ไม่มีคุณยายก็ไม่มีหลวงพ่อ ต้นบุญต้นแบบ ถ้าหากไม่มีคุณยายหรือไม่ได้พบกับคุณยาย ดูเหมือนว่าชีวิตของหลวงพ่อรวมถึงศิษยานุศิษย์อีกเป็นจำนวนมากคงต้องลอยเคว้งคว้างอยู่ในห้วงทะเลแห่งความทุกข์ระทม เหมือนคนหลงทางในป่ารกที่หาทางออกไม่พบ คุณยายเป็นเสมือนผู้จุดประทีปในที่มืดและบอกทางแก่คนหลงทาง ทำให้เราได้พบแสงสว่างในชีวิต ท่านเป็นยอดกัลยาณมิตรที่คอยประคับประคองหลวงพ่อและหมู่คณะวัดพระธรรมกายมาตั้งแต่ต้น ยามใดที่หลวงพ่อระลึกถึงท่าน ก็จะตระหนักว่าถ้าไม่มีท่านแล้ว ก็จะไม่มีเราที่อยู่ในเส้นทางการสร้างบารมีในวันนี้อย่างแน่นอนและคงหาผู้ที่ทำลายความสงสัยเกี่ยวกับเรื่องเป้าหมายของชีวิต ชีวิตหลังความตาย เรื่องนรก เรื่องสวรรค์ และเรื่องกฎแห่งกรรมไม่ได้อย่างแน่นอน เพราะยังไม่เคยมีใครให้ความกระจ่างได้มากเท่ากับคุณยายเลย ทั้งๆ ที่ท่านไม่รู้หนังสือ อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ แต่น่ามหัศจรรย์เพราะผู้ที่มีการศึกษาสูงทุกชนชั้นยังต้องไปกราบขอเรียนธรรมะกับท่าน หรือขอคำปรึกษาจากท่าน โดยถามในสิ่งที่คนอื่นให้คำตอบไม่ได้ เรื่องไปนรกไปสวรรค์นั้น สำหรับคุณยายแล้วเป็นเหมือนกับการเดินออกจากห้องนอนไปเข้าห้องน้ำเท่านั้นเอง นอกจากนี้ในเวลาที่ลูกศิษย์ต้องประสบกับโรคภัยร้ายแรงที่แพทย์ล้วนส่ายหน้า คุณยายจะบอกคนไข้ให้นั่งหลับตาทำสมาธิ แล้วท่านจะช่วยรักษา ซึ่งในสมัยนั้นไม่มีใครทราบว่าการนั่งสมาธิสามารถช่วยรักษาโรคได้ แต่ในปัจจุบันนี้ผลการวิจัยของนักวิทยาศาสตร์ได้ยืนยันชัดเจนแล้วว่าการนั่งสมาธิสามารถช่วยรักษาโรคได้จริง ถึงขนาดที่นิตยสารชื่อดังฉบับหนึ่งของสหรัฐอเมริกายังต้องนำผลการวิจัยเรื่องนี้มานำเสนอ คุณยายเคยพูดว่า ชาตินี้ยายไม่รู้หนังสือ ชาติต่อไปยายจะบวชตั้งแต่ยังเยาว์และได้ปฏิบัติธรรมะ ยายจะแทงตลอดหมดแล้วก็รู้ทุกภาษา หลวงพ่อบอกว่า ขนาดยายไม่รู้หนังสืออย่างนี้ ยายยังพูดอะไรได้ตั้งเยอะแยะ ตอบคำถามของพระเดชพระคุณหลวงปู่ได้ถูกหมด แต่คุณยายบอกว่ามันไม่เหมือนกัน ถ้ารู้หนังสือด้วยก็จะดี แต่เรียนหนังสือก็ยังต้องเสียเวลา สำหรับยายแล้วชาติต่อไปไม่ต้องเสียเวลาเรียน ยายจะอ่านได้เลย จากผู้ไม่รู้หนังสือที่อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ คุณยายได้กลายมาเป็นครูบาอาจารย์ของคนทั้งโลก นับว่าไม่ใช่เรื่องธรรมดา เป็นเรื่องที่น่าศึกษาเรียนรู้มาก แต่ในตอนนี้ท่านละสังขารไปแล้ว จึงเหลือเพียงประวัติศาสตร์แห่งชีวิตอันงดงามของท่าน และอนุสรณ์สถานที่ท่านสร้างวัดพระธรรมกาย สร้างพุทธบุตร และสร้างแบบแผนอันดีงามอีกมากมายไว้เป็นตัวแทนท่าน ในความรู้สึกของหลวงพ่อ คุณยายเป็นผู้ให้ทุกสิ่งทุกอย่าง นับจากวันที่ได้พบท่านแล้วหลวงพ่อก็ได้เข้ามาสู่เส้นทางการสร้างบารมี จนกระทั่งท่านสร้างวัดให้อยู่และวางระบบระเบียบวัฒนธรรมชาวพุทธที่เข้มแข็งแต่เรียบง่ายเอาไว้ให้ด้วย ทุกอย่างต้องเหมาะสม เป็นสัปปายะ สะดวกสบาย เหมาะแก่ผู้มีบุญที่จะมาศึกษาธรรมะ ปฏิบัติธรรม และสร้างบุญสร้างบารมี ท่านเป็นประธานในการสร้างทุกสิ่งทุกอย่างเรื่อยมา ทั้งศาสนบุคคล ศาสนวัตถุ และศาสนสถาน ในด้านของการวางระเบียบแบบแผนเพื่อให้วัดพระธรรมกายเป็นต้นบุญต้นแบบที่ดีของโลก คุณยายทำให้พวกเราหาจุดที่จะทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยสมานข้อแตกต่างทางความคิด คำพูด และการกระทำ ท่านสอนให้พวกเรามีความสมัครสมานสามัคคี หมู่คณะของเราจึงกลมเกลียวเป็นหนึ่งเดียว ท่านเน้นความเป็นระเบียบเรียบร้อย ความสะอาด แม้แต่เรื่องการขัดห้องน้ำ ซึ่งคุณยายเรียกว่า “ขัดวิมาน” ท่านก็ลงมือทำให้ดูด้วยตนเอง คุณยายมักสอนศิษยานุศิษย์ที่เข้าวัดมาศึกษาเล่าเรียนธรรมะของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและฝึกฝนตนเองให้เห็นอานิสงส์ของการสร้างความดีต่างๆ ว่า บุญสถานนี้เป็นที่ตักตวงบุญ ใครจะตักตวงบุญแค่ไหนก็ได้ตามต้องการ เมื่อเห็นใบไม้ตกอยู่บนถนนก็ให้เก็บเอาไปใส่ในถุงขยะ เห็นหยากเยื่อ หยากไย่ ก็ช่วยกันปัดกวาด แล้วก็ยิ้มแย้มแจ่มใส ช่วยกันต้อนรับผู้มาเยือน ท่านทำให้ดูเป็นตัวอย่างและสั่งสอนอบรมลูกหลานอย่างนี้เรื่อยมาจนกระทั่งสังขารเจ็บไข้ได้ป่วยถึงหลายครั้ง ท่านเคยบอกกับหลวงพ่อว่า ถ้าเป็นคนอื่นก็คงกลายเป็นขี้เถ้าไปแล้ว แม้ว่าท่านใช้ชีวิตเป็นเดิมพันในการสร้างบารมีถึงขนาดนี้แล้ว ท่านยังสรุปว่าท่านเพิ่งทำบุญไปได้นิดเดียว คุณยายเคยบอกว่า “เรื่องบุญน่ะ ใครจะยอมแพ้ก็ยอมไปเถอะ แต่ยายไม่ยอมแพ้ เพราะกว่าจะได้เกิดมาเป็นคนนั้นยาก เกิดมาแล้วก็ต้องสร้างบุญให้สุดชีวิต เอาบุญทั้งบุญหยาบ บุญละเอียด เพราะบุญเป็นที่พึ่งได้ บุญช่วยเราได้ อย่าทิ้งบุญ เราต้องยึดเอาบุญของเราเป็นที่พึ่ง อย่างนี้เรียกว่าหาบุญได้ใช้บุญเป็น” นี่คือคำสอนของคุณยายผู้เป็นครูบาอาจารย์ของเรา ท่านรักและห่วงใยศิษยานุศิษย์ของท่านทุกคน แล้วก็รักในการสร้างบุญอย่างชนิดที่ยากจะหาใครในโลกมาเทียบท่านได้ คุณยายเป็นทั้งต้นบุญและต้นแบบให้กับพวกเราและชาวโลกได้เจริญรอยตาม ถ้าเราก้าวเดินตามท่าน ชีวิตของเราจะไม่มีวันผิดพลาด โดยมากแล้วบุคคลทำผิดพลาดในชีวิตเพราะขาดกัลยาณมิตร ถือว่าเป็นชีวิตที่อาภัพอับโชค แต่ศิษยานุศิษย์ของคุณยายเป็นผู้มีบุญลาภอย่างยิ่งเพราะได้เกิดมาพบคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและยังมีมหาปูชนียาจารย์ผู้ประเสริฐเป็นต้นแบบในการนำคำสอนนั้นมาใช้ในการดำเนินชีวิตอีกด้วย --------------------------------------- ชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย คุณยายเป็นผู้ที่รักการฝึกฝนตนเองอย่างยิ่ง ท่านมักตรวจตราดูอยู่เสมอว่าตัวของท่านเองยังมีข้อบกพร่องใดหลงเหลืออยู่บ้าง เมื่อพบแล้วท่านจะแก้ไขทันที คุณยายทราบดีว่าท่านต้องพบเจอปัญหาและอุปสรรคต่างๆ ในการสร้างบารมีไปสู่ที่สุดแห่งธรรม แต่ท่านกล่าวย้ำเสมอว่า “เราต้องอดทนแล้วมุ่งหน้าทำความดีต่อไป อย่างอมืองอเท้าหรือปล่อยให้เป็นไปตามยถากรรม” ท่านไม่เคยหวาดหวั่นหรือวิตกกังวลกับสิ่งเหล่านั้นเลย ท่านเพียรสร้างความดีเรื่อยมาจนกระทั่งมั่นใจที่จะบอกกับหลวงพ่อและทุกคนว่า “ชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย” ทั้งนี้ไม่ได้หมายถึงภพชาติสุดท้ายที่ท่านจะเกิด แต่หมายถึงชาติสุดท้ายที่พญามารจะสามารถสับโขลกท่านด้วยข้อบกพร่องต่างๆ ได้ ข้อบกพร่องเหล่านี้ล้วนเกิดจากอดีตชาติที่ผ่านมาทั้งสิ้น แม้คุณยายได้สั่งสมบุญบารมีมามาก