1.กำเนิดวันมหาปวารณา วันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑ เป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา เพราะถือเป็นวันมหาปวารณา โดยพระภิกษุสงฆ์ผู้ได้อธิษฐานจำพรรษา ในอารามต่าง ๆ จะพร้อมเพรียงกันกระทำสังฆกรรม ดำเนินตามแบบอย่างแห่งอริยประเพณี อันพระภิกษุผู้อยู่ร่วมกันครบพรรษากาลเหล่านี้ จะได้กล่าวปวารณา หรือเปิดโอกาสให้กันและกัน บอกกล่าว ตักเตือนในสิ่งที่บกพร่องพึงปรับปรุงแก้ไข พิธีอันสำคัญนี้เป็นพระพุทธานุญาต เพื่อพระภิกษุสงฆ์จะได้เป็นผู้งดงามเรียบร้อยด้วยพระธรรมวินัย เป็นศาสนทายาทผู้เจริญยิ่งด้วยสามัคคีธรรม มีความบริสุทธิ์บริบูรณ์ สมฐานะแห่งทักขิไณยบุคคล กำเนิดวันมหาปวารณา ครั้งหนึ่ง เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี มีภิกษุหลายรูปซึ่งรู้จักและคุ้นเคยกันมาก่อน ได้มาอยู่จำพรรษาร่วมกันในอาวาส แห่งหนึ่งในโกศลชนบท ภิกษุเหล่านั้นได้ปรึกษากันว่า ด้วยวิธีการอย่างไรหนอ พวกเราจึงจะอยู่จำพรรษาร่วมกันด้วยความผาสุก มีความสามัคคีปรองดอง ไม่ทะเลาะวิวาทกัน และไม่ต้องลำบากเรื่องอาหารบิณฑบาต ครั้นแล้วได้ปรึกษากันต่อไปว่า หากพวกเราจะไม่ทักทายปราศรัยพูดคุยซึ่งกันและกัน รูปใดบิณฑบาตกลับมาถึงก่อน ให้รูปนั้นปูอาสนะ จัดหาน้ำล้างเท้า ตั่งวางรองเท้า กระเบื้องเช็ดเท้าไว้ ล้างภาชนะสำหรับถ่ายบิณฑบาตเตรียมตั้งไว้ จัดตั้งน้ำฉันน้ำใช้ไว้ ส่วนรูปใดบิณฑบาตกลับมาทีหลัง หากอาหารที่รูปก่อนฉันแล้วยังมีเหลือ ถ้าต้องการฉันก็พึงฉัน ถ้าไม่ต้องการก็ให้เททิ้งหรือล้างเสียให้เรียบร้อย แล้วจึงเก็บอาสนะ เก็บน้ำล้างเท้า ตั่งวางรองเท้า กระเบื้องเช็ดเท้า ล้างภาชนะสำหรับถ่ายบิณฑบาตเก็บไว้ เก็บน้ำฉัน น้ำใช้ กวาดหอฉัน รูปใดเห็นหม้อน้ำฉัน หม้อน้ำใช้ หม้อน้ำชำระว่างเปล่า ก็ให้จัดหาไว้ หากเกินกำลังที่จะทำได้เพียงลำพัง ให้กวักมือเรียกเพื่อนมาช่วยเหลือกัน แต่อย่าเปล่งเสียงเรียกให้เพื่อนมาช่วยเลย ด้วยวิธีการอย่างนี้แหละ พวกเราจึงจะอยู่จำพรรษาร่วมกันด้วยความผาสุก มีความสามัคคีปรองดอง ไม่ทะเลาะวิวาทกัน และไม่ต้อง ลำบากเรื่องภัตตาหาร ครั้นแล้วภิกษุทั้งหลายเหล่านั้นจึงได้อยู่จำพรรษา ร่วมกันตามวิธีนี้จนตลอด ๓ เดือน ธรรมเนียมเข้าเฝ้า ภายหลังออกพรรษาแล้ว เป็นธรรมเนียมว่า ภิกษุจะต้องเดินทาง ไปเข้าเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ครั้นภิกษุเหล่านั้นจำพรรษาครบไตรมาสแล้ว จึงเดินทางไปสู่พระเชตวันเพื่อเข้าเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อถวายบังคม และได้นั่งในที่อันสมควรแก่ตนแล้ว พระผู้มี พระภาคเจ้าจึงตรัสถามภิกษุเหล่านั้นว่า อยู่จำพรรษาร่วมกัน ด้วยความผาสุกหรือไม่ ภิกษุเหล่านั้น แม้จำพรรษาร่วมกันอย่างไม่มีความสุข ก็ยังกราบทูลว่า พวกตนอยู่จำพรรษาร่วมกันด้วยความผาสุก พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสถามถึงวิธีการที่ใช้ในการอยู่ร่วมกันนั้น ภิกษุเหล่านั้นจึงกราบทูลเรื่องทั้งหมดให้ทรงทราบ ทรงติเตียน และห้ามประพฤติตามอย่างเดียรถีย์ ครั้นทรงทราบแล้ว จึงรับสั่งกับภิกษุทั้งหลายว่า “ภิกษุทั้งหลาย ทราบว่าโมฆบุรุษพวกนี้ แม้อยู่จำพรรษาอย่างไม่มีความผาสุกเลย ก็ยังยืนยันว่าอยู่กันด้วยความผาสุก ทราบว่าโมฆบุรุษพวกนี้ อยู่จำพรรษากันอย่างกับพวกสัตว์เลี้ยงอยู่ร่วมกัน (อยู่โดยไม่มีการถามสุขทุกข์ของกันและกัน) อย่างแพะอยู่ร่วมกัน อย่างคนประมาทอยู่ร่วมกันแท้ ๆ ยังยืนยันอีกว่า อยู่จำพรรษาด้วยความผาสุก ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เหตุไฉนโมฆบุรุษพวกนี้จึงได้ถือมูควัตร (ข้อปฏิบัติอย่างคนใบ้) ซึ่งพวกเดียรถีย์ถือกัน การกระทำของ โมฆบุรุษเหล่านั้น ไม่เป็นที่น่าเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่ เลื่อมใสฯ” ครั้นแล้วทรงแสดงธรรมิกถา รับสั่งกับภิกษุทั้งหลายว่า “ภิกษุไม่พึงสมาทานมูควัตรที่พวกเดียรถีย์สมาทานกัน รูปใดสมาทานต้องอาบัติทุกกฎ” ทรงอนุญาตการปวารณา ครั้นแล้วพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงอนุญาตให้ภิกษุผู้จำพรรษาแล้ว ปวารณาต่อกันด้วยเหตุ ๓ สถาน คือ ด้วยได้เห็น ด้วยได้ฟัง หรือด้วยนึกสงสัย (ว่าได้ทำความผิดทางกาย ทางวาจา) อันเป็นวิธีที่เหมาะสมเพื่อการว่ากล่าวตักเตือนซึ่งกันและกัน ทั้งเป็นวิธีออกจากอาบัติ และเป็นวิธีเคารพในพระวินัยของภิกษุทั้งหลายสืบไป ปวารณาคืออะไร “ปวารณา” โดยรูปศัพท์ แปลว่า ยอมให้ขอ เปิดโอกาสให้ขอ หรือ ยอมให้ว่ากล่าวตักเตือน ส่วนคำว่า “ปวารณา” ที่มุ่งหมายในที่นี้ หมายถึง การที่ภิกษุเปิดโอกาสให้ภิกษุอื่นว่ากล่าวตักเตือนตนเองได้ ซึ่งจัดเป็นสังฆกรรมอย่างหนึ่ง ที่พระภิกษุสงฆ์จะต้องทำร่วมกันในวันสุดท้ายของการอยู่ จำพรรษา คือ ในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑ หรือในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒ (สำหรับผู้เข้าจำพรรษาในพรรษาหลัง) วิธีปวารณา พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอนุญาตให้ภิกษุตั้งแต่ ๕ รูปขึ้นไป ทำปวารณาร่วมกัน โดยเมื่อถึงวันมหาปวารณา ให้ภิกษุเหล่านั้นมาประชุมกัน แสดงอาบัติต่อกันแล้ว ให้ภิกษุรูปหนึ่งสวดประกาศตั้งญัตติ (การประกาศให้สงฆ์ทราบเพื่อทำกิจร่วมกัน) ให้สงฆ์ทำปวารณา โดยเริ่มต้นจากภิกษุผู้มีพรรษามาก ไปจนถึงภิกษุผู้มีพรรษาน้อยที่สุดตามลำดับ ภิกษุผู้เถระมีพรรษามากกว่าทั้งหมดนั่งกระหย่ง ประนมมือ กล่าวปวารณาก่อน ๓ ครั้ง (โดยให้ภิกษุที่มีพรรษาอ่อนกว่าปวารณาทีหลัง) ว่า “ท่านทั้งหลาย (“ท่านผู้เจริญ” ใช้สำหรับภิกษุผู้มีพรรษาอ่อนกว่ากล่าวกับภิกษุผู้มีพรรษามากกว่า) กระผมขอปวารณาต่อสงฆ์ ด้วยได้เห็นก็ดี ด้วยได้ยินก็ดี ด้วยนึกสงสัย (ว่ากระผมทำผิด) ก็ดี ขอท่านทั้งหลายได้ช่วยอนุเคราะห์ว่ากล่าวตักเตือนกระผม เมื่อกระผมทราบจักได้แก้ไขต่อไป” ในระหว่างการปวารณา ทุกรูปต้องนั่งกระหย่ง รูปไหนปวารณาเสร็จแล้วจึงจะนั่งบนอาสนะได้ วันทำปวารณา ต่อมา ภิกษุทั้งหลายสงสัยว่า วันปวารณามีกี่วัน จึงนำเรื่องไปกราบทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์ทรงรับสั่งว่า ภิกษุทั้งหลาย วันปวารณานี้มี ๒ วัน คือ วันขึ้น ๑๔ ค่ำ และวันขึ้น ๑๕ ค่ำ อาการในการทำปวารณา ต่อมา ภิกษุทั้งหลายเกิดสงสัยอีกว่า อาการทำปวารณามีเท่าไร จึงนำเรื่องไปกราบทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์ทรงรับสั่งว่า การทำปวารณามี ๔ อย่าง คือ แยกพวกกันทำปวารณาโดย ไม่ชอบธรรม พร้อมเพรียงกันทำปวารณาโดยไม่ชอบธรรม แยกพวกกันทำปวารณาโดยชอบธรรม และพร้อมเพรียงกันทำปวารณา โดยชอบธรรม ซึ่งพระองค์ทรงอนุญาตให้ทำปวารณาเฉพาะที่ พร้อมเพรียงกันทำโดยชอบธรรมเท่านั้น พุทธานุญาตอื่นๆ ภายหลังมีภิกษุบางรูปไม่สบาย ไม่สามารถมาร่วมทำปวารณาได้ จึงทรงอนุญาตให้ภิกษุผู้ไม่สบายนั้น ใช้ให้ภิกษุอื่นทำปวารณา แทนตนได้ ต่อมาภิกษุเกิดสงสัยอีกว่า หากมีภิกษุไม่ถึง ๕ รูป ควรทำปวารณากันอย่างไร พระพุทธองค์จึงมีพระบรมพุทธานุญาตให้อาวาสที่มีภิกษุอยู่เพียง ๔ รูป ๓ รูป หรือ ๒ รูป ทำปวารณากันเองเป็นคณะ และหากมีเพียงรูปเดียว ให้อธิษฐานเป็นส่วนบุคคล คือ ตั้งใจว่า วันนี้เป็นวันมหาปวารณาของเรา และหากมีเหตุจำเป็นบางประการ ที่จะทำปวารณา ๓ ครั้งไม่ได้ เช่น เมื่อมีเหตุอันตรายหรือความไม่สะดวกอย่างใดอย่างหนึ่งใน ๑๐ อย่างเกิดขึ้น คือ พระราชาเสด็จมา โจรมาปล้น ไฟไหม้ น้ำหลากมา คนมามาก ผีเข้าสิงภิกษุ สัตว์ร้ายเข้ามา งูร้ายเลื้อยเข้ามา ภิกษุจะถึงแก่ชีวิต มีอันตรายต่อพรหมจรรย์ เมื่อประสบเหตุประการใดประการหนึ่งดังกล่าว ทรงผ่อนผันให้ปวารณาเพียง ๒ ครั้ง ครั้งเดียว หรือให้ภิกษุที่มีพรรษาเท่ากันปวารณาพร้อมกันได้ นอกจากนี้ หากภิกษุสงฆ์อยู่จำพรรษาร่วมกันด้วยความผาสุก แต่เกรงว่าเมื่อเสร็จจากปวารณาแล้ว อาจมีภิกษุบางรูปต้องเดินทางจากไป จนเป็นเหตุให้ไม่ได้รับความผาสุกในธรรมเหมือนเช่นเคย เพื่ออนุเคราะห์แก่ภิกษุเหล่านั้น จึงทรงอนุญาตให้เลื่อนวันปวารณาออกไปได้อีก ๑ เดือน พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงให้ความสำคัญ กับการปวารณา แม้พระผู้มีพระภาคเจ้าเอง ยังทรงให้ความสำคัญกับการ ปวารณาเป็นอย่างมาก ดังเช่นในสมัยที่พระองค์ประทับอยู่ท่ามกลางพระอรหันตสาวกหมู่ใหญ่ ๕๐๐ รูป ณ พระวิหารบุพพาราม วันนั้น เป็นวันอุโบสถขึ้น ๑๕ ค่ำ ทรงรับสั่งกับภิกษุทั้งหลายว่า “บัดนี้เราขอปวารณาต่อเธอทั้งหลาย พวกเธอจะไม่ติเตียน กรรมอะไร ๆ ที่เป็นไปทางกายหรือทางวาจาของเราบ้างหรือ” เมื่อตรัสอย่างนี้แล้ว ท่านพระสารีบุตรประนมอัญชลีไปทางพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วได้กราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ ทั้งหลายติเตียนกรรมใด ๆ อันเป็นไปทางพระกายหรือทางพระวาจาของพระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ได้เลย ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เพราะว่าพระองค์ทรงยังทางที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น ทรงยังทางที่ยังไม่เกิดขึ้นพร้อม ให้เกิดขึ้นพร้อม ทรงบอกทางที่ยังไม่มีผู้บอก เป็นผู้ทรงรู้ทาง ทรงรู้แจ้งทาง ทรงฉลาดในทาง ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ สาวกทั้งหลายในบัดนี้เป็นผู้เดินตามทาง” ครั้นแล้ว ท่านพระสารีบุตร พร้อมทั้งภิกษุทั้ง ๕๐๐ รูป จึงได้ปวารณาต่อพระผู้มีพระภาคเช่นเดียวกัน ซึ่งพระองค์ก็ไม่ทรงเห็นการกระทำใด ๆ ทั้งทางกายวาจาของพระอรหันต์เหล่านั้น ที่จะทรงติเตียนได้เช่นกัน สาวกสันนิบาต สำหรับพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์อื่น ๆ ก็ยังทรงอาศัยโอกาสแห่งวันปวารณานี้ เพื่อประชุมพระสาวก (สาวกสันนิบาต) อีกด้วย ดังเช่น พระทีปังกรสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงปวารณาพรรษาพร้อมด้วยภิกษุ 90,000 โกฏิ ณ ภูเขาสุทัสสนะ ในการประชุมพระสาวก ครั้งที่ ๓ พระสุมนพุทธเจ้า ก็ทรงปวารณาพรรษา พร้อมด้วยภิกษุอรหันต์ขีณาสพ 100,000 โกฏิ ในการประชุมพระสาวก ครั้งที่ ๑ พระโสภิตะพุทธเจ้า ก็ทรงปวารณาพรรษา พร้อมด้วยพระอรหันต์ 80 โกฏิ ในการประชุมพระสาวก ครั้งที่ ๓ พระปทุมพุทธเจ้า ทรงปวารณาเป็นวิสุทธิปวารณากับภิกษุผู้บวชใหม่ และภิกษุอื่น ๆ จำนวน 300,000 โกฏิ ในการประชุมพระสาวก ครั้งที่ ๒ และทรงปวารณาออกพรรษา พร้อมกับภิกษุผู้บวชด้วยเอหิภิกขุ จำนวน 200,000 โกฏิ ในการประชุมพระสาวก ครั้งที่ ๓ พระธัมมทัสสีพุทธเจ้า ทรงทำวิสุทธิปวารณาท่ามกลางภิกษุ 100,000 โกฏิ ซึ่งบวชภายในพรรษานั้น ณ กรุงสรณะ ในการประชุม พระสาวก ครั้งที่ ๑ ธรรมที่ทำให้เป็นคนว่าง่าย ในทางปฏิบัติ แม้ภิกษุบางรูปจะได้ปวารณาให้สหธรรมิกว่ากล่าวตักเตือนตนเองได้แล้วก็ตาม แต่หากภิกษุนั้นเป็นผู้ว่ายาก ไม่อดทนต่อ คำพร่ำสอน ก็คงไม่มีใครกล้าแนะนำหรือตักเตือนอยู่นั่นเอง ทำให้ภิกษุนั้นเสียโอกาสที่จะได้แก้ไขพัฒนาตนเอง ให้ก้าวหน้าในพระธรรมวินัยไปอย่างน่าเสียดายเป็นอย่างยิ่ง ในทางกลับกัน หากภิกษุใดเป็นผู้ว่าง่าย อดทนต่อคำสั่งสอน แม้จะไม่ได้ปวารณาไว้ แต่เพราะความว่าง่าย ย่อมทำให้ เพื่อนภิกษุทั้งหลายอยากแนะนำพร่ำสอนในสิ่งที่เป็นประโยชน์ ดังนั้น ภิกษุผู้หวังความเจริญในพระพุทธศาสนานี้ จึงควรประกอบด้วยธรรมที่ทำให้เป็นคนว่าง่ายเหล่านี้ คือ ไม่มีความปรารถนาลามก ไม่ลุแก่อำนาจแห่งความปรารถนาลามก ไม่ยกตน ไม่ข่มผู้อื่น ไม่เป็นคนมักโกรธ ไม่ถูกครอบงำด้วยความโกรธ ไม่ผูกโกรธ เพราะความโกรธเป็นเหตุ ไม่มักระแวงจัด เพราะความโกรธเป็นเหตุ ไม่เปล่งวาจาใกล้ต่อความโกรธ เมื่อถูกภิกษุผู้เป็นโจทก์ฟ้อง ก็ไม่โต้เถียงโจทก์ เมื่อถูกภิกษุผู้เป็นโจทก์ฟ้อง ก็ไม่รุกรานโจทก์ เมื่อถูกภิกษุผู้เป็นโจทก์ฟ้อง ก็ไม่ปรักปรำโจทก์ เมื่อถูกภิกษุผู้เป็นโจทก์ฟ้อง ก็ไม่เอาเรื่องอื่นมากลบเกลื่อน ไม่พูดนอกเรื่อง ไม่แสดงความโกรธ ความมุ่งร้าย และความไม่เชื่อฟัง ให้ปรากฏ เมื่อถูกภิกษุผู้เป็นโจทก์ฟ้อง ก็พอใจตอบในความประพฤติของตน ไม่เป็นคนลบหลู่ ไม่ตีเสมอ ไม่เป็นคนริษยา ไม่เป็นคนตระหนี่ ไม่เป็นคนโอ้อวด ไม่เจ้ามายา ไม่เป็นคนกระด้าง ไม่ดูหมิ่นผู้อื่น ไม่เป็นคนถือแต่ความเห็นของตน ไม่ถือรั้น เมื่อรู้ว่าตนกระทำผิดก็ยอมรับได้ง่าย พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลายทรงให้ความสำคัญกับ “การปวารณา” เป็นอย่างมาก เนื่องจากทรงเห็นว่า “การปวารณา” จะเป็น ประโยชน์ และเป็นโอกาสแก่ภิกษุที่อยู่จำพรรษาร่วมกัน จะได้ชี้ขุมทรัพย์ คือ การว่ากล่าวแนะนำในสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนา คุณธรรมความดีงามให้แก่กัน ทั้งนี้เพื่อความสะอาดหมดจดแห่งพรหมจรรย์ และเพื่อความสำรวมระวังทั้งกายวาจาใจ สืบไป ขุมทรัพย์จากการปวารณา จึงเป็นเหตุเกื้อกูลให้พระภิกษุสามารถฝึกฝนอบรมตนเองให้เจริญรุ่งเรืองก้าวหน้าในพระธรรมวินัยของ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้อย่างรวดเร็ว สมกับที่ได้ชื่อว่าเป็นอายุของพระพุทธศาสนา และเป็นนาบุญอันประเสริฐของโลก ไม่มี นาบุญอื่นยิ่งกว่า ๏ ที่มา: มหามกุฏราชวิทยาลัย. (๒๕๒๕). พระวินัยปิฎกและอรรถกถาแปล เล่มที่ ๖. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์มหามกุฏราชวิทยาลัย. มหามกุฏราชวิทยาลัย. (๒๕๒๕). พระสูตรและอรรถกถาแปล เล่มที่ ๑๘, ๒๕, ๗๓, กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์มหามกุฏราชวิทยาลัย. ราชบัณฑิตยสถาน. (๒๕๔๒). พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๖. พิมพ์ครั้งที่ ๑. กรุงเทพฯ: บริษัทนานมีบุ๊คส์พับลิเคชั่น จำกัด. พระจันทร์เต็มดวง 00 00 0000 2.พระธรรมเต็มใจ วันนี้เป็นวันมหาปวารณา เป็นวันที่พระภิกษุทั้งหลายใน พระพุทธศาสนาได้มาปวารณาร่วมกันก่อนที่จะแยกย้ายกันไปปฏิบัติศาสนกิจ เพื่อทำพระนิพพานให้แจ้ง เพื่อให้ตักเตือนกันในข้อวัตรปฏิบัติที่ยังบกพร่องทั้งทางกาย ทางวาจา จะโดยเจตนาหรือไม่เจตนา ก็ตาม ถ้าหากว่า มีผู้ใดได้เห็น ได้ยิน หรือสงสัยในข้อวัตรปฏิบัติ ของพระภิกษุรูปนั้น ก็ให้อาศัยความเป็นครู แนะนำตักเตือนด้วย ความรักและปรารถนาดี เพื่อเกื้อกูลให้กับพระภิกษุรูปนั้นได้มีโอกาสกลับเนื้อกลับตัวกลับใจเสียใหม่ จะได้ปฏิบัติให้ถูกต้องร่องรอย ตามคำสอนของพระบรมศาสดา พุทธประเพณีการปวารณานี้นับเป็นประเพณีที่ดีงามที่ได้ ยึดถือปฏิบัติติดต่อกันมาสองพันกว่าปีแล้ว เป็นการเปิดโอกาสให้ได้ พิสูจน์ใจที่จะรองรับคำแนะนำที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความปรารถนาดี การแนะนำกันนั้นไม่ใช่ของง่ายเลย เพราะผู้แนะนำมักจะขาดทุน แม้มีความปรารถนาดีเพียงใดก็ตาม อาจจะได้รับความไม่พอใจได้ แต่เมื่อปวารณากันไว้แล้ว ก็จะทำให้ผู้ที่ตั้งใจแนะนำเป็นกัลยาณมิตรให้จะได้ทุ่มเทความปรารถนาดีไปยังภิกษุรูปนั้นอย่างเต็มที่ ขุมทรัพย์จากการปวารณา บัดนี้เราได้ปวารณาซึ่งกันและกันแล้วว่า หากใครได้เห็น ได้ยิน หรือสงสัยก็ดี ในข้อวัตรปฏิบัติใดก็ตามที่ขัดขวางต่อหนทางไปสู่นิพพาน ไม่ถูกต้องร่องรอยในพระพุทธศาสนาก็ให้แนะนำ ตักเตือนได้ เราจะไม่โกรธ จะทำใจของเราให้มีปีติยินดี มีความเบิกบาน และสำนึกในพระคุณของผู้แนะนำนั้นว่า เป็นประดุจผู้ชี้ขุมทรัพย์ อันประเสริฐให้แก่ตัวเรา “ขุมทรัพย์” ในที่นี้ไม่ใช่ โลกียทรัพย์ แต่หมายถึง เครื่องปลื้มใจ ของพระอริยเจ้า คือพระนิพพานนั่นเอง ใครชี้หนทางสว่างให้ไปสู่นิพพานได้ เราก็จะไปทางนั้น หรือใครเห็นว่า สิ่งใดจะเป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงธรรมก็จะแนะนำตักเตือนกันและกัน เพราะฉะนั้น นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เมื่อเราได้เปิดใจให้ซึ่งกันและกันแล้ว ก็ขอให้ลูกทุกรูปยินดีในคำแนะนำตักเตือนประดุจได้รับอาหารอันโอชะ หรือขุมทรัพย์อันวิเศษแก่ตัวของเรา อย่าได้ขุ่นข้องหมองใจกับบุคคลที่มาแนะนำ การแนะนำตักเตือนกันนั้น ต้องดูเวลาและอารมณ์ว่า เขาพร้อมที่จะรับฟังไหม ถ้าเขายังไม่พร้อม ก็ต้องรอจนกว่าเขาจะพร้อม รวมทั้งดูความพร้อมของตัวเราด้วย เหมือนการปลูกผลไม้ ก็ต้องคอยจังหวะ คอยเวลา คอยช่วงฤดูกาลที่เหมาะสมต่อการเพาะปลูก ต้นไม้จึงจะเจริญงอกงาม การปลูกต้นแห่งความปรารถนาดีก็เช่นเดียวกัน จะต้องคอยดูจังหวะ ดูอารมณ์ของใจ สำหรับกรณีที่ผู้แนะนำตักเตือนอาจจะมองพลาดไปบ้าง เราก็ต้องให้อภัยเขาทุกอย่าง ไม่โกรธ ไม่ผูกโกรธ อย่าไปคิดว่า เขาเพ่งโทษเรา แต่ถ้าเราผิดจริง เขาแนะนำถูกต้อง ก็ให้แก้ไข ผู้ที่แนะนำก็เช่นเดียวกัน ต้องพิจารณาดูว่า สิ่งที่จะแนะนำเขาเป็นการเพ่งโทษหรือปรารถนาให้เขาได้รับประโยชน์ ถ้าปรารถนาให้เขาได้รับประโยชน์ เราจึงควรแนะนำ ถ้าทำได้อย่างนี้ ความผาสุกก็จะเกิดขึ้นกับหมู่คณะ ตัวเราก็จะสร้างบารมีอย่างมีความสุข จิตใจจะผ่องใส ใกล้ต่อหนทางของพระนิพพาน การเข้าถึงพระธรรมกายนั้นจะไม่ใช่สิ่งที่ยากสำหรับพวกเราเลย ถ้าหากยินดีในคำแนะนำนั้น คืนวันพระจันทร์เต็มดวง วันพรุ่งนี้ก็จะเป็นวันออกพรรษาแล้ว วันนี้จึงถือว่าเป็นวันสุดท้ายของการอยู่จำพรรษา เป็นวันที่พระจันทร์เต็มดวงขึ้น ๑๕ ค่ำ แต่ละท่านที่ได้ตั้งใจปวารณากันเอาไว้ตั้งแต่ต้นพรรษาจนมาถึงวันนี้ว่า ระหว่างที่เราอยู่จำพรรษาร่วมกัน เราจะประพฤติปฏิบัติธรรมไม่ให้ขาดเลยแม้แต่วันเดียว จะศึกษาทั้งปริยัติปฏิบัติให้ครบถ้วนบริบูรณ์ โดยหวังมรรคผลนิพพานเป็นแก่นสาร ใครทำได้ครบถ้วนบริบูรณ์ วันนี้จะได้ตั้งจิตระลึกนึกถึงผลบุญตลอดพรรษาที่ผ่านมา และอธิษฐานจิตให้เราได้เข้าถึงพระธรรมกายอย่างง่ายดาย แต่ถ้าภายในพรรษา หากใครยังปฏิบัติไม่จริงจัง เรายังมีโอกาสปฏิบัติเอาจริงเอาจังวันนี้ได้อีก ๑ วัน ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ยังเหลือเวลาอีก ๙ ชั่วโมงก่อนที่จะออกพรรษา ให้ลูกทุกรูปชำระกายวาจาใจของเราให้ใสสะอาดบริสุทธิ์ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ อย่างไม่เคยเป็นมาก่อนเลยในชีวิต ตั้งใจประพฤติปฏิบัติธรรมให้เต็มที่ เพราะเราทราบดีอยู่แล้วว่า การเข้าถึงพระธรรมกายนั้นเป็นเป้าหมายอันสูงสุดของชีวิต เมื่อพระจันทร์สว่างบนท้องฟ้า เราก็จะต้องทำพระจันทร์ให้สว่างในดวงใจของเรา ให้เกิดขึ้นที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ให้ได้ ถ้าใครเข้าถึงธรรมวันนี้ได้ ก็จะเป็นประวัติชีวิตอันงดงามที่เกิดขึ้นกับตัวของเรา คราใดเรามองเห็นพระจันทร์เต็มดวงบนท้องฟ้า เราก็จะปีติใจทุกครั้ง เพราะเราได้เข้าถึงธรรมในวันที่พระจันทร์เต็มดวง มีความสว่างไสว มีรัศมีสีสัน ความปีติความเบิกบานก็จะทับทวีมากขึ้นอย่างไม่มีที่สิ้นสุด เพราะฉะนั้นวันนี้ขอให้ลูกทุกรูปตั้งใจให้ดีเป็นพิเศษ คำว่า “ตั้งใจ” หลวงพ่อไม่ได้หมายความว่า ทำด้วยความเครียดนะ แต่เราทำด้วยจิตใจเบิกบาน ถ้าใช้คำว่า “ตั้งใจ” ทำให้เครียดเกินไป เราอาจจะกลับคำเสียใหม่ว่า “ใจตั้ง” หมายถึง นำใจมาตั้งไว้ที่ศูนย์กลางกาย เมื่อใจตั้งอยู่ที่ศูนย์กลางกายแล้ว ก็ไม่ต้องตั้งใจ เมื่อใจตั้งได้แล้วความสว่างไสวก็จะเกิดขึ้นที่ศูนย์กลางกายอย่างแน่นอน ผู้ประสบความสำเร็จในชีวิต การจะวัดว่าใครประสบความสำเร็จในชีวิตนั้น ต้องดูว่าใครเข้าถึงธรรมกายแล้ว นั่นแหละคือสุดยอดของความสำเร็จในชีวิต โลกียทรัพย์ คือ ทรัพย์สินเงินทอง ลาภยศสรรเสริญนั้นเป็นเพียงเปลือกของชีวิต ยังไม่เป็นแก่นของชีวิต แก่นของชีวิตคือ พระธรรมกายที่อยู่ในตัวของเรา ถึงจุดนี้ได้ จึงจะเรียกว่า เป็นผู้ประสบความสำเร็จในชีวิต ยิ่งถ้าเข้าถึงกายธรรมอรหัต หมดกิเลสอาสวะ เข้าถึงอายตนนิพพานได้ นั่นคือจุดหมายอันสูงสุดของมนุษย์ทุกคน ให้เราดูพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นแบบอย่าง พระองค์ทรงสมบูรณ์ด้วยโลกียทรัพย์ ถึงพร้อมด้วยสมบัติทั้ง ๓ คือ รูปสมบัติ ทรัพย์สมบัติ และคุณสมบัติ แต่ในที่สุดทรงสละราชสมบัติออกผนวช บำเพ็ญเพียร จนกระทั่งบรรลุเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วได้ทรงประกาศว่า เมื่อเข้าถึงที่สุด กิจอย่างอื่นที่จะต้องทำยิ่งกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว หรือ กิจที่เสมอเหมือนก็ไม่มี พวกเราทั้งหลายได้มาบวชอยู่ประพฤติปฏิบัติธรรมร่วมกัน เพราะต่างก็มีเป้าหมายอันเดียวกัน คือ จะก้าวไปให้ถึง ที่สุดแห่งกองทุกข์ อันเป็นความสำเร็จสูงสุดของชีวิตตามเยี่ยงอย่างบัณฑิตในกาลก่อน สูตรสำเร็จเข้าถึงธรรม พวกเราทุกรูปที่ได้มาอยู่ร่วมปฏิบัติธรรมนี้ เป็นผู้มีบุญที่ได้ สั่งสมมาแต่ปางก่อนมากพอที่จะเข้าถึงธรรมกายได้ แต่เรายังขาดการปฏิบัติธรรมอย่างต่อเนื่อง จริงจัง แล้วก็วางใจยังไม่ถูกหลัก ไม่ถูกวิธี จึงยังไม่เข้าถึงเดี๋ยวนี้ แต่ด้วยกำลังบุญของทุกรูปนั้นสามารถเข้าถึง เดี๋ยวนี้ได้ ถ้าหากเราวางใจเป็น และสามารถขจัดอุปสรรค คือ การทำไม่จริงจัง ไม่ต่อเนื่อง ถ้าทำได้อย่างนี้แล้วต้องเข้าถึงกันทุกรูป อย่างแน่นอน การทำอย่างจริงจังและต่อเนื่องนั้น คือ นั่ง นอน ยืน เดิน หลับตา ลืมตา หายใจเข้า หายใจออก เราทำอยู่ตลอดเวลา ตั้งแต่ตื่นนอน กระทั่งเข้านอน อย่างนี้เรียกว่า ทำจริงจังและต่อเนื่อง แต่บางครั้งในความเคยชินของพวกเรา ซึ่งเป็นอุปนิสัยติดตัวเรามาตั้งแต่สมัยเป็นฆราวาส คือ เรามักจะส่งใจไปที่อื่น ปล่อยจิต ปล่อยใจให้เลื่อนลอยไปตามกระแสของอารมณ์ นาน ๆ จึงนำใจกลับมาที่ศูนย์กลางกายสักที เดี๋ยวก็หลุดไปอีกแล้ว ปล่อยใจเพลิดเพลินกันไปอย่างนี้ เรียกว่า ทำไม่จริงจัง ไม่ต่อเนื่อง เวลา ๓ เดือน ภายในพรรษา ถ้าเรานับรวมเวลาที่ใช้ปฏิบัติธรรมจริง ๆ ยังไม่ถึงเดือนเลย เราต้องแก้ไขปรับปรุงตรงนี้ ทำกันอย่างจริงจัง โดยตรึกถึงดวงใส ใจหยุดไปที่กลางดวงใสที่ศูนย์กลางกาย หลับตานึก นั่งนึก นอนนึก ยืนนึก เดินนึก ลืมตานึก นึกไปเรื่อย ๆ ในทุกอิริยาบถ นึกให้ต่อเนื่องกันไป แล้วก็ทำให้ถูกวิธี ที่หลวงพ่อได้วางแนวเอาไว้ว่า สูตรสำเร็จในการเข้าถึงพระธรรมกายนั้นต้องวางใจให้สบาย ๆ ไม่มีใครแม้สักคนเดียวในโลกที่เข้าถึงพระธรรมกายได้ในตอนเครียด ทุกคนที่เข้าถึงธรรมกาย ต่างยืนยันเหมือนกันหมดว่า วางใจให้สบาย อารมณ์สบาย จึงจะเข้าถึงธรรมกายได้ ถ้าหากเราวางใจสบาย ตรึกนึกถึงดวงใส ใจหยุดอยู่ที่กลางดวงใสอย่างเบา ๆ อย่างละเอียดอ่อน นึกง่าย ๆ ทำใจเย็น ๆ ทำตามที่หลวงพ่อ พูดซ้ำแล้วซ้ำอีก ทุกอาทิตย์ที่พวกเราปฏิบัติธรรมร่วมกับหลวงพ่อ ในสภาธรรมกายสากล ได้ยินได้ฟังบ่อย ๆ หากนึกน้อมปฏิบัติอย่างจริงจังให้ถูกต้องตามวิธีที่หลวงพ่อบอกเป็นสูตรสำเร็จเอาไว้ ด้วยกำลังบารมีของพวกเราขณะนี้ต้องเข้าถึงกันอย่างแน่นอน เพราะฉะนั้น วันนี้เป็นวันมหาปวารณา วันสุดท้ายของการ จำพรรษานั้น ให้นำใจมาตั้งไว้ที่ศูนย์กลางกาย เอาจิตเอาใจปฏิบัติให้ได้ตามสูตรสำเร็จ เราจะต้องเข้าถึงอย่างแน่นอน ข้อปฏิบัติสำหรับผู้ที่จะลาสิกขา สำหรับพระภิกษุบางรูปหลังออกพรรษาและรับกฐินแล้ว จำเป็นจะต้องลาสิกขา เพราะว่าลางานมาจำเป็นจะต้องกลับออกไปประกอบอาชีพในทางโลก ก็ให้ตรึกระลึกนึกถึงผลบุญที่เราได้บำเพ็ญมาทั้งหมด โดยอธิษฐานจิตว่า ตลอดระยะเวลาที่บวชเรียนมาหนึ่งพรรษา ตอนนี้มีความจำเป็นที่จะต้องลาสิกขาเพื่อออกไปปฏิบัติภารกิจทางโลก ด้วยบุญกุศลที่ทำ มาตลอดพรรษานี้ก็ขอให้คุ้มครองเรา ให้ดึงดูดแต่สิ่งที่ดีงาม ให้ทำ แต่ความดี อย่าได้ทำความชั่ว ให้สามารถสร้างบารมีไปได้ตลอด รอดฝั่ง ให้เข้าถึงธรรม ให้ประสบความสำเร็จในชีวิตในธุรกิจการงาน ให้ครอบครัวมีความสุข จะไปอยู่หน่วยงานไหนก็ทำหน่วยงานนั้น ให้เจริญรุ่งเรืองทั้งทางโลกและทางธรรม ให้ปฏิบัติธรรมควบคู่กันไปด้วย กับภารกิจที่ต้องรับผิดชอบ ส่วนฤกษ์ลาสิกขานั้นให้เอาฤกษ์ของพระพุทธเจ้า คือ ฤกษ์ที่กายวาจาใจสะอาดบริสุทธิ์ผ่องใส ตรึกระลึกนึกถึงบุญกุศล เราจะได้ ลาสิกขาออกไปด้วยจิตใจที่เบิกบาน มีความผ่องใสกันทุกรูป ความรู้ภายใน ส่วนท่านที่มีกุศลศรัทธาจะบวชต่อเพื่อศึกษาพระธรรมวินัย เพื่อทำมรรคผลนิพพานให้แจ้ง เพื่อที่จะร่วมงานสร้างบารมีไปกับหลวงพ่อ และหมู่คณะ หลวงพ่อก็ขออนุโมทนาสาธุการด้วย ให้ตั้งอกตั้งใจประพฤติปฏิบัติธรรมกันให้ดี หลวงพ่อขอยืนยันว่า หนทางที่พวกเราจะเดินทางกันต่อไปนั้น เป็นหนทางสายกลาง หนทางที่ปลอดภัย เป็นหนทางที่ยิ่งใหญ่ มีแต่บุญบารมีเพิ่มพูนขึ้นไปทุกวัน ไม่หลงทาง ไม่ผิดทาง เป็นหนทางที่ ถูกต้องที่สุดแล้ว หนทางนี้เราจะต้องเดินทางไปอีกยาวนานนัก ยังมี สิ่งที่เราไม่รู้อีกมากมาย สิ่งที่เรารู้นั้นเพียงเล็กน้อย เพราะฉะนั้น เวลาที่เหลืออยู่สำหรับผู้จะศึกษาความรู้ชนิดนี้มีไม่มาก ลองคิดดู วันหนึ่งคืนหนึ่งมี ๒๔ ชั่วโมง เราแบ่งเวลานอนหลับ พักผ่อนไปหนึ่งในสามของวัน หรือหนึ่งในสามของชีวิตไปแล้ว ดูแลสังขารอีกหนึ่งในสาม ที่เหลือก็ปฏิบัติกิจในทางพุทธศาสนา เรามีเวลานิดเดียว ถึงแม้จะมากกว่าฆราวาสก็ตาม แต่ถ้าเทียบดูแล้ว ก็เพียงเล็กน้อยเท่านั้นเอง ในขณะที่สิ่งที่เราต้องเรียนรู้ซึ่งอยู่ภายในตัวของเรายังมีอีกมากมาย และความรู้ชนิดนี้ ไม่รู้ไม่ได้ ไม่รู้ ไม่ปลอดภัย เป็นกิจที่ควรรู้ควรทำ ที่เรียกว่า กรณียกิจ และเป็นสิ่งที่ควรทำให้แจ้งยิ่ง ๆ ขึ้นไป ความรู้ภายในเป็นความรู้ที่เกี่ยวกับตัวเราโดยเฉพาะ แล้วมีผลกระทบถึงส่วนรวม เมื่อศึกษาแล้วเราจะเห็นว่า ไม่มีสิ่งใดเลยที่ ไม่เกี่ยวพันกัน ทั้งความคิด คำพูด การกระทำของเรา มีความเกี่ยวพันกับบุคคลและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนกระทั่งจักรวาล และภพภูมิต่าง ๆ กระทบถึงกันไปหมด เหมือนเราลอยอยู่ในอากาศ อยู่ท่ามกลางมหาสมุทร แล้วโยนก้อนหินก้อนเล็ก ๆ ลงไปก้อนหนึ่ง คลื่นที่เกิดจากก้อนหินที่เราโยน ลงไป จะเป็นคลื่นที่ไล่คลื่นลูกหน้าไปจนกระทั่งกระทบไปถึงฝั่ง เพราะฉะนั้นการกระทำ ความคิด คำพูดของเรา มีผลกระทบต่อบุคคลอื่นและสิ่งแวดล้อมทั้งหมด ความรู้ภายในนี้เป็นความรู้ที่สำคัญที่เกี่ยวโยงกับตัวของเรา ไม่รู้ไม่ได้ ไม่รู้ไม่ปลอดภัย รู้แล้วจึงจะปลอดภัย ความรู้ชนิดนี้ เขาเรียกว่า “ความรู้แจ้ง” ภาษาธรรมะเรียกว่า “วิชชา” ความรู้แจ้งจะเกิดจากความเห็นแจ้ง เห็นแจ้งด้วยธรรมกาย จึงจะหยั่งรู้ได้ด้วยญาณของธรรมกาย ความรู้จากธรรมกายเป็นความรู้ที่รู้รอบด้าน รู้พร้อม รู้ยิ่ง ความรู้ที่เป็นไปเพื่อความดับทุกข์ เป็นความรู้ที่วิเศษที่สุด บริสุทธิ์ที่สุด เราจะเรียนรู้ได้เมื่อเรา เข้าถึงธรรมกายเท่านั้น พระธรรมกายที่อยู่ภายในตัวของเรานั้นเป็นอุปกรณ์อันสำคัญยิ่งที่เราจะใช้ศึกษาความรู้ต่อไปในอนาคต ศึกษาสิ่งที่เรายังไม่รู้อีกมากมายก่ายกองทีเดียว ดังนั้นหลวงพ่อจึงขอยืนยันว่า ที่ท่านทั้งหลายได้ตัดสินใจมาอยู่ร่วมกันในพระพุทธศาสนา หรืออยู่จำพรรษาปฏิบัติธรรมเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องที่สุดแล้ว ๏ ประดุจ วันพุธที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2530 3.ผู้ชี้ขุมทรัพย์ให้ ตามประเพณีของพระอริยเจ้า เมื่อถึงวันสุดท้ายของการอยู่ จำพรรษาร่วมกัน ก่อนออกพรรษาก็จะมาประชุมร่วมกันทำปวารณา คือปวารณาซึ่งกันและกันว่า หากเราได้เห็นด้วยตา ได้ยินด้วยหู หรือสงสัยว่า เพื่อนสหธรรมิกประพฤติไม่ถูกต้องตามพระธรรมวินัย หรือ ติดข้องอยู่ในธรรมที่ทำให้เนิ่นช้าขัดขวางต่อหนทางแห่งการปฏิบัติธรรม ขัดขวางต่อการประพฤติพรหมจรรย์ ต่อการทำพระนิพพานให้แจ้ง จะด้วยกายด้วยวาจาก็ดี ให้อาศัยความเอ็นดู ความปรารถนาดี แนะนำตักเตือน เป็นประดุจผู้ชี้ขุมทรัพย์ให้ซึ่งกันและกัน หัวใจผู้ชี้ขุมทรัพย์ บัดนี้เราได้ทำปวารณากันแล้วว่า เราจะแนะนำตักเตือนซึ่งกันและกันให้ประพฤติให้ถูกต้องตามพระธรรมวินัย เพราะฉะนั้นเวลาที่มีเพื่อนสหธรรมิกมาแนะนำตักเตือนในข้อบกพร่องของเรา จะตาม พระธรรมวินัยก็ดี หรือกฎระเบียบกติกาของวัดก็ดี อย่าได้โกรธเคือง ผู้ที่มาชี้ขุมทรัพย์ให้ สำหรับผู้ที่ชี้ขุมทรัพย์ให้ เมื่อได้แนะนำตักเตือนไปแล้ว มักจะโดนขุ่นมัวขัดเคืองใจ ทั้ง ๆ ที่กระทำไปด้วยความปรารถนาดีอย่างจริงใจ ดังนั้นการจะแนะนำตักเตือนใครสักคนหนึ่ง ผู้ที่จะตักเตือนจึงต้อง อาศัยความเอ็นดู มีกำลังใจสูง และมีความปรารถนาดีอย่างเต็มเปี่ยม จริง ๆ จึงจะกล้าที่จะแนะนำตักเตือนได้ เพราะฉะนั้นผู้ที่ได้รับ การแนะนำตักเตือน โปรดทราบความรู้สึกของผู้เตือนว่า เขามีความรู้สึกเช่นนี้ และที่ชี้ขุมทรัพย์ให้ก็ไม่ได้ทำเพื่อใคร ก็เพื่อตัวของผู้ที่ ถูกเตือนนั่นเอง ขอบคุณสักนิด และพร้อมคิดให้อภัย เมื่อเราได้รับการแนะนำตักเตือนแล้ว สิ่งที่เราควรทำอย่างยิ่ง คือกล่าวคำ “ขอบคุณ” แล้วหันมาพิจารณาตัวเราว่า สิ่งที่เขาเตือนนั้นถูกต้องหรือไม่ ถ้าถูกต้องเราก็ปรับปรุงตัวเสียใหม่ ถ้าหากไม่ถูกต้องเราก็ให้อภัยผู้ที่ตักเตือน เพราะการแนะนำตักเตือนในบางครั้งอาจยังไม่สมบูรณ์ เนื่องจากผู้เตือนเห็นไม่ครบทุกด้าน แต่อย่างไรก็ตามในคำแนะนำตักเตือนนั้นมีความปรารถนาดีเจืออยู่ ผู้ที่ได้รับการตักเตือนจึงควรให้อภัย ถ้าเราทำกันได้อย่างนี้ หมู่คณะก็จะอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข การประพฤติปฏิบัติธรรมก็จะก้าวหน้า ต่างเป็นกำลังใจ ต่างช่วยกันขัดเกลากายวาจาใจซึ่งกันและกัน ผลที่ได้คือความบริสุทธิ์กายวาจาใจของหมู่คณะ เป็นความงามของพระพุทธศาสนา เป็นความเลื่อมใสของพุทธบริษัท และเป็นประเพณีอันดีงามที่เราควรยึดถือปฏิบัติกันอย่างจริงจัง ดังนั้น นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ขอให้ทุกรูปทำใจของเราให้กว้างพร้อมที่จะรับคำแนะนำตักเตือน ด้วยใจที่ปีติปราโมทย์ มีกำลังใจ กล้าหาญที่จะยอมรับข้อบกพร่อง แล้วปรับปรุงตนเองให้เป็นพระ ที่สมบูรณ์ เราจะได้เป็นเนื้อนาบุญ เป็นอายุพระศาสนาที่ควรแก่การ กราบไหว้ของมนุษย์และเทวา ผลการปฏิบัติเป็นเครื่องยืนยัน หนึ่งพรรษาที่ผ่านมาเราจะเห็นได้ว่าประเดี๋ยวเดียวเท่านั้น เมื่อต้นพรรษา หลวงพ่อได้ชักชวนพวกเราทุกรูปให้ตั้งใจประพฤติปฏิบัติธรรมกันให้เต็มที่โดยมีพระธรรมกายเป็นเป้าหมาย พูดง่าย ๆ ว่า ในพรรษานี้เราจะต้องเข้าถึงพระธรรมกายให้ได้ หนึ่งพรรษาที่ผ่านมา แต่ละท่านก็ทราบด้วยตนเองดีว่า เราได้ ตั้งใจปฏิบัติธรรมเพื่อให้เข้าถึงพระธรรมกายกันจริงจังแค่ไหน ผลของการปฏิบัติธรรมย่อมเป็นเครื่องยืนยันความตั้งใจจริง ของเรา เท่าที่หลวงพ่อได้มีโอกาสใกล้ชิดในการปฏิบัติธรรมของแต่ละ รูป บางรูปก็ได้ผลการปฏิบัติพอสมควร บางรูปก็มีผลการปฏิบัติ ที่น่าปีติดีใจ อันเป็นผลตอบแทนความตั้งใจจริงที่ได้กระทำมา ตลอดพรรษา วันพรุ่งนี้เป็นวันออกพรรษาแล้ว แต่ก็มิได้หมายความว่า ความตั้งใจของเราที่จะปฏิบัติธรรมให้เข้าถึงพระธรรมกายจะหมดสิ้นไป เมื่อเรายังไม่บรรลุเป้าหมาย เราก็ต้องทำกันต่อไป ทำให้ได้ โดยเอาชีวิตเป็นเดิมพัน แม้เป็นฆราวาส อย่าละทิ้งการปฏิบัติธรรม ออกพรรษาแล้ว บางท่านมีความจำเป็นที่จะต้องลาสิกขา เพื่อไปประกอบธุรกิจการงาน เนื่องจากได้ลางานมาบวช เมื่อลาสิกขาไปแล้ว อย่าได้ละทิ้งความตั้งใจที่จะปฏิบัติให้เข้าถึงพระธรรมกาย เพราะว่าธรรมกายนั้น คือ เป้าหมายชีวิต ไม่ว่าเราจะเกิดมากี่ภพกี่ชาติก็ตาม เป้าหมายหลักจริง ๆ นั้นคือการปฏิบัติธรรมเพื่อให้เข้าถึงพระธรรมกายเท่านั้น เพราะพระธรรมกายนั้นเป็นกายตรัสรู้ธรรม กายมนุษย์นั้นตรัสรู้ไม่ได้ คำว่า “ตรัสรู้” แปลว่า ความรู้ที่เกิดจากการเห็นแจ้ง ซึ่งจะต้องอาศัยพระธรรมกายจึงจะไปรู้ไปเห็นได้ เพราะพระธรรมกายมีธรรมจักษุ มีญาณทัศนะ ส่วนมนุษย์นั้นไม่มีธรรมจักษุ ไม่มีญาณะ มีแต่วิญญาณ รู้แจ้งทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจเท่านั้น การเห็นก็เห็นได้ด้านเดียวไม่ครบ ทุกด้าน ส่วนพระธรรมกายมีสมันตจักษุ เห็นได้รอบตัว มีปัญญาจักษุ รู้ได้รอบด้าน ทั้งรู้ทั้งเห็นไปตามความเป็นจริง เห็นอะไรทะลุปรุโปร่ง หมด ทั้งอดีตปัจจุบันและอนาคต เมื่อรู้เห็นเรื่องราวของชีวิต ไปตามความเป็นจริงแล้ว จะทำให้สามารถดำเนินชีวิตไปสู่เป้าหมาย ที่ถูกต้องได้ เมื่อเรายังไม่เข้าถึงธรรมกาย ความรู้เห็นยังผิดเพี้ยนอยู่ ยังไม่เป็นไปตามความเป็นจริง ดังนั้นเป้าหมายของชีวิตจึงไม่ถูกต้อง การดำเนินชีวิตจึงมักจะบิด ๆ เบี้ยว ๆ หลุดออกจากเส้นทางที่จะทำให้ชีวิตมีความสุขอย่างแท้จริง เพราะฉะนั้นท่านที่มีความจำเป็นจะต้องลาสิกขา อย่าหลงเพลิดเพลินอยู่กับโลก ให้จัดสรรเวลามาประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อแสวงหาธรรมกาย การมีชีวิตเป็นฆราวาส แม้ว่าจะมีโอกาสว่างน้อย แต่ก็ไม่ได้หมายถึงว่าไม่ว่าง ถ้าหากเราเป็นผู้มีปัญญา ฉลาดในการจัดสรรเวลา เราจะมีเวลาว่างพอที่จะประพฤติปฏิบัติธรรมให้เข้าถึงธรรมกายได้ อย่ามีข้ออ้างที่จะทำให้เราละเว้นจากการปฏิบัติธรรม ในสมัยพุทธกาล มีฆราวาสจำนวนมากที่บรรลุมรรคผลนิพพาน เป็นพระอริยบุคคล ตั้งแต่พระโสดาบันจนกระทั่งเป็นพระอรหันต์ ทั้งที่เขาก็มีธุรกิจการงานมากมาย แต่ก็จัดสรรเวลาสำหรับการประพฤติธรรมกระทั่งบรรลุธรรมอันเป็นเป้าหมายหลักของชีวิตได้ ชีวิตของคนสมัยโน้นกับสมัยนี้ก็ไม่ต่างกัน ธุรกิจก็ไม่แตกต่างกันมากนัก เมื่อคนในสมัยพุทธกาลสามารถจัดสรรเวลาสำหรับ การประพฤติปฏิบัติธรรมได้ สมัยนี้ก็ต้องทำได้เช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นอย่านำภารกิจการงานมาเป็นข้ออ้างขวางหนทางที่เราจะ เข้าถึงพระธรรมกาย  เมื่อเข้าถึงพระธรรมกายแล้ว ชีวิตของเราจะมีความสุข สดชื่น มีกำลังใจที่เข้มแข็ง กล้าต่อสู้กับอุปสรรคทั้งหลายที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นอุปสรรคที่เกิดจากการมีลาภ เสื่อมลาภ มียศ เสื่อมยศ มีคนสรรเสริญ มีคนนินทา มีสุข มีทุกข์ โลกธรรม ๘ ประการนี้ ไม่สามารถทำให้ใจของผู้ที่เข้าถึงธรรมกายหวั่นไหวได้ ยามใดที่เกียจคร้านในการนั่งสมาธิ ให้นึกถึงคำพูดของหลวงพ่อในวันนี้ ให้นึกถึงวันที่เราเคยอยู่ร่วมกัน ประพฤติปฏิบัติธรรมร่วมกัน เคยอยู่จำพรรษาในอารามเดียวกัน จะทำให้เรามีกำลังใจ เอาชนะความเกียจคร้านได้ ความขยันหมั่นเพียรอย่างเดียวเท่านั้นที่จะทำให้เข้าถึงธรรมกายได้ ไม่เคยมีคนเกียจคร้านที่เข้าถึงธรรมกายเลยในโลก เพราะฉะนั้นความเพียร ความขยัน เอาจริงเอาจังอย่างเดียวเท่านั้น จะทำให้เราเข้าถึงธรรมกาย และต้องเข้าถึงธรรมกายอย่างแน่นอน แม้เป็นฆราวาสแล้ว ก็ให้ปฏิบัติธรรมอย่างสม่ำเสมอทุกวัน เมื่อเราเข้าถึงพระธรรมกาย มีพระธรรมกายเป็นสรณะเป็นที่พึ่งที่ระลึก แม้นเป็นฆราวาสก็มีชีวิตที่สมบูรณ์ เป็นฆราวาสที่เป็นกัลยาณชน เป็นผู้มีศีลมีธรรมอันงาม เป็นแบบอย่างที่ดีของโลก เพราะฉะนั้นจะต้องประพฤติปฏิบัติให้ได้ แม้ว่าเราจะมีภารกิจมากมายก็ตาม ธรรมกายนี่สำคัญนะ สำหรับผู้ที่มีความจำเป็นจะต้องลาสิกขา ขอให้นึกคิดอยู่ตลอดเวลา และต้องปฏิบัติให้ได้ จำเอาไว้ให้ดีนะจ๊ะ ข้อคิดสำหรับยอดนักรบแห่งกองทัพธรรม สำหรับท่านที่มีความตั้งใจที่จะแสวงหาหนทางพระนิพพาน จะทำพระนิพพานให้แจ้งในเพศของสมณะ หลวงพ่อก็ขออนุโมทนา ให้ตั้งอกตั้งใจประพฤติปฏิบัติธรรมกันอย่างเต็มที่ แม้ออกพรรษาไปแล้ว เราก็จะต้องทำกิจของเราต่อไป ทำตลอดเวลาจนกว่าชีวิตจะหาไม่ หลวงพ่อได้เปิดโอกาสให้พระภิกษุทุกรูป ได้หมุนเวียนกันเข้ามาปฏิบัติธรรม ชุดหนึ่งก็หนึ่งอาทิตย์หมุนเวียนกันไป จนกว่าจะบรรลุ เป้าหมาย คือเข้าถึงพระธรรมกาย เมื่อเข้าถึงธรรมกายแล้ว เราจะได้ศึกษาความรู้ยิ่งในทางพระพุทธศาสนา ซึ่งมีอยู่ในตัวของมนุษย์ทุกคน เราสามารถที่จะเข้าถึงได้ และสามารถนำความรู้นั้นมาใช้ได้เมื่อเราเข้าถึงพระธรรมกาย เพราะฉะนั้น “ธรรมกาย” จึงเป็นหลักของการศึกษาวิชชาธรรมกาย จะศึกษาความรู้อะไรก็แล้วแต่ต้องอาศัยธรรมกายทั้งสิ้น ธรรมกายจึงเป็นอุปกรณ์ที่สำคัญที่สุด หลวงพ่อจึงเปิดโอกาสให้ทุก ๆ รูป หมุนเวียนกันเข้ามาปฏิบัติ ช่วงไหนที่หลวงพ่อว่างจากภารกิจก็จะเข้าไปนั่งปฏิบัติด้วยกัน ความรู้ที่เกิดขึ้นจากธรรมกายเป็นความรู้ที่น่ารู้ ยิ่งรู้ยิ่งบริสุทธิ์ ยิ่งรู้ยิ่งเบิกบาน ยิ่งรู้ยิ่งเป็นผู้ตื่น ยิ่งรู้ยิ่งสนุก ยิ่งเพลิดเพลิน ยิ่งมีกำลังใจ ยิ่งสว่าง จะแตกต่างจากความรู้ทางโลก ดังนั้นผู้ที่ยังรักที่จะเป็นนักบวช ให้ตั้งอกตั้งใจให้เต็มที่ เอาจริงเอาจัง ในช่วงออกพรรษานี้ อากาศดีกว่าในพรรษาเสียอีก เพราะว่าเป็นช่วงรอยต่อระหว่างฤดูฝนกับฤดูหนาว อากาศจะสดชื่นเป็นพิเศษ จึงขอให้ลูก ๆ ได้หมุนเวียนกันเข้ามาประพฤติปฏิบัติธรรมอย่างจริงจัง แล้วเราจะประสบผลสำเร็จในการปฏิบัติ ในที่สุดนี้หลวงพ่อขออนุโมทนาบุญกับทุก ๆ รูป ตลอดระยะเวลาหนึ่งพรรษา ที่ได้มาอยู่อารามเดียวกันกับหลวงพ่อ ได้มาประพฤติปฏิบัติธรรมร่วมกัน บางรูปก็ได้ผลการปฏิบัติพอสมควร แต่ละรูปก็ประพฤติปฏิบัติกิจวัตรของพระได้สมบูรณ์ ขออานุภาพของความตั้งใจจริงของทุก ๆ รูป ให้เป็นเครื่องสนับสนุนให้มีสุขภาพพลานามัยที่แข็งแรง มีจิตใจที่เบิกบานแจ่มใส เป็นอายุของพระพุทธศาสนา ให้รู้แจ้งเห็นแจ้งแทงตลอดในความรู้ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ให้แทงตลอดในวิชชาธรรมกาย สำหรับท่านที่มีความจำเป็นจะต้องลาสิกขา ขอให้อานุภาพ แห่งบุญที่ได้บำเพ็ญมาตลอดระยะเวลาหนึ่งพรรษา เป็นเครื่องสนับสนุนทุกท่านที่จะออกไปประกอบธุรกิจการงานอันใดก็ตาม ให้มีแต่ความเจริญรุ่งเรือง ให้ผ่านอุปสรรคทั้งหลายทั้งมวลได้ ให้เป็นที่รักของมนุษย์และเทวดาทั้งหลาย ให้เป็นนักสร้างบารมี ที่ดี มีกำลังใจเข้มแข็ง มีดวงตาเห็นธรรม เข้าถึงพระธรรมกายโดยเร็วพลันเทอญ วันเสาร์ที่ ๑๔ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๓๒ 4.เป้าหมายหลักของชีวิต หลับตาทำสมาธิกันนะลูกนะ การปฏิบัติธรรมเป็นภารกิจหลักที่ทุกรูปจะต้องทำ เพราะการปฏิบัติธรรมจะทำให้เราเข้าถึงวัตถุประสงค์หลักของชีวิต นั่นคือการขจัดกิเลสอาสวะให้หมดสิ้นไป เมื่อความโลภความโกรธความหลงไม่มีอยู่ในใจ ธาตุธรรม ของเราก็จะสะอาดบริสุทธิ์ผ่องใส เป็นธาตุล้วน ๆ ธรรมล้วน ๆ ความสุข ที่ไม่มีประมาณก็จะเกิดขึ้น เป็นความสุขที่ไม่มีอะไรเสมอเหมือน ที่พระพุทธเจ้าท่านใช้คำว่า “บรมสุข” คือ สุขกว่าความสุขที่เราเคยพบเจอมาตลอดชีวิต เป็นความสุขที่เรายอมรับว่า เป็นความสุขแท้จริง สุขทั้งวันทั้งคืน ทั้งหลับทั้งตื่น ทั้งนั่งนอนยืนเดิน สุขอยู่ตลอดเวลา ไม่มีความทุกข์เจือปนเลย หมดกิเลสเมื่อไรก็หมดกรรม เมื่อหมดกรรมก็หมดวิบาก การเวียนว่ายตายเกิดก็สิ้นสุด เพราะฉะนั้นการขจัดกิเลสอาสวะให้หมดสิ้น จึงเป็นวัตถุประสงค์หลักของชีวิต พรรษาที่ผ่านมา เราทราบได้ด้วยตัวของเราเองว่า เราได้ทำวัตถุประสงค์หลักของชีวิตได้ครบถ้วนบริบูรณ์แค่ไหน เราประกอบความเพียรกันกลั่นกล้าแค่ไหน เมื่อต้นพรรษาหากลูกจำได้ หลวงพ่อได้ชักชวนพวกเราทุกรูป ให้ตั้งใจประพฤติปฏิบัติธรรมให้เต็มที่ ใช้เวลาทุกวินาทีให้เป็นประโยชน์ต่อการประพฤติธรรม เพราะว่าฤดูในพรรษาเป็นฤดูที่เหมาะสมต่อการประพฤติปฏิบัติธรรมเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากดินฟ้าอากาศอำนวย ถ้าหากว่าพรรษาที่ผ่านมา ใครได้ทำตามคำชักชวนของหลวงพ่อ ก็คงได้ประสบผลตามกำลังแห่งความเพียรของแต่ละรูป การขจัดกิเลสอาสวะที่ว่าเป็นวัตถุประสงค์หลักของชีวิตนั้น ตราบใดที่เรายังมีกิเลสอาสวะอยู่ ชีวิตก็จะต้องระทมทุกข์ตลอดเวลา ทั้งทุกข์ประจำและทุกข์จร เราจะหลีกเลี่ยงไม่ได้ ถ้าตราบใดเรายังขจัดสาเหตุแห่งความทุกข์ไม่ได้ เปรียบเหมือนอาการเจ็บป่วย หากเราไม่รักษาให้หายจะไปอยู่ที่ไหนก็ไม่มีความสุข เพราะฉะนั้น อย่าลืมว่าที่เราบวช เข้ามา วัตถุประสงค์คือจะหาโอกาสว่างจากภารกิจในการดำรงชีวิตแบบชาวโลกนั้นมาประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อขจัดกิเลสอาสวะให้หมดสิ้นไป ความอัศจรรย์ของธรรมกาย การที่จะขจัดกิเลสอาสวะให้หมดสิ้นไปได้นั้น เราได้ทราบกันดีอยู่แล้ว เพราะหลวงพ่อก็พูดบ่อย ๆ ว่า พระธรรมกายเป็นผู้รู้ ผู้เห็นผู้ขจัดกิเลสอาสวะให้หมดสิ้นไปได้ ธรรมจักษุของธรรมกายเห็นได้ รอบตัว แตกต่างจากการเห็นของมนุษย์ เทวดา พรหม อรูปพรหม เห็นได้ทั้งในอดีตปัจจุบันและในอนาคต ทั้งภายนอกภายใน ทั้งซ้ายขวาหน้าหลังบนล่าง เห็นได้ตลอดหมด จึงมองเห็นกิเลสอาสวะว่า อยู่ที่ตรงไหน เข้ามาบีบบังคับร้อยรัดอย่างไร แล้วก็หยั่งรู้ด้วยญาณะ คือ รู้ได้ทั่วถึง รู้พร้อม รู้ได้ตลอดหมดทุกหนทุกแห่ง นี่คือความอัศจรรย์ของธรรมกาย ซึ่งมีอยู่ในตัวของพวกเราทุกคน พระธรรมกายภายใน หรืออีกนัยหนึ่งเป็นตัวตนที่แท้จริงของเรา เรียกว่า ตนโดยวิมุตติ ท่านประดิษฐานอยู่ตรงกลางกาย เป็นสรณะ เป็นที่พึ่งที่ระลึก มีทุกข์ก็พึ่งได้ มีสุขก็เพิ่มพูนความสุขได้ เป็นผู้รู้ ผู้เห็น ผู้ขจัดกิเลสอาสวะ เมื่อขจัดกิเลสอาสวะหมดสิ้นไปแล้ว ก็เป็นธาตุล้วน ๆ เป็นธรรมล้วน ๆ เรียกว่า วิราคธาตุ วิราคธรรม ที่ปราศจากความกำหนัด ความยินดี ความยึดมั่นถือมั่นในสิ่งต่าง ๆ ทำอย่างไรจึงจะเข้าถึงธรรม การจะเข้าถึงธรรมกายได้นั้นต้องปฏิบัติธรรม ด้วยการวางใจให้ถูกทาง คือ ตรงศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ด้วยวิธีการที่ถูกต้อง ทำให้ถูกส่วน จนกระทั่งปฐมมรรคเกิดขึ้น เห็นจุดเบื้องต้นที่จะเข้าถึงธรรมกาย พอถูกทาง ถูกต้อง ถูกส่วน ไม่ช้าก็จะถึงที่หมาย คือ เข้าถึงธรรมกายได้ จะหยุดได้ จะเข้าถึงได้ ต้องปลดปล่อยวางอารมณ์ภายนอก ให้มองเห็นแจ่มแจ้งด้วยสติปัญญาของเราว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวง ไม่ว่าจะเป็นคนสัตว์สิ่งของ หรืออารมณ์ต่าง ๆ ที่เราพบปะเจอะเจอนั้น ล้วนเป็นสิ่งไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ไม่ใช่ของจริง ไม่ใช่สาระแก่นสาร พิจารณาให้เห็นอย่างนี้บ่อย ๆ นึกคิดบ่อย ๆ ให้มีโยนิโสมนสิการและปัญญา เมื่อเราปลดปล่อยวางได้ ใจก็จะเริ่มกลับเข้าสู่ภายใน แล้วก็ตั้งมั่นอยู่ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ทำไปบ่อย ๆ ใจก็จะคุ้นเคยกับศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ไม่ช้าก็จะถูกส่วนเอง พอถูกส่วนปฐมมรรคก็เกิดขึ้น ไม่ช้าก็เห็นกายในกาย พอเห็นกายในกาย ไม่ช้าใจจะแล่นเข้าไปถึงสรณะ ถึงพระธรรมกาย ถึงพุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ สังฆรัตนะในที่สุด ความรู้ที่เกิดจากธรรมกาย เมื่อเข้าถึงธรรมกาย ธรรมจักษุเกิดขึ้น ญาณทัศนะเกิดขึ้นมองเห็นตลอดหมด กิเลสที่เข้าไปบังคับในแต่ละกาย ตั้งแต่กายมนุษย์หยาบ กายทิพย์ กายรูปพรหม กายอรูปพรหม กายธรรมโคตรภู กายธรรมพระโสดาบัน กายธรรมพระสกิทาคามี กายธรรมพระอนาคามี เห็นตลอดหมดว่า กิเลสมันเข้าไปบังคับร้อยรัดอยู่ที่ตรงกลาง ให้ธาตุธรรมของเรานั้นเจือปนไปด้วยความโลภ ความโกรธ ความหลง เหมือนเอากายแต่ละกาย เอาธาตุธรรมทั้งหมดของเรา เอาจิตใจเห็นจำคิดรู้ไปแช่อิ่มอยู่ในความโลภ แช่อิ่มอยู่ในความโกรธ แช่อิ่มอยู่ในความหลง หมักดองจนกระทั่งมีรสมีชาติของความโลภ ความโกรธ ความหลง พอมีอายตนะรับเข้าสู่กันทั้งอายตนะภายในภายนอกกระทบกัน เมื่อความโลภเข้าไปบังคับร้อยรัดใจเราก็เกิดอาการ คือ มีความหิว มีความพร่อง มีความปรารถนาทะยานอยากไม่มีที่สิ้นสุด จนกระทั่งหมดเวลาของชีวิต ไม่มีโอกาสประพฤติปฏิบัติธรรมให้เข้าถึงธรรมกาย หรือเมื่อมีความโกรธเข้าไปบังคับบัญชาอยู่ภายใน ก็ทำให้ใจ ร้อนรน กระวนกระวาย อยากจะทำลายให้พินาศหมดสิ้นไป ความหลง เมื่อเข้าไปบังคับจะทำให้หลงผิด เห็นผิดเป็นถูก เห็นถูกเป็นผิด ทำให้หลงใหลในคนสัตว์สิ่งของในสรรพสัตว์ สรรพสิ่งทั้งหลาย ทำให้หลงลืมเป้าหมายชีวิต ในที่สุดก็หลงทาง ตกไปสู่อบาย พอกิเลสบังคับ ก็สร้างกรรมทางกาย ทางวาจา ทางใจ และผลที่ทำก็ตกตะกอนอยู่ภายในเป็นวิบากส่งผลต่อไป ทำให้มีทุกข์ทั้งในปัจจุบันและในอบายภูมิ ตลอดจนกระทั่งทุกข์ในสังสารวัฏ เกิดการเวียนว่ายตายเกิดกันไม่มีที่สิ้นสุด แต่เมื่อใดที่เราเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับธรรมกาย เป็นเนื้อเป็นหนังเป็นอันเดียวกัน ไม่ใช่เป็นพระนั่น พระนี่ เณรนั่น เณรนี่ หรือ นายนั่น นายนี่ เป็นธรรมกายจริง ๆ คราวนี้การขจัดกิเลสอาสวะ ก็จะเกิดขึ้น ขจัดด้วยอริยมรรคซึ่งอยู่ในกลางของธรรมกาย กายธรรมก็สะอาดบริสุทธิ์ยิ่งขึ้น จนเข้าถึงกายธรรมอรหัตเป็นพระอรหันต์ เข้าถึงเป้าหมายของชีวิต อยู่ด้วยกันต้องเตือนกัน เมื่อสักครู่นี้ เราได้ปวารณาร่วมกันว่า เราจะตักเตือนกันโดยธรรม เมื่อเห็นข้อบกพร่องทางกาย ทางวาจา จะโดยได้เห็น ได้ยิน หรือสงสัยก็ดี ให้ช่วยกันทำหน้าที่กัลยาณมิตรแนะนำตักเตือนกัน เมื่อปวารณากันแล้วก็ขอให้ยึดคำปวารณานี้ให้เป็นถ้อยคำศักดิ์สิทธิ์ ที่จะช่วย ประคับประคองนาวาชีวิตของเราให้ถึงฝั่งของธรรมกายให้ได้ เมื่อใดที่มีการทักท้วงแนะนำตักเตือน ก็อย่าได้ขัดเคืองใจ ให้มี สติปัญญา ให้รู้ว่าที่เขาทำไปนั้นเพื่อประโยชน์สุขของตัวเรา และผลสะท้อนก็ถึงแก่หมู่คณะ คิดอย่างนี้ได้แล้วความขุ่นมัวก็จะไม่มีในใจเรา ใจเรา จะได้ผ่องใส ใจผ่องใสเป็นใจที่ใกล้ต่อการเข้าถึงพระธรรมกาย ขอให้ทำตามคำแนะนำที่หลวงพ่อได้แนะนำวันนี้ ซึ่งจะเป็นประโยชน์แก่ทุกรูป ในที่สุดนี้ หลวงพ่อขออานุภาพแห่งบารมีธรรมแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า บารมีธรรมของพระปัจเจกพุทธเจ้าและพระอรหันตเจ้าทั้งหลาย ตลอดจนกระทั่งบารมีธรรมของหลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) ผู้ค้นพบวิชชาธรรมกาย จงมาประมวลรวมกันเข้าด้วยกันเป็นตบะ เป็นเดชะ เป็นพลวปัจจัย ส่งผลดลบันดาลอภิบาลปกป้องคุ้มครองรักษา ให้การประพฤติพรหมจรรย์เพื่อการทำพระนิพพานให้แจ้ง เพื่อการขจัดกิเลสอาสวะของลูก ๆ ทั้งหลาย จงเป็นผลสำเร็จ จงเป็นผลสำเร็จ จงเป็นผลสำเร็จ ด้วยอานุภาพแห่งสัจจวาจานี้จงทุกประการเทอญ วันพุธที่ ๒๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๓๔ 5.สมัครใจไปนิพพาน วันพรุ่งนี้เป็นวันออกพรรษา เราจะสังเกตได้ว่าระยะเวลา หนึ่งพรรษาไม่นานเลย แค่เราทำกิจวัตรกิจกรรมให้เป็นไปตามปกติ ชั่วประเดี๋ยวเดียวก็หมดเวลาแล้ว พวกเราทุก ๆ รูป เป็นผู้ที่สมัครใจไปพระนิพพานด้วยกันทั้งนั้น ที่เราสมัครใจก็เพราะว่า เราได้เห็นภัยในวัฏสงสาร เห็นการเวียนว่ายตายเกิดเป็นทุกข์ เห็นว่ากิเลสอาสวะเป็นสาเหตุแห่งความทุกข์ทั้งหลาย เรามีความปรารถนาที่จะขจัดกิเลสอาสวะให้หมดสิ้นไปตามคำสอน ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงได้สมัครใจมาบวชกัน เหตุที่เป็นอย่างนี้ เพราะเราได้ศึกษาพุทธประวัติและคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตั้งแต่สมัยที่พระองค์ยังเป็นพระบรมโพธิสัตว์อยู่นั้น ในแต่ละชาติที่ผ่านมา พระองค์ได้รับคำแนะนำสั่งสอนจากบัณฑิตนักปราชญ์มากมาย ตายแล้วเกิดใหม่ก็มาศึกษากันใหม่ เป็นอย่างนี้เรื่อยมาจนกระทั่งซาบซึ้งว่า จุดหมายปลายทางของชีวิตมนุษย์ คือ พระนิพพาน และการจะไปอายตนนิพพานได้จะต้องขจัดกิเลสอาสวะให้หมดสิ้นไป พระองค์สร้างบารมี ศึกษาและฝึกฝนอบรมตนเองเพื่อขจัดกิเลสอาสวะเรื่อยมา ตั้งแต่ยังมีชีวิตเป็นฆราวาส เป็นนักบวช จนกระทั่ง ภพสุดท้ายก็บรรลุเป้าหมายของชีวิตตามมโนปณิธานของพระองค์ โดยอาศัยการฝึกฝนและประกอบความเพียรอย่างไม่ย่อท้อ เมื่อทรงบรรลุแล้วก็มิได้ปิดบังอำพรางความรู้อันบริสุทธิ์นั้น ได้เปิดเผยให้เป็นแบบแผน เป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตแก่ชาวโลก เมื่อเราได้ยินได้ฟังคำสอนนั้น นำมาพิจารณาใคร่ครวญจนกระทั่งเกิดความซาบซึ้งและเห็นตามพระพุทธองค์ที่ตรัสไว้ว่า พระนิพพานนั้นเป็นเยี่ยม และพระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ก็ตรัสตรงกันว่า พระนิพพานเป็นเยี่ยม เราจึงได้ตัดสินใจสมัครใจเป็นนักบวชในพระพุทธศาสนาและสมัครใจที่จะขจัดกิเลสอาสวะให้หมดสิ้นไปตามวิธีการของพระองค์ บัดนี้พรรษานี้ได้ผ่านไปแล้วอย่างรวดเร็ว เราได้ทำกิจวัตรและกิจกรรมอย่างครบถ้วนบริบูรณ์อย่างเต็มที่เต็มกำลังกันทุกรูป บางท่าน อุทิศตนเพื่อศึกษาพระปริยัติธรรมอย่างเต็มที่ควบคู่กับการปฏิบัติธรรม บางท่านอุทิศตนช่วยเหลือกิจการงานสงฆ์และก็ควบคู่กับการปฏิบัติธรรม ไม่มีใครเลยที่จะปล่อยเวลาให้ว่างเปล่าโดยไม่ขวนขวายที่จะสร้างบุญสร้างบารมีอย่างเต็มที่ นี่เป็นเรื่องที่น่าปีติยินดีเป็นอย่างยิ่ง มหาปวารณา วันพรุ่งนี้เป็นวันออกพรรษา ตามประเพณีในสมัยพุทธกาลนั้น ก่อนออกพรรษาจะมาทำปวารณาซึ่งกันและกัน โดยผู้ที่สมัครใจไปพระนิพพานจะมารวมประชุมกัน เหมือนอย่างที่เรามารวมประชุมกันในวันนี้ ที่อยู่ในป่าก็ประชุมกันในป่า ที่อยู่ในละแวกบ้านก็ประชุมกันในละแวกบ้าน ในความหมายแห่งการประชุมนั้นก็คือ รูปใดรูปหนึ่งจะต้องเป็นกัลยาณมิตรให้ซึ่งกันและกัน ใครได้เห็น ใครได้ยิน หรือสงสัยว่า เพื่อนสหธรรมิกท่านใดปฏิบัติข้อวัตรต่าง ๆ ไม่ถูกต้องตามคำสั่งสอนของพระบรมศาสดา ซึ่งจะเป็นเหตุให้ห่างไกลจากพระนิพพาน ก็ขอท่านอาศัยจิตที่ประกอบไปด้วยเมตตาธรรม แนะนำตักเตือน สั่งสอนข้าพเจ้า เมื่อทราบแล้ว ข้าพเจ้าก็จะตั้งใจแก้ไขปรับปรุงตนเองด้วยความเต็มใจและสมัครใจยินดีเป็นอย่างยิ่ง เหมือนเพื่อนสหธรรมิกนั้นได้ชี้ขุมทรัพย์อันประเสริฐให้กับผู้ที่ยังขัดสนอยู่ มีความปีติเบิกบานใจว่า นอกจากเราจะคอยดูแลฝึกฝนตนเองแล้วยังมีเพื่อนสหธรรมิกคอยช่วยแนะนำอีก ในไม่ช้าเราก็จะเป็นคนสมบูรณ์ได้ จะขจัดกิเลสอาสวะให้หมดสิ้นได้ จิตใจของเราก็จะสะอาดบริสุทธิ์กระทั่งสามารถเข้าถึงพระธรรมกาย เข้าถึงวิชชาธรรมกายได้ เช่นเดียวกับพระพุทธองค์ หลังจากที่ปวารณากันแล้วต่างก็จะแยกย้ายกันไปปฏิบัติธรรม ใครถนัดอยู่ป่าก็ไปป่า ใครถนัดอยู่ถ้ำก็เข้าถ้ำ ใครถนัดอยู่เรือนว่าง ก็ไปเรือนว่าง ใครถนัดอยู่โคนไม้ก็ไปโคนไม้ ต่างแยกย้ายกันไปด้วยจิตใจที่น้อมระลึกนึกถึงความดีซึ่งกันและกัน ด้วยความปีติปราโมทย์ใจ มีความองอาจเหมือนนกน้อยโผบินออกจากรังไปสู่โลกกว้าง มีความสุขเบิกบาน มีความรู้สึกว่าหนทางไปสู่อายตนนิพพานนั้นใกล้นิดเดียว อยู่ในกำมือของเราแล้ว ไม่ช้าเราจะต้องสมหวัง เพราะเรา ได้รับคำแนะนำคำตักเตือนที่ดีจากเพื่อนสหธรรมิก นี่นักบวช สมัยพุทธกาลเขามีความคิดกันอย่างนี้ ความขัดเคืองใจ ขุ่นข้องใจ หรือน้อยใจไม่มีเลย เพราะต่างมี หัวใจดวงเดียวกัน มีเป้าหมายอันเดียวกัน คือสมัครใจไปพระนิพพานด้วยกัน พวกเราทั้งหลายก็เช่นเดียวกัน เพราะเราล้วนแต่สมัครใจ ไปพระนิพพานด้วยกันทั้งสิ้น และเราได้รับทราบดีแล้วว่า พระนิพพานอยู่ภายในตัวของเรา เป็นอายตนะอันละเอียดบริสุทธิ์ จะเข้าถึงได้นั้นต้องทำใจให้บริสุทธิ์ให้ละเอียดจนกระทั่งหลุดพ้นจากอาสวกิเลส จึงไปสู่อายตนนิพพานได้ เพราะฉะนั้น เมื่อเราได้ปวารณาซึ่งกันและกันแล้ว ขอให้สวมหัวใจ ของพระอริยเจ้าในสมัยพุทธกาล คือ ให้มีความปีติยินดี มีความสุขใจ ที่เพื่อนสหธรรมิกได้อุทิศตนเป็นกัลยาณมิตรชี้ช่องทางให้แก่ตัวเรา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกิจวัตรกิจกรรม เรื่องธรรมวินัย หรือเรื่องอะไรก็แล้วแต่ที่เป็นความดี เมื่อเราได้ยินได้ฟังแล้วขอให้มีความสุขใจ อย่าโกรธ อย่าขัดเคืองใจ อย่าน้อยใจกัน และเมื่อเพื่อนสหธรรมิกแนะนำแล้ว นำมาพิจารณาตัวของเราว่า สิ่งที่ท่านแนะนำเป็นความจริงและเป็นความดีงามแค่ไหน ถ้าเป็นความจริงเราก็ปรับปรุงตัวเสียใหม่ ถ้าเป็นความดีงามก็เป็นสิ่งที่ควรทำ ในขณะเดียวกันเพื่อนสหธรรมิกที่คอยชี้ขุมทรัพย์ให้ ก็อย่าใช้อารมณ์ ต้องใช้สติปัญญา พิจารณาดูให้ดีว่า ใจตอนนี้ของเราเต็มเปี่ยมไปด้วยความปรารถนาดีหรือเปล่า หรือมีสิ่งที่เป็นบาปอกุศลสิงอยู่ในใจเรา ถ้ามีบาปอกุศลสิงอยู่ในใจเรา เราก็ขจัดกวาดล้างมันให้หมดไปเสีย ให้จิตใจเรา ใส สะอาด บริสุทธิ์ จนกระทั่งหัวใจของเราเต็มเปี่ยมไปด้วยเมตตาธรรม เต็มเปี่ยมไปด้วยสติปัญญา พิจารณาดูแล้วสิ่งที่เราจะแนะนำนั้นเป็นเรื่องจริง เป็นความดี และเป็นประโยชน์จึงจะแนะนำไป ถ้าหมู่คณะของเราทำอย่างนี้ การปวารณาของเราในวันนี้ จะมีคุณค่าอย่างมหาศาลต่อตัวเรา ต่อผู้อื่น และต่อหมู่คณะ ประโยชน์อันยิ่งใหญ่ของการปวารณา ประโยชน์ต่อตัวเรา คือ เราจะได้เห็นข้อบกพร่องในตัวเอง แล้วปรับปรุงตัวของเราให้สมบูรณ์ขึ้น จนกระทั่งสามารถเข้าไปถึงจุดแห่งความสมบูรณ์ของชีวิต ประโยชน์ต่อผู้อื่น คือ เราจะเป็นต้นแบบที่ดีให้ผู้อื่นได้ กระทำตาม จะโดยการแนะหรือการนำก็ตาม ผู้อื่นก็จะได้รับประโยชน์อันนี้ด้วย ประโยชน์ต่อหมู่คณะ เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะหมู่คณะของเรามีเป้าหมายที่จะเผยแผ่พระพุทธศาสนาไปทั่วโลก ให้ธรรมกายนี้ไปปรากฏทั่วโลก ธรรมกายซึ่งมีอยู่จริงในกายของมวลมนุษยชาติ แต่ขาดผู้แนะนำผู้ชี้ทางของที่มีอยู่จึงดูเหมือนไม่มี เป้าหมายของเราต้องการที่จะเปิดเผยสิ่งที่ดีงามนี้ให้แก่ชาวโลกได้ประพฤติปฏิบัติ จะได้เข้าถึงธรรมกาย เข้าถึงความสุขที่แท้จริง ซึ่งเป็นเป้าหมายใหญ่อย่างยิ่ง ซึ่งจะทำตามลำพังไม่ได้ จะต้องร่วมมือทำกันไปเป็นทีม แล้วทีมทั้งทีมนั้นจะต้องมีความบริสุทธิ์ มีความดีงาม ต้องมีความรู้ มีสติปัญญา มีคุณธรรมหลาย ๆ อย่างเท่าเทียมทันกันทั้งทีม เราจึงจะทำงานนี้ได้สำเร็จ เพราะฉะนั้นการปวารณากันในวันนี้ เป็นสิ่งสำคัญที่จะปรับปรุง หมู่คณะของเราให้เป็นหมู่คณะแห่งความบริสุทธิ์ แห่งสติ แห่งปัญญา แห่งความสมบูรณ์พร้อมที่จะนำประโยชน์สุขให้เกิดขึ้นแก่มวลมนุษยชาติได้ ดังนั้นการปวารณาในวันนี้อย่าทำเพียงเป็นประเพณีเท่านั้น ซึ่งถ้าเราทำอย่างนั้น ประโยชน์ที่ได้รับจะไม่เต็มที่ แต่ถ้าหากว่า เรามีความตั้งใจจริงก็จะอาศัยวันมหาปวารณานี้ เป็นวันที่สำคัญยิ่งในการปรับปรุงตัวเราและหมู่คณะของเราด้วย อย่างนี้ ถึงจะบรรลุวัตถุประสงค์ที่เราได้มาอยู่ร่วมกันในสถานที่นี้ โดยหวังที่จะมาสร้างบารมีรวมกัน มาศึกษาวิชชาธรรมกาย มาฝึกฝนตนเองให้ดีขึ้น เพราะฉะนั้นวันนี้หลังจากปวารณากันแล้ว ก็ขอให้ทำจิตใจให้ได้อย่างที่หลวงพ่อได้กล่าวไปเมื่อสักครู่นี้ สูตรสำเร็จในการเข้าถึงธรรม ภายในพรรษานี้ หลวงพ่อสังเกตเห็นทั้งพระภิกษุ สามเณร อุบาสก อุบาสิกา ต่างก็มุ่งมั่นตั้งใจประพฤติปฏิบัติธรรมกันอย่างเต็มที่ เมื่อถึงเวลาปฏิบัติกิจวัตรรวมกันก็มาพร้อมเพรียงกัน มีความกระตือรือร้น มีความรู้สึกกระหายที่จะไปสู่พระนิพพาน กระหาย ที่จะทำใจให้บริสุทธิ์ กระหายที่จะปฏิบัติเพื่อให้เข้าถึงพระธรรมกาย ที่จะศึกษาวิชชาธรรมกาย กระหายที่จะได้บุญด้วยการชำระใจให้ บริสุทธิ์จากการสวดมนต์ทำวัตรเช้า-เย็น กระหายที่จะได้ฟังธรรม ได้ฟังประสบการณ์ภายใน และทุกคนก็มีผลการปฏิบัติธรรมที่ดี ขึ้นไปเรื่อย ๆ เพราะตั้งใจปฏิบัติตามคำแนะนำของหลวงพ่อซึ่งมี สูตรสำเร็จอยู่ สูตรสำเร็จในการเข้าถึงธรรมกาย เป็นเรื่องง่าย ๆ อย่างที่เรา นึกไม่ถึง เหมือนเส้นผมบังภูเขา เมื่อเขี่ยเส้นผมออก ก็เห็นภูเขา อันยิ่งใหญ่งดงามนั้นได้ และด้วยอาศัยสิ่งที่นึกไม่ถึงนั้นประพฤติ ปฏิบัติกันต่อไป ในที่สุดเราก็จะเข้าถึงจุดนั้นได้ เรื่องที่นึกไม่ถึงนั้นเกิดขึ้นในชีวิตประจำวันอยู่ตลอดเวลา เหมือนหญ้าปากคอก เป็นแต่เพียงว่าเราจะใช้สติปัญญาพิจารณากันดีหรือไม่ แต่เรื่องที่นึกไม่ถึงสิ่งนี้สิเป็นสิ่งที่สำคัญทีเดียว นั่นคือเราได้ทราบดีแล้วว่า ธรรมกายหรือธรรมะที่อยู่ภายในตัวของเรา จะเป็นดวงธรรมก็ดี เป็นกายมนุษย์ละเอียด กายทิพย์ พรหม อรูปพรหม หรือกายธรรมก็ดี เป็นสิ่งที่มีอยู่แล้วในตัว ไม่ใช่เป็นสิ่งที่เราสร้างขึ้น แต่ว่าเป็นของละเอียดซ้อนกันเข้าไปข้างในเรื่อย ๆ หน้าที่ของเราก็คือ ทำใจให้ละเอียดเท่ากับสิ่งละเอียดที่มีอยู่แล้วภายในเป็นชั้น ๆ เข้าไป เราก็จะเห็นไปตามลำดับขั้นตอน ใจจะละเอียดได้ ต้องทำสิ่งที่เรานึกไม่ถึงอย่างง่าย ๆ แล้วเราก็จะเข้าถึงได้ง่าย ๆ สิ่งที่นึกไม่ถึงนั้นก็คือ ทำใจให้หยุดนิ่งเฉย ๆ อย่างสบาย ๆ ให้อารมณ์สม่ำเสมอ โดยไม่มั่นหมายอะไร แม้ไม่มีภาพอะไรเกิดขึ้น เราก็นิ่งเฉยอย่างใจเย็น ๆ ทำอย่างนี้ แค่นี้เท่านั้น ถ้าทำอย่างนี้ไม่ช้าก็จะสมหวัง ลุ้นร้ายกว่าเสือ สิ่งที่เป็นอุปสรรคสำคัญสำหรับผู้ที่สมัครใจไปพระนิพพาน นอกเหนือจากความฟุ้งกับความเคลิ้มแล้ว ก็คือความตั้งใจมาก พยายามที่จะทำใจให้หยุดนิ่งเฉย เรามักจะหยุดแบบกด ๆ กัน เพราะอยากให้เห็นเร็ว ๆ ชัดเร็ว ๆ เมื่อทำอย่างนี้ใจมันไม่ละเอียด นี่เป็นเพราะเรามองข้ามสิ่งที่เรานึกไม่ถึงกัน ไปทำแบบหยุดกด ๆ ตั้งใจมาก จึงไม่สมหวัง ลุ้นร้ายยิ่งกว่าเสือ ความตั้งใจมากร้ายยิ่งกว่าเสือ เพราะเสือมันอยู่ในป่า แต่ลุ้นอยู่ใกล้ตัวเรา ติดตัวเราตลอดเวลา ไม่ว่าเราจะไปที่ไหน ทำอะไร มันก็ติดตัวเราไป ลุ้นจนกระทั่งติดเป็นนิสัย เป็นความเคยชินและแก้ยาก บางทีติดอย่างนี้ไป ๑๐ ปี ๒๐ ปี ก็มี ความฟุ้งนั้นถึงแม้เราจะมีเรื่องอื่นที่เราคิดกันมากมายแค่ไหน แต่มันก็ยังมีช่องว่างให้เราหยุดได้บ้างเป็นช่วง ๆ หรือความเคลิ้ม บางทีเราหลับไปตื่นขึ้นมายังสดชื่น แต่ว่าความตั้งใจมากที่จะให้เราหยุด เรานิ่ง จะเอาให้ชัด ให้ใส ให้ได้ดังใจ นี้คือสิ่งที่ร้ายมาก เพราะฉะนั้นต้องพยายามแก้ไขตรงนี้ให้ได้ เหตุที่เป็นอย่างนี้ก็เพราะใจเราไม่เย็นพอ เนื่องจากว่าตลอดชีวิตที่ผ่านมา ก่อนที่เราจะอุปสมบทนั้น ชีวิตถูกกระแสอันเชี่ยวกราก ของการแข่งขันในการดำรงชีพ หล่อหลอมให้ต้องเร่งรีบ เร่งร้อน ต้องต่อสู้ การหล่อหลอมนั้นทำให้เราเกิดความเคยชินจนติดเป็นนิสัย เมื่อถึงเวลาในการปฏิบัติธรรม เราก็นำนิสัยนั้นเข้ามาใช้กับการปฏิบัติ จึงไม่ได้ผล ดังนั้น ถ้าเราสมัครใจที่จะเข้าถึงธรรมกายจริง ๆ แล้ว ไม่มีทางเลือกอื่นใด นอกจากทำใจให้หยุดนิ่งเฉย ๆ อย่างสบาย ๆ ให้สม่ำเสมอ โดยไม่เร่งรีบ ไม่เร่งร้อน ทำอย่างนี้ แค่นี้ เราก็จะสมปรารถนากัน ประกอบความเพียรกันต่อไป พรุ่งนี้เป็นวันออกพรรษา หลังจากออกพรรษาแล้ว มิได้หมายความว่า กิจวัตรกิจกรรมของเราจะชะลอตัวลงหรือเหินห่างการปฏิบัติธรรม ไม่ใช่อย่างนั้น สิ่งเหล่านี้เราก็ต้องทำให้เป็นปกติต่อไป ทำไปจนกว่าเราจะบรรลุวัตถุประสงค์ ใครที่ยังเข้าไม่ถึงธรรมกาย ออกพรรษาแล้วก็ตั้งใจฝึกฝนให้ เข้าถึงธรรมกายให้ได้ ใครที่ตั้งใจศึกษาพระปริยัติธรรม ออกพรรษาแล้วก็ศึกษากันต่อไปอย่างเต็มที่ ใครที่ต้องการฝึกฝนตัวเองให้ดีขึ้น ก็ฝึกฝนกันต่อไป ใครช่วยเหลือกิจการงานส่วนรวมของสงฆ์ก็ขวนขวายกันต่อไป ให้ทำกันไปอย่างนี้ ถ้าเราทำได้ ชีวิตที่เกิดมาในชาตินี้สมหวัง เกิดมาเพื่อเติมบุญ เติมบารมี ทั้งสร้างบารมี ซ่อมบารมี เสริมบารมีของเราให้เต็มที่ ไม่ช้าเราก็จะสมบูรณ์ ออกพรรษาแล้วอากาศก็สดชื่นไม่น้อยกว่าในพรรษา ดีเสียอีกเพราะไม่มีฝน เพราะฉะนั้นสุขภาพร่างกายเราก็จะแข็งแรงดีกว่าในพรรษา และมีช่วงระยะเวลายาวนานกว่าในพรรษาตั้ง ๙ เดือน ช่วงนี้แหละจะเป็นช่วงที่เราต้องฝึกฝนอบรมตัวเองให้เข้าถึงธรรมกายให้ได้ เพื่อที่จะได้มุ่งไปศึกษาวิชชาธรรมกายกันต่อไป วิชชาธรรมกาย เป็นวิชชาที่เกี่ยวข้องกับตัวเราและสรรพสิ่ง ทั้งหลาย เป็นสิ่งที่เราจะต้องรู้แจ้งเห็นแจ้งให้ได้ชีวิตจึงจะปลอดภัย เพราะฉะนั้นออกพรรษาแล้วก็ขอให้ลูกพระลูกเณรทั้งหลายตั้งใจประพฤติปฏิบัติธรรมกันต่อไป ในที่สุดนี้ หลวงพ่อขออนุโมทนาในธรรมปฏิบัติของลูกพระลูกเณร ทั้งหลาย ที่ได้ตั้งใจประพฤติปฏิบัติธรรมตลอดระยะเวลา ๑ พรรษา อย่างเต็มที่ เป็นที่น่าชื่นอกชื่นใจแก่มนุษย์และเทวดาทั้งหลาย ขออานุภาพแห่งธรรมปฏิบัติของลูกพระลูกเณรทั้งหลายที่ ตั้งใจดีนี้ จงมารวมกันที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ เป็นดวงบุญที่มีความสว่างโพลงประดุจดวงอาทิตย์ตอนเที่ยงวันหลาย ๆ ดวง ให้มีอานุภาพให้ลูกพระลูกเณรของหลวงพ่อทุกรูป มีจิตใจที่ชื่นบาน มีความสุข มีความ บริสุทธิ์ หลุดพ้นจากกิเลสอาสวะทั้งหลาย ให้แทงตลอดในวิชชา ธรรมกายของพระพุทธเจ้า วิชชาธรรมกายใดที่หลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญได้บรรลุ ขอให้ลูกพระลูกเณรทั้งหลายได้แทงตลอด ในธรรมนั้น ให้เป็นยอดกัลยาณมิตร สามารถขยายธรรมกายไปสู่ดวงใจ ของมวลมนุษยชาติโดยไม่จำกัดเชื้อชาติศาสนาและเผ่าพันธุ์ ให้มีถ้อยคำที่เป็นธรรมภาษิตชนะใจมวลมนุษยชาติ ทุกชาติ ทุกภาษา ทุกศาสนา เมื่อแสดงธรรมให้มีอานุภาพประดุจบรรลือสีหนาท ให้ชาวโลกทั้งหลายได้รู้แจ้งเห็นจริงในวิชชาธรรมกายของพระพุทธเจ้า เดินทางไกลเพื่อเผยแผ่ธรรมะ ประกาศพระธรรมคำสอนของพระบรมศาสดาก็ขอให้ปลอดภัย จะไปแห่งหนตำบลใดให้รักษาความบริสุทธิ์ให้ได้ ให้ความบริสุทธิ์นั้นนำมาซึ่งความเลื่อมใสแห่งพุทธบริษัททั้ง ๔ ทั้งมนุษย์และเทวดา ไม่ว่าจะไปอยู่แห่งหนตำบลใดของโลกให้ได้รับการต้อนรับ อย่างดีเยี่ยมในทุกสถานที่ ให้มีสง่าราศี ประดุจพระจันทร์ในคืน วันเพ็ญที่ปราศจากหมู่เมฆ ให้บุญบารมีรัศมีกำลังฤทธิ์อำนาจสิทธิเฉียบขาดของพระนิพพานลงรักษาให้ปลอดภัย ให้มีสุขภาพพลานามัยที่แข็งแรง อย่าเจ็บ อย่าป่วย อย่าไข้ มีอายุยืนยาว ได้สร้างบารมีไปนาน ๆ ให้เทวดาลงรักษาทั้งวันทั้งคืน ให้อยู่ในความคุ้มครองของ พระธรรมกาย อยู่ในความคุ้มครองของหลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ อยู่ในความคุ้มครองของพระนิพพาน ขอสิ่งที่หลวงพ่อได้ตั้งใจให้ลูกพระลูกเณรทั้งหลายเป็นอย่างนี้ จงเป็นผลสำเร็จ จงเป็นผลสำเร็จ จงเป็นผลสำเร็จ ด้วยอานุภาพแห่ง พระธรรมกายของพระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ จงทุกประการเทอญ วันพุธที่ ๑๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๓๖ 6.เวลาที่เหลืออยู่ เมื่อสักครู่เราได้ประกอบพิธีมหาปวารณากัน โดยต่างปวารณา ซึ่งกันและกันว่า หากได้เห็น ได้ยิน หรือสงสัยว่า เพื่อนสหธรรมิกกระทำผิดพลาดจากพระธรรมวินัย จากข้อวัตรปฏิบัติ จะด้วยความ ผิดพลาดพลั้งเผลอ ทางกาย ทางวาจาก็ดี ที่จะเป็นเหตุให้เพื่อน สหธรรมิกหลุดจากเป้าหมายที่จะทำพระนิพพานให้แจ้ง ก็จะแนะนำตักเตือนด้วยความปรารถนาดี โดยเอาพระธรรมวินัยเป็นที่ตั้ง ส่วนผู้ได้รับการตักเตือนก็จะยิ้มรับด้วยความเต็มใจ ดีอกดีใจ และรู้สึกขอบพระคุณเพื่อนสหธรรมิกที่มีความปรารถนาดี กล้าให้คำแนะนำตักเตือน เหมือนช่วยชี้ขุมทรัพย์ ชี้ข้อบกพร่อง ให้ตัวเราสามารถฝึกฝนตนเองได้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ในสมัยพุทธกาล พระภิกษุสามเณรที่บวชเข้ามาในบวรพระพุทธศาสนาต่างก็มีเป้าหมายเดียวกัน นั่นคือหวังที่จะทำพระนิพพาน ให้แจ้ง นั่นหมายถึงว่าพระนิพพานมีอยู่แล้ว แต่เรายังไม่แจ้ง เพราะกิเลสเข้าไปครอบงำ และด้วยพระธรรมวินัยที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสไว้ดีแล้วนี้เอง จะเป็นแนวทางให้เราอาศัยประพฤติปฏิบัติเพื่อทำพระนิพพานให้แจ้งได้ เพราะฉะนั้นถ้าหากเรากระทำผิดพลาดพลั้งเผลอ ไม่ปฏิบัติตาม พระธรรมวินัย เพื่อนสหธรรมิกก็จะแนะนำตักเตือนเรา เพื่อจะได้ไปถึงเป้าหมายไปเป็นทีมพร้อม ๆ กัน ออกพรรษาแล้ว ภิกษุทั้งหลายก็จะแยกย้ายกันไปประพฤติปฏิบัติธรรมตามสถานที่ชอบใจ ตามป่าเขา ห้วยหนองคลองบึง ตามถ้ำ ตามโคนไม้ ลอมฟาง เรือนว่าง หรือที่ไหนก็แล้วแต่ ที่มีความรู้สึกว่า ปฏิบัติธรรมแล้วสะดวกใจ ใจรวมได้เร็ว ก็จะแยกย้ายกันไป จะไม่อยู่รวมกัน โดยยึดถือเอาพระธรรมวินัยเป็นที่ตั้ง เหมือนมีพระบรมศาสดาอยู่ใกล้ ติดเป็นเงาตามตัวอย่างนั้น กิจวัตรและกิจกรรม บัดนี้ เราปวารณากันแล้ว ได้ทำตามเยี่ยงอย่างอริยประเพณี หลวงพ่อไม่อยากให้ทำแค่เป็นเพียงธรรมเนียมหรือตามประเพณีเท่านั้น อยากให้เป็นเรื่องจริงจังที่จะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อตัวเรา ให้สมฐานะที่เราสมัครใจเข้ามาเป็นนักบวช เพราะเห็นภัยในวัฏสงสาร เพราะเบื่อหน่ายต่อความทุกข์ อยากพ้นทุกข์ เห็นว่าชีวิตนักบวชเป็นชีวิตแบบเดียวที่ปลอดกังวล และมีโอกาสทำพระนิพพานให้แจ้งได้ ชีวิตนักบวชมีวัตถุประสงค์อย่างนี้ เพราะฉะนั้นเมื่อเราปวารณากันแล้วก็ขอให้ทำกันอย่างจริงจัง เนื่องจากวัดเรามีทั้งกิจวัตรและกิจกรรมที่จะต้องทำควบคู่กันไป ดังนั้นสิ่งที่เราสามารถแนะนำตักเตือนเพื่อนสหธรรมิกจึงมี ๒ เรื่อง คือ เรื่องกิจวัตรและกิจกรรม ในด้านกิจกรรม ลูกทุกรูปต่างตั้งใจสร้างบารมี ตั้งใจทำงานที่ได้รับมอบหมายให้มีประสิทธิภาพสมบูรณ์ที่สุด ก็พยายามปรึกษาหารือกันอยู่ตลอดเวลา จนกระทั่งดึก ๆ ดื่น ๆ เท่าที่หลวงพ่อสังเกตดู เรามักจะบริหารเวลากันไม่ค่อยเป็น ไม่รู้จักวิธีที่จะรวบรัดสรุปงานให้ได้ผลอย่างรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ ใช้เวลาประชุมน้อยที่สุดแต่ให้ได้งานมากที่สุด ที่ผ่านมานั้น เราทำตรงนี้ยังไม่สมบูรณ์ เมื่อทำบ่อยเข้าก็เกิดเป็นความเคยชินจนติดเป็นนิสัย นิสัยที่อยู่ที่ทำงานกันดึก ๆ ดื่น ๆ คุยเรื่องงานส่วนหนึ่ง คุยเรื่องอื่นอีกส่วนหนึ่ง แล้วก็เพลินไปจนกระทั่งดึกดื่น จำวัดดึก ตื่นเช้าไม่ไหว พอตื่นขึ้นมาก็เพลีย เหนื่อย ไม่มีอารมณ์ที่จะทำวัตร จึงทำให้กิจวัตรกิจกรรมไม่ลงตัว ในด้านกิจวัตร การสวดมนต์ไหว้พระจะเป็นเครื่องกลั่นกรองใจเราให้หยุดนิ่ง เพราะฉะนั้นกิจวัตรที่จัดเอาไว้ให้ จะเป็นการสวดมนต์ทำวัตรเช้า-วัตรเย็น นั่งสมาธิภาวนาก็ดี ล้วนมีวัตถุประสงค์ที่จะตะล่อมใจให้หยุดนิ่ง ให้เข้าถึงธรรมภายในทั้งนั้น หลวงพ่ออยากให้ลูกทุกรูป เกิดความสำนึกว่า เรามีเวลาอยู่ในโลกนี้จำกัด หากเมื่อไรมีวัยเท่ากับหลวงพ่อตอนนี้ จะยิ่งมีความรู้สึกว่า วันคืนมันหมดไปอย่างรวดเร็ว เวลาแห่งการทำความดีหมดไปเร็วเหลือเกิน เพราะฉะนั้นขอย้ำอีกทีว่า เรามีเวลาอยู่ในโลกนี้จำกัด เมื่อเราตั้งใจเป็นนักบวชเพื่อมุ่งแสวงหาพระนิพพาน หาที่สุดแห่งธรรม เราก็ควรจะทำให้ได้อย่างที่ได้ตั้งใจเอาไว้ โดยไม่มีข้อแม้ ข้ออ้าง หรือเงื่อนไข หากลูกเชื่อคำพูดที่ว่าหว่านพืชเช่นไรย่อมได้ผลเช่นนั้น ประกอบเหตุอย่างไรก็ได้ผลอย่างนั้น ปลูกถั่วก็ได้ถั่ว ปลูกงาก็ได้งา ตลอดระยะเวลาหนึ่งพรรษาที่ผ่านมา หากเราปฏิบัติกิจวัตรกิจกรรมควบคู่ไปกับการปฏิบัติธรรมอย่างไม่มีข้อแม้ ข้ออ้าง และเงื่อนไข ผลที่จะออกมาต้องเป็นสิ่งที่ดีงามอย่างแน่นอน ให้ถามตัวเองว่า ตลอดพรรษาที่ผ่านมานั้น เราได้เป็นนักสู้สมกับที่ได้ตั้งใจมาบวชมาแสวงหาหนทางพระนิพพาน และมีเป้าหมายจะไปถึงที่สุดแห่งธรรมแล้วหรือยัง หากเรายังทำไม่สมบูรณ์ ออกพรรษาแล้วก็ทำให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ออกพรรษาแล้ว อย่าละความเพียร ออกพรรษาแล้ว เรามีเวลาว่างกันอีกมาก คำว่า “ว่าง” ในที่นี้ หมายถึง เมื่อเราบริหารเวลาได้ลงตัว เราสามารถทำทั้งกิจวัตรและกิจกรรมสองอย่างนี้ควบคู่กันไป หลวงพ่ออยากให้ลูกทุกรูปตั้งใจประพฤติปฏิบัติธรรมกันอย่างเต็มที่ อย่าประมาท คิดดูให้ดีว่า พรรษาเราเพิ่มขึ้นแต่ธรรมกายเราเข้าถึง แล้วหรือยัง ที่สำคัญตัวของเรานั้นเข้าถึงแล้วหรือยัง ทั้ง ๆ ที่ธรรมกาย มีอยู่ แต่เราได้ให้ความเอาใจใส่กับตรงนี้แค่ไหน ถ้าใครยังได้ยิน แต่ชื่อ ยังเข้าไม่ถึง ยังไม่รู้จัก ก็ตั้งใจปฏิบัติธรรมให้ได้รู้จักตัวจริง ของท่าน ด้วยกำลังบุญกำลังบารมีของลูกทุกรูป ถ้าตั้งใจจริง ๆ แล้วใจหยุดได้ทุกรูป ที่หยุดไม่ได้เป็นไม่มีเด็ดขาด ถ้าบุญน้อยจะไม่ได้ยินคำว่า “ธรรมกาย” จะไม่มีโอกาสมาสร้างบุญร่วมกัน นี่คือสัญลักษณ์ของผู้มีบุญในกาลก่อน เพราะฉะนั้น ต้องรีบปรับปรุงตัวของเราให้ดี ปรับใจให้ดี อะไรที่เป็นข้าศึกต่อการทำใจหยุดนิ่ง ที่จะเข้าถึงพระธรรมกายภายใน เราก็เว้นสิ่งนั้น อย่าเข้าใกล้ อย่าสนใจ อย่าให้ความสำคัญ เอาใจใส่กับสิ่งที่สำคัญที่สุด คือ กลางของเรา แม้ว่าเราจะมีภารกิจอะไรก็ตาม อย่าทิ้งกลาง อย่าทิ้งใจหยุดใจนิ่ง เราจะต้องเข้าถึงให้ได้ พิสูจน์ให้ได้ว่าธรรมกายมีจริงไหม เป็นอย่างไร เข้าถึงแล้วจะรู้สึกอย่างไร คำว่า “รสแห่งธรรม ชนะเลิศกว่ารสทั้งปวง” รสนั้นเป็นอย่างไร เราจะได้รู้รสกัน วันพรุ่งนี้ พระนวกะส่วนหนึ่งก็จะลาสิกขา เพราะลางานมาได้แค่ช่วงสั้นภายในพรรษานี้ อีกส่วนหนึ่งก็จะขึ้นไปปฏิบัติธรรมที่พนาวัฒน์ พูดถึงพระนวกะแล้วน่าชื่นใจ วันคืนผ่านไปตลอดหนึ่งพรรษา ตั้งใจกันดีเหลือเกิน ทั้งฝึกฝนอบรมตนเอง ทั้งปฏิบัติธรรม ทำได้ดีมาก เพราะฉะนั้น อานิสงส์ที่พระนวกะจะได้รับ เมื่อออกพรรษาแล้วตั้งใจจะไปปฏิบัติธรรมที่พนาวัฒน์ต้องสมหวัง ต้องเข้าถึงธรรมกันอย่างแน่นอน ส่วนที่จำเป็นต้องลาสิกขาก็ไปปฏิบัติธรรมกันต่อที่บ้านนะลูกนะ ความรู้ภายใน มีสิ่งที่น่าสนใจภายในตัวเราอีกมากมายทีเดียว โดยอาศัย การหยุดนิ่งนี่แหละ หยุดเข้าไปถูกส่วนเข้า เดี๋ยวก็เห็นดวงธรรม เห็นกายภายใน เห็นธรรมกาย และก็มีเรื่องราวเกี่ยวกับธรรมกาย ตลอดเส้นทาง ความรู้ภายในเป็นสิ่งที่เราจะต้องเข้าถึงให้ได้ เป็นอาชีพของ พระที่จะไปรู้ไปเห็นว่า ในโอกาสโลก ขันธโลก สัตวโลก มีการเกี่ยวพัน กันอย่างไร เขาบังคับบัญชากันอย่างไร การกระทำจากคนหนึ่ง มีผลกระทบถึงจักรวาล ถึงแสนโกฏิจักรวาล ถึงอนันตจักรวาล ถึงธาตุธรรมทั้งหมดอย่างไร เพราะฉะนั้นนี่เป็นเรื่องใหญ่ที่พวกเราทั้งหลายควรจะเอาใจใส่ศึกษา ที่จะไปรู้ไปเห็น อย่ามัวไปทอดธุระให้หมดเวลากันไปวัน ๆ อย่างนั้นไม่เอา กลับใจเสียใหม่ อย่ามัวสนใจแต่เรื่องที่ไม่เป็นสาระ จนกระทั่งลืมเรื่องการหยุดการนิ่ง ขอย้ำอีกครั้งว่า เราได้ปวารณากันเอาไว้แล้ว เพราะฉะนั้น เมื่อเพื่อนสหธรรมิกตักเตือนเกี่ยวกับเรื่องข้อวัตรปฏิบัติ กิจวัตรกิจกรรมอะไรต่าง ๆ ก็ดี อย่าโกรธกัน ให้รักกัน สามัคคีกัน มีความปรารถนาดี ซึ่งกันและกัน และเราจะได้ไปถึงที่สุดแห่งธรรมพร้อม ๆ กัน ในที่สุดนี้ หลวงพ่อขออนุโมทนาสาธุการกับลูกทุกรูป ที่ได้ตั้งใจประพฤติปฏิบัติธรรม ตลอดระยะเวลาผ่านมาหนึ่งพรรษา บางรูปก็ได้ตั้งใจสวดพระปาติโมกข์ให้ได้ ทรงจำพระวินัยเอาไว้ บางรูปก็ตั้งใจปฏิบัติธรรมกันอย่างเต็มที่เต็มกำลัง ให้อานุภาพแห่งบุญนี้ เป็นบุญวิเศษที่ติดอยู่ในศูนย์กลางกายของลูกทุกรูป ขจัดสิ่งที่ไม่ดีต่าง ๆ ให้หมดสิ้นไปจากกายวาจาใจ จากธาตุธรรมเห็นจำคิดรู้ ให้ธาตุธรรมเห็นจำคิดรู้นั้นสะอาด บริสุทธิ์ ผ่องใส เหมาะสมที่จะเป็นที่รองรับพระรัตนตรัย ให้มีสุขภาพพลานามัยที่แข็งแรง ห่างไกลจากสิ่งที่เป็นข้าศึกต่อพรหมจรรย์ ต่อกุศลธรรม ต่อเป้าหมายที่จะไปถึงที่สุดแห่งธรรม ให้รู้แจ้งเห็นแจ้งแทงตลอดในวิชชาธรรมกาย ให้หยุดได้สนิท หยุดได้นิ่งนาน หยุดได้ต่อเนื่อง หยุดได้อย่างสมบูรณ์ หยุดกระทั่งเข้าถึงความสำเร็จ กระทั่งรู้จักคำว่า “หยุด เป็นตัวสำเร็จ” ให้แตกฉานในพระไตรปิฎก ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ ของพระผู้มีพระภาคเจ้าที่ตรัสเอาไว้อย่างดีแล้ว ให้เป็นพระที่สมบูรณ์ เป็นสามเณรที่สมบูรณ์ เป็นนักบวชที่โลกต้องการ ให้เป็นที่รักของมนุษย์ของเทวดาทั้งหลาย ให้มีจิตใจเบิกบานแจ่มใส เป็นสุขทั้งนั่งนอนยืน เดิน ทั้งหลับทั้งตื่น จะแสดงธรรมก็ให้ไพเราะทั้งเบื้องต้น ท่ามกลาง และเบื้องปลาย บริสุทธิ์บริบูรณ์ทั้งอรรถพยัญชนะ เช่นเดียวกับพระผู้มีพระภาคเจ้า ที่ทรงแสดงเอาไว้อย่างดีแล้ว เมื่อใครได้ยินได้ฟังข้ออรรถข้อธรรมที่ลูกทุกรูปได้แสดงไปแล้ว ก็ขอให้เขาเข้าใจในธรรมนั้น ให้มีจิตใจปราโมทย์ ปีติเบิกบานหลุดพ้นจากกิเลสอาสวะที่เข้ามาครอบงำนับภพนับชาติไม่ถ้วน ขออานุภาพแห่งบุญบารมีรัศมีกำลังฤทธิ์ อำนาจสิทธิเฉียบขาด ของพระพุทธเจ้าในอายตนนิพพานนับอสงไขยพระองค์ไม่ถ้วน บารมีธรรมของพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย บารมีธรรมของพระอรหันตเจ้า ทั้งปวง ตลอดจนกระทั่งบารมีธรรมของหลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ พระมงคลเทพมุนี ผู้ค้นพบวิชชาธรรมกาย บารมีธรรมของคุณยายอาจารย์อุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง จงดลบันดาลให้สิ่งที่หลวงพ่อได้ ตั้งความปรารถนาให้ลูกทุกรูป จงเป็นผลสำเร็จ จงเป็นผลสำเร็จ จงเป็นผลสำเร็จ ด้วยอานุภาพแห่งบุญบารมีรัศมีกำลังฤทธิ์อำนาจสิทธิเฉียบขาดของผู้มีบุญผู้พ้นแล้วเป็นอัศจรรย์จงทุกประการเทอญ วันอาทิตย์ที่ ๘ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๓๘ 7.