คำนำ ท่านคุณานันทเถระ เป็นพระภิกษุชาวศรีลังกา ผู้ถือกำเนิดขึ้นเมื่อประมาณ ๑๘๐ ปีที่แล้ว ท่านเป็นผู้นำคนสำคัญในการกอบกู้พระพุทธศาสนาในประเทศศรีลังกา ให้พ้นจากการย่ำยีของศาสนาอื่น เป็นมหาปราชญ์ผู้สมบูรณ์ไปด้วยดวงปัญญาอันบริสุทธิ์ แตกฉานในหลักธรรมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านได้โต้วาทะกับนักบวชนอกพระพุทธศาสนาด้วยความองอาจ กล้าหาญ มุ่งมั่น และเด็ดเดี่ยว ผลจากคุณูปการของท่านจึงทำให้พระพุทธศาสนาในศรีลังกาเจริญรุ่งเรืองขึ้นมาอีกครั้ง ตลอดชีวิตของท่านได้บำเพ็ญคุณประโยชน์อันเป็นไปเพื่อความอยู่เป็นสุขของพุทธศาสนิกชนทั้งประเทศ เรื่องราวประวัติชีวิตของท่านจึงสมควรยิ่งที่จะเป็นแบบอย่างของพุทธบุตรกองทัพธรรม ผู้อุทิศตนเพื่อพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง บัดนี้ พระเดชพระคุณพระราชภาวนาวิสุทธิ์ (หลวงพ่อธัมมชโย) ได้เมตตานำเรื่องราวของท่านคุณานันทเถระมาถ่ายทอดพร้อมด้วยทรรศนะในภาคอรรถกโถจารย์ และยังได้ จัดทำภาพประกอบที่สวยงาม แสดงให้แก่พระภิกษุ สามเณร อุบาสก อุบาสิกา และสาธุชนผู้รักการปฏิบัติธรรม ได้รับชมและรับฟังในโรงเรียนอนุบาลฝันในฝันวิทยา และถ่ายทอดไปยังศูนย์สาขาทั่วโลก เพื่อให้เป็นต้นบุญต้นแบบแก่นักสร้างบารมี ให้มีศรัทธาตั้งมั่นในพระรัตนตรัยและรักในการ สั่งสมบุญบารมีให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป ในวาระอันเป็นมงคล วันอุปสมบทสามเณรเปรียญธรรม ๙ ประโยค จำนวน ๓ รูป แห่งวัดพระธรรมกาย พระมหาชาตรี ธมฺมสุทสฺสี ป.ธ. ๙ พระมหาวิริยะ ธมฺมสารี ป.ธ. ๙ พระมหาธรรมรงค์ ธมฺมภาณี ป.ธ. ๙ คณะผู้จัดทำจึงได้กราบขออนุญาตพระเดชพระคุณหลวงพ่อ นำเรื่องคุณานันทเถระมารวบรวมและเรียบเรียงถ่ายทอดเป็นตัวอักษรพร้อมภาพประกอบจัดพิมพ์เป็นธรรมบรรณาการสำหรับทุกท่าน เพื่อศึกษาและดำเนินตามปฏิปทาของบัณฑิตในกาลก่อน คณะผู้จัดทำ กองวิชาการ สถาบันพัฒนาบุคลากร ๒๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๘ วันอาสาฬหบูชา --------------------------------------- สารบัญ ภาค ๑ คุณานันทะ ผู้กอบกู้พระพุทธศาสนาในศรีลังกา ภาค ๒ ความเป็นมาของท่านคุณานันทเถระ ภาคอรรถกโถจารย์ (ภาคพรรณนาความโดยพิสดารในทรรศนะของโรงเรียนอนุบาลฝันในฝันวิทยา --------------------------------------- ประโยค ๑๐ ภารกิจที่ต้องทำต่อ โอวาทหลวงพ่อธัมมชโย วันเสาร์ที่ ๒๔ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๗ หลวงพ่อปลื้มปีติใจมาก ที่วันนี้ลูกได้รับการอุปสมบทในพระบรมราชูปถัมภ์* จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ซึ่งถือเป็นเกียรติยศเกียรติศักดิ์ต่อตัวเอง ต่อวงศ์ตระกูล ต่อวัดพระธรรมกาย และต่อพุทธบริษัททั้ง ๔ วันนี้ เป็นวันที่ลูกได้ประสบความสำเร็จในชีวิต ของการเป็นนักบวชในระดับหนึ่ง ที่ได้ใช้ความเพียรพยายาม ในการศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัยของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งเก็บเอาไว้เป็นภาษาบาลีได้สำเร็จ จนกระทั่งได้เป็นนาคหลวง ซึ่งถือว่าได้ยากมาก เพราะมีการกำหนดอายุ คือ ให้โอกาสศึกษาเล่าเรียนได้ตั้งแต่เป็นสามเณรเรื่อยไปจนอายุไม่เกิน ๒๓ ปี จึงจะเป็นสามเณรนาคหลวงได้ ซึ่งลูกก็ได้ทำสิ่งนี้ได้สำเร็จแล้ว ต้องถือว่าเป็นสิ่งที่น่าปลื้มปีติ น่าทึ่ง และน่าอัศจรรย์สำหรับวัดพระธรรมกาย เพราะการเป็นภิกษุสามเณรในวัดพระธรรมกาย โดยเฉพาะสามเณร มีกิจวัตรและกิจกรรมมาก จะต้องรับบุญเพื่อให้เป็นทางมาแห่งบุญในทุก ๆ อย่าง ควบคู่กับการศึกษาเล่าเรียน ไม่ได้เรียนอย่างเดียว มีกิจวัตรและ กิจกรรมมาก มากอย่างที่ลูกก็รู้อยู่นั่นแหละว่า ไม่มีเวลาว่างเว้นจากการสร้างบารมีเลย แต่ลูกก็บริหารเวลาเป็น ทั้งกิจวัตรกิจกรรมและการศึกษาเล่าเรียนอย่างลงตัว จนกระทั่งประสบความสำเร็จในการสอบได้เปรียญธรรม ๙ ประโยค และเป็นนาคหลวง ตามเงื่อนไขที่ทางการคณะสงฆ์ ได้กำหนดเอาไว้ แต่อย่างไรก็ตาม แม้จบเปรียญธรรม ๙ ประโยค เป็นนาคหลวง ได้รับเกียรติอันสูงสุด ได้รับการอุปสมบท ในพระบรมราชูปถัมภ์ จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ แล้วก็ตาม ให้ลูกพึงระลึกเสมอว่า นี่เป็นเพียงบันไดขั้นต้นเท่านั้น ที่จะทำให้เราก้าวไปศึกษาความรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายิ่ง ๆ ขึ้นไป เพราะนี่เป็นเพียงแค่ภาคทฤษฎี หรือภาคปริยัติเท่านั้น ยังมีสิ่งที่ลูกจะต้องทำอีก คือ ปฏิบัติ เพื่อให้เข้าไปถึงพระไตรปิฎกในตัว จะได้นำความรู้ที่ได้ศึกษาเล่าเรียนทางปริยัติมานั้นมาปฏิบัติเพื่อสอนตัวเอง ให้ถูกวัตถุประสงค์ของการมาบวช คือ การทำพระนิพพานให้แจ้ง นี่เป็นภารกิจอันยิ่งใหญ่ และเป็นภารกิจหลักของลูก ซึ่งลูกจะต้องนึกเอาไว้เสมอ อย่าเพิ่งลืมไป หรือไปคิดเอาเองว่า เราเรียนจบความรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว แล้วก็หันเหไปศึกษาวิชาทางโลก ซึ่งก็จะต้องทุ่มเวลาและทุกสิ่งไปเพื่อการนั้น มันก็ผิดวัตถุประสงค์ ลูกอย่าเป็นอย่างนั้นนะลูกนะ ลูกคงจำได้ที่หลวงพ่อเคยบอกเอาไว้ว่า เมื่อจบ เปรียญธรรม ๙ ประโยคแล้ว ก็ให้เรียนเปรียญธรรมประโยค ๑๐ ประโยค ๙ หมายถึง พระไตรปิฎกในตู้ แต่ประโยค ๑๐ คือ พระไตรปิฎกในตัว ซึ่งจะเป็นที่พึ่งที่ระลึกที่แท้จริงของลูกนั่นเอง ถ้าเรายังเข้าไม่ถึงพระไตรปิฎกในตัว ชีวิตของเรายังไม่ปลอดภัย สิ่งที่เราจะต้องศึกษาภายในนั้นยังมีอยู่อีกมากมาย ซึ่งยิ่งเรียนรู้ใจก็ยิ่งสว่างไสว ยิ่งสะอาด ยิ่งบริสุทธิ์ ยิ่งสูงส่ง ขึ้นไปเรื่อย ๆ ซึ่งแตกต่างจากการศึกษาในทางโลก ยิ่งเรียน ยิ่งมืด ยิ่งเรียนยิ่งมีความโลภ ความโกรธ ความหลง ซึ่งทำให้ใจเศร้าหมอง และก็มักจะพลัดไปในอบาย เพราะฉะนั้นให้ลูกตั้งใจศึกษาเล่าเรียนธรรมะภายในให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป ในยามนี้พระพุทธศาสนาต้องการผู้ที่มีหัวใจที่รักพระศาสนา จะธำรงรักษาคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเอาไว้ ให้อยู่คู่โลกกันต่อไป ลูกอยู่ในวัยหนุ่มยังแข็งแรงอยู่ ความทรงจำยังดี เครื่องกังวลก็มีน้อย ลูกสามารถใช้สิ่งที่มีอยู่นี้ไปศึกษาคำสอนดั้งเดิมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ ซึ่งตอนนี้กระจัดกระจายไปตามนิกายต่าง ๆ ทั่วโลก เพราะ ว่ามีความเห็นที่แย้งกันอยู่ นักคิดก็ว่าไปทางหนึ่ง นักปฏิบัติก็ว่าไปทางหนึ่ง แม้นักปฏิบัติด้วยกันที่ผลแห่งการปฏิบัติไม่เท่ากันก็ว่ากันไปคนละทิศละทาง นิกายต่าง ๆ จึงเกิดขึ้นมากมาย ทำให้ผู้ที่เกิดมาในภายหลังสับสน แม้แต่บรรพชิตด้วยกันเองก็ยังสับสนว่า จะยึดอะไรเป็นหลัก เพราะมันมีข้อแย้งกันอยู่ ไม่รวมเป็นหนึ่งเดียวกัน จึงไม่เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการเผยแผ่ธรรมะของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไปยังชาวโลก รวมทั้งตัวเองด้วย ความเห็นของหลวงพ่อ จึงอยากให้ลูกทุ่มเทชีวิตจิตใจ ในการศึกษาคำสอนดั้งเดิมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ควบคู่กับการปฏิบัติธรรมภายใน เพื่อที่ว่าเราจะได้นำคำสอนดั้งเดิมนั้นมาเป็นเนติแบบแผนต่อพุทธบริษัท ๔ ทั่วโลก ให้ปฏิบัติไปในทิศทางเดียวกัน เหมือนกับย้อนยุคพุทธกาลอย่างนั้น ก็จะเกิดประโยชน์อันยิ่งใหญ่ต่อตัวเราและชาวโลก นี่เป็นภารกิจที่ลูกจะต้องทำกันต่อไป วันนี้หลวงพ่อชื่นใจนะลูกนะ สิ่งที่ลูกทำนี้ก็จะเป็นต้นแบบที่ดีให้กับน้อง ๆ ซึ่งกำลังศึกษาเล่าเรียนกันอยู่ ทั้งภายในวัดพระธรรมกาย ตามศูนย์สาขาต่าง ๆ ทั่วโลก รวมทั้งน้อง ๆ เณร ที่อยู่ตามวัดวาอารามต่าง ๆ ทั่วประเทศ เขาจะเกิดแรงบันดาลใจ มีกำลังใจที่จะศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัยของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างเต็มกำลัง จะไม่หันเหหรือเบี่ยงเบนจากวัตถุประสงค์ของการมาบวชในร่มเงาของพระพุทธศาสนาที่ใช้เวลาไปศึกษาเล่าเรียนในทางโลกควบคู่กับทางธรรม