๑. โลกในอุดมคติมีจริงหรือ https://dhamma01.blogspot.com/2016/04/blog-post_13.html โลกในอุดมคติ ไม่ใช่ไม่เคยเกิดขึ้นในโลกใบนี้ แต่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว...นับครั้งไม่ถ้วน แต่ว่า แต่ละครั้งห่างกัน พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงระลึกชาติ ไปเห็นเรื่องนี้เป็นปกติของท่าน คือ ในยุคใดที่มนุษย์มีศีล ๕ เป็นปกติ มีการบังเกิดขึ้นของพระเจ้าจักรพรรดิ ผู้ที่สั่งสมบุญมาดีปกครองโลก พระองค์ก็ทรงสอนให้มนุษย์ทุกคนในโลก มีศีล ๕ เว้นจากการฆ่าสัตว์ เว้นจากการลักทรัพย์ เว้นจากการประพฤติผิดในกาม เว้นจากการ พูดปด เว้นจากการดื่มน้ำเมา สิ่งมึนเมา โลกในยุคนั้น ฝนจะตกต้องตามฤดูกาล ผลหมากรากไม้มีรส โอชา มนุษย์จะมีโรคภัยไข้เจ็บน้อย อายุขัยยืนยาว มีความรักสามัคคีกัน จะอยู่เย็นเป็นสุขกันมากเลย แสดงว่าเรื่อง “ศีลธรรม” ไม่ใช่เรื่องธรรมดาแล้วแหละ เพราะว่า ถ้าศีลธรรมเกิดขึ้นที่ใจ ก็จะขยายมาที่กาย แล้วก็ออกมาที่สิ่งแวดล้อม ไปในบรรยากาศ จะเกิดภาวะโลกเย็น พระเจ้าจักรพรรดิที่ปกครองโลก เกิดขึ้นนับพระองค์ไม่ถ้วน ซ้ำ ๆ โลกไม่เคยถูกปกครองด้วยการรบราฆ่าฟันเลย ถ้าตราบใดยังรบรา ฆ่าฟันกันอยู่ โลกในอุดมคติจะไม่มีวันเกิดขึ้น สิ่งดี ๆ จะไม่มีวันเกิดขึ้น ในโลกใบนี้ เพราะว่าผู้ชนะย่อมก่อเวร ผู้แพ้ย่อมจองเวร แล้วก็มีการ ล้างแค้น ผูกแค้น ล้างแค้น ผูกแค้น ล้างแค้น นี่เฉพาะที่ตาเราเห็นนะ ที่ตาเราไม่เห็นอีก ตายแล้วไปอบาย แล้วก็วนเวียนขึ้นมาฆ่ากัน อยู่อย่างนั้นแหละ ไม่ว่าจะฆ่ากันด้วยเหตุอันใดก็ตาม ความทุกข์ก็จะ ระบาดไปทั่ว โลกในอุดมคติ เคยเกิดขึ้นมาแล้ว นับครั้งไม่ถ้วน จะเกิดขึ้นอีกสักครั้ง ในยุคที่เรามีชีวิตอยู่...ไม่ได้เชียวหรือ ๒๗ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๒ ๒. นรกสวรรค์มีจริง พิสูจน์ได้ https://dhamma01.blogspot.com/2016/04/blog-post_13.html เรื่องนรกสวรรค์ อย่าเข้าใจเพียงว่า สวรรค์อยู่ในอก นรกอยู่ในใจ เอา สวรรค์มาล่อ เอานรกมาขู่ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ทรงไปรู้ไปเห็นมา ด้วยญาณทัสนะอันบริสุทธิ์ที่ปราศจากอาสวกิเลส ไปเห็นแล้ว สงสาร สรรพสัตว์ทั้งหลาย อาศัยมหากรุณาจึงนำมาอบรมสั่งสอน ไม่ใช่ต้องการ ให้ใครมารักเคารพ เพราะพระองค์หมดกิเลส ไปนิพพานแล้ว ชีวิตตัดสินกันที่บุญและบาป ก่อนเดินทางไปสู่ปรโลกว่า ใจใสหรือใจหมอง ถ้าใจใสก็ไปสุคติ ใจหมองก็ไปทุคติ ปรโลกมีคติ ๒ ทาง คือ สุคติกับทุคติ คติทั้งสองนั้นยาวนานนัก สุคติ สุขก็สุขนาน ทุคติ ทุกข์ก็ทุกข์นาน ชีวิตหลังความตาย ไม่มีการทำมาหากิน เป็นอยู่ได้ด้วยบุญและบาป ที่ตัวได้กระทำตอนเป็นมนุษย์ ชีวิตในสังสารวัฏมีแต่ความทุกข์ ทุกข์น้อย ทุกข์ปานกลาง ทุกข์มาก ความสุขไม่มีเลย เราทุกข์จนชาชิน เมื่อเจอความทุกข์ที่ลดลง ก็เข้าใจว่า นี่คือความสุข แต่แท้จริงคือความทุกข์ที่ลดลงเท่านั้น เพราะฉะนั้น ชีวิตในสังสารวัฏจึงน่าเบื่อหน่าย เหมือนกองเพลิง ที่ลุกโชนอยู่ตลอดเวลา จะต้องให้พ้นจากสังสารวัฏให้ได้ แล้วไปสู่อายตน นิพพานซึ่งเป็นเอกันตบรมสุข สุขอย่างยิ่ง สุขอย่างเดียวไม่มีทุกข์เจือเลย เพราะเหตุนี้ พระพุทธองค์จึงได้นำความรู้มาสั่งสอนให้ชาวโลกได้ ทราบเกี่ยวกับเรื่องราวความเป็นจริงของชีวิต เราจะได้ปฏิบัติได้ถูกต้อง ไม่ผิดพลาด เรื่องนรกสวรรค์ ผู้ที่เขามีรู้มีญาณ เข้าถึงพระรัตนตรัยในตัวและได้ ศึกษาวิชชาธรรมกาย ในสมัยพระเดชพระคุณหลวงปู่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) เขาทำกันได้มากมาย ไปมาหาสู่กัน เป็นปกติ แล้วท่านสอนได้ด้วย เป็นความรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ของเก่านำมาเป่าฝุ่นใหม่ เพราะฉะนั้นนรกสวรรค์จึงเป็นเรื่องจริง มีจริง และสามารถพิสูจน์ได้ด้วยพุทธวิธี จะไปเอากล้องส่องดวงดาวไปส่อง แล้วบอกว่า เห็นดวงดาว แต่ไม่เห็น นรกสวรรค์ เลยสรุปว่า ไม่มี มันไม่ถูกนะ มันคนละเรื่อง ต้องใช้เลนส์ใจ ส่องดู หรือสรุปว่า พิสูจน์ไม่ได้ก็ไม่ถูก ที่จริงยังไม่ได้พิสูจน์ ถ้าได้พิสูจน์ ก็พิสูจน์ได้ อุปกรณ์ที่จะไปศึกษา คือ พระธรรมกาย ซึ่งอยู่ในกลางกายของมนุษย์ทุกคน ต้องเข้าถึงพระธรรมกายภายใน แล้วมาศึกษาวิชชาธรรมกาย ทำตรงนี้ได้ การไปนรกสวรรค์ก็อยู่ในวิสัย เพราะฉะนั้น ใครที่ยังไม่ได้พิสูจน์ หรือได้พิสูจน์แต่ทำไม่ถูกหลัก วิชชา และพิสูจน์ยังไม่ได้ อย่าเพิ่งสรุปว่า ตนเองทำไม่ได้ แล้วคนอื่นจะต้อง ทำไม่ได้ หรือสิ่งที่มีปรากฏในพระไตรปิฎกไม่จริง อย่าเพิ่งสรุปอย่างนั้น มันบาป ต้องทำให้ถูกหลักวิชชา เพราะคนที่เขาทำได้จริงมีอยู่ ดังนั้นการ บังเกิดขึ้นของพระเดชพระคุณหลวงปู่ จึงทำให้คำสอนของพระสัมมาสัม พุทธเจ้าหนักแน่นยิ่งขึ้น ดังนั้น เอหิปัสสิโก จงมาพิสูจน์เถิด ๗ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๗ ๓. จิ้งหรีดน้อย..มึนหัวหรือยังเจ้า? https://dhamma01.blogspot.com/2016/06/blog-post_29.html ชีวิตในสังสารวัฏ มีแต่บุญกับบาปเท่านั้นที่คอยพัดผันชีวิตเราให้ เป็นไปในเรื่องราวต่าง ๆ มีกฎแห่งกรรมซึ่งเป็นยิ่งกว่ากฎเหล็กทั้งหลาย ในโลก ที่คอยบังคับบัญชาสรรพสัตว์และสรรพสิ่งทั้งหลายอยู่ ใคร ๆ ก็ ไม่อาจจะหลีกเลี่ยงได้ แม้บุคคลนั้นจะเชื่อหรือไม่เชื่อ จะรู้หรือไม่รู้ก็ตาม ทุกคนล้วนตกเป็นเชลยอยู่ภายใต้กฎแห่งกรรมทั้งสิ้น ถ้าไม่รู้หรือไม่ได้ ศึกษาเรื่องกฎแห่งกรรม การดำเนินชีวิตในสังสารวัฏอันตรายมาก ชีวิตจะถูกเขาปั่นเหมือนจิ้งหรีดที่เขาเอามาปั่นหัวเล่น หรือถูกเขา เอาใส่ครกโขลกให้มีความทุกข์ทรมานตลอดเวลา บังคับให้เราทำไม่ดี ทั้งทางความคิด คำพูด และการกระทำ เอาวิบากมารองรับให้ไปทุกข์ ทรมานในอบายอีกยาวนาน พอหมดกรรมจากอบาย มาเกิดเป็นมนุษย์ใหม่ ทำให้ลืมเสียอีก ลืมเรื่องราวในอดีต ไม่เห็นเรื่องราวในอนาคต ไม่รู้เรื่องราวในปัจจุบัน มีชีวิตอยู่กันไปวัน ๆ ถูกบังคับใหม่ บังคับซ้ำแล้วซ้ำอีก ทำอีก ลงไปอีก ขึ้นมาอีก วนเวียนกันอยู่ในสังสารวัฏอย่างนี้ แต่ถ้าหากว่า เป็นผู้รู้ แต่ตกอยู่ภายใต้กฎแห่งกรรม เราก็ยังเป็น ประดุจเชลยผู้รู้ แม้จะอยู่ภายใต้กฎแห่งกรรม ก็ยังสามารถประคองชีวิต ให้รอดปลอดภัยได้ อย่างน้อยที่สุดก็จะทุกข์น้อยกว่าคนอื่นเขา จะสุข มากกว่าคนอื่น แล้วก็จะท่องเที่ยวอยู่ใน ๒ ภูมิเท่านั้น คือ ในมนุษยโลก กับในเทวโลก จากเทวโลกก็ลงมาในโลกมนุษย์ จากมนุษย์ไปเทวโลก บุญบาปเขาชักใยกันอยู่เบื้องหลัง เราหนีไม่พ้น เขาสร้างเรื่องราวอะไรกันมาตั้งแต่เกิด ให้เป้าหมายเบี่ยงเบน ไม่รู้เรื่องบุญ เรื่องบาป ให้ทำบาป และไม่ให้สร้างบุญ แล้วให้ไปวุ่นวายกับธุรกิจการงานและครอบครัว ให้เอาใจไปใช้แก้ปัญหาต่าง ๆ เพื่อให้หมดเวลากันไป พอปัญหาผ่อนคลายก็ดึงเอาไปสนุกสนานเพลิดเพลิน แล้วตอนสุดท้ายของชีวิต ก็มาตัดสินกันด้วยบุญกับบาป วนเวียนกันอยู่อย่างนี้ ๑ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๖ ๔. บทสรุปงบดุลชีวิต https://dhamma01.blogspot.com/2016/06/blog-post_30.html ถ้าใครใจใส...ก็ไปสุคติโลกสวรรค์ ถ้าใครใจหมอง...ก็ไปอบาย ตอนก่อนจะเดินทางไปสู่ปรโลก แทนที่จะตัดสินกันด้วยความ ชำนาญในอาชีพ ที่เราได้ฝึกฝนเลี้ยงชีพมาตลอดชีวิต หรือตัดสินจากการ ได้ครอบครองทรัพย์สิน มีลาภ ยศ สรรเสริญ พวกพ้องบริวาร หล่อ รวย สวย ฉลาดก็หาไม่ แต่กลับไปตัดสินกันที่หมองกับใส ซึ่งเกิดจากบุญและบาปที่ได้ กระทำไว้ เป็นบทสรุปงบดุลชีวิตในตอนนั้นว่า ใจใครจะผ่องใสหรือเศร้าหมอง “หมองกับใส” ขึ้นอยู่กับการกระทำของเราตอนที่ยังแข็งแรงอยู่ ทั้งทางกาย วาจา ใจ ถ้าทำบุญ สร้างความดี ใจก็จะผ่องใส ไม่เศร้าหมอง ถ้าทำบาปใจก็เศร้าหมอง ไม่ผ่องใส ถ้าทำทั้งบุญทั้งบาป ก็ขึ้นอยู่กับว่า ตอนนั้นเราจะเปิดช่องไหนให้ใจรับ สิ่งใดที่ทำเป็นอาจิณกรรม ทำบ่อย ๆ ภาพนั้นจะมาปรากฏก่อน จะมาฉายให้เราเห็นอย่างต่อเนื่อง เดี๋ยวภาพบุญบ้าง ภาพบาปบ้าง สลับกันไป บางช่วงภาพบุญยาว ภาพบาปสั้น บางช่วงภาพบาปยาว ภาพบุญสั้น สลับไป สลับมา แล้วเห็นอยู่คนเดียว ผู้ที่อยู่รอบข้างไม่เห็น สำคัญภาพสุดท้าย ใครได้ภาพที่ดี ก็ไปดี ใครได้ภาพไม่ดี ก็ดึงดูดให้ไปอบาย นี่บทสรุปของชีวิต...เขาสรุปกันตรงนี้ ๑ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๖ ๕. ปรโลกมีจริง https://dhamma01.blogspot.com/2017/04/blog-post.html ชีวิตในปรโลก ถ้ามีบุญมากก็ไปมีความสุขในสุคติโลกสวรรค์มาก บางท่านท่องเที่ยวอยู่ในโลกสวรรค์เลย คือจากสวรรค์ชั้นหนึ่งไปชั้นสอง สองไปสาม ไปสี่ ไปห้า ไปหก หกแล้วย้อนลงมาใหม่ หลายเที่ยวก็มี เที่ยว เดียวก็มี อย่างนี้เขาเรียกว่า ท่องอยู่ในสวรรค์ ตรงกันข้าม ถ้าบาปมากก็ท่องในอบายยาวนานทีเดียว ในมหา นรกขุมต่าง ๆ จากขุมนี้ไปขุมโน้น ขุมโน้นไปขุมนี้ ขุมใหญ่ไปขุมบริวาร ขุมบริวารไปขุมใหญ่อีกแล้ว หรือขุมใหญ่ไปขุมใหญ่ หรือขุมบริวารไป ขุมบริวาร สลับกันไปมา หรืออยู่ในขุมเดียวกันแต่ว่าต่างกรรมต่างวาระกัน เจอกันอีก หลุดจากนี้ไปเจอโน้น หลุดโน้นไปกันต่อ ๆ กันไป กว่าจะมาเกิดเป็นมนุษย์ได้ก็เป็นเวลายาวนาน และพอจะมาเป็น มนุษย์ ตอนก่อนจะมาเกิดก็ตัดสินกันที่บุญกับบาปอีก มีบุญก็มาเกิดใน ตระกูลที่ดี ชีวิตเริ่มต้นก็จะดี สดใส เหมือนดอกไม้ที่เบ่งบานไม่มีหนอน ชอนไช แต่ถ้าบาปเป็นชนกกรรมนำมาเกิด ก็เหมือนกับดอกไม้ที่เหี่ยวเฉา ตายในครรภ์บ้าง คลอดออกมาตายบ้าง หรือเกิดในตระกูลที่ลำบากยากจน บ้าง อย่างนี้เป็นต้น และในระหว่างทาง จะมีสุข มีทุกข์ ชีวิตจะขึ้นจะลง เจริญหรือเสื่อม ก็ขึ้นอยู่กับบุญบาปที่ทำมาจากในอดีตนั่นแหละคอยพัดผัน ถ้าโชคดีเจอกัลยาณมิตรมาแนะนำ ทำให้เราเข้าใจชีวิตได้แจ่มแจ้ง แล้วก็กลับเนื้อกลับตัวได้ สั่งสมบุญในปัจจุบัน บาปเก่าแม้เราหลีกเลี่ยง ไม่ได้ แต่ใจมันก็จะไม่เป็นทุกข์มากกว่าปกติ มันทุกข์เท่าที่เจอ แต่ไม่ทุกข์ เพิ่มขึ้นเพราะความฟุ้งซ่านวิตกกังวล เพราะว่าเราเข้าใจชีวิตอย่างแจ่มแจ้ง และเมื่อเราสั่งสมบุญมากเข้า หนักก็เป็นเบา เบาก็หาย ๑ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๖ ๖. เรามีระเบิดเวลาอยู่ในตัว คนละหลาย ๆ ลูก ! https://dhamma01.blogspot.com/2016/08/blog-post_90.html เราคงนึกไม่ถึงว่า อดีตที่ผ่านมา ในภพชาติก่อน ๆ นั้น เราเคยทำบาป อกุศลไว้มากน้อยเพียงใด ซึ่งมันเป็นระเบิดเวลาของชีวิต ที่แต่ละคน มีกันคนละหลาย ๆ ลูก พูดง่าย ๆ คือ นับลูกไม่ถ้วน คอยเรียงคิว รอวันเวลา ที่จะระเบิดอยู่ภายในตัวของเรา ยิ่งไปกว่านั้น ชีวิตในปัจจุบันนี้ เราก็มีเรื่องที่ทำพลาดพลั้งไปเมื่อ อกุศลเข้าสิงจิต เพราะฉะนั้นอย่าประมาท ชะล่าใจ หมั่นฝึกฝนอบรมใจ ของเราให้หยุดนิ่ง