วันเริ่มต้นหัวใจกัลยาณมิตร เราได้ทำพิธีมหาปวารณากันเสร็จเรียบร้อยแล้ว ซึ่งเป็นไปตามธรรมเนียมที่ปฏิบัติสืบเนื่องกันมา ตั้งแต่ในสมัยพุทธกาลสองพันห้าร้อยกว่าปีแล้ว นักบวชสมัยพุทธกาลกับมหาปวารณา การบวชในสมัยพุทธกาลนั้นแตกต่างจากในสมัยปัจจุบันนี้ สมัยพุทธกาล ผู้ที่เข้ามาบวช คือ ผู้ที่เห็นภัยในวัฏสงสาร เห็นว่าชีวิตเป็นทุกข์ อยากจะแสวงหาหนทางพ้นทุกข์ เมื่อได้ยินได้ฟังพระธรรมคำสอนของพระบรมศาสดา ก็เกิดกุศลศรัทธา อยากจะเข้ามาบวชในพระพุทธศาสนา เพราะเห็นว่าชีวิตของนักบวชเป็นชีวิตที่มีแก่นสาร ปลอดกังวลจากพันธนาการของชีวิต จะได้มีเวลาว่างศึกษาพระธรรมคำสอนของพระบรมศาสดา แล้วลงมือปฏิบัติเพื่อให้เข้าถึงความรู้แจ้งเห็นจริงของชีวิต และพ้นจากทุกข์ทั้งปวง เพราะฉะนั้น นักบวชในสมัยพุทธกาลนั้น เมื่อออกบวชแล้วก็ตั้งใจแสวงหามรรคผลนิพพาน ตั้งใจศึกษาพระธรรมวินัย ตั้งใจปฏิบัติธรรมอย่างเต็มที่เพื่อให้บรรลุมรรคผลนิพพานให้ได้ ต่อมาทรงมีพุทธานุญาตให้มีการอยู่จำพรรษา เพื่อศึกษาพระธรรมวินัย และเพื่อจะได้ปฏิบัติธรรมร่วมกัน และได้กำหนดให้วันสุดท้ายของการเข้าพรรษาเป็นวันมหาปวารณา เพราะในสมัยก่อน ตลอดระยะเวลา หนึ่งพรรษานั้น ต่างก็มุ่งปฏิบัติธรรมเพื่อแสวงหามรรคผลนิพพาน ดังนั้นโอกาสที่จะพูดจาแนะนำตักเตือนกันจึงไม่มี ผู้เข้ามาบวชนั้น บางรูปยังเป็นผู้ใหม่อยู่ ยังไม่เข้าใจพระธรรมวินัยอย่างลึกซึ้ง เมื่อไม่มีกัลยาณมิตรคอยแนะนำก็ทำไม่ถูกต้อง เมื่อทำไม่ถูกก็ทำอย่างที่เคยทำสมัยเมื่อครั้งเป็นฆราวาส จึงทำให้ประโยชน์ที่จะได้รับจากการบวชไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย พระพุทธองค์จึงได้กำหนดให้มีวันมหาปวารณาขึ้น เพื่อให้ภิกษุทั้งหลายต่างเป็นกัลยาณมิตรซึ่งกันและกัน โดยมีจุดมุ่งหมายว่า จะช่วยชี้แนะข้อบกพร่องเหมือนการชี้ขุมทรัพย์ให้แก่กัน เพื่อที่จะได้ประคับ ประคองให้ทุกรูปนั้นอยู่ในเส้นทางธรรม แล้วมุ่งตรงต่อหนทางของพระนิพพาน โดยต่างปวารณาซึ่งกันและกันว่า ใครได้เห็น ได้ยิน หรือสงสัยถึงความประพฤติที่ไม่ถูกต้องตามพระธรรมวินัย ให้แนะนำตักเตือนกันได้ เมื่อใครได้รับการแนะนำแล้วก็จะขอบคุณ ไม่ผูกโกรธ ไม่ขัดเคือง และนำมาพิจารณาใคร่ครวญว่า สิ่งที่เพื่อนสหธรรมิกแนะนำนั้นถูกต้องตรงตามพระธรรมวินัยไหม เราพลาดจากข้อวัตรปฏิบัตินั้นจริงหรือเปล่า ถ้าหากว่าเราประพฤติบกพร่องจริง ก็จะปรับปรุงแก้ไขตนเองด้วยความปีติยินดี ดีอกดีใจ และขอบพระคุณผู้ที่มาแนะนำนั้น แต่ถ้าหากผู้ที่มาแนะนำนั้นอาจจะได้ยินต่อ ๆ กันมา หรือแค่สงสัย ซึ่งความจริงเรามิได้เป็นอย่างนั้น ถึงอย่างไรก็ตามเมื่อได้รับคำแนะนำก็ควรขอบคุณ แล้วก็ให้อภัยไม่ถือสาในการชี้แนะ แม้ว่าจะไม่ตรงกับความจริงในข้อวัตรปฏิบัติของเรา ซึ่งถูกต้องตาม พระธรรมวินัยแล้วก็ตาม สรุปง่าย ๆ ก็คือ ไม่ผูกโกรธ ไม่ขัดเคืองใจ ไม่ว่าสิ่งที่แนะนำนั้นจะถูกหรือไม่ถูกก็ตาม หรือถูกตามพระธรรมวินัยแต่ไม่ตรงกับ ความเป็นจริงของข้อวัตรปฏิบัติของเราก็ตาม ให้มีแต่ใจยินดีน้อมรับ คำแนะนำด้วยจิตใจที่ชื่นบานปลื้มปีติยินดีตลอดเวลา ในสมัยพุทธกาล หลังจากวันมหาปวารณา พระภิกษุทั้งหลายต่างก็จะปลีกตัวแยกย้ายกันไปแสวงหาที่วิเวก เพื่อที่จะประพฤติปฏิบัติธรรมขจัดกิเลสอาสวะให้หมดสิ้นไปตามจริตอัธยาศัยที่ชอบ บางท่านชอบอยู่ป่าก็ไปป่า ชอบอยู่ถ้ำก็เข้าถ้ำ ชอบอยู่โคนไม้ก็ไปที่โคนไม้ ชอบที่ไหนก็ไปที่นั่น ดังนั้นในสมัยพุทธกาลจึงมีผู้บรรลุมรรคผลนิพพานกันมาก นักบวชในปัจจุบัน การบวชในสมัยปัจจุบันแปรเปลี่ยนไปตามอินทรีย์แก่อ่อน ของแต่ละท่าน บางท่านเหมือนผลไม้ที่จะสุกงอมแล้ว ก็ตัดสินใจบวช เพื่อแสวงหามรรคผลนิพพาน โดยทิ้งทุกสิ่งทางโลก เพราะเห็นภัยในวัฏสงสาร ทิ้งตั้งแต่การศึกษาเล่าเรียนที่จบกันมา ทิ้งอนาคตที่จะไปเป็นใหญ่เป็นโตในทางโลก ทิ้งการครองเรือน เพราะมองเห็นตลอดแล้วว่า เส้นทางชีวิตของฆราวาสนั้นจะหาโอกาสมาประพฤติปฏิบัติธรรม รักษาศีล เจริญภาวนา ให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ประดุจสังข์ขัดนั้นยาก เพราะสิ่งแวดล้อมเปลี่ยนไป มีการแข่งขัน มีคู่แข่ง มีคู่แค้น มีการแก่งแย่งชิงดีกันตลอดเวลา บางครั้งก็มีโอกาสทำความดีได้เต็มที่ แต่บางครั้งก็ไม่เต็มที่ จึงตัดสินใจออกบวชเพื่อแสวงหามรรคผลนิพพาน สำหรับบางท่านที่อินทรีย์ยังอ่อนอยู่ หรือก่อนบวชยังครองเรือน ยังมีภารกิจทางโลกที่จะต้องรับผิดชอบ ต้องดูแลครอบครัว หรือว่ายังต้องการแสวงหาประสบการณ์ภายนอก ยังไม่แจ่มแจ้ง ยังไม่หายสงสัย แต่มีกุศลศรัทธาก็ตั้งใจมาบวชชั่วคราวในช่วงเข้าพรรษา ๓ เดือน เพราะฉะนั้นการบวชในปัจจุบันจึงมี ๒ ประเภท คือ บวชเพื่อแสวงหามรรคผลนิพพาน บวชชั่วคราว เมื่อถึงกำหนดเวลาก็ลาสิกขากันไป แต่จะบวชแบบใดก็ตาม ขอให้เรามีมรรคผลนิพพานเป็นแก่นสาร การบวชอย่างนี้จึงจะได้ประโยชน์อย่างยิ่งต่อตัวเรา ต่อโยมพ่อโยมแม่ ต่อครอบครัว ต่อพระพุทธศาสนา ต่อสรรพสัตว์ทั้งปวง เพราะฉะนั้นจะบวชระยะสั้นหรือยาวก็ไม่สำคัญ สำคัญว่าบวชมาแล้วต้องมีเป้าหมายที่จะทำพระนิพพานให้แจ้งเหมือนกัน วันเริ่มต้นหัวใจกัลยาณมิตร เนื่องจากวันนี้ เรามีนักบวช ๒ ประเภท ที่รวมกันอยู่ ณ ที่นี้ และต่างก็ได้ทำมหาปวารณาซึ่งกันและกันแล้ว นับว่าเป็นสิ่งที่ดี การทำพิธีมหาปวารณาในวันนี้ ส่วนหนึ่งเป็นการทำตามธรรมเนียมประเพณีที่ปฏิบัติสืบต่อกันมา แต่อีกส่วนหนึ่งหลวงพ่ออยากให้เป็นสิ่งที่ยึดถือปฏิบัติกันอย่างจริงจัง เพื่อให้บังเกิดประโยชน์ต่อการบวช คือ ให้เราตักเตือนกันอย่างแท้จริง ไม่คิดว่าทำแค่เป็นธรรมเนียมในวันนี้ พอวันรุ่งขึ้นก็เหมือนเก่า ไม่ใช่อย่างนั้น ให้ถือว่า วันนี้คือวันเริ่มต้นที่เรามีหัวใจกัลยาณมิตร มีความรักใคร่ มีความปรารถนาดีที่จะช่วยกันประคับประคองให้ทุกคนไปถึงฝั่งของพระนิพพานให้ได้ ดังนั้น ในการปวารณากันที่ผ่านมาเมื่อสักครู่ ขอให้เป็นสิ่งที่เราจะทำกันอย่างจริงจัง และนำมาปฏิบัติ ไม่ว่าเราจะอยู่ในเพศสมณะนี้ต่อไป หรือว่าจะลาสิกขาไปก็ตาม ถ้าเป็นเพศนักบวชด้วยกัน เมื่อปวารณากันแล้ว ต่อไปก็ทำหน้าที่กัลยาณมิตรอย่างที่หลวงพ่อได้กล่าวมาแล้วในเบื้องต้น คือแนะนำด้วยความปรารถนาดีในสิ่งที่ได้เห็น ได้ยิน หรือสงสัย เพื่อช่วย ประคับประคองให้ประพฤติถูกต้องตามพระธรรมวินัย ให้มีกำลังใจที่จะสร้างบารมีกันต่อไป เมื่อเราได้ยินได้ฟังสิ่งที่เพื่อนสหธรรมิกแนะประโยชน์ ก็อย่าขัดเคือง อย่าขุ่นมัว จะด้วยประการใดก็แล้วแต่ ให้ขอบคุณ ทำใจให้ชื่นบาน แล้วกลับมาพิจารณาตัวเราว่า เป็นจริงอย่างนั้นหรือเปล่า ถ้าไม่เป็นก็แล้วไป ให้อภัย แต่ถ้าเราบกพร่องผิดพลาดจริงก็กลับตัวกลับใจเสียใหม่ ปรับปรุงแก้ไขกันไป ไม่ช้าเราก็จะได้ประคองกันไปจนถึงฝั่งของพระนิพพาน ส่วนผู้ที่จำเป็นจะต้องลาสิกขา เมื่อไปเป็นฆราวาสแล้ว ให้กลับมา เยี่ยมวัด มาพบพระอาจารย์ พบพระพี่เลี้ยง หรือมาพบหลวงพ่อ หรืออดีตเพื่อนสหธรรมิกเก่าของเรา ซึ่งท่านเหล่านั้นจะแนะนำตักเตือนอะไรโดยธรรมก็ให้รับฟังเอาไว้ แล้วก็นำมาพิจารณาใคร่ครวญดู ถ้าเป็นอย่างนั้นก็แก้ไขเสีย ถ้าหากไม่เป็นอย่างนั้นก็ให้อภัย ยิ้มแย้มแจ่มใส และก็สร้างบารมีร่วมกันต่อไป ถ้าทำกันได้อย่างนี้ มหาปวารณาในวันนี้ จะเป็นประโยชน์ต่อตัวเรา ต่อครอบครัว ต่อเพื่อนร่วมโลก ต่อพระศาสนา และสรรพสัตว์ ทั้งปวง เพราะการปวารณาก็คือการเริ่มต้นตั้งหลักทำความดีใหม่ เพราะอินทรีย์เรายังอ่อนอยู่ เหมือนกับเด็ก ๆ เวลาหัดเดินใหม่ ๆ ก็ล้มลุกคลุกคลาน ตั้งไข่ล้มต้มไข่กินอย่างนั้น ล้มแล้วก็มีพี่เลี้ยง คอยประคองให้เรายืนขึ้น จงยืนขึ้นอย่างองอาจ และก็ก้าวเดินต่อไปในเส้นทางธรรม ด้วยความอาจหาญ ด้วยความปีติยินดี ๗ วัน ๗ เดือน ๗ ปี ไม่ว่าเราจะอยู่ในเพศนักบวช หรือเพศฆราวาสก็ตาม ยังมีกิจ ที่จะต้องทำกันต่อไป นั่นคือการแสวงหาหนทางพระนิพพานซึ่งมีอยู่แล้วในตัวของเรา เป็นเรื่องที่น่าแปลก สิ่งที่ดีอยู่ใกล้แต่การแสวงหามักจะทำกันอย่างไม่เต็มที่เต็มกำลัง เรามักจะใช้เวลาให้หมดไปในเรื่องราวที่ไม่เป็นสาระ ถ้าเป็นนักบวชก็ให้สังเกตใจของเราในแต่ละวันว่า ยังมุ่งอยู่ตรงจุดที่จะเดินทางไปสู่อายตนนิพพานได้มากน้อยแค่ไหน ซึ่งส่วนใหญ่แล้วมักจะหลุด ไม่ค่อยจะต่อเนื่องสักเท่าไร เพราะประสบการณ์ภายในเป็นเครื่องบ่งชี้ว่า เราได้ให้ความเอาใจใส่กับสิ่งนี้จริงจังแค่ไหน หลวงพ่อเชื่อมั่นในคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ว่า ถ้าตั้งใจจริงแล้วเราต้องบรรลุผลอย่างแน่นอน อย่างเร็ว ๗ วัน อย่างกลาง ๗ เดือน อย่างช้า ๗ ปี ถ้าเอาจริงเอาจังแล้ว ไม่ควรจะเกินเลข ๗ ตามที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ วันนี้หลวงพ่อสังเกตเป็นพิเศษ อยากเห็นหน้าทุกรูป เพื่อจะดูว่า กำลังเข้า ๗ วัน ๗ เดือน ๗ ปีหรือเปล่า พรรษาก็สูง ๆ กันก็เยอะ ไล่กันตามมาเป็นลำดับ แล้วได้บรรลุวัตถุประสงค์ของการบวชกันแล้ว หรือยัง ซึ่งเราต่างก็ทราบตัวของเราเอง เพราะฉะนั้นให้ตั้งใจให้ดี หากตั้งใจจริงแล้วไม่น่าจะเกิน ๗ วัน ๗ เดือน หรือ ๗ ปี ตามที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ “จริง” ต้องได้ จริงอยู่แม้ว่าเราจะมีภารกิจอื่นเข้ามาเสริมในระหว่างการประพฤติปฏิบัติธรรมมากมายก็ตาม หลวงพ่อคิดว่าภารกิจเหล่านั้นไม่น่าจะเป็นอุปสรรคอะไร เพราะกิจวัตรกิจกรรมทั้งหลายที่จัดเอาไว้นั้นล้วนเป็นไปเพื่อการสร้างบารมี และเกื้อหนุนให้เข้าถึงธรรมทั้งสิ้น ขึ้นอยู่กับตัวเราเอาจริงแค่ไหน ในขณะที่เรามักจะมีข้ออ้างว่า มีกิจกรรมเยอะ จนไม่มีโอกาสปฏิบัติธรรม แต่ก็มีเพื่อนสหธรรมิกหลายรูปที่มีภารกิจมากมายเช่นเดียวกับเรา แต่ถึงแม้มีกิจกรรมมาก กิจวัตรก็ไม่ขาด ผลการปฏิบัติธรรมก็ได้ผลดี แล้วอะไรคือข้อแตกต่าง ทั้ง ๆ ที่มีกิจวัตรกิจกรรมเสริมเท่ากัน แต่ผลที่ได้กลับไม่เท่ากัน อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่า เราเอาจริง แค่ไหน มีความปรารถนาจะเข้าถึงพระธรรมกายแค่ไหน ถ้าหากตั้งใจจริง หลวงพ่อว่าต้องทำได้เช่นเดียวกับเพื่อน สหธรรมิกของเรา แม้จะมีภารกิจมาก ก็ทำได้เหมือนกัน ดังนั้น หลวงพ่อคิดว่า ไม่น่าจะมีอะไรเป็นข้ออ้างข้อแม้และเงื่อนไขในการ เข้าถึงธรรม ชีวิตนักบวชมีค่า ยิ่งกว่าทองเท่าภูเขา พรรษาหนึ่งผ่านไปประเดี๋ยวเดียวเท่านั้นเอง ๓ เดือน ก็หมดเวลาแล้ว เราจะเห็นว่า เวลามันหมดเร็วจังเลย เดี๋ยววัน เดี๋ยวคืน เดี๋ยวก็หมดเวลาแล้ว จริง ๆ แล้ว หลวงพ่อไม่อยากให้ทุกรูปลาสิกขาเลย นี่ถ้าเอาทองเท่าภูเขาแลกได้ก็จะเอาแลกคนละลูก ๆ เพราะหลวงพ่ออยากให้มุ่งศึกษาวิชชาธรรมกายว่า เป็นอย่างไร มีจริงแค่ไหน หลวงพ่อพูดให้ฟังอยู่เรื่อย ๆ ว่า มีจริง ดีจริง แต่เรายังพิสูจน์ไม่ได้เลย มันต้องพิสูจน์ให้ได้ก่อน เอหิปัสสิโก คือ ท้าพิสูจน์ เชิญให้มาดูเลย โอปนยิโก ควรน้อมเข้ามาไว้ในใจ สิ่งนี้มีอยู่ในตัว ไม่ได้อยู่นอกตัว ความสุขที่แท้จริง ความสุขทางธรรม หรือความสุขภายในอันเกิดจากการปฏิบัติธรรม ถ้าเทียบกันกับความสุขทางโลกที่เราเคยสัมผัสนั้น ทางโลก ไม่น่าจะใช้คำว่า “ความสุข” เลย เพราะอารมณ์ของความสุขไม่ใช่อย่างนั้น อารมณ์ของความสุขที่แท้จริงนั้นต้องโล่งโปร่งเบาสบาย เป็นอิสระ เป็นตัวของตัวเอง มีความเบิกบาน ชื่นบาน แล้วก็ไม่ต้องการอะไร เป็นความสุขที่มาพร้อมกับความบริสุทธิ์ ความรู้แจ้งภายใน เราจะได้รู้ได้เห็นเรื่องราวต่าง ๆ ที่เกี่ยวพันกับชีวิตของเรามากมาย ตอนนี้ เรายังไม่รู้เรื่องอะไรเลย นอกจากเรื่องครอบครัว เรื่องทำมาหากิน เรียนรู้วิธีหาเงินมาเลี้ยงชีวิต เลี้ยงครอบครัว ได้เงินมาก็ใช้จ่ายหมดไปกับ ความสนุกสนานเพลิดเพลิน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ความสุข แต่ว่าเมื่อไม่มีคำอะไรที่เหมาะสมมาใช้ พอความทุกข์ลดลงอยู่ในระดับที่พอทนได้ เลยเรียกความรู้สึกที่พอทนได้นี้ว่า “ความสุข” แต่จริง ๆ มันไม่ใช่ ความสุขที่แท้จริง เราจะรู้จักและเข้าถึงได้ก็ต่อเมื่อใจหยุดนิ่ง ถ้าใจไม่หยุดนิ่งแล้วจะไม่รู้จักคำว่า “ความสุข” เลย ต้องหยุดอย่างเดียว ใจที่แวบไปแวบมาก็มาหยุดนิ่งอยู่ภายในศูนย์กลางกาย ฐานที่ ๗ จนกระทั่งเข้าไปถึงแหล่งกำเนิดของความสุขที่แท้จริง เมื่อ เข้าถึงจุดนี้แล้วจึงจะได้รู้รสชาติว่า ความสุขแท้จริงนั้นเป็นอย่างไร เราจะรู้ได้ว่า “ความสุข” ที่เราเข้าใจก่อนบวช กับความสุขแท้จริงที่เกิดจากการปฏิบัติธรรมนั้นต่างกันอย่างไร เราจะรู้ได้ต่อเมื่อมีเครื่องเปรียบเทียบ หมายความว่า เราต้องเข้าถึงจุดแห่งการหยุดนิ่ง แล้วได้ สัมผัสกับอารมณ์แห่งความสุข ได้รู้รสชาติเสียก่อน และเราต้องมาเปรียบเทียบกับอารมณ์ที่เราเคยได้เห็นของสวย ๆ ได้ยินเสียงเพราะ ๆ ได้ดมกลิ่นหอม ๆ ได้รับประทานอาหารอร่อย ได้สัมผัสที่นุ่มนวล แล้วมาเทียบกับความสุขที่เกิดจากใจหยุดนิ่ง หลวงพ่อว่า ผู้ที่มีบุญเกิดมาในโลกนี้ ต้องรู้จักอารมณ์สองประเภทนี้ ถ้าไม่รู้จัก หลวงพ่อว่าเกิดมาตายฟรี ได้รู้อารมณ์เพียงแค่ ตาได้เห็นรูปงาม ๆ หูได้ยินเสียงเพราะ ๆ จมูกได้ดมกลิ่นหอม ๆ ปากได้รับประทานอาหารอร่อย ลิ้นได้รับรส กายได้รับการสัมผัส แค่นี้ใคร ๆ ก็ทำได้ทั้งนั้น แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่า ความสุขที่แท้จริงเป็นอย่างไร เพราะฉะนั้น หลังจากมหาปวารณาแล้ว จะอยู่ในเพศใดก็ตาม ให้มีจิตสำนึกลึก ๆ ว่า เราจะต้องแสวงหาความสุขที่แท้จริงให้ได้ ในขณะที่เรากำลังมีเรี่ยวแรงอยู่ ต้องหาให้เจอ เปรียบเทียบให้ได้ ถ้าไม่ได้ เกิดมาชาตินี้ตายฟรี ถึงจะเป็นมหาเศรษฐีก็รวยฟรี จะเป็นใหญ่เป็นโต ก็เป็นใหญ่เป็นโตฟรี เพราะยังมีภารกิจตรงนี้อยู่ที่เรา ยังไม่ได้ทำ อาภรณ์ชุดสุดท้าย กาสายะ สำหรับพระพรรษา ๑ หลวงพ่อก็ยังอยากให้อยู่ไปจนกระทั่งถึงวันรับกฐิน ซึ่งปีนี้กำหนดเอาไว้ตรงกับวันอาทิตย์ต้นเดือนวันที่ ๓ พฤศจิกายน อย่าเพิ่งรีบลาสิกขาก่อน เหลือเวลาอีกเพียงไม่กี่วัน เท่านั้นเอง เราจะได้รับกฐินโดยพร้อมเพรียงกัน จะเป็นความชื่นบาน ความปีติว่า เราได้ทำหน้าที่ของพระอย่างครบถ้วนบริบูรณ์ แล้ว หลังจากนั้นค่อยตัดสินใจ การลาสิกขานั้นเมื่อไรก็ลาได้ จะลาเดี่ยว ลาหมู่ หรือลาที่ไหน ลาได้ ทั้งนั้น เพียงแต่พูดภาษาบาลี ถ้าแปลเป็นภาษาไทยก็ว่า ไม่อยากเป็นพระแล้ว อยากเป็นฆราวาส แค่นี้ก็ลาสิกขาได้แล้ว ไม่ยากอะไร แต่การ บวชนั้นยากกว่า ไม่ใช่ว่าเห็นผ้าที่เขาขายตามร้านแล้วจะไปซื้อมาห่มได้เลยเสียเมื่อไร ต้องมีขั้นมีตอน กว่าจะได้บวชนั้นยาก เมื่อบวช เข้ามาแล้วก็ต้องใช้วันเวลาให้คุ้มค่า ชุดผ้ากาสาวพัสตร์ ชุดนี้เป็นชุดสุดท้ายในเส้นทางของสังสารวัฏ ผู้มีบุญเท่านั้นจึงจะได้ครองผ้ากาสาวพัสตร์ ทรงผมก็ทรงสุดท้าย เป็นทรงที่จัดเสร็จเรียบร้อยแล้ว ไม่มีภาระ ไม่มีเครื่องกังวล มีมีดโกนแทนหวี เป็นทรงสุดท้าย เป็นเครื่องแบบที่ทั้งมนุษย์และเทวดา เห็นแล้วยกมือกราบไหว้ ตั้งแต่คนชั้นล่าง ชั้นกลาง ถึงพระราชา มหากษัตริย์เจอแล้วต้องกราบไหว้ ถ้าเปลี่ยนชุดนี้เจอใครก็ไหว้ เหมือนกัน แต่ไหว้เขา ชุดนี้เป็นชุดที่สำคัญที่สุด สวมชุดนี้แล้วไม่มีอด มีหม้อข้าวใบเดียว แม้ว่ามีไม่มาก แต่ก็มีไม่หมด บิณฑบาตเลี้ยงสังขารเรื่อยไป เลี้ยงได้ตลอดชาติเลย เพียงพอสำหรับผู้แสวงหามรรคผลนิพพาน เพราะฉะนั้นชุดนี้ชุดสำคัญ ผู้มีบุญเท่านั้นจึงได้ไปครอง ให้รักษาชุดนี้เอาไว้ให้นานที่สุดเท่าที่จะนานได้ เพื่อแสวงหาหนทางพระนิพพาน พุทธศาสตร์ ศาสตร์ที่สำคัญที่สุด ในฐานะที่เราเป็นชาวพุทธ ไม่ควรนับถือพระพุทธศาสนา แค่เป็นอาภรณ์ประดับกายเหมือนแว่นกันแดด เหมือนเสื้อผ้า เพราะจริง ๆ แล้วพระพุทธศาสนามีความสำคัญมาก ๆ เป็นชีวิตจิตใจของเราทีเดียว เวลาใกล้จะละโลก เรานอนอยู่บนเตียงคนป่วย ศาสตร์ทุกศาสตร์ที่เรียนมาในมหาวิทยาลัย ไม่ว่าจะเป็นวิชาเศรษฐศาสตร์ วิทยาศาสตร์ รัฐศาสตร์ จะศาสตร์ชนิดไหนก็แล้วแต่ใช้บนเตียง คนป่วยไม่ได้เลย ตอนนั้นเป็นช่วงที่กำลังจะเดินทางไปสู่อีกภพหนึ่ง มียานพาหนะคือความเจ็บป่วย ความตายเป็นยานพาหนะนำพาไปสู่ชีวิตใหม่ แต่มีอยู่ศาสตร์หนึ่งที่จำเป็นต้องใช้ในตอนนั้น คือ พุทธศาสตร์ เห็นไหมว่า พระพุทธศาสนาเกี่ยวพันกับตัวเราตลอด แม้ในวาระสุดท้ายของชีวิต เราจะใช้อะไรเป็นเครื่องนำทางไปสู่ปรโลก สู่สุคติภพ ก็มีอยู่อย่างเดียวคือ คำสอนของพระพุทธเจ้า ถ้าเกิดมาชาติหนึ่ง เราไม่มีโอกาสได้ศึกษาพระพุทธศาสนา ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญเกี่ยวข้องกับตัวเรา มันน่าเสียดาย เพราะผู้ไม่รู้ก็ย่อมเดินไปสู่เส้นทางของความไม่รู้ และมักจะพลัดตกไปสู่อบาย เพราะไม่รู้ว่าจะปฏิบัติตัวอย่างไรให้ถูกต้อง ดำเนินจิตอย่างไรให้ถูกต้อง ดังนั้น การที่เราได้รู้ว่า เราจะดำเนินชีวิตที่เหลืออยู่อย่างจำกัดนี้ต่อไปอย่างไรไม่ให้ผิดพลาด หรืออย่างน้อยที่สุดเมื่อถึงคราวจะเปลี่ยนภพภูมิก็มีภพอันวิเศษรองรับนั้นทำอย่างไร ความรู้เหล่านี้มีสอนกันอยู่ตามวัดวาอารามต่าง ๆ ทั่วสังฆมณฑล อุบาสกในพุทธกาล สมัยโบราณมีประเพณีที่เขายึดถือต่อกันมา คือ หลังจาก พระภิกษุลาสิกขาแล้วต้องมาเป็นอุบาสกช่วยทำความสะอาดวัด ล้างขัดวิมาน (ทำความสะอาดห้องสุขา) แล้วก็อุปัฏฐากพระ นั่งสมาธิภาวนา ตั้งใจมั่นว่า เรามีความจำเป็นจะต้องลาสิกขา จะไปทำหน้าที่ของอุบาสกให้สมบูรณ์ที่สุด เป็นอุบาสกที่โลกต้องการ ทำทั้งประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นด้วย คือ ตั้งใจจะเดินตามเส้นทางของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เพื่อสนับสนุนพระพุทธศาสนาสืบไป โบราณเขาปฏิบัติกันมาอย่างนี้ สำหรับพวกเราถ้ามีเวลา หลวงพ่อก็อยากจะให้รักษาธรรมเนียมที่ดีนี้เอาไว้สำหรับเป็นแบบแผนเป็นแนวทางปฏิบัติให้รุ่นต่อ ๆ ไป นี่สำหรับผู้ที่จำเป็นต้องลาสิกขา เพราะฉะนั้นขอย้ำอีกครั้งว่า ตอนนี้เรายังครองผ้ากาสาวพัสตร์อยู่ ควรจะเป็นพระทั้งข้างนอกทั้งข้างใน ข้างในก็เป็นพระธรรมกาย ข้างนอกก็เป็นพระครองผ้ากาสาวพัสตร์ เป็นพระ ๒ ชั้นอย่างนี้ จึงจะเป็นเนื้อนาบุญและเป็นอายุของพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง ในที่สุดนี้ หลวงพ่อขออำนวยพร ขออานุภาพแห่งบุญบารมีรัศมีกำลังฤทธิ์ อำนาจสิทธิเฉียบขาดของพระพุทธเจ้าในอายตนนิพพาน นับอสงไขยพระองค์ไม่ถ้วน บารมีธรรมของพระปัจเจกพุทธเจ้า และพระอรหันตเจ้าทั้งหลาย บารมีธรรมของหลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) ผู้ค้นพบวิชชาธรรมกาย บารมีธรรมของคุณยายอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ครูบาอาจารย์ของเรา และ มหาทานบารมีที่ได้ตั้งใจทำกันในวันนี้ จงมารวมอยู่ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ให้เป็นดวงบุญที่มีความสว่างโพลงประดุจดวงอาทิตย์ ยามเที่ยงวัน ให้ดวงบุญนี้มีอานุภาพ ให้ลูกพระลูกเณรทุกรูป มีสุขภาพพลานามัยที่แข็งแรง อย่าเจ็บป่วยไข้ ให้เป็นฐานทัพที่จะรองรับวิชชาธรรมกายได้สะดวกสบายอย่างง่ายดาย ให้รู้แจ้ง เห็นแจ้ง แทงตลอดในวิชชาธรรมกายของพระสัมมา สัมพุทธเจ้าอย่างถูกต้องร่องรอยตรงไปตามความเป็นจริง ธรรมใดที่หลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ได้บรรลุ ขอให้ลูกทุกรูปจงได้ บรรลุธรรมที่ท่านบรรลุอย่างชัดเจนแจ่มแจ้ง อย่างง่ายดาย จะเทศนาสั่งสอนแนะนำชาวโลกทั้งหลายก็ให้เขาเข้าถึงพระธรรมกายกัน จงทุกประการเทอญ วันเสาร์ที่ ๒๖ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๓๙ 8.ชี้ขุมทรัพย์เปิดประตูสู่ที่สุดแห่งธรรม นั่งหลับตาทำสมาธิกัน เอาใจหยุดไปที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ กันให้ดีทุกรูปนะ ให้ใจหยุดนิ่ง หยุดลงไปตรงกลางของกลางกายของเราให้ติดเป็นนิสัยไปเลย เราเป็นนักบวชเป็นพระเป็นเณร เป้าหมาย คือ การทำพระนิพพานให้แจ้ง ลูกพระลูกเณรทุกรูปก็ได้ศึกษากันมาอย่างดีแล้วว่า การจะทำพระนิพพานให้แจ้งนั้นต้องเดินตามเส้นทางสายกลาง เริ่มต้นตั้งแต่วิธีการปฏิบัติที่เป็นกลาง ๆ กับการเข้าถึงเส้นทางสายกลางที่แท้จริง วิธีปฏิบัติที่ให้เป็นกลาง คือ ไม่ตึงเกินไป ไม่หย่อนเกินไป ในระดับต้น หมายถึง ไม่ทรมานตน และไม่เพลิดเพลินในกามสุข ในระดับกลาง หมายถึง การวางใจไม่ให้ตึงเกินไป ไม่ให้หย่อนเกินไป ในระดับละเอียด หมายถึง ใจที่หยุดนิ่งสนิทอยู่ภายในกลางกายของเราอย่างแท้จริง เมื่อใจหยุดในระดับละเอียดแล้ว นั่นแหละจึงจะเห็นหนทางสายกลางที่จะไปสู่อายตนนิพพานอยู่ตรงกลางกายฐานที่ ๗ ตั้งแต่เห็นดวงธรรมเบื้องต้น เป็นดวงใสบริสุทธิ์เรื่อยไปตามลำดับ ถึงกายในกาย และถึงพระธรรมกายในที่สุด นี่คือหน้าที่ของนักบวชที่บวชมาแล้วมีความตั้งใจที่จะแสวงหาหนทางไปสู่อายตนนิพพาน จะต้องทำอย่างนี้ให้เป็นนิสัย เป็นชีวิตจิตวิญญาณของเรา เพราะฉะนั้น เมื่อจะรับฟังธรรมก็ดี โอวาทก็ดี หรือจะปฏิบัติภารกิจอันใดก็ดี ใจจะต้องจรดหยุดนิ่งอยู่ที่ตรงกลางกายฐานที่ ๗ ให้ได้ตลอดเวลาจึงจะเป็นนักบวชที่สมบูรณ์ ในวาระนี้เป็นวาระที่เราจะได้มาระลึกนึกถึงคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพร้อม ๆ กัน ก็จะต้องเอาใจของเราหยุดไปตรงกลางกาย ฐานที่ ๗ ซึ่งเป็นทางที่เราจะเข้าถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในตัวของเรา คือ พระธรรมกาย จนกระทั่งเข้าไปถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ท่าน ดับขันธปรินิพพานนานมาแล้ว มีพระธรรมกายปรากฏอยู่ในอายตนนิพพานนับอสงไขยพระองค์ไม่ถ้วน ดังนั้นให้ทำใจให้หยุดในหยุด หยุดให้นิ่ง ๆ ให้ใจใส ใจสบาย ให้ใจปราศจากอุปกิเลสทั้งมวล เดินตามรอยเท้าพ่อ วันนี้เป็นวันมหาปวารณา คือ วันที่เราทั้งหลายได้มาประชุมพร้อมกัน เพื่อที่จะช่วยประคับประคองซึ่งกันและกันให้ไปสู่จุดหมายปลายทางของชีวิตคืออายตนนิพพาน การปวารณากันในวันนี้ก็คือการเป็นกัลยาณมิตรให้แก่กันนั่นเอง ลูกทุกรูปที่เข้ามาบวช ไม่ว่าจะบวชในระยะสั้น บวชไปเรื่อย ๆ หรือปฏิญาณตนบวชตลอดชีวิตก็ตาม เราต่างทราบกันดีอยู่แล้วว่า วัตถุประสงค์ของการบวช คือ การทำพระนิพพานให้แจ้ง เพราะฉะนั้นจะบวชระยะสั้น หรือบวชระยะยาวไม่สำคัญ สำคัญว่าต้องมีความเข้าใจอย่างนี้ ดังนั้นเมื่อเรามีความตั้งใจอย่างนี้ก็ให้ทำความบริสุทธิ์กายวาจาใจ ของเราตามพระธรรมวินัยให้ครบถ้วนบริบูรณ์ ทำตามแบบแผนที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านทรงปฏิบัติ พระองค์ทรงปฏิบัติอย่างไร เราปฏิบัติอย่างนั้น ซึ่งจะมีผลทำให้พระองค์เป็นอย่างไร เราก็จะเป็นอย่างนั้น พระองค์หลุดพ้นจากกิเลสอาสวะได้ เราก็จะหลุดพ้นจากกิเลส อาสวะได้ ข้อวัตรปฏิบัติอะไรต่าง ๆ ที่มีในพระธรรมวินัยนั้นล้วนเป็นไป เพื่อไปสู่อายตนนิพพานทั้งสิ้น ตักเตือนกัน ไม่ใช่ของง่าย เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานไปแล้ว ก็เหลือเพียงพระธรรมคำสอนเป็นสิ่งแทนพระองค์ อันเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตที่จะนำเราไปสู่อายตนนิพพาน เพราะฉะนั้นเมื่อเรามาปวารณากันเอาไว้ โดยมีหลักว่า หากได้ยิน ได้เห็น หรือสงสัยว่า เพื่อนสหธรรมมิกท่านใดประพฤติไม่ถูกต้องตามพระธรรมวินัย ก็ให้อาศัยจิตที่ประกอบด้วยความปรารถนาดีชี้ขุมทรัพย์ให้ซึ่งกันและกัน เพื่อที่จะได้รู้ตัว แล้วกลับเนื้อกลับตัวตั้งหลักชีวิตเสียใหม่ ตั้งใจใหม่ที่จะทำสิ่งที่พลาดพลั้งกันไป ที่จะออกนอกลู่นอกทางนอกพระธรรมวินัย จะพลัดจากหนทางที่จะไปสู่เป้าหมาย ให้กลับเข้าสู่ร่องรอยของอายตนนิพพาน การจะตักเตือนกันนั้นไม่ใช่ของง่าย เพราะปกติของปุถุชนที่ยังมีกิเลสหนาปัญญาหยาบ แม้จะเป็นนักบวชก็ตาม ย่อมมีความขัดเคือง ขุ่นเคืองในใจ เพราะไม่อยากให้ใครเตือน ยังทำใจยอมรับไม่ค่อยได้ ความขุ่นมัวความโกรธนี้เองจะทำให้จิตฟุ้งซ่าน และอาจจะกลายไปเป็นการผูกเวรผูกพยาบาทกันต่อไปในอนาคตได้ เพราะฉะนั้นการเตือนกันไม่ใช่ของง่าย แม้จะรักและปรารถนาดีต่อเพื่อนสหธรรมมิกมากเพียงใดก็ตาม พระพุทธองค์จึงให้มีการปวารณาซึ่งกันและกัน โดยไม่นำเอาอาวุโสภันเตมาเป็นอุปสรรคในการเป็นกัลยาณมิตร ดังนั้นจึงได้มีการปวารณากันระหว่างผู้ใหญ่ต่อผู้น้อย และระหว่างผู้น้อยต่อผู้ใหญ่ว่า ถ้าหากได้เห็น ได้ยิน หรือสงสัยว่า ข้าพเจ้าประพฤติไม่ถูกต้องตามพระธรรมวินัย ก็ขอให้อาศัยจิตที่ประกอบไปด้วยความปรารถนาดีแนะนำตักเตือนข้าพเจ้า เมื่อทราบแล้วก็จะได้พิจารณาดูว่า สิ่งที่เตือนมานั้นเป็นจริงอย่างนั้นหรือเปล่า ถ้าไม่เป็นจริงอย่างนั้นก็ ให้อภัย เพราะผู้ที่ไปบอก ไปแนะนำ หรือผู้ที่เห็นก็ดี สิ่งที่เห็นกับสิ่งที่เป็น จริงอาจไม่ตรงกัน เมื่อไม่ตรงกันก็อาจจะเกิดการเข้าใจผิดก็ให้อภัยกัน แต่ถ้าหากว่าถูกต้อง ก็จะไม่ขุ่นมัว ไม่โกรธ และจะกลับตัวกลับใจ เสียใหม่ ตั้งใจเป็นนักบวชที่ดี เพื่อจะไปสู่จุดหมายปลายทางเดียวกัน คือ อายตนนิพพาน อันเป็นวัตถุประสงค์ของการทำมหาปวารณา สมัยพุทธกาลท่านปฏิบัติกันมาอย่างนี้ จึงส่งผลให้มีผู้บรรลุมรรคผลนิพพานกันมากมาย เพราะว่านอกจากตัวเราคอยอบรมตนเองแล้วยังมีหมู่เพื่อนสหธรรมมิกคอยเป็นเงาตามตัวดูแลเราด้วย เพราะฉะนั้นกิเลสจึงไม่ได้ช่องที่จะแทรกแซงมาตามอายตนะ ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เมื่อไม่มีโอกาสได้ช่องเข้ามา ใจก็หยุดนิ่งอยู่ภายใน เมื่อใจหยุดนิ่งอยู่ภายในได้ก็บรรลุมรรคผลนิพพานได้ สมความปรารถนาที่ได้ตั้งใจมาเป็นนักบวช ปลีกวิเวก ในสมัยพุทธกาลนั้นเมื่อต่างปวารณากันแล้ว ก็จะแยกย้าย กันไปแสวงหาที่วิเวก ที่รื่นรมย์ เหมาะสมในการบำเพ็ญสมณธรรม ไปตามป่าเขา ตามห้วยหนองคลองบึง ตามถ้ำ เรือนว่าง โคนไม้ ที่แจ้ง ลอมฟาง สถานที่ต่าง ๆ เหล่านั้นเพื่อปลีกตัวไปแสวงหาที่วิเวก มักน้อย สันโดษ ไม่คลุกคลีด้วยหมู่คณะ ยินดีปัจจัยตามมีตามได้ คือ ให้มีภาระน้อยที่สุด ภาระมีเพียงบริขารกับขันธ์ ๕ เท่านั้น ที่จะต้องคอยดูแล เอาไว้สำหรับเป็นอุปกรณ์ในการแสวงหาหนทาง พระนิพพาน เพราะฉะนั้นในสมัยนั้นจึงมีผู้บรรลุมรรคผลนิพพาน กันมากมาย คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสืบทอดมาถึงพวกเราก็ยังเป็นประโยชน์ต่อพวกเราอยู่ ไม่จำกัดกาลสมัย ตราบใดที่คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังมีอยู่ในโลกก็อาจเรียกได้ว่า ยังเป็นสมัยพุทธกาล เพราะคำสอนเป็นตัวแทนของพระองค์ นั่นก็หมายถึงว่า ถ้าเราปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพระองค์ถูกต้องตามพระธรรมวินัยในสมัยนี้ เราก็มีโอกาสได้บรรลุมรรคผลนิพพานเช่นเดียวกับในสมัยที่พระพุทธองค์ยังทรงมีพระชนม์ชีพอยู่ เพราะฉะนั้นจึงไม่ล้าสมัย เมื่อเราได้มาปวารณาซึ่งกันและกันแล้ว หลวงพ่อไม่อยากให้เป็นเพียงธรรมเนียมปฏิบัติที่รักษาสืบทอดกันมา แต่อยากให้เป็นไปตามพุทธประสงค์ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ในการบวชของเรา เมื่อต่างปวารณาซึ่งกันและกันแล้ว จงทำสิ่งนี้ให้เป็นประโยชน์ และทำสิ่งนี้ให้จริงจังขึ้นมา นับจากวันนี้เป็นต้นไป ภายหลังจากที่เราปวารณากันแล้ว ถ้าหากใครได้เห็น ได้ยิน หรือสงสัยว่าเราประพฤติไม่ถูกต้อง หรือถูกต้องตามพระธรรมวินัย แต่ชาวโลกเขาติเตียนเป็นโลกวัชชะ เราก็ จะอาศัยความปรารถนาดีแนะนำตักเตือนซึ่งกันและกัน ดูจังหวะ เวลา และอารมณ์ มีข้อแนะนำสำหรับผู้ที่จะแนะนำตักเตือนว่า ขอให้ได้ข้อมูลที่แท้จริง และมีใจที่ปรารถนาดีจริง ๆ เวลาจะตักเตือนกันก็ขอให้ดูเวลาและอารมณ์ เวลาเขาว่างไหม อารมณ์เขาพร้อมไหม ถ้าเวลาและอารมณ์เขาพร้อมก็ตักเตือนได้เลย คำตักเตือนก็มีวิธีการอยู่ เตือนด้วยเหตุ ด้วยผล ด้วยความจริง เป็นถ้อยคำที่ไพเราะ รับฟังง่ายเหมือนเอาสำลีที่ประชีร้อยครั้งแล้วมายอนหูอย่างนั้น เป็นถ้อยคำเหมือนเพชรพลอยที่พรั่งพรูผ่านแก้ว หูเข้าไปสู่ดวงใจของผู้ฟังได้ ให้กลั่นกรองถ้อยคำ เรียบเรียงถ้อยคำที่จะไปแนะนำตักเตือนกันด้วยความปรารถนาดี ดูจังหวะเวลาและอารมณ์ให้ดีให้พร้อม ยกเว้นว่าเป็นเรื่องร้ายแรง ถ้าปล่อยไว้แล้วจะเสียหายอย่างมากมายต่อส่วนรวมหรือส่วนตัวก็ดี นี่ถือเป็นกรณียกเว้น ไม่ต้อง ดูเวลาและอารมณ์ สามารถเตือนกันตอนนั้นได้เลย แต่อย่างไรก็ตาม ให้เราปรับปรุงถ้อยคำให้ดี ให้เป็นถ้อยคำที่ใคร ๆ ก็พร้อมที่จะ รับฟังได้ เหมือนน้ำตาลที่เคลือบเม็ดยาอย่างนั้น แต่ในประเด็นนี้ มักจะมีเป็นส่วนน้อย เพราะว่าพวกเราทุกคนต่างใฝ่ดีกันอยู่แล้ว สิ่งที่จะนำมาซึ่งความเสียหายโดยเจตนานั้นไม่มี ส่วนใหญ่มักจะโดยไม่เจตนา เมื่อได้รับการชี้ขุมทรัพย์ ส่วนผู้ที่ได้รับคำตักเตือนก็ต้องตั้งสติให้ดี เอาใจตั้งอยู่ตรงกลาง รับฟังด้วยใจที่เป็นปกติ อย่าให้ขุ่นมัว เพราะผู้ที่ตักเตือนนั้น ถ้าให้เขาเลือกระหว่างอยู่เฉย ๆ กับมาเตือนเรา เขาอยากอยู่เฉย ๆ มากกว่า จะได้ ไม่มีใครโกรธ ผูกพยาบาท จองเวร เพราะฉะนั้นต้องเข้าใจหัวใจ เขาด้วย เราจะต้องตั้งสติรับฟังด้วยใจที่เป็นปกติ ไม่ขุ่นมัว ให้เขาพูดแนะนำตักเตือนให้ครบถ้วนบริบูรณ์เสียก่อน ถ้าหากว่าสิ่งที่เขาได้เห็น ได้ยิน หรือสงสัยนั้นมันผิดพลาดคลาดเคลื่อนไป ถ้าหากสามารถคุย กันได้ เราจะชี้แจงก็ชี้แจงด้วยใจที่เป็นปกติ ด้วยถ้อยคำที่ไพเราะ อ่อนหวาน แต่ถ้าหากว่า ไม่อาจจะห้ามความขุ่นมัวได้ เพราะเรายังเป็นปุถุชนอยู่ บางครั้งทำงานมาเหนื่อย ๆ พักผ่อนก็น้อย สุขภาพไม่ค่อยแข็งแรง แถมหิวกระหาย หรือมีอารมณ์คั่งค้างจากสิ่งแวดล้อมจากคนสัตว์ สิ่งของ เวลาที่มารับฟังคำแนะนำตักเตือน แม้จะเป็นความปรารถนาดี ก็ตาม มันอดขุ่นมัวไม่ได้ ถ้าห้ามตรงนี้ไม่ได้ก็ให้นิ่ง ๆ ห้ามปาก เอาไว้อย่าให้มันล้นออกมา ถ้าห้ามดวงตาที่แข็งกระด้างจะจ้องหน้ากันไม่ได้ก็ให้หลับตานิ่ง ๆ เฉย ๆ เสียสักพักหนึ่ง อารมณ์นั้นก็จะผ่านไป เดี๋ยวใจเราก็เป็นปกติ ถ้าเป็นจริงก็แก้ตัวเสียใหม่ แก้ไขตัวเราให้มันดีขึ้น ถ้าไม่จริงก็ดูจังหวะที่จะชี้แจงด้วยใจที่เป็นปกติ ด้วยความรักความปรารถนาดี ถ้าทำกันได้อย่างนี้ มหาปวารณาในวันนี้บรรลุวัตถุประสงค์ คือ สร้างความรักความสามัคคีให้เกิดขึ้นในวัดของเรา กับเพื่อนสหธรรมิก มหาปวารณา มีความจำเป็นและสำคัญยิ่ง งานสร้างบารมีของเรานั้นเป็นงานใหญ่ จะทำไปตามลำพังไม่ได้ ต้องช่วยกันทำกันไปเป็นทีม แต่ละคนมีความรู้ความสามารถอย่างไรก็นำมาทุ่มเทชีวิตจิตใจมาช่วยกัน โดยยึดหลักว่า ดูภารกิจที่ตัวได้รับมอบหมายและภาพรวมที่จะกระทบถึง ให้มองทั้งสองสิ่ง เมื่องานใหญ่ต้องทำไปเป็นทีม และทุกคนจะต้องช่วยกันทำ การปวารณาจึงมีความจำเป็น และสำคัญอย่างมากทีเดียว และเพราะสำคัญมากนี่เอง จึงไม่เรียกปวารณาธรรมดาแต่ เรียกว่า “มหาปวารณา” มีความหมายว่า การปวารณาที่ยิ่งใหญ่ เพื่องานสร้างบารมีไปสู่อายตนนิพพานและไปสู่ที่สุดแห่งธรรม ดังนั้นเมื่อปวารณากันแล้ว ก็ขออย่าให้ผิดเป้าหมายของการปวารณา ต้องทำให้บรรลุวัตถุประสงค์ ถ้าเป็นไปได้อย่างนี้ หลวงพ่อว่า เราจะมีความสุขในชีวิตของนักบวช เราจะไม่เร่าร้อนแบบชาวโลกทั้งหลาย เมื่อตากระทบรูป หูกระทบเสียง จมูกกระทบกลิ่น ลิ้นกระทบรส กายกระทบการสัมผัส ใจกระทบธรรมารมณ์ มันก็จะทำให้เรา ไม่เร่าร้อน กระสับกระส่าย ทุรนทุรายจนกระทั่งอยู่ในเพศของนักบวชไม่ได้ มหาปวารณาจึงมีความจำเป็นและสำคัญอย่างยิ่ง พรรษาที่ผ่านไปพร้อมกับคุณธรรมที่เพิ่มขึ้น มหาปวารณาครั้งนี้ พรรษาของเราก็เพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งพรรษา ให้หมั่นพิจารณาสำรวจตัวของเราเองว่า พรรษาที่เพิ่มขึ้นนั้น คุณธรรมได้เพิ่มพูนตามจำนวนพรรษาหรือเปล่า ส่วนบุญบารมีนั้นเพิ่มอยู่แล้ว เพราะเราทำความดีกันสม่ำเสมอ แต่ภูมิธรรมในตัวของเราโดยเฉพาะการเข้าถึงธรรมกาย ที่จะทำให้เราเป็นพระทั้งภายในและภายนอกสมบูรณ์มากน้อยเพียงไร หรือเป้าหมายของเราที่จะศึกษาวิชชาธรรมกาย เราได้บรรลุวัตถุประสงค์แล้วหรือยัง ตัวเราเองจะทราบดีว่า คุณธรรมของเราไปถึงตรงไหนแล้ว หนึ่งพรรษาที่ผ่านมานั้น เราได้มีความตั้งใจกันตั้งแต่วันแรกที่ เข้าพรรษาว่า เราจะอาศัยพรรษานี้ซึ่งเป็นฤดูกาลที่เหมาะสม ไม่ร้อน ไม่หนาว ไม่อบอ้าวเกินไป ประพฤติปฏิบัติธรรมกันอย่างเต็มที่ เพื่อให้เข้าถึงพระธรรมกายในตัว ถึงสรณะภายใน และเพื่อศึกษาวิชชาธรรมกาย เราได้ไปถึง ณ จุดตรงนั้นแล้วหรือยัง ทำจริงจังอย่างที่ได้ตั้งใจไว้ตั้งแต่ ต้นพรรษาหรือเปล่า วันนี้เรารู้ตัวของเราเพราะผลที่ปรากฏออกมาเป็นเครื่องยืนยันว่า เราประกอบเหตุได้ดีมากน้อยเพียงใด หลวงพ่อไม่จำเป็นที่จะต้องถามเรียงตัวบุคคล ของท่านใดท่านนั้นรู้ตัวของท่านเอง ตั้งหลักใหม่วันนี้ ยังไม่สาย ถ้าสมมติว่าเราตั้งใจจริงตั้งแต่วันแรกที่เข้าพรรษา แต่ท่ามกลางพรรษานั้นมีภารกิจมากมาย ซึ่งเป็นเหตุให้เราปล่อยปละละเลยพลาดพลั้งเผอเรอ ปฏิบัติธรรมได้ไม่เต็มที่อย่างที่เราตั้งใจ เพราะผลมันปรากฏออกมาว่า เรายังไม่ได้บรรลุวัตถุประสงค์ของความตั้งใจนั้น ถ้าเป็นอย่างนี้ก็ให้ตั้งหลักเสียใหม่ วันนี้วันมหาปวารณาขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑ ยังจำพรรษาอยู่อีกหนึ่งวัน ออกพรรษาคือวันพรุ่งนี้ คืนนี้พระจันทร์เต็มดวง ก็ให้ตั้งใจประพฤติปฏิบัติธรรมกันให้เต็มที่ ออกพรรษามีเวลายาวนานมากกว่าเข้าพรรษา ก็ตั้งหลักใจเสียใหม่ว่า ภายในพรรษานั้นเรายังทำไม่จริงจัง ออกพรรษานี้ตั้งแต่วันนี้ เราจะตั้งใจปฏิบัติธรรมะ เอาให้เข้าถึงฝั่งของพระธรรมกายให้ได้ เข้าถึงฝั่งของวิชชาธรรมกายให้ได้ ตั้งใจเสียใหม่ ออกพรรษาแล้วเราก็ตั้งใจทำธรรมะไปพร้อมกันกับภารกิจที่ได้รับมอบหมาย เพราะฉะนั้น ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ขอให้ลูกพระลูกเณรทั้งหลายได้ใช้วันเวลาแห่งชีวิตให้เป็นประโยชน์ วันนี้เป็นวันของเรา แต่วันพรุ่งนี้ยังไม่แน่ เพราะฉะนั้นทำสิ่งที่ดีที่สุด ให้เป็นพระเณรที่สมบูรณ์ โดยคิดว่า ถ้าหากวันนี้เป็นวันสุดท้ายของชีวิต เราจะเตรียมตัวเตรียมใจที่จะไปสู่ปรโลก คิดอย่างนี้จะทำให้เราไม่ประมาท และมีกำลังใจในการสร้างความดี ในที่สุดนี้หลวงพ่อขออาราธนาบุญบารมีรัศมีกำลังฤทธิ์อำนาจสิทธิเฉียบขาดของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในอายตนนิพพาน นับอสงไขยพระองค์ไม่ถ้วน บารมีธรรมของพระปัจเจกพุทธเจ้า พระอรหันตเจ้าทั้งปวง บารมีธรรมของหลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ (สด จนฺทสโร) พระมงคลเทพมุนี ผู้ค้นพบวิชชาธรรมกาย และบารมีธรรมของคุณยายอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง จงมารวมอยู่ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ให้เป็นดวงบุญที่มีความบริสุทธิ์สว่างโพลงยิ่งกว่าดวงอาทิตย์ตอนเที่ยงวัน ให้ดวงบุญนี้มีอานุภาพกลั่นกายวาจาใจธาตุธรรมเห็นจำคิดรู้ของเราให้สะอาด ให้บริสุทธิ์ ให้ผ่องใส ปราศจากทุกข์โศกโรคภัย ให้มีดวงตาเห็นธรรมเข้าถึงพระธรรมกาย ได้ศึกษาวิชชาธรรมกายอย่างสะดวกสบายอย่างง่ายดาย ให้มีบุญพิเศษที่จะเป็นยอดกัลยาณมิตรแนะนำสั่งสอนสัตว์โลกทั้งหลายให้เข้าถึงธรรมอย่างสะดวกสบายอย่างง่ายดาย จงทุกประการเทอญ วันพฤหัสบดีที่ ๑๖ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๐ 9.