๑. งานที่แท้จริง การฝึกใจให้หยุดนิ่งเป็นหน้าที่อันยิ่งใหญ่สำหรับทุก ๆ ชีวิต และเป็นงานที่แท้จริงของมวลมนุษยชาติ ตลอดจนสรรพสัตว์ทั้งหลาย เพราะเป็นวิธีเดียวเท่านั้นที่จะขจัดความสงสัย เกี่ยวกับเรื่องราวความเป็นจริงของสรรพชีวิตให้หมดสิ้นไปได้ และเป็นวิธีเดียวที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ ทรงปฏิบัติเพื่อให้เกิดความรู้แจ้งเห็นจริง ในสรรพสิ่งและสรรพสัตว์ทั้งหลาย ๕ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๑ ๒. สิ่งที่เป็นสาระ กับสิ่งที่ไม่เป็นสาระ มนุษย์ส่วนใหญ่มักจะแสวงหาสิ่งที่ไร้สาระ ซึ่งไม่สามารถนำติดตัวไปเป็นประโยชน์ในภพเบื้องหน้า แต่สิ่งที่เป็นสาระของชีวิตที่นำติดตัวไปได้ กลับไม่ให้ความสำคัญ ทั้งนี้เนื่องจากความรู้ยังไม่สมบูรณ์ แม้บางคนรู้แต่ก็ไม่ได้ลงมือทำอย่างจริงจัง เพราะฉะนั้น ผู้มีปัญญาจะต้องให้ความสำคัญ กับการปฏิบัติธรรมให้มาก ๆ เพราะสิ่งนี้คือสาระที่แท้จริงของชีวิต ที่จะทำให้ได้เข้าถึงสิ่งที่มีอยู่จริงภายใน การปฏิบัติธรรม คือ กรณียกิจที่แท้จริงของการเกิดมาเป็นมนุษย์ เป็นสิ่งที่จะทำให้ได้บรรลุเป้าหมายของชีวิต เป็นงานที่ทำให้เราได้รู้จักตัวเองและแผนผังชีวิตของเรา ดังนั้น การปฏิบัติธรรมเราควรทำทุกวัน อย่าให้ขาด และทำควบคู่กันไปกับการทำมาหากินหรือในภารกิจต่าง ๆ ให้ภารกิจกับจิตใจไปด้วยกัน เศรษฐกิจต้องคู่ไปกับจิตใจ เราแสวงหาทรัพย์มาเพื่อเอาไว้หล่อเลี้ยงสังขาร และนำมาสร้างบารมี เราจะต้องรู้จักหลักของชีวิตและทำความเข้าใจว่า อะไรคือภารกิจหลัก อะไรคือภารกิจรอง ภารกิจหลักคือการปฏิบัติธรรม นอกนั้นคือภารกิจรอง เพราะฉะนั้น เราจะต้องให้ความสำคัญกับภารกิจหลักให้มาก ๆ เพราะสิ่งนี้คือกรณียกิจที่เป็นเป้าหมายชีวิตของเรา ๖ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๔ ๓. ถามหาความสุข ประโยชน์อย่างน้อยที่สุดของการฝึกใจหยุดนิ่ง คือ ทำให้เราได้เข้าถึงความสุขในปัจจุบันทันใด ซึ่งจะเป็นความสุขที่แท้จริง ที่ไม่มีในที่ไหน นอกจากทำใจให้หยุดนิ่งเท่านั้น ๒๙ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๙ 4. ความสุขอยู่หนใด เหตุที่ชาวโลกทั้งหลายมีความทุกข์ เพราะว่ามีความทะยานอยาก และไม่รู้ว่า แก่นสารของชีวิตคืออะไร อะไรคือที่พึ่งที่ระลึกที่แท้จริง และจะเข้าถึงได้อย่างไร ทั้ง ๆ ที่ต่างก็แสวงหาความสุข หรือสิ่งที่จะมาเชื่อมต่อกับความสุขที่แท้จริง แต่ไม่รู้ว่า ความสุขนั้นอยู่ที่ไหนมีลักษณะเป็นอย่างไร และอะไรจะเป็นตัวเชื่อม เมื่อไม่เข้าใจ ไม่รู้จัก ก็ทำไปตามที่ได้ยินได้ฟังมา หรือเข้าใจเอาเองตามรสนิยม ถ้าเข้าใจว่า สิ่งที่จะเชื่อมให้ถึงความสุขได้คือทรัพย์ ก็จะแสวงหาทรัพย์ ถ้าเข้าใจว่า ความสุขอยู่ที่การดื่มน้ำเมา ก็จะไปดื่มน้ำเมา ถ้าเข้าใจว่า อยู่ที่การพนัน ก็จะไปเล่นการพนัน หรือความสุขอยู่ในรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธรรมารมณ์ เข้าใจอย่างไรก็จะไปทำอย่างนั้น แต่พอไปถึงก็ไม่พบ เมื่อไม่พบก็เบื่อหน่าย แล้วก็แสวงหากันใหม่ เหมือนนกที่กระโดดจากกิ่งไม้นี้ไปสู่กิ่งไม้โน้นเรื่อยไป แท้ที่จริงความสุขที่แสวงหานั้นอยู่ในตัว ไม่ใช่เป็นของใกล้ตัว แต่เป็นสิ่งที่อยู่ในตัวของทุก ๆ คน ๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๙ ๕. สุขใจเพราะมีธรรม ไม่ว่าวันอะไรก็สุขใจเพราะมีธรรม (ไม่ใช่มีเธอ) ธรรมะมีอยู่แล้วในตัวของทุกคน แต่การเข้าถึงธรรมภายในต้องทำให้เป็น ด้วยวิธีที่ง่าย ตรง ลัด ประหยัดสุด ประโยชน์สูง คือ ทำใจให้หยุดนิ่ง เพราะ “หยุดเป็นตัวสำเร็จ” หยุดตั้งแต่เบื้องต้นจนกระทั่งเป็นพระอรหันต์ คือ ทำใจให้หยุดนิ่งอย่างเบา ๆ สบาย ๆ ทำอย่างง่าย ๆ ทำเพลิน ๆ ทุกคนมีธรรมะอยู่ภายในตัวอยู่แล้ว ซึ่งเป็นบ่อเกิดแห่งความสุข แต่ถ้ายังเข้าไม่ถึง สิ่งนี้แม้นมีอยู่ก็เหมือนไม่มี ถ้าเราไปแสวงหาความสุขที่นอกเหนือจากนี้ ก็จะไม่มีวันพบ เพราะภายนอกไม่มีความสุขที่แท้จริง มัวไปหาในสิ่งที่ไม่มี มันก็ไม่เจอ เพราะความสุขอยู่ภายในตัว ๒๗ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๑ ๖.หยุดใจได้เข้าถึงบรมสุข เราเป็นผู้มีบุญมากได้ได้เกิดอยู่ในบุญเขต ในดินแดนแห่งพระพุทธศาสนา ก็จะต้องเดินตามรอยของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ด้วยการประพฤติอยู่ในทำนองคลองธรรม และหมั่นฝึกใจให้หยุดนิ่ง เพราะเป็นกิจที่ต้องทำ เพื่อการดับทุกข์ และให้หลุดพ้นจากกิเลสอาสวะ เราจะมีความสุขด้วยตัวของตัวเอง เป็นสุขอย่างยิ่ง ที่ไม่มีสุขใดเทียบได้ ไม่ว่าจะเป็นสุขจากการได้เห็นของสวย ๆ งาม ๆ ได้ฟังเสียงที่ไพเราะ นุ่มนวล ได้รับการยกย่อง ชื่นชม สรรเสริญ หรือสุขจากการได้ดมกลิ่นหอม ๆ แล้วชื่นอกชื่นใจ ได้ลิ้มรสอาหารที่อร่อย ๆ แต่ก็ยังสู้ความสุขภายในไม่ได้ หรือได้สัมผัสที่นุ่มนวล ทำให้เพลิดเพลินในระบบประสาทและกล้ามเนื้อ สุขสัมผัสนั้นก็สู้ความสุขที่แท้จริงภายในไม่ได้เลย หรือเพลินในการนึกคิด ฟุ้งฝัน ในเรื่องรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสต่าง ๆ ก็นำมาเทียบกับความสุขที่เกิดจากการหลุดพ้น จากกิเลสอาสวะไม่ได้เลย เพราะเป็นบรมสุข คือ สุขอย่างยิ่ง สุขอย่างเดียว ไม่มีทุกข์เลย จะเข้าถึงได้ต้องอาศัยใจหยุดนิ่งอย่างเดียวเท่านั้น ๒๓ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๑ ๗.เมื่อใจเริ่มละเอียด เมื่อเราปฏิบัติธรรม จนใจเราละเอียดถูกส่วนนิ่งแน่นมากขึ้นเรื่อย ๆ เราจะอัศจรรย์ใจเพิ่มขึ้นทุกครั้ง เพราะใจจะเปลี่ยนสภาวะจากหยาบไปสู่สภาวะที่ละเอียดกว่า จากไม่บริสุทธิ์... ไปสู่ความบริสุทธิ์ จากบริสุทธิ์น้อย... ไปสู่บริสุทธิ์มาก เราจะเห็นเส้นทางแผนผังชีวิตของเราซึ่งมีมาแต่ดั้งเดิม คือ เห็นกายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม ของชีวิตภายในซึ่งรวมอยู่ในกลางกาย เราจะเห็นไปตามลำดับ โดยมีดวงธรรมเป็นจุดเริ่มต้น อยู่รวมกันในที่เดียว แต่ว่าเป็นคนละอย่าง เหมือน ตา หู จมูก ปาก รวมอยู่บนใบหน้า แต่เรียกคนละอย่าง เพราะมีคุณสมบัติที่ไม่เหมือนกัน จากดวงธรรมภายใน ก็เห็นกายภายในไปตามลำดับ ไม่ช้าก็จะเห็นพระตถาคต ดังพุทธดำรัสว่า “ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นชื่อว่า เห็นเราตถาคต” ๑ เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๔ ๘.คุณของพระรัตนตรัย พระรัตนตรัยมีคุณอย่างไม่มีประมาณ เป็นสรณะอันเกษม ไม่มีสิ่งอื่นยิ่งกว่า เข้าถึงได้จะมีความสุขในปัจจุบัน จะรู้สึกอบอุ่นใจ ปลอดภัย และไม่หวั่นไหวต่อสิ่งใดทั้งสิ้น เมื่อถึงคราวละโลกก็จะนำไปสู่สุคติโลกสวรรค์ สามารถปิดอบายไปสวรรค์ มีความสุขในปัจจุบันทันที ๒๐ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๗ ๙.อานุภาพพระรัตนตรัยภายใน ตราบใดใจยังไม่หยุดนิ่ง ยังเข้าไม่ถึงพระรัตนตรัยในตัว เราก็จะไม่รู้เรื่องราวความเป็นจริงของชีวิต เมื่อนั้นจิตก็จะไม่บริสุทธิ์ และไม่อาจหลุดพ้นจากความทุกข์ไปได้ เพราะว่าความบริสุทธิ์ยังไม่เต็มที่ พลังบุญในตัว จึงยังไม่มาก แต่ถ้าหากใจหยุดนิ่งได้ เข้าถึงพระรัตนตรัยภายใน พลังบุญบารมีของเราจะกลั่นกล้า เมื่อนั้นธรรมจักษุและญาณทัสสนะจะบังเกิดขึ้น เราก็จะได้รู้เห็นเรื่องราวไปตามความเป็นจริง แล้วพลังบุญก็จะไปขจัดบาป ซึ่งเป็นสาเหตุแห่งความทุกข์ทั้งหลาย กระทั่งดับทุกข์ได้ ได้เข้าถึงบรมสุขอันไม่มีประมาณ ดังนั้น การที่เราเกิดมาแต่ละภพแต่ละชาติก็เพื่อการนี้ ๒๙ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๙ ๑๐.พระรัตนตรัยภายใน พระรัตนตรัยภายใน คือ พุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ สังฆรัตนะ พุทธรัตนะ คือ พระธรรมกายเกตุดอกบัวตูม ใสเป็นเพชร ใสเป็นแก้ว ใสเกินใส ประกอบไปด้วยลักษณะมหาบุรุษครบถ้วนทุกประการ กายธรรมนี้แหละเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานแล้ว เพราะมีธรรมจักษุ และญาณทัสสนะ ที่ทำให้เกิดปัญญา วิชชา และแสงสว่าง ทำให้รอบรู้ในสรรพสิ่งและสรรพสัตว์ทั้งหลาย และในกลางพระธรรมกายก็มีคลังแห่งความรู้ คือ ธรรมรัตนะ ในกลางคลังแห่งความรู้นั้นก็มีสังฆรัตนะ เป็นกายละเอียดของพระธรรมกายซ้อนอยู่ในธรรมรัตนะ สังฆรัตนะทำหน้าที่ทรงรักษาธรรมรัตนเอาไว้ ๓ อย่างนี้รวมอยู่เป็นจุดเดียว แต่เรียกชื่อกันคนละอย่าง ไม่อาจแยกจากกันได้ เหมือนอวัยวะในร่างกายของเรา ทำหน้าที่คนละอย่างกัน แต่แยกออกจากกันไม่ได้ เหมือนอุปกรณ์ของรถ เรียกชื่อกันคนละอย่าง แต่รวมกันเป็นรถ แล้วสามารถขับเคลื่อนไปได้ พุทธรัตนนะ ธรรมรัตนะ สังฆรัตนะก็เช่นเดียวกัน รวมกันแล้วเรียกว่าพระรัตนตรัย สามารถที่จะขับเคลื่อนให้เราหลุดพ้นจากวัฏสงสารไปได้ หลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดในภพทั้งสาม ในกามภพ รูปภพ อรูปภพ ไปสู่อายตนนิพพานได้ ๖ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๑ ๑๑.มรรคผลนิพพานอยู่ในตัว มรรคผลนิพพานนั้นอยู่ในตัวของเรา และของมนุษย์ทุกคนในโลก พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระอรหันต์ทั้งหลาย ที่ท่านบรรลุมรรคผลนิพพาน หลุดพ้นจากกิเลสอาสวะ ไปสู่อายตนนิพพานได้ ก็เพราะบรรลุมรรคผลนิพพานในตัวท่าน โดยเมื่อท่านปล่อยวางในสรรพสัตว์และสรรพสิ่งทั้งหลาย ไม่ยึดมั่นถือมั่นแล้ว ท่านก็นำใจกลับเข้ามาสู่ภายในกายของท่าน เมื่อใจปล่อยวางความยึดมั่นถือมั่น ในสิ่งทั้งหลายทั้งปวงดังกล่าว ใจก็จะกลับมาสู่ที่ตั้งดั้งเดิม คือ ที่ศูนย์กลางกาย ฐานที่ ๗ ซึ่งเป็นต้นทางที่จะนำไปสู่พระนิพพาน ๒๐ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๑ ๑๒.มรรคผลนิพพาน มรรคผลนิพพานไม่ใช่เรื่องพ้นสมัย แต่อยู่ในสมัยตลอด เพราะเป็นอกาลิโก คือ ไม่จำกัดกาลเวลา เพราะมีอยู่ในตัวของมนุษย์ทุกคน หยุดนิ่งเมื่อไรก็เข้าถึงเมื่อนั้น ถ้าไม่หยุดนิ่งก็เข้าไม่ถึง ๒๙ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๙ ๑๓.เกิดมาเพื่อทำพระนิพพานให้แจ้ง เลิกอยาก ลาหยอก รีบออกจากกาม เดินตามขันธ์ ๓ เรื่อยไป ตามศีล สมาธิ ปัญญา หยุดนิ่งอยู่ภายในอย่างเดียว ก็จะเข้าถึงมรรคผลนิพพานได้ เราเกิดกันมาแต่ละภพแต่ละชาติ ก็เพื่อวัตถุประสงค์ที่จะให้ได้บรรลุมรรคผลนิพพาน มุ่งที่จะเข้าถึงกายธรรมอรหัตผลให้ได้ เพราะฉะนั้น เกิดแต่ละชาติมีวัตถุประสงค์อย่างนี้ ถ้ามาเกิดในยุคที่ไม่มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราก็สร้างบารมีไปตามกำลังแห่งดวงปัญญาของเรา สงเคราะห์โลกบ้าง ออกบวชเป็นฤๅษีดาบสนักพรตสิทธาบ้าง จนกว่าจะมีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบังเกิดขึ้น และได้ศึกษาเรียนรู้พระพุทธศาสนานั่นแหละ เราจึงจะเข้าใจเรื่องราวทุกอย่างไปตามความเป็นจริง ๒๙ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๙ ๑๔.มัชฌิมาปฏิปทา จุดเริ่มต้นของการเดินทางไปสู่จุดหมายปลายทางของชีวิต ที่จะทำให้เราหลุดพ้น จากการเป็นบ่าวเป็นทาสของพญามารได้นั้น คือ เราต้องตั้งใจปฏิบัติธรรม ให้ใจเราหยุดนิ่ง กระทั่งเข้าถึงแหล่งแห่งความบริสุทธิ์ภายใน ใจหยุดจะเป็นตัวสำเร็จ และเป็นสิ่งที่ทำให้ใจเราบริสุทธิ์ เราจะเข้าถึงความบริสุทธิ์ตามที่ปรารถนาได้ ต่อเมื่อใจหยุดใจนิ่ง ตรงศูนย์กลางกาย ฐานที่ ๗ แล้วจะเห็นความบริสุทธิ์เกิดขึ้นตรงนั้น ดวงใจของเราจะใสเกินใส ไม่มีความใสใด ๆ ในโลกมาเทียบได้ และก็สว่างที่สุด ไม่มีความสว่างใด ๆ ในโลกจะเทียบได้ แม้ความสว่างของดวงอาทิตย์ยามเที่ยงวัน ความใสสว่างภายใน เป็นความสว่างที่มาพร้อมกับความสุข และเป็นแสงสว่างแห่งความบริสุทธิ์ในใจเรา ตอนนั้นจิตของเราจะมีคุณภาพ เป็นอิสระ เป็นตัวของตัวเอง ไม่ถูกใครบังคับบัญชา แล้วก็เป็นแหล่งกำเนิดแห่งความสุขที่แท้จริงที่ไม่มีวันสิ้นสุด และเป็นสิ่งคงที่ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง ณ ตำแหน่งศูนย์กลางกาย ฐานที่ ๗ ตรงนี้ ความบริสุทธิ์ผุดผ่องของใจจะบังเกิดขึ้น เป็นจุดเริ่มต้นที่จะเดินทางไปสู่พระนิพพาน ไปสู่ที่สุดแห่งธรรมที่อยู่ภายในตัวของเรา เป็นจุดที่พระพุทธเจ้าทุกพระองค์และพระอรหันต์ทั้งหลาย ท่านเริ่มต้นทางแห่งความบริสุทธิ์ตรงนี้ แล้วก็ทำใจให้หยุดให้นิ่งเรื่อยไป พอถูกส่วนเข้าก็จะพบเส้นทางสายกลางภายใน จะเห็นทางแห่งความบริสุทธิ์ ที่เรียกว่า “วิสุทธิมรรค” และเป็นทางไปของพระอริยเจ้าทั้งหลาย ที่เรียกว่า “อริยมรรค” อันเป็นทางสายกลางภายใน ที่เรียกว่า “มัชฌิมาปฏิปทา” อยู่ภายในกลางตัว ตรงนี้แหละ คือ จุดเริ่มต้นแห่งความบริสุทธิ์ ๑ เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๔ ๑๕.