แต่ในบางครั้งท่านก็เผลอ เนื่องจากกิเลสยังไม่หมด พญามารจึงได้โอกาสสอดผังวิบากกรรมเข้ามาบังคับท่าน เนื่องจากมารนั้นไม่ใช่หมู และมารก็ไม่ใช่แมว เรายังไม่ชนะเขา และเขาก็ยังไม่ชนะเรา ยังเป็นคู่ปรับที่ต้องต่อสู้กันอยู่ โดยมีใจของเราเป็นสมรภูมิ ช่วงใดที่พญามารเข้ามาบังคับก็จะทำให้เราคิดชั่ว พูดชั่ว ทำชั่ว แล้วพญามารก็ตั้งโปรแกรมของชีวิต ให้มีวิบากเป็นผล ถ้าฝ่ายพระหรือฝ่ายกุศลเข้าสอดละเอียด ยึดปกครองกลางกายได้ ทำให้คิดดี พูดดี ทำดี ก็จะเกิดผลกรรมที่ดีตามมา ในชาตินี้ พญามารได้บังคับให้คุณยายมีวิบากกรรมบางประการ ยกตัวอย่างเช่นกรรมที่ทำให้ท่านเกิดเป็นผู้หญิง ซึ่งเป็นกรรมที่ทำให้ทุกๆ คนเรียกท่านว่า “คุณยาย” ท่านบอกว่าคำนี้ใช้เรียกท่านได้เป็นชาติสุดท้ายแล้ว ท่านลั่นวาจาเอาไว้ว่าภพชาติต่อๆ ไปท่านจะไม่เกิดเป็นผู้หญิงอีก ท่านจะเกิดเป็นผู้ชายเท่านั้นและจะได้บวชเป็นพระภิกษุตลอดต่อเนื่องไปทุกภพทุกชาติ หลวงพ่อเคยถามคุณยายว่าท่านรู้ได้อย่างไร ท่านตอบว่าท่านเห็นด้วยญาณทัสนะว่ากระแสกรรมชนิดนี้ได้รับการชดใช้มาหลายชาติแล้วและได้หมดลงในชาตินี้ ท่านไม่มีความรู้สึกว่าอยากเป็นผู้หญิง หรือเฉยๆ ต่อการเป็นผู้หญิงหลงเหลืออยู่เลย ท่านมีความรู้สึกว่าไม่อยากจะเป็นผู้หญิงอีกแล้ว แต่สำหรับบางคนที่ยังไม่หมดกรรมจะยังคงอยากเป็นผู้หญิงอยู่อีก หรือรู้สึกว่าเป็นก็ได้ ไม่เป็นก็ได้ คุณยายบอกว่าความรู้สึกไม่อยากเป็นหญิงจะเกิดขึ้นเมื่อถึงคราวใกล้หมดกรรม กรรมชนิดนี้ของคุณยายได้หมดลงแล้ว ชาติต่อไปท่านจะรุดหน้าในการสร้างบุญบารมีเพียงอย่างเดียว หลวงพ่อสังเกตเห็นว่าแม้ชาตินี้ท่านต้องเกิดเป็นหญิงและประสบกับความยากลำบากในการสร้างบารมีเพียงใด ท่านก็ไม่เป็นทุกข์เลย มีเพียงแต่หยุดกับนิ่งเท่านั้น ส่วนสาเหตุในอดีตที่ทำให้ท่านต้องเกิดเป็นผู้หญิงก็คือ ท่านเคยเกิดเป็นชายหนุ่มรูปงามในตระกูลสูง เป็นตระกูลของเศรษฐี ก่อนที่จะได้บวชในชาตินั้น ท่านเผลอใช้ความหล่อฟุ่มเฟือย วิบากกรรมจึงส่งผลให้มาเกิดเป็นผู้หญิง แม้ว่าท่านจะได้อาศัยบุญจากการบวชเพื่อแก้ไขผังวิบากกรรมนี้ไปแล้วมากมายก็ตาม เวลาพญามารซ้อนผังลงมา ไม่ได้หมายความว่าเป็นผังกระดาษแผ่นๆ แต่เขาจะตั้งโปรแกรมไว้ในดวงบาปให้เป็นภาพที่ติดอยู่ในตัวว่าเมื่อทำอย่างนี้แล้วจะต้องเป็นอย่างนั้น สังขารก็จะถูกปรุงแต่งไปตามนั้น เหมือนการผสมสี ชีวิตของคนเราถูกปรุงด้วยบุญและบาปในลักษณะเดียวกัน เมื่อใดที่บุญหย่อนแล้วบาปได้ช่อง ผังที่ถูกตั้งไว้จะทำงานทันที เพราะมีช่องโหว่ของกระแสบุญที่ไม่หนาแน่น ทำให้กระแสบาปสอดเข้ามาได้ตรงกลางกาย ยกตัวอย่างเช่น ถ้ากระแสบาปแรง กระแสบาปจะบังคับให้เข้าสู่ครรภ์มารดาโดยเข้าปากช่องจมูกซ้าย แล้วเกิดมีเพศหญิง แม้ว่าคุณยายท่านจะเคยได้บวชและเข้าถึงพระธรรมกายเพื่อทำวิชชาแก้ไขโปรแกรมบาปนี้ แต่ก็ช่วยให้บาปเบาบางลงได้ในระดับหนึ่ง จากที่ต้องเป็นหญิงสักห้าร้อยชาติ ก็แก้ไขบรรเทาลงให้เหลือสักสิบชาติ หากมีกรรมอื่นผสมผสานอีก เช่นขาดการทำทาน ก็จะทำให้ยากจน ต้องทำงานหนักในท้องนา ส่วนสาเหตุที่ทำให้ท่านต้องเกิดเป็นลูกชาวนา แล้วมาเป็นคนรับใช้ที่กรุงเทพฯ ก็ด้วยเศษวิบากกรรมประการหนึ่งจากอดีตชาติ ที่ท่านเคยเป็นเจ้าชายองค์เล็ก ได้เข้ามาวิ่งเล่นในอารามของวัดตามประสาเด็ก ท่านมีความคุ้นเคยกับพระภิกษุรูปหนึ่ง ซึ่งเคยเป็นมหาดเล็กรับใช้ท่าน ด้วยความคุ้นเคย จึงเผลอไหว้วานให้พระภิกษุช่วยหยิบจับส่งสิ่งของให้ วิบากกรรมนี้ได้ส่งผลบังคับให้ท่านต้องมาเป็นคนรับใช้ผู้อื่น เพราะฉะนั้นในชาตินี้เวลาคุณยายจะสนทนากับพระหรือสามเณรตัวเล็กๆ ท่านจะพนมมือก่อนแล้วบอกว่า “อย่าให้ยายบาปนะ อย่าให้ยายบาป” แล้วท่านก็ถวายความรู้และคำแนะนำต่างๆ ถือว่าเป็นสิ่งที่เราควรศึกษา ว่าสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ก็กลายเป็นเรื่องใหญ่ได้เหมือนกัน แต่โชคดีที่บุญเก่าตามมาทัน ได้ฉุดท่านไปสู่เพศบรรพชิต ไม่ต้องทำหน้าที่คนรับใช้ไปตลอดชีวิต ด้วยความตระหนักในกฎแห่งกรรม คุณยายจึงไม่ประมาทเลย ท่านตั้งใจสั่งสมบุญบารมีเป็นอย่างยิ่ง ทั้งทำทาน รักษาศีล เจริญภาวนา ทำวิชชา ท่านสามารถแก้ไขผังชีวิตที่ไม่ดีเหล่านั้นได้หมดสิ้นแล้วในชาตินี้ พร้อมกับนำบุญมาประมวลรวมกัน อาศัยบุญในการตั้งผังชีวิตใหม่ที่ดีกว่ามากๆ ในชาติต่อไป ชาตินี้จึงเป็นชาติสุดท้ายของท่านที่จะมีลักษณะด้อยหรือข้อบกพร่องต่างๆ อันเกิดจากวิบากกรรมในอดีต ภพชาติต่อไปท่านจะมีความสมบูรณ์พร้อมยิ่งกว่าภพชาตินี้มากมายนัก ถ้าหากพวกเราอยากไปเกิดอยู่ใกล้ๆ คุณยาย ต้องขวนขวายสร้างบุญให้เต็มที่ อย่าเกียจคร้านหรือเบื่อหน่ายต่อการสร้างบารมี ต้องไม่ประมาทหรือชะล่าใจโดยเด็ดขาด เราทุกคนต้องทำตามอย่างคุณยาย คือหมั่นตรวจตราดูข้อบกพร่องของตนเองในชาตินี้ แล้วปรับปรุงแก้ไขให้ได้ เพื่อที่ว่าชาตินี้จะได้เป็นชาติสุดท้ายที่มีข้อบกพร่องเหล่านี้ติดตัว ลูกหลานของคุณยายทุกคนต้องไม่เหนื่อยหน่ายต่อการสร้างความดี คุณยายเหน็ดเหนื่อยมากกว่าจะสร้างวัดพระธรรมกายเสร็จ แต่ท่านไม่เคยปริปากบ่นให้ใครฟัง แม้แต่หลวงพ่อเองก็ไม่เคยได้ยินคำว่าเหนื่อยหรือคำว่าท้อจากคุณยายเลย ทุกๆ คนจึงควรยึดท่านเป็นแบบอย่างในการสร้างบารมี ท่านทำอย่างไร เราควรทำอย่างนั้น หากเราทำได้อย่างท่าน เราจะเป็นอย่างท่านเช่นกัน --------------------------------------- คุณยายหมายเลขหนึ่ง ครั้งหนึ่งพระเดชพระคุณหลวงปู่เคยสั่งให้คุณยายคุมบุญให้กับแม่ชีท่านหนึ่งที่หมดอายุขัยต้องละโลก ซึ่งแม่ชีท่านนั้นได้มาช่วยงานอยู่ในวัดปากน้ำ โดยมีหน้าที่ทำอาหารเลี้ยงพระภิกษุสามเณร หลวงปู่ท่านถามคุณยายว่าแม่ชีอุบาสิกาตายแล้วไปไหน อันที่จริงท่านก็ทราบอยู่แล้ว แต่ท่านจะใช้งานคุณยาย เมื่อคุณยายตรวจตราแล้วก็เห็นว่าแม่ชีท่านนั้นได้ไปอยู่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ มีวิมานสูงใหญ่สวยงามมาก คุณยายก็รำพึงว่า เขามาไม่กี่ปีทำไมเขาได้บุญเยอะขนาดนี้ หลวงปู่ทราบความคิดของคุณยายจึงบอกว่า ของเราไม่ต้องพูดกันแล้ว ซึ่งหมายความว่าบุญในการทำวิชชาปราบมารนั้นมหาศาลกว่ามากทีเดียว การสู้กับพญามารนั้นไม่สามารถสู้รบกันได้ด้วยอาวุธยุทโธปกรณ์ใด แต่สู้กันด้วยใจที่ละเอียด ต้องอาศัยกำลังบุญฤทธิ์เท่านั้น ผู้ที่จะสู้ได้จึงต้องมีกำลังบุญมาก ซึ่งคุณยายก็เป็นผู้ที่มีกำลังบุญมากในระดับนั้น และท่านได้สั่งสมบุญไม่ขาดเลยจนกระทั่งหมดอายุขัย แต่คุณยายกลับพูดว่า