สังคมบริสุทธิ์ วันนี้เป็นวันมหาปวารณา ซึ่งเราทุกคนได้พร้อมใจกันกล่าว คำปวารณาตามพระธรรมวินัยกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว วัตถุประสงค์ จริง ๆ ของการกล่าวคำปวารณา ก็เพื่อให้ท่านอาวุโสภันเตเป็นกัลยาณมิตรให้กันและกัน เพราะว่าพวกเราทุกรูปที่บวชเข้ามาใน บวรพระพุทธศาสนานี้ล้วนมีจุดหมายเดียวกัน นั่นคือหวังที่จะไปสู่อายตนนิพพาน การที่จะไปสู่อายตนนิพพานได้นั้นต้องอาศัยความบริสุทธิ์ ทั้งกายวาจาใจ และพระธรรมวินัยนี่แหละจะเป็นเครื่องกลั่นกรองให้กายวาจาใจของเราผ่องใสสะอาดบริสุทธิ์ปราศจากอาสวกิเลส ทั้งหลาย ให้เป็นใจที่เหมาะสมที่จะไปอายตนนิพพาน การที่ได้มีการปวารณากันนั้นก็เพื่อให้เป็นกัลยาณมิตรคอยแนะนำตักเตือนกัน ในกรณีที่บางครั้งบางคราวเราอาจจะพลาดพลั้ง ผิดพลาดในพระธรรมวินัยข้อใดข้อหนึ่ง พลอยเป็นเหตุให้กายวาจาใจนั้นไม่สะอาดไม่บริสุทธิ์ อันเป็นต้นเหตุทำให้หลุดจากเป้าหมายปลายทางของพระนิพพาน การตักเตือนกันนั้น ท่านให้หลักเอาไว้ว่า ถ้าหากได้เห็น ได้ยิน หรือสงสัยว่า เพื่อนสหธรรมมิกท่านใดประพฤติผิดพลาดจากพระธรรมวินัย จะด้วยความประมาทชะล่าใจ หรือด้วยความจงใจก็ตามก็ให้แนะนำตักเตือนกันได้ การตักเตือนกันจะทำให้เรารู้ถึงข้อบกพร่องของตัวเองว่า เราได้ทำผิดพลาดอย่างไรบ้าง เนื่องจากว่าผู้ที่ตั้งใจจะมาบวชล้วนเป็นผู้ที่ยังมีกิเลสอาสวะอยู่ทั้งสิ้น จึงทำให้บางครั้งเราเผลอพลาดพลั้งกระทำผิดไปได้ ในสมัยพุทธกาลจึงได้กำหนดให้มีพิธีปวารณาขึ้นมา เพื่อให้ผู้ที่พ้นแล้วหรือผู้ที่มีกิเลสเบาบางจะได้ตักเตือนผู้ที่ยังมีกิเลสหนา เพื่อจะได้จูงมือกันไปสู่อายตนนิพพานด้วยกัน พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงกำหนดให้มีการปวารณาขึ้นมาก็ด้วยความรักและปรารถนาดีต่อลูก ๆ ของพระองค์อย่างแท้จริง และประเพณีนี้ก็สืบทอดกันเรื่อยมาจนกระทั่งถึงยุคของเรา ๒,๕๔๑ ปีแล้ว มหาปวารณา ใช่เป็นเพียงธรรมเนียม การทำปวารณาได้กำหนดวันก่อนออกพรรษาหนึ่งวันเป็นวันมหาปวารณา คือ ก่อนที่จะแยกย้ายกันไปบำเพ็ญสมณธรรมตามป่า ตามเขา ตามห้วยหนองคลองบึง ตามสถานที่ชอบใจต่าง ๆ ก็ให้ปวารณากันเอาไว้ เราต้องเข้าใจวัตถุประสงค์ของการปวารณาให้ดี ถ้าไม่เข้าใจ การปวารณาก็จะเป็นแต่เพียงธรรมเนียม หรือปวารณาแบบนกแก้วนกขุนทอง คือพูดให้คล่องปากให้พิธีกรรมเสร็จ ๆ กันไป เราไม่มีวัตถุประสงค์ที่จะให้เป็นอย่างนั้น เพราะหลวงพ่อเชื่อว่า พวกเราล้วนมีเป้าหมายที่จะมุ่งไปสู่ที่สุดแห่งธรรมด้วยกันทุกรูป การปวารณาของเราในวันนี้จึงมีความหมายต่อชีวิตการสร้างบารมีของเราเป็นอย่างยิ่ง อย่าให้เป็นเพียงธรรมเนียมเท่านั้น แต่ขอให้เป็นสิ่งที่ยึดถือเป็นจริงเป็นจัง เป็นสิ่งสำคัญ อยู่ด้วยกัน ต้องเตือนกันได้ การที่จะแนะนำตักเตือนกันนั้น โดยธรรมชาติของมนุษย์ผู้ยังมีกิเลสอยู่ ไม่ว่าจะเป็นพระ สามเณร อุบาสก อุบาสิกา มักจะทนต่อคำตักเตือนไม่ได้ ถ้าใครเตือนมักจะโกรธ มักจะขุ่นมัว บางคนก็แสดงออกมาทางวาจาบ้าง ทางกิริยาท่าทางบ้าง บางคนเก็บเอาไว้ในใจ ไม่แสดงออกมาก็มี พูดง่าย ๆ คือ ไม่ชอบใจที่จะให้ใครมาตักเตือน แต่ในเวลาเดียวกันก็ไม่สามารถเตือนตนเองได้ หากใครเตือนตนได้ ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องมีใครมาตักเตือน แต่เพราะเตือนตนไม่ได้ ชอบตามใจตัวเอง ปล่อยให้กิเลสบังคับบัญชาอยู่ตลอดเวลา ทำให้พลาดพลั้งได้ แล้วกิเลสก็ยังบังคับไม่ให้ใครมาเตือนได้ด้วย ถ้าเตือนแล้วจะขุ่นมัว ขัดเคือง ผูกเวร ผูกพยาบาทกันไป นี่คือปกติของผู้ยังมีกิเลสอาสวะอยู่ หลวงพ่อหวังว่า มหาปวารณาในวันนี้ จะเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่สำหรับ ชีวิตของเราทุกคน เพราะโอกาสที่เราพลาดพลั้งมันมี ไม่ใช่ว่าไม่มี ภายใน ๓๖๕ วัน เราอาจจะดีสัก ๓๖๔ วัน อีก 1 วัน เราอาจจะ ผิดพลาดได้ ฉะนั้นเมื่อเราปวารณากันแล้ว ต่อจากนี้ไปใครจะแนะนำตักเตือนเราด้วยความรัก ด้วยความปรารถนาดี ขอให้รับฟังเอาไว้ แล้วก็นำมาพิจารณา ถ้าหากว่าสิ่งที่แนะนำตักเตือนนั้นเป็นความจริง เราก็แก้ไขปรับปรุงตัวเสียใหม่ให้ถูกต้อง อย่าขุ่นมัว ถ้าหน้ายิ้มไม่ได้ ก็ให้ทำเฉย ๆ ถ้าขอบคุณได้ก็ขอบคุณ ถ้าขอบคุณไม่ได้ ก็ให้เฉย ๆ เพราะการที่เขาแนะนำตักเตือนก็หวังเพียงให้เราดีขึ้น เขาพูดแล้วก็แล้วกันไป หน้าที่ของเราก็แค่นำมาพิจารณา ถ้าจริงก็แก้ไข ถ้าไม่จริงก็ให้อภัย อย่าไปโกรธ ขัดเคือง อย่าไปติดตามว่าใครมาฟ้อง ให้เรื่องมันจบตรงนั้น อย่าไปขยายความให้ใหญ่โตมโหฬาร ไม่ติดใจ ไม่ขุ่นมัว ไม่เศร้าหมอง ไม่ฟุ้งซ่าน อย่างนี้จะทำให้ใจเราสงบนิ่งได้ง่าย เข้าถึงธรรมได้ง่าย เพราะฉะนั้นมหาปวารณาในวันนี้ ขอให้ทำให้ได้กันอย่างนี้ เพราะนอกจากจะเป็นผลดีสำหรับตัวเราแล้ว ก็ยังส่งผลดีต่อส่วนรวมด้วย หมู่คณะเราก็จะมีแต่ผู้บริสุทธิ์ล้วน สังคมบริสุทธิ์ สุดยอดปรารถนาของสังคม การอยู่ในสังคมของผู้บริสุทธิ์ นำมาซึ่งความปีติ ความสุขใจ และเป็นกำลังใจในการสร้างความดี สิ่งนี้เป็นยอดปรารถนาของทุกคนในโลก ทุกคนปรารถนาจะอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่บริสุทธิ์ เพราะว่าความบริสุทธิ์นั้นเป็นทางมาแห่งความสุขและความสำเร็จในชีวิต ไม่ว่าทางโลกหรือทางธรรมก็ตาม ถึงแม้ไม่บริสุทธิ์ร้อยเปอร์เซ็นต์ อย่างน้อยก็บริสุทธิ์ในระดับหนึ่งที่สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความผาสุก ประกอบความเพียรได้อย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องมาหวาดระแวง เคลือบแคลง หรือรำคาญใจซึ่งกันและกัน ในพรรษานี้ วัดของเรามีจำนวนพระภิกษุสามเณรมากที่สุดในประเทศ เพราะฉะนั้นสายตาของพระผู้ใหญ่ผู้น้อย เขาก็มองเราอยู่ แล้วท่านทั้งหลายก็อัศจรรย์ใจว่า เรามีพระมีเณรมากที่สุดในประเทศไทยอย่างนี้ แต่ทำไมเราอยู่ร่วมกันได้อย่างผาสุก ถ้าหากเรามากด้วยปริมาณและคุณภาพ คือ มีพระภิกษุสามเณรจำนวนมาก แต่คนจำนวนมาก ๆ เหมือนคน ๆ เดียว ที่มีเป้าหมายปณิธาน มีหัวใจดวงเดียวกัน อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขอย่างนี้ ก็จะเป็นแบบอย่าง เป็นต้นบุญต้นแบบที่ดีไปทั่วสังฆมณฑล ผลดีก็เกิดขึ้นต่อพระพุทธศาสนา เป็นความหวังของชาวโลกทั้งหลาย ซึ่งเขาไม่ได้ศึกษาพระธรรมวินัย ก็จะได้อาศัยพระ อาศัยสามเณร คอยแนะนำสั่งสอน คอยประคับประคองจูงมือกันไปสู่อายตนนิพพาน นี่แหละคือความสำคัญของหมู่คณะที่มีความบริสุทธิ์ ความบริสุทธิ์จึงเป็นสุดยอดของความปรารถนาในทุก ๆ สังคม ยกชั้นรักษาแชมป์ ส่วนลูกที่จะต้องสอบยกชั้นพระบาลีเพื่อสร้างประวัติศาสตร์ของโลก ก็ให้ทุ่มเทชีวิตจิตใจไปเพื่อการนี้ หลวงพ่อก็ได้ทราบข่าวซึ่งเป็นที่น่าปลื้มปีติยินดีว่า ยอดจำนวนของผู้ที่สมัครใจจะสอบยกชั้นบาลีในปีนี้ มีอย่างน้อยก็ ๑๕๐ รูป ๑๕๐ รูป นี้ถ้าสามารถสอบยกชั้นได้ นอกจากจะสร้างประวัติศาสตร์ของการยกชั้นแล้วยังได้เป็นแชมป์ของประเทศอีกครั้งหนึ่ง แต่อย่างไรก็ตาม ๑๕๐ รูป นี้ขอให้ผ่านการสอบสนามหลวงพ่อก่อน ถ้าผ่านได้จึงจะสอบสนามหลวงนะลูกนะ เพราะฉะนั้นเตรียมเนื้อเตรียมตัวทุ่มเทชีวิตจิตใจตรงนี้กันให้ดี ถ้ายกชั้นได้หลวงพ่อก็จะนำรายชื่อผู้ที่สร้างประวัติศาสตร์นี้เอาไว้ประดิษฐานในมหาธรรมกายเจดีย์ ให้คนอีกพันปีข้างหน้าได้ร่วมอนุโมทนา และก็จะได้ศึกษาประวัติศาสตร์ของการเล่าเรียนพระบาลีต่อไป ในที่สุดนี้ หลวงพ่อขออนุโมทนาบุญต่อลูกทุก ๆ รูป ที่ได้ใช้วันเวลาที่ผ่านไปด้วยการสร้างบารมี ประพฤติปฏิบัติธรรมถูกต้องตรงตามพระธรรมวินัย และตั้งใจที่จะทำภารกิจทั้งหยาบทั้งละเอียดให้บรรลุวัตถุประสงค์ได้ ขออานุภาพแห่งบุญนี้ จงดลบันดาลให้ลูกทุกรูป มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง อย่าเจ็บ อย่าป่วย อย่าไข้ ให้มีอายุขัยยืนยาว ได้สร้างบารมี ไปนาน ๆ ขอให้รู้แจ้งเห็นแจ้งแทงตลอดในวิชชาธรรมกาย ธรรม อันใดที่หลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ และคุณยายอาจารย์อุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ได้บรรลุให้ลูกทุกรูปบรรลุธรรมนั้น ให้เป็นครูเขาเป็นอาจารย์เขา จะแสดงธรรมก็ให้ไพเราะทั้งเบื้องต้น ท่ามกลาง และเบื้องปลาย ให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ทั้งอรรถพยัญชนะ ใครได้ยินได้ฟังธรรมก็ขอให้เขารู้แจ้งเห็นแจ้งแทงตลอดในธรรมนั้น ความปรารถนาอันใดที่เป็นไปเพื่อการสร้างบารมี ขอความปรารถนานั้น จงเป็นผลสำเร็จ จงเป็นผลสำเร็จ จงเป็นผลสำเร็จ ด้วยอานุภาพแห่งพระธรรมกายของพระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์จงทุกประการเทอญ วันจันทร์ที่ ๕ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๑ 10.เส้นทางสีขาว เวลาหนึ่งพรรษาที่ผ่านมา เราจะเห็นว่าไม่นานเลย อย่างที่หลวงพ่อได้พูดไว้เมื่อวันเข้าพรรษาว่า ใครอย่าคิดว่านาน เป็นเวลาแค่ประเดี๋ยวเดียวเท่านั้น วันนี้เราก็ได้พิสูจน์แล้วว่า ประเดี๋ยวเดียวจริง ๆ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบัญญัติให้พระภิกษุได้อยู่จำพรรษาร่วมกัน ทรงประสงค์ให้พระภิกษุได้บำเพ็ญสมณธรรมอย่างเต็มที่ เพื่อแสวงหาพระนิพพาน หรือขจัดกิเลสอาสวะให้หมดสิ้นไป เพราะเป็นฤดูกาลที่เหมาะสมต่อการบำเพ็ญสมณธรรมเพราะอากาศไม่ร้อนและไม่หนาวจนเกินไป ในสมัยพุทธกาล ภายในพรรษาได้มีผู้บรรลุธรรมาภิสมัย คือเข้าถึง พระรัตนตรัยในตัวกันมากมาย เป็นโคตรภูบุคคล เข้าถึงกายธรรม พระโสดาบันก็มาก กายธรรมพระสกิทาคามี กายธรรมพระอนาคามี จนกระทั่งถึงกายธรรมพระอรหัตก็มีมากมายก่ายกองทีเดียว เป็น ต้นบุญต้นแบบให้แก่พวกเรา ดอกผลแห่งความเพียร พรรษาที่ผ่านมานี้ก็เช่นเดียวกัน เราได้ใช้วันเวลาให้เป็นประโยชน์ต่อการบำเพ็ญสมณธรรม ซึ่งแต่ละรูปก็ได้ทราบด้วยตัวของตัวเองแล้วว่า เราได้เอาจริงเอาจังแค่ไหน ใช้วันเวลาที่ผ่านมานั้นให้เป็นไปเพื่อการบำเพ็ญสมณธรรม ทำพระนิพพานให้แจ้งกันแค่ไหน หลวงพ่อเชื่อว่าโดยภาพรวมแล้ว ลูกทุกรูปมีความตั้งใจที่จะแสวงหาหนทางพระนิพพาน ตั้งใจจะทำพระนิพพานให้แจ้งกันทุกรูป ต่างกันที่มากหรือน้อยเท่านั้น บางรูปมีกิจวัตรกิจกรรม มีภารกิจที่หมู่คณะได้มอบหมายเอาไว้ให้ แต่ก็ทำภารกิจควบคู่ไปกับจิตใจ ส่วนที่จะไม่ทำเลยหลวงพ่อคิดว่าในวัดของเราไม่มี ก็ให้สังเกตดูผลที่ออกมาว่า เราประกอบเหตุกันมาอย่างไร ถ้าประกอบเหตุดีผลดีก็ย่อมตามมาด้วย ประสบการณ์ภายในที่เกิดขึ้นเป็นรางวัลจากผลแห่งการทำ ความเพียรของเรา บางคนก็หยุดใจเป็น บางคนหยุดได้มาก บางคนหยุด ได้น้อย บางคนใจโล่งโปร่งเบาสบาย ใจขยาย เห็นแสงสว่างภายใน เห็นดวงธรรม เข้าถึงกายภายในก็มี และเข้าถึงพระธรรมกายก็มี ลูกทุกรูปได้ชื่อว่าได้ใช้วันเวลาให้เป็นประโยชน์ต่อการสร้างบารมี เอาบุญทุกอย่าง ทั้งทานศีลภาวนา ทั้งช่วยเหลือกิจการงานส่วนรวม บางรูปเรียนปริยัติ บางรูปก็ปฏิบัติ บางรูปเรียนด้วย สอนด้วย บางรูปก็ไปเป็นพระอาจารย์ให้กับญาติโยม หรือชักชวนญาติโยมให้มาสร้างคุณงามความดี บำเพ็ญบุญกิริยาวัตถุ ๓ ประการ ๑๐ ประการ เป็นต้น สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เป็นความดีงาม เป็นบารมีของลูกทุก ๆ รูป ที่ตั้งใจทำกันมาทุกพรรษา ซึ่งเราจะชื่นอกชื่นใจกันแค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับว่าเราประกอบเหตุกันมากน้อยเพียงใด เรายังไม่ชนะเขา ภายในพรรษาที่ผ่านมานี้ เราทำภารกิจกับจิตใจควบคู่กันไป ปัญหามีเราก็แก้กันไป งานมีเราก็ทำกันไป บุญเราก็สร้างกันไป ภาวนาก็เจริญกันไป ยากที่ใคร ๆ จะทำได้อย่างเรา แต่อย่างไรก็ตาม เราก็ไม่ควรประมาท จะต้องใช้ชีวิตของเราให้เป็นประโยชน์ต่อการสร้างบารมีให้ยิ่งไปกว่านี้ เพราะว่าเรายังเป็นบ่าวเป็นทาสของกิเลสอาสวะทั้งหลาย ทั้งความโลภโกรธหลงยังมาบังคับบัญชาเราได้อยู่ ซึ่งเราก็รู้ตัวของเราเอง และเป้าหมายของเราต้องการจะหลุดพ้นจากสิ่งเหล่านี้เพื่อไปสู่ที่สุดแห่งธรรม อย่าเพิ่งชะล่าใจว่าเรามีบุญมีบารมีเยอะแล้ว ทำแค่นี้มากพอแล้ว จะนอนทอดหุ่ยหรือขยักในการสร้างความดีเอาไว้ก่อน จะหยุดบ้าง หย่อนบ้าง อย่าคิดอย่างนั้น เพราะ เมื่อความตายไม่มีนิมิตหมาย เป้าหมายชีวิตยังไม่ปรากฏ นั่นเป็นเครื่องยืนยันว่า เรายังบารมีอ่อนอยู่ ยังจะต้องสร้างให้มันแก่กล้าขึ้นไปอีก วันเพ็ญขึ้น ๑๕ ค่ำ วันนี้เป็นวันสุดท้ายของการอยู่จำพรรษาร่วมกัน เรียกว่า “วันมหาปวารณา” ซึ่งจะต้องรักษาอีกหนึ่งราตรี พรุ่งนี้จึงเป็น วันออกพรรษา ที่ผ่านมานั้นถ้ารูปไหนทำความเพียรยังไม่เต็มที่ ยังไม่อิ่มอกอิ่มใจ นึกทีไรก็ยังไม่ปีติ ยังไม่ภาคภูมิใจว่า พรรษาที่ผ่านมาเรายังชำระกายวาจาใจให้สะอาดให้บริสุทธิ์จนกระทั่งความบริสุทธิ์ผุดขึ้นมา กลางหยุดกลางนิ่ง ก็ให้เอาวันนี้สร้างประวัติศาสตร์ชีวิตอันงดงาม ให้เกิดขึ้นกับตัวของเราเองให้ได้ วันนี้เป็นวันสำคัญพระจันทร์เต็มดวงสว่างไสว ความสว่างปรากฏเกิดขึ้นบนท้องฟ้า สว่างในจักรวาล พระนิพพานส่งผังสำเร็จลงมาให้ ถ้าหากเราได้ใช้วันเวลาในวันนี้ประพฤติธรรมกันอย่างเต็มที่ โอกาสที่เราจะเข้าถึงธรรมมีมากทีเดียว ดูหลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) ผู้ค้นพบวิชชาธรรมกายเป็นตัวอย่าง ท่านใช้วันเดียวคืนเดียวเท่านั้น สละชีวิตตั้งใจประพฤติปฏิบัติธรรม กระทั่งไปเห็นแผนผังที่แท้จริงของชีวิตในวันเพ็ญขึ้น ๑๕ ค่ำ เหมือนกัน วันนี้ก็เช่นเดียวกัน หลวงพ่อหวังว่า บนท้องฟ้าสว่างด้วยแสงจันทร์ ภายในกลางกายของลูกทุกรูปก็คงสว่างด้วยแสงธรรม ถ้าหากความสว่างปรากฏเกิดขึ้นในกลางกาย หลับตาแล้วไม่มืด ความปีติความภาคภูมิใจก็เกิดขึ้นกับเรา ความปีติขนพองสยองเกล้าก็จะเกิดขึ้นแก่ชาวสวรรค์ที่มีทิพยจักษุ มีญาณทัศนะที่ได้เห็นภาพแห่งความดีงามของพวกเราที่กำลังทำความเพียร ทำหยุดทำนิ่ง จนกระทั่งเกิดความสว่างโพลงขึ้นภายใน เห็นเส้นทางสายกลาง ทางไปสู่อายตนนิพพาน เป็นทางแห่งความบริสุทธิ์ ทางแห่งพระอริยเจ้า สว่างโพลงเกิดขึ้นมา เขาจะเกิดความปีติปราโมทย์ใจเช่นเดียวกับตัวของเรา เพราะฉะนั้นใช้วันนี้ให้เป็นประโยชน์ต่อการบำเพ็ญสมณธรรม มหาปวารณา เมื่อสักครู่ เราได้กล่าวคำปวารณาซึ่งกันและกันระหว่างอาวุโส ภันเต เริ่มต้นจากหลวงพ่อเรื่อยไปถึงภิกษุผู้บวชใหม่ จากพระนวกะถึงพระเถระว่า หากได้เห็น ได้ยิน หรือสงสัย ในสิ่งที่ได้กระทำแล้วขวาง ต่อหนทางพระนิพพานก็ให้อาศัยความเอ็นดู อาศัยวิญญาณกัลยาณมิตรช่วยแนะนำตักเตือนโดยธรรม ชี้ขุมทรัพย์ให้กันและกันว่า ไม่ควรทำสิ่งนี้ เพราะจะเป็นอุปสรรคต่อการไปสู่อายตนนิพพาน เมื่อใครได้รับคำแนะนำอย่างนี้แล้วก็ทำใจนิ่ง ๆ เอาไว้ รับฟังด้วยใจ ที่เป็นปกติ ถ้าสิ่งที่เขาแนะนำนั้นเป็นจริง เราก็แก้ไขเสีย ถ้าไม่จริง เราก็ให้อภัยผู้ที่เขามาแนะนำ และขอบคุณเขาไป อย่าขุ่นมัว หลักวิชชาที่จะไปสู่อายตนนิพพาน ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงวางแบบแผนเอาไว้ว่า ให้แนะนำตักเตือนกันได้โดยธรรมระหว่าง ผู้อาวุโสกับภันเต ด้วยความรักปรารถนาดีอย่างแท้จริง ไม่ใช่ติเตียนหรือนินทากัน เพื่อประโยชน์ซึ่งกันและกัน ผู้เตือนก็ได้บุญ ผู้ถูกเตือนก็ได้รับประโยชน์ว่า มีคนคอยดูแลเอาใจใส่ เป็นห่วงเป็นใย มีความรักปรารถนาดีต่อเรา ช่วยชี้ขุมทรัพย์ข้อบกพร่องให้ เราจะได้ ปรับปรุงแก้ไข เมื่อแก้ไขแล้วความสมบูรณ์ก็จะได้เกิดขึ้นกับตัวของเรา เป็นการแนะนำสร้างสรรค์ เป็นสิ่งดีงามที่ควรรักษาธรรมเนียม และควรให้เป็นหลักวิชชาในการที่จะประคับประคองกันไปสู่ฝั่งของพระนิพพาน ที่ผ่านมา เนื่องจากว่าเรายังมีกิเลสอาสวะกันอยู่ เมื่อมีผู้มาแนะนำตักเตือนก็มักจะขุ่นมัว เอาความขุ่นมัว ความขัดเคืองใจ เอาทิฏฐิมานะมาใช้กันก่อน ความขุ่นมัวก็เลยบดบังหนทางพระนิพพาน บดบังดวงปัญญา ปัญญาที่มีอยู่ก็ไม่ได้นำมาใช้ ประโยชน์ก็ไม่เกิดขึ้นแก่ทั้ง สองฝ่าย ทั้งตัวผู้แนะนำ และผู้ที่ถูกแนะนำ เพราะความขุ่นมัว ทิฏฐิมานะ ความถือตัวว่า เรารู้ดีแล้ว เข้าใจดีแล้ว เธอไม่ต้องมาเตือน เมื่อความขุ่นมัวเกิดขึ้น ช่องว่างระหว่างทั้งสองก็เกิดขึ้น เคยมองหน้ากัน มีความรักปรารถนาดีห่วงใยกันก็ไม่ค่อยอยากจะมองหน้ากัน มองกันด้วยหางตา ชายตา หรือเบือนหน้ากันไปคนละทิศคนละทาง ถ้อยคำที่เป็นที่รักที่เคยพูดกันก็กลายเป็นถ้อยคำที่นำมาซึ่งความร้อนอกร้อนใจ ห่างเหินกันไป สิ่งที่เรามักจะเจอะเจอที่ผ่านมามักเป็นเช่นนี้ พรรษานี้เอาใหม่ ที่ผ่านไปแล้วก็แล้วกันไป เราไม่มีโอกาส ที่จะไปแก้ไขข้อผิดพลาดแต่หนหลังได้ เมื่อเรายังแก้ไขอดีตไม่ได้ เราก็สร้างปัจจุบันและอนาคตให้ดีด้วยการทำตามแบบแผน ตามหลักวิชชาที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงวางเอาไว้ ในสมัยพุทธกาล เมื่อต่างปวารณากันแล้ว ก็แยกย้ายกันไปปฏิบัติธรรม เพื่อแสวงหาที่วิเวก พบสถานที่รื่นรมย์ตรงไหน โคนไม้ ลอมฟาง ในถ้ำ ในอาราม เรือนว่าง ภูเขา ชายทะเล ป่าไม้ หรือที่ไหนที่เห็นว่าเหมาะสม เป็นที่รื่นรมย์ อยู่แล้วสบาย ปราศจากเหลือบยุงริ้น ไร คนภัยคนพาล ดินฟ้าอากาศเหมาะสม อาหารการกินสมบูรณ์ ก็จะใช้สถานที่นั้นประพฤติปฏิบัติธรรม เมื่อต่างแยกย้ายกันไปปฏิบัติธรรม ก็ได้อาศัยการปวารณานี้แหละ เป็นโอกาสให้ได้พบปะเจอะเจอกัน อยู่ห่างกันก็ยังระลึกนึกถึงกัน เมื่อได้ยินข่าวคราวจากใครที่เขามาเยี่ยมเยียนว่า เพื่อนสหธรรมิกรูปนั้น รูปนี้กำลังจะออกนอกเส้นทาง จะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ยังอาศัย ความเอ็นดูไปเยี่ยมเยียนไปมาหาสู่ หาทางที่จะแนะนำเพื่อน สหธรรมิกตามที่ได้ปวารณากันเอาไว้ บางรูปก็เตือนโดยตรงตอนนั้นได้เลย บางรูปก็ต้องหาโอกาสเตือนทางอ้อม ค่อย ๆ ปรับจิตปรับใจจนกระทั่งจิตใจเขาเกลี้ยงเกลาสะอาดพอที่จะรองรับคำแนะนำที่ดีได้จึงค่อยแนะนำกันไป เป้าหมายของเราจะต้องไปสู่อายตนนิพพาน ไปสู่ที่สุดแห่งธรรม เราจะไปสู่ที่สุดแห่งธรรมเพียงลำพังไม่ได้ ต้องไปเป็นทีม และทีมจะไปด้วยกันได้จะต้องมีความรู้ ความบริสุทธิ์เท่าเทียมทันกันทั้งทีม เพราะฉะนั้นแม้ว่าเราจะอยู่ห่างไกลกันแค่ไหนก็แล้วแต่ เมื่อได้เห็น ได้ยิน หรือสงสัยอะไรต่าง ๆ ที่จะเป็นอุปสรรคต่อการไปสู่ที่สุดแห่งธรรม ต่อการบำเพ็ญสมณธรรม หรืออุปสรรคต่อการประพฤติพรหมจรรย์ ก็ให้แนะนำตักเตือนกัน ให้รักษาแบบแผนอันงดงามนี้นะลูกนะ หาโอกาสมาแนะนำตักเตือนเป็นกัลยาณมิตรกัน ทำสิ่งที่ปวารณากันในวันนี้ให้จริงจังกันขึ้นมา แต่ก็ให้สังเกตให้ดีว่า เราจะแนะนำ ตรง ๆ ในตอนนั้นทันที หรือจะเตือนทางอ้อมก็เลือกเอา แล้วแต่ธาตุจริตอัธยาศัยของแต่ละรูปที่ไม่เหมือนกัน แต่เป้าหมายคือ มุ่งเพื่อให้ได้เกิดประโยชน์ ถ้าเราทำได้อย่างนี้ ทีมของเราจะเป็นทีมแห่งความบริสุทธิ์ ด้วยความบริสุทธิ์อันนี้เอง จะเป็นแหล่งกำเนิดแห่งความรู้แจ้ง ที่จะก่อให้เกิดความรู้เท่าเทียมทันกันทั้งทีม เมื่อความบริสุทธิ์และความรู้แจ้งเกิดขึ้นในหมู่คณะ ที่สุดแห่งธรรมก็อยู่ในกำมือของเรา จำคำนี้เอาไว้ให้ดีทีเดียว สิ่งที่ต้องทำต่อไป เมื่อเราได้ปวารณากันเสร็จเรียบร้อยแล้ว นับจากวันนี้ก็ขอให้ตั้งอกตั้งใจประพฤติธรรมกันให้เต็มที่ บำเพ็ญสมณธรรมกันต่อไป ออกพรรษามีเวลา ๙ เดือน มากกว่าในช่วงเข้าพรรษาเสียอีก เราก็จะต้องทำความเพียรกันต่อไป อย่าทำความเพียรเฉพาะภายในพรรษาเท่านั้น ภายในพรรษาก็ถือว่า เรามาอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากัน มีความอบอุ่นใจ ได้ประพฤติธรรมร่วมกัน ออกพรรษาแล้ว บางรูปอาจจะแยกย้ายกันไปตามสถานที่ ต่าง ๆ เพื่อประพฤติปฏิบัติธรรม หรือปฏิบัติภารกิจต่าง ๆ ก็ให้ใช้ วันเวลานอกพรรษานั้นบำเพ็ญสมณธรรมเช่นเดียวกัน ให้ภารกิจกับจิตใจไปด้วยกัน ทำควบคู่กันไปอย่างนี้ บารมีก็เกิดขึ้นกับเราทุกวันทุกคืน ความปรารถนาของหลวงพ่อ ตั้งแต่หลวงพ่อบวชมา ปีนี้เข้าพรรษาที่ ๓๒ แล้ว ความตั้งใจเดิมของหลวงพ่อที่ไม่เคยหลุดไปจากใจ ไม่เคยเปลี่ยนแปลงเลยนั่นคือ อยากจะให้ลูกทุกรูป ทั้งพระทั้งเณรรวมถึงอุบาสกอุบาสิกาได้เข้าถึงวิชชาธรรมกาย เป็นความปรารถนามากทีเดียว แต่ความปรารถนาของหลวงพ่อจะสมหวังได้ ลูกทุกรูปต้องร่วมมือกัน ต้องปฏิบัติธรรมเจริญสมาธิภาวนากันไปทุกวันทุกคืน ทำกันไปเรื่อย ๆ ให้สม่ำเสมอ สักวันหนึ่งเมื่อบารมีของเราเต็มเปี่ยม จิตใจเราสะอาดบริสุทธิ์ผ่องใสเราต้องเข้าถึงอย่างแน่นอน หลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ท่านพูดคำที่เป็นหนึ่งไม่มีสอง ญาณทัศนะของท่านแม่นยำ ท่านยืนยันว่า ทุกคนมีดวงธรรมที่ทำให้เกิดเป็นกายมนุษย์อยู่ภายในตัว ใสบริสุทธิ์โตเท่ากับฟองไข่แดงของไก่ ถ้าไม่มีดวงธรรมดวงนี้มาเกิดเป็นมนุษย์ไม่ได้ และดวงธรรมดวงนี้ ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ ถ้าทำถูกหลักวิชชา มีความเพียร และใจต้องใส เยือกเย็น ถ้าทำได้อย่างนี้แล้วเป็นต้องเข้าถึงกันทุกคน หลวงพ่อเชื่อว่า สิ่งที่ท่านพูดสั่งสอนเอาไว้เป็นความจริง เพราะฉะนั้น ลูกทุกรูปทั้งพระภิกษุสามเณร ถ้าหากว่ามีความเพียร ทำอย่างสม่ำเสมอ ให้ถูกหลักวิชชา ทำใจให้ใสเยือกเย็น จริง ๆ แล้วจะต้องเข้าถึงอย่างแน่นอน กำลังบุญของทุกรูปมีเหลือเฟือที่จะเข้าถึงพระธรรมกายภายในได้อยู่แล้ว จะขาดก็ขาดสิ่งที่ว่า คือ เอาจริง และทำถูกหลักวิชชาไหม สม่ำเสมอไหม ใจเยือกเย็นพอไหมเท่านั้น ถ้ามีบุญน้อย เราจะมาบวชอยู่ร่วมอารามเดียวกันยาก กระแสบุญ เขาดึงดูดเอามารวมเป็นหมู่กัน เหมือนฝูงนกเข้าฝูงนก ฝูงเนื้อเข้าฝูงเนื้อ ฝูงปลาเข้าฝูงปลา ธรรมกายก็ต้องอยู่ในหมู่ของธรรมกาย บุญเก่าของเรามีเหลือเฟือ เหลือแต่ว่าจริงแค่ไหน ถ้าจริง ถูกหลักวิชชา สม่ำเสมอ ใจใสเยือกเย็นอย่างนี้ก็จะต้องเข้าถึงของจริงอย่างแน่นอน ในที่สุดนี้หลวงพ่อขออนุโมทนาสาธุการกับลูกทุกรูปที่ได้นำปัจจัยมาร่วมสร้างมหาทานบารมีร่วมกับหลวงพ่อในวันนี้ ขอให้ บุญบารมีรัศมีกำลังฤทธิ์อำนาจสิทธิเฉียบขาดของพระสัมมา สัมพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ บารมีธรรมหลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ คุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง มหาทานบารมี ตลอดจนกระทั่งความดีทั้งหลายที่ได้สั่งสมอบรมมานับภพนับชาติ ไม่ถ้วน ตั้งแต่ปฐมชาติที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์สร้างความดีเรื่อยมา ทั้งบุญเล็กบุญน้อยบุญใหญ่ รวมเป็นบารมี ๓๐ ทัศ ให้บารมีทั้งหมดมารวมอยู่ในศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ให้กลั่น กายวาจาใจ ธาตุธรรมเห็นจำคิดรู้ให้สะอาดบริสุทธิ์ ให้หลุดพ้นจาก กิเลสอาสวะ วิบัติบาปศักดิ์สิทธิ์ สิ่งที่ไม่ดีต่าง ๆ ให้มลายหาย สูญไปหมด ให้ลูกทุกรูป มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง ให้อายุขัยยืนยาว ได้สร้างบารมีไปนาน ๆ ให้ปลอดกังวล ปลอดจากอุปกิเลส ปลอดจากนิวรณ์ธรรมทั้งหลาย ปลอดจากอุปสรรคต่าง ๆ นานาที่จะมาขัดขวางในการประพฤติปฏิบัติธรรม ในการสร้างบารมี ในการบำเพ็ญสมณธรรม ในการปฏิบัติภารกิจที่หลวงพ่อและหมู่คณะได้มอบหมายเอาไว้ ให้รู้แจ้งเห็นแจ้งแทงตลอดในวิชชาธรรมกายของพระสัมมา สัมพุทธเจ้า ธรรมอันใดที่หลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ และ คุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ได้บรรลุ ขอจงบรรลุธรรมนั้น ให้มีมหาสมบัติจักรพรรดิเกิดขึ้นไว้ใช้สร้างบารมีอย่างไม่รู้จักหมดจักสิ้นไปทุกภพทุกชาติ ตราบกระทั่งถึงที่สุดแห่งธรรม ขอให้เป็นที่รักของมนุษย์ของเทวาทั้งหลาย จะแนะนำสั่งสอนบุคคลใด จะเป็นบัวเหล่าไหนก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นปทปรมะที่ใคร ๆ ไม่อาจโปรดได้ก็ตาม ก็ให้บุญบารมีนี้สามารถโปรดได้หมดทุกคน ไม่มีเว้นเลยแม้แต่คนเดียว ความปรารถนาอันใดก็ตามที่ลูกทุกรูปได้ตั้งใจไว้อย่างดีแล้ว เป็นความปรารถนาที่เป็นไปเพื่อการสร้างบารมีให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป ขอความปรารถนานั้น จงเป็นผลสำเร็จ จงเป็นผลสำเร็จ จงเป็นผลสำเร็จ ด้วยอานุภาพแห่งพระธรรมกายของพระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์จงทุกประการเทอญ วันศุกร์ที่ ๑๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๓ 11.อภิบูชามหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง การให้โอวาทปีนี้คงจะให้ยาวไม่ได้ เพราะว่าแดดแรง และจะมีการถ่ายรูปกันต่อ คงพูดได้แค่สั้น ๆ เฉพาะเรื่องหลัก ๆ สองเรื่อง ก่อนอื่น หลวงพ่อต้องขออภัยในอาการที่นั่งอย่างนี้ เพราะสุขภาพไม่อำนวย ที่จะนั่งคุกเข่า นั่งกระหย่งเท้า พับเพียบ หรือนั่งสมาธิในท่าสมบูรณ์ ไม่ได้เลย เพราะสุขภาพมันเป็นอย่างนี้ แต่โดยรวมแล้วก็ดีขึ้น มหาปวารณา มหาสมบัติ เรื่องหลัก ๆ ก็คือ การทำมหาปวารณา ซึ่งก็ได้ให้โอวาทคล้าย ๆ กันกับทุกปี จะมีแตกต่างก็ข้อปลีกย่อย เพื่อเตือนให้ทุกรูปได้ระลึกถึงความสำคัญของการทำปวารณาซึ่งกันและกัน ทำไมพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะต้องกำหนดเอาวันสุดท้ายของพรรษามาทำมหาปวารณา เหตุผลหลักใหญ่ของพระองค์ก็คือ หลังจากออกพรรษา กรานกฐินกันเรียบร้อยแล้ว ต่างจะต้อง แยกย้ายกันไปประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อทำพระนิพพานให้แจ้งดังที่ ได้ตั้งใจมาบวช ในการทำพระนิพพานให้แจ้งนั้นสำหรับผู้มีบารมีแก่ ๆ ก็จะสอนตัวเองได้ แต่ถ้าผู้มีบารมีที่อินทรีย์ยังอ่อนบางครั้งก็สอนตัวเองได้ บางครั้งก็สอนตัวเองไม่ได้ มักจะตามใจกิเลสที่บังคับในตัวอยู่เสมอ ด้วยเหตุนี้จึงจำเป็นจะต้องมีกัลยาณมิตรคอยแนะนำตักเตือนเพื่อน สหธรรมิกให้อยู่ในลู่ จะได้ไม่หลุดออกจากลู่และเป้าหมายที่ตั้งใจ เอาไว้คือทำพระนิพพานให้แจ้ง เพราะนี่คือเป้าหมายหลักของ การบวช สำหรับผู้ที่อินทรีย์อ่อนที่บางครั้งสอนตัวเองได้บางครั้งสอน ตัวเองไม่ได้ ก็จำเป็นจะต้องมีผู้อื่นมาช่วยสอน การที่จะรับฟังคำแนะนำตักเตือนจากเพื่อนสหธรรมิกนี่ ไม่ใช่ของง่ายเลย เพราะทิฏฐิมานะ ในตัวมันบังคับอยู่ตลอดเวลา หรือพูดง่าย ๆ คือ ความดื้อในตัว ของเรามันมีอยู่ เพราะฉะนั้นใครจะมาตักเตือนก็มักจะขุ่นมัว น้อยใจบ้าง ผูกโกรธกันบ้าง เวลาทำสมาธิใจก็ฟุ้งซ่าน หรือทำกิจอะไรก็ตามใจจะไม่ตั้งมั่น เพราะฉะนั้นจึงต้องมีการปวารณากันว่า ถ้าใครได้เห็น ได้ยิน หรือสงสัยว่าข้าพเจ้าหากทำไม่ถูกต้องตามธรรมวินัย ชักจะออกนอกลู่นอกทางของพระและเป้าหมายที่จะทำพระนิพพานให้แจ้งแล้ว ให้ ตักเตือนได้ แล้วก็จะคิดว่า การเตือนนั้นเป็นการชี้ขุมทรัพย์ เหมือน มอบสมบัติใหญ่ให้เรา เพราะฉะนั้น แทนที่เราจะโกรธ ก็ควรจะขอบคุณที่เขาช่วยชี้แนะตักเตือนข้อบกพร่องของเรา แต่ว่าบางครั้งคำแนะนำ ตักเตือนนั้น อาจจะถูกบ้าง ผิดบ้าง เพราะว่าถ้าเห็นก็ไม่มีปัญหา อาจจะ ถูกมากกว่าผิด แต่ถ้าได้ยินมา หรือสงสัย คือ ดูอากัปกิริยาท่าทางแล้วน่าจะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ มันก็มีถูกมีผิด เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราควรจะทำในกรณีที่เขาแนะนำแล้วมันไม่เป็นอย่างนั้น เพราะสิ่งที่เห็นกับสิ่งที่เป็นบางทีมันไม่ตรงกัน หรือสิ่งที่ได้ยินกับสิ่งที่เป็นไม่ตรงกัน หรือสิ่งที่เขาสงสัยกับสิ่งที่เราเป็นไม่ตรงกัน เราก็ต้องให้อภัยเขา โกรธไปก็ทุกข์ใจเปล่า ๆ ถ้าโกรธที่เขาแนะนำเรา ทั้ง ๆ ที่เราก็ไม่ผิดและก็ไม่ได้เป็นอย่างนั้น ความขุ่นมัวทำให้เราเสียโอกาสที่จะทำให้ใจใส ใจหยุด ใจนิ่ง แล้วแถมนำกลับมาปรุงแต่งคิดฟุ้งซ่านไปอีก ใจยิ่งไม่ตั้งมั่น เป้าหมายที่จะไปพระนิพพานก็ยิ่งห่างไกล เพราะใจมันไม่นิ่ง เพราะฉะนั้น เราควรจะเปลี่ยนความคิดที่ขุ่นมัวนั้นให้เป็น ประโยชน์ เหมือนเปลี่ยนขยะให้เป็นปุ๋ย ไม่ว่าเขาจะแนะนำถูกหรือผิด เมื่อมาถึงเราแล้วดีทั้งนั้น ถ้าถูกก็ขอบคุณเขา ไม่ถูกก็ให้อภัย เรื่องมัน ก็จะจบลงแค่ตรงนั้น แต่จะมีอานิสงส์ต่อ คือ ใจจะสบาย ใจสบายนี่แหละเป็นใจที่ใกล้พระนิพพาน เพราะมันจะไม่ฟุ้งซ่านไปตามล่าว่า ใครนะ ไปบอกไปฟ้อง ซึ่งทำให้เสียเวลา และใจขุ่นมัวด้วย เพราะไปสงสัย คนโน้นคนนี้ แต่เดิมเจอหน้าแล้วยิ้มให้กัน แต่ตอนตามล่าชักสงสัย ยิ้มไม่ออก ดูหน้าไปทีละรูป รูปนี้มั้ง รูปโน้นมั้ง ใจมันก็ไม่หยุดนิ่ง เพราะฉะนั้นจึงจำเป็นต้องมาปวารณา และไม่ใช่ปวารณาธรรมดา เรียกว่า มหาปวารณา มหา แปลว่า ยิ่งใหญ่ การปวารณานี้เป็นสิ่งที่ควรให้ความสำคัญอย่างยิ่งเพราะทำให้เราไปถึงนิพพาน เพราะเหตุนี้พระพุทธเจ้าจึงให้มีการปวารณาซึ่งกันและกันในวันสิ้นสุดการอยู่จำพรรษา และบัดนี้เราก็ได้ปวารณากันแล้ว อย่าให้มันเป็นแค่ธรรมเนียมปฏิบัติที่สืบทอดกันมายาวนาน ๒,๕๐๐ กว่าปี หลวงพ่ออยากจะให้เห็นว่า การปวารณาเป็นสิ่งที่จริงจัง และมีคุณค่าอย่างยิ่งต่อชีวิตของเรา ในฐานะเราเป็นนักบวชผู้มีใจ แน่วแน่ที่จะแก้ไขตัวเองให้บริสุทธิ์ จะได้หลุดพ้นจากกิเลสอาสวะไปสู่พระนิพพานได้ เทคนิคในการชี้ขุมทรัพย์ สำหรับผู้ที่จะแนะนำเขา จะต้องสังเกตดูตัวเราก่อนว่า เรา ปรารถนาดีกับเขาจริงหรือไม่ ไม่ใช่ว่าพอปวารณากันเสร็จแล้ว คิดว่าพระพุทธเจ้าให้โอกาสไปเตือนเพื่อนสหธรรมิกแล้ว จริงไม่จริง ก็ไม่รู้ เราลุยก่อนเลย อย่างนี้ไม่ถูก ต้องดูว่าเราจะเตือนเขาด้วย ความหวังดี ด้วยรักและห่วงใยใช่หรือไม่ ถ้าจริง ก็ดูข้อถัดไป ดูจังหวะ เวลา โอกาส ที่เพื่อนสหธรรมิกใจเขาพร้อม ความพร้อมดูตอนไหน คือตอนคุยกันกำลังเพลิน ๆ นั่นแหละ กำลังสบายอกสบายใจ ก็เอาจังหวะนั้น เหมือนนักมวยก็ดูจังหวะจะต่อย เสือก็ต้องดู จังหวะจ้องตะครุบเหยื่อ เราก็ดูจังหวะที่จะชี้ช่องทาง จังหวะนี้ดี ก็แนะนำไป ข้อถัดมา ถ้อยคำที่จะใช้แนะนำเป็นสิ่งที่สำคัญ ไม่น่าเชื่อว่า ก-ฮ ก็เรียนมา ไวยากรณ์ก็เรียน การผูกประโยคก็เรียน แต่การปล่อยคิวของประโยคคำพูดนี่ เราไม่ค่อยได้เรียน ยากนะลูกนะ ต้องศึกษา เราจำเป็นต้องเป็นนักอักษรศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ที่มีถ้อยคำเหลือเฟือ พูดไปแล้วเขารับฟังด้วยความปีติยินดี ขอบพระคุณเราเสียอีก แล้วแถมมอบความรักยกกำลังสองคืนมาด้วย เราจำเป็นต้องเป็น มหาบัณฑิตนักปราชญ์ทางอักษรศาสตร์ พูดได้กับพูดเป็นนี่มัน ไม่เหมือนกันนะ นกแก้วนกขุนทองพูดได้ตามที่สอน แต่มันพูดไม่เป็น มันพูดได้แค่นั้นนะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเราเป็นพระ เป็นหัวใจของโลกและจักรวาล ยิ่งสำคัญ จะพูดอะไรออกไปครั้งหนึ่งต้องคำนึงถึงความรู้สึกของผู้ฟังด้วย ทั้ง ๆ ที่เรารักและห่วงใยปรารถนาดีที่จะแนะนำเพื่อนสหธรรมิก ให้อยู่ในร่องในรอยในลู่ และไปสู่เป้าหมายปลายทางโดยปลอดภัยและมีชัยชนะก็ตาม นี่ก็เป็นสิ่งที่ต้องฝึกฝน เพราะหลวงพ่อมักจะได้ยินบ่อย ๆ ว่า จะแนะนำอะไรกันมักมีปัญหากันทั้งนั้น ลืมที่ปวารณากัน เอาไว้ เห็นทุกปี ทุกที ทุกที่ ทุกวัน ปีนี้ให้เป็นปีแรกของชีวิตนักบวช ให้มหาปวารณาปีนี้เป็นมหาปวารณาดังที่หลวงพ่อได้ให้ความหมายมาเบื้องต้น เพื่อประโยชน์ของตัวเราเอง เมื่อเราได้รับประโยชน์ตัวแล้ว มีคนคอยปกป้องผองภัยให้เราอยู่ในกรอบของธรรมวินัย พอเราได้เข้าถึงธรรมภายใน มันก็จะเป็นประโยชน์ต่อโลกโดยทางอ้อม คือ เราก็จะนำสิ่งที่เราได้รู้ได้เห็นนี้ไปแนะนำสั่งสอนกันต่อไป ทำหน้าที่ของพระให้สมบูรณ์ พระพุทธศาสนาจะดำรงอยู่คู่โลกต่อไปก็เพราะเหตุนี้ คือ การแนะนำสั่งสอนของพระสู่ชาวโลก จากประสบการณ์ภายในที่ตัวได้เข้าถึงจริง นี่ความสำคัญของวันมหาปวารณา เพราะฉะนั้นอย่าทำแค่เป็นเพียงธรรมเนียมปฏิบัติ แต่ให้เป็นข้อวัตรปฏิบัติสำหรับที่จะนำไปใช้ในการสร้างบารมีของเรา เพราะฉะนั้น ต่อจากนี้ไปเราจะตักเตือนกันอย่างไร ก็ให้ทำ อย่างที่หลวงพ่อได้พูดมาทั้งหมด ทบทวนกันให้ดี แล้วรอยยิ้มจะปรากฏบนใบหน้าของลูกหลวงพ่อทุก ๆ รูป ที่มาอยู่ร่วมกันด้วยบุญบันดาล จิตใจจะสดใสเบิกบานกันทุกรูปเลย จนกระทั่งเป็นหมู่คณะแรกที่ หมู่คณะอื่นจะต้องดูเป็นต้นแบบ เพื่อที่จะดำเนินรอยตาม ต้นบุญต้นแบบที่ดี ตอนนี้เริ่มมีหมู่คณะอื่นที่สนใจหมู่คณะของเราเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เขาตั้งความหวังเอาไว้ว่า หมู่คณะวัดพระธรรมกายนั้น คือ สดมภ์หรือเสาหลักแห่งพระพุทธศาสนาที่จะรักษาปกป้องและขยายสืบทอดต่อไปอย่างไม่มีวันสิ้นสุด เพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อมนุษย์และเทวา ยิ่งเขามองเราอย่างนี้ มันก็จะยิ่งกดดันให้เราต้องรีบกวดขันตัวของเราเองให้เป็นที่ตั้งแห่งศรัทธา และความเลื่อมใสจนกระทั่งเขานำไปปฏิบัติกันต่อ ๆ ไปทั่วสังฆมณฑล เราก็ไม่ได้คิดว่า เราดีที่สุด แต่ว่าเราดีกว่าเดิม ก่อนที่เราจะบวชมาหน่อยหนึ่ง และกำลังพัฒนากันไปเรื่อย ๆ เพราะฉะนั้น ลูกหลวงพ่อหรือสมาชิกวัดพระธรรมกายไปที่ไหนจะตกเป็นเป้าสายตาทั้งพระทั้งฆราวาสที่เขามองเราอยู่ โดยที่เราไม่ได้รู้ตัวเลย เสียงสะท้อนกลับมาที่หลวงพ่อมันก็ทำให้มีกำลังใจมานิดหนึ่งว่า พอเห็นแล้วนี่มาจากวัดพระธรรมกายแน่เลย ดูการวางรองเท้า ดูการนุ่งห่ม ดูอากัปกิริยาอาการต่าง ๆ ฟังแล้วก็ชื่นใจขึ้นมานิดหนึ่ง แต่ว่าภายในจริง ๆ แล้วยังหลวม มันยังไม่แน่นอย่างที่เราอยากจะเป็น และเขาก็อยากจะให้เราเป็น นี่ต้องปรับปรุงกัน นี่เรื่องหนึ่ง เตรียมงานสลายร่างคุณยายอาจารย์ฯ เรื่องที่สองก็คือ เรื่องงานสลายร่างคุณยายอาจารย์ฯ ของเรา ซึ่งหลวงพ่อได้กำหนดเอาวันอาทิตย์ที่ ๓ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๔๕ นับจากนี้ไปก็ ๔ เดือน จะเป็นวันสลายร่างของคุณยายอาจารย์ฯ งานนี้หลวงพ่ออยากให้เป็นงานที่สมบูรณ์ที่สุดในทุกด้าน และเป็นต้นบุญต้นแบบของชาวโลกได้ เนื่องจากว่า งานนี้เราได้ไปอาราธนาพระถึง ๓0,000 วัด แล้วยังอาราธนาพระภิกษุต่างประเทศอีกหลายประเทศรวมทั้งศูนย์ภาคี ย.พ.ส.