ทำไมต้องศูนย์กลางกาย ฐานที่ ๗ หากต้องการพ้นทุกข์จริง ๆ จะต้องปฏิบัติมรรคมีองค์ ๘ ตั้งแต่สัมมาทิฏฐิ เรื่อยไปตามลำดับ ๗ ประการแรก ไม่อาจดับทุกข์ได้ แต่จะเป็นพลังผลักดัน ให้มาถึงข้อที่ ๘ คือ สัมมาสมาธิ จะพ้นทุกข์ได้ต้องสัมมาสมาธิ หรือพูดภาษาชาวบ้าน คือ ต้องทำสมาธินั่นเอง ใจต้องกลับมาอยู่กับเนื้อกับตัว ไม่ข้องกับสิ่งใด เมื่อใดใจและกายเป็นหนึ่งเดียวกัน ในตำแหน่งที่ถูกต้อง ก็จะขับเคลื่อนเข้าไปสู่ภายใน แล้วหลุดพ้นจากความทุกข์ทรมานของชีวิตไปได้ เหมือนสารถีฝีมือดี นั่งอยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้องของพวงมาลัย ก็สามารถขับเคลื่อนรถไปถึงจุดหมายปลายทางได้ ใจที่มาตั้งมั่นในศูนย์กลางกาย ฐานที่ ๗ ซึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงค้นพบ ในคืนวันเพ็ญ เดือน ๖ นั้น ก็เป็นประดุจสารถีผู้ฉลาด ที่นั่งอยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้อง หลังตำแหน่งของพวงมาลัย ที่จะขับเคลื่อนใจไปสู่จุดหมายปลายทางได้ ตำแหน่งที่ถูกต้องในตัวนั้น อยู่ที่ศูนย์กลางกาย ฐานที่ ๗ เหนือสะดือขึ้นมา ๒ นิ้วมือ นี่คือคำตอบว่า ทำไมต้องศูนย์กลางกาย ฐานที่ ๗ เพราะฐานอื่น ๆ นั้นขับเคลื่อนไปไม่ถึง เหมือนเรานั่งไม่ถูกตำแหน่งของสารถี ที่จะขับเคลื่อนใจไปสู่จุดหมายปลายทางได้ เมื่อในยานพาหนะมีตำแหน่งอยู่เพียงตำแหน่งเดียว ที่พวงมาลัยตั้งอยู่ ตำแหน่งที่ถูกต้องก็มีเพียงที่เดียว คือ ที่ศูนย์กลางกาย ฐานที่ ๗ นี่แหละคือคำตอบว่า ทำไมต้อง ฐานที่ ๗ และก็เป็นเช่นนี้กันทุก ๆ พระองค์ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานแล้ว ต่างก็ขับเคลื่อนสรีรยนต์ ในตำแหน่งที่ถูกต้องตรงนี้ แล้วก็เคลื่อนเข้าไปสู่ภายใน เห็นไปตามลำดับ จนกระทั่งเข้าถึงพระรัตนตรัยในตัว ๖ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๑ ๑๖.รู้ไหมว่ามีบุญมาก ใครมาเกิดชาตินี้ แล้วได้รู้จัก “ฐานที่ ๗” คนนั้นถือว่า...มีบุญมาก เพราะ ฐานที่ ๗ เป็นทางที่พระพุทธเจ้า พระอรหันต์ทั้งหลาย ต่างสละทรัพย์สมบัติ ความสะดวกสบายต่าง ๆ ทางโลก แม้สมบัติจักรพรรดิที่จะบังเกิดขึ้นภายใน ๗ วัน ก็มิได้ทรงอาลัยอาวรณ์ หรือติดใจในสมบัติจักรพรรดิเลย มีแต่ความเพียรอุตสาหะ สร้างสมบ่มบารมีกันมานับภพนับชาติไม่ถ้วน เพื่อต้องการรู้จัก “ฐานที่ ๗” ซึ่งเป็นต้นทางที่จะนำไปสู่พระนิพพาน เพราะฉะนั้น การที่เราเกิดมาแล้ว ได้ยิน ได้ฟัง และได้ปฏิบัติ เพื่อให้เข้าถึง ฐานที่ ๗ นั้น ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ หากเป็นเพราะบุญในตัวที่เราได้สั่งสมมามากนั่นเอง ๒๓ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๑ ๑๗.เหมือนปลาที่หลุดจากข้อง อายตนนิพพานนั้น ไม่มียวดยานพาหนะอันใดจะไปถึง แม้ผู้ทรงอภิญญา ๕ สมาบัติ ๘ เหาะเหินเดินอากาศได้ ก็ไปไม่ได้ จะไปได้จะต้องขับเคลื่อนด้วยรัตนะภายใน ซึ่งอยู่ในกลางกายของทุก ๆ คน เข้าถึงจุดนั้นได้ เราก็หลุดพ้นจากผังที่เขาบังคับบัญชาเอาไว้ได้ เอากามาสวะ กิเลสคือกาม ภพเป็นที่รองรับ ความไม่รู้ ความเห็นผิดมาผูกพันติดเอาไว้ให้อยู่ในภพ หลุดไปได้ เป็นกายธรรมอรหัตผล หลุดพ้นไปเลย เหมือนปลาที่หลุดจากข้องที่ใส่ปลา แล้วพ้นไปสู่แม่น้ำอย่างเด็ดขาด เป็นอิสระ ผู้ที่พ้นแล้วก็เช่นเดียวกัน ก็เป็นอิสระจากความครอบงำของกิเลสอาสวะ ซึ่งเป็นสาเหตุแห่งความทุกข์ทรมานของชีวิต ก็จะอยู่เป็นสุขได้ด้วยตัวของตัวเอง พึ่งตัวเองได้ เหมือนดวงตะวันที่มีแสงสว่างอยู่ได้ด้วยตัวเอง มีสุขเป็นนิรันดร์ เป็นเอกันตบรมสุข สุขอย่างยิ่ง อย่างเดียว ไม่มีทุกข์เจือปนเลย ๖ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๑ ๑๘.แสงสว่างส่องทางชีวิต คำว่า “แสงสว่างส่องทางชีวิต” เราจะรู้จักเมื่อใจหยุดนิ่ง เป็นแสงสว่างภายในที่เกิดขึ้น ชีวิตเราจะถูกยกระดับขึ้น ประณีตขึ้น บริสุทธิ์เพิ่มขึ้น จนกระทั่งเข้าถึงพระรัตนตรัยในตัว ถึงพุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ สังฆรัตนะ และเราจะเห็นความแตกต่างว่า ที่พึ่งที่ระลึกภายนอกตามที่เราเข้าใจ กับที่พึ่งที่ระลึกภายในที่เราเข้าถึงนั้น มันแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง เมื่อความเชื่อกับความใช่นั้นไม่เหมือนกัน แล้วเราก็จะเกิดความชอบ คือ ใจจะรักผูกพันกับพระรัตนตรัยในตัว เกิดความรู้สึกสุขใจ อบอุ่นใจ ปลอดภัย ปลื้มปีติ แม้อยู่ตามลำพังก็มีสุขได้ ไม่เหงา ไม่โดดเดี่ยว ใจจะใส ๆ มีความรักตัวเอง และรักเพื่อนมนุษย์ สิ่งดี ๆ ก็จะเกิดขึ้น ทั้งความคิดดี พูดดี ทำดี และสิ่งดี ๆ ก็จะเกิดขึ้นแก่ตัวเราและชาวโลก ๑๓ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๑ ๑๙.ความลับของชีวิต เมื่อเข้าถึงพระรัตนตรัยภายในแล้ว บุญที่เกิดขึ้นก็จะไปตัดรอนวิบากกรรมวิบากมาร ที่ติดตามตัวเรามาข้ามชาติเป็นอัตโนมัติ จากหนักก็เป็นเบา เบาก็หาย ร้ายก็กลายเป็นดี วิบากกรรมที่เราทำผ่านมานั้นมีมากมาย เพราะเราเกิดมาหลายภพหลายชาตินับกันไม่ถ้วน แล้วส่วนใหญ่ก็จะดำเนินชีวิตผิดพลาดกันทุกชาติ บางชาติมาก บางชาติน้อย ทำให้เป็นอุปสรรคของชีวิต แต่ว่าเราไม่รู้ เพราะว่ามีอวิชชาเข้ามาบดบัง ซึ่งเป็นธรรมธาตุอย่างหนึ่งที่มาบดบังเอาไว้ มาหุ้ม เคลือบ เอิบอาบ ซึมซาบ ปนเป็น สวมซ้อน ร้อยไส้ บังคับธาตุธรรมเห็นจำคิดรู้ของเรา กระทั่งเราไม่รู้เรื่องเลย เหมือนตกอยู่ในความมืด ไม่รู้เรื่องราวความเป็นจริงของชีวิต ว่ามาจากไหน มาทำไม อะไรคือเป้าหมายชีวิต หรือจะไปสู่เป้าหมายของชีวิตนั้นได้อย่างไร ไม่รู้ว่า มีพระรัตนตรัยในตัว ไม่รู้จักที่พึ่งที่ระลึก มิหนำซ้ำยังไปตรึกไปนึกในสิ่งที่ไม่ใช่ที่พึ่งที่ระลึกที่แท้จริง เขาก็บังคับบัญชากันอยู่เป็นชั้น ๆ อย่างนี้ หยุดใจได้เมื่อไร สิ่งที่เป็นความลับของชีวิตก็จะถูกเปิดเผย เมื่อเราหลับตาแล้วมันไม่มืด ความสว่างเกิดขึ้นภายใน มองผ่านแสงสว่างภายในไป เดี๋ยวก็จะพบสิ่งที่มีอยู่แล้วในตัวของเรา เราก็จะเปลี่ยนจากผู้ไม่รู้มาเป็นผู้รู้ ทำให้เราดำเนินชีวิตได้ถูกต้อง ปลอดภัย และมีชัยชนะ ๒๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๙ ๒๐.อยู่ด้วยกันแท้ ๆ แต่ไม่รู้ว่ามีอยู่ หลวงพ่อรู้สึกเสียดายโอกาส สำหรับเพื่อนมนุษย์จำนวนมากที่เกิดมามีกายหยาบแล้ว และมีพระอยู่ในตัว แต่ไม่รู้ว่ามีอยู่ หรือรู้ว่ามีอยู่ แต่ไม่ขวนขวายที่จะแสวงหา ไม่ใส่ใจที่จะไปหาท่านผู้รู้ที่อยู่ภายใน เพราะการพบท่าน หรือการเห็นท่านนั้น เป็นการเห็นอันประเสริฐ ที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตใหม่ ทำให้เราสมหวังในชีวิตและสามารถดับทุกข์ได้ จึงอยากให้ช่วยบอกต่อ ๆ กันไป และชักชวนกันมานั่งสมาธิเถิดประเสริฐนัก ๓๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๐ ๒๑.สุขทุกขั้นตอน ตลอดเส้นทางสายกลางที่จะไปสู่ที่สุดแห่งธรรม เป็นเส้นทางแห่งความสุขตลอดเส้นทาง ไม่มีเส้นทางไหนที่จะให้ความสุขเพิ่มขึ้นไปเรื่อย ๆ เท่ากับเส้นทางสายกลางนี้ ความสุขจะบังเกิดขึ้นทุกขั้นตอนของการเข้าถึง ตั้งแต่สุขน้อย ๆ เพิ่มขึ้นไปเป็นสุขปานกลาง จนกระทั่งถึงสุขอย่างยิ่ง ๖ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๔ ๒๒.เห็นด้วยธรรมจักษุ รู้ด้วยญาณทัสสนะ ยิ่งใจบริสุทธิ์มากเท่าไร บุญยิ่งเกิดมากเพิ่มขึ้นเท่านั้น แล้วบุญนี้ก็จะไปตัดรอนวิบากกรรมต่าง ๆ ที่ติดมาข้ามชาติ เราจะแก้ไขได้ด้วยตัวของเราเอง เพราะตอนนั้นเราจะเห็นด้วยธรรมจักษุ แล้วก็รู้ด้วยญาณทัสสนะ เราจะเห็นวิบากกรรมและสามารถคำนวณได้ว่า มันเป็นเศษกรรม หรือยังเป็นส่วนของกรรม เราจะเห็นแผนผังหรือโปรแกรมที่เขาเซ็ตเอาไว้ บังคับให้เราสร้างกรรมโดยกาย วาจา ใจ แล้วก็มีวิบาก ไปใช้มาเท่านั้นแล้ว เท่านี้แล้ว แล้วเหลืออีกเท่าไร มันส่งผลอย่างไร ซึ่งจะติดอยู่ตรงกลางกาย จะเห็นเป็นภาพ เป็นเรื่องราวไป ก็จะเห็นด้วยธรรมจักษุ แล้วรู้ด้วยญาณทัสสนะ นี่จึงเป็นความรู้ที่น่าศึกษา น่าให้ความสำคัญมาก ๆ แต่มนุษย์ทั่วไปไม่ค่อยให้ความสำคัญตรงนี้ เพราะไม่รู้ว่า เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด และมีประโยชน์กับชีวิตของเรามาก เรื่องอื่นไม่ใช่เรื่องจริง แค่ชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น แต่เรื่องจริงคือการศึกษาความรู้ภายในตรงนี้ เพราะเมื่อเรารู้เรื่องราวความเป็นจริงของชีวิตแล้ว การดำเนินชีวิตของเราก็จะมุ่งไปสู่เป้าหมาย ดำเนินชีวิตได้ถูกต้อง และเป็นอยู่ด้วยความสุข สงบ สงัด แม้อยู่ตามลำพังก็ไม่เหงา มีความสุข แล้วจะเป็นคนที่อยู่ง่าย เลี้ยงง่าย เพราะว่าใจไม่ผูกพันกับเรื่องที่ไม่เป็นสาระ ใจมันจะมาอยู่ตรงความใส ความสว่าง ตรงกายธรรม และก็จะขวนขวายอยากศึกษาเรียนรู้ยิ่งขึ้นไปเรื่อย ๆ ๑๒ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๙ ๒๓.สันติภาพโลกเกิดจากสันติสุขภายใน หลวงพ่อไม่อยากให้มนุษย์ตายฟรี หรืออยู่กันไปวัน ๆ ไม่อยากให้มนุษย์มีชีวิตอยู่บนความทุกข์ทรมาน แม้เราไม่อาจหลีกเลี่ยงปัญหาหรือแรงกดดันต่าง ๆ ได้ แต่เราสามารถหาแหล่งที่พักพิงของใจได้ ภายในตัว ด้วยวิธีที่ง่าย ตรง ลัด ประหยัดสุด ประโยชน์สูง คือ การทำสมาธิ โดยไม่ต้องลงทุน ไม่มีค่าใช้จ่ายอะไรเลย สันติภาพโลกต้องเกิดจากสันติสุขภายใน ของมวลมนุษยชาติ ถ้ามนุษย์ทุกคนในโลกเข้าถึงสันติสุขภายในได้ สิ่งดี ๆ จะเกิดขึ้นกับโลกใบนี้ ความคิดที่จะไปขัดแย้งกันจะหมดไป จะเกิดความรู้สึกอยากให้ อยากแบ่งปัน มากกว่าอยากเอา จะมีความรักและปรารถนาดีอย่างแท้จริงเกิดขึ้น ต่อเพื่อนมนุษย์ ๖ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๐ 24.ทางรอดของมนุษย์ ตอนนี้ทั่วโลกต่างก็มีสุขมีทุกข์กันไป บางประเทศสุขมากทุกข์น้อย บางประเทศทุกข์น้อยสุขมาก หรือทุกข์มากสุขน้อยสลับกันไป ซึ่งเป็นเรื่องปกติธรรมดา ทางรอดของมวลมนุษยชาติ มีทางเดียวเท่านั้น คือ ต้องมองกลับเข้าไปสู่ภายใน หยุดใจให้ได้ แล้วให้เข้าไปถึงพระรัตนตรัยในตัว อย่ามัวทะเลาะ หรือขัดแย้งกัน ให้มองผ่านความแตกต่างเข้าไปถึงความเหมือนกันภายใน นั่นแหละเป็นทางรอดของมวลมนุษยชาติ ถ้าทุกคนทำอย่างนี้ โลกก็จะเกิดสันติสุขที่แท้จริง เพราะฉะนั้น...ถึงเวลาแล้ว ที่เราควรจะเลิกทะเลาะกัน แล้วก็หยุดใจเข้าสู่ภายใน ๑๕ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๐ ๒๕.นรกสวรรค์เรื่องเกี่ยวกับตัว พิสูจน์ได้ อย่าเพิ่งไปสรุปว่า นรกสวรรค์เป็นเรื่องไกลตัว ไม่มีจริง มันไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นเรื่องเกี่ยวกับตัวเลย เพราะทุกการกระทำนั้น จะมีผลโยงไปถึงภพภูมิหลังความตาย กฎหมายบางครั้งเรายังหลีกเลี่ยงได้ แต่กฎแห่งกรรมหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ในน้ำ บนบก กลางอวกาศ หรือดวงจันทร์ ดวงดาวต่าง ๆ ตราบใดที่เรายังมีกายและใจ มันจะติดตามตัวเราไปเหมือนเงาตามตัว ซึ่งจำเป็นต้องศึกษาเรียนรู้เอาไว้ อย่าไปสรุปว่า นรกสวรรค์ไม่มี เพราะเราไม่เคยเห็น และไม่เคยเห็นใครเห็นด้วย เพราะบางอย่างที่เราไม่เห็นก็ไม่ได้แปลว่าไม่มี เพราะคนที่เขาเห็น...มีอยู่ เหมือนคนตาบอดกับคนตาดีไปยืนกลางแจ้ง คนตาดีบอก ดูนั่นสิ ดวงตะวัน คนตาบอดบอก ไม่มีดวงตะวัน เพราะตัวเองไม่เห็น และอย่าเพิ่งพูดว่า พิสูจน์ไม่ได้ แต่เพราะยังไม่ได้พิสูจน์ต่างหาก วิธีพิสูจน์ ก็ให้ทำตามคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หรือง่ายที่สุดก็ทำตามที่พระเดชพระคุณหลวงปู่ฯ ท่านสรุปมาให้ “หยุดเป็นตัวสำเร็จ” นั่นแหละ แล้วเราก็จะได้รู้ เพราะฉะนั้น อย่าเพิ่งรีบตายถ้ายังไม่ได้พิสูจน์ และต้องเผื่อเหนียวเอาไว้ ด้วยการละชั่ว ทำความดี ทำใจให้ผ่องใส พึงทำไว้เถิดประเสริฐนัก ๓ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๑ ๒๖.เราปฏิบัติธรรมเพื่ออะไร เราปฏิบัติธรรม… เพื่อทำความบริสุทธิ์บริบูรณ์ แห่งการประพฤติพรหมจรรย์ เพื่อทำพระนิพพานให้แจ้ง สลัดตนให้พ้นจากกองทุกข์ ไม่ใช่...เพื่ออยากเด่นอยากดัง อยากให้คนเขาชื่นชม หรืออยากได้ลาภสักการะ สิ่งเหล่านั้นล้วนเป็นมลทินของใจ หากเกิดขึ้นเมื่อใด ใจจะหยาบ ซึ่งผิดวัตถุประสงค์ของการปฏิบัติธรรม หมั่นตอกย้ำกับตนเองว่า ที่เราตัดสินใจทิ้งทุกสิ่งทางโลกมา ก็เพื่อมาแสวงหาสิ่งที่ดีที่สุด ซึ่งมีอยู่ภายในตัว ตามคำสอนของพระเดชพระคุณหลวงปู่ฯ ผู้ค้นพบวิชชาธรรมกาย ๒๙ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๑ ๒๗.อานิสงส์การเจริญพุทธานุสติ การเจริญพุทธานุสติ คือ การระลึกถึงพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์ มีอานิสงส์ใหญ่ จะปิดประตูอบายภูมิ ทำให้ไม่ต้องไปเกิดในนรก ไม่ต้องไปเป็นเปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน แม้ในปัจจุบัน ถ้าเข้าถึงได้ หรือเพียงแต่นึกได้ตลอดเวลา ก็จะทำให้เรามีความสุข สดชื่น เบิกบานทันทีที่ระลึกถึง เมื่อระลึกจนเป็นชีวิตจิตใจ ทุกลมหายใจเข้าออก จนกระทั่งท่านมาปรากฏอยู่ในกลางใจเรา เห็นองค์พระชัดใสแจ่มตลอดเวลาแล้ว ย่อมมีอานุภาพยิ่งใหญ่ไม่มีประมาณ ใจเราจะผ่องใสเกลี้ยงเกลาตลอดเวลา กระแสกรรมที่ทำมาในอดีตแม้ยังไม่หมดก็ตามไม่ทัน เหมือนเราขี่จรวดหรือนั่งเครื่องบิน แต่กรรมนั้นขี่จักรยานหรือเดินด้วยเท้า เพราะเมื่อจิตผ่องใสไม่เศร้าหมอง ก็มีสุคติเป็นที่ไป หลังจากละโลกไปแล้ว เราจะไปเป็นสหายแห่งเทวดาเป็นเวลายาวนาน จะมีมีกายใหม่เป็นกายทิพย์ที่สง่างาม มีรัศมีสว่างไสว มีสมบัติอันเป็นทิพย์ มีวิมานและบริวารเกิดขึ้นมากมาย กระแสบุญแห่งการระลึกถึงพระสัมมาสัมพุทธ จะส่งต่อเนื่องกันไปเรื่อย ๆ เหมือนระลอกคลื่นที่ส่งต่อกันไปลูกแล้วลูกเล่า และเมื่อถึงคราวที่ต้องมาเกิดในโลกมนุษย์ ก็จะเกิดในตระกูลที่ดี มีโภคทรัพย์สมบัติเพียบพร้อม รอคอยให้เราได้ใช้สร้างบารมี และนำเราเข้าไปถึงกระแสธรรมได้ในที่สุด ๒ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๐ ๒๘.การเจริญพุทธานุสติ การเจริญพุทธานุสติ คือ นึกถึงพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์ โดยนึกถึงพระแก้วขาวใสบริสุทธิ์ เป็นสิ่งแทนองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทำใจให้ใส เยือกเย็น หยุดนิ่งให้ถูกส่วน ประสานใจของเรากับพระผู้มีพระภาคเจ้า ให้เป็นหนึ่งเดียวกัน ให้ในใจเรามีแต่พระพุทธเจ้าตลอดเวลา แล้วไม่นานสิ่งอัศจรรย์ก็จะเกิดขึ้นกับตัวของเรา ๒ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๐ ๒๙.สิ่งที่เกื้อหนุนการปฏิบัติธรรม สิ่งที่เกื้อหนุนการปฏิบัติธรรม ให้ใจเราหยุดนิ่งได้เร็วขึ้น ประการแรก ต้องหัดเป็นคนมองโลกไปตามความเป็นจริง ไม่ใช่หมายความว่า ให้มองโลกในแง่ดีหรือแง่ร้าย แต่ให้มองโลกไปตามโลกธรรม ๘ คือ มีลาภเสื่อมลาภ มียศเสื่อมยศ มีคนสรรเสริญมีคนนินทา มีสุขมีทุกข์ ธรรม ๘ ประการนี้ จะวนเวียนในชีวิตประจำวันของเราอยู่ตลอดเวลา เมื่อมันมากระทบ เราจะต้องไม่หวั่นไหว ทำใจให้เป็นกลาง ๆ ประการที่ ๒ ทำใจให้เบิกบานแช่มชื่นอยู่เสมอ ใครที่เป็นคนขี้หงุดหงิด ฉุนเฉียว เจ้าอารมณ์ ใจร้อน เจ้าแง่แสนงอน ต้องทิ้งไปให้หมด แล้วทำใจของเราให้ผ่องใส ให้เยือกเย็น สบาย ๆ ประการที่ ๓ มองทุกคนเป็นเพื่อนร่วมทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม จะเป็นสามีภรรยา พ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย บุตรธิดา หรือเป็นเพื่อนร่วมงาน มองทุกคนเสมอเหมือนกันหมด และมีความปรารถนาดีให้กับเพื่อนเราทุก ๆ คน เมื่อเรามองอย่างนี้ ใจเราจะสบาย ไม่หงุดหงิดง่าย จะนั่งนอนยืนเดิน มีความรู้สึกเหมือนมีเพื่อนอยู่รอบตัวเรา เมื่อทำบ่อย ๆ ความรู้สึกนี้จะเกิดขึ้นมาเอง ประการสุดท้าย มองโลกให้ว่างเปล่า ไม่มีอะไรเป็นแก่นสาร จะทำมาหากินหรือทำภารกิจอันใด เราก็ทำอย่างเต็มที่ แต่ไม่ติดใจอะไร มีความรู้สึกเฉย ๆ ให้นำสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่ตื่นนอนกระทั่งเข้านอนมาเป็นอุปกรณ์ในการฝึกใจ เวลาเรานั่งสมาธิจะง่าย เพราะใจมันสบาย เนื่องจากเราไม่ติดเรื่องจุกจิก เรื่องปลีกย่อย มุ่งแต่เรื่องหลักใหญ่ คือ เราจะทำพระธรรมกายให้เกิดขึ้น เรื่องย่อย ๆ ที่ทำให้ใจเราขุ่นมัวก็หมดไป เมื่อใจสบาย ใจเราก็เบิกบาน พอถึงเวลานั่งสมาธิ ยังไม่ทันนั่งสมาธิ ยังไม่ทันปิดเปลือกตา ใจก็หยุดนิ่งลงไปเลย จำไว้ว่า... ธรรมกายคือเป้าหมายของชีวิต นอกนั้นเป็นเครื่องประกอบกันมา จับหลักตรงนี้ให้ได้ แล้วจะมีความสุข และจะเข้าถึงธรรมะภายในกันทุกคน ๓ เมษายน พ.ศ. ๒๕๓๕ ๓๐.พักผ่อนหย่อนใจที่แท้จริง การทำสมาธิ คือ การพักผ่อนหย่อนใจที่แท้จริง คือ พักจากภารกิจต่าง ๆ ผ่อนคลายร่างกายทุกส่วน และหย่อนใจที่ตึง ๆ ของเรานั้น ลงไปที่ศูนย์กลางกาย ฐานที่ ๗ ให้ใจหยุดนิ่ง ๆ นุ่ม ๆ เบา ๆ สบาย ๆ ใจเย็น ๆ ที่กลางท้อง ในระดับที่เรามั่นใจว่า เหนือสะดือขึ้นมา ๒ นิ้วมือ ให้เบาเหมือนขนนกที่ค่อย ๆ ลอยเลื่อนตกสัมผัสลงไปบนผิวน้ำ หรือค่อย ๆ วางเข็มเย็บผ้าไปบนผิวน้ำโดยไม่ให้จม ใจก็เช่นเดียวกัน ต้องค่อย ๆ ผ่อน แล้วก็หย่อนใจ ให้หยุดนิ่ง ๆ นุ่ม ๆ เบา ๆ สบาย ๆ ให้ใจกลับมาอยู่กับเนื้อกับตัว ในแหล่งที่ตั้งดั้งเดิมที่ถูกต้อง ซึ่งจะนำไปสู่ความสุข และความสมหวังในชีวิต คือ เข้าถึงความสุขที่แท้จริง ที่ไม่มีอะไรยิ่งไปกว่านี้ หรือเท่านี้อีกแล้ว ๖ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๑ ๓๑.นั่งแล้วต้องมีความสุข ความสุขในการปฏิบัติธรรมเป็นสิ่งสำคัญ ส่วนเห็นดวงเห็นองค์พระเป็นของแถม เพราะอย่างไรเราต้องเห็นอย่างแน่นอน เนื่องจากสิ่งเหล่านี้มีอยู่แล้วในตัวของเรา แต่ฐานของใจที่จะเข้าไปถึงตรงนี้ได้ ต้องมีความสุข หากใครนั่งแล้วมีความสุข รู้สึกตัวโล่ง โปร่ง เบา สบาย แสดงว่าเราเริ่มวางใจกันเป็นแล้ว ได้สุขจากสมาธิ ซึ่งจะเป็นแรงกระตุ้น ทำให้เราอยากนั่งต่อไปเรื่อย ๆ ทุกวัน ถ้าหากเรายังนั่งตื้อ ๆ ยังฟุ้ง ยังง่วง ยังหลับ หรือยังตึง ไม่มีฐานความสุข บางทีมันก็ทำให้เราเบื่อ แต่เราก็ต้องพยายามฝืนเอาชนะมัน ๒๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๐ ๓๒.เริ่มต้นในจุดที่สบาย หลักสำคัญคือ ต้องฝึกใจให้หยุดนิ่งอย่างสบาย ๆ โดยจะเริ่มต้นจากภาพ หรือว่าง ๆ ไม่มีภาพก็ได้ เอาใจหยุดนิ่ง ๆ ตรงฐานที่ ๗ เลยก็ได้ ฐานที่ ๖ ก็ได้ ฐานที่ ๕, ๔, ๓, ๒, ๑, หรือข้างนอกก็ยังได้ เริ่มต้นตรงไหนก็ได้ที่เรามีความรู้สึกว่า สบาย ถ้ารู้สึกว่า ใจเราอยู่ตรงนั้นแล้วสบาย เราก็เริ่มต้นตรงนั้นไปก่อน ๓๓.ไม่ต้องแสวงหา สบายตรงไหน เอาตรงนั้น ไม่ต้องแสวงหา และไม่ต้องเสียดายว่า เราสูญเสียอารมณ์ดี ๆ อย่างนั้นไป อารมณ์ดี มีเยอะ มีเหลือเฟือ ทำเฉย ๆ ดูเฉย ๆ เดี๋ยวจะมาอีก แล้วจะดีกว่าเดิม สบายตรงไหนเอาตรงนั้นไปก่อน หากเรารู้สึกมันเคว้งคว้าง หาจุดไม่เจอ ไม่ต้องแสวงหาจุด ชอบตรงไหน เอาตรงนั้น ไม่มีอะไรใหม่ให้ดู ก็ช่างมัน อย่างนี้เดี๋ยวได้ ไม่ยาก ๑๕ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๐ ๓๔.ความพอดี (๑) การปฏิบัติธรรม คือ การแสวงหาความพอดี ความพอดี คือ นั่งแล้วสบายใจ ความพอดีสังเกตจากความพอใจ พอใจ คือ วางใจอย่างนี้แล้วรู้สึกสบาย ปรับร่างกายให้พอดี วางใจให้ถูกส่วน ปรับใจให้พอดีโดยอาศัยร่างกายจิตใจของเราเป็นครู ถ้าเราหาความพอดีกับของหยาบได้ ละเอียดก็พอดีได้ ถูกส่วน คือ ไม่หนักเกินไป ไม่เบาเกินไป ไม่คิดเรื่องอะไร พอใจหยุดถูกส่วนจะเคลื่อนเข้าไปสู่ภายใน อาการถูกส่วนสังเกตจากความพอดี เราจะเกิดความพึงพอใจในตัวเอง ๓๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๓๕ ๓๕.ความพอดี (๒) พอดี ให้สังเกตจากความพึงพอใจ นั่งแล้วมีความรู้สึกว่า เวลามันผ่านไปเร็ว ไม่เบื่อหน่ายในการนั่ง มีความสุข สนุกกับการนั่ง แม้จะยังมืดอยู่ แต่เป็นความมืดที่เป็นมิตรกับตัวเรา แล้วเราก็ไม่คาดหวังว่า เราจะได้อะไร ๒๙ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๙ ๓๖.มีอะไรให้ดูก็ดูไป เมื่อเราวางใจได้ถูกส่วน ถูกวิธี ภาพจะเกิดขึ้น ถ้าใจยังไม่นิ่ง มันจะแวบไปแวบมา เราก็ทำเฉย ๆ เอาไว้ เล่นตัวเอาไว้ นิ่งเอาไว้ ทำใจใส ๆ ทำเป็นไม่สน ทั้ง ๆ ที่สนมาก อยากจะเห็นใจจะขาด ก็ต้องทำเป็นไม่สน มีอะไรให้ดู ก็ดูอย่างนั้นไปก่อน ถ้ายังไม่ใช่ดวงแก้ว องค์พระ เราก็ดูต่อไป ดูไปโดยไม่ต้องคิดอะไรทั้งสิ้น ไม่ต้องไปปรุงแต่ง ไม่ต้องไปกำกับ ไม่ต้องไปขับไล่ ทำเฉย ๆ เหมือนรู้แล้วไม่ชี้ มีอะไรให้ดูเราก็ดูไปด้วยใจที่เป็นปกติ ๑๖ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ ๓๗.เมื่อแสงสว่างเกิดขึ้น ถ้าแสงสว่างเกิดขึ้น อย่าลืมตา อย่าขยับตัว แล้วก็ไม่ต้องกลัวอะไร วางใจให้นิ่ง เฉย ๆ อย่างเดิมอย่างเดียวเท่านั้น จำนะลูกนะ ทุกถ้อยคำ จำแล้วก็ทำด้วย ทำตามที่แนะนำไว้อย่างนั้น จำง่าย ๆ คือ ทำตัวให้สบาย ทำใจให้สงบ เดี๋ยวจะพบแสงสว่างส่องทางชีวิต ที่จะทำให้จิตของเราบันเทิง มีความสุขเบิกบาน อย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ๑๖ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ ๓๘.การนึกภาพ นึกถึงวัตถุหรือภาพที่ทำให้ใจเราสูงขึ้น ประณีตขึ้น จะนึกเป็นภาพดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ดวงดาว ดวงแก้ว องค์พระ หรือภาพมหาปูชนียาจารย์ก็ได้ หรือจะนึกถึงสิ่งที่เราคุ้นเคย เห็นจนเจนตา ของรักของชอบก็ได้ทั้งนั้น แต่ต้องเป็นภาพที่นำมาซึ่งความบริสุทธิ์ของใจ ทำใจให้ประณีต ไม่ใช่ภาพที่นำมาซึ่งความกำหนัดยินดีในกาม ความขัดเคืองใจ ที่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนผู้อื่น หรือเพื่อความหลง แล้วก็วางใจให้เป็น คือ วางอย่างสบาย ๆ ทำใจให้หยุดนิ่งอย่างเดียว จะภาวนา “สัมมา อะระหัง” ควบคู่ไปด้วยก็ได้ หรือจะไม่ภาวนาก็ไม่เป็นไร รักษาใจให้ใส ๆ บริสุทธิ์เยือกเย็นเข้าไว้ เดี๋ยวเราก็จะสมหวังดังใจ ๓๙.นึกให้เป็น การนึกภาพ ต้องนึกให้เป็น นึกโดยไม่เค้น ไม่เพ่ง ให้ดูเฉย ๆ เพื่อไม่ให้ใจไปคิดเรื่องอื่น วัตถุประสงค์ ต้องการนิ่งนั่นเอง แต่ว่านิ่งโดยมีภาพเป็นหลัก เหมือนเอากาวแปะภาพติดไว้ เพราะตอนสุดท้ายเราหนีภาพไม่พ้น พอใจนิ่งปั๊บ ภาพเกิด ไม่เกิดเป็นไปไม่ได้ ในที่สุดเราหนีภาพไม่พ้น เรานั่งเพื่อให้เห็นภาพ ถ้านั่งไม่เห็นภาพ ไม่นั่งเราก็เท่าเดิมอยู่แล้ว แต่ไม่ให้ปรับที่ภาพ คือ เราพยายามจะให้ชัด จึงไปเค้น ไม่เค้นก็ควานหา เหมือนควานหาของในที่มืด เพราะฉะนั้น นิ่งก็ถูก ดูภาพก็ถูก เพราะเราหนีภาพไม่พ้น และสุดท้ายจะเรียนรู้กันด้วยภาพ แต่ภาพจะเกิดขึ้นเมื่อนิ่ง แต่ถ้ากำหนดภาพตอนแรกยังเป็นบริกรรมนิมิต ที่เราสมมติขึ้นมาเพื่อไม่ให้ใจไปคิดเรื่องอื่น แต่ต้องทำเป็น ถ้าเราทำไม่เป็น ให้ทิ้งภาพไปก่อน วางใจนิ่ง ๆ อย่างเดียว โดยมีความมั่นใจว่า จะไม่ฟุ้งไปคิดเรื่องอื่น อย่างนี้ก็ได้ เมื่อใจนิ่งถูกส่วน เดี๋ยวก็เห็นภาพ รักษาภาพ ดูภาพเป็น เดี๋ยวภาพก็จะยิ่งชัดเพิ่มขึ้น แล้วจะทิ้งภาพเดิมไปสู่ภาพจริงภายในเอง ๑๗ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๑ ๔๐.หยุดเป็นตัวสำเร็จ จำไว้ว่า “หยุดเป็นตัวสำเร็จ” ตรงนี้สำคัญ อะไรจะเกิดขึ้น เราก็เฉย ๆ สิ่งนั้นจะมา สิ่งนั้นจะอยู่ สิ่งนั้นจะไป ก็ช่างมัน นิ่งเฉย ๆ ฝึกหยุดฝึกนิ่ง เพราะสิ่งเหล่านี้มีอยู่แล้วในตัวของเรา จะเป็นแสงสว่าง ความสุข ความรู้แจ้ง ดวงธรรมใส ๆ องค์พระภายใน หรือกายต่าง ๆ ทั้งหมดมีอยู่ในตัวของเรา ไม่ต้องไปหามาเลย แค่หยุดกับนิ่งอย่างเดียวเท่านั้น เดี๋ยวก็เข้าถึงเอง แต่ต้องฝึกฝนไปเรื่อย ๆ ซึ่งเราจะต้องใช้ตั้งแต่บัดนี้จนกระทั่งถึงวันสุดท้ายของชีวิต ๒๔ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๙ ๔๑.อย่าทำผิดหน้าที่ การทำสมาธิภาวนา เรามีหน้าที่คือ หลับตาเบา ๆ ผ่อนคลายสบาย รักษาใจให้หยุดนิ่งเฉย ๆ อย่าไปคำนึงถึงการเห็น หรือไม่เห็น หรือมันต้องสว่าง มันไม่ควรมืด เรามีหน้าที่หยุด... หยุดไปกระทั่งใจจะถูกส่วนไปเอง คำว่า “ถูกส่วนไปเอง” ไม่ได้แปลว่า เราไปทำให้มันเกิดขึ้น แต่ถ้าเราฝึกบ่อย ๆ จนเป็นวสี (ชำนาญ) ตอนนี้เราทำให้เกิดขึ้นได้ แต่ในขั้นตอนนี้เรายังไม่ชำนาญ ยังจับจุดไม่ได้ เราก็ยังทำไม่ได้ แต่ไม่ใช่หมายความว่า จะทำไม่ได้อย่างถาวร เป็นแต่เพียงว่า เราต้องปรับวิธีการ โดยนึกทบทวนคำแนะนำต่าง ๆ ที่ผ่านมา ที่เราฟังผ่าน ๆ ไป หรือจำได้ชั่วคราว พอถึงเวลามีประสบการณ์อย่างนั้นจริง แล้วเราลืม อดที่จะลุ้น เร่ง เพ่ง จ้อง ไม่ได้ เราก็ต้องรีบแก้ไข ให้เริ่มต้นใหม่อย่างง่าย ๆ ทำใจให้อินโนเซ้นท์เหมือนเด็ก ๆ ไม่คิดอะไร แล้วก็ฝึกหยุดใจไปนิ่ง ๆ ๒๘ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๙ ๔๒.เป็นมิตรกับทุกประสบการณ์ อย่าปฏิเสธประสบการณ์ภายในในทุกประสบการณ์ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นเราก็ต้องชื่นบานตลอด ให้เป็นมิตรกับทุก ๆ ประสบการณ์ แม้ความมืดภายใน หรือไม่มีอะไรใหม่มาให้ดู หยุดกับนิ่งอย่างเดียว เพราะคำนี้พระเดชพระคุณหลวงปู่ พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) ผู้ค้นพบวิชชาธรรมกาย ท่านกล่าวเอาไว้ ซึ่งถอดมาจากพระโอษฐ์ของพระบรมศาสดาว่า “สมณะหยุดแล้ว” ในที่นี้หมายถึง หยุดใจภายใน ไม่ได้หยุดเคลื่อนไหวกายภายนอก เพราะฉะนั้น ก็ต้องหยุดอย่างเดียว นิ่ง ๆ นุ่ม ๆ เบา ๆ สบาย ๆ ไม่เห็นก็ไม่เห็นจะเป็นอะไร เรานั่งอย่างนั้นไปก่อน ให้มีปีติสุขกับการนั่ง ทำให้ถูกหลักวิชชาเดี๋ยวก็เห็นเอง ๒๘ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๙ ๔๓.