ท่านมีความรู้สึกว่าเพิ่งได้บุญไปนิดเดียว คำพูดนี้จึงเป็นเครื่องแสดงถึงความรู้สึกของผู้ที่กระหายในการสั่งสมบุญ ท่านเป็นผู้ที่ไม่อิ่มและไม่เบื่อในการทำความดี ไม่ว่าจะทำไปมากเพียงใดแล้วก็ตาม ท่านยังมีความรู้สึกว่ายังน้อยอยู่ เหมือนทะเลที่ไม่อิ่มน้ำและไฟที่ไม่อิ่มเชื้อ บัณฑิตอย่างคุณยายก็ไม่อิ่มในการสั่งสมบุญ ในยุคสมัยนั้นมีผู้บรรลุธรรมเข้าถึงพระธรรมกายอยู่มาก แต่ผู้ที่เข้าถึงวิชชาธรรมกายในระดับที่ได้รับการยกย่องจากหลวงปู่วัดปากน้ำ ผู้ค้นพบวิชชานั้น จะมีสักกี่ท่านในโลกนี้ ปกติแล้วคำยกย่องนั้นเกิดขึ้นได้ยาก ถ้าหากความดีไม่มากพอ แต่เมื่อคุณยายมีความดีมากพอ คำยกย่องของท่านจึงปรากฏขึ้น ในสมัยพุทธกาล พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงยกย่องบุคคลต่างๆ ผู้เป็นเลิศว่าเป็นเอตทัคคะเช่น พระสารีบุตรเป็นเอตทัคคะทางด้านปัญญา พระมหาโมคคัลลานะเป็นเอตทัคคะทางด้านฤทธิ์ และพระอนุรุทธะเป็นเอตทัคคะทางด้านตาทิพย์เป็นต้น พระเดชพระคุณหลวงปู่ได้กล่าวไว้ว่า สำหรับวิชชาธรรมกายแล้ว “ลูกจันทร์เป็นหนึ่ง ไม่มีสอง”ซึ่งหมายความว่าคุณยายเป็นหมายเลขหนึ่งอยู่ในโรงงานทำวิชชาของพระเดชพระคุณหลวงปู่ ซึ่งท่านมีการสอนวิชชาธรรมกาย โดยซักถามว่า ไปถึงไหนแล้วเป็นอย่างไร เป็นต้น จึงอาจกล่าวได้ว่าคุณยายได้รับเกียรตินิยมอันดับหนึ่งในการเรียนวิชชาธรรมกาย คุณยายเคยเล่าให้หลวงพ่อฟังว่า เวลาที่พระเดชพระคุณหลวงปู่ถามธรรมะ คุณยายจะตอบไปตามที่เห็น ถามมาก็ตอบไป เมื่อตอบได้ถูกใจแล้วหลวงปู่ก็จะรับว่า “อื้อๆ มันต้องอย่างนั้นสิ” คุณยายสามารถตอบคำถามได้หมดเพราะท่านมีแต่ความตั้งใจในการทำสมาธิภาวนาเพื่อให้สามารถตอบคำถามของพระเดชพระคุณหลวงปู่ได้เท่านั้น สิ่งที่คุณยายกลัวมีเพียงอย่างเดียวคือ กลัวจะตอบคำถามไม่ได้ ส่วนเรื่องอื่นท่านไม่ได้คำนึงถึงและไม่ได้ห่วงอะไรเลย เพราะฉะนั้นวิชชาธรรมกายของท่านจึงโดดเด่น นอกจากนี้ท่านยังฝึกฝนและเป็นกัลยาณมิตรให้กับตนเองด้วย จึงทำให้ได้รับการยกย่องชื่นชม อย่างไรก็ตาม ถึงแม้คุณยายจะได้รับการยกย่องชื่นชมจากมหาปูชนียาจารย์ แต่ท่านก็ไม่หลงตัวเองและไม่เคยลืมว่าเป้าหมายชีวิตของท่านคือการสร้างบารมี โดยศึกษาวิชชาธรรมกายเพื่อมุ่งไปสู่ที่สุดแห่งธรรม พร้อมกับขยายวิชชาธรรมกายไปทั่วโลก ด้วยเหตุนี้เองท่านจึงไม่ลืมตัวเองและไม่พลัดหลงออกจากเส้นทาง ยังมั่นคงแน่วแน่ในเป้าหมายชีวิตที่ชัดเจน --------------------------------------- ยอดนักสร้างบารมี คำเดียวของคุณยาย คุณยายเป็นคนสงบเงียบเรียบง่ายที่ชอบนั่งหลับตาทำสมาธิ ท่านนั่งธรรมะทุกวันและได้ใช้วิชชาที่ท่านเชี่ยวชาญตามที่ได้ศึกษามาจากพระเดชพระคุณหลวงปู่เพื่อช่วยเหลือส่วนรวม ตลอดเวลาที่ผ่านมา หลวงพ่อไม่เคยได้ยินคุณยายปริปากบ่นในการทำหน้าที่เลยว่า “ไม่” “ไม่ไหว” หรือ “ไม่ได้” สิ่งที่หลวงพ่อได้ยินนั้นมีแต่คำว่า “ค่ะ” “ได้ค่ะ” ท่านพูดกับหลวงพ่ออย่างนี้ แล้วถ้ามีใครมาขอบารมีท่านก็จะตอบว่า “ค่ะ” แล้วคุณยายยังช่วยพูดให้กำลังใจอีกด้วย หากคุณยายพบว่าลูกหลานคนใดที่พ่อแม่เลี้ยงไม่ได้เพราะกำลังบุญของลูกมีมากกว่า คุณยายก็จะบอกว่า “มาเป็นลูกยายนะ” บางคนก็มากราบเรียนท่านว่า พ่อแม่ ปู่ย่า ตายายของผมละโลกไปแล้ว คุณยายช่วยเอาบุญนี้ไปให้หน่อยนะครับ ยายก็ “ค่ะ” “ได้ค่ะ” แล้วท่านก็แผ่บารมีไปถึงหมด เมื่อมีคนที่เจ็บไข้ได้ป่วยแล้วต้องเข้ารับการผ่าตัด มากราบเรียนท่านว่า “ยาย หนูจะไปผ่าตัด” “ผมจะไปผ่าตัด” คุณยายก็บอกว่าจะผ่าไปทำไม “ผ่าฟรี” เพราะท่านเห็นแล้วว่าไม่มีอะไร ผู้ที่มากราบก็ตอบว่า “แต่ผมนัดกับหมอไว้แล้ว” คุณยายก็ไม่ขัดใจบอกว่า “เออ ไปผ่าเถอะ อย่าลืม สัมมา อะระหังนะ แต่ผ่าฟรี” แล้วเมื่อคนเหล่านั้นมีประสบการณ์ในการผ่าตัดแล้วก็มากราบเรียนคุณยายว่า “ไปผ่ามาแล้วครับ ไม่มีอะไร” คุณยายก็บอกว่า “ยายบอกคุณแล้วไง ผ่าฟรี” แต่ท่านก็ไม่ได้อารมณ์เสียแต่อย่างใด ถ้าบอกแล้วไม่เชื่อ ก็ไม่เป็นไร --------------------------------------- เกิดมาสร้างบารมี โลกมนุษย์ใบนี้เป็นโลกสำหรับการสร้างบารมีเพื่อทำพระนิพพานให้แจ้ง ขึ้นชื่อว่าเกิดมาเป็นกายมนุษย์แล้วทุกคนล้วนมีวัตถุประสงค์เดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นคฤหัสถ์หรือบรรพชิตก็ตาม แต่มนุษย์ส่วนใหญ่ยังไม่รู้ว่าตนเองเกิดมาทำไม สำหรับคุณยายนั้น ท่านตั้งใจมาเกิดเพื่อสร้างบารมี ซึ่งท่านก็ทำได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง ความรู้เรื่องการสร้างบารมีนี้เป็นคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งท่านได้ผ่านชีวิตมาแล้วในทุกระดับจนกระทั่งทราบดีว่าโลกนี้เป็นโลกแห่งการสร้างบารมี โดยมีสัมปรายภพคือโลกหน้าเป็นโลกแห่งการเสวยผล ถ้าเราทำบาปอกุศลในโลกมนุษย์แล้วเราก็มีโอกาสจะต้องไปสู่ทุคติภูมิในสัมปรายภพเพื่อเสวยทุกข์ทรมานอยู่ในอบายภูมิ เช่น เป็นอสุรกาย เป็นเปรต เป็นสัตว์เดรัจฉาน หรือเป็นสัตว์นรก เป็นต้น ถ้าได้สั่งสมบุญไว้ในตอนที่เป็นมนุษย์ สัมปรายภพก็จะมีสุคติเป็นที่ไป คือเป็นเทวดาหรือชาวสวรรค์อยู่ในเทวโลก ชีวิตในสัมปรายภพหรือชีวิตหลังความตายนั้นไม่มีการทำมาหากินเหมือนอย่างมนุษย์ มีแต่การเสวยผลอย่างเดียว ไม่มีการทำมาค้าขายเพื่อให้ได้กำไรมาหล่อเลี้ยงชีวิต แต่ชีวิตในสัมปรายภพนั้นอยู่ได้ด้วยกำลังแห่งบุญและบาปที่ตนได้กระทำไว้ ดังนั้น เมื่อเราเกิดมาเป็นมนุษย์แล้ว เราก็ต้องใช้ทุกอนุวินาทีเพื่อสร้างบารมีให้เต็มที่เต็มกำลัง อย่าออมกำลัง เพราะบุญจะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ถ้าหากเราทำอย่างสม่ำเสมอ กำลังบุญจะดึงดูดโภคทรัพย์สมบัติมาให้เราเอาไว้ใช้สร้างบารมีต่อไปอีกอย่างไม่มีวันหมดสิ้น เป็นบุญต่อบุญ เป็นสมบัติต่อสมบัติ บางคนอาจคิดว่าการได้เกิดในตระกูลเศรษฐีนั้นจะทำให้เรามีทรัพย์สมบัติโดยง่าย แท้จริงแล้วการที่เราจะไปเกิดในตระกูลเศรษฐีได้นั้นก็เปรียบเหมือนขันน้ำกับพานรองซึ่งต้องพอดีกัน ถ้าเอาพานเล็กๆ มารองตุ่มใบใหญ่ก็จะรองรับไม่ได้ ถ้าหากคนที่จะมาเกิดนั้นมีบาปเท่ากระบุงแต่มีบุญเท่ากำปั้นก็จะไม่พอดีกัน คุณยายมักจะพูดเช่นนี้บ่อยๆ ว่าจะไปรองรับกันได้อย่างไร คุณยายเกิดมาในโลกมนุษย์นี้เพื่อสร้างบารมีเช่นเดียวกับมนุษย์ทุกๆ คน ท่านเริ่มต้นเข้าวัดโดยไม่มีทรัพย์สินใดๆ ต้องเช่าผ้ามาบวช แต่ท่านก็รักษาศีลและปฏิบัติธรรมมาโดยตลอด จนกระทั่งสามารถเป็นประธานทอดกฐินและผ้าป่า นำมหาชนสร้างความดีได้มากๆ เมื่อมีผู้ศรัทธานำปัจจัยมาถวาย ท่านก็เก็บไว้ทำบุญกุศลเพียงอย่างเดียว เมื่อละสังขารแล้วท่านจึงสามารถเก็บสมบัติไปได้หมดทุกบาททุกสตางค์ เพราะว่าท่านทำบุญทั้งหมดไม่มีเหลือ ถูกต้องตามหลักวิชชา เมื่อท่านถอดกายไปแล้ว ผลบุญก็เปลี่ยนจากทรัพย์หยาบเป็นทรัพย์ละเอียด ซึ่งบุญนี้จะแปรเปลี่ยนเป็นทรัพย์หยาบอีกครั้งเมื่อท่านกลับลงมาเกิด บุญจะแปรทรัพย์กลับไปกลับมาอย่างนี้ตลอด การสร้างบารมีในโลกนี้เป็นการ “ชิงช่วง” กับ “ช่วงชิง” กันอยู่ตลอดเวลา หมายความว่า ใจของเราจะมีกุศลหรืออกุศลเข้ามาทีละอย่าง สองสิ่งนี้จะไม่เข้ามาพร้อมกัน ถ้ากุศลเข้ามาอยู่ในใจเรา ใจก็จะมีสภาพเป็นกุศล เราจะคิดดี พูดดี และทำดี นำมาซึ่งความสุขความสำเร็จในชีวิต แต่ถ้าหากบาปอกุศลเข้าไปบังคับบัญชาให้คิดไม่ดี พูดไม่ดี ทำไม่ดี ก็จะมีวิบาก คือความทุกข์ทรมาน มีอุปสรรคของชีวิต เพราะฉะนั้น สองสิ่งนี้จะมีการชิงช่วงหรือช่วงชิงกันอยู่ตลอดเวลา ผลัดกันเข้าออกใจของเรา คุณยายแนะนำสั่งสอนและชักชวนพวกเราให้มาสร้างบุญบารมีโดยไม่ได้หวังผลตอบแทนใดๆ แต่สิ่งที่ทุกคนจะได้แน่นอนก็คือบุญใหญ่ที่จะติดตามตัวไปภพชาติเบื้องหน้าเพราะการสร้างบุญอย่างสม่ำเสมอจะทำให้บาปอกุศลไม่ได้ช่องเข้ามาครอบครองใจเรา การที่คุณยายมุ่งมั่นในการสั่งสมบุญและสร้างบารมีอย่างอุกฤษฏ์คือเอาชีวิตเป็นเดิมพันตลอดชีวิตก็เพราะท่านมีมโนปณิธานแน่วแน่อยู่ประการหนึ่ง ซึ่งหลวงพ่อมักได้ยินท่านพูดอยู่เสมอ ตั้งแต่สมัยอยู่ที่บ้านหลังเล็กคือบ้านกัลยาณมิตรหมายเลขหนึ่ง มาจนถึงยุคของบ้านธรรมประสิทธิ์ และเมื่อย้ายมาวัดพระธรรมกายแล้ว จนกระทั่งท่านชรามากพูดไม่ไหว นับตั้งแต่วันแรกที่พบท่านจนกระทั่งถึงวันสุดท้าย คุณยายบอกว่า “ยายทำบุญอะไร ยายปรารถนาอย่างเดียวเท่านั้น คือมุ่งไปปราบมาร ถ้ายังไม่เสร็จ ใครจะเข้านิพพานก่อนก็เข้าไปเถิด ยายยังไม่เข้า ยายจะไปปราบมารให้ถึงที่สุด” ตลอดทั่วทั้งภพ 3 นั้น ท่านได้เกิดเป็นสิ่งต่างๆ จนเกือบหมดทุกอย่างแล้ว หลังจากที่ได้เวียนตายเวียนเกิดมานับภพนับชาติไม่ถ้วน ท่านเห็นแล้วว่าวัฏสงสารไม่คงที่ มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เพราะฉะนั้น ท่านจึงแสวงหาสิ่งที่คงที่ มีแต่ความสุข สามารถเสวยสุขได้ด้วยตัวเอง เป็นสุขที่แท้จริงที่เรียกว่า “เอกันตบรมสุข” สุขล้วนๆ เพียงอย่างเดียว เป็นอิสระจากการเป็นบ่าวเป็นทาสของพญามาร และสมบูรณ์ด้วยวิชชาและจรณะ เป็นทั้งผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ผู้มีฤทธิ์ มีเดช มีอานุภาพ เป็นสภาวะของพระนิพพาน สมดังที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า “นิพฺพานํ ปรมํ วทนฺติ พุทฺธา พระนิพพานนั้นเป็นเยี่ยม” เราทุกคนล้วนเกิดมาสร้างบารมีเหมือนอย่างคุณยาย หากเราอยากจะติดตามไปอยู่กับท่าน เราก็มีมาตรฐานในการวัดแล้วว่าเราทำอย่างท่านหรือยัง ในเมื่อท่านทำอย่างนี้ แล้วเราควรจะทำอย่างไร อันที่จริงแล้วคุณยายมีปกติพูดแต่เรื่องจริง ท่านไม่พูดยกตัวหรือถ่อมตัว ท่านอยู่ตรงกลางคือพูดไปตามความเป็นจริงเท่านั้น ทำได้อย่างไรท่านก็พูดอย่างนั้น อะไรที่ยังทำไม่ได้ท่านก็ไม่พูด สิ่งที่ท่านพูดก็คือ “ยายเพิ่งทำบุญไปได้นิดเดียว แก่แล้ว ชราภาพแล้ว” หลวงพ่อจึงต้องหมั่นตอกย้ำให้ลูกหลานคุณยายทุกคนได้ตระหนักว่า นักสร้างบารมีที่เกิดมาเพื่อสร้างบารมีนั้นต้องทำกันอย่างเอาชีวิตเป็นเดิมพันอย่างนี้ คุณยายบอกหลวงพ่อเสมอว่า “เดี๋ยวก็วัน เดี๋ยวก็คืน เดี๋ยวก็จะหมดเวลาแล้ว ชาตินี้ยายกลัวจะได้บุญน้อย ยายจึงต้องสร้างบุญติดตัวไปให้เยอะๆ เพราะถ้ามีบุญน้อยบาปก็จะได้ช่อง แต่ถ้ามีบุญมาก มีความบริสุทธิ์กาย วาจา ใจมากๆ เราก็จะเป็นผู้ชนะ” การสร้างบารมีของคุณยายก็คือการทำงาน และการพักผ่อนที่ดีที่สุดของท่านก็คือการสร้างบารมีเช่นกัน สรุปแล้วเราต้องสร้างบารมีไปตลอด ไม่ว่าจะมีชีวิตเป็นมนุษย์หรือมีชีวิตใหม่หลังจากตายแล้ว แม้ไปเกิดเป็นเทพบุตรหรือเทพธิดาอยู่ในวงบุญพิเศษเขตบรมโพธิสัตว์ของสวรรค์ชั้นดุสิตที่ซึ่งคุณยายพักรออยู่ เราก็ต้องไปสร้างบารมีกันต่อด้วยรูปกายใหม่ --------------------------------------- สมความปรารถนา คุณยายมีความปรารถนาภายในใจที่ท่านนึกคิดเอาไว้ โดยที่ไม่เคยบอกใคร แต่ท่านเปิดเผยให้หลวงพ่อได้ทราบในภายหลังเมื่อท่านสมความปรารถนาแล้ว เนื่องมาจากสมัยที่ทำวิชชากับพระเดชพระคุณหลวงปู่นั้น ท่านไม่ค่อยได้รับอนุญาตให้ไปไหนมาไหนเหมือนกับคนอื่นๆ เพื่อนพี่น้องนักศึกษาวิชชาธรรมกายที่ร่วมรบในสมรภูมินั้น เมื่อจบสงครามโลกแล้ว บางท่านก็ถูกส่งไปเผยแผ่ บางท่านก็ได้ไปทำบุญที่นั่นที่นี่ ได้เป็นเจ้าภาพบวชพระบ้าง สร้างวัด สร้างสำนักปฏิบัติธรรมในที่ต่างๆ แต่คุณยายเองไม่ค่อยมีโอกาสได้ทำอย่างนั้น แม้ท่านจะอยู่ในโรงงานทำวิชชาอย่างมีความสุข แต่ท่านก็อยากจะทำบุญกุศลอย่างคนอื่นๆ เขาบ้าง ในที่สุดแล้ว เมื่อท่านได้มาสร้างวัดพระธรรมกาย คุณยายก็ได้มีโอกาสเป็นเจ้าภาพบวชพระนับหมื่นรูป โดยได้รับความเมตตาจากพระมหาเถรานุเถระที่เอ็นดูได้มาเป็นพระอุปัชฌาย์ พร้อมกับให้คำแนะนำและการสนับสนุนอันดี นอกจากนี้คุณยายยังได้มีโอกาสเป็นประธานทอดกฐิน ทอดผ้าป่า เลี้ยงภัตตาหารแด่พระภิกษุสามเณร เดินทางไปยังจังหวัดต่างๆ เพื่อชักชวนศิษยานุศิษย์ให้มาร่วมบุญกับท่าน สมดังความปรารถนาที่เคยตั้งใจเอาไว้ ตั้งแต่สมัยอยู่ในโรงงานทำวิชชา --------------------------------------- สืบสานปณิธานคุณยาย ในสมัยที่พระเดชพระคุณหลวงปู่วัดปากน้ำยังมีชีวิตอยู่ ท่านให้ความสำคัญเกี่ยวกับเรื่องมหาทานบารมีมาก ท่านได้สร้างโรงทานจัดเลี้ยงพระภิกษุสามเณรหลายร้อยรูปทุกวัน เพื่อไม่ให้กังวลเรื่องการขบฉันและสงวนเวลาไว้สำหรับศึกษาพระธรรมวินัยและประพฤติปฏิบัติธรรมอย่างเต็มที่ คุณยายได้สืบทอดประเพณีนี้ ซึ่งเป็นประดุจประเพณีการสืบวงศ์ของพระอริยะ คือไม่ว่าจะขาดอะไรก็ตามอย่าขาดการให้ทาน เพราะทานบารมีมีความสำคัญคือเป็นเบื้องต้นของการสร้างบารมีทุกอย่าง คุณยายตั้งใจมากในการจัดตั้งให้มีโรงทานในวัดพระธรรมกาย แล้วท่านก็เข้าครัวเพื่อดูแลงานและควบคุมทุกอย่างด้วยความพิถีพิถัน เพื่อให้เกิดความเรียบร้อยสมบูรณ์อย่างไม่มีที่ติ ท่านเลี้ยงพระภิกษุสามเณรอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง แล้วยังอธิษฐานจิตอีกว่า ไม่ว่าจะมีพระภิกษุ สามเณร หรือสาธุชน มาเป็นร้อยหรือมาเป็นล้าน ก็ขอให้ท่านเลี้ยงได้หมด