ล. ที่เราได้เป็นสมาชิกอยู่ เขาส่งตัวแทนจากต่างประเทศมาร่วมงานกับเรา มาร่วมงานก็คือการมาดูงานเรา และเป็นการให้เกียรติคุณยายของเรา พร้อมทั้งมาเป็นเนื้อนาบุญให้กับเจ้าภาพสาธุชนทั้งหลายที่เขาได้มาทำบุญในวันนั้น แล้วก็ถวายบุญนี้แด่คุณยายอาจารย์ฯ งานนี้เป็นงานที่ยิ่งใหญ่ เพราะ ถ้าไม่มีคุณยายก็ไม่มีวัดพระธรรมกาย ไม่มีการรวมกันของผู้มีบุญ โดยเฉพาะตัวของเราจะไม่มีโอกาสมารวมกันเลย จะไม่มีการรวมกันของพระสังฆาธิการ ทั่วประเทศ เจ้าอาวาสทุกวัดทั่วประเทศ จะไม่มีการขยายงานพระศาสนา ไปต่างประเทศทั่วโลก นี่ยังไม่ได้พูดถึงสิ่งที่เรายังมองไม่เห็น คือ งานที่เหนือธรรมชาติ เหนือกฎเกณฑ์ เหนือความเข้าใจของบัณฑิตนักปราชญ์ทั้งหลาย แม้นักปราชญ์บัณฑิตทั้งหลายในทางพระพุทธศาสนาและชาวโลกก็ยัง ไม่เข้าใจงานที่ลึก ๆ ที่ยังไม่ได้นำมากล่าว แต่พวกเราคุ้นกันอยู่แล้ว คือ งานปราบมาร ที่ท่านได้ทุ่มชีวิตเป็นเดิมพัน กลางวัน ๖ ชั่วโมง กลางคืน ๖ ชั่วโมง อยู่ในสมรภูมิที่เต็มไปด้วยลูกระเบิดจากเครื่องบินที่ทิ้งกันลงมา ความอดอยากขาดแคลนอาหารเครื่องอุปโภคบริโภค ในสงครามโลก ครั้งที่ ๒ ที่ผ่านมา ซ้ำแล้วซ้ำเล่าเป็นปี ๆ จนกระทั่ง ได้รับการยอมรับยกย่องจากพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญว่า “เป็นหนึ่งไม่มีสอง” เราเป็นอยู่ได้ในปัจจุบันนี้ นอกจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญแล้ว คุณยายอาจารย์ของเรานี่แหละเป็นผู้ที่อยู่ดูแลเลี้ยงดูให้เราได้อยู่เป็นสุข มีสัปปายะ ทั้ง ๔ ครบถ้วนบริบูรณ์ ให้เราได้ประพฤติปฏิบัติธรรมได้เต็มที่ เพราะฉะนั้นท่านมีพระคุณต่อเรามาก ซึ่งเมื่อไรที่ใจเราสงบ พบ พระธรรมกาย เราจะเข้าใจในสิ่งที่หลวงพ่อพูดในวันนี้ยิ่งกว่านี้อีก หลายร้อยหลายพันเท่า ด้วยเหตุนี้หลวงพ่อจึงอยากจะให้ลูกทุกรูป พระภิกษุ สามเณร อุบาสก อุบาสิกา เจ้าภาพ โดยเฉพาะในองค์กรของเราร่วมมือกัน โดยรวมใจให้เป็นหนึ่งเดียวกันมุ่งทำงานนี้ให้บรรลุเป้าหมาย ให้สำเร็จเป็นอัศจรรย์ ในงานนี้ หลวงพ่อจำเป็นต้องเสียสละความเป็นแชมป์เปรียญธรรมเอก ๕ ปีติดต่อกันออกไป คือ ปีนี้จะเว้น ๑ ปี ได้เรียกลูกมหาทั้งหลายที่เขาต้องสอบประโยค ๗, ๘, ๙ มารวมประชุมกันว่า ลูกเอ๊ย งานนี้งานใหญ่งานสำคัญเว้นการสอบเปรียญธรรมสักปีหนึ่งเถอะ เพราะงานของคุณยายมีครั้งเดียว แต่การสอบเปรียญธรรม มีอีกหลายครั้ง แม้เราจะสูญแชมป์เปรียญธรรมเอก แต่หลวงพ่อ เชื่อว่า ลูกพระลูกเณรที่สอบเปรียญธรรมตั้งแต่ ๑ - ๖ ก็คงจะรับภาระตรงนี้ไปแทน หมายความว่า จะต้องขยันเรียนให้เป็นพิเศษเพื่อที่จะรักษาแชมป์คะแนนรวมเอาไว้ คือ แชมป์คะแนนรวมของประเทศต้องรักษา สูญเสียแชมป์เปรียญธรรมเอกไม่เป็นไร แต่จะเรียกว่า สูญเสียแชมป์โดยตรงก็ไม่ได้ เรียกว่าปีนี้ยอมสละแชมป์สักปีหนึ่ง เพราะว่าไม่ได้ส่งสอบ ไม่ส่งสอบแล้วไปไหน ก็เรียกลูกพระมหาทั้งหลายมารวม ประชุมกันว่า เรามีเวลาจำกัดจากนี้ไป ๔ เดือนเท่านั้น อย่านึกว่า มันนาน เราจะต้องไปนิมนต์พระสมภารทุกรูป ซึ่งบางท่านเป็น เจ้าคณะภาค จังหวัด อำเภอ ตำบล แต่ส่วนใหญ่ก็เป็นเจ้าอาวาส ในแต่ละวัด แถมยังมีสำนักสงฆ์ มีที่พักสงฆ์อีกเยอะแยะ มันยังไม่เคยมีใครทำมาก่อนเลยตั้งแต่สร้างชาติ นี่เป็นงานใหญ่ เราจะต้องไป ให้ถึงตัวท่าน ให้ถึงใจท่าน เพื่อจะได้ให้ถึงเป้าที่ตั้งเอาไว้ คือ นิมนต์มาให้หมดให้ครบ งานนี้จะเป็นการรวมประชุมสงฆ์ทั่วประเทศในระดับเจ้าอาวาส เป็นครั้งแรกตั้งแต่สร้างชาติมา เพื่อให้ท่านมาเป็นเกียรติและมาเป็น เนื้อนาบุญให้กับคุณยายของเราและสาธุชนทั้งหลาย ตลอดจนกระทั่งเป็นพลังหมู่ที่ทำให้เกิดพลังใจ เกิดแรงบันดาลใจแก่พระ ต่างประเทศ ชาวพุทธต่างประเทศที่มากันในวันนั้น ซึ่งมีตั้งแต่ระดับพระสังฆราชของหลาย ๆ ประเทศที่มากัน และแรงบันดาลใจนี้จะ กลับไปสู่ประเทศของท่าน เพื่อที่จะไปปรับปรุงพระพุทธศาสนาในประเทศของท่านให้ดีขึ้น แข็งแรงขึ้น เพราะตอนนี้มันอ่อนแอลงไปเรื่อย ๆ ซึ่งเรายอมไม่ได้ ดังนั้น เมื่อเวลามีจำกัดอย่างนี้ ลูกมหาหลวงพ่อทุกรูปที่จะสอบเปรียญธรรมเอก จึงจำเป็นต้องสละการสอบในคราวนี้ยกไป ปีหน้า เพื่อไปทำความคุ้นเคยกับท่าน ให้ท่านเกิดความรัก ความ เอ็นดู ความเข้าใจและมาร่วมงานด้วยความปีติใจ สมัครใจ เต็มใจ มีความสุขใจที่ได้มา และก็ได้บอกย้ำ ๆ ต่อ ๆ กันไปว่า ลูกมหาต้องไปหลายครั้งนะ อย่างน้อยก็ ๔ ครั้ง เพราะว่าสิ่งที่เราทำนี้ มันเป็น สิ่งใหม่ ไม่เคยเกิดขึ้นเลย ผู้ที่เข้าใจก็ไม่มีปัญหา ผู้ที่ไม่อยากจะเข้าใจ ก็มี ถ้าเราไปแค่ครั้งเดียวอาจจะไม่บรรลุเป้าหมายได้ จึงจำเป็น ต้องไปหลายครั้ง เพราะฉะนั้นการไปในครั้งนี้ ต้องไปให้ถึงตัว ถึงใจ และให้เข้าเป้า เราจะตกเป็นเป้าเขาก่อน ก่อนที่จะไปถึงเป้าที่เราต้องการ คือ ตกเป็นเป้าสายตาของเจ้าอาวาสพระเณรในวัดที่เราไปถึงนั่นแหละ ตั้งแต่ยังไม่ได้คุยกันเลย ตั้งแต่เห็นหน้าเรา เห็นการแต่งตัว อากัปกิริยา จนกระทั่งเห็นการถอดรองเท้า เข้าไปหาท่าน กราบท่าน พูดคุยกับท่าน ซึ่งมันมีขั้นตอน แล้วก็ยื่นหนังสือที่หลวงพ่อเซ็นด้วยมือ ของตัวเอง ๓0,000 ฉบับไปนิมนต์ท่าน ให้นำกลิ่นศีลกลิ่นธรรมไป แต่กลิ่นอย่างอื่นอย่าเอาไป นี่ก็บอกไว้ ซึ่งลูกพระลูกเณรก็หัวเราะกัน แต่นั่นก็คือเรื่องจริง คือ เอาแต่กลิ่นศีลกลิ่นธรรมของเราไป กลิ่นตัว กลิ่นปาก กลิ่นอะไรต่าง ๆ ที่ไม่ค่อยน่าพึงปรารถนา อย่าเอาไป ให้มันสะอาดกาย สะอาดใจ สะอาดอาภรณ์ อากัปกิริยา ให้มีสมณสัญญาอยู่ตลอดเวลา เอาสิ่งนี้ไป เอาต้นแบบที่แท้จริงไปกราบท่าน ไปอาราธนาท่าน ซึ่งลูกพระมหาทั้งหลายก็ยินดีกันทุกรูปที่จะไปทำหน้าที่ตรงนี้ ให้สมบูรณ์ ก็เป็นความปีติยินดีของหลวงพ่อ แต่อัธยาศัยหลวงพ่อนั้น เมื่อจ่ายงานแล้วต้องตามจี้ จี้เพื่อจะได้จอยกัน ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวจะไปจวกกันซะ ต้องตามจี้ นี่ฝ่ายรุกเขาไปกันอย่างนี้นะ ส่วนฝ่ายรับ ฝ่ายปฏิสันถารก็เป็นเรื่องที่สำคัญ เมื่อไปนิมนต์ มาได้แล้ว หากต้อนรับท่านไม่ดีมันหึ่งไปทั่วโลกนะ ทั่วประเทศ ๓๐,๐๐๐ วัด ต่างประเทศอีกเยอะแยะ ถ้าเราต้อนรับท่านไม่ดีตั้งแต่เดินเข้าประตูวัดมา จราจรทำได้สมบูรณ์ไหม ตรงไหนเป็นที่ควรจอด ตรงไหนไม่ควรจอด ศึกษากันดีแล้วหรือยัง ลงจากรถจะต้อนรับกันอย่างไรได้ศึกษาได้ฝึกฝนกันเต็มที่แล้วยัง หรือแค่จ่ายงานแต่ไม่ได้ จี้งาน สถานที่ในการรองรับเพราะบางท่านอาจจะมาก่อนแล้วมานอนพักค้าง เราเตรียมพร้อมหรือยัง สถานที่นอน ห้องน้ำห้องท่า อาหาร เราพร้อมหรือยัง หลวงพ่อได้รับจดหมายจากพระสังฆาธิการ จากงานวันที่ ๕ สิงหาคมที่ผ่านมา อ่านแล้วก็ชื่นใจในคำแนะนำของท่าน ไม่ใช่คำชม ของท่านนะ คำแนะนำที่มีประโยชน์ เช่น ห้องน้ำไม่ควรมีกลิ่น ควรจะเข้าอย่างมีระบบระเบียบ และท่านแนะนำกันเองว่า ไม่ควรจะให้มีพระมาสูบบุหรี่ ควรจะมีวิธีแนะนำ ฝ่ายรับ ฝ่ายปฏิสันถารก็จะต้องติดตามงานนี้ให้ดี ฝ่ายสถานที่ ไปดูแลให้ดีทุกซอกทุกมุมเลย อย่าให้มีที่ติได้ ให้มันสะอาดทุกจุด ปราศจากกลิ่นด้วย ให้เรียบร้อยดูสวยงาม กลับไปท่านจะได้ชื่นใจ แล้วก็ยังสรุปมาเป็นเปอร์เซ็นต์ อาหารให้เท่านี้เปอร์เซ็นต์ ห้องน้ำให้ เท่านี้เปอร์เซ็นต์ การต้อนรับให้เท่านี้เปอร์เซ็นต์ สรุปลงมาเลย ฟังดูแล้วก็ชื่นใจ เพราะฉะนั้นงานนี้งานใหญ่ ส่วนโต๊ะที่ต้อนรับท่าน แต่เดิมเราไปเช่าโต๊ะจีนมา แล้วก็เรียก โต๊ะจีนกันตลอด หลวงพ่อเข้าใจว่า พอพูดถึงโต๊ะจีนหมายถึงต้องมีอาหารจีนอยู่บนโต๊ะ แล้วก็ลงมือขบฉันกัน แต่กลายเป็นว่ามี ๒ ประเภท โต๊ะจีนไว้ฉันกับโต๊ะจีนไว้คุย โต๊ะจีนไว้คุยอยู่ข้างบน โต๊ะจีนไว้ฉันอยู่ ชั้นหนึ่ง ก็เลยมาคิดใหม่ว่า เราจะไม่เรียกโต๊ะจีนแล้ว เรียก “โต๊ะกลม” แล้วก็ดีไซน์แบบเอง ทำเองดีกว่าโต๊ะจีนที่เขาสืบสายวัฒนธรรม มาเป็นพันปี ของเขาแยกเป็นสองชิ้น คือ ข้างบนกับขาข้างล่างกว่าจะ สวมกว่าจะเก็บก็ลำบาก ออกแบบโต๊ะกลมพับได้ พับแล้วสูงหนาแค่ ๔ เซนติเมตร ส่วนโต๊ะวางอาหารก็ออกแบบสั่งทำไว้แล้ว พับเก็บได้ความหนา ๗ เซนติเมตร วางเรียงกันเป็นลำดับ เวลายกย้ายใช้โฟล์คลิฟท์เสียบเข้าไปเลย เอามาถึงก็วาง นอกจากประหยัดเงินแล้วยังประหยัดเวลาและ อารมณ์ด้วย ผ้าปูโต๊ะเราก็ดีไซน์แบบใหม่สวยงาม ถ้วยโถโอชามสั่งทำ เป็นพิเศษ เพราะแต่ละท่านที่มาไม่ใช่ธรรมดา เป็นผู้รักษาพระศาสนา รักษาพุทธบริษัททั้งหลายทั่วประเทศ เพราะฉะนั้นถ้วยชามที่จะใส่อาหารก็ดีไซน์ใหม่หมด และแต่ละถ้วยชามก็จะมีข้อความอยู่ในถ้วยชามด้วย จะได้หยิบถูก สมมติว่า เป็นถ้วยใส่น้ำปลา เอ้า ไปหยิบถ้วยหยุดมาซิ จะได้หยิบถูก และเวลาท่านฉันไปก็จะได้เพลิดเพลินกับถ้อยคำ เช่น “พระอุปัชฌาย์สอนว่า ให้ทำพระนิพพานให้แจ้ง” หรือ “หยุดเป็น ตัวสำเร็จ” หรือ “เราจะรวมกัน หรือ เราจะแยกกันทำ” ฉันไปอ่านไป เพลิน ชื่นอกชื่นใจ “พระแท้ดีกว่าพระเก๊” เอ้า ไปหยิบจาน “พระแท้” มาซิ มันจะได้หยิบถูก นี่เตรียมการกันถึงขนาดนี้นะ เรื่องอาหารหวานคาวก็คัดกันสุด ๆ ไปเลย ปลอดสารพิษ ทำอย่างสุดฝีมือ แล้วก็ฝ่ายปฏิสันถารยังเสนอหลวงพ่อว่า จะมีอุปัฏฐากแก้วกับสามเณรแก้วมาคอยอุปัฏฐาก เวลาเข้าออกก็ต้องเอามาฝึกซ้อมกันก่อน อุปัฏฐากแก้วเป็นฆราวาสบางทีเขาไม่ค่อยมีเวลาให้เรา จึงมีโครงการบวชสามเณรแก้วเอามาฝึก แต่กลัวเขาจะสับสนจึงกำหนดอายุไว้ไม่ให้เกิน ๓๕ เดี๋ยวเห็นหลวงตามาอุปัฏฐากเข้า พระบนโต๊ะยกมือไหว้ เอามาบวชมาฝึกซ้อมกันก่อน จะต้องกราบเรียนพระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตชีโวท่านเป็นประธานปฏิสันถาร แต่งานท่านเยอะ ท่านก็มอบให้ท่านธัมมวิปุโลรับภาระอันนี้ไป ก็จะถือโอกาสพูดตอนนี้เลยว่า จ่ายแล้วต้องจี้ จี้ให้จอยกัน แต่อย่าไปจวกกันก่อนเดี๋ยวจะเจ๊งนะ ให้มันเจ๋งแจ๋วเลยงานนี้ ฝึกซ้อมการเข้าออกให้ดี ฝึกซ้อมว่าเราจะประเคนกันอย่างไร พูดอย่างไร จะอะไรอย่างไรนี่ คิดว่าคงจะเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องการปฏิสันถาร รวมทั้งได้จัดเทลีน (เทคอนกรีต) ในเฟสสองชั้นหนึ่งของสภาธรรมกายสากล ซึ่งจะเชิญชวนญาติโยมในวันอาทิตย์ต้นเดือนพฤศจิกายน มาร่วมเทส่วนหนึ่ง เพื่อให้ทุกคนได้มีส่วนร่วมในการที่จะรองรับพระผู้ใหญ่ที่ท่านจะมาร่วมงานกันในวันของคุณยาย การออกแบบดวงประทีปที่จุดไฟแก้ว ซึ่งไฟแก้วจะมีทุกจุดเลย ทั้งพระอาคันตุกะที่ให้รับและรับนิมนต์มาหนึ่ง ด้านหลังเก้าอี้ท่าน ก็จะมีที่จุดไฟแก้ว แล้วก็พระเจ้าอาวาสที่นิมนต์มาก็มีที่จุดไฟแก้ว จุดพร้อม ๆ กันกับสาธุชนทั้งหลายเมื่อหลวงพ่อให้สัญญาณ นี่การเตรียม การกันมาอย่างนี้ งานนี้จะสำเร็จไปได้ต้องอาศัยกำลังลูกทุกรูปต้องช่วยกัน จะอยู่หน่วยไหน แผนกไหน ให้ร่วมมือร่วมใจกัน ช่วยทำงานนี้ให้สำเร็จให้ได้ เป็นอัศจรรย์ จะได้เป็นบุญเป็นความปีติและภาคภูมิใจยามที่เราตามระลึกย้อนหลังว่า เราได้ตอบแทนพระคุณคุณยายอาจารย์อย่างสุดใจ สุดชีวิต สุดกำลังของเรา นึกแล้วเราก็จะได้มีปีติ เราทำที่ท่านแต่ได้ที่เรา คือ ได้บุญ ได้บารมี ได้ความดี ได้ความชื่นใจ ได้ความภาคภูมิใจ ได้เป็นต้นบุญต้นแบบทิ้งไว้เป็นมรดกโลก หลังจากละโลกไปแล้วไปพูดไปคุยไปยิ้มกันอยู่บนสวรรค์จะได้มีความปีติยินดี มีแต่ได้กับได้ ไม่ใช่ได้แล้วเสีย ได้และได้อย่างเดียวสำหรับงานนี้ เพราะฉะนั้น ลูกทุกรูปที่ได้ยินได้ฟังแล้วไปช่วยกันทำงานนี้ ให้ดี ที่เป็นพระอาจารย์ออกเดินสายก็ระมัดระวังกายให้ดี วาจา ใจให้บริสุทธิ์ เดินทางก็ให้ปลอดภัย แล้วก็ชักชวนญาติโยมให้เกิดกำลังใจที่จะมาร่วมงาน แล้วก็สอนญาติโยมด้วยว่า มาถึงแล้วควรจะทำอย่างไรถึงจะถูกต้อง ถึงจะได้บุญเยอะ ๆ กลับบ้านไปแล้วมีความสุขมาก ๆ นี่ก็เป็นหน้าที่ของพระอาจารย์ที่ออกเดินสาย ส่วนกองกลางก็ดูให้ดีว่า มีอะไรบ้างที่เราดูแล้วไม่ให้มันขาดตกบกพร่องต้องทันทีเลย แก้ไขปัญหาก็ช่วยกัน แล้วอย่าลืมระวังถ้อยคำที่ไม่มีประโยชน์ กระแนะกระแหนกันบ้าง กระทบกระทั่งกัน หรือล้อเล่นกันในยามที่เขาไม่พร้อมที่จะล้อเล่น เพราะบางทีเหนื่อยบ้าง ง่วงบ้าง หิวบ้าง หรืออารมณ์ค้างจากที่อื่นมาบ้าง บางทีเราไม่รู้นี่ เพราะฉะนั้นอย่าไปล้อกันนะลูกนะ เพราะเขาไม่พร้อม ฉะนั้นนี่ให้ทำด้วยความสุขและสนุกสนานกับการสร้างบารมี และท้ายที่สุดนี้หลวงพ่อก็ขออนุโมทนาบุญกับลูกทุกรูป ที่ได้ถวายปัจจัยมาร่วมบุญ รวมทั้งลูกพระลูกเณรที่ได้รับรางวัลเป็นต้นบุญต้นแบบด้านการศึกษาและสมณสัญญา นั่งธรรมะปฏิบัติเป็นทีม และความตั้งใจจริงที่จะทิ้งชีวิตเป็นเดิมพันในการที่จะทำงานของยายให้สำเร็จเป็นอัศจรรย์ ให้บุญทั้งหมดนี้จากพระนิพพาน พระต้นธาตุต้นธรรม หลวงพ่อวัดปากน้ำฯ คุณยายอาจารย์ฯ มหาทานบารมี ศีลบารมี เนกขัมมะ ปัญญา วิริยะ ขันติ สัจจะ อธิษฐาน เมตตา อุเบกขาบารมี ที่ลูกทุกรูปได้สั่งสมอบรมมาตั้งแต่ปฐมชาติที่ได้เกิดลงมาเป็นมนุษย์ปราบมารทุกชาติเรื่อยมา กระทั่งถึงวินาทีนี้ มีบารมีมากมายก่ายกองนับเป็นอสงไขยไม่ถ้วน จงมารวมกันอยู่ในศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ให้กลั่นกายวาจาใจ ธาตุธรรมเห็นจำคิดรู้ลูกพระลูกเณร ทุกรูปให้สะอาดบริสุทธิ์ หลุดพ้นจากกิเลสอาสวะ วิบัติบาปศักดิ์สิทธิ์ วิบากกรรม ทุกข์โศกโรคภัยสิ่งที่ไม่ดีต่าง ๆ อย่าได้มากล้ำกราย ให้มลาย หายสูญไปให้หมด ให้เต็มเปี่ยมไปด้วยบุญด้วยบารมี จะพูดจาแนะนำ สั่งสอนใคร ก็ขอให้ถูกอกถูกใจมนุษย์ทุกคน ใครได้ยินได้ฟังให้เกิดความปีติเลื่อมใสขนพองสยองเกล้า ให้ดีอกดีใจบรรลุธรรมให้หมดทุกรูป ให้ลูกทุกรูปได้รู้แจ้งเห็นแจ้งแทงตลอดในวิชชาธรรมกาย ธรรมอันใดที่หลวงพ่อวัดปากน้ำฯ และคุณยายอาจารย์ฯ ได้บรรลุ ขอให้ลูกทุกรูปจงบรรลุธรรมนั้น ให้มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง ใครเจ็บป่วยไข้ก็ขอให้หายเจ็บหายป่วยหายไข้ ให้มีอายุขัยยืนยาว ได้สร้างบารมีไปนาน ๆ ให้ได้บวชตลอดรอดฝั่ง อย่าได้มีอุปสรรคเกิดขึ้น ให้ได้ตายในผ้าเหลือง ตายด้วยชัยชนะที่ได้หัวเราะเยาะพญามารได้ ขอความปรารถนาในการตั้งใจที่จะสร้างบารมีให้ได้ตลอดรอดฝั่งจนถึงที่สุดแห่งธรรม ที่ลูกทุกรูปได้ตั้งใจเอาไว้อย่างดีแล้ว และขอความปรารถนาที่ลูกทุกรูปจะตั้งใจทำงานนี้ให้สำเร็จเป็นอัศจรรย์ ความปรารถนานั้น จงเป็นผลสำเร็จ จงเป็นผลสำเร็จ จงเป็นผลสำเร็จ ด้วยอานุภาพแห่งพระธรรมกายของพระพุทธเจ้า ทุก ๆ พระองค์ จงทุกประการเทอญ วันอังคารที่ ๒ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๔ 12.ผ้าเหลืองเย็น วันนี้ก็คงไม่พูดอะไรมาก เพราะสงสารลูกพระลูกเณรที่ตากแดดอยู่ด้านนอกอุโบสถ จำได้ว่าตอนเข้าพรรษาก็เปียกฝน ออกพรรษา ตากแดด เจอทั้งเย็นทั้งร้อนเลยนะ เพิ่งทราบวันนี้ว่า พรรษาแต่ละรูปเยอะ ๆ กันแล้วทั้งนั้น โดยเฉพาะของหลวงพ่อเอง เผลอประเดี๋ยวเดียวปีนี้ ๓๔ พรรษาไปแล้ว บวชอย่างมีเป้าหมาย ตลอด ๓๔ พรรษาของหลวงพ่อ นึกย้อนหลังตั้งแต่วันแรก ที่ได้เข้ามาสู่เพศสมณะ ก็ทำงานพระศาสนาเรื่อยมาจนกระทั่งถึง ปัจจุบันนี้ ไม่มีสักวันที่จะเบื่อหน่ายในเพศสมณะ มีเฉพาะตอนบวชช่วงแรก ๆ ที่กำลังปรับตัวให้เข้าหมู่เข้าพวกเขาได้ เพราะมันยังเป็นของใหม่อยู่ แต่ก็ไม่ได้เบื่อหน่ายในเพศสมณะ ปรับว่าทำอย่างไรถึงจะเป็นพระแท้ ทั้งที่เตรียมตัวบวชมาก่อนล่วงหน้าตั้งหลายปี แต่เวลาบวชขึ้นมาจริง ๆ ช่วงแรก ๆ ก็ต้องปรับตัว ปรับทุกอย่างเลย แต่พอตั้งหลักได้ก็อยู่อย่างมีความผาสุกเรื่อยมา ทั้งนี้เพราะการบวชของหลวงพ่อนั้นบวชอย่างมีเป้าหมาย บวชเพื่อทำพระนิพพานให้แจ้ง เพื่อศึกษาวิชชาธรรมกาย ดูเหมือนว่าบวชเพื่อศึกษาวิชชาธรรมกายนี่จะเป็นหลักมาก ๆ เพราะได้ศึกษามาตั้งแต่ก่อนบวชแล้ว ได้มุ่งมาตรงนี้ และก็บวชมาเพื่อฝึกฝนตนเองให้มีกายวาจาใจสะอาดบริสุทธิ์เหมาะสมที่จะเป็นหนึ่งในพระรัตนตรัย และบวชมาเพื่อสร้างบารมี ก็สร้างกันเรื่อยมาเลย เผลอประเดี๋ยวเดียว ๓๔ พรรษาไปแล้ว ยังมีความรู้สึกว่า เหมือนเพิ่งบวชได้ไม่นานเลย ที่มีความรู้สึกอย่างนี้ก็เพราะว่า ให้วันคืนที่ผ่านไปในแต่ละวันนั้นผ่านไปด้วยเป้าหมายของการบวชอย่างที่ได้กล่าวมาแล้ว คือ เพื่อทำพระนิพพานให้แจ้ง ศึกษาวิชชาธรรมกาย ฝึกฝนตนเอง แล้วสร้างบารมี หลวงพ่อจะโชคดีกว่าพวกเราที่มาในภายหลัง โชคดีที่ได้อยู่ ใกล้ชิดกับคุณยาย ได้รับการอบรมสั่งสอนแนะนำธรรมะปฏิบัติกับ ชีวิตของนักบวชจากคุณยาย แม้คุณยายท่านจะไม่ได้บวชเป็นพระ เพราะท่านเป็นเพศหญิง เพศแม่ แต่เมื่อได้อยู่ใกล้ชิดท่าน จะรู้สึกว่า ท่านเป็นพระ เป็นพระแต่เราเรียกยายเท่านั้นเอง ได้รับการอบรม สั่งสอนแนะนำจากท่าน แม้เป็นคำซ้ำ ๆ ซาก ๆ แต่ไม่น่าเบื่อหน่าย และชื่นใจทุกครั้งที่ได้ยิน มันก็น่าแปลกและอัศจรรย์จริง ๆ คำพูดของผู้ที่มีเป้าหมายของชีวิต บวชอย่างมีวัตถุประสงค์ ฝึกตนกันมา อย่างดี เวลาพูดแล้วมีพลัง แม้จะเป็นคำซ้ำซาก ท่านจะตอกย้ำทุกวันที่เจอกัน ยกเว้นบางช่วงที่หลวงพ่อขออนุญาตท่านเดินทางไปต่างจังหวัด สิ่งนี้ก็ได้หล่อหลอมชีวิตหลวงพ่อให้รักในการเป็นนักบวช และวันคืนก็ผ่านไปอย่างมีความผาสุก แต่ถึงแม้วันนี้จะไม่มีคุณยายแล้ว บางท่านที่มาในภายหลังอาจไม่เคยเห็นคุณยายด้วยซ้ำ แต่ก็คงพอจะนึกเทียบเคียงได้ว่า ตอนที่ท่านยังมีชีวิตอยู่นั้นได้ให้การดูแลเอาใจใส่พระลูกหลานของท่านอย่างไร จึงอยู่กันอย่างเป็นสุขเรื่อยมาจนกระทั่งบัดนี้ แม้ว่าการทำงานพระศาสนาจะมีอุปสรรค แต่ทุกคนไม่ได้คำนึงถึงอุปสรรค คิดแต่ว่าเป็นเรื่องของการสร้างบารมี เรื่องของการฝึกตัว เรื่องของการที่จะเดินทางไปสู่เป้าหมาย เพราะฉะนั้นแม้มาในภายหลังหลวงพ่อว่าน่าจะพอเทียบเคียงกันได้ แต่ขอยืนยันว่า เพศสมณะนี้ผาสุก มีความรื่นรมย์ ถ้าเราคิดแบบพระ พูดแบบพระ ทำแบบพระ และมีเป้าหมายชีวิตที่ชัดเจน อย่างน้อยก็ ๔ อย่าง ที่หลวงพ่อได้กล่าวไปแล้ว จะเห็นว่า วันเวลามันผ่านไปเร็วมาก เพิ่งเหลียวไปดูเมื่อกี้นี้ ดูให้มันชัดเจนว่า หลวงพ่อพรรษาเท่าไร ๓๔ แล้ว แล้วก็มองถัดกันลงมา ๓๐ กว่าพรรษา ยังเหลือกันไม่กี่รูป ก็ชื่นใจที่สร้างบารมีเคียงบ่าเคียงไหล่กันมา และหลวงพ่อก็เชื่อว่า ๓๐ กว่าพรรษาของหลายรูปนี้ก็ต้องมีชีวิตในเพศนักบวชอย่างมีความสุข มีความปีติ เบิกบาน ภาคภูมิใจในเพศสมณะนี้ ไม่อย่างนั้นมันอยู่ไม่ได้ ผ้าเหลืองร้อน เราคงได้ยินคำว่า “ผ้าเหลืองมันร้อน” ที่จริงผ้าเหลืองไม่ร้อน แต่ใจเราร้อนจนกระทั่งไม่อาจอยู่ในผ้าเหลืองได้ สาเหตุก็มีอยู่แค่ไม่กี่เรื่อง สตรีกับสตางค์นี้แหละ สตรีเป็นเรื่องมาอันดับแรก คือ มันอยากมีเมีย พอมีก็ต้องสร้างบ้านสร้างเรือน ต้องมีครอบครัว เอาครัวมาครอบ หรือครอบกันทั้งครัวอะไรอย่างนี้ ต้องทำมาหากินเลี้ยงชีวิตของครอบครัว ใจก็จะหมกมุ่นกับสิ่งเหล่านี้ แล้วเรื่องอื่นก็จะตามมาภายหลัง อยากมีลาภ มียศ มีสรรเสริญ มีอะไรต่ออะไรสารพัด อย่างนี้อยู่ยาก หรือบางทีไม่มีอย่างนี้ ก็อดทนต่อคำสั่งสอนยาก อดทนต่อการสั่งสอนของพระเถรานุเถระซึ่งปรารถนาให้พระลูกหลานนี้เป็นพระแท้สมบูรณ์ เพราะไม่ช้าท่านก็ต้องมรณภาพแล้ว อยากจะฝากฝังพระศาสนาเอาไว้ให้สืบทอดกันต่อไปให้ยาวนานที่สุด เพื่อให้เป็นแสงสว่างส่องทางชีวิตของมนุษย์และเทวดา หรืออย่างน้อยก็อยากจะประคับประคองพระลูกหลานที่ตัดสินใจเข้าสู่เพศสมณะนี้ ได้บรรลุวัตถุประสงค์ของการบวชจึงได้แนะนำสั่งสอนกันตามธรรมวินัย ทีนี้ไอ้ตัวดื้อในใจเรามีอยู่ ฟังแล้วก็อดจะดื้อดึงไม่ได้ มันเบื่อ พอเบื่อก็เลยลาสิกขา จะได้ไม่ต้องได้ยินได้ฟังคำตักเตือน นี่มันอยู่ไม่ค่อยได้เพราะอย่างนี้ ส่วนเรื่องอื่นเป็นเรื่องเล็กน้อย เรื่องหลักใหญ่ ๆ ก็มีกันแค่นี้ เพศนักบวชเหมาะสมสำหรับทุกชีวิต หลวงพ่อว่า เมื่อเราตัดสินใจบวชแล้ว ควรจะเดินหน้า เพราะชีวิตข้างหน้ามันสว่างสดใส ไม่ควรหันหลังกลับไปสู่ชีวิตที่มืด แม้ดวงอาทิตย์จะแผดแสงแรงกล้าแค่ไหน ในบ้านมีไฟฟ้าส่องสว่าง แต่ถ้าไปอยู่ในชีวิตของเพศฆราวาสมันมืด ทั้งมืดทั้งร้อน กลางคืนเป็นควันกลางวันเป็นไฟ ร้อนรุ่มกลุ้มใจกันทีเดียว ชีวิตฆราวาสจะรักษาศีลประพฤติธรรมให้บริสุทธิ์บริบูรณ์มันยาก ใครเป็นฆราวาสมาก่อนบวชจะรู้ดี หรือสึกออกไปแล้วเดี๋ยวก็รู้ว่ามันยาก และยิ่งต้องแก่งแย่งแข่งขัน แย่งชิงทรัพยากร ชิงยศ ชิงตำแหน่งกัน ต้องเบียดเบียนกัน เพราะฉะนั้นจะให้มันใสบริสุทธิ์บริบูรณ์เหมือนเพชรนั้นยาก เพศนักบวชเป็นเพศที่เหมาะสมสำหรับทุกชีวิต ท่านใช้คำ ไว้ว่า “ทุกชีวิต” เพราะว่าจำลองมาจากพระนิพพาน พระนิพพานไม่มีใครนุ่งกางเกงสักคน ล้วนอยู่ในชุดผ้ากาสาวพัสตร์ทั้งนั้น มีความสุขเป็นบรมสุขทีเดียว เป็นความสุขที่ยิ่งใหญ่กว้างขวางกว่าความสุขของอรูปพรหม ของพรหม ของชาวสวรรค์ ของมนุษย์ เครื่องแบบยูนิฟอร์มนั้นดูสง่างาม แล้วก็เรียบง่าย ถอยหยาบลงมา ก็มาดูต้นแบบของเรา คือ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระอรหันต์ทั้งหลาย ซึ่งเราจะเห็นได้ง่ายและชัดเจนกว่าเห็นพระนิพพาน ถึงแม้ไม่เห็นองค์ท่านแต่ประวัติของท่านที่มีบันทึกไว้ทำให้เราพอจะเห็นภาพได้ชัดเจนขึ้น จากชีวิตขององค์รัชทายาทที่จะได้ครอบครองมหาสมบัติจักรพรรดิในอีกไม่กี่วันข้างหน้า จะได้ครองทวีปทั้ง ๔ สมบูรณ์ไปด้วยกามสุขที่มนุษย์พึงปรารถนา ทั้งสตรี สตางค์ ลาภยศสรรเสริญ อำนาจวาสนา แวดล้อมไปด้วยผู้ที่พร้อม จะปฏิบัติตามคำสั่ง แต่ท่านก็ละทิ้ง เหมือนบ้วนน้ำลายทิ้ง มันยากนะที่จะทิ้งสิ่งเหล่านี้ได้ วัดใจของเราสิ บางช่วงที่ใจตกเราอยากวิ่งไปหาสิ่งเหล่านี้ พอใจสูงขึ้นเรามองเห็นทุกข์โทษได้ชัดเจนก็ถอยห่างออกมา นั่นแหละชีวิตของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ทรงละทิ้งสิ่งที่มนุษย์ปรารถนา ที่ผู้ไม่รู้ทั้งหลายอยากได้ ที่คนเขลาหมกอยู่ นอกจากนี้ยังมีพระอรหันต์มากมายที่อดีตเป็นลูกของมหาเศรษฐี บางท่านมีสมบัติจักรพรรดิตักไม่พร่อง อย่างท่านชฎิลเศรษฐี โชติกเศรษฐี ทอดทิ้งสมบัติจักรพรรดิตักไม่พร่อง ออกบวชเป็นพระอรหันต์ทั้งสองท่าน คงเบื่อว่าตักเท่าไรไม่พร่องสักที มันเหนื่อยเหมือนกันนะ แต่มนุษย์มันอยากได้ทั้ง ๆ ไม่มีจะให้ตัก ออกไปนี่ลำบากนะจ๊ะ ต้องไปยกมือไหว้เขา ต้องทำมาหากินลำบากทีเดียว นี่เราพอเทียบเคียงได้กับชีวิตพระพุทธเจ้าและพระอรหันต์ทั้งหลาย มาดูใกล้ตัว พระเดชพระคุณหลวงปู่ฯ ของเรา หลวงพ่อก็ไม่ได้เจอท่าน แต่เห็นคุณยายเห็นหลวงปู่ที่อยู่ในยุคของท่านมาเล่าให้ฟัง ฟังแล้วชื่นใจ ปลื้มใจ บางท่านก็อยู่ในวัดปากน้ำ บางท่านก็ปลีกตัวมา สร้างสำนักเอง บางท่านอยู่อย่างสมถะ มีกุฏิหลังเล็ก ๆ ปลูกอยู่ท้ายวัด ใกล้ ๆ โบสถ์ กุฏิเล็กจริง ๆ ไม่น่าเรียกกุฏิ คือ ถ้านอนแล้วมันยาวกว่าตัวหน่อยหนึ่ง บนหัวก็สักคืบหรือสองคืบ ปลายเท้าคืบนิด ๆ ข้าง ๆ ก็สักสองศอก เกลี้ยงดีจัง ยังเคยไปฟังธรรมจากท่าน แล้วท่านนำพาไปบิณฑบาต กลับมาก็มาบูชาข้าวพระกันสองรูป คือท่านกับหลวงพ่อนะ อยู่ใต้เพิงหมาแหงนหลังคาเป็นสังกะสี ฉันเสร็จไม่คุยเรื่องอื่น คุยแต่เรื่องหลวงปู่ผู้ค้นพบวิชชาธรรมกายกับพระที่อยู่ร่วมยุคร่วมสมัยกัน ฟังแล้วใจมันพอง มีความปีติ เบิกบาน เหมือนอยู่ใกล้หลวงปู่ของเรา และก็ได้เห็นปฏิปทาของแต่ละรูป อยู่มาได้ด้วยความสุขจากเป้าหมายของชีวิต หรือจากโอวาท ของพระเดชพระคุณหลวงปู่นั่นแหละ หน้าตาท่านจะสดใสเบิกบาน ผิวพรรณวรรณะผ่องใส เนื้อเหี่ยวอย่างนี้นะ แต่มีอมเลือดอมฝาด แล้วนวล ๆ น่าเข้าไปลูบไปคลำ น่ากราบน่าไหว้ แล้วอยากฟังท่านพูด จังเลย จีวรก็ขาด ๆ นะ เห็นปะเต็มเลย แต่ไม่ใช่ปรุงแต่งเอาไว้ให้ คนเขาเห็นว่าสมถะมักน้อยน่าเลื่อมใส ไม่ใช่อย่างนั้น แต่มันเป็นอัธยาศัยของท่านจริง ๆ ดูสิว่าวันหนึ่งท่านจะคุยเรื่องอะไร ก็เข้าไปคุยกับท่าน มีแต่เรื่องหลวงปู่กับธรรมะ คุยไม่กี่ทีไปนิพพานอีกแล้ว เดี๋ยวก็เข้าศูนย์กลางกาย เดี๋ยวก็ไปฐานที่ ๗ พอคุยกับพระรุ่นที่อยู่ร่วมสมัยกับพระเดชพระคุณหลวงปู่ของเรา มันทำให้เห็นภาพท่านชัด การบวชอย่างมีวัตถุประสงค์ที่จะเป็นพระแท้ ทำพระนิพพานให้แจ้ง ศึกษาวิชชาธรรมกาย ฝึกฝนตนเองแล้วก็สร้างบารมี วันเวลาที่ผ่านไปในแต่ละวันซึ่งมี ๒๔ ชั่วโมง เท่ากับชาวโลกทั้งหลาย มันเหมือนกับวันหนึ่งมีแค่ 2-3 ชั่วโมง หลับตาลืมตาไม่กี่ทีก็มืดแล้ว ตื่นมาฉันเช้า นั่งธรรมะ ออกมาฉันเพล ฉันเสร็จ นั่งธรรมะ มาศึกษาธรรมะ ลืมตาอีกทีเย็นอีกแล้ว หลับอีกทีมืดแล้ว แล้วพอหลับไปใจมันหยุดมันนิ่ง ใจมันละเอียด ยาวเหมือนสั้น หลาย ๆ ชั่วโมงเหมือนชั่วโมงเดียว เหมือนกับวันเวลามันผ่านไปอย่างรวดเร็ว จะจำวัดอีกแล้ว จำวัดอยู่ในกลาง ดูดวง ดูองค์พระ หรือนึกว่ามีพระอยู่ในตัว มีดวงอยู่ในตัว ไม่หงไม่เห็นอะไรกับเขาหรอกก็ดูกันไป ก็มีความสุข จากไม่เห็นเดี๋ยวมันเห็นของมันเอง คือ ทำทุกวันแล้วก็ทำทั้งวันด้วยความสุขสนุกสนาน เผลอประเดี๋ยวเดียว ๓๔ พรรษาแล้ว พรรษาที่เหลือข้างหน้ามันสั้นเหลือเกิน เผลอประเดี๋ยวเดียวเรายังสร้างบารมีได้ไม่เท่าไรเลย เพราะฉะนั้น ใครคิดจะลาสิกขาคิดให้ดีนะลูกนะ ถ้ามันไม่จำเป็นจริง ๆ ละก็บวชสร้างบารมีเถอะ ไปศึกษาวิชชาธรรมกาย มีสิ่งที่เราจะเรียนรู้อีกเยอะ รู้ไหมสวรรค์ชั้นไหนเกิดขึ้นมาก่อน แล้วเทวดาอยู่ชั้นไหนมาก่อน บนสวรรค์มีเงาไหม มีมุมมืดไหมก็ต้องหาคำตอบกัน อย่างในโบสถ์ยังมีมุมมืด ในวิมานมีไหม ถ้าเราไม่รู้เราก็บอกมีมั้ง หรือไม่มีมั้ง ใช้สันนิษฐานวิทยา ทีนี้เมื่อคนอื่นเขาพิสูจน์ได้ เราก็ต้องพิสูจน์ให้ได้ นี่คำถามเล่น ๆ เท่านั้น อย่างการบังเกิดขึ้นของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระกกุสันโธ พระโกนาคมนะ พระกัสสปะ แต่ละตำรับตำราไม่ตรงกันเลย ใน ๖๔ อันตรกัปหลัง บางตำราก็บอกว่า เกิดขึ้นในอันตรกัปที่ ๘ บ้าง พระกกุสันโธ อันตรกัปที่ ๘ พระโกนาคมนะ อันตรกัปที่ ๙ พระกัสสปะ อันตรกัปที่ ๑๐ พระสมณะโคดม อันตรกัปที่ ๑๑ เรียงกัน แต่บางตำราเขาบอกไม่ตรงกัน แล้วเราจะยึดถืออันไหนเป็นแบบ นี่ก็เป็นสิ่งที่ชวนให้เราต้องศึกษาค้นคว้า ถ้าไปอยู่ในเพศฆราวาสไม่มีเวลาศึกษา ต้องเสียเวลาไปคิดเรื่องทำมาหากิน เรื่องครอบครัว โอวาทสำหรับผู้ที่ลาสิกขา ถ้าใครไม่จำเป็นจริง ๆ อย่าเพิ่งลาสิกขา แต่ถ้าจำเป็นเพราะลาราชการลางานมาก็เอา หรือมีครอบครัวต้องเลี้ยงบุตรภรรยาก็เอา แต่ลาสิกขาไปแล้วก็อย่าลืมประพฤติปฏิบัติธรรม สร้างบารมี เพราะเราเกิดมาสร้างบารมีนะลูกนะ บางท่านที่จะลาสิกขา หากสามารถอยู่รับกฐินได้ก็ควรจะอยู่ แล้วก็ควรจะปลงผมให้หัวมันสามัคคีกัน อย่าไปเสียดายผม บางรูปเสียดายจะลาสิกขาแล้วไม่อยากปลงผม เก็บผมไว้ก่อน พอลาสิกขาแล้วมันจะได้ยาว สั้นได้มันก็ยาวได้นะลูกนะ เพราะฉะนั้นปลงไปซะ ถ้าจะอยู่รับกฐินนะ ลาสิกขาออกไปแล้ว ออกไปด้วยหัวใส ๆ โหงวเฮ้งดี เอาบุญไปฝากทุกคน ใครเห็นจะได้ชื่นใจ และเราควรจะตอบด้วยความภาคภูมิใจ แค่เดือนสองเดือนเดี๋ยวมันก็ยาวแล้ว ใครที่เข้ามาใกล้ จะมายั่ว มาแหย่ มาเย้า เราก็พูดกับเขาดี ๆ ให้เขาเข้าใจวัตถุประสงค์ของการบวช และความจำเป็นของการลาสิกขากับการปลงผมว่า เราเสียดายเพศสมณะ แต่เพราะความจำเป็นจึงต้องลาสิกขาออกมา ไม่ใช่ออกมาผมยาวแล้ว นี่แสดงว่าอยากออกมาตั้งนานแล้ว เพราะนั่งขีดปฏิทินอยู่ เมื่อไรจะหมดพรรษาสักที นี่เอาหัวไปเป็นพยานให้เขาเห็นว่า ได้ขีดปฏิทินเอาไว้ อายเขานะลูกนะ แล้วไม่เป็นทางมาแห่งบุญด้วย บวชคราวนี้ได้บุญไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย บุญบวชนี่ไม่ใช่แค่ครองผ้ากาสาวพัสตร์แล้วมันจะได้บุญเต็มที่ มันได้มานิดหนึ่ง แต่ได้ตอนปฏิบัติตัวให้เป็นพระแท้ที่สมบูรณ์  ก่อนลาสิกขาเราก็นั่งสมาธิทำใจใส ๆ นึกถึงบุญตั้งแต่บวชวันแรกจนกระทั่งถึงวันสุดท้าย แล้วอธิษฐานจิตว่า ข้าพเจ้ามีความจำเป็นต้องลาสิกขาออกไป ขอให้บุญนี้เป็นพลังแห่งความสุขและความสำเร็จในชีวิต ในธุรกิจการงาน ในหนทางแห่งการสร้างบารมี ให้บุญนี้คุ้มครอง ให้ใจใส ๆ ไม่หมองเลยตลอดชาติ ใครเข้าใกล้ก็ขอให้ใจเขาใส ๆ แล้วก็จะรักษาศีล ๕ ให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ วันพระจะบำเพ็ญเนกขัมมบารมีถือศีล ๘ จะไม่ห่างวัด จะพาครอบครัวหมู่ญาติมิตรเข้าวัด จะทำหน้าที่อุบาสกให้สมบูรณ์ คือผู้ที่จะอุปถัมภ์พระพุทธศาสนา และเป็นผู้ประกาศธรรมในเพศฆราวาส ไม่ใช่พอสึกออกไปแล้วเข้าวงเลย มันมีวงบุญ กับวงเหล้า เราจะเข้าวงไหน ถ้าเข้าวงเหล้าก็จะเข้าอีกวงหนึ่ง คือ วงนรก ไปนอนให้เขากรอกน้ำกรดร้อนในมหานรก ซึ่งมีหลากหลายและยาวนานทีเดียว ถ้าเข้าวงบุญ จะได้ไปพิสูจน์ว่า ในวิมานมีเงาไหม มีมุมมืดไหม มีอะไรน่าติดตาม น่าตื่นเต้น น่าปลื้มอกปลื้มใจ ใครจะลาสิกขาก็ทำให้ถูกหลักวิชชา แต่ถ้าถามความรู้สึกหลวงพ่อ ก็บอกว่า เสียดายที่จะลาสิกขากันไป เห็นกันอยู่หลัด ๆ จะมาพลัดพรากกันไป มหาปวารณาในสมัยพุทธกาล เมื่อสักครู่นี้ เราได้ปวารณากัน จะถือว่าเป็นธรรมเนียมปฏิบัติกันก็ได้ แต่ในสมัยพุทธกาลเขาทำกันจริง ๆ คือเรื่องเล่น ๆ หรือทำเป็นพิธีไม่มีในสมัยพุทธกาล ทุกรูปต่างมีส่วนร่วมรับผิดชอบชีวิตนักบวชซึ่งกันและกัน เพราะทุกชีวิตที่เข้ามาสู่ร่มเงาพระพุทธศาสนา แม้มาจากหลากหลายอาชีพ ต่างชนชั้น แต่ก็มาด้วยเป้าหมาย มโนปณิธานที่ชัดเจนแจ่มใส บวชเพราะเห็นภัยในวัฏสงสาร เพื่อแสวงหาหนทางพระนิพพาน ซึ่งได้รับฟังคำสั่งสอนจากพระสัมมา สัมพุทธเจ้าว่า เป็นบรมสุข เป็นหนทางเดียวที่จะพ้นจากกฎแห่งกรรมและกฎของไตรลักษณ์ และเป็นที่เดียวที่ปลอดภัยและมีชัยชนะ มีความผาสุกเป็นนิรันดร์ เพราะฉะนั้นทุกชีวิตจะมีส่วนร่วมในการรับผิดชอบซึ่งกันและกัน จะต้องช่วยกันประคับประคองแต่ละรูปให้มีข้อวัตรปฏิบัติไม่ให้ผิดไปจากคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะถ้าปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธองค์แล้ว เป็นได้อย่างเดียวคือเป็นอย่างที่พระพุทธเจ้าเป็น คือ หมดกิเลสอาสวะ สมบูรณ์ทั้งวิชชาและจรณะ เมื่อถึงวันสุดท้ายก่อนออกพรรษาหนึ่งวัน จะมาประชุมพร้อมกัน ปวารณากันว่า ใครเห็น ได้ยิน หรือสงสัยว่า ข้าพเจ้าทำบกพร่องผิดพลาดจากคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรงไหนล่ะก็ ให้ช่วยแนะนำตักเตือนโดยธรรมด้วยเถิด เพราะลำพังเราดูตัวเองบางครั้งก็ไม่ทราบว่ามันบกพร่องผิดพลาดตรงไหน คิดว่าเราทำดีแล้ว หรือบางทีก็ไม่รู้ ทำเพราะอยากทำ เพราะความเคยชิน ให้ช่วยชี้ช่องเหมือนชี้ขุมทรัพย์แนะนำตักเตือนโดยธรรมด้วยความรักและปรารถนาดี และจะกราบขอบพระคุณอย่างยิ่งเลยที่ได้ช่วยชี้ขุมทรัพย์ให้ เหมือนชี้หนทางที่ ถูกต้องให้เดินว่า ทางนี้สว่าง ทางนี้มืด ทางนี้อบาย ทางนี้สุคติ จะเป็นพระคุณอย่างยิ่งในการแนะนำ สมัยนั้นให้มานั่งหัตถบาสใกล้ ๆ กัน เพราะยังไม่มีไมค์ จะได้ได้ยินกันทั่วถึง และปวารณากันไปตามลำดับพรรษา เป็นการลดมานะ ทิฏฐิสำหรับพระพรรษาสูง ๆ เพราะถ้าไม่ปวารณากันอย่างนี้ ผู้มีพรรษาน้อยจะไม่กล้าเตือน แม้แต่จะพูดอ้อม ๆ หรือเลียบ ๆ เคียง ๆ แต่ถ้าปวารณากันอย่างนี้ค่อยกล้าที่จะแนะนำ เมื่อปวารณากันเสร็จแล้ว ต่างก็แยกย้ายกันไปเดินธุดงค์แสวงหา ที่วิเวก ตามป่าเขา ห้วยหนองคลองบึง เรือนว่าง โคนไม้ ลอมฟาง ให้กายวิเวก จิตวิเวก อุปธิวิเวก ทีนี้เมื่ออยู่ไกลหูไกลตาพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หรือพระอุปัชฌาย์ บางครั้งพลาดพลั้งเรื่องพระธรรมวินัยโดยรู้เท่า ไม่ถึงกาล เจอกันก็จะได้แนะนำกันได้ เพราะหากทำพลาดในเพศสมณะ จะมีวิบากกรรมต้องไปอบาย หัวโล้น ๆ ตัวผอม ๆ เปลือยกายอยู่ในอบายเต็มไปหมดเลย มหาปวารณาในยุคปัจจุบัน ยุคนั้นเขาเตือนด้วยความรักและปรารถนาดีกันจริง ๆ แต่ต่อมา ก็ทำปวารณากันเป็นธรรมเนียมสืบทอดกันเรื่อยมา ก็ยังดีที่ยังทำ กันอยู่ และปวารณากันเป็นภาษาบาลีก็เลยไม่รู้ว่าพูดอะไร เมื่อไม่รู้เรื่องเวลาเตือนกันก็จะหงุดหงิด ขุ่นมัว พอหงุดหงิดก็ขยายจากใจมาสู่ระบบประสาทและกล้ามเนื้อแล้วออกที่ใบหน้าและดวงตา คนเตือนเห็นเข้าก็ตกใจ ไม่กล้าเตือนอีก เพราะถ้าเป็นอย่างนี้สู้อยู่เฉย ๆ ดีกว่า คนเตือนนี่ เสี่ยงนะ ทีนี้เราปวารณากันแล้วเราจะเอาอย่างไร จะทำตามธรรมเนียมปฏิบัติที่เขาสืบทอดกันมาสองพันกว่าปี หรือนอกจากเป็นธรรมเนียมแล้ว เราทำกันจริง ๆ เลยเหมือนในสมัยพุทธกาล เพราะพระศาสนาตอนนี้ล่อแหลม กำลังต้องการทีมเวิร์คของผู้รักพระศาสนาที่จะช่วยกันฟื้นฟูคำสอนดั้งเดิมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ให้หวนคืนมา เอาไว้เป็นที่พึ่งต่อตัวเรา ต่อพระศาสนา ต่อภาพรวม และเป็นที่พึ่งต่อมนุษย์และเทวาทั้งหลาย พรรษานี้ปวารณากันแล้ว ความจริงหลวงพ่อว่า มันน่าจะทำทั้งสองอย่าง สังเกตดูตัวเราสิว่าเวลาใครเตือน เราหงุดหงิดไหม ใจหมองไหม ถ้าหมองละก็มองไม่เห็นอบาย ทีนี้เวลาหงุดหงิดเมื่อใครเตือน ก็อย่าให้ล้นออกมาทางปาก ทางลูกนัยน์ตา หรือกิริยาท่าทาง ทางลูกนัยน์ตากิริยาท่าทางยังไม่ค่อยเท่าไร ยังพออ้างได้ แต่ออกมาทางปากจะมีปัญหา กิริยาท่าทางเรายังอ้างได้ว่า ไม่ได้หงุดหงิดท่านแต่ยุงมันกัด แล้วทำไมท่านมองผมอย่างนั้นล่ะ อ๋อ ลมมันขึ้น มีเรื่องจริงอยู่เรื่องหนึ่ง หลวงตารูปหนึ่งถูกโยมคนหนึ่งไปเตือนเข้าหงุดหงิด พอหงุดหงิดท่านขากถุยเลอะหน้าโยมที่นั่งข้างหน้า อ้าว หลวงตาทำไมทำอย่างนี้ เสลดมันติดคอ แล้วทำไมต้องขากมาทางผมด้วยล่ะ ทำไมไม่เอาข้าง ๆ ถ้าขืนกูทำอย่างนั้นเสลดมันก็ติดคอกูตายสิ เพราะฉะนั้นกูต้องขากออกก่อน หลวงตาโกรธผมเหรอ เปล่าไม่ได้โกรธ เสลดมันติดคอ นี่มีข้ออ้าง นี่เรื่องจริงที่เกิดขึ้นกับ คุณถาวรเจ้าเก่า ที่ไปเจอมาแล้ว เพราะฉะนั้นพรรษานี้ปรึกษาหารือว่า เราจะเอาอย่างไร จะปวารณาแค่เป็นธรรมเนียมหรือเอาจริงด้วย เอาสองอย่างนะลูกนะ พระศาสนากำลังต้องการตรงนี้มากเลย พระศาสนาต้องการมากแต่ก็ยังไกล องค์กรของเรานี่แหละต้องการมากที่สุดเลย พระธรรมกายภายในคือเป้าหมาย เรากำลังอยู่ในสมรภูมิ ยังสู้ศึกกันอยู่ ยังไม่แพ้ไม่ชนะ พญามารคือศัตรู คู่แข่งคือเวลา มันเข้าไปสิงมนุษย์คนโน้นคนนี้ให้เป็นด้านของพญามาร ทำให้เราเสียเวลาสร้างบารมีกันได้ไม่เต็มที่ ใครจะเชื่อว่า ไม่มีมารบารมีไม่เกิดก็ตาม แต่หลวงพ่อเชื่ออย่างนี้ มารมีบารมีลด มารหมดบารมีเพิ่ม มารมีบารมีลดเพราะทำให้สร้างบารมีลำบาก ต้องเสียเวลาไปปกป้องมัน ตอนนี้เรายังอยู่ในสมรภูมิ ต้องการความเป็นหนึ่งเดียวกัน แบบนักบวช ต้องมีหัวใจดวงเดียวกัน คิดเหมือนกัน พูดเหมือนกัน ทำเหมือนกัน เข้าถึงแสงสว่างเหมือนกัน ดวงเหมือนกัน กายภายในเหมือนกัน พระธรรมกายเหมือนกัน ศึกษาวิชชาธรรมกายเหมือน ๆ กัน ต้องการตรงนี้มากเลย หลวงพ่ออยากให้ลูกทุกรูป มีความต้องการตรงนี้ด้วย อยากเข้าถึงพระธรรมกายกันไหม อยากแค่ไหน มันต้องอยากขนาดไม่ได้ลงแดงเหมือนคนติดยาเสพติด ไม่ได้ตายเถอะ วัดตัวเราว่าถึงขั้นนี้แล้วหรือยัง หลวงพ่ออยากให้ลูกทุกรูป เข้าถึงตรงนี้จังเลย ถ้าหลวงพ่ออยากอยู่รูปเดียว ลูกทุกรูปไม่ลงมือ มันก็ไม่สมปรารถนา มันต้องอยากเหมือน ๆ กัน อยากเข้าถึง พระธรรมกายกันจริง ๆ ไม่ได้ตายเถอะ แล้วก็ ทำทุกวัน ทำทั้งวัน ไม่ว่าจะมีภารกิจอะไร เราก็ทำไปเรื่อย ๆ สักวันหนึ่งเราจะเข้าถึงได้อย่างอัศจรรย์ หลวงพ่อเชื่อว่า ลูกทุกรูปเข้าถึงได้ ขอให้มีความมั่นใจในตัวเราว่า เราทำได้ ถ้าเรามีบารมีน้อยมาอยู่รวมกันไม่ได้ แล้วถ้าไม่เคยทำธรรมะวิชชาธรรมกายมาก่อนมาอยู่รวมกันไม่ได้อีกเหมือนกัน เพราะวัดมีกระจัดกระจาย 30,000 กว่าวัดทั่วประเทศ แต่เราเลือก วัดพระธรรมกาย มันต้องมีเชื้อสายอยู่ถึงมารวมกันได้ เหมือนฝูงนก เข้าฝูงนก ฝูงเนื้อเข้าฝูงเนื้อ ฝูงปลาก็อยู่ในฝูงปลา ธรรมกายก็ต้องอยู่ในหมู่ของธรรมกาย เพราะฉะนั้นต้องเข้าถึงได้อย่างแน่นอน เหลืออย่างเดียวอยากเข้าถึงพระธรรมกายจริงไหม อยากขนาดไหน ถ้าอยากขนาดลงแดง ก็จะต้องสมหวังสักวันหนึ่งนะลูกนะ ต้องสมหวัง ภิกขุ คือ ผู้ให้ด้วยอาการปกติ วันนี้วันมหาปวารณา ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑ เหลือเวลาอีก ๑๓ วันจะทอดกฐิน ใช้เวลาให้เป็นประโยชน์ในการสร้างบารมี ศักยภาพของพระแต่ละรูปนี่สามารถสร้างประเทศได้นะ สามเณรรูปหนึ่งสามารถพลิกประเทศให้เป็นสัมมาทิฏฐิ ให้เป็นพุทธศาสนิกชนได้ พระมีอานุภาพมากกว่านั้นมาก ก็ขนาดสามเณรเป็นแค่หน่อ เป็นเทือกเถาเหล่ากอของสมณะ สมณะนี่เป็นต้นแล้ว มีพาวเวอร์มาก รูปหนึ่งสามารถ ตั้งกองให้กับญาติโยมทั้งหลายได้มหาศาลทีเดียว รูปหนึ่งนี่ร้อยกองสบาย ๆ เพราะชาวโลกเขายังไม่รู้เรื่องการสร้างบารมีเลย ไม่รู้เรื่องราว ความจริงของชีวิต ในฐานะที่เรามาถึงแสงสว่างก่อน ถึงแม้ยังไม่เห็น แต่ก็รู้และเข้าใจมากกว่าคนอื่นเขา นำความรู้ที่เราได้ยินได้ฟัง ได้ประพฤติปฏิบัติได้ศึกษาเล่าเรียนนี้แหละไปเล่าสู่กันฟังให้เขาเข้าใจ พอเขาเข้าใจอะไรมันก็ง่าย เพราะทุกคนมีปัจจัยแต่ขาดความรู้ เมื่อไม่มีความรู้ก็ยังไม่มีศรัทธา เราก็ต้องไปปลูกศรัทธาในใจเขาก่อน หลวงพ่อเชื่อว่าลูกทุกรูปกำลังทำอยู่ แต่บางทีเราอาจทำตามกำลัง ยังไม่ได้ทำเต็มกำลัง ถ้าทำเต็มกำลังมันจะมีความปีติภาคภูมิใจ มีความสุขใจในการระลึกนึกถึงบุญ มันปลื้มนะในการที่ปลูกฝังสัมมาทิฏฐิหรือแสงสว่างให้ใครสักคนหนึ่งและเขาได้ทำตามนั้น ปลื้มที่ว่าทรัพย์นี้จะเป็นประโยชน์ต่อเขาไปอีกยาวนานในสังสารวัฏ เท่ากับเราไปช่วยรักษาสมบัติและเปลี่ยนสมบัติของเขาให้เป็นมหาสมบัติอันยิ่งใหญ่ ให้เขาได้สร้างบารมีไปอย่างสะดวกสบายต่อไปอีกในอนาคต ไปรื้อผังจนถาวรของเขาให้เป็นผังรวยถาวร มีสุขไปนับภพนับชาติไม่ถ้วน แล้วอย่างนี้มันจะไม่น่าปลื้มได้อย่างไร  เราไม่ได้ไปขอเขานะ เราไปให้เขาต่างหาก ให้บุญ ให้แบบอย่างที่ดีต่อชาวโลก ให้ความรู้ที่เขายังไม่รู้เรื่องเลย ให้แสงสว่าง ให้สุคติภพ ให้สมบัติใหญ่ ทั้งมนุษย์สมบัติ ทิพย์สมบัติ และนิพพานสมบัติ เพราะฉะนั้นหลวงพ่อจึงไม่ค่อยชอบที่เขาแปลคำว่า “ภิกขุ” คือ ผู้ขอด้วยอาการปกติ หลวงพ่อว่าไม่ใช่นะ ภิกขุ คือ ผู้ให้ด้วยอาการปกติ แต่เขาแปลกันเป็นอย่างนั้นแล้วไม่รู้จะทำอย่างไร เพราะฉะนั้นเราก็แปลใหม่ ไม่ได้แปลไว้สอบนะ แต่แปลไว้ใช้งาน เราเป็นผู้ให้ ผู้ให้ต้องไปอย่างองอาจแบบพระเจ้าจักรพรรดิ แบบมหาราช แบบ The Great ต้องไปแบบองอาจอย่างนั้น และเอาปีติเป็น รางวัลกลับคืนมา เพราะฉะนั้นเมื่อไปอย่างผู้ให้ เราจะไปจืดจ๋อยหงอยสนิทเหมือนไก่เหงาได้อย่างไร เราได้ให้ธรรมทาน คือ การให้ที่ยิ่งใหญ่ยิ่งกว่าการให้ราชบัลลังก์ ยิ่งกว่าการให้สมบัติจักรพรรดิ ผู้ให้ธรรมทานมันต้ององอาจแบบมหาราช แบบ The Great ผู้ยิ่งใหญ่ ยุคนี้ยุคสร้างบารมีที่เราจะต้องมีหัวใจดวงเดียวกัน คิดใหม่ พูดใหม่ ทำใหม่ ปฏิวัติปฏิรูปกายวาจาใจของเราใหม่ ฟื้นฟูใหม่ ด้วยหัวใจนักบวชดวงเดียวกันที่จะยอยกพระพุทธศาสนา ที่จะนำพาสรรพสัตว์ทั้งหลายไปสู่ที่สุดแห่งธรรม หลวงพ่อชอบปฏิปทาของพระอาจารย์สมพร ฉนฺทวโร เห็นท่านกำลังปลูกฝังพนักงานที่ศาลาดุสิต นำสวดมนต์ สวดสรรเสริญฯ ให้ธรรมทาน นำนั่งธรรมะ แล้วก็ชวนตั้งกองกฐินรื้อผังจนถาวร แล้วก็เอาผังรวยถาวรใส่เข้าไปแทนที่ นำธรรมะที่ได้ศึกษามาจากพระไตรปิฎกบ้าง จากครูบาอาจารย์ จากพระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตชีโวบ้าง จากหลวงพ่อบ้างมาเล่าสู่กันฟัง ตอนนี้ดูเหมือนว่าจะมีพระอาจารย์ในทีมขึ้นมาฝึกเทศน์สอนด้วย อย่างนี้น่าชื่นใจ หลวงพ่อก็เข้าใจว่าลูกทุกรูปก็คงกำลังทำกันอยู่ แต่เห็นอยู่รูปเดียว ก็เลยชื่นชมรูปเดียวไปก่อน แต่การชื่นชมรูปเดียวก็หมายถึงว่า ชื่นชมทั้งหมดนะ แต่ยกตัวอย่างแค่หนึ่งรูปนี้ว่าเป็นสิ่งที่ดี ควรแก่การอนุโมทนา หลวงพ่อขออนุโมทนากับลูกทุกรูป ที่ได้ตั้งใจประพฤติปฏิบัติธรรมกันในระหว่างพรรษาที่ผ่านมา ยังประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้บังเกิดขึ้น และก็ได้มาร่วมกันปวารณาในวันมหาปวารณา เพื่อที่จะช่วยชี้ขุมทรัพย์ให้กันและกัน เพื่อให้ได้บรรลุวัตถุประสงค์ของการเป็นนักบวช ทั้งทำโดยธรรมเนียมปฏิบัติและก็ตั้งใจทำแบบในสมัยพุทธกาล รวมทั้งมโนปณิธานที่จะรวมหัวใจเป็นหนึ่งเดียวกัน จะศึกษาประพฤติปฏิบัติตามพระธรรมวินัยให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป เพื่อที่จะได้นำหมู่สรรพสัตว์ทั้งหลายไปสู่ฝั่งพระนิพพาน และนำพาไปสู่ที่สุดแห่งธรรม รวมทั้งได้นำปัจจัย ๔ มาร่วมสร้างบุญกับหลวงพ่อ และบางรูปก็ได้มีวิริยอุตสาหะ สวดท่องปาติโมกข์ได้ ทรงจำบาลีไวยากรณ์ได้ บุญทั้งหมดนี้รวมกับบุญของพระนิพพาน พระพุทธเจ้าจักรพรรดิ พระต้นธาตุต้นธรรม พระเดชพระคุณหลวงปู่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ (สด จนฺทสโร) ผู้ค้นพบวิชชาธรรมกาย และคุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ตลอดจนทานบารมี ศีลบารมี เนกขัมมะ ปัญญา วิริยะ ขันติ สัจจะ อธิษฐาน เมตตา อุเบกขาบารมี จงมาประชุมรวมกันในศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ให้กลั่นกายวาจาใจ ธาตุธรรมเห็นจำคิดรู้ของลูกทุกรูป ให้สะอาดบริสุทธิ์หลุดพ้นจากการเป็นบ่าวเป็นทาสของพญามาร จากวิบัติบาปศักดิ์สิทธิ์ วิบากกรรมวิบากมาร อุปสรรคต่าง ๆ นานาในชีวิต ทุกข์โศกโรคภัย สิ่งที่ไม่ดีต่าง ๆ ที่ติดข้ามภพข้ามชาติมาจนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้ให้มลายหายสูญไปให้หมด ให้กายวาจาใจ ธาตุธรรมเห็นจำคิดรู้ ของลูกทุกรูปสะอาดบริสุทธิ์ผ่องใส เหมาะสมที่จะเป็นภาชนะรองรับบุญใหญ่ รองรับวิชชาธรรมกายของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ขอให้ลูกทุกรูปได้บำเพ็ญเนกขัมมบารมีให้ได้ตลอดรอดฝั่ง อย่าได้มีอุปสรรคอันใดมาขัดขวางในหนทางบำเพ็ญเนกขัมมบารมีนี้ จะศึกษาเล่าเรียนธรรมวินัยของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้แตกฉานทั้งปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ จะเทศนาก็ให้ไพเราะเบื้องต้นท่ามกลางเบื้องปลาย ให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ทั้งอรรถและพยัญชนะ ใครได้ยินได้ฟังธรรม ก็ให้มีความปีติเลื่อมใสขนพองสยองเกล้า ให้ดีอกดีใจให้บรรลุธรรมกายกันหมดทุกคน ความปรารถนาอันใดที่ลูกทุกรูปได้ตั้งใจเอาไว้อย่างดีแล้ว เป็นไปเพื่อการสร้างบารมี ขอความปรารถนานั้น จงเป็นผลสำเร็จ จงเป็น ผลสำเร็จ จงเป็นผลสำเร็จ ด้วยอานุภาพแห่งพระธรรมกายของพระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ จงทุกประการเทอญ วันจันทร์ที่ ๒๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ 13.