1.ข้อพึงปฏิบัติชาวพุทธ บ้านใครอยู่ใกล้วัดไหน ให้ไปทำนุบำรุงวัดนั้น ให้ฉลาดในการหาบุญ ๔ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๘ วันอาทิตย์พาบุตรหลานเข้าวัด มาฟังธรรม ปฏิบัติธรรม แล้วมาร่วมกิจกรรมงานบุญ เป็นการปลูกฝังบุตรหลาน ให้ได้มาเรียนรู้เรื่องราวความเป็นจริงของชีวิต ให้ใจเกาะเกี่ยวอยู่กับบุญกุศล จะได้มีภูมิคุ้มกันในการต่อสู้กับโลกภายนอก ๑๘ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๗ ชาวพุทธต้องหยุดวันพระ หยุดเพื่อไปเข้าวัด เข้าวัดไปสร้างบารมี ไปทำพระนิพพานให้แจ้ง ๑๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๗ ต้องให้ความสำคัญกับวันพระ ในฐานะเราเป็นชาวพุทธ ต้องเตรียมอาหารหวานคาว ไทยธรรม ไปเข้าวัด ฟังธรรม ปฏิบัติธรรม บำเพ็ญบุญ ที่วัดใกล้บ้าน หรือวัดที่เราคุ้นเคย ทำให้ติดเป็นนิสัย เป็นผังที่ดีติดตามตัวเราไป ๑๐ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๒ วันพระให้ไปเข้าวัดใกล้บ้าน ไปฟังธรรม ปฏิบัติธรรม บำเพ็ญบุญ ..... และถืออุโบสถศีล..... แล้วก็พาลูกหลานตัวเล็กตัวน้อยเข้าวัดด้วย อย่างนี้จึงจะถูกหลักวิชชา ในฐานะที่เราเป็นพุทธศาสนิกชนที่ดี เพื่อจะได้เป็นการฟื้นฟูวัฒนธรรมชาวพุทธ ปักหลักให้ยั่งยืนยิ่งขึ้นไป ๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๓ คุณพ่อคุณแม่ควรจะมีสมุดจดบันทึก เรื่องราวการสร้างบารมีของหนูน้อย จดวันเดือนปี บันทึกเหตุการณ์ว่า ลูกหลานเรา อายุขนาดนี้... ได้สร้างบารมีอย่างนี้ๆ ๒ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๙ วันอาทิตย์ต้องมาวัด อย่าอยู่บ้านกันเลย บ้านใครอยู่ใกล้วัดไหน เราก็ไปวัดนั้น ไปทำความสะอาด ทำนุบำรุงวัดนั้นให้ดี วัดที่ปู่ย่าตายายของเราได้สร้างมาเพื่อให้เป็นที่ แสวงบุญ แสวงหาความรู้ของพระสัมมาสัมพุทธ- เจ้า เป็นที่ฝึกตัวของเรา เราจะได้ดำเนินชีวิตได้ ถูกต้อง ปิดอบาย ไปสวรรค์ นี่เป็นเรื่องที่สำคัญ ที่เราปล่อยปละละเลยกันมานานแล้ว ๒๙ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๙ ทุกครั้งที่เราพัฒนาวัด ช่วยกันทำความสะอาดเสนาสนะ บุญก็จะเกิดขึ้นกับเราทุกครั้ง จะได้รับอานิสงส์ คือ เราจะมีจิตใจงดงาม รูปร่างได้สัดส่วน ผิวพรรณวรรณะผ่องใส มี อาภรณ์ เครื่องประดับ เสนาสนะ บ้านเรือน ที่อยู่ อาศัยงดงามประณีต จะได้พบเจอแต่สิ่งที่น่า รื่นรมย์ จะไปที่ใดก็จะได้รับการต้อนรับให้เกียรติ อย่างดี จะถึงพร้อมด้วยรูปสมบัติ ทรัพย์สมบัติ คุณสมบัติ นิพพานสมบัติ และทิพยสมบัติก็จะ บังเกิดขึ้นในสรวงสวรรค์ของเราด้วย ๑๓ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๓ บ้านใครอยู่ใกล้วัดไหน ก็ไปทำนุบำรุงวัดนั้นให้ดี เราทำให้ใคร มันก็ได้ที่เรา เป็นบุญของเรา เราเกิดมาสร้างบารมี จะตักตวงเอาบุญบารมีแค่ไหน ก็แล้วแต่ใครจะไขว่คว้าเอา ๑๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ วิธีฉลาดหาบุญด้วยวิธีการง่ายๆ ที่ใครๆ มองข้ามไป นั่นคือ การถวายกระเช้าผลไม้พระ ณ วัดใกล้บ้าน ใกล้โรงเรียน วิธีง่ายๆ เพื่อสานความสัมพันธ์ ระหว่างบ้าน-วัด-โรงเรียนให้เข้มแข็ง ๒๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๒ ใส่ชุดขาวมาวัด มีความจำเป็นนะ ชุดขาวเป็นสัญลักษณ์ของอุบาสกอุบาสิกา เรากำลังจะสถาปนายุคถิ่นกาขาว ชาวศิวิไลซ์ ไทยมหารัฐ คำว่า“กาขาว”หมายถึง อุบาสกอุบาสิกา ที่แต่งชุดขาวๆ มาบำเพ็ญบุญร่วมกัน เราก็จะได้บุญเพิ่มอีก ๑บุญ คือ เป็นต้นแบบที่ถูกต้องให้กับชาวโลกทั้งหลาย เป็นการฟื้นฟูวัฒนธรรมชาวพุทธ ให้หวนคืนกลับมาอีกครั้งหนึ่ง ๑๓ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๑ ยุคนี้คนเสื่อมจากศีลธรรม... ไม่ใช่ศีลธรรมเสื่อม ศีลธรรมก็ยังดีเหมือนเดิม และยังคงมีเหมือนเดิม แต่คนไม่ได้นำมาใช้ กระเหม็ดกระแหม่ใช้ เขียมๆ ใช้ ๔ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๔ เมื่อใดที่ศีล ๕ ตั้งขึ้นได้ เมื่อนั้นโลกก็จะอยู่เย็นเป็นสุข สันติภาพโลกที่แท้จริงก็จะเกิดขึ้นได้ ๓ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๖ ถ้าหากว่า... พระภิกษุสามเณรทุกวัด ทั่วประเทศ ทั่วโลก ชวนโยมเลิกเหล้า เลิกบุหรี่ ในไม่ช้า สุราเมรัย บุหรี่ ยาเสพติดทั้งหลาย ก็จะค่อยๆ ลดน้อยถอยลงไปเรื่อยๆ เพราะมีตัวอย่างดีๆ ให้โลกได้ดู ๒๒ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๖ อย่าเอาสุราเมรัย สิ่งเสพติด การพนัน หรือสิ่งที่ไม่ดีเข้าวัด เพราะวัดคือสถานที่ประดิษฐานพระรัตนตรัย พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เท่านั้น เป็นที่แสวงบุญ แสวงหาความรู้จากเนื้อนาบุญ จากอายุพระศาสนา ต้องใช้สถานที่ให้ถูกต้องตามหลักวิชชา ๒๐ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๗ ดื่มสุราก็เหมือนกับดื่มยาพิษ แม้ว่าถูกกฎหมายแต่ผิดกฎแห่งกรรม ถือว่าไม่รับผิดชอบต่อสังคม ใครค้าน้ำเมา...แม้รวย...ก็รวยชาติเดียว ตายแล้วไปอบาย* เมื่อหมดกรรมในอบาย หากเกิดมาใหม่เป็นมนุษย์ ก็จะเป็นมนุษย์ที่ยากจนในวัฏฏะอีกยาวนาน มีอวัยวะพิกลพิการ มีโรคภัยไข้เจ็บมากมาย ถูกคนดูหมิ่นเหยียดหยามสารพัด อายุก็ไม่ยืน *อบายภูมิ ๔ คือ นรก เปรต อสุรกาย สัตว์ดิรัจฉาน ๒๔ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ ถ้าอยากให้บ้านมีเสน่ห์ ก็ต้องเอาน้ำเสนียด (น้ำสุรา) ออกจากบ้าน อย่าไปยกให้ใคร ให้เทน้ำทิ้ง ขวดก็ทุบทิ้ง เสีย เอาเสนียดออกจากบ้าน แล้วความมีเสน่ห์ ความเป็นสิริมงคลจะเกิดขึ้นภายในบ้าน และบ้าน ของเราจะเป็นที่มานอนแห่งโภคทรัพย์ ๒๔ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ เราจะต้องเทเหล้าเผาบุหรี่ กันต่อไปเรื่อยๆ โดยมีความตั้งใจอย่างแน่แน่วว่า ให้สิ่งเหล่านี้หมดไปจากโลกอย่างแท้จริง ซึ่งสักวันจะต้องเป็นความจริงให้ได้ ๑๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ การพนันเป็นความสนุก ที่ถูกความหายนะครอบงำ ไฟไหม้ ๗ ครั้ง ยังไม่ร้ายแรงเท่าผีพนัน ไฟไหม้บ้านยังเหลือที่ดิน ไว้ปลูกบ้านได้อีกหลายครั้ง แต่เสียการพนัน...แม้ที่ดินก็ไม่มีเหลือ ครอบครัวบ้านแตกสาแหรกขาด ๙ เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๖ การพนันทำให้จิตใจเศร้าหมอง เป็นบ่อเกิดของอาชญากรรมมากมาย มีขโมยเกิดขึ้นก่อความวุ่นวายเต็มไปหมด เดือดร้อนกันทุกหย่อมหญ้า น่าเป็นห่วง ถ้าหากว่าจะมีความพยายาม ทำให้การพนันเป็นสิ่งถูกกฎหมายขึ้นมา เพราะ มองแต่ได้อย่างเดียว ไม่มองเสีย ที่จริงการแก้ ปัญหาเรื่องการพนัน แก้ได้ ถ้าได้แก้ แต่ที่แก้ ไม่ได้เพราะไม่ได้แก้ เพราะทุกคนสามารถเลิก เล่นการพนันได้ แต่ถ้ายังเลิกไม่ได้ ก็ให้เป็น สิ่งผิดกฎหมายไปก่อน อย่าเปิดเสรีให้เป็นสิ่งถูก กฎหมาย ๙ เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๖ สื่อทุกสื่อมีความสำคัญมาก ล้วนอยู่ในสายตาเยาวชนทั้งสิ้น เราอย่าคิดว่าเด็ก ๒ ขวบ ๓ ขวบ เขาฟังไปอย่างนั้น แต่เขาดู เขาฟัง เขาคิด และเขาอยากทำตาม เขาอยู่ในวัยที่กำลังศึกษาเรียนรู้ สื่อเปรียบเสมือนครู ที่กำลังถ่ายทอดเรื่องราวต่างๆ เพราะฉะนั้นสื่อที่เผยแพร่ออกมาควรเป็นสื่อสีขาว ส่วนสื่อสีดำหรือสีเทาไม่ควรมี ๑๗ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๗ ความหวังของแม่ คือ ต้องการให้ลูกชายบวช อย่างน้อย ๑ พรรษา ๑๐ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๓ 2. บุญ-ทาน ดวงบุญในตัวเราจะโตขึ้นทุกครั้ง ที่เราพูดเรื่องบุญเรื่องกุศล ๒๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๘ เราใช้บุญเก่าหมดไปทุกวัน เมื่อไรหมดบุญก็หมดสิทธิ์ที่จะหายใจ หมดบุญก็หมดลม พอหมดลมก็หมดโอกาสที่จะครอบครองทุกสิ่ง ที่เราเคยครอบครอง ไม่ว่าจะเป็นคน สัตว์ สิ่งของ ครอบครองไม่ได้เลย ๒๗ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๘ ทำไมต้องชวนทำบุญบ่อยๆ ก็บุญเก่ามันหมดไปบ่อยๆ บุญใหม่ก็ต้องทำบ่อยๆ มันถึงจะมาทดแทนกันได้ ๒๗ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๘ ทำไมเราต้องทำบุญบ่อยๆ เพราะบุญเป็นบ่อเกิดแห่งความสุข และความสำเร็จในชีวิต มีบุญมาก อุปสรรคก็น้อย มีบุญน้อย อุปสรรคก็มาก ๑๓ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๐ การทำบุญ ก็เพื่อตัวเราเอง...