1. บุญเท่านั้นเป็นที่พึ่ง “บุญ” ก็คือความดีที่เราทำ ทั้งจากการทำทาน รักษาศีล และเจริญภาวนา กลั่นใจเราให้ใส สะอาด บริสุทธิ์ ยิ่งบริสุทธิ์ ปราศจากความโลภ ความโกรธ ความหลงมากเท่าไร บุญก็ยิ่งมาก ๒๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๓ เมื่อมีบุญมาก จะปรารถนาอะไรก็ได้ทั้งนั้น ความสุข ความสำเร็จ ความสมหวัง ก็จะบังเกิดขึ้นกับเราทุกอย่าง จนกระทั่งไม่อยากได้อะไรอีกเลย อยากจะปฏิบัติธรรม อยากจะอยู่ในกลางของกลาง เพื่อมุ่งเข้าไปหาที่สุดในกลางอย่างเดียว ๒๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๓ “บุญ” ปิดประตูอบาย...เปิดประตูสวรรค์ “บาป” ปิดประตูสวรรค์...เปิดประตูอบาย ๒๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๗ บาปแม้เพียงนิด อย่าคิดทำ บุญเพียงนิด ทำไปเถิด ประเสริฐนัก ๒๖ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ บุญจะนำเราไปสู่สุคติภพ ๑๔ เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๕ บุญทุกอย่างที่เราทำตอนเป็นมนุษย์ จะไปเป็นสมบัติ เป็นเสบียง ในการเดินทางไกลในสังสารวัฏของเรา ๑๙ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๖ บุญเป็นบ่อเกิดแห่งความสุข และความสำเร็จในชีวิตทุกระดับ ตั้งแต่ปุถุชนจนกระทั่งเป็นพระอริยเจ้า ๒ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๔ บุญ คือ ขุมทรัพย์อันประเสริฐ เป็นเสบียงในการเดินทางไกลในสังสารวัฏ ๒๒ เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๖ บุญเท่านั้น...ที่จะเป็น “คู่แท้” ติดตามตัวเราไปตลอดเวลา ๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๙ บุญหล่นทับ...ไม่มี อยากจะได้...ก็ต้องทำเอง ๑๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๐ บุญใครจะทำแทนให้ ก็ไม่เหมือนเราทำเอง ๒๐ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๘ ดีที่สุดคือ... ทำบุญด้วยตัวเอง ในขณะที่ยังมีลมหายใจอยู่ ไม่ต้องรอให้ใครอุทิศไปให้ ๓ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๘ “บุญ” แปลว่า เครื่องชำระใจให้บริสุทธิ์ เมื่อใจบริสุทธิ์ ใจจะมีคุณภาพ ความใสความสว่างจะบังเกิดขึ้น ถ้าเราสั่งสมบุญ ใจตั้งมั่นอยู่ในบุญ ตรึกระลึกนึกถึงบุญ เราก็จะอยู่เหนือมรสุม หรือสถานการณ์ที่เลวร้ายได้ ๔ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๒ อยากจะมีบุญมาก ก็ทำบุญมาก อยากมีบุญปานกลาง ก็ทำปานกลาง อยากมีบุญน้อย ก็ทำบุญน้อย ไม่อยากมีบุญ ก็ไม่ต้องทำ อยากจะไปเกิดเป็นเปรต อสุรกาย สัตว์นรก สัตว์เดรัจฉาน เขาก็มีวิธีเหมือนกัน แล้วแต่เราจะเลือกเอาแบบไหน...ได้ทั้งนั้น เพราะเราคือ Designer of the life ๑๙ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ บุญ...เป็นคุณเครื่องแห่งความสุข และความสำเร็จในชีวิต เราจะมีทุกอย่างพร้อม...ก็เพราะบุญ ทั้งรูปสมบัติ ทรัพย์สมบัติ คุณสมบัติ ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข พวกพ้อง บริวาร อุปกรณ์การสร้างบารมีพร้อม ๖ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๗ ถ้าชาตินี้เราลำเค็ญ แปลว่า ชาติที่ผ่านมา...เราปฏิเสธบุญ ๒๖ เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๙ การปฏิเสธบุญ คือ การปฏิเสธความสุข และความสำเร็จในชีวิต ๔ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๙ เวลาอารมณ์ดี เราก็ทำบุญ พอหงุดหงิด เราก็ไม่ทำ เพราะทำบุญไม่สม่ำเสมออย่างนี้ สมบัติจึงกะพร่องกะแพร่ง ๖ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ เพราะในอดีตทำบุญไม่สม่ำเสมอ ทำบ้าง ไม่ทำบ้าง จึงทำให้ชีวิตขึ้นๆ ลงๆ พอบุญส่งผล ไม่ว่าจะทำอะไรก็รุ่งเรือง แต่พอหมดบุญ หรือไม่มีบุญรองรับ จะทำอะไรก็ร่วงโรย ๒๖ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๘ รักษาใจให้ใสๆ สั่งสมบุญอยู่เป็นนิจ ๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ เวลาเราเหลืออยู่ไม่มาก ...ในบั้นปลายชีวิตนี้ อย่าให้มีสิ่งอื่นมาตัดรอน เอาแต่ “บุญ” ล้วนๆ ๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ เบิกบาน ปลื้มปีติ ในทุกๆ บุญ ที่เราได้กระทำผ่านมา ว่าเราได้ใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่า ของการเกิดมาเป็นมนุษย์ ๘ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๗ ยิ่งเราปลื้มปีติใจมากเท่าใด บุญยิ่งทับทวีมากเท่านั้น ยิ่งบุญทับทวีมากเท่าใด ความสุขและความสำเร็จในชีวิต ก็ยิ่งมาถึงเราได้เร็วมากเท่านั้น ๔ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๐ ทำบุญ ยิ่งปลื้ม ยิ่งรวย ๓๐ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๗ ทำบุญแล้ว ไม่ปลื้ม ก็ขาดทุน ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๖ ทำบุญแล้วอย่าเสียดาย...ให้ปลื้ม ทำครั้งเดียวต้องปลื้มล้านครั้งจึงจะถูกต้อง ทำบุญครั้งเดียว ปลื้มไปล้านครั้ง ทำสองครั้ง ก็ปลื้มไปหลายๆ ล้านครั้ง ทำนับครั้งไม่ถ้วน ก็ต้องปลื้มกันนับครั้งไม่ถ้วน นั่นแหละจะเป็นทางมาแห่งบุญ ๒ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ เราจำเป็นต้องสั่งสมบุญทุกๆ วัน อย่างน้อยก็ให้พอๆ กัน กับการใช้บุญเก่าทุกวัน ๓๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๗ ต้องหมั่นนึกถึงบุญบ่อยๆ บุญของเราจะได้เพิ่มขึ้น อย่าเข้าใจผิดคิดว่า ทำกันครั้งนั้นแล้ว ก็เสร็จเรียบร้อยไปแล้ว ๒๘ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๕ “บุญ” ไม่เหมือนกับการรับประทานอาหาร เพราะทำครั้งหนึ่งนึกได้นับครั้งไม่ถ้วน นึกทุกครั้งบุญก็เพิ่มเติม ขยับขยายเพิ่มขึ้นทุกครั้ง ๒๘ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๕ ทานอาหารแล้วกลับมานึกใหม่วันหลัง มันไม่...อิ่มท้อง แต่นึกถึงบุญในภายหลังแล้ว มัน...อิ่มใจ ๒๘ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๕ การนึกถึงบุญบ่อยๆ จะทำให้ใจเรามีปีติ มีความสุข มีความเบิกบาน ๘ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๐ ชาติไหนไม่ประมาท ไม่ตระหนี่ สั่งสมบุญกุศลเอาไว้ ชาติถัดมา...