ให้ใสเข้าไว้ ให้เข้าถึงพระรัตนตรัยในตัวให้ได้ อย่างน้อย ก็ให้ได้ดวงธรรมใส ๆ ติดอยู่กลางกายตลอดเวลา ก็พอจะเป็นเครื่องอุ่นใจ ว่า ชีวิตของเราจะปลอดภัยในปรโลก ในสังสารวัฏ แต่ให้ปลอดภัยที่สุดคือ ปฏิบัติธรรมให้เข้าถึงพระรัตนตรัยในตัว เพราะนอกจากจะปลอดภัยใน ปรโลก ในสังสารวัฏแล้ว เรายังมีความสุขในโลกสวรรค์อีกยาวนาน การจะไปสู่สุคติโลกสวรรค์อย่างมีความสุขได้นั้น เราต้องประกอบ เหตุให้ครบถ้วนบริบูรณ์ ทั้งทาน ศีล ภาวนา อดีตที่ผิดพลาดก็ให้ดีดทิ้งไป ลืมไปให้หมด ปัจจุบันก็หมั่นฝึกฝนอบรมใจ สั่งสมบุญบารมีทั้งทาน ศีล ภาวนา ให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป อย่างนี้ถึงจะเรียกว่า ดำเนินชีวิตด้วยความ ไม่ประมาทและมีคุณค่า เมื่อถึงวันสุดท้ายของชีวิตใจจะได้ใส ๆ เดินทาง ไกลไปสู่ปรโลกได้อย่างปลอดภัยและมีชัยชนะ ๒๓ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ ๗. ศึกชิงภพ https://dhamma01.blogspot.com/2017/01/blog-post_6.html มีผู้มีบุญหลายท่าน ไม่ว่าจะอยู่ระดับไหนก็ตาม ชนชั้นล่าง ชั้นกลาง ชั้นสูง ถ้าไม่เคยหมั่นนึกถึงบุญ หรือไม่รู้จักหลักสูตรของชีวิตก่อนเดินทาง ไปสู่ปรโลกว่า ถ้าใจใสไปดี ใจหมองไปไม่ดี (ไปอบาย) ถ้าไม่รู้ตรงนี้ ก็จะทำไม่เป็น ใจใสอยู่ที่นึกถึงความดีที่เราทำ ใจหมองเพราะนึกถึงชีวิตที่ผิดพลาด ที่เคยทำไม่ดีเอาไว้ มันมาฉายให้เห็น ไม่ว่าเราจะมีหรือไม่มีความรู้ก็ตาม ถ้าไม่รู้หลักสูตรของชีวิต ก่อนเดินทางไปสู่ปรโลกก็จะทำไม่เป็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงสุดท้ายของชีวิต มันมีโรคภัยไข้เจ็บ บางคน ก็ทุกข์ทรมานมาก บางคนก็ปานกลาง บางคนก็น้อย ไม่เหมือนกัน แต่จะ ทุกข์มากทุกข์น้อย ก็ต้องรู้จักหลักวิชชา ถ้าไม่รู้ก็ทำไม่เป็น ถ้าทำไม่เป็น แล้วอันตราย อันตรายอย่างไร แม้สั่งสมบุญมามาก ถ้าเราไม่หมั่นนึก เพราะไม่เข้าใจ ตายใหม่ ๆ เมื่อความทุกขเวทนาครอบงำ ใจจะพัวพันอยู่กับความทุกข์ ความเจ็บป่วย ตอนนั้นมันจะขาดสติ เวลากายละเอียดหลุดไปจากกายหยาบ ก็จะไปอยู่ ที่บ้านบ้าง หรือนึกถึงใครก็จะไปอยู่ตรงนั้น วนเวียนอยู่ ๗ วัน แล้วก็จะมี เจ้าหน้าที่จากยมโลกเขามาพาไป ตามกำลังแห่งวิบากกรรมที่เราทำเอาไว้ ตรงนี้มันจะให้ช่องก่อน ถ้าดื่มเหล้า สูบบุหรี่ เป็นอาจิณกรรม เจ้าหน้าที่ เขาก็จะพาไปในยมโลกของมหานรกขุม ๕ ก่อน หมายถึงว่า ถ้าเราทำบุญกับบาปควบคู่กันไป โดยไม่รู้ว่าบาปเป็น อย่างไร หรือทำบุญก็ทำไปอย่างนั้น ทำตามหน้าที่บ้าง นาน ๆ ก็จะมี ศรัทธาสักทีหนึ่ง หรือทำบุญสงเคราะห์โลกเป็นส่วนใหญ่ ตายใหม่ ๆ ก็ จะไปอย่างนี้แหละ เวลาเดินทางไป มันไปด้วยลักษณะที่ไม่มีเสื้อมีผ้า มีแต่เครื่อง พันธนาการที่เขาใส่กันอยู่ มันจะตกอกตกใจ ถูกคุมตัวไปก็ไปอกสั่น ขวัญแขวนอยู่ที่หน้าลานพิพากษาอีก มีสิ่งแวดล้อมที่เห็นแล้วน่าสยอง น่าสะพรึงกลัว ใจยิ่งหมอง หดหู่หนักเข้าไปอีก พอถึงคราวประกาศชื่อ ตัวเดินตามเข้าไปในสภาพที่เปลือยเปล่า มีคนคุมไป มีเครื่องพันธนาการ ไปหวาดเสียวอีก ตอนไปนั่งอยู่หน้าบัลลังก์ ถ้าโชคดีเขาฉายเรื่องบุญมาให้ดูก่อน พอระลึกได้เป็นภาพขึ้นมา บุญถึงจะ ส่งผลนำเราหลุดออกมาก่อน จึงจะมารับบุญที่เขาอุทิศไปให้ ซึ่งมันมีที่เก็บ อยู่ ที่ว่าบุญไปคอยอยู่ที่ยมโลก แล้วถึงจะมีขั้นตอนกันออกมา กว่าจะหลุดออกมาจากตรงนั้นได้ เพราะบุญส่งผลในภายหลัง มันก็ อกสั่นขวัญแขวน กว่าจะเดินทางไปตามกำลังแห่งบุญไปสู่เทวโลกก็ต้อง ผ่านขั้นตอนนั้นก่อน เราไม่ควรจะเป็นอย่างนั้น จะเห็นว่า นรกสวรรค์มันเกี่ยวข้องกับตัวเรา ไม่ใช่เพียงใกล้ตัว หรือเข้าใจผิดว่าไกลตัว จนไม่ศึกษา แล้วก็ไม่ใช่ใกล้ตัว มาศึกษาบ้าง แต่ มันเกี่ยวกับตัวเลย จึงต้องศึกษา เพราะฉะนั้นหมั่นนึกถึงบุญเอาไว้ทุกวัน ให้สม่ำเสมอ จนติดเป็นนิสัย จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง สำหรับลูกทุก ๆ คน เพราะมันเกี่ยวข้อง กับตัวของเรา ต้องฝึกฝนด้วยตนเอง เพราะทำแทนกันไม่ได้ ไม่มีใครทำ แทนเราได้ เราต้องหายใจเอง เรารับประทานเอง ปฏิบัติธรรมะก็ต้อง ปฏิบัติเอง นึกถึงดวงบุญก็ต้องนึกเอง จนกระทั่งคุ้นเคย แล้วก็ชินติดเป็น อุปนิสัย กระทั่งกลายมาเป็นขันธสันดาน ติดอยู่กับตัวของเราเป็นอัตโนมัติ เหมือนเราอาบน้ำ ล้างหน้า แปรงฟัน ที่ไม่ต้องมีใครมาตักเตือนเรา มันก็จะ เป็นอัตโนมัติ หรือเหมือนลมหายใจเข้าออกที่เป็นไปโดยอัตโนมัติอย่างนั้น ๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๑ ๘. ทำไมเราต้องรักษาใจให้ใสๆ https://dhamma01.blogspot.com/2016/08/blog-post_34.html ทุกคนในโลก ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตามจะต้องเดินทางไปสู่ปรโลกด้วย กันทุกคน ไม่มีใครสามารถหลีกเลี่ยง หรือปฏิเสธได้เลย แม้ว่าจะเต็มใจ หรือไม่เต็มใจก็ตาม ซึ่งปรโลกนั้นมีทางไปอยู่ ๒ ทาง คือ สุคติ กับ ทุคติ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า “ถ้าใจผ่องใส ไม่เศร้าหมอง สุคติเป็นที่ไป ถ้าใจเศร้าหมอง ไม่ผ่องใส ทุคติเป็นที่ไป” ช่วงสุดท้ายของชีวิต ใครก็ช่วยเราไม่ได้ ความใสกับความหมอง เรา ต้องทำด้วยตัวของเราเอง คนอื่นได้แค่คอยชี้แนะ คอยเป็นกำลังใจให้เท่านั้น เราไม่ควรเอาชีวิตของเราไปเสี่ยง โดยการเลี่ยงการกระทำความดี ตอนที่ยังแข็งแรงอยู่ แล้วไปหวังพึ่งน้ำบ่อหน้า ไปแสวงหาความใส ตอนใกล้จะถึงวันสุดท้ายของชีวิต อย่าประมาทนะ มีบุคคลจำนวนน้อย แค่บางคนเท่านั้น ซึ่งถ้าเทียบเป็นเปอร์เซ็นต์ ไม่ถึงเปอร์เซ็นต์ที่โชคดี ดังนั้นเราอย่าเสี่ยงเลย เพราะถ้าพลาดพลั้งไป ชีวิตในปรโลกนั้นยาวนานเป็นหมื่น เป็นแสน เป็นล้าน เป็นหลาย ๆ ล้านปี เป็นกัป เป็นมหากัปในเมืองมนุษย์ ยาวนานมาก เพราะฉะนั้นอย่าไปเสี่ยง ๒๓ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ ๙. เลือกอาชีพให้เป็น https://dhamma01.blogspot.com/2016/07/blog-post_14.html จะประกอบอาชีพอะไรต้องเลือกให้ดี สัมมาอาชีวะหรือมิจฉาอาชีวะ เราต้องศึกษากันเสียก่อน อยากรวย ครูไม่ใหญ่เห็นด้วย แต่จะรวยด้วยอาชีพอะไรต้องศึกษา “มิจฉาอาชีวะ” แม้รวยมากก็ทุกข์ แล้วรวยชาติเดียว ทุกข์ทั้งปัจจุบัน หน้าชื่น อกมันเหงา ๆ ตายก็ไปอบาย เกิดมาในสังสารวัฏก็ทุกข์ยาวนานต่อไปอีก แต่ถ้า “สัมมาอาชีวะ” รวย...แม้ไม่เท่ามิจฉาอาชีวะ แต่ก็มีสุขกันไปทุกชาติ แล้วก็จะรวยไปหลายชาติ เวลานำปัจจัยนั้นมาทำบุญก็ได้บุญมาก แต่ถ้านำปัจจัยจากมิจฉาอาชีวะมาทำบุญ แม้ทำมากก็ได้บุญน้อย เพราะมันเป็นบุญปนบาป ( มิจฉาอาชีวะหรือมิจฉาวณิชชา คือ อาชีพต้องห้ามมี ๕ ประเภท ๑. ค้าอาวุธ ได้แก่ อาวุธปืน อาวุธเคมี ระเบิด นิวเคลียร์ อาวุธอื่น ๆ เป็นต้น ๒. ค้ามนุษย์ ได้แก่ การค้าเด็ก การค้าทาส ตลอดจนการใช้แรงงานเด็กและสตรี อย่างทารุณ รวมถึงการขายตัวหรือขายบริการทางเพศทั้งของตัวเองและผู้อื่น ๓. ค้าสัตว์เพื่อนำไปฆ่า หรือเบียดเบียน ๔. ค้าขายน้ำเมา ตลอดจนการค้าสารเสพติดทุกชนิด รวมถึงการเสพเอง ๕. ค้ายาพิษ ซึ่งเป็นอันตรายต่อผู้ใช้ รวมทั้งเป็นอันตรายต่อสัตว์ ) ๒๖ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๖ ๑๐. วิธีแก้ไขอดีตที่ผิดพลาด https://dhamma01.blogspot.com/2016/07/blog-post_84.html ช่วงชีวิตที่ผ่านมา ก่อนที่เราจะได้มาเข้าวัด ปฏิบัติธรรม ได้มาศึกษา คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราอาจเคยดำเนินชีวิตผิดพลาดกันมา ทั้งทางกาย วาจา ใจ ซึ่งทุกการกระทำล้วนมีผลเป็นวิบากกรรมทั้งสิ้น ทีนี้เราจะมีวิธีการแก้ไขวิบากกรรมอย่างไรให้หมดไป วิธีแก้ไขให้หมดไป คือ ต้องไปเกิดในยุคที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า บังเกิดขึ้น แล้วก็ฟังธรรม ปฏิบัติธรรมจนกระทั่งหลุดพ้นจากกิเลสอาสวะ เมื่อหมดกิเลสก็หมดกรรม หมดกรรมก็หมดวิบาก คือพระองค์จะสอนให้ เราหมดกิเลสนั่นแหละ แต่ถ้าไม่บังเกิดขึ้นในยุคที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าบังเกิดขึ้น แต่เกิด ในยุคที่มีพระพุทธศาสนา วิชชาธรรมกาย สอนให้เราได้รู้เรื่องกฎแห่งกรรม สิ่งที่เราจะต้องทำ คือ ๑ อดีตที่ผิดพลาด ลืมให้หมด ๒ บาปทุกชนิดไม่ทำเพิ่มอีก ๓ หมั่นนึกถึงบุญที่ได้สั่งสมมาทั้งหมด ๔ ทำบุญเพิ่มขึ้น ให้เข้มข้น ทับทวี ๕ ปฏิบัติธรรม ให้เข้าถึงพระธรรมกาย ถ้าทำได้อย่างนี้ หนักก็จะเป็นเบา เบาก็จะหาย หรือบุญได้ช่อง ส่งผลก่อน บุญก็จะส่งผลก่อนตลอดต่อไปเรื่อย ๆ ด้วยอานุภาพ แห่งการเข้าถึงพระธรรมกายภายในตัว ๒๖ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๒ ๑๑. ทำไมคนเราถึงแตกต่างกัน? https://dhamma01.blogspot.com/2016/08/blog-post_60.html ทาน...ทำให้ รวย ศีล...ทำให้ สวย หล่อ ภาวนา...ทำให้ ฉลาด มีปัญญา การที่เราเกิดมาเป็นหญิง หรือชายก็ดี เกิดในตระกูลที่ดีงาม สูงส่ง หรือต่ำทรามก็ดี มีความสำเร็จมากหรือน้อยก็ดี หล่อ สวย อัปลักษณ์ ขี้เหร่ก็ดี เฉลียวฉลาด เป็นบัณฑิตนักปราชญ์ หรือไม่ฉลาดก็ดี ล้วนเป็นผลจากการกระทำของเราในอดีตทั้งสิ้น เราปรารถนาอย่างไร เราก็เป็นอย่างนั้น แต่บางทีเราก็ไม่ได้ปรารถนา แต่เราไม่มีความรู้ว่า ทำอย่างไรจึงจะได้สิ่งดี ๆ เกิดขึ้น บางทีเราไม่เชื่อเรื่องการเวียนว่ายตายเกิดด้วยซ้ำไป จึงไม่สั่งสมสิ่งที่ดีงาม ดังนั้น เราจึงไม่ควรหันหลังให้กับความดี และไม่ควรละทิ้งคำสอนของท่านผู้รู้ เพราะทุกสิ่งที่เราทำ ทุกคำที่เราพูด จนกระทั่งความคิดของเรา ทั้งหมดล้วนส่งผลปรับปรุงชีวิตของเรา ให้ดีหรือเลวได้ทั้งสิ้น ๒๐ เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๘ ๑๒. มนุษย์เหมือนหุ่น.. ให้บุญและบาปเชิด https://dhamma01.blogspot.com/2016/12/blog-post.html “บุญ” เป็นบ่อเกิดแห่งความสุข และความสำเร็จในชีวิตของเรา ทุกระดับเลย ตั้งแต่ระดับปุถุชนจนกระทั่งเป็นพระอริยเจ้า บุญจะติดตามส่งผลให้เราทั้งในมนุษยโลกและในเทวโลก แม้แต่ไปใน อบาย ถ้าบุญได้ช่องจะแวบลงไปช่วยทันทีเลย แต่ว่าคนส่วนมากไม่ค่อยจะ เข้าใจ เวลาอะไรไม่ได้ดังใจก็มักจะบ่นว่า “บุญไม่ช่วย” แต่จริง ๆ บุญช่วย ตลอดเวลา ๒๔ น. อย่าลืมว่า มีแค่บุญกับบาปเท่านั้นที่กำลังประมวลฤทธิ์กันอยู่ ปะทะ กันอยู่ มนุษย์เหมือนหุ่นเชิด ต่างก็ทำงานกันทุกอนุวินาที คือ ตลอดเวลา ชิงช่วงช่วงชิงกันอยู่ ใครได้จังหวะช่วงชิงไปได้ก็เป็นหุ่นของเขา ถ้าบุญได้จังหวะ...ก็เป็นหุ่นของบุญ ถ้าบาปชิงช่วงได้...