บุคคลยุคต้นวิชชา คำนำ เอกสารนี้ได้ถูกรวบรวมขึ้นจากการที่ได้อ่านและศึกษาประวัติชีวิตของหลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) แล้วเกิดความสนใจในประวัติและเรื่องราวของหลวงพ่อวัดปากน้ำ จึงได้เดินทางไปเก็บรวบรวมข้อมูล ไปสนทนากับบุคคลที่ได้เคยพบหลวงพ่อ ครั้งสมัยหลวงพ่อยังมีชีวิตอยู่ ท่านต่างๆเหล่านั้นก็ได้แนะนำให้ไปหาบุคคลในยุคนั้นต่อไป เกิดเป็นสายสัมพันธ์เชื่อมโยงขึ้นในเส้นทางชีวิตและปณิธานของหลวงพ่อวัดปากน้ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิชชาธรรมกาย ซึ่งบุคคลที่ให้ข้อมูล ไม่ว่าจะเป็นพระภิกษุ แม่ชี รวมทั้งฆราวาสที่เป็นคุณลุง คุณป้า ต่างก็ให้ความเคารพและศรัทธาหลวงพ่อเป็นอย่างมาก ทางคณะผู้จัดทำจึงมีความเห็นตรงกันว่า ควรรวบรวมจัดทำเป็นหนังสือเอกสารข้อมูล ซึ่งจะเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ของวิชชาธรรมกาย เพื่อยืนยันให้พุทธศาสนิกชนได้รับทราบว่าวิชชาธรรมกายมีจริงศักดิ์สิทธิ์จริง และเข้าถึงได้จริง โดยมีบุคคลต่างๆ ในหนังสือเล่มนี้เป็นสักขีพยาน ในการจัดพิมพ์หนังสือเล่มนี้อาจมีสิ่งหนึ่งประการใดที่ยังไม่สมบูรณ์ขาดตกบกพร่องหรือมีเรื่องราวใดที่ยังมิได้กล่าว ใน ที่นี้ ทางคณะผู้จัดทำก็ขออภัยมา ณ ที่นี้ และขอความกรุณาท่านที่รู้จักบุคคลที่เคยพบหลวงพ่อวัดปากน้ำ สามารถติดต่อมายังคณะผู้จัดทำได้ เรายินดีไปเก็บรวบรวมข้อมูล เพื่อเผยแผ่สู่สายตาพุทธศาสนิกชนต่อไป ทางคณะฯขอขอบคุณล่วงหน้ามา ณ โอกาสนี้ คณะผู้จัดทำ ชมรมส่งเสริมการศึกษาและเอกลักษณ์ไทย ร่วมกับศิษยานุศิษย์ หลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ๑๔ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๔๕ เกริ่นนำ สายลมแห่งกาลเวลาได้พัดพาหลายสิ่งหลายอย่างให้เปลี่ยนแปลงไป รวมทั้งความทรงจำอันดีงามในชีวิตของผู้คน แต่กาลเวลาเพียงแค่ทำให้ความทรงจำของมนุษย์ลางเลือนไปได้เท่านั้นแต่ก็มิอาจที่จะทำลายความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในอดีตของผู้คนไปได้ เรื่องราวต่อไปนี้ เป็นเรื่องจริงของบุคคลที่มีโอกาสได้อยู่ร่วมยุคร่วมสมัยกับหลวงพ่อวัดปากน้ำภาษีเจริญ มหาปูชนียาจารย์ที่โลกได้จารึกไว้ว่า เป็นผู้ค้นพบวิชชาธรรมกาย บางคนได้ใกล้ชิด ได้อุปัฏฐากดูแลและสนองงานของหลวงพ่อวัดปากน้ำในรูปแบบต่างๆ จนได้สัมผัสถึงจริยาวัตร การประพฤติปฏิบัติอันงดงามและมโนปณิธานอันยิ่งใหญ่ของท่าน ข้อความทุกตัวอักษรที่ปรากฏสู่สายตาของผู้อ่านต่อไปนี้ เป็นเรื่องจริงที่ไม่เคยเปิดเผยที่ใดมาก่อน ที่จะนำพาผู้อ่านทุกท่านได้ย้อนยุคเข้าไปสัมผัสถึงความมหัศจรรย์และอานุภาพของวิชชาธรรมกาย ร่วมกับบุคคลในอดีตที่เคยได้ประจักษ์มาแล้วด้วยตัวเอง สิงหล ๑๔ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๔๕ สารบัญ คำนำ ๓ เกริ่นนำ ๔ ประวัติย่อ พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) ๗ โอวาทของเจ้าคุณพ่อ ๑๓ คติธรรมพระมงคลเทพมุนี ๑๕ พระครูปัญญาภิรัต (ถวิล ศรีบุญยรัตน์) ๑๗ ลุงชม ทองสุขมาก ๑๙ พระดร.มหาทวนชัย อธิจิตโต ๒๓ ลุงเตชวัน มณีวรรณวรวุฒิ ๕๓ ลุงสมจิตร ฉ่ำรัศมี ๖๔ ป้าจินตนา โอสถ ๗๗ ป้าฉลวย สมบัติสุข ๙๓ พระอาจารย์บำเรอ (พระครูภาวนานุวัตร) ๑๐๑ แม่ชีรัมภา โพธิ์คำฉาย ๑๐๕ แม่ชีทวีพร เลี๊ยบประเสริฐ ๑๑๒ แม่ชีพราหมณ์ ช้างเขียว ๑๑๖ ลุงประคอง ทับจ้อย ๑๒๓ พระมหาบุญชอบ สุนทโร (ฉายสุวรรณ) ป.ธ.๓ ๑๒๙ พระอาจารย์สุวิชา เปสโล ๑๓๒ แม่ชีศรีปรุง อุบลนุช ๑๓๖ ประวัติชีวิตของ พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) ผู้ค้นพบวิชชาธรรมกาย ชาติภูมิเดิมเป็นพ่อค้า ตั้งภูมิลำเนาอยู่ที่บ้านหมู่เหนือของวัดสองพี่น้อง คือทิศใต้ของวัด แต่ต่างฝั่งกับวัด วัดอยู่ตะวันออกเฉียงเหนือ บ้านอยู่ตะวันตกเฉียงใต้ มีคลองกั้นกลางระหว่างวัดกับบ้าน ค้าขายมาตั้งแต่อายุ ๑๔ ปีเศษๆ นับตั้งแต่บิดาล่วงไป ก็เป็นพ่อค้าแทนบิดา เลี้ยงมารดามาจนถึงอายุ ๑๙ ปี ตรงนี้ได้ปฏิญาณตัวบวชจนตายด้วยมามีอุปสรรคเกิดขึ้นในระหว่างขายข้าว แล้วนำเรือเปล่ากลับบ้านเข้าลัดที่คลองบางอีแท่นเหนือตลาดใหม่ แม่น้ำนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม ในลัดนี้ไม่สู้ไกลนัก แต่พวกโจรชุกชุม พอเข้าลัดไปเล็กน้อยก็มาคิดแต่ในใจของตัวว่า "คลองก็เล็ก โจรก็ร้าย ท้ายเรือเข้าก็ไล่เลี่ยกับฝั่งเรา ไม่ต่ำไม่สูงกว่ากันเท่าไรนัก น่าหวาดเสียวอันตราย เมื่อโจรมา ก็ต้องยิง หรือทำร้ายคนท้ายก่อน ถ้าเขาทำเราเสียได้ก่อน ก็ไม่มีทางที่จะสู้เขา ถ้าเราเอาอาวุธปืนแปดนัดไว้ทางหัวเรือ แล้วเราไปถ่อเรือทางลูกจ้างเสีย เมื่อโจรมาทำร้ายเรา ก็จะมีทางสู้ได้บ้าง" คิดดังนี้แล้ว