ความตั้งใจของคุณยายนี้มีมาตั้งแต่ครั้งสร้างวัด ท่านเคยบอกกับหลวงพ่อว่าอยากจะเลี้ยงพระภิกษุสามเณรให้ได้มากๆ เป็นการให้เรี่ยวแรงในการศึกษาและประพฤติปฏิบัติธรรม จนกระทั่งเชี่ยวชาญทั้งปริยัติ ปฏิบัติ และปฏิเวธ นี้จึงเป็นมหาทานบารมีของผู้ถวาย คือเป็นเสบียงติดตัวไปในภพเบื้องหน้า ทั้งพระเดชพระคุณหลวงปู่และคุณยายมีความตั้งใจในเรื่องการจัดตั้งหอฉันเป็นอย่างมาก ในฐานะศิษยานุศิษย์ เราจึงต้องสานต่อเจตนารมณ์ของท่าน เพราะเป็นทางมาแห่งบุญบารมีของเรา ต่อไปในอนาคตภายภาคหน้า เมื่อพระภิกษุสามเณรมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น พี่น้องนักสร้างบารมีที่จะตามมาสร้างบุญก็จะเพิ่มขึ้นด้วย เราจึงต้องขยับขยายพื้นที่เพื่อรองรับการสร้างมหาทานบารมีนี้ โดยย้ายจากพื้นที่ขบฉันภายในสภาธรรมกายสากลหลังคาจากมาสู่หอฉันคุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ซึ่งในเบื้องต้นจะสามารถรองรับพระภิกษุสามเณรได้ถึง 6,000 รูป หอฉันที่เราได้ช่วยกันสร้างขึ้นนี้ หลวงพ่อได้อัญเชิญเจดีย์น้อยที่ใช้ประกอบพิธีสลายร่างคุณยายมาประดิษฐานไว้ในส่วนบนของหอฉัน เพื่อให้เป็นเสมือนเรือนยอดมณฑปที่ให้ความร่มเย็นแก่ลูกหลานคุณยายทุกๆ คน และเพื่อเป็นอนุสรณ์สำหรับระลึกถึงคุณยาย และเป็นอนุสติให้เราได้เร่งสร้างบารมีตามอย่างคุณยาย หอฉันนี้มีความสำคัญเกี่ยวเนื่องกับการให้อายุและสืบทอดพระพุทธศาสนา รวมถึงความปรารถนาอันแรงกล้าของมหาปูชนียาจารย์ทั้งสองท่าน การเดินทางไปสู่ที่สุดแห่งธรรมนั้นยาวไกล จำเป็นจะต้องอาศัยเสบียงบุญที่จะทำให้เราได้ทรัพย์สมบัติเอาไว้ใช้สอยในการสร้างบารมี เพราะฉะนั้น ท่านจึงปรารถนาบุญใหญ่ตรงนี้ ทรัพย์สมบัตินั้นจะได้มาก็ต่อเมื่อเราได้สร้างมหาทานบารมี ซึ่งคุณยายก็ตั้งใจทำเรื่อยมาจนกระทั่งละสังขาร หลวงพ่อจึงได้สืบทอดเจตนารมณ์ต่อจากท่าน โดยชักชวนศิษยานุศิษย์ลูกหลานคุณยายทุกคนให้มาช่วยกันรับบุญนี้ เพราะในเมื่อเราได้ร่วมสร้างบุญกันมาหลายชาติแล้ว เราก็ต้องร่วมทางกันต่อไปอีก นี้จึงเป็นโอกาสให้ทุกคนได้บุญใหญ่ด้วยกัน การถวายภัตตาหารแด่พระภิกษุสงฆ์นั้นมีอานิสงส์คือ ผู้ถวายจะได้รับบุญที่ส่งผลเป็น อายุ วรรณะ สุขะ พละ และปฏิภาณ ดังที่เราเคยได้ยินพระท่านให้พรบ่อยๆ ทั้ง 5 ประการนี้เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการสร้างบารมี หลวงพ่อจึงอยากเห็นลูกหลานคุณยายมาร่วมกันสร้างประวัติศาสตร์ชีวิตอันงดงาม ด้วยการสืบสานอริยประเพณีในการให้ทานเยี่ยงบัณฑิตนักปราชญ์ทั้งหลายในกาลก่อน รวมทั้งสานฝันของคุณยายให้เป็นจริงด้วยการเลี้ยงพระภิกษุสามเณรทุกรูปให้ได้ทุกวัน หลวงพ่อเองก็เลี้ยงพระทุกวันไม่เคยขาดเลยแม้แต่วันเดียว โดยอาศัยปัจจัยที่ศิษยานุศิษย์นำมาถวาย ซึ่งเมื่อถวายแล้วก็จะเกิดเป็นดวงบุญติดตัวผู้ถวายไปทันที หอฉันคุณยายแห่งใหม่นี้จึงเป็นแหล่งสำหรับตักตวงบุญได้อย่างไม่รู้จักจบสิ้น --------------------------------------- คุณยายผู้งามสง่า เทพธิดาแห่งความสะอาด บ้านกัลยาณมิตรหมายเลข 1 ของคุณยายนั้นเป็นบ้านไม้หลังเล็กๆ แต่ก็ไม่มีใครสามารถใช้คำว่าซอมซ่อกับบ้านหลังนี้ได้ เนื่องจากบ้านหลังนี้เป็นบ้านที่สะอาดมาก สะอาดทั้งข้างนอกและข้างในบ้าน ส่วนฝาไม้กระดานก็สะอาดจนขึ้นเงาราวกับขัดมัน ทั้งนี้เพราะคุณยายทำความสะอาดบ้านของท่านเป็นอย่างดี คุณยายมักจะสอนเสมอว่า “ถ้าหยาบไม่ละเอียด แล้วละเอียดจะไปละเอียดได้อย่างไร” ซึ่งหมายความว่า ท่านเป็นผู้ที่ทำกิจต่างๆ ด้วยความประณีต ไม่ว่าจะเป็นงานภายนอกคืองานหยาบ หรืองานภายในคืองานละเอียด สำหรับงานหยาบนั้นท่านก็ตั้งใจทำอย่างดีที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการทำความสะอาด การซักล้าง การดูแลเครื่องแต่งกาย และเครื่องใช้ไม้สอยต่างๆ เมื่ออุปนิสัยของท่านเป็นเช่นนี้ ยามที่ท่านนั่งหลับตาปฏิบัติธรรมเพื่อทำงานละเอียดหรืองานภายใน ผลการปฏิบัติธรรมของท่านจึงอยู่ในขั้นที่ดีมาก บางครั้งหลวงพ่อเห็นคุณยายยืนมองอะไรอยู่ หลวงพ่อจึงถาม “ยายๆ ทำอะไร” คุณยายตอบว่า “กำลังเล็งดูว่ามีฝุ่นไหม” “ยาย... แล้วฝุ่นมีมากที่สุดตรงไหน” คุณยายบอกว่า “ตรงมุม เพราะตรงมุมนี่เขาทำความสะอาดไม่ค่อยถึงกัน แมงมุมถึงชอบไปอยู่ ตรงมุม ต้องทำอย่างนี้ ต้องเช็ดอย่างนี้” แล้วท่านก็อธิบาย ไม่ว่าท่านจะทำความสะอาดอะไรก็ตาม ท่านจะทำจนสะอาดสะอ้านรอบด้าน เช่นเวลาท่านทำความสะอาดโต๊ะหมู่บูชา ท่านจะเช็ดทุกด้าน ทั้งด้านนอก ด้านใน ทำความสะอาดจนเกลี้ยง ท่านย้ำว่าการทำความสะอาดสิ่งต่างๆ ก็เหมือนการทำความสะอาดตัวของเราเอง เราไม่ได้อาบน้ำเฉพาะเป็นบางจุด หรือเช็ดเฉพาะใบหน้าแล้วเลิก แล้วก็ไม่ได้เช็ดเฉพาะทั้งเนื้อทั้งตัว เวลาที่เราทำความสะอาดร่างกาย เราต้องทำให้ทั่วถึง ทั้งอาบน้ำ ล้างหน้า บ้วนปาก และแปรงฟัน ดังนั้น การทำความสะอาดโต๊ะและเก้าอี้ก็ต้องทำทุกส่วนเช่นเดียวกัน ข้าวของเครื่องใช้ทุกอย่างของคุณยายนั้นสะอาดหมดจด นับตั้งแต่เสื้อผ้า เครื่องนอน เครื่องครัว เครื่องใช้ แม้กระทั่งผ้าขี้ริ้วก็สะอาดน่าหยิบใช้ หลวงพ่อจำได้ว่าคุณยายเคยสอนให้เราวางตนเหมือนผ้าขี้ริ้วเช็ดเท้า บางคนได้ยินแล้วก็เกิดความคิดแย้งขึ้นมาว่าทำไมคุณยายเปรียบให้เราดูต่ำต้อยเหลือเกิน อยากจะขอเปลี่ยนเป็นผ้าเช็ดหน้าหรือผ้าเช็ดตัวแทน คุณยายบอกว่าผ้าเช็ดเท้านั้นเปรียบได้กับเทพธิดาแห่งความสะอาด ตึกทั้งหลังที่สร้างด้วยเงินหมื่นล้านก็ยังไร้ความหมายถ้าขาดเทพธิดาแห่งความสะอาดคือผ้าขี้ริ้ว เพราะตึกหมื่นล้านอันสูงสง่านั้นจะเต็มไปด้วยหยากไย่และสิ่งสกปรก ตึกจะสะอาดดูมีสง่าราศีได้ก็เพราะผ้าขี้ริ้วนั่นเอง แม้ใครจะเหยียบย่ำก็ไม่ว่าอะไร ขอเพียงให้ได้ทำหน้าที่ของตนคือสร้างความสะอาดในทุกหนทุกแห่งแม้กระทั่งฝ่าเท้าของผู้คน เพื่อให้เขาได้มีเท้าที่สะอาดเพื่อก้าวเข้าสู่อาคารที่สะอาดอย่างผาสุก เพราะฉะนั้นโลกจึงไม่อาจขาดเทพธิดาแห่งความสะอาดได้ ใครก็ตามที่ทำตนประดุจผ้าขี้ริ้วเช็ดเท้าแล้ว ถึงตัวต่ำแต่คุณธรรมจะสูงส่ง เหมือนท้องทะเลที่ยิ่งต่ำยิ่งกว้างขวาง --------------------------------------- ในใจมีแต่องค์พระ ทุกวันนี้หากมีใครถามหลวงพ่อเกี่ยวกับเบื้องหลังความสำเร็จของวัดพระธรรมกาย หลวงพ่อจะต้องนึกย้อนไปถึงสมัยที่คุณยายทำหน้าที่เป็นผู้นำหมู่คณะนักสร้างบารมีในยุคบุกเบิกเสมอ ภาพการขุดดินก้อนแรกเพื่อสร้างวัดพระธรรมกายยังคงตราตรึงอยู่ในความทรงจำของหลวงพ่อ สมาชิกทุกคนล้วนมีความตั้งใจในการสร้างวัดให้ดีที่สุด และทุกครั้งที่มีการประชุมเกี่ยวกับการสร้างวัด คุณยายจะชักชวนให้หมู่คณะนั่งสมาธิร่วมกันก่อนเริ่มการประชุม ท่านมีกุศโลบายให้ทุกคนได้ประชุมพร้อมกันด้วยใจที่ใสบริสุทธิ์ หากในที่ประชุมเกิดมีความคิดเห็นไม่ตรงกัน อย่างไรเสียก็ไม่มีใครใจขุ่นมัว นอกจากนี้เมื่อนึกย้อนหลังไป หลวงพ่อยังรู้สึกอัศจรรย์ใจเพราะคุณยายไม่ใช่ผู้ชายที่มีโอกาสบวชเป็นพระภิกษุ แต่เมื่อท่านนั่งหลับตาทำสมาธิเฉยๆ ญาติโยมเห็นท่านแล้วก็นึกถึงพระรัตนตรัยจึงเข้ามาแสดงความเคารพสักการะ ด้วยเหตุนี้เอง การเชิญชวนบุคคลต่างๆ ให้มาร่วมสร้างบุญกับคุณยายนั้นก็เป็นเรื่องง่าย แม้ว่าท่านจะไม่ใช่พระก็ตาม หลวงพ่อเคยพูดอยู่เสมอว่า คุณยายไม่ได้ “เป็นพระ” แต่ท่านคือ “พระเป็น” เพราะรูปกายภายนอกของท่านคืออุบาสิกาแม่ชี แต่ภายในของท่านเป็นพระ คุณยายเคยสอนหลวงพ่อว่า “อยู่ในวัดอย่านึกว่าง่ายนะ เพราะทุกคนก็ยังเป็นผู้ที่มาฝึกตัวกันทั้งนั้น อย่าเพิ่งไปคิดว่าคนเข้าวัดแล้วจะสมบูรณ์นะ เป็นแต่เพียงว่า ดีกว่าเดิมนิดหนึ่ง แต่เดิมนี่ ถูกใครว่าทีเดียวก็โกรธ พอเข้าวัดแล้ว ว่าสองทีค่อยโกรธ ดีขึ้นกว่าเดิมนิดหนึ่ง อย่าเพิ่งไปนึกว่า อยู่ในวัดแล้วจะสมบูรณ์เต็มร้อย เพราะทุกคนล้วนมาฝึกตัว” คุณยายฝึกฝนตนเองด้วยการรักษาใจให้มีแต่องค์พระ ทำให้ไม่มีเวลาและอารมณ์ที่จะขุ่นมัวกับสิ่งอื่นใด ท่านฝึกอย่างนี้เรื่อยมา แม้ลำบากก็อดทน ไม่ว่าจะเกิดปัญหาอะไรท่านก็ไม่หวั่นไหว เพราะว่ามีพระรัตนตรัยภายในเป็นที่พึ่งอยู่ในใจ สมัยที่อยู่บ้านธรรมประสิทธิ์ เคยมีผู้ที่ไม่เข้าใจคุณยาย แล้วมาด่าว่าท่านถึงบ้าน ซึ่งหลวงพ่อเองก็ประหลาดใจว่าทำไมเขาจึงกล้ามาพูดไม่ดีกับคุณยายได้ แต่สิ่งที่คุณยายทำก็คือ ท่านบอกกับบุคคลผู้นั้นว่า “เธอว่าไป เดี๋ยวฉันจะนั่งสมาธิ ฉันจะนั่งเข้าที่ฟัง” คล้ายๆ กับแบ่งหน้าที่กัน คนหนึ่งมีหน้าที่ด่าว่าก็ทำไป ส่วนคุณยายมีหน้าที่ฟังเฉยๆ แล้วท่านก็นั่งตัวตั้งหลังพิงอากาศ ตอนนั้นหลวงพ่อคิดในใจว่าโอ ท่านั่งของท่านสวยสง่าจังเลย เหมือนกับตอนที่ท่านนั่งขัดสมาธิสอนธรรมะ เมื่อได้ยินถ้อยคำที่ไม่น่ารักที่เขาพูดออกมาแล้ว ท่านก็มีอารมณ์เดียวไม่เปลี่ยนแปลง รักษาใจอยู่กับองค์พระภายใน แล้วก็พูดดีๆ กับเขาว่า “เธอว่าไปเลย ฉันจะนั่งเข้าที่ฟัง” ทำให้ผู้ที่ยืนรำพึงอยู่ตรงนั้นเกิดหมดอารมณ์แล้วก็เปิดประตูเดินออกไป เมื่อเขาออกไปแล้วหลวงพ่อก็ประหลาดใจมากว่าคุณยายทำได้อย่างไร คุณยายบอกว่าเขาเหนื่อยแล้วเขาก็เลิกไปเอง หลวงพ่อจึงคิดว่า เหตุการณ์เช่นนี้คงเป็นเหมือนการเล่นแบดมินตันอยู่คนเดียว ถ้าตีลูกเข้าป่าไปโดยไม่มีใครตีกลับมา ไม่นานก็หมดอารมณ์ตี แต่ถ้าตีโต้กันไปมาก็คงไม่จบลงง่ายๆ คุณยายว่า “ถ้าโต้กันไปโต้กันมา ไม่เกิดประโยชน์หรอก เกิดแต่โทษ” คุณยายจึงไม่เคยมีปัญหากับใคร ใจท่านมีแต่องค์พระเป็นปกติอยู่ตลอดเวลา --------------------------------------- เกินกว่าจะพรรณนา คุณยายเป็นบุคคลที่ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย แต่ท่านมีมโนปณิธานอันสูงส่ง ชีวิตของท่านงดงามทั้งเบื้องต้น ท่ามกลาง และเบื้องปลาย เมื่อออกจากบ้านมาแล้ว ท่านก็แสวงหาทางบรรลุธรรม จนกระทั่งท่านเข้าถึงพระธรรมกาย เมื่อเข้าถึงแล้วท่านก็สร้างบารมีตลอดมา จนกระทั่งถึงวาระสุดท้ายของชีวิต คุณยายพูดอย่างไรก็ทำอย่างนั้น การถ่ายทอดธรรมะขั้นลึกซึ้งของท่านนั้นเป็นสิ่งที่น่าศึกษามาก นับตั้งแต่การหยุดนิ่งเรื่อยไป จนกระทั่งเข้าสู่การปราบมาร ท่านบอกว่าตลอดชีวิตที่ท่านได้อยู่กับพระเดชพระคุณหลวงปู่และหมู่คณะนักทำวิชชาในโรงงานทำวิชชา ที่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ หลวงปู่ได้เมตตาถ่ายทอดความรู้ภายในเป็นเวลาหลายสิบปีอย่างไม่ซ้ำกันเลย ไม่น่าเชื่อว่าท่านจะสามารถนำความรู้มาจากไหนมากขนาดนี้ ปกติแล้วสถาบันการศึกษาทั่วๆ ไป เมื่อสอนจนจบหลักสูตรแล้ว ก็ย้อนกลับมาทวนกันใหม่ ยังไม่ค่อยมีองค์ความรู้ใหม่ๆ เกิดขึ้น แต่หลวงปู่ท่านสอนไม่ซ้ำวิชชา เพราะพญามารเองก็ทำไม่ซ้ำวิชชา ถ้าเราทวนความรู้แบบทางโลก ก็จะปราบมารไม่ได้ พระผู้ปราบมารจึงต้องสอนไม่ซ้ำวิชชา ครั้งหนึ่ง หลวงพ่อยืนอยู่หน้าบ้านธรรมประสิทธิ์ภายในบริเวณวัดปากน้ำ มองเห็นอาคารโรงเรียนปริยัติธรรม ซึ่งเป็นตึกสามชั้น อยู่ๆ คุณยายก็รำพึงขึ้นมาพร้อมกับชี้ไปที่อาคารนั้นว่า “ถ้าจะเอาความรู้ที่ยายเรียนจากหลวงพ่อวัดปากน้ำมาเขียนเป็นตำรา รวมเป็นเล่มแล้ว ตึกสามชั้นนี่ก็ไม่พอใส่” แล้วคุณยายก็สรุปด้วยว่า “ไม่รู้จะปริยายยังไง” หมายความว่าการที่ท่านได้รับรู้รับทราบเรื่องราวความเป็นจริงของสรรพชีวิตและสรรพสิ่งไปจนถึงจุดหนึ่งซึ่งเป็นที่สุดแล้ว ท่านก็พบว่าเป็นการยากที่จะอธิบายให้ผู้อื่นเข้าใจตามได้ เหมือนกับมีเด็กที่เพิ่งหัดพูดได้มาถามผู้ใหญ่ว่า “ลุงขานิพพานคืออะไร ทำยังไง ไปยังไง” ผู้ใหญ่ก็คงจะได้แต่นิ่งอึ้ง เพราะผู้ถามยังไม่พร้อมที่จะรับฟังคำตอบเลย ดังนั้นเวลามีคนมาถามเรื่องภายในกับยาย ท่านมักจะบอกว่า “คุณไปทำให้หยุดซะก่อน ทำให้เห็นซะก่อน แล้วยายจะสอนให้” เพราะคำว่า “ไม่รู้จะปริยายยังไง” นั้นหมายถึงมากมายมหาศาลเกินกว่าจะพรรณนาได้ เพราะในเมื่อพญามารประกอบวิชชาขึ้นมาอย่างไม่ซ้ำวิชชาเพื่อเบียดเบียนสรรพสัตว์และสรรพสิ่งตลอดหมดทั้งนิพพาน ภพสาม โลกันตร์ พระเดชพระคุณหลวงปู่ก็จำเป็นต้องถ่ายทอดไม่ซ้ำวิชชาเพื่อแก้ไขสิ่งเหล่านี้ --------------------------------------- จุดหมายคือที่สุดแห่งธรรม ไม่ปลดประจำการ ทหารทางโลกนั้นยังมีวันต้องปลดเกษียณและปลดประจำการ แต่ทหารแห่งกองทัพธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่มีวันปลดประจำการจนกว่าจะไปถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ ปัจจุบันนี้ เราเพียงแต่เห็นหนทางและทราบวิธีการที่จะไปถึงเท่านั้น แต่กำลังของเรายังไม่มากพอที่จะไปถึง จึงยังไม่ถึงกำหนดปลดประจำการ ดังนั้นเราก็ต้องชำระกาย วาจา ใจ ให้สะอาดบริสุทธิ์ พร้อมกับทำภารกิจทางธรรมที่ได้รับมอบหมายต่อไปจนกว่าร่างกายจะไม่สามารถใช้งานได้ กิจที่สำคัญที่สุดคือการเจริญสมาธิภาวนา เป็นสิ่งที่เราจำเป็นต้องกระทำ เพราะเป็นหนทางเดียวที่จะทำให้เราหลุดพ้นจากการเป็นบ่าวเป็นทาสของพญามารได้ ตอนนี้เรายังไม่เห็นพญามาร แต่พญามารนั้นเห็นเรา เขาเห็นเราตลอดเวลา ผู้ที่ยังเข้าไม่ถึงวิชชาธรรมกายจะไม่สามารถเห็นเขาได้ เขาจึงเห็นเราฝ่ายเดียว