หยาบให้ตรึก ละเอียดก็ให้แตะ หยาบให้ “ตรึก” เพราะว่าเราต้องต่อสู้กับ นิวรณ์ ๕ คือ ความฟุ้ง ความง่วง ความเคลิ้ม ความลังเลสงสัย เหล่านี้เป็นต้น ดังนั้น เราต้องมีหลักของใจ เอาไว้เป็นที่ผูกใจ เหมือนม้าพยศ มีเชือกผูกเอาไว้กับหลัก ถ้าเราจะไปใช้ “แตะ” ตอนอารมณ์ยังหยาบอยู่ มันไม่ได้ เหมือนเอามีดปอกผลไม้มาผ่าฟืน จะผ่าฟืนต้องใช้มีดอีโต้ ต้องเอาความหยาบไล่เลี่ยกัน เพราะฉะนั้น ถ้าหยาบให้ตรึก ละเอียดให้แตะ พอละเอียดแล้ว เราไม่ต้องไปตรึก แค่ใช้ใจแตะเบา ๆ มันก็จะวื้ดเข้าไปเลย เดี๋ยวก็ชัด เดี๋ยวก็ใส เดี๋ยวก็สว่างขึ้นมาเอง จำตรงนี้ให้ดี ๒๒ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๕ ๔๔.ตรึกคืออะไร แตะคืออะไร “ตรึก” คือ การนึกถึงดวงใส ๆ องค์พระใส ๆ อย่างสบาย ๆ คล้าย ๆ กับเรานึกถึงสิ่งที่เราคุ้นเคย ถนัดนึกถึงองค์พระ ก็นึกองค์พระ ถนัดนึกดวงแก้ว ก็นึกถึงดวงแก้ว หรือสิ่งที่นอกเหนือจากนี้ ซึ่งเป็นสิ่งที่เราคุ้นเคยเห็นจนเจนตา นึกถึงสิ่งนั้น เอาไว้ที่ศูนย์กลางกาย ฐานที่ ๗ อย่างสบาย ๆ เพื่อให้ใจของเรามีหลักยึด จะได้ไม่ซัดส่ายไปคิดเรื่องอื่น “แตะ” คือ ดูเฉย ๆ ดูธรรมดา ๆ เหมือนดูก้อนอิฐก้อนหิน แต่ว่ามันเบามาก โดยที่เราไม่ได้พยายามที่จะให้มันเบา มันเบาของมันเอง เพราะจิตมันละเอียดไปในระดับนั้นแล้ว ก็ดูต่อไปเรื่อย ๆ อย่างสบาย ๆ ดูเข้าไปตรงกลางสิ่งที่เราเห็น ไม่ว่าจะเป็นดวงใส ๆ องค์พระใส ๆ ดูเข้าไปเรื่อย ๆ ๒๓ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๕ ๔๕.ตรึกบ่อย ๆ ถ้าหากเราตรึก เรานึกเรื่อย ๆ ผูกสมัครรักใคร่ในวิชชาธรรมกาย เห็นพระในตัวบ่อย ๆ หนัก ๆ เข้า เดี๋ยวจะคล่องเอง ถ้าเราตรึกตลอดเวลา เวลาเรานั่งจะง่าย แล้วทำต่อไปได้อย่างสบาย ๆ จะดูว่า เรารักที่จะศึกษาวิชชาธรรมกายจริงแค่ไหน ให้เราดูว่า เวลาอยู่นอกห้อง เราเอาใจจรดกลางไว้ตลอดเวลาหรือเปล่า ๔๖.ปกติของใจ ปกติใจเรานึกคิดเรื่องราวต่าง ๆ อยู่แล้ว เพราะฉะนั้น ให้เปลี่ยนจากการนึกถึงสิ่งที่ไม่เป็นสาระแก่นสาร มานึกถึงองค์พระภายใน ดวงธรรมภายในดีกว่า เพื่อที่จะเป็นจุดเชื่อมโยงใจให้หยุดนิ่ง เข้าถึงความสุขที่แท้จริงภายใน ๒๗ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๐ ๔๗.เมื่อใจถูกส่วน พอถูกส่วน ใจก็จะเคลื่อนเข้าไปสู่ภายใน มันจะเคลื่อนไปเอง แล้วมีความรู้สึกว่า ร่างกายขยาย ใจขยาย จนร่างกายกลมกลืนไปกับบรรยากาศ รู้สึกเหมือนเราไม่มีตัวตน มีแต่ใจที่หยุดนิ่ง ๆ ตั้งมั่นอยู่ภายใน สงัดจากกามและอกุศลธรรม เป็นเอกัคตา ใจเป็นหนึ่ง มีอารมณ์เดียว ความบริสุทธิ์ และความสุขเกิดขึ้นพร้อม ๆ กัน ใจตั้งมั่นมีอารมณ์เดียว ใจจะเป็นกลาง ๆ ๑๒ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๙ ๔๘.ถูกส่วนจึงเห็น ให้ฝึกหยุดใจไปเรื่อย ๆ ให้ติดเป็นนิสัย เมื่อถูกส่วนก็จะเห็นเอง แต่ถ้าไม่ถูกส่วน มันก็ยังไม่สว่าง เมื่อไม่สว่างเราก็มองไม่เห็น ทั้ง ๆ ที่สภาวธรรมภายในมีอยู่ มีแต่เหมือนไม่มี เพราะความสว่างยังไม่บังเกิดขึ้น ใจต้องหยุดนิ่ง ความสว่างจึงจะบังเกิด ซึ่งประสบการณ์เหล่านี้จะเป็นไปเองโดยอัตโนมัติ ถูกส่วนโดยอัตโนมัติ ก็อยู่ที่การฝึกฝนอบรมใจทุกวัน ให้มีฉันทะ มีใจรักที่จะฝึกใจให้หยุดนิ่ง เพราะเห็นประโยชน์ในการฝึก ตั้งแต่ให้ความสุขในปัจจุบัน ทำให้เราเข้าไปถึงกายในกาย แล้วก็บรรลุธรรมไปตามลำดับ ให้เราเห็นประโยชน์ในการปฏิบัติธรรมอย่างนี้ฉันทะก็จะเกิด แล้ววิริยะ จิตตะ วิมังสา ก็จะตามมาเอง คือ มีความเพียร ทำต่อเนื่อง ใจจะจดจ่อ แล้วก็ปรับปรุงใจให้หยุดนิ่ง เมื่อทำได้ถูกต้อง เดี๋ยวก็จะถูกส่วนเอง ๑๒ กุมภาพันธ์ พ. ศ. ๒๕๔๙ ๔๙.หยุดนิ่งอย่างเดียว ทิ้งทุกอย่าง ปล่อยวางทุกสิ่ง หยุดนิ่งอย่างเดียว ที่ศูนย์กลางกาย ฐานที่ ๗ พร้อมกับบริกรรมภาวนา “สัมมา อะระหัง” เรื่อยไป ๒ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๒ ๕๐.เพื่อตัวเรา จะต้องฝึกฝนอบรมใจให้ได้ทุกวัน ฝึกหยุดฝึกนิ่งเอาไว้ เพื่อตัวของเราเอง ไม่ใช่เพื่อใคร เพราะนี่คือกรณียกิจ เป็นงานที่แท้จริงของเรา ๒๙ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๙ ๕๑. ฝึกใจได้ทุกที่ ไม่ว่าเราจะมีภารกิจอันใด เราก็ฝึกใจเรื่อยไป ว่าง ๑ นาที ๒ นาที ก็ฝึกใจนิ่ง ๆ เอาไว้ในกลางกาย จะอยู่ห้องน้ำก็ฝึกได้ ไม่บาป ฝึกที่ไหนก็เป็นมงคลที่นั่น ทุกสถานที่เหมาะสมในการฝึกใจให้บริสุทธิ์ ด้วยการหยุดนิ่งทั้งนั้น บางคนเข้าใจผิดว่า ขับถ่ายไปฝึกไปแล้วบาป ความจริงแล้วไม่บาป หากแต่เป็นบุญด้วยซ้ำ เพราะจิตเป็นกุศล กำลังนึกถึงสิ่งที่ดีงาม นึกถึงพระรัตนตรัย ส่วนร่างกายก็เคลื่อนอาหารเก่าออกมา ก็เป็นเรื่องธรรมดา เราสามารถทำได้และทำได้ดีด้วย ดังนั้นควรฝึกใจในทุกหนทุกแห่ง ๑๒ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๙ ๕๒.บริหารเวลาให้เป็น ภารกิจกับจิตใจ ต้องไปด้วยกัน ต้องบริหารเวลาให้เป็น จัดสรรเวลาให้ลงตัว ให้มีเวลาว่างสำหรับแสวงหาหนทางพระนิพพานให้ได้ อย่างน้อยวันละชั่วโมงหรือสองชั่วโมงก็ยังดี ส่วนเวลาอื่นที่เราต้องทำภารกิจประจำวัน ก็พยายามฝึกฝนทำใจให้หยุดนิ่งควบคู่กับภารกิจนั้นไป เพราะภารกิจกับจิตใจต้องไปด้วยกัน ใครทำทั้งสองอย่างนี้ควบคู่กันไปได้ จึงจะเรียกว่า “บริหารเวลาเป็น” ๑๗ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๓ ๕๓.เพิ่มชั่วโมงกลางให้มากขึ้น เมื่อเราให้ชั่วโมงหยุด ชั่วโมงนิ่ง ชั่วโมงกลางเพิ่มขึ้น ให้ความสำคัญกับตรงนี้มากเข้า ก็จะรู้จักและเข้าใจไปเรื่อย ๆ เพราะฉะนั้น ตอนนี้แม้ไม่ชัดก็ไม่เป็นไร ทำความรู้สึกไปก่อน แล้วมันจะค่อยเป็นค่อยไป จะค่อย ๆ หนาแน่นขึ้น เหมือนจากก๊าซเป็นของเหลว จากของเหลวก็เป็นของแข็ง จากของที่ดูเหมือนไม่มีรูปร่าง ก็จะเป็นรูปเป็นร่าง เป็นดวงใส ๆ กระทั่งเราหลุดจากความรู้สึกภายนอก ไปสู่อีกมิติหนึ่งที่ละเอียดเพิ่มขึ้น จะเป็นดวงใส ๆ ติดอยู่ในศูนย์กลางกาย ใจจะเกลี้ยงเกลา จะมีปีติว่า เราสามารถทำได้ เอาชนะความฟุ้ง ความเคลิ้ม หรืออุปสรรคต่าง ๆ ได้ ปีติก็จะเกิด สุขก็จะเกิด กายเบา ใจเบา สบาย ใจจะตั้งมั่น นิ่ง และก็แน่นไปเรื่อย ๆ แล้วในที่สุดก็จะเคลื่อนเข้าไปสู่ภายใน เหมือนรถที่เคลื่อนที่ เป็นการเคลื่อนเข้าไปสู่ภายในในแนวดิ่ง ขยายไปรอบตัวทุกทิศทุกทาง เป็นประสบการณ์มหัศจรรย์ที่เราไม่คุ้นเคย และไม่มีอยู่ในโลก แล้วก็เกิดการเห็นแจ้ง เหมือนดึงของที่อยู่ในที่มืด ออกมาไว้กลางแจ้ง แล้วแสงสว่างจะเกิดขึ้นไปพร้อม ๆ กัน ทำให้ความมืดภายในหมดไป ๑๓ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๑ ๕๔.ความสม่ำเสมอสำคัญมาก ทุกวันให้มีชั่วโมงหยุดชั่วโมงนิ่งให้มาก ๆ และสม่ำเสมอ อานิสงส์ของการทำสม่ำเสมอ จะทำให้การปฏิบัติธรรมก้าวหน้า พอนึกรวมใจ ใจก็วูบขยายเข้าไปสู่ภายในทันที แต่ถ้าเราทำไม่สม่ำเสมอ เวลาจะให้หยุดนิ่ง ใจมักจะแวบไปแวบมา พอแวบไปแวบมา เดี๋ยวเราก็อดไปเค้นภาพไม่ได้ พอเค้นภาพมันก็ตึงเครียด ทำให้เบื่อหน่ายต่อการปฏิบัติธรรม เพราะว่าทำผิดวิธีการ และไม่ทำอย่างสม่ำเสมอ นี่คือโทษของการไม่ทำอย่างสม่ำเสมอ ๖ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๔ ๕๕.อย่าทำเยอะ การปฏิบัติธรรม เราทำแค่สองเวลา คือ หลับตากับลืมตา อย่าทำเยอะ หลับตาเราก็ทำ ลืมตาเราก็ทำ เอาแค่นี้พอ ๒๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๑ ๕๖.ฝึกเป็นคนช่างสังเกต วันไหนที่เราปฏิบัติธรรมได้ผลก็ให้สังเกตว่า วันนี้เราวางใจอย่างไร รักษาอารมณ์ดี อารมณ์เดียวทั้งวันอย่างไร และจำวิธีการเอาไว้ จับทางให้ได้ พอจับจุดได้แล้ว คราวต่อไปก็ไม่ยาก มันยากตรงหยุดแรกสักนิดหนึ่ง แต่ยากไม่มาก ยากพอสู้ หยุดแรกจะต้องฝึกฝนทั้งวันทั้งคืน ไม่ว่าจะทำมาหากิน ทำมาค้าขาย ศึกษาเล่าเรียน หรือทำอะไรก็แล้วแต่ ต้องตรึกนึกไปเรื่อย ๆ ในทุกหนทุกแห่ง ๒๔ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๙ ๕๗.ยิ่งเรียนยิ่งง่าย วิชาทางโลก หรือการเรียนรู้ทางโลก เริ่มต้นจากสิ่งที่ง่าย ไปสู่สิ่งที่ยาก ยากมาก ๆ และก็ได้นิดเดียว แต่วิชชาธรรมกาย จะเริ่มต้นในสิ่งที่ยากก่อน แต่ยากไม่มาก นั่นคือ หยุดแรก แล้วไปสู่สิ่งที่ง่าย / ง่าย ๆ / ง่ายแสนง่าย ง่ายที่สุด และ ง่ายกว่าง่ายที่สุด เรื่อยไปตามลำดับ ๓๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๑ ๕๘.ฝึกให้เป็นวสี หมั่นฝึกใจให้หยุดนิ่ง มีชั่วโมงหยุด ชั่วโมงนิ่ง ชั่วโมงกลางให้ได้เยอะ ๆ แล้วความชำนาญก็จะเกิดขึ้น ที่เรียกว่า วสี พอเรานึกน้อมให้หยุดนิ่ง ใจก็ไปอยู่ตรงนั้นแล้ว จะยากก็ตรงหยุดแรก เพราะเราไม่เคยหยุดมาก่อน ถ้าหยุดแรกได้ หยุดที่ ๒, ๓, ๔ ก็จะง่ายขึ้น แต่ถึงง่ายขึ้นก็ไม่ควรประมาท ชะล่าใจ จะต้องทำบ่อย ๆ ในทุกอิริยาบถ ทั้งนั่ง นอน ยืน เดิน ให้สอดคล้องกับการดำเนินชีวิตประจำวัน คือ ข้างนอกเคลื่อนไหว ข้างในหยุดนิ่ง เห็นดวงธรรม เห็นกายภายใน หรือเห็นองค์พระชัดใสแจ่มได้ตลอดเวลา ถ้าเราทำจนชำนาญ ความชำนาญจะเกิดขึ้นได้ ต่อเมื่อเรามีความเพียร ต้องฝึกฝนทำให้ได้ในทุกอิริยาบถ แล้วหมั่นสังเกตว่า ที่เราทำถูกหลักวิชชาไหม ตึงไปไหม หย่อนไปไหม แล้วปรับให้อยู่ในระดับที่พอดี ๒๙ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๙ ๕๙.นอกรอบ เวลาเราไปทำกิจกรรมหยาบ ที่เราใช้คำว่า “นอกรอบ” เราต้องนึกเป็นภาพไว้ในกลางตัว ไม่อย่างนั้นใจจะไม่มีที่ยึดที่เกาะ หรืออย่างน้อยทำความรู้สึกว่า “มีอยู่” คือ มีดวง - มีองค์พระอยู่ในตัว แม้ไม่เห็น ใจจะได้คลอเคลียกับศูนย์กลางกาย ฐานที่ ๗ และก็ทำควบคู่ไปกับการทำงาน อาจจะหลุดบ้าง ติดบ้าง ได้บ้าง ไม่ได้บ้าง แต่ว่าจะค่อย ๆ ทำได้ กระทั่งเป็นธรรมชาติโดยอัตโนมัติ ดังนั้น ต้องอาศัยการฝึกฝน มีฉันทะ มีใจรัก สมัครใจที่จะเข้าถึงพระธรรมกาย ตรงนี้สำคัญ ๒๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๐ ๖๐.ไม่มีนอกรอบในรอบ นอกรอบต้องให้ความสำคัญกับศูนย์กลางกาย ที่เราทำอย่างนี้ก็เพื่อตัวเราเอง ไม่ใช่เพื่อใคร แต่ว่าจะมีผลทางอ้อม คือ เพื่อองค์กร เพื่อพระพุทธศาสนา และเพื่อเพื่อนมนุษย์ แต่ผลโดยตรงนั้น เพื่อตัวเราเป็นหลัก การให้โอกาสตัวเราเอง ให้ความสำคัญกับศูนย์กลางกาย ฐานที่ ๗ ตลอดเวลา โดยไม่มีนอกรอบในรอบ นอกห้องในห้อง เราจะอยู่ตรงไหนก็อยู่กับตัวของเรา ก็แปลว่า วันแห่งความสมปรารถนาของเราใกล้เข้ามา ความสำเร็จอยู่ในกำมือเราล้านเปอร์เซ็นต์ ทำไม่ได้ มีเพียงประการเดียว คือ ไม่ได้ทำอย่างจริงจัง ทำ ๆ หยุด ๆ แบบกระรอกกระแต ก็จะเป็นแบบกระรอกกระแต วิ่ง ๆ หยุด ๆ แล้วร้อง อด ๆ เพราะฉะนั้น ต้องขวนขวายเพื่อตัวเรา เวลาเราตาย ไม่มีใครตายแทนเรานะ แปลว่า เราต้องช่วยตัวเราเอง นี่เป็นเรื่องสำคัญ ขวนขวายการปฏิบัติธรรมเพื่อการนี้ ๓ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๐ ๖๑.ไม่รักอย่างอื่น ถ้าเรารักที่จะศึกษาวิชชาธรรมกาย หมายความว่า เราก็ต้องไม่รักอย่างอื่น เรื่องอื่นเป็นเรื่องไม่สำคัญเท่าการทำใจหยุดใจนิ่ง ๖๒.ที่ไว้วางใจ อย่าเอาใจไปวางไว้ที่ใคร วางใจไว้ที่คน สัตว์ สิ่งของไม่ได้ เพราะนั่นไม่ใช่ที่วางใจ เพราะยังเปลี่ยนแปลงได้ คนก็เปลี่ยนแปลง สัตว์ก็เปลี่ยนแปลง สิ่งของก็เปลี่ยนแปลง ล้วนไปสู่จุดสลายทั้งสิ้น และจะทำให้เราทุกข์ใจด้วย เราจะเอาใจไปไว้ตรงนั้นทำไม เพราะที่ตรงนั้น ไม่ใช่ที่ไว้วางใจ ที่ไว้วางใจมีที่เดียวในโลก คือ ศูนย์กลางกาย ฐานที่ ๗ ๓๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๑ ๖๓.หยุดความอยาก หยุดความอยาก เพราะความอยากเป็นสมุทัยบ่อเกิดแห่งความทุกข์ แม้อยากจะเห็นธรรมะ ซึ่งจิตเป็นกุศลธรรมก็ตาม แต่เจือไปด้วยโมหะ คือ ความรู้ที่ยังไม่สมบูรณ์ เพราะฉะนั้น ประสบการณ์ภายในจึงไม่มีอะไรใหม่ให้ดู เพราะเรามีความอยากเข้าไปเจืออยู่ โดยไม่รู้ตัว เพราะเรารู้ว่า ถ้าเห็นธรรมะแล้วดี จะไปนรกสวรรค์ได้ ไปศึกษาเรื่องราวที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าไปรู้ไปเห็นได้ เราเลยอยากได้มากเกินไป เพราะอยากแท้ ๆ จึงทำให้แย่อยู่ทุกวันนี้ เพราะฉะนั้น ต้องหยุดอย่างเดียว ไม่มีอะไรใหม่ หรือแม้มีอะไรใหม่ ก็ต้องหยุดเฉย ๆ ไม่มีอะไรใหม่ให้เราดู เราก็นิ่งเฉย ๆ ช่างมัน ไม่ได้แปลว่า เรานั่งแล้วสูญเปล่า ไม่ก้าวหน้า นั่นเราคิดไปเอง ๒๘ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๙ ๖๔.