ก็เรียกลูกจ้างที่ถ่อเรือแถบทรายมาถือท้าย เราออกไปถ่อแทน ถ่อเรือไปก็คิดไป เรือก็เดินเข้าไปหาที่เปลี่ยวหนักขึ้นทุกที ความคิดก็ถี่ขึ้นว่า "ลูกจ้างที่เราจ้างมานี้ คนหนึ่งก็ไม่กี่บาท เพียง ๑๑ บาท หรือ ๑๒ บาทเท่านั้น ส่วนตัวเราเป็นเจ้าของ ทั้งทรัพย์ ทั้งเรือหมด ส่วนตายจะให้ลูกจ้างตายก่อน ไม่ถูก เอาเปรียบลูกจ้างมากเกินไป ไม่สมควร" ถ่อไปก็คิดไปดังนี้ และคิดถี่หนักเข้าก็ตัดสินใจเด็ดขาดออกไป "เราเป็นเจ้าของให้เราตายก่อนดีกว่า จึงจะสมควร" คิดตกลงแล้ว ก็เรียกลูกจ้างให้มาถ่อ ตัวก็หยิบปีนแปดนัดที่เอาไปไว้ข้างหัวเรือมาไว้ใกล้ตัวข้างท้ายเรือ ก็ถือท้ายเรื่อยไป ใกล้ออกจากลัดเต็มที น้ำก็ขึ้น เรือข้าวที่หนักก็ตามหัวน้ำขึ้นสวนเข้ามา ประดังกันแน่น จีนก็ส่งเสียงแต่ว่า ตู้อ่าๆ ประดังกันแน่นออกก็ไม่ได้ เข้าก็ไม่ได้ น้ำก็น้อยเลยต้องต่างฝ่ายต่างก็ปักหลักกรานหน้าจอดกันนิ่งอยู่ เราเป็นคนท้าย ผ่านพ้นอันตรายมาแล้ว ก็มาคิดว่า "การหาเงินหาทองนี้ลำบากจริงๆ เจียวหนา บิดาของเราก็หามา ดังนี้ เราก็หาซ้ำรอยบิดาตามบิดาบ้าง เงินแลทองที่หากันทั้งหมดด้วยกันนี้ ต่างคนก็ต่างหาไม่มีเวลาหยุดด้วยกันทั้งนั้น ถ้าใครไม่เร่งรีบหาให้มั่งมีก็เป็นคนต่ำและเลว ไม่มีใครนับถือแลคบหา เข้าหมู่เขาก็อายเขา เพราะเป็นคนจนกว่าเขา ไม่เทียมหน้าเทียมบ่าเทียมไหล่กับเขา ปุรพชนต้นสกุลของเราก็ทำกันมาดังนี้ เหมือนๆ กันจนถึงบิดาของเรา แลตัวของเราบัดนี้ ก็บัดนี้ปุรพชน แลบิดาของเราไปทางไหนหมด ก็ปรากฏแกใจว่าตายหมดแล้ว แล้วตัวของเราเล่าก็ต้องตายเหมือนกัน" แต่พอคิดถึงตายขึ้นมาดังนี้แล้ว ใจก็ชักเสียวๆ นึกถึงความตายที่จะมาถึงตัว โดยไม่มีสงสัยเลย "เราต้องตายแน่ๆ บิดาเราก็มาล่องข้าว ขึ้นจากเรือข้าว ก็เจ็บมาจากตามทาง แล้วขึ้นจากเรือข้าวได้ไม่กี่วันก็ถึงแก่กรรม เมื่อถึงแก่กรรมแล้ว เราที่ช่วยพยาบาลอยู่ ไม่ได้เห็นเลยที่จะเอาอะไรติดไป ผ้าที่นุ่งแลร่างกายของแก เราก็ดูแลอยู่ ไม่เห็นมีอะไรหายไป ทั้งตัวเราและพี่น้องของเราที่เนื่องด้วยแก ตลอดถึงมารดาของเราก็อยู่ ไม่เห็นมีอะไรเลยที่ไปด้วยแก แกไปผู้เดียวแท้ๆ ก็ตัวเราเล่าต้องเป็นดังนี้ เคลื่อนจากความเป็นอย่างนี้ไปไม่ได้แน่" เมื่อคิดตกลงใจดังนี้แล้ว ก็ลองทำเป็นตายดู นอนแผ่ลงไปที่ท้ายเรือนั้น แล้วก็ทำตาย ตายแล้วทำไปหาคนที่เป็นญาติบ้าง พี่น้องบ้าง เพื่อนที่ชอบกันบ้าง เขาก็ไม่เห็นเรา เพราะเราเป็นผี เราก็เอาก้อนดินบ้าง ไม้บ้าง โยนหรือปาเข้าไปให้ถูก เพราะเขาไม่เห็นตัวเรา เขาก็ต้องบอกผีโยนมา หรือปาเข้ามา ไปหาคนโน้นก็ไม่เห็น มาหาคนนี้ก็ไม่เห็น คิดไปดังนี้แหละจนเผลอตัว แต่พอรู้สึกตัวขึ้นมา ก็รีบลุกขึ้นจุดธูปอธิษฐานในใจของตัวเองว่า "ขออย่าให้เราตายเสียก่อน ขอให้บวชเสียก่อนเถิด ถ้าบวชแล้วไม่สึกจนตลอดชีวิต" ตรงนี้บวชจริงมาเสียแต่อายุ ๑๙ ปีเศษ แล้ว ตั้งแต่นั้นก็ประกอบอาชีพตามปกติของพ่อค้า จนอายุครบ ๒๒ โดยปี แล้วก็ปรารภถึงการบวช ในปีนั้น พอถึงเดือน ๘ ข้างขึ้นก็ขนข้าวลงเรือเต็มลำดีแล้ว ก็บอกกับลูกจ้างให้นำเอาข้าวไปขายโรงสีในกรุงเทพฯ ส่วนตัวก็เข้าอยู่วัดเป็นเจ้านาค ฝึกหัดเบื้องต้นแห่งการอุปสมบทในสำนักพระปลัดยัง ผู้เป็นหลวงตาของตัว ซึ่งเป็นน้องคนเล็กของตาน้อย ผู้เป็นมารดาของตัวเอง ท่านส่งวินัยย่อๆ ให้เป็นหนังสือสมุดข่อย เขียนตัวบรรจงสวยงามมาก ก็ท่องวิธีขอบรรพชา แลดูวินัยไปด้วยกันทีเดียว พอจวนเข้าพรรษาก็มีผู้ไปนิมนต์พระอุปัชฌาย์ดี วัดประตูศาลจังหวัดสุพรรณบุรี มาเป็นอุปัชฌาย์ ก็ได้อุปสมบทในต้นเดือนแปด ของ พ.ศ.๒๔๔๙ได้อยู่จำพรรษาในวัดนั้น รวมอยู่ที่อุปสมบทนั้น ๗ เดือนเศษๆ เท่านั้น ออกจากวัดที่อุปสมบทนั้นแล้ว ก็ตรงมาอยู่จำพรรษาในวัดพระเชตุพนทีเดียว เรียนมูลกัจจายน์ถึงสามจบ แล้วเรียนธรรมบททีปนีและสารสังคหะ แต่พอเป็นว่าแปลออกพอสมควรแล้ว ก็หยุดการเรียนคันถธุระ เรียนวิปัสสนาธุระต่อไป ถึงในระหว่างคันถธุระอยู่ก็เรียนวิปัสสนาไปด้วยเหมือนกัน เวลาวันแปดค่ำ สิบห้าค่ำ ก็มักไปแสวงหาครูสอนฝ่ายสมถวิปัสสนาอยู่เสมอๆ โดยมากแต่ที่เรียนโดยตรงทีเดียว ตั้งแต่บวชใหม่ๆ ก็เรียนแต่อนุสาวนาจารย์ทีหนึ่ง บวชแล้วรุ่งขึ้นวันที่สอง ก็เรียนที่หลวงพ่อเนียม วัดน้อย จังหวัดสุพรรณบุรี ที่สามเจ้าคุณสังวรานุวงษ (เอี่ยม) วัดราชสิทธาราม ที่สี่เรียนกับพระครูญาณวิรัติ( โป๊) วัดพระเชตุพน ที่ห้าเรียนกับพระอาจารย์สิงห์วัดละครทำ หลังระฆังโฆสิตาราม ได้ตามแบบของท่านสององค์ พระครูญาณวิรัติแลพระอาจารย์สิงห์ ท่านรับรองว่าได้ตามแบบของท่าน ท่านมอบให้เป็นผู้สอนเขาได้ทั้งสองอาจารย์ แต่ก็ยังไม่พอใจที่จะเป็นครูสอนเขา จึงค้นคว้าหาต่อไปอีก ถึงพรรษา ๑๑ ก็สำเร็จในการเล่าเรียนคันถธุระได้พอสมควรแก่ที่ตั้งใจไว้ว่า