นักแม่นปืน จดหมายจากพระลูกชาย man man ๒๘ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๓ กราบนมัสการพระเดชพระคุณหลวงพ่อคุณครูไม่ใหญ่ที่เคารพยิ่งครับ กระผมธรรมทายาทธนาชัย ใจซื่อกุล อายุ ๓๗ ปี ธรรมทายาทในโครงการอุปสมบทหมู่ ๑๐๐,๐๐๐ รูป ทุกหมู่บ้านทั่วไทยครับ กระผมอบรมอยู่ที่ ศูนย์ฝึกอบรมธรรมทายาทพระราชภาวนาวิสุทธิ์ ศูนย์การศึกษาเขาแก้วเสด็จ จังหวัดปราจีนบุรีครับ ก่อนเข้ารับการอบรม กระผมเป็นเจ้าของกิจการร้านช็อปปืนบีบีกัน (BB Gun Shop) และเปิดเป็นสนามยิงปืนบีบีกันด้วยครับ นอกจากจะขายเองแล้ว กระผมยังเป็นนักกีฬายิงปืนด้วยนะครับ ตัวผมเองชอบกีฬายิงปืนมากๆ เป็นเกมที่ต้องใช้สมาธิสูง ต้องอาศัยการสังเกต การยับยั้งชั่งใจ อีกทั้งยังได้ออกรบในสนามทดลองต่อสู้แบบไม่เสียเลือดเนื้อ ซึ่งในขณะนี้กีฬายิงปืนบีบีกันเริ่มเป็นที่นิยมในประเทศไทยแล้ว ผมเคยบวชมาแล้ว ๑ พรรษา เมื่อตอนอายุ ๒๕ ปี (ก็ ๑๒ ปี ที่แล้วนะจ๊ะ) แต่ผมก็ไม่รู้สึกว่า จะได้อะไรสักเท่าไร (มันก็ขึ้นอยู่กับว่า เราจะเอาอะไรไหม) และผมก็ไม่ได้สนใจเรื่องบาปบุญคุณโทษ (อ้ะ ไม่สนไม่ได้นะ) ไม่เคยทำบุญ (อันตรายนะลูกนะ เพราะบุญเป็นบ่อเกิดแห่งความสุขและความสำเร็จในชีวิตของเรา แม้ทีมถึง ทุนถึง ที่ถึง ใจถึง มือถึง แต่ไปไม่ถึงเป้าเพราะบุญไม่ถึง อย่าว่าแต่ ๑ สมอง ๒ มือเลย ให้เพิ่มไปอีก ๒ ศอก ๒ เข่า ๒ เท้า แบบนักมวยก็โดนน็อกลงมาเลยนะ) ผมคิดว่า การที่เราไม่ทำให้ใครเดือดร้อน ไม่เบียดเบียนใคร แค่นี้ก็เป็นบุญแล้ว (ยังจ้ะ อย่างนี้เขาเรียกว่า ละชั่ว แต่ยังไม่เรียกว่า ทำความดี มันคนละอย่างกัน) แต่แล้วความคิดของผมก็เปลี่ยนไป เมื่อพี่ชายของผมได้มาบวชเป็นธรรมทายาทในรุ่น ๗,๐๐๐ ตำบล ที่ผ่านมา พอลาสิกขามา ไม่ว่าจะทำอะไรก็ดูเป็นเรื่องง่ายและสำเร็จแบบง่ายๆ (ตามประสาคนมีบุญนี่นะจ๊ะ) พี่ชายเล่าให้ผมฟังถึงประสบการณ์ชีวิตจากการบวช และยังชักชวนพนักงานที่บริษัท และตัวผมมาบวชในโครงการ ๑๐๐,๐๐๐ รูป ผมก็สนใจขึ้นมาทันทีครับ (นี่บุญเริ่มได้ช่องแล้วนะจ๊ะ คือ บวชครั้งแรก ยังไม่ได้อะไร อ้ะ ครั้งที่ ๒ จะกี่โบสถ์ก็ได้ ให้มันได้ดีสักครั้งเถอะ) อีกทั้งคุณแม่ก็อยากให้ผมบวชมากๆ และนี่แหละครับคือจุดเปลี่ยนชีวิตของนักแม่นปืนอย่างผม ที่ขอบวชเป็นพระ ให้คุณแม่ได้ชื่นใจครับ (สาธุ นี่ก็ปรารภเหตุของคุณแม่ไปก่อน แต่ความจริงตัวเราได้ ดูนะจ๊ะว่า ได้อย่างไร) วันแรกของการมาสมัคร เป็นครั้งแรกที่ผมได้มาวัดพระธรรมกาย วันนั้นผมคิดว่า ถ้าวัดนี้ไม่เจ๋งจริง ผมจะกลับทันที (ก็ไม่ทราบดูตรงไหนนะ) เพราะผมไม่ชอบคนเยอะ (คนเข้าวัดเยอะน่ะ ดีนะ ถ้าเข้าบ่อนบาร์เบียร์เยอะนี่ อ.ต.ร. จ้ะ ขึ้นอยู่กับว่า เข้ามาทำอะไรต่างหาก เยอะเหมือนน้อย คนหลายคนเหมือนคนๆ เดียวนี่) กลัวคนเยอะแล้วจะคุยกันไม่รู้เรื่อง (มันขึ้นอยู่กับว่า คุยเรื่องอะไร ถ้าคุยเรื่องไม่รู้มันก็ไม่รู้นะ เขาคุยเรื่องประสบการณ์ภายใน แต่เราจะคุยเรื่องประสบการณ์ภายนอก มันคนละเรื่องกัน มันก็ไม่รู้เรื่องนะ) และไม่ว่าผมจะคุยกับใคร ก็มีแต่คนตั้งใจอยากบวชมากๆ (นี่เป็นเครื่องยืนยันว่า เราต้องคุยเรื่องบวชเยอะๆ เพราะฉะนั้นจะมีคนบวชเยอะ ผู้มีบุญพอได้ฟังมันก็จะไปเชื่อมกับบุญเก่าที่เขาเคยบวช เห็นไหมจ๊ะ) ทุกคนมาบวชเพื่อแสวงหา บางคนก็มาหาที่พึ่ง (ถูกต้องจ้ะ หาพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง) บางคนอยากบวชมาก แต่ก็ไม่ได้บวช เพราะไปติดค่านิยมว่า ต้องเอาเงินไปเลี้ยง ไปล้มวัว ล้มควาย เลี้ยงน้ำ (เมาแอ๋เข้าวัดเลย ไม่ต้องย้อมใจขนาดนั้น คำว่า ย้อมใจ เขาใช้เวลาจะทำความชั่วจ้ะ) ผมสังเกตเห็นความหลากหลายของผู้คนที่ตั้งใจอยากบวช ผมก็เริ่มคิดแล้วว่า ตัวเราช่างโชคดีมากๆ ที่ได้มาบวชในโครงการนี้ (สาธุ ดูนะจ๊ะว่า โชคดีอะไร) และที่ผมตื่นเต้นมากก็คือ วินาทีที่ผมได้รับ SMS แจ้งรหัส การบวช มันช่างไฮเทคมากๆ เลย ที่ผมสามารถเลือกวัดที่อยากจะบวชได้ทั่วประเทศ ผมสามารถเลือกวัดไหนก็ได้ และไม่น่าเชื่อว่า พระพุทธศาสนาจะมีการจัดการที่เป็นระบบ เป็นปึกแผ่นมั่นคงขนาดนี้ (อ๋อ ยุคนี้เป็นยุคจิตใจคู่กับไฮเทค เศรษฐกิจกับจิตใจต้องไปด้วยกัน ก็อย่างนี้แหละ เพราะเรามาเกิดในยุคไฮเทค) เพราะนั่นหมายถึงว่า ทุกๆ วัดเป็นหนึ่งเดียว และไม่ว่าผู้ชายแมนๆ จะอยู่ที่ไหนในประเทศไทยก็สามารถเป็นหนึ่งในโครงการบวช ๑๐๐,๐๐๐ รูปครั้งนี้ได้ นี่ถ้าหลวงพ่อไม่ให้โอกาสขยายเวลารับสมัคร ผมก็คงไม่มีวันนี้หรอกนะครับ วันแรกที่ผมเข้ารับการอบรมที่เขาแก้วเสด็จ จังหวัดปราจีนบุรี ผมตื่นเต้นมากกับสถานที่ เพราะไม่นึกว่า จะมีใครมาสร้างสถานที่เพื่อฝึกอบรมคนให้เป็นพระแท้ได้สมบูรณ์ขนาดนี้ ผมไม่เหงาเลย เพราะมีพระอาจารย์ พระพี่เลี้ยง ดูแลเป็นกำลังใจให้ผมตลอด สอนผมทุกอย่าง ให้ผมสวดมนต์ สอนสมาธิ ตอนนี้ใจของผมเปิดกว้างกับโลกกว้างที่ผมกำลังจะได้เรียนรู้ วันนั้น กว่าที่ผมจะไปถึงเขาแก้วเสด็จก็เป็นเวลาโพล้เพล้แล้ว สิ่งแรกที่ผมต้องทำ ก็คือการเข้าห้องเพื่อนั่งสมาธิร่วมกับเพื่อนๆ ธรรมทายาท (เราไม่ต้องเตรียมพร้อม แต่เราต้องพร้อมเสมอจ้ะ) เวลา ๑๘.๓๐ น. คือ เวลาเริ่มต้นรอบแรกของการนั่งสมาธิ ผมก็ลองนั่งดู เพราะอยากรู้ว่า จะเป็นอย่างไร เพราะผมไม่เคยนั่งสมาธิได้ถึง ๕ นาทีเลย แม้ว่าจะเคยบวชมาแล้ว ๑ พรรษาก็ตาม  (นี่คือข้อผิดพลาดจ้ะ บวชแล้วต้องนั่งสมาธิตั้งแต่วันแรกจนกระทั่งถึงวันสุดท้ายในเพศสมณะเลย เพราะพระอุปัชฌาย์ท่านให้กัมมัฏฐานไว้นะจ๊ะ) ผมฟังพระอาจารย์สอนสมาธิ ฟังดูก็ไม่เห็นมีอะไรยาก (ถูกต้องจ้ะ ไม่ยากจ้ะ) เราก็น่าจะทำได้เหมือนกัน ท่านสอนแค่ให้หลับตานึกถึงคน สัตว์ สิ่งของ ที่เราคุ้นเคย ผมก็นึกถึงหน้าคุณแม่ทันทีครับ (นี่ลูกกตัญญูนะจ๊ะ) พอพระอาจารย์บอกว่า ให้นึกไว้กลางท้อง เหนือสะดือ ๒ นิ้วมือ ผมก็นึกตาม นึกง่ายๆ ครับ ไม่ยากเลย เพราะตอนที่ยิงปืน ผมจะคุ้นเคยกับการนึกถึงเป้าหมาย การยิงปืนระยะไกลจะขึ้นปืนอยู่กลางอก ต้องเล็งให้ดี โดยไม่สนใจสิ่งรอบข้าง แล้วผมก็จะยิงเข้าเป้า พอพระอาจารย์บอกว่า ให้นึกน้อมลงมาตรงกลางตัว ก็ง่ายมากเลยครับ เนื่องจากผมเคยชินกับการนึกภาพเป้าที่ผมจะยิง แค่ลงมาอีกนิดเดียวก็กลางตัวแล้ว พอผมนึกถึงหน้าแม่ ใบหน้าของท่านก็ใสๆ สว่าง ผ่องใส ขึ้นมาอยู่ตรงกลางตัวเลย (สาธุ ถ้าใครนึกถึงหน้าแม่ไม่ออกนี่ เป็นคนชอบกลนักนะ ต้องไปเกิดใหม่นะ) พอนึกหน้าท่านให้เป็นดวงแก้ว ใบหน้าของท่านก็เปลี่ยน กลายเป็นดวงแก้วกลมใสๆ พอพระอาจารย์บอกว่า ให้ลองแตะใจไปที่จุดเล็กๆ กลางดวงแก้ว ผมก็ลองแตะ ใจก็จะหวิวๆ ครับ (แตะ คือ แค่สัมผัสเท่านั้นนะจ๊ะ) เหมือนผมกำลังจะกระโดดลงจากที่สูง เหมือนผมจะเอานิ้วจุ่มน้ำแต่ไม่เปียก พอแตะใจไปเรื่อยๆ ได้สักพักหนึ่ง ก็เหมือนมีแรงดึงกระชากจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำ (ถ้าเจออย่างนี้อย่าตกใจ อย่าตื่นเต้น ไม่มีอันตรายอะไร แต่ว่าจะมีสิ่งดีๆ เกิดขึ้นจ้ะ) ความรู้สึกคล้ายกับตอนที่ผมโดดบันจี้จัมพ์ครับ ผมสะดุ้งครับ แต่ผมไม่ลืมตา พอปล่อยไปสักพักก็จะนิ่ง เหมือนผมโดดบันจี้จัมพ์มาถึงพื้นแล้ว (มันก็แค่นี้เอง เพราะฉะนั้นอย่าไปกลัว) ผมรู้สึกสบายเหมือนไปอยู่อีกที่หนึ่ง ที่นิ่งมากๆ สบายมากๆ แล้วก็เห็นดวงแก้วลูกใหม่ที่ใหญ่ แล้วก็ใสกว่าเดิมครับ ผมนั่งไปจนถึง ๑๙.๑๕ น. ก็หมดเวลาของรอบแรก แล้วพระอาจารย์ก็ให้ผมนั่งสมาธิต่อถึง ๓ ทุ่ม คราวนี้จากดวงแก้วลูกใหญ่ที่ผมเห็นลูกเดียวก็กลายเป็นดวงแก้ว ๖ ลูก แล้วผมก็เข้าไปได้เรื่อยๆ (แสดงว่าใจนิ่งมากเลย) ก็เห็นเหมือนคนอยู่ในกลางดวงแก้ว แล้วก็เห็นดวงแก้วหลายๆ ดวง (ถูกต้องจ้ะ ดีมากเลย) พอเข้าไปแล้ว ดวงแก้วจะใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ พอเข้าไป ๖ ดวง ก็เห็นพระพุทธรูปแก้วใสเหมือนที่อยู่บนโต๊ะหมู่ (แปลว่า พระท่านคอยอยู่ตรงนั้น แค่เราทำให้ถูกใจท่านเท่านั้นเอง) แล้วผมก็เจอตัวผมใสๆ นั่งสมาธิอยู่ข้างใน แต่หน้าตาดีกว่าผมเยอะเลยครับ แถมหุ่นก็ดูดีกว่าผมมาก ตัวจริงผมน่ะอ้วน แต่ตัวผมที่ผมเห็นไม่อ้วนเลย หุ่นดี หน้าอ่อนกว่าผมอีก แต่เป็นผมครับ แล้วจากนั้นก็เห็นเป็นกายขององค์พระสลับกับดวงแก้วไปเรื่อยๆ พระพุทธรูปที่ผมเห็น ที่พระเศียรท่านเป็นดอกบัวตูมครับ (สาธุ ดีมากลูก อย่าให้หายนะลูกนะ ฝึกทำให้คล่อง ให้ชำนาญ เราจะได้บวช ๒ ชั้นแล้ว) องค์ท่านใหญ่ขึ้นกว่าเดิม ใหญ่ประมาณภูเขาทั้งลูกเลยครับ จนถึงตอนนี้ ไม่ว่าผมจะหลับตาหรือลืมตา ผมก็ยังเห็นพระพุทธรูปอยู่ครับ องค์ท่านใสแล้วก็สว่างมากๆ ผมมีความสุขมากๆ มันสบายอย่างบอกไม่ถูก และก็อยากอยู่อย่างนี้ไปนานๆ ครับ (สาธุ นี่จ้ะ มาบวชแล้วไม่ว่าจะปรารภเหตุเพื่อบิดามารดา แต่สิ่งที่ได้คือเรานะจ๊ะ นี่ไงความสุขเกิดขึ้นแล้ว) พอออกจากสมาธิ ผมรู้สึกมีความสุขมาก ปีติใจอย่างบอกไม่ถูก ระหว่างวันผมจะวางใจไว้ตรงกลางกายตลอด (ถูกต้องมากจ้ะ ดีมากจ้ะ) เมื่อไรที่ผมหลับตา ผมก็จะเห็นดวงแก้วสลับกับองค์พระ (ดีมากจ้ะ ให้ดูเฉยๆ ต่อไปอีก) หลวงพ่อครับ ความสุขจากการยิงปืนเข้าเป้า กับการเอาใจเข้ากลางช่างเทียบกันไม่ได้เลย การเข้ากลางมีความสุขกว่าการยิงเข้าเป้าเยอะมากๆ ครับ คือว่า ยิงเข้าเป้ารู้สึกแค่ดีใจ แต่เข้ากลางผมไม่ต้องมีอุปกรณ์ ไม่ต้องมีปืน แต่เกิดจากตัวเราจากภายในจริงๆ ที่เราจะรู้ได้ด้วยตัวเอง เหมือนตัวผมลอยได้ในอากาศ โดยที่ไม่ต้องมีเครื่องช่วย แล้วก็จะมีความสุขมากขึ้นเรื่อยๆ ผมจะรักษาสิ่งนี้ให้อยู่กับผมให้นานที่สุด แม้ผมจะลาสิกขาไปแล้วก็ตาม ไม่ให้เสียแรงหลวงพ่อและพระอาจารย์ (ก็ให้นานตลอดชีวิตเลยจ้ะ ถ้าเราทำทุกวันอย่างสม่ำเสมอนะจ๊ะ) ผมอยากขอบพระคุณหลวงพ่อมากๆ นะครับ ที่เปิดโอกาสให้ผมและเพื่อนๆ ธรรมทายาทรุ่น ๑๐๐,๐๐๐ รูป ได้มาบวช ผมอยากจะให้ชายไทยแท้ๆ ลองได้มาบวชดูครับ ให้มาเจอแบบผมบ้าง อย่าเพิ่งเชื่อผมนะครับ จนกว่าจะได้มาสัมผัสด้วยตัวเอง ตอนนี้ผมเชื่อแล้วครับว่า บาป-บุญมีจริง และชีวิตพระไม่ใช่แค่เดินบิณฑบาตอย่างเดียวแล้วจบกิจของสงฆ์ แต่ยังมีสิ่งที่น่าศึกษาอีกมากมาย และทำให้ผมเข้าใจความหมายของการเป็นพระแท้ในพระพุทธศาสนา และถ้ามีพระแท้อย่างนี้มากๆ พระพุทธศาสนาก็คงจะอยู่ยืนยาวนานครับ  (ยังมีสิ่งที่น่าศึกษาอีกเยอะแยะ ขอให้มีอุปกรณ์ในการศึกษา คือ ปฏิบัติธรรมเข้าถึงพระธรรมกายในตัว แล้วเราจะได้ไปศึกษาเรื่อง Law of Karma กฎแห่งกรรม ภพภูมิต่างๆ โลกนี้โลกหน้า นรกสวรรค์มีจริงไหม ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ การระลึกชาติหนหลังมีจริงไหม หรือกล่าวเลื่อนลอยกันไปอย่างนั้น ขอให้เรามีอุปกรณ์ก่อน คือ เข้าถึงพระในตัวนั่นแหละ แล้วจะเรียนอย่างสนุกสนานบุญบันเทิงเลยจ้ะ) กราบแทบเท้าขอบพระคุณหลวงพ่อเป็นอย่างสูงครับ ธรรมทายาทธนาชัย ใจซื่อกุล --------------------------------------- ปลื้มกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว จดหมายจากพระลูกชาย man man ๖ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๒ กราบนมัสการพระเดชพระคุณหลวงพ่อคุณครูไม่ใหญ่ด้วยความเคารพอย่างสูง กระผม นฤพนธ์ เตชะวัฒนวรรณา ศิษย์เก่าธรรมทายาท รุ่นบูชาธรรม ๖๑ ปี พระราชภาวนาวิสุทธิ์ ขอรายงานตัวครับ (ชื่อคุ้นๆ นะ) หลวงพ่อครับ การมาวัดพระธรรมกายของผมอาจจะไม่เหมือนคนอื่น เพราะหลายๆ คนมาเพราะศรัทธา หรืออาจจะมาเพื่อแสวงหา แต่สำหรับผมแล้ว ผมมาเพื่อพาภรรยาออกจากวัดครับ ผมมีครอบครัวแล้ว มีภรรยาที่ดี มีลูกที่น่ารัก มีความมั่นคงในชีวิตในระดับที่น่าพอใจ วัยของผมที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาพอสมควร ด้วยตัวเลขนำหน้าอายุใกล้เลข ๔ แต่ใบหน้ายังละอ่อนอยู่ ทำให้ผมมีความรอบคอบในการดำเนินชีวิต และพร้อมที่จะทำทุกอย่างให้ครอบครัวมีความสุข ขณะเดียวกันก็พร้อมสำหรับการปกป้องคนที่ผมรักจากสิ่งที่ไม่ถูกไม่ควร  (ถูกต้องจ้ะ เราจะต้องปกป้องคนที่เรารัก ไม่ว่าบุตร ภรรยา หรืออะไรก็แล้วแต่ อย่างนี้ถูกต้อง ให้คะแนนเต็มร้อยเลย) เรื่องราวของครอบครัวผมน่าจะดำเนินไปอย่างปกติ ถ้าไม่มีเหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้นกับลูกของผม จนเป็นเหตุให้ภรรยาของผมเปลี่ยนไป และต่อมาความเปลี่ยนแปลงก็เกิดขึ้นกับตัวผมเองอย่างไม่น่าเชื่อ น้องเจสซี่ ลูกสาววัย ๕ ขวบของผม เรียนในโรงเรียนอนุบาลชื่อดังแห่งหนึ่ง วันหนึ่งในเดือนมิถุนายน ปีพุทธศักราช ๒๕๔๘ เจสซี่ได้รับของขวัญจากงานวันเกิดของเพื่อนรุ่นพี่ร่วมโรงเรียน หลังจากกลับมาถึงบ้าน ลูกสาวของผมก็ได้ทำสิ่งที่คนเป็นแม่ต้องตกใจ แปลกใจ ภรรยาถึงกับน้ำตาคลอ เมื่อลูกสาวก้มลงกราบเท้าก่อนที่จะเข้านอน (นี่จ้ะ สุดยอดเลย) พอสอบถามก็ได้ความจากพี่เลี้ยงว่า ลูกสาวมากราบเท้าหลังจากเปิดดูซีดีที่ได้รับเป็นของขวัญ ซึ่งก็เป็นเรื่องพระคุณพ่อแม่ และในซีดีชุดนั้น สอนให้เด็กๆ กราบเท้าพ่อแม่ก่อนนอน (เท้าของมารดา คือ หนทางพาไปสู่สวรรค์ นี่เป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่ทีเดียว เริ่มต้นในชีวิตยังเยาว์วัยนี่นะจ๊ะ สิ่งนี้จะถูกบันทึกไว้ในดวงใจของตัวเอง ของคุณพ่อคุณแม่ และผู้ที่ได้รับทราบเรื่องราวนี้นะจ๊ะ) ในที่สุดภรรยาก็ตามหาที่มาของซีดีชุดนั้นจนเจอ หลังจากได้รับข้อมูลของทางวัดมากมาย ในที่สุดเธอก็สนใจไปปฏิบัติธรรมที่เชียงใหม่ แล้วความเปลี่ยนแปลงอย่างยิ่งก็เกิดกับครอบครัวของผม เมื่อเธอกลับมาจากการปฏิบัติธรรมที่สวนพนาวัฒน์ เธอเปลี่ยนไปจนผมแปลกใจ ตรงที่เธอกลับมาสวดมนต์ นั่งสมาธิ และจัดให้พนักงานบริษัทที่มีอยู่หลายร้อยคนนั่งสมาธิ เธอพาลูกและครอบครัวใส่ชุดขาวไปวัดพระธรรมกายในวันอาทิตย์ เธอติด DMC ที่บ้าน สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ ทำให้ผมคิดว่า ภรรยาสุดที่รักของผมต้องถูกล้างสมองแน่ๆ จากคนที่ไม่เคยสนใจเรื่องราวใดๆ เกี่ยวกับวัดเลย ด้วยความที่ไม่ค่อยไว้วางใจ ผมจึงพยายามหาเหตุต่างๆ นานา เพื่อไม่ให้เธอไปวัด แต่เมื่อคำห้ามปรามของผมไม่เป็นผล ผมเลยตัดสินใจติดตามเธอไปที่วัดพระธรรมกายด้วย (ด้วยความรักและห่วงใยจริงๆ นี่นะ) แล้วก็ตั้งใจค้นคว้าสืบข้อมูลทั้งจากภายในและภายนอกวัด ผมเป็นหนุ่มมอสสาดที่ใช้เวลาเกือบ ๖ เดือนที่ผมรู้จักวัด เพื่อที่จะไปพิสูจน์และบอกกับภรรยาผมว่า “อย่ามาวัดนี้อีกเลย” เกือบ ๖ เดือน เพื่อจะหาข้อสรุปตรงนี้ ผมเริ่มต้นการพิสูจน์ ด้วยการเริ่มจับผิดทุกอย่าง และทำตัวเป็นนักสำรวจ เหมือนสำรวจตามขั้วโลก เมื่อผมพบสิ่งที่ผมสงสัย ผมจะจดบันทึกไว้และก็แสวงหาคำตอบ ผมเริ่มศึกษาทุกอย่างที่เกี่ยวกับวัด (ถูกต้องจ้ะ อย่างนี่วิสัยบัณฑิต ไม่ใช่เชื่อทันทีเลย เพราะฉะนั้น ได้ข้อมูลอะไรมา เราอย่าเพิ่งเชื่อหรือว่าไม่เชื่อ แต่ทำเฉยๆ แล้วก็แสวงหาคำตอบจ้ะ) ผมศึกษาตั้งแต่ประวัติการสร้างวัดว่า หลวงปู่วัดปากน้ำเป็นใคร คุณยายอาจารย์ฯ เป็นใคร แล้วหลวงพ่อเป็นใคร (ก็เป็นหลวงพ่อครูไม่ใหญ่น่ะ) มาบวชได้อย่างไร (ก็เดินมา อารมณ์ช่วงก่อนบวชมันเบื่อ มันเกิดนิพพิทา แต่ไม่มีใครทำให้เบื่อนะ ไม่เกี่ยวกับคน สัตว์ สิ่งของ มันเกี่ยวกับภายใน ไม่ใช่อยากให้มันเป็นนะ แต่มันเป็นเอง มองโลกว่างๆ แต่ทำไมคนไม่ค่อยเชื่อเลย เบื่อ ไม่เบื่อจะบวชได้ไง) แม้ขณะที่ผมดู DMC ผมก็ฟังนะ แต่ผมฟังด้วยการจับผิดคำพูดของหลวงพ่อ ผมจดคำสอนของหลวงพ่อ เพื่อที่จะยืนยันสมมติฐานเพื่อการจับผิด ผมเปรียบเทียบคำสอนของหลวงพ่อกับพระไตรปิฎก ผมเอาบันทึกของผมมาแล้วก็มีพระไตรปิฎกมาเปิดเทียบเคียง คำพูดหลายๆ ประโยคของหลวงพ่อทำให้ผมต้องหยุดคิด เช่น “ว่าอย่างไรว่าตามกัน” หรือ “สร้างบารมีเอาชีวิตเป็นเดิมพัน” ทำให้นักสำรวจอย่างผมคิดแย้งเสมอว่า เอาอีกแล้ว หลวงพ่อกำลังพูดโน้มน้าวใจอีกแล้ว และผมไม่ได้ค้นหาคำตอบแค่เพียงนั่งจับผิดหน้าจอ DMC เท่านั้น ผมลงทุนเข้ามาหาข้อมูลด้านลึกด้วยการไปปฏิบัติธรรมที่สวนพนาวัฒน์ (ถูกหลักวิชชาเลยลูก อย่างนี้ถูกต้อง ดีมากลูก ตามคำชวนของดาร์ลิ้ง สวีทฟอร์เอฟเวอร์) ตามคำชวนของภรรยา (สุดที่รักที่สุดในโลก รักที่สุดในโลกเลย) แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกลับตาลปัตร ระหว่างที่ผมปฏิบัติธรรมอยู่นั้น พระอาจารย์ที่สอนการนั่งสมาธิได้ชวนให้ผม...บวช ผมกราบเรียนท่านว่า พระอาจารย์ครับ ผมเคยบวชแล้ว และผมก็ไม่มีเวลาว่างมากพอ เพราะหน้าที่การงานความรับผิดชอบมันรัดตัว ผมคิดว่า ผมปฏิเสธไปแล้ว ทุกอย่างมันน่าจะจบเพียงแค่นั้น (ดูคนมีบุญเก่านะจ๊ะ เวลาบุญบวชได้ช่องส่งผล) แต่หลังจากวันนั้น ผมฝันถึงคุณแม่ที่จากไปแล้ว (เห็นไหม ได้คุณแม่มาเป็นกัลยาณมิตรให้ในฝัน) ท่านส่งยิ้มให้ผม แล้วบอกว่า บวชให้แม่นะลูก พอผมตื่นขึ้นมาในเวลาตี ๒ ผมคิดถึงท่าน และความคิดหนึ่งก็เกิดขึ้น ผมคิดว่า ผมน่าจะบวชอีกสักครั้งหนึ่ง (ได้บวชเพราะแม่) เพื่อเอาบุญบวชครั้งนี้อุทิศให้กับคุณแม่ พอผมคิดได้เท่านั้น เหตุผลที่จะบวชก็พรั่งพรูออกมาเลยว่า ถ้าผมจัดสรรการงานลงตัว นอกจากผมจะได้ทดสอบระบบในที่ทำงานและครอบครัวว่า สามารถอยู่ได้เมื่อผมไม่อยู่แล้ว ผมก็จะได้มีโอกาสพักจริงๆ แบบที่เรียกว่า พักทั้งกายทั้งใจ ยิ่งไปกว่านั้น ผมคงจะได้คำตอบที่สงสัยมานานเสียทีว่า วัดพระธรรมกาย พระที่วัดพระธรรมกาย มีเป้าหมายอะไร และอยู่กันอย่างไร (นี่แหละจ้ะ วิสัยของบัณฑิตนักปราชญ์ ต้องอย่างนี้ สงสัยแล้วต้องศึกษาเรียนรู้) ในการอบรมธรรมทายาท รุ่นบูชาธรรม ๖๑ ปี พระราชภาวนาวิสุทธิ์ ผมก็ทำตัวประดุจเป็นฟองน้ำที่พร้อมจะเรียนรู้ทุกอย่าง โดยมีพระอาจารย์ พระพี่เลี้ยง และพระธรรมทายาทที่บวชในรุ่นเดียวกันเป็นคนแนะนำ ผมพบว่า พระแต่ละรูปมาบวชด้วยความตั้งใจ ซึ่งผิดจากที่ผมคาดไว้เลยครับ เพราะในตอนแรกผมนึกว่า บวชเป็นพระวัดนี้แล้วจะสบายแบบเช้าเอน เพลนอน บ่ายพักผ่อน ค่ำจำวัด แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่เลย ผมต้องทำทุกอย่างด้วยตัวผมเอง เมื่อถึงวันบวช ผมได้เห็นแววตาของความปลื้มปีติของคนที่มาร่วมงานในวันนั้น ดวงตาทุกคู่จับจ้องมองมาที่นาคธรรมทายาท เมื่อผมได้ครองผ้ากาสาวพัสตร์ น้ำตาเย็นได้ไหลออกมา ผมพบว่า ธรรมะเป็นสิ่งที่ทำให้เราได้เข้าใจสัจธรรมของชีวิต ผมรู้สึกได้ถึงความปลื้มของผู้คนที่มาร่วมงานในวันนั้น สำหรับตัวผมเองต้องนิยามความรู้สึกในช่วงเวลานั้นว่า “ปลื้มกว่านี้ ไม่มีอีกแล้ว” การบวชทำให้ผมรู้ว่า ความสุขจากการหยุดนิ่งในชีวิตของสมณะ เป็นความสุขที่ยิ่งกว่า และจะมีความสุขอย่างยิ่งเมื่อใจของเราหยุด ใจของเรานิ่ง และเมื่อใจของเราละเอียดขึ้นแล้ว ทำให้เรามองสิ่งที่เป็นปัญหาได้อย่างรอบคอบ และถูกต้องตรงไปตามความเป็นจริงด้วย นิยามของความคำว่า “ปลื้มกว่านี้ ไม่มีอีกแล้ว” ก็คือความสุขที่ผมได้เข้าสู่ร่มผ้ากาสาวพัสตร์ ผมได้เห็นการเปลี่ยนแปลงชีวิตของคนที่ผมรัก ทั้งลูกและภรรยาสุดที่รัก รวมไปถึงชีวิตของพนักงาน และลูกหลานของพนักงานในบริษัท ที่เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นจากการได้ศึกษาธรรมะ ด้วยการจัดให้มีการปฏิบัติธรรมที่บริษัททุกเดือน นี่แหละครับ นิยามของคำว่า “ปลื้มกว่านี้ ไม่มีอีกแล้ว”  (เหมือนกับท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีเลยนะ ที่ชวนบริษัทบริวาร ทำทาน รักษาศีล เจริญภาวนา วันพระก็ถือศีล ๘ นี่มีการปฏิบัติธรรมด้วย อย่างนี้มีแต่เจริญยิ่งๆ ขึ้นไปเรื่อยๆ) ขอเชิญนักคิด นักพิสูจน์ทุกคนที่เป็นชายแท้ๆ มาพิสูจน์ได้กับคำว่า “ปลื้มกว่านี้ ไม่มีอีกแล้ว” แต่อย่าเพิ่งเชื่อผมนะครับ ถ้าคุณยังไม่ได้มาพิสูจน์ด้วยตัวคุณเอง (โอ้ สุดยอดจริงๆ เลย) กราบแทบเท้าพระเดชพระคุณหลวงพ่อด้วยความเคารพอย่างสูง กัลฯ นฤพนธ์ เตชะวัฒนวรรณา --------------------------------------- ผมมาบวชได้เพราะเกมออนไลน์ จดหมายจากพระลูกชาย man man ๑ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๓ กราบแทบเท้าพระเดชพระคุณหลวงพ่อคุณครูไม่ใหญ่ ด้วยความเคารพอย่างสูง ผม ณวัสพล หาชิต อายุ ๒๔ ปี ก่อนมาอบรมธรรมทายาท ผมเรียนปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยมหิดลครับ ผมศึกษาสายวิทยาศาสตร์มาตลอด ผมไม่เคยไปปฏิบัติธรรมหรือเข้าวัดทำบุญที่ไหนเลย ผมมีความคิดว่า การทำบุญก็แค่หยอดตู้ก็พอแล้ว ก็คงได้บุญแล้ว (ได้จ้ะ แต่ได้นิดหน่อย) คนเราทำความดีเองก็ได้ไม่ต้องเข้าวัดหรอก (ก็จำเป็นจ้ะ เพราะมีหลายสิ่งที่เรายังไม่รู้เลย) แต่ครั้งนี้ที่ผมตัดสินใจเข้าโครงการบวช ๑๐๐,๐๐๐ รูป เพราะว่าผมชอบเล่นเกมออนไลน์ ผมเล่นมานานแล้วครับ ตั้งแต่เรียนอยู่ ม.ปลาย สนุกมากเลยครับ จนผมเลิกไม่ได้ ในเกมที่ผมเล่นมีคนหลายอายุ ทั้งคนที่ทำงานแล้ว หรือกระทั่งนักศึกษาอย่างผมก็มาเล่นกัน วันหนึ่งผมได้รู้จักกับผู้เล่นคนหนึ่ง เขาใช้ชื่อว่า “นกกะปูด” เขาบอกผมผ่านออนไลน์ว่า ตอนนี้ที่วัดพระธรรมกาย มีโครงการบวชพระ ๗,๐๐๐ ตำบล มาบวชไหม เพราะว่าเขาไม่มีลูก (นกกะปูดไม่มีลูก เขาอยากหาคนบวชให้) ด้วยความสงสารป้านกกะปูด ผมก็เลยตัดสินใจว่า โอเคครับ ป้านกกะปูด เดี๋ยวผมจะบวชให้ก็แล้วกัน (เอ้อ นี่ผู้มีบุญ ที่เคยเกื้อกูลกันมา เห็นไหมจ๊ะ) แต่แล้วผมก็ติดเรื่องเรียน มาบวชไม่ได้ในคราวนั้น แต่ป้านกกะปูดก็ยังไม่ละความพยายาม ในการทำหน้าที่ผู้ให้แสงสว่าง ป้ามาชวนผมอีกครั้งในโครงการบวช ๑๐๐,๐๐๐ รูป ในครั้งนี้ ป้านกกะปูดได้นัดเจอผมเป็นครั้งแรก ผมก็รู้สึกทึ่งมากๆ เลย ที่ทึ่งเพราะไม่นึกว่า จะมีคนอย่างนี้ในโลก (อ๋อ เชื่อเถอะ เพราะคนประหลาดๆ อยู่แถวๆ นี้ทั้งนั้น คนประหลาดมาจากแดนประหลาด เพื่อมาชวนคนปกติบวช) เพราะป้าเป็นคนธัมมะธัมโมมากๆ เลิฟวัดพระธรรมกายและพระพุทธศาสนามากๆ ป้านกกะปูด เธอมีชื่อจริงว่า เบญจวรรณ โปษยานนท์ครับ อายุ ๔๐ ปี ผมเรียกเธอสั้นๆ ว่า ป้านกครับ (ป้าเบิร์ด) วันนั้นผมตัดสินใจเขียนใบสมัครต่อหน้าป้าเลย เธอดีใจมากที่ผมตัดสินใจบวช และผมมาทราบภายหลังว่า ผมเป็น The Number One เป็นคนแรกที่ป้าชวนบวชได้สำเร็จ พอคุณพ่อคุณแม่ของผมท่านทราบว่า ผมจะบวช ท่านก็ตกใจ ไอ้ที่ตกใจไม่ใช่ตกใจว่า ผมจะบวชนะครับ ที่ตกใจ คือ บวชฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย มีที่ไหน (มีที่ตรงนี้นี่แหละ) ให้ท่านจัดงานบวชให้เอาไหมล่ะ (บอกกับลูกชายนะ) ผมก็บอกท่านว่า ผมจะบวชแบบอุปสมบทหมู่นี่แหละ บวชเดี่ยวสู้บวชหมู่ไม่ได้ บวชคนเดียวมันเหงา เดี๋ยวไม่มีใครสอนผม และการบวชครั้งแรกในชีวิต ผมอยากบวชเพื่อเป็นพระแท้ครับ (สาธุ โอ้ แค่ตัดสินใจบวชแล้วคิดอย่างนี้ บุญเกิดขึ้นกับตัวเราและบิดามารดา รวมทั้งป้านกกะปูดด้วย) แล้วผมก็ได้มาวัดพระธรรมกายเป็นครั้งแรก โดยมีป้านกพาผม (มาแบบนก) ขี่มอเตอร์ไซค์ร่อนมาเลย ร่อนทั่ววัด ผมรู้สึกตื่นเต้นมากๆ กับสถานที่ที่เป็นศูนย์รวมและเป็นศูนย์กลางของชาวพุทธ อีกทั้งมีคนที่อยากบวชเหมือนผมนับหมื่นนับแสนคน มันช่างมหัศจรรย์จริงๆ ครับ ผมเลือกมาอบรมที่ศูนย์การศึกษาเขาแก้วเสด็จ ผมชอบที่นี่มาก มันสงบวิเวกแล้วก็อากาศดี การอบรมก็เข้มข้น ผมได้รับความรู้มากมายที่ผมไม่เคยรู้มาก่อน ตอนค่ำผมก็ได้ฟังหลวงพ่อคุณครูไม่ใหญ่เทศน์สอนผ่าน DMC ทุกคืน ผมได้เรียนรู้ชีวิตธรรมทายาทที่ตั้งใจฝึกตัวเพื่อให้ได้บวชเป็นพระแท้ ได้อยู่อย่างสมถะ สันโดษ ไม่ต้องมีอะไรมาก แค่เสื้อ ๒ ชุด และของใช้ที่จำเป็น แค่นี้ชีวิตก็อยู่ได้แล้วครับ (คือ ถ้าเรารู้คำตอบว่า เกิดมาทำไม สิ่งที่เราต้องการมีไม่มากเลย แค่ปัจจัยสี่ ไม่มีปัจจัย ๕, ๖, ๗, ๘ Infinity ไม่มีนะจ๊ะ) แค่นี้ชีวิตก็อยู่ได้แล้วครับ (อยู่ได้ดีด้วย เป็นชีวิตที่เรียบง่ายแต่สูงส่งจ้ะ) ในแต่ละวันผมจะได้นั่งสมาธิวันละหลายรอบ พระอาจารย์จะสอนให้ธรรมทายาททุกคนมีกติการ่วมกันก่อนนั่งสมาธิว่า ว่าไงว่าตามกัน ให้เชื่อว่าคนอย่างเราก็ทำได้ (ถูกต้องจ้ะ) และไม่เอ๊ะ ไม่อ๊ะ ไม่สงสัย เพราะธรรมะของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าดีจริง และเข้าถึงได้จริง จะเอาอะไรเป็นนิมิตก็ได้ วันแรกๆ ก็มีเรื่องฟุ้งซ่านบ้างครับ ผมจึงเริ่มหาวิธีเปลี่ยนเรื่องฟุ้งใหม่ ด้วยการนึกถึงสิ่งที่ผมชอบและนึกได้ นั่นก็คือ ดอกทานตะวันสีเหลืองใหญ่ๆ พอนึกได้สักพักหนึ่ง จากดอกทานตะวันก็นึกให้กลายเป็นดวงแก้วใสๆ ก็นึกได้ไม่ยากเลยครับ แต่พอพระอาจารย์บอกว่า ให้เลื่อนดวงแก้วที่นึกได้ไปที่ศูนย์กลางกาย ให้อยู่กลางท้อง ผมก็ทำอยู่ ๒ วันครับ กว่าจะเอามาไว้ภายในท้องได้ จนเริ่มคุ้นที่จะมีอะไรมาอยู่ในกลางท้อง พอผมเริ่มทำได้แล้ว ผมก็เริ่มฝึกเอาใจไปแตะที่กลางดวงแก้ว (แตะเบาๆ ใช้ระบบสัมผัสนะจ๊ะ) ด้วยการเอาความรู้สึกไปแตะที่ดวงแก้ว (แตะนะจ๊ะ ไม่ใช่กด กดไม่เอานะจ๊ะ) พอทำได้สักพักผมก็รู้สึกตัวเหมือนถูกดูด ผมตกใจมาก แต่พอตกใจปุ๊บก็จะหลุดออกมาเลยครับ (คือ มันจะมีการชักเย่อกัน ข้างในก็จะดึงดูดเราเข้าไป ข้างนอกก็จะเหนี่ยวรั้งออกมา กลัวเพราะไม่รู้ว่าอะไรมันจะเกิดขึ้น อยู่ว่างๆ ธรณีสูบอย่างนี้ อาการคล้ายๆ อย่างนั้น เหมือนถูกดูดเข้าไป มันก็ชักเย่อกันอยู่อย่างนั้น) ผมตกใจ (ตกใจสากลจ้ะ ใครๆ เป็นอย่างนี้ เขาก็ตกใจ แต่ทีเดียว พอตอนหลังชอบ) พอตกใจปุ๊บก็จะหลุดออกมาเลยครับ แล้วผมก็ต้องมานั่งเริ่มต้นใหม่ ผมเริ่มต้นอย่างนี้อยู่หลายครั้ง แต่แล้วในที่สุดผมก็หาจุดศูนย์ตรงกลางแสงเจอ ผมก็ปล่อยใจวางลงไปเบาๆ พอทำได้ปุ๊บ มันก็ดูดลงไปเลยครับ ตอนนั้นผมยอมให้ดูด รู้สึกเหมือนตัววูบๆ วาบๆ มาก เหมือนตัวของผมมันคดๆ งอๆ และมันย่อได้ แต่เพื่อนๆ ก็บอกว่า ผมยังนั่งตัวตรงอยู่ แต่ความรู้สึกของผมมันคดๆ งอๆ (สิ่งที่ควรทำนะจ๊ะ คือดูไปด้วยใจสบาย) ซึ่งภารกิจของผมที่พระอาจารย์บอกไว้คือ ถ้าเข้าไปถึงดวงหรือองค์พระได้แล้ว ต้องหาศูนย์กลางดวงหรือ องค์พระให้ได้ แล้วก็ทำใจนิ่งๆ ในกลางนั้น แล้วมันจะเข้าไปเรื่อยๆ พอผมปล่อยใจไปเรื่อยๆ ก็จะไปถึงจุดหนึ่งที่นิ่งมากๆ (นี่เมื่อทำตามพระอาจารย์แนะนำแล้วนะจ๊ะ) พอนิ่งคราวนี้ก็จะเห็นดวงแก้วสีขาวสว่างๆ ดวงใหญ่มากๆ ซึ่งพอถึงดวงแก้วดวงนี้ ก็จะรู้สึกเบาอีกครั้งหนึ่ง พอถึงดวงที่สองก็รู้สึกเบาเพิ่มอีกนิด พอถึงดวงถัดไปก็เบาขึ้นไปเรื่อยๆ จนถึงดวงที่ ๖ (สาธุ) ก็มีคนอยู่กลางดวงแก้วนั้น ตอนแรกๆ ก็เห็นไม่ชัดนะครับว่าใคร แต่พอนั่งไปๆ ภาพก็ชัดขึ้น (ใช่จ้ะ บางคนก็จะปึ๊บ ชัดเลย แต่บางคนก็ค่อยๆ ชัดขึ้น ใสขึ้น สว่างขึ้นเรื่อยๆ ) ภาพคนก็ชัดขึ้น จากเล็กๆ ก็ใหญ่ขึ้นจนใหญ่มาก ผมเห็นเป็นกายใสๆ มีลักษณะเหมือนคนนั่งขัดสมาธิ แล้วผมก็แตะใจไปที่กลางกายของคนที่เห็น พอลงไปอีกก็มีดวงแก้วเกิดขึ้นอีกหลายดวงเลยครับ แล้วในกลางดวงแก้วดวงใหม่สุดท้ายที่ผมเห็นก็จะกลายเป็นคนที่หน้าตาดีมากๆ ผิวขาวสะอาด สว่างเป็นสีนวลๆ เหมือนเทวดาเลยครับ (ไม่รู้อะไรเลยก็ดีเหมือนกันนี่นะ) แต่หน้าตาเหมือนผมเลยครับ เมื่อแตะใจที่กลางต่อไป สิ่งที่ผมเห็นคราวนี้มันวูบๆ วาบๆ อีกแล้วครับ ผ่านดวงเข้าไปอีกแล้วครับ ผมก็เห็นเป็นองค์พระองค์ใหญ่มาก ที่หาขนาดไม่เจอ สีขาวๆ แต่ไม่ขาวมาก แต่มีความสว่างเพิ่มขึ้น พอลงไปเรื่อยๆ อีก ผมก็เห็นเป็นองค์พระที่ใหญ่มากๆ ขึ้นไปอีก แล้วผมก็เห็นตัวผมใส่ชุดขาวนั่งอยู่เล็กๆ เป็นภาพที่ชัดมากๆ แล้วองค์พระที่เห็นก็เล็กลงจนขนาดเท่ากับตัวผม จนตัวผมไปนั่งอยู่ตรงกลางองค์พระ (ดีมากเลยลูก) แล้วองค์พระก็หายไป กลายเป็นดวงแก้วใสขึ้นมา (คือ ใจมันจะละเอียดลงไปเรื่อยๆ นี่คือประสบการณ์ภายในที่เขายังไม่รู้เรื่องอะไรเลย เห็นไหมจ๊ะ) องค์พระมา ดวงแก้วใสหายไป เป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ จนกระทั่งปัจจุบันกลายเป็นองค์พระแก้วใสติดอยู่กลางกายผม จะเห็นแบบนี้ตลอดเลยครับ ตอนนี้ผมเข้าใจแล้วครับว่า คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า สามารถเรียนรู้ได้ด้วยการทำใจให้หยุดนิ่ง เพราะแม้ว่าผมจะเรียนวิทยาศาสตร์มา แต่กว่าที่ผมจะรู้ใจและเห็นใจตัวเองได้มีวิธีเดียวครับ คือการนั่งหลับตา และผมก็รู้แล้วว่า ใจของผมอยู่ที่ไหน มันไม่ใช่อยู่ที่หัวใจ และวิธีการเดียวที่จะเข้าถึงได้ต้องเบาๆ สบายๆ อย่าผลัก อย่าดัน สิ่งที่ผมได้รับ คือ ความสุขที่ทำให้ผมยิ้มได้ทั้งวัน ใจพองโตขยายใหญ่ ผมอยากให้ทุกคนในโลกมีความสุขอย่างที่ผมได้รับ ภาพจากภายในที่ผมเห็นสวยมากจริงๆ ครับ ภาพองค์พระภายนอกที่มนุษย์แต่งแต้มหรือสร้างสรรค์ขึ้น เป็นเหมือนวัตถุแข็งๆ ที่ไม่มีชีวิตเลย และสิ่งที่ปั้นขึ้นมายังมีผิดเพี้ยนด้วย แต่ความจริงที่ผมได้เห็นด้วยใจของผมเอง ช่างงดงามและไม่มีอะไรมาเทียบได้ ตอนนี้ผมกลายเป็นคนอารมณ์ดีไปทั้งวันเลย ไม่เครียด และก็มีความอดทนทำอะไรได้มากขึ้น เพราะผมรู้แล้วครับว่า ทุกสิ่งที่หลวงพ่อ พระอาจารย์ และพระพี่เลี้ยงให้ทำ ล้วนแต่มีผลต่อการฝึกใจของผมมากๆ (ถูกต้องจ้ะ) ผมอยากบอกชายแท้ๆ ทุกคนว่า แม้คุณจะบวชมาแล้วกี่ครั้งก็ตาม แต่ถ้าได้บวชในโครงการนี้ ชีวิตคุณจะมีค่ามากกว่าที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ครับ (โอ้ สุดยอดเลย) ผมอยากขอบคุณป้านกกะปูด หรือคุณเบญจวรรณ โปษยานนท์ (เห็นไหมจ๊ะนี่ จะนึกถึงกัลยาณมิตร) ที่ชวนผมมาบวช เพราะเกมออนไลน์ที่คุณป้าเล่น ผมขอกราบแทบเท้าขอบพระคุณหลวงพ่อคุณครูไม่ใหญ่นะครับ ที่ให้ชีวิตใหม่กับผม และผมจะตั้งใจนั่งสมาธิ เพราะผมอยากเป็นพระแท้ให้ได้ในคราวนี้ครับ กราบแทบเท้าพระเดชพระคุณหลวงพ่อด้วยความเคารพอย่างสูง พระธรรมทายาทณวัสพล ชุติชโย --------------------------------------- บางสิ่งที่แสวงหา จดหมายจากพระลูกชาย man man ๒ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๓ กระผมธรรมทายาทวันชัย เทือกเถาว์ จากวัดบรบือสราราม อำเภอบรบือ จังหวัดมหาสารคาม ขอรายงาน ผลการปฏิบัติธรรมครับ ผมเป็นคนมหาสารคาม มีอาชีพรับจ้างทำงานตามโรงงานที่กรุงเทพ ผมเป็นคนที่ชอบช่วยเหลือสังคม (แหม ดีมากเลย) มักจะไปเป็นอาสาสมัครช่วยงานในชุมชนแถวบ้านเสมอๆ และผมก็มีนิสัยชอบการปฏิบัติธรรม ผมมักจะไปนั่งสมาธิตามวัดต่างๆ อยู่เป็นประจำเลย (อย่างนี้มาอยู่วัดเถอะ) และถ้าถึงช่วงเข้าพรรษาผมก็จะถืออุโบสถศีลตลอดพรรษาเลยครับ ผมทำอย่างนี้มา ๓ ปีแล้วนะครับ (นี่ไม่ใช่เรื่องธรรมดาแล้ว ผู้มีบุญที่ซ่อนเร้นมีอยู่ เราจะนึกไม่ถึงเลย นี่ไงจ๊ะ) วันหนึ่ง ผมฟังวิทยุอยู่ที่บ้าน ก็ได้ยินเสียงประกาศมาทางวิทยุถึงโครงการบวชพระ ๑๐๐,๐๐๐ รูป ผมดีใจมาก เพราะผมอยากบวชมานานแล้ว ผมอยากถือศีล ๒๒๗ ข้อ (ดีมากเลย) อยากศึกษาธรรมะ ผมจึงไปยื่นใบสมัครที่วัดบรบือสรารามเป็นคนแรกเลยครับ ผมชอบนั่งสมาธิ และการเข้าโครงการในครั้งนี้ก็ทำให้ผมได้นั่งสมาธิอย่างจริงจัง พอผมหลับตา ผมก็จะกำหนดสติ นึกถึงดวงกลมๆ ไว้ที่กลางกระหม่อม แล้วทำความรู้สึกให้ค่อยๆ เคลื่อนลงมาอย่างช้าๆ เหมือนขนนกที่ตกลงมาจากอากาศ แบบเบาๆ นุ่มๆ จนมาหยุดอยู่ที่กลางท้อง (เพราะว่าฝึกเป็นประจำอยู่แล้วนะจ๊ะ และพื้นฐานใจมีความพร้อมที่จะเข้าถึง) ผมจะนึกถึงดวงกลมๆ นั้นไปเรื่อยๆ ตอนวันแรกๆ ที่ผมนั่งสมาธิ ผมไม่เห็นอะไรเลยครับ (มันเป็นความมืดที่เป็นมิตรจ้ะ มืดสากล ก็ดูจนกว่าไม่มืดนะ) แต่ผมจะทำตามที่พระอาจารย์สอน คือ ให้ดูไปอย่างสบายๆ ผมก็ดูความมืดไปเรื่อยๆ ไม่ได้คิดอะไร ทำความรู้สึกเฉยๆ และตอนนั้น ไม่ว่าผมจะทำอะไร ผมจะพยายามนึกถึงศูนย์กลางกายให้ได้ตลอดเวลา พอได้นั่งสมาธิมากขึ้น ความมืดก็เริ่มจางไป ใจของผมก็นิ่งขึ้น ตอนนี้พอหลับตาปุ๊บไม่ถึง ๕ นาที ใจผมก็จะนิ่งไปเลย นิ่งไปสักพักหนึ่ง ผมก็เห็นแสงสว่างสีเหลืองอ่อนๆ อยู่ที่กลางท้อง (สาธุ เห็นไหมจ๊ะว่า มันแพ้เราแล้ว นี่ไง จริงๆ แล้ว มีความสว่างอยู่ในตัว) ผมก็ดูไปเฉยๆ ใจมันก็ยิ่งนิ่งขึ้นกว่าเดิม และเห็นเป็นดวงกลมๆ ขนาดเท่ากับเหรียญบาทสีขาวสว่างมาก (ถูกต้องมากจ้ะ รักษาเอาไว้นะลูกนะ) ผมก็มองไปเฉยๆ ตอนแรกก็จะเห็นเป็นช่วงๆ แต่พอใจนิ่งดี ก็จะเห็นตลอดเลยครับ (แปลว่า ความนิ่งนี่มีความสำคัญมาก เห็นไหมจ๊ะ) แต่บางวันดวงกลมๆ ที่ผมเห็นก็จะมีขนาดเท่าเหรียญ ๕ บาทบ้าง เท่าฟองไข่ไก่บ้าง (ดีมากจ้ะ) ผมพยายามทำสมาธิโดยนึกถึงดวงใสๆ ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ตลอดเวลา (ดีมากจ้ะ ถูกต้องจ้ะ) จนตอนนี้ ไม่ว่าจะหลับตาหรือลืมตา ผมก็เห็นตลอดเลยครับ (ดีมาก ถูกต้องมากเลยลูก เดี๋ยวจะเห็นพระในตัว) แต่ถ้าลืมตา ดวงกลมๆ นั้นจะไม่ค่อยสว่าง จะเห็นเป็นสีเหลืองนวลๆ (ลืมตาหลับตาก็ให้ชัดเท่ากัน นี่เป็นเรื่องที่สำคัญนะจ๊ะ ฝึกไปเรื่อยๆ ลูก ฝึกไปเรื่อยๆ) แต่ถ้านั่งหลับตาก็จะเห็นเป็นสีขาวสว่างกว่า พอเลิกนั่งสมาธิทุกครั้ง ผมจะมีความรู้สึกปีติใจ และเย็นสบายมากๆ เลยครับ การนั่งสมาธิทำให้ผมสอนตัวเองได้ ทำให้ผมเห็นความไม่เที่ยงแท้ของเกสา โลมา นขา ทันตา ตโจ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ว่าสุดท้ายแล้วทุกอย่างก็จะเสื่อมสลายไปไม่เหลืออะไรเลย (กายมนุษย์เป็นเหมือนหุ่นให้บุญและบาปเชิด พอกายมนุษย์ละเอียดออกไป ก็ทิ้งเป็นสมบัติของหมู่สัตว์ทั้งหลาย ไม่มีอะไรเลย) มีแต่บุญกับบาปเท่านั้นที่จะเอาติดตัวเราไปได้ (ถูกต้องมากเลยนี่ สอนตัวเองได้แล้ว) ผมคิดได้อย่างนี้ใจก็สบาย ไม่มีความกังวลเลยครับ (โอ้ สุดยอดเลย ลูกธรรมทายาทวันชัย เทือกเถาว์ รักษาเอาไว้นะลูกนะ จะได้บวช ๒ ชั้น) สมาธิทำให้ผมสงบ และมีความสุขมากครับ (สาธุ แล้วจะไปอยู่รับจ้างตามโรงงานทำไม บวชเป็นพระให้มนุษย์เทวดากราบไหว้ดีกว่านะ มาศึกษาธรรมะภายใน มีสิ่งที่เราจะต้องศึกษาอีกเยอะแยะเลย ภพภูมิต่างๆ มีจริงไหม กฎแห่งกรรมมีจริงไหม บุญบาปมีจริงไหม เหมือนอย่างคุณยายอาจารย์ของเรา ศึกษาเรียนรู้จนกระทั่งไปช่วยพ่อในอบายได้ ครูไม่ใหญ่ตอนก่อนบวชก็แสวงหาคำตอบ นรก-สวรรค์มีจริงไหม กฎแห่งกรรมมีจริงไหม ก็ไปตามสถานที่ต่างๆ หลายแห่ง ตรงไหนใครว่าดี และสามารถตอบคำถามได้ ครูไม่ใหญ่ก็จะไปนะ แต่คำตอบที่ได้มันไม่จุใจ มักจะได้ยินว่า มันน่าจะมีมั้ง เพราะพระไตรปิฎกว่าอย่างนั้นอย่างนี้ บ้างบอกสวรรค์อยู่ในอกนรกอยู่ในใจ บ้างก็ว่าเอาสวรรค์มาล่อ เอานรกมาขู่ก็จะวนๆ อยู่แถวนี้ คำตอบที่ได้มันยังไม่ทำให้เราสามารถปฏิบัติได้ถูก คือ ตอบแล้วมันไม่ชัวร์ กระทั่งวันหนึ่งบุญบันดาลให้มาเจอคุณยาย อ่านเจอในหนังสือก่อนนะ เห็นภาพท่านแล้วชอบมากเลย รู้สึกเคารพเลื่อมใสท่าน ตั้งแต่แรกเห็นในภาพ โดยเฉพาะเรื่องราวของท่าน เกี่ยวกับการปัดลูกระเบิด แล้วมันไม่ใช่ระเบิดธรรมดาแต่เป็นระเบิดปรมาณู สมัยสงครามโลก ครั้งที่ ๒ ปัดเอาไปลงทะเลนะ แต่ว่ากรรมของคนอื่นดูดเอาไปลงบนผืนดิน ตอนนั้นอยากเจอท่านมากเลย กว่าจะเจอท่านได้นี่ เจอท่านครั้งแรก ยกมือไหว้ ท่านก็เดินไปคุยไป ไม่หยุดคุยเลย แล้วท่านก็ไปธุระของท่าน จนกระทั่งวันหนึ่ง บุญได้ช่องก็ได้โอกาสไปกราบท่าน เห็นท่านครั้งแรกก็ประทับใจดวงตาท่านก่อน กับความสะอาดของบ้าน และรูปลักษณ์ของท่าน ตัวท่านจะบางๆ นะ ผิวนวลๆ เหมือนตกกระด้งแป้ง หลวงพ่อเรียกท่านว่า “คุณยาย” คนแรกเลย พอตอนหลังคนอื่นเรียกตาม แต่เดิมเขาเรียกคุณแม่อาจารย์บ้าง ครูบ้าง ครูจันทร์บ้าง คำถามแรกที่ถามท่าน “คุณยาย นรก-สวรรค์มีจริงไหม” ที่ถามเพราะอยากรู้จริงๆ ไม่ใช่ไปลองภูมิท่านนะ ท่านก็ตอบเรียบๆ สงบๆ ไม่ได้ Alert อะไรนะ “มีจริงคุณยายไปมาแล้ว ไปช่วยพ่อยาย ตายแล้วไปตกนรก เพราะดื่มเหล้าวันละ ๑๐ สตางค์” ๑๐ สตางค์ สมัยก่อนวันละขวดนะ แต่วัดก็เข้า เหล้าก็กิน แล้วยายก็ไปช่วยพ่อขึ้นมาจากนรก ไปเห็นวิมานของพ่อบนสวรรค์ วิมานของพ่อก็เก๊าเก่า ไม่ค่อยสวยเท่าไร “คุณอยากไปไหมล่ะ ยายจะสอนให้ แล้วไปด้วยกัน” แหม มันถูกใจหนุ่มจังเลยตอนนั้นนะ ชอบมากเลยอย่างนี้ แล้วก็สังเกตท่านนะ เวลาท่านรับแขก คนที่มากราบเรียนถามท่านก็มีแต่ว่า พ่อตายแล้วไปไหน แม่ตายแล้วไปไหน ก็เห็นท่านนั่งเฉยๆ นะ หลับตาไม่กี่นาที ท่านก็ตอบ ตอนแรกใหม่ๆ ก็ตื่นเต้นนะ ตอนหลังๆ สังเกต เอ๊ะ มันเรื่องปกติของท่านนี่ เหมือนการหายใจเข้าออก ถึงได้เคารพบูชาท่านมาก ดังนั้นนี่นะ เห็นดวงอย่างนี้แล้วนี่ อีกนิดเดียวก็เห็นองค์พระ จะไปรับจ้างตามโรงงานทำไม ให้คนอื่นเขาไปทำแทนเราได้ เรามาเป็นเนื้อนาบุญ เป็นอายุพระศาสนา ให้มนุษย์เทวดากราบไหว้ แล้วมาศึกษาคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านี่ว่าเป็นอย่างไร แล้วถือศีล ๘ ตลอดพรรษา นั่งสมาธิเป็นประจำ และคิดได้ขนาดนี้ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง สุดท้ายเสื่อมสลาย ไม่ธรรมดาแล้วแหละนี่นะ) กราบแทบเท้าพระเดชพระคุณหลวงพ่อด้วยความเคารพอย่างสูง ธรรมทายาทวันชัย เทือกเถาว์ --------------------------------------- ใจพระ จดหมายจากพระลูกชาย man man ๑๒ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๓ กระผมพระธรรมทายาทธนชาติ ชินวโร อายุ ๒๕ ปี จากศูนย์อบรมวัดแก้วโกรวาราม อำเภอเมือง จังหวัดกระบี่ครับ ผมมาบวชในโครงการนี้ได้เพราะบุญบันดาล คือ วันนั้นโยมแม่มาขอให้ผมบวชให้สัก ๗ วัน ผมก็แค่ โอเคเซเยส ท่านก็เลยไปกราบขอฤกษ์บวชกับหลวงพ่อพระวิมลธรรมคณี เจ้าคณะจังหวัดกระบี่ หลวงพ่อเจ้าคณะจังหวัดท่านก็บอกว่า ถ้าจะบวชในช่วงนี้ก็ต้องโครงการบวชพระ ๑๐๐,๐๐๐ รูป ของวัดพระธรรมกายสิ ถึงจะดี แล้วบวช ๗ วัน มันสั้นเกินไป ยังไม่ทันได้ศึกษาอะไรให้ถ่องแท้เลย จะบวชทั้งทีก็ต้องอย่างน้อย ๔๙ วัน แล้วท่านก็บอกว่า โครงการนี้ดีมากๆ มีหลักสูตรให้ผู้บวชได้ฝึกความเป็นพระแท้ด้วย โยมแม่ท่านก็สนใจ แต่เห็นว่าบวช ๔๙ วัน ก็กลัวว่า ผมจะไม่บวช และอีกประการหนึ่ง กลัวว่าลูกจะลำบาก แต่ผมขอบอกว่า เพื่อแม่ผมบวชได้ ๔๙ วัน แม่จะได้บุญกับผมเยอะๆ (นี่ยอดกตัญญูเลยลูก) พอเข้าโครงการมาแล้ว ผมก็ได้ฝึกอะไรหลายอย่าง ยิ่งเป็นพระแล้วก็ต้องฝึกมากขึ้น ต้องสำรวมทั้งการฉัน การเดิน การพูด (คือ ใจจะต้องอยู่ที่กลางกาย) แต่ผมรู้ว่า ถ้าเราทำได้ก็จะยิ่งเพิ่มความบริสุทธิ์บริบูรณ์ให้กับตัวเรา ทำให้เราเป็นพระที่สมบูรณ์ขึ้นครับ (ถูกต้องจ้ะ) สำหรับการนั่งสมาธิในช่วง ๗ วันแรก ผมใช้วิธีภาวนา “พุทโธ” ผมคิดเอาเองว่า มันสั้นดี แล้วก็ตรงกับจังหวะหายใจมากกว่า ซึ่งมันก็ทำให้ใจของผมสงบและผ่อนคลาย ผมดูลมหายใจไปเรื่อยๆ จนใจเริ่มนิ่ง พอนิ่งดีแล้ว ผมก็รู้สึกเหมือนเห็นหน้าของตัวเองเป็นเหมือนหน้าของพระประธาน มีสีทองใสๆ บ้าง เห็นเป็นพระประธานองค์ใหญ่บ้าง (คือ กุศลนิมิตเกิด เพราะจิตเป็นกุศล) ตลอด ๗ วัน ภาพในสมาธิของผมจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ผมก็คิดว่า เอ๊ะ นี่เราคิดไปเองหรือเปล่า (ก็ไม่เป็นไรนะจ๊ะ ถ้าคิดไปเองแล้ว คิดอย่างนี้ อย่างนี้เขาเรียกว่า คิดดี) ต่อมาผมเปลี่ยนมาภาวนา “สัมมา อะระหัง” แล้วก็เอาใจมาไว้ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ตามที่พระอาจารย์สอนแทน พอนั่งภาวนา สัมมา อะระหัง ไปเรื่อยๆ ผมก็ไม่กังวลเกี่ยวกับเรื่องลมหายใจอีกเลย ตอนนั้นใจนิ่งมาก ไม่นานผมก็เห็นดวงแก้วกลมๆ สว่างมากๆ อยู่กลางหัวของผม สว่างกว่าไฟนีออน ผมเห็นชัดว่า ดวงกลมนั้นมีรัศมีเจิดจ้ากว้างออกมาประมาณหนึ่งฝ่ามือ สวยอย่างบอกไม่ถูก ติดอยู่กลางหัวของผมเลยครับ ผมเกิดอาการตื่นเต้น ดวงนั้นก็เลยดับไปเหมือนคนปิดสวิตซ์ไฟ (ต้องทำเฉยๆ จ้ะ) แต่ตอนนั้นผมรู้สึกปลื้มมาก ใจมันฟูอย่างบอกไม่ถูกเลยครับ หลังจากนั้นเมื่อผมนั่งสมาธิ ผมก็จะภาวนา สัมมา อะระหัง อีก แล้วก็เอาใจไปไว้ที่กลางท้องสัก ๒-๓ นาที พอใจนิ่ง แค่ผมนึกคำว่า สัมมา ยังไม่จบเลย ผมก็เห็นดวงกลมๆ อยู่ในกลางท้องแล้ว เป็นดวงกลมใสสว่างเปล่งประกายแวววาว กว้างประมาณ ๑ ฝ่ามือ (นั่นแค่ สัมมา นะจ๊ะ) พอภาวนาคำว่า อะระหัง ผมก็เห็นองค์พระผุดขึ้นมาเลย ซ้อนทับดวงนั้นแล้วขยายใหญ่เท่าตัวของผมครับ (แค่ ๕ พยางค์ ก็เห็นดวงกับองค์พระแล้ว เห็นไหมจ๊ะ) องค์พระท่านนั่งขัดสมาธิ ใสมาก สวยมาก ไม่เคยเห็นพระที่ไหนสวยอย่างนี้มาก่อนเลย ผมก็ภาวนาไปเรื่อยๆ ดวงกับองค์พระจะสลับซ้อนกันไปมาตลอดเลยครับ ในกลางดวงมีองค์พระ กลางองค์พระมีดวงอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ครับ (ถูกต้องมากจ้ะ ดีมาก ให้ดูเฉยๆ ต่อไป อย่างเดิมนะจ๊ะ) เมื่อวานนี้ โยมแม่มาเยี่ยมผมที่วัด และบอกว่า ท่านไม่ค่อยสบายต้องไปโรงพยาบาล หลวงพ่อครับ ตอนนั้นผมเป็นห่วงโยมแม่มาก แต่ว่ามันแปลกนะครับ ทั้งๆ ที่ผมห่วงโยมแม่มาก แต่ใจของผมกลับสงบ นิ่งๆ ห่วงแบบสงบสุข ไม่ใช่แบบกระวนกระวายหรือทุกข์ใจ และคิดขึ้นมาเองว่า เราจะต้องนั่งสมาธิเพื่อเอาบุญช่วยโยมแม่ (บุญในตัวสอนจ้ะ ไม่ใช่คิดขึ้นมาเอง บุญในตัวสอนเมื่อใจนิ่งอย่างนี้) คืนนั้นพอหลับตาทำสมาธิปุ๊บ ด้วยความเป็นห่วงโยมแม่ เลยทำให้ผมเห็นท่านชัดมาก เหมือนท่านมานั่งอยู่ตรงหน้าผม ผมวางใจนิ่งๆ แล้วก็ภาวนา สัมมา อะระหัง ไปเรื่อยๆ ตอนนั้นรู้สึกว่า ใจของผมนิ่งกว่าทุกวันที่ผ่านมา (นี่ด้วยความรักเคารพห่วงใยโยมแม่) สักพักหนึ่งผมเห็นตัวเองเป็นองค์พระใสๆ (นี่เป็นประสบการณ์ภายในที่เกิดขึ้นเองเลยนี่ เห็นไหมจ๊ะ) องค์พระค่อยๆ ขยายใหญ่ขึ้นจนคลุมตัวผมเลย แล้วผมก็เห็นตัวเองนั่งสมาธิอยู่ในกลางองค์พระนั้น (พระท่านมาคุ้มครองแล้ว เห็นไหมจ๊ะ) องค์พระท่านก็นั่งสมาธิคลุมตัวผมอยู่อย่างนั้น เหมือนท่านจะบอกว่า กำลังช่วยโยมแม่อยู่ ผมเห็นท่านชัดยิ่งกว่าลืมตาเห็นซะอีกนะครับ ตอนนั้นผมรู้สึกปีติใจมาก และมีความภูมิใจ เหมือนกับว่า ผมได้เป็นลูกของพระพุทธเจ้าอย่างแท้จริงครับ (ถูกต้องจ้ะ เพราะตอนนี้เป็นสายโลหิตแห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว) ตอนนี้ผมอยากบวชเพื่อศึกษาธรรมะ และถ้าจบโครงการแล้ว หลวงพ่อครับผมขอบวชต่อเพื่อศึกษาภาษาบาลีที่วัดพระธรรมกายจะได้ไหมครับ (สาธุ เดี๋ยวต้องฟังเหตุผลต่อไปอีก) คือผมอยากเป็นลูกหลวงพ่อนะครับ (อยากฟังต่อไปอีก) ผมอยากช่วยหลวงพ่อเผยแผ่พระพุทธศาสนาวิชชาธรรมกายไปทั่วโลกครับ  (สาธุ อนุมัติและอนุโมทนาจ้ะ สุดยอดมากเลย มาเลยนะลูกนะ มาเลยนะ) กราบแทบเท้าพระเดชพระคุณหลวงพ่อด้วยความเคารพอย่างสูง พระธรรมทายาทธนชาติ ชินวโร --------------------------------------- ผ้าเหลืองห่มดอย จดหมายจากพระลูกชาย man man ๑๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๓ กราบนมัสการพระเดชพระคุณหลวงพ่อที่เคารพรักอย่างสูง กระผมพระธรรมทายาทมุยดา สุภมโน อายุ ๖๑ ปี ตัวแทนพระธรรมทายาทจากวัดบ้านขุน จังหวัดเชียงใหม่ครับ ก่อนมาบวชผมมีตำแหน่งเป็นพ่อหลวง คือ ผู้ใหญ่บ้านแห่งหมู่บ้านนาเกียน อำเภออมก๋อย (อมก๋อย เป็นภาษาลั้วะแปลว่า “ต้นน้ำ”) และมีหน้าที่สำคัญที่ไม่ใช่ว่าใครๆ จะทำได้ในโลกนี้ เพราะทั้งหมู่บ้านมีอยู่แค่ ๓ คน เท่านั้น คือ การเป็นหมอประจำบ้าน (เป็นดอกเตอร์) หรือเรียกง่ายๆ สั้นๆ ว่า หมอผีครับ  (คือ ผีต้องมารักษาหรือเปล่าก็ไม่ทราบนะ หมอคนก็อย่างหนึ่งนะ สัตวแพทย์นั่นก็อีกอย่าง รักษาแมวบ้าง ถ้าหมอผีนี่รักษาผีมั้ง) ผมจะคอยช่วยเหลือปัดเป่าทุกข์ภัย และรักษาอาการเจ็บป่วยต่างๆ ให้กับคนในหมู่บ้าน (อ๋อ แต่นี่รักษาคนนะจ๊ะ) แม้ผมจะยังไม่ถึงขั้นรับตำแหน่งเป็นหัวหน้าหมอผี แต่ขอบอกนะครับว่า ชาวบ้านก็นิยมมาหาเพื่อให้ผมช่วยรักษาโรคต่างๆ ให้เสมอ ตั้งแต่โรคแมงกินแค่ว (ฟันผุ) โรคตาเจ็บ โรคปวดตามเนื้อตามตัว กระดูกหักไปจนถึงโรคมะเร็งครับ วิธีรักษาก็ง่ายมาก แค่เป่าและก็สวดมนต์ อัตราการหาย ถ้ามา ๑๐ คน หายจากโรค ๗ คนครับ (โอ้ ชั้นหนึ่ง) ผมมาบวชในโครงการนี้ได้ เพราะการชักชวนของพระน้อย คือ สามเณร (อย่างนี้เรียกถูก สามเณร เรียกอย่างเทิดทูน แปลว่า คนที่เรียกอย่างนี้มีดวงปัญญา มีจิตใจสูงส่ง มีคุณภาพจิตดี ถ้าเรียก ไอ้เณร เขาเรียกว่า จิตด้อย จิตตกต่ำนี่นะจ๊ะ) ตอนนั้นมีสามเณรขึ้นมาชวนคนบนดอยให้ไปบวช ผมก็คิดว่า ตอนนี้เฮายังบ่ตายก็ยังเสาะบุญให้ตัวเองได้ ถ้าตายเฮาก็หมดโอกาสเสาะบุญ คิดได้อย่างนี้ผมจึงตัดสินใจบวชทันทีครับ (สาธุ) ปกติผมเป็นคนชอบไปวัดทำบุญและนั่งสมาธิอยู่แล้ว ผมจะตื่นมานั่งสมาธิเป็นปกติตอนตี ๑ ตี ๒ เป็นประจำ นั่งแบบทำใจสบายๆ ภาวนา พุทโธ ธัมโม สังโฆ แต่ก็ไม่มีประสบการณ์อะไร พอมาบวชในโครงการนี้ ผมได้นั่งสมาธิมากขึ้น แล้วในวันที่ ๙ ผมก็นั่งสมาธิไปตามปกติ คือ วางใจนิ่งๆ ทำตามเสียงของหลวงพ่อไปเรื่อยๆ สักพักหนึ่ง ก็รู้สึกเหมือนกับว่า ตัวเองตกหลุมลึก (ไม่ใช่หลุมรักนะจ๊ะ) ในหุบเหวที่ลึกมากๆ ลึกมากจนมองไม่เห็นก้นเหวเลยครับ ตอนนั้นผมตกใจและกลัวสุดขีด เพราะรู้สึกเหมือนกับตัวเรากำลังดิ่งลึกลงไปเรื่อยๆ ผมสะดุ้งและลืมตาขึ้นมา ปรากฏว่าผมยังนั่งสมาธิอยู่ที่เดิม (นี่คือ อาการตกศูนย์ บางคนก็ตกอย่างละมุน บางคนก็รุนแรงอย่างนี้นะ) วันต่อมา พอนั่งสมาธิอีก ผมวางใจเฉยๆ เอาไว้ที่กลางท้อง นั่งไปสักพักก็รู้สึกว่ามันบ่มีตัวตน ตอนนั้นใจผมนิ่งมากเลย แล้วผมก็เห็นดวงแก้วใสสว่างเกิดขึ้นเองโดยอัตโนมัติ  (สาธุ นี่ไง คือ ดวงธรรม แต่ว่าใสเหมือนดวงแก้ว กลมเหมือนดวงแก้ว เลยเรียกดวงแก้ว จริงๆ แล้ว คือ ดวงธรรม นี่แหละความหมายของคำว่า ธรรมะ ความบริสุทธิ์ ความสูงส่งที่ยกอารมณ์ของเราจิตใจของเราให้สูงส่งขึ้น) ดวงแก้วพากันเรียงแถวพุ่งขึ้นมาจากกลางท้องของผม เป็นแถวเป็นแนวเยอะมากเลย (ถูกต้องมากจ้ะ ดีมาก) สักพักก็เห็นองค์พระแก้วใสเรียงเป็นแถวขึ้นมาอีก จนเป็นทางยาวเลยครับ (นี่ไม่ธรรมดาแล้วแหละ) องค์พระงามนักๆ (งามนักขนาด) ทั้งใส ทั้งสว่าง (นี่องค์พระมาป่ะเลอะปะเต๋อ มามากมาย) แต่ว่าหายไปเร็วมากเลย ท่านพุ่งขึ้นมา องค์นี้หาย มาใหม่อีก เหมือนเรากดปุ่มเปลี่ยนช่องทีวีไปเรื่อยๆ ไม่หยุด พอเห็นพระแล้วทั้งกายและใจผมก็โล่งไปหมดเลย มีความสุขและสดชื่นมากไม่รู้จะอธิบายยังไง (นี่ก็อธิบายมาตั้งเยอะแล้ว) บางทีองค์พระก็องค์ใหญ่มากๆ แค่เฉพาะเศียรก็กว้างประมาณ ๑ เมตร และไม่ว่าจะทำอะไร ผมจะรู้สึกว่า มีองค์พระติดตัวติดใจอยู่ในกลางท้องของผมตลอดเวลา (สาธุ นี่ มีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งแล้ว ถูกแล้วนะจ๊ะ ทำต่อไปอีก เห็นไหมจ๊ะ จากไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไร เห็นขึ้นมาเองนี่ไง) หลวงพ่อครับ ตอนนี้ผมบ่คิดจะสึกแล้ว สึกไปผมก็เป็นหมอผี อยู่ตรงนี้ผมเป็นพระ ผมอยากบวชตลอดชีพ (สาธุ) ผมจะกลับไปฟื้นฟูพระพุทธศาสนาในหมู่บ้านของผม (สาธุ) เพราะตอนนี้ทั้งตำบลที่ผมอยู่นั้นมีวัดเหลืออยู่แค่เพียงวัดเดียวครับ (อ๋อ ไม่เป็นไร เริ่มนับหนึ่งใหม่) ชาวบ้านเขาเปลี่ยนใจไปนับถืออย่างอื่นกันหมด (ก็กลับไปบอกเขาสิจ๊ะว่า ในตัวเรามีพระ รับรองที่เขาไปสอนๆ กัน เขาไม่เคยเห็นอย่างนี้นะ แล้วยิ่งผู้ที่เข้าถึงจริงๆ ไปบอกนี่สบาย) ผมจะตั้งใจฝึกฝนตนเองให้เป็นพระแท้ (สาธุจ้ะ) และจะเป็นตัวแทนของหลวงพ่อนำความสว่างไปสู่ยอดดอย (นี่จะเป็นตะวันบนดอยอีกแล้ว เห็นไหมจ๊ะ) ไปพัฒนาวัดในตำบลของผมให้กลับมาเจริญรุ่งเรืองอีกครั้งครับ  (สาธุ ถ้าได้พุทธบุตรอย่างนี้ ไม่ใช่เฉพาะวัดเดียว พัฒนาได้หลายวัดเลย จะเอาผ้าเหลืองห่มดอย ต้องเอาชาวดอยผู้มีบุญมาบวช แล้วก็ให้เข้าถึงธรรมะเหมือนพระธรรมทายาทมุยดา สุภมโน นี่เอามาหลายๆ มุย จะได้ดังกระหึ่มไปทุกดอยเลยจ้ะ) กราบแทบเท้าพระเดชพระคุณหลวงพ่อด้วยความเคารพอย่างสูง พระธรรมทายาทมุยดา สุภมโน --------------------------------------- อย่าคบคนพาล จดหมายจากพระลูกชาย man man ๑๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๓ ผมพระธรรมทายาทเฉลิมชัย คุณวํโส อายุ ๓๒ ปี ตัวแทนพระธรรมทายาทจากวัดเนรมิตวิปัสสนา อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลยครับ ก่อนที่จะมาบวชนั้น ผมใช้ชีวิตอย่างสิ้นเปลือง ทั้งที่ตอนแรกผมก็เป็นเด็กดี เรียนหนังสือเก่ง เคยสอบได้ทุนจากประเทศญี่ปุ่นด้วยนะครับ แต่พออายุ ๑๕ ก็เริ่มเกเร ดื่มเหล้าสำมะเลเทเมา คบแต่เพื่อนกิน มีแต่เพื่อนเที่ยว (เพราะฉะนั้นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงตรัสมงคลข้อแรก เรื่องการคบคน สำคัญมาก ต้องเลือกให้ดีทีเดียว ต้องศึกษา ไม่เช่นนั้นเราจะเลือกไม่ถูก) พออายุ ๑๗ ปี ก็เริ่มสูบบุหรี่ ผมสูบจัดมาก อย่างน้อยวันละ ๒ ซอง พ่อแม่ส่งให้เรียนก็ไม่เรียน มีปัญหาตลอด จนต้องย้ายที่เรียนเป็นประจำ สุดท้ายก็ไม่จบอะไรเลย แม้ผมจะทำงานเป็นหลักเป็นแหล่งแล้ว ผมก็ยังเที่ยวและเมากลับบ้านแทบทุกวันครับ (อย่างนี้ขาดทุนชีวิต เอาสังขารที่พ่อแม่ให้มาสร้างความดี สร้างบารมี เอาไปถล่มทลายซะ นี่เราจะเป็นหนี้ท่านนะลูกนะ และเราก็จะแบกบาปไปด้วย) แต่ว่าแม้ผมจะเกะกะเกเร แต่ผมก็ชอบไหว้พระสวดมนต์ทั้งก่อนเข้านอนและตื่นนอนนะครับ (สาธุ อ๊ะ ตรงนี้สาธุได้) วันหนึ่งคุณแม่โทรมาหาผม ท่านบอกว่า “ตอนนี้มีโครงการบวชพระ ๑๐๐,๐๐๐ รูป ทั่วไทย สนใจไหม จะบวชให้แม่ไหม” ตอนนั้นผมคิดว่า เราน่าจะทำอะไรเพื่อท่านบ้าง ก็เลยตอบตกลงทันทีครับ (สาธุ) พอเข้าโครงการผมก็มีความตั้งใจที่จะไม่สูบบุหรี่อีก ผมจึงเอาซองบุหรี่ไปถวายพระอาจารย์เป็นการหักดิบไปเลย วันแรกๆ ที่หยุดสูบบุหรี่มันก็ทรมานนะครับ (ก็ทรมานไปงั้นๆ) และเกือบจะทนไม่ได้หลายครั้ง (เราต้องหัวเราะเยาะพญามารนะจ๊ะ อย่าให้พญามารหัวเราะเยาะเรา) แต่ผมตั้งใจแล้วว่า จะบวชเพื่อให้พ่อกับแม่ได้บุญ สุดท้ายผมก็เอาชนะใจตัวเองได้ และไม่คิดถึงบุหรี่อีกเลย ในช่วง ๓ วันแรกของการนั่งสมาธิ บางวันก็นั่งดีมีความสุข บางวันก็ฟุ้งอุตลุดเลยครับ แต่ผมก็ทำตามที่พระอาจารย์สอน คือ เมื่อยก็ขยับ ง่วงก็หลับ ฟุ้งก็ลืมตา แม้จะไม่เห็นอะไร แต่ผมก็เริ่มรู้สึกชอบการนั่งสมาธิ ผมจึงหาเวลานั่งเพิ่มเติม โดยผมจะตื่นมานั่งสมาธิตอนตี ๑ บ้าง ตี ๓ บ้าง (โอ้ สุดยอดเลย) ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เงียบมากๆ วันนั้นผมนั่งวางใจสบายๆ ผ่อนคลายร่างกายทุกส่วน ผมนึกให้ใจของผมเบาเหมือนขนนกที่กำลังปลิวลงมาสัมผัสกับผิวน้ำ โดยเริ่มจากฐานที่ ๑ เลื่อนลงมาเรื่อยๆ จนถึงฐานที่ ๗ แล้วใจผมก็เริ่มเบาสบาย พอผมเริ่มสบาย ผมก็เห็นองค์พระสีทององค์เล็กๆ อยู่ตรงหน้าผม (สาธุจ้ะ) ท่านหันหน้าเข้าหาผม ผมพยายามนึกให้ท่านหันหน้าออก แต่ไม่สำเร็จ (ต้องตามใจท่านก่อน เดี๋ยวท่านจะตามใจเรา) พอนึกหนักเข้าท่านก็หายไป ผมจึงทำสมาธิใหม่ ก็เห็นอีก แต่คราวนี้ผมไม่สนใจแล้วว่า ท่านจะเป็นอย่างไร ตอนนั้นใจผมเฉยมากๆ ครับ คิดว่าท่านจะมายังไง จะอยู่อย่างไร จะเป็นสีอะไรก็แล้วแต่ท่าน แค่เห็นพระก็ดีแล้ว (อย่างนี้ถูกหลักวิชชาจ้ะ) พอใจมันนึกอย่างนี้ ไม่นานครับ ผมก็เห็นท่านชัดใสแจ่มเลย สว่างอยู่ในกลางท้องของผม และหันหน้าออกไปทางเดียวกับผม (ถูกต้องจ้ะ อย่างนี้ถูกหลักวิชชา เราต้องตามใจท่านก่อน แล้วเดี๋ยวท่านก็ตามใจเราแล้วเห็นมั้ย) ผมมองอยู่อย่างนั้นนานเกือบ ๒๐ นาที วันนั้นผมมีความสุขมาก สบายใจ ไม่ปวด ไม่เมื่อยเลย หลวงพ่อครับผมหลับตาเห็นองค์พระอย่างนั้นอยู่ ๔ วันเลย (สาธุ) แล้วก็ไม่เห็นอีกเลย (แล้วกัน) เพราะใจไม่นิ่ง และก็ฟุ้งขึ้นมาอีก (ไม่เป็นไรจ้ะ) แต่โชคดีที่ผมได้รับบุญขัดวิมาน ติดต่อกัน ๓ วัน พระอาจารย์บอกว่า ยิ่งล้วง ยิ่งลึก ยิ่งชัดใสสว่าง ผมก็ทำตาม พอผมล้วงลึกมากเท่าไร ใจของผมก็สบายขึ้นเท่านั้น และพอนั่งสมาธิ หลวงพ่อครับก็ได้ผลทันที คือ ใจสงบเร็วมากเลย และนิ่งกว่าเดิมเยอะเลยครับ สักพักหนึ่ง ผมก็เห็นองค์พระสีทองสูงประมาณ ๑ คืบ นั่งทำสมาธิอยู่ในกลางท้องของผม ผมก็ดูท่านไปเรื่อยๆ แค่นั่งดูองค์พระเฉยๆ ผมก็มีความสุขอย่างบอกไม่ถูกแล้วครับ บางวันผมก็เห็นท่านชัดมาก ใสมาก จนมองทะลุได้ แต่บางวันก็มัวๆ ขึ้นอยู่กับว่า ใจของเรานิ่งแค่ไหน (ใช่จ้ะ) แต่ตอนนี้ผมสนุกกับการทำสมาธิแล้ว (นี่ไง ประสบการณ์ภายในมีจริง ดีจริง เข้าถึงได้จริง เพราะฉะนั้น เอหิปัสสิโก มาพิสูจน์เถิด) ตอนนี้ผมสนุกกับการทำสมาธิ แม้ตอนฉันอาหารผมก็จะนึกให้คำข้าวนั้นใสๆ แล้วกลืนลงไปเลย ปรากฏว่าในศูนย์กลางกายของผมกลับเป็นเหมือนคลื่นน้ำที่ขยายตัวได้ และมีดวงกลมใสๆ อยู่ในนั้นด้วย ตอนนี้ไม่ว่าจะทำอะไรผมจะรู้สึกว่า มีองค์พระอยู่ในตัวของผมตลอดเวลาเลย และผมก็ใจเย็นขึ้น ไม่ฟุ้งซ่านเหมือนแต่ก่อนแล้ว (ดีมากลูก ให้รักษาอย่าให้หายนะจ๊ะ ทำให้คล่อง ให้ชำนาญ ทำซ้ำๆ บ่อยๆ) ผมกราบขอบพระคุณหลวงพ่อเป็นอย่างสูง ถ้าไม่มีหลวงพ่อผมก็คงจะไม่ได้พบกับหนทางสว่างแบบนี้ ตอนนี้ผมเป็นคนใหม่ที่จะไม่กลับไปเที่ยว ไปดื่ม และเล่นการพนันอีกแล้ว (สาธุ) หลวงพ่อครับ ผมขอฝากบทกลอนตบท้ายสักนิดนะครับ ความสุขใดเล่า จะเท่าเราสงบนิ่ง ปล่อยวางทุกสิ่ง ทิ้งหมดทุกอย่าง กลางตัวนั้นว่าง มีเพียงองค์พระ กราบแทบเท้าพระเดชพระคุณหลวงพ่อด้วยความเคารพอย่างสูง พระธรรมทายาทเฉลิมชัย คุณวํโส --------------------------------------- คิดไปเอง หรือจึงได้เห็น จดหมายจากพระลูกชาย man man ๑๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๓ กราบนมัสการพระเดชพระคุณหลวงพ่อที่เคารพรักอย่างสูง ผมพระธรรมทายาทเทวัญ ญาณสโก อายุ ๓๒ ปี ตัวแทนพระธรรมทายาทวัดมงคลธรรมกายาราม อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงรายครับ หลวงพ่อครับ ก่อนบวชผมมีอาชีพเป็นช่างรับเหมาติดตั้งกระจกอะลูมิเนียม อยู่ที่จังหวัดสงขลา ในช่วงวันปีใหม่ที่ผ่านมา ผมกลับไปเยี่ยมบ้านที่เชียงราย พอวันที่ ๑๑ มกราคม ๒๕๕๓ จะต้องเดินทางกลับไปทำงานที่สงขลาอีก ก่อนกลับพ่อกับแม่ก็พาผมไปไหว้พระที่วัดในหมู่บ้าน (นี่จ้ะ ดีมากเลย) อยู่ดีๆ ผมก็นึกถึงเรื่องที่อยากจะบวช (นี่ไง ผู้มีบุญมีอยู่) คือ ผมมีความตั้งใจว่า ปีนี้จะต้องบวชให้พ่อกับแม่ให้ได้ ผมก็เลยถามหลวงพ่อเจ้าอาวาสว่า หลวงพ่อครับ มีไหมที่เราจะจัดงานบวชแบบไม่ต้องสิ้นเปลืองเงินทองครับ (ถามตามประสาผู้มีบุญ นี่ไง มีอยู่ คอยอยู่) หลวงพ่อท่านก็บอกว่า มีสิ พอดีเลย นี่อาตมาเพิ่งได้รับหนังสือชวนบวชโครงการ ๑๐๐,๐๐๐ รูป ของวัดพระธรรมกาย ที่เขาเพิ่งส่งมาเมื่อ ๒ วันก่อน ก็ยังคิดอยู่ว่า จะไปชวนใครบวชดีนะ แล้วท่านก็ยื่นเอกสารให้ผม แล้วก็บอกว่า โครงการนี้ดีเน้อ ถ้าเธอบวชก็ไม่ต้องเอาเอกสารมาคืน แต่ถ้าไม่บวชเอามาคืนนะ เพราะว่าจะเอาเอกสารนี้ไปชวนคนอื่นต่อ พอผมอ่านรายละเอียดก็ถามพ่อกับแม่วันนั้นว่า บวชเลยดีไหม ท่านทั้งสองก็ตอบสั้นๆ ว่า บวชเลย (สาธุ) ตั้งแต่วันแรกที่เข้าโครงการ ผมก็ได้ฝึกนั่งสมาธิ ผมก็ทำตามที่พระอาจารย์บอก คือ จัดท่านั่งให้สบาย ผ่อนคลายกล้ามเนื้อทุกส่วน วางใจนิ่งๆ ที่ศูนย์กลางกาย แล้วก็นึกนิมิตเป็นดวงแก้วใสๆ หลวงพ่อครับ พอผมหลับตาไม่ถึง ๑ นาที (แค่ ๕๙ วิ) ก็ฟุ้งเต็มที มีทั้งภาพทั้งเสียงในฟิล์มเลยครับ ผมเห็นภาพคนนั้นคนนี้เต็มไปหมด ใจไม่สงบเลยครับ เป็นอย่างนี้อยู่ประมาณ ๔ วัน พอเข้าวันที่ ๕ ในช่วงเช้า ผมหลับตาทำสมาธิ วางใจนิ่งๆ ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ วันนั้นเงียบมากเลยครับ ใจผมจึงรวมเร็ว ตอนนั้นในหัวผมไม่มีความคิดอะไรเลย รู้สึกเฉยๆ แล้วผมก็เริ่มเห็นดวงกลมๆ รางๆ มีความสว่างนิดหน่อยปรากฏขึ้นในกลางท้อง ตอนนั้นก็แปลกใจและก็สงสัยว่า ผมคิดไปเองหรือเปล่า จึงมาเล่าให้พระอาจารย์ฟัง พระอาจารย์ก็บอกว่า ให้ดูไปเรื่อยๆ ดูไปก่อน ผมก็ทำตาม พอทุกครั้งที่หลับตา ผมก็จะเห็นดวงกลมๆ รางๆ ทุกครั้งเลย แต่พอใจผมนิ่งมากขึ้น ดวงนั้นจะชัดและใสสว่างมากขึ้นด้วยครับ (เป็นรางวัลสำหรับคนที่ใจนิ่งมาก) บางครั้งใสมาก สว่างมาก เหมือนพระอาทิตย์เที่ยงวัน มีประกายวิบวับๆ ไม่แสบตา สวยมากๆ เลยครับ บางครั้งดวงก็ใหญ่เท่ากับดวงอาทิตย์ แต่บางครั้งก็เห็นเป็นดวงเล็กๆ เท่าฟองไข่ไก่ ผมเห็นดวงสว่างๆ อย่างนี้อยู่ ๗ วัน ก็เริ่มเปลี่ยนไป คือพอมองเข้าไปในกลางดวง คราวนี้ผมเห็นองค์พระแก้วใสนั่งสมาธิอยู่ในกลางดวงนั้น องค์พระใหญ่ประมาณ ๑ ฝ่ามือ (เห็นไหมจ๊ะว่า องค์พระมีอยู่แล้วนี่จ้ะ) ตอนแรกผมเห็นเหมือนเรามองจากด้านหน้า แต่ต่อมากลับเห็นเหมือนเรามองจากด้านบน เป็นภาพ Top View ผมเห็นทุกส่วนครบ เห็นเศียร เห็นหน้า แขน ขา ชัดมาก ท่านใสสว่างมีประกายเหมือนประกายน้ำที่ต้องแสงอาทิตย์ระยิบระยับ สวยมากครับ ผมไม่รู้ว่าจะเทียบกับอะไรดี สวยกว่าภาพใน DMC หลายเท่าเลยครับ และบางครั้งท่านก็ขยายใหญ่มากจนคลุมตัวผม บางทีก็รู้สึกว่า ท่านจะขยายจนคลุมโลกและจักรวาลเลยครับ  (เพราะฉะนั้น อย่าเพิ่งตายกันนะจ๊ะ ให้เห็นกันอย่างนี้ก่อน ไม่ว่าจะเชื้อชาติ ศาสนาและเผ่าพันธุ์ใดก็ตาม ขึ้นชื่อว่าเป็นมนุษย์ต้องหยุดนิ่งภายในให้ได้ และก็อย่างน้อยต้องได้อย่างนี้) ในวันบรรพชาและวันอุปสมบทที่ผ่านมา พอใจผมนิ่งดี ผมก็จะเห็นองค์พระชัดใสสว่างอยู่ในกลางท้องของผมตลอดเลย (นี่แหละจ้ะ บวช ๒ ชั้น) มันเป็นความรู้สึกที่ดีมากๆ เลยครับ ผมมีความสบายใจตลอดเวลา ไม่รู้จะบรรยายยังไง (แค่นี้ก็เหลือเฟือแล้ว) เดี๋ยวนี้นะครับ แค่ผมหลับตาก็เห็นองค์พระแล้ว ลืมตาก็ยังเห็นอีก ผมเห็นท่านได้เองเป็นอัตโนมัติ หลวงพ่อครับตอนนี้ผมอยากบอกว่า ผมอยากบวชไปเรื่อยๆ (สาธุ) เพื่อศึกษาธรรมะและฝึกนั่งสมาธิครับ (สาธุ)  (ยังมีวิชชาที่เป็นวิชชาของพระนะลูกนะ คำว่า “ของพระ” นอกจากพระนอกตัวแล้วยังเป็นของพระในตัวด้วย เขาเรียกว่า “วิชชาธรรมกาย” กายอื่นเรียนไม่ได้ ต้องเรียนด้วยธรรมกายเท่านั้น เพราะฉะนั้น ถ้าเข้าถึงพระธรรมกายในตัว เดี๋ยวจะมีวิชชาของพระธรรมกาย สนุกสนานบุญบันเทิงเลย พระเรียนกับพระ ความรู้คู่ความสุขและความบริสุทธิ์ มันมหัศจรรย์ทีเดียวตรงนี้นะ ภาพวาดประสบการณ์ภายในของพระธรรมทายาทเทวัญ ญาณสโก สุดยอดเลย ภาพจากประสบการณ์ภายใน แม้วาดไม่เก่ง แต่ว่าภาพนี้เป็นภาพสว่างที่โลกขาดแคลน ภาพนี้จะเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ เมื่อทุกคนได้เห็นภาพนี้ และรู้ว่าในตัวเราก็มี เมื่อคนอื่นทำได้ เราก็ต้องทำได้  พระธรรมทายาทเทวัญ ญาณสโก วัดมงคลธรรมกายาราม จังหวัดเชียงราย สาธุ นี่ก็เป็นพยานว่าในตัวมีพระ มีดวงธรรมใสๆ มีองค์พระ นี่ยืนยันอีกแล้ว) กราบแทบเท้าพระเดชพระคุณหลวงพ่อด้วยความเคารพอย่างสูง พระธรรมทายาทเทวัญ ญาณสโก --------------------------------------- ๑๔ ปีที่รอคอย จดหมายจากพระลูกชาย man man ๑๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๓ กระผมพระธรรมทายาทวุฒิพันธ์ คัมภีรปญฺโญ (ชื่อนี้คุ้นๆ คนเคยคุ้นเคย) ตัวแทนพระธรรมทายาทจากวัดกิ่วลม อำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ครับ ก่อนมาบวช ผมเป็นแพทย์อยู่ที่โรงพยาบาลแพทย์รังสิตครับ ผมเคยบวชแล้ว ๑ ครั้ง ในรุ่นบูชาธรรมครบรอบ ๕๑ ปี พระราชภาวนาวิสุทธิ์ ตอนนั้นผมประทับใจมาก และไม่เคยลืมภาพแห่งความสุขในเพศสมณะเลย หลวงพ่อครับ ผมจึงมักอธิษฐานอยู่เสมอว่า ขอให้ได้กลับมาบวชเป็นพระอีก (คำอธิษฐานจะสำเร็จต่อเมื่อเรามาบวช) จะขอตายในผ้าเหลืองครับ (สาธุจ้ะ บางคนบอก ขอตายในผ้าเหลือง แต่ขออายุ ๘๐ ก่อน โอ มันสิยาวไปนะ อย่างนี้) แต่ด้วยหน้าที่การงาน และความรับผิดชอบทางโลกที่มากมาย ฝันของผมจึงยังไม่เป็นความจริง ผมรอคอยวันที่ผมจะได้บวชมาถึง ๑๔ ปี และผมก็เริ่มสังเกตว่า วันเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วเหลือเกิน มันกลืนกินทุกอย่าง ทั้งอายุของผม และความแข็งแรงของผมด้วย ถ้าผมรอช้ากว่านี้ผมอาจจะไม่ได้บวช ผมจึงตัดสินใจ ทิ้งทุกอย่าง ปล่อยวางทุกสิ่ง แล้ววิ่งเข้าวัด สมัครบวชรุ่นนี้ทันทีเลย (สาธุจ้ะ) และแล้วผมก็ลาคนข้างกายเทพธิดาที่บ้านผม และผมก็ไปลางานที่โรงพยาบาล ตอนนั้นผมตั้งใจอย่างแรงกล้าว่า ถ้า ผอ.โรงพยาบาลไม่ให้ผมลาบวช ผมก็จะขอลาออก แต่เหตุอัศจรรย์มักจะเกิดขึ้นเสมอกับคนอัศจรรย์ แค่ผมเอ่ยปากนิดหน่อย ท่าน ผอ. ก็อนุมัติให้ลางานได้ โดยไม่ต้องลาออก แถมบอกว่า (Don’t Worry, Be Happy) ถ้าสึกมาเมื่อไรก็ให้มาทำงานได้ตามปกติ แต่ที่สำคัญคุณหมอต้องกลับมานะ (นี่ ผอ.โรงพยาบาลว่านะ) หลวงพ่อครับ ผมมีความสุขมากเลย ทุกครั้งที่ผมตื่นขึ้นมาแล้วเห็นว่า ตัวเองเป็นพระ มีธงชัยพระอรหันต์ห่มคลุมกายอยู่ มันมีความรู้สึกปีติอย่างบอกไม่ถูก (จะเข้าใจความรู้สึกอย่างนี้ได้ก็ต้องมาบวช และบวชให้ได้ ๒ ชั้นด้วยจ้ะ) มันคล้ายๆ กับว่า เอ๊ะ นี่เราฝันไปรึ การรอคอยมา ๑๔ ปี เอ๊ะ นี่มันเป็นจริงแล้วรึ แต่ว่ามันก็เป็นจริงแล้วครับ (นี่ถามเองตอบเอง) การมาบวชในโครงการนี้ ผมได้ฝึกความเป็นพระ อย่างเช่น การบิณฑบาต ตอนแรกนะครับ ผมรู้สึกเจ็บเท้ามาก เพราะผมต้องเดินเท้าเปล่าย่ำไปตามทางที่มีแต่ก้อนกรวด (เดี๋ยวนี้เขาทำรองเท้าด้วยนะ ออกแบบพื้นรองเท้าเหมือนก้อนกรวด เอาไว้นวดเท้า เราโชคดีนะ เดินบิณฑบาตมีก้อนกรวดธรรมชาติไม่ต้องสร้างเลย ที่ฝ่าเท้าเป็นศูนย์รวมของทุกเส้นเลย ปอด ตับ ม้าม ไต หัวใจ โอ้ เรียกว่า Alert เลยนี่นะ) แต่ว่าพอผมเห็นโยมออกมาใส่บาตร เมื่อดูสภาพแล้วก็รู้ทันทีเลยครับว่า โยมนี้อดีตคนเคยรวย แต่ว่ามีความตระหนี่ ไม่ทำทานในภพชาติอดีต ชาตินี้จึงค่อนข้างยากจน คือ ผมดูจากอาหารที่เขานำมาใส่บาตรก็เป็นข้าวค่อนข้างสวย แต่เป็นข้าวเปล่าเมล็ดหักๆ แต่ท่าทางของโยมนั้นมีศรัทธามาก แม้ข้าวจะหักแต่หัวใจไม่หักเลย  (ญาติโยมที่มารอใส่บาตรก็หวังจะให้พระเป็นเนื้อนาบุญ เป็นบันไดขั้นแรกที่โยมจะก้าวขึ้นไปสู่เทวโลก ด้วยการทำทาน หวังให้พระเป็นที่พึ่งที่จะนำพาชีวิตไปพบกับหนทางสว่างนะจ๊ะ) ผมเห็นอย่างนั้นก็ปลื้มปีติมาก เกิดความภาคภูมิใจในเพศสมณะ และรู้แล้วว่า นอกจากเราจะเป็นพระแท้แล้ว เรายังจะต้องเป็นเนื้อนาบุญออกโปรดญาติโยมอีกด้วย  (ถูกต้องจ้ะ ไปโปรดสัตว์ไม่ใช่ให้สัตว์โปรด คือเราไปเป็นเนื้อนาบุญให้ด้วยการเป็นพระแท้ ด้วยสมณธรรมที่เราบำเพ็ญมานี่ เราเป็นแหล่งแห่งทะเลบุญ ของเขาแค่มาเสียบปลั๊กจากการทำทาน ที่เขาเอาชนะความตระหนี่ในใจได้ กระแสธารแห่งบุญก็จะเชื่อมต่อเป็นอัตโนมัติในกลางกายของเขา ผังจนก็ถูกรื้อสะบั้นหั่นแหลกไปเลย ทีละนิดละหน่อย พอทำบ่อยๆ ก็หมดเลย แล้วก็เซ็ตโปรแกรมผังใหม่ รวยจ้ะ) พอบวชแล้วผมก็มีความรู้สึกที่อยากจะเข้าถึงธรรม ผมอยากบวช ๒ ชั้นครับหลวงพ่อ ผมจึงตั้งใจปฏิบัติธรรมทั้งในรอบและนอกรอบ (คำว่า “นอกรอบ” หมายถึง ช่วงเวลาที่เราทำภารกิจต่างๆ ก็ทำสมาธิต่อ ไม่ใช่ว่าทำสมาธิเฉพาะตอนนั่งนะ) ผมจะตื่นนอนตอนตี ๓ ครึ่ง เพื่อฝึกสมาธิ ในช่วงวันแรกๆ ใจมันก็สงบบ้างฟุ้งบ้าง (ไม่เป็นไรจ้ะ เราตามใจไปก่อน ใจอยากจะเป็นอย่างไร เราก็ปล่อยให้มันเป็นไปอย่างที่ใจอยากจะเป็นก่อน Let it Be ไปก่อน) แต่พอผมนั่งไปเรื่อยๆ วันที่ ๓ ผมก็ตื่นมานั่งสมาธิตอนตี ๓ ครึ่งอีก ผมแค่นั่งหลับตา วางใจนิ่งๆ สบายๆ ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ และผมก็นึกปลื้มที่ผมได้บวชเป็นพระ มันเป็นปีติสุขที่หล่อเลี้ยงใจผม ตอนนั้นรู้สึกว่า ใจมันเบาๆ สบายมากเลย สักพักหนึ่งก็เห็นความสว่างเกิดขึ้นในกลางท้องผม พอมองเข้าไปตรงกลางแสงนั้น ความสว่างก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่สว่างเหมือนพระอาทิตย์ตอน ๖ โมงเช้า ๗ โมง ๘ โมง ๙ โมง จนถึงสว่างเหมือนเที่ยงวัน แต่หลวงพ่อครับ มันเป็นความสว่างที่ให้ความเย็นกายเย็นใจอย่างบอกไม่ถูกเลยครับ และทุกครั้งที่นั่งหลับตาผมก็จะเห็นความสว่างแบบนั้นอยู่ตลอดเวลา จนเข้าสู่วันที่ ๑๐ หลวงพ่อครับ วันนั้นอากาศดีมากเลย ผมก็ยังนั่งอย่างเดิม คือ นึกถึงความสุขความปีติใจที่ได้มาบวชเป็นพระ ผมคิดว่า สุขจริงหนอ สุขจังเลย พอใจสบาย สักพักหนึ่งก็เริ่มเห็นความสว่างที่กลางท้องอีก แต่พอมองเข้าไปคราวนี้แหละครับ ผมเห็นองค์พระใสๆ (นี่มาอีกแล้ว เห็นไหมจ๊ะ) พอมองเข้าไปกลางดวงเห็นองค์พระ (เหมือนเรามองเข้าไปกลางฟองไข่ก็พบลูกเจี๊ยบ มองกลางดวงธรรมก็จะมีองค์พระ) ท่านนั่งอยู่ในช่องท้องของผมแบบพอดีๆ ผมเห็นเหมือนเรามองลงมาจากข้างบนเป็นภาพ Top View ชัดมากเหมือนลืมตาเห็นเลยครับ แต่เพราะความตื่นเต้น สักพักท่านก็เลือนและหายไป (ที่จริงท่านไม่ได้หายไปไหน แต่ใจเราถอนขึ้นมา) ผมก็เริ่มวางใจใหม่ พอใจผมนิ่งสบายท่านก็มาให้เห็นอีก เป็นอย่างนี้ทุกวัน ทุกครั้งเลยครับ วันหนึ่งผมไปช่วยรับบุญล้างจาน ผมก็ล้างใจไปด้วย คือ ใจผมนึกถึงองค์พระตลอดเวลาเลย แล้วอยู่ๆ ทั้งที่กำลังล้างจาน ผมก็เห็นองค์พระชัดใสสว่างอยู่ในศูนย์กลางกายของผม ยิ่งผมเอาความรู้สึกมองลงไปก็ยิ่งชัดมากเลย สว่างโล่งไปหมดเลยครับ ผมเห็นท่านติดตาติดใจอยู่อย่างนี้ บางครั้งก็แปลกมาก อย่างตอนสวดมนต์ผมก็จะรู้สึกว่า เสียงสวดมนต์นั้นดังออกมาจากกลางองค์พระ เหมือนไม่ได้ออกมาจากปากของผม  (สวดมนต์อย่างนี้มีอานิสงส์มากและถูกหลักวิชชาด้วย ต้องให้เสียงสวดมนต์ออกมาจากแหล่งแห่งความบริสุทธิ์ และแหล่งแห่งผู้มีอานุภาพอันไม่มีประมาณกลางองค์พระอย่างนี้นะจ๊ะ) และตอนนี้นะครับ ไม่ว่าผมจะหลับตาหรือลืมตาผมจะเห็นท่านตลอดเวลาเลยครับ (สาธุ อย่าให้หายนะลูกนะ รักษาให้ดี) ถ้าใจสบายและนิ่งมากก็จะเห็นท่านชัดใสเป็นพิเศษ (เป็นรางวัลสำหรับคนที่มีใจนิ่ง) และบางทีก็จะรู้สึกว่า ตัวเองเลื่อนไหลเข้าไปอยู่ในองค์พระด้วยครับ (คือ ท่านยอมรับเราแล้ว ท่านก็เปิดประตูใจของท่านให้เราเลื่อนไหลเข้าไปอยู่ในกลางของท่าน โดยที่เราไม่ต้องก๊อกๆ ๆ ) หลวงพ่อครับ ผมมีความสุขทุกคืนวันเลย ผมรู้สึกว่า ทุกๆ วันผ่านไปอย่างมีความหมาย แม้ผมจะมีภาระทางโลกที่จะต้องรับผิดชอบมากมาย แต่ในใจลึกๆ ของผมนั้นอยากบวชตลอดชีวิต ผมไม่อยากกลับไปนุ่งห่มแบบฆราวาสอีกแล้ว (เหมือนจะรำพึงให้ใครฟัง ไม่เป็นไร ครูไม่ใหญ่รำพึงแทน) ผมจึงเอาบุญช่วยและอธิษฐานกับองค์พระทุกวันว่า องค์พระครับ ขอให้ผมได้บวชตลอดชีวิต (สาธุ ก็อยู่ตรงไหนที่มีประโยชน์ก็เอานะลูกนะ) หลวงพ่อครับ ขอให้หลวงพ่อเป็นกำลังใจให้ผมด้วยนะครับ ขอให้หลวงพ่อมีความสุข ให้แข็งแรงด้วยนะครับ และอยู่เป็นผู้นำในการสร้างบารมีของลูกๆ ตลอดไปด้วยนะครับ  (พระธรรมทายาทวุฒิพันธ์ คัมภีรปญฺโญ วัดกิ่วลม จังหวัดเชียงใหม่ รัศมีธรรมท่านจับตาจับใจโน่นไปถึงสวรรค์เลย ดูท่านมีความสุขนะ มีปีติสุขหล่อเลี้ยงใจเลย) กราบแทบเท้าพระเดชพระคุณหลวงพ่อด้วยความเคารพอย่างสูง พระธรรมทายาทวุฒิพันธ์ คัมภีรปญฺโญ --------------------------------------- พันธุ์ดีสุดขั้ว ชั่วลืมไปหมดแล้ว จดหมายจากพระลูกชาย man man ๑๗ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๓ กราบนมัสการพระเดชพระคุณหลวงพ่อที่เคารพรักอย่างสูง กระผมพระธรรมทายาทพุทธพจน์ สกฺกสโร (บุญมี) อายุ ๔๒ ปี ตัวแทนพระธรรมทายาทจากวัดนิคมเกษตร อำเภอหว้านใหญ่ จังหวัดมุกดาหาร แต่ว่าบ้านผมอยู่ที่อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ครับ หลวงพ่ออาจจะสงสัยว่า ทำไมผมถึงมาอบรมไกลจากบ้านมาก เพราะมันมีความจำเป็นครับ คือว่าผมต้องการเอาชนะกิเลสในตัวเองให้ได้ (สาธุ จิตใจสูงส่งเหลือเกิน สุดยอดเลยลูก สุดยอดเลย) คือว่าผมทดลองสูบฝิ่นมา กว่า ๒๐ ปี (ทดลองวิทยาศาสตร์ดู ทดลองสูบทั้งเช้า สาย บ่าย เย็น กลางคืน ว่ามันคืออะไร) แต่หลวงพ่อครับ อดีตผมเรียนเก่งนะครับ เป็นบุคคลในระดับปัญญาชนแห่งยอดดอย และผมก็เคยเป็นพนักงานสุขภาพชุมชน หรือชื่อย่อ พ.ส.ช. (อย่างนี้ต้องฟ้อง ผจก.ให้ ตงด.เลย ให้ผู้จัดการไปตัดเงินเดือนได้แล้วนี่นะ เพราะว่าตอนแรกเป็นพนักงานสุขภาพชุมชน แต่สุดท้ายกลับมาติดยาเสียเอง) ผมติดฝิ่นอย่างรุนแรงจนลูกและภรรยาไม่ปลื้มเลย นอกจากไม่ปลื้มแล้วยังเอือมระอา ภรรยาจึงขอเลิกทางกับผม ผมก็อนุญาตให้เลิกนานกว่า ๔ ปี แล้วครับ ผมเลิกกับภรรยาได้ แต่ผมเลิกสูบยาไม่ได้เลยแม้สักวันเดียว แต่นั่นมันคืออดีตที่ผมดีดไปแล้ว จนกระทั่งวันหนึ่ง มีเพื่อนบ้านที่แสนดีที่เคยสูบฝิ่นมานานจนอายุเกือบ ๖๐ ปี ตอนนั้นก็เป็นอดีตของเขาที่ผิดพลาด ซึ่งเขาดีดไปแล้ว ต่อมาเขามาบวชในรุ่น ๗,๐๐๐ ตำบล พอออกจากโครงการนี้ปุ๊บ ก็เลิกฝิ่นได้อย่างเด็ดขาดปั๊บเลย จนเป็นที่ร่ำลือไปทั่วทั้งดอย จากดอยนี้ไปสู่ดอยโน้นทุกๆ ดอยไปเรื่อยๆ เลยว่า วัดพระธรรมกายมียาวิเศษ (อ๋อ มีจ้ะ เขาเรียก ธรรมโอสถ ถ้าอยากเลิกยาได้เด็ดขาดก็ต้องมาบวช) ข่าวนี้แพร่สะพัดกระจายไปถึงพรรคพวก (นี่พลพรรค เป็นพรรคผู้ติดยา แต่รักดี และอยากเลิก) มีสมาชิกพรรคกว่า ๔๐ คน ที่ติดยา แต่รักดี จึงรวมตัวกันมาบวชเพื่อเลิกยาครับ (สาธุ) ดังนั้นถ้าผมบวชใกล้บ้านแล้ว ถ้าเกิดอาการอยากยาขึ้นมา ผมกลัวว่า จะแพ้ใจตัวเอง เดี๋ยวก็จะลากลับไปบ้าน แล้วกลับไปสูบยาอีก เพราะที่นั่นหาซื้อฝิ่นง่ายกว่าซื้อหมูอีกครับ (โอ้ ขนาดนั้นเลยนะ) ทุกคนจึงพากันมาอบรมที่ศูนย์อบรมวัดนิคมเกษตร จังหวัดมุกดาหาร ซึ่งต้องนั่งรถมากว่า ๑๘ ชั่วโมง หลวงพ่อครับ ๓ วันแรกนี่ ความชั่วร้ายที่ผมเคยข้องแวะมันรุมสกรัมผมทั้งกายและใจ ผมทุกข์ทรมานมากเลย ผมมีอาการลงแดงอยากยา ร่างกายมันปวดไปหมดทุกส่วนเลย (อ๋อ ลงแดงมันเป็นอย่างนี้นะ ทดสอบ) ปวดเข้าไปถึงกระดูก น้ำตาน้ำมูกไหลตลอดเวลา ปวดร้อนไปทั้งตัว ต้องอาศัยเอาน้ำราดตัวเป็นช่วงๆ (ขนาดนี้เลยนะ) หลวงพ่อครับในเวลานั้น ผมขอสารภาพว่า ถ้าให้ผมเดินกลับบ้านได้นี่ แม้ต้องข้ามภูเขาเป็น ๑๐ ลูก ผมก็จะเดินไป (โอ้ มันขนาดนั้นเลยนะ) แต่ว่ามาอยู่ที่นี่ ระยะทางมันไกลเกินกว่าที่ผมจะเดินกลับครับ ผมก็ต้องเลือกเอาว่า จะใช้ความอดทนหรือว่าเราจะกลับกัน ในที่สุดก็ต้องเลือกใช้ความอดทน แต่ก็ต้องอดทนเป็นอย่างมาก แต่โชคดีของผมครับ...ที่มีพระพี่เลี้ยงที่แสนดี (โอ้ สาธุ) ท่านแนะนำราวกับผู้มีประสบการณ์ว่า จะแก้ลงแดงได้มันไม่ยากหรอก ต้องเอาใจลงศูนย์ (เอ้อ คิดได้ไงน่ะ เห็นไหมจ๊ะว่า ชาวโลกขาดกัลยาณมิตรไม่ได้ เหมือนโลกใบนี้ขาดดวงตะวันไม่ได้ ขาดแสงสว่างไม่ได้เลย พระพี่เลี้ยงที่แสนดีท่านเป็นประดุจดวงตะวันมุกดาหาร) ผมจึงข่มใจฝึกนั่งสมาธิ และก็ตรึกนึกถึงศูนย์กลางกายไปเรื่อยๆ (อย่างนี้เรียกว่า เราหัวเราะเยาะพญามาร ถ้าเดินกลับข้ามภูเขาแม้หลายลูกจะได้ชื่อว่า เป็นผู้เก่งที่สามารถเดินข้ามเขาไปได้หลายสิบลูกก็ตาม และแม้ถึงที่หมายโดยปลอดภัยก็ตาม แต่ก็ยังไม่ได้ชื่อว่า ผู้กล้านะ ข้ามไปก็เหนื่อยฟรี) ผมข่มใจนั่งสมาธิ แล้วก็ตรึกนึกถึงศูนย์กลางกายไปเรื่อยๆ ผมนั่งอยู่อย่างนั้นโดยไม่หวังอะไรเลย (ดีจ้ะ ถูกหลักวิชชาด้วย มีพระพี่เลี้ยงที่แสนดีคอยประคับประคองเป็นกัลยาณมิตรให้) ผมทิ้งความรู้สึกทุกอย่างไว้ในศูนย์กลางกาย (ทิ้งทุกอย่างไว้นะจ๊ะ เพราะที่ศูนย์กลางกายนั้นเป็นที่รีไซเคิล ที่จะทำให้เกิดชีวิตใหม่ที่ดีกว่าเดิม เพราะตรงนั้นมีแต่ความสุข ทุกข์ไม่มีเลย ความเสียว ความสะดุ้งไม่มีในเส้นทางสายกลาง มีแต่ความสุข) ผมพยายามทำใจนิ่งๆ อย่างนี้ตลอดไว้ที่ศูนย์กลางกาย หลวงพ่อครับ แปลกมากเลย หลังจากนั่งสมาธิไป ๑ สัปดาห์ ร่างกายของผมก็ไม่มีอาการลงแดง (นี่แปลว่า มันลงแดงไปอย่างนั้นเอง ทดสอบแค่นั้นเองว่า เราจริงไหม ถ้าเราสู้จริงๆ มันก็แพ้เรา) ผมไม่มีอาการลงแดงเลย และลืมความอยากยาไปโดยไม่รู้ตัว ใจผมสงบขึ้นเรื่อยๆ คราวนี้พอนั่งหลับตาจนใจนิ่งแล้ว ผมก็จะเห็นดวงกลมๆ เกิดขึ้นตรงบริเวณกลางท้อง (เอ้อ นี่เห็นไหมจ๊ะ เกิดขึ้นแล้ว ดวงกลมสากลที่อยู่กลางท้อง) ดวงนั้นมีขนาดประมาณ ๑ กำมือ เป็นดวงขุ่นๆ สีดำ ดวงดำเป็นนิลเลยครับ ผมเห็นชัดติดอยู่ในกลางตัวตลอดเวลาเลย พอลืมตาขึ้นมาก็เกิดอาการไม่สบายใจว่า ทำไมคนอื่นเขาเห็นดวงใส แล้วทำไมเราเห็นเป็นดวงสีดำ ทำไมจึงต้องเป็นผม ผมจึงไปปรึกษา Advisor คือ พระพี่เลี้ยงที่แสนดี (สุดยอดเลย) พระพี่เลี้ยงที่แสนดีก็บอกว่า (ขออย่ายอมแพ้ แม้เริ่มต้นก็ลงแดง ท่ามกลางก็ลงดำนี่นะ เรื่องนี้มีเหตุ พระพี่เลี้ยงที่แสนดีบอกอย่างนี้หรือเปล่าไม่ทราบ) ก็ที่เป็นอย่างนี้เพราะผมเองไปยุ่งกับยาเสพติด ดวงผมเลยหมองอย่างนี้ (ถ้าใครใจหมองต้องไปอบาย) ผมไม่อยากไปอบาย เลยตั้งใจว่า จะต้องทำใจให้ใสๆ ให้ได้ พระพี่เลี้ยงที่แสนดีบอกว่า