ยิ่งรู้จักยิ่งเคารพรักท่าน ฉบับพิเศษ คำนำ “หลวงปู่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ” หรือที่บางคนเรียกว่า “หลวงพ่อวัดปากน้ำ” เป็นพระภิกษุที่มหาชนให้ความเคารพเลื่อมใสเป็นอย่างสูง อย่างไรก็ตาม ยังมี ผู้คนจํานวนมากไม่รู้จักประวัติความเป็นมาและปฏิปทาของท่าน รู้แค่ว่าท่านเคยเป็นเจ้าอาวาสวัดปากน้า และเป็นพระที่ศักดิ์สิทธิ์เท่านั้น ด้วยเหตุนี้ คณะศิษยานุศิษย์จึงจัดพิมพ์หนังสือเล่มนี้ขึ้น เพื่อประกาศเกียรติคุณของท่าน และเมื่อผู้อ่านได้อ่านหนังสือเล่มนี้แล้ว เราเชื่อว่าท่านจะเกิดความรู้สึกเคารพรักและศรัทธาหลวงปู่มากขึ้น และจะไม่แปลกใจเลยว่า ทําไมมหาชนทั้งหลาย จึงร่วมกันหล่อรูปเหมือนของท่านด้วยทองคําแท้ มาตา ๒ เมษายน ๒๕๕๕ ธรรมกายคืออะไร “ธรรมกาย” คือ กายแห่งการตรัสรู้ธรรมที่มีอยู่แล้วในศูนย์กลางกายของมนุษย์ทุกคน มีลักษณะคล้ายพระพุทธรูป ประกอบด้วยลักษณะมหาบุรุษครบถ้วนทุกประการ เกตุเป็นรูปดอกบัวตูม ใส สว่างเป็นแก้วตลอดทั้งองค์ ปฐมบทวิชชาธรรมกาย ขณะที่เจ้าชายสิทธัตถะประทับอยู่ ณ โคนไม้พระศรีมหาโพธิ์ในวันเพ็ญเดือน ๒ เมื่อ ๒,๒๐๐ ปีมาแล้วนั้น ทรงตั้งสัจจะด้วยพระทัยอันเด็ดเดี่ยวว่า “แม้เลือดเนื้อในกายของเราจะเหือดแห้งไป เหลือแต่เส้นเอ็น หนัง และกระดูกก็ตาม หากไม่ได้บรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณ เราจะไม่ยอมลุกจากที่นี้เป็นอันขาด” จากนั้นทรงเจริญสมาธิภาวนา ครั้นถึงยามต้น ทรงบรรลุปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ความหยั่งรู้ระลึกชาติได้ ยามที่ ๒ ทรงบรรลุจุตูปปาตญาณ ความหยั่งรู้ถึงความจุติและความเกิด ยามที่ ๓ ทรงบรรลุอาสวักขยญาณ ความหยั่งรู้ที่กําจัดอาสวกิเลสที่หมักหมม อยู่ในจิตใจให้หมดสิ้นไป การตรัสรู้ของพระองค์นั้น พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) หลวงปู่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ กล่าวไว้ว่า “ ...ทรงรู้เห็นแจ่มแจ้งหมด เห็นจริง ๆ เห็นด้วยตาของธรรมกาย ไม่ใช่เห็นด้วยตามนุษย์ หรือคิดคาดคะเนเอา ...การที่พระองค์เห็นนี้ โดยมิได้มีผู้ใดสอนให้รู้ให้เห็น รู้เห็นโดยลําพังพระองค์เอง และสิ่งทั้งหลายที่พระองค์รู้เห็นนั้น ตรงตามความเป็นจริงทั้งนั้น มิใช่คาดคะเนหรืออนุมานเอา...” (จากพระธรรมเทศนาพระมงคลเทพมุนีเรื่อง “พระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ” ๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๕) ธรรมกาย คืออะไร หลังจากที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานไประยะหนึ่งแล้ว จํานวนพระอริยบุคคลทั้งหลายก็ค่อย ๆ ลดลง ผู้เข้าถึง “ธรรมกาย” ก็ลดน้อยลง เช่นกัน เป็นเหตุให้ “วิชชาธรรมกาย”* ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่เคยดํารงอยู่ในครั้งพุทธกาลและสืบทอดมาอีกระยะหนึ่งได้เลือนหายไปในที่สุด ความรู้ที่มีเหลืออยู่ในคัมภีร์ไม่มากพอที่คนรุ่นหลังจะเข้าใจได้ ทําให้เกิดการ ตีความขึ้นในภายหลังว่า “ธรรมกาย” เป็นเพียงชื่อหนึ่งของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่านั้น *วิชชาธรรมกาย หมายถึง ความรู้แจ้งที่เกิดจากการเห็นแจ้งด้วยธรรมจักขุของ พระธรรมกาย อันเป็นแก่นแท้ดังเดิมของพระพุทธศาสนา สามารถกําจัดทุกข์ได้ เป็นชั้น ๆ จนหมดกิเลส เข้าถึงบรมสุข คือพระนิพพาน จนกระทั่งพระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) ปฏิบัติธรรมจนเข้าถึง “ธรรมกาย” และค้นพบ “วิชชาธรรมกาย” แล้วนําความรู้ที่ท่านเข้าถึงและค้นพบมาเผยแผ่แก่ ประชาชน คําว่า “ธรรมกาย” จึงเริ่มเป็นที่รู้จักแพร่หลายขึ้นมาอีกครั้ง คําว่าธรรมกายนี้ พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) อธิบายไว้ว่า “ธรรมกาย” คือ กายแห่งการตรัสรู้ธรรมที่มีอยู่แล้วในศูนย์กลางกายของมนุษย์ทุกคน มีลักษณะคล้ายพระพุทธรูป ประกอบด้วยลักษณะมหาบุรุษครบถ้วนทุกประการ เกตุเป็นรูปดอกบัวตูม ใสสว่างเป็นแก้วตลอดทั้งองค์ คําว่า “ธรรมกาย” นั้น พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) มิได้เป็นผู้บัญญัติขึ้นเอง ในพระไตรปิฎกก็มีคํานี้ และยังมีหลักฐานที่ยืนยันได้ว่า ในอดีตก็เคยมีการสอนวิธี ปฏิบัติธรรมให้เข้าถึงพระธรรมกายปรากฏอยู่ใน “หนังสือพุทธรังษีธฤษดีญาณ ว่าด้วยสมถะและวิปัสสนากัมมัฏฐาน ๕ ยุค” หนังสือเล่มนี้ได้กล่าวถึงวิธีปฏิบัติสมถะและวิปัสสนาแบบโบราณ ๕ ยุค คือ ยุคกรุงศรีสัตตนาคณหุตฯ (เวียงจันทร์) กรุงศรีอยุธยา กรุงธนบุรี และกรุงรัตนโกสินทร์ ซึ่งมีอยู่วิธีหนึ่งชื่อว่า “แบบขึ้นกัมมัฏฐาน ห้องพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ” เป็นแบบที่สืบเนื่องมาจากท่านทิศาปาโมกขาจารย์ ๕๒ องค์ แต่ครั้งโบราณ ประชุมกันจารึกไว้เมื่อประมาณพุทธศักราช ๕๓๒ วิธีปฏิบัติในหนังสือเล่มนี้ กล่าวถึง “ธรรมกาย” ไว้ในวิธีการทําสมาธิด้วย ถือเป็นหลักฐานสําคัญชิ้นหนึ่งที่ยืนยันได้ว่า ครั้งหนึ่งเคยมีการกล่าวถึง “ธรรมกาย” ในวิธีการทําสมาธิ ส่วน “วิชชาธรรมกาย” ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) ค้นพบนั้น เกิดขึ้นหลังจากที่ท่านปฏิบัติธรรมจนเข้าถึงพระธรรมกายแล้ว จากนั้น อาศัยธรรมจักษุของพระธรรมกายที่ท่านเข้าถึงศึกษา ค้นคว้าความรู้ในวิชชาธรรมกายต่อไป วิชชาธรรมกายอันเป็นแก่นแท้ดังเดิมของพระพุทธศาสนาที่พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) ค้นพบนี้ ได้เลือนหายไปนานเกือบ ๒,๐๐๐ ปี มาแล้ว ดังพระธรรมเทศนาของท่านว่า “ นี่แหละหลักพระพุทธศาสนา จําเป็นตํารับตําราเอาไว้ อย่าดูหมินดูแคลนหนา พระพุทธเจ้าไม่เกิดขึ้นในโลกละก็ ธรรมอันนี่ไม่มีใครแสดง ไม่มีใครบอก ไม่มีใครเล่าให้ฟัง ถึงกระนั้นที่เกิดขึ้นแล้ว ก็ดับเสียเกือบ ๒,๐๐๐ ปี มาเกิดขึ้นที่วัดปากน้ำนี่แล้ว อุตส่าห์พยายามทํากันไป...” (จากพระธรรมเทศนาเรื่อง รัตนสูตร ๑๐ พฤษภาคม ๒๕๕๓) “ พวกที่เข้าถึงธรรมกายแล้ว เขารู้ฤทธิ์ของธรรมกายแล้ว เขาไม่อินังขังข้ออะไรหรอกกับสวิญญาณกรัตนะ อวิญญาณกรัตนะ ในภพ ๓ นะ เขาต้องการจะไปนิพพาน ออกจากภพ ๓ นี่แน่ะ ยังสูงกว่าอย่างนั้น แล้วก็เลิศ ประเสริฐกว่า เข้าถึงพุทธรัตนะแล้วเลิศประเสริฐกว่าทั้งนั้น รัตนะใดสู้ไม่ได้ทังนั้น สวิญญาณกรัตนะ อวิญญาณกรัตนะ ที่อยู่ในไตรภพสู้ไม่ได้ทังนั้น แพ้พุทธรัตนะทั้งนั้น เพราะฉะนั้นผู้ที่ได้พุทธรัตนะ ที่ได้แล้วอย่าดูเบาหนา ดับมาเกือบ ๒,๐๐๐ ปีหนา มาโผลขึ้นในครั้งนี้นะเป็นอัศจรรย์ทีเดียว...” (จากพระธรรมเทศนาเรืองรัตนสูตร ๒๒ เมษายน ๒๕๕๒) ก่อนหน้าที่พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) จะค้นพบวิชชาธรรมกาย เรื่องราวเกี่ยวกับธรรมกายที่ยังคงปรากฏอยู่ในที่ต่างๆ นั้น ยังไม่มีผู้ค้นพบ หรือที่พบแล้วก็ไม่เข้าใจว่า “ธรรมกาย” คืออะไร จะเข้าถึงได้หรือไม่ อย่างไร แต่พระมงคลเทพมุนีท่านเชื่อมั่นและยืนยันว่า วิชชาธรรมกายที่ท่านค้นพบเป็นของจริงมาโดยตลอด อีกทั้งท่านยังตรวจสอบความรู้ที่ได้จากการปฏิบัติธรรมของท่านกับพระไตรปิฎกและคัมภีร์ต่างๆ ซึ่งพบว่าไม่คลาดเคลื่อน เช่น คําว่า “เห็น” ก็สามารถ “เห็น” ได้จริงๆ หรือพระรัตนตรัยที่แปลว่าแก้ว ๓ ประการ ก็สามารถเห็นได้ว่าใสเป็นแก้วจริงๆ ทั้งพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ โดยไม่จําเป็นต้องตีความ การปฏิบัติธรรมจนเข้าถึง “ธรรมกาย” และการค้นพบวิชชาธรรมกายของพระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) ถือเป็นพยานแห่งการตรัสรู้ธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นการรื้อฟื้นคําสอนดั้งเดิมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในด้านการปฏิบัติให้เป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวาง และยังเป็นการจุดประกายให้พระพุทธศาสนาสว่างไสวโชติช่วงขึ้นอีกครั้งหนึ่ง หลักฐานธรรมกาย (จากธรรมกายในคัมภีร์เถรวาท) คําว่า “ธรรมกาย” (ธมฺมกาย) นี้ มีปรากฏอยู่ในที่ต่าง ๆ หลายแห่ง ทั้งในพระไตรปิฎก และในคัมภีร์ต่าง ๆ ธรรมกายในพระไตรปิฎกปรากฏอยู่ในพระสูตร ๕ แห่ง ดังนี้ แห่งแรก อยู่ในพระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค ความว่า ตถาคตสฺส เหตํ วาเสฏฺฐา อธิวจนํ ธมฺมกาโย อิติปิ พฺรหฺมกาโย อิติปิ ธมฺมภูโต อิติปิ พฺรหฺมภูโต อิติปิฯ (ดูก่อน วาเสฏฐะและภารทวาชะ คําว่าธรรมกายก็ดี พรหมกายก็ดี ธรรมภูติก็ดี พรหมภูติก็ดี นี้แหละเป็นชื่อของตถาคต) แห่งที่ ๒ อยู่ในพระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน โสภิตวรรคที่ ๑๕ ความว่า ธมฺมกายญฺจ ทีเปนฺติ เกวลํ รตนากรํ วิโกเปตํ น สกฺโกนฺติ โก ทิสฺวา นปฺปสีทติฯ (ชนทั้งหลายไม่สามารถกําจัดพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ใด ผู้ทรงแสดงธรรมกาย และผู้เป็นบ่อเกิดแห่งพระรัตนตรัยอย่างเดียวได้ ใครเล่าเห็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้นแล้วจะไม่เลื่อมใส) แห่งที่ ๓ อยู่ในพระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน พุทธวรรคที่ ๑ ความว่า ภวนฺติ ปจุเจกชินา สยมฺภู มหนฺตธมฺมา พหุธมฺมกายา (นักปราชญ์เหล่านั้นย่อมเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า ผู้สยมภู ทรงเป็นผู้มีธรรมใหญ่ มีธรรมกายมาก) แห่งที่ ๕ อยู่ในพระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เอกุโปสถวรรคที่ ๒ ความว่า สํวทฺธิโตยํ สุคต รูปกาโย มยา ตว อานนฺทิโย ธมฺมกาโย มม สํวทฺธิโต ตยาฯ (ข้าแต่พระสุคตเจ้า รูปกายของพระองค์นี้ อันหม่อมฉันทําให้เจริญเติบโตแล้ว พระธรรมกายอันน่ารื่นรมย์ของหม่อมฉันพระองค์ทําให้เติบโตแล้ว) หลักฐานธรรมกาย ที่ปรากฏอยู่ในคัมภีร์อื่น ๆ ๐ ในอรรถกถา มีปรากฏอยู่ ๒๕ แห่ง ๐ ในฎีกาพระวินัยที่ชื่อว่า “สารัตถทีปนี” กล่าวถึง “ธรรมกาย” ในฉบับภาษาบาลีอยู่ประมาณ ๒ แห่ง ๐ ในคัมภีร์วิสุทธิมรรค กล่าวถึง “ธรรมกาย” อยู่ ๒ แห่ง ๐ ในคัมภีร์มิลินทปัญหา กล่าวถึง “ธรรมกาย” อยู่ ๑ แห่ง ๐ ในหนังสือ “ประชุมศิลาจารึก ภาคที่ ๓” กล่าวว่า ในศิลาจารึกหลักที่ ๕๔ พ.ศ. ๒๐๙๒ ที่จารึกไว้เป็นภาษาไทยและมคธก็มีข้อความกล่าวถึงเรื่องราวของพระธรรมกายไว้ ๐ ในหนังสือ “ปฐมสมโพธิกถา” ได้กล่าวไว้อย่างชัดเจนว่า พระอุปคุตต์เห็นพระธรรมกาย นั่นคือ พระธรรมกายนั้นสามารถเห็นได้ ข้อความนี้เป็นเครื่องยืนยันความรู้อันเกิดจากการปฏิบัติธรรมของพระเดชพระคุณพระมงคลเทพมูนีและศิษย์ของท่านเป็นอย่างดี ๐ ในจารึกลานทอง กล่าวถึง “ส่วนสูงของพระธรรมกาย” ไว้ด้วย หลักฐานนี้ยืนยันคําสอนของพระเดชพระคุณพระมงคลเทพมุนีและศิษย์ เกี่ยวกับ “การวัดมิติของพระธรรมกาย” ว่าไม่ใช่สิ่งที่อยู่นอกเหนือจากตําราแต่อย่างใด สําหรับต้นฉบับจารึกลานทองนี้ ปัจจุบันตั้งแสดงไว้ในพิพิธภัณฑ์วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ราชวรมหาวิหาร ๐ นอกจากนี้ในคัมภีร์ฝ่ายมหายานยังมีเรื่องราวเกี่ยวกับธรรมกายอยู่มากกว่าในคัมภีร์ฝ่ายเถรวาท และในคัมภีร์เหล่านั้นมีอยู่หลายตอนที่กล่าวตรงกันกับการค้นพบ ของพระเดชพระคุณพระมงคลเทพมุนี เช่น ในคัมภีร์ศรีมาลาเทวีสหนาทสูตรตอนหนึ่งกล่าวว่า “ธรรมกายนั้นย่อมเที่ยงแท้แน่นอนที่สุด เป็นสุขล้วน ๆ เป็นตัวตนคืออัตตาที่แท้จริง บริสุทธิ์ที่สุด ผู้ใดได้เห็นธรรมกายของตถาคตในลักษณะนี้แล้ว ย่อมถือว่าเห็นถูก” ผู้ค้นพบวิชชาธรรมกาย การค้นพบวิชชาธรรมกายของหลวงปู่นับเป็นการค้นพบที่ยิ่งใหญ่ เพราะมิได้เป็นการปฏิบัติตามหรือจดจําจากตํารา แต่เป็นการรู้เห็นและเข้าถึงธรรมจริงแท้ที่มีอยู่ภายในด้วยตนเอง โดยการดําเนินจิตเข้าไปในหนทางสายกลาง อันเป็นหนทางสู่ความพันทุกข์ กําเนิดผู้ค้นพบวิชชาธรรมกาย พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) หรือหลวงปู่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ผู้ค้นพบวิชชาธรรมกาย ถือกําเนิดในสมัยรัชกาลที่ ๕ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ท่านมีนามเดิมว่า สด มีแก้วน้อย เกิดเมื่อวันศุกร์ แรม ๖ ค่ำ เดือน ๑๑ ปีวอก ตรงกับวันที่ ๑๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๒๗ ณ บ้านสองพี่น้อง ตําบลสองพี่น้อง อําเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นบุตรคนที่สองของนายเงินและนางสุดใจ มีแก้วน้อย มีพี่สาว ๑ คน น้องชาย ๓ คน ในวัยเด็ก หลวงปู่ไปเรียนหนังสือที่วัดตามประเพณีของเด็กชายไทยในสมัยก่อน ท่านตั้งใจศึกษาเล่าเรียนอย่างจริงจัง จนกระทั่งสามารถอ่านเขียนหนังสือไทยและขอมได้อย่างคล่องแคล่ว เมื่อสําเร็จการศึกษาแล้ว ท่านก็กลับมาช่วยบิดาประกอบอาชีพค้าข้าว จนอายุได้ ๑๔ ปีเศษ บิดาของท่านถึงแก่กรรม ท่านจึงต้องหาเลี้ยงครอบครัวแทนบิดาในฐานะบุตรชายคนโต โดยนําเรือค้าข้าวขึ้นล่องระหว่างอําเภอสองพี่น้องกับกรุงเทพฯ เดือนละ ๒-๓ ครั้ง ซึ่งนับว่าเป็นภาระหนักมากสําหรับเด็กวัยขนาดนั้น แต่ด้วยความขยันขันแข็งของท่าน