ชีวิตก็สูงส่ง ๒๗ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๗ อย่าประมาทชะล่าใจว่า เราทำบุญมาเยอะแล้ว ขอพักก่อน เพราะบาปเขาจะได้ช่อง ๖ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ วันหนึ่งคืนหนึ่งที่ผ่านไป อย่าประมาท เราต้องสร้างบุญกัน ให้เต็มที่ทุกๆ วัน ๘ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๗ สั่งสมบุญเอาไว้เยอะๆ เอาว่า...เราจะตายแบบไหนก็ช่าง พอถึงเวลานั้น ก็เตรียมตัวเตรียมใจเอาไว้ให้ดี ตอนนั้น...ไม่มีใครช่วยเราได้ ถ้าจะละโลก... เราจะได้เกาะบุญ เกาะความดี ที่เราได้สั่งสมไว้...ไปสู่สุคติภพ ๒๗ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๕ ทุกวันนี้เราใช้บุญเก่าอยู่นะ และนับวันก็จะหมดไปเรื่อย ๆ ๒๖ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๕ บุญต้องทำบ่อยๆ ต้องทำให้ได้ตลอดเวลา เพราะเราใช้บุญเก่าตลอดเวลาเช่นกัน ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๖ บุญต้องทำบ่อยๆ ทำซ้ำๆ อย่าเบื่อหน่ายการทำบุญ ถ้าหากคิดด้วยตัวเองได้ก็จะยิ่งดี แต่ถ้าเจอกัลยาณมิตรมาบอกบุญ ก็อย่าไปขัดเคืองใจ หรือขุ่นมัวเขา > > > > > ทำบ่อยๆ ...อย่าเสียดาย ทรัพย์เขามีเอาไว้ให้ใช้ ...ใช้กิน ใช้สร้างบารมี ทำจนกว่าบุญจะหนาแน่น บาปอกุศลไม่ได้ช่อง ๒๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์ เป็นเทวดา ก็ต้องอาศัยบุญ แม้พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็อาศัยบุญบารมี จึงทำให้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ ๒ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๔ ถ้าดวงบุญโต ก็แปลว่า เราทำบุญมามาก ความสุขความสำเร็จของชีวิตก็มีมาก ถ้าดวงบุญในตัวมีปานกลาง แสดงว่า เราทำบุญมาปานกลาง ความสุขและความสำเร็จในชีวิตก็มีปานกลาง ถ้าดวงบุญในตัวเล็ก ก็แปลว่า เราทำบุญมาน้อย ความสุขและความสำเร็จก็มีเพียงเล็กน้อย ๑๒ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๐ สมบัติจะอยู่กับเราได้ ต่อเมื่อเรามีบุญ ถ้าหมดบุญ...สมบัติก็เปลี่ยนมือไป ๕ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๓๘ เราจะมีรูปสมบัติ ทรัพย์สมบัติ คุณสมบัติ ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข ก็ขึ้นอยู่กับบุญ ถ้าทำมาก...ก็มีมาก ทำปานกลาง...ก็มีปานกลาง ทำน้อย...ก็มีน้อย ถ้าไม่ทำ...ก็ไม่มี ๑๒ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๘ ยามใดที่เรามีบุญ กระแสบุญจะส่งผล เราก็จะรวมสมบัติให้มาเป็นของเราได้ แต่ยามใดบุญน้อย กระแสบุญก็อ่อนกำลังลง สมบัติแม้มีอยู่...ก็สูญสลายไป ๕ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๓๘ บุญทำให้เราถึงพร้อมด้วย รูปสมบัติ ทรัพย์สมบัติ คุณสมบัติ มีเหตุการณ์ดี สมองแจ่มใส ความคิดอ่านดี คาดการณ์อะไรต่างๆ ได้ดี และถูกต้องเสียด้วย ๑ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๖ อย่าท้อใจ อย่าน้อยใจ หรือเคืองแค้นในโชคชะตา สร้างบุญเรื่อยไป เจอวิบากกรรม เราก็อดทนเอา บุญเราก็ทำให้สม่ำเสมอ ปฏิบัติธรรมไป ทำใจให้ใสๆ แล้วอธิษฐานจิตไปเรื่อยๆ แล้วเราก็จะได้พ้นวิบากกรรม ๒๒ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ อดีตที่ผิดพลาดลืมให้หมด แล้วเริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วยการ ทำทาน รักษาศีล เจริญภาวนา อย่างเต็มที่ไปจนตลอดชีวิต ปฏิบัติธรรมให้เข้าถึงพระธรรมกาย และอธิษฐานจิต...ไปดุสิตบุรี วงบุญพิเศษทุกๆ วัน อย่าให้ขาดเลย ก็จะพ้นจากอบายได้ ๒ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๗ เมื่อบุญบารมีถึง ก็จะชนะได้ ๑๖ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๐ ความดีของเราเท่านั้น ที่จะเป็นปุ๋ยอย่างดีของใจ ทำให้จิตใจเบิกบาน เมื่อระลึกนึกถึงความดี กระแสธารแห่งบุญก็จะไหลผ่านใจ ขจัดสิ่งที่เป็นมลทินในใจ ความเศร้า ซึม เซ็ง เครียด เบื่อ กลุ้ม อะไรต่างๆ ก็จะหมดสิ้นไป ๖ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๗ ต่อให้มือถึง ใจถึง ทีมถึง ทุนถึง แต่ถ้าบุญไม่ถึง ทำอะไรก็ไม่สำเร็จ ๑ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๖ ทุกอย่างขึ้นอยู่กับ “บุญ” เป็นหลัก มนุษย์ไม่ได้เก่งอะไรหรอก บางคนมีความรู้ดี มีความสามารถดี ความรู้ถึง ทีมถึง ใจถึง อะไรถึงๆ หมด แต่ถ้าบุญไม่ถึง...ก็ไปไม่ถึงเป้าหมาย ๒๖ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๘ สิ่งที่อยู่เบื้องหลังโชคชะตาก็คือบุญ ถ้าบุญไม่ถึง...ก็ไปไม่ถึงดวงดาว ๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๐ ถ้าหมดบุญ...ก็หมดลม หมดสิทธิ์หายใจ หมดสิทธิ์ครอบครอง ทุกสิ่งทุกอย่าง ๒๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๘ เมื่อเราทำบุญ ก็ต้องรอระยะเวลา ให้บุญส่งผลบ้าง ๒ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๔ บุญที่เราทำไว้ เป็นบ่อเกิดแห่งความสุข และความสำเร็จในชีวิตอย่างแน่นอน แต่รอเวลาทำงานอยู่ บาปก็เช่นเดียวกัน ๒๘ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๘ บุญเท่านั้นจึงจะสู้กับบาปได้ ขจัดบาปได้ ล้างบาปได้ ขจัดมลทินของใจได้ และยังอุทิศไปให้แก่บรรพบุรุษ บุพการี หมู่ญาติของเรา ที่ละโลกไปแล้วได้ ๒๘ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๗ ในช่วงที่บุญเก่าส่งผล บาปยังไม่ได้ช่อง อะไรๆ ก็ดีไปหมด เวลาบาปส่งผล แม้เรากำลังทำสิ่งดีๆ อยู่ก็ตาม แต่เรื่องไม่เป็นเรื่องก็เกิดขึ้นได้ ๑๔ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๕ เมื่อบุญยังไม่ส่งผล แต่วิบากกรรมมาตัดรอนก่อน ก็อย่าท้อใจ อย่าน้อยใจว่า เราทำบุญไว้ตั้งเยอะ บุญไม่เห็นช่วยเราเลย อย่าคิดอย่างนั้น บุญที่เราทำไม่ได้หายไปไหน กำลังช่วยแก้ไขอยู่ตลอดเวลา ถ้าบาปอกุศลแรงกล้ามันก็ให้ผลก่อน แต่บุญก็ช่วยผ่อนหนักให้เป็นเบา เบาก็ให้หายไป ๒ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๔ บุญที่เราได้กระทำไว้ จะไปตัดรอนวิบากกรรม วิบากมาร วิบากกรรมเหล่านั้นก็จะเบาบางเจือจางไป ที่หนักก็เป็นเบา ที่เบาก็หาย ๔ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๗ มีแต่บุญและบาปเท่านั้น ที่ครอบครองมนุษย์อยู่ ขึ้นอยู่กับว่า ชีวิตช่วงนั้นอะไรได้ช่องส่งผลก่อน ๑๔ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๕ เมื่อเราหยุดพักสร้างบุญ บุญก็พักด้วย บาปก็จะได้ช่องเสียบเข้ามาทันที จะฉุดดึงเราไปทำบาปอกุศลต่อ อีกมากมาย ๘ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๗ บุญช่วยอยู่ตลอดเวลา ชิงช่วงและช่วงชิงต่อสู้กันอยู่ ระหว่างธรรมะกับอธรรม ๒ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๔ ชีวิตมนุษย์ไม่แน่นอน การชิงช่วงช่วงชิงของบุญบาป เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ๒๔ น. ๑๖ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๔ บุญบาปชิงช่วงช่วงชิงกันส่งผล ถ้าบุญส่งผล... ก็ประสบความสุขและความสำเร็จในชีวิต ถ้าบาปส่งผลก็จะตรงกันข้าม จะมีอุปสรรคของชีวิต บุญบาปมันอยู่ในตัวเรานี่แหละ ๑๐ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๐ เราไม่อาจที่จะห้ามความตายได้ฉันใด บุญที่เราทำในวันนี้ ก็ไม่อาจห้ามความรวยได้ฉันนั้น ๒ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๖ ถ้าคนทำบาปเยอะๆ ในยุคศีลธรรมเสื่อม พญามารก็จะเอาบาปของทุกคนมารวมกัน ส่งกลับมา...