เหตุที่ใจไม่หยุดนิ่ง เหตุที่ใจไม่หยุดนิ่งเพราะมีความอยาก อยากได้ อยากมี อยากเป็น เป็นความอยากที่ประกอบไปด้วยความเพลิน นันทิราคสหคตา ไม่ได้ประกอบไปด้วยดวงปัญญา ถ้าความอยากประกอบไปด้วยปัญญา คือ อยากพ้นทุกข์ อยากไปนิพพาน ถ้าไม่ประกอบไปด้วยปัญญาก็จะเพลิน ๆ กันไป มีครอบครัวก็เพลิน ๆ มีลูกก็เลี้ยงลูกเพลิน ๆ เล่นการพนันก็เพลิน ๆ เป็นความเพลินที่ครอบงำไปด้วยหายนะ จะทำมาหากินอะไร นอกเหนือจากเลี้ยงชีวิตแล้วก็เพลิน ๆ มีทุนมากก็เป็นนักลงทุน ก็ลงทุนกันเพลิน ๆ จนหมดเวลาของชีวิต ความอยากเหล่านี้แหละ ที่พญามารเขาตรึงให้เราไปติด ในคน สัตว์ สิ่งของ ในรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธรรมารมณ์ต่าง ๆ ทำให้ใจกระเจิงหลุดออกจากศูนย์กลางกาย ฐานที่ ๗ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่จะไปสู่ทางมรรคผลนิพพาน พระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านค้นพบตรงนี้ เพราะฉะนั้นอย่าทำให้ใจกระเจิง หลุดออกจากฐานที่ตั้งดั้งเดิม ๒๙ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๙ ๖๕.ง่วง - เมื่อย – ฟุ้ง ถ้าง่วงก็ปล่อยให้หลับ อย่าไปฝืน แต่หลับอย่างผู้มีปัญญา อย่างบัณฑิตนักปราชญ์ หลับแล้วต้องได้บุญ หลับแล้วจิตต้องบริสุทธิ์ไปด้วย หลับแล้วยังอาจจะเป็นต้นทางให้เราได้เข้าถึงธรรม ก็คือหลับที่ศูนย์กลางกาย ฐานที่ ๗ กลางอู่แห่งทะเลบุญ เมื่อยก็ขยับ แต่อย่าให้สะเทือนคนข้าง ๆ ฟุ้งก็ค่อย ๆ ลืมตาทีละน้อย มาดูภาพที่ทำให้ใจเราบริสุทธิ์ ให้ใจเราสูงขึ้น จะลืมตามาดูภาพคุณยายอาจารย์ฯ ภาพหลวงปู่วัดปากน้ำฯ ภาพดวงแก้ว ภาพองค์พระ ดูให้สบายใจ พอหายฟุ้งก็ค่อย ๆ หรี่ตาไปจนถึงในระดับที่สบาย แล้วก็รักษาระดับนั้นเอาไว้ ถ้าฟุ้งละเอียด ไม่ต้องลืมตา เพราะเป็นความฟุ้งที่เราควบคุมได้ แค่เราไม่สนใจกับความคิดที่มันผ่านมาในใจเท่านั้น พอไม่สนใจมันก็จะหายไป ใจก็จะหยุดนิ่งแล้วก็ละเอียดลงไปตามลำดับ เพราะฉะนั้น จำง่าย ๆ คือ ง่วงก็ปล่อยให้หลับ เมื่อยก็ขยับ ฟุ้งก็ลืมตา (ยกเว้นฟุ้งละเอียด) แล้วก็ว่ากันใหม่ แล้วพร้อมที่จะเริ่มต้นใหม่อย่างง่าย ๆ อย่างถูกหลักวิชชา ไม่ว่าจะกี่ร้อยกี่พันครั้งก็ตาม ๑๖ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ ๖๖.วิธีแก้ลุ้นเร่งเพ่งจ้อง อย่า ลุ้น เร่ง เพ่ง จ้อง เพราะมันไม่เกิดประโยชน์ เหตุที่เรา ลุ้น เร่ง เพ่ง จ้อง เพราะ “ความอยาก” ถ้า “ความหยุด” มันจะไม่ลุ้น ถ้าลุ้น แปลว่า เรามีความอยาก อยากได้เร็ว ๆ อยากเห็นเร็ว ๆ อยากให้ดีกว่านั้น ซึ่งมันมากเกินไป ถ้ามากเกินไป มันจะทึบ แคบ ไม่สบายเนื้อสบายตัว ใจไม่สบาย เพราะทำไม่ถูกหลักวิชชา เราต้องคิดว่า ธรรมะอยู่กับตัวเราอยู่แล้ว ไม่ได้หายไปไหน แต่ที่เราไม่เห็น เพราะใจเรายังไม่ละเอียดเท่า ที่ไม่ละเอียดเพราะใจเรายังไม่หยุด ถ้าใจเราหยุด เดี๋ยวเราก็เห็นได้ ๒๙ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๑ ๖๗.นึกภาพแล้วตึง บางท่านเมื่อนึกถึงภาพดวงใส ๆ แล้วตึง เพราะติดนิสัยเป็นคนเอาจริงเอาจัง เมื่อนึกถึงภาพทีไร มักจะตึง ถ้าเป็นอย่างนั้นก็ให้วางใจเฉย ๆ ไม่ต้องไปคำนึงถึงภาพอะไรทั้งสิ้น เอาใจวางนิ่ง ๆ อยู่ที่ศูนย์กลางกาย ฐานที่ ๗ จะภาวนา “สัมมา อะระหัง” ประคองใจไปด้วยก็ได้ หรือจะไม่ภาวนาก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าทำอย่างนี้แล้ว แม้ไม่นึกภาพก็ยังตึง เพราะอดเอาลูกนัยน์ตากดลงมาดูที่ ฐานที่ ๗ ไม่ได้ ถ้าเป็นอย่างนี้ ให้สำรวจดูว่า เราควรจะวางใจไว้ที่ฐานใดฐานหนึ่ง ซึ่งเป็นฐานที่ตั้งของใจก่อนก็ได้ อาจจะเป็น ฐานที่ ๑ ปากช่องจมูก หญิงซ้ายชายขวา หรือ ฐานที่ ๒ ที่หัวตาของเรา หญิงซ้ายชายขวา หรือ ฐานที่ ๓ ก็ให้สำรวจดูตัวเราว่า วางใจไว้ตรงไหนแล้วรู้สึกสบาย ก็ให้ทำความรู้สึกของใจอยู่ตรงนั้นไปก่อน พอใจหยุดนิ่งถูกส่วน นุ่มนวลควรแก่การงาน เดี๋ยวเราก็ค่อย ๆ น้อมนิดเดียว ใจก็จะเข้ามาตั้งมั่นอยู่ที่ ฐานที่ ๗ แต่ตอนนี้เราจะเริ่มต้นตรงไหนก่อนก็ได้ จะนอกตัว จะข้างหน้า จะข้างใน หรือจะตรงไหนก็เลือกเอา นี่สำหรับผู้ที่ไม่ชอบนึกภาพ ๒๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ ๖๘.อย่าตั้งใจมาก อย่าตั้งใจมากไป ยังไงเราก็ได้อยู่แล้ว เพราะว่า ๑. เรามีพระธรรมกายในตัวอยู่แล้ว ๒. ศูนย์กลางกายของเราก็มี ๓. ใจของเราที่จะไปถึงศูนย์กลางกายก็มี เหลือเพียงอย่างเดียว คือ ปฏิบัติให้ถูกวิธี ทำตัวให้สบาย ทำใจให้หยุดนิ่งเฉยที่ศูนย์กลางกาย อย่านั่งแข่งกับวันเวลา ให้กำหนดใจที่ศูนย์กลางกาย ถ้าตึงหรือเครียดอย่าไปฝืน ให้ลืมตาขึ้นมา นึกถึงสิ่งที่ทำให้ใจเราสดชื่น อาจจะเป็นเรื่องธรรมชาติ ความงามของดอกไม้ หรือเรื่องความดี เรื่องบุญกุศล ความอินโนเซ้นท์ของเด็ก ๆ หรือสิ่งที่ทำให้ใจสบาย เมื่อใจสบายแล้ว เราค่อยกลับมาที่ศูนย์กลางกายใหม่ ๑๓ เมษายน พ.ศ. ๒๕๓๕ ๖๙.นึกไปเอง ไม่มีในโลก เมื่อไรคำว่า “นึกไปเอง” จะหมดไปจากโลก คำว่า “นึกไปเอง” คำนี้จริง ๆ ไม่มีในโลก แต่เราบัญญัติขึ้นมาให้เป็นอุปสรรคต่อการเลื่อนระดับของใจ เห็นหรือนึกไปเอง ถ้าใจไม่นิ่ง นึกไม่ได้ เห็นกลับกลายเป็นปัญหา แต่พอไม่เห็น เอ๊ะ! ทำไมเรานึกไม่ได้ แต่พอเห็น เอ๊ะ! นึกไปเองมั๊ง เราต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ถ้าเริ่มนึกใหม่ ๆ จะเป็นบริกรรมนิมิต เพราะใครนึกแทนเราไม่ได้ นี่คือเรานึกของเราเอง ต่างจากคำว่า “นึกไปเองมั๊ง” เพราะคิดว่า นึกไปเอง เลยเป็นอุปสรรค ทำให้ขาดความมั่นใจ เราไปสร้างคำนี้ขึ้นมา เพื่อเป็นอุปสรรคของเรา คนอื่นได้ยิน นั่นคือ เรากำลังขยายสิ่งที่ไม่ถูกต้องให้กับคนหมู่มาก แล้วความเครียดก็ขยายไปทั่ว เพราะฉะนั้น นึกไปเอง ไม่มี ถ้าใจไม่นิ่ง นึกไม่ได้ ๒๗ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๐ ๗๐.ใจละเอียดจึงเห็น อย่าคาดหวังว่า เราจะต้องเห็นโน่น เห็นนี่ หรือเห็นอะไรอย่างที่เราเคยได้ฟังมา ตอนนี้ในเบื้องต้นแค่ว่า ให้ใจคุ้นกับศูนย์กลางกาย ฐานที่ ๗ แล้วก็ทำหยุดทำนิ่งให้เป็นเสียก่อน ให้ได้ปีติสุขที่เกิดจากสมาธิ ให้ได้ตรงนี้เสียก่อน แล้วสิ่งที่เราจะเห็นภายในก็จะเป็นขึ้นมาเอง เพราะว่าสิ่งทั้งหลายมีอยู่แล้วในตัวเรา ไม่ต้องไปแสวงหาหรือไปควานหาอะไร เพียงแต่สิ่งเหล่านั้นเป็นของละเอียด ใจเราต้องละเอียดเท่ากับสิ่งนั้น จึงจะเห็นกันได้ ๙ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๙ ๗๑.รอคอยไม่เป็น ใจเย็นไม่พอ ถ้าหยุดแรกได้ หยุดที่ ๒, ๓, ๔ หรือหยุดต่อ ๆ ไปง่าย มันจะยากตรงหยุดแรก แต่ยากไม่มาก ยากพอสู้ ถ้าทำถูกหลักวิชชา ก็จะได้ นอกจากความฟุ้งแล้ว ส่วนมากมักมาติดตรงนี้ คือ...รอคอยไม่เป็น ใจเย็นไม่พอ รอคอยสิ่งที่มีอยู่แล้วภายในตัวไม่เป็น แค่หลับตาเฉย ๆ เห็นอะไรเราก็พึงพอใจสิ่งนั้นไปก่อน แต่เราทำกันไม่ค่อยเป็น เรามักจะฮึดฮัด เพราะรอคอยไม่เป็น ให้ทำความรู้สึกว่า เราไม่ใช่เทวดา แต่เราเป็นมนุษย์ธรรมดา บางอย่างเราควบคุมไม่ได้ บางอย่างเราควบคุมได้ ในช่วงแรก ๆ ประสบการณ์ภายในเรายังควบคุมไม่ได้ เพราะฉะนั้น เราจำเป็นต้องรอคอยด้วยใจที่เยือกเย็น คือ นั่งหลับตาเฉย ๆ มีอะไรให้ดู เราก็ดูไป พึงพอใจทุกสิ่งที่มีให้ดู ตั้งแต่ความมืด ภาพคน สัตว์ สิ่งของ เหตุการณ์ต่าง ๆ เราก็ดูไปเรื่อย ๆ พอถึงจุดหนึ่ง หลังจากผ่านภาพอื่นไปแล้ว จะมีภาพสุดท้าย คือ ภาพดวงให้ดู แต่เรามักจะรอคอยภาพสุดท้าย ด้วยใจที่เยือกเย็นไม่ได้ จึงไม่ได้ ถ้าเรารอได้ เราก็ได้ ก็แค่นี้เอง แปลว่า ทุกคนในโลกต้องเห็นหมดเลย ที่ไม่เห็นเพราะเหตุนี้ ภายหลังจากเราเอาชนะความเกียจคร้าน หรือไม่เห็นความสำคัญของสิ่งเหล่านี้ ก็มาถึงจุดนี้ คือ...เรารอคอยไม่ได้ ทีปลูกมะม่วง เรายังคอยได้ ทนปลูกตั้งแต่เป็นเมล็ด คอยรดน้ำพรวนดิน เช้ากระป๋องเย็นกระป๋อง คอยขจัดวัชพืช แมลงศัตรูพืชต่าง ๆ ดูแลอย่างดี กว่าจะโต จนมันแตกกิ่งก้าน ออกดอก ออกผล เรายังคอยได้ ทีอย่างนี้กลับใจเย็นพอ ๒๖ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๑ ๗๒.อย่าเร่งประสบการณ์ ให้ทำ ณ จุดที่สบายก่อน ง่าย ๆ คอยความพร้อม ถ้าเรายังไม่พร้อม พึงอย่า! เหมือนนกที่อยู่ในฟองไข่ เมื่อมันยังไม่พร้อม มันก็ไม่ได้ตะเกียกตะกายที่จะเอาจะงอยปากจิกเปลือกไข่ออกมา มันก็ยังอยู่ในฟองไข่ แล้วให้แม่นกกกไข่ด้วยความอบอุ่น แต่พอถึงเวลา แม่นกก็ไม่ต้องบอกว่า ลูกเอ๊ย ออกมาเถอะ พอมีความพร้อม ลูกนกก็เจาะกระเปาะไข่ ออกมาสู่โลกภายนอกเองอย่างสบาย ๆ ที่พ้นจากกระเปาะไข่แล้วก็กระพือปีกมาอยู่ในอ้อมอกของมารดา แล้วมันก็ไม่ได้ไปไหน ยังคงอยู่ในรวงรัง แม้เห็นแม่นกโบยบินไปหาอาหาร เมื่อตัวยังไม่พร้อม ตัวก็อยู่ ณ จุดที่พร้อมก่อน คือ ยังอยู่ในรวงรังบนต้นไม้ คอยดูเพื่อที่จะรวบรวมประสบการณ์กับแรงบันดาลใจว่า สักวันหนึ่ง ถ้าเราพร้อม เราจะบินให้ได้อย่างแม่นก พอลูกนกเจริญเติบโต มีความพร้อม มันจะรู้ตัวเองว่า เราพร้อมแล้วที่จะฝึกบิน มันก็จะกระโดดออกจากรวงรัง มาเกาะอยู่บนกิ่งข้าง ๆ รังของมัน แล้วลองขยับปีก ระหว่างที่ขยับปีก ตัวนกหนุ่มนกสาวก็ค่อย ๆ พ้นจากกิ่ง แต่เมื่อมันไม่พร้อม มันก็ฝึกบินอยู่กับที่ เพื่อคอยความพร้อม เมื่อถึงเวลา และเมื่อมันหันไปเห็นอีกต้นหนึ่ง นกหนุ่มนกสาวก็ได้โผผินบินออกไปจากกิ่งแล้ว ดังนั้น เที่ยวบินแรกจึงเกิดขึ้น หลังจากขยับปีก ฝึกบิน มันก็บินโผลงมาเลย แล้วก็ไปสู่โลกกว้างได้อย่างสบาย เพราะฉะนั้น ต้องมีความพร้อมเสียก่อน ถ้าเรายังไม่พร้อมที่จะก้าวต่อไป จงอยู่ ณ จุดที่พร้อม เหมือนลูกนก แล้วสักวันหนึ่ง เราจะบินได้ ๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๑ ๗๓. 3 steps for meditation Step 1 ข้างนอกหยุดนิ่ง ข้างในเคลื่อนไหว คือ นั่งนิ่ง ๆ แล้วข้างในก็เคลื่อนเข้าไปสู่ภายใน Step 2 ข้างนอกเคลื่อนไหว ข้างในหยุดนิ่ง คือ เดิน ยืน นั่ง นอน ทำกิจกรรมต่าง ๆ ไป แต่ภายในยังเห็นดวงใส เห็นองค์พระใส ๆ อยู่ภายใน Step 3 ข้างนอกเคลื่อนไหว ข้างในเคลื่อนไหว คือ สองประสาน หมายถึง ในทุก ๆ กิจกรรมที่ทำอยู่ สามารถเข้ากลางได้คล่อง ว่องไว ใจมีพลัง ถ้าผ่าน 3 Steps นี้ได้ แสดงว่า...เริ่มมีสัญญาณดี ๆ เกิดขึ้นแล้ว ๑๑ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๐ ๗๔.นั่งธรรมะเหมือนปลูกต้นไม้ ทุกครั้งที่เรานั่งหลับตาฝึกใจให้หยุดนิ่ง ความบริสุทธิ์จะถูกสั่งสมไปทีละเล็กทีละน้อย ใจจะถูกขัดเกลา กรอง แล้วก็กลั่นให้ใสขึ้น สมาธิก็จะค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นทีละเล็กทีละน้อย เหมือนปลวกที่ขนดินเข้ามาก่อเป็นจอมปลวก เหมือนเรารดน้ำที่โคนต้นไม้ ต้นไม้เจริญเติบโตขึ้นทุกวัน แต่เราสังเกตไม่ออกว่า มันโตขึ้นวันละเซ็นต์หรือสองเซ็นต์ แต่เผลอประเดี๋ยวเดียว มันก็มีผลให้เราได้ชื่นใจ ได้ลิ้มรส ๒๘ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๙ ๗๕.สมหวังแล้ว วันนี้เราหยุดนิ่งได้ ๑ นาที ก็ให้ดีใจไว้เถิดว่า เราสมหวังแล้ว หยุดนิ่งได้แล้ว ๑ นาที หรือ หยุดนิ่งยังไม่สมบูรณ์ ก็ไม่เป็นไร แค่รู้สึกตัวโล่ง ๆ ว่าง ๆ โปร่ง เบา สบาย ก็ถือว่าเราสมหวังแล้ว บางคนเกิดมาในโลกนี้ อายุตั้งร้อยปี ยังไม่รู้จักเลยว่า โล่งใจ โปร่งใจ เป็นอย่างไร ใจใส ใจหยุด ใจนิ่ง เป็นอย่างไร ยังไม่รู้จักเลย เพราะฉะนั้น เราได้ ๑ หรือ ๒ นาที ให้ดีใจเถิด แล้วต่อไปจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จำวิธีการที่จะไปถึง ณ จุดตรงนั้นให้ได้ แล้วหมั่นไปถึงตรงนั้นบ่อย ๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เหมือนเราตอกตะปูย้ำ ๆ ในที่สุดก็ตอกตะปูมิดจนได้ ใจก็เช่นเดียวกัน หมั่นตรึก หมั่นหยุด หมั่นนิ่ง ค่อย ๆ ประคองใจไปเรื่อย ๆ เดี๋ยวจากฟุ้งมากก็จะฟุ้งน้อย จากฟุ้งน้อยก็จะไม่ฟุ้ง จากไม่ฟุ้งก็จะโล่ง โปร่ง เบา สบาย ใจเบิกบาน เดี๋ยวแสงสว่างก็จะค่อย ๆ เรืองรอง เป็นแสงแก้วที่เนียนตา ละมุนใจ แล้วก็จะละเอียดลงไป จนกระทั่งค่อย ๆ เจิดจ้าขึ้น นานขึ้น มีความสุขไปทุกขั้นตอน เดี๋ยวดวงใส ๆ ก็จะปรากฏเกิดขึ้นเอง เพราะดวงธรรมมีอยู่แล้วภายใน ๑๐ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๕ ๗๖.เราไม่ได้แล้วใครจะได้ แม้เริ่มต้นจะมืดตื้อ มืดมิด ฟุ้งบ้าง ตึงบ้าง มันก็ไม่ได้เป็นอุปสรรค เพราะว่าผู้ที่เขาสมหวังในวันนี้ ก็คือผู้ที่ได้ผ่านประสบการณ์ที่ทุลักทุเลกันมาก่อน ดังนั้น จึงเป็นสิ่งปกติธรรมดาที่ต้องเจอ สิ่งที่ควรทำ คือ ให้เฉย ๆ อย่าวิตกกังวล อย่าเสียเวลาคิดว่า ชาตินี้เราจะมีหวังไหม บุญเราจะมีเพียงพอไหม ดูกันหยาบ ๆ ถ้าเรามีบุญน้อย เราไม่มีโอกาสมาได้ยินได้ฟัง เกี่ยวกับเรื่องวิชชาธรรมกาย และวิธีปฏิบัติเพื่อเข้าถึงพระธรรมกาย ซึ่งแตกต่างจากเพื่อนมนุษย์ ๖-๗ พันล้านคน จำนวนมากกว่า ๙๐ เปอร์เซ็นต์ ที่ยังไม่มีโอกาสได้ยินได้ฟังอย่างเราเลย ก็แปลว่า เรามีบุญมากพอที่จะเข้าถึงได้แน่นอน ๒๐ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๑ ๗๗.อย่าสิ้นหวัง เมื่อยังใช้ความพยายามไม่เต็มที่ อย่าคิดว่า ทำไมเรายังไม่เห็นธรรมะ ทำไมคนอื่น เราไปชวนเขาเข้าวัดแท้ ๆ เขากลับเข้าถึงธรรมก่อน เรามีกรรมอะไรนักหนามาบดบัง หรือบุญเราคงน้อย แท้ที่จริงแล้ว ไม่ใช่เลย เรามีบุญมาก อย่าสิ้นหวัง เมื่อเรายังใช้ความพยายามไม่เต็มที่ ให้ใช้ปัญญาพิจารณาดูว่า เราปฏิบัติถูกหลักวิชชาหรือไม่ แล้วก็พยายามทำให้เต็มที่ สักวันหนึ่งก็จะสมหวัง ๖ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๔ ๗๘.ทำแทนไม่ได้ การฝึกใจให้หยุดนิ่ง ทำแทนกันไม่ได้ ต้องทำด้วยตัวเอง เป็นปัจจัตตัง* เพราะฉะนั้น ต้องให้ความสำคัญกับการปฏิบัติธรรมให้มาก ๆ ควบคู่กับภารกิจ บริหารเวลาของเราให้เป็น เพราะนี่คืองานที่แท้จริงของเรา นอกนั้นก็เป็นงานที่คอยประคับประคองให้ชีวิตดำรงอยู่ได้ เพื่อแสวงหาหนทางพ้นทุกข์ ๒๙ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๙ ๗๙.อย่าประมาทในวัย ในช่วงวัยยังแข็งแรงอยู่ อย่าให้หมดเปลืองไปในเรื่องราวที่ไร้สาระ ทางกายเราได้พรากจากทางโลกมาในระดับหนึ่งแล้ว คือ ปลอดพันธนาการของชีวิต ไม่ต้องมีภารกิจแบบทางโลก เหลือแต่ทางด้านจิตใจ เราต้องพรากจากทางโลกให้ได้ ใจมันถึงจะกลับเข้าไปสู่ภายใน แล้วก็จะไปศึกษาเรียนรู้วิชชาธรรมกายได้ เราไม่ควรจะให้ความแข็งแรงนี้ผ่านไปเฉย ๆ พอถึงช่วงที่ร่างกายอ่อนแอแล้ว จะไปมีอารมณ์ตอนนั้น สังขารมันก็ไม่อำนวย นี่เป็นสิ่งที่ลูกทุกคนจะต้องรับทราบ และให้ความสำคัญตรงนี้ ๒ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๑ ๘๐.รู้สึกอย่างนี้ไหม ถ้ารักวิชชาธรรมกายจริง จะกลัวเสียเวลาในการทำสิ่งไร้สาระ ไม่อยากให้เสียเวลาแม้เพียงวินาทีเดียว อยากจะฝึกใจของเราให้หยุดนิ่งในทุกอิริยาบถ แล้วจะรู้สึกว่า สิ่งที่เรายังไม่รู้มีอีกเยอะ เวลาในโลกมนุษย์สั้นนัก มีเพียงน้อยนิด เราจะทำอย่างไรจึงจะเกิดประโยชน์สูงสุด ๖ กันยายน พ.ศ. ๒๕๓๙ ๘๑.ให้โอกาสตัวเอง ลูกทุกคนเป็นผู้มีบุญมาแต่ปางก่อน ปัจจุบันก็สั่งสมบุญ เหลือเพียงว่า เราไม่ให้โอกาสบุญเก่ากับบุญใหม่มาเชื่อมกัน ที่ศูนย์กลางกาย ฐานที่ ๗ อย่างจริงจัง จึงทำให้เรายังทำไม่ได้ต่อเนื่องตลอดเวลา เมื่อวันเวลาที่เหลืออยู่มีจำกัด ความตายไม่มีนิมิตหมาย ย่อมเป็นเครื่องเตือนใจเราว่า เราจะประมาทในการดำเนินชีวิตไม่ได้ จะชะล่าใจว่า เรายังแข็งแรงอยู่ มีเวลาเหลือเฟือก็ไม่ได้ หรือจะห่วงแต่งานหยาบอย่างเดียว โดยไม่ห่วงงานละเอียด (การปฏิบัติธรรม) ก็ไม่ได้ จะต้องทำทั้งสองอย่างให้สอดคล้องกัน เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน แล้ววันแห่งชัยชนะก็จะเป็นของลูกทุกคน ๔ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๑ ๘๒.ถ้าอยากได้จริง ต้องได้ หมั่นทบทวนดูตัวเราว่า เราอยากได้ธรรมะจริงหรือไม่ อยากเข้าถึงวิชชาธรรมกายจริงไหม เราจะรู้ตัวเราว่า เรายังไม่อยากได้อย่างแท้จริง ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าดี เรายังไม่ได้ให้ความสำคัญตรงนี้มากนัก ยังเป็นความอยากสังเคราะห์ (Synthetic) ถ้าอยากได้อย่างแท้จริง จะต้องมีจิตตะ ใจจดจ่อ เราจะทำในทุกอิริยาบถ ในทุกกิจกรรม ตั้งแต่ตื่นนอน อาบน้ำ ล้างหน้า แปรงฟัน และทุกกิจกรรม ในช่วงแรก ต้องทำอย่างนี้ไปก่อน ถ้าทำ ๆ หยุด ๆ ทำบ้าง ไม่ทำบ้าง หรือปล่อยใจไปเรื่อยเปื่อย แล้วไปทำอย่างอื่นมากกว่า อย่างนี้ยาก แต่ถ้าความอยากได้มีมาก แต่เกินไปนิด อย่างนี้ไม่ยาก แค่ปรับลดลงมาอีกหน่อยก็จะพอดี ถ้าอยากได้จริง ๆ ต้องได้ ไม่มีอะไรที่ไม่ได้ อยากไปดวงจันทร์จริง ๆ ก็ไปได้ อยากไปไหนก็ไปได้ คุณยายอาจารย์ฯ* ท่านอยากไปหาพ่อในปรโลก แม้ไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหนก็ยังไปได้ เพราะฉะนั้นต้องถามตัวเราว่า เราอยากได้จริงหรือไม่ ถ้าอยากได้จริง ต้องได้ ปรับตรงนี้แล้วจะสมปรารถนา ๒๓ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๑ ๘๓.อย่ามีข้อแม้ ให้หมั่นปฏิบัติธรรมให้ได้ทุกวันทุกคืน อย่ามีข้อแม้ข้ออ้างหรือเงื่อนไขใด ๆ ทั้งสิ้น เพราะข้อแม้ที่เราตั้งขึ้นมาเป็นเงื่อนไข ทำให้เราเลื่อนเวลาในการบรรลุธรรม บรรลุความสุข และความสมหวังในชีวิตออกไป เท่ากับว่าเราเป็นผู้ประมาทอยู่ ๒๐ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๑ ๘๔.ถ้าทำก็ทำได้ ลูกหลวงพ่อทุกคน มีบุญบารมีที่สั่งสมอบรมมาอย่างดีแล้ว ดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ ใสบริสุทธิ์ โตเท่ากับฟองไข่แดงของไก่ก็มีอยู่ วิธีการปฏิบัติ และผู้สอนก็ยังมีอยู่ ถ้าหากให้โอกาสกับตัวเองปฏิบัติธรรม แล้วทำให้ถูกวิธี อย่างสม่ำเสมอ ต้องเข้าถึงอย่างแน่นอน ๑๕ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๕ ๘๕.ให้โอกาสตัวเอง การปฏิบัติธรรม ทำแทนกันไม่ได้ เราต้องกระตุ้นเตือนตัวเอง ต้องขวนขวาย ต้องสอนตัวเองได้ ควบคุมตัวเองได้ ดูแลตัวเอง ดูแลศูนย์กลางกาย เราฟังเพื่อนกัลยาณมิตรที่เขาปฏิบัติธรรมได้ผล เขาก็ทำง่าย ๆ ลูกทั้งหมดมีบารมีมาขนาดนี้แล้ว เหลือเพียงอย่างเดียว การให้โอกาสตัวเอง ทำให้ถูกหลักวิชชา และให้สม่ำเสมอเท่านั้น เดี๋ยวก็สมหวัง ๑๕ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๐ ๘๖.วัยแข็งแรง ในวัยนี้ ลูกยังอยู่ในวัยที่แข็งแรง สดชื่น เหมาะสมในการที่จะทำความเพียรอย่างถูกหลักวิชชา ก็ให้ทุ่มเทชีวิตจิตใจศึกษาฝึกฝนตัวเองเรื่อยไป จนกระทั่งถึงจุด ๆ หนึ่ง เราก็จะได้ไปศึกษาวิชชาธรรมกายด้วยตัวของเราเอง ถ้าไปถึงตรงนั้นได้ มโนปณิธานของเราจะแน่วแน่ แล้วจะเข้าใจว่า ทำไมพระเดชพระคุณหลวงปู่ฯ ท่านอุทิศชีวิตมุ่งปราบมาร จะมีเหตุมีผลรองรับตรงนี้ ๒ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๑ ๘๗.ชิงช่วงวัยแข็งแรง เราจะอาศัยกายมนุษย์นี้อยู่เพียงชั่วคราว ให้รีบชิงช่วงความแข็งแรงและสดชื่นของร่างกายนี้ ก่อนที่จะถูกช่วงชิงความแข็งแรงความสดชื่นไป หมั่นฝึกฝนอบรมจิตใจของเราให้หยุดนิ่ง ให้ทำอย่างจริงจัง ทำใจให้ใส ๆ ไม่ห่วงใยอาลัยอาวรณ์กับสังขารร่างกาย จะเป็นอย่างไรก็ช่าง เฉย ๆ ไม่สนใจ กำหนดใจลงไปที่ศูนย์กลางกาย ให้ตรึงใจติดอยู่ตรงนั้น เหมือนเอากาวชั้นดีตรึงใจให้ติดกับศูนย์กลางกาย แล้วภาวนา “สัมมา อะระหัง” ตรึกนึกถึงดวงใส ใจหยุดอยู่ในกลางดวงใส ต้องทำให้ได้อย่างนี้ทุกคน ๕ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ ๘๘.ความปรารถนาของหลวงพ่อ หลวงพ่อยังหวังอยู่ลึก ๆ ว่า อยากให้ลูกทุกคนได้ศึกษาวิชชาธรรมกาย นี่เป็นความตั้งใจจริงของหลวงพ่อ ที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงเลยแม้แต่เพียงวันเดียว เราต้องเข้าถึงธรรม ซึ่งนอกจากจะเป็นที่พึ่งให้กับตัวเราแล้ว ยังเป็นพยานในการตรัสรู้ธรรม ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและมหาปูชนียาจารย์ เราจะเป็นพยานยืนยันว่า ธรรมะนั้นมีจริง ดีจริง เพราะฉะนั้น ถ้าลูกทุกคนเข้าถึงพระธรรมกายจริง ในระดับที่เรามั่นใจ ความสงสัยก็จะหมดไป นี่เป็นสิ่งที่หลวงพ่ออยากให้ลูกทุกคนตั้งใจให้ดี ๒ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๐ ๘๙.ความชื่นใจของหลวงพ่อ สิ่งที่จะทำให้หลวงพ่อชื่นใจที่สุด คือ ลูกทุกคนเข้าถึงธรรมยกชั้น ขอให้ช่วยตรงนี้หน่อย ไม่ได้ขออะไร คือ ถ้าลูกเข้าถึงดวงใส ๆ องค์พระใส ๆ มีความสุขภายใน มีที่พึ่งที่ระลึก และไม่เจ็บ ไม่ป่วย ไม่ไข้ กินอิ่ม นอนหลับ สร้างบารมีสะดวก ก็เอาแล้ว แค่นี้ก็พอแล้ว ขอให้ช่วยแค่นี้ได้ไหม ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๐ ๙๐.ใครกันแน่เชย เราเกิดมาทั้งที ต้องสั่งสมบุญบารมีให้เต็มที่ ใครจะว่าเราเชย ก็ช่าง ใครจะว่าเรางมงาย ก็ช่างเขาอีก เอาไว้เมื่อไรบุญส่งผลนั่นแหละ จึงจะรู้ว่า ใครกันแน่เชย หรือใครกันแน่ช้าไปแล้ว ๒๗ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๗ ๙๑.บุญอยู่เบื้องหลังความสุขความสำเร็จในชีวิต บุญ แปลว่า เครื่องชำระใจให้บริสุทธิ์ เมื่อใจบริสุทธิ์ ใจจะมีคุณภาพ ความใสความสว่างจะบังเกิดขึ้น นี้แหละคือ ตัวบุญ กระแสบุญอยู่ตรงกลางดวงบุญ บุญ เกิดขึ้นเมื่อเราให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนา จะทำให้จิตมีคุณภาพขึ้น มีอานุภาพส่งกระแสบุญไปทุกทิศทุกทาง สามารถดึงดูดสมบัติทั้งหลายที่มีอยู่ในโลกได้ ยามใดที่เรามีบุญ กระแสบุญจะส่งผล เราก็จะรวมสมบัติให้มาเป็นของเราได้ แต่ยามใดบุญน้อย กระแสบุญก็อ่อนตัวลง สมบัติแม้มีอยู่ก็สูญสลายไป เพราะไม่มีแรงดึงดูดเข้ามา เพราะฉะนั้น สมบัติจะอยู่กับเราได้ต่อเมื่อเรามีบุญ ถ้าหมดบุญ สมบัติก็เปลี่ยนมือไป เพราะฉะนั้น บุญจึงเป็นสิ่งสำคัญ แม้เรามองไม่เห็นด้วยตา สัมผัสไม่ได้ด้วยมือ แต่ว่าสิ่งนั้นมีอยู่ จะเห็นได้ก็ต้องเข้าถึงพระธรรมกาย มีญาณทัสสนะเกิดขึ้น เราจะเห็นกระแสธารแห่งบุญ ซึ่งอยู่ในกลางดวงบุญ คอยส่งกระแสออกไปทุกทิศทุกทาง แม้แต่พระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ ในระหว่างที่สร้างบารมีก็สั่งสมบุญอยู่เป็นนิจ เพราะพระองค์ทรงรู้เห็นว่า บุญเป็นบ่อเกิดแห่งความสุขและความสำเร็จในชีวิต ตั้งแต่ชีวิตในระดับปุถุชน จนกระทั่งเป็นพระอริยเจ้า ๕ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๓๘ ๙๒.ความตายไม่มีนิมิตหมาย ความตายไม่มีนิมิตหมาย สั่งสมบุญไว้เถิดประเสริฐนัก เมื่อบุญส่งผลเราจะมีความสุข ทั้งในมนุษย์และในเทวโลก ๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๒ ๙๓.เพราะบุญบันดาล เมื่อเราเกิดมา เรามาแต่ตัวกับดวงบุญที่อยู่ในตัว คือ บุญที่เราได้สร้างข้ามภพข้ามชาติมา ซึ่งจะติดอยู่ในกลางกาย ฐานที่ ๗ เป็นดวงบุญใส ๆ เป็นบ่อเกิดแห่งความสุขและความสำเร็จในชีวิต ที่เราได้เกิดมาเป็นมนุษย์ ก็เพราะดวงบุญในตัว เกิดมาแล้ว มีอาหาร มีเสื้อผ้า มีคนดูแลเอาใจใส่ ทะนุถนอม ส่งให้เราได้เล่าเรียนศึกษา สนับสนุนส่งเสริมทุกอย่าง หาเพื่อนดี หาครูดี หาสิ่งดี ๆ มาให้เรา จนกระทั่งจบการศึกษา มีการงานที่ดี กระทั่งประสบความสำเร็จในชีวิต ในธุรกิจการงาน ก็เพราะบุญในตัว ที่เราทำผ่านมา ถ้าดวงบุญโต ก็แปลว่า เราทำบุญมามาก ความสุขความสำเร็จของชีวิตก็มีมาก ถ้าดวงบุญในตัวมีปานกลาง แสดงว่า เราทำบุญมาปานกลาง ความสุขและความสำเร็จในชีวิตก็มีปานกลาง ถ้าดวงบุญในตัวเล็ก ก็แปลว่า เราทำบุญมาน้อย ความสำเร็จก็มีเพียงเล็กน้อย ถ้าไม่ค่อยได้ทำทาน มีความตระหนี่ หวงแหนทรัพย์ ชีวิตก็ต้องดิ้นรนต่อสู้ มีแต่ความลำเค็ญ เพราะฉะนั้น เราจึงจำเป็นจะต้องสั่งสมบุญเอาไว้ โดยเฉพาะทานบารมี ซึ่งเป็นเบื้องต้น การปฏิเสธบุญ คือ การปฏิเสธความสุข และความสำเร็จในชีวิต จำไว้ว่า เราคือ ผู้ออกแบบชีวิตของตัวเราเอง ไม่ใช่เทพเจ้าองค์ไหนจะมาลิขิตชีวิตเราได้ นอกจากตัวของเราเอง ๑๒ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๐ ๙๔.ทำความดีไว้เถิด ประเสริฐนัก การมีความเชื่อเรื่องการเวียนว่ายตายเกิด จะทำให้เรารู้เป้าหมาย ไม่ประมาทในการดำเนินชีวิต จะหมั่นสั่งสมบุญ ทั้งทาน ศีล ภาวนา เป็นต้นเรื่อยไป สมมติว่า ไม่มีภพชาติต่อไปก็เจ๊ากันไป แต่ถ้าเกิดมีภพชาติต่อไป...อย่างนี้อันตราย เกิดใหม่ไม่ได้ไปอยู่สวรรค์เพราะไม่ได้สร้างบุญไว้ เพราะฉะนั้น จะมีความเชื่ออะไรก็ตาม พึงสร้างบารมี ๑๐ ทัศ* เอาไว้เถิดประเสริฐนัก ๑๖ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๐ ๙๕.บุญต้องทำ กฎแห่งกรรมต้องศึกษา เรื่องบุญต้องทำไว้ ถ้าตายแล้วสูญก็เจ๊ากันไป แต่ถ้าเกิดตายแล้วไม่สูญ เราจะมีความสุขในสุคติโลกสวรรค์ Law of Kamma หรือ กฎแห่งการกระทำ ทั้งทางกาย วาจา ใจ เป็นเรื่องที่เราควรศึกษาอย่างยิ่ง เพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับตัวของเรา เราคิด เราพูด เราทำ ล้วนมีผลทั้งสิ้น ศึกษาเอาไว้ เราจะได้ดำเนินชีวิตได้ถูกต้อง ปิดอบาย ไปสวรรค์ มีสุขในปัจจุบัน ๓ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๑ ๙๖.รักแท้นอกตัวไม่มี ให้หารักแท้ในตัวดีกว่า เพราะรักแท้นอกตัวไม่มี บุญเท่านั้น...ที่จะเป็นคู่แท้ เพราะติดตามตัวเราไปตลอดเวลา ส่วนคู่รักกันก็มักจะพลัดพรากจากกัน ไม่จากเป็นก็จากตายสักวันหนึ่ง ๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๙ ๙๗.สิ่งที่ทำได้ยาก เป็นของเยี่ยม บุญใดก็ตามถ้าทำในยามยาก ด้วยความยากลำบาก แต่ใจนั้นชื่นบานตลอด ไม่มีความเสียดายเลย เวลาบุญส่งผล มักจะส่งผลมาก อย่างปัจจุบันทันตาเห็นทีเดียว ๓๐ กันยายน พ. ศ. ๒๕๔๑ ๙๘.หลักวิชชาสร้างทานบารมี หลักวิชชาในการสร้างมหาทานบารมี ทำน้อยต้องได้ผลมาก ทำมากต้องให้ได้ผลมากยิ่งขึ้น และผลแห่งบุญนั้นจะต้องส่งผล ทั้งปฐมวัย มัชฌิมวัย และปัจฉิมวัย หมายความว่า ต้องส่งผลตั้งแต่เกิดจนกระทั่งหมดอายุขัย ซึ่งมีหลักอยู่ว่า ต้องปลื้มใจ ทั้งก่อนทำ ขณะทำ และหลังจากทำแล้ว หากทำได้อย่างนี้ อานิสงส์จะส่งผล ทั้งปฐมวัย มัชฌิมวัย และปัจฉิมวัย ๒๑ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๑ ๙๙.