ซึ่งมันก็ไม่ได้ดีทั้ง ๒ อย่าง โลกก็จะเหลว ธรรมก็แหลก เหมือนแบกบอนนั่นแหละ คือ จะว่าเรียนเอาดีทางโลกมันก็ยังดีไม่จริง จะเอาดีในทางธรรม มันก็ยังไม่จริง เพราะว่าเวลามันมีจำกัด ชาติหนึ่งมันทำได้แค่อย่างเดียวเท่านั้น จะทำ ๒ อย่าง นี่ยาก ถ้าจะเอาดีกันก็ได้อย่างเดียว ถ้าจะเป็นนักบวชที่ดี มันก็เป็นได้อย่างเดียว จะต้องศึกษาพระธรรมวินัยของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่านั้น ธรรมะของพระพุทธองค์ที่ค้นพบ สรุปหัวข้อได้ ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ เราใช้เวลาเรียนกันวันละขันธ์ก็ยาวนานแล้ว ถ้าวันละ ๑๐ พระธรรมขันธ์มันก็ยังยาวอยู่ แม้วันละ ๑๐๐ พระธรรมขันธ์ก็ยังยาวอีก แค่นี้มันก็จะหมดเวลาของชีวิตแล้ว ถ้าเราเจียดเวลาไปศึกษาทางโลก ซึ่งมัน ไม่เป็นประโยชน์ และไม่ถูกวัตถุประสงค์ของการบวช เราจะ เอาดีในการเป็นนักบวชได้อย่างไร เมื่อเราไม่แจ่มแจ้งในคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วญาติโยมจะได้ใครเป็นที่พึ่ง เพราะญาติโยมเขาจะต้อง ใช้วันเวลาในการทำมาหากิน ซึ่งการทำมาหากินนั้นมันก็ไม่ง่าย มันมีปัญหาและแรงกดดันอยู่เสมอ เขายิ้มได้เมื่อเข้าวัดเท่านั้น แต่ออกจากวัดไปแล้วรอยยิ้มหายากใน ทางโลก เพราะมีปัญหาและแรงกดดันจากการทำมาหากิน และการครองเรือน ที่เขายิ้มได้ในวัด เพราะเขาได้ยินคำสอนที่ดีจากพุทธบุตรที่ได้ศึกษาเล่าเรียนกันมาอย่างดีแล้ว แจ่มแจ้งแล้ว แม้ในระดับหนึ่งซึ่งยังไม่ได้เป็นพระอริยเจ้า ก็จะทำให้รอยยิ้มปรากฏบนใบหน้าของเขาได้ เขาจะได้รับคำแนะนำที่ดีที่จะนำไปใช้ไปปฏิบัติต่อสู้กับชีวิตประจำวัน ซึ่งมีเรื่องราวที่ทำให้เกิดความขุ่นมัวในใจตลอดเวลา คำสอนเหล่านี้จะดีได้ ต่อเมื่อพุทธบุตรแจ่มแจ้ง พุทธบุตรจะแจ่มแจ้งได้ จะต้องให้เวลาต่อการศึกษาเล่าเรียนทั้งปริยัติปฏิบัติและปฏิเวธ เมื่อเราเรียนทางทฤษฎีแล้ว เราลงมือปฏิบัติ มีประสบการณ์ภายในไม่ว่าระดับไหนก็ตาม ล้วนเป็นประโยชน์ต่อญาติโยมทั้งสิ้น ให้ลูกพึงระลึกเสมอว่า โยมกำลังรอคอยคำเทศนาที่แจ่มแจ้ง ที่ไพเราะทั้งเบื้องต้น ท่ามกลาง และเบื้องปลายจากลูก เพื่อจะได้นำเอาไป ปฏิบัติในชีวิตประจำวัน และก็จะได้ดำเนินชีวิตได้ถูกต้อง แต่คำสอนที่งดงามทั้งเบื้องต้น ท่ามกลาง และเบื้องปลายนี้ จะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อลูกต้องทุ่มเทชีวิตจิตใจเพื่อการศึกษาเล่าเรียนในพระธรรมวินัยอย่างเดียวเท่านั้น ถ้าทำได้อย่างนี้ชีวิตของลูกก็จะสมบูรณ์ การบวชในคราวนี้ก็จะเป็นการบวชที่สมปรารถนา แล้วเกียรติยศอันสูงส่งที่ได้รับการอุปสมบทในพระบรมราชูปถัมภ์ จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ก็จะได้รับอย่างเต็มที่ และเมื่อลูกได้เจริญสมาธิภาวนาระลึกนึกถึงบุญ สั่งสมความดี ก็จะได้มีอานุภาพในการที่จะถวายบุญนี้เป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จบรมบพิตรผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ วันนี้เป็นวันสว่างของลูก ให้รักษาความสว่างเอาไว้ให้ได้ตลอดเวลา พระอาทิตย์สว่างในเวลากลางวัน พระจันทร์สว่างในเวลากลางคืน แต่ลูกทุกรูปจะต้องสว่างทั้งกลางวันและกลางคืนนะลูกนะ หลวงพ่อก็ขออนุโมทนาสาธุการ และขออำนวยพร ขออานุภาพแห่งบุญ บารมี รัศมี กำลัง ฤทธิ์ อำนาจ สิทธิ เฉียบขาดของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ นับอสงไขยพระองค์ไม่ถ้วนในอายตนนิพพาน บารมีธรรมของพระปัจเจกพุทธเจ้า และพระอรหันตเจ้าทั้งหลาย บารมีธรรมของมหาปูชนียาจารย์ทุกท่าน ตลอดจนกระทั่งทานบารมี ศีลบารมี เนกขัมมะ ปัญญา วิริยะ ขันติ สัจจะ อธิษฐาน เมตตา อุเบกขาบารมี ที่ได้สั่งสมอบรมมาตั้งแต่ปฐมชาติที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ สร้างบารมีเรื่อยมานับภพนับชาติไม่ถ้วน มาจนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้ จงมารวมอยู่ในศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ของลูก ให้กลั่นกาย วาจา ใจ ธาตุธรรม เห็น จำ คิด รู้ ให้สะอาด ให้บริสุทธิ์ ให้หลุดพ้นจากบาปอกุศลทั้งปวง ให้ลูกเป็นเนื้อนาบุญที่แท้จริง เป็นอายุของพระศาสนา ให้ได้สร้างบารมีได้ตลอดรอดฝั่ง อย่าได้มีอุปสรรคอันใดเกิดขึ้นมาขัดขวางในหนทางแห่งการสร้างบารมี ให้ได้เข้าถึงวิชชาธรรมกาย ให้ได้ทำวิชชา จะศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัยของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ให้แตกฉานทั้งปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ จะเทศนาก็ให้ไพเราะทั้ง เบื้องต้น ท่ามกลาง และเบื้องปลาย บริสุทธิ์บริบูรณ์ทั้งอรรถ และพยัญชนะ ใครได้ยินได้ฟังธรรมก็ให้ได้บรรลุธรรมกาย ความปรารถนาอันใดก็ตามที่ลูกได้ตั้งใจเอาไว้อย่างดีแล้ว เป็นไปเพื่อการสร้างบารมี ขอความปรารถนานี้ จงเป็นผลสำเร็จ จงเป็นผลสำเร็จ จงเป็นผลสำเร็จ ด้วยอานุภาพแห่งพระธรรมกายของพระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ จงทุกประการเทอญ * เรียบเรียงจากโอวาทพระราชภาวนาวิสุทธิ์ ก่อนการประกาศเปลี่ยนแปลงข้อกำหนด การพระราชทานฯ อุปสมบทแก่สามเณรเปรียญธรรม ๙ ประโยค --------------------------------------- ภาคที่ ๑ คุณานันทะ ผู้กอบกู้พระพุทธศาสนาในศรีลังกา เกาะศรีลังกา ครั้งหนึ่งพระพุทธศาสนาได้เจริญรุ่งเรืองต่อเนื่องมาเป็นเวลายาวนาน จนกระทั่งถึงยุคล่าอาณานิคม ประมาณปี พ.ศ. ๒๐๔๘ ถึง พ.ศ. ๒๔๙๑ ศรีลังกาถูกชาติตะวันตกหลายชาติ เช่น ฮอลันดา โปรตุเกส และอังกฤษ ผลัดเปลี่ยนกันเข้ามารุกรานช่วงชิงทรัพยากร เป็นเวลารวมกัน ๔๐๐ กว่าปี นอกจากศรีลังกาจะเสียเอกราชทางการเมืองการปกครองแล้ว ผู้ครอบครองใหม่ก็ยังมุ่งจะทำลายล้างพระพุทธศาสนาให้หมดไปจากผืนแผ่นดินของเกาะแห่งนี้ พระพุทธศาสนาในศรีลังกาจึงตกอยู่ในยุคมืด ชาวพุทธถูกกดขี่ข่มเหงทั้งโดยทางตรงและทางอ้อม ราวกับว่าถูกต้อนจนเกือบจะตกทะเล ชาวพุทธรู้สึกสิ้นหวังท้อแท้ไปทุกหย่อมหญ้า ตัวอย่าง การกดขี่ข่มเหง เช่น รัฐบาลสั่งห้ามชาวพุทธประชุมกันประกอบพิธีกรรมทางศาสนาโดยเด็ดขาด วันสำคัญทางพระพุทธศาสนาถูกยกเลิก เช่น วันวิสาขบูชา ไม่ให้เป็นวันหยุดอีกต่อไป แล้วประกาศวันหยุดจากศาสนาของผู้ที่ครอบครองใหม่แทน และรัฐก็สนับสนุนให้มีการเฉลิมฉลองของศาสนาอื่นกันอย่างเต็มที่ นอกจากนี้ตำแหน่งชั้นสูงในวงการราชการก็ถูกสงวนไว้ให้ศาสนิกของผู้ที่เข้ามาครอบครองใหม่เท่านั้น สำหรับชาวพุทธ หากใครไม่ยอมเปลี่ยนศาสนา ก็จะได้รับตำแหน่งชั้นล่าง ๆ มีวัดร้างเพิ่มขึ้น ที่ดินและทรัพย์สินของวัดร้างถูกยึดไปเป็นของรัฐ หรือของศาสนาอื่น พระภิกษุ จะถูกวัยรุ่นศาสนาอื่นแสดงอาการดูหมิ่น ล้อเลียน ในที่สาธารณะ ศาสนิกอื่น เขียนหนังสือบทความลงตีพิมพ์โจมตีพระพุทธศาสนาอย่างต่อเนื่อง โดยได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลอย่างเต็มที่ แต่กรุงศรีลังกายังไม่สิ้นคนดี ในวันที่ ๙ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๓๖๖ คือ เมื่อประมาณ ๑๘๐ ปีที่ผ่านมา เด็กชายคนหนึ่ง ได้ถือกำเนิดขึ้นในครอบครัวของชาวสิงหล แต่เนื่องจากขณะนั้น ศรีลังกาอยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษ เขาจึงได้ชื่อเป็นภาษาฝรั่งว่า ไมเคิล ในวัยเด็ก หนูน้อยไมเคิล มีนิสัยที่ดี คือ เป็นผู้ใฝ่รู้ ใฝ่ศึกษา กล้าแสดงความคิดเห็น มีความทรงจำเป็นเยี่ยม และเปี่ยมไปด้วยวาทศิลป์ ไหวพริบ และปฏิภาณ เมื่อหนูน้อยไมเคิลอายุได้ ๑๒ ปี ก็ได้พบการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในชีวิต เขาได้ไปเที่ยวงานวัดบนภูเขาแห่งหนึ่ง ที่วัดกุมารมหาวิหาร ซึ่งอยู่บนเกาะโดดันดุวะ เขตอำเภอกอลล์ ได้ช่วยงานวัด เป็นอาสาสมัครอยู่ในงานบุญจึงรู้สึกอิ่มเอิบเบิกบานอยู่ในเขตบุญสถานแห่งนี้เป็นอย่างมาก แล้วก็ได้ตัดสินใจขอบวชเป็นสามเณรที่วัดนั้น และได้รับนามว่า คุณานันทะ ซึ่งเป็นชื่อที่ชาวศรีลังการู้จักกันดี