กองทัพธรรมทั้ง 4 เหล่า ฝ่ายทำวิชชา การสร้างบารมีเพื่อรื้อสัตว์ขนสัตว์ไปสู่ฝั่งพระนิพพานและปราบมารประหารกิเลสให้สิ้นเชื้อไม่เหลือเศษจนกว่าจะถึงที่สุดแห่งธรรมของพระเดชพระคุณหลวงปู่และหมู่คณะนั้น เกิดขึ้นได้ด้วยความร่วมแรงร่วมใจของสมาชิกทั้ง 4 เหล่าของกองทัพธรรม คือ ฝ่ายที่รบกับพญามาร ฝ่ายเผยแผ่ ฝ่ายปฏิสังขรณ์ และฝ่ายกองเสบียง ซึ่งทั้ง 4 ฝ่ายต้องร่วมแรงร่วมใจเป็นหนึ่งเดียวกันเพื่อมุ่งไปสู่เป้าหมาย สำหรับผู้ที่มีบารมีและธาตุธรรมแก่รอบอย่างเช่นคุณยายนั้น ท่านเป็นสมาชิกของฝ่ายแรกที่จะต้องสู้รบกับพญามารโดยตรง ด้วยการเจริญภาวนาขั้นสูงหรือทำวิชชาธรรมกายอยู่ภายในโรงงานทำวิชชา ซึ่งเป็นงานทางจิต ผู้มีหน้าที่ทำวิชชาอย่างเช่นคุณยายมักจะมีอัธยาศัยคือ เป็นคนมักน้อย สันโดษ ไม่คลุกคลีด้วยหมู่คณะ ยินดีปัจจัยตามมีตามได้ ยอมละทิ้งทุกอย่าง ปล่อยวางทุกสิ่ง เพื่อทำใจหยุดนิ่งเพียงอย่างเดียว ตลอดทั้งวันและคืน เพื่อค้นคว้าเข้าไปสู่ภายในจนกว่าจะถึงเป้าหมายปลายทางอันเป็นที่สุด หากเราสังเกตดูบุคลิกของคุณยาย จะพบว่าท่านเหมาะสมกับหน้าที่นี้มาก เพราะมีความเด็ดเดี่ยว แน่วแน่ สงบนิ่ง และไม่ยึดติดกับสิ่งใด นอกจากนี้ยังมีคุณธรรมอื่นๆ เป็นส่วนประกอบด้วย เช่น รักความสะอาด มีระบบระเบียบ ความมีวินัย และความเรียบร้อยในทุกๆ ด้าน คุณยายมักสั่งสอนลูกศิษย์อยู่เสมอว่าหากเรายังไม่สามารถทำงานภายนอกให้ละเอียดได้ งานภายในก็จะไม่ละเอียดลุ่มลึกเช่นกัน งานภายนอกในที่นี้ ยกตัวอย่างเช่น กวาดบ้าน ถูบ้าน ซักเสื้อผ้า ดูแลรักษาความสะอาดของสิ่งต่างๆ รอบตัวเรา ถ้าหากยังทำสิ่งเหล่านี้ให้ดีไม่ได้ ก็ยากที่จะหยุดใจนิ่งอย่างสมบูรณ์จนสามารถทำวิชชาเพื่อสู้รบปรบมือกับพญามารได้ --------------------------------------- ฝ่ายเผยแผ่ กองทัพธรรมมีความจำเป็นต้องเผยแผ่ เพราะงานสู้รบกับพญามารจะประสบความสำเร็จได้ง่ายขึ้นก็ต่อเมื่อมนุษย์ทุกคนในโลกได้รู้ว่าตนเองมีพระธรรมกายอยู่ภายในตัว เป็นพระรัตนตรัยภายในซึ่งเป็นที่พึ่งที่ระลึกอันแท้จริง สามารถเข้าถึงและเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้ หากมนุษย์ทุกคนสามารถเข้าถึงพระธรรมกายแล้วจะพบว่า มนุษย์แตกต่างกันอยู่แต่เพียงเฉพาะภายนอก แต่สิ่งที่อยู่ภายใน คือพระธรรมกายนั้นเหมือนกัน เพราะพระธรรมกายมีรูปร่างหน้าตาเหมือนกันทั้งหมด และอยู่ในอิริยาบถเดียวกัน คือท่านั่งขัดสมาธิเจริญภาวนา เมื่อมนุษย์เข้าถึงพระธรรมกายแล้ว จะสามารถศึกษาวิชชาเพิ่มเติมจนกระทั่งจักขุ ญาณ ปัญญา วิชชา และแสงสว่างเกิดขึ้น จากนั้นจึงจะสามารถเรียนวิชชาที่ 1 คือ ปุพเพนิวาสานุสติญาณ ทำให้ระลึกชาติได้ และรู้ว่าเราเวียนว่ายตายเกิดอย่างนี้มาตั้งแต่เมื่อใด วิชชาที่ 2 คือ จุตูปปาตญาณ ทำให้ทราบเกี่ยวกับเรื่องกฎแห่งการกระทำหรือกฎแห่งกรรม และวิชชาที่ 3 คือ อาสวักขยญาณ คือการขจัดกิเลสซึ่งเป็นต้นเหตุแห่งปัญหาทั้งปวงในชีวิต หากฝ่ายเผยแผ่สามารถทำให้มนุษย์ทุกคนเข้าถึงพระธรรมกาย แล้วปฏิบัติธรรมไปพร้อมๆ กัน เพื่อมุ่งไปสู่จุดหมายเดียวกัน คือภายในศูนย์กลางกายฐานที่ 7 ก็จะเกิดการรวมตัวกันของพระธรรมกาย ซึ่งพระธรรมกายของแต่ละบุคคลจะซ้อนรวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันเพื่อทับทวีกำลังส่งเราไปให้ถึงที่สุดแห่งธรรมได้ อุปมาได้กับเครื่องยนต์เครื่องหนึ่งที่มีกำลังหนึ่งแรงม้า เมื่อนำมาผนวกเข้าด้วยกันกับอีกเครื่องหนึ่งก็เพิ่มแรงเป็นสองแรงม้า หากรวมกันนับพันล้านเครื่องก็จะเป็นพลังทวีคูณยิ่งๆ ขึ้นไป เป็นการช่วยย่นระยะเวลาและหนทางในการปราบพญามาร เพราะต้องอาศัยกำลังบารมีมาก สมมติว่าจากปกติถ้าทำกันเองในกลุ่มเล็กๆ อาจใช้เวลานับพันปี กว่าจะไปถึง ณ จุดนั้นได้ แต่ถ้ารวมพลังกันมากขึ้นเป็นหมู่ใหญ่ ก็สามารถย่นระยะเวลาให้เหลือเพียงแค่ 100 ปีได้ ฝ่ายเผยแผ่จึงสำคัญมากในเรื่องนี้ --------------------------------------- ฝ่ายปฏิสังขรณ์ เนื่องจากมนุษย์ยังจำเป็นต้องอาศัยอาคารสถานที่ต่างๆ เพื่ออำนวยความสะดวกในการปฏิบัติธรรม สำหรับทำวิชชา หรือทำหน้าที่เทศน์สอนและเผยแผ่ จึงจำเป็นต้องมีฝ่ายที่ 3 คือฝ่ายปฏิสังขรณ์ที่จะทำหน้าที่สร้างถาวรวัตถุ รวมทั้งซ่อมแซมและบำรุงรักษาวัดวาอาราม เปิดโอกาสให้ฝ่ายทำวิชชาและฝ่ายเผยแผ่ทำหน้าที่ได้โดยสะดวก ฝ่ายปฏิสังขรณ์จึงต้องรับหน้าที่นี้ ซึ่งโดยมากแล้วมักเป็นผู้ที่ไม่ถนัดในการทำภาวนา การศึกษา หรือการถ่ายทอดธรรมะเพื่อเผยแผ่ --------------------------------------- ฝ่ายกองเสบียง ฝ่ายสุดท้ายของกองทัพธรรมคือฝ่ายกองเสบียง ซึ่งมีทั้งผู้ที่อยู่ในวัดและนอกวัด ผู้ที่อยู่นอกวัด ได้แก่ ท่านเจ้าภาพที่เป็นคฤหัสถ์ มีหน้าที่ประกอบอาชีพเพื่อแสวงหาทรัพย์ เมื่อมีทรัพย์แล้วก็นำมาบริจาคเพื่อทำบุญหล่อเลี้ยงวัดวาอาราม เช่น ส่งอาหารเข้าโรงครัวเพื่อให้ผู้มีหน้าที่นำมาปรุงเลี้ยงพระภิกษุ สามเณร และผู้ที่อยู่ในวัดทั้งหมด ฝ่ายกองเสบียงที่อยู่ภายในวัด เช่น อุบาสิกาแม่ชีที่มีหน้าที่ทำครัว หรือจัดภัตตาหารเลี้ยงพระ เป็นต้น ทั้ง 4 ฝ่ายของกองทัพธรรมนี้ต้องทำหน้าที่สอดคล้องกัน เพื่อรองรับภารกิจในการปราบมาร --------------------------------------- เชี่ยววิชชา ภารกิจหลักของคุณยาย คุณยายเป็นหนึ่งในนักรบกองทัพธรรมที่มีหน้าที่ทำวิชชาเป็นหลัก นับตั้งแต่เข้าไปในโรงงานทำวิชชาของวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ซึ่งเป็นที่ชุมนุมของผู้มีบุญญาธิการที่เข้าถึงพระธรรมกายแล้ว ท่านได้เข้าไปรวมกลุ่มเพื่อทำงานอันยิ่งใหญ่และศึกษาวิชชาธรรมกายขั้นสูง อันเป็นเรื่องยากเกินกว่าที่คนทั่วไปจะเข้าใจจากคำบอกเล่า ยกเว้นแต่จะปฏิบัติด้วยตนเองจนรู้แจ้งเห็นจริงตามไปด้วย แม้ท่านมีภารกิจอันสูงส่งอยู่ภายในโรงงานทำวิชชา แต่เมื่อท่านเดินออกจากโรงงานทำวิชชาแล้ว ท่านก็ดูเหมือนแม่ชีธรรมดาๆ ที่เรียบง่ายคนหนึ่งเท่านั้น เพราะไม่มีใครทราบถึงภารกิจที่ท่านทำอยู่ สาเหตุที่ไม่มีใครล่วงรู้ก็เพราะโดยปกติแล้วผู้ทำวิชชาจะไม่นำเรื่องราวในโรงงานออกมาพูดกัน เพราะคนทั่วไปที่อยู่ภายนอกอาจตามไม่ทันแล้วเข้าใจผิดคิดเห็นเป็นอย่างอื่นได้ หากจะพูดก็พูดกันเองในหมู่ผู้ทำวิชชาเท่านั้น โดยพูดไม่กี่ประโยคก็เข้าใจได้ เพราะเห็นแจ้งพร้อมๆ กันอยู่แล้ว ในช่วงที่คุณยายเข้าไปในโรงงานทำวิชชาใหม่ๆ ท่านยังไม่คุ้นเคยกับภาษาที่ใช้ในโรงงานทำวิชชา แต่ท่านก็ตั้งใจมากและไม่เคยขาดการเข้าทำวิชชาแม้แต่เพียงวันเดียว ซึ่งการที่ใครคนใดคนหนึ่งจะสมัครใจอยู่ในพื้นที่อันจำกัด คือ บริเวณโรงงานทำวิชชา ไปมาแค่เพียงหอฉันกับโรงงานและที่พักเป็นระยะเวลาหลายปี นับว่าไม่ใช่เรื่องง่าย ลองนึกดูว่าหากเราต้องอยู่ในบ้านสักหนึ่งปีโดยไม่ต้องไปไหนเลย เพียงแค่เดินไปเปิดปิดประตูรั้วหน้าบ้านแล้วกลับเข้าห้องมานั่งหลับตาเจริญภาวนาอย่างเดียวจะเป็นอย่างไร  แต่คุณยายใช้ชีวิตในโรงงานทำวิชชานานหลายสิบปี โดยปฏิบัติกิจวัตรเหมือนกันทุกวันได้ ท่านบอกว่าท่านไม่คิดเรื่องอื่นเลย คิดแต่เพียงเรื่องที่จะศึกษาวิชชาธรรมกายเท่านั้น คุณยายเล่าว่า ชีวิตของท่านในช่วงเวลานั้นมีความสุขมาก ท่านเป็นบุคคลที่อุดมไปด้วยคุณธรรมและคุณวิเศษภายในตัว แม้ภายนอกจะอ่านหนังสือไม่ออก เขียนไม่ได้ แต่ท่านสามารถตอบคำถามของพระเดชพระคุณหลวงปู่วัดปากน้ำ ผู้ค้นพบวิชชาธรรมกายได้ทุกคำถาม ด้วยอานุภาพแห่งธรรมปฏิบัติ คุณยายบอกหลวงพ่อว่า แม้ท่านจะต้องปฏิบัติธรรมนาน 6 ชั่วโมง ในช่วงกลางวันและอีก6 ชั่วโมง ในช่วงกลางคืนทุกวัน แต่เมื่อออกจากหน้าที่ในโรงงานทำวิชชาแล้ว ท่านยังคงรักษาใจหยุดนิ่งต่อไปในทุกอิริยาบถ ไม่ว่าจะอาบน้ำ ล้างหน้า แปรงฟัน ซักเสื้อผ้า ใจของท่านก็ยังอยู่ในวิชชาตลอดเป็นเวลาหลายปีต่อเนื่องกัน จนสังขารภายนอกสะพรั่งไปด้วยเส้นเอ็น แต่ทว่าผ่องใสด้วยรัศมีธรรมที่จับอยู่ทุกอณูเนื้อของท่าน เมื่อถึงช่วงเปลี่ยนเวรการทำวิชชาในแต่ละรอบ พระเดชพระคุณหลวงปู่จะซักถามผู้ทำวิชชาว่าได้รู้เห็นอะไรบ้าง และเห็นอย่างไร ต่อจากนั้นท่านจะสั่งงานแล้วให้อีกกลุ่มหนึ่งเข้าไปสลับทำหน้าที่แทน หลวงปู่จะสั่งงานเพื่อให้เชื่อมวิชชากัน คือ ต้องรู้เห็นเหมือนๆ กันทั้งสองกลุ่ม คือปฏิบัติธรรมพร้อมๆ กัน จนกระทั่งญาณรู้เห็นจรดต่อกันแล้ว จากนั้นกลุ่มเดิมจะถอยออกไป แล้วกลุ่มใหม่ก็จะเข้ามาทำวิชชาแทน สำหรับคุณยายแล้ว ท่านรักการทำวิชชามากจริงๆ แม้ว่าจะหมดช่วงเวลาที่ท่านต้องรับผิดชอบและสามารถลุกออกไปจากห้อง เพื่อให้อีกกลุ่มเข้ามาทำหน้าที่ต่อ แต่ท่านเล่าให้ฟังว่า เมื่อเขาลุกไปกันหมดแล้ว ยายก็ยังไม่ลุก ยังนั่งรอฟังว่าพระเดชพระคุณหลวงปู่จะถ่ายทอดธรรมะ และสั่งงานทำวิชชาอะไรให้กับผู้ที่มารับช่วงต่อบ้าง คุณยายรอจนกระทั่งพระเดชพระคุณหลวงปู่สั่งงานจบแล้วจึงค่อยๆ ลุกออกไป --------------------------------------- เพราะเห็นจึงซาบซึ้ง คุณยายมีสิ่งซ่อนเร้นอยู่ภายในร่างที่สงบ เงียบ เรียบง่าย และอ่อนน้อมถ่อมตน คือ ไม่ว่าจะหลับตาหรือลืมตาท่านก็มองเห็นความสว่างภายใน พอมองผ่านแสงสว่างท่านก็จะเห็นดวงภายใน และกายภายใน เห็นพระธรรมกายซ้อนกันอยู่เป็นชั้นๆ เมื่อส่งใจผ่านเข้าไปเรื่อยๆ ความละเอียดของใจก็จะลุ่มลึกยิ่งขึ้น มิฉะนั้นแล้วจะไม่สามารถตอบคำถามของพระเดชพระคุณหลวงปู่ได้เลย ท่านต้องส่งใจผ่านไปถึงจุดที่เป็นคำถาม ใจต้องไปอยู่ ณ จุดนั้นตลอดเวลา เพราะเมื่อผ่านจากคำถามไปแล้วจึงจะถึงคำตอบได้ เมื่อคุณยายค้นคว้าวิชชาธรรมกายได้นานวันเข้า ท่านก็รู้สึกปีติสุขในธรรมะของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และซาบซึ้งในพระคุณของพระเดชพระคุณหลวงปู่ ซาบซึ้งในวิชชาธรรมกาย รวมถึงการที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ ท่านตั้งใจที่จะสร้างบารมีทุกอนุวินาที เพราะท่านเห็นและรู้แล้วว่าท่านเกิดมาสร้างบารมีเพื่อปราบมารประหารกิเลสให้สิ้นเชื้อไม่เหลือเศษและมุ่งไปสู่ที่สุดแห่งธรรม โดยจะต้องปราบมารให้สำเร็จเสียก่อน เพราะเรื่องมารเป็นเรื่องใหญ่ มารเป็นผู้บันดาลให้สิ่งต่างๆ บังเกิดขึ้นมาเพื่อครอบงำสรรพสัตว์และสรรพสิ่งทั้งหลาย วิธีการที่จะทำให้รู้แจ้งเห็นแจ้งในเรื่องนี้ได้ก็มีเพียงการเข้าถึงพระธรรมกายเท่านั้น การที่คุณยายรู้เป้าหมายชีวิตได้ชัดเจนเพียงนี้ เพราะท่านได้เห็นแล้วว่าก่อนมาเกิดท่านมาจากไหน มาทำไม อะไรคือเป้าหมาย จะต้องสาวไปหาเหตุโดยการย้อนภาพในอดีตที่เก็บเอาไว้ในศูนย์กลางกาย ณ ตำแหน่งหนึ่งที่เรียกว่า กำเนิดธาตุธรรมเดิม เป็นเสมือนฮาร์ดดิสก์หรือเครื่องบันทึกความจำที่เก็บข้อมูลเกี่ยวกับความเป็นตัวเราเอาไว้ทั้งหมดนับภพนับชาติไม่ถ้วน เพียงแค่เรานำใจมาหยุดนิ่ง ณ ตรงนั้นแล้วกระดิกจิต เราจะสามารถค้นหาภาพต่างๆ ที่เก็บบันทึกเอาไว้ได้ เมื่อใจของเราเข้าสู่ทางสายกลางได้แล้ว เราจะผ่านช่องทางที่นำออกไปสู่แหล่งความรู้อันกว้างขวางเกินกว่าสิ่งใดและไร้ขอบเขต หากต้องการรู้เรื่องอะไรก็นำใจมาหยุด ณ ตรงนั้นเรื่อยไป เป็นจุดเล็กๆ ที่เปรียบเสมือนเมล็ดโพธิ์หรือเมล็ดไทร หรือเปรียบกับการที่เราคลำแผ่นรั้วสังกะสีที่มีรูเล็กๆ อยู่เพียงรูเดียว หากเราหารูนั้นพบแล้วมองลอดผ่านออกไปก็จะเห็นโลกกว้างอีกด้านหนึ่ง หรือเปรียบกับการที่เรามองผ่านกล้องที่มีเลนส์ส่องขยาย ทำให้สามารถเห็นสิ่งต่างๆ ซึ่งปกติแล้วไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ในการทำวิชชานั้น คุณยายยืนยันว่า ต้องเห็นอย่างเดียวจึงตอบได้ ถ้าไม่เห็นก็ตอบไม่ได้ เพราะวิชชาธรรมกายไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของการคิดค้นด้นเดา ท่านบอกว่าต้องเห็นชัดยิ่งกว่าลืมตาเห็น คือเห็นได้รอบตัว รู้ได้รอบตัว เป็นการเห็นที่เหนือกว่าการเห็นแบบมนุษย์ปุถุชนที่มีข้อจำกัด