กิจการค้าข้าวจึงเจริญขึ้น โดยลําดับ ทําให้ท่านเป็นผู้ที่มีฐานะดีคนหนึ่ง เมื่อหลวงปู่มีอายุได้ ๑๙ ปีเศษ ท่านก็เล็งเห็นความไม่มีสาระในการทํามาหากิน เนื่องจากขณะที่นําเรือเปล่ากลับจากขายข้าวแล่นเข้าไปในคลองเพื่อเดินทางกลับบ้านนั้น ท่านต้องระแวดระวังภัยที่อาจจะเกิดขึ้นได้ทุกขณะ เพราะว่าในคลองนี้มีโจรผู้ร้ายมาก เมื่อผ่านพ้นอันตรายมาได้ ท่านก็เกิดธรรมสังเวชว่า “การหาเงินเลี้ยงชีพนั้นลําบาก บิดาของเราก็หามาอย่างนี้ ต่างไม่มีเวลาว่างกันทั้งนั้น ถ้าใครไม่รีบหาให้มั่งมี ก็เป็นคนชั้นต่ำ ไม่มีใครนับหน้าถือตา เข้าหมู่เพื่อนบ้านก็อับอาย ไม่เทียมหน้าเขา บูรพชนต้นสกุลก็ทํามาอย่างนี้เหมือนกัน จนถึงบิดาเราและตัวเราในบัดนี้ก็คงทําอยู่อย่างนี้ ก็บัดนี้บุรพชนทั้งหลายได้ตายหมดแล้ว แม้เราก็จักตายเหมือนกัน” ท่านเกิด ความสลดใจและอยากออกบวชเพื่อแสวงหาหนทางพันทุกข์ จึงจุดธูปบูชาพระ และอธิษฐานว่า “ขออย่าให้เราตายเสียก่อน ขอให้บวชเสียก่อนเถิด ถ้าบวชแล้วไม่สึกจนตลอดชีวิต” จากนั้นท่านก็ขะมักเขม้นในการทํางานยิ่งขึ้น ต่อมา เมื่อหลวงปู่มีอายุได้ ๒๒ ปี ท่านก็สามารถรวบรวมเงินได้จํานวนหนึ่ง ซึ่งคาดว่าเพียงพอสําหรับเป็นค่าใช้จ่ายของมารดาจนตลอดชีวิตแล้ว ท่านจึงออกบวชเป็นพระภิกษุในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๔๙ ณ วัดสองพี่น้อง อําเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี สมดังที่ได้อธิษฐานไว้ โดยมีพระอาจารย์ดี วัดประตูสาร เป็นพระอุปัชณาย์ พระครูวินยานุโยค (เหนียง อินฺทโชโต) วัดสองพี่น้อง เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระอาจารย์โหน่ง อินฺทสุวณฺโณ วัดสองพี่น้อง เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาว่า “จนฺทสโร” ก่อนบวชท่านไปเตรียมตัวบวชอยู่ที่วัดเป็นเวลาประมาณ ๑๐ วัน เพื่อฝึกท่องคําขอบรรพชาอุปสมบทและศึกษาพระวินัย รวมทังข้อควรปฏิบัติของสงฆ์ ด้วยเหตุนี้ ท่านจึงสามารถปฏิบัติตามพระธรรมวินัยได้อย่างถูกต้องตั้งแต่ต้น หลังจากที่หลวงปู่พำนักอยู่ที่วัดสองพี่น้องเป็นเวลา ๗ เดือนเศษ ท่านก็เดินทางไปจําพรรษาที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม กรุงเทพฯ ก่อนไปวัดพระเชตุพนฯ ท่านได้ตั้งคัมภีร์ใบลานมหาสติปัฏฐานลานยาวไว้ที่วัดสองพี่น้องผูกหนึ่ง และตั้งใจไว้ว่าจะต้องแปลคัมภีร์ผูกนี้ให้ออก ถ้ายังแปลไม่ออกก็จะยังไม่หยุดเรียนบาลี ในช่วงที่หลวงปู่ไปพำนักอยู่ ณ วัดพระเชตุพนฯ นั้น ท่านเคยออกบิณฑบาตโดยไม่ได้อาหารต่อเนื่องกัน ๒ วัน และท่านก็ไม่ได้ฉันอะไรเลย ในวันที่สามท่านบิณฑบาตได้ข้าวมา ๑ ทัพพี กล้วยนําว้า ๑ ลูก ขณะที่ลงมือฉันไปได้คําเดียว ท่านเหลือบไปเห็นสุนัขแม่ลูกอ่อน ผอมโซเดินมา ท่าทางเหมือนอดอาหารมาหลายวัน ด้วยจิตเมตตา ท่านจึงตัดสินใจแบ่งข้าวที่เหลืออยู่อีกคําหนึ่งและกล้วยน้ำว้าครึ่งลูกสละให้เป็นทานแก่สุนัข แล้วอธิษฐานจิตว่า “ขึ้นชื่อว่าความอดอยากอย่างนี้ ขออย่าได้มีอีกเลย” นับแต่นั้นเป็นต้นมา ทุกครั้งที่ท่านไปบิณฑบาต ก็จะได้อาหารมากมายเกินกว่าที่ท่านจะฉันหมด และมากพอที่จะแบ่งไปถวายพระภิกษุรูปอื่นๆ ได้ด้วย ความลําบากในเรื่องภัตตาหารของพระภิกษุ สามเณรในครั้งนี้ ทําให้ท่านเกิดความคิดว่า “หากเรามีกําลังเพียงพอเมื่อใดก็ตาม เราจะตั้งโรงครัวประกอบอาหารเลี้ยงพระเณรโดยไม่ให้ลําบาก จะได้มีเวลาศึกษา เล่าเรียนกันอย่างเต็มที่” ซึ่งปรากฏว่า ในเวลาต่อมาเมื่อท่านได้เป็นเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ท่านก็สามารถตั้ง โรงครัวเลี้ยงพระภิกษุสามเณรได้จริง ๆ แม้กระทั่งในปัจจุบัน วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ก็ยังมีผู้คนไปทําบุญเลี้ยงพระเณรกันเป็นจํานวนมากตลอดมา หลวงปู่ท่านศึกษาค้นคว้าความรู้ในพระไตรปิฎกอยู่ที่วัดพระเชตุพนฯ เป็นเวลาถึง ๑๑ พรรษา จนเชี่ยวชาญภาษาบาลี เมื่อท่านสามารถแปลคัมภีร์มหาสติปัฏฐานได้ สําเร็จดังที่เคยตั้งใจไว้ก่อนเดินทางไปอยู่ที่วัดพระเชตุพนฯ แล้วท่านจึงหยุดเรียนคันถธุระ และหันมาตั้งใจเรียนวิปัสสนาธุระให้ยิ่งๆ ขึ้นไป อย่างไรก็ตามตลอดเวลาที่ผ่านมานั้น แม้ท่านตั้งใจเรียนคันถธุระตลอดมา แต่ท่านก็ไม่เคยว่างเว้นการฝึกฝนธรรมปฏิบัติเลยแม้แต่วันเดียว วันเวลาในชีวิตสมณะของท่านจึงเป็นเวลาที่ทรงคุณค่าอย่างยิ่ง ในเรื่องการเรียนวิปัสสนาธุระนั้น หลวงปู่ท่านขวนขวายไปศึกษาธรรมปฏิบัติจากพระอาจารย์หลายท่าน โดยเริ่มเรียนตั้งแต่บวชวันแรกเลยทีเดียว โดยมีรายนามพระอาจารย์ดังนี้ พระอาจารย์โหน่ง อินฺทสุวณฺโณ วัดสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี หลวงปู่เนียม วัดน้อย จังหวัดสุพรรณบุรี พระสังวรานุวงษ์ วัดราชสิทธาราม กรุงเทพฯ พระครูญานวิรัติ (โป๊) วัดพระเชตุพนฯ กรุงเทพฯ พระอาจารย์สิงห์ วัดละครทํา ธนบุรี ทุกท่านล้วนเป็นพระอาจารย์ที่ทรงคุณวิเศษในทางธรรมปฏิบัติ เป็นเยี่ยมทางปริยัติ งามพร้อมทั้งศีลาจารวัตร และมีลูกศิษย์ลูกหามากมาย หลวงปู่ฝึกฝนธรรมปฏิบัติด้วยความตั้งใจจริง จนครูบาอาจารย์รับรองผลแห่งการปฏิบัติ และชักชวนให้อยู่ ช่วยกันสอนผู้อื่นต่อไป แต่หลวงปู่ท่านรู้สึกว่า ความรู้เท่านี้ ยังไม่เพียงพอที่จะช่วยตนเองให้พันทุกข์ได้ ต่อมาท่านจึงศึกษาวิธีการปฏิบัติเพิ่มเติมด้วยตนเองจากคัมภีร์วิสุทธิมรรค ซึ่งเป็นคัมภีร์แม่บทของการปฏิบัติธรรม ค้นพบวิชชาธรรมกาย ในปี พ.ศ. ๒๔๖๐ ย่างเข้าพรรษาที่ ๑๒ หลวงปู่เดินทางไปจําพรรษาที่วัดโบสถ์ (บน) ตําบลบางคูเวียง อําเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรี เพื่อตอบแทนพระคุณเจ้าอาวาส วัดโบสถ์ (บน) ที่เคยถวายหนังสือมูลกัจจายน์และคัมภีร์พระธรรมบทให้ท่าน เมื่อครั้งที่ท่านเรียนปริยัติ ด้วยการไปช่วยแสดงธรรมแก่พระภิกษุสามเณร อุบาสกและอุบาสิกา ในวันเพ็ญเดือน ๑๐ ระหว่างกลางพรรษาที่ ๑๒ เวลาเช้าตรู่ก่อนออกบิณฑบาต หลวงปู่ท่านระลึกขึ้นมาว่า “เราบวชมานานนับได้ ๑๒ พรรษาแล้ว ยังไม่บรรลุธรรมของพระพุทธเจ้าเลย ทั้งที่การศึกษาของเราก็ไม่เคยขาดสักวัน เราควรจะรีบกระทําความเพียรให้รู้เห็นของจริงในพระพุทธศาสนา หากไม่เริ่มปฏิบัติก็จะได้ชื่อว่าเป็นผู้ตกอยู่ในความประมาท” หลังกลับจากบิณฑบาตและฉันภัตตาหารเช้าเรียบร้อยแล้ว ท่านจึงเดินเข้าสู่อุโบสถเพื่อปฏิบัติธรรม โดยตั้งปณิธานในใจว่า หากไม่ได้ยินกลองเพลก็จะยังไม่ลุกขึ้นจากที่ ท่านหลับตาภาวนา “สัมมา อะระหัง” จนกระทั่งใจหยุดเป็นจุดเดียวกัน เห็นเป็นดวงใสบริสุทธิ์ขนาดเท่าฟองไข่แดงของไก่ติดอยู่ที่ศูนย์กลางกาย และเกิดความรู้สึกสบายใจอย่างบอกไม่ถูก ความปวดเมื่อยทั้งหลายมลายหายไปหมด พอดีกลองเพลดังกังวานขึ้น วันนั้น หลวงปู่ฉันภัตตาหารเพลด้วยความปีติ อิ่มเอิบใจ ดวงใสที่เห็นยังคงติดอยู่ที่ศูนย์กลางกาย ขณะที่ฉันภัตตาหาร ท่านก็มองดูที่ศูนย์กลางกายไปด้วย แม้ลืมตาก็ยังมองเห็นชัด และความสว่างเช่นนี้ไม่เคยมีมาก่อนเลยในชีวิตการปฏิบัติธรรมของท่าน หลังจากลงพระปาติโมกข์แล้ว ท่านขอร้องเพื่อนพระภิกษุไม่ให้ไปรบกวน ท่านบอกว่า “จะตายก็ตายเถิด ปล่อยให้ได้นั่งตามชอบใจเถอะ ถ้าไม่มีคุณธรรมอะไร ไม่เห็นอะไร ไม่เป็นอะไร อย่างนี้เลี้ยงไว้ก็เสียข้าวสุกเปล่าๆ ไม่มีประโยชน์อะไร” จากนั้นท่านก็เข้าไปในอุโบสถเพื่อปรารภความเพียร ขณะนั้น ท่านมาหวนคิดถึงเมื่อครั้งอายุ ๑๙ ปี ที่ปฏิญาณตนบวชจนตาย บัดนี้เวลาผ่านมาถึง ๑๕ ปีแล้ว ก็ยังไม่ได้บรรลุธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงรู้เห็นเลย ท่านจึงตั้งสัจจาธิษฐานทําสมาธิภาวนาอย่างเอาชีวิตเป็นเติมพันว่า “ถ้าเรานั่งลงไปครั้งนี้ ไม่เห็นธรรมที่พระพุทธเจ้าต้องการ เป็นอันไม่ลุกจากที่นี้จนหมดชีวิต” เมื่อตั้งจิตมั่นลงไปอย่างนั้นแล้ว ท่านได้แสดงความอ้อนวอนต่อหน้าพระประธานซึ่งเปรียบเสมือนตัวแทนของ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า “ขอพระองค์ได้ทรงพระกรุณาโปรดข้าพระพุทธเจ้า ทรงพระราชทานธรรมที่พระองค์ได้ทรงตรัสรู้อย่างน้อยที่สุด แลง่ายที่สุด ที่พระองค์ได้ทรงรู้แล้วแก่ข้าพระพุทธเจ้า ถ้าข้าพระพุทธเจ้ารู้ธรรมของ พระองค์แล้ว เป็นโทษแก่ศาสนาของพระองค์ ขอพระองค์อย่าทรงพระราชทานเลย ถ้าเป็นคุณแก่ศาสนาของพระองค์ ขอพระองค์ได้ทรงพระกรุณาโปรดพระราชทาน แก่ข้าพระองค์ ข้าพระองค์รับเป็นทนายศาสนาในศาสนาของพระองค์จนตลอดชีวิต” ขณะที่ท่านกําลังนั่งเจริญสมาธิภาวนา ท่านเหลือบไปเห็นมดไต่ขึ้นมาตามรอยแตกของอุโบสถ ท่านเกรงว่ามดจะมากัดทําให้ต้องถอนออกจากสมาธิ จึงเอานิ้วมือจุ่มน้ำมันก๊าดลากเป็นวงล้อมรอบตัวเพื่อกันมด แต่ยังไม่ทันวงรอบตัว ท่านก็ฉุกคิดขึ้นมาว่า แม้แต่ชีวิตยังสละได้ แต่ทําไมยังกลัวมดกัดอยู่เล่า ท่านจึงวางขวดน้ำมันลง แล้วปฏิบัติธรรมต่อไป เวลาผ่านไปประมาณครึ่งค่อนคืน ใจของท่านหยุดสงบนิ่งที่ศูนย์กลางกายได้ส่วนพอดี ดวงกลมโตใสบริสุทธิ์ที่ศูนย์กลางกายที่ท่านเห็นเมื่อเพล ยิ่งใสสว่างมากขึ้นราวกระจกเงา ใหญ่ขนาดดวงอาทิตย์ เห็นอยู่อย่างนั้นหลายชั่วโมง โดยไม่ทราบว่าจะทําอย่างไรต่อไป ขณะนั้น มีเสียงหนึ่งผุดขึ้นมาจากกลางดวงนั้นว่า “มัชฌิมา ปฏิปทา” ทางสายกลางไม่ตึงนักไม่หย่อนนักในความหมายของปริยัติ ขณะเดียวกันที่ศูนย์กลางดวงกลมใสสว่างนั้น ก็มีจุดเล็กเรืองแสงสว่างวาบขึ้นมา ท่านคิดว่า “นี่กระมังทางสายกลาง” ท่านจึงมองไปที่จุดนั้นทันที จุดนั้นค่อยๆ ขยายโตขึ้นมาแทนที่ดวงเก่าซึ่งหายไป ท่านมองเข้ากลางจุดเล็กที่อยู่กลางดวงใสเรื่อยไป ก็เห็นดวงใหม่ที่สุกใสยิ่งกว่าลอยขึ้นมา ท่านเข้ากลางดวงใหม่ที่ลอยขึ้นมาแทนที่อย่างต่อเนื่องไม่ขาดสายไปเรื่อย ๆ ในที่สุดจึงเห็นกายต่างๆ เกิดขึ้นจนกระทั่งถึง “ธรรมกาย” ซึ่งเป็นองค์พระปฏิมากรเกตุดอกบัวตูม ใสบริสุทธิ์งดงามหาที่ติมิได้ ยิ่งกว่าพระพุทธรูปองค์ใดที่เคยเห็นมา (เข้ากลาง หมายถึง การดําเนินจิตเข้ากลางดวงที่เห็นเข้าไปเรื่อยๆ หยุดในหยุด จนกระทั่งเข้าถึงธรรมกายที่อยู่ในทางสายกลาง) ด้วยการทําความเพียรอย่างไม่อาลัยในชีวิต หลวงปู่ได้เข้าถึงพระธรรมกายกลางดึกคืนนั้นเอง ณ เวลานั้น ท่านตระหนักว่า ธรรมะของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านี้ลึกซึ้งนัก พ้นวิสัยของการที่จะตรึกนึกคิดหรือคาดคะเนเอาได้ เพราะถ้ายังตรึกนึกคิดอยู่ก็เข้าไม่ถึง จะเข้าถึงได้ต้องทําให้ความรู้ตรึก รู้นึก รู้คิด รวมหยุดเป็นจุดเดียวกัน พอหยุดก็ดับ ดับแล้วจึงเกิด ในเวลาต่อมาท่านจึงกล่าวสรุปไว้เป็นประโยคสั้นๆ ว่า “หยุดเป็นตัวสําเร็จ” การค้นพบวิชชาธรรมกายของหลวงปู่นับเป็นการค้นพบที่ยิ่งใหญ่ เพราะมิได้เป็นการปฏิบัติตามหรือจดจําจากตํารา แต่เป็นการรู้เห็นและเข้าถึงธรรมจริงแท้ที่มีอยู่ภายในด้วยตนเอง โดยการดําเนินจิตเข้าไปในหนทางสายกลาง อันเป็นหนทางสู่ความพ้นทุกข์ วิธีการดําเนินจิตเข้าไปในเส้นทางสายกลางที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าและพระอรหันต์ทั้งหลายได้ดําเนินไปแล้วนี้ หายไปเกือบ ๒,๐๐๐ ปี การค้นพบของท่านจึงเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อมวลมนุษยชาติ และเหนือสิ่งอื่นใด การค้นพบของท่านยังเป็นพยานยืนยันว่า “ตถาคตเป็นพระธรรมกาย” ตามที่ปรากฏอยู่ในอรรถกถา พระไตรปิฎก วกฺกลิสุตฺตวณฺณนา หน้า ๓๔๒ ถึง ๓๔๓ ว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงพระธรรมกายที่ตรัสไว้ว่า ขอถวายพระพรมหาบพิตร ธรรมกายแลคือพระตถาคต ความจริงโลกุตรธรรม ๙ อย่าง (มรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑) ชื่อว่า พระกายของพระตถาคต” เมื่อหลวงปู่เข้าถึงพระธรรมกายแล้ว ท่านยังคงนั่งทบทวนสิ่งที่ค้นพบต่อไปอีก ขณะนั้น ท่านเห็นวัดบางปลาปรากฏขึ้นเหมือนตัวเองไปอยู่ที่วัดนั้น ท่านรู้ด้วยญาณทัสสนะว่า ที่วัดบางปลาจะต้องมีผู้รู้เห็นธรรมได้อย่างแน่นอน ท่าน จึงมีความคิดที่จะไปสอนที่วัดนั้นอยู่เรื่อยมา เมื่อออกพรรษาแล้ว ท่านจึงเดินทางไปปฏิบัติธรรมและสอนธรรมปฏิบัติที่วัดบางปลา ตําบลบางเลน จังหวัดนครปฐม ตามที่ได้ตั้งใจไว้ สอนอยู่ราว ๆ ๔ เดือน มีพระภิกษุปฏิบัติตามท่านได้ ๓ รูป และฆราวาสอีก ๔ คน ซึ่งถือเป็นพยานในการบรรลุธรรมของท่าน การสอนครั้งนี้นับเป็นจุดเริ่มต้นของการเผยแผ่วิชชาธรรมกายที่ท่านค้นพบ ให้เป็นประโยชน์ต่อชาวโลก ต่อมาหลวงปู่ออกเดินธุดงค์จาริกไปสอนธรรมปฏิบัติในสถานที่ต่างๆ อีกหลายแห่ง ซึ่งปรากฏว่า มีประชาชนสนใจมาฝึกปฏิบัติธรรมกับท่านเป็นจํานวนมากและต่างได้รับผลดีตามกำลังแห่งการปฏิบัติของตน ภารกิจที่วัดปากนํา วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ เป็นสถานที่ที่หลวงปู่ทําวิชชาและปักหลักเผยแผ่พระพุทธศาสนา วิชชาธรรมกาย ตลอดชีวิต และเป็น ๑ ใน ๖ ของสถานที่ประดิษฐานรูปหล่อทองคําพระมงคลเทพมุนี เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ในราวกลางปี พ.