ทำให้กัปวินาศได้ ๑๒ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๕ การที่ภาพรวมเศรษฐกิจ ของประเทศตกต่ำ แปลว่า กระแสบุญในตัว ของคนในประเทศหย่อน ๕ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๐ เรื่องบุญต้องทำไว้ ถ้าตายแล้วสูญก็เจ๊ากันไป แต่ถ้าเกิดตายแล้วไม่สูญ เราจะมีความสุขในสุคติโลกสวรรค์ ๓ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๑ ตายแล้วเอาอะไรไปไม่ได้ นอกจากบุญกับบาป ที่เราทำตอนมีชีวิตอยู่ ๑๐ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๑ บุญ...เราต้องทำเอง อย่าไปหวังให้ใครเขาทำให้เราเลย บางทีแบ่งทรัพย์ไว้ให้ลูกหลานตอนมีชีวิตอยู่ พอเราตายแล้ว ต้องมานั่งดู เมื่อไรหนอ...เขาจะทำบุญอุทิศให้สักที ทำเองดีกว่า ลุยไปเลย จะได้เป็นต้นบุญต้นแบบให้ลูกหลานด้วย และได้ทำเพื่อตัวเองด้วย ๑๘ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๗ บุญต้องทำตอนมีชีวิตอยู่ อย่าไปทำตอนที่ตายแล้ว สมมติยกสมบัติให้ใครก็ตาม เขาเอาสมบัติเรา มาทำบุญอุทิศให้ภายหลัง บุญก็ได้ไม่มากเท่ากับที่เราทำเอง ตอนที่ยังมีลมหายใจอยู่ ๓๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๙ เมื่อเราอยู่โลกสวรรค์ ถ้าเราทำบุญมาน้อย รัศมีของเราก็น้อย บริวารของเราก็น้อย วิมานของเราก็น้อย ตอนนั้นจะมานึกน้อยเนื้อต่ำใจว่า รู้อย่างนี้...ทำบุญให้เต็มที่ก็ดี เราไม่ควรจะมีชีวิตอย่างนั้น ๓ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๕ อย่าใช้คำว่า “ทำบุญไม่ขึ้น” เพราะเรื่องของบุญบาป เป็นเรื่องที่ลึกซึ้ง ซับซ้อน ทำบุญแล้ว ย่อมได้บุญ มีแต่ขึ้นอย่างเดียว แต่ก็ต้องรอคอยการส่งผล คล้ายๆ กับบาปนั่นแหละ ๒๘ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๘ ถ้าปรารถนาให้กรรมเบาบาง ต้องหมั่นสั่งสมบุญ ทำทาน รักษาศีล เจริญภาวนา อุทิศส่วนบุญให้กับทุกๆ ชีวิต ที่เราเคยไปล่วงเกินเอาไว้ ๑๖ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๐ วิธีล้างบาปมีวิธีเดียว คือ สร้างบุญด้วยตนเอง ไม่มีใครล้างบาปแทนให้ได้ เราทำบาปเอง...ก็ต้องล้างเอง ๑๖ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๐ ถ้าไม่มีทรัพย์ในการสร้างบารมี เราก็มีวิธีอื่นที่จะเป็นทางมาแห่งบุญ เราก็รักษาศีล ศีล ๕ ศีล ๘ หรือเจริญภาวนาไป ๒ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๔ บุญไม่มีการซื้อ ไม่มีการขาย อยากจะได้ ต้องทำเอง ๑ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๘ บุญใดก็ตามถ้าทำในยามยาก ด้วยความยากลำบาก แต่ใจนั้นชื่นบานตลอด ไม่มีความเสียดายเลย เวลาบุญส่งผลจะส่งผลมาก อย่างปัจจุบันทันตาเห็นทีเดียว ๓๐ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๑ มีบุญมาก อุปสรรคก็น้อย มีบุญน้อย อุปสรรคก็มาก ๑๖ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๐ อย่าไปกู้เงินมาทำบุญ ทำให้หมดใจ แต่อย่าให้หมดตัว ๒๗ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๕ อย่ากู้หนี้มาทำบุญ เพราะจะทำให้เดือดร้อน เราทำด้วยตัวของเราเอง เท่าที่จะทำได้ ถ้าทำคนเดียวไม่ได้ ก็ไปชวนคนอื่นมาช่วยทำ ๔ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๑ เราต้องสั่งสมบุญให้มากๆ เมื่อบุญมาก บริวารก็มาก สมบัติก็มาก ๓ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๕ ทำบุญง่ายมาก...ก็ได้ง่ายมาก ไม่เกี่ยวกับสถานการณ์ใดๆ ของโลก ไม่ว่ายุคที่เรามาเกิด โลกจะเป็นอย่างไร สิ่งแวดล้อมจะเป็นอย่างไร สมบัติอัศจรรย์ก็จะบังเกิดขึ้นกับเรา อย่างง่ายๆ ๔ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๐ 2. ทาน...พื้นฐานการสร้างบุญและคุณความดี ต้องมี...การให้ เพื่อเอาชนะความตระหนี่ในตัวของเรา อีกทั้งจะเป็นบ่อเกิดแห่งโภคทรัพย์สมบัติ ซึ่งจะทำให้เราเป็นอิสระทางการเงิน หมดปัญหา และแรงกดดันของชีวิต ชีวิตจะได้ไม่ลำเค็ญ และเป็นอุปกรณ์ในการสร้างบารมี ต่อไปในอนาคต ๑๖ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๐ ทุกๆ คนจะหลุดพ้นความยากจน ด้วยผลทาน จะร่ำรวยหรือยากจน ขึ้นอยู่กับบุญกุศลว่า เราได้สร้างมหาทานบารมี เอาไว้แค่ไหน ๓๐ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ ใครรวย ก็ไม่เท่า เรารวย ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๕ ช่วงไหนที่กระแสจิตของมนุษย์ ตั้งมั่นอยู่ในคุณงามความดี ทุกคนหมั่นทำทาน รักษาศีล เจริญภาวนา ช่วงนั้นบ้านเมืองจะอยู่เย็นเป็นสุข เศรษฐกิจจะเฟื่องฟู ดิน อากาศ ฟ้าก็ถูกต้องตามฤดูกาล ทุกคนจะมีความสุขกายสบายใจกันถ้วนหน้า ๔ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๑ ช่วงไหนที่กระแสจิตของมนุษย์ตกต่ำ ถูกกระแสบาปอกุศลเข้าครอบงำ ช่วงนั้นเศรษฐกิจก็จะฝืดเคือง ฝนฟ้าไม่ตกต้องตามฤดูกาล ๔ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๑ ให้วันละนิด จิตแจ่มใส ๑๓ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๑ ทุกเช้าให้ลุกขึ้นมาเตรียมอาหารใส่บาตรพระ เป็นการสั่งสมบุญประจำวันของเรา และสืบทอดอายุพระพุทธศาสนา รักษาธรรมเนียมที่ดีนี้ไว้ ให้มหาชนพุทธบริษัทได้เห็น เขาจะได้ทำตาม พระพุทธศาสนาจะได้เจริญรุ่งเรือง เป็นที่พึ่งแก่ชาวโลกต่อไป ๑๐ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ เราตั้งโรงทานเล็กๆ ไว้หน้าบ้าน แล้วก็ชวนเด็กๆ มาใส่บาตรกัน เมื่อเราให้ทีละนิดทุกวัน จนติดเป็นนิสัย ก็จะสั่งสมความรู้สึกอยากให้เพิ่มขึ้น หัวใจจะขยายกว้าง เราจะให้ได้มากขึ้นอย่างสุขใจ ไม่หวงแหน ไม่เสียดายทรัพย์ และให้เพิ่มขึ้นๆ ด้วยความปลื้มปีติใจ ๑๓ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๑ เมื่อต้นกล้าอ่อนๆ แห่งการให้ ถูกปลูกขึ้นแล้ว... มันก็จะค่อยๆ เจริญเติบโต เมื่อเราหมั่นรดน้ำ พรวนดิน ใส่ปุ๋ย ด้วยการให้เพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ จากต้นกล้าเล็กๆ ก็จะเป็นต้นไม้ใหญ่ ๑๓ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๑ การให้มีอานุภาพมาก เพราะเป็นต้นทาง แห่งความสุขทั้งมวล ๒๔ กันยายน พ.