ยินดีต้อนรับสูพุทธันดรที่ผ่านมา หากกวาดสายตาไปบนแผนที่โลกในพุทธันดรที่ผ่านมา ซึ่งเป็นยุคหลังพุทธปรินิพพานของพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า หรือพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ที่ ๓ ในภัทรกัปนี้ เราจะพบว่าผืนโลกในยุคนั้นประกอบด้วยแคว้นต่าง ๆ หลายแคว้น แต่มีแคว้นอยู่แคว้นหนึ่งเป็นศูนย์กลางความเจริญของพระพุทธศาสนาแห่งโลก ซึ่งแคว้นนี้มีชื่อในการดำเนินเรื่องว่า แคว้นของพระราชาองค์ที่เสด็จออกผนวช (คุณครูไม่ใหญ่เรียกง่าย ๆ ว่า แคว้นของพระราชาองค์ที่ออกบวช) และในแคว้นนี้มีมหาเสนาบดีคู่บารมีของพระราชาองค์ที่ออกบวชถือกำเนิดขึ้น ------------------------------------ มหาเสนาบดีคือใคร? มหาเสนาบดี หรือ หัวหน้าเสนาบดี เป็นตำแหน่งขุนนางชั้นผู้ใหญ่ที่รับสนองพระบรมราชโองการ ทำหน้าที่ถวายคำปรึกษาและดูแลงานทั้งฝ่ายทหารและพลเรือน “มหาเสนาบดี” ใน “ตำนานข้ามชาติคุณครูไม่เล็ก” เป็นบุคคลที่สำคัญมากของพระราชาองค์ที่ออกบวช ผู้ที่จะอยู่ในตำแหน่งนี้ได้ต้องเพียบพร้อมไปด้วยความรู้ความสามารถ มีวิสัยทัศน์กว้างไกล มองอะไรได้แม่นยำเฉียบขาด และตัดสินใจไม่ผิดพลาด ที่สำคัญมหาเสนาบดีในเรื่องนี้ ยังเป็นผู้ที่มีความจงรักภักดีต่อพระราชาองค์ที่ออกบวชมาก ชนิดที่ยอมทำงานถวายหัว เอาชีวิตเป็นเดิมพันเพื่อพระราชาของตนได้ ------------------------------------ สภาพสังคมสมัยพุทธันดรที่ผ่านมา ย้อนไปในพุทธันดรที่ผ่านมา ช่วงนั้นเป็นช่วงที่ยังมีคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และประชากรโลกส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ ส่วนลัทธิความเชื่ออื่น ๆ เช่น ลัทธิทรงเจ้าเข้าผีหรือลัทธิความเชื่อแบบเทวนิยมต่าง ๆ ก็มีอยู่บ้างในบางพื้นที่ที่ห่างไกลศูนย์กลางความเจริญของพระพุทธศาสนา สำหรับสภาพสังคมในยุคนั้นเป็นสังคมเกษตรกรรม ชาวเมืองมีความเป็นอยู่แบบอิงกับธรรมชาติ ไม่มีเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยเหมือนในยุคปัจจุบัน มีการพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน อยู่กันแบบพี่แบบน้อง และมีวัดพุทธเป็นศูนย์กลางของหมู่บ้าน ส่วนการเดินทางไปไหนมาไหน ประชากรส่วนใหญ่อาศัยม้าและวัวเทียมเกวียนเป็นหลัก สภาพดินฟ้าอากาศในยุคนั้นบริสุทธิ์กว่าในยุคปัจจุบัน คือ ไม่มีอากาศเสีย ไม่มีมลพิษ ฝนก็ตกต้องตามฤดูกาล ส่งผลให้พืชพันธุ์ธัญญาหารมีรสโอชาและมีคุณภาพดีกว่าในยุคปัจจุบันมาก ด้วยความที่อาหารมีคุณภาพดี สภาพอากาศก็ดี จึงทำให้มนุษย์ในยุคนั้นมีอายุยืนยาวกว่ามนุษย์ในยุคปัจจุบันมาก สภาพทางภูมิประเทศในยุคนั้นมีผืนดินกับผืนน้ำพอ ๆ กัน โดยพื้นที่ที่เป็นแผ่นดินมีความกว้างใหญ่และเชื่อมติดกัน ไม่แบ่งเป็นทวีปเล็กทวีปน้อยเหมือนยุคปัจจุบัน แต่ถึงกระนั้นในบางพื้นที่ก็ยังมีเกาะแก่งอยู่บ้าง แต่ไม่กระจัดกระจายมากมายเหมือนในปัจจุบัน การแบ่งเขตการปกครองในสมัยนั้นแบ่งเป็นแคว้นเล็กแคว้นใหญ่ บางแคว้นมีขนาดใกล้เคียงกับประเทศใหญ่ ๆ ประเทศหนึ่งในยุคนี้ แต่บางแคว้นก็มีขนาดเล็กเท่ากับจังหวัดหนึ่งของประเทศไทยในยุคปัจจุบันเท่านั้น ระบอบการปกครองในยุคนั้นส่วนใหญ่ปกครองด้วยระบอบกษัตริย์ ซึ่งแต่ละแคว้นมีอิสระในการปกครองตนเองอย่างเป็นสัดเป็นส่วน ในบางครั้งก็มีเหตุการณ์ที่ทำให้แต่ละแคว้นกระทบกระทั่งกันบ้าง แต่ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยเหมือนในยุคปัจจุบัน นอกจากนั้น การบริหารบ้านเมืองของแต่ละแคว้นยังมีลักษณะคล้าย ๆ กัน คือ มีหน่วยราชการต่าง ๆ รับผิดชอบงานในแต่ละด้าน เช่น หน่วยงานทหารคอยดูแลความปลอดภัยของประชาชน หน่วยงานอากรทำหน้าที่เก็บภาษีจากประชาชน ส่วนไพร่ฟ้าประชาชนของแต่ละแคว้นก็มีอาชีพที่หลากหลายคละกันไป ซึ่งส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทางการเกษตร เช่น ปลูกพืชผักผลไม้หรือเลี้ยงสัตว์ แต่มีประชาชนบางส่วนที่ประกอบอาชีพอื่น ๆ เช่น รับราชการหรือค้าขาย สำหรับการซื้อขายสินค้าในยุคนั้นใช้การแลกเปลี่ยนด้วยเงินตราเหมือนยุคปัจจุบัน ในยุคนั้นมีแคว้นขนาดปานกลางอยู่แคว้นหนึ่ง เป็นแคว้นที่มีความเจริญทางด้านเศรษฐกิจควบคู่กับจิตใจ ทำให้แคว้นนี้เป็นแคว้นที่น่าอยู่ที่สุดแคว้นหนึ่งในยุคนั้น สภาพบ้านเมืองในแคว้นนี้มีความสงบ เป็นระเบียบเรียบร้อย สะอาดสะอ้าน ตามถนนหนทางมีต้นไม้ใหญ่ขึ้นปกคลุมอยู่เป็นระยะ ๆ ทำให้อากาศภายในแคว้นบริสุทธิ์ปราศจากมลพิษ ประชาชนในแคว้นนี้ล้วนแต่มีความรักและศรัทธาในพระพุทธศาสนาอย่างมั่นคง อีกทั้งยังชอบเข้าวัดปฏิบัติธรรม รักการทำทาน รักษาศีล เจริญภาวนา และชอบชวนกันสั่งสมบุญอยู่เป็นประจำ ตลอดจนชอบทำหน้าที่อุปัฏฐากพระ และดูแลวัดเป็นอย่างดีอีกด้วย ด้วยความที่ไพร่ฟ้าประชาชนต่างมีศีลธรรมประจำใจนี้เอง จึงทำให้แต่ละคนต่างดำรงชีวิตอยู่บนพื้นฐานแห่งความถูกต้องและดีงาม ประกอบสัมมาอาชีวะ และเนื่องจากหน่วยงานราชการไม่ขูดรีดภาษี ทำให้ประชาชนในแคว้นนี้ต่างมีเงินเหลือเก็บ เพื่อเอาไว้ใช้ในการดำรงชีวิตและสั่งสมบุญสร้างบารมี ส่วนการเดินทางไปไหนมาไหนในแคว้นนี้ ไม่ว่าจะใกล้หรือไกล ก็สะดวกปลอดภัยทุกหนทุกแห่ง เพราะไม่มีโจรผู้ร้ายคอยดักจี้ปล้นระหว่างทาง ทำให้ประชาชนต่างอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข นอกจากประชาชนจะอยู่ในศีลในธรรมและอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขแล้ว พระภิกษุสามเณรภายในแคว้นนี้ต่างก็ตั้งใจประพฤติปฏิบัติธรรมกันอย่างเต็มที่ จนทำให้แต่ละรูปมีความแตกฉานทั้งปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ เทศนา และวิชชาธรรมกาย ด้วยเหตุนี้ พระภิกษุสามเณรทั้งหลายจึงสามารถเทศน์สอนมหาชนให้เกิดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องราวความเป็นจริงของชีวิตได้อย่างแจ่มแจ้งและแจ่มชัด จนทำให้พระพุทธศาสนา วิชชาธรรมกาย แผ่ขยายไปทั่วแคว้น จนกลายเป็นแคว้นที่มีความเจริญทางพระพุทธศาสนาอย่างสูงสุดในยุคนั้น นอกจากนั้น แคว้นนี้ยังมีความสัมพันธ์ระหว่างแคว้นดีมาก ทำให้ไม่ค่อยมีใครมารุกราน และด้วยความที่แคว้นนี้มีสัมพันธไมตรีที่ดีกับแคว้นอื่น ๆ จึงทำให้พวกพ่อค้าแม่ค้าที่อยู่ภายในแคว้นและนอกแคว้นมีความพึงพอใจมาก เพราะสามารถเดินทางไปมาติดต่อซื้อขายสินค้าหรือทำการค้าระหว่างแคว้นได้อย่างสะดวกง่ายดาย ที่สำคัญก็คือ พระภิกษุสามเณรสามารถเดินทางไปเผยแผ่พระพุทธศาสนา วิชชาธรรมกาย ยังแคว้นต่าง ๆ ได้อย่างไม่ติดขัด ไม่ถูกกีดกันจากแคว้นรอบข้าง ทำให้พระพุทธศาสนา วิชชาธรรมกาย ในสมัยนั้น มีความเจริญรุ่งเรืองและแผ่ขยายออกไปกว้างไกลอย่างยิ่ง ความเจริญทั้งหมดทั้งมวลที่เกิดขึ้นในแคว้นแห่งนี้ ไม่ได้เกิดด้วยความบังเอิญ แต่เป็นเพราะแคว้นนี้มีพระราชาที่ดี คือ พระราชาองค์ที่ออกบวช เนื่องจากพระองค์ทรงเป็นพระราชาที่ตั้งอยู่ในธรรม อีกทั้งยังทรงเพียบพร้อมไปด้วยพระปรีชาสามารถในการบริหารปกครองบ้านเมืองอย่างดีเยี่ยม ทำให้ไพร่ฟ้าประชาชนได้รับความสุขสบายกันถ้วนหน้า เหล่าพสกนิกรทุกคนจึงต่างพากันรัก เคารพ เทิดทูน และจงรักภักดีต่อพระองค์ สำหรับปัจจัยสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้พระองค์ทรงบริหารบ้านเมืองได้ดี ก็เพราะทรงมีมหาเสนาบดีคู่บุญคอยสนองพระราโชบาย ------------------------------------ มหาเสนาบดีผู้ยิ่งใหญ่ มหาเสนาบดีของพระราชาองค์ที่ออกบวชนี้ เป็นมหาเสนาบดีคู่พระราชหฤทัยที่คอยถวายงานรับใช้พระราชาได้อย่างรอบด้าน เจาะลึกในทุกสถานการณ์ และครอบคลุมไปทุกวงการ หรือพูดง่าย ๆ ก็คือ สามารถสนองพระราชประสงค์ได้อย่างสมบูรณ์และยอดเยี่ยมที่สุด ท่านมหาเสนาบดีทุ่มเททั้งแรงกายและแรงใจอย่างสุดกำลังความสามารถ เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ทุกอย่างสำเร็จลุล่วงได้อย่างดีเยี่ยมตามที่พระราชาทรงตั้งเป้าหมายไว้ และถึงแม้ว่าแคว้นของพระราชาองค์ที่ออกบวชจะกว้างใหญ่มากขนาดไหนก็ตาม ท่านมหาเสนาบดีก็ไม่เคยย่อท้อต่องานที่รออยู่ตรงหน้า คอยเป็นหูเป็นตาสอดส่องดูแลแคว้นสนองพระราชประสงค์ เพื่อให้ประชาชนอยู่ดีมีสุขถ้วนหน้ากัน นอกจากนี้ ท่านมหาเสนาบดียังมีหน้าที่คอยควบคุมดูแลเหล่าเสนาบดี แม่ทัพนายกอง เหล่าข้าราชการ และข้าราชบริพารทั้งหลาย ให้อยู่ในกฎระเบียบและปฏิบัติตามหน้าที่ของตนอย่างเคร่งครัด อีกทั้งยังคอยดูแลให้คำปรึกษาแนะนำอย่างใกล้ชิดมาโดยตลอด การที่ท่านมหาเสนาบดีต้องลงมาดูแลทุกสิ่งทุกอย่างด้วยตนเองขนาดนี้ เป็นเพราะท่านปรารถนาที่จะให้ข้าราชการทุก ๆ คน เอาใจใส่ดูแลทุกข์สุขของประชาชนในแคว้นด้วยความรักและปรารถนาดีต่อประชาชนอย่างแท้จริง ท่านมหาเสนาบดียังมีหัวใจที่เต็มเปี่ยมไปด้วยวิญญาณแห่งความเป็นครู ท่านคอยอบรมสั่งสอนข้าราชการทั้งหลายตั้งแต่เรื่องเล็กไปจนถึงเรื่องใหญ่ ด้วยความรักและปรารถนาดีต่อทุกคนอยู่เสมอ ประดุจข้าราชการเหล่านั้นเป็นพี่น้องและลูกหลานของท่าน ทำให้เหล่าข้าราชการทั้งหลายต่างรู้สึกรักและเคารพท่านเป็นอย่างมาก คราใดที่เกิดกรณีพิพาทขึ้นภายในแคว้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องระหว่างข้าราชการด้วยกัน หรือเรื่องระหว่างประชาชนกับข้าราชการก็ตาม ท่านมหาเสนาบดีก็ให้ความเป็นธรรมแก่ทุก ๆ ฝ่าย และตัดสินคดีด้วยความเที่ยงตรงและเที่ยงธรรมอย่างที่สุด ทำให้เหล่าข้าราชการและประชาชนต่างเคารพกฎหมายและอยู่ร่วมกันอย่างปรองดอง รอมชอม อะลุ่มอล่วย และสงบสุข ส่วนสาเหตุที่ท่านมหาเสนาบดีทุ่มเททำหน้าที่ของท่านอย่างไม่เห็นแก่เหน็ดแก่เหนื่อยนั้น เพราะท่านมีความรัก ความศรัทธา และความจงรักภักดีต่อพระราชาองค์ที่ออกบวชมาก นอกจากนี้ท่านยังโดดเด่นในเรื่องมีความเคารพต่อพระราชาองค์ที่ออกบวชอย่างสูงสุด ทำให้ท่านทุ่มเททำงานแบบเอาชีวิตเป็นเดิมพัน และกลายเป็นหนึ่งในเสาหลักสำคัญที่ทำให้แคว้นแห่งนี้เจริญรุ่งเรืองทั้งทางเศรษฐกิจและจิตใจ ฉะนั้น คุณครูไม่ใหญ่จึงอยากให้ลูก ๆ นักเรียนโรงเรียนอนุบาลฝันในฝันวิทยาได้ศึกษาประวัติชีวิตการสร้างบารมีของท่านมหาเสนาบดี ยอดนักรบแห่งกองทัพธรรม ผู้เป็นบุคคลระดับ Champ of the Champ ที่น่านำไปเป็นต้นบุญต้นแบบและเป็นกำลังใจในการสร้างบารมี อีกทั้งเพื่อให้ลูก ๆ ทุกคนร่วมกันอนุโมทนาบุญในการสร้างบารมีของท่านด้วย ------------------------------------ ชาติกำเนิด ท่านมหาเสนาบดีถือกำเนิดในตระกูลข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ที่รับราชการอยู่ในแคว้นของพระราชาองค์ที่ออกบวชอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่รุ่นคุณปู่ของท่าน ซึ่งทำงานเป็นเสนาบดีในรัชสมัยของพระอัยกา (ปู่) ของพระราชาองค์ที่ออกบวช การรับราชการหรือการสนองงานรับใช้ใกล้ชิดพระราชาในระดับแนวหน้านี้ นับเป็นเกียรติยศและความภาคภูมิใจอย่างสูงสุดของตระกูลของท่านมหาเสนาบดีเลยก็ว่าได้ ดังนั้น บรรพบุรุษในตระกูลของท่านจึงสืบทอดความภาคภูมิใจที่ได้สนองงานรับใช้ใกล้ชิดพระราชามาตั้งแต่รุ่นคุณปู่ จนกระทั่งมาถึงรุ่นคุณพ่อของท่านมหาเสนาบดีก็ได้รับราชการเป็นข้าหลวงผู้แทนพระองค์ ทำหน้าที่เดินทางไปตรวจราชการตามหัวเมืองต่าง ๆ ในสมัยของพระราชบิดาของพระราชาองค์ที่ออกบวชด้วยเช่นกัน เมื่อมาถึงรุ่นหลาน ก็มีผู้สืบทอดอุดมการณ์และความภูมิใจของวงศ์ตระกูล ซึ่งผู้สืบทอดก็คือ ท่านมหาเสนาบดีที่เป็นตัวเอกของเรื่องนี้ ท่านมหาเสนาบดีในพุทธันดรที่แล้วไม่ได้เกิดเป็นลูกชายคนเล็กเหมือนในภพชาติปัจจุบัน แต่ท่านเกิดเป็นลูกคนกลาง ๆ ในจำนวนพี่น้องหลายคน และที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้นก็คือ ท่านเป็นเด็กอัศจรรย์ที่ทุกคนในบ้านรักมากเพราะท่านไม่ค่อยร้องไห้ ไม่งอแง เนื่องจากท่านสามารถสอนตัวเองได้ตั้งแต่เด็ก โดยมีความรู้สึกลึก ๆ ในใจเสมอว่าไม่อยากให้คุณพ่อคุณแม่ต้องมาคอยเป็นห่วงหรือกังวลในตัวท่าน เมื่อท่านมหาเสนาบดีเติบใหญ่ขึ้น ด้วยความที่พี่ชายของท่านบางคนต้องออกไปทำงานกับคุณพ่อ และบางคนต้องออกไปเรียนหนังสือ ท่านจึงทำหน้าที่เสมือนพี่ใหญ่ที่แสนดีคอยช่วยคุณแม่ดูแลน้อง ๆ อยู่ที่บ้านด้วยความเต็มอกเต็มใจและภาคภูมิใจ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ท่านมีความเป็นผู้ใหญ่สูง ทั้งยังมีวิสัยทัศน์และความรับผิดชอบที่เหนือชั้นกว่าเด็กทั่วไปที่อยู่ในวัยเดียวกัน แม้ว่าท่านมหาเสนาบดีทำหน้าที่เป็นเสมือนพี่ใหญ่ของน้อง ๆ ที่บ้านก็ตาม แต่ทันทีที่พี่ ๆ กลับมาถึงบ้าน ท่านก็รู้บทบาทและหน้าที่ของตัวเอง โดยทำตัวเป็นน้องชายที่น่ารักน่าเอ็นดูของพวกพี่ ๆ คือ ไม่เคยดื้อหรือถืออภิสิทธิ์เลยว่า ท่านเป็นลูกชายคนโปรดหรือเป็นลูกชายสุดที่รักของคุณพ่อคุณแม่ ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมท่านมหาเสนาบดีจึงเป็นที่รักของบรรดาพี่น้องทุก ๆ คน นอกจากนี้ ท่านมหาเสนาบดียังเป็นเด็กที่มีความอ่อนน้อมถ่อมตนมาก แม้ว่าท่านจะเป็นถึงลูกหลานของขุนนางชั้นผู้ใหญ่ แต่ท่านก็ไม่เคยถือตัว ไม่เคยวางก้าม และไม่เคยอวดเบ่งกับเพื่อน ๆ หรือแม้แต่กับบริวารที่คอยรับใช้ท่าน ท่านให้เกียรติ ไม่ข่มเหง และให้ความสนิทสนมเป็นกันเองกับทุกคน ด้วยความที่ท่านมหาเสนาบดีเป็นเด็กที่มีความอ่อนน้อมถ่อมตนชนิดที่หาตัวจับยากนี่เอง จึงทำให้ท่านเป็นที่รักของเหล่าพวกพ้องบริวารรวมถึงบุคคลรอบข้าง ที่สำคัญท่านยังมีคุณธรรมในเรื่องความเคารพสูงมาก เพราะท่านสั่งสมสิ่งนี้จนกลายเป็นอุปนิสัยที่ติดตัวมาหลายภพหลายชาติ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความเคารพในพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ความเคารพในพระธรรม ความเคารพในพระสงฆ์ ความเคารพในการศึกษา ความเคารพในสมาธิ ความเคารพในความไม่ประมาท และความเคารพในการปฏิสันถาร ดังนั้น ทันทีที่คุณพ่อคุณแม่ของท่านถ่ายทอดคุณธรรมเรื่องความเคารพให้ เช่น สอนให้เคารพพี่ ๆ ท่านจึงสามารถเข้าใจได้อย่างง่าย ๆ อีกทั้งยังสามารถนำมาต่อยอดและฝึกฝนพัฒนาให้ดียิ่ง ๆ ขึ้นไป นอกจากนี้ ท่านมหาเสนาบดียังมีอุปนิสัยพิเศษที่ไม่เหมือนใคร คือ มีความใฝ่รู้ ใฝ่ศึกษาในเรื่องราวต่าง ๆ อยู่เสมอ ถ้าท่านสงสัยหรืออยากรู้เรื่องอะไร ท่านจะพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อแสวงหาคำตอบในเรื่องนั้นมาให้ได้ ด้วยความที่ท่านมหาเสนาบดีเป็นคนที่ใฝ่รู้ใฝ่ศึกษาในเรื่องราวต่าง ๆ อยู่เสมอนี้เอง จึงทำให้อัธยาศัยนี้กลายเป็นอุปนิสัยที่ติดตัวท่านข้ามภพข้ามชาติมาจนถึงชาติปัจจุบัน ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ท่านชอบแสวงหาความรู้ต่าง ๆ อยู่เป็นประจำในชาติปัจจุบัน และนำมาวิเคราะห์เจาะลึก เพื่อให้เข้าใจอย่างลึกซึ้ง ชนิดที่ใคร ๆ บนโลกนี้ก็ทำอย่างท่านได้ยาก คือเรียกได้ว่าท่านเป็นพหูสูตที่เปรื่องปราชญ์ที่สุดท่านหนึ่งเลยทีเดียว สำหรับข้อมูลที่ท่านศึกษาค้นคว้านั้น แม้จะมีมากมายขนาดไหนก็ตาม แต่ท่านก็สามารถย่อยข้อมูลสรุปใจความให้เป็นประเด็นหลัก ๆ ได้ จากนั้นก็เอาข้อมูลส่วนที่เป็นหัวกะทินั้นมาสั่งสอนลูกศิษย์ทั้งหลายให้เกิดวิสัยทัศน์ตามท่านได้แบบง่าย ๆ อีกทั้งยังสามารถอธิบายคลี่คลายขยายความโดยพิสดาร ให้ผู้ฟังเกิดความเข้าใจได้อย่างชัดเจนแจ่มแจ้ง โดยเปรียบเทียบเรื่องราวได้อย่างลึกซึ้ง จนผู้ฟังเห็นภาพตามแบบฉากต่อฉาก และเกิดความเข้าใจประดุจดั่งบุคคลที่หงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด ตามประทีปในที่มืด และบอกทางแก่คนหลงทาง เนื่องจากครอบครัวของท่านมหาเสนาบดีเป็นตระกูลขุนนางชั้นผู้ใหญ่ ครอบครัวของท่านจึงมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันในระดับต้น ๆ ของแคว้น ดังนั้นจึงไม่แปลกที่บ้านของท่านมักมีแขกทุกระดับแวะเวียนกันมาทำธุระหรือมาพักค้างอยู่บ่อย ๆ ไม่ว่าข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ที่เป็นเพื่อนหรือลูกน้องของคุณพ่อ นายทหารระดับต่าง ๆ หรือแม้แต่เพื่อน ๆ ของพี่ ๆ ของท่านมหาเสนาบดีก็ตาม ในเวลาที่มีแขกซึ่งส่วนใหญ่เป็นนายทหารมาที่บ้าน แขกเหล่านั้นมักนำเรื่องราวที่ได้ประสบพบเจอหรือวีรกรรมต่าง ๆ ที่น่าตื่นเต้นประทับใจมาพูดคุย เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน ซึ่งลีลาในการถ่ายทอดเรื่องราวของแขกแต่ละท่านก็มีหลากหลาย ตั้งแต่แบบสบาย ๆ ไปจนถึงขั้นดุเด็ดเผ็ดมันราวกับหนังบู๊หรือหนังแอคชั่นเลยทีเดียว ในระหว่างที่แขกผู้ใหญ่กำลังโม้หรือกำลังเล่าถึงประสบการณ์ในชีวิตอยู่นั้น ท่านมหาเสนาบดีก็ชอบมาด้อม ๆ มอง ๆ แล้วมานั่งจุ้มปุก เพื่อฟังเรื่องราวสนุก ๆ จากพวกลุง ๆ อา ๆ หรือน้า ๆ ทหารอยู่เสมอ และไม่ว่าพวกเขาเล่าเรื่องอะไร ท่านมหาเสนาบดีก็ตั้งหน้าตั้งตาฟังด้วยความรู้สึกตื่นเต้น และมองด้วยแววตาเปล่งประกายระยิบระยับด้วยความอยากรู้อยากเห็น และมีความรู้สึกร่วมกับเรื่องราวเหล่านั้นอย่างสุดใจ ถึงแม้ท่านมหาเสนาบดีมีอายุน้อยที่สุดในบรรดาผู้ที่นั่งอยู่ในวงสนทนาก็ตาม แต่ด้วยความที่ท่านเป็นเด็กที่ชอบเข้าหาผู้ใหญ่ มีอัธยาศัยใฝ่รู้ และมีความเฉลียวฉลาด ท่านจึงได้รับความเอ็นดูและการยอมรับในวงสนทนาของลุง ๆ อา ๆ และน้า ๆ ทุกคน ในบรรดาเรื่องราวที่พวกแขกผู้ใหญ่เล่าทั้งหมด ท่านมหาเสนาบดีชอบฟังเรื่องการผจญภัยในป่ายามค่ำคืนมาก เพราะเรื่องทำนองนี้ชวนให้ตื่นเต้นลุ้นระทึกอยู่ตลอดเวลา นอกจากนั้นท่านยังชอบฟังเรื่องราวประเภทโลดโผนโจนทะยาน การต่อสู้ การผจญภัยในที่ต่าง ๆ อีกด้วย ถ้าวันไหนแขกผู้ใหญ่เล่าเรื่องราวที่เกี่ยวกับอิทธิปาฏิหาริย์ วิชาอยู่ยงคงกระพัน หรือวิชาหนังเหนียว ฟันไม่เข้า ยิงไม่ออก หรือวิชาลวงข้าศึก บังหูบังตาให้ข้าศึกมองไม่เห็น ท่านมหาเสนาบดีก็จะหูผึ่ง เกิดความอยากรู้อยากเห็น ตื่นเต้น และสนใจมากเป็นพิเศษ อีกทั้งถ้าคนไหนคุยโม้โอ้อวดให้ฟังว่าไปร่ำเรียนวิชาพวกนี้มาจากที่ไหน จากอาจารย์ท่านใด และจะเอาไปใช้อย่างไร ก็ยิ่งทำให้ท่านมหาเสนาบดีอยากรู้อยากเห็นขึ้นไปอีก จากเรื่องเล่าของบรรดาทหารนี้เอง ได้กลายเป็นเรื่องราวประทับใจและฝังใจ ทำให้ท่านมหาเสนาบดีเกิดแรงบันดาลใจขึ้นมาว่า ถ้าโตขึ้นจะต้องไปศึกษาวิชาเหล่านี้ให้ได้ และเมื่อศึกษาแล้วก็จะต้องเก่งในระดับแนวหน้าคนหนึ่งให้ได้ ------------------------------------ พบอาจารย์ขมังเวท เมื่อท่านมหาเสนาบดีย่างเข้าสู่วัยเรียน คุณพ่อส่งท่านไปศึกษาในโรงเรียนที่ดีที่สุดประจำแคว้น และด้วยความฉลาดจึงทำให้ท่านเป็นเด็กที่เรียนเก่งในระดับแชมป์คนหนึ่งเลยทีเดียว อีกทั้งท่านยังมีความกระตือรือร้น ใส่ใจใฝ่หาความรู้ มีความเคารพเชื่อฟัง และปฏิบัติตามคำสอนของครูบาอาจารย์เป็นอย่างดีเสมอมา ทำให้ครูบาอาจารย์ทุกคนโปรดปรานท่านเป็นพิเศษ ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจเลยว่า ทำไมครูบาอาจารย์แทบทุกคนจึงเกิดความรู้สึกว่า มีความรู้อะไรก็อยากจะถ่ายทอดให้ท่านอย่างหมดไส้หมดพุง แม้แต่กับเพื่อน ๆ ในวัยเดียวกัน ด้วยความที่ท่านมหาเสนาบดีเป็นคนเรียนดี มีคุณธรรม กิจกรรมเด่น จึงทำให้ท่านดูเป็นผู้ใหญ่กว่าเด็กในวัยเดียวกัน ด้วยเหตุนี้ท่านก็เลยกลายเป็นผู้นำกลุ่มที่เพื่อน ๆ รักและยอมรับมาก เมื่อท่านมหาเสนาบดีเติบใหญ่จนเป็นวัยรุ่น