วิสุทธิวาจา ๑ โดย พระมงคลเทพมูนี (สด จนฺทสโร) หลวงพ่อวัดปากนํา ภาษีเจริญ ผู้ค้นพบวิชชาธรรมกาย จัดทําโดย : พระวุฑฒ์ สุวุฑฒิโก กองวิชาการ สํานักพัฒนาบุคลากร วัดพระธรรมกาย suwut@rocketmail.com วิสุทธิวาจา 1 เกิดมาว่าจะมาหาแก้ว พบแล้วไม่กํา จะเกิดมาทําอะไร อ้ายที่อยากมันก็หลอก อ้ายที่หยอกมันก็ลวง ทําให้จิตเป็นห่วงเป็นใย เลิกอยากลาหยอก รีบออกจากกาม เดินตามขันธ์สามเรื่อยไป เสร็จกิจสิบหก ไม่ตกกันดาร เรียกว่านิพพานก็ได้ วิสุทธิวาจา 1 สารบัญ ประวัติพระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) โอวาทของเจ้าคุณพ่อ ธรรมกาย ใจ ตั้งใจ เข้าสิบแล้วเห็นศูนย์ หยุดจึงจะเร็ว หยุดตั้งแต่ต้นจนกระทั่งพระอรหัต คนฉลาด จริงแค่ชีวิต การละกิเลส ตาธรรมกาย ร่างกายพระสิทธัตถะ ไม่ใช่พุทธรัตนะ การเข้าถึงรัตนตรัย อัตตาสมมุติกับอัตตาแท้ มรรค ผล นิพพาน กายในภพ-กายนอกภพ ศาสนาพุทธนี้อยู่ได้ด้วยการให้ ให้ดวงบุญนั้นช่วย ทางบริสุทธิ์ เหมือนเด็กกําไฟ ไม่ถอดปล่อยไม่ได้ ถ้าเคารพสัทธรรม ถึงซึ่งความเป็นใหญ่ ทําอย่างไรจึงจะเรียกว่า เคารพพระสัทธรรม หลอกตัวเอง ธาตุ-ธรรม สังขตธาตุ-สังขตธรรม อสังขตธาตุ-อสังขตธรรม วิราคธาตุ-วิราคธรรม ตั้งใจจะไปให้สุด บวชสามเณร เมามัน-เมาสุรา สิกขาบทสุราเป็นชีวิต ปล้ำใจให้หยุด ไม่กลับกลอก เห็นตรง-เห็นธรรม บ่อทรัพย์ใหญ่ เหมือนดวงอาทิตย์ พญามาร ถ้าได้ชนะละก็ เราชนะด้วย สมถะ-วิปัสสนา ธรรมเป็นหัวหน้า รวมอยู่ในกาม สว่างหมดทั้งธาตุ ทั้งธรรม ธรรมสามี จิตเกษมผ่องใส...เงินไหลเข้ามาเอง ไม่ติด เอาชีวิตเข้าแลก อย่าดูเบา นึกถึงดวงบุญ บุญ...มาจากในกลาง หาบุญได้ใช้บุญเป็น เอาของจริงใส่กับตัวไว้ให้ได้ เหมือนไฟ เงินทองข้าวของมาหาเอง แทนคุณมารดาบิดา สามัญญผล ดูหมิ่น เมตตา เป็นธรรมกาย...เป็นแก่น โพชฌงค์ ๗ ปฏิบัติศาสนาจริง ไม่รักตัว เคารพสัทธรรมนั้นดีประเสริฐ รู้จักโภชนาหาร ลูกศิษย์ของพญามาร ผู้ประกอบด้วยศรัทธา สำรวมศีล ทาน ศีล ภาวนา เล่าไม่ถูก พูดไม่ออก บอกไม่ได้ สุขน้อย..สุขใหญ่ จิต ไปให้ถึงที่สุด อดทนต้องมีท่า นิพพานธาตุ กามทําอะไรเราไม่ได้ เรื่องสุข หม้ออัตโนมัติ นี่แหละ…ละคร ให้กันได้แต่เฉพาะเป็นมนุษย์นี้เท่านั้น ประพฤติให้เป็นประโยชน์ บุญเก่า เข้ากลาง เบญจโครส เป็นหนี้ หิริโอตตัปปสัมปันนา ฉากหลัง ไปดีกว่าไม่ไป มีแต่เปลือกนอก นิพพาน นิพพาน ๓ นิพพานเป็น-นิพพานตาย เกรินนํา หนังสือ “วิสุทธิวาจา” เป็นการคัดตัดตอนพระธรรมเทศนาของพระเดชพระคุณ พระมงคลเทพมุนี (หลวงพ่อวัดปากน้ำภาษีเจริญ) เพื่อถ่ายทอดความรู้อันประเสริฐที่เกิดจากการปฏิบัติธรรม ที่ท่านได้ใช้ถ้อยคําภาษาที่มีความหมายลึกซึ้ง น้อมนําจิตใจให้ผู้ได้ยินได้ฟังเกิดความสงบ ชุ่มเย็น และสามารถเข้าถึงธรรมอันบริสุทธิ์ได้ง่าย อันจะเป็นพยานแก่พระพุทธศาสนาว่า “วิชชาธรรมกาย” ที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อได้ค้นพบ“เป็นของจริง มีจริง ดีจริง” และพวกเราสามารถ “เข้าถึงได้จริง” ถ้าตั้งใจศึกษา และปฏิบัติอย่างจริงจัง คณะผู้จัดพิมพ์ได้คัดเลือกพระธรรมเทศนาบางตอน พร้อมทั้งตั้งชื่อตอนตาม ความเหมาะสม เพื่อง่ายต่อการอ่านการศึกษาของศิษยานุศิษย์รุ่นหลัง เพื่อเป็นแรง บันดาลใจในการปฏิบัติธรรมให้เข้าถึงธรรมกาย อันจะเป็นคุณประโยชน์อย่างมหาศาลรวมทั้งเป็นการประกาศเกียรติคุณของพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำฯ ที่ทุ่มเทสละชีวิตในการปฏิบัติธรรมจนเข้าถึงธรรมกาย และเผยแผ่วิชชาธรรมกายของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน โดยมีศิษย์เอก คือ คุณยายอุบาสิกาจันทร์ขนนกยูง เป็นผู้สืบสานมโนปณิธานของพระเดชพระคุณพระมงคลเทพมุนี และมี พระเดชพระคุณพระราชภาวนาวิสุทธิ์ (หลวงพ่อธมฺมชโย) เป็นผู้สืบทอดสายธรรม ต่อมา โดยมุ่งหวังให้วิชชาธรรมกายเผยแผ่ไปอย่างกว้างไกล เพื่อเป็นหลักเป็นแนวทางในการดําเนินชีวิตอันประเสริฐแก่มนุษยชาติ ให้เข้าถึงความสุขอันเป็นอมตะ นําไปสู่ความหลุดพ้นจากกองทุกข์ทั้งปวง ด้วยอํานาจแห่งบุญกุศลที่เกิดจากการจัดพิมพ์หนังสือวิสุทธิวาจา ดลบันดาล ให้ผู้อ่านทุกคนมีดวงตาเห็นธรรม เข้าถึงพระธรรมกาย รู้แจ้งแทงตลอดในวิชชาธรรมกายร่วมสร้างบารมีร่วมกับ พระเดชพระคุณพระมงคลเทพมูนี (หลวงพ่อวัด ปากนํ้าภาษีเจริญ)ผู้ค้นพบวิชชาธรรมกาย และพระเดชพระคุณพระราชภาวนาวิสุทธิ์ (หลวงพ่อธัมมชโย) ผู้สืบทอดวิชชาธรรมกาย ไปทุกภพทุกชาติตราบกระทั่งเข้าถึงที่สุดแห่งธรรมเทอญ กองวิชาการ สํานักพัฒนาบุคลากร ๒๒ สิงหาคม ๒๕๕๒ ประวัติย่อ พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) ผู้ค้นพบวิชชาธรรมกาย ชาติภูมิเดิมเป็นพ่อค้า เข้าตั้งภูมิลําเนาอยู่ทีบ้านหมู่เหนือของ วัดสองพี่น้อง คือทิศใต้ของวัด แต่ต่างฝั่งกับวัด วัดอยู่ตะวันออกเฉียงเหนือ บ้านอยู่ตะวันตกเฉียงใต้ มีคลองกั้นกลางระหว่างวัดกับบ้าน ค้าขายมาตั้งแต่อายุ ๑๔ ปีเศษๆ นับตั้งแต่บิดาล่วงไป ก็เป็นพ่อค้าแทนบิดา เลี้ยงมารดามาจนถึงอายุ ๑๙ ปี ตรงนี้ได้ปฏิญาณตัวบวชจนตาย ด้วยมามีอุปสรรคเกิดขึ้นในระหว่างขายข้าว แล้วนําเรือเปล่ากลับบ้าน เข้าลัดที่คลองบางอีแท่น เหนือตลาดใหม่แม่น้ำนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม ในลัดนี้ไม่สู้ไกลนัก แต่พวกโจรชุกชุม พอเข้าลัดไปเล็กน้อย ก็มาคิดแต่ในใจของตัวว่า “คลองก็เล็ก โจรก็ร้าย ท้ายเรือเข้าก็ไล่เลี่ยกับฝังเรา ไม่ตําไม่สูง กว่ากันเท่าไรนัก น่าหวาดเสียวอันตราย เมื่อโจรมา ก็ต้องยิง หรือทําร้ายคน ท้ายก่อน ถ้าเขาทําเราเสียได้ก่อน ก็ไม่มีทางที่จะสู้เขา ถ้าเราเอาอาวุธปืน แปดนัดไว้ทางหัวเรือ แล้วเราไปถ่อเรือทางลูกจ้างเสีย เมื่อโจรมาทําร้ายเรา ก็จะมีทางสู้ได้บ้าง” คิดดังนี้แล้ว ก็เรียกลูกจ้าง ที่ถ่อเรือแถบทรายมาถือท้าย เราออกไปถ่อแทน ถ่อเรือไปก็คิดไป เรือก็เดินเข้าไปหาที่เปลี่ยวหนักขึ้นทุกที ความคิดก็ถี่ขึ้นว่า “ลูกจ้างที่เราจ้างมานี้ คนหนึ่งก็ไม่กี่บาท เพียง ๑๑ บาทหรือ ๑๒ บาทเท่านั้น ส่วนตัวเราเป็นเจ้าของ ทั้งทรัพย์ ทั้งเรือหมด ส่วนตายจะให้ลูกจ้างตายก่อน ไม่ถูก เอาเปรียบลูกจ้างมากเกินไป ไม่สมควร” ถ่อไปก็คิดไปดังนี้ และคิดถี่หนักเข้าก็ตัดสินใจเด็ดขาดออกไป เราเป็นเจ้าของให้เราตายก่อนดีกว่า จึงจะสมควร คิดตกลงแล้ว ก็เรียกลูกจ้างให้มาถ่อ ตัวก็หยิบปืนแปดนัดที่เอาไปไว้ข้างหัวเรือมาไว้ ใกล้ตัวข้างท้ายเรือ ก็ถือท้ายเรื่อยไป ใกล้ออกจากลัดเต็มที น้ำก็ขึ้น เรือข้าวที่หนักก็ตามหัวน้ำขึ้นสวนเข้ามาประดังกันแน่น จีนก็ส่งเสียงแต่ว่าตู้อ่าๆ ประดังกันแน่น ออกก็ไม่ได้เข้าก็ไม่ได้ น้ำก็น้อย เลยต้องต่างฝ่ายต่างก็ปักหลักกรานหน้าจอดกันนิ่งอยู่เราเป็นคนท้าย พอผ่านพ้นอันตรายมาแล้ว ก็มาคิดว่า “การหาเงินหาทองนี้ลําบากจริงๆ เจียวหนา บิดาของเราก็หามาดังนี้ เราก็หาซ้ำรอยบิดา ตามบิดาบ้างเงินแลทองที่หากันทั้งหมดด้วยกันนี้ ต่างคนก็ต่างหาไม่มีเวลาหยุด ด้วยกันทั้งนั้น ถ้าใครไม่เร่งรีบหาให้มั่งมี ก็เป็นคน ตํ่าและเลว ไม่มีใครนับถือแลคบหา เข้าหมู่เขาก็อายเขา เพราะเป็นคนจนกว่าเขา ไม่เทียมหน้าเทียมบ่าเทียมไหล่กับเขา” ปุรพชนต้นสกุลของเราก็ทํากันมาดังนี้ เหมือนๆ กันจนถึงบิดาของเราแลตัวของเราบัดนี้ ก็บัดนี้ปุรพชน แลบิดาของเราไปทางไหนหมด ก็ปรากฏแก่ใจว่าตายหมดแล้ว แล้วตัวของเราเล่าก็ต้องตายเหมือนกัน แต่พอคิดถึงตายขึ้นมาดังนี้แล้ว ใจก็ชักเสียวๆ นึกถึงความตายที่จะมาถึงตัว โดยไม่มีสงสัยเลย เราต้องตายแน่ๆ บิดาเราก็มาล่องข้าว ขึ้นจากเรือข้าว ก็เจ็บมาจากตามทาง แล้วขึ้นจากเรือข้าวได้ไม่กี่วันก็ถึงแก่กรรม เมื่อถึงแก่กรรมแล้ว เราที่ช่วยพยาบาลอยู่ ไม่ได้เห็นเลยที่จะเอาอะไรติดไป ผ้าที่นุ่งแลร่างกายของแก เราก็ดูแลอยู่ ไม่เห็นมีอะไรหายไป ทั้งตัวเราและพี่น้องของเราที่เนื่องด้วยแก ตลอดถึงมารดาของเราก็อยู่ ไม่เห็นมีอะไรเลยที่ไปด้วยแก แกไปผู้เดียวแท้ๆ ก็ตัวเราเล่าต้องเป็นดังนี้ เคลื่อนจากความเป็นอย่างนี้ไปไม่ได้แน่ เมื่อคิดตกลงใจดังนี้แล้ว ก็ลองทําเป็นตายดู นอนแผ่ลงไปที่ท้ายเรือนัน แล้วก็ทําตาย ตายแล้วทําไปหาคนที่เป็นญาติบ้าง พี่น้องบ้าง เพื่อนที่ชอบกันบ้าง เขาก็ไม่เห็นเรา เพราะเราเป็นผี เราก็เอาก้อนดินบ้าง ไม้บ้าง โยนหรือปาเข้าไปให้ถูก เพราะเขาไม่เห็นตัวเรา เขาก็ต้องบอกผีโยนมา หรือปาเข้ามาไปหาคนโน้นก็ไม่เห็น มาหาคนนี้ก็ ไม่เห็น คิดไปดังนี้แหละจนเผลอตัว แต่พอรู้สึกตัวขึ้นมา ก็รีบลุกขึ้นจุดธูปอธิษฐานในใจของตัวเองว่า “ขออย่าให้เราตายเสียก่อน ขอให้บวชเสียก่อนเถิด ถ้าบวชแล้วไม่สึกจนตลอดชีวิต” ตรงนี้บวชจริงมาเสียแต่อายุ ๑๙ ปีเศษแล้ว ตั้งแต่นั้นก็ประกอบอาชีพตามปกติของพ่อค้า จนอายุครบ ๒๒ โดยปี แล้วก็ปรารภถึงการบวชในปีนั้นพอถึงเดือน ๘ ข้างขึ้นก็ขนข้าวลงเรือเต็มลําดีแล้ว ก็บอกกับลูกจ้างให้นําเอาข้าวไปขายโรงสีในกรุงเทพฯ ส่วนตัวก็เข้าอยู่วัดเป็นเจ้านาค ฝึกหัดเบื้องต้นแห่งการอุปสมบทในสํานักพระปลัดยัง ผู้เป็นหลวงตาของตัว ซึ่งเป็นน้องคนเล็กของตาน้อย ผู้เป็นมารดาของตัวเอง ท่านส่ง วินัยย่อๆ ให้เป็นหนังสือสมุดข่อยเขียนตัวบรรจงสวยงามมาก ก็ท่องวิธีขอบรรพชา แลดูวินัยไปด้วยกันทีเดียว พอจวนเข้าพรรษาก็มีผู้ไปนิมนต์พระอุปัชณาย์ดี วัดประตูศาล จังหวัดสุพรรณบุรี มาเป็นอุปัชณาย์ ก็ได้อุปสมบทในต้นเดือนแปดของ พ.ศ.๒๔๔๙ ได้อยู่จําพรรษาในวัดนั้น รวมอยู่ที่อุปสมบทนั้น ๗ เดือน เศษๆ เท่านั้น ออกจากวัดที่อุปสมบทนั้นแล้ว ก็ตรงมาอยู่จําพรรษาในวัดพระเชตุพนทีเดียว เรียนมูลกัจจายน์ถึงสามจบ แล้วเรียนธรรมบททีปนีและสารสังคหะแต่พอเป็นว่าแปลออกพอสมควร แล้วก็หยุด การเรียนคันถธุระอยู่ก็เรียนวิปัสสนาไปด้วยเหมือนกัน เวลาวันแปดค่ำ สิบห้าคํ่า ก็มักไปแสวงหาครูสอนฝ่ายสมถวิปัสสนาอยู่เสมอๆ โดยมาก แต่ที่เรียนโดยตรงทีเดียว ตั้งแต่บวชใหม่ๆ ก็เรียนแต่อนุสาวนาจารย์ทีหนึ่ง บวชแล้วรุ่งขึ้นวันที่สอง ก็เรียนที่หลวงพ่อเนียม วัดน้อย จังหวัดสุพรรณที่สามเจ้าคุณ สังวรานุวงษ (เอี่ยม) วัดราชสิทธาราม ที่สีเรียนกับพระครูญาณวิรัติ (โป๊) วัพระเชตุพน ที่ห้าเรียนกับพระอาจารย์สิงห์ วัดละครทํา หลังระฆังโฆสิตาราม ได้ตามแบบของท่านสององค์ พระครูญาณวิรัติแลพระอาจารย์สิงห์ ท่านรับรองว่าได้ตามแบบของท่านท่านมอบให้เป็นผู้สอนเขาได้ทั้งสองอาจารย์ แต่ก็ยังไม่พอใจที่จะเป็นครูสอนเขาจึงค้นคว้าหา ต่อไปอีก ถึงพรรษา ๑๑ ก็สําเร็จในการเล่าเรียนคันถธุระได้พอสมควรแก่ที่ตั้งใจไว้ว่า ต้องเรียนแปลให้ออก จะได้ค้นธรรมในมคธภาษาได้ตามต้องการก่อนแต่จะมาเรียนคันลธุระนั้น ได้ตั้งหนังสือใบลานมหาสติปัฏฐานลานยาวไว้ที่วัดสองพี่น้องผูกหนึ่งว่า ถ้าไปเล่าเรียนคราวนี้ต้องแปลหนังสือผูกนี้ให้ออกจึงเป็นที่พอแก่ความต้องการ ถ้ายังแปลไม่ออก ก็เป็นอันไม่หยุดในการเรียนแต่พอแปลออกก็หยุด ในพรรษาที่ ๑๑ เมื่อหยุดต่อการเรียนปริยัติแล้ว ก็เริมทําจริงในทางปฏิบัติ ก็คิดว่าในวัดพระเชตุพนนี้ ในอุโบสถก็ดีมีบริเวณกว้าง ขวางดีมากเป็นสถานที่ควรทําภาวนามาก แต่มาหวนระลึกถึงอุปการคุณของวัดบางคูเวียงในคลองบางกอกน้อย เจ้าอธิการชุ่มได้ถวาย มูลกัจจายน์ แลคัมภีร์พระธรรมบทให้ ในตอนเล่าเรียนปริยัตินั้น ก็มีอุปการคุณอยู่มาก ควรไปจําพรรษาแล้วจะได้แสดงธรรมแจกแก่ภิกษุสามเณร อุบาสก อุบาสิกา เป็นบรรณาการต่ออุปการคุณแก่วัดนั้น จึงได้กราบลาเจ้าคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เข้ม) เจ้าอาวาสวัดพระเชตุพน ไปจําพรรษาวัดบางคูเวียง ในพรรษาที่ ๑๒ แต่พอได้กึ่งพรรษา ก็มาหวนระลึกขึ้นว่า ในเมื่อเราตั้งใจจริงๆ ในการบวช ตามเดิมอายุสิบเก้า เราได้ปฏิญาณตนบวชจนตาย ขออย่าให้ตายในระหว่างก่อนบวช บัดนี้ก็ได้บอกลามาถึง ๑๕ พรรษาย่างเข้านี้แล้วก็พอแก่ความประสงค์ของเราแล้ว บัดนี้ของจริงที่พระพุทธเจ้าท่านรู้ ท่านเห็น เราก็ยังไม่ได้บรรลุ ยังไม่รู้ ไม่เห็น สมควรแล้วที่จะต้องกระทําอย่างจริงจัง เมื่อตกลงได้ดังนี้แล้ว วันนั้นเป็นวันกลางเดือน ๑๐ ก็เริ่มเข้าโรงอุโบสถแต่เวลาเย็น ตั้งสัจจาธิษฐานแน่นอนลงไปว่า ถ้าเรานั่งลงไปครั้งนี้ไม่เห็นธรรม ที่พระพุทธเจ้าต้องการ เป็นอันไม่ลุกจากที่นี้จนหมดชีวิตเมื่อตั้งจิตมันลงไปแล้ว ก็เริ่มปรารภนั่ง จึงได้แสดงความอ้อนวอนแด่พระพุทธเจ้าว่า “ขอพระองค์ได้ทรงพระกรุณาโปรดข้าพระพุทธเจ้า ทรงประทานธรรมที่พระองค์ได้ทรงตรัสรู้อย่างน้อยที่สุด แลง่ายที่สุด ที่พระองค์ได้ทรงรู้แล้วแก่ข้าพระพุทธเจ้า ถ้าข้าพระพุทธเจ้ารู้ธรรมของพระองค์แล้ว จักเป็นโทษแก่ศาสนาของพระองค์แล้ว ขอพระองค์อย่าทรงประทานเลย ถ้าเป็นคุณแก่ศาสนาของพระองค์ ขอพระองค์ได้ทรงพระกรุณาโปรดประทานแก่ข้าพระองค์ข้าพระองค์ขอรับเป็นทนายศาสนา ในศาสนาของพระองค์จนตลอดชีวิต” แต่พออ้อนวอนเสร็จแล้ว ก็เริ่มปรารภเข้าที่นั่งสมาธิต่อไป มานึกถึงมดคี่ ที่ตามช่องของแผ่นหินที่ยาวๆ แลบนแผ่นหินบ้าง ไต่ไป มาอยู่บ้าง แต่ไม่มากนัก จึงหยิบเอาขวดน้ำมันก๊าดมา เอานิ้วจุกเข้าที่ปากขวด แล้วตะแคงขวดให้เปียกนิ้วเข้า แล้วเอามาลากเป็นทางให้รอบตัว จะได้กันไม่ให้มาทําอันตรายในเวลานั่งลงไปแล้ว แต่พอทางนิ้ว ที่เปียกน้ำมันนั้นไม่ทันถึงครึ่งของวงตัวที่นั่ง ความคิดอันหนึ่งเกิดขึ้นว่า “ชีวิตสละได้ แต่ทําไมยังกลัวมดคี่อยู่เล่า” ก็นึกอายตัวเองขึ้นมา เลยวางขวดน้ำมัน แล้วนั่งเข้าที่เลยในเดี๋ยวนั้น ประมาณครึ่งหรือค่อนคืน ไม่มีนาฬิกา ไม่แน่ ก็เห็นผังของจริงของพระพุทธเจ้า ซึ่งมีอยู่ในหนังสือ “ธรรมกาย” ที่คุณพระทิพย์ปริญญาเรียบเรียงพิมพ์แจกไปแล้วนั้น ในขณะนั้นก็มาปริวิตกว่า “คัมภีร์โรจายังธรรมเป็นของลึกถึงเพียงนี้ ใครจะไปคิดคาดคะเนเอาได้ พ้นวิสัยของความตรึก นึกคิดอยู่ก็เข้าไม่ถึง ที่เข้าถึงต้องทําให้รู้ตรึก รู้นึก รู้คิดนั้น หยุดเป็นจุดเดียวกัน แต่พอหยุดก็ดับ แต่พอดับแล้วก็เกิด ถ้าไม่ดับแล้วไม่เกิด ตรองดูเถิดท่านทั้งหลาย นี้เป็นของจริงหัวต่อมีเป็นอยู่ตรงนี้ ถ้าไม่ถูกส่วนดังนี้ ก็ไม่มีไม่เป็นเด็ดขาด” วิตกอยู่ดังนี้สักครู่ใหญ่ๆ ก็กลัวว่าความมีความเป็นนั้นจะเลือนไปเสียจึงเข้าที่ต่อไปใหม่ ราวสักสามสิบนาที ก็เห็นวัดบางปลาปรากฏเหมือนตัวเองไปอยู่ที่วัดนั้น แต่พอชัดดีก็รู้สึกตัวขึ้นมา จึงมีความรู้สึกขึ้นมาว่า จะมีผู้รู้เห็นได้ยากนั้น ในวัดบางปลานี้จะต้องมีผู้รู้เห็นได้อย่างแน่นอน จึงปรากฏขึ้นบัดนี้ ต่อแต่นั้นมา ก็คํานึงที่จะไปสอนที่วัดนั้นอยูเรื่อยๆ มา จนถึงออกพรรษารับกฐินแล้ว ก็ลาสมภารวัดบางคูเวียงไปสอนที่วัดบางปลาราวสี่เดือนมีพระทําเป็น ๓ รูป คฤหัสถ์ ๔ คน นี้เริ่มต้นแผ่ธรรมกายของจริง ที่แสวงหาได้มาจริงปรากฏอยู่จนบัดนี้ โอวาทของเจ้าคุณพ่อ ผู้เทศน์เกิดวันศุกร์ ปีวอก บวชมา ๕๐ พรรษา ค้นคว้าธรรมะเรื่อยมาการออกธุดงค์ ใจเป็นมรรคผล สงบสมาธิ เป็นทางรู้ว่าเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เป็นปัญญา (ไม่ใช่ธรรม) ดวงธรรมที่ทําให้เป็นพุทธรัตนะ ผู้เทศน์รู้จักเกือบ ๕๐ ปี (ตําราไม่มี) โดยการค้นคว้าทางปฏิบัติ ดีที่สุด คือ พระพุทธเจ้า ชั่วที่สุด คือ มาร ผู้เทศน์มารู้ตัวเมื่อบวชแล้ว ว่าต้นธาตุ (คือพระพุทธเจ้าองค์แรกขณะนี้อยู่ในอายตนนิพพาน) ใช้ให้จุติมาเกิด เพื่อปราบมาร (ไม่ให้เจ็บ ไม่ให้แก่ ไม่ให้ตาย) ถ้ามารไม่แพ้ ผู้เทศน์ยอมตายอยู่วัดปากน้ำ มารปล่อยสายมาปกครองมนุษย์ มนุษย์ตกเป็นบ่าวเป็นทาสของโลภะ โทสะ โมหะ (ผลคือความเสียหาย) มีแก่ มีเจ็บ มีตาย เช่น สงครามที่แล้วมาเกิดจากโลภะ คือ ความโลภเป็นเหตุให้คนเจ็บ คน ตาย ลูกชายหญิงมีความหลงโมหะ ว่าตัวเก่งแล้ว พ่อแม่ว่าไม่ได้ มีโทสะ โมโห โต้เถียง ไม่กลัวเกรง ที่เป็นเช่นนี้เพราะนายโลภะ โทสะ โมหะ เขาปกครอง เขาสั่งให้ทําเช่นนั้นเอาบ้านเมืองมาล่อ เอาความเจ็บความตายมาให้ ปราบมารเหล่านี้เสียได้มนุษย์จะได้อยู่เป็นสุข เจ้าตัวมารเหมือนผี เที่ยวสิงบังคับให้เป็นไปตามคําสั่งของเขา เราต้องเข้าวิชชาธรรมกายจึงรู้ เห็นหมด เพราะธาตุธรรมไม่เหมือนกัน วัดปากนํ้าช่วยเหลือแก้คนป่วยไข้ ให้หาย ไม่ต้องกินยา มารมันยอมให้คนไข้หาย แต่มันไม่ยอมแพ้ มันแพ้หลอกๆ (ตามวิสัยของมาร) มนุษย์ชายหญิง เป็นพระก็มาก เป็นมารก็มาก เป็นธรรมกาย ดูเป็น รักษาตัวได้ เราจับสายธรรมะเสีย เขาก็ไม่รบกัน เก็บสมบัติให้หมด เก็บอาวุธให้หมดตามจุด เขาก็ไม่รบกัน (จับหรือเก็บในที่นี้หมายความว่าเก็บในทางปฏิบัติธรรมะ) กวดกันอย่างนี่ ๒๕ ปีแล้ว แยกพระ แยกมาร ไม่ให้ปนกัน ไม่ให้กระทบกัน ต่างฝ่ายต่างเป็นสุข (เหมือนรัฐกันกระทบในมนุษย์โลก) จะให้สัญญาไม่รังแกกัน ถ้าไม่ยอมก็เก็บฤทธิ์เสีย ที่ไม่ตกลงกัน เพราะเขาลองฤทธิ์กัน ผู้เทศน์ปล่อยชีวิต (ยอมตายถวายชีวิตแด่พระพุทธเจ้า) ถึง ๒ คราวจึงได้พบ “ธรรมกาย” (พระพุทธเจ้าเป็นเจ้าของ) ชายหญิงผู้ปฏิบัติธรรมะ ถึง “ธรรมกายโคตรภู” เท่ากับได้บวชข้างในเป็นหญิงบวชใน เป็นชายบวชทั้งในทั้งนอกเป็น ๒ ชั้น ความอยากเป็นเหตุให้เกิด เกิดเป็นผล หยาบดับได้ ดับเป็นชั้นๆ ดับตั้งแต่กายมนุษย์หยาบจนถึงธรรมกายความเกิดเป็นของจริง ละได้ก็เห็นดับ ดับนั้นเป็นนิโรธ นิโรธมีขึ้นได้ เพราะศีล สมาธิ ปัญญา ดับหยาบไปหาละเอียดเป็นชั้นๆ เข้าไป จนเป็นพระโสดา ตาดีก็เห็น ญาณดีก็รู้ มีบาลีรับรอง พระพุทธเจ้าทั้งหลาย “ธรรมกาย” นันแหละเป็นผู้รักษาความสงบ ๑ ธรรมกาย คนเช่นเราใช่จะไร้เสียซึ่งปัญญา ชั่วก็รู้ ดีก็เห็น เราจะฆ่าตัวเองเพราะความปรารถนาลามกทําไม ที่เขาพูดหาว่าเราอย่างนั้น บางคนคงจะไม่รู้จักคําว่า “ธรรมกาย” มีอยู่ที่ไหน หมายเอาใคร เขาอาศัยความไม่รู้มาว่าเราผู้ตั้งใจปฏิบัติชอบ เมื่อผู้ไม่รู้ติเตียนเราความไม่รู้ของเขาจะลบล้างสัจธรรมของพระพุทธศาสนาได้อย่างไร ถ้าจะลบก็ลบได้เพียงชั่วคราว