ศ. ๒๕๓๑ เราจะไม่มีวันรู้จัก ความสุขที่เกิดจากการให้ นอกจากเราต้องเป็นผู้ให้ ๑๓ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๑ เราทำทานในปัจจุบัน จะส่งผลให้มีทรัพย์มาก ในอนาคต ๒๖ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๐ เมื่อเราทำทาน รักษาศีล เจริญภาวนา จะทำให้จิตมีคุณภาพขึ้น สามารถดึงดูดสมบัติทั้งหลาย ที่มีอยู่ในโลกได้ ๕ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๓๘ เราจะออกแบบชีวิตให้ภพชาติต่อไป เป็นเศรษฐีระดับไหนนั้น ขึ้นอยู่กับการประกอบเหตุ ในปัจจุบันเป็นหลัก ๔ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๐ ปัจจัย ๔ ที่เรานำมา ฝากฝังไว้ในพระพุทธศาสนา จะไปเป็นสมบัติใหญ่ ติดตามตัวเราไปทุกภพทุกชาติ ๖ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ ยากจนเพราะตระหนี่ รวยเพราะให้ หวง...คือ...ไล่ ให้...คือ...เรียก ๑๙ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๐ หากทำทานมาน้อย...ก็เป็นชนชั้นล่าง ชีวิตก็ลำเค็ญต้องอดๆ อยากๆ อดมื้อกินมื้อ หาเช้ากินค่ำ หากทำทานมาปานกลาง...ก็เป็นชนชั้นกลาง หากทำทานมามาก...ก็เป็นชนชั้นสูง เป็นเศรษฐี มหาเศรษฐี ๑๖ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๐ ถ้าเราไม่ชิงช่วงทรัพย์มาสร้างบารมีก่อน ก็อาจจะถูกช่วงชิงให้ทรัพย์นั้น กระจัดกระจาย ถูกนำไปใช้ในทางอื่น ที่ไม่เป็นสาระแก่นสาร ๒ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๔ อย่าหวงแหนทรัพย์ เพราะทรัพย์นอกจากไว้ดูแลสังขารแล้ว เขามีไว้สำหรับ...สร้างบารมี ๒๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๗ ทรัพย์ในโลกมนุษย์ เขามีเอาไว้สำหรับสร้างบารมี ไม่ใช่มีเอาไว้อวด เอาไว้ข่มกัน ๓ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๕ แม้ทรัพย์น้อย แต่หัวใจเลื่อมใสเกินร้อย ก็ได้บุญใหญ่ ๒ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๘ ยิ่งให้...ยิ่งเยอะ ยิ่งให้...ยิ่งได้ ยิ่งให้...ยิ่งไม่มีหมด ยิ่งไม่ให้...ยิ่งอด ๑๓ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๑ หาทรัพย์ว่า...ยากแล้ว แต่การตัดสินใจสละทรัพย์ ออกจากใจ...ยิ่งยากกว่า ๔ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๐ 3.. ยิ่งยามป่วยไข้ ยิ่งต้องอยู่ในบุญ ในช่วงชีวิตหนึ่งของเรา ต้องมีโอกาสไปนอนบนเตียงคนป่วย เมื่อถึงตอนนั้น... ศาสตร์ทุกศาสตร์ที่เรียนมา ช่วยอะไรเราไม่ได้ ต้องสาดทิ้งหมด จะเป็นเศรษฐศาสตร์ วิทยาศาสตร์ รัฐศาสตร์ มีแต่พุทธศาสตร์... ความรู้ของพระพุทธเจ้าเท่านั้น ที่จะช่วยให้เราเป็นคนป่วยที่สง่างาม ป่วยอย่างองอาจ ๓๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๓๕ เมื่อยามที่เราอยู่บนเตียงผู้ป่วย ศาสตร์ทุกศาสตร์ที่เรียนมาในโลกนี้ ช่วยอะไรเราไม่ได้เลย แต่บุญบารมีที่สั่งสม โดยไม่มีข้อแม้ ข้ออ้าง และเงื่อนไข สามารถช่วยเราได้ แม้ถอดกายไปในตอนนี้ ก็ไม่หวาดหวั่นต่อมรณภัย ๗ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๐ ทำความดีสักครั้ง อย่างเอาชีวิตเป็นเดิมพัน แล้วเราจะนำไปใช้ได้อีกหลายครั้ง แม้กระทั่งบนเตียงผู้ป่วย ๗ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๐ ในยามที่เราเจ็บไข้ได้ป่วย ให้ใจอยู่ในบุญ ใจอยู่กับตัวเอง ๑๙ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๗ เมื่อยามเจ็บป่วย ให้ใจอยู่ในบุญ ต้องทำใจให้เบิกบาน ให้อยู่เหนือความทุกข์ ความวิตกกังวล ๕ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ การเจ็บไข้ได้ป่วยเป็นเรื่องธรรมดา อย่าหวั่นไหว ทำใจนิ่งๆ ถึงแม้จะสะดุ้งหวาดกลัวแค่ไหน ก็ทำเฉยๆ... แล้วบุญจะได้ช่องคอยดูแลเรา ๑๙ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๗ ผู้ป่วยที่อยู่ตามโรงพยาบาล ถ้าได้ศึกษาเรียนรู้ เรื่องราวความเป็นจริงของชีวิต แล้วเตรียมตัวเตรียมใจ ให้อยู่ในบุญกุศล ในความดี ก็จะไม่เหงา ไม่เฉาชีวิต ไม่เครียด ไม่กังวลเกี่ยวกับเรื่องเจ็บไข้ได้ป่วยเลย ๖ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๗ เมื่อเรานอนป่วยอยู่โรงพยาบาล อย่าเอาใจไปอยู่กับครอบครัว อย่าไปคิดเรื่องธุรกิจการงาน ทำใจให้สงบนิ่งๆ นึกถึงบุญอย่างเดียว ตอนนั้นเราต้องอาศัยบุญเป็นหลัก ๑๙ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๗ เราจะไม่มัวมาทอดอาลัยตายอยาก อยู่บนเตียงคนป่วย จะไม่คิดว่า...เรากำลังนอนป่วย แต่คิดว่า...เรากำลังพักผ่อน หลังจากที่เราตรากตรำทำงานมายาวนาน รถยังต้องเข้าอู่ซ่อม เราก็มาพักผ่อน พักกายพักใจของเราด้วยการปฏิบัติธรรม ๖ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๗ เวลาเราจะเข้าไปโรงพยาบาล เพื่อตรวจสุขภาพ ทำใจของเราให้เป็นปกติ อย่าวิตกกังวล ระลึกนึกถึงบุญที่เราได้ทำผ่านมา แล้วอธิษฐานจิต ให้เจอหมอดี ยาดี ภาวนา “สัมมาอะระหัง” ในใจไปเรื่อยๆ ๑๙ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๗ ผู้เยี่ยมไข้ อย่านำเรื่องร้อนอกร้อนใจ ไปเล่าให้คนป่วยฟัง พูดเรื่องบุญ เรื่องธรรมะให้ฟัง จะทำให้ผู้ไข้มีจิตใจที่บันเทิงในบุญ บันเทิงในธรรม หนักก็จะเป็นเบา เบาก็จะหาย ถ้าตายก็ไปดี ๑๙ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๗ เวลาเจ็บไข้ได้ป่วย ต้องรักษาใจให้ใสๆ ๒๐ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ ตอนเราอยู่บนเตียงคนป่วย ใกล้จะละโลก ใจต้องไม่คิดอะไรเลย ที่เป็นของชั่วคราว ไม่เป็นสาระแก่นสาร เป็นที่พึ่งไม่ได้ นอกจากเรื่องบุญกุศล คุณงามความดีของเรา กับธรรมะ ดังนั้น หัดปลดปล่อยวาง ทำใจให้ว่างๆ ๑๔ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ ครองตัวเป็นโสด ไม่มีครอบครัว แต่มีญาติมาคอยดูแล ในยามเจ็บป่วยเป็นอย่างดี เพราะมีบุญที่เคยสงเคราะห์ญาติ และบุญที่มีความกตัญญูกตเวที ต่อบิดามารดา มารวมส่งผล ๒ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๙ อย่าประมาทในชีวิต หมั่นสั่งสมคุณความดีเอาไว้เยอะๆ ที่สำคัญและง่ายที่สุด คือ ปฏิบัติธรรมให้เข้าถึง พระธรรมกายให้ได้ > > > > > “พระธรรมกาย” นี่แหละ จะเป็นที่พึ่งที่ระลึกที่แท้จริงของเรา ไม่ว่าเราจะอยู่บนเตียงคนป่วย หรืออยู่ในสถานการณ์คับขันใดๆ ก็ตาม ๕ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ พระธรรมกายในตัว จะเป็นป้อม เป็นค่าย คอยปกป้องผองภัย แต่ถ้าหากเราเจอวิบากกรรม ที่เราทำมา...