คำนำ การได้อัตภาพเป็นมนุษย์เป็นสิ่งที่ได้โดยยาก แต่การเกิดเป็นมนุษย์แล้วได้พบพระพุทธศาสนานั้นยากยิ่งกว่า แม้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะปรินิพพานนานแล้วก็ตาม แต่พระธรรมกำสอนนั้นยังคงอยู่ เป็นความโชคดีอย่างยิ่งที่ตลอดระยะเวลายาวนานที่ผ่านมานี้ หลวงพ่อธัมมชโย (คุณครูไม่ใหญ่) ได้คอยตอกย้ำคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ด้วยการชี้แจงแสดงให้เห็นคุณค่าของบุญว่า มีความสำคัญต่อชีวิตในสังสารวัฎเพียงไรบุญเป็นสิ่งที่เราต้องสั่งสมอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา เพราะบุญอยู่เบื้องหลังความสุขและความสำเร็จของชีวิตตั้งแต่ปุถุชนจนถึงพระอรหันต์ กองวิชาการ ๐๑ ได้รวบรวมคำสอนคุณครูไม่ใหญ่ในหมวดหมู่ "สิ่งที่ต้องสั่งสม คือ บุญกุศล" ไว้ในหนังสือเล่มนี้ เพื่อกระตุ้นเตือนให้ทุกท่านไม่ประมาทในชีวิต ด้วยการสั่งสมบุญอยู่เป็นนิจ ซึ่งจะส่งผลให้มีความสุขทั้งในโลกนี้และโลกหน้า สมดังพุทธพจน์ที่ว่า "การสั่งสมบุญนำสุขมาให้" ด้วยความปรารถนาดี กองวิชาการ ๐๑ สารบัญ บุญทุกมิติ ๑. สร้างความดีไว้เถิด ๒. มนุษย์เหมือนหุ่น..ให้บุญและบาปเชิด ๓. บุญบาปสู้กันอยู่ ๔. บุญช่วยตลอดเวลา ๕. ทำไมต้องทำบุญบ่อยๆ ๖. บุญถึงจึงสำเร็จ ๗. ผลบุญอัศจรรย์ ๘. บุญคือที่พึ่ง ๙. สั่งสมบุญไว้เถิด ๑๐. เราคือผู้ออกแบบชีวิต ๑๑. ทำบุญกับทักขิไณยบุคคล ๑๒. คุณยายกลัวบุญน้อย ๑๓. ทำทุกบุญ ๑๔. ขอยืม..อย่าขอลืม ๑๕. ทานบารมี ๑๖. มหาทานบารมี ๑๗. ผู้ให้..ย่อมได้รับ ๑๘. คิดอย่างนักสร้างบารมี ๑๙. โกยบุญให้เต็มที่ ๒๐. อย่ามัวแต่กินบุญเก่า ๒๑. ไม่สั่งสมบุญใหม่ = กินบุญเก่า ๒๒. นึกแล้วปลื้ม ๒๓. ทำบุญแล้วต้องปลื้ม ๒๔. ปลื้มทุกบุญ ๒๕. การอธิษฐานจิต ๒๖. อดเปรี้ยวไว้กินหวาน ๒๗. รวย-จน ประเดี๋ยวเดียว ๒๘.เกิดมาอีกทีต้องพร้อม ๒๙. สวรรค์ไม่ไกล ๓๐. อานิสงส์บุญถวายที่ดิน ๓๑. อานิสงส์จุดประทีปบูชาพระผู้ปราบมาร ๓๒. นึกถึงหลวงปู่ ๓๓. ทำหน้าที่กัลยาณมิตร ๓๔. ผู้นำบุญยอดกัลยาณมิตร ๓๕. อย่าร้องไห้ ๓๖. บูชาข้าวพระแบบเข้าถึง ๓๗. อย่าขาดบุญบูชาข้าวพระ ๓๘. บุญกฐิน มหากาลทาน ๓๙. บุญกฐิน...รื้อผังจนถาวร ๔๐. กฐินธรรมชัย มหาทานบารมี ๔๑. เทวดาโกลาหลบุญกฐิน ๔๒. ทอดกฐินสามัคคี เพื่อสร้างทุกสิ่ง ๔๓. สั่งสมบุญวันตรุษจีน บุญจากการรักษาศีล ๔๔. รักษาศีล ๕ ทุกคนทำได้ ๔๕. อานิสงส์การรักษาศีล ๔๖. ทำไมต้องถือศีล ๕ ๔๗. เรื่องส่วนตัวให้วางอุเบกขา ๔๘. การถือศีล ๘ สำหรับผู้ครองเรือน ๔๙. พรหมจรรย์ ๑๐ ประการ ๕๐. อาชีพที่พระพุทธเจ้าทรงห้าม ๕๑. เทเหล้าเผาบุหรี่ ๕๒. สุรา บุหรี่ ยาเสพติดทุกชนิด ควรหมดไปจากโลกใบนี้ ๕๓. วีรบุรุษ วีรสตรีแห่งกองทัพธรรม ๕๔. ตะเกียงดวงน้อยท่ามกลางความมืด ๕๕. นโยบาย ๓ ป. โปรด ปราม ปราบ ยาเสพติด ๕๖. การพนัน ปากทางแห่งความเสื่อม ๕๗. ผลพวงจากสื่อลามก ถอยหลังลงคลองธรรม ๕๘. ความสำคัญของการมาวัดวันอาทิตย์ ๕๙. วันอาทิตย์มาวัดกันนะ ๖๐. ชาวพุทธต้องหยุดวันพระ ๖๑. เข้าถึงฐานะ ๕ ประการ ๖๒. วันพระ ๖๓. ถอยหลังลงคลองธรรม ๖๔. อานิสงส์การพัฒนาวัด ๖๕. ปิดโทรศัพท์มือถือ ขณะฟังธรรม ปฏิบัติธรรม ๖๖. วันเพ็ญ ๑๕ ค่ำ ๖๗. ทำความดีตลอดพรรษา ๖๘. สวัสดีปีใหม่ ๖๙. การเลือกคู่ชีวิต ๗๐. ถอยกระทงธรรม ๗๑. การขอขมา ๗๒. มนุษย์ไม่ใช่ศัตรูกัน ๗๓. ธรรม ๓ ประการ ๗๔. วัด คือ โรงเรียน วัด คือ โรงพยาบาล ๗๕. ใช้คำให้ถูกต้อง ๗๖. มรดกโลก มรดกธรรม ๗๗. วิธีแก้วัดร้าง..ให้เป็นวัดรุ่ง ๗๘. เราชาวพุทธต้องช่วยกัน ยอยกพระพุทธศาสนา ๗๙. สู้ด้วยอารมณ์บันเทิง บุญทุกมิติ ๑. สร้างความดีไว้เถิด บุญกุศลที่ได้สั่งสมมาอย่างดีแล้ว จะส่งผลให้ไปเสวยสุข อยู่ในสุคติโลกสวรรค์ เรื่องนรกสวรรค์ ใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อ ไม่ห้าม จะเชื่อก็ได้ ไม่เชื่อก็ไม่บังคับ แต่จะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ตาม ให้ทำความดีเอาไว้เถิด หากนรกสวรรค์มีจริง เราสร้างความดีไว้ ตายไปเราก็ไปสู่สุคติโลกสวรรค์ ปิดประตูอบายภูมิ แต่หากเราไม่ทำความดี ไปทำบาปอกุศลกรรม คิดชั่ว พูดชั่ว ทำชั่ว เมื่อละโลกไปแล้ว บาปอกุศลที่ทำไว้ก็ดึงดูดไปอบาย เพราะฉะนั้น สร้างความดีไว้เถิด ๖ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๒ ------------------------------------------------- ๒. มนุษย์เหมือนหุ่น..ให้บุญและบาปเชิด บุญเป็นบ่อเกิดแห่งความสุขและความสำเร็จ ในชีวิตของเราทุกระดับเลย ตั้งแต่ระดับปุถุชนจนกระทั่งเป็นพระอริยเจ้า บุญนี้จะติดตามส่งผลให้เราทั้งในมนุษย์และในเทวโลก แม้แต่ในอบาย ถ้าบุญได้ช่องละก็จะแวบลงไปช่วยทันทีเลย แต่ว่าคนส่วนมากไม่ค่อยจะเข้าใจ เวลาอะไรไม่ได้ดังใจ ก็มักจะบ่นว่า บุญไม่ช่วย แต่จริงๆ บุญช่วยตลอดเวลา ๒๔ ชั่วโมง อย่าลืมว่า มีแค่บุญกับบาปเท่านั้นที่กำลังประมูลฤทธิ์กันอยู่ ปะทะกันอยู่ มนุษย์เหมือนหุ่นเชิด ต่างก็ทำงานกันทุกอนุวินาที คือ ตลอดเวลา ชิงช่วงช่วงชิงกันอยู่ ใครได้จังหวะช่วงชิงไปได้ก็เป็นหุ่นของเขา ถ้าบุญได้จังหวะ...ก็เป็นหุ่นของบุญ ถ้าบาปชิงช่วงได้...ก็เป็นหุ่นของบาป ถ้าเป็นหุ่นของบุญ ก็คิดดี พูดดี ทำดี ถ้าเป็นหุ่นของบาปก็คิดไม่ดี พูดไม่ดี ทำไม่ดี ผลออกมาก็ตรงกันข้าม นี่คือกฎแห่งกรรม Law of Karma มันเป็นอย่างนี้ เราจะต้องศึกษาให้เข้าใจ แล้วก็ต้องเลือกทำแต่สิ่งที่ดี ที่จะนำพาชีวิตไปสู่ความสุขความสำเร็จในชีวิตทุกระดับ ๘ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ ------------------------------------------------- ๓. บุญบาปสู้กันอยู่ บุญกับบาปสู้กันอยู่ มนุษย์เหมือนหุ่นให้บุญและบาปเชิด เพราะพญามารบังคับมนุษย์ให้ทำบาป เมื่อบาปมากเข้าๆ ก็เก็บเอาวิบากกรรมของทุกคนมารวมกัน ถ้ารวมทั้งโลกเมื่อไร กัปวินาศก็เกิดขึ้น ด้วยไฟบรรลัยกัลป์บ้าง น้ำบรรลัยกัลป์บ้าง ลมบรรลัยกัลป์บ้าง แผ่นดินบรรลัยกัลป์บ้าง อย่างนี้เป็นต้น แต่ถ้ายุคใด มนุษย์มีศีลมีธรรม สั่งสมบุญกุศลเนืองนิตย์ ฝ่ายบุญก็จะเอาบุญของทุกคนมารวมกันแล้วก็ส่งผล ให้มนุษย์ในยุคนั้น ยกตัวอย่างเช่น ยุคหน้าคือยุค พระศรีอริยเมตไตรย์ ยุคนั้นมนุษย์มีศีลมีธรรม คนในยุคนั้น ก็จะเจอแต่สิ่งสวยๆ งามๆ เหมือนสวรรค์บนดิน heaven on earth ในยุคนั้นแผ่นดินจะเชื่อมต่อกันเป็นผืนเดียวกัน เสมอกัน แต่ตอนนี้แยกเป็นทวีป เป็นเกาะแก่ง เพราะฉะนั้น โลกจะเป็นอย่างไร ขึ้นอยู่กับบุญและบาปของคนในโลก เมื่อ “บาป” ทำให้เกิดภัยพิบัติต่างๆ เราก็ต้องแก้ด้วยการสั่งสม “บุญ” ให้มากๆ ก็จะไปตัดรอนวิบากกรรมวิบากมาร ทำให้หนักเป็นเบา เบาเป็นหาย ร้ายก็กลายเป็นดีได้ ๑ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๔ ------------------------------------------------- ๔. บุญช่วยตลอดเวลา ฝ่ายบุญทำงานอยู่ตลอดเวลา เช่นเดียวกับฝ่ายบาปอกุศล ก็ทำงานตลอดเวลาเช่นกัน แต่กายมนุษย์หยาบเรานั้นไม่รู้เรื่อง บางทีเราประสบทุกข์ ทั้งๆ ที่ปัจจุบันเราทำบุญ สร้างความดีมาตลอด ด้วยความไม่รู้ บางทีเราจะรำพึงว่า “บุญไม่เห็นช่วยเลย” ใจก็เริ่มคลอนแคลน เมื่อเกิดความไม่มั่นใจในการสร้างบุญกุศล ใจก็จะน้อมไปทางบาปอกุศลกรรม และความเชื่อง่ายในสิ่งที่ ไร้เหตุผลก็จะเกิดขึ้น จะถูกชักจูงไปในสิ่งเหล่านั้น จะตกไปอยู่ในวงจรของผู้ไม่รู้อีก ก็จะหลุดพ้นออกนอกบุญเขตของพระพุทธศาสนา คือ คำสอนของท่านผู้รู้แจ้งเห็นแจ้งแทงตลอดในธรรม ซึ่งเป็นอันตรายอย่างยิ่งสำหรับชีวิตในสังสารวัฏ ๕ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๐ ------------------------------------------------- ๕. ทำไมต้องทำบุญบ่อยๆ ดวงบุญนี้อยู่ในศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ เป็นบ่อเกิดแห่งความสุขและความสำเร็จในชีวิตของเราตั้งแต่ปุถุชนจนกระทั่งเป็นพระอริยเจ้า จะส่งผลไปทุกภพทุกชาติ จะไปตัดรอนวิบากกรรม วิบากมาร อุปสรรคต่างๆ นานาในชีวิต ทุกข์ โศก โรคภัย สิ่งที่ไม่ดีทั้งหลายให้มลายหายสูญ บุญเป็นบ่อเกิดแห่งมนุษย์สมบัติ ทิพยสมบัติ และนิพพานสมบัติ มนุษย์สมบัติ ทำให้เรามีรูปสมบัติอันงดงาม มีทรัพย์สมบัติเอาไว้ใช้หล่อเลี้ยงสังขาร และสร้างบารมี มีคุณสมบัติ คือ ความรู้ดี ความสามารถดี ความประพฤติดีที่จะทำให้ภารกิจการงานประสบความสำเร็จได้อย่างสะดวกสบาย อย่างง่ายดาย มีบริวารสมบัติ มีพรรคมีพวก มีความสะดวกสบาย มีคนรองรับงานเรา ทำให้เราประกอบภารกิจได้อย่างสะดวกสบาย อย่างง่ายดาย ทิพยสมบัติ แม้ละโลกไปแล้วก็ไปเป็นทิพยสมบัติ มีวิมานอันเป็นทิพย์ วิมานเงิน วิมานทอง วิมานทองแก้วที่สวยงามมากๆ มีทั้งอาหารทิพย์ บริวารอันเป็นทิพย์ เป็นต้น มีอายุทิพย์ที่ยืนยาวนานกว่าในโลกนี้มากมาย ให้เราได้ไปเสวยสุขอยู่ในเทวโลก นิพพานสมบัติ คือ ได้บรรลุมรรคผลนิพพาน บรรลุวิชชาธรรมกาย ไปสู่จุดหมายปลายทางคือที่สุดแห่งธรรมได้ ทั้งหมดบังเกิดขึ้นจากบุญที่ได้สั่งสมเอาไว้ บุญก็จะกลั่นไปเป็นบารมี เป็นรัศมี เป็นกำลัง ฤทธิ์ อำนาจ สิทธิ เฉียบขาด ให้เราประสบความสำเร็จในชีวิตทั้งทางโลกทางธรรม ปัจจุบันชาติ บุญนี้ก็จะส่งผลให้เราประสบความสำเร็จในชีวิต ในธุรกิจการงานหรือในสิ่งที่เราปรารถนา เพราะฉะนั้นบุญจึงเป็นเรื่องสำคัญมากที่เราจะทอดทิ้งไม่ได้ ต้องทำบ่อยๆ ต้องทำเยอะๆ ทำสม่ำเสมอ เพื่อจะได้ไปตัดรอนวิบากกรรมวิบากมารที่เราได้เคยดำเนินชีวิตผิดพลาด ในยามที่ประมาทในชีวิตในหลายภพหลายชาติกระทั่งถึงปัจจุบันชาตินี้ บุญเท่านั้นถึงจะไปตัดรอนวิบากกรรมวิบากมารได้ ๑ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๘ ------------------------------------------------- ๖. บุญถึงจึงสำเร็จ เราต้องสั่งสมบุญกันเอาไว้ การปฏิเสธบุญ คือ การ ปฏิเสธความสุขและความสำเร็จในชีวิตทุกๆ ระดับ ถ้าชาตินี้ เราลำเค็ญ แปลว่า ชาติที่ผ่านมาเราปฏิเสธบุญ เพราะเรา คิดว่า ที่เราประสบความสำเร็จในชีวิตเพราะหนึ่งสมองสองมือ ทีมถึง ทุนถึง ใจถึง มือถึง แต่มันไม่ใช่แค่นั้น เพราะบุญอยู่เบื้องหลังความสุขความสำเร็จในชีวิต ชาติที่ผ่านมาประสบความสำเร็จในชีวิต เพราะชาติก่อนหน้านั้นได้สั่งสมบุญเอาไว้ แต่ชาตินี้ลำเค็ญ เพราะปฏิเสธบุญในชาติที่ผ่านมา หรือใครมาชวนทำบุญแล้วเราปฏิเสธบุญ เพราะความประมาทในการดำเนินชีวิต บวก กับมีความตระหนี่หวงแหนทรัพย์ เลยทำให้ไม่เข้าใจเรื่องราวความเป็นจริงของชีวิต ชาตินี้เลยมีชีวิตที่ลำเค็ญ ดังนั้น เราคงลำเค็ญเพียงพอแล้ว ถึงเวลาที่เราจะปฏิเสธความลำเค็ญ ยอมรับความรวย ยอมรับความสำเร็จในชีวิต แต่จะรวยและประสบความสำเร็จในชีวิตได้ก็ต้องสั่งสมบุญ เพราะบุญอยู่เบื้องหลังความสุขและความสำเร็จในชีวิตทุกระดับ นี่เป็นเรื่องที่เราจะต้องศึกษากันให้ดี ๒๖ เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๙ ------------------------------------------------- ๗. ผลบุญอัศจรรย์ เราทำบุญ ดูเหมือนเราเสียทรัพย์นะ แต่มันจะแปรเปลี่ยนไปเป็นดวงบุญที่อยู่ภายในกลางกายของเรา ที่จะส่งผลให้เรามีสุขในภพชาตินี้ และภพชาติต่อๆ ไป เวลาบุญส่งผลมันมหัศจรรย์นะ ยกตัวอย่างมหาเศรษฐีในกาลก่อน ชฎิลเศรษฐี ทันทีที่ก้าวเท้าข้ามธรณีประตูแล้วเหยียบลงบนพื้นบ้านด้วยเท้าเพียงข้างเดียว ภูเขาทองขนาด ๘๐ ศอก ก็ผุดขึ้นมาหลังบ้าน แถมยังตักไม่พร่องอีกด้วย แล้วถ้าใครไม่มีบุญไปตัก ก็ตักไม่ได้ แม้เป็นลูกของตัวก็ตาม ภูเขาทองคำนี้ เป็นสมบัติอัศจรรย์ที่เกิดขึ้นสำหรับชฎิลเศรษฐีและลูกชายคนเล็กเท่านั้น เมณฑกเศรษฐี เวลาบุญส่งผล มันเหลือเชื่อจริงๆ มีแพะกายสิทธิ์เกิดขึ้นมาด้วยบุญจำนวนหนึ่ง ในปากแพะมีกลุ่มด้าย ๕ สี คือ สีเขียว สีทอง สีแดง สีขาวเงิน และสีส้ม ใครต้องการอะไร ก็ดึงด้ายสีนั้น สิ่งที่ต้องการก็จะออกมา เช่น ต้องการอาหารก็ตั้งจิตอธิษฐานแล้วดึงด้ายสีเขียว อยากได้ทองก็ดึงด้ายสีทอง ด้ายสีแดงก็เป็นพวกเสื้อผ้า เครื่องประดับ ถ้าอยากได้เงินกหาปณะ ก็ดึงด้ายสีขาวเงิน ถ้าอยากได้ยาก็ดึงด้ายสีส้ม เป็นต้น แต่ต้องตั้งจิตอธิษฐานและมีบุญเก่าด้วยจึงจะได้ แพะเหล่านี้เกิดขึ้นมาด้วยกำลังบุญของท่านเศรษฐี เป็นแพะกายสิทธิ์ที่สามารถนำความสมปรารถนามาให้กับเจ้าของ และผู้ที่มาขอสมบัติต่างๆ ได้ โชติกเศรษฐี ยิ่งรวยหนักเข้าไปอีก มีสมบัติจักรพรรดิตักไม่พร่อง มีต้นกัลปพฤกษ์ มีปราสาทแก้ว ๗ ชั้น กำแพงแก้ว ๗ ชั้น ล้วนประกอบด้วยรัตนะ ๗ ขุมทรัพย์ ๔ ขุม พร้อมด้วยยักษ์บริวารจำนวนมากคอยให้การอารักขาอยู่ตลอด ๒๔ ชั่วโมง นอกจากนี้ยังมีนางแก้ว คนข้างกายข้ามทวีปมาด้วย มีอยู่ท่านเดียวในสมัยพุทธกาล เพราะบุญบันดาล ปกติของข้ามแดน ไม่ใช่ได้มาง่ายๆ ต้องมีกฎกติกา ต้องทำวีซ่า พาสปอร์ต แต่นี่ไม่ต้องเลย เทวดาหอบมาให้จากอุตตรกุรุทวีปมาชมพูทวีปเลย เห็นไหม เวลาบุญส่งผล มันไม่ธรรมดา เพราะฉะนั้น ทำบุญกันเถอะ ๕ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๘ ------------------------------------------------- ๘. บุญคือที่พึ่ง บุญทั้งหมดที่เราทำจะถูกรวมไว้ในศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ เป็นดวงบุญที่ใส สว่างไสว เป็นบ่อเกิดแห่งความสุขและความสำเร็จในชีวิตทั้งในโลกนี้และในปรโลก หรือในสัมปรายภพ ชีวิตในสัมปรายภพ ไม่มีการทำมาหากิน ไม่มีการหว่าน การไถ การพาณิชย์ เป็นอยู่ได้ด้วยบุญและบาปที่เราได้กระทำตอนเป็นมนุษย์ มีอายุที่ยาวนาน เป็นหมื่น เป็นแสนปี เป็นต้น ถ้าไปอบายอายุก็ยืนยาวเป็นหมื่นเป็นแสนปีเหมือนกัน มีรูปกายใหม่ที่ไม่สวยงาม ทุกข์ทรมานอยู่อย่างนั้น แต่ถ้าหากเราสร้างกุศลกรรม ก็จะส่งผลให้เรามีสุขอยู่ในสุคติโลกสวรรค์ เข้าไปเป็นสหายแห่งเทวดา เมื่อละโลกไปแล้วบุญจะเป็นที่พึ่งของเราสิ่งอื่นไม่ใช่ จะส่งผลให้เรามีวิมานที่สุกใส สว่างไสว รัศมีกายเจิดจ้า มีสมบัติอันเป็นทิพย์ ไม่อายเพื่อนชาวสวรรค์ทั้งหลายซึ่งเขาวัดกันด้วยกำลังบุญ กำลังบารมี ซึ่งจะปรากฏที่รัศมีกาย เครื่องประดับ ที่วิมาน บริวาร สมบัติอันเป็นทิพย์ทั้งหลาย ถ้ารัศมีกายเราสว่างมาก เวลาเข้าไปในหมู่เทวดา ในเทวสมาคมเราก็จะอยู่แถวหน้า ที่มีรัศมีน้อยๆ ก็จะอยู่แถวหลังๆ ถัดออกไปตามกำลังบุญ คล้ายๆ ในโลกมนุษย์อย่างนี้แหละ ผู้ที่สั่งสมบุญมามากในอดีต ทำความดีมากในปัจจุบัน เขาก็จะมีแบ่งเป็นชนชั้นอย่างนั้นตามกำลังบุญกำลังบารมีที่ได้สั่งสมมา ๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ ------------------------------------------------- ๙. สั่งสมบุญไว้เถิด สั่งสมบุญไว้เถิด ประเสริฐนัก เพราะตอนช่วงศึกชิงภพ ต้องใช้บุญสู้กับบาป เพื่อนำพาไปสู่สุคติ นี่เป็นเรื่องที่สำคัญนะ กำลังบุญเท่านั้น ที่จะนำพาเราไปสู่คติโลกสวรรค์ได้ ให้เรามีสมบัติที่เป็นทิพย์อันโอฬาร มีรูปทิพย์ เสียงทิพย์ กลิ่นทิพย์ รสทิพย์ สัมผัสอันเป็นทิพย์ มีอายุ วรรณะ สุข ยศ อธิปไตย ความเป็นใหญ่อันเป็นทิพย์ จะมีความสุขอันยาวนานในสุคติภูมิ และท่องเที่ยวอยู่แต่ในมนุษยโลกและเทวโลกจนกว่าจะถึงจุดหมายปลายทางคือ ที่สุดแห่งธรรม เราเป็นนักสร้างบารมีพันธุ์รื้อวัฏฏะ มีบารมีพิเศษที่จะมุ่งไปสู่ที่สุดแห่งธรรม ฉะนั้นการกลับคืนสู่ดุสิตบุรีก็เป็นแค่การย้ายที่อยู่ หรือที่ทำงานชั่วคราว แล้วก็ต้องไปทำงานละเอียดกันต่อ รอคอยจังหวะโอกาสในการกลับมาเกิดสร้างบารมีกันอีก เมื่อขึ้นไปแล้วก็จะได้ทบทวนดูว่า ตอนที่เป็นมนุษย์สร้างบารมีเต็มที่เหมือนอย่างที่ตั้งใจก่อนที่จะลงไปหรือเปล่า แล้วก็จะเห็นเลยว่า ความสว่างของรัศมีกายของเรา ของวิมานและบริวาร จะเป็นเครื่องวัดว่า เราลงมาคราวนี้สร้างบารมีอย่างเต็มที่เต็มกำลังหรือไม่ ถึงตรงนั้นจะรู้เห็นด้วยตัวเอง และจะแก้ไขอะไรก็ไม่ทันแล้ว เพราะโลกสวรรค์เป็นโลกแห่งการเสวยบุญ โลกมนุษย์เท่านั้นที่เป็นโลกแห่งการสร้างบารมี วันเวลาที่เหลืออยู่ในโลกนี้มีไม่มาก ถ้าเรายังมีโอกาสสร้างบารมีได้ ก็ใช้เวลาที่เหลืออยู่อย่างจำกัดนี้สร้างบารมีกันให้เต็มที่ ตราบใดที่ยังไม่หมดกิเลส เราก็จะต้องสร้างบารมีกันต่อไป ตอนนี้เรายังอยู่ในระหว่างการเติมบุญเติมบารมีกันอยู่ พึงอย่าประมาท ชะล่าใจ วันสุดท้ายของเราจะมาถึงเมื่อไรก็ไม่ทราบ คติของเรายังไม่แน่นอน เราจะให้คติในปรโลกของเราเป็นอย่างไรก็แล้วแต่ใจจะไขว่คว้าเอา เพราะเราคือผู้ออกแบบชีวิตของตัวเราเอง เราจะออกแบบชีวิตให้เป็นอย่างไร เลือกเอานะลูกนะ แต่ชีวิตจะมีคุณค่าเมื่อได้สร้างบารมี ทำพระนิพพานให้แจ้ง เพื่อมุ่งไปสู่ที่สุดแห่งธรรม ๑๒ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๙ ------------------------------------------------- ๑๐. เราคือผู้ออกแบบชีวิต ชาติที่ผ่านมา ถ้าเรารู้ว่า “เราคือผู้ออกแบบชีวิต” ชาตินี้เราจะมีชีวิตที่สมบูรณ์กว่านี้ จะเป็นไปตามความปรารถนาของเรา เราจะเป็นผู้มีอุปสรรคน้อย เพราะเราจะสั่งสมบุญเยอะ เราจะเป็นผู้สมบูรณ์ด้วยรูปสมบัติ ทรัพย์สมบัติ คุณสมบัติ ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข ปฏิบัติธรรมก็พบพระธรรมกายได้เร็ว จะสมหวังดังใจในทุกสิ่ง ไม่ใช่มีชีวิตที่ขึ้นๆ ลงๆ ผิดหวังบ้าง สมหวังบ้างอย่างนี้ รูปสมบัติ ของเราจะดีกว่านี้มาก จะมีรูปงาม แข็งแรง มีอายุขัยที่ยืนยาวเลยอายุขัยเฉลี่ยของมนุษย์ในแต่ละยุค เพื่อให้โอกาสเราสั่งสมบุญได้มาก และแก้ไขข้อผิดพลาดที่ผ่านมา เราจะได้รูปสมบัติอย่างน้อยก็อย่างนี้ ทรัพย์สมบัติ เราจะมีทรัพย์สมบัติมาก เพราะเราจะสร้างมหาทานบารมีกันอย่างเต็มที่เต็มกำลัง ไม่ตระหนี่ ไม่หวงแหนทรัพย์ จะทำถูกหลักวิชชาในแหล่งเนื้อนาบุญ ทำทั้งสงเคราะห์ทางโลกและทางธรรม ทั้งก่อนทำ กำลังทำ และหลังทำไปแล้ว จะปลื้มใจตลอดเวลา ไม่เสียดายเลย จะไม่ทำด้วยตัวเองตามลำพังเท่านั้น แต่จะไปชวนคนอื่นมาทำร่วมด้วย ซึ่งจะทำให้เรามีทรัพย์สมบัติมาก มีบริวารมาก มีพรรคพวก มีหมู่ญาติที่ดีที่มาช่วยสนับสนุนให้เราได้ประสบความสำเร็จในชีวิต ในธุรกิจการงานได้ง่าย และถ้าบุญมากก็จะได้สมบัติจักรพรรดิ เป็นบรมเศรษฐี คุณสมบัติ เราจะสั่งสมปัญญาบารมี ทั้งธรรมทาน วิทยาทาน สนับสนุนการศึกษา เพื่อให้เราได้คุณสมบัติ มีความเฉลียวฉลาดในชาตินี้ แทงตลอดทั้งทางโลกและทางธรรม ซึ่งจะทำให้เราอยู่เหนือโลกใบนี้ อยู่เหนือความทุกข์ จะมีความสุขอยู่ตลอดเวลา แล้วก็จะดำเนินชีวิตได้ถูกต้องด้วย รูปสมบัติ ทรัพย์สมบัติ คุณสมบัติ ดังกล่าวนี้ จะบังเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อเรามีความรู้ว่า “เราคือผู้ออกแบบชีวิต” เพราะความเชื่อนี้จะทำให้เราไม่นอนใจ หมั่นสั่งสมความดี แต่ถ้าเราคิดว่า ชีวิตนี้พรหมลิขิต ฟ้าลิขิต หรือเทพเจ้าองค์นั้นองค์นี้ลิขิต เราจะนอนใจ ชะล่าใจ เพราะว่ายังไงท่านก็ลิขิตเราให้เป็นนั่นเป็นนี่อยู่แล้ว ตรงนี้จะลำบาก คือ เริ่มต้นสบาย แต่ปลายทางมันลำบาก เหมือนปากทางเข้ารูงูมันจะลื่นๆ ลงไปง่าย แต่พอลงไปแล้วกลับเจองูพิษอย่างนั้นนะ ๑๕ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๙ ------------------------------------------------- ๑๑. ทำบุญกับทักขิไณยบุคคล พระรัตนตรัยเป็นต้นแหล่งแห่งบุญกุศล เป็นบุญเขตอันเยี่ยมของพวกเราทั้งหลาย พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ทานที่บุคคลให้แล้วในบุญเขตใดมีผลมาก พึงเลือกให้ทานในบุญเขตนั้น พระสุคตเจ้าทรงสรรเสริญการพิจารณาก่อนแล้วจึงให้ เพราะทานที่บุคคลให้แล้วใน “ทักขิไณยบุคคล” ทั้งหลายในโลกนี้ ย่อมมีผลมาก เหมือนบุคคลผู้ฉลาดที่หว่านพืชลงในนาดี ย่อมมีผลอันไพบูลย์ คำว่า “ทักขิไณยบุคคล” หมายถึง บุคคลผู้ได้เข้าถึงพระรัตนตรัย หรือเข้าถึงพระธรรมกาย ตั้งแต่ธรรมกายโคตรภู ธรรมกายพระโสดาบัน ธรรมกายพระสกิทาคามี ธรรมกายพระอนาคามี และธรรมกายพระอรหัต ใครก็ตามได้เข้าถึง หรือเป็นธรรมกายดังกล่าวนี้ ไม่ว่าจะอยู่ในเพศภาวะใด จะเป็นชาติไหน ภาษาไหน เป็นภิกษุ สามเณร อุบาสก อุบาสิกา หรือฆราวาสผู้ครองเรือนก็ตาม ก็ได้ชื่อว่าเป็นทักขิไณยบุคคลทั้งสิ้น เพราะมีพระธรรมกายปรากฏ จึงเป็นผู้ควรแก่การต้อนรับ ควรแก่การเคารพสักการบูชากราบไหว้ ควรแก่ทักขิณาทาน ผู้ที่ทำบุญด้วยจะได้บุญมาก แม้ตัวเราถ้าเข้าถึงพระธรรมกายก็ได้ชื่อว่าเป็นทักขิไณยบุคคลเช่นเดียวกัน ถ้าเราทำบุญกับพระธรรมกาย อานิสงส์ยิ่งเพิ่มพูนทับทวี ยิ่งได้ทำบุญกับพระธรรมกายที่ละเอียดที่มีบารมีแก่กล้าขึ้นไปเรื่อยๆ อย่างเช่น ทำบุญกับมหาปูชนียาจารย์ จะยิ่งได้บุญมากมายมหาศาล นับกันไม่ไหว เป็นอสงไขยอัปปมาณัง และถ้าหากปรารถนาจะให้ได้บุญมากยิ่งขึ้นไปอีกให้ทำบุญด้วยพระธรรมกาย คือปฏิบัติให้เข้าถึงพระธรรมกาย ก็จะเป็นบุญที่ยิ่งใหญ่สำหรับตัวเรา ๒ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๖ ------------------------------------------------- ๑๒. คุณยายกลัวบุญน้อย คุณยายเป็นผู้ที่รักการสร้างบารมีมาก เพราะท่านทราบดีว่า ความสุขและความสำเร็จในชีวิต ขึ้นอยู่กับกำลังบุญบารมีอย่างเดียวเท่านั้น ถ้ามีบุญบารมีมากแล้วจะทำอะไรก็สำเร็จหมด เพราะฉะนั้นในสมัยที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ ท่านจะขยันสร้างบุญอยู่ตลอดเวลา ความขยันของท่านเป็นสิ่งที่หลวงพ่อและพวกเราที่ทันเห็นท่าน ได้เห็นกันจนชินตา แม้ในยามบั้นปลายชีวิตของท่าน แม้ท่านมีอายุมากแล้ว หลวงพ่อก็ยังเห็นท่านขยันเหมือนเดิม และไม่เคยเหนื่อยหน่ายในการสร้างบารมีเลย ทั้งที่ท่านขยันสร้างบารมีไม่หยุดหย่อน แต่ท่านมักจะพูดอยู่เสมอๆ ว่า “ชาตินี้ยายกลัวจะได้บุญน้อย ยายจึงต้องสร้างบุญติดตัวไปให้มากๆ เพราะถ้ามีบุญน้อยบาปจะได้ช่อง แต่ถ้ามีบุญมาก มีความบริสุทธิ์กายวาจาใจมากๆ เราก็จะเป็นผู้ชนะ เรื่องบุญนี้ใครจะยอมแพ้ก็ยอมไปเถอะ แต่ยายไม่ยอมแพ้ เพราะกว่าจะได้เกิดมาเป็นคนนั้นยาก เกิดมาแล้วต้องสร้างบุญให้สุดชีวิต เอาบุญทั้งบุญหยาบ บุญละเอียด เพราะบุญเป็นที่พึ่งได้ บุญช่วยเราได้ อย่าทิ้งบุญ เราต้องยึดเอาบุญของเราเป็นที่พึ่ง อย่างนี้เรียกว่า หาบุญได้ใช้บุญเป็น” นี่คือคำสอนของคุณยายอาจารย์* คุณยายรักและห่วงใยลูกหลานทุกคน และรักในการสร้างบุญมากๆ ยากจะหาใครในโลกมาเทียบได้ ท่านเป็นต้นบุญต้นแบบให้กับพวกเราและชาวโลกได้เจริญรอยตาม ถ้าเราก้าวเดินตามท่าน ชีวิตของเราก็จะไม่มีวันผิดพลาด ซึ่งชีวิตของผู้ที่ผิดพลาดเพราะขาดกัลยาณมิตร ถือว่าเป็นชีวิตที่อาภัพอับโชค แต่ลูกทุกคนเป็นผู้มีบุญลาภอันประเสริฐ ที่เกิดมาแล้วได้มาพบคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และยังได้มหาปูชนียาจารย์ของเราเป็นต้นแบบในการสร้างบารมี ในการดำเนินชีวิต ทำให้เราได้มาพบแสงสว่าง มาพบหนทางอันประเสริฐที่จะนำเราไปสู่ที่สุดแห่งธรรมได้ ๑๙ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๗ ------------------------------------------------- ๑๓. ทำทุกบุญ อย่าตกบุญเลย แม้แต่เพียงบุญเดียว เพราะเรามาเกิดสร้างบารมี เราต้องสร้างบารมีทุกอนุวินาที เนื่องจากเราใช้บุญเก่าไปทุกวัน บุญเก่าใช้ไปก็มีวันหมด เราต้องสร้างบุญใหม่เพื่อเป็นบุญต่อบุญ สมบัติต่อสมบัติ โดยเฉพาะเรามีเป้าหมายมโนปณิธานจะไปสู่ที่สุดแห่งธรรม ต้องมีบุญมากๆ มีบุญมากๆ ก็ต้องสร้างเยอะๆ สร้างไปเรื่อยๆ อย่างเต็มกำลัง ทั้งทำด้วยตัวเองและไปชวนคนอื่นเขามาทำด้วย นี่ก็เป็นสิ่งที่เราต้องทำ เพราะความตายไม่มีนิมิตหมาย เราต้องใช้ทุกอนุวินาทีที่เรายังมีชีวิตอยู่ และทรัพยากรที่เรามีอยู่นั้นเป็นไปเพื่อการสร้างบารมี จึงจะถูกหลักวิชชา เราจะไปพักกลางทางที่ดุสิตบุรี วงบุญพิเศษ เขตบรมโพธิสัตว์ เราจะต้องสร้างบารมีอย่างกลั่นกล้า เพื่อความปลื้มปีติของเรา และเป็นต้นบุญต้นแบบแก่เพื่อนมนุษย์ทุกคน ๒๗ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๐ ------------------------------------------------- ๑๔. ขอยืม..