ต้องเรียนแปลให้ออก จะได้ค้นธรรมในมคธภาษาได้ตามต้องการก่อนแต่จะมาเรียนคันถธุระนั้น ได้ตั้งหนังสือใบลานมหาสติปัฎฐานลานยาวไว้ที่วัดสองพี่น้องผูกหนึ่งว่า ถ้าไปเล่าเรียนคราวนี้ต้องแปลหนังสือผูกนี้ให้ออก จึงเป็นที่พอแก่ความต้องการ ถ้ายังแปลไม่ออก ก็เป็นอันไม่หยุดในการเรียน แต่พอแปลออกก็หยุด ในพรรษาที่ ๑๑ เมื่อหยุดต่อการเรียนปริยัติแล้ว ก็เริ่มทำจริงในทางปฏิบัติ ก็คิดว่าในวัดพระเชตุพนนี้ในอุโบสถก็ดีมีบริเวณกว้างขวางดีมาก เป็นสถานที่ควรทำภาวนามาก แต่มาหวนระลึกถึงอุปการคุณของวัดบางคูเวียง ในคลองบางกอกน้อย เจ้าอธิการชุ่มได้ถวายมูลกัจจายน์ แลคัมภีร์พระธรรมบทให้ในตอนเล่าเรียนปริยัตินั้น ก็มีอุปการคุณอยู่มาก ควรไปจำพรรษา แล้วจะได้แสดงธรรมแจกแก่ภิกษุสามเณร อุบาสก อุบาสิกา เป็นบรรณาการต่ออุปการคุณแก่วัดนั้น จึงได้กราบลาเจ้าคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เข้ม) เจ้าอาวาสวัดพระเชตุพน ไปจำพรรษาวัดบางคูเวียง ในพรรษาที่ ๑๒ แต่พอได้กึ่งพรรษาก็มาหวนระลึกขึ้นว่า "ในเมื่อเราตั้งใจในการบวช ตามเดิมอายุสิบเก้า เราได้ปฏิญาณตนบวชจนตาย ขออย่าให้ตายในระหว่างก่อนบวช บัดนี้ก็ได้บอกลามาถึง ๑๕ พรรษาย่างเข้านี้แล้ว ก็พอแก่ความประสงค์ของเราแล้ว บัดนี้ของจริงที่พระพุทธเจ้าท่านรู้ ท่านเห็น เราก็ยังไม่ได้บรรลุ ยังไม่รู้ไม่เห็น สมควรแล้วที่จะต้องกระทำอย่างจริงจัง" เมื่อตกลงได้ดังนี้แล้ว วันนั้นเป็นวันกลางเดือน ๑๐ ก็เริ่มเข้าโรงอุโบสถแต่เวลาเย็น ตั้งสัจจาธิษฐานแน่นอนลงไปว่า ถ้าเรานั่งลงไปครั้งนี้ไม่เห็นธรรมที่พระพุทธเจ้าต้องการ เป็นอันไม่ลุกจากที่นี้จนหมดชีวิต เมื่อตั้งจิตมั่นลงไปแล้ว ก็เริ่มปรารภนั่ง จึงได้แสดงความอ้อนวอนแด่พระพุทธเจ้าว่า "ขอพระองค์ได้ทรงพระกรุณาโปรดข้าพระพุทธเจ้าทรงประทานธรรมที่พระองค์ได้ทรงตรัสรู้อย่างน้อยที่สุด แลง่ายที่สุดที่พระองค์ได้ทรงรู้แล้วแก่ข้าพระพุทธเจ้า ถ้าข้าพระพุทธเจ้ารู้ธรรมของพระองค์แล้ว จักเป็นโทษแก่ศาสนาของพระองค์แล้ว ขอพระองค์อย่าทรงพระราชทานเลย ถ้าเป็นคุณแก่ศาสนาของพระองค์ ขอพระองค์ได้ทรงพระกรุณาโปรด พระราชทานแก่ข้าพระองค์ ข้าพระองค์ขอรับเป็นทนายศาสนา ในศาสนาของพระองค์จนตลอดชีวิต" แต่พออ้อนวอนเสร็จแล้ว ก็เริ่มปรารภเข้าที่นั่งสมาธิต่อไปมานึกถึงมดคี่ ที่ตามช่องของแผ่นหินที่ยาวๆ แลบนแผ่นหินบ้าง ไต่ไปมาอยู่บ้างแต่ไม่มากนัก จึงหยิบเอาขวดน้ำมันก๊าดมา เอานิ้วมาจุกเข้าที่ปากขวดแล้วตะแคงขวดให้เปียกนิ้วเข้า แล้วเอามาลากเป็นทางให้รอบตัว จะได้กันไม่ให้มาทำอันตรายในเวลานั่งลงไปแล้ว แต่พอทางนิ้วที่เปียกน้ำมันนั้นไม่ทันถึงครึ่งของวงตัวที่นั่ง ความคิดอันหนึ่งเกิดขึ้นว่า "ชีวิตสละได้ แต่ทำไมยังกลัวมดคี่อยู่เล่า" ก็นึกอายตัวเองขึ้นมา เลยวางขวดน้ำมัน แล้วนั่งเข้าที่เลยในเดี๋ยวนั้น ประมาณครึ่งหรือค่อนคืน ไม่มีนาฬิกา ไม่แน่ ก็เห็นผังของจริงของพระพุทธเจ้า ซึ่งมีอยู่ในหนังสือธรรมกาย ที่ "คุณพระทิพย์ปริญญา"เรียบเรียงพิมพ์แจกไปแล้วนั้น ในขณะนั้นก็มาปริวิตกว่า "คัมภีร์โรจายัง ธรรมเป็นของลึกถึงเพียงนี้ ใครจะไปคิดคาดคะเนเอาได้ พ้นวิสัยของความตรึก นึกคิดอยู่ก็เข้าไม่ถึง ที่เข้าถึงต้องทำให้รู้ตรึก รู้นึก รู้คิดนั้น หยุดเป็นจุดเดียวกัน แต่พอหยุดก็ดับ แต่พอดับแล้วก็เกิด ถ้าไม่ดับแล้วไม่เกิด ตรองดูเถิดท่านทั้งหลาย นี้เป็นของจริง หัวต่อมีเป็นอยู่ตรงนี้ ถ้าไม่ถูกส่วนดังนี้ ก็ไม่มีไม่เป็นเด็ดขาด" วิตกอยู่ดังนี้สักครูใหญ่ๆ ก็กลัวว่าความมีความเป็นนั้นจะเลือนไปเสีย จึงเข้าที่ต่อไปใหม่ ราวสักสามสิบนาที ก็เป็นวัดบางปลาปรากฎเหมือนตัวเองไปอยู่ที่วัดนั้น แต่พอชัดดีก็รู้สึกตัวขึ้นมา จึงมีความรู้สึกขึ้นมาว่าจะมีผู้รู้เห็นได้ยากนั้นในวัดบางปลานี้จะต้องมีผู้รู้เห็นได้อย่างแน่นอนจึงปรากฏขึ้นบัดนี้ ต่อแต่นั้นมาก็คำนึงที่จะไปสอนที่วัดนั้นอยู่เรื่อยๆ มา จนถึงออกพรรษารับกฐินแล้วก็ลาสมภารวัดบางคูเวียงไปสอนที่วัดบางปลาราวสี่เดือนมีพระทำเป็นสามรูป คฤหัสถ์สี่คน นี้เริ่มต้นแผ่ธรรมกายของจริง ที่แสวงหาได้มาจริงปรากฏอยู่จนบัดนี้ พระเดชพระคุณพระมงคลเทพมุนี หลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ เป็นผู้บันทึก โอวาทของเจ้าคุณพ่อ ผู้เทศน์เกิด วันศุกร์ ปีวอก บวชมา ๕o พรรษา ค้นคว้าธรรมะเรื่อยมา การออกธุดงค์ ใจเป็นมรรคผล สงบสมาธิ เป็นทางรู้ว่าเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เป็นปัญญา (ไม่ใช่ธรรม) ดวงธรรมที่ทำให้เป็นพุทธรัตนะ ผู้ทศน์รู้จักเกือบ ๕๐ ปี (ตำราไม่มี) โดยการค้นคว้าทางปฏิบัติ ดีที่สุด คือ พระพุทธเจ้า ชั่วที่สุด คือ มาร ผู้เทศน์มารู้ตัวเมื่อบวชแล้ว ว่าต้นธาตุ (คือพระพุทธเจ้าองค์แรกขณะนี้อยู่ในอายตนนิพพาน) ใช้ให้จุติมาเกิด เพื่อปราบมาร (ไม่ให้เจ็บ ไม่ให้แก่ ไม่ให้ตาย) ถ้ามารไม่แพ้ ผู้เทศน์ยอมตายอยู่วัดปากน้ำ มารปล่อยสายมาปกครองมนุษย์ มนุษย์ตกเป็นบ่าวเป็นทาสของโลภะ โทสะ โมหะ (ผลคือความเสียหาย) มีแก่ มีเจ็บ มีตาย เช่นสงครามที่แล้วมาเกิดจาก โลภะ คือ ความโลภเป็นเหตุให้คนเจ็บ คนตาย ลูกชายหญิงมีความหลง โมหะ ว่าตัวเก่งแล้ว พ่อแม่ว่าไม่ได้มีโทสะ โมโห โต้เถียงไม่กลัวเกรง ที่เป็นเช่นนี้เพราะนายโลภะ โทสะ โมหะ เขาปกครอง เขาสั่งให้ทำเช่นนั้น เอาบ้านเมืองมาล่อ เอาความเจ็บความตายมาให้ ปราบมารเหล่านี้เสียได้ มนุษย์จะได้อยู่เป็นสุข เจ้าตัวมารเหมือนผีเที่ยวสิง บังคับให้เป็นไปตามคำสั่งของเขา เราต้องเข้าวิชชาธรรมกายจึงรู้ เห็นหมด เพราะธาตุธรรมไม่เหมือนกัน วัดปากน้ำช่วยเหลือแก้คนป่วยไข้ ให้หาย ไม่ต้องกินยา มารมันยอมให้คนไข้หาย แต่มันไม่ยอมแพ้ มันแพ้หลอกๆ (ตามวิสัยของมาร) มนุษย์ชายหญิงเป็นพระก็มาก เป็นมารก็มาก เป็นธรรมกาย ดูเป็น รักษาตัวได้ เราจับสายธรรมะเสีย เขาก็ไม่รบกัน เก็บสมบัติให้หมด เก็บอาวุธให้หมดตามจุด เขาก็ไม่รบกัน (จับหรือเก็บในที่นี้หมายความว่าเก็บในทางปฏิบัติธรรมะ) กวดกันอย่างนี้ ๒๕ ปีแล้ว แยกพระ แยกมาร ไม่ให้ปนกัน ไม่ให้กระทบกัน ต่างฝ่ายต่างเป็นสุข (เหมือนรัฐกันกระทบในมนุษย์โลก) จะให้สัญญาไม่รังแกกัน ถ้าไม่ยอมก็เก็บฤทธิ์เสีย ที่ไม่ตกลงกันเพราะเขาลองฤทธิ์กัน ผู้เทศน์ปล่อยชีวิต (ยอมตายถวายชีวิตแด่พระพุทธเจ้า) ถึง ๒ คราวจึงได้พบ "ธรรมกาย" (พระพุทธเจ้าเป็นเจ้าของ) ชายหญิงผู้ปฏิบัติธรรมะ ถึง "ธรรมกาย" โคตรภู เท่ากับได้บวชข้างใน เป็นหญิงบวชใน เป็นชายบวชทั้งในทั้งนอกเป็น ๒ ชั้น ความอยากเป็นเหตุให้เกิด เกิดเป็นผล หยาบดับได้ ดับเป็นชั้นๆ ดับตั้งแต่กายมนุษย์หยาบจนถึงธรรมกายความเกิดเป็นของจริง ละได้ก็เห็นดับ ดับนั้นเป็นนิโรธ นิโรธมีขึ้นได้ เพราะศีล สมาธิ ปัญญา ดับหยาบไปหาละเอียดเป็นชั้นๆ เข้าไป จนเป็นพระโสดา ตาดีก็เห็น ญาณดีก็รู้ มีบาลีรับรอง พระพุทธเจ้าทั้งหลาย "ธรรมกาย" นั่นแหละเป็นผู้รักษาความสงบ แสดงเมื่อวันที่ ๗ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๙๘ ตรงกับวันแรม ๖ ค่ำ เดือน ๑๑ ซึ่งเป็นวันคล้ายวันเกิดของเจ้าคุณพ่อ บันทึกโดยนางแฉล้ม อุศุภรัตน์ ตีพิมพ์ในหนังสือ เรื่องธรรมกาย ของพระมงคลเทพมุนี หลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ พ.ศ.๒๔๙๙ คติธรรมพระมงคลเทพมุนี เกิดมาว่าจะมาหาแก้ว พบแล้วไม่กำ จะเกิดมาทำอะไร อ้ายสิ่งที่อยาก เขาก็หลอก อ้ายสิ่งที่หยอก เขาก็ลวง ทำให้จิตเป็นห่วงเป็นใย เลิกอยาก ลาหยอก รีบออกจากกาม เดินตามขันธ์สามเรื่อยไป เสร็จกิจสิบหก ไม่ตกกันดาร เรียกว่านิพพานก็ได้ รักษ์ร่างพอสร่างร้าย รอดตน ยอดเยี่ยม "ธรรมกาย" ผล ผ่องแผ้ว เลอเลิศล่วงกุศล ใดอื่น เชิญท่านถือเอาแก้ว ก่องหล้า เรืองสกล ประกอบเหตุ สังเกตผล ทนเอาเถิด ประเสริฐนัก ไม่หยุด ไม่ถึงพระ ตัวหยุดนี่แหละ เป็นตัวสำเร็จ พระครูปัญญาภิรัต (ถวิล ศรีบุญยรัตน์) พระครูปัญญาภิรัต นามเดิมว่า ถวิล ศรีบุญยรัตน์ เกิดเมื่อวันเสาร์ที่ ๓ ตุลาคม พ.ศ.๒๔๕๗ เกิดที่ อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ เมื่ออายุ ๗ ปี นายกล่อมผู้เป็นโยมบิดา เป็นคนบางคูเวียงได้ทราบกิตติศัพท์ของหลวงพ่อวัดปากน้ำจึงเกิดศรัทธาในวิชชาธรรมกาย จึงไปๆ มาๆ ติดต่อกับวัดปากน้ำ จนเกิดความคุ้นเคย ได้นำบุตรชายซึ่งติดตามมาวัดอยู่เสมอเข้าฝากเป็นศิษย์ของหลวงพ่อ และเมื่ออายุครบ ๘ ปี ก็เข้าศึกษาอักษรสมัยที่โรงเรียนประชาบาลวัดปากน้ำ ซึ่งหลวงพ่อตั้งขึ้นด้วยความปรารถนาเพื่อสร้างกุลบุตร กุลธิดาให้มีความรู้ความฉลาดจนจบ ป.๔ ของโรงเรียน เมื่อออกจากโรงเรียนประชาบาลเพราะจบหลักสูตรแล้ว ด้วยความพอใจและความปรารถนาของพ่อที่จะให้บรรพชา เพื่อศึกษาทางพระศาสนา จึงได้บรรพชาเป็นสามเณรเมื่ออายุได้ ๑๖ ปี โดยบวชวันที่ ๕ พฤศจิกายน ๒๔๗๓ ซึ่งวันนั้นเป็นวันพุธ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒ พอดีเป็นวันลอยกระทง บวชที่อุโบสถวัดโบสถ์ (บน) บางคูเวียง อ.บางกรวย จ.นนทบุรี ซึ่งสมัยนั้นมีพระอธิการนก วัดโบสถ์ (บน) เป็นพระอุปัชฌาย์บวชให้ สามเณรไปมาหาสู่ระหว่างวัดโบสถ์ (บน) กับวัดปากน้ำเป็นประจำ เมื่ออายุได้ ๒๑ ปี จึงอุปสมบท ณ พัทธสีมาวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร ในวันจันทร์ที่ ๘ กรกฎาคม ๒๔๗๘ ตรงกับวันขึ้น ๘ ค่ำ เดือน ๘ ปีกุน โดยมีพระครูบริหารบรมธาตุ(ป่วน) วัดนางชี เป็นพระอุปัชฌาย์ มีพระครูสมณ ธรรม-สมาทาน(สด จนฺทสรเถร) วัดปากน้ำภาษีเจริญ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ ได้รับฉายาว่า ธมฺมภิรโต ในสมัยที่พระเดชพระคุณ พระมงคลเทพมุนี (หลวงพ่อวัดปากน้ำ)ยังมีชีวิตอยู่ ท่านได้รับมอบหมายจากหลวงพ่อให้เป็นเจ้าหน้าที่ขานชื่อพระและได้เป็นผู้ปกครองดูแลความประพฤติของพระ เป็นหูเป็นตาแทนหลวงพ่อ และได้ช่วยหลวงพ่อหาเงินบูรณะปฏิสังขรณ์และก่อสร้างเสนาสนะภายในวัด จนกระทั่งหลวงพ่อวัดปากน้ำมรณภาพ ท่านพระครูปัญญาภิรัต เป็นเพื่อนสหธรรมิกกับพระครูมงคลพัฒนคุณ และได้มาเยี่ยมเยียนไปมาหาสู่กันอยู่เสมอในสมัยที่พระครูมงคลวัฒนคุณยังดำรงสมณะศักดิ์ เป็นพระครูใบฎีกา ในปี พ.