ศ. ๒๔๖๑ (กลางรัชกาลที่ ๖) สมเด็จพระวันรัต (เผื่อน ติสสทัตตมหาเถระ) วัดพระเชตุพนฯ พระอาจารย์องค์หนึ่งของหลวงปู่ ซึ่งขณะนั้น ดํารงตําแหน่งเป็นเจ้าคณะอําเภอภาษีเจริญ จังหวัดธนบุรี เล็งเห็นความเป็นผู้นําของหลวงปู่ จึงแต่งตั้งให้หลวงปู่เป็นเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ซึ่งเป็นพระอารามหลวงเก่าแก่ สถาปนาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี หลวงปู่เดินทางจากวัดพระเชตุพนฯ ไปยังวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ โดยเรือยนต์หลวงของกรมการศาสนา และมีพระอนุจร (พระลูกวัด, ผู้ติดตาม) ไปด้วย ๔ รูป เมื่อไปถึงวัดปากน้ำ หลวงปู่ก็พบว่า วัดปากน้ำอยู่ในสภาพที่ชํารุดทรุดโทรมมาก เป็นกึ่งวัดร้าง และมีพระภิกษุประจําวัดอยู่ ๑๓ รูป พัฒนาวัด การพัฒนาวัดในทัศนะของหลวงปู่ก็คือการพัฒนาประเทศชาติ ถ้าวัดสะอาดสะอ้าน เจริญตาเจริญใจ บุคคลากรในวัดมีระเบียบวินัย คนก็อยากจะเข้าวัด เมื่อเข้าวัดแล้วก็จะได้พัฒนาจิตใจให้สูงขึ้น และเมื่อประชาชนอยู่ในศีลในธรรม สังคมประเทศชาติก็จะสงบสุขไปโดยปริยาย ในระยะแรก การบริหารและพัฒนาวัดของหลวงปู่ไม่ราบรื่นนัก เนื่องจากพระภิกษุที่อยู่มาก่อนยังไม่ให้ความร่วมมือและชาวบ้านแถบนั้นมีอัธยาศัยเป็นนักเลง แต่หลวงปู่ท่านมีนิสัยของนักพัฒนา ท่านชอบความเจริญก้าวหน้า และชอบทําตนให้เป็นประโยชน์ ดังที่ท่านมักกล่าวว่า “อยู่ที่ไหนก็ให้ทาน บริจาคทานเรื่อยไป ไม่ทําอะไรก็สอนหนังสือหนังหา สงเคราะห์อนุเคราะห์กุลบุตร” ดังนั้นไม่ว่าจะมีอุปสรรคอย่างไร ท่านก็ไม่ย่อท้อ มุ่งมั่นที่จะทํานุบํารุง วัดปากน้ำขึ้นมาใหม่ โดยให้ความสําคัญแก่การสร้างคนให้เป็นคนดีเป็นหลัก ส่วนการก่อสร้างเสนาสนะ หรือสิ่งอํานวยความสะดวกอื่นๆ ล้วนเป็นไปเพื่อสนับสนุนการสร้างคนทั้งสิ้น แนวทางในการสร้างคนของหลวงปู่ คือ ให้การศึกษาเพื่อเพิ่มพูนความรู้ พัฒนาสติปัญญา ควบคู่ไปกับการพัฒนาจิตใจโดยการเจริญสมาธิภาวนา สําหรับพระภิกษุสามเณร หลวงปู่ท่านก็ให้การอบรมสั่งสอนและดูแลอย่างใกล้ชิด ให้เจริญสมาธิภาวนา และฝึกฝนอบรมตนเองตามพระธรรมวินัย นอกจากนี้ ท่าน ยังสนับสนุนพระภิกษุสามเณรให้ศึกษาทั้งด้านปริยัติและปฏิบัติ ไม่ปล่อยให้อยู่ว่างๆ ใครไม่ศึกษา ไม่ปฏิบัติ ก็ให้ทําหน้าที่อื่น หลวงปู่ท่านตั้งใจพัฒนาวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ จนกระทั่งกลายเป็นอารามหลวงที่สําคัญและใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่ง มีพระภิกษุสามเณรและอุบาสกอุบาสิการวมแล้วเป็นจำนวนนับพัน ไหวสิน่า ในเรื่องความเป็นอยู่ของสมาชิกในวัด หลวงปู่ให้สร้างกุฏิที่พักสําหรับพระภิกษุสามเณรอย่างเพียงพอ และมีเครื่องอํานวยความสะดวกพอควรแก่ภาวะของนักบวช พระภิกษุสามเณรที่เข้ามาอยู่ในบารมีธรรมของท่าน ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ เลย ท่านดูแลทุกอย่าง ตั้งแต่เครื่องนุ่งห่ม สบง จีวร นอกจากนี้ท่านยังให้ตั้งโรงครัวเพื่อรับภาระเรื่องการขบฉัน ทําให้พระภิกษุสามเณรไม่ต้องกังวลเรื่องภัตตาหารแต่อย่างใด จะได้มีเวลาศึกษาและปฏิบัติธรรมอย่างเต็มที่ หลวงปู่ท่านเลี้ยงพระมาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๖๑ จนกระทั่งมรณภาพ ทําให้วัดปากน้ำในสมัยนั้นมีพระภิกษุสามเณรเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เพิ่มจาก ๒๐-๓๐ รูป ไปจนถึง ๕๐๐ กว่ารูป สมดังที่ท่านได้ปฏิญาณในพระอุโบสถ เมื่อครั้งที่เข้ามาปกครองวัดปากน้ำว่า “บรรพซิตที่ยังไม่มา ขอให้มา ที่มาแล้วขอให้อยู่เป็นสุข” เมื่อใครพูดถึงจํานวนพระภิกษุสามเณรว่ามากเกินไป ท่านจะหัวเราะด้วยความดีใจแล้วพูดว่า “เห็นคุณพระศาสนาไหมล่ะ” และท่านไม่เคยกลัวว่าจะเลี้ยงไม่ไหว ได้แต่พูดว่า “ไหวสิน่า” สร้างโรงเรียน สร้างโรงเรียนราษฎร์สําหรับเด็กชาวบ้าน หลวงปู่ท่านเห็นว่าในละแวกนั้นมีเด็กๆ ที่ไม่ได้เรียนหนังสือเป็นจํานวนมาก เด็กพวกนี้มักมาวิ่งเล่นส่งเสียงเอะอะในวัด บางทีก็มายิงนกกัน เมื่อท่านเห็นเด็กพวกนี้แล้ว ท่านก็ปรารภว่า “เด็กๆ ที่ไร้การศึกษาเป็นคนรกชาติ มาเที่ยวรังแกวัด ต่อไปก็กลายเป็นพาล” ด้วยความเมตตาท่านจึงดําริให้ตั้งโรงเรียนขึ้น เพื่ออนุเคราะห์ให้เด็กๆ ได้รับการศึกษาโดยไม่ต้องเสียค่าเล่าเรียน ซึ่งปรากฏว่าได้รับการสนับสนุนจากผู้มีจิตศรัทธาจํานวนมาก ทางราชการก็ส่งเสริม ทําให้ชาวบ้านแถบนั้นซาบซึ้งในอุปการคุณของท่านเป็นอย่างยิ่ง ต่อมาเมื่อทางราชการจัดตั้งโรงเรียนตามพระราชบัญญัติประถมศึกษา ท่านจึงยกเลิกงานด้านนี้ และหันมาดูแลเรื่องการศึกษานักธรรมและบาลี สร้างโรงเรียนปริยัติธรรม สําหรับการเรียนของพระภิกษุสามเณรนั้น ท่านจัดให้มีการเรียนการสอนนักธรรมและบาลีประจําสํานัก โดยจัดหาครูมาให้ และให้สร้างโรงเรียนปริยัติธรรมเป็นอาคาร ๓ ชั้น จุผู้เรียนได้นับพัน สองชั้นล่างสําหรับเรียนปริยัติ ชั้นบนจัดเป็นห้องโถงสําหรับปฏิบัติธรรม มีห้องน้ำทุกชั้น มีไฟฟ้า มีพัดลม มีเครื่องตกแต่งอาคารครบถ้วน และมีอุปกรณ์การศึกษาพร้อมบริบูรณ์ ช่วยให้พระภิกษุสามเณร มีที่ศึกษาเล่าเรียนที่สะดวกสบายและทันสมัย อาคารหลังนี้ได้ชื่อว่าเป็นตึกที่ทันสมัยที่สุดในแถบนั้น สิ้นค่าก่อสร้างถึง ๒ ล้าน ๕ แสนกว่าบาท นับว่าเป็นเงินจํานวนมหาศาลในสมัยนั้น เมื่อโรงเรียนสร้างเสร็จสมบูรณ์ ทางคณะสงฆ์ก็มาใช้อาคารหลังนี้เป็นสนามสอบนักธรรมและธรรมศึกษา สําหรับอําเภอภาษีเจริญเป็นประจําทุกปี โดยหลวงปู่ได้จัดเลี้ยงภัตตาหารเพลแก่พระภิกษุสามเณรที่มาสอบด้วย นอกจากสนับสนุนการศึกษาของพระภิกษุสามเณรวัดปากน้ำแล้ว หลวงปู่ท่านยังเป็นกําลังสําคัญของพระพิมลธรรม (ช้อย ฐานทัตโต ป.ธ.๙) ในการหาทุนเพื่อก่อตั้งสถาบันการศึกษาชั้นสูงของคณะสงฆ์ไทย คือ มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย หรือ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ในปัจจุบัน ทํางานทางใจ แม้หลวงปู่ท่านจะสนับสนุนงานในด้านต่างๆ จนกระทั่งทําให้วัดปากน้ำมีความเจริญรุ่งเรืองยิ่งขึ้น แต่งานที่หลวงปู่ให้ความสําคัญและให้เวลามากที่สุด คือ งานทําสมาธิเจริญภาวนา ซึ่งเป็นการทํางานทางใจที่มีเป้าหมายในการกําจัดกิเลสอาสวะ อันเป็นเหตุแห่งความทุกข์และความเบียดเบียนให้หมดสิ้นไป และในขณะเดียวกันท่านก็ใช้วิชชาธรรมกายช่วยแก้ไขความทุกข์ยากเดือดร้อนของ เพื่อนมนุษย์ด้วย ทุกๆ วัน หลวงปู่จะบําเพ็ญกิจภาวนาพร้อมกับพระภิกษุสามเณร แม่ชี และอุบาสิกา ในโรงงานทําวิชชา* *สถานที่ศึกษาวิชชาธรรมกายชั้นสูง ศึกษาตลอด ๒๔ ชั่วโมง โดยแบ่งผู้ทําวิชชา เป็นผลัดเหมือนการทํางานเป็นกะของโรงงาน ซึ่งเป็นกุฏิหลังใหญ่แบ่งเป็น ๒ ห้อง ห้องหนึ่งเป็นห้องของหลวงปู่กับพระอีกประมาณ ๓๐ รูป ส่วนอีกห้องหนึ่งเป็นห้องของแม่ชีและอุบาสิกาที่ถือศีล ๘ ราวๆ ๓๐ คน ผู้ที่ อยู่ในห้องทั้งสองต่างมองไม่เห็นกัน ที่ผนังกั้นระหว่าง ๒ ห้อง มีช่องเล็กๆ ไว้สําหรับหลวงปู่สั่งงาน การทําวิชชาสมัยนั้น ในยามปกติจะทําผลัดละ ๔ ชั่วโมง โดยสับเปลี่ยนกันทําอย่างต่อเนื่องไม่มีหยุดตลอด ๒๔ ชั่วโมง แต่ในยามสงครามโลกทําวิชชาผลัดละ ๖ ชั่วโมง วิธีปฏิบัติธรรมให้เข้าถึงพระธรรมกาย ใจของคนเรานั้นถ้าหยุดได้เพียงสักกระพริบตาเดียวเท่านั้น ได้ชื่อว่า เราได้สร้างบุญใหญ่กุศลใหญ่ เราจะไปสร้างโบสถ์ วิหาร ศาลาการเปรียญสักร้อยหลัง ก็สู้บุญที่เกิดจากการบําเพ็ญสมถวิปัสสนาไม่ได้ เมื่อเราแสวงหาเขตบุญในพระพุทธศาสนา พึงบําเพ็ญสมถวิปัสสนา ทําใจให้มั่นคงดังนี้ ให้ใจหยุด หยุดนี้เป็นตัวสําคัญนักเพราะเป็นทางมรรคผลนิพพาน วิธีปฏิบัติธรรมให้เข้าถึงพระธรรมกาย หลวงปู่ท่านมีวิธีสอนการปฏิบัติธรรมที่เข้าใจได้ง่าย โดยมีอุปกรณ์การสอนครบครัน คือมีหนังสือแจกให้ลูกศิษย์เพื่อเป็นคู่มือในการปฏิบัติธรรม และมีกระดานชนวนวาดเป็นรูปคนด้านข้างผ่าซีก แสดงฐานที่ตั้งของใจทั้ง ๗ ฐาน มีไม้ยาวสําหรับชี้การเลื่อนดวงนิมิตไปตามฐานต่างๆ และมีดวงแก้วใส ๑ ลูก ท่านสอนให้ผู้เริ่มปฏิบัติรู้จักฐานที่ตั้งของใจ ซึ่งมีทั้งหมด ๗ ฐานเสียก่อน ดังนี้ ฐานที่ ๑ ปากช่องจมูก หญิงซ้าย ชายขวา ฐานที่ ๒ เพลาตา หญิงซ้าย ชายขวา ฐานที่ ๓ กลางกั๊กศีรษะตรงกับจอมประสาท ได้ระดับพอดีกับตา แต่อยู่ภายในตรงศูนย์กลาง คือจากดั้งจมูกตรงเข้าไปจรดท้ายทอย จากเหนือหูซ้ายตรงไปเหนือหูขวา ตรงกลางที่เส้นทั้งสองตัดกัน คือ ฐานที่ ๓ ฐานที่ ๔ ปากช่องเพดาน เหนือลิ้นไก่ตรงที่รับประทานอาหารสําลัก ฐานที่ ๕ ปากช่องคอเหนือลูกกระเดือก อยู่ตรงกลางช่องคอพอดี ฐานที่ ๖ สุดลมหายใจเข้าออก คือกลางตัวตรงกับสะดือ แต่อยู่ภายใน ฐานที่ ๗* ถอยหลังกลับขึ้นมาเหนือสะดือประมาณ ๒ นิ้วมือ ในกลางตัว (นึกขึงเส้นด้าย ๒ เส้นให้ตึง จากสะดือทะลุหลัง จากเอวซ้ายทะลุเอวขวา ตรงเหนือจุดตัดขึ้นไป ๒ นิ้วมือ คือ ฐานที่ ๗) *ฐานที่ ๗ นี้ อธิบายในเชิงวิทยาศาสตร์ได้ว่า เป็นตําแหน่งที่เปรียบเสมือนจุดศูนย์ถ่วงของร่างกาย หรือ Center of Gravity และเป็นเสมือนจุดสมดุลของใจ เมื่อใจเราตั้งไว้ตรงจุดนี้แล้ว จะเป็นจุดที่ได้ดุลที่สุด และถ้าเปรียบใจเหมือนแว่นขยาย จุดนี้คือจุดโฟกัสของแว่นขยาย เมื่อเราเอาใจไปจรดที่จุดนี้ และวางใจได้ถูกส่วนจริงๆ ก็จะเห็นสิ่งต่างๆ ได้ชัดเจนตรงตามความเป็นจริงมากที่สุด ขณะปฏิบัติธรรมให้นั่งขัดสมาธิเอาขาขวาทับขาซ้าย มือขวาทับมือซ้าย นิ้วหัวแม่มือข้างช้ายจรดปลายนิ้วขี้ข้างขวา ตั้งกายให้ตรง หลับตาเบาๆ พอปิดสนิท ตั้งสติไม่ให้เผลอ แล้วกําหนดบริกรรมนิมิตเป็นดวงกลมใส เหมือนดังเพชรลูกที่เจียระไนแล้ว ไม่มีรอยขีดข่วนคล้ายขนแมว ดวงโตเท่าแก้วตาดํา (จัดเป็นอาโลกกสิณหรือกสิณแสงสว่าง) ผู้หญิงให้กําหนดเข้าปากช่องจมูกซ้าย ผู้ชายให้กําหนดเข้าปากช่องจมูกขวา เรียกว่าฐานที่ ๑ ให้บริกรรมภาวนา ประคองใจกับดวงกลมใสนั้นว่า “สัมมา อะระหัง” ๓ ครั้ง (จัดเป็นพุทธานุสสติ) แล้วจึงเลื่อนดวงนิมิตนั้นต่อไปตามฐานต่างๆ จนถึงฐานที่ ๗ หากรู้จักที่ตั้งของฐานทั้ง ๗ ดีแล้ว ในการทําสมาธิคราวต่อๆ ไป จะน้อมใจมาไว้ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ เลยก็ได้ แล้วกําหนดบริกรรมภาวนาว่า “สัมมา อะระหัง” และนึกบริกรรมนิมิตเป็นดวงแก้วหรือพระพุทธรูปใส ทั้งบริกรรมภาวนาและบริกรรมนิมิตนี้ เป็นกุศโลบายเพื่อประคองใจให้หยุดนิ่ง ณ ฐานที่ตั้งนี้ เมื่อหยุดนิ่งได้ถูกส่วนแล้ว ก็จะเห็นดวงกลมใสสว่างปรากฏขึ้นมา จากกึ่งกลางดวงนิมิตนั้น จากนั้นให้เลิกบริกรรมภาวนา ดวงที่ปรากฏขึ้นนี้ไม่ใช่นิมิตที่กําหนดขึ้น แต่เป็น “ดวงปฐมมรรค” อันเป็นประตูเบื่องต้นที่จะเปิดไปสู่หนทางแห่งมรรคผลนิพพาน เมื่อปฏิบัติธรรมจนเห็นดวงปฐมมรรคแล้ว ให้ตั้งใจทําความเพียรโดยเอาใจจรดไว้ที่กลางดวงปฐมมรรคนั้นให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป ถ้าไม่เอาจริงเอาจัง ไม่เอาใจใส่ ไม่สนใจ ไม่พากเพียรปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง ดวงปฐมมรรคที่เพิ่งเข้าถึงใหม่ๆ (หรือแม้กระทั่งธรรมะที่ละเอียดกว่าดวงปฐมมรรค ก็ตาม) ก็จะหายไป ไม่สามารถรักษาไว้ได้ ดังที่ปรากฏอยู่ในคําสอนของหลวงปู่ว่า “..อาตาปี เพียรให้กลั่นกล้าๆ ...เพียรไม่ย่อไม่ท้อไม่ถอยทีเดียว เอาเป็นเอาตายทีเดียว เรียนกันจริง ต้องใช้ความเพียรประกอบด้วยองค์สี่ทีเดียว องค์สี่นั้นอะไรบ้าง เนื้อ เลือด กระดูก หนัง หนังเนื้อเลือดจะแห้งเหือดไปไม่ว่า เหลือแต่กระดูกหนังช่างมัน ไม่ลดละ ใจต้องจรดอยู่ทีเดียว …นี่เขาเรียกว่า อาตาปี เพียรเร่งเร้าเข้าอย่างนี้…ไม่เผลอ เผลอไม่ได้ เผลอก็จะหายเสียเท่านั้น ถ้าได้ใหม่ เป็นใหม่ๆ เผลอไม่ได้เป็นหาย เผลอไม่ได้เป็นหายทีเดียว…” (จากพระธรรมเทศนาเรื่องสติปัฏฐานสูตร ๓ ตุลาคม ๒๔๙๗) เมื่อผู้ปฏิบัติดำเนินจิตเข้ากลางดวงปฐมมรรคเรื่อยไปก็จะเข้าถึงกายในกายต่างๆ เป็นชั้นๆ จนกระทั่งถึงกายธรรม กายในกาย จากการปฏิบัติธรรมของหลวงปู่ ท่านพบว่ามนุษย์เราไม่ได้มีเพียงกายมนุษย์ที่เห็นได้ด้วยตาเนื้ออย่างเดียว แต่ยังมีกายภายในที่ละเอียดประณีตซ้อนกันอยู่เป็นชั้นๆ อีก ๑๗ กาย เมื่อรวมกายมนุษย์ด้วยก็มีถึง ๑๘ กาย ดังนี้คือ กายมนุษย์ กายมนุษย์ละเอียด กายทิพย์ กายทิพย์ละเอียด กายรูปพรหม กายรูปพรหมละเอียด กายอรูปพรหม กายอรูปพรหมละเอียด กายธรรมโคตรภู กายธรรมโคตรภูละเอียด กายธรรมพระโสดา กายธรรมพระโสดาละเอียด กายธรรมพระสกิทาคา กายธรรมพระสกิทาคาละเอียด กายธรรมพระอนาคา กายธรรมพระอนาคาละเอียด กายธรรมพระอรหัต กายธรรมพระอรหัตละเอียด โดยกายที่ละเอียดกว่าซ้อนอยู่ในกายที่หยาบกว่า เช่น กายทิพย์ซ้อนอยู่ในกายมนุษย์ กายรูปพรหมซ้อนอยู่ในกายทิพย์ กายอรูปพรหมซ้อนอยู่ในกายรูปพรหม กายธรรมโคตรภูซ้อนอยู่ในกายอรูปพรหม เป็นต้น เมื่อเข้าถึงกายธรรมพระอรหัตละเอียดแล้ว ก็จะหลุดจากกิเลส เสร็จกิจในพระพุทธศาสนาทั้งสมถะและวิปัสสนา ตั้งแต่กายมนุษย์ถึงกายอรูปพรหมละเอียดจัดอยู่ในขั้นสมถะ ตั้งแต่กายธรรมโคตรภูถึงกายธรรมพระอรหัตจัดอยู่ในขั้นวิปัสสนา ดังที่หลวงปู่ท่านได้แสดงพระธรรมเทศนาไว้ว่า “..