อย่าขอลืม พูดถึงเรื่องหนี้สิน หากมีกำลังทรัพย์เมื่อไร ก็เอาไปใช้เขาเสีย จะได้ไม่ติดไปเป็นวิบากกรรมในภพเบื้องหน้า สมมติเราขอยืมเงินเขามาทำบุญ แต่เราไม่ได้คืนเขา อย่างนี้เจ้าหนี้เขาได้บุญนะ ไม่ใช่เราได้ เหมือนเราไปทำบุญแทนเขา แต่ถ้าหากเรายืม และเราใช้คืนเขา บุญนั้นเราได้ ดังนั้น มีทรัพย์แล้ว เอาไปใช้เขานะลูกนะ มากบ้าง น้อยบ้าง อย่างน้อยไปพูดไปคุยให้เขาสบายอกสบายใจ เขาจะได้ให้โอกาสเราไปแสวงหาทรัพย์ให้ได้เยอะๆ กฎแห่งกรรมเป็นเรื่องละเอียดอ่อนนะลูกนะ นอกจากเราไม่ได้เอาไปคืนเขา บุญก็ไม่ได้ด้วย แถมมีวิบากกรรมติดไปในภพเบื้องหน้า จะมีทรัพย์เมื่อไร คนจะต้องมายืมทุกที และเขาก็ขอลืม เราก็กลุ้มใจ ทุกข์ใจ เพราะฉะนั้น ต้องศึกษากฎแห่งกรรมเอาไว้ให้ดี เราจะได้ดำเนินชีวิตได้ถูกต้อง ไม่ผิดพลาด เราจะได้ปลอดภัยและมีชัยชนะในศึกชิงภพ ปิดงบดุลชีวิต อันนี้สำคัญนะ แต่คุณครูไม่ใหญ่ไม่สนับสนุนให้ยืมเงินมาทำบุญนะ ถ้าเรามีกำลังไม่พอ ก็ให้ใช้ดวงปัญญาไปชักชวนเขามาร่วมบุญ จะได้ช่วยเก็บสมบัติให้เขา และเราจะได้มีบริวารสมบัติ ติดไปในภพเบื้องหน้า มีพรรคมีพวก ความสะดวกมันก็มี ๑๕ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๕ ------------------------------------------------- ๑๕. ทานบารมี ทุกคนจะหลุดพ้นความยากจนด้วยผลทาน นี่เป็นความจริงแท้ของชีวิต ที่จำเป็นจะต้องศึกษาเอาไว้ จะได้ทำถูกหลักวิชชา ไม่อย่างนั้นเราจะมัวแต่เสวยบุญเก่า กินบุญเก่า ที่เราทำมาข้ามชาติ บุญเก่า ทำให้เรามีโภคทรัพย์สมบัติมากมาย พอมาชาตินี้ ถ้าเราประมาท ไม่ศึกษาเรียนรู้วิชชาของชีวิต ทำไม่ถูกหลักวิชชา มีความตระหนี่ หวงแหนทรัพย์ หรือมัวแต่ทำมาหากินอย่างเดียว และก็ลืมทำมาสร้างบารมี ก็มีสิทธิ์ที่จะลำบากยากจนในภพชาติต่อไป เราต้องรีบสั่งสมทานบารมีให้เต็มที่ อย่างสม่ำเสมอ นี่เป็นเรื่องที่สำคัญมาก พึงจำเอาไว้ให้ดี ยิ่งให้..ยิ่งได้ ยิ่งไม่ให้..ยิ่งอด หวง คือ ไล่ ให้ คือ เรียกทรัพย์มา ๘ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๐ ------------------------------------------------- ๑๖. มหาทานบารมี มหาทานบารมีเป็นบันไดเบื้องต้นแห่งบารมี ๓๐ ทัศ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ เมื่อยังเสวยพระชาติเป็นพระบรมโพธิสัตว์ ตั้งความปรารถนาจะเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านก็พิจารณาด้วยปัญญาของท่านว่า จะเริ่มต้นสร้างบารมีอะไรเป็นอันดับแรก ก็ทรงเห็นพ้องตรงกันหมดทุกพระองค์เลยว่า ต้องสร้างมหาทานบารมี ต้องมีทานเสียก่อน เพราะทานเป็นทางมาแห่งโภคทรัพย์สมบัติ และโภคทรัพย์นี้เองจะทำให้เรามีโอกาสสร้างบารมีอื่นๆ ได้อย่างสะดวกสบาย มหาทานบารมีจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องสั่งสมไว้ เพราะการไปพระนิพพาน ไปที่สุดแห่งธรรมนั้น ไม่ใช่ว่าจะไปกันง่ายๆ เราจะต้องมีบุญบารมีมากๆ ต้องมีความบริสุทธิ์มากๆ จึงจะไปได้ บารมีทั้ง ๓๐ ทัศต้องเต็มเปี่ยมบริบูรณ์ ตั้งแต่ทานบารมี ศีลบารมี เนกขัมมบารมี ปัญญาบารมี วิริยบารมี ขันติบารมี สัจจบารมี อธิษฐานบารมี เมตตาบารมี อุเบกขาบารมี บารมีทั้งหมดนี้ต้องครบถ้วนบริบูรณ์ บารมีจะครบถ้วนบริบูรณ์เราก็ต้องสั่งสม เราจะสั่งสมบารมีอื่นๆ ได้สะดวก ก็ต้องมีโภคทรัพย์สมบัติให้มาก มากพอที่จะทำให้เราไม่เดือดร้อน และเหลือพอที่จะแบ่งปันกัน โภคทรัพย์จึงเป็นอุปกรณ์อำนวยความสะดวกให้เราสร้างบารมีอื่นๆ ได้เพิ่มขึ้น สิ่งนี้จะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อเราได้สร้างมหาทานบารมีเท่านั้น ตัวอย่างที่เราพบเห็นในปัจจุบัน คือ ยามใดที่เรามีศรัทธา พบเนื้อนาบุญ และสมบูรณ์ไปด้วยโภคทรัพย์ ตอนนั้นเราก็สร้างบารมีได้สะดวกสบาย ง่ายดาย แต่ถ้ายามใดเรามีศรัทธา พบเนื้อนาบุญ แต่ขาดโภคทรัพย์ กว่าจะสร้างบารมีได้มันก็เหนื่อยยากลำบาก เพราะฉะนั้นมหาทานบารมีจึงเป็นสิ่งที่ต้องทำ หลวงปู่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ท่านสั่งสอนศิษยานุศิษย์ตลอดเวลาว่า “จะสร้างบุญสร้างบารมีอะไรก็ทำไปเถิด แต่อย่าขาดทานบารมี” และท่านก็ทำเป็นแบบอย่าง เลี้ยงพระภิกษุ สามเณร อุบาสก อุบาสิกาเรื่อยมา วัดปากน้ำสมัยนั้นมีพระเณรมากที่สุดในประเทศ ถึง ๕๐๐ รูป ท่านเลี้ยงด้วยตัวเองด้วย แล้วก็ชวนคนอื่นมาเลี้ยงด้วย ท่านทำอย่างนี้ทุกวัน ไม่เคยขาดเลยหลายสิบปี จนกระทั่งมรณภาพ แม้ท่านจะมรณภาพไปแล้ว แต่ก็ได้วางแนวทางการสร้างบุญบารมีเอาไว้ให้ลูกศิษย์ได้ดำเนินตาม และได้อาศัยใบบุญของท่านสร้างมหาทานบารมีกันต่อไป ผู้สร้างมหาทานบารมีกับผู้ที่ไม่สร้างทานบารมี ย่อมได้รับอานิสงส์ที่แตกต่างกัน เช่น บางท่านชอบทำภาวนาอย่างเดียว ไม่ได้สร้างมหาทานบารมี แต่อีกท่านทำทั้งสองอย่างควบคู่กันไป ผลที่ได้ย่อมต่างกัน คือ ผู้ที่สร้างมหาทานบารมีจะเกิดไปกี่ภพกี่ชาติ ถ้าเป็นฆราวาสจะสมบูรณ์ไปด้วยโภคทรัพย์สมบัติ ได้รับความเป็นใหญ่ในทุกสถานที่ หากบวชเป็นสมณะก็ได้รับการยกย่องสรรเสริญ อุดมไปด้วยโภคทรัพย์ และได้บรรลุมรรคผลนิพพานอย่างสะดวกสบาย ส่วนผู้ที่ทำภาวนาอย่างเดียว แต่ไม่ได้สร้างมหาทานบารมี ถ้าเป็นฆราวาสก็ขัดสน การสร้างบารมีจะเป็นไปด้วยความยากลำบาก แต่ว่ามีปัญญา หากบวชเป็นสมณะก็จะเลี้ยงชีพด้วยความลำบาก แต่ก็ได้บรรลุมรรคผลนิพพาน ในระหว่างที่ยังไม่ได้บรรลุมรรคผลนิพพาน ต้องเวียนว่ายตายเกิดได้ไปบังเกิดบนสวรรค์ ผู้ที่ได้สร้างมหาทานบารมี ก็จะมีทิพยสมบัติอันเลิศยิ่งใหญ่กว่า มียศสูงกว่า แล้วก็ได้รับอธิปไตย มีความเป็นใหญ่กว่าเทวดาที่ไม่ได้สร้างมหาทานบารมี เพราะฉะนั้น การทำทั้งสองอย่างควบคู่กันไปเป็นสิ่งที่ประเสริฐ ควรทำอย่างยิ่ง ซึ่งลูกทุกคนได้ทำเป็นปกติอยู่แล้ว นอกจากทำด้วยตัวเองแล้วยังได้ชักชวนคนอื่นมาสร้างบุญร่วมกันด้วย บุญนี้จะส่งผลให้เรามีบุญพิเศษติดตัวไป คือ จะเกิดกี่ภพกี่ชาติก็ตาม จะมีพวกพ้องบริวารคอยส่งเสริมสนับสนุน ได้รับการยกย่อง ชื่นชม ยินดีในทุกสถานที่ ภารกิจการงานอะไรต่างๆ ก็สำเร็จได้อย่างง่ายดาย แต่ถ้าเราทำด้วยตัวเอง ไม่ได้ชวนคนอื่นทำ ถึงเวลาเราทำงานอะไรก็ตาม กว่าจะสำเร็จได้มันก็ลำบาก เพราะไม่มีพรรคมีพวก มีคำกล่าวไว้ว่า ไม่มีพรรค ไม่มีพวก ความสะดวกก็ไม่มี ถ้ามีพรรคมีพวก ความสะดวกมันก็มี พรรคพวกหรือบริวารสมบัติจะได้มาจากการไปชวนเขามาสร้างบุญกุศล สร้างคุณงามความดี อย่างที่ลูกทั้งหลายได้ทำหน้าที่ยอดกัลยาณมิตร เป็นผู้นำบุญนั่นเอง การสร้างมหาธรรมกายเจดีย์ เจดีย์แห่งพระรัตนตรัยก็เช่นเดียวกัน เรามุ่งที่จะให้เป็นจุดศูนย์รวมใจของมนุษย์และเทวา ให้มาสักการบูชาพระรัตนตรัย ยังจิตอันเป็นกุศลให้บังเกิดขึ้นแก่ผู้ที่เคารพสักการบูชา โดยไม่จำกัดเชื้อชาติ ศาสนา และเผ่าพันธุ์ บุญนี้จะนำไปสู่ที่สุดแห่งธรรมอย่างเดียว จะไม่มีพลัดหลุดออกจากวิชชาธรรมกาย จะไม่หลุดออกจากเส้นทางที่จะไปที่สุดแห่งธรรมเลย เพราะทุ่มเทชีวิตจิตใจสร้างมหาธรรมกายเจดีย์ให้บังเกิดขึ้น โดยไม่หวั่นไหวต่ออุปสรรคใดๆ ทั้งสิ้น บุญใหญ่ที่จะเกิดขึ้นจะส่งผลให้เป็นผู้ชนะไปทุกภพทุกชาติ อุปสรรคใดๆ จะยิ่งใหญ่แค่ไหนก็จะเอาชนะได้ และการที่มีกำลังใจอันเข้มแข็งอย่างนี้ กระแสแห่งบุญอันบริสุทธิ์จะเต็มเปี่ยมหลั่งไหลมาอย่างไม่มีที่สิ้นสุดติดอยู่ที่ศูนย์กลางกายโดยอัตโนมัติ ดวงบุญสว่างไสว ปิดประตูอบาย มีสุคติเป็นที่ไปอย่างเดียว จะมียศใหญ่ มีฐานะอันเลิศในสุคติโลกสวรรค์ แม้มาเกิดในเมืองมนุษย์ ก็จะมีฐานะอันเลิศไปทุกภพทุกชาติ จนกระทั่งถึงที่สุดแห่งธรรม ๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๑ ------------------------------------------------- ๑๗. ผู้ให้..ย่อมได้รับ ในสมัยพุทธกาล พระราชธิดาของพระเจ้าโกศล พระนามว่า “สุมนา” เมื่อทรงพระเยาว์มีพระชนม์ได้ ๗ พระชันษา ทรงทอดพระเนตรเห็นสิ่งที่เป็นอจินไตยเกิดขึ้น แต่เก็บไว้เป็นความลับ ไม่กล้าบอกใครเพราะเกรงว่า เขาจะไม่เชื่อ จนกระทั่งวันหนึ่ง เมื่อพระวิหารเชตวันสร้างเสร็จใหม่ๆ พระเจ้าโกศลทรงรับสั่งให้พระราชธิดาไปรับเสด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หลังจากที่ถวายบังคมพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงบูชาด้วยของหอมและดอกไม้แล้ว ประทับนั่งในที่อันควรแล้ว จึงตรัสเล่าถึงเรื่องที่ทรงสงสัยว่า “หม่อมฉันเห็นเด็ก ๒ คน เพิ่งเกิดใหม่ คนหนึ่งนอนอยู่ในเปลทอง อีกคนหนึ่งนอนที่พื้นใกล้ๆ กัน เด็กที่นอนในเปลทองเป็นน้องชายของหม่อมฉัน ได้คุยกับเด็กที่นอนบนพื้นซึ่งเป็นลูกของหญิงรับใช้ว่า “เห็นไหม ท่านไม่เชื่อคำชักชวนของเราว่า ให้ทำทานตั้งแต่ชาติที่แล้ว ถ้าทำทานก็จะได้เกิดในอู่ทอง แล้วก็มีสมบัติใหญ่อย่างนี้” เด็กชายที่นอนที่พื้นบอกว่า“ถึงจะร่ำรวยมีทรัพย์สินเงินทองแค่ไหน มันก็เป็นแค่ธาตุดินน้ำลมไฟเท่านั้น ไม่เห็นว่าจะสำคัญอย่างไร จะได้นอนเปลทอง หรือว่านอนบนพื้นมันก็เหมือนกัน” เด็กชาย ๒ คน คุยกันตั้งแต่เกิด พระนางสุมนา ซึ่งตอนนั้นมีวัยเพียง ๗ ขวบ จึงไม่กล้าเล่าเรื่องนี้ให้ใครฟัง และได้นำมาตรัสถามพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ก็ทรงยืนยันว่า สิ่งที่เธอเห็นเป็นจริงอย่างนั้น พระนางสุมนาจึงกราบทูลถามพระสัมมาสัมพุทธเจ้าต่อว่า “คน ๒ คน มีศรัทธา มีศีล มีปัญญาเสมอกัน คนหนึ่งให้ทาน อีกคนหนึ่งไม่ให้ทาน คนทั้งสองจะแตกต่างกันอย่างไร” พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า “ผู้ให้ย่อมได้รับสิ่งอันเลิศกว่าผู้ไม่ให้ ทั้งอายุ วรรณะ สุข ยศ และอธิปไตย” ผู้ให้ทานเวลาไปเกิดเป็นเทวดา ย่อมได้รับของที่เป็นทิพย์อันเลิศกว่าผู้ไม่ให้ ๕ ประการ คือ อายุ วรรณะ สุข ยศ และอธิปไตย อายุจะยืนกว่าเทวดาที่ไม่ได้ให้ทาน วรรณะ ก็คือ รัศมี ผู้ให้ก็จะเป็นเทวดาที่รัศมีสว่างกว่าเทวดาที่ไม่ได้ให้ จะมีความสุขมากกว่า มียศใหญ่กว่า มีอธิปไตย คือ มีความเป็นใหญ่ มีบริวารมากกว่า ผู้ให้กับผู้ไม่ให้ เมื่อตายแล้วไปอยู่บนสวรรค์จะแตกต่างกันอย่างนี้ และเมื่อลงมาเกิดเป็นมนุษย์ก็จะแตกต่างกันโดยเหตุ ๕ ประการนี้ นั่นคือ ตอนเป็นมนุษย์ จะแตกต่างกันที่อายุ ผิวพรรณวรรณะ ความสุข ยศ และความเป็นใหญ่ และแม้ออกบวชแล้ว ก็แตกต่างกันโดยธรรม ๕ ประการนั้นเช่นเดียวกัน มีพระอรหันต์รูปหนึ่ง ไม่เคยทำทานเลย ได้แต่รักษาศีลและเจริญภาวนาเรื่อยมา ในชาติสุดท้าย เกิดมาก็อดๆ อยากๆ แม้บวชเป็นบรรพชิตแล้วก็ยังบิณฑบาตได้บ้าง ไม่ได้บ้าง แต่ทำความเพียรปฏิบัติธรรมจนกระทั่งบรรลุเป็นพระอรหันต์ เพราะฉะนั้นแม้เป็นบรรพชิตเหมือนกัน แต่ผู้ให้กับผู้ไม่ให้ก็แตกต่างกันด้วยอายุ วรรณะ สุข ยศ และอธิปไตย แต่การบรรลุมรรคผลนิพพานนั้นไม่แตกต่างกัน พูดง่ายๆ ก็คือ ผู้ให้จะร่ำรวย สมบูรณ์ มีความสุขสบายกว่าผู้ที่ไม่ให้ ไม่ว่าจะไปเกิดเป็นชาวสวรรค์ ไปเกิดเป็นมนุษย์ หรือเป็นพระก็ตาม เพราะฉะนั้นจึงควรหมั่นทำทานบ่อยๆ เราจะได้สร้างบารมีอย่างสะดวกสบายไปทุกภพทุกชาติ หลวงพ่อมีความปลื้มปีติใจที่เห็นลูกทั้งหลายต่างขวนขวายในการสร้างมหาทานบารมี เป็นภาพที่น่าอัศจรรย์ทีเดียว เพราะการเข้าแถวกันสร้างมหาทานบารมี ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นได้ง่ายๆ เลย สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ดีงาม ลูกทุกคนได้ใช้ชีวิตในกายมนุษย์ให้เป็นประโยชน์ต่อการสร้างบารมีอย่างแท้จริง เพราะฉะนั้นตลอดเส้นทางแห่งการเดินทางไปสู่ที่สุดแห่งธรรมของลูกทุกคนจะสมบูรณ์ในทุกสิ่งตลอดเวลาเรื่อยไปจนกระทั่งถึงที่สุดแห่งธรรม จะได้ที่สุดแห่งรูปสมบัติ ทรัพย์สมบัติ และคุณสมบัติ ที่สุดแห่งรูปสมบัติ คือ จะได้กายมหาบุรุษ แล้วก็มีสมบัติจักรพรรดิตักไม่พร่อง ไว้ใช้สร้างบารมีจนอิ่มใจ เราจะมีคุณสมบัติสมบูรณ์ทั้งวิชชาและจรณะ ดังนั้นให้พยายามสร้างบารมีกันให้สม่ำเสมอ อย่าให้ขาดตอนเลย สายบุญสายสมบัติจะได้ต่อเนื่องกันไป ๓ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๔ ------------------------------------------------- ๑๘. คิดอย่างนักสร้างบารมี บุญที่เราทำนั้นจะติดตัวเราเป็นเงาตามตัวไปทุกภพทุกชาติจนกว่าจะถึงที่สุดแห่งธรรม บุญเป็นบ่อเกิดแห่งความสุขและความสำเร็จในชีวิตทุกระดับตั้งแต่ปุถุชนจนกระทั่งเป็นพระอริยเจ้า บุญ คือ ที่พึ่ง คือ ทุกสิ่งที่อยู่เบื้องหลังความสุขและความสำเร็จในชีวิตของเรา ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์ เป็นเทวดาก็ตามต้องอาศัยบุญ หรือแม้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ทรงอาศัยบุญบารมีจึงทำให้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ บุญทำมากก็ได้มาก ทำปานกลางก็ได้ปานกลาง ทำน้อยก็ได้น้อยลดหย่อนกันลงมา มีบุญมากอุปสรรคในชีวิตก็น้อย มีบุญน้อยอุปสรรคในชีวิตก็มาก เพราะฉะนั้น เราควรสั่งสมบุญเอาไว้ให้เต็มที่ สิ่งที่เรานำออกด้วยการบริจาคฝากฝังไว้ในพระพุทธศาสนานี้ คือ สิ่งที่เป็นของเราที่จะติดตามเราไปทุกภพทุกชาติอย่างแท้จริง สิ่งใดที่เรายังไม่ได้นำออกด้วยการบริจาคฝากฝังไว้ในพระพุทธศาสนาก็ยังไม่ได้ชื่อว่า เป็นของเราอย่างแท้จริง เราจะได้ครอบครองเหมือนอยู่ชั่วคราวเท่านั้น เพราะการชิงช่วงช่วงชิงนั้นเกิดขึ้นตลอดเวลา ถ้าเราไม่ชิงช่วงมาสร้างบารมีก่อน ก็อาจจะถูกช่วงชิงให้สมบัตินั้นกระจัดกระจาย ถูกใช้ไปในทางอื่นที่ไม่เป็นสาระแก่นสาร เมื่อไม่ใช้สร้างบุญก็ต้องไปใช้ทำอย่างอื่น เพราะเราจะต้องใช้มันตลอดเวลา บัณฑิตนักปราชญ์รู้ว่า เกิดมาในโลกนี้เกิดมาเพื่อสร้างบารมี โลกนี้ไม่ใช่ที่เสวยบุญ ไม่ใช่มาคอยกินบุญเก่า แต่เป็นที่สร้างบารมี สุคติโลกสวรรค์นั่นแหละเป็นที่เสวยผลบุญ เมื่อเราทำบุญก็ต้องรอระยะเวลาให้บุญส่งผลบ้าง บางทีระหว่างที่บุญกำลังจะส่งผลอยู่ วิบากกรรมมันมาตัดรอน คือ มาให้ผลก่อน ก็อย่าได้ท้อใจ อย่าได้น้อยใจว่า ปัจจุบันเราทำบุญไว้ตั้งเยอะ ทุ่มเททำโดยเอาชีวิตจิตใจเป็นเดิมพัน แต่ทำไมบุญถึงยังส่งผลไม่เต็มที่ กลับมีอุปสรรคต่างๆ นานาในชีวิต บุญไม่เห็นช่วยเราเลย อย่าท้อใจ อย่าน้อยใจ และอย่าคิดอย่างนั้น อย่าคิดอย่างผู้ที่ไม่รู้ บุญที่เราทำไม่ได้หายไปไหน กำลังช่วยแก้ไขอยู่ตลอดเวลา แต่วิบากกรรมที่เราทำมาจากชาติในอดีตมันตามมา ถ้าบาปอกุศลแรงกล้า มันก็ให้ผลก่อน แต่บุญก็ช่วยผ่อนหนักให้เป็นเบา เบาก็ให้หายไป บุญช่วยอยู่ตลอดเวลา มันชิงช่วงช่วงชิงต่อสู้กันอยู่ระหว่างธรรมะกับอธรรม ตลอดเวลาทุกอนุวินาที เพราะฉะนั้น อย่าท้อใจว่า เราทำบุญมากขนาดนี้แล้วทำไมวิบากกรรมถึงยังมาให้ผลก่อน ยิ่งเจออย่างนี้ต้องยิ่งมีกำลังใจสู้ว่า บุญที่เราทำ ที่เราคิดว่ามากแล้ว แต่เมื่อไปเทียบกับวิบากกรรมที่ไปทำมานั้นมันมากกว่า เพราะฉะนั้นเมื่อเกิดเหตุอย่างนี้ อย่าท้อใจ อย่าน้อยใจ ต้องยิ่งสร้างบุญให้หนักขึ้น ถ้าไม่มีทรัพย์ในการสร้างบารมี เราก็มีวิธีที่จะทำให้ทางมาแห่งบุญเกิดขึ้น เราก็รักษาศีล ศีล ๕ ศีล ๘ หรือเจริญ ภาวนาไป แทนที่จะกลุ้มใจ ก็ทำใจให้ชุ่มด้วยบุญที่เรานึกถึงนั้น แล้วก็ใช้ปากของเราไปชักชวนคนให้มาสร้างบุญบารมี ใครจะถากถางว่า เธอทำบุญเยอะ ไม่เห็นบุญช่วยเธอเลย กลับมีทุกข์เสียอีก แล้วเธอมาชวนฉันให้สร้างบุญ เดี๋ยวฉันก็จะเป็นอย่างเธอ แม้จะเจอข้อถากถางอย่างไร ก็อย่าไปวิตกกังวล ทำต่อไปนะลูกนะ เมื่อกำลังทรัพย์ไม่พอที่จะทำทานอย่างเต็มที่ เราก็ทำเท่าที่จะทำได้ โดยเฉพาะการรักษาศีล การเจริญภาวนา เราสามารถรักษาได้ตลอดเวลา การเจริญภาวนาฝึกใจให้หยุดให้นิ่งเพื่อไปหาความสุขภายใน ไปหาบุญภายในที่จะมาช่วยแก้ไขวิบากกรรม อุปสรรคนานาในชีวิต อกุศลกรรมที่เราทำไว้ติดอยู่ตรงกลาง เป็นดวงดำมืดสนิททีเดียว บางช่วงก็ยาว บางช่วงก็สั้น ยิ่งเราหยุดเรานิ่งความสว่างภายในเกิดขึ้น ความมืดก็เจือจางไป ไอ้ที่ดำมันก็จะค่อยๆ ใสขึ้น สว่างขึ้น จนกระทั่งหมดไปในที่สุด แม้จะสูญเสียทรัพย์แต่เรายังมีสมบัติใหญ่อยู่กับตัวเรา คือ ร่างกายกับจิตใจ และก็ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ เรายังมีเนื้อ มีหนัง มีแขน มีขา มีใจ มีศูนย์กลางกาย เราก็หยุดลงไปตรงกลาง หยุดเข้าไปเรื่อยๆ เหมือนขุดหาตาน้ำ ขุดตื้นๆ น้ำมันไม่ไหล ก็ขุดลึกลงไปอีก เดี๋ยวน้ำมันก็ไหล หยุดตื้นๆ มันยังไม่พ้นวิบากกรรมก็หยุดในหยุดให้หนักเข้าไป เดี๋ยวเราก็จะพ้นวิบากกรรมนั้น ต้องทำอย่างนี้นะลูกนะ ถึงจะถูกหลักวิชชา เพราะฉะนั้น นักสร้างบารมีต้องเข้มแข็ง ต้องใช้สติกับปัญญาของเรา อย่าไปท้อแท้ อย่าท้อถอย อย่าน้อยอกน้อยใจ วิตกกังวล คิดว่าบุญไม่ช่วยเรา เราทำมาตั้งเยอะ อย่าไปคิดอย่างนั้น คิดผิดแล้วคิดใหม่ได้ เรายังมีเนื้อมีหนังมีกายมนุษย์อยู่ ความคิดที่ผ่านไปแล้วก็แล้วไป แต่เดี๋ยวนี้ คิดใหม่ พูดใหม่ ทำใหม่ สักวันหนึ่งจะเป็นวันแห่งชัยชนะของเรา ๒ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๔ ------------------------------------------------- ๑๙. โกยบุญให้เต็มที่ ทรัพย์สินเงินทองที่เรามีในปัจจุบัน เป็นผลจากบุญเก่าที่เราได้สร้างมาในอดีต ถ้าเราไม่ทำบุญต่อ มันก็หมด อย่างนี้ถือว่า “กินบุญเก่า” ดังนั้น..อย่าเสียดาย พวกเราต้องทำเป็นแบบอย่าง แล้วก็ไปช่วยแนะนำชาวโลกเขา อย่าเสียดายเลย เก็บไว้ส่วนหนึ่งเพื่อความปลอดภัยของชีวิต อีกส่วนหนึ่งเพื่อความปลอดภัยของชีวิตในอนาคตในภพชาติเบื้องหน้า หลังจากตายแล้ว กอบโกยบุญกันไปให้เต็มที่ จังหวะไหนที่เขาเปิดให้สร้างบารมี พึงทุ่มชีวิตจิตใจเป็นเดิมพัน มีอะไรที่จะทุ่มเทสร้างบารมีได้ ทำเสียเถิด นั่นเป็นทางมาแห่งบุญ และเป็นของขวัญอันยิ่งใหญ่ เมื่อโอกาสเปิดแล้ว ทำเสียเถิด ก่อนที่โอกาสนี้จะหมดไป เช่น เราอาจจะตายเสียก่อน หรือสร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว จึงเกิดศรัทธาภายหลัง แม้มีทรัพย์น้อย ก็มีทางออกอยู่ พึงใช้ปากและหัวใจกัลยาณมิตร ไปชักชวน ไปแนะนำ พึงทำจิตใจให้ชื่นบาน ต่อการสร้างบารมี ๒๖ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๑ ------------------------------------------------- ๒๐. อย่ามัวแต่กินบุญเก่า อย่าให้วันหนึ่งคืนหนึ่งผ่านไป โดยการกินบุญเก่าใช้บุญเก่า เพราะบุญเก่าใช้ไป มันก็มีวันหมด เราต้องสั่งสมบุญใหม่เพิ่มขึ้นทุกวันทุกคืน ทุกอนุวินาที อย่างที่ให้การบ้านไปนั่นแหละ บางจังหวะเราก็ให้ทาน บางจังหวะเราก็รักษาศีล บางจังหวะก็เจริญภาวนา ศีลกับภาวนานี่ รักษาไม่ยาก ทานเราอาจจะต้องใช้ในบางจังหวะ เพราะฉะนั้นง่ายที่สุดคือ ภาวนา หมั่นทำการบ้านทุกวันให้สม่ำเสมอเถอะ เดี๋ยวลูกทุกคนจะต้องเข้าถึงดวงธรรม ถึงกายภายใน ถึงพระธรรมกายจนได้ ถ้าได้ทำ เราก็ทำได้ ทำไม่ได้เพราะไม่ได้ทำเท่านั้น ต้องถึงธรรมกายนะลูกนะ ชีวิตจึงจะปลอดภัย แล้วเราจะเลือกไปอยู่ภพภูมิไหนก็ได้ ไม่ว่าวิบากกรรมจะมาตัดรอนชีวิตของเราให้ตายแบบไหนก็ตาม จะตายแบบไหนไม่ต้องกังวลกับมัน พระธรรมกายในตัวจะช่วยเราได้ ไม่ต้องไปแวะที่ยมโลก ไม่ไปแวะบนพื้นมนุษย์ มันจะแวบไปสวรรค์เลย ไม่ต้องแวะแต่แวบไปเลย ที่ของเรา หมู่คณะของเราอยู่บนชั้นดุสิตนะลูกนะ ผูกใจเอาไว้ตรงนั้น เพราะฉะนั้นต้องสร้างกำลังบุญไปให้ถึงทั้งทานศีลภาวนาทำให้ครบถ้วนบริบูรณ์เลย ๒๖ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๕ ------------------------------------------------- การบ้าน ๑๐ ข้อ ข้อ ๑. เมื่อกลับไปถึงบ้าน เอาบุญไปฝากคนที่บ้าน ข้อ ๒. จดบันทึกผลของการปฏิบัติธรรม ข้อ ๓. ก่อนนอน ให้นึกถึงบุญที่ได้สั่งสมมาทั้งหมด ข้อ ๔. เวลานอนหลับ ให้หลับในอู่ทะเลบุญ ข้อ ๕. เวลาตื่นนอน ให้ตื่นในอู่ทะเลบุญ ข้อ ๖. เมื่อตื่นแล้ว รวมใจเป็นหนึ่งกับองค์พระ ๑ นาที ใน ๑ นาทีนั้น ให้เรานึกว่า เราโชคดี ที่รอดมาอีกหนึ่งวัน ขอให้สรรพสัตว์ทั้งหลายจงมีความสุข อันตัวเรานั้นตายแน่ๆ ข้อ ๗. ทั้งวันให้ทำความรู้สึกว่า ตัวเราอยู่ในองค์พระ องค์พระอยู่ในตัวเรา ตัวเราเป็นองค์พระ องค์พระเป็นตัวเรา ข้อ ๘. ทุก ๑ ชั่วโมง ขอ ๑ นาที เพื่อหยุดใจนึกถึงดวง องค์พระ หรือทำใจนิ่งๆ ว่างๆ ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ข้อ ๙. ทุกกิจกรรมตั้งแต่ตื่นนอน ไม่ว่าจะเป็นการล้างหน้า อาบน้ำ แต่งตัว รับประทานอาหาร ล้างจาน กวาดบ้าน ออกกำลังกาย ขับรถ ทำงาน ให้เรานึกถึงดวง หรือองค์พระไปด้วย ข้อ ๑๐. สร้างบรรยากาศที่ดี สดชื่น ด้วยรอยยิ้ม และปิยวาจา ------------------------------------------------- ๒๑. ไม่สั่งสมบุญใหม่=กินบุญเก่า เมื่อไม่ได้สั่งสมบุญอะไรเพิ่มเติม ก็เหมือนกับกินใช้บุญเก่าที่สั่งสมเอาไว้ในอดีตชาติไปเรื่อยๆ ตรงนี้คนไม่ค่อยเข้าใจกัน บุญธาตุนี่ เหมือนพลังงานนะ พลังงานแห่งความสุขและความสำเร็จในชีวิต ถ้าหมดบุญก็หมดพลังงาน และบุญเก่ามีไว้เพื่อส่งเสริมสนับสนุนให้สร้างบุญใหม่เพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ ถ้าหากไม่สั่งสมบุญใหม่ ก็กินบุญเก่าที่สั่งสมเอาไว้ในอดีตชาติไปเรื่อยๆ จนกระทั่งบุญเก่าหมดไป ชีวิตความเป็นอยู่จึงยิ่งลำบากยากจนมากขึ้นๆ แล้วก็มากขึ้นไปเรื่อยๆ ต้องสั่งสมบุญ แล้วเราจะจนยากมาก คือ ไม่มีวันจน ๑๕ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๓ ------------------------------------------------- ๒๒. นึกแล้วปลื้ม หลวงพ่อเชื่อว่า ลูกชายหญิงทุกคนทั้งภายในและต่างประเทศ ได้ใช้วันเวลาของชีวิตอย่างมีคุณค่าที่สุด เราเกิดมาสร้างบารมี ถ้าเราไม่ใช้วันเวลาในการสร้างบารมี เท่ากับเราขโมยวันเวลาของตัวเราเอง คือ เวลาในโลกมนุษย์ เขาให้เรามาทำความดี แต่เราไปทำสิ่งที่ไม่ดี เป็นบาปอกุศล ก็ได้ชื่อว่า ขโมยเวลาของตัวเอง เพราะฉะนั้น วันเวลาที่ผ่านมาให้ปลื้มใจเถิดว่า เราได้สั่งสมคุณงามความดีของเรากันมาโดยตลอด ให้จิตใจเราเบิกบาน แช่มชื่น นึกถึงการให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนา ทอดกฐิน ทอดผ้าป่า มีงานบุญอะไร เราก็ช่วยกันไปอย่างเต็มที่เต็มกำลัง ไม่ใช่ว่าพวกเราจะร่ำรวยทรัพย์สินเงินทอง เราก็มีเท่าๆ กับที่คนอื่นเขามี มีบ้างไม่มีบ้างอย่างนั้นแหละ แต่ทรัพย์ของเรามีประโยชน์ต่อตนเองและต่อโลก สิ่งที่เราได้สละทรัพย์มาสร้างถาวรวัตถุเอาไว้สร้างมหาธรรมกายเจดีย์ สร้างสภาธรรมกายสากล นี้เป็นของสาธารณะ เป็นของพระพุทธศาสนา เป็นของส่วนรวมของประเทศชาติของเรา และเป็นของโลก ไม่ใช่ของตัวเรา ไม่ใช่ของหลวงพ่อ ไม่ใช่ของวัดพระธรรมกาย แต่เป็นของส่วนรวม เราสละทรัพย์มาสร้างสิ่งที่เป็นสาธารณประโยชน์ ให้สถานที่นี้เป็นที่ปลูกฝังศีลธรรม เป็นมหาวิทยาลัยศีลธรรมที่สร้างสันติสุข สันติภาพให้เกิดขึ้นแก่โลก เป็นสาธารณประโยชน์ที่ยิ่งใหญ่มหาศาล ทรัพย์ของเราเป็นทรัพย์ที่มีประโยชน์ หามาด้วยความบริสุทธิ์ ด้วยความเหนื่อยยากลำบาก แต่เรานำมาใช้ให้เกิดประโยชน์อันสูงสุดเกินควรเกินค่า เปรียบเสมือนแม่น้ำมีท่าลงอย่างดี ตั้งอยู่ในที่ใกล้มหาชน เป็นประโยชน์ต่อมนุษย์ต่อสัตว์ทั้งหลายอย่างนั้น ส่วนบุคคลใดมีทรัพย์สินเงินทองแล้วเก็บเอาไว้ ทรัพย์นั้นเป็นทรัพย์ทุพพลภาพ เป็นทรัพย์พิการ มีก็เหมือนไม่มี เพราะไม่ได้นำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อตนและต่อส่วนรวมของโลก แม้นมีก็เหมือนไม่มี ตายแล้วก็เอาไปไม่ได้ บุญก็ไม่ติดตัวเราไป ความจริงแล้วทรัพย์สมบัติเป็นของกลางของโลก เป็นเพียงอุปกรณ์ เป็นเครื่องมือในการสร้างบารมีสร้างความดีนะ เพราะฉะนั้น ให้ปลื้มใจไว้เถิดว่า แต่ละบาทแต่ละสตางค์ของลูกนั้น เป็นไปเพื่อประโยชน์สุขของตัวเรา และมวลมนุษยชาติทั้งหลาย นึกถึงบุญอย่างนี้ เราจะได้ปลื้มอกปลื้มใจ ความปีติ เบิกบาน ชื่นอกชื่นใจในการสร้างความดีที่ผ่านมานี้แหละ จะเป็นอุปการะให้ลูกทุกคน ได้เข้าถึงพระรัตนตรัยภายในอันเป็นที่พึ่งที่ระลึกอันสูงสุดของทุกๆ ชีวิต ๖ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๒ ------------------------------------------------- ๒๓. ทำบุญแล้วต้องปลื้ม สมบัติเป็นของกลางของโลก ผู้มีบุญเท่านั้นจึงจะได้ครอบครอง แต่บุญอยู่ดีๆ จะให้เกิดขึ้นไม่ได้ เราต้องทำ เราต้องสร้างบุญด้วยตัวเองอย่างถูกหลักวิชชา คือต้องปลื้มทั้งก่อนทำ กำลังทำ และภายหลังจากทำแล้ว ใจต้องมีความปลื้มปีติยินดีในสิ่งที่ตัวทำ มีปีติสุขหล่อเลี้ยงใจตลอดเวลาทั้งก่อนทำ กำลังทำ และภายหลังจากทำแล้ว ยามใดที่นึกถึงก็ปลื้ม มีปีติสุขในสิ่งที่เราได้สร้างมหาทานบารมี บุญนี้ก็จะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำน้อยก็ได้มาก ทำมากได้เยอะ เกิดขึ้นตลอดช่วงเวลาของชีวิตทั้งปฐมวัย มัชฌิมวัย และปัจฌิมวัย แปลว่า ตลอดชีวิตของเรา ตั้งแต่เกิดเรื่อยมาเลย จะมีสายสมบัติที่เกิดขึ้นในบุญธาตุ คอยหล่อเลี้ยงชีวิตของเราให้ได้สร้างบารมีอย่างสะดวกสบาย บุญธาตุเป็นบ่อเกิดแห่งความสุขและความสำเร็จในชีวิตของเรา ที่เราจะต้องเวียนว่ายตายเกิดสร้างบารมีในภพ ๓ นี้ บุญนี้ก็จะไปดึงดูดทรัพย์สมบัติ รูปสมบัติ คุณสมบัติ เป็นต้น เอาไว้ให้เราสำหรับสร้างบารมีเพราะฉะนั้นทุกครั้งที่ทำบุญต้องปลื้มนะ ๒๘ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๔ ------------------------------------------------- ๒๔. ปลื้มทุกบุญ ให้ปลื้มทุกๆ บุญ ที่เราได้ทำเอาไว้ นึกเอาไว้เรื่อยๆ นึกย้อนหลังทีหนึ่ง ก็เหมือนกับเราเปิดวาล์วของท่อธารแห่งบุญ ให้เปิดขึ้น ให้สว่างขึ้น ให้ใจชุ่มอยู่ในบุญอย่างนี้ วิมานของเราก็จะใหญ่โตโอฬาร บริวารสมบัติก็เยอะ ... สิ่งที่จะต้องทำต่อไปให้มากๆ ก็คือ “การเจริญภาวนา” พยายามทำให้ได้ทุกวัน อย่าให้ขาด แล้วก็ปรับปรุงให้ถูกวิธีการ โดยไม่มีความวิตกกังวลว่า กลัวจะไม่ได้ กลัวจะไม่เห็นในชาตินี้ ถ้าทำถูกวิธีแล้วต้องสมหวังดังใจอย่างแน่นอน เพราะฉะนั้นให้นึกเอาไว้ให้ดี แล้วก็หมั่นพยายามตรวจตราดูว่า เรามีสิ่งที่จะต้องปรับปรุงแก้ไขอย่างไร ให้ดีเพิ่มขึ้นไปทุกวันทุกคืน เพราะเรามีเวลาเหลืออยู่ไม่มากแล้วนะ มีเวลาอย่างจำกัด เราจะต้องเก็บเอา “ดี” ให้มากที่สุดไปให้ได้ ทั้งทาน ศีล ภาวนา เป็นต้น เมื่อถึงวันสุดท้าย ยิ้มสุดท้ายของเราจะได้สง่างามจากโลกนี้ไปก็ทิ้งข้อวัตรปฏิปทาการดำเนินชีวิตของเราไว้เป็นมรดกโลก ให้ลูกหลานได้ศึกษาฝึกฝนเดินตามรอยของเราต่อไป ๒๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ ------------------------------------------------- ๒๕. การอธิษฐานจิต ทุกครั้งที่เราทำบุญ อย่าลืมอธิษฐานจิต ๒ ข้อเป็นหลัก คือ อธิษฐานว่า ด้วยอานุภาพแห่งบุญนี้ ขอให้เราได้ติดรถด่วนขบวนนี้ไปสู่ที่สุดแห่งธรรม และในระหว่างหนทางสร้างบารมีให้เราได้ไปอยู่ดุสิตบุรี วงบุญพิเศษ เราจะได้ไม่พลัดพรากกัน เมื่อหมู่คณะลงมาสร้างบารมีในยุคไหนก็จะได้ลงมาพร้อมๆ กัน มาเติมบารมีแล้วก็กลับไปพร้อมๆ กัน ไม่มีหกไม่มีหล่น การอธิษฐานนอกนั้นก็เป็นเรื่องรอง เราจะอธิษฐานจิตออกแบบชีวิตของเราให้มีอุปกรณ์ในการสร้างบารมีอย่างไรก็แล้วแต่เรา การไปสู่ที่สุดแห่งธรรมนั้นเป็นการสร้างบารมีแบบไม่มีกำหนดเวลา อาจจะเร็วหรือช้า อยู่ที่เราจะต้องมีบารมีมากๆ บารมีจะมากได้นั้น ต้องสั่งสมบารมีมากๆ จะสั่งสมบารมีได้มากก็ต่อเมื่อเรามีอุปกรณ์ในการสร้างบารมีได้ครบถ้วน เช่น มีรูปสมบัติ ทรัพย์สมบัติ คุณสมบัติ ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข มรรคผลนิพพาน วิชชาธรรมกาย สมบัติจักรพรรดิตักไม่พร่อง เป็นต้น ถ้าเรามีอุปกรณ์พร้อม การสร้างบารมีของเราก็จะสะดวกสบาย ก็ให้สังเกตดูในชาตินี้ ตั้งแต่เราเกิดมาจนกระทั่งบัดนี้ เรามีข้อบกพร่องอะไรบ้าง เมื่อเราทำบุญทุกครั้งก็ต้องอธิษฐานว่า ขอให้ภพนี้เป็นภพสุดท้ายที่ขาดตกบกพร่อง ภพชาติต่อไปต้องเป็นภพแห่งความสมบูรณ์พร้อมของอุปกรณ์ในการสร้างบารมี ให้เราสังเกตดูตัวเองและก็อธิษฐานสร้างบารมีกันไป ๘ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๗ ------------------------------------------------- ๒๖. อดเปรี้ยวไว้กินหวาน เรามีเวลาเหลืออยู่ในโลกนี้นับจากวันนี้ไปถึงวันสุดท้ายอีกไม่มาก แล้วก็ไม่เท่ากันด้วย เราจะต้องใช้วันเวลาและสิ่งที่เรามีอยู่สร้างบารมีกันให้เต็มที่ อย่าประมาทในการดำเนินชีวิต เราเกิดมาเพื่อสร้างบารมีก็ต้องสร้างบารมีให้เต็มที่ อย่ามัวคิดว่า เราทำบุญมามากแล้ว ขอพักก่อน ขอชะลอไว้ก่อน อย่าคิดอย่างนั้น บุญเก่าเราใช้ไปทุกอนุวินาที แต่บุญใหม่นานๆ เราสร้างกันทีหนึ่ง ที่ผ่านมาก็เป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้นวันเวลาที่เหลืออยู่ เราจะต้องใช้ทุกอย่างที่เรามีสร้างบารมีให้เต็มที่ให้เท่ากับที่เราใช้บุญเก่าไป ให้เพิ่มเติมยิ่งขึ้นทุกๆ วัน วันธรรมดาให้หมั่นสั่งสมบุญทั้งทาน ศีล ภาวนา วันอาทิตย์ธรรมดาเราก็มาปฏิบัติธรรมร่วมกันที่วัด โดยเฉพาะอาทิตย์ต้นเดือนอย่าขาด ให้มาพร้อมกัน อย่ากลัวความปวด ความเมื่อย ความหิวกระหาย ความร้อนอบอ้าว ความไม่สะดวกสบายเหมือนเราอยู่ที่บ้าน อย่าให้สิ่งเหล่านี้มาเป็นอุปสรรคต่อการสร้างบารมีของเรา เพราะเราจะอยู่ในโลกนี้อีกไม่นาน ถ้าเราอดทนกันในตอนนี้ เวลาบุญส่งผลในเทวโลกก็ยาวนาน เราจะได้ปลื้มใจกันตรงนั้น เมื่อเราเดินทางออกจากกายมนุษย์ไปสู่เทวโลกแล้ว ตอนนั้นมันกลับตัวไม่ได้แล้ว ถ้าเราทำน้อย เราก็มีบุญน้อย มีบุญน้อยเราก็ต้องไปอยู่ท้ายแถว ถ้าเราสร้างบุญให้มากๆ เมื่อเรามีบุญมาก เราก็จะได้ไปอยู่หัวแถวในภพแห่งการเสวยบุญนั้น เราจะชื่นชมผลบุญที่เราได้กระทำตอนเป็นมนุษย์ เพราะฉะนั้นขอให้ลูกทุกคนพึงคิดสิ่งเหล่านี้เอาไว้ให้ดี ๘ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๗ ------------------------------------------------- ๒๗. รวย-จน ประเดี๋ยวเดียว กลัวก็ต้องตาย ไม่กลัวก็ต้องตาย ทุกคนล้วนตายหมด และก็เคยตายกันมาแล้วทั้งนั้น ความตายเป็นสิ่งที่เราจะต้องนำมาคิด คิดถึงความตายวันละนิด จิตแจ่มใส เพราะจะทำให้เราดำเนินชีวิตได้อย่างถูกวัตถุประสงค์ของการเกิดมาเป็นมนุษย์ จะไม่ประมาท จะสั่งสมบุญอยู่ตลอดเวลาเลย จะไม่คร่ำครวญเมื่อชีวิตลำเค็ญ เพราะรู้ว่าเราจะลำเค็ญอยู่ในโลกมนุษย์ไม่กี่ปีก็ตายแล้ว โดยเฉพาะอายุขัยเฉลี่ยมนุษย์ในยุคนี้แค่ ๗๕ ปี เพราะฉะนั้น ลำเค็ญก็ไม่นาน ยากจนก็ประเดี๋ยวเดียว อย่าไปทุกข์ใจเลย สั่งสมบุญกุศลกันไป เราไปเอาดีกันภพเบื้องหน้า ไปศึกษาเรื่องเหตุและผลที่เราเป็นอยู่ในปัจจุบัน เพราะเราประกอบเหตุในอดีตมา ผลที่เราเกิดมาลำบากยากจน อัตคัดเรื่องปัจจัย ๔ เป็นเพราะในอดีตเรามีความตระหนี่ หวงแหนเสียดายทรัพย์ ไม่สั่งสมบุญเอาไว้ เราอาจจะเป็นคนเคยรวย มีทรัพย์มาก และมีความคิดว่า เรารวยขึ้นมาเพราะหนึ่งสมองสองมือ ไม่ใช่เพราะอย่างอื่น ทำให้เรามีมานะทิฐิ และประมาทในชีวิต ใช้ทรัพย์นั้นเพื่อแสวงหาทรัพย์และแสวงหาความสุขอย่างเดียว ใครจะมาชักชวนให้ทำความดี มาบอกบุญ ก็จะถือเนื้อถือตัว ไม่ต้อนรับบ้าง ไม่ยอมรับคำแนะนำบ้าง แม้จะต้อนรับทางกายก็ตาม นี่ก็เป็นสิ่งที่เราประกอบเหตุเอาไว้ เพราะมีความตระหนี่ เราจึงมาลำบากในชาตินี้ แต่ลำเค็ญประเดี๋ยวเดียวก็จะหมดเวลาของชีวิตแล้ว เพราะฉะนั้นอดทนสั่งสมบุญกันไปเถอะนะลูกนะ ส่วนใครที่ชาตินี้ร่ำรวย ก็ให้คิดว่า รวยแค่ประเดี๋ยวเดียวเช่นกัน จะรวยกี่แสนล้าน ก็รวยประเดี๋ยวเดียว เดี๋ยวก็ต้องตาย แล้วจะรวยมากแค่ไหนก็ตาม มีบ้านกี่พันหลังก็อยู่ได้ทีละหลัง มีเตียงกี่พันเตียงก็นอนได้ทีละเตียง มีห้องกี่พันห้องก็นอนได้ทีละห้อง มีรถกี่พันคันก็นั่งได้ทีละคัน มันทีละคันเท่านั้นเอง ที่เหลือก็ต้องเสียค่าบำรุงดูแลรักษากันไป จ่ายกันไป ได้ปลื้มหน่อยที่ว่า เรามีเหนือกว่าคนอื่น หรือเท่าคนอื่นเขา หรือคนอื่นเขาไม่มี มันก็แค่นั้น แล้วก็ตาย มัวแต่ปลื้มๆ กันอยู่อย่างนี้ หรือมัวสนุกเพลิดเพลิน เพราะเรามีทรัพย์เยอะ สนุกสนานเฮฮากันบ้าง หรือเอาทรัพย์ต่อทรัพย์ มัวแต่ทำมาหากินอย่างเดียว ไม่ได้สั่งสมบุญ เพลินกับสเตทเม้นต์ ดูตัวเลข โอ้โฮ ขึ้นไปหลักสองแสนกว่าล้าน สามแสน สี่แสนล้าน ปลื้มไม่กี่ทีก็ตายแล้ว ถ้าตายตอนนั้น แล้วมาเกิดใหม่เป็นมนุษย์ ไม่ได้อยู่ที่เดิมนะ สิ่งที่เราสร้างไว้ก็เอาไปไม่ได้ ตกเป็นของคนอื่นเหมือนลูกขอทานคนหนึ่ง อดีตเป็นเศรษฐี แต่ตระหนี่ไม่สั่งสมบุญ พอตายแล้วได้เข้าท้องคนขอทาน ขณะอยู่ในครรภ์มารดา แม่ไปขอทานที่ไหน ไม่มีใครให้เลย คลอดลูกออกมาพาไปขอทานที่ไหนก็อด ลำบาก จนกระทั่งโตพอช่วยเหลือตัวเองได้ แม่ก็ส่งกะลาให้บอก ลูกเอ๋ย นี่คืออุปกรณ์ทำมาหากินของลูก ถือกะลาไป ไปขอทานที่ไหน ก็โดนเขาไล่ออกมาอีก แถมมีหน้าตาอัปลักษณ์เหมือนปีศาจคลุกฝุ่น แต่เพิ่งตายหยกๆ พอจะมีบุญระลึกชาติได้ เดินผ่านบ้านเศรษฐี จำได้ เอ๊ะ! นี่บ้านของเรานี่ นั่นลูกชายเรา แต่ใครจะไปจำได้ เพราะอยู่ในยูนิฟอร์มใหม่ มาในมาดของลูกขอทาน ด้วยร่างกายที่อัปลักษณ์ประดุจปีศาจคลุกฝุ่นอย่างนั้น ไม่มีสิทธิ์ที่จะไปใช้ทรัพย์ของตัวในอดีตชาติที่ตัวเคยรวย และสร้างมากับมือ เราจะไปอ้างสิทธิ์ว่า ชาติที่ผ่านมา ฉันเคยอยู่บ้านนี้ สร้างมากับมือ ไม่เชื่อไปดูขุมทรัพย์อะไรต่างๆ อย่างนั้นอย่างนี้สิ ก็ไม่มีใครเชื่อ มีแต่จะจับโยนออกจากบ้าน เพราะฉะนั้น ก็แปลว่า รวยก็รวยไม่กี่ปีในเมืองมนุษย์ จึงควรนำทรัพย์ที่เราหามาได้มาเป็นบุญต่อบุญ สมบัติต่อสมบัติกันดีกว่า มาทำประโยชน์ให้เกิดขึ้นแก่ชาวโลก และมาสั่งสมบุญ บุญจะได้เต็มที่ต่อเมื่อทรัพย์นั้นได้มาด้วยการประกอบสัมมาอาชีวะ การประกอบอาชีพเป็นเรื่องสำคัญนะ ไม่ใช่ว่า อาชีพอะไรก็ได้ขอให้ได้ปัจจัย ๔ มาเลี้ยงชีวิต จะไปเบียดเบียนใครก็ได้ อย่าคิดอย่างนั้น เพราะว่ามันมีวิบากกรรมรองรับอยู่ มันเป็นกฎที่ไม่มีใครจะเอาชนะได้ ทุกคนภายในโลกนี้แม้แต่พระเจ้าจักรพรรดิปกครองโลก ก็ยังตกอยู่ภายใต้กฎแห่งกรรม เทวดาเหาะเหินเดินอากาศได้ ก็ยังตกอยู่ภายใต้กฎแห่งกรรมทั้งสิ้น มนุษย์ยังขาดแคลนความรู้ตรงนี้ มามีความรู้ตรงนี้ ต่อเมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบังเกิดขึ้นมาโปรด จึงเป็นความรู้สากลที่ทุกคนจะต้องศึกษาเอาไว้ เพื่อจะได้ดำเนินชีวิตได้ถูกต้อง เพราะฉะนั้น จะรวยหรือจนก็ประเดี๋ยวเดียว อย่าชะล่าใจ สั่งสมบุญเอาไว้ให้ดี และบุญจะต้องได้มาจากทรัพย์ที่ประกอบสัมมาอาชีวะ แม้ทรัพย์น้อย แต่หัวใจเกินร้อย เลื่อมใสในพระรัตนตรัย ก็ได้บุญใหญ่ ไปสู่สุคติโลกสวรรค์ได้ นี่ก็เป็นสิ่งที่ต้องศึกษากันเอาไว้ ๒ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๘ ------------------------------------------------- ๒๘. เกิดมาอีกทีต้องพร้อม เราเกิดมาสร้างบารมี ก็ต้องสร้างกันให้เต็มที่เต็มกำลัง อย่าไปขยักขย่อน เพราะชีวิตมนุษย์สั้นนัก ไม่ช้าเดี๋ยวเราก็ตายจากโลกนี้ไปแล้ว การเวียนว่ายในสังสารวัฏนี้ กายมนุษย์เท่านั้นที่สร้างบารมีได้ กายอื่น ภพอื่น ทำได้ยาก นานๆ จึงจะมีปรากฏสักครั้งหนึ่ง ซึ่งถือเป็นกรณียกเว้น อย่างท้าวสักกเทวราชกับนางสุชาดาที่ได้ถวายทานกับพระอรหันต์ เราอย่าไปคิดทำอย่างนั้น เพราะมันเกิดขึ้นได้ยากมากๆ ตอนนี้เรายังมีกายมนุษย์ ยังมีชีวิตอยู่ มีเรี่ยวมีแรงแค่ไหนก็สร้างบารมีกันให้เต็มที่เต็มกำลัง เมื่อไรที่บุญส่งผลเราจะปลื้ม ชีวิตในสังสารวัฏ เขาใช้บุญเอาไปสู้กับบาป เวลาที่บาปเข้ามาสิงจิตเรา จะบังคับให้เราคิดพูดทำในสิ่งอกุศล ทำแล้วก็มีวิบากติดไป ทำให้เป็นอุปสรรคของชีวิต ทั้งชีวิตตอนเป็นมนุษย์ ชีวิตในปรโลก และชีวิตในสังสารวัฏ อดีตที่ผ่านมา เรารู้เรื่องบุญบาปบ้าง ไม่ค่อยจะรู้บ้าง แต่เวลานี้เราได้เรียนรู้กันมามากแล้ว เมื่อรู้แล้วควรทำให้ถูกหลักวิชชา ออกแบบชีวิตของเราให้ดี คือ ภพชาติต่อไปชีวิตเราต้องสมบูรณ์พร้อมด้วยรูปสมบัติ ทรัพย์สมบัติ คุณสมบัติ ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข มรรคผลนิพพาน พวกพ้องบริวาร วิชชาธรรมกาย เกิดมาระลึกชาติได้ เกิดมาระลึกชาติได้ ระลึกชาติเดียวก็ไม่เอานะ มีเรื่องกล่าวไว้ในพระไตรปิฎก มีอยู่หลายท่านระลึกชาติได้ชาติเดียว เห็นว่าภพในอดีต ตนเคยเกิดเป็นคนรวยได้ สั่งสมบุญมาอย่างดี แต่ชาตินี้กลับมาเกิดเป็นคนจน หรือบางท่านระลึกชาติว่า ชาติในอดีตตนเกิดมาจน ทำบาปอกุศลด้วย แต่ชาตินี้เกิดมารวย เลยไปสรุปว่า ทำดีไม่ได้ดี ทำชั่วไม่ได้ชั่ว เมื่อไม่เชื่อเรื่องบุญเรื่องบาป พลาดไปทำอกุศลก็ไปอบายได้ ชีวิตถอยหลังอีกแล้ว เพราะฉะนั้น ระลึกชาติได้ชาติเดียว อันตราย ต้องอธิษฐานให้ระลึกชาติได้หลายๆ ชาติ แล้วไม่ว่าชีวิตจะเป็นอย่างไร ต้องสั่งสมบุญเอาไว้ ให้บุญเป็นพลังเสริมให้คำอธิษฐานของเราเป็นจริงสมปรารถนา การที่ระลึกชาติได้ชาติเดียว แล้วเห็นชีวิตเป็นอย่างนั้น เราจะได้ข้อสังเกตว่า บุญบาปชิงช่วงกันส่งผลอยู่ตลอดเวลา จริงๆ แล้ว ภพในอดีต เราเป็นคนเคยรวยกันมาก่อนทั้งนั้น และก็เคยทำความดีกันไว้มาก รวมถึงทำความไม่ดีก็มากด้วย ปัจจุบันชาตินี้เราจึงยังพบอุปสรรคในชีวิตมากมาย ทั้งๆ ที่เราตั้งใจดีมาสั่งสมบุญกัน เพราะว่าบาปยังได้ช่องอยู่ แต่บุญก็ประคับประคองเอาไว้ เราจึงมีความรู้สึกอยากทำบุญ “เต็มที่” แต่ก็ได้ “เต็มที” ไม่อิ่มใจสักที มันขาดไม้เอกไป เพราะขาดปัจจัย ๔ เลยไม่มีไม้เอก ในสังสารวัฏ บุญบาปจะชิงช่วงช่วงชิงกันอยู่อย่างนี้ ไม่มีอะไรเกินไปกว่านี้ มนุษย์เป็นเหมือนหุ่นให้บุญและบาปเชิด เมื่อเรารู้อย่างนี้แล้ว เราต้องออกแบบชีวิตของเราต่อไปในอนาคตให้ดีตลอดจนถึงจุดหมายปลายทางว่า ทุกภพทุกชาติต่อไปนี้ เราจะต้องมีร่างกายที่แข็งแรง ไม่รู้จักโรคภัยไข้เจ็บเลย ในอดีตบุคคลที่ไม่เคยรู้จักโรคภัยไข้เจ็บเลยก็มี เช่น พระพากุละ ตลอดชีวิตท่านไม่เคยป่วยเลย ไม่เคยขบฉันแม้แต่สมอสักผลเพื่อเป็นยา และมีอายุยืนถึง ๑๖๐ ปี ท่านเป็นฆราวาสอยู่ ๘๐ ปี เป็นพระอีก ๘๐ ปี และได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ เราเกิดมาสร้างบารมี และจะต้องสร้างบารมีกันต่อไปในอนาคต เพราะฉะนั้นเราต้องถึงพร้อมด้วยรูปสมบัติ คือ ต้องแข็งแรง อายุยืนยาว เราจะได้สร้างบารมีไปนานๆ เพื่อสั่งสมบุญที่จะเอาชนะพญามาร ไม่ใช่แค่หนีอย่างเดียวเผื่อว่าภพไหนในอดีตวิบากกรรมมาตอนต้นของชีวิต ตอนปลายของชีวิตจะได้ลุยสร้างบารมีกันได้อย่างเต็มที่ ถ้าใครอยากเป็นผู้หญิงก็ต้องสวย ถ้าอยากเป็นผู้ชายก็ต้องหล่อ ความหล่อกับสวยนี่ เป็นแรงดึงดูดใจให้มหาชนเขาอยากเข้าใกล้นะ ยินดีช่วยเหลือ เป็นที่เกรงอกเกรงใจ ซึ่งร่างกายแข็งแรง อายุยืน รูปงาม รวมอยู่ในรูปสมบัติ คือ มีรูปเป็นสมบัติ ถึงพร้อมด้วยทรัพย์สมบัติ สมบัติมีหลายประเภท สมบัติที่ต้องทำมาหากินจึงจะได้มา คือ ต้องเหน็ดเหนื่อยก่อนถึงจะได้ สมบัติประเภทที่ไม่ต้องเหนื่อยแต่ว่าได้คือ สมบัติที่พอเรามาเกิดก็มาคอยท่าเลย รอคอยให้ใช้สร้างบารมี แล้วก็สมบัติจักรพรรดิตักไม่พร่อง เคยมีบุคคลตัวอย่างในอดีตที่เขาได้สมบัติจักรพรรดิตักไม่พร่องมาแล้ว เช่น โชติกเศรษฐี เป็นต้น หรือได้กระทั่งสมบัติ ที่ไม่ใช่อยู่ในแหล่งที่เกิด ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสเอาไว้ ตัวอย่างเช่น ในอากาศไม่น่าจะมีสมบัติ แต่ฝนรัตนชาติก็ตกมาแล้ว เมื่อถึงพร้อมด้วยทรัพย์สมบัติ รูปสมบัติแล้ว ต้องถึงพร้อมด้วยคุณสมบัติ คือ มีดวงปัญญา เป็นบัณฑิตนักปราชญ์แทงตลอดทั้งทางโลกและทางธรรม มีความรู้ ความสามารถดี ฉลาดในการใช้ทรัพย์ให้เป็นประโยชน์ต่อตนเองและโลก เพราะทรัพย์คือเครื่องมือสำหรับการสร้างบารมี นอกเหนือจากการหล่อเลี้ยงสังขาร เมื่อเราเข้าใจแจ่มแจ้งชีวิตในโลกในสังสารวัฏได้ดี อยากให้ชีวิตเราอยู่ในระดับพ้นโลก หรือในระดับที่จะไปสู่จุดหมายปลายทางก็ดี เราจะได้ดำเนินชีวิตได้ถูกว่าควรจะผูกพันกับอะไร คน สัตว์ สิ่งของ ทรัพย์สมบัติ ต้นหมากรากไม้ ภูเขาเลากา หรือวิชาที่เราเคยได้ยินได้ฟังเรื่องไสยเวท วิทยาศาสตร์ทางใจอะไรต่างๆ เหล่านั้น หรือวิชชาธรรมกาย วิชชาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ยิ่งเรียน ยิ่งบริสุทธิ์ ยิ่งรู้ ยิ่งแตกฉาน ดับทุกข์ได้ เอาชนะพญามารได้ เราจะได้เลือกได้ถูกต้อง เมื่อเรามีดวงปัญญา ภพชาติต่อไป เมื่อมาเกิดใหม่จะต้องพร้อมที่จะมาสร้างบารมี มีลาภ ยศ สรรเสริญ สุข บรรลุมรรคผลนิพพาน บรรลุวิชชาธรรมกายตั้งแต่เยาว์วัย เกิดมาก็บรรลุธรรมกันเลย แล้วก็ให้รักธรรมะเหมือนผู้ใหญ่รัก บางทีเด็กรักธรรมะก็รักแบบเด็ก ยังไม่ค่อยเข้าใจเท่าไร ต้องรักธรรมะแบบผู้รู้ ท่านรักธรรมะกันจริงๆ ความถึงพร้อมในมนุษย์สมบัตินี้ จะได้มาด้วยการทำทาน รักษาศีล เจริญภาวนา หรือได้ด้วยบุญกิริยาวัตถุ ๑๐ ประการ ที่กลั่นให้กายวาจาใจของเราใสสะอาดบริสุทธิ์ อย่างที่ลูกทุกคนกำลังกระทำกันอยู่นี้ ให้หมั่นพิจารณาดูว่า ชาตินี้มีอะไรที่เรายังไม่สมบูรณ์บ้าง ลองระลึกชาติปัจจุบันย้อนหลังดู ตั้งแต่เราเกิดมา พิจารณาตั้งแต่ภายในตัวของเราออกมาถึงภายนอก ไล่เรื่อยไปตั้งแต่ ครอบครัว ญาติมิตร สิ่งแวดล้อม อะไรต่างๆ เมื่อเห็นว่าอะไรยังไม่สมบูรณ์ เราก็สั่งสมให้สมบูรณ์ ความสมบูรณ์ของชีวิตจะเกิดขึ้นได้ ก็ต้องอาศัยบุญอย่างเดียวเท่านั้น บุญที่เกิดจากการทำทาน รักษาศีล และเจริญภาวนา แล้วก็มาเทียบเคียงกับบารมี ๑๐ ทัศมีทานบารมี ศีลบารมี เนกขัมมบารมี ปัญญาบารมี วิริย-บารมี ขันติบารมี สัจจบารมี อธิษฐานบารมี เมตตาบารมีอุเบกขาบารมี ค่อยๆ ทบทวนทีละข้อว่า มีอะไรที่เรายังขาดตกบกพร่องบ้าง เพื่อจะได้เติมให้ครบถ้วนบริบูรณ์ระหว่างที่เรายังมีกายมนุษย์อยู่ ซึ่งจะส่งผลให้ดีทั้งในปัจจุบันนี้ด้วย แล้วก็ดีตอนที่เราจะละโลกไปสู่ดุสิตบุรี วงบุญพิเศษ ซึ่งภูมินี้ไม่ใช่ไปกันง่ายๆ นะ แค่ไปสวรรค์ชั้นต้นๆ นี่ก็ยากแล้ว แต่ว่าไปสวรรค์ชั้นดุสิตยิ่งยากกว่า แล้วดุสิตบุรี วงบุญพิเศษยิ่งยากมากๆ ดังนั้น เราจะต้องไม่ประมาทในการสร้างบารมี อย่าไปคิดว่า ทำบุญกันมาตั้งเยอะแยะแล้ว ขอพักก่อน แค่ความคิดคำนึงว่า ขอพักก่อน แสดงว่าจิตของเราถูกพญามารสิงเข้าไปแล้ว ทำให้เกิดความคิดวิปริตอย่างนี้ ถูกเขาเข้าแทรกแล้ว แต่เราไม่รู้ตัว ไม่รู้จัก และไม่เข้าใจด้วยว่า ความคิดอย่างนี้จะเป็นพิษเป็นภัยต่อตัวเรา เพราะเมื่อเราหยุดพัก บุญก็พักด้วย แล้วบุญกับบาปชิงช่วงช่วงชิงกันอยู่ตลอดเวลา เมื่อบุญพัก บาปก็ได้ช่องเสียบเข้ามาทันที เดี๋ยวก็จะไปกันใหญ่ จะฉุดดึงไปโน่นไปนี่ ไปทำอกุศลอะไรต่ออะไรอีกมากมาย เพราะฉะนั้น วันหนึ่งคืนหนึ่งที่ผ่านไปอย่าประมาท เราต้องสร้างบุญกันให้เต็มที่ทุกๆ วัน เพราะเราเกิดมาทำพระนิพพานให้แจ้ง แสวงบุญ และเกิดมาสร้างบารมีนะลูกนะ ๘ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๗ ------------------------------------------------- ๒๙. สวรรค์ไม่ไกล อย่าลืมว่า เรามาเกิดเพื่อสร้างบารมี ไม่ใช่เพื่อวัตถุประสงค์อื่น เรามีเวลาอยู่ในโลกมนุษย์นี้เพียงเล็กน้อย ไม่ช้าเราก็ต้องตาย ชีวิตหลังความตายยาวนานเป็นหมื่น เป็นแสน เป็นล้านปี ถ้าหากเราทำดี สร้างบุญบารมีเอาไว้มากในเมืองมนุษย์ เวลาไปเสวยผลบุญมันก็ยาวนาน แล้วก็จะอยู่ในหมู่เทพเทวาที่มีอานุภาพ มีศักดิ์ใหญ่ มีบารมีมากๆ มีรัศมีมาก มีบริวารสมบัติมาก ในเทวโลกนั้นมีความเป็นธรรมในสังคม คือ ใครสร้างบุญมาก ก็จะไปอยู่ในหมู่ของเทวาผู้มีฤทธิ์ มีอานุภาพมาก มีรัศมีมาก มีความสุข สะดวกสบายมาก ถ้าสร้างบุญปานกลางก็จะอยู่ในเทพที่มีบุญปานกลาง มีศักดิ์ปานกลาง มีบริวารสมบัติปานกลาง ถ้าเราทำบุญน้อย แม้ขึ้นไปอยู่ชั้นเดียวกันก็อยู่รอบนอก อยู่ขอบภพ เพราะฉะนั้น ถ้าหากเราสร้างบุญเต็มที่ ชีวิตหลังความตายนั้นยาวนาน เราก็จะได้ไปเสวยผลบุญอย่างเต็มที่อย่างสมศักดิ์ศรี และเวลาเคลื่อนย้ายจากกายหยาบไปสู่กายทิพย์ก็จะไปอย่างสง่างาม ๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๕ ------------------------------------------------- ๓๐. อานิสงส์บุญถวายที่ดิน