นักสร้างบารมีผู้มุ่งจะปราบมารและไปสู่ที่สุดแห่งธรรมนั้นล้วนอยู่ในบัญชีดำของเขาทั้งสิ้น ถ้าเขาถอดกายเราได้เขาก็จะถอด แต่ถ้ายังถอดไม่ได้ก็จะสร้างอุปสรรคในการสร้างบารมีให้เกิดขึ้น นี้เป็นสิ่งที่พญามารทำอยู่ตลอดเวลาไม่มีวันว่างเว้น ในเมื่อคุณยายละสังขารแล้ว เราก็จะไม่ได้ยินท่านอบรมสั่งสอนเหมือนแต่ก่อน เราจึงต้องสอนตัวเองให้ได้ แล้วก็ตั้งมโนปณิธานนับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปว่า สิ่งใดที่คุณยายทำเอาไว้เป็นแบบอย่างอันดีงามนั้น เราจะกระทำตามอย่างเต็มที่เต็มกำลังให้ต่อเนื่อง แล้วสักวันหนึ่งเมื่อเราเข้าถึงวิชชาธรรมกาย ความลับทั้งหลายก็จะได้รับการเปิดเผย เมื่อความลับไม่เป็นความลับอีกต่อไป พญามารก็จะไม่ได้เห็นเราข้างเดียวอีกแล้ว ต่อไปเราก็จะเห็นเขาด้วย ถึงตอนนั้นเราจะเข้าใจคำกล่าวของคุณยายว่า “ใครจะเข้านิพพานไปก่อนก็ไปเถอะ ยายอนุโมทนาด้วย แต่ยายยังไม่เข้าหรอกนิพพาน ยายจะไปปราบไอ้ดำ (มาร) ปราบให้สิ้นเชื้อไม่เหลือเศษแล้วจะไปสู่ที่สุดแห่งธรรม จะรื้อสัตว์ขนสัตว์ไปให้หมดเลย ไม่ให้หลงเหลือ” ที่ท่านเรียก “ไอ้ดำ” เพราะธาตุธรรมของมารเป็นสีดำล้วนๆ การที่ท่านพูดอย่างนี้อยู่บ่อยครั้ง แสดงให้เห็นว่าการเข้านิพพานถอดกาย (ดับขันธ์แล้วจึงเข้าอายตนนิพพานด้วยกายธรรมอรหัต) สำหรับท่านนั้นไม่ใช่เรื่องยาก ท่านมีบารมีมากพอที่จะเข้าเมื่อไรก็ได้ แต่มโนปณิธานของท่านคือการเข้านิพพานไม่ถอดกาย คำกล่าวของคุณยายนี้ท่านมักจะพูดบ่อยๆ แต่ไม่เป็นที่แพร่หลายทั่วไป เพราะท่านเกรงว่าคนที่ไม่เข้าใจจะหาว่าท่านผิดปกติ ท่านจะรำพึงให้หลวงพ่อหรือผู้ที่ไว้วางใจฟังเท่านั้น เมื่อใดก็ตามที่เราสามารถปราบพญามารได้สำเร็จ ในขั้นแรกกายของมนุษย์จะเปลี่ยนจากกายที่ไม่สมบูรณ์และแตกต่างกันอยู่นี้ กลายสภาพเป็นกายของมหาบุรุษ มีลักษณะเดียวกันกับกายมหาบุรุษในอายตนนิพพานไม่ถอดกาย ไม่มีเกตุดอกบัวตูมอยู่บนกระหม่อมเหมือนพระธรรมกายทั่วๆ ไป ซึ่งการจะทำเช่นนี้ได้ต้องอาศัยการทำวิชชาธรรมกายให้ถึงระดับความละเอียดที่เท่าเทียมกันหมดทุกคน แล้วรวมทบกำลังกันไป ทำให้กำลังของสมาธิจิตมีความเร็วแรงจนกระทั่งไปถึงจุดหมายปลายทางได้ในที่สุด --------------------------------------- สร้างบารมีอย่างไร้ขีดจำกัด พระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ได้ทรงอุบัติขึ้นในอดีตที่ผ่านมานั้นมีมากกว่าเม็ดทรายในท้องพระมหาสมุทรทั้งสี่ เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแต่ละพระองค์บังเกิดขึ้นแล้วก็ทรงทำหน้าที่สั่งสอนสรรพสัตว์จนกระทั่งบรรลุธรรมและเข้าอายตน-นิพพานตามไปได้ส่วนหนึ่ง ส่วนสรรพสัตว์ที่เหลืออีกมากมายมหาศาลก็ยังคงต้องเวียนว่ายตายเกิดกันต่อไป เพื่อรอคอยพระบรมโพธิสัตว์ผู้มีบุญบารมีแก่กล้ามาตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ต่อไปและกลับมาแนะนำสั่งสอนให้สั่งสมบุญบารมีอีกจนกระทั่งสามารถบรรลุธรรมได้ในที่สุด ในกรณีของคุณยายนั้น ท่านมีปฏิปทาการสร้างบารมีตามแบบอย่างของพระเดชพระคุณหลวงปู่วัดปากน้ำ คือสร้างบารมีอย่างไม่มีกำหนดระยะเวลา ไม่ว่าจะต้องใช้เวลายาวนานแค่ไหน ท่านก็จะบำเพ็ญบารมีเรื่อยไปจนกว่าจะสามารถปราบมารได้หมดและบรรลุถึงที่สุดแห่งธรรม การสร้างบารมีของท่านนั้นไม่ใช่เพื่อให้หนีพ้นไปจากวัฏสงสาร แต่เป็นการรื้อวัฏสงสารที่จองจำสรรพสัตว์ทั้งหลายเอาไว้ เมื่อรื้อได้แล้วท่านก็จะขนสรรพสัตว์ทั้งหลายไปสู่ฝั่งนิพพานให้ได้ทั้งหมด ไม่ว่ากาลเวลาข้างหน้าจะยาวนานอีกเท่าใดก็ตาม จะต้องทนทุกข์ยากลำบากแค่ไหนท่านไม่คำนึงถึง หากอุปมาว่าจักรวาลนี้เป็นที่โล่งๆ ว่างๆ และมีกองเพลิงไฟบรรลัยกัลป์เกิดขึ้นอยู่ทั่วทุกจักรวาล ท่านก็พร้อมที่จะลุยข้ามจากฝั่งหนึ่งไปยังอีกฝั่งหนึ่ง โดยไม่หวาดหวั่นต่อความร้อนแรงของเปลวเพลิง นี่คือหัวใจของพระบรมโพธิสัตว์ ซึ่งเหล่าศิษยานุศิษย์เคารพนับถือท่านว่าเป็นมหาปูชนียาจารย์ ทั้งพระเดชพระคุณพระมงคลเทพมุนี หลวงปู่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ผู้ค้นพบวิชชาธรรมกาย รวมถึงคุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง และทีมงานของท่าน เมื่อเราได้ทราบปฏิปทาให้การสร้างบารมีของท่านเช่นนี้แล้ว เราจะพบว่าคุณยายไม่ใช่บุคคลธรรมดา เพราะท่านได้สร้างบารมีมาต่อเนื่องยาวนาน นับภพนับชาติไม่ถ้วน ไม่ว่าจะเกิดมามีชีวิตเป็นคนชั้นสูง ชั้นกลาง หรือชั้นล่างก็ตาม ท่านยังมุ่งมั่นแน่วแน่ในการสร้างบารมีอย่างเต็มกำลัง แม้ชาตินี้ท่านจะมาเกิดเป็นกสิกรในครอบครัวชาวนา มีอาชีพปลูกข้าว แต่ท่านก็มีจิตใจสูงส่ง ยังคงมุ่งที่จะไปสู่ที่สุดแห่งธรรมเหมือนเดิม --------------------------------------- บุคคลมหัศจรรย์ของโลก ตลอดช่วงชีวิตของคุณยายนั้นท่านได้สร้างบุญกุศลมากมาย มากในระดับที่นักสร้างบารมีรุ่นหลังต้องนำมาศึกษาและประพฤติปฏิบัติตาม ในเรื่องของวัตถุทานท่านก็ไม่น้อยหน้าใคร ท่านได้สร้างวัดขึ้นมาแห่งหนึ่ง โดยชักชวนศิษยานุศิษย์จำนวนมากมาร่วมบุญกัน ซึ่งทุกคนก็จะได้ผลบุญเป็นการส่วนตัว แต่คุณยายจะได้รับบุญทั้งเป็นการส่วนตัวและส่วนรวม ซึ่งเกิดจากการทำด้วยตนเองและชักชวนผู้อื่นด้วย นอกจากนี้ท่านยังได้บวชพระเป็นจำนวนมากเพื่อสืบทอดอายุพระพุทธศาสนา อีกทั้งยังได้ให้ธรรมทานแก่บุคคลต่างๆ โดยทั่วไป ท่านให้ความรู้ในการดำเนินชีวิตอย่างถูกต้องในวัฏสงสารแก่ลูกศิษย์ของท่านมาโดยตลอด และยังมีบุญพิเศษจากการเข้าถึงวิชชาธรรมกาย ศึกษาเรียนรู้วิชชาธรรมกาย และทำหน้าที่ปราบมารประหารกิเลส จึงเป็นบุญใหญ่มหาศาลสำหรับท่านทีเดียว แม้คุณยายไม่มีความรู้ทางโลก อ่านหนังสือไม่ออก และเขียนหนังสือไม่ได้ แต่ใครจะเชื่อว่าท่านสามารถสอนทุกคนในโลกได้ หลวงพ่อเห็นทุกคนที่มากราบท่านไม่ได้ถามเกี่ยวกับเรื่องเศรษฐศาสตร์ รัฐศาสตร์ นิติศาสตร์ หรือศาสตร์อื่นใด ถามกันแต่เรื่องพุทธศาสตร์ คือนรกมีไหม สวรรค์มีไหม เอาบุญไปให้พ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย ได้ไหม ซึ่งความรู้เหล่านี้ไม่มีสอนกันทางโลก ไม่ว่าผู้ที่มาพบท่านจะจบปริญญาสาขาใดก็ตาม ถ้ายังไม่มีความรู้อย่างที่คุณยายรู้ ท่านก็จะสอนเขาได้โดยตอบอย่างไม่ติดขัด คำถามที่ทำให้ผู้เชี่ยวชาญทางโลกต้องถึงทางตัน แต่ผู้ที่ไม่รู้หนังสืออย่างคุณยายสามารถตอบได้ทั้งหมดเพราะแม้ว่าวุฒิการศึกษาของท่านจะต่ำแต่ภูมิธรรมของท่านสูงส่ง ท่านสามารถตอบได้ทั้งเรื่องราวในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ทั้งภพภูมิมนุษย์และในปรโลก