ท่านเป็นบุคคลสำคัญท่านหนึ่งในประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนามาถึงทุกวันนี้ ในวันบรรพชาของสามเณรคุณานันทะ ท่านได้เทศน์โปรดญาติโยมในทันที คือ บวชวันนั้นก็เทศน์วันนั้นเลย การเทศน์กัณฑ์แรกในชีวิตของท่าน มีผู้ฟังเป็นพัน ๆ คน เนื้อหาการเทศนากล่าวถึง พระพุทธประวัติ เทศน์เป็นเวลานานถึง ๓ ยาม (ยามหนึ่ง มี ๔ ชั่วโมง ๓ ยาม รวมเท่ากับ ๑๒ ชั่วโมง) โดยที่ผู้ฟังไม่รู้สึกอยากกลับบ้านเลย ทั้งที่เป็นการเทศน์โต้รุ่ง ผู้คนจึงร่ำลือถึงความสามารถ และความสง่างามของสามเณรไปทั่วประเทศ แต่ทว่า สามเณรน้อยวัย ๑๒ ขวบ หลังจากบรรพชาแล้ว หาได้หลงใหลในคำสรรเสริญเยินยอแต่อย่างใด เป็นที่น่าแปลกว่า แม้สามเณรเป็นเด็กวัยวิ่งเล่นก็ตาม ท่านกลับมีคุณสมบัติพิเศษหลายประการด้วยกัน คือ รักการฝึกฝนอบรมและปรับปรุงตนเองเป็นอย่างมาก ฝึกแสดงธรรมอย่างสม่ำเสมอ จนเกิดความเชี่ยวชาญยิ่งขึ้น ทั้งสอนตนเองได้ว่า จะต้องรับภาระงานพระพุทธศาสนาอันยิ่งใหญ่ อีกทั้งได้พัฒนาพื้นฐานทางด้านวิชาการศาสนา เพื่อเตรียมรับมือกับภารกิจที่สำคัญและท้าทายยิ่งในอนาคต เมื่อสามเณรคุณานันทะอายุได้ ๒๑ ปี ท่านได้อุปสมบทที่วัดทีปทุตตาราม ในเมืองโคลัมโบ ซึ่งเป็นศูนย์กลางในการเผยแผ่ของศาสนานั้น พระภิกษุคุณานันทะ มีบุคลิกที่ไม่เหมือนกับชาวพุทธทั่วไป ชาวพุทธทั่วไปนั้น เมื่อถูกรุกรานอย่างไม่เป็นธรรมจากศาสนาอื่น ส่วนใหญ่มักจะอยู่นิ่งเฉย พร้อมใจกันวางอุเบกขา ไม่กล้าเผชิญหน้า หรือโต้ตอบกันตรง ๆ กับฝ่ายที่มารุกราน ได้แต่แผ่เมตตาให้แก่ผู้มารุกรานแต่เพียงอย่างเดียว โดยไม่ได้ปรับปรุงสิ่งใด ๆ ให้ดีขึ้น และพากันดูดาย ไม่กระตือรือร้นที่จะร่วมมือกัน ขจัดภัยพาลของพระพุทธศาสนา ผลจากการที่ท่านเป็นสามเณรที่ดี รักการฝึกฝนตนเองอย่างยิ่งยวด รักและหวงแหนพระพุทธศาสนาตั้งแต่เยาว์วัย เมื่อได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุแล้ว ก็ทำให้ท่านคุณานันทะเป็นพระภิกษุที่ดี มีศีลาจารวัตรงดงามน่าเลื่อมใส ต่อไปนี้เป็นเรื่องราวสำคัญที่เปลี่ยนแปลงชีวิตของชาวพุทธในศรีลังกา และเป็นประวัติศาสตร์ของพระพุทธศาสนา เนื่องจากสถานการณ์ขณะนั้น ศาสนาอื่นที่เข้ามาครอบครองศรีลังกา ได้ข่มเหงพุทธศาสนิกชนอย่างต่อเนื่อง จนใคร ๆ ต่างสรุปว่า อีกไม่นานพระพุทธศาสนาคงจะต้องหมดไปจากเกาะศรีลังกา แม้แต่นักเขียนชื่อดังสมัยนั้น คือ เจมส์ เดอ อัลวิส ได้บันทึกไว้ในปี พ.ศ. ๒๓๙๓ ว่า พระพุทธศาสนาจะต้องสูญสิ้นไปจากศรีลังกาก่อนสิ้นสุดคริสตศตวรรษที่ ๑๙ นี้อย่างแน่นอน (ก่อนปี พ.ศ. ๒๔๔๓) ครั้นเมื่อท่านคุณานันทะได้ประกาศตนว่า จะกอบกู้และปกป้องพระพุทธศาสนา จากการรุกรานของศาสนาอื่น โดยใช้ปัญญาเป็นอาวุธ จึงทำให้เกิดการประลองปัญญา โต้วาทะกันขึ้นเป็นจำนวนถึง ๕ ครั้ง ในช่วงเวลา ๙ ปี ดังนี้ ครั้งที่ ๑ เดือนกุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๔๐๘ ผลที่เกิดขึ้น คือ ชาวพุทธที่เคยท้อแท้ หมดหวัง ต่างเริ่มมีความหวังในการกอบกู้พระพุทธศาสนาขึ้นมาบ้าง และมีความเชื่อมั่นในสิ่งที่ท่านคุณานันทะได้กระทำตลอดมา ครั้งที่ ๒ เดือนสิงหาคม พุทธศักราช ๒๔๐๘ ผลที่เกิดขึ้น คือ ผู้ฟังทั้ง ๒ ศาสนา มีจำนวนเพิ่มขึ้น เกิดความตื่นตัว และสนใจเข้าฟังการโต้วาทธรรมอย่างกว้างขวาง ครั้งที่ ๓ เดือนกุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๔๐๙ ผลที่เกิดขึ้น คือ ศาสนาอื่นเข็ดขยาด ไม่กล้ามาตอแยท่านคุณานันทะเป็นเวลานานถึง ๕ ปี การย่ำยีพระพุทธศาสนา ในที่สาธารณะก็หมดไป แม้ว่าการโจมตีทั่วไปจะยังไม่หมดก็ตาม ครั้งที่ ๔ เดือนมกราคม พุทธศักราช ๒๔๑๔ ผลที่เกิดขึ้น คือ ผู้แทนศาสนาอื่นเข็ดหลาบในการโต้วาทธรรม กลับไปปรับปรุงกระบวนทัพใหม่ ครั้งที่ ๕ เดือนสิงหาคม พุทธศักราช ๒๔๑๖ เป็น การโต้วาทธรรมครั้งที่สำคัญและยิ่งใหญ่ที่สุด และมีผลกระทบต่อความเป็นความตายของศาสนาทั้งสองมากที่สุด เกิดจากการที่ศาสนาอื่นได้กล่าวจ้วงจาบย่ำยีพระพุทธศาสนา ท่านคุณานันทะจึงกล่าวเชิญมาโต้วาทธรรมกัน ณ เมือง ปานะดุระ โดยแบ่งเวลาสนทนาเป็น ๒ วัน รวม ๔ รอบ ผลที่เกิดขึ้น คือ ฝ่ายศาสนาอื่นพ่ายแพ้ราบคาบ ไม่กล้ามาเผชิญหน้ากับท่านอีกต่อไป และยังมีผลต่อเนื่องที่ยิ่งใหญ่ คือ ๑. มีการตีพิมพ์ และแปลบทโต้วาทะเป็นภาษาอังกฤษ โดยหนังสือพิมพ์รายวัน Times of Ceylon และภาษาอื่น ๆ อีกหลายภาษา ๒. ชาวอเมริกันคนหนึ่ง ชื่อ เฮนรี สตีล โอลกอตต์ (Henry Steel Olcott) ได้ไปอ่านพบเข้า และต่อมาได้มีบทบาทในการผลักดันการแก้กฎหมายต่าง ๆ เช่น ให้ อังกฤษยกเลิกกฎหมายห้ามชาวพุทธประกอบพิธีกรรม ในวันสำคัญทางศาสนาของตน ดังนั้น ชาวพุทธจึงกลับมาทำพิธีเฉลิมฉลองวันวิสาขบูชาได้เป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. ๒๔๒๘ หลังจากว่างเว้นมายาวนาน ๓. ศาสนิกอื่นที่มาร่วมฟังการโต้วาทะในครั้งนั้น บางคนถึงกับเสื่อมศรัทธาจากศาสนาของตน แล้วหันมานับถือพระพุทธศาสนาด้วยความสมัครใจ ๔. การข่มเหง เบียดเบียน ทำลายชาวพุทธก็หมดไป ตลอดชีวิตของพระคุณานันทเถระ เป็นไปเพื่อความอยู่เป็นสุขของพุทธศาสนิกชนทั้งประเทศไม่ให้ตกอยู่ในอำนาจของความอยุติธรรมจากศาสนาอื่น จนถึงกับมีผู้เขียนพรรณนาโวหารไว้เป็นภาษาสิงหลว่า “ท่านคุณานันทะ ทำให้พวกศาสนาอื่นหวาดผวา เหมือนนักย่องเบาเห็นพระจันทร์เต็มดวงลอยเด่นขึ้นมา ฉะนั้น” หมายความว่า ปกตินักย่องเบาชอบความมืด ยิ่งมืดยิ่งชอบ จะได้ย่องเบาขโมยทรัพย์ของผู้อื่นได้ แต่นักย่องเบาจะกลัวแสงสว่าง เพราะฉะนั้นเมื่อพระจันทร์เต็มดวงขึ้นมาก็จะหวาดกลัว เพราะเกรงว่าเจ้าของทรัพย์จะเห็น เพราะเหตุที่ท่านทำงานพระพุทธศาสนาแบบเอาชีวิตเป็นเดิมพัน ทำงานหนักโดยไม่หยุดหย่อนเลยจึงอาพาธอยู่เนือง ๆ แม้แพทย์ที่เก่งที่สุดขอให้ท่านวางมือจากการงานเสียบ้าง แต่ท่านก็ไม่ได้ทำตามคำแนะนำของแพทย์ เพราะเห็นความสำคัญของงานพระพุทธศาสนามากกว่า จนกระทั่งวันที่ ๒๑ กันยายน พ.ศ. ๒๔๓๓ ท่านจึง ได้มรณภาพไปด้วยอาการสงบ เหมือนดวงอาทิตย์ยามเที่ยงวันพลันดับลง ด้วยสิริอายุได้ ๖๗ ปี นับเป็น ๖๗ ปี ที่ทรงคุณค่าอย่างยิ่งต่อพระพุทธศาสนาและอนุชนตราบจนถึงทุกวันนี้ เมื่อท่านมรณภาพแล้ว ได้มีการสร้างอนุสาวรีย์ของท่านขึ้นที่วัดทีปทุตตาราม เมืองโคลัมโบ เพื่อเป็นเครื่องระลึกถึงคุณความดีของท่าน พระคุณานันทเถระ ผู้เป็นมหาปราชญ์ แม่ทัพกองทัพธรรมที่รบชนะศึกด้วยปัญญา ชีวิตของท่าน เป็นชีวิตของสมณะ ผู้อุทิศตนเพื่อกอบกู้พระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง ดังนั้น เมื่อท่านเอาชีวิตเข้าปกป้องและรักษาพระพุทธศาสนา ให้ดำรงคงอยู่มาถึงปัจจุบันนี้ จึงเป็นหน้าที่ของพุทธบริษัท ๔ ที่จะต้องเอาท่านเป็นแบบอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “พุทธบุตรต้องเป็นหนึ่งเดียวกัน เหมือนดวงตะวันที่มีดวงเดียว” ในการที่จะบำเพ็ญสมณธรรม ตั้งใจฝึกฝนอบรมตนเอง และประพฤติปฏิบัติธรรม แล้วเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในการช่วยกันเผยแผ่พระพุทธศาสนาไปให้กว้างไกลทั่วโลก ร่วมมือร่วมใจสืบทอดอายุพระพุทธศาสนาให้ยืนยาวนานตลอดไปโดยเอาชีวิตเป็นเดิมพัน ดังเช่น พระคุณานันทเถระ ผู้ดำรงชีวิตตามพุทธดำรัสที่ว่า “ชีวิตแม้เป็นอยู่ถึงร้อยปี แต่มีความเกียจคร้าน มีความเพียรเลว หาประเสริฐไม่ บุคคลแม้มีชีวิตอยู่เพียงวันเดียว แต่มีความเพียรมั่น ชีวิตนั้นย่อมประเสริฐกว่า” --------------------------------------- กติกาการโต้วาทะ ในการโต้วาทะ ครั้งที่ ๕ ซึ่งถือเป็นครั้งสำคัญที่สุด ก่อนที่ทั้งสองฝ่ายจะเริ่มโต้วาทะกัน มีความจำเป็นจะต้องร่างกติกาขึ้นมาก่อน เพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อย เนื่องจากมีศาสนิกของทั้งสองศาสนามาร่วมฟังกันอย่างท่วมท้น ล้นหลาม ซึ่งกติกาข้อหลัก ๆ มีดังนี้ ๑. การโต้วาทะกันให้กระทำด้วยวาจาต่อหน้าสาธารณชน ไม่ให้เขียนแล้วนำมาอ่าน ๒. ทั้งสองฝ่ายต้องส่งร่างเนื้อหาล่วงหน้า พร้อมลงลายมือชื่อรับรอง เพื่อแสดงจุดยืนที่ชัดเจนในเนื้อหาสาระ และไม่มีการเบี่ยงเบนจากหลักธรรมในศาสนาของตนในภายหลัง ๓. ต้องมีหลักฐานอ้างอิงที่มาของเนื้อหา จะยกมา ลอย ๆ ไม่ได้ เมื่อรับทราบกติกาแล้ว ทั้งสองฝ่ายต้องลงนามรับรองกติการ่วมกันก่อนวันโต้วาทะประมาณ ๑ เดือน กำหนดการ โต้วาทะ คือ วันที่ ๒๖ และ ๒๘ เดือนสิงหาคม พุทธศักราช ๒๔๑๖ เวลา ๘.