บุญที่เราได้ถวายที่ดินไว้ในพระพุทธศาสนา บุญนี้ถือว่าเป็นเบื้องต้นของบุญทุกๆ บุญ ที่จะเกิดขึ้นตามมาอีกมากมาย เป็นบุญรากฐานที่รองรับการสร้างบารมีทั้ง ๓๐ ทัศของเรา ให้เต็มเปี่ยมบริบูรณ์ เหมือนต้นไม้ใหญ่ที่เจริญงอกงามผลิดอกออกผล ก็เพราะได้อาศัยแผ่นดินเป็นที่ตั้ง บุญใหญ่ทั้งหลายที่จะเกิดขึ้นได้ก็ต้องอาศัยแผ่นดิน เป็นที่สำหรับสร้างบารมี ผลบุญนี้จะส่งผลให้เราได้เป็นราชาราชินีที่ดิน คือ มีที่ดินมากมายเป็นของตัวเอง มีที่อยู่อาศัยอันเป็นสัปปายะ สะดวก สบาย อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการสร้างบารมี แล้วก็จะได้สร้างบารมีไปจนตลอดอายุขัย ไม่ว่าจะก้าวไปที่ใดก็จะได้รับการต้อนรับเชื้อเชิญเป็นอย่างดี ให้เราเข้าพักอาศัยด้วยความเต็มใจ ราวกับว่าเขาได้เชื้อเชิญบุคคลวิเศษผู้มีสิริมงคลที่มาเยี่ยมเยือนเขา เราจะเป็นที่รักของเจ้าของสถานที่ เป็นที่รักของมนุษย์และเทวาทั้งหลาย การถวายที่ดินเป็นสัญลักษณ์ของผู้มีจิตใจหนักแน่น ก็จะทำให้เราเป็นผู้ที่มีจิตใจหนักแน่นประดุจแผ่นดิน เราจะมีพลังใจอันสูงส่ง ที่จะสามารถเอาชนะกิเลสอาสวะทั้งหลายได้ ๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๘ ------------------------------------------------- ๓๑. อานิสงส์จุดประทีปบูชาพระผู้ปราบมาร การที่เราได้บูชามหาปูชนียาจารย์ บูชาบุคคลที่ควรบูชาด้วยประทีป แสงสว่าง จะทำให้เราเป็นผู้มีดวงปัญญาที่สว่างไสว มีดวงตาที่สดใส สวยงาม ปราศจากโรคเกี่ยวกับดวงตา สมบูรณ์ด้วยมังสจักษุ ทิพยจักษุ ปัญญาจักษุ สมันตจักษุ และธรรมจักษุ กระทั่งมีดวงตาเห็นธรรม ได้บรรลุธรรมโดยเร็วพลัน ธรรมอันใดที่พระเดชพระคุณหลวงปู่* ท่านได้บรรลุ เราก็จะมีส่วนในการบรรลุธรรมนั้นด้วย ซึ่งธรรมที่พระเดชพระคุณหลวงปู่ท่านได้บรรลุ เป็นธรรมอันประเสริฐ เป็นธรรมอันวิเศษ มีความศักดิ์สิทธิ์ มีฤทธิ์ มีเดช มีอานุภาพมาก ทำให้ท่านเป็นผู้ที่ถึงพร้อมด้วยคุณธรรม คุณวิเศษ มีความศักดิ์สิทธิ์ มีอานุภาพที่ไม่มีประมาณ ๓๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๑ ------------------------------------------------- ๓๒. นึกถึงหลวงปู่ ช่วงนี้ให้ลูกหลานหลวงปู่ทั่วโลกนึกน้อมเอาภาพพระเดชพระคุณหลวงปู่ จะเป็นภาพใดก็ได้ที่เราชอบ นึกน้อมอาราธนาท่านให้มาสิงสถิตอยู่ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ให้ท่านหันหน้าออกไปทางเดียวกับตัวของเรา อาราธนาท่านให้กลั่นกาย วาจา ใจ ของเราให้ใส สะอาด บริสุทธิ์ เชื่อมสายบุญ สายสมบัติ ทั้งโลกียทรัพย์และอริยทรัพย์ให้ติดตัวเราทั้งในปัจจุบันนี้และในภพชาติเบื้องหน้าไปทุกภพทุกชาติ ตราบกระทั่งถึงที่สุดแห่งธรรม ทำจิตให้เลื่อมใสด้วยความเคารพบูชาในพระเดชพระคุณหลวงปู่ พระผู้ปราบมาร ที่การบังเกิดขึ้นของท่าน ทำให้เราเข้าใจแจ่มแจ้งในคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทำให้เราดำเนินชีวิตได้ถูกต้อง ปิดอบาย ไปสวรรค์ และมีความสุขในปัจจุบัน อาราธนาท่านให้คุมบุญคุมบารมี กลั่นกาย วาจา ใจของเราให้ใสสะอาด บริสุทธิ์ แล้วก็เติมบุญเติมบารมี รัศมี กำลัง ฤทธิ์ อำนาจ สิทธิ เฉียบขาด สมบัติ คุณสมบัติ ลาภยศ สรรเสริญ สุข มรรคผลนิพพาน และวิชชาธรรมกายให้กับพวกเราทุกคน ๑๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๓ ------------------------------------------------- ๓๓. ทำหน้าที่กัลยาณมิตร ต้องสู้นะ ถึงจะชนะ ตั้งเป้าหมายไว้ แล้วเราก็เดินไปสู่เป้านั้น หากเราทำตามลำพังไม่ได้ มันก็มีทางออก คือ ไปชวนคนอื่นมาทำด้วย ถามว่าเหนื่อยไหม ก็เหนื่อยนะ เหนื่อยแต่มีความสุข แล้วได้สร้างบารมี เราจะมีบุญที่ไปชวนคนทำความดี บุญนี้จะส่งผลให้เรามีบริวาร พวกพ้องที่ดีๆ มีพรรคมีพวก ความสะดวกมันก็มี ถ้าเราทำตามลำพัง ไม่ไปชวนคนอื่นเขาทำด้วย เรารวยตามลำพัง แต่พวกพ้องบริวารหายาก เราต้องรวยด้วย มีพรรคมีพวกด้วย มีบริวารที่ดีด้วย ซึ่งจะได้มานั้น เราก็ต้องเหนื่อย ออกแรงกันหน่อย ความสำเร็จก็จะเกิดขึ้นได้ ไม่ได้ยากอะไร มันยากอยู่ที่ไม่ได้ทำ หรือไปคิดแทนคนอื่น เขาคงไม่ทำมั้ง เกรงใจเขา กลัวว่าจะไปรบกวน ไปเบียดเบียนเขา ความเกรงใจเป็นสิ่งที่ดี แต่ถ้าจะชวนใครทำความดี ไม่ต้องเกรงใจ เราไม่ได้เอาของเขามาเข้ากระเป๋าเรา เราไปชวนเขาทำความดี เพราะฉะนั้นอย่าไปคิดแทนเขา กลัวเขาจะลำบาก กลัวเขาจะไม่ทำอะไรต่างๆ อย่าไปเอา ผังวิตกกังวลคิดแทนอย่างนี้มา ตรงข้าม เรากลับเป็นผู้ช่วยรักษาสมบัติของเขาให้ติดไปในภพเบื้องหน้า เรากำลังไปรื้อผังจน ผังลำเค็ญของเขา แล้วช่วยสร้างผังใหม่ให้เขา คือ ผังรวย ผังมหาเศรษฐีผู้ใจบุญ ผังมีสมบัติจักรพรรดิตักไม่พร่อง เรามีหน้าที่แค่เดินไปหาเขา บอกเล่าสิ่งดีๆ ให้เขาฟัง ชวนทำความดี ส่วนเขาจะทำหรือไม่ทำนั้น ก็แล้วแต่เขาจะตัดสินใจเอง ๑๘ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๐ ------------------------------------------------- ๓๔. ผู้นำบุญยอดกัลยาณมิตร เมื่อเราไปชวนใครมาทำบุญ คนมีบุญมาก อินทรีย์แก่ เขาก็ทำทันที คนมีอินทรีย์ปานกลาง เขาก็ทำเฉยๆ คนมีอินทรีย์อ่อน ฟังแล้วเขาก็ต่อต้าน ก็ไม่เห็นจะต้องเก็บมาเป็นทุกข์เป็นร้อนใจ เราเป็นนักสร้างบารมี จะต้องไม่เก็บสิ่งที่ไร้สาระมาทำให้เราทุกข์กายทุกข์ใจนะลูกนะ กายและใจเราควรจะถูกสั่งสมด้วยบุญ บารมี ความสุข พลังแห่งความดี ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นต้นแบบของโลก โลกยังขาดแคลนต้นบุญต้นแบบอย่างนี้ เราจึงจำเป็นต้องมาเกิดพร้อมๆ กัน เพื่อจะเป็นต้นบุญต้นแบบของเขา และผู้ที่จะเป็นต้นบุญต้นแบบได้ ต้องทำความเข้าใจกับโลกให้ดี กับสรรพสัตว์ทั้งหลายก็ดี กับมวลมนุษยชาติก็ดี ทุกชาติ ทุกภาษา ทุกศาสนาเป็นอย่างนี้ทั้งนั้น อินทรีย์แก่ อินทรีย์ปานกลาง อินทรีย์อ่อน เวลาเจออย่างนี้แล้วเราจะได้ไม่ทุกข์ใจ เพราะฉะนั้นนับจากวันนี้เป็นต้นไป อย่าเก็บสิ่งไร้สาระมาให้รกรุงรังตัดทอนกำลังใจของเรา ให้ทุกสิ่งที่เราพบเจอเป็นสิ่งที่นำมาซึ่งกำลังใจ พลังใจ บุญบารมีของเรา และก็ความสุขใจนะลูกนะ ๑๙ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๕ ------------------------------------------------- ๓๕. อย่าร้องไห้ คนในโลกนี้ระลึกนึกถึงผู้ที่ละโลกแล้วด้วยน้ำตา คือ ให้น้ำตา ให้ความโศก ให้ความบ่นเพ้อพิไรรำพัน ซึ่งไม่เป็นประโยชน์ต่อตัวเองและผู้ที่ตายแล้ว คนในโลกมักจะเป็นกันอย่างนี้ เพราะว่าขาดสติกับปัญญา ขาดความรู้ตามความเป็นจริงของชีวิตว่า ความแตกดับของชีวิตนั้นเป็นของธรรมดา การละโลกก็เป็นของธรรมดา ไม่ใช่อัศจรรย์อะไร ไม่เหมือนกับดวงอาทิตย์ขึ้นทางทิศเหนือ แล้วตกทางทิศใต้ นั่นถึงจะเป็นเหตุอัศจรรย์ แต่ความตายไม่ใช่อัศจรรย์ คนในโลกนี้ส่วนมากระลึกนึกถึงผู้ที่ตายแล้วด้วยน้ำตา ด้วยความโศก ทำลายตัวเองให้เศร้าหมอง ให้ขุ่นมัว แล้วเป็นเหตุพลอยให้หมู่ญาตินั้นเศร้าหมองขุ่นมัวตามไปด้วย เขาระลึกนึกถึงผู้ตายกันอย่างนี้ เขาให้ความรักแก่ผู้ตายด้วยความโศก ด้วยความแห้งใจ ซึ่งเป็นวิธีที่ผิด เหมือนชักศึกเข้าบ้าน หรือให้ของแสลงกับคนป่วย ตัวเราก็ป่วยอยู่แล้ว แต่ให้ของแสลง คือความเข้าใจผิดกับใจซึ่งป่วยทางใจอยู่แล้วให้เพิ่มพูนมากขึ้น แต่ผู้ที่ฉลาดมีปัญญา จะระลึกนึกถึงผู้ที่เป็นที่รักที่ละโลกไปแล้ว ด้วยการบำเพ็ญบุญ แล้วอุทิศบุญกุศลไปให้ โดยทำตามคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานแล้ว ที่เข้าใจโลกและชีวิตอย่างแท้จริง ใครทำอย่างนี้ได้ชื่อว่าเดินตามรอยบาทของพระพุทธองค์ ท่านไปถึงไหนก็เดินตามท่านไปถึงนั่น ท่านไปถึงสวรรค์ เราก็เดินตามท่านถึงสวรรค์ ท่านเดินถึงพรหม ก็เดินตามท่านถึงพรหม ท่านเดินถึงอรูปพรหม ก็เดินตามท่านถึงอรูปพรหม ท่านเดินถึงพระนิพพาน ก็เดินตามท่านถึงพระนิพพาน ๒๐ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๒๗ ------------------------------------------------- ๓๖. บูชาข้าวพระแบบเข้าถึง วันอาทิตย์ต้นเดือน บูชาข้าวพระอย่าขาดกันนะ แม้วันอาทิตย์ธรรมดา หากมีความจำเป็นเราอาจจะขาดได้บ้าง เฉพาะผู้ที่ไปมาวัดได้สะดวก แต่วันอาทิตย์ต้นเดือนอย่าขาด เพราะว่าเป็นบุญใหญ่ ซึ่งบังเกิดขึ้นได้ยาก ต้องมีการบังเกิดขึ้นของวิชชาธรรมกาย สิ่งนี้จึงจะบังเกิดขึ้นได้ไม่ใช่ของง่ายเลย ดังนั้น อาทิตย์ต้นเดือนต้องมาวัด และอย่ามาตามลำพัง ให้ชวนผู้ที่เป็นที่รักของเรามาด้วย แม้แต่เด็กตัวเล็กๆ ถ้าตัวเล็กมาก ที่เรายังควบคุมเสียงร้องของเธอยังไม่ได้ เราก็เอาไว้ขอบนอก ถ้าควบคุมได้ เราก็เอาเขยิบเข้ามา เพื่อจะได้ปลูกฝังวัฒนธรรมชาวพุทธ การบูชาข้าวพระอย่างนี้ เป็นบุญใหญ่ เพราะจะต้องเข้าถึงวิชชาธรรมกายจึงจะทำอย่างนี้ได้ บุญเกิดขึ้นมากในระดับที่เราเอามาแก้ไขวิบากกรรมวิบากมารของเราได้เร็วแรงสามารถย่นย่อระยะเวลาในการเดินทางที่ไปสู่จุดหมายปลายทางที่จะต้องไปเป็นทีมนี้ได้สั้นเข้า ใกล้เข้า กลั่นแก้วิบากกรรมจากหนักเป็นเบา เบาเป็นหาย เพราะฉะนั้น ในทุกๆ วันอาทิตย์ต้นเดือน ต้องมากันนะ เป็นบุญใหญ่พิเศษ ที่เราไม่ควรขาดเลย ๑ เดือน มีเพียงครั้งเดียว ๑ ปี มีเพียง ๑๒ ครั้งเท่านั้น เราทำต่อเนื่องกันมา ๕๐ กว่าปีแล้ว ที่ว่าเป็นบุญใหญ่ เพราะโอกาสที่จะน้อมนำไทยธรรมไปถวายเป็นพุทธบูชาแด่พระธรรมกายของพระพุทธเจ้า พระอรหันต์ทั้งหลายที่ดับขันธปรินิพพานนานมาแล้วนับอสงไขยพระองค์ไม่ถ้วนอย่างนี้ ไม่ใช่เกิดขึ้นได้ง่าย เป็นสิ่งที่ยาก ต้องมีการบังเกิดขึ้นของพระพุทธศาสนา และวิชชาธรรมกายที่มีเป้าหมายในการปราบมารประหารกิเลสให้สิ้นเชื้อไม่เหลือเศษ และไปสู่ที่สุดแห่งธรรมบังเกิดขึ้นนั่นแหละ สิ่งนี้จึงบังเกิดขึ้นได้ เพราะฉะนั้นเราจึงไม่ค่อยคุ้นเคยกันเท่าไร มีแต่คุ้นเคยในการบูชาข้าวพระแบบปกติธรรมดา ที่เรามีจิตเลื่อมใสในพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อยากทำบุญ อยากใส่บาตรกับพระองค์ แต่ท่านดับขันธปรินิพพานไปแล้ว เราก็ไม่ทราบจะไปเจอพระองค์ได้อย่างไร มีศรัทธาจึงจัดสำรับอาหารหวานคาวอย่างละเล็กละน้อยมาตั้งไว้ที่หน้าโต๊ะหมู่บูชา โดยมีพุทธปฏิมากร หรือพระพุทธรูปเป็นตัวแทนของพระบรมศาสดา กล่าวคำถวายด้วยจิตที่เลื่อมใส แล้วเราก็อธิษฐานจิตนึกถึงบุญนั้น ที่ผ่านมาก็จะทำกันอย่างนี้ พระบรมศาสดา กล่าวคำถวายด้วยจิตที่เลื่อมใส แล้วเราก็อธิษฐานจิตนึกถึงบุญนั้น ที่ผ่านมาก็จะทำกันอย่างนี้ การบูชาข้าวพระในวันอาทิตย์ต้นเดือนนี้ ไปถึงถูกตัวจริงที่ทำให้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระอรหันต์ทั้งหลาย คือ พระธรรมกายนับพระองค์ไม่ถ้วน จะต้องมีการบังเกิดขึ้นของวิชชาธรรมกาย เพราะฉะนั้นบุญจึงบังเกิดขึ้นมาก อุปมาผลบุญที่ได้เหมือนฝนตกลงมาในจักรวาลที่โล่งกว้าง ไม่มีอะไรกำบัง ที่เราเห็นฟ้าครอบอย่างนี้ ฝนเต็มฟ้าครอบอย่างนี้หลายๆ ครั้ง ถ้ามีบุญน้อย เราก็ไปสู้รบปรบมือกับพญามารไม่ได้ เพราะว่าจะสู้กับบาปศักดิ์สิทธิ์ของพญามาร ต้องด้วยบุญศักดิ์สิทธิ์ของพระนิพพาน ดังนั้นต้องมีบุญเยอะๆ อย่างนี้ แต่ถึงกระนั้นต้องทำถี่ๆ บ่อยๆ แม้บ่อยก็ปีละแค่ ๑๒ ครั้งเท่านั้น จึงจะพอสู้รบปรบมือกันได้ เพราะขนาดนี้เรายังไม่เห็นตัวจริงเขาเลยนะ จนกระทั่งเข้าถึงวิชชาธรรมกายนี่แหละ ถึงจะไปเห็นตัวจริงเขาได้ ดังนั้น อย่าขาดบุญบูชาข้าวพระกันนะ ทุกอาทิตย์ต้นเดือนต้องมาวัดกัน ๗ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๑ ------------------------------------------------- ๓๗. อย่าขาดบุญบูชาข้าวพระ บุญบูชาข้าวพระ สิ่งนี้บังเกิดขึ้นได้ยาก และเป็นบุญใหญ่ที่จะติดตามตัวเราไปในภพเบื้องหน้า ที่ว่าเป็นบุญใหญ่ เพราะว่าไปถูกตัวจริงของความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระอรหันต์ในอายตนนิพพาน ด้วยอานุภาพของวิชชาธรรมกายที่มหาปูชนียาจารย์ท่านเชี่ยวชาญ การทำบุญทั่วไปว่าได้บุญเยอะแล้ว เช่น เรานำปัจจัยไทยธรรมถวายพระภิกษุสามเณรผู้ประพฤติธรรมอย่างนี้ได้อานิสงส์มาก แต่บุญบูชาข้าวพระแบบเข้าถึงตัวจริงของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านับอสงไขยพระองค์ไม่ถ้วน อุปมาผลบุญที่ได้เหมือนฝนตกลงมาในห้วงจักรวาล ที่ไม่มีลมพายุ เป็นจักรวาลที่โล่งๆ ว่างๆ อย่างนั้นหลายๆ ฟ้าครอบ คือ เป็นอสงไขยอัปปมาณังหลายๆ ครั้ง นี่อุปมาให้ฟัง กำลังบุญอย่างนี้จึงจะพอที่จะแก้ไขวิบากกรรมวิบากมารที่เราทำข้ามชาติมานับภพนับชาติไม่ถ้วน ให้หลายๆ วิบากกรรมหนักเป็นเบา เบาเป็นหาย แล้วก็ตั้งผังใหม่ที่เหมาะสมต่อการสร้างบารมีของเราต่อไปในอนาคต เมื่อเราลงมาเกิดสร้างบารมีในทุกๆ ครั้งนั่นแหละ ที่จะทำให้เราได้มนุษย์สมบัติ ทิพยสมบัติ และนิพพานสมบัติ ปิดอบาย ไปสวรรค์ มีสุขในปัจจุบัน เป็นต้น หลวงพ่ออยากให้ลูกๆ ทุกคนได้บุญเยอะ ไม่อยากให้ขาดวันอาทิตย์ต้นเดือน ส่วนวันอาทิตย์ธรรมดา ถ้าเราติดภารกิจที่จำเป็นจริงๆ หรืออยู่ห่างไกล เราไม่มาบ้างก็ไม่เป็นไร แต่อาทิตย์ต้นเดือนนี้ต้องมากันนะ ไม่อยากให้ตกบุญ ปีหนึ่งก็มีเพียง ๑๒ ครั้งเท่านั้น ไม่ควรขาดกันนะ บุญทุกบุญที่เราทำมีความสำคัญมากๆ ทำครั้งหนึ่งใช้ได้หลายครั้ง เหมือนรถยนต์ เขาใช้เวลาแค่ ๑ นาที ในการผลิตให้สำเร็จรูปเป็นรถยนต์ขึ้นมา แต่เราสามารถใช้รถคันนั้นได้หลายๆ นาที หลายๆ ปี บุญก็เช่นเดียวกัน เราทำครั้งหนึ่งใช้ได้อีกหลายครั้ง หลายภพหลายชาติเลย ถ้าเราศึกษาพระไตรปิฎก จะเห็นว่า เวลาพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพยากรณ์ผู้ที่ทำบุญแล้ว พระองค์ทรงบอกอานิสงส์ จะได้เกิดเป็นพระเจ้าจักรพรรดิเท่านั้นชาติ ต่อมาจะได้เป็นพระราชาผู้มีอานุภาพอีกเท่านั้นชาติ เป็นพระราชาธรรมดาอีกเท่านั้นชาติ บางทีเราฟัง เรานึกไม่ออก เอ๊ะ! ทำทีเดียว แต่ทำไมค้ากำไรเกินควร มันไม่ใช่เรื่องค้ากำไรนะ แต่ว่าเป็นเรื่องผลแห่งบุญ มันจะส่งต่อๆ กันไปอย่างนั้น เหมือนรถยนต์ที่หลวงพ่ออุปมาให้ฟัง เวลาบุญส่งผลจะมีต้นบุญ กลางบุญ ปลายบุญ ถ้าต้นบุญ ก็จะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ กลางบุญก็พระราชาที่มีอานุภาพ ถ้าปลายบุญก็เป็นพระราชาประเทศราชอย่างนี้ นึกออกไหม เวลาละโลกไปอยู่ในเทวโลกใหม่ๆ บุญส่งผล มีทิพย-สมบัติมากมาย พอกลางบุญเริ่มหย่อนลงมา พอปลายบุญก็หย่อนที่สุด พอหมดบุญก็ตุ้บลงมา ที่เราได้ยินว่า เทวดาตกสวรรค์ ตามทันไหม ทีนี้ถ้าเราทำบุญทีเดียว แล้วเราไม่ทำอีก มันก็หมดไป นอกจากหมดแล้ว ยังไม่พอนะ บาปมันจะได้ช่อง เพราะถ้าไม่ทำบุญก็ต้องทำบาป จะอยู่ว่างๆ เฉยๆ ไม่มี ในใจเราจะมี ๓ สิ่งเข้ามาอยู่ในใจนะ ถ้าบุญเข้ามายึดครองใจ จะทำให้เราคิดดี พูดดี ทำดี ถ้าบาปเข้ายึดครอง ก็ทำให้คิดชั่ว พูดชั่ว ทำชั่ว และยังมีอีกประเภทหนึ่ง ไม่บุญ ไม่บาป คือ เรื่อยๆ เฉื่อยๆ คิดว่า แค่นี้ก็ทำความดีเพียงพอแล้ว เพราะเราไม่ได้ไปเบียดเบียนใคร แต่ลืมไปว่า กำลังเบียดเบียนตัวเองที่ไม่ได้สั่งสมบุญ ก็จะมี ๓ ประเภท ที่จะเข้ามาอยู่ในใจของเรา ถ้าเราไม่ได้สั่งสมบุญ คู่ปรับกัน คือ บาปอกุศล และไม่บุญไม่บาป เข้ามา ก็ไม่มีผลอะไรเท่าไร อย่างมากก็ถอยหลังนิดหน่อย แต่ถ้าบาปเข้ามา มันถอยยาวเหยียด ถอยจากมนุษย์ ไปอยู่ในมหานรกก็มี เพราะฉะนั้นถ้าหากเราใช้บุญเก่าไป ไม่ทำบุญใหม่ ช่วงบุญเก่าส่งผลก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้าระหว่างนั้นไปสร้างบาปด้วย บาปก็เป็นผังสำเร็จติดไปแล้วหาช่องเสียบพอหมดกำลังบุญที่จะต้านทานได้ แม้มีบุญอยู่ เช่น ระดับกลางบุญ และปลายบุญ แต่บาปอยู่ในระดับต้นบาป หรือหัวบาป บาปจะส่งผลก่อนอีก เราจึงจำเป็นต้องทำบุญบ่อยๆ ให้มันหนาแน่น จนกระทั่งบาปไม่ได้ช่องเสียบ เพราะบาปคอยหาช่องเสียบอยู่ตลอดทุกอนุวินาที เพราะฉะนั้น มาเอาบุญบูชาข้าวพระกันนะ แม้อยู่ต่างประเทศก็ต้องไปเอาบุญนี้ เนื่องจากเป็นเรื่องเกี่ยวกับตัวเรา ไม่ใช่เรื่องไกลตัว ไม่ใช่เรื่องใกล้ตัว แต่เป็นเรื่องเกี่ยวกับตัวของเรา แข่งกันต้องแข่งด้วยบุญด้วยบารมีนะ เขาบอกว่า บุญบารมีแข่งกันไม่ได้ “ได้จ้า” แต่ไม่ได้แข่งแย่งชิงดีกัน แข่งด้วยการสั่งสมบุญให้สม่ำเสมอ ทำความดีไปพร้อมๆ กัน แต่ของเราต้องทำไปเป็นทีมนะ เพราะทำอย่างนี้กันมาอย่างต่อเนื่องแล้ว ลูกทุกคนมีบุญมาก ถ้ามีบุญน้อยมานั่งตรงนี้ไม่ได้ เราถูกคัดเลือกมาจาก ๖-๗ พันล้านคน ถ้าในเมืองไทยก็ ๖๐ กว่าล้านคนนะ ชาวพุทธก็เยอะ แต่ที่จะมารู้เรื่องบุญบูชาข้าวพระนี่ นิดเดียว รู้เรื่องแล้วมาก็อีกนิดหนึ่ง มาอย่างสม่ำเสมออีกนิดหนึ่ง เพราะฉะนั้นมานั่งอยู่ตรงนี้ไม่ธรรมดาจ้ะมีบุญมีบารมีมาก เพราะเราได้สร้างบารมีในฝ่ายของพระผู้ปราบมาร ติดตามตามติดท่านมายาวนาน ๑ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๑ / ๔ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๒ ------------------------------------------------- ๓๘. บุญกฐิน มหากาลทาน บุญกฐิน ถือเป็นบุญใหญ่ ที่มีอานิสงส์มากเพราะเป็นบุญที่ทำได้ยาก และมีข้อจำกัดบางประการอย่างมากมาย อีกทั้งการทำบุญทอดกฐินก็จะมีเฉพาะในพระพุทธศาสนาเท่านั้น จะต้องมีการบังเกิดขึ้นของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มีพระธรรมคำสอน และมีพระสงฆ์สาวกผู้ปฏิบัติตาม ถึงจะทำบุญทอดกฐินได้ ซึ่งถือว่าเกิดขึ้นได้ยากมากๆ เพราะในบางกัปไม่มีการทอดกฐินเลย เนื่องจากไม่มีการบังเกิดขึ้นของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หากเราพลาดไปเกิดในยุคนั้นเข้า เราก็ไม่มีโอกาสทอดกฐิน นอกจากนี้ การทำบุญกฐินยังมีความยากและข้อจำกัดอีกหลายประการ ซึ่งบัณฑิตนักปราชญ์ได้รวบรวมเป็นประเด็นเอาไว้ทั้งหมด ๗ ประการ เพื่อเราจะได้เห็นคุณค่าและปลื้มปีติว่า เราคือผู้โชคดีที่ได้มาทำบุญนี้ ประการที่ ๑ บุญกฐินเป็นบุญพิเศษ เป็นกาลทาน ทำได้แค่ปีละ ๑ ครั้งเท่านั้น คือ ภายใน ๑ เดือน นับจากวันออกพรรษา ประการที่ ๒ เป็นบุญที่ถูกจำกัดด้วยประเภทของทาน คือ ต้องถวายเป็นสังฆทานเท่านั้น จะถวายแบบเฉพาะเจาะจงภิกษุรูปใดรูปหนึ่งเหมือนทานอื่นๆ ไม่ได้ ประการที่ ๓ บุญจากการทอดกฐิน เป็นบุญที่ถูกจำกัดด้วยคราว คือ ใน ๑ ปี แต่ละวัดจะสามารถรับกฐินและกรานกฐินได้ปีละครั้งเท่านั้น ประการที่ ๔ วัดที่จะทอดกฐินได้นั้น ต้องมีพระภิกษุที่อยู่จำพรรษาครบอย่างน้อย ๕ รูป ถ้ามีพระจำพรรษาแค่ ๑-๔ รูป หรือจำพรรษาไม่ครบ หรือไม่มีพระจำพรรษาที่วัดนั้นเลย เราก็จะทำบุญทอดกฐินไม่ได้ ประการที่ ๕ ในวันทอดกฐิน พระภิกษุที่กรานกฐินต้องตัด เย็บ ย้อม หรือรับผ้าจีวรสำเร็จรูปที่ทายกทายิกาตัดเย็บย้อมเสร็จเรียบร้อยแล้วถวายมาก็ได้ เมื่อได้ผ้าจีวรมาแล้ว ก็จะต้องกรานกฐินให้แล้วเสร็จภายในวันนั้น เมื่อพระผู้รับกฐินได้ทำการกรานกฐินเสร็จเรียบร้อยแล้ว จึงจะถือว่าเสร็จพิธีกรานกฐินอย่างบริบูรณ์ ประการที่ ๖ การทำบุญทอดกฐินเป็นบุญที่ถูกจำกัดด้วยไทยธรรม คือ ของที่ถวายต้องเป็นผ้าผืนใดผืนหนึ่งในจำนวนไตรจีวรเท่านั้น สมมติเราถวายไปทั้งไตร ท่านก็ต้องเลือกเอาผืนเดียว นอกนั้นจัดเป็นบริวารกฐินทั้งหมด ส่วนมากมักจะเลือกเอาสังฆาฏิง่ายๆ ไปถึงพาดได้ อธิษฐานได้ ประการที่ ๗ การทำบุญทอดกฐินและการถวายผ้ากฐิน ถือว่าเป็นบุญแบบสุดๆ เพราะเป็นสิ่งที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงดำริขึ้นด้วยพระองค์เอง คือ ทรงมีพระบรมพุทธานุญาตให้ถวายแด่ภิกษุที่จำพรรษาครบ ๓ เดือน ซึ่งผิดกับการทำทานอย่างอื่น ที่ต้องมีทายกทายิกาทูลขอกับพระองค์ก่อน เช่น การถวายผ้าอาบน้ำฝน เกิดจากการที่มหาอุบาสิกาวิสาขาทูลขอกับพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นต้น จากที่กล่าวมาทั้งหมดจะเห็นได้ว่า การทอดกฐินเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ยาก ดังนั้นการที่ลูกๆ จะตัดสินใจทำบุญทอดกฐินนั้น ไม่ได้เป็นเรื่องธรรมดาๆ แต่เป็นสิ่งที่เหนือธรรมดา เพราะเป็นบุญที่หาทำได้ยากยิ่ง ๑๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๔ ------------------------------------------------- ๓๙. บุญกฐิน..