คำปรารภ วันอาทิตย์ที่ ๕ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๒ เส้นทางสายกลางภายใน ต้องง่าย แล้วก็ง่ายเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เหมือนเส้นผมบังภูเขา ที่ใครๆ นึกไม่ถึงเลยว่า หนทางแห่งการดับทุกข์ หลุดพ้นจากกิเลสอาสวะ บรรลุมรรคผลนิพพานนั้นต้องทำด้วยวิธีที่ง่ายที่สุด ด้วยการหยุดใจนิ่งๆ และง่ายเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อย่างที่เรานึกไม่ถึง เราจึงมองข้ามไป แล้วไปทำด้วยวิธีที่ยากๆ สลับซับซ้อน ที่เต็มไปด้วยปัญหา และแรงกดดันโดยเข้าใจผิดว่า สิ่งที่เรากำลังทำอยู่นั้น จะนำเราไปสู่การดับทุกข์เข้าถึงความสุขสมปรารถนาของชีวิต แต่ความจริงไม่ใช่อย่างนั้นเลย พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์ทรงค้นพบตรงกันว่าต้อง “หยุด” จึงจะเป็นตัวสำเร็จ คือ ต้องทิ้งทุกอย่าง วางทุกสิ่งนิ่งอย่างเดียว ต้องคลายความผูกพันจากสรรพสัตว์สรรพสิ่งทั้งหลาย โดยพิจารณาไปตามความเป็นจริงว่า สิ่งเหล่านั้นย่อมไปสู่จุดสลาย มีการผุพังไปเป็นธรรมดา แล้วก็เป็นอย่างนี้ทั้งหมดไม่มีเว้นเลย จะเป็นคน สัตว์ สิ่งของ โลก จักรวาล ในที่สุดก็ไปสู่การเสื่อมสลาย ผุพังกันไปตามกาลเวลา เพราะฉะนั้นท่านเหล่านั้นจึงเกิดความเบื่อหน่าย พอเบื่อหน่ายก็คลายความผูกพัน ใจก็หลุดพ้นจากสิ่งเหล่านั้น มาหยุดนิ่งตั้งมั่นอยู่ภายในบริสุทธิ์ผ่องใส แล้วก็เห็นไปตามลำดับในสิ่งที่มีอยู่แล้วในตัว พึงจำไว้ว่า เส้นทางที่จะไปสู่ทางสายกลางภายใน ที่พ้นจากสรรพกิเลสทั้งหลาย เป็นเส้นทางแห่งความบริสุทธิ์นั้นต้องง่าย แต่ลึกซึ้ง และต้องง่ายเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ จนกระทั่งง่ายแสนง่าย สมมติว่า เราปฏิบัติไปแล้ว เริ่มเกิดความยาก รู้สึกตึง เกร็งเครียด ตึงทั้งกายทั้งใจ รู้สึกยากขึ้นมาแล้ว อย่างนั้นไม่ใช่นะ เราต้องมาเริ่มต้นใหม่ และพร้อมที่จะเริ่มต้นใหม่ในทกุ ๆ ครั้ง ที่เกิดอาการอย่างนั้น เพราะมันไม่ใช่วิธีที่ถูกต้อง มาเริ่มต้นใหม่อย่างง่ายๆ ทำให้ถูกหลักวิชชา มีความเพียร ก็จะสมปรารถนาได้ หลวงพ่อธัมมชโย สิ่งที่แสวงหาอยู่ที่ใจหยุดนิ่ง วันจันทร์ที่ ๒๘ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ เมื่อเราบูชาพระรัตนตรัยกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว ต่อจากนี้ไปตั้งใจให้แน่แน่วมุ่งตรงต่อหนทางพระนิพพานกันทุกๆ คนนะให้นั่งขัดสมาธิ โดยเอาขาขวาทับขาซ้าย มือขวาทับมือซ้าย ให้นิ้วชี้ของมือข้างขวาจรดนิ้วหัวแม่มือข้างซ้าย วางไว้บนหน้าตักพอสบายๆ หลับตาของเราเบาๆ ค่อนลูก พอสบายๆ คล้ายๆ กับตอนที่เราใกล้จะหลับ อย่าไปบีบเปลือกตา อย่ากดลูกนัยน์ตา แล้วก็ทำใจของเราให้เบิกบาน แช่มชื่น ให้สะอาด บริสุทธิ์ผ่องใส ไร้กังวลในทุกสิ่ง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม ให้ปลด ให้ปล่อย ให้วาง ทำใจให้ว่างๆ สมมติว่า ภายในร่างกายของเราปราศจากอวัยวะ ปอด ตับ ม้าม ไต หัวใจ เป็นต้น สมมติเป็นที่โล่งๆ ว่างๆ เป็นปล่อง เป็นช่อง เป็นโพรง กลวงภายในคล้ายๆ ท่อแก้ว ท่อเพชรใสๆ คราวนี้เราก็มานึกถึงคำสอนของพระเดชพระคุณหลวงปู่ ผู้ค้นพบวิชชาธรรมกาย ที่ท่านสรุปคำสอนธรรมะปฏิบัติเอาไว้ว่า “หยุดเป็นตัวสำเร็จ” “หยุดเป็นตัวสำเร็จ ตั้งแต่เบื้องต้นจนกระทั่งเป็นพระอรหันต์” พอจะสรุปได้ว่า ตั้งแต่เบื้องต้นจนกระทั่งถึงจุดหมายปลายทางนั้น ไม่ได้ทำอย่างอื่นเลย หยุดอย่างเดียวเท่านั้น คือ เอาใจที่แวบไปแวบมานั้น มาหยุดนิ่งๆ อยู่ที่ศูนย์กลางกาย ฐานที่ ๗ ซึ่งอยู่ในกลางท้องของเรา ในระดับที่เหนือจากสะดือขึ้นมา ๒ นิ้วมือ ตรงนี้แหละเรียกว่า ฐานที่ ๗ โดยมีเครื่องหมายที่ใส สะอาด บริสุทธิ์ ประดุจเพชรลูกที่เจียระไนแล้ว ไม่มีตำหนิ กลมรอบตัว โตเท่ากับแก้วตาของเราคือ ประมาณปลายนิ้วก้อย นิ้วนาง นิ้วกลาง เป็นต้น ให้เครื่องหมายนี้เป็นหลักที่ยึดที่เกาะของใจเรา ใจจะได้ไม่ซัดส่ายไปคิดเรื่องอื่น เรื่องคน สัตว์ สิ่งของ ธุรกิจการงาน บ้านช่อง ครอบครัว เป็นต้น ใจจะได้มาอยู่ในตัว ซึ่งเป็นที่ตั้งดั้งเดิมของใจอย่างถาวร ใจจะได้กลับมาหยุดมานิ่ง เพราะหยุดเป็นตัวสำเร็จทำให้เราสมปรารถนาในทุกสิ่ง สิ่งที่ทุกคนแสวงหา สิ่งที่เราปรารถนานั้น คือความสุขที่แท้จริง ไม่ว่าเราจะปรารถนาอะไรก็ตาม ในเบื้องต้นอาจจะหลากหลาย แต่ตอนปลายนั้นต้องการความสุขที่แท้จริง เช่น อยากได้ที่ดิน อยากได้บ้านอยากมีครอบครัวที่อบอุ่น อยากได้รถ อยากได้ยวดยานพาหนะ อยากได้แหวน อยากได้เครื่องประดับ อยากได้ทรัพย์สินเงินทอง อยากได้ยศ ตำแหน่ง อยากมีอำนาจ วาสนา อยากมีพวกพ้องบริวาร นี่คือเบื้องต้นที่เราอยากมี อยากได้ อยากเป็น แต่ตอนสุดท้ายที่อยากอย่างนี้ ก็เพราะถ้าสมอยากแล้ว เรามีความสุขคือสุดท้ายอยากได้ความสุข โดยผ่านคนสัตว์สิ่งของนั่นเอง อยากมีเงินก็เพราะอยากมีความสุข คิดว่ามีเงินแล้วซื้อความสุขได้ อยากได้ยศ อยากได้ตำแหน่ง คิดว่ามีแล้วจะทำให้เรามีความสุข ความสุขคือสุดยอดแห่งความปรารถนาของสรรพสัตว์ทั้งหลาย ไม่ใช่เฉพาะมนุษย์เท่านั้น แม้สัตว์ทั้งหลายก็เช่นเดียวกัน สัตว์อยากกิน อยากมีความสุข มีคู่ก็อยากจะมีอย่างมีความสุข แม้จะเจ็บจะป่วยก็อยากเจ็บป่วยอย่างมีความสุข ตายก็อยากตายอย่างมีความสุข ตายไปแล้วก็อยากไปอยู่ในที่ที่มีความสุข สุขทั้งนั้นเลย เพราะฉะนั้นความสุขคือสุดยอดแห่งความปรารถนาของสรรพสัตว์ทั้งหลาย สุขแท้จริงอยู่ที่หยุดนิ่ง สุขที่แท้จริงมนุษย์ยังไม่เคยเจอเลย เจอแต่สุขกำมะลอยังเป็นของเทียมอยู่ แต่สุขที่แท้จริงอยู่ที่หยุดกับนิ่ง มารวมประชุมตรงนี้แหละ เพราะฉะนั้นหยุดเป็นตัวสำเร็จ ทำให้เราสมหวังดังใจในทุกสิ่ง พอหยุดได้แล้ว ความปรารถนาต่างๆ ก็จะลดน้อยถอยลงไป ยิ่งเข้าถึงพระรัตนตรัยในตัวยิ่งไม่อยากได้อะไรเลย แต่อยากจะเรียนรู้ความจริงของชีวิต ของสรรพสัตว์และสรรพสิ่งทั้งหลาย อยากหลุดพ้นจากกิเลสอาสวะ อยากไปนิพพาน อยากไปสู่ที่สุดแห่งธรรม มันจะเป็นอย่างนั้น เพราะฉะนั้น หยุดเป็นตัวสำเร็จตั้งแต่เบื้องต้นจนกระทั่งเป็นพระอรหันต์ ถ้าเราจับหลักได้อย่างนี้ จะเห็นว่ามันไม่ยากหรือยากพอสู้ ฝึกใจให้หยุดนิ่งอยู่กับเนื้อกับตัว โดยเฉพาะที่ศูนย์กลางกาย ฐานที่ ๗ ให้ใจมาหยุดนิ่งที่ตรงนี้ ฝึกหยุดฝึกนิ่งประคองใจไปด้วยบริกรรมภาวนา สัมมาอะระหัง เรื่อยไปเลย จะกี่สิบ กี่ร้อย กี่พัน กี่หมื่น กี่แสนครั้งก็ได้ ภาวนาไป ตรึกนึกถึงดวงใสๆ ใจหยุดอยู่ในกลางดวงใสๆ อย่าให้เผลอจากสองอย่างนี้ ถ้าเผลอแล้วใจไม่หยุด แต่ถ้าไม่เผลอ ใจจะหยุดจะนิ่งอยู่ในกลางกาย เอกายนมรรค พอใจหยุดถูกส่วนเข้า มันจะทิ้งคำภาวนา จะตกศูนย์วูบลงไปฐานที่ ๖ ซึ่งอยู่ระดับเดียวกับสะดือ ห่างจากฐานที่ ๗ สองนิ้วมือไปยกเอาดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์หยาบลอยขึ้นมา เป็นดวงใสบริสุทธิ์ โตเท่ากับฟองไข่แดงของไก่ สุกใส บังเกิดขึ้นที่ฐานที่ ๗ ดวงนี้พระเดชพระคุณหลวงปู่ ผู้ค้นพบวิชชาธรรมกาย ท่านเรียกว่า ดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน หรือดวงปฐมมรรค พอได้ดวงนี้ก็ง่ายแล้ว การที่จะไปสู่อายตนนิพพานไปถูกแล้ว เพราะทางไปมีทางเดียว เป็นทางสายกลางภายใน โดยเริ่มต้นจากดวงปฐมมรรคนั่นแหละ ทางเอกสายเดียว ไม่มี ๒ ทางเพราะมีทางเดียวนี่แหละ จึงว่ามันง่าย หรือยากพอสู้ ถ้ามีใครมาชี้บอกทางเราว่า ไปทางนี้ มีทางเดียว อย่างนี้ เราจะไปผิดทางได้อย่างไร พอไปทางนั้น ปลายทางก็คือ จุดหมายที่เราต้องการ ไม่มีใครชี้แนะอย่างนี้ นอกจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าชี้หนทางสายกลาง แต่มาชี้ชัดเจนขึ้นในยุคของเรา คือ พระเดชพระคุณหลวงปู่พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) ผู้ค้นพบวิชชาธรรมกายนี่แหละ เพราะฉะนั้น ได้ดวงใสแล้วก็ง่ายแล้ว ไม่มีผิดทาง เพราะทางเอกมีสายเดียว อยู่กลางดวง ท่านบอกหมดเลยว่า หยุดถูกส่วน ตกศูนย์ ปฐมมรรคเกิด ไปสู่อายตนนิพพาน ในเส้นทางสายกลางซึ่งอยู่กลางดวงปฐมมรรค เห็นไหมจ๊ะว่า มันง่ายแล้ว ใจก็จะนิ่งแน่นไปเรื่อยๆ พอถูกส่วนเข้าก็จะเข้าถึง สิ่งที่มีอยู่ในตัว ซึ่งไม่ได้ไปปรุงแต่งเลย มีมาก่อนการบังเกิดขึ้นของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสียอีก เมื่อท่านบังเกิดขึ้น ท่านก็ไปค้นพบ พบแล้วก็นำมาเปิดเผย นำมาชี้แจง มาสั่งสอนว่า มีอย่างนี้อยู่ภายในกายของเรา ของจริง อยู่กลางกาย พอเข้ากลางปฐมมรรคได้ จะเจอแต่ของจริงทั้งนั้น สิ่งที่อยู่นอกปฐมมรรคยังเป็นของเทียม ยังไม่ใช่ของแท้ ของกำมะลอ เพราะเป็นของเทียม ท่านจึงไม่ให้ไปยึดติด ไปยึดมั่นถือมั่น ให้ปลด ให้ปล่อย ให้วางเสีย เพราะถ้าหากไปติดตรงนั้นมันจะหมดเวลาของชีวิตไป แล้วจะไม่เจอสิ่งที่ต้องการ ท่านถึงว่า อย่าไปติดสิ่งเหล่านั้น คือสิ่งที่เราอาศัยเกี่ยวข้องกันชั่วคราวตอนที่เป็นมนุษย์อยู่เท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นคน สัตว์ สิ่งของ หรือจะเป็นอะไรก็แล้วแต่ มันเกี่ยวข้องพัวพันกันเฉพาะ ตอนเป็นมนุษย์เท่านั้น ตายแล้วก็แยกย้ายกระจัดกระจายกันไป ถ้าเราไปติด มันก็หมดเวลาของชีวิต สิ่งที่อยู่นอกปฐมมรรค ล้วนตกอยู่ภายใต้กฎเหล็กของไตรลักษณ์ คือ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และเสื่อมสลายไป มีการเปลี่ยนแปลง ไม่คงที่ ถ้าเป็นคน ก็ไล่เรื่อยไปตั้งแต่เป็นทารก มาเป็นเด็ก เป็นวัยรุ่น วัยหนุ่มสาว วัยกลางคน วัยชรา สุดท้ายก็ตาย เปลี่ยนกันมาเรื่อยๆ จากสดใส มาเสื่อมโทรม มาทรุดโทรม เพราะฉะนั้นไม่ให้ไปติด สิ่งของก็เหมือนกัน ต่างเดินทางไปสู่จุดสลายทั้งนั้น เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็เสื่อมสลายไป สุดท้ายลงไปอยู่ในถังขยะทั้งนั้น เดี๋ยวก็ไปอยู่ในดิน แล้วก็แยกย้ายกันไป จะเป็นเสื้อผ้า ตึกราม บ้านช่อง ในที่สุดก็ไปสู่จุดสลายทั้งนั้น มันไม่คงที่ เพราะไม่คงที่นี่แหละ ขืนไปยึดมั่นถือมั่นแล้วมันจะทุกข์ ทุกข์กายทุกข์ใจเพราะว่าไม่ใช่ของแท้ เป็นอนัตตา ของเทียม ยังไม่ใช่ของจริงของที่อยู่นอกปฐมมรรคเป็นอย่างนี้นะลูกนะ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงสอนว่า อย่ายึดมั่นถือมั่น เอาพอดีๆ จะเกี่ยวข้องจะพัวพันอะไรก็พอดี แค่เป็นเครื่องอาศัยเท่านั้น จะเป็นทรัพย์สินเงินทองก็ชั่วคราว เพราะฉะนั้นใช้ให้เป็นอย่าตกเป็นทาสของมัน สิ่งที่จริงแท้อยู่ในกลางปฐมมรรค อยู่ในตัวของเรา ไม่ได้อยู่นอกตัวเลย อยู่ตรงฐานที่ ๗ พอหยุดนิ่งถูกส่วนเดี๋ยวก็เข้าถึงปฐมมรรค หยุดกลางปฐมมรรค เดี๋ยวก็เข้าไปถึงธรรมที่ละเอียด ที่ประณีตยิ่งขึ้น หยุดถัดๆ ไป จะใหญ่โตขึ้นไปเรื่อยๆ เป็นหยุดที่ยิ่งใหญ่ที่นิ่งแน่นไปเรื่อย ยิ่งกว้างขวาง ยิ่งขยาย ยิ่งโตใหญ่ในสิ่งที่เราเห็นยิ่งหยุด ยิ่งนิ่ง ยิ่งโตใหญ่ขยายไปเรื่อยๆ นี่แปลก อัศจรรย์ทีเดียว ถ้าไม่หยุด จะคับแคบ จะอึดอัด แต่ถ้าหยุดได้แล้วขยาย หยุดสอง ขยายมากกว่าหยุดที่หนึ่ง หยุดสาม หยุดสี่ หยุดร้อยพัน หมื่น แสน ล้าน ยิ่งขยายโตใหญ่หนักยิ่งขึ้น ขยายไปถึงไหน ก็เห็นไปถึงนั่น เห็นถึงไหนก็รู้ถึงนั่น อานิสงส์ใจหยุดนิ่ง มีสิ่งที่จะต้องเรียนรู้อีกเยอะ ที่เกิดจากใจหยุดนิ่ง ความรู้ที่เกิดจากใจหยุดนิ่ง เป็นความรู้ที่แท้จริง เป็นของจริงๆ ยิ่งรู้ใจยิ่งบริสุทธิ์ ยิ่งรู้ยิ่งมีความสุข ยิ่งมีพลังใจในการสร้างความดียิ่งๆ ขึ้นไป หยุดกับนิ่งสำคัญมากๆ นะลูกนะ เดี๋ยวก็จะเห็นกายในกาย กายมนุษย์ กายทิพย์ กายรูปพรหม กายอรูปพรหม กายธรรมโคตรภู กายธรรมพระโสดาบัน กายธรรมพระสกิทาคามี กายธรรมพระอนาคามี กายธรรมพระอรหัต ให้หยุดต่อไป เดี๋ยวก็จะเห็นกายธรรมในกายธรรม โตขึ้นไปเรื่อยๆ ขยายไปเรื่อยๆ ใจก็ยิ่งมีอานุภาพ มีความเป็นใหญ่อยู่ในตัว พอหยุดนิ่งจะยิ่งพึ่งตัวเองได้ จะรู้เลยว่าอะไรคือที่พึ่ง อะไรไม่ใช่ที่พึ่ง สิ่งไหนที่ควรระลึกถึง สิ่งไหนไม่ควรระลึกถึง หยุดนิ่งได้ถึงจะเข้าใจ ถ้าไม่หยุดนิ่ง จะไขว้เขว จะเข้าใจผิด สิ่งที่ไม่ใช่ที่พึ่งก็จะเข้าใจว่าเป็นที่พึ่ง สิ่งที่ไม่ควรระลึกถึงก็จะคิดถึงทั้งวันทั้งคืน จะกินจะนอนก็นึกถึงกันตลอด นั่นเพราะไม่ได้หยุดนิ่ง แต่ถ้าหากหยุดนิ่งรู้เลย เพราะเห็นความแตกต่างที่เราเคยเห็น เคยรู้ เคยเข้าใจ กับสิ่งใหม่ๆ ที่เกิดจากหยุดกับนิ่ง มันมีข้อแตกต่างกันราวฟ้ากับดิน ถึงตอนนั้นใจก็รู้ว่า ควรจะเลือกอะไร ยิ่งเมื่อเข้าถึงกายธรรม เราจะพบว่า พระธรรมกายนี่แหละเป็นที่พึ่งที่ระลึกอันสูงสุดของเรา เป็นพระเจ้าภายในที่สัมผัสได้ ให้คุณอย่างเดียว ไม่ให้โทษเลย เมื่อเข้าไปถึงแล้วเราจะรู้ด้วยตัวของเราเอง พึ่งตัวเองได้ อยู่คนเดียว ก็ไม่เหงา ไม่เศร้า ไม่ซึม ไม่เซ็ง ไม่เครียด ไม่เบื่อ ไม่กลุ้ม เพราะฉะนั้น เราจะต้องมีความรักที่จะเข้าถึงอย่างแรงกล้าอย่างหลงใหล เพราะท่านจะเป็นที่พึ่งให้กับเราอย่างแท้จริง ถ้าเรามีที่พึ่งที่แท้จริงได้ เดี๋ยวเราก็เป็นที่พึ่งให้กับใครๆ ก็ได้ทั้งนั้นใครเข้ามาใกล้เรา เราก็เป็นที่พึ่งให้กับเขาได้ หยุดกับนิ่งทำให้เกิดปัญญา ซึ่งจะแก้ไขปัญหาทั้งหลายได้ เพราะฉะนั้นเวลาใครมีปัญหา หลวงพ่อถึงแนะนำให้หยุดกับนิ่ง ดูตัวอย่างพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตอนผจญมาร พระองค์ไม่ได้ทำอย่างอื่นเลย หยุดกับนิ่งอย่างเดียว แล้วก็ระลึกนึกถึงบุญบารมีความดีที่ได้กระทำเอาไว้นับภพนับชาติไม่ถ้วน พอนึกถึงบุญ นึกถึงบารมี ความดีที่ทำเอาไว้ ใจก็ปลื้มปีติเบิกบานความเบิกบานนั้นขจัดความหวั่นไหวให้หมดสิ้นไป ขจัดความฟุ้งจิตก็มั่นคง แน่วแน่ ปัญญาจึงเกิดขึ้น บุญก็ขยายพรึบห้อมล้อมตัวเลย พญามารก็แพ้ภัยไป ทำอะไรไม่ได้ เพราะหยุดกับนิ่งอย่างเดียว นั่นคือต้นแบบของการแก้ปัญหาทั้งหลาย ไม่ว่าปัญหาอะไรจะเกิดขึ้น ไม่สู้ ไม่หนี ทำความดีเรื่อยไปด้วยหยุดกับนิ่ง ไม่ช้าสิ่งที่เป็น ปัญหาก็จะล่มสลายไป เหลือแต่ความสว่างไสว เมื่อมีคนเข้าใจผิดได้ คนเข้าใจถูกก็มีอยู่และความเข้าใจผิดมันไม่จีรัง วันนี้เข้าใจผิด พรุ่งนี้เข้าใจถูกได้ หยุดนิ่งจึงสำคัญมากนะ ต้องฝึก ต้องทำให้ได้ ให้มีให้เป็นขึ้นมา พึ่งได้ตลอดกาล ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ในสถานการณ์ใดๆ แม้ตอนที่จะต้องเจอมัจจุมาร มัจจุมารจะมองไม่เห็น พอถึงตอนนั้นเราตายก่อนตาย ถอดกายไปแล้ว ตายก่อนตายได้ ดังนั้นให้ตั้งใจฝึกให้หยุดนิ่ง ให้เข้าถึงพระธรรมกายกันให้ได้นะ คืนนี้ก็เช่นเคย ใครเหนื่อย ใครง่วง ใครเพลีย ใครตั้งใจมาก นั่งแล้วมันตึง ก็ปล่อยให้หลับลงไปในสมาธิ ในกลางกาย เมื่อยก็ขยับ ฟุ้งก็ลืมตา แล้วก็เริ่มต้นว่ากันใหม่ ให้ลูกทุกคนสมหวังดังใจในการเข้าถึงพระรัตนตรัยในตัวคืนนี้ทุกๆ คน ต่างคนต่างนั่งกันไปเงียบๆ นะ สาธุชน : บ้านแก้วเรือนทองของคุณยายอาจารย์ฯ : ๑๙.๐๐ - ๒๑.๐๐ น. หลวงพ่อธัมมชโย เข้าถึงธรรมได้..ชีวิตเปลี่ยน วันพฤหัสบดีที่ ๑๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๕ เมื่อเราบูชาพระรัตนตรัยกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว ต่อจากนี้ไปตั้งใจให้แน่แน่วมุ่งตรงต่อหนทางพระนิพพานกันทุกๆ คนนะ ให้นั่งขัดสมาธิ โดยเอาขาขวาทับขาซ้าย มือขวาทับมือซ้าย นิ้วชี้ของมือข้างขวาจรดนิ้วหัวแม่มือข้างซ้าย วางไว้บนหน้าตัก พอสบายๆ หลับตาของเราเบาๆ ค่อนลูก พอสบายๆ คล้ายๆ กับตอนที่เราใกล้จะหลับ อย่าไปบีบเปลือกตา อย่ากดลูกนัยน์ตา แล้วก็ทำใจของเราให้เบิกบาน ให้แช่มชื่น ให้สะอาด บริสุทธิ์ผ่องใส ไร้กังวลในทุกสิ่ง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม ให้ปลด ให้ปล่อย ให้วาง ทำใจให้ว่างๆ สมมติว่า ภายในร่างกายของเราปราศจากอวัยวะ ปอด ตับ ม้าม ไต หัวใจ เป็นต้น สมมติเป็นที่โล่งๆ ว่างๆ เป็นปล่อง เป็นช่อง เป็นโพรง กลวงภายใน คล้ายๆ ท่อแก้ว ท่อเพชรใสๆ คราวนี้เราก็มานึกถึงคำสอนของพระเดชพระคุณหลวงปู่ วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ผู้ค้นพบวิชชาธรรมกาย ที่ท่านแนะนำสั่งสอนเอาไว้ โดยสรุปว่า “หยุดเป็นตัวสำเร็จ” คือ ใจที่แวบไปแวบมา คิดไปในเรื่องราวต่างๆ นำมาหยุดนิ่งๆ อยู่ที่ศูนย์กลางกาย ฐานที่ ๗ ซึ่งอยู่ในกลางท้องของเรา ในตำแหน่งที่เหนือจากสะดือขึ้นมา ๒ นิ้วมือ หรือจำง่ายๆ ว่า อยู่ในกลางท้อง แล้วก็ให้กำหนดบริกรรมนิมิตขึ้นมาเป็นดวงใสๆ บริสุทธิ์ ประดุจเพชรลูกที่เจียระไนแล้ว ไม่มีตำหนิ ไม่มีขีดข่วนคล้ายขนแมว โตเท่ากับแก้วตาของเรา แล้วท่านก็ให้ตรึกถึงดวงใส หยุดอยู่ในกลางดวงใสๆ คือนึกถึงดวงใสเรื่อยไป พร้อมกับประคองใจให้หยุดนิ่งด้วยคำภาวนาว่า สัมมาอะระหัง ประคองใจไปเรื่อยๆ จะกี่สิบ กี่ร้อย กี่พัน กี่หมื่น กี่แสนครั้งก็ได้ จนกว่าใจจะหยุดนิ่ง พอใจหยุดนิ่งจะทิ้งคำภาวนา จะมีอาการคล้ายๆ กับว่า เราลืมคำภาวนา แต่ใจไม่ฟุ้งไปคิดเรื่องอื่น หรือเกิดความรู้สึกว่าไม่อยากจะภาวนา อยากหยุดใจไว้กลางดวงนิ่งๆ ถ้าเกิดความรู้สึกอย่างนี้ก็ไม่ต้องย้อนกลับมาภาวนา ให้รักษาใจที่หยุดนิ่งๆ นุ่มๆ ละมุนละไมอย่างนี้เรื่อยไป ไม่ช้าจะถูกส่วนเอง ดวงภายใน กายภายใน พอถูกส่วนก็จะตกศูนย์วูบลงไปที่ ฐานที่ ๖ ซึ่งอยู่ที่กลางท้องระดับเดียวกับสะดือ ห่างกันแค่ ๒ นิ้วมือ แล้วก็จะไปยกเอาดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์หยาบ ใสบริสุทธิ์ โตเท่ากับฟองไข่แดงของไก่ลอยขึ้นมาแทนที่ ดวงนี้ท่านเรียกว่า “ดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน” หรือดวงปฐมมรรค ดวงปฐมมรรค แปลว่า เบื้องต้นที่จะไปสู่อายตนนิพพานหมายถึงว่า เมื่อธรรมดวงแรกนี้บังเกิดขึ้นแล้ว การเดินทางไปสู่อายตน-นิพพานในเส้นทางสายกลางภายในก็จะเริ่มขึ้น หลังจากนั้นใจจะหยุดนิ่งไปเองไปเรื่อยๆ ก็จะเข้าถึงดวงธรรมในดวงธรรม คือ ดวงศีล ดวงสมาธิ ดวงปัญญา ดวงวิมุตติดวงวิมุตติญาณทัสสนะ แล้วก็จะเข้าถึงกายในกาย กายมนุษย์ละเอียด กายทิพย์ กายรูปพรหม กายอรูปพรหม กายที่สำคัญคือ ธรรมกาย ซึ่งเป็นองค์พระรัตนตรัย ลักษณะสวยงามมาก ประกอบด้วยลักษณะมหาบุรุษครบถ้วนทุกประการเป็นกายองค์พระ เกตุดอกบัวตูม ใสบริสุทธิ์ ใสเกินใส ใสยิ่งกว่าเพชร งามไม่มีที่ติ ใสเกินใส สวยเกินสวย นั่นแหละคือที่พึ่งที่ระลึกของเรา อานิสงส์การเข้าถึงธรรม ถ้าเข้าถึงธรรมกายได้ ชีวิตก็จะเปลี่ยนแปลงไป จะแตกต่างจากที่ผ่านมา ที่ผ่านมานั้นชีวิตเต็มไปด้วยความทุกข์ มีขึ้นมีลงมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาทำให้ใจกระเพื่อม เดี๋ยวดีใจเดี๋ยวเสียใจ เดี๋ยวหัวเราะ เดี๋ยวร้องไห้ ไม่ว่าเป็นเศรษฐี เป็นชนชั้นกลาง หรือชนชั้นล่างที่หาเช้ากินค่ำ หาค่ำกินกลางคืนก็แล้วแต่ ล้วนมีความทุกข์ด้วยกันทั้งสิ้น เศรษฐีก็ทุกข์แบบเศรษฐี ชนชั้นกลางก็ทุกข์แบบชนชั้นกลาง ชนชั้นล่างก็ทุกข์แบบชนชั้นล่าง ล้วนมีทุกข์ทั้งสิ้น แต่ว่าพูดไม่ออก บอกไม่ถูก บอกกับใครก็ไม่ได้ หน้าชื่นอกตรม แต่รู้อยู่เต็มอกอยู่ในใจว่า เราไม่สบายกายไม่สบายใจเลย โศกเศร้า ซึม เซ็ง เครียด เบื่อกลุ้ม หมุนวนเวียนกันอยู่ในใจ เดี๋ยวยินดี เดี๋ยวยินร้าย มีลาภ เสื่อมลาภ มียศ เสื่อมยศ มีคนสรรเสริญ เดี๋ยวก็มีคนนินทา มีสุข มีทุกข์ ไม่เที่ยงแท้ถาวร เปลี่ยนแปลง กันอยู่ตลอดเวลา แต่ที่อยู่ได้ก็เพราะมีความหวัง หวังว่าสักวันหนึ่งชีวิตจะดีขึ้นกว่านี้ เมื่อใดได้เข้าถึงพระธรรมกายแล้ว ความหวังที่เคยหวังนั้นก็สมหวัง ชีวิตจะเปลี่ยนแปลงไปเป็นชีวิตใหม่ที่อุดมไปด้วยความสุข ความสุขที่แตกต่างจากที่เคยเจอ สุขจริงแท้ที่เป็นอิสระกว้างขวาง ไม่มีขอบเขต มีชีวิตชีวา จิตใจสดใส เบิกบาน ยิ้มแย้มแจ่มใสอยู่ภายใน มันชุ่มชื่นทั้งร่างกายทั้งจิตใจไปทุกอณูเนื้อ ชุ่มชื่น กายเบา ใจเบา มีความผ่องใสอยู่ในตัว เข้าถึงธรรมกาย แล้วชีวิตก็จะมีความสุขอย่างนั้น แล้วก็มีกำลังใจที่จะสร้างความดี แต่ก่อนดีชั่วรู้หมด แต่อดไม่ได้ แต่พอถึงตรงนี้แล้ว ชั่วไม่เอาเลย เอาแต่ดีอย่างเดียว แล้วก็ทำใจให้ใสยิ่งขึ้น จะรู้สึกเสียดายวันเวลาที่ผ่านไป อยากจะใช้ทุกอนุวินาทีเป็นไปเพื่อการสร้างบารมี และอยากให้ทุกคนในโลกมีความสุขเช่นเดียวกับตัวเราที่เข้าถึงธรรมกาย ความสุขที่ขยายกว้างขวางออกไป เริ่มมีความคิด อยากจะให้ ตั้งแต่ให้ความรัก ความปรารถนาดี ให้รอยยิ้มกับเพื่อนมนุษย์ ให้กำลังกาย กำลังใจ กระทั่งให้ทุกสิ่งที่มีอยู่ เพื่อมวลมนุษยชาติจะได้มีความผาสุกที่เที่ยงแท้ถาวร ถ้าได้เข้าถึงธรรมกายแล้ว มหากรุณาก็จะเกิดขึ้น แต่ก่อนนั้น อยากจะเอาอย่างเดียว เพราะมีความเข้าใจผิดคิดว่า ถ้าได้มาแล้วจะทำให้ชีวิตที่พร่องนั้นเต็มบริบูรณ์ แต่ปรากฏว่าได้มามันไม่เต็มสักที เมื่อเข้าถึงธรรมกายแล้วชีวิตก็เต็มบริบูรณ์ อะไรเป็นส่วนเกินก็แบ่งปัน ยังโลกนี้ให้สว่างไสว ความสุขที่เกิดจากการให้ก็จะบังเกิดขึ้น เมื่อเข้าถึงธรรมกายแล้ว ใจหยุดแล้ว อยู่ที่ไหนก็ได้ทุกหนทุกแห่ง เพราะใจใส ใจบริสุทธิ์ นั่ง นอน ยืน เดิน ก็จะเป็นสุขหลับเป็นสุข ตื่นเป็นสุข จะทำมาหากินก็เป็นสุข จะศึกษาเล่าเรียนก็เป็นสุข จะครองบ้านครองเรือนก็เป็นสุข ที่อยู่ในวัดวาอารามก็เป็นสุข อยู่ในป่า ในเขา ห้วยหนองคลองบึง ท้องทะเลก็มีความสุข เป็นความสุขที่มนุษย์ไม่รู้จัก และการหยุดนิ่งมนุษย์ก็ไม่ค่อยรู้จักเหมือนกัน แหล่งที่ปลอดความคิดมนุษย์ก็ไม่รู้จัก แต่เมื่อหยุดใจได้ ทุกสิ่งที่ไม่รู้จัก รู้จักหมดเลย ชีวิตก็จะเปลี่ยนแปลงไป เพราะฉะนั้น “หยุด” จึงเป็นสิ่งสำคัญมาก ดังนั้น ตั้งอกตั้งใจประพฤติปฏิบัติธรรมกันให้ดี ใครที่เข้าใจการปฏิบัติธรรมอย่างดีแล้ว ก็ลงมือปฏิบัติธรรมกันไป ใครที่มาใหม่ก็ศึกษาให้เข้าใจ จำง่ายๆ ว่า “หยุดเป็นตัวสำเร็จ” แล้วก็หยุดนิ่งๆ ใจใสๆ ประคองใจด้วยบริกรรมภาวนา สัมมาอะระหังเรื่อยไปเลย ผู้มาใหม่ทำอย่างนี้นะ คืนนี้ก็เช่นเคยเหมือนทุกคืน ใครง่วง ใครเหนื่อย ใครเพลีย ใครตึง ก็ปล่อยให้หลับไปในกลางกาย ถ้าใครเมื่อยก็ขยับเบาๆ ใครฟุ้งหยาบ ก็ลืมตามาดูดวงแก้ว ดูองค์พระ ดูหลวงปู่ ดูคุณยายอาจารย์ เป็นต้น พอใจสบายแล้ว เราก็หลับตาใหม่ ถ้าหากฟุ้งละเอียดไม่ต้องลืมตา เพราะว่าเป็นความฟุ้งที่เราคุมได้ เราก็ทำเป็นรู้แล้วไม่ชี้ เฉยๆ เดี๋ยวความฟุ้งจะเลือนหายจากใจไปเอง ใจก็จะหยุดนิ่งอยู่ภายใน ใครที่นั่งแล้วเปลือกตามันหนัก มันตึงก็ค่อยๆ ผ่อนคลายนะ ลืมตาบ้าง หรี่ตาบ้าง ปรับตรงลูกนัยน์ตาให้เป็น พอมันไม่หนักแล้ว ระบบประสาทกล้ามเนื้อก็จะคลี่คลายไปทั้งเนื้อทั้งตัว จะนั่งสบาย คืนนี้ให้ลูกทุกคนสมหวังดังใจในการเข้าถึงพระรัตนตรัยในตัวนะ ต่างคนต่างนั่งกันไปเงียบๆ สาธุชน : บ้านแก้วเรือนทองของคุณยายอาจารย์ฯ : ๑๙.๐๐ - ๒๑.