1. ศีลคุ้มครองโลก เราต้องตั้งใจรักษาศีลให้ดี เพราะศีลเป็นบ่อเกิดแห่งความดี เป็นบ่อเกิดแห่งสมาธิ ๑๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๖ ถ้าเรารักษาศีลตลอดไป ศีลจะเป็นเกราะ คุ้มครองภัยได้อย่างดี ๑๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๖ การรักษาศีล จะช่วยลดกิเลสลงไปได้ ทั้งโลภ โกรธ หลง ๘ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๖ การรักษาศีล จะต้องรักษาให้ได้ตลอด รักษาให้บริสุทธิ์ ไม่ให้ด่างพร้อย บุญกุศลจะเพิ่มพูนมากขึ้น จะทำให้ใจหยุดนิ่งได้ง่าย ธรรมะภายในก็จะก้าวหน้ายิ่งๆ ขึ้นไป กาย วาจา ใจของเราก็จะบริสุทธิ์ ๑๐ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๖ ถ้าทุกคนมีศีล ๕ ดิน อากาศ ฟ้า จะสดใส โลกกับสวรรค์จะใกล้กัน โลกจะเปลี่ยนแปลงไป ในทางที่ดีขึ้นอย่างอัศจรรย์ ๑๐ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๕ ศีลเป็นพื้นฐานของสมาธิ ๔ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๒ การรักษาศีล ๕ คือ การรักษาความเป็นปกติของใจ และอยู่ในฐานะเป็นผู้ให้ ให้ความปลอดภัยในชีวิต และทรัพย์สินของเพื่อนมนุษย์ ให้ความปลอดภัยในครอบครัว ให้เพื่อนมนุษย์ได้รับแต่ความจริง ให้ตัวของเรามีสติสัมปชัญญะ ซึ่งเป็นบ่อเกิดแห่งดวงปัญญา เมื่อใจเป็นปกติอย่างนี้แล้ว จะเป็นพื้นฐานการทำสมาธิ แค่หลับตาเบาๆ ผ่อนคลายสบาย ก็จะเข้าถึงความสุขภายในอย่างง่ายๆ ๔ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๒ ความสงบร่มเย็นที่ยั่งยืน เกิดขึ้นเมื่อทุกคนมีศีล ๒๖ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๖ ศีลสำหรับผู้ครองเรือน วันธรรมดา...ถือศีล ๕ วันพระ...ถือศีล ๘ ๓ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ ศีลธรรมจะเป็นเครื่อง ช่วยคุ้มครองโลก ให้ปลอดภัย ๔ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๑ เมื่อศีล ๕ ไม่มี สันติสุขหรือสันติภาพโลกที่แท้จริง ก็ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ ๓ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๖ เบียดเบียนสัตว์ จะทำให้อายุสั้น ทั้งในปัจจุบันและในอนาคต ๑๐ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๗ ตัดชีวิตเขา...ก็คือ...ตัดชีวิตเรา ต่อชีวิตเขา...ก็คือ...ต่อชีวิตเรา ๑๐ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๗ ยิงนกตกปลาเป็นอาจิณ ไม่ว่าจะเพื่อคลายเครียดก็ตาม ล้วนมีวิบากกรรมทั้งสิ้น เพราะไปเบียดเบียนสัตว์ กรรมนี้จะทำให้อายุสั้น ทั้งในปัจจุบันและในอนาคต ๑๐ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๗ แม้กระทำบาปเล็กๆ หลายๆ ครั้ง หลายๆ คราว เช่น บี้มดตบยุงเป็นอาจิณ พอมารวมกันก็เป็นบาปโตๆ เวลารวมส่งผล...ก็เอาเรื่องทีเดียว ๗ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๔ อะไรที่ทำแล้วใจหมอง...อย่าทำ บางทีเรานึกว่า ฆ่าสัตว์เพื่อมาทำเป็นอาหาร อย่างนี้ไม่บาป นั่นเขาเรียกว่า มั่วนิ่ม โมเมเอา แต่ตายแล้วรู้เลย มันไม่ใช่อย่างนั้น นั่นเราคิดเอาเอง ๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ ฆ่าตัวตาย...เป็นบาป ต้องไปฆ่าตัวตาย ซ้ำแล้วซ้ำอีก อีกหลายร้อยชาติ ๒๕ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ อะไรที่เป็นอบายมุข เราอย่าใช้จ่ายไปในทางนั้น มันเป็นทางเสื่อม ดูเบื้องต้น มันสนุกสนาน แต่ปลายทางไปอบาย ๑๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ อันตราย จะเป็นอันตราย กับผู้ที่ทำอันตราย ต่อผู้ที่ไม่เป็นอันตราย ๒๘ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๘ 2. คุณค่าการอยู่ร่วมกัน อยู่ด้วยกันต้องรักใคร่กลมเกลียว สมัครสมานสามัคคี เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ๓ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๓๙ การครองเรือนกับคู่ชีวิตของเรา ควรถนอมน้ำใจกันไว้ให้ดี เพราะเราจะมีชีวิตรักกันอยู่ในโลกนี้อีกไม่นาน เพียงแค่ไม่กี่สิบปีในโลกมนุษย์ เดี๋ยวก็พลัดพรากจากกันแล้ว จากไปแล้วก็จะได้มีความดีหลงเหลือเอาไว้ ให้ตามระลึกนึกถึงกัน จะได้ทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้ ๒๐ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ อยู่ด้วยกัน... ก็ต้องถ้อยทีถ้อยอาศัย ให้อภัย อย่าถือสากัน พยายามทำความเข้าใจ ในความคิดของอีกฝ่าย พยายามนึกถึงสิ่งดีๆ ความดี ความรัก ความน่ารักที่ทำให้เรารัก และความเกื้อกูลที่เคยมีให้กัน อย่าไปถือสา ให้ยิ้มแย้ม เยือกเย็น ยืดหยุ่น ยกย่องกัน ๒๕ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๔ สามีภรรยาอยู่ร่วมกัน ต้องรู้จัก...ยิ้มแย้ม...เยือกเย็น... ยืดหยุ่น...อะลุ่มอล่วย และยกย่องกันและกัน จึงจะอยู่ร่วมกันได้นาน ๑๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๖ ช่วยกันสร้างบรรยากาศที่ดีด้วยรอยยิ้ม พูดจาด้วยถ้อยคำที่ไพเราะ บรรยากาศดีๆ จะได้เกิดขึ้น ภายในครอบครัวของเรา เทวดาจะได้ลงรักษา และอนุโมทนาสาธุการ ๒๕ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ โกรธกันคนละเวลา เสน่หาเวลาเดียวกัน หรือ ดีที่สุด คือ อย่าโกรธกันเลย กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๖ ครอบครัวอยู่ได้ด้วยการแบ่งปัน แบ่งปันรอยยิ้ม แบ่งปันความรัก แบ่งปันสิ่งที่ดีให้แก่กัน เหมือนดวงตะวันที่แบ่งปันสีทอง ๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๗ การแบ่งปันสิ่งดีๆ ให้แก่กัน เป็นความรักที่ยิ่งใหญ่ ๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๗ การอยู่ร่วมกัน เป็นเรื่องที่สูงส่ง ที่เราจะต้องอยู่ร่วมกัน เพื่อสร้างบุญ สร้างบารมี แล้วก็ถ่ายทอดความดีสู่บุตรหลาน ๓๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๗ บิดามารดาได้ชื่อว่า เป็นพระอรหันต์ในบ้าน พระอรหันต์... เขาไม่ทะเลาะกันนะลูกนะ ลูกๆ จะได้ชื่นอกชื่นใจ มีกำลังใจเรียนหนังสือ เป็นคนเก่งและดี ต่อไปในอนาคต ๓๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๗ ต้องพูดจากันด้วยภาษาดอกไม้ ไม่ใช้ภาษาแจกันนะ ๓๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๓ “พลังบุรุษ” เขามีไว้ ปกป้องครอบครัว ไม่ใช่มีเอาไว้... ให้ไปลุยกันเอง ๓๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๗ “พลังบุรุษ” เอาไว้สำหรับ เป็นผู้นำครอบครัว ให้ไปถึงจุดหมายปลายทาง ให้รวยบุญ รวยบารมี รวยทรัพย์สินเงินทอง ต้องนำครอบครัวไปสู่ สิ่งที่ดีและสูงส่งยิ่งๆ ขึ้นไป “พลังสตรี” มีไว้สำหรับ ช่วยประคับประคองกันไป เป็นกัลยาณมิตรซึ่งกันและกัน ที่จะนำทั้งครอบครัว ไปสู่จุดหมายปลายทาง อย่างมีความสุขสันต์ ปลอดภัยและมีชัยชนะ อย่านำไปใช้ผิดประเภทกันนะ ...