ต้องมีแฮงใจ๋ มีไฟต่อสู้ เมื่อผมมีแฮงใจ๋ ผมจึงไปนั่งสมาธิ แต่ว่าหลวงพ่อครับ หลับตาทีไรผมก็ยังเห็นอย่างเดิม ดวงกลมๆ ดำๆ ทุกครั้ง แต่คราวนี้ผมมองไปเฉยๆ นิ่งๆ ผมก็ยังเห็นอย่างนั้นทุกวัน จนเข้าสู่ช่วงสัปดาห์ที่ ๒ วันนั้นผมก็นั่งมองดวงดำไปตามปกติ แต่ว่าใจผมนิ่งมาก แล้วผมก็สังเกตเห็นว่า วันนี้ดวงในกลางท้องของผมค่อยๆ ใสขึ้น ใสเหมือนฟองสบู่ มีแสงนวลๆ คล้ายแสงจันทร์ ผมเห็นดวงใสๆ ติดอยู่ในกลางกายของผมประมาณ ๗ วัน ในวันที่ ๘ พอผมวางใจนิ่งๆ แล้วมองเบาๆ ไปที่ดวงนั้นผมก็เห็นเป็นองค์พระ (สาธุ) องค์ท่านใหญ่ประมาณ ๑ ศอก และมีแสงสว่างคล้ายแสงจันทร์นวลตา พอมองไปในกลางองค์พระแป๊บเดียวก็เห็นเป็นดวงใสๆ เกิดขึ้นมาแทนองค์พระ พอมองกลางดวงใสๆ ก็จะเห็นเป็นองค์พระสลับไปมาอย่างนี้ ตลอดเวลาเลยครับ (สาธุ เข้าขั้น Advance แล้วนี่) หลวงพ่อครับ เดี๋ยวนี้ผมเห็นองค์พระใสๆ เป็นปกติ ชัดใสสว่างยิ่งกว่าลืมตาเห็น เพียงแต่ว่าถ้าหลับตาจะเห็นชัดกว่าลืมตาครับ ผมรู้สึกอัศจรรย์ใจมากที่ได้รู้ว่า ในท้องผมมีสิ่งวิเศษอยู่ ผมรักองค์พระมาก รักที่สุดเลย ตั้งแต่เห็นองค์พระแล้วผมมีแต่ความสบายใจ เย็นกายเย็นใจอยู่ตลอดเวลา ผมรู้สึกซาบซึ้งถึงพระพี่เลี้ยงที่แสนดี และผมขอกราบขอบพระคุณหลวงพ่อเป็นอย่างสูงที่ทำให้มีโครงการดีๆ แบบนี้เกิดขึ้น ตอนนี้ผมเหมือนได้เกิดใหม่ มีชีวิตที่สมบูรณ์อย่างมหาศาล และก็จะไม่กลับไปเสพยาอีกตลอดชีวิตครับ (สาธุ) ผมจะตั้งใจฝึกฝนอบรมตนเองให้ดี จะได้มาทำหน้าที่เป็นพระพี่เลี้ยงในโครงการอุบาสิกาแก้วหน่ออ่อน เพื่อที่จะช่วยหลวงพ่อเผยแผ่พระพุทธศาสนาครับ (สุดยอดเลย) กราบแทบเท้าพระเดชพระคุณหลวงพ่อด้วยความเคารพอย่างสูง พระธรรมทายาทพุทธพจน์ สกฺกสโร --------------------------------------- ซาตานหน้าหยก พุทธบุตรหน้าใส จดหมายจากพระลูกชาย man man ๑๗ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๓ กระผมพระธรรมทายาททศพล ชุติปุณฺโณ (สมานวรกิจ) อายุ ๒๖ ปี เป็นคนอำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ครับ ผมเคยทำตัวเสเพลมาก่อน (มาอีกแล้วนี่ เพราะกรรมคบคนพาลในอดีต ทำให้มาอยู่ในวงจรของคนพาล พอคบคนพาลก็พาลพาไปหาผิด) ทั้งดื่มเหล้า เที่ยวกลางคืน คบคนพาล และเล่นการพนัน จนได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้คุมบ่อน และยังได้รับฉายาว่า ซาตานหน้าหยก หลวงพ่อครับ ผมผ่านชีวิตมาอย่างโชกโชน แต่ว่าไม่ผ่านอยู่อย่างเดียว คือ ยังเป็นลูกที่ดีที่ทำให้แม่ภาคภูมิใจไม่ได้ (คือสำนึกลึกๆ นี่ อยากจะให้แม่ภาคภูมิใจ แต่ว่ามันยังไม่ได้ช่อง) แล้วผมกับแม่สองเราไม่คุยกันมาหลายปีแล้วครับ (โอ้ พลาดไปแล้วลูก พลาดไปแล้ว) จนกระทั่งวันหนึ่งได้เห็นป้ายชวนบวชโครงการ ๑๐๐,๐๐๐ รูป ผมก็ตัดสินใจบวชทันที เพราะว่าอยากไปให้ไกลๆ จากชีวิตเดิมๆ ผมจึงมาบวชที่วัดนิคมเกษตร จังหวัดมุกดาหาร (จากเชียงใหม่ก็มามุกดาหารนี่นะ) ทั้งพระอาจารย์และพระพี่เลี้ยงที่แสนดีก็ให้การอบรมอย่างดีมาก (สาธุ) แถมยังดูแลทุกคนอย่างใกล้ชิด ในวันบวชโยมแม่ของผมท่านก็เดินทางมาร่วมอนุโมทนาบุญด้วยนะครับ (สาธุ นี่แหละให้รู้จักไว้ว่าน้ำใจมารดาจ้ะ)  (ชีวิตที่ผ่านมาเราพลาดไปแล้วลูกเอ๊ย ที่เราเอาร่างกายที่ท่านทะนุถนอมตั้งแต่อยู่ในครรภ์ของท่าน และกระทั่งคลอดออกมา ท่านก็ยังทะนุถนอมต่อนี่ เอาไปทำสิ่งที่ไม่ถูกต้องจนได้ฉายาว่า ซาตานหน้าหยก เพราะฉะนั้นต้องเปลี่ยนแปลงชีวิตใหม่ให้ดีขึ้นกว่าเดิมอย่างอัศจรรย์เลยนะลูกนะ) โยมแม่มาร่วมอนุโมทนาบุญกับผมด้วยครับ ซึ่งเป็นวันที่ผมภาคภูมิใจอย่างที่สุด ที่ทำให้โยมแม่ได้ปลื้มใจและก็ภูมิใจในตัวผม พอบวชแล้วผมก็ตั้งใจฝึกฝนอบรมตนเองทุกอย่างเพื่อจะเป็นพระแท้ให้โยมแม่ได้บุญมากๆ (สาธุ มันต้องอย่างนี้สิลูก) ผมอยากให้โยมแม่ได้บุญมากๆ โดยเฉพาะการปฏิบัติธรรม ผมชอบมากครับ เพราะการนั่งสมาธิทำให้ผมมีความสุข เวลานั่งสมาธิ ผมจะทำใจให้ว่างเปล่า ปล่อยใจสบายๆ ไม่คิดอะไรเลย (ถูกต้องจ้ะ ดีมากลูก) และก็ภาวนา สัมมา อะระหัง ไปเรื่อยๆ ตอนแรกๆ ที่นั่ง ผมมีแต่ฟุ้งกับฟุ้ง (ฟุ้งสากลจ้ะ) เห็นภาพเก่าๆ ปรากฏขึ้นเป็นฉากๆ (เพราะทำไว้เยอะ นี่แหละลูกเอ๊ย มาเห็นตอนนี้ยังดีนะ ถ้าไปเห็นตอนวาระสุดท้ายของชีวิต อันตราย กรรมนิมิตนี่สำคัญ ที่จะทำให้คตินิมิตมืดหรือสว่าง นี่ถ้าภาพเก่าๆ อย่างนี้มา ไปมืดเด้อ) แต่พอผ่านไปหลายวันความฟุ้งก็ลดลง (เห็นไหมจ๊ะ นี่ขนาดไม่ถึงวันสุดท้ายของชีวิต ยังฉายมาให้เราเห็นอย่างนี้) ต่อมาใจเริ่มนิ่งมากขึ้น ประมาณ ๒ อาทิตย์ วันหนึ่ง พอนั่งหลับตาปุ๊บ ก็รู้สึกสบายตัวสบายใจอย่างบอกไม่ถูก พอนั่งไปอีกพักใหญ่ๆ ผมเริ่มมองเห็นแสงสว่างเกิดขึ้นในกลางท้องเป็นแสงนวลๆ เหมือนแสงจันทร์ (สาธุ เห็นไหมว่า ชีวิตที่ผ่านมาจะบริสุทธิ์หรือไม่บริสุทธิ์ ก็เข้าถึงธรรมได้ ถ้าให้โอกาสตัวเองมาทำอย่างนี้นะ) ผมมองไปที่แสงนั้นอย่างสบายๆ ไม่เพ่ง ไม่จ้อง แล้วผมก็เห็นดวงกลมๆ (มาอีกแล้ว) ลอยอยู่กลางแสงนั้น (นั่งกันคนละที่ และก็คนละคนกันด้วย แต่เห็นแบบเดียวกัน เห็นไหมจ๊ะ) ลักษณะก็เหมือนกับดวงแก้วที่พระอาจารย์เอามาให้ดู แต่ว่าขอบอก ดวงของผมมีขนาดเท่ากับส้มเขียวหวาน ผมก็มองไปอย่างสบายๆ ไม่คิดอะไรเลย สักพักหนึ่งดวงนั้นก็เปลี่ยนเป็นองค์พระใสๆ องค์ใหญ่ประมาณ ๑ ฝ่ามือ มีแสงนวลๆ สวยมากครับ องค์พระใสสว่างอยู่ในตัวผมตลอดเวลาเลย (ดีมากลูก อย่าให้หายนะลูกนะ นี่แหละต้นทางสวรรค์ ตรงนี้สำคัญ จะเป็นที่พึ่งที่ระลึกที่แท้จริงของเรา) ไม่ว่าจะหลับตาหรือลืมตา ถ้าใจสบาย ผมก็จะเห็นท่านอยู่ในกลางท้องของผมได้อย่างง่ายๆ เลย ตอนนี้ผมรู้สึกมีความสุขอยู่ตลอดเวลา และยิ้มได้ทั้งวันเลย (แต่ก่อนได้ชื่อว่า ซาตานหน้าหยก แต่ตอนนี้จะเรียกว่าอะไรดี เราช่วยกันตั้งฉายาท่านใหม่เถอะ (พุทธบุตรหน้าใส) พุทธบุตรหน้าใส โดยหัวหน้าชั้นวินิช สาธุ สุดยอดจ้ะ) ผมตั้งใจว่า จะไปชวนโยมแม่และโยมญาติผู้หญิงในบ้านนอกบ้านให้มาบวชเป็นอุบาสิกาแก้วหน่ออ่อนให้หมดทุกคนเลย ส่วนตัวผมเองก็จะตั้งใจปฏิบัติธรรมเยอะๆ ให้ได้บวช ๒ ชั้น และก็จะบวชต่อเพื่อเป็นพระพี่เลี้ยงโครงการอุบาสิกาแก้วด้วยครับ (สาธุ สุดยอดเลย เห็นไหมจ๊ะ นี่พระศาสนาได้เนื้อนาบุญมาแล้ว นี่สายโลหิตแห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบังเกิดขึ้นแล้ว ชีวิตที่ผ่านมา อดีตที่ผิดพลาดลืมไปหมดเซี่ยงเกลี้ยงไปแล้ว ดีสุดขั้ว ชั่วลืมไปหมดแล้ว นี่ลูกๆ พระธรรมทายาท ณ ศูนย์อบรมวัดนิคมเกษตร อำเภอหว้านใหญ่ จังหวัดมุกดาหาร เยอะแยะไปหมดเลย ก็ไม่ทราบว่ารูปไหนเป็นพระพี่เลี้ยงที่แสนดี แต่แม้ไม่ทราบว่ารูปไหนเป็นพระพี่เลี้ยงที่แสนดี แต่ทั้งหมดเป็นพระลูกชายที่แสนดีจ้ะ) กราบแทบเท้าพระเดชพระคุณหลวงพ่อด้วยความเคารพอย่างสูง พระธรรมทายาททศพล ชุติปุณฺโณ --------------------------------------- จุดเริ่มต้นทางสายกลาง จดหมายจากพระลูกชาย man man ๒๔ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๓ กระผมพระธรรมทายาททวนชัย วินีโต (เขียวแก้ว) อายุ ๒๙ ปี ตัวแทนพระพี่เลี้ยงรุ่นกองพล ๑๐๐,๐๐๐ รูป จากสนแก้ววนาราม จังหวัดเชียงใหม่ครับ ก่อนมาบวชนั้นผมเป็นหนึ่งในกองคนเหล็ก ในฐานะผู้สืบสานตำนานวัฒนธรรมคุณยายอาจารย์ อาสาสมัครผู้สร้างโลกกองบุญสถานครับ ปกติผมเป็นคนที่ชอบนั่งสมาธิปฏิบัติธรรมอยู่แล้ว และก็ได้พบกับประสบการณ์ภายในที่น่าอัศจรรย์ใจอยู่เสมอ และยิ่งมาบวชเป็นพระพี่เลี้ยง ได้ถือศีล ๒๒๗ ข้อ ผมก็สัมผัสได้ทันทีว่า ประสบการณ์ภายในนั้นพัฒนาและชัดเจนยิ่งขึ้นกว่าเดิม เวลาผมนั่งสมาธินั้น ผมจะปรับตัวปรับใจจนรู้สึกว่าได้อารมณ์สบายก่อน (ถูกต้องมากจ้ะ) แล้วจึงค่อยๆ น้อมใจมาวางไว้ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ อย่างเบาๆ (ถูกต้องจ้ะ) พอวางใจไปได้สักพักหนึ่ง ผมก็จะเริ่มเห็นว่า มีดวงสว่างเกิดขึ้นที่ศูนย์กลางกาย (สาธุ มาอีกแล้วดวงสว่าง แปลว่า ดวงสว่าง หรือ ดวงธรรมภายในนี่ มีอยู่ที่ศูนย์กลางกายของทุกๆ คนในโลก โดยไม่จำกัดเชื้อชาติ ศาสนาและเผ่าพันธุ์ใด แม้จะมีความเชื่อที่แตกต่างกัน หรือแตกต่างกันในหลายๆ เรื่อง แต่ภายในกลางกายของทุกคนจะมีดวงสว่าง มีองค์พระใสๆ เหมือนกัน ลองมาดูซิจ๊ะ ลองทำใจนิ่งๆ วางความเชื่อเอาไว้บนหิ้ง ความจริงต้องมาพิสูจน์ ด้วยใจนิ่งเฉยๆ ไม่ต้องทำอะไรเลย มาพิสูจน์ว่า มีจริงไหม ถ้ามีจริงแล้วดีจริงไหม อย่างนี้ไง) พอจรดใจลงไปนิ่งๆ ดวงนั้นก็จะขยายใหญ่ขึ้นจนใหญ่กว่าตัวผม และมองไม่เห็นขอบของดวงเลย และมีดวงกลมใสอีกหนึ่งดวงเกิดขึ้น แล้วขยายจนใหญ่ขึ้น จนถึงดวงที่ ๖ พอมองเข้าไปตรงจุดกลางใสของดวงนั้น ผมก็เห็นว่า มีกายใสๆ นั่งสมาธิอยู่ในนั้น หน้าตาเหมือนกับผมเลย แต่รูปร่างดีกว่าและหล่อกว่าตัวจริงมากๆ เนื้อตัวใสกระจ่าง ประดับด้วยเครื่องประดับที่สวยงามมากครับ (ดีมากจ้ะ) พอผมจรดใจนิ่งๆ มองลงไปในกลางกายนั้นก็จะเห็นดวงกลมใสผุดขึ้นมาแล้วก็ขยายใหญ่ซ้อนกันขึ้นมาอีก ผมนับได้ ๖ ดวง พอมองลงไปในกลางดวงที่ ๖ ผมก็เห็นเกตุดอกบัวตูมขององค์พระที่ขาวใสๆ อย่างไม่มีประมาณเกิดขึ้นมาในกลางท้องของผมครับ (ดีมากจ้ะ ดูไปเรื่อยๆ นะลูกนะ) พอมองเข้าไปในเกตุดอกบัวตูม ผมก็จะรู้สึกคล้ายๆ กับว่า ตัวเรากำลังค่อยๆ ตกลงไปในกลางองค์พระนั้นอย่างนิ่มนวล (ดีมากจ้ะ ให้ลอยอย่างนุ่มนวลเข้าไปในกลางองค์พระเลย) แล้วผมก็เห็นดวงกลมใสๆ อีก ๖ ดวง ผุดซ้อนกันขึ้นมาเร็วมากๆ เลยครับ และก็เห็นกายองค์พระอีก ๑ องค์อยู่ในกลางดวงที่ ๖ (ดีมากจ้ะ) ตอนนั้นใจผมนิ่งมาก และเห็นว่าดวงแก้วกับองค์พระพากันผุดขึ้นมาอยู่ตลอดเวลาอย่างไม่มีที่สิ้นสุดเลยครับ (ดีมากจ้ะ ดูต่อไปอีกนะลูกนะ) เพียงแต่ว่าแต่ละกายขององค์พระที่ผมเห็นนั้นจะใสกว่าเดิม สว่างกว่าเดิม และมีขนาดใหญ่ขึ้นกว่าเดิม และยังให้ความรู้สึกที่แช่มชื่นเบิกบานมากขึ้นกว่าเดิมอีกด้วย (ดีมากจ้ะ ถูกต้องมากเลย) ผมสังเกตว่า ถ้ายิ่งมีสติมากเท่าไร ผมก็จะเห็นองค์พระผุดสลับกับดวงแก้วได้ชัดเจนมากขึ้นเท่านั้น (ถูกต้องมากจ้ะ ดีมากเลย ดูเฉยๆ ต่อไปนะลูกนะ ดูไปเรื่อยๆ) จนมีความรู้สึกว่า ตัวเองได้กลายเป็นหนึ่งเดียวกับองค์พระไปแล้วครับ (ดีมากจ้ะ ถ้าเป็นตลอดเวลาเขาเรียกว่า โคตรภูบุคคล ที่มีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งที่ระลึก เพราะว่าเป็นตัวพระรัตนตรัยเลย) ผมมองเห็นได้ละเอียดชัดเจนยิ่งกว่าลืมตาเห็นซะอีกนะครับ ตอนนี้ไม่ว่าจะนั่ง นอน ยืน เดิน หรือทำหน้าที่เป็นพระพี่เลี้ยง ผมก็จะหยุดใจไว้ในกลางของกลางองค์พระไปเรื่อยๆ (ดีมากจ้ะ อยากให้พระพี่เลี้ยงทุกรูปทำอย่างนี้นะจ๊ะ) ทำให้ผมมีความรู้สึกเบิกบานอยู่ตลอดเวลา และมีความสุขทั้งวันเลยครับ (ไม่น่าเชื่อเลยว่า เราสามารถหาความสุขและความเบิกบานได้จากพระในตัวของเรา มันมหัศจรรย์มากเลย) ตอนนี้ผมรู้แล้วว่า ฐานที่ ๗ เป็นสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตของเรา (ถูกต้องจ้ะ เพราะนี่คือทางสายกลางที่ทำให้เราได้พบกับหนทางพระนิพพานที่แสนประเสริฐ) หลวงพ่อครับ ตอนนี้ผมมีความตั้งใจที่จะบวชไปวันต่อวัน และจะอุทิศชีวิตช่วยงานพระพุทธศาสนาอย่าง เต็มที่ (สาธุ) และผมอยากจะบอกหลวงพ่อว่า ผมภูมิใจมากที่ได้เป็นพระลูกชายของหลวงพ่อครับ (สาธุ สุดยอดเลยลูก ทำต่อไปนะลูกนะ เดี๋ยวเราจะได้มาศึกษาวิชชาธรรมกาย อย่างน้อยก็วิชชา ๓* ที่มีอยู่ในพระไตรปิฎกนี่จ้ะ และโดยเฉพาะพระเดชพระคุณหลวงปู่ฯ ท่านทำให้ง่ายขึ้น โดยรวบรวมไว้ในหนังสือคู่มือสมภาร คือ เหมาะกับสมภารทุกรูป ตามวัดวาอารามต่างๆ ตอนนี้ เรามีวัดร้างให้เลือกเยอะแยะเลย ครูไม่ใหญ่ว่า ทุกวัดทั่วทั้งสังฆมณฑลต้องมาช่วยกันทำแล้ว ถ้าเราช่วยกันปีนี้ อดีตวัดร้างก็จะกลายเป็นวัดรุ่ง ซึ่งวัดร้างตอนนี้มีตั้งแต่เกรด A++, เกรด A, เกรด B, เกรด C อะไรพวกนี้นะจ๊ะ ครูไม่ใหญ่อยากให้วัดต่างๆ เลือกเกรด A++ ไปก่อน ให้เลือกกันไปก่อนเลย แล้ววัดร้างเกรด A เกรด B ก็เอาไปเลย และเกรดสุดท้ายเราค่อยเอา นี่รีบด่วนจี๋เลย ถ้าร่วมมือกันอย่างนี้ ปีนี้พุทธศักราช ๒๕๕๓ Project นี้จบเลย เหลืออย่างเดียวว่า เรากำลังจะมองพุทธศาสนาอย่างน้อย ๑,๐๐๐ ปีข้างหน้าว่า เราจะทำอย่างไร ซึ่งเราจะต้องมองไปในทิศทางเดียวกัน แล้วลุยไปพร้อมหน้าอย่างนี้จึงจะถูกหลักวิชชา พระธรรมทายาททวนชัย วินีโต สนแก้ววนาราม จังหวัดเชียงใหม่ สุดยอดเลย อยู่นานๆ ได้ไหม) กราบแทบเท้าพระเดชพระคุณหลวงพ่อด้วยความเคารพอย่างสูง พระธรรมทายาททวนชัย วินีโต * วิชชา ๓ ๑. ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ระลึกชาติได้ ๒. จุตูปปาตญาณ เห็นการเวียนว่ายตายเกิดของสัตว์ทั้งหลาย ๓. อาสวักขยญาณ ความรู้ที่ทำให้สิ้นอาสวะ --------------------------------------- ทหารกองทัพธรรม จดหมายจากพระลูกชาย man man ๔ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๓ กระผมธรรมทายาทญาณวิฐณ์ ไชยจตุรวัฒณ์ ธรรมทายาทวัดพระธาตุจอมทอง อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา ขอรายงานตัวครับ แต่ก่อนผมมีอาชีพรับราชการทหาร ผมมาบวชในโครงการนี้ได้ จากการเดินทางไปร่วมงานวันกองทัพไทย ที่จังหวัดพะเยา ซึ่งก่อนกลับบ้านผมแวะไปกราบพระบรมสารีริกธาตุที่วัดพระธาตุจอมทองเพื่อความเป็นสิริมงคล แล้วผมก็มองไปเห็นป้ายชวนบวชโครงการ ๑๐๐,๐๐๐ รูป แค่เห็นเท่านั้น ผมก็เกิดอาการอยากบวชขึ้นมาทันที (สาธุ เห็นไหมจ๊ะ ผู้มีบุญจะเป็นเช่นนี้ จะเห็นสื่อทางใด หรือได้ยินคำเชิญชวน จะออกอาการอยากบวชขึ้นมาเองเลยนี่จ้ะ) จึงหยิบมือถือและโทรไปถามรายละเอียด พอรู้ว่าโครงการนี้สำคัญอย่างไร ผมก็ตัดสินใจสมัครบวชวันนั้นเลยครับ (สุดยอดเลย) แม้จะเพิ่งเริ่มการอบรมไปได้ไม่นาน แต่จากการดูแลเอาใจใส่ของพระอาจารย์และพระพี่เลี้ยงทุกรูป ก็ทำให้ผมและเพื่อนๆ ธรรมทายาทเข้าใจเรื่องบาปบุญคุณโทษมากขึ้น ผมมีความสุขในการอบรมมาก หลวงพ่อครับ ผมขอเปลี่ยนจากทหารแห่งกองทัพไทย มาเป็นทหารในกองทัพธรรมเพื่อกอบกู้พระพุทธศาสนาจะได้ไหมครับ (อนุมัติและอนุโมทนาจ้ะ สุดยอดเลย แต่ว่าทหารกองทัพธรรมไม่มีวันปลดประจำการนะ) สำหรับการนั่งสมาธิของผมนั้น ผมจะเริ่มด้วยการหลับตาเบาๆ แล้วค่อยๆ กำหนดลมหายใจเข้าออกช้าๆ ภาวนา สัมมา อะระหัง ไปเรื่อยๆ นั่งในวันแรกๆ ก็มืดบ้าง เมื่อยบ้าง แต่ก็นั่งไปเฉยๆ ไม่คิดอะไร (ถูกต้องจ้ะ ถูกหลักวิชชาเลย) พอผ่านไป ๑ อาทิตย์ ความรู้สึกสบายก็เริ่มเข้ามาเยือน วันนั้น ผมก็นั่งเหมือนทุกวัน คือภาวนา สัมมา อะระหัง ไม่นานก็เริ่มรู้สึกสบาย ตัวผมเริ่มเบาเหมือนจะลอยไปในอากาศได้เลยครับ (ดีมากจ้ะ ถูกต้องมาก) แล้วทันใดนั้นก็มีแสงสว่างโผล่เข้ามาในกลางท้อง เป็นจุดสว่างคล้ายแสงเทียน ชัดน้อยกว่าลืมตาเห็น ผมก็มองไปเรื่อยๆ แล้วก็มีดวงกลมๆ ใสๆ ผุดขึ้นมาจากความสว่างนั้น (เห็นไหมจ๊ะว่า เป็นประสบการณ์ภายในสากล) ใสเหมือนดวงแก้วที่พระอาจารย์เอาให้ดู ขนาดเท่าฟองไข่ไก่ (อ้า นั่นแหละจ้ะ ดูให้ดี ดวงนั้นดวงสำคัญ ดวงดีแล้ว ให้หัดดูดวงภายใน) ดวงกลมใสผุดขึ้นมาแล้วก็หายไป (รักษาได้ปิดอบายไปสวรรค์จ้ะ แค่เห็นดวงใสๆ หรือแสงสว่างแวบเดียวเท่ากับระยะเวลาช้างพับใบหู งูแลบลิ้น ได้บุญมากกว่าสร้างโบสถ์ สร้างวิหาร สร้างศาลาการเปรียญอีกนะจ๊ะ เพราะว่าเป็นต้นทางมรรคผลนิพพาน ส่วนสร้างโบสถ์ วิหาร ศาลาการเปรียญ เป็นแค่มหาทานบารมี ยังเวียนว่ายตายเกิด แต่ถ้าเห็นดวงใสๆ องค์พระใสๆ หรือแสงสว่างนี่นะจ๊ะ หนทางที่เวียนว่ายตายเกิดมันสั้นเข้ามาแล้ว) ดวงกลมใสผุดขึ้นมาแล้วก็หายไป (หายไป อย่าไปเสียดาย ให้ทำเฉยๆ เดี๋ยวจะมาใหม่ จะตามมาอีกเยอะเลย) ผมก็ทำใจนิ่งๆ มองไปเรื่อยๆ มันแปลกมากครับ เพราะดวงกลมใสนั้นจะผุดขึ้นมาเรื่อยๆ (สาธุ บอกแล้วไง ดวงก็จะไปตามดวงนี่นะจ๊ะ) เว้นช่วงเป็นระยะๆ พอหายไปก็ผุดขึ้นมาใหม่ (ดีมาก ถูกต้องมากเลย ดูไปเฉยๆ ไม่ต้องคิดอะไร ให้ช่วยทำเฉยๆ ช่วยแค่นี้ไม่ได้ แล้วจะไปช่วยอะไรได้นี่นะ) เป็นอย่างนี้ตลอดเลยครับ ตอนนี้ผมรู้สึกมีความสุข และสบายใจอย่างบอกไม่ถูก และไม่ว่าจะทำกิจกรรมอะไร ผมก็ยังเห็นดวงกลมใสๆ ผุดอยู่เรื่อยๆ มันให้ความรู้สึกที่ดีมากๆ เลยครับ จนผมรู้สึกว่า จะต้องรักษาความสว่างในกลางกายเอาไว้ให้นานที่สุด (ก็แค่นานที่สุด ในระดับที่อย่าให้หายไป) และผมจะตั้งใจบวช ๒ ชั้นให้ได้ครับ กราบแทบเท้าพระเดชพระคุณหลวงพ่อด้วยความเคารพอย่างสูง ธรรมทายาทญาณวิฐณ์ ไชยจตุรวัฒณ์ --------------------------------------- ย่างหลายขุม จดหมายจากพระลูกชาย man man ๒๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๓ กระผมพระธรรมทายาท สีหนาท คมฺภีรธมฺโม (หนองอ้อ) อายุ ๒๗ ปี จากสนแก้ววนาราม จังหวัดเชียงใหม่ ก่อนมาบวชผมมีอาชีพเป็นช่างศิลป์ ผมทำได้ทุกอย่างทั้งเพ้นท์ภาพ แกะสลักน้ำแข็ง ทำป้ายโฆษณา แถมบางทีก็เป็นช่างประปา ช่างแอร์ก็ได้นะครับ ยังไม่หมดแค่นี้นะครับ เพราะผมยังรับเป็นดีเจ เปิดเพลงสร้างความบันเทิงในผับอีกด้วย ซึ่งการเป็นดีเจนี่เอง ที่ทำให้ผมต้องเข้าสู่วังวนของอบายมุข ทำตัวเสเพล ทั้งดื่มเหล้า ติดผู้หญิง เที่ยวกลางคืน (โอ้ ขุม ๖ ขุม ๕ ขุม ๔ ขุม ๓ ไล่ไปหมดเลยลูก ย่างทีละหลายๆ ขุมเลย) มีเรื่องมีราวทำให้พ่อแม่เสียใจอยู่เป็นประจำ ผมเป็นอย่างนี้อยู่หลายปี วันหนึ่งผมกลับบ้านไปกลางดึก เข้าไปในห้องของพ่อกับแม่ ก็เห็นท่านนอนหลับอยู่ ผมก็คิดในใจว่า หลายปีที่ผ่านมา ผมไม่เคยหันมาดูแลพระอรหันต์ในบ้านเลย (สำนึกลึกๆ ก็ยังเป็นคนดีนะ แต่ว่าวงจรของวิบากกรรมที่คบคนพาล พาให้ไปอยู่ในวงจรอบายมุข) และผมก็รู้สึกเบื่อหน่ายกับการกระทำของตัวเองขึ้นมาอย่างหนัก (อ้า บุญได้ช่องแล้ว) พอดีในวันรุ่งขึ้น พี่สาวไปได้ใบโบรชัวร์ชวนบวชโครงการ ๑๐๐,๐๐๐ รูป มาจากเพื่อน พอเห็นเท่านั้นผมก็ตัดสินใจไปสมัครบวชทันทีเลย เพราะในใจลึกๆ แล้ว ผมอยากที่จะทำอะไรสักอย่างหนึ่งเพื่อพ่อกับแม่บ้างครับ พอมาบวชแล้ว ผมก็ได้ฝึกฝนตนเองทุกอย่าง ทั้งความมีระเบียบวินัย ได้เรียนรู้เรื่องกฎแห่งกรรม ศึกษาความเป็นพระแท้ และได้ฝึกนั่งสมาธิ ตอนแรกๆ ที่ผมนั่งสมาธินั้น ผมนั่งไปได้ประมาณ ๑๐ นาทีก็ไม่ไหวแล้ว (ไม่ไหว จะต้องไม่ไหวหวั่น) จนต้องแอบลุกไปยืนเล่นอยู่ที่หน้าห้องน้ำเป็นประจำครับ (ก็ไม่เป็นไรจ้ะ) แต่พอนั่งไปได้ประมาณเกือบ ๒๐ วัน ผมก็เริ่มรู้สึกสบายตัวและสบายใจมากขึ้น ในวันที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ วันนั้นผมนั่งไปเรื่อยๆ โดยเอาความรู้สึกทั้งหมดมาไว้ที่ศูนย์กลางกาย แล้วก็นั่งฟังเสียงลมพัดยอดสนไปเรื่อยๆ จนรู้สึกว่า ตัวเบามาก และก็กลืนไปกับบรรยากาศ คล้ายๆ กับว่า ไม่มีตัวตนเลย (ดีมากลูก) แล้วผมก็เห็นดวงแก้วกลมใสผุดขึ้นมาที่กลางท้อง (มาอีกแล้ว เห็นไหมจ๊ะ ดวงแก้วมาอีกแล้ว) ตอนนั้นใจผมนิ่งมาก ผมมองไปที่ดวงแก้วอย่างนิ่งๆ ก็มีแสงสว่างจ้าออกมาจากกลางดวงแก้ว (บางคนก็บอก ครูไม่ใหญ่สอนให้เพ่งลูกแก้ว ไม่ใช่นะจ๊ะ นี่ไง ให้นั่งเฉยๆ อย่างมากก็ให้จำ ให้นึกอย่างสบาย ไม่ใช่ให้เพ่ง) ดวงแก้วมีขนาดประมาณหนึ่งกำมือ แต่รัศมีของแสงนั้นเจิดจ้ามาก (นี่เราจะได้ยินอย่างนี้ซ้ำๆ ถ้าทดลองวิทยาศาสตร์แค่ ๓-๔ ซ้ำ เขาก็ผ่านแล้ว แต่นี่นับครั้งไม่ถ้วนเลย ที่เราได้ยินเรื่องดวงแก้ว เรื่ององค์พระ เรื่องความสว่าง) แล้วสักพักผมก็เห็นว่า ดวงแก้วนั้นค่อยๆ มีขนาดใหญ่ขึ้น แล้วผมก็เห็นองค์พระใสๆ ปรากฏขึ้น แต่แปลกมากครับว่า ผมเห็นดวงกลมใสๆ ที่กลางท้อง เหนือสะดือ ๒ นิ้ว แต่เห็นองค์พระใสๆ ที่กลางหน้าอก แต่องค์พระที่ผมเห็นนั้นชัดใสสว่างมาก (ไม่เป็นไรจ้ะ ตามใจท่านไปก่อนนะลูกนะ) ผมเห็นตรงกลางขององค์พระมีแสงแวววาว ผมรู้สึกว่า ในกลางองค์พระไม่แข็งกระด้างแต่กลับอ่อนนุ่มมีชีวิตชีวา (เราจะได้ยินอย่างนี้หลายซ้ำทีเดียว นับซ้ำไม่ถ้วนเลย) แล้วผมก็นึกให้องค์พระขยายใหญ่ขึ้นได้ และก็หดเล็กลงก็ได้ (ตอนแรกเราตามใจท่านก่อน ตอนนี้ท่านตามใจเราแล้ว) ตอนนั้นผมรู้สึกว่า ตัวเองขยายใหญ่ตามองค์พระไปด้วย แต่ก็ยังมองเห็นดวงแก้วกลมใสลอยอยู่ในกลางท้องได้อย่างชัดเจนตลอดเวลา ตอนนี้ไม่ว่าจะหลับตาหรือลืมตา ผมก็จะเห็นทั้งดวงและองค์พระได้ชัดมากเกือบ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ขนาดตอนสวดมนต์ ผมก็จะเห็นดวงแก้วสว่างเจิดจ้าในกลางท้องของผมอีกด้วย (สาธุ อย่าให้หายนะลูกนะ อย่าให้หาย นั่นจะเป็นที่พึ่งที่ระลึกที่แท้จริง) ตอนนี้ผมขอต่อเวลา ด้วยการอยู่เป็นพระพี่เลี้ยงในโครงการอุบาสิกาแก้วหน่ออ่อน ช่วยงานหลวงพ่อไปก่อนครับ ผมขอกราบขอบพระคุณหลวงพ่อเป็นอย่างสูงที่เปิดโอกาสให้ลูกผู้ชายอย่างผมได้มาบวช และได้พบกับหนทางดำเนินชีวิตที่ถูกต้อง ผมขอให้หลวงพ่อมีความสุข สุขภาพแข็งแรงตลอดไปนะครับ กราบแทบเท้าพระเดชพระคุณหลวงพ่อด้วยความเคารพอย่างสูง พระธรรมทายาทสีหนาท คมฺภีรธมฺโม --------------------------------------- อดีตนักทวงหนี้ จดหมายจากพระลูกชาย man man ๒๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๓ กราบนมัสการพระเดชพระคุณหลวงพ่อที่เคารพรักอย่างสูง กระผมพระธรรมทายาทชาตรี ญาณกนฺโต (นาคบาตร) อายุ ๓๗ ปี ตัวแทนพระธรรมทายาทจากสนแก้ววนาราม จังหวัดเชียงใหม่ครับ หลวงพ่อครับ ผมก็เป็นอีกคนหนึ่งที่ใช้ชีวิตอยู่บนความไม่รู้ แล้วก็ดำเนินชีวิตผิดพลาดมาในทุกรูปแบบ (อันตรายนะลูกนะ เพราะทุกชีวิตล้วนตกอยู่ภายใต้ Law of Karma กฎแห่งการกระทำ ไม่ว่าทางความคิด คำพูด การกระทำ ทั้งทางกาย วาจา ใจ ไม่ว่าดีหรือชั่วล้วนมีผลทั้งสิ้นเลย) ซึ่งถ้าพิจารณาถึงศีล ๕ ก็ครบครับ คือ ทำผิดครบทุกข้อเลย (ทุกข้อก็คือทุกขุมนะลูกนะ อันตรายมากจ้ะ สวรรค์ไม่ใช่อยู่ในอก นรกไม่ใช่อยู่ในใจ หรือเอาสวรรค์มาล่อ เอานรกมาขู่ก็ไม่ใช่ มันมีจริงนะจ๊ะ ซึ่งเราสามารถพิสูจน์ได้ด้วยตัวของเราเอง ตามหลักคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราเลือกเอาว่า จะเชื่อตอนเป็นหรือจะเห็นตอนตาย มันอันตรายนะลูกนะ แต่อดีตที่ผิดพลาดลืมไปให้หมดนะจ๊ะ ต้องเข้าถึงพระธรรมกายในตัวให้ได้ แล้วก็รักษาไว้ยิ่งกว่าชีวิตจนกระทั่งหมดอายุขัยนั่นแหละ บุญนี้ถึงจะส่งผลไปก่อน ส่วนวิบากกรรมก็คอยก่อน ถ้าเราสั่งสมบุญมากๆ เข้า จะได้หนีมันพ้นอย่างนี้นะจ๊ะ นี่สำคัญ หรือทำตัวให้หมดกิเลส หมดกิเลสก็หมดกรรม หมดกรรมก็หมดวิบาก คือ ผลของกรรม แต่อย่างน้อยต้องอย่างนี้ คือ ต้องเห็นพระในตัว ต้องเข้าถึงพระธรรมกายในตัว) หลวงพ่อครับ ผมทำผิดศีลครบทุกข้อเลย แล้วแถมยังเคยเป็นคนเร่งรัดหนี้สิน หรือพูดภาษาบ้านๆ ว่า รับจ้างทวงหนี้ ถ้าลูกหนี้ยอมจ่ายแต่โดยดีก็ไม่มีปัญหา แต่ส่วนใหญ่มักจะไม่จ่ายตามกำหนด ก็ต้องใช้กำลังบีบบังคับ ซึ่งขอบอกเลยว่า มันโหดยิ่งกว่าในหนังอีกนะครับ ตอนอายุ ๒๐ ปี ผมเคยบวชแล้ว ๑ พรรษา แต่น่าเสียดายที่ผมใช้เวลาในผ้าเหลืองให้ผ่านไปอย่างเปล่าประโยชน์ ไม่ได้เรียนรู้อะไรอย่างจริงจัง เพราะไม่มีพระพี่เลี้ยงและพระอาจารย์คอยแนะนำสั่งสอนเหมือนอย่างในโครงการนี้ (อันตรายจ้ะ อันตรายสำหรับศาสนทายาทมากเลยนี่ ถ้าหากว่าไม่มีพระอาจารย์ ไม่มีพระพี่เลี้ยงคอยอบรมพร่ำสอน ไม่ว่าจะบวชสั้นหรือยาวก็ตาม เวลาลาสิกขาไปแล้วมักจะบอกว่า บวชแล้วไม่ได้อะไร คำๆ นี้เป็นอันตรายต่อพระพุทธศาสนาอย่างมาก จำเป็นต้องมีจ้ะ พระอาจารย์และพระพี่เลี้ยง ทำไมครูไม่ใหญ่ถึงอยากจะได้พุทธบุตรรุ่นกองพันกองพล ๑๐๐,๐๐๐ รูป อยู่เป็นพระพี่เลี้ยง พระพี่ชาย แม้ยังไม่ได้เป็นพระอาจารย์ก็ตาม ก็เพื่อที่จะให้โอกาสดูแลพระน้องชายที่จะสืบศาสนทายาท ถ้าหากบุญเนกขัมมบารมี บุญเก่าได้ช่อง เขาก็จะสืบทอดอายุของพระพุทธศาสนา เป็นสายโลหิตแห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตัวจริง ดีจริงได้ และพระน้องชายจะซาบซึ้ง ขอบพระคุณที่พระพี่ชาย พระพี่เลี้ยงคอยดูแลประคับประคองอบรมสั่งสอนในทุกสิ่งทุกอย่างเลย อย่างนี้จ้ะ และแม้จะลาสิกขาไป ก็ไม่อาจที่จะพูดว่า บวชแล้วไม่ได้อะไร มีแต่ว่า บวชแล้วได้เยอะแยะ เสียดายว่า เรามีเวลาบวชน้อยเหลือเกิน ขนาดบวชน้อยยังได้เยอะขนาดนี้ และใจลึกๆ ก็อยากจะหวนคืนกลับมาบวชใหม่เมื่อหมดภาระอะไรต่างๆ แล้ว นี่เป็นสิ่งที่ดี หรือกลับเอาไปพูดต่อในสิ่งที่ดีๆ เพราะฉะนั้นศาสนทายาทก็จะเพิ่มขึ้น ญาติโยมก็จะเพิ่มขึ้น แล้วมันจะมีวัดร้างได้อย่างไร วัดร้างมีแต่จะสูญพันธุ์ และการเดินธุดงค์นี่ ทิ้งไม่ได้นะ ต้องได้ไปศึกษาเรียนรู้ อย่างน้อยรู้ว่า พระมหาเถรานุเถระในกาลก่อน ท่านฝึกตนทนหิวบำเพ็ญตบะอย่างไร โดยผ่านการเดินธุดงค์ แสวงหาที่วิเวกบำเพ็ญสมณธรรมอย่างนี้นะจ๊ะ และระหว่างที่เราเดินทางบำเพ็ญสมณธรรมไป เราก็จะได้มีโอกาสโปรดญาติโยม แม้ไม่ใช่ด้วยคำสอน แต่โปรดด้วยการกระทำ คือ เป็นตัวอย่างที่ดี ความสงบเสงี่ยมสง่างามที่เกิดจากการบำเพ็ญสมณธรรมในช่วงที่เดินธุดงค์นั่นแหละ ทำให้เกิดศรัทธาปสาทะขึ้นมาในใจของญาติโยม เห็นไหมจ๊ะ อะไรมันก็เกิดขึ้นได้ อย่างธุดงค์คราวนี้ ข้างหน้าเราไม่รู้ว่า จะมีอาหารบิณฑบาตจากญาติโยมหรือไม่ เพราะไม่ได้แจ้งไปก่อนล่วงหน้า เอาว่าอดก็อดด้วยกัน อิ่มก็อิ่มด้วยกัน เอาศีลเอาธรรม เอา สีเลน โภคสัมปทา ที่เราได้บำเพ็ญนี่แหละเป็นเครื่องดึงดูดให้ญาติโยมออกจากบ้านแล้วมาใส่บาตรให้เรา เป็นกำลังแห่งการตรัสรู้ธรรมของเรา นี่อย่างน้อยเราไปก็อย่างน้อยอย่างนี้ และถ้าเป็นที่ตั้งแห่งความเลื่อมใสแล้ว ใจของโยมที่ขุ่นมัวก็จะเลื่อมขึ้น ใสขึ้น สิ่งที่จะตามมา คือ อยากเข้าใกล้พุทธบุตร อยากฟังธรรม อยากปฏิบัติธรรม อยากเป็นอย่างที่พุทธบุตรเป็นอย่างนี้ เห็นไหมจ๊ะว่า พระพุทธศาสนาจะถูกยกขึ้นมาอย่างนี้จ้ะ นี่สำคัญมากนะจ๊ะ) ดังนั้น เมื่อลาสิกขาออกมาจึงไม่มีหลักในการดำเนินชีวิตเลย เรื่องบาปบุญคุณโทษก็รู้บ้างนิดๆ หน่อยๆ แต่ไม่ค่อยได้นำมาใช้ ยังคงใช้ชีวิตอย่างสิ้นเปลืองไปวันๆ (น่าเสียดายนะ และอันตรายสำหรับชีวิตด้วย) แล้ววันที่ผมจะได้เปลี่ยนแปลงตัวเองก็มาถึง วันนั้นผมกำลังตั้งวงก๊งเหล้ากับเพื่อนๆ ก็มีผู้นำบุญจากวัดพระธรรมกายนี่แหละ เป็นพี่ที่รู้จักกันชื่อ คุณเธียรรัตน์ พลอยกองมาศ ซึ่งผมก็คิดว่า เขาจ๊าบสุดๆ เพราะกล้าตัดสินใจมาชวนผมบวชถึงในกลางวงเหล้า ตอนนั้นถึงผมจะมึนๆ แต่ก็ยังฟังรู้เรื่องนะครับ และแปลกมากที่ผมก็ไม่ได้ตอบปฏิเสธ แต่บอกพี่เขาไปว่า ขอคิดดูก่อน วันที่ ๑๗ มกราคม ค่อยมาเอาคำตอบนะ แล้ววันที่ ๑๗ มกราคม ก็มาถึง ตอนนั้นผมคิดว่า ชีวิตโจ๋ๆ ที่แย่ๆ สุดๆ ของผม น่าจะถึงตอนอวสานได้แล้ว ผมจึงบอกลาอบายมุข แล้วก็มุ่งหน้าหาความดีด้วยการตัดสินใจมาบวชอีกครั้ง มาถึงวันนี้ ผมอยากบอกคุณเธียรรัตน์ว่า ขอบคุณมากครับ ที่ทำให้ผมได้พบกับหนทางสว่างและมีชีวิตใหม่ที่สดใสกว่าเดิม (เห็นไหมจ๊ะ จะมีความรู้สึกที่ดีต่อพี่ที่เป็นกัลยาณมิตร แปลว่า โลกใบนี้ขาดกัลยาณมิตรไม่ได้ เหมือนโลกไม่อาจขาดดวงตะวันนี่นะจ๊ะ) แม้ผมจะดื่มเหล้าหนัก สูบบุหรี่จัด แต่เมื่อตั้งใจมาบวชแล้ว ผมก็สามารถตัดใจอำลาเหล้าและบุหรี่ได้อย่างไม่มีเยื่อใยตั้งแต่ในวันแรกที่เข้าโครงการเลยครับ หลวงพ่อครับ โครงการนี้ดีมากๆ เลย ผมได้ฝึกอะไรหลายอย่าง ได้เรียนรู้ถึงการเป็นพระแท้ ได้เดินธุดงค์ไปพัฒนาวัด (การได้เดินธุดงค์ไปพัฒนาวัดร้าง บางทีพระธรรมทายาทอาจจะไม่ทราบว่า เรากำลังทำสิ่งที่สำคัญมากเลย ดูเหมือนว่า การปัดกวาดเช็ดถูหรือพัฒนาวัดนั้น ใครๆ ก็ทำได้ ใช่ ใครๆ ก็ทำได้ แต่ไม่มีใครทำ และเมื่อไม่มีใครทำ อะไรจะเกิดขึ้น วัดก็ไม่สะอาด รกรุงรัง ไม่น่าอยู่ ใครๆ ก็ไม่อยากเข้ามา เมื่อคนไม่เข้าวัดก็จะเป็นอันตรายสำหรับพระศาสนา แปลว่า พระศาสนาจะสูญพันธุ์ได้ เพราะฉะนั้นการที่เราไปพัฒนาวัดร้างในโครงการเดินธุดงค์นี่ ตรงนี้ช่วยในการฟื้นฟูพระพุทธศาสนาได้โดยทางหนึ่งทีเดียว นอกเหนือจากการบำเพ็ญสมณธรรมของเรา การฝึกตน ทนหิว บำเพ็ญตบะของเรานี่นะจ๊ะ ดังนั้นโครงการนี้ขาดไม่ได้เลย และเรามีมโนปณิธานว่า จะต้องทำให้วัดร้างในผืนแผ่นดินไทยสูญพันธุ์ให้ได้ นี่ล่ะจ้ะ เพราะฉะนั้นรุ่น ๑๐๐,๐๐๐ รูปนี่แหละ จะมีส่วนอย่างสำคัญตรงนี้ เพราะฉะนั้นครูไม่ใหญ่ถึงอยากให้ถ่ายภาพทุกวัดเก็บเอาไว้ แต่เสียดายว่า กล้องเรามีจำกัด มีไม่มาก เสียดายมากเลยทุกๆ วัด เพราะมันเป็นภาพประวัติศาสตร์ของชีวิต ซึ่งถ้าตัวเองได้เห็นภาพตรงนี้เมื่อไร มันจะปลื้มปีติ สมมติว่า แม้เราลาสิกขาไป หรือยังบวชต่อก็ตาม บางครั้งเราอาจจะเขวไปบ้าง เดินเป๋ไปบ้าง ภาพเหล่านี้จะช่วยเหนี่ยวบั้นเอวเราให้หวนกลับมาสู่เส้นทางที่ถูกต้อง และก็จะได้เป็นเนื้อนาบุญให้กับญาติโยม) และยิ่งผมได้นั่งสมาธิมากเท่าไร ผมก็ยิ่งเห็นคุณค่าของความเป็นพระ และหลงรักชีวิตสมณะขึ้นมาอย่างจับใจ (นี่จ้ะ สมาธิกับพระเป็นของคู่กันเลย เหมือนลมหายใจกับจมูก เหมือนเสียงกับหูนี่คู่กัน สมาธิกับพระก็คู่กัน ขาดจากกันไม่ได้ การเห็นคุณค่าความเป็นพระนี่สำคัญมาก มันทำให้อยากอยู่ต่อ อยากบำเพ็ญสมณธรรม อยากเดินตามรอยพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจนตลอดชีวิต ความรู้สึกเช่นนี้จะเกิดจากการบำเพ็ญสมณธรรมของเรานะจ๊ะ ถ้าบวชแล้วไม่ได้นั่ง ครูไม่ใหญ่เสียดายแทน เสียดายมาก) เวลาที่นั่งสมาธินั้น ผมจะนั่งแบบสบายๆ ภาวนา สัมมา อะระหัง ไปเรื่อยๆ มีอยู่วันหนึ่ง หลังจากการสวดมนต์ทำวัตร เช้า ตอนนั้นใจกำลังสบาย พอหลับตาปุ๊บ ไม่นานเลย ผมก็มีความรู้สึกวูบๆ ภายใน เหมือนกำลังเล่นสไลเดอร์ลงไปในหุบเหวที่สว่างไสวแต่ลึกมากๆ ครับ (พอถึงตรงนี้ อย่าตกใจ อย่าขยับตัว อย่าลืมตา และก็ไม่ต้องกลัวอะไร ให้ทำเฉยๆ นะจ๊ะ) พอเลื่อนลงไปเรื่อยๆ ผมก็เห็นดวงแก้วสีขาวนวลๆ นวลเหมือนไข่เป็ด อยู่ที่ปลายอุโมงค์นั้น ผมจึงนึกน้อมเอาดวงแก้วนั้นมาไว้ในกลางท้องฐานที่ ๗ แล้วก็หมดเวลาพอดี ผมจึงต้องออกจากสมาธิ แต่แม้กระนั้นก็ตาม ผมก็มีความรู้สึกอิ่มอกอิ่มใจและมีความสุขมาก (สุขจากสมาธิ พุทธบุตรทุกรูปต้องมีประสบการณ์ตรงนี้ ไม่ควรไม่มี หรือบวชไปฟรีๆ อย่างนี้นะจ๊ะ) และวันรุ่งขึ้น พอถึงเวลานั่งสมาธิผมจึงอธิษฐานจิตว่า ถ้าในกลางตัวเรามีดวงแก้วใสๆ อยู่จริงๆ ขอให้ได้เห็นด้วยเถิด แล้วผมก็ภาวนา สัมมา อะระหัง ไปเรื่อยๆ (คือ ไม่มั่นใจว่า มีจริงหรือไม่มีจริง) พอปล่อยใจว่างๆ ไปสักพักหนึ่ง ใจก็เริ่มนิ่งมาก ตอนนั้นผมไม่คิดอะไรเลย จนเวลาผ่านไปประมาณ ๒๐ นาที ผมก็เห็นจุดสว่างเป็นดวงแก้วดวงเล็กๆ อยู่ในศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ (ถูกต้องมากจ้ะ ดีมากเลย) พอเอาใจไปวางไว้ตรงนั้น ผมก็เห็นจุดเล็กๆ นั้นค่อยๆ โตขึ้น จนมีขนาดเท่ากับลูกฟุตบอล มีแสงและมีรัศมีขยายเป็นวงกว้างออกไปเรื่อยๆ (ถูกต้องมาก รักษาไว้นะลูกนะ อย่าให้หายนะ ให้ทำอย่างเดิม ถูกต้องแล้วจ้ะ  ในทุกๆ Case ที่นำมาเล่าให้ฟังนี่ เราจะเห็นว่า มีปรากฏการณ์อย่างนี้ซ้ำๆ กันเลย ไม่ว่าจะเชื้อชาติ ศาสนา หรือเผ่าพันธุ์ใดก็ตาม เมื่อทำสมาธิ โดยเอาใจมาวางไว้ในกลางท้อง ตรงฐานที่ ๗ จะเป็นอย่างนี้ทั้งนั้นเลย มีประสบการณ์ภายในสากลเหมือนกันหมดเลยนะจ๊ะ) มีแสงและก็มีรัศมีขยายออกเป็นวงกว้างออกไปเรื่อยๆ จนรู้สึกว่า ข้างในตัวผมนั้นสว่างไปหมด พอมองเข้าไปกลางดวงแก้วนั้นก็จะเห็นรัศมีเจิดจ้า มีประกายสุกใส เย็นตาเย็นใจ ผมเห็นชัดมากเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ ผมสามารถพิจารณาดูดวงนั้นได้รอบทิศทาง เห็นเป็นเหมือนภาพ ๓ มิติ (คือ ใจหยุดนิ่งอยู่ตรงกลางแต่เห็นได้รอบทิศ นี่มันมหัศจรรย์ตรงนี้ ปกติเราจะเห็นทางซ้ายก็ต้องหันไปซ้าย อยากเห็นทางขวาก็ต้องหันไปทางขวา อยากเห็นข้างบนก็ต้องเงยหน้า อยากเห็นข้างล่างก็ต้องก้มลง อยากเห็นข้างหลังก็ต้องกลับหลังหัน แต่นี่ไม่ อยู่ที่เดียวแต่เห็นได้รอบทิศ) ดวงแก้วนั้นสวยมาก ไม่สามารถเปรียบเทียบกับอะไรได้เลยครับ ตอนนั้นผมมีความสุขที่สุด เป็นความสุขที่ไม่เคยมีมาก่อน มันเหมือนกับว่า เราได้ครอบครองสิ่งสำคัญที่มีค่ามากที่สุดในจักรวาล ผมถึงได้รู้ว่า ความสุขที่ไขว่คว้ามาตลอดชีวิตที่ผ่านมา และที่เคยคิดว่า เป็นความสุขที่สุดนั้น ความจริงแล้วมันเป็นได้แค่เศษผงธุลี เทียบไม่ได้เลยกับความสุขที่เกิดจากภายใน (อย่าลืมนะ ตอนนั้นแสวงหาความสุขด้วยการเร่งรัดหนี้สิน โหดยิ่งกว่าในหนัง) ตอนนี้ทุกครั้งที่นั่งหลับตา ถ้าใจนิ่งดี ผมก็จะเห็นดวงใสๆ ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ได้ทุกครั้งเลย ผมมีความรู้สึกว่า ไม่อยากจากผ้าเหลืองไปไหนเลย ผมรักชีวิตความเป็นพระ (ถ้าเห็นดวงใสๆ ก็จะอย่างนี้ทุกคนจ้ะ) ผมรักดวงแก้วใสๆ ภายใน (ที่จริง คือ ดวงธรรมภายใน แต่ว่ามีลักษณะเหมือนดวงแก้วใสๆ ทีนี้ก็ไม่ทราบว่า จะเรียกอะไร ก็เลยเรียกดวงแก้วใสๆ) และผมก็รักหลวงพ่อมาก ผมจึงภาวนาทุกวัน ขอให้ผมมีบุญได้บวชระยะยาว (ที่จริงท่านมีบุญบวชระยะยาวนะ หมดอายุขัยเลย แต่สำคัญที่ว่า เอามาใช้แค่ไหน ถ้าเอามาใช้ ๑ ปี ก็บวชได้ ๑ ปี ถ้าเอามาใช้ ๒ ปี ก็บวชได้ ๒ ปี ถ้าเอามาใช้ ๕ ปี ก็บวชไป ๕ ปี แต่จริงๆ แล้วมันยาวถึงหมดอายุขัยเลย) ผมอยากทำหน้าที่ถ่ายทอดธรรมะ ให้คนทั้งโลกได้พบกับความสุขภายในแบบผมครับ (ดีมากเลยลูก อย่างนี้บวชไปเรื่อยๆ นะลูกนะ มีบุญบวชระยะยาว ยาวมากๆ จ้ะ) กราบแทบเท้าพระเดชพระคุณหลวงพ่อด้วยความเคารพอย่างสูง พระธรรมทายาทชาตรี ญาณกนฺโต --------------------------------------- ชีวิตที่เต็มเปี่ยม (ฉบับที่ ๑) จดหมายจากพระลูกชาย man man ๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๓ ผมธรรมทายาทวัน บ่อแสง อายุ ๒๑ ปี ตัวแทนธรรมทายาทจากสนแก้ววนาราม จังหวัดเชียงใหม่ครับ ผมเป็นคนไทยใหญ่ บ้านอยู่บนดอย อำเภอฝาง ผมเติบโตมาในชุมชนที่เต็มไปด้วยอบายมุข (ตรงนี้อันตราย เหตุเพราะกรรมคบคนพาลของแต่ละคนที่มีวิบากกรรมเหมือนกันดึงดูดมารวมกัน ก็จะเป็นชุมชนอบายมุข อย่างนี้แหละจ้ะ อบายมุข แปลว่า ปากทางไปสู่อบาย ต้นทางมันอาจจะสนุก มันมึนเมา มันทึมๆ แต่ปลายทางอบายจ้ะ) เป็นพื้นที่เสี่ยง (คำว่า “เสี่ยง” นี่เสี่ยงทั้งทรัพย์ อวัยวะ ชีวิต กระทั่งอบายจ้ะ) และปิดกั้นตัวเองจากคนภายนอก แต่เพราะความเมตตาของหลวงพ่อที่ส่งพระอาจารย์สมชาย ฐิตาโภ ให้เข้ามาเผยแผ่พระพุทธศาสนาบนดอย พวกเราถึงได้รู้จักพระ และรู้จักการทำความดี หมู่บ้านบนดอยที่ผมอยู่จึงค่อยๆ สว่างขึ้นครับ (สักวันหนึ่ง เราจะต้องเอาผ้าเหลืองไปห่มทุกดอยให้สว่างไสว แปลว่า เราจะต้องนำธรรมะของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไปสว่างที่ตรงนั้น เพราะว่ามีผู้ที่กำลังรอคอยเราอยู่เยอะทีเดียวที่ตรงนี้นะจ๊ะ) การนั่งสมาธิในวันแรกของผมนั้น มันไม่เป็นสมาธิเอาเสียเลย (นี่ก็เป็นของสากลที่ทุกคนต้องเจอ เจอมากเจอน้อยนะจ๊ะ) ผมไม่สามารถทำใจตามเสียงการนำนั่งได้ อาจเป็นเพราะว่า ผมยังไม่คุ้น ก็ตั้งแต่เกิดมาครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ผมได้ฝึกนั่งสมาธิครับ พระอาจารย์บอกว่า ให้นั่งทำใจสบายๆ เหมือนตอนที่เราใกล้จะหลับ ผมก็ทำตามครับ และ ผมก็หลับไปเลยครับ (เขาให้หลับหลอกๆ จ้ะ นี่เล่นหลับจริงเลยนะ) แต่พอตื่นขึ้นมา ผมกลับรู้สึกว่า สดชื่นกว่าที่เคยเป็น และก็เริ่มจะนั่งได้ดีขึ้นครับ เมื่อเข้าสู่วันที่ ๓ (ถือว่าเร็วมากนะ มีบุญเก่าส่งผล กำลังจะหมดกรรมแล้ว) ผมก็นั่งหลับตาเบาๆ ภาวนา สัมมา อะระหัง ไปเรื่อยๆ ผมนึกให้มีองค์พระใสๆ อยู่ที่กลางท้อง ทำใจให้โล่งๆ ภาวนาไปเรื่อยๆ จนรู้สึกว่าตัวเบา แล้วใจของผมก็สงบนิ่งมาก ผมเห็นดวงกลมๆ มีแสงคล้ายดวงจันทร์อยู่ตรงกลางดวง มีรัศมีสีฟ้านวลๆ มีแสงสีเหลืองขยายออกไปเป็นวงกว้าง ลอยอยู่ตรงหน้าผมห่างประมาณ ๕ เมตร (นี่เริ่มมาแล้ว เห็นไหมจ๊ะ พอใจเริ่มนิ่ง) และพอผมได้ยินเสียงนำนั่งของหลวงพ่อบอกว่า ให้นึกถึงองค์พระไว้ที่กลางท้อง ผมก็ทำตามทันที ผมเห็นองค์พระใสๆ องค์เล็กๆ อยู่ที่กลางท้อง (แปลว่า ใจเริ่มละเอียดแล้วนี่ เพราะฉะนั้นจึงนึกง่าย) แล้วผมก็นึกให้ตัวเราเป็นองค์พระ องค์พระเป็นตัวเรา ไม่ถึง ๕ นาที ตัวทั้งตัวของผมก็กลายเป็นพระใสๆ ใสเหมือนแก้วเลยครับ (อย่างนี้แหละจ้ะ ถ้าได้อย่างนี้ก็บวช ๒ ชั้น คือ เป็นพระทั้งภายนอกและภายใน) ใบหน้าของท่านงามมาก เหมือนที่หน้าปกหนังสือสวดมนต์เลยครับ ตอนนั้นผมยังหลับตาอยู่ แต่ลองเอาใจไปมองไปที่ขา (เอาใจมองนะจ๊ะ) ที่ขาที่แขนก็ใสไปหมดเลย มันเป็นความรู้สึกที่ชัดเจนมากราว ๘๐ เปอร์เซ็นต์ ผมรู้สึกร้อนวูบวาบ ปีติมาก จนขนแขนขนหัวลุกตั้งเลยครับ ทุกครั้งที่ผมหลับตาแล้วนึกถึงองค์พระ อย่างตอนก่อนทานข้าว แล้วต้องหลับตาบูชาข้าวพระ แค่นึกถึงองค์พระเท่านั้น ตัวเราก็จะกลายเป็นพระทันที จนตอนนี้ผมเห็นท่านชัดมาก ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์เลยครับ (อย่างนี้เรียกว่า เราจะได้บวช ๒ ชั้นแล้ว เพราะฉะนั้นลูกนาคธรรมทายาททั้งหลายต้องทำอย่างนี้ ถึงจะเรียกว่า ได้บวช ๒ ชั้น คือ เห็นองค์พระชัดมาก ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ทั้งหลับตาลืมตา นั่ง นอน ยืน เดินเห็น หรือกล่าวคำขานนาคก็เห็นชัดเจน ปีติสุขจะหล่อเลี้ยงใจเรา ความภาคภูมิใจจะเกิดขึ้นทุกครั้งที่เราตามระลึกนึกถึง เมื่อเราเล่าสู่กันฟัง หรือเล่าให้ใครฟังก็ตาม แม้เป็นเรื่องซ้ำๆ ซากๆ แต่เหมือนฟังใหม่ทุกครั้ง และปลื้มทุกครั้งที่ได้ยิน และเมื่อใครได้ยินได้ฟัง เขาก็อยากจะเป็นอย่างเรา เพราะฉะนั้นเมื่อเราสว่าง โลกก็สว่างด้วย สิ่งดีๆ ก็จะเกิดขึ้นกับโลกใบนี้ ตรงนี้แหละที่บิดามารดาจะได้บุญมาก ถ้าเราบวชตามประเพณีอย่างที่เราเคยเห็นกันมาอย่างนั้นได้นิดๆ หน่อยๆ พอเป็นกิริยาบุญ ไม่เพียงพอที่จะไปตัดรอนวิบากกรรม และยิ่งบวชมาแล้วไม่ได้ตั้งใจบำเพ็ญสมณธรรม อยู่กันไปเรื่อยเปื่อยอย่างนั้น แทนที่จะได้บุญมีกำไรของชีวิต กลับขาดทุน เพราะฉะนั้นบวชแล้วต้องบำเพ็ญสมณธรรม ต้องบวชให้ได้ ๒ ชั้นอย่างนี้จ้ะ) ผมมีความสุขมากเลย จนอยากให้ทุกคนในโลกนี้ได้บวช (ทำไมถึงนึกอย่างนี้ พูดอย่างนี้ เห็นไหมจ๊ะว่า ความรักและปรารถนาดีจะเกิดขึ้นเอง จากชาวไทยใหญ่ ชาวดอยอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่เป็นอบายมุข แต่ชีวิตก็เปลี่ยนแปลงไปอย่างฉับพลันเมื่อเข้าถึงพระในตัว แต่เดิมอยู่ ณ ที่ตรงนั้นไม่เคยมีความสุข แต่วันนี้พูดได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่า ผมมีความสุขมาก จนอยากให้ทุกคนในโลกนี้ได้บวช ถ้าเรามีประสบการณ์อย่างนี้ เราก็จะเป็นอย่างนี้ แล้วจะทำให้เรานึกออกว่า ทำไมพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงมีพระมหากรุณา อยากให้สรรพสัตว์ทั้งหลายหลุดพ้นเช่นเดียวกับพระองค์ เพราะพระองค์เข้าถึงบรมสุขภายใน จึงอยากให้ทุกคนเป็นอย่างนี้ นี่ขนาดเพิ่งนิดๆ หน่อยๆ นะจ๊ะ ถ้าจะไปเทียบกับพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามันห่างไกลกันมาก ยังมีความรู้สึกอย่างนี้เลย ทีนี้สมมติว่า วันพรุ่งนี้ลูกนาคธรรมทายาทร่วมแสนจะบวชเป็นสามเณรแล้วเข้าถึงอย่างนี้ แล้วคิดเหมือนกัน พูดเหมือนกัน ทำเหมือนกัน แล้วก็บอกเหมือนๆ กันว่า ผมมีความสุขมาก ร้องสุขมาอย่างนี้ อะไรมันจะเกิดขึ้นกับโลกใบนี้ เราลองคิดดู นี่ไม่ใช่เรื่องธรรมดาแล้วล่ะ นี่สำคัญมากนะลูกนะ) ผมขอกราบขอบพระคุณหลวงพ่อเป็นอย่างสูง ที่ทำให้ผมได้พบสิ่งที่พิเศษเกินคำบรรยาย ผมเลิฟหลวงพ่อจังเลยครับ ขอให้หลวงพ่อมีสุขภาพแข็งแรง อายุยืนยาวเป็นพันๆ ปีเลยนะครับ (สาธุ โอเคจ้ะ แต่ต้องอยู่ด้วยกันนะ จะอยู่คนเดียวได้ไง) กราบแทบเท้าพระเดชพระคุณหลวงพ่อด้วยความเคารพอย่างสูง ธรรมทายาทวัน บ่อแสง --------------------------------------- ชีวิตที่เต็มเปี่ยม (ฉบับที่ ๒) จดหมายจากพระลูกชาย man man ๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๓ กระผมสามเณรวัน บ่อแสง (เราคงจำได้นะจ๊ะ ธรรมทายาทวัน บ่อแสง ชาวไทยใหญ่) ผมขอกราบเรียนเรื่องผลการปฏิบัติธรรมเพิ่มเติมนะครับ คือ เมื่อคืนก่อนวันบรรพชาผมได้เตรียมกาย วาจา ใจ ด้วยการนั่งสมาธิ เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการบรรพชาในวันนี้ พอผมหลับตาเอาใจไปไว้ที่กลางท้อง ผมก็เห็นองค์พระใสๆ สว่างมากกว่าทุกครั้ง (สาธุ นี่สามเณรวันจะได้บวช ๒ ชั้นแล้ว) สว่างแบบไม่รู้จะเปรียบกับอะไร หลวงพ่อครับ พระอาทิตย์เป็นพันๆ ดวงก็ยังน้อยไปครับ (โอ้ นี่สว่างมากแล้ว เห็นไหมจ๊ะ) และในวันนี้ซึ่งเป็นวันบรรพชา ตั้งแต่ช่วงเช้าที่เวียนประทักษิณ ผมก็รู้สึกว่า ตัวเราเป็นองค์พระและกำลังเวียนประทักษิณไปด้วย (สาธุจ้ะ นี่คือการบรรพชา ๒ ชั้น) และตอนที่พระอุปัชฌาย์ท่านคล้องอังสะให้ พอผมทำใจนิ่งๆ ตัวผมก็กลายเป็นองค์พระ (สาธุจ้ะ) ท่านชัดและก็สว่างมาก ขนาดตอนเดินถือผ้าไตรออกมาเพื่อห่ม องค์พระก็ยังใสสว่างอยู่ที่กลางกายของผมตลอดเลยครับ หลวงพ่อครับแต่ก่อนผมรู้สึกว่า ผมนี่จนมาก ผมไม่มีพ่อ ไม่มีแม่ ชีวิตลำบากและขาดแคลน พูดง่ายๆ ก็เหมือนลูกกำพร้า แต่ตอนนี้ผมกำเพชรแล้วครับ ผมรู้สึกว่า ชีวิตของผมเต็มเปี่ยม ไม่มีอะไรบกพร่องเลย มันไม่ขาดแคลนอะไรเลย เหมือนเรามีทุกอย่างที่สมบูรณ์ขึ้นมาเองโดยอัตโนมัติ (แปลว่า ความรู้สึกว่า บกพร่องหรือไม่สมบูรณ์มันอยู่ที่ใจ ใจที่มันยังไม่เต็มเปี่ยม มันรู้สึกขาดๆ พร่องๆ เหมือนตุ่มน้ำที่มีก้นรั่ว ใส่น้ำเท่าไรก็ไม่เต็มสักที ก็รู้สึกเป็นทุกข์ใจตลอดว่า มันไม่เต็ม มันไม่เต็ม ตักมาเนื้อยเหนื่อย พอเทใส่มันก็ไม่เต็มอีก แต่ตอนนี้อ๊อกอย่างดีแล้ว เมื่อเห็นพระภายใน มีความสุขมาก ความรู้สึกว่าขาดแคลนไม่มี เห็นไหมจ๊ะ) หลวงพ่อครับ ถ้ามีใครเอาสมบัติจักรพรรดิมาให้เพื่อแลกกับธรรมะ และบอกว่า ขอเพียงว่าไม่ให้ผมเห็นองค์พระ ผมไม่ยอมแลกเด็ดขาดครับ (เราจะไม่มีวันเข้าใจประโยคนี้เลย จนกว่าเราจะเข้าถึงองค์พระเหมือนสามเณรวัน บ่อแสงจ้ะ) ตอนนี้ผมไม่ต้องการอะไรอีกแล้วครับหลวงพ่อ นอกจากธรรมะ หลวงพ่อครับตอนนี้ผมรัก ๒ รัก คือ หนึ่งผมรักองค์พระ รักที่สอง คือ รักหลวงพ่อครับ (โอ้ สุดยอดนะ) ผมเพิ่งรู้ว่าการบวชมันดีอย่างนี้เอง  (นี่ไงสามเณรวัน บ่อแสง บอกเบาะแสแล้ว ความเต็มเปี่ยมของชีวิตจะเกิดขึ้นได้อย่างไร ที่ทำให้เราไม่มีความรู้สึกว่า เราขาดแคลนหรือยากจนอยู่เสมอ แต่มีความรู้สึกว่า เราร่ำรวย เพราะมีอริยทรัพย์ภายในแล้ว มีทรัพย์ซึ่งเป็นเครื่องปลื้มใจ ที่จะติดตัวไปได้ตลอดเวลา ตกลงไปในน้ำก็ยังติดอยู่ สามเณรวัน บ่อแสง จะมีทรัพย์อย่างนี้ทั้งที่ลับ ที่แจ้ง ที่แห้ง ที่เปียก รวยทุกที่เลย เพราะเข้าถึงความสุขภายใน มีพระภายในจ้ะ) ผมเพิ่งรู้ว่า การบวชมันดีอย่างนี้เอง หลวงพ่อครับผมจะตั้งใจบวชเพื่อจะเป็นพระแท้ครับ (สาธุ ฝึกต่อไปนะลูกนะ เดี๋ยวเรามารับภาระกันนะ รับภาระที่เขาเรียกว่า สมภาร เราไปเซ็ตโปรแกรมใหม่ เราจะเอาไงก็เอานะ ทำให้ถูกหลักวิชชาเหมือนย้อนยุคพุทธกาล เมื่อ ๒,๕๐๐ กว่าปี เอากลับมาที่วัดของเรา) กราบแทบเท้าพระเดชพระคุณหลวงพ่อด้วยความเคารพอย่างสูง สามเณรธรรมทายาทวัน บ่อแสง ---------------------------------------