มันหนักหนาสาหัส หนักก็จะเป็นเบา เบาก็หาย หรือถ้าตาย...ก็ไปดี ๕ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ จะยิ้มได้เมื่อภัยมา… ก็ต่อเมื่อเข้าถึงพระธรรมกายนี่แหละ ถ้ายังไม่ถึงล่ะก็...ยิ้มยาก เวลาเจอภัย... มันจะหดหู่ใจ จะหมองใจ ต้องถึงพระธรรมกายถึงจะยิ้มได้ ใจมันจะใสๆ สว่างไสว ๕ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ “พระธรรมกาย” นี่แหละ เป็นที่พึ่งของเรา ทั้งในโลกนี้และโลกหน้า เข้าถึงแล้วย่อมบันเทิงทั้งในโลกนี้ ละโลกไปแล้วก็บันเทิงในโลกหน้าด้วย ต้องทำให้ได้ตั้งแต่เป็นกายมนุษย์นะลูกนะ > > > > > วันหนึ่งเราทุกคน จะต้องไปเจอสภาวะที่คับขัน เราจะต้องเปลี่ยนแปลงสภาวะนั้น ให้เป็นสภาวะแห่งสันติสุข สุขด้วยการอยู่ในอู่แห่งทะเลบุญ ในกลางพระธรรมกายของเรา ให้เห็นท่าน ชัด ใส แจ่ม ให้ได้ตลอดเวลาเลย ๕ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ 4.ความตายไม่มีนิมิตหมาย อย่าประมาทในชีวิต เกิดมาแล้วก็ต้องตั้งหน้าตั้งตา สร้างความดีกันไม่ถอยหลัง สังขารร่างกายของเรามีเวลาจำกัด ชีวิตเราไม่คอยใครแล้ว เรามีเวลาเหลืออยู่ในโลกนี้อีกไม่นานเท่าไร ไม่นานก็ต้องจากโลกนี้ไปแล้ว ๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๓ แข่งกับวันเวลาของชีวิต ที่ต้องแก่กันไปทุกวันทุกคืน จะแก่กันไปฟรีๆ หรือว่า...จะแก่บุญแก่บารมี เราย่อมรู้ตัวของเราดี ๕ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๑ ความแก่ ความชรา ไม่ต้องหา ได้มาฟรีๆ แต่บุญบารมี...เราต้องลงทุน ๑๕ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๕ เวลาในโลกนี้เหลือน้อยลงไปทุกที ทั้งความแก่ ความตาย ก็คอยจ้องเล่นงานเราอยู่ตลอดเวลา ๑๕ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๕ เราแก่กันไปทุกวัน ร่างกายเสื่อมไปทุกวัน เราพร้อมที่จะต้องตายเสมอ แต่เตรียมพร้อม สำหรับความตายแล้วหรือยัง ๑๘ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๘ ความตาย...ไม่มีสัญญาณอะไรเลย ๓ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๐ หายใจเข้าแล้วไม่หายใจออก...ก็ตาย หายใจออกแล้วไม่หายใจเข้า...ก็ตาย หรือไม่หายใจทั้งเข้าและออก...ก็ตาย ความจริงมันเป็นอย่างนี้นะ แต่เรามักจะมองข้ามไป ๑๖ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๔ มีชีวิตเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งวัน ก็เป็นของขวัญอันล้ำค่าแล้ว สำหรับชีวิตที่เกิดมาแสวงหาพระนิพพาน หรือเกิดมาสร้างบารมี ๑๙ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ ทุกเวลานาที มีสิ่งไม่คาดฝัน และทุกวันก็ไม่มีความแน่นอน ขอเพียงทำใจให้พร้อม เพราะพรุ่งนี้...ไม่รู้จะเจออะไร ๒๙ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๗ เรามีสิทธิ์ตายได้ทุกวัน อย่าประมาทกันนะ ๑๓ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ ความตายไม่ใช่ของใหม่ แต่เป็นของเก่าที่เกิดขึ้นซ้ำๆ นับครั้งไม่ถ้วน ๒๘ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๗ สิ่งทั้งหลายทั้งปวงในโลกนี้ จะมีชีวิต หรือไม่มีชีวิต จะมีวิญญาณครอง หรือไม่มีวิญญาณครอง ล้วนเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วไปสู่จุดสลายทั้งสิ้น ๒๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๘ ทุกคน ทุกเพศ ทุกวัย ไม่ว่าจะอยู่ในปฐมวัย มัชฌิมวัย หรือปัจฉิมวัย ทุกคนมีสิทธิ์ตายได้เท่ากัน อย่าคิดว่า...คนแก่จะต้องตายก่อน คนหนุ่มคนสาวหรือเด็ก บางครั้งลูกก็ตายก่อนพ่อแม่ บางครั้งพ่อแม่ก็ตายก่อนลูก นี้เป็น...สัจธรรม ๑๖ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๔ ใครๆ ก็ไม่อาจไปสู้รบปรบมือ กับพญามัจจุราชได้ ๒๓ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ ความตายไม่มีนิมิตหมาย เราต้องพร้อมเสมอที่จะไปสู่ปรโลก ๓ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๘ เมื่อวันเวลาที่เหลืออยู่มีจำกัด ความตายไม่มีนิมิตหมาย ย่อมเป็นเครื่องเตือนใจเราว่า เราจะประมาทในการดำเนินชีวิตไม่ได้ ๔ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๑ เราทุกคนต่างมีเวลาแห่งชีวิตเท่ากัน การที่จะมีชีวิตอีกยาวนานแค่ไหน ไม่ได้อยู่ที่ว่า ใครเกิดก่อน เกิดหลัง เพราะคนเกิดทีหลังตายก่อนก็มี เราทุกคนมีชีวิตอยู่เพียงแค่ช่วงขณะ ลมหายใจเข้าออกเท่านั้น ดังนั้น ดีที่สุดเราจะต้องเตรียมตัวให้พร้อม ก่อนที่มรณภัยจะมาถึง ๑ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๑ ความตายไม่มีนิมิตหมาย สั่งสมบุญไว้เถิดประเสริฐนัก เมื่อบุญส่งผลเราจะมีความสุข ทั้งในมนุษย์และในเทวโลก ๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๒ ความตาย คือ ส่วนหนึ่งของชีวิต ๒๗ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๘ อย่ามัวประมาทชะล่าใจว่า เรายังหนุ่มแน่นอยู่ อีกนานกว่าเราจะตาย นั่นเราคิดเอาเอง ความตายไม่มีนิมิตหมาย ไม่ได้บอกล่วงหน้า ๑๕ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๕ การเดินทางครั้งสุดท้าย เมื่อเราใกล้จะตาย ช่วงนั้น...