคำสอน ท่านทรงจำคำสอนพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วเราเข้าไปกราบฟังสิว่า จะดำรงชีวิตอยู่ในโลกนี้อย่างไร ถึงจะได้ประโยชน์ปัจจุบัน ประโยชน์ในอนาคตหรือประโยชน์อย่างยิ่ง ชีวิตคืออะไร เป้าหมายของชีวิตอยู่ที่ไหน จะเข้าถึงได้อย่างไร หรือเรื่องบุญเรื่องบาปเป็นอย่างไร กฎแห่งกรรมมีไหม นรกสวรรค์มีไหม อะไรต่าง ๆ เหล่านี้ซิ พระท่านก็จะได้เทศนาได้ หรือมีหลักธรรมอะไรบ้างสำหรับจะคบผู้คนซึ่งมีอยู่ ๖ ทิศ บิดามารดาจะปฏิบัติต่อบุตรอย่างไร บุตรปฏิบัติต่อบิดามารดาอย่างไร ศิษย์กับอาจารย์ อาจารย์กับศิษย์ หรือสามีภรรยาอย่างนี้ เป็นต้น ต้องไปขอความรู้กันอย่างนี้ แล้วเราจะเจอพระแท้ พระท่านจะได้มีเวลาทำกิจของพระ บวชเป็นพระแล้วมีหน้าที่ดูตัวเอง หากไปดูคนอื่นก็ไม่มีเวลาดูตัวเอง เพราะชาติหนึ่งเอาดีได้อย่างเดียวเท่านั้น จะเป็นพระก็ให้เป็นพระปฏิบัติ และศึกษาเล่าเรียน ฝึกฝนตนเอง ทำพระนิพพานให้แจ้ง แล้วก็สั่งสอนผู้อื่น พระมีหน้าที่เท่านี้ เพราะฉะนั้นให้โอกาสท่านทำเฉพาะสมณกิจ และสนับสนุนให้มาบวชกันมากๆ และวันพระอย่าไปคิดว่า พุทธศาสนาไม่ได้บังคับ แล้วแต่ความสมัครใจ จะเข้าวัดก็ได้ไม่เข้าก็ได้ ไม่ใช่นะ ต้องเข้า เป็นหน้าที่ของชาวพุทธที่จะต้องเข้าไปศึกษาธรรมปฏิบัติ ต้องไปบำเพ็ญบุญกิริยาวัตถุในวันพระ เราเข้าไปก็นำภัตตาหารไปถวายท่าน พอท่านฉัน เราก็สวดมนต์บ้าง นั่งสมาธิบ้าง แล้วก็หลังจากนั้นก็ฟังธรรมจากท่าน หรือช่วยกันปัดกวาดทำความสะอาดเสนาสนะ ห้องน้ำห้องท่า ศาลาวัดวาอารามต่าง ๆ ให้สะอาดสะอ้าน ถ้าทำอย่างนี้พระพุทธศาสนาก็จะเจริญรุ่งเรือง วันอังคารที่ ๑๓ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ ****************************** ๒๐. พึงรักษาพระพุทธศาสนา หลวงพ่อเห็นวัดร้างแล้ว เศร้าใจ เขาเขียนมาให้อ่านว่า มีวัดร้าง ๓๐,๐๐๐ กว่าไร่ทั่วประเทศ วัดร้าง ๓๐,๐๐๐ กว่าไร่นี่เป็นของใคร ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ที่สร้างวัดแรกก็ สาธุ ขอยกแผ่นดินผืนนี้ถวายพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เพราะฉะนั้น วัดเป็นของพระพุทธเจ้า ถ้าจะเอาไปให้เขาเช่า หรือทำอะไรต้องไปขออนุญาตพระพุทธเจ้าก่อน ทีนี้ท่านไม่อยู่แล้วทำอย่างไร ก็ไปขอกับพระพุทธรูป แต่ถ้าท่านนั่งเฉย ๆ ก็อย่าไปนึกว่า ท่านยอมรับโดยอริยดุษณี อย่าไปคิดอย่างนั้น ตอนนี้มีแล้ว คือ เอาที่วัดไปให้เพื่อนต่างศาสนิกเช่า เขาก็สร้างศาสนสถานขึ้นมา สมมุติว่าสัญญา ๓๐ ปี พอครบไปเอาคืน คืนได้แต่ห้ามทุบศาสนสถาน ทุบมีเรื่องกัน ระหว่าง ๒ ความเชื่อนั่นแหละ เรื่องมันก็จะไปกันใหญ่โต เพราะฉะนั้นใครรับผิดชอบตรงนี้ก็น่าจะเอาไปพิจารณากันดูบ้างว่า วัดเป็นที่ของใครและวิธีทำดีที่สุดก็คือ หาพระไปอยู่วัด วัดร้างก็จะได้เปลี่ยนเป็นวัดรุ่ง ผู้ที่จะมาบวชก็มีมาก ปลดเกษียณแล้วก็ไปบวชหมุนเวียนกันไป อย่างน้อยเพื่อสร้างหนทางสวรรค์นิพพานให้เกิดขึ้นแก่ตัวเอง