รื้อผังจนถาวร บุญทอดกฐินหนึ่งปีมีเพียงครั้งเดียว เป็นกาลทาน มีอานิสงส์ใหญ่ เพราะนอกจากเราจะได้บุญส่วนตัวแล้ว ยังทำให้พระได้รักษาพระวินัยได้ครบถ้วนบริบูรณ์ เพราะฉะนั้นอานิสงส์จึงเป็นพิเศษ บุญทอดกฐินเป็นบุญพิเศษ ที่จะรื้อผังจนให้สิ้นเชื้อไม่เหลือเศษ เป็นบุญใหญ่มาก ไม่ใช่บุญเล็กบุญน้อย เพราะก่อนที่จะถวายผ้ากฐิน เราได้นำของละเอียดไปถวายเป็นพุทธบูชาถูกพระธรรมกายของพระพุทธเจ้านับอสงไขยพระองค์ไม่ถ้วน ชาตินี้เราได้พิสูจน์แล้วว่า ความจนไม่จำเป็นสำหรับชีวิตเรา เมื่อจนแล้วสร้างบารมีไม่สะดวก เพราะวันหนึ่งคืนหนึ่งมัวแต่คิดว่า จะหาทรัพย์จากที่ไหนมาหล่อเลี้ยงสังขารและครอบครัวที่เราจะต้องดูแลอีกมากมาย กว่าจะได้ทรัพย์มาต้องดิ้นรนต่อสู้ ซึ่งหนีไม่พ้นบางครั้งก็ต้องทุศีล ต้องทำปาณาติบาต ศีล ๕ ข้อ ของเราก็พังพินาศ ดังนั้นเราไม่ควรจนควรจะรวยกันต่อไปทั้งในปัจจุบันและในอนาคต ปัจจุบันนี้เราอาจจะไม่รวยอย่างที่เราอยากจะรวย แต่บุญทอดกฐินที่เราทำจะเป็นผังสำเร็จเต็มที่ในภพเบื้องหน้า เพราะชาตินี้เป็นชาติประกอบเหตุ ชาติถัดไปเป็นชาติเสวยผล ส่วนหนึ่งจะมาส่งผลในปัจจุบันชาตินี้ จะมาตัดรอนวิบากกรรม รื้อผังจนเชื่อมสายสมบัติให้เราพอมีสร้างบารมีได้ต่อเนื่อง เพื่อที่จะได้ผังรวยต่อไปในอนาคต ที่จะทำให้เราสร้างบารมีได้อย่างสะดวกสบาย เมื่อสั่งสมบุญแล้ว อธิษฐานจิตให้ดีว่า รวยแล้วอย่าตระหนี่ รวยแล้วจะต้องมีจิตใจเหมือนพระบรมโพธิสัตว์ ที่คิดแต่จะให้ คิดแต่จะนำออกไปสร้างสิ่งที่ดีงามให้บังเกิดขึ้นแก่โลก ยิ่งมีทรัพย์ ยิ่งอยากจะสร้างมหาทานบารมี อย่างนี้จึงจะถูกหลักวิชชา เพราะฉะนั้นให้เราปลื้มใจในบุญเอาไว้ให้ดีว่า บุญนี้ทำถูกพระธรรมกายนับอสงไขยพระองค์ไม่ถ้วน ๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๘ ------------------------------------------------- ๔๐. กฐินธรรมชัย มหาทานบารมี การทอดกฐินธรรมชัย ซึ่งเป็นกาลทาน ปีหนึ่งมีเพียงครั้งเดียว เรารอคอยวันนี้มา ๓๖๕ วัน เพราะฉะนั้นต้องตักตวงบุญให้เต็มที่นะลูกนะ ต้องรักษาใจให้ใสๆ กว่าจะมีวันนี้ได้ ต้องมีการบังเกิดขึ้นของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มีพระรัตนตรัยบังเกิดขึ้น แล้วก็สืบทอดกันเรื่อยมา จนกระทั่งมาถึงวันนี้ และกว่าที่เราจะตั้งกองกฐินได้ มันก็ยากลำบาก โดยเฉพาะในภาวะสิ่งแวดล้อมของโลกเป็นอย่างนี้ แต่ละบาทแต่ละสตางค์ที่เราหามาได้มันยากลำบาก ต้องเอาชีวิตเป็นเดิมพันกว่าจะได้มา เมื่อได้มาแล้วเราเกิดกุศลศรัทธา อยากจะมาสร้างมหาทานบารมี ให้บุญนี้เป็นเสบียงบุญติดไปทุกภพทุกชาติ ตราบกระทั่งถึงที่สุดแห่งธรรม เพราะฉะนั้นเราก็ต้องตักตวงบุญนี้ให้เต็มที่ บุญนี้จะมากไม่มีประมาณได้นั้น ฐานของใจต้องบริสุทธิ์ ต้องเกลี้ยงๆ ใสๆ ใจต้องเย็นๆ ใสในระดับที่เราเห็นความบริสุทธิ์ภายในของตัวเราได้ เป็นดวงใสๆ หรือองค์พระใสๆ ถ้าเราทำอย่างนี้ได้ ทำน้อยก็จะได้บุญมาก ทำมากก็จะได้บุญเยอะๆ บุญนี้เป็นบ่อเกิดแห่งความสุขและความสำเร็จในชีวิตของเรา ตั้งแต่เราเป็นปุถุชนจนกระทั่งเป็นพระอริยเจ้า จะส่งผลให้เราไปสู่เทวโลก เป็นบันไดนำไปสู่สุคติโลกสวรรค์ และจะเป็นเสบียงบุญให้เราได้สร้างบารมีต่อไปในภพเบื้องหน้า ๔ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๕ ------------------------------------------------- ๔๑. เทวดาโกลาหลบุญกฐิน ช่วงนี้เป็นเทศกาลบุญกฐิน เป็นเทศกาลที่ทุกคนต่างมีจิตเป็นกุศลร่วมกัน พอมนุษย์เกิดโกลาหลด้วยบุญที่จะทอดกฐิน สมมติใครจะตั้งกองกฐินขึ้นมา ภุมเทวา รุกขเทวา อากาสเทวา ที่เขาดูแลในเขตนั้นๆ เขาจะคุยกัน ชื่นชมอนุโมทนา และจะประกาศชื่อกันเลย บอกชื่อนี้ นามสกุลนี้ ที่อยู่นี้ แล้วบุญกุศลที่ทำ เขาจะโจษต่อๆ กันไปเลย ไปถึงชั้นจาตุมหาราชิกา ถึงดาวดึงส์ ไปยามา ยามารับทราบ ก็โจษไปถึงดุสิตา นิมมานรดี ปรนิมมิตวสวัตดี ถึงพรหมแต่ละชั้นขึ้นไปเรื่อยๆ เสียงมนุษย์ดังไม่เท่าเสียงเทวดา เทวดาโจษกันทีเกิดโกลาหลเลย ซึ่งหากมนุษย์ไปเห็นเทวดาโกลาหลแล้วจะตื่นเต้น อากัปกิริยาอาการที่เขาชื่นบาน ผิวพรรณวรรณะมีรัศมีเปล่งออกมา ของมนุษย์รัศมียังไม่ออก แต่พอจะมองออกทางแววตาได้บ้าง หรือผิวพรรณวรรณะผุดผ่อง แต่ไม่ถึงกับเปล่งรัศมีออกมาแบบเทวดา โดยเฉพาะผู้นำบุญที่ทำบุญเต็มที่ ผู้ทำบุญก็ทำเต็มกำลัง แล้วก็เตรียมตัวอย่างถูกหลักวิชชา ทั้งก่อนทำ กำลังทำก็ปลื้มใจ ยังไม่ถึงวันกฐินก็ปลื้มใจกันแล้ว ใจใสกันแล้ว ตั้งใจประพฤติปฏิบัติธรรมกันด้วยจิตที่เบิกบาน แช่มชื่น เพราะฉะนั้น บุญเกิดขึ้นแล้ว ชาวสวรรค์เขาโจษกันแล้ว กระหึ่มกันไปเลย ใครที่ถวายแล้ว บุญก็เกิดขึ้นเต็มที่ แล้วก็เกิดไปเรื่อยๆ ใครที่เตรียมจะถวายบุญก็ทยอยกันไป แต่ผู้ถวายแล้วจะได้บุญมากกว่าเต็มที่ในช่วงนี้ ถวายแล้วปลื้ม บุญก็ยิ่งทับทวีเข้าไปอีก คือเพิ่มเติมจากเดิมต่อๆ กันไปเลย ดวงบุญต่อๆ กันเหมือนสายแห่งบุญ ใส บริสุทธิ์ เป็นสายสมบัติเชื่อมมาติดตรงกลาง สว่างไสว การที่เราทุ่มเทสร้างบุญกันอย่างเต็มที่เต็มกำลัง โดยไม่คำนึงถึงอุปสรรคใดๆ ในภาวะที่เศรษฐกิจตกต่ำ สภาวะแวดล้อมที่ไม่เอื้ออำนวย ทั้งทำด้วยตนเองและทำหน้าที่ผู้นำบุญ บุญยิ่งเกิดขึ้นทับทวี เวลาสมบัติใหญ่เกิดขึ้นมา เราจะคาดไม่ถึงเลย รูปสมบัติเกิดขึ้น..ก็คาดไม่ถึง ทรัพย์สมบัติเกิดขึ้น..ก็คาดไม่ถึง คุณสมบัติเกิดขึ้น..ก็คาดไม่ถึง ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข มรรคผลนิพพาน เกิดขึ้น..ก็คาดไม่ถึง วิมานสมบัติเกิดขึ้นในสุคติโลกสวรรค์ เราก็คาดไม่ถึงว่า ทำไมจึงมีผลอะไรขนาดนั้น นึกแล้วชื่นอกชื่นใจ ไม่อายเทวดาไหนเลย ในเมืองมนุษย์เราอาจจะปกปิดบางสิ่งได้ รวยอาจจะทำเป็นไม่รวยได้ ไม่รวยอาจจะสร้างภาพให้รวยได้ แต่พอไปถึงโลกสวรรค์ ตรงนั้นปิดไม่อยู่ รัศมีกับบริวารสมบัติจะปรากฏให้เราเห็น เพราะฉะนั้นชีวิตในปรโลกไม่มีอะไรกำบัง เราประกอบเหตุอย่างไร ผลก็จะเป็นอย่างนั้น หลวงพ่อชื่นใจนะลูกนะ ที่ลูกทุกคนมีความตั้งใจที่จะเป็นคนดี ตั้งใจที่จะทำความดีอย่างเต็มกำลังที่จะให้สมบูรณ์ที่สุด ทั้งทาน ทั้งศีล ทั้งภาวนา เพราะฉะนั้นทำกันต่อไปนะ ๗ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ ------------------------------------------------- ๔๒. ทอดกฐินสามัคคี เพื่อสร้างทุกสิ่ง การทอดกฐินนั้น มีวัตถุประสงค์เพื่อให้พระภิกษุสงฆ์ได้รับอานิสงส์กฐินตามพระธรรมวินัย แล้วเป็นวาระที่พระจะได้เปลี่ยนผ้าใหม่ ด้วยเครื่องนุ่งห่มครองผ้าไตรจีวรที่เหมาะสม เพียงพอแก่สมณบริโภค ท่านจะได้ไม่ต้องกังวลใจในเรื่องการแสวงหาผ้าจีวร จะได้เอาเวลามาทำพระนิพพานให้แจ้ง ส่วนบริวารกฐิน ในส่วนที่เป็นปัจจัยไทยธรรม เราก็จะได้นำมาใช้ในงานพระพุทธศาสนา เช่น เอามาบูรณปฏิสังขรณ์ศาสนสถาน สร้างมหารัตนวิหารคด รวมทั้งสร้างศาสนบุคคล เพื่อสร้างคนดีที่โลกต้องการ เป็นต้น เรากำลังอยู่ในยุคของการขยายงานพระพุทธศาสนา และการสถาปนาศาสนสถานที่สำคัญ เพื่อที่จะรองรับการมาสร้างบารมีของผู้มีบุญจากทั่วโลก ซึ่งเราก็จะต้องมาช่วยกันรับบุญทำให้เสร็จสมบูรณ์ แม้ว่าในภาวะปัจจุบันนี้ ไม่ว่าสถานการณ์บ้านเมืองหรือโลกจะแปรปรวนไปอย่างไร เรานักสร้างบารมีก็ต้องสร้างบารมีกันต่อไป มหากาลทานในคราวนี้ เราตั้งใจมาสร้างบุญใหญ่กันโดยไม่คำนึงถึงอุปสรรคอันใด อุปสรรคต่างๆ นานาจะสลายหายไปด้วยกระแสทานแห่งบุญที่เราได้สร้างเอาไว้ ลูกทุกคนเป็นผู้ที่ไม่ประมาท และฉลาดในการสร้างบุญ เพราะก้าวแรกของชีวิตที่เต็มเปี่ยมบริบูรณ์นั้น ต้องเริ่มจากการสร้างทานบารมี ทานบารมีเป็นรากฐานของการสร้างบารมีอย่างอื่น เป็นบันไดขั้นแรกของการพัฒนาชีวิตเพื่อก้าวไปสู่ความประเสริฐอันสูงสุด ดุจเดียวกับการเริ่มต้นสร้างทานบารมีของท่านสุเมธดาบส เพื่อปรารถนาความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งลูกทุกคนกำลังดำเนินรอยตามพระบรมศาสดาของเราอยู่ เราได้สละทรัพย์บริจาคทานฝากฝังไว้ในพระพุทธศาสนา ทรัพย์หยาบนี้ก็จะเป็นประโยชน์อันสูงสุดต่อมวลมนุษยชาติ ได้ชื่อว่าเราได้บำเพ็ญประโยชน์อันยิ่งใหญ่ต่อโลก ที่จะก่อให้เกิดสันติสุขที่แท้จริง เกิดทั้งประโยชน์ในปัจจุบันนี้ ประโยชน์ในอนาคต และประโยชน์อย่างยิ่ง ที่จะเป็นเหตุปัจจัยให้เราและชาวโลกได้บรรลุมรรคผลนิพพาน ส่วนทรัพย์ละเอียด ก็จะเป็นบุญกุศลติดตามตัวเราไปทุกภพทุกชาติ เพื่อเป็นเครื่องสนับสนุนให้เราได้ประสบความสุขและความสำเร็จอันสูงสุดของชีวิตในทุกระดับ เราจะมีอุปกรณ์ในการสร้างบารมีอย่างครบครันในภพเบื้องหน้า ๕ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๙ ------------------------------------------------- ๔๓. สั่งสมบุญวันตรุษจีน วันตรุษจีน เป็นวันปีใหม่ของชาวจีน หลวงพ่อมีความเห็นว่า ไม่ว่าจะเป็นวันปีใหม่ไทย จีน ฝรั่ง เมื่อถึงวันนี้ เราจะต้องหวนกลับมาคิดว่า เรามีอายุเพิ่มขึ้นอีก ๑ ปีแล้ว ควรจะทำให้ถูกวัตถุประสงค์ของชีวิต โดยทบทวนวันเวลาในช่วง ๑ ปี ที่ผ่านมาว่า เราได้สั่งสมบุญบารมีกันทุกวันหรือไม่ ถ้าหากว่า เราได้สั่งสมบุญทุกวัน ก็เป็นเรื่องที่น่าปลื้มปีติยินดี แต่หากว่ายังขาดตกบกพร่องไปบ้าง ปีนี้ก็จะเป็นปีที่เราจะเริ่มต้นใหม่ ที่จะต้องสั่งสมบุญบารมีไม่ให้ขาดเลยแม้แต่เพียงวันเดียว และจะต้องสร้างบุญให้ได้ทุกบุญ เพราะว่าเราได้ศึกษาทางมาแห่งบุญที่เรียกว่า บุญกิริยาวัตถุ ๑๐ มาแล้ว หรืออย่างน้อยก็บุญกิริยาวัตถุ ๓ ประการ คือ ทาน ศีล ภาวนา โดยเริ่มต้นกันตั้งแต่ต้นปีนี้เรื่อยไป อย่างนี้จึงจะถูกหลักวิชชาของการมาเกิดเป็นมนุษย์ เราไม่ได้อยู่ในโลกนี้เพื่อแสวงหาโลกียทรัพย์เพียงอย่างเดียว แต่สิ่งที่เราแสวงหา คือ พระรัตนตรัยภายในตัว ซึ่งจะทำให้เราไปสู่พระนิพพาน หลุดพ้นจากความทุกข์ทรมานของชีวิตในสังสารวัฏไปได้ โดยทั่วไป เมื่อถึงวันปีใหม่ครั้งหนึ่ง เราก็จะอวยพรกันแค่ว่า ให้มั่งมีศรีสุข ค้าขายร่ำรวย คือ มุ่งไปที่เศรษฐกิจอย่างเดียว อย่างนี้ไม่พอ จะต้องมุ่งไปในด้านจิตใจด้วย ถ้าเรามุ่งแต่เรื่องทำมาหากินอย่างเดียว จนกระทั่งวันคืนล่วงเลยไป แสดงว่าเรากำลังประมาท ตกอยู่ในเงื้อมมือของพญามัจจุราช ครั้งหนึ่ง พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสกับพระอานนท์ว่า อานนท์ เธอเห็นพ่อค้าที่บรรทุกสินค้าในกองคาราวานนั้นไหม เขาเก่งและฉลาดในการทำมาหากิน แต่เขาไม่รู้ตัวเลยว่า เขามีเวลาเหลืออยู่ในโลกนี้อีกเพียง ๗ วันเท่านั้น ก็จะต้องจากโลกนี้ไปแล้ว เพราะมนุษย์ส่วนใหญ่ในโลกนี้ มุ่งแต่เรื่องการทำมาหากิน ซึ่งก็มีทั้งสมหวังและไม่สมหวัง เมื่อสมหวังก็ปลื้มเพียงนิดหน่อย แต่กว่าจะได้ปลื้มนั้นก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องต่อสู้แก่งแย่งกัน มีคู่แข่ง มีคู่แค้น มีปัญหา มีแรงกดดันสารพัด พระอานนท์กราบทูลถามว่า “ข้าพระองค์ไปบอกเขาได้หรือไม่” พระพุทธเจ้าตรัสว่า “ได้สิอานนท์” พระอานนท์มีความเมตตาไปบอกพ่อค้านั้นว่า “พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า ท่านจะมีชีวิตอยู่ในโลกนี้อีกเพียง ๗ วันเท่านั้น ท่านควรจะสั่งสมบุญเอาไว้สำหรับชีวิตในปรโลก พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสคำไหนเป็นคำนั้น เป็นความจริงที่ไม่เคยผิดพลาดเลย” โชคดีที่พ่อค้าท่านนั้นมีบุญเก่าและมีดวงปัญญา เมื่อฟังดังนั้นก็เข้าใจได้อย่างแจ่มแจ้ง จึงได้สั่งสมบุญ ถวายภัตตาหารเป็นสังฆทานตลอด ๗ วัน เมื่อครบ ๗ วัน พ่อค้านั้นก็ละโลกดังที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้จริงๆ เราจะเห็นว่า พญามัจจุราชไม่เคยให้โอกาสใครสร้างบุญกุศลได้นาน แล้วยังปกปิดวันที่จะมาพรากชีวิตด้วย ไม่บอกว่าจะมาวันอาทิตย์ วันจันทร์ วันอังคาร วันพุธ วันพฤหัส วันศุกร์ หรือวันเสาร์ ตอนกลางวัน หรือตอนกลางคืน อยู่ในบ้านหรือนอกบ้านก็ไม่บอกอีก เพราะฉะนั้น เมื่อถึงวันปีใหม่ ไม่ว่าจะปีใหม่ไทย จีน ฝรั่ง เราก็จะต้องเริ่มต้นด้วยการสร้างบารมี ใช้วันเวลาที่ผ่านไป ให้เป็นประโยชน์ต่อการสร้างบุญบารมีให้มากที่สุด ๙ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๘ ------------------------------------------------- บุญจากการรักษาศีล ๔๔. รักษาศีล ๕ ทุกคนทำได้ วิธีดึงคนกลับคืนสู่ศีลธรรมนั้น ต้องเว้น ๕ อย่าง คือ ๑. เว้นจากการฆ่าสัตว์ ๒. เว้นจากการลักทรัพย์ ๓. เว้นจากการประพฤติผิดในกาม ๔. เว้นจากการพูดเท็จ พูดคำหยาบ พูดส่อเสียด พูดเพ้อเจ้อ ๕. เว้นจากการดื่มสุรา ไม่สูบ ไม่เสพ ซึ่งปกติเราก็เว้นสิ่งเหล่านี้อยู่แล้วตอนที่เรานอนหลับ เหลืออีกแค่สิบกว่าชั่วโมงตอนที่เราตื่น เราก็มาทำตรงนี้เพิ่มในระหว่างวันตอนที่เรามีสติแค่นั้น ซึ่งมันง่ายมากเลย ทำเพียงแค่นี้ แล้วสิ่งดีๆ ที่น่าอัศจรรย์ ก็จะเกิดขึ้นอย่างง่ายดายในยุคของเรา ๑๘ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๗ ------------------------------------------------- ๔๕. อานิสงส์การรักษาศีล เราชาวพุทธ วันพระก็ต้องเข้าวัด ฟังธรรมปฏิบัติธรรม บำเพ็ญบุญ ที่วัดใกล้บ้าน หรือวัดที่เราคุ้นเคย เพื่อจะได้เป็นทางมาแห่งบุญของเรา วันธรรมดาเราถือศีล ๕ พอถึงวันพระ เราถืออุโบสถศีล (ศีล ๘) จะได้รับอานิสงส์โดยย่อ คือ จะมีรูปงามตั้งแต่เกิด โดยไม่ต้องไปทำศัลยกรรม ศีลเป็นบ่อเกิดแห่งความสุข โภคทรัพย์ และพระนิพพาน จะทำให้เราเข้าถึงสมาธิได้ง่าย พอใจเราใส ใจเราสบาย เดี๋ยวสมบัติใหญ่ก็ไหลมาเทมา เป็นบุคคลที่น่าเชื่อถือ แม้ตัวเราเองก็นับถือตัวเอง จะมีปีติและภาคภูมิใจในตัวเราเอง ๑๒ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๔ ------------------------------------------------- ๔๖. ทำไมต้องถือศีล ๕ เวลามีใครมาถามว่า เข้าวัดพระธรรมกายแล้วได้อะไร? คุณทองยศ สามีของลูก จะรีบตอบทันทีว่า “ได้ชีวิตใหม่” เพราะว่า ก่อนเข้าวัด ศีล ๕ ไม่ครบ ทำไมพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ต้องให้เราถือศีล ๕ ศีล ๕ มีความสำคัญอย่างไร คำตอบ เพราะศีล ๕ มีผลต่อ “กรรมนิมิต” ก่อนตาย กรรมนิมิต คือ ภาพยนตร์เรื่องสุดท้ายที่ทุกคนต้องดู ดูอยู่คนเดียว ในช่วงศึกชิงภพ บนเตียงคนป่วย ตอนนั้นเราขยับตัวไม่ได้แล้ว คนอยู่รอบข้าง รอบเตียง ไม่ว่าจะเป็นหมอ พยาบาล หมู่ญาติ สมาชิกในครอบครัว ไม่มีใครเห็น เราดูอยู่คนเดียว เพราะฉะนั้นถ้าเราถือศีล ๕ ไม่ครบ มันอันตราย..อันตรายอย่างไร ? อันตรายที่เวลาเราใกล้จะละโลก ถ้าภาพกรรมนิมิตที่เราเคยทำผิดศีลไว้มาฉายให้เห็น จะทำให้ใจเราเศร้าหมอง คตินิมิต คือ หนทางที่จะไปมันดำมืด แล้วเราจะผ่านความมืดนั้นไปสู่ภพที่มืด คือ อบาย ซึ่งมีความทุกข์ทรมานมาก และเวลายาวนานกว่าในเมืองมนุษย์มาก ซึ่งมันอันตราย ดังนั้น การที่เราถือศีล ๕ ก็เพื่อตัวเรา และเพื่อชาวโลก หมายถึง คนที่ได้ประโยชน์คนแรก คือตัวเรา ถัดไปคือคนอื่น หนึ่งอั๊ว สองลื้อ และด้วยความเมตตาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์จึงตรัสสอนให้ถือศีล ๕ เพราะพระองค์ไปรู้ไปเห็นมาอย่างนี้ ๘ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๒ ------------------------------------------------- ๔๗. เรื่องส่วนตัวให้วางอุเบกขา เราชาวพุทธ จะต้องรักพระพุทธศาสนา รักพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ แล้วก็ต้องปฏิบัติตามคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยเริ่มง่ายๆ คือ รักษาศีล ๕ (ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่ประพฤติผิดในกาม ไม่พูดปด ไม่ดื่มสุราเมรัย) ซึ่งง่ายมาก ประหยัดสุด ประโยชน์สูง การรักษาศีล ๕ ประหยัดกว่าการไม่รักษาศีล ๕ ในฐานะที่เราเป็นชาวพุทธ เราต้องรักพระรัตนตรัยต้องหวงแหนพระรัตนตรัยเอาไว้ให้ดี ต้องช่วยกันรักษาอย่าให้หมดไปจากประเทศของเรา เพราะพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาที่มีประโยชน์ต่อมวลมนุษยชาติทุกคน ไม่จำกัดเชื้อชาติ ศาสนา และเผ่าพันธุ์ใด คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นเครื่องบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้แก่มนุษย์และเทวดาทั้งหลาย เพราะพระธรรมคำสอนนี้กลั่นออกมาจากใจที่บริสุทธิ์หลุดพ้นแล้วจากกิเลสอาสวะ เพราะฉะนั้นสิ่งที่พระองค์เห็นแจ้งรู้แจ้งจึงเป็นเรื่องจริงแท้ของชีวิต หากใครได้ศึกษา ได้ปฏิบัติ ได้เข้าถึง ก็จะได้รับประโยชน์อย่างยิ่งจากคำสอนนี้ คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ใช่พระองค์ทรงนึกคิดจินตนาการ โดยอาศัยเหตุผลตรรกะแบบธรรมดา แล้วนำมาตั้งเป็นคำสอนนะ หากแต่เป็นความรู้อันบริสุทธิ์ที่มีอยู่แล้ว มีมาก่อนที่พระองค์จะบังเกิดขึ้นด้วยซ้ำ แล้วพระองค์ทรงค้นพบด้วยตัวเอง ปฏิบัติตามสิ่งที่ค้นพบ จนกระทั่งบรรลุผลอันสูงสุดคือได้บรรลุอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ แล้วทรงมีมหากรุณานำมาเปิดเผย นำมาสั่งสอนทั้งมนุษย์และเทวดา เพราะฉะนั้นเราต้องหวงแหนเอาไว้ รักษาเอาไว้ยิ่งชีวิต อย่าลืมคำขวัญที่เราพูดบ่อยๆ “ถ้าเป็นเรื่องส่วนตัว ให้วางอุเบกขา แต่ถ้าเป็นเรื่องพระศาสนา ต้องเอาอุเบกขาวางไว้ แล้วลุยไปเลย” ถ้าเป็นเรื่องส่วนตัว ใครว่าอะไรเรา เราวางอุเบกขาได้ ไม่ถือสา เฉยๆ ไป แต่ถ้าเป็นเรื่องพระศาสนา เรื่องของส่วนรวม ต้องเอาอุเบกขาวาง แล้วลุยเลย แต่ต้องทำอย่างถูกหลักวิชชาด้วย ไม่ใช่ไปตะลุมบอนกับเขานะ ๑๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๖ ------------------------------------------------- ๔๘. การถือศีล ๘ สำหรับผู้ครองเรือน การถือศีล ๘ สำหรับผู้ครองเรือน ก็มีวิธีการถือแบบไม่กดดัน และยังช่วยสร้างบรรยากาศที่ดีสดชื่นรื่นรมย์ภายในครอบครัวด้วย อย่างไรก็ตาม ความใกล้ชิดของสามีภรรยาเป็นเรื่องปกติที่ยอมรับกันในสากลโลก ดังนั้นแทนที่เราจะถือศีล ๘ รวดเดียว ๑ เดือนบ้าง ๓ เดือนบ้าง ซึ่งอาจจะทำให้เรามีความรู้สึกว่า ตึงเกินไป พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงทรงกำหนดให้ถือศีล ๘ เป็นช่วงๆ คือ วันธรรมดาเราก็ถือศีล ๕ เป็นปกติ พอถึงวันพระซึ่งใน ๑ เดือนมี ๔ ครั้ง เราก็ถือศีล ๘ แต่ถ้ามีกุศลศรัทธามากกว่านั้นก็ถือวันโกนเพิ่มขึ้นอีก รวมเป็นเดือนละ ๘ ครั้ง หรือถ้าหากมีกุศลศรัทธามากกว่านั้น ก็เพิ่มหลังวันพระอีก ๑ วัน คือ วันโกน วันพระ และวันส่ง รวม ๓ วัน เท่ากับว่าใน ๑ เดือน เราถือศีลอุโบสถ ๑๒ วัน อย่างนี้สำหรับชีวิตของฆราวาสจะไม่ตึงจนเกินไป แล้วจะเป็นการฟื้นฟูวันโกน วันพระ ให้หวนคืนมาใหม่ด้วย ซึ่งตอนนี้ถูกหลงลืมกันไปแล้ว อย่างนี้หลวงพ่อว่าน่าจะพอดี นอกจากนี้ เราจะถือศีล ๘ เพิ่มวันไหนอีก ก็แล้วแต่ใจเรา เช่น ถ้าเราเกิดวันพฤหัสก็ถือเพิ่มวันพฤหัส ถ้าภรรยาเกิดวันพุธ อาจจะเพิ่มวันพุธอีกวันก็แล้วแต่ นัดแนะกันไปเป็นช่วงๆ จนกว่าอินทรีย์เราจะแก่กล้า เมื่ออินทรีย์แก่กล้าแล้ว ก็หมดความจำเป็นในชีวิตระดับนั้น และจะก้าวไปสู่ระดับที่ประณีตขึ้นไปเรื่อยๆ การครองเรือนไม่ได้ห้ามมรรคผลนิพพาน ตัวอย่าง มหาอุบาสิกาวิสาขา ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ทุกวันพระ ท่านก็ชวนสมาชิกในบ้านรวมถึงข้าทาสบริวารถือศีลอุโบสถ ในตำราบอกถึงขนาดว่า รวมทั้งเด็กทารกในบ้านด้วย ดังนั้นถ้าเราจะถือศีลอุโบสถก็เอาพอดีๆ จนกว่าอินทรีย์จะแก่กล้า แล้วความผาสุกจะเกิดขึ้นในชีวิตของครอบครัวที่เป็นนักสร้างบารมี ๓๐ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ ------------------------------------------------- ๔๙. พรหมจรรย์ ๑๐ ประการ “พรหมจรรย์” คือ การครองชีวิตอันประเสริฐ ประพฤติแบบพรหม ไม่ได้มีความหมายเพียงการละเว้นจากเมถุนธรรมอย่างเดียว แต่มีความหมายกว้างถึง ๑๐ อย่างด้วยกัน คือ ๑. การทำทาน ๒. ไวยาวัจจะ ๓. การรักษาศีล ๕ ๔. การแผ่เมตตาเป็นประจำทุกค่ำเช้า ๕. การงดเว้นเมถุนธรรม คือ ไม่ยินดีในกาม ๖. การยินดีเฉพาะในคู่ครองของตนเอง ๗. การเป็นผู้มีความเพียรในการเจริญสมาธิภาวนา ๘. การรักษาศีล ๘ ๙. การบำเพ็ญอริยมรรคมีองค์ ๘ ๑๐. การปฏิบัติอยู่ในไตรสิกขาได้แก่ ศีล สมาธิ ปัญญา อธิบายขยายความว่า ๑. การทำทาน คือ การทำบุญด้วยทานวัตถุ เช่น ข้าว น้ำ ผ้า ยานพาหนะ ดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ ที่นั่ง ที่นอน ที่อยู่อาศัย และประทีปโคมไฟ ๒. ไวยาวัจจะ คือ การขวนขวายในกิจกรรมที่เป็นบุญกุศล เช่น ปัด กวาด เช็ด ถู จัดเตรียมสถานที่ฉัน ที่ฟังธรรม ที่ปฏิบัติธรรม อำนวยความสะดวกให้พิธีกรรมอันเป็นบุญกุศลดำเนินไปได้ ๓. การรักษาศีล ๕ คือ เว้นจากการฆ่าคนและสัตว์ เว้นจากการลักทรัพย์ เว้นจากประพฤติผิดในกาม เว้นจากพูดเท็จ และเว้นจากดื่มสุราเมรัย ๔. การแผ่เมตตาเป็นประจำทุกค่ำเช้า จนเป็นอัปปมัญญา คือ ใจนิ่ง ขยาย มีเมตตาแผ่ไปกว้างขวาง เกิดความรู้สึกเป็นมิตรต่อคนและสัตว์ หมดความรู้สึกเป็นศัตรูต่อใครทั้งหมด ๕. การงดเว้นเมถุนธรรม ไม่ร่วมประเวณี ไม่มีเพศสัมพันธ์ เว้นขาดจากความยินดีในกามกิจ ๖. การยินดีเฉพาะในคู่ครองของตนเองที่เรียกว่า สทารสันโดษ คือ ไม่นอกใจภรรยาหรือสามีของตน ๗. การเป็นผู้มีความเพียรในการเจริญสมาธิภาวนา ๘. การรักษาศีล ๘ ๙. การบำเพ็ญอริยมรรคมีองค์ ๘ คือ ดำเนินไปในหนทางสายกลาง ๑๐. การปฏิบัติอยู่ในไตรสิกขา ได้แก่ ศีล สมาธิ ปัญญา รวมความว่า การทำตามคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหมด คือการปฏิบัติอยู่ในไตรสิกขา ได้แก่ ศีล สมาธิ ปัญญา นี้จัดเป็นพรหมจรรย์ทั้งสิ้น การประพฤติพรหมจรรย์ มีวัตถุประสงค์เพื่อทำกิเลสอาสวะให้หมดสิ้น จะได้สลัดตนพ้นจากกองทุกข์ ที่สุดแห่งพรหมจรรย์ คือ ประพฤติปฏิบัติ ๑๐ อย่างนี้แล้วไปถึงที่สุดก็คือ หมดกิเลส ๒๖ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๘ ------------------------------------------------- ๕๐. อาชีพที่พระพุทธเจ้าทรงห้าม เราอย่ายินดีกับรายได้ที่มาจาก การขายสุรา บุหรี่ และสิ่งเสพติดทั้งหลาย ซึ่งถือเป็นมิจฉาอาชีวะ เป็นมลพิษทั้งปัจจุบัน และในสังสารวัฏ เลิกยึดถือทัศนคติที่ว่า จะเป็นแมวขาวแมวดำก็ได้ขอให้จับหนูได้ ซึ่งหมายความว่า จะประกอบอาชีพอะไรก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นมิจฉาอาชีวะหรือสัมมาอาชีวะ ขอให้ได้มาซึ่งเม็ดเงินเป็นใช้ได้ ความคิดอย่างนี้ไม่ถูกต้องตามหลักธรรมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสอนให้ประกอบสัมมาอาชีวะทางเดียวเท่านั้น ที่จะเป็นทางมาแห่งทรัพย์ให้เรานำมาหล่อเลี้ยงชีวิตครอบครัว และนำมาสร้างบารมีเพื่อทำพระนิพพานให้แจ้ง ให้ทำอย่างนี้แค่นี้เท่านั้น จึงจะถูกหลักวิชชา ถูกมรรคมีองค์ ๘ คือ มีความเห็นถูก โดยเฉพาะมีความเชื่อเรื่องกฎแห่งกรรม ถ้าเราไม่เชื่อเรื่องกฎแห่งกรรม ไม่เชื่อคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หิริโอตตัปปะก็ไม่เกิดขึ้น เมื่อไม่เกิด ก็มีโอกาสที่จะทำบาปอกุศลได้ เพราะไม่มีความละอายต่อการกระทำบาป และไม่กลัวต่อผลของบาปที่จะเกิดขึ้น แม้พระพุทธเจ้าจะตรัสสอนอย่างไรก็ไม่เชื่อ เมื่อไม่เชื่อ สัมมาทิฏฐิก็ไม่เกิด มรรคอื่นๆ ก็ไม่ตามมา เพราะฉะนั้นต้องเปลี่ยนทัศนคติกันใหม่ว่า เราจะประกอบเฉพาะอาชีพที่เป็นสัมมาอาชีวะเท่านั้น หลายท่านอาจสงสัยว่า ทำไมบางคนที่ประกอบมิจฉาอาชีวะ ค้าขายสุราเมรัย บุหรี่ แต่เขากลับมีความเจริญรุ่งเรืองได้รับการยกย่องในสังคม มีสุขภาพแข็งแรง ดูโหงวเฮ้งดีมีพรรคพวกมาก และยังนำเงินไปบริจาคแบ่งปันให้กับคนอื่นอีก ไม่เห็นบาปกรรมจะส่งผลทันตาเห็นเลย ทั้งๆ ที่เงินได้มาจากความหายนะของเพื่อนมนุษย์ที่ก่อให้เกิดความเสียหายกับหลายๆ ครอบครัว เรื่องกฎแห่งกรรมเป็นเรื่องซับซ้อน กรรมบางอย่างให้ผลในปัจจุบันทันตาเห็น แต่บางอย่างก็ให้ผลหลังจากตายแล้ว ซึ่งตาของเรามองไม่เห็น เพราะฉะนั้น บุคคลเหล่านั้นที่เขายังเฟื่องฟูอยู่ เพราะบุญเก่าที่เขาเคยสร้างมหาทานบารมี ทั้งในบุญเขต และนอกบุญเขต แล้วได้อธิษฐานจิตว่า “ขอให้รวย” แต่ไม่มีคำว่า “นิพพานะปัจจะโย โหตุ” ขอให้เป็นปัจจัยในการบรรลุมรรคผลนิพพาน ซึ่งเป็นการอธิษฐานจิตที่ไม่ประกอบด้วยปัญญา ทำให้บาปอกุศลได้ช่อง นำเขามารวยด้วยมิจฉาอาชีวะ ให้รวยอย่างไม่มีทิศทาง และก็บดบังไม่ให้เขาเห็นผลของการกระทำในปรโลก ให้เห็นผลแต่ในมนุษยโลกว่า มีทรัพย์มาก มีคนนับหน้าถือตา มีเกียรติในสังคม และยังเห็นเขาใช้เศษเงินไปสร้างทานกุศลต่างๆ ทั้งในและนอกบุญเขต มองเห็นเพียงแค่นั้น เมื่อเรายังมองไม่เห็นผลกรรมด้วยตาของเรา และผลกรรมยังไม่ส่งผล จึงทำให้เราไม่ค่อยเชื่อกฎแห่งกรรมอย่างแท้จริง เราเป็นชาวพุทธ เป็นลูกพระพุทธเจ้า ก็ควรศึกษาคำสอนของพระองค์ และก็ต้องเชื่อพระปัญญาตรัสรู้ของพระองค์เป็นเบื้องต้น แล้วก็ลงมือปฏิบัติ พิสูจน์ว่าสิ่งที่พระองค์พูดนั้นเป็นจริงแค่ไหน ซึ่งอุปกรณ์ที่จะไปเรียนรู้ก็มีอยู่ในตัวของเรา ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ด้วยวิธีการ คือ ทำใจหยุดกับนิ่งเท่านั้น ถ้าให้โอกาสกับตัวเอง เราก็ต้องเข้าถึงความจริงนั้นได้ ถ้าเราพิสูจน์ได้ เราก็เกิดความมั่นใจในคำสอนของพระพุทธเจ้า เมื่อเรามีความมั่นใจ ก็จะขยายความมั่นใจต่อๆ ไปยังบุคคลอื่น ความมั่นใจเท่านั้นจะสร้างความมั่นใจให้เกิดขึ้นไปเรื่อยๆ เหมือนคลื่นลูกแล้วลูกเล่าเกิดขึ้นไปเรื่อยๆ อย่างนั้น ๑๘ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ ------------------------------------------------- ๕๑. เทเหล้าเผาบุหรี่ หลวงพ่อปลื้มใจกับลูกนิสิตนักศึกษาในมหาวิทยาลัยทุกคน ที่ลูกได้เป็นต้นบุญต้นแบบที่ดีของโลก ลูกเป็น วีรบุรุษ วีรสตรี เป็นผู้กล้าของโลกที่แท้จริง ในยามที่โลกขาดแคลนตัวอย่างดีๆ ลูกทุกคนมีความกล้าหาญที่จะทำสิ่งดีๆ ให้ดู โดยไม่หวาดหวั่นหรือวิตกกังวลว่า ใครจะคิดอย่างไร จะเห็นด้วย หรือไม่เห็นด้วย หวังเพียงเพื่อให้เพื่อนมนุษย์ได้รู้เห็นโทษภัยของสุราเมรัย บุหรี่ การหักดิบก็จะเกิดขึ้น สิ่งดีๆ ก็จะเกิดขึ้นบนผืนแผ่นดินไทยและบนโลก เมื่อพลังหนุ่มสาวตื่นตัวเดี๋ยวโลกก็จะตื่นตาม ถ้าหากเมืองไทยเราทำได้ เดี๋ยวต่างประเทศเขาก็จะทำตามได้ เราโชคดีที่ได้มาเกิดในยุคแห่งการสถาปนา ในการเริ่มต้นที่จะให้สุราเมรัย บุหรี่ หมดไปจากโลกนี้ เพราะฉะนั้นควรปีติและภาคภูมิใจ และที่จริงก็มีข้อคิดว่า ทั้งผู้ผลิตและผู้จำหน่ายก็รวยกันแล้วจากเงินที่ได้บนความหายนะของคนอื่น ดังนั้นเลิกเสียเถอะ และเอาเงินนั้นคืนสู่สังคม คืนให้หมด โดยอาจแปรรูปจากโรงงานผลิตสุรา ไปผลิตเป็นพลังงานอย่างอื่นที่เป็นมิตรต่อเพื่อนมนุษย์ก็ได้ เป็นการสร้างงานอีกทางหนึ่ง รัฐบาลก็ได้ภาษีอีกด้วย เพราะฉะนั้นเลิกเสียเถิด ปัจจุบันเราก็เห็นชัดเจนแล้วว่า สุราและบุหรี่สิ่งเหล่านี้ไม่ได้มีคุณต่อร่างกายของมนุษย์เลย แถมมีโทษทั้งในปัจจุบันและโทษในอบาย ในสังสารวัฏ โทษในปัจจุบันที่เห็นชัดเจน คือ เกิดโทษทั้งต่อตนเอง ต่อสมาชิกในครอบครัว เพื่อนบ้าน เพื่อนร่วมงาน ในสังคม ทำให้สิ่งที่ไม่ดีต่างๆ อีกมากมายเกิดขึ้นมาในโลก โทษในอบาย ในสังสารวัฏ คือ เมื่อตายแล้วไปมหานรก ไปอุสสทนรก ไปยมโลก ไปเป็นเปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน แล้วจึงมาเป็นมนุษย์ เป็นคนใบ้ คนบ้า ปัญญาอ่อน และเจอแต่สิ่งที่ไม่ดี มีโรคภัยไข้เจ็บที่ร้ายแรง เป็นต้น เพราะฉะนั้น เราจะต้องเทเหล้าเผาบุหรี่กันต่อไปเรื่อยๆ โดยมีความตั้งใจอย่างแน่แน่วว่า ให้สิ่งเหล่านี้หมดไปจากโลกอย่างแท้จริง ซึ่งสักวันจะต้องเป็นความจริงให้ได้ ๑๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ ------------------------------------------------- ๕๒. สุรา บุหรี่ ยาเสพติดทุกชนิด ควรหมดไปจากโลกใบนี้ เราจะต้องเทเหล้าเผาบุหรี่กันต่อไป จนกว่าสิ่งเหล่านี้จะหมดไปจากโลกใบนี้ น่าชื่นใจมากๆ ที่ผู้หลักผู้ใหญ่ เช่น ท่านอธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ที่ท่านมีความเห็นว่า จะไม่ให้มีบุหรี่ สุราเมรัย ยาเสพติด สิ่งที่ไม่ดีต่างๆ อยู่ภายในมหาวิทยาลัย และครูอาจารย์ที่ดื่มสุราเมรัยก็ถือว่า ผิดวินัยทางราชการ นี่เป็นตัวอย่างที่ดีมากๆ เป็นต้นบุญต้นแบบที่ดีที่โลกกำลังขาดแคลน ในทุกๆ สถาบันการศึกษา เมื่อมีการจัดกิจกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการรับน้องใหม่ น้องหอ น้องตึก หรือกิจกรรมอะไรก็แล้วแต่ มักจะต้องมีบุหรี่ สุราเมรัย สิ่งเหล่านี้อยู่ โดยนิสิตนักศึกษามักจะเข้าใจผิดว่า เป็นสิ่งโก้เก๋ หรือเป็นความเท่ในสังคม เราทำผิดพลาดกันมายาวนานแล้ว ต่อจากนี้ไปเราควรทำให้ถูกทาง พลังหนุ่มสาวที่อยู่ในสถาบันการศึกษาต่างๆ จะเป็นพลังสำคัญในการเปลี่ยนแปลงโลกต่อไปในอนาคต ถ้าเขาเหล่านั้นได้เริ่มต้นในสิ่งที่ดีจากมหาวิทยาลัย เมื่อจบการศึกษาแล้ว ออกไปครองเรือน หรือไปศึกษาต่อ หรือจะไปทำงานในที่ต่างๆ จะเป็นธุรกิจส่วนตัว งานเอกชน งานราชการ หรือที่ไหนก็แล้วแต่ เขาก็จะได้นำสิ่งดีๆ เข้าไปสู่สังคมนั้น เมื่อเป็นเช่นนี้โลกจะมีแต่สิ่งที่ดีงามบังเกิดขึ้น แต่ถ้ายังให้มีแอลกอฮอล์สำหรับดื่ม มีบุหรี่สำหรับสูบกันอยู่อย่างนี้ ศีล ๕ ก็ตั้งขึ้นได้ยาก เพราะสิ่งเหล่านี้จะไปทำลายสติซึ่งเป็นต้นแหล่งที่จะรักษาศีล เพราะฉะนั้นเมื่อขาดสติแล้ว ก็จะทำให้พลาดพลั้งไปทำผิดศีลข้ออื่นๆ ได้ เมื่อศีล ๕ ไม่มี สันติสุขหรือสันติภาพที่แท้จริงของโลก ก็ไม่สามารถบังเกิดขึ้นได้ แม้เราจะไปโฆษณาหรือรณรงค์เรื่องต่างๆ เพื่อให้เกิดสันติภาพโลกก็ตาม เพราะฉะนั้นการให้รางวัลสันติภาพโลก ซึ่งมักจะนำจุดเล็กๆ ขึ้นมาเป็นหลักเกณฑ์ เช่น ระหว่างประเทศนี้จะรบกัน เขาก็เชิญผู้นำมาคุยกัน ให้เลิกรบกันชั่วคราว แล้วก็ได้รับรางวัลกันไป ที่จริงไม่ควรจะเป็นอย่างนั้นแต่ควรจะพิจารณาว่า อะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้สันติสุขไม่บังเกิดขึ้น ต้องไปดูที่ต้นเหตุ แล้วก็แก้กันตรงนั้น หลวงพ่อเชื่อคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่พระองค์ทรงไปรู้ไปเห็นมา มีความเชื่อและศรัทธา ด้วยสติ ด้วยปัญญา ด้วยการพิจารณาใคร่ครวญด้วยเหตุด้วยผลแล้ว จึงเชื่อว่า ศีล ๕ คือ ความเป็นปกติของมนุษย์ เมื่อมนุษย์เป็นปกติแล้วก็จะไม่รบกัน ทุกวันนี้ที่ยังรบกันอยู่เพราะว่ามันไม่ปกติ เพราะฉะนั้นเราจะต้องเทเหล้าเผาบุหรี่กันต่อไป จนกว่าศีล ๕ จะตั้งได้ เมื่อใดที่ศีล ๕ ตั้งขึ้นได้ เมื่อนั้นโลกจะอยู่เย็นเป็นสุข สันติภาพโลกที่แท้จริงจะเกิดขึ้นได้ ดังนั้น เราจะต้องลุยกันต่อไป แม้เราไม่อยู่แล้ว เราก็ จะต้องบอกให้ลูกหลานของเราสืบทอดเจตนารมณ์นี้กันต่อไป เราต้องทำได้อย่างแน่นอน ๓ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๖ ------------------------------------------------- ๕๓. วีรบุรุษ วีรสตรี แห่งกองทัพธรรม นี่คือยอดนักรบ วีรบุรุษ วีรสตรีแห่งกองทัพธรรม เป็นบุคคลสำคัญของโลก โลกไม่รู้เลยว่า โทษของสุราน้ำอุบาทว์มีมากมายมหาศาลขนาดไหน จึงผลิตขึ้นมาจำหน่ายและดื่ม หรือมอบเป็นของขวัญให้กัน เขาไม่รู้เลยว่ามันมีโทษมาก ทั้งต่อตนเอง ต่อครอบครัว ต่อสังคม ต่อประเทศชาติ และต่อโลก มีทุกข์ในปัจจุบัน คือ เสียทั้งเงินทอง เวลา อวัยวะ เสียชีวิต เสียผู้เสียคน เสียโอกาสที่จะได้บรรลุมรรคผลนิพพาน ตายไปแล้วยังไปทุกข์ทรมานในอบายตกนรกอีกยาว นาน มาจากมหานรกขุม ๕ ไปขุมบริวาร และพอได้ดื่มแล้วก็พลาดพลั้งทำผิดศีลข้ออื่นไปอีก ซึ่งไปล่วงละเมิดกฎแห่งกรรมเข้า ต้องวนเวียนท่องอยู่ในมหานรก แล้วไปขุมบริวารบ้างมายมโลก มาเป็นเปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน เมื่อกลับมาเกิดเป็นมนุษย์ก็ใบ้ บ้า ปัญญาอ่อน จิตวิปลาสบ้าง กรรมอื่นยังตามมาส่งผลอีกมากมาย ชาวโลกบางคนเห็นเพียงว่า ขวดมีดีไซน์สวยก็นำมาตั้งโชว์ไว้ในบ้านด้วยความไม่รู้ แล้วนึกภูมิใจว่า เรามีเหมือนกับเขา แล้วสิ่งเหล่านี้ก็เลยกลายเป็นค่านิยมกันไป ทัศนคติของโลกจึงเปลี่ยนแปลงไปจากสว่างมาเป็นมืด เพราะฉะนั้น การที่ลูกๆ เป็นผู้นำชาวโลกให้เลิกเหล้า เลิกบุหรี่ และจัดพิธีเทเหล้าเผาบุหรี่นั้น ได้ชื่อว่า ลูกคือบุคคลสำคัญของโลก เพราะลูกๆ กำลังพลิกความเห็นผิดของชาวโลกให้หันกลับมาเป็นสัมมาทิฐิ มีความเห็นที่ถูกต้อง ซึ่งเป็นต้นทางของมรรค ๘ ของการบรรลุหนทางอันเกษม คือ บรรลุมรรคผลนิพพานอย่างกล้าหาญ ด้วยอาการที่ร่าเริง เบิกบาน มีปีติ มีความสดชื่น เพราะฉะนั้นบุคคลเช่นนี้ต้องยกย่องว่า เป็นบุคคลสำคัญของโลก เป็นวีรบุรุษ วีรสตรีแห่งกองทัพธรรมอย่างแท้จริง ภาพที่ลูกๆ ได้ร่วมกันเทเหล้าเผาบุหรี่ในวันนี้ จึงเป็นต้นบุญต้นแบบแก่โลก เป็นแบบอย่างที่ดีที่จะเป็นมรดกโลกต่อไป นี่คือสัญลักษณ์ของผู้ที่มีชัยชนะ อย่างนี้เขาเรียกว่า ชนะมาร หลวงพ่อก็อนุโมทนาด้วย ขอให้สมความปรารถนาในทุกสิ่งนะลูกนะ ๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๖ ------------------------------------------------- ๕๔. ตะเกียงดวงน้อย ท่ามกลางความมืด น่าปลื้มใจ ที่ลูกทุกคนสามารถตัดใจขาดจากสุราได้ โดยเฉพาะขวดสุราที่เก็บเอาไว้โดยคิดว่า เท่ โก้เก๋ เป็นรสนิยมของสังคมสมัยนี้ บางขวดเป็นเงินเรือนแสน หลายแสนก็มี แต่เราก็สละสิ่งเหล่านี้ได้ นี่เป็นสิ่งที่มนุษย์และเทวดาสรรเสริญ แม้แต่พระผู้มีพระภาคเจ้าหากพระองค์ยังทรงมีพระชนม์ชีพอยู่ ก็จะต้องตรัสสรรเสริญลูกทุกคน ในท่ามกลางพุทธบริษัททั้ง ๔ บางท่านมีความรู้สึกว่า ที่บ้านเรามีแค่ขวดสองขวด เราแอบๆ ทุบดีกว่า อายเขา อย่าไปคิดอย่างนั้น อย่าลักลอบทำความดี ถ้าเรามีปริมาณน้อยก็มารวมกันหลายๆ บ้าน และก็นัดแนะกันประกอบพิธีให้ยิ่งใหญ่ แล้วเวลาทุบ ก็ให้ยิ้มแย้มแจ่มใส ไม่ใช่ร้องไห้เสียดาย ให้ปลื้มใจที่เราตัดสินใจหักดิบได้ แล้วนิมนต์พระมาให้ศีล ให้พร จะได้ครบตามสูตร ตอนนี้กิจกรรมเทเหล้าเผาบุหรี่ได้กระจายกันไปทั้งภายในและต่างประเทศแล้ว ซึ่งจะเป็นประวัติศาสตร์ชีวิตอันงดงามต่อไป สิ่งที่เรากระทำจะเป็นจุดเริ่มต้น แม้เรายังไม่อาจเป็นตะวันเที่ยง แต่ก็ขอเป็นตะเกียงดวงเล็กๆ ในความมืด พอให้เกิดแสงสว่างในดวงใจของเพื่อนมนุษย์ได้บ้าง สิ่งนี้จึงเป็นสิ่งที่ดีงามที่เราจะต้องทำกันต่อไป ๑๖ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ ------------------------------------------------- ๕๕. นโยบาย ๓ ป. โปรด ปราม ปราบ ยาเสพติด เหล้า บุหรี่ ยาเสพติด สิ่งไม่ดีทั้งหลาย เป็นสิ่งที่เราจะต้องทำให้หมดสิ้นไปจากโลก การจะแก้ปัญหาเหล่านี้ให้หมดไปได้นั้น ต้องช่วยกันทุกคน ทั้งบ้าน วัด โรงเรียน ทั้งพุทธจักร อาณาจักร ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกัน และต้องใช้นโยบาย ๓ ป. คือ โปรด ปราม ปราบ โปรด คือ ให้ความรู้ ให้ทุกคนเห็นโทษภัยของสุราเมรัย บุหรี่ ยาเสพติดทั้งหลายว่า มีโทษภัยอย่างไร ทั้งในปัจจุบัน ในปรโลก และในสังสารวัฏ อย่าเห็นแต่คุณเพียงด้านเดียวว่า ช่วยสร้างงาน มีพนักงาน มีโรงงานสุราบุหรี่ แล้วมีรายได้กลับเข้ารัฐ เพื่อจะนำรายได้นั้นกระจายไปสู่ส่วนภูมิภาคทั่วประเทศ แต่สิ่งที่ได้กับสิ่งที่เสียไป มันเปรียบเทียบกันไม่ได้เลย โทษในปัจจุบัน ทำให้เสียเวลา เสียเงิน เสียทอง เสียผู้เสียคน เสียชีวิต โทษในปรโลก ทำให้เสียโอกาสไปสวรรค์ แต่กลับตกไปอบาย โทษในสังสารวัฏ เมื่อกลับมาเกิดเป็นมนุษย์ ก็ต้องใบ้ บ้า ปัญญาอ่อน ระทมทุกข์กันอีกยาวนาน เพราะฉะนั้น ต้องโปรดก่อน คือ ให้ความรู้เหล่านี้ ซึ่งต้องช่วยกันทั้งพุทธจักร อาณาจักร ทั้งบ้าน วัด โรงเรียน ทุกฝ่ายต้องช่วยกันให้ความรู้ ปราม เมื่อโปรดแล้วต้องปรามด้วยว่า อย่าทำสิ่งเหล่านี้ ทำแล้วมีโทษ ทั้งปรับ ทั้งจำหรือจะมีมาตรการอะไรก็ว่ากันไป ปราบ เมื่อทั้งโปรดทั้งปรามแล้วยังไม่เชื่อก็ถึงขั้นปราบ ปราบก็ต้องปราบกันอย่างจริงจัง ถ้าปราบกันจริงๆ เดี๋ยวก็หมด แต่บางทีเขาจะมีวิธีการต่างๆ นานา ทำให้หมดอารมณ์ปราบ ก็เลยปราบกันไม่จริง เพราะฉะนั้น ในยุคนี้ต้องเทเหล้าเผาบุหรี่ ทำสิ่งนี้ให้เกิดขึ้นมาในโลกในยุคของเรา แล้วสิ่งดีๆ จะเกิดขึ้นอย่างที่เรานึกไม่ถึงเลย ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๖ ------------------------------------------------- ๕๖. การพนันปากทางแห่งความเสื่อม ไฟไหม้ ๗ ครั้ง ยังไม่ร้ายแรงเท่าเป็นผีพนัน ไฟไหม้บ้านยังเหลือที่ดินไว้ปลูกบ้านได้อีกหลายครั้ง แต่เสียการพนันแม้ที่ดินก็ไม่มีเหลือ ครอบครัวบ้านแตกสาแหรกขาด เดือดร้อนกันทุกหย่อมหญ้า เป็นบ่อเกิดของอาชญากรรมมากมาย มีขโมยเกิดขึ้นก่อความวุ่นวายเต็มไปหมด การพนันทำให้ใจเศร้าหมอง น่าเป็นห่วง ถ้าหากว่าจะมีความพยายามทำให้การพนันเป็นสิ่งถูกกฎหมายขึ้นมา เพราะมองแต่ได้อย่างเดียว ไม่มองเสีย ที่จริงการแก้ปัญหาเรื่องการพนัน แก้ได้ ถ้าได้แก้ แต่ที่แก้ไม่ได้ เพราะไม่ได้แก้ เพราะทุกคนสามารถเลิกเล่นการพนันได้ แต่ถ้ายังเลิกไม่ได้ ก็ให้เป็นสิ่งผิดกฎหมายไปก่อน อย่าเปิดเสรีให้เป็นสิ่งถูกกฎหมาย แล้วค่อย “โปรด” โดยให้พวกติดการพนันมีความรู้ ถึงผลเสียที่เกิดจากการพนัน ส่วนบางพวกที่ยังดื้อก็ “ปราม” ถ้าเจอก็จับ ถ้าไม่เจอก็ต้องตามจับ ถ้าเหลือวิสัยก็ต้อง “ปราบ” ถ้าทำกันอย่างจริงจังเดี๋ยวสิ่งเหล่านี้ก็จะหมดไป การพนันเป็นความสนุกที่ถูกความหายนะครอบงำ เล่นการพนัน ไม่ว่าจะเล่นอะไรก็แล้วแต่ จะถูกกฎหมาย หรือไม่ถูกกฎหมายก็ตาม มันเสียมากกว่าได้ ที่ได้คือเจ้าของบ่อน รัฐบาลได้นิดหน่อย แต่ผลเสียมีมากกว่า เสียทรัพย์ เสียอวัยวะ เสียชีวิต เสียชื่อเสียง เสียผู้เสียคน ละโลกแล้วยังไปอบายอีกยาวนาน ซึ่งความเสียหายเหล่านี้จะนำมาเทียบเป็นเงินทองไม่ได้เลย โทษในปัจจุบันที่สายตาเรามองเห็นก็มีเยอะ แต่โทษในอบายภูมิที่สายตามนุษย์มองไม่เห็นยังมีมากกว่ามาก แต่ท่านผู้รู้คือ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงไปรู้ไปเห็นมาแล้วสงสารสัตว์โลก จึงมอบความรู้ไว้เป็นมรดกโลกว่า การพนันเป็นอบายมุข ปากทางแห่งความเสื่อม เสื่อมทั้งในปัจจุบันและเสื่อมทั้งในปรโลก ครูไม่ใหญ่ไม่เชื่อว่า เลือดเนื้อวิญญาณของคนไทยมีเชื้อสายการพนัน มีบางคนเท่านั้นที่ชอบซึ่งเป็นส่วนน้อย แต่ตอนนี้พอเริ่มจะเปิดเสรีให้เป็นสิ่งถูกกฎหมายเหมือนเหล้า เบียร์ บุหรี่ สุราเมรัย มันจะยิ่งไปกันใหญ่ ซึ่งจะก่อให้เกิดผลเสียกับบ้านเมืองอีกมากมาย เพราะฉะนั้น อันตรายนะ ไปคิดกันให้ดีๆ ถอยหลังลงคลองธรรมกันเถอะ ๙ เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๖ / ๒๘ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ ------------------------------------------------- ๕๗. ผลพวงจากสื่อลามก สื่อทุกสื่อมีความสำคัญมาก ล้วนอยู่ในสายตาของเยาวชนทั้งนั้น เราอย่าไปคิดว่า เด็ก ๒ ขวบ ๓ ขวบ เขาฟังไปอย่างนั้น แต่เขาดูเขาฟังเขาคิดและเขาอยากจะทำตาม เพราะอยู่ในวัยที่กำลังศึกษาเรียนรู้ สื่อเปรียบเหมือนครูกำลังถ่ายทอดเรื่องราวต่างๆ เพราะฉะนั้นสื่อที่เผยแพร่ออกมาควรจะเป็นสื่อสีขาว สีดำหรือสีเทาไม่ควรมี มีข่าวที่เขาตัดส่งมาให้อ่าน นายแพทย์สรุปว่า ปีนี้มีเด็กทำแท้งแสนคน สาเหตุมาจากสื่อลามกอนาจารที่มาจากทุกทิศทุกทาง ก่อให้เกิดรักฉุกละหุกชิงสุกก่อนห่าม คือ ทุกคนมีไฟอยู่แล้วในตัว พอมันมีเชื้อ มีไฟ มีลมกระพือขึ้นมาอีกหน่อย ไฟก็ลุกโชนไปกันใหญ่ รักฉุกละหุกชิงสุกก่อนห่ามจึงเกิดขึ้น ข้อมูลที่เปิดเผยแค่จำนวนแสน ที่ไม่เปิดเผยอีกจำนวนเท่าไรไม่รู้ พ่อแม่ฆ่าลูกได้โดยมีเหตุผลประการเดียว คือ ไม่พร้อม แต่เราจะให้เหตุผลว่า ไม่พร้อมไม่ได้ เมื่อเราอยู่ในฐานะบิดามารดา เราต้องรับผิดชอบ หรือในฐานะผู้ปกครองต้องร่วมรับผิดชอบด้วย ถ้าลูกของเราประสบปัญหาอย่างนี้เมื่อยังอยู่ในวัยเรียน เพราะเราไม่ได้ให้ความรู้ สื่อทุกๆ สื่อเกิดจากผู้ใหญ่ทั้งนั้น อยากรวยแต่รวยแบบร้อนๆ ด้วยวิธีที่ผิดและเห็นแก่ตัว เพราะฉะนั้นสื่อสีดำแม้สีเทาก็ไม่ควรมี ต้องสื่อสีขาว เพราะฉะนั้นต้องไปช่วยกันสร้างสื่อสีขาวขึ้นมาให้มากๆ ถ้าหากช่วยกันทำสื่อสีขาวเกิดขึ้นมามากๆ เดี๋ยวสิ่งดีๆ ก็จะเกิดขึ้น ๑๗ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๗ ------------------------------------------------- ถอยหลังลงคลองธรรม ๕๘. ความสำคัญของการมาวัดวันอาทิตย์ การมาวัดวันอาทิตย์ เพื่อมาปฏิบัติธรรมร่วมกัน ให้เกิดพลังหมู่ในการฝึกใจให้หยุดนิ่งกันไปเป็นทีม เราต้องให้ความสำคัญกับวันอาทิตย์ และความสำคัญต่อการฝึกใจให้หยุดนิ่งภายใน เพราะนี่คือสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิต เรื่องอื่นนอกนั้นไม่ใช่ เป็นเพียงเครื่องสนับสนุน แต่การแสวงหาธรรมะเป็นเรื่องหลักของชีวิตเลย เพราะจะทำให้เราสมปรารถนาในชีวิต ดังนั้น วันอาทิตย์อย่าอยู่บ้านกันเฉยๆ เลย อย่างน้อยให้เรามาตอนช่วงเช้า มานั่งธรรมะด้วยกัน ช่วงบ่ายถ้าหากเราไม่มีธุระอะไรที่ไหนก็มาระลึกนึกถึงบุญ เพื่อจะตั้งผังสำเร็จให้กับตัวเอง จะได้อุทิศบุญกุศลไปให้บรรพบุรุษหรือหมู่ญาติที่ละโลกไปแล้ว ซึ่งบางทีท่านไปอยู่ในภพภูมิที่เราจะอุทิศบุญด้วยวิธีธรรมดาไม่ได้ กำลังกุศลส่งไปไม่ถึง เราก็จะต้องอาศัยวิธีพิเศษ โดยการกราบอาราธนามหาปูชนียาจารย์ทุกท่านมาประกอบวิชชาธรรมกาย แล้วนำบุญนี้ไปให้กับหมู่ญาติ แล้วเราจะได้อุทิศบุญนี้ให้กับคู่กรรมคู่เวรที่ผูกกรรมผูกเวรกันมา เพราะเมื่ออกุศลเข้าสิงจิตให้กระทำความผิดต่อเพื่อนมนุษย์ทางกาย วาจา ใจแล้ว ก็มีวิบากกรรมติดข้ามชาติมาเป็นอุปสรรคของชีวิตในชาตินี้ การอุทิศส่วนกุศลให้คู่กรรมคู่เวร ก็จะช่วยผ่อนหนักเป็นเบา เบาเป็นหาย ถ้าหากช่วงบ่ายเราจำเป็นจะต้องกลับไปทำภารกิจก็ไม่เป็นไร แต่ช่วงเช้าเราต้องมาปฏิบัติธรรมกันนะ การปฏิบัติธรรมหน้าจออยู่ที่บ้าน กับปฏิบัติธรรมที่วัดในวันอาทิตย์ มีข้อแตกต่างที่ว่า การมาวัดวันอาทิตย์ได้ต้องอาศัยความเพียรและกำลังใจ เรามาทั้งตัวและหัวใจอย่างนี้กำลังบุญก็จะได้มากกว่าอยู่ที่บ้าน เมื่อเรามาแล้วตั้งใจปฏิบัติธรรม ประกอบความเพียรได้วิริยบารมี บารมีก็จะแรงกล้ากว่านั่งที่บ้าน ซึ่งบางคนอาจจะบอกว่าเหมือนกัน มันก็เหมือนบางส่วน แต่บางส่วนก็ไม่เหมือน เช่น เป็นคนเหมือนกัน แต่ทำไมไม่เหมือนกัน เหมือนการบูชาเจดีย์ที่หลวงพ่อเคยบอกว่า นอกเหนือจากเหตุผล ๒ ประการที่ว่า ถ้าอยู่หน้าจอที่บ้าน แต่มีความเลื่อมใสมาก ก็ได้บุญมากเหมือนคนที่มาวัด แต่บางทีคนที่อยู่หน้าจอได้มากกว่า เพราะบางคนมาวัดแล้วมีความเลื่อมใสน้อย แต่บางทีคนที่อยู่หน้าจอก็ได้บุญน้อยกว่าคนที่มาวัดที่เขามีความเลื่อมใสมาก เพราะเขาต้องประกอบความเพียร มีวิริยะอุตสาหะ มาด้วยตัวเอง ดังนั้น ดีที่สุดคือมาด้วยตัวเอง ด้วยจิตที่เลื่อมใสในพระรัตนตรัยก็จะเป็นบุญใหญ่ที่จะติดตัวเราไปในภพเบื้องหน้า เราจะไม่มาวัดเมื่อมีเหตุจำเป็นจริงๆ แต่ไม่ใช่เรื่องที่เราโมเมว่าจำเป็น ๒๐ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๗ / ๑๑ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๘ ------------------------------------------------- ๕๙. วันอาทิตย์มาวัดกันนะ วันอาทิตย์เราควรจะมาวัด บ้านใครอยู่ใกล้วัดไหนก็ไปวัดนั้น หรือใครมีศรัทธาที่วัดไหนก็ไปวัดนั้น วันอาทิตย์เราควรจะมาวัด มาฟังธรรม ปฏิบัติธรรมร่วมกัน เพราะมีหลายกิจกรรมที่เราจะต้องทำร่วมกัน จริงอยู่เราอาจจะร่วมงานบุญผ่านจออยู่ที่บ้านก็ได้ แต่ไม่สมบูรณ์ เพราะขาดบุญในการเป็นต้นบุญต้นแบบที่ดีของชาวโลก ซึ่งโลกยังขาดแคลนตัวอย่างดีๆ เขาจะได้ดูหมู่คณะเราผ่านทางสื่อ จะได้เกิดแรงบันดาลใจที่จะทำความดี และทำความดีได้ถูกต้อง สื่อทุกสื่อในปัจจุบันนี้ ไม่ว่าจะสื่ออะไรก็ตาม สิ่งที่ผ่านสื่อมาไม่มีให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องราวความจริงของชีวิต ส่วนใหญ่มีแต่เรื่องบาดหมางกัน ขัดแย้งกัน ทะเลาะกัน กับเรื่องเพลิดเพลินกันไป แต่ความรู้ที่จำเป็นสำหรับชีวิตกลับไม่ค่อยมี ทั้งๆ ที่เป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับตัวเรา เราอยู่ในโลกนี้ประเดี๋ยวเดียวเท่านั้น ไม่ช้าก็หมดเวลาจากโลกนี้ไปแล้ว แต่ชีวิตหลังความตายในปรโลกยาวนานมาก มีความรู้ซึ่งเราจำเป็นต้องรู้ ไม่รู้ไม่ได้ ไม่รู้ก็ทำไม่ถูก และเป็นอันตรายอย่างยิ่งสำหรับชีวิต สิ่งที่เกี่ยวข้องกับชีวิตเรานั้น มีอย่างน้อย ๓ หัวข้อใหญ่ ที่เราจำเป็นต้องรู้ นั่นคือ เรื่องนิพพาน ภพ ๓ โลกันตร์ ถามว่าเรารู้เรื่องนิพพานไหม เพราะเราต้องเกี่ยวข้อง เราก็ยังไม่รู้ว่านิพพานเป็นอย่างไร ทำไมเราต้องไป เรื่องภพ ๓ ภายในภพ ๓ มีอะไรบ้าง ซึ่งมีถึง ๓๑ ภูมิ ในอรูปพรหม ๔ ชั้น พรหม ๑๖ ชั้น สวรรค์ ๖ ชั้น มนุษย์ อบายภูมิ ๔ และยังแยกย่อยออกไปอีก เป็นมหานรก ๔๕๖ ขุม แล้วนอกภพ ๓ ไปยังมีอีก ด้านบนนิพพาน ด้านล่างโลกันตนรกซึ่งห่างจากขอบภพ ๓ ด้านล่างไปอีก ๓ ช่วง เราก็ไม่รู้เรื่อง สื่อทุกสื่อไม่มีพูดถึงเรื่องราวเหล่านี้เลย แต่มีกล่าวเอาไว้ในคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งคำสอนนี้ได้กระจายไปทุกวัดทั่วประเทศ ไปตามวัดนั่นแหละถึงจะเจอเรื่องราวเหล่านี้ ส่วนเรื่องที่เจอตามสื่อต่างๆ เป็นเรื่องที่อยู่ในโลกมนุษย์ซึ่งไม่ใช่ของจริงจังอะไร แล้วก็จะทำให้ใจหมองมากกว่าใจใส เพราะฉะนั้นเราจึงจำเป็นจะต้องมาวัดในวันอาทิตย์ การเดินทางไปอบายทุกข์ทรมานทุกขั้นตอน แต่เดินทางมาวัดสุขทุกขั้นตอน บุญกุศลเกิดขึ้น เราจะได้บารมี ๑๐ ทัศ ครบถ้วนบริบูรณ์ ทั้งทาน ศีล เนกขัมมะ ปัญญา วิริยะ ขันติ สัจจะ อธิษฐาน เมตตา และอุเบกขา แค่เพียงเดินทางจากบ้านมาวัดในวันอาทิตย์ สวดมนต์ในสถานที่จริงๆ ของมหาธรรมกายเจดีย์ ความปลื้มปีติมันต่างกัน และเราจะได้มาช่วยกันสถาปนาระบบระเบียบศาสนพิธีว่าควรจะทำอย่างไร รุ่นต่อไปจะได้ปฏิบัติตามต้นแบบจากที่พวกเราช่วยกันสถาปนานี้ ก็จะเป็นทางมาแห่งบุญของเราด้วย แม้เราละโลกไปแล้ว แต่บุญจากการเป็นต้นบุญต้นแบบก็ยังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง นี่เป็นเรื่องสำคัญ เพราะฉะนั้นวันอาทิตย์มาวัดกันนะ ช่วงนี้ใกล้ฤดูร้อน อากาศอาจจะร้อนอบอ้าวบ้างก็ไม่เป็นไร ใครจะพัดก็ตามสะดวก คนข้างๆ จะได้เย็นไปด้วย เราก็สบายได้เอ็กเซอร์ไซส์ มือแขนจะได้แข็งแรง สดชื่น เบิกบาน ยกเว้นเวลาปฏิบัติธรรมขอให้ปิดเครื่องมือสื่อสารเท่านั้น ถึงแม้อากาศจะร้อน แต่ก็ยังน้อยกว่าผู้ที่ไปอยู่ในทะเลทราย เพราะฉะนั้นก็ลำบากบ้าง นิดหน่อย แต่ถ้าเราไม่ลำบากบ้าง เราจะได้ขันติบารมีและวิริยบารมีมาจากไหน ขันติบารมีเป็นสิ่งสำคัญที่เราจะต้องสั่งสมทีละเล็กทีละน้อยกันไปเรื่อยๆ เพราะว่าเรายังไม่ชนะพญามาร อุปสรรคของชีวิตก็ต้องมี ถ้าเรามีขันติบารมีก็จะเป็นกำแพงกั้นไม่ให้เราทำสิ่งไม่ดีได้ด้วยขันติธรรม พอหยุดมัน มันก็อยู่กับเราไม่ได้นานก็ต้องล่มสลายไป นี่เป็นเรื่องที่สำคัญต้องศึกษากันให้ดี เพราะฉะนั้นมาวัดในทุกๆ วันอาทิตย์กันเถอะ ๑๙ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๙ ------------------------------------------------- ๖๐. ชาวพุทธต้องหยุดวันพระ ชาวพุทธต้องหยุดวันพระ หยุดเพื่อไปเข้าวัด ไปฟังธรรม ปฏิบัติธรรม ไม่ใช่หยุดไปดูหนังนะ หยุดเพื่อไปเข้าวัด ไปทำพระนิพพานให้แจ้ง แสวงบุญ สร้างบารมี ให้ถูกวัตถุประสงค์ของการเกิดมาเป็นมนุษย์ เพราะวัดเป็นแหล่งเนื้อนาบุญ เป็นแหล่งแห่งความรู้ที่แท้จริงของชีวิต เป็นที่ประดิษฐานพระรัตนตรัย พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อยู่ที่ตรงนั้น ไม่ใช่อย่างอื่นเลย