ไม่ช้าดวงแก้วของพระพุทธศาสนาก็จะเปล่งรัศมีให้ผู้มีปัญญาเห็นด้วยสายตาของตนเอง การที่เขานําไปพูดเช่นนั้น เป็นผลแห่งการปฏิบัติที่เราได้กระทํากันอยู่แสดงให้เห็นว่าคณะวัดปากน้ำไม่ได้กินแล้วนอน เป็นสํานักที่เคร่งครัดในการปฏิบัติธรรม การพูดของเขาเท่ากับเอาสํานักไปเผยแพร่ ดีเสียกว่าการโฆษณาทางหนังสือพิมพ์ เพราะการที่เขานําไปพูดนั้นเป็นการกระทําของผู้พูดเอง เราไม่ได้จ้างไม่ได้วานใคร เมื่อพูดทางไม่ดีก็ต้องมีคนพูดทางดีได้เหมือนกัน ธรรมะจะต้องชนะอธรรมเสมอ เราไม่เดือดร้อนใจ เพราะ “ธรรมกาย” ของพระพุทธศาสนาเป็นของแท้ ไม่ใช่ของเก๊หรือของเทียม ธรรมกายจะปรากฏเป็นของจริงแก่ผู้เข้าถึงธรรม เรื่องอย่างนี้เราไม่หวั่น เราเชื่อในคุณพระพุทธศาสนา จากหนังสือ “เดินไปสู่ความสุข” ๒ ใจ ใจของเราน่ะ อะไรที่เรียกว่าใจ? เห็นอย่างหนึ่ง จําอย่างหนึ่ง คิดอย่างหนึ่ง รู้อย่างหนึ่ง ๔ อย่างนี้รวมเข้าเป็นจุดเดียวกัน นั้นแหละเรียกว่า ใจ อยู่ที่ไหน? อยู่ในเบาะน้ำเลี้ยงหัวใจ คือความเห็นอยู่ที่ท่าม กลางกายความจําอยู่ที่ท่ามกลางเนื้อหัวใจ ความคิดอยู่ท่ามกลาง ดวงจิต ความรู้อยู่ท่ามกลางดวงวิญญาณ เห็น จํา คิด รู้ ๔ ประการนี้ หมดทั้งร่างกาย ส่วนเห็นเป็นต้นของรู้ ส่วนจําเป็นของเนื้อหัวใจ ส่วนคิดเป็นต้นของดวงจิต ส่วนรู้เป็นต้นของดวงวิญญาณ ดวงวิญญาณ เท่าดวงตาดําข้างในอยู่ในกลางดวงจิต ดวงจิต เท่าดวงตาดําข้างนอกอยู่ในกลางเนื้อหัวใจ ดวงจํา กว้างออกไปอีกหน่อยหนึ่งเท่าดวงตาทั้งหมด ดวงเห็น อยู่ในกลางกายโตกว่าดวงตาออกไป นั้นเป็นดวงเห็น ดวงเห็นนั้นแหละ ธาตุเห็นมันอยู่ศูนย์กลางดวงนัน นั่นแหละเรียกว่าเห็นเห็นอยู่ในธาตุเห็นนั้น ดวงจํา ธาตุจํามันอยู่ในศูนย์กลางดวงนั้น ดวงคิด ธาตุคิดมันอยู่ศูนย์กลางดวงนั้น ดวงรู้ธาตุรู้อยู่ในศูนย์กลางดวงนั้น เห็น จํา คิด รู้ ๔ อย่างนี้แหละ เอาเข้ามารวมเป็นจุดเดียวกัน เรียกว่า ใจ จากพระธรรมเทศนาเรื่อง “หลักการเจริญภาวนาสมถวิปัสสนากัมมัฏฐาน” ๓ ตั้งใจ ที่เขาบอกว่า “ตั้งใจ” นะ เราจะต้องเอาใจไปหยุดตรงนั้นทีเดียว ถึงจะถูกเป้าหมายใจดํา เขาบอกว่าตั้งใจ เวลานี้เอ็งจะทําบุญทํากุศล เราก็ต้องตั้งใจตรงนั้น บัดนี้เราจะรักษาศีล เราก็ต้องตั้งใจตรงนั้น บัดนี้เราจะเจริญภาวนา เราก็ต้องตั้งใจตรงนั้นเหมือนกัน ต้องเอาใจไปหยุดตรงกลางนั้น เมื่อเอาใจไปหยุดอยู่กลางนั้นได้แล้ว ก็ใช้สัญญาจําให้มั่น หยุดนิ่งบังคับให้นิ่งเชียว ถ้าไม่นิ่งก็ต้องใช้บริกรรมภาวนาบังคับไว้ บังคับหนักเข้า ๆ ๆ พอถูกส่วนเข้า ใจหยุดนิ่ง ใจหยุด พอใจหยุดเท่านั้นแหละถูกตัวสมถะแล้ว หยุดนั้นแหละเป็นตัวสมถะ หยุดนั้นเองเป็นตัวสําเร็จทั้งทางโลกและทางธรรมสําเร็จหมด โลกที่จะได้รับความสุข ใจต้องหยุดตามส่วนของโลก ธรรมที่จะได้รับความสุข ต้องหยุดตามส่วนของธรรม ท่านได้แนะนําไว้ตามวาระพระบาลีว่า นตฺถิ สนฺติ ปรํ สุขํ สุขอื่นนอกจากหยุดจากนิ่งไม่มี หยุดนั้นเองเป็นตัวสําคัญ เพราะเหตุนั้นต้องทําใจให้หยุด เมื่อใจของเราหยุดแล้ว เราก็ต้องหยุดในหยุด หยุดในหยุด ไม่มีถอยหลังกลับ หยุดในหยุด หยุดในหยุด หยุดในหยุดอยู่นั้นเอง จากพระธรรม เทศนบาเรื่อง “หลักการเจริญภาวนาสมลถวิปัสสนากัมมัฏฐาน” ๔ เข้าสิบแล้วเห็นศูนย์ สิบ-ศูนย์นี้ เป็นตัวสําคัญมาก สัตว์โลกจะเกิดในโลกได้ ต้องอาศัยเข้าสิบแล้วตกศูนย์จึงเกิดได้ ถ้าเข้าสิบไม่ตกศูนย์แล้วเกิดไม่ได้ นี่โลกกับธรรมอาศัยกันอย่างนี้ ส่วนทางธรรมเล่าต้องเข้าสิบ เข้าสิบแล้วก็ตกศูนย์ “ตกศูนย์” คือ “ใจหยุด” พอใจหยุดเรียกว่าเข้าสิบ เห็นเป็นดวงใสเท่าดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ผุดขึ้นที่ใจหยุดนัน นั้นตกศูนย์แล้ว เข้าสิบแล้วเห็นศูนย์แล้ว เรียกว่า “เข้าสิบแล้วเห็นศูนย์” พอเห็นศูนย์ ใจก็หยุดอยู่กลางศูนย์นั้น กลางดวงใสเท่าดวงจันทร์ดวงอาทิตย์นัน ดวงนั้นแหละเรียกว่า ดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน หรืออีกนัยหนึ่งดวงนั้นแหละเรียกว่า ดวงปฐมมรรค หนทางเบื้องต้นมรรคผลนิพพาน ถ้าจะไปสู่มรรคผลนิพพาน ต้องเข้ากลาง ดวงนั้นแห่งเดียว ไปได้ทางเดียวทางอื่นไม่มี เมื่อเข้ากลางดวงศูนย์นี้ได้แล้วเรียกว่า ปฐมมรรคนัยหนึ่ง อีกนัยหนึ่ง ดวงนั้นแหละเรียกว่า เอกายนมรรค แปลว่า หนทางเอกไม่มีโท สองไม่มี แปลว่าหนทางหนึ่ง สองไม่มี หนึ่งทีเดียว จากพระธรรม เทศนบาเรื่อง “หลักการเจริญภาวนาสมถวิปัสสนากัมมัฏฐาน” ๕ หยุดจึงจะเร็ว เมื่อจะไปต้องหยุด นี่ก็แปลก ทางโลกเขาไปต้องเร็วเข้า ขึ้นเรือบินเรือยนต์รถยนต์ไป จึงจะเร็วจึงจะถึง แต่ทางธรรมไม่เป็นเช่นนัน เมื่อจะไปต้องหยุด ถ้าหยุดจึงจะเร็วจึงจะถึง นั้นแปลกอย่างนี้ ต้องเอาใจหยุดจึงจะเร็วจึงจะถึงนี่แปลกอย่างนี้ ต้องเอาใจหยุดจึงจะเร็วจึงจะถึง จากพระธรรม เทศนบาเรื่อง “หลักการเจริญภาวนาสมถวิปัสสนากัมมัฏฐาน” ๖ หยุดตั้งแต่ต้นจนกระทั่งพระอรหัต แต่ว่าจะไปทางนี้ต้องหยุด ทางธรรมเริ่มต้นต้องหยุดตั้งแต่ต้นจนกระทั่งพระอรหัต ถ้าไม่หยุดมันก็ไปไม่ได้ ชัดทีเดียวแปลกไหมล่ะ ไปทางโลกเขาต้องไปกันปราด เปรียวว่องไวคล่องแคล่ว ต้องเล่าเรียนกันมากมาย จนกระทั่งรู้เท่าทันเหลี่ยมคูผู้คนตลอดสาย จึงจะปกครองโลกให้รุ่งเรืองเจริญได้แต่ว่าจะไปทางธรรมนี่แปลก หยุดเท่านั้นแหละไปได้ หยุดอันเดียวเท่านั้น จากพระธรรมเทศนาเรื่อง “หลักการเจริญภาวนาสมถวิปัสสนากัมมัฏฐาน” ๗ คนฉลาด การเรียนวิชาใดๆ เราต้องใช้วิชานั้นๆ ได้นะ ถ้าเรียนแล้วใช้วิชานั้นๆไม่ได้จะเรียนทําไมเสียเวลาเปล่าๆ เสียข้าวสุก จะเรียนวิชาไหนต้องใช้วิชานั้นได้เอาพึ่งได้ เอาวิชานั้นใช้ได้ เหมือนยังกับเราเรียนวิชาวันนี้ เราจะต้องเรียนจริงทําจริง ต้องพึ่งวิชาที่เราเรียนนี้ให้ได้ ให้ศักดิ์สิทธิ์ทีเดียว ครูใช้ได้อย่างไร เราก็ต้องได้เหมือนครู อย่างนี้เรียกว่า คนมีปัญญาเรียกว่า คนฉลาด จากพระธรรมเทศนาเรื่อง “หลักการเจริญภาวนาสมถวิปัสสนากัมมัฏฐาน” ๘ จริงแค่ขีวิต ที่บริกรรมว่าดังนี้ก็เพื่อจะประคองใจเราให้หยุด สัมมาอะระหัง สัมมาอะระหัง ๆๆๆ พอถูกส่วนเข้าใจก็หยุดอยู่กลางดวงนั้น มืดก็อยู่ตรงนั้น สว่างก็อยู่ตรงนั้น ไม่ต้องถอยไปถอยมา นิ่งอยู่ตรงนั้นแหละ พอนิ่งถูกส่วนเข้าเท่านั้นมืดหนักเข้าก็เห็นดวงใส สว่างก็เห็นดวงใส ใจก็อยู่กลางดวงใส ถ้าว่ามันไม่นิ่งไม่หยุด มันซัดส่ายไปบริกรรมฟอร์มไว้ สัมมาอะระหัง สัมมาอะระหัง ๆ ๆ ๆ ๆ พอถูกส่วนเข้า หยุด หยุดแล้วไม่ต้องบริกรรม เพ่งเฉยหยุดแล้วไม่ต้องบริกรรม เพ่งเฉย ดูนิ่ง ถ้าว่าขยับเคลื่อน หรือขยับไปเสียเสื่อมไปเสียบริกรรมฟอร์มไว้ สัมมาอะระหัง ๆๆๆๆ ไว้ จนกระทั่งหยุดนิ่ง พอหยุดนิ่งไม่ต้องบริกรรมเพ่งเฉย วางอารมณ์เฉยให้หยุดอยู่นั้นแหละ หยุดเท่านั้นแหละอย่าไปนึกถึงมืด-สว่างนะ หยุดอยู่นั่นแหละ หยุดนั้นแหละเป็นตัวสําเร็จ ที่บอกแล้ว สมณะหยุด สมณะหยุด พระองค์ให้นัยไว้ว่า สมณะหยุดแล้ว ท่านไม่หยุด นี่หยุดนี่แหละเพียงตรงนี้ ให้มันได้ตรงนี้ซะก่อน อื่นไม่ต้องไปพูดมากนักใหญ่โตมโหฬาร พูดหยุดนี่ให้มันตกลงกันก่อน ไอ้ที่หยุดอยู่นี่เขาทํากันได้นะ วัดปากน้ำมีตั้งแปดสิบกว่า ถ้าไม่หยุดก็เข้าไปถึงธรรมกายไม่ได้ เขาเข้าถึงธรรมกายแปดสิบกว่านะ เราเป็นมนุษย์คนหนึ่งทํากับเขาไม่ได้เชียวหรือ? ทําไมจะไม่ได้ ทําจริงเข้า ทําไม่จริงต่างหากล่ะมันไม่ได้ จริงละก็ได้ทุกคน จริงแค่ไหน? แค่ชีวิตซี เนื้อเลือดจะแห้งเหือดหมดไปไม่ว่า เหลือแต่กระดูกหนังช่างมัน ถ้าไม่ได้ไม่ลุกจากที่ นี่จริงแค่นี้ ได้ทุกคน ฉันเอง ๒ คราว ไม่ได้ตายเถอะ นิ่ง..พอถึงกําหนดเข้าก็ได้ ไม่ได้ตายเถอะ นิ่ง..พอถึงกําหนดก็ได้ ไม่ตายสักที พระศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าก็รูปนั้นประกอบความเพียรด้วยจตุรังคะวิริยะ ด้วยองค์ ๔ เหลือแต่กระดูกหนังช่างมัน เนื้อเลือดจะแห้งหมดไปไม่ว่า ประกอบด้วยจาตุรังคะวิริยะเช่นนี้ พอถูกส่วนเท่านั้น ในเวลาค่ำได้บรรลุปุพเพนิวาสานุสสติญาณ เวลายามที่ ๒ ได้บรรลุจุตุปปาตญาณ เวลายามที่ ๓ ได้บรรลุอาสวักขยญาณ เล่นตลอดคืน ท่านจริงอย่างนั้นอาจารย์ของเรา เป็นลูกศิษย์ก็จริงเหมือนกันแหละ ไม่ได้ยอมตาย ไม่หยุดยอมตายกันทีเดียว เอาหยุดจริงๆ กัน พอทยุดเข้าเท่านั้น จับตัวได้ว่า อ้อ...ทางศาสนาเดินหลักอย่างนี้ ถูกส่วนอย่างนี้ก็จําให้มั่นเชียวนะ สัมมาอะระหังๆๆ ให้มั่นคงทีเดียว อย่าให้เคลื่อน จากพระธรรมเทศนาเรื่อง “หลักการเจริญภาวนาสมถวิปัสสนากัมมัฏฐาน” ๙ การละกิเลส ว่าในด้านภาวนา กายนี้มีซ้อนกันเป็นชั้นๆ มีกายทิพย์ซ้อนอยู่ในกายมนุษย์ กายรูปพรหมซ้อนอยู่ในกายทิพย์ กายอรูปพรหมซ้อนอยู่ในกายรูปพรหมกายธรรมซ้อนอยู่ในกายอรูปพรหม คนเราที่ว่าตายนั้นคือ กายทิพย์กับกายมนุษย์หลุดพรากออกจากกัน เหมือนมะขามกะเทาะล่อนจากเปลือก ฉะนั้น กายทิพย์ก็หยุดพรากจากกายมนุษย์ไป การละกิเลสของพระองค์หลุดไปเป็นชั้นๆ ตั้งแต่กิเลสในกายมนุษย์ กายทิพย์ กายรูปพรหม กายอรูปพรหมเป็นลําดับไป กิเลสในกายมนุษย์ คือ อภิชฌา พยาบาท มิจฉาทิฏฐิ กิเลสในกายทิพย์ คือ โลภะ โทสะ โมหะ กิเลสในกายรูปพรหม คือ ราคะ โทสะ โมหะ กิเลสในกายอรูปพรหม คือ กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย อวิชชานุสัย ต่อแต่นี้ไปจึงชักเข้าถึงกายหนึ่ง คือกายธรรม หรือเรียกว่า ธรรมกายเข้าชั้นโคตรภูจิต เรียกว่า โคตรภูบุคคล โคตรภูบุคคลนี้เดินสมาบัติ เพ่งอริยสัจ ๕ เป็นอนุโลมปฏิโลม จนหลุดพ้นจากกิเลสพวกสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส แล้วตกศูนย์วับกลับเป็นพระโสดาบัน เป็นอันว่าพระโสดาบันละกิเลสได้ ๓ คือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส แล้วกายโสดาบันนี้เดินสมาบัติเพ่งอริยสัจ ๕ เป็นอนุโลมปฏิโลมต่อไปถึงขีดสุด ละกิเลส ได้อีก ๒ คือ กามราคะ พยาบาท ขั้นหยาบ จึงเลื่อนชั้นขึ้นเป็นพระสกทาคามี กายพระสกทาคามี เดินสมาบัติเฟ่งอริยสัจ ๔ ทํานองเดียวกันนั้นต่อไป ถึงขีดสุด ละกิเลสได้อีก ๒ คือ กามราคะ พยาบาท ขั้นละเอียดจึงเลื่อนชั้นเป็นพระอนาคามี แล้วกายพระอนาคามีเดินสมาบัติเพ่งอริยสัล ๔ ทํานองเดียวกันนั้นต่อไปถึงขีดสุด ละกิเลสได้อีก ๕ คือ รูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา จึงเลื่อนขึ้นจาก พระอนาคามี เป็นพระอรหันต์ จิตของพระองค์บริสุทธิ์ผุดผ่องปราศจากกิเลสทั้งมวล จึงได้พระเนมิตกนามว่า อรหํ จากพระธรรมเทศนาเรื่อง “พระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ” ๑๐ ตาธรรมกาย พระองค์เห็นโลกหมดทั่วโลก ด้วยตาธรรมกาย พระองค์รู้ด้วยญาณธรรมกาย ผิดกว่าพวกกายทิพย์ รูปพรหม อรูปพรหม เหล่านั้น เพราะพวกเหล่านั้นรู้ด้วยวิญญาณ แต่พระองค์รู้ด้วยญาณ จึงผิดกัน สภาพเหตุการณ์ทั้งหลายแหล่พระองค์รู้เห็นหมด แต่มิใช่รู้ก่อนเห็น พระองค์ เห็นก่อนรู้ทั้งสิ้น การเห็นรูปด้วยตามนุษย์ อย่างเช่นพระยสะกับพวกไปพบซากศพและช่วยกันเผา ขณะเผาได้เห็นศพนั้นมีการแปรผันไปต่างๆ เดิมเป็นตัวคนอยู่เต็มทั้งตัว รูปร่าง สี สัณฐานก็เป็นรูปคน ครั้นถูกความร้อนของไฟเผาลน สีก็ดําด่างแปรไป ดําจนกล้างตะโกหดสั้นเล็กลงทุกทีๆ แล้วแขนขาหลุดจากกันจนดูไม่ออกว่าเป็นร่างคนหรือสัตว์ ไม่เพียงเท่านั้น ครั้นเนื้อถูกไฟกินหมดก็เหลือแต่กระดูกเป็นท่อนเล็กท่อนน้อย ในที่สุดกระดูกเหล่านั้นแห้งเปราะแตกจากกัน ล้วนเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยจนดูไม่ออกว่าเป็นกระดูกสัตว์หรือกระดูกมนุษย์ พระยะสะปลงสังเวชถึงความเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา แห่งสังขารร่างกายที่เป็นซากศพนั้น แม้กระนั้นก็ยังไม่ทําบรรลุมรรคผล จนกว่าจะได้ไปพบพระพุทธเจ้าจึงบรรลุมรรคผล นี่ก็เป็นหลักฐานที่ยืนยันว่า เห็นด้วยตามนุษย์ ไม่ทําให้บรรลูมรรคผลได้ อย่างมากก็เป็นเพียงปัจจัย เพื่อจะได้บรรลุมรรคผลเท่านั้น การเห็นด้วยตาทิพย์ ตารูปพรหม และอรูปพรหมก็เช่นเดียวกัน เป็นเพียง ปัจจัยเพื่อจะให้บรรลุมรรคผลเท่านั้น ต้องเห็นด้วยตาธรรมกาย จึงจะบรรลุ มรรคผลได้ จากพระธรรมเทศนาเรื่อง “พระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ” ๑๑ รางกายพระสิทธ์ตถะ ไม่ใช่พุทธรัตนะ รัตนะ แปลว่า แก้ว ในที่นี้หมายเอาแก้วอย่างประเสริฐ เช่นแก้วมณีโชติรส ซึ่งนับถือกันว่าเป็นแก้วมีคุณวิเศษสูงสุด ใครมีไว้ย่อม ชื่นชมโสมนัสอิ่มอกอิ่มใจยิ่งกว่าทรัพย์สินอย่างอื่นทั้งหมดในโลก แก้วคือพระรัตนตรัยนี้เหมือนกัน ผู้ใดเข้าถึงก็ ย่อมอิ่มใจ ชื่นใจเช่นเดียวกัน ร่างกายพระสิทธัตถะ ไม่ใช่พุทธรัตนะ พระสิทธัตถะทรงกระทําความเพียรอยู่ถึง ๖ พรรษา จึงพบรัตนะอันลี้ลับซับซ้อนอยู่ในพระองค์ คือกายธรรมมีสัณฐานเหมือนพระปฏิมากรเกตุดอกบัวตูมมีสีใสเหมือนกระจก ปรากฏอยู่ในศูนย์กลางกาย ที่ว่านี้มีหลักฐานใน อัคคัญญสูตร สุตตันตปิฎก ทีฆนิกายปฏิกวรรค ที่พระพุทธองค์ตรัสแก่วาเสฏฐสามเณรว่า ตถาคตสฺส เหตํ วาเสฏฐาธิวจนํ ธมฺมกาโย อหํ อิติปิฯ ความว่า ดูกรวาเสฏฐสามเณร คําว่า ธรรมกายนี้เป็นชื่อตถาคตโดยแท้ จากพระธรรมเทศนาเรื่อง “พระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ” ๑๒ การเข้าถึงรัตนตรัย ธรรมกาย มีสีใสเหมือนแก้วจริงๆ จึงได้ชื่อว่า พุทธรัตนะ ธรรมทั้งหลายที่กลั้นออกจากหัวใจของธรรมกาย จึงได้ชื่อว่า ธรรมรัตนะ ธรรมรัตนะ คือ หัวใจธรรมกายนั้นเอง ดวงจิตของธรรมกายนั้นได้ชื่อว่า สังฆรัตนะ นี่แหละที่ว่า พุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ สังฆรัตนะ ทั้ง ๓ ประการนี้เกี่ยวเนื่องเป็นอันเดียวนั้น เกี่ยวกันอย่างนี้จะพรากจากกันไม่ได้ ผู้ใดเข้าถึงพุทธรัตนะ ก็ได้ชื่อว่าเข้าถึงธรรมรัตนะ สังฆรัตนะด้วย การเข้าถึงรัตนะ ๓ ดังกล่าวมานี จะเข้าถึงได้อย่างไร เพียงแต่เลื่อมใสนับถือ ยังไม่เรียกว่าเข้าถึง แม้จะท่องบ่นน้อมใจระลึกถึง ก็ยังไม่เรียกว่าเข้าถึงแม้จะปฏิญาณตนว่ายอมเป็นข้า ก็ยังไม่เรียกว่าเข้าถึง อย่างมากจะเรียกได้ก็เพียงขอถึง การเข้าถึงนั้น จําเป็นจะต้องบําเพ็ญเพียรปฏิบัติเจริญรอยตามปฏิปทาของพระบรมศาสดาจนบรรลุกายธรรม คือรู้จริงเห็นแจ้งด้วยตัวของตัวเอง จึงจะได้ชื่อว่าเข้าถึงพระรัตนตรัยโดยแท้ และการปฏิบัติเช่นนี้ไม่เป็นการพ้นวิสัย ของมนุษย์ เพราะในปัจจุบันนี้มีผู้ที่ได้บําเพ็ญบรรลุธรรมกายก็มีอยู่มากหลาย ผู้ที่ได้ธรรมกายแล้วเขามีความอิ่มเอิบและสุขกายสุขใจเพียงไหน ถามเขาดูได้ เมื่อได้ทราบว่าการเข้าถึงพระรัตนตรัยมีผลอย่างไร ผิดกว่าที่ยังมิได้เข้าถึงอย่างไร ทั้งจะได้รู้ด้วยว่า ศีล สมาธิ ปัญญา ซึ่งเป็นหลักคําสอนพระบรมศาสดามีความจริงแค่ไหน ศีลเป็นปัจจัยให้เกิดสมาธิ สมาธิเป็นปัจจัยให้เกิดปัญญา นั้นอย่างไร ก็จะรู้ความจริงได้ในเมื่อตนบําเพ็ญสําเร็จ หรือถ้าอยากรู้เพียงเงาๆ ก็ลองถามเขาดูได้ จากพระธรรมเทศนาเรื่อง “พระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ” ๑๓ อัตตาสมมุติ กบ อัตตาแท้ เมื่อมีเรื่อง “อนัตตากับอัตตา” ยันกันอยู่จึงต้องคิดค้นต่อไป ธรรมของพระองค์จะขัดกันเองไม่ได้ เพื่อที่จะไม่ให้ขัดแย้งกัน จึงต้องแบ่งอัตตาออกเป็น ๒ อย่าง คือ อัตตาสมมุติ กับ อัตตาแท้ อัตตาสมมุติ ได้แก่กายมนุษย์ กายทิพย์ กายรูปพรหม กายอรูปพรหมเพราะกายเหล่านี่ยังมีเกิด มีตาย เป็นกายส่วนโลกีย์ ยังมีกายอีกกายหนึ่ง ซึ่งเป็นกายโลกุตระ คือ ธรรมกาย ธรรมกายนี้แหละเป็นอัตตาแท้ หรือ ตนแท้ จากพระธรรมเทศนาเรื่อง “พระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ” ๑๔ มรรค ผล นิพพาน เมื่อเรารู้จักหลักจริงดังนี้แล้วให้ปฏิบัติไปตามแนวนี้ ถ้าผิดแนวนี้ จะผิดทางมรรคผลนิพพาน อะไรเป็นมรรค? อะไรเป็นผล? อะไรเป็นนิพพาน? มรรคผลนิพพาน กายธรรมอย่างหยาบ กายธรรมโสดาอย่างละเอียดสกทาคาอย่างละเอียด อนาคาอย่างละเอียด อรหัตอย่างละเอียด นั่นแหละเป็นตัวผล นั่นแหละมรรค นั่นแหละผล แล้วนิพพานล่ะ ธรรมที่ทําให้เป็นกายโคตรภู โสดา สกทาคา อนาคา อรหัต พอถึง ธรรมที่ทําให้เป็นพระอรหัตก็ถึงนิพพานกัน นิพพานอยู่อย่างนี้ ถ้าไม่มีธรรมที่ทําให้เป็นพระอรหัต ก็ไปนิพพานไม่ได้ ธรรมที่ทําให้เป็น พระอรหัต เป็นวิราคธาตุวิราคธรรม ตัวนิพพานเป็นวิราคธาตุวิราคธรรม เขา ก็ดึงดูดกัน พอถูกส่วนเข้าก็ดึงดูดกันรั้งกันไปเอง เหมือนมนุษย์โลกนี้ คนมั่งมีเขาก็เหนี่ยวรั้งคนมั่งมีไปรวมกัน คนยากจนก็เหนี่ยวรั้งคนยากคนจนไปรวมกัน นักเลงสุรามันก็เหนี่ยวรั้งนักเลงสุราไปรวมกัน นักเลงฝิ่นมันก็เหนี่ยวรั้งนักเลงฝิ่นไปรวมกัน ภิกษุก็เหนี่ยวพวกภิกษุไปรวมกัน สามเณรก็เหนี่ยวพวกสามเณรไปรวมกัน อุบาสกก็เหนี่ยวพวกอุบาสกไปรวมกัน อุบาสิกาก็เหนี่ยวพวกอุบาสิกาไปรวมกัน มีคล้ายๆ กันอย่างนี้ แต่ที่จริงที่แท้เป็นอายตนะสําคัญ อายตนะดึงดูด เช่น โลกายตนะ อายตนะของโลก ในกามภพ อายตนะ ของกามมันดึงดูดให้ข้องอยู่ในกาม คือ กามภพ รูปภพ อายตนะรูปพรหมดึงดูด เพราะอยู่ในปกครองของรูปญานอายตนะดึงดูดให้รวมกัน อรูปภพ อายตนะของอรูปพรหม อรูปญานดึงดูดเข้ารวมกัน อตฺถิ ภิกฺขเว สฬายตนํ นิพพานเป็นอายตนะอันหนึ่ง เมื่อหมดกิเลสแล้วนิพพานก็ดึงดูดไปนิพพานเท่านัน ให้รู้จักหลักจริงอันนี้ก็เอาตัวรอดได้ จากพระธรรมเทศนาเรื่อง “อาทิตตปริยายสูตร” ๒๕ สิงหาคม ๒๔๗๖ ๑๕ กายในภพ-กายนอกภพ เพราะฉะนั้นจะต้องเรียนให้รู้จักกายของตัวเสียก่อน ว่ากายมนุษย์นี่แหละเป็นตัวโดยสมมุติ ๘ กายที่อยู่ในภพนั่นแหละเรียกว่า อตตสมมุติ เรียกว่าตัวโดยสมมุติทั้งสิ้น ส่วนธรรมล่ะ คือธรรมที่ทําให้เป็นกายมนุษย์น่ะ ก็เรียกว่าธรรมสมมุติเหมือนกัน สมมุติชั่วคราวหนึ่ง ไมใช่ตัวที่พระองค์ทรงรับสั่งว่า “สพฺเพ ธมฺมาอนตฺตาติ” ธรรมทั้งสิ้นไม่ใช่ตัว ตัวทั้งสิ้นไม่ใช่ธรรม ตัวก็เป็นตัวซิ ธรรมก็เป็นธรรมซิ คนละนัย มีตัวกับธรรม ๒ อย่างนี้เท่านั้น กายมนุษย์ก็มีตัว กายมนุษย์ก็มีธรรมที่ทําให้เป็นตัว ตลอดทุกกาย