ตั้งแต่กายมนุษย์ถึงกายอรูปพรหมละเอียด แค่นั้นเรียกว่าชั้นสมถะ ตั้งแต่กายธรรมโคตรภูทั้งหยาบทั้งละเอียด จนกระทั่งกายพระอรหัตทั้งหยาบทั้งละเอียดเป็นชั้นวิปัสสนาทั้งนั้น ที่เรามาเรียนสมถวิปัสสนาวันนี้ ต้องเดินแนวนี้ ผิดแนวนี้ไม่ได้ และต้องเป็นอย่างนี้ ผิดอย่างนี้ไปไม่ได้ ผิดอย่างนี้ไปก็เลอะเหลว...” (จากพระธรรมเทศนาเรื่องหลักการเจริญภาวนาสมถวิปัสสนากรรมฐาน) เรื่องกายในกายนี้เป็นสิ่งอัศจรรย์ที่มีอยู่ในตัวของมนุษย์ทุกคน หลวงปู่ท่านเคยกล่าวไว้ว่า กายมนุษย์ละเอียดก็คือกายเดียวกับที่เวลาเรานอนหลับแล้วฝันไป ท่านบอกว่า ถ้าเราปฏิบัติธรรมเข้าไปถึงกายมนุษย์ละเอียดก็จะฉลาดกว่าคนทั่วไปชั้นหนึ่ง เรื่องลี้ลับอะไรก็รู้หมด ไปตรวจดูได้หมด ไม่ว่าจะไปกลางวันหรือกลางคืน เช่น ฝันไป เมืองเพชร ไปเขาวัง เพียงนาทีเดียวเท่านั้น กายมนุษย์ละเอียดก็สามารถฝันไปเอาเรื่องในเขาวังมาเล่าให้กายมนุษย์หยาบฟังได้แล้ว ฝันได้ทั้งที่ตื่นๆ ไม่ใช่หลับฝัน ประเดี่ยวเดียวฝันได้หลายเรื่อง ถ้าหลับฝันต้องใช้เวลานานกว่าจะได้สักเรื่อง บางคืนก็ไม่ฝันเลย กายมนุษย์ละเอียดนี้ ยังสามารถรู้เรื่องที่กายมนุษย์หยาบไม่รู้เรื่องอีกมากมาย แม้ใครจะมาโกหกเรา ถ้าเราเข้าถึงกายมนุษย์ละเอียดแล้ว ก็สามารถสืบได้ว่าโกหกหรือเปล่า แค่เข้าถึงกายมนุษย์ละเอียดยังฉลาดถึงเพียงนี้ ถ้าเข้าถึงกายต่างๆ ที่ละเอียดกว่านี้ จะมีความสามารถพิเศษสักเพียงใด ซึ่งเรื่องนี้หลวงปู่ท่านกล่าวไว้ว่า “ ถ้าว่าทําธรรมกายเป็นละก็ มันฉลาดกว่ามนุษย์หลายสิบเท่าเซียวนะ นี่พอเข้าถึงกายมนุษย์ละเอียด ก็ฉลาดกว่าเท่าหนึ่งแล้ว สูงกว่าเท่าหนึ่งแล้ว เข้าถึงกายทิพย์ก็สองเท่าแล้ว กายทิพย์ละเอียดก็สามเท่าแล้ว กายรูปพรหมสี่เท่า กายรูปพรหมละเอียดห้าเท่า กายอรูปพรหมหกเท่า กายอรูปพรหมละเอียดเจ็ดเท่า เข้าถึงกายธรรมและกายธรรมละเอียด ๘-๙ เท่าเข้าไปแล้ว มันมีความฉลาดกว่ากันอย่างนี้นะ...” (จากพระธรรมเทศนาเรืองมหาสติปัฏฐานสูตร ๑๐ ตุลาคม ๒๔๙๗) ส่วนหลักสําคัญในการปฏิบัติธรรมให้ได้ผลนั้น หลวงปู่ท่านสอนไว้ว่า “...เราต้องตั้งใจให้หยุด ใจของคนเรานั้นถ้าหยุดได้เพียงสักกระพริบตาเดียวเท่านั้น ได้ชื่อว่าเราได้สร้างบุญใหญ่กุศลใหญ่ เราจะไปสร้างโบสถ์ วิหาร ศาลาการเปรียญสักร้อยหลัง ก็สู้บุญที่เกิดจากการบําเพ็ญสมถวิปัสสนาไม่ได้ เมื่อเราแสวงหาเขตบุญในพระพุทธศาสนาพึงบําเพ็ญสมถวิปัสสนาทําใจให้มั่นคงดังนี้ ให้ใจหยุด หยุดนี้เป็นตัวสําคัญนัก เพราะเป็นทางมรรคผลนิพพาน พวกที่ให้ทานรักษาศีลนั้นยังไกลกว่า หยุดนี้ใกล้นิพพานนัก พอหยุดได้เท่านั้น ถูกคําสั่งสอนของพระศาสดาแล้ว...” (จากพระธรรมเทศนาเรืองหลักการเจริญภาวนาสมฤถวิปัสสนากรรมฐาน) เมื่อใจเริ่มหยุด ความสุขก็จะเกิดขึ้น และเมื่อปฏิบัติต่อไปอย่างถูกวิธี ความสุขก็จะเพิ่มปริมาณมากขึ้นตรงตามวาระพระบาลีว่า “นตฺถิ สนฺติปรํ สุขํ สุขอื่น นอกจากหยุดจากนิ่ง ไม่มี” หลวงปู่ท่านสอนให้ฝึกปฏิบัติสมาธิเบื้องต้นนี้ให้เชี่ยวชาญเสียก่อน ให้หยุดได้เสียก่อน ท่านบอกว่า “...ถ้าไม่หยุดจะถึงธรรมกายไม่ได้ ทําใจให้หยุดได้ก็เข้าถึงธรรมกายได้ ทุกคนต้องทําได้ ขอเพียงให้ทําจริงเป็นต้องได้ทุกคน ถ้าทําไม่จริงละเป็นไม่ได้แน่ ที่ว่าทําจริงนั้น ก็คือ จริงแค่ชีวิต ถึงเลือดเนื้อจะแห้งเหือดหมดไป จะเหลือแต่กระดูกหนังช่างมัน ถ้าไม่ได้เป็นไม่ลุกจากที่ ถ้าทุกคนทําจริงแค่นี้ละก็ ทําได้ทุกคน ตัวฉันเองนั้นถึงสองคราว คือ เมื่อเริ่มปฏิบัติสมถวิปัสสนาใหม่ๆ ได้เข้าที่ทําสมาธิตังใจว่า ถ้าไม่ได้ก็ให้ตายเสียเถอะ นั่งทําสมาธิอยู่พอถึงกําหนดเข้าก็ทําได้ ไม่ตายสักที…” (จากพระธรรมเทศนาเรื่องหลักการเจริญภาวนาสมฤถวิปัสสนากรรมฐาน) เมื่อลูกศิษย์เข้าถึงธรรมกายแล้ว หลวงปู่ท่านก็จะสอนธรรมะขั้นสูงให้ต่อไป ดังที่ท่านเคยให้โอวาทแก่พระภิกษุสามเณรในพระอุโบสถไว้ว่า “พวกเธอพยายามให้ได้ธรรมกายเสียก่อน แล้วฉันจะสอนต่อไปให้อีก ๒๐ ปี ก็ ยังไม่หมด” ความอัศจรรย์ของวิชชาธรรมกาย เรื่องราวความอัศจรรย์ของวิชชาธรรมกาย ทั้งที่มีหลักฐานบันทึกไว้และที่เล่าขานสืบต่อกันมา มีอยู่เป็นจํานวนมาก ซึ่งในที่นี้ไม่สามารถรวบรวมไว้ได้ครบถ้วน จึงขอยกมาเพียงบางตัวอย่างเท่านั้น พระของขวัญวัดปากน้ำ พระของขวัญวัดปากน้ำเป็นพระผงที่หลวงปู่ทําขึ้นเพื่อมอบเป็นของขวัญแก่ผู้ที่ร่วมบุญสร้างโรงเรียนพระปริยัติธรรมกับท่าน ใครบริจาคปัจจัย ๒๕ บาทขึ้นไป จะได้พระ ๑ องค์ แม้บริจาคเป็นพันเป็นหมื่นบาท ก็ได้คนละ ๑ องค์ เหมือนกัน และต้องไปรับด้วยตนเองที่วัดปากน้ำ พระของขวัญวัดปากน้ำมีชื่อเสียงโด่งดังมากในเรื่องของความศักดิ์สิทธิ์ ผู้ที่รับพระของขวัญไปต่างก็พบกับความศักดิ์สิทธิ์และอภินิหารต่างๆ นานา บางคนรับพระไปแล้วถูกลอตเตอรี่ก็มี บางคนทํามาค้าขึ้น ร่ำรวยจนตัวเองแปลกใจ บางคนประสบอุบัติเหตุร้ายแรง คนอื่นๆ ที่ไปด้วยกันเสียชีวิตหมด แต่ผู้ที่มีพระของขวัญรอดมาได้เป็นอัศจรรย์ ในช่วงนั้นทหารไทยที่ไปรบที่ประเทศเกาหลี ก่อนไปก็มักจะพากันไปรับพระของขวัญจากหลวงปู่ที่วัดปากน้ำ เพื่อนําไปคุ้มครองปกปักรักษาให้อยู่รอดปลอดภัย นายกุล ผ่องสุวรรณ ไวยาวัจกรวัดปากน้ำ กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า “...ในตอนเย็นๆ ข้าพเจ้ามักจะนั่งอยู่กับหลวงพ่อ ทหารที่จะไปสงครามเกาหลีจะสะพายเป้มารับ พระของขวัญแทบทุกวัน หลวงพ่อท่านประสิทธิ์ประสาทแล้ว ท่านก็จะบอกว่าไม่เป็นไรแล้ว กลับบ้านได้ คือหมายถึงไม่ตาย ...บางรายเขียนจดหมายมาเล่าถึงความศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ของพระของขวัญที่เขาประสบ เช่น เขาเล่าว่าขนาดออกไปทําการยิงเผาขนกันแทบไม่เว้นแต่ละวัน ก็รอด มีชัย มาได้ทุกครั้ง...” (จากบุคคลยุคต้นวิชชา ๓) หลังจากที่มีการแจกพระของขวัญและมีผู้คนประสบกับอภินิหารของพระของขวัญแล้ว ต่างก็เล่าขานกันไปแบบปากต่อปาก จนกระทั่งหนังสือพิมพ์เสนอข่าวเรื่องอภินิหารของพระของขวัญ ทําให้กิตติศัพท์พระของขวัญวัดปากน้ำยิ่งขจรขจายไปทั่ว ทําให้มหาชนหลั่งไหลไปรับพระกันมากมายราวกับที่วัดมีงานมหรสพ พระรุ่นแรกที่ หลวงปู่สร้างขึ้นถึง ๘๔,๐๐๐ องค์ (เท่ากับจํานวนพระธรรมขันธ์) หมดลงอย่างรวดเร็ว หลวงปู่ท่านจึงสร้างอีกสองรุ่น รุ่นละ ๘๔,๐๐๐ องค์ ซึ่งก็หมดลงอย่างรวดเร็วเช่นกัน ไปนรกสวรรค์ (จากตามรอยธรรมกาย) เรื่องนี้พระทิพย์ปริญญา (ธูป กลัมพสุต) เปรียญ ๖ ประโยค อดีตผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ บันทึกไว้เมื่อวันที่ ๑๓ กันยายน พ.ศ. ๒๔๘๙ ว่า ท่านมีโอกาสพบกับหลวงจบกระบวนยุทธ หลวงจบฯ เล่าให้พระทิพย์ปริญญา ฟังว่า หลวงจบฯ กับภรรยาไปขอให้หลวงปู่พาไปพบพ่อตาที่ถึงแก่กรรมไปแล้ว หลวงปู่สั่งให้แม่ชีมานั่งสมาธิ เวลาผ่านไปสักครู่ แม่ชีลืมตาขึ้นและบอกว่าตนมาจากชั้นยามา หลวงปู่ถามว่า ทําบุญอะไรจึงได้ขึ้นสวรรค์ แม่ชีตอบว่าสร้างโบสถ์ หลวงจบฯ ชักตะลึงเพราะพ่อตาได้สร้างโบสถ์ไว้จริงๆ หลวงปู่ซักต่อไปอีกว่า มีลูกกี่คน แม่ชีตอบถูกหมดทั้งลูกหญิงลูกชาย หลวงปู่ชี้ไปทางหลวงจบฯ แล้วถามว่านี่ใคร แม่ชีพูดว่า นี่อ้ายแช่มใช่ไหม นี่นางเครือใช่ไหม ทั้งคู่รับว่าใช่ ในที่สุดทั้งหลวงจบฯ และภรรยาก็ร้องไห้โฮเพราะคิดถึงบิดา ความจริงแม่ชีไม่รู้จักชื่อเดิมของหลวงจบฯ หลวงปู่ก็ไม่รู้จัก น่าแปลกที่พูดถูก เห็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยตาเนื้อ (จากตามรอยธรรมกาย) เรื่องนี่มีอยู่ในบันทึกของพระทิพย์ปริญญาเช่นกัน ท่านบันทึกไว้ว่า “...เมื่อวันวิสาขบูชานี้ มีคนโจษกันมากว่า เวลาเวียนเทียนที่วัดปากน้ำมีคนเห็นเป็นรูปพระปฏิมากรลอยอยู่ ...” แม่ชีทวีพร เลี้ยบประเสริฐ วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ก็กล่าวไว้ในหนังสือบุคคลยุคต้นวิชชาว่า “...วัดปากน้ำสมัยหลวงพ่อท่านมีชีวิตอยู่ มีเรื่องอัศจรรย์เกิดขึ้นเยอะมาก มีคนเห็นพระพุทธเจ้าลอยอยู่บนฟ้า มีมาให้เห็นหลายองค์ ดูไปดูไป ก็เลือนหายไป มีเหตุการณ์ประหลาด มีเสียงน้ำไหล แล้วก็ได้ยินเสียงสวด...” สําหรับเรื่องนี้ หลวงปู่ท่านเคยกล่าวไว้ว่า “ธรรมกายนี้วัดปากน้ำได้ค้นพบตัวจริงแล้ว จะไปนรกได้ ไปสวรรค์ได้ ไปนิพพานได้ อาราธนาพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่อยู่ในพระนิพพานมาให้มนุษย์เห็นที่วัดปากน้ำนี่มากมายในวันมาฆบูชาและวิสาขบูชา ให้ปรากฏเห็นจริงจังกันอย่างนั้น” ยิ่งกว่าตาเห็น (จากสมเด็จป๋าเล่าเรื่องหลวงพ่อวัดปากน้ำ) สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (ปุ่น ปุณณสิริมหาเถระ) สมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ ๑๗ หรือที่เรียกกันว่า “สมเด็จป๋า” ทรงบันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับหลวงปู่ไว้ สรุปใจความได้ว่า ครั้งหนึ่ง สมเด็จป๋าไปฉันเพลที่วัดปากน้ำ วันนั้นมีพ่อค้าคนหนึ่งถามหลวงปู่ต่อหน้าคนจํานวนมากว่า “วันนี้จะมีผู้บริจาคสร้างกุฏิเพื่อเจริญพระกัมมัฏฐานบ้างไหมขอรับ” ขณะนั้นสมเด็จป๋ารู้สึกโกรธผู้ถามและหนักใจแทนหลวงปู่มาก แต่หลวงปู่ท่านยิ้มแย้ม หลับตาสัก ๕ นาที แล้วตอบว่า “มี” ผู้ถามยังถามย้ำอีกว่ากี่หลัง หลวงปู่ตอบว่า “๒-๓ หลัง” สมเด็จป๋าท่านหนักใจมาก ท่านคิดว่า ทําไมหลวงปู่ถึงได้ตอบคําถามแบบหมิ่นเหม่ต่ออันตรายเช่นนั้น ถ้าไม่มีใครมาบริจาคจะทําอย่างไร ต่อมามีอุบาสกอุบาสิกากลุ่มหนึ่งเข้าไปกราบหลวงปู่ และบอกว่ามีศรัทธาจะสร้างกุฎิเล็กๆ สัก ๒-๓ หลัง เมื่อพ่อค้าผู้ถามเห็นเหตุการณ์นี้ ก็กระโดดเข้าไปกราบที่ตักหลวงปู่เลย แล้วพูดว่า “ยิ่งกว่าตาเห็น” หลังจากนั้น สมเด็จป๋ายังได้ไปสนทนาสอบถามผู้บริจาคกลุ่มนั้นว่า “นัดกับหลวงพ่อไว้หรือเปล่า” คนกลุ่มนั้นบอกว่า “ไม่ได้นัด” และบอกต่อไปว่า ขณะที่พวกเขาเดินมาในวัด เห็นกุฏิเล็กๆ สวยดี ก็เลยอยากจะสร้างบ้าง จึง ปรึกษากับพวกพ้องที่เพิ่งมาพบกันในวันนั้นว่าจะถวายปัจจัยให้หลวงปู่สร้างกุฏิ จะได้เป็นใหญ่ในหมู่สงฆ์ (จากสมเด็จป๋าเล่าเรื่องหลวงพ่อวัดปากน้ำ) หลวงปู่เคยพยากรณ์สมเด็จป๋า เมื่อครั้งที่ท่านยังดํารงสมณศักดิ์ที่พระธรรมดิลกว่า จะได้เป็นใหญ่ในหมู่สงฆ์ แต่ไม่มีใครเชื่อ เพราะมีพระมหาเถระรูปอื่นที่ควรจะได้เป็น พระสังฆราชก่อนสมเด็จป๋าตามลําดับสมณศักดิ์ แต่ในพ.ศ. ๒๕๑๕ หลังจากที่หลวงปู่มรณภาพไปแล้ว ๑๓ ปี สมเด็จป๋าก็ได้เป็นพระสังฆราชจริงๆ ตรงตามคําพยากรณ์ของหลวงปู่ ไม่ผิดเพี้ยนเลย เมื่อวันที่ ๘ สิงหาคม ๒๕๑๕ สมเด็จป๋าเสด็จไปถวายเครื่องสักการบูชาแด่หลวงปู่ที่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ท่านประทานพระโอวาทว่า “ที่มาวันนี้ ก็เพื่อจะมาถวายสักการะหลวงพ่อ ด้วยความตั้งใจของหลวงพ่อได้เคยพูดไว้อย่างไร และความตั้งใจของหลวงพ่อนั้น ก็ปรากฏตามที่หลวงพ่อได้พยากรณ์ ซึ่งขณะนี้ก็ได้เป็นพระผู้ใหญ่สูงสุดในคณะสงฆ์สมความปรารถนาของหลวงพ่อแล้ว จึงได้นําสักการะมาถวายหลวงพ่อเป็นกรณีพิเศษแปลกกว่าปีก่อนๆ นั้น” องค์นี้แหละจะได้เป็นเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ นอกจากพยากรณ์ว่า สมเด็จป๋าจะได้เป็นพระสังฆราชแล้ว หลวงปู่ท่านยังพยากรณ์อนาคตของสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ซึ่งขณะนั้นยังเป็นสามเณรอยู่ว่า องค์นี้แหละจะได้เป็นเจ้าอาวาสวัดปากน้ำองค์ต่อไป และเมื่อครั้งที่คณะศิษย์รวมทุนกันสร้างกุฏิใหม่ (ตึกมงคล จันทสร) ถวายหลวงปู่ แทนกุฏิหลังเก่าที่เก่าทรุดโทรมมาก ท่านก็มักจะออกมาดูการก่อสร้างเสมอๆ และพูดว่า “ตึกหลังนี้สร้างให้ช่วงเขาอยู่” ในเวลาต่อมาตึกหลังนี้ก็เป็นกุฎิของสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ องค์ปัจจุบันจริง ๆ หูทิพย์ ตาทิพย์ (จากที่ระลึกงานมุทิตาฉลองพัดยศพระครูสัญญาบัตรชั้นโท พระครูมงคลพัฒนคุณ เจ้าอาวาสวัดโบสถ์บน ) นายสมจิตร ฉ่ำรัศมี อดีตสามเณรวัดปากน้ำ เล่าว่า เมื่อครั้งเป็นสามเณรอยู่ที่วัดปากน้ำ เคยได้ยินหลวงปู่พูดว่า “ต่อไปยุคเอ็งจะได้เห็นปราสาท ๓ ฤดู หม้อดินต่อไปจะไม่ต้องหุง มีหม้อทิพย์ มีหูทิพย์ ตาทิพย์” แต่นายสมจิตรหัวเราะ เพราะไม่เชื่อว่าจะเป็นไปได้ ต่อมาในปัจจุบันนี้มีคอนโดฯ ติดแอร์ จะทําให้ร้อนก็ได้ หนาวก็ได้ มีหม้อ หุงข้าวเปิดปุ๊บติดปั๊บ มีโทรทัศน์อยากดูอะไรก็เปิดดูได้ ถ่ายทอดสดก็มี เหมือนมีตาทิพย์ ส่วนหูทิพย์ที่ท่านว่าก็คือโทรศัพท์ที่ช่วยให้คนที่อยู่ห่างไกลกันติดต่อพูดคุย กันได้ รักษาโรค นอกจากเรื่องความมหัศจรรย์ต่าง ๆ แล้ว หลวงปู่ยังใช้วิชชาธรรมกายรักษาโรคอีกด้วย ท่านทดลองให้เห็นว่า วิชชาธรรมกายสามารถเป็นที่พึ่งของมนุษย์ได้จริงๆ โดยนําผู้ปวยหนัก ๒ คน คนหนึ่งเป็นโรคเรื้อน อีกคนเป็นวัณโรค ท่านให้ ๒ คนนี้ นั่งสมาธิ แล้วท่านก็ใช้วิชชาธรรมกายช่วยแก้โรคให้ จนกระทั่งผู้ปวยหายจากโรคร้าย และยังเข้าถึงธรรมกายอีกด้วย ผู้ปวยที่ไปรักษาโรคที่วัดปากน้ำ จะต้องเขียนอาการของโรค ชื่อ ที่อยู่ อายุ วัน เดือน ปีเกิด ใส่ไว้ในกล่อง จากนั้นหลวงปู่ก็สั่งให้ผู้ที่ได้ธรรมกายช่วยกันแก้โรคให้ คนที่มารักษาต้องนั่งสมาธิด้วย เพื่อให้กระแสจิตเชื่อมถึงกัน การรักษาจึงจะได้ผล ซึ่งปรากฏว่ามีผู้ปวยที่หายจากโรคเป็นจํานวนมาก ที่บรรเทาเพียงครั้งคราวก็มี ซึ่งหลวงปู่ท่านบอกว่า “ไม่หายก็ไม่เป็นไร อย่างน้อยคนเจ็บก็มีโอกาสรู้จักวิธีปฏิบัติธรรม” กิตติศัพท์ที่หลวงปู่สามารถรักษาโรคหายแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว ทําให้มีคนสนใจวิชชาธรรมกายและเดินทางไปขอพึ่งบารมีท่านมากขึ้นเรื่อยๆ ความทุกข์ของผู้คนที่ไปขอพึ่งบารมีหลวงปู่นั้น มีตั้งแต่เรื่องเกิดจนไปถึงเรื่องตาย เช่น ใครยังไม่มีบุตร ก็ไปขอความเมตตาจากท่าน ให้ช่วยใช้วิชชาธรรมกายเลือกคนดีๆ มาเกิด ใครมีลูกหลานขี้โรค ก็มายกให้เป็นลูกท่าน ใครมีลูกหลานไม่ฉลาด ก็มาขอบารมีให้ท่านช่วย ใครมีญาติตาย ก็มาขอให้ดูว่าไปอยู่ที่ไหน จะต้องทําบุญอะไรให้จึงจะสมควร หลวงปู่ท่านเมตตาช่วยเหลือผู้ทุกข์ยากโดยไม่เลือกหน้า และไม่หวังสิ่งตอบแทนใดๆ อีกทั้งยังสอนให้ผู้ที่ได้วิชชาธรรมกายช่วยเหลือคนโดยไม่หวังลาภสักการะ เพราะท่านถือว่า เป็นหน้าที่ของผู้ที่ได้ธรรมกายทุกคน ที่จะต้องช่วยแก้ไขความทุกข์ยากเดือดร้อนของคนที่มาขอความช่วยเหลือ และให้ต้อนรับพวกเขาด้วยความยิ้มแย้ม แจ่มใส และไม่ให้แสดงอาการเบื่อหน่าย พระพุทธศาสนาขจรขจาย หลวงปู่เคยพูดถึงความสําคัญของ “ธรรมกาย” อยู่เสมอๆ ว่า “...