คุณพ่อของท่านก็เปิดโอกาสให้เลือกทางเดินชีวิตของตนเองว่าอยากทำงานเป็นข้าราชการพลเรือนตามอย่างพ่อหรืออยากเป็นทหาร ด้วยความที่ท่านมหาเสนาบดีมีความประทับใจเกี่ยวกับเรื่องราวการต่อสู้และการผจญภัย จึงทำให้ท่านรู้สึกว่า ชีวิตการเป็นทหารเป็นเรื่องที่ท้าทายและเหมาะกับอัธยาศัยของท่านมากกว่า ท่านจึงตัดสินใจอย่างแน่วแน่ และบอกคุณพ่อของท่านไปว่าเลือกเป็นทหาร คุณพ่อจึงส่งท่านไปเรียนที่โรงเรียนเตรียมทหาร ซึ่งทำให้ท่านรู้สึกตื่นเต้นดีใจมาก นับแต่วันแรกที่ท่านมหาเสนาบดีเข้าไปเรียนในโรงเรียนเตรียมทหาร ท่านก็ตั้งใจฝึกฝนร่ำเรียนด้วยความขยันหมั่นเพียร ขะมักเขม้น มุมานะ เอาจริงเอาจัง และเนื่องจากท่านมีความฉลาดเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว จึงทำให้ผลการเรียนทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติของท่านพุ่งไปสู่ระดับสูงสุดของรุ่น นอกจากมีผลการเรียนอยู่ในระดับแชมป์ทั้งในภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติแล้ว ท่านมหาเสนาบดียังไม่หวงความรู้ และมีน้ำใจต่อเพื่อน ๆ อย่างเหลือเฟือ ไม่ว่าการฝึกจะหนักแค่ไหนท่านก็ไม่เคยทอดทิ้งเพื่อน ๆ เลย อีกทั้งยังคอยช่วยเหลือเพื่อน ๆ อยู่เสมอ โดยให้กำลังใจบ้าง แนะนำวิธีฝึกบ้าง หรือไม่ก็อาสาทำในสิ่งที่เพื่อน ๆ ทำไม่ได้บ้าง ด้วยเหตุนี้จึงทำให้เพื่อน ๆ มีผลการเรียนและการฝึกดีตามท่านไปด้วย ด้วยความที่ท่านมหาเสนาบดีเป็นคนที่เพียบพร้อมไปด้วย IQ และ EQ คือ มีสติปัญญาเฉลียวฉลาด และมีความฉลาดทางอารมณ์หรือมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีเลิศ จึงทำให้เพื่อนในรุ่นทุกคนรักและนับถือท่านมาก อีกทั้งยังพร้อมใจกันยกให้ท่านเป็น “ลูกพี่” หรือ “หัวหน้ารุ่น” อีกด้วย ถึงแม้ว่าพวกเพื่อน ๆ นักเรียนเตรียมทหารในรุ่นเดียวกันจะยกให้ท่านมหาเสนาบดีเป็น “ลูกพี่” หรือเป็น “ซูเปอร์สตาร์ประจำรุ่น” ก็ตาม แต่ท่านก็ไม่เคยทะนงตนเลยว่า ตัวเองเก่งหรือแน่กว่าใคร ๆ ตรงกันข้ามท่านกลับอ่อนน้อมถ่อมตนและหมั่นศึกษาหาความรู้ใหม่ ๆ มาเพิ่มความรู้ความสามารถให้ตนเองอยู่เสมอ ด้วยอุปนิสัยที่โดดเด่นนี้เอง จึงทำให้ท่านกลายเป็นนักเรียนเตรียมทหารที่เข้าตากรรมการหรือบรรดาครูฝึกทั้งหลาย สำหรับชีวิตของนักเรียนเตรียมทหารนั้น ในแต่ละวันนอกจากต้องวนเวียนอยู่กับเรื่องการเรียนแล้ว ในยามว่างก็มักจับกลุ่มพูดคุยกัน แล้วก็แบ่งปันประสบการณ์เกี่ยวกับเรื่องราวต่าง ๆ ที่เคยได้ยินได้ฟังหรือประสบพบเจอมา และด้วยความที่นักเรียนเตรียมทหารแต่ละคนมีพื้นฐานครอบครัวที่แตกต่างกัน เช่น บางคนมาจากครอบครัวที่เป็นทหารอยู่แล้ว บางคนมาจากครอบครัวข้าราชการพลเรือน บางคนเป็นลูกพ่อค้าแม่ค้า หรือคฤหบดี จึงทำให้แต่ละคนมีเรื่องเล่าที่น่าสนใจและน่าตื่นเต้นหลากหลายแตกต่างกันไป ถึงแม้ว่าเพื่อน ๆ ของท่านมหาเสนาบดีพากันเล่าเรื่องต่าง ๆ นานามากมายขนาดไหนก็ตาม แต่เรื่องที่ท่านฟังแล้วรู้สึกสนอกสนใจเป็นพิเศษ ก็เห็นจะเป็นเรื่องราวที่เกี่ยวกับวิชาขมังเวท เช่น วิชาอยู่ยงคงกระพัน วิชาหนังเหนียว ฟันไม่เข้า ยิงไม่ออก หรือวิชาลวงข้าศึก บังหูบังตาให้ข้าศึกมองไม่เห็น ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะเรื่องราวเหล่านี้เป็นเรื่องที่ท่านมหาเสนาบดีเคยประทับใจและฝังใจมาตั้งแต่สมัยยังเด็ก ดังนั้น ในช่วงของการฝึกภาคสนามที่เหล่านักเรียนเตรียมทหารต้องเดินทางออกไปฝึกตามเขตชนบทหรือเขตหัวเมืองชายแดน ท่านมหาเสนาบดีและกลุ่มเพื่อน ๆ ที่สนใจวิชาขมังเวทจึงรวมตัวกันตั้งกลุ่มเฉพาะกิจขมังเวทแบบไม่เป็นทางการขึ้น และหลังจากที่ฝึกภาคสนามเสร็จแล้ว ก็พากันไปหาญาติของเพื่อนในกลุ่ม ที่รู้เรื่องเกี่ยวกับวิชาขมังเวท แล้วขอให้พาไปยังสถานที่แห่งหนึ่ง เพื่อไปเจอกับสิ่งลี้ลับเหนือธรรมชาติ ซึ่งตอนนั้นทุกคนต่างรู้สึกตื่นเต้น ลุ้นระทึก อยากรู้อยากเห็นไปทุกย่างก้าวเลยทีเดียว เมื่อท่านมหาเสนาบดีและกลุ่มเพื่อน ๆ ไปถึงจุดหมายปลายทาง คือบ้านผู้ใหญ่บ้านของหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ผู้ใหญ่บ้านท่านนี้ถ้าดูจากลักษณะภายนอกแล้ว ก็ไม่ได้แตกต่างจากชาวบ้านธรรมดา แต่ในความธรรมดาที่เห็นจากรูปลักษณ์ภายนอกนี้กลับแฝงความไม่ธรรมดาอยู่ภายใน เพราะผู้ใหญ่บ้านท่านนี้ก็คือ อาจารย์ขมังเวทที่เป็นทั้งหมอยาและผู้มีวิชาอยู่ยงคงกระพัน แม้เวลานั้นภายในบ้านของผู้ใหญ่บ้านมีพวกชาวบ้านมารอรักษาอาการป่วยอยู่หลายคนก็ตาม แต่เมื่อท่านมหาเสนาบดีและกลุ่มเพื่อน ๆ ไปถึงก็ไม่รอช้า รีบแสดงความจำนงให้ผู้ใหญ่บ้านรู้ว่า พวกท่านอยากจะรู้ว่า วิชาอยู่ยงคงกระพันและวิชาหนังเหนียวที่เขาร่ำลือกันมันเป็นอย่างไร ทำให้คนหนังเหนียวได้จริงอย่างที่เขาร่ำลือกันหรือไม่ ทันทีที่อาจารย์ขมังเวทเห็นสีหน้าและแววตาของกลุ่มทหารหนุ่มฉกรรจ์ที่เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น อีกทั้งยังจ้องมองตนด้วยสายตาที่เป็นประกายวิบวับ ๆ ขนาดนั้น อาจารย์ขมังเวทก็พลันนึกสนุกขึ้นมา แล้วก็รีบพูดสวนกลับไปว่า “ถ้าพวกเจ้าอยากจะเห็นวิชาอยู่ยงคงกระพันละก็ พวกเจ้าต้องไปทำบางสิ่งบางอย่างก่อน” ซึ่งบางสิ่งบางอย่างในที่นี้ก็คือ ให้ไปเก็บสมุนไพรตามที่อาจารย์ขมังเวทต้องการมาให้ได้ และถ้าเก็บได้ครบแล้วก็ให้รีบกลับมาเจอกันอีกครั้ง เมื่อท่านมหาเสนาบดีและเพื่อน ๆ ได้ฟังดังนั้น ก็รีบไปหาสมุนไพรหรือว่านประหลาด ๆ ตามรายการที่อาจารย์ขมังเวทบอกทันที เมื่อท่านมหาเสนาบดีและเพื่อน ๆ ของท่านหาว่านประหลาด ๆ หรือสมุนไพรได้ครบแล้ว ก็รีบนำกลับมาให้อาจารย์ขมังเวท ซึ่งอาจารย์ขมังเวทก็ไม่รอช้า รีบหลับตาร่ายเวทพึมพำ ๆ และเอาว่านประหลาดใส่ปากเคี้ยวแล้วก็พ่นพรวดใส่กระหม่อมและบริเวณลำตัวของท่านมหาเสนาบดีและกลุ่มเพื่อนทหารหนุ่มฉกรรจ์ในทันที แม้ว่าท่านมหาเสนาบดีและเพื่อน ๆ จะโดนละอองไอฝอยจากน้ำมนตร์ว่านประหลาดที่พ่นพรวดออกมาจากปากอาจารย์ขมังเวทมากมายขนาดไหนก็ตาม แต่ทุกคนก็ไม่ได้แสดงอาการรังเกียจแต่อย่างใด ตรงกันข้ามกลับยิ่งสนใจจับจ้องดูลีลาการร่ายเวทเสกคาถาของอาจารย์ขมังเวทอย่างตาไม่กะพริบ และเกิดอาการอยากรู้อยากเห็นมากขึ้นไปอีก ในระหว่างที่กำลังร่ายมนตร์ อาจารย์ขมังเวทก็เอาสมุนไพรหรือว่านประหลาดอีก ๓-๔ อย่าง เข้าปากเคี้ยวต่อ พอเคี้ยวแล้วก็ทำแบบเดิมอีก คือ พ่นพรวดมาที่ศีรษะของท่านมหาเสนาบดีและเพื่อน ๆ และทำอย่างนี้ซ้ำ ๆ จนกระทั่งว่านประหลาดไม่เหลือแม้แต่ใบเดียว หลังจากที่สมุนไพรหรือว่านประหลาดหมดลง อาจารย์ขมังเวทก็บอกกับท่านมหาเสนาบดีและกลุ่มเพื่อนทหารว่า “ถ้าอยากรู้ว่าวิชาคงกระพันเป็นอย่างไร ก็ให้เอามีดหรือดาบมาลองฟันกันดู!” เมื่อท่านมหาเสนาบดีได้ยินเช่นนั้นก็ไม่รอช้า รีบลองวิชาด้วยการชักดาบออกมาลองฟันตัวเองดูก่อน แต่เมื่อเห็นคมดาบแล้ว ท่านก็ชักไม่แน่ใจ เพราะในตอนนั้นท่านยังไม่ปักใจเชื่อร้อยเปอร์เซ็นต์ว่า มนตร์ที่อาจารย์ขมังเวทร่ายมา จะทำให้หนังของท่านเหนียวจนฟันไม่เข้าจริงหรือไม่ ด้วยเหตุนี้ท่านก็เลยต้องพิสูจน์แบบกันเหนียว โดยเอาดาบฟันลงไปที่ตัวเองแบบเบา ๆ ก่อน ทันใดนั้น ทุกคนก็ตกตะลึง เพราะไม่ว่าดาบอันคมกริบจะฟันไปที่ผิวหนังของท่านมหาเสนาบดีสักกี่ครั้งก็ตาม ดาบนั้นก็ไม่สามารถทำให้ผิวหนังของท่านเกิดบาดแผลได้แม้แต่นิดเดียว เหตุการณ์นี้สร้างความตื่นตะลึงแก่ท่านมหาเสนาบดีและกลุ่มเพื่อนทหารเป็นอย่างมาก เมื่อเพื่อนทหารของท่านมหาเสนาบดีเห็นว่า มนตร์ของอาจารย์ขมังเวทได้ผลจริง ต่างก็รีบลงมือทดสอบความเหนียวของผิวหนังตนเองตามอย่างท่านมหาเสนาบดี ด้วยการผลัดกันฟันคนละฉับสองฉับ สลับกันไปสลับกันมาอย่างเมามัน แต่ไม่ว่าจะฟันกันอย่างไร ผลที่ออกมาก็คือ ฟันไม่เข้า แต่เนื่องจากอุปนิสัยของท่านมหาเสนาบดีเป็นคนที่พิสูจน์อะไรแล้วต้องชัดเจน ไม่มั่ว อีกทั้งเพื่อยืนยันความเหนียวของหนังว่าเหนียวขนานแท้หรือไม่ ท่านจึงขอท้าพิสูจน์อีกครั้ง โดยการเงื้อดาบขึ้นมาฟันตัวเองอย่างสุดแรงเกิดอีกที ซึ่งปรากฏว่าไม่เข้าจริง ๆ อย่างไรก็ตาม ผลจากการทดสอบความเหนียวของผิวหนังในครั้งนี้ ทำให้ท่านมหาเสนาบดีรู้สึกเจ็บและมีรอยถลอกแดง ๆ ที่ผิวหนังบริเวณที่ถูกฟัน แต่ถึงกระนั้นเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ก็สร้างความฮือฮาและความประทับใจแก่เพื่อน ๆ สมาชิกในกลุ่มทุกคน เมื่อมาถึงจุดนี้ ใช่ว่าเรื่องราวของวิชาคงกระพันชาตรีหนังเหนียวจะจบลงแต่เพียงเท่านี้ เพราะอาจารย์ขมังเวทยังเปิดเผยต่อไปอีกว่า ที่เห็นกันอยู่ในตอนนี้เป็นเพียงฤทธิ์ขั้นต้น ๆ เท่านั้น เนื่องจากท่านไม่ใช่จอมขมังเวทที่เชี่ยวชาญมากนัก เพราะท่านถนัดในการใช้วิชารักษาโรคมากกว่า ดังนั้นฤทธิ์ของเวทที่ท่านเพิ่งเสกไปจึงอยู่ได้ไม่นาน คือ อยู่ได้แค่วันสองวันเท่านั้น และถึงแม้ฟันไม่เข้า แต่ก็ยังมีรอยแดง ๆ ตามมาอีกด้วย และยังเกิดอาการเจ็บอยู่ คือคงกระพันแต่ยังไม่ชาตรีนั่นเอง ซึ่งถ้าเป็นปรมาจารย์ขมังเวทตัวจริง นอกจากฟันแรง ๆ ไม่เข้าแล้ว จะไม่มีรอยแดงและไม่มีอาการเจ็บปวดจากการฟันเลย อีกทั้งฤทธิ์ของเวทยังสามารถอยู่ได้นานตลอดชีพเลยทีเดียว เมื่อบรรดาสมาชิกในกลุ่มได้ฟังเช่นนั้นก็หูผึ่ง และเกิดอาการตาโตลุกวาวเป็นประกายระยิบระยับด้วยความอยากรู้อยากเห็น และอยากลองวิชาเหล่านี้มากขึ้นอีก แต่ด้วยความที่ทุกคนจะต้องรีบกลับไปโรงเรียนเตรียมทหารให้ทันเข้าเรียนในวันถัดไป จึงต้องระงับการกระทำใด ๆ ไว้ชั่วคราว แต่ถึงกระนั้น ทุกคนต่างมีความหวังอยู่ลึก ๆ ว่า สักวันจะต้องหาโอกาสไปพบกับปรมาจารย์ขมังเวทให้ได้ ------------------------------------ ทหารชุดพิเศษ หลังจากที่ท่านมหาเสนาบดีและกลุ่มเพื่อน ๆ กลับมาเรียนตามปกติแล้ว บรรดาครูฝึกทั้งหลายก็คัดเลือกนักเรียนเตรียมทหารระดับหัวกะทิของหัวกะทิจากกลุ่มต่าง ๆ มารวมกัน ซึ่งแน่นอนว่า หนึ่งในนักเรียนเตรียมทหารเหล่านี้ต้องมีท่านมหาเสนาบดีรวมอยู่ด้วย เมื่อบรรดาครูฝึกทั้งหลายคัดเลือกนักเรียนเตรียมทหารระดับหัวกะทิมารวมกันแล้ว ก็แบ่งพวกหัวกะทิเหล่านี้ออกเป็นกลุ่มย่อย ๆ เพื่อให้ฝึกได้ง่าย จากนั้นก็จัดการเรียนการสอนและบทฝึกหลักสูตรพิเศษ เพื่อสร้างหน่วยทหารระดับแนวหน้าของกองทัพให้มีความเชี่ยวชาญในด้านการรบทั้งบู๊ทั้งบุ๋น ทหารชุดพิเศษหน่วยนี้ต่อไปจะขึ้นไปเป็นระดับหัวหน้าของทหารหน่วยต่าง ๆ ในกองทัพ เพื่อทำหน้าที่ควบคุมกำลังพลสำคัญ ๆ และทำงานรับใช้ว่าที่พระราชาองค์ต่อไป (พระราชโอรสในขณะนี้) อย่างใกล้ชิด ด้วยความซื่อสัตย์และจงรักภักดีชนิดยอมตายแทนได้เลย ด้วยภารกิจที่สำคัญและยิ่งใหญ่ระดับชาตินี้เอง ทำให้นักเรียนเตรียมทหารระดับแนวหน้าหน่วยนี้ต้องผ่านการฝึกอย่างหนัก และต้องเรียนวิชาทหารหลักสูตรพิเศษที่เข้มข้นยิ่งกว่าหลักสูตรปกติ ซึ่งท่านมหาเสนาบดีก็สามารถฝึกฝนร่ำเรียนวิชาทหารหลักสูตรนี้ได้อย่างดีเยี่ยม และยังได้รับการแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้ากลุ่มอีกด้วย เรียกได้ว่า ท่านมหาเสนาบดี คือ สุดยอดของสุดยอดนายทหารระดับแนวหน้าทั้งหมดที่มารวมกันก็ว่าได้ ซึ่งความสุดยอดของท่านนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะอาศัยเส้นสายหรือความบังเอิญ แต่เกิดจากมันสมอง คุณธรรม และฝีมือที่เหนือชั้นของท่านอย่างแท้จริง เนื่องจากนักเรียนเตรียมทหารระดับแนวหน้าหน่วยนี้ต้องฝึกฝนอย่างหนัก จึงทำให้มีนักเรียนบางคนเกิดถอดใจ สู้ไม่ไหว จนต้องขอถอนตัวออกไปเรียนภาคปกติตามเดิมก็มี แต่สำหรับกลุ่มของท่านมหาเสนาบดี คำว่า ท้อแท้ ท้อถอย หรือไม่ไหว ไม่เคยเกิดขึ้นเลย เพราะยามใดที่ถูกครูฝึกฝึกหนัก ท่านมหาเสนาบดีก็จะคอยให้กำลังใจและพูดกระตุ้นให้เพื่อน ๆ ในกลุ่มเกิดความฮึกเหิมอยู่ตลอดเวลา และถ้าหากใครมีทีท่าว่าจะไม่ไหว อ่อนแรงจนขาแทบลาก ท่านก็จะเข้าไปช่วยประคอง และพาทุกคนไปให้ถึงจุดหมายพร้อม ๆ กัน ดังนั้นท่านจึงได้ใจเพื่อน ๆ ทุกคนไปครอง จนเพื่อน ๆ ทุกคนต่างยอมรับนับถือท่านชนิดที่แค่พยักหน้าแล้วบอกว่า “สู้โว้ย” เพื่อน ๆ ทุกคนก็จะสู้และลุยไปข้างหน้าแบบถึงไหนถึงกันเลยทีเดียว ------------------------------------ ข่าวใหญ่ อยู่มาวันหนึ่ง มีข่าวใหญ่ซึ่งถือเป็นข่าวที่น่าตื่นเต้นระทึกใจแพร่สะพัดเข้าไปในโรงเรียนเตรียมทหารจนเกิดความคึกคักโกลาหลไปทั้งโรงเรียน ข่าวที่สร้างความคึกคักโกลาหลแก่เหล่านักเรียนเตรียมทหารทุกคนไม่เว้นแม้แต่ท่านมหาเสนาบดีก็คือข่าวการเสด็จมาเยี่ยมชมการฝึกนายทหารรุ่นใหม่ของพระราชาและพระราชโอรส พร้อมด้วยเหล่าเสนาอำมาตย์และนายทหารชั้นผู้ใหญ่ ข่าวนี้นอกจากทำให้ท่านมหาเสนาบดีตื่นเต้นที่จะได้พบกับพระราชาและพระราชโอรสแล้วท่านยังรู้สึกเหมือนมีแรงกดดันแบบลึก ๆ ปะทุขึ้นในใจ สาเหตุที่ทำให้ท่านมหาเสนาบดีรู้สึกเช่นนี้ ก็เพราะหนึ่งในข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ที่ตามเสด็จมาในครั้งนี้ก็คือคุณพ่อของท่าน ท่านจึงคิดว่า ในวันที่พระราชาและพระราชโอรสเสด็จมาเยี่ยมชมการฝึกของเหล่านักเรียนเตรียมทหาร ท่านจะต้องตั้งใจแสดงความสามารถให้ดียิ่งกว่าดีที่สุด เพื่อสร้างความภาคภูมิใจ และไม่ทำให้วงศ์ตระกูลเสียชื่อเสียงเพราะตัวท่าน ด้วยเหตุนี้ท่านมหาเสนาบดีจึงเร่งฝึกซ้อมอย่างหนัก เมื่อวันที่ทุกคนรอคอยมาถึง ขบวนเสด็จของพระราชาและพระราชโอรสที่ประกอบไปด้วยเหล่าเสนาอำมาตย์และข้าราชการทหารชั้นผู้ใหญ่ ซึ่งมีคุณพ่อของท่านมหาเสนาบดีรวมอยู่ด้วย ก็มาถึงโรงเรียนเตรียมทหาร ทันทีที่พระราชาและพระราชโอรสเสด็จประทับที่พระที่นั่งชั้นบนสุด เพื่อทอดพระเนตรการฝึกซ้อมของเหล่านักเรียนเตรียมทหาร การแสดงชุดที่หนึ่งของนักเรียนเตรียมทหารหลักสูตรปกติก็เริ่มต้นขึ้น การแสดงชุดนี้แสดงถึงความเป็นระเบียบพร้อมเพรียงที่ฝึกหัดมา เช่น การเดินสวนสนาม การแปรแถว การตั้งแถว รวมไปถึงยุทธวิธีในการรบ การจัดกระบวนทัพ และการต่อสู้ต่าง ๆ จนกระทั่งมาถึงช่วงเวลาสำคัญ ซึ่งถือว่าเป็นช่วงพิเศษสุดของงานนี้ คือ ช่วงแสดงฝีมือของนักเรียนเตรียมทหารหลักสูตรพิเศษ ซึ่งมีทั้งการแสดงยุทธวิธีในการรบพุ่งรูปแบบพิเศษต่าง ๆ รวมถึงการแปรขบวนและการจัดทัพที่หาชมได้ยาก ซึ่งกลุ่มนักเรียนเตรียมทหารหลักสูตรพิเศษก็แสดงฝีไม้ลายมือได้อย่างไร้ที่ติเลยทีเดียว ในขณะที่นักเรียนเตรียมทหารหลักสูตรพิเศษกำลังแสดงความสามารถเฉพาะพระพักตร์ของพระราชาและพระราชโอรสอยู่นั้น ท่านมหาเสนาบดีก็แอบมองไปที่พระราชโอรส ซึ่งกำลังประทับอยู่บนพระที่นั่งชั้นบนสุด ทันทีที่ท่านมหาเสนาบดีเห็นพระราชโอรส ก็เกิดความรู้สึกชื่นชมและเลื่อมใสในบุญลักษณะของพระองค์ขึ้นมาในบัดดล ที่เป็นเช่นนี้เพราะพระราชโอรสทรงเพียบพร้อมไปด้วยรูปสมบัติที่งดงาม คือ พระฉวีวรรณผุดผ่อง แลดูเปล่งปลั่งอยู่ตลอดเวลา อีกทั้งยังมีพระราชอิริยาบถที่สง่างามและเป็นที่ตั้งแห่งศรัทธาอย่างยิ่ง ด้วยความที่ท่านมหาเสนาบดีมีอุปนิสัยช่างสังเกตอยู่แล้ว ดังนั้นสำหรับพระราชโอรสที่ท่านสนใจ ท่านจึงไม่พลาดทุกรายละเอียดอย่างแน่นอน เมื่อท่านมหาเสนาบดีสังเกตดูสีพระพักตร์และแววพระเนตรของพระราชโอรส ก็พบว่ามีบางสิ่งบางอย่างที่สะดุดใจ คือไม่ว่าบรรยากาศโดยรวมในสนามฝึกจะสร้างความตื่นเต้นฮือฮาและเร้าใจแค่ไหนก็ตาม แต่สีพระพักตร์และแววพระเนตรของพระราชโอรสกลับยังคงเรียบเฉย ไม่แสดงออกถึงอาการยินดียินร้ายใด ๆ เมื่อท่านมหาเสนาบดีเห็นเช่นนั้น ท่านก็ไม่มองผ่าน กลับยิ่งพยายามค้นและมองเข้าไปในพระราชหฤทัย เพื่อให้เห็นความหมายในแววพระเนตรของพระราชโอรสให้ได้ว่า ทำไมพระองค์ถึงทรงนิ่งเฉยเช่นนั้น แต่ไม่ว่าท่านมหาเสนาบดีจะพยายามค้นหาเท่าไร ก็หาคำตอบไม่ได้ จากเหตุการณ์นี้ กลายเป็นปมปริศนาที่ติดค้างอยู่ในใจของท่านมหาเสนาบดีว่า ทำไมแววพระเนตรของพระราชโอรสจึงดูเย็นชาเช่นนั้น ทรงมีเรื่องอะไรที่ไม่สบายพระราชหฤทัยหรือ แต่อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ท่านมหาเสนาบดีก็ทำได้เพียงตั้งคำถามอยู่ในใจเท่านั้น หลังจากที่นักเรียนเตรียมทหารทุกคนแสดงยุทธวิธีการรบกันอย่างสุดฝีมือทุกกระบวนท่าแล้ว ก็ปรากฏว่า พระราชาพึงพอพระราชหฤทัยในการแสดงครั้งนี้เป็นอย่างยิ่ง ก่อนที่พระองค์จะเสด็จกลับ ก็เสด็จลงมาตรวจเยี่ยมแถวนักเรียนเตรียมทหารพร้อมด้วยพระราชโอรส และมีพระราชดำรัสชื่นชมนักเรียนเตรียมทหารบางคน ซึ่งหนึ่งในนั้นมีท่านมหาเสนาบดีรวมอยู่ด้วย ทำให้ท่านมหาเสนาบดีมีความรู้สึกภาคภูมิใจและปลื้มปีติมากที่พระราชาตรัสชมท่าน เพราะสิ่งนี้ถือเป็นเกียรติประวัติและเป็นสิ่งเชิดหน้าชูตาแก่คุณพ่อของท่านผู้เป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ที่ตามเสด็จมาในครั้งนี้ด้วย ภายหลังจากพระราชาเสด็จกลับแล้ว นักเรียนเตรียมทหารชุดพิเศษทุกคนก็ฝึกฝนกันอย่างต่อเนื่องและหนักหน่วงตามหลักสูตรพิเศษที่ทางกองทัพกำหนดไว้ ซึ่งในระหว่างการฝึกนั้น พระราชาและพระราชโอรสก็เสด็จมาทอดพระเนตรหลายครั้ง จนทำให้ท่านมหาเสนาบดีเกิดความคุ้นเคยกับพระราชโอรสในระดับหนึ่ง แต่ถึงกระนั้น ท่านมหาเสนาบดีก็ยังคงสังเกตเห็นว่า พระราชโอรสยังทรงรู้สึกนิ่งเฉยต่อการฝึกของเหล่านักเรียนเตรียมทหารชุดพิเศษ ซึ่งท่านมหาเสนาบดีก็ยังมองไม่ออกว่า ทำไมพระองค์จึงไม่ทรงยินดียินร้ายในสิ่งเหล่านี้เลย ------------------------------------ งานเทศกาลประจำปี เมื่อเหล่านักเรียนเตรียมทหารทั้งหลายตั้งใจฝึกฝนร่ำเรียนวิชาทหารกันมาอย่างตลอดต่อเนื่องจนกระทั่งมาถึงช่วงปิดภาคเรียน แต่ละคนต่างก็เดินทางกลับบ้านเกิดของตัวเอง ในโอกาสนี้ท่านมหาเสนาบดีชวนเพื่อน ๆ ในกลุ่มของท่านไปเที่ยวงานเทศกาลประจำปีที่จัดขึ้นในเมืองที่เป็นบ้านเกิดของท่าน ซึ่งในช่วงที่มีการจัดงานนี้ ชาวเมืองต่างพร้อมใจกันประดับประดาตกแต่งบ้านเรือนของตัวเองด้วยช่อดอกไม้หลากสีอย่างสวยสดงดงาม เนื่องจากงานนี้เป็นงานใหญ่ที่ชาวเมืองทั้งหลายต่างตั้งหน้าตั้งตารอคอยที่จะไปร่วมงานกันทุกคน สำหรับภาพรวมของงานเทศกาลประจำปีในเมืองที่เป็นบ้านเกิดของท่านมหาเสนาบดีนั้น มีการแสดงที่น่าสนใจในรูปแบบต่าง ๆ มากมาย รวมทั้งมีขบวนแห่ดอกไม้ มีการออกร้านอาหารและขนมนมเนยของชาวเมืองและมีกลุ่มผู้ใหญ่ใจดีนำขนมมาแจกพวกเด็ก ๆ ที่มาจากในเมืองและนอกเมืองกันอย่างสนุกสนานอีกด้วย ที่สำคัญประเพณีการละเล่นที่ถือว่าเป็นสีสันที่โดดเด่นที่สุดของงานนี้ก็คือ ประเพณีชิงช่อดอกไม้มงคล เพื่อนำไปประดับไว้ที่หน้าบ้าน ซึ่งหากใครสามารถครอบครองช่อดอกไม้มงคลนี้ได้ ก็จะถือว่าบุคคลนั้นเป็น “พระเอก” หรือ “ซูเปอร์ฮีโร่” ประจำปีเลยทีเดียว ในขณะที่ท่านมหาเสนาบดีกำลังพากลุ่มเพื่อน ๆ ของท่านเดินเที่ยวชมงานเทศกาลประจำปีของเมืองในบริเวณลานกลางเมืองอย่างสนุกสนานอยู่นั้น ทันใดนั้นท่านก็เหลือบไปเห็นเด็กสองกลุ่ม ซึ่งยืนอยู่ห่างจากกลุ่มของท่านไม่ไกลนัก กำลังประคารมและทำท่าเหมือนจะมีเรื่องกัน เมื่อท่านมหาเสนาบดีฟังการประคารมของพวกเด็กทั้งสองฝ่ายแล้ว ก็พอจะจับใจความได้ว่า เด็ก ๆ ทั้งสองกลุ่มนั้น กลุ่มหนึ่งเป็นเด็กเจ้าถิ่นที่อยู่ในเมือง ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งเป็นเด็กที่อยู่ชานเมือง ทั้งสองกลุ่มกำลังทะเลาะกันเรื่องแย่งขนม เมื่อท่านมหาเสนาบดีและกลุ่มเพื่อนเห็นว่าเหตุการณ์ชักไม่ค่อยดี และดูท่าทางจะบานปลาย ท่านและกลุ่มเพื่อน ๆ จึงเดินเข้าไปหาเด็กทั้งสองกลุ่ม เพื่อช่วยยุติความรุนแรงที่กำลังจะเกิดขึ้น