ไม่ใช่เพื่อใคร ทำที่ใครก็ได้ที่เรา ทำบ่อยๆ เราก็ได้บ่อยๆ นานๆ ทำที นานๆ เราก็ได้ที นี่คือเหตุผลทำไมต้องชวนทำบุญบ่อยๆ ๑๖ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๐ กว่าจะมาเกิดเป็นมนุษย์ได้ มันยากมาก...แต่ตายง่าย ดังนั้นจะต้องรีบ สร้างบุญบารมีกันให้เยอะๆ ๑๖ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๐ ชีวิตในสังสารวัฏ มีแต่บุญกับบาปเท่านั้นที่บังคับเราอยู่ ถ้าสั่งสมบุญ...ชีวิตก็รุ่งเรือง ถ้าสั่งสมบาป...ชีวิตก็ร่วงโรย ๒๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๘ บุญเก่าที่เราทำมา เปรียบเหมือนต้นไม้ที่ปลูกมานานแล้ว พร้อมที่จะออกดอกออกผล ๒๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๘ ชีวิตต้องมีค่าใช้จ่าย ถ้าเราไม่ดึงมาทำบุญ มันก็ต้องจ่ายไปในทางอื่น แต่จ่ายทางอื่น มันไม่ติดไปในภพเบื้องหน้า แต่ถ้าจ่ายมาทางบุญ มันจะเป็นสมบัติติดตัวเราไปในภพเบื้องหน้า ๑๖ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๘ อย่าไปกู้เงินมาทำบุญ ทำให้หมดใจ แต่อย่าให้หมดตัว เมื่อเราทำเต็มกำลังของเราแล้ว หมดใจของเราแล้ว เราก็ไปชวนผู้มีบุญคนอื่นที่เขามีทรัพย์ แต่เขายังไม่รู้ ไปปลูกศรัทธาเขา ไปบอกให้เขารู้ ก็จะเป็นทางมาแห่งบุญของเรา ซึ่งตอนนี้ขาดแคลนทุนทรัพย์ ต้องฉลาดหาบุญอย่างนี้ ๒๗ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๕ ทำบุญประณีต เพื่อให้หัวใจเราประณีต จะมีอานิสงส์ คือ ได้สมบัติประณีต วิมานก็จะประณีต รัศมีกายเราก็จะประณีตสว่างสดใส ๑๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๘ ทำบุญประณีตด้วยใจที่ประณีต เวลาสมบัติเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็น มนุษยสมบัติ ทิพยสมบัติ นิพพานสมบัติ ก็จะประณีตตามไปด้วย ๒๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๘ จะไปหวังให้บุญหล่นทับ มันไม่มี หรือหวังแค่บุญที่เขาอุทิศไปให้ เราก็ได้นิดๆ สู้เราทำเองไม่ได้ เราได้เน็ตๆ* ๑๕ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๘ บุคคลผู้มีความเคารพในทาน เคารพในธรรม จะไปในที่ใด ย่อมได้รับการยกย่องชื่นชมในทุกแห่งหน เคารพในทาน ทรัพย์ก็มาง่าย เคารพในธรรม ธรรมก็มาง่าย ๑๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๘ บุคคลที่เคารพในธรรม มีอานิสงส์ เมื่อปฏิบัติธรรมจะเข้าถึงธรรมได้ง่าย จะเป็นประเภทปฏิบัติสะดวก ตรัสรู้ได้รวดเร็ว ๑๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๘ สมบัติทั้ง ๓ คือ มนุษยสมบัติ ทิพยสมบัติ และนิพพานสมบัติ เราจะมีได้ก็เพราะบุญอย่างเดียว ที่เป็นพลังสำคัญ ทำให้เรามีความพร้อมในทุกๆ สิ่ง ๔ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๘ จะไปทำบุญวัดไหน ต้องให้เหลือเรื่องเดียว คือ เราจะมาเอาบุญ ไม่ต้องการให้ใครมาเอาใจ ใครจะเอาใจหรือไม่เอาใจก็ไม่เป็นไร แต่เราต้องรักษาใจของเราให้ใสๆ ๓ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๘ เมื่อไปทำบุญที่วัดต้องรักษาใจให้ใสๆ คนเรื่องมาก มักจะได้บุญน้อย คนเรื่องน้อย ก็จะได้บุญมาก เราไม่ต้องการให้ใครมาเอาใจ แต่เราควรจะรักษาใจของเราให้ใสๆ ๔ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๘ ตระหนี่ หวงแหน เสียดายทรัพย์ ชาตินี้ตายไปก็เอาไปไม่ได้ ชาติต่อไปเกิดมาลำบากยากจน มีชีวิตที่ต้องดิ้นรนอยู่ตลอดเวลา จะอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ต้องดิ้นรนเพื่อเอาตัวรอด ซึ่งตรงนี้จะเป็นทางมาแห่งบาปอกุศล ๗ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๘ ทำบุญแล้วหงุดหงิด ขุ่นมัว เวลาได้ทรัพย์จะได้แบบทุกขลาภ ต้องมีเรื่องทำให้เซ็งเครียดเบื่อกลุ้ม เดือดเนื้อร้อนใจ หงุดหงิด งุ่นง่าน ฟุ้งซ่าน รำคาญใจก่อนจึงจะได้ทรัพย์ ๗ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๘ ถ้าหากเรารักษาอารมณ์ดีอารมณ์เดียว อารมณ์ใสๆ ตลอดเวลาทั้งวันทั้งคืน ทั้งก่อนทำบุญ ขณะทำบุญ และหลังจากทำแล้ว เวลาสมบัติเกิดมันจะได้มาอย่างง่ายๆ ๗ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๘ คิดก่อน ทำก่อน บุญเกิดขึ้นก่อน สมบัติก็เกิดขึ้นก่อน คิดดูก่อน ทำทีหลัง บุญก็เกิดขึ้นทีหลัง สมบัติก็เกิดขึ้นทีหลัง ๒ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๘ มีบุญอะไรให้ทำ ก็รีบทำ อย่าเอาไว้ก่อน อย่าคิดดูก่อน นอกจากบุญจะเกิดช้า สมบัติเกิดช้าแล้ว เราอาจจะตายก่อน ไม่มีโอกาสได้ทำบุญก็ได้ ๒๔ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๘ อย่าให้บาปตามทัน ด้วยการทำบุญให้มากๆ จนมันตามไม่ทัน เดี๋ยวมันก็หมดกำลังไปเอง ๒๔ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๘ ทานบารมี เป็นเรื่องสำคัญ ทำไว้เถิดประเสริฐนัก เราจะมีโภคทรัพย์สมบัติ ก็ด้วยอานุภาพแห่งมหาทานบารมีของเรา ซึ่งจะทำให้การสร้างบารมีข้ออื่นๆ ที่มีอยู่อีกหลายข้อนั้นสะดวกสบาย ง่ายดาย เพราะเรามีทรัพย์เป็นอุปกรณ์ในการสร้างบารมี ๓ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๐ ความฝืดเคืองในภพชาติต่อไปจะหมดสิ้นไป ด้วยมหาทานบารมีที่เราสั่งสมกัน อย่างสม่ำเสมอ แต่ถ้าหากใครทำไม่สม่ำเสมอ สมบัติก็จะ มาเป็นช่วงๆ เป็นตอนๆ เราประกอบเหตุอย่างไร ผลก็เป็นอย่างนั้น เพราะชีวิตในสังสารวัฏมีแต่ เรื่องเหตุกับผล ประกอบเหตุอย่างนี้ ผลก็ต้อง เป็นอย่างนี้ ที่มีผลอย่างนั้นเพราะประกอบเหตุ จากสิ่งนั้น มีแต่เรื่องเหตุเรื่องผลทั้งนั้น ไม่ใช่ เรื่องงมงายเลย ๖ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ เราเกิดมาสร้างบารมีก็ต้องทำบุญบ่อยๆ เหมือนหายใจยังต้องหายใจบ่อยๆ รับประทานอาหารกันบ่อยๆ อาบน้ำกันบ่อยๆ พักผ่อนนอนหลับกันบ่อยๆ ฝนยังตกบ่อยๆ ทุกอย่างต้องทำบ่อยๆ ทั้งนั้น บุญก็ต้องทำบ่อยๆ ถ้านานๆ ทำที บุญเราก็น้อย บุญน้อยๆ จะสู้กับบาปไม่ได้ ๒๕ เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๖ ในตัวมนุษย์มีทั้งบุญทั้งบาป ดูตัวเราเป็นเกณฑ์ มีทั้งบุญทั้งบาปอยู่ในตัว ๑๘ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ วันหนึ่งเราได้เวลาเท่ากัน คือคนละ ๒๔ ชั่วโมง แต่ได้ไม่เท่ากัน คือได้บุญกุศลไม่เท่ากัน ๑๔ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ อย่านึกว่า... การมาเกิดในตระกูลเศรษฐีนั้นง่ายนะ ยากพอๆ กับการไปเกิดบนสวรรค์นั่นแหละ ต้องมีบุญมีบุญก็เพราะทำบุญ บุญหล่นทับไม่มี ไม่เคยเจอ เจอแต่ได้ยินเขาพูดกัน และส่วนใหญ่คนพูดไม่ค่อยจะมีบุญนะ ๓๐ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ ในสมัยพุทธกาลหรือก่อนหน้านั้น เขาวัดความเป็นเศรษฐี จะดูกันที่ตั้งโรงทาน ใครตั้งโรงทานมาก...แสดงว่ารวยมาก วันไหนเศรษฐีได้ยินเสียงอื้ออึงของยาจก วณิพกที่โรงทาน จะรู้สึกปลื้มใจ ดีอกดีใจ หน้า บานเป็นกระด้งแป้ง ถ้าวันไหนไม่ได้ยินเสียง เศรษฐีจะกลุ้ม แสดงว่าวันนั้นไม่มีคนมารับทาน นี่ความทุกข์ของเศรษฐีผู้ใจบุญในสมัยโน้น ๒๐ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๕ มีบางท่านเข้าใจผิด ถามว่า “ถ้าเสียเงินซื้อบุญ แล้วจะได้ไปสวรรค์ไหม” คือมีความรู้สึกว่า ได้เอาเงินซื้อบุญ เหมือนซื้อวัตถุสิ่งของ ซึ่งมันไม่ใช่ “บุญ” ซื้อไม่ได้ ไม่ใช่การซื้อขาย ต้องมี จิตเลื่อมใสในพระรัตนตรัย เคารพในทานนั้น จิตต้องบริสุทธิ์ นิวรณ์ครอบงำไม่ได้ บุญถึงจะ เกิดเต็มที่ ไม่เกี่ยวกับเรื่องการซื้อขาย ต้องเข้าใจ ตรงนี้ ๖ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ เมื่อทำบุญไปแล้ว ให้นึกทบทวนบุญบ่อยๆ นึกทุกครั้งบุญจะทับทวีขึ้นเรื่อยๆ ตรงนี้สำคัญ ต้องฝึกให้คุ้น ๒๕ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๕ ต้องหมั่นนึกถึงบุญบ่อยๆ บุญของเราจะได้เพิ่มขึ้น อย่าเข้าใจผิดคิดว่า ทำกันครั้งนั้นแล้วก็ เสร็จเรียบร้อยไปแล้ว “บุญ” ไม่เหมือนกับการ รับประทานอาหาร ทานอาหารมื้อนั้นเสร็จเรียบร้อย