อานุภาพธรรมกายเปรียบประหนึ่งปุ๋ยที่บํารุงต้นไม้ให้เจริญงอกงาม การปลูก ต้นไม้ให้ได้ดอกผลตามที่เราต้องการนั้น เราจะปลูกโดยไม่รดน้ำพรวนดินและใส่ปุ๋ยนั้นไม่ได้ เพราะต้นไม้จะไม่งอกงามให้ดอกผลตามที่เราต้องการ ชีวิตมนุษย์ก็เช่นกัน ถ้า อยากให้เจริญรุ่งเรืองก็ต้องทําตนให้เข้าถึงธรรมกาย ต้นไม้ก็ต้องใส่ปุ๋ย ชีวิตคนเราก็ต้องใส่ปุ๋ย...” ด้วยเหตุนี้ การเผยแผ่วิชชาธรรมกาย จึงเป็นสิ่งที่หลวงปู่ให้ความสําคัญอย่างยิ่ง สอนธรรมปฏิบัติด้วยตนเอง หลวงปู่เปิดสอนธรรมปฏิบัติแก่พระภิกษุสามเณร อุบาสก อุบาสิกา รวมทั้งประชาชนทั่วไปอย่างจริงจัง และเนื่องจากท่านมีความชํานาญทั้งภาคปฏิบัติและปริยัติ คือ รู้แจ้งเห็นจริงในธรรมด้วยตนเองอย่างแจ่มชัด และรู้พระบาลีแตกฉานในระดับที่สามารถแปลคัมภีร์มูลกัจจายน์ ได้หมดทุกตัวอักษร ดังนั้นขณะสอนธรรมปฏิบัติท่านจึงนําความรู้พระบาลีมาใช้ในการสอนด้วย โดยเริ่มต้นยกพระบาลีพุทธพจน์ขึ้นแสดงก่อน แล้วแปลและขยายความ พระบาลี ชี้แนวปฏิบัติภาวนาไปตามลําดับขั้นตอน จนกระทั่งทําให้จิตผู้ฟังเป็นสมาธิ น้อมใจไปตามคําเทศน์สอนของท่านได้ จากนั้นท่านก็จะบอกลําดับผลของปฏิเวธหรือผลการปฏิบัติธรรมในตัวที่จะเกิดขึ้นตามลําดับขั้นตอนไว้ล่วงหน้า ตั้งแต่ผลที่เกิดในกายมนุษย์จนกระทั่งกายธรรมอรหัต หมดกิเลสเป็นพระอรหันต์ เป็นผลการปฏิบัติภาวนาในตัวที่พิสูจน์ได้ว่าการตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามีจริง มนุษย์ธรรมดาสามารถหมดกิเลสเป็นพระอรหันต์ได้จริง ผู้เรียนมีหน้าที่กําหนดใจตามที่ท่านบอก ส่วนใครจะมีผลการปฏิบัติธรรมถึงขั้นไหน ย่อมรู้ได้ด้วยตนเอง เนื่องจากบทเทศน์สอนของหลวงปู่เพียบพร้อมสมบูรณ์ทั้งด้านปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ ผู้ที่เคยไปเรียนการทําสมาธิภาวนากับท่าน จึงต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ไม่ว่าหลวงปู่จะเทศน์กี่ครั้งหรือกี่เรื่องก็ตาม ท่านสามารถเชื่อมโยงจากภาคปริยัติเข้าสู่ภาคปฏิบัติ จากภาคปฏิบัติ เข้าสู่ภาคปฏิเวธ และจากภาคปฏิเวธสู่ภาคเทศนาได้อย่างน่าอัศจรรย์ จึงทําให้ผู้เรียนได้รับผลดีของการปฏิบัติเป็นจํานวนมาก รวมแล้วเป็นเรือนแสน กิตติศัพท์ในด้านการสอนภาวนาของท่านโด่งดังข้ามทวีปไปยังหลายๆ ประเทศในยุโรป เป็นเหตุให้พระพุทธศาสนาขจรขจายกว้างไกลออกไปอย่างไม่เคย ปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์ของวงการคณะสงฆ์ไทย จนกระทั่งมีชาวต่างชาติบางคนเดินทางมาบวชกับท่านถึงวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ เลยทีเดียว อย่างไรก็ตาม เมื่อวิชชาธรรมกายแพร่หลายออกไปก็มีผู้วิพากษ์วิจารณ์กันไปต่างๆ นานา ในสมัยนั้น คําว่า “ธรรมกาย” ยังไม่เป็นที่รู้จักแพร่หลาย เพราะวิชชาธรรมกายของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่หลวงปู่ค้นพบนั้น มิได้มีผู้สอนมานานเกือบ ๒,๐๐๐ ปี ผู้ที่ไม่รู้จักจึงยกเอาคํานี้ขึ้นมาเสียดสี โจมตี หวังให้ผู้ที่สนใจวิชชาธรรมกายคลายความศรัทธา แต่หลวงปู่ท่านไม่มีปฏิกิริยาใด ๆ เพียงแต่พูดว่า “น่าสงสาร พูดไปอย่างไร้ภูมิ ไม่มีที่มาเขาจะบัญญัติขึ้นได้อย่างไร เป็นถ้อยคําของคนเซอะ” คราวหนึ่งท่านพูดกับสมเด็จพระวันรัต วัดพระเชตุพนฯ เกี่ยวกับการถูกโจมตีเรื่องธรรมกายว่า “คนเช่นเราไม่ใช่ไร้ปัญญา ชั่วก็รู้ ดีก็เห็น เราจะฆ่าตัวเองเพราะความปรารถนาทําไม ที่เขาพูดหาว่าเราอย่างนั้น บางคนคงจะ ไม่รู้จักคําว่า “ธรรมกาย” มีอยู่ที่ไหน หมายเอาใคร เขาอาศัยความไม่รู้มาว่าเราผู้ตั้งใจปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ เมื่อผู้ไม่รู้มาติเตียนเรา ความไม่รู้ของเขาจะลบล้างสัจธรรมของพระพุทธศาสนาได้อย่างไร ถ้าจะกลบก็กลบได้เพียงชั่วคราว ไม่ช้าดวงแก้วของพระพุทธศาสนาก็จะเปล่งรัศมีให้ผู้มีปัญญาเห็นด้วยสายตาของตนเอง การที่เขานําไปพูดเช่นนั้นเป็นผลแห่งการปฏิบัติที่เราได้กระทํากันอยู่ แสดงให้เห็นว่า คณะวัดปากน้ำไม่ได้กินแล้วนอน เป็นสํานักที่เคร่งในการปฏิบัติธรรม การที่เขานําไปพูดเช่นนั้น เท่ากับเอาสํานักไป เผยแพร่ ดีเสียกว่าการโฆษณาทางหนังสือพิมพ์ เพราะการที่เขานําไปพูดนั้น เป็นการกระทําของผู้พูดเอง เราไม่ได้จ้าง ไม่ได้วานใคร เมื่อพูดทางไม่ดีได้ ก็ต้องมีคนพูดทางดีได้เหมือนกัน ธรรมะจะต้องชนะอธรรมเสมอ เราไม่เดือดร้อนใจ เพราะธรรมกายของพระพุทธศาสนาเป็นของแท้ ไม่ใช่ของเก๊หรือของเทียม ธรรมกายจะปรากฏเป็นความจริงแก่ผู้เข้าถึงธรรม เรื่องอย่างนี้เราไม่หวั่น เราเชื่อในคุณพระพุทธศาสนา” (จากชีวประวัติของพระมงคลเทพมุนี หลวงพ่อวัดปากน้ำ และอานุภาพธรรมกาย) ส่งลูกศิษย์ออกเผยแผ่ นอกจากสอนธรรมปฏิบัติด้วยตนเองแล้ว หลวงปู่ยังส่งพระภิกษุสามเณร และแม่ซี ที่มีความสามารถออกไปเผยแผ่วิชชาธรรมกายทั้งในจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศไทย และในต่างประเทศ ในประเทศไทย ศิษย์ของท่านประสบความสําเร็จในการเผยแผ่เป็นอย่างยิ่ง คือสามารถสร้างความศรัทธาเลื่อมใสแก่ประชาชน ทําให้พระภิกษุ สามเณร และ ฆราวาสจากจังหวัดต่างๆ มีศรัทธาเดินทางไปปฏิบัติธรรมขั้นสูงเพิ่มเติมที่วัดปากน้ำเป็นจํานวนมาก และยังสามารถสร้างวัดได้หลายวัด เช่น วัดเกษมจิตตาราม จังหวัด อุตรดิตถ์ วัดปากน้ำเทพาราม อําเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา วัดเขาพระ อําเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี เป็นต้น แม้ในต่างประเทศ ท่านก็ส่งพระภิกษุชาวอังกฤษ กปิลวฑฺโฒ ภิกฺขุ หรือศาสตราจารย์วิลเลียม ออกัสต์ เปอร์เฟิสต์ (Dr.William August Purfurst) อดีตอาจารย์มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในลอนดอน และพระภิกษุชาวญี่ปุ่นที่มาบวชที่วัดปากน้ำ และได้ศึกษาวิชชาธรรมกายแล้ว กลับไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาในทวีปยุโรปและประเทศญี่ปุ่นตามลําดับ ในปี พ.ศ. ๒๔๙๘ กปิลวฑฺโฒ ภิกฺขุ เดินทางกลับมาวัดปากน้ำอีกครั้งหนึ่ง และนําสามเณรชาวอังกฤษ ๓ รูป ซึ่งบรรพชาเป็นสามเณรมาแล้วจากประเทศอังกฤษ มาศึกษาวิชชาธรรมกายกับหลวงปู่ ซึ่งหลวงปู่ท่านก็เมตตาอุปสมบทให้ทั้ง ๓ รูป รวมพระภิกษุชาวยุโรปที่จําพรรษาอยู่ที่วัดปากน้ำสมัยนั้น ๔ รูป แม้การเผยแผ่คําสอนในยุคนั้นจะเป็นไปได้อย่างเชื่องช้ากว่าปัจจุบัน เพราะการคมนาคมและการสื่อสารยังไม่เจริญก้าวหน้า แต่ก็มีผู้ปฏิบัติธรรมเข้าถึงพระธรรมกาย เข้าถึงกายต่างๆ และเข้าถึงดวงปฐมมรรคเป็นจํานวนมาก และบุคคลเหล่านี้ได้มาลงชื่อในสมุดที่หลวงปู่ให้จัดไว้ที่วัดปากน้ำ เพื่อเป็นหลักฐานและสักขีพยานในการเข้าถึงธรรม หนึ่งในสักขีพยาน บุคคลที่จะกล่าวถึงท่านนี้เป็นหนึ่งในสักขีพยานแห่งการเข้าถึงธรรมของหลวงปู่ ท่านได้บันทึกเรื่องราวลงในหนังสือนวกะอนุสรณ์ วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๙๗ เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับผลการปฏิบัติธรรมของท่านในวันบรรพชาอุปสมบท ที่พระอุโบสถวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ไว้อย่างน่าสนใจ ขนฺติโก ภิกฺขุ เป็นศิษย์ท่านหนึ่งของหลวงปู่ที่มีประสบการณ์รู้เห็นหนทางพระนิพพาน โดยมีจุดเริมต้นในวันอุปสมบท ณ พระอุโบสถวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ในขณะที่ท่านกําลังคุกเข่าประนมมือรอหลวงปู่เอาอังสะออกมาสวมให้ แล้วจะได้ออกไปครองผ้านั้น หลวงปู่กล่าวขึ้นว่า “เธอจําได้ไหม ผมที่โกนเมื่อก่อนจะเข้ามาขอบรรพชาน่ะ เคยหยิบจับขึ้นดูบ้างหรือเปล่า” เมื่อท่านตอบว่าจําได้ หลวงปู่ก็ให้ท่านหลับตาน้อมเอาปอยผมนั้นมาไว้ตรงกลางกาย แล้วให้เอาความคิด ความนึก และความจํา ไปจดไว้ที่ตรงกลางกั๊กนั้น ตอนนั้นท่านสงสัยว่าหลวงปู่ต้องการอะไรหนอ และคิดว่า นั่งหลับตาอยู่อย่างนี้ จะเห็นอะไรได้ แถมท่านั่งคุกเข่าก็ทําให้ท่านเมื่อยเอาการ “เห็นแล้วหรือยัง” หลวงปู่ถาม ท่านตอบว่า “ยังไม่เห็นอะไรเลยครับ” หลวงปู่สั่งต่อไปว่า “ทําใจของเราให้หยุด ให้นิ่ง คิดนึกเอาผมของเราให้เกิด ให้เห็น อยู่ตรงกลางกั๊ก (กลางกาย) ซี พยายามนึก แล้วดูให้ดีจะได้เห็น” ขนฺติโก ภิกฺขุ เล่าว่า “นั่งมานานเท่าใดไม่รู้ตัว ปฏิบัติตามคําสั่งของท่านเรื่อยๆ ไป ทําจิตมิให้วอกแวก...โอ! ท่านที่เคารพทั้งหลาย เป็นที่น่าประหลาด น่าประหลาดจริงๆ ข้าพเจ้าได้เริ่มเห็นสิ่งหนึ่งปรากฏขึ้นในความมืดนั้นแล้วอย่างเลือนรางเต็มที แต่แล้วสิ่งนั้นก็ค่อยๆ ชัดเจนขึ้นๆ โดยลําดับ ชัดขึ้นจนสังเกตเห็นได้เหมือนกับการลืมตาเห็นเลยทีเดียว อะไรหรือ เห็นอะไร ปอยผมน่ะซีท่าน ปอยผมของข้าพเจ้าเอง ปอยผมที่ข้าพเจ้าได้หยิบดู เมื่อทําการโกนศีรษะก่อนเข้ามาบรรพชานั่นเอง ช่างเป็นการน่าประหลาดอะไรเช่นนั้น ข้าพเจ้ารู้สึกตื่นเต้นอย่างบอกความรู้สึกไม่ถูกว่าเป็นอย่างไร” ด้วยความตื่นเต้นนี่เอง ทําให้ขนฺติโก ภิกฺขุ รีบกราบเรียนหลวงปู่ว่า “เห็นแล้ว เห็นแล้วครับผม” นอกจากนี้ท่านยังคิดว่า คราวนี้หลวงปู่คงจะให้ท่านออกไปครองผ้าได้แล้ว แต่เหตุการณ์ไม่เป็นดังที่คิด เพราะหลวงปูสั่งให้ท่านดูว่าปลายผมชี้ไปทางไหน แล้วให้ดูปอยผมต่อไป ต่อมา ท่านรู้สึกว่า ตัวเริ่มเบาหวิวๆ ใจรู้สึกสบายจริงๆ สบายจนไม่รู้จะสรรหาคําพูดใดมาพรรณนาได้ ทันใดนั้นปอยผมสีดํา ก็ค่อยๆ เลือนหายไป ค่อยๆ เห็นวงกลมมีแสงเรืองๆ ขึ้นมาแทนที่ ต่อมาวงกลมวงนี้กลายเป็นดวงใสคล้ายดวงแก้ว สุกสว่างดังดวงจันทร์ ความเมื่อยขบต่างๆ ที่มีอยู่ไม่ทราบว่าหายไปได้อย่างไร หลวงปู่ถามว่า “ได้เห็นอะไรอีกไหม” ท่านตอบว่า “เห็นแสงสว่างเป็นดวงกลมขนาดเท่าลูกมะนาวเขื่องๆ ครับผม” หลวงปู่บอกว่า “เอาละ วันนี้พอกันที เธอจงจดจําดวงที่เธอเห็นนี้ไว้ให้ดี หลับตาก็ให้เห็น ลืมตาก็ให้เห็น ไม่ว่าเวลาใดๆ ให้เห็นอยู่เสมอๆ อย่าให้สูญไปเสีย” ท่านสั่งขณะนั้นประกายตาของท่านแจ่มใสด้วยความพอใจ และกล่าวว่า “ดวงใสนั้นแหละเป็นจุดต้นทางนําเราไปสู่พระนิพพานละ เป็นทางไปของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรา เป็นทางถูกทางตรงทางเดียวเท่านั้น ไม่มีทางอื่น จดจําไว้ให้ดี อย่าให้ดับเสียได้นา” จากนั้นหลวงปู่จึงชักเอาอังสะ มาสวมศีรษะให้ท่าน แล้วให้ออกไปห่มผ้าหลังพระอุโบสถ เมื่อท่านเหลือบตาดูนาฬิกา จึงทราบว่าท่านมานั่งอยู่ท่ามกลางหมู่สงฆ์นานถึงหนึ่งชั่วโมงครึ่ง ท่านรู้สึกตื้นเต้น ใจเมื่อคิดว่าหลวงปู่ให้เกียรติชี้แนวทางพระนิพพานแก่ท่านถึงขนาดนี้เชียวหรือ หลวงปู่ผู้มีวัยชราแล้ว รวมทั้งหมู่สงฆ์ตลอดจนญาติมิตร ต้องมานั่งรอท่านจนเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าไปตามๆ กัน แต่หลวงปู่มิได้พะวงเรื่องอื่นใดต้องการเพียงให้ท่านได้เห็นหนทางไปสู่พระนิพพานเท่านั้น ระยะเวลาเพียงสั้นๆ ในการบวชของขนฺติโก ภิกฺขุ สะท้อนให้เห็นคุณธรรมและความสามารถหลายประการของหลวงปู่ เป็นต้นว่า ท่านมีความรักในการเผยแผ่วิชชาธรรมกายมาก มีความอดทน มีความเมตตากรุณาต่อศิษย์ มีวิญญาณของความเป็นครูที่แท้จริง มีความสามารถและศิลปะในการสอน รวมทั้งสามารถหยั่งรู้กําลังบุญบารมีของ ศิษย์ว่ามีความพร้อมมากน้อยแค่ไหนที่จะบรรลุธรรม ขนฺติโก ภิกฺขุ มีความสุขและปีติภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่มีหลวงปู่เป็นพระอุปัชฌาย์ ทําให้ท่านรู้วิธีทําใจหยุดใจนิ่ง ได้รู้จักหนทางพระนิพพาน และได้เป็นหนึ่งในสักขีพยานในการเข้าถึงธรรมของหลวงปู่ วิสุทธิวาจา นอกจากการสั่งสอนลูกศิษย์และญาติโยมให้รักการทําสมาธิภาวนาแล้ว หลวงปู่ท่านยังเมตตาสั่งสอนพระภิกษุสามเณรให้สังวรในศีล และปฏิบัติตามพุทธวจนะอย่างเคร่งครัด และสั่งสอนอุบาสก อุบาสิกา และญาติโยม ให้เป็นคนดี ให้อยู่ในศีลในธรรม เพื่อให้สามารถดํารงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข และยังสอนให้รู้จักสร้างบุญ สร้างบารมี สะสมไว้เพื่อประโยชน์ในภพชาติเบื้องหน้า อีกด้วย ดังปรากฏอยู่ในพระธรรมเทศนาบางตอนของท่าน “...ภิกษุบริโภคด้วยความเป็นหนี้ จะต้องตายไปเป็นวัวให้เขาใช้ เป็นควายให้เขาขี่ เป็นม้าให้เขาขี่ เป็นช้างให้เขาขี่ สูงขึ้นไปกว่านั้น ไกลไปกว่านั้น ตายไปเป็นบ่าวเป็นทาสเขา เป็นมนุษยมาเป็นบ่าวเป็นทาสเขา มาเป็นคนใช้เขา เขาไม่อยากใช้ก็อยากให้ใช้นัก ไปทําอาสาเขาเฉยเท่านั้นแหละ เพราะเป็นหนี้เขาแล้ว บริโภคด้วยความเป็นหนี้เขาแล้ว...” (จากพระธรรมเทศนาเรื่องหิริโอตตัปปะ ๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๔๙๗) “...พวกที่ไม่สํารวม เห็นอารมณ์งาม ไม่รู้จักประมาณในการใช้สอย ไม่มีศรัทธา เป็นคนเกียจคร้าน พวกเหล่านิเป็นลูกศิษย์ของพญามารทั้งนั้น ไม่ใช่ลูกศิษย์ของพระ...” (จากพระธรรมเทศนาเรื่องสังวรคาถา ๓๐ กรกฎาคม ๒๔๙๗) “...ศาสนาพุทธนี้อยู่ได้ด้วยการให้ ถ้าเลิกให้เสียสักเดือนเดียว ข้าวปลาอาหารไม่ให้กันละ หยุดกันหมดทั้งประเทศ ทุกบ้านทุกเรือนไม่ให้กันละ ศาสนาดับ พระเณรสึกหมด หายหมดไม่เหลือเลย ...ถ้าปราศจากการให้อย่างนี้แล้ว เจริญรุ่งเรืองอยู่ไม่ได้ เมื่อให้ความเจริญแก่พระพุทธศาสนาแล้ว ความเจริญก็หันเข้าสู่ตัว...” (จากพระธรรมเทศนาเรื่องสังคหวัตถุ ๒๐ กันยายน ๒๔๙๖) “...ศีลทั้ง ๕ สิกขาบท สุราเป็นชีวิตทีเดียวหนา ถ้าเลิกสุราไม่ได้ละก็ มารักษาศีลมันลําบากนักละ...ถ้าล่วงสุราเสียสิกขาบทเดียวเท่านั้นแหละ อีก ๕ สิกขาบท รักษาอยู่ไม่ได้ สลายหมด ล้มละลายหมด...” (จากพระธรรมเทศนาเรื่องศีลเบื้องต่ำและศีลเบื้องสูง ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๔๙๗) “...ถ้าว่าหัดวาจาไพเราะเสียในชาตินี้ ชาติต่อๆ ไป วาจาของตนศักดิ์สิทธิ์ จะพูดอะไรสําเร็จกิจหมดทุกอย่าง ถ้าใช้วาจาหยาบก็เท่ากับวาจาจอบตัวเอง ในชาตินี้ก็ดี วาจาหมดอํานาจหมดสิทธิ์ ไม่มีอํานาจอะไร พูดไปก็เท่ากับไม่ได้พูด พูดอะไรเป็นไม่สําเร็จ เพราะวาจาของตน ไม่ได้บําเพ็ญกุศลทางวาจาไว้ ถ้าบําเพ็ญกุศลทางวาจาไว้แล้ว กล่าววาจาใด วาจาศักดิ์สิทธิ์...” (จากพระธรรมเทศนาเรื่องสังคหวัตถุ ๒๔ ธันวาคม ๒๔๙๗) “...ไม่รู้จักบริโภคโภชนาหาร ถึงกับเป็นหนี้เป็นข้า เป็นบ่าวเขาเชียวหนา ไม่รู้จักบริโภคในโภชนาหารน่ะ คือ ไม่รู้จักประมาณใช้สอย หาเงินเท่าไรก็ใช้ไม่พอ หาเงินเท่าไรก็หมด...” (จากพระธรรมเทศนาเรื่องสังวรคาถา ๓๐ กรกฎาคม ๒๔๙๗) “...ตัวของตัวเองรักความบริสุทธิ์ ก็ทําความบริสุทธิ์ของตัวได้ ตัวเองรักความบริสุทธิ์แต่ไม่ทําบริสุทธิ์ใส่ตัว ก็บริสุทธิ์ไม่ได้ ไม่ทําบริสุทธิ์ใส่ตัวก็ชื่อว่าไม่รักตัว ...เหมือนเรามีผ้าที่สะอาด เอาของโสโครกมาประพรมเสีย ผ้านั้นเป็นอย่างไรบ้าง ผ้าที่สะอาดนั้นก็ดูไม่ได้...คนที่ดีๆ แท้ๆ ไปประพฤติชั่วเข้าเป็นอย่างไร ก็เหมือนผ้าเปื้อนสกปรกนั่นแหละ ใช้ไม่ได้ดุจเดียวกัน ต้องรักษาความ สะอาดนั้นไว้...” (จากพระธรรมเทศนาเรื่องสัจจกิริยาคาถา ๒๓ กรกฎาคม ๒๔๙๗) “...สิ่งทั้งหลายนั้นเมื่อเรารักษาอยู่ เมื่อเรายังมีชีวิตอยู่ เป็นอยู่ ก็เป็นของเราอยู่ แต่พอแตกกายทําลายขันธ์เท่านั้น สมบัติเหล่านั้นไม่ใช่ของเราเสียแล้ว กลายเป็นของคนอื่นเสียแล้ว ไม่ใช่ของเราจริงๆ ในมนุษย์โลกเราผ่านไปผ่านมาเท่านั้นเอง ไม่ใช่เป็นบ้านเมืองของเรา ไม่เป็นถิ่นทําเลที่เราอยู่ เป็นทําเลที่สร้างบารมี มาบําเพ็ญทาน ศีล เนกขัมม์ ปัญญา วิริยะ อธิษฐาน ขันติ สัจจะ เมตตา อุเบกขา เท่านั้น...” (จากพระธรรมเทศนาเรื่องสุขที่สัตว์ปรารถนาจะพึงได้ ๑๙ กันยายน ๒๔๙๗) “...เมื่อเราได้บุญแล้ว เราจะทําอย่างไร เราจะรักษาบุญอย่างไร เพราะเราไม่เห็นบุญ เราต้องเอาใจไปจรดอยู่ที่ศูนย์กลางดวงธรรมที่ทําให้เป็นกายมนุษย์ของเรา ทําใจให้หยุดนิ่ง บังคับใจให้หยุดนิ่งว่า บุญของเรามีอยู่ตรงนี้ ..ถ้าไปค้าขายติดขัดขึ้น ก็ขอให้บุญช่วย นึกถึงบุญตรงกลางตวงธรรมนั้น ถ้าว่ามีอุปสรรคเข้ามาแทรกแซงอย่างใดอย่างหนึ่ง มีผู้มารุกรานเบียดเบียนประการใด ก็ขอให้บุญช่วย สิ่งอื่นช่วยไม่ได้ ไม่ต้องไปร้องให้ใครมาช่วย ให้เอาใจไปหยุดอยู่ศูนย์กลางตรงบุญนั่นแหละ หยุดนิ่งอยู่อย่างนั้น บุญเป็นช่วยได้แน่นอน โดยไม่ต้องสงสัย...” (จากพระธรรมเทศนาเรื่องสัจจกิริยาคาถา ๒๓ กรกฎาคม ๒๔๙๗) กิจวัตรประจําวัน ขณะดํารงตําแหน่งเจ้าอาวาส วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ หลวงปู่อุทิศเวลาเพื่อประโยชน์ แก่พระศาสนาอย่างไม่เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อย ท่านทุ่มเททํางานเพื่อประโยชน์แก่ พระศาสนามากเพียงใด เห็นได้จากกิจวัตรประจําวันของท่าน กิจวัตรประจําวันของหลวงปู่ ๑. คุมภิกษุสามเณรลงทําวัตร ไหว้พระในอุโบสถทุกวัน วันละ ๒ เวลา คือ เช้าหนหนึ่ง เย็นหนหนึ่ง และให้โอวาทสั่งสอนภิกษุสามเณร ทั้ง ๒ เวลา ๒. วันพระและวันอาทิตย์ลงแสดงธรรมในอุโบสถเองเป็นนิจ ๓. ควบคุมดูแลการทําวิชชาในโรงงานทําวิชชาทุกเวร ทั้งเวลากลางวันและกลางคืน ๔. ทุกวันพฤหัสบดี เวลา ๑๔.๐๐ น. ลงสอนการนั่งสมาธิแก่ภิกษุสามเณร อุบาสก อุบาสิกา ที่ศาลา นอกจากกิจวัตรทั้ง ๔ ประการข้างต้นนี้แล้ว ท่านยังมิได้ละเลยในด้านการปกครองดูแลพระภิกษุสามเณร อุบาสก อุบาสิกา และศิษย์วัด ในเวลากลางคืน ท่านจะเดินตรวจตราบริเวณวัดทุกคืน เพื่อดูว่าจะมีใครบุกรุกเข้ามาในยามวิกาลหรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาฝนตกพรำๆ ซึ่งท่านบอกว่าคนที่ชอบเวลาเช่นนี้มี ๒ ประเภท คือ พวกมิจฉาชีพและพวกเจ้าชู้ นอกจากนี้ท่านยังตรวจตราดูความประพฤติของผู้ที่อยู่ในปกครองของท่านทุกคน ว่ามีผู้ใดขยันหมั่นเพียรในการท่องตํารับตําราหรือทําสมาธิบ้าง ถ้าเห็นแสงไฟแล้วมี เสียงท่องหนังสือ ท่านก็จะพอใจ ถ้าพระภิกษุสามเณรรูปใดตั้งใจศึกษาเล่าเรียน ท่านก็จะให้การสนับสนุนเป็นอย่างดี บางปีมีพระภิกษุสามเณรสอบเปรียญธรรมได้ หลายๆ รูป ท่านก็จะจัดงานฉลอง ถวายผ้าไตรป่านอย่างดีทุกรูป นิมนต์พระมาเจริญพระพุทธมนต์ และแจ้งข่าวไปยังญาติโยมให้มาแสดงมุทิตา เสี้ยวหนึ่งแห่งคุณธรรมของหลวงปู่ หลวงปู่เป็นบุคคลสําคัญที่หาได้ยากยิ่ง ท่านมีมโนปณิธานอันยิ่งใหญ่ที่จะนําพาสรรพสัตว์ทั้งหลายเข้าสู่พระนิพพาน ให้หมดก่อน แล้วท่านจึงจะเข้าพระนิพพานทีหลัง การกล่าวถึงคุณธรรมของบุคคลผู้มีจิตใจอันสูงส่งเช่นนี้ ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่คน ธรรมดาสามัญจะสามารถทําได้อย่างครบถ้วน ดังนั้นเรื่องราวที่ยกมาเป็นตัวอย่างต่อไปนี้จึงเป็นเพียงเศษเสี่ยวของคุณธรรมความดีงามของท่านเท่านั้น ๐ รักพระพุทธศาสนา หลวงปู่ตั้งใจอุทิศชีวิตเพื่อพระศาสนาตั้งแต่แรกบวช และตั้งใจที่จะเป็นพระแท้ ท่านจึงหมั่นฝึกฝนตนเองทั้งในด้านปริยัติและปฏิบัติตลอดมา ต่อมา เมื่อได้เป็นเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ท่านก็พากเพียรให้การศึกษาทั้งทางปริยัติและปฏิบัติแก่พระภิกษุสามเณรในวัดปากน้ำ ในด้านปริยัติ พระภิกษุสามเณรสามารถสอบนักธรรมและบาลีสนามหลวงได้นับร้อยรูป ในด้านการปฏิบัติ มีพระภิกษุสามเณรจํานวนมากที่มีผลการปฏิบัติธรรมที่ดี นอกจากนี้ หลวงปู่ยังถวายภัตตาหารพระภิกษุสามเณรทุกวัน วันละประมาณ ๕๐๐ รูป ซึ่งสมัยนั้น ในประเทศไทยยากที่จะหาวัดไหนทําประโยชน์ให้แก่พระพุทธศาสนาได้มากเหมือนวัดปากน้ำ และด้วยความรักในพระพุทธศาสนา ท่านจึงให้การสนับสนุนพระสงฆ์ทั่วประเทศในด้านต่างๆ เท่าที่มีโอกาสจะทําได้ เช่น มีส่วนร่วมในการสร้างโรงพยาบาลสงฆ์และมหาวิทยาลัยสงฆ์ ซึ่งถือเป็นคุณปการแก่การคณะสงฆ์อย่างใหญ่หลวง ๐ รักการปฏิบัติธรรม หลวงปู่ท่านใช้เวลาในชีวิตสมณะอย่างทรงคุณค่ายิ่ง นับตั้งแต่วันแรกที่บวช ท่านตั้งใจปฏิบัติธรรมทุกวันตลอดมา เมื่อเข้าถึงพระธรรมกายแล้ว ท่านก็ทุ่มเทเวลาส่วนใหญ่ของชีวิตให้กับการศึกษาค้นคว้าและเผยแผ่วิชชาธรรมกาย ต่อมา เมื่อท่านตั้งโรงงานทําวิชชาขึ้น และมีผู้มาทําวิชชาทั้ง ๒๔ ชั่วโมง ท่านก็ควบคุมการปฏิบัติด้วยตนเองมาโดยตลอด ทําให้ท่านมีเวลาพักผ่อนเพียงน้อยนิด แม้ชราภาพแล้ว หรือแม้กระทั่งในยามอาพาธ ท่านก็ยังคงดูแลควบคุมการปฏิบัติธรรมของพระภิกษุสามเณร และแม่ชี ๐ มีความกตัญญกตเวที หลวงปู่ท่านเป็นผู้เลิศด้วยความกตัญญูกตเวทิตา ใครอนุเคราะห์ท่านก่อน ท่านไม่เคยลืมบุญคุณ และพยายามหาทางตอบแทน เช่น อุบาสิกานวม แม่ค้าขาย ข้าวแกง ที่เคยจัดภัตตาหารเพลมาถวายท่านเป็นประจํา สมัยที่ท่านเคยอยู่วัดพระเชตุพนฯ ต่อมาอุบาสิกานวมชราและทุพพลภาพ ไม่มีผู้ใดดูแล หลวงปู่ท่านก็รับมาอุปการะ ในส่วนของโยมมารดา ก่อนมาบวชท่านก็ตั้งใจหมั่นเพียรทํางานหาเงินไว้ให้โยมมารดา จนคาดว่ามากพอ ที่โยมมารดาจะดํารงชีวิตอยู่ได้อย่างมีความสุข ต่อมาเมื่อโยมมารดาอายุมากขึ้น ท่านก็รับไปอยู่ที่วัดปากน้ำ สร้างที่อยู่อาศัยให้และเลี้ยงดูอย่างดีตลอดชีวิต นอกจากนี้ เมื่อสมเด็จพระวันรัต (เผื่อน ติสสทัตตมหาเถระ) ซึ่งเป็นผู้เห็นขอบให้หลวงปู่ไปเป็นเจ้าอาวาสวัดปากน้ำเกิดอาพาธขึ้น หลวงปู่ก็สนองพระคุณด้วยการจัดภัตตาหารและรังนกจากวัดปากน้ำไปถวายทุกวัน โดยตั้งงบประมาณไว้วันละ ๕๐ บาท พอได้เวลา ๐๔.๐๐ น. ท่านก็ให้คนลงเรือจ้างนําภัตตาหารไปถวาย เพราะสมัยนั้นการ คมนาคมยังไม่สะดวก ต้องไปทางเรือ จึงต้องรีบออกเดินทาง พอถึงวัดพระเชตุพนฯ ก็เช้าพอดี หลวงปู่สั่งให้ทําเช่นนี้เป็นเวลาหลายเดือน เมื่อผู้นําภัตตาหารไปถวายกลับมาถึงวัดปากน้ำแล้ว ต้องรายงานให้ท่านทราบทุกวัน ๐ เปี่ยมด้วยความเมตตากรุณา ในสมัยนั้น มีผู้คนเป็นจํานวนมากเดินทางมาจากสถานที่ต่างๆ ทั่วประเทศ เพื่อไปขอพึ่งบารมีหลวงปู่ที่วัดปากน้า และด้วยความที่ท่านมีจิตใจที่เปี่ยมด้วยความ เมตตากรุณา เวลาใครมีเรื่องเดือดร้อนอะไรมา ท่านจึงไม่เคยปฏิเสธ และถามไถ่ทุกคนด้วยความห่วงใยเสมอว่า มาจากไหน มาอย่างไร มากับใคร ถ้าท่านทราบว่า ผู้นั้นยากจนมาก มีเงินมาแค่พอเป็นค่าเดินทาง ไม่มีเงินพอที่จะซื้ออาหารกิน ท่านก็บอกให้ไปกินอาหารที่โรงครัว ถ้าใครไม่มีที่นอน หมอน มุ้ง ท่านก็สั่งให้ไวยาวัจกรจัดหาเครื่องนอนและที่พักให้ เมื่อช่วยรักษาโรคให้หายหรือทุเลาเบาบางลงแล้ว ท่านก็สั่งให้ไวยาวัจกรจัดการเรื่องค่าเดินทางกลับให้ด้วย คราวหนึ่ง มีคนแก่ที่มาเรียนกัมมัฏฐานเอาปลาแห้งตัวหนึ่งมาถวายท่าน เขาบอกท่านว่า เขามีแค่นั้น เพราะเป็นคนยากจน หลวงปู่หัวเราะชอบใจและพูดว่า “เออ ให้มันได้อย่างนี้ซีน่า นี่แหละเขาเรียกว่ารวยแล้ว มีเท่าไหร่ถวายจนหมด เมื่อครั้งพระพุทธเจ้า นางปุณณทาสีถวายแป้งจี่ทําด้วยรําแก่พระพุทธเจ้า ต่อมากลายเป็นคนมั่งมี ปลาแห้งของเราตัวหนึ่งราคาสูงว่ารํามากนัก เป็นกุศลมาก แล้วที่นํามาให้” ต่อมาชายคนนี้ขอร้องให้หลวงปู่บวชให้เพราะไม่มีอัฐบริขารจะบวช หลวงปู่ก็จัดการบวชให้สมปรารถนา สําหรับพระภิกษุสามเณรในวัดปากน้ำนั้น ท่านมีความเมตตามากและคิดว่าทุกรูปเปรียบเสมือนลูกหลาน เวลาท่านได้ลาภสิ่งใดมา ท่านก็มิได้เก็บไว้เพียงผู้เดียว แต่นําออกแจกจ่ายโดยทั่วถึงกัน เพราะท่านต้องการให้ทุกคนมีความสะดวกสบาย จะได้มีกําลังศึกษาเล่าเรียนและปฏิบัติธรรมได้เต็มที่ บางครั้งเวลามีพระภิกษุสามเณรมาขอจีวร ท่านก็จะถามว่า จะเอาจีวรที่ท่านห่มไหม ถ้าใครเอา ท่านก็ถอดให้เลย ท่านบอกว่า “ก็เราบวชให้เขา เราเป็นพ่อเขา เขาขอ ก็ให้เขา” ๐ กล้าหาญ การเผยแผ่วิชชาธรรมกายของหลวงปู่ในสมัยนั้น ถูกคัดค้านต่อต้านจากทั้งฆราวาสและพระภิกษุสงฆ์จํานวนมาก เพราะในสมัยนั้นการส่งเสริมการศึกษาของพระสงฆ์ส่วนใหญ่เป็นไปในด้านปริยัติมากกว่าด้านปฏิบัติ และพระภิกษุที่สนใจการปฏิบัติธรรมมักจะหลีกเร้นไปบําเพ็ญเพียร ตามป่าเขาลําเนาไพร หลวงปู่จึงเป็นพระสงฆ์องค์แรกที่กล้าสอนการปฏิบัติธรรมอย่างเปิดเผย ท่านกล้าพูดว่า “ได้ธรรมกาย” กล้าเอาวิชชาธรรมกายมาสอน ท่านจึงเป็นที่เพ่งเล็งให้คนโจมตี แต่ท่านก็มิได้หวั่นเกรงย่อท้อต่ออุปสรรคใดๆ ยังคงมุ่งมั่นเผยแผ่วิชชาธรรมกายต่อไป เพราะท่านเล็งเห็นถึงอานิสงส์อันยิ่งใหญ่ที่จะเกิดขึ้นแก่ชาวโลก นอกจากนี้ หลวงปูท่านยังสอนลูกศิษย์ให้มีความองอาจกล้าหาญ กล้าสู้กับความจริง เวลามีปัญหาอะไรให้พูดความจริงกับท่าน อย่าปิดบัง ท่านจะได้ช่วยแก้ปัญหาให้อย่างถูกต้อง หลวงปู่ท่านไม่ชอบคนโกหก ถ้าจับโกหก ได้แม้ครั้งเดียว ท่านก็ว่า “คนนี้โกหกกระทั่งเรา ก็เป็นคนหมดดี” ๐ เป็นครูที่ดี หลวงปู่เป็นครูที่ดีเยี่ยม ดังจะเห็นได้ว่า พระธรรมเทศนาของท่านทุกเรื่องล้วนค้นคว้ามาจากพระไตรปิฎก มีที่มาชัดเจน ทําให้ผู้ฟังธรรมได้รับทั้งความเพลิดเพลินและได้ความรู้อย่างลึกซึ้ง เวลาสอนปฏิบัติธรรม ท่านก็พยายามหาวิธีสอนที่เข้าใจได้ง่าย