เรื่องนี้สำคัญ ๓๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๗ บุตรหลานทั้งหลายอย่าปล่อยให้ พ่อแม่ปู่ย่าตายายท่านเหงา แม้เราจะมีภารกิจมากแค่ไหนก็ตาม ก็ต้องจัดสรรเวลา บริหารเวลาให้เป็น แบ่งเวลาไปดูแลท่านบ้าง ส่วนผู้เฒ่าผู้แก่ก็อย่าน้อยใจลูกหลาน เพราะยุคนี้ต้องแข่งขันทำมาหากิน ก็จะไม่ค่อยมีเวลาว่างเท่าไร ต้องทำความเข้าใจลูกหลานด้วย มีเวลาว่าง ก็ทำใจให้ใสๆ นึกถึงบุญ นึกถึงความดีที่เราทำ แล้วก็ปฏิบัติธรรม ทำใจให้ใสๆ อยู่กับพระในตัวของเรา จะไม่เหงา แล้วอธิษฐานจิตให้บุญนี้... คุ้มครองให้ลูกหลานอยู่เย็นเป็นสุข ให้เจริญรุ่งเรือง ประสบความสำเร็จในชีวิต ในธุรกิจหน้าที่การงาน ๑๘ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ ผู้เฒ่าอยู่ที่บ้าน...ไม่ต้องกลัวเหงา เราปฏิบัติธรรม “สัมมาอะระหัง” ไป นึกถึงบุญ ให้ใจมันชุ่ม พอถึงตอนนั้นใครก็ช่วยเราไม่ได้ เราต้องช่วยตัวเอง เอาบุญนี้ติดตัวไปในช่วงศึกชิงภพ ปฏิบัติธรรมให้พบพระในตัวให้ใสๆ และเราไปด้วยตัวของเราเองเลย ๑๘ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ ประคองชีวิต ถนอมน้ำใจกันเอาไว้ เพราะเราจะอยู่ด้วยกัน อีกไม่กี่สิบปีในโลกใบนี้ ควรใช้ถ้อยคำ...ปิยวาจา ซึ่งมันมีให้ฟรีๆ นะ ...ไม่ต้องเสียเงิน ร่มเงาของญาติ ย่อมร่มเย็นกว่าเงาของต้นไม้ หรือร่มเงาของอาคารใดๆ ๒๒ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ เราต้องรักกันไว้ ในยามมีภัย ก็ต้องช่วยเหลือกัน ๒๔ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๙ ยิ้มบ่อยๆ ใจใสกันทั้งทีม ๑๕ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๘ หมั่นฝึกยิ้ม และหมั่นฝึกพูดปิยวาจา แม้ไม่ต้องทำอะไร แค่ส่งรอยยิ้มให้ แค่นี้ก็ชื่นใจ...มีกำลังใจแล้ว ๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๖ 3. บ้าน วัด โรงเรียน หลอมเยาวชนให้เก่งและดี เยาวชนต้องเก่งและดี ต้องควบคู่กันทั้งสองอย่าง อย่าเอาแต่ “เก่ง” เพียงอย่างเดียว แล้วไม่เอา “ดี” ใส่เข้าไปด้วย อย่างนี้จะทำให้สังคมเดือดร้อน เหมือนลูกระเบิดที่ไม่มีสลักนิรภัย มีโอกาสระเบิดได้ตลอดเวลา ซึ่งจะเป็นภัยทั้งต่อตนเอง และผู้ที่ใกล้ชิด สมาชิกในบ้านและนอกบ้าน ๓๐ เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๗ ไม่มีใครจะเป็นต้นแบบที่ดี ของเยาวชนได้ดีเท่ากับ เยาวชนคนเก่งและดี ผู้ใหญ่เป็นต้นแบบของเยาวชน ได้ไม่ดีเท่ากับเยาวชน ที่เป็นต้นแบบของเยาวชน ๓๐ เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๗ เก่งอย่างเดียว...ไม่พอ ต้องเก่งและดี ต้องมีทั้งสองอย่าง เพราะโลกต่อไปนี้ เก่งและดีต้องคู่กัน ๗ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๗ ถูกปกติของเด็ก คือ ทำสิ่งที่ถูกต้อง และดีงาม ๒ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๔ พ่อแม่เหนื่อยมาจากการงาน เห็นลูกเก่งและดีก็ชื่นใจ ๑๙ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๙ การได้เห็นลูกเติบโตมีความสุข คือ ความสุขใจของแม่ แต่เวลาที่ลูกไม่ตั้งใจเรียน ติดเกม แอบโดดเรียน แอบสูบบุหรี่ คบเพื่อนไม่ดี มันก็คือความทุกข์ อย่างมหาศาลของแม่ ๒๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๗ การที่พ่อแม่พูดซ้ำๆ บ่อยๆ เพราะอยากเห็นลูกเป็นคนดี อยากให้ลูกมีชีวิตที่ดีกว่าดีที่สุด ลูกต้องเข้าใจนะ อย่าไปเบื่อ...อย่าไปรำคาญท่าน ๒๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๗ กราบเท้าคุณพ่อคุณแม่ คือ กราบต้นทางสวรรค์ เพราะเท้าทั้งคู่ของบิดามารดานี้ พาร่างของท่านที่มีหัวใจรักลูก ไปทำมาหากินมาเลี้ยงลูกๆ ๑ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๘ บุตรที่ดูแลบิดามารดาอย่างดี จะได้รับอานิสงส์โดยย่อ คือ จะได้เกิดในตระกูลที่มีบุพการีเลี้ยงดูเราอย่างดี จะมีลูกหลานบริวารอยู่ในโอวาท ชีวิตจะมีแต่ความเจริญรุ่งเรือง ไม่ตกต่ำ หากมีวิบากกรรมเก่ามาทำให้ชีวิตลำบาก ก็จะมีคนมาช่วยเหลือดูแล ๓๐ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๐ เราต้องช่วยสงเคราะห์ญาติ และเลี้ยงดูบิดามารดาให้ดี ถึงเวลาเจอวิบากกรรม ก็จะมีคนมาช่วยเหลือเรา ๕ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๙ วิธีตอบแทนพระคุณพ่อแม่ ให้ท่านได้บุญมากๆ คือ หากท่านยังมีชีวิตอยู่... ให้ชวนท่านทำบุญทุกบุญ ทั้งทาน ศีล ภาวนา เป็นต้น หากท่านละโลกไปแล้ว ก็ให้ทำบุญทุกบุญ แล้วอุทิศไปให้ท่าน ๑๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๗ ตอนนี้บิดามารดายังมีชีวิตอยู่ ไปกราบแทบเท้าขอขมาท่าน ที่เราเคยผิดพลาดล่วงเกิน แล้วขอบพระคุณที่ท่านได้ให้กำเนิด ได้เลี้ยงดู แนะนำ อบรม สั่งสอน ให้เราได้มีโอกาสมาสร้างบารมี ๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๗ ต้องปฏิบัติธรรมให้เข้าถึง พระรัตนตรัยภายใน จึงจะได้ชื่อว่า “เป็นชาวพุทธที่แท้จริง” เราเข้าถึงพระรัตนตรัยภายในได้ ก็จะได้เป็นอายุพระศาสนา ๒๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๕ ชักชวนสมาชิกในบ้าน ปฏิบัติธรรมร่วมกัน ๒๕ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ พ่อแม่ต้องเป็น ตัวอย่างที่ดี ให้ลูกดู ๒๒ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ ทุกเช้าให้ลุกขึ้นมา เตรียมอาหารใส่บาตรพระ เป็นการสั่งสมบุญประจำวันของเรา และสืบทอดอายุพระพุทธศาสนา ๑๐ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ ทำความสะอาดบ้านพักของเราให้ดี โดยเฉพาะห้องพระ ซึ่งเป็นเนื้อนาบุญของครอบครัว ๒๕ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ ทำความสะอาดห้องพระเป็นห้องแรก แล้วตามด้วยห้องอื่นๆ ในบ้านของเรา ให้บ้านของเราเป็นที่สัปปายะ สะอาด น่าอยู่ น่าประพฤติปฏิบัติธรรม ๒๕ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ ถ้าห้องพระสะอาด เป็นระเบียบ เทวดาอารักษ์ทั้งหลาย จะมากราบไหว้บูชา และจะคอยตามปกป้อง ดูแลรักษาครอบครัวเรา สิริมงคลก็จะเกิดขึ้น ซึ่งจะเป็นที่มานอน แห่งโภคทรัพย์สมบัติทั้งหลาย ๒๕ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ คนที่มีใจรักความสะอาดมีอานิสงส์ คือ จะไปเกิดในภพไหนชาติไหนก็ตาม สิ่งสกปรกจะเข้าใกล้เราไม่ได้ จะมีแต่ความสะอาด ราบรื่น มีระบบระเบียบ ๓ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๓๙ อาชีพต้องเลือกให้ดี เพราะมีผลกับ ความหมองความใสของใจ ๔ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๘ จะประกอบอาชีพอะไรเป็นเรื่องสำคัญ ไม่ใช่ว่า...อาชีพอะไรก็ได้ จะไปเบียดเบียนใครก็ได้ ขอให้ได้ปัจจัย ๔ มาเลี้ยงชีวิต อย่าคิดแค่นั้น เพราะมันมีวิบากกรรมรองรับอยู่ ๒ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๘ เก่งในเรื่องทำมาหากินอย่างเดียวไม่พอ ต้องเอาตัวให้รอดด้วย คือ รอดจากอบายและภัยในวัฏสงสาร ๑๕ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๕ จะประกอบอาชีพอะไร ต้องพิจารณาให้ดี ต้องให้เข้าหลัก “สัมมาอาชีวะ” คือ...อาชีพชอบ ไม่ได้หมายถึง อาชีพที่เราชอบ แต่หมายถึง อาชีพที่ดี ถูกต้องและดีงาม ที่ไม่ทำให้เพื่อนมนุษย์เดือดร้อน เราก็ไม่เดือดร้อน ๒๙ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ ถ้าสื่อทุกสื่อช่วยกัน ทำสื่อสีขาวให้เกิดขึ้น เดี๋ยวสิ่งดีๆ ก็จะเกิดขึ้น บนโลกใบนี้ ๑๗ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๗ สื่อลามกต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น การ์ตูน หนังสือ เว็บไซต์ วีซีดี ถ้า “ปราบ” กันอย่างจริงจัง ก็สามารถควบคุมได้ ๑๘ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๗ ใครที่บริโภคสื่อสีดำแสดงว่า...บุญน้อย มีวิบากกรรม จิตจะเศร้าหมอง อารมณ์ไม่คงที่ ขึ้นๆ ลงๆ ใจจะกระเพื่อมอยู่ตลอดเวลา ๑๕ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๗ ใครที่บริโภคสื่อสีขาวแสดงว่า...บุญมาก ใจจะใสๆ สบายๆ ไม่ขึ้นลง และจะดำรงความหนุ่มสาวไปยาวนาน ๑๕ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๗ สื่อสีดำดูแล้วไม่เกิดประโยชน์ อาจจะเพลินจริง แต่ก็เพลีย เป็นการทำร้ายตัวเอง ทำให้จิตใจเศร้าหมอง อายุจะไม่ยืนยาว จะแก่เฒ่าตลอดกาล ๑๕ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๗ อนาคตของเด็กๆ อนาคตของชาติ หรืออนาคตของโลก อยู่ในกำมือของครู ๑๙ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๙ การเป็นคุณครูสอนธรรมะ ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถือว่า...เป็นผู้มีบุญมาก ๑๐ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๙ จงเป็นผู้ให้แสงสว่าง ดุจดวงตะวันที่ไม่มีวันท้อ ๑๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๐ ต้องเอา “ธรรมศึกษา” เข้าไปสอนในโรงเรียน แทน “เพศศึกษา” ๖ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๗ คุณครูจะต้องสอนความรู้ คู่คุณธรรมไปด้วย ๑๙ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๙ ต้องสอนเด็กๆ ว่า “อย่าชิงสุกก่อนห่าม” เป็นคำสอนที่ยังใช้ได้เสมอ “ไม่เชย” เพราะนี่คือ “สัจธรรม” คือ ความดีงามของ บัณฑิตนักปราชญ์ที่ต้องคงเอาไว้ เหมือน ถนนหยุด รถวิ่ง ท้องฟ้านิ่ง เมฆเคลื่อนไหว ส่วนเทคโนโลยีจะเปลี่ยนแปลงอย่างไร ก็เป็นเรื่องของเทคโนโลยี เราต้องทำแบบปู่ ย่า ตา ยาย ไม่เชยหรอก...และเป็นสิ่งที่ดีงาม แล้วจะปีติภาคภูมิใจเมื่อนึกย้อนหลัง และเป็นความปีติภาคภูมิใจ ของลูกหลานทุกคน ที่มี บิดา มารดา ปู่ ย่า ตา ยาย ที่ท่านยึดถือปฏิบัติกันมาอย่างนี้ ๒๖ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๐ สุราเมรัย บุหรี่ ยาเสพติด สิ่งไม่ดีทั้งหลาย ต้องกวาดล้างกันให้สิ้นซาก ต้องปลุกจิตสำนึกของทุกๆ คน ไม่เฉพาะนักเรียน... ทั้งผู้ผลิต ผู้ขาย ผู้ดื่ม ต้องให้เห็นโทษภัยของสิ่งเหล่านี้ว่า โทษในปัจจุบันเป็นอย่างไร โทษในปรโลกเป็นอย่างไร ๒๙ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ อย่ายินดีกับเงิน ที่ได้มาบนความหายนะ ของลูกหลานของเรา ของเพื่อนมนุษย์ เพราะไม่ช้า...เราก็ตายแล้ว ๒๙ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ เราจะร่วมใจกัน เปลี่ยนแปลงโลกนี้ ให้งดงาม ๔ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๑ ภาพที่งดงามที่สุด คือ ภาพที่คนจำนวนมาก มารวมกันทำความดี ๑๙ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๙ 4. เข้าวัดสร้างบุญ วัดเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์...สูงส่ง เราต้องช่วยกันดูแลรักษา ๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๖ “วัด” เป็นสถานที่ตักตวงบุญ เป็นแหล่งเนื้อนาบุญ เป็นแหล่งความรู้อันบริสุทธิ์ ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่จะทำให้เราดำเนินชีวิตได้ถูกต้อง ๖ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ “วัด” เป็นเครื่องวัดของคนเข้าวัดว่า กิเลสหรือสิ่งไม่ดีนั้นหมดไปแค่ไหน ยังเหลืออีกแค่ไหน ๖ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ “วัด” อยู่เหนือคำว่า “วัดรวย หรือ วัดจน” เป็นสถานที่ตักตวงบุญกุศล เราจะมองที่ถาวรวัตถุ หรือจำนวนคนเข้าวัดว่า วัดนี้รวย วัดนี้จน ไม่ถูกนะ ๖ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ วันอาทิตย์พาบุตรหลานเข้าวัด ปลูกฝังให้เขาเรียนรู้เรื่องราวความจริงของชีวิต ให้ใจเกาะเกี่ยวอยู่กับบุญกุศล จะได้มีภูมิคุ้มกันที่จะไปต่อสู้ กับกระแสสื่อที่ไม่รับผิดชอบ เห็นแก่เม็ดเงินบนความหายนะ ของบุตรหลานของเพื่อนมนุษย์ ๑๘ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๗ จะปลูกฝังพระพุทธศาสนา ต้องปลูกฝังกันตั้งแต่เยาว์วัย ๖ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๘ ทุกวันพระให้ติดป้าย “วันนี้วันพระ ทำใจให้เข้าถึงพระในตัว” ไว้ที่หน้าบ้านของเรา ใครได้เห็นป้ายนี้แล้ว จะเกิดแรงบันดาลใจ ให้เขาระลึกนึกถึงพระรัตนตรัยภายใน ๖ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ วันพระต้องละนิวรณ์ จำง่ายๆ คือ ทำใจให้ใสๆ ให้หยุด ให้นิ่ง ๒๘ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๗ วันพระ ชาวพุทธต้องเข้าวัด ต้องรักษาอุโบสถศีล ๑๖ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๗ วันพระ เข้าวัดไปแสวงบุญ แสวงหาความรู้ธรรมะ จะได้รู้วิธีดำเนินชีวิตที่ถูกต้อง ๑๖ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๗ เราจะไปทำบุญที่ไหนดี มีศรัทธาตรงไหน...