ก็เป็นหุ่นของบาป ถ้าเป็นหุ่นของบุญ ก็คิดดี พูดดี ทำดี ถ้าเป็นหุ่นของบาปก็คิดไม่ดี พูด ไม่ดี ทำไม่ดี ผลออกมามันก็ตรงกันข้าม นี่คือกฎแห่งกรรม Law of Kamma มันเป็นอย่างนี้ เราจะต้องศึกษาให้เข้าใจ แล้วก็ต้องเลือกทำแต่สิ่งที่ดี ที่จะ นำพาชีวิตไปสู่ความสุขความสำเร็จในชีวิตทุกระดับ ๘ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ ๑๓. อานิสงส์แห่งบุญ https://dhamma01.blogspot.com/2016/03/blog-post_17.html ทำบุญสงเคราะห์โลก อานิสงส์น้อยกว่าทำบุญในแหล่งเนื้อนาบุญ แต่เราก็ต้องทำควบคู่กันทั้งสองอย่าง แต่ถ้าถามว่า อย่างไหนได้มากกว่า? ก็ต้องในแหล่งเนื้อนาบุญ แต่ถามว่า ควรทำสิ่งใด? ก็ต้องทำทั้งสองอย่าง “บุญ” จะช่วยให้เรามีรูปสมบัติ ทรัพย์สมบัติ คุณสมบัติเป็นอุปกรณ์ สร้างบารมีต่อไปในภพเบื้องหน้า เรายังต้องเวียนว่ายตายเกิดกันอีก โดยเฉพาะเรามีมโนปณิธานที่จะ ไปสู่ที่สุดแห่งธรรม ซึ่งการที่จะไปอยู่ตรงนั้นได้ต้องมีบุญบารมีมาก บารมี ๑๐ ทัศ หรือ ๓๐ ทัศ จะได้มาก็ต้องสร้างเอง ทำแทนกันไม่ได้ บุญหล่นทับไม่มี และต้องทำตอนมีกายมนุษย์ เพราะกายมนุษย์เท่านั้น ที่สร้างบารมีได้เต็มที่ ตอนนี้เรามาเกิดเป็นมนุษย์แล้ว แต่อุปกรณ์การสร้างบารมีของ เรายังไม่พร้อม ให้เราสังเกตว่า ปัจจุบันครอบครัวของเราเป็นอย่างไร สิ่งแวดล้อมเป็นอย่างไร สมัครพรรคพวกพี่น้องเพื่อนฝูงเป็นอย่างไร เราขาดตกบกพร่องอะไร รูปสมบัติ ของเราในชาตินี้ ไม่เฉพาะแต่ความงาม แต่หมายถึง ความแข็งแรงด้วย ยังพร่องกันอยู่ เราจะต้องเติมเต็มสิ่งเหล่านี้ให้สมบูรณ์ ทรัพย์สมบัติ ก็เช่นเดียวกัน มีเนื้อนาบุญ มีศรัทธา แต่ขาดโภคทรัพย์ สมบัติ ความตั้งใจของเราก็จะไม่สมหวัง เพราะฉะนั้นการมีโภคทรัพย์ สมบัติ จึงมีความจำเป็นกับเรามาก ที่จะทำให้เราสร้างบารมีอย่างสะดวก สบาย อย่างง่ายดาย คุณสมบัติ คือ ดวงปัญญาที่จะเข้าใจชีวิตทั้งทางโลกและทางธรรม เข้าใจในศาสตร์ทุกศาสตร์ ดังนั้น บุญทุกบุญจึงต้องสั่งสมให้มาก ๆ เราจะได้ถึงพร้อม ด้วยรูปสมบัติ ทรัพย์สมบัติ คุณสมบัติ ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข และวิชชา ธรรมกาย เป็นต้น ๑๕ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๐ ๑๔. ถ้าบุญไม่ถึง ทำอะไรก็ไม่สำเร็จ https://dhamma01.blogspot.com/2016/06/blog-post_39.html ชีวิตขึ้นอยู่กับบุญบาปในตัว จะประสบความสำเร็จอะไรสักอย่างในชีวิต ก็ต้องมีบุญอยู่เบื้องหลัง บุญทำให้เรามีรูปสมบัติ มีทรัพย์สมบัติ มีคุณสมบัติที่สมบูรณ์ มีเหตุการณ์ดี สมองแจ่มใส ความคิดอ่านดี คาดการณ์อะไรต่าง ๆ ได้ดี แล้วความคิดนั้นถูกต้องเสียด้วย เมื่อขยายมาสู่คำพูด คำพูดก็มีพลัง แจ่มแจ้ง ใครฟังแล้วก็เชื่อตาม ทำตาม พอลงมือทำทางกายก็ประสบความสำเร็จ แต่พอถึงตรงนี้ ถ้าหากว่าขาดความรู้เรื่องบุญบาป เราก็มักจะ คิดว่าเป็นเพราะความรู้ความสามารถของตัวเราเอง แล้วอติมานะก็จะ เข้ามา จะมีทิฐิมานะว่า เราเก่งด้วยฝีมือของเรา เลยลืมคิดไปว่า คนเก่งกว่า เราก็เยอะ แต่เขาไม่ประสบผลสำเร็จ จริง ๆ แล้วเราก็ไม่ได้เก่งเกินกว่าเขา แต่เราประสบความสำเร็จ เพราะว่าบุญนี่แหละมันอยู่ฉากหลัง ต่อให้มือถึง ใจถึง ทีมถึง ทุนถึง แต่ถ้าบุญไม่ถึง ทำอะไรก็ไม่สำเร็จ แต่ถ้าบุญถึง…สำเร็จ ! บุญบาปนี่แหละคอยชักใยอยู่ข้างหลัง ๑ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๖ ๑๕. ให้รวยก่อนแล้วค่อยมาทำบุญ ! https://dhamma01.blogspot.com/2016/07/blog-post_13.html ตอนที่ยังลำบากยากจน มีทรัพย์น้อย ก็อย่าขาดบุญ ก็ทำไปเท่าที่ เราจะทำได้ ด้วยใจที่เลื่อมใสในพระรัตนตรัยก็จะเป็นทางมาแห่งบุญ จะนำเราไปสู่สุคติโลกสวรรค์ได้ หรือมีความสุขในปรโลกได้ บางคนเป็นมหาเศรษฐีด้วยซ้ำ มีทรัพย์ตั้งเยอะ เป็นหมื่นเป็นแสนล้าน แต่ตอนเป็นมนุษย์สั่งสมแต่บาปอกุศล ตายแล้วไปตกมหานรกก็มี เพราะฉะนั้น จนแต่ทำบุญ ดีกว่ารวยแล้วทำบาป ดังนั้น อย่าไปคิดว่า ขอให้เรารวยก่อน แล้วค่อยทำบุญ ทำไปเรื่อย ๆ เท่าที่เรามีนี่แหละ มีพระผ่านหน้าบ้าน เราก็ใส่บาตรพระ พระไม่ผ่านหน้าบ้าน เราก็ ไปเลี้ยงพระที่วัด หรือไปปัดกวาดลานวัดอะไรต่าง ๆ ก็จะเป็นทางมาแห่ง บุญของเราได้ บุญบางอย่างไม่ต้องใช้ทรัพย์ บางอย่างก็ใช้ทรัพย์ บางครั้งเราไม่มี ทรัพย์ เราก็ใช้แรง หรือใช้สติปัญญาของเราไปชวนคนเขามาทำความดี มีวิธีการตั้งเยอะแยะ เพราะฉะนั้น อย่าคิดว่า ให้พร้อมก่อนแล้วจึงทำบุญ ความพร้อมหาได้ยากในโลก เราต้องพร้อมเสมอนะลูกนะ ๙ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๘ ๑๖. ทำบุญเยอะแล้ว..ขอพักแป๊บ https://dhamma01.blogspot.com/2016/04/blog-post_98.html อย่าเบื่อหน่ายในการสร้างบุญ อย่าเกียจคร้านในการทำความเพียร อย่าประมาทชะล่าใจว่า เราทำบุญมาเยอะแล้ว ขอพักก่อน แล้วค่อย ไปทำบุญต่อไปในบุญข้างหน้า เพราะมีความคิดว่า จะทำทุก ๆ บุญเท่าที่ ปัจจัยจะอำนวย ดังนั้นก็คอย project หน้า ถ้ามีบุญก็จะทำ อย่างนี้ถือว่าประมาท เพราะวันพรุ่งนี้จะมีสำหรับเราหรือไม่ ยังไม่ ทราบ เพราะมีตัวอย่างมากมายที่เกิดขึ้นกับมนุษย์ในโลก โดยเฉพาะเพื่อน สหธรรมิกที่ได้จากพวกเราไปในวัยที่เราคาดไม่ถึง พบเห็นกันอยู่หลัด ๆ ก็มาพลัดพรากกันไป เพราะฉะนั้นทุกบุญที่เกิดขึ้นทำไว้เถิด สิ่งที่เราทำนั่นแหละ คือของ ๆ เราอย่างแท้จริง สิ่งที่เรายังไม่ได้ทำ ก็ยังไม่ใช่ของเรา การชิงช่วงช่วงชิงเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา ทรัพย์อาจจะถูกช่วงชิงไปทำอย่างอื่นให้หมดสิ้นไปก็ได้ หรือ...เราอาจตายก่อนก็ได้ เพราะฉะนั้น...อย่าประมาท ๖ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ ๑๗. ทำไมต้องชวนทำบุญบ่อย ๆ (๑) https://dhamma01.blogspot.com/2016/06/blog-post_7.html ทานเป็นบ่อเกิดแห่งโภคทรัพย์ ช่วงไหนทำ...ก็ได้ ช่วงไหนไม่ทำ...ก็ไม่ได้ ถ้าทำตลอดชาติ…ก็ได้ตลอดชาติ ตรงนี้สำคัญ เพราะฉะนั้น จึงต้องทำบุญบ่อย ๆ มีคนชอบมาถาม วัดพระธรรมกาย ทำไมต้องชวนทำบุญบ่อย อ้าว ! แล้วจะให้ชวนทำบาปหรือไง ชวนทำบุญ ก็เพราะอยากให้เขาได้บุญเยอะ ๆ เพราะบุญเท่านั้นถึง จะไปสู้กับบาปได้ เราจะไปเอารถถัง เครื่องบิน อาวุธยุทโธปกรณ์ไปสู้กับ บาปไม่ได้ บุญกับบาปมันคู่ต่อสู้กัน เพราะฉะนั้น มันต้องหยิบอาวุธยุทโธปกรณ์ให้ถูกต้อง ที่จะสู้กับเขา ไม่ใช่เขาถือปืนมา เราถือฟืนมาอย่างนี้ จะไปสู้กันได้อย่างไร ๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๖ ๑๘. ทำไมต้องชวนทำบุญบ่อยๆ (๒) https://dhamma01.blogspot.com/2016/08/blog-post_85.html เราเกิดมาสร้างบารมี ก็ต้องทำบุญบ่อย ๆ เหมือนเราหายใจ ยังต้องหายใจบ่อย ๆ รับประทานอาหารกันบ่อย ๆ อาบน้ำกันบ่อย ๆ ฝนยังตกบ่อย ๆ ทุกอย่างต้องทำบ่อย ๆ ทั้งนั้น บุญก็ต้องทำบ่อย ๆ ถ้านาน ๆ ทำที บุญเราก็น้อย บุญน้อย ๆ จะสู้กับบาปไม่ได้ เพราะบาปเราก็ทำบ่อย ๆ ถ้า ไ ม่ ทำ บุ ญ บ่ อ ย ๆ เดี๋ ย ว บา ป จะ ได้ ช่ อ ง ทรัพย์เขามีไว้สำหรับเป็นอุปกรณ์ในการสร้างบารมี ดังนั้นจะมาตระหนี่ถี่เหนียวเสียดายแล้วไม่ให้...ไม่ได้ จึงต้องทำบุญถี่เหนียว คือ ทำบุญบ่อย ๆ ทำบุญถี่ ๆ ให้บุญเหนียวแน่น บาปจะได้ไม่ได้ช่อง ๒๕ เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๖ ๑๙. อย่าเบื่อสร้างบุญ https://dhamma01.blogspot.com/2016/08/blog-post_12.html บุญทุกบุญเราต้องทำ จึงจะได้ ไม่ทำก็ไม่ได้ บุญมีตั้งแต่ บุญประจำเทศกาล บุญประจำปี บุญประจำเดือน บุญประจำอาทิตย์ บุญประจำวัน และบุญที่ต้องทำตลอดเวลา บุญที่ต้องทำตลอดเวลา และบุญประจำวัน ก็อยู่ในการบ้าน ๑๐ ข้อที่ให้ บุญประจำอาทิตย์ อาทิตย์หนึ่งเราก็มารวมกันประพฤติปฏิบัติธรรม ให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนา ไปวัดใกล้บ้าน ใครเป็นแฟนวัดพระธรรมกาย ก็มาวัดพระธรรมกาย บุญประจำเดือน อาทิตย์ต้นเดือนก็มาบูชาข้าวพระร่วมกัน บุญประจำปี ก็ทอดกฐินปีละครั้ง บุญตามเทศกาล มีงานบุญพิเศษตอนไหน เราก็ทำตอนนั้น นี่คือสิ่งที่เราจะต้องทำ เพราะเราเกิดมาทำพระนิพพานให้แจ้ง แสวงบุญ สร้างบารมีก็ต้องสร้างกันให้เต็มที่ เพราะเราใช้บุญเก่าทุกวัน ก็ต้องสั่งสมบุญใหม่ให้เกิดขึ้นทุกวัน เช่นเดียวกับที่บุญเก่าหมดไปทุกวัน เพราะบุญเป็นพลังงานพิเศษที่จะทำให้เรามีความสุขและความสำเร็จ ในชีวิตทั้งในมนุษยโลกและในเทวโลก รวมทั้งในสังสารวัฏนี้ ๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๗ ๒๐. เราใช้บุญเก่าทุกวัน https://dhamma01.blogspot.com/2016/08/blog-post_22.html เราใช้บุญเก่าทุกวัน ตั้งแต่ตื่นนอนกระทั่งเข้านอน จะเรียกว่า ทุกอนุวินาทีก็ได้ ที่ยังมีเรี่ยวมีแรงสูดลมหายใจเข้าออกอยู่ได้ ก็เพราะยังมีบุญเก่าปรนเปรอให้ชีวิตเป็นไป เราใช้บุญเก่าตลอดเวลา แต่บุญใหม่นาน ๆ ทำที มันจะไม่พอกัน ในฐานะที่เราได้มาถึงความรู้อันบริสุทธิ์ ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว เข้าใจชีวิตได้ดีขึ้นกว่าเดิม ก็ควรจะใช้ชีวิตในการสร้างบุญบารมีให้เต็มที่ เพราะบุญคือทุกสิ่งที่เราปรารถนา และบุญให้ผลเกินควรเกินคาด อย่างที่เรานึกไม่ถึง ๖ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ ๒๑. ความทุกข์ของนักบุญ ! https://dhamma01.blogspot.com/2016/08/blog-post_8.html บุญในตัวจะคอยปรุงแต่งชีวิต ให้เราประสบความสุขความสำเร็จในชีวิต ในธุรกิจการงาน และในทุกสิ่งที่เราปรารถนา เคยสังเกตไหม ทำไมคนเราถึงต่างกัน บางคนประสบความสำเร็จ ในชีวิต แต่บางคนก็ไม่ประสบความสำเร็จในชีวิต ทั้ง ๆ ที่ใช้ความเพียร หนึ่งสมองสองมืออย่างมากเหมือนกัน ที่ประสบความสำเร็จ เพราะเขามีสายบุญที่ทำอย่างสม่ำเสมอ ต่อเนื่อง ไม่มีสายวิบัติมาคั่นระหว่างกลาง เพราะฉะนั้นทำอะไรก็ราบรื่น ยิ่งขยัน ก็ยิ่งรวย แต่บางคนขยัน แต่ก็เหนื่อยฟรี เพราะสายสมบัติมัน ขาดตอน เหตุเพราะทำบุญไม่สม่ำเสมอนั่นเอง บุญจะเชื่อมติดกันอยู่ในกลางกายของเรา บางคนในอดีตทำบุญ มาไม่สม่ำเสมอ ก็ต้องอาศัยบุญที่ทำในปัจจุบันนี้แหละ แต่บุญปัจจุบัน ก็เหมือนปลูกกล้าไม้ กว่าจะเจริญเติบโตออกดอกออกผลก็ต้องใช้เวลา ต้องให้เวลาบุญได้ทำงานบ้าง บางทีมันก็ไม่ได้ดั่งใจ เช่น เรามีความรู้สึกว่า บุญไม่ช่วย แต่จริง ๆ บุญกับบาปทำงานอยู่ตลอด ๒๔ น. บาป ทำให้เราเกิดความทุกข์ทรมานในชีวิต อุปสรรคของชีวิต มีทุกข์ โศกโรคภัย สิ่งที่ไม่ดีทั้งหลายเกิดขึ้น บุญ เขาก็แก้ไขอยู่ ๒๔ น. เหมือนกัน แต่ถ้าหากว่า กำลังบุญน้อย กำลังบาปเยอะ มันก็แก้ไขได้ยาก หรือบาปในอดีตเยอะ แต่บุญในปัจจุบันเราเพิ่งทำ ก็เหมือนกล้าไม้เพิ่งขึ้น ถึงแม้ทำเยอะ แต่ก็ค่อย ๆ ส่งผลไป แต่ถ้าบุญในอดีต เปรียบเหมือนต้นไม้ใหญ่ที่ออกดอกออกผลแล้ว มันก็ง่าย ถ้าบุญในอดีตก็มีเยอะ บุญปัจจุบันก็สร้างมาก ความสำเร็จก็เป็นอัศจรรย์ ชีวิตราบรื่นตลอด เรื่องของบาปบุญ มันชิงช่วงช่วงชิงกันอยู่ตลอดเวลา เพราะฉะนั้น ยามใดที่เกิดอุปสรรคของชีวิต อย่าไปคิดว่า บุญไม่ช่วย เพราะเรามอง