ชีวิตนักบวช ชีวิตแห่งบุญบันเทิง วันนี้เป็นวันมหาปวารณา เราก็ได้กล่าวคำปวารณากันเสร็จเรียบร้อยแล้ว ในสมัยพุทธกาล การปวารณาซึ่งกันและกันไม่ได้แค่เป็นธรรมเนียมปฏิบัติอย่างเดียวเท่านั้น แต่ถือเป็นอริยประเพณี ภิกษุทุกรูปที่เข้ามาบวชในสมัยพุทธกาล ต่างมีวัตถุประสงค์หวังทำพระนิพพานให้แจ้ง เพราะเห็นภัยในวัฏสงสาร เห็นชีวิตฆราวาสอึดอัดคับแคบ มีแต่ปัญหาแรงกดดัน แวดล้อมไปด้วยสิ่งที่ทำให้ทุศีลได้ง่าย จึงตัดสินใจออกบวช ไม่ใช่อกหัก สมัครตน บนตัว หรือกลัวภัยอะไรต่าง ๆ ไม่ใช่ แต่บวชเพราะมีวัตถุประสงค์จะเอาชนะกิเลสที่มันย่ำยีในใจและบังคับให้สร้างกรรม แล้วก็มีวิบากให้วนเวียนกันอยู่ในสังสารวัฏ เมื่อฟังคำสอนของพระบรมศาสดาก็เกิดกุศลศรัทธาเข้ามาบวช ปลดกังวลแล้วก็ปลอดกังวลจากชีวิตที่วุ่นวาย แล้วก็มาเติมความบริสุทธิ์กายวาจาใจกันทุกวันทุกคืน พอวันสุดท้ายก่อนออกพรรษา ต่างก็มาปวารณาเพื่อให้ช่วย เป็นกัลยาณมิตรซึ่งกันและกัน คือ สมัยก่อนถือว่านักบวชทุกรูปเหมือนเป็นครอบครัวเดียวกัน เป็นพี่เป็นน้องกัน บวชก่อนเป็นพี่บวชหลังเป็นน้อง ไม่ว่าจะมาจากวรรณะไหน ชนชั้นไหน จะรวยจะจน จะหล่อ จะขี้เหร่ จะอ้วนจะผอมไม่คำนึงถึง เมื่อเข้ามาบวชอยู่ในธรรมวินัยแล้วก็เสมอกัน และให้เคารพกันตามอาวุโสภันเต เหมือนทะเลเป็นที่รวมของน้ำจากห้วยหนองคลองบึง พอไปรวมกันในทะเลก็มีรสเดียวกัน เสมอกันหมด ดังนั้นต่างก็จะเป็นกัลยาณมิตรให้กัน คอยชี้ขุมทรัพย์แนะนำว่า สิ่งที่เห็นได้ยินหรือสงสัยว่าท่านนั้นท่านนี้ประพฤติปฏิบัติยังไม่ถูกต้อง ตามพระธรรมวินัย จะเป็นเหตุให้เนิ่นช้าต่อหนทางพระนิพพาน ก็จะตักเตือนกันโดยธรรมวินัย ด้วยความรักความปรารถนาดี เหมือนเศรษฐีชี้หนูตาย หรือคนที่เห็นขุมทรัพย์แล้วก็ชี้ขุมทรัพย์ให้ด้วยความรักและปรารถนาดี จะได้ปรับปรุงตัวหรือมาพิจารณาตัวเองว่าเป็นอย่างที่เขาว่าไหม ในสมัยนั้น เขาจะไม่โกรธ ไม่ขุ่นมัวกัน จะทนต่อคำแนะนำ ซึ่งบางทีมันก็ไม่ตรงกับความคิดของเรา แต่ก็สามารถรับฟังได้ ฟังแล้วนำมาพิจารณาไตร่ตรองด้วยสติปัญญาด้วยเหตุผล เอาใจกลับมาอยู่กับเนื้อกับตัว ให้มันเกิดดวงปัญญา เอาแสงสว่างแห่งปัญญานั้นมาส่องใจ ตรวจตราดูกายวาจาใจ ถ้าบกพร่องก็แก้ไข แล้วก็ไปกราบขอบพระคุณผู้ที่แนะนำ จะไม่ขุ่นมัว ไม่ตามล่ากันเหมือนสมัยนี้ พอมีใครมาแนะนำมาบอกผู้ปกครองหรือพระเถระ แทนที่จะพิจารณาตัวเอง กลับไปถามหาว่าใครคนไหนมาบอก มีอารมณ์อยากจะไปศึกษาว่า เขามาจากไหน ชื่ออะไร นามสกุลอะไร ตายแล้วไปไหนอะไรอย่างนั้น สมัยนั้นไม่มีการตามล่ากัน มีแต่หยุดใจดู นิ่ง จริงหรือเปล่าที่เขามาแนะนำ ถ้าไม่จริงก็แล้วไป จริงก็แก้ไข แล้วก็ขอบคุณแค่นั้นเอง เมื่อปวารณากันแล้ว จากนั้นต่างก็แยกย้ายกันไปประพฤติปฏิบัติธรรมตามป่าตามเขา ตามห้วยหนองคลองบึง ตามเรือนว่าง โคนไม้ ลอมฟาง ที่ไหนเป็นสถานที่รื่นรมย์ก็จะแยกย้ายกันไปประพฤติปฏิบัติธรรมกัน เพื่อทำพระนิพพานให้แจ้ง ขจัดกิเลสอาสวะที่มีอยู่ในตัว ให้มันหมดสิ้นไป การไปปฏิบัติธรรมตามป่าเขาห้วยหนองคลองบึง มันจะแตกต่าง กับการอยู่ในเมือง เพราะมันเป็นถิ่นทุรกันดารลำบาก อาจจะตายด้วยโรคภัยไข้เจ็บ จากคนพาล จากอมนุษย์ จากสัตว์ร้าย หรือจากภัยธรรมชาติ เช่น ฟ้าผ่า ไฟไหม้ป่า น้ำท่วม เป็นต้น เพราะฉะนั้นการปฏิบัติธรรมในสมัยก่อนเขาเสี่ยงกัน ดังนั้นก่อนจะแยกย้ายกันไปแสวงหาที่วิเวกก็มาปวารณากัน ถ้าเห็น ได้ยิน หรือสงสัยว่าไม่ถูกต้องตามธรรมวินัยก็ให้ตักเตือนกัน หรือเห็นบางรูปกระสันอยากสึก ไม่อยากเป็นพระแล้ว ไปเห็น ว้อบ ๆ แว้บ ๆ เข้า ใจก็น้อมไปในฆราวาส อยากจะลาสิกขา ปฏิบัติธรรมะ มีแต่มืดกับเมื่อย ไม่เห็นอะไร ญาติโยมมาเราเห็นเขาพรั่งพร้อมไปด้วยกามคุณ ๕ ขับรถเก๋งคันเบ้อเร่อ รูปร่างก็สวยสดงดงาม ดูเขาเป็นครอบครัวที่อบอุ่นกันนะ มีพ่อมีแม่มีลูก พ่อกับแม่เราไม่ค่อยสนใจ ไปสนใจลูกเขามากกว่า หรือเขาอยากทำบุญ อยากจะฟังธรรม นิมนต์ไปขบฉันภัตตาหารที่บ้าน เรากลับไปเห็นลูกสาวเขาเข้า แล้วเห็น ทรัพย์สมบัติศฤงคารต่าง ๆ เออ มันน่าสึกจังเลย เผื่อจะได้มีชีวิต อย่างนี้บ้าง เพียงแค่ได้ยินว่า พระรูปนั้นรูปนี้กระสันจะสึก พระผู้ทำหน้าที่กัลยาณมิตรก็รีบไปแล้ว ถ้าจะตายจากชีวิตสมณะถือเป็นเรื่องใหญ่ เป็นหน้าที่ของพระทุกรูปจะต้องไปพูดไปคุยชี้โทษชี้ภัยของชีวิตฆราวาส ชี้ภัยในวัฏสงสาร ชี้ให้เห็นอานิสงส์ของการออกจากกาม การบำเพ็ญเนกขัมมบารมี คอยเชียร์ คอยให้กำลังใจ หรือฉุดให้ห่างจากสิ่งแวดล้อมเหล่านั้น แล้วมาอยู่ในสิ่งแวดล้อมใหม่ นี่นอกเหนือจากปวารณาเพื่อการนั้นแล้ว อย่างนี้เขาก็ทำกัน มาสมัยนี้ มันแค่รักษาธรรมเนียมปฏิบัติ แค่ว่าปวารณากันแล้ว ฟังก็ไม่ค่อยจะรู้เรื่องเพราะเป็นภาษาบาลี บางพวกก็ไปเรียน เข้าเรียนแล้วก็รู้ตอนนั้น พอออกจากห้องก็ลืม แล้วก็ไม่ไปทบทวน ก็เลยไม่รู้ว่า ปวารณาแปลว่าอะไรกัน พอแนะนำตักเตือนเข้าก็โกรธขุ่นมัวกัน แทนที่จะบุญเติมขึ้น ใจใสขึ้น กลับเอาความขุ่น ความขัดเคือง ความน้อยใจ ทิฏฐิมานะเกิดขึ้น มันก็ผิดพุทธประสงค์ คือ ผิดหลักวิชชาที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้สอนเอาไว้ว่า เรามาบวชเพื่อทำพระนิพพานให้แจ้ง สิ่งอะไรที่เป็นข้าศึกต่อพรหมจรรย์ สิ่งนั้นพึงห่างไกล หรือเป็นอกุศลธรรมก็ให้ห่างไกล พระมีหน้าที่เติมความบริสุทธิ์บริบูรณ์ให้กับกายวาจาใจของเราเท่านั้น ชีวิตนักบวชประเสริฐสุด การบวชเป็นพระเป็นสิ่งที่ประเสริฐ เลิศกว่าชีวิตทางโลกมาก ใครเคยผ่านชีวิตทางโลกมาแล้วมาบวช จะเห็นข้อแตกต่างได้อย่างชัดเจน แต่จะชัดเจนแจ่มแจ้งก็ต่อเมื่อเข้าถึงธรรมนั่นแหละ จึงจะเห็นว่าชีวิต ของฆราวาสมันคับแคบจริง ๆ ชีวิตของพระดูเหมือนคับแคบแต่ กว้างขวาง คือ มันเป็นอิสระ มันปลอดจากเครื่องกังวลทุกอย่างเลย เมื่อกี้ฟังดูว่า ผู้ที่ปวารณาเรียงพรรษากันล้วนแต่พรรษาเพิ่มขึ้นสูง ๆ กันทั้งนั้น ทีนี้พอพรรษาสูงแล้ว ต้องหันมาพิจารณาตัวเรา แล้วว่า วันเวลาผ่านไป เราทำอะไรอยู่ แสวงหาหนทางพระนิพพาน หรือเปล่า ชีวิตพระถ้าไม่แสวงหาทางพระนิพพาน หรือคุณงามความดี ศีล สมาธิ ปัญญา หรือศึกษาพระธรรมวินัยแล้วอยู่ยาก แต่ถ้าหากศึกษาแล้วมันจะชุ่มฉ่ำใจทุกวันทุกคืนทุกเวลาเลย ก่อนจำวัดภาพสุดท้ายก็มีแต่ดวงใส ๆ แสงสว่าง องค์พระ กายภายใน อย่างน้อยก็ความรู้สึกที่ดีที่วันนี้เรามีความบริสุทธิ์กายวาจาใจ หลับก็เป็นสุข ถ้ามรณภาพคืนนั้นก็ไปดี ตอนเช้าตื่นจากจำวัด ใจก็ใส นึกถึงแต่เรื่องบุญ เรื่องกุศล เรื่องความบริสุทธิ์ ต่างจากชีวิตฆราวาส ตื่นมาก็มีแต่เรื่องร้อน ๆ ทั้งนั้น จะต้องไปตะเกียกตะกายทำมาหากิน ไปทำมาหากินอย่าคิดว่าหมูนะ มันไม่ง่ายหรอก มันก็เหมือนนกเหมือนกาต้องไปต่อสู้กัน กว่าจะได้ทรัพย์มาหล่อเลี้ยงสังขารไม่ใช่ง่าย ลำบาก เหนื่อยกลางวันแล้วยังมาเหนื่อยงานกลางคืนอีก คือ งานสร้างโลกนั่นแหละ แล้วอย่างนี้ภาพสุดท้ายจะเป็นอะไร ยิ่งมีทีวี ในทีวีก็มีแต่ภาพชวนให้ใจหมอง เกิดตายคืนนั้นด้วยใจที่เศร้าหมองก็ไปอบาย ถ้าไม่หมองไม่ใสก็ยังวนเวียนอยู่ ที่ยังวนเวียนอยู่ก็เสี่ยง เพราะถ้าคนในครอบครัวไม่รู้หลักวิชชาในการ ทำบุญ ไม่อุทิศบุญไปให้ ไม่ว่าจะไปยืนบอก ทำเถอะนะ พระผ่านหน้าบ้าน ไปแล้ว ใส่บาตรให้หน่อย อุทิศบุญให้หน่อย เขาก็ไม่เห็น ไม่ได้ยิน ต้องอาศัยใบบุญคนอื่นเขา เพราะฉะนั้นก็มีสิทธิ์ไปอบายได้ ดังนั้น ควรจะปีติภาคภูมิใจในชีวิตสมณะ และใช้วันเวลาในการเป็นพระภิกษุสามเณรเติมบุญบารมี เติมกุศลธรรม แสวงหามรรคผลนิพพานซึ่งอยู่ภายในตัวของเราให้ได้ทุกวันทุกคืนทุกเวลา และพยายามปกป้องอย่าให้สิ่งที่เป็นบาปเป็นอกุศลต่อพรหมจรรย์ อย่าให้มันแวบเข้ามาในใจ พยายามเอาชนะมันให้ได้ เดี๋ยวก็วัน เดี๋ยวก็คืน เดี๋ยวก็จะหมดเวลาแล้ว พรรษาก็จะเพิ่มขึ้นมาทุกปี ๆ หลวงพ่อเผลอประเดี๋ยวเดียว ๓๕ พรรษาแล้ว ไม่เคยเบื่อหน่ายเพศสมณะเลย มีความสุขทุกวัน และยิ่งปฏิบัติธรรมเข้าถึงพระธรรมกาย ได้ศึกษาวิชชาธรรมกาย ทำหยุดทำนิ่ง ปล่อยกายเข้าไปสู่ภายในไปเรื่อย ยิ่งสนุกสนาน ปล่อยหยุดในหยุด หยุดในหยุด หยุดเข้าไป เรื่อย ๆ เลย เดี๋ยวมันก็รู้เรื่องราวอะไรต่าง ๆ มากมาย หายสงสัยในคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่มีอยู่ในพระไตรปิฎก แม้มรรคผลนิพพานก็หายสงสัยได้ เพราะฉะนั้น ชีวิตนักบวชนี่ใช้ให้เป็นเถอะ มันสนุกสนาน เบิกบาน บุญบันเทิง มีทั้งความบริสุทธิ์ ความสุข ความรู้แจ้ง อานุภาพ อะไรต่าง ๆ มากมาย พอละเอียดไปขนาดนั้นแล้วจะถอยออกมาดูหยาบก็ง่ายแล้ว ไปดูนิพพาน ภพสาม โลกันตร์ นิพพานถอดกาย กามภพ รูปภพ อรูปภพ โลกันตร์ วัดระยะกันเลย มันสูงขนาดไหน ดูการเวียนว่ายตายเกิดของสัตว์โลกที่อยู่ในวัฏฏะ ถ้าเห็นผังที่เขามาบังคับอยู่ในนิพพาน ภพสาม โลกันตร์ บังคับคนละอย่าง เขาเซตโปรแกรมไว้อย่างไร เห็นโปรแกรมเมอร์ ผู้ต้นคิด เขาเอาบาปศักดิ์สิทธิ์บังคับกันอย่างไรก็เห็นกันไปตลอด เห็นไหมจ๊ะ บวชแล้วสนุก ลาสิกขาอย่างมากก็ไปเบียดมันก็ได้ แค่นั้น แล้วก็มีลูกออกมา ก็เลี้ยงลูก ๒๐ - ๒๕ ปี ลูกดันมีหลาน เลี้ยงหลานต่ออีก ก็หมดเวลาทั้งชีวิต ไม่ได้รู้เรื่องเลยว่า ในตัวมีดวง มีกาย มีพระธรรมกาย มีวิชชาธรรมกาย มีนิพพาน ภพสาม โลกันตร์ มีนิพพานในนิพพานอีกมากมายเลย เพราะฉะนั้นหยุดนี่แหละสำเร็จ สำคัญ ไม่ใช่หยุดเป็นตัวสำเร็จอย่างเดียว หยุดเป็นตัวสำคัญด้วย วันนี้วันดีปวารณากันแล้วและเป็นวันคล้ายวันเกิดพระเดชพระคุณหลวงปู่ฯ ครบรอบ ๑๑๙ ปี ท่านเป็นบุคคลสำคัญไม่ใช่ของโลกนะ ของโลกมันนิดเดียว ไม่ใช่ของจักรวาลแต่มันเลยไปกว่านั้นมาก วันนี้พระจันทร์สว่างในเวลากลางคืน ดวงอาทิตย์สว่างในเวลา กลางวัน เราเป็นพระภิกษุสามเณรก็ต้องสว่างทั้งกลางวันทั้งกลางคืนนะลูกนะ ต่อจากนี้ไปให้ตั้งใจประพฤติปฏิบัติธรรมกันให้ดี เอากันจริง ๆ จัง ๆ เลย อายุพรรษาเราก็เพิ่มขึ้นแล้ว อย่าให้มันผ่านไปเฉย ๆ สิ่งที่สำคัญในชีวิตนักบวชคือ ความแข็งแรงกับปลอดกังวล ซึ่งเป็นสิ่งที่เงินซื้อไม่ได้ นักบวชต้องการตรงนี้เท่านั้น แข็งแรง ปลอดกังวล คือ ไม่ชักศึกเข้าบ้าน ไม่เอาเรื่องขี้หมูขี้หมาเข้ามาไว้ในใจ ให้ใจใส ๆ มีแต่ดวง มีแต่กาย มีแต่องค์พระ แล้วก็แข็งแรง ไม่เจ็บ ไม่ป่วย ไม่ไข้ แค่นั้นแหละ เราจะทำความเพียรให้มันสะบั้นหั่นแหลกกันไปเลย ทั้งวัน ทั้งคืน หลับตื่นนั่งนอนยืนเดินทุกอิริยาบถทำให้มันเต็มที่ หลวงพ่อขออนุโมทนาสาธุการกับลูกทุกรูป ที่ได้ตั้งใจประพฤติปฏิบัติธรรมมากันอย่างดี ตลอดหนึ่งพรรษาที่ผ่านมา และในวันนี้เป็นวันมหาปวารณา เราได้ปวารณาซึ่งกันและกันแล้วว่า ใครได้เห็น ได้ยิน หรือสงสัยว่า เราจะประพฤติไม่ถูกต้องตามพระธรรมวินัย ก็ให้ตักเตือนกันโดยธรรม ด้วยเหตุด้วยผล ด้วยความรักและปรารถนาดี แล้ววันนี้เป็นวันดีครบ ๑๑๙ ปี ของพระเดชพระคุณหลวงปู่ของเรา ขอให้วันนี้เป็นวันแห่งความสว่างไสวของลูกพระลูกเณรทุกรูป ที่ได้ตั้งใจมาบวชกันเป็นอย่างดีในคราวนี้ ขอให้แข็งแรง ให้ปลอดกังวล ให้ได้ เข้าถึงวิชชาธรรมกาย ธรรมอันใดที่พระเดชพระคุณหลวงปู่ฯ และ คุณยายอาจารย์ฯ ได้บรรลุ ให้ลูกทุกรูปจงบรรลุธรรมนั้น จงทุกประการเทอญ วันศุกร์ที่ ๑๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ 14.เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงจักรวาล วันนี้เป็นวันมหาปวารณา วันสุดท้ายของการอยู่จำพรรษาร่วมกัน เราจะต้องรักษาอีกหนึ่งราตรี จะไปค้างคืนที่ไหนยังไม่ได้จนกว่าจะได้อรุณวันพรุ่งนี้ แต่ในปฏิทินเขาจะเขียนว่าเป็นวันออกพรรษา แต่ความจริงแล้วเป็นวันมหาปวารณา เป็นวันสุดท้ายของพรรษา เราได้กล่าวคำปวารณาซึ่งเป็นภาษาบาลีกันไปแล้ว แปลเป็นภาษาไทยที่พอจะเข้าใจอย่างง่าย ๆ ก็คือ เราปวารณาซึ่งกันและกันว่า ถ้าหากเพื่อนสหธรรมิกรูปใดได้เห็น ได้ยิน หรือสงสัยว่าเรานั้นประพฤติยังไม่ถูกต้องตามธรรมวินัย จะเป็นเหตุให้ทำพระนิพพานให้แจ้งได้ยาก หรือไปสู่นิพพานได้ช้านั้น ก็จะอาศัยความรักและปรารถนาดี แนะนำตักเตือนเรา เพื่อให้เราประพฤติถูกต้องตามธรรมวินัยจะได้ไปสู่พระนิพพานได้อย่างสะดวกสบาย ง่ายดาย ที่ต้องปวารณากันก็เพราะว่า ปกติของปุถุชนยังมีกิเลสหนาปัญญาหยาบ พูดง่าย ๆ ทุกคนต่างยังมีมานะทิฏฐิ ยังมีความดื้อถือตัวอยู่ในใจ ถ้าหากไม่มีการปวารณากันเอาไว้ว่า ให้แนะนำตักเตือนกันได้ ในข้อที่ได้เห็นได้ยินหรือสงสัยนั้น มันยากที่จะรับฟัง มันจะหงุดหงิด ขัดเคืองใจ จึงได้ปวารณาเพื่อให้โอกาสเพื่อนสหธรรมิกได้แนะนำ ตักเตือน เราจะได้ประพฤติถูกต้องตามธรรมวินัย จะได้บรรลุวัตถุประสงค์ของการบวชในคราวนี้ เพศนักบวชเฉพาะผู้มีบุญ การอยู่จำพรรษาร่วมกันภายในพรรษานี้ เราจะเห็นได้ว่า เวลามันไม่นานเลย เดี๋ยววันเดี๋ยวคืน เผลอประเดี๋ยวเดียวก็มาถึงวันสุดท้ายของพรรษาแล้ว การมาบวชของพวกเราในคราวนี้ ทั้งพระนวกะที่เข้ามาบวชใหม่และรวมถึงภิกษุเก่าด้วย การบวชของเรามีวัตถุประสงค์เพียงประการเดียว คือ ทำพระนิพพานให้แจ้ง รองลงมาคือ แสวงบุญ และสร้างบารมี มาชำระกายวาจาใจของเราให้สะอาดบริสุทธิ์ จะได้หลุดพ้น จากกิเลสอาสวะไปนิพพานได้ หรืออย่างน้อยก็มาเติมบุญเติมบารมี ให้เรามีอุปนิสัยปัจจัยที่จะไปพระนิพพาน นี่ไม่ใช่เป็นเรื่องเล็ก ๆ เลย เป็นเรื่องที่สำคัญและยิ่งใหญ่ เพศสมณะนี้ เป็นเพศที่เป็นอสาธารณะ ไม่ใช่ทั่ว ๆ ไป เฉพาะ ผู้มีบุญที่สั่งสมบุญในพระพุทธศาสนาอย่างต่อเนื่อง ได้ยินได้ฟังธรรมจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ หรือพระสาวกของพระสัมมา สัมพุทธเจ้า แล้วเกิดกุศลศรัทธาสั่งสมบุญบารมีกันเรื่อยมา ทั้งทานศีลภาวนา เป็นต้น จนเข้าใจแจ่มแจ้งในเรื่องราวความเป็นจริงของชีวิตในระดับหนึ่งว่า ชีวิตในสังสารวัฏเป็นชีวิตที่มีแต่ความทุกข์ทรมาน ไม่แน่นอน มีขึ้นมีลงอยู่ตลอดเวลา เพราะว่ายังตกอยู่ภายใต้กฎ แห่งกรรม กฎแห่งไตรลักษณ์ ยังเป็นบ่าวเป็นทาสของพญามารเขา ซึ่งเขาเอาความโลภ ความโกรธ ความหลงนั้นเข้ามาบังคับบัญชา เพราะฉะนั้นชีวิตจึงมีขึ้นมีลงอยู่ตลอดเวลา ซึ่งมันอันตราย เนื่องจากมีอบาย ทุคติ วินิบาต นรก เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน มารองรับอยู่ ซึ่งเราและใคร ๆ ก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ เมื่อได้เห็นภัยในวัฏสงสารอย่างนี้ จึงสั่งสมบารมีเรื่อยมาจนถึงจุดอิ่มตัวในเพศคฤหัสถ์แล้วก็เข้าสู่ร่มเงาของพระพุทธศาสนา มาบวชเป็นพระภิกษุสามเณร ตั้งแต่บวชช่วงสั้น ๆ จนกระทั่งบวชช่วงยาวขึ้น เมื่อเรามาบวชอยู่ตรงนี้ได้ จึงได้ชื่อว่าเป็นอสาธารณะ เป็นเพศ อันอุดมไม่ทั่วไปสำหรับใคร ๆ ที่จะมาอยู่ตรงนี้ได้ เพราะว่ามัน อยู่ยาก ถ้าหากไม่มีเป้าหมายอย่างชัดเจน เนื่องจากมันมีพระธรรมวินัยเป็นกรอบที่ล้อมเราอยู่ ซึ่งเราจะทำผิดจากกรอบนี้ไม่ได้ มันมีโทษมีภัยรองรับอยู่ กรอบของพระธรรมวินัยนี้ มีเอาไว้สำหรับเป็นลู่ชีวิตที่จะประคับประคองให้ไปสู่ฝั่งพระนิพพาน ถ้าเรามีเป้าหมายที่จะทำพระนิพพานให้แจ้ง การอยู่ในกรอบของพระธรรมวินัยมันก็เหมือนไม่ได้อยู่ คือ จะไม่มีความรู้สึกว่าอึดอัดหรือคับแคบ ตรงกันข้ามกลับมีความสุขกาย สุขใจ เบากายเบาใจ เพราะเราได้ปลดเครื่องพันธนาการของชีวิตออกไป เหลือแต่กายวาจาใจที่เราจะต้องคอยดูแลประคับประคองให้มันอยู่กับเนื้อกับตัว แล้วก็เดินทางเข้าไปสู่ภายใน เพื่อจะได้เข้าไปถึงพระรัตนตรัยซึ่งเป็นแก่นของชีวิตที่จะทำให้เราสามารถอยู่อย่างมีความสุขอย่างแท้จริง เป็นอิสระ เป็นความสุขที่กว้างขวาง ไร้ขอบเขต และไม่มีความสุขใดมาเทียบได้ เมื่อใครเข้าถึงแล้ว จะมีความรู้สึกเหมือนกันอยู่อย่างหนึ่ง คือ เข้าถึงความสุขประเภทที่ว่า พูดไม่ออกบอกไม่ถูก ไม่ทราบว่าจะอธิบายกันอย่างไร และพระรัตนตรัยในตัวนี้แหละจะเป็นอุปกรณ์ให้เราได้ศึกษาวิชชา ๓ เช่น ปุพเพนิวาสานุสติญาณ ญาณหรือความรู้เป็นเหตุให้เราระลึกชาติได้ รู้เรื่องราวความเป็นจริงของชีวิตว่า ชีวิตไม่ใช่แค่เกิดหนเดียว ตายหนเดียว หรือตายแล้วสูญ แต่เราได้ผ่านการเวียนว่ายตายเกิดมายาวนานนับครั้งไม่ถ้วน ได้เห็นชีวิตลุ่ม ๆ ดอน ๆ ขึ้น ๆ ลง ๆ ของเราตลอดเวลา ช่วงใดชาติไหนของชีวิต เราไม่ประมาทในการดำเนินชีวิต ชาตินั้น และชาติถัด ๆ มาชีวิตก็สูงส่ง แต่ชาติไหนประมาทในการดำเนินชีวิต ไม่สั่งสมกุศลธรรม ชาตินั้นและชาติถัดมาก็ตกต่ำ เราจะเห็นการขึ้น ๆ ลง ๆ ของชีวิตอยู่อย่างนี้ เห็นชีวิตของเราที่ไปอยู่ในอบายมีความทุกข์ทรมานมาก ตั้งแต่ไม่มีเวลาว่างเว้นจากความทรมาน จนกระทั่งมีช่วงสั้น ๆ ที่ว่างเว้นนิดหน่อย คือ ตายเกิด ตายเกิด เรื่อยมาเลยกว่าจะมาถึงความเป็นมนุษย์อีกครั้งหนึ่ง ส่วนชีวิตในเทวโลกที่ว่าเป็นสุขที่ยาวนานนั้นก็ประเดี๋ยวประด๋าวและมันก็ไม่แน่นอน อีกทั้งก็ไม่ใช่ความสุขที่แท้จริง เพราะฉะนั้นพระรัตนตรัยในตัวก็จะทำให้เราได้เรียนรู้สิ่งเหล่านี้ เมื่อเห็นชีวิตอย่างนี้แล้ว มันจะทำให้เราเข้าใจชีวิตของเพื่อนมนุษย์และสรรพสัตว์ทั้งหลาย เราจะเห็นกฎแห่งกรรมที่ทำหน้าที่โดยไม่เว้น ใครแม้เพียงคนเดียวว่า ประกอบกรรมชนิดนี้จะต้องไปสู่ภพนั้น ภพนี้ ไปเสวยวิบากอย่างไรมันก็เห็นตลอดหมด ทำให้เกิดความ เบื่อหน่าย คลายความกำหนัด คลายความผูกพัน ความยึดมั่น ถือมั่นในคนสัตว์สิ่งของ แม้แต่ภพภูมิ มันอยากจะหลุดพ้นจากภพนี้ ใจมันก็จะหลุดร่อน บริสุทธิ์หยุดนิ่ง แล้วก็ดิ่งเข้าไปสู่ภายใน เพื่อไปสู่ กายสุดท้าย คือ กายธรรมอรหัตเป็นพระอรหันต์ เพศนักบวชเป็นเพศที่เหมาะสมอย่างยิ่งในการทำพระนิพพาน ให้แจ้ง เพราะปลอดกังวลจากเรื่องการครองเรือน จากการทำมาหากิน และมีสิ่งที่จำเป็นแค่บริขาร ๘ เวลาที่เหลืออยู่เป็นไปเพื่อทำความบริสุทธิ์กายวาจาใจให้สะอาดบริสุทธิ์ ให้หยุดนิ่งดิ่งเข้าไปสู่ภายใน เพื่อศึกษาความรู้ภายในที่เป็นความรู้ที่ยิ่งใหญ่ ยิ่งเรียนยิ่งมีความสุข ยิ่งเรียนยิ่งสว่าง ยิ่งใสขึ้นไปเรื่อย ๆ ยิ่งมีพลังในการที่จะทำความดียิ่ง ๆ ขึ้นไป แตกต่างจากความรู้ทางโลกที่ยิ่งเรียนยิ่งมืด ยิ่งเรียนยิ่งคับแคบ ยิ่งเห็นแก่ตัว ยังวนเวียนกันอยู่ในภพอยู่อย่างนี้ เพราะฉะนั้นให้ลูกทุกรูปพึงปีติดีใจที่เราได้มาบวชในคราวนี้ว่า สิ่งที่เราได้กระทำนั้น ถูกหลักวิชชาของบัณฑิตนักปราชญ์ในกาลก่อน บุญนี้จะเกิดขึ้น กับเราและโยมพ่อโยมแม่ บรรพบุรุษ หมู่ญาติ ตลอดจนสรรพสัตว์ ทั้งหลายไปด้วย ปวารณากันแล้ว อย่าให้เป็นเพียงธรรมเนียม วันนี้เป็นวันสุดท้ายของพรรษา เราได้ปวารณากันแล้วก็ขอให้ ทำอย่างที่เราได้ตั้งใจปวารณา อย่าทำแค่ตามธรรมเนียม พอถึงวันมหาปวารณาเราก็มาปวารณากันตามธรรมเนียม แต่พอหลังจากวันนี้ ไปแล้ว เพื่อนสหธรรมิกมาเห็นเราประพฤติบกพร่องและแนะนำเรา เราก็อย่าไปโกรธ อย่าไปขุ่นเคืองเขา ถ้าหากห้ามความโกรธความขุ่นมัวไม่ได้ เพราะว่าเรายังมีทิฏฐิมานะอยู่ในตัว ก็ให้ลดมานะทิฏฐิมาอยู่ในระดับที่ฟังได้ แล้วมันไม่ล้นออกมาทางปากโต้ตอบเขาไป หรือขยายออกมาทางกิริยาอาการ ทาง ระบบประสาทกล้ามเนื้อ เพื่อแสดงให้เขาเห็นว่า เราไม่พึงพอใจ อย่าให้ ถึงขั้นขนาดนั้น ให้อยู่ในระดับที่เราข่มใจได้ ที่เรียกว่า “ทมะ” คือ แม้เราจะขุ่นมัวขัดเคืองก็ข่มเอาไว้ ให้มันอยู่ ไม่ให้มันล้นออกมา แล้วช่วงไหนที่ใจสบาย ก็มาพิจารณาดูในสิ่งที่เพื่อนสหธรรมิกเขาตักเตือนว่า เขาตักเตือนโดยธรรมไหม ถูกต้องไหม เราเป็นจริงอย่างนั้นจริงหรือเปล่า ถ้าเราไม่เป็นจริง เป็นความเข้าใจผิดพลาดคลาดเคลื่อนของเพื่อนสหธรรมิก เราก็ให้อภัยเขา อย่าไปขุ่นมัว แต่ถ้าจริง ก็ต้องขอบคุณเขาที่ช่วยชี้ขุมทรัพย์ให้เราและรีบปรับปรุงแก้ไข ทำอย่างนี้ประโยชน์ก็จะเกิดขึ้นกับเราก่อนเป็นอันดับแรก คือ ใจสบาย ปลอดโปร่ง ไม่ฟุ้งซ่าน ไม่ขัดเคือง ไม่ผูกพยาบาท ไม่คิดเบียดเบียนเพื่อนสหธรรมิก แล้วความรักในหมู่คณะของเรา มันก็จะแน่นแฟ้นเป็นปึกแผ่น เป็นหนึ่งเดียวกัน จากภิกษุรูปหนึ่งก็ไปถึงเพื่อนสหธรรมิกในอารามเดียวกัน เมื่ออารามของเรามีความรักและความปรารถนาดีกันอย่างแท้จริง มันก็จะขยายไปสู่อารามอื่น เพราะกิตติศัพท์อันดีงามนี้จะแพร่สะพัดไป หมู่คณะของอารามใดที่มีความรักและปรารถนาดีต่อกัน เราจะสังเกตได้ว่า สมาชิกในหมู่คณะนั้นจะสดใส อินทรีย์จะผ่องใส ก็จะอยู่ในสายตาของพุทธบริษัท 4 และพุทธบุตรที่ในอารามอื่น เมื่อเขาเห็นแล้วก็จะเกิดกำลังใจที่จะทำอย่างเราบ้าง จากอารามเราก็ไปสู่อารามอื่น แล้วก็ขยายไปทั่วสังฆมณฑลและทั่วโลก นั่นคือเราจะมีส่วนในการทำให้พุทธบุตรทั่วสังฆมณฑลมีความเข้มแข็งในธรรมวินัย มีความรักและปรารถนาดีซึ่งกันและกัน รวมเป็นปึกแผ่นเป็นหนึ่งเดียวกัน เมื่อพุทธบุตรเป็นปึกแผ่นได้ ก็จะขยายไปสู่อุบาสกอุบาสิกา พุทธบริษัท 4 ก็จะมั่นคง เมื่อพุทธบริษัท 4 มั่นคง เป็นสังคมที่รักษา คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเอาไว้ ซึ่งเป็นคำสอนที่มีคุณค่าและมีประโยชน์อย่างยิ่งต่อมนุษย์และเทวดาทั้งหลาย ก็จะขยายไปสู่เพื่อนมนุษย์ที่นอกบุญเขต และจากมนุษย์ต่อ ๆ มนุษย์กันไปเรื่อย ๆ ก็จะไปทั่วโลก และมนุษย์ซึ่งอยู่ในสายตาของเทวดา ที่มีกายละเอียดตั้งแต่ในระดับ ภุมเทวา รุกขเทวา อากาศเทวา ก็จะโจษขานกันต่อไป จนกระทั่งถึง ชาวสวรรค์ชั้นต่าง ๆ ชั้นจาตุมหาราชิกา ดาวดึงส์ ยามา ดุสิตา นิมมานรดี ปรนิมมิตวสวัตดี และก็จะขยายไปถึงพรหม อรูปพรหม เราจะเห็นว่า จากการกระทำของเราเพียงรูปเดียวที่รักษาสิ่งนี้ เอาไว้ นอกจากเป็นธรรมเนียมปฏิบัติและกระทำอย่างจริงจังแล้ว สามารถขยายไปถึงทั่วภพทั้งสาม ภพทั้งสาม คือ กามภพ รูปภพ อรูปภพ มีอยู่ทุกจักรวาล ที่เราได้ยินได้ฟังว่า แสนโกฏิจักรวาลกับอนันตจักรวาล จะมีสายตาของท่านผู้รู้ของแต่ละจักรวาลมองดูอยู่ ถ้าจักรวาลของเราซึ่งมีชื่อว่า “มงคลจักรวาล” มีความเป็นปึกแผ่น แน่นหนาด้วยคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มีชีวิตที่สดใสใน คำสอนของพระองค์ท่าน ก็จะขยายไปสู่จักรวาลอื่น แล้วก็จะต่อ ๆ กันไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด สิ่งที่ใคร ๆ ไม่คิดว่ามันจะเกิดขึ้น มันก็จะบังเกิดขึ้น ก้อนหินเพียงก้อนเล็ก ๆ ทิ้งลงมากลางอากาศ ตกลงไปในกลางมหาสมุทร เกิดกระแสคลื่น จากคลื่นเล็ก ๆ ลูกนั้น มันก็ค่อย ๆ ไล่คลื่นลูกอื่น ๆ ไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งไปถึงฝั่งทั้งหลาย สิ่งที่เราทำความดี เพียงรูปเดียวนี้ก็จะขยายไปทั่วทุกหนทุกแห่งตลอดทั้งแสนโกฏิจักรวาล อนันตจักรวาล นี่คือสิ่งที่มันสามารถเป็นจริงได้ ไม่ใช่เพ้อฝัน เพราะว่า ทุกการกระทำของเรานั้น ล้วนมีความเกี่ยวข้องกับภพภูมิต่าง ๆ ทั้งสิ้น โดยที่เรายังไม่รู้เรื่องราวเหล่านี้เลย และเราคาดไม่ถึงด้วยว่า มันจะเป็นอย่างนั้น วันใดที่เราได้เข้าถึงวิชชาธรรมกาย วันนั้นเราจะเข้าใจในสิ่งที่หลวงพ่อพูดในวันนี้ กิจที่ต้องทำกันต่อไป แม้วันพรุ่งนี้จะออกพรรษาแล้วก็ตาม กิจของเราก็ยังมีอยู่ คือ กิจในการทำพระนิพพานให้แจ้ง เราจะรู้ตัวของเราเองว่า เราผ่านพรรษาแห่งการบรรลุธรรมมาด้วยการประพฤติปฏิบัติธรรมถึงในระดับไหน จริงจังขนาดไหน ไม่มีใครที่จะรู้ดีเท่ากับตัวของเราเอง เพราะฉะนั้นมาถึงวันนี้วันสุดท้าย เรารู้แล้วว่าเป็นพรรษาแห่งการบรรลุธรรมของเราแล้วหรือยัง เราได้ยินได้ฟังการบรรลุธรรมของบุคคลอื่นที่มีทั้งภิกษุ สามเณร อุบาสก อุบาสิกา และสาธุชนผู้มีบุญทั้งหลายที่กระจัดกระจายกันไปทั่วโลก แต่ว่าเราได้เป็นอย่างนั้นกับเขาบ้างแล้วหรือยัง ถ้ายัง วันพรุ่งนี้ออกพรรษา ก็ให้ตั้งใจประพฤติปฏิบัติธรรมกันต่อไป ออกพรรษาแล้วก็ให้ตั้งใจประพฤติปฏิบัติธรรมกันต่อไป อย่าได้ว่างเว้นจากการปฏิบัติธรรม ทำไปจนกว่าจะเข้าถึงพระรัตนตรัยในตัว ทำกันจนกว่ากิเลสอาสวะมันจะหมดสิ้นจากใจของเรา และทำไปจนกว่าจะถึงที่สุดแห่งธรรมนะลูกนะ โอวาทสำหรับผู้จำเป็นต้องลาสิกขา สำหรับพระนวกะบางรูปที่ลางานมาบวชได้เพียงช่วงสั้น ๆ จำเป็นจะต้องลาสิกขา ถ้าหากสามารถอยู่รับกฐินได้ก็ควรจะอยู่รับกฐินนะลูกนะ จะได้ครบถ้วนบริบูรณ์ในการศึกษาเรื่องราวที่เป็นกิจของสงฆ์ แล้วถ้าหากจำเป็นจะต้องลาสิกขาก็ให้มีความรู้สึกว่า เรายังมีความอาลัยอาวรณ์ต่อผ้ากาสาวพัสตร์ ให้นึกอธิษฐานในใจหลังจากนั่งสมาธิแล้วว่า เรายังไม่อยากจะพลัดพรากจากผ้ากาสาวพัสตร์นี้เลย แต่เราลามาได้ช่วงสั้น ๆ เท่านั้น สักวันหนึ่งเมื่อเราหมดภาระทางโลกแล้ว จะกลับเข้ามาสู่เพศสมณะใหม่ และระหว่างที่อยู่ทางโลก เราจะเป็นต้นบุญต้นแบบที่ดีของชาวโลก ในฐานะได้ผ่านการบวชเรียนมาแล้วหนึ่งพรรษา อย่าให้กลายเป็นบุคคลที่เราได้ยินคำพังเพยว่า บวชเสียผ้าเหลือง คือ บวชมาแล้วหนึ่งพรรษา ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไรที่ดีขึ้นของชีวิตเราเลย อย่าให้ใครหรือตัวเราเกิดความรู้สึกอย่างนี้นะลูกนะ เมื่อเราลาเพศสมณะไปแล้ว จะยังอยู่ในสายตาของเพื่อนมนุษย์ตลอดเวลา เขาจะดูว่า เรามีการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นหรือไม่ รักษาศีล ๕ เป็นปกติทุกวัน วันพระเราถืออุโบสถศีล และไม่ขาดในการให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนา รวมทั้งชักชวนคนมาสร้างความดีด้วย ถ้าหากทำอย่างนี้ได้ชีวิตของเราจึงจะสมบูรณ์ แม้เราลาสิกขาไปแล้วก็เหมือนไม่ได้ลาสิกขา ยังเหมือนกับว่าเราบวชทางใจ เพียงแต่กายภายนอกไม่ได้ครองผ้ากาสาวพัสตร์เท่านั้น และแม้ลาสิกขาไปแล้ว ก็ให้ตั้งใจประพฤติปฏิบัติธรรมกันต่อไป สำหรับผู้ที่ไม่มีความจำเป็นต้องลาสิกขา ก็ขอให้ตั้งใจบวช กันต่อไป เพราะ ชีวิตใด ๆ ในโลกนี้ แม้ความเป็นพระเจ้าจักรพรรดิสู้ความเป็นสมณะไม่ได้เลยแม้แต่เพียงนิดเดียว ดังนั้นขอให้ ลูกทุกรูป ได้นำสิ่งที่หลวงพ่อได้มาบอกเล่าสู่กันฟังนี้ไปพินิจ พิจารณากัน วันนี้ก็ขออนุโมทนาสาธุการ และขออำนวยพรให้ลูกทุกรูปหยุดใจไปที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ อย่างสบาย ๆ ขออานุภาพแห่งบุญบารมีรัศมีกำลังฤทธิ์ อำนาจสิทธิเฉียบขาดของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์นับอสงไขยพระองค์ไม่ถ้วนในอายตนนิพพาน บารมีธรรมของพระปัจเจกพุทธเจ้าและพระอรหันตเจ้าทั้งหลาย บารมีธรรมของพระเดชพระคุณหลวงปู่ พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) ผู้ค้นพบวิชชาธรรมกาย บารมีธรรมของคุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง และมหาทานบารมี ศีลบารมี เนกขัมมะ ปัญญา วิริยะ ขันติ สัจจะ อธิษฐาน เมตตา อุเบกขาบารมี ตลอดจนกระทั่งบารมีที่ได้ตั้งใจบำเพ็ญสมณธรรมตลอดพรรษานี้ จงมารวมอยู่ในศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ให้กลั่นกายวาจาใจ ธาตุธรรมเห็นจำคิดรู้ของลูกทุกรูปให้สะอาด ให้บริสุทธิ์ ให้หลุดพ้นจากการเป็นบ่าวเป็นทาสของพญามาร จากวิบัติบาปศักดิ์สิทธิ์ วิบากกรรม วิบากมาร อุปสรรคต่างๆ นานาในชีวิต ให้มลายหายสูญไปให้หมด ให้ลูกทุกรูปจงเป็นเนื้อนาบุญ เป็นอายุพระศาสนา รู้แจ้งเห็นแจ้งแทงตลอดในวิชชาธรรมกาย ธรรมอันใดที่พระเดชพระคุณหลวงปู่ฯ และคุณยายอาจารย์ฯ ได้บรรลุ ให้ลูกทุกรูปจงบรรลุธรรมนั้น จงมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง อายุขัยยืนยาว ได้สร้างบารมีกันไปนาน ๆ สิ่งใดที่เป็นข้าศึกต่อการกุศลและพรหมจรรย์จงห่างไกล ให้มีแต่บัณฑิตนักปราชญ์เข้ามาใกล้ จะศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัยของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้แตกฉานทั้งปริยัติปฏิบัติปฏิเวธ จะเทศนาก็ให้ไพเราะทั้งเบื้องต้นท่ามกลางและเบื้องปลาย บริสุทธิ์บริบูรณ์ทั้งอรรถและพยัญชนะ ใครได้ยินได้ฟังธรรมก็ให้ได้บรรลุธรรมกาย ความปรารถนาอันใดก็ตามที่ลูกทุกรูปได้ตั้งใจเอาไว้อย่างดีแล้ว เป็นไปเพื่อการสร้างบารมี ขอความปรารถนานั้นจงเป็นผลสำเร็จ จงเป็นผลสำเร็จ จงเป็นผลสำเร็จ ด้วยอานุภาพแห่งพระธรรมกายของพระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ จงทุกประการเทอญ วันพฤหัสบดีที่ ๒๘ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๗ 15.