ก็ไปทำตรงนั้น ศรัทธาอยากสร้างโรงเรียน...ก็สร้างโรงเรียน ศรัทธาอยากสร้างโรงพยาบาล ...ก็สร้างโรงพยาบาล ศรัทธาอยากสร้างวัด...ก็สร้างวัด ๖ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ อยู่ใกล้วัดไหนไปวัดนั้น ไปช่วยกันทำนุบำรุงวัด ที่ปู่ย่าตายายท่านสร้างเอาไว้ให้ ๖ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๗ กิจวัตรกิจกรรมทุกอย่างในวัด ล้วนเป็นทางมาแห่งบุญกุศลทั้งนั้น แล้วแต่ใครฉลาด ก็หาบุญเก็บบุญกันไป ๑๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๓๑ มีโอกาสที่จะหยิบฉวยอะไรได้ ในกิจการงานสงฆ์ หรืองานส่วนรวมให้ช่วยกันทำเถิด สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นบุญกุศล ที่ทำให้บารมีของเราเต็มเปี่ยมยิ่งขึ้น ๑๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๓๑ เมื่อเรามาวัด... ต้องมาด้วยความเต็มใจ ด้วยความสุขใจ แล้วก็อย่ายินดี ในความสะดวกสบายมากนัก ๕ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๑ นำแต่สิ่งดีๆ เข้าไปในวัด สิ่งที่ไม่ดี เช่น สุราเมรัย บุหรี่ ยาเสพติด การพนัน ให้เอาออกไปนอกวัดให้หมด ๑๕ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๗ เวลามาวัด... ควรแต่งกายด้วยชุดขาวๆ ที่สุภาพเรียบร้อย ๒๔ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๒ ใส่ชุดขาวมาวัด มีความจำเป็นนะ เพราะชุดขาวๆ เป็นสัญลักษณ์ของ อุบาสก อุบาสิกา ๑๓ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๑ แต่งชุดขาวๆ มาวัด เราก็จะได้บุญเพิ่มอีก ๑ บุญ คือ เป็นต้นแบบที่ถูกต้อง ให้กับชาวโลกทั้งหลาย ๑๓ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๑ การขัดวิมาน (ขัดห้องน้ำ) เป็นการให้เกียรติผู้ที่มาใช้บริการสถานที่ตรงนี้ มีอานิสงส์ทำให้ เราจะไปสถานที่ใดก็ตาม ก็จะได้รับเกียรติ ได้รับการยกย่อง ได้รับการต้อนรับอย่างดีเยี่ยมในทุกสถาน จะเห็นแต่สถานที่รื่นรมย์ สบายอกสบายใจ เพราะเราให้ความสบายกายสบายใจกับเขา ปฏิบัติธรรมก็เข้าถึงธรรมได้ง่าย ๘ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๑ เมื่อผู้มีบุญได้เข้าวิมานที่เราขัดแล้ว ใจเขาสบาย เอาใจที่สบายไปปฏิบัติธรรม แล้วเขาเข้าถึงธรรม เราจะมีส่วนแห่งบุญตรงนี้ด้วย ๘ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๑ การรับบุญขัดวิมานในวัด (ขัดห้องน้ำ) จะได้รับอานิสงส์ คือ ทำให้เราได้ลดมานะทิฏฐิ (ความถือตัว) ได้ออกกำลังกาย ทำให้มีสุขภาพแข็งแรง ผิวพรรณวรรณะผ่องใส จิตใจสดชื่น เบิกบาน มีความสุข ๘ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๑ สถานที่สะอาด ร่มรื่น แสดงถึงจิตใจของผู้ที่มีคุณธรรม และเป็นการให้เกียรติผู้ที่มาเยี่ยมเยียน ๑๔ เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๕ ถ้าเราทำสถานที่ให้สกปรก ห้องน้ำไม่สะอาด เหมือนกับเราไม่ยินดีต้อนรับแขก ๑๔ เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๕ อยากให้ลูกทุกคนได้ถือโอกาส ฝึกอุปนิสัยของเรา ที่จะช่วยกันรักษาความสะอาด และช่วยลดภาระผู้ที่ดูแลทำความสะอาด รวมทั้งให้ผู้ที่จะมาใช้บริการต่อจากเรา ให้เขามีความรู้สึกว่า เป็นคนแรกเสมอ คือ ทั้งอ่างล้างหน้า ทั้งในห้องน้ำ ให้สะอาดและแห้ง ๘ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๕ เราจะต้องเคารพในปฏิสันถาร ในการต้อนรับแขก ด้วยการช่วยกันทำความสะอาดวัด อย่าให้มีสิ่งสกปรกรกรุงรัง นี่เป็นปฏิปทาของคุณยายอาจารย์ฯ* ขอให้ลูกหลานคุณยายได้สืบทอดกันต่อไป ๑๔ เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๕ ต้องให้ความเคารพในบุญสถาน เพราะเป็นที่ประดิษฐานของพระรัตนตรัย ๑๕ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๗ การสร้างวัดขึ้นมาไม่ใช่เพราะ อยากเด่น อยากดัง หรืออยากอะไรเลย นอกจากอยากให้มนุษย์ ทุกคนในโลกนี้ไม่ตายฟรี เกิดมาชาตินี้ให้เขารู้ว่า... มีพระรัตนตรัยในตัว ๒๒ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๐ วัดใหญ่หลายๆ วัด โดยเฉพาะวัดพระธรรมกาย ที่สร้างใหญ่ก็มีวัตถุประสงค์ เพื่อเอาไว้เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรม ให้สาธุชนผู้มีบุญทั้งหลาย ที่อยู่ใกล้ๆ ไม่ห่างไกลนัก ได้มาปฏิบัติธรรมร่วมกัน เป็นพลังหมู่ในการปฏิบัติธรรม เมื่อคนมาเยอะก็ต้องสร้างใหญ่ ไม่ได้เกี่ยวกับรวยหรือจนเลย ๖ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ ที่สร้างมหาธรรมกายเจดีย์ ก็เพื่อเป็นศูนย์รวมใจ ให้คนนึกถึงบุญ นึกถึงพระรัตนตรัย ใจจะได้เป็นกุศล เมื่อใจเป็นกุศล เลื่อมใสในพระรัตนตรัย ก็จะเป็นรหัสผ่านไปสุคติภพ ๖ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ การสวดมนต์ไหว้พระ จะช่วยกลั่นกรองจิตใจของเรา ให้หยุดนิ่งได้ง่าย เข้าถึงธรรมได้ง่าย ๘ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๓๘ ขณะสวดมนต์ ทำความรู้สึกประหนึ่งว่า กำลังเข้าเฝ้าเฉพาะพระพักตร์ ของพระพุทธองค์ เสียงที่เปล่งออกมา ให้เป็นเสียงแก้ว ที่กลั่นออกมาจากแหล่ง แห่งความบริสุทธิ์ภายใน ๒๐ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๗ เสียงสวดมนต์ที่กระจายออกไปจากใจใสๆ ที่เกิดจากความเลื่อมใสในพระรัตนตรัยนั้น จะเชื่อมเป็นพลังใจซึ่งกันและกัน จะเป็นกระแสคลื่นแห่งความบริสุทธิ์ ที่ขยายไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ที่จะช่วยขจัดสิ่งที่เป็นมลทินที่อยู่ในบรรยากาศ ทุกข์ โศก โรคภัย สิ่งที่ไม่ดีต่างๆ ให้มลายหายสูญไป ๒๐ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๗ ทุกครั้งที่เราสวดมนต์ ใจจะถูกกลั่นให้สะอาดบริสุทธิ์ บุญก็เกิดขึ้นกับตัวเรา วิบากกรรมที่ติดมาข้ามภพข้ามชาติ เพราะอกุศลเข้าสิงจิตทำให้เราพลาดพลั้ง คิดผิด พูดผิด ทำผิด ก็จะถูกกลั่นแก้ไปด้วย หนักก็จะเป็นเบา เบาก็จะหาย จิตใจที่ขุ่นมัวก็จะใสสว่าง ๒๐ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๗ อานุภาพการสวดสรรเสริญ คุณของพระรัตนตรัย จะช่วยขจัดทุกข์โศกโรคภัย สิ่งที่ไม่ดีต่างๆ ที่มาเกิดกับเรา และมวลมนุษยชาติทั้งหลาย ให้มลายหายสูญไป ๒๐ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๗ หมั่นสวดสรรเสริญคุณของพระรัตนตรัย ด้วยจิตที่เลื่อมใสทุกๆ วัน และเวลาสวดให้สวดด้วยใจที่ชุ่มชื่น เบิกบาน ให้มีความเคารพเลื่อมใส ในพระรัตนตรัยอย่างแท้จริง ๒๐ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๗ พระรัตนตรัยภายใน เป็นที่พึ่งที่ระลึกที่แท้จริง ๑๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ การเจริญพุทธานุสติ คือ การระลึกถึงพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์ มีอานิสงส์ใหญ่ จะปิดประตูอบายภูมิ ทำให้ไม่ต้องไปเกิดในนรก ไม่ต้องไปเป็นเปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน แม้ในปัจจุบัน ถ้าเข้าถึงได้ หรือเพียงแต่นึกได้ตลอดเวลา ก็จะทำให้เรามีความสุข สดชื่น เบิกบานทันทีที่ระลึกถึง ๒ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๐ พระรัตนตรัยมีคุณไม่มีประมาณ เป็นสรณะอันเกษม ไม่มีสิ่งอื่นยิ่งกว่า เข้าถึงได้จะมีความสุขในปัจจุบัน จะรู้สึกอบอุ่นใจ ปลอดภัย และไม่หวั่นไหวต่อสิ่งใดทั้งสิ้น เมื่อถึงคราวละโลกก็จะนำไปสู่สุคติโลกสวรรค์ สามารถปิดอบายไปสวรรค์ มีความสุขในปัจจุบันทันที ๒๐ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๗ พระรัตนตรัย เป็นแหล่งกำเนิดแห่งความสุขที่แท้จริง แหล่งกำเนิดแห่งปัญญาบริสุทธิ์ เป็นคลังแห่งความรู้แจ้งเห็นจริง ในสรรพสิ่งทั้งหลายทั้งปวง ๒๒ เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๖ พระรัตนตรัย เป็นบ่อเกิดแห่งบุญ ที่มีอานุภาพไม่มีประมาณ ที่จะบันดาลความสุขและความสำเร็จในชีวิต ให้บังเกิดขึ้นกับเราได้ ๒๒ เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๖ เมื่อเดินทางไกล ให้อาราธนาพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ให้ปกปักรักษาพวกเราทุกคนให้ปลอดภัย ในการเดินทางไปในทุกสถานที่ ๒๕ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๓๙ 5. มองตน...ค้นหาข้อบกพร่อง การที่เราค้นพบว่า ตัวเราเองมีข้อบกพร่อง ข้อควรปรับปรุงตรงไหน ถือเป็นการค้นพบที่ยิ่งใหญ่ และน่าอัศจรรย์ ยิ่งกว่าการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ แล้วจะอัศจรรย์ยิ่งกว่านั้นเข้าไปอีก ถ้าค้นพบแล้ว ลด ละ เลิก แก้ไขปรับปรุงตัวเราให้ดีขึ้น ซึ่งผลที่ได้ก็คือ ตัวของเราดี เราจะเป็นมนุษย์วิเศษ มนุษย์อัศจรรย์ทีเดียว ๒๑ เมษายน พ.ศ. ๒๕๓๕ ถ้าใครคิดว่าตัวเองสูงส่ง แล้วไปดูหมิ่นคนอื่น ต่อไปจะไปเกิดในตระกูลต่ำ มันจะตรงข้ามกัน ๑๕ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๕ ถ้าเราไม่อ่อนน้อมถ่อมตน มีทิฏฐิมานะ มักจะไปเกิดในตระกูลต่ำ ต้องเหนื่อยยากลำบากมาก แต่ถ้ามีความอ่อนน้อมถ่อมตัว ทำให้ไปเกิดในตระกูลสูง มีชีวิตที่ประณีต สะดวกสบาย ๑๕ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๕ อย่าเสียเวลา แก้ไขคนอื่นเลย แก้ไขตนเองดีกว่า ๒๘ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๐ มนุษย์เสียเวลาไปมากกับการพยายาม แก้ไขข้อผิดพลาดของเพื่อนมนุษย์ แต่ข้อผิดพลาดของตัวเอง...ไม่ค่อยแก้ไข ทั้งๆ ที่หากแก้ไขตัวเราเองได้แล้ว จะเป็นสุขใจ แต่มนุษย์ไม่ค่อยชอบแก้ไขตนเอง ชอบแก้ตัวมากกว่า ๒๘ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๐ หมั่นตรวจตราดูว่า... เรายังมีสิ่งที่จะต้องปรับปรุงอะไรบ้าง เพื่อให้ดีเพิ่มขึ้นทุกวันทุกคืน ๒๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ หมั่นทบทวนและสอนตัวเองเสมอว่า “วันเวลาที่ผ่านไปจนมาถึงวันนี้... ตัวเราเองดีขึ้น เสมอตัว หรือแย่ลงไป จากความมุ่งมั่นตั้งใจดั้งเดิม” ๒๗ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๖ อย่ามัวแต่จับผิดผู้อื่น ทำให้เสียเวลา ในการสร้างความดี ๖ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๔ หยุดมองคนอื่นได้แล้ว หันมาดูตัวเอง แก้ไขตัวเอง ๓๐ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๖ ทุกคำแนะนำสั่งสอน เปรียบเสมือนขุมทรัพย์ ๘ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๖ เมื่อเราได้รับคำแนะนำตักเตือน สิ่งที่เราควรทำอย่างยิ่ง คือ กล่าวคำ “ขอบคุณ” ๑๔ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๓๒ ใครจะสอนเรา ก็ไม่เท่ากับ เราสอนตัวเอง ๒๒ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๙ ถ้าต่างคน ต่างเตือนตัวเองได้ การอยู่ร่วมกัน...ก็จะผาสุก ๒๖ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๐ เวลาที่มีคนทำให้หงุดหงิดให้คิดว่า ทุกคนเคยเกิดกันมาหลายภพหลายชาติ เราคงเคยไปทำผิดพลาดล่วงเกินผู้อื่นมาก่อน จึงจำเป็นต้องฝึกความอดทน อดกลั้น เพราะยังไม่มีใครสมบูรณ์ อาจขัดหู ขัดตา ขัดใจเราบ้าง ก็ให้อภัย...อย่าถือสา ต้องรู้จักให้อภัย ต่อผู้ที่มากระทบกระทั่งเราเสมอ ต้องสอนตัวเองว่า เพื่อตัวเราเอง...ไม่ใช่เพื่อใคร อย่าพูด...ตอนโกรธ ๑๕ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๒ ถ้าสั่งสมโทสะมากๆ แม้ไม่ได้ทำร้ายใคร ก็จะนำไปเกิดเป็นยักษ์ได้ ๒๔ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๘ “วิธีสั่งหมอง” เวลาเราเริ่มโมโห หรือขุ่นมัว ให้หายใจออกแรงๆ แล้วกลั้นลมหายใจไว้ อย่าเพิ่งหายใจเข้า แล้วเรื่องที่เราโกรธจะผ่านไป พอมันผ่านไปแล้ว...ค่อยหายใจเข้า อากาศสดชื่นจะเข้าไปแทน ๑๕ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๑ ต้องหัดเป็นคนที่มีอารมณ์ดี อารมณ์เดียว อารมณ์สบาย อย่าเป็นคนหงุดหงิดง่าย ฉุนเฉียว เจ้าอารมณ์ ๒๙ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ การที่เราสละอารมณ์ขุ่นมัวออกไป ก็คือการให้ “ความสุข” กับทุกคน ๑๕ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๒ การสละอารมณ์ขุ่นมัว ก็เพื่อ “ตัวเอง” จะได้มีความสุข ก่อนคนอื่น ๑๖ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๒ การให้อภัยผู้อื่น คือ การไม่เก็บความร้อน เอาไว้ในใจเรา คนแรกที่จะมีความสุข คือ “ตัวเรา” เอง ๑๓ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๙ “ความดีงาม” มีอยู่ในตัว ของเพื่อนมนุษย์ทุกคนในโลก ทุกหนทุกแห่ง ที่ใดมีมนุษย์ ที่นั่นมีคุณงามความดี อยู่ในใจเขาทั้งหมด ขึ้นอยู่กับว่า... เอามาใช้หรือไม่เท่านั้น ๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๗ ถ้ารู้จักให้อภัยตนเอง และให้อภัยผู้อื่น ใจก็จะเป็นสุข ๒๘ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๗ ปล่อยวาง ให้อภัย อย่าเสียเวลา มองข้อผิดพลาดของผู้อื่น ๒๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๐ ถ้าเราไม่ถือสา ความผิดพลาดของมนุษย์ เราก็ไม่ต้องทน ๒๖ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๖ ถ้าถือสา...ก็เป็นเรื่องเป็นราว ไม่ถือสา...ก็เป็นลมเป็นแล้ง ๑๗ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๗ อย่าเอาความกลุ้มมาขังไว้ในใจ มันเสียเวลา ๑๐ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ อย่าถือสากัน ให้อภัยกัน แล้วความรักความสามัคคี ก็จะเกิดขึ้นกับเรา ๑๔ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๔ อย่าไปสนใจเรื่องปลีกย่อย และการกระทบกระทั่งเล็กๆ น้อยๆ แต่ให้ยึดเป้าหมายเป็นหลัก ๗ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๐ พูดมาก...ก็มากเรื่อง พูดน้อย...ก็น้อยเรื่อง แต่ไม่พูดเลย...ก็ไม่รู้เรื่อง ๑ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๖ แม้ใครจะร้ายกับเรา ก็ให้ทำแต่ความดีตอบแทน เหมือนไม้แก่นจันทน์ ตอบแทนคมขวานด้วยความหอม ๘ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๐ จงอย่า...แข็งกร้าว แต่จง...แข็งแกร่ง ๒๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๐ อดทนข่มใจเอาไว้ ไม่ผูกโกรธ ไม่ผูกเวร เพราะเวรย่อมระงับ ด้วยการไม่จองเวร ๒๒ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ ถ้าเราเข้มแข็ง เขาจะเข้มแข็ง ถ้าเรามีระบบระเบียบ เขาก็จะมีระบบระเบียบ ๒๘ เมษายน พ.ศ. ๒๕๓๙ 6. รักตัวเองอย่างถูกวิธี จะรักใครไม่ว่า แต่ให้รักตัวเองก่อน ๒๖ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๙ ความรักที่แท้จริง อยู่ในตัว ต้องค้นให้เจอ ๑๓ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๙ ถ้ารักตัวเอง... เราจะเติมแต่ความดี ผ่านมาทางขบวนความคิด คำพูด และการกระทำทุกวัน ทำแต่ความดีทั้งกาย วาจา ใจ ๒๖ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๙ ถ้าเรารักตัวเอง... ก็ต้องหมั่นสั่งสมเติมบุญเติมบารมี เติมความบริสุทธิ์ในตัวของเราให้มากๆ ๑๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ ถ้าเรารักตัวเอง ต้องรักการปฏิบัติธรรม เพราะการปฏิบัติธรรม จะทำให้เราเข้าถึงที่พึ่งที่ระลึกภายใน พึ่งได้ทั้งในปัจจุบัน พึ่งได้กระทั่งใกล้จะละโลก ละโลกไปแล้วก็พึ่งได้อีก เกิดมาใหม่ก็พึ่งได้ พึ่งได้ตลอดเส้นทางไปจนถึงที่สุดแห่งธรรม ๑๐ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๕ เห็นแก่ตัว... คือ เอาตัวของเราไปทำสิ่งไม่ดี คิดไม่ดี พูดไม่ดี ทำไม่ดี เพราะเห็นแต่เฉพาะตัวเรา ๒๖ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๙ ชมให้เขาเอียน ดีกว่าติเตียนให้เขาอัด ๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๘ อย่าใส่ใจกับคำพูดของคนอื่น ที่จะทำให้เราหมดกำลังใจ ๒๒ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๓ ต้องเอ็นดูใจ เมตตาใจ ให้ใจสบาย อย่าให้ใจไม่สบาย เพราะถ้าใจสบาย เดี๋ยวกายก็สบาย จะแข็งแรงอายุยืน ๒๔ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๗ ต้องเอ็นดู มีเมตตาต่อใจของเราเอง อย่าให้อารมณ์มาทำร้ายตัวเรา เพราะจะทำให้แก่ง่าย ตายเร็ว ๒๔ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๗ ไม่เก็บความโกรธไว้ในใจ เพราะความโกรธจะเผาตัวเรา คนที่เร่าร้อนก็คือตัวเราเอง ๑๕ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๒ หัดยืดหยุ่นบ้าง จะได้ไม่กระทบกับใคร ๒๓ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๘ ความดีของเราเท่านั้น ที่จะเป็นปุ๋ยอย่างดีของใจ ทำให้จิตใจเบิกบานทุกครั้ง เมื่อเราระลึกถึง ๑๙ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๗ รักษาใจอย่าให้ชอกช้ำ แม้บางครั้งจะได้รับ ความอยุติธรรม ความสุขไม่ได้วัดที่ทรัพย์ ไม่ได้อยู่ที่ลาภ ยศ สรรเสริญ แต่อยู่ที่ใจหลุดจากการยึดมั่นถือมั่น จิตที่ไม่มีความสุข คือ ชีวิตที่ขาดทุน ยึดมั่นถือมั่น ในคน สัตว์ สิ่งของ ทำให้เป็นทุกข์ ๒๑ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๑ ใจหยุดอยาก คลายผูกพัน เป็นสุขยิ่งกว่าการมีลาภยศ ชีวิตยิ่งเรียบง่าย ก็ยิ่งผาสุกและทรงพลัง เพราะไม่มีอะไรเป็นเครื่องกังวลที่ซับซ้อน ๒๒ เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๖ ไม่เก็บสิ่งที่ไร้สาระ มาทำให้เราทุกข์กาย ทุกข์ใจ ๑๙ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๕ การมองความดีของผู้อื่น จะทำให้ใจเราสบาย เราทำเพื่อตัวเอง...