ไม่เห็นอดีตที่เราทำผ่านมา เราจึงคิดอย่างนั้น เราก็แสบเอาไว้เยอะ เคยดำเนินชีวิตผิดพลาดมา กับมันไม่ได้ดั่งใจว่า ชีวิตนี้อุตส่าห์ทำความดี มาทั้งชีวิต แต่ทำไมประสบสิ่งที่ไม่เป็นที่รัก ไม่เป็นที่ปรารถนา เมื่อบาปส่งผลก่อน เหมือนต้นไม้ใหญ่มีดอกผลแล้ว ชีวิตจึงเป็นทุกข์ เราเพิ่งสร้างบุญในปัจจุบันนี้ มันยังเป็นกล้าอ่อน ๆ เหมือนผู้ใหญ่กับเด็กจะ ไปสู้รบปรบมืออะไรไหว มันก็ค่อย ๆ ประทังกันไป เพราะฉะนั้น เมื่อประสบอุปสรรคของชีวิต ทั้ง ๆ ที่เราเป็นนักบุญ ก็อย่าไปทุกข์ใจ อดทนกันไปชาติหนึ่ง สร้างความดีกันต่อไป บุญเขาก็ ทำงานไป บาปเขาก็ทำงานไป เมื่อเราอดทนกันชาตินี้ ซึ่งอีกไม่กี่ปีก็จะ หมดเวลาแล้ว ภพชาติต่อไปเมื่อต้นไม้แห่งบุญเราเติบใหญ่ มันก็ให้ผล บาปก็ตามไม่ทัน เราก็จะปลื้มปีติกันในตอนนั้น เราเกิดมาเพื่อสร้างบารมี และเป็นต้นบุญต้นแบบที่ดีของชาวโลก ที่เขายังไม่รู้เรื่องราวอะไรอีกเยอะแยะ เราเป็นผู้รู้แล้วในระดับหนึ่ง ที่ได้ เรียนรู้คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อประสบทุกข์ ต้องไม่หวั่นไหว ไม่ทิ้งธรรมะ ไม่ทิ้งการสร้างบารมี ไม่ท้อถอย ไม่น้อยใจ ไม่มีความทุกข์ ของนักบุญ แล้วเราจะได้สง่างามตลอดเวลา แม้กระทั่งวันสุดท้ายของ ชีวิต ทิ้งแบบอย่างที่ดีไว้กับโลกใบนี้ ให้ผู้ที่มาภายหลังดำเนินตาม เมื่อละ โลกไปแล้ว บุญส่งผลไปเสวยสุขในเทวโลก ซึ่งเป็นสุขยิ่งกว่าในโลกมนุษย์ มากมายนัก ดังนั้น อดทนสู้ไปในยามที่ประสบทุกข์ แต่ในยามที่ประสบความ สำเร็จ มีความสุขในชีวิต ก็อย่าหลงระเริงเหลิงตัว ประมาทในการดำเนิน ชีวิต ไม่สั่งสมบุญต่อไป มัวเพลินกับความสุขความสำเร็จของชีวิตที่เกิดขึ้น จากบุญเก่า เพราะบุญเก่าใช้ไปมันก็มีวันหมดสิ้นไปเรื่อย ๆ บุญเก่าเขามีเอาไว้เพื่อต่อบุญใหม่ เพื่อสั่งสมบุญให้เยอะ ๆ เพราะ เป้าหมายของเราคือที่สุดแห่งธรรม ไม่ใช่เป้าหมายเล็ก ๆ ในเมืองมนุษย์ เหมือนผู้ไม่รู้ทั้งหลายที่เขาข้องอยู่ ที่เขาติดอยู่ ความรู้สึกเราต้องสูงส่ง เลยกว่าจุดตรงนั้นไป ๑ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๐ ๒๒. ทำบุญแล้วอธิษฐาน.. เป็นการค้ากำไรเกินควรหรือไม่? https://dhamma01.blogspot.com/2016/02/blog-post_94.html ทุกครั้งที่ทำบุญ เราต้องอธิษฐาน เป็นอธิษฐานบารมีของเรา อธิษฐานบารมี พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์ก็ทำมาตลอดนะ จะทำบุญอะไร พระองค์ก็อธิษฐานขอเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งเป็นภูมิที่ ยิ่งใหญ่กว่าการเป็นพระเจ้าจักรพรรดิที่ปกครองทวีปทั้งสี่ รอบเขา พระสุเมรุอันเป็นที่ตั้งของสวรรค์ ฉะนั้น เราทำบุญอะไร เราต้องอธิษฐาน เซ็ตโปรแกรมภายในตัว เป็นเป้าหมายของชีวิตเอาไว้ จะทำบุญเล็ก บุญปานกลาง บุญใหญ่ จะต้องอธิษฐานจิตให้ดี ทีนี้เราเคยได้ยินคำว่า “ค้ากำไรเกินควร” ขอทำความเข้าใจว่า นี่ไม่ใช่การค้า ไม่ใช่ธุรกิจแต่เป็นเรื่องจิตใจ เราทำตามคำสอนของพระ สัมมาสัมพุทธเจ้า สิ่งที่เราตั้งความปรารถนาที่จะเป็น จุลเศรษฐี มหาเศรษฐี บรมเศรษฐี ถ้าไปเทียบกับความปรารถนาที่จะเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มันนิดเดียว เพราะฉะนั้นการอธิษฐานไม่ได้เป็นการค้ากำไรเกินควร ของ พระองค์แม้ให้อาหารกับคนที่มีศีลเพียงเล็กน้อย หรือแม้ให้สัตว์เดรัจฉาน ก็ยังตั้งความปรารถนาเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ดังนั้นเราจะไป ใช้คำว่า “ค้ากำไรเกินควร” ให้อาหารนก แต่ตั้งความปรารถนาเป็นพระ สัมมาสัมพุทธเจ้า มันไม่ถูก ดังนั้น การที่เราทำบุญอะไรก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นใส่บาตร นั่งสมาธิ เรา อย่าดูหมิ่นว่า เป็นบุญเล็กบุญน้อย ให้เราตั้งเป้าไปเลยในสิ่งที่เราปรารถนา เช่น ไปสู่ที่สุดแห่งธรรม อธิษฐานให้ครบถ้วนครอบคลุมทั้งหมด คำว่า “ค้ากำไรเกินควร” ต้องไปใช้กับนักธุรกิจ จะมาใช้กับนักสร้างบารมี...ไม่ได้ เราไม่ได้ทำมาค้าขาย แต่เราทำมาสร้างบารมี ๑๕ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๐ ปรับทรรศนะให้ถูกต้อง เกี่ยวกับพระพุทธศาสนา และวัดพระธรรมกาย ๒๓. เรื่องส่วนตัวให้วางอุเบกขา https://dhamma01.blogspot.com/2016/12/blog-post_15.html เรื่องส่วนตัวให้วางอุเบกขา เรื่องพระศาสนาให้เอาอุเบกขาวาง ต้องจำวาทธรรมนี้เอาไว้ให้ดี เราจะได้ช่วยกันรักษาพระพุทธศาสนา เอาไว้ให้เป็นที่พึ่งต่อชาวโลก ลูกหลาน เหลน โหลนของเรา เหมือนอย่าง ที่บรรพบุรุษของเราได้รักษาสืบทอดกันมาเพื่อตัวเรานี่แหละ บรรพบุรุษของเรา ท่านปกป้องผองภัยพระพุทธศาสนาด้วยชีวิต ไม่ว่าจะเป็นคฤหัสถ์ หรือบรรพชิตก็ตาม ซึ่งก็มีวิธีปกป้องพระพุทธศาสนา ด้วยชีวิตที่แตกต่างกัน ที่เป็นคฤหัสถ์ก็เอาชีวิตเป็นเดิมพันเลย ที่เป็นบรรพชิตก็เอาชีวิตเป็นเดิมพัน คือ ตายในผ้าเหลือง เพราะถือว่า การตายในผ้าเหลืองนี้ เป็น เกียรติยศอันสูงสุดของพระภิกษุ สามเณร เหมือนทหารที่เข้าสู่สมรภูมิ ตายในสมรภูมิ กลับมาก็จะได้รับการอัญเชิญมาอย่างสมเกียรติ มีธงชาติ คลุมร่างกาย มีเกียรติ มีคุณค่า ได้รับการยกย่องเทิดทูนไปทั้งประเทศ นักรบกองทัพธรรมก็เช่นเดียวกัน โดยเฉพาะกำลังรบหลัก คือ ภิกษุ สามเณร ก็จะต้องตายในผ้าเหลือง ความคิดว่าจะสึก อย่าให้มีอยู่ในใจ จะต้องคิดอย่างเดียวว่า ทำอย่างไร...เราจะทำพระนิพพานให้แจ้ง ทำอย่างไร...เราจะเป็นเนื้อนาบุญ ทำอย่างไร...เราจะเป็นอายุพระศาสนา ทำอย่างไร...เราจะให้ความกระจ่าง ความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องราวความ เป็นจริงของชีวิตให้ชาวโลกทั้งหลายได้รู้แจ้งเห็นจริง จะได้ดำเนินชีวิต ที่ถูกต้อง มีสุคติโลกสวรรค์และนิพพานเป็นที่ไป นี่ก็เป็นสิ่งที่พุทธบุตร ทุก ๆ ท่านจะต้องนึกคิดอย่างนี้ ๒๔ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๗ ๒๔. อย่าวางเงียบ ! ถ้ารักสงบตอนนี้ ต่อไปจะไม่สงบ https://dhamma01.blogspot.com/2016/06/blog-post_13.html ชาวพุทธนี่แปลก เวลามีเรื่องราวอะไรมากระทบถึงพระศาสนา มักจะอยู่กันเฉย ๆ วางอุเบกขา แล้วก็ชอบมาลุยกันเอง ถนัดนักลุยกันเอง แต่ความจริงแล้ว ถ้าเป็นเรื่องส่วนตัวให้วางอุเบกขา ถ้าเป็นเรื่องพระศาสนา ให้เอาอุเบกขาวาง แล้วลุยกันเลยตามหลักวิชชา ลุยในที่นี้ ไม่ใช่เอาไม้ไปตีหัวเขานะ แต่หมายถึง ให้รวมพลังสร้างความดี และอะไรที่เขาเข้าใจไม่ถูกต้อง เราก็ต้องชี้แจง อย่าให้เขาคิดเอง เพราะถ้าให้เขาคิดเอง เขาก็คิดอย่างนั้น พูดอย่างนั้น แล้วมันก็กระทบ แล้วจะกระเทือนไปทั่วสังฆมณฑลไปหมด ดังนั้น ถ้าเป็นเรื่องส่วนตัว วางอุเบกขาได้ แต่ถ้าเรื่องพระศาสนา ต้องเอาอุเบกขาวาง แล้วรวมตัวไปชี้แจงด้วยเหตุผล เป็นต้น ต้องตื่นตัว ไม่ใช่วางเงียบกัน ถ้ารักสงบตอนนี้ ต่อไปมันจะไม่สงบ ! ๒๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๗ ๒๕. วัดพระธรรมกาย..ไม่ใช่นิกายใหม่ https://dhamma01.blogspot.com/2016/05/blog-post_16.html “วาทกรรม” คือ ถ้อยคำที่พูดซ้ำ ๆ บ่อย ๆ ไม่ว่าดีหรือชั่วก็ตาม จริงหรือโกหกก็ตาม พูดบ่อย ๆ จนคนเชื่อว่า เป็นความจริง ครูไม่ใหญ่เจอวาทกรรมเรื่อยเลย สมัยก่อนตอนสร้างวัดใหม่ ๆ มีคน ไปให้ข้อมูลสื่อ แล้วก็คุยต่อ ๆ กันว่า ใต้ถุนโบสถ์มีอาวุธ ตอนแรกก็เหมือน พูดเล่นสนุก ๆ แต่พอกระทุ้งกันไปเรื่อย ๆ ก็มีคนเชื่อนะ ในยุคนั้น ใครมาเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี จะต้องแวะเวียน มาเยี่ยมวัดพระธรรมกาย โดยมีวัตถุประสงค์จะไปดูใต้ถุนโบสถ์ ต้องมุด ลงไปดู ลำบากทีเดียว ปรากฏว่าไม่มีอาวุธ พอหมดวาระ คนใหม่มารับ ตำแหน่ง ก็มาดูอีกแล้ว หรือท่านนายอำเภอคลองหลวงก็มาเยี่ยมเยียน ใต้ถุนโบสถ์ รู้สึกว่าที่นั่นเป็นที่รับแขกอย่างดี หมดยุคนั้น ก็มายุคคอมมิวนิสต์ เขาก็แต่งตั้งให้เป็นคอมมิวนิสต์ อีกแล้ว ต่อมาว่า วัดพระธรรมกายเป็นนิกายใหม่ ตอกย้ำซ้ำเดิมไปเรื่อย ๆ เป็นนิกายใหม่ ๆ เพราะสอนเรื่องธรรมกาย คือ มีมหานิกาย และ ธรรมยุติก- นิกายแล้วมี ธรรมกาย แถมวัดชื่อวัดพระธรรมกาย มีคำ ว่า “กาย” อยู่ข้าง หลัง เพราะฉะนั้นต้องเป็นนิกายใหม่ ตอนแรกใหม่ ๆ ครูไม่ใหญ่ขำนะ ตอนหลัง เอ๊ะ ! นี่เล่นเอาจริง แล้วนะ ไม่ว่าเราจะยืนยันซ้ำไปแค่ไหน แต่เรายืนยันวาทกรรมน้อย กว่าเขา เขากระทุ้งกันเรื่อย ๆ เลย ก็ได้ยืนยันเป็นช่วง ๆ นาน ๆ สักครั้งหนึ่งว่า พระเดชพระคุณหลวงปู่ พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) ท่านอยู่ในมหานิกาย นิกายดั้งเดิม ซึ่ง แต่เดิมมีนิกายเดียว แล้วมาเปลี่ยนตอนไหน ที่มาแยกเป็น ๒ นิกาย อันนี้ ครูไม่ใหญ่ไม่มีความรู้ ก็ไปแสวงหาความรู้เอา แล้วต่อมา ครูไม่ใหญ่ก็บวชที่วัดปากน้ำ สมเด็จพระอุปัชฌาย์ท่าน ก็มหานิกาย พ่อเป็นมหานิกาย ลูกก็มหานิกาย มันจะนิกายใหม่ตรงไหน ยังนึกไม่ออก แต่เชื่อไหมวาทกรรมนี้คนเชื่อว่าเป็นอย่างนั้น เพราะฉะนั้น วัดพระธรรมกาย ไม่ใช่นิกายใหม่ แต่เป็นพุทธเถรวาท มหานิกาย แล้วจริง ๆ ไม่อยากให้แยกนิกาย อยากให้รวมกัน แล้วไปศึกษาค้นคว้าความรู้ดั้งเดิมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อจะได้เป็นประโยชน์ต่อชาวโลกอย่างแท้จริง ๒๐ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ ๒๖. พุทธบุตรต้องเป็นหนึ่งเดียวกัน https://dhamma01.blogspot.com/2016/06/blog-post_23.html พระทุกวัดจะต้องรักกัน อย่าแบ่งแยกกัน เป็นวัดนั้น วัดนี้ นิกายนั้น นิกายนี้ เราได้ทดลองทำ อย่างนั้นมาแล้ว ลองแยกนิกายแล้ว นึกว่ามันจะดี ปรากฏว่าจนถึงปัจจุบันนี้มันไม่ดี มีปัญหากันเรื่อยมา หมดเวลาที่จะแบ่งแยกแล้ว ถึงเวลาแล้วที่พระต้องรวมเป็นหนึ่ง คิดเหมือนกัน พูดเหมือนกัน ทำเหมือนกัน คิดถูก พูดถูก ทำถูก ไปพร้อม ๆ กันเหมือนในสมัยพุทธกาล ถ้ารวมกันเป็นหนึ่งเป็นนิกายเดียว “พุทธนิกาย” ไม่มีนิกายนั้น นิกายนี้ แล้วมีความรักสมัครสมานสามัคคีกัน มุ่งทำพระนิพพานให้แจ้ง ดังวาทธรรมที่ว่า พุทธบุตรต้องเป็นหนึ่งเดียวกัน เหมือนดวงตะวันที่มีดวงเดียว ดวงตะวันไม่มีข้างแรม ไม่มีแหว่ง ไม่มีเว้า เหมือนพระจันทร์ มีอยู่ดวงเดียวทำหน้าที่ส่องแสงสว่างให้แก่โลก พุทธบุตรเช่นเดียวกัน ต้องรวมกันเป็นหนึ่ง เพราะเป็นผู้ให้แสงสว่างส่องทางชีวิตให้ชาวโลก เหมือนดวงตะวันอย่างนั้น ถ้าต่างคนต่างทำ แล้วไม่รักกัน มันก็ไม่มีพลัง ไม่มีประโยชน์ เพราะ ฉะนั้นถึงเวลาแล้วที่จะต้องรวมกัน แล้วไปศึกษาคำสอนดั้งเดิมของ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ทรงสอนอย่างไร มีข้อวัตรปฏิบัติอย่างไร จะได้ทำเหมือน ๆ กัน จะได้คิดเหมือนกัน พูดเหมือนกัน ทำเหมือนกัน อย่างนี้ถึงจะถูกหลักวิชชา พูดตอกย้ำซ้ำเดิมไปเรื่อย ๆ จนกว่าพุทธบริษัท ๔ จะเข้าใจ และ รวมกันเป็นหนึ่ง ให้เหมือนสมัยพุทธกาล ๒๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๗ ๒๗. วิชชาธรรมกาย https://dhamma01.blogspot.com/2016/02/blog-post_9.html คำว่า “วิชชาธรรมกาย” ประกอบด้วย ๒ คำ คือ คำว่า “วิชชา” กับคำว่า “ธรรมกาย” คำว่า “วิชชา” แตกต่างจากคำว่า “วิชา” ในทางโลกที่เราได้เคย ศึกษาเล่าเรียนกัน วิชาทางโลกนั้นเป็นความรู้ที่เกิดขึ้นใน ๒ ระดับ คือ ระดับสุตมยปัญญา กับ จินตามยปัญญา สุตมยปัญญา คือ ความรอบรู้ที่เกิดจากการได้ยิน ได้ฟัง ได้อ่าน ได้ศึกษาเล่าเรียนมา เป็นการรู้จำ คือ จำในสิ่งที่ผู้รู้ ไม่ว่าจะมีความรู้ สมบูรณ์หรือไม่สมบูรณ์ก็ตาม ได้บันทึกเรื่องราวสิ่งที่รู้เห็นเอาไว้เป็น วิทยาทานให้ได้ศึกษากันสืบต่อมา จินตามยปัญญา คือ ความรู้ที่เกิดจากการนำมาคิดพิจารณา หาเหตุผลแบบนักคิดทั่วไป ความคิดบางครั้งถูกบ้าง ผิดบ้าง นี่เป็นปัญญาใน ๒ ระดับ แต่ปัญญาในพระพุทธศาสนามี ๓ ระดับ ระดับที่ ๓ คือ ภาวนามยปัญญา เป็นปัญญาที่เกิดจากการฝึกฝน ลงมือปฏิบัติแล้ว ในระดับที่อยู่นอกเหนือเหตุผลธรรมดา เราจะอาศัย เหตุผลธรรมดามาใช้ไม่ได้เลย เพราะภาวนามยปัญญาเป็นความรู้ที่เกิดจาก การเห็นแจ้ง คือ จิตต้องเกิดดวงสว่างขึ้นมา และความสว่างนั้นนำไปสู่จักษุ ธรรมจักษุเกิดขึ้น หรือญาณทัสนะเกิดขึ้น สว่างแล้วจึงเห็น เห็นแล้วจึงรู้ เพราะฉะนั้น “วิชชา” จึงหมายถึง ความรู้แจ้งที่เกิดจากการ เห็นแจ้ง ความเห็นที่เกิดจากจิตที่บริสุทธิ์จากกิเลสทั้งหลายแล้ว เกิด ปัญญาบริสุทธิ์ รู้เห็นไปตามความเป็นจริง รู้ทั่วถึง รู้พร้อม แล้วก็รู้ไปสู่ เป้าหมาย เหมือนของที่อยู่ในที่มืดดึงมาอยู่กลางแจ้งเราก็จะเห็นชัดเจน เช่น เชือกเปียกน้ำ ถ้าอยู่ในที่มืด ๆ บางทีเราอาจจะคิดว่าเป็นงู หรือเป็น ตัวอะไรที่มันยาว ๆ หรืออาจจะเป็นเชือก ต้องใช้สมมติฐานด้นเดาถูกบ้าง ผิดบ้าง แต่ว่าเมื่อลากมาอยู่กลางแจ้ง ก็รู้ชัดว่านี่แค่เชือกเปียกน้ำเท่านั้น คำว่า “ธรรมกาย” ในพจนานุกรม แปลว่า หมวดหมู่แห่งธรรม เขาแปลได้แค่นั้น คือ ธรรม ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ รวมประชุมกัน เรียกว่า หมวดหมู่แห่งธรรม มีนักศึกษาชาวตะวันตกสองสามีภรรยาเขาได้ค้นคว้ารวบรวม ความหมายของคำว่า “ธรรม” ที่มีอยู่ในพระไตรปิฎกได้ ๕๐ กว่าความหมาย มีความหมายหนึ่งที่น่าสนใจ เขาบอกว่า ธรรม มีลักษณะเป็นดวงกลม ๆ ใส ๆ สว่าง ๆ และมีตัวตน เพราะฉะนั้น “ธรรมกาย” คือ กายที่ประกอบ ไปด้วยธรรม ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ รวมประชุมเกิดเป็นก้อนกาย เป็นกายที่มีลักษณะมหาบุรุษครบถ้วนทุกประการ เพราะฉะนั้น “วิชชาธรรมกาย” ก็คือความรู้แจ้งที่เกิดจากการ เห็นแจ้งด้วยธรรมจักษุ แล้วก็รู้ได้ด้วยญาณทัสนะของธรรมกายนั่นเอง นี่เป็นเรื่องสำคัญ วิชชาธรรมกายเกิดขึ้นได้ด้วยธรรมกาย เป็นที่ประชุมรวมอยู่ตรงนั้น มีอยู่ในกลางกายของมนุษย์ทุกคน มีมาดั้งเดิมตั้งแต่ดึกดำบรรพ์โน้น เริ่มต้นเมื่อไร ไม่มีใครทราบ การที่เราเคารพกราบไหว้บูชาพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะ พระองค์ทรงบรรลุวิชชาธรรมกายก่อน แล้วได้ทรงนำมาเปิดเผยกระทั่ง มีผู้รู้แจ้งตามพระองค์ เป็นพยานในการตรัสรู้ธรรมมากมาย แต่หลังจาก พระพุทธเจ้าปรินิพพานไปแล้ว ๕๐๐ ปี ความรู้ยิ่งนี้ก็หายไปคงเหลือไว้ แต่ชื่อ คือ คำว่า “ธรรมกาย” ปรากฏอยู่ในคัมภีร์ในทางพระพุทธศาสนา ในนิกายต่าง ๆ ทั้งวัชรยาน มหายาน และเถรวาท แต่ไม่มีใครรู้เลยว่า ธรรมกายนั้นมีลักษณะเป็นอย่างไร เข้าถึงได้อย่างไร จนกระทั่งเมื่อพระเดชพระคุณหลวงปู่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ท่านได้ สละชีวิตปฏิบัติธรรมกระทั่งเข้าถึงพระธรรมกาย ณ วัดโบสถ์บน บางคูเวียง จังหวัดนนทบุรี ความลับนี้จึงได้เปิดเผยออกมาสู่ชาวโลกอีกครั้งหนึ่ง หลวงปู่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ท่านบวชเมื่ออายุ ๒๒ ปี บวชได้ หนึ่งวัน รุ่งขึ้นอีกวันหนึ่งก็ปฏิบัติธรรมแล้วก็ศึกษาทางด้านปริยัติ ศึกษา หมดทุกสำนัก แต่ไม่ได้สอบเป็นมหาเปรียญ รู้ว่าสำนักไหนมีครูดี ชำนาญ ในพระไตรปิฎก ท่านก็จะไปศึกษาทุกหนทุกแห่ง ทั้งศึกษาด้วยตัวเองด้วย จากครูบาอาจารย์ตามสำนักต่าง ๆ ด้วย แล้วในที่สุดท่านก็สรุปว่า ความรู้จะสมบูรณ์ได้จะต้องประกอบไป ด้วย ๓ ป. คือ ปริยัติ ปฏิบัติ และปฏิเวธ ปริยัติก็คือการศึกษาด้านทฤษฎี ต้องอ่าน ต้องศึกษา ท่านอ่านหมดในพระไตรปิฎก แล้วก็ปฏิบัติด้วยตนเอง เรื่อยมา ไม่ว่างเว้นในการปฏิบัติเลยแม้แต่วันเดียว รู้ข่าวคราวว่า ครูไหน สำนักไหนมีการปฏิบัติ ก็ยอมตนเข้าไปเป็นศิษย์ไปศึกษา ได้เข้าถึงที่สุด แห่งความรู้ของครูบาอาจารย์ ซึ่งได้แค่ดวงสว่างปรากฏอยู่ แล้วครูก็ชวน ท่านช่วยกันสั่งสอนศิษย์เช่นเดียวกับครูบาอาจารย์ของท่าน แต่พระเดชพระคุณหลวงปู่วัดปากน้ำ มีความคิดว่า ความรู้แค่นี้ เหมือนหางอึ่งนิดเดียว จะไปเป็นครูเขาได้อย่างไร ท่านจึงกราบลามาด้วย ความเคารพ แล้วก็ไปศึกษาวิธีการต่าง ๆ ที่มีปรากฏอยู่ในวิสุทธิมรรค ๔๐ วิธี ก็ศึกษากันมาทั่วหมดทุกสำนัก แต่ก็ยังไม่จุใจ เพราะท่านมีความรู้สึกว่า ยังไม่ถึงจุดของความรู้ตาม ที่ได้ศึกษาภาคปริยัติมา ในที่สุดหลังจากที่ศึกษาทั้งทฤษฎีและปฏิบัติตาม สำนักต่าง ๆ มาจนย่างเข้าพรรษาที่ ๑๒ ของการบวช ในกลางพรรษา ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๐ ท่านก็ได้ตัดสินใจอย่างเด็ดขาดว่า “วันนี้เป็นไงเป็นกัน ถ้าหากว่าไม่ได้บรรลุธรรมที่พระสัมมา สัมพุทธเจ้าทรงบรรลุ จะไม่ลุกจากที่ จะนั่งปล่อยชีวิตอย่างนี้เรื่อยไป แม้เนื้อเลือดจะแห้งเหือดหายไป เหลือแต่กระดูกหนังช่างมัน ถ้าไม่รู้ ไม่เห็นธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ได้ตายเถอะ” นี่เป็นความอัศจรรย์ของภิกษุหนุ่มวัย ๓๓ ปี ซึ่งยังไม่ได้รู้เรื่องราว อะไรเลยเกี่ยวกับหนทางไปนิพพาน ได้ศึกษาแต่พระปริยัติ แล้วในที่สุดวันนั้น ตามประวัติที่ท่านบันทึกเอาไว้ ท่านได้ทำความ เพียรที่วัดโบสถ์บน บางคูเวียง ปัจจุบันนี้ในโบสถ์นั้นก็ยังมีพระพุทธรูป องค์ดั้งเดิมอยู่ ที่นั่งก็ลุ่ม ๆ ดอน ๆ ไม่ราบเรียบ ท่านก็เลือกเอามุมหนึ่ง เป็นสถานที่นั่งสมาธิ ตัดสินใจยอมสละแม้ชีวิต เอานิ้วจุ่มน้ำมันก๊าดเพื่อ จะขีดวงกันมดที่ไต่ตามช่องแตกของพื้นหินไม่ให้มารบกวน แต่ขีดไปได้ ครึ่งหนึ่งท่านก็นึกละอายใจว่า สละชีวิตแล้วยังมากลัวมดอีก จึงตัดสินใจ หลับตาปล่อยชีวิตไปเลย ท่านบอกว่า ค่อนคืนทีเดียวจึงได้บรรลุถึงธรรมกาย บรรลุถึง ธรรมกาย แล้วท่านก็บอก โอ! มันยากอย่างนี้นี่เอง มันต้องดับก่อนแล้วจึง เกิด คือ ใจต้องหยุดต้องนิ่งเสียก่อน ถูกส่วนถึงจะเห็นไปตามลำดับ เห็นไป ได้ ๕ กายจนกระทั่งถึงกายธรรม พอถึงกายธรรมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เข้าก็รู้ว่านี่แหละ คือ กายธรรม เป็นกายตรัสรู้ธรรมอยู่ศูนย์กลางกายฐาน ที่ ๗ ท่านตรวจตราทบทวนดูอย่างดีทีเดียว จนกระทั่งมั่นใจว่า นี่ถูกทาง พระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว ท่านก็ทบทวนทำความเพียรไปทั้งคืน จนกระทั่งติดอยู่ในกลางท่าน แล้วต่อมาท่านก็เห็นในญาณทัสนะว่า จะมีผู้ บรรลุธรรมกายตามท่านอยู่ที่วัดบางปลา อำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม ภายในพรรษานั้น ท่านก็ทบทวนแล้วก็ศึกษาวิชชาธรรมกายด้วย ธรรมกายภายในกลางกายเรื่อยไป ในที่สุดออกพรรษาแล้วก็ได้ไปที่วัด บางปลา มีผู้บรรลุธรรมตามท่าน เป็นพระภิกษุ ๓ รูป ฆราวาส ๔ ท่าน ตรง ตามที่ท่านได้เห็นในญาณทัสนะ แล้วก็เริ่มเผยแผ่ธรรมเรื่อยมาจนกระทั่ง ได้มาเป็นเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ เพราะฉะนั้น การที่หลวงปู่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ได้ค้นพบ “วิชชา ธรรมกาย” ทำให้พวกเราทั้งหลายรู้จัก “ธรรมกาย” ว่ามีอยู่ในกลางกาย ของมนุษย์ทุกคน เป็นที่พึ่งที่ระลึกอันสูงสุด และเป็นเป้าหมายของการ เกิดมาเป็นมนุษย์ ที่ต่างเกิดมาก็เพื่อแสวงหาธรรมกาย พระเดชพระคุณ หลวงปู่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ จึงเป็นบุคคลสำคัญที่มีพระคุณต่อชาวโลก และเป็นบุคคลที่ควรแก่การเคารพบูชาเป็นอย่างยิ่ง ๒ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๔ ๒๘. วัดพระธรรมกาย..พุทธดั้งเดิม ไม่ใช่นิกายใหม่ https://dhamma01.blogspot.com/2016/08/blog-post_18.html ในสมัยพุทธกาลไม่มีนิกายนะ มีแต่ "ธรรมกาย" เพราะสมัยนั้นเขาปฏิบัติ จนกระทั่งเข้าถึงธรรมกายกันเป็นเรื่องปกติ แค่ได้ยินได้ฟังธรรมก็บรรลุธรรมาภิสมัย บรรลุธรรมกันแล้ว แต่ต่อมาก็ย่อหย่อนในการปฏิบัติ ไม่ให้ความสำคัญกับการปฏิบัติ ธรรม พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ การศึกษาอะไรเหล่านี้ เป็นต้น เพราะ ฉะนั้นคำสอนก็เลยเลอะเลือนเลือนรางไป มีแต่คำว่า ธรรมกาย ยังปรากฏ อยู่ในคัมภีร์ต่าง ๆ ในพระพุทธศาสนาซึ่งกระจัดกระจายไปตามนิกายต่าง ๆ แล้วก็มีนักคิดเกิดขึ้น ก็คิดกันไปตามเรื่องตามราวเท่าที่ตัวเองจะ เข้าใจ โดยใช้จินตามยปัญญา มีบางพวกเจริญภาวนาเหมือนกัน แต่ปฏิบัติไป ไม่ถึงจุดตรงนั้น เพราะฉะนั้นความเห็นจึงแตกต่างกันไป นิกายก็เลยเกิดขึ้น ในภายหลัง เมื่อพระเดชพระคุณหลวงปู่บังเกิดขึ้น แล้วก็ได้มีการค้นพบวิชชา ธรรมกายเกิดขึ้นมา เราจึงปฏิบัติได้ถูกต้อง แต่ว่าผู้ที่มาภายหลังนั้นไม่เคย ได้ยินได้ฟังมาก่อน ไม่ได้ปฏิบัติ หรือได้ปฏิบัติแต่ปฏิบัติไม่ได้ ก็เลยเข้าใจ ว่าธรรมกายคือนิกายใหม่ เพราะมีคำว่า "กาย" เพราะฉะนั้น ดั้งเดิมมีแต่ธรรมกาย ไม่มีนิกายอะไรต่าง ๆ นิกายเพิ่ง มาเปลี่ยนแปลงภายหลัง และมาเหมาเข้าใจว่า ธรรมกายคือนิกายใหม่ ไม่ใช่นิกายใหม่ และก็ไม่ใช่นิกายเก่า แต่ว่าเป็นของดั้งเดิมในสมัยพุทธกาล ในยุคที่ไม่มีนิกาย มีแต่ ธรรมกาย และเพิ่งมาเป็น ธรรมกลาย ในภายหลัง มี ล ลิง เพิ่มเติมขึ้นมาอีก คือ กลายไปเป็นโน่นเป็นนี่อะไรต่าง ๆ เพราะฉะนั้น เราจึงเป็นหนี้พระคุณของพระเดชพระคุณหลวงปู่มาก นอกจากการปฏิบัติบูชาหรืออามิสบูชาแล้ว ก็คิดที่จะตอบแทนพระคุณ ท่าน จึงได้สร้างรูปหล่อทองคำ รูปเหมือนท่านขึ้นมา แล้วก็ชักชวนผู้มี บุญทั้งหลายมาหล่อรูปบุคคลสำคัญของโลกและจักรวาล ที่ทำให้เราเข้าใจ เรื่องราวความเป็นจริงของชีวิต และมีความมั่นใจว่า พระพุทธเจ้ามีจริง พระธรรม พระสงฆ์มีจริง ๆ เดี๋ยวนี้เขาไม่ค่อยจะเข้าใจกันนะ ยิ่งเรียนทางโลกมาก ๆ ยิ่งไม่ค่อย จะเชื่อว่ามีพระพุทธเจ้าจริง เขาบอกว่า พระไตรปิฎกนี่ผู้เขียนต้องเป็น นักคิดที่ยิ่งใหญ่ โอ ! ถ้าใครคิดได้ขนาดนี้ โดยไม่ได้ค้น ไม่ได้ปฏิบัติให้เข้าถึง กะโหลกจะบาน สติจะเฟื่องเสียก่อน เพราะฉะนั้น ความรู้ที่มีอยู่ในพระไตรปิฎก ไม่ได้เกิดจากความคิด แต่เกิดจากการเห็นแจ้ง แล้วจึงรู้แจ้งแทงตลอด แล้วนำมาบันทึกถ่ายทอด กันมา ให้มวลมนุษยชาติได้ดำเนินชีวิตได้ถูกต้อง พอดำเนินชีวิตถูกต้อง ก็ปิดประตูอบาย แล้วก็เปิดประตูสวรรค์กัน นี่เป็นเรื่องที่สำคัญ ๕ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๘ ๒๙. วอนสื่อมวลชน ได้โปรดอย่าทำลายหัวใจชาวพุทธ https://dhamma01.blogspot.com/2016/08/blog-post.html นักข่าวมีเสรีภาพในการนำเสนอข่าว อันนี้ถูก แต่ต้อง “พอดี” ต้องอย่าเหลิงเจิ้งเรื่อยเปื่อย จนกระทั่งเกิดความเสียหายอย่างใหญ่หลวง กับบุคคลที่พาดพิงถึง หรือกับสังคม พอดี ดูตรงไหน ดูว่า มันเหมาะ มันควรไหม ถ้าเหมาะควรก็ทำไปเลย ถ้าเรื่องจริง มีประโยชน์...