แต่ก่อนที่กลุ่มของท่านมหาเสนาบดีจะเดินไปถึง ทันใดนั้นก็มีเด็กหนุ่มคนหนึ่งซึ่งแต่งตัวธรรมดา ๆ แต่หล่อเหลาสง่างามราวกับเทพบุตรจำแลง ลักษณะท่าทางเป็นผู้ดีมีสกุล เดินฝ่าเข้าไปกลางวงของเด็กทั้งสองกลุ่ม ทันทีที่เด็กหนุ่มที่ดูเหมือนเทพบุตรจำแลงเดินเข้าไปกลางวงระหว่างเด็กทั้งสองกลุ่ม พวกเด็ก ๆ เหล่านั้นก็เหมือนดั่งต้องมนตร์คาถา ยอมสงบลง เมื่อท่านมหาเสนาบดีมองเห็นเด็กหนุ่มผู้สง่างามคนนั้นเพียงแค่ปราดเดียว ท่านก็จำได้ว่า เด็กหนุ่มที่ดูดีคนนั้น คือใครคนหนึ่งที่ท่านรู้จัก เมื่อเห็นดังนั้น ท่านจึงรีบพุ่งปราดเข้าไปเพื่อช่วยเหลือทันที แต่เด็กหนุ่มผู้สง่างามคนนั้นพลันยกมือส่งสัญญาณในทำนองที่ว่า ช้าก่อนลูกพี่ เดี๋ยวผมจัดการเอง เมื่อเป็นเช่นนี้ ท่านมหาเสนาบดีจึงหยุดชะงัก แล้วเลี่ยงออกมาดูสถานการณ์อยู่ข้าง ๆ ด้วยความเป็นห่วง จากนั้น เด็กหนุ่มที่ดูเหมือนเทพบุตรจำแลงก็เรียกเด็กที่เป็นหัวโจกของทั้งสองฝ่ายให้เข้าไปหา ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์มาก ที่หัวโจกของทั้งสองฝ่ายเดินเข้าไปหาเด็กหนุ่มอย่างง่ายดายราวกับต้องมนตร์สะกด หลังจากนั้น กระบวนการในการสอบสวนก็เริ่มขึ้น โดยเด็กหนุ่มที่ดูเหมือนเทพบุตรจำแลงคนนั้น ซักถามเรื่องราวความจริงจากพวกเด็ก ๆ เหล่านั้นด้วยวาจาที่ไพเราะและอ่อนหวาน ซึ่งกลุ่มเด็กที่อยู่ชานเมืองก็รีบชิงฟ้องขึ้นก่อนว่า พวกเด็กอีกกลุ่มหนึ่งแย่งขนมของพวกตัวเองไป เมื่อเด็กที่อยู่ชานเมืองพูดจบลง เด็กหนุ่มที่ดูเหมือนเทพบุตรจำแลงก็หันไปถามเด็กเจ้าถิ่นที่อยู่ในเมืองแห่งนี้บ้าง ว่าแย่งขนมของพวกเด็กอีกกลุ่มหนึ่งมาจริงหรือเปล่า ฝ่ายเด็กเจ้าถิ่นที่อยู่ในเมืองแห่งนี้ เมื่อเห็นท่าทางของเด็กหนุ่มผู้สง่างามคนนั้น ที่แม้แต่งตัวเหมือนชาวบ้านธรรมดาทั่วไป แต่แววตา สีหน้า และท่าทาง กลับมีอำนาจอันน่าเกรงขาม สามารถสะกดคนไปทั่วทั้งบริเวณ เด็กเจ้าถิ่นจึงไม่กล้าโกหก ต้องบอกไปตามความเป็นจริงว่า พวกตนไปแย่งขนมของเด็กอีกกลุ่มหนึ่งมาจริง ๆ เพราะในขณะที่พี่ ๆ ผู้ใหญ่ใจดีกำลังแจกขนมให้พวกตนอยู่นั้น เด็กอีกกลุ่มหนึ่งก็กรูกันเข้ามารับขนมเหมือนกัน พวกตน ก็เลยคิดว่า เด็กชานเมืองพวกนี้กำลังแย่งขนมของพวกตนไป จึงไปแย่งคืนมา แต่ถึงอย่างไรเด็กกลุ่มนั้นก็มาต่อว่าพวกตนก่อน เมื่อเด็กหนุ่มที่ดูเหมือนเทพบุตรจำแลงได้ฟังความจากเด็ก ๆ ทั้งสองฝ่ายแล้ว เพื่อเป็นการยุติกรณีพิพาทของเด็ก ๆ เด็กหนุ่มจึงหันมาทางท่านมหาเสนาบดี พร้อมกับบอกให้ท่านช่วยไปตามพี่ ๆ ผู้ใหญ่ใจดีที่ทำขนมมาแจก ให้มาช่วยเล่าสาเหตุการทะเลาะวิวาทของเด็กทั้งสองฝ่าย พอพี่ ๆ ผู้ใหญ่ใจดีมาถึงก็เล่าว่า ตั้งใจทำขนมมาขายและแจกเด็ก ๆ ซึ่งไม่ได้เฉพาะเจาะจงว่าจะแจกเด็กที่มาจากไหน แต่ที่เด็ก ๆ สองกลุ่มนี้ทะเลาะกัน ก็เพราะมีเด็ก ๆ มารับขนมเป็นจำนวนมาก ทำให้ทำขนมไม่ทัน ก็เลยแจกไม่ทั่วถึง และพอเด็ก ๆ ได้รับขนมไม่ทั่วถึง เด็กทั้งสองกลุ่มนี้ก็เลยแย่งกัน เมื่อเด็กทั้งสองกลุ่มฟังเรื่องราวจากพี่ ๆ ผู้ใหญ่ใจดีที่ทำขนมมาแจกแล้ว สีหน้า แววตา และท่าทางของพวกเด็ก ๆ ก็เริ่มเปลี่ยนไป คือ จากเดิมที่แสดงสีหน้าโกรธกัน แต่ตอนนี้ดูเหมือนทั้งสองกลุ่มพร้อมที่จะเข้าใจอะไรมากขึ้น และเมื่อเป็นเช่นนี้ เด็กหนุ่มที่ดูเหมือนเทพบุตรจำแลงจึงเรียกเด็ก ๆ ทั้งสองกลุ่มมาสอนให้รู้จักการเสียสละและให้อภัย ซึ่งทุกคนก็ตั้งใจฟังคำสอนเป็นอย่างดี เมื่อสถานการณ์ทุกอย่างเริ่มคลี่คลายลง เด็กหนุ่มก็หันไปบอกพี่ ๆ ผู้ใหญ่ใจดีที่ทำขนมมาแจกเด็ก ๆ ว่า “วันนี้พวกเราจะขออนุญาตนั่งทานขนมแบบเหมาหมดร้านเลย” จากนั้นทุกคนก็ไม่รอช้า พากันยกโขยงไปที่ร้านขนมทันที ซึ่งนอกจากเด็ก ๆ ทุกคนจะเดินตามเด็กหนุ่มคนนั้นไปแล้ว ท่านมหาเสนาบดีก็เดินตามไปด้วย จากนั้น บรรยากาศที่เคยขมุกขมัวด้วยความโกรธก็เปลี่ยนเป็นความสนุกสนานเบิกบาน โดยมีเด็กหนุ่มที่ดูเหมือนเทพบุตรจำแลงเป็นเสมือนหัวหน้าแก๊ง ทำให้เด็ก ๆ ทุกคนปรองดองกลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวกัน เหมือนกับไม่เคยตั้งท่าจะชกต่อยกันมาก่อน ทำให้บรรยากาศดี ๆ ปกคลุมไปทั่วบริเวณนั้น จนกลุ่มผู้ใหญ่ใจดีที่ออกร้านอยู่ข้าง ๆ ต่างก็พากันรู้สึกเบิกบานไปกับความสนุกสนานของพวกเด็ก ๆ ด้วยเหตุนี้กลุ่มผู้ใหญ่ใจดีเหล่านั้นจึงเอาขนมอร่อย ๆ มาแจกสมทบ ซึ่งทำให้เด็ก ๆ ทุกคนต่างดีใจกันยกใหญ่ เมื่อพวกเด็ก ๆ ได้รับขนมจากกลุ่มผู้ใหญ่ใจดีที่ออกร้านอยู่ข้าง ๆ แล้ว จึงส่งขนมให้กันและกันอย่างมีความสุข และในช่วงเวลาแห่งการแบ่งปันนี้เอง เด็ก ๆ ทุกคนก็สัมผัสได้ถึงความประทับใจอันยิ่งใหญ่ที่เกิดจากการให้และต่างรู้สึกว่า การให้ดีกว่าการแย่ง ด้วยเหตุนี้เด็ก ๆ ทุกคนจึงกินขนมอย่างมีความสุขกว่าทุกครั้ง เพราะในขนมที่อร่อยนั้นมีรสแห่งการให้และมิตรภาพผสมอยู่ด้วย และในขณะที่เด็ก ๆ กำลังรับประทานขนมกันอย่างเอร็ดอร่อยอยู่นั้น เด็กหนุ่มคนนั้นก็เล่าเรื่องที่สนุก ๆ ให้ฟัง ทำให้พวกเด็ก ๆ หัวเราะกันอย่างเบิกบานและมีความสุข เด็กหนุ่มที่มีบุคลิกสง่างามราวกับเทพบุตรจำแลงผู้นี้ แท้จริงแล้วก็คือ พระราชโอรสหรือพระราชาองค์ที่ออกบวชนั่นเอง จากเหตุการณ์ในครั้งนี้ทำให้ท่านมหาเสนาบดีมองพระราชโอรสด้วยความรู้สึกแปลกใจว่า เหตุไฉนในตอนที่พระราชาและพระราชโอรสเสด็จไปชมการฝึกของนักเรียนเตรียมทหาร พระราชโอรสจึงทอดพระเนตรการฝึกที่ตื่นเต้นเร้าใจของเหล่านักเรียนเตรียมทหารด้วยความรู้สึกที่เรียบเฉยและสงบนิ่งราวกับภูเขาหินที่ไม่หวั่นไหวต่อลมและฝน แต่ในตอนนี้ พระราชโอรสทรงดูเหมือนเป็นคนละคน คือไม่ถือพระองค์เลยแม้แต่นิดเดียว แถมยังทรงเป็นกันเองและกลมกลืนไปกับเด็ก ๆ ทำให้พระองค์ทรงกลายเป็นทั้งวีรบุรุษและขวัญใจที่ดึงดูดให้พวกเด็ก ๆ อยากเข้าใกล้ อีกทั้งยังทรงทำให้พวกเด็ก ๆ ที่กำลังทะเลาะกันกลับใจมาสามัคคีและรักกันเหมือนคนที่รู้จักกันมานานอีกด้วย เหตุการณ์นี้ทำให้ท่านมหาเสนาบดีรู้สึกเคารพ รัก ศรัทธา และปลื้มพระราชโอรสมากขึ้น เมื่อมาถึงจุดนี้ ท่านมหาเสนาบดีจึงอยากจะทูลถามคำถามที่ค้างคาใจ ซึ่งเวลานี้ถือว่าเป็นเวลาที่ดีและเหมาะสมที่สุดที่จะขจัดปัญหาคาใจ เมื่อคิดดังนั้นท่านมหาเสนาบดีก็ไม่รอช้า รีบย่อเข่าลง แล้วกล่าวด้วยความนอบน้อมว่า “เดชะพระอาญาไม่พ้นเกล้า ทำไมพระองค์...” และก่อนที่ท่านมหาเสนาบดีจะพูดจบ พระราชโอรสก็ตรัสขึ้นว่า “ช้าก่อน! อย่าเอ็ดไป ตอนนี้พระราชบิดาเสด็จมาประทับอยู่ที่เมืองนี้ เพื่อทอดพระเนตรงานเทศกาลประจำปี และดูแลสารทุกข์สุกดิบของไพร่ฟ้าประชาชนเป็นการส่วนพระองค์” และตรัสว่า แม้พระองค์เองก็ทรงอยากชมงานเทศกาลแบบสบาย ๆ โดยไม่ต้องมีขบวนติดตามเป็นทางการ ดังนั้นจึงทรงปลอมพระองค์เป็นคนธรรมดาและเสด็จประพาสชมงานอย่างที่เห็น นอกจากนี้พระราชโอรสยังทรงกำชับกับท่านมหาเสนาบดีว่า “เรื่องนี้ห้ามบอกใคร” เมื่อท่านมหาเสนาบดีได้ยินเช่นนั้น ก็พยักหน้าอย่างเข้าใจ แต่ยังไม่ทันที่ท่านจะกราบทูลถามคำถามที่ค้างคาใจ งานเทศกาลประจำปีก็เริ่มขึ้น ดังนั้นท่านจึงจำต้องเก็บคำถามนั้นไว้ก่อน ------------------------------------ ประเพณี ชิงช่อดอกไม้มงคล ตอนนี้พระราชโอรสทรงกลายเป็นหัวหน้าแก๊งเด็กไปแล้วโดยปริยาย และทรงพาพวกเด็ก ๆ ไปเที่ยวงานเทศกาลในส่วนอื่นต่อ โดยมีท่านมหาเสนาบดีพร้อมกับเพื่อน ๆ ของท่านตามประกบไปด้วย แล้วทั้งหมดก็ไปถึงบริเวณพิธีที่สำคัญที่สุดในงานเฉลิมฉลองครั้งนี้ คือ บริเวณพิธีชิงช่อดอกไม้มงคล เมื่อกลุ่มของพระราชโอรสไปถึงบริเวณลานพิธีชิงช่อดอกไม้ ก็เห็นว่าบริเวณพิธีตกแต่งและจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่อลังการ อีกทั้งยังเนืองแน่นไปด้วยผู้คนที่มาเฝ้ารอดูประเพณีชิงช่อดอกไม้อย่างใจจดใจจ่อ ลานที่จัดประเพณีชิงช่อดอกไม้นี้ประกอบไปด้วยหอคอยชั่วคราวที่ทำด้วยไม้สูงประมาณ ๕ ช่วงคน จำนวนทั้งหมด ๖ หอ แต่ละหอตั้งอยู่ล้อมรอบลานพิธี และมีเชือกผูกโยงจากยอดหอคอยแต่ละหอไปยังยอดหอคอยที่อยู่ฝั่งตรงข้าม จุดตัดกันของเชือกที่อยู่ตรงกลาง คือตำแหน่งที่แขวนช่อดอกไม้ขนาดใหญ่ไว้ ส่วนพื้นที่ว่างตรงกลางระหว่างหอคอยทั้งหมดยกพื้นสูงขึ้น เพื่อใช้เป็นเวทีสำหรับคนที่จะมาชิงช่อดอกไม้มงคล ในขณะที่แก๊งเด็ก ๆ กำลังตื่นตาตื่นใจกับบริเวณพิธีที่จัดไว้สำหรับการชิงช่อดอกไม้อยู่นั้น ท่านมหาเสนาบดีก็ทำหน้าที่เป็นมัคคุเทศก์จำเป็นคอยอธิบายให้ทุก ๆ คนฟังว่า ลานหอคอยแห่งนี้เป็นลานพิธีสำหรับการแข่งขันชิงช่อดอกไม้ ซึ่งถือว่าเป็นประเพณีสำคัญประจำปีของเมือง ที่จัดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองความอุดมสมบูรณ์ของเมืองในแต่ละปี ถ้าใครสามารถชิงช่อดอกไม้ที่แขวนอยู่บนหอคอยนี้ได้ ก็จะได้รับเงินรางวัลและช่อดอกไม้นี้ไปประดับไว้ที่หน้าบ้านตลอดทั้งปี ซึ่งถือเป็นเกียรติอย่างสูงสำหรับคนในเมืองนี้เลยทีเดียว สำหรับการชิงช่อดอกไม้นั้นมีข้อแม้อยู่ว่า คนที่เข้าชิงช่อดอกไม้ห้ามทำช่อดอกไม้ตกลงบนพื้นอย่างเด็ดขาดและเป็นเวลานานหลายปีแล้วที่ไม่มีใครสามารถชิงช่อดอกไม้นี้ไปได้เลย หลังจากที่ท่านมหาเสนาบดีอธิบายรายละเอียดเกี่ยวกับการชิงช่อดอกไม้จบลง ทุก ๆ คนต่างก็รีบไปจับจองที่นั่งข้าง ๆ เวทีด้วยความรู้สึกตื่นเต้น ตั้งหน้าตั้งตารอดูอย่างใจจดใจจ่อ ในขณะนั้น มีกลุ่มชาวบ้านหลาย ๆ กลุ่มขึ้นไปบนเวที เพื่อชิงช่อดอกไม้ที่แขวนอยู่ตรงกลางระหว่างหอคอยลงมาให้ได้ บางกลุ่มก็ใช้วิธีต่อตัวกันขึ้นไปหลาย ๆ ชั้น แต่พอต่อตัวกันขึ้นไปได้แค่ ๓ ชั้น ก็พากันล้มลงมากองอยู่กับพื้น ส่วนบางกลุ่มก็เอาไม้มาต่อกันให้ยาวที่สุด เพื่อสอยช่อดอกไม้มงคลดังกล่าว แต่เมื่อต่อให้ยาวมากขึ้น ปลายท่อนไม้ที่ถูกต่อก็มีน้ำหนักมากจนในที่สุดท่อนไม้ก็หักลงมาอย่างไม่เป็นท่า นอกจากนั้นก็มีบางกลุ่มที่เตรียมตัวมาอย่างดี โดยให้เพื่อนคนหนึ่งในกลุ่มใช้ไม้ค้ำถ่อถ่อตัวขึ้นไปอยู่ที่ปลายไม้ด้านบน ส่วนเพื่อน ๆ ในกลุ่มที่เหลือก็ช่วยกันยกไม้ค้ำถ่อขึ้นไป จนกระทั่งคนที่อยู่ปลายไม้ใกล้ถึงช่อดอกไม้ แต่ในทันใดนั้น ขณะที่กำลังจะเอื้อมมือไปเก็บช่อดอกไม้ เสียงเปรี๊ยะ! ก็ดังขึ้น เพราะไม้ค้ำถ่อหักลงมาเสียก่อน ทำให้พวกชาวบ้านที่กำลังปากอ้าตาค้างจับตามอง เปลี่ยนอารมณ์มาเป็นหัวเราะกันจนท้องคัดท้องแข็ง ในช่วงที่แต่ละทีมกำลังชิงช่อดอกไม้ด้วยวิธีต่าง ๆ อยู่นั้น บรรยากาศภายในงานเฉลิมฉลองเต็มไปด้วยความสนุกสนาน พวกเด็ก ๆ หัวเราะกันเอิ๊กอ๊าก ๆ และพากันหันมาทางพระราชโอรส พร้อมกับรบเร้าให้พระองค์ทรงหาทางชิงช่อดอกไม้บ้าง จะได้นำเงินรางวัลมาซื้อขนมแบ่งกัน ด้วยความที่พระราชโอรสทรงเมตตาและเอ็นดูเด็ก ๆ กอปรกับพระองค์ก็ทรงนึกสนุกขึ้นมาด้วย พระองค์จึงทรงหันไปมองท่านมหาเสนาบดี เมื่อท่านมหาเสนาบดีมองสบพระเนตรก็รู้ทันทีว่าทรงต้องการอะไร แล้วพระองค์ก็ตรัสขึ้นว่า “มา...เรามาลองดูกัน” ซึ่งทำให้พวกเด็ก ๆ เฮกันลั่นไปทั่วลานพิธี จากนั้น พระราชโอรสก็ทรงหารือกับท่านมหาเสนาบดีเพื่อวางแผนชิงช่อดอกไม้มงคล ซึ่งพระองค์ทรงเกิดความคิดดี ๆ ขึ้นมา จึงทรงเรียกทุกคนมาประชุมเพื่อแบ่งทีมและชี้แจงหน้าที่ของแต่ละคน จากนั้นก็ปฏิบัติการชิงช่อดอกไม้มงคลทันที โดยให้สมาชิกของทีมที่ ๑ (ทีมนี้ประกอบด้วยพระราชโอรส เหล่าเพื่อนทหารของท่านมหาเสนาบดี และหัวหน้าแก๊งของพวกเด็ก ๆ) เอาเด็กที่เป็นหัวโจกใส่ตะกร้าแล้วสะพายไว้ที่หลัง จากนั้นก็ปีนขึ้นไปตามขั้นบันไดของหอคอยจนถึงชั้นที่มีการผูกเชือกเอาไว้ เมื่อไปถึงชั้นนี้แล้ว ก็ใช้ตะขอเกี่ยวตะกร้าไว้กับเชือกที่ผูกโยงระหว่างหอคอย แล้วทิ้งเชือกที่ผูกกับตะกร้าลงมาข้างล่าง ทันใดนั้นพวกเด็ก ๆ ที่รออยู่ข้างล่างก็ช่วยกันดึงปลายเชือกรูดตะกร้าไปจนถึงตำแหน่งที่แขวนช่อดอกไม้เอาไว้ ส่วนทีมที่ ๒ ซึ่งมีท่านมหาเสนาบดีกับเพื่อนอีกคนหนึ่ง ก็เอาลูกธนูมาผูกเชือก และยิงไปตรงกลางห่วงของช่อดอกไม้ด้วยความแม่นยำ เมื่อเชือกที่ผูกติดกับลูกธนูร้อยผ่านเข้าไปตรงกลางห่วงของช่อดอกไม้แล้ว ลูกธนูก็พุ่งเลยไปปักที่ยอดของหอคอยฝั่งตรงกันข้าม ฝ่ายพวกเด็ก ๆ เมื่อช่วยกันชักรูดเชือกเพื่อดึงตะกร้าไปจนถึงกลางเวทีแล้ว หัวหน้าของพวกเด็ก ๆ ที่อยู่ในตะกร้า ก็ใช้มีดตัดเชือกที่ผูกช่อดอกไม้มงคล ทันทีที่เชือกขาด ช่อดอกไม้ก็แล่นลงมาตามเชือกที่ผูกอยู่กับลูกธนูอย่างช้า ๆ ในที่สุดช่อดอกไม้มงคลก็ร่วงลงสู่มือของท่านมหาเสนาบดีอย่างง่ายดาย ทำให้พวกเด็ก ๆ ดีใจ กระโดดโลดเต้น ทุกคนที่มุงดูก็ส่งเสียงไชโย ปรบมือดีใจกันเกรียวกราว ส่วนพระราชโอรสซึ่งทรงเป็นเจ้าของความคิดแสดงอาการดีพระทัยด้วยการแย้มสรวลน้อย ๆ เมื่อพระราชโอรสทรงได้เงินรางวัลมาแล้ว ก็ทรงนำไปซื้อขนมและของต่าง ๆ มาแจกเด็ก ๆ อย่างทั่วถึง ทำให้เด็ก ๆ สนุกสนานเบิกบานและรู้สึกประทับใจมาก เมื่องานประเพณีชิงช่อดอกไม้มงคลสิ้นสุดลง ท่านมหาเสนาบดีก็นำช่อดอกไม้มงคลไปประดับไว้หน้าบ้าน ช่อดอกไม้แห่งเกียรติยศช่อนี้ถือเป็นช่อดอกไม้แห่งความทรงจำ ที่เชื่อมโยงเหตุการณ์อันแสนประทับใจที่เกิดขึ้นระหว่างท่านกับพระราชโอรส หลังจากท่านมหาเสนาบดีนำช่อดอกไม้มงคลไปประดับไว้ที่หน้าบ้านของท่านแล้ว คุณพ่อของท่านจึงเล่าให้ฟังว่า ขณะนี้พระราชาและพระราชโอรสเสด็จมาทอดพระเนตรงานเทศกาลประจำปีที่เมืองนี้เป็นการส่วนพระองค์ เพื่อทรงดูแลความเป็นอยู่ของพสกนิกรอย่างใกล้ชิด เมื่อท่านมหาเสนาบดีได้ยินเช่นนั้น ก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มอยู่ในใจ เพราะท่านได้พบกับพระราชโอรสมาเรียบร้อยแล้ว และที่สำคัญท่านยังได้ปฏิบัติภารกิจพิเศษที่ตื่นเต้นและสนุกสนานร่วมกับพระราชโอรสด้วย จากเหตุการณ์นี้ทำให้ท่านมหาเสนาบดีตระหนักถึงบุคลิกอันเปี่ยมล้นด้วยความเมตตาและความไม่ถือพระองค์ของพระราชโอรส อีกทั้งยังเล็งเห็นพระอัจฉริยภาพและพระราชปฏิภาณ ที่สำคัญเหตุการณ์นี้ยังทำให้ท่านมหาเสนาบดีสนิทสนมคุ้นเคยกับพระราชโอรสมากขึ้นกว่าเดิมอีกด้วย สำหรับพระราชโอรส หลังจากทรงร่วมชิงช่อดอกไม้มงคลกับท่านมหาเสนาบดีแล้ว ก็ทรงรู้สึกชื่นชมฝีไม้ลายมือของท่านมหาเสนาบดีเป็นอย่างมาก และทรงมีพระราชดำริว่า ในอนาคตถ้าได้ท่านมหาเสนาบดีมาร่วมงานด้วย ก็น่าจะสามารถทำงานร่วมกับพระองค์ได้ดี เพราะท่านมหาเสนาบดีเป็นผู้ที่เพียบพร้อมไปด้วยความสามารถและความอ่อนน้อมถ่อมตนชนิดหาตัวจับยาก ------------------------------------ ไขข้อข้องใจของท่านมหาเสนาบดี ต่อมา เมื่อท่านมหาเสนาบดีมีโอกาสพบกับพระราชโอรส ท่านจึงขอพระราชทานพระราชวโรกาสเอ่ยถามถึงข้อสงสัยที่ท่านอัดอั้นตันใจมานาน นั่นก็คือ ทำไมในยามที่พระราชโอรสทอดพระเนตรการแสดงวิชาต่อสู้หรือยุทธวิธีทางการทหาร พระองค์กลับทรงรู้สึกเฉยชา ไม่ทรงแสดงพระอาการยินดียินร้ายใด ๆ ราวกับว่า พระองค์ทรงมีเรื่องไม่สบายพระราชหฤทัยอยู่ตลอดเวลา จนทำให้เหล่านายทหารใหม่ไม่กล้าเข้าเฝ้า เพราะกลัวจะเป็นการขัด พระราชหฤทัย แต่พอพระองค์ประทับอยู่ท่ามกลางเด็ก ๆ กลับทรงเบิกบานพระราชหฤทัย มีความสุข มีชีวิตชีวาและไม่ถือพระองค์เลยแม้แต่นิดเดียว ซึ่งพระจริยวัตรเช่นนี้ทำให้น่าเข้าใกล้ยิ่งนัก ที่สำคัญพระองค์ทรงมีความรักความเมตตาต่อชาวบ้านและพวกเด็ก ๆ เป็นล้นพ้น ดังเช่นเมื่อครั้งที่ทรงเห็นพวกเด็ก ๆ กำลังทะเลาะเบาะแว้งกันก็ไม่ทรงนิ่งดูดาย ทรงรีบเข้าไปช่วยไกล่เกลี่ย แถมยังทรงสอนคุณธรรมเรื่องการแบ่งปันให้ด้วย ซึ่งเด็ก ๆ ก็สามารถนำไปใช้ได้ทันที เมื่อพระราชโอรสทรงฟังข้อสงสัยที่ท่านมหาเสนาบดีกราบทูลถามเช่นนั้น ก็ทรงพระสรวลขึ้นเล็กน้อยและตรัสว่า ตอนที่เสด็จตามพระราชบิดาไปที่โรงเรียนเตรียมทหาร พระองค์ทรงเข้าใจเรื่องวิชาการต่อสู้และเรื่องการปกครองเป็นอย่างดี แต่ที่ทรงนิ่งเฉยต่อหน้านายทหารทุกคนนั้น ก็เพราะไม่โปรดการรบพุ่งกัน เพราะการรบราฆ่าฟันกันมีแต่ความสูญเสียทั้งชีวิตและเลือดเนื้อ นอกจากนี้ พระองค์ไม่ทรงปรารถนาที่จะเป็นพระราชาเลย เพราะภายในพระราชหฤทัยลึก ๆ ทรงมีความรู้สึกว่า พระองค์ทรงมีภารกิจอันยิ่งใหญ่บางประการรออยู่ข้างหน้า ซึ่งเป็นภารกิจที่สำคัญกว่าการครองราชย์ แต่พระองค์ก็ยังไม่ทรงทราบว่าภารกิจนั้นคืออะไร ส่วนในเวลาที่พระองค์ประทับอยู่ท่ามกลางเด็ก ๆ ซึ่งมีแต่ความใสซื่อบริสุทธิ์นั้น ทรงมีความสุขมากกว่าตอนที่ทอดพระเนตรการฝึกซ้อมของทหาร เพราะความมีชีวิตชีวาและความเป็นธรรมชาติของเด็ก ๆ ช่วยทำให้พระองค์ทรงพระสำราญ อีกทั้งทรงมีพระราชอัธยาศัยรักเด็กอยู่แล้ว พระองค์จึงทรงเป็นห่วงพวกเด็ก ๆ และไม่อยากให้พวกเด็ก ๆ เป็นคนไม่ดี ดังนั้นทันทีที่พระองค์ทรงเห็นพวกเด็ก ๆ ทะเลาะกัน จึงรีบเสด็จเข้าไปห้าม เมื่อท่านมหาเสนาบดีทราบความจริงจากพระราชโอรสแล้ว ก็รู้สึกตื้นตันใจ และเพิ่มความเลื่อมใสในพระราชโอรสเป็นอย่างยิ่ง ว่าแท้ที่จริงแล้วพระราชโอรสไม่ได้ทรงติดในยศถาบรรดาศักดิ์ หรือถือพระองค์ว่าสูงศักดิ์ แต่ทรงรักและห่วงใยประชาชนของพระองค์อย่างแท้จริง ------------------------------------ ภารกิจพิเศษ หลังจากงานเทศกาลประจำปีในเมืองของท่านมหาเสนาบดีผ่านพ้นไป กอปรกับช่วงเวลาแห่งการปิดภาคเรียนหมดลงแล้ว ท่านมหาเสนาบดีจึงกลับไปศึกษาเล่าเรียนวิชาการทหารต่อจนจบ และหลังจากนั้นไม่นานท่านก็ได้รับคำสั่งด่วนพิเศษให้ไปประจำการอยู่ที่หน่วยทหารในหัวเมืองแห่งหนึ่งในทันที แท้จริงแล้วระดับความรู้ความสามารถของท่านจะต้องได้รับการบรรจุให้เป็นนายทหารราชองครักษ์ เพื่อประจำการอยู่ภายในเขตเมืองหลวง แต่ด้วยความที่หัวเมืองดังกล่าวกำลังประสบปัญหาเรื่องมีกลุ่มโจรคอยดักปล้นผลผลิตทางการเกษตรของพวกชาวบ้านอยู่เป็นประจำ ทั้งยังมีข่าวลือหนาหูไปถึงทางกองทัพว่า ขณะนี้เกิดความขัดแย้งระหว่างพวกชาวบ้านและเจ้าหน้าที่ของทางการ ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องรีบแก้ไข ด้วยเหตุนี้ นายทหารชั้นผู้ใหญ่ในกองทัพจึงต้องคัดเลือกบุคคลที่มีสติปัญญา ความสามารถ และมันสมองระดับสูงอย่างท่านมหาเสนาบดี ให้เข้าไปคลี่คลายและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น เมื่อเป็นดังนี้ ท่านมหาเสนาบดีจึงไม่รอช้า รีบคุมกองกำลังทหารส่วนหนึ่งออกเดินทางไปยังหัวเมืองแห่งนั้นทันที หลังจากที่ท่านมหาเสนาบดีเดินทางไปถึง ก็พบว่าสภาพบ้านเมืองและผู้คนที่อาศัยอยู่ภายในเขตหัวเมืองแห่งนั้นแลดูเหมือนปกติสุขดี ไม่ได้มีปัญหาร้ายแรงอย่างที่คิดเอาไว้ แต่พอท่านลงพื้นที่จริง โดยตั้งใจว่าจะจัดการสะสางปัญหาเรื่องขโมยก่อน ท่านก็พบว่า สภาพสังคมที่นั่นดูอึมครึม ไม่ว่าตัวท่านหรือพวกทหารจะทักทายพวกชาวบ้านด้วยความเป็นกันเองอย่างไร พวกชาวบ้านก็เมินเฉย แถมแสดงอาการเย็นชา ไม่สนใจท่านและบรรดาทหารเลยแม้แต่นิดเดียว แต่ด้วยอุปนิสัยแห่งการเป็นนักสังเกตระดับมืออาชีพของท่านมหาเสนาบดี จึงทำให้ท่านรู้ได้ในทันทีว่า น่าจะมีอะไรที่ไม่ชอบมาพากลเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ท่านจึงรีบหาสาเหตุในทันที เพื่อจะรู้ให้ได้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับพวกชาวบ้านเหล่านี้ จากนั้น ท่านมหาเสนาบดีก็ใช้กลยุทธ์ทำตัวกลมกลืนกับพวกชาวบ้าน ซึ่งตอนแรกพวกชาวบ้านยังไม่ค่อยยอมรับ และมักแสดงกิริยาอาการเหมือนไม่ค่อยอยากจะคบด้วยสักเท่าไร แต่ด้วยบุคลิกลักษณะที่เป็นเอกลักษณ์ของท่านมหาเสนาบดี คือ มีอัธยาศัยเป็นกันเองและมีท่วงท่านักเลงที่ดูจริงใจ กอปรกับการพูดการจาของท่านที่ตรงไปตรงมา ฉะฉาน ชัดถ้อยชัดคำ ทำให้ในที่สุดชาวบ้านก็ยอมรับและให้ความไว้วางใจท่าน เมื่อผูกใจพวกชาวบ้านได้แล้ว ท่านมหาเสนาบดีจึงทราบข้อมูลที่แท้จริงว่า พวกทหารที่อยู่มาก่อนหน้านี้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความไม่ซื่อกับพวกชาวบ้าน คือ หลังจากที่พวกชาวบ้านเพาะปลูกพืชพันธุ์ธัญญาหารและได้ผลผลิตแล้ว ขณะนำไปขายในตลาดหรือขายผ่านพวกพ่อค้าคนกลางที่มารับซื้อสินค้าถึงบ้าน ในระหว่างทางที่พวกชาวบ้านและพ่อค้าคนกลางขนสินค้าไปขายยังตลาดนั้น มักมีพวกโจรมาดักปล้นสินค้าเหล่านั้นไป หรือบางครั้งแม้ยุ้งฉางของพวกชาวบ้านก็ไม่เว้น เมื่อชาวบ้านที่ได้รับความเดือดร้อนไปแจ้งความและขอให้พวกทหารไปช่วยปราบปรามโจรเหล่านั้น พวกทหารก็แสร้งทำทีเข้าไปตรวจสอบพอเป็นพิธี แต่ผลสุดท้ายก็ไม่สามารถจับกลุ่มโจรได้เลยแม้แต่ครั้งเดียว หนำซ้ำยังมีข่าวลือแพร่สะพัดไปในกลุ่มของพวกชาวบ้านอีกด้วยว่า พวกโจรที่ออกมาปล้นสินค้าก็คือ ทหารที่ปลอมตัวมานั่นเอง เพราะมีชาวบ้านบางคนจำบุคลิกลักษณะท่าทางและน้ำเสียงของพวกโจรจำแลงเหล่านั้นได้อย่างชัดเจนว่าเป็นพวกทหารปลอมตัวมา ทำให้พวกชาวบ้านไม่ไว้ใจพวกทหารและเจ้าหน้าที่ของทางการเลย เมื่อผลผลิตทางการเกษตรถูกปล้นและเผาจนได้รับความเสียหาย พวกชาวบ้านก็ต้องหาทางออกโดยการไปกู้หนี้ยืมสินจากพวกเศรษฐี ทำให้เศรษฐีจอมโลภบางคนฉวยโอกาสเอารัดเอาเปรียบด้วยการปล่อยเงินกู้ดอกเบี้ยแพง ๆ จนทำให้พวกชาวบ้านทุนหายกำไรหด หมดเนื้อหมดตัว และเมื่อชาวบ้านถูกบีบบังคับมากขึ้น จึงต้องจำใจขายที่ทำกินเพื่อนำเงินไปใช้หนี้ จากนั้นก็ต้องขนข้าวขนของย้ายออกจากที่ดินของตัวเองไป เมื่อท่านมหาเสนาบดีทราบข้อมูลจากพวกชาวบ้านแล้ว ท่านก็รีบสืบหาความจริง โดยให้เพื่อนนายทหารรุ่นเดียวกันไปช่วยสืบอีกทางหนึ่ง ทำให้ท่านพบหลักฐานชิ้นสำคัญที่บ่งชี้ว่า ที่ผ่าน ๆ มา มีการติดสินบนว่าจ้างกันในกองทหาร ซึ่งผู้ที่ให้สินบนก็ไม่ใช่ใครอื่น คือกลุ่มพวกเศรษฐีจอมโลภที่ปล่อยเงินกู้ดอกเบี้ยโหดนั่นเอง สาเหตุที่พวกเศรษฐีทำเช่นนี้ เพราะความโลภอยากได้พื้นที่ทำกินของชาวบ้านมาเป็นของตัวเอง ด้วยเหตุนี้กลุ่มพวกเศรษฐีจอมโลภจึงรวมหัวกันจ่ายสินบนให้พวกนายทหารที่มีนิสัยละโมบ เพื่อให้ไปว่าจ้างพวกทหารที่เห็นแก่เงินเหมือนกัน ให้ปลอมตัวเป็นโจรออกปล้นสะดมพวกชาวบ้าน เมื่อชาวบ้านหมดเนื้อหมดตัวไม่มีเงินมาใช้หนี้ กลุ่มของพวกเศรษฐีจอมโลภก็สามารถที่จะยึดพื้นที่ทำกินของพวกชาวบ้านมาเป็นของตัวเองได้ในที่สุด หลังจากที่ท่านมหาเสนาบดีและเพื่อนของท่านพบหลักฐานการทุจริตคอร์รัปชันในกองทหารแล้ว ก็ช่วยกันวางสายสืบเข้าไปในกลุ่มของพวกทหาร กระทั่งสามารถสาวไปจนรู้ว่า ใครบ้างที่อยู่ในขบวนการ หลังจากที่ท่านมหาเสนาบดีทราบรายชื่อของทหารในขบวนการทุจริตคอร์รัปชันแล้ว ก็ส่งรายชื่อของทหารพวกนั้นให้ศาลทหาร เพื่อตัดสินความผิดในทันที แต่เนื่องจากหลักฐานที่จะสาวไปถึงตัวการใหญ่ที่อยู่เบื้องหลังการทุจริตครั้งนี้ยังไม่ชัดเจน ท่านจึงต้องเก็บรวบรวมหลักฐานที่จะสาวไปถึงตัวการใหญ่ต่อไป หลังจากที่พวกทหารในขบวนการทุจริตถูกนำตัวไปลงโทษเรียบร้อยแล้ว สถานการณ์โดยรวมภายในหัวเมืองแห่งนั้นก็ค่อย ๆ ดีขึ้น กอปรกับท่านมหาเสนาบดีได้นำกองกำลังทหารของท่านออกไปทำงานมวลชน ช่วยเหลือชาวบ้านอย่างเต็มที่เต็มกำลังอย่างสม่ำเสมอ ทำให้พวกชาวบ้านเปิดใจยอมรับคุณงามความดีของพวกทหารมากขึ้น เมื่อบรรยากาศเริ่มคลี่คลายลงแล้ว ท่านมหาเสนาบดีจึงหันกลับมาจัดระเบียบกองทัพประจำหัวเมืองแห่งนั้นใหม่ จนกองทหารกลับคืนสู่ความมีระเบียบวินัยดังเดิม ------------------------------------ สืบราชการลับ ต่อมาไม่นานก็เกิดเรื่องวุ่นวายขึ้นอีก เพราะพวกชาวบ้านพากันรวมตัวมาร้องเรียนเรื่องการจัดสรรที่ทำกินที่ทางการจัดสรรให้อย่างไม่เป็นธรรม ทำให้ท่านเจ้าเมืองต้องออกมาเจรจากับพวกชาวบ้านที่ได้รับความเดือดร้อนเหล่านั้น แต่ไม่ว่าเจรจาอย่างไรก็ไม่เป็นผลใด ๆ ทั้งสิ้น เมื่อท่านมหาเสนาบดีทราบข่าวว่า การเจรจาไม่เป็นผลสำเร็จ ท่านก็ไม่รอช้า รีบไปสอบถามข้อมูลจากชาวบ้านที่สนิทสนมคุ้นเคยกัน ทำให้ท่านทราบต้นสายปลายเหตุที่แท้จริงของการก่อม็อบในครั้งนี้ว่า พวกชาวบ้านกลุ่มนี้ไปซื้อที่ดินที่ทางการเปิดให้จับจองเพื่อทำมาหากิน แต่พอทางการได้เงินไปแล้ว กลับไม่แบ่งที่ดินให้ตามที่ตกลงกับพวกชาวบ้านไว้ เช่น ตกลงกันไว้ว่าจะต้องได้ที่ดินจำนวน ๒๐ ไร่ แต่เมื่อถึงเวลาทางการกลับมอบที่ดินให้เพียงแค่ ๑๐ ไร่ เท่านั้น ซึ่งทำให้พวกชาวบ้านเหล่านั้นเกิดความทุกข์และไม่พอใจมาก ที่ยิ่งไปกว่านั้นก็คือ มีชาวบ้านอีกกลุ่มหนึ่งออกมาข่มขู่พวกชาวบ้านที่เสียผลประโยชน์ว่าให้เงียบ ๆ ไว้ ห้ามพูดและห้ามเรียกร้องอะไรจากทางการทั้งสิ้น ถ้าไม่ทำตามจะต้องเดือดร้อนยิ่งกว่านี้ ซึ่งงานนี้มีชาวบ้านบางคนไม่เชื่อ ออกมาโวยวายเรียกร้องสิทธิของพวกตน แต่แล้วในที่สุดชาวบ้านเหล่านั้นก็ถูกชาวบ้านกลุ่มที่ออกมาข่มขู่รุมทำร้ายร่างกายจนบาดเจ็บปางตาย นอกจากนั้นยังมีข่าวลืออย่างหนาหูไปถึงพวกชาวบ้านที่เสียผลประโยชน์ว่า พวกชาวบ้านกลุ่มที่มาข่มขู่นั้นร่วมมือกับทางการ เพื่อจะซื้อที่ดินในราคาที่ถูกกว่า และได้ทำเลดี ๆ ไปก่อนชาวบ้านที่เสียผลประโยชน์ ซึ่งชาวบ้านที่มาข่มขู่นี้ บางคนก็เป็นคนแปลกหน้าที่ไม่รู้ว่ามาจากเมืองไหน ซ้ำร้ายความขัดแย้งดังกล่าวนี้ยังเกี่ยวโยงไปถึงเจ้าหน้าที่ระดับสูงอีกด้วย นอกจากนี้ท่านเจ้าเมืองก็ยังถูกตั้งข้อสงสัยว่ามีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน ทำให้ชาวบ้านที่เสียผลประโยชน์และถูกรังแกยิ่งทวีความโกรธแค้นบรรดาเจ้าหน้าที่ของทางการที่ประจำอยู่ในหัวเมืองแห่งนั้นมากขึ้น เมื่อเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบขึ้นถึงขนาดนี้ ข้าราชการระดับสูงท่านหนึ่งจึงทูลเกล้าฯ ถวายฎีกา ขอพระราชทานความเมตตาเรื่องคดีความในครั้งนี้ เนื่องจากเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญที่อาจมีข้าราชการระดับสูงในพื้นที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ดังนั้นพระราชาจึงร้อนพระราชหฤทัยมาก เพราะถ้าไม่รีบจัดการปัญหาให้จบโดยเร็ว อาจจะเกิดความไม่สงบขึ้นภายในพื้นที่เขตหัวเมืองสำคัญแห่งนั้นได้ เนื่องจากหัวเมืองนั้นเป็นเขตหัวเมืองชายแดนที่มีพื้นที่รอยต่อติดกับแคว้นกันชนฝั่งทิศเหนือ (แคว้นของพระราชบิดาของพระราชาเกะกะเกเร) ซึ่งความสัมพันธ์ระหว่างแคว้นของพระราชาองค์ที่ออกบวชกับแคว้นกันชนฝั่งทิศเหนือไม่สู้ดีนัก เพราะที่ผ่านมามีการกระทบกระทั่งกันตามแนวตะเข็บชายแดนอยู่เรื่อย ๆ ดังนั้นเหตุการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นในเขตหัวเมืองชายแดนแห่งนั้น จึงถือเป็นสิ่งที่เปราะบางและอาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของแคว้นในอนาคตได้ ด้วยเหตุดังกล่าวนี้ จึงทำให้ท่านมหาเสนาบดีพยายามคลี่คลายปัญหาในครั้งนี้อย่างเร่งด่วนที่สุด ด้วยการส่งคนของท่านเข้าไปสืบหาข่าวภายในพื้นที่อยู่เสมอ ๆ และไม่นานต่อมาก็มีจดหมายเรียกตัวจากส่วนกลางมาถึงท่านมหาเสนาบดี ให้รีบเดินทางกลับเมืองหลวงด่วน เพราะพระราชามีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งพระราชโอรสเป็นผู้แทนพระองค์เสด็จไปที่เขตหัวเมืองชายแดนแห่งนั้น เพื่อตัดสินคดีความสำคัญในครั้งนี้ ด้วยเหตุนี้ทางส่วนกลางจึงเรียกตัวท่านมหาเสนาบดีกลับมาประสานงานในการสอบสวนคดีความร่วมกับพระราชโอรส และคุ้มกันพระราชโอรสในการเสด็จไปยังเขตหัวเมืองชายแดน เมื่อท่านมหาเสนาบดีเดินทางกลับมาถึงเมืองหลวงแล้ว ก็ไปเข้าพบคณะเสนาบดีและนายทหารชั้นผู้ใหญ่หลายคน รวมถึงเข้าเฝ้าพระราชโอรสด้วย สาเหตุที่ท่านมหาเสนาบดีได้รับเลือกให้เป็นผู้ประสานงานในการสอบสวนคดีความร่วมกับพระราชโอรส ก็เพราะทางส่วนกลางรู้สึกไม่ไว้วางใจข้าราชการชั้นผู้ใหญ่และนายทหารระดับสูงของหัวเมืองชายแดนแห่งนั้น เพราะดูเหมือนพวกเขาจะมีส่วนเกี่ยวข้องในการทุจริตครั้งนี้ด้วย ดังนั้น ทางส่วนกลางจึงแต่งตั้งและมอบหมายให้ท่านมหาเสนาบดีมารับหน้าที่นี้ และมอบให้ท่านมีอำนาจอย่างเต็มที่รองจากพระราชโอรสในการคลี่คลายคดีนี้อีกด้วย เมื่อท่านมหาเสนาบดีได้พบกับพระราชโอรสอีกครั้ง ท่านก็รู้สึกดีใจมาก แม้พระราชโอรสก็ทรงพระโสมนัสเช่นกันที่จะได้ทรงงานร่วมกับคนที่คุ้นเคย ที่ต่างเห็นฝีไม้ลายมือกันมาแล้ว และด้วยความที่อยากจะช่วยเหลือชาวบ้านที่กำลังได้รับความเดือดร้อน ทุกท่านจึงไม่รอช้า รีบเดินทางไปยังเขตหัวเมืองชายแดนที่กำลังมีปัญหาในทันที เมื่อพระราชโอรสเสด็จไปถึงหัวเมืองชายแดนที่อยู่ติดกับแคว้นกันชนฝั่งทิศเหนือแล้ว ก็ไม่ทรงรอช้า ทรงปฏิบัติภารกิจแก้ไขปัญหาทันที สำหรับกลยุทธ์แรกในการแก้ปัญหา เริ่มจากท่านมหาเสนาบดีเรียกสายข่าวที่ท่านส่งไปในพื้นที่ก่อนที่ท่านจะเดินทางกลับมายังเมืองหลวง มาสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องความเดือดร้อนของพวกชาวบ้าน ทำให้ทราบว่าที่พวกชาวบ้านพากันออกมาประท้วงก็เพราะทางการแบ่งสันปันส่วนที่ดินทำกินอย่างไม่เป็นธรรม เมื่อพระราชโอรสทรงทราบข้อมูลจากสายข่าวของท่านมหาเสนาบดีแล้ว ก็ทรงเรียกตัวบรรดาข้าราชการที่ดูแลหัวเมืองแห่งนั้นมาสอบสวนทันที พระราชโอรสทรงงานร่วมกับท่านมหาเสนาบดีโดยทรงแบ่งคณะผู้ทำงานออกเป็นฝ่ายบู๊และฝ่ายบุ๋น พระราชโอรสทรงทำหน้าที่เป็นฝ่ายบุ๋น คือ ทรงใช้วิธีการสอบสวนอย่างนุ่มนวลละมุนละไม รอมชอม และประนีประนอม เพื่อให้ข้าราชการเหล่านั้นยอมคายความลับออกมาแต่โดยดี ส่วนข้าราชการที่ปากแข็ง ทรงส่งต่อให้ท่านมหาเสนาบดี (ฝ่ายบู๊) เป็นคนสอบสวนแทน โดยใช้วิธีกดดันหรือข่มขู่ทั้งทางวาจาและด้วยกำลัง เพื่อให้ยอมบอกข้อมูลที่แท้จริง หลังจากทำการสอบสวนเสร็จแล้ว ทั้งสองฝ่ายก็ได้ข้อมูลเพิ่มขึ้นว่า คดีในครั้งนี้เป็นคดีที่ใหญ่มาก ถือเป็นอภิมหาคอร์รัปชันเลยก็ว่าได้ เพราะมีผู้เกี่ยวข้องอยู่หลายคน และยังมีอีกหลายหัวเมืองที่ทำการทุจริตแบบนี้ ที่ร้ายไปกว่านั้นก็คือ คดีนี้ยังพัวพันไปถึงข้าราชการระดับสูงที่อยู่ในเมืองหลวงอีกด้วย เมื่อเป็นดังนี้ พระราชโอรสจึงมีพระราชดำรัสสั่งให้จับกุมข้าราชการที่มีส่วนรู้เห็นกับเรื่องนี้ไปลงโทษตามความผิด และทรงสืบสวนสอบสวนหาผู้กระทำความผิดเพิ่มต่อไป ในตอนนั้นท่านเจ้าเมืองยังไม่ถูกสอบสวน แต่ก็รู้สึกร้อน ๆ หนาว ๆ เพราะข้อมูลต่าง ๆ เริ่มจะเชื่อมโยงเข้ามาใกล้ตัวของท่านมากขึ้นเรื่อย ๆ และยิ่งท่านเจ้าเมืองเห็นพระราชโอรสทรงดำเนินการสืบสวนและสอบสวนอย่างเอาจริงเอาจังเช่นนั้น ท่านก็พอที่จะรู้ชะตาชีวิตของตัวเองแล้วว่า คราวนี้เห็นทีจะเดือดร้อนแน่ ๆ ท่านเจ้าเมืองจึงตัดสินใจมอบตัวและสารภาพความจริงจนหมดเปลือกว่า ท่านเสนาบดีผู้ฉ้อฉลในเมืองหลวงสั่งการไปยังเจ้าเมืองที่อยู่ในเขตหัวเมืองต่าง ๆ ว่า ให้จัดสรรที่ดินทำกินผืนใหม่แก่พวกชาวบ้าน โดยให้มีการคิดค่าภาษีล่วงหน้ารวมเข้าไปด้วย ซึ่งท่านเจ้าเมืองกับพวกเศรษฐีในเมืองที่อยากได้ที่ดินเพิ่ม ก็ร่วมกันวางแผนโกงที่ดินทำกินของพวกชาวบ้าน โดยท่านเจ้าเมืองให้พวกเศรษฐีส่งคนของตัวเองไปจับจองที่ดินทำกินเอาไว้ จากนั้นก็ขายและจัดสรรที่ดินเหล่านั้นให้คนของพวกเศรษฐีก่อน ทำให้ชาวบ้านทั่ว ๆ ไปได้รับการจัดสรรที่ดินอย่างไม่เป็นธรรม คือได้ที่ดินไม่เท่ากับขนาดที่ตกลงกันไว้กับทางการตั้งแต่แรก หลังจากท่านเจ้าเมืองได้รับเงินในการจับจองที่ดินจากชาวบ้านมาแล้ว ก็ส่งเงินส่วนหนึ่งไปให้ท่านเสนาบดีผู้ฉ้อฉลในเมืองหลวง และยักยอกเงินอีกส่วนหนึ่งเข้ากระเป๋าของตัวเอง สาเหตุที่ท่านเจ้าเมืองยอมมอบตัวและสารภาพความจริงกับพระราชโอรสนั้น ก็เพราะความกลัว อีกทั้งท่านเจ้าเมืองยังต้องการจะเป็นพยานชี้ตัวผู้ที่อยู่เบื้องหลังขบวนการทุจริตคอร์รัปชันทั้งหมดในครั้งนี้อีกด้วย เมื่อพระราชโอรสทรงรับฟังข้อมูลที่แท้จริงจากท่านเจ้าเมืองแล้ว พระองค์ก็ทรงพิจารณาเห็นว่า ท่านเจ้าเมืองไม่เข้าข่ายของบุคคลที่จะเป็นพยานได้ เนื่องจากมิได้มามอบตัวด้วยความรู้สึกผิดแต่อย่างใด แต่มาเพราะกลัวว่า เรื่องเดือดร้อนกำลังจะมาถึงตัว ด้วยเหตุนี้ พระราชโอรสจึงมีพระราชดำรัสสั่งให้จับกุมตัวท่านเจ้าเมืองมาลงโทษ แต่ด้วยความที่คำให้การของท่านเจ้าเมืองเป็นประโยชน์ต่อรูปคดี ส่งผลให้จับกุมตัวกลุ่มเศรษฐีจอมละโมบและพรรคพวกได้ทั้งหมด ดังนั้นจึงจับกุมท่านเจ้าเมืองเพียงคนเดียว ส่วนครอบครัวของท่านได้รับพระราชทานอภัยโทษ ทั้ง ๆ ที่ความผิดตามกฎหมายในยุคนั้นต้องจับกุมมาลงโทษทั้งครอบครัว เพราะถือเป็นการกระทำการทุจริตต่อพระราชา ซึ่งถ้าเป็นหนังจีนก็คงถูกประหารชีวิต ๗ ชั่วโคตรไปแล้ว หลังจากพระราชโอรสทรงทราบความจริงทั้งหมดแล้ว พระองค์ทรงจัดสรรที่ดินคืนให้พวกชาวบ้านอย่างเป็นธรรม ทำให้ความเดือดร้อนที่เกิดขึ้นในหัวเมืองแห่งนั้นสงบและเรียบร้อยลงไปได้เปลาะหนึ่ง แต่ทว่าความวุ่นวายยังไม่จบอยู่เพียงเท่านี้ เพราะเมื่อพระราชโอรสทรงสืบสวนอย่างละเอียดมากขึ้น ก็ทรงพบว่ากลุ่มชาวบ้านที่เศรษฐีจ้างวานให้มาจับจองที่ดินทำกินนั้น บางคนไม่ได้เป็นคนของแคว้นนี้ แต่เป็นคนที่แอบเข้ามาจากแคว้นอื่น อีกทั้งพระองค์ยังทรงสืบสวนจนทรงทราบข้อมูลที่แน่ชัดในเชิงลึกอีกด้วยว่า มีเสนาบดีบางคนเกี่ยวข้องกับขบวนการอภิมหาทุจริตคอร์รัปชันในครั้งนี้ด้วยจริง ๆ ดังนั้นพระราชโอรสจึงทรงส่งเรื่องนี้ไปยังส่วนกลาง เพื่อดำเนินการสืบสวนสอบสวนต่อไป ------------------------------------ แต่งตั้งหน่วยเฉพาะกิจ (ฉก.) จากการทำงานร่วมกันของพระราชโอรสและท่านมหาเสนาบดีในครั้งนี้ ทำให้ท่านมหาเสนาบดีเกิดความรู้สึกรักและศรัทธาพระราชโอรสมากขึ้นกว่าเดิม ในขณะเดียวกันพระราชโอรสก็พอพระราชหฤทัยและทรงเชื่อมั่นในการทำงานของท่านมหาเสนาบดี เนื่องจากพระองค์ทรงเห็นความมุ่งมั่นตั้งใจและความละเอียดรอบคอบในการแก้ไขปัญหาของท่าน ถึงแม้คดีความที่สร้างความเดือดร้อนแก่พวกชาวบ้านตาดำ ๆ ที่อาศัยอยู่ในเขตหัวเมืองชายแดนแห่งนั้นคลี่คลายลงแล้วก็ตาม แต่พระราชโอรสก็ยังทรงเป็นห่วงและรู้สึกไม่ไว้วางพระราชหฤทัยในสถานการณ์ที่พร้อมจะบานปลายอยู่เสมอ เพราะผู้ที่อยู่เบื้องหลังขบวนการทุจริตคอร์รัปชันครั้งใหญ่นี้ยังคงลอยนวลอยู่ อีกทั้งยังเป็นถึงเสนาบดีที่รับใช้ใกล้ชิดพระราชา (พระราชบิดาของพระองค์) อีกด้วย แต่เนื่องจากเป็นเรื่องที่อยู่นอกเหนือพระราชอำนาจของพระองค์ กอปรกับพระองค์ทรงส่งเรื่องนี้เข้าส่วนกลางไปแล้ว จึงทรงยุติงานส่วนนี้ไปก่อน เมื่อพระราชโอรสทรงตรวจและสะสางงานเอกสารต่าง ๆ เสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็เสด็จกลับเมืองหลวง โดยมีท่านมหาเสนาบดีเป็นหัวหน้ากองกำลังอารักขาในการเสด็จ เมื่อเสด็จถึงเมืองหลวงแล้วพระองค์ก็ทรงรีบเข้าเฝ้าพระราชาพร้อมกับถวายรายงานกราบทูลความดีความชอบของท่านมหาเสนาบดีในทันที เมื่อพระราชาทรงทราบเรื่องราวต่าง ๆ จากพระราชโอรสแล้ว ทรงรู้สึกชื่นชมและเล็งเห็นความสามารถชนิดหาตัวจับยากของท่านมหาเสนาบดี และยังทรงเห็นความผูกพันและความจงรักภักดีที่ท่านมหาเสนาบดีมีต่อพระราชโอรสซึ่งเป็นสุดที่รักของพระองค์อีกด้วย ด้วยเหตุนี้ พระราชาจึงมีพระราชประสงค์ที่จะแต่งตั้งท่านมหาเสนาบดีให้เป็นนายทหารระดับแม่ทัพคุมกองกำลังทหารในระดับกองทัพภาค ซึ่งต่อไปในภายหน้าจะกลายเป็นกองกำลังทหารที่ขึ้นตรงต่อพระราชโอรส แต่แล้วเหตุการณ์กลับหาเป็นเช่นนั้นไม่ เพราะในตอนนั้นมีเสนาบดีท่านหนึ่งกราบบังคมทูลทัดทานและทักท้วง ขึ้นมาว่า ท่านมหาเสนาบดียังอายุน้อยเกินไปและยังไม่มีประสบการณ์ เมื่อเสนาบดีท่านนั้นทักท้วงหนักขึ้น พระราชาจึงยังไม่ทรงแต่งตั้งให้ท่านมหาเสนาบดีรับตำแหน่งแม่ทัพตามที่พระองค์มีพระราชประสงค์ แต่ถึงกระนั้น พระองค์ก็พระราชทานตำแหน่งสำคัญตำแหน่งอื่นให้ท่านมหาเสนาบดี คือ ตำแหน่งเสนาธิการทหารระดับกองทัพภาค ทำหน้าที่ดูแลรับผิดชอบเขตพื้นที่ตลอดแนวชายแดนที่อยู่ติดกับแคว้นกันชนฝั่งทิศเหนือ (แคว้นของพระราชบิดาของพระราชาเกะกะเกเร) หลังจากที่ท่านมหาเสนาบดีได้รับการแต่งตั้งเรียบร้อยแล้ว สิ่งแรกที่ท่านจะต้องลงมือปฏิบัติก็คือ รีบศึกษางานและภารกิจต่าง ๆ จากนายทหารรุ่นพี่โดยละเอียดภายในระยะเวลาอันจำกัด ไม่ว่าจะเป็นขั้นตอนการสั่งการกำลังพลในกองทัพ หรือการวางกำลังทหารในจุดต่าง ๆ เป็นต้น ซึ่งงานนี้ถือเป็นงานที่ต้องใช้บุคคลที่มีความรู้ความสามารถระดับแชมป์อย่างท่านมหาเสนาบดีเท่านั้น ถึงจะสามารถศึกษาข้อมูลต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็วและเข้าใจอย่างแตกฉานชัดเจน เมื่อท่านมหาเสนาบดีเข้าใจยุทธศาสตร์ต่าง ๆ ในแต่ละพื้นที่ดีแล้ว ก็ออกเดินทางไปตรวจเยี่ยมค่ายทหาร เพื่อทำความรู้จักกับนายทหารและผู้ใต้บังคับบัญชาในหน่วยต่าง ๆ ทุกพื้นที่ด้วยตัวท่านเองอย่างใกล้ชิด ทั้งนี้เพราะท่านต้องการที่จะคัดเลือกนายทหารที่จะมาทำงานในหน่วยงานที่ขึ้นตรงกับตัวท่าน ซึ่งหน่วยงานนี้ถือเป็นหน่วยเฉพาะกิจ (ฉก.) ที่มีความสำคัญระดับสุดยอด การลงพื้นที่ไปตรวจเยี่ยมนายทหารของท่านมหาเสนาบดี สร้างความปีติยินดีแก่บรรดานายทหารเป็นอย่างยิ่ง เพราะเท่ากับเหล่าทหารจะได้กระทบไหล่ใกล้ชิดคนดังที่เป็นถึงพระสหายของพระราชโอรส และมีผลงานโดดเด่นจนเป็นที่กล่าวขานกันในกลุ่มของนายทหาร อย่างไรก็ตาม ท่านมหาเสนาบดีก็ไม่ได้ถือตัวเลย ตรงกันข้ามกลับให้ความเป็นกันเองกับทุกคน แต่ถ้าท่านกำลังปฏิบัติหน้าที่ ท่านก็เฉียบขาด ชัดเจน ดังนั้นจึงทำให้นายทหารทั้งหลายทั้งรัก เคารพ และยำเกรงท่านมาก ขณะที่ท่านมหาเสนาบดีกำลังเดินทางไปตรวจเยี่ยมนายทหารในแต่ละพื้นที่อยู่นั้น หากท่านพบว่าละแวกนั้นมีวัดตั้งอยู่ ท่านก็ไม่เคยพลาดที่จะเข้าไปกราบพระเถระตามวัดต่าง ๆ เหล่านั้นอยู่เสมอ เพราะท่านเป็นคนรักบุญและมีพื้นฐานจิตใจดี มีความเคารพพระรัตนตรัยมาก และทุกครั้งที่ท่านมหาเสนาบดีไปกราบพระเถระตามวัดต่าง ๆ ท่านก็จะพาลูกน้องนายทหารในค่ายที่อยู่ใกล้ ๆ บริเวณนั้นไปรับบุญทำความสะอาดปัดกวาดเสนาสนะในวัดวาอารามเหล่านั้นอยู่เป็นประจำ และหากท่านเห็นว่า นายทหารคนไหนหน่วยก้านดี ก็จะดึงตัวมาบรรจุอยู่ในหน่วย ฉก. ของท่านด้วย เมื่อท่านมหาเสนาบดีสามารถรวบรวมนายทหารที่มีหน่วยก้านดี มีความสามารถพิเศษในด้านต่าง ๆ เช่น การทำแผนที่และการสำรวจ การสื่อสาร การประสานงาน การเจาะข้อมูลหาข่าว การรวบรวมกำลังคน หรือการวางแผนต่าง ๆ ได้แล้ว ท่านก็ฝึกนายทหารชุดพิเศษเหล่านั้นอย่างเข้มข้น เพื่อให้มีความเชี่ยวชาญในยุทธศาสตร์มากขึ้นกว่าเดิม แม้ท่านมหาเสนาบดีจะฝึกพวกนายทหารชุดพิเศษหนักแค่ไหนก็ตาม ทุกคนกลับรู้สึกปลื้มใจที่ได้อยู่ใกล้ชิดกับท่าน อีกทั้งยังรู้สึกทึ่งและเคารพในความสามารถของท่านที่เป็นพหูสูต รู้รอบ รู้กว้าง รู้ไกล รู้ลึก และรู้จริงทุกเรื่อง ซึ่งเมื่อผนวกกับการมีหัวใจนักเลงของท่านแล้ว ทำให้ท่านมหาเสนาบดีมีความสามารถในการควบคุมและดูแลนายทหารระดับหัวกะทิได้อย่างสบาย ๆ นอกจากจะฝึกซ้อมนายทหารต่าง ๆ อยู่เป็นประจำแล้ว ท่านมหาเสนาบดียังปรับปรุงวิธีการและระบบการประสานงานของหน่วยงานทหารในเขตหัวเมืองชายแดนแห่งนั้นเสียใหม่ โดยกำหนดให้หน่วยเฉพาะกิจของท่านเป็นแกนหลักในการดำเนินการในหน่วยงานทหารทั้งหมด