แล้ว กลับมานึกใหม่ในวันหลังมันไม่อิ่มท้อง แต่ นึกถึงบุญแล้วจะอิ่มใจ ทำครั้งหนึ่งนึกได้นับครั้ง ไม่ถ้วน นึกทุกครั้งบุญก็เพิ่มเติมขยับขยาย เพิ่มขึ้นทุกครั้ง ๒๘ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๕ ผลของบุญมีจริง นรกสวรรค์มีจริง โดยเฉพาะบุญ ที่ทำในพระพุทธศาสนานั้น มีผลมากจริงๆ ๓๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๔ จะมือถึง ใจถึง ทีมถึง ทุนถึง แต่ถ้าบุญไม่ถึง ก็ไปไม่ถึงเป้า ๗ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๘ บาปแก้ได้ด้วยบุญ บาปใครจะช่วยล้างไม่ได้ จะถ่ายถอนแทนก็ไม่ได้ จะต้องล้างเอง แก้เอง ถ่ายถอนเอง ด้วยการสั่งสมบุญ ๗ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๘ เรามีเวลาอยู่ในโลกนี้ไม่นาน รวยก็รวยไม่นาน จนก็จนไม่นาน เพราะฉะนั้นเมื่อเราเกิดมาเพื่อสร้างบารมี ก็ต้องสร้างให้เต็มที่ เราใช้บุญเก่ากันไปทุกวัน ทุกอนุวินาที ตลอดเวลาเลย แต่บุญใหม่นานๆ ทำที อย่างนี้ไม่ถูกต้อง มันต้องให้พอๆ กัน หรือให้ยิ่งกว่าบุญเก่าที่เคยทำผ่านมา ๘ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๙ 3. ความจริงของชีวิต พระสัมมาสัมพุทธเจ้าสรุปว่า ชีวิตในสังสารวัฏสิ่งที่ควรทำคือ “ละชั่ว ทำดี ทำใจให้ผ่องใส” นี่คือคำสรุปของผู้รู้ ที่เป็นแผนผังชีวิต หรือแผนที่ ที่จะทำให้เราเดินทางในสังสารวัฏได้ดีที่สุด ๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๗ อย่าลืมว่า เราเกิดมาสร้างบารมี และมีเวลาอยู่ในกายมนุษย์จำกัด เราจะต้องใช้ทรัพยากรทุกอย่างที่เรามี ตั้งแต่กาย วาจา ใจ ชีวิต จิตวิญญาณ ทรัพย์สมบัติ ทุกสิ่งทุกอย่างมาสร้างบารมี ๘ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๘ สิ่งทั้งหลายทั้งปวง จะมีชีวิตหรือไม่มีชีวิต จะมีวิญญาณครองหรือไม่มีวิญญาณครอง ล้วนเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วไปสู่จุดสลายทั้งสิ้น ไม่มีประโยชน์อะไรที่เราจะไปยึดมั่นถือมั่น หรือไปผูกพันกันมากนัก เอาแค่พอเป็นเครื่องอาศัย ชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้นพอแล้ว ๒๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๘ การเดินทางครั้งสุดท้าย ในนาทีวิกฤตของชีวิต ตอนสำคัญ...เมื่อเราใกล้จะตาย ช่วงนั้นอย่าเอาใจไปเกาะอะไร ไม่ต้องสนใจใครๆ ทั้งนั้น หยุดไปในกลางตัว นิ่งๆอย่างเดียว ตรงนี้เป็น Know-how จำไว้ให้ดี ๑๐ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ ความตายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ทุกคนเกิดมาแล้วต้องตาย และเราก็เคยตาย กันมานับภพนับชาติไม่ถ้วน ความตายไม่ใช่ของใหม่ แต่เป็นของเก่าที่เกิดขึ้นซ้ำๆ นับครั้งไม่ถ้วน ๒๘ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๗ ทุกคนในโลกนี้ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม จะต้องเดินทางไปสู่ปรโลกด้วยกันทั้งนั้น ไม่มีใครสามารถหลีกเลี่ยงหรือปฏิเสธได้เลย แม้ว่าจะเต็มใจหรือไม่เต็มใจก็ตาม ๒๓ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ ช่วงสุดท้ายของชีวิต ใครก็ช่วยเราไม่ได้ ความใสของใจ… เราต้องทำด้วยตัวของเราเอง คนอื่นได้แค่คอยชี้แนะ คอยเป็นกำลังใจให้เท่านั้น ๒๓ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ คิดแต่เรื่องดีๆ พูดแต่เรื่องดีๆ และทำแต่เรื่องดีๆ เดี๋ยวใจจะใสเอง ๒๓ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ จะประกอบอาชีพอะไรต้องคิด ต้องเลือกให้ดี เพราะมันสัมพันธ์กับความใสความหมองของใจ อย่าดูแค่ว่ารวยอย่างเดียว ต้องดูว่ารอดไหม ถ้ารวยและรอดก็ลุย รวยแต่ไม่รอดก็อย่าลุย ให้เลิก หรือยับยั้งไว้...ด่วนเลย ๔ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๘ เรามีเวลาอยู่ในโลกนี้จำกัด จะต้องใช้เวลาในการสร้างบารมีให้มากๆ เพราะความตายไม่มีนิมิตหมาย เราเสียเวลาในการนอนหลับพักผ่อนไปถึง หนึ่งในสามของชีวิต ทำมาหากินอีกหนึ่งในสาม อาบน้ำ ล้างหน้า แปรงฟัน รับประทานอาหาร ขับถ่าย เข้าสังคม เดินทางไกลอีก เพราะฉะนั้น เวลาที่สร้างบารมีจริงๆ มันเหลือนิดเดียว ๙ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ ในยุคกัปไขลง* วันเวลาแห่งการสร้างบารมีมีไม่มาก ส่วนใหญ่จะหมดเวลาไป กับการนอนหลับพักผ่อน และการทำมาหากิน เพราะฉะนั้นเวลาที่เหลืออยู่ ต้องสร้างบารมีให้เต็มที่ *ช่วงที่อายุขัยเฉลี่ยมนุษย์ลดลงโดยทุก ๑๐๐ ปี อายุจะลดลง ๑ ปี ความตายไม่มีนิมิตหมาย เราจะเดินทางออกจากกายหยาบนี้ไป เมื่อไรก็ไม่ทราบ ชีวิตมนุษย์แค่ประเดี๋ยวประด๋าว แต่ชีวิตหลังความตายนั้นยาวนาน สุขก็สุขนานทุกข์ก็ทุกข์นาน ๑๑ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๘ เวลาชีวิตในโลกมนุษย์แค่ประเดี๋ยวเดียว เราต้องแยกให้ออกว่า เรื่องอะไร “ด่วน” ควรเร่งรีบทำ เรื่องอะไร “สำคัญ” สำหรับชีวิต “บุญ” เป็นเรื่องด่วนต้องเร่งรีบทำ “การปฏิบัติธรรม” เป็นเรื่องสำคัญ ต้องทำให้ได้ทุกวัน ๒๓ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ คนส่วนใหญ่ในโลกนี้ เขามีชีวิตดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดเท่านั้น แต่ไม่มีใคร...ดิ้นรนเพื่อจะเอาตัวรอด ดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดเป็นอย่างไร คือดิ้นรนเพื่อให้มีชีวิตอยู่ไปวันๆ หนึ่ง ทำมาหากิน แข่งขัน แก่งแย่งชิงดีกันไป แต่ว่าที่จะดิ้นรนเพื่อจะเอาตัวรอด ไปสวรรค์ได้นั้น...มีไม่กี่คน ๘ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๕ เรื่องของชีวิตมันซับซ้อน เราอย่ามีชีวิตอยู่เพียงแค่เพื่อความอยู่รอด เก่งในเรื่องทำมาหากินอย่างเดียว...มันไม่พอ ต้องเอาตัวให้รอดด้วย รอดจากอบาย รอดจากภัยในวัฏสงสาร รอดขึ้นไปเกิดบนสวรรค์ และรอดจากกิเลสอาสวะไปสู่นิพพาน ๑๕ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๕ โลกยังขาดแคลนความรู้ที่แท้จริง จึงไม่ได้ทำงานที่แท้จริงเสียที มีความรู้แค่เพื่อการดำรงชีพ เพื่อความอยู่รอดเท่านั้น แต่ความรู้ที่จะเอาตัวให้รอด ยังไม่ได้ให้ความสำคัญเลย เพราะฉะนั้นชาวโลกตอนนี้ แม้อยู่ท่ามกลางแสงอาทิตย์ที่เจิดจ้า แต่ความจริงแล้วยังมืดภายในอยู่ เพราะยังไม่รู้หนทางที่จะดำเนินชีวิตกันอย่างไร ๒๐ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๕ ชาวโลกอาจเข้าใจดีเรื่องโลกนี้ แต่เรื่องปรโลก *ยังไม่ค่อยเข้าใจ เขามีความรู้อย่างสมบูรณ์เรื่องโลกนี้ แต่ความรู้เรื่องปรโลกเขายังไร้เดียงสา ซึ่งเป็นโลกที่ทุกคนหลีกเลี่ยงไม่ได้ เราปฏิเสธการไปประเทศต่างๆ ทั่วโลกได้ แต่ปรโลก...เราปฏิเสธไม่ได้ ๒๐ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๕ *โลกอื่น หรือ ชีวิตหลังความตาย ละโลกแล้วเราต้องไปสู่ปรโลก เราจะเอาความเชี่ยวชาญ ในเมืองมนุษย์ไปใช้ในปรโลกไม่ได้ เพราะในปรโลกไม่มีการทำมาหากิน เขาเป็นอยู่ได้ด้วยบุญและบาปเท่านั้น ๒๘ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๘ คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นความรู้สากล ที่ทุกคนในโลกจะต้องศึกษา เพื่อจะได้นำกลับมาพัฒนาตนเอง จะทำให้ดำเนินชีวิตได้อย่างถูกต้อง ปิดอบาย ไปสวรรค์ มีสุขในปัจจุบัน และดับทุกข์ได้ ตราบใดที่เรายังมีชีวิตอยู่ ถ้ายังไม่ได้ศึกษา เราจะไม่มีวันทำได้ถูกต้อง...