เขียนไป เรื่องจริง แต่ไม่เกิดประโยชน์...ไม่เขียน เรื่องจริง มีโทษ...ไม่เขียน ถ้ายิ่งเรื่องไม่จริง...ยิ่งไม่ควรเขียน ดูว่าอะไรถูกผิด อาจดูได้ไม่ยาก แต่เหมาะควร เราจะเอาอะไรมา เป็นเกณฑ์ พระสารีบุตรได้กล่าวเรื่องนี้ไว้ว่า สิ่งไรที่เราคิด พูด หรือทำ น้อมไปในทางกุศลธรรม คือยังกุศลธรรม ที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น หรือที่เกิดขึ้นแล้วทำให้เจริญยิ่งขึ้น อย่างนี้เรียกว่า เหมาะควร แต่สิ่งไรตรงกันข้ามกัน น้อมไปทางอกุศลธรรม ทำให้เกิดเป็นภาพ ลบติดในใจ เกิดปัญหาสังคม เกิดความทุกข์ หรือเกิดวิบากกรรมอย่างนั้น ไม่เหมาะไม่ควร เพราะฉะนั้น สิ่งใดที่น้อมไปทางกุศลธรรม ยกระดับจิตใจให้สูงส่งขึ้น สิ่งนั้นควรทำ โดยเฉพาะเรื่องพระศาสนา เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนมาก เพราะ ทุกชีวิตที่เกิดมามีความทุกข์นะ ตั้งแต่ทุกข์จากการเกิด แก่ เจ็บ ตาย ซึ่งเป็น ทุกข์ประจำ กับทุกข์ที่จรมาอีกมากมาย ประสบสิ่งที่ไม่เป็นที่รัก ปรารถนา อะไรไม่ได้สิ่งนั้นก็ทุกข์ หรือพลัดพรากจากสิ่งที่รัก ทุกข์จากการเสื่อมลาภ เสื่อมยศ มีคนนินทา มีทุกข์กายทุกข์ใจอะไรอีกสารพัด เยอะแยะไปหมด เมื่อชีวิตมนุษย์มีทุกข์ เขาย่อมหาที่พึ่ง ที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ ศาสนาหรือ คำสอนจากพระศาสดาของทุก ๆ ศาสนานั่นแหละจะเป็นที่พึ่ง ที่ยึดเหนี่ยว จิตใจของมวลมนุษยชาติ เพราะฉะนั้นพระศาสนาเป็นสิ่งที่ไม่ควรแตะ อย่างยิ่ง เพราะเป็นหนึ่งในสถาบันหลัก และเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจดังกล่าว และในความเป็นจริงแล้ว เขาก็มีการปกครองไปตามลำดับ พระอาจารย์รูปหนึ่ง เป็นพระพม่าที่อยู่เกาหลี ท่านเล่าให้ฟังว่า ที่ ประเทศพม่า มีการห้ามออกสื่อที่เป็นการตำหนิพระรัตนตรัยอย่างเข้มงวด หรือแม้แต่ในประเทศเกาหลีเองก็ตาม ตลอดเวลาที่ผ่านมา กระผมติดตาม ข่าวสารที่นี่มาตลอด พบว่าเรื่องที่จะมีการออกสื่อในหน้าหนังสือพิมพ์ หรือสื่อต่าง ๆ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อโจมตี ดูถูก เหยียดหยาม เหยียบย่ำ พระพุทธศาสนาให้ตกต่ำ จะไม่มีเกิดขึ้นในเกาหลี แถมยังมีกฎหมายคุ้มครอง โดยไม่ให้ออกสื่อใด ๆ เพื่อมุ่งทำลาย ศรัทธาของพุทธศาสนิกชน ห้ามตำหนิ ใส่ร้าย ป้ายสี จ้วงจาบ โจมตีพระ และพระพุทธศาสนา แต่หากมีปัญหาเกิดขึ้น คณะสงฆ์ก็จะจัดการกันเอง ในส่วนที่เกี่ยวข้องที่ปกครองกันมาตามลำดับ แต่ไม่ใช่นำมาขยายเพื่อให้ ประชาชนเสื่อมศรัทธาในพระพุทธศาสนา แล้วยังมีผู้ดูแลกฎหมายศาสนาของภาครัฐคอยเช็คและดูแลสื่อ เพราะไม่อนุญาตให้ออกข่าวใด ๆ ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อมุ่งทำลาย หรือ ทำร้าย หรือว่าร้ายพระพุทธศาสนา เพราะถือว่าข่าวศาสนาจะส่งผลต่อ จิตใจของประชาชน หรือแม้แต่เวลาที่ต่างศาสนาเข้ามาเผยแผ่ที่เกาหลี ก็ห้ามออกสื่อ เขียนว่าร้ายพระพุทธศาสนาเช่นกัน ในทางตรงกันข้าม ที่เกาหลีจะมี หนังสือพิมพ์เกี่ยวกับพระพุทธศาสนาโดยเฉพาะ ไม่ต่ำกว่า ๑๐ ฉบับ จะ ลงข่าวดี ๆ ที่เกี่ยวกับธรรมะ การจัดงานบุญของวัดต่าง ๆ การปฏิบัติธรรม หรือประสบการณ์ทางธรรมของพระรูปต่าง ๆ เพื่อยกระดับใจให้สูงขึ้น หรืออย่างน้อยก็ดับทุกข์ของชีวิตในใจของแต่ละคนได้ในแต่ละวัน คือมีข่าวดีออกมารายวัน เพราะคนมีทุกข์รายวัน เพราะฉะนั้น หนังสือพิมพ์ที่เกี่ยวกับพุทธศาสนาก็มีรายวัน เขียนแนะวิธีการดับทุกข์ ไม่ใช่เขียนแนะวิธีการสร้างทุกข์ หรือขยายทุกข์ ขยายความเครียด ระบาดไปทั่วสังคมหมดเลย จนกระทั่งในใจของแต่ละคนถูกยัดเยียดด้วย ข่าวที่ทำให้เร่าร้อน ตั้งแต่ตื่นกระทั่งหลับ วิพากษ์วิจารณ์กันไปตั้งแต่ใน ครอบครัว ออกมานอกบ้าน ไปโรงเรียน ไปที่ทำงาน ในทุกหนทุกแห่ง ความเครียดมันก็ระบาดไปทั่วสิ ไม่เกิดประโยชน์อันใดเลย ท่านยังกล่าวอีกว่า กระผมประหลาดใจ ตอนที่กระผมเคยอยู่เมืองไทย ทั้งที่เมืองไทยเป็นเมืองพุทธ ทั้งชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ก็ถือ เป็นหัวใจของประเทศ แต่ทำไมถึงเห็นข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์ลงแต่ เรื่องไม่ดีของพระ แล้วก็ขยายความมุ่งโจมตี จนคนเสื่อมศรัทธา ทำไม ต้องทำลายหัวใจของเราเอง ตอนแรก กระผมอ่านก็งง ๆ ตอนหลัง ๆ ก็เลย ไม่อยากจะสนใจอ่านอีก ก็งงอยู่ว่า จะทำลายพระก็ทำลายกันง่าย ๆ แบบนี้เอง นี่ท่านว่าของท่านออกมาอย่างนี้นะ ๑๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๙ พุทธศาสนาเป็นเรื่องละเอียดอ่อน เป็นที่พึ่งที่ระลึกที่แท้จริง ของมวลมนุษยชาติ เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของชาวพุทธ ชีวิตมนุษย์มีทุกข์มากเกินพอแล้ว ได้โปรด...อย่าทำลายศรัทธา อย่าทำลายหัวใจชาวพุทธ อย่าทำลายหัวใจของเราเอง ๓๐. วิบากกรรมสื่อเสี้ยม บิดเบือน ทำลายพระพุทธศาสนา https://dhamma01.blogspot.com/2016/07/blog-post_88.html มีคำถามว่า ผู้ที่จงใจเสนอข่าวบิดเบือน เกี่ยวกับเรื่องพระพุทธ ศาสนา ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าไม่เป็นความจริง กับผู้ที่ไม่ได้ตั้งใจบิดเบือนข่าวพระพุทธ ศาสนา แต่เพราะตนเองเข้าใจผิดจริง ๆ แต่ก็มีผลสร้างความเสียหายให้กับ พระพุทธศาสนาเหมือนกัน ทั้งสองประเภทนี้จะได้รับวิบากกรรมเหมือน หรือต่างกันอย่างไร ทั้งสองประเภทนี้ จะได้รับวิบากต่างกัน คือ พวกแรกจะหนักกว่า เพราะมีอกุศลเจตนาอย่างแรงกล้า ซึ่งก็จะมีวิบากกรรมให้ไปมหานรก นี่แค่ตัวอย่างนะ จะถูกนายนิรยบาลจับบิดตัว ถลกหนังออก แล้ว เอาปากกาเหล็กร้อนเขียนไปบนเนื้อ แล้วถูกทิ่มแทงด้วยอุปกรณ์การเขียน ที่เป็นเหล็กร้อน หรือฝนตัวอักษรที่เคยบิดเบือนเอาไว้ เขียนไว้เป็นล้าน ๆ คำตกใส่ เป็นตัวอักษรเหล็กร้อน ทุกข์ทรมานมาก เป็นต้น ส่วนรายละเอียด ศึกษาดูได้เพิ่มเติมในมินิซีรีส์ของวิบากกรรมบิดเบือนนะ ส่วนพวกหลัง จะมีวิบากกรรมน้อยลงมาหน่อยหนึ่ง คือ แทนที่จะไป มหานรกขุม ๔ ก็ไปแค่ยมโลก ของมหานรกขุม ๔ จะถูกเจ้าหน้าที่ลงทัณฑ์ ทรมาน คล้าย ๆ กับพวกแรกที่อยู่ในมหานรกขุม ๔ แต่ว่าเบาบางกว่ากัน ในกรณีที่พระทำผิดจริง ๆ สิ่งที่ควรทำ คือ ไม่เสนอข่าวในสาธารณชน แต่ให้ทางคณะสงฆ์ ซึ่งมีสายการปกครองโดยกฎหมายและพระธรรมวินัย อยู่แล้ว ได้ดำเนินเรื่องแก้ไขกันไปตามความถูกผิดและเหมาะควร เพราะการนำเสนอเรื่องพระสงฆ์นั้นเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ที่จะ สั่นคลอนความศรัทธาในพระพุทธศาสนาได้ อีกทั้งศาสนาก็เป็นหนึ่งใน สถาบันหลักของประเทศ การที่นักข่าวไปทำข่าวเหล่านี้เผยแพร่ออกไป จะได้รับวิบากกรรม ตามกำลังแห่งเจตนา เช่น แม้เป็นจริง และเขียนไปตามความเป็นจริง ก็ จะไปสั่นคลอนศรัทธาของพุทธศาสนิกชนส่วนรวม เพราะว่าพระที่บริสุทธิ์ มีเยอะ แต่ความสั่นคลอนของพุทธศาสนิกชนทำพระพุทธศาสนาล่มสลายได้ ทั้ง ๆ ที่พระส่วนใหญ่บริสุทธิ์ ไม่ได้ทำความผิดเลย แต่พลอยมีส่วนไปด้วย ผู้ที่ทำข่าวดังนี้ จะมีวิบากกรรมคือ ชาติต่อไปก็จะมีคนคอยจับผิด แม้ผิดเล็กน้อยก็จะดูเหมือนมาก จะถูกตำหนิติเตียน และปัจจุบันใจ จะเศร้าหมอง เห็นภาพตอนใกล้จะตาย เป็นกรรมนิมิต คตินิมิตจะมืดไป อบายได้ ส่วนที่ข่าวจริงมีนิดเดียว แต่ไปเขียนขยายความจนทำให้เกิดการ เสื่อมศรัทธาในพระพุทธศาสนานั้น จะมีวิบากมากกว่านี้ รายละเอียดไป ศึกษาในมินิซีรีส์ของมหานรกขุม ๔ ๑๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๙ ๓๑. เรารักพระพุทธศาสนา https://dhamma01.blogspot.com/2016/06/blog-post_21.html การโจมตีว่าร้าย โดยเริ่มต้นที่หลวงพ่อก่อน ว่าร้ายวัดพระธรรมกาย ยังไม่มีปัญหา แต่ไปกระทบสังฆมณฑล ทำให้ศรัทธาของพุทธศาสนิกชน คลอนแคลน มีหลายวัดจำนวนมากได้มาเล่าให้หลวงพ่อฟัง เดี๋ยวนี้พระ เณรจะอดตายกันแล้ว ญาติโยมไม่ค่อยจะใส่บาตรตักบาตรกัน เพราะว่า สับสนกับสื่อที่ออกไปอย่างนี้ เพราะฉะนั้น ใครไปตักเตือนสื่อได้ ก็ให้ไปตักเตือนกัน จะด้วย วิธีการใดก็ไปบอกเขาว่า อย่าไปทำ มันเป็นบาปกรรม เป็นสิ่งที่ไม่ดี พลอยทำให้คนอื่นเดือดร้อนด้วย เอาเฉพาะหลวงพ่อธัมมชโยเดือดร้อน รูปเดียวก็พอแล้ว อย่าไปทำให้คนอื่นเดือดร้อน ช่วยกันปกป้องพระพุทธศาสนากันนะ แล้วก็วิชชาธรรมกาย ซึ่ง เป็นวิชชาหรือเป็นวิธีการที่จะให้เข้าถึงพระธรรมกายในตัว นี่เป็นเป้าหลัก เป้าหมายที่จะสอนให้ทุกคนเข้าถึงวิชชาธรรมกาย ถึงพระธรรมกายในตัว เพราะถ้าเข้าถึงได้แล้ว จะมีความสุขมาก มีความเบิกบาน มีกำลังใจใน การสร้างความดีเกิดขึ้นมากมาย จะเป็นคนดีในสังคม คนดีที่โลกต้องการ จะทำให้สังคมอยู่เย็นเป็นสุข เพราะฉะนั้นช่วยกันปกป้องวิชชาธรรมกาย ย้ำอีกที ความตั้งใจหลวงพ่อมีเพียงประการเดียว คือมุ่งที่จะ แนะนำสั่งสอนให้ชาวโลกได้เข้าถึงพระธรรมกาย ถ้าเขาเข้าถึงแล้ว เราจะมีความสุข มีปีติ ตัวเขาก็มีความสุข เราก็มีความสุข มีเพียง แค่นี้เอง ที่สร้างอะไรขึ้นมาใหญ่โตก็เพื่อรองรับมหาชนที่เขามากันมากมาย มาศึกษาวิชชาธรรมกาย มาปฏิบัติธรรม ไม่ได้มาทำความชั่วเลย ทำเพื่อ การนี้เท่านั้น ไม่ใช่เพื่ออยากเด่นอยากดัง อยากเป็นใหญ่เป็นโต เป็น ศูนย์อำนาจ ไม่เคยคิดเรื่องกะโหลกกะลาเหล่านี้ ไม่ได้สนใจเลย ถ้าสนใจ สิ่งเหล่านี้ก็ไม่มาบวช บวชมาก็มุ่งอย่างนี้อย่างเดียว เพราะฉะนั้นไปบอก กันนะ ใครเข้าใจไม่ถูกต้อง ก็ให้เขาเข้าใจให้ถูกต้อง ปัจจุบันนี้หลวงพ่อไม่ได้อดทนอะไรเลย ไม่ได้มีความรู้สึกอะไร เพราะเข้าใจในสิ่งที่เขาต้องการให้มันเป็นไปยังไง เราเข้าใจเขาเสียแล้ว ใจเราก็สบาย มีปีติเบิกบานในคุณงามความดีที่ทำกันผ่านมา และที่กำลัง จะทำกันต่อไป ไม่ว่าจะบีบบังคับหลวงพ่อไปอยู่ตรงไหน หลวงพ่อก็ยัง ต้องทำความดีต่อไป เป็นเรื่องเฉพาะตัวที่จะต้องช่วยตัวเองให้พ้นจากบ่าว จากทาสของพญามาร คู่ต่อสู้ของหลวงพ่อก็คือ เวลากับพญามารเท่านั้น เพราะ หลวงพ่อต้องแข่งกับเวลา ต้องเอาชนะพญามารในตัว คือกิเลส ในใจยังมีอยู่ ความโลภ ความโกรธ ความหลง ต่อสู้กันอยู่ทุกวันเลย ไม่ได้คิดไปสู้ใคร เพราะฉะนั้น จะไปว่าร้ายใคร หลวงพ่อก็ทำไม่เป็น ไม่ได้ถูกฝึกฝน มาอย่างนั้น ใจมันก็ไม่ได้เป็นอย่างนั้น จะไปจ้วงจาบใคร จะไปว่าร้ายใคร มันทำไม่เป็น พระพุทธเจ้าพระองค์ทรงสอนว่า อนูปวาโท ไม่ว่าร้ายใคร ก็ทำ มาตลอด ทำไปตามประสาอย่างนั้นแหละ ๒๓ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๒ ๓๒. เราตายได้ แต่พระพุทธศาสนาตายไม่ได้ https://dhamma01.blogspot.com/2016/02/blog-post_57.html การที่เรารักษาพระพุทธศาสนาเอาไว้ ก็เพื่อตัวเราและชาวโลก ไม่ได้แข่งกับใคร คำสอนในพระพุทธศาสนามีความจำเป็นในการดำเนินชีวิตที่ถูกต้อง ของทุกคนเป็นอย่างมาก แม้วันนี้เพื่อนมนุษย์ทั้งหลายยังไม่เข้าใจ เขา ยังไม่มีเวลามาศึกษา ก็ไม่เป็นไร เรายังคงรักษาความรู้ของพระสัมมา สัมพุทธเจ้าเอาไว้ สักวันหนึ่งเมื่อบุญเก่าได้ช่องส่งผล เขาจะเกิดความรู้สึกว่า มีบางสิ่งลึก ๆ กระตุ้นเตือนจิตสำนึกให้เขาอยากมาศึกษาเรียนรู้เรื่องราว ความเป็นจริงของชีวิตขึ้นมา ตอนนั้นความรู้ตรงนี้จะเป็นประโยชน์ต่อเขา ความรู้ในพระพุทธศาสนา เป็นความรู้สากลที่ทุกคนจะต้องศึกษา ต้องเรียนรู้ ไม่รู้ไม่ได้ ไม่รู้อันตราย เพราะจะทำให้ดำเนินชีวิตไม่ถูกต้อง ดังนั้นที่เรารักษาพระพุทธศาสนาเอาไว้ก็เพื่อการนี้ ไม่ได้ไปแข่งกับใคร เพราะคู่แข่งของเราคือเวลา เราต้องทำงานแข่งกับเวลา เนื่องจากเรา มีเวลาอยู่ในโลกนี้จำกัด แค่ประเดี๋ยวเดียว รวยก็รวยประเดี๋ยวเดียว จนก็จนประเดี๋ยวเดียว เป็นเจ้านายเป็นลูกน้องก็เป็นประเดี๋ยวเดียว มีลาภ ยศ สรรเสริญ มีอำนาจวาสนาก็แค่ประเดี๋ยวเดียว เป็นสามีภรรยากันก็ ประเดี๋ยวเดียว ต่างคนต่างมา มาอยู่รวมกัน แล้วก็ต่างคนต่างไป พระพุทธ ศาสนาสอนให้เราเข้าใจตรงนี้ สอนให้เราปล่อยวาง แล้วก็ทำให้เรามี ความรักต่อเพื่อนมนุษย์อย่างแท้จริง เพราะฉะนั้น เราจึงจำเป็นจะต้องรักษาพระพุทธศาสนาเอาไว้ ให้ยาวนานที่สุด เท่าที่จะนานได้ แต่งานนี้เป็นงานใหญ่ จะทำตามลำพังไม่ได้ วัดใดวัดหนึ่งทำก็ไม่ได้ วัดทุกวัด พุทธบุตรทุกรูป พุทธบริษัท ๔ ทั้งหมด ก็ต้องรวมเป็นหนึ่งเดียวกันจึงจะทำงานนี้ได้สำเร็จ ๑๔ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๗ ๓๓. ใครบอกว่าวัดพระธรรมกาย ไม่ทำสังคมสงเคราะห์? https://dhamma01.blogspot.com/2016/07/blog-post_12.html ครูไม่ใหญ่ทำบุญทุกวันเลย สร้างพระธรรมกายประจำตัวทุกวัน ถวายภัตตาหารเป็นสังฆทานแด่พระภิกษุสามเณรผู้ประพฤติธรรมทุกวัน สร้างลานธรรมทุกวัน กฐินรายวันอีก แล้วก็บุญอะไรอีกตั้งหลายอย่าง ทำทุกวัน อย่างสม่ำเสมอ เพราะเราก็อยากรวยรายวัน แล้วก็อยากรวยทุกวัน รวยมาก็ไม่ใช่อะไรหรอก ก็จะนำมาสร้างบารมีต่อ ชาตินี้ไม่ค่อยได้เห็นเงินเห็นทองกับเขาหรอก เห็นเฉพาะอยู่ข้างหน้า แวบเดียว แล้วหายไปเลย แล้วก็เปลี่ยนมาเป็นสิ่งที่เป็นสาธารณประโยชน์ สาธารณกุศล ที่จะเป็นทั้งโรงเรียนและโรงพยาบาล เป็นโรงเรียน ที่สอนให้รู้เรื่องราวความเป็นจริงของชีวิต ที่ไม่มี โรงเรียนไหน ๆ ในโลกเขาสอนกัน เป็นโรงพยาบาล รักษาไข้ใจ ที่เกิดจากกิเลส โลภะ โทสะ โมหะ ซึ่งไม่มีโรงพยาบาลไหนเขารักษากัน เพราะฉะนั้น ปัจจัยที่ร่วมบุญกันมาไม่เสียเปล่านะลูกนะ รวยก็เพื่อเอามาทำอย่างนี้แหละ หรือที่ชวนให้ลูก ๆ ทั้งหลายมารวย ก็เพื่อการนี้เหมือนกัน เพราะฉะนั้น สิ่งที่เราสร้างเป็นทั้งโรงเรียนและโรงพยาบาล ให้ความ รู้ทางใจ เป็นวิชชาชีวิต และรักษาไข้ใจ ส่วนโรงเรียนโรงพยาบาลทางโลก ก็เป็นวิชาชีพ กับรักษาไข้กายมีคนเขาทำกันเยอะแล้ว ดังนั้น ที่มีคำถามมาว่า วัดพระธรรมกายทำไมไม่ไปช่วยสร้างตรงนั้น ตรงนี้ ก็คนอื่นเขาสร้างกันอยู่แล้ว แต่ตรงนี้ไม่ค่อยมีใครสร้าง แล้วก็ไม่ค่อย มีใครสอนรักษาไข้ใจอย่างนี้ แต่วัดวาอารามนี่แหละ ได้ช่วยทำสิ่งนี้ขึ้นมา ตรงนี้คนมองไม่ค่อย จะเห็นกัน บอกว่าไปทำสังคมสงเคราะห์ดีกว่า นี่ก็เป็นสงเคราะห์สังคม เหมือนกัน สงเคราะห์สังคมตามพุทธวิธี ตามแบบพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แบบท่านผู้รู้ แต่นั่นก็สงเคราะห์แบบผู้ความรู้ยังไม่สมบูรณ์ คือมีความรู้ บ้าง เพราะฉะนั้นที่ยังไม่เข้าใจก็พึงเข้าใจเสีย ๖ เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๘ ๓๔. แก่นสารของชีวิตอยู่ที่ไหน? https://dhamma01.blogspot.com/2016/07/blog-post.html อะไรคือแก่นสารของชีวิต ความจริงในโลกนี้ ไม่มีอะไรเป็นแก่นสารเลย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องคน สัตว์ สิ่งของ เรื่องธุรกิจการงาน บ้านช่อง เรื่องอะไรก็ไม่เป็นแก่นสารของชีวิตทั้งนั้น สิ่งที่สำคัญ คือ การฝึกจิตให้หยุดนิ่ง ให้บริสุทธิ์ ให้เข้าถึงธรรมภายใน ดูชีวิตของชาวโลกทั่วไป ตายแล้วก็เอาอะไรไปไม่ได้ นอกจากบุญและบาปเท่านั้น ทั้งโลกก็เป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้น แก่นสารของชีวิตอยู่ที่ใจหยุด ใจนิ่ง ใจที่ดิ่งเข้าไปสู่ภายใน ไปพบสรณะภายใน ที่พึ่งที่ระลึกที่แท้จริง ๑๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๙ ๓๕. สำคัญยิ่งกว่าสิ่งอื่นใดทั้งหมด https://dhamma01.blogspot.com/2016/05/blog-post_36.html ในระหว่างที่เรายังมีชีวิตอยู่… เราจะดำเนินชีวิตอย่างไร ให้ได้ประโยชน์สูงสุดของการมาเกิดเป็นมนุษย์ ประโยชน์สูงสุดของชีวิต...คืออะไร ก็ต้องดูจากผู้ที่บรรลุประโยชน์อันสูงสุด คือ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า และพระอรหันต์ทั้งหลาย ที่ท่านได้บรรลุประโยชน์อันสูงสุดของชีวิตในสังสารวัฏแล้ว คือ สามารถดับทุกข์และหลุดพ้นจากกิเลสอาสวะได้ นั่นคือประโยชน์อันสูงสุดของชีวิต… ส่วนการทำมาหากินเพื่อให้ได้ทรัพย์มาหล่อเลี้ยงสังขาร และนำมาสร้างบารมีนั้น ยังเป็นเรื่องรองลงมา แม้จะมีความจำเป็นก็ตาม แต่เรามีสิ่งเหล่านั้นก็เพื่อ...แสวงหาสิ่งที่ประเสริฐที่สุดในชีวิต ๑๘ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๒ ๓๖. เราเกิดมาเพื่อการนี้ https://dhamma01.blogspot.com/2016/08/blog-post_65.html การปฏิบัติธรรมเพื่อให้เข้าถึงพระธรรมกาย เป็นสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิต ต้องจับหลักให้ได้ว่า เราเกิดมาเพื่อการนี้ ตราบใดเรายังไม่เจอพระรัตนตรัยในตัว เราจะไม่มีวันรู้จักความสุขที่แท้จริง เราจะไม่มีวันอบอุ่น และมีความรู้สึกว่าไม่ปลอดภัยในชีวิต เราจะมีแต่ความสะดุ้งกลัวต่อมรณภัยและภัยทั้งปวงอยู่ตลอดเวลา แต่เราจะหมดความรู้สึกอย่างนี้ แปรมาเป็นความสุขที่ไม่มีขอบเขต มีความปลอดภัยและอบอุ่นในชีวิต ต่อเมื่อเราปฏิบัติธรรมจนกระทั่งเข้าถึงพระรัตนตรัยในตัว ซึ่งมีอยู่แล้วในตัวของเรา ด้วยวิธีการง่าย ๆ แค่หลับตาเบา ๆ ทำตัวให้สบาย ทำใจให้สงบ ง่วงก็ปล่อยให้หลับ เมื่อยก็ขยับ ฟุ้งก็ลืมตา แล้วก็ว่ากันใหม่ ทำความเพียรเรื่อยไป ด้วยสูตรสำเร็จ คือ “หยุดเป็นตัวสำเร็จ” ใจหยุดนี่แหละเป็นตัวสำเร็จ หยุดใจได้...ก็เข้าถึงได้ ๒๒ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๗ ๓๗. ปฏิบัติธรรมเพื่ออะไร? https://dhamma01.blogspot.com/2016/09/blog-post_65.html เราปฏิบัติธรรมเพื่อความบริสุทธิ์บริบูรณ์แห่งชีวิต ไม่ใช่เพื่อ อยากเด่นอยากดัง หรือต้องการให้ใครมายกย่องสรรเสริญ หรือ ปรารถนาลาภสักการะ แต่เรามุ่งปฏิบัติธรรมเพื่อทำความบริสุทธิ์ ให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป จิตยิ่งสะอาด ยิ่งบริสุทธิ์ ก็ยิ่งมีความสุขมาก มีปัญญาบริสุทธิ์เพิ่มขึ้น รู้เห็นอะไรไปตามความเป็นจริง ซึ่งจะทำให้เราดำเนินชีวิตได้ถูกต้อง สมบูรณ์ มีความสุขตลอดเส้นทางในระหว่างที่มีชีวิตอยู่ แม้จะอยู่บนเตียงผู้ป่วย ก็ป่วยแต่เพียงร่างกายเท่านั้น แต่จิตใจ องอาจ สูงส่ง มีความสุข อยู่ในบุญกุศล อยู่ในธรรม อยู่ในพระรัตนตรัย ภายในที่สุกใส สว่าง จนกระทั่งถึงวันสุดท้ายของชีวิตก็ยังมีความสุข เมื่อละโลกไปแล้ว ก็ยิ่งมีความสุขในสัมปรายภพ ไปสู่สุคติโลกสวรรค์ เข้าไปเป็นสหายแห่ง เทวดาทั้งปวง ๑๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ ๓๘. เข้าถึงธรรม..ไม่ยาก https://dhamma01.blogspot.com/2016/05/blog-post_8.html การปฏิบัติธรรม...เป็นสิ่งที่ง่ายที่สุดในโลก ไม่มีอะไรที่ง่ายไปกว่านี้อีกแล้ว แค่เราหลับตาเบา ๆ ผ่อนคลายสบาย ไม่ต้องคิดเรื่องอะไรทั้งสิ้น ทำใจหยุดนิ่งที่กลางกายเท่านั้น เดี๋ยวเราก็จะเข้าถึงสิ่งที่มีอยู่ในตัวเช่นเดียว กับที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระอรหันต์ท่านได้เข้าถึง เหลือแต่เพียงเราประกอบความเพียรให้สม่ำเสมอ อย่าให้มีสิ่งใด มาเป็นข้ออ้าง ข้อแม้ เงื่อนไข ไม่ว่าเราจะเจ็บป่วยไข้ จะง่วงนอน หรือมี ภารกิจอันใดก็ตาม เศรษฐกิจจะขึ้นจะลง สิ่งแวดล้อมจะเป็นอย่างไร ไมใช่ อุปสรรคในการที่เราจะปฏิบัติธรรมเพื่อให้เข้าถึงพระธรรมกายในตัว ๑๙ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๐ ๓๙. ความสุขแท้จริง..อยู่ในตัว https://dhamma01.blogspot.com/2016/09/blog-post_13.html ใจของเราเตลิดเปิดเปิง จากฐานที่ ๗ มายาวนานแล้ว ที่เราเคยได้ยินคำว่า “ใจแตก” มันแตกจากตรงนี้แหละ ใจแตกไปติดในเรื่องราวต่าง ๆ มากมาย ตั้งแต่เราเติบโตเจริญวัยเรื่อยมากระทั่งถึงวันนี้ เราจึงไม่เคยพบความสุขที่แท้จริงสักที เพราะความสุขมีที่เดียว อยู่ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ตรงนี้ ดังนั้น เราจึงต้องนำใจกลับมาสู่ที่ตั้งดั้งเดิม เป็นตำแหน่งที่ถูกต้องและดีงาม ที่จะทำให้เรามีความสุขมาก ๆ และสมหวังในชีวิต ๒๔ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๓ ๔๐. ใจหยุด ใจนิ่ง..