และเนื่องจากท่านรู้จักสมาชิกทุกคนในหน่วยเฉพาะกิจนี้เป็นอย่างดี ทำให้เรื่องการโดนปลอมแปลงคำสั่งไม่มีทางเกิดขึ้นอย่างเด็ดขาด ด้วยคุณสมบัติที่สุดยอดนี้ ทำให้หน่วยเฉพาะกิจของท่านมหาเสนาบดีได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบดูแลการสอดแนมข้อมูลในแคว้นกันชนฝั่งทิศเหนือในเวลาต่อมา และเมื่อหน่วยเฉพาะกิจที่แฝงตัวอยู่ในแคว้นกันชนฝั่งทิศเหนือได้รับข้อมูลหรือข่าวสารอะไรมา ข้อมูลทุกอย่างก็จะส่งมารวมอยู่ที่ท่านมหาเสนาบดี จากนั้นท่านก็จะส่งข้อมูลกลับไปยังเมืองหลวง จากการที่ท่านมหาเสนาบดีลงไปตรวจเยี่ยมในแต่ละเขตพื้นที่ด้วยตนเอง และเข้าไปกราบพระเถระตามวัดต่าง ๆ อยู่เป็นประจำนี้เอง ทำให้ท่านรู้จักกับพระเถระผู้ใหญ่หลายรูป ซึ่งทุกรูปล้วนให้ความเมตตาแก่ท่านมหาเสนาบดีมาก เพราะเห็นว่าท่านให้ความเคารพในพระรัตนตรัย และมีความตั้งใจในการทำงานอย่างจริงจัง พระเถระผู้ใหญ่เหล่านี้เคยเป็นอดีตนายทหารระดับสูงที่ผ่านศึกสงครามมาอย่างโชกโชน เมื่อมาถึงบั้นปลายชีวิต ท่านจึงมาบวชสร้างบุญกุศลอุทิศส่งไปให้เหล่าข้าศึกศัตรูที่เคยรบราฆ่าฟันกันมา อีกทั้งยังเป็นการสร้างบุญเพื่อให้ตนเองรอดพ้นจากอบายอีกด้วย ด้วยความที่พระเถระผู้ใหญ่เหล่านี้เคยเป็นทหารระดับแชมป์ที่มีประสบการณ์มากมาก่อน จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่ท่านจะมีวิชาอาคมที่ช่วยในการรบอยู่มากมาย เช่น วิชาอยู่ยงคงกระพัน หรือวิชาคาถาอาคมต่าง ๆ ที่ใช้ในสงคราม เมื่อพระเถระผู้ใหญ่เหล่านั้นเห็นท่านมหาเสนาบดี ซึ่งเป็นนายทหารหนุ่มผู้มีความมุ่งมั่น เป็นคนดีมีศีลธรรม ท่านจึงอยากถ่ายทอดวิชาคาถาอาคมต่าง ๆ ให้ เพื่อเอาวิชาเหล่านี้ไปรับใช้บ้านเมืองและดูแลประชาชนภายในแคว้นให้สงบสุข พระเถระผู้ใหญ่รูปหนึ่งเห็นความมุ่งมั่นตั้งใจในการดูแลรักษาแว่นแคว้นของท่านมหาเสนาบดี จึงเมตตาถ่ายทอดวิชาอาคมที่ใช้ในการรบขั้นสุดยอดให้โดยไม่ปิดบังไว้เลย นอกจากนี้ท่านยังแนะนำให้ท่านมหาเสนาบดีไปพบกับนายทหารนอกราชการ ที่เชี่ยวชาญวิชาคาถาอาคมทางด้านอื่น ๆ อีกด้วย ซึ่งท่านมหาเสนาบดีก็สนใจและตั้งใจฝึกฝนร่ำเรียนวิชาคาถาอาคมเป็นอย่างดี ระหว่างที่ท่านมหาเสนาบดีกำลังฝึกฝนร่ำเรียนวิชาคาถาอาคมต่าง ๆ อยู่นั้น ท่านก็พัฒนางานด้านต่าง ๆ ภายในกองทัพภาค (ตะวันตกเฉียงเหนือ) ที่ท่านสังกัดอยู่ควบคู่ไปด้วย โดยท่านมีความมุ่งมั่นที่จะสร้างความเข้มแข็งและความเป็นระเบียบให้เกิดขึ้นในกองทัพให้ได้ แต่เมื่อท่านแม่ทัพภาคเห็นท่านมหาเสนาบดีพัฒนางานต่าง ๆ ของกองทัพแล้ว ท่านกลับมีความรู้สึกหงุดหงิดรำคาญใจว่า ทำไมท่านมหาเสนาบดีจะต้องทำโน่นทำนี่มากมายด้วย ของเดิมก็ดีอยู่แล้ว หรือพูดง่าย ๆ ว่า แม่ทัพภาคท่านนี้รู้สึกว่าท่านมหาเสนาบดีขยันเกินไป ซึ่งท่านมหาเสนาบดีก็สัมผัสได้ถึงความรู้สึกที่ไม่ค่อยพึงพอใจของท่าน สาเหตุที่ท่านแม่ทัพภาครู้สึกไม่ค่อยสบอารมณ์ในความขยันของท่านมหาเสนาบดีนั้น เป็นเพราะตัวท่านเป็นคนขี้เกียจและไม่ค่อยได้ทำงาน ท่านจึงรู้สึกขัดอกขัดใจที่เห็นคนขยันเกินหน้าเกินตาท่าน ท่านแม่ทัพภาคท่านนี้มีเส้นสายดี ได้รับการหนุนหลังจากเสนาบดีผู้ใหญ่ท่านหนึ่งในเมืองหลวง จึงทำให้ท่านได้รับการแต่งตั้งไปเป็นผู้บัญชาการกองทัพอยู่ที่เขตหัวเมืองชายแดนแห่งนั้น และนับตั้งแต่ท่านแม่ทัพภาคท่านนี้ไปประจำการอยู่ที่เขตหัวเมืองแห่งนั้น กองกำลังทหารที่ประจำการอยู่ที่นั่นก็อ่อนแอและขาดระเบียบวินัยมากขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงขั้นมีการออกไปหาลำไพ่พิเศษด้วยการรับจ้างปลอมตัวเป็นโจรออกมาปล้นพวกชาวบ้านดังที่เคยกล่าวถึงมาแล้ว แต่พอท่านมหาเสนาบดีไปประจำการอยู่ที่เขตหัวเมืองชายแดนแห่งนั้น และทราบถึงปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นภายในกองทัพ ท่านก็เกิดความรู้สึกวิตกกังวลขึ้นมาว่า ในเวลาที่กองกำลังทหารในเขตหัวเมืองชายแดนกำลังตกอยู่ในภาวะอ่อนแอเช่นนี้ ถ้าหากแคว้นกันชนฝั่งทิศเหนือเกิดยกทัพบุกเข้ามารุกราน ทางฝ่ายแคว้นพระราชาองค์ที่ออกบวชก็คงไม่อาจรับมือกับกองทัพของฝ่ายตรงข้ามได้อย่างแน่นอน เมื่อท่านมหาเสนาบดีเล็งเห็นภัยที่กำลังจะเกิดขึ้นเช่นนี้ ท่านจึงรีบพัฒนาระบบต่าง ๆ ภายในกองทัพให้มีความเข้มแข็งขึ้นทันที แต่เมื่อท่านรู้ว่า ท่านแม่ทัพภาครู้สึกไม่พอใจในการทำงานที่ขยันขันแข็งของท่าน ท่านจึงไม่รอช้า รีบไปชี้แจงแสดงเหตุผลเกี่ยวกับการพัฒนางานด้านต่าง ๆ ในกองทัพให้ท่านแม่ทัพภาคฟังอย่างละเอียด ด้วยความที่ทุกเหตุผล ทุกถ้อยคำ ที่ท่านมหาเสนาบดีกล่าวกับท่านแม่ทัพภาค ล้วนกลั่นออกมาจากใจ และเป็นไปเพื่อประโยชน์ต่อกองทัพอย่างแท้จริง จึงทำให้ท่านแม่ทัพภาคไม่มีเหตุผลใดมาโต้แย้งได้เลย ท่านจึงจำใจและจำยอมอนุมัติทุก ๆ สิ่งตามที่ท่านมหาเสนาบดีขอมา ด้วยความขยันขันแข็ง มุ่งมั่น และเอาจริงเอาจังในการพัฒนางานด้านต่าง ๆ ภายในกองทัพของท่านมหาเสนาบดี ทำให้ท่านแม่ทัพภาคอดรนทนไม่ได้ ต้องรีบทำตัวให้ขยันขันแข็งตามอย่างท่านมหาเสนาบดี เพราะท่านคิดว่า หากท่านยังขี้เกียจอยู่ ก็จะต้องถูกเลื่อยขาเก้าอี้ หรือพูดให้ชัด ๆ ก็คือ ท่านแม่ทัพภาคกลัวว่า ตำแหน่งของท่านอาจจะหลุดลอยไปเป็นของท่านมหาเสนาบดี ซึ่งเป็นนายทหารรุ่นน้องที่มีไฟแรง มีความกระตือรือร้นมากกว่าและยังเป็นถึงนายทหารคนสนิทของพระราชโอรสอีกด้วย ในระหว่างที่ท่านมหาเสนาบดีกำลังพัฒนากองกำลังทหารให้มีความเข้มแข็งมากขึ้นเรื่อย ๆ นั้น ฉับพลันก็มีคำสั่งด่วนจากส่วนกลางเรียกตัวท่านให้กลับมายังเมืองหลวงอีกครั้ง เพื่อทำหน้าที่คุ้มกันพระราชโอรสในระหว่างที่เสด็จไปเจริญสัมพันธไมตรีกับแคว้นกันชนฝั่งทิศเหนือ สำหรับเจ้าของความคิดเรื่องการแต่งตั้งพระราชโอรสให้ทรงเป็นราชทูตเสด็จไปเจริญสัมพันธไมตรีกับแคว้นกันชนฝั่งทิศเหนือนั้น เป็นความคิดของเสนาบดีผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง ที่เคยทักท้วงไม่ให้ท่านมหาเสนาบดีเข้ามารับตำแหน่งแม่ทัพที่คุมกำลังทหารในเมืองหลวงนั่นเอง เสนาบดีผู้ใหญ่ท่านนี้ให้เหตุผลสนับสนุนความคิดของท่านอย่างสวยหรูว่า การแต่งตั้งพระราชโอรสเป็นราชทูตไปเจริญสัมพันธไมตรีกับแคว้นกันชนฝั่งทิศเหนือนั้น ถือว่าเป็นการให้เกียรติแคว้นกันชนอย่างสูงสุด อีกทั้งยังจะทำให้สัมพันธไมตรีระหว่างแคว้นเกิดขึ้นได้โดยง่าย และเมื่อทั้งสองแคว้นมีสัมพันธไมตรีที่ดีต่อกันแล้วก็จะทำให้การเดินทางไปมาหาสู่กันระหว่างแคว้นสะดวกราบรื่นยิ่งขึ้น ก่อนที่ท่านมหาเสนาบดีจะเดินทางกลับมายังเมืองหลวงเพื่อทำหน้าที่คุ้มกันพระราชโอรส ท่านเรียกประชุมบรรดาขุนพลนายทหารที่อยู่ในความรับผิดชอบของท่าน เพื่อสั่งการมอบหมายให้นายทหารแต่ละคนคอยควบคุมดูแลกองกำลังทหารหน่วยต่าง ๆ ในเขตหัวเมืองที่ท่านประจำการอยู่ให้ดี จากนั้น ท่านมหาเสนาบดีก็จัดวางระบบการติดต่อสื่อสารที่รวดเร็วฉับไว เพื่อที่ท่านจะได้รับทราบความเคลื่อนไหวและเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในเขตหัวเมืองแห่งนั้นตลอดเวลา แล้วท่านก็ไม่รอช้า รีบออกเดินทางกลับมายังเมืองหลวงทันที ------------------------------------ กองทัพแบ่งออกเป็น ๒ ฝ่าย เมื่อท่านมหาเสนาบดีเดินทางมาถึงเมืองหลวงแล้ว นายทหารชั้นผู้ใหญ่กลุ่มหนึ่งก็เรียกตัวท่านเข้าไปพบ เพื่อนัดแนะเกี่ยวกับเรื่องการติดต่อสื่อสารและการประสานงานกับกองกำลังทหารในเมืองหลวงเรื่องการเสด็จไปทรงเจริญสัมพันธไมตรีของพระราชโอรส ซึ่งนายทหารชั้นผู้ใหญ่กลุ่มนี้ยังเตือนและแนะนำท่านมหาเสนาบดีอีกว่า ให้ระมัดระวังตัวและคุ้มกันพระราชโอรสอย่างเต็มความสามารถ เพราะทางการยังไม่ทราบสถานการณ์และท่าทีที่แท้จริงของทางแคว้นกันชนฝั่งทิศเหนือ ว่ามีความเป็นมิตรกับแคว้นของพระราชาองค์ที่ออกบวชจริงหรือเปล่า เพราะฉะนั้นไม่ควรไว้วางใจและไม่ควรประมาทในการเดินทางครั้งนี้เป็นอันขาด ในขณะนั้น สถานการณ์ทางกองทัพภายในแคว้นของพระราชาองค์ที่ออกบวชแบ่งออกเป็นสองฝักสองฝ่ายอย่างเห็นได้ชัด คือฝ่ายหนึ่งเป็นฝ่ายของเสนาบดีผู้ฉ้อฉล ที่ให้ความไว้วางใจแคว้นกันชนฝั่งทิศเหนือมาก อีกฝ่ายหนึ่งเป็นฝ่ายของนายทหารชั้นผู้ใหญ่ที่เตือนให้ท่านมหาเสนาบดีระมัดระวังตัวในการเดินทางครั้งนี้ เพราะเห็นว่าทางแคว้นกันชนฝั่งทิศเหนือมีท่าทีที่ไม่น่าไว้วางใจ อาจจะกำลังหาโอกาสบุกเข้ามาโจมตีแคว้นของพระราชาองค์ที่ออกบวชอยู่ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้นายทหารชั้นผู้ใหญ่กลุ่มนี้เตรียมความพร้อมของกองทัพไว้เสมอเพื่อป้องกันการ โจมตีของข้าศึกที่อาจจะบุกเข้าโจมตีได้ทุกเมื่อ นายทหารชั้นผู้ใหญ่กลุ่มนี้นอกจากมีบทบาทสำคัญต่อแคว้นของพระราชาองค์ที่ออกบวชแล้ว ยังมีบทบาทสำคัญต่อท่านมหาเสนาบดีมาก เพราะนายทหารชั้นผู้ใหญ่กลุ่มนี้ก็คือ ผู้ที่ช่วยกันผลักดันให้ท่านมหาเสนาบดีได้รับตำแหน่งเสนาธิการทหารระดับกองทัพภาค ไปประจำการอยู่ที่หัวเมืองชายแดนที่อยู่ติดกับแคว้นกันชนฝั่งทิศเหนือ อีกทั้งยังคอยให้คำปรึกษาและหนุนหลังท่านมหาเสนาบดีมาโดยตลอด ส่วนสาเหตุที่ทำให้นายทหารชั้นผู้ใหญ่กลุ่มนี้คอยช่วยกันผลักดันและให้คำปรึกษาแก่ท่านมหาเสนาบดีมาโดยตลอดนั้น เพราะช่วงที่ผ่าน ๆ มา เสนาบดีผู้ฉ้อฉลพยายามทำทุกวิถีทางที่จะผลักดันคนของตัวเองไปดำรงตำแหน่งสูง ๆ ในวงการทหารและวงการปกครอง เช่น ตำแหน่งเจ้าเมืองหลาย ๆ หัวเมืองที่อยู่ใกล้กับชายแดนของแคว้นกันชนฝั่งทิศเหนือ รวมไปถึงตำแหน่งแม่ทัพภาคที่คุมกองกำลังทหารในเขตหัวเมืองชายแดนที่อยู่ติดกับแคว้นกันชนฝั่งทิศเหนือ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้นายทหารชั้นผู้ใหญ่กลุ่มนี้ต้องการคนที่ซื่อสัตย์ เฉลียวฉลาด และไว้วางใจได้ไปทำหน้าที่ควบคุมกองกำลังทหารในเขตพื้นที่ดังกล่าว เพื่อคานอำนาจกับฝ่ายพลพรรคของเสนาบดีผู้ฉ้อฉล เมื่อนายทหารชั้นผู้ใหญ่กลุ่มนี้เล็งเห็นว่า ท่านมหาเสนาบดีเป็นผู้ที่เหมาะสมที่สุด และมีความเพียบพร้อมในหลาย ๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องวิสัยทัศน์ ความรู้ความสามารถ และที่สำคัญที่สุดก็คือ มีความซื่อสัตย์และความจงรักภักดีต่อพระราชโอรสอย่างแท้จริง จึงทำให้นายทหารชั้นผู้ใหญ่กลุ่มนี้คอยช่วยกันผลักดันและให้คำปรึกษาแก่ท่านมหาเสนาบดีมาโดยตลอด อีกทั้งยังช่วยกันสนับสนุนให้ท่านมหาเสนาบดีมาทำหน้าที่คุ้มกันพระราชโอรสในการเสด็จไปเจริญสัมพันธไมตรีกับแคว้นกันชนฝั่งทิศเหนือในครั้งนี้ด้วย หลังจากที่ท่านมหาเสนาบดีเข้าพบนายทหารชั้นผู้ใหญ่กลุ่มนี้แล้ว ก็วางแผนจัดเตรียมกองกำลังทหารเพื่อคุ้มกันขบวนเสด็จของพระราชโอรสอย่างรอบคอบรัดกุม จะได้มีความปลอดภัยมากที่สุด เมื่อพร้อมแล้วก็เข้าไปกราบบังคมทูลเชิญพระราชโอรสเสด็จไปยังแคว้นกันชนฝั่งทิศเหนือในทันที ------------------------------------ จอมโจรปริศนา สำหรับสาเหตุที่พระราชโอรสยอมเสด็จไปเจริญสัมพันธไมตรีกับแคว้นกันชนฝั่งทิศเหนือตามความคิดของเสนาบดีผู้ฉ้อฉล เป็นเพราะพระองค์มีพระราชประสงค์ที่จะให้บ้านเมืองเกิดสันติภาพอย่างแท้จริง เพื่อให้ประชาชนทั่วทั้งแคว้นสามารถทำมาหากินได้อย่างมีความสุข โดยไม่ต้องหวาดผวาต่อภัยสงคราม ระหว่างที่ขบวนเสด็จกำลังมุ่งไปยังแคว้นกันชนฝั่งทิศเหนือ ท่านมหาเสนาบดีก็ส่งทหารหน่วยสอดแนมออกไปสืบข่าวล่วงหน้า เพื่อตรวจตราความเรียบร้อยและความปลอดภัยของทุก ๆ พื้นที่ที่ขบวนเสด็จจะต้องผ่าน และเมื่อตรวจสอบจนกระทั่งมั่นใจแล้วว่า พื้นที่ข้างหน้ามีความปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์ ท่านถึงจะนำขบวนเสด็จเดินทางต่อไป และด้วยความละเอียดรอบคอบของท่านมหาเสนาบดี การเดินทางภายในแคว้นของพระราชโอรสจึงมีแต่ความราบรื่นปลอดภัย เมื่อขบวนเสด็จไปถึงบริเวณเขตชายแดนของแคว้นกันชนฝั่งทิศเหนือแล้ว ท่านมหาเสนาบดีก็ได้รับแจ้งข่าวจากม้าเร็ว ที่ส่งตรงมาจากส่วนกลางหรือกองกำลังทหารในเมืองหลวงว่า ให้ระมัดระวังให้มากขึ้น ซึ่งข้อมูลที่ได้รับมาจากส่วนกลางนั้น มีความสอดคล้องกับข้อมูลจากสายข่าวที่ท่านมหาเสนาบดีวางตัวเอาไว้ในเมืองหลวงของแคว้นกันชนฝั่งทิศเหนือ เพราะสายข่าวของท่านก็รายงานมาว่า ขณะนี้มีกลุ่มโจรปริศนากำลังออกอาละวาดในบริเวณนั้นพอดี! เมื่อท่านมหาเสนาบดีได้รับข้อมูลเช่นนั้นแล้ว จึงเรียกประชุมบรรดาขุนพลนายทหารราชองครักษ์ทั้งหมด เพื่อสั่งการคุ้มกันพระราชโอรสให้รัดกุมมากขึ้น พร้อมทั้งปรับแผนเปลี่ยนเส้นทางของขบวนเสด็จ และแต่งขบวนเสด็จปลอมขึ้นมา นอกจากนี้ ท่านมหาเสนาบดียังส่งทหารเข้าไปเคลียร์พื้นที่ล่วงหน้าอีกด้วย แต่ด้วยความที่บริเวณนั้นเป็นป่ารกชัฏ มีต้นไม้ขึ้นปกคลุมอยู่หนาแน่น จึงทำให้ทหารเหล่านั้นไม่สามารถตรวจสอบหรือเคลียร์พื้นที่ได้หมด ท่านมหาเสนาบดีจึงจัดกระบวนทัพใหม่ โดยสั่งการให้ทหารราชองครักษ์กระจายกำลังคุ้มกันขบวนเสด็จปลอมแบบรอบด้าน เตรียมพร้อมสำหรับการตั้งรับข้าศึกที่อาจจู่โจมมาจากทุกทิศทุกทาง ในขณะที่ขบวนเสด็จปลอมกำลังเข้าไปในพื้นที่ที่เป็นป่ารกชัฏนั้น เหตุการณ์เลวร้ายที่ท่านมหาเสนาบดีคาดการณ์ไว้ก็พลันบังเกิดขึ้นจริง ๆ คือ มีกลุ่มโจรร้ายปรากฏตัวมาจากทุกทิศทุกทาง แล้วกระจายกำลังเข้าจู่โจมขบวนเสด็จแบบรอบด้าน หมายจะจู่โจมจุดศูนย์กลางของขบวนเสด็จ ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ประทับของพระราชโอรส จากนั้น การต่อสู้ตะลุมบอนกันอย่างดุเดือดเลือดพล่านระหว่างกลุ่มราชองครักษ์ผู้พิทักษ์ขบวนเสด็จของพระราชโอรสกับกลุ่มกองโจรปริศนาก็เริ่มขึ้น โดยท่านมหาเสนาบดีสั่งให้กองกำลังทหารที่ซ่อนตัวอยู่ด้านหลังกลุ่มโจรออกมาขนาบโอบล้อมโจมตีกลุ่มโจรทั้งด้านหน้าด้านหลัง และในขณะที่ท่านมหาเสนาบดีกำลังฟาดฟันกับหมู่โจรที่เข้ามาตีรันฟันแทงอย่างชุลมุนวุ่นรบอยู่นั้น ท่านก็คอยสอดส่ายสายตามองหาหัวหน้าโจรไปด้วย ทันทีที่เหล่ากองกำลังทหารของท่านมหาเสนาบดีที่ซ่อนตัวอยู่ปรากฏขึ้น พร้อมกับพุ่งเข้าจู่โจมตลบหลังกลุ่มโจรปริศนาอย่างรวดเร็วและรุนแรงนั้น พวกโจรถึงกับแตกฮือด้วยความตกใจสุดขีด เพราะคิดไม่ถึงว่าจะมีกองกำลังทหารเข้ามาโอบกระชับวงล้อมโจมตีพวกตนราวกับปิดประตูตีแมวเช่นนี้ เพราะก่อนหน้านี้พวกโจรส่งสายสืบมาตรวจการณ์ และวางกำลังเพื่อซุ่มโจมตีไว้ก่อนแล้ว แต่ในขณะที่ดักซุ่มอยู่ก็ไม่เห็นว่าบริเวณนั้นมีพวกทหารหรือมีความผิดปกติอะไร นอกเสียจากต้นไม้ใบหญ้าที่ขึ้นรกอยู่ทั่วไปเท่านั้น สำหรับกลเม็ดที่ทำให้กองกำลังทหารของท่านมหาเสนาบดีซ่อนตัวอยู่ด้านหลังโดยที่พวกโจรปริศนาไม่รู้ตัวมาก่อนก็คือ ท่านมหาเสนาบดีได้ร่ายมนตร์บังตาเพื่อบังทหารกองซุ่มของท่านไว้ โดยให้พวกทหารกองซุ่มคาบใบไม้ที่ปลุกเสกคาถาอาคมไว้ ทำให้พวกโจรมองเห็นพวกทหารกองซุ่มเป็นต้นไม้หรือกิ่งไม้ที่กลืนไปกับธรรมชาติโดยรอบ ในระหว่างที่กำลังสู้รบอยู่นั้น ท่านมหาเสนาบดีสั่งให้ขุนพลฝ่ายจัดทัพนำกำลังทหารกองซุ่มบุกเข้าโจมตีพวกโจรให้แตกเป็นกลุ่มเล็กกลุ่มน้อย แล้วหาทางจับเป็นหัวหน้าโจรให้ได้ เพื่อสอบสวนและเค้นหาความจริงอะไรบางอย่าง เพราะดูจากสภาพความเป็นจริงแล้ว พวกโจรไม่น่ากล้าเข้ามาปล้นขบวนเสด็จที่มีกองกำลังทหารคุ้มกันอย่างหนาแน่น อีกทั้งโจรพวกนี้ยังมาเหนือชั้น คือ มีการวางแผนการจู่โจมที่เป็นระบบแตกต่างจากลักษณะของโจรป่าทั่ว ๆ ไป ในที่สุดกองกำลังทหารของท่านมหาเสนาบดีก็ล้อมจับพวกโจรและหัวหน้าโจรได้สำเร็จ พวกโจรยอมจำนนแบบสิ้นลาย เมื่อท่านมหาเสนาบดีนำพวกโจรและหัวหน้าโจรมาทรมาน เพื่อเค้นหาข้อมูลเบื้องหลังการซุ่มโจมตีในครั้งนี้ ก็ทราบความจริงอันน่าระทึกใจว่า แท้ที่จริงแล้วพวกโจรเหล่านี้บางส่วนก็คือ ทหารที่มาจากแคว้นกันชนฝั่งทิศเหนือ และบางส่วนเป็นโจรป่าที่ถูกหลอกให้มาร่วมปล้นโดยไม่รู้ว่าเป็นขบวนเสด็จของพระราชโอรส ซึ่งแผนการทั้งหมดนี้เป็นแผนการอำมหิตที่เตรียมการมาอย่างดีจากแคว้นกันชนฝั่งทิศเหนือ เพราะกลุ่มโจรพวกนี้รู้เส้นทางและตำแหน่งที่แน่นอนของขบวนเสด็จเป็นอย่างดี ------------------------------------ ล่อเสือออกจากถ้ำ หลังจากท่านมหาเสนาบดีรีดข่าวจากหัวหน้าโจรแล้ว จึงทราบเส้นทางการรับข่าวสารของผู้อยู่เบื้องหลังแผนการอำมหิตนี้ ทั้งยังรู้อีกว่า ถ้าหากแผนการลอบปลงพระชนม์พระราชโอรสในครั้งนี้สำเร็จ ทุกฝ่ายก็จะพากันคิดว่า เป็นฝีมือของพวกโจรป่าจริง ๆ และถ้าแผนการเป็นไปตามนี้ กองทัพของแคว้นกันชนฝั่งทิศเหนือก็จะหาเหตุยกทัพบุกเข้าโจมตี โดยอ้างว่า จะเข้ามาช่วยจับโจรที่ปลงพระชนม์พระราชโอรส จากนั้นก็ถือโอกาสบุกเข้าโจมตีจนถึงเมืองหลวงเลย เมื่อท่านมหาเสนาบดีทราบแผนการของแคว้นกันชนฝั่งทิศเหนือแล้ว จึงรีบส่งม้าเร็วไปรายงานเรื่องนี้กับนายทหารชั้นผู้ใหญ่กลุ่มที่ให้การสนับสนุนท่านที่เมืองหลวงทันที พร้อมกับส่งตัวกลุ่มโจรลอบสังหารทั้งหมดให้นายทหารชั้นผู้ใหญ่ เพื่อเร่งสอบสวนหาตัวการใหญ่ต่อไป แผนการลอบปลงพระชนม์พระราชโอรสอย่างอุกอาจในครั้งนี้ ไม่ได้ทำให้พระราชโอรสทรงหวาดหวั่นพรั่นพรึงหรือเกรงกลัวเลยแม้แต่น้อย เพราะพระองค์ทรงมั่นใจในฝีมือของท่านมหาเสนาบดี อีกทั้งก่อนหน้าที่ท่านมหาเสนาบดีจะเดินทางไปถึงบริเวณป่าทึบที่เป็นจุดเสี่ยงนั้น นายทหารชั้นผู้ใหญ่กลุ่มที่ให้การสนับสนุนท่านมหาเสนาบดี มอบหมายให้ท่านไปกราบบังคมทูลขอคำปรึกษาจากพระราชโอรสว่า จะขอเปลี่ยนเส้นทางเสด็จขึ้นไปทางเหนือ เพื่อเจริญสัมพันธไมตรีกับแคว้นของพระราชบิดาของเจ้าชายผู้ทรงมีศิลปะในหัวใจ ซึ่งพระราชโอรสทรงเห็นด้วยกับแนวทางนี้ เพราะหากสามารถเชื่อมสัมพันธไมตรีกับพระราชาของแคว้นนี้ได้ ก็จะเป็นการคานอำนาจกับแคว้นที่อยู่โดยรอบไปในตัว ดังนั้น ขบวนเสด็จของพระราชโอรสจึงมีการปรับเปลี่ยนเส้นทางก่อนที่จะไปถึงป่าทึบที่เป็นจุดเกิดเหตุโดยท่านมหาเสนาบดีดำเนินการวางแผนไว้อย่างแยบยล คือจัดให้ขบวนเสด็จไปรออยู่ในจุดที่ปลอดภัย เพราะท่านคำนึงอยู่เสมอว่า ถ้าหากมีจุดใดเป็นจุดที่เสี่ยงอันตราย ท่านจะไม่ยอมให้พระราชโอรสเสด็จไปอยู่ในสถานการณ์ที่มีความเสี่ยงนั้นโดยเด็ดขาด จากนั้น ท่านมหาเสนาบดีใช้แผนล่อเสือออกจากถ้ำ โดยนำกองกำลังทหารส่วนหนึ่งปลอมตัวเป็นขบวนเสด็จแล้วมุ่งหน้าเดินทางเข้าไปในป่าทึบที่เป็นจุดเสี่ยง การที่ท่านตัดสินใจทำเช่นนี้ เพราะท่านต้องการที่จะรู้ให้แน่ชัดว่ากลุ่มโจรปริศนาที่ออกอาละวาดนั้นเป็นใคร มีส่วนเกี่ยวข้องกับทางแคว้นกันชนฝั่งทิศเหนือหรือไม่ แล้วในที่สุดท่านก็ทราบความจริงทั้งหมดเกี่ยวกับกลุ่มโจรปริศนาเหล่านั้น จากนั้นท่านมหาเสนาบดีจึงรีบนำกำลังทหารทั้งหมดมาสมทบกับขบวนเสด็จของพระราชโอรสที่จุดนัดหมาย เพื่อพาขบวนเสด็จมุ่งหน้าขึ้นเหนือ ไปเจริญสัมพันธไมตรีกับแคว้นของพระราชาที่มีความเจริญทางศิลปะ ------------------------------------ ลอบปลงพระชนม์ ครั้งที่ ๒ ระหว่างทาง เมื่อพระราชาของแคว้นกันชนฝั่งทิศเหนือทรงทราบข่าวว่า แผนการดักลอบปลงพระชนม์พระราชโอรสล้มเหลว ก็ทรงขุ่นเคืองพระราชหฤทัยมาก ทรงส่งนักฆ่ามือฉกาจคนหนึ่งไปลอบปลงพระชนม์พระราชโอรสอีกครั้งในทันที แต่ขณะที่นักฆ่ามือฉกาจกำลังแอบดักซุ่มเพื่อเตรียมการลอบปลงพระชนม์อยู่นั้น ราชองครักษ์ผู้หนึ่งในขบวนเสด็จก็พลันมาเจอกับนักฆ่าเข้าพอดี ด้วยความที่ราชองครักษ์ผู้นั้นเป็นคนละเอียดรอบคอบและช่างสังเกต กอปรกับได้ข่าวจากหน่วยข่าวกรองมาก่อนแล้วว่า ทางแคว้นกันชนฝั่งทิศเหนือจะส่งคนมาลอบปลงพระชนม์พระราชโอรสอีกครั้ง