๐๐ น. หลวงพ่อธัมมชโย อานิสงส์การเข้าถึงพระรัตนตรัย วันอังคารที่ ๒๒ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ เมื่อเราบูชาพระรัตนตรัยกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว ต่อจากนี้ไปตั้งใจให้แน่แน่ว มุ่งตรงต่อหนทางพระนิพพานกันทุกๆ คน ให้นั่งขัดสมาธิ โดยเอาขาขวาทับขาซ้าย มือขวาทับมือซ้าย ให้นิ้วชี้ของมือข้างขวาจรดนิ้วหัวแม่มือข้างซ้าย วางไว้บนหน้าตักพอสบายๆ หลับตาของเราเบาๆ ค่อนลูก คล้ายๆ กับตอนที่เราใกล้จะหลับ อย่าไปบีบเปลือกตา อย่ากดลูกนัยน์ตา นึกถึงบุญ ทำใจของเราให้เบิกบาน ให้แช่มชื่น ให้สะอาด บริสุทธิ์ผ่องใส ด้วยการตรึกระลึกถึงบุญที่เราทำผ่านมาตั้งแต่ภพในอดีตกระทั่งถึงปัจจุบัน เช่น บุญให้ชีวิตสัตว์เป็นทาน ให้อาหารสัตว์ทั้งหลาย สงเคราะห์เพื่อนมนุษย์ด้วยทานวัตถุ ๑๐ ประการ ได้ทำบุญกับผู้มีศีลมีธรรม ผู้ประพฤติดี ปฏิบัติชอบ ผู้แสวงหาหนทางพระนิพพาน บุญทอดกฐิน ทอดผ้าป่า บุญสร้างโรงเรียน โรงพยาบาล และทุกๆ บุญที่ทำผ่านมา ถ้าหากว่านักเรียนอนุบาลฝันในฝันวิทยาได้สร้างบุญกับ หลวงพ่อมาก็คงจะนึกได้ ตั้งแต่สร้างวัด สร้างโบสถ์ สร้างเสนาสนะทุกสิ่งที่อยู่ในวัดพระธรรมกายให้กับภิกษุสงฆ์ บุญถวายภัตตาหาร ถวายสังฆทานแด่ภิกษุสามเณร ผู้ประพฤติธรรม หรือบุญสร้างมหาธรรมกายเจดีย์ ตั้งแต่ซื้อแผ่นดินตอกเสาเข็ม เทฐานราก จนกระทั่งสร้างพระธรรมกายประจำตัวทั้งภายนอกและภายใน บุญสร้างลานธรรม สร้างสภาธรรมกายสากล มหาวิหารพระมงคลเทพมุนี มหาวิหารคุณยายอาจารย์ บุญเลี้ยงพระทั่วประเทศ ถวายปัจจัย ไทยธรรม ยารักษาโรคแก่พระเถรานุเถระทั่วประเทศ ๒,๐๐๐ วัดก็มี ๓,๐๐๐ วัดก็มีกระทั่ง ๓๐,๐๐๐ วัด เป็นต้น รวมทั้งบุญที่ได้อุทิศตนไปทำหน้าที่ผู้นำบุญยอดกัลยาณมิตร บุญทั้งหมดเหล่านั้นนำมานึกทบทวนใจจะได้ผ่องใส แล้วก็ให้ลืมสิ่งที่เราได้เคยพลาดพลั้งไปด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจ ชีวิตที่ผิดพลาดเราก็ลืม ไปเสีย อย่าไปนึกถึงมัน นึกถึงบาป บาปมันจะโต ใจก็จะเศร้าหมอง กายก็จะซูบซีด ถ้านึกถึงบุญ บุญจะขยาย ใจจะเบิกบานแช่มชื่น สะอาด บริสุทธิ์ ผ่องใส แล้วก็สมมติว่า ภายในร่างกายของเรานั้นปราศจากอวัยวะ ไม่มีปอด ตับ ม้าม ไต หัวใจ เป็นต้น ให้เป็นที่โล่งๆ ว่างๆ เป็นปล่อง เป็นช่อง เป็นโพรง กลวงภายใน คล้ายๆ ท่อแก้ว ท่อเพชรใสๆ วิธีการปฏิบัติธรรม เราเข้าใจการปฏิบัติธรรมกันอย่างดีแล้วทั้งหลักวิชชา แล้วก็ความถนัด ก็ให้ลงมือปฏิบัติธรรมกันได้เลย จะตรึกนึกถึงดวงใสๆ องค์พระใสๆ หรือสิ่งที่เราคุ้นเคยที่นึกแล้วใจสูงส่งบริสุทธิ์ก็ได้ หรือใครที่เข้าถึงความสว่างแล้ว ก็เอาใจหยุดนิ่งๆ ที่กลางความสว่าง ณ จุดที่เรามีความรู้สึกว่าสบาย ใครที่เข้าถึงดวงแล้ว ก็เอาใจหยุดนิ่งๆ ไปที่กลางดวงใสๆ จะเล็ก จะใหญ่ ไม่สำคัญ ให้ใสๆ ไว้ ใครเข้าถึงองค์พระ หรือเห็นองค์พระวอบแวบ ก็หยุดนิ่งไปกลางองค์พระ อานิสงส์การเข้าถึงพระรัตนตรัยภายใน การเจริญภาวนานั้นเราสามารถทำได้ง่ายๆ ทั้งวัน ทุกวัน มากน้อยก็แล้วแต่เราจะบริหารเวลาของเราเป็น ถ้าเราเห็นประโยชน์ในการเข้าถึงธรรม เราก็จะให้เวลา ให้โอกาสแก่ตัวเองในการทำหยุดทำนิ่งได้มาก การหยุดนิ่งนี่แแหละ จะทำให้เราเข้าถึงพระรัตนตรัยภายในตัวของเรา ได้เข้าถึงพุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ สังฆรัตนะ ถึงเมื่อไรชีวิตสมบูรณ์เมื่อนั้น การเกิดมาในชาตินี้คุ้มเกินคุ้ม เพราะได้เข้าถึงพระรัตนตรัย ถึงพระรัตนตรัยเมื่อไรก็มีสุขเมื่อนั้น สุขที่แท้จริงที่แตกต่างจากที่เราเคยคิดว่าเป็นความสุข แล้วก็จะปิดประตูอบายภูมิด้วย ไม่ต้องท่องเที่ยวไปในมหานรก เราจะท่องเที่ยวไปในสุคติโลกสวรรค์ เหมือนผู้มีบุญในกาลก่อนที่ได้เข้าถึงพระรัตนตรัยในตัวถึงไตรสรณาคมน์ ชีวิตของท่านเหล่านั้นจะท่องเที่ยวอยู่ในสุคติโลกสวรรค์เป็นเวลายาวนาน ตั้งแต่ชั้นจาตุมหาราชิกา ดาวดึงส์ ยามา ดุสิตา นิมมานรดี ปรนิมมิตวสวัตดีไปเสวยสุขในสวรรค์ แต่ละชั้นที่มีความแตกต่างประณีตยิ่งขึ้นไปเรื่อยๆ เป็นสิ่งที่น่าปีติ ภาคภูมิใจ น่าไปอยู่ ไปท่องเทวโลกอย่างนั้นนะลูกนะ ถึงพระรัตนตรัยเมื่อไรก็จะเป็นอย่างนั้น เพราะฉะนั้นคุ้มเกินคุ้ม สิ่งที่คุ้ม คือ สิ่งที่เราควรทำ ต้องให้ความสำคัญแก่สิ่งนี้ให้มากที่สุดยิ่งกว่าสิ่งใดๆ ทั้งสิ้น เพราะสิ่งอื่นช่วยได้แค่ชีวิตในปัจจุบันเท่านั้น ให้เราได้ดำรงชีวิตอยู่ด้วยการทำมาหากินเกี่ยวข้องกับเพื่อนมนุษย์ มีสังคมก็พึ่งพาอาศัยกันชั่วคราว เฉพาะเวลาที่มีชีวิตอยู่เท่านั้น ซึ่งเป็นช่วงเวลาสั้นๆ ไม่กี่สิบปีเราก็แยกย้ายกันไปแล้ว และเวลาไปเราต้องพึ่งตัวเอง อัตตา หิ อัตตโน นาโถ ชีวิตในปรโลกยาวนาน ถ้าเราเข้าถึงพระธรรมกายแล้ว มีสุขยาวนานในโลกสวรรค์ เข้าไปเป็นสหายแห่งเทวดา มีรูปทิพย์เสียงทิพย์ กลิ่นรสสัมผัสอันเป็นทิพย์ ธรรมารมณ์อันเป็นทิพย์อายุก็ยืนยาว วรรณะก็ผ่องใส มีรัศมี มีความสุขกาย สุขใจ มียศ มีอธิปไตย มีความเป็นใหญ่ มีบริวารสมบัติ มีวิมานโอฬารใหญ่โตกว่าบ้านในเมืองมนุษย์ ไม่มีผุ ไม่มีพัง ไม่มีพินาศด้วย ภัยธรรมชาติ ด้วยปลวกมอดแมลงต่างๆ ไม่พินาศด้วยอัคคีภัย โจรภัย ราชภัย อยู่กันไปยาวนานมาก บนสวรรค์ชั้นที่ ๑ ก็ ๙ ล้านปีในเมืองมนุษย์ ชั้นที่ ๒ ดาวดึงส์ ๓๖ ล้านปีเมืองมนุษย์เป็นต้น แล้วยิ่งเรามุ่งที่จะไปสู่วงบุญพิเศษในสวรรค์ชั้นดุสิต ซึ่งเป็นที่ชุมนุมของบัณฑิตนักปราชญ์ ของพระโพธิสัตว์ที่เป็นอนิยตะและนิยตโพธิสัตว์ และผู้มีบุญทั้งหลาย เราจะได้ศึกษาวิชชาธรรมกายที่นั่นอีก ในสภาพที่สะดวกสบายกว่าตอนเป็นกายมนุษย์ แม้จะไม่เร็วแรงเท่ากับกายมนุษย์ แต่ก็สะดวกสบายกว่า ยังมีสิ่งที่หอมหวานสวยสดงดงามรอคอยเราอยู่นะลูกนะ เพราะฉะนั้นอย่าเกียจคร้านในการทำความเพียรฝึกหยุดกับนิ่งและทำความดี อย่าท้อใจ อย่าท้อใจว่า วันนี้เราไม่สมหวัง ก็ไม่ได้แปลว่าเราจะพลาดหวังตลอดชาติ วันนี้ไม่ได้ พรุ่งนี้เอาใหม่ พรุ่งนี้ไม่ได้ มะรืนนี้เอาใหม่ ฝึกไปควบคู่กับการทำมาหากินของเรา โลกก็ไม่เหลวธรรมก็ไม่แหลก โลกกับธรรมจะเจริญไปด้วยกันทั้งสองฝ่ายหมั่นฝึกหยุดฝึกนิ่ง ฝึกให้ใจใสๆ การเข้าถึงพระรัตนตรัยในตัวก็จะอยู่ในกำมือของเรา ลูกทุกคนเป็นผู้ที่มีบุญที่สั่งสมกันมาดีแล้ว เหลือแต่โอกาสในปัจจุบันที่เราจะให้กับตัวเอง ทำความเพียรให้ถูกหลักวิชชาถูกวิธีเท่านั้น ไม่ช้าเราก็จะสมหวัง คืนนี้ก็เช่นเคย ใครเหนื่อย ใครง่วง ใครเพลีย ใครนั่งแล้วตึง เครียด ก็ปล่อยให้หลับไปในกลางกาย กลางอู่แห่งทะเลบุญ แต่พอสดชื่น ตื่นขึ้นมาก็ทำความเพียรต่อ ใครเมื่อยก็ขยับ ฟุ้งก็ลืมตา แล้วก็ว่ากันใหม่ ให้ลูกทุกคนสมหวังดังใจด้วยการเข้าถึงพระรัตนตรัยในตัวทุกๆ คน ต่างคนต่างทำกันไปเงียบๆ นะ สาธุชน : บ้านแก้วเรือนทองของคุณยายอาจารย์ฯ : ๑๙.๐๐ - ๒๑.๐๐ น. หลวงพ่อธัมมชโย เขาคอยคุณ วันอาทิตย์ที่ ๔ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๗ ตั้งใจนั่งหลับตาเจริญสมาธิภาวนากันนะ หลับตาเบาๆ พอสบายๆ ทำใจของเราให้เบิกบาน ให้แช่มชื่น ให้สะอาด บริสุทธิ์ผ่องใส ไร้กังวลในทุกสิ่ง แล้วก็หยุดใจนิ่งๆ ไปที่ศูนย์กลางกาย ให้ใจหยุด ใจนิ่งๆ ให้ใจใสๆ เอาใจหยุดนิ่งเบาๆ สบายๆ ทำตัวของเราให้สบาย ทำใจให้สงบ ให้หยุดนิ่ง หลักวิชชาก็มีอยู่เพียงแค่นี้ แต่ก็มักจะทำกันไม่ได้ พอถึงเวลาจริงๆ แล้วก็จะไปแสวงหาวิธีการด้วยตัวของตัวเอง ซึ่งมันเสียเวลา ไม่ว่าเราจะหาวิธีการอย่างไรก็ตาม แต่ตอนที่จะได้ผลก็ต้องหันกลับมาทำตัวให้สบาย ทำใจให้สงบ เพราะ “หยุดเป็นตัวสำเร็จ” พอดีคือความพอใจ ใจหยุดนี่แหละถึงจะเป็นตัวสำเร็จ แล้วก็ต้องพอดีๆ ความพอดีเอาอะไรเป็นเกณฑ์ ก็เอาความพึงพอใจของเราเป็นเกณฑ์ ซึ่งเราจะรู้สึกด้วยตัวเองว่า เราตึงไปไหม เราหย่อนไปไหม ถ้าตึงร่างกายก็จะบอกเราเองว่า มันตึงไป มันปวด มันมึน มันซึม มันเกร็ง มันเครียด ถ้าหย่อนไป จะฟุ้ง จะเผลอ จะผล็อย ร่างกายเรานั่นแหละ คือ ผู้ที่บอกเรา ถ้าพอดีเป็นอย่างไร คือเราจะรู้สึกพึงพอใจ นั่งอย่างนี้ไป นานแค่ไหน เราก็นั่งได้ โดยไม่เบื่อ แม้จะไม่มีอะไรมาให้เราดู ให้เราเห็น ไม่มีแสงสว่างเกิดขึ้น แต่เราก็ยังมีความรู้สึกพึงพอใจที่จะหยุดใจนิ่งๆ อย่างนี้อย่างเดียวเท่านั้น นั่นแหละคือพอดี ต้องจำนะลูกนะ นี่สำคัญนะ อย่าฟังผ่าน ถ้าฟังผ่านแล้ว เดี๋ยวเราใช้เวลาอีก หลายปี ซึ่งเรามีเวลาอยู่ในโลกมนุษย์ไม่นาน เดี๋ยวก็วัน เดี๋ยวก็คืน เดี๋ยวก็จะหมดเวลาแล้ว พอดี คือ ความพึงพอใจนะลูกนะ เราสังเกตดู ร่างกายต้องสบาย กายสบาย ใจสงบ คือ ไม่คิดเรื่องอื่นเลย โดยที่เราไม่ได้ไปบังคับ แค่เราเฉยๆ นิ่งๆ ทำตรงนี้ให้เป็น ถ้าทำเป็นตอนนี้ เดี๋ยวบ่ายนี้ก็เป็นบ่ายแห่งความสมปรารถนา ทำตัวให้สบาย ทำใจให้สงบนิ่ง เฉยๆ โดยไม่กังวลกับสิ่งแวดล้อม ทำประหนึ่งว่า เราอยู่คนเดียวในโลก ไม่เคยมีภารกิจ เครื่องกังวลมาก่อน ไม่เคยมีธุรกิจการงาน ไม่เคยมีครอบครัว เราอยู่คนเดียวอย่างสบาย ทำตัวเหมือนอยู่คนเดียวในโลก ลืมดิน อากาศ ฟ้า ที่นั่งไม่นุ่มนวล ให้ทำเหมือนอยู่ในที่ที่โล่งๆ ว่างๆ กว้างๆ ที่แสนสบาย เมื่อเราไม่มีเครื่องกังวล ใจมันก็ไม่ไปผูกพัน ไม่เหนี่ยวรั้งอะไร จะเป็นคน สัตว์ สิ่งของ เราก็ไม่ผูกพัน เรามีสมบัติที่แท้จริง คือ ศูนย์กลางกาย ฐานที่ ๗ ซึ่งมีเพชรอยู่เม็ดหนึ่งที่สวยกว่าโคตรเพชรใดๆ ในโลก ใส สว่าง กลมๆ ตอนแรกๆ มันอาจจะไม่กลมก็ไม่เป็นไร จะบูดๆ เบี้ยวๆ ก็ช่าง แต่ก็เป็นโคตรเพชรที่อยู่ในตัวเราที่ใส สะอาด บริสุทธิ์ เป็นสมบัติของเรา กลมรอบตัว ที่เขาเจียระไนแล้ว ใสเหมือนเพชรใสๆ หรือเหมือนดวงดาวที่ใสๆ สมบัติเรามีเพียงแค่นี้ ทำความพึงพอใจกับสิ่งที่เรามีอยู่ในท้องของเรานะ โดยที่เราไม่ต้องก้มไปมอง แค่เป็นเพียงความรู้สึกว่ามีอยู่ รู้สึกเพียงแค่นี้เท่านั้น แล้วทำใจเฉยๆ เมื่อมันเป็นของๆ เรา เราก็ไม่ต้องไปควานหา ไม่ต้องไปแสวงหา เพราะมันเป็นของเรา มีอยู่เดิมแล้ว และความจริงก็เป็นเช่นนั้น เรามีสมบัติใหญ่อยู่ในตัว แต่เราไม่รู้ตัวว่า เรารวย มีทรัพย์ภายในอยู่กับตัวเราตลอดเวลา แล้วในกลางทรัพย์ภายในหรือดวงใสๆ นั้น มีบุคคลท่านหนึ่ง ซึ่งเป็นผู้ที่สมบูรณ์พร้อม งามไม่มีที่ติ มีอานุภาพไม่มีประมาณ ท่านอยู่กับเราตลอดเวลา อยากเจอเรา รอคอยวันเวลาที่เราจะไปเจอ บุคคลนั้นอยู่กับเราตั้งแต่เกิด อยู่กับเราก่อนที่เราจะมาเกิด แล้วก็อยู่กับเรามายาวนาน คอยบันดาลใจของเราให้นึกคิดแต่สิ่งที่ดีๆ พูดดี คิดดี ทำดี แต่เพราะเราห่างเหินหมางเมินท่านไปนาน เราจึงรู้สึกไม่คุ้นเคย แต่บุคคลนั้นคุ้นเคยกับเรา และอยู่กับเราตลอด คอยปกป้องผองภัยให้เราทำแต่สิ่งดีๆ แม้ตอนช่วงสุดท้ายของชีวิตก็เป็นเพื่อนแท้ของเรา เป็นที่พึ่งแก่เราแล้วจะเป็นผู้พาเราไปสู่เทวโลก ท่านคอยอยู่ยาวนานอยู่ภายในตัวเรา เพียงแค่เราทำใจ ให้หยุดนิ่งเฉยๆ ให้ถูกใจของท่านที่อยู่ในตัวของเราเท่านั้น ใจของท่านอยู่ตรงกลางกาย กลางท้องของเรา ตรงฐานที่ ๗ แตะใจเบาๆ อย่าแรง แค่ใช้ระบบสัมผัส เหมือนขนนกที่ล่องลอยไปในอากาศ แล้วก็ค่อยๆ ตกสัมผัสผิวพื้นน้ำ หรือผิวพื้นดินอย่างนุ่มนวล ละมุนละไม ใจเราก็แตะตรงกลางท้องนิดหนึ่งอย่างแผ่วเบา สบาย เบิกบาน แช่มชื่นอยู่อย่างนี้ไปเรื่อยๆ อย่าทำอะไรที่นอกเหนือจากนี้ แม้ยังไม่เห็นท่าน ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้นก็ทำอย่างนี้อย่างเดียว สบาย เบิกบาน แช่มชื่น ผ่อนคลายกล้ามเนื้อทุกส่วน นิ่งอย่างเดียว สบาย ทำใจหลวมๆ เหมือนเราสวมผ้าหลวมๆ อย่างนั้น สบายๆ เดี๋ยวจะถูกส่วนเอง ถูกต้องเอง เฉยกับทุกประสบการณ์ ถูกส่วน เราจะไปทำให้ถูกส่วนไม่ได้ เรายังไม่ถึงขั้นตอนนั้น แค่ทำใจวางให้พอดี อย่างที่ได้กล่าวมาตั้งแต่เบื้องต้น นิ่ง นุ่ม เบา สบาย ใจหลวมๆ ใช้ระบบสัมผัสแตะเบาๆ ทำความรู้สึกที่กลางท้องอย่างนุ่มนวล ละมุนละไม สบาย ทำเพียงแค่นี้เดี๋ยว ใจก็จะค่อยๆ ปรับตัวละเอียดเข้าไปเรื่อยๆ เอง ซึ่งตอนนั้นกาย จะขยาย จะโปร่ง ไม่ทึบ ไม่แคบ มันจะกว้าง บางทีกว้างไปทาง ข้างๆ บางทีเหมือนตัวยืด ศีรษะเหมือนจะไปชนหลังคา หรือฝ้าเพดาน บางทีก็ย่อ ยุบลงมาที่พื้น หรืออะไรที่นอกเหนือจากนี้ จะยืด จะย่อ จะใหญ่ จะยุบลง หรือจะโยกเยกอย่างไรก็แล้วแต่ ให้ทำ เฉยๆ อย่างเดียวในทุกประสบการณ์ที่เกิดขึ้น เดี๋ยวเราจะพบความอัศจรรย์ที่เราทำอย่างนี้ ทำเหมือนไม่ได้ทำ คือ ทำเฉยๆ เหมือนไม่ได้ทำอะไร เดี๋ยวมันจะโล่งเอง กว้างเอง ตัวพอง ตัวขยายเอง ตัวหายไปเองเลย แสงสว่างก็เกิดขึ้นมาเอง แสงสว่างเกิดขึ้นก็อย่าไปสงสัยว่า ใครเปิดไฟ หรือใครเอา ไฟมาส่องหน้า เฉยๆ รู้แล้วทำเป็นไม่ชี้ เราเรียนวิชานี้ในระดับนักเรียนอนุบาล อย่าไปเรียนในระดับดอกเตอร์ที่ต้องทำวิเคราะห์ วิจัย วิจารณ์ประสบการณ์ว่า ทำไมเป็นอย่างนี้ เป็นอย่างนั้นมั้ง อย่างนี้มั้ง อย่างโน้นมั้ง อย่าเป็นคนช่างสงสัย เมื่อมันยังไม่ถึงเวลาที่จะสงสัย เพราะเรายังเป็นนักเรียนอนุบาลของความรู้ภายใน ทำตัวเหมือนหุ่นยนต์ที่ไม่มีมันสมอง คิดไม่เป็น พูดไม่เป็น เฉยๆ อย่างเดียวอย่างนั้นแหละ เพราะหยุดเป็นตัวสำเร็จ ต้องจำนะลูกนะ ต้องจำแล้วไปฝึกตรงนี้ให้ได้ เดี๋ยวเราจะอัศจรรย์ใจเราว่า โอ้ ธรรมะเป็นของลึกซึ้งแต่ทำไมเราเข้าถึงได้ แต่ก่อนเราได้ยินว่า ธรรมะเป็นของลึกซึ้งเข้าถึงได้เฉพาะพระธุดงค์ หรือผู้ที่ต้องทิ้งทางโลกเข้าป่าเขาลำเนาไพรไปออกบวชเท่านั้น คิดอย่างนั้นก็ถูกส่วนหนึ่งแต่ยังไม่หมด ยังไม่สมบูรณ์ และธรรมะเราสามารถทำได้ในทุกสถานที่ เหมือนเราอ่านหนังสือสนุกในที่จอแจ อึกทึกครึกโครม บางทีเราเพลินๆ เราไม่ได้ยินนะว่า มีเสียงมาจากทางไหน ทั้งๆ ที่มันจอแจ มีคนเยอะ รถวิ่งผ่านไปผ่านมา ต่างคนต่างพูดหนวกหู แต่เราไม่ได้ยินเลย ก็แปลว่า เราสามารถทำได้ ไม่ใช่เฉพาะพระธุดงค์ที่เข้าป่าเข้าเขา และเราสามารถทำได้ในทุกหนทุกแห่ง ถ้าเราเข้าใจหลักวิชชา แล้วเดี๋ยวเราจะอัศจรรย์ใจว่า คนอย่างเรานี่เข้าถึง ได้เชียวหรือ ธรรมะเป็นของลึกซึ้งแต่ทำไมเราเข้าถึงได้ ทำไมเราเห็นดวงในตัวได้ เห็นกายในกายได้ เห็นพระธรรมกายในตัวได้ ซึ่งอยู่กับเราตลอดเวลาตั้งแต่ก่อนเรามาเกิด เราเกิดมาแล้วจนกระทั่งบัดนี้ ท่านรอคอยเราอยู่ อยากจะให้เราเจอ อยากจะมาพบเรานะ ซึ่งจะเห็นเองเลย กำลังบุญของลูกทุกคนมีเพียงพอ แต่กำลังแห่งความเพียร ความขยันยังไม่พอ กับยังทำไม่ถูกหลักวิชชา ถ้าเข้าใจหลักการอย่างนี้แล้ว อยู่ตรงไหนเราก็ทำได้ เมื่อเราทำได้แล้ว เป็นแล้ว เห็นแล้ว ทั้งหลับตาลืมตาจะไปอยู่ที่ไหนของโลกก็ได้ อยู่บนยอดเขาก็ได้ กลางเขา เชิงเขา ชายหาด ท้องทะเล อยู่ตามเกาะแก่งต่างๆ หรือไปในอวกาศ ไปตามดวงดาวต่างๆ อยู่เมืองไทย หรืออยู่ต่างประเทศ อยู่ในที่ร้อนที่สุด อยู่ในขั้วโลกที่หนาวที่สุด เราก็อยู่ได้ เพราะเราทำเป็นแล้ว เราเข้าถึงแล้ว พอหลับตาลืมตาเห็นพระในตัว ความปีติภาคภูมิใจจะเกิดขึ้น เราจะภูมิใจที่เราเกิดมาเป็นมนุษย์ มาพบพระพุทธศาสนา ได้ฟังธรรม และปฏิบัติธรรมได้เข้าถึงธรรม มีพระรัตนตรัยในตัวที่เป็นที่พึ่งแก่เราอย่างแท้จริง และเราได้เข้าถึงแล้ว เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันแล้ว ความภาคภูมิใจปีติใจตรงนี้ เป็นสิ่งที่เงินทองซื้อไม่ได้ เอาอะไรมาแลกเราก็ไม่ยอม และถึงตรงนั้น ถ้าใครถามว่า เราอยากจะเป็นอะไร เราก็จะตอบ ด้วยความปีติและภาคภูมิใจว่า เราอยากจะเป็นเราที่เห็นองค์พระ ได้เข้าถึงพระรัตนตรัยในตัว ซึ่งมีความสุขมาก นั่งเป็นสุข นอนเป็นสุข ยืนเป็นสุข เดินเป็นสุข จะเอกเซอร์ไซส์หรือทำกิจกรรมอะไรก็เป็นสุข จะทำมาหากินก็มีความสุข เศรษฐกิจกับจิตใจจะไปด้วยกันด้วยความเบิกบาน เหมือนนกที่มีปีกซ้ายปีกขวาพาตัวโผบินไปทุกหนทุกแห่งในอากาศอย่างเป็นอิสระ เราจะดำเนินชีวิตอยู่ในโลกนี้อย่างผาสุก เศรษฐกิจกับจิตใจไปด้วยกัน งานที่แท้จริงคืองานภายในเราก็ทำ งานภายนอกแม้จะเป็นงานรองลงมาแต่เราก็ทำอย่างมีความสุข เพราะฉะนั้นหลักวิชชา คือ หยุด นิ่ง เฉยๆ สบาย เบาๆ ทำใจหลวมๆ เมื่อเราเข้าถึงพระในตัวแล้ว หลังจากนั้นเราก็จะศึกษาวิชชาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ คือ วิชชา ๓ ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ความรู้ที่จะทำให้เราระลึกชาติหนหลังได้ จุตูปปาตญาณ วิชชาที่จะทำให้เราเรียนรู้เรื่องกฎแห่งกรรมได้ การเวียนว่ายตายเกิดได้ อาสวักขยญาณ การขจัดกิเลสอาสวะ ความโลภ ความโกรธ ความหลงในตัวเราให้มันบรรเทาเบาบางกระทั่งหมดไปได้ แล้วเป้าหมายชีวิตของเราก็จะแจ่มชัด เราสามารถทำได้ เมื่อเราได้เข้าถึงพระธรรมกายในตัวที่มีอยู่แล้วนะ ไม่ใช่เราไปทำให้มี หรือปรุงแต่งให้มี แต่มีอยู่ เพียงแต่เราไม่รู้ว่ามี แล้วก็ไม่เฉลียวใจว่า มีของดีอยู่ในตัว มีใครคนหนึ่งอยู่ในกายเรา หรือได้ยินได้ฟังมาก็ไม่เชื่อ หรือเชื่อแต่ไม่ลงมือ ปฏิบัติ หรือปฏิบัติแต่ไม่เอาจริง หรือเอาจริงแต่ไม่ถูกหลักวิชชา มันก็เข้าไปไม่ถึง แต่จริงๆ แล้วทุกคนสามารถทำได้ ถ้าทำได้วันนี้ เราก็เข้าถึงวันนี้ แล้วเราจะอบอุ่น รู้สึกปลอดภัยจากทุกๆ ภัย ทั้งภัยในอบาย ภัยในสังสารวัฏ จะมีความสุข เหมือนพระเดชพระคุณหลวงปู่ คุณยายอาจารย์ฯ ของเรา พระเดชพระคุณหลวงปู่ท่านบอก จะไม่ไปแรมราตรีที่ไหน จะหยุดใจเข้าไปสู่ภายใน เพื่อไปให้ถึงที่สุดแห่งธรรม ท่านก็หยุด ของท่านไปเรื่อยๆ อย่างนั้นแหละ แล้วก็มีสิ่งที่น่าศึกษาเรียนรู้กันอีกเยอะ เป็นความรู้ภายใน เหมือนเราออกทะเลลึก ทะเลกว้าง ทะเลที่ไม่มีฝั่ง ได้ศึกษาเรียนรู้อะไรต่างๆ แล้วก็จะรักพระพุทธศาสนา จะเทิดทูน จะยกย่อง จะรักเพื่อนมนุษย์อย่างแท้จริง อยากให้ทุกคนได้เข้าถึงธรรมอย่างที่เราเข้าถึง มหากรุณาจะเกิดขึ้นเองเมื่อเราเข้าไปถึงพระธรรมกาย สาธุชน : สภาธรรมกายสากล : ๑๓.๓๐ - ๑๕.๓๐ น. หลวงพ่อธัมมชโย อโห พุทโธ วันพุธที่ ๑๓ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๕ เมื่อเราบูชาพระรัตนตรัยกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว ต่อจากนี้ไป ตั้งใจให้แน่แน่ว มุ่งตรงต่อหนทางพระนิพพานกันทุกๆ คนนะ ให้นั่งขัดสมาธิ โดยเอาขาขวาทับขาซ้าย มือขวาทับมือซ้าย ให้นิ้วชี้ของมือข้างขวาจรดนิ้วหัวแม่มือข้างซ้าย วางไว้บนหน้าตัก พอสบายๆ หลับตาของเราเบาๆ ค่อนลูก พอสบายๆ คล้ายๆ กับตอนที่เราใกล้จะหลับ อย่าไปบีบเปลือกตา อย่ากดลูกนัยน์ตา แล้วก็ทำใจของเราให้เบิกบาน ให้แช่มชื่น ให้สะอาด บริสุทธิ์ผ่องใส ไร้กังวลในทุกสิ่ง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม ให้ปลด ให้ปล่อย ให้วาง ทำใจให้ว่างๆ คราวนี้เราก็มาสมมติว่า ภายในร่างกายของเราปราศจากอวัยวะ ปอด ตับ ม้าม ไต หัวใจ เป็นต้น สมมติเป็นที่โล่งๆ ว่างๆ เป็นปล่อง เป็นช่อง เป็นโพรง กลวงภายใน คล้ายๆ ท่อแก้ว ท่อเพชรใสๆ นึกถึงบุญ เราก็มานึกถึงบุญที่เราได้ทำผ่านมา ทำมาทุกบุญเลย จนกระทั่งบุญล่าสุดคือกฐินสามัคคีเป็นมหากาลทาน กับบุญใหม่ที่เรากำลังจะทำ เลี้ยงพระ ๓,๐๐๐ วัดทั่วประเทศ สร้างพระธรรมกายประจำตัว จารึกชื่อพระเถรานุเถระ และบุญลานธรรม รวมบุญทั้งหมดนี้กับบุญเก่า รวมมาเป็นจุดเดียวกันเลย ด้วยใจที่เบิกบาน แช่มชื่น ให้ใจเราใสๆ ปลื้มปีติในมหาทานบารมีที่เราได้ทำเอาไว้อย่างดีแล้วในพระพุทธศาสนา หยุดเป็นตัวสำเร็จ แล้วก็หมั่นนึกถึงคำสั่งสอนของพระเดชพระคุณหลวงปู่ ผู้ค้นพบวิชชาธรรมกาย ซึ่งท่านสรุปคำสอนธรรมะปฏิบัติสั้นๆ ๕ คำว่า “หยุดเป็นตัวสำเร็จ” หยุดเป็นตัวสำเร็จตั้งแต่เบื้องต้น จนกระทั่งเป็นพระอรหันต์ เราก็เอาใจที่แวบไปแวบมา มาหยุดนิ่งๆ ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ซึ่งอยู่ในกลางท้องของเรา ในระดับที่เหนือจากสะดือ ขึ้นมา ๒ นิ้วมือ ให้ตรึกนึกถึงดวงใส เอาใจหยุดไปที่จุดกึ่งกลางของความใส พร้อมประกอบบริกรรมภาวนาในใจ ไม่ช้า ไม่เร็วนักภาวนาว่า สัมมาอะระหัง ภาวนาไปเรื่อยๆ ประคองใจให้หยุด ให้นิ่ง สัมมา แปลว่า ชอบ ถูก อะระหัง แปลว่า ห่างไกลจากกิเลส จากสิ่งที่ไม่ดี จากความไม่บริสุทธิ์ สัมมาอะระหัง คือ ทำให้ใจมันถูก มันบริสุทธิ์ ก็จะห่างไกล จากกิเลส จากความทุกข์ทรมาน เราภาวนา สัมมาอะระหัง เรื่อยไปเลย จะกี่ครั้งก็ได้ จนกว่าใจจะหยุดนิ่ง พอใจหยุดนิ่งก็จะทิ้งคำภาวนาไปเอง จะมีอาการคล้ายๆ กับว่า เราลืมคำภาวนา สัมมาอะระหัง แต่ใจไม่ฟุ้งไปคิดเรื่องอื่น หรือเกิดความรู้สึกว่าไม่อยากจะภาวนาต่อไป อยากจะรักษาใจหยุดนิ่งๆ อยู่ที่กลางดวงใสๆ ที่ใสเหมือนน้ำบ้าง น้ำแข็งบ้าง ใสเหมือนกระจกคันฉ่องที่เราส่องเงาหน้าบ้าง แต่ถ้าให้ดีต้องใสเหมือนกับเพชรที่ต้องแสง มีประกายเจิดจ้า แล้วก็ใสในใสอย่างนั้น ตรึกนึกถึงดวงใสเรื่อยไปเลย ไม่ช้าจะถูกส่วนเอง ถูกส่วน เราไปทำให้ถูกส่วนไม่ได้ นอกจากมันถูกส่วนเอง คือเมื่อใจเราหยุดนิ่งอย่างสบายๆ ไปเรื่อยๆ มันจะมีจังหวะหนึ่ง ที่จะถูกส่วนเอง ใจจะตกศูนย์วูบลงไปเลยที่ ฐานที่ ๖ ซึ่งอยู่ในกลางท้องในระดับเดียวกับสะดือของเรา ห่างจากฐานที่ ๗ แค่ ๒ นิ้วมือ ดวงธรรมจะลอยขึ้นมาเป็นดวงใสๆ ใสเหมือนเพชร กลมรอบตัวเหมือนดวงแก้ว โตเท่ากับฟองไข่แดงของไก่ เราก็หยุดในหยุดไปเรื่อยๆ ใจก็จะละเอียดลงไป จนกระทั่งเข้าไปถึงดวงธรรมภายใน คือ ดวงศีล ดวงปัญญา ดวงวิมุตติ ดวงวิมุตติญาณทัสสนะ แล้วก็จะเข้าถึงกายมนุษย์ละเอียด กายทิพย์ กายรูปพรหม กายอรูปพรหม กระทั่งกายธรรมโคตรภู กายธรรมพระโสดาบัน กายธรรมพระสกิทาคามี กายธรรมพระอนาคามี กายธรรมพระอรหัต กายธรรม คือ กายที่สำคัญที่สุด ตั้งแต่กายธรรมโคตรภู ขนาดเล็กที่สุดเท่ากับปลายเข็ม ใหญ่ก็หย่อนกว่า ๕ วา นิดหน่อย กายธรรมพระโสดาบัน หน้าตัก ๕ วา สูง ๕ วา กายธรรมพระสกิทาคามี หน้าตัก ๑๐ วา สูง ๑๐ วา กายธรรมพระอนาคามี หน้าตัก ๑๕ วา สูง ๑๕ วา กายธรรมพระอรหัต หน้าตัก ๒๐ วา สูง ๒๐ วา ใสบริสุทธิ์ สว่างไสว ใสเป็นแก้ว ใสเป็นเพชร หรือยิ่งกว่านั้นขึ้นไป กายธรรมนี่แหละฝันในฝันได้ เพราะว่าเป็นกายพระรัตนตรัยที่มีอานุภาพมากไม่มีประมาณ เป็นที่พึ่งที่ระลึกอันสูงสุดของเรา มี อยู่ในตัวของเรา และอยู่ในกลางกายมนุษย์ทุกคนในโลก ไม่ว่าจะมีความแตกต่างของ เชื้อชาติ ศาสนา หรือเผ่าพันธุ์ใดก็ตาม ล้วนมี กายธรรมทั้งสิ้น ซึ่งอยู่ตรงกลางกาย ฐานที่ ๗ มีหมด ที่ใดมีมนุษย์ ที่นั่นมีกายธรรม กายธรรม คือ กายที่พ้นแล้วจากความ หลากหลายและความแตกต่าง เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานแล้ว อโห พุทโธ คำว่า พุทโธ เป็นเนมิตกนามที่เกิดขึ้นของกายธรรม ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเมื่อเข้าถึงพระธรรมกายแล้วทรงเปล่งอุทานว่า อโห พุทโธ หรือ โอ้โห พระพุทธเจ้าเป็นอย่างนี้เอง ผู้รู้เป็นอย่างนี้เอง ในกลางธรรมกายก็มีธรรมรัตนะ อโห ธัมโม เป็นดวงใสๆ ในกลางธรรมรัตนะ ก็มีสังฆรัตนะ อโห สังโฆ มีกายธรรมละเอียด พุทโธ ธัมโม สังโฆ คือ ธรรมกายนั่นเอง อยู่ในกลางกายเรา ธรรมกาย ที่พระเดชพระคุณหลวงปู่ ผู้ค้นพบวิชชาธรรมกายได้กล่าวไว้ว่า เข้าถึงแล้ว ได้ศึกษาวิชชาธรรมกายแล้ว ไปนรกก็ได้ ไปสวรรค์ก็ได้ ไปได้ทุกหนทุกแห่ง ไปนิพพานก็ได้ ไปจับมือถือแขนสัตว์นรก พูดจาโต้ตอบกันได้ ไปจับมือถือแขนเทวดาก็ได้ พูดจาโต้ตอบกันได้ นี่เป็นเรื่องเก่าตั้งแต่สมัยพุทธกาลโน่น แต่เอามาเป่าฝุ่นใหม่ ค้นคว้ากันขึ้นมาใหม่ ถ้าจะให้หายสงสัยต้องลงมือปฏิบัติ จะมาคิดมาด้นเดาเอาไม่ได้ ต้องลงมือปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ มีความเพียรให้กลั่นกล้าทำให้ถูกหลักวิชชา อย่างนี้เข้าถึงแน่นอน เพราะมีอยู่แล้วในตัวของทุกคน ธรรมกาย หน้าเหมือนกันหมด ไม่ว่าจะอยู่ในกลางกายของใครก็ตาม จะมีพิมพ์เดียวกัน คือพิมพ์มหาบุรุษ ครบถ้วนทั้ง ๓๒ ประการ พร้อมทั้งอนุพยัญชนะน้อยใหญ่ครบถ้วนบริบูรณ์ ใส บริสุทธิ์ อยู่ในกลางกายของเรา ใสเกินใส งามไม่มีที่ติ ซึ่งลูกทุกคนต้องฝึกฝนหยุดใจให้เข้าถึงให้ได้ ถ้ายังไม่ถึงท่าน ชีวิตยังไม่ปลอดภัย ถ้าถึงท่านแล้วจะปลอดภัยในชีวิต ปิดประตูอบายภูมิ เปิดประตูสวรรค์ จะไปอยู่วงบุญพิเศษได้ ต้องเข้าถึงธรรมกาย เข้าถึงเมื่อไรก็มีความสุขเมื่อนั้น เป็นความสุขที่แท้จริงที่มนุษย์ทุกคนปรารถนา สุขอย่างยิ่ง สุขที่ไม่มีขอบเขต จนกระทั่งพูดไม่ออก บอกไม่ถูก ดังนั้น ต้องพยายามฝึกฝนใจให้ได้ อย่าเกียจคร้าน อย่ามี ข้ออ้าง ข้อแม้ หรือเงื่อนไขใดๆ ทั้งสิ้น ต้องพยายามปฏิบัติให้ เข้าถึงให้ได้ ถึงเมื่อไรก็นั่งเป็นสุข ยืนเป็นสุข เดินเป็นสุข นอนเป็นสุข จะหกคะเมนตีลังกาตรงไหนก็เป็นสุข ถ้าใจใสแล้วจะไปที่ไหนก็ได้ หยุดใจได้ไปที่ไหนก็ได้ เข้าถึงธรรมกายได้ ไปที่ไหนก็ได้ ทุกหนทุกแห่งมีสุขทั้งนั้น คืนนี้ก็เช่นเคย ใครเหนื่อย ใครง่วง ใครเพลีย ใครนั่งแล้วตั้งใจเกินไปแล้วมันตึง ก็ปล่อยให้หลับลงไปในกลางกาย พอสดชื่นตื่นขึ้นมาแล้ว ก็ทำความเพียรต่อ ใครเมื่อยก็ขยับฟุ้งก็ลืมตา แล้วก็ว่ากันใหม่ ให้ลูกทุกคนสมหวังดังใจในการเข้าถึงพระรัตนตรัยคืนนี้ ต่างคนต่างนั่งกันไปเงียบๆ นะ สาธุชน : บ้านแก้วเรือนทองของคุณยายอาจารย์ฯ : ๑๙.๐๐ - ๒๑.๐๐ น. หลวงพ่อธัมมชโย บุญคือที่พึ่ง วันอังคารที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๕ เมื่อเราบูชาพระรัตนตรัยกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว ต่อจากนี้ไปตั้งใจให้แน่แน่ว ให้มุ่งตรงต่อหนทางพระนิพพานกันทุกๆ คนนะ ให้นั่งขัดสมาธิ โดยเอาขาขวาทับขาซ้าย มือขวาทับมือซ้าย ให้นิ้วชี้ของมือข้างขวาจรดนิ้วหัวแม่มือข้างซ้าย วางไว้บนหน้าตัก พอสบายๆ หลับตาของเราเบาๆ ค่อนลูก พอสบายๆ คล้ายๆ กับตอนที่เราใกล้จะหลับ อย่าไปบีบเปลือกตา อย่ากดลูกนัยน์ตา แล้วก็ทำใจของเราให้เบิกบาน ให้แช่มชื่น ให้สะอาด บริสุทธิ์ผ่องใส ไร้กังวลในทุกสิ่ง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม ให้ปลด ให้ปล่อย ให้วาง ทำใจให้ว่างๆ คราวนี้เราก็มาสมมติว่า ภายในร่างกายของเราปราศจาก อวัยวะ ปอด ตับ ม้าม ไต หัวใจ เป็นต้น สมมติเป็นที่โล่งๆ ว่างๆ เป็นปล่อง เป็นช่อง เป็นโพรง กลวงภายใน คล้ายๆ ท่อแก้ว ท่อเพชรใสๆ นึกถึงบุญ คราวนี้เราก็นึกถึงบุญทุกๆ บุญที่เราได้ทำมานับภพนับชาติไม่ถ้วน จนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้ บุญล่าสุดคือมหากฐิน ในมหากาลทานที่ผ่านมา ซึ่งเรายังปลื้มปีติในบุญนั้นยังไม่หายเลย กับบุญใหม่ที่เราจะถวายสังฆทานและปัจจัยไทยธรรมแด่พระเถรานุเถระ ๓,๐๐๐ วัดทั่วประเทศ มารวมหมดเป็นจุดเดียวกัน ที่กลางกาย เป็นดวงบุญใสๆ กลมรอบตัว เหมือนดวงแก้วกายสิทธิ์ เป็นบ่อเกิดแห่งความสุขและความสำเร็จในชีวิตทุกระดับตั้งแต่ปุถุชนจนกระทั่งเป็นพระอริยเจ้า ยิ่งนึกถึงบุญ ดวงบุญก็ยิ่งขยาย แล้วก็จะไปจะเชื่อมโยงบุญเก่ามาต่อบุญใหม่เป็นบุญในอนาคต เราจะใช้ทุกขั้นตอนโดยเฉพาะตอนใกล้ละโลกนั้นสำคัญมาก จะทำให้จิตผ่องใส ไม่เศร้าหมอง ลูกทุกคนจะต้องฝึกให้ชำนาญ ฝึกนึก ฝึกคิด ฝึกหยุด ฝึกนิ่งในกลางดวงบุญ บ่อยๆ ให้ชำนาญ พอถึงวาระที่เราจะต้องใช้สิ่งนี้เป็นแสงสว่างนำทางไปสู่สุคติโลกสวรรค์เราจะ ได้ทำเป็น ไม่ว่าตอนนั้นเราจะเกิดทุกขเวทนากล้า หรือว่าเบาบางก็ตาม จะต้องใช้ทุกบุญ ถ้าไม่มีวิบากกรรมมาก การเดินทางไปสู่ปรโลกก็ง่ายสะดวกสบาย แต่ก็ต้องนึกถึงบุญอยู่ดี ภาพแห่งบุญจะฉายมาปรากฏให้เราเห็น แต่ถ้าหากว่ามีวิบากกรรม ทุกขเวทนากล้าก็ต้องแข็งใจทำใจหยุดนิ่ง นึกถึงบุญ นึกนิดเดียวว่า “บุญที่ข้าพเจ้าได้ทำมาทุกบุญจงมาปรากฏ” แต่ถ้านึกอย่างนี้ก็ยังไม่มีแรงนึก ก็ภาวนา “สัมมาอะระหัง” ไป แต่ถ้าไม่มีแรงสัมมาอะระหัง ก็นิ่งนึกนิดเดียว “บุญ” นึกแค่นี้ก็ได้ พอนึกถึงบุญ กระแสธารแห่งบุญก็มาเลย จรดตรงกลางเป็นดวงบุญ ให้เราเห็นได้ชัด แต่ถ้าเราฝึกฝนบ่อยๆ จนเข้าถึงดวงบุญ เข้าถึงดวงธรรมเข้าถึงกายภายใน เข้าถึงองค์พระ ตอนนั้นจะมาทุกอย่างพร้อมๆ กันเลย เป็นดวงใสๆ องค์พระใสๆ หรือกลางองค์พระก็มีดวงบุญใสๆ หรือองค์พระอยู่ในกลางดวงบุญ ชัดแจ่มอยู่ในใจของเรา ที่เราเห็นได้อยู่คนเดียว เพราะฉะนั้นต้องฝึกตรงนี้ให้ชำนาญนะลูกนะ ฝึกหยุดนิ่งไปเรื่อยๆ อย่าขี้เกียจนั่งธรรมะ เพราะว่าสิ่งนี้จะเป็นที่พึ่งแก่เรา บุญเป็นที่พึ่ง พระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง นอกจากนี้ไม่ใช่ ถ้าเรารักตัวเรา เราก็ต้องนึกถึงบุญบ่อยๆ นึกถึงองค์พระฝึกหยุด ฝึกนิ่ง ทำใจคุ้นกับศูนย์กลางกาย ฐานที่ ๗ เอาไว้ให้ดีพอถึงคราวคับขันในยามไหน ตอนไหน สถานการณ์ใด เราจะได้ใช้สิ่งนี้เป็นที่พึ่งแก่เราคืนนี้ก็เช่นเคย ใครเหนื่อย ใครง่วง ใครเพลีย ใครตั้งใจมากเกินไป นั่งแล้วตึงก็ผ่อนคลายด้วยการปล่อยให้หลับอยู่ในกลางกาย ฐานที่ ๗ อย่างสบายๆ พอสดชื่นตื่นขึ้นมาแล้ว เราก็ทำความเพียรต่อ ใครเมื่อยก็ขยับ ฟุ้งก็ลืมตา แล้วก็เริ่มต้นว่ากันใหม่ ให้ลูกทุกคนสมหวังดังใจในการเข้าถึงพระรัตนตรัยในตัว ต่างคนต่างนั่งกันไปเงียบๆ สาธุชน : บ้านแก้วเรือนทองของคุณยายอาจารย์ฯ : ๑๙.๐๐ - ๒๑.๐๐ น. หลวงพ่อธัมมชโย หมั่นทบทวนบุญ วันเสาร์ที่ ๒๓ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๕ เมื่อเราบูชาพระรัตนตรัยกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว ต่อจากนี้ไปตั้งใจให้แน่แน่ว มุ่งตรงต่อหนทางพระนิพพานกันทุกๆ คนนะ ให้นั่งขัดสมาธิ โดยเอาขาขวาทับขาซ้าย มือขวาทับมือซ้าย ให้นิ้วชี้ของมือข้างขวาจรดนิ้วหัวแม่มือข้างซ้าย วางไว้บนหน้าตัก พอสบายๆ หลับตาของเราเบาๆ ค่อนลูก พอสบายๆ คล้ายๆ กับตอนที่เราใกล้จะหลับ อย่าไปบีบเปลือกตา อย่ากดลูกนัยน์ตา แล้วก็ทำใจของเราให้เบิกบาน ให้แช่มชื่น ให้สะอาด บริสุทธิ์ผ่องใส ไร้กังวลในทุกสิ่ง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม ให้ปลด ให้ปล่อย ให้วาง ทำใจให้ว่างๆ คราวนี้เราก็มาสมมติว่า ภายในร่างกายของเราปราศจากอวัยวะ ปอด ตับ ม้าม ไต หัวใจ เป็นต้น สมมติเป็นที่โล่งๆ ว่างๆ เป็นปล่อง เป็นช่อง เป็นโพรง กลวงภายใน คล้ายๆ ท่อแก้ว ท่อเพชรใสๆ หมวดหมู่แห่งบุญ คราวนี้เราก็นึกถึงบุญทุกบุญตั้งแต่ภพในอดีตกระทั่งถึงปัจจุบันนี้ บุญที่เราทำประจำวัน บุญประจำอาทิตย์ บุญประจำเดือน บุญประจำปี บุญพิเศษที่เราทำตามวาระ เรานึกน้อมทุกๆ บุญเอาไว้ในกลางกาย โดยเฉพาะบุญที่ผ่านมา มหากฐินสามัคคี ซึ่งเป็นมหากาลทาน หนึ่งปีมีครั้งเดียว ซึ่งเรายังไม่ลืมเลือนภาพในวันนั้นเลย นำมาซึ่งมหาปีติจนถึงวันนี้ นึกเมื่อไรก็ปลื้มความปลื้มนั้นเป็นทางมาแห่งบุญ ซึ่งเราจะเอามาใช้ในการปฏิบัติธรรม โดยเฉพาะช่วงสุดท้ายของชีวิต อะไรที่เราทำความดีแล้วปลื้ม ภาพนั้นจะแรง จะมาฉายให้เราเห็นอยู่คนเดียว แล้วก็จะทำให้ใจเราเบิกบาน ผ่องใส จะมีชีวิตใหม่ในสุคติโลกสวรรค์ เพราะฉะนั้นให้นึกทุกบุญเลย โดยแบ่งเป็นหมวดหมู่เพื่อง่ายในการระลึกนึกถึง บุญประจำวัน เช่น ใส่บาตรพระ รักษาศีล นั่งธรรมะทุกวัน ทำการบ้าน*ทุกวัน หรือช่วยเหลือเกื้อกูลเพื่อนมนุษย์ ให้วิทยาทาน ให้ธรรมทาน ให้อภัยทาน ให้สิ่งที่ดีงาม ให้ความรักความปรารถนาดีแก่เพื่อนมนุษย์ ให้รอยยิ้ม เป็นต้น บุญประจำอาทิตย์ อาทิตย์หนึ่งเราก็มานั่งธรรมะร่วมกัน มาถวายภัตตาหารเป็นสังฆทาน มาฟังธรรม แล้วก็มาสร้างมหาทานบารมีร่วมกันทุกวันอาทิตย์ บุญประจำเดือน อาทิตย์ต้นเดือน เราก็มาบูชาข้าวพระกันไม่เคยขาดเลย มีบุญบูชาข้าวพระ บุญถวายภัตตาหารเป็นสังฆทาน บุญฟังธรรม บุญปฏิบัติธรรม บุญถวายปัจจัยไทยธรรม เป็นต้น บุญประจำปี เช่น ทอดกฐิน ผ้าป่า มาฆบูชา วิสาขบูชา บุญพิเศษตามวาระ เช่น บุญหนังสือบ้าง บุญไปปฏิบัติธรรมที่พนาวัฒน์บ้าง บุญถวายยารักษาโรค เป็นต้น เราก็นึกทุกบุญเลย ให้มารวมกันอยู่ที่ศูนย์กลางกาย ฐานที่ ๗ เป็นดวงบุญใสๆ ใสละเอียดเหมือนกับเพชรต้องแสง หรือใสเหมือนกระจกคันฉ่องส่องเงาหน้า หรือใสเหมือนน้ำบ้าง แล้วแต่ความละเอียดของใจเรา เป็นดวงกลมรอบตัว เหมือนดวงแก้วกายสิทธิ์ ใส สว่าง เหมือนดวงอาทิตย์ตอนเที่ยงวันหรือยิ่ง *การบ้าน ๑๐ ข้อ ดูรายละเอียดหน้า ๒๒๘ กว่านั้น ใสเกินใส ดวงใสซึ่งเป็นบ่อเกิดแห่งความสุข และความสำเร็จในชีวิต ตั้งแต่ปุถุชนจนกระทั่งเป็นพระอริยเจ้าให้บังเกิดขึ้นในกลางกายเรา บางท่านอาจจะนึกว่า อยู่ในกลางองค์พระใสๆ ก็ได้ หรือองค์พระอยู่ในกลางดวงบุญใสๆ ก็ได้ ตรงไหนชัด เราถนัดแบบไหน เราก็เอาตรงนั้น แล้วก็ทำใจให้เบิกบาน แช่มชื่น ให้ปลื้มว่า เราเอาชนะ ความโลภ ความโกรธ ความหลงมาได้ในระดับหนึ่ง จนกระทั่งเปลี่ยนมาเป็นกระแสธารแห่งบุญ มารวมตัวเป็นดวงใสๆ ในกลางกายของเราที่ศูนย์กลางกาย ฐานที่ ๗ ซึ่งอยู่ในกลางท้องในระดับที่เหนือจากสะดือขึ้นมา ๒ นิ้วมือ แล้วก็ตรึกไปด้วยใจที่ใสๆ หน้าที่ยิ้มๆ เบิกบาน จะประคองใจด้วยคำภาวนา สัมมาอะระหัง ก็ได้ หรือจะนึกถึงดวงบุญ องค์พระ เฉยๆ โดยไม่ต้องภาวนาก็ได้ ให้หยุดให้นิ่งๆ “หยุดเป็นตัวสำเร็จ” ๕ คำจำไว้ ที่พระเดชพระคุณหลวงปู่ ผู้ค้นพบวิชชาธรรมกาย ท่านให้หลักเอาไว้ว่า หยุดเป็นตัวสำเร็จ ตั้งแต่เบื้องต้นจนกระทั่งเป็นพระอรหันต์ หยุดอย่างเดียว ไม่ต้องไปทำอะไรที่นอกเหนือจากนี้ จะมืดหรือจะสว่างไม่ต้องไปคำนึงถึง หยุดนิ่งอย่างเดียว มีอะไรให้ดูเราก็ดูไป ดูไปเรื่อยๆ ไม่เลือกที่จะดู อย่างสบายๆ โดยไม่ต้องคิดอะไรทั้งสิ้น หยุดนิ่งเรื่อยไปอย่างสบ๊ายสบาย ทำใจให้เบิกบาน เดี๋ยวทุกคนจะสมหวังดังใจ จะเข้าถึง เพราะฉะนั้น ทำให้ถูกวิธี ต้องสบายๆ คล้ายๆ กับตอนใกล้จะหลับ ตอนนั้นเราสบายแต่ไม่มีเป้าหมาย แต่นั่งสมาธิ เราสบายอย่างมีเป้าหมาย ตรึกถึงดวงใส หยุดอยู่กลางดวงใส ซึ่งเป็นดวงบุญที่เราได้ทำเอาไว้ หรือตรึกอยู่ในกลางองค์พระ ซึ่งอยู่ในกลางท้องของเราก็ได้ คืนนี้ก็เช่นเคย ใครเหนื่อย ใครง่วง ใครเพลีย ใครนั่งตั้งใจมากเกินไปแล้วมันตึง ก็ปล่อยให้หลับไปสักพักหนึ่ง พอสดชื่นตื่นขึ้นมาเราก็ทำภาวนาต่อ ทำความเพียรต่อ ใครเมื่อยก็ขยับ ฟุ้งก็ลืมตา แล้วก็เริ่มต้นว่ากันใหม่ ปรับยุทธวิธีในการฝึกใจให้หยุดให้นิ่งนะ ให้ลูกทุกคนสมหวังดังใจในการเข้าถึงพระรัตนตรัย ในตัวคืนนี้ ต่างคนต่างนั่งกันไปเงียบๆ นะ สาธุชน : บ้านแก้วเรือนทองของคุณยายอาจารย์ฯ : ๑๙.๐๐ - ๒๑.๐๐ น. หลวงพ่อธัมมชโย อย่ากินบุญเก่า วันพฤหัสบดีที่ ๒๖ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๕ เมื่อเราบูชาพระรัตนตรัยกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว ต่อจากนี้ไปตั้งใจให้แน่แน่ว มุ่งตรงต่อหนทางพระนิพพานกันทุกๆ คนนะ ให้นั่งขัดสมาธิโดยเอาขาขวาทับขาซ้าย มือขวาทับมือซ้าย ให้นิ้วชี้ของมือข้างขวาจรดนิ้วหัวแม่มือข้างซ้าย วางไว้บนหน้าตัก พอสบายๆ หลับตาของเราเบาๆ ค่อนลูก พอสบายๆ คล้ายๆ กับตอนที่เราใกล้จะหลับ อย่าไปบีบเปลือกตา อย่ากดลูกนัยน์ตา แล้วก็ทำใจของเราให้เบิกบาน ให้แช่มชื่น ให้สะอาด บริสุทธิ์ผ่องใส ไร้กังวลในทุกสิ่ง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม ให้ปลด ให้ปล่อย ให้วาง ทำใจให้ว่างๆ คราวนี้เราก็มาสมมติว่า ภายในร่างกายของเราปราศจากอวัยวะ ปอด ตับ ม้าม ไต หัวใจ เป็นต้น สมมติเป็นที่โล่งๆ ว่างๆ เป็นปล่อง เป็นช่อง เป็นโพรง กลวงภายใน คล้ายๆ ท่อแก้ว ท่อเพชรใสๆ หยุดเป็นตัวสำเร็จ คราวนี้เราก็มานึกทบทวนคำสอนที่พระเดชพระคุณหลวงปู่ ผู้ค้นพบวิชชาธรรมกายท่านได้อบรมสั่งสอนมา สรุปได้ว่า “หยุดเป็นตัวสำเร็จ” “หยุด” ก็คือเอาใจมาหยุด ใจที่แวบไปแวบมา คิดไปในเรื่องราวต่างๆ ให้ดึงมาหยุดนิ่งอยู่ภายใน ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ซึ่งอยู่ในกลางท้องของเรา ในระดับที่เหนือจากสะดือขึ้นมา ๒ นิ้วมือ เอาใจมาหยุดนิ่งตรงนี้ โดยกำหนดบริกรรมนิมิตเป็นภาพ หรือถ้าเรามั่นใจว่าไม่ฟุ้ง ก็ไม่ต้องนึกเป็นภาพ แต่ถ้าหากใจยังอดฟุ้งไม่ได้ ก็ควรจะนึกเป็นภาพ เพื่อให้ใจมีที่ยึดที่เกาะ ที่ผูกเอาไว้ เพราะใจของเราเหมือนม้าพยศ ไม่อยู่ใน อำนาจในบังคับบัญชา จำเป็นจะต้องผูกเอาไว้ เหมือนผูกม้าพยศเอาไว้กับหลัก เราก็ผูกใจเอาไว้กับบริกรรมนิมิต คือ ภาพ จะเป็นดวงแก้วใสๆ ก็ได้ จะเป็นพระแก้วใสๆ ก็ได้ หรือจะเป็นภาพหลวงปู่ คุณยายก็ได้ หรือเป็นภาพที่เราคุ้นเคย จะเป็นเพชรนิลจินดา ผลหมากรากไม้ เป็นต้น หรือจะเป็นภาพอะไรก็ได้ แต่ต้องเป็นภาพที่นึกแล้วใจของเราบริสุทธิ์ สูงส่ง สมมติว่า เรานึกถึงดวงใสๆ ก็ตรึกนึกถึงดวงใส ใจหยุดอยู่ที่กลางดวงใสๆ “ตรึก” ก็คือนึกอย่างเบาๆ สบาย คล้ายๆ กับเรานึกถึงสิ่งที่เราคุ้นเคย สมมติเรานึกถึงดวงใส ใจหยุดอยู่ในกลางดวงใสๆ นิ่ง พร้อมกับประกอบบริกรรมภาวนาในใจว่า สัมมาอะระหัง เรื่อยไปเลย กี่ครั้งก็ได้ จนกว่าใจจะหยุดจะนิ่ง เวลาใจหยุดนิ่ง มันจะทิ้งคำภาวนาไปเอง จะมีอาการ คล้ายๆ กับว่า เราลืมคำภาวนาไป แต่ใจไม่ฟุ้งไปคิดเรื่องอื่น หรือเกิดความรู้สึกว่า ไม่อยากจะภาวนา สัมมาอะระหัง ต่อไปอยากจะรักษาใจให้หยุด ให้นิ่งเฉย ถ้าเกิดอาการหรือความรู้สึกอย่างนี้ เราก็ไม่ต้องย้อนกลับมาภาวนาใหม่ ให้รักษาใจให้หยุดนิ่งอยู่ในกลางดวงใสๆ ไปเรื่อยๆ ไม่ช้าจะถูกส่วนเอง ดวงภายใน กายภายใน พอถูกส่วนเข้า ก็จะตกศูนย์วูบเข้าไปภายใน ไปที่ฐานที่ ๖ จะไปยกเอาดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์หยาบลอยขึ้นมา เป็นดวงใสๆ บริสุทธิ์ประดุจเพชร โตเท่ากับฟองไข่แดงของไก่ ดวงนี้หลวงปู่ท่านเรียกว่า ดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน หรือ ดวงปฐมมรรค เป็นดวงธรรมเบื้องต้น เมื่อธรรมดวงนี้บังเกิดขึ้น การเดินทางเข้าไปสู่ภายในก็จะเริ่มต้นในเส้นทางสายกลางของพระอริยเจ้า โดยมีจุดหมายปลายทางคืออายตนนิพพาน ท่ามกลางเราก็จะพบดวงธรรม พบกายมนุษย์ละเอียด กายทิพย์ รูปพรหม อรูปพรหม แล้วก็จะพบพระรัตนตรัยคือ ธรรมกาย พระรัตนตรัยนั่นแหละ จะนำเราข้ามวัฏสงสารไปสู่ฝั่งพระนิพพานได้ จะเข้าถึงธรรมกายโคตรภู กายธรรมพระโสดาบัน กายธรรมพระสกิทาคามี กายธรรมพระอนาคามี กายธรรมพระอรหัต คือจุดหมายปลายทาง นี่สำหรับคนที่สามารถน้อมใจมาที่ศูนย์กลางกาย ฐานที่ ๗ ได้เลย เริ่มต้น ณ จุดที่สบาย ส่วนบางท่าน จะน้อมนึกมาไว้กลางกาย กลางท้องมันยาก เราก็เริ่มต้น ณ จุดที่ง่ายก่อน ที่ทำแล้วเรารู้สึกว่า มีความพึงพอใจ มีความสุขสนุกกับการที่ได้วางใจ ณ ตรงนั้น วางแล้วก็มีชีวิตชีวา ใจจะใส จะเริ่มต้นจากตรงนั้นก่อนก็ได้ เช่น ที่ข้างหน้า ที่ตรงปากช่องจมูก หญิงซ้าย ชายขวา หรือที่หัวตา ตรงที่น้ำตาไหล หญิงซ้าย ชายขวา หรือที่กลางกั๊กศีรษะ ในระดับเดียวกับหัวตาของเรา หรือที่เพดานปาก ช่องปากอาหารสำลัก หรือปากช่องคอเหนือลูกกระเดือก จนกระทั่งถึงกลางท้อง ที่ฐานที่ ๖ จะเริ่มต้นจากตรงไหนก่อนก็ได้ ที่เรามีความพึงพอใจ เอาตรงนั้นนะ ว่ากันตามถนัด แต่อย่าให้ขัดหลักวิชชา แล้วเราก็ตรึกนิ่งอยู่ตรงนั้นไปเรื่อยๆ ตรงนั้นไปก่อน จนกระทั่งถึงจุดๆ หนึ่ง ใจมันนุ่มนวล คือไม่แข็งกระด้างแล้ว เราจะน้อมเข้ามาข้างในที่ฐานที่ ๗ ก็ได้ เราก็ค่อยๆ น้อมมาจากตรงนั้น หรือบางทีมันลงมาเองเลย มันวืดเข้าไปข้างในเลย อย่างนี้ก็ได้นะลูกนะ เพราะฉะนั้นใครถนัดอย่างไหน เราก็เอาอย่างนั้นไปก่อน แต่อย่าลืมนั่งอย่างมีชีวิตชีวา อย่าซังกะตายนั่ง นั่งอย่างสบายๆ เบิกบาน แช่มชื่น ให้ใจใสๆ อย่ากินบุญเก่า อย่าให้วันหนึ่งคืนหนึ่งผ่านไปโดยการกินบุญเก่า ใช้บุญเก่า เพราะบุญเก่าใช้ไป มันก็มีวันหมด เราจะต้องสั่งสมบุญใหม่เพิ่มขึ้นทุกวันทุกคืน ทุกอนุวินาที อย่างที่ให้การบ้านไปนั่นแหละ บางจังหวะเราก็ให้ทาน บางจังหวะเราก็รักษาศีล บางจังหวะก็เจริญภาวนา ศีลกับภาวนานี่รักษาไม่ยาก ทานเราอาจจะต้องใช้ในบางจังหวะ เพราะฉะนั้นง่ายที่สุดคือภาวนา หมั่นทำการบ้านทุกวันให้สม่ำเสมอเถอะ เดี๋ยว ลูกทุกคนก็จะต้องเข้าถึงดวงธรรม ถึงกายภายในถึงพระธรรมกายจนได้ ถ้าได้ทำ เราก็ทำได้ ทำ ไม่ได้ เพราะไม่ได้ทำเท่านั้น ถึงธรรมกาย ชีวิตจึงจะปลอดภัย ต้องถึงธรรมกายนะลูกนะ ชีวิตจึงจะปลอดภัย แล้วเราจะเลือกไปอยู่ภพภูมิไหนก็ได้ ไม่ว่าวิบากกรรมจะมาตัดรอนชีวิตของเราให้ตายแบบไหนก็ตาม ไม่ต้องไปกังวลกับมัน พระธรรมกายในตัวนี่แหละจะช่วยเราได้ ไม่ต้องไปแวะที่ยมโลก ไม่ไปแวะบนพื้นมนุษย์ มันแวบไปเลย ไม่ต้องแวะ แวบไปเลย ที่ของเรา หมู่คณะของเราอยู่บนชั้นดุสิตนะลูกนะ ผูกใจไว้ตรงนั้น เพราะฉะนั้นต้องสร้างกำลังบุญไปให้ถึงทั้งทาน ศีลภาวนา ทำให้ครบถ้วนบริบูรณ์เลย ที่ของเรา วงบุญพิเศษอยู่ตรงนั้น พิเศษอย่างไรก็จะค่อยๆ ทยอยเล่าให้ฟัง แต่ตอนนี้ต้องปูพื้นฐานกันไปก่อน ให้เราได้คุ้นเคยเกี่ยวกับเรื่องภพภูมิ เรื่องกฎแห่งกรรม กฎแห่งไตรลักษณ์หรือกฎเกณฑ์ต่างๆ เรื่องบุญ เรื่องบาป เรื่องใส เรื่องหมองต้องศึกษาตรงนี้ให้คล่องเสียก่อน เพราะฉะนั้น ต้องจับหลักให้ได้ จับหลักได้แล้วชีวิตปลอดภัยแล้วก็มีชัยชนะ มีความสุขตั้งแต่ยังไม่เข้าถึงเลย ถึงธรรมกาย เมื่อไรก็สุขเมื่อนั้น หรืออย่างน้อยก็ให้ได้ดวงธรรมใสๆ เข้าถึงดวงธรรมเมื่อไรก็สุขเมื่อนั้น สุข สดชื่น เบิกบาน อย่างที่เราไม่เคยเป็นมาก่อน เป็นความสุขที่กว้างขวาง มีปริมาณไม่จำกัด เป็นอิสระ เป็นตัวของตัวเอง แค่เข้าถึงดวงธรรมใสๆ อารมณ์ที่จะเข้าถึงธรรมจะคล้ายๆ กับอารมณ์ใกล้จะหลับแต่ว่ามีสติ มีความรู้ตัว มีความสบาย มันคล้ายๆ กันเลย กับตอนที่เราใกล้จะหลับ แต่ตอนใกล้จะหลับมันขาดสติ จะสบายอย่างเดียว แล้วก็วืดหลับไปเลยตรงฐานที่ ๗ แต่จะเห็นธรรม ต้องมีสติเพิ่มขึ้น สติ สบาย สม่ำเสมอ สังเกตให้ดีนะลูกนะ สาธุชน : บ้านแก้วเรือนทองของคุณยายอาจารย์ฯ : ๑๙.๐๐ - ๒๑.๐๐ น. หลวงพ่อธัมมชโย หวงห่วงแบบอริยะ วันจันทร์ที่ ๙ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ เมื่อเราบูชาพระรัตนตรัยกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว ต่อจากนี้ไปตั้งใจให้แน่แน่วมุ่งตรงต่อหนทางพระนิพพานกันทุกๆ คนนะ ให้นั่งขัดสมาธิ โดยเอาขาขวาทับขาซ้าย มือขวาทับมือซ้าย ให้นิ้วชี้ของมือข้างขวาจรดนิ้วหัวแม่มือข้างซ้าย วางไว้บนหน้าตักพอสบายๆ หลับตาของเราเบาๆ ค่อนลูก พอสบายๆ คล้ายๆ กับตอนที่เราใกล้จะหลับ อย่าไปบีบเปลือกตา อย่ากดลูกนัยน์ตา แล้วก็ทำใจของเราให้เบิกบาน ให้แช่มชื่น ให้สะอาด บริสุทธิ์ผ่องใส ไร้กังวลในทุกสิ่ง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม ให้ปลด ให้ปล่อย ให้วาง ทำใจให้ว่างๆ คราวนี้เราก็มาสมมติว่า ภายในร่างกายของเราปราศจากอวัยวะ ปอด ตับ ม้าม ไต หัวใจ เป็นต้น สมมติเป็นที่โล่งๆ ว่างๆ เป็นปล่อง เป็นช่อง เป็นโพรง กลวงภายใน คล้ายๆ ท่อแก้ว ท่อเพชรใสๆ คลายความผูกพัน ของเราแต่ไม่ใช่ของเรา คราวนี้เรามาฝึกตัดทุกๆ ห่วง ที่เป็นเครื่องกังวล ฝึกทุกวัน จะไปใช้กันจริงๆ วันเดียว วันศึกชิงภพปิดงบดุลชีวิต เราต้องฝึกทุกวันนะ สิ่งที่เราห่วงก็เรื่องคน สัตว์ สิ่งของ ทรัพย์สินเงินทองเป็นต้น ก็จะวนๆ เวียนๆ กันอยู่อย่างนี้ เราลองมาพิจารณาถึงสิ่งเหล่านี้ไปตามความเป็นจริงว่า คนก็ดี สัตว์ สิ่งของ สมบัติ ทรัพย์สินเงินทอง ที่ดิน ตึกรามบ้านช่อง เพชรนิลจินดา สิ่งต่างๆ เหล่านั้นมันเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็เสื่อมสลายไป บ้านของเราแต่ไม่ใช่บ้านของเรา เพราะถ้าบ้านของเรา เราปรารถนาอยากให้มันสวยงาม คงทน ไม่มีปลวก มด แมลง ไม่มีฝุ่นละออง ไม่ให้ผุพัง มันก็ต้องได้ดังใจ แต่ว่ามันไม่เป็นอย่างนั้นเลย จะต้องคอยปัดกวาดเช็ดถู ซ่อมแซม แต่ถึงจะทำอย่างนี้มันก็ยังผุพัง บ้านเราแต่ไม่ใช่บ้านของเรา อย่างนี้เราควรจะห่วง ควรจะหวงไหม เสื้อผ้าก็เหมือนกัน เกิดขึ้น ตั้งอยู่แล้วก็เสื่อมสลาย ลูกเราแต่จริงๆ ไม่ใช่ลูกของเรา เลี้ยงได้แค่กาย แต่ใจเป็นของเขา เลี้ยงให้โตได้ แต่จะให้ได้ดังใจเรามันยาก ขนาดอยู่ในครรภ์มารดา สมมติเราเป็นแม่ ตั้งครรภ์ ทะนุถนอมครรภ์ จนกระทั่งให้เขาเกิดมา ให้ข้าว ให้น้ำ ให้นม ให้ขนมนมเนย อาบน้ำอาบท่าให้ ให้เสื้อผ้า สั่งสอนทุกอย่าง ส่งเสริมให้เล่าเรียน แต่บางทีก็ไม่ได้ดั่งใจเรา บางทีเขาก็ดื้อ เห็นไหมจ๊ะ ลูกเราแต่ไม่ใช่ลูกของเรา จะให้เป็นไปตามใจเราปรารถนา ยาก เพราะมันชีวิตของเขา เขาก็ต้องดูแลชีวิตของเขา มีความคิดคำพูดการกระทำของเขา เพราะฉะนั้นก็ต้องห่วงกันพอประมาณไม่ถึงกับยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นของเรา ลูกในท้องยังดื้อกับเรา แล้วคนที่ไม่ได้เกิดในท้องเราที่เป็นพ่อของลูกจะยิ่งดื้อกว่านี้ สามีเราแต่ไม่ใช่สามีของเรานะ คิดกันให้ดี อยู่ในบ้านก็เป็นของเรา ออกจากบ้านไม่รู้เป็นของใคร ที่พูดไม่ได้ให้ทะเลาะกัน แต่ให้ได้ศึกษาเอาไว้ว่า สามีเรา ภรรยาเรา แต่เป็นสามีของเรา ภรรยาของเราหรือเปล่า ลูกอยู่ในท้องเลี้ยงมากับมือ ตั้งท้อง ดูแลอย่างดียังดื้อ แล้วที่เราได้เขามาตอนโต ตอนเขาอายุ ๒๐ กว่าบ้าง ๓๐ กว่า ๔๐ กว่า นั่นยิ่ง super ดื้อเลย ดื้อมาก ถ้าเราไปวิตกกังวล ไปห่วงมาก มันทุกข์ใจนะ สมบัติ ทรัพย์สินเงินทอง ที่ดิน ทุกอย่างเป็นแค่เครื่องอาศัยชั่วคราว ผลัดกันชม เรามีบุญ มันก็เป็นของเรา เราก็ครอบครองได้ เราหมดบุญก็เป็นของคนอื่น จะมายึดมั่นถือมั่นว่าเป็นของเรา หวงห่วงกันมากมาย นี่คือสิ่งที่เราต้องพิจารณา คำพระท่านว่า เป็นอนิจจัง เป็นทุกขัง เป็นอนัตตา เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ไม่ทนอยู่ในสภาพเดิม บังคับบัญชาไม่ได้ เพราะฉะนั้น สิ่งที่เราควรห่วง คือตัวของเราเอง คำว่า “ตัวของเรา” ไม่ใช่กายหยาบนะ เส้นผมเราก็ยังไม่ใช่ผมของเราเลย บอกไม่ให้หงอก มันก็ยังหงอก ไม่ให้ร่วงมันก็ร่วง ไม่ให้หยิกมันก็หยิก ไม่ให้เหยียดมันก็เหยียด สารพัดไปหมด เส้นผม ขนคิ้ว ขนตา ทุกอย่างในร่างกายก็ยังไม่ใช่ของเรา ตายก็เอาไปไม่ได้ตกไปเป็นสมบัติของหมู่หนอนของสัตว์ทั้งหลายตัวเล็กๆ นี่ความจริงเป็นอย่างนั้น ซึ่งเราจะต้องหมั่นพิจารณา ตัดให้ขาด จากใจว่า แม้แต่ร่างกายเราก็เป็นแค่เครื่องอาศัยชั่วคราว ไม่ช้า เราก็ต้องจากไป เสื้อผ้า แว่นตา ปากกา รองเท้าก็ชั่วคราว ตึกรามบ้านช่องก็ชั่วคราว ที่ดินก็ชั่วคราว รถราชั่วคราว ตำแหน่ง ยศถาบรรดาศักดิ์ชั่วคราวหมด ครอบครัวก็ชั่วคราว ถึงคราวก็แยกย้ายกันไปตามวิบากกรรม คนละทิศคนละทาง คิดอย่างนี้ได้แล้วใจจะสบาย พอใจสบายก็เข้าถึงพระธรรมกายได้ง่าย นึกถึงบุญ แผ่เมตตา ตอนนี้เราก็มานึกถึงบุญที่สั่งสมเอาไว้ตั้งเยอะแยะมากมาย ก่ายกองนับภพนับชาติไม่ถ้วนจนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้ นึกถึงบุญที่เราจำได้ก่อน ที่ประทับใจ ปลื้มจนลืมไม่ลง นึกทีไรปีติเบิกบาน นึกถึงบุญนี้ก่อน เดี๋ยวมันจะไปดึงดูดบุญอื่นๆ ตามมารวมเป็นดวงบุญใสๆ กลมรอบตัวเหมือนดวงแก้วกายสิทธิ์ ใสประดุจเพชรลูกที่เจียระไนแล้ว ไม่มีตำหนิเลย งามเหมือนเพชรต้องแสง มีประกายเจิดจ้า เราก็เอาใจมาหยุดนิ่งอยู่ที่กลางดวงบุญใสๆ อย่างสบาย ทำใจให้เบิกบาน แช่มชื่น ให้ยิ้มออกมาจากภายใน แล้วก็แผ่เมตตา ให้ความรักความปรารถนาดีต่อสรรพสัตว์สรรพสิ่งทั้งหลาย เป็นคน เป็นสัตว์ เป็นกายละเอียดทั้งหลาย แล้วก็ให้อภัยทาน ลืมในสิ่งที่เพื่อนมนุษย์พลาดพลั้งล่วงเกินเรา จะด้วยเจตนาหรือไม่เจตนาก็ตาม ลืมให้หมดเลย แล้วก็ทำใจให้สบายๆ เหมือนเราอยู่ตัวคนเดียวในโลก หวงห่วงแบบอริยะ สมบัติที่แท้จริงของเรามีเพียงดวงใสๆ เป็นดวงบุญของเรา มีใจซึ่งเป็นตัวเราหยุดนิ่งๆ สมมติว่าเป็นตัวเรานะ เป็นความรู้สึกของเรา อยู่กลางดวงบุญ หยุดนิ่งๆ ให้ใจใสๆ ให้เบิกบานแช่มชื่น จะภาวนา สัมมาอะระหัง ประกอบไปด้วยก็ได้ หรือจะไม่ภาวนาก็ไม่เป็นไร รักษาใจให้ใสๆ เรามีสมบัติอยู่แค่นี้ ถ้าจะหวง ก็ให้หวงดวงบุญใสๆ องค์พระใสๆ กายภายในใสๆ ถ้าห่วง ก็ต้องห่วงตัวเราเองไม่ให้ไปอบายภูมิ ให้ไปสุคติภูมิ ห่วงต้องห่วงตรงนี้ ถ้าจะหวง ต้องหวงให้เป็น ถ้าจะห่วง ก็ต้องห่วงให้เป็น ถ้าหวงห่วงอย่างนี้ เขาเรียกว่าหวงห่วงแบบอริยะ แบบผู้ประเสริฐ แบบบัณฑิตนักปราชญ์ มองเห็นการณ์ไกล ห่วงอย่างนี้ไม่มีพิษ ไม่มีภัย ไม่มีโทษ ปิดประตูอบาย เปิดประตูสวรรค์ เปิดหนทางพระนิพพาน จะทำให้เราเข้าถึงพระรัตนตรัยในตัว ถึงพุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ สังฆรัตนะ ที่ใจหยุดยาก ก็จะหยุดง่าย มืดก็จะสว่าง ขุ่นก็จะใส ที่ตื้อตันก็จะเข้ากลางได้ มีความสุขสบาย สิ่งที่ไม่ควรห่วง ก็อย่าไปห่วง สิ่งที่ไม่ควรหวง ก็อย่าไปหวง สิ่งที่ควรห่วง เราก็ต้องห่วง สิ่งที่ควรหวง ก็หวง ห่วงตัวเรา หวง ธรรมที่เกิดขึ้น หวงศูนย์กลางกายเอาไว้ คอยประคับประคอง คอยชำเลือง คอยแอบดูเรื่อยๆ แอบดูดวงบุญ แล้วก็นั่งยิ้มๆ ให้เบิกบาน ให้แช่มชื่น ใจจะได้ใสๆ นี่แหละคือการเตรียมตัวที่ดีที่สุดสำหรับชีวิตที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ชาติหนึ่ง ที่สามารถประคองชีวิตให้ปลอดภัยมีชัยชนะไปสู่สุคติภพได้ จากโลกนี้ไปด้วยรอยยิ้มสุดท้ายอันสง่างาม เพราะฉะนั้น เราปลดปล่อยวางคน สัตว์ สิ่งของ พิจารณาไปตามความเป็นจริงของสิ่งเหล่านั้น ใจจะได้สบาย หมดห่วงหมดกังวล มีแต่ดวงใสๆ องค์พระใสๆ ฝึกไปเรื่อยๆ คืนนี้ก็เช่นเคย ใครเหนื่อย ใครง่วง ใครเพลีย ก็ปล่อยให้หลับไป ใครเมื่อยก็ขยับ คันก็เกา ฟุ้งก็ลืมตา แล้วก็ค่อยๆ เริ่มต้นว่ากันใหม่ ทำกันไปอย่างนี้นะ ให้ลูกทุกคนสมหวังดังใจในการเข้าถึงพระรัตนตรัยในตัวคืนนี้นะ ต่างคนต่างนั่งกันไปเงียบๆ สาธุชน : บ้านแก้วเรือนทองของคุณยายอาจารย์ฯ : ๑๙.