เราได้รับใช้ชาติมาแล้วอย่างเต็มที่ ตอนนี้เราปลดเกษียณแล้วมาบวช เราผ่านโลกมามากแล้ว อ่านตำรับตำราหนังสือหนังหาเองก็ได้ ถ้าสงสัยก็ไปถามพระอุปัชฌาย์บ้าง ครูบาอาจารย์บ้าง และก็ชวนผู้เฒ่าผู้แก่ แถว ๆ รอบวัด มาสวดมนต์มาฟังเทศน์ฟังธรรมด้วยกัน แค่นี้เราก็สามารถเปลี่ยนวัดร้าง เป็นวัดรุ่งได้ นี่ก็เป็นทางหนึ่ง หรือทหารปลดประจำการหมุนเวียนกันบวชก็ได้ พอมีพระ มีเณร อยู่เดี๋ยวญาติโยมก็มา วัดร้างตรงนั้นก็จะเป็นแหล่งเนื้อนาบุญให้ชาวบ้านแถว ๆ นั้นได้ตักตวงบุญ เพราะพระรัตนตรัยเท่านั้นที่เป็นเนื้อนาบุญ สิ่งอื่นไม่ใช่ เมื่อวัดร้างเปลี่ยนเป็นวัดรุ่ง เนื้อนาบุญเกิดขึ้น เราก็ไปบำเพ็ญบุญกัน จะให้ทาน จะรักษาศีล หรือเจริญภาวนา ก็ทำได้สะดวก ชาวพุทธอย่าไปถือว่า ไม่มีการบังคับ แล้วแต่สมัครใจ จะเข้าวัดก็ได้ ไม่เข้าก็ได้ ไม่ใช่นะ กิจของชาวพุทธต้องเข้าวัดปฏิบัติธรรม ให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนากัน วันพระก็ต้องเข้าวัด หมุนเวียนกันไปอย่างนั้น มันเป็นหน้าที่ของชาวพุทธ ประเทศอินโดนีเซียแต่ก่อนเป็นเมืองพุทธ พุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองประมาณพันปี ต่อมาพุทธบริษัท ๔ อ่อนแอ ก็จะมีศาสนาหนึ่งซึ่งมีขนบธรรมเนียมวัฒนธรรม และความเชื่อที่เขาผนึกกำลังกันแน่นประดุจกองทัพทีเดียว ตอนแรกกำลังน้อย ต่อมากำลังเศรษฐกิจการเมืองดี ขนบธรรมเนียมวัฒนธรรมประเพณีดี ความเชื่อเหนียวแน่น ยึดอำนาจรัฐได้ ก็ล่มสลายพุทธศาสนาในอินโดนีเซีย เหลือแต่ศาสนสถานบรมพุทโธเป็นสัญลักษณ์ให้ชาวโลกได้รู้ว่า ครั้งหนึ่งพุทธศาสนาเคยเจริญรุ่งเรืองขึ้นที่นั่น เพราะฉะนั้นเมืองไทยต้องระวัง เมื่อไหร่กำลังก้ำกึ่งกันแล้วก็ไม่ฟังกันแล้ว ตอนนี้เขาลองขว้างก้อนอิฐก้อนหินถามทางกัน บนต้นไม้ก็มีข้อความ หรือเอาพระพุทธรูปประดับประดาด้วยกระถางต้นไม้ ดอกไม้ ทดลองดู ถ้าห้ามก็ขอโทษ แต่ถ้าไม่ห้ามก็เอาออก ทำแบบใหม่เพิ่มขึ้น ก็ลองของกันไปเรื่อย ๆ อย่างนี้แหละ เพื่อหยั่งเชิงดูว่า ชาวพุทธมีกำลังแข็งแรงพอไหม ถ้าอ่อนแอก็รุกหนักเข้าไปเรื่อย ๆ พอกำลังก้ำกึ่งกัน เอาละคราวนี้ไม่ยอมกันแล้ว ระวังนะ ไม่ได้พูดให้กลัว แต่พูดให้ค่อย ๆ ช่วยกันคิดพิจารณาให้ดี เพราะฉะนั้น อย่าเพิ่งไปจับพระสึก ให้จับสอนหรือศึกษา ทั้งพระทั้งเณรทั่วประเทศ กำลังรบหลักจะถึง ๓๐๐,๐๐๐ รูป หรือเปล่าก็ไม่รู้ อาจจะลดน้อยถอยลง เพราะฉะนั้นเมื่อเรารุกไปข้างหน้าไม่ได้ ต้องรักษาที่มั่นเอาไว้ ยึดพื้นที่กันเอาไว้ก่อน แล้วก็ให้เพิ่มปริมาณของนักบวชตามเปอร์เซ็นต์ของประชากรที่เพิ่มขึ้น ไม่ใช่ทอนนักบวชลงไป คำสอนของพระพุทธศาสนาควรให้มีอยู่ในระบบการศึกษาของเมืองไทยให้เข้มข้นขึ้น ไม่ต้องกลัวว่า เป็นชาวพุทธแล้วจะทำให้เศรษฐกิจตกต่ำ ไม่จริง เศรษฐกิจกับจิตใจต้องไปคู่กันทั้งสองอย่างจึงจะเจริญ วันพุธที่ ๑๔ เดือนพฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ *******************************