เวลาตอบท่านจะตอบอย่างสบายๆ พูดถึงแต่เรื่องบาปบุญคุณโทษ นรกสวรรค์ พ่อแม่ ปู่ย่า ตายายของใครเสียชีวิตก็ไปหาท่าน ท่านก็ช่วยไปค้นคว้าหาข้อมูลมาให้ เพราะลูกหลานอยากจะสื่อสารไปถึง แต่ไม่รู้จะใช้วิธีการใด จึงต้องมาพึ่งคุณยายซึ่งท่านสามารถทำได้ หากคุณยายยังมีชีวิตอยู่ เราก็จะได้ยินได้ฟังเรื่องราวที่ดีจากท่าน นับตั้งแต่การอบรมสั่งสอนเรื่องข้อวัตรปฏิบัติ การถ่ายทอดคุณธรรมหรือเรื่องราวเกี่ยวกับวิชชาธรรมกาย ซึ่งมาจากคุณวิเศษภายในตัวท่าน แต่ท่านไม่เคยพูดเลยว่าท่านมีคุณวิเศษเหนือผู้อื่น กล่าวแต่เพียงว่าใครก็ตามที่เข้าถึงวิชชาธรรมกายแล้วก็จะทำได้เช่นนี้ เพราะพระธรรมกายมีอยู่แล้วในตัวของทุกคน เมื่อเข้าถึงแล้วก็ไปนรก ไปสวรรค์ ไปนิพพานได้ เป็นปกติ คำบอกกล่าวของคุณยายที่ว่า “นรกมี สวรรค์มี ไปนรกสวรรค์ได้ ไปมาแล้ว” จึงเป็นสิ่งที่ช่วยตอกย้ำความเชื่อมั่นในคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้กับทุกคน จนกระทั่งมีความตั้งใจที่จะดำเนินชีวิตอย่างถูกต้อง ผู้คนบนโลกนี้ ส่วนใหญ่ไม่มีใครทราบแน่ชัดว่า นรก สวรรค์มีอยู่จริงหรือไม่ ถ้ามีบุคคลใดมายืนยันว่า นรกมีจริง สวรรค์มีจริง แล้วสั่งสอนแนะนำจนกระทั่งเห็น สามารถพิสูจน์ด้วยตนเองได้ โลกก็จะตื่นตัวต่อการประพฤติปฏิบัติธรรม และการสร้างกุศลเพราะเชื่อในเรื่องบุญบาป เชื่อเรื่องนรกสวรรค์ เมื่อเกิดความเชื่อที่ถูกต้องแล้วศีลธรรมก็จะหวนกลับคืนมาสู่โลกครั้ง เพราะฉะนั้นการที่คุณยายเป็นผู้ให้คำยืนยันว่า นรกสวรรค์มีจริง จึงเป็นจุดสำคัญที่สามารถเปลี่ยนแปลงโลกได้ หลวงพ่อกล้าที่จะใช้คำว่า “คุณยายอาจารย์เป็นบุคคลมหัศจรรย์ของโลก” ผู้ใดก็ตามที่มีโอกาสได้ทำบุญกับคุณยายนั้นถือว่าไม่ธรรมดา เพราะท่านเข้าถึงพระธรรมกายภายในตัวที่ซ้อนอยู่ภายในอย่างมากมาย ท่านบวชหลายชั้น แม้ภายนอกท่านจะมีเรือนกายเป็นผู้หญิง ครองเพศเป็นอุบาสิกาแม่ชี แต่ภายในของท่านเป็นพระ ท่านจึงได้ชื่อว่าบวชข้างในหลายชั้นนับไม่ถ้วน ดังนั้นการทำบุญกับท่านจึงเท่ากับเป็นการเชื่อมสายบุญกับพระธรรมกายนับพระองค์ไม่ถ้วนที่ซ้อนอยู่ภายในตัวท่าน เมื่อทำบุญแล้ว พระธรรมกายนับพระองค์ไม่ถ้วนก็จะส่งกระแสบุญผ่านมายังศูนย์กลางกายของคุณยายแล้วส่งต่อมายังศูนย์กลางกายของผู้ที่ทำบุญกับท่าน บางคนอาจสงสัยว่าทำไมทำบุญกับหลวงปู่วัดปากน้ำและคุณยายจึงได้บุญมาก แม้จะทำเพียงเล็กน้อยก็ตาม สาเหตุของการได้ผลบุญต่างจากทั่วๆ ไป ก็เพราะท่านเป็นเนื้อนาบุญอันประเสริฐ มีมโนปณิธานอันสูงส่งและได้บำเพ็ญตนเพื่อบรรลุมโนปณิธานนั้นมาอย่างยาวนานนับภพนับชาติไม่ถ้วนแล้ว เพื่อที่จะขจัดต้นเหตุของกิเลสอาสวะให้หมดสิ้น การบูชาหรือทำบุญกับบุคคลมหัศจรรย์เยี่ยงท่านจึงก่อให้เกิดอานิสงส์ผลบุญที่น่าอัศจรรย์ด้วย --------------------------------------- สมณเทวบุตร การที่คุณยายละสังขารแล้วก็ไม่ได้หมายความว่าท่านจะได้พักผ่อนชื่นชมทิพยสมบัติอยู่ในเทวโลก ท่านไม่เคยละจากหน้าที่ที่ท่านทำอยู่ เพียงแต่เปลี่ยนสถานที่ทำงานเท่านั้น โดยมีรูปกายใหม่อันเป็นทิพย์หรือกายของสมณเทวบุตรที่ยังคงปฏิบัติธรรมอยู่ตลอดเวลา สมณเทวบุตรคือเทวบุตรที่ดำรงเพศสมณะ แต่มีกายภายในเป็นพระธรรมกาย สถิตอยู่ในวงบุญพิเศษเขตบรมโพธิสัตว์ ของสวรรค์ชั้นที่ 4 หรือสวรรค์ชั้นดุสิต ซึ่งเปรียบได้กับอารามที่อยู่ในสวรรค์ มี “มหาสมณเทวบุตร” คือพระเดชพระคุณหลวงปู่วัดปากน้ำเป็นประธานของวงบุญ เป็นเขตพิเศษที่สวยงามมาก บุคคลใดก็ตามที่มีมโนปณิธานอย่างท่านและมีกำลังบุญบารมีถึง ก็จะสามารถไปอยู่ที่นั่นได้ ถือเป็นที่พักกลางทางระหว่างการสร้างบารมี เพื่อรอคอยช่วงเวลาอันเหมาะสมเพื่อลงมาเกิดสร้างบารมีต่อไป แม้ว่าการสร้างบุญบารมีในเทวโลกนั้นจะได้อานิสงส์ไม่แรงเท่ากับเมื่อครั้งที่มีกายมนุษย์หยาบ เพราะว่ากายทิพย์เป็นเสมือนปูที่ไม่มีกระดอง หมายความว่าไม่แข็งแกร่งเหมือนกายมนุษย์ แต่คุณยายก็ยังคงทำใจหยุดนิ่งให้ละเอียดต่อเนื่องมุ่งเข้าสู่ภายในเรื่อยไปอย่างเต็มที่เต็มกำลัง ข้อได้เปรียบของกายทิพย์ก็คือ ไม่ปวดเมื่อย และไม่มีกิจที่จะต้องทำแบบมนุษย์ สามารถมุ่งทำสมาธิให้ละเอียดลึกซึ้งได้เพียงอย่างเดียว แต่ข้อด้อยคือจะไม่เร็วแรงเหมือนกายมนุษย์ ส่วนกายมนุษย์มีข้อจำกัดที่ต้องกิน ต้องนอน ต้องขับถ่าย ต้องพักผ่อน ต้องเปลี่ยนอิริยาบถ ต้องบริหารขันธ์ ต้องมีภารกิจ แต่ข้อดีคือเวลาทำสมาธิจนกระทั่งละเอียดลุ่มลึกแล้วจะมีอานุภาพเร็วแรง หากลูกหลานและศิษยานุศิษย์คนใดระลึกนึกถึงคุณยาย ท่านก็จะเผื่อแผ่บารมีธรรมมาเพื่อให้ได้สร้างบารมีกันอย่างผาสุก การนึกถึงท่านนั้นนึกได้ 2 วิธี คือทำความรู้สึกประหนึ่งว่าท่านกำลังเจริญสมาธิภาวนาอยู่ในกลางกายของเรา หรืออีกวิธีคือให้เราอยู่ในกลางกายของท่าน หากทำดังนี้แล้ว ใจของเราก็จะเชื่อมอยู่กับท่าน ซึ่งท่านจะสามารถรับรู้ได้ด้วยญาณทัสนะแล้วคุมบุญคุมธรรมะให้ เพื่อแก้ไขสิ่งไม่ดีที่ติดตัวเรามาข้ามภพข้ามชาติ ทำให้สิ่งไม่ดีต่างๆ เหล่านั้นละลายหายสูญด้วยอานุภาพของวิชชาธรรมกายที่ท่านเชี่ยวชาญ ด้วยเหตุนี้เอง คุณยายจึงเป็นบุคคลที่เราควรติดตามและทำตาม พร้อมกับหมั่นระลึกนึกถึงอยู่เนืองนิตย์ หากเราตามติดคุณยายแล้ว เราก็จะไม่พลัดไปสู่อบาย เพราะคุณยายอยู่ในเทวโลก ถ้าเราตามท่านบ้าง ไม่ตามบ้าง ก็จะหย่อนมาหน่อย คือจากดุสิต เป็นยามา หรือดาวดึงส์ หากตามท่านไม่ทันจริงๆ อาจได้อยู่สวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา เป็นครุฑ มีปากแหลมๆ อยู่บนใบหน้า เป็นนาค มีลำตัวยาวคล้ายงู เป็นยักษ์ มีผมหยิก ผิวคล้ำ หรือเป็นคนธรรพ์ ที่ชอบรำเถิดเทิง แต่ก็ยังดีกว่าไปอบายมากนัก หากเราจะตามติดคุณยายให้ได้จริงๆ ก็ต้องทำทาน รักษาศีล และเจริญภาวนา อย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ เพราะคุณยายสร้างบารมีเหมือนติดจรวด ถ้าเราทำแบบย่อหย่อน ก็เหมือนปั่นจักรยานไป อาจจะไปไม่ถึงจุดที่ท่านอยู่ แต่ถ้าเราไปถึงได้ เราก็จะได้รับฟังคำสอนและได้ปฏิบัติธรรมร่วมกับท่านอีก เพราะฉะนั้นแล้ว หลวงพ่ออยากให้ทุกคนนึกถึงคุณยาย นึกถึงคุณความดี และความทุ่มเทในการสร้างบารมีของท่าน เมื่อเรานึกถึงแล้ว เราจะมีแรงบันดาลใจในการทำอย่างท่าน ความเป็นสิริมงคลและบุญกุศลจะเกิดขึ้นแก่กาย วาจา ใจ ของเรา กระแสบุญจะปรับปรุงธาตุธรรมของเราให้สะอาดบริสุทธิ์ยิ่งๆ ขึ้นไป เพื่อให้เหมาะสมต่อการไปสู่จุดหมายของสรรพชีวิต นั่นคือที่สุดแห่งธรรม