ตรงนี้อันตราย ๑๗ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๒ สิ่งที่จะต้องเรียนรู้นอกเหนือจากวิชาชีพแล้ว ควรจะเรียนวิชชาชีวิตด้วย วิชาชีพทำให้เรามีชีวิตอยู่ได้ แต่วิชชาชีวิตทำให้ชีวิตที่เรามีอยู่นั้น เกิดคุณค่าอันสูงส่ง มีสุขทั้งในปัจจุบันและในอนาคต เป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อตัวเราและชาวโลก ๑๙ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๘ นรกสวรรค์มีจริง พิสูจน์ได้ด้วยพุทธวิธี ๓ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ อย่าไปสรุปว่า “นรกสวรรค์ไม่มี” เพราะเราไม่เคยเห็น แล้วก็ไม่เคยเห็นใครเห็น แล้วสรุปว่า “ไม่มี” ไม่ได้ บางอย่างที่เราไม่เห็น ไม่ได้แปลว่า ไม่มี เพราะคนที่เขาเห็นมีอยู่ ๓ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๑ เราอย่าเพิ่งไปสรุปเอาว่า นรกสวรรค์เป็นเรื่องไกลตัว ไม่มีจริง มันไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นเรื่องเกี่ยวกับตัว เพราะทุกการกระทำ จะมีผลโยงไปถึงภพภูมิหลังความตาย ๓ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๑ นรกสวรรค์มีจริง ไม่ใช่สวรรค์อยู่ในอก นรกอยู่ในใจ หรือคิดว่า เอาสวรรค์มาล่อ เอานรกมาขู่ นั่นสำหรับคนที่เขาอยากจะทำอะไรก็ได้ เขาก็ มีเหตุผลที่สวยงามอย่างนั้น เราอยากจะไปรู้ ตอนเป็น หรือว่าจะเห็นตอนตาย ถ้าศึกษาเรียนรู้ ตอนเป็นก็มีโอกาสแก้ไขตัวเราได้ แต่ถ้าไปเห็น ตอนตาย นั่นหมดสิทธิ์แล้ว นรกสวรรค์สามารถ พิสูจน์ได้ด้วยตัวของเราเอง จุดเริ่มต้นให้เข้าถึง พระในตัวก่อน ๖ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๔ การไปสวรรค์ ไม่ง่ายนะ เพราะคนส่วนใหญ่จะไปนรกกันเสียมากกว่า โบราณจารย์ท่านอุปมาไว้ว่า ในวัวตัวหนึ่ง มีเขาเพียงคู่เดียว แต่มีขนปริมาณมาก คนไปตกนรกปริมาณมากเหมือนขนโค ไปสวรรค์มีปริมาณน้อยแค่เขาโค ๒๘ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ เราไม่ควรเอาชีวิตของเราไปเสี่ยง โดยเลี่ยงการทำความดี ตอนที่ยังแข็งแรงอยู่ แล้วไปหวังพึ่งน้ำบ่อหน้า ไปแสวงหาความใส ตอนใกล้จะถึงวันสุดท้ายของชีวิต มีคนเพียงจำนวนน้อย ไม่ถึงหนึ่งเปอร์เซ็นต์ ที่โชคดี ดังนั้นเราอย่าเสี่ยงเลย เพราะถ้าพลาด พลั้งไป ชีวิตในปรโลกนั้นยาวนาน เป็นหมื่น เป็นแสน เป็นล้าน เป็นหลายๆ ล้านปี เป็นกัป เป็นมหากัป...ยาวนานมาก เพราะฉะนั้นอย่าไป เสี่ยง ๒๓ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ สัตว์ต่างๆในโลกนี้ ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ ๒ เท้า, ๔เท้า, สัตว์ปีก เป็นต้น ล้วนก็คืออดีตมนุษย์ ที่ดำเนินชีวิตผิดพลาด ผิดกฎแห่งกรรม .....อยู่ในภูมิของอบาย..... ๑๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๔ “กฎแห่งกรรม” พระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ได้ตั้งขึ้น แต่พระองค์ไปรู้ไปเห็นมา แล้วมีมหากรุณาจึงนำมาสั่งสอนสัตว์โลก เพราะความสงสาร กฎแห่งกรรมนี้ตั้งขึ้นโดยผู้มีฤทธิ์ มีอานุภาพมาก เป็นฉากหลังบังคับหมด ทั้งสรรพสัตว์ทั้งหลายสรรพสิ่งทั้งปวง ล้วนตกอยู่ภายใต้กฎแห่งกรรมทั้งสิ้น ๒๒ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ กฎแห่งกรรม ไม่มีเปลี่ยนแปลงไม่มีละเว้น แต่กฎหมายเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ในทุกภูมิภาคทั่วโลกก็ยังมีแตกต่างกันไป ตามความจำเป็น แต่กฎแห่งกรรมคงที่ ไม่มีเปลี่ยนแปลง บางอย่างถูกกฎหมาย แต่ผิดกฎแห่งกรรม ถึงแม้ไม่ติดคุก แต่ก็ไปอบาย ๒๒ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ กฎแห่งกรรมหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ในน้ำ บนบก ยอดเขา ในอวกาศ ดวงดาวต่างๆ จะอยู่ในโลกนี้ หรือใน จักรวาลไหนก็ตาม ตราบใดที่เรายังมีการกระทำ ทางกาย ทางวาจา ทางใจ ไม่ว่าดีหรือชั่ว แม้จะ เล็กน้อยเพียงไร จะเจตนา ไม่เจตนา ล้วนมีผล ทั้งสิ้น มันจะติดตามตัวเราไปเหมือนเงาตามตัว ซึ่งจำเป็นต้องศึกษาเรียนรู้เอาไว้ ๘ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๘ ชีวิตในสังสารวัฏอันตราย ไม่ว่าจะเกิดเป็นอะไรก็แล้วแต่ ล้วนตกอยู่ภายใต้กฎแห่งกรรมทั้งสิ้น คือ ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว หว่านพืชเช่นไร ย่อมได้ผลเช่นนั้น ปลูกถั่วก็เป็นถั่ว ปลูกงาก็เป็นงา ปลูกถั่วจะไปเป็นงาไม่ได้ ปลูกงาจะไปเป็นถั่วไม่ได้ ยกเว้น...คนตาถั่ว ๑๘ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ ถ้าดีชั่วรู้หมด...อดได้ ส่วนมากดีชั่วรู้ไม่หมด จึงอดไม่ได้ รู้หมด คือ ต้องรู้แจ้งที่เกิดจากการเห็นแจ้ง ถ้าดีชั่วรู้หมดอย่างนี้...อดได้แน่นอน ๖ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๙ ถ้ากลัวความตาย ต้องหันหน้าไปพิจารณาความตาย และสั่งสมบุญเอาไว้เยอะๆ ด้วยทาน ศีล ภาวนา แล้วความกลัวตายก็จะหมดสิ้นไป ๑๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ สำหรับคนที่กลัวความตาย ในระหว่างที่เรายังมีชีวิตอยู่ หมั่นสั่งสมบุญบารมีเอาไว้เยอะๆ ด้วยทาน ศีล ภาวนา ให้ใจเราบริสุทธิ์ผุดผ่องมากๆ แล้วความกลัวตายก็จะหมดสิ้นไป เพราะเรามีที่พึ่งภายใน มีทั้งบุญ มีทั้งธรรมะ มีความดีงามเป็นที่พึ่ง ต้องฝึกทำทุกวันทุกคืนให้ติดเป็นนิสัย ๑๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ ถ้าเรารักตัวเอง ก็ต้องหมั่นสั่งสมเติมบุญ เติมบารมี เติมความบริสุทธิ์ในตัวของเราให้มากๆ ๑๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ รีบชิงช่วงสร้างบารมี ก่อนที่จะถูกช่วงชิงไปสู่ปรโลก เพราะเราไม่รู้ภพชาติในอดีต เราทำผิดทำพลาดอะไรมาบ้าง ๑๖ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๐ ระบบการควบคุมชีวิตมี ๓ อย่าง คือ บุญ บาป และไม่บุญไม่บาป ธรรม ๓ ประการนี้ มีฤทธิ์มีอานุภาพมากพอๆ กัน ๑๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๖ ถ้ามีบารมีมาก เราจะเข้าใจเรื่องราวความเป็นจริงของชีวิตได้ง่าย อุปสรรคของชีวิตก็มีน้อย ถ้าบารมีน้อยเราจะเข้าใจได้ยาก อุปสรรคก็มาก ๒๐ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๖ อย่าถือสาข้อผิดพลาดของเพื่อนมนุษย์ ไม่ถือก็ไม่หนัก และไม่ต้องทน ทำความเข้าใจว่า เขาก็เป็นของเขาอย่างนั้นเอง และเราก็เป็นของเราเช่นนี้เอง เราก็ยังมีกิเลส และดวงปัญญาเราก็ยังไม่สมบูรณ์ ๑๕ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๘ แม้มีทิพยจักษุ แต่ถ้าไม่ใช้ก็ไม่เห็น เหมือนเรามีกล้องส่องทางไกล แล้ววางไว้ข้างๆ ตัว ถ้าไม่หยิบขึ้นมาใช้ก็มองระยะไกลไม่เห็น ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๔ 4. การสร้างบารมี เดี๋ยวก็วัน เดี๋ยวก็คืน เดี๋ยวก็จะหมดเวลาของชีวิตกันแล้ว เพราะฉะนั้นทุกอนุวินาที ต้องให้เป็นประโยชน์ต่อการสร้างบารมี ๑ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๕ เป็นเรื่องปกติของโลกใบนี้ ที่มีลาภ เสื่อมลาภ มียศ เสื่อมยศ มีสรรเสริญ มีนินทา มีสุข มีทุกข์ ทุกอย่างมีขึ้น มีลง ไม่คงที่ เป็นเรื่องธรรมดา ถ้าเราสั่งสมบุญ ใจเราตั้งมั่นอยู่ในบุญ ตรึกระลึกถึงบุญไปเรื่อยๆ เราก็จะอยู่เหนือสถานการณ์นั้นได้ เหมือนมรสุมที่พัดผ่านมา ถ้าเรายกตัวยกใจให้สูงกว่ามรสุม มันก็เพียงผ่านมา แค่กระทบแต่ไม่กระเทือน จนเกิดความเสียหายแก่ชีวิตของเรา ใจที่ตรึกระลึกนึกถึงบุญก็จะเป็นเช่นนั้น ๔ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๒ การสร้างบารมีบางครั้งเราก็ต้องอดทน ต้องเหนื่อยยากลำบาก เพราะถ้าเราไม่เหนื่อยยากลำบาก เราจะได้บารมีมาจากไหน ๒ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๑ ใจของเรา ความคิดเข้ามาได้ทีละอย่าง ถ้าคิดดี ชั่วกับไม่ดีไม่ชั่ว ก็ไม่เข้า ถ้าคิดชั่ว ดีกับไม่ดีไม่ชั่ว ก็ไม่เข้า ถ้าหากเฉยๆ เป็นกลางๆ ชั่วกับดี ก็ไม่เข้า ๑๙ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ เรามีเป้าหมายทำพระนิพพานให้แจ้ง ในใจจะต้องให้มีแต่กุศลธรรมอย่างเดียวเท่านั้น ถ้าหากเราคิดแต่เรื่องดีๆ ก็ไม่มีเวลาว่างที่จะไปคิดถึงเรื่องที่ไม่ดี ๑๙ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ ต้องคิดพูดทำแต่เรื่องดีๆ เข้าไว้ ชีวิตจึงจะมีกำไร ๑๙ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ กำไรหรือขาดทุนชีวิต ผู้รู้เขาวัดกันที่ใครได้สั่งสมบุญกุศลเอาไว้ ด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจ ทุกวันทุกคืนทุกเวลา ผู้นั้นได้ชื่อว่า “มีกำไรชีวิต” หากใครสั่งสมบาปอกุศล ถือว่า “ขาดทุนชีวิต” นี่คือมาตรฐานของท่านผู้รู้ บัณฑิต นักปราชญ์ทั้งหลาย ๑๒ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ สิ่งใดที่ยังกุศลธรรมให้บังเกิดขึ้น ด้วยกาย วาจา ใจ สิ่งนั้นคือ “กำไรชีวิต” สิ่งใดที่ยังอกุศลธรรมให้บังเกิดขึ้น ด้วยกาย วาจา ใจ สิ่งนั้นคือ “ขาดทุนชีวิต” ๑๒ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ เวลาที่เราเหลืออยู่อย่างจำกัดนี้ ทำอย่างไรให้ได้กำไรชีวิตมากที่สุด ก็ต้องสั่งสมบารมี ๑๐ ทัศ สั่งสมกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการ หรือจำง่ายๆ ย่อๆ ก็คือ ทาน ศีล ภาวนา ถ้าง่ายกว่านี้เข้าไปอีกก็คือ ทำพระในตัวให้บังเกิดขึ้น กระทั่งเห็นท่านชัดใสแจ่ม ทั้งหลับตา ลืมตา นั่ง นอน ยืน เดิน หกคะเมนตีลังกาก็เห็นพระติดแน่นอยู่กลางกาย อย่างนี้จึงจะได้กำไรชีวิต ๑๒ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ เวลาที่เราสูญเสียไป สิ่งที่ได้กลับคืน ต้องเป็นกำไรชีวิต กำไรชีวิต เขาวัดตรงที่บุญกุศล ที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน ทั้งทาน ศีล ภาวนา เป็นต้น อย่างนี้จึงเรียกว่า ได้กำไรชีวิต ๑๙ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ “อย่าเบื่อหน่ายในการสร้างบารมี” อย่าให้มีประโยคนี้อยู่ในใจ ๒๘ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๘ อุปนิสัยที่ดีงาม ๔ ประการ ที่เกื้อกูลต่อการสร้างบารมี รักบุญ รักธรรมะ ไม่พูดคำหยาบ มีความสุขในการเป็นผู้ให้มากกว่าเป็นผู้รับ คบหาบัณฑิตนักปราชญ์ ๒๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๖ เวลาทำงานเป็นทีม อย่าทะเลาะกัน ช่วยประคับประคอง ถนอมน้ำใจกัน ๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๘ ถ้าเราไม่สร้างบารมีให้เต็มที่ เราก็ต้องไปซ่อมบารมี ถ้าเราไม่เหน็ดเหนื่อยทุ่มเทสร้างบารมี แล้วเราจะได้บารมีมาจากไหน ๒๓ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๓ 5. ประโยชน์ของสมาธิ สิ่งที่เราปรารถนามันอยู่ในตัว แต่เราเข้าใจผิด คิดว่าอยู่นอกตัว ๒๖ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๐ ความสุขทางโลกไม่มี มีแต่ความเพลิน กับความเพลีย ๘ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๕ สุขที่เกิดจากสมาธิ เป็นสุขที่ไม่ซ้ำกันเลย เป็นสุขที่ยิ่งใหญ่ เป็นอิสระ กว้างขวางใหญ่โตยิ่งๆ ขึ้นไป ๑๗ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ การทำใจหยุดใจนิ่ง มีแต่ได้ประโยชน์อย่างเดียว ทุกข์โทษไม่มีเลย ๑๓ เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๖ ถ้าเมื่อไรกายกับใจสามัคคี รวมเป็นหนึ่งเดียวกัน สิ่งที่เป็นอจินไตย ที่ใครๆ คาดไม่ถึงจะเกิดขึ้น ๑๗ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ ถ้ามนุษย์ทั่วโลกเข้าใจว่า เกิดมาเพื่อทำพระนิพพานให้แจ้ง หรืออย่างน้อยมาสร้างบารมี โลกจะหมุนไปในทางบวกเลย เสียดายว่า…ชาวโลกแสวงหาความรู้ที่ ไม่ค่อยจะเกิดประโยชน์อย่างแท้จริงสักเท่าไร แล้วก็ทุ่มเททรัพยากรไปเพื่อสิ่งที่ไม่ค่อยจะเป็น ประโยชน์ ถ้าหากเขาทุ่มเททรัพยากรมาเพื่อให้ มวลมนุษยชาติค้นคว้าความรู้ที่แท้จริง เพื่อไป สู่จุดหมายปลายทางของชีวิตได้ ถ้าคิดอย่างนี้ พร้อมกันเมื่อไร โลกก็เกิดสันติสุขในตอนนั้นเลย ๒๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ มรรคผลนิพพานอยู่ในตัวเรา เริ่มต้นที่ศูนย์กลางกายฐานที่๗ ด้วยวิธีการหยุดนิ่งเฉยที่ศูนย์กลางกาย ซึ่งเป็นปากทางที่จะเข้าไปถึงพระในตัว พอถึงพระในตัวแล้ว จะเปลี่ยนแปลงจากผู้ไม่รู้มาเป็นผู้รู้ คนโง่กลายเป็นคนฉลาด สิ่งที่ถูกปกปิดก็จะถูกเปิดเผย เมื่อเข้าถึงพระในตัว ๒๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ พระในตัวนั้นสำคัญมาก เพราะท่านอยู่กับเนื้อกับตัวของเรา ถ้าเราเข้าถึงท่านยังไม่ได้ ชีวิตยังไม่อบอุ่น ยังไม่ปลอดภัย ถึงแม้จะมีพระนอกตัวให้เคารพกราบไหว้บูชา มันทราบแต่มันยังไม่ซึ้งถึงใจ แต่จะให้ซาบซึ้งถึงใจ ก็ต้องเข้าถึงพระภายในให้ได้ ๔ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ ๑ ถ้าเราเข้าถึงพระในตัวได้ เราก็จะมีที่พึ่ง มีความสุขกายสบายใจทันทีที่เข้าถึง เราจะอบอุ่นใจ จะรู้สึกปลอดภัย พระในตัวนอกจากจะให้ความสุข ทันทีที่ได้เข้าถึงแล้ว ยังเป็นรหัสผ่านไปสู่สุคติโลกสวรรค์ โดยเฉพาะดุสิตบุรี วงบุญพิเศษ ที่เราปรารถนาจะไปกัน ๒ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ คนมีธรรมะไม่มีเหงา ถ้าตั้งใจปฏิบัติธรรม บำเพ็ญสมณธรรมให้ดีแล้วจะไม่เหงาเลย ไม่มีใครคุยด้วย...เราก็นั่งหลับตา คุยกับพระในตัวก็ได้ ดวงแก้วก็ได้ ถ้ายังไม่เห็น...ก็คุยกับความมืดภายใน ฟังเสียงในใจเงียบๆ ที่อยู่ในความมืด หรือมีเสียง “สัมมาอะระหัง” ภายในใจ แค่นี้ก็ไม่เหงาแล้ว ๑๔ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ ไม่มีใครคุยด้วย ก็คุยกับตัวเอง ด้วยคำว่า “สัมมา อะระหัง” รักธรรมะเอาไว้ให้มากๆ ธรรมะนี่แหละจะช่วยเราได้ทุกสิ่ง ช่วยได้ทั้งในปัจจุบัน ช่วยทั้งตอนกำลังจะละโลก ช่วยทั้งตอนที่มีชีวิตใหม่หลังจากตายแล้ว รวมไปถึงภพชาติถัดๆ ไป ๒๒ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๕ 6. วิธีการปฏิบัติธรรม นั่งหลับตาทำสมาธิ อย่าไปตั้งใจมาก และอย่าไม่ตั้งใจเลย ตรงนี้สำคัญนะ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๔ เราต้องช่วยกันสร้างสิ่งแวดล้อมให้เป็นสัปปายะ เกื้อกูลต่อการเข้าถึงธรรมยกชั้น คือ บรรยากาศต้องสบายๆ ยิ้มแย้มแจ่มใส มีความรัก ความสามัคคี เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน อย่างนี้จะช่วยให้เราเข้าถึงธรรมได้ง่าย เพราะเวลาเรามานั่งธรรมะ จะได้ไม่เสียเวลาไปนั่งฟุ้งขุ่นมัวอะไรอยู่ในใจ ๒๒ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๔ ไม่ลุ้น ไม่เร่ง ไม่เพ่ง ไม่จ้อง ไม่เน้นภาพ ไม่เค้นภาพ เพื่อที่จะให้ชัดดังใจเรา มีให้ดูแค่ไหนให้พึงพอใจแค่นั้นไปก่อน ให้ดูอย่างสบายๆ ธรรมดาๆ เหมือนเราดูต้นหมากรากไม้ ภูเขาเลากา หรือดูทิวทัศน์อย่างนั้น ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๔ ดวงแก้ว องค์พระ มีอยู่ในตัวแล้ว แต่เราไม่เห็น เพราะใจเราไม่นิ่ง แต่พอนิ่ง...เป็นเห็น ๑ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๔ บทเรียนแรก ชะลอใจ ธรรมดาเราจะไปเบรกรถอย่างกะทันหันคงไม่ได้ ต้องค่อยๆ ชะลอรถ จนกระทั่งรถจอดสนิท การจะไปบังคับใจให้มันหยุดคิดเลยก็ไม่ได้ ต้องให้ใจสมัครใจที่จะหยุดนิ่ง ก็คือต้องค่อยๆ ชะลอความคิดนั้น อย่างนิ่งๆ นุ่มๆ เบาๆ ผ่อนคลาย หยุดนิ่ง จนกระทั่งดวงเกิด ๕ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๔ บทเรียนที่สอง ดูไปด้วยใจสบาย มีอะไรให้ดู ก็ดูไป อะไรก็ได้ ...whatever แล้วเมื่อไรจะได้สิ่งที่อยากดู เมื่อไรก็ได้ ...whenever แล้วอย่างไรถึงจะได้สิ่งที่ชอบมาก อย่างไรก็ได้ ...however ๕ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๔ เวลาล้มตัวลงนอน อย่านอนเฉยๆ ให้มองดูองค์พระของเราเรื่อยไป หมั่นหยุดนิ่งอยู่ในกลางท่าน ท่านจะขยายครอบคลุมตัวเราไปเลย เราก็จะได้หลับอยู่ในกลางองค์พระ อย่างมีความสุข ๗ เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๕ ๑๖๒ เมื่อตื่นขึ้นมาต้องตื่นอยู่ในกลางองค์พระ ให้เห็นพระชัดใสแจ่มทีเดียว พอลุกขึ้น ล้างหน้า แปรงฟัน ใจก็ยังอยู่ตรงกลางนั้น ฝึกไว้เรื่อยๆ อาบน้ำอาบท่า ขับถ่าย ก็อยู่ตรงกลางองค์พระ กระทั่งถึงเวลารับประทานอาหาร หรือจะเดินทางมาที่ทำงาน ก็ยังตรึกยังนึกไปเรื่อยๆ จนเป็นอัตโนมัติ ๗ เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๕ จะนึกคำว่า “พระ” ก็ได้ แม้ไม่เห็นพระ จะนึกคำว่า “ดวง” ก็ได้ แม้ไม่เห็นดวง หรือจะนึกคำว่า “บุญ” ก็ได้ แม้ไม่เห็นอะไร ๑๔ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๕ ในฐานะเราเป็นมนุษย์ ความมืด ความเมื่อย ความฟุ้ง ความง่วง ความท้อ เบื่อบ้าง สิ่งต่างๆ เหล่านี้ มันมีเกิดขึ้นเป็นครั้งคราว นั่นก็ถือว่าเป็นเรื่องปกติธรรมดา แต่ว่าเบื่อเพียงไรก็ตาม อย่าเลิกนั่ง ฝึกไปเรื่อยๆ ปรับใจไป หมั่นสังเกตว่า เราวางใจขนาดไหน มันพอดี ไม่ตึงไป ไม่หย่อนไป รู้สึกว่าอยู่อย่างนี้พึงพอใจ นั่นใช้ได้แล้ว รักษาความพึงพอใจนั้นให้ต่อเนื่องไปเรื่อยๆ ๑๑ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ วันนี้เราพึงพอใจได้ ๕ นาที วันพรุ่งนี้ฝึกใหม่ ฝึกไปเรื่อยๆ แม้วันพรุ่งนี้จะดีไม่เท่าวันนี้...