ราชองครักษ์ผู้นั้น จึงรู้ทันทีว่า ผู้ที่ดักซุ่มอยู่นั้นจะต้องเป็นนักฆ่ามือฉกาจที่ทางแคว้นกันชนฝั่งทิศเหนือส่งมาอย่างแน่นอน ราชองครักษ์ผู้นั้นจึงไม่รอช้า ใช้ดาบคู่กายแทงไปที่ท้องของนักฆ่ามือฉกาจทันที เมื่อนักฆ่ามือฉกาจเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำถูกแทงที่ท้อง ก็รีบวิ่งหนีหัวซุกหัวซุนเข้าป่าไปทันที จากนั้นขบวนเสด็จของพระราชโอรสก็รีบมุ่งหน้าเดินทางต่อไปยังแคว้นของพระราชบิดาของเจ้าชายผู้ทรงมีศิลปะในหัวใจ ทันทีที่พระราชโอรสเสด็จพระราชดำเนินไปถึงชายแดนของแคว้นที่มีความเจริญทางศิลปะแล้ว พระองค์ก็ทรงพบกับเจ้าชายผู้ทรงมีศิลปะในหัวใจ (ในอนาคตคือพระราชาผู้ครองแคว้น) ที่ทรงมารับเสด็จที่ชายแดนด้วยพระองค์เอง และด้วยความไม่ถือพระองค์ของเจ้าชายผู้ทรงมีศิลปะในหัวใจ พระองค์จึงทรงกล่าวทักทายท่านมหาเสนาบดีพร้อมทั้งเหล่าขุนพลที่ตามเสด็จพระราชโอรสด้วยความเป็นกันเอง เมื่อเจ้าชายผู้ทรงมีศิลปะในหัวใจทรงมีโอกาสสนทนาปราศรัยกับพระราชโอรสแล้ว พระองค์ทรงรู้สึกราวกับว่าทรงคุ้นเคยกับพระราชโอรสมาเป็นเวลานาน และยังทรงทึ่งในความรู้ความสามารถของพระราชโอรสเป็นอย่างมากอีกด้วย หลังจากที่เจ้าชายผู้ทรงมีศิลปะในหัวใจเชิญเสด็จพระราชโอรสเข้าไปยังเมืองหลวงของแคว้น เพื่อเข้าเฝ้าพระราชาผู้เป็นพระราชบิดาของพระองค์แล้ว พระราชโอรสทรงแสดงออกถึงพระปรีชาสามารถในการสนทนากับพระราชาได้อย่างคล่องแคล่ว หรือแม้แต่ผู้ติดตามอย่างท่านมหาเสนาบดีก็ยังแสดงไหวพริบปฏิภาณอันปราดเปรื่องในการเจรจาความต่าง ๆ กับพวกเสนาอำมาตย์ทั้งหลาย เมื่อเจ้าชายผู้ทรงมีศิลปะในหัวใจทรงเห็นพระปรีชาสามารถรวมถึงไหวพริบปฏิภาณและความเฉลียวฉลาดเปี่ยมด้วยปัญญาของพระราชโอรส ยิ่งทำให้เจ้าชายทรงรู้สึกเลื่อมใสและเคารพพระราชโอรสมากขึ้น อีกทั้งยังทรงรู้สึกถูกชะตากับท่านมหาเสนาบดีและเหล่าขุนพลผู้ติดตามทั้งหลายราวกับรู้จักกันมานานอีกด้วย ------------------------------------ พระราชบิดาเสด็จสวรรคต ในระหว่างที่คณะของพระราชโอรสกำลังเจริญสัมพันธไมตรีกับแคว้นของพระราชาที่มีความเจริญทางศิลปะอยู่นั้น กลุ่มของนายทหารชั้นผู้ใหญ่ที่ให้การสนับสนุนท่านมหาเสนาบดี ก็ดำเนินการสืบสวนและสอบสวน เพื่อควานหาตัวการที่ลอบปลงพระชนม์พระราชโอรส จากนั้นก็ดำเนินการจับกุมตัวสายลับและข้าราชการที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ได้หลายคน รวมถึงยังได้เบาะแสที่โยงใยไปถึงตัวการใหญ่ที่อยู่เบื้องหลังแผนการอำมหิตในครั้งนี้อีกด้วย แต่ทว่าในขณะที่การสืบสวนกำลังดำเนินไป เหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันก็บังเกิดขึ้น คือ พระราชาเสด็จสวรรคตด้วยโรคปัจจุบันตามพระชนมายุของพระองค์ เหตุการณ์นี้ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่มาก ทำให้ประชาชนทั้งแคว้นต่างพากันเศร้าโศกเสียใจกับการจากไปของพระองค์กันทั่วหน้า นอกจากนั้น การเสด็จสวรรคตอย่างกะทันหันยังทำให้บรรดาข้าราชการและนายทหารชั้นผู้ใหญ่เกิดความว้าวุ่นใจอย่างหนัก เพราะตำแหน่งของพระราชาผู้ปกครองแคว้นว่างลง และผู้ที่จะสืบทอดราชบัลลังก์ต่อจากพระราชา คือ พระราชโอรส ยังทรงปฏิบัติภารกิจอยู่ต่างแคว้น แต่ด้วยเหตุที่บ้านเมืองจะขาดพระราชานานไม่ได้เพราะจะส่งผลต่อการบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งอาจจะทำให้เกิดความระส่ำระสายขึ้นภายในแคว้นได้และที่สำคัญหากเรื่องนี้ล่วงรู้ไปถึงพระราชาของแคว้นที่ไม่ประสงค์ดี พระองค์ก็อาจจะทรงรีบยกทัพมาโจมตีในช่วงที่เหตุการณ์กำลังผันผวน ด้วยเหตุนี้นายทหารชั้นผู้ใหญ่ทั้งหลายจึงรีบส่งม้าเร็วไปเข้าเฝ้าพระราชโอรสเพื่อกราบบังคมทูลข่าวการเสด็จสวรรคตของพระราชา พระองค์จะได้รีบเสด็จกลับมาประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกต่อไป ทันทีที่พระราชโอรสทรงทราบข่าวการเสด็จสวรรคตของพระราชบิดาผู้เป็นที่รักยิ่ง ก็ทรงพระโทมนัสและอาลัยกับการจากไปของพระราชบิดาเป็นอย่างยิ่ง แต่ถึงกระนั้น พระองค์ก็ทรงอดทนอดกลั้นและเก็บความรู้สึกเหล่านั้นเอาไว้แต่เพียงผู้เดียว โดยมิได้มีพระอาการเศร้าโศกให้ใครเห็นเลย นอกจากทรงเงียบขรึมลงไปบ้างเท่านั้น หลังจากทราบข่าวแล้ว ท่านมหาเสนาบดีจึงเรียกประชุมเหล่าบรรดานายทหารราชองครักษ์ทั้งหมด เพื่อเตรียมขบวนเสด็จกลับในทันที โดยวางแผนคุ้มกันขบวนเสด็จอย่างหนาแน่นและรัดกุมมากที่สุด ------------------------------------ เปิดโปงแผนการร้ายของเสนาบดีผู้ฉ้อฉล เมื่อขบวนเสด็จของพระราชโอรสกลับมาถึงเมืองหลวงของแคว้นแล้ว ข้าราชการและนายทหารชั้นผู้ใหญ่ทั้งหลายต่างมาประชุมร่วมกัน เพื่อลงมติเสนอให้พระราชโอรสทรงเป็นผู้สืบทอดราชบัลลังก์อย่างเป็นทางการ ตามกฎของการสืบทอดราชบัลลังก์ในยุคนั้น แต่ในขณะที่มีการประชุมอยู่นั้น เสนาบดีผู้ฉ้อฉลก็กล่าวคัดค้านการเสด็จขึ้นครองราชย์ของพระราชโอรสท่ามกลางที่ประชุมอย่างที่ไม่มีใครคาดคิด เสนาบดีผู้ฉ้อฉลอ้างเหตุผลว่า ถ้าหากพระราชโอรสเสด็จขึ้นครองราชย์ในตอนนี้ พระองค์อาจทรงเป็นชนวนที่ก่อให้เกิดสงครามระหว่างแคว้นได้ เนื่องจากพระองค์ไม่ได้เสด็จพระราชดำเนินไปเจริญสัมพันธไมตรีกับแคว้นกันชนฝั่งทิศเหนือตามที่นัดหมายเอาไว้ แต่ทรงเปลี่ยนเส้นทางไปเจริญสัมพันธไมตรีกับแคว้นของพระราชาพระองค์อื่นแทน เมื่อพระราชโอรสทรงกระทำเช่นนี้ พระราชาของแคว้นกันชนฝั่งทิศเหนือจึงทรงเกิดความขุ่นเคือง พระราชหฤทัยเป็นอย่างมาก เนื่องจากเข้าพระทัยผิดว่า พระราชโอรสทรงมองข้ามความสำคัญของแคว้นของพระองค์ไป ซึ่งถือเป็นการหมิ่นพระเกียรติของพระองค์ ทำให้ขณะนี้พระราชาของแคว้นกันชนฝั่งทิศเหนือทรงยกทัพบุกเข้ามาประชิดเขตแดนแคว้นของพระราชโอรสแล้ว เมื่อเป็นดังนี้ ก่อนเสด็จขึ้นครองราชย์ พระราชโอรสควรเสด็จไปทำความเข้าใจกับพระราชาแคว้นกันชนฝั่งทิศเหนือก่อน และขอพระราชทานอภัย แล้วจึงค่อยเสด็จกลับมาขึ้นครองราชย์ เมื่อกลุ่มนายทหารชั้นผู้ใหญ่ฟังเหตุผลที่เสนาบดีผู้ฉ้อฉลยกขึ้นมากล่าวอ้าง เพื่อคัดค้านไม่ให้พระราชโอรสเสด็จขึ้นครองราชย์แล้ว นายทหารชั้นผู้ใหญ่กลุ่มนี้ก็รีบยกเหตุผลที่แท้จริงสวนกลับไปทันทีว่า สาเหตุที่ทำให้พระราชโอรสทรงเปลี่ยนเส้นทางการเจริญสัมพันธไมตรี ก็เพราะมีการดักลอบปลงพระชนม์ระหว่างที่พระองค์เสด็จเข้าสู่เขตชายแดนของแคว้นกันชนฝั่งทิศเหนือ และคนที่ลอบปลงพระชนม์ก็เป็นทหารที่ส่งมาจากแคว้นกันชนฝั่งทิศเหนือนั่นเอง หลังจากที่นายทหารชั้นผู้ใหญ่กลุ่มนี้ชี้แจงแสดงเหตุผลที่แท้จริงให้ที่ประชุมรับทราบแล้ว ก็เบิกตัวสายลับที่จับได้มาแสดงตัวท่ามกลางที่ประชุม พร้อมทั้งแสดงหลักฐานเรื่องการรับสินบนจากแคว้นกันชนฝั่งทิศเหนือให้ที่ประชุมเห็นอย่างชัดเจนว่า มีข้าราชการหลายคนนำความลับของทางแคว้นไปขายให้แคว้นกันชนฝั่งทิศเหนือ และตัวการสำคัญก็คือ เสนาบดีผู้ฉ้อฉลนั่นเอง นอกจากหลักฐานเรื่องการรับสินบนทั้งหมดจะสามารถมัดตัวเสนาบดีผู้ฉ้อฉลได้อย่างแน่นหนาแล้ว ยังมีหลักฐานชิ้นสำคัญซึ่งเป็นไม้ตาย ที่สามารถจัดการกับเสนาบดีผู้ฉ้อฉลได้อย่างเด็ดขาดอีกด้วย คือหลักฐานที่บ่งชี้ว่า ตัวเสนาบดีผู้คิดไม่ซื่อไม่ได้เป็นคนของแคว้นพระราชาองค์ที่ออกบวชมาตั้งแต่ต้น เพราะบรรพบุรุษของเสนาบดีผู้ฉ้อฉลนี้ล้วนเป็นคนของแคว้นกันชนฝั่งทิศเหนือ ที่ถูกส่งตัวมาเพื่อทำงานลับเฉพาะกิจทั้งสิ้น ซึ่งนายทหารชั้นผู้ใหญ่กลุ่มนี้ยังสืบทราบถึงแผนการลับดังกล่าวแล้วอีกด้วย แผนการลับนั้นก็คือ หลังจากที่ครอบครัวของเสนาบดีผู้ฉ้อฉลย้ายสำมะโนครัวจากแคว้นกันชนฝั่งทิศเหนือเข้ามาอยู่ที่แคว้นของพระราชาองค์ที่ออกบวชแล้ว ครอบครัวของเสนาบดีผู้ฉ้อฉลก็เริ่มส่งคนในครอบครัวแทรกซึมเข้ามามีบทบาทในด้านการเมืองการปกครองของแคว้น ด้วยการใช้เงินติดสินบนเจ้าหน้าที่บ้านเมือง จนกระทั่งสามารถไต่เต้าขึ้นมาเป็นข้าราชการระดับสูงได้ จากนั้น เสนาบดีผู้ฉ้อฉลก็ส่งข้าราชการและนายทหารที่ตนชุบเลี้ยงไว้ด้วยเงินและสินบน ไปเป็นเจ้าเมืองปกครองหัวเมืองในแถบทิศตะวันตกเฉียงเหนือของแคว้น ซึ่งเป็นเขตชายแดนที่อยู่ติดกับแคว้นกันชนฝั่งทิศเหนือ ต่อมานายทหารบางคนซึ่งเป็นสมุนของเสนาบดีผู้ฉ้อฉล ก็ได้ก้าวขึ้นเป็นถึงแม่ทัพคุมกองทัพภาคฝั่งตะวันตกเฉียงเหนือ ดังเช่น แม่ทัพจอมขี้เกียจที่เป็นหัวหน้าของท่านมหาเสนาบดี เป็นต้น ซึ่งทั้งข้าราชการและนายทหารที่เป็นลูกสมุนของเสนาบดีผู้ฉ้อฉลเหล่านั้น ต่างทำการทุจริตขูดรีดภาษีที่ดินและพืชผลทางการเกษตร เพื่อเอาเงินมาหมุนเวียนเลี้ยงดูพวกข้าราชการทุจริตด้วยกัน เมื่อแผนการทุกอย่างของเสนาบดีผู้ฉ้อฉลดำเนินไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งประชาชนตาดำ ๆ ได้รับความเดือดร้อนกันถ้วนหน้า และเริ่มมีความขัดแย้งกับเจ้าหน้าที่ทางการจนถึงขีดสุด ประชาชนที่อดทนต่อความเดือดร้อนไม่ไหวก็จะก่อสถานการณ์ความไม่สงบขึ้นในทุก ๆ เมือง ที่มีคนของเสนาบดีผู้ฉ้อฉลดูแลอยู่ เมื่อประชาชนอ่อนแอ กองทัพอ่อนแอ ก็ย่อมส่งผลให้บ้านเมืองพลอยอ่อนแอตามไปด้วย เมื่อทุกภาคส่วนมีความอ่อนแอและแตกแยกจนรวมตัวกันไม่ติดแล้ว แผนการต่อไปของเสนาบดีผู้ฉ้อฉลก็คือ การนำกองทัพจากแคว้นกันชนฝั่งทิศเหนือเข้ามาบุกโจมตีเมืองหลวงของแคว้นพระราชาองค์ที่ออกบวช เพื่อยึดครองและล้มราชบัลลังก์ ซึ่งแผนการลอบปลงพระชนม์พระราชโอรสก็เป็นส่วนหนึ่งของแผนการนี้ด้วย เพียงแต่แผนการดังกล่าวต้องมาล้มเหลวเสียก่อน เพราะท่านมหาเสนาบดีสามารถคุ้มกันพระราชโอรสไว้ได้ เมื่อเสนาบดีผู้ฉ้อฉลถูกกลุ่มนายทหารชั้นผู้ใหญ่แฉเบื้องลึกเบื้องหลังและแผนการทุกอย่างท่ามกลางที่ประชุม ด้วยพยานหลักฐานและพยานบุคคลที่แน่นหนาเช่นนั้นแล้ว เสนาบดีผู้ฉ้อฉลก็ตกใจจนหน้าซีดเผือดเป็นไก่ต้ม เพราะนึกไม่ถึงว่า เรื่องดังกล่าวจะปรากฏอย่างชัดเจนแจ่มแจ้งขนาดนี้ ทั้ง ๆ ที่ตัวเองมั่นใจว่า ฆ่าตัดตอนพยานและทำลายหลักฐานที่จะกลับมามัดตัวไปทั้งหมดแล้ว แต่ทว่าทุกแผนการไม่ว่าจะมาแบบเหนือเมฆแค่ไหน ก็ไม่อาจที่จะรอดพ้นสายตาของบรรดากลุ่มนายทหารชั้นผู้ใหญ่หรือกลุ่มเสนาบดีฝ่ายพระราชโอรส ซึ่งรวมถึงท่านมหาเสนาบดีไปได้เลย ทั้งนี้เพราะตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา กลุ่มนายทหารชั้นผู้ใหญ่เก็บรวบรวมข้อมูลพยานหลักฐานและสืบสวนสอบสวนพยานบุคคลอย่างลับ ๆ มาเป็นเวลานาน ถึงเวลานี้หลักฐานทุกอย่างก็ครบถ้วน และเมื่อนำมาเปิดเผยก็สามารถกระชากหน้ากากของเสนาบดีผู้ฉ้อฉลได้แบบดิ้นไม่หลุด จากนั้นฝ่ายเสนาบดีผู้จงรักภักดีต่อพระราชโอรสจึงเข้าจับกุมตัวเสนาบดีผู้ฉ้อฉล พร้อมกับผู้คิดคดทรยศทั้งหมดในเมืองหลวงมาลงโทษด้วยการคุมตัวเข้าไปขังไว้ในคุกตามระเบียบ ------------------------------------ ปลดแม่ทัพภาค หลังจากนั้นนายทหารชั้นผู้ใหญ่กลุ่มนี้ก็ส่งตัวแม่ทัพผู้มีความจงรักภักดีผู้หนึ่ง พร้อมกับกำลังทหารจำนวนหนึ่ง เดินทางถือคำสั่งไปปลดแม่ทัพภาคตะวันตกเฉียงเหนือคนเก่า หรือแม่ทัพจอมขี้เกียจที่เคยเป็นหัวหน้าของท่านมหาเสนาบดีออกจากตำแหน่ง พร้อมกับแต่งตั้งให้แม่ทัพผู้มีความจงรักภักดีทำหน้าที่แทน เมื่อสถานการณ์ทุกอย่างเริ่มคลี่คลายลง เหล่าเสนาบดีจึงจัดพิธีเฉลิมฉลองและสถาปนาพระราชโอรสให้ขึ้นครองราชย์อย่างเป็นทางการ เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้พสกนิกรทั้งหลายดีอกดีใจมาก จึงพากันช่วยตระเตรียมงานเฉลิมฉลองพระราชาองค์ใหม่อย่างคึกคักไปทั่วทั้งเมืองเลยทีเดียว แต่ทว่าในระหว่างที่เรื่องราวกำลังดำเนินไปอย่างราบรื่นนั้น จู่ ๆ เรื่องวุ่นวายบางอย่างก็พลันเกิดขึ้นอีกจนได้ คือมีพัศดีหรือผู้คุมคุกบางคนรับสินบนจากเสนาบดีผู้ฉ้อฉล แล้วปล่อยเสนาบดีผู้ฉ้อฉลให้หนีออกไปนอกเมืองพร้อมกับครอบครัว และกำลังพากันมุ่งหน้าออกไปทางหัวเมืองชายแดนฝั่งทิศตะวันตกเฉียงเหนือ หลังจากที่เสนาบดีผู้ฉ้อฉลหลบหนีออกจากคุกไปได้ไม่นาน เจ้าหน้าที่ของเสนาบดีของพระราชาองค์ที่ออกบวชก็รีบนำเรื่องนี้มากราบบังคมทูลพระราชาในทันที ทำให้ทรงมีความกังวลพระราชหฤทัยมาก เพราะ ณ ช่วงเวลานั้น แม่ทัพผู้มีความจงรักภักดีที่ทางส่วนกลางหมายมั่นปั้นมือจะให้ดำรงตำแหน่งแม่ทัพภาคตะวันตกเฉียงเหนือคนใหม่ ยังไปไม่ถึงเขตหัวเมืองชายแดนฝั่งทิศตะวันตกเฉียงเหนือ กำลังอยู่ในระหว่างการเดินทางเพื่อนำคำสั่งปลดจากส่วนกลางไปยื่นให้แม่ทัพคนเก่า ดังนั้น ถ้าหากเสนาบดีผู้ฉ้อฉลเดินทางไปถึงหัวเมืองชายแดนฝั่งทิศตะวันตกเฉียงเหนือก่อนที่คำสั่งปลดแม่ทัพภาคคนเก่าจะไปถึง เสนาบดีผู้ฉ้อฉลก็จะสามารถควบคุมกองกำลังทหารในภาคตะวันตกเฉียงเหนือได้ทั้งหมดโดยปริยาย และจะก่อให้เกิดปัญหาใหญ่ตามมาอีกมากมายอย่างแน่นอน อย่างไรก็ตาม ในขณะที่เสนาบดีผู้ฉ้อฉลพร้อมกับครอบครัวกำลังเร่งรีบหลบหนีไปยังหัวเมืองชายแดนฝั่งทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ท่านมหาเสนาบดีก็อาสาไปตามจับเสนาบดีผู้นั้นด้วยตนเอง เพราะท่านเชี่ยวชาญเส้นทางและพื้นที่แถบนั้นมาก อีกทั้งยังได้วางเครือข่ายสายงานของท่านไว้ที่หัวเมืองชายแดนแห่งนั้นเป็นอย่างดี ท่านมหาเสนาบดีรีบออกเดินทางไปยังหัวเมืองชายแดนแห่งนั้นทันที โดยเร่งเดินทางทั้งกลางวันกลางคืนอย่างไม่ลดละ เพื่อจะไปให้ถึงหัวเมืองชายแดนแห่งนั้นก่อนที่เสนาบดีผู้ฉ้อฉลจะไปพบกับแม่ทัพภาคตะวันตกเฉียงเหนือคนเก่า ในระหว่างที่ท่านมหาเสนาบดีกำลังเดินทางนั้น ท่านก็ส่งข่าวไปยังหน่วย ฉก. (เฉพาะกิจ) ของท่านที่ประจำการอยู่ที่เขตหัวเมืองชายแดนแห่งนั้นว่า ให้ทุกคนคอยเฝ้าติดตามสืบหาดูว่า เสนาบดีผู้ฉ้อฉลจอมกบฏเดินทางไปถึงไหนแล้ว ถ้าหากเจอตัวก็ให้คอยจับตาดูความเคลื่อนไหวอยู่ห่าง ๆ แล้วรีบส่งข่าวมารายงานให้ท่านทราบเป็นระยะ ๆ ในขณะเดียวกันก็ให้คอยตามประกบตัวแม่ทัพภาคจอมขี้เกียจไว้ตลอดเวลา ถ้ามีความคืบหน้าอย่างไรให้รีบส่งข่าวมารายงานให้ท่านทราบด้วยเช่นกัน หลังจากที่เสนาบดีผู้ฉ้อฉลเดินทางไปถึงเขตหัวเมืองชายแดนฝั่งทิศตะวันตกเฉียงเหนือแล้ว ก็รีบเข้าไปยังจวนของแม่ทัพภาคจอมขี้เกียจคนนั้นด้วยความกระหยิ่มยิ้มย่องอยู่ในใจว่า ในที่สุดเราก็รอดแล้ว และต่อไปเราจะสั่งการให้เปิดประตูเมืองต้อนรับกองทัพของแคว้นกันชนฝั่งทิศเหนือ เพื่อยกทัพบุกขยี้เมืองหลวงของแคว้นพระราชาองค์ที่ออกบวชให้ราบคาบไปเลย แต่ในขณะที่เสนาบดีผู้ฉ้อฉลกำลังเข้าไปในจวนของแม่ทัพภาคจอมขี้เกียจนั้น เขาก็พลันเกิดอาการตกใจอย่างสุดขีด เพราะบุคคลที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าไม่ใช่แม่ทัพภาคจอมขี้เกียจอย่างที่คิดเอาไว้ แต่กลับเป็นท่านมหาเสนาบดีผู้พิทักษ์แว่นแคว้นที่คอยขัดขวางแผนการร้ายของเขานั่นเอง ทันทีที่เสนาบดีผู้ฉ้อฉลเห็นหน้าท่านมหาเสนาบดี ก็รู้ตัวในทันทีว่า ตัวเองชะตาขาดเสียแล้ว เมื่อเสนาบดีผู้ฉ้อฉลไม่อาจหลบเลี่ยงไปทางไหนได้ จึงทำเป็นแกล้งยอมแพ้แต่โดยดี พร้อมกับยื่นข้อเสนอต่อรองกับท่านมหาเสนาบดีว่า ขอให้ท่านมหาเสนาบดีปล่อยตัวภรรยาและลูกของตนกลับไปยังแคว้นกันชนฝั่งทิศเหนือ เพราะพวกเขาไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ถ้าหากท่านมหาเสนาบดียอมปล่อยตัวภรรยาและลูกของตนไป ก็จะยอม เปิดเผยรายชื่อข้าราชการที่รับสินบน รวมถึงรายชื่อสายลับทั้งหมด เมื่อท่านมหาเสนาบดีรับฟังข้อเสนอของเสนาบดีผู้ฉ้อฉลแล้ว ก็เห็นว่าข้อเสนอดังกล่าวเป็นประโยชน์ต่อการรักษาความมั่นคงของแว่นแคว้น ท่านจึงตอบตกลงรับข้อเสนอ จากนั้น เสนาบดีผู้ฉ้อฉลก็แสร้งทำเป็นเดินเข้ามาใกล้ ๆ ในระยะประชิด พร้อมกับทำทีท่าเหมือนจะมอบตัวต่อท่านมหาเสนาบดี แต่ทันใดนั้นเขาก็ชักมีดอันคมกริบออกมา แล้วจ้วงแทงไปที่ลำตัวของท่านมหาเสนาบดีอย่างสุดแรงเกิด จนทำให้เสื้อเกราะหนังของท่านมหาเสนาบดีถึงกับทะลุเป็นรูเลยทีเดียว แต่ทว่าความคมของมีดกลับไม่สามารถทำให้ผิวของท่านมหาเสนาบดีเกิดความระคายเคืองได้เลยแม้แต่น้อย เพราะท่านมหาเสนาบดีมีวิชาอยู่ยงคงกระพันคุ้มครองกายอยู่นั่นเอง เมื่อท่านมหาเสนาบดีถูกเสนาบดีผู้ฉ้อฉลลอบทำร้ายทีเผลอเช่นนั้น ท่านจึงสั่งสอนด้วยการบริจาคทั้งมือ เท้า เข่า ศอก โดยไม่ยั้ง จนเสนาบดีผู้ฉ้อฉลถึงกับสิ้นฤทธิ์ลงไปนอนกองกับพื้น จากนั้นท่านมหาเสนาบดีก็สั่งให้จับกุมตัวภรรยาและลูกของเสนาบดีผู้ฉ้อฉลเอาไว้ เพื่อเจรจาต่อรองแลกข้อมูลสำคัญ หลังจากที่ท่านมหาเสนาบดีสามารถจับกุมตัวเสนาบดีผู้ฉ้อฉลและแม่ทัพภาคจอมขี้เกียจเข้าคุกได้แล้ว ก็มีสายลับรายงานข่าวมาถึงแม่ทัพภาคตะวันตกเฉียงเหนือคนใหม่ว่า ขณะนี้ทางแคว้นกันชนฝั่งทิศเหนือที่ยกทัพมาประชิดเขตชายแดนอยู่นั้น กำลังเคลื่อนทัพลงมาใกล้ด่านหน้าของหัวเมืองชายแดนแห่งนี้แล้ว โดยมุ่งหวังจะบุกเข้าโจมตีในโอกาสต่อไป ด้วยเหตุนี้ ท่านมหาเสนาบดีกับแม่ทัพภาคคนใหม่จึงร่วมมือกันจัดเตรียมทุกอย่างให้พร้อมสำหรับตั้งรับศึกใหญ่ที่กำลังจะเกิดขึ้น โดยสั่งการให้เหล่าทหารเสริมคันคูให้สูงขึ้น พร้อมกับซ่อมแซมป้อมค่ายทุก ๆ ด้าน ให้แข็งแรง และจัดเวรยามตรวจตราดูคนเข้าออกประตูเมืองอย่างเข้มงวดอีกด้วย เมื่อภาวะบ้านเมืองกำลังล่อแหลมต่อภัยสงครามเช่นนี้ พวกชาวบ้านที่อยู่บริเวณแนวตะเข็บชายแดนจึงต่างรีบหอบลูกจูงหลานหนีเข้ามาอยู่ในเขตกำแพงเมืองกันทั้งหมด ภาวะเช่นนี้ทำให้บรรยากาศภายในหัวเมืองชายแดนฝั่งทิศตะวันตกเฉียงเหนือเต็มไปด้วยความกดดันและตึงเครียดอย่างมาก เพราะทุกฝ่ายต้องเตรียมพร้อมสำหรับรับศึกใหญ่ที่อาจจะเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ ในระหว่างที่บ้านเมืองตกอยู่ท่ามกลางภาวะที่ตึงเครียด พระราชาองค์ที่ออกบวชก็มีพระบรมราชโองการให้เรียกตัวท่านมหาเสนาบดีกลับไปยังเมืองหลวงเร็วที่สุด เพื่อรับตำแหน่งข้าหลวงพิเศษไปทำหน้าที่ราชทูตหรือเป็นผู้แทนพระองค์ในการเดินทางไปยังแคว้นของพระราชาที่มีความเจริญทางศิลปะ สาเหตุที่พระราชาตัดสินพระราชหฤทัยเช่นนี้ เพราะพระองค์ทรงเห็นว่า ท่านมหาเสนาบดีมีความคุ้นเคยกับแคว้นของพระราชาที่มีความเจริญทางศิลปะพอสมควร อีกทั้งเจ้าชายผู้ทรงมีศิลปะในหัวใจกับเหล่าเสนาอำมาตย์และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ที่อยู่ในแคว้นนั้นต่างรู้จักท่านมหาเสนาบดีกันทั้งสิ้น ด้วยเหตุนี้ ท่านมหาเสนาบดีจึงรีบสั่งการให้เหล่าขุนพลนายทหารที่อยู่ในหน่วย ฉก. ของท่านทำหน้าที่รักษาการควบคุมดูแลทหารหน่วยต่าง ๆ แทนหัวหน้าคนเก่า แล้วตัวท่านก็รีบเดินทางกลับเมืองหลวงพร้อมขุนพลคนสนิทเพียงคนเดียวเท่านั้น หลังจากที่ท่านมหาเสนาบดีเดินทางกลับไปยังเมืองหลวง และได้รับตำแหน่งข้าหลวงพิเศษแล้ว ท่านก็รีบเดินทางไปยังแคว้นของพระราชาที่มีความเจริญทางศิลปะพร้อมกับขุนพลคนสนิททันที เมื่อถึงแคว้นนั้นแล้ว ท่านก็รีบไปขอเข้าเฝ้าเจ้าชายผู้ทรงมีศิลปะในหัวใจ เพื่อกราบทูลขอความช่วยเหลือเรื่องการยุติสงครามที่กำลังจะเกิดขึ้นในครั้งนี้ ทันทีที่เจ้าชายผู้ทรงมีศิลปะในหัวใจทรงทราบข้อมูลอย่างชัดเจนทั้งหมดแล้ว พระองค์ทรงแสดงความเห็นว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ใหญ่มาก พระองค์คงไม่สามารถตัดสินพระราชหฤทัยได้โดยลำพัง ต้องนำเรื่องเข้าไปกราบทูลพระราชาและแจ้งให้เหล่าเสนาอำมาตย์ในที่ประชุมทราบก่อน จากนั้นเจ้าชายผู้ทรงมีศิลปะในหัวใจก็ทรงนำท่านมหาเสนาบดีเข้าสู่ที่ประชุมในท้องพระโรงทันที ------------------------------------ ราชทูตผู้เฉียบขาด