มีหนังสือแจก และมีอุปกรณ์การสอน อย่างเช่น ภาพฐานที่ตั้งของใจทั้ง ๗ ฐาน เพื่อให้ศิษย์มีผลการปฏิบัติธรรมที่ดี ทําให้ศิษย์ของท่านบรรลุธรรมกันเป็นจํานวนมาก ประการสําคัญ วิชาที่หลวงปู่สอนเป็นวิชชาชีวิต ที่ช่วยให้ทุกคนมีความสุขที่แท้จริง และช่วยปิดนรก เปิดสวรรค์ รวมทั้งเปิดหนทางพระนิพพานให้ หลวงปู่จึงเป็นครูที่หาใครเปรียบได้ยาก ๐ อดทนและขยันขันแข็ง เมื่อหลวงปู่อายุได้เพียง ๑๔ ปีเศษ บิดาของท่านถึงแก่กรรม ท่านเป็นลูกชายคนโตจึงต้องหาเลี้ยงครอบครัวแทนบิดา ซึ่งนับเป็นภาระที่หนักมากสําหรับเด็กวัยขนาดนั้น แต่ท่านก็อดทนทําการงานด้วยความขยันขันแข็ง ทําให้กิจการค้าเจริญรุ่งเรือง จนถือเป็นพ่อค้าที่มีฐานะดีคนหนึ่ง เมื่อไปเป็นเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ท่านก็ต้องใช้ทั้งความอดทนและความขยันขันแข็งเป็นอย่างมากในการพัฒนาวัดที่เกือบเหมือนวัดร้าง ให้เจริญรุ่งเรืองทั้งด้านปริยัติและปฏิบัติ ในเวลาอาพาธ ท่านก็ไม่ชอบให้ใครป้อนภัตตาหารให้ เภสัชก็ไม่ชอบให้ใครป้อน ไม่ชอบให้ใครพยุง แม้กระทั่งสรงน้ำ เปลี่ยนผ้า ท่านก็ทําเอง และยังปฏิบัติกิจวัตรตามปกติ ทั้งสอนภาวนา แจกพระของขวัญ และค้นคว้าวิชชา ธรรมกาย จนกระทั่งอาพาธหนักทําไม่ไหวจึงหยุดภารกิจทั้งหลาย ๐ เป็นคนจริง ก่อนเดินทางออกจากวัดสองพี่น้องไปจําพรรษาอยู่ที่วัดพระเชตุพนฯ หลวงปู่ได้ตั้งคัมภีร์ใบลานมหาสติปัฏฐานลานยาวไว้ที่วัดสองพี่น้องผูกหนึ่ง และตั้งใจไว้ว่าจะต้องแปลคัมภีร์ผูกนี้ให้ออก ถ้ายังแปลไม่ออก จะยังไม่หยุดเรียน ซึ่งต่อมาท่านก็เรียนบาลีจนสามารถแปลคัมภีร์ผูกออกจริงๆ จึงหยุดเรียน เมื่อไปอยู่ที่วัดปากน้ำแล้ว ท่านเคยพูดกับสมเด็จป๋า (สมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ ๑๗) เมื่อครั้งยังไม่ได้เป็นพระสังฆราชไว้ไม่น้อยกว่า ๒๐ ปีว่า จะสร้างโรงเรียนขนาด ๓ ชั้น จุนักเรียนได้ ๑,๐๐๐ คน ๒ ชั้นล่างให้เรียนพระปริยัติ ชั้นที่ ๓ จะให้เรียนธรรมปฏิบัติ ต่อมาโรงเรียนพระปริยัติธรรมก็เกิดขึ้นในวัดปากน้ำจริงๆ เป็นตึก ๓ ชั้น พร้อมด้วยเครื่องประดับตกแต่งอย่างดีและทันสมัย มีห้องเรียนและห้องน้าในแต่ละ ชั้น และมีอุปกรณ์การศึกษาครบบริบูรณ์ดังที่ท่านได้ดําริไว้ ๐ มีใจเด็ดเดียว ขณะที่ท่านไปเรียนหนังสือที่วัดพระเชตุพนฯ ท่านออกบิณฑบาตวันแรกไม่ได้อะไรเลย วันที่สองก็ไม่ได้อะไร ขณะนั้นท่านคิดว่าท่านเป็นผู้มีศีล จะอดตายเช่นนั้นหรือ ถ้าจะเป็นอย่างนั้นท่านก็ยอมตาย ในเมื่อบิณฑบาตไม่ได้ ท่านก็ยอมอด ไม่ยอมฉันของอื่น และคิดว่าหากท่านมรณภาพไป ผู้คนก็จะพากันสงสารพระภิกษุสามเณร และจะพากันออกมาตักบาตร ซึ่งจะทําให้พระภิกษุสามเณรทั้งประเทศมีอาหารบิณฑบาตเพียงพอทุกรูป เมื่อครั้งที่จําพรรษาที่วัดโบสถ์ (บน) บางคูเวียง ในวันเพ็ญเดือน ๑๐ ระหว่างกลางพรรษาที่ ๑๒ ท่านตั้งใจปฏิญาณตนยอมตายถ้าไม่ได้บรรลุธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าบรรลุ ด้วยการทําความเพียรอย่างเด็ดเดี่ยวไม่อาลัยในชีวิต ทําให้ท่านได้บรรลุธรรมในคืนนั้นเอง ๐ รู้ค่าของเวลา หลวงปู่ท่านรู้คุณค่าของเวลามาก ท่านไม่ยอมปล่อยให้เวลาผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์ นับตั้งแต่เป็นเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ท่านไม่เคยไปค้างคืนที่อื่นเลย และไม่ยอมออกไปนอกวัด เว้นแต่มีกิจจําเป็นของสงฆ์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เท่านั้น ในกรณีที่มีผู้นิมนต์ท่านไปฉันเพลนอกวัด ท่านมักขอให้พระรูปอื่นไปแทน แต่ถ้ามีความจําเป็นต้องไปจริงๆ ท่านก็จะไปเพียงชั่วครู่ แล้วรีบกลับ ซึ่งเรื่องนี้ท่านให้เหตุผลว่า “เสียเวลาอบรมผู้ปฏิบัติ” เวลาเทศน์สอนพระภิกษุสามเณร ท่านก็จะเตือนให้ทุกรูปรู้จักใช้เวลาทุกๆ นาทีอย่างคุ้มค่า เช่น ในเรื่องการทําสมาธิ ท่านบอกว่า “การทําใจให้หยุดนิ่งนั้น สามารถทําได้ทุกเวลา ทุกโอกาส” ๐ เคร่งครัดพระธรรมวินัย หลวงปู่เป็นพระแท้ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ท่านเคร่งครัดในพระธรรมวินัยเป็นอย่างยิ่ง และเป็นตัวอย่างที่ดีแก่พระภิกษุทั้งหลาย แม้ในเวลาอาพาธท่านก็ยังคงรักษาศีลอย่างเคร่งครัดและปฏิบัติกิจภาวนาด้วย ครั้งหนึ่ง มีคนเห็นว่าหลวงปู่ท่านอาพาธหนัก ฉันภัตตาหารได้น้อย จึงสั่งให้แม่ครัวต้มข้าวให้เปื่อย บดให้ละเอียด กรองด้วยผ้าขาว ใส่กระติกน้ำร้อนไปถวาย แต่หลวงปู่ท่านไม่ยอมฉัน ๐ รักความสามัคคี ในการอยู่ร่วมกัน หลวงปู่ท่านถือความสามัคคีเป็นสําคัญ ทุกคนในวัดจะต้องมีวัตรปฏิบัติเหมือนกัน ทําสิ่งใดๆ ก็ต้องทําพร้อมเพรียงกัน ไม่ขัดแย้งกัน พระภิกษุสามเณรและแม่ชีต้องลงสวดมนต์ทําวัตร ฟังเทศน์ฟังธรรมพร้อมกัน แม้แต่การปลงผมของพระภิกษุสามเณรและแม่ชี ท่าน ก็ให้ปลงวันเดียวกัน ถ้าผู้ใดไม่ปลงผมวันเดียวกับผู้อื่น ท่านจะพูดว่า “แม้แต่หัวมันยังไม่สามัคคี แล้วใจจะสามัคคีกันได้อย่างไร” ท่านกล่าวว่า ความสามัคคีในหมู่คณะทําให้เป็นสุข หากไม่ทะเลาะเบาะแว้งกัน หมู่คณะก็จะเจริญ และถ้ามีปัญหาใดๆ เกิดขึ้น ก็สามารถแก้ให้ลุล่วงไปได้ด้วย สามัคคีธรรม ๐ รักความสะอาดเรียบร้อย หลวงปู่ท่านชอบความสะอาดเรียบร้อย ตัวอย่างเช่น เวลาจัดโต๊ะฉันภัตตาหารของพระภิกษุสามเณร ท่านให้แม่ชีวางโต๊ะตั้งเป็นระยะๆ อย่างมีระเบียบ ให้ปูผ้าตรงกลาง วางแก้วน้ำ กาน้ำ แล้วเทน้ำใส่แก้วไว้ให้เรียบร้อย ทุกอย่างท่านบอกว่าต้องทําให้สะอาด แล้วเวลาพระฉัน ก็ไม่ให้คุยกัน ถ้าคุยกันท่านจะถามว่า “ฉันข้าวหรือฉันเหล้า” ส่วนข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัวของท่านก็สะอาดสะอ้าน และจัดไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย สบง จีวร อังสะ สังฆาฏิ ที่ท่านนุ่งห่ม ต้องซักให้สะอาด ๐ มีระเบียบวินัย วัดปากน้ำมีสมาชิกอยู่เป็นจํานวนมากจึงต้องมีระเบียบวินัยและมีกฎเกณฑ์ที่เคร่งครัด ผู้ใดละเมิดกฎ ประพฤติตัวไม่เหมาะไม่ควร หลวงปู่ก็จะว่ากล่าวตักเตือน ถ้าทําผิดซ้ำ ท่านจะตักเตือนอีกครั้ง และถ้ายังกระทําผิดอีกเป็นครั้งที่ ๓ ท่านจะสั่งลงโทษ เช่น ให้กวาดบริเวณวัดบ้าง ตัดไม้ฟืนส่งโรงครัวบ้าง ถ้ายังกระทําผิดซําอีก ท่านก็จะให้ออกจากวัด ดังนั้น พระภิกษุสามเณรวัดปากน้ำจึงต้องปฏิบัติตามระเบียบวินัยอย่างเคร่งครัด เช่น ทุกรูปต้องแต่งกายเรียบร้อย ห่มจีวรเหมือนกันหมด เวลาฉันภัตตาหาร พระภิกษุสามเณรที่ได้ธรรมกายต้องแยกไปนั่งอยู่อาสนะหนึ่ง พวกที่ได้เปรียญธรรมนั่งอีกอาสนะหนึ่ง พระภิกษุทั่วไปนั่งอีกอาสนะหนึ่ง ไม่ปะปนกัน ทั้งนี้เพื่อความเป็นระเบียบ และเพื่อให้สาธุชนรู้ว่า วัดปากน้ำมีทั้งฝ่ายปริยัติและฝ่ายปฏิบัติ ๐ รักการศึกษา หลวงปู่ท่านเห็นคุณค่าของการศึกษามาก ท่านสอนให้ลูกศิษย์รักการศึกษา ให้ตั้งใจเรียนหนังสือ จะเรียนทางโลกก็ได้ ทางธรรมก็ได้ ท่านเปิดโอกาสให้ทุกคน ท่านมักจะกล่าวว่า “คนที่มีการศึกษาดีจะได้อะไรก็ดีกว่า ประณีตกว่าผู้อื่น คนมีวิชาเท่ากับได้สมบัติจักรพรรดิ กินใช้ไม่หมด” ถ้าใครไม่ตั้งใจศึกษาเล่าเรียน ท่านจะกล่าวว่า “อ้ายโลกก็เหลว อ้ายธรรมก็แหลกเป็นแบกบอน เหลือแต่กิน นอน เที่ยว สามอันเท่านั้นเอย” คือ ทางโลกก็ไม่ได้ ทางธรรมก็ไม่ดี ๐ ประหยัด เวลามีคนไปถวายผ้าไตรจีวรใหม่ หลวงปู่มักนําไปแจกพระภิกษุสามเณร ตัวท่านเองใช้แต่ของเก่า พอเก่ามากๆ ท่านก็ให้ซ่อมแซมเพื่อใช้ต่อไป ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ ผ้าหายาก ท่านให้แม่ชีเอาอังสะหลายๆ ตัวที่ไม่ค่อยได้ใช้มาเย็บต่อกันเป็นจีวร แต่เนื่องจากอังสะแต่ละตัวมีสีไม่เหมือนกัน ดังนันจีวรที่เย็บขึ้นมาจึงมีหลายสี เย็บเสร็จแล้วเอาไปแจกพระเณรรูปอื่นๆ ก็ไม่มีใครรับ หลวงปู่เลยใช้เอง ต่อมามีศิษย์ผู้หนึ่งทนดูไม่ได้ เลยขอจีวรผืนนี้ไปบูชา ๐ รู้ค่าของเงิน หลวงปู่ท่านเล่าว่า สมัยก่อนแก้วสารพัดนึกมีจริง นึกจะเอาอะไรก็เอาได้ นึกจะทําอะไรก็ทําได้ แต่สมัยนี้เหลือแต่เงินเท่านั้นที่จะเป็นแก้วสารพัดนึก ท่านบอกว่า อย่าเห็นว่าเงิน ๑ บาท เป็นกระเบื้องที่ไม่มีค่า บาทหนึ่งก็ ซื้อขนมได้ อย่าประมาท อย่าดูถูกเงิน คนที่ดูถูกเงิน ตอนหลังแทบจะถือกะลาขอทานก็มี แม้หลวงปู่ท่านจะเห็นคุณค่าของเงินมาก แต่ท่านก็ไม่จับเงิน ใครจะถวายเงินต้องไปหาไวยาวัจกร แล้วไวยาวัจกรจะเขียนใบปวารณาให้ จากนั้นนําใบปวารณาไปถวายหลวงปู่ หลวงปู่ก็จะทราบว่า คนนั้น คนนี้ ถวายเงิน เท่านั้น เท่านี้ ๐ รู้คุณค่าของสิ่งของ หลวงปู้ท่านเป็นคนละเอียดลออ รู้ค่าของสิ่งของทุกอย่างที่ญาติโยมนํามาถวาย แม้แต่ของเล็กๆ น้อยๆ อย่างเช่น เวลาเดินไปฉันภัตตาหาร ถ้าท่านเห็นข้าวสารที่ ผู้มีจิตศรัทธาบรรทุกเรือมาถวายตกอยู่แม้เพียงเล็กน้อย ท่านจะเรียกเด็กมาเก็บ ท่านเห็นว่า ข้าวสารที่ตกหล่นอยู่แม้เพียงเล็กน้อย ถ้าเก็บมารวมกันหลายๆ ครั้ง ก็เป็นจํานวนมากพอที่จะนําไปหุงได้ หรือเวลาเดินไปตามถนน ถ้าท่านเจอเศษไม้เป็นท่อน ท่านจะเก็บมาไว้ทําฟืน ผ้าขี้ริ้วที่ขาดแล้วท่านก็ไม่ให้เอาไปทิ้ง เผื่อเวลามีอะไรรั่ว จะได้เอาผ้าขี้ริ้วนั้นไปชุบ นํามันยางอุดเอาไว้ ซึ่งพอจะกันรั่วไปได้ระยะหนึ่ง เวลาล้างจาน ท่านก็บอกว่าให้ค่อยๆ รินนําออก เศษอาหารที่อยู่ก้นๆ นําไปให้หมูให้หมากินได้ ๐ รักการปฏิสันถาร หลวงปู่ท่านมีปิยวาจา ท่านไม่พูดให้ผู้ใดกระทบกระเทือนใจ เวลาใครมีเรื่องเดือดร้อนมาปรึกษาท่าน ท่านก็จะรับฟังและให้คําแนะนําที่มีประโยชน์แก่ทุกคน นอกจากนี้ ท่านยังสั่งสอนศิษย์ไม่ให้พูดแบบมีเหล็กใน คือไม่ให้ใช้วาจาทิ่มแทงใจผู้อื่น ให้พูดจาปฏิสันถารต้อนรับอย่างดี ท่านบอกว่า “เขาจะได้นํามงคลมาให้ แต่ถ้าเราปฏิสันถารไม่ดี เขาก็จะนํามงคลกลับไป และทิ้งอัปมงคลไว้ให้” ๐ ให้เกียรติคน ทุกคนที่มาหาหลวงปู่จะได้รับการต้อนรับอย่างเสมอภาคเท่าเทียมกันหมด ปกติเวลาออกรับแขก หลวงปู่จะนั่งบนเก้าอี้ แขกทุกคนนั่งกับพื้นเสมอกันหมด ไม่ว่า สามัญชนคนธรรมดา หรือผู้มียศถาบรรดาศักดิ์ยิ่งใหญ่ขนาดไหนก็ตาม หลวงปู่ท่านให้เกียรติทุกๆ คน ไม่ชอบให้คนดูหมิ่นกัน ท่านบอกว่าการดูหมิ่นเหยียดหยามกันแสดงให้เห็นถึงความไม่มีเมตตาในกันและกัน การดูหมิ่นกันจะทําลายตัวเอง แม้คนใหญ่คนโตก็จะเดือดร้อนเพราะดูถูกดูหมิ่น ผู้น้อย เนื่องจากความเกลียดชังของผู้น้อยสามารถทําลายผู้ใหญ่ได้ ๐ รักและเป็นห่วงลูกศิษย์ หลวงปู่ท่านรักและเป็นห่วงลูกศิษย์มาก ถ้าพระจะมรณภาพ ท่านก็จะไปนั่งคุมบุญให้ แม่ชีก็เช่นกัน ถ้าหากเสียชีวิตลง หลวงปู่ท่านก็จะคุมบุญให้ และจัดการศพให้เรียบร้อย ท่านดูแลลูกศิษย์เป็นอย่างดี ขาดแคลนอะไร ท่านหาให้ทุกอย่าง ด้วยความเป็นห่วงลูกศิษย์ ก่อนที่ท่านจะมรณภาพ ท่านเคยพูดไว้ว่า “พวกเอ็งคอยดูนะ แม้เมื่อหลวงพ่อตายไปแล้ว ก็จะเลี้ยงดูให้พวกเอ็งได้อิ่มหนําสําราญ ไม่ต้องกลัว ขอเพียงให้ทุกคนตั้งใจศึกษาเล่าเรียน ตั้งใจปฏิบัติกันให้จริงจัง” ซึ่งปรากฏว่า หลังจากท่านมรณภาพไปแล้ว ก็ยังมีคนมาสักการะกราบไหว้สรีระของท่านเป็นจํานวนมาก ซึ่งหมายความว่า ยังมีผู้คนจํานวนมากไปทําบุญที่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ พระเณรก็จะไม่ลําบากเรื่องการขบฉัน อีก ๕ ปี จะมรณภาพ ในปี พ.ศ. ๒๔๙๗ หลวงปู่เรียกประชุมศิษย์ทั้งหมด พร้อมทั้งปรารภว่า อีก ๕ ปี ท่านจะมรณภาพ และเพื่อให้วิชชาธรรมกายได้เผยแผ่กว้างไกล นําสันติสุขและความร่มเย็นไปสู่ชาวโลกได้อย่างทั่วถึง ท่านขอให้ทุกคนช่วยกัน เผยแผ่วิชชาธรรมกายไปทั่วโลกให้ได้ เพราะวิชชานี้เป็นแก่นแท้ของชีวิต มีความสําคัญและมีประโยชน์มาก สามารถช่วยมนุษย์ให้หลุดพันจากห้วงทุกข์แห่งการเวียนว่ายตายเกิดและนําพาสันติสุขมาสู่โลกได้อย่างแท้จริง ตั้งแต่เดือนมีนาคม พ.ศ. ๒๔๙๙ เป็นต้นมา หลวงปู่เริ่มอาพาธด้วยโรคความดันโลหิตสูง แม้ในขณะอาพาธ ท่านก็ยังคงควบคุมการปฏิบัติธรรมและสั่งงานการทําวิชชา โดยให้พระภิกษุมานั่งสมาธิปฏิบัติธรรมใกล้ๆ ท่านทุกวัน ต่อมาในวันที่ ๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๐๒ เวลา ๑๕.