๐๐ - ๒๑.๐๐ น. หลวงพ่อธัมมชโย สมบัติที่แท้จริง วันอังคารที่ ๓๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ (เมื่อเราบูชาพระรัตนตรัยกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว ต่อจากนี้ไปตั้งใจให้ แน่แน่ว มุ่งตรงต่อหนทางพระนิพพานกันทุกๆ คนนะ .............) ...เช้านี้จะต้องปลดปล่อยวางเรื่องราวที่ไม่เป็นสาระแก่นสาร ทิ้งไปให้หมดเลย ทำตัวประดุจผู้ที่ไม่มีพันธนาการของชีวิต ไม่ติดในคนสัตว์สิ่งของ ในเรื่องราวต่างๆ ที่นอกเหนือจากพระรัตนตรัย ไม่ติดเลย เพราะว่าติดแล้วจะนำมาซึ่งความทุกข์ทรมาน เหมือนชักศึกเข้าบ้าน ชักความเดือดร้อนเข้ามาในใจเรา เพราะฉะนั้นต้องปลด ปล่อย วาง เพราะคนสัตว์สิ่งของเหล่านั้นยังตกอยู่ในไตรลักษณ์ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ลูกเราแต่ก็ไม่ใช่ลูกของเรา หลานเราแต่ก็ไม่ใช่หลานของเรา บ้านเราแต่ไม่ใช่บ้านของเรา เพราะถ้าเป็นบ้านของเรา เราต้องบังคับบัญชาให้แข็งแรง ให้มันสวยสดงดงาม ให้เป็นไปตามใจปรารถนาของเราได้ แต่นี่ไม่ใช่ มันยังตกอยู่ในกฎแห่งความเกิดขึ้น ตั้งอยู่แล้วก็ต้องเสื่อมสลายไป ไม่ว่าจะเป็นคนก็ดี สัตว์ก็ดี สิ่งของ ก็ดี เป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้นจึงไม่ใช่ของๆ เรา เมื่อไม่ใช่ของๆ เรามันก็ไม่มีประโยชน์ ไม่ใช่แก่นสาร ไม่มีสาระ ไม่มีคุณค่าที่เราจะไประลึกนึกถึง ไปผูกพัน ไปยึดมั่นถือมั่น ตลอดภพทั้งสาม มีแต่พระรัตนตรัยภายในเท่านั้นเป็นที่พึ่งที่ระลึกอันสูงสุด เป็นรัตนะอันประณีต เลิศกว่ารัตนะใดๆ ในโลก รัตนะอย่างอื่นจะสวยสดงดงามแค่ไหนก็ตาม ล้วนแต่จะต้องเสื่อมสลายหายไปในที่สุด แต่พระรัตนตรัย ไม่มีวันเสื่อม ไม่มีวันสลาย ไม่ว่ากัปจะพินาศด้วยดิน ด้วยน้ำ ด้วยลม ด้วยไฟหรือด้วยอะไรก็แล้วแต่ กัปเกิดขึ้น ตั้งอยู่ เสื่อมสลาย ต้นหมากรากไม้ ภูเขาเลากา เพชรนิลจินดา เสื่อมสลายหมด ถูกไฟบรรลัยกัลป์ น้ำบรรลัยกัลป์ ลมบรรลัยกัลป์ ทำลายได้หมด แต่พระรัตนตรัยภายใน อะไรก็ทำอันตรายไม่ได้ เพราะฉะนั้นจึงเลิศประเสริฐกว่ารัตนะใดๆ ทั้งสิ้น ทั้งมูลค่า ทั้งคุณค่า ทั้งความสวยงาม ความคงทนถาวรทุกอย่างหมดเลย เป็นแหล่งแห่งความสุขอันประเสริฐ แหล่งแห่งความสุขที่แท้จริง เลิศกว่าเพชรนิลจินดาซึ่งให้ความสุขชั่วคราว ได้มา แล้วก็หายเห่อ พอหายเห่อก็หาใหม่ พอหาใหม่ก็หายเห่อวนเวียนกันอยู่อย่างนี้ แต่พระรัตนตรัยไม่มีเบื่อ ไม่มีหน่าย มีแต่ความปลื้ม สดชื่นอยู่ตลอดเวลา เห็นวันนี้ใจยิ่งปลื้มกว่าเมื่อวานนี้ เห็นพรุ่งนี้ก็ปลื้มกว่าวันนี้ ดียิ่งขึ้นไปเรื่อยๆ อย่างไม่มีขอบเขตจำกัดเลย เพราะฉะนั้น ทำใจให้หยุดนิ่ง ให้ปลด ปล่อย วาง ทิ้งให้หมด ทุกสิ่งทุกอย่าง เหลือแต่ศูนย์กลางกายและดวงบุญ ดวงแก้วใสๆ องค์พระใสๆ เท่านั้นที่จะเป็นสมบัติของเราอย่างแท้จริง อย่างอื่นไม่ใช่ ตั้งแต่ผมก็ไม่ใช่ หนังกำพร้าก็ไม่ใช่ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก เป็นต้น ไล่เข้ามาตั้งแต่ข้างนอก ถึงข้างในไม่มีอะไรเป็นของเราเลย อาศัยแค่ชั่วคราว แล้วก็แตกดับสลายหายไป อาศัยเพื่อให้เป็นทางผ่านของใจ จะได้เข้าถึงพระรัตนตรัยในตัวนี่แหละ สมบัติแท้จริงของเรามีเพียงแค่นี้ มีดวงใส มีองค์พระใสๆ มีแต่ธาตุ มีแต่ธรรม มีแต่เห็นจำคิดรู้ นอกนั้นเขาอาศัยกันชั่วคราว คนสัตว์ สิ่งของชั่วคราวทั้งนั้น แม้ร่างกายของเรา ผมก็ดี ขนก็ดี ก็ยังชั่วคราว หนังกำพร้าก็ชั่วคราวเนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก อวัยวะภายใน ระบบประสาทอะไรทุกอย่างชั่วคราวทั้งนั้น ไม่ใช่สมบัติของเราเลย ตายแล้วก็เอาไปไม่ได้ แล้วก็ไม่อยากจะเอาไปด้วย เพราะว่ามันสกปรกมันเป็นปฏิกูล ไม่หอมเลยน่ะ เพราะฉะนั้น สมบัติที่แท้จริงของเรา คือพระรัตนตรัยภายในจำตรงนี้ให้ได้นะ จำและปฏิบัติให้เข้าถึง ให้เข้าไปครอบครองให้ได้ ด้วยใจอันบริสุทธิ์หยุดนิ่ง ให้ใจใสๆ ให้ใจสว่างไสวอยู่ในกลางของกลางกายของเรานะลูกนะ สาธุชน : บ้านแก้วเรือนทองของคุณยายอาจารย์ฯ : ๑๙.๐๐ - ๒๑.๐๐ น. หลวงพ่อธัมมชโย หยุดเป็นตัวสำเร็จ วันจันทร์ที่ ๓๐ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๕ เมื่อเราบูชาพระรัตนตรัยกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว ต่อจากนี้ไปตั้งใจให้แน่แน่วมุ่งตรงต่อหนทางพระนิพพานกันทุกๆ คนนะ ให้นั่งขัดสมาธิ โดยเอาขาขวาทับขาซ้าย มือขวาทับมือซ้าย ให้นิ้วชี้ของมือข้างขวาจรดนิ้วหัวแม่มือข้างซ้าย วางไว้บนหน้าตัก พอสบายๆ หลับตาของเราเบาๆ ค่อนลูก พอสบายๆ คล้ายๆ กับตอนที่เราใกล้จะหลับ อย่าไปบีบเปลือกตา อย่ากดลูกนัยน์ตา แล้วก็ทำใจของเราให้เบิกบาน ให้แช่มชื่น ให้สะอาด บริสุทธิ์ ผ่องใส ไร้กังวลในทุกสิ่ง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม ให้ปลด ให้ปล่อย ให้วาง ทำใจให้ว่างๆ คราวนี้เราก็มาสมมติว่า ภายในร่างกายของเราปราศจากอวัยวะ ปอด ตับ ม้าม ไต หัวใจ เป็นต้น สมมติเป็นที่โล่งๆ ว่างๆ เป็นปล่อง เป็นช่อง เป็นโพรง กลวงภายใน คล้ายๆ ท่อแก้ว ท่อเพชรใสๆ อานุภาพ “หยุดเป็นตัวสำเร็จ” คราวนี้เราก็มานึกถึงคำสอนของพระเดชพระคุณหลวงปู่ ผู้ค้นพบวิชชาธรรมกาย ที่ท่านสรุปคำสอนเอาไว้ว่า หยุดเป็นตัวสำเร็จ หยุดเป็นตัวสำเร็จ คือ ใจของเราปกติมันไม่หยุด มันวิ่งไปในอารมณ์ต่างๆ คิดเรื่องโน้นเรื่องนี้สารพัดเรื่อง คน สัตว์สิ่งของ ตึกรามบ้านช่อง ครอบครัว เป็นต้น มันไม่หยุดไม่นิ่งเลย เราก็เอาใจที่แวบไปแวบมา มาหยุดนิ่งที่ศูนย์กลางกาย ฐานที่ ๗ ซึ่งอยู่ในกลางท้องของเรา ในระดับที่เหนือจากสะดือขึ้นมา ๒ นิ้วมือ ศูนย์กลางกาย ฐานที่ ๗ ตรงนี้เป็นที่หยุดใจอย่างถาวร ตั้งแต่เบื้องต้นจนกระทั่งเป็นพระอรหันต์ หยุดอย่างเดียว ไม่ต้องทำอย่างอื่นเลย ซึ่งน่าอัศจรรย์จริงๆ ไม่มีคำสอนไหนจะวิเศษเท่าคำว่า “หยุดเป็นตัวสำเร็จ” คือ ไม่ต้องอ่าน ไม่ต้องท่องจำ ไม่ต้องขีดเขียน ไม่ต้องไปค้นคิด เขียนก็ไม่เขียน อ่านก็ไม่ต้องอ่าน ฟังก็ไม่ต้องฟังอะไรมาก คิดก็ไม่ต้องคิด “หยุด” อย่างเดียว พอหยุดถูกส่วน ร่างกายเราจะโปร่ง โล่ง เบา สบาย ตัวจะขยาย แล้วก็หายไปเลย แสงแห่งความบริสุทธิ์ซึ่งเป็นแสงแก้วจะเกิดขึ้นเรืองรองเหมือนฟ้าสางๆ แล้วก็สว่างเพิ่มขึ้น เหมือนดวงอาทิตย์ ๗ โมงเช้า ๘ โมง ๙ โมง ๑๐ โมง ๑๑ โมงถึงเที่ยง ไม่มีบ่าย ไม่มีคล้อย สว่างเหมือนอาทิตย์เที่ยงวันหรือยิ่งกว่านี้ คือ ดวงอาทิตย์เที่ยงวัน ๒ ดวงบ้าง ๓ ดวงบ้าง หลายๆ ดวงบ้าง เอาความสว่างทั้งหมดมารวมกัน แต่เป็นแสงที่เนียนตา ละมุนใจ แสงแห่งความบริสุทธิ์ของใจที่ปราศจากนิวรณ์ ปราศจากความหมองของใจ แล้วจะเห็นความใสปรากฏเกิดขึ้นในกลางแสงสว่าง เป็นดวงใสๆ ใสเหมือนเพชรหรือยิ่งกว่านั้น ใหม่ๆ อาจจะใสเหมือนน้ำเหมือนกระจกคันฉ่องส่องเงาหน้า เหมือนแก้ว แล้วก็เหมือนเพชร หรือยิ่งกว่าเพชร จะใสๆ แล้วก็จะเห็นจุดสว่างเล็กๆ เท่ากับปลายเข็มอยู่ในกลางดวงใสๆ แล้วหยุดต่อไปเรื่อยๆ พอหยุดไปเรื่อยๆ ดวงก็สว่างขยาย ไม่ต้องไปทำอะไรเลย เดี๋ยวก็จะเห็นดวงศีล ดวงสมาธิ ดวงปัญญา ดวงวิมุตติ ดวงวิมุตติญาณทัสสนะ แล้วก็เห็นกายในกาย กายมนุษย์ละเอียดหน้าตาเหมือนตัวเรา ท่านหญิงเหมือนท่านหญิง ท่านชายเหมือนท่านชาย นั่งขัดสมาธิเจริญสมาธิภาวนา หันหน้าออกไปทางเดียวกับตัวเรา แล้วไม่ต้องคิดอีก ไม่ต้องพิจารณา หยุดอย่างเดิมอย่างเดียว เดี๋ยวกายก็ขยาย เห็นดวงธรรมอีกชุดหนึ่ง แล้วก็จะเข้าถึงกายทิพย์หยาบ กายทิพย์ละเอียด กายรูปพรหมหยาบ กายรูปพรหมละเอียด กายอรูปพรหมหยาบ กายอรูปพรหมละเอียด กายธรรมโคตรภูหยาบ กายธรรมโคตรภูละเอียด เป็นกายองค์พระ ชัดใสแจ่มเลย หยุดอย่างเดียว รู้เรื่องเลย พอหยุดก็เห็น เห็นก็รู้ ทั้งรู้ทั้งเห็น กายนี้เรียกว่า พระธรรมกายเป็นกายผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานแล้ว จนกระทั่งเห็น กายธรรมพระโสดาบัน หน้าตัก ๕ วา สูง ๕ วา กายธรรมพระสกิทาคามี หน้าตัก ๑๐ วา สูง ๑๐ วา กายธรรมพระอนาคามี หน้าตัก ๑๕ วา สูง ๑๕ วา กายธรรมพระอรหัต หน้าตัก ๒๐ วา สูง ๒๐ วา ใสบริสุทธิ์ เห็นไปตลอดเลย เห็นไปรู้ไปด้วยหยุดอย่างเดียว ไม่หยุดไม่สว่าง ไม่สว่างก็ไม่เห็น ไม่เห็นก็ไม่รู้ เรียงกันอย่างนี้ แล้วก็เห็นกิเลสที่มันบังคับด้วย แล้วก็รู้ด้วยเรียกว่าอะไรบังคับกายมนุษย์ อภิชฌา พยาบาท มิจฉาทิฏฐิ ลักษณะเป็นอย่างไรก็เห็น แล้วก็รู้ด้วยเป็นอย่างนี้ๆ ไม่ต้องไปพิจารณาอะไร ไม่ต้องคิดอะไรเลย คิดก็คิดไม่ออก เพราะมันอยู่เหนือความนึกคิด เพราะฉะนั้น หยุดอย่างเดียว เดี๋ยวก็รู้ อันนี้เรียกโลภะ อันนี้โทสะ อันนี้โมหะ อันนี้ราคะ โทสะ โมหะ อันนี้กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย อันนี้สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส เป็นต้นเรื่อยไปเลย จนกระทั่งอันนี้เรียก อวิชชา ไม่ได้คิดเลย ไม่ได้เขียน ไม่ได้อ่าน ไม่ต้องไปพิจารณาอะไร นิ่งอย่างเดียว เห็นไปเรื่อยๆ เห็นไป รู้ไป เขาถึงเรียกว่า “ตรัสรู้” จนกระทั่งหลุดไปเป็นชั้นๆ เลย หลุดไปเรื่อย เห็นขันธ์ ๕ อายตนะ ๑๒ ธาตุ ๑๘ แต่ละอย่างมันมีอยู่อย่างนี้ ขันธ์ ๕ มีอะไรบ้าง ก็เห็นไป เห็นแล้วก็เรียกอย่างนั้น อย่างนี้ มีคุณสมบัติอย่างนี้อย่างนั้น กระทั่งอริยสัจ ๔ ก็ไม่ได้พิจารณา อันนี้ก็เห็นว่าเป็นทุกข์เป็นอย่างนี้ สมุทัยเหตุให้เกิดทุกข์ก็เป็นอย่างนี้ๆ นิโรธเป็นอย่างนี้ มรรคเป็นอย่างนี้ไปเรื่อยเลย นี่แหละหยุดเป็นตัวสำเร็จตั้งแต่เบื้องต้นจนกระทั่งเป็นพระอรหันต์ ถอดกายออกเป็นชั้นๆ ได้ เพราะหยุดนี่แหละ จะไปนรก ไปสวรรค์ ก็หยุดอย่างเดียว หยุดนิ่งอยู่ในกลางกายธรรม เมื่อทำเป็นวสี มีความชำนาญแล้วจะโน้มน้าวไปตรงไหนก็ได้ ไปถึงมันก็ไปเห็น เห็นมันก็รู้ ตรงนี้เรียกว่า ยมโลก มีกำแพงอย่างนี้ เป็นอย่างนั้นอย่างนั้น มองตามไปเรื่อยๆ เห็นอย่างนี้ เป็นอย่างนี้ หยุดอย่างเดียว ไม่ได้ทำอะไรเลย ไปถึงสวรรค์ชั้นนี้เป็นอย่างนี้ หยุดเข้าไป ธรรมกายขยายธรรมกายละเอียดขยาย เราจะดูภพภูมิไหนก็เอาภพภูมินั้น ตั้งภพภูมินั้นเป็นกสิณเดินสมาบัติในนั้นก็วืดลงไป ก็หยุดอย่างเดียว ก็ไปรู้ไปเห็น อ้อ นี่ชั้นจาตุมหาราชิกา มีมหาราชทั้ง ๔ ปกครองในทิศต่างๆ เราก็มองไป ชั้นดาวดึงส์มีท้าวสักกเทวราช จอมเทพปกครอง มีวิมานเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ปราสาทเวชยันต์ มีลักษณะอย่างนั้นอย่างนี้ มีสวน มีสระ มีธรรมสภา ก็หยุดอย่างเดียวนั่นแหละ หยุดต้องให้สนิท เห็นไหมจ๊ะว่า อานุภาพอานิสงส์ของ “หยุด” มันยิ่งใหญ่มหาศาล พระเดชพระคุณหลวงปู่ของเรา ผู้ค้นพบวิชชาธรรมกายจึงสรุปมาว่า “หยุดเป็นตัวสำเร็จ” หยุดอย่างเดียวเท่านั้น ไม่ต้องทำอะไร เพราะฉะนั้นตอนนี้มืดสว่างไม่ต้องไปคำนึงถึง หยุดให้เป็นเสียก่อนนะลูกนะ ฝึกใจทุกวัน อย่างสบายๆ ฝึกหยุดฝึกนิ่ง ฝึกทุกวัน นั่งนอนยืนเดินเราก็ฝึกไปอย่างสบายๆ ลำบากไม่มีทางเห็น ต้องสบาย นั่งแบบสบายๆ หน้ายิ้มๆ ให้มัน alert มีชีวิตชีวา ใจหยุดนิ่ง ใจใส ถ้าไปนั่งทอดถอนใจ อย่างนี้เห็นยาก ถ้านั่งแบบสบายๆ เดี๋ยวก็หยุดได้ “ใจ” ชอบสบายนะ เราคงได้ยินคำว่า “อยู่เย็นเป็นสุข” ที่ตรงไหนเย็น ที่ตรงไหนสบาย ที่ตรงไหนเป็นสุข ใจชอบอยู่ ตรงนั้นแหละ อยู่เย็นเป็นสุข เพราะฉะนั้นเราก็ต้องทำให้สบาย ให้เบิกบาน ให้แช่มชื่น หยุดอย่างเดียว เห็นไหมจ๊ะ มันเริ่มง่ายเข้า เราเริ่มหมดความกังวลว่าจะเห็นภาพหรือไม่เห็นภาพ ไม่คำนึงถึงแล้ว จะฝึกหยุดฝึกนิ่งอย่างเดียว มืดก็หยุด สว่างก็หยุด เห็นดวงก็หยุด เห็นกายก็หยุด เห็นองค์พระก็หยุด หยุดเข้าไปเรื่อยๆ ง่ายๆ ไม่ได้ยากจนกระทั่งมันเหลือวิสัย แต่ก็ไม่มีทางลัดอื่นใดอยู่ดี ต้องสั่งสมหยุดกับนิ่งนี่แหละ ให้มีชั่วโมงหยุด ชั่วโมงนิ่ง ชั่วโมงกลาง ให้เยอะๆ ไม่ว่าเราจะทำภารกิจอะไรก็ตาม ต้องฝึกหยุดฝึกนิ่ง ให้ใจใสๆ แช่มชื่น เบิกบาน ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์อะไร ก็ต้องชุ่มชื่นเบิกบาน ในทุกสถานการณ์ ใจใสๆ จึงจะเป็นตัวสำเร็จ จับหลักให้ได้ จับแล้วก็ฝึกให้ได้ด้วย ให้สม่ำเสมอนะลูกนะ ธรรมะเป็นเพื่อนตายของเรา รักธรรมะให้มากๆ เพราะธรรมะนี่แหละจะเป็นเพื่อนตายสำหรับเรา อยู่เคียงข้างเราตลอดไป ไม่ว่าเราจะอยู่ตามลำพัง ในป่า เขา ห้วย หนอง คลองบึง ไม่มีเหงา ไม่มีเศร้าสร้อย ซึม เซ็ง เครียด เบื่อ กลุ้ม ไม่มีเลย มีแต่ความสบาย ธรรมะเป็น เพื่อนตายสำหรับเรา เป็นที่พึ่งที่ระลึก สิ่งอื่นไม่ใช่ แล้วใครว่านั่งธรรมะไม่สนุก สู้ดูหนังดูละครไม่ได้ นั่งธรรมะสนุกกว่าดูหนังดูละครอีก พอเราหยุดใจได้เท่านั้น ได้ศึกษาวิชชา ธรรมกาย เราก็มาเรียนวิชชา ๓ เรียนปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ดูหนังดูละครเรื่องตัวของเราเอง ย้อนยุคไปเลย เหมือนรีไวนด์เทปชีวิต ดูย้อนกลับไป ยิ่งกว่าดูหนังดูละครในจอทีวี แต่เราดูชีวิตของเราที่ผ่านมา ซึ่งมีประโยชน์มาก จะทำให้เราเข้าใจความจริงของชีวิต พอเข้าใจแล้วจะเบื่อหน่ายเรื่องที่ไม่เป็นสาระ พอเบื่อหน่ายก็คลายความยึดมั่นถือมั่น พอคลายก็หลุดพ้นจากสิ่งที่เคยติดยึด พอหลุดพ้น จิตก็บริสุทธิ์เป็นกุศลธรรม เกลี้ยงเกลา พอบริสุทธิ์ก็หยุดนิ่ง พอหยุดก็ดับ พอดับก็เกิดเป็นดวง เป็นกายเรียงกันมาเลย ซึ่งภาษาทางวิชาการเขาใช้คำนี้ว่า “นิพพิทา วิราคะ วิมุตติ วิสุทธิ สันติ นิพพาน” นิพพิทา คือ เบื่อชีวิตที่ไร้สาระ ที่มันตรึงเอาไว้ติดกะโหลกกะลา ให้ไปเที่ยวสนุกสนาน เพลิดเพลิน ปล่อยวันเวลาให้เปล่าประโยชน์ บางครั้งก็หัวเราะ บางครั้งก็ร้องไห้ ร้องไห้เพราะว่าลงไปในอบาย หัวเราะเพราะว่าพ้นแล้ว เห็นแล้วมันเบื่อ วิราคะ คลายความผูกพัน ยึดมั่น ถือมั่น ในคน สัตว์ สิ่งของตัวเราของเรา เป็นต้น วิมุตติ หลุดพ้นเลย หลุดออกมาเลย ตอนหลุดใจจะขยาย วิสุทธิ จิตบริสุทธิ์เป็นกุศลธรรม เกลี้ยงเกลา ผ่องใส ใจเกลี้ยงๆ โล่งๆ สบ๊าย สบาย สันติ คือ หยุด ใจหยุดเลย หยุดนิ่ง สงบ ไม่มีความนึกคิดใดๆ นิพพาน ดับวูบไปเลย วูบตกศูนย์ไป เกิดมาเป็นดวงใสๆ เห็นปฐมมรรคต้นทางที่จะไปนิพพาน เป็นดวงใสๆ เดี๋ยวก็เห็นกายในกาย กระทั่งเข้าถึงพระธรรมกาย แล้วก็ข้ามวัฏสงสารได้ด้วยพระธรรมกาย จับหลักให้ได้นะลูกนะ นิพพิทา วิราคะ วิมุตติ วิสุทธิ สันติ นิพพาน ๖ อย่างนี้ จำให้ดี คืนนี้ก็เช่นเคย ใครเหนื่อย ใครง่วง ใครเพลีย ใครตึง ก็ปล่อยให้หลับในกลางอู่แห่งทะเลบุญ พอสดชื่นตื่นมาแล้ว ก็นั่งต่อ ทำต่อ ใครเมื่อยก็ขยับ ใครฟุ้งก็ลืมตา แล้วก็ว่ากันใหม่ ทำอย่างนี้นะลูกนะ ให้ลูกทุกคนสมหวังดังใจในการเข้าถึง พระรัตนตรัยทุกๆ คนนะลูกนะ ต่างคนต่างนั่งกันไปเงียบๆ นะ สาธุชน : บ้านแก้วเรือนทองของคุณยายอาจารย์ฯ : ๑๙.๐๐ - ๒๑.๐๐ น. หลวงพ่อธัมมชโย เจริญมรณานุสติ วันจันทร์ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๕ เมื่อเราบูชาพระรัตนตรัยกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว ต่อจากนี้ไปตั้งใจให้แน่แน่วมุ่งตรงต่อหนทางพระนิพพานกันทุกๆ คน ให้นั่งขัดสมาธิ โดยเอาขาขวาทับขาซ้าย มือขวาทับมือซ้าย ให้นิ้วชี้ของมือข้างขวาจรดนิ้วหัวแม่มือข้างซ้าย วางไว้บนหน้าตัก พอสบายๆ หลับตาของเราเบาๆ ค่อนลูก พอสบายๆ คล้ายๆ กับตอนที่เราใกล้จะหลับ อย่าไปบีบเปลือกตา อย่ากดลูกนัยน์ตา แล้วก็ทำใจของเราให้เบิกบาน ให้แช่มชื่น ให้สะอาด บริสุทธิ์ ผ่องใส ไร้กังวลในทุกสิ่ง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม ให้ปลด ให้ปล่อย ให้วาง ทำใจให้ว่างๆ คราวนี้เราก็มาสมมติว่า ภายในร่างกายของเราปราศจากอวัยวะ ปอด ตับ ม้าม ไต หัวใจ เป็นต้น สมมติเป็นที่โล่งๆ ว่างๆ เป็นปล่อง เป็นช่อง เป็นโพรง กลวงภายใน คล้ายๆ ท่อแก้ว ท่อเพชรใสๆ นึกถึงบุญ คราวนี้เราก็มานึกถึงบุญทุกๆ บุญที่เราทำผ่านมา บุญเล็ก บุญน้อย บุญใหญ่ บุญทุกชนิด จนกระทั่งบุญล่าสุด คือ บุญกฐินสามัคคีที่ผ่านมา กับบุญใหม่ที่เราจะถวายภัตตาหารและเครื่องไทยธรรม สังฆทาน แด่พระเถรานุเถระทั่วประเทศ ๓,๐๐๐ วัด รวมทุกบุญให้มากลั่นจิตกลั่นใจเราให้บริสุทธิ์ สะอาด หลุดพ้นจากนิวรณ์ธรรม สิ่งที่เป็นข้าศึกต่อใจหยุดใจนิ่ง ต่อการเข้าถึงพระรัตนตรัยในตัว ให้ละลายหายสูญไปให้หมด ให้แปรเปลี่ยน มาเป็นดวงบุญที่ใสๆ สว่างไสว อยู่ในศูนย์กลางกาย ฐานที่ ๗ ซึ่งอยู่กลางท้อง ในระดับที่เหนือจากสะดือขึ้นมา ๒ นิ้วมือ เป็นดวงธรรมใสๆ ที่สว่างไสว อยู่ในกลางท้องของเรา แล้วเราก็เอาใจของเราหยุดนิ่งๆ อยู่กลางดวงใสๆ ด้วยใจที่ปลื้มปีติในบุญกุศลที่เราได้กระทำไว้ ทั้งทาน ทั้งศีล ทั้งภาวนา เป็นต้น ทุกบุญที่เราทำไว้ จะเป็นที่พึ่งของเราทั้งในปัจจุบัน แล้วก็ในปรโลก ตลอดจนชีวิตในสังสารวัฏ ทำใจของเราให้ปลื้มในมหาทานบารมี ในศีลที่เรารักษา ในภาวนาที่เราได้ฝึกฝนเป็นต้น เป็นดวงบุญใสๆ ด้วยใจที่แช่มชื่น ให้ใจใสๆ ความตายไม่มีนิมิตหมาย เราจะต้องไม่ประมาทในการดำเนินชีวิต เพราะความตายไม่มีนิมิตหมาย อย่างที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสั่งสอนเอาไว้ มันไม่มีนิมิตหมายเลยว่า เราจะไปวันไหน เวลาไหน ด้วยวิธีการใด ชีวิตในมนุษย์สั้นนะ บางคนก็อยู่ไม่ถึงอายุขัยเฉลี่ยของมนุษย์ ในยุคนี้คือ ๗๕ ปี บางคนก็เท่าอายุขัยคือ ๗๕ ปี น้อยคนจะยิ่งไปกว่านี้ ๘๐ ปี ๘๐ กว่าปี ๙๐ กว่าปี ยิ่ง ๑๐๐ ปี หรือ ๑๐๐ กว่าปียิ่งหายาก นับคนได้ เพราะฉะนั้นเราไม่ควรประมาทในการดำเนินชีวิต เราจะต้องให้จิตของเราตามระลึกนึกถึงบุญให้ได้ตลอดทุกวัน ทุกคืน ทุกเวลา ทุกอนุวินาที ควบคู่กับการทำมาหากินของเราในชีวิตประจำวัน ที่หลวงพ่อให้สโลแกนเอาไว้ว่า “เศรษฐกิจกับจิตใจต้องไปด้วยกัน” เราก็ต้องทำ ๒ อย่างนี้ควบคู่กันไปแล้วก็เตรียมตัวเตรียมใจของเราให้พร้อมที่จะเดินทางไปสู่ปรโลก อย่าเข้าใจผิดว่า การนึกถึงความตาย จะทำให้เราหดหู่ใจ เศร้าหมอง ต้องเปลี่ยนทัศนคติใหม่ คิดใหม่ว่า การระลึกนึกถึงความตาย หรือการเจริญมรณานุสตินี้จะทำให้เราไม่ประมาทในการดำเนินชีวิต จะคิด จะพูด จะทำ อย่างมีสติ พอมีสติ ก็มีปัญญา เลือกที่จะคิด เลือกที่จะพูด แล้วก็เลือกที่จะทำทางกายวาจาใจนี้ให้เป็นทางมาแห่งบุญกุศลที่จะสั่งสมติดในศูนย์กลางกาย ซึ่งจะนำไปใช้ตอนใกล้จะละโลกในสงครามศึกชิงภพ ปิดงบดุลชีวิต ทำให้เราปลอดภัยในชีวิต จากโลกนี้ไปด้วยชัยชนะมีสุคติเป็นที่ไป แล้วยิ่งเราอธิษฐานจิตว่า จะไปอยู่วงบุญพิเศษ ที่สวรรค์ชั้นดุสิตบุรี ก็จะต้องสั่งสมบุญเอาไว้เยอะๆ อธิษฐานจิตเอาไว้มุ่งให้แน่วแน่ไปอยู่ใกล้ๆ กัน ตรงนั้นเป็นที่ที่เราจะพักกันชั่วคราว ก่อนที่จะลงมาสร้างบารมีใหม่ในเมืองมนุษย์ และบุญนี้ยังติดตามเราไปอีกในชีวิตของสังสารวัฏ ที่ลงมาเกิดในมนุษย์โลกจะทำให้เราปิดอบาย เปิดประตูสวรรค์ แล้วก็ยังทำพระนิพพานให้แจ้งได้ด้วย นี่สำคัญนะลูกนะ เพราะฉะนั้น คืนนี้ทำใจให้ใสๆ ให้ปลื้มปีติในคุณงามความดี ที่เราได้กระทำผ่านมาเล็กบ้าง ปานกลางบ้าง ใหญ่บ้าง เป็นทีๆ บ้าง ถี่ๆ บ้าง ให้ปลื้มใจ เป็นดวงบุญใสๆ กลมรอบตัวเหมือนดวงแก้วกายสิทธิ์ ใสเหมือนเพชรหรือยิ่งกว่านั้น ใสเกินใส สว่างไสวอยู่ในกลางกาย ฐานที่ ๗ ให้ใจมันชุ่มอย่างนี้เลย คืนนี้ก็เช่นเคย ใครเหนื่อย ใครง่วง ใครเพลีย ใครตั้งใจมากเกินไปทำให้ตึงเครียด เราก็ผ่อนด้วยการให้มันหลับไปในสมาธิ ในกลางดวงบุญที่ศูนย์กลางกาย ฐานที่ ๗ นั่น สักพักหนึ่งพอเราสดชื่น มันก็จะตื่นขึ้นมาเอง แล้วเราก็ทำความเพียรต่อ ใครเมื่อยก็ขยับ ฟุ้งก็ลืมตา แล้วก็เริ่มต้นว่ากันใหม่ ให้ลูกทุกคนสมหวังดังใจในการเข้าถึงพระรัตนตรัยภายในคืนนี้นะลูกนะ ต่างคนต่างนั่งกันไปเงียบๆ สาธุชน : บ้านแก้วเรือนทองของคุณยายอาจารย์ฯ : ๑๙.๐๐ - ๒๑.