เราเป็นชาวพุทธ พอถึงวันพระ ก็ต้องทำให้ถูกหลักวิชชา ก่อนวันพระ เราก็เตรียมตัว เตรียมเครื่องไทยธรรม อาหารหวานคาวมาเลี้ยงพระในวันพระ บ้านเราอยู่ใกล้วัดไหน เราก็ไปวัดนั้น ไปทำบุญ ไปแสวงหาความรู้ ไปประพฤติปฏิบัติธรรม ไปสมาทานอุโบสถศีล หรือไปทบทวนศีล ๕ ที่เราปฏิบัติมา ๑ อาทิตย์ว่า ครบถ้วนบริบูรณ์แค่ไหน พอวันพระเราก็สมาทานเพิ่มอีก ๓ ข้อ นั่นแหละเป็นทางไปสู่สวรรค์ ปิดประตูอบาย ดังนั้นสวรรค์อยู่ใกล้นิดเดียว ใกล้ๆ บ้านเรานั่นแหละ เพราะฉะนั้นไปสั่งสมบุญกันให้ได้ทุกวันพระนะ ๒๐ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๗ ------------------------------------------------- ๖๑. เข้าถึงฐานะ ๕ ประการ วันนี้วันพระ... การที่ยังมีวันพระอยู่ในประเทศไทย เพราะว่าเรายังมีวัดสามหมื่นกว่าวัด มีพระสามแสนกว่ารูปทั่วประเทศ ถ้าไม่มีวัด ไม่มีพระ วันพระก็คงไม่มีแล้ว ดังนั้นเราควรยกย่องเชิดชูและหวงแหนวันพระเอาไว้ให้ดี เมื่อถึงวันพระ เราจะต้องทำกิจกรรมให้เป็นวันที่พิเศษ โดยการเข้าวัด นำภัตตาหารไปถวายท่าน นิมนต์พระท่านเทศน์ ฟังธรรม ช่วยกันปัดกวาดลานวัด ทำความสะอาดเสนาสนะสงฆ์ทั้งหลาย การเห็นสมณะเป็นทางมาแห่งบุญของเรา เพียงแค่เห็นสมณะแล้วจิตเกิดความเลื่อมใส ในสีลาจารวัตร ข้อวัตรปฏิบัติของท่าน เห็นว่าท่านเป็นเนื้อนาบุญ เป็นอายุของพระศาสนา แค่เห็นแล้วเกิดจิตเลื่อมใส ละโลกก็ได้ไปสวรรค์แล้ว แต่ถ้าหากว่า นอกจากเลื่อมใสแล้ว เรายังพนมมือไหว้ท่าน นิมนต์ท่านมาบ้าน ปูอาสนะให้ท่านนั่ง อานิสงส์นี้จะทำให้ไปเกิดในตระกูลสูง เพราะว่ามีความอ่อนน้อมถ่อมตน บูชาบุคคลที่ควรบูชา พอนิมนต์ท่านนั่งแล้วเกิดกุศลศรัทธาอยากจะทำทานเพื่อละความตระหนี่ แค่อยากจะเอาอะไรถวายท่าน มีน้ำอยากถวายน้ำ มีภัตตาหารอยากถวายภัตตาหาร เพียงแค่คิดอยากจะถวาย นอกจากเกิดในตระกูลสูงแล้ว ยังทำให้มียศถาบรรดาศักดิ์ด้วย เมื่อคิดอยากถวาย แล้วได้ถวาย ไม่ว่าจะถวายภัตตาหาร ถวายน้ำ หรือถวายอะไรก็แล้วแต่ ด้วยจิตที่เลื่อมใสท่าน เรียกว่าสร้างมหาทานบารมี ต่อไปในภพเบื้องหน้าจะร่ำรวย มีสมบัติใหญ่ พอถวายภัตตาหารเสร็จแล้ว ขอให้ท่านแสดงธรรม และเราก็ตั้งใจฟังธรรม เราจะได้ดวงปัญญา จะเฉลียวฉลาด เพราะฉะนั้น ทุกวันพระไปทำ ๕ อย่างนี้ให้ครบ เห็นสมณะแล้วเลื่อมใส พนมมือไหว้ นิมนต์ท่านมาบ้าน ปูอาสนะให้ท่านนั่ง อยากจะทำบุญกับท่าน ได้ลงมือถวาย แล้วก็ฟังธรรม ถ้านิมนต์พระมาที่บ้านไม่สะดวก เราก็เอาตัวของเราไปที่วัดแทน ทำครบ ๕ อย่างนี้แล้วอานิสงส์ใหญ่ก็จะเกิดขึ้นกับเรา ๕ อย่าง คือ ได้ไปสวรรค์ เกิดในตระกูลสูงมียศถาบรรดาศักดิ์ รวย และมีปัญญา และที่สำคัญจะมีวันพระคู่ประเทศไทยตลอดไป ๒๒ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๖ ------------------------------------------------- ๖๒. วันพระ วันนี้วันพระ ต้องติดป้าย “วันนี้วันพระ” ต้องติดกันทุกคนนะ เราจะได้ช่วยกันฟื้นฟูวันพระให้หวนคืนมาอีกครั้งหนึ่ง หลังจากที่ชาวพุทธได้ปล่อยปละละเลยกันไปยาวนาน ถ้าเราไม่ฟื้นฟู อันตรายนะ เพราะเดี๋ยวนี้สังคมชักจะลืมเลือนวันพระกันไปเยอะแล้ว ลืมเลือนไปว่า ตัวเองเป็นชาวพุทธ “วันพระ” เราจะฟื้นฟูเกิดขึ้นมาอีกให้เป็นรูปธรรมขึ้น จะทำให้เราเกิดจิตสำนึกที่จะยกย่องพระพุทธศาสนา เหมือนอย่างที่ ปู่ ย่า ตา ยาย บรรพบุรุษของเราได้ทำผ่านมา ยิ่งเทคโนโลยีไปไกลแค่ไหน ทางด้านจิตใจก็ต้องไปให้ไกลกว่านั้น ต้องควบคู่กันไประหว่างเทคโนโลยีกับจิตใจ เราสกัดกั้นความเจริญเทคโนโลยีไม่ได้ แต่ก็อย่าให้เทคโนโลยีมาครอบงำเสียจนกระทั่งลืมเลือนสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับชีวิตมนุษย์ หลังจากพุทธปรินิพพานไปแล้ว ความรู้ที่สำคัญของมวลมนุษยชาติสูญหายไป ไม่ได้มีการเชื่อมต่อ โดยเฉพาะเรื่องราวพระรัตนตรัยในตัว พระไตรปิฎกในตัวขาดหายไปดีว่ายังเป็นบุญของชาวโลก ที่พระเดชพระคุณหลวงปู่ พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) พระผู้ปราบมาร ได้ค้นคว้าหวนกลับคืนมาใหม่ เราถึงได้ทราบว่า ในตัวของเรามีพระรัตนตรัย ซึ่งเป็นที่พึ่งที่ระลึกที่สำคัญมาก ที่จะนำเราไปรู้แจ้งเห็นแจ้งแทงตลอดในเรื่องราวความเป็นจริงของชีวิต ในสรรพสัตว์และสรรพสิ่งทั้งหลาย รวมทั้งคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่อย่างนั้นเราคงจะดำเนินชีวิตถูกต้องได้ยากมาก ขนาดท่านค้นคว้าหวนคืนกลับมาให้แล้ว แต่ก็มีผู้ให้ความสำคัญยังไม่มากเท่าไร มีเพียงหยิบมือเดียวอย่างที่เห็นเท่านั้น ก็ยังเป็นความโชคดีที่ความรู้สำคัญได้หวนกลับคืนมา เมื่อกลับคืนมาแล้ว เราก็ต้องหวงแหนทะนุถนอมเอาไว้ให้ดี สำหรับ “วันพระ” เคยพูดหลายครั้งแล้วว่า เราจะต้องเข้าวัดไปบำเพ็ญบุญ ทั้งทาน ศีล ภาวนา บ้านเราอยู่ใกล้วัดไหน ทั่วประเทศ หรือต่างประเทศก็ให้เข้าไปวัดนั้น นำอาหารไปถวายพระ ไปช่วยกันทำความสะอาด ปัดกวาดลานวัด แล้วก็กราบนิมนต์ให้ท่านแสดงธรรม จะเรื่องอะไรก็แล้วแต่เราไปกราบเรียนท่าน จะได้ฟื้นฟูการฟังธรรม การแสดงธรรม ให้หวนกลับมาอีกครั้งหนึ่ง นี่เป็นจุดเริ่มต้น เพราะหากไม่มีการเรียนการสอนกันแล้ว ความรู้ธรรมะคำสอนในพระพุทธศาสนาก็จะหดหายไป เพราะว่าสิ่งที่เขาสอนเรา หล่อหลอมเราอยู่ตลอดเวลาในทุกๆ สื่อ มักจะโน้มไปในทางอกุศลธรรม จนกระทั่งกุศลธรรมเจือจางลงไปเรื่อยๆ เราจะเห็นว่า การดำเนินชีวิตของเพื่อนมนุษย์ผิดพลาดกันตั้งเยอะ อย่างที่เราเห็นในสื่อ มีการโฆษณาสุราเมรัยบุหรี่ ทั้งที่ก็รู้ว่ามันเป็นพิษเป็นภัยต่อเพื่อนมนุษย์ แต่ก็เปิดโอกาสให้ทำสิ่งนี้โดยเสรี ทั้งๆ ที่ในต่างประเทศได้งดห้ามโฆษณากันแล้ว แต่เรากลับมีเพิ่มพูนขึ้นไปเรื่อยๆ เพิ่งจะมาตื่นตัวได้เพียงไม่กี่วัน ที่พวกเราช่วยกันปลุกกระแสกุศลธรรมให้ตื่นตัวขึ้นมา ถึงค่อยๆ ขยายออกไปภายนอก เพราะฉะนั้น “วันพระ” คือจุดหัวเลี้ยวหัวต่อของความมืดและความสว่าง จะเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญ ที่จะทำให้แสงสว่างแห่งธรรมะได้หวนคืนมาสู่โลกอีกครั้งหนึ่ง ๑๓ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ ------------------------------------------------- ๖๓. ถอยหลังลงคลองธรรม วันอาทิตย์พาลูกหลานเข้าวัด มาปฏิบัติธรรม มาฟังธรรมแล้วก็มาร่วมกิจกรรมงานบุญ เป็นการปลูกฝังลูกหลานของเราให้เรียนรู้เรื่องราวความเป็นจริงของชีวิต ให้ใจเกาะอยู่กับบุญกุศลจะได้มีภูมิคุ้มกันที่จะไปต่อสู้กับกระแสสื่อที่ไม่รับผิดชอบ เห็นแก่เม็ดเงินบนความหายนะของลูกหลานของเพื่อนมนุษย์ สื่อลามกต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการ์ตูน หนังสือ เว็บไซต์วีซีดี วิดีโอ ไม่มีการ “ปราบ” กันอย่างจริงจัง ซึ่งถ้าปราบกันอย่างจริงจังก็สามารถควบคุมได้ นอกจากปราบแล้วก็ “โปรด” โดยการให้ความรู้สอนธรรมศึกษาในโรงเรียน อย่าไปสอนเรื่องเพศ ถึงแม้เด็กนักเรียนจะให้เหตุผลว่า เป็นสิทธิเสรีภาพ หรืออยู่ในวัยที่จะต้องศึกษาเรียนรู้ เด็กเขาก็ว่าไปเรื่อยเปื่อย เพราะร่างกายยังแข็งแรง ฮอร์โมนกำลังเปลี่ยนแปลง ต่างก็คิดกันไปเองโดย “ดูได้” อย่างเดียว ไม่ได้ “ดูเสีย” แล้วเรื่องเพศศึกษา เป็นเรื่องราวความผิดพลาดของหลายๆ ประเทศ ที่ได้ทำผ่านมา เขาประสบความสำเร็จในด้านเศรษฐกิจระดับหนึ่ง แต่ด้านจิตใจล้มเหลว สังคมเขาไม่มีความสุข กำลังแสวงหาความสุข เพราะฉะนั้นเราจะไปเอาแบบแผนเขามาทำไม สิ่งดีๆ วัฒนธรรมดีๆ ของคนไทย ที่ปู่ย่าตายาย ได้รับการหล่อหลอมจากพระพุทธศาสนาให้นำมาสอนลูกหลานของเรา อย่าคล้อยตามในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ที่ว่าเข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตามก็ให้คนไม่รู้เขาหลิ่วไปเถอะ แต่ถ้าเข้าเมืองตาดี อย่าให้เขาหลิ่วตา ให้เขาลืมตาดีๆ ดูบ้าง เมืองไทยเราเป็นเมืองตาดี ไม่ใช่เมืองตาหลิ่วเพราะฉะนั้นจะต้องให้เขาลืมตาดู เราจะต้องเป็นต้นแบบวัฒนธรรมของโลก ที่จะขยายไปสู่ชาวโลก สิ่งดีๆ เหล่านี้ เราควรจะฟื้นฟูกันขึ้นมา ยังไม่สายเกินไป ถ้าเราตั้งใจที่จะสู้กันจริงๆ เพราะฉะนั้น ต้องเอาธรรมศึกษาเข้าไปสอนในโรงเรียนแทนเพศศึกษา ให้ความรู้ตั้งแต่ในบ้านเรื่อยไปถึงที่โรงเรียน ถึงทุกหนทุกแห่ง แล้วต้องปราบสื่อที่ไม่ดีออกให้หมด และวันอาทิตย์ต้องพาบุตรหลานเข้าวัดต้องรีบทำกันอย่างรีบด่วน ๑๘ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๗ ------------------------------------------------- ๖๔. อานิสงส์การพัฒนาวัด อย่างน้อยทุกวันพระ ให้ชวนกันไปพัฒนาวัดใกล้บ้าน ทุกครั้งที่เราพัฒนาวัด บุญก็จะเกิดขึ้นกับเราทุกครั้ง และจะได้รับอานิสงส์ คือ เราจะมีจิตใจงดงาม รูปร่างได้สัดส่วนสวยงาม ผิวพรรณวรรณะผ่องใส มีอาภรณ์ เครื่องประดับ เสนาสนะ บ้านเรือน ที่อยู่อาศัยงดงามประณีต จะได้พบเจอแต่สิ่งที่น่ารื่นรมย์ จะไปที่ใดก็จะได้รับการต้อนรับให้เกียรติอย่างดี จะถึงพร้อมด้วยรูปสมบัติ ทรัพย์สมบัติ คุณสมบัติ นิพพานสมบัติ และทิพยสมบัติก็จะบังเกิดขึ้นในสรวงสวรรค์ของเราด้วย การพัฒนาวัด นอกจากจะเป็นทางมาแห่งบุญของเราแล้ว ถือว่าเป็นการให้เกียรติหรือต้อนรับผู้ที่ผ่านมาทางนั้น พอเขาเข้าวัด เห็นวัดวาอารามสะอาดสะอ้าน แปลว่า ยินดีต้อนรับเขา เขาก็เข้าวัดไปด้วยใจที่ปลื้มปีติ พอปีติใจแล้วเดี๋ยวสมบัติใหญ่ก็จะเข้าวัดนั้น เราในฐานะเป็นญาติโยมที่ไปช่วยพัฒนาวัด ก็จะมีส่วนแห่งบุญนี้ด้วย จะมีส่วนแห่งบุญในการบรรลุธรรมด้วย และไปที่ไหนก็จะได้รับการยกย่อง เพราะเราเป็นผู้ให้เกียรติ เราก็ย่อมได้เกียรติ ผู้ให้จึงจะได้ ดังนั้น นับจากนี้ไปทุกวันพระ เราอย่าปล่อยให้ห่างเหินเหมือนที่ผ่านมา ให้ช่วยกันพัฒนาวัดใกล้บ้านกันนะ ๑๓ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๓ ------------------------------------------------- ๖๕. ปิดโทรศัพท์มือถือ ขณะฟังธรรม ปฏิบัติธรรม เรามาวัดวันอาทิตย์มีวัตถุประสงค์เพื่อมาปฏิบัติธรรม มาฟังธรรม เพราะว่าวันอื่นเรามีภารกิจทางโลก และภารกิจของการเป็นผู้นำบุญยอดกัลยาณมิตร เราก็นั่งปฏิบัติธรรมกันที่บ้านตามลำพัง บ้างก็ปฏิบัติธรรมตามบ้านกัลยาณมิตร วันอาทิตย์จะมาเจอกันครั้งหนึ่ง หลวงพ่อจึงอยากให้ใช้เวลาในวันอาทิตย์ ที่เราตั้งใจมาอย่างดีแล้วจากบ้านให้บรรลุวัตถุประสงค์ของการประพฤติปฏิบัติธรรมและฟังธรรม เพราะฉะนั้นสิ่งใดที่ทำให้เกิดการรบกวนการนั่งสมาธิและการฟังธรรมของเพื่อนสหธรรมิกผู้ประพฤติธรรมร่วมกัน เราพึงเว้นเสีย ไม่ว่าจะเป็นเสียงอะไรก็ตาม อาทิตย์ที่ผ่านมา มีเสียงจากเครื่องมือสื่อสาร (โทรศัพท์) ซึ่งก็ได้พยายามทำความเข้าใจและแนะนำมาตลอด แต่ยังมีหลงเหลือตกค้าง คนใหม่ก็ไม่ว่าอะไร เพราะเขายังไม่ทราบธรรมเนียมปฏิบัติ แต่คนเก่าต้องเป็นตัวอย่างที่ดี คนใหม่จะได้ทำตามได้ถูกต้อง เพราะฉะนั้น ในทุกอาทิตย์จำเป็นต้องขออนุญาตให้พิธีกรแนะนำให้ปิดเครื่องมือสื่อสารไว้ชั่วคราวในขณะที่เรากำลังปฏิบัติธรรมและฟังธรรม จะเป็นเพจเจอร์ก็ดี โทรศัพท์มือถือก็ดี คงจะต้องบอกกันทุกอาทิตย์ เพราะผู้ที่มาใหม่ในทุกอาทิตย์จะได้รับทราบธรรมเนียมปฏิบัติของวัดเราว่าเป็นอย่างไร ในช่วงปฏิบัติธรรมหรือฟังธรรมนั้นเป็นช่วงที่เราต้องปลอดกังวลทุกอย่าง จะต้องไม่ให้มีอะไรมาเป็นเครื่องกังวล ดังนั้นปิดโทรศัพท์ไว้ก่อนนะลูกนะ บางคนบอกว่าตั้งเป็นระบบสั่น ไม่มีเสียง ถึงแม้จะตั้งสั่นไว้ แต่เราก้มหน้าลงไปพูด คนข้างๆ เขาเห็น ก็เป็นการรบกวนเขานะ ในสมัยหลวงปู่วัดปากน้ำ เวลาท่านสอนธรรมปฏิบัติ ท่านจะพูดเตือนบ่อยๆ เป็นช่วงๆ แม้ตัวท่านเองก็ทำเป็นต้นแบบ คือ เวลาเห็นใครนั่งธรรมะ ไม่ว่าผู้ปฏิบัตินั้นจะเป็นเด็ก เป็นผู้ใหญ่ ผู้หญิง ผู้ชาย ท่านจะเดินเบาๆ ผ่านไป ท่านให้เหตุผลว่า บางคนเขากำลังปฏิบัติดีในระดับหัวเลี้ยวหัวต่อ จะเข้าถึงธรรมอยู่แล้ว ถ้าเราเดินมีเสียงดังจะไปสะเทือนสมาธิของเขา จะทำให้เขาพลาดโอกาสที่ดีไปตัวเราเองก็บาป จะได้รับวิบากกรรม คือ ทุกชาติที่เกิดมา จะปฏิบัติลำบากทุกครั้งเลย เวลาจะดีๆ ก็จะมีอุปสรรคเกิดขึ้นให้เราต้องเลิกละความเพียร ซึ่งท่านจะสอนอย่างนี้เป็นช่วงๆ แล้วก็ทำเป็นตัวอย่าง แม้แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ก็ทรงทำเป็นต้นแบบเหมือนกัน วันหนึ่งขณะสามเณรบัณฑิตออกบิณฑบาตกับพระสารีบุตร สามเณรเกิดอยากจะปฏิบัติธรรม จึงขอลาพระเถระ ก่อนลาก็เรียนพระเถระว่า “ถ้าพระอาจารย์จะนำอาหารมาให้กระผม ขอเป็นข้าวคลุกปลาตะเพียนนะครับ” พระสารีบุตรกล่าวว่า “เราจะหาได้จากที่ไหน” สามเณรตอบว่า “ถ้าไม่ได้ด้วยบุญของท่าน ก็ได้ด้วยบุญของกระผม” แล้วพระสารีบุตรก็ออกไปบิณฑบาต ส่วนสามเณรก็กลับไปนั่งสมาธิ พระสารีบุตรบิณฑบาตได้ไม่นานก็มีคนเอาข้าวคลุกปลาตะเพียนมาถวาย ท่านจึงรีบนำกลับวัดเพื่อเอามาให้สามเณร ขณะเดียวกันพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากำลังสอดข่ายพระญาณไปดูว่า วันนี้ใครจะได้บรรลุมรรคผล เห็นสามเณรบัณฑิตจะบรรลุมรรคผลนิพพาน แต่ถ้าหากพระสารีบุตรมาถึงก่อน เกิดไปเรียกสามเณรให้ออกมาฉัน หรือไปทำเสียงดังอะไรหน่อย ก็จะไปกระทบการปฏิบัติธรรมสามเณร จะทำให้พลาดโอกาสจากการเป็นพระอรหันต์ พระพุทธองค์จึงเสด็จไปดักรอพระสารีบุตรที่หน้าประตูวิหาร ชวนพระสารีบุตรคุยธรรมะ ถามโน่นถามนี่ ส่วนภายในท่านก็สอดพระญาณไปดูว่า สามเณรนั่งไปถึงไหนแล้ว ปากก็ชวนคุย ภายในก็สอดพระญาณไป จนกระทั่งเห็นว่า สามเณรบรรลุอรหัตตผลแล้ว จึงเปิดทางให้พระสารีบุตรเข้าไป การทำให้เกิดเสียงดังไปรบกวนผู้ประพฤติปฏิบัติธรรม จะมีวิบากกรรม คือ จะเป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติธรรมของเรา ทำให้ปฏิบัติลำบาก บรรลุธรรมช้า และอวัยวะที่เกี่ยวกับการฟังเสียงหรือหูของเราจะใช้งานไม่ค่อยได้ดีเหมือนของคนอื่น อย่างน้อยก็ ๕๐๐ ชาติ เพราะฉะนั้นเป็นสิ่งจำเป็นที่หลวงพ่อจะต้องแนะนำ มือถือนี่แปลกนะ พอถือแล้วมันมีวิญญาณ เดินไปคุยไป แต่ก่อนไม่มีมือถือทนได้นะ ไม่คุย พอมีมือถือ เดินไป คุยไป เดินคนเดียวก็คุยคนเดียว อยู่ในรถ มือหนึ่งถือพวงมาลัย อีกมือหนึ่งถือมือถือ แม้ตอนเข้าห้องน้ำยังถือไปคุยกันต่อในห้องน้ำ ตากล้องเหมือนกัน ถือกล้องนี่มันมีวิญญาณต้องถ่าย เจอใครถ่ายดะไปเรื่อย จิ้งจก ตุ๊กแก ต้นไม้ คน สัตว์ สิ่งของ หรือถือหนังสติ๊ก ถือแล้วต้องยิง เอาลูกกระสุนใส่ ยิงโน่น ยิงนี่ มันมีวิญญาณ มือถือก็เหมือนกัน ถ้ามีแล้วต้องพูด บางทีหลวงพ่อเดินเฉียดผ่านๆ ไป ดูสิเขาคุยอะไรเรื่องสำคัญ ปัดโธ่ บอกว่าอย่าลืมเอาข้าวไปเลี้ยงแมวด้วย อะไรจะขนาดนั้น ฟังดูแล้วแปลกดี เพราะฉะนั้นปิดเครื่องนะลูกนะ ๑๓ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๕ ------------------------------------------------- ๖๖. วันเพ็ญ ๑๕ ค่ำ วันพระใหญ่ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เป็นวันหยุดในยมโลกทุกขุม วันนั้น เจ้าหน้าที่จะหยุดทรมานสัตว์นรก ผู้ที่เป็นเจ้าหน้าที่อยู่ตรงนั้นก็ลำบากเหมือนกัน ถึงแม้จะเดือดร้อนน้อยกว่าผู้ที่ถูกทัณฑ์ทรมาน แต่ก็ลำบาก สมมติว่า กรรมดื่มสุรา แบบลหุโทษนะ เจ้าหน้าที่ก็จะเอากระบวยตักน้ำโลหะทองแดงร้อนกรอกปากผู้ต้องโทษในยมโลก มือที่จับของเจ้าหน้าที่ก็ร้อนด้วยนะ คือ เจ้าหน้าที่ก็ร้อนเหมือนกัน แต่น้อยกว่า เพราะฉะนั้นไม่ค่อยมีใครอยากจะลงไป แต่ต้องลงไปทำหน้าที่ตามวิบากกรรมของตน ส่วนเจ้าหน้าที่ที่กำลังจะหมดวิบากกรรม อีกนิดหนึ่งก็จะพ้นจากการเป็นเจ้าหน้าที่ อีกนิดหนึ่งนี่ คือ อีกไม่กี่พันปี หรืออีกไม่กี่หมื่นปี เป็นต้นนะ เจ้าหน้าที่เหล่านี้พอถึงวันพระใหญ่ซึ่งมีเดือนละครั้ง ก็จะพูดปลอบใจนักโทษ ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ยังทรมานนักโทษที่ทำผิดตามวิบากกรรมต่างๆ อยู่ แต่พอถึงวันพระใหญ่ก็จะปลอบใจ “เจ้าอดทนหน่อยนะ อีกไม่นาน เจ้าก็คงจะพ้นจากทุกข์นี้แล้ว ข้าก็ไม่อยากทำอย่างนี้หรอก แต่ข้าก็มีวิบากกรรมเหมือนกัน” ประมาณนี้นะ แต่ถ้าเป็นเจ้าหน้าที่ที่ยังมีวิบากกรรมเยอะอยู่ พวกนี้จะซาดิสต์ ก็จะเมียงๆ มองๆ เอ้า วันนี้วันพระใหญ่ไม่ทำ แต่เลยวันนี้ไปปั๊บ ลุยกันต่อเลย เพราะฉะนั้น วันพระ ถ้าเราทำบุญแล้วอุทิศไปให้หมู่ญาติที่ละโลกไปแล้ว เผื่อบางท่านพลัดมาอยู่ตรงนี้ ก็จะได้รับบุญตอนนี้ บุญก็จะแวบไป ก็จะทำให้ช่วงเวลาแห่งการลงโทษได้รับการลดหย่อนลงมา นอกจากนี้ วันเพ็ญขึ้น ๑๕ ค่ำ ยังเป็นวันที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ เป็นวันที่พระนิพพานตลอดแสนโกฏิจักรวาล อนันตจักรวาลทั้งหมดเลย ท่านจะส่งผังสำเร็จ ส่งบุญละเอียดมาให้กับผู้ที่ปฏิบัติธรรม ให้ปฏิบัติธรรมะได้สะดวก เข้าถึงธรรมได้ง่าย รวดเร็ว ส่วนวันอื่นๆ พญามารยังกันได้อยู่ แต่วันนี้จะกันได้น้อยกว่าวันอื่นๆ ดังนั้น วันพระใหญ่ ขึ้น ๑๕ ค่ำ พระจันทร์เต็มดวง ราตรีนี้งดงาม อย่าให้มันผ่านไป เมื่อบนท้องฟ้าสว่างด้วยจันทร์วันเพ็ญ ในท้องเราก็ต้องสว่างด้วยดวงธรรมภายใน ให้นั่งธรรมะกันให้ดี ให้ใจใสๆ จะได้สว่างไสวทั้งภายในและภายนอกนะ ๒๘ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๐ ------------------------------------------------- ๖๗. ทำความดีตลอดพรรษา เราได้ตั้งมโนปณิธานเอาไว้ว่า ภายในพรรษานี้ สิ่งอะไรที่เป็นทางมาแห่งบุญกุศล เราจะทุ่มเทชีวิตจิตใจตักตวงให้ได้บุญกุศลให้มากๆ เพื่อให้เป็นกำลังแห่งการบรรลุธรรมของเรา วันแรกของการเข้าพรรษา ถ้าเราเริ่มต้นด้วยจิตที่เป็นกุศล ไม่ให้สิ่งที่เป็นบาปอกุศลเข้ามาสิงจิตได้ ก็เป็นนิมิตหมายที่ดีว่า ภายในพรรษานี้จะเป็นพรรษาแห่งความสมปรารถนาของเรา ที่เราได้ตั้งใจกันมายาวนาน ในช่วงเข้าพรรษา ตลอด ๓ เดือน หลวงพ่อว่าเป็นโอกาสที่ดี ที่เราจะได้ถือโอกาสนี้สั่งสมบุญกุศลให้ยิ่งๆ ขึ้นไป โดยปฏิบัติดังนี้ ๑. ให้จำพรรษาในวงกาย การจำพรรษาของพวกเราซึ่งไม่ใช่พระภิกษุสามเณรนั้น หลวงพ่อได้เคยบอกไว้คร่าวๆ ว่า ให้เรากำหนดว่า เราจะจำพรรษาภายในวงกายของเรา กายยาววา หนาคืบ กว้างศอก ในปริมณฑลของใจเรา คือ ให้ใจอยู่กับเนื้อกับตัวที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ในทุกอิริยาบถ นั่ง นอน ยืน เดิน ในทุกกิจกรรม เท่าที่เราจะทำได้ เพราะว่าเรายังต้องทำมาหากิน ศึกษาเล่าเรียน ยังต้องครองเรือนอยู่ แต่เราก็จะพยายามทำให้ได้ ให้ใจอยู่กับเนื้อกับตัวของเรา ให้ทำความรู้สึกว่า เราเป็นพระ พระเป็นเรา พยายามทำให้ได้อย่างสม่ำเสมอทุกวันเลย อย่างนี้จึงจะเป็นทางมาแห่งบุญกุศลทั้งหลาย กุศลธรรมที่ยังไม่เกิดก็จะเกิด เกิดขึ้นแล้วก็จะเจริญรุ่งเรือง นำเราเข้าไปถึงพระรัตนตรัยในตัวของเราได้ ๒. ช่วยกันทำความสะอาดบ้านของเรา ให้เป็นบ้านที่น่าอยู่ น่าประพฤติธรรมตามส่วนของคฤหัสถ์ โดยทำความสะอาดห้องพระเป็นห้องแรกก่อน แล้วก็ตามด้วยห้องอื่นๆ ภายในบ้าน โดยเฉพาะห้องพระซึ่งเป็นเนื้อนาบุญของครอบครัว จะต้องร่วมแรงร่วมใจกันทำความสะอาด ให้สถานที่นั้นเหมาะสมที่จะเป็นที่ประทับของพระบรมศาสดา คือ พุทธปฏิมากรซึ่งเป็นตัวแทนของพระพุทธองค์ อย่าให้มีหยากเยื่อ หยากไย่ ฝุ่นละอองต่างๆ ถ้าห้องพระสะอาด เทวดาอารักษ์ทั้งหลายเขาจะได้มาเคารพกราบไหว้บูชา เมื่อเทวดามากราบไหว้บูชา ก็จะตามรักษาเรา สิริมงคลก็จะเกิดขึ้น ซึ่งจะเป็นที่มานอนแห่งโภคทรัพย์สมบัติทั้งหลาย ๓. ช่วยกันสร้างบรรยากาศที่ดีภายในบ้านด้วยรอยยิ้มและปิยวาจา พูดจาด้วยถ้อยคำที่ไพเราะ ให้เป็นที่บันเทิงใจ อย่าให้มีคำหยาบ บรรยากาศดีๆ ก็จะได้เกิดขึ้นภายในบ้านของเรา เทวดาจะได้อนุโมทนาสาธุการ ๔.  ชักชวนกันประพฤติปฏิบัติธรรมร่วมกันทั้งบ้านตลอดพรรษา ๕. คุณธรรม ๑ ข้อ ที่เราอยากจะฝึกเพิ่มเติม เช่น สมมติว่า เราจะเพิ่มคุณธรรมว่า พรรษานี้เราจะไม่เป็นคนมักโกรธ เพราะปกติเป็นคนโกรธง่าย หายเร็ว พรรษานี้เราก็ตั้งจิตอธิษฐานว่า เราจะมีสติ จะไม่ให้ความโกรธ ความฉุนเฉียว เจ้าอารมณ์ เกิดขึ้นตลอด ๑ พรรษา ก็ค่อยๆ ลด ละ เลิก เอาพรรษาละ ๑ ข้อ เราจะเพิ่มคุณธรรมข้อไหนก็ได้นะ แล้วก็ตั้งใจมั่นรักษาให้ได้ตลอดทั้งพรรษา ออกพรรษาแล้วเราตามระลึกนึกถึงย้อนหลัง จะได้มีความปลื้มปีติยินดีในการกระทำของเราว่า เออ คนอย่างเราสามารถสร้างคุณธรรมให้บังเกิดขึ้นได้ ความปีติปราโมทย์ใจก็จะเกิดขึ้น จะนำมาซึ่งการเข้าถึงพระรัตนตรัยในตัว เพราะฉะนั้นเริ่มกันวันนี้เลยนะ ๒๕ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ ------------------------------------------------- ๖๘. สวัสดีปีใหม่ ในเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ก็ต้องทำให้ถูกหลักวิชชา จะซื้อของขวัญไปอวยพรปีใหม่ ก็อย่านำน้ำเมาใส่กระเช้าไปให้ตามที่สังคมขี้เมา หรือผู้ไม่รู้เขานิยมทำกัน เพราะถ้าเราเอาน้ำเมาให้เป็นของขวัญ เท่ากับเราหยิบยื่นอบายให้กับผู้ที่เป็นที่รักของเรา ให้ความเป็นผู้ใบ้ บ้า ปัญญาอ่อนให้กับเขา แปลว่า ไม่ได้รักกันจริง ถ้ารักกันจริงก็จะต้องเป็นกัลยาณมิตรให้เขา ต้องให้แต่สิ่งที่ดีงาม ให้แต่สิ่งที่ทำให้เขามีความสุขกาย สุขใจ แล้วก็กุศลธรรมที่ยังไม่เกิดก็เกิด ที่เกิดแล้วก็เจริญยิ่งขึ้น อย่างนี้จึงจะถูกหลักวิชชา ๒๐ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๘ ------------------------------------------------- ๖๙. การเลือกคู่ชีวิต การคบแฟน แฟน แปลว่า แค่เพื่อนนะ...ไม่ใช่เป็นอย่างอื่น ต้องดู “ใจ” กันก่อน เมื่อแต่งงานกันแล้ว...