การเห็นด้วยวิชชาธรรมกายเป็นการเห็นโดยใช้เลนส์ใจขยาย เมื่อมีผู้ถามคุณยายว่ายากไหม ท่านก็บอกว่ายากพอสู้ พอที่เราจะใช้ความเพียรทำให้เกิดขึ้นได้ --------------------------------------- เป็นหนึ่งไม่มีสอง ในการศึกษาวิชชาธรรมกาย คุณยายสามารถตอบคำถามของพระเดชพระคุณหลวงปู่ได้ทุกคำถาม เพราะท่านเอาใจใส่ในการทำวิชชาอยู่ตลอดเวลา หากมีใครว่าอะไรท่าน ท่านก็เฉยๆ ไม่ได้คิดโต้ตอบแต่อย่างใดและไม่นำมาใส่ใจ ท่านมีแต่ธรรมะและภารกิจของพระเดชพระคุณหลวงปู่อยู่ในใจ สิ่งที่ท่านกลัวมีเพียงอย่างเดียว คือกลัวพระเดชพระคุณหลวงปู่จะเรียกท่านว่า “ไอ้ขี้ไต้” ซึ่งเป็นคำที่พระเดชพระคุณหลวงปู่ใช้เรียกผู้ทำวิชชาที่ไม่สามารถตอบคำถามได้ เพราะธรรมชาติของขี้ไต้จะต้องเขี่ยก่อนจึงติดไฟ เปรียบเสมือนผู้ที่ไม่ใส่ใจทำวิชชาต้องให้คอยกระตุ้นเตือนอยู่เสมอ คุณยายไม่ชอบคำนี้และไม่อยากให้เกิดขึ้นกับตัวท่าน ท่านจึงหมั่นเพียรในธรรมปฏิบัติเพื่อให้สามารถตอบคำถามของพระเดชพระคุณหลวงปู่ได้ และอย่าให้หลวงปู่รำพึงเรียกท่านว่าไอ้ขี้ไต้เท่านั้น เมื่อถึงเวลาที่คุณยายต้องรับผิดชอบหน้าที่ในโรงงานทำวิชชา พอนั่งเข้าที่แล้วท่านจะเตรียมพร้อมในการตอบคำถามต่างๆ เพราะวิชชาธรรมกายนั้นต้องศึกษาด้วยการถามตอบ และจะต้องมีการส่งผลัดถ่ายทอดต่อกันไปว่า ผู้นี้ได้ทำวิชชาไปถึงจุดนี้แล้ว ให้ผู้ที่มารับหน้าที่ต่อได้นั่งเข้าที่มองตามไปว่ากลุ่มแรกทำวิชชาไปถึงตรงไหน พอญาณจรดกันได้ กลุ่มแรกจึงจะสามารถถอนตัวออกมาเพื่อให้กลุ่มถัดไปรับช่วงต่อ คุณยายเอาใจใส่ต่อการทำวิชชาธรรมกายมาก ท่านจึงจรดใจไว้ที่ศูนย์กลางกายอยู่ตลอดเวลา จนกระทั่งได้รับคำชมจากพระเดชพระคุณหลวงปู่ วันหนึ่งหลังจากที่พระเดชพระคุณหลวงปู่ซักถามผู้ทำวิชชาในโรงงานทำวิชชาหลายๆ ท่านรวมทั้งคุณยายแล้ว ครู่หนึ่งท่านก็รำพึงขึ้นมาในท่ามกลางนักทำวิชชาทั้งหลายในที่นั้นว่า “ลูกจันทร์นี้ เป็นหนึ่งไม่มีสอง” พระเดชพระคุณหลวงปู่วัดปากน้ำกล่าวคำนี้ครั้งเดียวเท่านั้นแล้วก็นั่งนิ่ง หมายความว่า คุณยายของเราสู้ทำวิชชาอย่างเอาชีวิตเป็นเดิมพันโดยไม่คำนึงถึงสิ่งใดเลย ท่านมุ่งไปสู่ที่สุดเพียงอย่างเดียว คำนี้ไม่ใช่คำที่จะใช้เรียกกันได้ง่ายๆ แม้ดูผิวเผินอาจเป็นคำปกติธรรมดาของคนสามัญ แต่ในที่นี้เป็นคำที่มีความหมายลึกซึ้ง เพราะผู้พูดคือพระเดชพระคุณหลวงปู่ ผู้ค้นพบวิชชาธรรมกาย และท่านก็พูดท่ามกลางผู้เชี่ยวชาญวิชชาธรรมกายที่อยู่ในโรงงาน ซึ่งเป็นนักรบแนวหน้าของกองทัพธรรม นั่นหมายความว่า ครูบาอาจารย์กำลังยกย่องศิษย์ในเรื่องความเอาใจใส่ศึกษาวิชชาธรรมกาย ซึ่งเป็นความเอาใจใส่ในระดับที่มหาปูชนียาจารย์อย่างท่านรับรอง แต่กว่าที่คุณยายจะได้รับเกียรติเช่นนี้จากพระเดชพระคุณหลวงปู่ก็ต้องผ่านการพิสูจน์กันอย่างยาวนาน คุณยายรับฟังระคนกับความสงสัยว่า เพราะเหตุใดพระเดชพระคุณหลวงปู่จึงรำพึงขึ้นมาเช่นนั้น คำนี้จึงติดอยู่ในใจท่านมาตลอด แต่ก็ไม่ได้ทำให้ท่านหลงตัวเอง เพราะใจท่านไม่กระเพื่อมเลย สำหรับท่านแล้ว การได้รับคำชมจากครูบาอาจารย์เป็นเสมือนการได้รับมอบภารกิจอันยิ่งใหญ่ที่จะต้องรับผิดชอบด้วยความเสียสละทุ่มเททำงาน ทั้งงานหยาบภายนอกและงานละเอียดภายใน อย่างเอาชีวิตเป็นเดิมพันเช่นนี้ไปจนตลอดชีวิต และการที่คุณยายนำมาเล่าให้หลวงพ่อฟังนี้ก็มิใช่เป็นการโอ้อวดตน แต่เพื่อให้เป็นแบบอย่างในการศึกษาวิชชาธรรมกายว่าจะต้องเอาชีวิตเป็นเดิมพัน เพื่อมุ่งไปสู่ที่สุดแห่งธรรมดังเช่นท่านนั่นเอง --------------------------------------- เมื่อต้องเผยแผ่ ผู้ทำหน้าที่เผยแผ่วิชชาธรรมกายในยุคของพระเดชพระคุณหลวงปู่นั้นมีทั้งพระภิกษุและอุบาสิกาแม่ชี บางท่านก็มีโอกาสในการศึกษาวิชชาธรรมกายอยู่ในโรงงานทำวิชชาด้วย ยกตัวอย่างเช่น คุณยายทองสุข สำแดงปั้น ซึ่งท่านมีความถนัดในการเผยแผ่มาก คุณยายทองสุขมีอัธยาศัยชอบพูดคุย ช่างเจรจา เป็นบุคลิกที่แตกต่างจากคุณยายจันทร์ที่เป็นคนพูดน้อย แต่ภายในท่านเหมือนกัน จะเห็นได้ว่าผู้ทำหน้าที่รบกับพญามารจะมีอัธยาศัยอย่างหนึ่ง ส่วนผู้ทำหน้าที่เผยแผ่ก็จะเป็นอีกแบบหนึ่ง อย่างไรก็ตามทั้งสองฝ่ายต่างต้องเกื้อกูลกัน โดยฝ่ายทำวิชชามุ่งเข้าไปสู่ภายใน ส่วนฝ่ายเผยแผ่ขยายไปสู่ภายนอก อันที่จริงแล้วคุณยายทองสุขก็รักการทำวิชชามาก ท่านไม่ปรารถนาที่จะออกจากโรงงานทำวิชชาไปเผยแผ่ เพราะเกรงว่าจะรู้วิชชาไม่เท่ากับผู้อื่น แต่พระเดชพระคุณหลวงปู่จำเป็นต้องส่งคุณยายทองสุขไป เพราะแต่ก่อนท่านส่งพระภิกษุไปทำหน้าที่เผยแผ่จนเป็นที่ตั้งแห่งศรัทธาของญาติโยม เป็นเหตุให้มีประชาชนมาปฏิบัติธรรมด้วยนับพันคนในสมัยนั้น ซึ่งถือว่าเยอะมาก เพราะเป็นผู้มีการศึกษาทางด้านปริยัติเป็นอย่างดีด้วย แต่เมื่อส่งไปแล้วล้วนหายไปหมด ไม่หวนกลับมาหาท่านอีกเลย หลวงปู่ก็รำพึงว่าพญามารมันเก่งที่สามารถเอาไปได้ หลวงปู่รำพึงในโรงงานทำวิชชาว่า “เออ พ่อส่งไก่ไปขัน ก็ไม่กลับมาหาพ่อเลย เห็นทีจะต้องส่งเป็ดไป” ไก่ในที่นี้หมายถึงพระภิกษุ ส่วนเป็ดหมายถึงอุบาสิกาแม่ชี ซึ่งเวลาร้องออกมาแล้วไม่ดังเท่าไก่ เพราะไก่ขันดังกว่ามาก แต่ในเมื่อส่งไก่ไปแล้วไม่กลับมาท่านก็ปรารภผ่านช่องที่เจาะเอาไว้ว่า “พ่อต้องเอาเป็ดไปขันแล้วละ สุขเอ๋ย” แล้วท่านก็บอกคุณยายทองสุขว่า “สุข... ทิศนี้ไม่มีใครไปได้หรอก นอกจากสุขนั่นแหละ วิชชาธรรมกายจะได้ขยายออกไป” หมายความว่าผู้ที่จะออกไปเผยแผ่วิชชาธรรมกายในที่นั้นให้ประสบความสำเร็จได้ต้องเป็นคุณยายทองสุขเท่านั้น คุณยายทองสุขซึ่งนั่งอยู่อีกซีกหนึ่งในหมู่อุบาสิกาแม่ชีก็ตอบว่า “ไม่เอา ลูกไม่ไป” ท่านกราบเรียนหลวงปู่ว่าไม่อยากไปจริงๆ ทั้งร้องไห้เพื่อขอความเห็นใจพร้อมให้เหตุผลต่างๆ แต่พระเดชพระคุณหลวงปู่ก็นิ่งๆ เฉยๆ อันที่จริงคุณยายทองสุขก็ไม่อยากขัดคำสั่งของหลวงปู่ เพราะปกติแล้วท่านจะอยู่ในโอวาท แต่เนื่องจากกำลังศึกษาวิชชาธรรมกายจนกระทั่งถึงจุดสำคัญ แล้วอยู่ๆ ก็ได้รับคำสั่งให้ออกไปเผยแผ่ ท่านจึงอิดออดและหลีกเลี่ยงที่จะต้องไป ซึ่งพระเดชพระคุณหลวงปู่ก็ทราบดีว่าไม่อยากไป แต่ท่านก็นิ่ง เมื่ออยู่กันตามลำพัง คุณยายจันทร์จึงหารือกับคุณยายทองสุขว่า “พี่ๆ ไปเหอะ แล้วเดี๋ยวฉันจะเขียนแล้วส่งให้เอง” คือคุณยายจันทร์อาสาที่จะให้คนที่รู้หนังสือจดวิชชาที่พระเดชพระคุณหลวงปู่สั่งแล้วก็ส่งไปให้คุณยายทองสุขศึกษาและทำตาม ไม่ว่าจะไปอยู่ที่ไหน “อือ... อีก้าง กูไม่ไป” คุณยายทองสุขก็ยืนยันคำเดิม ในที่สุดเมื่อกาลเวลาผ่านไปนับเดือนแล้ว พระเดชพระคุณหลวงปู่ก็ยังคงย้ำคำเดิมในที่ทำวิชชาว่า “สุข...