ก็ช่าง หรือดียิ่งกว่าวันนี้...ก็ช่าง คือเฉยๆ ฝึกไปเรื่อยๆ จะล้มลุกคลุกคลานอย่างไร เราก็ฝึกไป นี่เป็นทางมาแห่งบารมีของเรา ๑๑ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ ให้พยายามทำความเพียรไปเรื่อยๆ รักที่จะทำ ทำทุกวัน ทำทั้งวัน ควบคู่กับภารกิจ และหมั่นสังเกตว่า เราตั้งใจมากเกินไปไหม หรือทำความเพียรย่อหย่อน ไม่ปะติดปะต่อ ไม่ต่อเนื่อง ทำๆ หยุดๆ ทั้งสังเกตดู แล้วก็รีบแก้ไขปรับปรุง ประเมินผลการปฏิบัติธรรมทุกวัน อย่างนี้มันก็จะก้าวหน้า ๑๐ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๕ ใครยังทำความเพียรไม่สม่ำเสมอ...ฟิต ฝ่อ ฟู คือ พอเริ่มต้นเข้าพรรษาก็ฟิต กลางๆ ก็ฝ่อ พอเชียร์หน่อยก็ฟู พอใจฟูขึ้นมา ก็ลุยกันทีหนึ่ง มันต้องฟิต ฟิต ฟิต ต้องเอาจริงเอาจัง แล้วก็มาดูว่า ทำถูกหลักวิชชาไหม ตรงนี้สำคัญนะ ๒๓ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๖ หลักวิชชาคือ “หยุดเป็นตัวสำเร็จ” หมายถึง จะเข้าถึงพระธรรมกายภายในได้นั้น ใจต้องหยุด ถ้าใจไม่หยุดจะเข้าถึงไม่ได้เลย ต้องหยุดคิด หยุดพูด หยุดทำอะไรทั้งสิ้นเลย เหมือนไม่ได้ทำอะไร แค่นิ่งๆ เฉยๆ สบายๆ เท่านั้น เดี๋ยวเราก็จะเข้าถึงสิ่งที่มีอยู่ในตัวของเรา ซึ่งเป็นแผนผังของชีวิต ๒๓ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๖ ต้อง “หยุด” อย่างเดียวเท่านั้น ไม่หยุดไม่ถึงพระ...หยุดจึงเป็นตัวสำเร็จ หยุดตรงนั้น หยุดในระดับที่ปลอดความคิด และมีความโปร่งโล่งเบาสบาย ณ ตรงนั้นใจจะสบายๆ ไม่มีความคิด ไม่มีจินตนาการ ๒๓ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๖ หยุดตอนไหน ถึงตอนนั้น เป็นอกาลิโก ไม่กำหนดกาลเวลา ๒๒ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ ถ้าอยากหยุด ต้องหยุดอยาก ถ้าอยากหยุดใจได้ เราต้องหยุดอยาก หยุดความอยากได้ อยากมี อยากเป็น หยุดอย่างเดียวจึงจะเข้าถึงได้ ๑๘ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ ถ้าใจยังไม่เป็นระเบียบ มันหยุดยาก ๙ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ เราจะทำมาหากินอะไรก็ทำไปเถอะ มีเวลาสัก ๑ หรือ ๒ นาที ก็นึกภาพองค์พระกลางดวงแก้ว* นึกเล่นๆ เพลินๆ ให้ใจมันคุ้นกับการนึก จะทำให้ใจเราไปเชื่อมโยงกับอานุภาพ อันไม่มีประมาณของพระรัตนตรัย ด้วยอานุภาพนี้จะทำให้เรา สมหวังดังใจในทุกสิ่งที่เป็นกุศลธรรม ในธุรกิจการงานที่เป็นสัมมาอาชีวะ ในชีวิตครอบครัว ในการแสวงหาความสุขที่แท้จริงก็จะสมหวัง ๒ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ *ฝึกมองแบบ top view คือ มองจากเศียรลงไป เหมือนพระท่านนั่ง ในกลางท้อง หันหน้าไปทางเดียวกับเราตามภาพ ภาพองค์พระกลางดวงแก้วเป็นภาพที่สำคัญ ต้องจำนะ และนำติดตัวไว้ให้ดี เอาใบเล็กๆ ใส่กระเป๋าไว้ ใบใหญ่ติดไว้ข้างฝาตรงไหนสักแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นที่รวมประชุมของคนในครอบครัว จะได้ดูองค์พระ ใจจะได้ใส สะอาด บริสุทธิ์ เป็นทางมาแห่งความสุข และความสำเร็จในชีวิตของทุกคน ๒ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ ทิ้งทุกอย่าง วางทุกสิ่ง นิ่งอย่างเดียว เดี๋ยวก็ได้ ง่ายนิดเดียว ๑ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๒ เราจะนึกภาพองค์พระหรือดวงแก้วก็ได้ แต่ต้องนึกให้เป็น ไม่ใช่ไปเค้นภาพ หรือไปบีบ ไปเค้น ไปเพ่ง ไปจ้อง อย่างนั้นปวดหัว ไม่ถูกหลักวิชชา ให้นึกธรรมดาๆ นึกง่ายๆ เหมือนเรานึกถึงดอกกุหลาบ ดอกบัว ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ดวงดาว ถ้าเรานึกเป็นจะไม่ปวดหัวเลย ให้นึกธรรมดาๆ นึกง่ายๆ อย่างนี้ ๒๓ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๖ วิธีแสวงหาทรัพย์ทางโลกกับทางธรรม ...กลับตาลปัตรกัน... วิธีแสวงหาทรัพย์ทางโลกต้องเคลื่อนไหว แต่วิธีการหาอริยทรัพย์หรือทรัพย์ภายใน ต้องนิ่ง ต้องไม่เคลื่อนไหว ไม่คิด ไม่พูด ไม่ต้องทำอะไรทั้งสิ้น แค่หยุดนิ่งเฉยๆ จึงจะเข้าถึงอริยทรัพย์ภายใน ซึ่งเป็นเครื่องปลื้มใจของพระอริยเจ้า ๒๖ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๖ หลักวิชชาในการเข้าถึงพระธรรมกายในตัว ที่จริงก็ไม่มีอะไรมาก ง่ายกว่าเรียนทางโลกเสียอีก ไม่ต้องท่อง ไม่ต้องอ่าน ไม่ต้องนึก ไม่ต้องคิด ไม่ต้องทำอะไรทั้งสิ้นเลย แค่ทำใจหยุดใจนิ่งที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ อย่างนี้...แค่นี้...เท่านั้น ไม่ต้องทำอะไรที่นอกเหนือจากนี้ เดี๋ยวก็ถูกส่วนเอง ๓๐ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๖ ๔ ส. สติ สบาย สม่ำเสมอ สังเกต ให้มีสติ คือ เอาใจมาอยู่กับตัวของเรา มาหยุดมานิ่งภายในอย่างสบายๆ ให้ต่อเนื่อง ทั้งวันทั้งคืน เหมือนเป็นผู้มีราตรีเดียว ทำอย่าง สม่ำเสมอทั้งวันทั้งคืนเลย แล้วก็สังเกตว่า เราทำถูกหลักวิชชาไหม ตั้งใจมากเกินไปไหม อยากได้มากเกินไปไหม ระวังหรือเกร็งเกินไปไหม หรือเราไปต่อสู้กับความฟุ้งหรือเปล่า ให้สังเกต เดี๋ยวเราจะพบเหตุแห่งความบกพร่องและ ช่องทางแห่งความสำเร็จ ๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ ถ้าจะนั่งให้ได้ดีและเร็ว ต้องหมั่นสั่งสมอารมณ์ดี อารมณ์ที่เป็นกุศลธรรมที่เป็นบุญ เป็น ความดีเอาไว้เยอะๆ ซึ่งจะมีผลในตอนปฏิบัติ ธรรม จะได้มีอารมณ์เดียว ที่ไม่หงุดหงิด งุ่นง่าน ฟุ้งซ่าน รำคาญใจ ไม่ขัดเคือง ขุ่นมัว คนโน้น คนนี้ สิ่งนั้นสิ่งนี้ก็ไม่มี มันขึ้นอยู่กับตรงนี้แหละ ต้องสั่งสมนะ ๒ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ หมั่นนึกทบทวนถึงบุญเก่าๆ ที่เราได้กระทำผ่านมา... นึกแล้วใจจะได้ชุ่มชื่น อย่าไปนึกถึงสิ่งที่ทำให้ใจเราขุ่นมัวหรือแหนงใจ ไม่ว่าคน สัตว์ สิ่งของ ที่ทำให้ขุ่นมัว หรือการกระทำด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจ ที่นึกแล้วมันแหนงใจ นึกแล้วไม่สบาย ...ก็อย่าไปนึก ให้นึกถึงแต่สิ่งที่ทำให้เราสบายใจ ใจใส ใจสะอาด ใจดี อย่างนี้เรียกว่า สั่งสมอารมณ์ดี ๒ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ ถ้าเราทำเฉยได้ เราจะอารมณ์ดีทั้งวันเลย ใครด่า ใครว่า ก็เฉย ใครชม ก็เฉย อะไรๆ มา ก็เฉย ถ้าทำอย่างนี้ได้ อารมณ์จะดีทั้งวัน ไม่เชื่อลองเฉยๆ ดูนะ ๒ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ ต้องมีฉันทะ รักที่จะเข้าถึงธรรม รักที่จะมีที่พึ่งที่ระลึกที่แท้จริงภายใน รักที่จะมีความสุข ความบริสุทธิ์ รักที่จะศึกษาเรื่องราวความเป็นจริงของชีวิต รักที่จะศึกษาคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ลุ่มลึกไปตามลำดับ หากมีใจรัก มีฉันทะ เราจะทำด้วยความสนุก บุญบันเทิง เบิกบาน ร่าเริงใจ ไม่ช้าจะทำกันได้ทุกคน ๕ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๒ เรามีสิทธิ์ที่จะเข้าถึงองค์พระ เห็นองค์พระได้ทุกวัน วันหนึ่งมีสิทธิ์จะเข้าถึงได้หลายครั้ง ครั้งไหนที่เรานึกถึงพระ เรามีสิทธิ์เห็นพระ เรามีสิทธิ์ทุกครั้ง...ที่เรานึกถึง ๒๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ นั่งไปเรื่อยๆ เดี๋ยวก็เห็นเอง เพราะพระรัตนตรัยมีอยู่แล้วในตัว หลักวิชชาก็มีอยู่แล้ว เหลือแต่ว่าเราจะขวนขวายแค่ไหน ขยันหรือขี้เกียจ ถ้าขยันก็ถึงได้เร็วหน่อย ถ้าขี้เกียจก็ถึงช้า บางทีช้าข้ามภพข้ามชาติกันทีเดียว ๑๙ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ ถ้านึกได้...ก็เห็นได้ เห็นไม่ได้...เพราะเราไม่ได้นึก ถ้าเราได้กินข้าวก็อิ่มได้ ถ้าเราไม่ได้กินก็ไม่อิ่ม ก็ง่ายๆ แค่นั้น แต่เราก็นึกกันไม่ค่อยถึง แต่ชัดหรือไม่ชัดนั่นอีกเรื่องหนึ่ง ขึ้นอยู่กับว่าใจเราละเอียดแค่ไหน ถ้าใจเราหยาบภาพก็จะไม่ค่อยชัด ใจละเอียดมันก็ชัดขึ้น ๒๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ เห็นองค์พระแล้ว ไม่ว่าจะเห็นแบบไหนก็อย่าทิ้ง บางคนพอเห็นว่า ไม่ใช่พระธรรมกาย ไม่ใช่ อย่างนี้ไม่เอา อย่าคิดอย่างนั้นนะ เห็นพระ ได้ก็บุญเหลือหลายแล้ว แม้ยังเข้าไม่ถึง พระธรรมกาย เห็นองค์พระอ้วนๆ ท้วมๆ แค่นั้น ก็ปิดประตูอบายแล้ว เพราะใจผ่องใส แสดง ว่าจิตต้องเลื่อมใสในพระรัตนตรัยพอสมควร ภาพอย่างนี้จึงเกิดขึ้นได้ ๑ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๖ การที่เห็นองค์พระได้ แสดงว่าใจต้องหยุดในระดับหนึ่งแล้ว แม้จะยังไม่สมบูรณ์ แต่ว่า ณ จุดตรงนั้น ถ้าทำความเพียรกันต่อไป ไม่ช้าก็จะเข้าถึง พระธรรมกายในตัวได้ ๑ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๖ หมั่นเช็ดถูพระในตัวบ้าง เช็ดถูด้วยใจ หยุดนิ่งๆ ชำเลืองดูเรื่อยๆ นั่นแหละเนื้อนาบุญ...