ไม่เชื่อก็เผื่อเหนียวเอาไว้ ไม่ว่าใครจะเชื่อเรื่องการเวียนว่ายตายเกิด หรือไม่เชื่อก็ตาม พึงสร้างทานบารมีเผื่อเหนียวไว้เถิด สมมติว่า ไม่มีการเวียนว่ายตายเกิด ชีวิตไปสิ้นสุดที่เชิงตะกอน ก็เจ๊ากันไป แต่ถ้าเกิดมีขึ้นมา มันอันตราย เพราะเราไม่ได้สร้างทานบารมีเอาไว้ แม้ใครจะเชื่อว่า ฝากชีวิตและทุกสิ่งไว้กับเทพเจ้าก็ตาม ก็ต้องสร้างทานบารมีเผื่อเหนียวเอาไว้ เผื่อไปแล้วไม่เจอเทพเจ้าที่ตนเคารพนับถือ ทานนี้จะได้ส่งผล ถ้าเจอก็เจ๊ากันไป เกิดมาใหม่ เราก็จะได้มีผังแห่งโภคทรัพย์สมบัติ เป็นอุปกรณ์ในการสร้างบารมีในภพชาติต่อไป เพราะฉะนั้น ทานบารมีจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง ไม่เชื่อก็เผื่อเหนียวเอาไว้ ๔ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๐ ๑๐๐.ปลูกนิสัยการให้ เราตั้งโรงทานเล็ก ๆ ไว้หน้าบ้าน แล้วก็ชวนเด็ก ๆ มาใส่บาตรกัน เมื่อเราให้ทีละนิดทุกวัน จนติดเป็นนิสัยแล้ว ก็จะสั่งสมความรู้สึกอยากให้เพิ่มขึ้น หัวใจจะขยายกว้าง เราจะให้ได้มากขึ้นอย่างสุขใจ ไม่หวงแหน ไม่เสียดายทรัพย์ และให้เพิ่มขึ้น ๆ จนกระทั่งปลื้มปีติใจ และจะเข้าใจว่า ทำไมพระพุทธเจ้าตอนเสวยพระชาติเป็นพระโพธิสัตว์สร้างบารมี ท่านเป็นผู้ให้ ได้สละทรัพย์ สละอวัยวะ กระทั่งสละชีวิต ปรารถนาเพียงอย่างเดียว คือ พระโพธิญาณ เราจะเข้าใจท่านเลย เมื่อเราได้ให้อย่างท่าน แต่เดิมกว่าท่านจะให้ใหญ่ ๆ ได้ ท่านก็เริ่มต้นให้เล็ก ๆ อย่างนี้มาก่อน ให้วันละนิดจิตผ่องใส พรุ่งนี้อีกนิด จิตยิ่งผ่องใส เป็นการสั่งสมบุญทีละนิด ๆ แต่ยังจิตให้เบิกบานผ่องใสเพิ่มขึ้น ความผ่องใสทีละเล็กทีละน้อยก็ถูกสั่งสม ไม่ช้าก็จะเต็มเปี่ยมในดวงใจ ก็สามารถให้ได้มากขึ้น ให้ทุกครั้ง บุญมหาทานบารมีก็ส่งผลเจาะจงเลย เมื่อให้วัตถุทาน เราก็จะได้วัตถุทาน เหมือนต้นกล้าอ่อน ๆ แห่งการให้...ถูกปลูกขึ้นแล้ว แล้วมันก็จะค่อย ๆ เจริญเติบโต เมื่อเราหมั่นรดน้ำพรวนดินใส่ปุ๋ย คือ ให้เพิ่มขึ้นไปเรื่อย ๆ ทุกวัน มันก็จะเป็นต้นไม้ใหญ่ เพราะฉะนั้น แม้เราให้ชาตินี้นิดหนึ่ง แต่ชาติต่อไปเราได้ผลเยอะ เพราะมันเจริญเติบโตเป็นต้นไม้ใหญ่ เหมือนปลูกมะม่วงหนึ่งเมล็ดเป็นหนึ่งต้น แต่หนึ่งต้นออกดอกออกผลเยอะแยะ เราจะได้บุญเยอะ ๆ อย่างนั้น พอเกิดมาใหม่รวยกว่าเดิม เพราะทำทานมา รวยแล้วดีอย่างไร เวลาสร้างบารมีต่อมันสะดวก ไม่รวยทำได้ไหม ได้ แต่ไม่สะดวกเท่า ไม่เชื่อลองจนดู ๑๓ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๑ ๑๐๑.ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งให้ยิ่งเยอะ ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งให้ยิ่งไม่มีหมด ยิ่งไม่ให้ยิ่งอด ๑๓ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๑ ๑๐๒.ความสุขจากการให้ เราจะไม่มีวันรู้จัก ความสุขที่เกิดจากการให้ ว่าเป็นอย่างไร นอกจากเราต้องเป็นผู้ให้ ๑๓ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๑ ๑๐๓.ทำไมบางคนรวย บางคนจน ทานเป็นบ่อเกิดแห่งโภคทรัพย์สมบัติ ซึ่งจะเป็นอุปกรณ์ในการสร้างบารมีของเรา ต่อไปในภพเบื้องหน้า ดังนั้นทานบารมีจึงขาดไม่ได้ ต้องสร้างกันทุกชาติ การที่ชาตินี้ เราเห็นบางคนรวย บางคนจน นั่นไม่ใช่เป็นพระประสงค์ของใคร แต่เป็นเพราะว่า เขาทำกันมาเอง จึงมามีชีวิตอย่างนั้น จนเพราะความตระหนี่ รวยเพราะการให้ ให้ด้วยการนำออก เป็นการเรียกทรัพย์มา หวงคือไล่ ให้คือเรียก ๑๙ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๐ ๑๐๔.เราคือผู้ออกแบบชีวิต เกิดมาสร้างบารมี เราก็ต้องสร้างบารมี ซึ่งมีทั้งหมด ๑๐ ทัศ โดยมีทานบารมีเป็นเบื้องต้น ต้องมีการให้ เพื่อเอาชนะความตระหนี่ในตัวของเรา อีกทั้งจะเป็นบ่อเกิดแห่งโภคทรัพย์สมบัติ ซึ่งจะทำให้เราเป็นอิสระทางการเงิน หมดปัญหา และแรงกดดันของชีวิต ชีวิตจะได้ไม่ลำเค็ญ และได้เป็นอุปกรณ์ในการสร้างบารมีต่อไปในอนาคต ไม่มีมหาเศรษฐีคนไหนที่ไม่เคยสร้างมหาทานบารมีมาก่อน แม้การได้มาเกิดเป็นมนุษย์ ทุกคนก็เคยสร้างทานบารมีมาก่อน เพียงแต่มากน้อยต่างกัน หากทำทานมาน้อยชีวิตก็ลำเค็ญ ต้องอด ๆ อยาก ๆ อดมื้อกินมื้อ หาเช้ากินค่ำ หากทำทานมาปานกลางก็เป็นชนชั้นกลาง หากทำทานมามากก็เป็นชนชั้นสูง เป็นเศรษฐี มหาเศรษฐี มีบุญมากอุปสรรคก็น้อย มีบุญน้อยอุปสรรคก็มาก เพราะทั้งหมดนี้ เราคือผู้ออกแบบชีวิต อยากเป็นอะไรก็แล้วแต่ใจของเรา ๑๖ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๐ ๑๐๕.ทำบุญกับหลวงปู่ พระเดชพระคุณหลวงปู่ พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) เคยปรารภกับปู่ผงไว้ว่า “ไม่ว่าท่านจะมีชีวิตอยู่หรือมรณภาพไปแล้วก็ตาม หากผู้ใดมีจิตเลื่อมใสในท่าน แล้วได้สร้างกุศลโดยเชื่อมต่อกับท่าน อานิสงส์ก็ได้เท่ากัน” บุญเป็นบ่อเกิดแห่งความสุข และความสำเร็จในชีวิตของเรา ไม่ใช่ของใคร เราเชื่อมสายบุญกับท่าน เมื่อท่านไปเกิดที่ใด เราก็จะไปที่นั้น เราจะได้ศึกษาเรียนรู้พุทธศาสนาวิชชาธรรมกาย แล้วยิ่งเราสละทรัพย์ เราก็จะมีทรัพย์บังเกิดขึ้นคอยท่า เอาไว้เป็นอุปกรณ์ในการสร้างบารมีของเราต่อไปในอนาคต ๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๑ ๑๐๖.ผลบุญอัศจรรย์ทันตาเห็น บุญใหม่ที่เราทำเปรียบเหมือนกล้าไม้อ่อน ๆ ซึ่งรอการเจริญเติบโต ที่จะส่งผลเต็มที่ในภพชาติหน้า แต่ปัจจุบันที่เราได้ประสบความสำเร็จในชีวิต ในธุรกิจการงาน เพราะผลแห่งบุญในอดีตเป็นหลัก เพราะบุญที่เราทำในอดีต เปรียบเหมือนต้นไม้ใหญ่ ที่มาส่งผลในปัจจุบันชาตินี้ ส่วนบุญในปัจจุบันเป็นเพียงส่วนเสริม ส่งผลให้เรา สมปรารถนาระดับหนึ่ง แต่จะส่งผลเต็มที่ในอนาคต ยกเว้นเราทำบุญกับพระผู้เข้านิโรธสมาบัติ ตลอดเจ็ดวันเจ็ดคืนโดยไม่ถอนถอย ซึ่งจะเข้าอย่างนั้นได้ ต้องหมดกิเลสอาสวะ ไม่มีอะไรเหนี่ยวรั้งแล้ว เข้าไปแบบไม่ถอนถอย นิโรธ แปลว่าหยุดก็ได้ แปลว่าดับก็ได้ เข้านิโรธก็คือ การเข้ากลาง ก็คือหยุดในหยุดนั่นเอง เข้าไปไม่ซ้ำที่หยุด แต่ตำแหน่งเดียวกัน แต่ความละเอียดไม่ซ้ำกัน ละเอียดลงไป ๆ บริสุทธิ์เพิ่มขึ้น สุขเพิ่มขึ้น จนถึงกำหนดที่กายมนุษย์หยาบทรงตัวอยู่ไม่ได้ ก็ถอนถอยออกมา พร้อมกับดึงบุญธาตุที่พร้อมจะส่งผล ให้กับผู้ที่ได้มาทำบุญในวันนั้น เหมือนเสียบปลั๊กต่อ กระแสธารแห่งบุญธาตุก็ไหลผ่าน จากพระผู้เข้านิโรธ ถึงผู้ที่ได้ทำบุญเป็นอัตโนมัติ และให้ผลบุญอัศจรรย์ทันตาเห็น เหมือนในสมัยพุทธกาลอย่างนั้น ๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๑ ๑๐๗.เงินพระศาสนา เงินแต่ละบาทแต่ละสตางค์ที่เขานำมาทำบุญ เขาต้องเอาชีวิตเป็นเดิมพัน เพราะฉะนั้น เราจะจับจ่ายใช้สอยสิ่งใดก็ตาม แม้จะเป็นงานพระศาสนาก็ต้องรู้จักใช้ อย่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือย ให้ทุกบาททุกสตางค์ประหยัดสุดประโยชน์สูง ให้เป็นบุญกุศลของท่านเจ้าภาพและตัวเราด้วย นี่เป็นเรื่องที่สำคัญ กว่าจะได้เงินมาแต่ละบาทแต่ละสตางค์ ไม่ใช่ง่ายเลย สมัยคุณยายอาจารย์ฯ ท่านยังอยู่ ท่านจะพร่ำสอนเสมอว่า เงินทองเขาจบเหนือหัวมาทำบุญ จะจับจ่ายใช้สอยอะไร ก็ต้องคิดให้รอบคอบ เราจะได้ไม่เป็นหนี้ และจะเป็นบุญทั้งของผู้ทำบุญ และของเราด้วย ประโยชน์ก็จะเกิดขึ้นแก่งานพระศาสนา นี่คือสิ่งที่คุณยายท่านพร่ำสอนมา ซึ่งก็ได้รับถ่ายทอดมาจากพระเดชพระคุณหลวงปู่ ผู้ค้นพบวิชชาธรรมกาย ท่านก็สอนอย่างนี้ พระเดชพระคุณหลวงปู่ฯ ของเรา ท่านเป็นคนประหยัด เป็นคนมัธยัสถ์อย่างยิ่ง และท่านมักจะสอนว่า ต้องใช้เงินให้เป็น ไม่อย่างนั้นเราจะเป็นทาสของเงิน กว่าญาติโยมเขาจะนำอาหาร นำปัจจัยมาถวาย เขาลำบาก ต้องอาบเหงื่อต่างน้ำ เอาชีวิตเป็นเดิมพัน จะจับจ่ายใช้สอยอะไร ก็ต้องใช้กันให้ดี ให้มีความเคารพในทานของเขา ๒๔ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๐ ๑๐๘.สวดมนต์เห็นธรรม อานิสงส์ไม่มีประมาณ อานุภาพการสวดสรรเสริญคุณของพระรัตนตรัย จะช่วยขจัดทุกข์โศกโรคภัย สิ่งที่ไม่ดีต่าง ๆ ที่มาเกิดกับเราและมวลมนุษยชาติทั้งหลาย ให้มลายหายสูญไป ในการสวดสรรเสริญคุณของพระรัตนตรัย เราต้องฝึกท่องบทสวดให้จำได้จนคล่องปากขึ้นใจ ขณะสวดให้นั่งพับเพียบ พนมมือ หลับตา เอาใจจรดไปที่ศูนย์กลางกาย นึกถึงองค์พระหรือดวงธรรมใส ๆ โตใหญ่ขนาดไหนก็ได้ แล้วแต่ใจเราชอบ หากยังนึกไม่เห็น ไม่เป็นไร ให้ทำความรู้สึกว่า มีองค์พระหรือดวงธรรมใส ๆ อยู่ในกลางท้องของเรา แล้วทำความรู้สึกประหนึ่งว่า เรานั่งอยู่ในอายตนนิพพาน กำลังเข้าเฝ้าเฉพาะพระพักตร์ของพระพุทธองค์ เสียงที่เปล่งออกมา ไม่ใช่ดังออกมาจากปาก หรือแค่คอของเราเท่านั้น แต่ให้เป็นเสียงแก้ว ที่กลั่นออกมาจากแหล่งแห่งความบริสุทธิ์ภายใน จากองค์พระใส ๆ จากดวงธรรมใส ๆ ผ่านศูนย์กลางกาย หรือจำง่าย ๆ ว่า เสียงสวดมนต์นั้นได้เปล่งออกมาจากกลางท้อง แล้วค่อยออกมาที่ปากของเรา เสียงที่เปล่งออกมา ให้เป็นเสียงที่ดังพอดี ๆ ไม่ดังในระดับเสียงตะโกน หรือไม่ค่อยเหมือนเสียงกระซิบ แต่ให้ดังในระดับที่เราได้ยินด้วยหูของเราเอง และคนข้าง ๆ ได้ยิน เสียงที่สวดออกมาดีจะมีอานุภาพไปไกล ที่กายละเอียดทั้งหลาย หรือใครที่ได้ยินได้ฟัง ก็จะชุ่มชื่นจิตใจเบิกบาน สว่างไสว และไม่ใช่ว่าสวดเฉพาะพวกเรา แม้กายละเอียดที่มีความเลื่อมใสในพระรัตนตรัย ก็จะร่วมสวดไปพร้อม ๆ กันด้วย ทุกครั้งที่เราสวดมนต์ ใจเราก็จะถูกกลั่นให้สะอาดบริสุทธิ์ บุญก็เกิดขึ้นกับตัวเรา ใจก็เป็นมงคล ปากเราก็เป็นมงคล หูเราก็เป็นมงคล ทั้งเนื้อทั้งตัวเราเป็นสิริมงคลทั้งหมด วิบากกรรมที่ติดมาข้ามภพข้ามชาติ เพราะอกุศลเข้าสิงจิตทำให้เราพลาดพลั้ง คิดผิด พูดผิด ทำผิด ก็จะถูกกลั่นแก้ไปด้วย หนักก็จะเป็นเบา เบาก็จะหาย จิตใจที่ขุ่นมัวก็จะใสสว่าง เสียงที่กระจายออกไปจากใจใส ๆ ที่เกิดจากความเลื่อมใสในพระรัตนตรัยนั้น จะเชื่อมเป็นพลังใจซึ่งกันและกัน กระจายขยายเชื่อมกับบรรยากาศรอบตัว แล้วแผ่ขยายไปทุกทิศทุกทาง ไปถึงดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ดวงดาว จักรวาลน้อยใหญ่ต่าง ๆ อันไม่มีประมาณ จะเป็นกระแสคลื่นแห่งความบริสุทธิ์ ที่ขยายไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ที่จะช่วยขจัดสิ่งที่เป็นมลทินที่อยู่ในบรรยากาศ ทุกข์ โศก โรคภัย สิ่งที่ไม่ดีต่าง ๆ ก็จะมลายหายสูญไป ความขัดแย้ง ความไม่เข้าใจ ความคิดเบียดเบียนกัน ก็จะค่อย ๆ ละลายจางหายไปเรื่อย ๆ สิ่งที่เป็นมลทินต่าง ๆ จะค่อย ๆ ถูกกลั่นแก้กันไป เพราะฉะนั้น ต้องหมั่นสวดสรรเสริญคุณของพระรัตนตรัย ด้วยจิตที่เลื่อมใสทุก ๆ วัน และเวลาสวดให้สวดด้วยใจที่ชุ่มชื่น เบิกบาน ให้มีความเคารพเลื่อมใสในพระรัตนตรัยอย่างแท้จริง สวดมนต์อย่างถูกหลักวิชชา อย่างนี้จึงจะเรียกว่า สวดมนต์เห็นธรรม ที่มีอานิสงส์ไม่มีประมาณ ๒๐ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๗ ๑๐๙.ไปอย่างผู้ชนะ ถ้าชาตินี้เราอดทนสร้างบารมีจนกระทั่งถึงวาระสุดท้าย เราจะยิ้มอย่างผู้มีชัยชนะ เป็นยิ้มสุดท้ายที่สง่างามว่า เราได้ใช้ร่างกายนี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เราจะจากกายนี้ไปด้วยความปีติเบิกบาน เหมือนพระราชาที่รบชนะศึก แล้วออกจากแว่นแคว้นที่พระองค์รบชนะแล้ว ด้วยใจที่มีปีติ เบิกบาน แช่มชื่น ถ้าชนะชาตินี้ได้ ชาติต่อไปก็ชนะตลอด ๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๓ ๑๑๐.ชีวิตมีไว้สร้างบารมี เรามีเวลาสร้างบารมีอยู่ในโลกนี้จำกัด เดี๋ยววัน เดี๋ยวคืน เดี๋ยวก็หมดเวลาแล้ว อย่าคิดว่า เราจะมีชีวิตอยู่ถึงอายุขัยเฉลี่ยของมนุษย์ ๗๕ ปี หรือบวกลบคูณหารแล้วยังเหลือเวลาอีกมากมาย คิดอย่างนั้นยังประมาทอยู่ ต้องคิดแค่ว่า หายใจเข้าแล้วไม่ออกก็ตาย หายใจออกแล้วไม่เข้าก็ตาย หรือมันไม่เข้าไม่ออก ก็ตายอีก แปลว่า ความตายมันจ่อเราอยู่ตลอดเวลา มาร ๕ ฝูง ที่เป็นเครื่องมือสำคัญของพญามาร คอยกำกับชีวิตเราอยู่ เราก็ต้องเอาชนะมันให้ได้ ด้วยการสอนตัวเราทุกวันว่า เรามาเกิดเพื่อสร้างบารมี ก็ต้องใช้ทุกสิ่งที่เรามีอยู่อย่างจำกัด มาสร้างบารมีให้เต็มที่ ใครจะสอนเราก็ไม่เท่ากับที่เราสอนตัวเราเอง ต้องเตือนตัวเองทุกวัน ตั้งแต่ตื่นนอนกระทั่งเข้านอน เพราะพญามารเขาทำงานกันทุกอนุวินาที พระก็ทำงานทุกอนุวินาที ยังไม่แพ้ไม่ชนะกันอยู่ จะประมาทไม่ได้ นี่เป็นเรื่องที่สำคัญ ๒๒ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๙ ๑๑๑.