เจ้าชายผู้ทรงมีศิลปะในหัวใจทรงนำท่านมหาเสนาบดีเข้าเฝ้าพระราชาและแนะนำตัวท่ามกลางที่ประชุมเสนาอำมาตย์ พร้อมทั้งมีพระราชดำรัสกับเหล่าเสนาอำมาตย์ถึงวัตถุประสงค์ที่ท่านมหาเสนาบดีเดินทางมาในครั้งนี้ แต่ด้วยความที่เหล่าเสนาอำมาตย์ของแคว้นนี้ ล้วนแต่เป็นข้าราชการอาวุโสที่รับราชการมานาน จึงมีความคิดความอ่านรวมถึงปฏิภาณไหวพริบที่ไม่ธรรมดา ด้วยเหตุนี้จึงทำให้เหล่าเสนาอำมาตย์รู้สึกไม่ไว้วางใจท่านมหาเสนาบดี เพราะไม่รู้ว่ามาดีหรือมาร้าย ดังนั้นจึงพยายามส่งสายตาที่ไม่เป็นมิตรมาข่มขู่ ข่มขวัญและกดดันท่านมหาเสนาบดีอยู่ตลอดเวลา แต่ไม่ว่าท่านมหาเสนาบดีจะถูกกดดันสักเพียงใด ท่านก็ไม่มีอาการหวาดหวั่น ตรงกันข้ามท่านกลับสงบนิ่ง เยือกเย็น และยังคงมีท่วงท่าอันสง่างาม มั่นคงดุจขุนเขาที่ไม่หวั่นไหวต่อแรงลมใด ๆ ท่านกวาดสายตามองไปยังเหล่าเสนาอำมาตย์ทั้งหลายในที่ประชุมแห่งนั้น ด้วยดวงตาที่ฉายแววแห่งความกล้าหาญและทรงพลานุภาพ พร้อมทั้งเอ่ยวาจาด้วยเสียงดังกังวาน ชัดถ้อยชัดคำ และเปี่ยมล้นไปด้วยความมั่นใจว่า เหตุที่ท่านเดินทางมาสู่แคว้นนี้ก็เพื่อมายื่นข้อเสนอแห่งสันติภาพระหว่างแคว้นของพระราชาองค์ที่ออกบวชกับแคว้นของพระราชาที่มีความเจริญทางศิลปะ ให้จับมือเป็นแคว้นพันธมิตรกัน คอยช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และไม่ทำสงครามกัน แต่ด้วยสถานการณ์ในเขตหัวเมืองชายแดนที่กำลังเข้าสู่จุดวิกฤตอยู่ในขณะนี้ ทางแคว้นพระราชาองค์ที่ออกบวชจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องขอร้องและขอความช่วยเหลือจากแคว้นของพระราชาที่มีความเจริญทางศิลปะ ให้ช่วยเคลื่อนทัพไปโจมตีแคว้นกันชนฝั่งทิศเหนือ เพื่อกดดันให้แคว้นกันชนฝั่งทิศเหนือห่วงหน้าพะวงหลัง จนต้องยอมถอนกำลังทัพกลับไปยังแคว้นของตน ซึ่งหากเป็นดังนี้ ก็จะช่วยคลี่คลายความกดดันที่มีต่อแคว้นของพระราชาองค์ที่ออกบวชลงได้ในที่สุด เมื่อท่านมหาเสนาบดียื่นข้อเสนอดังกล่าวไปแล้ว เหล่าเสนาอำมาตย์และแม่ทัพนายกองต่างก็ปรึกษาและถกถามความเห็นของกันและกันจนอื้ออึงไปทั่วทั้งท้องพระโรง จากนั้นก็หันมาถามท่านมหาเสนาบดีว่าแคว้นของตนจะได้ประโยชน์อะไรจากการเคลื่อนทัพไปช่วยแคว้นของพระราชาองค์ที่ออกบวชในครั้งนี้ เมื่อท่านมหาเสนาบดีถูกยิงคำถามมาเช่นนั้น ท่านก็ชี้แจงทั้งเหตุและผลอย่างแยบคายว่า หากแคว้นของพระราชาที่มีความเจริญทางศิลปะยอมยกทัพไปช่วยโจมตีหรือกดดันแคว้นกันชนฝั่งทิศเหนือให้ยอมถอยทัพกลับไปก็จะเกิดความเป็นไปได้ ๒ ประการ ที่ล้วนแต่เอื้อประโยชน์แก่แคว้นของพระราชาที่มีความเจริญทางศิลปะทั้งสิ้น ประการที่ ๑ หากแคว้นของพระราชาที่มีความเจริญทางศิลปะยกทัพไปโจมตีแคว้นกันชนฝั่งทิศเหนือ แล้วแคว้นกันชนฝั่งทิศเหนือไม่ยอมถอยทัพกลับไป ยังคงฝืนทำสงครามกับแคว้นของพระราชาองค์ที่ออกบวชต่อ ก็จะเป็นโอกาสอันดีที่แคว้นของพระราชาที่มีความเจริญทางศิลปะจะได้เปรียบในการโจมตีหัวเมืองของแคว้นกันชนฝั่งทิศเหนือให้พ่ายแพ้ได้ง่าย เพราะกำลังทหารของแคว้นนี้ถูกแบ่งไปสู้รบกับแคว้นของพระราชาองค์ที่ออกบวช เมื่อเป็นเช่นนี้ แคว้นของพระราชาที่มีความเจริญทางศิลปะก็สามารถฉวยโอกาสอันมีค่านี้ ไล่โจมตีหัวเมืองชายแดนของแคว้นกันชนฝั่งทิศเหนือ ซึ่งมีอยู่ประมาณ ๓-๔ เมือง แล้วยึดครองเป็นอาณาจักรของตนเองได้อย่างสบาย ๆ ประการที่ ๒ ถ้าหากแคว้นกันชนฝั่งทิศเหนือยอมถอนกำลังกลับไปยังเมืองของตนเอง คือ ยกเลิกการบุกโจมตีแคว้นของพระราชาองค์ที่ออกบวช แต่ยกทัพกลับไปตั้งรับ ทางแคว้นของพระราชาที่มีความเจริญทางศิลปะก็สามารถถอยทัพกลับได้ และทุกฝ่ายก็จะได้รับสันติภาพและสันติสุข หากแคว้นกันชนฝั่งทิศเหนือคิดจะแก้แค้นหรือรุกรานแคว้นของพระราชาที่มีความเจริญทางศิลปะบ้าง แคว้นของพระราชาองค์ที่ออกบวชในฐานะแคว้นพันธมิตรก็จะไม่นิ่งดูดาย จะยกกองทัพมาช่วยเหลืออย่างเต็มอัตราศึกเช่นเดียวกัน ถึงแม้ท่านมหาเสนาบดีชี้แจงข้อเสนออันชาญฉลาด ซึ่งเป็นทางมาแห่งสันติภาพและเอื้อประโยชน์แก่แคว้นของพระราชาที่มีความเจริญทางศิลปะชนิดที่เรียกว่าได้ทั้งขึ้นทั้งล่องเช่นนี้แล้ว แต่ทางฝ่ายเสนาอำมาตย์ที่อยู่ในท้องพระโรงก็มีทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยอยู่ดี ในช่วงนั้นเอง พระราชาก็ตรัสขึ้นท่ามกลางที่ประชุมว่า “ถ้าทางเราจะขอหัวเมืองชายแดนของท่านที่อยู่ติดกับแคว้นของเราสัก ๒-๓ เมือง เพื่อเป็นค่าตอบแทนในการเคลื่อนทัพครั้งนี้จะได้หรือไม่” พระราชดำรัสของพระราชาถือเป็นการหยั่งเชิงที่วัดความสามารถทางการทูตของท่านมหาเสนาบดีได้อย่างดียิ่ง อีกทั้งยังเป็นคำถามที่ต้องใช้สติปัญญาในการตอบขั้นสูงเลยทีเดียว เพราะหากตอบได้ดีก็จะสามารถคลี่คลายสถานการณ์นี้ไปได้ แต่ถ้าตอบไม่ดี ไม่เป็นที่พอพระราชหฤทัย การเจรจาขอความช่วยเหลือในครั้งนี้อาจจะกลายเป็นการก่อศัตรูที่น่ากลัวเพิ่มขึ้นอีกทางหนึ่งเลยทีเดียว หลังจากที่ท่านมหาเสนาบดีรับฟังข้อเสนอจากพระราชาแล้ว ก็กล่าวถ้อยคำที่แสดงจุดยืนอย่างชัดเจนและหนักแน่นท่ามกลางที่ประชุมว่า การที่ตัวท่านมาทำหน้าที่เป็นทหารรับใช้ชาติบ้านเมืองนี้ วัตถุประสงค์หลักก็คือ การปกป้องแผ่นดินทุกตารางนิ้วไม่ให้ตกไปเป็นของใคร ดังนั้นข้อเสนอที่จะให้สละดินแดนส่วนน้อยเพื่อรักษาพื้นที่ส่วนใหญ่เอาไว้นั้น ท่านคงไม่สามารถรับข้อตกลงนี้ได้ แต่สิ่งที่ทางแคว้นของพระราชาองค์ที่ออกบวชสามารถหยิบยื่น ให้ได้มากที่สุดก็คือ “สัจจะและสันติภาพเท่านั้น!” เมื่อพระราชาทรงได้รับคำตอบที่กล้าหาญและจริงใจอย่างถึงแก่นเช่นนี้ จึงตรัสตอบท่านมหาเสนาบดีอย่างแบ่งรับแบ่งสู้ว่าขอเวลาในการตัดสินใจเรื่องนี้อีกครั้ง หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจในการต่อรองแล้ว ท่านมหาเสนาบดีก็รีบเดินทางกลับ เพื่อถวายรายงานความคืบหน้าให้พระราชาองค์ที่ออกบวชทรงทราบในทันที แต่ก่อนออกเดินทางกลับมายังแคว้นของพระราชาองค์ที่ออกบวช ท่านมอบหมายให้ขุนพลคู่ใจคนสนิทพักประจำการอยู่ที่แคว้นของพระราชาที่มีความเจริญทางศิลปะ เพื่อทำหน้าที่ประสานงานกับเจ้าชายผู้ทรงมีศิลปะในหัวใจและคอยส่งข่าวความคืบหน้ากลับมายังแคว้นของพระราชาองค์ที่ออกบวช ขุนพลคนสนิทของท่านมหาเสนาบดีผู้นี้ ต่อไปจะกลายเป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ที่มีความสนิทสนมคุ้นเคยกับเจ้าชายผู้ทรงมีศิลปะในหัวใจ และเมื่อเจ้าชายเสด็จขึ้นครองราชย์เป็นพระราชาผู้ปกครองแคว้นแล้ว ขุนพลท่านนี้ก็มีบทบาทสำคัญในการไปช่วยสร้างวัดที่แคว้นของพระราชาผู้ทรงมีศิลปะในหัวใจ ------------------------------------ การปฏิบัติงานของแม่ทัพภาคคนใหม่ หลังจากท่านมหาเสนาบดีเดินทางกลับมาถึงแคว้นของพระราชาองค์ที่ออกบวชแล้ว ก็รีบเข้าเฝ้าเพื่อกราบทูลรายงานผลการเจรจาทางการทูตโดยละเอียด จากนั้น พระราชามีพระบรมราชโองการให้ท่านมหาเสนาบดีรีบเดินทางกลับไปสมทบกับกองทัพภาคที่เตรียมพร้อมอยู่ในแนวรบของหัวเมืองชายแดนฝั่งทิศตะวันตกเฉียงเหนือ โดยพระราชทานพระบรมราโชบายว่า “ศึกครั้งนี้จะต้องชนะสถานเดียว!” เมื่อท่านมหาเสนาบดีเดินทางไปถึงหัวเมืองชายแดนฝั่งทิศตะวันตกเฉียงเหนือแล้ว ก็ได้ทำงานร่วมกับท่านแม่ทัพภาคคนใหม่ ซึ่งเป็นแม่ทัพที่มีความเนี้ยบ เฉียบ เป๊ะ และเอาใจใส่ทุก ๆ ภารกิจที่ได้รับมอบหมาย เช่น การเสริมความแข็งแรงของป้อมค่าย การขุดลอกคูคลองรอบกำแพงเมือง เพื่อวางขวากหนาม แม้มีหน่วยทหารช่างที่มีความเชี่ยวชาญไปดูแลแล้วก็ตาม แต่ท่านแม่ทัพภาคคนใหม่ก็ยังเข้าไปดูแลและตรวจสอบความเรียบร้อยทุก ๆ จุดอีกครั้งด้วยตัวท่านเอง ทำให้คูคลองที่วางขวากหนามและป้อมค่ายของหัวเมืองมีความแข็งแกร่งและแน่นหนาจนศัตรูยากที่จะบุกเข้ามาใกล้กำแพงเมืองได้ นอกจากท่านแม่ทัพภาคคนใหม่จะสามารถสร้างป้อมค่ายที่สมบูรณ์แข็งแรงได้แบบไม่มีที่ติในทุก ๆ รายละเอียดแล้ว ด้วยสติปัญญาอันชาญฉลาด ท่านยังสามารถมองการณ์ไกลและคำนึงถึงผลในระยะยาวได้อีกว่า ถึงแม้ป้อมปราการที่สร้างขึ้นนี้มีความแข็งแรงจนเป็นปราการใหญ่ที่ปกป้องชาวเมืองให้ปลอดภัยได้ก็จริง แต่ถ้าหากการศึกยืดเยื้อ ถูกข้าศึกปิดล้อมเป็นเวลานาน สิ่งที่จะเป็นปัญหาตามมาก็คือ ระบบสาธารณูปโภคภายในเมือง โดยเฉพาะเรื่องน้ำดื่มน้ำใช้ซึ่งอาจไม่เพียงพอกับความต้องการ เมื่อเป็นเช่นนี้ ท่านแม่ทัพภาคคนใหม่จึงออกแบบระบบสาธารณูปโภคเฉพาะกิจขึ้นมา เพื่อใช้ในภาวะวิกฤตสงครามชายแดน โดยสั่งให้หน่วยทหารช่างขุดบ่อต่ออุโมงค์ เพื่อนำน้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติเข้ามาให้ประชาชนใช้โดยไม่ขาดแคลน ไม่เพียงแค่นั้น ท่านแม่ทัพภาคคนใหม่ยังสั่งให้ทหารไปเคลียร์พื้นที่รอบกำแพงเมืองให้กลายเป็นพื้นที่โล่งกว้าง เพื่อให้ทหารช่างสร้างเขื่อนกักเก็บน้ำขนาดใหญ่เอาไว้นอกค่ายอีกด้วย หลังจากสร้างอุโมงค์ส่งน้ำ เขื่อนกักเก็บน้ำขนาดใหญ่ และเคลียร์พื้นที่รอบกำแพงเมืองให้กลายเป็นที่โล่งกว้างเรียบร้อยแล้ว ทหารทุกคนต่างก็เฝ้ารอคอยด้วยใจจดจ่อว่า เมื่อไรกองทัพของข้าศึกจะเคลื่อนทัพมาถึง เพราะท่านมหาเสนาบดีกับท่านแม่ทัพภาคคนใหม่ต่างวางแผนการรบเพื่อรับมือข้าศึกไว้อย่างเต็มที่แล้ว ในช่วงเวลาที่ทุกฝ่ายกำลังเตรียมพร้อมสู้ศึกอยู่นั้น ก็มีข่าวสำคัญจากสายลับที่ฝังตัวอยู่ในแคว้นกันชนฝั่งทิศเหนือว่า ทางแคว้นกันชนฝั่งทิศเหนือยกกองกำลังทหารมามากกว่าที่คาดการณ์เอาไว้มาก เนื่องจากแคว้นกันชนฝั่งทิศเหนือต้องการแสดงแสนยานุภาพ ประกาศศักดาให้แคว้นอื่น ๆ รับรู้ว่า แคว้นของตนมีกำลังพลมากพอที่จะบุกตีแคว้นของพระราชาที่เพิ่งจะเสด็จขึ้นครองราชย์ ส่วนจุดประสงค์ของการบุกโจมตีในครั้งนี้ ก็เพราะต้องการที่จะครอบครองทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์และทรัพย์สมบัติที่มีอยู่อย่างมากมายในแคว้นนี้ อย่างไรก็ตาม แม้ว่าแคว้นกันชนฝั่งทิศเหนือยกไพร่พลมามากสักเพียงใด ท่านมหาเสนาบดีและท่านแม่ทัพภาคคนใหม่ก็ไม่รู้สึกหวั่นเกรง เพราะจัดวางกองกำลังทหารไว้อย่างรัดกุมและเพียงพอแล้ว เพื่อสนองพระบรมราโชบายที่ว่า “ศึกครั้งนี้จะต้องชนะสถานเดียว!” ระหว่างการเตรียมพร้อมนั้น ท่านมหาเสนาบดีก็รอคอยคำตอบจากแคว้นของพระราชาที่มีความเจริญทางศิลปะว่าจะยอมยกทัพมาช่วยหรือไม่ด้วยท่าทีอันสงบนิ่ง ต่อมามีม้าเร็วนำข่าวมาบอกท่านมหาเสนาบดีว่า ทัพหน้าของข้าศึกเคลื่อนไพร่พลมาถึงบริเวณหน้าด่าน และตั้งป้อมค่ายแบบประจันหน้าเรียบร้อยแล้ว และทางฝ่ายแม่ทัพของข้าศึกกับนายทหารคนสนิทถึงกับลงทุนมาตรวจดูพื้นที่การรบด้วยตนเอง เมื่อเป็นดังนั้น ท่านมหาเสนาบดีก็ไม่รอช้า รีบนำกองกำลังทหารบางส่วนออกไปสำรวจทัพของฝ่ายข้าศึกในทันที หลังจากที่ท่านมหาเสนาบดีเดินทางไปถึงจุดที่พอจะสอดส่องความเคลื่อนไหวของกองทัพข้าศึกได้ ท่านก็พบว่า กำลังพลของข้าศึกกับกำลังพลที่มีอยู่ในมือของท่านต่างกันลิบลับ เพราะหากเปรียบเทียบเป็นอัตราส่วนระหว่างกำลังพลของท่านกับกำลังพลของฝ่ายข้าศึกแล้ว มีอัตราส่วนเท่ากับ ๑ ต่อ ๑๐ เลยทีเดียว ซึ่งถ้าเป็นการรบทั่ว ๆ ไป บอกได้ว่า “ไม่น่ารอด” ------------------------------------ ย่ำกลองศึก ในขณะที่ท่านมหาเสนาบดีกำลังตกอยู่ในภาวะหน้าสิ่วหน้าขวาน เพราะต้องเตรียมรับมือกับกองทัพข้าศึกที่มีกำลังพลเหนือกว่าถึง ๑๐ เท่า ท่านก็ได้รับข่าวดีจากทางเมืองหลวงว่า พระราชาของแคว้นที่มีความเจริญทางศิลปะตัดสินพระราชหฤทัยยกทัพมาช่วยแล้ว และในขณะนี้กองทัพกำลังเคลื่อนพลไปประชิดแนวชายแดนของแคว้นกันชนฝั่งทิศเหนือ เพื่อกดดันให้แคว้นกันชนฝั่งทิศเหนือเกิดความห่วงหน้าพะวงหลังเพราะต้องเตรียมรับศึกถึง ๒ ด้าน หลังจากที่ท่านมหาเสนาบดีและเหล่าทหารทราบข่าวดีนี้ ทุกคนต่างก็มีขวัญและกำลังใจดีขึ้นมาก เพียงแต่ว่าในตอนนี้ ทุก ๆ คนจะต้องร่วมมือกันต้านข้าศึกไว้ให้นานที่สุดเท่าที่จะนานได้ เมื่อเช้าวันใหม่เริ่มขึ้น กองทัพของแคว้นกันชนฝั่งทิศเหนือก็ย่ำกลองศึก เพื่อเตรียมจัดทัพเข้าโจมตีค่ายของฝ่ายท่านมหาเสนาบดี เมื่อเป็นดังนี้ ท่านมหาเสนาบดีและแม่ทัพภาคคนใหม่ต่างออกมากล่าวให้กำลังใจเหล่าทหารจนเกิดความฮึกเหิมและพร้อมออกรบอย่างเต็มที่ จากนั้น ท่านมหาเสนาบดีก็ทำพิธีแต่งทัพ พร้อมทั้งร่ายมนตร์ให้เหล่าทหารมีความคงกระพันชาตรี คือ มีหนังเหนียวจนคมหอกคมดาบฟันไม่เข้า อีกทั้งยังร่ายมนตร์สะกดให้กองทัพของข้าศึกเห็นกองทัพของฝ่ายท่านแล้วเกิดความหวาดกลัวจนไม่กล้าที่จะเข้ามาประจันหน้า เมื่อกองทัพของข้าศึกเคลื่อนกำลังพลมาถึงบริเวณด้านหน้าลานดินก่อนถึงกำแพงเมืองแล้ว ทางฝ่ายข้าศึกก็ส่งคณะทูตมาเจรจาแกมข่มขู่ในทำนองที่ว่า ให้ท่านมหาเสนาบดียอมแพ้เสียเถิด จะได้ไม่ต้องมีใครบาดเจ็บล้มตาย ไม่มีการนองเลือด เมื่อท่านมหาเสนาบดีได้ยินดังนั้น เลือดลมภายในตัวของท่านก็พลุ่งพล่านขึ้นมาทันที รีบไล่ตะเพิดคณะทูตเหล่านั้นให้กลับไปอย่างไม่ไยดี ด้วยเสียงอันทรงพลังดุจดั่งเสียงพญาราชสีห์ เมื่อทางฝ่ายข้าศึกเห็นว่า การเจรจาข่มขู่ไม่ได้ผล จึงส่งสัญญาณยกทัพบุกเข้าโจมตีกำแพงเมืองของฝ่ายท่านมหาเสนาบดีในทันที ในขณะที่กองทัพหน้าของฝ่ายข้าศึกกำลังเคลื่อนทัพเป็นแถวยาวสุดลูกหูลูกตาเข้ามายังบริเวณลานดินที่อยู่หน้ากำแพงเมืองนั้น ท่านแม่ทัพภาคคนใหม่ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในเรื่องน้ำ สั่งให้ทลายเขื่อนกั้นน้ำขนาดใหญ่ที่อยู่นอกค่าย ทันใดนั้นมวลน้ำจำนวนมหาศาลก็ไหลทะลักเข้าท่วมลานดินแห่งนั้นอย่างรวดเร็ว ทันทีที่พวกทหารฝ่ายข้าศึกเห็นน้ำหลากพุ่งมาเช่นนั้น ต่างรู้สึกตกใจกลัวจนแตกตื่น และพากันแตกแถวเสียกระบวนทัพไปอย่างไม่เป็นท่า ด้วยยุทธวิธีอันชาญฉลาดของท่านแม่ทัพภาคคนใหม่ผู้มีความเชี่ยวชาญในเรื่องน้ำนี้เอง ลานดินบริเวณด้านหน้ากำแพงเมืองก็กลายเป็นทะเลโคลนตื้น ๆ ที่กินบริเวณกว้างมาก ทำให้กองทัพของฝ่ายข้าศึกเคลื่อนพลบุกเข้ามาโจมตีกำแพงเมืองได้ยาก เมื่อเป็นเช่นนี้ ทหารฝ่ายข้าศึกจึงไม่สามารถบุกเข้ามาสัมผัสกำแพงเมืองได้เลยแม้แต่คนเดียว เรียกได้ว่า ยุทธวิธีนี้ทำให้การบุกโจมตีของข้าศึกต้องหยุดชะงักลงอย่างกะทันหัน ซึ่งถือเป็นยุทธวิธีที่สามารถประวิงเวลาออกไปได้สักระยะหนึ่ง จากนั้น ท่านมหาเสนาบดีก็จัดตั้งกองกำลังทหารหน่วยพิเศษขึ้นมา แล้วให้คอยดักซุ่มอยู่บริเวณด้านหลังแนวข้าศึกเพื่อรอจังหวะ เมื่อไรที่ข้าศึกเผลอก็ให้ทหารหน่วยนี้แอบไปเผาเสบียงของข้าศึกให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ และถ้าทุกอย่างเป็นไปตามแผน เสบียงของข้าศึกก็จะร่อยหรอลงไปเป็นจำนวนมาก เมื่อฝ่ายข้าศึกถูกลักลอบเผาเสบียงไปจำนวนมากเช่นนั้น จึงตอบโต้ด้วยการตัดเส้นทางไหลผ่านของแหล่งน้ำกิน น้ำใช้ โดยใช้กำลังพลที่เหนือกว่าเข้าไปโค่นต้นไม้ เพื่อทำเขื่อนกั้นลำน้ำที่ไหลเข้าไปในกำแพงเมือง ทำให้น้ำในแม่น้ำแห้งขอดลงอย่างรวดเร็ว แม้ฝ่ายข้าศึกสามารถปิดกั้นลำน้ำที่ไหลผ่านเข้าไปในกำแพงเมืองได้แล้วก็ตาม แต่ถึงกระนั้นด้วยความเฉลียวฉลาดของท่านแม่ทัพภาคคนใหม่ ที่จัดเตรียมระบบส่งน้ำผ่านทางท่อไว้ก่อนล่วงหน้าแล้ว จึงทำให้ทหารและประชาชนที่อยู่ภายในกำแพงเมืองยังมีน้ำกิน น้ำใช้ หล่อเลี้ยงชีวิต หลังจากทำสงครามไปได้สักระยะหนึ่ง ท่านมหาเสนาบดีก็ออกไปแอบซุ่มสำรวจดูสภาพความเป็นอยู่ของข้าศึก พบว่าทหารของข้าศึกเริ่มอ่อนล้าเต็มที เพราะขาดแคลนเสบียง นอกจากนี้เวรยามก็หละหลวมมาก เมื่อท่านมหาเสนาบดีทราบเช่นนั้น ท่านจึงอาศัยช่วงจังหวะที่ข้าศึกกำลังอ่อนแอ ส่งกองกำลังทหารหน่วยพิเศษออกไปเผาค่ายของข้าศึกในตอนกลางคืน ทำให้ฝ่ายข้าศึกเกิดความหวาดกลัวจนขวัญหนีดีฝ่อ และไม่กล้าออกมารบนอกค่ายอีก หลังจากนั้นไม่นาน ท่านมหาเสนาบดีก็ทราบข่าวจากทางเมืองหลวงว่า ตอนนี้กองทัพจากแคว้นของพระราชาที่มีความเจริญทางศิลปะเคลื่อนกำลังพลไปประชิดแนวชายแดนของแคว้นกันชนฝั่งทิศเหนือเรียบร้อยแล้ว กองทัพฝ่ายข้าศึกจึงสั่งการถอนทัพอย่างเร่งด่วน เพื่อรีบกลับไปตั้งรับยังแคว้นของตน เมื่อผลออกมาเช่นนี้ พวกชาวบ้านที่อยู่ในเขตหัวเมืองชายแดนแห่งนี้ ต่างก็ออกมาร้องรำทำเพลงเพื่อฉลองชัยชนะในศึกสงครามครั้งนี้ ที่ไม่มีการสูญเสียกำลังพลเลยแม้แต่นายเดียว หลังจากสงครามสงบลงแล้ว ประชาชนทุกคนต่างออกมาช่วยกันฟื้นฟูสภาพบ้านเมืองหลังสงครามให้กลับมาน่าอยู่เหมือนเดิม และเหล่าทหารทุกนายต่างได้รับการปูนบำเหน็จรางวัลกันอย่างเต็มที่ จากความดีความชอบในครั้งนี้ทำให้ ท่านมหาเสนาบดีได้เลื่อนตำแหน่งเป็นแม่ทัพที่ดูแลกำลังพลในเขตเมืองหลวง ควบคู่ไปกับการทำหน้าที่เป็นข้าหลวงพิเศษ ที่มีอำนาจหน้าที่ในการตรวจสอบเรื่องต่าง ๆ แทนพระราชา คือ พูดง่าย ๆ ว่าทำหน้าที่ต่างพระเนตรพระกรรณ หรือเป็นหูเป็นตาแทนพระราชาองค์ที่ออกบวชนั่นเอง หลังจากที่บ้านเมืองได้รับการฟื้นฟูเรียบร้อยแล้ว ประชาชนทั่วทั้งแคว้นต่างพร้อมใจกันจัดงานเฉลิมฉลอง การเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติของพระราชาองค์ใหม่อีกครั้ง ด้วยความสนุกสนานเบิกบานกันอย่างเต็มที่ ในระหว่างที่ประชาชนทั่วทั้งแคว้นกำลังช่วยกันจัดเตรียมงานเฉลิมฉลองการเสด็จขึ้นครองราชย์ของพระราชาองค์ที่ออกบวชอยู่นั้น พระราชามีพระบรมราชโองการให้ท่านมหาเสนาบดีเดินทางไปเจริญสัมพันธไมตรีกับแคว้นของพระราชาที่มีความเจริญทางศิลปะอย่างเป็นทางการ และแสดงความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่พระราชทานความช่วยเหลือในสงครามครั้งที่ผ่านมา รวมทั้งให้กราบบังคมทูลเชิญเจ้าชายผู้ทรงมีศิลปะในหัวใจเสด็จมาร่วมงานเฉลิมฉลองการเสด็จขึ้นครองราชย์ของพระองค์ในครั้งนี้ด้วย ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งสองแคว้นแน่นแฟ้นมากขึ้นกว่าเดิม หลังจากพระราชาองค์ที่ออกบวชทรงปกครองแผ่นดินไปได้ระยะหนึ่ง เหล่าเสนาอำมาตย์และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ทั้งหลายที่ช่วยกันดูแลแว่นแคว้นมาตั้งแต่สมัยพระราชาองค์ก่อน ก็พากันถึงเวลาเกษียณ เปิดทางให้คนรุ่นใหม่ไฟแรงขึ้นมาช่วยกันดูแลแว่นแคว้นต่อไป ด้วยเหตุนี้ ท่านมหาเสนาบดีจึงได้เลื่อนตำแหน่งจากแม่ทัพไปดำรงตำแหน่งที่สูงขึ้น คือ เป็นเสนาบดีทำหน้าที่ช่วยดูแลกิจการงานของบ้านเมืองต่างพระเนตรพระกรรณ ซึ่งท่านก็ทุ่มเทพัฒนาแว่นแคว้นให้มีความเจริญทุก ๆ ด้าน โดยมุ่งเน้นพัฒนาเรื่องการศึกษาและคุณธรรมเป็นหลัก ทั้งยังคอยส่งเสริมสนับสนุนให้เด็ก ๆ รุ่นใหม่ได้ทำงานตามความรู้ความสามารถที่แต่ละคนถนัดอีกด้วย และถ้ามีเรื่องอะไรเกิดขึ้นภายในแว่นแคว้น ท่านก็จะตัดสินด้วยความยุติธรรม คือ ผิดก็ว่ากันไปตามผิด ถูกก็ว่ากันไปตามถูก ทำให้ประชาชนภายในแคว้นอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขเรื่อยมา ------------------------------------ สงครามระหว่างแคว้น หลังจากที่แคว้นของพระราชาองค์ที่ออกบวชอยู่ในภาวะสงบสุขมาเป็นเวลาอันยาวนาน ต่อมา เกิดความไม่สงบขึ้นบริเวณตะเข็บชายแดนที่อยู่ติดกับแคว้นกันชนฝั่งทิศใต้ (แคว้นของพระราชาเกะกะเกเร) จนในที่สุดเหตุการณ์นี้ก็ลุกลามกลายเป็นมหาสงครามระหว่างแคว้นกันชนฝั่งทิศใต้กับแคว้นของพระราชาองค์ที่ออกบวช เดิมแคว้นกันชนฝั่งทิศเหนือและแคว้นกันชนฝั่งทิศใต้เป็นแคว้นเดียวกัน แต่ภายหลังมีการแบ่งเขตพื้นที่การปกครอง โดยพระราชบิดาของพระราชาเกะกะเกเรทรงปกครองแคว้นทางทิศเหนือ ส่วนพระราชาเกะกะเกเรทรงปกครองแคว้นทางทิศใต้ ส่วนสาเหตุที่ทำให้แคว้นของพระราชาองค์ที่ออกบวชทำสงครามกับแคว้นกันชนฝั่งทิศใต้หรือแคว้นของพระราชาเกะกะเกเรนั้น เป็นเพราะพระราชาเกะกะเกเรทรงพยายามส่งกองกำลังทหารเข้ามารุกล้ำตามแนวตะเข็บชายแดนฝั่งทิศใต้ของแคว้นของพระราชาองค์ที่ออกบวช ซ้ำร้ายยังปล้นสะดมและเผาบ้านเรือนของประชาชนที่อาศัยอยู่ในเขตนั้น จนได้รับความเดือดร้อนเสียหายทั้งชีวิตและทรัพย์สินเป็นจำนวนมาก ทำให้ประชาชนหวาดผวาอย่างหนัก และพากันทยอยอพยพครอบครัวหนีออกจากเมืองในที่สุด เมื่อแคว้นของพระราชาองค์ที่ออกบวชถูกรุกรานบ่อยเข้า พระองค์จึงทรงพยายามใช้วิธีประนีประนอม โดยทรงส่งคณะทูตไปเจรจากับผู้นำของแคว้นคู่กรณีอยู่หลายครั้ง ซึ่งผู้นำของแคว้นนั้นมักจะตกปากรับคำทุกครั้งว่าจะรีบหาทางแก้ไขปัญหาให้เร็วที่สุด แต่ในความเป็นจริง ผู้นำของแคว้นดังกล่าวกลับไม่ยอมทำอย่างที่รับปากหรือที่ตกลงกันไว้ คือต่อหน้ารับปาก ลับหลังก็สั่งลุย ด้วยเหตุนี้ พระราชาองค์ที่ออกบวชจึงทรงตระหนักว่า การใช้วิธีเจรจาเช่นนี้คงไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ ซ้ำร้ายประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนกลับยิ่งทวีจำนวนขึ้นเรื่อย ๆ ในที่สุดพระองค์จึงทรงจำเป็นต้องเลือกใช้วิธีการที่รุนแรงและเฉียบขาด ด้วยการมีพระบรมราชโองการให้กองทัพของพระองค์ยกทัพไปปราบกองกำลังของแคว้นพระราชาเกะกะเกเรจนพ่ายแพ้ไปในที่สุด เมื่อกองกำลังของแคว้นพระราชาเกะกะเกเรพ่ายแพ้แล้ว พระราชาองค์ที่ออกบวชมีพระบรมราชโองการให้กองทัพทั้งหมดบุกเข้ายึดเมืองหลวง เพื่อประกาศยึดแคว้นของพระราชาเกะกะเกเร และให้กองกำลังทหารบุกเข้าไปในเขตพระราชวัง นำตัวพระราชาเกะกะเกเรมาลงโทษในที่สุด จากนั้น พระราชาองค์ที่ออกบวชมีพระราชดำรัสสั่งให้ทหารจับพระราชาเกะกะเกเรล่ามโซ่ที่มีตุ้มเหล็กไว้ที่ข้อพระบาทซ้าย และตรึงข้อพระหัตถ์ทั้งสองข้างด้วยโซ่ตรวน เพื่อป้องกันไม่ให้ทรงหลบหนี หลังจากล่ามโซ่แล้วให้เสด็จพระราชดำเนินโดยปราศจากฉลองพระบาท เพื่อมารับโทษที่แคว้นของพระราชาองค์ที่ออกบวช ในระหว่างการเดินทาง ชาวเมืองแคว้นพระราชาองค์ที่ออกบวชพากันขว้างปาก้อนหินและด่าทอพระราชาเกะกะเกเรต่าง ๆ นานา ทำให้ทรงอับอายเป็นอย่างยิ่ง เมื่อเสด็จมาถึงแล้ว พระราชาองค์ที่ออกบวชมีพระราชดำรัสสั่งให้นำพระราชาเกะกะเกเรเข้าไปจองจำในคุกทันที โดยไม่เปิดโอกาสให้อุทธรณ์ฎีกาใด ๆ ทั้งสิ้น เมื่อพระราชาเกะกะเกเรทรงถูกจำคุกได้สักระยะหนึ่ง พระราชาองค์ที่ออกบวชมีพระราชดำรัสสั่งให้นำพระราชาเกะกะเกเรออกมาจากคุก เพื่อรับทราบความผิดในสิ่งที่พระองค์ทรงก่อขึ้น ซึ่งตามกฎหมายของแคว้นพระราชาองค์ที่ออกบวชนั้น พระราชอาญาของพระราชาเกะกะเกเรถึงขั้นประหารชีวิตเลยทีเดียว แต่ด้วยความที่พระราชาเกะกะเกเรทรงสำนึกผิดและทรงพระโทมนัสในสิ่งที่พระองค์ทรงกระทำลงไป กอปรกับพระราชาองค์ที่ออกบวชทรงมีพระเมตตาธรรมสูงมาก พระองค์ไม่ทรงมีสิ่งใดติดค้างในพระราชหฤทัย จึงพระราชทานอภัยโทษแก่พระราชาเกะกะเกเร ในความเป็นจริงแล้ว พระราชาองค์ที่ออกบวชไม่เคยมีพระราชประสงค์ที่จะเอาชีวิตพระราชาเกะกะเกเรหรือแม้แต่ชีวิตของใครอยู่แล้ว แต่การที่พระองค์ทรงกระทำเช่นนี้ ก็เพื่อสั่งสอนให้พระราชาเกะกะเกเรทรงรู้สึกอับอายและสำนึกผิดในสิ่งที่ทรงกระทำลงไปเท่านั้น และที่สำคัญพระองค์มีพระราชประสงค์ที่จะให้กรณีนี้เป็นกรณีตัวอย่าง เพื่อไม่ให้พระราชาของแคว้นอื่น ๆ ทรงเอาเป็นเยี่ยงอย่างอีกด้วย เมื่อพระราชาองค์ที่ออกบวชพระราชทานอภัยโทษแก่พระราชาเกะกะเกเรแล้ว พระองค์ก็พระราชทานพระบรมราโชวาทแก่พระราชาเกะกะเกเรว่า ต่อแต่นี้ไปให้ทรงปกครองบ้านเมืองโดยธรรม และอย่าทรงใช้อำนาจของการเป็นพระราชาในทางที่ผิด ด้วยการทำร้ายประชาชนทั้งในแคว้นของพระองค์เองและประชาชนของแคว้นอื่น เมื่อพระราชาเกะกะเกเรทรงสัญญาว่าจะปฏิบัติตามพระบรมราโชวาทของพระราชาองค์ที่ออกบวชทุกประการ พระราชาองค์ที่ออกบวชจึงทรงอนุญาตให้พระราชาเกะกะเกเรเสด็จกลับไปครองราชย์ดังเดิม เหตุการณ์ในครั้งนี้ ถือเป็นเหตุการณ์ครั้งสำคัญที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ในชีวิตของพระราชาองค์ที่ออกบวช เพราะพระองค์ทรงรู้สึกสลดพระราชหฤทัยเป็นอย่างมาก ที่ทรงจำเป็นต้องใช้ความรุนแรงในการแก้ไขปัญหากรณีพิพาทระหว่างแคว้นเช่นนี้ เพราะโดยพระราชอัธยาศัยที่แท้จริง พระองค์ไม่มีพระราชประสงค์ที่จะใช้วิธีการรุนแรงใด ๆ เลย แต่ด้วยสถานการณ์ที่บีบบังคับ คือทรงสงสารประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากการปล้นสะดมและการรุกรานดังกล่าว พระองค์จึงทรงกระทำเช่นนี้ เหตุการณ์นี้เป็นมูลเหตุเบื้องต้นที่ทำให้พระราชาองค์ที่ออกบวชทรงเริ่มรู้สึกเบื่อหน่ายการใช้ชีวิตทางโลก คือทรงเบื่อการเป็นพระราชา ถึงแม้ว่าตำแหน่งพระราชาเป็นตำแหน่งสูงสุดในทางโลก ทั้งยังเป็นตำแหน่งที่นำมาซึ่งความสุขอันประณีตชนิดที่คนทั่ว ๆ ไปไม่มีโอกาสสัมผัส แต่สำหรับพระองค์แล้ว สิ่งเหล่านี้กลับไม่ใช่คำตอบหรือความสุขในแบบที่พระองค์มีพระราชประสงค์อีกต่อไป ------------------------------------ สงครามยุติ หลังจากที่มหาสงครามระหว่างแคว้นของพระราชาเกะกะเกเรกับแคว้นของพระราชาองค์ที่ออกบวชยุติลงแล้ว ท่านมหาเสนาบดีสังเกตเห็นว่า พระราชาทรงเงียบขรึมและไม่ทรงเบิกบานเหมือนอย่างแต่ก่อน ทำให้ท่านมหาเสนาบดีรู้ได้ในทันทีว่า พระราชาทรงรู้สึกเบื่อหน่าย และทรงสลดหดหู่ต่อมหาสงครามที่เกิดขึ้นมาก เพราะพระราชอัธยาศัยแท้จริงของพระองค์นั้น เปี่ยมล้นไปด้วยความเมตตา และไม่ทรงปรารถนาที่จะรบราฆ่าฟันกับใครเลย แต่เมื่อมีสงครามเกิดขึ้นกับบ้านเมืองเช่นนี้ พระองค์จึงทรงจำเป็นที่จะต้องรบเพื่อปกป้องแว่นแคว้นและประชาชนของพระองค์ เพราะหากพระองค์ไม่ทรงทำการรบ ประชาชนก็จะยิ่งได้รับความเดือดร้อนอีกทั้งจะมีการสูญเสียยิ่งไปกว่านี้ วันหนึ่ง อยู่ ๆ พระราชาก็มีพระราชดำรัสสั่งให้ท่านมหาเสนาบดีเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ซึ่งท่านมหาเสนาบดีสังเกตเห็นว่า วันนี้พระราชาทรงเปลี่ยนไปจากช่วงที่ผ่าน ๆ มามาก คือ ไม่ทรงเงียบขรึมเหมือนอย่างเคยแต่กลับทรงผ่องใส แววพระเนตรเปล่งประกาย และทรงเบิกบานมาก ด้วยเหตุนี้ ท่านมหาเสนาบดีจึงสันนิษฐานว่า น่าจะมีอะไรดี ๆ เกิดขึ้นกับพระองค์อย่างแน่นอน ในขณะที่ท่านมหาเสนาบดีกำลังคิดอยู่ในใจนั้น พระราชาก็ตรัสขึ้นว่า “วันนี้จะพาท่านมหาเสนาบดีไปพบกับบุคคลสำคัญท่านหนึ่ง” ทันทีที่ท่านมหาเสนาบดีฟังพระราชดำรัสของพระราชาแล้ว ก็นึกขึ้นมาได้ว่า ในช่วงที่ผ่านมาพระราชาเสด็จประพาสป่าหลายครั้ง อาจเป็นไปได้ว่า ในป่าแห่งนั้นมีบุคคลสำคัญที่พระราชาตรัสถึงอาศัยอยู่ และวันนี้พระองค์คงมีพระราชประสงค์ที่จะพาท่านไปหาบุคคลสำคัญท่านนั้น ท่านมหาเสนาบดีตามเสด็จเข้าไปในเขตพื้นที่ป่าที่มีภูเขาสลับซับซ้อนมากมาย เข้าถึงค่อนข้างยาก หลังจากเข้าไปในป่าลึกมากขึ้นเรื่อย ๆ ก็พบกับเมืองเล็ก ๆ เมืองหนึ่ง ตั้งอยู่ในหุบเขา และมีวัดโบราณวัดหนึ่งแทรกตัวอยู่ในป่าไม้อันร่มรื่นนั้น เมื่อขบวนเสด็จไปถึงวัดป่าแห่งนั้นแล้ว พระราชาทรงอนุญาตให้เหล่าทหารราชองครักษ์ไปพักผ่อนอยู่ในบริเวณรอบวัด จากนั้นทรงพาท่านมหาเสนาบดีไปกราบพระมหาเถระผู้ใหญ่ที่เป็นประธานสงฆ์ของวัดป่า พระมหาเถระผู้ใหญ่รูปนี้ก็คือ คุณยายอาจารย์ฯ ของเราในพุทธันดรนี้ ทันทีที่ท่านมหาเสนาบดีพบกับพระมหาเถระผู้ใหญ่ ท่านก็เกิดความรู้สึกเหมือนกับมีแสงสว่างอันชุ่มเย็นแผ่ซ่านเข้าไปห่อหุ้มอยู่ภายในใจของท่าน จนทำให้กายและใจของท่านชุ่มชื่นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน และด้วยความประทับใจเมื่อแรกพบกับพระมหาเถระผู้ใหญ่ในครั้งนี้ ทำให้ท่านเกิดความรู้สึกเคารพและศรัทธาพระมหาเถระผู้ใหญ่ขึ้นมาอย่างจับใจอย่างที่ไม่เคยรู้สึกเช่นนี้กับใครมาก่อน เมื่อท่านรู้สึกเช่นนี้ ท่านจึงคลายความสงสัยในทันทีว่า ทำไมพระราชาถึงมีพระพักตร์ที่ผ่องใสและทรงมีความสุขใจแบบที่ท่านไม่เคยเห็นมาก่อน ยิ่งพระมหาเถระผู้ใหญ่เมตตาสนทนาพูดคุยกับท่านด้วยแล้ว ท่านก็ยิ่งรู้สึกผูกพันและคุ้นเคยประหนึ่งว่ารู้จักกับพระมหาเถระผู้ใหญ่มานาน เมื่อท่านมหาเสนาบดีสนทนาพูดคุยจนทราบอายุของพระมหาเถระผู้ใหญ่ ท่านก็แทบจะไม่เชื่อว่าพระมหาเถระผู้ใหญ่มีอายุมากถึงขนาดนี้ เพราะท่านมีใบหน้าที่ผ่องใสแลดูอ่อนกว่าวัยมาก อีกทั้งรอบ ๆ กายของท่านยังมีรัศมีสว่างเรือง ๆ แผ่ออกมาตลอดเวลาอีกด้วย จากนั้นท่านมหาเสนาบดีก็นั่งสมาธิกับพระมหาเถระผู้ใหญ่ แล้วก็เดินออกไปสำรวจดูบริเวณพื้นที่ภายในวัดป่าแห่งนั้น หลังจากที่ท่านมหาเสนาบดีเดินสำรวจดูพื้นที่รอบ ๆ วัดแล้ว ก็พบว่า นอกจากพื้นที่ภายในวัดจะดูร่มรื่นและเต็มไปด้วยต้นไม้นานาพรรณแล้ว วัดนี้ยังสะอาดสะอ้านและมีความเป็นระเบียบเรียบร้อยอีกด้วย อีกทั้งญาติโยมที่มาทำบุญถวายภัตตาหารพระตอนกลางวันล้วนแต่งชุดขาว ๆ และมีความเคารพในการทำทานมาก บ่งบอกว่าญาติโยมเหล่านี้ได้รับการฝึกฝนอบรมมาเป็นอย่างดี เมื่อท่านมหาเสนาบดีเห็นเช่นนั้น ทำให้ท่านนึกย้อนไปในอดีต สมัยที่ท่านไปเรียนวิชาอาคมจากอาจารย์ อาจารย์เคยบอกกับท่านว่า “มีสถานที่อยู่แห่งหนึ่ง เป็นที่รวมของสุดยอดวิชาต่าง ๆ สถานที่นั้นมีพระมหาเถระรูปหนึ่งเป็นประธานสงฆ์ ท่านคอยสอนสุดยอดวิชาอยู่ที่นั่น ถ้าต้องการจะเรียนสุดยอดวิชานี้ต้องไปตามหาสถานที่นั้นให้พบ แต่คนที่จะพบสถานที่นั้นได้ ต้องมีบุญวาสนาเพียงพอด้วย” เมื่อท่านมหาเสนาบดีลองพิจารณาไตร่ตรองถึงคำของอาจารย์กับลักษณะของวัดป่าแห่งนั้นแล้ว ท่านก็เกิดความมั่นใจขึ้นมาว่า สถานที่ที่อาจารย์ของท่านเคยพูดถึงต้องเป็นวัดป่าแห่งนี้อย่างแน่นอน และเมื่อเกิดความมั่นใจเช่นนั้น ท่านจึงไม่รอช้า รีบไปปวารณาตัวขอเป็นลูกศิษย์พระมหาเถระผู้ใหญ่ในทันที หลังจากนั้นเป็นต้นมา ท่านมหาเสนาบดีก็ตามเสด็จไปที่วัดป่าแห่งนั้นอีกหลายครั้ง ซึ่งทุก ๆ ครั้ง ก็มักมีโอกาสนั่งสมาธิกับพระมหาเถระผู้ใหญ่อยู่เสมอ ๆ และด้วยเหตุนี้จึงทำให้ท่านมหาเสนาบดีมีผลการปฏิบัติธรรมที่ดีและก้าวหน้ามาก คือ ได้เห็นดวงแก้วและองค์พระภายในที่มาพร้อมกับความสุขใจแบบที่ท่านไม่เคยสัมผัสมาก่อนเลยในชีวิต แต่ด้วยความที่ท่านมีภารกิจรัดตัวมากมาย ท่านจึงมีเวลาสำหรับการปฏิบัติธรรมเพียงแค่ช่วงระยะเวลาสั้น ๆ เท่านั้น ------------------------------------ สละราชสมบัติ ต่อมาไม่นาน หลังจากที่พระราชาเสด็จกลับจากการไปกราบพระมหาเถระผู้ใหญ่ที่วัดป่าแล้ว พระองค์มีพระบรมราชโองการให้เรียกประชุมเหล่าเสนาอำมาตย์ ข้าราชการ และนายทหารชั้นผู้ใหญ่ทั้งหมด เพื่อแจ้งให้ทุกคนทราบว่า พระองค์จะทรงสละราชสมบัติเพื่อเสด็จออกผนวช และจะทรงแต่งตั้งพระราชอนุชาขึ้นครองราชย์ ก่อนที่พระราชาจะเสด็จออกผนวช พระองค์ทรงมอบหมายให้ท่านมหาเสนาบดีเป็นผู้ถวายคำแนะนำเรื่องการบริหารราชการแผ่นดินแด่พระราชอนุชา และเมื่อทุกอย่างลงตัวแล้ว พระองค์ก็จะเสด็จออกผนวชทันที หลังจากที่เหล่าเสนาอำมาตย์ ข้าราชการ และนายทหารชั้นผู้ใหญ่ทั้งหมดที่อยู่ในที่ประชุมทราบว่าพระราชาจะทรงสละราชสมบัติเพื่อเสด็จออกผนวช ก็พากันรู้สึกแปลกใจ ตกใจ และเกิดความสงสัยขึ้นมาว่า ทำไมพระราชาผู้ยังทรงหนุ่มแน่นและเพียบพร้อมไปด้วยทุกสิ่งทุกอย่างถึงยอมสละราชสมบัติภายใต้เศวตฉัตรอันยิ่งใหญ่ เพื่อเสด็จออกผนวชถือครองเพศสมณะเช่นนี้ เมื่อเสนาอำมาตย์ ข้าราชการ และนายทหารชั้นผู้ใหญ่เหล่านั้นทราบถึงพระราชปณิธานและความมุ่งมั่นในการเสด็จออกผนวชของพระราชา ทุกคนก็เริ่มเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งและเกิดความซาบซึ้งในพระราชปณิธานของพระองค์ ด้วยเหตุนี้ เหล่าเสนาอำมาตย์ ข้าราชการ และนายทหารชั้นผู้ใหญ่ทั้งหมดที่อยู่ในที่ประชุม จึงพร้อมใจกันถวายอนุโมทนาพระราชาผู้เป็นที่รักยิ่งของพวกเขา ด้วยการส่งเสียงสาธุการดังกึกก้องไปทั่วทั้งท้องพระโรง ที่น่าทึ่งไปกว่านั้นก็คือ เหล่าเสนาอำมาตย์ ข้าราชการ และนายทหารชั้นผู้ใหญ่คนสนิทของพระราชาหลายท่าน ก็มีความปรารถนาที่จะออกบวชตามพระราชา เพราะพระองค์ทรงชักชวนเหล่าข้าราชบริพารที่ทรงคุ้นเคยออกบวชด้วย ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ ท่านมหาเสนาบดี แต่ถึงกระนั้น ท่านมหาเสนาบดีกลับมีท่าทีที่นิ่ง ๆ ยิ้ม ๆ และไม่ตอบรับคำเชิญชวนของพระราชา ทั้งที่ภายในใจลึก ๆ ก็ปรารถนาจะออกบวช เพราะท่านอยากศึกษาวิชชาขั้นสูงสุด คือ ศึกษาธรรมะกับพระมหาเถระผู้ใหญ่ ซึ่งเป็นบุคคลที่ท่านให้ความเคารพ เลื่อมใส และศรัทธาเป็นอย่างยิ่ง แต่ด้วยความที่ท่านมหาเสนาบดีตั้งใจที่จะปลดกังวลของพระราชาผู้เป็นที่รักยิ่งของท่าน ดังนั้นท่านจึงต้องอยู่ช่วยพระราชอนุชาดูแลบริหารราชการแผ่นดินอย่างเต็มที่ในทุก ๆ เรื่อง เพื่อที่พระราชาจะได้เสด็จออกผนวชโดยปราศจากปลิโพธหรือเครื่องกังวลใด ๆ ด้วยเหตุนี้ ท่านมหาเสนาบดีจึงจำต้องแสดงท่าทีนิ่ง ๆ ยิ้ม ๆ และไม่ตอบรับตอนที่พระราชาทรงชวนออกบวช ก่อนที่พระราชาจะทรงถ่ายโอนอำนาจในการปกครองแผ่นดินให้แก่พระราชอนุชานั้น ท่านมหาเสนาบดีรับหน้าที่เป็นที่ปรึกษาของพระราชอนุชาด้วยความเต็มใจ ในช่วงแรก ท่านมหาเสนาบดีนำชุดผู้บริหารบ้านเมือง เช่น เหล่าเสนาอำมาตย์และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ มาแนะนำตัวกับพระราชอนุชา รวมถึงถวายคำชี้แนะแนวทางการบริหารราชการแผ่นดินตามนโยบายที่พระราชาทรงดำเนินเอาไว้ได้อย่างเหมาะสม เมื่อการถ่ายโอนอำนาจทั้งหมดสำเร็จเสร็จสิ้นลง พระราชาจึงทรงมีพระบรมราชโองการให้เหล่าเสนาอำมาตย์ ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ และขุนนางต่าง ๆ มาประชุมใหญ่พร้อมเพรียงกัน และทรงประกาศสละราชสมบัติอย่างเป็นทางการ แล้วทรงสถาปนาพระราชอนุชาเป็นพระราชาผู้ปกครองแคว้นองค์ใหม่แทนพระองค์ นับจากนั้น กระแสข่าวการสละราชสมบัติเพื่อเสด็จออกผนวชของพระราชา รวมถึงการสถาปนาพระราชอนุชาเป็นพระราชาองค์ใหม่ ก็แพร่สะพัดออกไปสู่เหล่าพสกนิกรภายในแคว้นของพระองค์อย่างรวดเร็ว จากนั้น พระราชาองค์ที่ออกบวชก็ทรงกำหนดวันเวลาและสถานที่ที่พระองค์จะทรงใช้ประกอบพระราชพิธีทรงพระผนวชในทันที ซึ่งก็คือ วัดป่าของพระมหาเถระผู้ใหญ่นั่นเอง เมื่อถึงเวลาที่พระราชาเสด็จออกผนวช ปรากฏว่าเหล่าข้าราชบริพารคนสนิทออกบวชพร้อมกับพระองค์เพียงไม่กี่คน เพราะพื้นที่วัดป่ามีอยู่จำกัด อีกทั้งพระมหาเถระผู้ใหญ่ยังมีอัธยาศัยรักความสงบและชอบความวิเวกเป็นอย่างยิ่ง ดังนั้นท่านจึงอนุญาตให้มีผู้ติดตามพระราชาออกบวชได้เพียงไม่กี่คน โดยคัดเลือกตามกำลังบุญ ------------------------------------ เสด็จออกผนวช เมื่อวันประกอบพระราชพิธีทรงพระผนวชของพระราชาองค์ที่ออกบวชมาถึง ประชาชนทั้งจากในแคว้นและนอกแคว้นพากันเดินทางมาร่วมงานเป็นจำนวนมาก พื้นที่ทุกแห่งในวันนั้นเต็มไปด้วยฝูงชนที่มาร่วมงานบวช และรอชมพระบารมีของพระองค์ แท้จริงแล้ว พระราชพิธีทรงพระผนวชในครั้งนี้ พระราชาองค์ที่ออกบวชมีพระราชประสงค์ที่จะจัดแบบเงียบ ๆ และเรียบง่ายที่สุด แต่ด้วยความที่พระองค์ทรงเป็นพระราชาที่เหล่าข้าราชบริพารรวมถึงพสกนิกรทุกคนเคารพรักและเทิดทูน ทั้งยังเป็นพระราชาที่ทรงมีชื่อเสียงและทรงมีพระบารมีแผ่ไพศาลขจรขจายไปยังแคว้นต่าง ๆ จึงทำให้พระราชพิธีทรงพระผนวชของพระองค์กลายเป็นพิธีที่มีคนมาร่วมงานมากที่สุด และเป็นงานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตั้งแต่มีการสร้างแคว้นขึ้นมา ส่วนขบวนพระราชพิธีทรงพระผนวชนั้น ประกอบไปด้วยขบวนช้าง ขบวนม้า ขบวนกองเกียรติยศ และขบวนข้าราชบริพาร ซึ่งพระราชาองค์ใหม่ทรงร่วมมือกับเหล่าข้าราชบริพารจัดเตรียมการอย่างยิ่งใหญ่และสมพระเกียรติ เมื่อขบวนเคลื่อนตัวไปยังวัดป่า ตามสองข้างทางที่พระราชาองค์ที่ออกบวชเสด็จผ่าน มีประชาชนมากมายทั้งที่อยู่ในแคว้นและนอกแคว้นมาเฝ้ารอชื่นชมพระบารมีด้วยใจที่ปีติเบิกบาน และเมื่อขบวนพระราชพิธีทรงพระผนวช ผ่านไปที่ใด ก็มีประชาชนจำนวนมากเข้ามาร่วมขบวนด้วย ทำให้ขบวนพระราชพิธีทรงพระผนวชกลายเป็นขบวนที่มีความยาวมากที่สุด ชนิดที่ว่าหัวขบวนถึงหน้าประตูวัดป่าของพระมหาเถระผู้ใหญ่แล้ว แต่ท้ายขบวนยังอยู่ในตัวเมือง เมื่อขบวนไปถึงวัดป่า ซึ่งเป็นสถานที่ประกอบพระราชพิธีทรงพระผนวชแล้ว พระราชาก็ทรงเข้า พระราชพิธีทรงพระผนวช “สองชั้น” คือ ผนวชทั้งภายนอกและภายใน ด้วยพระราชหฤทัยที่ปลื้มปีติผ่องใสสุดประมาณ เป็นผลให้ผู้ร่วมงานทุกคนปลื้มปีติเบิกบานใจตามพระองค์ไปด้วย งานนี้ทำให้ทุกคนลืมความเศร้าที่พระองค์ทรงประกาศสละราชสมบัติไปเลย เมื่อพระราชาองค์ที่ออกบวชทรงอยู่ในเพศสมณะแล้ว ทรงตั้งใจปฏิบัติธรรมอยู่กับพระมหาเถระผู้ใหญ่ที่วัดป่าเรื่อยมา ทำให้ทรงมีผลการปฏิบัติธรรมที่ก้าวหน้าและละเอียดลุ่มลึกมากขึ้นเรื่อย ๆ ยิ่งพระองค์ทรงดิ่งลงสู่เส้นทางสายกลางมากเท่าไร ก็ยิ่งทรงมีความสุข บริสุทธิ์ และหลุดพ้นจากทุกข์ทั้งปวงมากขึ้นเท่านั้น เส้นทางสายนี้ยังเป็นเส้นทางแห่งความรู้ภายใน ที่ทำให้พระองค์ทรงมีความแจ่มแจ้งและชัดเจนในเรื่องโลกและชีวิต รวมถึงเรื่องสรรพสัตว์และสรรพสิ่งทั้งหลาย ที่ยิ่งเรียนก็ยิ่งรู้ เมื่อรู้แล้วก็อยากรู้ยิ่ง ๆ ขึ้นไปอีก เพราะเส้นทางสายนี้ยังมีเรื่องราวที่ชวนให้ศึกษาค้นคว้าอีกมากมาย ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้พระองค์ทรงเชื่อมั่นว่า ตัดสินพระราชหฤทัยถูกแล้วที่ทรงสละราชสมบัติเพื่อผนวช เพราะนี่คืองานที่แท้จริงและเป็นงานที่สำคัญยิ่งกว่าตอนที่พระองค์ทรงเป็นพระราชาเสียอีก ด้วยความที่พระองค์ทรงเป็นพระภิกษุที่มีอดีตเป็นถึงพระราชาผู้เป็นที่รักยิ่งของไพร่ฟ้าประชาชนในแคว้น ดังนั้นจึงเป็นเรื่องปกติที่จะมีเหล่าข้าราชบริพารรวมถึงประชาชนเป็นจำนวนมากทยอยเดินทางไปเข้าเฝ้าเยี่ยมเยียนและทำบุญกับพระองค์ที่วัดป่า ฝ่ายท่านมหาเสนาบดี หลังจากที่พระราชาเสด็จออกผนวชเป็นพระภิกษุอยู่ที่วัดป่าแล้ว ท่านก็รู้สึกดีใจและปลื้มปีติเป็นอย่างยิ่ง ที่บุคคลที่ท่านรักและเทิดทูนมีความสุข ส่วนตัวท่านเองก็มักจะหาโอกาสไปสั่งสมบุญและปฏิบัติธรรมกับพระมหาเถระผู้ใหญ่อยู่เสมอ เมื่อท่านมหาเสนาบดีได้ไปสั่งสมบุญและประพฤติปฏิบัติธรรมบ่อย ๆ ก็ทำให้ท่านมีโอกาสศึกษาเรียนรู้หัวข้อธรรมะต่าง ๆ จากพระมหาเถระผู้ใหญ่มากขึ้น ธรรมะที่ท่านมหาเสนาบดีศึกษาเรียนรู้จากพระมหาเถระผู้ใหญ่ ล้วนแต่เป็นเรื่องที่ท่านไม่เคยได้ยินได้ฟังจากใครมาก่อน เมื่อฟังแล้วก็ยิ่งชวนให้อยากปฏิบัติตาม อีกทั้งธรรมะเหล่านี้ยังเข้าไปทลายความสงสัยต่าง ๆ ที่ค้างคาอยู่ภายในใจของท่านให้หมดสิ้นไปเลย นอกจากมีความสุขที่ได้ศึกษาเรียนรู้ธรรมะแล้ว ด้วยความที่ท่านมหาเสนาบดีก็อยากบวชเป็นพระ ท่านจึงหมั่นประกอบความเพียรด้วยการประพฤติปฏิบัติธรรมควบคู่ไปกับการประกอบภารกิจการงานอย่างสม่ำเสมอ ทำให้ท่านมีผลการปฏิบัติธรรมรุดหน้าแบบก้าวกระโดด และในที่สุดท่านก็สามารถวางใจได้หยุดนิ่งถูกส่วนและเข้าถึงดวงธรรมภายในที่ชัด ใส สว่าง ทั้งยามหลับตาและลืมตาได้อย่างง่าย ๆ สบาย ๆ ด้วยเหตุนี้ท่านจึงมีปีติสุขหล่อเลี้ยงใจอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน จนรู้สึกอยากบวชขึ้นมาอย่างจับจิตจับใจ ------------------------------------