ทิศนี้ไม่มีใครไป นอกจากสุขนี่” คุณยายทองสุขก็หลีกเลี่ยงมาตลอดจนกระทั่งวันหนึ่งบารมีในการเผยแผ่ของท่านเต็มเปี่ยมแล้ว ท่านจึงตัดสินใจว่าจะไป แล้วกราบเรียนหลวงปู่ว่า “งั้นลูกไป จะไปทำตามที่หลวงพ่อสั่งให้ไปเจ้าค่ะ” ในขณะนั้นแม้คุณยายทองสุขจะมีอายุ 50 กว่าปี และผ่านการครองเรือนทางโลกมาแล้ว แต่เมื่อท่านตอบตกลงที่จะไปเผยแผ่โดยรับคำว่า “ลูกจะไป ลูกจะสู้” พระเดชพระคุณหลวงปู่ก็ตั้งคำถามขึ้น เพราะจากประสบการณ์ที่ผ่านมา ท่านได้ส่งไก่คือพระภิกษุออกไปเผยแผ่ แต่เมื่อเจอโลกภายนอกก็หมดอารมณ์ขัน หายหน้าไปไม่กลับมา ท่านจึงถามลองใจคุณยายทองสุขว่า “สุข ถ้ามึงไปเจอคนสวย (หน้าตาดี) แล้วมึงจะทำไง... สุข ถ้ามึงไปเจอคนรวยแล้วมึงจะทำไง... สุข ถ้ามึงไปเจอคนใจดีแล้วมึงจะทำไง” ได้ยินดังนั้น คุณยายทองสุขก็ตอบว่า “หลวงพ่อเจ้าขา ถ้าลูกสู้ไม่ได้ลูกยอมตาย” “เอ้อ มันต้องอย่างนั้นสิวะ เดี๋ยวพ่อมีของจะให้ เป็นกระเป๋าตั้งแต่สมัยพ่อเรียนบาลีเนี่ย เอาไว้ใส่ใบลาน กระเป๋านี้ดีทีเดียวนะ แล้วก็มีมุ้ง เอ็งเอาไปนะ แล้วก็เงิน 20 บาท ถ้าเหลือเอ็งเอามาคืนนะ” ท่านก็สั่งอย่างนี้ จากนั้นพระเดชพระคุณหลวงปู่ก็ให้คุณยายทองสุขเลือกคนไปเป็นเพื่อนด้วยหนึ่งคน ไว้สำหรับเป็นพี่เลี้ยง คุณยายทองสุขก็กราบเรียนท่านว่าขอเลือกแม่ชีเธียรไปเป็นเพื่อน ซึ่งหลวงปู่ก็ทักว่าแม่ชีเธียรยังไม่เห็นธรรมะ แต่คุณยายทองสุขก็ยังยืนยันว่าจะเอาแม่ชีเธียรไปด้วยให้ได้ เมื่อได้ยินดังนั้น หลวงปู่ก็นิ่งไปสักพัก แล้วก็ตอบว่า “เออ.. มันก็จะไปเห็นธรรมะกลางทาง เอาไปได้” แล้วคุณยายทองสุขก็ได้ออกไปเผยแผ่วิชชาธรรมกายพร้อมกับแม่ชีเธียร ซึ่งได้เห็นธรรมะระหว่างเดินทางดังหลวงปู่ว่าไว้จริงๆ เมื่อคุณยายทองสุขออกไปทำหน้าที่เผยแผ่ ท่านก็เป็นนักเผยแผ่ที่เก่งกาจมาก ทั้งๆ ที่อ่านและเขียนหนังสือไม่ได้ แต่ท่านก็ประสบความสำเร็จ ท่านจะต้องออกเดินทางไปโดยไม่อยู่กับที่ กลับมาวัดได้ไม่นานแล้วก็ออกไปอีก ไปๆ มาๆ อยู่เช่นนี้ แต่เมื่อถึงเวลาที่หลวงปู่วัดปากน้ำต้องการให้คุณยายทองสุขกลับ ท่านก็ใช้ให้คุณยายจันทร์ไปตามด้วยวิธีการที่ไม่เหมือนใคร ท่านไม่ได้ส่งจดหมาย ไม่ได้ใช้โทรศัพท์ เพราะในสมัยนั้นเทคโนโลยีต่างๆ ยังไม่เจริญเท่าสมัยปัจจุบัน วิธีการตามตัวคุณยายทองสุขคือ พระเดชพระคุณหลวงปู่จะพูดกับคุณยายว่า “ลูกจันทร์ ไปตามสุขมา สุขมันไปนานแล้ว” คุณยายก็นั่งหลับตาตามในสมาธิ แล้ววันรุ่งขึ้นคุณยายทองสุขก็จะรีบออกเดินทางกลับมาทีเดียว เมื่อคุณยายทองสุขได้พบกับคุณยายของเราก็ดีใจมาก ท่านบอกว่า “อีก้างเอ๊ย กูล่ะคิดถึงมึงจังเลย กูต้องรีบมาว่ะ กูอยู่ไม่ได้โว้ย” แล้วคุณยายทั้งสองก็จะแลกเปลี่ยนวิชชาความรู้ แบ่งปันประสบการณ์กันไป สำหรับคุณยายจันทร์นั้น โดยธรรมชาติแล้วคุณยายไม่ค่อยชอบไปไหน ท่านชอบอยู่ในโรงงานทำวิชชา แล้วพระเดชพระคุณหลวงปู่ก็มักจะไม่ให้ออกไปไหนด้วย แต่ก็มีอยู่บ้างที่ท่านส่งคุณยายจันทร์ออกไปทำหน้าที่ข้างนอก คุณยายทองสุขและคุณยายจันทร์ก็เคยออกเดินทางไปด้วยกัน นับเป็นการสร้างบารมีที่สนุกสนานเพราะได้ออกไปต่างจังหวัด ซึ่งนานๆ ครั้งคุณยายจันทร์จะได้รับอนุญาตให้ออกเดินทางเช่นนี้ การไปต่างจังหวัดก็เป็นการเดินทางไปสอนธรรมะ ไม่ใช่การท่องเที่ยวอย่างสะดวกสบาย ท่านต้องไปอาบน้ำกลางทุ่ง คุณยายเคยเล่าให้หลวงพ่อฟังว่า ขณะที่อาบน้ำอยู่กลางทุ่งนั้น อยู่ๆ ก็มีเสียงดัง “เป๊ง!” เมื่อคุณยายมองไปตามเสียง ก็เห็นตะปูงอๆ หล่นอยู่ พอท่านจะเดินเข้าไปหยิบ คุณยายทองสุขก็ร้องทักว่า “อย่าไปหยิบ นั่นเขาปล่อยของมาแบบลมเพลมพัด” แต่ของไม่สามารถเข้าพวกท่านได้ ตะปูงอๆ นี้สามารถปล่อยเข้าคนได้ แต่ไม่ใช่ว่าจะเข้าได้ทุกคน ต้องเป็นผู้ที่มีวิบากกรรมดึงดูดเข้าไป แล้วมันจะเข้าไปโตในร่างกาย คุณยายเล่าว่า ประเดี๋ยวก็มีเสียง “เป๊ง เป๊ง” ดังขึ้นอีกหลายครั้ง ท่านจึงเก็บรวบรวมมาได้ถุงหนึ่ง แล้วก็นำมาถวายพระเดชพระคุณหลวงปู่วัดปากน้ำ --------------------------------------- เปี่ยมธรรมฤทธิ์ ฐานทัพพระธรรมกาย คุณยายเป็นมนุษย์มหัศจรรย์ เราจะเข้าใจท่านได้มากขึ้นถ้าหากเราอยู่ใกล้ชิดท่าน เมื่อเรามองผ่านกายภายนอกของท่าน เราจะเห็นรูปร่างอันผอมบางสะพรั่งไปด้วยเส้นเอ็น แต่ใบหน้ายังนวลตึง แม้ขณะที่ท่านมีอายุถึง 90 ปีแล้ว นับว่าแตกต่างจากคนทั่วไปที่มีอายุเท่ากัน ยิ่งถ้าหากเรามองเข้าไปถึงหน้าที่ในการสู้รบปรบมือกับพญามาร ก็นับว่าเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่มาก แล้วเราจะตระหนักว่าคุณยายเป็นผู้ที่สมควรได้รับการเคารพสักการะบูชาจากมนุษย์และเทวาทั้งหลาย แม้ว่าคุณยายจะอยู่ในเพศของอุบาสิกาแม่ชี แต่ท่านก็เป็นเนื้อนาบุญอย่างยิ่ง ไม่ว่าท่านจะมีชีวิตอยู่หรือละจากโลกนี้ไปแล้ว หากเรามีจิตเลื่อมใสทำบุญบูชาท่าน ย่อมได้ผลบุญมากไม่แตกต่างกัน สาเหตุที่ทำบุญกับคุณยายแล้วได้บุญมากเพราะท่านเป็นที่รวมของผู้บริสุทธิ์ ผู้รู้ ผู้มีอานุภาพภายใน คุณยายมีหน้าที่ทำวิชชาธรรมกายเพื่อปราบพญามาร กายมนุษย์ของท่านเป็นประดุจฐานทัพที่รองรับพระธรรมกายนับพระองค์ไม่ถ้วน ซึ่งพระธรรมกายแต่ละพระองค์ก็เป็นแหล่งแห่งความบริสุทธิ์ แหล่งแห่งบุญและอานุภาพอันไม่มีประมาณ คือไร้ขอบเขต สมบูรณ์เพียบพร้อมด้วยวิชชา 3 อภิญญา 6 และจรณะ 15 เป็นต้น ดังที่เราเคยได้ยินว่า “อัปปมาโณ พุทโธ” คือพระพุทธเจ้ามีอานุภาพไม่มีประมาณ ไร้ขอบเขตและไม่สามารถกำหนดได้ว่าท่านมีอานุภาพมากเพียงใด พระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งก็มีพระธรรมกายอยู่องค์หนึ่ง ซึ่งเรียกว่ากายธรรมอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ถ้าเป็นพระสาวกก็เรียกว่ากายธรรมอรหัตผล ถ้าเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าก็เรียกว่ากายธรรมพระปัจเจกพุทธเจ้า กายธรรมแต่ละกายมีรูปร่างหน้าตาเหมือนกัน ล้วนอยู่ในอิริยาบถสงบนิ่ง สง่างาม นั่งขัดสมาธิเจริญภาวนาเข้านิโรธสมาบัติอยู่บนแผ่นฌาน แตกต่างกันด้วยขนาดและรัศมี ตามกำลังบารมีที่ได้สั่งสมมาเท่านั้น ด้วยเหตุนี้เอง คุณยายจึงมีความบริสุทธิ์บริบูรณ์อัดแน่นอยู่ภายในตัว สามารถทำภารกิจในการปราบพญามารและช่วยเหลือแก้ไขทุกข์ภัยให้กับมวลมนุษย์ได้ แม้ท่านจะละจากกายมนุษย์ไปแล้ว แต่ท่านก็ยังคงทำหน้าที่ต่อไปด้วยรูปกายใหม่อันเป็นทิพย์ที่รองรับพระธรรมกายนับพระองค์ไม่ถ้วนเช่นกัน ปกติแล้วหากใครได้ทำบุญกับพระพุทธเจ้าหรือพระปัจเจกพุทธเจ้าพระองค์หนึ่ง ก็จะได้บุญเป็นอสงไขยอัปมาณัง หมายความว่าบุญจะส่งผลให้มีความสุขและความสำเร็จในชีวิตตลอดกาลยาวนาน นับตั้งแต่เป็นปุถุชนจนกระทั่งบรรลุธรรมเป็นพระอริยเจ้า ผู้ใดก็ตามที่ทำบุญกับคุณยาย จึงได้ชื่อว่า ทำบุญกับพระธรรมกายนับพระองค์ไม่ถ้วนที่ซ้อนอยู่ภายในตัวท่าน --------------------------------------- หยั่งรู้อดีตชาติ คุณยายสามารถระลึกชาติได้ ทั้งของตนเองและผู้อื่น ท่านเคยพูดกับหลวงพ่อว่า “คุณจะไปอยู่ตรงไหน ก็หลบยายไม่พ้นหรอก” ในสมัยที่หลวงพ่อยังไม่ได้บวช ท่านมักจะเรียกหลวงพ่อว่า “คุณ” ท่านสามารถมองทะลุได้ในทุกเรื่อง นับเป็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์ว่า คนที่ไม่รู้หนังสือจะสามารถรู้เห็นอย่างนี้ได้ หลวงพ่อจึงถามยายว่า แล้วยายรู้ได้อย่างไร ทำไมเวลายายพูดจึงถูกทุกที คุณยายตอบว่า “ตาเนื้อของยายมองดูคุณ แต่ตาข้างในยาย ก็มองข้างในคุณ” ภายหลังหลวงพ่อจึงเข้าใจในสิ่งที่ท่านพูด ซึ่งหมายความว่า ตาข้างนอกมองคู่สนทนา แต่ตาข้างในมองดูบุญในตัวของบุคคลนั้นแล้วระลึกชาติไป ท่านมักจะใช้คำนี้อยู่บ่อยๆ ซึ่งหลวงพ่อก็ได้ยินเป็นปกติ จึงสรุปได้ว่า การระลึกชาติเป็นเรื่องง่ายสำหรับท่าน เมื่อหลวงพ่ออยากทราบว่า เวลายายระลึกชาตินั้นมองดูแล้วเห็นอย่างไรบ้าง คุณยายบอกว่า “ก็เห็นเหมือนที่ยายมองคุณอยู่อย่างนี้” “แล้วมันชัดเหรอ” หลวงพ่อถามต่อ ท่านก็ตอบว่า “มันชัดกว่านี้อีก” ในขณะที่เราคิดว่าเรามองด้วยตาเปล่าก็ชัดแล้ว แต่ท่านกลับบอกว่าการมองด้วยตาภายในนั้นชัดกว่า ตอนนั้นหลวงพ่อฟังแล้วก็ได้แต่คิดว่า อยากทำได้อย่างยายจังเลย อยากเป็นอย่างยายจังเลย นี้เป็นความรู้สึกของหลวงพ่อเมื่อได้อยู่ใกล้ท่าน หลวงพ่อมีความสบายใจที่ได้อยู่กับยาย สบายกว่าอยู่กับใครๆ ในโลกนี้ทั้งสิ้น เพราะได้คุยแต่เรื่องบุญ เรื่องกุศล เรื่องธรรมะ เรื่องปิดประตูอบายภูมิ กับเปิดประตูสวรรค์และนิพพาน พร้อมกับเสริมสร้างกำลังใจในการทำความดีให้ได้ตลอดรอดฝั่งจนถึงที่สุดแห่งธรรม --------------------------------------- องค์พระกลางอากาศ ในสมัยที่พระเดชพระคุณหลวงปู่ยังมีชีวิตอยู่ เป็นที่ทราบกันดีว่าท่านเคยกราบอาราธนาพระธรรมกายของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาปรากฏพระองค์อยู่เหนือพระอุโบสถของวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ในคืนวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา อย่างเช่นวันมาฆบูชา และวันวิสาขบูชา ซึ่งมีผู้รู้เห็นเป็นพยานด้วยกันอยู่เป็นจำนวนมาก การเห็นองค์พระลอยอยู่กลางอากาศด้วยตาเปล่านั้น เป็นสิ่งที่ผู้มาร่วมเวียนเทียนที่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ เห็นกันทุกปี ถือเป็นเรื่องปกติที่พระเดชพระคุณหลวงปู่สามารถทำได้ด้วยอานุภาพแห่งวิชชาธรรมกาย ภาพอัศจรรย์ที่เกิดขึ้นนั้น เป็นภาพที่เห็นกันหลายคน และปรากฏอยู่อย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน ทำให้ผู้พบเห็นเกิดความปลื้มปีติอย่างไม่รู้ลืม ได้นำมาเล่าสู่กันฟังจนถึงรุ่นลูกรุ่นหลาน มีอยู่ท่านหนึ่งเล่าให้หลวงพ่อฟังว่า เขาเห็นองค์พระใสลอยอยู่ บางท่านบอกว่าใสเหมือนกระจก บางท่านบอกว่าใสเหมือนแก้วหรือเหมือนเพชร บ้างก็เห็นองค์เล็ก บ้างก็เห็นองค์ใหญ่ ตามแต่องค์พระจะปาฏิหาริย์ให้เห็น เมื่อเห็นแล้วก็ชี้ชวนกันดูด้วยความตื่นเต้นดีอกดีใจ แม้เลิกเวียนเทียนแล้วนั่งเรือจ้างออกจากวัด เหลียวหลังกลับไปดูหลังคาพระอุโบสถก็ยังมองเห็นองค์พระลอยอยู่เหมือนเดิม ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นถือได้ว่าเป็น “อจินไตย” คือสิ่งที่เหนือธรรมชาติ เหนือความนึกคิดของมนุษย์ซึ่งมีขอบเขตจำกัด แต่เกิดขึ้นได้ด้วยอานุภาพแห่งวิชชาธรรมกาย และด้วยบุญบันดาล เป็นบุญที่เกิดขึ้นจากจิตที่เลื่อมใสในพระรัตนตรัย ซึ่งมีพระคุณไม่มีประมาณ เมื่อคุณยายย้ายมาอยู่ที่วัดพระธรรมกายท่านก็เคยทำเช่นนี้เหมือนกัน ท่านบอกว่าท่านจะไปกราบอาราธนาพระธรรมกายของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาในคืนวันมาฆบูชา วันนั้นทุกคนนั่งสมาธิกันตั้งแต่เช้า พอถึงเวลาที่สาธุชนกำลังเวียนเทียนกัน ท่านจะนั่งอยู่ทางขวามือของประตูทางเข้าโบสถ์ ส่วนหลวงพ่อนั่งอยู่ตรงกลางใกล้ๆ ท่าน แล้วก็คอยถามท่านว่า “ยายๆ มาหรือยัง” คุณยายนั่งนิ่งๆ ตัวตั้งตรง ไม่พิงอะไรเลย แล้วก็ตอบอย่างเรียบๆ และไพเราะว่า “มาแล้วค่ะ” “แล้วเขาเห็นกันบ้างไหม” “เห็นค่ะ” “เขาเห็นอย่างไร” หลวงพ่อก็ถามโต้ตอบกับท่านไปเรื่อยๆ เมื่อจบพิธีแล้วผู้ที่เห็นปาฏิหาริย์ก็คุยถึงเรื่องนี้กัน