๐๐ น. ถึง ๑๐.๐๐ น. ช่วงบ่าย ๑๕.๐๐ น. ถึง ๑๗.๐๐ น. ให้แต่ละฝ่าย พูดได้ครั้งละ ๑ ชั่วโมงต่อ ๑ รอบ โดยพื้นฐานแล้ว ทั้งสองฝ่ายนอกจากจะมีความรู้ในศาสนาของตนเองเป็นอย่างดีแล้ว ยังมีความรู้ในคัมภีร์ของอีกฝ่ายหนึ่งพอสมควร ทำให้การโต้วาทะครั้งนี้ เผ็ดร้อนถึงพริกถึงขิงยิ่งนัก ประเด็นที่ทั้งสองฝ่ายนำมาหักล้างกันในครั้งนั้น นับว่าเป็นสิ่งที่มีประโยชน์อย่างยิ่ง ไม่แต่เฉพาะสำหรับชาวพุทธเท่านั้น แต่เป็นความรู้ที่สำคัญต่อมวลมนุษย์ทุก ๆ คน ไม่ว่าบุคคลนั้นจะนับถือศาสนาใดก็ตาม ต่อไปนี้เป็นตัวอย่างหัวข้ออภิปรายบางประเด็น ที่ยกมาพอสังเขป --------------------------------------- เนื้อหาการโต้วาทะ ครั้งที่ ๕ หัวข้ออภิปราย : พระเวสสันดรกับการบริจาคบุตรธิดาและภรรยา ฝ่ายตรงข้ามกับท่านคุณานันทะ ได้เปิดประเด็นว่า การที่พระเวสสันดรทรงบริจาคพระชายา พระโอรส และพระธิดา ให้เป็นทานนั้น เป็นการกระทำที่โหดร้ายมาก ธรรมดาแล้วภรรยาถือได้ว่าเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับสามี ลูกเปรียบประดุจสร้อยทองคล้องใจของพ่อแม่ การทอดทิ้งบุตรภรรยานั้นสมควรได้รับการตำหนิติเตียน ได้รับการประณามจากสังคม และยังเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมายอีกด้วย นี่คือข้อหาที่อีกศาสนาหนึ่งกล่าว ท่านคุณานันทะได้ชี้แจงประเด็นนี้อย่างสุขุม ลุ่มลึก นุ่มนวลว่า “การบำเพ็ญบารมี เพื่อที่จะบรรลุอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณได้นั้น พระองค์จะต้องเอาชนะความโลภและความยึดมั่นถือมั่นของพระองค์ให้ได้ การบริจาคพระโอรสและพระธิดาในครั้งนี้ แท้จริงแล้วกลับได้ประโยชน์ คือ แทนที่พระโอรสและพระธิดาจะต้องทนลำบากอยู่ในป่าในเขากับพระราชบิดา แต่ว่าไม่นานนัก ก็จะได้กลับไปอยู่กับพระอัยยิกา คือ ปู่ ในพระราชวังตามเดิม ส่วนพระนางมัทรีนั้นเมื่อท้าวสักกเทวราชรับบริจาคไปแล้ว ก็ถวายคืนแก่พระเวสสันดร ณ ที่นั้นนั่นเอง ไม่ได้ หวังจะนำไปเป็นภรรยาจริง ๆ อีกประการหนึ่ง เราต้องดูว่า ตอนสุดท้ายท่านได้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หมดกิเลสอาสวะ พระนางมัทรีก็มาเป็นพระนางพิมพา ก็ได้รับประโยชน์จากการบรรลุอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ เป็นพระอรหันตเถรี พระราหุล ก็บรรลุเป็นพระอรหันต์ พระอุบลวรรณาเถรีก็เป็นพระอรหันตเถรี หมายความว่า ในที่สุด ภพชาติสุดท้าย ทุกคนต่างได้รับประโยชน์ ส่วนในระหว่างการสร้างบารมีจะทำอย่างไรนั้น ถือว่าเป็นวิธีการ แต่ตอนสุดท้ายทุกคนบรรลุเป้าหมายปลายทางของชีวิต คือ ได้บรรลุมรรคผลนิพพาน อย่าลืมว่า ในชาติที่เกิดเป็นพระเวสสันดรนั้น ท่านมุ่งพระโพธิญาณ ซึ่งประโยชน์ใหญ่จะเกิดขึ้นกับพระองค์และชาวโลก รวมทั้งเทวดาอีกมากมายนับไม่ถ้วน ท่านจึงตัดสินใจเดินไปที่สระบัว ซึ่งขณะนั้นกัณหาและชาลีแอบซ่อนอยู่ แล้วท่านพูดโดยไม่ได้ขู่เข็ญลูกทั้งสองเลย แต่พูดด้วยจิตที่เป็นกุศลว่า “ลูกกัณหา ชาลี ช่วยมาเป็นสำเภาทองให้พ่อสักหน่อยเถิด เพื่อที่พ่อจะได้ข้ามไปถึงฝั่งพระนิพพาน ถึงตรงนั้นแล้วพ่อจะได้มาทำประโยชน์อันยิ่งใหญ่ให้แก่มนุษย์และเทวดา ลูกทั้งสองก็จะได้ประโยชน์อันนี้ด้วย เรามาสร้างบารมีร่วมกันเถิด พ่อจะทำหน้าที่ของผู้ให้ ลูกก็ทำหน้าที่ของลูก ให้ร่วมบุญกับพ่อ คือ เป็นผู้ให้เช่นเดียวกัน ให้เขาเอาตัวของลูกไป เขาจะเอาไปทำอะไรก็แล้วแต่ ไปรับใช้เขานะ เพราะว่าเราไม่ใช่ว่าไม่เคยสร้างบารมีกันมาอย่างนี้ เราให้กันมาตั้งมากมายแล้ว ให้อีกสักครั้งทำไมจะไม่ได้ และอีกประการหนึ่ง ทางที่จะไปนั้นผ่านเมืองที่ปู่ของเจ้าอยู่ พ่อจะตั้งค่าตัวเอาไว้ สำหรับเป็นค่าไถ่ตัว ชูชกเขาขาดแคลนเงิน เขาไม่มีเงินไปจ้างใครให้มาเป็นลูกจ้าง เขาถึงมาขอลูก แต่จริง ๆ แล้วเขาต้องการเงิน เขาไม่ต้องการลูกหรอก ถึงลูกอยู่ในป่ากับพ่อ ถึงจะอบอุ่นแต่ก็ลำบาก ไปอยู่กับปู่ดีกว่า และจะได้มีโอกาสกราบทูลเสด็จปู่ให้ทราบว่า ตอนนี้พ่อเป็นอย่างไร เมื่อปู่เข้าใจก็จะได้ประชุมชาวเมืองเขาว่า ให้โอกาสพ่อกลับเมืองได้ ลูกก็เหมือนเป็นทูตด้วย เพราะฉะนั้น ไปเถิดนะลูกนะ” ท่านพูดอย่างนี้กับกัณหาชาลี ไม่ได้ขู่เข็ญเลย เมื่อลูกทั้งสองได้ฟังแล้วกลับรู้สึกปลื้มใจว่า เราจะได้เป็นสำเภาทองเพื่อไปกราบทูลปู่ให้ทราบ ท่านจะได้หารือกับชาวเมืองที่ขับไล่พ่อออกมา ชาวเมืองสงสารก็จะได้รับพ่อกลับไป ดังนั้น จึงเป็นคำพูดที่ไม่โหดร้ายเลย ส่วนพระนางมัทรีก็เช่นเดียวกัน ท่านพูดยกใจว่า “ถ้าหากเราอยู่ร่วมกันอย่างนี้ เราก็จะลำบากกันไปทุกชาติ เหมือนชาติที่ผ่านมาเราก็ลำบาก เราไปพระนิพพานกันเถิด เมื่อจะไปมันก็ต้องสั่งสมบุญกันมาก ๆ นี้เป็นโอกาสสุดท้าย ที่เราจะได้สร้างบารมีกันขนาดนี้ เราร่วมบุญกันเถิดนะ ให้โอกาสกับพี่ เพื่อที่จะได้สร้างบารมีให้บรรลุอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ สองเราจะได้บุญด้วยกัน พอถึงตรงนั้นเราจะได้บรรลุไปพร้อม ๆ กัน” ท่านพูดคุยแต่ในสิ่งที่ดี ๆ เช่นนี้ พระนางมัทรีเองก็เข้าใจและชื่นอกชื่นใจว่า ตัวจะได้เป็นสำเภาทองอีกเหมือนกัน และความจริงแล้วพระอินทร์ก็ไม่ได้รับพระนางไปเป็นภรรยา ในที่สุดก็ส่งพระนางคืนพระเวสสันดร เพราะฉะนั้น พระเวสสันดรท่านไม่ได้บังคับพระนางมัทรีกัณหาและชาลีเลย ทั้งไม่ได้เป็นการโหดร้าย แต่เป็นความสมัครใจกันทั้งครอบครัว เพราะท่านพูดให้เข้าใจด้วยเหตุด้วยผล อีกประการหนึ่ง การบริจาคบุตรภรรยาเป็นธรรมเนียมของบรมโพธิสัตว์ เพราะผู้ที่จะตรัสรู้อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณนั้น หากผูกพันต่อสิ่งใดแม้เพียงนิดเดียว ก็จะไปสู่อายตนนิพพานไม่ได้ ทำพระนิพพานให้แจ้งไม่ได้ เพราะฉะนั้นใจจะต้องไม่ผูกพันกับสิ่งใดเลย จึงจะบรรลุ มรรคผลนิพพานได้ ประเด็นที่ทั้งสองฝ่าย นำมากล่าวหักล้างกันนั้น นับเป็นสิ่งที่มีประโยชน์อย่างยิ่ง ไม่ได้เป็นประโยชน์เฉพาะสำหรับชาวพุทธเท่านั้น แต่เป็นความรู้ที่สำคัญต่อมนุษย์ทุก ๆ คน ไม่ว่าคนๆ นั้นจะนับถือศาสนาใดก็ตาม อย่าลืมว่า พระพุทธศาสนาไม่ได้มีไว้สำหรับแข่งกับศาสนาอื่น แต่มีไว้สำหรับสอนชาวโลกในเรื่องความจริงของชีวิต โดยเฉพาะเรื่องกฎแห่งกรรม ซึ่งไม่มีสอนในศาสนาใด ๆ สอนเพื่อบำบัด ทุกข์บำรุงสุขอย่างแท้จริง ตั้งแต่ฆราวาสจนกระทั่งถึงผู้ปรารถนาจะทำพระนิพพานให้แจ้ง สอนหมดทุกระดับ สอนทุก ๆ คนในโลกนี้ เรารักษาพระพุทธศาสนาไว้ ก็ไม่ใช่เพื่อจะแข่งกับศาสนาอื่น เพราะคู่แข่งที่แท้จริงของเรา คือ เวลา และศัตรูที่แท้จริง คือ พญามาร ที่ส่งกิเลสอาสวะมาบังคับบัญชามนุษย์ ดังนั้น ศาสนาอื่น หรือใคร ๆ ก็ไม่ใช่ศัตรู ไม่ใช่คู่แข่ง ที่ท่านคุณานันทะโต้วาทะนั้นด้วย ท่านก็พูดด้วยจิตที่ประกอบไปด้วยความเมตตา เหมือนหมอรักษาไข้คนป่วย มีอาการเพ้อด้วยพิษไข้อย่างไร ก็รักษากันไปตามอาการอย่างนั้น --------------------------------------- หัวข้ออภิปราย : พระสัพพัญญุตญาณไม่มีจริง ฝ่ายตรงข้ามกับท่านคุณานันทะ ได้ยกประเด็นว่า “พระสัพพัญญุตญาณไม่มีจริง และพระพุทธเจ้าไม่มีทิพยญาณ โดยยกหลักฐานจากพระไตรปิฎกที่ปรากฏในคัมภีร์ มหาวรรคว่า หลังจากตรัสรู้แล้ว พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงท้อพระทัยที่จะแสดงธรรม เนื่องจากธรรมะเป็นเรื่องลึกซึ้ง ยากที่ใคร ๆ จะเข้าใจตามได้ จนกระทั่งพรหมมากราบอาราธนาว่า คนที่สามารถฟังธรรมของพระองค์แล้วตรองตามได้นั้น มีอยู่ จึงทำให้พระองค์มีกำลังใจที่จะแสดงธรรม ต่อมาเทวดามากราบทูลพระองค์ว่า ท่านอาฬารดาบสและอุทกดาบสได้สิ้นบุญไปแล้วทั้งคู่ ทั้งหมดนี้หมายความว่า พระองค์ไม่มีทิพยญาณแต่อย่างใด และแม้ว่าพระสัพพัญญุตญาณที่พระองค์ทรงมีนั้น มีสภาพตื้นเขินเพียงเท่านี้ไซร้ ใคร ๆ ก็มีสัพพัญญุตญาณกันได้ทุกคน” ท่านคุณานันทะได้กล่าวโต้ประเด็นนี้กลับไปว่า “เรื่องนี้ ท่านเคยชี้แจงและได้ตีพิมพ์ในเอกสารไปแล้ว ท่านจึงทบทวน ขึ้นอีกครั้งหนึ่งว่า คำว่า “พระสัพพัญญุตญาณ” นั้น ไม่ได้ หมายความว่า พระพุทธเจ้าทรงมีญาณหยั่งรู้ทุกสิ่งอยู่ตลอดเวลา แต่ว่าจะเป็นไปตามพุทธประสงค์ หมายความว่า หากพระองค์ทรงสอดข่ายพุทธญาณ เพื่อหยั่งทราบเรื่องราวแล้ว พระองค์ก็จะทรงทราบสิ่งที่ทรงมุ่งประสงค์ได้ เปรียบเสมือนคนเราที่มีดวงตาอยู่ แต่ถ้าไม่ได้ลืมตาขึ้นดู ก็ย่อมมองไม่เห็นสิ่งต่าง ๆ เป็นธรรมดา ในกรณีนี้ เราไม่อาจจะตำหนิเขาได้ว่า เขาไม่มีตา หรือว่าตามองไม่เห็น ดวงตานั้นมีอยู่ เมื่อเราอยากดูก็ลืมตาดูจึงจะเห็น แล้วก็เห็นได้ทีละอย่าง พระสัมมาสัมพุทธ เจ้าตรัสไว้เองว่า พระองค์ไม่ได้เป็นพระ สัพพัญญูตลอดเวลา แต่ว่าเมื่อปรารถนา อยากจะดูตอนไหนก็จะเห็นตอนนั้น เมื่อตรัสรู้แล้ว พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงมีเพียง พุทธดำริที่จะหาผู้ที่จะไปแสดงธรรมโปรด แต่ว่ายังไม่ได้ทรงเล็งดูด้วยทิพยญาณ ซึ่งเทวดาก็ทราบถึงพุทธดำรินั้น จึงมากราบทูลอาราธนา เมื่อพระองค์ทรงเล็งด้วยทิพยญาณ ก็ทรงหยั่งรู้ภพภูมิที่ดาบสทั้งสองไปเกิด ซึ่งตรงนี้เทวดาไม่รู้ว่า ท่านทั้งสองไปเป็นอรูปพรหม อยู่ในอรูปภพแล้ว ส่วนประเด็นเรื่องทรงท้อพระทัยนั้น ความจริงแล้ว ความท้อพระทัยไม่มีในพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะพระองค์มีกำลังใจเต็มเปี่ยมในการโปรดสรรพสัตว์ทั้งหลาย เพียงแต่เวลานั้นพระองค์กำลังอยู่ในดำริ เมื่อตรวจตราดูธรรมะที่พระองค์ได้ตรัสรู้ ก็พบว่าเป็นสิ่งที่ลึกซึ้งยากที่จะสอนใครให้เข้าใจได้ เพราะสัตว์โลกมีความอยาก อยากได้ อยากมี อยากเป็น คุ้นกับความอยาก ไม่มีการหยุด ไปพูดเรื่องการหยุด ให้กับคนที่มีความอยาก จึงยากที่จะเข้าใจได้ ทั้งหมดนี้พระองค์กำลังอยู่ในขั้นรำพึงเท่านั้น มิได้ทรงท้อพระทัยที่จะแสดงธรรม จนพรหมต้องมากราบอาราธนา แต่เป็นธรรมเนียมว่า พรหมจะต้องมาอาราธนา พรหมก็ปฏิบัติตามธรรมเนียม และไม่ว่าพระพุทธเจ้ากี่พระองค์ลงมาตรัสรู้ก็ตาม ท่านก็จะดำริอย่างนี้ แล้วพรหมก็มาตามธรรมเนียมอย่างนี้ อุปมาเหมือนกับพิธีถวายสังฆทาน ที่ต้องมีพิธีกรมาทำหน้าที่ดำเนินพิธีกรรม แล้วเจ้าภาพจึงค่อยกล่าวคำถวายสังฆทานแด่คณะสงฆ์ หากไม่มีพิธีกรก็คงถวายสังฆทานได้ แต่นี้เป็นธรรมเนียมที่พิธีกรจะต้องมาทำหน้าที่ พรหมก็เปรียบเหมือนพิธีกรนั่นเอง --------------------------------------- หัวข้ออภิปราย : การเข้าถึงพระรัตนตรัยว่าเป็นที่พึ่ง เป็นสิ่งโง่เขลา ประเด็นนี้ ผู้บรรยายฝ่ายตรงข้ามของท่านคุณานันทะ ได้กล่าวว่า พระรัตนตรัยไม่มีความพิเศษอะไรเลย การเข้าถึงพระรัตนตรัยว่าเป็นที่พึ่งนั้น เป็นสิ่งโง่เขลา การถึงพระพุทธเจ้าที่ปรินิพพานไปแล้วว่าเป็นที่พึ่ง ถือเป็นเรื่องไร้ประโยชน์ แสงอาทิตย์ย่อมปรากฏไม่ได้หาก ปราศจากดวงอาทิตย์ ฉันใด พระพุทธองค์เมื่อปรินิพพาน พระองค์ได้สูญสิ้นไปแล้ว ที่พึ่งคือพระพุทธเจ้าจะมีได้อย่างไร ฉันนั้น พระธรรม คือ หนังสือที่มีผู้เขียน เขียนกันขึ้นมา หนังสือเหล่านั้นต่างหากที่ต้องมีท่านเป็นที่พึ่ง พวกท่านต้องดูแลรักษา เก็บเอาไว้ไม่ให้สูญหาย หรือถูกทำลาย ท่านจะพึ่งพิงหนังสือได้อย่างไร มีแต่หนังสือต่างหากต้องพึ่งมนุษย์เพื่อให้ดูแลรักษา ส่วนการยึดถือพระสงฆ์นั้น พระสงฆ์ผู้เป็นคนบาป หนาแน่นไปด้วยกิเลส เช่น ความโลภ ความโกรธ ความหลง และยังถือตัวว่า เป็นสรณะที่พึ่ง สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นความโง่เขลา งมงาย นับเป็นการยึดถือคนตาบอดให้เป็นผู้นำทางโดยแท้ การที่ฝ่ายตรงข้ามกล่าวเช่นนี้ก็เพื่อจะพูดให้ท่านคุณานันทะโกรธ เป็นการสอบอารมณ์ เพราะท่านเป็นพระสงฆ์ เมื่อโดนสอบอารมณ์อย่างนี้ ท่านก็ไม่โกรธ ไม่มีความขุ่นมัวเลย เพราะความขุ่นมัวจะเอาไปใช้โต้วาทะไม่ได้ ต้องสู้กันด้วยปัญญา ไม่ใช่สู้กันด้วยกิเลส ในเบื้องต้น ท่านคุณานันทะได้ชี้แจงเรื่องที่ฝ่ายตรงข้าม อ้างว่า พระพุทธเจ้าปรินิพพานไปแล้ว ไม่สามารถเป็นที่พึ่งได้ ท่านได้แสดงเรื่อง นิพพาน ๓ ประเภท ได้แก่ ๑. กิเลสนิพพาน คือ การดับกิเลสตัณหาของพระองค์ในวันตรัสรู้ ถือเป็นนิพพานอย่างหนึ่ง ๒. ขันธนิพพาน คือ การดับเบญจขันธ์สู่อนุปาทิเสสนิพพาน เมื่อทรงมีพระชนมายุ ๘๐ พรรษา ณ เมืองกุสินารา ๓. ธาตุนิพพาน คือ พระบรมสารีริกธาตุสูญสิ้นไป พระสัมมาสัมพุทธเจ้า แม้จะดับขันธปรินิพพานไปแล้ว แต่ก็เป็นการดับของกิเลสและขันธ์ ส่วนพระบรมสารีริกธาตุนั้นยังทรงดำรงอยู่ เสมือนเป็นตัวแทนของพระองค์ ถ้าหากว่า ศาสดาของศาสนาใดได้ถึงแก่กรรมลง ศาสนานั้นหมดคุณค่า พึ่งพามิได้ ก็หมายความว่า ทุก ๆ ศาสนาขณะนี้ มีศาสดาที่ไร้ความหมาย ไม่ควรระลึกถึงเลยอย่างนั้นหรือ นอกจากนี้ยังกล่าวว่า พระพุทธองค์ทรงดับขันธปรินิพพาน ดับสูญไปแล้ว เป็นที่พึ่งไม่ได้นั้น เป็นคำกล่าวของผู้ไม่รู้ บุคคลใดก็ตาม หากได้ปฏิบัติสมาธิอย่างถูกวิธี มีความเพียรสม่ำเสมอไม่ขาดสาย จะเข้าถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้านับพระองค์ไม่ถ้วน และสามารถถึงท่านว่า เป็นที่พึ่งอย่างแท้จริง ดังมีพยานบุคคลมากมาย นับตั้งแต่สมัยพุทธกาลจนถึงปัจจุบันนี้ ในส่วนพระธรรม ในเบื้องต้น พระธรรมอาจจะเป็นหนังสือตามที่ผู้พูดต่างศาสนาเข้าใจ แต่พระธรรมสำหรับชาวพุทธแล้ว หมายถึง คำสอนที่มีเอาไว้ให้ปฏิบัติ บุคคลที่ปฏิบัติตามพระธรรม คือ ปฏิบัติตามคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระธรรมย่อมคุ้มครองผู้ประพฤติธรรมนั้น สามารถเป็นที่พึ่งอันแท้จริง อีกประการหนึ่ง การถึงพระธรรมเป็นที่พึ่งนั้น หมายเอาโลกุตตรธรรม ๙ ประการ (มรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑) เป็นที่สุด มิได้มีความหมายตื้นเขินดังที่ผู้พูดจากศาสนาอื่นเข้าใจ พระธรรมไม่ใช่เป็นแค่หนังสือหรือตัวหนังสือ แต่เป็นความรู้ในนั้น ที่ทำให้ผู้ที่ได้ศึกษา ได้ปฏิบัติ เกิดประสบการณ์ภายใน ได้เข้าถึงธรรมอย่างที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงเข้าถึงนั่นเอง พระธรรมจึงเป็นที่พึ่งภายในที่แท้จริงของบุคคลนั้น ส่วนพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนา มีองค์ประกอบสมบูรณ์อยู่ในตัวแล้ว กล่าวคือ มีพระพุทธเจ้าผู้ทรงค้นพบพระธรรม และมีพระสงฆ์เป็นผู้สืบทอดพระธรรมอย่างไม่ขาดสาย แต่ผู้พูดจากศาสนาอื่น นอกจากเป็นผู้ที่มองโลกผิดไปจากความเป็นจริงแล้ว ยังมองโลกในแง่ร้ายอีกด้วย ท่านคุณานันทะยังกล่าวเสริมอีกว่า พระสงฆ์ในพระพุทธศาสนา มี ๒ ประเภท คือ อริยสงฆ์ และสมมติสงฆ์ การเห็นสมณะ คือ พระสงฆ์นั้น มุ่งหมายเอาพระอริยสงฆ์เป็นหลัก ซึ่งเป็นเนื้อนาบุญที่แท้จริง คำว่า เนื้อนาบุญ เป็นสิ่งที่ไม่มีในศาสนาของผู้พูดและแม้ศาสนาอื่น ในขณะที่สมมติสงฆ์แม้ยังไม่หมดกิเลส ก็กำลังทำกิเลสให้เบาบางลง เพราะฉะนั้น พระสงฆ์จึงเป็นที่พึ่งในฐานะที่เป็นทั้งเนื้อนาบุญ และเป็นแหล่งแห่งความรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วย --------------------------------------- หัวข้ออภิปราย : การปรินิพพานของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ฝ่ายตรงข้ามท่านคุณานันทะ ได้อภิปรายโจมตีว่า พระพุทธเจ้าทรงปรินิพพานเยี่ยงคนอนาถา โดยมีเนื้อหาการบรรยายว่า การปรินิพพานของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น พระองค์ทรงอาพาธเป็นโรคท้องร่วงอย่างหนัก หลังจากเสวยเนื้อสุกรอ่อนที่ดาบสจุนทะทำมาถวาย บังเกิดทุกขเวทนาอย่างรุนแรง ในระหว่างทางไปเมืองกุสินารา ทรงเป็นลมและล้มลงหลายครั้ง แล้วต้องทรงดื่มน้ำจากแม่น้ำสายเล็ก ๆ สายหนึ่ง ทั้งนี้ทั้งนั้น ไม่ปรากฏเลยว่า พระองค์ได้ทรงใช้อิทธิฤทธิ์ใด