ไม่ใช่เพื่อใคร ๘ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๑ การมองข้อผิดพลาด ของเพื่อนมนุษย์ จะทำให้เราทุกข์ใจ เป็นการทำร้ายตัวเอง ๘ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๑ ชีวิตหนึ่ง วินาทีหนึ่งมีคุณค่ามาก เพราะความตายไม่มีนิมิตหมาย เราควรจะใช้ทุกอนุวินาที ให้ความสุขผ่านเข้ามาในใจเรา ด้วยการจับดีคนรอบข้าง การบันทึกความดีคนรอบข้าง จะทำให้เรามีความสุข และความสุขจะเป็นพื้นฐาน ทำให้เราเข้าถึงพระรัตนตรัยในตัว เข้าถึงที่พึ่งที่ระลึกภายใน คือ สุขยิ่งๆ ขึ้นไป เพราะฉะนั้น แต่ละวันแต่ละคืน เราควรจะใช้ให้มีคุณค่าอย่างนี้ ๘ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๑ หัดมองโลกให้ว่างเปล่า ไม่มีอะไรเป็นแก่นสาร ๑๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๗ ไฟไหม้ที่หัวไม้ขีด ก็ต้องดับที่หัวไม้ขีด ทุกข์เกิดขึ้นที่ใจ ก็ต้องดับที่ใจ ๓๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๙ ใจเร่าร้อนเพราะ...ความอยาก ก็ต้องดับใจที่เร่าร้อนด้วย...การหยุด ๘ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๐ คนอย่างเรา ไม่ควรทำบาป ๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๘ 7. บวชอย่างมีเป้าหมาย “การบวช” นอกจากเป็นการ สืบทอดอายุพระพุทธศาสนาแล้ว ยังเป็นกำลังใจให้กับพุทธบุตร ผู้ที่ตั้งใจบวชอุทิศชีวิต ให้กับพระพุทธศาสนาอีกด้วย หากมีการบวชกันทุกๆ วัด หลวงปู่ หลวงตา หลวงพ่อทั้งหลาย ท่านก็จะหลับตาลาโลกนี้ไปอย่างสบายใจ ๒ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๗ การทิ้งเพศคฤหัสถ์อย่านึกว่าง่ายนะ สำหรับผู้ที่มีบารมีแก่ๆ เข้มๆ เท่านั้น ถ้าบารมีอ่อนๆ หรือเจือจาง...ทำไม่ได้ ๑๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๕ คนที่จะสวนกระแสกิเลส ออกบวชได้ในโลกนี้มีไม่มาก เพราะกระแสกิเลสในยุคนี้มีมากเหลือเกิน ผู้ที่จะบวชได้ต้องมีบารมีแรงมากกว่า จึงจะสวนกระแสกิเลสออกบวชได้ ๑๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๕ บวชแต่หนุ่ม ไม่ใช่ สึกแต่หนุ่ม ๑๕ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๕ บวชแต่หนุ่ม ร่างกายยังอยู่ในวัยแข็งแรง ความหนุ่ม จะทำให้เราสามารถ ศึกษาเรียนรู้และบำเพ็ญสมณธรรม ได้อย่างเต็มที่ เต็มกำลัง ๑๕ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๕ ควรบวชตั้งแต่ยังหนุ่ม ถ้าเฒ่าแล้วมันไม่ไหว มันได้ “เต็มที” แต่ไม่ได้ “เต็มที่” ๑๕ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๕ วัตถุประสงค์ของการบวช มีเพียงประการเดียว คือ ทำพระนิพพานให้แจ้ง ไม่ว่าจะบวชสั้น บวชยาว หรือบวชแม้เพียงวันเดียวก็ตาม การบวชก็เพื่อทำพระนิพพานให้แจ้งเท่านั้น ๒๔ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๗ บวชมาแล้วต้องมีวัตถุประสงค์เดียวเป็นหลัก คือ ทำพระนิพพานให้แจ้ง นอกนั้นก็เป็นเรื่องปลีกย่อยรองลงมา สิ่งนี้ต้องอยู่ในใจของลูกทุกรูป ถ้าไม่มีสิ่งนี้ บวชเป็นพระยาก ๗ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๔ บวชอย่างมีเป้าหมาย ตามแบบอย่างพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และพระอริยสาวกทั้งหลาย คือ บวชเพื่อทำพระนิพพานให้แจ้ง วัดที่ค่อยๆ ทยอยกันร้าง ก็จะค่อยๆ ทยอยกันรุ่ง เพราะการบวชอย่างมีเป้าหมาย ๒ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๗ บวชเพื่อทำพระนิพพานให้แจ้ง และตั้งใจทำอย่างนั้นจริงๆ จึงจะได้ชื่อว่าเป็น “เนื้อนาบุญ” ๒๔ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๗ พระที่สมบูรณ์ ต้องเป็นพระทั้งภายนอกและภายใน ภายนอกครองผ้ากาสาวพัสตร์ มีศีล ๒๒ ๗ ข้อ ภายในมี “พระธรรมกาย” ที่บริบูรณ์ด้วยอธิศีล ศีลอันยิ่ง ศีลอันบริสุทธิ์ ๑๔ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๓๑ การบวชเป็นการสั่งสมบุญใหญ่ ให้กับตัวเราเอง และบุคคลที่เรารัก ๑๕ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๕ วิธีตอบแทนพระคุณ คุณพ่อคุณแม่ที่ดีที่สุด นอกเหนือจากการดูแลท่านอย่างดี และการเป็นลูกที่ดีแล้ว ถ้าเป็นแมนๆ ต้องออกบวช ถ้าเป็นวูแมนๆ ก็ต้องไปชวนคนบวช ๕ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๗ ลูกผู้ชายต้องบวช ให้ได้อย่างน้อย ๑ พรรษา อยู่รับกฐิน แล้วต้องออกเดินธุดงค์ ๑๕ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๖ สามเณร คือ เทือกเถาเหล่ากอของสมณะ เป็นผู้ที่จะต้องรับภารกิจอันยิ่งใหญ่ ในการสืบทอดรักษาพระพุทธศาสนา ไว้เป็นที่พึ่งแก่ชาวโลกต่อไป ๖ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๗ สามเณรเป็นผู้มีบุญมาก ที่ได้มาบวชตั้งแต่ยังเยาว์วัย ไม่ใช่เป็นผู้ด้อยโอกาส อย่างที่ผู้ไม่รู้ พยายามจะยัดเยียดให้เป็น ๖ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๗ ชีวิตนักบวช เป็นชีวิตของผู้มีบุญ ผู้ได้โอกาส ที่ได้สั่งสมบุญกันมา นับภพนับชาติไม่ถ้วน ๖ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๗ บวชแล้วต้องปฏิบัติธรรม ถ้าไม่ปฏิบัติ การบวชนั้นทุกข์ทรมาน ๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ ถ้าบวชแล้วปฏิบัติธรรม จะมีแต่ความสุขสดชื่น เบิกบานทุกวันทุกคืน ไม่มีเบื่อหน่ายในเพศสมณะเลย ๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ อยากให้ลูกๆ ทุกรูป เกิดการตื่นตัวในการปฏิบัติธรรม จะได้เกิดกระแสการปฏิบัติธรรมยกชั้น มีที่พึ่งภายในกันทั้งหมด เพราะเราเกิดมาเพื่อการนี้ ๒๓ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๖ เทวดาชอบ “พระแท้” คือ พระที่เข้าถึงพระในตัว และจะคอยตามดูแลรักษา แล้วสิ่งที่เป็นอจินไตย เหนือธรรมชาติก็จะเกิดขึ้น ให้เราได้เห็นอยู่ตลอดเวลาด้วยเทวานุภาพ เพราะเทวดารักเรา รักพระที่เข้าถึง “พระ” และที่สำคัญที่สุดคือ... เข้าถึงแล้วมีความสุข เป็นที่พึ่งแก่เราได้ ๗ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๔ อย่าเลิกละการปฏิบัติธรรม ทำให้เป็นกิจวัตร เหมือนเราตื่นมาแล้ว ต้องล้างหน้า แปรงฟัน ขับถ่าย สรงน้ำ ฉันภัตตาหาร ทำให้เป็นกิจวัตร ทำบ่อยๆ เดี๋ยวจะเกิดความเคยชิน วันไหนที่ไม่ได้ทำก็จะรู้สึกว่า เหมือนขาดอะไรไป ๗ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๔ เราเป็นพระ... ให้คิดแบบพระ พูดแบบพระ และทำแบบพระ ทำแค่ ๓ อย่างนี้เท่านั้น ไม่ต้องทำอะไรเยอะแยะมากมาย ๒๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ ต้องมี “พระ” อยู่ในตัว เป็นเพื่อนคู่ใจอยู่ตลอดเวลา ถ้าทำอย่างนี้ เดี๋ยวความรู้สึกว่า เป็น “พระ” จะเกิดขึ้นเอง โดยที่เราไม่ต้องไปเคร่งครัด