แล้วก็มีคนมาเล่าให้หลวงพ่อฟังว่าเขาเห็นองค์พระลอยอยู่กลางอากาศเหนือโบสถ์ บางคนบอกว่าเห็นท้องฟ้าทะลุกลวงเข้าไป แล้วก็เห็นด้วยตาเปล่าว่ามีองค์พระปรากฏขึ้นมา แต่ละคนเห็นมากบ้างน้อยบ้าง แล้วก็ชี้ชวนให้คนอื่นดู ก็เลยเห็นตามกันหลายๆ คน คุณยายมีบารมีในทางนี้จริงๆ ท่านสามารถอาราธนาพระธรรมกายลงมาได้ เพราะท่านเป็นผู้ที่มีใจบริสุทธิ์และฝึกธรรมปฏิบัติมาเป็นอย่างดีแล้ว นับเป็นเรื่องที่มหาปูชนียาจารย์สามารถทำได้เป็นปกติ ทำให้ผู้พบเห็นได้รับอานิสงส์คือ มีภาพอัศจรรย์ของพระรัตนตรัยนี้ติดตาตรึงใจไปจนกระทั่งถึงวันสุดท้ายของชีวิต สามารถละโลกด้วยจิตใจที่ผ่องใส แล้วไปสู่สุคติโลกสวรรค์ได้ --------------------------------------- อธิษฐานล้อมคอก หลวงพ่อเคยได้ยินคุณยายใช้คำว่า “ระลึกชาติปัจจุบัน” อยู่เรื่อยๆ หลายคนอาจไม่ค่อยเข้าใจกับคำว่าระลึกชาติปัจจุบัน เพราะเคยได้ยินและรู้จักแต่การระลึกชาติในอดีต หลวงพ่อถามคุณยายว่า “ระลึกชาติปัจจุบันเป็นอย่างไร” คุณยายบอกว่า “เอ้า เราก็ดูสิ ตั้งแต่เราเกิดมาจำความได้ เรื่อยมาจนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้ เรามีข้อบกพร่องอะไรบ้าง ทางกาย ทางวาจา ทางใจ ทางครอบครัว สิ่งรอบตัว อะไรต่างๆ สารพัด ถ้าเรามีข้อบกพร่อง เราก็สร้างบุญให้เยอะๆ แล้วก็อธิษฐานล้อมคอก”  นี่คือภาษาของท่าน อธิษฐานล้อมคอกว่า ภพชาติต่อไปขอให้เราอย่าได้เป็นอย่างนี้ ขอให้เป็นอย่างนั้น แล้วอธิษฐานยาวไปถึงทุกภพทุกชาติตราบจนกระทั่งถึงที่สุดแห่งธรรม ท่านอุปมาเอาไว้ว่า เหมือนคอกวัว คอกควาย ที่ป้องกันภัยจากโจร คือไม่ให้ข้างนอกเข้ามา แล้วก็ไม่ให้ข้างในออกไปอย่างนั้น คุณยายมักจะพูดให้หลวงพ่อฟังว่า “ยายทำอย่างนี้ ชาตินี้ยายไม่รู้หนังสือ กอ ข้อ ไม่กระดิกหู” นี่เป็นภาษาท่าน กอ ข้อ นั้นคือ กอ ไก่ ขอ ไข่ “เพราะฉะนั้น เวลายายทำบุญ ยายก็มานึกถึงบุญ พอดวงบุญชัดใสสว่าง ยายก็เข้ากลางไป อธิษฐานให้ยายเป็นบัณฑิต เป็นนักปราชญ์ แทงตลอดทุกศาสตร์ทุกชาติไป” หลวงพ่อก็ถามคุณยายต่อว่า “แล้วสิ่งที่ยายอธิษฐานนี้จะเป็นไปได้หรือ” คุณยายบอก “เป็นไปได้สิ เรื่องบุญนี้เป็นเรื่องสำคัญทีเดียว บุญเป็นธาตุสำเร็จ เราอธิษฐานอะไรก็จะเป็นอธิษฐานบารมี แต่ต้องสร้างบุญด้วยนะ” ท่านจะย้ำอย่างนี้ “ถ้าอธิษฐานเฉยๆ แล้วไม่สร้างบุญ ก็ไม่สำเร็จหรอก ต้องสร้างบุญ แล้วก็ทำบ่อยๆ อธิษฐานบ่อยๆ มันจะได้เป็นอธิษฐานบารมีล้อมคอกเราไว้” นอกจากนี้ยังมีอีกข้อหนึ่งที่ท่านอธิษฐานคือ “ให้ได้สร้างความดีให้ได้ตลอดรอดฝั่ง” การสร้างบารมีของคุณยายนั้นเต็มเปี่ยมอยู่ตลอดเวลาโดยไม่มีคำว่าท้อถอยเลย ทุกครั้งที่ท่านทำบุญ ท่านจะตั้งความปรารถนาว่าภพชาติเบื้องหน้าจะขอเกิดเป็นผู้ชาย ได้บวชเป็นพระ และมีบุญมากๆ เวลาอธิษฐานท่านจะออกเสียงดังๆ ให้หลวงพ่อได้ยินได้ฟัง ซึ่งท่านต้องสมปรารถนาอย่างแน่นอน เพราะว่าได้รักษาศีลอย่างบริสุทธิ์บริบูรณ์และสั่งสมบุญจนเต็มเปี่ยมตลอดชีวิตของท่าน จากการที่ได้เห็นคุณยายเป็นแบบอย่าง หลวงพ่อจึงได้อัธยาศัยนี้ติดตัวมา เวลาท่านสอนอะไรแต่ละครั้ง หลวงพ่อก็จะพิจารณาให้ละเอียดถี่ถ้วนแล้วทำตามไปเรื่อยๆ คุณยายบอกว่า “ภพชาติต่อไป ยายเกิดมานี่ ยายจะต้องปฏิบัติธรรมะ เห็นธรรมะตั้งแต่เกิดมาเลย” หลวงพ่อจึงนำสิ่งที่ได้จากคุณยายมาสอนให้ทุกคนอธิษฐานตาม เวลาอธิษฐานจิต คุณยายจะมุ่งไปสู่ที่สุดแห่งธรรมและมุ่งไปปราบพญามารเป็นหลัก ส่วนที่นอกเหนือจากนี้ก็เป็นการอธิษฐานเบ็ดเตล็ด ใจของคุณยายจะมีแต่เรื่องเหล่านี้เท่านั้น หากเราเข้าใจเรื่องวิชชาธรรมกายก็จะยิ่งซาบซึ้งในตัวท่าน ถึงขนาดว่าเรียกท่านเป็นมนุษย์มหัศจรรย์ก็ยังน้อยเกินไป --------------------------------------- สุดยอดวิชชา แทงตลอดในภพภูมิ เมื่อคุณยายมีโอกาสศึกษาวิชชา 3 ตามหลักวิชชาธรรมกายของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว ท่านได้เห็นเรื่องราวต่างๆ ตลอดนิพพาน ภพสาม และโลกันตร์ เป็นภาพเรื่อยไป พร้อมกับญาณทัสนะที่ขยายครอบคลุมทั้งหมด ท่านสามารถเห็นเป็นภาพได้เช่นเดียวกับที่เราเดินทางจากบ้านมายังที่ทำงาน แล้วเห็นภาพของคน สัตว์ สิ่งของ ต้นไม้ และสิ่งต่างๆ ที่ตามนุษย์สามารถเห็นได้ เป็นภาพเหตุการณ์จริงที่ย้อนมาฉายให้เห็น เกิดขึ้นพร้อมกับความรู้และความเข้าใจ หลวงพ่อเองมาไม่ทันได้พบพระเดชพระคุณหลวงปู่ แต่ยังมีโอกาสได้พบคุณยายซึ่งเป็นหนึ่งในบรรดาศิษย์เอกของท่าน และยังมีบุคคลในยุคต้นวิชชาอื่นๆ ซึ่งในเวลานั้นก็อายุมากกันแล้ว เมื่อได้เข้าวัดปากน้ำใหม่ๆ ก็อยากฟังเรื่องราวเกี่ยวกับหลวงปู่ผู้ค้นพบวิชชาธรรมกายมาก อยากเข้าไปนั่งใกล้ผู้ที่เคยใกล้ชิดพระเดชพระคุณหลวงปู่ เพื่อฟังเรื่องราวอันน่าอัศจรรย์ของท่าน คำว่าอัศจรรย์ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงความขลัง แต่อัศจรรย์ว่าท่านเข้าไปค้นพบเรื่องราวความจริงภายในได้อย่างไร จนกระทั่งนำมาเปิดเผยว่าตัวเรามีสรณะเป็นที่พึ่งที่ระลึกอยู่ภายใน ตรงตามคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทำให้เกิดความมั่นใจที่จะประพฤติปฏิบัติธรรมจนกระทั่งเข้าถึงความสุขที่แท้จริง ในยุคปัจจุบัน ไม่ค่อยมีใครกล้ายืนยันเรื่องชีวิตในปรโลกและภพภูมิต่างๆ ส่วนมากจะมีในสมัยพุทธกาลซึ่งบันทึกไว้ในพระไตรปิฎก เกี่ยวกับการทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ประกอบเหตุอย่างนี้จะต้องมีผลอย่างนั้น มีนรก มีสวรรค์ มีภพภูมิของเปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน มีอบายภูมิ 4 เป็นที่เสวยผลแห่งวิบากกรรมที่กระทำด้วยกาย วาจา ใจ ในยามที่อกุศลเข้าสิงจิต สิ่งที่เราคิด พูด ทำ ไม่ว่าดีหรือชั่ว ล้วนมีผลทั้งสิ้น เป็นผังสำเร็จติดอยู่ในกลางกาย เมื่อถึงเวลาหลุดออกจากกายหยาบแล้ว ภพภูมิอันเหมาะสมที่มีอายตนะตรงกันก็จะดึงดูดเราไปทันที ตามกำลังบุญและกำลังบาปภายในตัว