๐๐ น. หลวงพ่อธัมมชโย ซ้อมตาย วันเสาร์ที่ ๑๔ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๕ เมื่อเราได้บูชาพระรัตนตรัยกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว ต่อจากนี้ไปตั้งใจให้แน่แน่วมุ่งตรงต่อหนทางพระนิพพานกันทุกๆ คนนะ ให้นั่งขัดสมาธิ โดยเอาขาขวาทับขาซ้าย มือขวาทับมือซ้าย ให้นิ้วชี้ของมือข้างขวาจรดนิ้วหัวแม่มือข้างซ้าย วางไว้บนหน้าตัก พอสบายๆ หลับตาของเราเบาๆ ค่อนลูก พอสบายๆ คล้ายๆ กับตอนที่เราใกล้จะหลับ อย่าไปบีบเปลือกตา อย่ากดลูกนัยน์ตา แล้วก็ทำใจของเราให้เบิกบาน ให้แช่มชื่น ให้สะอาด บริสุทธิ์ ผ่องใส ไร้กังวลในทุกสิ่ง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม ให้ปลด ให้ปล่อย ให้วาง ทำใจว่างๆ ศึกชิงภพ ให้นึกสมมติว่า ตอนนี้เป็นช่วงสงครามช่วงชิงภพปิดงบดุลชีวิต เราจะเตรียมตัวเตรียมใจอย่างไร ที่จะทำให้จิตเป็นกุศล ไม่มีความคิดอื่นมาเจือปนเลย ทำอย่างไรใจของเราจะใสที่สุด สว่างที่สุด บริสุทธิ์ที่สุด ไม่มีความฟุ้งเลย นิ่งจนกระทั่งสิ่งดีๆ ผ่านเข้ามาในกลางหยุดกลางนิ่งของใจเรา ไม่ว่าจะเป็นแสงสว่าง ดวงธรรมใสๆ กลมรอบตัว หรือว่ากายภายใน หรือว่าพระแก้วใสๆ บังเกิดขึ้น คืนนี้เราลองซักซ้อมฝึกฝนใจเรา เพราะฉะนั้นต้องทำใจให้ว่างๆ ปลอดกังวลจากคน สัตว์ สิ่งของ ธุรกิจการงาน บ้านช่อง ไม่ห่วงใยอาลัยอาวรณ์ใคร ไม่มีเรื่องครอบครัว ไม่มีแม้แต่เรื่องตัวของเราเองที่กำลังนั่งอยู่นี่ มันจะปวด จะเมื่อย หรือจะเป็นอย่างไร ไม่สนใจทั้งสิ้น ที่นั่งจะนุ่มนวลหรือไม่นุ่มนวลก็ไม่สนใจ ลองหัดปล่อยวางดูนะ เราฝึกปลด ปล่อย วาง ไม่วิตก ไม่กังวล ในเรื่องคน สัตว์ สิ่งของ ฟ้าจะถล่ม แผ่นดินจะทลาย คอขาดบาดตาย ก็ไม่สนใจทั้งสิ้น เราจะหาหลุมหลบภัยของเรา ซึ่งอยู่ที่ศูนย์กลางกาย ฐานที่ ๗ จำง่ายๆ ว่า อยู่ในกลางท้อง ตำแหน่งที่เหนือจากสะดือขึ้นมา ๒ นิ้วมือ หรือง่ายกว่านี้อีก ก็คือกลางท้อง เราจะวางใจอย่างไรที่ไม่ตึงไม่หย่อนเกินไป เป็นใจที่สบ๊าย สบาย ไม่ติดเรื่องอะไรทั้งสิ้นเลย ไม่ห่วงทรัพย์ ไม่ห่วงเรื่องสามี ภรรยา และบุตร ไม่ห่วงธุรกิจการงานเลย มันจะเป็นอย่างไรไม่สนใจ ฟ้าจะถล่ม แผ่นดินจะทลาย คอขาดบาดตายอย่างไรก็เฉยๆ วางใจหยุดนิ่งเฉยๆ วางเบาๆ นะลูกนะ พอถึงคราวคับขัน ทำนิ่งๆ เมื่อยังนึกอะไรไม่ออกให้นิ่งๆ เฉยๆ เอาไว้ ทำใจใสๆ นุ่มๆ สบายๆ ถ้าทุกขเวทนากล้าก็ต้องข่มใจให้ได้ แยกกายและใจออกให้ได้ เท่าที่จะทำได้มากบ้างน้อยบ้างก็ช่างมัน แล้วก็วางใจนิ่งๆ ถ้าตอนช่วงนั้นยังวางใจที่ศูนย์กลางกายไม่ได้ วางตรงไหนได้ เอาตรงนั้นก่อน ให้นิ่ง ถ้าสามารถนึกพระได้ก็นึกพระ นึกดวงได้ก็นึกดวง นึกบุญได้ก็นึกบุญ ถ้านึกอะไรไม่ได้ก็เฉยๆ นิ่งๆ ไม่วิตก ไม่กังวล ให้มีความมั่นใจว่า เราอยู่ในความคุ้มครองของพระรัตนตรัยแล้ว ที่หลวงพ่อให้การบ้านไปทำ คงจำได้นะลูกนะว่า “เราอยู่ในองค์พระ องค์พระอยู่ในเรา เราเป็นพระ พระเป็นเรา” ทำความรู้สึกว่า มีพระ หรือเป็นพระ แม้ว่าเราจะยังไม่เห็นก็ตาม ที่ให้ฝึกซ้อมทำการบ้าน พอถึงคราวคับขัน มันนึกอะไรไม่ออกจริงๆ เพราะทุกขเวทนามันกล้ามาก นิ่งเฉยๆ มั่นใจเลยว่า เราอยู่ในองค์พระ องค์พระอยู่ในเรา เราเป็นพระ พระเป็นเรา แล้ว ก็นิ่งๆ เฉยๆ ถ้าหากว่าไม่ได้อยู่โรงพยาบาล อยู่ที่บ้าน อยู่ตามลำพังในห้องนอนของเรา บนเตียงของเรา ไม่มีใครมารู้มาเห็น ตอนนั้นล่ะจังหวะดี นิ่งเฉย สบาย ถ้าอยู่โรงพยาบาล มีคนมาถูกเนื้อถูกตัว เราก็ปล่อยเขาอย่าไปกังวล ทำเฉยๆ เพราะเราพูดไม่ได้แล้วตอนนั้น ต้องนิ่งอย่างเดียวนะลูกนะ ถ้าใจอยู่กลางกายได้จะดีมาก แต่ถ้าอยู่ไม่ได้ ตรงไหนก่อนก็ได้ แล้วก็นึกให้ชุ่มอยู่ด้วยบุญ นึกง่ายๆ เพราะ เราจะไปนึกแยกว่า เราเคยทอดกฐิน ทอดผ้าป่า สร้างโบสถ์วิหาร ศาลาการเปรียญ ตอนนั้นมันนึกไม่ออก เรานึกรวมไปเลย “บุญทุกบุญ” แล้วก็นิ่งเฉยๆ นึกว่าบุญท่วมตัวท่วมใจเรา อย่างนี้ก็ได้นะลูกนะ แล้วมันจะมีจังหวะที่เราจะถูกดูดเข้าไปข้างในที่ว่า ๓ เฮือก ตอนนี้เป็นจังหวะดีสำหรับเรา ไม่ต้องกลัวเลย ปล่อยให้มันดูดเข้าไป ตอนนั้นจะเป็นจังหวะที่เราจะนึกพระได้ นึกดวงได้ จะนึกคำว่า “พระ” ก็ได้ แม้ไม่เห็นพระ จะนึกคำว่า “ดวง” ก็ได้หรือจะนึกคำว่า “บุญ” ก็ได้ แล้วมันจะวูบไป พอเรานึกอย่างใดอย่างหนึ่งที่เป็นความดีงาม เป็นสรณะของเรา พอไปถึง ณ จุดที่ตกศูนย์ลงไป เฮือกที่ ๒ คราวนี้จะสว่างมาเองเลย คราวนี้จะเห็นจริงๆ เลย จะเห็นพระ จะเห็นดวงจะเห็นแสงสว่างเกิดขึ้น เป็นกรรมนิมิตตารมณ์ เป็นคตินิมิตตารมณ์ จะเกิดขึ้นตอนนั้นเลย แล้วปล่อยไปให้ใจใส แล้วพอถอดออกไปแล้วก็อย่าลืมหลักวิชชาที่สอนไว้นะลูกนะ เพราะฉะนั้น คืนนี้เราวางใจเฉยๆ ลองดูนะว่า ไม่ห่วงใยอาลัยอาวรณ์ใคร จะเป็นคน สัตว์ สิ่งของ ครอบครัว ทรัพย์สมบัติ ตึกรามบ้านช่อง เรือกสวนไร่นา บริษัทห้างร้าน แม้กระทั่งสังขารร่างกายของเรา ไม่ห่วง ไม่กังวล หยุดกับนิ่งอย่างเดียว ฝึกให้ได้นะลูกนะ สักวันหนึ่งเราจะต้องเจอสงครามชิงภพ ปิดงบดุลชีวิต เพราะฉะนั้นต้องฝึกจิตของเราให้คุ้นเคย ไม่ต้องไปหวาดกลัวหวั่นเกรงอะไร กลัวก็ต้องตาย ไม่กลัวก็ต้องตาย มันตายทั้งขึ้นทั้งล่อง เมื่อตายทั้งขึ้นทั้งล่องเราก็ต้องฝึกใจเอาไว้ ให้ใจใสๆ นิ่งๆ ให้ใจสบ๊าย สบาย ให้เบิกบาน ให้แช่มชื่น คืนนี้ก็เช่นเคย ใครเหนื่อย ใครเพลีย ใครง่วง ใครตึง ใครเครียด ก็ปล่อยให้หลับในกลางกาย เมื่อยเราก็ขยับเบาๆ อย่าให้สะเทือนคนข้างเคียง ฟุ้งหยาบเราก็ลืมตามาดูดวงแก้วใสๆ องค์พระใสๆ ดูหลวงปู่ของเรา คุณยายของเรา พอใจสบาย เราก็ค่อยๆ หรี่ตาลงมาช้าๆ แล้วก็ค่อยๆ หลับตาอย่างสบายๆ ถ้าฟุ้งหยาบอีกก็ลืมตาใหม่ แต่ถ้าฟุ้งละเอียด คือความฟุ้งที่เราควบคุมได้ ไม่ต้องลืมตานะ ทำเป็นไม่สนใจ ไม่รู้ไม่ชี้ หรือรู้แล้วเราไม่ชี้ เฉยๆ หยุดกับนิ่งอย่างเดียว ทำอย่างนี้นะ คืนนี้ให้ลูกทุกคนสมหวังดังใจเข้าถึงพระรัตนตรัยในตัว ต่างคนต่างทำกันไปเงียบๆ สาธุชน : บ้านแก้วเรือนทองของคุณยายอาจารย์ฯ : ๑๙.๐๐ - ๒๑.๐๐ น. หลวงพ่อธัมมชโย รักแท้ ในวัยชรา วันอังคารที่ ๓ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๕ เมื่อเราบูชาพระรัตนตรัยกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว ต่อจากนี้ไปตั้งใจให้แน่แน่วมุ่งตรงต่อหนทางพระนิพพานกันทุกๆ คนนะ ให้นั่งขัดสมาธิโดยเอาขาขวาทับขาซ้าย มือขวาทับมือซ้าย ให้นิ้วชี้ของมือข้างขวาจรดนิ้วหัวแม่มือข้างซ้าย วางไว้บนหน้าตัก พอสบายๆ หลับตาของเราเบาๆ ค่อนลูก พอสบายๆ คล้ายๆ กับตอนที่เราใกล้จะหลับ อย่าไปบีบเปลือกตา อย่ากดลูกนัยน์ตา ทำใจของเราให้เบิกบาน ให้แช่มชื่น ให้สะอาด บริสุทธิ์ ผ่องใส ไร้กังวลในทุกสิ่ง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม ให้ปลด ให้ปล่อย ให้วาง ทำใจให้ว่างๆ คราวนี้เราก็มาสมมติว่า ภายในร่างกายของเราปราศจากอวัยวะ ปอด ตับ ม้าม ไต หัวใจ เป็นต้น สมมติเป็นที่โล่งๆ ว่างๆ เป็นปล่อง เป็นช่อง เป็นโพรง กลวงภายใน คล้ายๆ ท่อแก้ว ท่อเพชรใสๆ อานิสงส์การทำการบ้าน คราวนี้เราก็น้อมใจมาไว้ภายในเลย เพราะเราได้ทำการบ้านกันมาอย่างต่อเนื่องทุกวัน แล้วก็ทำทั้งวันต่อเนื่องกันมาเลย เราก็จะสังเกตเห็นได้ว่า การรวมใจไม่ได้ยากเลย เพราะเราได้ประคองใจกันมาแล้วทั้งวันด้วยการบ้านของเราที่ได้ทำไว้ พอเรานึกน้อมใจก็นิ่งลงไปเลย ไม่ฟุ้งด้วยซ้ำไป ภารกิจการงานอะไรต่างๆ ก็ไม่ฟุ้ง มันจะนิ่งๆ ยิ่งเราทำความรู้สึกว่า เรามีพระอยู่ในตัว หรือมีดวงแก้วใสๆ อยู่ในตัว คือทำความรู้สึกต่อเนื่องมาทุกวัน ทั้งวัน แม้ไม่เห็นก็รู้สึกว่ามี แล้วก็มีในกลางกายเสียด้วย กลางท้องนั่นแหละ ซึ่งฐานที่ ๗ อยู่ที่ตรงนั้น พอเรานึกว่าพระอยู่ในตัวเรา หรือดวงแก้วใสๆ อยู่ในตัวเรา ง่ายแล้ว เห็นไหมจ๊ะ หรือเรานึกว่าเราเป็นพระ พระเป็นเรา ใจเราก็จะเริ่มชุ่ม เริ่มเบิกบาน เริ่มยิ้มอยู่ในหน้าของเรา เพราะเรามีความรู้สึกว่า เราเกลี้ยงเกลา สะอาด บริสุทธิ์ หลุดพ้นจากบาปอกุศล มีแต่กุศลล้วนๆ บุญล้วนๆ ไหลท่วมตัวท่วมใจของเรา เป็นองค์พระ แม้เราจะยังไม่เห็นก็ตาม แต่ก็รู้สึกว่ามีและเป็น หรือเราทำการบ้านว่า เราอยู่ในองค์พระ องค์พระท่านครอบตัวเราอยู่ เราก็จะรู้สึกอบอุ่นใจว่า พระท่านปกป้องผองภัยเรา โดยเฉพาะจากบาปอกุศลกรรมที่จะมาบังคับให้เราคิดให้เราพูด ให้เราทำ ทางกาย ทางวาจา ทางใจ หมดสิ้นไป ถ้าเราหมั่นทำการบ้านมาแล้ว มันก็ง่าย พอหลวงพ่อบอก ให้รวมใจไปอยู่ตรงกลางก็ง่ายแล้ว บางคนเริ่มเห็นดวง หรือองค์พระใสๆ รัวๆ รางๆ ด้วยซ้ำไป แล้วก็เห็นอย่างเป็น ไปตามธรรมชาติ ไม่มีการเพ่งไม่มีจ้อง มองเฉยๆ รู้สึกว่าสบายมากขึ้น บางคนก็ชัดขึ้นมาเลย เป็นดวงใสบ้าง เป็นองค์พระบ้าง นี่ก็เป็นอานิสงส์ของการทำการบ้าน เริ่มต้นที่ความสบาย แต่ถ้าใครยังไม่ได้อย่างนี้ ก็ไม่เป็นไรนะลูกนะ เราเริ่มต้นจากจุดที่เราถนัดก่อน ซึ่งอาจจะอยู่นอกตัวเรา ข้างหน้า ข้างในตามฐานต่างๆ ตั้งแต่ฐานที่ ๑ เรื่อยมาเลย ถึงกลางท้อง เราจะอยู่ตรงไหนก่อนก็ได้ ที่เรามีความรู้สึกว่า สบ๊าย สบาย มันนิ่ง คือพอเรานิ่งๆ แล้วรู้สึกสบาย พอถูกส่วนก็น้อมเอาไว้ตรงกลางกายอย่างนี้ก็ได้ บางคนฝึกซ้อมหยุด ซ้อมนิ่ง แค่พอบอกให้นิ่งๆ ไม่ต้องคิดอะไร นิ่งตรงไหนก็ได้ พอบอกว่า นิ่ง ตัวก็โล่งไปเลย เหมือนบรรยากาศรอบตัวเราขยาย แล้วรู้สึกว่า ร่างกายเราขยายตามแล้วก็วืดหายไปเลย บางคนรู้สึกเหมือนอยู่กลางอวกาศที่เคว้งคว้างสบาย มีความเบิกบาน แม้ไม่เห็นอะไรก็ตาม อยากจะอยู่ในท่านี้นานๆ รู้สึกเวลาผ่านไปรวดเร็วเหลือเกิน นั่นก็เป็นเครื่องวัดว่า เราทำถูกวิธีแล้ว ทำอย่างนั้นต่อไปด้วยใจที่เบิกบาน ด้วยใจที่แช่มชื่น ให้ใจใสๆ อานิสงส์การเข้าถึงธรรม ถ้าเราเข้าถึงดวงธรรมหรือองค์พระได้ ชีวิตจึงจะปลอดภัย ภัยในอบาย ภัยในวัฏสงสารแล้วเราจะมีความสุขในปัจจุบันทันทีที่เข้าถึง ไม่ต้องไปคอยภพหน้า หรือชีวิตใหม่หลังจากตายแล้ว สุขทันทีที่เข้าถึง มีความเบิกบาน แช่มชื่น รู้สึกเกลี้ยงเกลา เป็นอิสระ แล้วจะเสียดายวันเวลาที่ผ่านมา รู้อย่างนี้ทำมาเสียตั้งนานแล้ว เพราะไม่เคยมีความรู้ หรือมีประสบการณ์อย่างนี้มาก่อนเลยว่า ความสุขที่แท้จริงเกิดจากหยุดกับนิ่งนี่เอง สิ่งที่ผ่านๆ มาแค่ความสนุก ความเพลิน แต่เหนื่อย เพลียมี side effect มีผลข้างเคียง ไม่ว่าจะไปเที่ยวทะเล น้ำตก ภูเขาไปต่างประเทศ จะดื่มเหล้าคนเดียว หรือดื่มเป็นทีม จะเล่นไพ่ เล่นการพนัน มันก็เพลิดเพลินชั่วคราว แล้วยิ่งเกี่ยวกับการพนันด้วยแล้วยิ่งมีความหายนะครอบงำ หัวใจตื่นเต้นขึ้นลงสูบฉีด ตลอดเวลา มีได้ มีเสีย มีลุ้นระทึกใจ เล่นเสียก็เสียดายทรัพย์ แล้วก็คิดจะไปแก้ตัวใหม่ ก็วนไปวนมาอยู่อย่างนี้ เสียเงิน เสียทอง เสียเวลา ไม่ได้ความสุขเลย เมื่อมาเปรียบเทียบกับความสุขที่เกิดจากหยุดกับนิ่งแล้ว ต่างกันราวฟ้ากับดิน สุขที่ใจหยุดนิ่งมันกว้างขวาง ตัวจะขยาย ใจจะขยาย สดชื่น มีชีวิตชีวาทั้งระบบประสาท กล้ามเนื้อ ทั้งตื่น หลับฝันก็สดชื่น ผิวพรรณวรรณะผ่องใส ใครเข้าใกล้ก็เยือกเย็นเหมือนเข้ามาอยู่ใต้ร่มไม้ใหญ่ รู้สึกอบอุ่น สบายใจ เป็นผู้เฒ่า ก็จะเป็นผู้เฒ่าที่ลูกหลานอยากอยู่ใกล้ อยากลูบเนื้อลูบตัว จับแขนจับขา รู้สึกอบอุ่นใจที่เข้าใกล้ผู้เฒ่าที่มีศีลมีธรรม มีความสว่างภายใน มีดวงใส องค์พระใส ใครๆ ก็อยากเข้าใกล้ ลูกหลานก็อยากเข้าใกล้ เข้าใกล้แล้วเย็น เย็นโดยที่ผู้เฒ่ายังไม่ต้องทำอะไรเลยแค่อยู่เฉยๆ ก็เกิดกระแสแห่งความเย็นแผ่ซ่าน ไปในบรรยากาศ คำพูดคำจาออกมาก็เย็น เป็นคำพูดที่ใสๆ ใสเป็นแก้ว ใสเป็นเพชร ฟังแล้วชื่นอกชื่นใจ มีกำลังใจที่จะสู้ชีวิต ที่จะทำความดี ผู้เฒ่าก็มีที่พึ่งภายใน ไม่ต้องไปหวังพึ่งลูกหลาน มีอาหารไปมื้อๆ หนึ่ง มีที่อยู่ที่นั่งที่นอนเล็กๆ ก็เพียงพอแล้ว เพราะว่าสิ่งที่ตัวอยากได้มีอยู่เต็มบริบูรณ์ในดวงใสๆ ในองค์พระใสๆ หรืออยู่ที่ใจหยุดนิ่ง มีทุกสิ่งที่ต้องการ จนกระทั่งไม่ปรารถนา อยากได้สิ่งใดอีกเลย ผู้เฒ่าก็อยู่อย่างไม่เงียบเหงา ไม่เศร้าสร้อย ไม่มีความ รู้สึกว่าขาดแคลนหรือต้องการอะไร อยู่ในป่า ในเขา ก็มีความสุขอยู่คนเดียวก็มีความสุข ไม่มีใครคุยด้วย เราก็คุยกับพระในตัวก็ได้ กายภายในก็ได้ พระธรรมกายเป็นที่พึ่งที่สำคัญของทุกเพศทุกวัย เพราะฉะนั้นต้องพยายามปฏิบัติให้ได้ต้องขยันหมั่นเพียร ทำให้ถูกวิธี ทำทุกวัน อย่าให้ขาดเลยแม้แต่วันเดียว สักวันหนึ่งเราจะสมหวังดังใจ ให้ทบทวนสิ่งที่หลวงพ่อได้แนะนำมาตั้งแต่ต้นเรื่อยมาทุกวันทุกคืนว่า วิธีที่ถูกต้องทำอย่างไรก็ให้ทำอย่างนั้น จะนึกเป็นภาพ หรือจะวางใจเฉยๆ ภาพนั้นจะเป็นดวงแก้ว องค์พระหรือสิ่งที่เราคุ้นเคยก่อนก็ได้ หรือจะนึกเอาตัวเราไปอยู่ในศูนย์กลางกายที่ขยายแล้วจนสุดขอบฟ้า นั่งแล้วรู้สึกสบ๊ายสบาย มันอยากจะยิ้มอยากจะแย้มอยู่ในตัว นั่นแหละถูกวิธีแล้ว นิ่งไปเรื่อยๆ นั่งไปเรื่อย ใหม่ๆ ก็มีชั่วโมงนั่งไปก่อนต่อๆ ไปก็จะมีชั่วโมงนิ่ง ให้ลูกทุกคนสมหวังดังใจในการเข้าถึงพระรัตนตรัยในตัว ต่างคนต่างนั่งกันไปเงียบๆ นะ สาธุชน : บ้านแก้วเรือนทองของคุณยายอาจารย์ฯ : ๑๙.๐๐ - ๒๑.๐๐ น. หลวงพ่อธัมมชโย การปฏิบัติธรรมคือการแสวงหาความพอดี วันอาทิตย์ที่ ๒๖ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๘ (เมื่อเราสวดมนต์บูชาพระรัตนตรัยกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว ต่อจากนี้ไป ตั้งใจให้แน่แน่ว มุ่งตรงต่อหนทางพระนิพพานกันทุกๆ คนนะ …………..) ไม่ต้องควานหา ฐานที่ ๗ น้อมใจเรามาหยุดนิ่งๆ ที่ศูนย์กลางกาย ฐานที่ ๗ ซึ่งอยู่ในกลางท้องของเรา ในระดับที่เหนือจากสะดือขึ้นมา ๒ นิ้วมือโดยสมมติว่า เราหยิบเส้นด้ายมา ๒ เส้น นำมาขึงให้ตึง จากสะดือทะลุไปด้านหลังเส้นหนึ่ง จากด้านขวาทะลุไปด้านซ้ายอีกเส้นหนึ่ง ให้เส้นด้ายทั้งสองตัดกันเป็นกากบาท จุดตัดจะเล็กเท่ากับปลายเข็ม เหนือจุดตัดนี้ขึ้นมา ๒ นิ้วมือ เรียกว่า ศูนย์กลางกาย ฐานที่ ๗ ซึ่งเราต้องทำความรู้จักเอาไว้ให้ดี เพราะว่าจะเป็นที่หยุดใจของเราอย่างถาวร ใจของเราจะต้องมาตั้งมั่นไว้ตรงนี้ แล้วเราจะได้พบกับความสุขที่แท้จริง เราจะเข้าถึงพระรัตนตรัยซึ่งมีอยู่ในตัวของเรา เป็นที่พึ่งที่ระลึกอันสูงสุดของเรา สิ่งอื่นไม่ใช่ ตำแหน่งศูนย์กลางกาย ฐานที่ ๗ ตรงนี้ ต้องทำความรู้จักเอาไว้ แต่ในแง่ของการปฏิบัติจริงๆ เราไม่ต้องไปมัวควานหาศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ นะ เราแค่ทำความรู้สึกว่า ใจของเรามาอยู่ในบริเวณกลางท้องอย่างนี้ไปก่อน นึกว่าใจอยู่ในกลางท้อง พร้อมกับกำหนดบริกรรมนิมิตคือ นึกในใจเบาๆ อย่างสบายๆ ถึงดวงแก้วใสๆ หรือเพชรสักเม็ดหนึ่งที่ใสๆ กลมรอบตัว เหมือนดวงแก้วกายสิทธิ์ที่เจียระไนแล้ว หรือจะนึกเป็นพระแก้วใสๆ อย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ ขนาดเล็กใหญ่ก็แล้วแต่ใจเราชอบ เพื่อให้เป็นที่ยึดที่เกาะของใจเราใจของเราจะได้ไม่แวบไปคิดเรื่องอื่น พร้อมกับประคองใจด้วยบริกรรมภาวนาว่า สัมมาอะระหัง โดยให้เสียงของคำภาวนา เป็นเสียงที่ละเอียดอ่อน ดังออกมาจากในกลางท้องของเรา ทุกครั้งที่ภาวนา สัมมาอะระหัง อย่าลืมตรึกนึกถึงดวงใส หยุดอยู่ในกลางดวงใส หรือตรึกนึกถึงพระแก้วใสๆ หยุดอยู่ ในกลางพระแก้วใสๆ ประคองใจของเราให้อยู่กับบริกรรมนิมิตในกลางท้อง แถวๆ บริเวณฐานที่ ๗ ตรงนั้น ทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ แต่อย่าตั้งใจมากเกินไปนะ ทำเล่นๆ เหมือนนั่งพักผ่อน อย่าตั้งใจมาก โดยพยายามจะบังคับให้ใจมันหยุด มันนิ่งมันสงบ หรือพยายามเค้นภาพให้มาปรากฏชัดเจนเหมือนเราลืมตาเห็นวัตถุภายนอก ถ้าทำอย่างนี้จะมีปฏิกิริยาที่ร่างกายจะบอกเราว่า ตอนนี้เรากำลังปฏิบัติไม่ถูก เพราะเกิดอาการเกร็ง ตึง นั่งไม่มีความสุข มันเบื่อหน่าย ถ้าหากรู้สึกอย่างนี้แล้วแสดงว่าผิดวิธี อย่าฝืนทำโดยวิธีการผิดๆ อย่างนั้นนะ ต้องเริ่มผ่อนคลาย โดยลืมตาขึ้นมาสักนิดหนึ่ง เผยอเปลือกตาสักหน่อยแล้วค่อยๆ ปรับระบบประสาทกล้ามเนื้อใหม่ ให้กล้ามเนื้อผ่อนคลาย แล้วก็เริ่มต้นใหม่อย่างง่ายๆ วัตถุประสงค์เราแค่ต้องการให้ใจหยุดนิ่งๆ อยู่ในฐานที่ตั้งดั้งเดิมของใจ เพราะ “หยุดเป็นตัวสำเร็จ” หรือทำให้เรา ประสบความสำเร็จในการเข้าถึงดวงธรรมภายใน ถึงกายในกาย และพระธรรมกายในตัว ถ้าผิดจากนี้ไปแล้ว ไม่ใช่ ใจต้องหยุดนิ่งอย่างเดียว จึงจะเข้าถึงได้ ต้องจับหลักตรงนี้ให้ได้นะ เรารู้หลักการแล้ว ก็เหลือแต่วิธีการ วิธีการเราก็ต้องฝึกฝนเอา วิธีการที่ถูกต้อง วิธีการที่ถูกต้องคือ ต้องพอดี ไม่ตึงและไม่หย่อนเกินไป ตึงเกินไป เพราะตั้งใจมาก มันจะตึง เกร็ง ไม่สนุก นั่งแล้ว มันไม่อร่อย มันเบื่อ หย่อนเกินไป คือ จะเคลิ้มบ้าง ง่วงบ้าง หลับบ้าง ฟุ้งบ้างไปเรื่อยเปื่อยเลย ถ้าพอดี จะเกิดความพึงพอใจ กับการวางอารมณ์อย่างนี้ ปฏิกิริยาที่ร่างกายจะรู้สึกตัวเริ่มโล่ง ไม่ทึบ เริ่มโปร่ง เบา สบาย ตัวพองๆ ขยาย จนกระทั่งกลืนไปกับบรรยากาศ ตัวหายไปเลย มีความรู้สึกว่า เวลาหมดเร็ว เราไม่อยากออกจากอารมณ์นี้เลย อยากอยู่ตรงนี้ไปนานๆ แม้ยังไม่มีปรากฏการณ์ใดๆ เช่น ไม่มีภาพให้เห็น เราก็ไม่เดือดเนื้อร้อนใจ อยากอยู่นิ่งๆ นานๆ แม้ไม่เห็นอะไรก็ตาม อย่างนี้ถูกหลักวิชชานะ หยุดแรกได้ หยุดต่อไปก็ง่าย เรามาปรับปรุงในเบื้องต้นให้ได้กันเสียก่อน จะทำเป็นหรือไม่เป็นอยู่ที่ตรงนี้ ถ้าหยุดแรกได้ หยุดสอง หยุดสาม หยุดสี่ หยุดถัดๆ กันไป มันก็ง่าย เราคุ้นเคยกับชีวิตประจำวันของโลกภายนอกว่า กว่าเราจะได้อะไรมา มันต้องต่อสู้ ต้องใช้กลยุทธ์ทุกวิถีทาง ต้องใช้ระบบ การคิด นึก อะไรต่างๆ เหล่านั้น เรามีความคุ้นเคยอย่างนั้น แต่ถ้าระบบความรู้ภายในมันตรงกันข้ามกัน เราต้องจับหลักตรงนี้ให้ได้เสียก่อน วิธีภายนอกก็เหมาะกับโลกภายนอก วิธีแสวงหาพระภายในก็ต้องใช้วิธีภายใน ซึ่งตรงข้ามกัน อย่าไปเอาวิธีการข้างนอกมาใช้กับการแสวงหาพระรัตนตรัย ทำอย่างนั้นนั่งเป็นล้านปีก็ไม่ได้ผล เพราะฉะนั้นต้องทำให้ถูกหลักวิชชา จับหลักตรงนี้ให้ได้เสียก่อน ตอนนี้เราเข้าใจดีแล้วว่า ภายในตัวเรามีดวงธรรม มีกายในกาย มีพระรัตนตรัยในตัว เราเข้าใจแล้วว่า จะต้องเริ่มต้นที่ศูนย์กลางกาย ฐานที่ ๗ ต้องประกอบบริกรรมนิมิต กับบริกรรมภาวนาควบคู่กันไป หลักการตอนนี้เราเข้าใจแล้ว ก็เหลือแต่วิธีการ ก็ปรับเอา ฝึกเอา ค่อยๆ ปรับปรุงไป ใจเย็นๆ เราไม่ได้นั่งแข่งกับใคร แม้กระทั่งกับตัวเราเอง เราก็ไม่ได้แข่ง แต่ว่าเรากำลังจะฝึกในปัจจุบันนี้ เดี๋ยวนี้ว่า จะให้ใจหยุดใจนิ่งอย่างสบายๆ เท่านั้น การฝึกใจให้หยุดนิ่งเพื่อให้เข้าถึงพระรัตนตรัยในตัวหรือ การปฏิบัติธรรมก็คือการแสวงหาความพอดีนั่นเอง ถ้าเราวางใจได้พอดี เราก็จะมีประสบการณ์ภายใน ใจก็จะไปหยุดนิ่งที่ฐานที่ ๗ แล้วมันจะสปาร์คเป็นแสงสว่างเกิดขึ้นมาเลย เมื่อเราเข้าถึงพระรัตนตรัยในตัวแล้ว เราจะดำรงชีวิตอยู่ด้วยความพอดี เราจะรู้จักคำว่า “กินอยู่แต่พอดี” เป็นอย่างไร มีชีวิตระดับไหนที่มันพอดี และทำให้เกิดความพึงพอใจ จนไม่อยากได้อะไรที่นอกเหนือจากนี้ แล้วอยากจะดำเนินชีวิตของเราให้เป็นประโยชน์ต่อโลก เพราะฉะนั้น สำคัญที่หยุดแรกนะลูกนะ ประคองใจเอาไว้ให้ดี ค่อยๆ ทำ สิ่งที่ใครเคยทำได้ สิ่งนั้นเราก็ต้องทำได้ เด็กๆ เขาฝึกใจหยุดนิ่งง่าย เพราะเขาไม่ได้คิดอะไร บอกให้วางใจ แล้วเขาทำใจอินโนเซ้นต์ ง่ายๆ แล้วก็ปรุงใจให้สบาย ให้หยุดนิ่งลงไปในกลางท้อง เดี๋ยวก็มีประสบการณ์มาให้ดู มีแสงสว่างเกิดขึ้นบ้าง มีดวงใสๆ เกิดขึ้นบ้าง เห็นตัวเองบ้าง มีองค์พระใสๆ เกิดขึ้นบ้าง เพราะฉะนั้น ให้สังเกตดูนะ ถ้าเรานั่งแล้วเกิดความพึงพอใจ มีอาการโล่ง โปร่ง เบา สบาย นั่นถูกต้องแล้ว จากนั้นก็ทำอย่างนั้นเรื่อยไป ปล่อยให้มันเป็นไปอย่างนั้น อย่างที่มันอยากจะเป็น คือปล่อยไปนิ่งอย่างเดียว มีแสงสว่างให้ดูเราก็ดูมีความมืดให้ดูเราก็นิ่งอย่างเดียว แสงสว่างมาก็นิ่ง มีภาพอะไร มาเราก็นิ่ง หยุดกับนิ่งอย่างเดียว ทำอย่างนี้ แค่นี้ เท่านั้น และถ้าหากเราทำไม่ถูกวิธี เราจะต้องพร้อมเสมอสำหรับ การเริ่มต้นใหม่อย่างถูกต้องแบบนักเรียนอนุบาล ต้องพร้อมอย่างนี้นะ อย่าท้อใจ อย่าน้อยใจ อย่าไปนั่งแข่งกับใคร แม้กับตัวเราเอง อย่าไปคาดหวังว่า วันนี้เราจะต้องนั่งให้ดีกว่าเมื่อวาน อย่าไปบังคับใจให้มันนิ่ง หรือเค้นภาพให้ทะลักมาในท้อง อะไรต่างๆ ตั้งแต่เบื้องต้นที่ได้กล่าวมาแล้ว เพราะฉะนั้น ต่อจากนี้ไปให้ลูกทุกคนประคับประคองใจให้หยุดนิ่ง หยุดนิ่งคือความยิ่งใหญ่ที่ไม่มีสิ่งใดจะมาเสมอเหมือนได้ ต้องหยุดนิ่งให้ได้อย่างสบายๆ ให้ลูกทุกคนสมหวังดังใจ ในการเข้าถึงพระรัตนตรัยในตัวทุกๆ คน ต่างคน ต่างนั่งกันไปเงียบๆ นะ สาธุชน : สภาธรรมกายสากล : ๐๙.๐๐ - ๑๑.๐๐ น. หลวงพ่อธัมมชโย นั่งอย่างมีชีวิตชีวา วันอังคารที่ ๒๔ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๕ เมื่อเราบูชาพระรัตนตรัยกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว ต่อจากนี้ไปตั้งใจให้แน่แน่ว มุ่งตรงต่อหนทางพระนิพพานกันทุกๆ คนนะให้นั่งขัดสมาธิ โดยเอาขาขวาทับขาซ้าย มือขวาทับมือซ้าย ให้นิ้วชี้ของมือข้างขวาจรดนิ้วหัวแม่มือข้างซ้าย วางไว้บนหน้าตักพอสบายๆ หลับตาของเราเบาๆ ค่อนลูก พอสบายๆ คล้ายๆ กับตอนที่เราใกล้จะหลับ อย่าไปบีบเปลือกตา อย่ากดลูกนัยน์ตา แล้วก็ทำใจของเราให้เบิกบาน ให้แช่มชื่น ให้สะอาดบริสุทธิ์ ผ่องใส ไร้กังวลในทุกสิ่ง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตามให้ปลด ให้ปล่อย ให้วาง ทำใจให้ว่างๆ คราวนี้เราก็มาสมมติว่า ภายในร่างกายของเราปราศจากอวัยวะ ปอด ตับ ม้าม ไต หัวใจ เป็นต้น สมมติเป็นที่โล่งๆ ว่าง ๆ เป็นปล่อง เป็นช่อง เป็นโพรง กลวงภายใน คล้ายๆ ท่อแก้ว ท่อเพชรใสๆ ต้องมีชีวิตชีวาทุกขั้นตอน คราวนี้เราก็มาทบทวนหลักวิชชาในการที่จะปฏิบัติธรรม ให้เข้าถึงพระธรรมกายที่พระเดชพระคุณหลวงปู่ ท่านได้อบรมสั่งสอนมา ซึ่งเราจะดูเบาไม่ได้เลยในทุกถ้อยคำ ที่ท่านได้แนะนำเอาไว้ ตั้งแต่ท่านั่ง การหลับตา วางมือ จนกระทั่งมาถึงใจ เราจะดูเบาไม่ได้ในทุกคำ อย่าฟุ้งจนลืมฟังนะ ตั้งแต่เริ่มต้นเลย จะต้องนั่งอย่างมีชีวิตชีวา ต้อง alert หน่อย มีชีวิตชีวา อย่านั่งแบบซังกะตาย ให้สังเกตตัวของเราว่า ตั้งแต่ท่านั่ง วางมือ หลับตาวางใจ มีชีวิตชีวาทุกขั้นตอนไหม นั่งอย่างมีความสุข สนุกสนานหรือเปล่า มีฉันทะรักที่จะนั่งไหม นั่งอย่างเพลิดเพลิน แม้ว่ายังไม่เห็นอะไร มีตรงนี้ไหม สังเกตนะลูกนะ ถ้าหากมีชีวิตชีวา มันก็จะเริ่มสดชื่นตั้งแต่เบื้องต้น มีความพร้อมทั้งกายและใจ พอมีชีวิตชีวาแล้ว คราวนี้เราก็สังเกตดูว่า การกำหนดใจของเราตามหลักวิชชาหรือความถนัดซึ่งแต่ละคนไม่เหมือนกัน เราทำอย่างมีความสุขไหม มีความสุขสนุกกับการวางใจไหม ตั้งแต่ที่ศูนย์กลางกาย ฐานที่ ๗ ซึ่งเราไม่ได้เห็นเลย มันอยู่ตรงไหน ได้แต่คาดคะเนเอาว่า ตรงนี้ใช่เลย ประมาณนี้เลย กลางท้อง กลางกายเหนือสะดือขึ้นมา ๒ นิ้วมือ ก็ในเมื่อเราหลับตาแล้วมันมืด ไม่เห็นฐานที่ ๗ แต่ก็รู้ว่าอยู่ตรงนี้ ประมาณนี้ แล้วเริ่มอย่างมีชีวิตชีวาไหม มีความพึงพอใจที่จะกำหนดใจอยู่ ตรงนี้ไหม ทั้งๆ ที่ยังมองไม่เห็น ยังมืดอยู่ จนกระทั่งถึงขั้นตอนนึกเป็นภาพ เป็นดวงใสๆ องค์พระใสๆ ภาพหลวงปู่ คุณยาย หรือสิ่งที่เราคุ้นเคย คือนึกแล้วใจเราสูงส่ง บริสุทธิ์เพิ่มขึ้น การนึกถึงภาพ นึกอย่างมีชีวิตชีวาไหม สบายหรือเปล่า นี่ก็คือข้อสังเกตอีกข้อหนึ่ง ที่ลูกทุกคนต้องสังเกตดู สำหรับบางคนที่เริ่มจากข้างนอก ข้างหน้า หรือข้างในที่ฐานที่ ๑, ๒, ๓, ๔, ๕, ๖ ตรงนั้นไปก่อน มีชีวิตชีวาไหม นั่งด้วยใจรักหรือเปล่า ทั้งที่มันก็ไม่ได้เห็นอะไร แล้วก็วางใจเป็นไหมในข้อถัดไป ตึงหรือหย่อน ให้สังเกตดู หยาบให้ตรึก ละเอียดให้แตะ นี่ก็เป็นสิ่งที่เราจะต้องสังเกตนะ ของใครของมัน นั่งอย่างมีความสุข สนุกกับการนั่งไหม ถ้าเริ่มต้นมีความสุข สนุกกับการนั่ง มีฉันทะ รักที่จะนั่ง รักที่จะปฏิบัติ รักที่จะเข้าถึง พอมีตรงนี้แล้ว อย่างอื่นก็ง่ายหมด จะวางใจเฉยๆ โดยไม่ต้องนึกถึงภาพ ใจก็ยังสบาย จะนึกถึงภาพ แม้ไม่ชัดเจน ใจก็ยังคงสบาย เวลาภาวนาสัมมาอะระหังไปใจก็ยังคงสบาย ต้องสบาย สติสบายให้สม่ำเสมอจนกระทั่งหมดเวลานั่นแหละ ถึงจะเรียกว่าถูกหลักวิชชา ถ้าหากเราทำถูกหลักวิชชา ทำถูกต้อง เราจะมีความรู้สึกว่า เวลามันหมดไปเร็ว นั่งประเดี๋ยวเดียว อ้าว หมดเวลาแล้ว แต่ถ้าไม่ถูกหลักวิชชาจะกระสับกระส่าย ทุรนทุราย ลืมตามาดูเวลา บ้างว่า เมื่อไรจะเลิกสักที อย่างนั้นแสดงว่าไม่ถูกหลักวิชชาแล้วล่ะ ต้องรีบไปล้างหน้าล้างตา แล้วก็กลับมานั่งใหม่ วางเบาๆ สบายๆ ใจเย็นๆ ต้องทำอย่างนี้นะ ถ้าถูกหลักวิชชา หลวงพ่อก็ยังยืนยันว่า แม้มืดตื้อมืดมิด ก็มีสิทธิ์เข้าถึงธรรม ลูกทุกคนจะต้องเข้าถึงธรรมอย่างแน่นอน เพราะดวงธรรมก็อยู่ภายในตัวของเรานี่แหละ กายภายในหรือองค์พระธรรมกายก็อยู่ในตัวเรา ไม่ได้อยู่นอกตัวเลย เหลือแต่เพียงว่าทำให้ถูกวิธี สม่ำเสมอ ด้วยใจรัก มีฉันทะ เพราะเห็นประโยชน์ แล้วก็ทำด้วยความชื่นบาน มีชีวิตชีวา ไม่ว่าจะนั่งนอน ยืน เดิน ถ้าเป็นอย่างนี้ ถึงแน่นอน นี่คือข้อสังเกตในแต่ละวัน ในแต่ละครั้งที่ลงมือนั่งหลับตา ดูตรงนี้แหละ มีชีวิตชีวาไหม ต้องสังเกตนะ ถ้าหากมีชีวิตชีวา เดี๋ยวเราจะเกิดความรู้สึกว่า เออ มันก็ไม่ได้ยากอะไรเลย การทำภาวนาให้ใจเป็นสมาธิอยู่ในวิสัยที่เราสู้ได้ ทำได้ ไม่ใช่เป็นวิสัยของหลวงปู่หลวงตาหรือพระธุดงค์เท่านั้น เราจะมีความรู้สึกว่า เออ คนอย่างเราที่ยังมีกิเลสหนาปัญญาหยาบ ยังข้องอยู่กับโลก ยังครองเรือน ยังต้องทำมาหากิน เจอปัญหา เจอแรงกดดัน เรายังทำได้ ถ้าเกิดอย่างนี้แล้ว กำลังใจก็จะเริ่มมีมา