๐๕ น. ระฆังทุกใบในวัดปากน้ำได้บันลือเสียงขึ้น เป็นสัญญาณว่า หลวงปู่ได้มรณภาพลงแล้ว ตรงกับที่ท่านเคยปรารภไว้ว่าอีก ๕ ปีจะมรณภาพ รวมอายุได้ ๗๕ ปี รวมพรรษาได้ ๕๓ พรรษา อานุภาพหลวงปู่สู่โลกปจจุบัน ขณะนี้ แม้หลวงปู่จะละสังขารไปเป็นเวลานานถึง ๕๐ กว่าปีแล้วก็ตาม แต่ท่านก็เป็นที่พึ่งแก่มหาชนได้ตลอดมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับผู้ที่มีความเคารพรักท่าน ดังตัวอย่างเรื่องราวที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้ เมื่อหลวงปู่นั่งอยู่ในรถ “เดี๋ยวมา รออยู่ที่นี่นะ” เป็นคําพูดที่คุณญตินันท์ได้ยินจากเพื่อนใหม่ ตอนนั้นเธอไม่นึกเลยว่า เขาไปแล้วจะไปลับ พร้อมทังฉกของรักของเธอไปด้วย เมื่อวันที่ ๑๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๑ คุณญตินันท์ เที่ยงนิมิตร หรือไอซ์ เดินทางไปร่วมงานหล่อหลวงปู่ทองคํากับคุณแม่และคุณป้าซึ่งไปวัดพระธรรมกาย อยู่เป็นประจํา คืนก่อนวันงาน คุณแม่บอกกับเธอว่า “พรุ่งนี้แม่จะไปวัดนะ จะไปเอาบุญใหญ่งานหล่อหลวงปู่ แม่คงไปต่างจังหวัดกับหนูไม่ได้” เมื่อเธอได้ยินอย่างนั้นก็เลยตอบคุณแม่ไปว่า “ถ้าอย่างนันไอซ์ไม่ไปทํางานแล้ว ไปเอาบุญกับแม่ดีกว่า” ด้วยความที่ห่างหายจากวัดไปนาน เมื่อได้เห็นสาธุชนในชุดขาวสะอาดตาเป็นแสนๆ คน บนสภาธรรมกายสากล เธอถึงกับเอ่ยออกมาว่า “โอ้โฮ! หลวงปู่ท่านคงศักดิ์สิทธิ์มากเลย คนถึงได้มากันเยอะแยะขนาดนี้” พอได้เวลาหล่อหลวงปู่ เธอก็หย่อนมหาสุวรรณนิธิลงในรางทั้งน้ำตา เธอเล่าว่า “บอกไม่ถูก ไม่รู้ทําไมน้ำตาไหลไม่หยุด ขนลุกไปทั้งตัว รู้แต่ว่าปลื้ม ชื่นใจ ประทับใจไปหมด” หลังกลับจากงานหล่อหลวงปู่ เวลาประมาณตี ๓ คุณญตินันท์ต้องออกไปทํางานที่ต่างจังหวัดเช่นเคย ปกติคุณแม่ไปด้วย แต่ครั้งนี้เธอมีเพื่อนใหม่ร่วมเดินทางแทนคุณแม่ ในขณะที่เธอแวะเข้าห้องน้ำ เพื่อนบอกว่า “เดี๋ยวมา รออยู่ที่นี่นะ” เธอรออยู่ตั้งนาน เพื่อนก็ไม่กลับมา พอเปิดกระเป๋าดูจึงรู้ว่ากุญแจรถไม่อยู่แล้ว คือเพื่อนใหม่เปลี่ยนสถานะเป็นโจรขับรถของเธอไปไหนแล้วก็ไม่รู้ ทิ้งให้เธอนั่งร้องไห้อยู่เป็นนานสองนาน พอกลับถึงบ้าน เมื่อเล่าเรื่องให้ทุกคนฟัง คุณแม่ของเธอก็พูดจาเป็นมงคลสุดๆ ว่า “มันจะเอารถไปได้ยังไง หลวงปู่ท่านนั่งอยู่ในรถ” ฟังแล้วกําลังใจมาเป็นกอง แล้ว คุณแม่ก็บอกให้เธอนึกถึงหลวงปู่ นั่งสมาธิแล้วอธิษฐานจิตกับหลวงปู่ และยังบอกอีกว่า “แม่มั่นใจว่ายังไงก็ต้องได้คืน” จากนั้น ทุกคนก็ช่วยกันอธิษฐานจิต คุณป้าอธิษฐานว่า “ขออานุภาพของหลวงปู่ช่วยให้หลานสาวได้รถคืนภายใน ๒๔ ชั่วโมงด้วยเถิดเจ้าค่ะ” ต่อมา คุณญตินันท์และคุณพ่อคุณแม่ก็เตรียมตัวออกตามหารถ แต่ตัวแทนบริษัทประกันบอกว่า “ไม่ต้องไปหาแล้ว ไม่ได้คืนหรอก” ที่เขาพูดอย่างนี้เพราะที่ผ่านๆ มา สถิติรถหายกับสถิติได้รถคืนไม่สมดุลกันเลย บางครั้งจับขโมยได้ แต่ไม่มีรถมาคืนให้ เพราะว่าเอาไปขายที่ชายแดนเรียบร้อยแล้ว แต่คุณญตินันท์กับคุณแม่เชื่อมั่นในอานุภาพของหลวงปู่ จึงยืนยันว่าจะตามหารถต่อไป เชื่อไหมว่า ภายในเวลาไม่ถึง ๒๔ ชั่วโมง ตรงตามที่คุณป้าอธิษฐานไว้ พวกเขาพบรถจอดอยู่ที่บ้านหลังหนึ่ง จึงโทรศัพท์แจ้งตํารวจทันที และในที่สุดก็ได้รถคืนในเช้าวันรุ่งขึ้น!! คิดดูก็น่าแปลก วิสัยโจรเวลาขโมยของไปแล้วจะต้องเอาไปซ่อนไว้ไม่ให้ใครเห็น แต่นี่กลับเอารถมาจอดไว้ให้คนเห็นง่ายๆ ไม่เอาอะไรคลุมด้วย แถมยังมีสิ่งดลใจให้ คุณญตินันท์ไปหารถในบริเวณนั้นอีกด้วย คุณญตินันท์บอกว่า “ทันทีที่ได้รถคืนก็วิ่งเข้าไปกอดรถ น้ำตาไหล แล้วเข้าไปดูของในรถ อัศจรรย์มากของทุกอย่างที่อยู่ตรงรูปหลวงปู่อยู่ครบหมด ไม่มีการเคลื่อน ย้ายเลย เหมือนกับขโมยมองไม่เห็น มีทั้งกระเป๋าสตางค์ บัตร ATM และเอกสารสําคัญ บอกตรงๆ เลยว่ายิ่งกว่าถูกรางวัลที่ ๑ อีก นี่ถ้าไม่ได้ไปงานหล่อหลวงปู่ ไม่รู้จะเป็นยังไง” การที่คุณญตินันท์รถหายแล้วได้คืน นับว่ามีบุญมาก เพราะตามปกติรถหายยากที่จะได้คืน ขนาดของเล็กๆ แบบโทรศัพท์หายยังไม่ค่อยได้คืนเลย แต่กรณีนี้ คุณป้ากับคุณแม่อยู่ในบุญมาตลอด และมีความเคารพรักเชื่อมั่นในหลวงปู่อย่างสูงตลอดมา แถมคุณญตินันท์ เจ้าของรถก็เพิ่งไปเติมบุญมาจากวัดด้วยการหล่อหลวงปู่ ซึ่งเป็นบุญใหญ่มากๆ และยังหล่อด้วยความปลื้มปีติจนน้ำตาไหล การทําบุญด้วยความปลื้มปีติย่อมจะได้บุญมากเป็นพิเศษ มากกว่าไม่ปลื้มหลายเท่า ยิ่งปลื้มในการหล่อรูปเหมือนหลวงปู่ พระผู้ปราบมาร ผู้เป็นเนื้อนาบุญอันเลิศ ยิ่งได้บุญมหาศาล ส่งผลให้ได้สมบัติที่หายกลับคืนมาเป็นอัศจรรย์ ช่วย “สัมมา อะระหัง” หน่อย คุณนวรัตน์ อัจนานุบาล ชาวอุตรดิตถ์ ไปวัดพระธรรมกายครั้งแรก ๒๒ เมษายน ๒๕๕๓ ในพิธีรับสไบแก้วของอุบาสิกาแก้วหน่ออ่อน ๕๐๐,๐๐๐ คน เมื่อจบการอบรม พี่เลี้ยงมอบเหรียญปราบมารให้ เธอนําไปใส่กรอบอย่างดีและใส่ติดตัวตลอดเวลา เปรี้ยง!! เสียงดังเหมือนฟ้าผ่าพุ่งเข้าไปกระทบประสาทหูของคุณนวรัตน์ ชั่ววูบนั้นเธอรู้สึกว่า มีอะไรบางอย่างพุ่งมากระแทกรถของเธออย่างรุนแรง พร้อมๆ กับความรู้สึกของเธอก็ดับลง โดยไม่ทันมีเวลาคิดว่าอะไรเกิดขึ้นกับตัวเอง ก่อนประสบอุบัติเหตุ คุณนวรัตน์ อัจนานุบาล บอกกับตัวเองอย่างมีความสุขว่า “อีกไม่กี่วันแล้วสินะ ที่เราจะได้ไปนั่งสมาธิที่สวนพนาวัฒน์” แต่สุดท้ายเธอต้อง ไปนอนโรงพยาบาลแทน เพราะขณะที่เธอขับมอเตอร์ไซค์จะไปเอาชุดขาวที่บ้านคุณแม่ในอําเภอลับแล มีวัยรุ่น ๒ คน ซ้อนมอเตอร์ไซค์กันมา แล้วซิ่งฝ่าไฟแดงพุ่งมาชนรถเธออย่างจัง จนเธอกระเด็นตกจากรถ หัวกระแทกบาทวิถี หมดสติ เลือดนองพื้น คอพับ จนใครๆ พากันคิดว่า เธอคอหักตายไปแล้ว ไม่นานนักรถป่อเต็กติ๊งก็มานําร่างของเธอส่งโรงพยาบาลอุตรดิตถ์ ส่วนนักซิ่ง ๒ คน คงตกใจและกลัวความผิดจึงหายต๋อมไปเลย ช่วงที่หมดสติ คุณนวรัตน์ฝันว่าอยู่ในห้องที่มีดสนิท แล้วอยู่ๆ ก็มีแสงสว่างเป็นจุดเล็กนิดเดียวปรากฏขึ้น เธอวิ่งไปที่แสงนั้นเพราะอยากออกจากความมืด ทันใดนั้นมีเสียงพูดขึ้นว่า “จะไปไหนลูก” เธอมองไปก็เห็นคุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง แต่กายของท่านใสเหมือนน้ำ เธอตอบคุณยายไปว่า “จะไปที่จุดสว่างนั้นค่ะ” แล้วก็ออกวิ่งต่อไป แต่คุณยายรีบห้ามว่า “ไปไม่ได้ลูก มาทางนี้” แล้วคุณยายก็กระชากข้อมือข้างซ้ายของเธออย่างแรงจนรู้สึกไปถึงกายเนื้อ เธอจึงได้สติและพบว่าตัวเองอยู่ในห้องไอซียู ตอนนันเธอกําลังสะลืมสะลือ มึนๆ ยัง ลืมตาไม่ได้ ซึ่งเป็นอาการที่สมองถูกกระทบกระเทือนจนระบบการสั่งงานเสียไป เมื่อรู้สึกตัว สิ่งแรกที่คุณนวรัตน์นึกถึงก็คือเหรียญปราบมารที่ห้อยอยู่ที่คอ และในขณะที่เธอนอนอยู่นั้น จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงพระสวดมนต์ และมีเสียงจากข้างในบอกว่า “ช่วย “สัมมา อะระหัง” หน่อย” เธอจึงทําตาม และตลอดเวลาที่นอนอยู่บนเตียงคนป่วย เธอยังคงภาวนา “สัมมา อะระหัง” ไป เรื่อยๆ และอธิษฐานขอให้หลวงปู่ช่วย เนื่องจากศีรษะของเธอฟาดพื้นอย่างแรง หมอจึงต้องสแกนสมอง ผลการตรวจพบว่ามีเลือดคั่งในสมองเยอะมาก เธอได้ยินเสียงคุณหมอบอกญาติๆ ว่า “ต้องผ่าตัดเอาเลือดที่คั่งในสมองออกด่วน แต่หมอไม่รับประกัน โอกาสรอดมี ๕๐ : ๕๐ ถ้าโชคดีรอดตายก็ต้องเป็นอัมพฤกษ์ ให้ญาติทําใจได้เลย” ตอนนั้น พี่ๆ น้องๆ ของเธอร้องไห้ระงมอยู่ข้างเตียง ขณะนั้นญาติทุกคนอนุญาตให้หมอผ่าตัดได้ แต่คุณแม่สามีของเธอค้านว่า “ไม่ให้ผ่า” เพราะเกรงว่าผ่าแล้วจะแย่กว่าเติม แต่หมอบอกว่า “โดยหลักการแพทย์ควรจะผ่า ถ้าตัดสินใจช้าโอกาสรอดก็ยิ่งน้อยลง” คุณนวรัตน์ลืมตาหรือพูดโต้ตอบกับใครไม่ได้ ได้แต่ภาวนา “สัมมา อะระหัง” ไปเรื่อย ๆ และนึกถึงเหรียญหลวงปู่ปราบมารอย่างต่อเนื่อง อยู่ๆ ก็เห็นองค์พระใสเหมือนแก้วผุดขึ้นมาแทน เธอมององค์พระที่เห็นในสมาธิไปเรื่อยๆ ไม่น่าเชื่อว่า วันต่อมาคุณหมอมาสแกนสมองเพื่อหาข้อสรุปว่าต้องผ่าตัด หรือไม่ กลับพบว่าผลสแกนสมองครั้งที่ ๒ ไม่พบเลือดคั่งในสมองเลย ในทางการแพทย์ถือว่าเรื่องแบบนี้ไม่ธรรมดา เพราะปกติถ้ามีเลือดคั่งในสมอง แค่วันสองวันมาสแกนใหม่ต้องเจอแน่นอน ทิ้งไว้นานเป็นเดือนก็ยังเจอ แต่จะเห็นว่าเป็นเลือดเก่า แม้ในกรณีที่มีเลือดคั่งน้อยกว่านี้ก็ยังสแกนเจอ แต่นี่มีเลือดตั้งมากมายคั่งอยู่ในสมอง สแกนแล้วกลับไม่เห็นเลือด ไม่รู้หายไปไหนหมด แบบนี้แปลกทําให้หมอถึงกับตะลึงงัน ตรวจผลซ้ำแล้วซ้ำอีก และบอกว่า “เป็นไปได้ยังไง เมื่อวานก็เห็นมีเลือดคั่งอยู่ วันนี้หายไปแล้ว ตั้งแต่หมอเกิดมาไม่เคยเจอเคสมหัศจรรย์อย่างนี้เลย” หมอหาคําตอบไม่ได้ แต่คุณนวรัตน์หาได้ เธอบอกกับทุกคนว่า “ที่รอดมาได้เพราะหลวงปู่วัดปากน้ำช่วยไว้ ไม่งั้นเป็นผุยผงไปแล้ว” และจากที่หมอบอกว่า เธอจะตายหรือไม่ก็ต้องเป็นอัมพฤกษ์ กลายเป็นว่านอนโรงพยาบาลอีกแค่ ๗ วัน ก็หายเป็นปกติ กลับบ้านได้ ไปทํางานได้ ในช่วงนัน ข่าวการรอดตายหายป่วยของคุณนวรัตน์แพร่สะพัดไปทั่วโรงพยาบาล จนมีนักศึกษาแพทย์ฝึกงานคนหนึ่งที่แอนตี้วัด ไม่เคยคิดจะไปวัดเลย ทั้งๆ ที่คุณพ่อ ของเขาก็ชวนไปวัดพระธรรมกายบ่อยๆ แต่พอเจอเคสนี้นักศึกษาแพทย์รีบไปวัดกับพ่อเลย เรื่องของคุณนวรัตน์ทําให้ทุกคนที่รู้เรื่องต่างอัศจรรย์ใจ เกิดความศรัทธาและเชื่อมั่นในความศักดิ์สิทธิ์ของพระเดชพระคุณหลวงปู่ พระผู้ปราบมาร ว่าท่านมีอานุภาพ มีความเมตตา และมีพระคุณกับลูกหลานสุดจะ ประมาณ แม้ท่านมรณภาพไปแล้ว หากใครหมั่นระลึกถึงท่าน เคารพบูชาท่าน ท่านก็ยังช่วยเหลือได้เหมือนเมื่อครั้งที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ ผจญภัยกลางสายน้ำเชี่ยว แพทย์หญิงณัฐวรรณ พละวุฑิโฒทัย หรือหมอปอ สะพานข้ามแม่น้ำแควเป็นสิ่งก่อสร้างทางประวัติศาสตร์ที่สําคัญแห่งหนึ่ง และมีขื่อเสียงโด่งดังเป็นที่รู้จักของชาวโลก จนกระทั่งมีฝรั่งนําไปสร้างเป็นภาพยนตร์ชื่อ The Bridge over the River Kwai สะพานแห่งนี้เป็นส่วนหนึ่งของทางรถไฟสายมรณะ ที่สร้างขึ้นในสมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ โดยแรงงานของเชลยศึกสัมพันธมิตรจํานวนมากที่ญี่ปุ่นเกณฑ์มา ซึ่งส่วนหนึ่งของเส้นทางรถไฟจะต้องผ่านแม่นําแควใหญ่ จึงมีการก่อสร้างสะพานแห่งนี้ขึ้น ณ บริเวณตําบลท่ามะขาม อําเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี การสร้างสะพานและทางรถไฟสายนี้เป็นไปด้วยความยากลําบาก ทําให้เชลยศึกหลายหมื่นคนเสียชีวิตลง เล่ากันว่า ทางรถไฟสายนี้ใช้แรงงานและชีวิตเชลยศึก ๑ ไม้หมอน ต่อ ๑ ชีวิตเลยทีเดียว ปัจจุบัน การรถไฟแห่งประเทศไทยเปิดบริการเดินรถบนเส้นทางสายนี้ทุกวัน และจัดรถไฟขบวนพิเศษ สายกรุงเทพฯ-น้ำตก ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุด ราชการ ซึ่งปรากฏว่ามีผู้คนเดินทางไปชมสะพานแห่งนี้เป็นจํานวนมาก และหนึ่งในจํานวนผู้คนที่เดินทางไปชมสะพานข้ามแม่น้ําแคว ก็คือแพทย์หญิงณัฐวรรณ พละวุฑิโฒทัย หรือหมอปอ ซึ่งขณะนั้นรับราชการอยู่ที่ โรงพยาบาลคําม่วง จ.กาฬสินธุ์ เมื่อวันที่ ๙ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๑ บรรดาเจ้าหน้าที่จากโรงพยาบาลคําม่วงเดินทางไปทัศนศึกษาสะพานข้ามแม่น้าแคว ในเวลาประมาณ ๑๗.๓๐ น. บรรยากาศยามเย็นที่สดชื่นเย็นสบายและทิวทัศน์ที่ สวยงาม มีมนต์เสน่ห์ดึงดูดทําให้เธอและเพื่อนหมออีก ๒ คน พากันเดินไปชมจนถึงกลางสะพาน เมื่อหมอณัฐวรรณ มองลงไปใต้สะพาน เธอก็เห็นว่ามีกระแสน้ำที่ถูกปล่อยออกมาจากเขื่อน ทําให้น้ำในแม่น้ำแควมีระดับสูงขึ้นและไหลเชี่ยวกราก ทันใดนั้น พวกเธอก็ได้ยินเสียงหวูดรถไฟดังไล่มา ทุกคนจึงรีบหลบเข้าไปตรงจุดพักคนข้างรางรถไฟ เธอกับเพื่อนอีกคนหนึ่งคือหมอณัฐชัยยืนอยู่ด้วยกัน ตอนนั้นเสียงหวูดรถไฟดังกระชั้นมากขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่รถไฟแล่นเฉี่ยวพวกเธอไป หมอณัฐวรรณรู้สึกว่ามีอะไรมาฟาดที่หัวอย่างแรง ทําให้เธอกับหมอณัฐชัยกระเด็นตกจากสะพานดิ่งลงกระแทกกับพื้นน้ำ หมอณัฐวรรณเล่าว่า หลังจากนั้นเธอก็วูบไป รู้สึกเหมือนตกอยู่ในภวังค์อันเลวร้ายที่มีมัจจุราชรออยู่เบื้องหน้า เธอรู้สึกว่าตัวเองกําลังจมและพยายามดิ้นรนว่ายน้ำ พยุงตัว มีคนมาเล่าให้เธอฟังภายหลังว่า พวกชาวบ้านตะโกนโหวกเหวกร้องเรียกเรือที่เหลืออยู่ลําสุดท้ายบนลําน้ำให้เข้ามาช่วยเธอ หัวเรือเข้ามาถึงหมอณัฐชัยก่อน แต่โชคร้ายที่กระแสน้ำซัดเขาให้ท่างออกจากเรือและดูดให้จมดิ่งลงไปจนไม่สามารถช่วยได้ ในเวลาเดียวกัน คนขับเรือก็เหลือบเห็นมือของหมอณัฐวรรณที่โผล่ขึ้นมาก่อนจะจมดิ่งตามหมอณัฐชัยลงไป คนขับเรือคว้ามือเธอไว้ทัน แล้วลากขึ้นมาบนเรือได้และพยายามช่วยให้เธอได้สติเร็วที่สุด เมื่อเริ่มรู้สึกตัว เธอจําอะไรไม่ได้เลย งงว่าตัวเองอยู่ที่ไหน มาทําอะไรอยู่ตรงนี้ ทําไมมีผู้คนมุงเต็มไปหมด ต้องใช้เวลาสักครู่กว่าจะเรียกความจําคืนมาได้ พอรู้ตัวก็รีบคลําสร้อยที่ห้อยเหรียญหลวงปู่ทันที นึกขอบพระคุณที่หลวงปู่ช่วยคุ้มครอง หลังจากนั้นก็มีคนนําเธอส่งโรงพยาบาล ส่วนเพื่อนของเธอที่ตกสะพานไปด้วยกัน หลังจากผ่านการ ค้นหาเป็นเวลา ๓๖ ชั่วโมง ถึงได้เจอในสภาพที่เป็นศพไปแล้ว เหตุการณ์ครั้งนี้ มีแต่คนถามว่าเธอรอดมาได้อย่างไร สําหรับตัวเธอเองคิดว่า ไม่มีสิ่งอื่นใดที่จะทําให้เธอรอดจากความตายกลางสายน้ำเชี่ยวได้ นอกจากหลวงปู่ที่เธอแขวนเหรียญท่านติดไว้กับตัว เธอเห็นแล้วว่า เธอกับ เพื่อนยืนอยู่ติดกัน โดนรถไฟพุ่งเฉี่ยวกระแทกตกลงไปด้วยกัน ณ ตําแหน่งเดียวกัน จมน้ำห่างกันนิดเดียว เพื่อนตาย แต่เธอกลับรอดมาได้อย่างไม่น่าเชื่อ และแทบไม่บาดเจ็บอะไรเลย มีแค่หัวโนกับถลอกนิดหน่อย ด้วยบุญทั้งหลายที่เธอทํามาตั้งแต่เข้าวัดพระธรรมกายจาก ๕ ขวบ จนถึงปัจจุบัน และบุญที่ทําเนื่องกับหลวงปู่ ผู้เป็นทักขิไณยบุคคลนับครั้งไม่ถ้วน รวมทั้งมีใจผูกไว้กับหลวงปู่ตลอดมา ทําให้ในที่สุดหลวงปู่ก็คุ้มครองเธอให้รอด ชีวิตเป็นอัศจรรย์ แม้ห้วงน้ำเชี่ยวใต้เส้นทางรถไฟสายมรณะก็ไม่อาจกลืนกินชีวิตของเธอได้