ทั้ง ๑๘ กาย มีตัวกับมีธรรมที่ทําให้เป็นตัว แต่ว่าตัวทั้งหลายเหล่านั้น ทั้ง ๘ กายในภพ เป็น อนิจจํ ทุกขํ อนตฺตา หมดไม่เหลือเลย ทั้ง ๑๐ กายนอกภพ เป็น นิจจํ สุขํ อตฺตา หมดไม่เหลือเลย ตรงกันข้ามอย่างนี้เป็น นิจจํ สุขํ อตฺตา เป็นของที่เที่ยงของจริงหมด แต่ว่าในภพแล้วเป็นของไม่เที่ยงไม่จริงหมด ให้รู้ชัดเสียอย่างนี้ ที่เกิดมาในมนุษย์โลกเป็นภิกษุ เป็นสามเณร เป็นอุบาสก อุบาสิกา ก็เย็นอกเย็นใจ สบายอกสบายใจ ไม่ถือเลอะเลือนผิดๆ พลาดๆไป ให้รู้จักหลักพระพุทธศาสนาอย่างนี้ ตามความเป็นจริงของทาง มรรค-ผลตามความเป็นจริงของกายที่เป็นของในภพนอกภพ ชัดอย่างนี้ละก็ ก็ไม่งมงายการหาเลี้ยงชีพ หรือการเป็นอยู่ในหมู่มนุษย์ ก็ไม่สับสนอลหม่านกับใคร ให้แต่ความสุขกับตนและบุคคลผู้อื่นเป็นเบื้องหน้า จากพระธรรมเทศนาเรื่อง “สิ่งที่เป็นเกาะเป็นที่พึ่ง” ๑๓ กันยายน ๒๔๙๖ ๑๖ ศาสนาพุทธนี้อยู่ได้ด้วยการให้ ศาสนาพุทธนี้อยู่ได้ด้วยการให้ ถ้าเลิกให้เสียสักเดือนเดียว ข้าวปลาอาหารไม่ให้กันละ หยุดกันหมดทั้งประเทศ ทุกบ้านทุกเรือนไม่ให้กันละ ศาสนาดับพระเณรสึกหมดหายหมดไม่เหลือเลย นี้เพราะอะไร เพราะการให้นี้เอง การให้นี้สําคัญนัก เพราะทุกคนอยู่ได้ด้วยการให้ทั้งนั้น ท่านจึงได้ยืนยันตามตํารับตําราว่า ให้โภชนาหารอิ่มเดียว ได้ชื่อว่าให้ฐานะ ๕ ประการคือ อายุ วรรณะ สุขะ พละ ปฏิภาณ อายุ วรรณะ สุขะ พละ ปฏิภาณ เป็นที่ปรารถนาของมหาชนคนทั้งหลาย ฝ่ายคฤหัสถ์บรรพชิตปรารถนาเหมือนกันหมด อายุ อายุยืนใครๆ ก็ชอบ วรรณะ ความสดชื่นแห่งร่างกาย ผิวพรรณผ่องผุดเป็นที่ ดึงดูดนัยตาของมนุษย์โลกให้มารวมอยู่ที่ตน ใครๆ ก็ชอบใจทั้งนั้น สุขะ มีความสบายกายสบายใจ ใครๆ ก็ชอบใจทั้งนั้น พละ กําลังกาย กําลังวาจา กําลังใจ เวลาจะใช้กําลังกายได้สมความปรารถนา ไม่ติดขัดอะไร เวลาจะใช้กําลังวาจาได้สมความปรารถนา ไม่ติดขัดอะไร เวลาจะใช้ กําลังใจความคิดก็ได้สมความปรารถนา ไม่ต้องรอเวลาอย่างหนึ่งอย่างใด กําลังทั้ง ๓ นี่แหละสําคัญนัก กําลังกาย เวลาจะใช้การงานด้วยกาย กําลังวาจา ที่ต้องใช้วาจาโต้ตอบระหว่างประเทศต่อประเทศ หรือเวลาพูดคนต่อคนกันก็ใช้วาจา กําลังใจ ที่จะต้องคิดการงานใหญ่โตกว้างขวางออกไป นี่กําลังใจ กําลังเหล่านี้ใครๆ ก็ชอบ ใครๆ ก็ปรารถนา ปฏิภาณ ความเฉลียวฉลาดในทุกสิ่งทุกอย่างในหน้าที่ของตัว หรือในหมู่มนุษย์ฉลาดในหน้าที่ทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ขัดขวางอย่างหนึ่งอย่างใด นี่ใครๆ ก็ชอบ ใครๆ ก็ปรารถนา สิ่งทั้ง ๕ นี้แหละเป็นที่ปรารถนาของมหาชน คนทั้งหลาย จากพระธรรมเทศนาเรื่อง “สังคหวัดถุ” ๒๐ กันยายน ๒๔๙๖ ๑๗ ให้ดวงบุญนั้นข่วย เมื่อต้องภัยได้ทุกข์อะไร? จดอยู่ดวงบุญนั้น ให้ดวงบุญนั้นช่วย อย่าไปนึกถึงสิ่งอื่นนะ นึกถึงบุญกุศลที่ตนกระทํานั่นแหละ เป็นที่พึ่งของตัวจริงช่วยตัวได้จริง พระพุทธเจ้าเมื่อเข้าที่คับขันท่านยังนึกถึงบุญของท่าน ที่ท่านได้บําเพ็ญบารมีของท่านมา แน่วแน่ทีเดียวมั่นคงทีเดียว เมื่อมั่นคงเช่นนั้น นางธรณีผุดขึ้นมา บําบัดพญามารให้พ่ายแพ้ ด้วยน้ำที่พระองค์ทรงหลั่งให้ตกลงเหนือพื้นปฐพีนางธรณี รับไว้รูดปราดเดียวเป็นทะเลท่วมพญามารป่นปี้หมด ยับเยิน แพ้พระพุทธเจ้าด้วยน้ำที่พระองค์ทรงกรวดนั้นแหละ นี้พระองค์ทรงนึกถึงทานบารมี ศีลบารมี เนกขัมมบารมี ปัญญาบารมี วิริยะบารมี ขันติบารมี สัจบารมี อธิษฐานบารมี เมตตาบารมี อุเบกขาบารมี ให้เป็นอาวุธผจญพญามารให้อันตรธานพ่ายแพ้พระองค์ไป เราก็เหมือนกัน ต้องภัยได้ทุกข์ก็นึกถึงบุญบารมีที่เราได้สั่งสม อบรมมานี้ นิ่งอยู่ตรงนั้นแหละ กลางดวงนั่นแหละ ถูกดวงบุญพอดี ทานการให้สําเร็จเป็นบุญดังนี้ เมื่อสําเร็จเป็นบุญแล้ว ก็เป็นที่ระลึก ดังนี้ นี้เรียกว่า ทานญฺ จ จากพระธรรมเทศนาเรื่อง “สังคหวัดถุ” ๒๐ กันยายน ๒๔๙๖ ๑๘ ทางบริสุทธิ์ ทางบริสุทธิ์นะ ก็ต้องเอาใจหยุด นั่นแหละเป็นทางบริสุทธิ์ เอาใจหยุดนึกที่ไหน? ศูนย์กลางดวงธรรมที่ทําให้เป็นกายมนุษย์ ใสบริสุทธิ์เท่าฟองไข่แดงของไก่ หยุดอยู่กลางดวงนั่นแหละ หยุดทีเดียว หยุดที่นั้นแหละ เป็นทางบริสุทธิ์ละ จากพระธรรมเทศนาเรื่อง “เบญจขันธ์” ๒๑ ธันวาคม ๒๔๙๖ ๑๙ เหมือนเด็กกําไฟ ยืดถือมั่นในเบญจขันธ์ ๕ นั่นเป็นทุกข์ ถ้าหากว่าปล่อยเบญจขันธ์ ๕ เสียได้ก็เป็นสุข แต่ว่าปล่อยไม่ใช่ได้ง่าย ปล่อยไม่ได้ง่ายเหมือนอะไร ปล่อยไม่เป็น ถ้าปล่อยเป็นปล่อยได้ง่าย ปล่อยไม่เป็นปล่อยได้ยาก ปล่อยไม่เป็นเหมือนอะไร? เหมือนเด็กๆ กําไฟเข้าไว้ ยิ่งร้อนยิ่งหนักกําหนักแน่นหนักเข้า ร้องใจหายใจคว่ำก็ร้องไป ปล่อยไม่เป็น คลายมือไม่เป็น ถ่านก้อนที่กําเข้าไว้น่ะ เมื่อเด็กกําเอาเข้าไว้แล้ว กําเสียดับเลยทีเดียว กําเสียมิดทีเดียว มือก็ไหม้เข้าไปรูหนึ่งแล้ว นั่นเพราะอะไร เด็กมันปล่อยถ่านไฟไม่เป็น ปล่อยไม่เป็น หรือ มันไม่ปล่อย? ปล่อยไม่เป็นจริงๆ ถ้าปล่อยเป็นมันก็ ปล่อยเหมือนกัน จากพระธรรมเทศนาเรื่อง “ภารสุตตคาถา” ๒๙ ธันวาคม ๒๔๙๖ ๒๐ ไม่ถอดปล่อยไม่ได้ ไอ้พวกที่ได้ฟังแล้วจะปล่อยก็เป็น แต่ว่าเสียดายไม่ยอมปล่อย อีกพวกหนึ่งตั้งใจปล่อยจริงๆ แต่ปล่อยไม่ได้ ไอ้ที่ไม่อยากปล่อยน่ะ เหมือนอะไรล่ะ? เหมือนพรานวางเบ็ด เมื่อปลาติดเบ็ดแล้ว ถ้าปลาตัวเล็กๆ พอจะปลดปล่อยได้ ถ้าปลาถึงขนาดเข้า ปล่อยไม่ได้ เสียดาย ต้องใส่เรือของตัวไป ไอ้อยากปล่อยแต่ปล่อยไม่ได้น่ะ เหมือนอะไร? เหมือนนกติดแร้ว อยากปล่อย แต่เครื่องติดมันมี มันมีเหมือนอะไรล่ะ ? นี่แหละเหมือนอย่างเราครองเรือนอย่างนี้แหละ อยากจะปล่อยมัน แต่ว่าเครื่องติดมันมีเลยปล่อยไม่ได้ เสียดาย มันปล่อยไม่ได้ มันติดอยู่ดังนั้นแหละ ปล่อยไม่ถนัด เพราะเหตุฉะนั้นแหละ เบญจขันธ์ทั้ง ๕ ไม่ใช่เป็นของพอดีพอร้ายต้องถอดกัน ไม่ถอดปล่อยไม่ได้ จากพระธรรมเทศนาเรื่อง “ภารสุตตคาถา” ๒๙ ธันวาคม ๒๔๙๖ ๒๑ ถ้าเคารพสัทธรรม ถึงซึ่งความเป็นใหญ่ คําว่า เคารพสัทธรรม เป็นข้อที่ลึกลํ้านัก คําว่าเคารพ ทํากันอย่างไร? ทํากันท่าไหน? ทํากันไม่ถูก ภิกษุสามเณร อุบาสก อุบาสิกาทําไม่ถูก ไม่ใช่เป็นของทําง่าย พระพุทธเจ้ากว่าจะเคารพพระสัทธรรม ต้องสร้างบารมี ๔ อสงไขย ๑๐๐,๐๐๐ มหากัป ๘ อสงไขย ๑๐๐,๐๐๐ มหากัป ๑๖ อสงไขย ๑๐๐,๐๐๐ มหากัป กว่าจะทําความเคารพในพระสัทธรรมถูก กว่าจะปลงใจลงไปเคารพใส่ในพระสัทธรรมอย่างเดียว ไม่เคารพอื่นต่อไป กว่าจะถูกลงไปดังนี้ไม่ใช่เป็นของเล็กน้อย บัดนี้เรามาประสบพบพระพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าบอกแล้วเราเชื่อพระพุทธเจ้ากันละว่า จะเคารพธรรมตามเสด็จพระพุทธเจ้า เหมือนพระพุทธเจ้าแล้วท่านย้ำไว้ในท้ายพระสูตรนี้ว่า บุคคลผู้รักตน บุคคลผู้มุ่งหวังประโยชน์แก่ตน จํานงความเป็นใหญ่ ควรเคารพสัทธรรม ถ้าเคารพสัทธรรมถึงซึ่งความเป็นใหญ่ ไม่ใช่เป็นของพอดีพอร้าย พระพุทธเจ้าท่านเคารพพระสัทธรรม ท่านก็เป็นใหญ่กว่ามนุษย์ในชมพูทวีป แสนโกฏิจักรวาล อนันตจักรวาล เป็นใหญ่กว่าหมดทั้งนั้น ท่านเคารพสัทธรรม ถ้าไม่เคารพสัทธรรมละก็ด้อย เป็นใหญ่กับเขาไม่ได้ ถ้าเคารพสัทธรรมละก็ไม่ด้อย เป็นใหญ่กับเขาได้ เราจะต้องรู้จักพระสัทธรรม และรู้จักทําเคารพ นี้เป็นข้อสําคัญ จากพระธรรมเทศนาเรื่อง “คาราวาธิคาถา” ๑๐ มกราคม ๒๔๙๗ ๒๒ ทําอย่างไรจึงจะเรียกว่า เคารพพระสัทธรรม ที่พระพุทธเจ้าท่านเคารพพระสัทธรรม ท่านทําท่าไหนล่ะ? ทีนี้ถึงธรรมที่ทําให้เป็นพระพุทธเจ้า ท่านจะทําอย่างไร จึงจะเรียกว่าเคารพ พระสัทธรรม เราจะเคารพบ้าง จะทําเป็นตัวอย่าง เอาพระพุทธเจ้าเป็นตัวอย่าง เราจะเคารพบ้าง พระพุทธเจ้าท่านไม่ได้ทําท่าไหน ท่านเอาใจของท่านนั่นแหละหยุดไปที่ศุนย์กลาง ดวงธรรมที่ทําให้เป็นธรรมกายของท่าน ท่านหยุดขึ้นไปตั้งแต่กายมนุษย์นี้ที่แสดงไปแล้ว หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงธรรมที่ทําให้เป็นกายมนุษย์ เป็นลําดับขึ้นไป เข้าถึงกลางดวงธรรมที่ทําให้เป็นกายมนุษย์ละเอียด กายทิพย์ กายทิพย์ละเอียด กายรูปพรหม กายรูปพรหมละเอียด กายอรูปพรหม อรูปพรหมละเอียด กายธรรม กายธรรมละเอียด โสดา โสดาละเอียด สกทาคา สกทาคาละเอียด อนาคา อนาคาละเอียด พระอรหัต พระอรหัตละเอียด เข้าถึงพระอรหัตโน่น พอถึงพระอรหัตแล้ว ใจท่านติดอยู่กับดวงธรรมที่ทําให้เป็นพระอรหัตไม่ถอนเลยทีเดียว ติดแน่นทีเดียว ติดอยู่กลางดวงธรรมที่ทําให้เป็นพระอรหันต์นั่น ติดอยู่กลางดวงธรรมนั่นแหละ ไม่คลาดเคลื่อนละถอน ไปไหนก็ไม่ไป ติดอยู่นั่นแหละ ติดแน่นทีเดียว เมื่อติดแน่นแล้ว ท่านก็สอดส่องมองดูทีเดียว ว่าประเพณีของพระพุทธเจ้าเมื่อได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าแล้วนับถืออะไร เคารพอะไร เคารพอะไรบ้าง ไปดูหมด ไปดูตลอดหมด ทุกพระองค์เหมือนกันหมด แบบเดียวกันหมด ใจของท่านมาติดอยู่ศูนย์กลางดวงธรรมที่ทําให้เป็นพระพุทธเจ้านี้ทั้งนั้นศูนย์กลางดวงธรรมที่ทําให้เป็นพระพุทธเจ้า กําเนิดดวงธรรมที่ทําให้เป็นพระพุทธเจ้าหยุดอยู่นี้เอง ติดแน่นไม่ถอนถอยหละ อินฺทขีรูปโม เหมือนอย่างกับเสาเขื่อนปักอยู่ในนํ้า ถ้าลมพัดมาแต่ทิศทั้งสี่ทั้งแปด ไม่เขยื้อน หรือไม่ฉะนั้น ปพฺพตูปโม เหมือนอย่างภูเขา ลมพัดมาแต่ทิศทั้งสี่ทั้งแปด ใจไม่เขยื้อนแน่นเป๋งเชียว แน่นกั๊กทีเดียว นั่นแหละใจแน่นอยู่กลางดวงธรรมที่ทําให้เป็นพระพุทธเจ้านั่นแหละนั่นแหละเรียกว่า สทฺธมฺมครุโน ละ ท่านเป็นผู้เคารพพระสัทธรรม เมื่อท่านเห็นเช่นนั้น บัดนี้จะเคารพใคร ไม่มีแล้วที่เราจะเคารพ ในมนุษย์โลก ทั้งหมดตํ่ากว่าเราทั้งนั้น ในเทวโลก พรหมโลก อรูปพรหมตํ่ากว่าเราทั้งนั้น ตลอดไม่มีแล้วในภพทั้ง ๓ จะหาเสมอเราไม่มี สูงกว่าเราไม่มี เราสูงกว่าทั้งนั้น ที่เป็นอย่างเราไม่มี เราสูงกว่าทั้งนั้น จากพระธรรมเทศนาเรื่อง “คาราวาธิคาถา” ๑๐ มกราคม ๒๕๕๓ ๒๓ หลอกตัวเอง ให้รู้จัอย่างนี้ รู้จักหลักจริงอันนี้ เราเป็นภิกษุก็ดี สามเณรก็ดี อุบาสกก็ดี อุบาสิกาก็ดีประพฤติดีจริงตรงเป้าหมายใจดํา เห็นดวงแก้วใสเช่นนี้ไม่ค่อยจะได้ ภิกษุหรือสามเณรก็เลอะเลือนไป อุบาสกอุบาสิกาก็เหลวไหลไป ไม่อยู่กับธรรมอยู่เนื่องนิตย์ ความสุขเราปรารถนานัก แต่ว่าความประพฤติไขว้เขวไปเสียอย่างนี้ อย่างนี้หลอกตัวเองนี่ ถ้าลงหลอกตัวเองได้ มันก็โกงคงอื่นเท่านั้นไม่ต้องไปสงสัย หลอกตัวเองเป็นอย่างไร ? ตัวอยากได้ความสุข แต่ไปประพฤติทางทุกข์เสีย มันก็หลอกตัวเองอยู่อย่างนี้ละซิ ตัวเองอยากได้ความสุข แต่ความประพฤตินั่นหลอกตัวเองเสียไปทางทุกข์เสีย มันหลอกอยู่อย่างนี้นี่ ใครเข้าใกล้มันก็โกง โกงทุกเหลี่ยมนั่นแหละ ถ้าลงหลอกตัวเองได้ มันก็โกงคนอื่นได้ ไว้ใจไม่ได้ทีเดียว เหตุนี้พุทธศาสนาท่านตรง ตรงตามท่านละก็มรรคผลไม่ไปไหน อยู่ในเงื่อมมือ อยู่ในกํามือทีเดียว พุทธศาสนาท่านตรง แต่ว่าผู้ปฏิบัติไม่ตรงตามพุทธศาสนา มันก็หลอกลวงตัวเอง โกงคนอื่นเท่านั้น นี่หลักจริงเป็นอย่างนี้ ให้จําไว้ให้มั่น จากพระธรรมเทศนาเรื่อง “ธรรมรักษาผู้ประพฤติธรรม” ๑๒ มกราคม ๒๔๙๗ ๒๔ ธาตุ-ธรรม ธาตุน่ะ รูปพรรณสัณฐานเป็นอย่างไร ธรรมน่ะ รูปพรรณสัณฐานเป็นอย่างไร โต เล็ก เท่าไหน อยู่ที่ธาตุนั้นตัวจริงน่ะกลมๆ ธรรมตัวจริงก็กลมๆ เป็นดวงกลมๆ เล็กใหญ่ตามส่วน เล็กน่ะเล็กที่สุดจนกระทั่งเอากล้องส่องไม่เห็น เป็นดวงทั้งนั้น ใหญ่ขึ้นไปก็หมดธาตุหมดธรรม เต็มธาตุธรรม เต็มไปหมดเป็นดวงใหญ่ขึ้นไป ขนาดนั้น นั้นเป็นดวงของธาตุ ดวงของธรรม ธาตุธรรมนี้แยกกันไม่ได้ อาศัยกันเหมือนกายมนุษย์กับใจทีเดียว แยกกันไม่ได้ ถ้าแยกกันเกิดเรื่อง ต้องเป็นต้องตายทีเดียว เพราะฉะนั้นธาตุนั้นเป็นเบาะของธรรม ธรรมต้องอยู่ในธาตุ อาศัยธาตุอยู่ ถ้าว่าเมื่อธาตุเป็นเบาะของธรรม ถ้าว่าเมื่อธาตุเป็นที่ตั้งมั่นของธรรมละก็ ธรรมเป็นที่ตั้งมันของธาตุได้บ้างไหมล่ะ ได้เหมือนกัน แบบเดียวกัน ถ้าธาตุนั้นเป็นเบาะของธรรม ธรรมเป็นเบาะของธาตุบ้างได้ไหมล่ะ ได้เหมือนกัน แบบเดียวกัน จากพระธรรมเทศนาเรื่อง “ธรรมนิยามสูตร” ๓๑ มกราคม ๒๔๙๗ ๒๕ สังขตธาตุ-สังขตธรรม อสังขตธาตุ-อสังขตธรรม วิราคธาตุ-วิราคธรรม ธาตุที่เขาตั้งอยู่แล้วน่ะ ธาตุน่ะแบ่งออกไปเป็นสอง เป็น “สังขตธาตุ” “อสังขตธาตุ” ถ้าธาตุแบ่งออกเป็นสอง ธรรมล่ะ ก็แบ่งออกเป็นสองเหมือนกัน “สังขตธรรม” “อสังขตธรรม”แบบเดียวกัน เรียกว่า “สังขตธาตุ สังขตธรรม” “อสังขตธาตุ อสังขตธรรม” ไม่ใช่แต่เท่านั้น ยังมี “วิราคธาตุ วิราคธรรม” อีก ยังมีอีก วิราคธาตุ วิราคธรรม ที่ท่านยกตํารับตําราไว้ว่า สงฺขตา วา อสงฺขตา วา วิราโค เต สํอกฺขมกฺขายติ “สังขตธาตุ สังขตธรรม” ก็ดี “อสังขตธาตุ อสังขตธรรม” ก็ดี ไม่ประเสริฐเลิศเท่า “วิราคธาตุ วิราคธรรม” วิราคธาตุ วิราคธรรม ประเสริฐเลิศกว่า สังขตธรรมและอสังขตธรรมเหล่านั้น นั้นต้องรู้ชัดลงไปอย่างนี้ สังขตธาตุ สังขตธรรม น่ะเป็นอย่างไร ? นี่แหละที่เราอาศัยอยู่นี่แหละ ตัวสังขตธาตุสังขตธรรมทั้งนั้น อยู่กับธรรมในกายมนุษย์ นี่ก็เป็นสังขตธรรมอยู่กับธาตุมนุษย์ นี่ก็เป็นสังขตธาตุ ธาตุธรรมที่ปัจจัยปรุงแต่งได้ บังคับบัญชาได้ เป็นสังขตธาตุสังขตธรรม ถ้าอสังขตธาตุ-อสังขตธรรมล่ะ อยู่ที่ไหน? อสังขตธาตุอสังขตธรรมตั้งแต่ธรรมกายขึ้นไป ธรรมกายที่เป็นโคตรภูทั้งหยาบทั้งละเอียด ธรรมกายที่เป็นโสดาทั้งหยาบทั้งละเอียด ธรรมกายสกทาคาทั้งหยาบทั้งละเอียด ธรรมกายอนาคาทั้งหยาบทั้งละเอียด ถ้ารวมทั้งหมดเช่นนี้ นี่ก็หมดสงสัย ทีเดียว ส่วนที่เป็นธรรมกายแล้ว เป็นอสังขตธาตุอสังขตธรรม แต่ยังไม่ใช่ “วิราคธาตุ วิราคธรรม” ธาตุที่เป็นธรรมกาย ไม่ต้องยกธรรมกายโคตรภูออกเป็นธรรมกายใสแบบเดียวกัน ที่เป็นธรรมกายทั้งหยาบทั้งละเอียด ธาตุธรรมที่เป็นธรรมกาย ทั้งหยาบทั้งละเอียด ธรรมกายหยาบธรรมกายละเอียดที่เป็นโคตรภู ธรรมกายหยาบธรรมกายละเอียดที่เป็นพระโสดา ธรรมกายหยาบธรรมกายละเอียดที่เป็นพระสกทาคา ธรรมกายหยาบธรรมกายละเอียดที่เป็นพระอนาคา ยกพระอรหัตออกเสีย ทั้ง ๘ กายนี้เป็นอสังขตธาตุอสังขตธรรมทั้งนั้น ธาตุเหล่านี้ปัจจัยปรุงแต่งไม่ได้ เป็นเหมือนแก้วใสสะอาดทีเดียว นี่เป็นอสังขตธาตุอสังขตธรรมทีเดียว แต่ว่ายังไม่ใช่ “วิราคธาตุ วิราคธรรม” ถ้าจะเป็นวิราคธาตุวิราคธรรมล่ะ ต้องกายพระอรหัตทั้งหยาบทั้งละเอียดเป็น วิราคธาตุวิราคธรรม กายพระอรหัตทั้งหยาบทั้งละเอียดเป็นวิราคธาตุวิราคธรรม ทีเดียว มีธาตุธรรมชนิดเดียวกันไม่ต่างกัน แต่ว่าละเอียดขึ้นไปเป็นชั้นๆเป็นวิราคธาตุวิราคธรรม จากพระธรรมเทศนาเรื่อง “ธรรมนิยามสูตร” ๓๑ มกราคม ๒๔๙๗ ๒๖ ตั้งใจจะไปให้สุด ผู้เทศน์เองก็ได้ค้นคว้าหาเหตุผลเหล่านี้นักหนา แต่ว่ายังไปไม่ถึงสุดไปยังไม่สุด ในวิราคธาตุวิราคธรรม ถ้าไปสุดเวลาไรละก็ วิชชาวัดปากนํ้าวิชชาของผู้เทศน์นี่สําเร็จเวลานั้น ภิกษุสามเณรจะต้องเหาะเหินเดินอากาศได้ทันทีทีเดียว ไม่ต้องไปสงสัยละ ถ้าไปสุดวิราคธรรมละ เวลานี้กําลังไปอยู่ ทั้งวันทั้งคืน วินาทีเดียวไม่ได้หยุดเลย ตังใจจะไปให้สุดวิราคธรรมนี่แหละ ตั้งแต่ต้นจนกระทั่งบัดนี้ นับปีได้ ๑๒ ปี กับ ๖ เดือนเศษแล้ว เกือบครึ่งละ จะไปให้สุด วิราคธาตุวิราคธรรมให้ได้ แต่มันยังไม่สุด แต่มันจะอีกกี่ปีไม่รู้แน่นะถ้าว่าสุดแล้วก็รู้ดอก ไม่ต้องสงสัยละ รู้กันหมดทั้งสากลโลก ถ้าสุดเข้าแล้วก็รบราฆ่าฟันเลิกกันหมด มนุษย์ในสากลโลกร่มเย็นเป็นสุขหมด ไม่ต้องทํามาหาเลี้ยงชีพมีผู้เลี้ยงเสร็จ เป็นสุขเหมือนอย่างกับพระ เหมือนอย่างเทวดา เหมือนกับพระนิพพาน สุขวิเศษไพศาลอย่างนั้น จะได้พบแน่ละ แต่ว่าขอให้ไปสุด วิราคธรรมเสียก่อน พวกเราทั้งหลายนี้ไม่ได้ไปกันเลย เฉยๆ อยู่ มัวชมสวนดอกไม้ในโลกอยู่นี่เอง ชมรูปบ้าง เสียงบ้าง กลิ่นบ้าง รสบ้าง ก็อยู่ที่เดียวนั้นเองไม่ได้ไปไหนกับเขาเลย นี่พวกจะไปก็ภิกษุสามเณร อุบาสก อุบาสิกา จะไปให้สุดวิราคธาตุ วิราคธรรม อ้าว...ไปๆ ก็เลี้ยวกลับเสียแล้ว ไม่ไปกันจริงๆ ไปชมสวนดอกไม้อีกแล้ว ไปเพลิดเพลินในบ้านในเรือนกันอีกแล้ว อ้าว...