ต้องเตรียมตัวให้พร้อม ลูกทุกคนต้องขวนขวายในการสร้างบารมี ต้องเร่งสั่งสมบุญกันให้เต็มที่ เร่งทำความเพียรให้เข้าถึงพระธรรมกายให้ได้ เพราะความตายไม่มีนิมิตหมาย ทุกคนต่างมีวิบากกรรมเป็นของตัวเอง เหมือนมีลูกระเบิดเวลาแห่งชีวิตติดตัวกันมาทุกคน มันจะระเบิดขึ้นตอนไหน เมื่อไร เราไม่รู้ แต่ที่แน่ ๆ จะต้องเกิดขึ้นกับทุกคน เพราะฉะนั้น ไม่ว่าจะอยู่ในวัยไหน ปฐมวัย มัชฌิมวัย หรือปัจฉิมวัย เราทุกคนต่างมีเวลาแห่งชีวิตเท่ากัน การที่จะมีชีวิตอีกยาวนานแค่ไหน ไม่ได้อยู่ที่ว่า ใครเกิดก่อน เกิดหลัง เพราะคนเกิดทีหลังตายก่อนก็มี เราทุกคนมีชีวิตอยู่เพียงแค่ช่วงขณะลมหายใจเข้าออกเท่านั้น เพราะฉะนั้น ดีที่สุดเราจะต้องเตรียมตัวให้พร้อม ก่อนที่มรณภัยจะมาถึง ให้ลูกทุกคนขยันนั่งธรรมะ ให้เข้าถึงพระธรรมกายในตัวให้ได้ เพราะถ้ายังเข้าไม่ถึง ชีวิตของเรายังไม่ปลอดภัย แล้วก็ต้องสั่งสมบุญทุกวัน เพราะบุญกุศลกับธรรมะนี่แหละ จะเป็นที่พึ่งที่ระลึกที่แท้จริงให้กับเราได้ในทุกสถานการณ์ ถ้าเรามีหลักยึดอย่างนี้ เราก็จะไม่หวาดหวั่นต่อมรณภัย ๑ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๑ ๑๑๒.ปัจจุบันสำคัญที่สุด ชาติที่แล้วเกิดเป็นอะไรไม่สำคัญ สำคัญที่ปัจจุบันให้สร้างบารมีเยอะ ๆ ไปดุสิตบุรีดีกว่า แล้วหมั่นปฏิบัติธรรมให้สม่ำเสมอ มีความเพียร ทำให้ถูกหลักวิชชา ก็จะเข้าถึงพระธรรมกายได้ ๑๑๓.สำรวมอินทรีย์ เรามีดวงตา เรามีอวัยวะทุกอย่างในร่างกาย ไว้สำหรับสร้างบารมี เมื่อใช้อะไรไปแล้ว ต้องเปลี่ยนกลับมาเป็นบุญ เป็นความดีงาม ที่จะทำให้ชีวิตเราสูงส่งขึ้น อย่างนี้จึงจะถูกหลักวิชชา ถ้าใช้ไปแล้ว ทำให้ชีวิตเราตกต่ำ อย่าไปทำดีกว่า ๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๘ ๑๑๔.การให้กำลังใจ การให้มีอานุภาพมาก เพราะเป็นต้นทางแห่งความสุขทั้งมวล อันดับแรก...ต้องให้แก่ตัวเราก่อน ให้ความคิดที่ถูกต้องว่า เราจะสร้างบารมีให้เต็มที่ ให้ทุกเวลานาทีเป็นประโยชน์ต่อการสร้างบารมี แม้จะต้องทำมาหากินหรือศึกษาเล่าเรียน ก็ไม่ทิ้งการสร้างบารมี และแม้หนทางสายนี้จะไม่ราบเรียบ เหมือนถนนซุปเปอร์ไฮเวย์ เป็นเหมือนถนนลูกรังที่มีหลุมบ่อก็ตาม เมื่อพบอุปสรรค เราต้องให้กำลังใจตัวเอง ให้ใจของเรามีกำลัง เราจะได้ไม่ท้อแท้ ไม่หวาดหวั่นต่ออุปสรรคใด ๆ ผู้ที่มีกำลังใจสูงส่งนั้น ย่อมมองไม่เห็นสิ่งใดเป็นอุปสรรค ฉะนั้น อุปสรรคทั้งหลายจึงไม่เกิดขึ้นกับผู้ที่มีกำลังใจ และเราให้กำลังใจตัวเองอย่างไร เราก็นำวิธีการเช่นนี้ไปให้กำลังใจแก่เพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ให้คิดว่า ท่านเหล่านั้นเป็นเหมือนญาติสนิทมิตรสหาย ประดุจครอบครัวเดียวกัน แล้วให้กำลังใจในการสร้างบารมีต่อ ๆ กันไป การให้เป็นสิ่งสำคัญอย่างนี้ หลังจากนั้นเราก็รักษาศีลอย่างเต็มกำลัง เจริญภาวนาอย่างจริงจัง แล้วทั้งสามอย่างนี้ จะทำให้เราเข้าถึงพระรัตนตรัยได้ดังที่เราตั้งใจ ๒๔ กันยายน พ.ศ. ๒๕๓๑ ๑๑๕.ที่สุดแห่งธรรมคือเป้าหมาย กำลังใจของทุกคนมีเท่ากัน กำลังใจของหลวงพ่อก็มีเท่ากับลูก ๆ ทุกคน ต่างกันตรงที่หลวงพ่อนำมาใช้บ่อย ๆ ยิ่งใช้ก็ยิ่งมี หลวงพ่อมีเป้าหมายชีวิต จะไปให้ถึงที่สุดแห่งธรรม เพราะปรารถนาให้ตนเองพ้นทุกข์ พ้นจากการเป็นบ่าวเป็นทาสของพญามาร และจากจุดที่เราจะช่วยตัวเราให้พ้นทุกข์นี้เอง เป็นผลให้สรรพสัตว์ทั้งหลายพ้นทุกข์ตามไปด้วย หลวงพ่อมีเป้าหมายที่จะไปให้ถึงที่สุดแห่งธรรม แต่ก็ไม่ได้คิดไปยาวไกล คิดไปวันต่อวัน ก่อนจำวัดก็คิดว่า เราต้องไปถึงที่สุดแห่งธรรมให้ได้ ตื่นมาเห็นผ้าเหลือง ก็คิดว่า วันนี้เราจะเป็นนักบวชที่สมบูรณ์ และจะตั้งใจไปให้ถึงที่สุดแห่งธรรมให้ได้ หลวงพ่อคิดอย่างนี้ทุกวัน คิดวันต่อวัน จนเดี๋ยวนี้ก็ยังคิดอย่างนี้อยู่ ใจของหลวงพ่อไม่เคยหลุดจากศูนย์กลางกายเลย อุปสรรค หลวงพ่อถือว่า เป็นเรื่องธรรมดา จะเอาชนะอุปสรรคนั้นให้ได้ด้วยสติปัญญาและกำลังใจ แล้วก็ทำใจหยุดนิ่งเพื่อจะแก้ไขอุปสรรค ใจของหลวงพ่อก็วนเวียนอยู่อย่างนี้ ทั้งวัน ทั้งคืน ไม่เคยขาดเลยแม้แต่วันเดียว อย่างนี้แหละจึงทำให้หลวงพ่อมีกำลังใจอยู่ตลอดเวลา ลูก ๆ ทุกรูปและทุกคนต้องคิดอย่างนี้ จะได้สร้างบารมีอย่างมีความสุข และจะไม่รู้สึกอึดอัดเลยในการที่เราต้องอยู่ในธรรมวินัยนี้ เพราะเรามุ่งไปที่เป้าหมาย คือ ที่สุดแห่งธรรม ๑๑๖.หัวใจนักรบ “จะขอหยุดพักก่อน” ความคิดอย่างนี้ จะต้องไม่มีอยู่ในหัวใจของนักรบกองทัพธรรม ไม่มีอยู่ในพจนานุกรมของนักสร้างบารมี ผู้มุ่งไปสู่ที่สุดแห่งธรรม เราต้องสร้างบารมีกันทุกวันทุกคืนตลอดเวลา เราต้องทำความเข้าใจความจริงที่ว่า โลกใบนี้ไม่ใช่โลกแห่งการเสวยบุญหรือเสวยสุข แต่เป็นโลกแห่งการสร้างบารมี เมื่อมีบารมีมาก เราก็จะทำพระนิพพานให้แจ้งได้ ๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๘ ๑๑๗.ฝึกตน ตั้งใจฝึกฝนอบรมตนเองให้ดี ให้เป็นผู้ที่สมควรที่จะศึกษาวิชชาธรรมกาย นักสร้างบารมีไม่มีสิ่งใดที่เป็นอุปสรรค ไม่ว่าจะเป็นคำแนะนำสั่งสอน กฎระเบียบ วินัย สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องเล็กน้อย และให้ระลึกไว้เสมอว่า กิจกรรมทุก ๆ กิจกรรม มีเอาไว้เพื่อการสร้างบารมีทั้งนั้น แม้หลวงพ่อเองก็ทำงานมาแล้วทุกอย่าง ตั้งแต่ขัดห้องน้ำ ปลูกต้นไม้ กวาดใบหญ้า ขุดลอกคันคูคลอง ทำความสะอาด จัดเสนาสนะ เป็นเรื่องปกติที่จะต้องเรียนรู้ไปทุกระบบงาน ฝึกความมีระบบระเบียบ คนที่มีใจรักความสะอาด จะได้อานิสงส์ คือ จะไปเกิดในภพไหนชาติไหนก็ตาม สิ่งสกปรกจะเข้าใกล้เราไม่ได้ จะมีแต่ความสะอาด ราบรื่น มีระบบระเบียบตลอด จะไปเป็นชาวสวรรค์ วิมานก็มีรัศมีสว่างไสวกว่าชาวสวรรค์ทั่วไป นี่เป็นอานิสงส์ที่จะติดตัวเราไปในภพชาติเบื้องหน้า ๓ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๓๙ ๑๑๗.เจ้าของบ้าน เจ้าของวัด เมื่อเรามาวัด ต้องมาด้วยความเต็มใจ ด้วยความสุขใจ แล้วก็อย่ายินดีในความสะดวกสบายมากนัก เมื่อมาแล้วเจออุปสรรค ไม่ว่าจะเป็นเรื่องดินอากาศฟ้า เหลือบยุงริ้นไร เสนาสนะ อาหาร สถานที่ ตลอดจนกระทั่งเพื่อนกัลยาณมิตรทั้งหลายก็ดี หรือไม่ได้รับการดูแลอย่างเต็มที่จากเจ้าหน้าที่วัด ก็ให้มีใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสอยู่ตลอดเวลา รักษาใจให้ผ่องใส ไม่ขุ่นมัว นั่นละ ถึงจะเรียกว่า เป็นเจ้าของบ้านเจ้าของวัดที่แท้จริง เมื่อเราทำได้อย่างนี้บารมีมันถึงจะเกิด ๕ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๑ ๑๑๘.การทำหน้าที่กัลยาณมิตร หลักสำคัญที่สุดของการทำหน้าที่กัลยาณมิตร คือ การปฏิบัติธรรม ปฏิบัติธรรมเพื่อสั่งสมบุญกุศลไว้ในตัวมาก ๆ แล้วตัวเราจะมีพลังใจที่เข้มแข็ง เบิกบาน มีความสุข กระแสแห่งความสุขใจจากการปฏิบัติธรรมของเรา จะแผ่ขยายออกไปรอบตัว แม้เป็นสิ่งที่มองไม่เห็นด้วยตา แต่ว่าสามารถสัมผัสได้ด้วยใจ บุคคลใดก็ตามที่เข้าใกล้เรา เขาจะมีความรู้สึกเย็นใจ สุขใจ อบอุ่นใจอย่างบอกไม่ถูก เหมือนคนเดินฝ่าเปลวแดดร้อนแรงมา แล้วเดินไปเจอต้นไม้ใหญ่ ได้นั่งพักใต้ร่มไม้นั้น ย่อมมีความเย็นกายเย็นใจฉะนั้น และทุกครั้งที่ออกไปทำหน้าที่ ให้ตรึกใจไว้ที่ศูนย์กลางกายทุกครั้ง ถ้าเราทำได้อย่างนี้ การทำหน้าที่กัลยาณมิตรของเรา ก็จะสำเร็จอย่างสมบูรณ์ ๓ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๒๘ ๑๒๐.คู่แข่งที่แท้จริง ทุกสิ่งที่เราได้ร่วมสร้างกันมา ด้วยความยากลำบาก ด้วยความเหน็ดเหนื่อย ทุกอย่างล้วนเป็นบุญบารมีของเราทั้งนั้น จำไว้ว่า...เราไม่ได้คิดไปแข่งอะไรกับใคร เพราะคู่แข่งของเรามีอยู่แล้ว คู่แข่งของเรา คือ เวลากับพญามาร แข่งกับวันเวลาของชีวิต ที่ต้องแก่กันไปทุกวันทุกคืน ว่าเราจะแก่กันไปฟรี ๆ หรือว่าจะแก่บุญแก่บารมี เราย่อมรู้ตัวของเราดี และแข่งกับพญามาร คือ กิเลสในตัวของเรานั่นเอง นี่คือคู่แข่งที่แท้จริงของเรา ๕ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๑ ๑๒๑.โอวาทวันเกิด อายุเพิ่มขึ้นอีก ๑ ปี ก็ต้องสร้างบารมีกันต่อไป ปีนี้...ต้องสร้างให้ดียิ่งกว่าปีที่ผ่านมา เพราะเวลาของชีวิตเหลือน้อยลงทุกที เวลาของกายมนุษย์หยาบ เดี๋ยวก็วัน เดี๋ยวก็คืน เดี๋ยวก็จะหมดเวลาแล้ว กายมนุษย์หยาบเท่านั้นที่จะสร้างบารมีได้อย่างเต็มที่ เพราะฉะนั้น เราจึงควรใช้กายมนุษย์หยาบ สร้างบารมีให้เต็มที่ ๓๐ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๙ ๑๒๒.เรียนรู้สู้มะเร็ง การฝึกใจให้หยุดนิ่งเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิต อย่าให้มีสิ่งใดมาเป็นอุปสรรคต่อการฝึกใจให้หยุดนิ่ง ไม่ว่าจะเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า เจ็บไข้ได้ป่วย หรืออ่อนเพลียเพียงไรก็ตาม ให้ลงมือนั่งสมาธิ กำหนดจิตลงไปว่า เราจะหยุดนิ่งให้ได้ พอเราตั้งใจแน่วแน่ ไม่ช้าความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าก็จะหายไป เปลี่ยนมาเป็นความสุข แม้ความทุกข์ทรมานที่เกิดจากโรคภัยก็จะเลือนหายไป เหมือนผู้ป่วยโรคมะเร็งท่านหนึ่ง คุณหมอบอกว่า จะมีชีวิตอยู่อีกไม่กี่เดือน ให้ร่ำลาหมู่ญาติ เพื่อเตรียมตัวเตรียมใจให้พร้อม คนป่วยฟังแล้วใจเศร้าหมอง ทุกข์ทั้งกาย ทุกข์ทั้งใจ แต่เมื่อได้ยอดกัลยาณมิตรไปแนะนำ ให้เขาปล่อยวางเรื่องความเจ็บไข้ได้ป่วย เรื่องที่หมอบอก และให้กำหนดจิตตัดใจ ทำใจให้แน่วแน่อยู่ตรงกลางของกลาง ให้หยุดให้นิ่งอยู่ภายในตัว เมื่อตั้งใจทำอย่างจริงจังแล้ว ผลแห่งการปฏิบัติอย่างจริงจังย่อมปรากฏ แม้สังขารจะไม่อำนวย กำลังป่วยไข้ด้วยโรคภัยที่ร้ายแรง แต่ก็สู้กำลังใจที่เข้มแข็งแน่วแน่ ที่จะฝึกใจให้หยุดนิ่งไม่ได้ ในที่สุดก็เอาชนะทุกขเวทนานั้นได้ ใจอยู่เหนือทุกขเวทนา ใจหลุดจากสังขารแห่งความทุกข์ทรมาน หยุดนิ่งเข้าถึงแสงสว่างภายใน เห็นดวงปฐมมรรค เห็นกายมนุษย์ละเอียด และในที่สุดก็ได้เข้าถึงองค์พระธรรมกายในตัว ความสุขก็พรั่งพรูออกมา จนลืมไปว่า ตัวเองเจ็บไข้ได้ป่วย ลืมไปว่า หมอบอกว่า จะมีชีวิตอยู่ในโลกนี้อีกไม่นาน ลืมทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นความทุกข์ทรมาน มีแต่สุขอย่างเดียว สุขอยู่ในพระธรรมกายที่สว่างไสว ไม่หวาดหวั่นต่อมรณภัย มีจิตใจที่เข้มแข็ง มีปีติเบิกบาน สิ่งที่เหนือธรรมชาติก็เกิดขึ้น ทำให้คำพยากรณ์ของคุณหมอคลาดเคลื่อนไป จากความรู้ความชำนาญและประสบการณ์ของหมอ ที่บอกว่า คนป่วยจะมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่กี่เดือน กลับกลายเป็นว่า มีอายุยืนยาวต่อมาได้อีก ๑๐ ปี ทำให้หมออัศจรรย์ใจว่า ทำไมคนไข้คนนี้มีหน้าตาเบิกบาน เกลี้ยงเกลา เนื้อตัวสะอาดสะอ้าน ดวงตาสดใส ผิวพรรณเปล่งปลั่ง มีน้ำมีนวล ผู้ที่มาเยี่ยมไข้ก็ได้กำลังใจจากผู้ไข้ คุณหมอคุณพยาบาลก็ได้กำลังใจจากผู้ไข้ ผู้ไข้ก็มีความสุขอยู่ในกลางพระธรรมกายที่ชัดใสแจ่ม ดังนั้น พระธรรมกายจึงเป็นที่พึ่งที่ระลึกอย่างสำคัญ ที่ช่วยขจัดทุกข์โศกโรคภัยได้อย่างน่าอัศจรรย์ ๕ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ 123.ป่วยอย่างสง่างาม เมื่อยามเจ็บป่วย ต้องทำใจให้เบิกบาน ให้อยู่เหนือความทุกข์ เหนือความวิตกกังวล ให้อยู่ในบุญ แล้วก็ทำใจให้หยุด นิ่ง เฉย ที่ศูนย์กลางกาย ถ้าได้ดวงธรรม เราก็ตรึกในกลางดวงธรรม ถ้าได้กายภายใน เราก็ตรึกในกลางกายภายใน ถ้าได้องค์พระ เราก็ตรึกในกลางองค์พระ ถ้ายังไม่ได้อะไรก็ภาวนา “สัมมา อะระหัง” เรื่อยไป ใจนิ่งอยู่ตรงกลางตรงนั้น นึกอาราธนาพระนิพพาน พระพุทธเจ้าทั้งหลาย พระอริยบุคคลทั้งหลาย ให้ลงมาปกปักรักษาเรา อธิษฐานให้หายเจ็บ หายป่วย หายไข้ ขจัดสิ่งที่ไม่ดีภายในร่างกายให้หมดสิ้นไป ให้หลงเหลือแต่สิ่งที่ดี ๆ แล้วก็ทำใจให้ใส ๆ สบาย ๆ เบิกบาน แช่มชื่น ราวกับผู้นิรทุกข์ ไม่เคยเจ็บป่วยไข้เลย หากทำได้อย่างนี้ ไม่ช้าเราจะเข้าถึงธรรม จะเป็นคนป่วยที่องอาจ สง่างาม จะอยู่ในสายตาของชาวสวรรค์ เขาจะชื่นชมยินดีกับผู้ป่วยที่มีที่พึ่งทางใจ แม้ป่วยกายแต่รัศมีธรรมจากใจก็สว่างไสว เป็นคนป่วยที่ให้กำลังใจแก่หมอพยาบาลและผู้มาเยี่ยมไข้ อย่างนี้เรียกว่า “ป่วยอย่างสง่างาม” ๕ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ ๑๒๔.ที่พึ่งในวันสุดท้ายของชีวิต ในวันสุดท้ายของชีวิต ตอนช่วงนั้นร่างกายเราจะอ่อนแอ ก่อนละโลกจะมีภาพประวัติศาสตร์ชีวิตของเรา เป็นบทสรุปงบดุลชีวิตเกิดขึ้นให้ดูเป็นกรรมนิมิต ซึ่งจะไปโยงกับคตินิมิต ถ้าหากเราฝึกใจหยุดนิ่งจนคุ้น เข้าถึงแสงสว่าง ดวงธรรม กายภายใน หรือองค์พระ พอถึงตอนนั้นเราก็จะมีแต่ภาพดี ๆ ให้ดู ทำให้จิตใจผ่องใส กรรมนิมิตใสสว่าง ทำให้คตินิมิตสว่างไสวชัดเจน ใจเราจะเบิกบานจนไม่มีความรู้สึกว่า กลัวตายหรือไม่กลัวตาย มันจะมีอีกอารมณ์หนึ่ง คือ ความสุข ปีติ ปลื้มใจ แล้วก็มั่นคงอยู่ตรงนั้น อาการภายนอกของร่างกายจะเป็นอย่างไร ก็เป็นเรื่องของร่างกาย แต่ภายในใจจะเยือกเย็น สงบนิ่ง ตั้งมั่น และมีความสุข ถ้าฝึกใจบ่อย ๆ แม้อาการภายนอกก็ไม่มี และที่สำคัญจะมีสุคติเป็นที่ไป ๒๔ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๙