อย่าเอาใจไปเกาะอะไร หยุดไปในกลางตัวนิ่งๆ อย่างเดียว ๑๐ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ การระลึกนึกถึงความตาย จะทำให้เราเกิดหิริโอตตัปปะ คือ ละอายและเกรงกลัวต่อการทำบาป เนื่องจากเราตกอยู่ภายใต้กฎแห่งกรรม เมื่อเรามีเวลาอยู่ในโลกนี้สั้นๆ จึงควรจะสั่งสมแต่บุญ ๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๘ ต้องสั่งสมบุญทุกวัน เพราะบุญกุศลกับธรรมะนี่แหละ จะเป็นที่พึ่งที่ระลึกที่แท้จริง ให้กับเราได้ในทุกสถานการณ์ ถ้าเรามีหลักยึดอย่างนี้ เราก็จะไม่หวาดหวั่นต่อมรณภัย ๑ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๑ ชีวิตมนุษย์สั้นนัก ผู้ฉลาด ผู้ไม่ประมาทในชีวิต ย่อมใช้วันเวลาให้เป็นประโยชน์ ในการสร้างบารมี ด้วยการทำทาน รักษาศีล และเจริญภาวนา ๑๖ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๔ เราเหลือเวลาไม่มากแล้ว จะต้องเก็บเอาความดี ทั้งทาน ศีล ภาวนา ไปให้มากที่สุด เพราะเมื่อถึงวันสุดท้าย ยิ้มสุดท้ายของเราจะได้สง่างาม ๒๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ หมั่นสั่งสมบุญบารมี ทั้งทาน ศีล ภาวนา ให้ยิ่งๆ ขึ้นไป วันสุดท้ายของชีวิตใจจะได้ใสๆ เดินทางไกลไปสู่ปรโลก ได้อย่างปลอดภัยและมีชัยชนะ ๒๓ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ เราต้องจากโลกนี้ไป...อย่างสง่างาม ๓ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๘ ถ้าไม่รู้หลักสูตรของชีวิต ก่อนเดินทางไปสู่ปรโลก ถ้าไม่รู้...ก็ทำไม่เป็น ทำไม่เป็น...ก็อันตราย ๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๑ สูตรของชีวิตในวัฏฏะ เขาตัดสินกันที่ ความใสกับความหมองของใจ ถ้าใจใส...ก็ไปดี ใจหมอง...ก็ไปไม่ดี ๖ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๗ “ใจหมอง” เพราะนึกถึงสิ่งที่เราดำเนินชีวิตผิดพลาด ที่เราทำไม่ดีในอดีตมาฉายให้เห็น ๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๑ หมองกับใส ขึ้นอยู่กับการกระทำของเรา ตอนที่ยังแข็งแรงอยู่ ๑ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๖ เรามีชีวิตอยู่ในโลกนี้ไม่นาน แต่ชีวิตหลังความตายนั้นยาวนาน ๑๖ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๔ ทำใจให้ผ่องใสอยู่เสมอ เพราะไม่วันใดก็วันหนึ่ง เราต้องไปสู่ปรโลก วันนั้นเราจะต้องไปด้วยใจที่สว่างสุกใส ไม่มีมลทินเลย ๑ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๕ ถ้าใจผ่องใส ไม่เศร้าหมอง ก็เป็นรหัสผ่านไปสู่...โลกสวรรค์ ถ้าใจเศร้าหมองไม่ผ่องใส ก็เป็นรหัสผ่านไปสู่...อบาย ๒๘ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ การชิงช่วงช่วงชิงมีตลอดเวลา ทุกอนุวินาที ถึงวันสุดท้ายนั่นแหละ ๒ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๖ เราคงนึกไม่ถึงว่า อดีตชาติที่ผ่านมา เราเคยทำบาปอกุศลไว้มากน้อยเพียงใด ซึ่งมันเป็นระเบิดเวลาของชีวิต ที่แต่ละคนมีกันคนละหลายๆ ลูก พูดง่ายๆ คือ นับลูกไม่ถ้วน คอยเรียงคิวรอวันเวลาที่จะระเบิด อยู่ภายในตัวของเรา ๒๓ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ 5. ชีวิตหลังความตายมีจริง การมีความเชื่อเรื่องการเวียนว่ายตายเกิด จะทำให้เรารู้เป้าหมาย ไม่ประมาทในการดำเนินชีวิต ๑๖ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๐ ตอนนี้อายุก็เยอะแล้ว หนทางข้างหน้า มันเหลืออีกนิดเดียว ทำหนทางสว่าง หนทางสวรรค์ให้เกิดขึ้นจะดีกว่านะ ๕ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๖ ชีวิตหลังความตายนั้นยาวนาน ผู้ฉลาดจึงยอมลำบากสั่งสมบารมีในช่วงสั้น เพื่อสบายในช่วงยาว...หลังความตาย ๑๔ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๔ เมื่อละโลกแล้วสิ่งที่เรากระทำไว้ จะเป็นประดุจเงาติดตามตัว ถ้าสิ่งที่ทำนั้นเป็นบุญ เป็นความดี วิบากก็เป็นความสุข ความบันเทิงในสุคติโลกสวรรค์ ถ้าสิ่งที่ทำนั้นเป็นบาปอกุศล ถ้าจิตเศร้าหมอง ไม่ผ่องใส ละโลกแล้วก็จะไปทุกข์ทรมานในอบาย ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๕ ตายแล้วไม่สูญหาย ชีวิตไม่ได้สิ้นสุดที่เชิงตะกอน แต่ยังมีชีวิตหลังความตายอีก ๒๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๗ ตายแล้วไม่สูญ มีภพภูมิรองรับอยู่ ๑๗ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๗ ตายแล้ว...ไปไหน ขึ้นอยู่กับเราดำเนินชีวิตมาอย่างไร ๑๗ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๗ ชีวิตหลังจากตายแล้วมีอยู่ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสอนอยู่ตลอดเวลา เรื่องภพ เรื่องชาติ เรื่องการเวียนว่ายตายเกิด ๑๗ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๗ สิ่งที่จำเป็น สำหรับชีวิตหลังความตาย คือ บุญกุศล ๒๙ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๗ การไปสวรรค์ ขึ้นอยู่กับตัวเราเป็นหลัก ไม่มีใครบันดาลได้ ๒๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๘ ชีวิตหลังความตาย ตัดสินกันที่บุญและบาป ใจใสหรือใจหมอง ๗ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๗ ชีวิตหลังจากตายแล้ว ตัดสินกันที่ดีกับชั่วเท่านั้น ไม่ใช่ เก่ง เฮง หล่อ รวย สวย ฉลาด ๑๗ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๗ ตอนไปปรโลกเขาไม่ได้ตัดสินว่า ใครหล่อ ใครสวย ใครขี้เหร่ ใครรวย ใครจน ใครจะยิ่งใหญ่มาจากไหน จะเป็นมาเฟีย โคตรมาเฟีย หรือจะเป็นผู้มีอำนาจวาสนา แต่เขาตัดสินกันที่บุญและบาป ถ้าทำบุญก็ไป...สวรรค์ ทำบาปก็ไป...อบาย ๑๒ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๖ ชีวิตหลังจากตายแล้ว ไม่มีการทำมาหากิน เป็นอยู่ได้ด้วยบุญและบาป ๑๗ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๗ ชีวิตหลังจากตายแล้ว ไม่มีการหว่าน ไม่มีการไถ ไม่มีการทำไร่ทำสวน ไม่มีการทำมาค้าขาย เป็นอยู่ได้ด้วยบุญและบาป ที่สั่งสมเอาไว้ตอนเป็นมนุษย์ ๒๓ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ จะเอาความชำนาญ ตอนที่เราเป็นมนุษย์ ไปใช้ในปรโลกไม่ได้เลย ปรโลกเป็นอยู่ได้ด้วยบุญและบาป ๓๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๗ เราจะนำเงินทอง อัญมณี รัตนะอันมีค่า หรือนำเงินไปซื้อทองเท่าภูเขา ก็ต่อรองกับพญายมราช เพื่อไม่ให้ไปอบายไม่ได้ ๑๘ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๔ ชีวิตในสุคติโลกสวรรค์ เขาวัดกันด้วยกำลังบุญ เป็นอยู่ได้ด้วยบุญ ๓ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๕ ชีวิตในปรโลก เป็นอยู่ได้ด้วยบุญ ด้วยบาป ด้วยตัวของเราเอง อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ เราต้องพึ่งตัวเอง ต้องช่วยตัวเอง ด้วยการสั่งสมบุญไว้มากๆ ตอนยังมีชีวิตอยู่ อย่าไปหวังให้ผู้ที่มีชีวิตอยู่ ทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้ ๓ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๕ ผู้ที่อยู่ในปรโลก มีความปรารถนาบุญอย่างยิ่ง เพราะบุญเป็นทุกสิ่งในปรโลก ๖ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ ปรโลกเป็นอยู่ได้ด้วยบุญและบาป ชดใช้บาปก็ยาวนาน เสวยบุญก็ยาวนาน ๓ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๕ บุญที่เราทำตอนมีชีวิตอยู่ จะเป็นที่พึ่งในปรโลก จะทำให้เราไปเกิดอยู่ ในภาวะที่สูงส่งในสุคติโลกสวรรค์ ๓ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๕ นรก สวรรค์มีจริง อย่าเข้าใจเพียงว่า สวรรค์อยู่ในอก นรกอยู่ในใจ หรือคิดว่า เอาสวรรค์มาล่อ เอานรกมาขู่ ๗ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๗ อย่าพูดว่า “นรก สวรรค์พิสูจน์ไม่ได้” แต่เพราะยังไม่ได้พิสูจน์ต่างหาก ๓ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๑ นรก สวรรค์มีจริง พิสูจน์ได้ด้วยพุทธวิธี อย่าเพิ่งไปสรุปว่า พิสูจน์ไม่ได้ เมื่อเรายังไม่ได้พิสูจน์ ถ้าได้พิสูจน์...ก็พิสูจน์ได้ ๒ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๗ เรื่องนรก สวรรค์ ผู้ที่เขามีรู้ มีญาณ เข้าถึงพระรัตนตรัยในตัว ได้ศึกษาวิชชาธรรมกาย ไปมาหาสู่กันเป็นปกติ ๗ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๗ เรื่องนรก สวรรค์ เป็นความรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ของเก่านำมาเป่าฝุ่นใหม่ ๗ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๗ พระเดชพระคุณ พระมงคลเทพมุนี ท่านกล่าวว่า “ได้ธรรมกายแล้วศึกษาวิชชาธรรมกาย ไปนรกก็ได้ ไปสวรรค์ก็ได้ ไปนิพพานก็ได้” ๓๐ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๒ นรก สวรรค์ นิพพาน...มีจริง พระธรรมกาย...มีจริง วิชชาธรรมกาย...มีจริง เข้าถึงแล้ว เราก็จะได้ไปพิสูจน์ของจริงๆ ได้ด้วยตัวของเราเอง ๓๐ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๒ การที่เราจะพิสูจน์ว่า นรก สวรรค์มีจริงไหม นิพพานมีจริงไหม เราจะพิสูจน์ด้วยวิธี การอ่าน การฟัง การคิด วิเคราะห์ ถกเถียงกันไม่ได้ การจะพิสูจน์ว่า นรก สวรรค์มีจริงไหม มันอยู่ในระดับภาวนามยปัญญา ต้อง ปญฺญา ย ปสฺสติ เห็นด้วยปัญญา ๓๐ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๒ นรก สวรรค์ เหนือวิสัยของการนึกคิดด้วยสติปัญญา คิดไปก็กะโหลกบาน สติเฟื่อง มันเป็นวิสัยของผู้เข้าถึง ปฏิบัติได้ ๓๐ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๒ เรื่องนรก สวรรค์ นิพพาน เป็นสิ่งที่มีจริง พิสูจน์ได้ ๓๐ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๒ อย่าเพิ่งไปสรุปว่า นรก สวรรค์ เป็นเรื่องไกลตัว ไม่มีจริง มันไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นเรื่องเกี่ยวกับตัวเลย เพราะทุกการกระทำนั้น จะมีผลโยงไปถึงภพภูมิหลังความตาย > > > > > อย่าไปสรุปว่า นรก สวรรค์ ไม่มี เพราะเราไม่เคยเห็น และไม่เคยเห็นใครเห็นด้วย เพราะบางอย่างที่เราไม่เห็นก็ไม่ได้แปลว่า ไม่มี เพราะคนที่เขาเห็น...มีอยู่ ๓ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๑ เมื่อเราทำบุญอุทิศส่วนกุศล ไปให้หมู่ญาติที่ละโลกไปแล้ว จากทุกข์มาก...ก็ทุกข์น้อย ทุกข์น้อย...ก็พ้นทุกข์ สุขน้อย...ก็สุขมาก สุขมากแล้ว...ก็มากเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ ญาติที่ละโลกไปแล้ว เมื่อพ้นทุกข์และมีสุขด้วยบุญที่เราอุทิศไปให้ เขาจะอนุโมทนาขอบคุณด้วยความซาบซึ้ง ๖ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ กายมนุษย์มีไว้สร้างบารมี บุญบาปชิงช่วงช่วงชิงกันอยู่ หมองกับใสชิงช่วงช่วงชิงกันอยู่ ต้องสั่งสมความใสเอาไว้ ใสจนกระทั่งเรามั่นใจว่า อยู่ในระดับที่ปลอดภัย คือ มีดวงใสๆ องค์พระใสๆ นั่นแหละ ถึงจะปลอดภัยจากอบายภูมิ เปิดประตูสุคติโลกสวรรค์ ๒ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๖ 6. สิ่งที่ต้องรู้...ไม่รู้ไม่ได้ กฎแห่งกรรม คือ กฎแห่งการกระทำ หรือกฎแห่งเหตุและผล ประกอบเหตุเช่นไร ย่อมได้รับผลเช่นนั้น ๖ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๗ ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ทำอย่างไรได้อย่างนั้น ปลูกถั่วก็ต้องเป็นถั่ว ปลูกงาก็ต้องเป็นงา ๙ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๖ Law of Karma หรือ กฎแห่งการกระทำ ทั้งทางกาย วาจา ใจ เป็นเรื่องที่เราควรศึกษาอย่างยิ่ง เพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับตัวของเรา เราคิด เราพูด เราทำ ล้วนมีผลทั้งสิ้น ๓ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๑ กฎแห่งกรรม มีมายาวนานตั้งแต่เมื่อไร จะสิ้นสุดตรงไหน ยังไม่มีใครรู้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ได้เป็นผู้บัญญัติ แต่มีผู้ที่เขาตั้งกฎนี้ขึ้นมา เป็นผู้ที่มีฤทธิ์ มีอานุภาพมาก ๑๗ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ ใครเขาจะมายุแหย่เราว่า เอาสวรรค์มาล่อ เอานรกมาขู่ ก็ให้เขาพูดไปเถอะนะลูกนะ อย่าไปหวั่นไหวตามเขา ...มันมีจริง... พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ไปเห็นมา ผู้ที่มีดวงตาเห็นธรรม เขาก็เห็นกันตั้งเยอะแยะ ๒ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๖ กรรม คือ การกระทำ ทั้งทางกาย ทางวาจา และทางใจ จะดีหรือชั่ว จะเจตนาหรือไม่เจตนา จะน้อยหรือมาก ล้วนมีผลทั้งสิ้น ที่ไม่มีผลไม่มีเลย ๖ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๗ เราลิขิตชีวิตเราเอง ชีวิตของเราไม่ได้ขึ้นอยู่กับ ฟ้าลิขิต พรหมลิขิต หรือเทวดาองค์ใดมาลิขิต แต่ขึ้นอยู่กับการกระทำของตัวเราเอง ทั้งในอดีตและปัจจุบันเป็นผู้ลิขิต ๑๐ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๔ โลกนี้เป็นโลกแห่งการ แสวงบุญ ไม่ใช่โลกแห่งการ เสวยบุญ ๗ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๗ การกระทำอะไรก็ตาม ทั้งที่ลับที่แจ้ง ใครจะเห็นหรือไม่เห็นก็แล้วแต่ แต่กฎแห่งกรรมเขาเห็น และได้บันทึกติดเอาไว้ในตัวผู้กระทำ ๑๗ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ กฎแห่งกรรมเป็นสิ่งที่ เราต้องศึกษา...