ไปๆ ก็จะไปอีกแล้ว ไปๆก็กลับเสียอีกแล้ว พวกเรานี่แหละกลับกลอก กลับกลอกอยู่อย่างนี้แหละ จะเอาตัวไม่รอด ชีวิตไม่พอ เหตุนี้ให้พึงรู้ว่า สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่ตัวเรา ก็นั่น แหละ จึงจะเข้าถึงวิราคธาตุวิราคธรรมได้ ที่จะเข้าถึงวิราคธาตุวิราคธรรมน่ะ ต้องปล่อยชีวิตจิตใจนะ ไปรักไปห่วงอะไรไม่ได้ ปล่อยกันหมดสิ้นทีเดียว ไปรักห่วงใยอยู่ละก็ไปไม่ได้ ไปไม่ถึงทีเดียว เด็ดขาดทีเดียว ต้องทําใจหยุดนั่นแน่ จึงจะไปถูกวิราคธาตุวิราคธรรมได้ ต้องทําใจหยุด หยุดในหยุด ไม่มีถอยกัน ไม่มีกลับกันละ นั่นแหละจึงจะไปสุดได้ ถ้าใจอ่อนแอไปไม่ได้ดอก ต้องใจแข็งแกร่งทีเดียวจึงไปได้ นี่ที่ชี้แจงแสดงมานี้ ในสราคธาตุสราคธรรม วิราคธาตุวิราคธรรม ซึ่งมีมาในธรรมนิยามสูตรแสดงตามวาระพระบาลี คลี่ความเป็นสยามภาษา ตามมตยธิบาย เข้าถึงของจริงในธรรมนิยามสูตร ให้พินิจพิจารณา ผู้ที่สดับตรับฟังแล้ว ให้ตั้งใจแน่แน่วว่า เราจะต้องเข้าถึงวิราคธาตุวิราคธรรมให้ได้ นี่แหละเป็นทางไปของพระพุทธเจ้าพระอรหันต์ ด้วยประการคดังนี้ จากพระธรรมเทศนาเรื่อง “ธรรมนิยามสูตร” ๓๑ มกราคม ๒๔๙๗ ๒๗ บวชสามเณร เมื่อวานนี้บวชสามเณรองค์หนึ่ง พอใจหยุดถูกส่วนเข้าเท่านั้น ไปตลอดเทียว ทางมรรคผล ทําใจให้หยุด เอาผมมาปอยหนึ่งที่โกน แต่เมื่อบวชนั้น เขาก็จําได้ ให้น้อมเข้าไปในช่องจมูกข้างขวา ไปตั้งอยู่กลางดวงธรรมที่ทําให้เป็นกายมนุษย์ ใสบริสุทธิ์เท่าฟองไข่แดงของไก่ กลางตัวเจ้านาคที่บวชเป็นเณรนั่น เห็นผมจําได้ว่าโคนน่ะไปทางตะวันออก ปลายไปทางตะวันตก ผมมันมีคู้กลางอยู่กลางหน่อยถามว่ามันล้มไปทางซ้ายหรือล้มไปทางขวา ตรงกลางที่โค้งอยู่หน่อยน่ะ เจ้านาคบอกว่า ไม่ล้ม โคนตั้งโค้งขึ้นมาด้วย โค้งก็เอาใจหยุดอยู่ตรงกลางโค้งนั้นแหละ หยุดอยู่ประเดี๋ยวเดียวเท่านั้นหยุดนิ่งเถอะประเดี๋ยวเถอะ ผมนั้นแปรไป แปรสีไปพอถูกส่วนเข้าก็เป็นดวงใสประเดี๋ยวเดียวเท่านั้นแหละ เณรเห็นแล้วเป็นดวงใส ผมนั้นก็แปรไป แปรไปแปรสีไปเป็นดวงใส ดวงนั้นโตเล็กเท่าไหน เจ้านาคบอกเท่าหัวแม่มือได้ เอ้ารักษาไว้ดวงนั้นน่ะ ใจหยุดนิ่งอยู่กลางดวงนั้นแหละ ก็หยุดนิ่งอยู่กลางดวงนั่นพอนิ่งแล้วก็เข้ากลางของกลาง กลางของกลาง กลางของกลาง นิ่งหนักเข้านึกว่ากลางของกลางหนักเข้าประเดี๋ยวเดียวแหละ ดวงนั่นขยายโตออกไปออกไป ออกไป เท่าดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ ประเดี๋ยวเดียวเท่านั้น เจ้านาคขยายได้แล้ว ดวงนั่นขยายออกไปเท่าดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์แล้ว ถูกส่วนเข้า ใจหยุดนิ่งกลางของกลาง กลางของกลางกลางของกลาง นิ่งหนักเข้าหนักเข้า เป็นดวงใสเท่าดวงจันทร์ดวงอาทิตย์นั่นแหละ ดวงนี้แหละเขาเรียกว่า เอกายนมรรค หรือเรียกว่า ดวงปฐมมรรคหรือเรียกว่า ดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน นี่แหละทางหมดจดวิเศษละทางนี้ จากพระธรรมเทศนาเรื่อง “ติลักขณาทิคาถา” ๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๔๙๗ ๒๘ เมามัน-เมาสุรา ความประมาทน่ะ คือ อะไรทําให้ประมาทล่ะ ? สุราชิ ความเมาซิทําให้ประมาท ความเมานั่นแหละ ถ้าว่าไปขลุกขลุ่ยกับมันนัก ไปคุ้นเคยกับมันหนักเข้าละก็มันทําให้เสียคนนะ ไม่รู้จักพ่อจักแม่ พี่ป้าน้าอา ปู่ย่าตายาย ว่าตํ่าๆ สูงๆ นี่เพราะมันเมา อ้ายเมาสุราน่ะมีเวลาสร่างนะ อ้ายเมาอีกอย่างหนึ่งล่ะ อ้ายนั่นเมาสําคัญ เขาเรียกว่าเมามัน ถ้าว่าช้างก็เรียกว่าเมามัน อ้ายเมามันนี้สําคัญนักอ้ายเมามันนี่ไม่ได้ พ่อแม่เลี้ยงลูกหญิงลูกชายมาน่ะ ถ้าเมามันขึ้นมาแล้วก็ไม่ได้ละ แม่ว่าเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้นแหละ หญิงก็ลงจมูกฟิดทีเดียว ชายก็ลงจมูกฟิด ลงจมูกฟิดแล้วก็ไปแล้ว อ้ายนี่สําคัญ อ้ายนั่นประมาท นี่เป็นเหตุประมาทสําคัญ อ้ายเมามันนั่นประมาท ถ้าว่าช้างเรียกว่าสับสน ไม่กลัวใครละอ้ายนั่น ไม่กลัวใคร ไปอยู่โน่น ในคุกตะรางเมามันทั้งนั้นถ้าเมามันละก็ประมาทยกใหญ่ ถ้าเมาสุราก็ประมาทยกใหญ่ ถ้าว่าเมามันด้วยเมาสุราด้วย ๒ อย่างละก็เสียยกใหญ่ทีเดียว ประมาท ตั้งอยู่ในประมาทแท้ๆทีเดียว นี่ความประมาทไม่ประมาทมันอยู่อย่างนี้นะ ให้เลิกเมามันเสีย ให้ตั้งอยู่ในความไม่ประมาท จากพระธรรมเทศนาเรื่อง “ปัจฉิมโอวาท” ๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๔๙๗ ๒๙ สิกขาบทสุราเป็นชีวิต ศีลสุราสิกขาบทนี้ ท่านวางหลักไว้เทียบด้วยคชสาร ช้างตัวหนึ่ง มีเท้า ๔ มีงวง ๑ และช้างนั่นมันเป็นอยู่ด้วยงวงมัน ถ้าว่าเมื่องวงมันมีอยู่ตราบใดละก็ งวงนั้นมันเลี้ยงชีพของมัน มันฉุดหญ้ามาเลี้ยงร่างกายมัน ใส่ปากมันได้ ถ้าไม่มีงวงละก็ ช้างมันจะก้มกินอย่างกับโค อย่างกับกระบือ อย่างไรล่ะ มันสูงมันก้มไม่ถึงนี่ จะต้องนอนลงละซี ทําลําบาก เหตุนึ้งวงจึงเป็นตัวสําคัญ เป็นชีวิตของช้างทีเดียว ศีลทั้ง ๕ สิกขาบทสุราเป็นชีวิตทีเดียวหนา ถ้าเลิกสุราไม่ได้ละก็ มารักษาศีลมันลําบากนักละเพราะว่าได้แต่สี่ ห้าไม่ได้ ถ้าล่วงสุราเสียสิกขาบทเดียวเท่านั้นแหละ อีก ๒ สิกขาบทรักษาอยู่ไม่ได้ สลายหมดล้มละลายหมด สุราสิกขาบทเดียว เขาจึงได้ตั้งว่า พระนครแห่งหนึ่งมีประตู ๕ แห่ง ถ้าออกประตูที่ ๑ จะต้องฆ่าสัตว์ ออกประตูที่ ๒ จะต้องลักทรัพย์สมบัติ ออกประตูที่ ๓ จะต้องล่วงกาม ออกประตูที่ ๔ จะต้องพูดปด ออกประตูที่ ๕ จะต้องดื่มสุรา จะออกประตูไหน? ถ้าออกไปประตูที่ ๑ ต้องฆ่าสัตว์ ก็ล่วงสิกขาบทเดียวเท่านั้น ถ้าออกประตูที่ ๒ จะต้องลักทรัพย์สมบัติ ล่วงสิกขาบทเดียวเท่านั้น ถ้าออกประตูที่ ๓ จะต้องล่วงกาเมสุมิจฉาจาร ก็ล่วงสิกขาบทเดียว เท่านั้น ถ้าออกประตูที่ ๔ จะต้องพูดปด ออกประตูที่ ๕ จะต้องดื่มสุรา จะออกประตูไหน? ถ้าออกที่ ๑ ต้องฆ่าสัตว์ ก็ล่วงสิกขาบทเดียวเท่านัน ถ้าออกประตูที่ ๒ จะต้องลักทรัพย์สมบัติ ล่วงสิกขาบทเดียวเท่านั้น ถ้าออกประตูที่ ๓ จะต้องล่วงกาเมสุมิจฉาจาร ก็ล่วงสิกขาบทเดียวเท่านัน ถ้าออกประตูที่ ๔ จะต้องพูดปด ก็ล่วงสิกขาบทเดียวของตามประตูนั้นๆ ถ้าออกประตูที่ ๕ จะต้องล่วงสุรา ดื่มสุราละก็หมดทั้ง ๔ สิกขาบท ๕ สิกขาบท ล้มหมดทีเดียว ท่านวางหลักไว้อย่างนี้ จากพระธรรมเทศนาเรื่อง “ศีลเบื้องตําและศีลเบื้องสูง” ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๔๙๗ ๓๐ ปล้ำใจให้หยุด เมื่อรู้จักใจกลางพระศาสนาดังนี้ละก็ ปลํ้าใจให้หยุดเท่านั้น ถูกทางไปพระพุทธเจ้า พระอรหันต์ ให้ถูกต้องร่องรอยความประสงค์ของพระพุทธศาสนาแต่ว่า ต้องอาศัยศีล สมาธิ ปัญญา ต้องอาศัยอธิศีล อธิจิต อธิปัญญา ต้องอาศัยวิมุตติศีล วิมุตติจิต วิมุตติปัญญา ถ้าไม่อาศัยทางนี้เดินละก็ไปไม่ได้ ถ้าไม่อาศัยศีล สมาธิ ปัญญา อธิศิล อธิจิต อธิปัญญา ไม่อาศัยวิมุตติศีล วิมุตติจิต วิมุตติปัญญา แล้วไปไม่ได้ ไปไม่รอดทีเดียว เหตุนี้ทางพระพุทธศาสนาจึงได้วางตําราไว้ว่า วินัยปิฎก คือ ศีลนั่นเอง ย่อลงในศีลนั่นเอง สุตตันตปิฎก ย่อลงก็จิต ที่เรียกว่าสมาธินั่นเอง ปรมัตถปิฏก ย่อลงก็ปัญญานั้นเอง ตรงกับ อธิศีล อธิจิต อธิปัญญา วิมุตติศีล วิมุตติจิต วิมุตติปัญญา อันเดียวกันนั่นเอง นี่เป้าหมายใจดําของพระพุทธศาสนาเป็นอย่างนี้ เมื่อรู้จักหลักอย่างนี้ ต้องทําให้ถูกอย่างนี้ เมื่อทําให้ถูกอย่างนี้ก็ถูกใจดําพระพุทธศาสนา ถ้าไม่เดินทางนี้ก็ไม่ได้เรื่อง เอาหลักไม่ได้ เมื่อทําถูกต้องอันนี้ละก็พบพระพุทธศาสนา ก็ได้เรื่อง เอาตามหลักได้ ก็ถูกชายจีวรของพระพุทธเจ้าอยู่ ถ้าว่าทําไม่ถูกดังนี้ เหมือนอยู่คนละจักรวาล จากพระธรรมเทศนาเรื่อง “ศีลทั้ง ๓ ประการ” ๑๔ มีนาคม ๒๔๙๗ ๓๑ ไม่กลับกลอก ธมฺมกาโย อหํ อิติปิ เราผู้ตถาคต คือ ธรรมกาย พระตถาคตเจ้าน่ะคือ ธรรมกาย เชื่อธรรมกายนั้นเอง ไม่ใช่เชื่อลอกแลกไปทางใดทางหนึ่ง เชื่อธรรมกาย ให้เห็นธรรมกาย ให้เป็นธรรมกาย ถ้าเห็นธรรมกาย เป็นธรรมกายแล้วแก้ไขธรรมกายนั่นให้สะอาดให้ผ่องใสหนักขึ้น อย่าให้ยุ่งอย่าให้มัวหมอง ถ้าเห็นบ้างไม่เห็นบ้าง อย่างนั้นยังง่อนแง่น ยังใช้ไม่ได้ ถ้าเห็นเสียแจ่มใสบริสุทธิ์ ไม่มีราคีเหมือนกระจกส่องเงาหน้า เจ้าของเห็นเวลาไรแล้วยิ้มจ้าเวลานั้น ไม่ได้ซูบซีดเศร้าหมองเลย ผ่องใสอย่างนี้ เชื่อลงไปขนาดนี้นี่เป็นที่พึ่งของเราจริง สิ่งอื่นไม่มี ให้แน่นอนลงไปเสียอย่างนี้ เมื่อแน่นอนลงไปเช่นนี้แล้ว ก็เห็นธรรมกายนั่นเองเป็นใหญ่ สิ่งอื่นเป็นใหญ่กว่านี้ไม่มี หมดทั้งสากลโลก หมดในธาตุในธรรม ที่จะเป็นใหญ่กว่าธรรมกายนี้ไม่มี ให้แน่นอนเสียในใจอย่างนี้ มั่นคงลงไปอย่างนั้น ไม่ง่อนแง่นไม่คลอนแคลนจริงลงไปอย่างนั้น แล้วใจต้องนิ่งอยู่ศูนย์กลางดวงธรรมที่ทําให้เป็นธรรมกายทีเดียว ค่ำมืดดึกดื่นเที่ยงคืนไม่ลุก ลืมตาก็แจ่มอยู่กับธรรมกายนั้น เมื่อนอนหลับเข้าก็แล้วไป เข้าทีไปจนกระทั่งหลับอยู่กับธรรมกายตืนขึ้นก็ติดอยู่กับดวงธรรมที่ทําให้เป็นธรรมกายนั้นแจ่มจ้าอยู่เสมอ นี่แหละเจอแล้วซึ่งพระตถาคตเจ้า นั่นตัวพระตถาคตเจ้าทีเดียว เมื่อเชื่อลงไปเช่นนี้เรียกว่า ไม่กลับกลอก ถ้าไม่กลับกลอกต้องทําสูงหนักขึ้นไป ไม่กลับกลอก แต่ตอนต้น แต่ว่ายังเป็นโคตรภูบุคคลยังกลับกลอกอยู่ให้เข้าถึงพระโสดาเสียจึงจะไม่กลับกลอก เข้าถึงพระโสดาก็ใกล้กับโคตรภูเข้าถึงพระสกทาคาเสียนั้นจึงจะแน่นแฟ้นขึ้น ถึงพระสกทาคาแล้วก็ยังมีกามราคะพยาบาทอย่างละเอียดอยู่ ให้ถึงพระอนาคาเสีย กามราคะ พยาบาทอย่างละเอียดหมดไป แต่ว่ายิ่งไม่ถึงวิราคธาตุ วิราคธรรมได้ ให้อุตล่าห์พยายามทําให้สูงขึ้นไปกว่านั้น ละรูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัลจะ อวิชชาให้ได้ ให้เข้าถึงพระอรหัตเสียทีเดียว เข้าถึงพระอรหัตแล้ว อินฺทขีลูปโม ดุจดังว่าเสาเขื่อนปักเขื่อนไว้ ลมพัดมาแต่ทิศทั้ง ๔ ทั้ง ๘ ไม่เขยื้อน ตั้งมันทีเดียว อจลสทฺธา ไม่กลับกลอก แน่นอนทีเดียว จากพระธรรมเทศนาเรื่อง “อริยธนคาถา” ๑๙ มีนาคม ๒๔๙๗ ๓๒ เห็นตรง-เห็นธรรม การเห็นดวงธรรมที่ทําให้เป็นกายมนุษย์ ก็มาจากบริสุทธิ์ ด้วยกาย วาจา ใจ บริสุทธิ์ด้วยกาย วาจา ใจ นั้นแหละ เห็นถูกอันนั้น จนกระทั่งเข้าถึงดวงธรรม กายมนุษย์ละเอียดล่ะ ก็มาจากบริสุทธิ์ด้วยกาย วาจา ใจ ที่ละเอียดลงไป นั้นแหละเข้ามาเป็นดวงธรรมนั้น กายทิพย์ล่ะ ดวงธรรมอันนี่ก็มาจากทาง ศีล สัจจะ จาคะ ปัญญา เติมความบริสุทธิ์ลงไปอีก ก็ดวงธรรมที่ทําให้เป็นกายรูปพรหมล่ะ นี่ก็เติมปฐมณาน ทุติยณาน ตติยณาน จตุตถณานลงไปให้บริสุทธิ์กาย วาจา ใจ อีก สูงขึ้นไป ดวงธรรมที่ทําให้เป็นกายอรูปพรหมล่ะ ทั้งหยาบทั้งละเอียด ก็เติมอรูปญาน ๔ เข้าได้แก่ อากาสานัญจา วิญญาณัญจา อากิญจัญญา เนวสัญญานาสัญญา นั่นเห็นถูกทั้งนั้น เห็นตรงอย่างนี้จึงได้ชื่อว่า เห็นถูกละ ดวงธรรมที่ทําให้เป็นกายธรรมล่ะ ก็ต้องเดิน ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณ ทัสสนะ เข้ามา ต่อจากธรรมที่ทําให้เป็นกายละเอียด ก็ถึงดวงธรรมที่ทําให้เป็นกายโสดา สกทาคา อนาคา ก็เดินศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ เข้ามา ตามลําดับขึ้นไป จนกระทั่งถึงพระอรหัต นั่นแน่ๆ ธมฺมทสฺสนํ เห็นอย่างนี้ ลึกซึ้งขนาดนี้นะ ความเห็นเรียกว่าเห็นตรง เห็นธรรมนั่นเอง ถ้าเห็นอย่างนี้น่ะ ใครเห็นเข้าก็ภูมิใจดีอกดีใจ จากพระธรรมเทศนาเรื่อง “อริยธนคาถา” ๑๙ มีนาคม ๒๔๙๗ ๓๓ บ่อทรัพย์ใหญ่ นักปราชญ์ทั้งหลาย ย่อมรับรองกล่าวบุคคลนั้นว่า เป็นคนไม่จน เมื่อมีคุณธรรม ๔ ประการอยู่ในตัวเช่นนี้แล้ว เป็นคนไม่จน คือเป็นคนเชื่อในพระตถาคตเจ้า มีศีลอันดีงามที่พระอริยเจ้าใคร่ชอบใจ เลื่อมใสในพระสงฆ์ ความเห็นของตนเป็นธรรมชาติตรง หรือเห็นธรรม นี่แหละยืนยันทีเดียวไม่ใช่คนจน ถ้าเราไม่อยากเป็นคนจน อยากเป็นคนมั่งมีแล้วต้องมีศีล ๔ ประการนี้อย่าให้เคลื่อน ให้มีไว้ในตัวเสมอ ถ้าเคลื่อนแล้วละก็ใจจะไม่ผ่องใส จะคิดถึงแต่สมบัติบ้าๆ เข้าใจแค่สิ่งหยาบๆ เที่ยวคว้าเรื่อยเปื่อยทีเดียว วุ่นวายไปตามกัน เพราะเหตุว่าไม่มีธรรม ๔ อย่างนี้ประจําอยู่ในตัว ถ้ามีธรรม ๔ อย่างนี้ประจําอยู่ในตัวแล้วไม่วุ่วาย ไม่คลาดเคลื่อนแต่อย่างหนึ่งอย่างใด ยิ้มกริ่มทีเดียว เพราะไปเจอบ่อทรัพย์ใหญ่เข้าแล้ว จากพระธรรมเทศนาเรื่อง “อริยธนคาถา” ๑๙ มีนาคม ๒๔๙๗ ๓๔ เหมือนดวงอาทิตย์ “เมื่อใดธรรมทั้งหลายปรากฏแก่พราหมณ์ ผู้มีความเพียรเพ่งอยู่ พราหมณ์นั้นย่อม กําจัดมืดเสียได้ ดํารงอยู่เหมือนดวงอาทิตย์อุทัยขึ้นมา กําจัดความมืด ทําอากาศให้สว่างฉะนั้น” ธรรมทั้งหลายที่ปรากฏแก่พราหมณ์นั้น เราควรจะรู้ ธรรมอะไรที่ปรากฏแก่พราหมณ์น่ะ? และก็บอกลักษณะท่าทางไว้ให้เสร็จ เสมือนดวงอาทิตย์ขึ้นไปแล้วกําจัดความมืดทําอากาศให้สว่าง นี้เป็นข้อใหญ่ใจความสําคัญนัก จะเอาธรรมตรงไหน? ดวงไหน? ชิ้นไหน? อันไหนกัน? ธรรมที่เกิดขึ้นแก่พราหมณ์น่ะ ถ้าว่าไม่รู้จักธรรมดวงนั้นฟังไปเถอะ สัก ๑๐๐ ครั้งก็ไม่ได้เรื่อง ไม่ได้เรื่องได้ราวทีเดียว อุทานคาถานี้ลึกซึ้งอยู่ไม่ใช่ของง่าย เผอิญจะต้องกล่าวไว้ย่อ ไม่ได้กล่าวพิศดาร เรียกว่า อุทานคาถา ธรรมที่ปรากฏแก่พราหมณ์น่ะ เป็นมนุษย์หญิงก็ดี ชายก็ดี ทั้งคฤหัสถ์บรรพซิตไม่ว่า ที่ปรากฏอยู่บัดนี้มีธรรมบังเกิดขึ้นกับใจบ้างไหม? ที่ปรากฏอยู่เสมอน่ะ บางคนมีบางคนก็ไม่มี ที่ไม่มีนั้นเทียบด้วยคนตาบอด ที่ธรรมปรากฏขึ้นแล้วน่ะเทียบด้วยคนตาดี เรื่องนี้พระองค์ทรงรับสั่งในเรื่องธรรมว่า ทิฏฐธมฺมสุขวิหารี ธรรมเครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบันทันตาเห็น ธรรมที่บังเกิดปรากฏอยู่กับตัวน่ะ พวกมีธรรมกายมีธรรมปรากฏแก่ตัวเสมอ พวกไม่มีธรรมกายนานๆ จะปรากฏธรรมสักครั้งหนึ่งธรรมที่ปรากฏขึ้นน่ะประจําตัวเชียวนะ ติดอยู่กับใจของบุคคลนั้น สว่างไสว ถ้าปฏิบัติดีๆ เหมือนดวงอาทิตย์ในกลางวันเชียวนะ แจ่มจ้าอยู่เสมอ แต่ว่าใจนั้นต้องจดอยู่กับธรรม ถ้าว่าใจไม่จดกับธรรม หรือธรรมไม่ติดอยู่กับใจละก็ ความสว่างนันก็หายไปเสีย เหมือนอย่างตามประทีปในเวลากลางวัน ประทีปอย่างย่อมๆ ความสว่างก็น้อย ประทีปนั้นขยายออกไปความสว่างก็ขยายออกไป อย่างนั้นแหละฉันใด ธรรมก็หลายดวง สว่างต่างกันอย่างนั้นเหมือนกัน จากพระธรรมเทศนาเรื่อง “อุทานคาถา” ๒๑ มีนาคม ๒๔๙๗ ๓๕ พญามาร สภาพความเป็นเองปรุงแต่ง หรือว่าใครปรุงแต่ง อยู่ที่ไหน เรื่องนี้หมดทั้งประเทศ หมดทั้งชมพูทวีป หมดทั้งแสนโกฏิจักรวาล หมดทั้งอนันตจักรวาลตลอดนิพพาน-ภพสาม-โลกันต์ มากน้อยเท่าใดนั้นไม่รู้กันทั้งนั้น ว่าเป็นเพราะเหตุอะไร? แต่วัดปากน้ำมีคนรู้ขึ้นแล้ว เป็นดังนี้เพราะอะไร? ที่ตั้งวัยให้แก่ยับเยินไปเช่นนี้ เป็นเองหรือใครทําอยู่ที่ไหน? รู้ทีเดียวว่าใครทําอยู่ที่ไหน? รู้ว่าไม่ใช่ใคร จับตัวได้คือ พญามารนั้นเองเป็นคนทําให้แก่-ให้เจ็บ-ให้ตาย เกิดแก่เจ็บตายอย่างยับเยิน เกิดก็อย่างยับเยินเดือดร้อน พ่อไม่ตาย บางทีแม่ตาย บางทีลูกตาย แม่ก็ตาย พ่อก็ยังจะตายตามอีก โดดน้ำตายเสียอกเสียใจ นี่พญามารทําทั้งนั้น สําหรับประหัตประหารฝ่ายพระ ถ้าว่ามนุษย์ผู้ใดเป็นฝ่ายพระละก็ มารข่มเหงอยู่อย่างนี้แหละ ไม่ขาดสาย ไม่เช่นนั้นก็ด้วยวิธีใดด้วยวิธีหนึ่ง บางทีหมั่นไส้นักทําเก่งกาจ อวดดิบอวดดี ให้ฆ่ากันตายเสียให้กินยาตายเสีย ให้โดดน้ำตายเสีย ให้ผูกคอตายเสีย นี่ใครทํา? พญามารทั้งนั้นไม่ใช่ใคร ไม่มีใครรู้ แสนโกฏิจักรวาลอนันตจักรวาล นิพพานถอดกายมีเท่าไร ไม่มีใครรู้ ไม่รู้เรื่องทีเดียวในเรื่องนี้ว่า พญามารเขาคอยบีบคั้นอยู่ ให้เกิด แก่ เจ็บ ตาย ให้เกิดก็เกิดอย่างยับเยินหน้าบิดหน้าเบี้ยว เดือดร้อนด้วยกันทั้งสองฝ่าย ไม่ตายคางก็เหลืองเทียว ไม่ตายก็เกือบตาย นี่พญามารเขาทํา ตามปกติแล้วไม่เป็นดังนี้ เกิดก็อย่างไม่ได้เดือดร้อนนัก จะคลอดบุตรก็เหมือนถ่ายอุจจาระ เหมือนถ่ายปัสสาวะ ไม่เดือดร้อน เหมือนกับคลอดลูกออกเต้าธรรมดานี้ จะคลอดบุตรก็เหมือนถ่ายอุจจาระ เหมือนถ่ายปัสสาวะทีเดียวไม่เดือดร้อนแต่อย่างหนึ่งอย่างใด ที่เดือดร้อนยับเยินเช่นนี้ เพราะพญามารเขาส่งฤทธิ-ส่งเดช-ส่งอํานาจ-ส่งวิชชาที่ศักดิ์สิทธิ์มาบังคับบัญชา บังคับให้เป็นไป จากพระธรรมเทศนาเรื่อง “ปัพพโตปมคาถา” ๒๘ มีนาคม ๒๔๙๗ ๓๖ ถ้าได้ชนะละก็ เราชนะด้วย มีการสู้รบเช่นนี่ ใครเคยได้ยินได้ฟังบ้าง? ไม่มีเลย หมดทั้งชมพูทวีปแสนโกฏิจักรวาล อนันตจักรวาล นิพพานถอดกายที่ไหนๆ ไม่มีเลย แล้วไม่มีใครรู้จักเสียด้วยซํ้า นี่มารู้จักขึ้นแล้วที่วัดปากนํ้า ภิกษุสามเณร อุบาสก อุบาสิกา อยู่วัดปากน้ำก็จริง แต่ไม่รู้ว่าสมภารวัดปากน้ำทําอะไร นี่อัศจรรย์นัก อยู่ด้วยกันตั้งหลาย ๑๐ ปี อยู่วัดปากน้ำทําวิชชานี้ ๒๒ ปี ๘ เดือน ๙ วัน วันนี้ ไม่มีใครรู้ว่าทําอะไร รู้แต่นิดๆ หน่อยๆรู้จริงจังลงไปไม่มี มีก็ผู้ที่ทําวิชชาด้วยกัน รู้จริงเห็นจริงกันลงไปทีเดียว ทําอยู่ทุกวันๆ นั่นละก็รู้จริงเห็นจริง นี่เป็นวิชชาลึกอย่างนี้ ถ้ารู้สึกเช่นนี้ละก็ จงอุตส่าห์ว่าตั้งแต่นี้ไป เราจะช่วยเหลือแก้ไขด้วยประการใดประการหนึ่ง ท่านรบศึกสําคัญอย่างนี้ ถ้าได้ชนะละก็ เราชนะด้วย ถึงเราไม่ได้ทําเลยเราก็ชนะด้วย ถ้าได้สําเร็จเราก็สําเร็จด้วย เราไม่ได้ทําเลยก็สําเร็จด้วย เราต้องสนับสนุนด้วยทางใดทางหนึ่ง ให้สมควรทีเดียว พวกที่เป็นแล้ว ตั้งใจแน่วแน่ว่าตั้งแต่วันนี้ไป เราไม่ถอยหละ เกิดมาเราพบวิชชานี้ เราจะต้องสู้ อย่างอื่นสู้ไม่ได้ทั้งนั้น เราจะหันสู้วิชชานี้กันสุดฤทธิ์สุดเดช เอาให้ถึง หมดเจ็บ หมดแก่ หมดตาย ของพญามารให้ได้ ให้พญามารแพ้ให้ได้ พญามารแพ้เด็ดขาดเมื่อเวลาไร เวลานั้นหมดทุกข์ในโลก เท่าปลายผมปลายขนก็ไม่มี หมดแก่ หมดเจ็บ หมดตายในโลก เท่าปลายผมปลายขนก็ไม่มี มีความสุขเหมือนยังกับท้าวสวรรค์ หรือเหมือนกับท้าวพรหม หรือเหมือนกับพระนิพพาน สุขขนาดนั้น เป็นสุขสําราญขนาดนั้น จากพระธรรมเทศนาเรื่อง “ปัพพโตปมคาถา” ๒๘ มีนาคม ๒๔๙๗ ๓๗ สมถะ-วิปัสสนา ถ้าว่ามีวิปัสสนาเห็น มีวิปัสสนาก็มีธรรมกาย เห็นด้วยตาธรรมกายนั่นแหละเรียกว่า วิปัสสนา วิปัสสนา แปลว่า เห็นแจ้งวิเศษ เห็นต่างๆ เห็นไม่มีที่สุด ตาธรรม-กายโคตรภูเห็นแค่นี้ ตาธรรมกายโสดา-โสดาละเอียดเห็นแค่นี้ สกทาคา-สกทาคาละเอียดเห็นแค่นี้ พระอนาคา-อนาคาละเอียดเห็นแค่นี้ พระอรหัต-อรหัตละเอียดเห็นแค่นี้ หนักขึ้นไปไม่มีที่สุด นับอสงไขยไม่ถ้วน เห็นไม่มีที่สุด รู้ไม่มีที่สุด เห็นจํา คิด รู้ เท่ากัน เห็นไปแค่ไหน-รู้ไปแค่นัน จําไปแค่ไหน-รู้ไปแค่นั้น คิดไปแค่ไหน-รู้ไปแค่นั้น เท่ากัน ไม่ยิ่งไม่หย่อนกว่ากัน นี่อย่างนี้เรียกว่า วิปัสสนา เห็นอย่างนี้เห็นด้วยตาธรรมกาย เห็นด้วยตากายมนุษย์-กายมนุษย์ละเอียด กายทิพย์-กายทิพย์ละเอียด กายรูปพรหม-รูปพรหมละเอียด กายอรูปพรหม-อรูปพรหมละเอียด เห็นเท่าไรก็เห็นไป เรียกว่าอยู่ในหน้าที่สมถะทั้งนั้น ไม่ใช่วิปัสสนา ถ้าวิปัสสนาละก็ต้องเห็นด้วยตาธรรมกาย นั่นแหละเป็นตัววิปัสสนาจริงๆ ละ จากพระธรรมเทศนาเรื่อง “ติลักขณาทิคาถา” ๔ เมษายน ๒๔๙๗ ๓๘ ธรรมเป็นหัวหน้า ไฟเมื่อจุดขึ้นแล้ว ให้นึกถึงว่าไฟให้ความสว่างให้ประโยชน์แก่มนุษย์มากนัก ใช้ถูกส่วนเข้าแล้วให้ประโยชน์แก่มนุษย์มากนัก หุงต้มปิ้งจี่ได้ตามความปรารถนา ต้องการสิ่งใดได้ต้องตามความปรารถนา จะให้เป็นเรือยนต์เรือบินได้สมมาดปรารถนา ใช้ไฟได้ดังนี้ ถ้าใช้ไม่ดีไหม้บ้านไหม้ช่องก็ได้ ธรรมเหมือนกัน ถ้าใช้ดีก็วิเศษวิโสนักทีเดียว ให้สําเร็จมรรคผลตัดกิเลสเป็น สมุจเฉทปหาน ไปนิพพานได้สมเจตนา ถ้าทําไม่ดีก็คร่าไปโลกันต์เหมือนกัน ไปตกโลกันต์เหมือนพวกมิจฉาทิฏฐิเหมือนกัน ประพฤติธรรมไม่ดีไม่ถูก ผิดธรรมไป ไปเป็นมิจฉาทิฏฐิ เหมือนพระเทวทัตปฏิบัติธรรม ทําพลาดธรรมไป ไปอยู่ในอเวจี พลาดธรรมไปอเวจีเหมือนกันผิดธรรมไป ถ้าว่าถูกธรรมดีแล้วละก็ ธรรมนั้นส่งให้รุ่งโรจน์โชตนาการ หาประมาณมิได้ทีเดียว ธรรมน่ะ ถ้าจะกล่าวถึงส่วนแล้วละก็ ที่เรียกว่าการบูชาไฟ การบูชามีไฟเป็นประมุขมีไฟเป็นหัวหน้า การปฏิบัติศาสนาก็มีธรรมเป็นประมุข มีธรรมเป็นหัวหน้าเหมือนกัน แบบเดียวกัน เหตุนี้เราปฏิบัติศาสนาต้องมีธรรมเป็นหัวหน้า ต้องมีธรรมเป็นประธาน ถ้าอยู่ในโลก การบูชาทั้งหลายเหล่านั้นมีไฟเป็นหัวหน้ามีไฟเป็นประธาน แบบเดียวกันดังนี้ จากพระธรรมเทศนาเรื่อง “เกณิยานุโมทนาคาถา” ๑๑ เมษายน ๒๔๙๗ ๓๙ รวมอยู่ในกาม สมุทรสาครเป็นประมุขของแม่น้ำทั้งหลาย แม่น้ำน้อยใหญ่มี มากน้อยเท่าใดในสกลโลกธาตุ เมื่อฝนตกลงแล้วก็ท่วมล้นไปตามหน้าที่ เมื่อเต็มแม่น้ำน้อยก็ไหลไปแม่น้ำใหญ่ เมื่อเต็มแม่น้าใหญ่ก็ต้องไหลไปสู่สมุทรสาครทะเลใหญ่โน่น ทะเลใหญ่นั่นแหละ เป็นประมุขของแม่น้ำทั้งหลาย แม่น้ำทั้งหลายย่อมไหลไปรวมที่นั่น เมื่อรู้จักน้ำสมุทรสาครดังนี้แล้วละก็ สัตว์โลกจะเป็นหญิงก็ดี ชายก็ดี ในกามภพนี้ รวมอยู่ในกามทั้งนั้น กามบังคับป่นปี้ ทั้งหญิงทั้งชาย กิเลสกามวัตถุกามบังคับป่นปี้ทีเดียว ให้ติดอยู่ในกิเลสกามบ้าง วัตถุกามบ้าง ร้องไห้ร้องครางไปต่างๆ นานา รบราฆ่าฟันซึ่งกันและกัน เพราะกิเลสพัสดุกามเหล่านี้แลหมกอยู่ในกามนี้ นี่แหละฉันใด สมุทรสาครให้สรรพสัตว์ทั้งหลายอยู่อาศัยได้ตามความปรารถนา กามสมุทัยแท้ๆ ให้สัตว์เวียนว่ายตายเกิดนั้น เป็นใหญ่สําคัญ ในสกลโลกหมดทั้งกามภพ รูปภพ อรูปภพ อยู่ในสมุทัยทั้งนั้น ข้ามพ้นสมุทัยไม่ได้สมุทัยเป็นคู่กับพระนิพพาน ถ้าพ้นสมุทัยก็ไปนิพพาน เหมือนแม่นํ้าทั้งหลาย ถ้าตกลงมาแล้วจะไปไหน ไม่ได้ ต้องไปขังอยู่ในท่ามกลางมหาสมุทรนั่น ติดมหาสมุทรนั่นแหละไม่ไปไหน สัตว์โลกเกิดแล้วไปไหนไม่ได้ ติดอยู่ในสมุทัยสัจนั้น ให้รู้จักที่สําคัญอย่างนี้ จากพระธรรมเทศนาเรื่อง “เกณิยานุโมทนาคาถา” ๑๑ เมษายน ๒๔๙๗ ๔๐ สว่างหมดทั้งธาตุ ทั้งธรรม พระจันทร์ เวลากลางคืนขึ้นเป็นประมุขของดาวนักขัตฤกษ์ทั้งหลาย ดาวมีมากน้อยเท่าใดในท้องฟ้า ดาวย่อมเป็นรองดวงจันทร์ ดวงจันทร์เป็นใหญ่กว่า ดวงดาวทั้งหมดมีมากน้อยเท่าใด ดวงจันทร์เป็นสําคัญกว่า แสงสว่างก็มากกว่า ดวงดาวมีมากน้อยเท่าใด จะรวมเท่าใดก็ไม่เท่าดวงจันทร์ ดวงจันทร์สําคัญกว่า ดวงจันทร์สว่างกว่า เมื่อรู้จักหลักอันนี่ ดวงจันทร์ทําแสงสว่างให้สําคัญลบดวงดาวหมดทั้งสิ้นฉันใดก็ดี ดวงที่ให้สัตว์เวียนว่ายตายเกิดเหล่านี้ ก็มีดวงธรรมอีก สําหรับแก้ไขให้สัตว์โลกให้พ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด ดวงธรรมใหญ่เป็นลําดับจนกระทั่งดวงของพระอรหัต ใหญ่วัดเส้นผ่าศูนย์กลาง ๒๐ วา กลมรอบตัว สว่างหมดทั้งธาตุทั้งธรรม จะดูอะไรเห็นหมดฉันใด ดวงที่เป็นบาปอกุศลมีมากเท่าใดก็ถูกดวงธรรมที่ใหญ่เช่นนั้นครอบงําหมด ดวงธรรมที่ย่อยๆ ทําอะไรไม่ได้ เหมือนดวงดาวทําอะไรไม่ได้ ดวงจันทร์เป็นประมุขของดวงดาวทั้งหลาย ดวงธรรมที่ดีที่สุด ที่ใหญ่ก็เป็นประมุขของดวงบาปทั้งหลายเหล่านี้ ดวงธรรมย่อยๆ ทําอะไรไม่ได้ สู้ดวงที่ใหญ่ไม่ได้พาสัตว์ให้ข้ามพ้นจากสมุทัยได้ นี่ก็เป็นข้อสําคัญ จากพระธรรมเทศนาเรื่อง “เกณิยานุโมทนาคาถา” ๑๑ เมษายน ๒๔๙๗ ๔๑ ธรรมสามี เพราะมนุษย์ปถุชนเหลวไหลเลินเล่อเผลอตัว มีเงินสักเล็กน้อยก็ใช้กันเสียอย่างฟุ่มเฟือยทีเดียว เทกระเป๋าใช้ทีเดียว ไม่รู้ว่าจะต้องไปหาเงินที่ไหน?ไม่รู้ว่าตัวโง่ถึงขนาดนี้ จึงได้ลําบาก เป็นนายเงินไม่ได้ ต้องเป็นบ่าวเงินรําไปนั้นฉันใด เมื่อเข้าถึงธรรมแล้วปล่อยธรรมเสียแล้วก็ทําใหม่อีกต่อไป อย่างนั้นจะเป็นธรรมสามี จะเป็นเจ้าธรรมไม่ได้ จะต้องเป็นบ่าวธรรมแบบหาเงินทั้งนั้นแหละ ต้องปฏิบัติรํ่าไป พอเข้าถึงธรรมแล้วยึดเอาไว้ไม่ปล่อยทีเดียว จนกระทั่งถึงที่สุดทีเดียว อย่างนีเรียกว่า ธรรมสามี พระศาสดาเป็นธรรมสามี เป็นเจ้าธรรม พระอรหันต์ขีณาสพเมื่อไม่ปล่อยธรรมเช่นนี้เรียกว่า ธรรมสามี ไม่ปล่อยธรรมเช่นนี้เรียกว่า อปฺปมาโท จ ธมเมสุ เป็นผู้ไม่ประมาทในธรรมทั้งหลาย ไม่ว่าธรรมหมวดไหน? หมู่ไหน? ดวงไหน? เมื่อเข้าถึงแล้วเป็นไม่ปล่อยกันทีเดียวเด็ดขาด อย่างนี้ชายก็เรียกว่าชายสามารถ หญิงก็เรียกว่าหญิงสามารถจะเป็นที่พึ่งแก่ตัว และบุคคลอื่นทั่วไปในอัตภาพชาตินี้ จากพระธรรมเทศนาเรื่อง “มงคลกถา” ๑๘ เมษายน ๒๔๙๗ ๔๒ จิตเกษมผ่องใส...เงินไหลเข้ามาเอง ถ้าว่าจิตหยุดเสียได้ละก็ เขมํ ทีเดียว เกษมผ่องใสเหมือนอย่างกับกระจกคันฉ่องส่องเงาหน้าทีเดียว เกษมผ่องใสขนาดนั้น จิตเกษมผ่องใสเช่นนั้นแล้ว จิตดวงนั้นแหละตัวมงคลแท้ๆ ที่เรียกว่า มงฺคล อุตฺตมํ นั้นแหละตัวมงคลแท้ๆ เทียว เหตุเครื่องถึงซึ่งความเจริญจริง ถ้าจิตหยุดเช่นนั้นเสียแล้วละก็ เงินน่ะ ไม่ต้องหายากหาลําบากแต่อย่างไรหรอก ถ้าจิตผ่องใสขนาดนั้นแล้ว ไม่ต้องทํางานอะไรมากมายไปหรอกมันไหลเข้ามาเองนะ เงินน่ะไม่เดือดร้อน มีแต่เงินเข้า เงินออกไม่มี ออกก็เล็กๆน้อยๆ เข้ามามาก ผ่องใสอย่างนั้นละก็ นั่นตัวนั้นเป็นตัวสําคัญทีเดียว ถ้าว่าผู้ครองเรือนต้องการให้มั่งมีเงินทองข้าวของมาก อย่ากระทบกระเทือนใจกัน ทําใจให้ใสอยู่ท่าเดียวแหละ ใจเป็นแดนเกษมอยู่เสมอไป อย่างนี้ให้ตั้งจิตให้อยู่ ให้ดูของตัวไว้ให้ผ่องใสอยู่อย่างนั้น เงินทองไหลมาเป็นมงคลแท้ๆ จากพระธรรมเทศนาเรื่อง “มงคลสูตร” ๒๕ เมษายน ๒๔๙๗ ๔๓ ไม่ติด ใจก็หยุดนิ่งอยู่ศูนย์กลางดวงธรรมที่ทําให้เป็นธรรมกาย พระอรหัตละเอียดนี้ เสร็จกิจในพระพุทธศาสนาพระสมณโคดมแค่นี้ ปฏิบัติไปเถอะถึงแค่นี้แล้วก็แล้วละ เสร็จกิจทางธรรม ต่อไปไม่ต้องเรียนไม่ต้องศึกษา เรียกว่ารู้เห็นเกิดขึ้นแล้วแก่เราทีเดียว กิจที่จะต้องทําอีกต่อไปกิจเพื่อความเป็นอย่างนี้ ไม่ต้องมีกระไรต่อไป ภพของเราต่อไปไม่มี หมดภพแล้วแค่นี้ นี่เสร็จกิจในพระพุทธศาสนา เมื่อรู้จักหลักอันนี้แล้วก็เป็นของไม่ยาก ของไม่ใช่ทํายาก แต่ว่าได้เพียรกันนักแล้ว ทํากันได้เห็นได้มากแล้ว โสดา สกทาคา อนาคา อรหัต ทํามาได้ก็จริง แต่ว่า “ไม่ติด” ไปติดอยู่แค่โคตรภูเท่านันเอง ที่จะติดโสดา สกทาคา อนาคา อรหัต ไม่ติด หลุดเสีย เพราะเหตุอะไรจึงหลุดไป? มารเขารองราดเสีย เขาเอาละเอียดมารองราดเสีย ไม่ติด กําลังแก้อยู่ผู้เทศน์นี่แหละเป็นตัวแก้ละ กําลังแก้ รวมพวกแก้อยู่ทีเดียว แก้ไขอ้ายละเอียด เหล่านี้ให้หมดให้ได้ หมดได้เวลาใดแล้วก็ โสดาจะติด สกทาคาจะติด อนาคาจะติด อรหัตจะติด แล้วจะเหาะเหินเดินอากาศกันได้ทีเดียว จากพระธรรมเทศนาเรื่อง “มงคลสูตร” ๒๕ เมษายน ๒๔๙๗ ๔๔ เอาชีวิตเข้าแลก พระก็ดี เณรก็ดี ทําจริงก็เป็นทุกคนเท่านั้นแหละ จริงแค่ไหนล่ะจะเป็นทุกคนน่ะ? จริงแค่ชีวิตซิเป็นทุกคน จริงอย่างไรล่ะ? นั่งลงไปประเดี๋ยวก็ได้รู้จริงกันละ นั่งลงไป เมื่อยเต็มทีเอ้าเมื่อยก็เมื่อยไป ปวดเต็มที เอ้าปวดก็ปวดไป ทนไม่ไหว เอ้าไม่ไหวก็ทนไปทนให้ไหว มันจะแตกก็แตกเดี๋ยวนี้ ดับให้มันดับเดี๋ยวนี้ ไม่ถอยเลย ให้เอาจริงเอาจังต้องเป็นทุกคน ไม่ต้องไปสงสัยละ พระสิทธัตถะราชกุมารทํามาแล้ว เนื้อเลือดจะแห้งเหือดหมดไปไม่ว่าเหลือแต่กระดูกหนังช่างมัน นี่มันก็เป็นทุกคนเท่านั้น แต่นี่ไม่ถึงขนาดนี้นะซีพอนั่งไป พอปวดเล็กๆ น้อยๆ เมื่อยเล็กๆ น้อยๆ เอาแล้ว แอดเสียแล้ว อ๋อยเสียแล้ว นอนเสียแล้ว เอาเข้านั่นแล้ว จะเอาของจริง ตัวไม่จริงแล้ว จะได้อย่างไร ต้องจริงซิ จริงเอาชีวิตเข้าแลกจึงจะได้สมความปรารถนาน่ะ ให้รู้เข้าใจของจริงอย่างนี้นะ เมื่อรู้เข้าใจของจริงอย่างนี้ละก็ไม่ต้องสงสัยละ พึงรู้ชัดเถอะ บอกให้ตรงๆ ไม่แวะเวียนไปทางหนึ่งทางใดละ ทางไปของพระพุทธเจ้า พระอรหัตแท้ๆ เชียวละ เมื่อรู้แน่เช่นนี้ละก็จงทําให้เป็น เป็นได้ทุกคน นั้นแหละ จากพระธรรมเทศนาเรื่อง “มงคลสูตร” ๒๕ เมษายน ๒๔๙๗ ๔๕ อย่าดูเบา เพราะฉะนั้น ผู้ที่ได้พุทธรัตนะ ที่ได้แล้วอย่าดูเบาหนา ดับมาเกือบ ๒,๐๐๐ ปีหนา มาโผล่ขึ้นในครั้งนี้นะเป็นอัศจรรย์ทีเดียว แต่ว่ามารยังขวางอยู่มาก มนุษย์ยังไม่เบิกตา ยังหลับตาอยู่มาก มนุษย์ยังไม่ตื่น ยังหลับตาอยู่มากนัก ถ้ามนุษย์ได้เห็นธรรมกาย มนุษย์คนนั้นตื่นขึ้นแล้วไม่หลับแล้ว ถ้ามนุษย์ใดยังไม่เห็นธรรมกาย ยังไม่เป็นธรรมกายมนุษย์นั้นยังหลับอยู่ มารมันยังกดหลับอยู่ ยังไม่ตื่นเลย บางทีตายเสียชาติหนึ่งยังไม่ตื่นเลย หลับเรื่อยไปเสียทีเดียว บางคนเห็นปรากฏตื่นทีเดียวมีธรรมกาย บางคนไม่เดียงสา มีธรรมกายใหญ่โต มโหพารเช่นนี้แล้ว มาถึงรัตนะอันเลิศประเสริฐเช่นนี้แล้ว กลับไปวางเสียก็มี แปลกประหลาดนัก ลืมตาขึ้นแล้วกลับไปตาบอดก็มี อย่างนี้น่าอัศจรรย์นัก เพราะเหตุไร? เพราะไม่รู้จักเดียงสา มาพบของวิเศษประเสริฐเลิศล้นพ้นประมาณ ไม่รักษาให้ควรแก่การควรเห็นควรพบ แม้เป็นอยู่ก็เท่ากับศพ ไม่ประเสริฐเลิศอะไรนัก เพราะกายมนุษย์นี่ชั่วคราวเท่านั้น เกิดแล้วก็ดับไป อุปปาทะบังเกิดขึ้น ฐิติตั้งอยู่แปรไป ภังคะแตกสลายไป มีเกิดมีดับ มีเกิดมีดับเป็นเบื้องหน้า จากพระธรรมเทศนาเรื่อง “รัตนสูตร” ๒๑ เมษายน ๒๔๙๗ ๔๖ นึกถึงดวงบุญ ถ้าบุคคลทําบุญได้อย่างนี้แล้ว ให้เอาใจไปจดอยู่ศูนย์กลางดวงธรรมที่ทําให้เป็นกายมนุษย์สะดือทะลุหลัง ขวาทะลุซ้าย กลางกั๊กนั้น ให้เอาใจจดให้ถูกต้องตรงกลางดวงนั้น เมื่อต้องทุกข์ภัยอย่างหนึ่งอย่างใด ให้ระลึกถึงดวงบุญที่ตนได้กระทําไว้ อย่าไประลึกนึกถึงสิ่งอื่นที่ไม่ใช่ดวงบุญของตน พระสิทธัตถะราชกุมาร เมื่อครั้งทรงกระทําทุกกรกิริยาใกล้จะตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พญามารรู้ก็ลุกขึ้นผจญพระพุทธเจ้าที่ใต้ควงไม้ศรีมหาโพธิ์ พระองค์ทรงมองดูหมู่เทวดาที่ตามพิทักษ์รักษา เพราะแต่ก่อนพระปัญจวัคคีย์คอยเฝ้าพิทักษ์รักษาพระองค์อยู่ แต่ได้ละพระองค์ไปเสียแล้ว เหลือแต่หมู่เทวดาผู้ยังตามพิทักษ์รักษาเท่านั้น ทรงดูเทวดาไปพบอยู่ที่ขอบจักรวาลโน้น เพราะเกรงกลัวพญามาร เหลือพระองค์แต่ผู้เดียวในขณะนี้ พระองค์จึงทรงระลึกนึกถึงแต่ในพระทัยว่าเราได้สร้างบารมีมาก็นับชาตินับภพไม่ถ้วนขอเอาบารมีเหล่านั้นต่อสู้ผจญกับพญามารนี้ จากพระธรรมเทศนาเรื่อง “ภัตตานุโมทนากถา” ๙ พฤษภาคม ๒๔๙๗ ๔๗ บุญ...มาจากไในกลาง บุญที่มนุษย์ทํามาจากไหน ? ก็มาจากในกลางกายนี้ ตรงกลางของใจนั้น กลางของกลาง กลางของกลาง กลางของกลาง หนักเข้าก็พบดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน กลางของกลางหนัก เข้าไปก็พบ ดวงศีล กลางของกลาง เข้าไปก็พบ ดวงสมาชธิ กลางของกลางเข้าไปอีกก็พบดวงปัญญา กลางของกลางเข้าไปอีกพบดวงวิมุตติ กลางของกลางเข้าไปอีกก็พบดวงวิมุตติญาณทัสสนะ กลางของกลางเข้าไปอีกพบกายมนุษย์ละเอียด กายมนุษย์ละเอียดก็มีธาตุดิน นํ้า ไฟ ลม เหมือนกัน เป็นชั้นๆเข้าไปอย่างนี้ นี่หัดเข้าไปหากายเป็นชั้นๆ เข้าไป เข้าไปหากายมนุษย์ละเอียด กายทิพย์-กายทิพย์ละเอียด กายพรหม-กายพรหมละเอียด กายอรูปพรหม-กายอรูปพรหมละเอียด กายธรรม-กายธรรมละเอียด กายโสดา-กายโสดาละเอียด กายสกทาคา-กายสกทาคาละเอียด กายอนาคา-กายอนาคาละเอียด กายอรหัต-กายอรหัตละเอียด หนักขึ้นไป เป็นชั้นๆ จากพระธรรมเทศนาเรื่อง “ภัตตานุโมทนากถา” ๙ พฤษภาคม ๒๔๙๗ ๔๘ หาบุญได้ใช้บุญเป็น เราก็เหมือนกัน แสวงหาบุญสร้างบารมีบําเพ็ญทาน รักษาศีล เจริญภาวนาได้บุญแล้ว ให้ใจจรดอยู่ที่บุญนั้น เมื่อประสบภัยได้ทุกข์ยากประการใดก็นึกถึงบุญนั้น อย่าไปนึกสิ่งอื่นให้เหลวไหล อย่าไปนึกถึงผี ผีมันจะเป็นอะไร ผีสู้มนุษย์ไม่ได้ ผีมันตายไปจากมนุษย์แล้ว จึงกลายเป็นผี มนุษย์วิเศษกว่าผีนักผีจึงสู้มนุษย์ไม่ได้ จะไปนับถืออะไรกับผี ผีช่วยอะไรไม่ได้เลย สู้นึกถึงมนุษย์ไม่ได้ ไปนับถือจ้าว จ้าวก็ช่วยอะไรไม่ได้ เพราะจ้าวตายไปจากมนุษย์แล้วจ้าวผีจ้าวสางนั้นสุ้มนุษย์ไม่ได้ แพ้มนุษย์ทั้งนั้น มนุษย์นี้เป็นผู้มีฤทธิ์เดชมากกว่า หรือนึกถึงต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ ไปกราบไหว้ต้นไม้ ต้นไม้จะทําอะไรได้ เราเอามาทําฟืนหุงอาหาร ผ่าเอามาทําฟืนหุงข้าวอยู่เรื่อยๆ เอามาทําบานประตูหน้าต่าง มาทําพื้นบ้านแล้วมันจะมาทําอะไรให้เราได้ ต้องนึกถึงบุญ สิ่งอื่นอย่าไปนึก นึกถึงบุญแต่เพียงอย่างเดียว เมื่อต้องภัยได้รับความทุกข์ยากลําบากอย่างใดก็ให้นึกถึงบุญ เอาใจไปจรดอยู่ที่บุญ ทํามาค้าขายอะไรก็ให้เอาใจไปจรดอยู่ที่บุญนั้น จะได้ค้าขายคล่องได้กําไรเกินควรเกินค่า จะไปทํานาทําสวน ก็เอาใจไป จรดอยู่ที่บุญนั้นบุญจะให้ผลของนาและสวนเกินควรเกินค่า ไปรับราชการก็เอาใจไปจรดอยู่ที่บุญนั้น หน้าที่ราชการก็จะรุ่งโรจน์โชตนาการยิ่งขึ้นใหญ่ ถ้าปกครองบ้านเรือนก็เอาใจจรดอยู่ที่บุญนั้นเหมือนกัน บ้านเรือนก็จะรุ่งเรือง อย่าเอาใจไปจรดอยู่ที่อื่น นี่เราเรียกว่า หาบุญได้ และ ใช้บุญเป็น ถ้าหากเอาใจไปจรดเสียที่อื่นจะเป็นต้นไม้ ขี้วัว ขี้ควาย อะไรจิปาถะชื่อว่า หาบุญได้แต่ใช้บุญไม่เป็น จากพระธรรมเทศนาเรื่อง “ภัตตานุโมทนากถา” ๙ พฤษภาคม ๒๔๙๗ ๔๙ เอาของจริงไส่กับตัวไว้ให้ได้ นี่แหละหลักพระพุทธศาสนา จําเป็นตํารับตําราไว้ อย่าดูหมิ่นดูแคลนหนา พระพุทธเจ้าไม่เกิดขึ้นในโลกละก็ ธรรมอันนี้ไม่มีใครแสดง ไม่มีใครบอกไม่มีใครเล่าให้ฟัง ถึงกระนั้นที่เกิดขึ้นแล้วก็ดับเสียเกือบ ๒,๐๐๐ ปี มาเกิดขึ้นที่วัดปากน้ำนี้แล้ว อุตส่าห์พยายามทํากันไป อย่าได้ดูหมิ่นดูแคลนหนา อย่าได้เห็นแก่เหนื่อยแก่ยาก แก่ลําบากแต่เล็กๆ น้อยๆ เมื่อมาประสบพบพุทธศาสนา พบของจริงละ เข้าถึงของจริงให้ได้เอาของจริงใส่กับตัวไว้ให้ได้ ติดกับตัวไว้ให้ได้ อย่าดูถูกดูหมิ่นหนา ตั้งให้มั่นแท้แน่นอนในใจของตัวแล้วละก็ ไม่เสียทีที่เกิดมาเป็นมนุษย์พบพุทธศาสนา ทั้งภิกษุ สามเณร อุบาสก อุบาสิกา จากพระธรรมเทศนาเรื่อง “รัตนสูตร” ๑๐ พฤษภาคม ๒๔๙๗ ๕๐ เหมือนไฟ ธรรมนั้นสัณฐานกลมสีขาวใสเหมือนแก้ว โตเล็กตามส่วนของธรรมนั้นๆนี่แหละมีอยู่แท้ๆ เป็นธรรมอันประเสริฐ ถ้าเราไม่ได้ธรรมดวงนั้นละก็เราต้องตายแน่ มาอยู่เป็นมนุษย์กับเขาไม่ได้ ไม่ว่าหญิง ว่าชาย พระเณรไม่รู้ ถ้าไม่ได้ธรรมดวงนั้นแล้วเป็นตายแน่ถ้าได้ธรรมดวงนั้นก็เป็นอยู่ ถึงกระนั้นก็ต้องหล่อเลี้ยงเสมอเหมือนกัน หล่อเลี้ยงเสมอเหมือนอะไร เหมือนไฟ ธรรมดวงนั้นต้องหล่อเลี้ยงอยู่เสมอ ถ้าไม่หล่อเลี้ยงเสมอ ดับ เหมือนไฟ ไฟต้องหล่อเลี้ยงเสมอ ไฟเมื่อติดขึ้นแล้วจะใช้ไฟฟืน ก็ต้องเอาฟินไปปรนปรืออยู่เสมอ หมดฟืนเก่าก็เติมฟืนใหม่เข้าไป แต่ว่าเติมให้ถูกส่วนนะ ไม่ถูกส่วนก็ดับเหมือนกัน เติมถูกส่วนไฟไม่ดับ ถ้าต้องการไฟด้วยไต้ด้วยเทียน ต้องมีไต้มีเทียนมาเป็นไส้ไว้ ขาดเชื่อไม่ได้ขาดเชื่อไฟก็ดับ ไฟต้องอาศัยเชื้อ ไม่มีเชื้อไฟอยู่ไม่ได้ ดับ ถ้าหากว่าเป็นไฟฟ้าก็ต้องบํารุงเตาไฟฟ้าไว้ ไฟนั้นจึงจะคงอยู่ได้ ถ้าว่าไฟฟ้าในเตาดับหมด ไฟที่จะจ่ายมาเอาค่าจ้างเขาก็ไม่มี อยู่ไม่ได้ หากว่าไฟที่ใช้ไฟฉายกันนี้ใช้ถ่านไฟฉายเช่นนี้ ก็อยู่ชั่วกําลังของไฟฉายนั้น หมดกําลังไฟก็ดับไป อยู่ไม่ได้เหมือนกัน ต้องคอยปรนปรือเสมอ ไฟของมนุษย์ ไฟที่เรียกว่ามนุษยธรรม ธรรมของมนุษย์นี่ก็ดุจเดียวกันต้องคอยปรนปรือเสมอ ใส่เชื้อเสมอ เชื้ออะไรล่ะ? ข้าวสุก ขนมสด ขนมแห้ง ปลา เนื้อ ต้องคอยจุนเจือมันเสมอ ถ้าไม่จุนเจือแล้ว ไฟที่เรียกว่ามนุษยธรรมที่ทําให้เป็นมนุษย์นี้ก็ดับเหมือนกัน ไม่จุนเจือไม่ได้ ไม่จุนเจือ ดับแน่นอนทีเดียว ไม่ต้องสงสัย เพราะเหตุฉะนั้น ธรรมดวงนี้แหละเป็นธรรมลีกซึ้งอยู่ เขาเรียกว่า มนุษยธรรม ถ้าว่าเป็นกายเทวดาเข้า เขาเรียกว่า เทวธรรม ธรรมที่ทําให้เป็นเทวดา ถ้าว่าไปเป็นกายรูปพรหม-รูปพรหมละเอียดเข้า เขาเรียกว่า พรหมธรรม ธรรมที่ทําให้เป็นพรหม ถ้าว่าไปถึงอรูปพรหม-อรูปพรหมละเอียด เขาเรียกว่า อรูปพรหมธรรม ธรรมที่ทําให้เป็นกายอรูปพรหม เป็นชั้นๆ ไปอย่างนี้ จากพระธรรมเทศนาเรื่อง “รัตนสูตร” ๑๖ พฤษภาคม ๒๔๙๗ ๕๑ เงินทองข้าวของมาหาเอง นี่เรื่องพระพุทธศาสนานั้นเป็นอย่างนี้ไม่ต้องไปหาเงินทองข้าวของเมื่อประพฤติถูกส่วนเข้าแล้ว เงินทองข้าวของมันมาหาเอง ข้าวปลาอาหารมาหาเองทั้งนั้น จะไปอยู่ในป่าในดอนในดงที่ไหนก็ไป แต่เงินทองข้าวของมาหาเองทั้งนั้น นี่ทางพุทธศาสนา แต่ว่าเดินลึก สงเคราะห์ อนุเคราะห์มหาชน อนุชนทั้งหลายให้รู้ธรรมกายจริงๆ จากพระธรรมเทศนาเรื่อง “รัตนะ” ๒๓ พฤษภาคม ๒๔๙๗ ๕๒ แทนคุณมารดาบิดา ถ้าว่าจะแทนคุณมารดาบิดาน่ะ ให้เอาทองคํามาทั้งแผ่นนั่นแหละ เป็นเจ้าจักรพรรดินิรมิตแผ่นปฐพีให้เป็นทองคําทั้งแผ่น มอบให้บิดามารดา มอบให้เป็นสมบัติพัตราธิราช ให้บิดาเป็นเจ้าจักรพัตราธิราช ให้มารดาเป็นพระมเหสีของพระเจ้าจักรพัตราธิราช เป็นแต่กตัญญูต่อมารดาบิดา ไม่ใช่ว่าตอบแทนคุณ แม้ว่าจะเอามารดาบิดาขึ้นนั่ง ให้มารดาขึ้นนั่งบ่าขวา บิดาขึ้นนั่งบ่าซ้ายถ่ายอุจจาระปัสสาวะบนนั้นเสร็จ จนหมดอายุของลูกนั่นแหละ จะชื่อว่าแทนคุณบิดามารดาก็หาไม่ ได้ชื่อว่าเป็นกตัญญูกตเวทีต่อมารดาบิดาเท่านั้น ชื่อว่าแทนคุณแท้ๆ ดังกล่าวแล้ว มารดาบิดาไม่มีศรัทธา ให้มีศรัทธาขึ้น ไม่มีศิลให้มีศีลขึ้น ไม่เลื่อมใสให้เลื่อมใสขึ้น ไม่รู้จักบาปบุญคุณโทษให้รู้จักบาปบุญคุณโทษขึ้น ทั้ง ๕ ประการ นี้ ผู้หญิงก็แทนคุณบิดามารดาได้ ผู้ชายก็แทนคุณบิดามารดาได้ จากพระธรรมเทศนาเรื่อง “รัตนะ” ๒๓ พฤษภาคม ๒๔๙๗ ๕๓ สามัญญผล ก็ส่วนเจ้าตัวผู้บวชล่ะ จะมีอานิสงส์ผลเป็นประมาณใดล่ะ? นี่เจ้าตัวผู้บวชน่ะพอบวชเข้าเท่านั้น นั่นเห็นไหมล่ะแปลกประหลาดผลอานิสงส์เกิดปัจจุบัน พวกเราเป็นหญิงเป็นชายต้องไหว้นบเคารพหมดทีเดียวที่เคยพูดตํ่าๆ สูงๆ พูดไม่ได้เสียแล้ว ไหว้นบเคารพเป็นกระถางธูปเสียแล้ว นั่นแน่ะวิเศษประเสริฐอย่างนี้ ชื่อเสียงเรียงรายก็ปรากฏไปต่างๆ มีปรากฏจําเพาะปัจจุบันทีเดียวเข้าแล้ว ที่สุดจนกระทั่ง โทษประหารชีวิต เมื่อครั้งพุทธกาลหรือในเมื่อครั้งแผ่นดินต้นๆ นี่เขาไม่เอาโทษผิดแก่ผู้บวชแล้ว เมื่อบวชแล้วก็เป็นแล้วกันให้อภัยทีเดียว ให้อภัยเป็นอันขาด นี้ก็ด้วยอานิสงส์ผล