ศ.๒๕๐๗ ท่านได้รับแต่งตั้ง เป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ได้ช่วยดูแลกิจการงานของสงฆ์ ในวัดปากน้ำมาตลอด จนถึงวันที่ ๑๓ กันยายน พ.ศ.๒๕๒๖ พระครูปัญญาภิรัต ท่านก็มรณภาพ นับว่าหลวงพ่อพระครูปัญญาภิรัต เป็นผู้ทำประโยชน์ให้อย่างมากกับพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะวัดโบสถ์ (บน) และวัดปากน้ำภาษีเจริญ ลุงชม ทองสุขมาก ลุงชมเกิดปีขาล พ.ศ.๒๔๔๕ เป็นคนบางคูเวียง พบหลวงพ่อสด(หลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ) ครั้งแรก ลุงอายุได้ ๑๕ ปี หลวงพ่ออธิการชุ่ม(เจ้าอาวาสวัดโบสถ์) เคยถวายคัมภีร์มูลกัจจายน์ และคัมภีร์พระธรรมให้หลวงพ่อสดตอนเรียนปริยัติธรรม หลวงพ่อสดท่านรู้จักกับหลวงพ่อนกที่วัดสองพี่น้อง สุพรรณบุรี ตอนท่านไปเอาดินมาปั้นหุ่นพระ และเอามาทำดินสอเขียนขอมแท่งใหญ่เอาไว้เขียนบนกระดานชนวน ดินมีลักษณะเป็นดินขาว ช่วงนั้นหลวงพ่อสดเรียนอยู่ที่วัดโพธิ์ ส่วนหลวงพ่อนกอยู่ที่วัดโบสถ์(บน) บางคูเวียง แล้วมีวันหนึ่งหลวงพ่อสดท่านมาเยี่ยมหลวงพ่อนกที่วัดโบสถ์ สมัยนั้นพระอธิการชุ่ม เป็นเจ้าอาวาส หลวงพ่อนกจะชวนหลวงพ่อสดไปฉันด้วยกัน ๒ องค์ บนหอฉัน ทุกเช้าลุงชมจะเอาเรือพายออกไปรับอาหารบิณฑบาต พายเรือไปตามคลองบางกอกน้อย แล้วนำภัตตาหารมาถวายหลวงพ่อนก หลวงพ่อนกก็เรียกหลวงพ่อสดมาฉันด้วยกัน นอกจากนี้ลุงชมคอยอุปัฏฐากหลวงพ่อนก พอเวลาหลวงพ่อสดมาก็ต้องมาอุปัฏฐากหลวงพ่อสดด้วย หลวงพ่อสดเห็นไอ้ชมก็เมตตาสอนหนังสือหนังหาให้ หลวงพ่อนกท่านจะให้หลวงพ่อสดไปเทศน์แทน มีครั้งหนึ่งลุงชมพายเรือพาหลวงพ่อสดไปเทศน์ที่วัดสิงห์ ลุงชมไม่เคยฟังหลวงพ่อสดเทศน์ เทศน์กับเจ้าคุณวัดโมลีซึ่งตอนนั้นท่านยังเป็นแค่พระครู(เจ้าคณะอำเภบางบัวทอง) จำได้ว่าหลวงพ่อสดบอกพระครูว่า ท่านตอบให้ดีๆ นะ ท่านเป็นถึงพระครูนะ พระครูนันทปรีชา แปลว่าเป็นผู้มีปรีชาในมณฑลนี้ เป็นการปุจฉา-วิสัชนาระหว่างพระ ๒ รูป พอเย็นลุงชมก็พายเรือพาหลวงพ่อสดกลับ กิจวัตรที่หลวงพ่อสดท่านทำเป็นประจำคือ เวลาบ่าย ๒ โมง ท่านจะเข้าปฏิบัติสมาธิในโบสถ์ บรรยากาศแต่ก่อนรอบโบสถ์จะมีต้นไม้มาก เป็นป่าล้อมรอบบริเวณโดยรอบเงียบ มีอาจารย์ฉิ่งเป็นอาจารย์สอนหนังสือขอม มาจากสำนักวัดระฆัง ท่านชอบมาลองภูมิหลวงพ่อสดอยู่เรื่อย หลวงพ่อท่านรำคาญก็กลับไปอยู่วัดโพธิ์ หลวงพ่อสดท่านไปๆ มาๆ วัดโบสถ์อยู่เรื่อย และอีกทั้งท่านรำลึกถึงอุปการะคุณที่หลวงพ่ออธิการชุ่มถวายคัมภีร์มูลกัจจายน์ และคัมภีร์พระธรรมให้สมัยเรียนปริยัติธรรม หลวงพ่อสดจึงบังเกิดความคิดว่า ถึงแม้ในวัดเชตุพนฯ จะมีที่กว้างขวางก็ตาม แต่หลวงพ่อชุ่มท่านก็มีอุปการะคุณอยู่มากทีเดียว จึงควรที่จะแทนคุณท่าน ในพรรษาที่ ๑๒ หลวงพ่อสดจึงเดินทางมาจำพรรษาที่วัดโบสถ์ (บน) หลวงพ่อนกมักจะให้หลวงพ่อสดไปเทศน์แทนท่านเสมอ ลุงชมก็ไปปฏิบัติ ไปนวดหลวงพ่อสดเป็นประจำ มีอยู่วันหนึ่งกำลังนวดหลวงพ่ออยู่ในโบสถ์ หลวงพ่อก็ถามว่า "ไอ้ชม มึงกำลังนวดอะไรอยู่" ลุงชมตอบ "ก็นวดอาจารย์ยังไง" หลวงพ่อบอก "มึงนวดตู้พระธรรมเชียวนะ" ในช่วงพรรษาจำได้ว่าวันนั้นเป็นวันพระจันทร์เต็มดวงวันเพ็ญเดือน ๑๐ หลังจากหลวงพ่อสดท่านลงปาติโมกข์เสร็จ ท่านก็สรงน้ำแล้วก็เข้าโบสถ์ในเวลาเย็น เพื่อปฏิบัติธรรม ขณะนั่งลงก็เห็นมีมดคันขึ้นเต็มหมดตามร่องแผ่นหินในพื้นโบสถ์ ตอนนั้นยังไม่มืด ท่านก็เรียกไอ้ชม มึงไปหาน้ำมันมาวงให้อาจารย์ทีชิวะ ไอ้ชมก็ลุกไป แต่ยังไม่ทันออกจากโบสถ์ พอจะก้าวออกจากโบสถ์ ท่านก็เรียกกลับไป ท่านบอกว่า "ไอ้ชม กูสู้มดตัวเล็กไม่ได้ กูก็คงสำเร็จอะไรไม่ได้" แล้วในคืนนั้นเองหลวงพ่อสดท่านก็ได้บรรลุวิชชาธรรมกายในโบสถ์หลังนี้ โดยมีมดเป็นสักขีพยาน ในช่วงที่หลวงพ่อสดไปเป็นเจ้าอาวาสที่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ มีคนแถววัดโบสถ์ ที่ตามไปบวชอยู่กับท่าน เป็นลูกของตากล่อม ชื่อ นายถวิล นายถวัลย์ คนชื่อถวิล ได้เป็นพระครูปัญญาภิรัต เป็นลูกศิษย์ก้นกุฏิของหลวงพ่อ มีหน้าที่คอยดูแลเณรให้หลวงพ่อสด หลวงพ่อ (พระครูมงคลพัฒนคุณ) บอกว่าคุ้นเคยกับพระครูปัญญา เวลาไปวัดปากน้ำ ก็จะไปที่กุฏิของพระครูปัญญา