ที่สำคัญที่สุด ๑๗ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๕ นึกบ่อยๆ...ก็นึกได้ นึกได้บ่อยๆ...ก็เห็นได้ เห็นได้บ่อยๆ...ก็เข้าถึงได้ เข้าถึงได้บ่อยๆ...ก็ศึกษาได้ มันมีขั้นตอนอย่างนี้ เขาทำกันได้เยอะแยะ เราเป็นคนเช่นเดียวกับเขา ถ้ามีความเพียรไม่น้อยหน้าเขา เราก็ต้องทำได้ ๙ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ ๗ วัน ๗ เดือน ๗ ปี ถ้าเราอยากเห็นธรรมะเร็ว ก็ต้องเอาใจไว้ที่กลางกายเรื่อยๆ บ่อยๆ ถ้าอยากจะเห็นภายใน ๗ วัน ก็ต้องว่ากันทั้ง ๗ วัน อยากเห็นภายใน ๗ เดือน ก็ค่อยๆ หย่อนลงไปเรื่อยๆ อยากเห็นภายใน ๗ ปี ก็ยืดไปอีก อยากเห็นตอนก่อนตาย...นานๆ ก็ทำสักทีหนึ่ง ๒๒ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ ถ้าเรานึกถึงเรื่องละเอียด ใจก็จะละเอียดตามไปด้วย ถ้าเราพูดเรื่องละเอียด ใจก็จะละเอียดตามไปด้วย ๙ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ เวลานั่งธรรมะ...อย่าตั้งใจมากจนเกินไป ไม่ต้องไปเสียดายประสบการณ์ที่เราเคยนั่งแล้วดี เพราะจะทำให้เราไปเร่งอย่างผิดวิธี เราต้องฝึกปล่อยวาง เพื่อให้ใจได้รับความสุขบ้าง ไม่อย่างนั้น...ใจของเราก็จะไม่มีความสุข ๑๗ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๖ ถ้าช่วงไหนเรานั่งดี ก็อย่าดีใจจนเกินไป ให้รักษาใจให้พอดีอย่างถูกหลักวิชชา แต่ถ้าไม่ได้ดั่งใจเรา ไม่เห็นประสบการณ์ภายใน ก็อย่าหงุดหงิด ให้ทำเฉยๆ อย่างสบายๆ ให้ใช้ ๒ คำคือ “ช่างมัน” Let it be ปล่อยให้มันเป็นไป ๑๗ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๖ “ทางสายกลาง” จะต้องไม่โต่งไปข้างใดข้างหนึ่ง ไม่ซ้าย ไม่ขวา มันต้องพอดี...พอดี เราจะเอาชนะมันตรงนี้แหละ ถ้าไม่โต่ง...เราจะเข้าไปสู่ภายในได้ แต่มันจะคอยดึงใจเราให้โต่งไปข้างใดข้างหนึ่ง เราจึงจำเป็นต้องปล่อยวาง เพื่อเปิดช่องให้ใจได้รับความสุขบ้าง เราถึงจะเข้ากลางได้ ๑๗ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๖ ทั้งวันให้ทำความรู้สึกว่า พระอยู่ในเรา เราอยู่ในพระ เราเป็นพระ พระเป็นเรา ๑๗ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๕ ทุกครั้งที่เรานึกถึงพระ ใจเราจะสูงขึ้น ประณีตขึ้น ถูกกลั่นให้บริสุทธิ์เพิ่มขึ้น ๔ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ ทำใจให้เหมือนเด็กๆ แล้วจะได้ง่ายๆ อย่างเด็กๆ ทำไมเด็กได้ง่าย เพราะเด็กใจอยู่กับเนื้อกับตัว ผู้ใหญ่ทำไมได้ยาก เพราะผู้ใหญ่ใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ๑๗ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ ถ้ารักที่จะเข้าถึงธรรมกันจริงๆ ใจต้องปล่อยวาง ถ้าปล่อยวางได้วินาทีนี้ ...ก็จะได้วินาทีนี้ ๒๓ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๖ 7. ให้กำลังใจ พวกเราเป็นผู้มีบุญมาก บุญเก่าเรามีเพียงพอ เหลือแต่ปัจจุบันนี้ จะต้องประกอบความเพียรให้เต็มที่เต็มกำลัง และต้องทำให้ถูกหลักวิชชาด้วย จึงจะได้ผล ได้เข้าถึงประสบการณ์ภายใน ...จำตรงนี้ให้ดี... ๑๔ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๔ แม้ความรู้สึกของเราว่า ไม่เห็นจะก้าวหน้าอะไร ไม่เห็นมีอะไรใหม่ แม้เราจะรู้สึกอย่างนี้ก็ตาม... แต่ความละเอียดจะถูกสั่งสมเอาไว้ในใจ บุญเกิดขึ้นทุกครั้งที่เราลงมือปฏิบัติ โดยที่เราไม่รู้ตัว กายวาจาใจของเราจะถูกกลั่น ให้สะอาดแล้วสะอาดเล่า บริสุทธิ์แล้วบริสุทธิ์เล่าเพิ่มขึ้นทุกวัน ๑๑ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ เรามีเวลาไม่มากที่จะอยู่ในโลกนี้ ให้ใช้วันเวลาที่เหลืออยู่น้อยนิดนี้ สร้างบารมีกันให้เต็มที่ ให้ชีวิตมีคุณค่าด้วยการประพฤติปฏิบัติธรรม ฝึกฝนอบรมใจของเราให้หยุดนิ่ง ให้เข้าถึงพระธรรมกายในตัวให้ได้กันทุกคน ๒๘ เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๕ อย่าท้อถอยนะ เราได้ลงทุนปฏิบัติธรรมมาในระดับหนึ่งแล้ว ก็ต้องเดินทางกันต่อไป อย่าให้ผังแห่งความไม่สำเร็จ หรือทำอะไรครึ่งๆ กลางๆ ไม่ตลอดรอดฝั่ง อย่าให้ผังนี้ติดไปข้ามภพข้ามชาติ ต้องเอาผังที่ว่า… เราพยายามทำความเพียรอย่างเต็มที่ ถูกหลักวิชชา ส่วนผลที่ได้มันได้แค่ไหน...ก็แค่นั้น ๑๐ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๕ ๒๐๖ อะไรจะมาสู้ความเพียร ขยันทำกันไปเรื่อยๆ แต่ต้องขยันให้ถูกหลักวิชชา สิ่งที่ยากก็ง่าย สิ่งที่เราคิดว่าเป็นไปไม่ได้ มันก็จะเป็นไปได้ มืดก็จะสว่าง ทุกข์ก็จะมาเป็นสุข จากผู้ไม่รู้ก็จะมาเป็นผู้รู้ เพราะฉะนั้นขึ้นอยู่กับ ความเพียรพยายามของเรา ๒๔ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๖ พระเดชพระคุณหลวงปู่ฯ* ท่านพูดเสมอว่า “ของจริงคู่กับคนจริง” จริงแค่ไหน ก็ต้องแค่ชีวิตซิ เนื้อเลือดจะแห้งเหือดหายไป เหลือแต่กระดูกหนังช่างมัน ไม่ได้ตายเถอะ ต้องจริงนะลูกนะ ๒๔ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๖ หยุดกับนิ่ง... ขึ้นอยู่กับความขยันหรือขี้เกียจ ขึ้นอยู่กับความสมัครใจของเรา ถ้าเราเต็มใจ สมัครใจอยากจะเข้าถึงก็ถึง ถ้าไม่สมัครใจที่จะเข้าถึงก็ไม่ถึง แล้วแต่เราจะปรารถนาอย่างไรก็ไขว่คว้าเอา ชีวิตเราเราก็ต้องดีไซน์ของเราเอง ๒๒ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ มีอิริยาบถหนึ่งที่พญามารกลัวนัก คือ อิริยาบถนั่งสมาธิ เพราะกลัวคนใจหยุด คนใจหยุดนี่พญามารกลัวมากๆ ๒๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ แม้พระธรรมกายจะมีอยู่ในตัวทุกคน แต่ถ้ายังเข้าไม่ถึงมีก็เหมือนไม่มี เหมือนน้ำใต้ดิน เรารู้ว่ามีน้ำใต้ดิน แต่ถ้า ไม่เจาะไม่ขุดไปให้ถึง ก็ไม่ได้น้ำมาดื่มมาใช้ พระธรรมกายในตัวก็เช่นเดียวกัน แม้มีอยู่แต่ ถ้าหากยังเข้าไปไม่ถึงก็เอามาใช้ไม่ได้ ดังนั้นการ เข้าถึงพระธรรมกาย จึงเรียกว่าเป็นบุคคลพิเศษ ที่มีรหัสผ่านพิเศษไปสู่วงบุญพิเศษได้ หากตั้ง ความปรารถนาที่จะไป ๑ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ วันนี้มืด แต่พรุ่งนี้ไม่แน่ “แม้มืดตื้อมืดมิด ก็มีสิทธิ์เข้าถึงธรรม” นี่ไม่ใช่คำขวัญหรูๆ แต่ว่าทุกคนสามารถเข้าถึงได้ ถ้าทำกันจริงๆ จังๆ ๑ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ ถ้าเราลงมือปฏิบัติธรรมกันจริงๆ ที่จะไม่ได้ผลเลยเป็นไม่มี มีแต่ดีมาก...ดีน้อย ซึ่งก็จะค่อยๆ ดีเพิ่มขึ้นทุกวัน ถ้าดีน้อย...เราก็ทำให้ดีมาก ถ้าดีมาก...เราก็ให้มากเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ ๑๘ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๖ ใจยิ่งใส ใจก็ยิ่งสูง ใจยิ่งสูงก็ยิ่งใกล้พระนิพพาน ยิ่งใกล้ที่สุดแห่งธรรมเข้าไปเรื่อยๆ เราก็จะต้องทำใจให้ใสๆ ๓๑ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๔๖ ที่ว่า “นั่งไม่เห็น” ไม่ใช่เพราะบุญน้อย แต่จริงๆ คือ “นั่งน้อย” ๒๙ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ ชาตินี้เราต้องปฏิบัติธรรม ให้เข้าถึงพระธรรมกายให้ได้ ถ้าไม่ถึง...ชีวิตยังไม่ปลอดภัย แม้นมีชีวิตอยู่ก็เหมือนตายแล้ว เพราะไม่ได้พบสิ่งที่ประเสริฐ สิ่งที่เลิศ สำหรับการเกิดมาเป็นมนุษย์ในชาติหนึ่ง เท่ากับเสียไปชาติหนึ่งเลย เพราะฉะนั้น...