จะเกิดความมั่นใจว่า เราจะต้องได้ต้องเห็นสักวันหนึ่ง ความมั่นใจนั่นแหละจะสร้างความมั่นใจถัดไปเรื่อยๆ เหมือนคลื่นลูกแรกก็สร้างคลื่นลูกถัดๆ ไป ความมั่นใจจะเกิดขึ้น เมื่อทำถูกวิธี ทีนี้สมมติว่า ในแต่ละครั้ง แต่ละวัน เรามีความสุขสนุกสนานกับการนั่ง หรือมีฉันทะ บางรอบบางครั้งได้ ๕ นาทีบ้าง ๑๐ นาทีบ้าง หรือมากกว่านี้บ้าง ก็ถือว่าดีมากแล้วนะลูกนะ คราวนี้เราก็จำวิธีการนั้น แล้วก็ทำบ่อยๆ ซ้ำๆ ให้ชำนาญ รักที่จะเข้าถึงพระธรรมกายก็ต้องทำอย่างที่หลวงพ่อว่านะลูกนะ เราจะต้องเข้าถึงทุกคน แม้เหลือเพียงครึ่งตัว แต่ศูนย์กลางกายยังอยู่ก็ทำได้ คนตาบอดโดยกำเนิด หลวงพ่อยังเคยแนะนำให้เขาทำได้เลย ทุกคนทำได้ ยกเว้นคนบ้าคนปัญญาอ่อน นั่นเขามีวิบากกรรมติดตามมา ระบบประสาท ระบบจิตใจมันสูญเสียไป นั่นเป็นข้อยกเว้น ซึ่งมีเปอร์เซ็นต์ไม่มาก แต่ลูกของหลวงพ่อทุกคน ล้วนแต่เป็นผู้ที่สมบูรณ์ทั้งกายและใจ สั่งสมบุญเก่ามาก็เยอะ จนกระทั่งมาได้ยินได้ฟัง ได้ปฏิบัติ เหลืออย่างเดียวทำให้ถูกหลักวิชชา ถูกวิธี ต้องได้ดวง ได้องค์พระ ชีวิตจึงจะปลอดภัย สอนตัวเองทุกวันว่า ปรโลกเราไม่ไป ไม่ได้ แล้วก่อนไปปรโลก ต้องเข้าสู่สมรภูมิช่วงชิงภพ ปิดงบดุลชีวิต ถ้าหากว่าเราได้ฝึกฝนอบรมจิตของเรามาเป็นอาจิณกรรม อย่างสม่ำเสมอถ้าเข้าถึงดวงธรรมใสๆ กายภายในใสๆ พระธรรมกายใสๆ จึงจะปลอดภัย และ sure มากเลย ปลอดภัยมีชัยชนะ ถ้าแค่ทำทาน รักษาศีลก็อย่าเพิ่งประมาท ถ้าเรารักษาภาพบุญที่เราสร้างมหาทานบารมี และศีลที่รักษาเอาไว้ ถ้ารักษาได้ตลอด จนเป็นกรรมนิมิต อย่างนั้นก็เชื่อได้ว่าเราไปสู่สุคติ แต่อย่าลืมว่า การชิงช่วงช่วงชิงมีอยู่ตลอดเวลา กำลังจิตที่จะเข้มแข็งสู้เขาได้นั้นต้องปฏิบัติธรรมได้ดวงใสๆ องค์พระใสๆ หรือกายภายในใสๆ อย่างนี้ sure ร้อยเปอร์เซ็นต์ ถ้าเฉพาะทานศีลนั้น อาจจะสัก ๙๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ ที่ไม่ sure ยังมี ๑ เปอร์เซ็นต์ ๒ เปอร์เซ็นต์ ซึ่ง ๑ เปอร์เซ็นต์ ๒ เปอร์เซ็นต์นั้นประมาทไม่ได้เลย เพราะวิบากกรรมวิบากมารที่ติดตามเรามา เป็นระเบิดเวลาทยอยกันมาให้ผลก็มี หรือสอดละเอียดแวบเดียวมาตัดรอนก็มีนะลูกนะ เพราะฉะนั้นถ้าจะให้ sure ล้านเปอร์เซ็นต์ ก็ต้องนั่งธรรมะได้ดวงใสๆ กายภายในใสๆ องค์พระใสๆ ลูกหลวงพ่อไปสู่สุคติหมด แล้วก็ไปได้ดีเสียด้วย ชั้นดุสิตเป็นที่หมายเลยละ แต่ขั้นทานขั้นศีลนั้น ยังไม่ sure ร้อยเปอร์เซ็นต์ sure แค่ ๙๗ , ๙๘ เปอร์เซ็นต์ ที่พูดอย่างนี้ ไม่ใช่ให้วิตกกังวล หวาดหวั่น หรือให้ท้อใจไม่ใช่อย่างนั้นนะ แต่พูดให้ไม่ประมาท ไม่ชะล่าใจในการดำเนินชีวิต เราต้องรู้ความจริงของชีวิตเป็นอย่างนี้ ถ้าเรารู้แล้ว เราจะได้ต่อสู้ หาวิธีการทำอย่างไรเราจะอยู่เหนือกฎเกณฑ์ทั้งผองนั้นที่มีการชิงช่วงช่วงชิงกันอยู่ตลอดเวลา เราจำเป็นต้องศึกษา ซึ่ง การรู้ความจริงของชีวิตอย่างนี้ หลวงพ่อว่าดีนะ ได้ประโยชน์ ทีนี้สำหรับท่านที่มาถึง ณ จุดที่เราหยุดใจได้บ้างแล้ว เดี๋ยวเห็น เดี๋ยวหาย เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่เราจะต้องให้ความสำคัญกับตรงนี้ให้มากๆ ให้มีชั่วโมงหยุด ชั่วโมงนิ่ง ชั่วโมงกลาง ให้เยอะๆ ฝึกหยุดฝึกนิ่งไป แตะใจเบาๆ เดี๋ยวการเห็นนั้นก็จะขยายเวลาออกไปเพิ่มขึ้น จนเป็นการเห็นถาวรเลย ดวงใส กายภายในใส องค์พระใสๆ ติดอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าเราจะหกคะเมนตีลังกาอย่างไรก็ยังอยู่กับเรา ต้องฝึกให้ถึงตรงนี้ เพราะฉะนั้น อย่ามีข้ออ้าง ข้อแม้ และเงื่อนไขในการปฏิบัติธรรม ถ้านึกได้เป็นตรึก มีเวลาเป็นนั่ง นั่งไป ฝึกไป แล้วอย่าท้อใจ อย่าน้อยใจ ในกรณีที่ไม่ได้ดังใจ ฝึกไปเรื่อยๆ สักวันหนึ่งเราก็จะต้องกำความสำเร็จเอาไว้ คืนนี้ก็เช่นเคย ใครเหนื่อย ใครเพลีย ใครง่วง ใครตึงก็ปล่อยให้หลับไปในกลางกาย ใครเมื่อยก็ขยับเบาๆ อย่าให้ไปสะเทือนคนข้างเคียงเขานะลูกนะ ใครฟุ้งหยาบก็ลืมตาดูดวงแก้ว องค์พระบนโต๊ะหมู่ ดูหลวงปู่ ดูคุณยาย พอใจสบาย ก็หลับตาเบาๆ เริ่มต้นใหม่ ส่วนใครฟุ้งละเอียด ไม่ต้องลืมตา เพราะเป็นความฟุ้งที่เรารู้ตัวและควบคุมได้เพียงแต่ว่าเราไม่ไปสนใจกับความคิดที่มาในใจ เดี๋ยวความคิดนั้นก็จะละลายหายสูญไปเอง ขอให้ลูกทุกคนสมหวังดังใจในการเข้าถึงพระรัตนตรัยในตัวทุกๆ คนนะลูกนะ ต่างคนต่างทำกันไปเงียบๆ สาธุชน : บ้านแก้วเรือนทองของคุณยายอาจารย์ฯ : ๑๙.๐๐ - ๒๑.๐๐ น. หลวงพ่อธัมมชโย นิวรณ์ ๕ วันพฤหัสบดีที่ ๑๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ เมื่อเราบูชาพระรัตนตรัยกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว ต่อจากนี้ไปตั้งใจให้แน่แน่ว มุ่งตรงต่อหนทางพระนิพพานกันทุกๆ คนนะ ให้นั่งขัดสมาธิ โดยเอาขาขวาทับขาซ้าย มือขวาทับมือซ้าย ให้นิ้วชี้ของมือข้างขวาจรดนิ้วหัวแม่มือข้างซ้าย วางไว้บนหน้าตัก พอสบายๆ หลับตาของเราเบาๆ ค่อนลูก พอสบายๆ คล้ายๆ กับตอนที่เราใกล้จะหลับ อย่าไปบีบเปลือกตา อย่ากดลูกนัยน์ตา ทำใจของเราให้เบิกบาน แช่มชื่น ให้สะอาด บริสุทธิ์ ผ่องใส ไร้กังวลในทุกสิ่ง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม ให้ปลด ให้ปล่อย ให้วาง ทำใจให้ว่างๆ คราวนี้เราก็มาสมมติว่า ภายในร่างกายของเราปราศจากอวัยวะ ปอด ตับ ม้าม ไต หัวใจ เป็นต้น สมมติเป็นที่โล่งๆ ว่างๆ เป็นปล่อง เป็นช่อง เป็นโพรง กลวงภายใน คล้ายๆ ท่อแก้ว ท่อเพชรใสๆ วันนี้เป็นวันคล้ายวันเกิดของพระเดชพระคุณหลวงปู่ ผู้ค้นพบวิชชาธรรมกาย ครบ ๑๑๘ ปี ถ้าหากท่านยังมีชีวิตอยู่ถึงวันนี้ ท่านก็จะอายุ ๑๑๘ ปี ท่านได้ทิ้งข้อวัตรปฏิบัติ ปฏิปทามโนปณิธานของท่าน เป็นต้นบุญต้นแบบให้แก่โลก แล้วก็ยังได้มอบสิ่งที่สำคัญสำหรับชีวิตของมวลมนุษย์และเทวดาเอาไว้ให้กับโลกอีก ก็คือธรรมปฏิบัติที่จะทำให้เข้าถึงพระรัตนตรัยในตัว ถึงพุทธรัตนะ ถึงธรรมรัตนะ ถึงสังฆรัตนะ ซึ่งรัตนะทั้งสามนี้เป็นที่พึ่งที่ระลึกของมวลมนุษยชาติ ของตัวเราทั้งหลาย เป็นผู้ที่จะนำให้เราข้ามพ้นวัฏสงสาร ไปสู่ฝั่งอมตะพระนิพพานได้ การปฏิบัติธรรม ท่านสรุปวิธีการเอาไว้โดยย่อว่า “หยุดเป็นตัวสำเร็จ” ที่จะทำให้เข้าถึงพระรัตนตรัยในตัว เข้าถึงพระอริยบุคคลภายใน ซึ่งเราไม่ต้องเสียเวลาไปแสวงหาพระอริยบุคคลภายนอก เพราะดูยากว่า ท่านใดบุคคลใดจะเป็นพระอริยเจ้า แต่ท่านแนะให้ได้เข้าถึงพระอริยบุคคลภายใน จะเป็นโคตรภูบุคคล พระโสดาบัน พระสกิทาคามี พระอนาคามี หรือพระอรหันต์ ตลอดจนกระทั่งพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า อยู่ภายในกายยาววา หนาคืบ กว้างศอกของเรานี่แหละ และจะเข้าถึงก็ด้วยหยุดกับนิ่ง หยุดเป็นตัวสำเร็จ คือเอาใจที่แวบไปแวบมาคิดไปในเรื่องราวต่างๆ นำกลับมาหยุดนิ่งอยู่กับเนื้อกับตัวที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ในกลางท้องของเรา ในระดับที่เหนือจากสะดือขึ้นมา ๒ นิ้วมือ โดยให้กำหนดบริกรรมนิมิตเป็นดวงใสๆ กลมรอบตัว เหมือนดวงแก้วกายสิทธิ์ แต่ว่าใสประดุจเพชรลูกที่เจียระไนแล้ว ไม่มีตำหนิเลย โตเท่ากับแก้วตาของเรา คือ ไม่เล็กไม่ใหญ่ ขนาดปลายนิ้วก้อย นิ้วชี้ นิ้วนางของเรา อยู่ในกลางท้องให้เอามาหยุดนิ่งอยู่ที่ฐานที่ ๗ พร้อมกับประคองใจด้วยบริกรรมภาวนาว่า สัมมาอะระหัง เรื่อยไปเลย กี่ครั้งก็ได้ จนกว่าใจจะหยุดนิ่ง ซึ่งจะมีอาการอย่างนี้ คือเหมือนเราลืมคำภาวนาสัมมาอะระหังไป แต่ใจไม่ฟุ้งไปคิดเรื่องอื่น หรือเกิดความรู้สึกว่าไม่อยากจะภาวนาต่อไป อยากจะหยุดใจนิ่งอย่างนี้อย่างเดียว คือตรึกนึกถึงดวงใส หยุดอยู่ในกลางดวงใส นี่คือคำแนะนำของท่านว่า ต้องหยุดอย่างนี้นะเพราะใจไม่หยุด ทำให้เราเข้าไม่ถึงสิ่งที่ดี ที่มีอยู่ในตัวของเราซึ่งเป็นแผนผังของชีวิต ทำให้เข้าไม่ถึงพระรัตนตรัยในตัว ซึ่งเป็นที่พึ่งที่ระลึกภายใน นิวรณ์ ๕ ที่ใจเราไม่หยุด เพราะว่ามีนิวรณ์ ๕ มาเป็นเครื่องกั้น นิวรณ์ แปลว่า เครื่องกั้น กั้นไม่ให้ใจของเรา หรือเห็น จำ คิด รู้ เข้าไปถึงดวงธรรมภายใน ไม่ให้ใจของเราตกศูนย์เข้าไปถึงดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์หยาบ ใส บริสุทธิ์ โตเท่ากับฟองไข่แดงของไก่ แล้วก็ลอยขึ้นมาเป็นดวงปฐมมรรค คือกั้นไม่ให้เข้าถึงปฐมมรรค เขาเรียกว่า นิวรณ์ ๕ มีตั้งแต่ กามฉันทะ คือ การตรึกถึง เรื่องเพศบ้าง เรื่องทรัพย์สมบัติบ้าง หรือคน สัตว์ สิ่งของ เป็นต้น พยาบาท ความขุ่นมัว ขัดเคืองใจ มุ่งร้ายเขา วิจิกิจฉา ความลังเลสงสัย สงสัยว่า เออ มันมีจริงไหม คนอย่างเราจะเข้าถึงหรือ หรือมีคนอื่นเข้าถึงหรือเปล่า ถีนมิทธะ ความง่วง ความท้อ เคลิบเคลิ้ม อุทธัจจกุกกุจจะ ความฟุ้งคิดไปในเรื่องราวต่างๆ นิวรณ์ ๕ นี้เป็นเครื่องกั้นไม่ให้เราเข้าถึงธรรมภายใน อุปมาเหมือนเรามีดวงตาที่สามารถเห็นอะไรก็ได้ แต่ถูกถุงดำมาสวมศีรษะครอบเอาไว้ถึง ๕ ชั้น ทำให้มองอะไรไม่เห็นไปตามความเป็นจริง ถุงดำ ๕ ชั้นก็คล้ายๆ กับนิวรณ์ทั้ง ๕ นี่แหละ เพราะนิวรณ์มันดำมืดเป็นเครื่องกั้นในการเห็น ไม่ให้ใจเราเข้าถึงดวงธรรม ถึงดวงปฐมมรรค แม้มีอยู่ในตัว ก็เข้าไม่ถึง เมื่อเข้าไม่ถึง จึงไม่รู้ว่ามี เราจึงไม่เคยเจอความสุขที่แท้จริง ไม่เคยอบอุ่นใจเลย เพราะเข้าไม่ถึงพระรัตนตรัย แต่พระเดชพระคุณหลวงปู่ ท่านแนะว่า เอาใจมาหยุดนิ่งตรึกถึงดวงใส หยุดอยู่กลางดวงใสๆ แล้วก็ภาวนาสัมมาอะระหังเรื่อยไป นอกจากดวงแล้วอาจจะตรึกถึงองค์พระ หรือภาพหลวงปู่ ภาพคุณยาย หรือสิ่งที่คุ้นเคยก็ได้ เพื่อให้เป็นที่ยึดที่เกาะของใจเรา ใจเราจะได้อยู่กับเนื้อกับตัว อยู่ที่ฐานที่ ๗ พอหยุดนิ่งนานๆ ไม่ช้าก็จะถูกส่วนไปเอง ดวงภายใน กายภายใน พอถูกส่วนก็จะตกศูนย์วูบไปที่ฐานที่ ๖ จะไปยกเอาดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์หยาบใสบริสุทธิ์โตเท่ากับฟองไข่แดงของไก่ลอยขึ้นมา อยู่ที่ฐานที่ ๗ ซึ่งท่านเรียกว่า ดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน คือธรรมเบื้องต้นหรือดวงปฐมมรรค แปลว่า ต้นทางที่จะไปสู่อายตนนิพพาน เมื่อธรรมดวงนี้บังเกิดขึ้น เราก็จะเห็นหนทางที่จะเข้าไปสู่ภายใน ซึ่งเป็นเส้นทางสายกลางของพระอริยเจ้า จะเป็นจุดเล็กๆ ใสๆ ซึ่งพอแตะใจเบาๆ จุดเล็กใสในกลางดวงธัมมา- นุปัสสนาสติปัฏฐานก็จะขยายใหญ่ขึ้น ดวงเดิมก็ขยายจนตกขอบไปเลย ดวงใหม่เกิดขึ้น เป็นเครื่องกรองกลั่นใจเราให้บริสุทธิ์ คือ ดวงศีล และในกลางดวงศีลก็จะมีจุดเล็กๆ จุดศูนย์กลางเล็กๆ นั่นแหละ เป็นช่องทางเดินของใจ เราก็หยุดต่อไป ดวงศีลก็ขยาย พร้อมกับจุดเล็กตรงกลางขยายพร้อมๆ กันมา ดวงถัดมาก็คือ ดวงสมาธิ แล้วก็เข้าถึงดวงปัญญา ดวงวิมุตติ แต่ตรงกลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะนี่แปลก จุดเล็กใสเหมือนกัน เวลาเราดูห่างๆ ปกติน่าจะเป็นดวงเกิดขึ้น แต่กลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะ จุดเล็กใสๆ นั้นกลายเป็นกายมนุษย์ละเอียด คือ ขยายออกมาเป็นกายที่นั่งสมาธิ หน้าตาเหมือนกับตัวของเรา ท่านหญิงเหมือนท่านหญิง ท่านชายเหมือนท่านชาย โตเต็มส่วนเลย นั่งสมาธิ หันหน้าออกไปทางเดียวกับตัวของเรา นี่ซิมันแปลก มันอัศจรรย์จริงๆ ว่า พระเดชพระคุณหลวงปู่ไปค้นเจอได้อย่างไร เข้าไปถึงกายในกาย กายมนุษย์ละเอียด ไปกายทิพย์ กายทิพย์ละเอียด กายรูปพรหมหยาบ กายรูปพรหมละเอียด กายอรูปพรหมหยาบ กายอรูปพรหมละเอียด กายธรรมโคตรภูหยาบ กายธรรมโคตรภูละเอียด กายธรรมพระโสดาบันหยาบ กายธรรมพระโสดาบันละเอียด กายธรรมพระสกิทาคามีหยาบ กายธรรมพระสกิทาคามีละเอียด กายธรรมพระอนาคามีหยาบ กายธรรมพระอนาคามีละเอียด กายธรรมพระอรหัตหยาบ กายธรรมพระอรหัตละเอียด ทั้งหมด ๑๘ กาย นับจากกายมนุษย์หยาบไปถึงกายธรรมอรหัต ระหว่างกายก็จะมีธรรม ๖ ดวง เป็นเครื่องคั่นเพื่อกลั่นใจเชื่อมให้ไปถึงอีกกายหนึ่ง ๑๘ กายนี้เป็นแผนผังที่ติดมาดั้งเดิม ตั้งแต่ปฐมชาติที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ แต่ถึงแม้จะติดมา ถ้าหากไม่มีพระเดชพระคุณหลวงปู่ของเราสละชีวิต ค้นพบ นำมาเปิดเผย เราจะไม่มีวันรู้เด็ดขาด ทีนี้ถ้าไม่รู้มันอันตราย เพราะโอกาสที่เราจะดำเนินชีวิตผิดพลาดจะมีมาก เพราะสิ่งแวดล้อมมันอำนวยให้ไปนรกทั้งสิ้น เหมือนชาวประมงที่ออกทะเล คืบก็ทะเล ศอกก็ทะเล เมตรวาก็ทะเล รอบตัวเราคิดพูดทำอะไรนิดหน่อยก็นรก อันตรายมาก ไม่รู้ไม่ได้ ไม่รู้แล้วก็จะทำผิด กฎแห่งกรรม มีวิบากเป็นผล ทุกข์ทั้งในปัจจุบันทุกข์ทั้งในอนาคต ในอบาย ในสังสารวัฏ ซึ่งยาวนานมาก อันตรายมากๆ พระเดชพระคุณหลวงปู่ท่านค้นพบ มาแนะนำ ทำให้เราเข้าถึงความสุขที่แท้จริงได้ในปัจจุบัน ได้รู้เรื่องราวความจริงของชีวิต จะพ้นวิบากกรรมได้ต้องเข้าถึงกายธรรม นี่เป็นสิ่งที่เราต้องการทราบมากว่าเมื่อไรจะพ้น นอกจากไปเจอพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว ก็ต้องค้นคว้าด้วยตัวเองไปถึงกายธรรม ไปเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับกายธรรมจึงจะพ้นได้ ความรู้อย่างนี้เป็นสิ่งที่หาได้ยากยิ่ง ไม่มีใครมาบอกเรา บอกแต่กว้างๆ ว่า อย่าไปทำบาป ให้ทำดี ทำใจให้ใส แต่จะพ้นกรรมอย่างไร และเราก็ทำผิดพลาดกันมาก็เยอะ เพราะเวียนว่ายตายเกิดมานับภพนับชาติไม่ถ้วน แค่นี้ก็เป็นพระคุณที่ล้นเหลือจริงๆ สาธุชน : บ้านแก้วเรือนทองของคุณยายอาจารย์ฯ : ๑๙.๐๐ - ๒๑.๐๐ น. หลวงพ่อธัมมชโย เริ่มต้นจากจุดสบายแล้วจะง่าย วันอังคารที่ ๘ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ เมื่อเราบูชาพระรัตนตรัยกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว ต่อจากนี้ไปตั้งใจให้แน่แน่ว มุ่งตรงต่อหนทางพระนิพพานกันทุกๆ คนนะ ให้นั่งขัดสมาธิ โดยเอาขาขวาทับขาซ้าย มือขวาทับมือซ้าย ให้นิ้วชี้ของมือข้างขวาจรดนิ้วหัวแม่มือข้างซ้าย วางไว้บนหน้าตัก พอสบายๆ หลับตาของเราเบาๆ ค่อนลูก พอสบายๆ คล้ายๆ กับตอนที่เราใกล้จะหลับ อย่าไปบีบเปลือกตา อย่ากดลูกนัยน์ตา แล้วก็ทำใจของเราให้เบิกบาน ให้แช่มชื่น ให้สะอาด บริสุทธิ์ ผ่องใส ไร้กังวลในทุกสิ่ง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม ให้ปลดให้ปล่อย ให้วาง ทำใจให้ว่างๆ คราวนี้เราก็มาสมมติว่า ภายในร่างกายของเราปราศจากอวัยวะ ปอด ตับ ม้าม ไต หัวใจ เป็นต้น สมมติเป็นที่โล่งๆ ว่างๆ เป็นปล่อง เป็นช่อง เป็นโพรง กลวงภายใน คล้ายๆ ท่อแก้ว ท่อเพชรใสๆ สบายตรงไหน วางใจตรงนั้นไปก่อน เราทำการบ้านกันมาทุกวัน ปฏิบัติธรรมก็สม่ำเสมอ เราเริ่มเข้าใจเรื่องการวางใจแล้ว บางคนพอนึกรวมใจไปที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ซึ่งอยู่กลางท้องของเรา ในตำแหน่งที่เหนือจากสะดือขึ้นมา ๒ นิ้วมือ ก็ลงไปได้เลย อย่างสบายๆ โดยไม่เกร็ง ไม่กดลูกนัยน์ตา แต่บางท่านยังทำไม่ได้ ก็ให้เริ่มวางใจ ณ จุดที่เรามีความรู้สึกว่าสบายไปก่อน ซึ่งจะเป็นตรงไหนก็ได้ โดยไม่คำนึงถึง ฐานที่ ๗ แล้วพอเริ่มรู้สึกว่า มันสบาย เริ่มรู้สึกว่าง่าย ค่อยๆ ได้สัมผัสความสุขจากสมาธิ คือ เริ่มรู้สึกว่า ตัวที่ทึบๆ หนาๆ มันเริ่มโปร่ง เริ่มโล่ง เริ่มว่างๆ เริ่มเคว้งคว้าง เหมือนอยู่กลางอวกาศ บางท่านตัวหายไปเลย เหมือนไม่มีตัว มีแต่ความรู้สึกของใจ บางคนก็ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรเมื่อเจอภาวะโล่งๆ ว่างๆ ตัวหายไป สิ่งที่ควรจะต้องทำคือ ใจสบายตรงไหน ก็เอาตรงนั้นไปก่อน และพอถูกส่วนสมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์แล้ว เราค่อยนึกน้อมกลับเข้ามา หรือจะมีเครื่องหมายที่ใสๆ เล็กขนาดปลายเข็มก็มี ขนาดดวงดาวในอากาศก็มี จะปรากฏเกิดขึ้นตรงที่ใจเราหยุดนิ่ง เราก็จับภาพนั้น คือ ดูไปเฉยๆ ดูเผินๆ อย่าถึงกับจ้องนะ คือ จะว่าดูก็ไม่เชิง จะว่าไม่ดูก็ไม่ใช่ มันอยู่ระหว่างกลางๆ ถ้าหากเราดูเป็น คืออยู่ระหว่างกลางจริงๆ จุดใสๆ นั้นจะนิ่ง แต่ถ้าเราตั้งใจมากเกินไป มันจะหาย แต่ถ้าเผลอก็หายอีกเหมือนกันจ้องไม่ได้ จ้องก็หาย เผลอก็หาย ทำตัวเหมือนหุ่นยนต์ ตรงความพอดีตรงนี้แหละ เราต้องทำให้ได้ด้วยวิธีคือ นิ่งเฉยๆ ไม่ต้องทำอะไร ไม่ต้องตั้งคำถามในใจ ไม่มีข้อสงสัยใดๆ ทั้งสิ้น เหมือนตัวเราเป็นหุ่นยนต์ที่ไม่มีมันสมอง คิดไม่เป็นหรือไม่มีความคิด ต้องทำอย่างนี้นะ คิดไม่เป็นนี่ ใช้ได้ตลอดเลย เพราะการศึกษาความรู้ภายในนั้น ไม่ต้องใช้ความคิดเลย เป็นความรู้ที่เกิดจากความไม่คิด คือ จิตหยุดนิ่งๆ บริสุทธิ์ แล้วก็สว่าง สว่างแล้วก็เห็น เห็นแล้วก็รู้ ซึ่งแตกต่างจากที่เราเคยเรียนรู้มา ต้องฟัง ต้องอ่าน ต้องคิด ต้องขีดเขียน แต่นี่ไม่ใช่ มันเป็นความรู้ที่เกิดจากหยุดกับนิ่ง ไม่มีความคิดเลย ใจจะปลอดความคิด จิตจะหยุดนิ่งๆ ความรู้อย่างนี้เขาเรียกว่า “ภาวนามยปัญญา” ความรู้ที่เกิดจากหยุดกับนิ่ง แล้วก็สว่าง เห็นแล้วก็รู้ เราต้องเข้าใจขบวนการตรงนี้เสียก่อน ซึ่งมันกลับตาลปัตรกับความรู้ทางโลกที่เราได้เคยเรียนรู้มา ถ้าทำอย่างนี้ได้ มันก็ง่าย เราก็จะศึกษาความรู้ภายในได้ แต่ถ้าไปใช้ระบบของความคิดแบบโลกๆ เราจะไม่มีวันเจอความรู้ภายในเลย ต้องจำคำนี้เอาไว้นะลูกนะ เพราะฉะนั้น ต้องหยุดกับนิ่งอย่างเดียว วางใจตรงไหนก่อนก็ได้ พอจิตนิ่งนุ่มนวลควรแก่การงานแล้วค่อยน้อมเข้ามา เพราะสภาวะใจตอนนั้นมันจะแจ่มใส มีชีวิตชีวา จะตื่นตัวภายใน ซึ่งแตกต่างจากที่เราเป็นอยู่ในชีวิตประจำวัน พอใจนิ่งนุ่มนวลควรแก่การงานแล้ว การน้อมเข้ามาตั้งที่ฐานที่ ๗ มันง่าย นึกนิดเดียวแค่นั้นเอง นึกแผ่วๆ เหมือนเป็น สำนึกลึกๆ ของความนึกคิดเท่านั้น มันก็ลงมาที่ฐานที่ ๗ แล้ว หลังจากนั้นใจของเราจะหยุดนิ่งๆ อยู่ที่กลางจุดใสๆ นิ่งเรื่อยไปเลย นิ่งอย่างสบายๆ “สบาย” ตลอดเส้นทาง ต้องสบายนะลูกนะ อย่าทิ้งคำนี้ ถ้านิ่งอย่างลำบากๆ รู้สึกอึดอัด คับแคบ ไม่มีความสุข มันไม่สบายเลยทั้งร่างกายและจิตใจ อย่างนั้นไม่ใช่แล้ว อย่าดันทุรังทำต่อ ให้ค่อยๆ ผ่อนมาคลี่คลายระบบประสาทกล้ามเนื้อ พอเรานึกคลาย จิตก็จะคลายตัว พอคลายก็สู่ภาวะ โล่งๆ ว่างๆ ก็นิ่งใหม่ ต้องฝึกกันอย่างนี้แหละ ฝึกให้ได้ แล้วเดี๋ยวเราเห็นดวงใสๆ มันจะสว่าง นั่งหลับตาแล้วไม่มืดเห็นดวงใสๆ เราก็ดูไปเรื่อยๆ นิ่งถูกส่วน มันจะขยาย แล้วก็จะถูกดึงดูดเข้าไปข้างใน ทั้งดึงทั้งดูดเลย เหมือนมีแม่เหล็กยักษ์ แม่เหล็กโลกดูดเข้าไป บางคนก็ตกใจ หวาดเสียว เพราะไม่รู้มันอะไร ไม่เคยเจอ ต้องตามใจนะลูกนะ อย่าไปฝืนใจ อย่าไปฝืนความรู้สึกอย่างนั้น ปล่อยไป ปล่อยคือทำเฉยๆ อย่างเดียว ไม่ใช่ดันนะ แล้วจะเป็นของมันไปเอง ต้องจำนะลูกนะ ต้องมั่นใจ เราทำได้ การศึกษาความรู้ภายในไม่ยาก ถ้าเรารู้จัก เข้าใจ แล้วก็วางใจเป็น รู้ขั้นตอนของประสบการณ์ภายใน เดี๋ยวเราจะทำได้ทำเป็นกันทุกคนนั่นแหละ ก่อนอื่น ลูกจะต้องมีความเชื่อมั่นในตัวเองว่า คนอย่างเรา ทำได้ ขอให้รู้วิธีการที่ถูกต้องเท่านั้น เดี๋ยวเราจะทำให้ถูกต้อง แล้วเราก็ทำได้ ต้องมีความเชื่อมั่นตรงนี้ก่อน อย่าไปมัวลังเลสงสัยว่า เอ๊ะ คนอย่างเรากิเลสหนา ปัญญาหยาบ ผ่านชีวิตมาหมองเสียตั้งเยอะจะทำได้ไหมนะ เลิกคิดนะลูกนะ ความคิดชนิดนี้อย่าให้มี ถ้าเราไม่มั่นใจในตัวเราแล้ว เราจะไปทำอะไรได้หลับตาอ้าปากตักอาหารเรามั่นใจยังตักเข้าปากได้เลยนะ หลับตาเอานิ้วจิ้มรูจมูกก็ยังจิ้มได้ถูกต้อง เพราะฉะนั้นเราต้องมั่นใจว่า เราต้องทำได้ เพราะเรารู้วิธีการแล้ว ซึ่งก็บอกไปหมดแล้ว ไม่ได้ปิดบังอะไรเลย เราก็ต้องฝึกฝนไปเรื่อยๆ ฝึกใจทุกที่ ทุกเวลา ต้องรักอย่างหลงใหล ฝึกไป นั่งฝึก ยืนฝึก เดินฝึก นอนฝึก มีเวลาว่างเป็นฝึก เพราะนี่คือวิชชาชีวิต วิชชาที่สำคัญที่สุดของชีวิต เราจะเรียนจบดอกเตอร์กี่แขนงก็แล้วแต่ มันก็เป็นไปเพื่อให้ได้ปัจจัย ๔ มา หรือให้ได้รับความยกย่องนับถือเป็นเครดิตทางสังคมเท่านั้น แต่เวลาใกล้ละโลกเอามาช่วยชีวิต ก่อนไปสู่ปรโลกไม่ได้ สิ่งที่เรากำลังเรียนรู้เรื่องหยุดนิ่งนี่แหละ เป็นสิ่งสำคัญที่สุด เป็นวิชชาของชีวิตที่แท้จริง เพราะฉะนั้นต้องขยันฝึกฝนอยู่ในห้องน้ำก็ฝึกได้ จะขับถ่ายก็ฝึกได้ ฝึกบนโถนั่นแหละ ไม่บาป จะล้างหน้า แปรงฟัน จะอาบน้ำ ก็ฝึกได้ ล้างจาน ปัด กวาดบ้าน ฝึกได้ นั่ง นอน ยืน เดิน ตรงไหนเราก็ฝึกได้ เพราะเรารู้หลักวิชชาอยู่แล้ว หลักวิชชา สติ สบาย สม่ำเสมอ หยุดเป็นตัวสำเร็จ วางใจเบาๆ สบายๆ จะนึกเป็นภาพก็ได้ หรือจะไม่นึกเป็นภาพ ภาพเป็นดวงก็ได้ องค์พระก็ได้ หลวงปู่ คุณยายก็ได้ ผลหมากรากไม้ เพชรนิลจินดา ได้ทั้งนั้น ยกเว้นภาพที่นึกแล้วใจตกต่ำ ถ้านึกแล้วใจสูงส่ง บริสุทธิ์ นึกได้ เรารู้หลักวิชชาแล้ว วิธีนึกก็สอนหมดแล้ว ให้เบาๆ สบายๆ หนักเราก็รู้ เบาเราก็รู้ เวลานึกหนักๆ ร่างกายจะบอกเรา มันจะอุทธรณ์ร้องโวยวายเลยว่า ไม่ถูกวิธี ปวดลูกนัยน์ตา ตึงหน้าผาก ปวดหัว ท้องเกร็ง นิ้วกระดก ไหล่ยก เบื่อ ชักท้อ อยากเลิกนั่ง เมื่อไรจะหมดเวลาสักที กายและใจเขาอุทธรณ์บอกเราเราก็อย่าไปดันทุรังทำ ต้องปรับยุทธวิธีใหม่ ถ้าทำถูกต้อง ถูกวิธี รู้สึกนั่งแล้วสบ๊าย สบาย ใจขยาย ร่างกายขยาย โล่ง โปร่ง เบา ใจนุ่มนวลควรแก่การงาน รู้สึก เวลาหมดเร็วจังเลย ไม่อยากให้หลวงพ่อหรือพระอาจารย์สัพเพฯ เลย อยากนั่งนานๆ ก้นเราเหมือนมีกาวชั้นดีตรึงเราติดไว้กับพื้น หรือบางทีเรานั่งงอๆ ตัว พอถูกส่วนเข้า ตัวมันยืด ตรงขึ้นมาเอง เรามีความรู้สึก เอ๊ะ วันนี้เรานั่งสง่าจังเลย ชอบจังเลย รู้สึกสบ๊าย สบาย รู้สึกหน้ามันยิ้ม อยากยิ้ม อยากแย้มเป็นไปเองเลย อย่างนี้ถูกวิธี เพราะฉะนั้นกายและใจจะบอกเราเองว่า ถูกวิธี พอถูกวิธีเราก็ทำต่อไป ถ้ายิ่งนั่งหน้าบึ้ง คิ้วขมวดแก่ลงไปทุกทีเลย ก่อนนั่งอายุ ๒๐ ปี พอเลิกนั่งอายุ ๓๐, ๔๐ ปี นั่นไม่ถูกวิธีแล้ว เราได้เรียนรู้ ได้เข้าใจแล้วว่า อย่างไหนผิดวิธี อย่างไหนถูกวิธี เราก็ต้องเชื่อมั่นว่า เราต้องทำได้ เหลืออย่างเดียวฝึกไปเรื่อยๆ แล้วก็หมั่นสังเกต เราจะได้พบเหตุแห่งการบกพร่องและช่องทางแห่งความสำเร็จ ถูกส่วน ดวงก็ใส ใจก็ใส แตะเบาๆ ดวงก็ขยาย เดี๋ยวก็เข้าถึงดวงใหม่ มันจะเหมือนตกศูนย์ วูบ เอ้า ถึงอีกดวงแล้ว พอนิ่งต่อไป เข้าถึงอีกดวงแล้ว สุกใสขึ้น สว่างขึ้นไปเรื่อยๆ เดี๋ยวก็เข้าถึงกายในกาย ถึงองค์พระ ถูกตามส่วนที่พระเดชพระคุณหลวงปู่ท่านได้ค้นพบมา มีอยู่ในตัวของตัวท่านและในมนุษย์ทุกคน รวมทั้งตัวเราด้วย วันไหนนั่งดี ให้นั่งต่อ ฝึกไปเรื่อยๆ อย่าเกียจคร้าน อย่าผัดวันประกันพรุ่ง แล้ววันไหนนั่งดี อย่ารีบเลิกเสียก่อนนะลูกนะ โดยคิดว่า เออ วันนี้เรานั่งดีจัง นอนเสียก่อนเถอะ ไว้พรุ่งนี้นั่งใหม่ เราจะนั่งให้ดีกว่า วันนี้ อย่าประพฤติ อย่าทำนะลูกนะ เพราะโอกาสที่จะนั่งถูกส่วนอย่างนี้ มันหายาก เราลงทุนนั่งมาก็เพื่อการนี้ เมื่อมาถึงตรงนี้อย่าไปห่วงเรื่องการนอน เราหลับมาตั้งหลายสิบปีแล้ว จะอดนอนสักคืนหนึ่งจะเป็นไรไป นั่งต่อไปเรื่อยๆ นะลูกนะ อย่าเลิก พอถึงเวลาร่างกายจะบอกเราเองว่า อยากพัก ถ้าร่างกายบอกเราอยากพักผ่อน เราก็อย่าไปฝืนธรรมชาติ เราก็นอนไปพักเพราะร่างกายอยากพัก ไม่ใช่ร่างกายยังไม่พร้อมที่จะพัก แต่ใจกังวล กลัวจะหลับน้อย ตื่นมาหน้าจะไม่นวล ไม่ใส กลัวไปงัวเงียที่ทำงาน ทำให้ขาดความมั่นใจ อย่าไปเลยเถิดคิดฟุ้งซ่านขนาดนั้น เพราะโอกาสที่จะถูกส่วนมันยากกว่าการถูกรางวัลที่ ๑ นะลูกนะ เพราะฉะนั้น ถึงตรงนั้นแล้ว อย่าเพิ่งรีบเลิก นั่งไปเรื่อยๆ แล้วเดี๋ยวจะดีมาก ถ้าได้สักครั้งหนึ่งอย่างถูกส่วนและถูกต้อง มันจะติดไปตลอดชาติเลย แต่ถ้าเราไปเลิกเสียก่อนตอนกำลังจะดี นั่งกี่ทีกี่ทีมันก็ไม่ได้อย่างนั้น หรือกว่าจะได้อีกก็เป็นวัน เป็นเดือน เป็นปี นานทีเดียว เพราะใจเราอาลัยอาวรณ์กับประสบการณ์นั้น พอเริ่มนั่งก็อยากจะได้แบบนั้นเลย ลืมไปว่า วันนั้นทำอย่างไร ลืมนึกถึงวิธีการ แต่ไพล่ไปนึกถึงประสบการณ์ที่ได้ในวันนั้น ความคิดอย่างนี้ก็เลยมาเป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงธรรม ทั้งหมดที่แนะนำมา จำนะลูกนะ จะทำให้ลูกทุกคนได้เข้าถึงพระรัตนตรัยในตัว มีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง มีความสุขตั้งแต่เรา เข้าถึงจนตลอดชีวิต ทำให้เราไปสู่สุคติภพ ทำให้เราได้เรียนรู้เรื่องราวของชีวิต ทำให้เราเวลาทำบุญแล้ว ทำน้อยก็ได้มากทำมากก็มากเป็นทับทวี เพราะทำด้วยจิตที่บริสุทธิ์ ผ่องใสถูกหลักวิชชา มีสิ่งที่ดีๆ อีกเยอะ นับไม่ถ้วนอย่าง เมื่อเราได้เข้าถึงพระรัตนตรัยในตัว คืนนี้นั่งให้ดีนะลูกนะ ใครเหนื่อย ใครง่วง ใครเพลีย ใครนั่งแล้วตึง ก็ปล่อยให้หลับไปในกลาง พอสดชื่นแล้วก็ตื่นมาทำใหม่ ใครเมื่อยก็ขยับ ฟุ้งก็ลืมตาแล้วก็ว่ากันใหม่ ให้ลูกทุกคนสมหวังดังใจในการเข้าถึงพระรัตนตรัยในตัวทุกๆ คน ต่างคนต่างนั่งกันไปเงียบๆ สาธุชน : บ้านแก้วเรือนทองของคุณยายอาจารย์ฯ : ๑๙.