ไปตั้งแต่สมัยที่ยังไม่ได้เป็นพระครู ลุงชมอายุได้ ๒๐ ปี ก็บวชเป็นพระที่วัดโบสถ์ มีหมายเรียกให้ลุงไปเกณฑ์ทหาร สมัยนั้นทุกคนกลัวการไปเป็นทหารมาก จะไปให้หมอดีๆ ช่วยโยมของลุงชมไปขอให้หลวงพ่อสดช่วย ไม่ให้ถูกทหาร บอกว่าอยากให้ไอ้ชมบวชอีกสัก ๑-๒ พรรษาแล้วค่อยสึก ท่านก็บอกว่า "เออคุณ มันการบ้านการเมืองนะ ถ้าคนไม่ถูกทหารหมด บ้านเมืองจะอยู่ได้ยังไง" ลุงชมก็นั่งฟังท่าน แล้วท่านก็หันมาทางลุงชม แล้วก็บอกว่า เอ้าคุณลองดู คุณไปตักน้ำมาถังหนึ่ง เอาคาถานี้ไปภาวนา จุดธูปจุดเทียนเข้า ภาวนาว่า"นะ มะ พะ ทะ หญิงชายทั้งหลายเห็นหน้าเมตตาจิต พุทธะสังมิ" พอใจนิ่งดี ก็เอาน้ำมนต์รดเลย รดแล้วก็เปลี่ยนผ้าไปเลย ไม่ต้องไปคุยกับใครจนกว่าเราจะเสร็จกิจที่ไปทำ ลุงชมตอนนั้นเป็นพระอยู่ ก็กลัวเป็นทหาร ท่องบทภาวนาไปเรื่อยๆ เดินไปภาวนาไป พอไปถึงที่ เขาเรียกลุงชมไปเขาก็ตรวจตา ตรวจหัวเข่า เขาก็ถามว่าคุณไม่เคยเป็นอะไรหรือ ลุงชมก็ตอบว่าไม่เคย (ขณะนั้นในใจลุงชมภาวนาตลอด) แล้วเขาก็บอกประเภท ๒ ให้กลับบ้านได้ ลุงชมดีใจ เดี๋ยวนี้ลุงชมไม่อยู่แล้ว ถ้าอยู่อายุก็ร่วม ๑๐๐ ปี ไม่งั้นคงจะได้พูด ได้คุยเรื่องราวต่างๆ กับลุงชม หลวงพ่อพระครูมงคลพัฒนคุณ เจ้าอาวาสวัดโบสถ์ (บน) องค์ปัจจุบัน ท่านบอกว่า นี่เป็นเรื่องราวที่ลุงชมได้เล่าให้ท่านฟังเกี่ยวกับหลวงพ่อสดครั้งมาที่วัดโบสถ์ (บน) บางคูเวียง พระดร.มหาทวนชัย อธิจิตโต ใต้ร่มบารมีหลวงพ่อ "อาตมาเกิดปี ๒๔๘๓ เมื่อก่อนเป็นเณรตัวเล็กๆ จบชั้น ป.๔ บ้านเกิดเมืองนอนอยู่จังหวัดนครราชสีมา อำเภอพิมาย บ้านท่าหลวง คือมันมีเรื่องมหัศจรรย์สมัยที่หลวงพ่อวัดปากน้ำ ยังมีชีวิตอยู่นั้นท่านมีเมตตาเลี้ยงดูพระเณรแล้วก็กระจายชื่อเสียงความเมตตาไปทั่วประเทศไทยทั่วโลกก็ว่าได้ อาตมาเป็นผลิตผลองค์น้อยๆ องค์หนึ่ง ซึ่งมีบุญเกี่ยวพันกับหลวงพ่อมา โดยที่ไม่ได้รู้จัก ไม่ได้มากรุงเทพฯเลย อยู่ในป่าในดงห่างไกลความเจริญ แต่มีพระที่มาปฏิบัติธรรมกาย อยู่ที่วัดปากน้ำเป็นพระธุดงค์จะมีพระทั่วประเทศมาปฏิบัติธรรมสายธรรมกายของหลวงพ่อวัดปากน้ำ ที่หลวงพ่อรับผิดชอบสอนอยู่แล้วกลับไปประพฤติปฏิบัติ แล้วองค์นี้ก็เหมือนกันกลับไปนครราชสีมา อาตมาตอนนั้นจบชั้น ป.๔ บวชเป็นสามเณรเรียบร้อยแล้ว เห็นมีลักษณะดี พระธุดงค์เลยบอกว่า "สามเณรอยากศึกษาเล่าเรียนก็ให้ไปวัดปากน้ำ ภาษีเจริญนะ ตลาดพลูนั่นแหละไปไม่ยากหรอก นครราชสีมาไปหัวลำโพงเอง" อาตมาก็ไม่เคยมา เป็นเณรยังเด็กด้วย แต่ด้วยบุญบารมีของหลวงพ่อวัดปากน้ำ มีฤทธิ์มีเดช ท่านสามารถทำให้อาตมาตัดสินใจโดยที่เป็นเด็ก แปลกเหมือนกันปุ๊ปปั๊ปก็บอกว่าจะไปหาหลวงพ่อวัดปากน้ำ ใครห้ามก็ไม่ได้ ซึ่งมันเป็นประสบการณ์ที่แปลกไม่มีใครเขาทำกัน ซึ่งบารมีและแรงดลใจของท่าน ท่านคงจะรู้ว่าเราคงจะมีประสิทธิภาพ จะช่วยงานพระศาสนา ช่วยงานหลวงพ่อ ช่วยกู้เกียรติชื่อเสียงหลวงพ่อ และช่วยกู้พระศาสนาด้วย ก็ตัดสินใจขึ้นรถไฟจาก อ.พิมาย มาที่ จ.นครราชสีมา ตอนนั้นปี พ.ศ.๒๔๙๕ อายุ ๑๒ ปีนั่งรถไฟ มาถึงก็ช่าง ไม่ถึงก็ช่าง เราก็ไม่เคยนั่งแต่ด้วยบารมีของท่านคุ้มครองมา คอยป้องกันจนกระทั่งมาถึงหัวลำโพงก็ห้าโมงเย็น ไอ้เราก็ไม่เคยไปต่างจังหวัด ไม่เคยออกจากบ้าน ไม่รู้จะไปไหน พอลงจากหัวลำโพงแล้ว พอดีท่านก็ดลบันดาลให้พระชื่อว่า พระมหามาโนช ซึ่งไม่รู้ว่าท่านมรณะหรือยังตอนนี้ ท่านเดินผ่านมา เราก็บอกท่านว่า "หลวงพี่ สิไปไหนเล่า" พูดภาษาโคราช ท่านก็บอกว่า "จะไปวัดปากน้ำ" นี่มันมหัศจรรย์ขึ้นแล้ว เราก็จะไปวัดปากน้ำ หลวงพี่ก็จะไปวัดปากน้ำเห็นมั้ยนี่ หลวงพ่อท่านดลบันดาลให้ เราก็บอกว่า "ผมขอไปดาวหวัด ขอไปด้วยได้ไหมครับ"พูดภาษากรุงเทพก็ไม่เป็น ตอนนั้นใช้ภาษาอีสาน ภาษานครราชสีมาซึ่งมันเป็นไทเบิ้ง มันก็ไม่ใช่ไทยแล้วก็ไม่ใช่ภาษาลาว เราคงเข้าใจกันดี หลวงพี่ก็บอกว่า "ไปชิ ไปเณร ไปด้วยกันเลย"ท่านก็รับไป พอถึงตลาดพลู ก็มืดค่ำฟ้าก็มืดเราก็ลงเดินตามท่านไปที่วัดปากน้ำ ก็มาด้วยดีแบบปาฏิหาริย์ เหมือนเทวดานำส่ง พอถึงแล้วท่านก็บอกว่าถึงแล้ววัดปากน้ำ แล้วท่านก็เดินไปที่กุฏิของท่าน ท่านก็ไม่ได้บอกว่าให้สามเณรไปที่ไหน ไอ้เราพอถึงหลวงพ่อแล้วก็ดีใจสิ นี่หรือวัดปากน้ำ หลวงพ่อวัดปากน้ำที่มีชื่อเสียง ก็ตัดสินใจเดินไปที่โบสถ์ ที่โบสถ์มีผู้นำ เขาเรียกว่าเป็นผู้นำ ดูแลหัวหน้าพระเรียกว่าหลวงพี่เขียน ชื่อเขียน อาตมาก็อุ้มบาตร ห่มจีวรตัวเล็กๆ เดินยังไม่คล่องเพราะว่ายังเล็กอยู่นะ เสร็จแล้วก็ไปที่โบสถ์ ไปนั่งพักอยู่ ก็ไม่รู้ว่าจะไปที่ไหน เพราะยังเล็กอยู่นะ ความเป็นเด็กบ้านนอก พูดจาก็ไม่เก่ง สังคมไม่เป็น ก็ไปนั่งอยู่ที่เจดีย์ ก็ไปนั่งอยู่ตรงหน้าโบสถ์จนกระทั่งมืด ค่ำ หลวงพ่อออกรับแขกตอนห้าโมงเย็น