เข้าถึงบรมสุข https://dhamma01.blogspot.com/2016/09/blog-post_1.html พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ทรงค้นพบว่า ความสุขที่แท้จริงนั้น อยู่ในตัวเรา ไม่ต้องไปแสวงหาที่ไหน ถ้าแสวงหาผิดที่ก็ไม่พบ ถ้าแสวงหา ถูกที่จึงจะพบ เมื่อพบแล้วพระองค์ก็สรุปให้ฟังว่า นตฺถิ สนฺติปรํ สุขํ  ใจหยุด ใจนิ่ง เป็นบรมสุข คือ ใจที่ปลด ปล่อย วาง จากอารมณ์ต่าง ๆ ภายนอก จากความ ยินดียินร้าย ในรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธรรมารมณ์ต่าง ๆ เหล่านั้น ให้หันกลับมาหยุดนิ่งอยู่ภายใน สิ่งต่าง ๆ เหล่านั้นไม่ใช่ของจริง ไม่ว่าจะเป็นคน เป็นสัตว์ เป็นสิ่งของ เป็นเพียงแค่เครื่องอาศัยชั่วคราวเท่านั้น ไม่ช้าก็จะแตกดับไป เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็เสื่อมสลายไป เนื่องจากไม่ใช่ของจริง มันจึงมีสภาพอย่างนั้น พระองค์สอนให้เราได้รู้จักว่า เมื่อมันไม่ใช่ของจริง มันมีอาการ เปลี่ยนแปลงอย่างนั้น จึงไม่ควรไปยึดมั่นถือมั่นว่า นั่นเป็นของเรา นั่นเป็น ตัวเรา ถ้ายึดแล้วก็ไม่ได้อะไร พลอยแต่ทำให้เกิดความทุกข์ใจ แต่สิ่งที่เป็นของจริงนั้น อยู่ในกลางใจเรา ในกลางของกลางตัวเรา... ตรงที่ใจหยุดใจนิ่งนั่นแหละ ๒๘ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๓๑ ๔๑. ใจหยุดนิ่งได้อานิสงส์ไพศาล https://dhamma01.blogspot.com/2016/08/blog-post_13.html ฝึกใจให้หยุดนิ่งให้ได้ สิ่งอื่นจะเป็นเรื่องคน สัตว์ สิ่งของ เรื่องธุรกิจ การงาน เรื่องทำมาหากิน เรื่องอะไรที่นอกเหนือจากนี้ เป็นสิ่งไม่เป็นสาระ ไม่เป็นแก่นสาร หยุดกับนิ่งนี่แหละเป็นสาระ เป็นแก่นสารของชีวิต ที่จะ ทำให้เราได้เข้าถึงพระรัตนตรัยในตัว เราเกิดมาเพื่อการนี้ ต้องใช้ทุกอนุวินาที ฝึกฝนใจให้หยุดนิ่งให้ได้ หยุดแค่กะพริบตาเดียว ได้อานิสงส์ยิ่งใหญ่ไพศาลมากกว่าสร้างโบสถ์ สร้างวิหารมากมายนัก เพราะว่าเป็นทางมรรคผลนิพพาน ทางหลุดทางพ้นจากกิเลสอาสวะ หยุด ประเดี๋ยวเดียว ความสุขก็พรั่งพรูออกมา เพราะฉะนั้นหยุดกับนิ่งนี่แหละ เป็นสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิต ๕ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ ๔๒. จิตที่ฝึกดีแล้ว ย่อมนำสุขมาให้ https://dhamma01.blogspot.com/2016/06/blog-post_27.html ใจต้องฝึกฝน และทำให้เจริญให้มาก ๆ ฝึกมากแล้วจะทำประโยชน์ ให้ตนเองได้เป็นอย่างยิ่ง จะเปลี่ยนจากปุถุชนให้เป็นอารยชนได้ ยกตัวอย่าง คนเหมือนกัน คนหนึ่งไม่โกรธ ใจดี มีเมตตา ย่อมเป็นที่อยากเข้าใกล้ของคนทั่วไป และถ้าใจรักษาคุณธรรมนี้ไว้มาก ๆ อาจทำให้น่ากราบไหว้ เป็นที่ เคารพบูชา เพียงไม่โกรธอย่างเดียวยังได้คุณวิเศษถึงเพียงนี้ ถ้าไม่โลภด้วย จะยิ่งดีมากกว่านี้หลายเท่า สมดังภาษิตที่ว่า ความสุขความเจริญทั้งมวล ย่อมเกิดขึ้นจากใจก่อนทั้งสิ้น เมื่อเปลี่ยนแปลงใจให้ดีแล้ว สิ่งดี ๆ หลายอย่าง เช่น ทรัพย์สมบัติ คุณสมบัติ ลาภ ยศ สิ่งดี ๆ ทั้งหลาย ย่อมเป็นผลพลอยได้ตามมาด้วย ฉะนั้น ใจเป็นต้นเหตุของความสุขความเจริญทั้งมวล ในชีวิตนี้ควรฝึกฝนใจ และให้เป็นสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิต เพราะ นอกจากเป็นแหล่งที่มาของบุญแล้ว ยังนำมงคลทั้งหลายมาสู่ตนด้วย ๒๖ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๒๕ ๔๓. คือ..ความเรียบง่ายภายใน https://dhamma01.blogspot.com/2016/05/blog-post_96.html ครูสอนภาษาท่านหนึ่งกล่าวว่า การเรียนภาษามันต้องง่าย ๆ ตรงไปตรงมา เพราะภาษาหรือประโยคคำพูด ไม่ได้เริ่มต้นมาจาก นักปราชญ์ บัณฑิต หรือบัญญัติสวรรค์ แต่เริ่มต้นจากชาวบ้านธรรมดา คือ มีประธาน มีกริยา แล้วก็มีกรรม ท่านก็ยกตัวอย่างว่า เช่น ฉันกินข้าว และ หลังจากนั้นก็มีผูกประโยคกันให้ซับซ้อน ให้ดูเลิศหรูสละสลวยกันขึ้นมา แต่จริง ๆ ก็มีความหมายแค่ ฉันกินข้าว การปฏิบัติธรรมก็เช่นเดียวกัน จริง ๆ แล้วมันเรียบง่าย สบาย ๆ เข้าถึงได้โดยไม่ยาก ทำใจให้อินโนเซนท์เหมือนเด็ก ๆ ง่าย ๆ เดี๋ยวก็เข้าถึงได้ แล้วสิ่งที่เป็นความลับ เหลือเชื่อ เช่น เรื่องนรก สวรรค์ นิพพาน ก็จะถูกเปิดเผยออกมา สว่าง กระจ่าง เหมือนเราชักม่านแห่งความมืด ในยามรัตติกาล ให้แสงสว่างแห่งดวงอาทิตย์ ได้โคจรทำความสว่างแก่โลก มันก็ง่าย ๆ แค่นั้นเอง ๓๐ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๒ ๔๔. อย่าประมาทในชีวิต https://dhamma01.blogspot.com/2016/07/blog-post_5.html เรามีชีวิตอยู่ในโลกนี้อีกไม่นาน เดี๋ยววัน เดี๋ยวคืน เดี๋ยวก็จะหมดเวลาแล้ว เราแก่ลงไปทุก ๆ วันจริง ๆ แม้ใครจะมาชื่นชมเราว่า ดูแล้วยังไม่แก่ ไม่จริงหรอก จริง ๆ แล้วเรานอนกับคนแก่ทุกวันอยู่บนเตียงของเรา คือ นอนกับตัวของเราเอง ที่แก่ลงไปทุกวัน สภาพร่างกายที่เสื่อมลงไปเรื่อย ๆ ทุกวัน แล้วไม่ช้าเราก็จะไปสู่เชิงตะกอน เพราะฉะนั้น เวลาที่เหลืออยู่ มีไม่มากเลย อย่าคิดว่า เรามีเวลาเหลือเฟือ เราจะนั่งธรรมะเมื่อไรก็ได้ เพราะเราได้ทราบสูตรสำเร็จในการเข้าถึงธรรมกายแล้วว่า ให้หยุด ให้นิ่ง ให้เฉยอย่างสบาย ๆ เราจะทำเมื่อไรก็ได้ คิดอย่างนี้เรียกว่า ยังประมาทอยู่ ! เราจะต้องคิดว่า เราจะตายวินาทีนี้ ก่อนตาย...เราจะเอาอะไรเป็นสรณะ เป็นที่พึ่งที่ระลึก หรือยึดเอาไปในภพเบื้องหน้า คิดอย่างนี้แล้วเราจะได้ไม่ประมาท ผู้ที่เข้าถึงพระธรรมกายไม่ได้ มีเพียงประการเดียว คือ ผู้ที่ไม่ทำเท่านั้น ไม่เกี่ยวกับว่า บุญมากหรือบุญน้อย มันขึ้นอยู่กับว่า จะทำ หรือไม่ทำ อยากได้ หรือไม่อยากได้ เท่านั้นเอง ๖ กันยายน พ.ศ. ๒๕๓๖ ๔๕. ความแข็งแรงมีไว้สร้างความดี https://dhamma01.blogspot.com/2016/07/blog-post_8.html ยังแข็งแรงอยู่ ต้องรีบขวนขวายลุยนั่งธรรมะกันให้เต็มที่ อย่าเอา ความแข็งแรงไปทำอย่างอื่น ที่ไม่เป็นบุญกุศล เพราะไม่เกิดประโยชน์ อะไร ถ้าเอาความแข็งแรงไปทำบาป ก็จะมีวิบากตามมาอีก เสียดายความ แข็งแรง สิ่งสำคัญในการปฏิบัติธรรม คือ ความแข็งแรงและความ ปลอดกังวล ทั้งสองอย่างเป็นหัวใจสำคัญ ไม่เช่นนั้นพญามารเอาไป ทำอย่างอื่นจนหมดแรง จิตเดิมแท้ของเราจะใสสะอาด แต่พญามารเอากิเลสเข้ามาสอด บังคับให้เราไปสร้างกรรมอีก ดังนั้นในช่วงที่ยังแข็งแรงอยู่ ต้องตั้งใจนั่ง ธรรมะ และสร้างบุญกันให้เต็มที่ ๔๖. ยกใจให้สูง https://dhamma01.blogspot.com/2016/09/blog-post_14.html ยกใจของเราให้สูง ยิ่งยกใจให้สูงมากเท่าไร ก็จะยิ่งมองเห็นอะไรได้กว้างขวางขึ้น ความรู้สึกแบ่งเขา แบ่งเรา ก็จะหมดสิ้นไป เพราะใจไม่ค่อยสูง ถึงได้แบ่งเป็นนั่นพวกเรา...นั่นไม่ใช่พวกเรา ก็เลยทำให้เกิด… ความคิด เบียดเบียนกัน คำพูด เบียดเบียนกัน การกระทำ เบียดเบียนกัน รบราฆ่าฟันกัน เพราะฉะนั้น จำเป็นอย่างเร่งด่วน ที่จะต้องยกใจให้สูงขึ้น ๒๖ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๗ ๔๗. ฝึกใจให้คิดแต่เรื่องดี ๆ กันดีกว่า https://dhamma01.blogspot.com/2016/08/blog-post_20.html ต้องฝึกใจให้คิดแต่เรื่องบุญกุศล สิ่งเหล่านี้ คือสิ่งที่ควรคิด คิดแล้วใจเป็นบุญกุศล ถ้าใจคิดเรื่องไม่ดี แล้วเรามีสติยั้งคิดได้ ก็นิ่งเสีย ให้ใช้สติพิจารณาว่า เราคิดไม่ดีในเรื่องอะไรบ้าง แล้วใช้ปัญญาสอนตัวเองว่า จะไม่คิดอย่างนี้อีก ตอนแรก ๆ ทั้ง ๆ ที่รู้ แต่ใจก็ยังเศร้าหมองตาม เหมือนขับรถ เมื่อเบรกแล้วจะยังไม่หยุดทันที ความเฉื่อยยังมีอยู่ ใจก็เช่นกัน ยังมีความเฉื่อยหลงค้างอยู่ในใจ ทำให้ใจเศร้าหมอง “รู้ทันเสียเพียงครึ่ง รู้ไม่ถึงเสียทั้งหมด” ตอนแรก ๆ ก็ต้องฝึก ซึ่งอาจจะมีใจไปตามมันบ้าง แต่ต่อไปจะสามารถตัดใจไม่คิดได้เลยทั้งหมด พอรู้ว่าสิ่งนี้ไม่ดี ก็ไม่คิด ตัดฉับได้ทันที ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับการฝึกฝน ๒๗ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๒๓ ๔๘. ทุกภารกิจ ฝึกจิตได้ https://dhamma01.blogspot.com/2016/09/blog-post_77.html การทำสมาธิ เราสามารถทำได้ทุกอิริยาบถ ทุกภารกิจเราสามารถ ฝึกใจได้ ให้สังเกตดูใจตัวเราเอง สังเกตดูการกระทำ การพูด การคิด ทุกอย่างที่เราทำว่า “พอดี” แล้วหรือยัง ไม่ว่าจะกวาดบ้าน จะล้างถ้วย ล้างชาม จะหั่นผัก งานต่าง ๆ เหล่านี้ เป็นกิจกรรมส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวัน ซึ่งเราต้องทำ ถ้าเราสามารถทำงานเหล่านี้ให้พอดีได้แล้ว เราก็สามารถ ฝึกใจให้พอดีได้ นั่นคือ เราจะรู้จักคำว่า “วางใจให้ถูกส่วน” แล้วธรรมะก็จะเกิด เป็นความสว่างขึ้นในใจ ดูคุณยายอาจารย์ฯ เป็นตัวอย่าง ท่านทำงานหยาบ* ได้พอดีทุกอย่าง งานละเอียด* ท่านจึงสามารถทำได้ดี ๒๓ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๔ ๔๙. ภารกิจกับจิตใจไปด้วยกัน https://dhamma01.blogspot.com/2016/05/blog-post_21.html ต้องบริหารเวลาให้เป็น จัดสรรเวลาของเราให้ลงตัว ให้มีเวลาว่างสำหรับแสวงหา หนทางพระนิพพานของตนเองให้ได้ อย่างน้อยวันละชั่วโมง หรือสองชั่วโมงก็ยังดี ส่วนเวลาอื่นที่เรามีภารกิจประจำ วันที่ต้องทำ ก็พยายามฝึกฝน ทำควบคู่กับภารกิจนั้นไป เพราะภารกิจกับจิตใจต้องไปด้วยกัน ใครทำ สองอย่างนี้ไปพร้อม ๆ กันได้ ถึงจะเรียกว่า บริหารเวลาเป็น มีความตั้งใจ ที่จะทำความปรารถนาของเราให้สมหวัง ย่อมได้ชื่อว่า เป็นผู้ไม่ประมาท ในชีวิต ภารกิจกับจิตใจควรจะไปด้วยกัน ไม่ควรเป็นสิ่งที่แย้งกัน หรือเป็น ข้ออ้างว่า เราต้องทำธุรกิจการงาน จะต้องเรียนหนังสือ เลยทำให้ไม่มี เวลา หรือบางคนอ้างว่า สุขภาพไม่แข็งแรง ยังเจ็บป่วยไข้ คอยให้หายป่วย แล้วค่อยแสวงหาหนทางพระนิพพานทำอย่างนี้ไม่ถูกนะ เพราะเรามีเวลา ของชีวิตที่จำกัดเหลือเกิน และความตายก็ไม่มีนิมิตหมาย ๑๗ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๓ ๕๐. “สัมมาอะระหัง” กลั่นใจได้ https://dhamma01.blogspot.com/2016/09/blog-post_20.html ให้มีคำภาวนา สัมมาอะระหัง ในใจ ควบคู่กันไปกับภารกิจ ภาวนา ไปเรื่อย ๆ ในทุกอิริยาบถ ทุกกิจกรรม ภาวนาอย่างเป็นสุขใจ สบายใจ เพราะเรากำลังทำความดี การภาวนา สัมมาอะระหัง สามารถทำได้ตลอดเวลา แม้ยามโกรธ เราก็ภาวนา สัมมาอะระหัง ในใจได้ ความโกรธนั้นก็จะมลายหายไป ความทุกข์อะไรเกิดขึ้น เราก็ภาวนาได้ ความทุกข์นั้นก็จะหายไป แม้มีความสุขเกิดขึ้นมา เราภาวนา ก็จะเพิ่มเติมความสุขให้มากขึ้น จะเห็นได้ว่า การภาวนา สัมมาอะระหัง ไม่ได้ขัดกับการทำมาหากิน เลย เหมือนเราขับรถไปด้วย คุยไปด้วย ใช้ทั้งมือ ทั้งขา ทั้งตา ทั้งหู ทั้งปาก พูดไปด้วย เรายังทำได้ การภาวนาก็เช่นเดียวกัน เป็นงานทางใจ เพราะฉะนั้น จะทำมาหากินหรือจะทำอะไร ก็ทำไปเถอะ แต่ ในขณะเดียวกัน เราก็ภาวนา สัมมาอะระหัง ไปด้วย ทำด้วยใจที่เบิกบาน มีความสุข ๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๓๑ ๕๑. ทางรอดของมนุษย์ https://dhamma01.blogspot.com/2016/05/blog-post_12.html ตอนนี้ทั่วโลกต่างก็มีสุขมีทุกข์กันไป บางประเทศก็สุขมาก ทุกข์น้อย บางประเทศก็ทุกข์น้อย สุขมาก หรือทุกข์มากสุขน้อยสลับกันไป ซึ่งเป็นเรื่องปกติธรรมดา... ทางรอดของมวลมนุษยชาติ มีทางเดียวเท่านั้น คือ ต้องมองกลับเข้าไปสู่ภายใน หยุดใจให้ได้ แล้วให้เข้าไปถึงพระรัตนตรัยในตัว อย่ามัวทะเลาะ หรือขัดแย้งกัน มองผ่านความแตกต่าง เข้าไปถึงความเหมือนกันภายใน นั่นแหละ เป็นทางรอดของมวลมนุษยชาติ ถ้าทุกคนทำอย่างนี้... โลกก็จะเกิดสันติสุขที่แท้จริง เพราะฉะนั้น...ถึงเวลาแล้ว ที่เราควรจะเลิกทะเลาะกัน แล้วก็หยุดใจเข้าสู่ภายใน ๑๕ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๐