หรือสำรวมระวังอะไร เพราะความรู้สึกของเรา อยู่กับ “พระ” ตลอดเวลา แล้วคุณสมบัติของ “พระ” ก็จะถ่ายทอดมาเป็นคุณสมบัติของเรา ๒๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ กิริยาต่างๆ ไม่ว่า ยืน เดิน นั่ง ขบฉัน รับประทาน ให้ทุกคนประทับใจ เหมือนเห็นเทพบุตร เทพธิดา เห็นสาวกของพระบรมศาสดา เป็นเนื้อนาบุญ เป็นอายุพระศาสนา เห็นแล้วปลื้มปีติ เกิดกำลังใจในการสร้างความดี เมื่อเราทำสิ่งที่ดี พูดสิ่งที่ดี ยิ้มแย้มแจ่มใส ทุกคนจะรับภาพที่ดี เก็บความรู้สึกที่ดีกลับไปบ้าน ไปพูดกันต่อ สิ่งนี้จะมีผลดีต่อการขยายงาน พระศาสนาต่อไปในอนาคต ๕ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๑ ความน่าเลื่อมใส เป็นเหตุให้เกิดความเลื่อมใส ๑๖ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๘ บวชมาแล้วต้องศึกษาคำสั่งสอน ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วนำมาฝึกฝนอบรมตนเอง และนำไปถ่ายทอดให้กับมวลมนุษยชาติ เราผู้บวช ก็จะได้ชื่อว่า เป็นตัวแทนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นสายโลหิตแห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อย่างแท้จริง ๒๖ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๗ ฝึกตน ทนหิว บำเพ็ญตบะ เป็นพระแท้ การฝึกฝนอบรมตนเอง ถือเป็นการฝึกใจเพื่อสวนกระแสกิเลส ที่ไหลเชี่ยวกรากอยู่ตลอดเวลา ๑๕ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๕ ฝึกตน ทนหิว บำเพ็ญตบะ เป็นพระแท้ อาจจะได้รับความยากลำบากบ้าง แต่ยังดีกว่าที่ต้องไปทุกข์ทรมาน ในนรกอีกยาวนาน ๑๕ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๕ เรามาจากคนละทิศละทาง มาอยู่รวมกันด้วยบุญที่เคยสร้างร่วมกันมา ต้องอดทน ให้อภัยซึ่งกันและกัน ๔ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๕ ถ้าหากเราอดทนต่ออุณหภูมิได้ เราก็อดทนต่ออารมณ์ และกิเลสอาสวะต่างๆ ได้ ๑๑ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๖ บวชชาติต่อชาติ ประเดี๋ยวเดียวเท่านั้น ไม่ลำบากอะไรเลย ๑๕ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๕ เป็นพระอยู่เหนือ ความรวย ความจน พระไม่ได้คิด เรื่องรวย เรื่องจน มันเหนือตรงนั้นไปแล้ว ๖ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ พระฝากท้องไว้กับโยม โยมฝากเรื่องจิตใจไว้กับพระ ต่างก็เกื้อกูลกัน ๑๗ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ ใครมองแคบๆ ตื้นๆ ว่า พระขี้เกียจ เอาเปรียบสังคม ไม่ถูก เลิกคิดนะ มองใหม่ พระเป็นพระ ก็ต้องทำแบบพระ โยมเป็นโยม ก็ต้องทำแบบโยม พระทำประโยชน์ให้สังคม เป็นครูสอนศีลธรรมที่ถูกที่สุด ปีหนึ่งมีผ้าแค่ ๓ ผืน เปลี่ยนปีละชุด อาหารวันละ ๒ มื้อแค่นั้น ๑๗ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ ตื่นมาเห็นผ้าเหลือง ก็ให้คิดว่า วันนี้เราจะเป็นนักบวชที่สมบูรณ์ ๑๒ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๒ เมื่อเราบวชแล้ว ก็ควรจะลืมเรื่องราวในอดีต ที่เราเคยทำผิดทำพลาดมาแล้วให้หมด จะได้ไม่ฟุ้ง ไม่กังวล แล้วก็เริ่มต้นชีวิตใหม่ เตือนตัวเองว่า... เราจะไม่ทำสิ่งที่ไม่ดีอีก จะตั้งใจฝึกฝนอบรมตนเอง ๑๕ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๕ ชีวิตพระเป็นชีวิตที่ดีที่สุด เหมาะสมกับชาวโลกที่สุด เพราะเป็นชีวิตที่ปลอดกังวล มีเวลาสำหรับแสวงหาความรู้ภายใน ที่เรายังไม่รู้อีกมากมาย มีไว้สำหรับแสวงหาความสุข ที่มีมากกว่า... ความสุขด้วยลาภ ยศ สรรเสริญ อย่างที่มนุษย์เข้าใจ ๗ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๔ การบวชมีอานิสงส์มากถึง ๖๔ กัป คือ จะเกิดกี่ครั้งก็แล้วแต่ จะปิดประตูอบาย ไม่ต้องไปมหานรก สำหรับตัวเองถึง ๖๔ กัป โยมพ่อโยมแม่ได้ครึ่งหนึ่ง ๓๒ กัป ผู้มาอนุโมทนาก็ลดหย่อนลงไปตามส่วน ๒๔ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๗ ชีวิตนักบวชเป็นชีวิตที่ประเสริฐที่สุด เป็นชีวิตที่เอื้ออำนวยต่อการบรรลุธรรม ๒๘ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๒ เพศนักบวช... เหมาะสมที่สุดในชีวิตของสังสารวัฏ เพราะสร้างบารมีได้สะดวกสบายที่สุด ๗ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๙ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงสรุปชีวิตของพระองค์ว่า ไม่มีอะไรที่ยิ่งกว่าพระนิพพาน ควรแสวงหานิพพานอันเป็นเยี่ยม จึงได้สละทรัพย์ทุกอย่าง อวัยวะ แม้กระทั่งชีวิต เพื่อที่จะให้เข้าถึงธรรมภายใน เข้าถึงดวงธรรม เข้าถึงกายในกายภายใน เข้าถึงความจริงของชีวิต เราต้องดูท่านเป็นต้นแบบ ๑๑ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๔ นักรบแห่งกองทัพธรรม คือ สายโลหิตของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แม้สิ่งแวดล้อมจะเปลี่ยนแปลง แต่หัวใจจะไม่เปลี่ยนไป ๑๖ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๗ นักรบกองทัพธรรม ไม่มีวันปลดประจำการ ๔ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๕ ชีวิตของนักรบกองทัพธรรม ผู้ได้อุทิศตนให้กับพระพุทธศาสนา เป็นชีวิตที่มีคุณค่าอย่างยิ่ง ๙ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๕ นักรบกองทัพธรรม เป็นผู้ทำงานที่ยิ่งใหญ่และหนักที่สุด คือ งานสร้างสันติสุขอันไพบูลย์ ให้บังเกิดขึ้นแก่มวลมนุษยชาติ ๙ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๕ ควรจะดีอกดีใจ ที่ได้มาอยู่ในเส้นทางนี้ แทนที่จะเบื่อหน่าย ท้อแท้ ท้อถอย ในการทำภารกิจ หรือนึกถึงแต่ความสะดวกสบาย ความเพลิดเพลินต่างๆ เราต้องหมั่นนึกถึงเรื่องจริงของชีวิต ๔ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๓ หลวงพ่อไม่เข้าใจเลยว่า ทำไมพระบวชแล้วถึงสึกกัน ชีวิตอะไรจะดีประเสริฐกว่าชีวิตสมณะ สึกออกไปลำบากนะ ที่คิดว่าจะได้...มันจะไม่ได้ แต่จะได้...ที่ไม่ได้คิด ๑๑ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๗ ให้ดีใจเถิดว่า… ลูกเป็นผู้มีบุญมาก อย่าทิ้งบุญ อย่าทิ้งกองทัพธรรมไป เดี๋ยวบุญก็หกหมด น่าเสียดาย…จะตามไม่ทันหมู่คณะ ๔ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๓