เราก็ไม่รู้ว่าหลวงพ่ออยู่ที่ไหน ความไม่กล้า เป็นเด็กก็นั่งเฉยอยู่เกือบจะร้องไห้แล้ว ก็ไม่รู้นี่ฉันมายังไง ทำนองว่าหลงมา กรรมเวรอะไรหนอ ต้องมาอยู่เดียวดาย ไม่มีพ่อแม่ดูแล ไม่มีใครคอยช่วยเหลือ ก็นั่งนึกอยู่ ประเดี๋ยวเดียวก็มีพระมาเจอ ก็ถามว่า "เณรมาจากไหน" "ผมมาจากโคราชครับ" "จะไปไหน" "สิมาอยู่วัดปากน้ำครับ" "เอ้านี่แหละวัดปากน้ำ จะมาอยู่วัดปากน้ำ ก็ต้องไปพบหลวงพ่อเจ้าอาวาสก่อนสิ" "ครับ หลวงพ่ออยู่ไหมครับ" "โน่น ท่านกำลังรับแขก" สมัยก่อนมีโยมอุปัฏฐากอยู่สองคน คนหนึ่งดำ คนหนึ่งขาว ประยูรนั้นคนขาว คนดำ นั่นชื่อเปล่ง เสร็จแล้วก็เดินทางเข้าไปกราบหลวงพ่อ ตอนนั้นมีผู้ใหญ่มาพบท่านเป็นประจำ เป็นกิจวัตรท่านจะออกไปรับแขก ตอนห้าโมงเย็นเสร็จแล้วก็มีอาสนะโยมยูร (ลุงประยูร) เขาจัดไว้ตรงกุฏิหลังเก่า แล้วก็มีรั้วสังกะสีมีประตูเก่าๆ ท่านใช้เป็นที่รับแขก อาตมาก็เดินไป พอถึงประตูเห็นท่านรับแขกอยู่ ตอนนั้นมีท่านมหา เป็นเปรียญธรรมสูงมากเลย เข้าไปคุยกับท่านไปเถียงธรรมะกัน เราก็เข้าไปนั่งก้มกราบท่าน พอกราบเสร็จแล้วท่านนั่งอยู่บนเก้าอี้ เราก็เข้าไปด้านซ้ายของท่าน ด้านติดประตู เข้าไปกราบเสร็จแล้ว ท่านก็หันมาถาม "เออ เณร มาจากไหน" รู้สึกว่าท่านจะเมตตามากเลย "ผมมาจากนครราชสีมาครับ" "จะไปไหนละ" "จะมาอยู่วัดปากน้ำครับ" "เออ งั้นก็รับๆ ไว้" "มีที่พักหรือยังละ" ท่านถาม "ผมอยู่ในโบสถ์ครับ" "เออดีแล้ว อยู่กับท่านเขียนนะ" ท่านก็รับไว้เรียบร้อยนะ แค่นี่เอง เป็นเรื่องประหลาด ว่องไว ได้พบท่านตามเจตนามา นั่งรถไฟมาตั้งแต่เช้า มาถึงนี่ก็หนึ่งทุ่มแล้วทำนองนั้นนะ นี่ก็ได้อยู่วัดปากน้ำเป็นอันว่ารับตัวมาวัดปากน้ำเรียบร้อยแล้ว ระหว่างอยู่ที่ในโบสถ์ เป็นหน้าที่ของสามเณร มีเพื่อนสามเณรมาอยู่ด้วยกันชื่ออะไรก็ลืมไปแล้ว อยู่กันสององค์ มีหน้าที่เทกระโถน เวลามีงานพิธีกรรมต่างๆ เช่น วันพระ ทุกวันหลวงพ่อท่านจะลงจากกุฏิ ท่านมาแจกของขวัญ ญาติโยมจากทั่วประเทศมารับพระของขวัญหลวงพ่อเขาเรียกรุ่นหนึ่ง รุ่นสอง สมัยอาตมาทั้งนั้นแหละ ทำด้วยมือในโรงงาน ใช้อะไรทำเหรอ ดอกบัว ดอกบัวมีเยอะ เอาไปตากแห้ง เสร็จแล้วโยมอุบาสิกาแม่ชี นำไปตากแห้งแล้วเอามาปนๆ ที่กลายเป็นพระของขวัญ ที่ว่าศักดิ์สิทธิ์ มีชื่อไปทั่ว มีปาฏิหาริย์ รุ่นอาตมา รุ่นสามเณรตัวเล็กๆ เสร็จแล้วก็ เวลาตอนบ่ายเนี่ย จะมีท่านมหาเจียก ตัวดำๆ เล็กๆ นิสัยดีมากเลย นี่ดูแลไฟฟ้า กิจกรรมต่างๆ ท่านจะดูแลเรื่องไฟฟ้า เปิดเครื่องเสียง หลังจากหลวงพ่อทำวัตรเช้าท่านจะเทศน์ หลวงพ่อจะต้องอบรมพระเณรทั่ววัดปากน้ำ ที่ฉันเสร็จแล้วต้องมาฟังเทศน์ชะก่อนขัดเกลาเช้าเย็น เรียกว่าอบรมอย่างดี ให้เป็นคนดี ให้เป็นตัวแทนเพื่อที่จะสืบต่ออายุพระพุทธศาสนา แล้วก็ศึกษาเล่าเรียน ทั้งปริยัติ ปฏิบัติ วัดปากน้ำนี่สายปฏิบัติ สายธรรมกายดังมาตั้งแต่สมัยนั้นแล้ว ขอเล่าเรื่องตอนวันพฤหัส วันพฤหัสถือว่าเป็นวันครู เป็นวันแรงวันศักดิ์สิทธิ์ หลวงพ่อท่านจะถือว่าวันนี้เป็นวันขึ้นธรรม หมายความว่าเป็นวันที่มาปฏิบัติธรรมสายพระธรรมกาย สายที่ท่านสอน จะต้องมารับธรรมะ คือจะต้องมาขึ้นธรรม จะต้องมารับหลักการซึ่งท่านจะลงไปสอนในช่วงบ่าย ฉันเพลเสร็จในช่วงบ่าย ประเดี๋ยวเดียวญาติโยมเต็ม ถือเป็นประเพณี ธรรมะสายปฏิบัติของหลวงพ่อจะต้องมาวันครู วันพฤหัส อาตมาเป็นเณร หลวงพ่อไปไหนก็ตามไปเพราะว่าเป็นคนจัดอาสนะ แล้วที่สำคัญเป็นพนักงานขัดรองเท้าแตะ เพราะเราจะคอยดูอยู่ตลอดเวลาว่ารองเท้าฟองน้ำของหลวงพ่อดำเมื่อไหร่ อยู่มาวันหนึ่งท่านไปฉันนอกวัด กลับมามันก็ดำ เราก็มีหน้าที่ใช้แปรงเก่าขัด เวลาท่านมาในโบสถ์ ท่านมาแจกพระของขวัญ หรือว่าเวลาลงอุโบสถสังฆกรรมเราเป็นเณรลงไม่ได้ เราก็รออยู่ข้างนอก เสร็จแล้วก็ดูรองเท้าท่าน หยิบไป เอาแฟ็บโรยๆ เอาน้ำขัด เอาแปรงขัด ใส หลวงพ่อออกมาจำรองเท้าตัวเองไม่ได้ เอ๊ะ! รองเท้าฉันหรือเปล่า มันสวยมันเงาวับเลย ก็มารู้ทีหลังว่าเณรตัวเล็กนี่เองลูกตัวนี้เอง ที่ท่านเมตตาเคยรับไว้ ท่านก็ยิ้มๆ มีอยู่ครั้งหนึ่ง อาตมามีจีวรตัวเดียว ห่มมาตั้งเจ็ดแปดปีแล้วละมั้ง เสร็จแล้วมันก็เก่า ก็เลยตัดสินใจไปขอจีวรหลวงพ่อใหม่ดีกว่าเราก็เข้าไปกราบท่าน "ก็เออ..