ค่อยไปดู “ตัว” คนโบราณ ท่านให้หลักในการเลือกคู่ไว้อย่างน่าสนใจทีเดียว “รูปสวย รวยทรัพย์ นับวิชา มารยาท ชาติผู้ดี มีศีลธรรม” รูปสวย รูปหล่อไหม สวยไหม สุขภาพแข็งแรง ไม่เจ็บป่วย ไม่พิกลพิการ รวยทรัพย์ รวยไหม ถ้าไม่รวยก็จะมีปัญหา แรงกดดัน สงครามเศรษฐกิจจะเกิดขึ้นภายในบ้านได้ นับวิชา มีวุฒิการศึกษาเป็นอย่างไร มารยาท เป็นอย่างไร เข้าผู้หลักผู้ใหญ่เป็นไหม มีความเคารพอ่อนน้อมถ่อมตนไหม สิ่งต่างๆ เหล่านี้ต้องดู ชาติผู้ดี ดูบรรพบุรุษ ต้นตระกูลที่เขาสืบทอดชาติผู้ดีหรือเปล่า สืบดูปู่ของปู่ๆๆ เป็นคนที่มีศีลมีธรรมไหม รักพระพุทธศาสนา วัฒนธรรมชาวพุทธ รักเดียวใจเดียวหรือเปล่า มีศีลธรรม และดูต่อไปว่า คนที่เราคบด้วยมีศีลธรรม เหมือนบรรพบุรุษเขาไหม คนโบราณบอกว่า ดูช้างให้ดูหาง ดูนางเขาให้ดูใจก่อน ใจนางเหมือนดั่งทางรถที่คดเคี้ยวหรือเปล่า อย่าลืมว่า เรากำลังจะเลือกพ่อแม่ของลูก และเลือกคู่ชีวิตที่จะมาอยู่เคียงข้างเราที่จะสร้างบารมีร่วมกัน ต้องดูว่า มีศรัทธา มีศีล มีทิฏฐิ เสมอกันหรือเปล่า ศรัทธาในพระรัตนตรัยเหมือนกันไหม ศีล ๕ มีเหมือนกันไหม เป็นสัมมาทิฏฐิหรือเปล่า เชื่อเรื่องบาปบุญคุณโทษ ประโยชน์ไม่ใช่ประโยชน์ไหม เหล่านี้เป็นต้น เพราะฉะนั้น เราต้องคบหาดูใจกันก่อน เมื่อไรที่ทำถูกหลักวิชชา แต่งงาน จดทะเบียนกันเรียบร้อยแล้ว ตัดสินใจจะเป็นคู่ชีวิตกันแล้ว จึงค่อยดูตัว การดูใจ ก็ต้องดูกันไปนานๆ เพราะถ้าดูแค่ประเดี๋ยวประด๋าว ของพวกนี้มันสร้างภาพกันได้ คือจะให้เขารักเรา ก็ทำตัวให้น่ารัก เพราะฉะนั้นต้องดูกันนานๆ ดูตอนเขาเผลอ ดูไปเรื่อยๆ ต้องมีระยะห่าง อย่าให้ข้าศึกบุกกระชั้นชิด เราต้องรักนวลสงวนตัว วัฒนธรรมทดลองอยู่ก่อนแต่ง อย่างนี้ไม่ถูกต้อง ไม่ใช่การทดลองวิทยาศาสตร์ อย่างนั้นเขาเรียกว่า เอาจริงแล้ว นั่นแสดงว่า ยังไม่เข้าใจว่า การที่คนเรารักกันเพื่ออะไร ชีวิตคู่ไม่ใช่ของลองเล่น แต่เป็นสิ่งสูงส่ง เป็นเรื่องสำคัญ ศักดิ์สิทธิ์ เพราะเราจะให้เป็นทางผ่านมาของกายละเอียดมาเป็นมนุษย์ มาสร้างบารมี และยกฐานะของเราขึ้นเป็นพ่อแม่ ที่เหนือจากการเป็นภรรยาสามี ซึ่งต้องมีขั้นตอน เริ่มต้นเป็นคู่รักกัน เป็นสามีภรรยา เป็นบิดามารดา เป็นครู เป็นเทวดา กระทั่งเป็นพระพรหม พระอรหันต์ในบ้าน ถูกยกระดับขึ้นไปตรงนั้น ต้องมีขั้นตอนอย่างนี้จึงจะถูกหลักวิชชา ๑๙ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๙ ------------------------------------------------- ๗๐. ลอยกระทงธรรม วันลอยกระทง ถึงวันนี้ทีไร หลวงพ่อจะนึกถึง ๑. เป็นวันแรกที่หลวงพ่อเจอหลวงพ่อทัตตชีโว พบกันวันแรกวันลอยกระทง เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๙ ๒. คิดถึงคุณยายจันทร์ ขนนกยูง ได้ลอยกระทง กับคุณยาย ตอนที่ท่านยังแข็งแรงอยู่ ชาติต่อไปจะได้ไป ปราบมารด้วยกัน ชวนกันอย่างนี้ทุกปีเลย ๓. นึกถึงพระเดชพระคุณหลวงปู่ จนฺทสโร ภิกฺขุ พระผู้ปราบมาร ๔. นึกถึงพระจันทร์บนท้องฟ้า และพระจันทร์ในท้องน้ำ ๕. พระจันทร์ในท้องเรา วันลอยกระทงจะเป็นวันสิ้นสุดของฤดูฝน สมัยก่อนท้องฟ้าจะกระจ่างใสมาก ปราศจากหมู่เมฆ สว่างด้วยแสงจันทร์วันเพ็ญ น้ำจะนองเต็มตลิ่ง สวยงามมาก น้ำเพียงดิน คือ ดินกับน้ำจะเสมอกันเลย คืนนั้นเราจะได้เห็นพระจันทร์ที่กระจ่าง ๒ ดวง ดวงหนึ่งอยู่บนท้องฟ้าที่ปราศจากเมฆฝน ในท้องน้ำกระจ่างด้วยพระจันทร์อีกดวงหนึ่ง หลวงพ่อว่า การลอยกระทงจะต้องทำให้จิตเราเป็นกุศล คือ จะต้องเอาใจไปผูกไว้กับพระรัตนตรัยกับพระสัมมาสัมพุทธเจ้า น่าจะเป็นสิ่งที่ถูกต้อง เหมือนเรามีตะปูสักตัว เราตอกบนเรือรบ มันก็เป็นเรือรบ เอาอิฐสักก้อนมาก่อพระเจดีย์ เราก็ยังได้ชื่อว่า สร้างพระเจดีย์ เช่นเดียวกัน เราลอยกระทง เราก็เอาใจเราผูกไว้กับพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็ชื่อว่า เราบูชาพระสัมมาสัมพุทธเจ้า บุญใหญ่ก็เกิดขึ้น เพลงลอยกระทง มีท่อนหนึ่งที่หลวงพ่อชอบ “บุญจะส่งให้เราสุขใจ” ได้ฟังทุกปีตอนลอยกระทงกับคุณยายอาจารย์ เสียงมันลอยมา แต่ชอบประโยคเดียว นี่แสดงว่า ปู่ย่าตายายของเราท่านยังผูกเอาไว้กับบุญกุศลนะ แต่ลอยกระทงเดี๋ยวนี้ เขาผูกไว้อย่างนี้ เนื่องจากน้ำในแม่น้ำไม่สะอาด เพราะฉะนั้นลอยกระทงจะได้ถือโอกาสขอขมาแม่น้ำเจ้าพระยา หรือแม่น้ำต่างๆ ที่ทำให้ท่านสกปรก กลายเป็นการขอขมากันไป คือผูกห่างจากพระรัตนตรัยออกมา ซึ่งหลวงพ่อว่า เราควรถอยหลังลงคลองธรรมกันเถิดจะได้ถูกทำนองคลองธรรม เรามาผูกใจไว้กับพระรัตนตรัยดีกว่า ลอยกระทงบูชาพระรัตนตรัย จิตใจจะเป็นบุญกุศล บุญใหญ่จะได้เกิดขึ้น และถือโอกาสลอยบาปออกจากใจไปด้วย บาปมีเท่าไรส่งคืนไปหมดเลย ให้เหลือแต่บุญใสๆ เท่านั้น วันนี้ทำจิตใจให้ผ่องใส สว่างไสว เหมือนพระจันทร์ในคืนวันเพ็ญ บนท้องฟ้าสว่างด้วยแสงจันทร์ ในท้องเราก็ต้องสว่างด้วยแสงธรรม ต้องสว่างทั้งกลางวัน ทั้งกลางคืน อย่างนี้ถึงจะถูกหลักวิชชา ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๕ / ๒๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๗ ------------------------------------------------- ๗๑. การขอขมา การขอขมา คือ การที่บุคคลได้กระทำความผิดต่อผู้อื่นทั้งโดยเจตนาหรือไม่เจตนาก็ดี ไม่ว่าจะด้วยความคิด คำพูด และการกระทำก็ดี และเกิดความรู้สึกสำนึกผิด อยากให้บุคคลนั้นอดโทษ ให้อภัยในความผิดนั้นๆ จึงได้เกิดกุศลจิตไปขอขมา เพื่อความบริสุทธิ์ในชีวิตที่จะต้องดำรงอยู่ต่อไป การขอขมา ควรทำตอนที่ผู้มีพระคุณ หรือผู้ที่เราเคยล่วงเกินยังแข็งแรง และมีสติรู้ตัวดี ในสังคมไทยมักจะนิยมขอขมาในเวลาที่พ่อแม่ ผู้มีพระคุณหรือหมู่ญาติของเราใกล้จะละโลก ก็จะถือโอกาสครั้งสุดท้ายขอขมาท่านตอนนั้น ซึ่งในตอนนั้นท่านอาจจะอยู่บนเตียงคนป่วย อาการโคม่าแล้ว การรับรู้ไม่สมบูรณ์ ตอนนั้นเราควรจะแนะนำเรื่องบุญกุศลและธรรมะ จึงจะถูกหลักวิชชา ------------------------------------------------- ๗๒. มนุษย์ไม่ใช่ศัตรูกัน มนุษย์...เมื่อมีความโลภ ความโกรธ ความหลง เข้าไปสิงอยู่ในใจแล้ว ความคิด คำพูด การกระทำก็แปรปรวน ทรัพยากรในโลกนี้เป็นของกลางๆ ที่จริงจะต้องมาแบ่งปันกันเพื่อใช้ทรัพยากรนั้นให้เกิดประโยชน์แก่มวลมนุษยชาติ เพื่อให้ทุกคนได้แสวงหาสันติสุขภายใน แสวงหาธรรมะภายใน เมื่อทุกคนเข้าถึงสันติสุขภายใน สันติภาพภายนอกก็จะเกิดขึ้น แต่พอความโลภเข้าไปสิง ความคิดก็แปรปรวน ซึ่งมีคนเพียงไม่กี่คนที่ความคิดแปรปรวน อยากได้ผลประโยชน์ พอผลประโยชน์ขัดกันก็เกิดการทะเลาะกัน ใครมีอำนาจ มีเทคโนโลยีดีกว่าก็เข้าไปบังคับเพื่อที่จะเอาผลประโยชน์นั้น คือ แทนที่จะเอาบ้าง เล่นจะเอาหมด จึงเกิดปัญหา เมื่อปัญหาเกิดขึ้น ใครที่สู้ไม่ได้ก็ผูกเจ็บ ผูกพยาบาทไว้ในใจ พอผูกพยาบาท ก็หาโอกาส พอหาโอกาสได้ ก็ได้โอกาส พอได้โอกาสการทำลายล้าง การแก้แค้นเอาคืนก็เกิดขึ้น เพราะฉะนั้น มีวิธีเดียวเท่านั้น คือ ต้องระงับด้วยการไม่จองเวร เพราะถ้าผูกเวรกันมันก็ไม่จบ เกิดเป็นวัฏจักร กิเลส กรรม วิบาก กิเลสทำให้คิดแค้น คิดแค้นก็ล้างแค้น พอล้างแค้นก็มีผล พอมีผลก็ไปเสวยทุกข์วนเวียนกันอยู่อย่างนี้ มันก็ไม่ตัดวิบาก จะตัดวิบากได้ ต้องไม่ล้างแค้น ต้องเลิกจองเวรกัน ให้อภัย แล้วก็ปรองดอง มนุษย์ควรจะรักใคร่กัน เพราะทั้งคู่ไม่ใช่ศัตรูที่แท้จริง แต่ถูกกิเลสบังคับย้อมจิตหุ้มจิตเอาไว้ ให้มีความเห็นผิด จำผิด รู้ผิด เข้าใจผิด ก็เลยเป็นศัตรูกัน แต่ศัตรูที่แท้จริง คือ พญามารที่เขาสอดผังอวิชชามา ซึ่งประกอบด้วยความโลภ ความโกรธ ความหลงเข้ามาครอบงำมวลมนุษยชาติ แล้วก็เอาผลประโยชน์มาล่อบ้าง ให้มีความโลภ ถ้าไม่ได้ก็โกรธ พยายามหาทางเอาให้ได้ ด้วยความหลง ด้วยโมหะ ความโลภ ความโกรธ ความหลง ก็วนเวียนกันอยู่อย่างนี้ เพราะฉะนั้นศัตรูที่แท้จริงไม่ใช่มนุษย์ต่อมนุษย์ แต่ว่าเป็นพญามาร กิเลสอาสวะ คือ เครื่องมือของพญามาร เราต้องขจัดให้สิ้นไป ให้หมดไป อย่างนี้จึงจะถูกหลักวิชชา แต่ที่จะเข้าใจอย่างนี้ได้ ก็มีไม่มาก หรือบางทีไม่รู้เลย เมื่อไม่รู้เลย ก็รบกันเอง ก็วนเวียนกันอยู่อย่างนี้ หาทางออกไม่จบ เพราะฉะนั้นต้องเลิกจองเวร แล้วก็หันมาปรองดองกัน ๑๑ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๕ ------------------------------------------------- ๗๓. ธรรม ๓ ประการ ธรรม ๓ ประการ ที่ครอบครองใจเราตลอดเวลา คือ กุสลาธัมมา อกุสลาธัมมา อัพยากตาธัมมา หมายถึง ทำดี ทำชั่ว และ ทำไม่ดีไม่ชั่ว ธรรม ๓ ประการนี้ จะหมุนเวียนกันเข้ามาครอบครองใจ เราได้ทีละอย่าง มาไม่พร้อมกัน ถ้าทำดีเข้า ทำไม่ดี ทำไม่ดีไม่ชั่ว ก็ไม่เข้า ทำไม่ดีเข้า ทำดี และไม่ดีไม่ชั่ว ก็ไม่เข้า ทำไม่ดีไม่ชั่วเข้า ทำดี ทำชั่ว ก็ไม่เข้า เราหนีธรรม ๓ อย่างนี้ไม่พ้น ไม่ว่าจะหลับ ตื่น นั่ง นอน ยืน เดิน เมื่อเราหนีไม่พ้น ก็ต้องเลือกเอาแต่กรรมดี มาใส่ไว้ในตัวให้มากๆ เพราะวิบากคือความสุขความสำเร็จจะเกิดขึ้น และติดตามตัวเราไปทุกภพทุกชาติ ทุกการกระทำล้วนมีผลทั้งสิ้น ท่านถึงใช้คำว่า.. อย่าดูหมิ่น “บุญเล็กน้อย” ที่เราทำ ย่อมมีผลทั้งสิ้น อย่าดูหมิ่น “บาปเล็กน้อย” ที่เราทำ ย่อมมีผลทั้งสิ้น เพราะฉะนั้น จะมากหรือน้อยล้วนมีผลทั้งนั้น เราโชคดีได้เกิดมาเป็นมนุษย์ โชคดีที่ได้ศึกษาคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงทำให้เราดำเนินชีวิตได้ถูกต้อง ได้ใช้วันเวลาทำแต่กรรมดีเป็นส่วนใหญ่ กรรมไม่ดีเป็นส่วนน้อย ไม่ดีไม่ชั่วก็น้อยลงไปอีก ๑๒ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๔ ------------------------------------------------- ๗๔. วัด คือ โรงเรียน วัด คือ โรงพยาบาล วัดในพระพุทธศาสนาเป็นทั้งโรงเรียนและโรงพยาบาล เป็นโรงเรียน..ที่ให้ความรู้เรื่องราวความเป็นจริงของชีวิต ที่ไม่มีโรงเรียนไหนในโลกเขาสอน เป็นโรงพยาบาล..รักษาไข้ใจที่เกิดจากกิเลส โลภะ โทสะ โมหะ ซึ่งไม่มีโรงพยาบาลไหนเขารักษากัน ดังนั้น ปัจจัยที่ร่วมบุญกันมาไม่เสียเปล่าหรอกนะลูกนะ รวยก็เพื่อจะเอามาทำอย่างนี้ หรือที่ชวนให้ลูกๆ ทั้งหลายมารวย ก็เพื่อการนี้ เพราะฉะนั้น สิ่งที่เราช่วยกันสร้าง เป็นทั้งโรงเรียน และโรงพยาบาล ให้ความรู้ทางใจเป็นวิชชาชีวิต และรักษาไข้ใจ ส่วนโรงเรียนโรงพยาบาลทางโลก ก็เป็นวิชาชีพรักษาไข้กาย ตรงนั้นมีคนทำเยอะแล้ว ดังนั้น ที่มีคำถามมาว่า วัดพระธรรมกายทำไมไม่เอาไปสร้างตรงนั้นตรงนี้ ก็คนอื่นเขาสร้างกันอยู่ แต่ตรงนี้ไม่ค่อยมีใครสร้าง แล้วก็ไม่มีใครสอน แล้วก็ไม่ค่อยมีใครจะมารักษาไข้ใจอย่างนี้ แต่วัดวาอารามนี่แหละช่วยกันทำสิ่งนี้ขึ้นมา ตรงนี้คนมองไม่ค่อยเห็น บอกว่าน่าจะไปทำสังคมสงเคราะห์ดีกว่า นี่ก็เป็นสงเคราะห์สังคมเหมือนกัน สงเคราะห์สังคมตามพุทธวิธี ตามแบบพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แบบท่านผู้รู้ แต่นั่นก็สงเคราะห์แบบผู้มีความรู้ยังไม่สมบูรณ์ คือ มีความรู้บ้าง เพราะฉะนั้นที่ยังไม่เข้าใจก็พึงเข้าใจเสีย ๖ เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๘ ------------------------------------------------- ๗๕. ใช้คำให้ถูกต้อง คำว่า...ไอ้เณร คำนี้...เราคงได้ยินรุ่นหลังๆ พูดกัน ซึ่งฟังแล้วน่าสงสาร เพราะมันเป็นบาป คำว่า เณร มาจากคำว่า สามเณร ซึ่งเป็นเทือกเถาเหล่ากอของสมณะ ตามศัพท์พจนานุกรม คือ ผู้ดำรงเพศอย่างภิกษุ แต่สมาทานศีล ๑๐ แค่ศีล ๑๐ ก็เหนือกว่าคฤหัสถ์ที่ถืออุโบสถศีล (ศีล ๘) หรือเหนือกว่าผู้ที่ถือศีล ๕ ที่เป็นกัลยาณชน ส่วนผู้ที่ทุศีลนั้นไม่ต้องพูดถึง ดังนั้น การใช้คำ ต้องใช้ให้ถูก คำนี้เป็นคำที่มีความหมายสูงส่ง ภาษาอังกฤษใช้ คำว่า Buddhist Novice ภาษาอังกฤษยังใช้คำว่า Novice กับพลทหารประจำการใหม่ด้วย บางคนเลยเอามาใช้เรียกทหารเกณฑ์ และพลทหารประจำการใหม่ แต่เรียกให้แตกต่างจากสามเณรว่า “ไอ้เณร” คงเห็นว่า ไว้ผมสั้นๆ หัวเกรียนๆ ซึ่งเรียกอย่างนี้เป็นบาปนะ แม้แต่สื่อก็ใช้พาดหัวข่าว เช่น จับไอ้เณรฆ่าแท็กซี่ชิงรถเตรียมปล้นปั๊ม นี่ถ้าเขานึกว่า เป็นสามเณรมาทำอย่างนี้ มันเป็นบาป สามเณรคือเทือกเถาเหล่ากอของสมณะ มีเป้าหมายจะไปพระนิพพาน ไม่ใช่ไปเข้าคุก ไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น หรือเป็นชื่อภาพยนตร์ ถล่มไอ้เณรเหล็ก ไอ้เณรยอดเทวฤทธิ์ ไอ้เณรจอมคาถา ภาค ๑ ภาค ๒ แล้วก็ทำเป็น VDO เผยแพร่ทางอินเทอร์เน็ต นี่ดึงเอาคำสูงๆ ลงมาต่ำ ซึ่งมันไม่ถูก และเป็นบาปกรรม ฟังแล้วเฉาชีวิต แค่ชื่อก็ไม่เหมาะสมแล้ว ไม่ถูกต้อง ต้องรีบไปแก้ไขกันนะ ๑๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๓ ------------------------------------------------- ๗๖. มรดกโลก มรดกธรรม หมั่นสอนลูกหลาน ให้ฝึกใจหยุดนิ่งตั้งแต่ยังเยาว์วัยเพื่อจะได้ไม่เก้อเขิน เมื่อต่อไปเธอเจริญวัยขึ้นเป็นวัยรุ่นวัยหนุ่ม วัยสาว สิ่งเหล่านี้ก็จะติดตัวเธอไป แม้บางช่วงของวัยจะทำให้เผลอไผลไปบ้าง แต่ภายหลังก็จะย้อนหวนกลับคืนมาระลึกนึกถึงช่วงเวลาชีวิตที่ดีที่สุด ที่พ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย หรือพระอาจารย์ หลวงปู่ หลวงตาได้เคยอบรมพร่ำสอน แนะนำตั้งแต่เยาว์วัย ก็เท่ากับว่า เราได้ทิ้งมรดกธรรมเอาไว้ให้กับลูกหลานของเรา แม้เราจะจากโลกนี้ไป ก็จากไปด้วยรอยยิ้มที่งดงาม หมดห่วง หมดกังวล เมื่อเรากลับสู่เทวโลกแล้ว เล็งแลด้วยทิพยจักษุลงมา ก็ยังชื่นใจ ปลื้มใจ เก็บเกี่ยวผลแห่งบุญนั้นตลอดเวลา แม้มีเพียงกายทิพย์ก็ตาม เพราะฉะนั้น ตอนนี้ประโยชน์ตน คือ ตัวเราต้องทำให้ได้ก่อน คนที่ได้ในวันนี้ ก็คือคนที่ไม่ได้มาก่อนในวันที่ผ่านมา เพราะฉะนั้นเราก็เป็นเพียงคนธรรมดาคนหนึ่ง ก็จะเป็นเช่นเดียวกับท่านเหล่านั้น วันนี้ยังไม่สมหวัง ก็ให้ทำต่อไป พรุ่งนี้ก็จะเป็นวันที่ดีสำหรับเรา เพราะฉะนั้นให้ลูกทุกคนหมั่นตรึก หมั่นนึก หมั่นคิดอย่างนี้ การกระทำอย่างนี้ แม้ไม่พูดออกไปให้ใครทราบ แต่ว่าอยู่ในสายตาของมนุษย์และเทวดา โดยเฉพาะมนุษย์ตั้งแต่หมู่ญาติ สมาชิกในครอบครัว ที่ทำงาน ทุกหนทุกแห่งเขาก็จะเฝ้าสังเกตเราอยู่ โดยที่เราไม่รู้ตัว เราก็จะถูกดูดซับคุณธรรมที่แผ่ขยายจากตัวของเราออกไป จะเกิดกระแสเย็นๆ ขึ้น แล้วก็แรงบันดาลใจ ที่จะทำให้เขาอยากเป็นอย่างเรา ถ้าเรามีความสุขก็พลอยทำให้เขามีความสุขตามไปด้วย ถ้าเราเย็นเขาก็จะเย็นตามเราไป เพราะฉะนั้นเริ่มต้นที่ตัวของเรา เพื่อตัวเรานะ ๒๐ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๐ ------------------------------------------------- ๗๗. วิธีแก้วัดร้าง..ให้เป็นวัดรุ่ง “วัดร้าง” คือ วัดที่เคยรุ่งในอดีต แต่ต่อมาเมื่อพุทธบริษัท ๔ ละเลยคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า สิ่งเหล่านี้ก็เลือนรางไป วัดนั้นก็เลยไม่มีพระ กลายเป็นวัดร้างไปในที่สุด วิธีแก้ไขวัดร้าง...แก้ไม่ยาก ก็แค่เอาพระไปอยู่ในวัดนั้น จากวัดร้างก็จะกลายเป็น...วัดรุ่ง ผู้ที่ปลดเกษียณแล้ว ผ่านชีวิตทางโลกมามาก ตั้งแต่จบการศึกษา ทำการงาน ผ่านการเป็นเจ้าคนนายคน ได้รับใช้สังคมมายาวนาน เมื่อถึงเวลาปลดเกษียณตามที่กำหนดกฎเกณฑ์เอาไว้บางแห่ง ๖๐ ปี บางแห่ง ๕๕ ปี หรือบางแห่งมีการเออลี่รีไทร์ (Early Retire) เพื่อจะเอาเวลาที่ยังพอมีเรี่ยวมีแรงมาทำสิ่งที่ดีงาม สิ่งที่ดีที่สุดในความคิดของครูไม่ใหญ่มีความเห็นว่า ทุกชีวิตต้องไปสู่ปรโลก เมื่อปรโลกมีคติ ๒ ทาง คือ สุคติและทุคติ ซึ่งคติทั้งสองยาวนานมาก มีทุกข์ก็ทุกข์นานมีสุขก็สุขนาน และเขาตัดสินกันที่ความหมองความใสของใจ เพราะฉะนั้น ชีวิตหลังปลดเกษียณ ควรจะเป็นช่วงที่ทำใจให้ใสๆ ให้บริสุทธิ์ ฟื้นฟูระบบกล้ามเนื้อที่ไปหมักหมมกับสิ่งที่ไม่บริสุทธิ์มาตลอด ซึ่งจะมีผลในตอนใกล้ละโลก ทำให้ใจไม่ผ่องใส จะต้องมาเคลียร์ระบบประสาทกล้ามเนื้อ และกระบวนความคิด คำพูด การกระทำ ด้วยการระลึกนึกถึงพระรัตนตรัย นึกถึงบุญ สวดมนต์ไหว้พระ เจริญภาวนา ศึกษาธรรมะ ฝึกฝนอบรมตนเองและสั่งสอนผู้อื่น ใจจะได้ผ่องใส พอถึงช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อเข้าสู่สมรภูมิศึกชิงภพปิดงบดุลชีวิต ก็จะได้ไปแบบผู้ที่มีชัยชนะ ไปสู่สุคติโลกสวรรค์ ดังนั้น ชีวิตช่วงสุดท้าย หลังจากปลดเกษียณแล้ว ควรจะไปบวชกันทั้งหญิงทั้งชาย ผู้หญิงบวชใจแทน ทำบุญตักบาตร สวดมนต์ไหว้พระ เจริญภาวนา ไปบำรุงวัดวาอาราม ช่วยปัดกวาดเสนาสนะ ส่วนผู้ชายก็บวชเลย บวชแล้วก็กราบลาพระอุปัชฌาย์ ขออนุญาตท่านมาอยู่วัดร้าง เมื่อมาอยู่วัดร้าง ก็ดูแลทำความสะอาดกันไป ทั้งทำความสะอาดกาย วาจา ใจ ทั้งทำความสะอาดจีวร เสนาสนะ อาวาส ลานวัด โบสถ์ วิหาร ศาลาการเปรียญ ห้องน้ำ ห้องสุขา เอาไว้เป็นที่ต้อนรับแขกผู้มาเยือน เราเริ่มทำกันไปก่อนได้แค่ไหนแค่นั้น แล้วเดี๋ยวลูกหลานของเรา ใครจะปล่อยให้พ่อ ให้ปู่ ให้ตา ลำบากอย่างนั้น เขาจะได้มีโอกาสเข้าวัดมาสนับสนุน ไปทำความบริสุทธิ์กายวาจาใจ ได้ทำไวยาวัจมัย ช่วยเหลือกิจการงานของพระศาสนา ได้มาบำเพ็ญบุญ เดี๋ยวคนโน้นเข้า คนนี้เข้า ก็จะมีแต่สิ่งดีๆ เกิดขึ้นตามมา โดยเริ่มต้นกันทีละรูป สองรูป สามรูป แล้วจะเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ จะเป็นความชราที่สง่างาม และเป็นการสืบทอดอายุพระศาสนา วัดนั้นก็จะถูกฟื้นฟูให้เป็นแหล่งแห่งเนื้อนาบุญ เป็นที่บำเพ็ญบุญ บุญได้จากที่ผู้บวชตั้งใจบวชเป็นพระแท้ แม้บวชเพียงวันเดียวก็ได้ชื่อว่า เป็นเนื้อนาบุญ โลกขาดเนื้อนาบุญไม่ได้ ถ้าทำบุญกับเนื้อนาบุญ จะช่วยย่นระยะทางไปสู่พระนิพพานให้สั้นลง และผลบุญที่ทำถูกเนื้อนาบุญจะส่งผลเกินควรเกินคาดกว่าทำกับสิ่งที่ไม่ใช่เนื้อนาบุญ วัดนั้นก็จะเป็นแหล่งแห่งความรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นความรู้วิชชาชีวิตที่เราจะต้องได้ศึกษาเกี่ยวกับเรื่องราวความเป็นจริงของชีวิต ซึ่งไม่มีสอนในสถานที่ใดที่เหมาะสมเท่ากับที่วัด เพราะบรรยากาศเหมาะ มีโบสถ์ วิหาร ศาลาการเปรียญ มีพระประธาน มีพระธรรม มีพระสงฆ์ ชาวบ้านที่อยู่รอบๆ วัด เขาก็จะได้มีแหล่งตักตวงบุญ ตักตวงความรู้ และเป็นแหล่งที่จะทำกิจกรรมที่เป็นประโยชน์อีกมากมาย ลูกหลานของเราก็จะได้มีโอกาสไปบวช ไปได้รับการอบรมบ่มนิสัย ปลูกฝังขนบธรรมเนียมวัฒนธรรมประเพณีที่ดีงาม พอวัดนั้นมีพระอยู่ เดี๋ยวก็จะชักชวนกันมา ถ้าทำกันได้อย่างนี้ แค่ปีเดียวจากวัดร้างก็จะกลายเป็นวัดรุ่ง แล้วจะเกิดประโยชน์อย่างยิ่ง วัดจะเป็นสถานที่อบรมบ่มนิสัยทุกๆ ชีวิตในสังคม ให้อยู่เย็นเป็นสุข เพราะฉะนั้นไม่ควรจะให้มีวัดร้าง แต่ควรเป็นวัดรุ่งหมดทั่วประเทศไทย ๑๒ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๖ ------------------------------------------------- ๗๘. เราชาวพุทธต้องช่วยกันยอยกพระพุทธศาสนา หลวงพ่อคิดว่า พวกเราคงมีจิตใจเช่นเดียวกับหลวงพ่อ คือ อยากจะเห็นพระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรือง เรามาเกิดในยุคนี้ ที่มีพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ และเป็นประโยชน์ต่อเราและโลกนี้ เราจะให้ถล่มทลายในยุคของเราหาควรไม่ ยุคของเรา พระพุทธศาสนาจะต้องเฟื่องฟูที่สุด เหมือนย้อนยุคพุทธกาล หลวงพ่อคิดว่า อะไรก็ตามที่มีบันทึกในพระไตรปิฎก จะต้องเป็นสิ่งที่พิสูจน์และสามารถยืนยันได้ว่า “มีจริง” ในยุคปัจจุบันของพวกเรานี่แหละ อย่างเช่น ในพระไตรปิฎกผ่านมาเป็นพันปี มีบันทึกว่า มีการถวายภัตตาหารพระแสนองค์ ซึ่งเป็นเรื่องเหลือเชื่อว่า จะเป็นไปได้อย่างไร แต่ในที่สุดเราก็ได้พิสูจน์แล้วว่า มีจริง แล้วก็ดีจริง สามารถทำได้จริง ถวายจีวรแสนผืน ถวายยารักษาโรคแสนชุด ซึ่งเราก็ได้ทำแล้วในยุคของเรา ซึ่งก่อนหน้ายุคของเราก็ไม่เคยมี ถือว่าเรามีบุญมากๆ ทีเดียว เพราะฉะนั้น แทนที่จะดูว่า พระพุทธศาสนาเรียวลง เราจะต้องพยายามทำพระพุทธศาสนาให้เฟื่องฟูยิ่งๆ ขึ้นไป เวลาเราเดินทางออกจากร่างกายไปสู่สุคติ เราจะได้ปลื้มปีติใจว่า เราได้ใช้ร่างกายและทรัพยากรที่มีอยู่ ได้ช่วยกันยอยกพระพุทธศาสนา เวลาชาวสวรรค์ถาม เราจะได้ตอบเขาด้วยความปีติภาคภูมิใจว่า ได้ช่วยยอยกพระพุทธศาสนาให้สูงเด่นยิ่งขึ้นไปเรื่อยๆ รัศมีกายของเราก็จะได้สว่างโพลงไปเรื่อยๆ ชาวสวรรค์เขาจะได้อนุโมทนาสาธุการ ๕ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ ------------------------------------------------- ๗๙. สู้ด้วยอารมณ์บันเทิง ยุคที่เรามาเกิด ก่อนที่จะตายจากโลกนี้ไป เราจะต้องฟื้นฟูพระพุทธศาสนาให้รุ่งเรือง เหมือนในสมัยพุทธกาลให้ได้ มันเป็นเรื่องของส่วนรวม เราจะวางอุเบกขาไม่ได้ เราต้องเอาอุเบกขาวาง มาช่วยกันทำผังสำเร็จนี้ให้ได้ อย่าลาจากโลกนี้ไปด้วยความรู้สึกว่า เรามาคราวนี้เสียเที่ยว ไม่ได้ทำหน้าที่ชาวพุทธที่สมบูรณ์ และชนรุ่นหลังจะไม่ได้รับความรู้หรือคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่บังเกิดขึ้นได้ยาก มาเป็นข้อวัตรปฏิบัติในการดำเนินชีวิตที่ถูกต้อง เราควรจะจากโลกนี้ไปด้วยความปีติและภาคภูมิใจ จากไปอย่างสง่างามว่า เราได้ทำหน้าที่ของเราอย่างสมบูรณ์แล้ว โดยเฉพาะภารกิจ ณ ปัจจุบันนี้ พระพุทธศาสนากำลังถูกหมู่มารทำลายอยู่ ไม่ใช่มุ่งอย่างเดียว แต่มันค่อยๆ ทำลายไปเรื่อยๆ ปราการด่านสำคัญที่จะปกป้องพระพุทธศาสนา คือหมู่คณะของเรา ลูกทั้งองค์กรจะต้องรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน และร่วมแรงร่วมใจกัน ที่จะมุ่งมั่นต่อสู้เอาชัยชนะให้ได้ เรามาเกิดสร้างบารมีกันแต่ละภพแต่ละชาติ มาเพื่อชนะอย่างเดียว เพราะฉะนั้นลูกอย่าได้หวั่นไหวกับสิ่งที่เกิดขึ้น เป็นเรื่องปกติที่พระกับมารสู้กันอยู่ พระก็ทำเรื่องของพระ มารก็ทำเรื่องของมาร พระชวนคนทำความดี มารก็ขัด ขวางคนทำความดี เป็นเรื่องปกติธรรมดา ซึ่งเราจะไปหวั่นไหวกับสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ จะสู้รบปรบมือกับพญามารได้ ต้องสู้รบด้วยอารมณ์บันเทิง อยู่บนพื้นฐานของอารมณ์สบาย ถ้าใจลูกหยุดนิ่งแน่นอยู่ภายในอย่างมีปีติสุขหล่อเลี้ยงใจ จะปฏิบัติภารกิจอะไรก็ทำอย่างไร้กังวล ทำด้วยอารมณ์บันเทิง ไม่ช้ากฎอันโหดร้ายจะล่มสลาย กฎอันอ่อนหวานจะเข้าไปแทนที่ สิ่งที่ลูกได้ทำอยู่ และที่จะทำกันต่อไปเป็นสิ่งที่ถูกต้อง แต่เราจะทำให้ถูกต้องยิ่งขึ้น โดยอยู่บนพื้นฐานของอารมณ์สบาย กระทั่งอารมณ์สบายนำไปสู่พระธรรมกายในตัว มีใจตั้งมั่นอยู่ภายใน ภายนอกเราจะเคลื่อนไหวอย่างไรก็ตาม แต่ภายในเราหยุดนิ่ง เพื่อเป็นฐานรองรับที่ผู้รู้ภายในที่ท่านส่งบุญ ส่งวิชชามาให้ตลอดต่อเนื่องทุกอนุวินาที โดยที่เราไม่รู้เลย ถ้าเราทำฐานรองรับได้ด้วยวิธีดังกล่าว จะมีแต่ชัยชนะอย่างเดียว เสมอก็ไม่มี คำว่า “หยุดเป็นตัวสำเร็จ” เป็นเรื่องที่ลึกซึ้งนัก ทุกอย่างจะสำเร็จด้วยหยุดกับนิ่งนี่แหละ ถ้าเราหยุดนิ่งได้ ผังชัยชนะก็ดี บุญบารมีก็ดี ก็จะเข้ามาในกลางกายของเราได้อย่างสมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าหากเรามีความวิตกกังวลเจือปนอยู่ ผังเราจะไม่สมบูรณ์ เพราะมีผังของพญามารปนเป็นอยู่ เพราะฉะนั้นผังภารกิจเราแทนที่จะบรรลุเป้าหมายร้อยเปอร์เซ็นต์ มันจะลดลงไป และล่าช้าไปเรื่อยๆ ภารกิจหยุดนิ่งจึงเป็นสิ่งที่จะต้องทำควบคู่กันไปกับภารกิจหยาบ ในภาวะที่ต้องสู้ศึกในทุกด้านนี้ ต้องสู้ด้วยอารมณ์บันเทิง คือ ใจเป็นสุขหยุดนิ่งอยู่ภายใน ถ้าหากลูก ทำได้ อะไรก็จะสำเร็จทุกเรื่อง จะมีแต่ชัยชนะอย่างเดียว ปฏิบัติภารกิจใดก็มีปีติสุขหล่อเลี้ยงใจอยู่ตลอดเวลา ๔ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๙ -------------------------------------------------