เขาเรียกว่า “สามัญญผล” ผลบังเกิดปัจจุบันทันตาเห็น ไม่ใช่แต่เท่านั้น ผู้บวชน่ะ ถ้าว่ามีธรรมเช่นนี้แล้วละก็ อานิสงส์ชั้นสูงเป็นอายุพระศาสนาต่อไป ก็อานิสงส์ของผู้บวชน่ะอเนกอนันต์นับประมาณไม่ได้ ท่านกล่าวไว้ว่า มหิทฺธิโก มหานุภาโว มีเทพบุตร มีฤทธิ์ศักดานุภาพ มีเดชมาก จะเนรมิตแผ่นดิน แล้วจารจารึกบันทึกไป จนกระทั่งเขาพระสุเมรุเหี้ยนหดหมดไป ฯลฯ ยังไม่หมด เท่าไรก็ยังไม่หมด อานิสงส์มากมายก่ายกองนักเหลือที่จะคณนา จากพระธรรมเทศนาเรื่อง “รัตนะ” ๒๓ พฤษภาคม ๒๔๙๗ ๕๔ ดูหมิ่น ส่วนเมตตาพรหมวิหาร ให้เลิกดูหมิ่นกันเสีย ไม่ให้ดูหมิ่นอะไรๆ ในที่เขาหรือในที่ใดๆ ไม่ดูหมิ่นทั้งนั้น ถ้าเลิกดูหมิ่นเสียเช่นนี้นั้นแหละจะกลับเป็นคนดีกับเขาได้ บางทีดูหมิ่นเขาไม่รู้ตัวว่าดูหมิ่นเขา ดูหมิ่นเป็นอย่างไร? คําดูหมิ่นนะเขาเล็กกว่าสู้ไม่ได้ พูดเอาตามชอบใจ ว่าเอาตามชอบใจ ไม่ไพเราะ พูดอย่างกักขฬะ หยาบช้ากล้าแข็ง บ้างด่าว่าเขาต่างๆ ชอบอกชอบใจ เหล่านี้เรียกว่าดูหมิ่นเขาอยู่แล้ว ถึงเขาจนก็ดูหมิ่น พูดไม่เคารพคารวะในกันและกัน พูดใช้เสียงกระด้างไม่น่าฟัง ถ้อยคําเหล่านั้น ตวาดขู่ด้วยประการต่างๆ เหล่านี้ดูหมิ่นเขา อ้ายลักษณะดูหมิ่นเป็นข้อสําคัญนัก เขาจึงได้ยืนยันไว้ว่า เรือนยอดที่จะทําลายลงด้วยไฟไหม้น่ะ เพราะไหม้แต่เรือนย่อยขึ้นไป กระต๊อบกระท่อมที่ปลูกอยู่ข้างๆ เรือนยอดนั่นแหละ ไหม้เรือนเล็กๆ ขึ้นก่อน แล้วก็ไปไหม้เรือนยอดนั่นฉันใดก็ดี แง่นี้แหละความร้อนเกิดจากชั้นน้อยขึ้นมาไหม้เรือนยอดได้ เจ้าครองประเทศหรือผู้ครองประเทศจะได้รับความอับปาง เกิดปฏิวัติขึ้นก็เพราะผู้ใหญ่ดูหมิ่นผู้น้อย หรือไม่ฉะนั้นผู้น้อยเมื่อถูกดูหมิ่นดูถูกด้วยประการใดประการหนึ่งก็จําเอาไว้ ได้สมัครพรรคพวกมากขึ้นก็ลงโทษผู้ใหญ่เหมือนในคอมมิวนิสต์บัดนี้ ที่จะเกิดลุกลามกันใหญ่โตเช่นนี้ เพราะผู้ชั้นสูงดูหมิ่นผู้ตํา คนมั่งมีดูถูกคนจน จากพระธรรมเทศนาเรื่อง “กรณียเมตตาสูตร” ๑ มิถุนายน ๒๔๙๗ ๕๕ เมตตา มารดาผู้ถนอมกล่อมเกลี้ยงแต่บุตรที่เกิดในตนผู้เดียว ยอมพร่าชีวิตของตนได้ด้วยความรักลูกแม้ฉันใด บุคคลผู้ประกอบเมตตา บุคคลผู้ตั้งในเมตตา บุคคลผู้เจริญเมตตาพึงตั้งจิตดวงนั้นไว้ จิตดวงของมารดาที่พร่าชีวิตแทนบุตรของตนได้น่ะ บุคคลผู้ประกอบด้วยเมตตาพึงตั้งจิตดวงนั้นไว้ นักปราชญ์ทั้งหลายกล่าวว่า กิริยาของจิตเช่นนั้นแหละ ชื่อว่าเป็น พรหมวิหาร ในพุทธศาสนาทีเดียว ตรงนี้ต้องจํา มารดาผู้ถนอมบุตรของตนผู้เกิดในตนผู้เดียว ด้วยยอมพร่าชีวิตของตนได้ ผู้ประกอบด้วยจิตเมตตาพึงรักษาจิตดวงนั้นไว้ บัณฑิตทั้งหลายกล่าวว่ากิริยาของจิตเช่นนั่นแหละ เป็นพรหมวิหารในพุทธศาสนานี้ จิตดวงนั้นให้รักษาไว้ รักษาอย่างไร? จิตที่รักรูป เสียง อิ่มเอิบซาบซึ้งในใจนั้นแหละ อย่าใช้จําเพาะลูกของตัว เมื่อใช้ในลูกของตัวจิตสงบดีแล้ว ใช้จิตที่ซาบซ่านอย่างชนิดนั้นให้ทั่วไป แก่คนอื่นไม่จําเพาะลูก ให้ทั่วไปแก่คนอื่น เหมือนอยู่ในวัดนี้ ถ้าจะแผ่เมตตาก็เหมือนกันหมด เห็นหญิงก็ดี ชายก็ดี ภิกษุสามเณร เอาใจของตัว จิตของตัวที่เอิบอาบซึมซาบในลูกที่เกิดในอกของตนนั่นแหละ จําได้รสชาติใจนั้นแน่ เอาใจดวงนั้นแหละ เอาไปรักใคร่เข้าในบุคคลอื่นทุกคนเหมือนกับลูกของตน ให้มีรสมีชาติอย่างนี้ ถ้ามีรสมีชาติอย่างนั้นละก็ เมตตาพรหมวิหารของตนเป็นแล้ว จากพระธรรมเทศนาเรื่อง “กรณียเมตตาสูตร” ๑ มิถุนายน ๒๔๙๗ ๕๖ เป็นธรรมกาย...เป็นแก่น พระพุทธศาสนาท่านอุปมาเหมือนต้นไม้ใหญ่ สมบูรณ์ด้วยใบแก่ อ่อน ดอก ผล ทีนกประชุมชนต้องการได้ทั้งนั้น ถ้าว่าคนไม่มีปัญญาเข้ามาในพระธรรมวินัยของพระศาสดา ก็มัวรับประทานใบไม้น่ะอ่อนแก่ตามประสงค์ของตัว นี่คนมีปัญญาน้อย คนไม่มีปัญญา ถ้าคนมีปัญญาแล้วก็ อ้อ..เป็นตามธรรมดาพระพุทธศาสนาสมบูรณ์บริบูรณ์ด้วยลาภสักการต่างๆ เต็มอยู่ในพุทธศาสนานี้ ใครมาอยู่ในพระพุทธศาสนานี้ไม่ต้องทํานาทําเรือกทําสวน ค้าขายแต่อย่างหนึ่งอย่างใดในพุทธศาสนามีบริบูรณ์ด้วยข้าวปลาธัญญาหารทั้งนั้น ไม่ขาดตกบกพร่องอย่างใด ถ้ามัวเพลินแต่กินแต่นอนเสียเช่นนี้ มรรคผลก็ไม่ได้ เสียเวลาไป นี่ทําให้มีให้เป็นธรรมกายขึ้นนั่นน่ะเป็นแก่น เป็นสาระของต้นไม้ทั้น ในพุทธศาสนาเรียกว่าเป็นแก่นแน่นหนาทีเดียว ได้ชื่อว่ายืดไว้ได้ซึ่งแก่นสารของตนทีเดียว จากพระธรรมเทศนาเรื่อง “กรณียเมตตาสูตร” ๑ มิถุนายน ๒๔๙๗ ๕๗ โพชฌงค์ ๗ สติสัมโพชฌงค์ เราต้องเป็นคนไม่เผลอสติเลย เอาสตินิ่งอยู่ศูนย์กลางดวงธรรมที่ทําให้เป็นกายมนุษย์นั่น ตั้งสติตรงนั้นทําใจให้หยุด ไม่หยุดก็ไม่ยอม ทําให้หยุดไม่เผลอทีเดียว ทําจนกระทั่งใจหยุดได้ นี่เป็นตัวสติสัมโพชณงค์แท้ๆไม่เผลอเลยทีเดียว ที่ตั้ง ที่หมาย หรือกลางดวงธรรมที่ทําให้เป็นกายมนุษย์ สะดือทะลุหลังขวาทะลุซ้าย กลางกั๊กนั่นใจหยุดตรงนั้น เมื่อทําใจหยุดตรงนั้น ไม่เผลอสติทีเดียว ระวังใจหยุดนั้นไว้ นั่งก็ระวังใจหยุด นอนก็ระวังใจหยุด เดินก็ระวังใจหยุด ไม่เผลอเลย นี่แหละตัวสติสัมโพชฌงค์แท้ๆ จะตรัสรู้ต่างๆ ได้เพราะมี สติสัมโพชฌงค์อยู่แล้ว ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ เมื่อสติใจหยุดนิ่งอยู่ก็สอดส่องอยู่ ความดีความชั่วจะเล็ดลอดเข้ามาท่าไหน ความดีจะลอดเข้ามา หรือความชั่วจะลอดเข้ามาความดีลอดเข้ามาก็ทําใจให้หยุด ความชั่วลอดเข้ามาก็ทําใจให้หยุด ดี-ชั่วไม่ผ่องแผ้วไม่เอาใจใส่ ไม่กังวล ไม่ห่วงใย ใจหยุดระวังไว้ ไม่ให้เผลอก็แล้วกันนั่นเป็นตัวสติวินัย ที่สอดส่องอยู่นั้นเป็นธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ วิริยสัมโพชณงค์ เพียรรักษาใจหยุดนั้นไว้ไม่ให้หาย ไม่ให้เคลื่อนทีเดียวไม่เป็นไปกับความยินดี-ยินร้ายทีเดียว ความยินดี-ยินร้ายเป็น อภิชฌา โทมนัส เล็ดลอดเข้าไปก็ทําใจหยุดนั่น ให้เสียพรรณไปให้เสียผิวไป ไม่ให้หยุดเสียให้เขยื้อนไปเสีย ให้ลอกแลกไปเสีย มัวไปดีๆ ชั่วๆ อยู่เสียท่าเสียทาง เพราะฉะนั้นต้องมีความเพียรกลั่นกล้ารักษาไว้ให้หยุดท่าเดียว นี้ได้ชื่อว่าวิริยสัมโพชฌงค์ เป็นองค์ที่ ๓ ปีติสัมโพชฌงค์ เมื่อใจหยุดละก็ชอบอกชอบใจ ดีอกดีใจ ร่าเริงบันเทิงใจ อ้ายนั่นปีติ ปีติที่ใจหยุดนั้น ปีติไม่เคลื่อนจากหยุดเลย หยุดนิ่งอยู่นั่น นั่นปีติสัมโพชฌงค์ นี้เป็นองค์ที่ ๔ ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ ปัสสัทธิ แปลว่า ระงับ ช้า หยุดในหยุดๆๆ ไม่มีถอยกัน พอหยุดก็เข้ากลางของใจที่หยุดนั่น หยุดในหยุด หยุดในหยุด นั่นทีเดียว นั่นปัสสัทธิระงับซ้ำเรื่อยลงไป ให้แน่นหนาลงไว้ไม่คลาดเคลื่อน ปัสสัทธิมันคงอยู่ที่ใจหยุดนั่นไม่ได้เป็นสอง ไปเป็นหนึ่งทีเดียว นั่นเรียกว่า สมาธิทีเดียวนั้นแหละ พอสมาธิหนักเข้าๆ นิ่งเฉยไม่มีสองต่อไป นี่เรียกว่า อุเบกขา เข้าถึงนิ่ง เฉยแล้ว อุเบกขาแล้ว จากพระธรรมเทศนาเรื่อง “โพชฌงค์ ๗” ๒๔ มิถุนายน ๒๔๙๗ ๕๘ ปฏิบัติศาสนาจริง จะเคารพพุทธรัตนะนั้น ต้องให้ถูกหลักดังนี้ เริ่มต้นทีเดียวยังไม่ถูกพุทธรัตนะ จะถูกพุทธรัตนะไม่ได้ ต้องเลย ๘ กายขึ้นไปก่อนจึงจะถูกพุทธรัตนะเริ่มต้นทีเดียวต้องเข้าไปดังนี้ ทําใจหยุด นั่ง นอน เดิน ยืน ขี้ เยี่ยว ให้หยุดบังคับให้หยุด ขี้ก็ช่าง เยี่ยวก็ช่าง นั่งก็ช่าง นอนก็ช่าง เดินก็ช่าง เวลาตื่นแล้วก็ตั้งก้นเป๋ง เชียวละ ถ้าไม่หยุดไม่ยอมกัน นี่อย่างนี้ อย่างนี้เรียกว่า ปฏิบัติศาสนาจริงกันละไม่ท้อแท้ไม่ป้อแป้กันละ แข็งแกร่งทีเดียว นี้แหละ ตั้งไปหยุดไป จนกระทั่งถึง ๘ กาย แบบเดียวกันหมด ไม่ได้มีทางอื่น เคี้ยวคดไปอย่างหนึ่งอย่างใดเลย จากพระธรรมเทศนาเรื่อง “ปกิณกะ” ๑๘ กรกฎาคม ๒๔๙๗ ๕๙ ไม่รักต้ว ตัวของตัวเองรักความบริสุทธิ์ ก็ทําความบริสุทธิ์ของตัวได้ ตัวเองรักความบริสุทธิ์ แต่ไม่ทําบริสุทธิ์ใส่ตัว ก็บริสุทธิ์ไม่ได้ ไม่ทําบริสุทธิ์ใส่ตัว ก็ชื่อว่าไม่รักตัว ลงโทษตัวอย่างขนาดหนัก เมื่อทําความบริสุทธิ์ให้แก่ตัวแล้ว ช่วยตัวเองอย่างขนาดหนัก ทําความไม่บริสุทธิ์ใส่ตัว เหมือนเรามีผ้าที่สะอาด เอาของโสโครกมาประพรมเสีย ผ้านั้นเป็นอย่างไรบ้าง ผ้าที่สะอาดนั้นก็ดูไม่ได้ กลายเป็นของเลวเกวไป คนที่สะอาด คนที่ดีๆ แท้ๆ คนที่บริสุทธิ์แท้ๆ ไปประพฤติชั่วเข้าเป็นอย่างไร ก็เหมือนผ้าเปื่อนสกปรกนั้นแหละ ใช้ไม่ได้ดุจเดียวกัน ต้องรักษาความสะอาดนั้นไว้ จากพระธรรมเทศนาเรื่อง “สัจจกิริยาคาถา” ๒๓ กรกฎาคม ๒๔๙๗ ๖๐ เคารพสัทธรรมนั้นดีประเสริฐ เคารพสัทธรรมนั้น ดีประเสริฐอย่างไรหรือ? ดังกล่าวแล้วทุกประการ ถ้าว่าใครเคารพสัทธรรมละก็ไม่ต้องหาข้าวไม่ต้องหาข้าวสารนะ ไม่ต้องเที่ยวขอเขานะ ไปนั่งอยู่คนเดียวในป่า เขาก็ต้องเลี้ยง เขาก็ต้องเอาข้าวไปเลี้ยง เอาอาหารไปเลี้ยง เอาผ้าให้นุ่งห่ม อย่าไปทุกข์ร้อนไปเลย ให้มันอยู่ในสัทธรรมเข้าเถิด สัทธรรมนี่แหละเป็นตัวสําคัญ สทฺธมฺโม ครุกาตพฺโพ พระพุทธเจ้าท่านสําเร็จแล้ว ท่านเคารพสัทธรรมอย่างเดียว ใจท่านแน่นในกลางดวงสัทธรรมนั่นแหละ ก็อุบาสกอุบาสิกาเล่ายังไม่มีนี่ ธรรมขั้นสูงยังไม่มีกับเขา อยากจะได้สัทธรรม จะเอาใจไปจรดตรงไหนเล่า จุดศูนย์กลางของกายมนุษย์ใสบริสุทธิ์เท่าฟองไข่แดงของไก่ นิ่งอยู่กลางนั้นแหละ ให้เห็นดวงให้ได้ถ้าไม่เห็นก็จรดอยู่กลางดวงนั้นแหละ อย่าไปจรดที่อื่น จะตัดหัวคั่วแห้งก็ไม่จรดที่อื่น จะตัดหัวคั่วแห้ง เขาบอกว่าโน่นแน่ะ เจ็บไข้เต็มทีจะตายแล้ว หมอที่โน้นแน่ะดีนัก ยิ้มเฉย ใจปักอยู่ที่ธรรมนั้น ปวดแข้งปวดขาใจปักเข้าไป ร้องโอยๆ ก็ช่าง เขาบอกว่าโน้นแน่ะ ผู้เป่าเก่งอยู่ที่โน่นดีนัก ยิ้มเฉย ยิ้มแฉ่งเอาใจปักอยู่ที่ธรรมนั้นแหละ ใครๆ ไม่ช่วยก็ปวดตายไปเถิด ไม่ได้เคลื่อนไปจากธรรม มั่นใจปักอยู่ที่ธรรมนั้นเอง ขนาดนี้แม้จะไม่ถึงธรรมกาย ไม่มีพุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ สังฆรัตนะยังไม่เข้าถึง แต่ว่าเข้าถึงเช่นนี้ ถูกทางพุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ สังฆรัตนะแน่นอนแล้ว เมื่อถูกทางเช่นนี้แล้วก็มั่นเชียว เคารพมั่นทีเดียว ไม่ง่อนแง่น ไม่คลอนแคลน ไม่ท้อถอยละ จะเป็นจะตายก็ช่างเถิด มั่นอยู่กับธรรมรัตนะกลางกายมนุษย์นั้นแหละ จากพระธรรมเทศนาเรื่อง “สัจจกิริยาคาถา” ๒๓ กรกฎาคม ๒๔๙๗ ๖๑ จู้จักโภชนาหาร ไม่รู้จักโภชนาหาร ไม่รู้จักบริโภคโภชนาหาร ถึงกับเป็นหนี้เป็นข้าเป็นบ่าวเขาเชียวหนา ไม่รู้จักบริโภคในโภชนาหารน่ะ คือไม่รู้จักประมาณใช้สอย หาเงินเท่าไรก็ใช้ไม่พอ หาเงินเท่าไรก็หมด ใช้ไม่รู้จักประมาณ บริโภคก็ไม่รู้จักประมาณไม่รู้จักประมาณในวันนี้ พรุ่งนี้ต่อไปไม่รู้จักประมาณ ต้องกู้หนี้ยืมสินเขาบริโภคใช้สอยไป นี่เพราะไม่รู้จักประมาณในการใช้สอย ในการบริโภค นี่ก็ร้ายกาจนัก หรือบริโภคเข้าไปแล้วไฟธาตุย่อยอาหารไม่สําเร็จ เกิดโรคภัยไข้เจ็บขึ้นเป็นอันตรายแก่ชีวิตทีเดียว นี่ต้องคอยระแวดระวัง โภชนาหารต้องระวังมากทีเดียว ถ้าระวังไม่มาก ก็ให้โทษแก่ตัวไม่ใช่น้อย จากพระธรรมเทศนาเรื่อง “สังวรคาถา” ๓๐ กรกฎาคม ๒๔๙๗ ๖๒ ลูกศิษย์ของพญามาร จมอยู่ด้วยอาการอันบัณฑิตพึงเกลียด กุสีตํ เขาแปลว่าคนเกียจคร้านคนไม่ศรัทธา มาอยู่วัดอยู่วาก็นอนอืด อยู่บ้านก็นอนอืด ไม่มีศรัทธา ไม่เชื่อมั่นเข้าไปในพระรัตนตรัย เป็นคนปราศจากความศรัทธา เป็นคนเกียจคร้าน เช่นนี้แล้วละก็ บัณฑิตเกลียดนัก ท่านถึงได้แปลว่า กุสีตํ ผู้จมอยู่ด้วยอาการอันบัณฑิตพึงเกลียด คนมีปัญญาเกลียดนักคนเกียจคร้าน แต่ชอบสรรเสริญนิยมคนขยัน คนหมั่นขยัน คนเพียร คนมีศรัทธาเลื่อมใส นั่นเป็นที่ชอบของนักปราชญ์ราชบัญฑิตทั้งหลายคนเกียจคร้านเป็นไม่ชอบ หีนวีริยํ มีความเพียรเลว มีความเพียรเลว ทําแต่ชั่วด้วยกาย ชั่วด้วยวาจา ชั่วด้วยใจต่างๆ ความเพียรใช้ไม่ได้ ถึงจะเพียรทําไปสักเท่าใดก็ให้โทษแก่ตัวไม่ได้ประโยชน์แก่ตัว ในจําพวกเหล่านี้ได้ชื่อว่าไม่พ้น มารย่อมรังควานได้ เป็นลูกมือของพญามาร มารจะต้องการอย่างไรก็ได้สมความปรารถนาของมารทุกสิ่งทุกประการจะให้ครองเรือนเสียตลอดชาติ ไม่ขยันตัวจําศีลภาวนาได้ ก็ต้องเป็นไปตามอํานาจของมาร จะให้ไปดูมหรสพต่างๆ ตามใจมาร บังคับให้เป็นไปตามอัธยาศัยของมารแท้ๆ เหตุนี้แหละ เหมือนต้นไม้ทุพพลภาพอยู่เต็มทีแล้ว น้ำก็เซาะเข้าไปๆใกล้จะพังอยู่เต็มทีแล้ว ร่องแร่งอยู่เต็มทีแล้ว ลมพัดไม่สู้แรงนักหรอก กระพือมาพักหนึ่งค่อยๆ ก็เอนไปแล้ว นั่นฉันใด พวกที่ไม่สํารวม เห็นอารมณ์งามไม่รู้จักประมาณในการใช้สอย ไม่มีศรัทธา เป็นคนเกียจคร้าน พวกเหล่านี้เป็นลูกศิษย์ของพญามารทั้งนั้น ไม่ใช่ลูกศิษย์ของพระ เป็นศิษย์ของพญามาร มารจูงลากไปเสียตามความปรารถนา จากพระธรรมเทศนาเรื่อง “สังวรคาถา” ๓๐ กรกฎาคม ๒๔๙๗ ๖๓ ผู้ประกอบด้วยศรัทธา ศรัทธา ความเชื่อ เมื่อประพฤติถูกเช่นนี้เชื่อแน่ก็ได้รับความสุขแท้ๆไม่ต้องไปสงสัย เชื่อมั่นลงไปทีเดียว เชื่อมั่นลงไปเช่นนั้นละก็การประพฤติปฏิบัติในพระธรรมวินัยของพระศาสดาเล่า เชื่อมั่นทีเดียว เชื่อว่าพระพุทธเจ้ามีจริงอยู่ พระธรรมมีจริงอยู่ พระสงฆ์มีจริงอยู่ เราเข้ายังไม่ถึง หรือเราเข้าถึงแล้วจักรักษาให้มั่น อย่าให้ฟื่นเฟือนต่อไป อย่าให้มัวหมอง ให้ผ่องใสหนักขึ้น ให้เข้าถึงจุดหมายปลายทางที่พระพุทธเจ้าไปแค่ไหนก็ไปให้ถึงแค่นั้น หรือเมื่อรู้จักทางไปของพระพุทธเจ้า พระอรหันต์แล้ว ตั้งใจให้แน่วแน่ไม่ให้คลาด เคลื่อน รักษาไว้ นั่งนอนยืนเดินให้เห็นเสมอไป ให้รู้แน่ว่าเราตายจากมนุษย์ชาตินี้ต้องไปเกิดที่นี่ ที่อยู่เป็นดังนี้ๆ เห็นปรากฏ ผู้ที่เขาตายไปแล้วก็เห็นปรากฏ ผู้ที่เขาเกิดมาแล้วมีรูปพรรณสัณฐานเป็นอย่างนี้ เพราะทําสิ่งอันใด เมื่อรู้ชัดดังนั้นก็ทําแต่สิ่งที่ดี ชอบดีก็ทําแต่สิ่งที่ดี สิ่งที่ชั่วก็ไม่ทําต่อไปดังนี้ได้ชื่อว่า ผู้ประกอบด้วยศรัทธาความเชื่อ จากพระธรรมเทศนาเรื่อง “สังวรคาถา” ๓๐ กรกฎาคม ๒๔๙๗ ๖๕ สํารวมศีล สํารวมศีล ใจต้องอยู่ศูนย์กลางกายที่ทําให้เป็นกายมนุษย์ นั่นแหละที่ตั้งของศีล ที่เกิดของศีลนั้น จะต้องอยู่ศูนย์กลางดวงธรรมที่ทําให้เป็นกายมนุษย์ดวงธรรมนั้นอยู่กลางกายมนุษย์ ดวงธรรมนั้นอยู่กลางกายมนุษย์ ใสเป็นกระจกคันฉ่องส่องเงาหน้าเท่าฟองไข่แดงของไก่ อยู่กลางกายมนุษย์ สะดือทะลุหลัง ขวาทะลุซ้าย สะดือทะลุหลังขึงด้ายกลุ่มตึง ขวาทะลุซ้ายขึงด้ายกลุ่มตึง ตรงกลางเส้นด้าย กลุ่มนั้นจดกัน กลางกั๊กที่ตัดกันนั้นเรียกว่า กลางกั๊ก ตรงดวงธรรมที่ทําให้เป็นกายมนุษย์ ใสบริสุทธิ์เท่าฟองไข่แดงของไก่เอาใจไปหยุดอยู่ตรงนั้น เอาใจหยุดตรงนั้น จากพระธรรมเทศนาเรื่อง “สังวรคาถา” ๓๐ กรกฎาคม ๒๔๙๗ ๖๕ ทาน ศีล ภาวนา ทานมโย บุญคือความบริสุทธิ์สําเร็จด้วยทาน ฉกามาวจโร เป็นเหตุให้เกิดใน กามาวจร ๖ ชั้น ทานเป็นเหตุให้เกิดในกามาวจร ๖ ชั้น ได้รับความสุขยิ่งใหญ่ไพศาลขึ้นไปเป็นลําดับ เพราะทานส่งให้ สีลมโย บุญคือความบริสุทธิ์แล้วสําเร็จด้วยศีล ศีลสําเร็จแล้วเป็นเหตุให้เกิดในชั้น อกนิภูฐาภพพรหม ชั้นที่ ๑๖ โน้น ภาวนามโย บุญคือความบริสุทธิ์สําเร็จด้วยการเจริญภาวนา อมตผโล เป็นผลที่จะได้บรรลุถึงชั้นนิพพาน สําเร็จภาวนาแล้วเป็นผล จะให้มนุษย์ถึงชั้นนิพพาน ทานให้สําเร็จในสวรรค์หกชั้น ศีลให้สําเร็จในพรหม ๑๖ ชั้น ภาวนาให้สําเร็จนิพพาน ให้สําเร็จผลนิพพานทีเดียว นี่ต้องวางหลักไว้อย่างนี้ เมื่อได้รู้หลักอย่างนี้เป็นข้อสําคัญ ทาน ศีล ภาวนา เหล่านี้ เป็นข้อสําคัญนัก ให้ถึงสุขอันไพบูลย์ได้ สุขอันเป็นส่วนเต็มที่ได้ เพราะทานก็จะต้องส่งผลไปถึงแค่สวรรค์ เมื่อถึงแค่สวรรค์แล้ว ศีลก็ต้องส่งผลให้ไปถึงแค่ชั้นอกนิฏฐาภพรูปพรหม ส่วนภาวนาก็ส่งผลให้ถึงนิพพาน เมื่อถึงนิพพานแล้ว ก็จะได้รับสุขอันวิเศษไพศาลทีเดียว นี่เป็นชั้นๆ ไปดังนี้ จากพระธรรมเทศนาเรื่อง “สติปัฏฐานสูตร” ๓ ตุลาคม ๒๔๙๗ ๖๖ เล่าไม่ถูก พูดไม่ออก บอกไม่ได้ หยุดตรงไหน? ที่กลางดวงธรรมที่ทําให้เป็นกายมนุษย์ หยุดตรงนั้นพอหยุดได้แล้วนี่นะ สุขจริง หยุดเท่านั้นแหละ สมกับบาลีว่า นตฺถิ สนฺติ ปรํ สุขํ สุขอื่นนอกจากนิ่งไม่มี นี่เจอสุขแท้แล้วนี่นะ สุขจริงตรงนี้นะ เจอสุขแล้วเจอที่สุขแล้ว เมื่อเจอสุขสูงสุดอย่างนี้ละก็ ให้ตั้งหน้าตั้งตาทีเดียว ทําใจให้หยุดนิ่งหยุดทีเดียว หยุดหนักเข้า อย่าถอยหลังกลับ ผู้เทศน์ได้สั่งสอนกันแล้วให้หยุดอย่างนี้ หยุดไม่ถอยกลับ ๒๓ ปีแล้ว ๒๓ ปี ๒ เดือนเศษแล้ว หยุดในหยุดไม่ถอยหลังกลับกันเลย ยังไม่ได้ถอยกลับกันเลย ได้พบแล้วสุขอันไพศาลเหลือประมาณมากมาย เล่าไม่ถูก พูดไม่ออก บอกไม่ได้ทีเดียว ด้วยเหตุฉะนั้น ผู้ที่อยู่ทีหลัง ภิกษุ สามเณร อุบาสก อุบาสิกา เมื่อต้องการความสุขแล้วก็ต้องทําใจให้หยุด นั่นแหละเป็นตัวสุข เป็นตัวสุขแท้ๆสิ่งอื่นสุขไม่เท่าไม่ทันทั้งนั้น พอใจหยุดได้ก็เป็นสุขฑางภาวนา ภาวนาชั้นสูง เมื่อสุขไปทางภาวนาทําใจหยุดได้แล้วก็จะบรรลุปฐมมรรค ดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ดวงศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ ไปตามลําดับ จากพระธรรมเทศนาเรื่อง “สติปัฏฐานสูตร” ๓ ตุลาคม ๒๔๙๗ ๖๗ สุขน้อย..สุขใหญ่ ถ้าหากว่าฉลาด รู้จักให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนา ถ้าแม้ว่ายังไม่ได้สูงขึ้นไป ก็จะได้สุขในชั้นจาตุมหาราช ดาวดึงส์ ยามา ดุสิต นิมมานรดี ปรนิมมิตวสวัตตี เหล่านี้มันก็เวียนอยู่ในรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส นั่นแหละในกามนั้นเอง มันยังเป็นกาม ไปทางโลกก็สุขนิดหน่อยเท่านี้ ไม่ได้อะไรละ สุขอยู่ชั่วคราว มนุษย์นี่ก็สุขอยู่ชั่วคราว ประเดี๋ยวเดียว อายุ ๑๐๐ ปีเท่านั้น อย่างมากหรือน้อยกว่านั้น ก็ประเดี๋ยวเดียวเท่านั้น ถ้าเราได้เห็นเทวดาก็สุขตามส่วนขึ้นไป อายุก็ตามส่วนขึ้น จะนานหนักเข้า แต่ว่าถึงกระไรก็เถอะ ปรนิมมิตวสวัตตี สุขมากน้อยเท่าใดก็ช่าง สุขประเดี๋ยวเดียวเท่านั้น ไม่มากเท่าใด ไปถึงรูปพรหมก็สุขเป็นกัปๆ เหมือนกัน เป็นมหากัป ถึงอกนิฏฐาภพ ถึงเวหัปผลานั่นแน่ อสัญญีสัตตาโน่น ๕๐๐ มหากัลป์ถึง ๕๐๐ มหากัลป์ ก็สุขนิดเดียวอีกเหมือนกัน ไม่จริงๆ หลอกๆ ไม่จริงหรอก สุขในชั้นเนวสัญญานาสัญญาอกนิฏฐาโน่น สุขสูงขึ้นไป สุขสูงขึ้นไปขนาดนั้นก็ขนาด ๑,๐๐๐ มหากัปเท่านั้น ไม่เท่าไรนัก สุขยิ่งขึ้นไป นี่ไม่ใช่สุขในทางนิพพาน มีชั้นสุขสูงสุดอย่างนี้ ถ้าสุขในภพถึง ๕๕,๐๐๐ มหากัปในโลก เพราะติดสุขในภพเหล่านี้แหละเรียกว่า ติดสุขน้อย ไม่ใช่สุขใหญ่ สุขใหญ่ คือ สุขอันไพบูลย์ ให้ละสุขน้อยอันนั้น เมื่อไปถึงแล้วก็ไม่ติดสุขหนักขึ้นไป ไม่ถอยเลย ไม่ได้หยุดอยู่กับที่ สุขทวีขึ้นไปเหล่านี้เลย ไม่มีถอยกลับ นี่ต้องนับว่าวิชชาวัดปากน้ำ วิชชาสมถะวิปัสสนาเดินให้ถูกแนวนั้นทีเดียว เข้าถึงธรรมกายให้ได้ เข้าถึงธรรมกายเป็นลําดับไป ยิ่งใหญ่ไพศาลนับประมาณไม่ได้ จะไปพบพระพุทธเจ้า พระนิพพาน พระอรหันต์ ก็รู้ตัวทีเดียวว่า อ้อ..เราเกิดมาเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนา ได้รู้จักของจริง เห็นของจริงอย่างนี้ ไม่เสียทีที่พ่อแม่อาบน้ำป้อนข้าวมา อุ้มท้องมาไม่หนักเปล่า แม้บุคคลที่จะทูนไว้ด้วยเศียรเกล้าก็ไม่เมื่อยเปล่า ไม่หนักเปล่าได้ชื่อว่าเป็นคนมีปัญญา ประกอบคุณสมบัติยิ่งใหญ่ไพศาลใส่อาตมาของ ตนได้ ไม่เสียทีที่เกิดมาเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนา จากพระธรรมเทศนาเรื่อง “สุขที่สัตว์ปรารถนาจะพึงได้” ๑๙ กันยายน ๒๔๙๗ ๖๘ จิต คําว่าจิตนี่แหละ เป็นดวงใสเท่าดวงตาดําข้างนอก ใสเกินใส ปกติมโน ใจเป็นปกติ คือภวังคจิต จิตที่เป็นภวังคจิตน่ะ ใส เหมือนยังกับนํ้าที่ใสใสเหมือนยังกับนํ้าที่ใสนะ จิตที่ใสนั้นแหละ เมื่อระคนด้วยราคะเหมือนยังกับนํ้าแดงเข้าไปเจือเสียแล้ว มันก็ปนเป็นนะซี นี่เป็นอย่างนั้นหนา เมือจิตระคนด้วยราคะ เหมือนนํ้าแดงเข้าไปเจือเสียแล้ว จิตระคนด้วยโทสะ เล่า เหมือนยังกับนํ้าเขียวนํ้าดําเข้าไปปนระคนเสียแล้ว จิตระคนด้วยโมหะ เหมือนน้ำตมเข้าไป ระคนเสียแล้วไอ้จิตใสนะมันก็ลางไป จากพระธรรมเทศนาเรื่อง “สุขที่สัตว์ปรารถนาจะพึงได้” ๑๙ กันยายน ๒๔๙๗ ๖๙ ไปให้ถึงที่สุด เมื่อเป็นเช่นนี้ เพราะตัวไม่เป็นอิสระในตัว เพราะตัวไม่เป็นใหญ่ในตัว เพราะตัวไม่รู้จักที่สุดของตัว นี่มนุษย์โลกขณะนี้เห็นไหมล่ะ ไม่ใช่มนุษย์เท่านั้น พระพุทธเจ้าพระอรหันต์ท่านก็ไปยังไม่ถึงที่สุดเหมือนกัน ถ้าใครไปยังไม่ถึงที่สุดก็ยังไม่ฉลาดเต็มที่ต่อเมื่อใดไปถึงที่สุดกายของตัวไม่มีสุดต่อไป นั่นฉลาดเต็มที่แล้ว ตัวของตัวเองเป็นที่พึ่งแก่ตัวเองได้แล้ว นี่เป็นข้อสําคัญที่สุดนะ นี่เจอพุทธศาสนานี่เป็นเป้าหมายใจดํา อย่าไปทําเรื่องอื่น อย่าไปหลงเลอะเทอะ เอ้า...ต่างว่ามีครอบครัวแล้วได้อะไรบ้าง ได้ลูกคนหนึ่ง แล้วเอามาทําไมล่ะ เอามาเลี้ยง ลูก ๑๐ คน เอ้า เอาไปไว้เลี้ยงยังไงก็เลี้ยงไป บ่นโอ๊กแล้วได้ลูก ๑๐ คน เอ้า...ได้ ๕๐ คน เอ้า เปะปะไปซี อยากได้ลูกใช่ไหมล่ะ ไม่จริง เหลว โกงตัวเอง โกงตัวเอง พาให้เลอะเลือน ไม่เข้าไปค้นกายของตัวให้ถึงที่สุด ไม่ให้ตรวจตัวถึงที่สุด เป็นมนุษย์กับเขาทั้งที เพราะเชื่อกิเลสเหลวไหล เหล่านี้แหละจึงได้เลอะเลือน จะครองเรือนไปสักกี่ ๑๐๐ ปีก็ครองไปเถิด มันงานเรื่องของคนอื่นเขาทั้งนั้น เรื่องของพญามารทั้งนั้น ไม่ใช่เรื่องของตัว ไม่ใช่งานของตัว ไปทํางานให้พญามารเขาทั้งวันทั้งคืน เอาเรื่องอะไรไม่ได้ ให้นึกไว้ในใจว่า ต่อแต่นี้ไปเราจะต้องเข้าให้ถึงที่สุด เข้าไปในกายที่สุดของเราให้ได้ เป็นกายๆ เข้าไป เมื่อเป็นกายๆ เข้าไปแล้ว ถ้าทําเป็นแล้วไม่ใช่เดินท่านี้นะ เดินในไส้ทั้งนั้น ในไส้เห็น ไส้จํา ไส้คิด ไส้รู้ ในกําเนิดดวงธรรมที่ทําให้เป็นกายสุดหยาบสุดละเอียด เดินในไส้ (หยุดในหยุด กลางของหยุดในหยุดๆๆๆ) ไม่ใช่เดินทางอื่น เดินทางในกลางดวงปฐมมรรค มรรคจิต มรรคปัญญา เดินไปในกลางดวงศีล ดวงสมาธิ ดวงปัญญา ดวงวิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ นั้นเป็นทางเดินของพระพุทธเจ้าพระอรหันต์ เดินไปในไส้ ไม่ใช่เดินไปในใส้เพียงเท่านั้น ในกลางว่าง ของดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐานของดวงศีล ดวงสมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ ว่างในว่างเข้าไป ในเหตุว่างในเหตุว่าง เหตุเปล่าในเหตุเปล่าเหตุดับในเหตุดับ เหตุลับในเหตุลับ เหตุหายในเหตุหาย เหตุสูญในเหตุสูญเหตุสิ้นเชื้อในเหตุสิ้นเชื้อ เหตุไม่เหลือเศษในเหตุไม่เหลือเศษ ฯลฯ ในเหตุว่างเข้าไป เหตุสุดในเหตุสุด จรดหนักเข้า ไปอีกไม่ถอยหยุดกลับนับอสงไขยไม่ถ้วน นับอายุชาติบารมีไม่ถ้วน ไม่มีถอยกลับกัน เดินเข้าไปอย่างนี้นะ พระพุทธเจ้าพระอรหันต์ ไม่ใช่เดินโลเลเหลวไหลนะ ที่เรากราบที่เราไหว้ เรานับถือนะ ท่านวิเศษวิโสอย่างนี้ นี่แหละเป็นผู้วิเศษแท้ๆ นี่แหละเป็นที่พึ่งของสัตว์โลกแท้ๆ ท่านเป็นผู้รู้จริง เห็นจริง ได้จริง เราจึงเอาเป็นตํารับตําราได้ จากพระธรรมเทศนาเรื่อง “สุขที่สัตว์ปรารถนาจะพึงได้” ๑๙ กันยายน ๒๔๙๗ ๗๐ อดทนต้องมีท่า อดทนต้องมีท่านะ อดทนเหลวไหล เลอะๆ เทอะๆ ก็ใช้ไม่ได้อดทนต้องมีท่า ถ้าอดทนมีท่าจะต้องอดทนอย่างไร เราทําสวนใกล้กันเป็นชาวสวน ทําสวนใกล้กัน เขาก็ทําสวน เราก็ทําสวน แต่มันพอๆ กัน เสมอๆ กัน เราก็อยากให้มันดีกว่าเขานะ ให้เขาแพ้เราให้ได้ อยากได้ดีกว่าเขา ให้เขาแพ้เราให้ได้ นั่นคือ อภิชฌา อยากจะรุกเจ้าเสียมั่ง อยากจะทอนกําลังเจ้าเสียมั่ง ให้เรามีสมบัติดีกว่า คุณสมบัติดีกว่า เกิดขึ้นแล้ว ถ้าว่าจิตขยับขึ้นเช่นนี้ คิดท่านี้ อยากจะให้ดีกว่าเขา นี้เป็นอภิชฌาแล้ว ทีนี้ก็มีพยาบาทอยู่ทีเดียว มีพยาบาทอยู่แล้ว มีพยาบาท แข่งอยู่แล้วแข่งก็ยังสู้ไม่ได้ หาอุบายแล้ว พยาบาท หาอุบาย แก้ไขให้เขาลดกําลังเสียให้ได้ นี่มีพยาบาทเข้าสนับสนุนแล้ว รักษาไอ้การงานของตัว ที่เรียกว่าอภิชฌา พยาบาท นั่นแหละให้หายไป คุมไว้เสมอ คุมไว้ นั่นมิจฉาทิฏฐิแท้ๆ เมื่อทําสวนใกล้กัน ไม่มีพยาบาท อภิชฌาก็ไม่มี พยาบาทไม่มี มิจฉาทิฏฐิก็ไม่มี เราอยากเจริญฉันใด ให้เขาเจริญฉันนั้น เรารุ่งเรืองอย่างไรก็ให้เขารุ่งเรืองอย่างนั้น มีเมตตารักใคร่ ปรารถนาอยากจะให้เขาเป็นสุข กรุณาอยากจะให้เขาทํางานน้อยๆ ให้ได้ผลมากๆ ให้เขาได้พ้นจากทุกข์ หากเขาได้ผลมากก็ยินดีเหมือนตัวได้อย่างนี้ ถ้าเป็นอย่างนี้ได้ชื่อว่าประกอบด้วยเมตตา กรุณา มุทิตา เมื่อเขาถึงความวิบัติพลัดพรากอย่างหนึ่งอย่างใด ก็ไม่สมนํ้าหน้า ว่าขอให้เขาอย่าวิบัติพลัดพรากเลย นึกในใจอยู่อย่างนี่ นี้เรียกว่าพรหมวิหาร เมื่อตั้งอยู่ในพรหมวิหารเช่นนี้แล้วได้ชื่อว่า ไม่มีอภิชฌา พยาบาท มิจฉาทิฏฐิเข้าแทรกแซง ได้ชื่อว่าดําเนินตามร่องรอยของพระพุทธเจ้าพระอรหันต์แล้ว แล้วที่ยังมี อภิชฌา พยาบาท มิจฉาทิฏฐิอยู่ นั้นดําเนินตามร่องรอยพญามารแล้วนี่ไม่ใช่ทางไปของพระพุทธเจ้าพระอรหันต์ นี่เป็นทางไปของมารเสียแล้วอย่างนั้น คนอย่างชนิดนั้นรวยไม่ได้ มั่งมีไม่ได้ คนจะรวยได้ จะมีได้ ต้องประกอบด้วยเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขาดังกล่าวแล้ว นั้นแหละเป็นทางไปของพระพุทธเจ้า พระอรหันต์ เป็นทางไปของพระแท้ๆ นี่เป็นภิกษุสามเณร จะทํากิจการอันใด ทํานา ทําสวน ทําราชการงานเมือง เล่าเรียนศึกษาใดๆ ต้องมีเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขาอยู่อย่างนี้นะ รักษาตัวเพื่อจะกีดกันเสียซึ่งอภิชฌา พยาบาท มิจฉาทิฏฐิ ให้มันหมดสิ้นไปเสีย ถ้าไม่ฉะนั้น ถ้าไม่ใช้อุบายทางใดทางหนึ่ง มันจะท่วมทับเราให้ได้ ต้องใช้ความอดทน อดทนต่ออภิชฌา อดทนต่อพยาบาท อดทนต่อมิจฉาทิฏฐิ อดทนต่ออภิชฌา มิจฉาทิฏฐิ เป็นการตั้งอยู่ในขันติโดยปริยาย อดทนต่อความโกรธที่เกิดขึ้นโดยปัจจุบันทันด่วน ระงับให้อยู่ในอํานาจเสียได้ นั่นได้ชื่อว่าขันติโดยตรงทีเดียว เหมือนพระเวสสันตรให้ทาน ๒ กุมารไปแล้ว เป็นปุตตบริจาคไปแล้วชูชกแกมาตีลูกหน้า ที่นั่งเข้าให้แล้ว พระองค์ก็ทรงขยับพระแสงที่อยู่นั้นออกมาเป็นกอง แต่พระองค์ทรงสอดสล่องด้วยพระปรีชาญาณ จนกระทั่งพระแสงที่ขยับออกมานั้นเข้าไปอยู่ที่เก่าเสียได้ หดกลับเข้าไป หดเข้าไปเสียอย่างเก่าไม่เอาละ ปล่อยกันที นี่มันหน้าที่ของเขา ไม่ใช่หน้าที่ของเรา ปุตตบริจาคของเราสําเร็จแล้ว นี่มันทําลายปุตตบริจาคของเรา เรายอมไม่ได้ ก็หดพระแสงกลับเข้าไปเสีย ไม่เป็นอันตรายแก่ชูชกแม้แต่นิดเดียว นี้ฉันใดก็ดี พระองค์ทรงอดกลั้นต่อความโกรธที่บังเกิดขึ้นเฉพาะหน้าเรียกว่าขันติโดยตรงทีเดียว ขันตินี่แหละเป็นตัวสําคัญนะ จะเป็นภิกษุสามเณรที่ดีได้ก็ด้วยขันตินี่แหละ จะเป็นอุบาสก อุบาสิกาที่ดีได้ในธรรมวินัยของพระศาสดา ก็ด้วยขันติความอดทนนี่แหละ รักษาเข้าไว้เถิด เลิศล้นพ้นประมาณทีเดียว จากพระธรรมเทศนาเรื่อง “โอวาทปาฏิโมกข์” ๒๐ ตุลาคม ๒๔๙๗ ๗๑ นิพพานธาตุ นิพพานนะอยู่อย่างไรกัน อยู่ที่ไหน เขาว่านิพพานอยู่ในใจ คําว่านิพพานนะ นิขนฺตํ นิพพานํ ใจของเราออกจากกิเลสเครื่องร้อยรัดได้เป็นตัวนิพพาน นี่กิเลสไม่อยู่กับใจเสียแล้ว ใจออกจากกิเลสเครื่องร้อยรัดไปเสียแล้ว ใจออกจากกิเลสเครื่องร้อยรัดแล้ว จึงจะไปสู่นิพพานอีกครั้งหนึ่ง นิพพานแยกออกเป็น ๒ คือ สอุปาทิเสสนิพพานธาตุ และอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ นิพพานแยกออกเป็น ๒ สอุปาทิเสสนิพพานธาตุ เหมือนพระพุทธเจ้าได้สําเร็จเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว แต่ว่าขันธปัญจกยังปรากฏอยู่ สั่งสอนเวไนยสัตว์อยู่ ๔๕ ปี ในระหว่างนั้นเป็นสอุปาทิเสสนิพพานธาตุทั้งนั้น เป็นสอุปาทิเสสนิพพาน ส่วนอนุปาทิเสสนิพพานล่ะ เมื่อพระพุทธเจ้าครบอายุ ๘๐ พรรษาแล้วที่จะเสด็จดับขันธปรินิพพานเดินสมาบัติทีเดียว ถึงกําหนดแล้วเข้าปรินิพพานเดินสมาบัติ ปฐมฌาน รูปฌาน อรูปฌาน เดินถอยไปถอยมา นับครั้งนับหนไม่ถ้วน เมื่อสมควรธรรมกายของท่านละเอียดสมควรแล้ว ก็ตกศูนย์มุบ พอตกศูนย์ อายตนนิพพานดึงดูดแล้ว เดี๋ยวโน่น ธรรมกายของพระพุทธเจ้าที่ได้ตรัสรู้ธรรมหายไปอยู่ในนิพพาน ศูนย์นั่นเข้าถึงกําเนิดนิพพานกําเนิดนิพพานในกําเนิดนั้นมีว่าง ศูนย์เข้าไปตกอยู่ในนั้น กลับเป็นธรรมกายใหญ่มโหฬาร หน้าตัก ๒๐ วา สูง ๒๐ วา เกตุดอกบัวตูมใส จะว่าเป็นธรรมกายที่โปรดสัตว์อยู่ที่นี่หรือที่ไปนิพพานนั่นนะ ที่เข้านิพพานไปแล้ว นิพพานอยู่ข้างบน สูงจากภพ ๓ เท่าภพ ๓ โตเท่ากับภพ ๓ นี่ สว่างเป็นแก้วไปหมดทั้งนั้น งดงาม โตเท่ากับภพ ๓ นี่ จากพระธรรมเทศนาเรื่อง “โอวาทปาฏิโมกข์” ๒๐ ตุลาคม ๒๔๙๗ ๗๒ กามทําอะไรเราไม่ได้ เขาเล่าเรื่องว่า มหากษัตริย์องค์หนึ่ง ได้บรรลุปฐมฌานแล้ว สละราชสมบัติให้ราชโอรสปกครองไป ตัวไปเป็นฤาษีชีไพรเสียภายนอกนั่น ฝ่ายผู้ได้รับรัชทายาทนั้นไม่อาจจะปกครองได้ ให้ไปตามบิดามา มหาดเล็กเด็กชายก็ไปพร้อมกัน ผู้คนสกลโยธามากมายหลาม ไปทีเดียว ไปตามพระเจ้าแผ่นดิน เมื่อพระเจ้าแผ่นดินเดิมผู้สละราชสมบัติไปเสียนั้นนะ เป็นผู้ปกครองมีความสงบเงียบเรียบร้อยดี มหากษัตริย์ไปถึงกําลังเข้าฌานสมาบัติอยู่ เข้าไปคอยอยู่จนกระทั่งมีโอกาสออกมา ก็เข้าไปทูลว่า พระองค์เชิญพระองค์เสด็จกลับเสวยราชสมบัติ ไม่มีใครสามารถจะปกครองได้ มหากษัตริย์ก็ลืมพระเนตรขึ้น ก็ไถ่ถามเรื่องราว รู้เรื่อง เอ็งกลับไปเถอะข้าจะเข้าฌานของข้า ข้าไม่ต้องการแล้วสมบัติ ข้าอยู่ในฌานของข้า สบายกว่า อยู่เป็นกษัตริย์ข้าไม่สบายเลย ข้าเดือดร้อนนัก นั่นแน่ ถึงขนาดนัน อ้อ! การเข้าฌานนี่มันเลิศ ประเสริฐอย่างนี้หรือรุ่มเย็นเป็นสุขอย่างนี้ ที่จะละกามได้ต้องเข้าฌานเข้าปฐมฌานเลีย กามทําอะไรเราไม่ได้ จากพระธรรมเทศนาเรื่อง “พุทธโอวาท” ๒๕ ตุลาคม ๒๔๙๗ ๗๓ เรื่องสุข เรานึกถึงความสุข ไม่ยินดีในรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส นั่นมันซากของศพ นั่นไม่ใช่สุขจริง ไม่ใช่เนื้อหนังของสุข มันชากของสุขนะ เมื่อหลุดขึ้นพอพ้นจากกามไปแล้ว ถึงรูปภพเข้า ไปถึงรูปฌานทั้ง ๔ เข้า นึกถึงสุขของกาม ไอ้สุขของกามนั้นมันเศษสุข ไม่ใช่สุขจริงๆ เมื่อไปถึงอรูปฌานเข้า ไอ้สุขของรูปฌานนั้นนะ มันสุขอย่างหยาบนะ ไม่ใช่สุขละเอียดนุ่มนวล ชวนให้สบายอกสบายใจ เหมือนอรูปฌาน เมื่อได้รับความสุขในอรูปฌานแล้ว สุขในอรูปฌานนี่มันสุขในภพ ไม่ใช่สุขนอกภพ นี่มันสุขตํ่าทรามนะ พอไปถึงนิพพานเข้าก็ อ้อ! นี่มันสุขนุ่มนวลชวนติดนัก นี่มันสุขจริง เรื่องสุขในพระนิพพานนั้นมันสุขลึกซึ้งนัก พระพุทธเจ้ามีเท่าไรๆ ไปติดอยู่ในนั้นหมด พอติดเสียเช่นนั้น เหลวอีกเหมือนกัน ไปติดแต่นิพพานนั้น ต้องไม่ติดสุขแค่นี้ แล้วหาสุขต่อขึ้นไป ใคร่ที่จะหาสุขต่อขึ้นไป เขาเรียกว่า อปฺปสุขํ ปหาย ละสุขอันน้อยเสีย ไปหาสุข สุขํ อาทาย ถือเอาสุขใหญ่ ปล่อยสุขขึ้นไป ไม่หยุดอยู่ในสุขแค่นั้น ถ้าไปหยุดแค่นั้น โง่ ไม่ฉลาด ถ้าปล่อยสุขขึ้นไปไม่มีที่สุดกันละก็ นั้นฉลาดละ อย่างพระพุทธเจ้าผู้เป็นต้นธาตุ นี้ฉลาดเต็มที่ นี้แค่นี้ธรรมนั้นแหละ นําความสุขมาให้นะ ผู้ใดถึงธรรม ผู้นั้นได้รับสุขด้วยประการดังนี่ จากพระธรรมเทศนาเรื่อง “ปกิณกะ” ๓ พฤศจิกายน ๒๔๙๗ ๗๔ หม้ออัตโนมัติ บุญใหญ่กุศลใหญ่เท่าไหน โตเท่าไหน รูปพรรณสัณฐานบุญน่ะเป็นอย่างไร ติดอยู่ที่ไหน เออเรื่องนี้จนกันละซี เรื่องนี้เราจะจนกันละนะ บุญนะที่ได้จากการถวายผ้าป่า บุญเกิดอย่างไร บุญมาจากไหน เรื่องนี้ไม่มีใครรู้ซิ งงงันไปตามกันหมด เรื่องนี้นะเมื่อทําบุญเข้าแล้วน่ะ เขามีอัตโนมัติเขาเรียกว่า หม้ออัตโนมัติ มนุษย์นี่แหละ ไม่ว่าหญิงว่าชาย ว่าเด็กว่าเล็ก มีหม้ออัตโนมัติเหมือนกันหมด เป็นดวงใส เท่าฟองไข่แดงของไก่ ติดอยู่ศูนย์กลางกายมนุษย์สะดือทะลุหลัง ขวาทะลุซ้าย สะดือทะลุหลัง เจาะให้ตรงกลางเซียวนะ เป็นช่องปล่อง ไปทะลุหลัง ขวาทะลุซ้าย ตรงแบบเดียวกัน ตรงกลางจรดกัน เอาด้ายกลุ่มขึงเส้นหนึ่งตึงสะดือทะลุหลังตรง ซ้ายทะลุขวา ตรงเส้นหนึ่ง ขึงให้ตึง พอถึงก็ตรงกลางที่จรดกันนั้นแหละ เรียกว่ากลางกั๊ก ตรงกลางกั๊กนั่นแหละเป็นอัตโนมัติของบุญ กลางดวงธรรมที่ทําให้เป็นกายมนุษย์ เป็นกําเนิดอยู่ตรงนั้น อัตโนมัติอยู่ตรงนั้น สําหรับดึงดูดบุญ เหมือนหูเหมือนตาที่สําหรับดึงดูดเสียง สําหรับดึงดูดรูปติดที่ตา หูสําหรับดึงดูดเสียงติดที่แก้วหู จมูกสําหรับดึงดูดกลิ่นที่แก้วจมูก ลิ้นสําหรับดึงดูดรสติดอยู่ที่แก้วลิ้น กายสําหรับดึงดูดสัมผัสเครื่องถูกต้องติดอยู่ที่กายทั่วไปใจสําหรับดึงดูดธรรมารมณ์ติดอยู่ที่ใจ ดึงดูดกันอย่างนั้น อัตโนมัติบุญนี่สําหรับดึงดูดบุญ ได้บุญเท่าไรดึงดูดมาติดอยู่ตรงนั้น ติดอยู่ตรงกลางนั้น เป็นดวงใส จากพระธรรมเทศนาเรื่อง “ภัตตานุโมทนา” ๑๘ พฤศจิกายน ๒๔๙๗ ๗๕ นี่แหละ...ละคร ถ้าจะอยู่นอกปกครองเขา ต้องไปให้ถึงที่สุดสายธาตุสายธรรมของตัว ไปถึงที่สุดสายธาตุสายธรรมของตัวละก็ ในที่สุดนั้นไม่มีใครปกครองเลย เราปกครองของเราเอง เราไม่ต้องรับความแก่ ความเจ็บ ความตาย ก็ได้ เพราะเรามีอํานาจพอแล้ว เราไม่อยู่ในปกครองก็ได้ตามความปรารถนา แต่ว่าต้องไปให้สุดสายธาตุสายธรรมของตัว ถ้าให้สุดสายธาตุสายธรรมของตัวไม่ได้ละก็ เลี้ยงเอาตัวรอดไม่ได้ บัดนี้เราเป็นภิกษุสามเณร อุบาสก อุบาสิกา ในพระพุทธศาสนา เมื่อมาฟังอุทานคาถา รู้ว่าธรรมของพระศาสนาลึกซึ้งอย่างนี้ขนาดนี้ ละก็อุตส่าห์อย่าประมาท อย่าเลินเล่อ อย่าเผลอตัว อย่างคนมีปัญญา อย่างคนรู้ดีรู้ชั่วอย่าเอาเล่นเอาอย่างเด็ก ถ้าเมื่อเล่นอย่างเด็ก แล้วก็เล่นหม้อข้าวหม้อแกงเล่นฝุ่นเล่นทรายอยู่ละก็ ชีวิตจะไม่พอใช้ เพราะเขาเล่นละครกันเป็นบ้านๆ โรงๆ กัน ในโลกนี้เขาเรียกว่า ละครโรงใหญ่ เล่นฝุ่น เล่นทราย เล่นแปลกๆ ไปตามหน้าที่ เอาจริงๆ แท้ๆ ไม่ได้สักคนหนึ่ง ขึ้นไปแล้วก็ตายกันหมด เอาจริงเอาแท้เหลือสักคนหนึ่งก็ไม่มี เพราะเหตุอะไรเล่า เพราะเหตุว่าเลินเล่อเผลอตัวไป เลินเล่อเผลอตัวไป มนุษย์โลกนี้ เราผ่านไปผ่านมา เข้าใจว่าเป็นบ้านของเราเมืองของเราเสียใหญ่โตมโหฬารทีเดียว เข้าใจเสียอย่างนั้น ก็เข้าใจผิดไป นี่แหละละคร กายเรานี่นะโตกว่าบ้านเมืองเหล่านี้มากนัก ให้ไปชมดูเถิด เแต่ว่าต้องไปให้ถึงที่สุดให้ได้นะ ไปที่สุดของกายเหล่านี้ได้ ก็จะเอาตัวรอดได้เป็นแท้ จากพระธรรมเทศนาเรื่อง “พุทธอุทานคาถา” ๑๐ ธันวาคม ๒๔๙๗ ๗๖ ให้กันได้แต่เฉพาะเป็นมนุษย์นี้เท่านั้น เราเกิดมาในมนุษย์โลก หญิงชายคฤหัสถ์ บรรพชิต เกิดมาต่างคนต่างมีตัวเปล่าๆ มีแต่บุญกุศลพิทักษ์รักษามา มาแสวงหาทรัพย์สมบัติ ได้เขตสําหรับในโลกนี้ ก็ย่อมเฉลี่ยซึ่งกันและกัน ตามมีตามจะเฉลี่ยได้ ตามสามารถที่จะทําได้เฉลี่ยได้เพียงแค่ไหน ก็ทําไปแต่เพียงนั้น อย่าให้เกินกําลังกว่าตัว อย่าให้เดือดร้อน ทําพอสมควรแก่การ เพราะเรามาไม่นานเท่าใดนักก็จะต้องลาโลกนี้ ผ่านโลกนี้ไป โลกอื่นอีกต่อไป การให้ สําเร็จที่เป็นอัตภาพที่เป็นมนุษย์นี้ เมื่อพ้นอัตภาพมนุษย์นี้เสียแล้ว ก็ไม่ได้ให้กัน ให้กันไม่ได้ ไปเป็นรูปพรหมให้กันไม่ได้ ไปเป็นอรูปพรหมให้กันไม่ได้ ทุกชั้นไปของสมบัติทิพย์ก็มีด้วยกันทั้งสิ้น ไปนิพพานก็ให้กันไม่ได้ ให้กันได้แต่เฉพาะเป็นมนุษย์นี้เท่านั้น เป็นสัตว์เดรัจฉานให้กันไม่ได้ เป็นเปรตอสุรกายเป็นสัตว์นรกให้กันไม่ได้ ให้กันได้เฉพาะแต่ในมนุษย์นี้เท่านั้น จากพระธรรมเทศนาเรื่อง “สังคหวัดถุ” ๒๔ ธันวาคม ๒๔๙๗ ๗๗ ประพฤติให้เป็นประโยชน์ ประพฤติให้เป็นประโยชน์ในโลกนี้ หรือประพฤติเป็นประโยชน์ในกันและกัน ในเพื่อนมนุษย์ก็ดี หรือกับสัตว์เดรัจฉานก็ดี ประพฤติให้เป็นประโยชน์ทีเดียว ลักษณะที่ประพฤติให้เป็นประโยชน์เป็นอย่างไร การประพฤติให้เป็นประโยชน์ ทําอะไรให้เป็นตัวอย่างดีทั้งนั้น จะทําสิ่งใดด้วยกายทุกอย่าง ให้เป็นตัวอย่างดีของเพื่อนมนุษย์ ให้เป็นประโยชน์แก่มนุษย์ จะพูดสิ่งไรด้วยวาจาแล้วล้วนแต่ให้เป็นประโยชน์แก่เพื่อนมนุษย์ ให้ได้ผลแก่เพื่อนมนุษย์ ให้เป็นตัวอย่างแก่เพื่อนมนุษย์ การประพฤติทั้งกายทั้งวาจา เป็นประโยชน์แก่เพื่อนมนุษย์ แล้วทําสิ่งหนึ่งสิ่งใดจะเป็นการทําลายตน ใครใกล้เคียงก็แก้ไข มนุษย์ที่ทํานานั้น ให้ได้ผลเกิดสุข ให้ได้ผลดีเป็นลําดับขึ้นไป การทําสวนก็ดี ใครอยู่ใกล้เคียงเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ทําเป็นตัวอย่าง ให้เป็นประโยชน์ดีแก่เพื่อนมนุษย์ แก่เพื่อนฝูงที่ใกล้เคียงกัน หรือจะค้าขายก็ดี ผู้ที่ค้าขายใกล้เคียงกัน ให้เป็นประโยชน์แก่พวกที่ค้าขายใกล้เคียงกัน นี้ได้ชื่อว่าประพฤติตนให้เป็นประโยชน์ เมื่อประพฤติตนให้เป็นประโยชน์แล้ว แก้ไขตัวเองไม่ให้มีตําหนิ จะเป็นภิกษุก็เป็นภิกษุที่ดีทีเดียว จะเป็นสามเณรก็เป็นสามเณรที่ดีทีเดียว จะเป็นอุบาสกก็เป็นอุบาสกที่ดีทีเดียว จะเป็นอุบาสิกาก็เป็นอุบาสิกาที่ดีทีเดียว เป็นตัวอย่างได้เช่นนี้ ได้ชื่อว่า อตฺถจริยา ประพฤติตนให้เป็นกระสวน เป็นกระสวนนั่นเป็นอย่างไร ช่อฟ้า เขาทําช่อฟ้าเขามีกระสวน เอากระสวนนั่นมาคาดเข้าแล้ว ทําตามรูปกระสวนนั้นเป็นช่อฟ้าได้ ประพฤติให้เป็นตัวอย่าง เขาเพียรทําสิ่งใดเป็นตัวอย่างมาแล้ว ก็เพียรเอาสิ่งนั้นเข้ามาทํามาเป็นแบบแปลนเป็นตัวอย่างต่อไป ประพฤติตนให้เป็นแม่พิมพ์ พ่อพิมพ์นั้น เป็นตําราทีเดียว ตําราพ่อพิมพ์พระ เหมือนพ่อพิมพ์รูปต่างๆ สวยงามทุกสิ่งทุกประการนั้น ได้ชื่อว่าเป็นผู้ตามประพฤติเป็นประโยชน์ จากพระธรรมเทศนาเรื่อง “สังคหวัดถุ” ๒๔ ธันวาคม ๒๔๙๗ ๗๘ บูญเก่า ถ้าว่ามีธรรมกาย ง่ายเต็มที ทําบุญเท่าไรได้หมด เพราะเหตุว่าธรรมกายนําไปบอกว่าให้อนุโมทนา ก็ได้สําเร็จสมปรารถนา แม้จะไปตกนรก ธรรมกายนําส่วนกุศลที่ญาติอุทิศส่งไปให้ไปถึงนรกก็ได้รับส่วนกุศลสมมาดปรารถนา พ้นจากนรกทีเดียว ถ้าว่าเป็นเทวดาบุญหนักศักดิ์ใหญ่ ได้ส่งขึ้นไป ถ้าได้เกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน เป็นมนุษย์ได้ ไปให้แก่กายละเอียด ถ้ากายมนุษย์ไม่รู้เรื่องให้กายมนุษย์ละเอียดที่ฝันออกไป กายทิพย์กายทิพย์ละเอียดได้ แต่ว่ากายมนุษย์ไม่รู้เรื่อง จากพระธรรมเทศนาเรื่อง “ภัตตานุโมทนาคาถา” ๑๖ มกราคม ๒๔๙๗ ๗๙ เข้ากลาง พระตถาคตเข้าถึงเฉพาะซึ่งกลางเข้าไปหมด ทั้งพระธรรมกายพระธรรมกายเข้าไป เข้าไปถึงกลาง ขั้นต้นจากกายมนุษย์ เมื่อเข้าไปถึงกลางเมื่อพระธรรมกายเข้าไปในกลาง ธรรมกายเข้าทางไหน ตรงนี้ลําบาก ถ้าว่าไม่เห็นปรากฏละก็เข้าไม่ถูก ฟังก็ไม่รู้ เป็นของแปลกประหลาด เข้าตรงระหว่างตรงกลาง เข้าตรงไหนล่ะ เข้าด้วยวิธีหยุด ธรรมกายของพระองค์ก็หยุด หยุดในหยุด ธรรมกายหยุด หยุดในหยุด ธรรมกายหยุดหยุดในหยุด หยุดในหยุดๆๆ ธรรมกายก็ดับหยาบเข้าไปหาละเอียดยิ่งหนักเข้าไปทุกที ไม่ไป ไม่มา ไม่นอก ไม่ใน เหล่านี้เรียกว่า เข้าถึงกลาง เพราะฉะนั้นเข้ากันไม่ถูก พวกนักปฏิบัติเข้ากลางไปไม่ถูกเป็นลูกพระตถาคตไม่ได้ ถ้าเข้ากลางถูกจึงเป็นลูกพระตถาคตได้ เหตุฉะนั้นวิธีเข้ากลางจึงสําคัญนัก เมื่อเข้ากลางถูกก็เป็นลูกพระตถาคตทีเดียว จากพระธรรมเทศนาเรื่อง “โพธิปักขิยธรรม” ๘๐ เบญจโครส เมื่อรู้จักพุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ สังฆรัตนะ อย่างนี้แล้ว เราจะต้องทําตัวของเราให้เข้าถึงพุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ สังฆรัตนะ อย่างนี้ ถ้าไม่เข้าถึงจะปฏิบัติศาสนาสักโกฏิชาติ ก็ไม่อาจสามารธรู้รสศาสนาได้ จะปฏิบัติไปสักเท่าใดก็ตาม ก็เหมือนกับคนไม่รู้จักเบญจโครสในน้ำนมสด คือ ไม่รู้ว่ารสเป็นอย่างไร? เป็นแต่คล้ายๆ กับคนรับจ้างเขาเลี้ยงโค พอเลี้ยงเสร็จแล้ว เวลาเย็นก็ไล่โคกลับ รับเอาค่าจ้างที่เลี้ยงไปเท่านั้นเท่านี้ ส่วนน้ำนมโคไม่ได้รับประทาน เจ้าของเขาเอาไป เบญจโครส คือ รสนมโค ๕ อย่าง เอานมโคทิ้งไว้ให้เปรี้ยว เรียกว่า นมเปรี้ยว เอานมเปรี้ยวมาเคี่ยวให้ข้น เรียกว่า นมข้น นมข้นมีรสอันหนึ่ง เมื่อมาเคี่ยวให้แข็งเป็นก้อนเรียกว่า เนยก้อน มีรสอย่างหนึ่ง เอาเนยก้อนเจียวให้ใส มีรสอย่างหนึ่งเป็นนมใส รสนม รสนมเปรี้ยว รสนมที่เคี่ยวเหมือนน้ำตาลองุ่น รสนมที่เป็นก้อนและเจียวเป็นนมใสนั้น รวมเรียกว่า เบญจโครส รสนมโค ๕ อย่างนี้ ผู้รับจ้างเลี้ยงโคไม่ได้เคยลิ้มรสเลย เจ้าของโคได้ลิ้มรสเบญจโครส นั้นฉันใด ผู้ปฏิบัติศาสนาทําตัวของตัวไม่เข้าถึงพระรัตนตรัย ก็ได้ชื่อว่าไม่รู้จักศาสนาเลย เหมือนอย่างคนรับจ้างเลี้ยงโค ถึงเวลาก็ทําหน้าที่เท่านั้นเอง จากพระธรรมเทศนาเรื่อง “โพธิปักขิยธรรม” ๘๑ เป็นหนี้ ปัจจัยสันนิสสิตศีล พิจารณาปัจจัยทั้ง ๔ คือ จิวร บิณนฑบาต เสนาสนะ คิลานปัจจัย ไม่บริโภคด้วยตัณหา นี่ก็เป็นศีลอีกอันหนึ่ง ปัจจัยสันนิสสิตศีลนั้นแหละเป็นข้อสําคัญนัก ถ้าเป็นอิน(อิ-นะ)บริโภคบริโภคด้วยความเป็นหนี้ ไม่ได้พิจารณาปัจจัยให้เต็มส่วนเต็มที่ในจีวร บิณฑบาตเสนาสนะ คิลานปัจจัย แล้วละก็ ได้ชื่อว่าภิกษุบริโภคด้วยความเป็นหนี้ ตายไปจะต้องเป็นวัวให้เขาใช้ เป็นควายให้เขาขี่ เป็นม้าให้เขาขี่ เป็นช้างให้เขาขี่ สูงขึ้นไปกว่านั้น ไกลไปกว่านั้น ตายไปเป็นบ่าวเป็นทาสเขา เป็นมนุษย์มาเป็นบ่าวเป็นทาสเขา มาเป็นคนใช้เขา เขาไม่ใช้ก็อยากให้ใช้นัก ไปทําอาสาเขาเฉยเท่านั้นแหละ เพราะเป็นหนี้เขาแล้ว บริโภคด้วยความเป็นหนี้เข้าแล้ว นี่อย่างนี้เป็นบ่าว จีวร เมื่อเวลาจับจีวรที่เขาถวายเข้า จีวรนี้สักแต่ว่าเป็นธาตุ เป็นปัจจัยสักแต่ว่าธาตุ ไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเขาเราใดๆ แล้วก็เป็นของว่างเปล่าไป จีวรนี้เป็นของไม่เน่าไม่เปื่อยน่าดูน่าชม ไม่สกปรกเปรอะเปื้อนใดๆ เป็นของดีมาก พอถูกต้องร่างกายกลายเป็นของเสียหายไปได้ ไม่น่าดูน่าชมไปได้ พิจารณาจีวรอีก จีวรเมื่อเวลาจะนุ่งเข้า ไม่ได้นุ่งเพื่ออื่น นุ่งเพื่อจะป้องกันเสียซึ่งกายหนาวแลร้อน เพื่อกันเหลือบยุงตะเขบ ตะขาบต่างๆ เพื่อจะไม่ให้กามกําเริบเท่านั้น พิจารณาดังนั้นก็นุ่งห่มไป นุ่งห่มไปแล้วก็พิจารณาแบบเดียวกันอีก ซ้ำอีก เรียกว่า อภิณหปัจจเวก พิจารณาจีวรนุ่งห่มพร้อมด้วยองค์คุณ ธาตุปัจจเวก ก็แบบเดียวกัน นั่งนอนเสนาสนะเหล่าบริโภคหยูกยา ก็พิจารณา ถ้าขาดข้อใดข้อหนึ่ง ปัจจัยสันนิสสิตศีล ไม่บริสุทธิ์ เป็นอินบริโภคบริโภคด้วยความเป็นหนี้เขา อย่างนี้ต้องได้รับทนทุกข์ต่างๆ นานา เพราะเหตุว่าเป็นหนี้เขา ต้องบริสุทธิ์ ถ้าไม่บริสุทธิ์ ต้องมีหิริโอตตัปปะ อาย ไม่ได้ เป็นพระศีล ๒๒๗ ไม่บริสุทธิ์ อาย อินทรีย์สังวรศีลไม่บริสุทธิ์ ก็อาย สะดุ้งกลัวอีกเหมือนกัน ปัจจัยสันนิสสิตศีลไม่บริสุทธิ์ก็อาย อาชีวปาริสุทธิศีลไม่บริสุทธิ์ก็อาย สะดุ้งกลัวอีกเหมือนกัน ปัจจัยวิสุทธิศีลไม่บริสุทธิ์ก็อาย สะดุ้งกลัวเหมือนกัน แบบเดียวกัน เหมือนเราท่านในบัดนี้ ไม่ได้ศีลบริสุทธิ์สมบูรณ์บริบูรณ์ พระเณรศีลไม่บริสุทธิ์บริบูรณ์ อุบาสกอุบาสิกาศีลไม่บริสุทธิ์บริบูรณ์ จากพระธรรมเทศนาเรื่อง “หิริโอตตัปปะ” ๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๔๙๗ ๘๒ หิริโอตตัปปะสัมปันนา เมื่อไปถึงพุทธรัตนะเข้าแล้ว ไปถึงธรรมรัตนะเข้าแล้ว ไปถึงสังฆรัตนะเข้าแล้ว พระพุทธเจ้าอยู่ในสถานที่ใดๆ ไปทูลท่านก็ได้ ไปพูดกับท่านก็ได้ไปในนิพพานก็ได้ ถ้ามีในนิพพานไปในนิพพานก็ได้ นั่นแน่ะมีรสมีชาติอย่างนี้ลึกซึ้งอย่างนี้แหละ ถ้าว่าไม่เข้าถึงพุทธรัตนะเรานิ่งเสีย ทําเป็นไม่รู้ไม่ชี้เสีย นิ่งเสียทําเป็นไม่รู้ไม่ชี้เสีย นั่นไม่มีหิริโอตตัปปะซิ ถ้านิ่งเฉยซิ ถ้ามีหิริ-โอตตัปปะจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน เขาถึงพุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ สังฆรัตนะกัน ถ้ามีหิริโอตตัปปะก็อายตัวเอง ไม่ถึงไม่ยอม นั่งกันหลังหักตายเลย ไม่เอาล่ะ ถ้าไม่ถึงก็ตาย ไม่ได้ก็ตายแหล่ทีเดียว เอากันละถึงวาระที่จะต้องขับขันกัน ถ้าไม่ได้ไม่เห็นไม่เป็นปรากฏช่างเถอะ ถ้าได้เป็นเห็นปรากฏต่อหน้าต่อตา มันจะเป็นตายก็ช่าง ถ้าไม่ได้ก็ตายแหล่ละ เอาล่ะเอาให้ถึงให้ได้ ให้เข้าถึงพุทธรัตนะเสียได้ละก็ นั่นแหละ ไม่เสียทีที่เกิดมาเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนา เข้าถึงพระธรรมรัตนะได้ละก็ นั่นแหละไม่เสียทีที่เกิดมาเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนา เข้าถึงพระสังฆรัตนะได้ละก็ นั่นแหละไม่เสียทีที่เกิดมาเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนา นี้แหละได้ชื่อว่า หิริโอตตัปปะสัมปันนา ถึงพร้อมแล้วด้วยความละอายความสะดุ้งกลัว ไม่ถึงละก็ละอายสะดุ้งกลัวนะ เพราะไม่ได้เกื้อกูลในธรรมอันขาว เกื่อกูลในธรรมดําอยู่ ไม่เกื้อกูลในธรรมอันขาวจึงลงไป เข้าถึงได้แล้ว เป็นแล้วนั่นแหละ เกื้อกูลธรรมอันขาวแท้ๆล่ะ จากพระธรรมเทศนาเรื่อง “หิริโอตตัปปะ” ๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๔๙๗ ๘๓ ฉากหลัง ผู้เทศน์นี่ตรวจเข้าไปฉากหลังนี่แหละ ๒๕ ปี ยังไม่เต็มดี ในการตรวจฉากหลังนั้น ยังไม่เต็มเดือนเต็มวันดี ยังไม่หมดฉากหลังนี้ ยังไม่สุดฉากหลังนี่ยังไม่สุดภาคหล่อเลี้ยงเหล่านี้ ยังไม่สุดฉากหลัง ยังไม่สุด ยังไม่สุด ผู้เทศน์ก็ยังเป็นบ่าวเขาอยู่ ยังเป็นบ่าวเป็นทาสเขาอยู่ ยังเอาตัวรอดไม่ได้ เพราะอะไร? ไปยังไม่สุดฉากหลัง เขายังปกครองเราอยู่ นี้ไปต้องไปให้สุด เมื่อไปสุดแล้วเราจะเห็นฉากหลังในฉากหลังเข้าไปอีก เมื่อไปสุดแล้วเราจะพบฉากหลังในฉากหลังเข้าไปอีก ฉากหลังในฉากหลังนี้จะมีอีกเท่าไหร่ยังไม่รู้ได้ มีเห็นมีหาย.... ภิกษุสามเณรควรจระรู้ ถ้าไม่รู้ก็เสียคนทีเดียว เป็นบ่าวเป็นทาสเขาไปทั้งชาติ เอาตัวรอดไม่ได้ เรียกว่า ตณฺหา ทาโส อทานิสิ ไม่ผิดล่ะ ไม่คลาดเคลื่อนเลยทีเดียว เพราะอะไร เพราะไม่รู้ฉากหลังก็เป็นบ่าวเป็นทาสเขาตาย ถ้ารู้ฉากหลังบังคับฉากหลังได้ละก็ ก็เลิกเป็นบ่าวเป็นทาสเขา มันก็เป็นเจ้าเป็นนายเขาบ้าง นี่เป็นชั้นๆ นะ ให้เข้าใจทีเดียว ให้เข้าใจให้แน่ทีเดียว เมื่อเข้าใจแน่ละก็เราจะต้องเริ่มต้นในชาตินี้ทีเดียว เรารอไว้ไม่ได้ ถ้าว่าชาตินี้ยังไม่รู้ฉากหลัง ยังไม่พบฉากหลังเราจะต้องยอมตาย ต้องเข้าถึงฉากหลังให้ได้เราจะต้องยอมตาย ต้องเข้าถึงฉากหลังให้ได้ ไอ้ผู้ปกครองเราลับๆ ใช้เราลับๆ อยู่ เราไม่รู้เลย จากพระธรรมเทศนาเรื่อง “ทานานุโมทนาคาถา” ๓ เมษายน ๒๔๙๗ ๘๔ ไปดีกว่าไม่ไป ถ้าไม่พยายามให้สุดฉากหลังเช่นนี้ละก็ เป็นบ่าวทาสเขา ไม่ใช่คนฉลาดจะเอาเป็นเกณฑ์ไม่ได้ ให้แน่นอนอย่างนี้นะ แน่นอนอย่างนี้จะเอาตัวรอดได้ แต่เข้าใจนะว่าเขาใช้เราเท่านั้น ใช้เราเท่านี้เป็นบ่าวเป็นทาสเขาน่ะ เพราะเราไม่ทันฉากหลังเหล่านี้ เขาก็ใช้เราตามชอบใจ ใช้เป็นบ่าวเป็นทาสป่นปี้ ถึงจะมีปัญญาแค่ไหนก็ช่าง ใช้เป็นบ่าวเป็นทาสป่นปี้ เหตุนี้ต้องแก้ไขทีเดียว ต้องไปให้สุดฉากหลังให้ได้ เริ่มต้นดังกล่าวแล้ว ต้องบริจาคทานตามใจนึก ใจเบิกบานสําราญใจทําใจให้ใส เบิกบานสําราญใจ ทําใจให้บริสุทธิ์ เจตนาให้ดี บริสุทธิ์ทางกาย ทางวาจา ทางใจ ให้สะอาด ทําใจให้ใส ให้ใสดีล่ะก็ ดูฉากหลังใหญ่ประพฤติทีเดียวทั้งวันทั้งคืน เว้นไว้แต่หลับเสีย ตื่นแล้วก็ไม่ได้รอท่า ทําให้สุดให้ได้ ไม่สุดไม่ยอมเป็นเด็ดขาด ถ้าเราไม่ไป เราก็ตาย เราไปเราก็ตาย ไปหรือไม่ไปล่ะ? ถ้าไม่ไปก็ตาย ไม่กี่เดือนกี่ปีก็ตาย มนุษย์หมดทุกคน จะไปหรือไม่ไปล่ะ? ไม่ไปก็ตาย ไปดีกว่าไม่ไป ไอ้นั่นมันตายเปล่าหาหลักฐานไม่ได้ หากว่าไปได้ถึงแค่ไหนก็แล้วแต่ นับชาติต่อๆ ไปอีก ไม่ถอยหลังกันนี่แหละนับว่าเป็นคนมีปัญญา ดําเนินแนวทางพระพุทธศาสนา ต้องดําเนินอย่างนี้ เป็นทางสูงสุดในพระพุทธศาสนา จากพระธรรมเทศนาเรื่อง “ทานานุโมทนาคาถา” ๓ เมษายน ๒๔๙๗ ๘๕ มีแต่เปลือกนอก หากว่าเป็นเณรไปฆ่าสัตว์เข้า จะเป็นไง? ฆ่าเรือด ฆ่ายุง ฆ่าเล็น ฆ่าไรเข้า มันก็มีแต่เปลือกนอกนะซิ ตัวเณรหายไปเสียแล้วเหลือแต่คนนั้นคนนี้ไปแล้ว เหลือเปลือกนอก ตัวเณรหายไปเสียแล้ว ตัวหนีไปแล้ว ตัวหนีไปเหมือนอะไร? เหมือนต้นโพธิ์ที่ตายลงไปแล้ว แต่ว่าไอ้ต้นตําลึงมันงามไปถึงต้นโพธิ์ มันก็ขึ้นตามต้นโพธิ์ตลอดไป เป็นใบตําลึงทั้งต้น ใบตําลึงทั้งต้น เถาตําลึงทั้งต้น ไอ้ต้นโพธิ์ตายเสียแล้วเถาตําลึงมันพันอยู่ เราไปดูแล้วไอ้นี่ต้นโพธิ์ ที่ไหนได้ ไปดู ใกล้ๆ เข้า ไอ้นี่มันเถาตําลึงทั้งนั้นนี่ ต้นโพธิ์ตายเสียแล้วหรือนี่ นั่นแหละสามเณร ไปเพลี่ยงพล้ำ ไปบี้เลือด บี้ยุง บิ้เล็น บี้ไร ศีลไปหมดแล้วเณรหายไปเสียแล้ว เหลือแต่เจ้านั้นเจ้านี่ไปแล้วละ ไปหมด นี่มันเป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้นเป็นนักบวชไม่ได้ ต้องเลิกจากการฆ่าสัตว์เชียว จากพระธรรมเทศนาเรื่อง “โอวาทปาฏิโมกข์” ๘๖ นิพพาน นิพพานเป็นอายตนะอันหนึ่ง ซึ่งแตกต่างออกไปจากโลกายตนะและอายตนะทั้ง ๖ ทั้ง ๑๒ นั้น เป็นอายตนะที่สูงกว่าวิเศษกว่าอายตนะอื่น แต่ก็ทําหน้าที่ในลักษณะที่คล้ายคลึงกัน คือ โลกายตนะทําหน้าที่ดึงดูดสัตว์โลกที่ยังมีความผูกพันอยู่กับโลกไว้ ไม่ให้พ้นไปจากโลกได้ ส่วนอายตนะ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ที่ทําหน้าที่ดึงดูด รูป เสียงกลิ่น รส สัมผัส ธัมมารมณ์ ตามหน้าที่ของตนๆ และในทํานองเดียวกัน อาตนนิพพานก็มีหน้าที่ดึงดูดพระพุทธเจ้า พระอรหันต์ เข้าไปสู่อายตนะของตน สถานอันเป็นที่ประทับของพระพุทธเจ้าเรียกว่า “อายตนนิพพาน” ส่วนพระพุทธเจ้าที่ประทับอยู่ในอายตนนิพพานนั้น เราเรียกว่า “พระนิพพาน” จากพระธรรมเทศนาย่อ “คู่มือสมภาร” ๘๗ นิพพาน ๓ อนึ่ง นิพพาน ๓ คือ กิเลสนิพพาน ๑ ขันธนิพพาน ๑ ธาตุนิพพาน ๑ มีความหมายดังนี้ คือ เมื่อวันเพ็ญวิสาขมาส (กลางเดือน ๖) ก่อนพุทธศก ๔๕ ปี พระสิทธัตถกุมารทรงบําเพ็ญเพียรทางใจ ตัดกิเลสได้ขาดจากใจสิ้นบรรลุถึงซึ่งพระโพธิญาณ ณ ภายใต้ควงไม้ศรีมหาโพธิ์ครั้งนั้น กิเลสาสวะทั้งปวงที่เคยประจําคอยกีดกันพระองค์ ให้ทรงเวียนว่ายอยู่ในวัฏฏสงสารมานับจํานวนหลายหมื่นหลายแสนชาติเป็นอันมากนั้น ไม่อาจจะกลับมาสู่พระองค์ได้อีก ความสิ้นไปแห่งกิเลสาสวะ อันเป็นเครื่องเสียดแทงพระองค์มาตลอดนั้นเรียกว่า “กิเลสนิพพาน” ความแตกทําลายแห่งขันธ์ของพระองค์ ซึ่งแม้ในชาติใดๆ ก็ตาม ขันธ์ในภพ ๓ นี้ ก็จะต้องสวมพระองค์ตลอดมา ความแตกทําลายแห่งขันธ์ในชาติที่สุดนี้ ขันธ์เหล่านี้ก็มิอาจจะสวมพระองค์ได้ และพระองค์ก็มิกลับมาสวมขันธ์เหล่านี้อีกต่อไป เพราะพระองค์ทรงพ้นไปจากขันธ์เหล่านี้แล้ว ความแตกทําลายแห่งขันธ์นี้ เรียกว่า “ขันธนิพพาน” พระพุทธเจ้าองค์ที่สุดนี้คือ พระสมณโคดม ปัจจุบันนี้พระบรมธาตุของพระพุทธองค์ยังคงอยู่ ไม่สูญสิ้นไป ก็ยังไม่เรียกว่าธาตุนิพพาน ต่อเมื่อใดเสร็จพุทธกิจของพระองค์ที่จะต้องทําในภพนี้แล้ว ขณะนั้นพระบรมธาตุของพระองค์ก็จะสูญไปจากภพนี่ ความสิ้นไปแห่งพระบรมธาตุนี้เรียกว่า “ธาตุนิพพาน” จากพระธรรมเทศนาย่อ “คู่มือสมภาร” ๘๘ นิพพานเป็น-นิพพานตาย ส่วนนิพพานที่ท่านจําแนกเป็น ๒ ประเภทนั้นคือ สอุปาทิเสสนิพพาน ๑ อนุปาทิเสสนิพพาน ๑ สําหรับพวกทําสมาธิปัจจุบันเรียกกันง่ายๆ อีกแบบหนึ่งคือ นิพพานเป็น อัน ตรงกับสอุปาทิเสสนิพพาน และนิพพานตาย อันตรงกับอนุปาทิเสสนิพพาน นิพพานที่เป็นสถานที่อยู่ของกายธรรมนั้น อยู่ในศูนย์กลางของกายธรรมนั้นเอง ที่กล่าวนี้หมายความถึงเวลาที่กายมนุษย์ของพระพุทธเจ้า พระอรหันต์ยังมีชีวิตอยู่ ใช้กายธรรมเดินสมาบัติ ๗ เที่ยว ตามแบบวิธีเดินสมาบัติที่เคยกล่าวไว้แล้วนั้น กายธรรมก็จะตกศูนย์เข้าสู่นิพพานที่อยู่ในศูนย์กลางกายธรรมที่ซ้อนอยู่ในกลางกายอรูปพรหม-กายรูปพรหม-กายทิพย์ และกายมนุษย์เป็นลําดับเช่นนี้ ยังอยู่ในกลางของกายที่ยังหมกมุ่นครองกิเลสอยู่ตามสภาพของกายนั้นๆ ความบริสุทธิ์ของนิพพานที่อยู่ในท่ามกลางกิเลสเหล่านี้เองที่เรียกว่า “สอุปาทิเสสนิพพาน” สภาพของนิพพานนี้ที่มีลักษณะกลมรอบตัวใสบริสุทธิ์ยิ่งนักแต่ทว่านิพพานนี้เป็นนิพพานประจํากายของกายธรรม จึงมีพระนิพพานหรือพระพุทธเจ้าประทับอยู่เพียงพระองค์เดียว ความจริงถ้าจะกล่าวตามส่วนและตามลักษณะตลอดจนที่ตั้งแล้ว ก็จะเห็นว่า นิพพานเป็นหรือสอุปาทิเสสนิพพานนี้ เป็นที่เร้นอยู่โดยเฉพาะของกายธรรม ในเวลาที่ยังมีขันธ์ปรากฏอยู่ นอกจากนั้น สอุปาทิเสสนิพพานยังเป็นทางนําให้เข้าถึง “อนุปาทิ เสสนิพพาน” หรือ “นิพพานตาย” อีกด้วย คือเวลาที่ขันธ์ซึ่งรองรับกายธรรมอยู่นั้นจะสิ้นไป พระพุทธเจ้าพระอรหันต์ย่อมจะต้องเดินสมาบัติทั้ง ๘ และเข้าลสู่สัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ ขณะนี้เองเป็นเวลาที่กายธรรมเข้าสู่สอุปาทิเสสนิพพาน ทรงดับสัญญาและเวทนาสิ้นแล้ว จึงเดินสมาบัติปฏิโลมอีก คราวนี้กายธรรมก็จะตกสูญเข้าสู่อนุปาทิเสสนิพพาน ซึ่งมีลักษณะรูปพรรณสัณฐานและขนาดดังกล่าวมาแล้วข้างต้นนั้นเอง ส่วน “พระนิพพาน” นั้นคือ กายธรรมที่ได้บรรลุอรหัตผลแล้ว กายเหล่านี้มี กาย หัวใจ ดวง จิต และดวงวิญญานวัดตัดกลาง ๒๐ วา เท่ากันทั้งสิ้นหน้าตักกว้าง ๒๐ วา สูง ๒๐ วา เกตุดอกบัวตูมขาวใสบริสุทธิ์มีรัศมีปรากฏพระนิพพานนี้ประทับอยู่ในอายตนะนิพพาน บางพระองค์ที่เป็นพระสัพพัญญูพุทธเจ้า ก็ทรงประทับอยู่ท่ามกลางพระอรหันตสาวกบริวารเป็นจํานวนมาก บางพระองค์ที่เป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า มิได้เคยสังสอนหรือโปรดผู้ใดมาก่อนในสมัยที่ยังมีพระชนม์อยู่ องค์นั้นก็ประทับเด็ดเดี่ยวอยู่โดยลําพังหาสาวกบริวารมิได้ ส่วนรังสีที่ปรากฏ ก็เป็นเครื่องบอกให้รู้ถึงการสร้างบารมีของพระพุทธเจ้า พระอรหันต์เหล่านั้น ว่ามากน้อยกว่ากันเพียงไรแค่ไหน แต่ส่วนกว้างส่วนสูงและลักษณะของพระวรกายนั้น เสมอกันหมดมิได้มีเหลื่อมล้ำกว่ากันเลย พระนิพพานนี้ทรงประทับเข้านิโรธสงบกันตลอดหมด เพราะความเข้านิโรธนี้เป็นความสุขอย่างยิ่ง และความที่อยู่ในนิพพานมีกายอันยั่งยืนนี่เองท่านจึงได้กล่าวว่า นิพพานํ ปรมํ สุขํ จากพระธรรมเทศนาย่อ “คู่มือสมภาร”