๐๐ - ๒๑.๐๐ น. หลวงพ่อธัมมชโย วันพระพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรม วันศุกร์ที่ ๒๗ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ (เมื่อเราบูชาพระรัตนตรัยกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว ต่อจากนี้ไปตั้งใจให้ แน่แน่วมุ่งตรงต่อหนทางพระนิพพานกันทุกๆ คนนะ .............) แก้ตึง ...ต้องค่อยๆ ประคองใจ อย่าให้ตึง อย่าให้หย่อน ตึงเราก็รู้ หย่อนเราก็ทราบ ถ้าตึงเกินไปหรือตั้งใจเกินไป เพราะอยากได้ อยากเห็น อยากให้ใจสงบ มันตั้งใจ ร่างกายจะฟ้อง จะ อุทธรณ์ขึ้นมา โอ้ ไม่ไหวแล้ว ไม่ถูกวิธี นั่งแล้วไม่สบายกาย ไม่สบายใจ อย่างนี้ผิดวิธี อย่าไปฝืนดันทุรังทำต่อนะ ต้องรีบลืมตา ปรับร่างกายให้สบาย พอสบายแล้วค่อยๆ เริ่มต้นใหม่ ค่อยๆ ประคองไป บางคนตอนแรกก็ประคองไปสบายๆ แต่พอนั่งไปนานๆ ก็ชักอยากเห็น เพราะนั่งมาตั้งนานแล้ว มันน่าจะมีอะไรให้ดูก็เลยลืมตัว ลืมหลักวิชชา นั่งแล้วไม่เห็น มันก็ฮึดฮัดขึ้นมา เลยไปเค้นภาพ เพราะอยากเห็น อย่างนี้ก็ผิดวิธีนะ ทำให้เกิดอาการไม่สบายกาย ไม่สบายใจ อย่างนี้ก็ไม่ได้ผล ต้องพอดี วันพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบรรลุธรรม ทางสายกลางของพระอริยเจ้า ต้องพอดี ต้องสบายๆ เราดูการปฏิบัติธรรมของพระบรมครูของเรา ในวันที่พระองค์ตรัสรู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ตั้งแต่ได้ขบฉันภัตตาหารจากนางสุชาดา ที่ถวายข้าวมธุปายาสในถาดทอง ๔๙ ปั้น ได้อาหารรสเลิศ เสร็จแล้วก็มาสรงสนานพระวรกาย คือมาอาบน้ำชำระล้างร่างกายให้สดชื่น อธิษฐานลอยบาตร บาตรลอยทวนน้ำ ก็ยิ่งทำให้ปลื้ม เวลามานั่งก็นั่งอย่างสบายๆ ท่านคงมีความรู้สึกในใจว่า วันนี้ปลอดโปร่งจัง มันสบ๊ายสบาย จะนั่งไม่เลิกจนกว่าจะเห็น ตายไม่ว่า เวลาผจญมารพระองค์ก็ยังนิ่งๆ เฉยๆ ไม่ได้เคลื่อนไหวกายเลย ใจก็นึกถึงบุญบารมี นึกถึงความดี นิ่งๆ สบายๆ มั่นใจในความดีของตัวที่จะเอาชนะศึกได้ แล้วท่านก็วางใจให้พอดีๆ ไม่ตึงเกินไป ไม่หย่อนเกินไป ในที่สุดก็ได้บรรลุมรรคผลนิพพานไปตามลำดับเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า หรือนึกย้อนหลัง ตอนที่พระองค์อายุ ๗ ขวบ ในวันแรกนาขวัญทรงนั่งทำใจหยุดนิ่ง ขัดสมาธิเจริญสมาธิภาวนาใต้ต้นหว้า แล้วเข้าถึงปฐมมรรค เห็นดวงใสแจ่ม จนกระทั่งไปดึงดูดบุญบารมีของพระองค์ท่าน แม้ยามบ่ายคล้อย เงาหว้ายังคงให้ร่มเงา เหนือธรรมชาติขึ้นมาเลย วันนั้นพระองค์ก็นั่งอย่างสบายๆ เหมือนตอนอายุ ๗ ขวบ ไม่ได้คิดอะไร ในวันตรัสรู้ธรรม พระองค์ทรงนึกถึงวันนั้น เมื่ออายุ ๗ ขวบ ซึ่งหลักก็คือ เป็นกลางๆ ไม่ตึง ไม่หย่อนเกินไป เพราะฉะนั้นเราก็จับหลักตรงนั้นมาใช้ในการปฏิบัติ คือวางใจสบายๆ นึกถึงบุญเป็นดวงใสๆ ใหม่ๆ เห็นไม่ชัด เราก็ทำความรู้สึกว่ามีดวงใสๆ ใสเหมือนกระจก ใสเหมือนน้ำ ใสเหมือนน้ำแข็งใสเหมือนเพชรที่ต้องแสง หรือใสเหมือนน้ำค้างปลายยอดหญ้าน้ำที่กลิ้งบนใบบัว หรือใสเหมือนดวงดาวในอากาศ ดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ เป็นต้น ค่อยๆ นึกด้วยใจที่เยือกเย็น เราจะมาเอาความใจร้อนที่ใช้ทางโลก มาใช้เวลาปฏิบัติธรรมไม่ได้เลย ต้องใจเย็นๆ ค่อยๆ ประคองไป สบายทุกขั้นตอน การจะเข้าถึงธรรม ต้องมีความสุขทุกขั้นตอน ตั้งแต่เริ่มต้น ก่อนปฏิบัติ กำลังปฏิบัติและหลังจากปฏิบัติ เลิกออกมาแล้วต้องสบายทุกขั้นตอน ถ้าตอนไหนไม่สบาย แสดงว่าไม่ถูกวิธีแล้ว จะต้องสบายตลอด เพราะฉะนั้น จะนึกถึงดวงบุญใสๆ ก็ต้องนึกอย่างสบายๆ ทำใจให้เบิกบาน ให้แช่มชื่น ค่อยๆ ตรึก ค่อยๆ นึก ค่อยๆ คิดไปเพราะเราไม่ได้นั่งแข่งกับใคร แม้แต่กับตัวของเราเองก็ไม่ได้แข่งแต่เราจะฝึกใจให้หยุดนิ่งๆ อย่างถูกหลักวิชชา ถูกวิธีการ ถ้าเรานึกไม่ออก แสดงว่าจิตหยาบ เพราะตั้งใจมาก หรือไม่เคยนึก เราก็ทำใจนิ่งๆ ในกลางตัว ถ้านิ่งในท้องยังไม่ได้ เรานิ่งตรงไหนก่อนก็ได้ สบายตรงไหน เริ่มต้นจากตรงนั้น นิ่งตรงไหนก่อนก็ได้ อาจจะอยู่ข้างนอกตัว ข้างหน้าเราหรือตามฐานต่างๆ ที่ยังไม่ใช่ ฐานที่ ๗ ตรงนั้นไปก่อนก็ได้ พอเริ่มรู้สึกว่า ตัวไม่อึดอัดแล้ว ไม่คับแคบแล้ว รู้สึกโปร่งๆ โล่งๆ เราก็นิ่งต่อไป พอถูกส่วนเข้าเท่านั้น เดี๋ยวมันลงมาตรงกลางเอง นิ่งแล้วก็จะสบาย ถ้านิ่งแล้วสบาย ขยาย แม้ยังไม่เห็นภาพดวงบุญ ดวงใสๆ ก็ถือว่าเราทำถูกทางแล้ว ถูกหลักวิชชาแล้ว ถ้านิ่งๆ นุ่มๆ ละมุนละไม ตัวมันโปร่ง ไม่อึดอัด ไม่คับแคบ รู้สึกบรรยากาศขยาย ตัวขยายแล้วก็หายไปเลย อย่างนี้ถูกวิธี ก็ให้รักษาหยุดกับนิ่งอย่างนั้นต่อไป อย่าลืมตา อย่าขยับตัว แล้วก็ไม่ต้องกลัวอะไร นิ่งๆ พอรู้สึกตัวหายไปยิ่งดี ตัวหาย ตัวเบา ตัวลอย เหล่านี้ เป็นต้น นั่นถูกวิธีแล้ว ให้นิ่งต่อไป หรือบางทีรู้สึกตัวยืดสูงขึ้น หรือตัวขยาย ตัวย่อ หล่นจากที่สูง เป็นต้น ถูกหลักวิชชาแล้ว ให้นิ่งต่อไป อย่าลืมตา อย่าขยับตัว อย่ากลัวอะไร และไม่ต้องใช้ความคิดสงสัย วิเคราะห์วิจัย วิจารณ์ประสบการณ์ว่า เอ๊ะ! นี่เป็นอย่างนั้น มีคำถามขึ้นในใจ อย่าให้เกิดขึ้นนะ นิ่งเฉยๆ โดยไม่ต้องคิด นิ่งอย่างเดียว ถ้าแสงสว่างเกิดขึ้น แสดงว่าถูกต้อง ไม่ว่าแสงนั้นจะขยายกระจายไปทั่วก็ตาม หรือเป็นแสงเล็กๆ แวบผ่านทางหัวตาก็มี ซ้าย ขวา หน้า หลัง ก็มี เราก็นิ่งอย่างเดียว ไม่ต้องไปชำเลืองดู นิ่งเฉยๆ ณ จุดที่นิ่ง นิ่งตรงไหนก็นิ่งตรงนั้น ไม่ต้องไปชำเลืองดู นั่นถูกหลักวิชชาแล้ว นิ่ง นุ่มๆ ละมุนละไม สบ๊าย สบาย อย่างนี้นะ เดี๋ยวจะถูกส่วนเอง พอถูกส่วนก็จะตกศูนย์วูบลงไปเลย พอวูบลงไปเดี๋ยวดวงธรรมเบื้องต้นก็จะลอยขึ้นมาที่ฐานที่ ๗ ตอนนี้แหละเราจะเห็นฐานที่ ๗ ได้ชัดเจนแจ่มใส อ๋อ ฐานที่ ๗ ที่ได้ยินได้ฟังบ่อยๆ อยู่ตรงนี้ มีลักษณะอย่างนี้ แล้วดวงก็จะใส ใสมาก ใสแล้วก็สว่าง ความสว่างกับความใสก็มาพร้อมกัน เป็นขั้นตอนอย่างนี้ พอถึงตรงนี้ก็ง่ายแล้ว พอได้ดวงปฐมมรรค หรือดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐานตรงนี้ง่ายแล้ว เพราะว่าใจนิ่งไปในระดับหนึ่งเป็นอัปปนาสมาธิแล้ว ผ่านวิตก วิจาร ปีติ สุข เข้าถึงเอกัคคตา นิ่ง อุเบกขาความบริสุทธิ์ ความสุขมาพร้อมๆ กันเลย แต่เป็นความสุขที่ละเอียด สุกใส สว่าง สบาย ใจก็จะนิ่งในนิ่ง แน่นในแน่นเข้าไปเรื่อยๆ เดี๋ยวก็เข้าไปถึงของจริงที่มีอยู่ภายใน ๑๘ กาย ซึ่งเป็นแผนผังของชีวิต ติดมาตั้งแต่ปฐมชาติที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ ถูกพญามารเขาบดบังทำให้ไม่รู้เรื่อง เราก็จะเข้าถึงได้เมื่อใจหยุดนิ่งได้สนิทนะ คืนนี้ก็เช่นเคย ใครเหนื่อย ใครง่วง ใครเพลีย ก็ปล่อยให้หลับไปสักแวบหนึ่ง สดชื่น ตื่นขึ้นมาก็ทำความเพียรต่อ ใครเมื่อยก็ขยับ คันก็เกา ฟุ้งก็ลืมตา แล้วก็เริ่มต้นว่ากันใหม่ ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงยุทธวิธีกันอย่างนี้นะ ให้ลูกทุกคนสมหวังดังใจในการเข้าถึงพระรัตนตรัยในตัวคืนนี้ทุกๆ คนนะลูกนะ ต่างคนต่างนั่งกันไปเงียบๆ นะ สาธุชน : บ้านแก้วเรือนทองของคุณยายอาจารย์ฯ : ๑๙.๐๐ - ๒๑.๐๐ น. หลวงพ่อธัมมชโย แก้ฟุ้ง แก้ตึง วันศุกร์ที่ ๖ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๕ เมื่อเราบูชาพระรัตนตรัยกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว ต่อจากนี้ไปตั้งใจให้แน่แน่วมุ่งตรงต่อหนทางพระนิพพานกันทุกๆ คนนะ ให้นั่งขัดสมาธิ โดยเอาขาขวาทับขาซ้าย มือขวาทับมือซ้าย ให้นิ้วชี้ของมือข้างขวาจรดนิ้วหัวแม่มือข้างซ้าย วางไว้บนหน้าตักพอ สบายๆ ส่วนใครนั่งท่านี้ไม่ถนัด ก็ไม่เป็นไร ให้นั่งท่าที่สบายนะ หลับตาของเราเบาๆ ค่อนลูก พอสบายๆ คล้ายๆ กับตอนที่เราใกล้จะหลับ อย่าไปบีบเปลือกตา อย่ากดลูกนัยน์ตา ทำใจของเราให้เบิกบาน ให้แช่มชื่น ให้สะอาด บริสุทธิ์ผ่องใส ไร้กังวลในทุกสิ่ง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม ให้ปลด ให้ปล่อย ให้วาง ทำใจให้ว่างๆ แล้วก็มาสมมติว่า ภายในร่างกายของเรา ปราศจากอวัยวะ ไม่มีปอด ตับ ม้าม ไต หัวใจ เป็นต้น สมมติให้เป็นที่โล่งๆ ว่างๆ เป็นปล่อง เป็นช่อง เป็นโพรง กลวง ภายใน คล้ายๆ ท่อแก้วท่อเพชรใสๆ แล้วเราก็รวมใจหยุดไปเลยที่ศูนย์กลางกาย ฐานที่ ๗ เหนือสะดือขึ้นมา ๒ นิ้วมือกลางท้องของเรา ถ้าตึงอย่าฝืน อย่าดันทุรัง ส่วนท่านที่ตึงเกร็งเพราะตั้งใจมาก ต้องแก้ไขนะลูกนะ แต่อย่าท้อ อย่าไปนั่งนับวันเวลาว่า เราเหลือเวลาอีกคงไม่นานมั้ง เพราะเราอายุเยอะแล้ว เลยไปเร่งใหญ่ ทั้งๆ ที่ได้ยินได้ฟังคำแนะนำจากหลวงพ่อมาต่อเนื่องทุกคืนบางทีมันก็อดไม่ได้ที่จะตั้งใจมากเกินไป ต้องอดใจให้ได้นะลูกนะ แล้วก็อย่าไปฝืนทำวิธีที่ไม่ถูกต้อง มันจะทำให้เราตึง แล้วก็อย่าท้อใจ ความท้อเป็นอุปสรรคอย่างสำคัญ ยิ่งกว่าความสูงของภูเขาหิมาลัยหรือเขาสิเนรุเสียอีกที่ขวางหนทางการเข้าถึงธรรม เปลี่ยนจากท้อมาทำเรื่อยไป ทำด้วยความเบิกบาน ด้วยใจที่สบายๆ ให้เชื่อหลวงพ่อเถอะว่า แม้มืดตื้อ มืดมิด ก็มีสิทธิ์เข้าถึงธรรมมีสิทธิ์จริงๆ ขอให้เราสบายๆ เริ่ม ณ จุดที่สบาย ตรงไหนก่อนก็ได้ เราเข้าใจเรื่องหลักวิชชาแล้วว่า จะเริ่มจากตรงไหนก่อนก็ได้ แต่ตอนท้ายเมื่อใจนุ่มนวลควรแก่การงานแล้ว ก็ค่อยมาตั้งไว้ที่ฐานที่ ๗ หรือบางทีก็ลงมาเองเลย เพราะฉะนั้นให้เริ่มต้นตรงนี้ คนฟุ้ง ไม่น่าเป็นห่วงเท่าไร เพราะเดี๋ยวก็หายฟุ้ง แต่ตึงเพราะความอยาก หลวงพ่อเป็นห่วง จะไปฝืนดันทุรังทำด้วยวิธีผิดๆ ต้องแก้ไขนะลูกนะ อย่าไปฝืนทำ หรือดันทุรังทำในสิ่งที่ไม่ใช่หลักวิชชา ค่อยๆ ปรับไป ใจเย็นนี่สำคัญนะ ใจเย็นๆ ค่อยๆ ทำ ค่อยเป็น ค่อยไป ค่อยสั่งสมความละเอียด ไม่มีทางลัดอื่นใด นอกจากค่อยๆ ปรับไปเรื่อยๆ ให้นิ่งๆ นุ่มๆ ละมุนละไมเสียก่อน จนกระทั่งเกิดความรู้สึกว่า เออ ตัวเริ่มจะโล่งโปร่งแล้ว เริ่มไม่อึดอัด ไม่ทึบ ไม่เกร็ง รู้สึกว่าเริ่มสบาย แต่มันไม่เห็นอะไรหรอก มันยังมืดอยู่ ยังไม่มีแสงสว่างเกิดขึ้น แม้ฟ้าสางๆ ก็ยังไม่เกิด ก็ช่างมัน ให้นิ่งๆ นะลูกนะ นิ่งๆ ไว้ นุ่มๆ สบายๆ รักษาตรงนั้นไปเรื่อยๆ โดยไม่กำหนดวันเวลา วันคืนจะล่วงไปแค่ไหนก็ช่างมัน อย่าไปกังวลเรากำหนดใจให้นิ่ง อย่าไปกำหนดเวลา มันผิดสูตรนะ ให้นิ่งๆ สบายๆ เดี๋ยวจะได้ เดี๋ยวได้จริงๆ ให้ใจค่อยละเอียดลงไป ละเอียดลงไป จนกระทั่งสักวันหนึ่งเราจะมีความรู้สึกว่า เออ วันนี้เวลาหมดไปเร็วเหลือเกิน เราอยากนั่งต่อ ไม่อยากลืมตาเลย ไม่อยากขยับตัวเลย นั่นแสดงว่าเรานั่งถูกต้องแล้ว ถูกหลักวิชชาแล้วจำวิธีการให้ดีว่า เริ่มต้นเราทำอย่างไรแล้วมันนิ่งอย่างนี้ ก็ทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ สักวันหนึ่งใจก็จะถึงศูนย์กลางกายเอง และยิ่งเราขยันทำการบ้าน มันจะมืดตื้อมืดมิดจะทึบอย่างไร ก็มีสิทธิ์เข้าถึงธรรมแน่นอน แก้ฟุ้ง ฟุ้งไม่ยาก แก้ง่าย ก็แค่ลืมตาบ้าง หรี่ตาบ้าง ดูดวง ดูองค์พระ เราจะหลับตาลืมตาสักกี่ครั้งก็ได้ ไม่มีใครว่า ไม่ผิดหลักวิชชา อย่าไปฮึดฮัด ให้นั่งสบายๆ อย่าไปหงุดหงิดรำคาญความฟุ้งที่เราไม่ต้องการ ยิ่งรำคาญ จิตจะยิ่งหยาบ ความรำคาญก็จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งเราไม่รำคาญ ความรำคาญก็หมดไป ความเบาสบายก็จะเข้ามาแทนที่ จากฟุ้งมาก ก็จะมาฟุ้งน้อย จากฟุ้งน้อยก็ไม่ฟุ้ง มันจะนิ่งเอง ถ้าฟุ้งแล้วเครียด ตึงแล้วเครียด หลวงพ่อแนะว่า ให้หลับไปเลยดีกว่า นึกว่าเรานั่งหลับพักผ่อนอยู่ในกลาง เพราะมีบางท่านหลับพักผ่อนในกลาง เออ ดี ใจใกล้ศูนย์กลางกายเข้าไปเรื่อยๆ เลย ห่างเซ็นต์ครึ่ง ห่างครึ่งเซ็นต์ บางคนเป็นอย่างนั้นมีหลากหลาย พยายามต่อไปนะ ฝึกหยุดฝึกนิ่งกันไป ไม่ต้องคำนึงถึงมืดหรือสว่าง เห็นภาพหรือไม่เห็นภาพ เราจะฝึกหยุด ฝึกนิ่ง ให้ใจหยุดกับนิ่งอย่างเดียวไปเรื่อยๆ ค่อยเป็นค่อยไป ค่อยสั่งสมเดี๋ยวจะสมหวังดังใจกันทุกคน คืนนี้ก็เช่นเคย ถ้าง่วงก็ปล่อยให้หลับ เมื่อยก็ขยับเบาๆ ฟุ้งก็ลืมตา ดูดวงแก้ว ดูองค์พระ ดูคุณยาย ดูหลวงปู่ พอใจสบายก็ค่อยๆ น้อมไป เอ้า ฟุ้ง ลืมตาขึ้นมาใหม่ สู้กับมัน ให้ลูกทุกคนสมหวังดังใจในการเข้าถึงพระรัตนตรัยในตัวคืนนี้ ต่างคนต่างนั่งกันไปเงียบๆ นะ สาธุชน : บ้านแก้วเรือนทองของคุณยายอาจารย์ฯ : ๑๙.๐๐ - ๒๑.๐๐ น. หลวงพ่อธัมมชโย แก้กดลูกนัยน์ตา วันพุธที่ ๑๘ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๕ (เมื่อเราบูชาพระรัตนตรัยกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว ต่อจากนี้ไปตั้งใจ ให้แน่แน่ว มุ่งตรงต่อหนทางพระนิพพานกันทุกๆ คนนะ ……………….) แก้กดลูกนัยน์ตา ...ทีนี้มีข้อสังเกตอยู่อย่างหนึ่ง สำหรับคนที่มักจะตึง มักจะกดลูกนัยน์ตาไปกลางท้อง แล้วทำจนเคยชินติดต่อกันมาเป็น ๑๐ ปี ๒๐ ปี พอนึกอย่างนี้ทีไร อึดอัดทุกที ก็อย่ากังวลนะลูกนะ ทำใจให้ใส หลวงพ่อก็ยังยืนยันว่า แม้มืดตื้อมืดมิดก็มีสิทธิ์เข้าถึงธรรม แม้จะตึง จะเครียด จะเกร็ง ก็มีสิทธิ์เข้าถึงธรรมเหมือนกัน ให้สังเกตว่า เปลือกตามันหนักไหม จำนะ ใครที่กดลูกนัยน์ตาดู ถ้าไม่หนัก แม้ยังมืดอยู่ก็ตาม นั่นแหละถูกวิธีแล้ว แต่ถ้าหนัก แสดงว่าเรากดลูกนัยน์ตาไปดูแล้ว แม้จะนิ่ง แต่ว่านิ่งแบบไม่ถูกวิธี นิ่งแบบก้อนอิฐก้อนหินอย่างนั้นไม่ใช่นะ ต้องรีบแก้ไข ลืมตาใหม่ พอเราลืมตาแล้ว รู้สึก เออ กล้ามเนื้อมันกลับคืนสภาพ ก็ค่อยๆ หรี่ตาลงมา ในระดับที่ไม่หนักเปลือกตา ภาพรวมคือไม่หนักลูกนัยน์ตา ถ้าไม่หนักเปลือกตา ไม่หนักลูกนัยน์ตา ระบบประสาทกล้ามเนื้อมันจะคลี่ แล้วก็คลายตัวออก มันจะผ่อนคลาย คลายไปเลย นิ้วไม่กระดก ไหล่ก็ไม่ยกท้องก็ไม่เกร็งให้รักษาความรู้สึก หรือสภาวะนี้ต่อไป แม้ยังมืดตื้อ มืดมิดก็ตาม ให้รักษาสภาวะนี้ให้ดี แล้วก็นิ่งเฉยๆ อย่างนี้เรื่อยไปเลยโดยไม่คำนึงถึงว่า อะไรจะเกิดขึ้น ให้นิ่งอย่างเดียว จะภาวนาสัมมาอะระหัง ประคองไปด้วยก็ได้ หรือจะไม่ภาวนา ก็ไม่เป็นไรถ้าตึงอีก ลืมตาใหม่ แล้วค่อยๆ หรี่ตา เราต้องพร้อมเสมอที่จะเริ่มต้นใหม่อย่างถูกต้องนะ ก็จะช่วยแก้ไขได้ เพราะฉะนั้น ให้หมั่นสังเกตดู ของใครก็ของคนนั้น ดูตัวเราให้ดี วางเบาๆ สบายๆ นิ่งๆ นุ่มๆ ละมุนละไม ให้ใจใสๆ เยือกเย็นเอาไว้ ถ้าหลวงพ่อยังอยู่ล่ะก็ ไม่ต้องกลัว จะต้องเข้าถึงธรรมกันทุกคนนั่นแหละ ขอให้มีความเพียร อย่าเกียจคร้าน แล้วก็ทำให้สม่ำเสมอทุกวัน ให้ถูกหลักวิชชา มีสติ มีความสบาย มีความสม่ำเสมอ แล้วก็หมั่นสังเกตดู หลังจากเราเลิกนั่งแล้วมาทบทวนวันนี้เมื่อกี้นี้ เรานั่งถูกหลักวิชชาไหม เพราะว่าผลออกมา มันยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลย สังเกตแล้วก็ปรับปรุงวิธีการใหม่ นึกทบทวนที่หลวงพ่อแนะนำเอาไว้ที่ผ่านมาตั้งเยอะแยะมีอะไรบ้าง เราก็ทดลองทำไป ฝึกไปเรื่อยๆ นะลูกนะ อย่าท้อ สักวันหนึ่งจะต้องสมหวังอย่างแน่นอน และวันนั้นจะดีใจ จะมีปีติใจจะเบิกบานใจ คืนนี้ก็เหมือนกับทุกคืน ใครเหนื่อย ใครเพลีย ใครง่วง ใครมักตึง มักกดลูกนัยน์ตา ถ้าแก้ไขวิธีอย่างนั้นไม่ได้ ก็ปล่อยให้หลับไปเลยในกลางกายของเรา หลับแบบผู้มีปัญญา หลับแล้วต้องได้บุญด้วย ใจต้องใสด้วย ถ้าเมื่อยก็ขยับเนื้อขยับตัวเบาๆ อย่าให้กระทบกระเทือนคนข้างๆ นะลูกนะ ถ้าฟุ้งหยาบก็ลืมตา มาดูดวงแก้วใสๆ ดูองค์พระใสๆ ดูหลวงปู่ ดูคุณยาย พอใจสบายๆ เราก็ค่อยๆ หรี่ตาลง ถ้าหากว่าฟุ้งละเอียด คือความฟุ้งที่เราสามารถควบคุมได้ ฟุ้งอย่างนี้สบาย ทำเฉยๆ รู้แล้วไม่ชี้ หยุดกับนิ่งอย่างเดียว จะมีความคิดผ่านเข้ามา เดี๋ยวมันก็ผ่านไป พอเราไม่สนใจก็จะเลือนหายไปเลยหายไปตอนไหนเราก็ไม่รู้ ใจก็จะนิ่ง เราก็รักษาความหยุดกับนิ่งที่นุ่มๆ ละมุนละไมอย่างนั้นเรื่อยไปเลย แล้วมันจะถูกส่วนไปเอง พอถูกส่วนก็ตกศูนย์วูบลงไป ฐานที่ ๖ แล้วก็จะไปยกเอาดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์หยาบ ลอยขึ้นมาที่ฐานที่ ๗ เพราะฉะนั้นภาพที่เราจะเห็นก็จะเห็นเป็นดวงใสๆ ลอยขึ้นมา หลังจากนั้นการเดินทางเข้าไปสู่ภายในก็จะเกิดขึ้น ให้ลูกทุกคนสมหวังดังใจในการเข้าถึงพระรัตนตรัยในตัวทุกๆ คนนะลูกนะ ต่างคนต่างทำไปเงียบๆ นะ สาธุชน : บ้านแก้วเรือนทองของคุณยายอาจารย์ฯ : ๑๙.๐๐ - ๒๑.๐๐ น. หลวงพ่อธัมมชโย Set Zero วันศุกร์ที่ ๔ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๙ หาจุดสบายให้เจอ ผ่อนคลายทุกส่วนของร่างกายของเรานะ ทั้งเนื้อทั้งตัวให้รู้สึกสบาย ต้องสบาย แล้วก็ทิ้งทุกอย่าง ปล่อยวางทุกสิ่ง นิ่งอย่างเดียว อย่าให้ใจไปเกาะ ไปเกี่ยว ไปเหนี่ยว ไปรั้งเรื่องอะไรนะ ทำใจใสๆ ใจสบายๆ จุดสบาย คือ จุดที่เรานั่งแล้ว เราไม่อยากเลิก อยากอยู่กับอารมณ์นี้ไปนานๆ โดยไม่อิ่ม ไม่เบื่อ สบายตรงไหนเอาตรงนั้นไปก่อน เพราะเรารู้ว่า จุดสุดท้ายจะต้องมาอยู่ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ เพราะฉะนั้นสบายตรงไหนเอาตรงนั้นไปก่อน ถ้าเราหาจุดสบายเจอ จะทำให้มีอารมณ์อยากนั่งไปนานๆ อยากให้ใจเราอยู่กับเนื้อกับตัว ไม่อยากคิดเรื่องอะไรเลยอยากอยู่กับตัวเอง เพราะฉะนั้นสบายตรงไหนก็เอาตรงนั้นก่อนอาจจะอยู่ส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายของเรา เช่น ข้างหน้าเราหรือภายในตัวของเราตามฐานต่างๆ ที่เราคุ้นเคย สบายตรงไหนเอาตรงนั้นไปก่อน นี่เป็นเรื่องที่สำคัญนะ เพื่อให้ใจของเราพร้อมที่จะนึกถึงดวงใสๆ หรือองค์พระใสๆ ที่กลางกาย ถ้าเรายังไม่พร้อมแล้วไปนึก มันจะตึง จะเกร็งจะเบื่อ จะนั่งได้ไม่นานเท่าไร แต่ถ้าเรามีความพร้อมเพราะเราได้อารมณ์สบาย มันก็อยากจะนึกถึงดวงหรือองค์พระ หรือพระเดชพระคุณหลวงปู่อยู่ที่กลางกาย มีอารมณ์อยากจะนึก เพราะฉะนั้นอย่าฟังผ่าน อย่ามองข้ามไปนะ ที่เราเสียเวลาไปนานๆ เพราะเราหาตรงนี้กันไม่เจอ ใจยังไม่พร้อมเลย จะน้อมไว้ตรงกลางเลย หรือนึกภาพเลย มันจะตึงจนกระทั่งเร่งจนคุ้นลุ้นจนเคยนั่นแหละ ดูความพร้อมของเราก่อน ถ้าเราได้อารมณ์สบายจริงๆ แล้วความพร้อมก็จะเกิดขึ้นถึงตอนนี้จะนึกน้อมอะไรก็ง่าย ฉันทะก็จะเกิดขึ้น สติสบายก็จะเกิดขึ้นอย่างง่ายๆ และอย่างสม่ำเสมอเอง อารมณ์สบาย อารมณ์สบาย คือ ทางสายกลางนั่นเอง ที่ไม่ใช่สายตึงหรือสายหย่อน สายตึง คือ มีสติเพ่งเกินไป สายหย่อน คือ สบายเกินไป จนผล็อยหลับ หรือฟุ้งไปคิดเรื่องอื่น ถ้าสบายจริงๆ ใจจะนิ่งๆ นุ่มๆ และอยู่กับเราได้นานๆ อีกทั้งเราพึงพอใจและชอบอารมณ์นี้ พอเราได้อารมณ์นี้ อะไรมันก็ง่ายหมดแล้ว พอใจสบาย บุญเก่าก็จะได้ช่องส่งผลเข้ามาภายในตัวเราได้ แสงสว่างก็จะได้ช่องเข้ามาภายใน ความสุขก็จะได้ช่องเข้ามา ความบริสุทธิ์ก็จะได้ช่องเข้ามา ธรรมะก็ได้ช่องเข้ามาไม่ว่าจะเป็นดวงใสๆ กายภายใน หรือองค์พระจะได้ช่องเข้ามาตอนที่เราสบาย เพราะฉะนั้นต้องหมั่นฝึกตรงนี้ให้คุ้นเคยและจนชิน จนเรายอมรับว่า นี่คืออารมณ์สบายที่เหมาะสำหรับเราและหลังจากนั้นก็ฝึกซ้ำๆ ไปเรื่อยๆ หมั่นสังเกตว่า ทำอย่างไรเราถึงจะได้อารมณ์นี้ เราเผลอไปทำอย่างไร อารมณ์นี้ถึงหลุดจากใจของเรา สังเกตแล้วเราก็ ปรับปรุงแก้ไข พร้อมจะเริ่มต้นใหม่อย่างง่ายๆ Set Zero ใหม่ อย่างง่ายๆ ณ จุดสบาย ไม่ว่าจะนอกตัว ในตัว หรือกลางตัว อีกทั้งทุกวัน ทุกคืน จะต้องหมั่นถามตัวเองอยู่เสมอว่า ตอนนี้ใจเราอยู่ที่ไหน ไกลตัว ใกล้ตัว หรือกลางตัว เมื่อเราตอบได้ว่า ใจเราอยู่ตรงไหน แล้วก็ปรับให้เข้าสู่สภาวะอารมณ์สบายดังกล่าว เดี๋ยวใจก็จะกลับเข้ามาสู่จุดที่ตั้งดั้งเดิมที่ถูกหลักวิชชา ที่จะทำให้ทุกสิ่งดังกล่าวได้ช่องเข้ามา ตั้งแต่ความสุข ความบริสุทธิ์ความสว่าง ดวงใส กายใส องค์พระใส จะได้ช่องเข้ามาในตอนนี้ แล้วลูกจะมีปีติสุขหล่อเลี้ยงใจ อิ่มอกอิ่มใจเบิกบานใจ จะอยู่เป็นสุขในองค์กร จะสร้างบารมีอย่างมีความสุข สนุกต่อการสร้างบารมี ไม่ว่าเราจะมีภารกิจที่เราได้รับมอบหมายภารกิจอะไรก็ตาม เราจะมีอารมณ์ดี มีดวงปัญญา มีวิธีการที่อยากจะทำสิ่งนั้นให้บรรลุเป้าหมายอย่างมีความสุขในทุกๆ ภารกิจ ภารกิจกับจิตใจจะไปด้วยกันอย่างเป็นไปตามธรรมชาติ เหมือนเราหายใจเข้าออกโดยที่เราไม่ต้องนึกถึงได้อย่างง่ายๆ สบายๆ วันเวลาได้กลืนกินความแข็งแรงร่างกายของลูกๆ ไปหมดทุกคน รวมทั้งของหลวงพ่อด้วย เพราะฉะนั้นวันเวลาที่เหลืออยู่นี้ จะต้องหาจุดสบายให้เจอ เพื่อนั่งเข้าไปสู่ธรรมะภายใน แล้วเราก็จะสามารถศึกษาวิชชาธรรมกายได้ทั้งองค์กรอย่างที่เราได้ตั้งใจไว้ด้วยดี ตั้งแต่วันแรกที่เราทิ้งทุกอย่าง วางทุกสิ่ง วิ่งเข้าวัดมาสร้างบารมี ทุกๆ ภารกิจลูกก็จะทำอย่างมีความสุขและสนุกสนานบุญบันเทิง ประกอบไปด้วยสติ ปัญญา มีความสุขสดชื่นตลอด ปีติและภาคภูมิใจในทุกสิ่งที่เราได้ทำ สมาชิกภายในองค์กร : ห้องแก้วสารพัดนึก : ๑๓.๓๐ - ๑๔.