อย่าเพิ่งรีบตาย ถ้ายังไม่ได้เข้าถึงพระธรรมกาย ๑ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๖ คำว่า “ไม่ว่าง” “ไม่มีเวลา” อย่านำมาใช้สำหรับปิดโอกาสตัวเอง ในการแสวงหาความดี บุญกุศล หรือพระรัตนตรัยในตัว ๑ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๖ ชีวิต ๒๐๐ เปอร์เซ็นต์ ผู้ประสบความสำเร็จในชีวิต เขาวัดกัน ๒ ระดับ ระดับแรก คือ มีโลกียทรัพย์หรือทรัพย์ ภายนอก ประสบความสำเร็จในชีวิต ในธุรกิจการ งาน ถึงพร้อมด้วยลาภ ยศ สรรเสริญ อย่างนี้ ถือว่าประสบความสำเร็จในชีวิตระดับหนึ่ง แต่ถ้าในระดับของผู้รู้ จะต้องมีอีกชั้น คือ ได้ อริยทรัพย์ภายในด้วย คือมีพระธรรมกายปรากฏ ที่ศูนย์กลางกาย หรืออย่างน้อยก็ได้ดวงธรรม ใสๆ ต้องครบ ๒ ชั้น อย่างนี้จึงจะเรียกว่า ประสบ ความสำเร็จในชีวิตที่สมบูรณ์ ๒๐๐ เปอร์เซ็นต์ ๔ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๖ วันที่ดีที่สุดในชีวิต คือวันที่เราบรรลุพระธรรมกาย ไม่ใช่วันที่ได้เป็นอธิบดี เป็นรัฐมนตรี เป็น ประธานาธิบดี หรือเป็นมหาเศรษฐีของโลก นั่นยังไม่ถือว่าเป็นวันที่ดีที่สุด แค่เป็นวันดีวัน หนึ่งในชีวิต ซึ่งมันก็ไม่ได้อะไรสักเท่าไร เพราะ ตำแหน่งมันตัน แต่การบรรลุพระธรรมกาย ภายในจะทำให้เราได้เข้าถึงความสุขที่แท้จริง เราจะได้ศึกษาเรื่องราวความเป็นจริงของชีวิต หรือคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่มีบันทึก ไว้ในพระไตรปิฎก ๖ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ “เมื่อเราสว่าง โลกก็สว่างด้วย” ไม่ใช่ตั้งขึ้นมาให้หรูๆ ดูดี แต่ตั้งขึ้นมาเพื่อกระตุ้นจิตสำนึกของเราว่า มีภารกิจอันยิ่งใหญ่รอคอยเราอยู่ ภารกิจนั้นจะสำเร็จได้ขึ้นอยู่กับเรา เพราะฉะนั้นเราจะต้อง เข้าถึงพระรัตนตรัยในตัวให้ได้ ๕ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๖ ไม่ว่าเราจะไปเกิดในครอบครัว ที่มีความเชื่อแตกต่างจากชาวพุทธก็ตาม หรือจะปฏิเสธพระแค่ไหน เจอพระพุทธรูปก็ทุบบ้าง ทำลายบ้าง ไม่อยากเห็นบ้าง หรือให้เอาออกจากห้องบ้าง แม้จะปฏิเสธพระแค่ไหน... ก็ยังมีพระรัตนตรัยอยู่ในตัว ๖ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๖ ถ้าเราจัดสรรเวลา เราจะพบว่า เรามีเวลาเหลือเฟือ สำหรับการปฏิบัติธรรม ตัดการคุยโทรศัพท์ที่ไร้สาระ เวลาดูหนัง ดูทีวี เวลาเที่ยวเตร่สนุกสนานเพลิดเพลิน หรือเวลาที่อ่านหนังสือไร้สาระ อย่างนี้เป็นต้น แล้วเอาเวลาที่จะสูญเสียไปอย่างนั้น เอามานั่งธรรมะ กำไรชีวิตจึงจะเกิดขึ้น ๑๙ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ ให้ใช้เวลาสำหรับการปฏิบัติธรรม อย่าไปดูทีวี ดูละคร เราก็ดูกันมาหลายสิบปีแล้ว ก็มีแค่พระเอก นางเอก ผู้ร้าย ผลัดกันแพ้ ผลัดกันชนะ บางทีก็แฮปปี้เอ็นดิ้งบ้าง บางทีก็ไม่แฮปปี้ มันก็มีอยู่แค่นี้ ดูละครภายในดีกว่า จะเป็นละครที่เป็นเรื่องจริงของตัวเรา ไม่ต้องไปดูใครเลย ดูตัวเราให้ได้ แล้วเดี๋ยวอย่างอื่นก็เรื่องเล็ก ๑๖ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๖ ความตายไม่มีนิมิตหมาย ควรรีบขวนขวาย ในการปฏิบัติธรรมกันให้เต็มที่ ๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๖ หลวงพ่อรู้สึกเสียดาย... ชีวิตชาวโลกที่เกิดมาแล้วไม่ได้ปฏิบัติธรรม ไม่ได้เข้าถึงประสบการณ์ภายใน เพราะฉะนั้น...ชีวิตจึงไม่เคยสมปรารถนาเลย เกิดมาแล้วก็ตายฟรี อย่าเพิ่งรีบตาย ถ้ายังไม่ได้ธรรมกาย ๑ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๖ การบรรลุธรรมช้า หรือบรรลุธรรมเร็ว บรรลุธรรมยาก หรือบรรลุธรรมง่าย ก็ขึ้นอยู่กับการสั่งสมบารมีมา ถ้าสั่งสมบารมีมามาก...ก็ง่าย ถ้าน้อย...ก็ต้องมีความเพียรหน่อย เพราะฉะนั้นต้องสั่งสมบารมีกันให้เยอะๆ ๑๒ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๖ พระนิพพานอยู่ในตัว เราเกิดมาเพื่อทำพระนิพพานให้แจ้ง พระนิพพานจะแจ้งได้ก็ต้องด้วยพระธรรมกาย จะเอาไฟฉาย เอาสปอร์ตไลท์ ไปส่องแค่ไหน ก็ไม่แจ้ง เพราะพระนิพพานอยู่ภายในตัว จะแจ่มแจ้งได้ จะเห็นได้ ด้วยธรรมจักษุของพระธรรมกายเท่านั้น ๑๓ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๖ การเข้าถึงพระธรรมกาย คือการเข้าถึงความพอดี เราจะรู้จักความพอดี ต่อเมื่อเข้าถึงพระธรรมกาย พอไปถึงตรงนั้นแล้ว มันรู้สึกพอ ไม่ต้องการอะไรที่มากไปกว่านี้ อยากจะศึกษาวิชชาธรรมกาย ไม่ปรารถนาสิ่งที่มนุษย์เขาปรารถนากัน คือ ลาภ ยศ สรรเสริญ ทรัพย์สิน เงินทอง คล้ายๆ กับมันพ้นระดับนั้นไปแล้ว มันเลื่อนขั้นของชีวิตไปอีกระดับหนึ่งแล้ว ๑๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ การแสวงหาพระธรรมกายในตัว คือการแสวงหาความพอดี บางทีมีคำถามว่าแค่ไหนพอดี? ตอบยากเหมือนกันนะ แค่ไหนพอดี เพราะเราไม่รู้จัก “พอดี” มันอยู่ตรงไหน เมื่อไม่รู้จัก “ดี” มันก็เลยไม่รู้จัก “พอ” เมื่อมันไม่พอ มันก็พร่องไปเรื่อยๆ เพราะเจอแต่ที่มันไม่ดี ถ้าจะให้ดีก็ต้องรู้จักว่า “ดี” อยู่ตรงไหน แล้วก็ต้องวางใจให้ถูกดี แล้วก็ให้ถึงดี ถึงจะได้ดี เพราะว่าเข้าไปถึงความพอดี ๑๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ การแสวงหาพระธรรมกาย คือการแสวงหาจุดแห่งความสมดุลของชีวิต คือ ความพอดี เข้าถึงดีแล้วมันพอ รู้จักพอแล้ว มีความพึงพอใจ ชีวิตเต็มอิ่มเต็มเปี่ยม ไม่ทะลุเหมือนตุ่มก้นรั่วแล้ว พระธรรมกายในตัวนี่แหละ...คือความพอดี ๑๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ อย่าประมาท ให้ตั้งใจนั่งธรรมะให้ละเอียดขึ้นไปเรื่อยๆ วันเวลามันผ่านไปเร็ว อะไรที่จะประเสริฐกว่าธรรมะ ไม่มีอีกแล้ว ๒๐ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๖ ธรรมะมีอยู่แล้วในตัว ในเมื่อคนอื่นเขาเข้าถึงได้ เราก็ต้องทำให้ได้ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๔ ถ้ารักตัวเองก็ต้องปฏิบัติธรรม ให้เข้าถึงพระธรรมกาย ๒ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ ถ้ารักตัวเองก็ต้องขยัน อย่าเกียจคร้านในการทำใจหยุดใจนิ่ง ถ้าปฏิบัติให้ถูกหลักวิชชา และมีความเพียร ต้องเข้าถึงกันทุกคน ที่ไม่เข้าถึงเพราะเกียจคร้าน หรือขยันทำแต่ไม่ถูกวิธี ๒๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๕ การเจริญภาวนาเป็นงานทางใจ ไม่ได้ไปแบกหามอะไร แค่ใจเราตรึกนึกถึงดวงใส องค์พระใสๆ ก็ได้ชื่อว่า เราได้ทำภาวนาแล้ว ๒๘ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๖ ทุกอิริยาบถ ทุกสถานที่ เราสามารถฝึกใจของเราได้ อย่าให้ความเกียจคร้าน ประมาท ชะล่าใจ หรือการทำมาหากิน ความเจ็บไข้ได้ป่วย ความ เหนื่อย ความเพลีย อย่าเอาเรื่องเหล่านี้มาเป็น ข้ออ้างขัดขวางการปฏิบัติธรรมเพื่อให้เข้าถึง พระรัตนตรัยในตัว ๒๘ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๖ การรู้จักให้อภัยตนเอง และให้อภัยผู้อื่น จะทำให้ใจเป็นสุข และสมาธิตั้งมั่นได้ง่าย ๑๓ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๖ ต้องรู้จักให้อภัยตนเอง และให้อภัยผู้อื่น ใจจะได้เป็นสุข จิตจะเกิดความเมตตา และใจเราก็จะบริสุทธิ์ เมื่อใจเราบริสุทธิ์ ใจจะเกลี้ยงๆ เป็นสมาธิได้อย่างง่ายๆ แต่ถ้าไม่รู้จักให้อภัย จิตจะไม่มีความสุขเลย คิดแต่จะมุ่งร้ายต่อผู้อื่น อย่างนี้ขาดทุน เพราะเราเกิดมาสร้างบุญ ต้องให้ได้บุญกันอย่างเต็มที่ ๑๓ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๖ อยากมีชีวิตอยู่ ต้องหายใจเอง อยากจะเห็น ต้องดูเอง อยากจะได้ยิน ต้องฟังเอง อยากจะรู้อะไรอร่อยหรือไม่อร่อย ก็ต้องกินเอง เพราะฉะนั้นไม่มีอะไรที่ไม่ต้องทำเองเลย มันต้องทำเองทั้งนั้น ทำเองก็คือ อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ การปฏิบัติธรรมก็เช่นเดียวกัน ต้องทำด้วยตัวเอง จึงจะบรรลุได้ ๑๔ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๔๖ วันเวลามันหมดไปเร็ว เดี๋ยวก็เที่ยงคืนแล้ว ลูกต้องขวนขวายตั้งใจนั่งธรรมะกันนะ ๑๒ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๖ ชีวิตที่ผิดพลาดมีทางแก้ไข ๑. อดีตที่ผิดพลาดลืมให้หมด ๒. บาปทุกชนิดไม่คิดทำเพิ่มขึ้นอีกเด็ดขาด ๓. หมั่นนึกถึงบุญที่ได้สั่งสมมาทั้งหมด ๔. บุญทุกบุญทำเพิ่มขึ้นให้เข้มข้นทับทวี ๕. หมั่นปฏิบัติธรรมให้เข้าถึงพระธรรมกาย ๑๒พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๕ ถ้าใจใส ใจสบาย ทำอะไรก็สำเร็จ ถ้าใจอยู่ฐานที่๗ ทำอะไรก็สำเร็จอย่างสบาย ๑ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๗