ๆ ทั้งไม่ปรากฏเลยว่า มีเหล่าพรหมหรือเทวดาลงมาถวายการดูแลแต่อย่างใด จึงเห็นได้ชัดว่า เรื่อง พุทธานุภาพเป็นถ้อยคำที่เชื่อถือไม่ได้ จะหลอกลวงได้ก็แต่คนโง่เขลาเท่านั้น ในที่สุดก็ทรงปรินิพพานเช่นเดียวกันกับคนอนาถาคนหนึ่งเท่านั้น นี้เป็นสิ่งที่ฝ่ายตรงข้ามกล่าวโจมตี ท่านคุณานันทะฟังแล้วก็ไม่ได้แสดงความหงุดหงิดอะไร ใจท่านเบิกบาน มองดูคู่สนทนาเหมือนผู้ใหญ่มองเด็กอย่างนั้น แล้วก็ชี้แจงว่า พระพุทธองค์ทรงปรินิพพานตามที่พระองค์ทรงกำหนดเอาไว้ล่วงหน้าว่า อีก ๓ เดือน เราจะปรินิพพาน ที่เมืองกุสินารา คือ ทรงรู้ล่วงหน้าแล้ว ไม่ใช่อาพาธอย่างกะทันหัน ท่านคุณานันทะกล่าวแก้ไขรายละเอียดที่ไม่รอบคอบของฝ่ายศาสนาอื่นว่า นายจุนทะไม่ใช่ดาบส ตามที่ฝ่ายตรงข้ามได้กล่าวว่า พระองค์ได้เสวยเนื้อสุกรอ่อนที่ดาบสจุนทะนำมาถวาย แต่ความจริงทางประวัติศาสตร์ได้บันทึกไว้ว่า นายจุนทะเป็นบุตรของนายช่างทอง ส่วนสูกรมัทวะ หรือเนื้อสุกรอ่อนนั้น ท่านกล่าวว่า อาจจะเป็นเห็ดชนิดหนึ่งก็ได้ การที่พระพุทธองค์ทรงปรินิพพานในวันนั้นก็เป็นไปตามพระพุทธกำหนด เมื่อทรงปลงอายุสังขารแล้ว คือ ทรงมีพระประสงค์ที่จะปรินิพพานในวันนั้นอยู่แล้ว วันเวลาสถานที่ที่จะเสด็จปรินิพพานนั้น พระองค์ได้ทรงประกาศล่วงหน้าไว้แล้วถึง ๓ เดือน ดังนั้น ไม่ว่าจะทรงเสวยอะไรก็ตาม หรือจะแสดงฤทธิ์หรือไม่ก็ตามก็จะต้องเสด็จดับขันธ์ในวันนั้นนั่นเอง เมื่อวันนั้นพระองค์ต้องเสด็จดับขันธ์อยู่แล้ว จะทรงแสดงอิทธิฤทธิ์เพื่ออะไร หรือใครจะมาช่วยเหลืออย่างไรก็ต้องเสด็จดับขันธ์อยู่นั่นเอง ดังนั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงไม่ได้ทรง ปรินิพพานเพราะเสวยสูกรมัทวะ ที่ถูกควรจะพูดเสียใหม่ว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสวยสูกรมัทวะในวันปรินิพพาน นอกจากนี้ ยังมีข้อสังเกตอีกอย่างหนึ่ง ในชั่วโมงสุดท้ายก่อนที่จะเสด็จดับขันธ์นั้น พระองค์ยังได้ตรัสถามเหล่าพระสาวกว่า ใครสงสัยธรรมะข้อใดใน ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ ให้ถามได้ทั้งหมด เราจะตอบทุกข้อ แต่ก็ไม่มีใครสงสัย ไม่ใช่ว่าเกรงใจพระองค์ แต่เพราะว่าพระองค์ได้ทรงสั่งสอนจนกระทั่งเข้าใจธรรมะทั้งหมดอย่างแจ่มแจ้งแล้ว จนกระทั่งในช่วงสุดท้าย มีผู้เข้าไปกราบทูลถาม คือ ท่านสุภัททะ พระองค์ก็ยังทรงมีพระมหากรุณาตรัสสอนท่านสุภัททะจนได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์เป็นศิษย์คนสุดท้ายก่อนที่พระองค์จะเสด็จดับขันธปรินิพพาน พระองค์ทรงเป็นบรมครูที่สง่างามยากที่จะมีครูคนใดในโลก ที่สอนให้ศิษย์ได้บรรลุมรรคผลนิพพานอย่างพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อตรัสสอนท่านสุภัททะแล้ว พระองค์ยังให้โอวาทสุดท้ายแก่เหล่าพุทธบริษัทให้ดำรงประโยชน์ตนและประโยชน์ท่าน ให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาท เป็นปัจฉิมโอวาทอันทรงคุณค่ามาถึงปัจจุบันนี้ ในขณะสุดท้ายของพระชนม์ชีพ พระอนุรุทธะผู้มีตาทิพย์ ยังสอดส่องด้วยทิพยจักษุของท่าน ถึงการดับขันธปรินิพพานของพระพุทธองค์ อยู่ในสายตาของผู้ที่เป็นเลิศในทางทิพยจักษุ ซึ่งสามารถยืนยันได้ว่า ขณะนี้พระองค์ทรงเข้าฌานต่าง ๆ เข้าสมาบัติไม่ซ้ำสมาบัติไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งถูกส่วนตกศูนย์เข้าสู่อายตนนิพพาน ท่านคุณานันทะได้กอบกู้พระพุทธศาสนาในศรีลังกาให้กลับคืนมาอีกครั้ง นับเป็นเรื่องที่ไม่ธรรมดาเลย อันที่จริงความคิดของท่านที่จะปกป้องพระพุทธศาสนามีมาตั้งแต่ในวัยเด็กแล้ว ท่านคิดว่า ท่านเป็นลูกพญานกอินทรีย์ ไม่ได้คิดว่าเป็นลูกเจี๊ยบ เหมือนเด็กทั่ว ๆ ไป เมื่อบวชเป็นสามเณร ตั้งแต่อายุ ๑๒ ขวบ ท่านก็คิดใหญ่ เป็นผู้ใหญ่ในร่างเด็ก ถึงแม้ตัวเล็กแต่ว่ามีพลังอย่างมหาศาลที่จะต่อสู้เพื่อปกป้องสิ่งที่ดีงามเอาไว้ให้เป็นประโยชน์ต่อมวลมนุษย์และเทวดาทั้งหลาย --------------------------------------- สามเณรคือผู้ได้โอกาส สามเณรเป็นผู้ได้โอกาส ไม่ใช่ผู้ด้อยโอกาส เมื่อบวชเป็นสามเณรแล้ว ควรจะมีความคิดอย่างท่านคุณานันทะ ผู้เป็นวีรบุรุษแห่งกองทัพธรรม คือ รักชีวิตการเป็นสามเณร มีความรู้สึกหวงแหนพระพุทธศาสนา ต้องปกป้องและรักษาคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเอาไว้ ให้เป็น ประโยชน์ต่อมวลมนุษย์และเทวดาให้ได้ ต้องฝึกกันตั้งแต่เป็นสามเณรอย่างนี้ เพราะต่อไปเมื่อเป็นพระภิกษุแล้วก็จะต้องรับภารกิจอันยิ่งใหญ่ในการธำรงรักษาพระพุทธศาสนาสืบต่อไป บทฝึกของสามเณร สามเณรต้องฝึกฝนตนเองให้ดี เริ่มต้นง่าย ๆ โดยฝึก เป็นนักคิดอย่างนี้ สมมติว่า ตั้งโจทย์เกี่ยวกับคำว่า “บุญ” สามเณรก็ลองสมมติตัวเองเป็นญาติโยมที่อยากทราบความหมายของคำว่า บุญ จากนั้นก็ตั้งคำถามขึ้นมาสักร้อยข้อ อย่าให้ซ้ำกัน เช่น บุญคืออะไร อยู่ตรงไหน มีวัตถุประสงค์อย่างไร เป็นต้น อาจจะแบ่งกลุ่มกันไปศึกษา ระดมปัญญา แล้วก็รวบรวมคำถามเอาไว้ แล้วสมมติว่า เราเป็นสามเณรคุณานันทะ จะตอบคำถามร้อยข้อที่ไม่ซ้ำกัน เราจะตอบอย่างไร ฝึกอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ อย่าไปเรียนแบบ ๑ บวก ๑ เป็น ๒ แต่ควรจะ เรียนว่า ทำอย่างไรถึงจะได้ ๒ ถ้า ๑ บวก ๑ เป็น ๒ จะคิดได้ เพียงวิธีเดียว แต่ถ้าคิดว่า ทำอย่างไรจึงจะได้ ๒ จะมีวิธีคิดเป็นล้าน ๆ วิธี เช่น ๔ ลบ ๒, ๕ ลบ ๓, ๖ ลบ ๔ จนกระทั่ง ล้านสองลบหนึ่งล้าน พันล้านสองลบพันล้าน อย่างนี้เป็นต้น แล้วเรานำวิธีคิดอย่างนี้มาใช้กับหัวข้อธรรมะ เรื่องบุญ บาป ทาน ศีล ภาวนา แต่ละหัวข้อ เราตั้งคำถามสักร้อยคำถามที่ไม่ซ้ำกัน แล้วรวบรวมคัดแต่คำถามที่น่าสนใจ แล้วมาช่วยกันตอบ ถ้าหากเราไม่รู้ เราก็ถามพระอาจารย์ ถามพระพี่เลี้ยง หรือไปค้นคว้าในตำรับตำรา เรียนอย่างนี้ถึงจะดี แล้วความคิดความอ่านจะกว้างขวาง ปัญญาเรามีอยู่ทุกคน แต่ว่าเอามาใช้ไม่เท่ากันทุกคน ใช้มากก็มีปัญญามาก ใช้น้อยก็มีปัญญาน้อย บทสรุป เพราะฉะนั้น การมาบวชตั้งแต่เป็นสามเณร จึงไม่ใช่เป็นผู้ด้อยโอกาส แต่เป็นผู้ได้โอกาส เพราะเราได้ศึกษาตัวอย่างจากสามเณรคุณานันทะ ซึ่งเป็นต้นแบบสำคัญ ดังนั้นถึงเวลาแล้วที่พุทธบริษัท ๔ ต้องตื่นตัวขึ้นมาเพื่อศึกษาคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า รักษาและหวงแหนพระพุทธศาสนาที่บรรพบุรุษของเราเอาชีวิตเป็นเดิมพัน เมื่อรับมาแล้วก็รักษาด้วยชีวิต สืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน และเพื่อลูกหลานของเราต่อไปในอนาคต ตลอดจนชาวโลกทั้งหลาย เพราะคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นสิ่งประเสริฐสูงสุด ไม่มีความรู้ใดที่จะเสมอเหมือน เป็นคำสอนที่เต็มเปี่ยมไปด้วยเหตุด้วยผล พิสูจน์ได้ทุกกาลเวลา ถ้าเรารักเหตุผล หรือเป็นคนมีเหตุผล เราก็ต้องเชื่อเรื่องกฎแห่งกรรม พระพุทธองค์ทรงสอนเรื่องกฎแห่งกรรม มรรคมีองค์ ๘ เป็นต้น คำสอนใดที่ไม่มีมรรคมีองค์ ๘ คำสอนนั้นจะไม่มีพระอริยบุคคล บุคคลผู้ประเสริฐ เหมือนเราไม่อาจจะหารอยเท้านกในอากาศได้ ฉันนั้น คำสอนของพระพุทธองค์ ทำให้ชาวโลกได้เข้าใจเรื่องราวของชีวิตได้เป็นอย่างดี และดำเนินชีวิตได้ถูกต้องไม่ผิดพลาด และมีเป้าหมายปลายทาง คือ ทำพระนิพพานให้แจ้งได้ คู่แข่งที่แท้จริงของเราก็คือ “เวลา” เราจะต้องทำงาน แข่งกับเวลา เพื่อรักษาพระพุทธศาสนาเอาไว้ คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากว่าจะบังเกิดขึ้นมา ต้องใช้เวลายาว นานนับเป็นหลาย ๆ อสงไขย พระองค์ต้องทุ่มเทชีวิตจิตใจ สร้างบารมีมานับภพนับชาติไม่ถ้วน แล้วมาค้นพบในชาติ สุดท้ายเมื่อบารมีเต็มเปี่ยม ดังนั้น ให้เราดำเนินชีวิตอย่างผู้เป็นต้นแบบ รักษาพระพุทธศาสนา เฉกเช่น ท่านคุณานันทะ” ที่เอาชีวิตเป็นเดิมพันในการธำรงรักษาพระพุทธศาสนาเอาไว้ให้อยู่คู่โลก เพื่อประโยชน์สุขของมวลมนุษยชาติทั้งหลายและเทวดาทั้งปวง --------------------------------------- ภาคที่ ๒ ความเป็นมาของท่านคุณานันทเถระ (ภาคอรรถกโถจารย์) กำเนิดพระโพธิสัตว์ มนุษย์และสัตว์โลกทั้งหลาย ต่างต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวัฏจักรของโลก บางชาติก็ได้เกิดเป็นมนุษย์ บางชาติก็ได้เกิดเป็นเทวดา เป็นพรหม ฯลฯ บางชาติพลาดพลั้ง ทำบาป ทำอกุศลกรรมเข้าก็ไปเกิดในทุคติภูมิ เป็นสัตว์นรกบ้าง เปรตบ้าง อสุรกายบ้าง สัตว์เดรัจฉานบ้าง วนเวียนอยู่อย่างนี้จนนับภพนับชาติไม่ถ้วน พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้อุปมาให้ฟังว่า ในระหว่างที่เวียนว่ายตายเกิด ต้องประสบแต่ความทุกข์ ทั้งทุกข์เพราะพลัดพรากจากของรัก ประสบสิ่งที่ไม่ชอบใจ และยังทุกข์เพราะเกิดแก่เจ็บตายอีกด้วย น้ำตาที่ต้องรินไหลเพราะความทุกข์ของแต่ละคน หากนำมารวมกันแล้วยังมากกว่าน้ำในมหาสมุทรทั้ง ๔ กระดูกของแต่ละคนเฉพาะในชาติที่เกิดเป็นมนุษย์ หากนำมากองรวมกันยังสูงกว่าขุนเขาเสียอีก สัตว์โลกทั้งหลายต้องประสบกับความทุกข์อย่างแสนสาหัส เพราะการเวียนเกิดเวียนตายอย่างไม่มีที่สิ้นสุดนี้ และพร้อมกับภพชาติที่ผ่านไป ก็สั่งสมความรู้และประสบการณ์เกี่ยวกับโลกและชีวิตไว้ชาติแล้วชาติเล่า ในบรรดาสัตว์โลกทั้งหลายนั้น ย่อมมีสัตว์โลกผู้สั่งสมปัญญามามาก เมื่อประสบเหตุการณ์สะดุดใจ จึงพลันได้คิดว่า “ที่แท้โลกก็คือคุกใบใหญ่นี่เอง เราและสัตว์โลกต่างก็ถูกจับขังให้เวียนว่ายตายเกิดอยู่ในโลกนี้ไม่รู้จักจบสิ้น เราจะต้องหาทางพาตัวเองออกไปจากคุกนี้ให้ได้” และผู้มีปัญญาเหล่านี้ ยังมีความกรุณาต่อสัตว์โลกอีกด้วย จึงได้ตั้งความปรารถนาว่า “หากวันใดเราแหกคุกนี้ไปได้ เราจะไม่ไปคนเดียว แต่จะขนคนไปให้หมดโลกทีเดียว”๑ จากนั้นก็เร่งทำความเพียรสั่งสมความดีเรื่อยไป จึงได้เนมิตกนาม คือ นาม ตามคุณธรรมว่า พระโพธิสัตว์ แปลว่า สัตว์ผู้มุ่งการตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อการหลุดพ้นจากทุกข์ น้ำใจของพระโพธิสัตว์ “หากแม้ว่าจักรวาลอันกว้างใหญ่สุดประมาณนี้ มีถ่านเพลิงร้อนสุมคุระอุเต็มไปหมด หากแม้ว่าจักรวาลอันกว้างใหญ่สุดประมาณนี้ มีเปลวไฟลุกแดงเป็นพืดยาวเต็มไปหมด หากแม้ว่าจักรวาลอันกว้างใหญ่สุดประมาณนี้ เต็มไปด้วยภูเขาเหล็กลุกเป็นไฟโพลงอยู่ไม่รู้ดับ และพื้นภูมิภาคตามระหว่างข้าง ๆ ซอกแห่งภูเขาเหล่านั้น เต็มไปด้วยน้ำทองแดงอันเดือดพลุ่งร้อนละลายไหลเหลวอยู่เต็ม ผู้ใดที่มีใจองอาจเพื่อจะเดินฝ่าบุกไปโดยเท้าเปล่า ๆ ไปจนสุดหมื่นจักรวาล ผู้นั้นแหละจึงควรที่จะปรารถนาเป็นพระโพธิสัตว์ ผู้ที่ปรารถนาพระพุทธภูมินั้น ย่อมบำเพ็ญธรรมหนักแน่นด้วยน้ำใจเด็ดเดี่ยว มั่นคง ไม่ว่าจะเสวยพระชาติ ถือกำเนิดเป็นอะไรก็ตาม ย่อมประกอบกุศลธรรมไม่ย่อหย่อน หรือเบื่อหน่ายเลย แม้ใครจะคิดทดลองด้วยอุบายใด ๆ เพื่อให้พระโพธิสัตว์เปลี่ยนใจจากการกระทำกุศลธรรม ย่อมสำเร็จได้โดยยาก” อัธยาศัยพระโพธิสัตว์ ๑. เนกขัมมัชฌาสัย พอใจที่จะบวช รักเพศบรรพชิตเป็นยิ่งนัก ๒. วิเวกัชฌาสัย พอใจอยู่ในที่เงียบสงัดวิเวกผู้เดียวยิ่งนัก ๓. อโลภัชฌาสัย พอใจบริจาคทาน และพอใจบุคคลผู้ไม่โลภ ไม่ตระหนี่เป็นยิ่งนัก ๔. อโทสัชฌาสัย พอใจในความไม่โกรธ เจริญเมตตาแก่สัตว์ทั้งปวงยิ่งนัก ๕. อโมหัชฌาสัย พอใจในการพิจารณาสิ่งที่เป็นคุณและโทษ คบค้าสมาคมกับผู้มีสติปัญญายิ่งนัก ๖. นิสสรฌัชฌาสัย พอใจที่จะยกตนออกจากภพ ไม่ยินดีในการเวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสาร ต้องประสงค์พระนิพพานยิ่งนัก ประเภทของพระโพธิสัตว์ ๑. อนิยตโพธิสัตว์ คือ พระโพธิสัตว์ที่ยังไม่ได้รับการพยากรณ์จากพระพุทธเจ้าองค์ก่อน จึงยังไม่แน่ว่าจะได้เป็นพระพุทธเจ้า เป็นเพียงแต่ตั้งใจจะสร้างบารมีเพื่อเป็นพระพุทธเจ้าเท่านั้น ถึงแม้จะมีน้ำใจเด็ดเดี่ยว ปรารถนามาเป็นเวลาช้านานหลายอสงไขยแล้วก็ตาม ๒. นิยตโพธิสัตว์ คือ พระโพธิสัตว์ที่ได้รับการพยากรณ์จากพระพุทธเจ้าองค์ก่อนแล้ว ย่อมเที่ยงแท้แน่นอนว่าจะได้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งการจะได้รับพยากรณ์จากพระพุทธเจ้านั้นต้องประกอบด้วย ธรรมสโมธาน ๘ ประการ๑ ดังนี้ คือ ๑. เกิดเป็นมนุษย์ ๒. เกิดเป็นเพศชาย ๓. มีอุปนิสัยแห่งพระอรหัตในขันธสันดานอย่างแก่กล้า ๔. ได้พบพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้บำเพ็ญกุศลใหญ่ แล้วตั้งความปรารถนาเฉพาะพระพักตร์ของพระบรมศาสดา ๕. เป็นนักบวชในพระพุทธศาสนา หรือภายนอกพระพุทธศาสนา อย่างใดอย่างหนึ่ง ๖. มีคุณวิเศษ คือ อภิญญา สมาบัติ อันเชี่ยวชาญ เกินคนธรรมดาสามัญ ๗. ได้เคยบำเพ็ญมหาบริจาค เคยเอาชีวิตเข้าแลก กับพระโพธิญาณมาก่อน ๘. มีความรักและพอใจในพุทธภูมิเป็นกำลัง มิได้ย่นย่อต่ออุปสรรค แม้จะให้ทนอยู่ในนรกอย่างทุกข์ ทรมานแสนสาหัสตลอด ๔ อสงไขย แสนมหากัป เพื่อแลก กับพระสัมมาสัมโพธิญาณ ก็สมัครใจไม่หวาดหวั่น ดุสิตบุรี สถานที่ประชุมรวมของเหล่าพระโพธิสัตว์ ในระหว่างการบำเพ็ญบารมีของเหล่าพระโพธิสัตว์ เพื่อจะตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น ท่านมีที่พักระหว่างทางอันเป็นสถานที่ประชุมรวมกัน คือ สวรรค์ชั้นดุสิต หรือ ดุสิตบุรี๑ ซึ่งเป็นสวรรค์ ชั้นที่ ๔ ในจำนวน ๖ ชั้น โครงสร้างของสวรรค์ชั้นดุสิตนี้ มีวิมานของท้าวสันตดุสิต ซึ่งเป็นผู้ปกครองภพ อยู่ ณ ศูนย์กลางของสวรรค์ บนสวรรค์แบ่งพื้นที่ออกเป็น ๔ เขต วนโดยรอบวิมานของ ท้าวสันตดุสิต๒ ดังนี้ เขตที่ ๑ เป็นที่อยู่ของพระอริยเจ้า ได้แก่ พระโสดาบัน พระสกิทาคามี เขตที่ ๒ เป็นที่อยู่ของนิยตโพธิสัตว์ เขตที่ ๓ เป็นที่อยู่ของอนิยตโพธิสัตว์ เขตที่ ๔ เป็นที่อยู่ของผู้ที่สั่งสมบุญกุศลไว้มากโดยทั่วไป และมีกำลังบุญมากพอที่จะได้อยู่บนสวรรค์ชั้นดุสิตนี้ ทำไมต้องดุสิตบุรี สวรรค์ชั้นดุสิตมีความพิเศษ คือ เป็นที่อยู่ของเหล่าพระโพธิสัตว์ที่จะตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในอนาคตจำนวนมาก และยังเป็นที่อยู่ของเหล่าเทพบุตรที่สร้างบารมีเพื่อความเป็นพระสาวกที่จะติดตามพระโพธิสัตว์ลงมาตรัสรู้ในอนาคต ท่านเหล่านี้ล้วนตั้งความปรารถนาที่จะได้มาบังเกิดบนสวรรค์ชั้นดุสิต ทั้งที่ความจริงแล้วท่านเหล่านี้มีกำลังบุญบารมีที่สั่งสมมามาก ปรารถนาจะไปบังเกิดในสวรรค์ชั้นใดก็ได้ แต่ที่ท่านเลือกสวรรค์ชั้นนี้ มีเหตุ ๓ ประการ คือ ๑. อายุทิพย์ของเทวดาบนสวรรค์ชั้นดุสิตนี้ไม่มากเกินไป และไม่น้อยเกินไป พอเหมาะพอดีสำหรับการเสวยทิพยสมบัติ จากนั้นก็จะต้องจุติลงมาสร้างบารมีต่อ ๒. พระโพธิสัตว์สามารถจุติลงมาเกิดได้ตามที่ใจปรารถนา หมายความว่า โดยปกติแล้วเทวดาจะมีเหตุแห่งการจุติได้หลายประการ เช่น หมดบุญ หมดอายุขัย จุติเพราะความโกรธ เป็นต้น แต่พระโพธิสัตว์ทั้งหลายในสวรรค์ชั้นดุสิตนี้ เมื่อจะจุติลงมาสร้างบารมี หรือจะมาบังเกิดเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็จะนั่งทำสมาธิแล้วอธิษฐานจิตก็สามารถดับวูบลงมาเกิดได้ สิ่งนี้เป็นสิ่งที่อยู่เหนือกฎเกณฑ์ธรรมชาติ ๓. พระโพธิสัตว์ได้สนทนาธรรมตามอัธยาศัยของเหล่าบัณฑิตทั้งหลาย เนื่องจากสวรรค์ชั้นนี้มีแต่บัณฑิต มีแต่พระโพธิสัตว์ที่มีอัธยาศัยคล้ายคลึงกันในการที่จะฝึกฝนตนเองและรื้อสัตว์ขนสัตว์ไปสู่ฝั่งพระนิพพาน เมื่อมาประชุมกันก็จะได้สนทนาธรรมกันในเรื่องเหล่านี้ ซึ่งจะนำความปลาบปลื้มใจมาสู่ผู้ที่ได้สนทนา พระโพธิสัตว์คุณานันทะ การจะตรัสรู้ธรรมเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้นั้น จะต้องสั่งสมบ่มบารมีมานับภพนับชาติไม่ถ้วน แต่ละภพแต่ละ ชาติที่เกิดมานั้นต้องสร้างบารมีชนิดเอาชีวิตเป็นเดิมพัน ดังเช่น “ท่านคุณานันทเถระ” ผู้กอบกู้พระพุทธศาสนาในศรีลังกา ให้กลับฟื้นคืนมาอีกครั้ง การบังเกิดขึ้นของท่านนั้น เป็นไปเพื่อประโยชน์สุขแก่ชาวโลกทั้งมวล ชีวิตของท่านประดุจแสงสว่างที่ส่องนำทางชาวโลกที่กำลังตกอยู่ในความมืดบอดของห้วงอวิชชา ความไม่รู้ตามความเป็นจริงของบุคคลเหล่านั้นจะนำไปสู่ความเสื่อมโดยที่ไม่มีผู้ใดรู้ตัวเลย แต่ด้วยดวงปัญญาอันบริสุทธิ์ ประกอบกับมหากรุณาของท่านที่มีต่อมวลมนุษย์ ความไม่รู้จริงเหล่านั้นจึงได้ถูกลบล้างให้มลายหายไป ดวงแก้วแห่งธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงได้เจิดจรัสขึ้นอีกครา นำพาสันติสุขให้บังเกิดขึ้น ท่านคุณานันทะ จึงได้ชื่อว่า เป็นผู้มีคุณูปการอย่างยิ่งต่อพระพุทธศาสนา ผลงานของท่านเป็นสิ่งที่ยากที่จะหาใครกระทำได้ เพราะเป็นสิ่งที่อยู่เหนือวิสัยของคนธรรมดาทั่วไป วิสัยของพระโพธิสัตว์เท่านั้นที่จะสามารถกระทำได้เช่นนี้ ฐานะของท่านจึงมิใช่เพียงพระภิกษุธรรมดาสามัญ แต่เป็นฐานะของพระโพธิสัตว์ที่จุติลงมาเพื่อรื้อสัตว์ขนสัตว์นำพาสรรพชีวิตมุ่งสู่พระนิพพานโดยแท้ เนื้อหาต่อไปนี้ เป็นการกล่าวถึงความเป็นมาของพระโพธิสัตว์คุณานันทะ ที่ไม่ปรากฏในบทความ หรืองานเขียนใด ๆ เป็นอัตชีวประวัติที่เป็นอสาธารณะ ไม่ทั่วไปแก่บุคคลทั้งหลาย เนื้อหาในส่วนนี้เป็นอีกทรรศนะหนึ่งของ โรงเรียนอนุบาลฝันในฝันวิทยา ซึ่งคุณครูไม่ใหญ่ ได้เมตตานำมาถ่ายทอดให้แก่นักเรียนทุกคน หากอรรถกถา (Commentary Texts) หมายถึง คำอธิบายพระไตรปิฎก ซึ่งถือเป็นหลักฐานในคัมภีร์พระพุทธ ศาสนาชั้นที่ ๒ แล้ว คำอธิบายในทรรศนะของคุณครูไม่ใหญ่ ก็ขอสมมติให้เป็น “อรรถกโถ” ซึ่งนำมาขยายความเพิ่มเติมจากส่วนที่มีอยู่ จึงขอให้เนื้อหาในส่วนนี้จัดเป็น “ภาคอรรถกโถจารย์” เพื่อเสริมความเข้าใจให้เกิดความกระจ่างมากยิ่งขึ้น คุณครูไม่ใหญ่ได้อธิบายขยายความโดยละเอียด ถึงเรื่องราวความเป็นมาของพระโพธิสัตว์คุณานันทะ ก่อนที่จะมาบังเกิดในมนุษยโลก เป็นเหตุการณ์ที่สอดคล้องกับหลักฐานทางประวัติศาสตร์ของศรีลังกาในขณะนั้น ซึ่งเมื่อได้ศึกษาถึงทรรศนะของคุณครูไม่ใหญ่แล้ว ย่อมยังผลให้เกิดความเข้าใจได้ชัดเจนมากขึ้น นอกจากนี้ยังก่อให้เกิดความรักในพระพุทธศาสนา เกิดแรงบันดาลใจในการที่จะปกป้องและรักษาพระพุทธศาสนา ให้ดำรงคงอยู่เป็นที่พึ่งให้แก่มวลมนุษยชาติไปตราบนานเท่านานอีกด้วย เนื้อความในส่วนของโรงเรียนอนุบาลฝันในฝันวิทยา มีดังต่อไปนี้ สถานการณ์พระพุทธศาสนาในศรีลังกา กาลครั้งหนึ่ง เมื่อร้อยกว่าปีที่แล้ว ณ ประเทศศรีลังกา ซึ่งมีภูมิประเทศเป็นเกาะ มีน้ำล้อมรอบ เป็นดินแดนที่พระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองมาก ทั้งมนุษย์และเทวดาทั้งหลายล้วนมีความปลื้มปีติใจ ที่ได้สร้างบุญใหญ่ในดินแดนพระพุทธศาสนาแห่งนี้ และได้มีโอกาสเรียนรู้ธรรมะ ได้ฟังธรรมจากสาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่ต่อมาภายหลัง พระพุทธศาสนาได้อ่อนแอลงไปมาก เนื่องจากพุทธบริษัท ๔ ไม่ค่อยให้ความสนใจเหมือนดังแต่ก่อน กลับไปให้ความสำคัญกับสิ่งอื่นมากกว่าคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งสถานการณ์เช่นนี้ถือว่า เป็นศึกภายใน ส่วนศึกภายนอก ก็คือ การรุกรานจากต่างชาติ ในรูปแบบต่าง ๆ ซึ่งมาพร้อมกับการเผยแผ่คำสอนจากศาสนิกอื่น ได้เริ่มแทรกแซงเข้ามาเรื่อย ๆ จนกระทั่งพระพุทธศาสนาอ่อนแอลงทุกขณะ เหล่าเทวดาที่ดูแลรักษาพระพุทธศาสนาในประเทศศรีลังกา ซึ่งก็คืออดีตมนุษย์ที่เป็นพุทธศาสนิกชนเดิม ที่เมื่อละโลกไปแล้ว ส่วนหนึ่งได้มาเกิดเป็นเทวดาอยู่ ณ ถิ่น ฐานบ้านเดิมของตน ได้มองเห็นเหตุการณ์ในปัจจุบัน และเหตุการณ์ในอนาคตด้วยทิพยจักษุ ถึงความที่พุทธศาสนากำลังจะสูญสิ้นไปจากดินแดนแห่งนี้ แล้วเกิดความรู้สึกว่า หากปล่อยให้สถานการณ์เป็นไปอย่างนี้ พุทธศาสนาก็คงจะย่ำแย่ ต่อไปในอนาคตบ้านเมืองจะต้องถูกปกครองโดยชาวต่างชาติที่มีความเชื่ออย่างอื่น ซึ่งจะไม่เป็นผลดีต่อชาวศรีลังกา เมื่อเทวดาเหล่านั้นได้เห็นถึงอันตรายที่จะเกิดขึ้นกับพระพุทธศาสนา จึงได้ไปกราบทูลเรื่องนี้กับท้าวจาตุมหาราช โดยฝากข้อความกันไปเป็นทอด ๆ จากภุมเทวาบอกรุกขเทวา จากรุกขเทวาบอกอากาสเทวา อากาสเทวาขึ้นไปถึงสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา แล้วเข้าไปรายงานท้าวจาตุมหาราช ซึ่งท่านเป็นพุทธศาสนิกชน ให้ทราบถึงเรื่องราวเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาในเกาะศรีลังกา ท้าวจาตุมหาราชเมื่อรับทราบแล้ว ก็ได้นำเรื่องราวทั้งหมดเข้าสู่เทวสมาคม บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เทวสมาคมเป็นที่ชุมนุมของชาวสวรรค์ ซึ่งจะมาประชุมพร้อมกันในวันพระ ที่ประชุมได้หารือกันถึงสถานการณ์ของพระพุทธศาสนาในประเทศศรีลังกาที่กำลังจะย่ำแย่ และหาวิธีการแก้ไขว่า ควรจะทำอย่างไรกันดี ในที่สุดจึงได้ข้อสรุปว่า เราจะต้องไปอาราธนาพระโพธิสัตว์เทวบุตรให้ลงมาบังเกิดในเมืองมนุษย์ เพื่อที่จะแก้ไขเหตุการณ์ในครั้งนี้ ท้าวสักกเทวราชรับมติในที่ประชุมแล้ว จึงคอยวันเวลาที่จะมีเทวดาจากสวรรค์ชั้นดุสิตลงมากราบไหว้พระธาตุจุฬามณี จนกระทั่งวันหนึ่ง เทวดาจากสวรรค์ชั้นดุสิตก็ลงมาบูชาพระธาตุจุฬามณี ท้าวสักกเทวราชเห็นเช่นนั้นก็ทราบได้ทันที เนื่องจากมีความคุ้นเคยอยู่แล้วว่า เทวดาที่มีรัศมีกายสว่างเพียงนี้ ควรจะเป็นเทวดาที่อยู่บนสวรรค์ชั้นใด จึงฝากข้อความแก่เทวดาองค์นั้นไปถึงท้าวสันตดุสิต ซึ่งเป็นผู้ปกครองภพสวรรค์ชั้นดุสิต เทพบุตรที่รับฝากข้อความ ก็รีบนำความนั้นไปกราบทูลให้ท้าวสันตดุสิตรับทราบทันที เหตุที่ต้องเป็นสวรรค์ชั้นดุสิต ทั้ง ๆ ที่สวรรค์มีถึง ๖ ชั้น ก็เพราะสวรรค์ชั้นนี้เป็นที่ชุมนุมของพระบรมโพธิสัตว์ทั้งหลาย โดยเฉพาะนิยตโพธิสัตว์ ผู้ปรารถนาจะเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในอนาคตกาล ภายภาคเบื้องหน้า ท้าวสันตดุสิตเมื่อทราบแล้ว ก็เรียกประชุมเทวสมาคม ในกรณีพิเศษ โดยมีหัวข้อการประชุม คือ เรื่องราวที่รับฝากมาจากท้าวสักกเทวราชถึงความเป็นไปของพระพุทธศาสนาในศรีลังกา ที่ประชุมได้หารือกันว่า ในเทวสมาคมชั้นดุสิตบุรีนี้ เทพบุตรองค์ใดจะรับอาสาลงไปกู้วิกฤติในครั้งนี้ การประชุมเพื่อเฟ้นหาผู้รับอาสาเช่นนี้ ถือเป็นเรื่องปกติของสวรรค์ชั้นดุสิต ชั้นบรมโพธิสัตว์ ในครั้งนั้น มีเทวบุตรองค์หนึ่งรับอาสา ท่านพนมมือขึ้น หันไปทางท้าวสันตดุสิต แล้วจรดใจไปถึงท่านประธานที่ประชุม รัศมีกายของเทวบุตรองค์นั้นได้สว่างวาบ ๆ ขึ้นมา ทำให้สายตาของชาวสวรรค์มองไปที่เทวบุตรองค์นี้ ท่านเป็นนิยตโพธิสัตว์ ผู้ปรารถนาจะเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ประเภทปัญญาธิกพุทธเจ้า สมบูรณ์ไปด้วยดวงปัญญา มีรัศมีสว่างไสว มีวิมานที่สวยงาม ใสเป็นแก้ว แตกต่างจากวิมานทองของเทวบุตรอื่น เหตุที่วิมานใสก็เพราะว่า ท่านสร้างบารมีมามาก วิมานของท่านอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ โดยถือเอาเขาพระสุเมรุเป็นเกณฑ์ คือ อยู่ทางทิศใต้ ค่อนไปทางตะวันตกเล็กน้อย อยู่ในทิศเดียวกันกับชมพูทวีป ซึ่งเป็นทิศที่นิยตโพธิสัตว์อยู่ ขณะที่ท่านเปล่งวาจารับอาสา เสียงของท่านจะดังไปทั่วถึงหมดทั้งเทวสมาคม เหล่าเทวดาทั้งหมดต่างก็ประคองอัญชลี แล้วอนุโมทนาสาธุการลั่นเทวสภา จากนั้นท่านก็กลับไปยังวิมานของท่านเพื่อไปทำสมาธิ พอสมาธิถึงจุด ๆ หนึ่ง ก็อธิษฐานจิตเพื่อจุติลงมาเกิดที่เกาะศรีลังกานี้เอง เทวบุตรองค์นี้ก็คือ คุณานันทะภิกขุ วีรบุรุษแห่งกองทัพธรรม ผู้กอบกู้พระพุทธศาสนาในศรีลังกา ท่านสร้างบารมีโดยเอาชีวิตเป็นเดิมพัน เมื่อท่านปฏิบัติภารกิจเสร็จเรียบร้อย กวาดล้างเสี้ยนหนามของพระพุทธศาสนาให้หมดจากแผ่นดินศรีลังกาไปแล้ว ถึงเวลาท่านก็เดินทางออกจากกายมนุษย์ มีบริวารอันเกิดจากบุญของท่านมารอรับเป็นจำนวนมาก รวมทั้งเทวดาทั้งหลายที่ไม่ใช่บริวารอีกด้วยมารับท่านกลับไปยังวิมานแก้วในดุสิตบุรีด้วยความปลื้มปีติเบิกบาน ขณะนี้ท่านกำลังนั่งระลึกนึกถึงผลบุญที่ได้กระทำไว้ ด้วยใจที่ปลื้มปีติ ท่านนั่งห้อยเท้าข้างหนึ่งอย่างเพลิน ๆ สบาย ๆ อยู่บนรัตนบัลลังก์ตรงกลางวิมาน ท่ามกลางหมู่บริวาร และเมื่อท่านรู้ว่า ได้มีการสนทนาเกี่ยวกับเรื่องราวของท่านในเมืองมนุษย์ ท่านก็มีใจอนุโมทนา ชื่นชมยินดีกับบุคคลเหล่านั้นด้วยทุกครั้ง ---------------------------------------