๓๐ น. หลวงพ่อธัมมชโย สติ สบาย อีกทั้ง สม่ำเสมอ คือทแกล้วสามเกลอ ทหารแก้ว หากทำอย่างนี้เจอ ธรรมแน่ จิตพร่างสว่างแพร้ว มั่นแล้วกลางกาย ตะวันธรรม กายสบาย ใจสบาย บุญเก่าก็ได้ช่อง จันทร์ที่ ๒๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๘ หลับตาเป็น จะเห็นภาพภายใน หลับตาเบาๆ พอสบายๆ ต้องสบาย อย่ามองข้ามการหลับตานะ ถ้าเราหลับตาเป็น เดี๋ยวจะเห็นภาพภายในได้ง่ายหลับตาพอสบายๆ อย่าไปบีบเปลือกตา อย่ากดลูกนัยน์ตา ปรือๆ นิดๆ พอสบายๆ สบายแค่ไหน เราก็เอาแค่นั้น ปรับกายใจให้สบาย ผ่อนคลายทุกส่วนของร่างกายทั้งเนื้อทั้งตัวให้สบาย ต้องสบายๆ ตรงไหนไม่สบาย เราก็ขยับให้เลือดลมในตัวของเราเดินได้สะดวก หาจุดสบายให้เจอทั้งกายและใจ สบายตรงไหนก็เอาตรงนั้นไปก่อน ที่สบายทั้งร่างกายและจิตใจ ใจจะสบายได้ ต้องไม่เกาะ ไม่เกี่ยว ไม่เหนี่ยว ไม่รั้งเรื่องอะไรเลย ไม่มีความอยากได้ อยากเห็น อยากมีอะไรทั้งสิ้นเฉยๆ นิ่งๆ เกลี้ยงๆ ต้องสบายนะ สบายตรงไหนเอาตรงนั้นไปก่อน จะไกลตัว ใกล้ตัว หรือกลางตัวก็ตามที่รู้สึกสบาย พอไม่สบายตอนช่วงไหน ทิ้งไปเลย ให้พร้อมที่จะเริ่มต้นใหม่อย่างง่ายๆ อย่าไปเสียดายสิ่งที่เราทำได้ดีมาก่อนหน้านี้ ให้เริ่มต้นใหม่อย่างง่ายๆ ตรงจุดที่สบาย เป้าหมายสุดท้ายของเรา คือ ศูนย์กลางกาย ฐานที่ ๗ เพราะฉะนั้นสบายตรงไหนเอาตรงนั้นก่อน เดี๋ยวมันก็จะค่อยๆ สบายเพิ่มขึ้นๆ จนกระทั่งตอนสุดท้ายมันจะไปลงที่ศูนย์กลางกาย ฐานที่ ๗ ไปเองเลย กายสบายใจสบาย บุญเก่าก็ได้ช่อง ลูกทุกรูปมีบุญเก่ามาก ถ้ามีบุญน้อยมาบวชรุ่นนี้ไม่ได้ บุญที่เคยบวช เคยปฏิบัติธรรม เคยเข้าถึงธรรม มีผังนี้อยู่ แต่คอยจังหวะที่กายสบาย ใจสบาย บุญนี้ก็จะได้ช่องส่งผล ให้ใจลูกหยุดนิ่งดิ่งเข้าไปสู่ภายใน วื้ดจึ๊กลงไปอย่างง่ายๆ แล้วก็จะเข้าถึงธรรมภายในได้ เพราะเคยเข้าถึงมาก่อน แต่เราลืมไปแล้ว เรานึกไม่ออก แล้วก็ไม่เคยจะนึกมาก่อน บุญนี้มีอยู่ จึงทำให้เราได้มาบวช มาฝึกตน ทนหิว บำเพ็ญตบะ เป็นพระแท้ อยู่ครบพรรษา อยู่รับกฐิน เดินธุดงค์ไปพัฒนาวัดร้างเป็นวัดรุ่ง กระทั่งมาสู่โครงการกองพันเนื้อนาบุญที่จะไปเดินธรรมยาตรา กตัญญูบูชาพระผู้ปราบมาร มหาปูชนียาจารย์ เพราะฉะนั้นบุญเก่าแม้มี แต่ต้องได้ช่องส่งผล จะส่งผลได้ ต่อเมื่อกายสบายและใจสบาย ๔ ส. ต้องมีสติ สบาย อย่างสม่ำเสมอ ทั้งนั่ง นอน ยืน เดินแล้วก็หมั่นสังเกตอารมณ์ สังเกตใจของเรา วันไหนที่นั่งได้ดี เพราะใจเราใส ใจเราสบาย ใจเราเป็นบุญ เป็นกุศล อารมณ์ไม่อยาก ไม่ขุ่นมัว ให้สังเกต แล้วเราก็ ปรับตรงนั้น ทั้งอารมณ์แล้วก็ใจของเราจนกระทั่งมีความพร้อม พอมีความพร้อมใจก็จะหยุดนิ่งอย่างง่ายๆ ให้สังเกตให้ดี ถ้ารักที่จะเข้าถึงธรรมต้องหมั่นสังเกต ไม่สังเกตไม่ได้ เช่น สมมติว่า เรานั่งไปแล้วมีความสุข เราก็นิ่งไปเรื่อยๆ แต่มีบางช่วงความสุขนั้นลดลง หรือความสบายกายสบายใจลดลง แม้เราทำต่อไป มันก็ลดลงไปอีก เราก็ต้องสังเกตดูเพราะอะไร แล้วให้เริ่มต้นใหม่ หาจุดที่สบายใหม่ทั้งกายและใจ ทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ เดี๋ยวจะสมความปรารถนา บุญเก่าได้ช่อง ใจก็จะหยุดนิ่งได้ง่าย ตัวก็จะโปร่ง โล่ง เบา สบาย จะขยาย จะยืด จะย่อ จะหด หรือว่าหล่นตกจากที่สูงบ้าง มันก็เป็นไปเอง หรือเห็นภาพภายในต่างๆ ก็ปรากฏเกิดขึ้นเองได้อย่างง่ายๆ เพราะฉะนั้นปรับตรงนี้นะ ปรับกาย ปรับใจให้สบาย ให้ใจใสๆ ใจเย็นๆ ถ้าเราถนัดหรือชอบนึกภาพไปด้วย รู้สึกจะทำให้ใจอยู่กับเนื้อกับตัวได้ง่าย ก็ให้กำหนดบริกรรมนิมิตที่เราถนัด ที่เราชอบจะเป็นดวง จะเป็นองค์พระ หรือพระเดชพระคุณหลวงปู่ก็ได้ อยู่ในกลางกายอย่างง่ายๆ นึกได้แค่ไหน ก็เอาแค่นั้นไปก่อน อย่าไปเร่งอย่างผิดวิธี คือ พยายามไปบีบ ไปเค้น ไปเน้นอย่างนั้นไม่ใช่นะ มีให้ดูแค่ไหน นึกได้แค่ไหนเราก็เอาแค่นั้นไปก่อน นึกได้รัวๆ รางๆ ก็รัวๆ รางๆ ไปก่อน ชัดขึ้นมา ๕ เปอร์เซ็นต์ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ก็รักษาใจอย่างนั้นไปเรื่อยๆ ถ้าเราถนัดอย่างนี้ก็นึกอย่างนี้นะ ถ้าภาพมันเกิดขึ้นมาเอง จะเป็นดวง เป็นกาย เป็นองค์พระ เป็นพระเดชพระคุณหลวงปู่ หรือภาพอะไรก็ตาม มีให้ดูแค่ไหน ดูแค่นั้นไปก่อน ตามใจท่านไปก่อน เดี๋ยวท่านก็จะตามใจเราบ้าง เช่น เราเห็นองค์พระ ๕ เปอร์เซ็นต์ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ เราก็ดูไปเรื่อยๆ แค่นั้น ตามใจท่าน ท่านให้ดูแค่ ๕ เปอร์เซ็นต์ เราก็ดู ๕ เปอร์เซ็นต์ ท่านให้เห็น ๑๐ เปอร์เซ็นต์ เราก็ดู ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ๒๐, ๓๐, ๔๐, ๕๐ เราก็ดูไปเรื่อยๆ ตามใจท่าน พอเราทำอย่างนี้บ่อยๆ ซ้ำๆ เดี๋ยวท่านก็จะตามใจเรา คือความปรารถนาของเราอยากเห็นท่านชัดใสแจ่ม ท่านก็จะชัดใสแจ่มให้ เมื่อใจเราพร้อมอย่างนี้นะ ต้องทำให้ถูกใจท่าน เดี๋ยวท่านก็จะทำให้ถูกใจเรา เพราะฉะนั้นมีให้ดูแค่ไหนก็ดูแค่นั้น ไปก่อนอย่างสบายๆ ต้องสบายนะลูกนะ ต้องสบาย มีความมืดให้ดูก็ต้องดูความมืดไปอย่างสบายๆ ใหม่ๆ ก็อาจจะมืดมาก ต่อมาก็มืดม่วงขึ้นมา ลดลง แล้วก็ค่อยๆ มืดน้อยลง กระทั่งสลัวๆ อย่างนี้ ก็มีนะ เราก็ดูไปเรื่อยๆ มืดมาเราก็ดูไป พอใจนิ่งนุ่มเบาสบายถูกส่วน ความสว่างก็จะมาแทนที่ มีให้ดูแค่แสงสว่างเหมือนฟ้าสางๆ เหมือนตอนรุ่งอรุณ เราก็ดูไปเรื่อยๆ เดี๋ยวก็จะแจ้งขึ้น สว่างขึ้นไปเรื่อยๆ ต้องทำให้ง่ายๆ อย่างนี้ ถ้าเราทำได้วันนี้เราก็เข้าถึงวันนี้ ถ้าเราทำอย่างถูกหลักวิชชา ฝึกให้หนักอย่างถูกหลักวิชชา ทั้งนั่ง นอน ยืน เดิน เดี๋ยวก็สมปรารถนา ถ้าใครชอบภาวนา สัมมาอะระหัง ไปด้วย เราก็ภาวนาไป ชอบอย่างไหนเอาอย่างนั้น ที่ทำให้เราสบายกายสบายใจนะอย่างนี้ให้ต่อเนื่องไปเรื่อยๆ ให้ใจใสๆ ใจเย็นๆ ต่างคนต่างนั่งกันไปเงียบๆ กันไปนะ พระภิกษุธรรมยาตรา ปี พ.ศ. ๒๕๕๘ : ห้องแก้วสารพัดนึก : ๑๓.๓๐ - ๑๔.๓๐ น. หลวงพ่อธัมมชโย ภาวิตา พหุลีกตา วันจันทร์ที่ ๖ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๕ หลับตาเบาๆ พอสบายๆ ผ่อนคลายทุกส่วนของร่างกาย ทั้งเนื้อทั้งตัวให้รู้สึกสบาย ขยับเนื้อขยับตัวให้ดีนะ ต้องผ่อนคลาย ต้องสบายๆ แล้วก็ทำใจให้ใสๆ ใจเย็นๆ ทิ้งทุกอย่าง ปล่อยวางทุกสิ่ง และก็รวมใจกลับเข้าไปสู่ภายใน ไปหยุดนิ่งๆ นุ่มๆ เบาๆ สบายๆ ใจแตะตรงกลางไปเบาๆ นิดๆ อย่างสบาย แล้วก็ผ่อนคลาย ให้ใจใสๆ ใจเย็นๆ ถ้าใจเราใสๆ ใจเย็นๆ จะทำให้เราวางใจได้ถูกส่วนที่กลางกายได้อย่างง่ายๆ จะไม่ติดบริเวณลูกนัยน์ตาหรือศีรษะเลย มันจะลงไปในตรงกลางตัวเลยอย่างง่ายๆ แต่ต้องสบาย ต้องผ่อนคลาย ปรือๆ ตานิดหน่อย เหมือนเราชำเลืองดูศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ อย่างง่ายๆ ต้องง่าย ต้องสบาย ต้องผ่อนคลาย ตรงนี้เราต้องทำให้เป็น มันจะกลับตาลปัตรกับงานหยาบที่เราทำ อย่างนั้นต้องใช้ความหยาบ ต้องต่อสู้ ต้องพยายาม แต่ถ้านั่งหลับตาแล้วมันตรงกันข้าม มันต้องง่าย ถ้ายากไม่ใช่ ต้องผ่อนคลาย ต้องสบาย ใจถ้ายังวางลงตรงกลางไม่ได้ก็ต้องเอาความสบายก่อน ผ่อนคลายก่อน สบายตรงไหนเราก็เอาตรงนั้นก่อน เช่น สมมติว่า สบายที่ไหนสักแห่งหนึ่ง เช่น บริเวณเปลือกตาบ้าง จมูกบ้าง ตามฐานต่างๆ เราสบายตรงไหนก็วางตรงนั้นไปก่อน ถ้าเราผ่อนคลาย เราจะลงตรงกลางได้อย่างง่ายๆ แล้วความรู้สึกของเราจะเปลี่ยนไปเลย เวลาใจวางไว้ในกลางกายได้ มันจะหลุดจากหยาบ แม้ตรงกลางกายเรายังไม่เห็นอะไรก็ตาม แต่ถือว่าเป็นรางวัลสำหรับผู้ที่มีความเพียร ทำถูกหลักวิชชา ใจจะกลับเข้าไปสู่ภายในได้อย่างง่ายๆ ให้ไปอยู่ในบริเวณกลางกายในกลางท้องของเราก่อนอย่างง่ายๆ เอาตรงนี้ สำหรับบางคนที่จิตยังหยาบอยู่นะ ภาวิตา พหุลีกตา แต่ถ้าเราคุ้นเคย มันก็ไม่ยาก แต่แม้ทำได้แล้ว ก็ต้องทำซ้ำๆ คำว่า “ภาวิตา พหุลีกตา” ต้องซ้ำๆ บ่อยๆ เนืองๆ ถ้าทำตรงนี้ได้คล่อง เท่ากับเรากำชัยชนะในการที่จะเข้าถึงวิชชาธรรมกาย กำความสำเร็จไว้เลย แค่วางใจไว้ได้ตรงกลาง ทั้งๆที่ยังไม่ได้เห็นอะไรก็ตาม พยายามฝึกตรงนี้ซ้ำๆ แล้วเดี๋ยวจะโล่งเอง มันจะโล่งโปร่ง เบา สบาย ไปตามขั้นตอนของสมาธิ ซึ่งจะทำให้เรารักการปฏิบัติ อยากอยู่กับตัวเอง ไม่อยากเสียเวลาไปในทางที่ไม่เกิดประโยชน์เลย อยากหยุดอยากนิ่งในกลางกาย แม้โล่ง โปร่ง เบา สบาย ก็ต้องทำซ้ำๆ ฝึกซ้ำๆ จนกระทั่งข้างในมันกลวง โล่ง ว่าง ใจก็เพิ่มความละเอียดมากเข้า สบายกายสบายใจเพิ่ม เดี๋ยวความสว่างก็มาเอง หรือไม่ก็ภาพของดวงใสๆ บ้าง องค์พระใสๆ บ้าง ก็จะมาอย่างเลือนราง ทำให้เรามีความรู้สึกว่า มีอยู่ มีดวงใสๆ อยู่กลางกาย มีองค์พระใสๆ อยู่ในกลางกาย แม้ยังไม่ชัดเจนก็ตาม ก็ถือว่าก็เป็นรางวัลสำหรับผู้ที่ทำความเพียรเพิ่มขึ้น แม้เลือนรางอย่างนี้ก็ต้องฝึกซ้ำๆ แล้วก็ต้องทำทุกอิริยาบถ ฝึกซ้ำๆ และเมื่อได้รัวๆ รางๆ แล้ว อย่าไปเน้น อย่าไปเค้นแม้ไม่ได้ดั่งใจ ให้รักษาความพึงพอใจในระดับนั้นเอาไว้ก่อน และก็หมั่นชำเลืองดูในอิริยาบถต่างๆ ที่นอกเหนือจากการนั่ง จากรัวๆ รางๆ ก็จะชัดเพิ่มขึ้นๆ ในระดับที่เรายอมรับว่า การเห็นได้เกิดขึ้นภายใน เช่น ชัดเจนเหมือนเราดึงของออกจากที่สลัวมาอยู่กลางแจ้งนิดๆ กระเถิบออกมาสู่กลางแจ้ง เราก็ดูไปเฉยๆ แม้มีความชัดเพิ่มขึ้นจาก ๕ เปอร์เซ็นต์ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ รักษาความพึงพอใจและใจเย็นเอาไว้ให้ดี เร่งอย่างถูกวิธี คือ พึงพอใจในระดับที่เรามีประสบการณ์ภายใน ในช่วงนั้น ชัดแค่ไหนเอาแค่นั้น แล้วก็ฝึกซ้ำๆ อย่าไปเน้น อย่าไปเค้นภาพ ให้ดูไปอย่างนั้นเรื่อยๆ ทำใจให้สบายๆ เราคงยังรักษาความผ่อนคลายเอาไว้เรื่อยๆ ฝึกซ้ำๆ ความชัดก็จะค่อยๆ เพิ่มขึ้นเอง แม้เพิ่มขึ้นเราก็ต้องยังรักษาความพึงพอใจเอาไว้เท่าที่มีให้ดู ถ้าเราสามารถรักษาใจเย็นๆ อย่างนี้ได้ความชัดจะเกิดขึ้นเอง จากชัดน้อยก็มาชัดมากขึ้นๆ ขึ้นอยู่กับการฝึกฝน ทำบ่อยๆ ควบคู่กับงานหยาบ เพราะเราจะไปคอยความพร้อมว่า ให้งานหยาบเสร็จเสียก่อน อย่างนั้นไม่ได้ต้องควบคู่กันไป พอเราทำซ้ำหนักเข้าๆ ก็จะชัดเพิ่มขึ้น ๗๐ เปอร์เซ็นต์บ้าง ๘๐, ๙๐, ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ แม้ชัด ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ก็ยังต้องทำแบบเดิม คือ ดูเฉยๆ ไม่ว่าจะเป็นดวง เป็นกาย หรือเป็นองค์พระดูเฉยๆ อย่าเพิ่งไปเก็บรายละเอียด เพราะเดี๋ยวเราจะเห็นรายละเอียดเอง ครบหมดเลยมีให้ดูแค่ไหนให้ดูแค่นั้นไปก่อน อย่างสบายๆ และผ่อนคลาย ลูกต้องจำที่แนะนำนะ และก็เอาไปทำให้ได้ด้วย อย่าตกแม้แต่คำเดียวนะ เราต้องพร้อมที่จะเริ่มต้นใหม่เมื่อเราทำผิดวิธี และเริ่มต้นใหม่อย่างสบายๆ อย่างนี้แหละ เดี๋ยวมันก็จะกลับไปสู่สภาวะนั้นได้เอง การทำซ้ำๆ เป็นเรื่องสำคัญมาก จะทำให้เราคล่อง ชำนาญ และใจติดอยู่กับเนื้อกับตัวอยู่ในกลางกาย เดี๋ยวความชัด ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ก็มาพร้อมกับความสุข ความบริสุทธิ์ ความชัดความใส ความสว่าง องค์ประกอบก็จะครบเองคือ จะได้สุขกับเฉยๆ เฉยอย่างมีความสุข คือ ใจนิ่ง นุ่ม เบา สบาย เห็นภาพ มีความสุขจนกระทั่งไม่อยากจะเลิกนั่ง ความชัด ความใส ความสว่าง ความสุข ความบริสุทธิ์ ก็จะมาพร้อมๆ กัน ตอนนี้เราจะสนุกกับการนั่ง เกิดมาชาตินี้มีกำไรแล้ว เรามีที่พึ่งภายใน มีที่ยึดที่เกาะของใจเราแล้ว ที่ทำให้จิตของเราบริสุทธิ์ ธาตุในตัวบริสุทธิ์ พอเราทำซ้ำๆ รายละเอียดก็จะชัดเพิ่มขึ้น ภาพก็จะขยายใหญ่ไปเอง จะเป็นดวง เป็นองค์พระ เป็นอะไรก็แล้วแต่ จะขยายและการเคลื่อนเข้าไปสู่ภายในก็จะเกิดขึ้นเองอย่างง่ายๆ จนกระทั่งมีปีติสุขหล่อเลี้ยงใจ และมีความภาคภูมิใจว่า เราตัดสินใจถูกแล้วที่เราได้ทิ้งทุกอย่างวางทุกสิ่งวิ่งเข้าวัดมาสร้างบารมี ใจจะเป็นใหญ่ในตัว มีความปลื้มอยู่ในตัว มีความรู้สึกเหมือนเราไม่ได้ขาดแคลนอะไรเลย มันอิ่มมันเต็มอยู่ในตัวเลย ลูกฝึกอย่างนี้ซ้ำๆ ให้ใจใสๆ ใจละเอียด ต่างคนต่างนั่งกันไปเงียบๆ นะ สมาชิกภายในองค์กร : ห้องแก้วสารพัดนึก : ๑๓.๓๐ - ๑๔.๓๐ น. หลวงพ่อธัมมชโย นอกรอบให้หมั่นประคองใจ พฤหัสบดีที่ ๑๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๗ นั่งหลับตาเลย หลับตาเบาๆ ผ่อนคลายทั้งเนื้อทั้งตัว ทั้งร่างกาย ทั้งจิตใจให้สบายนะ ต้องสบายนะลูกนะ ฝึกให้ติดเป็นนิสัยเลย ให้สบายทั้งกาย สบายทั้งใจ หาจุดสบายให้เจอว่า ของเราอยู่ตรงไหน เวลาเรานิ่งๆ นุ่มๆ เฉยๆ จุดสบายที่เรารู้สึกว่า มันพอดี ไม่ตึง ไม่หย่อนเกินไป มันอยู่ตรงไหน ที่ทำให้เรามีความรู้สึกพึงพอใจ อยากอยู่กับอารมณ์นี้ไปนานๆ โดยไม่เบื่อหน่ายเลย นั่นแหละคือ จุดสบายนะลูกนะ ต้องหาตรงนี้ให้เจอก่อน ในทุกครั้งที่เรานั่ง ถ้ายังหาจุดสบายไม่ได้ ก็อย่าเพิ่งไปลุยดูดวง ดูองค์พระนะ มันจะตึง ต้องหาให้เจอก่อนว่า สบายทั้งกายและใจอยู่ตรงไหน เอาอารมณ์นี้ให้ได้ก่อน เมื่อเราได้อารมณ์สบายการจะนึกถึงดวงหรือองค์พระก็ง่าย หรือไม่ภาพก็เกิดขึ้นมาเองอย่างง่ายๆ หมั่นตรึกนอกรอบ ถ้านอกรอบเราตรึกมาดี การมานั่งสมาธิในรอบจะยิ่งง่าย ตอนที่เราอยู่นอกรอบ เรานึกถึงดวง นึกถึงองค์พระกลางกาย หรือนึกว่าองค์พระคลุมตัวเราบ้างอยู่ตลอดเวลาในทุกกิจวัตร กิจกรรมต่างๆ จะช่วยให้การนั่งในรอบของเราง่าย แต่ในกรณีที่เรายังนึกถึงดวงหรือองค์พระไม่ออก ก็อย่ากังวลใจนะ อย่าไปเค้น ไปเน้นภาพ อย่าไปกังวลว่า กลัวจะไม่เห็น กลัวจะไม่ได้ กลัวจะไม่ทันใช้ หรือไม่ทันใจหลวงพ่ออะไรต่างๆ เหล่านี้ ลูกอย่าไปคิด อย่าไปกังวลนะลูกนะ ให้อยู่กับอารมณ์สบายนี้ให้นานๆ ช่วยกันสร้างบรรยากาศสัปปายะ “อารมณ์สบาย” นอกจากเราจะทำส่วนตัว แล้ว ยังต้องช่วยกันทำเป็นทีม คือช่วยกันสร้างบรรยากาศที่สบายเป็นสัปปายะ เกื้อกูลกันยิ้มแย้มแจ่มใสให้กัน ให้กำลังใจซึ่งกันและกัน ประคับประคองกันให้บวชอย่างมีความสุข มีความบริสุทธิ์หล่อเลี้ยงใจตลอดเวลา ถ้านอกรอบเราทำได้อย่างนี้ การหาอารมณ์สบายในรอบจะง่าย เพราะธาตุแห่งความบริสุทธิ์ที่จะสร้างอารมณ์สบายเกิดขึ้นกับทุกๆ คน เพราะฉะนั้น เวลามานั่งสมาธิในรอบจะง่าย เพราะใจมีความสุข มีอารมณ์สบายแล้ว จะวางใจแตะกลางกายก็ง่าย จะนึกภาพเป็นดวง เป็นองค์พระก็ง่าย แม้ภาพยังเบลอๆ เราก็ยังสบาย ไม่ทุกข์ร้อนใจ ไม่ไปเร่ง ไปเน้น ไปเค้นภาพ เรายังอยู่กับความสบายได้ แม้ภาพยังไม่ได้ดังที่ใจเราต้องการก็ตาม แค่เบลอๆ หรือเห็นบางส่วนนะ ถ้าลูกมีอารมณ์สบายอย่างนี้ จะทำอะไรก็สำเร็จ เดี๋ยวก็ง่าย การมาบวชในคราวนี้จะสมปรารถนา ได้บวช ๒ ชั้นได้บวชหลายๆ ชั้น เป็นเนื้อนาบุญที่แท้จริง เป็นสายโลหิตแห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่แท้จริง โยมพ่อโยมแม่ก็จะได้บุญกับเราเยอะๆ จากข้อวัตรปฏิบัติของเราตรงนี้ เพราะฉะนั้น อารมณ์สบายต้องมีอยู่กับเราตลอดเวลา แล้วเดี๋ยวจะง่าย เดี๋ยวดวงก็จะชัดขึ้นมาเอง แสงสว่างเกิดขึ้นเอง องค์พระเกิดขึ้นเอง แล้วจะค่อยๆ ชัดขึ้นๆ จนกระทั่งชัดเหมือนเราลืมตาเห็น เห็นวัตถุภายนอกอย่างไร ภายในก็เห็นชัดอย่างนั้น จะชัด จะใส แจ่มกระจ่างที่กลางกาย จะมีความสุข ความบริสุทธิ์บังเกิดขึ้น เมื่อความสุข ความบริสุทธิ์ ความนิ่ง หรือสุขกับเฉยมาด้วยกันเมื่อไร ใจจะเคลื่อนเข้าไปสู่ภายในกลางกายของเราได้เอง ตอนนี้ลูกยังแข็งแรงอยู่ ต้องให้โอกาสตัวของเราฝึกให้เต็มที่ ฝึกหนักอย่างถูกหลักวิชชา ลูกจะมีความสุขในทุกวันทุกคืน ทุกอิริยาบถ จากการมาบวชในคราวนี้ในทุกกิจวัตรกิจกรรม เพราะฉะนั้นลูกประคับประคองใจให้นิ่งๆ นุ่มๆ เบาๆ สบายๆ ให้ใจใสๆ ใจเย็นๆ นะ พระภิกษุธรรมยาตรา ปี พ.ศ. ๒๕๕๗ : ห้องแก้วสารพัดนึก : ๑๓.๓๐ - ๑๔.๓๐ น. หลวงพ่อธัมมชโย ฝึกเป็นผู้ให้ ศุกร์ที่ ๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๗ ปรับร่างกายให้สบายๆ ให้ผ่อนคลาย อย่ามองข้ามเรื่องการปรับร่างกายให้ทุกส่วนสบาย ผ่อนคลายทั้งเนื้อทั้งตัวเลย ถ้ากายสบาย ใจสบาย มันก็ง่ายนิดเดียว ลูกต้องจับหลักตรงนี้ให้ได้ เพราะดวงกับองค์พระ มีอยู่แล้วในตัวของเรา แต่ท่านเป็นของละเอียดเป็นกายละเอียด เราต้องปรับใจของเราให้ละเอียดตามสิ่งที่มีอยู่แล้ว ด้วยการผ่อนคลายทั้งร่างกายและจิตใจ ให้สบายๆ ให้ใสๆ ใจเกลี้ยงๆ ไม่เกาะ ไม่เกี่ยว ไม่เหนี่ยว ไม่รั้งเรื่องอะไรเลย พอใจละเอียดมันก็จะดึงดูดเข้าหากันเข้าไปสู่ภายใน เดี๋ยวเราก็จะเห็นดวง เห็นองค์พระได้อย่างง่ายๆ ดังนั้น ตรงนี้ลูกต้องให้ความสำคัญในการฝึกนะ สำคัญมากๆ เลย ปรับให้สบาย ให้ผ่อนคลาย ให้ใจใสๆ ใจเย็นๆ ฝึกเป็นผู้ให้ ถ้านอกรอบลูกใจใส ใจเย็น พอเรามานั่งในรอบรวมกัน ใจจะรวมลงไปที่กลางกายได้อย่างง่ายๆ เพราะฉะนั้น ลูกต้องฝึกการเป็นผู้ให้ การให้จะทำให้ลูกใจใส ใจสบาย เช่น ให้อภัยทานไม่ถือโทษโกรธเคืองเพื่อนสหธรรมิกที่เขาอาจจะทำอะไร ไม่ถูกหู ถูกตา ถูกใจเรา ฝึกให้อภัยให้รอยยิ้ม จะได้สดชื่นกันไปทั้งทีม ทั้งหมู่คณะให้ถ้อยคำที่เป็นกำลังใจซึ่งกันและกัน ปลูกความรักความสามัคคีกันในหมู่คณะ อย่างนี้เป็นต้น ถ้าให้อย่างนี้บ่อยๆ จะทำให้นอกรอบเราสั่งสมความใสความสบายของกายและใจไปเรื่อยๆ เมื่อหมู่เป็นสุข เราเป็นสุข มันก็จะยกทีมเข้าถึงธรรมกันได้ ต่างต้องคอยเกื้อกูลกัน ประคับประคองกัน ก็จะเป็นบารมีพิเศษ สำหรับตัวเราที่ได้ทำอย่างนี้ บุญนี้ก็จะไปตัดรอนวิบากกรรมวิบากมารที่เราเคยดำเนินชีวิตผิดพลาดที่ผ่านมา โดยเราไม่ได้ศึกษาเรียนรู้เรื่องกฎแห่งกรรม ชีวิตในสังสารวัฏมันอันตราย มันมีกฎแห่งกรรมและกฎต่างๆ บังคับบัญชาเราอยู่ พญามารเขาสอดกิเลสมาบังคับเราให้เราดำเนินชีวิตผิดพลาด แล้วเราก็ไม่รู้ด้วยว่า อย่างนี้ผิดพลาด ผิดพลาดไปแล้วจะเป็นอย่างไร พญามารเขาจะบังคับแล้วปรับคดี เป็นวิบากกรรมติดตัวเราข้ามชาติ ให้เรามีความหมองของใจ เช่น เราดื่มเหล้า เจ้าชู้ เล่นการพนัน หรือฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม พูดปด พูดส่อเสียดให้เขาทะเลาะกัน พูดคำหยาบเพ้อเจ้อ สูบเสพสิ่งเสพติด สิ่งมึนเมา อบายมุขต่างๆ ที่ผ่านมา โดยที่เราก็ไม่รู้มันเป็นโทษ จะถูกเก็บสะสมเอาไว้ เมื่อมีมากเข้าตอนละโลกมันจะพาเราไปอบาย บุญนี้จะได้ไปตัดรอนสิ่งเหล่านั้น จากหนักเป็นเบา เบาเป็นหาย ร้ายกลายเป็นดี ปิดประตูอบาย เปิดประตูสวรรค์ เพราะฉะนั้นต้องสั่งสมบุญพิเศษทั้งนอกรอบและในรอบอย่างนี้เป็นเรื่องที่สำคัญ แต่อย่างไรก็ตาม ณ ช่วงเวลานี้ อดีตที่ผิดพลาดลืมไปให้หมด ลืมไปเลย อย่าไปนึกถึง อย่าให้ใจเราไปเกาะ ไปเกี่ยวไปเหนี่ยว ไปรั้งเรื่องเหล่านี้ ทิ้งไปให้หมดเลย ตอนนี้เราเป็นบรรพชิตแล้ว เป็นสายโลหิตแห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว ต้องตั้งใจฝึกตน ทนหิว บำเพ็ญตบะ เป็นพระแท้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงทำอย่างไร เราก็ทำอย่างนั้น ง่ายและลัดที่สุดก็คือ ณ ช่วงเวลานี้ ลูกสั่งสมความสุขความบริสุทธิ์ภายในให้ได้เยอะๆ ใจที่กระเจิดกระเจิงนำกลับเข้ามาสู่ภายใน ให้อยู่กับเนื้อกับตัว ให้ใจไปหยุดนิ่งๆ นุ่มๆ เบาๆ สบายๆ ที่ศูนย์กลางกาย ฐานที่ ๗ แตะเบาๆ ต้องเบาๆ นะ คือ ใช้ระบบสัมผัส วางใจเบาๆ ณ จุดที่สบาย ที่กลางกาย โดยที่เราไม่ไปเพ่ง ไปจ้องกลางกาย แค่นึกผ่านๆ ว่า ใจเราไปแตะตรงกลางแล้วอย่างสบาย ถ้าเราสามารถนึกดวง หรือองค์พระได้ จะแค่ภาพเบลอๆ ก็ไม่เป็นไรนะ เราก็นึกไป แต่ถ้ายังนึกไม่ได้ก็ให้อยู่จุดที่สบายก่อน คำว่า จุดสบายนี้ อาจจะอยู่ตรงไหนก่อนก็ได้ อาจจะอยู่นอกตัวเรา เช่น ที่ข้างหน้าเรา บนศีรษะเรา รู้สึกตรงนั้นสบาย เราก็นิ่งๆ ตรงนั้นไปก่อน พอสบายจริงๆ ใจใสจริงๆ เดี๋ยวมันจะเคลื่อนลงมาเอง เพราะเรารู้เป้าหมายเราอยู่ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ แล้ว ถ้าสมมติว่า มันตึงเกินไป อดตั้งใจไม่ได้ มันหลุดจากความสบาย เราต้องพร้อมที่จะมาเริ่มต้นใหม่ อย่าไปเสียดายจุดนั้นนะ นึกถึงความสบายใหม่ หาจุดสบายใหม่ แล้วก็ค่อยๆ ประคองจนกระทั่งมันมารวมลงอยู่ที่ศูนย์กลางกาย ฐานที่ ๗ อย่างง่ายๆ อย่างสบายๆ ใจใสๆ ใจเย็นๆ แตะไปตรงนั้นนะ จะประคองใจให้หยุดนิ่งด้วยบริกรรมภาวนา สัมมาอะระหัง ไปด้วยก็ได้ หรือใครอยากจะวางใจเฉยๆ โดยไม่ภาวนาก็ได้ เราถนัดแบบไหนก็เอาแบบนั้นไปก่อน เพราะตอนสุดท้ายมันก็ต้องทิ้งคำภาวนาไปเอง เมื่อใจมันหยุดนิ่ง นุ่ม เบา สบาย พอสบายมันจะเคลื่อนเข้าไปสู่ภายใน ซึ่งเป็นที่โล่งกว้างเหมือนกลางอวกาศ ก็ค่อยๆ เคลื่อนเข้าไปอย่างง่ายๆ แล้วความเบากายเบาใจก็จะเกิดขึ้น ความสุขจะเกิดขึ้นทีละน้อยๆ ซึ่งเราก็ต้องใจเย็นๆ ค่อยๆ ประคับประคองไปเรื่อยๆ จนกระทั่งมันหยุดนิ่งเอง แสงสว่างเกิดขึ้น บ้างก็เห็นดวงใสๆ หรือองค์พระใสๆ ประคองไปอย่างนี้นะ โดยไม่ทิ้งหลักของคำว่า “สบาย” สบายทั้งกาย สบายทั้งใจ หาจุดตรงนี้ให้ได้ ถ้าตรงนี้ ได้ก็ง่าย ง่ายมากๆ เลย สมมติภาพเบลอ เราก็อยู่ตรงนั้นไปก่อน ทำใจเย็นๆ อย่าไปเค้นภาพ อย่าไปเน้นให้ภาพมันชัดนะ มีให้ดูแค่ไหนเอาแค่นั้น ไปก่อน ดูอย่างสบายๆ แล้วใจใสๆ ใจเย็นๆ เดี๋ยวจากภาพเบลอๆ มันจะค่อยๆ ชัดขึ้นมาเอง แต่ถ้าเราเผลอ อดไปเน้นไม่ได้ ไปเพ่ง ไปจ้อง ทำให้มันตึง ตึงกายตึงใจ ถ้าอย่างนี้เราทิ้งไปเลย อย่าไปเสียดาย แล้วมาเริ่มต้นหาจุดสบายใหม่ ทำอย่างนี้ซ้ำๆ หลายๆ ครั้ง อีกหน่อยลูกก็จะคล่อง จะชำนาญขึ้นและการรวมลงก็ง่าย พอเราออกมานอกรอบก็ทบทวน หมั่นสังเกตดูว่า วันนี้เรานั่งได้ดีเพราะอะไร หรือดีไม่เท่าเมื่อวานเพราะอะไร แล้วก็รีบปรับปรุงแก้ไข ให้กายและใจไปหาจุดสบายใหม่ ต้องซ้ำๆ อย่างนี้เดี๋ยวจะง่าย ตอนนี้ลูกยังแข็งแรง ยังสดชื่น ยังอยู่ในวัยเจริญ วัยที่มีลาภอันประเสริฐ คือ ความแข็งแรง ความไม่มีโรค มีแต่เจ็บเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น ต้องรีบชิงช่วงความแข็งแรงนี้มาประกอบความเพียร กลั่นจิตกลั่นใจของเราให้ใสๆ ให้บริสุทธิ์ ฝึกใจให้หยุดนิ่ง พระภิกษุธรรมยาตรา ปี พ.ศ. ๒๕๕๗ : ห้องแก้วสารพัดนึก : ๑๓.๓๐ - ๑๔.๓๐ น. หลวงพ่อธัมมชโย การตอบประสบการณ์ภายใน อังคารที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๖ อย่าตั้งใจเกินไปนะ ทำสบายๆ อย่าไปเร่งอย่างผิดวิธี สมมติเราเผลอไปกังวลจะไม่ทันเพื่อน ไม่ทันใช้งาน ไม่ทันใจหลวงพ่อ อะไรอย่างนี้ เดี๋ยวมันจะไปลุ้น จะไปตั้งใจ แล้วมันจะตึง หากเราตึง ต้องรีบลืมตาเลย แล้วก็ทำสบายๆ ใหม่ พอร่างกายและจิตใจมีความพร้อมเราก็เริ่มต้นใหม่อย่างง่ายๆ เราต้องพยายามสอนตัวเองว่า ต้องสบายๆ ใจใสๆ ใจเย็นๆ เราไม่ต้องเอาตัวเราไปเปรียบเทียบกับใคร ของเราก็คือของเรา ค่อยๆ ประคองใจไปเรื่อยๆ เดี๋ยวใจก็จะค่อยๆ นิ่งๆ นุ่มๆ เบาๆ สบายๆ ต้องนิ่ง นุ่ม เบา สบาย และผ่อนคลายเท่านั้น ถึงจะไปถึงจุดหมายปลายทางที่เราต้องการได้ นี่สำคัญนะลูกนะ อย่าเพิ่งไปใช้อารมณ์หนุ่มแข็งแรงมาใช้อย่างนั้น นั่งสมาธิต้องสบายๆ ทำใจใสๆ ใจเกลี้ยงๆ ตอบประสบการณ์เท่าที่มี แล้วถ้าประสบการณ์ดีกว่านี้ ถ้าหลวงพ่อถามก็ต้องตอบเท่าที่เรามี เห็นแค่ไหนก็ตอบแค่นั้น ตอบตรงไปตรงมา หลวงพ่อจะได้ช่วยปรับปรุงแก้ไขได้ง่ายๆ เราจะยกชั้นกันได้ ถ้าทำถูกหลักวิชชา เพราะฉะนั้น ต้องใสๆ ต้องสบายๆ ต้องเปิดช่องให้บุญเก่าของเราที่มีมากเพียงพอ ที่จะส่งผลให้เราได้เข้าถึงวิชชา ซึ่งต้องง่ายๆ ถ้าเราไปลุ้น ไปเร่ง ไปเพ่ง ไปจ้อง เหมือนเราไปปิดช่องที่จะเชื่อมต่อกับบุญเก่า เพราะฉะนั้นต้องสบาย มีสติกับสบาย ควบคู่กันไป ใจใสๆ ใจเย็นๆ แตะไปเบาๆ สบายๆ ผ่อนคลาย ใจใสๆ ใจเย็นๆ ได้แค่ไหนก็เอาแค่นั้นไปก่อน เห็นชัดแค่ไหนก็ให้ดูแค่นั้นไปก่อน ดูธรรมดาๆ เช่น สมมติว่า มันชัดใสแค่ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ เราก็ดูไปแค่นั้นก่อน อย่าไปเร่ง การที่เราดูอย่างสบายๆ ดูเฉยๆ เรื่อยๆ อย่างนี้คือการเร่งที่ถูกหลักวิชชา มีให้ดู ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ก็ให้พึงพอใจแค่นั้นไปก่อน อย่าใจร้อนนะลูกนะ ต้องใจเย็นๆ ดูไปธรรมดาๆ ไม่ต้องคิดอะไรทั้งสิ้น ใจจะได้อยู่กับเนื้อกับตัว กับกลางกายได้อย่างง่ายๆ แล้วมันก็จะชุ่มๆ ใจชุ่มๆ ใจเย็นๆ เดี๋ยวมันไปของมันเองอย่างง่ายๆ ถ้าไม่ง่าย ไม่ใช่ ต้องง่าย ต้องสบายนะลูกนะ พอเริ่มรู้สึกว่า มันชักไม่ง่าย ลืมตาเลย แล้วก็เอาใหม่ ฝึกซ้ำๆ อย่างนี้ หมั่นสังเกตดู หลังจากเราเลิกนั่งแล้วว่า เราทำถูกหลักวิชชาไหม แล้วนอกรอบก็หมั่นตรึก หมั่นนึก หมั่นคิด ให้ใจติดอยู่ในกลางกายตลอด ฝึกให้คุ้น ให้คล่อง ให้ชำนาญ ถ้าพื้นฐานลูกแน่นอย่างนี้นะ ต่อไปมันง่าย จะยากตรงหยุดแรกนี่แหละ แต่ก็ยากไม่มาก ยากพอสู้ ถ้าเรารู้วิธีการหลักวิชชา มันก็ไม่ยาก หยุดแรกสำคัญฝึกตรงนี้ซ้ำๆ จนเราจับทางได้ว่า ต้องทำใจแบบนี้ นิ่งแบบนี้ อารมณ์แบบนี้ มันถึงจะไปถึงตรงนั้นได้ พอเราทำซ้ำๆ เดี๋ยวก็คล่อง หยุดถัดไปก็ยิ่งง่าย ต้องทำอย่างนี้นะ ต้องค่อยๆ ฝึกไปอย่างนี้ ช้าๆ ชัดๆ ง่ายๆ ใจเย็นๆ ต้องสบายๆ เราฝึกไป พระภิกษุธรรมยาตรา ปี พ.ศ. ๒๕๕๖ : สภาธรรมกายสากล : ๑๓.๓๐ - ๑๔.๓๐ น. หลวงพ่อธัมมชโย