วิชชาชีวิต วันนี้เป็นวันมหาปวารณา ซึ่งตามธรรมเนียมปฏิบัติในสมัยพุทธกาล เมื่ออยู่จำพรรษาร่วมกันครบหนึ่งพรรษาแล้ว ก่อนที่จะแยกย้าย กันไปบำเพ็ญสมณธรรมเพื่อทำพระนิพพานให้แจ้ง ต่างก็จะปวารณาซึ่งกันและกันทุกรูปทั้งอาวุโสภันเตที่จะเป็นกัลยาณมิตรให้กันและกัน จะประคับประคองกันไปให้ถึงฝั่งของพระนิพพาน ให้สมกับที่ได้ ตั้งใจมาบวชในคราวนี้ ปวารณากันว่า หากใครได้เห็น ได้ยิน หรือสงสัยว่าเพื่อน สหธรรมิกรูปใด จะเป็นอาวุโสหรือภันเตก็ตามกำลังดำเนินชีวิต อยู่ด้วยความประมาท หรือผิดพลาดในเรื่องธรรมวินัยด้วยประการใดประการหนึ่ง ก็จะทำหน้าที่กัลยาณมิตรชี้ขุมทรัพย์ให้กันด้วยจิตที่ประกอบไปด้วยความรักและปรารถนาดีต่อเพื่อนสหธรรมิก ที่จะให้หันกลับมาดำเนินชีวิตอย่างถูกต้อง เพื่อกายวาจาใจจะได้สะอาดบริสุทธิ์ ทำพระนิพพานให้แจ้งได้ ที่ต้องปวารณากันอย่างนี้ เพราะแต่ละคนต่างก็มีทิฏฐิมานะด้วยกันทั้งสิ้น ไม่ชอบเตือนตัวเอง และไม่ชอบให้ใครมาเตือน ดังนั้นเวลาที่ใครมาเตือนเพื่อประโยชน์ของท่านผู้นั้น และเพื่อประโยชน์ของพระศาสนา บางทีทิฏฐิมานะก็ทำให้เกิดความขัดเคืองใจเป็นเหตุแห่งการผูกโกรธผูกเวรกันไป ปฏิบัติธรรมะก็ไม่ค่อยได้เพราะใจมันฟุ้งซ่าน มัวแต่คิดว่าคนนั้นคนนี้มาว่าเรา ทั้ง ๆ ที่เขามาตักเตือนด้วยความรักและปรารถนาดี เพราะเหตุนี้จึงจำเป็นต้องมีการปวารณากันไว้ว่า ท่านทั้งหลายในที่นี้ ถ้าใครได้เห็น ได้ยิน หรือสงสัยว่า เราทำยังไม่ถูกต้องตามพระธรรมวินัยก็อนุญาตให้แนะนำตักเตือนได้ โดยอาศัยความกรุณานั้นช่วยชี้ขุมทรัพย์ให้ จะไม่โกรธ จะพิจารณาตัวว่าเราได้พลาดพลั้งจริงไหม ถ้าไม่จริงก็จะให้อภัย ไม่ถือสากัน ถ้าจริงก็จะรีบกลับเนื้อกลับตัวปรับปรุงตัวใหม่ให้เหมาะสมกับการเป็นนักบวชที่จะทำพระนิพพานให้แจ้ง นี่ก็เป็นธรรมเนียมปฏิบัติกันตั้งแต่สมัยพุทธกาล ตั้งแต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังทรงมีพระชนม์ชีพอยู่ เพราะหลังจากปวารณาแล้ว ก็จะแยกย้ายกันไปบำเพ็ญสมณธรรม ในสถานที่รื่นรมย์ที่ถูกจริตอัธยาศัย ตามโคนไม้ เรือนว่าง ลอมฟาง ตามป่า ตามเขา ห้วยหนอง คลอง บึง ถ้ำ เพื่อที่จะแสวงหาที่วิเวก สงัดกาย สงัดใจ สงัดจากกิเลสทั้งหลาย และถ้าเจอกันระหว่างทางก็ดี หรือได้ยินข่าวคราวก็ดีว่า เพื่อนสหธรรมิก รูปใดกำลังจะเผลอ ๆ ไผล ๆ ก็จะแนะนำตักเตือนกัน แม้อยู่ไกล ก็จะเดินทางไปหา ไปพูดจากันตามภาษาผู้ที่มีความรักและปรารถนาดี ต่อกัน เราก็ปฏิบัติตามกันมากระทั่งถึงปัจจุบันนี้ หลวงพ่อมีความเห็นส่วนตัวว่า เราอย่าให้เป็นแค่ธรรมเนียมปฏิบัติว่า ทำ ๆ กันไปอย่างนั้นเลย เราควรจะทำให้มันจริงจัง ให้มันถูกวัตถุประสงค์ของการปวารณา เพราะว่ากว่าที่เราจะมาบวชกันก็ไม่ใช่ง่าย ก่อนบวชก็ตั้งใจอย่างดี เรามาบวชคราวนี้เพื่อบำเพ็ญสมณธรรม จะทำพระนิพพานให้แจ้ง สลัดตนให้พ้นจากกองทุกข์ บวชไปแล้วบางครั้งมีภารกิจมาก จิตมันหยาบบ้าง บางครั้งเราดำเนินชีวิตประมาทในเพศของสมณะบ้าง ก็ควรมีการแนะนำตักเตือนกันด้วยความรักและความปรารถนาดี ไม่โกรธ ไม่ขัดเคือง ไม่ถือสา แต่อย่างไรก็ตาม เราก็ยังมีกิเลสอยู่ ผู้เตือนแม้จะทั้งรักทั้งปรารถนาดีก็ตาม ก็ต้องดูจังหวะ ดูเวลา อารมณ์ ดูสุขภาพของเพื่อนสหธรรมิกว่า ตอนนี้ควรไหม หรือตอนนี้ยังไม่ควร ยังไม่พร้อม ยกเว้นในกรณีที่รีบด่วน มันจำเป็นจริง ๆ หากไม่เตือนไม่บอกกล่าวแล้วจะเกิดความเสียหายอย่างหนักได้ กรณีอย่างนี้เราก็จะชิงช่วงพูดไปเลย โดยต้องทำใจไว้ว่า ถ้าเขาโกรธเรา เราก็อย่าไปโกรธเขา เพราะใจเราเจตนาดี ซึ่งจะใช้ในกรณีฉุกเฉิน ต้องเอาเพื่อนสหธรรมิกไว้ในหมู่คณะ แต่ถ้าไม่ถึงกับฉุกเฉินนัก ยังพอมีเวลาก็ดูจังหวะให้ดี เพราะเรายังไม่ชนะพญามาร เรายังมีกิเลสอยู่ บางทีพอรู้ว่าเขาเตือนแม้ด้วยความรักความปรารถนาดี แต่มันหงุดหงิดขัดเคือง นี่ก็เป็นเรื่องที่จะต้องบอกให้พวกเราได้รับทราบ แต่ถ้าเราทำตามได้อย่างที่ได้ปวารณากันเอาไว้ ประโยชน์ก็จะเกิดขึ้นกับเราทั้งสองฝ่าย และหมู่คณะจะงดงาม เราจะมีความสุขในเพศสมณะ วิธีการสร้างกำลังใจในเพศนักบวช การมาสู่เพศสมณะนี้ต้องถือว่า เรามีบุญเก่ามามากพอทีเดียว ที่สามารถฉุดตัวเราให้ออกมาจากความสับสนวุ่นวายจากพันธนาการของชีวิตทางโลกได้ ถ้ามีบุญน้อยมาบวชไม่ได้ มันไม่มีอารมณ์อยากจะบวช และไม่เห็นประโยชน์ของการบวช เพราะฉะนั้นลูกทุกรูปมีบุญมากในระดับหนึ่งทีเดียว และหลาย ๆ รูปก็มีบุญที่สั่งสมในเพศนักบวชมามาก ผังการบวชหนาแน่น สำหรับผู้ที่มีผังบวชหนาแน่นก็พอจะวางใจได้ว่า จะประคับประคองตนให้ไปถึงฝั่งที่เราปรารถนาได้ แต่ถ้าใครที่ผังการบวชยังไม่หนาแน่นก็เป็นเรื่องที่เราจะต้องใช้กำลังใจสูงส่ง เอาชนะมันให้ได้ กำลังใจจะเกิดขึ้นต่อเมื่อเราบำเพ็ญสมณธรรม หยาบ ๆ ก็หมั่นพิจารณาให้เห็นทุกข์โทษภัยของชีวิตทางโลก ของการครองเรือน อย่าไปมองด้านสวยสดงดงามเพียงด้านเดียว ให้มองไปตามความเป็นจริงของชีวิตว่า ชีวิตของคฤหัสถ์มันอึดอัดคับแคบ มีสุขประเดี๋ยวประด๋าว แต่มีทุกข์มาก ไม่คุ้มกับที่เราจะไปใช้ชีวิตอย่างนั้น มันเหมาะสำหรับผู้ที่มีอินทรีย์อ่อน บารมีอ่อน ๆ และสังขารทั้งหลายก็มีแต่วันเสื่อมลงไปทุกวัน อีกทั้งความตายก็ไม่มี นิมิตหมาย จะตายเมื่อไร วันไหน เวลาไหน ที่ไหน เราก็ไม่รู้ นี่เป็นสิ่งที่เราต้องพิจารณา อีกประการหนึ่งก็คือ ต้องบำเพ็ญสมณธรรมทำสมาธิให้ใจสงัดจากกาม จากอกุศลธรรม ให้ใจตั้งมั่นอยู่ภายในก็จะได้สุขจากสมาธิ เป็นความสุขที่ไม่มีอะไรเสมอเหมือน คือหาไม่ได้จากที่อื่นนอกจากใจที่หยุดนิ่ง และจิตมันก็จะมีกำลังเอง ที่เรียกว่า กำลังใจ กำลังใจที่อยากจะสร้างแต่กุศลธรรมให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป ถ้าเราทำได้อย่างนี้เราก็จะมีความสุขในเพศสมณะ จะมีความรู้สึกว่า วันคืนมันผ่านไปเร็วเหลือเกิน หลับตาลืมตาไม่กี่ทีก็มืดแล้ว ฉันเช้าเสร็จ ทำความเพียร หรือทำภารกิจและประกอบความเพียรไปด้วย ฝึกใจหยุดนิ่งไปด้วย หลับตาลืมตาสองสามทีก็มืดแล้ว วัน ๆ ก็ซ้ำ ๆ กัน อยู่อย่างนี้ เพราะฉะนั้น การพิจารณาให้เห็นทุกข์โทษภัยของชีวิต กับการบำเพ็ญสมณธรรมจึงเป็นสิ่งที่เราจะต้องทำ ถ้าเราได้ทำเราจะมีความสุขในเพศสมณะอย่างลืมวันลืมคืนกันไปเลย ต้นบุญต้นแบบของโลก เมื่อสักครู่นี้ หลวงพ่อชื่นใจและปีติใจมากกับผู้ที่สวดพระปาติโมกข์ได้ และได้รับดวงแก้วเป็นของขวัญที่ระลึกว่า เราได้ทำความเพียรในการท่องบ่นทรงจำพระปาติโมกข์ เป็นผู้ทรงจำพระวินัยเอาไว้ ดวงแก้วนั้นก็จะเป็นอุปกรณ์ในการบำเพ็ญสมณธรรม และปลื้มปีติใจกับอีก ๑๔ รูป ที่ใช้วันเวลาภายในพรรษาบำเพ็ญสมณธรรมไม่ขาดเลย อย่างนี้ถูกหลักวิชชา ที่จริงควรจะเรียงแถวเข้ามารับกันหมดทุกรูป ถ้าทำได้อย่างนี้ หลวงพ่อก็จะมีความปีติมาก เช่นเดียวกับลูกทุกรูปที่มี ความปีติที่ใช้พรรษาแห่งการบรรลุธรรมนี้ บำเพ็ญสมณธรรมโดย ไม่ขาดเลย ประโยชน์ก็จะเกิดขึ้นกับพระศาสนาว่า มีผู้ประพฤติดีปฏิบัติชอบบังเกิดขึ้นภายในพรรษานี้ไม่ขาดเลยแม้แต่เพียงวันเดียว และยังเป็นต้นบุญต้นแบบที่ดีให้กับเพื่อนสหธรรมิกทั้งภายในวัดและนอกวัด ญาติโยมก็พลอยมีกำลังใจที่จะปฏิบัติธรรมสั่งสมบุญบารมี มีความรู้สึกว่าได้บุญเยอะได้ทำบุญกับเนื้อนาบุญผู้เป็นอายุพระศาสนา เทวดาผู้มีทิพยจักษุ มองเห็นด้วยตาทิพย์ก็จะชื่นชมอนุโมทนาสาธุการว่า สาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประพฤติดีปฏิบัติชอบ เพราะฉะนั้น ๑๔ รูป กับอีก ๑ รูป ที่สวดพระปาติโมกข์ได้ หลวงพ่อปีติมาก มีความสุขมากเลยนะลูกนะ โดยภาพรวมแล้ว ลูกทุกรูปต่างก็ตั้งใจทำความเพียรกันดีอยู่แล้ว แต่ที่ไม่ได้มารับดวงแก้วก็เพราะว่า บางรูปขาดไป ๑ วันบ้าง ๒ วันบ้าง ๓ วันบ้าง ซึ่งตามธรรมเนียมของพระต้องร้อยเปอร์เซ็นต์ อย่างเช่น เวลาประกอบสังฆกรรมในโบสถ์ พระผู้เป็นตัวแทนจะถามว่า สงฆ์จงฟังใครเห็นด้วยก็ให้อนุโมทนา ใครไม่เห็นด้วยให้คัดค้าน ถ้าคัดค้านแม้เพียงหนึ่งก็ไม่ได้ เพราะฉะนั้นต้องร้อยเปอร์เซ็นต์ สุดยอดวิชชา เรามาบวชกันแล้วนะลูกนะ วัตถุประสงค์คือ เราจะมาศึกษาวิชชาธรรมกายซึ่งเป็นสุดยอดแห่งวิชชา และเป็นวิชชาที่แท้จริงที่จะทำให้เราหลุดพ้นจากการเป็นบ่าวเป็นทาสของพญามาร วิชาอื่นไม่แท้จริง แค่การทำมาหากินแบบชาวโลก และก็ยกย่องส่งเสริม กันไปว่าประสบความสำเร็จในทางโลกสูงส่ง ได้ปริญญาตรี โท เอก หรือเป็นศาสตราจารย์ แต่ชีวิตมันก็อย่างนั้นนะ ยังไม่ได้รู้อะไรเลย professor (ศาสตราจารย์) หลาย ๆ ท่าน เวลาหลวงพ่อถามดูนี่ เขาจะเก่งเรื่องวิชาชีพ แต่พอถามเรื่องวิชชาชีวิตก็ไม่รู้เรื่องเลย ซึ่งวิชชาชีวิตก็ต้องใช้กับชีวิตตั้งแต่เกิดจนกระทั่งตายและตายไปแล้วนั่นแหละ เพราะฉะนั้นเรามาถูกทางแล้วนะลูกนะ เรามาเพื่อจะศึกษาวิชชาธรรมกาย ซึ่งมันมีอยู่ในตัวของเราอยู่แล้ว วิธีการก็มีอยู่ ซึ่งได้แนะนำถ่ายทอดกันไปตามที่พระเดชพระคุณหลวงปู่ฯ ท่านได้ค้นพบและได้ถ่ายทอดต่อ ๆ กันมา มันขึ้นอยู่กับว่า เราเอาจริงแค่ไหน ถ้าตั้งใจจริงต้องได้ทุกคน ไม่มีใครที่จะไม่ได้ ผู้มาบวช แสดงว่าเราผ่านขั้นตอนผู้มีคุณสมบัติในการบวช เหมาะสมที่จะบำเพ็ญสมณธรรม แปลว่า ทุกรูปเหมาะสมที่จะเข้าถึงธรรม และจะต้องเข้าถึงวิชชาธรรมกายให้ได้ประการเดียว และต้องถึง ร้อยเปอร์เซ็นต์ด้วย ไม่ใช่เก้าสิบเก้าเปอร์เซ็นต์ เพราะเรามีคุณสมบัติ ได้ผ่านการคัดเลือกมาขั้นหนึ่งแล้ว เพราะฉะนั้นเหลือแต่ตัวของเราเองเท่านั้นว่าทำความเพียรกันแค่ไหน หลวงพ่อเสียดายวันเวลาที่ผ่านไปโดยที่เราไม่ได้ทำความเพียรกันอย่างเต็มที่ เราควรหันกลับมาพิจารณาตัวเราใหม่ว่า อายุเราเพิ่มขึ้น เราแก่กันไปทุกวัน ร่างกายเสื่อมไปทุกวัน และความตายไม่มีนิมิตหมาย เราได้เตรียมพร้อมสำหรับความตายแล้วหรือยัง ต้องมาคิดกันให้ดีแล้วตอนนี้ เมื่อพลโลกเพิ่มขึ้น ภิกษุควรเพิ่มขึ้น มันแปลกอีกเรื่องหนึ่ง พรรษาต้น ๆ จะมีจำนวนนักบวชเยอะ แต่ยิ่งสูงยิ่งหดหาย ยกเว้นในกรณีของผู้บุกเบิกซึ่งมีอยู่ไม่กี่รูป และตอนนั้นหลวงพ่อก็บวชเป็นรูปแรก และก็ถัด ๆ มาก็ทีละรูปกันไปเรื่อย ๆ ตอนนี้ ก็ยังอยู่กันครบถ้วน แต่ผู้ที่มาบวชในท่ามกลาง นี่ฟังทรงจำได้จากพรรษาที่ผ่านมาว่า ที่บวชได้ ๑๐ พรรษา ๒๐ กว่าพรรษา มันมีปริมาณมากกว่านี้ แต่ทำไมมันลดลงไป นี่ก็แปลว่าผู้ที่ตกหล่นไประหว่างทาง เป็นเพราะไม่ได้บำเพ็ญสมณธรรม ดำเนินชีวิตด้วยความประมาท มีความฟุ้งซ่าน จิตมันก็อ่อนลง ไม่มีกำลังพอที่จะสู้กับกิเลสมารทั้งหลาย คือ สู้กับสิ่งยั่วยุ ความฟุ้งซ่าน หรือนิวรณ์ทั้งหลายไม่ได้ หลวงพ่ออยากให้มีแต่ปริมาณภิกษุที่เพิ่มขึ้นไปเรื่อย ๆ อย่างมั่นคง และอย่างเห็นคุณค่าของการบวช เพราะเมื่อเทียบจำนวนพุทธบุตรกับจำนวนพลโลกที่เพิ่มขึ้น จำนวนพุทธบุตรมีแต่จะลดลง แต่พลโลกที่เกิดมาไม่รู้อะไรมีจำนวนเพิ่มขึ้น ซึ่งมันไม่ถูก จริง ๆ แล้วเมื่อพลโลกเพิ่มขึ้น พุทธบุตรก็ต้องขยายเพิ่มขึ้น เพื่อที่จะไปเป็นแสงสว่างส่องทางชีวิตให้กับเพื่อนมนุษย์ อย่างนี้จึงจะถูกต้อง ที่สำคัญเรื่องวิชชาธรรมกาย เป็นสิ่งที่เราจะต้องปฏิบัติให้เข้าถึงให้ได้ พรรษาผ่านมานี้เหลือวันนี้เป็นวันสุดท้าย วันเพ็ญขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑ ก็ใช้วันเวลาที่เหลืออยู่นี้ให้เป็นประโยชน์ต่อการบำเพ็ญสมณธรรม เอามันวันสุดท้ายนี่แหละ วันพระจันทร์เต็มดวง วันที่ พระนิพพานสอดบุญละเอียดเป็นพิเศษให้กับผู้ที่ตั้งใจทำความเพียร ให้ได้บรรลุธรรม ได้เข้าถึงพระธรรมกาย เอาวันนี้ทำความเพียรกัน ให้ดี ๆ การเข้าถึงธรรมนี่ มันอยู่ในวิสัยที่เราทำได้นะ เรานั่งไปใหม่ ๆ มันก็ฟุ้งบ้าง แต่ขอให้นั่งไปเรื่อย ๆ มันจะปรับไปเรื่อย ๆ จากฟุ้งมากมาฟุ้งน้อย จากฟุ้งน้อยก็มาไม่ฟุ้ง แล้วก็จะนิ่ง แม้ไม่เห็นอะไร และก็จะโล่ง ว่าง สว่าง และเดี๋ยวมันก็เห็นขึ้นมาเองจนถึงจุดที่ว่า ไม่ต้องทำอะไรมันก็เกิดขึ้นเอง หลวงพ่อเสียดายแทน ถ้าหากพวกเราไม่ได้ตั้งใจบำเพ็ญสมณธรรม ในขณะที่ร่างกายยังแข็งแรงอยู่ บุญก็ไม่เกิดขึ้นกับเรา ธรรมะก็ไม่รู้เรื่อง มีแต่แก่ขึ้นกันไปเท่านั้นเอง ก็ขอให้วันนี้เป็นวันที่เราจะตั้งมโนปณิธานใหม่สำหรับการทำความเพียรให้ดีทีเดียว โอวาทสำหรับผู้ที่จำเป็นต้องลาสิกขา เฉพาะผู้ที่บวชพรรษา ๑ มีความจำเป็นจะต้องลาสิกขาเพราะลางานมาบวช ก็ต้องทำให้ถูกหลักวิชชา ก่อนลาสิกขาก็ควรจะอยู่ รับกฐินกันก่อน เหลือเวลาอีกสองอาทิตย์กว่าก็ให้ทำความเพียร ให้เต็มที่เต็มกำลังอย่างถูกหลักวิชชา ไม่ต้องคิดเรื่องอะไรแล้ว เพราะอย่างไรเราต้องลาสิกขาแน่ พอถึงวันที่เรารับกฐินแล้ว จะลาสิกขา ก็นั่งธรรมะให้ใจใส ๆ แล้วอธิษฐานจิตให้ดีว่า จริง ๆ แล้วเราไม่อยากลาสิกขา แต่เพราะถึงกำหนดวันลาจำเป็นที่จะต้องไปปฏิบัติภารกิจทางโลก ขอให้บุญนี้เป็นพลังให้เราได้ประสบความสำเร็จในชีวิต ในธุรกิจการงาน และการประพฤติธรรม เมื่อลาสิกขาแล้วเราจะเป็นอุบาสกที่ดี มีศีล มีธรรม วันพระจะถืออุโบสถศีล เราจะทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา จะเป็นต้นบุญต้นแบบที่ดีของชาวโลก เหมือนอย่างท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เข้าไปสู่สังคมใดที่เขาดื่มน้ำเมาก็ต้องเข้มแข็งเอาไว้ ไม่ว่าเขาจะคะยั้นคะยอ จะเคี่ยวเข็ญขู่เข็ญอย่างไรก็ตาม ต้องยืนยันว่า เราถือศีล ๕ ไม่ดื่มน้ำเมา เพราะเห็นทุกข์โทษภัยทั้งในปัจจุบันและ ในปรโลก เพราะฉะนั้นยืนยันไม่ดื่ม ให้แข็งเอาไว้ให้ดีทีเดียว อย่าไปโอนอ่อนผ่อนตาม จะพูดอย่างไรก็ให้แข็งเอาไว้ ด้วยความยิ้มแย้ม แจ่มใส เพื่อจะสร้างแรงบันดาลใจให้กับพวกสังคมทั้งหลายที่ดื่มกันนั่นแหละ เชื่อเถอะ ในหมู่ที่กำลังดื่มน้ำเมานี้ กำลังดูเราอยู่ ที่เราไม่ดื่มนั่นแหละ และในที่สุดก็จะเลิกดื่มกันไปทีละคนสองคน เพราะเราแข็งพอ แต่ถ้าหากว่า เราไม่เข้มแข็งพอ เมื่อเข้าไปอยู่ในสังคมที่เขาดื่มน้ำเมาแล้วเราไปดื่มตาม บวชคราวนี้เสียผ้าเหลือง อานิสงส์มันก็ได้ ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย เราอย่าคิดว่า เราบวชแล้วบุญบวชจะช่วยปิดประตูอบายเปิดประตูสวรรค์ให้เรา ความจริงมันก็เป็นเช่นนั้น ถ้าเราไม่สร้างวิบากกรรมใหม่ ครองตนอยู่ในศีลในธรรมตลอดไปในเพศของคฤหัสถ์ ถ้าอย่างนี้ได้ละก็ปิดอบายไปสวรรค์และยังสร้างแรงบันดาลใจให้คนอยากจะมาเป็นนักบวช แม้บวชช่วงสั้นก็ตาม นี้ก็เป็นสิ่งที่จะขอฝากเอาไว้ เพราะว่าคงไม่มีโอกาสได้พูดคุยกัน และปกติหลวงพ่อก็ไม่ชอบเห็นใครลาสิกขา ไม่ใช่เป็นอัธยาศัย แต่ชอบเห็นนักบวชเพิ่มขึ้น และนักบวชเมื่อบวชแล้วก็อยากเห็นเป็นนักบวชที่ตั้งใจบำเพ็ญสมณธรรมกันอย่างเต็มที่เต็มกำลัง เป็นเนื้อนาบุญ เป็นอายุพระศาสนา บวชอย่างมีเป้าหมาย ใช้วันเวลาในชีวิตนักบวชแต่ละวันแต่ละคืนด้วยการสั่งสมบุญบารมีกับทำพระนิพพานให้แจ้ง อยากเห็นอย่างนี้ เพื่อจะได้เป็นกำลังใจให้ตามวัดวาอารามต่าง ๆ ทั่วไป ชึ่งตอนนี้ มันหย่อนยานกันไปเรื่อย ๆ ยิ่งพระพุทธศาสนาหย่อนยานลงเท่าไร กิเลสมารก็จะเพิ่มขึ้น มาร ๕ ฝูงก็จะได้โอกาส อีกทั้งลัทธิเทวนิยมก็จะแพร่กระจายเข้มแข็งขึ้น เมื่อไรกำลังมันก้ำกึ่ง พุทธศาสนาในเมืองไทยลำบาก ถ้าพุทธศาสนาในเมืองไทยลำบาก พุทธศาสนาที่อยู่ในประเทศเพื่อนบ้านหรือที่อื่นทุกภูมิภาคทั่วโลกก็จะพลอยลำบากตามไปด้วย เพราะฉะนั้นอยากให้ลูกทุกรูปที่ได้บวชมาแล้วให้ตั้งใจเป็นนักบวชที่สมบูรณ์นะลูกนะ วันนี้หลวงพ่อขออนุโมทนาสาธุการ และขออำนวยพรให้ลูกทุกรูปที่ได้ตั้งใจบวชกันในคราวนี้ ให้สมหวังดังใจดังที่ได้ตั้งมโนปณิธานจะทำพระนิพพานให้แจ้ง จะสลัดตนให้พ้นจากกองทุกข์ ให้มีสุขภาพพลานามัยที่แข็งแรง ให้ปลอดกังวลต่อสิ่งที่เป็นข้าศึกต่อกุศลและพรหมจรรย์ ให้เป็นเนื้อนาบุญ เป็นอายุพระศาสนา ปฏิบัติธรรมก็ขอให้ได้เข้าถึงวิชชาธรรมกาย ให้ไปปราบพญามารด้วยกัน จะศึกษาพระธรรมวินัยของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ให้แตกฉาน ทั้งปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ จะเทศนาก็ให้ไพเราะทั้งเบื้องต้น ท่ามกลาง เบื้องปลาย บริสุทธิ์บริบูรณ์ทั้งอรรถและพยัญชนะ ใครได้ยินได้ฟังธรรมก็ให้ได้บรรลุธรรมกาย ความปรารถนาอันใดก็ตามที่ลูกทุกรูปได้ตั้งใจเอาไว้อย่างดีแล้ว เป็นไปเพื่อการสร้างบารมี ขอความปรารถนานั้น จงเป็นผลสำเร็จ จงเป็นผลสำเร็จ จงเป็นผลสำเร็จ ด้วยอานุภาพแห่งพระธรรมกายของพระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ จงทุกประการเทอญ วันอังคารที่ ๑๘ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๘ 16.กิจสำคัญของเพศบรรพชิต วันมหาปวารณา ธรรมเนียมปฏิบัติที่สำคัญ วันนี้เป็นวันมหาปวารณา ซึ่งเราต้องรักษาอีกหนึ่งราตรีจึงจะครบ พรรษา ตามพระธรรมวินัย ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑ เป็นวันสิ้นสุดของ การอยู่จำพรรษาร่วมกัน การทำมหาปวารณานั้น จะทำระหว่างพระเถระ กับพระอาวุโสทั้งหมด ไม่ว่าจะมีพรรษามากหรือน้อย เพื่อเปิดโอกาสให้กับพระทุกรูป ได้เป็นกัลยาณมิตรให้กันและกัน เพื่อช่วยประคับประคอง กันให้ไปถึงฝั่งของพระนิพพาน และถูกวัตถุประสงค์ของการมาบวชในครั้งนี้ว่า ถ้าใคร ได้ยิน ได้เห็น หรือสงสัยในข้อวัตรปฏิบัติอันใดของเพื่อนสหธรรมิก ไม่ว่าจะมีพรรษามากหรือพรรษาน้อยก็ตาม ให้อาศัยจิตที่ประกอบไปด้วยเมตตา รักและปรารถนาดีต่อเพื่อนสหธรรมิกนั้น ตักเตือนได้โดยธรรม โดยไม่มีความขุ่นเคืองใจกันแม้แต่น้อย กลับขอบคุณที่ต่างเป็นกัลยาณมิตรให้กันและกัน เหมือนชี้ขุมทรัพย์ให้ได้รับประโยชน์สุข คือการได้มาบวชอยู่ในร่มเงาของพระพุทธศาสนาและประคับประคองกันไปสู่ฝั่งพระนิพพาน ตั้งแต่สมัยพุทธกาลเมื่อถึงวันออกพรรษา ภิกษุก็จะปลีกวิเวกแยกย้ายกันไปปฏิบัติธรรม แสวงหาที่รื่นรมย์ตามป่าเขา ห้วยหนอง คลองบึง เรือนว่าง ลอมฟาง โคนไม้ ป่าช้า ป่าชัฏ อะไรต่าง ๆ ตามจริต อัธยาศัยของแต่ละรูป เพื่อที่จะบำเพ็ญสมณธรรม สลัดตนให้พ้นจากกองทุกข์ การปวารณานี้มีเพื่อจะได้แนะนำตักเตือนกัน แม้เพื่อนสหธรรมิกจะอยู่ห่างไกลกัน แต่ด้วยความรักและห่วงใย เมื่อทราบข่าวได้ยินหรือสงสัยก็จะขวนขวายไปหา เพื่อทำหน้าที่ให้ได้บรรลุเป้าหมาย ที่ต้องมีการปวารณากันนี้ ก็เพราะธรรมชาติมนุษย์นั้นมีความอดทนต่อดินฟ้าอากาศ หนาวร้อน อ่อนแข็งได้ แต่อดทนต่อการ ตักเตือนสั่งสอนไม่ได้ เพราะมีมานะทิฏฐิ แม้เราจะไม่ถูกต้อง แต่ก็อด ที่จะขัดเคืองขุ่นมัวไม่ได้ ทำให้ใจหมอง และเป็นเหตุให้เกิดมโนทุจริต วจีทุจริต กายทุจริต เกิดการร้าวฉานผูกเวรกันเป็นวิบากกรรมกันไปอีก เพราะฉะนั้น การปวารณาจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก จะต้องรักษาธรรมเนียมปฏิบัตินี้เอาไว้ แต่ในแง่ของความเป็นจริง เมื่อเราได้มาอยู่รวมกัน เราก็ยังคงวัตถุประสงค์เดิมของการมาบวช คือการทำพระนิพพานให้แจ้ง สลัดตนให้พ้นจากกองทุกข์ นอกเหนือจากนั้นเราก็ยังมีภารกิจมากมายเกี่ยวกับงานพระศาสนา ที่เราได้รับมอบหมายจากหลวงพ่อ จากหมู่คณะ งานที่ทำส่วนมากเป็นงานที่ทำให้จิตใจเรามันหยาบ ไม่ค่อยจะละเอียด แล้วยิ่งถ้าเราไม่ได้ให้โอกาสตนเองบำเพ็ญสมณธรรมให้ต่อเนื่องทุกวัน ฐานรองรับความสุขของใจ กำลังใจก็ไม่เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นโอกาสที่จะเกิดการกระทบกระทั่งกันมีสูง เพราะฉะนั้นการทำปวารณากัน เราอย่าทำเพียงแค่ธรรมเนียมปฏิบัติ แต่ควรทำด้วยหัวใจ ด้วยความรักและปรารถนาดีต่อกันอย่างแท้จริง พวกเรามีภารกิจหยาบที่แตกต่างจากที่อื่นเขาทำกัน และงานก็ขยายไปเรื่อย ๆ ให้ถือว่าการทำปวารณากันในวันนี้ คือ สัญญาใจ ที่เราได้ตกลงกันไว้ว่า หากได้เห็น ได้ยิน หรือสงสัยว่า จะทำไม่ถูกต้อง ตามธรรมวินัย หรือเกี่ยวกับเรื่องงานการต่าง ๆ เราจะอนุญาตให้ตักเตือนได้ โดยเราจะไม่ขุ่นมัว ไม่ขัดเคืองใจ ผู้ที่จะตักเตือนหรือแนะนำผู้อื่นก็ต้องดูจังหวะ โอกาส ความเหมาะสม กาลเทศะ และอารมณ์ของเขาด้วย ต้องเป็นข้อมูลที่แท้จริง พูดไปแล้วเกิดประโยชน์ต่อท่านผู้นั้น ต่อหมู่คณะส่วนรวมถึงจะแนะนำ ส่วนผู้ที่ได้รับการตักเตือนก็ต้องทำใจให้นิ่ง ๆ รับฟังไว้ด้วยดี ด้วยใจที่สงบ อย่าให้สูญเสียความสงบของใจ พิจารณาดูว่าเรื่องที่เขาเตือนนั้นจริงไหม ถูกต้องไหม ถ้าเป็นเรื่องจริงเราก็ต้องแก้ไข ถ้าสมมติว่า เรื่องนั้นไม่จริงหรือจริงบ้าง ไม่จริงบ้าง เพราะข้อมูลคลาดเคลื่อนก็ให้อภัย ไม่ถือสา และขอโอกาสชี้แจงให้เหตุผล แต่อย่าให้เป็นการถกเถียงกัน จนเป็นเหตุให้เกิดการร้าวฉาน ทะเลาะเบาะแว้ง เมื่อเราชี้แจงแล้วก็ต้องรับฟังซึ่งกันและกัน โดยมุ่งประโยชน์สุข ของเรา ของผู้ที่เตือน ของหมู่คณะ และของงานพระศาสนา ถ้าทำอย่างนี้ได้ หมู่คณะของเราจะอยู่เย็นเป็นสุข เวลามาปฏิบัติธรรมใจจะไม่ฟุ้ง ไม่ขัดเคือง นิวรณ์ซึ่งเป็นเครื่องกั้นจิตให้ไม่สว่างจะเข้ามาครอบงำเราไม่ได้ ใจเราก็จะใส ซึ่งเป็นต้นทางแห่งการเข้าถึงพระรัตนตรัยในตัว ถึงพระธรรมกาย และก้าวไปสู่การศึกษาวิชชาธรรมกาย ดังที่เราได้ตั้งใจปรารถนาเข้ามาสู่หมู่คณะ เนกขัมมบารมีกับภารกิจปราบมาร หลวงพ่อพูดบ่อย ๆ ว่า การที่เรามาอยู่รวมกันไม่ใช่ของใหม่ เป็นภาพเก่าที่เราทำข้ามชาติกันมาอย่างต่อเนื่อง บางรูปมาอยู่ร่วมกันอย่างสม่ำเสมอ บางรูปก็ไม่สม่ำเสมอ ขึ้นอยู่กับการดำเนินชีวิตว่า ประมาทหรือไม่ประมาท การสร้างบารมีในเพศสมณะ ถ้าเราไม่ประมาท การมาอยู่ร่วมกันในเพศนี้ก็ต่อเนื่อง ซึ่งก็จะเป็นเนกขัมมบารมี และบารมีอื่น ๆ ของเรา เพราะฉะนั้นนี่เป็นภาพเก่าไม่ใช่ของใหม่ และเราจะต้องสร้างบารมีอย่างนี้ซ้ำ ๆ กันไปอีก หลวงพ่ออยากให้ลูกพระลูกสามเณรทุกรูปมีความปลื้มปีติและภาคภูมิใจ ในการที่เราได้มาสู่เพศของบรรพชิต ซึ่งเป็นเพศที่สูงส่ง เป็นเพศที่ดำเนินชีวิตได้ถูกต้องตามต้นบุญต้นแบบ คือ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะพระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ก็ผ่านขั้นตอนชีวิตของปุถุชนมาทุกระดับแล้ว ตั้งแต่ชีวิตระดับล่าง ระดับกลาง ระดับสูง สูงจนกระทั่งเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ท่านได้ข้อสรุปว่า เพศบรรพชิตหรือเพศนักบวชนี้ เหมาะสมที่สุดในชีวิตของสังสารวัฏ ที่จะทำให้ปลอดภัยจากอบาย ภัยในสังสารวัฏ ให้อยู่เย็นเป็นสุข พ้นจากเครื่องพันธนาการของชีวิต เป็นเพศอันสูงสุดที่จะสร้างบารมีได้อย่างสะดวกสบาย เป็นที่เคารพสักการะของมนุษย์ของเทวดาทั้งหลาย เป็นหนึ่งในพระรัตนตรัย คือ พระสงฆ์ ซึ่งเป็นที่พึ่งที่ระลึกที่แท้จริงของมนุษย์และเทวดาทั้งหลาย โดยเฉพาะหมู่คณะของเรา มีภารกิจเกี่ยวกับเรื่องการปราบมารประหารกิเลส มาร คือ ผู้ขวางในการทำความดี เป็นผู้ตั้งกฎเกณฑ์ กฎแห่งกรรมทุกกฎ ที่จะมาบังคับสรรพสัตว์สรรพสิ่งทั้งหลาย ทั้งโอกาสโลก ขันธโลก สัตวโลก ถ้าเรายังไปไม่ถึงที่สุดไม่ถึงต้นตอของเขา เราก็ยังเป็นบ่าวเป็นทาสของเขาอยู่ เพราะว่ามารทำวิชชาบังคับเรามาก่อนนานแล้ว เราจึงอยู่ในฝ่ายที่แก้ไข ที่จะต้องสู้รบปรบมือกับพญามาร โดยอาศัยกายมนุษย์หยาบเป็นพื้นฐาน และเพศที่เหมาะที่สุดในการปราบมาร คือ เพศสมณะ เพราะไม่มีเครื่องพันธนาการของชีวิต ไม่ได้ครองเรือน ไม่ต้องทำมาหากิน ทำมาค้าขาย ปลอดกังวล มีเวลาทำหยุดทำนิ่งได้สะดวกมากกว่าชีวิตของเพศคฤหัสถ์ พระเดชพระคุณหลวงปู่ฯ ของเรา ท่านมีภารกิจเกี่ยวกับเรื่องการปราบมาร เราก็อยู่ในเส้นสายการสร้างบารมีในภารกิจนี้ เพราะฉะนั้น เมื่อเราได้มาอยู่รวมกันในเพศของบรรพชิต เป็นพระเป็นเณรต้องมี ความปลื้มปีติและภาคภูมิใจ ต้องมีความทะนงอยู่ในตัวของเรา อย่าไป เข้าใจผิดตามผู้ไม่รู้ ที่เขาพยายามจะเสี้ยมสอนให้เราเกิดความรู้สึกว่า เพศนี้เป็นเพศที่ต่ำต้อยด้อยโอกาส การบำเพ็ญสมณธรรม เป็นทั้งหมดของชีวิตสมณะ การมาบวชอยู่รวมกันแล้ว ถ้าไม่ได้บำเพ็ญสมณธรรม ฝึกใจให้ หยุดให้นิ่ง เราก็จะไม่เกิดความรู้สึกปีติและภาคภูมิใจ เพราะไม่มี พื้นฐานของใจที่หยุดนิ่งรองรับ ทำให้ดวงปัญญาของเราหย่อนไปที่จะเข้าใจสิ่งดี ๆ และกำลังใจที่จะทำดีให้ยิ่งขึ้นของเราก็จะตกต่ำ ดังนั้นการบำเพ็ญสมณธรรมจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ขาดไม่ได้ ถือว่าเป็นทั้งหมดของชีวิตในเพศบรรพชิต ในพรรษานี้ มีสิ่งที่น่าปีติยินดีในระดับหนึ่ง ที่มีพระภิกษุสามเณรมาปฏิบัติธรรม ณ อาคารจาตุมหาราชิกา ตามคำชักชวนของหลวงพ่อ มีเฉลี่ยประมาณ ๒๓๐ รูป หมุนเวียนกันมาปฏิบัติธรรมทุกคืน ไม่ขาดเลย และปฏิบัติได้ตรงตามกติกา ๔ ข้อ ที่ได้ตกลงกันไว้ มีจำนวน ๑๑๑ รูป ที่ได้รับการประกาศเกียรติคุณ และรับดวงแก้วเป็นของขวัญที่ระลึกถึงข้อวัตรปฏิบัติที่เราตั้งใจดี แม้มีภารกิจที่ได้รับมอบหมายจากหมู่คณะ มากมายก็ตาม ก็ยังสามารถบริหารเวลาได้ดี และให้ความสำคัญ ต่อการบำเพ็ญสมณธรรม ความจริงแล้วสามารถทำได้ทุกรูป ดังนั้นต้องไปสำรวจตรวจตราดูตัวของเราเองให้ดีว่า ทำไมเราทำได้ไม่สมบูรณ์ เหมือนเพื่อนสหธรรมิก ๑๑๑ รูป ในเมื่อวันคืนล่วงไป เราก็ใกล้ต่อประตูของพญามัจจุราช ความตายไม่มีนิมิตหมาย และการกระทำนั้นก็เกิดประโยชน์ต่อตัวของเราเองเป็นอันดับแรก ต่อหมู่คณะ ต่อพระพุทธศาสนา ต่อพุทธบริษัท ๔ ต่อเพื่อนมนุษย์ และเทวดาทั้งหลาย เราก็รู้อยู่ แต่ทำไมเรายังทำไม่ได้อย่าง ๑๑๑ รูป ซึ่งกติกาก็ไม่ยากอะไรมี ๔ ข้อ คือ มาปฏิบัติธรรมทุกวัน ตลอดช่วงเข้าพรรษา ตั้งแต่วันที่ ๑๑ กรกฎาคม ถึง ๗ ตุลาคม ในเวลา ๒๒.๐๐ - ๒๔.๐๐ น. มีเวลาปฏิบัติธรรมในแต่ละวัน ไม่น้อยกว่า ๑ ชั่วโมงขึ้นไป และต้องอยู่จนเลิก บูชาพระ กลับพร้อมกัน เพื่อสร้างต้นแบบของความเป็นทีม ธรรมเนียมปฏิบัติของพระอริยเจ้า ที่ไปเป็นทีม ทำเป็นทีม เข้าหลักของอปริหานิยธรรม วันอาทิตย์ก็ต้องมาร่วมกิจกรรมเต็มเวลา ตั้งแต่ ๒๐.๐๐ - ๒๓.๐๐ น. เพราะวันอาทิตย์เราจะมีเวลามากกว่าวันธรรมดา ส่งบันทึกผลการปฏิบัติธรรมเดือนละครั้ง ทั้ง ๔ ข้อ นี้ก็ไม่ได้ยาก อยู่ในวิสัยที่ลูกพระลูกเณรทุกรูปสามารถจะทำกันได้ ฟื้นฟูพุทธศาสนาย้อนยุคพุทธกาล การบำเพ็ญสมณธรรม เป็นกิจสำคัญที่สุดของเพศบรรพชิต และเป็นความสำคัญของหมู่คณะเรา ทั่วสังฆมณฑลในตอนนี้ ข้อวัตรปฏิบัติของภิกษุสามเณรอ่อนแอลงไป จนกระทั่งทำให้ญาติโยมเสื่อมศรัทธาลง นี่คือสัญญาณความหายนะของพระพุทธศาสนา และยิ่งมีสื่อโจมตีข้อผิดพลาดเล็กน้อยของพุทธบุตรบางรูป ทำให้กระทบภาพลักษณ์ของพระพุทธศาสนา กระทบศรัทธาของพุทธบริษัททั้ง ๔ ดังนั้นสังฆมณฑลทั่วโลกจึงต้องการพระเณรที่เป็นต้นบุญต้นแบบที่ดี เพื่อจะได้ดำเนินรอยตาม เรายังไม่อาจกล่าวได้ว่า เราเป็นต้นบุญต้นแบบที่ดี ที่สมบูรณ์ตามพุทธประสงค์ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ท่านตั้งศาสนาขึ้นมา แต่ถ้าหากเราทำได้ในระดับ ๑๑๑ รูปนี้ ก็พอเป็นกำลังใจ เป็นต้นบุญต้นแบบที่ดีสำหรับเพื่อนสหธรรมิกทั่วโลก ในภาวะที่พระพุทธศาสนาอ่อนแอลง เรามาเกิดในยุคนี้ เราควรจะทำให้พระพุทธศาสนาแข็งแรงขึ้น ทุกครั้งที่เรามาบังเกิดขึ้นในโลก ในช่วงสั้น ๆ คือพุทธันดรที่ผ่านมา เราจะมาบังเกิดขึ้นหลังจากพุทธปรินิพพาน ในช่วงที่พระพุทธศาสนาอ่อนแอ เราจะมาอยู่ตรงรอยต่อตรงนี้ เมื่อพุทธันดรที่แล้ว เรามาบังเกิดสองรอบ เพื่อปฏิบัติภารกิจอีกภารกิจหนึ่ง คือ ปราบมาร และลงมาเพื่อฟื้นฟูคำสอนดั้งเดิมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า รวมทั้งข้อวัตรปฏิบัติที่ถูกต้องของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่มีภารกิจภาคโปรดให้ฟื้นฟูขึ้น เพราะเราต้องอาศัยพระศาสนาของท่านบังเกิดขึ้นในเพศของสมณะ แต่ละยุคที่ผ่านมาก็จะเป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้นเราได้มาเกิดแล้ว และบวชอยู่ในเพศของบรรพชิตแล้ว เราต้องฟื้นฟูพระพุทธศาสนาให้ย้อนยุคไปสู่ในสมัยพุทธกาล ฟื้นฟูข้อวัตรปฏิบัติ ธรรมวินัย ตามคำสอนดั้งเดิมให้ดีขึ้น เพื่อตัวเราเป็นอันดับแรก เพื่อหมู่คณะของเราจะทำงานได้สะดวก และเพื่อสังฆมณฑลจะได้ตื่นตัว ขยายความสุขสู่ชาวโลก เมื่อเทือกเถาเหล่ากอของพระแท้บังเกิดขึ้น ญาติโยมก็จะได้ที่พึ่ง เพราะได้ต้นบุญต้นแบบที่เขาพร้อมจะดำเนินรอยตาม เพื่ออยู่เป็นสุขในปัจจุบัน เพื่อปิดอบายและไปสวรรค์ เขาก็จะเกิดกำลังใจที่จะมาประพฤติปฏิบัติธรรมมากขึ้น มาทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา มาเป็นกำลังและช่วยกันขยายพระพุทธศาสนาออกไป เมื่อพุทธบริษัท ๔ เข้มแข็ง แปลว่า พุทธศาสนาก็แข็งแรง โลกก็ไม่อ่อนแอ ดังนั้นจากตัวเรามีผลกระทบไปทั่วโลก และจะมีสิ่งที่ดีงามบังเกิดขึ้นจากการบำเพ็ญสมณธรรมของเรา และสร้างกำลังใจให้กับพุทธบุตร พุทธบริษัท ๔ ทั่วโลก คือ เมื่อสัตวโลกดี คือจิตใจดี ขันธโลกก็จะพลอยดีไปด้วย มนุษย์จะมีโรคภัยไข้เจ็บน้อย ร่างกายจะแข็งแรง อายุยืน และโอกาสโลก คือสิ่งแวดล้อมก็จะดี ฝนจะตกต้องตามฤดูกาล มนุษย์จะไม่รบราฆ่าฟันกัน บุตรจะมีความกตัญญูกตเวทีต่อบิดามารดา สามีภรรยาจะซื่อสัตย์ซึ่งกันและกัน สิ่งดี ๆ ก็จะเกิดขึ้นกับโลกใบนี้ นรกจะไม่แออัด สวรรค์จะมีเทพบุตรเทพธิดาเพิ่มขึ้น จากเราสู่โลกใบนี้และไปสู่เทวโลก มันจะเกี่ยวเนื่องกันไปตลอด บางทีเราอาจจะไม่ได้คิดลึกซึ้งถึงขนาดนี้ แต่ว่าเมื่อใดเราได้ลงมือปฏิบัติธรรมอย่างจริงจัง บำเพ็ญสมณธรรมจนใจหยุดนิ่งในระดับที่เกิดความสว่างภายใน เข้าถึงดวงธรรม และองค์พระใส ๆ ความรู้สึก ดังกล่าวที่หลวงพ่อพูดจะบังเกิดขึ้นกับพวกเรา และขยายไปสู่ชาวโลก นี่เป็นสิ่งที่สำคัญ หวังว่าออกพรรษาแล้วลูกพระลูกเณรของหลวงพ่อจะไปปฏิบัติธรรมที่ศาลาจาตุมหาราชิกากันมากขึ้น ส่วนการนั่งตามลำพังนี่ เหมาะสำหรับผู้ที่มีหลักของใจ หยุดนิ่งได้ในระดับเข้าถึงที่พึ่งที่ระลึกภายในแล้ว ถ้าหยุดนิ่งได้แล้วจะนั่งตรงไหนก็ได้ แต่ตอนนี้ของเรายังไม่ถึงระดับนั้น เพราะจากผลการปฏิบัติธรรมที่ส่งมามีเพียงบางรูปเท่านั้น ซึ่งมันน่าแปลกใจที่ญาติโยมเขามีเครื่องพันธนาการของชีวิต แต่เขาให้ความสำคัญตรงนี้ สามารถปฏิบัติธรรมได้ดีกว่าพวกเรา มันเป็นเรื่องแปลกที่ไม่ควรเกิดขึ้น เราต่างหากที่เป็นต้นบุญต้นแบบที่ดีของเขา แต่นี่เรากลับได้เขาเป็น ต้นบุญต้นแบบที่ดีของเรา ไปเป็นคฤหัสถ์ต้นบุญต้นแบบ เพราะฉะนั้นออกพรรษาแล้ว วันพรุ่งนี้ แรม ๑ ค่ำ ก็ให้ลูกทุกคนได้ตั้งใจบำเพ็ญสมณธรรมกันต่อไป ใครที่ลางานมาบวช จำเป็นต้องลาสิกขา ก็ขอให้ตั้งใจเป็นต้นบุญต้นแบบที่ดีในเพศของคฤหัสถ์ ก่อนลาสิกขาก็ทำให้ถูกหลักวิชชา ทำความสะอาดเสนาอาสนะ ทำกิจของสงฆ์ในเพศนักบวชให้ดี ขบฉันภัตตาหารตอนเพล ตอนบ่ายก็นั่งธรรมะ นึกทบทวนบุญที่เราทำผ่านมา ในข้อวัตรปฏิบัติที่ดี เพื่อใจเราจะได้เกิดปีติและภาคภูมิใจในการเป็นสมณะ และอธิษฐานจิตให้ดีว่า เรามีความจำเป็นต้องลาสิกขาไปอยู่ทางโลก เพราะลางานมา เรายังมีภาระเกี่ยวกับเรื่องครอบครัวอยู่ ก็ขอบุญนี้เป็นเครื่องสนับสนุนให้เราได้มีความเจริญรุ่งเรืองในทางโลก แล้วเราตั้งใจที่จะเป็นมหาเศรษฐีผู้ใจบุญค้ำจุนพระพุทธศาสนา ตั้งใจให้ทานรักษาศีลเจริญภาวนาทุกวัน ทำทุก ๆ บุญไม่ให้ขาด เลยแม้แต่เพียงบุญเดียว และเราจะเป็นต้นบุญต้นแบบที่ดีของเพื่อนมนุษย์ ลาสิกขาไปแล้วต้องเป็นกัลยาณชน เป็นคฤหัสถ์ที่ดีเหมือนท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี แม้ท่านไม่ได้มาบวชเรียนอย่างพวกเรา แต่ท่านก็เป็นคฤหัสถ์ที่ดี แม้มีธุรกิจการงานมาก มีเครื่องกังวล แต่ท่านก็ได้บรรลุเป็นพระอริยบุคคล เป็นพระโสดาบันได้ เราก็ต้องเป็นต้นบุญต้นแบบที่ดีของเพื่อนมนุษย์ได้ อย่าหวนกลับไปใช้ชีวิตที่เป็นปากทางแห่งความเสื่อม ที่จะนำเราไปสู่อบาย หรือเหมือนคำที่คนโบราณเขาพูดว่า บวชเสียผ้าเหลือง อย่าให้เสียชื่อมาถึงพระศาสนาว่า เข้ามาฝึกตน ทนหิวบำเพ็ญตบะในเพศสมณะหนึ่งพรรษาก็ดี หรือน้อยกว่านั้น ก็ดี แปลว่า เรามาฝึกตนแล้ว เราได้ต้นแบบที่ดีในเพศของสมณะแล้ว ลาสิกขาจากศีล ๒๒๗ ข้อ มาถือศีล ๕ ก็ต้องรักษาให้เคร่งครัด เพราะศีล ๕ เป็นเรื่องปกติธรรมดา มนุษย์ต้องมีสติ ใจหยุดได้ มีดวงปัญญา ไม่ฆ่า ให้ความปลอดภัยในชีวิตของมนุษย์และสัตว์ ทั้งหลาย ไม่ลักทรัพย์ ให้ความปลอดภัยในทรัพย์สิน ไม่ประพฤติผิดในกาม ไม่ผิดลูกผิดเมียเขา ไม่พูดเท็จ ไม่สร้างวจีกรรม ไม่ดื่มน้ำเมา ไม่สูบบุหรี่ ซึ่งตอนนี้เพื่อนมนุษย์ขาดความรู้เรื่องนี้เยอะ อย่าหวนกลับคืนไปใช้ชีวิตที่ผิดพลาดที่ผ่านมาก่อนจะบวช หลังบวชแล้วต้องไม่ดำเนินชีวิตผิดพลาดอีก ต้องดำเนินชีวิตให้ถูกต้อง สมาทานศีล ๕ ทุกวัน วันพระก็ถืออุโบสถศีล ให้รักษาศีล ๘ อย่าไปอายใคร ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี แม้มีภารกิจมาก แต่พอถึงวันพระท่านก็ให้ความสำคัญให้ทุกคนในบ้านถืออุโบสถ แม้เด็กเล็กที่ยังดื่มนมมารดาก็ถือศีล ๘ ด้วย ซึ่งปัจจุบันโลกยังขาดแคลนตรงนี้อยู่ ถ้าลูกจำเป็นจะต้องลาสิกขาไปก็ต้องเป็นต้นบุญต้นแบบตรงนี้ให้ดี ต้องมีกำลังใจที่เข้มแข็ง ใครจะมายั่ว มาเย้า มาแหย่ มาเย้ยว่า เราเป็นคนงมงาย หัวโบราณ จงยืนหยัด ยิ้มแย้ม และก็ยกย่องในเรื่องของการสร้างความดี และให้พูดถึงอานิสงส์การถือศีล ๘ ในวันพระ ให้ความสำคัญกับวันพระ เพราะเราเป็นชาวพุทธ ถ้าเราเข้มแข็งได้ เราก็จะสร้างแรงบันดาลใจให้เขาพ้นจากการดำเนินชีวิตที่ผิดพลาดได้ และมาสู่ชีวิตที่ถูกต้องปิดอบายไปสวรรค์ได้ เราจะได้ชื่อว่า เป็นผู้นำบุญยอดกัลยาณมิตร เป็นแสงสว่างให้กับทุกคน จะดื่มกิน ปีติสุขและภาคภูมิใจทุกวันที่ระลึกนึกถึง ต้องกล้าหาญและเข้มแข็ง ไม่ว่าผู้ที่ชักชวนเราจะดื่มเหล้า เจ้าชู้ เล่นการพนัน จะเป็นเจ้านายเรา ผู้บังคับบัญชาเรา เพื่อนร่วมงานเรา หรือจะเป็นใครก็ตาม เราต้อง ยืนหยัดในสิ่งนี้เอาไว้ ดูเพื่อนต่างศาสนิกอย่างอิสลามเขายังยืนหยัดได้ ไม่มีชาวพุทธคนใดกล้าชวนเขาดื่มเหล้า เพราะเขาเข้มแข็ง แต่เราชาวพุทธซึ่งอยู่ในคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นความรู้ที่สมบูรณ์ เราไม่ยืนหยัดเข้มแข็งก็อายเขา ถ้าเราไม่ดึง เขามา เขาก็ดึงเราไป ดังนั้นเราต้องดึงเขามาสู่ชีวิตอันสูงส่งและมีคุณค่า อย่าให้เขาดึงเราไปสู่ชีวิตที่ตกต่ำ และเขาก็จะเยาะเย้ยเราว่า ไหนว่าบวชมาแล้วทำไมกลับเป็นอย่างนี้ ยิ่งแย่กว่าเดิม มันอายเขานะลูกนะ พระอุปัชฌาย์ก็อาย พระคู่สวดก็อาย พระอันดับก็อาย หลวงพ่อก็อายเขา เพราะมาบวชในวัดพระธรรมกาย ลาสิกขาแล้วมาดำเนินชีวิต ผิดพลาดกว่าเดิมหรือยิ่งกว่าเดิม ไม่สามารถเป็นกัลยาณมิตรให้กับเพื่อนมนุษย์ได้ และญาติโยมจะคิดอย่างไร ระหว่างเราบวชเขามาเป็นกำลังให้กับเรา ให้อาหาร จีวร ที่อยู่อาศัย ยารักษาโรค สนับสนุนในทุกด้าน แต่พอเราลาสิกขาไปกลับดำเนินชีวิตผิดพลาด เขาจะรู้สึกอย่างไร เท่ากับเราไปทำลายบุญเขา สิ่งนั้นมันมีวิบากทำให้เราเกิดห่างไกลพระพุทธศาสนา สายบุญที่จะเชื่อมกับหมู่คณะ กับภารกิจของการปราบมารก็จะหย่อนลงไป แต่ถ้าลูกเข้มแข็งได้ก็เป็นบารมีของลูก ที่ทำให้ผังที่ดีหนาแน่นยิ่งขึ้น นี่คือสิ่งที่หลวงพ่ออยากจะฝากเอาไว้กับลูกที่มีความจำเป็นต้องลาสิกขาไป เพศนักบวชประเสริฐสุด ในใจลึก ๆ หลวงพ่ออยากให้อยู่ร่วมกันทั้งหมด ขอยืนยันว่า ไม่มีเพศไหนที่จะประเสริฐเลิศเท่าเพศสมณะ เพราะฉะนั้น ถ้าจำเป็นต้องลาสิกขาไป ให้คิดเอาไว้ในใจเสมอว่า สักวันหนึ่งเราจะต้อง หวนคืนมาสู่เพศของสมณะ และบวชจนกระทั่งหมดอายุขัย ให้เป็น ผ้าชุดสุดท้ายของชีวิต จะได้เป็นต้นแบบของลูกหลานของวงศ์ตระกูล และเพื่อนมนุษย์ร่วมโลกด้วย สำหรับลูกพระลูกเณรที่อยู่ประจำขอให้ลุยหน้าต่อไป เรายังมีภารกิจที่จะสร้างบารมีกันอีกมากมาย แล้วตรวจตราดูพรรษาที่ ผ่านมาว่าอะไรที่เรายังไม่สมบูรณ์ ออกพรรษานี้ทำให้มันสมบูรณ์ ยิ่งขึ้นไป ตอนนี้หลวงพ่อเข้าพรรษา ๓๘ แล้ว เผลอประเดี๋ยวเดียว บวชไปวันต่อวัน ภารกิจที่ตั้งใจเอาไว้ที่จะปราบมารก็ยังไม่ได้เริ่มต้นอย่างจริงจัง ทำแต่ภารกิจที่เป็นงานหยาบเป็นส่วนใหญ่ ก็ตั้งใจเอาไว้ว่า ต่อไปจะให้โอกาส ให้เวลากับตัวเองทำความละเอียดให้มากขึ้น ซึ่งตอนนี้ สังขารก็ไม่อำนวยนัก จะเห็นว่าหลวงพ่อนั่งอยู่ในลักษณะนี้มาหลายปีแล้ว ไม่มีโอกาสได้คุกเข่ากราบพระประธานเหมือนอย่างพวกเรา เพราะฉะนั้นออกพรรษาขอให้ลูกทุกรูปตั้งใจทำความเพียรให้ดี และเข้าถึงพระธรรมกายให้ได้ วันนี้หลวงพ่อขออนุโมทนาสาธุการ และขออำนวยพรที่ลูกทุกรูปได้ตั้งใจบำเพ็ญสมณธรรม ได้สร้างมหาทานบารมี ตั้งใจสวดพระปาฏิโมกข์ ทรงจำบาลีไวยากรณ์ และบำเพ็ญสมณธรรมต่อเนื่องกันในพรรษาร้อยกว่ารูปนั้น ขอให้ลูกนึกถึงบุญทุกบุญเอาไว้ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ให้ใจใส ๆ ขออำนาจแห่งบุญบารมีรัศมีกำลังฤทธิ์ อำนาจสิทธิเฉียบขาด ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ นับอสงไขยพระองค์ ไม่ถ้วนในอายตนนิพพาน บารมีธรรมของพระปัจเจกพุทธเจ้า และพระอรหันตเจ้าทั้งหลาย บารมีธรรมของพระเดชพระคุณหลวงปู่ พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) ผู้ค้นพบวิชชาธรรมกาย และบารมีของมหาปูชนียาจารย์ทุกท่าน จงมารวมประชุมอยู่ในศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ให้กลั่นกายวาจาใจ ธาตุธรรมเห็นจำคิดรู้ของลูกทุกรูป ให้สะอาด ให้บริสุทธิ์ ให้หลุดพ้นจากการเป็นบ่าวเป็นทาสของพญามาร จากวิบัติบาปศักดิ์สิทธิ์ วิบากกรรม วิบากมาร อุปสรรคต่าง ๆ นานาในชีวิต ทุกข์โศกโรคภัย สิ่งที่ไม่ดีทั้งหลายให้มลายหายสูญไปให้หมด นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป สิ่งที่เป็นข้าศึกต่อกุศลและพรหมจรรย์ จงมลายหายสูญ ให้ลูกทุกรูปได้สร้างบารมีได้ตลอดรอดฝั่ง อย่าได้มีอุปสรรคอันใดมาขัดขวางในหนทางการสร้างบารมี ให้เป็นเนื้อนาบุญ เป็นอายุพระศาสนา ปฏิบัติธรรมก็ขอให้ได้พบพระธรรมกาย จะศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัยของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้แตกฉานทั้งปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ เทศนาก็ให้ไพเราะทั้งเบื้องต้น ท่ามกลาง เบื้องปลาย บริสุทธิ์บริบูรณ์ทั้งอรรถและพยัญชนะ ใครได้ยินได้ฟังธรรมก็ขอให้บรรลุธรรมกาย ความปรารถนาอันใดก็ตามที่ลูกทุกรูป ได้ตั้งใจ เอาไว้อย่างดีแล้ว เป็นไปเพื่อการสร้างบารมี ขอความปรารถนานี้ จงเป็นผลสำเร็จ จงเป็นผลสำเร็จ จงเป็นผลสำเร็จ ด้วยอานุภาพแห่งพระธรรมกาย ของพระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ จงทุกประการเทอญ วันเสาร์ที่ ๗ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๙ 17.