บ้างก็อาจจะมีชาวสวรรค์มาเชื้อเชิญไปหรือมีเจ้าหน้าที่ยมโลกมาควบคุมตัวไป ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับว่าเราจะมีอายตนะตรงกับภพภูมิใด เราก็จะได้ไปยังสถานที่ตรงนั้น สิ่งเหล่านี้เป็นความจริง มิใช่เพียงความรู้ ซึ่งการจะรู้แจ้งเห็นจริงในภพภูมิต่างๆ ทั้งนิพพาน ภพสาม และโลกันตร์ ต้องอาศัยวิชชาธรรมกายในการพิสูจน์ คุณยายสามารถเห็นได้หมดทั้งนิพพาน ภพสาม โลกันตร์ และตลอดแสนโกฏิจักรวาล อนันตจักรวาล สิ่งนี้เป็นเรื่องอจินไตย คือเหลือวิสัยที่จะนึกคิด แต่ก็เป็นไปได้ตามกำลังบารมีของท่าน --------------------------------------- พิสูจน์นรก สวรรค์ เมื่อมีใครสักคนหนึ่งยืนยันว่านรกสวรรค์มีอยู่จริงก็จะทำให้หิริโอตตัปปะบังเกิดขึ้นในใจของผู้ที่ได้ยินได้ฟัง หิริโอตตัปปะ หมายถึงความละอายและความเกรงกลัวต่อบาป เป็นธรรมที่คุ้มครองโลกให้เกิดสันติสุข ดังนั้นผู้ที่ยืนยันเรื่องนรกสวรรค์และกฎแห่งกรรมนี้จึงสำคัญมาก และกว่าจะยืนยันได้ ก็ต้องเป็นผู้ที่พิสูจน์มาแล้วด้วยตนเอง พระเดชพระคุณหลวงปู่ผู้ค้นพบวิชชาธรรมกายและคุณยายซึ่งเป็นผู้สืบทอดวิชชา สามารถพิสูจน์สิ่งเหล่านี้ได้แล้วด้วยตัวของท่านเอง นอกจากนี้ยังนำมาสอนให้ผู้อื่นรู้เห็นและพิสูจน์ตามได้อีกด้วย วิชชาธรรมกายที่พระเดชพระคุณหลวงปู่ค้นพบนี้ทำให้เรามีความมั่นใจในคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเกี่ยวกับเรื่องอบายภูมิ ทำให้เกิดหิริโอตตัปปะ และมีเป้าหมายชีวิตที่ชัดเจนขึ้น ทำให้รู้ว่าควรดำเนินชีวิตอย่างไรให้ถูกวัตถุประสงค์ของการมาเกิดเป็นมนุษย์ วิชชาธรรมกายจึงเป็นวิชชาที่ช่วยให้เห็นแจ้งแทงตลอดในสรรพสิ่ง ทั้งเรื่อง นรก สวรรค์ ก็เป็นเรื่องที่สามารถพิสูจน์ได้ตามพุทธวิธี หากเรานำกล้องดูดาวที่มีประสิทธิภาพสูงสุดมาส่องแล้วบอกว่า นรก สวรรค์ไม่มี ก็ถือว่าใช้ไม่ได้ เพราะว่าการจะเห็นนรก สวรรค์ได้ต้องใช้เลนส์ใจ เลนส์สำหรับดูดาวไม่สามารถเห็นได้ ยิ่งมีการสรุปว่า เลนส์นี้สามารถส่องให้เห็นดาวได้ แต่ส่องให้เห็นนรก สวรรค์ไม่ได้ แสดงว่านรก สวรรค์ ไม่มีจริงนั้น ยิ่งเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง หรือการจะสรุปว่าเรื่องนรก สวรรค์นี้ เป็นเรื่องที่พิสูจน์ไม่ได้ก็เป็นสิ่งไม่ควร เพราะความจริงคือเขายังไม่ได้พิสูจน์เท่านั้น การไปนรกสวรรค์ถือว่าเป็นเรื่องเล็กและเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับผู้ทำวิชชาธรรมกาย พวกเราควรดีใจว่าเราได้มาอยู่ในยุคที่สามารถพิสูจน์พระไตรปิฎก ซึ่งเป็นบันทึกคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ด้วยตัวเอง ความจริงทั้งหลายล้วนมีอยู่แล้ว ที่เหลือจึงขึ้นอยู่กับเราว่าเลือกที่จะเชื่อตอนยังมีชีวิตอยู่ หรือเลือกที่จะไปเห็นด้วยตัวเองตอนละโลกไปแล้ว แต่ถ้าไปเห็นตอนละโลกแล้วก็จะไม่สามารถแก้ไขอะไรได้อีก เราจึงควรเชื่อตอนเป็นโดยเร่งสั่งสมบุญแล้วไปพิสูจน์ด้วยตัวเองจะดีที่สุด มนุษย์ทุกๆ คนล้วนมีอุปกรณ์ในการพิสูจน์นรก สวรรค์อยู่ภายในตนเอง นั่นคือการเข้าถึงพระธรรมกายภายในตัว หากเราทำได้แล้ว การไปเยือนนรกสวรรค์ก็ไม่ใช่เรื่องเหนือวิสัยอีกต่อไป ผู้มีบุญที่เข้าถึงวิชชาธรรมกายแล้วล้วนสามารถยืนยันว่าทำได้จริง เป็นการพิสูจน์ทราบตามหลักพุทธวิธี --------------------------------------- วิชชาเพื่อสรรพสัตว์ ในการศึกษาวิชชาธรรมกายนั้น วิชชาแรกที่ต้องเรียนคือ การระลึกชาติ ซึ่งเป็นการย้อนหลัง สาวไปหาเหตุว่า ก่อนเรามาอยู่ตรงนี้ เรามาจากตรงไหน มาทำไม มาเมื่อไร มาเพื่อทำอะไร และทำไปถึงไหน แล้วดูอีกว่าจากนี้ต้องทำต่อไปอย่างไร ซึ่งคุณยายเองก็มีโอกาสได้ระลึกชาติหนหลังของท่าน โดยเห็นเป็นเรื่องราวว่าก่อนที่ท่านจะมาเกิด ท่านเป็นกายละเอียดมาจากที่ใด แล้วก็สืบสาวเรื่องราวย้อนหลังกลับไปได้อีกยาวไกลอย่างไร้ขอบเขต หลังจากเรียนเรื่องการระลึกชาติแล้วก็เรียนเรื่องกฎแห่งกรรม หรือ Law of Kamma เพื่อให้เราหายสงสัยในเรื่องกฎของการกระทำ เราจะหายสงสัยต่อเมื่อเข้าถึงพระธรรมกายและได้ศึกษาวิชชาธรรมกาย วิชชาเกิดขึ้นได้เมื่อเราเข้าถึงพระธรรมกายที่ละเอียด จากนั้นจึงเรียนเรื่องการปราบมารประหารกิเลสให้สิ้นเชื้อไม่เหลือเศษ ดูสาเหตุแห่งความทุกข์ของชีวิตตน จนกระทั่งรวมไปถึงชาวโลกและสรรพสัตว์ทั้งหลาย เรียนโดยสาวกันไปจนถึงต้นเหตุว่า มาจากที่ไหน ผลจึงเกิดอย่างนี้ ทำให้มีภพ มีชาติ มีการเวียนว่ายตายเกิด มีความแตกต่างในหลากหลายลักษณะ ทำไมจึงมาเกิดเป็นมนุษย์ ทำไมหมู่มนุษย์จึงมีความแตกต่างในลักษณะของรูปกาย ลักษณะของความเป็นอยู่ ทรัพย์สมบัติ เชื้อชาติ ศาสนา เผ่าพันธุ์ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรมประเพณี หรือรายละเอียดปลีกย่อยต่างๆ มากมาย สิ่งเหล่านี้เป็นมาอย่างไร เกิดขึ้นได้อย่างไร แต่เดิมมีความแตกต่างกันหรือไม่ การศึกษาวิชชาธรรมกายจะดำเนินไปเช่นนี้และยังช่วยแก้ไขทุกข์ภัยของมนุษย์รวมถึงสรรพสัตว์ทั้งหลาย ซึ่งคำว่าสรรพสัตว์ทั้งหลายนั้นครอบคลุมทุกชีวิต ทั้งในภพสาม คือ มนุษย์ เทวดา พรหม อรูปพรหม ในอบาย กระทั่งถึงโลกันตนรก ซึ่งเป็นที่ขังสัตว์นรก ตรวจดูอีกว่าใครเป็นผู้สร้างสิ่งเหล่านี้ สร้างอย่างไร เป็นอย่างไร แล้วจึงแก้ไขทั้งทุกข์โศกโรคภัย เศรษฐกิจตกต่ำ แม้แต่สงครามที่เกิดขึ้น ก็พยายามป้องกันไม่ให้เกิด แก้ไขสารพัดเรื่องในโรงงานทำวิชชา ซึ่งอาจดูเป็นเรื่องเหลือเชื่อ แต่ทั้งหมดก็เป็นความจริง เป็นสิ่งที่พระเดชพระคุณหลวงปู่ คุณยาย และผู้ทำวิชชาได้กระทำกันตลอดมา การศึกษาวิชชาธรรมกายเป็นเรื่องที่ละเอียดลึกซึ้ง ผู้ศึกษาจะต้องมีจิตบริสุทธิ์และไม่มีอะไรเหนี่ยวรั้ง ไม่เกาะเกี่ยวกับเรื่องคน สัตว์ สิ่งของ จึงจะสามารถรู้เรื่องราวภายในซึ่งเป็นสิ่งที่เหลือวิสัยและยากต่อการเข้าใจ การนึกคิดด้นเดา การหาหลักฐานอ้างอิง หรือการให้เหตุผลด้วยวิธีธรรมดาตามอย่างศาสตร์ของมนุษย์ทั่วไป เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหนือการศึกษาค้นคว้าโดยนักการศึกษาและปราชญ์ทางพระพุทธศาสนา ในครั้งพุทธกาล พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเก็บใบไม้ขึ้นมาหนึ่งกำมือและถามพระภิกษุว่า ใบไม้ในกำมือของพระองค์กับใบไม้ในป่าประดู่ ส่วนไหนมีมากกว่ากัน ภิกษุตอบว่าใบไม้ในป่าประดู่มีมากกว่าใบไม้ในกำมือ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงตรัสว่า สัพพัญญุตญาณของเรานั้น รู้แจ้งเห็นแจ้งแทงตลอดในสรรพสัตว์และสรรพสิ่งทั้งปวง โดยไม่มีขอบเขตจำกัด แต่สิ่งที่เรานำมาสอนเธอนี้เป็นเพียงส่วนอันน้อยนิด เพื่อเป็นทางหลุดพ้นจากกิเลสอาสวะ ภพทั้งสาม และกฎแห่งกรรม เป็นไปเพื่อทำพระนิพพานให้แจ้งเท่านั้น วิชชาธรรมกายจึงเป็นทั้งใบไม้ในกำมือของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และใบไม้อื่นๆ ในป่าประดู่ลาย ซึ่งแม้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะทรงทราบ แต่ก็ไม่ได้นำมาสั่งสอน เพราะพระองค์ทรงมุ่งหวังให้เหล่าสาวกหมดกิเลสแล้วเข้าสู่นิพพานเป็นหลัก ดังนั้นวิชชาธรรมกายอีกส่วนหนึ่งซึ่งเป็นประดุจใบไม้ในป่าจึงรู้กันอยู่แต่ในขอบเขตจำกัดของผู้ที่มีมโนปณิธานในการปราบมารและนำพาสรรพสัตว์ทั้งหลายไปสู่ที่สุดแห่งธรรม คือในหมู่ผู้ปฏิบัติในโรงงานทำวิชชาเท่านั้น นอกจากนี้แล้วก็รู้กันอย่างผิวเผินว่า ธรรมกาย คือพระรัตนตรัยภายใน เป็นที่พึ่งที่ระลึก มีอานุภาพสามารถพาไปเยือนนรกสวรรค์และนิพพานได้เท่านั้น --------------------------------------- เชื่อมโลกด้วยธรรมกาย วิชชาธรรมกายทำให้เราค้นพบว่า แท้จริงแล้วมวลมนุษยชาตินั้นล้วนมาจากจุดกำเนิดเดียวกัน ซึ่งแต่เดิมเรามีความเสมอเหมือนกัน แต่ได้ถูกทำให้เกิดความแตกต่างอย่างหลากหลาย ถึงแม้ว่ามนุษย์ในปัจจุบันจะมีความแตกต่างกัน ทางเชื้อชาติ ศาสนา เผ่าพันธุ์ ขนบธรรมเนียม และวัฒนธรรมประเพณี แต่มนุษย์ยังคงมีความเหมือนกันอยู่ประการหนึ่ง คือพระธรรมกายที่สถิตอยู่ภายในตัวของทุกๆ คน เป็นสิ่งที่พญามารยังทำให้มีความแตกต่างกันไม่ได้ พญามารทำให้มนุษย์แตกต่างกันเพราะมีวัตถุประสงค์ที่จะให้มนุษย์สื่อสารกันไม่ได้ ลอคิดดูว่าหากข้ามถนนไปเจออีกบ้านหนึ่งแล้วคุยกันไม่รู้เรื่อง ข้ามจากหมู่บ้านนี้ไปคุยกับอีกหมู่บ้านหนึ่งก็ไม่รู้เรื่อง จากหมู่บ้านเป็นตำบล อำเภอ จังหวัด และประเทศ มีพรมแดนเป็นภูเขา แม่น้ำ และมหาสมุทรมาขวางกั้น มีภาษา ความเชื่อ ขนบธรรมเนียมวัฒนธรรมประเพณีที่แตกต่างมากีดขวาง ทำให้คุยกันไม่รู้เรื่อง ต้องติดอยู่กับเรื่องปลีกย่อย ติดอยู่กับเรื่องสีผิว ทำให้ทะเลาะเบาะแว้งกันเอง รวยกับจนก็ทะเลาะกัน ชนต่างชั้นก็รบรากัน เป็นเช่นนี้เพราะพญามารทำให้เกิดขึ้นทั้งสิ้น ด้วยเหตุนี้ พระเดชพระคุณหลวงปู่จึงเพียรพยายามที่จะทำความละเอียดของใจไปให้ถึงผู้ที่เป็นต้นเหตุของสิ่งเหล่านี้ เพราะต้องการให้มนุษย์ทุกคนในโลกเข้าถึงความเสมอเหมือนกันก่อน คือให้เข้าถึงพระธรรมกายภายในตัว พระธรรมกายของทุกคนเหมือนกัน เราจึงสามารถเข้าถึงความเหมือนในความต่างก่อน แล้วจึงค่อยศึกษากันต่อไป ดังนั้น มนุษย์ทุกคนจึงจำเป็นต้องเข้าถึงพระธรรมกาย เมื่อทุกคนเข้าถึงพระธรรมกายภายในได้แล้วก็จะเห็นเหมือนกัน ความแตกต่างก็จะสลายหายไปหมด เป็นการละลายความต่างให้กลับเข้าไปสู่ความเหมือน แล้วมนุษย์ก็จะเริ่มเข้าใจเรื่องราวความเป็นจริงของชีวิตได้ หลังจากที่มนุษย์ทุกคนในโลกคิดเหมือนกัน พูดเหมือนกัน และทำเหมือนกันแล้ว พระธรรมกายภายในซึ่งเปี่ยมไปด้วยพลังแห่งความบริสุทธิ์ก็จะมาซ้อนรวมกัน แล้วทุกคนที่เข้าถึงจุดนี้ก็จะสามารถสื่อสารกันเข้าใจด้วยภาษาธรรมกาย ซึ่งเป็นภาษาสากลที่เหมือนกันทั่วโลก ทำให้ความแตกต่างหมดไป มนุษย์จะเข้าสู่ยุคแห่งสันติภาพอย่างแท้จริง สิ่งเหล่านี้เป็นมโนปณิธานของพระเดชพระคุณพระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) ผู้ค้นพบวิชชาธรรมกายของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่สูญหายไป ท่านมุ่งมั่นที่จะเผยแผ่วิชชาธรรมกายไปทั่วโลก เพื่อให้มนุษย์ทุกคนเริ่มสาวกลับไปสู่จุดที่เหมือนกันได้และค้นพบความสุขที่แท้จริง พระเดชพระคุณหลวงปู่ทำตามมโนปณิธานนี้เรื่อยมาจนกระทั่งหมดอายุขัยและก่อนละสังขาร ท่านได้มอบภารกิจนี้ต่อมายังคณะศิษยานุศิษย์ของท่าน ซึ่งรวมไปถึงคุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ของเราด้วย --------------------------------------- คำบัญชาจากหลวงปู่ คุณยายเป็นบุคคลสำคัญคนหนึ่งในคณะทำวิชชาของพระเดชพระคุณหลวงปู่ พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) ผู้ค้นพบวิชชาธรรมกาย ท่านได้รับเลือกให้เป็นหัวหน้าเวรขาดรู้ มีหน้าที่ทำวิชชาอยู่ในโรงงานทำวิชชา ณ วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ มายาวนานนับสิบปี แม้ในยามศึกสงครามจะมีเครื่องบินมาทิ้งระเบิดกันทุกวัน จิตใจของคุณยายก็ไม่หวั่นไหว ท่านพร้อมที่จะตายกับหมู่คณะที่ปฏิบัติธรรมร่วมกัน ทุกคนในโรงงานทำวิชชาพร้อมจะสู้กับข้าศึกภายในจนตายคาสนามรบ เพื่อให้เป็นเกียรติประวัติชีวิตของนักรบที่แท้จริง ก่อนที่พระเดชพระคุณหลวงปู่จะมรณภาพ คุณยายอาจารย์ได้รับคำสั่งจากพระเดชพระคุณหลวงปู่ว่าให้อยู่ที่วัดปากน้ำต่อไป สิ่งใดที่เคยกระทำก็ให้ทำอยู่อย่างนั้น และให้สืบทอดวิชชาธรรมกายต่อไป คุณยายจึงยึดมั่นในคำสั่งนั้น และยังทำความเพียรต่อไปพร้อมกับเผยแผ่ธรรมะร่วมกับคุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาทองสุข สำแดงปั้น จนกระทั่งคุณยายทองสุขละสังขาร จากนั้นหลวงพ่อจึงได้มาพบกับคุณยาย และได้ฝากตัวเป็นศิษย์ของท่านตลอดมา พร้อมกับน้อมรับเอาคำบัญชาสุดท้ายจากพระเดชพระคุณหลวงปู่มาปฏิบัติสืบต่อไป ---------------------------------------