ต้องเรียนรู้เอาไว้ ไม่รู้อันตราย ถ้ารู้แล้วรอดปลอดภัย แม้ยังไม่หมดกิเลส แต่ก็จะมีชีวิต อยู่ในสังสารวัฏอย่างปลอดภัยจากอบาย ๖ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๗ ถ้าไม่รู้หรือไม่ได้ศึกษา เรื่องกฎแห่งกรรม การดำเนินชีวิตในสังสารวัฎ อันตรายมาก ๑ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๖ นรก สวรรค์เป็นของกลางของโลก ไม่เกี่ยวกับความเชื่อในศาสนาใดๆ แต่เป็นเป็นเรื่องของกฎแห่งกรรม Law of Karma ซึ่งเป็นกฎสากล ๓ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ มนุษย์ทุกคน ต่างตกอยู่ภายใต้กฎแห่งกรรม อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จึงจำเป็นอย่างยิ่ง ที่เราจะต้องเรียนรู้และศึกษาเอาไว้ ไม่รู้...อันตราย ๖ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๗ กฎหมายเรายังหลีกเลี่ยงได้บางครั้ง แต่กฎแห่งกรรมหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ในน้ำ บนบก กลางอวกาศ หรือดวงจันทร์ ดวงดาวต่างๆ ตราบใดที่เรายังมีกายและใจ มันจะติดตามตัวเราไปเหมือนเงาตามตัว ๓ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๑ อยู่ในสังสารวัฏ อย่างปลอดภัยจากอบาย เพราะว่าทำถูกหลักวิชชา กฎแห่งกรรม ๖ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๗ บ่อยครั้งที่เรากระทำผิดพลาด ทั้งทางกาย วาจา ใจโดยที่ไม่รู้ และเพราะความไม่รู้นี่เองที่ทำให้มนุษย์ ต้องได้รับวิบากกรรม ที่ไม่อาจจะแก้ตัวได้ว่า “ไม่รู้” วิบากกรรมนั้น เหมือนระเบิดเวลา ที่เขาตั้งเอาไว้อยู่ในตัว พอถึงเวลา...มันก็ระเบิดตูมขึ้นมา ๓๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๖ เราจะเชื่อ...ตอนเป็น หรือจะไปเห็น...ตอนตาย ถ้านรกสวรรค์ไม่มีก็...เจ๊ากันไป ถ้าเกิดมี แล้วใครไม่ได้ศึกษา ไม่ได้สั่งสมบุญเอาไว้...เจ๊งเลย แต่ถ้าได้ศึกษาเตรียมตัวไว้ก่อน ด้วยการทำทาน รักษาศีล เจริญภาวนา...ก็เจ๋งเลย ๒ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๘ บางคนไม่เชื่อเรื่องเวรกรรม บอกว่า มองไม่เห็น เรามองไม่เห็นกรรม หรือผลของกรรม แต่เวรกรรมนั้นเห็นเรา เหมือนหัวกระสุนที่วิ่งมุ่งเข้าเป้า ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๕ ผลที่เราเจอในปัจจุบัน คือ เหตุในอดีตที่เราประกอบมา ๒๖ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๐ ตราบใดที่ยังไม่หมดกิเลส ก็ยังไม่หมดกรรม เมื่อไม่หมดกรรม ก็ยังไม่หมดวิบาก ๓ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๕ ถ้าพุทธบริษัท ๔ ศึกษาเรื่องกฎแห่งกรรมและมีความเชื่อมั่น พระพุทธศาสนาก็จะมั่นคงเจริญรุ่งเรืองได้ ๑๗ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ อย่าทำแท้ง...มันเป็นบาป พ่อแม่ฆ่าลูก เราจะให้เหตุผลว่า... “ไม่พร้อม” ไม่ได้ เมื่อเราอยู่ในฐานะบิดามารดา... เราต้องรับผิดชอบ ๑๗ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๗ ดื่มสุราก็เหมือนดื่มยาพิษ แม้ว่าถูกกฎหมาย แต่ผิดกฎแห่งกรรม ๒๔ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ โลกจะสวยงาม เมื่อปราศจากน้ำเมา และอบายมุข ๑๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๗ อดทนข่มใจเอาไว้ ไม่ผูกโกรธ ไม่ผูกเวร เพราะเวรย่อมระงับ ด้วยการไม่จองเวร ๒๒ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ ทุกสิ่งที่เราทำ ทุกคำที่เราพูด ทุกอย่างที่เราคิด ล้วนส่งผลให้ชีวิตของเรา ดีหรือเลวได้ทั้งสิ้น ๒๐ เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๘ อย่าทำร้ายตัวเอง ด้วยการคิดเรื่องหมองๆ จะทำให้แก่ง่าย ตายเร็ว ๙ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๘ ถ้านึกถึงองค์พระ ใจใส ใจสบาย จะทำให้แก่ยาก...ตายช้า ๙ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๘ ความคิดไม่ดีก็คือโจร ที่มักจะขโมยความสุข ไปจากเรานั่นเอง ๑๒ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๒ ถ้าใจของเรา “ดี” เสียแล้ว ความคิดของเราจะดี คำพูดดี การกระทำดี ใจก็สบาย กายก็สบาย ทั้งตัวเราและสิ่งแวดล้อม ก็จะพลอยดีตามไปด้วย ๒๗ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๑ ทำบุญแล้วไม่ได้อธิษฐาน ให้อยู่ในร่มเงาพระพุทธศาสนา ก็มีโอกาสพลัดไปได้ ๒๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๘ การอธิษฐานจิต คือ การออกแบบชีวิต ๑ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ อธิษฐาน... ไม่ใช่การค้ากำไรเกินควร สร้างบุญอะไรเราก็อธิษฐาน เป็นอธิษฐานบารมี พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์ ก็ทรงทำมาตลอด > > > > > คำว่า “ค้ากำไรเกินควร” ต้องไปใช้กับนักธุรกิจ มาใช้กับนักสร้างบารมีไม่ได้ เราไม่ได้ทำมาค้าขาย แต่เราทำมาสร้างบารมี ๑๕ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๐ การอธิษฐานจิตไม่ใช่เป็นความโลภ หรือการค้ากำไรเกินควร เราจะเอาไปเปรียบเทียบกับธุรกิจไม่ได้ ๔ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๗ ทุกครั้งที่ทำบุญ เราต้องอธิษฐาน ถือเป็น “อธิษฐานบารมี” ของเรา ๔ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๗ เราตั้งจิตอธิษฐานอย่างไร พลังบุญซึ่งเป็นกระแสบุญธาตุอันบริสุทธิ์ ก็จะส่งเอาไปใช้ให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ตามความปรารถนาของเรา ถ้าเราปรารถนาใหญ่ กำลังบุญก็ต้องพอเหมาะกัน ๔ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๗ นอกเหนือจาก... ความขยัน ความอดทนแล้ว จะต้องมี “พลังบุญ” ที่จะหนุนความสำเร็จ ให้เกิดขึ้นได้ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๗ บุญเท่านั้น ถึงจะเป็นพลังสู้กับบาปได้ อาวุธยุทโธปกรณ์จะไฮเทคแค่ไหน ก็สู้กับบาปอกุศลไม่ได้เลย ๒๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๖ หมั่นแผ่เมตตา คือ ขยายใจให้กว้าง และปรารถนาดีกับทุกๆ คน ๒๐ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๗ ที่สาบานเอาไว้ว่า จะไปทำบุญวัดนั้น วัดนี้ สาบานไว้ที่ไหน ก็อย่าลืมไปทำที่นั่นด้วย ไม่อย่างนั้นเราจะเสียสัจจะ ทำแล้วจะได้สบายใจ ว่าเราได้ให้สัจจะเอาไว้แล้ว และเราก็ทำแล้ว ๒๒ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ คำอธิษฐานจิต เป็นสัจจะวาจาของบุคคลนั้น มีความศักดิ์สิทธิ์ และสามารถยังผลสำเร็จ ให้เกิดขึ้นได้อย่างมหัศจรรย์ ๑๕ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๖