ภารกิจปราบมาร เราได้ทำปวารณากันเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็ขอให้ถูกวัตถุประสงค์ของการปวารณา วัตถุประสงค์หลักก็คือ การให้โอกาสทำหน้าที่กัลยาณมิตรซึ่งกันและกัน ในกรณีที่ได้เห็น ได้ยิน หรือสงสัยว่าเพื่อนสหธรรมิกท่านใดท่านหนึ่ง มีข้อวัตรปฏิบัติที่จะทำให้ไม่ได้บรรลุวัตถุประสงค์ของการมาบวชคือ การทำพระนิพพานให้แจ้ง สลัดตนให้พ้นจากกองทุกข์ ไม่ว่าด้วยเหตุอันใดก็ตาม ก็จะมีโอกาสได้แนะนำตักเตือนกันได้โดยธรรม ด้วยความรักและปรารถนาดีต่อเพื่อนสหธรรมิกอย่างแท้จริง เพื่อจะได้หันกลับมาพิจารณาตนเอง ได้สติ เกิดความสลดใจ เกิดธรรมสังเวช หันกลับมาปรับปรุงตัวของตัวเอง ให้เป็นพระแท้ได้บรรลุวัตถุประสงค์ของการมาบวช เหตุที่ต้องมีการปวารณา ที่ปวารณากันอย่างนี้ เพราะโดยปกติของปุถุชนคนมีกิเลสหนาปัญญาหยาบ ไม่ว่าจะเป็นคฤหัสถ์หรือบรรพชิตก็ตาม โดยทั่วไปสามารถ อดทนต่อดินอากาศฟ้าและทุกสิ่งได้ แม้เข้าสู่สมรภูมิรบก็สามารถอดทนต่อความทุกข์ยากลำบาก เสี่ยงภัยขนาดเอาชีวิตเป็นเดิมพัน ก็อดทนกันได้ แต่สิ่งหนึ่งที่อดทนได้ยากคือ ไม่สามารถอดทนต่อ คำแนะนำตักเตือน อบรมสั่งสอนกันได้ มันจะเกิดมีมานะทิฏฐิขึ้นมา กิเลสตระกูลนี้มันจะฟูขึ้นมา นี่เป็นเรื่องแปลกแต่จริง และก็เกิดขึ้นทุกยุคทุกสมัย เพราะฉะนั้นการปวารณาจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง ระหว่างที่ออกไปบำเพ็ญสมณธรรมตามป่าตามเขา คำว่า อยู่ตามลำพังให้ระวังความคิด อยู่กับมิตรให้ระวังวาจานี่เป็นเรื่องจริงแท้ทีเดียว บางทีเกิดกามวิตกกระสันที่จะสึก จะด้วยเหตุอันใดก็ตาม เมื่อเพื่อนภิกษุได้ข่าว ก็จะอาศัยความเอ็นดู ความรัก ความปรารถนาดี เดินทางไปเป็นกัลยาณมิตรให้ เตือนสติให้เห็นโทษภัยของกามวิตกนั้น จะได้หวนกลับคืนมาสู่มโนปณิธานดั้งเดิมของตน หรือเกิดเหตุ กระทบกระทั่งกันด้วยเหตุอันใดอันหนึ่งก็ตาม ก็จะได้มาพูดคุยให้เข้าใจกัน ให้อภัยกัน ให้รักและสามัคคีกันอย่างนี้ เป็นต้น จึงมีความจำเป็น จะต้องมีการปวารณากันในวันสุดท้ายของการอยู่จำพรรษาร่วมกัน ก่อนที่จะแยกย้ายกันออกไปบำเพ็ญสมณธรรม วันนี้เราได้ปวารณากันเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็อย่าให้เป็นเพียงธรรมเนียมปฏิบัติ อยากให้เป็นสิ่งที่เป็นความตั้งใจจริง ด้วยความรักและปรารถนาดีต่อเพื่อนสหธรรมิกที่แท้จริง เพราะเราอยู่ร่วมกันเป็นหมู่คณะใหญ่ ปีนี้พระภิกษุจำพรรษาถึง ๙๖๒ รูป ก็ยังไม่ทราบว่า มีวัดอื่นมีพระภิกษุมากกว่านี้ไหม ก็ถือว่าเป็นจำนวนมากทีเดียว และก็ มีสามเณรจำนวน ๒๗๑ รูป ยอดรวมก็ ๑,๒๓๓ รูป การอยู่ร่วมกันอย่างนี้ มันมีเหตุที่จะกระทบกระทั่งกันได้ง่าย จะด้วยเหตุอะไรก็ตาม จะโดยเจตนาหรือไม่เจตนาก็ตาม หรือมีข้อวัตรปฏิบัติที่แตกต่างจากหมู่คณะ หรือด้วยอำนาจอกุศลเข้าสิงจิต ทำให้มีความคิด คำพูด หรือการกระทำที่ออกนอกลู่นอกทางก็จำเป็นที่จะต้องแนะนำตักเตือนกัน ด้วยความรักและปรารถนาดีดังกล่าว เพราะฉะนั้นก็ขอให้มันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริง ไม่ใช่ปวารณาไปตามธรรมเนียมเท่านั้น เพราะเราต้องอยู่ร่วมกันและต้องทำงานกันไปเป็นทีม มโนปณิธานของเราจะไปสู่ที่สุดแห่งธรรม ซึ่งเป็นมโนปณิธานที่ยิ่งใหญ่มีแต่หมู่คณะของเราเท่านั้น ที่มีพระเดชพระคุณหลวงปู่ผู้ค้นพบวิชชาธรรมกายเป็นผู้นำที่มุ่งไปสู่ในเส้นทางนี้ ซึ่งแม้จะเป็นเส้นทางเอกสายเดียว แต่หนทางนั้นยาวไกลยังไม่มีใครไปถึงเลย และไม่ถึงก็ ไม่ได้ ไม่ถึงก็ยังตกเป็นบ่าวเป็นทาสของพญามารกันอยู่ อาจจะหลุดพ้น จากกรอบวิชชาของความเป็นบ่าวเป็นทาสในภพ ๓ ได้ในระดับหนึ่ง ไปสู่อายตนนิพพานถอดกาย แต่ถ้าหากว่ามีความรู้อย่างลึกซึ้งด้วยวิชชาธรรมกาย ที่พระเดชพระคุณหลวงปู่ผู้ค้นพบวิชชาธรรมกาย ก็จะพบว่า มันหลุดแค่ภพ ๓ แต่ยังติดอีกกรอบหนึ่ง ถึงแม้ว่าตรงนั้นจะเป็นเอกันตบรมสุข ไม่ต้องกลับมาเวียนว่ายตายเกิดในภพ ๓ แต่กรอบนั้นก็ยังขยายใหญ่และกว้างออกไป ละเอียดลึกซึ้งมาก มีผู้ที่อยู่ฉากหลังในนิพพานลับ ๆ นั้น บังคับปกครองกันอยู่ จนกระทั่งไปถึงนิพพานไม่ถอดกายโน่น ก็ยังอยู่ในกรอบวิชชาแต่ขยายกว้างขึ้น ละเอียดขึ้น แปลว่ายังไม่ได้หลุดพ้นกันอย่างแท้จริงเลย ซึ่งเป็นสิ่งที่มีอยู่ในบทเทศน์ของท่านว่า เรื่องการปราบมารนั้น ตลอดแสนโกฏิจักรวาล อนันตจักรวาล นิพพาน ถอดกาย ไม่มีใครรู้เรื่องเลย นี่ท่านกล้ายืนยันนี้ถือว่าเสี่ยงมากต่อการ กล่าวอวดอุตริมนุษยธรรม แต่ว่าเป็นสิ่งที่ท่านค้นพบขึ้นมา บอกให้เฉพาะ ผู้มีบารมีแก่ ๆ มีธาตุธรรมแก่ ๆ มีธาตุธรรมพิเศษได้รับทราบ ได้ฝากประโยคนี้ไว้ในบทเทศน์ สำหรับผู้ที่มีธาตุธรรมพิเศษซึ่งอยู่ในยุคนั้น หรือผู้ที่มาในภายหลังที่ตกขบวนไม่ทันท่านนั้น คนอื่นฟังอาจจะฟังผ่านหรือคิดด้วยจิตที่เป็นอกุศล แต่ผู้ที่มีธาตุธรรมพิเศษจะมีความคิดแตกต่างจากบุคคลเหล่านั้น ฟังพิจารณาใคร่ครวญแล้วก็จะลงมือปฏิบัติเพื่อที่จะไปศึกษาเรียนรู้ในสิ่งที่ท่านได้กล่าวเอาไว้นั้นเป็นจริงแค่ไหน และในที่สุดก็จะมีผู้ที่มีธาตุธรรม มีบารมีแก่ ๆ เป็นพิเศษนี้จะรับทราบได้ว่า สิ่งที่ท่านกล่าวนั้นเป็นความจริง แปลว่าไม่ไปถึงที่สุดแห่งธรรมนั้นไม่ได้ ถ้ายังไปไม่ถึงก็ยังต้องเป็นบ่าวเป็นทาสของพญามารทั้งสิ้น หมายถึงว่า ยังไม่บริสุทธิ์อย่างสมบูรณ์ที่แท้จริง แต่การจะไปถึงตรงนั้นได้ จะไปตามลำพังไม่ได้ มันต้องไปกันเป็นทีม และทีมนั้นต้องมีความรู้ ความบริสุทธิ์ ความละเอียดเท่าเทียมทันทั้งทีม ด้วยเหตุนี้ เราจึงจำเป็นจะต้องมีความรักสามัคคีกัน เป็นหนึ่งเดียวกัน ต้องแนะนำตักเตือนกันได้ เพื่อที่จะประคับประคองกันไปถึงจุดหมายปลายทางดังกล่าวนั้น การแนะนำตักเตือนเป็นสิ่งที่สำคัญ เพี่อเราจะได้ไม่ประมาท ไม่ชะล่าใจในการดำเนินชีวิต จะได้รีบขวนขวายในการสะสางธาตุธรรมของตัวเราให้สะอาด ให้บริสุทธิ์ ให้ไปถึง ณ ตรงนั้นให้ได้ มันเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับตัวเราเลย วันนี้เรารู้ได้ในระดับหนึ่ง ยังไม่รู้ลึกซึ้ง เพราะมีผลการปฏิบัติที่แตกต่างกัน บางรูปก็ละเอียดมาก บางรูปก็ละเอียดปานกลาง บางรูปก็ละเอียดน้อย แต่พระเดชพระคุณหลวงปู่ฯ ท่านก็บอกหลักวิชชาเอาไว้ คือ การทำใจหยุดใจนิ่ง เมื่อใจหยุดใจนิ่งละเอียดบริสุทธิ์ก็ไปถึงธรรมกายในตัว ได้ศึกษาวิชชาธรรมกาย มีความรู้แจ้งเห็นแจ้งแทงตลอดได้มากขึ้นก็จะเข้าใจกันตอนนั้น และเมื่อทุกคนทำอย่างนี้ ความบริสุทธิ์ ความรู้แจ้งเห็นแจ้งก็จะเกิดขึ้นกับตน เมื่อเกิดขึ้นกับตนแล้วก็จะเข้าใจในสิ่งที่ท่านได้พูดฝากทิ้งเอาไว้ ทั้งหมดนี้ทำเพื่อตัวของเราเองและเพื่อภาพรวม ก็คือหลุดพ้นจากการเป็นบ่าวเป็นทาสของพญามารทั้งหมด เพราะฉะนั้นความรักและสามัคคีกันเป็นทีม ทั้งรักตัวเองและรักหมู่คณะ รักที่จะศึกษาเรียนรู้อยู่ร่วมกันอย่างผาสุก ตั้งใจบำเพ็ญสมณธรรม ฝึกใจให้หยุดนิ่งให้เข้าไปถึง ณ จุดตรงนั้นให้ได้จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง แต่ว่าในปัจจุบันนี้เรามีทั้งงานหยาบและงานละเอียด งานหยาบที่เราต้องทำก็มีอยู่ งานละเอียดเพื่อส่วนตัวของเราก็มีอยู่ จะไปถึง ตรงนั้นได้อย่างง่าย ๆ นั้น แบ่งงานคร่าว ๆ กันก็คือ ทำความละเอียดด้วยตัวของตัวเอง จนกระทั่งถึงจุดที่จะออกไปทำหน้าที่เป็นผู้ให้ แสงสว่างต่อเพื่อนมนุษย์ ให้เพื่อนมนุษย์ทั่วโลกได้รับทราบว่า ในตัวนั้นมีธรรมกายอยู่ เมื่อรู้ว่านั่นคือวัตถุประสงค์ของชีวิต เข้าใจว่าคนเราเกิดมาทำไม อะไรคือเป้าหมายชีวิต และจะไปถึงเป้าหมายชีวิต นั้นได้อย่างไร ก็จะเป็นเครื่องสนับสนุนให้อีกทีมหนึ่งที่มีภารกิจทำ ความละเอียดเพื่อมุ่งไปสู่ที่สุดแห่งธรรมอย่างเดียวทำงานได้สะดวกขึ้น เพราะไม่มีอุปสรรคในระดับหยาบ เนื่องจากมวลมนุษยชาติได้ เข้าถึงธรรมกายในตัวแล้ว ก็จะเข้าใจเป้าหมายของชีวิต รู้วัตถุประสงค์ของชีวิต ก็จะไม่เป็นอุปสรรคในการทำงานละเอียดของอีกทีมหนึ่ง นอกจากไม่เป็นอุปสรรคแล้ว ยังช่วยส่งเสริมสนับสนุนแล้วก็ทำกันไป ทั้งหมดพร้อม ๆ กัน ดังนั้น ความรักและความสามัคคีกันในหมู่คณะจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง การปวารณากันในวันนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อการนี้ ให้อยู่ร่วมกันอย่างผาสุก และก็ทำงานทั้งหยาบทั้งละเอียดให้สอดคล้องเกื้อกูลกัน เป็นหนึ่งเดียวกันได้ มหาปวารณา เมื่อเราปวารณากันแล้ว ก็ทำให้ถูกวัตถุประสงค์ของการปวารณา ไม่ใช่แค่กล่าวคำภาษาบาลี หรือทำไปตามธรรมเนียมปฏิบัติเท่านั้น กาลเวลาที่ผ่านมา ทุกปีก็มีวันมหาปวารณาแล้วก็ปวารณากันมาตลอด แต่ว่าในแง่การปฏิบัติจริง ๆ นั้น เรายังไม่บรรลุวัตถุประสงค์ เวลาแนะนำตักเตือนกันก็มักจะขุ่นมัว กระทบกระทั่งกัน เพราะฉะนั้นงานที่ผ่านมาจึงล่าช้า แปลว่า เราสูญเวลาเปล่าสำหรับการมาเกิดเป็นมนุษย์ แก่ไปทุกวัน ใกล้ความตายไปทุก ๆ วัน แต่งานยังไม่บรรลุวัตถุประสงค์ เพราะความรักและสามัคคีของเรายังไม่สมบูรณ์ ยังมีการกระทบกระทั่งกันอยู่ นี่คือวันวานที่ผ่านมา นับจากวันนี้ไปก็ขอให้แตกต่างจากวันวานที่ผ่านมา ที่แม้ปวารณากันแล้ว แต่ในแง่การปฏิบัติแล้วตักเตือนกันไม่ได้ ก็ขอให้วันนี้เป็น ต้นไปอย่าได้เป็นอย่างนั้น อย่าให้พรรษานี้มันผ่านไปเปล่า จากวันนี้ถึงวันสุดท้ายของชีวิต เหลือเวลานิดเดียว เวลามันสั้นเหลือเกิน ความแข็งแรงของกายมนุษย์มีจำกัด แต่งานเรายังมีอีกมาก หากเราไม่รีบรักและสามัคคีกันแล้วจะไปถึงจุดหมายปลายทางได้อย่างไร จะอยู่ ร่วมกันอย่างผาสุกได้อย่างไร เพราะฉะนั้น ก็ขอให้นับจากวันนี้เป็นต้นไป ให้เราสามารถทำหน้าที่เป็นกัลยาณมิตรซึ่งกันและกันให้ดีที่สุด คือเป็นกัลยาณมิตรให้กับตัวของเราเอง สอนตัวเราเองได้ จนกระทั่งมีข้อวัตรปฏิบัติเป็นที่น่าเลื่อมใสต่อตนเอง และในหมู่เพื่อนสหธรรมิกรวมทั้งญาติโยมทั้งหลาย เมื่อเรามีความเลื่อมใสในตัวเอง มีความปีติและภาคภูมิใจในตัวเอง ที่เรามีข้อวัตรปฏิบัติบริสุทธิ์บริบูรณ์ได้อย่างนี้ ถ้าเราเป็นอย่างนี้ได้ เราแทบไม่ต้องพึ่งพาให้เพื่อนสหธรรมิกมาแนะนำตักเตือนเราเลย ทั้ง ๆ ที่ปวารณากันอยู่นี่แหละ เพราะถ้าต่างคนต่างเตือนตัวเองได้ การอยู่ร่วมกันก็จะผาสุก แม้มีโอกาสพลาดพลั้งก็น้อยมาก เรายังไม่ชนะพญามารจะมีบางช่วงที่อกุศลเข้าสิงจิต จิตมันหยาบเกิดการกระทบกระทั่งกัน ซึ่งมันก็มีโอกาสพลาดพลั้งได้ แต่ก็ต้องให้โอกาสเพื่อนสหธรรมิกแนะนำตักเตือนเราได้โดยธรรมด้วยความรักและปรารถนาดี แล้วหันมาพิจารณาตัวเรา ถ้าผิดจริงก็แก้ไขเสีย ขอบคุณเขา อย่าไปขุ่นมัว แต่ถ้าเป็นความเข้าใจผิดหรือเข้าใจถูกในระดับหนึ่งที่ไม่สมบูรณ์ก็ให้อภัย เรื่องมันก็จะจบง่าย ๆ แค่นั้นเอง เพราะฉะนั้น ก็หวังว่าวันมหาปวารณานี้ เป็นวันที่ดีสำหรับลูก ๆ ทั้งหมดที่มาอยู่ร่วมกัน ที่จะทำหน้าที่เป็นผู้ให้แสงสว่างกับตัวเราเอง และต่อเพื่อนมนุษย์ได้เป็นต้นบุญต้นแบบที่ดีตรงนี้นะจ๊ะ ไม่ได้ตายเถอะ วันนี้เป็นวันสุดท้ายของพรรษา เราจะต้องรักษาอีกหนึ่งราตรี อย่าเพิ่งไปค้างคืนที่ไหน อย่าเพิ่งไปทำกิจอะไร พรรษานี้เป็นพรรษาแห่งการทะลุเป้าเข้าถึงธรรม เราต้องทำภารกิจทั้งสองนี้ ให้บรรลุให้ได้ โดยเฉพาะการบำเพ็ญสมณธรรม นี่เป็นทั้งเรื่องส่วนตัวและส่วนรวมด้วย ส่วนตัวก็คือ เราจะต้องปฏิบัติให้เข้าถึงธรรมให้ได้ ถ้าเราเข้าถึงได้คนอื่นก็จะเข้าถึงตามเราด้วย เมื่อเราสว่างคนอื่นก็จะสว่างตาม โดยเฉพาะราตรีนี้ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑ ควรจะเป็นวันสว่างของเรา เวลาก็มีเหลือเฟือ ถ้าเราได้ศึกษาประวัติของพระเดชพระคุณหลวงปู่ฯ เราจะพบว่า ท่านใช้เวลาแค่หนึ่งราตรีในคืนวันเพ็ญขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๐ ในกลางพรรษา ตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยว ไม่ได้ตายเถอะ และในที่สุดใจท่านก็หยุดนิ่งแล้วก็ได้เข้าถึงธรรมกายในตัวได้ วันนี้ก็เป็นวันเพ็ญขึ้น ๑๕ ค่ำ เช่นเดียวกัน ต่างแต่ว่าเป็นเดือน ๑๑ ห่างกันหนึ่งเดือน วันนี้ก็ควรจะเป็นวันสว่างสำหรับลูกทุกรูป ที่จะใช้วันนี้ให้เป็นประโยชน์และเป็นประวัติศาสตร์ชีวิตอันงดงามแก่ตัวของเรา ในการที่จะทำความเพียรกันอย่างเต็มที่ ให้ตั้งใจนั่งธรรมะกันให้ดี พรุ่งนี้ เป็นวันออกพรรษาเราก็จะได้มีความปีติสุขที่เราได้บรรลุธรรมกาย และเราก็จะได้เป็นเนื้อนาบุญให้แก่มนุษย์และเทวดาทั้งหลาย การเข้าถึงธรรมนั้นเราก็รู้หลักวิชชากันอยู่แล้ว เหลือแต่ทำความเพียรให้มันถูกต้องและทำอย่างสม่ำเสมอ ถ้าเราปล่อยวางทุกอย่างได้จริง ๆ ไม่ผูกพันในคนสัตว์สิ่งของใด ๆ เลย ทำใจให้ใส ๆ ให้หยุดนิ่งอย่างเบาสบาย อย่างถูกหลักวิชชาอย่างเดียวเท่านั้น ในที่สุดก็จะสามารถบรรลุธรรมได้ เพราะฉะนั้นคืนนี้ก็ขอให้เป็นคืนสว่างของลูก ทุก ๆ รูป วันนี้หลวงพ่อขออนุโมทนาสาธุการ สำหรับผู้ที่สวดพระปาฏิโมกข์ได้ ได้สร้างมหาทานบารมี และได้ประกอบพิธีกรรมมหาปวารณาอันยิ่งใหญ่ร่วมกัน ก็ขออานุภาพแห่งบุญนี้ให้เป็นเครื่องสนับสนุนให้ลูกทุกรูปในคืนวันนี้ วันแห่งความสว่างขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑ วันมหาปวารณานี้ เป็นวันแห่งความสมปรารถนาของลูก ๆ ทุก ๆ รูป ให้ลูกทุก ๆ รูป ได้ใจหยุด ใจนิ่ง ให้ใจใสสะอาดบริสุทธิ์ ได้บรรลุธรรมกาย ได้เข้าถึงวิชชาธรรมกาย ได้ปราบมารด้วยกันนะลูกนะ วันศุกร์ที่ ๒๖ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๐ 18.เพศสุดท้ายของสังสารวัฏ ในสมัยพุทธกาล พระพุทธเจ้าให้นั่งหัตถบาส ก็เพื่อให้ได้ยินทั่วถึงกัน สมัยก่อนมันไม่มีไมค์ ไม่มีลำโพง เพราะฉะนั้นรูปไหนจะหาเหตุไม่ได้ว่า ไม่ได้ยิน แต่ความจริงสมัยพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังทรงมีพระชนม์ชีพอยู่ พระองค์มีเสียงมหาบุรุษ พูดได้ยินทั่วถึงกันหมด แต่เพื่อเป็นต้นบุญต้นแบบธรรมเนียมปฏิบัติรุ่นต่อ ๆ ไป เมื่อ พระองค์ดับขันธปรินิพพานไปแล้วก็จะได้ทำตามนี้ เพราะว่าผู้ที่มี เสียงมหาบุรุษมีเพียงพระองค์เดียว ถึงต้องให้นั่งหัตถบาสเพื่อให้ได้ยินกันทั่วถึง ถึงแม้เดี๋ยวนี้ยุคไฮเทคเราก็จำเป็นต้องรักษาธรรมเนียมปฏิบัตินี้ด้วย บวชล้านรูป ปีนี้จำนวนพระภิกษุสามเณรในหมู่คณะของเรา รวมทั้งศูนย์สาขาภายในและต่างประเทศรวมแล้วทั้งพระทั้งเณรจำนวน ๒,๓๒๘ รูป ก็ใกล้หมื่นรูปเข้าไปแล้วนะ คงจะมีสักวันเร็ว ๆ นี้นะ รวมแล้วทั่วโลกต้องเป็นหมื่น ๆ รูป อย่านึกว่าเยอะนะ สมัยพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์หนึ่ง ๖,๙๐๐,๐๐๐ รูป หลักหมื่นกับหลักหกล้านมันห่างกันเยอะ ถ้าเราช่วยกันขยายทำความเข้าใจกับผู้มีบุญทั่วโลกว่า การบวชมีประโยชน์และมีความสำคัญต่อชีวิตของเราและชาวโลกอย่างไร ก็จะมีผู้มาบวชเพิ่มขึ้น ก่อนเราจะละจากโลกนี้ไป ถ้าบวชกันได้สักล้านคนทั่วโลก ก็จะเป็นบุญใหญ่สำหรับพวกเรา ก็หวังว่าศูนย์สาขาทั้งภายในและต่างประเทศคงจะได้ยินได้ฟังไปพร้อม ๆ กัน บวชทีหนึ่งเยอะ ๆ ก็ไม่มากเท่าไร ถ้าเทียบกับพลโลกตั้งหลายพันล้านคน เป็นผู้หญิงสักครึ่งหนึ่ง ผู้ชายก็สามพันกว่าล้าน มาบวชสักล้านก็แค่หนึ่งในสามพัน ซึ่งถือว่าเล็กน้อยเท่านั้น แต่สิ่งดี ๆ ก็จะเกิดขึ้นกับโลกใบนี้ เพราะสมัยที่มีการบวชหกล้านกว่าเกือบเจ็ดล้านนั้นเป็นยุคมนุษย์มีบุญมาก แต่ที่ไม่ได้บันทึกไว้ในพระไตรปิฎกที่มากกว่านี้ก็มีนะ ที่บวชกันทีละเยอะ ๆ ยิ่งถ้าถอยหลังไปไกลกว่านั้นนี่ ๖,๙๐๐,๐๐๐ ถือเป็นเรื่องเล็กสำหรับยุคก่อน ๆ โน้น ตอนผู้มีบุญเยอะ ๆ บังเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นของเราเพิ่งสองพันกว่ารูป ถือว่าเป็นแค่จุดทศนิยม ซึ่งไม่ค่อยจะนิยมเท่าไรเลย เพราะความนิยมของหลวงพ่ออยากให้บวชกันเยอะ ๆ แล้ววันสุดท้ายในชีวิตสังสารวัฏ เมื่อภารกิจเสร็จ บวชกันหมดนะ ทั้งหมดเลย ตอนนั้นผู้หญิงจะไม่มี จะหวนกลับคืนไปสู่สภาวะเดิม ปรับปรุงโครงสร้างใหม่ของกายและใจให้เข้าสู่สภาวะเดิม ซึ่งเมื่อไรไม่ทราบ มหาปวารณา เราได้ปวารณากันไปเรียบร้อยแล้ว นอกเหนือจากเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่สัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงมีพุทธบัญญัติไว้ การปวารณาจะเป็นประโยชน์สำหรับตัวเรานะ เหตุที่มีการปวารณาซึ่งกันและกันก็เพราะว่า ทุกคนมีเชื้อมานะทิฏฐิ คือ นอกจากเตือนตัวเองไม่ค่อยจะได้แล้ว ใครเตือนก็ไม่ได้ด้วยซึ่งมันอันตราย เพราะการมาบวชเรามีวัตถุประสงค์ที่จะทำพระนิพพานให้แจ้ง เพื่อสลัดตนให้พ้นจากกองทุกข์ จากการเป็นบ่าวเป็นทาสของพญามาร คือ ต้องการความบริสุทธิ์หมดจดจากการประพฤติพรหมจรรย์ ทีนี้ถ้าเราไม่ปวารณากัน ตัวทิฏฐิมานะมันจะมาบดบังความรักและปรารถนาดีของเพื่อนสหธรรมิกที่จะแนะนำให้เราได้บรรลุเป้าหมายที่ได้ตั้งใจมาบวชในคราวนี้ จากการได้เห็น ได้ยิน หรือสงสัยว่า จะทำไม่ถูกหลักวิชชาตามคำสอนพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งเป็นอันตราย ต่อชีวิตของเพศสมณะ ก็จะสูญเสียเวลาเปล่าในการมาบวช เพราะฉะนั้น ถ้าปวารณาไว้ เท่ากับเราเปิดช่อง เปิดโอกาสให้กับตัวเอง ให้ผู้อื่นได้มาเป็นกัลยาณมิตรให้กับเรา คอยทักท้วง ตักเตือน แนะนำด้วยความรักและปรารถนาดี เพื่อเราจะได้มีสติหันกลับมา ทบทวนตัวเองว่า เราได้ทำถูกต้องตามพระธรรมวินัยไหม ก็จะได้ให้โอกาสอันนี้ขึ้นมา สำหรับผู้ที่อาวุโส มีพรรษาน้อยกว่าภันเต แม้เป็นสิ่งที่ยากแต่ก็ยังง่ายกว่าผู้ที่เป็นภันเตปวารณา เพราะว่าผู้ที่เป็นภันเตซึ่งบวชมาก่อน ที่เรียกว่าแก่วัดนี่ ก็มักจะดื้อ สอนตัวเองไม่ได้ ใครแนะนำก็ไม่ค่อยจะได้ ก็จะอาศัยช่วงวันมหาปวารณานี้ปวารณาซึ่งกันและกัน เปิดโอกาสให้ซึ่งกันและกันว่า ได้เห็นพฤติกรรมก็ดี ได้ยินข่าวใครมาเล่าสู่กันฟังก็ดี หรือสงสัยก็จะได้มาซักถามกันก่อน ด้วยความรักและปรารถนาดีว่าเป็นอย่างนั้นไหม ทำอย่างนั้นหรือเปล่า ถ้าทำก็โปรดไปทบทวนคำสอนพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และก็ปรับปรุงแก้ไขใหม่ อาจจะเตือนโดยตรง หรือเตือนโดยอ้อม บางจังหวะก็ต้องเตือนตรง ๆ บางจังหวะก็ต้องพูดอ้อม ๆ ในสภาวะที่ผู้ฟังยังไม่พร้อมก็จะแนะนำกันโดยอ้อม เพื่อประโยชน์สุขของท่านนั้น นี่ก็เป็นเรื่องที่มีความสำคัญมากสำหรับวันมหาปวารณา ใจยิ่งบริสุทธิ์บริบูรณ์มากเท่าไร ก็จะยิ่งใกล้เป้าหมายเท่านั้น เพราะฉะนั้น เรามาบวชก็เพื่อวัตถุประสงค์นี้ สิ่งที่สำคัญก็คือการปฏิบัติธรรม ก็ยังต้องปฏิบัติธรรมกันต่อ นี่เป็นประดุจลมหายใจเข้าออกของเรา ที่จะต้องทำกันต่อไป เพื่อ ตัวของเราเองเป็นหลัก และโดยอ้อมก็เพื่อชาวโลกทั้งหลาย อานิสงส์กฐินตามธรรมวินัย เที่ยวไปโดยไม่ต้องบอกลา เที่ยวในที่นี้ คือ เที่ยวแสวงหาที่วิเวกเพื่อบำเพ็ญสมณธรรม เพื่อความบริสุทธิ์บริบูรณ์ของตัวเรา เมื่อได้ปวารณาแล้วได้อานิสงส์การอยู่จำพรรษา อานิสงส์กฐินแล้ว เราก็ไปแสวงหาที่ปลีกวิเวก ทำความเพียรได้ ก็เป็นที่ยอมรับกันในธรรมวินัย แต่ในแง่ปฏิบัติจริงในยุคของเรา เนื่องจากเรามีความรักและห่วงใย ซึ่งกันและกัน ถึงแม้จะได้อานิสงส์นี้ก็ตาม แต่ว่าด้วยความรักและห่วงใยนี่ ก็ควรจะต้องบอกนะ เพราะว่าเผื่อมีอะไรก็จะได้ช่วยเหลือเกื้อกูลกันได้ทัน เที่ยวไปโดยไม่ต้องถือไตรจีวรครบสำรับ ก่อนที่จะได้รับ อานิสงส์นี้ไปไหนต้องครบชุดนักรบ มีผ้าสามผืน คือ จีวร สังฆาฏิ สบง ต้องให้ครบ แต่พอได้อานิสงส์นี้ ก็ไม่ครบได้ ให้มีภาระเบาที่สุด เพื่อตัวเราจะได้ไม่มีเครื่องกังวลใจ ส่วนรายละเอียดไปศึกษานะลูกนะ สำคัญนะ เพื่อตัวของเราจะได้ปฏิบัติได้ถูกต้อง เราจะได้มีความสุขในเพศสมณะ ฉันคณโภชน์และปรัมปรโภชน์ได้ คือ ฉันเป็นวงได้ แต่อย่าคุยนอกเรื่อง ให้คุยเรื่องธรรมะ เพื่อใจจะได้วนเวียนอยู่ในธรรมะ ใจจะได้หยุดนิ่งได้ง่าย ไม่ฟุ้งซ่าน เก็บอดิเรกจีวรได้ตามปรารถนา อดิเรกจีวร คือ จีวรที่เกินสามผืน เพราะปกติท่านให้มีบริขารน้อยสุด จีวรน้อยสุด คือ จำลองแบบมาจากพระนิพพาน พระนิพพานท่านไม่มีผืนที่สี่นะ ยิ่งมีน้อยชิ้นเท่าไร เครื่องกังวลก็น้อย ไม่ต้องดูแลรักษา ไม่ต้องเสียอารมณ์เวลาหายไป หรือฉีกขาด หรือใครมาขอยืมไปใช้โดยไม่บอกเรา จึงกำหนดให้มีน้อย แต่อานิสงส์ข้อนี้ คือ ถ้ามีมาเพิ่มก็เก็บรักษาได้ ซึ่งปกติเราจะเก็บไว้เป็นส่วนกลางนะ จีวรที่เกิดขึ้นอีกเป็นของพระที่จำพรรษาในวัดนั้น ๆ ทั้งหมด นี่ก็ใกล้วันกฐิน ปีนี้ตรงกับวันอาทิตย์ที่ ๒ พฤศจิกายน ที่จะถึงนี้ ในช่วงนี้เราทำความบริสุทธิ์กันให้ดี เพราะว่าประธานกฐินปีนี้เป็นพระเดชพระคุณหลวงปู่ฯ ผู้ค้นพบวิชชาธรรมกาย ที่เราไปกราบอาราธนาท่านเป็นหลักเป็นประธานกฐินแรกของวัดพระธรรมกาย นี่เป็นเรื่องสำคัญ กว่าจะถึงวันนั้น อยากให้ลูกทุกรูปทำความบริสุทธิ์กายวาจาใจกันให้ดีเพื่อตัวของเรา แล้วก็เพื่อเทิดพระคุณให้ความสำคัญสูงส่ง แก่พระเดชพระคุณหลวงปู่ฯ ผู้เป็นประธานกฐินในปีนี้ เพราะฉะนั้นลูกทุกรูปไปทำความละเอียดไว้ให้ใจใส ๆ ให้ใจบริสุทธิ์หยุดนิ่งในกลาง ให้เข้าถึงพระธรรมกายในตัว จะได้ถูกหลักวิชชา และถูกใจพระเดชพระคุณหลวงปู่ฯ ท่านด้วย ตลอดชีวิตของท่านเกิดมาเพื่อการนี้ นี่ก็เป็นเรื่องที่สำคัญมาก ๆ สำหรับมหาทานบารมีที่ลูกทุกรูปได้นำมาถวายสร้างมหาทานบารมีในวันนี้ ก็ขอให้มหาทานบารมีนี้ เป็นเครื่องสนับสนุนให้ลูกทุกรูป มีความบริสุทธิ์บริบูรณ์ในการประพฤติพรหมจรรย์ ให้ได้เข้าถึงวิชชาธรรมกายอย่างสะดวกสบาย อย่างง่ายดาย อย่างถูกต้องร่องรอยตรงไปตามความเป็นจริง ให้มีรู้มีญาณแม่นยำ บริสุทธิ์บริบูรณ์ ให้มีบุญพิเศษที่จะไปปฏิบัติศาสนกิจที่หลวงพ่อ และหมู่คณะได้มอบหมายเอาไว้ให้สำเร็จเป็นอัศจรรย์ ให้มีสุขภาพ พลานามัยที่แข็งแรง อย่าเจ็บ อย่าป่วย อย่าไข้ ให้บุญจาก พระนิพพานปกปักรักษาตลอดวันตลอดคืนตลอดเวลาทุกอนุวินาที จงทุกประการเทอญ วันอังคารที่ ๑๔ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๑ 19.ชื่อวัดพระธรรมกาย เราก็ประกอบพิธีมหาปวารณากันไปเรียบร้อยแล้ว ซึ่งจะมีอานิสงส์ตามพระวินัย ๕ ข้อ คือ เที่ยวไปโดยไม่ต้องบอกลา เที่ยวไปไม่ต้องถือไตรจีวรครบสำรับ ๓ ผืน ฉันคณโภชน์และปรัมปรโภชน์ได้ เก็บอดิเรกจีวรไว้ได้ตามปรารถนา จีวรลาภอันเกิดในที่นั้นเป็นของภิกษุในที่นั้น ก็จะไม่พูดถึงรายละเอียดนะจ๊ะ ทีนี้คำว่า “เที่ยว” แบบภิกษุนั้น หมายถึง จาริกไปแสวงหาที่วิเวก ที่รื่นรมย์เพื่อบำเพ็ญสมณธรรม ทำจิตให้สะอาดบริสุทธิ์จะได้หลุดพ้นจากกิเลสอาสวะ ถูกวัตถุประสงค์การมาบวช สำหรับอานิสงส์ข้อ ๑ ที่ว่า เที่ยวไปไหนโดยไม่ต้องบอกลา แม้อานิสงส์จะเป็นอย่างนี้ก็ตาม แต่สำหรับหมู่คณะเราก็ต้องบอกให้ผู้รับผิดชอบได้ทราบด้วย เพราะว่าเป็นห่วง เวลาไปที่ไหน เป็นอะไรก็จะได้ช่วยเหลือเกื้อกูลกันได้ สำหรับข้ออื่น ๆ เราก็ไปศึกษาเอา คืนนี้ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑ ก็ต้องอยู่รักษาอีกหนึ่งราตรี จะไม่ไปค้างแรมที่ไหน ราตรีนี้สำคัญ ควรจะเป็นราตรีที่เราจะได้สรุปผลแห่งการเข้าพรรษานี้ ตั้งแต่ต้นพรรษาที่เราได้ตั้งไว้ว่าจะให้เป็นพรรษาแห่งการบรรลุธรรม และเราก็บำเพ็ญสมณธรรมกันมาตลอดตั้งแต่วันแรกเรื่อยมา ในระหว่างพรรษาก็มีธุระในทางพระศาสนาหลายอย่างที่เราต้องช่วยกัน อย่างเช่นการบวชกองพันหรือกองพลสถาปนาล้านรูป เพราะฉะนั้นโอกาสบำเพ็ญสมณธรรมบางรูปก็ทำได้เต็มที่ บางรูปก็ไม่เต็มที่ วันนี้วันสุดท้ายของพรรษา ภารกิจต่าง ๆ ก็เบาบางลงมากแล้ว คืนนี้ควรจะเป็นคืนที่เรามาสรุปสำหรับพรรษานี้ด้วยการบำเพ็ญสมณธรรมกันให้เต็มที่ ปกติเขาจะถือเนสัชชิกังคะ แต่ถ้าใครยังไม่พร้อมก็เอาเท่าที่ได้ แต่หลวงพ่อว่า ร่างกายเรายังแข็งแรงสดชื่นอย่างนี้ ควรทำให้เต็มกำลังจะได้เป็นประวัติศาสตร์ชีวิตของการเกิดมาสร้างบารมีในเพศสมณะ และโดยเฉพาะพรรษานี้จะได้เป็นพรรษาแห่งการบรรลุธรรมของเราจริง ๆ เมื่อนึกถึงแล้วเราจะได้มีความปลื้มปีติยินดีเหมือนพระเดชพระคุณหลวงปู่ฯ ของเรา ในกลางพรรษาที่ ๑๒ ท่านก็ประกอบความเพียร ในวันเพ็ญขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๐ แล้วก็ได้บรรลุธรรม สิ่งที่เป็นข้อสังเกตก็คือ เมื่อท่านทิ้งทุกอย่าง วางทุกสิ่ง แล้วนิ่งอย่างเดียวจึงบรรลุธรรมได้ ท่านใช้เวลาปฏิบัติธรรมตั้งแต่ ๖ โมงเย็นเรื่อยไปกระทั่งถึงเช้า และก็ได้บรรลุธรรมไปตามลำดับ นี่ก็เป็นประวัติศาสตร์ชีวิตของท่านที่ได้ยินได้ฟังทีไรเราก็จะมีความปลื้มปีติ มีกำลังใจ มีแรงบันดาลใจอยากจะทำอย่างท่านบ้าง เพราะฉะนั้นวันนี้ก็ขึ้น ๑๕ ค่ำ แม้ไม่ใช่เดือน ๑๐ เป็นเดือน ๑๑ และเป็นวันสุดท้ายของพรรษานี้ คืนนี้ให้ลูกทุกรูปตั้งใจทำความเพียรกันให้ดี หลังจากออกจากโบสถ์แล้ว ล้างหน้าล้างตาให้สดชื่น และก็อย่าเสียเวลาพูดคุยกันเลย ประกอบความเพียรกันให้เต็มที่ หาพระในตัว ดวงใส ๆ ให้เจอให้ได้ จะได้เป็นประวัติศาสตร์ชีวิตของเรา และความสมปรารถนาในการที่มาบวชในคราวนี้ อีกทั้งจะเป็นต้นบุญต้นแบบสำหรับเพื่อนสหธรรมิกที่จะมาในภายหลัง โดยเฉพาะของหมู่คณะของเรานี่เป็นเรื่องสำคัญ วัดของเราชื่อ “วัดพระธรรมกาย” ที่มีชื่อนี้เพราะมีวัตถุประสงค์ คือ นอกเหนือจากจะรักษาชื่อคำว่า “พระธรรมกาย” เอาไว้ให้คงอยู่ คู่โลกต่อไปแล้ว ยังมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้ที่เข้ามาบวชนั้นรู้จักคำนี้ คือ ความรู้แจ้งที่เกิดจากการเห็นแจ้งด้วยตัวของตัวเองจริง ๆ ให้แจ่มแจ้งจนหายสงสัยเกี่ยวกับเรื่องธรรมกาย ลูกทั้งหมดที่ตัดสินใจบวช แล้วมาอยู่ร่วมกันเพราะมีวัตถุประสงค์อย่างนี้ ไม่ใช่ว่าเราหมดทางทำมาหากินถึงมาบวช เรามีทางไปตั้งเยอะแยะเช่นเดียวกับชาวโลกทั้งหลาย แต่เราเลือกที่จะไปที่สุดแห่งธรรม มีมโนปณิธานอุดมการณ์เดียวกันจึงมาอยู่ร่วมกันอย่างนี้ เพราะฉะนั้นคืนนี้ให้เป็นคืนแห่งความสมปรารถนาของเราให้ได้ ต้องชิงช่วงในวัยที่เรายังแข็งแรงยังสดชื่นในตอนนี้ให้ดีทีเดียว ตอนนี้หลวงพ่อกำลังเฟ้นหานักรบกองทัพธรรมที่จะเข้าไปสู่สมรภูมิภายใน ซึ่งจะต้องมีผลการปฏิบัติธรรมที่ดีในระดับเป็นที่พึ่งแก่ตัวเราได้ หายสงสัยได้ แล้วก็จะได้เข้าไปสู่หมู่บ้านปฏิบัติธรรมไปตามขั้นตอน จนกระทั่งเข้าอาคาร ๖๐ ปี เพราะฉะนั้นให้ลูกขวนขวายกันให้ดี แม้ออกพรรษาไปแล้ว เราก็ยังคงบำเพ็ญสมณธรรมกันต่อไป ควบคู่กับกิจวัตรกิจกรรมที่เราทำอยู่เป็นปกติ เราบำเพ็ญสมณธรรมเป็นปกติของเราเพื่อจะได้อยู่เป็นสุขในเพศสมณะ มาบวชแล้วต้องรู้จักสุข จากสมาธิ ต้องรู้จักว่าสภาวธรรมตรงนี้เป็นอย่างไร ถ้ามีสุขจากสมาธิหล่อเลี้ยงใจ เราจะมีความรู้สึกว่า วันคืนมันผ่านไปอย่างรวดเร็ว และมีคุณค่าอย่างสูงส่ง ด้วยใจที่เบิกบาน เมื่อออกพรรษาไปแล้วก็ให้ทำกันอย่างนี้ วันนี้หลวงพ่อก็จะไม่พูดอะไรมาก เพื่อจะได้ให้โอกาสลูก ทุกรูปได้ไปบำเพ็ญสมณธรรมกัน ขออนุโมทนาสาธุการ ขออำนวยพร ขออานุภาพแห่งบุญบารมีรัศมีกำลังฤทธิ์อำนาจสิทธิเฉียบขาดของพระต้นธาตุต้นธรรมพุทธเจ้าจักรพรรดิ หลวงปู่วัดปากน้ำ พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) ผู้ค้นพบวิชชาธรรมกาย พระผู้ปราบมาร และคุณยายอาจารย์ของเรา บารมีทั้งหมดจงมารวมกันอยู่ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ให้กลั่นกายวาจาใจธาตุธรรมเห็นจำคิดรู้ของลูกทุกรูปให้สะอาดบริสุทธิ์ เหมาะสมที่จะเป็นภาชนะรองรับในการเข้าถึงวิชชาธรรมกาย ให้ลูกทั้งหมดนี้รู้แจ้งเห็นแจ้งแทงตลอดในวิชชาธรรมกายอย่างถูกต้องร่องรอยตรงไปตามความเป็นจริงทุกประการเทอญ วันอาทิตย์ที่ ๔ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๒ 20.ไม้แก่นหรือต้นกล้วย การปวารณา เป็นเรื่องจำเป็นสำหรับพระภิกษุที่บวชมา มีวัตถุประสงค์เพื่อการทำพระนิพพานให้แจ้ง สลัดตนให้พ้นจาก กองทุกข์ ชำระกายวาจาใจของเราให้สะอาดบริสุทธิ์หลุดพ้นจากกิเลสอาสวะไปสู่อายตนนิพพาน ที่บอกว่ามีความจำเป็นก็เพราะผู้ที่เข้ามาบวชนั้น ล้วนมีกิเลส อาสวะกันทั้งสิ้น มาบวชก็ต้องการทำให้กิเลสมันหมดไป แต่เพราะยังมี กิเลสนี้แหละ บางครั้งเราก็อาจพลาดพลั้งประพฤติไม่ถูกต้องตาม พระธรรมวินัย จะโดยเจตนาหรือไม่เจตนาก็ตาม ซึ่งก็จะทำให้เราพลาดโอกาสในการบรรลุมรรคผลนิพพาน เพราะฉะนั้นจึงต้องมีการตักเตือนแนะนำซึ่งกันและกัน เหตุที่ต้องมีการปวารณา เพราะว่าการตักเตือนกันนั้นเป็นสิ่งที่ทำได้ยาก ทั้งผู้เตือนก็ดี และผู้ถูกเตือนก็ดี ถ้าหากไม่เข้าใจวัตถุประสงค์ของการแนะนำตักเตือนหรือเป็นกัลยาณมิตรให้กันแล้ว ก็จะเกิดความขัดเคืองใจเกิดขึ้น จะทำให้ขาดความสามัคคีในหมู่คณะ เวลาบำเพ็ญสมณธรรมใจก็จะฟุ้งซ่านขุ่นมัว เพราะฉะนั้นจึงจำเป็นต้องมีการปวารณากันเอาไว้ โดยจะเลือกเอาวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑ ซึ่งเป็นวันสุดท้าย ของการอยู่จำพรรษา เป็นวันมหาปวารณา เพราะว่าในสมัยพุทธกาล หลังจากออกพรรษาแล้ว ต่างก็จะแยกย้ายกันไปปลีกวิเวกบำเพ็ญ สมณธรรม ไปตามป่าเขาลำเนาไพร โคนไม้ เรือนว่าง ลอมฟาง ตามสถานที่ต่าง ๆ ที่เป็นที่รื่นรมย์เหล่านั้น เป็นต้น เพราะฉะนั้นจึงต้องมีการปวารณากันไว้ เผื่อว่าได้เห็นได้ยินหรือสงสัยว่า เพื่อนสหธรรมิกท่านใดประพฤติไม่ถูกต้องตามพระธรรมวินัย ก็จะอาศัยจิตที่ประกอบไปด้วยความรักและปรารถนาดีไปแนะนำกัน เมื่อปวารณากันแล้ว ผู้ถูกตักเตือนก็จะยอมรับด้วยความสบายใจ และรู้สึกขอบพระคุณผู้ที่มาเป็นกัลยาณมิตรให้ เพื่อให้ประพฤติดีปฏิบัติชอบตามพระธรรมวินัย ใจจะได้เกลี้ยง ๆ บริสุทธิ์ และก็เดินตามรอยบาทของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า บำเพ็ญสมณธรรมไปด้วยใจที่ ปลอดโปร่งแล้วก็ถูกหลักวิชชา ซึ่งจะทำให้ได้บรรลุมรรคผลนิพพาน ในที่สุด นี่เป็นวัตถุประสงค์ของการปวารณา แต่อย่างไรก็ตาม ผู้ที่ชี้ขุมทรัพย์ให้ก็ต้องดูจังหวะ เวลา และอารมณ์ว่า เราพร้อมไหม เขาพร้อมไหม และต้องมีศิลปะในการพูด พูดอย่างไรเขาถึงจะไม่ขุ่นมัว จังหวะไหน อารมณ์ไหนเขาพร้อม นี่ในแง่ของการปฏิบัติจริง แม้รัก-หวังดี-และห่วงใย แต่ก็ต้องดูจังหวะ ดูอารมณ์ และก็รู้วิธีการที่จะพูด ฉลาดที่จะพูด จริตอัธยาศัยของแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนเตือนทางอ้อมได้จะดีกว่าเตือนทางตรง บางคนบอกตรง ๆ ได้ และก็บางจังหวะบางอารมณ์ก็เป็นอย่างนั้น นี่ก็เป็นสิ่งที่ต้องศึกษาเรียนรู้ และนำไปปฏิบัติ จึงจะเกิดประโยชน์สุขต่อตัวเองและผู้ที่ถูกตักเตือน ซึ่งก็จะมีผลถึงพระพุทธศาสนาก็จะตั้งมั่นยืนยาวคงอยู่คู่โลกตลอดไป อีกทั้งจะได้เป็นเนติแบบแผน เป็นต้นแบบให้กับผู้ที่จะมาบวชในภายหลังได้เดินตามรอย ทั้งผู้แนะนำ ทั้งผู้ที่ถูกแนะนำก็จะมีความปลื้มด้วยกันทั้งสองฝ่าย มีปีติสุขหล่อเลี้ยงใจซึ่งกันและกัน ถ้าพระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองปักหลักมั่นคงก็จะเป็นประโยชน์ต่อมวลมนุษยชาติ ต่อชาวโลก ต่อสรรพสัตว์ทั้งหลาย ไม่ว่าจะมีกายหยาบหรือกายละเอียดก็ตาม เพราะฉะนั้นการปวารณาจึงมีความสำคัญมาก เพราะฉะนั้น ลูกทั้งหลายก็อย่าดูเบาว่า แค่เรากล่าวคำภาษาบาลีไปตามธรรมเนียมปฏิบัติเท่านั้นก็เพียงพอแล้ว อย่าคิดเพียง แค่นี้ เพราะมันมีผลต่อการบรรลุมรรคผลนิพพาน อย่างน้อยก็เข้าถึง พระรัตนตรัยในตัว เป็นที่พึ่งที่ระลึกสำหรับตัวเราและของทุก ๆ รูป มีผลต่อพระศาสนา และสรรพสัตว์ทั้งปวงดังกล่าว เป็นต้น นี่ก็เป็นสิ่งที่ต้องศึกษา ในช่วงนี้ แม้ว่าวันพรุ่งนี้จะออกพรรษาแล้วก็ตาม เราก็อยู่ในช่วงที่จะต้องชำระกายวาจาใจให้สะอาดบริสุทธิ์ต่อไปอีก สิ่งนี้เป็นภารกิจของเรา เพื่อตัวเรา เพื่อศาสนาและก็สรรพสัตว์ทั้งปวง นี่เป็นเรื่องสำคัญ ในวันนี้เราก็ยังต้องอยู่แรมราตรีอีกหนึ่งคืน ก็บำเพ็ญสมณธรรมให้เป็นปกติ สำหรับความตั้งใจของเรา ตั้งแต่เบื้องต้นที่เราได้อธิษฐานจิต จำพรรษาอยู่ร่วมกันในอาวาสแห่งนี้ เราตั้งใจไว้ว่า พรรษานี้จะให้เป็นพรรษาแห่งการบรรลุธรรม กาลเวลาผ่านไปจนถึงวันนี้เป็นวันสุดท้ายของการอยู่จำพรรษาแล้ว ให้ตรวจตราดูว่า เราได้บรรลุวัตถุประสงค์ตามมโนปณิธานที่ตั้งใจไว้ด้วยดีตอนต้นพรรษาแล้วหรือยัง เราหาแก่นกลางกายในตัวเราเจอไหม แม้แก่นกลางกายในตัวเรามีอยู่ ถ้าเรายังไม่เจอ ก็แปลว่า เรายังเป็นประดุจต้นกล้วยที่ไม่มีแก่น ถ้าเราหาเจอจึงจะชื่อว่า เราเป็นไม้แก่น วันนี้อีกวันหนึ่ง ที่ลูกทุกรูปจะต้องให้ความสำคัญในการสำรวจตรวจตราตัวของเราเองว่า เราบรรลุวัตถุประสงค์เข้าพรรษาเข้าถึงธรรมแล้วหรือยัง ถ้ายังก็ทำให้ได้ ที่ได้แล้วก็ทำให้มั่นคง นี่เป็นเรื่องที่สำคัญ ส่วนการเข้าถึงพระธรรมกายนั้น เราก็รู้หลักวิชชาแล้วที่ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า “สมณะหยุดแล้ว” หรือที่พระเดชพระคุณหลวงปู่ฯ ท่านมาขยายความต่อด้วยประสบการณ์ภายในของท่าน และด้วยถ้อยคำอันเป็นอมตะวาจาว่า “หยุด เป็น ตัวสำเร็จ” คือ นำใจที่เคลื่อนไหววอกแวกไปในเรื่องราวต่าง ๆ ที่ไม่เป็นเรื่อง กลับมาสู่ที่ตั้งดั้งเดิม คือ ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ อย่างผ่อนคลาย สบาย เรารู้หลักวิชชานี้กันอย่างดีแล้ว เพราะฉะนั้นก็ทำตามนี้ หยุดนั่นแหละจะเป็นตัวสำเร็จ ให้เราได้บรรลุเข้าถึงพระธรรมกายในตัว ซึ่งเป็นแก่นแก้วกลางกายของเราที่แท้จริง ส่วนกายภายนอกนั้นแค่อาศัยกันอยู่ชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น ไม่ช้าก็จะต้องพลัดพรากจากกันไป คือ อาศัยสำหรับเดินทางกลับเข้าไปสู่ภายในให้ไปพบพระธรรมกายให้ได้ เพราะฉะนั้นเวลาที่เหลืออยู่ทุกอนุวินาทีนี้ ก็ให้ตั้งใจกันให้ดี ทั้งลูกพระลูกเณรที่บวชมาหลาย ๆ พรรษาแล้วก็ตาม หรือที่เพิ่งบวชใหม่ในโครงการบวชพระเข้าพรรษา 100,000 รูปนี้ ก็ให้ตั้งใจใช้ทุก อนุวินาทีที่เหลืออยู่อีกไม่กี่ชั่วโมงนี้ฝึกตนทนหิวบำเพ็ญตบะเป็น พระแท้ หาที่พึ่งที่ระลึกภายในของเราให้ได้ การมาเกิดใหม่ใน เพศสมณะของเราในคราวนี้ก็จะสมความปรารถนา เป็นหลักเป็นธงชัยให้กับพระศาสนา เป็นเนื้อนาบุญให้กับญาติโยมทั้งหลาย มนุษย์และเทวดาทั้งปวง อีกทั้งเป็นการตอบแทนพระคุณของบิดามารดาของเรา นี่ก็เป็นเรื่องที่สำคัญ วันนี้หลวงพ่อขออนุโมทนาสาธุการ กับลูกพระลูกเณรที่นำ ปัจจัยไทยธรรมมาร่วมบุญกันในคราวนี้ เพื่อใช้ทำงานพระศาสนา ขออานุภาพแห่งบุญที่ลูกได้ตั้งใจสร้างมหาทานบารมีนี้กับบุญ ทุกบุญที่ได้ทำผ่านมา ทั้งความตั้งใจจริงที่ได้บำเพ็ญสมณธรรมและ ก็รับกิจวัตรกิจกรรมที่หมู่คณะมอบหมายให้ภายในพรรษานี้ จงมารวมอยู่ในศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ให้กลั่นกายวาจาใจ ธาตุธรรมเห็นจำคิดรู้ให้สะอาด ให้บริสุทธิ์ ให้หลุดพ้นจากการเป็นบ่าวเป็นทาสของพญามาร จากวิบัติบาปศักดิ์สิทธิ์ วิบากกรรม วิบากมาร อุปสรรคต่าง ๆ นานาในชีวิต ทุกข์โศกโรคภัย สิ่งที่ไม่ดีทั้งหลายให้มลายหายสูญไปให้หมด ให้ลูกทุกรูปจงมีสุขภาพพลานามัยที่แข็งแรง อย่าเจ็บ อย่าป่วย อย่าไข้ ให้อายุขัยยืนยาว ได้สร้างบารมีไปนาน ๆ ได้ปลอดจากสิ่งที่เป็นข้าศึกต่อกุศลและพรหมจรรย์ ให้ประพฤติดีปฏิบัติชอบ ถูกต้องตามพระธรรมวินัยของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ให้ลูกรู้แจ้งเห็นแจ้งแทงตลอดในธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในธรรมที่พระเดชพระคุณหลวงปู่ฯ และคุณยายอาจารย์ฯ ของเราได้บรรลุ จงทุกประการเทอญ วันเสาร์ที่ ๒๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๓