มาอะไรลูก" "ผมไม่มีจีวรครับ จีวรตัวนี้มันเก่ามันจะขาดหมดแล้ว" ว่างั้น พูดภาษากรุงเทพยังไม่ค่อยชัด ติดภาษาโคราชอยู่เรื่อย หลวงพ่อก็เรียกยูรๆ ไปเอาจีวรมาให้เณรหน่อย โยมยูรก็ขึ้นไปค้นจีวร ตัวยังเล็กอยู่ก็เลือกขนาดที่มันพอดีกับตัวเรา แล้วเราก็กราบท่าน นี่แหละคือของขวัญที่ท่านให้ เป็นที่ประทับใจมาก คือได้จีวรจากหลวงพ่อวัดปากน้ำ เหมือนของขวัญที่ล้ำประเสริฐ ที่มีชีวิตอยู่ร่วมสมัยกับท่าน และอีกสิ่งหนึ่งที่ได้จากท่าน ก็คือพระของขวัญซึ่งล่ำลือเพราะปาฏิหาริย์ เขาลือกันว่า ตอนนั้นสงครามเกาหลีนะ หนังสือพิมพ์ "พิมพ์ไทย" ยังมองเห็นติดตาเลย จับใส่กรอบติดไว้ที่หน้ากุฏิหลวงพ่อนั่นแหละว่าทหารไทยโดนทหารฝ่ายคอมมิวนิสต์เกาหลีเหนือยิงเหมือนว่าไม่แตะต้องผิวหนังคือไม่เข้า ไม่ตาย เหมือนยาง เหมือนบอน เสร็จแล้วมันก็จะเป็นเพียงรอย ไม่ตาย เขาเรียกว่าไอ้พวกนี้เป็นทหารผี ฝ่ายคอมมิวนิสต์เกาหลีเหนือนี่กลัวมากเลย เจอทหารไทยนี่ไม่กล้าที่จะตอแยหรือว่าเข้ารบด้วย สาเหตุมาจากเล่าลือกันว่าพระหลวงพ่อวัดปากน้ำนี่ศักดิ์สิทธิ์มาก เออทหารนี่ข้าศึกยิงไม่ตาย ยิงไม่เข้าก็เลยดังกันใหญ่เลย หนังสือพิมพ์ "พิมพ์ไทย" ก็ลงข่าวทหารผู้นั้นแขวนไว้อีก ที่หน้ากุฏิที่เรือนฝาไม้ อาตมาก็ไปอ่านดูเสร็จแล้วต่อมา เออ...อาตมาก็เอาสักองค์หนึ่ง ที่จริงพระหลวงพ่อจำหน่ายเป็นการบูชาองค์ละสามสิบบาทนะ เลี่ยมกรอบทองสีเงินเงาวับเลย อย่างที่เราทราบๆ กัน ไซค์เดียวกันที่เราเห็นแต่ว่าเป็นรุ่นที่ทำขึ้นในสมัยท่าน ญาติโยมก็แตกตื่นกันทั่วประเทศเลย ฝรั่งมังค่าก็มากันเยอะแยะเลย เพราะพระท่านมีปาฏิหาริย์ ด้วยอำนาจฌานของ สมาธิเป็นหลักของวิชชาธรรมกายที่สอนอยู่นี่นะ เรื่องนี้มันก็เป็นเรื่องแปลกเป็นเรื่องอิทธิปาฏิหาริย์ คนเขาเถียงกัน บางคนก็เชื่อ บางคนก็ไม่เชื่อ บางคนก็ต่อว่า บางคนก็พอใจ มันเป็นเรื่องนานาจิตตัง คนที่ไม่รู้เข้าไม่ถึงก็หาว่าโกหก หาว่าเป็นการหลอกลวง บางคนที่เขาผ่านมาประสบด้วยตนเองเขาก็เชื่อ เขาก็ศรัทธาในเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เสร็จแล้วอาตมาก็ได้รับพระของขวัญจากหลวงพ่อองค์หนึ่งนะแขวนไว้ พระทุกองค์ในวัด จะมีพระของขวัญนี้ติดไว้ที่อังสะ มันจะมีที่เหน็บแขวนไว้ ทุกองค์ เพื่อคุ้มครอง เพื่อสิริมงคล เพื่อปลอดภัยใช้ได้ทุกสถาน ใช้ได้ทุกโอกาส แต่ว่ามีหลักอยู่ว่าถ้าเราจะไปไหนเราต้องอาราธนาพระหลวงพ่อให้คุ้มครองคือบอกกล่าว เหมือนกับบอกกล่าวท่านนี่ เออ..ลูกจะไปธุระที่จังหวัดนครราชสีมา ขอให้ไปดีมาดี สวัสดีมีชัย คล้ายๆ กับบอกกล่าวสิ่งศักดิ์สิทธิ์คือว่าสิ่งที่เรามองไม่เห็นนะ ครูบาอาจารย์ คุณของพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ให้ช่วยคุ้มครองให้ด้วย เสร็จแล้วเราก็เดินทางไป เราก็ปลอดภัยดีนะ รถก็ไม่คว่ำ เครื่องบินก็ไม่ตก เรือก็ไม่ล่ม อะไรต่ออะไรมันก็ศักดิ์สิทธิ์ ดังมาก จนกระทั่งตอนหลังแม้กระทั่งหลวงพ่อมรณะภาพลงไปแล้วก็ยังดังอยู่ ทำขึ้นมา คนไปรับไม่รู้กี่แสนกี่ล้าน เหยียบกันตายก็มี ดังที่มีข่าวที่แล้วนะ หนังสือพิมพ์ลง นี่ขนาดรุ่นหลังนะ ตอนนั้นพระหลวงพ่อรุ่นแรกๆ คนถามหามากเลย แล้วก็มีหลักอยู่ว่า ถ้าพระนี้หายให้บูชา หมายถึงอธิษฐานให้พระนั้นกลับคืนมา ถ้าของๆ เราสมบัติของเราประพฤติดีปฏิบัติชอบ พระนั้นก็จะอยู่ด้วยกับคนดีคนประพฤติชอบแต่ถ้าทำไม่ดี พระของหลวงพ่อจะหายนะ หายไปเฉยๆ ท่านเสด็จได้เสด็จหนีได้ เสด็จกลับได้ เพราะฉะนั้น เออ..ถ้าพระหายก็หมั่นบูชา เดี๋ยวก็กลับมาเหมือนพระธาตุ พระสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้าเหมือนกัน ถ้าคนนำไปบูชาดีจะเพิ่มนะ จากสองสามองค์กลายเป็นเต็มเลย เป็นร้อยองค์แบ่งไม่หมดทำนองนั้น อาตมาเป็นสามเณรอีกองค์ที่ครูบาอาจารย์มุ่งหวังที่จะรับสืบทอดในวิชชาธรรมกาย อาตมาก็ทำดีที่สุดเพราะว่าสมัยเป็นเณรปฏิบัตินี้จิตมันไม่วอกแวก จิตมันไม่ฟุ้งซ่าน เรื่องรูปเสียงกลิ่นรสนี้มันไม่มี ผู้หญิงนี่รักไม่เป็น ความรักนี้ไม่รู้จัก เพราะฉะนั้นจิตมันก็แน่วแน่ นิ่งสงบเย็น เบิกบานแล้วก็พร้อมที่จะปฏิบัติธรรมได้ เข้าถึงธรรมกายได้ง่าย ก็สำเร็จธรรมกายตั้งแต่ตอนเป็นเณร หลวงพ่อเรียกให้ไปเป็นทหารเอก คือเป็นเณรน้อยๆ เข้าไปปฏิบัติในโรงงาน เขามีศัพท์เรียกว่าโรงงานคือผู้ที่ได้ธรรมกายขั้นสูงแล้วจะต้องได้ระดมพลกันมาเพื่อที่จะทำงานต่อสู้กับฝ่ายอธรรม คือคนที่ชั่วมันก็ชั่วสุดๆ เหมือนกันนะ คนที่ชั่วสุดๆ มันก็มีหัวหน้าใหญ่เหมือนกันนะ เหมือนกับฝ่ายข้าศึก ฝ่ายคอมมิวนิสต์มันก็ใหญ่จริงๆ มันก็เป็นหัวหน้าฝ่ายชั่ว ฝ่ายเสรีก็มีอเมริกาเป็นฝ่ายหัวหน้าหัวโจกอะไรอย่างนั้นนะ เราเป็นพระฝ่ายธรรมะ ฝ่ายพระพุทธศาสนาก็จะมีมารมารังควานตั้งแต่สมัยพุทธกาล มีพระเทวทัต มีมาร นางจิณจมารวิกา อะไรต่างๆ คอยมาเบียดเบียน แล้วก็มาทำลายพระพุทธเจ้า นัยยะเดียวกันสมัยที่เราปฏิบัติธรรม ผู้ที่เข้าถึงธรรมกายแล้ว สามารถเดินธรรมได้ สามารถที่จะถอดกายได้ ไอ้ที่ประหลาดที่สุดคือให้ถอดกาย การถอดกาย คือถอดจิตไปในที่ จากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง ไปดูสิ่งต่างๆ ไปพบเห็นในแดนที่ไม่เคยไป ไม่รู้จัก ไปพบบุคคลที่ไม่เคยรู้จัก ไม่เคยเห็น อันนี้เป็นอำนาจแล้วก็เป็นสิ่งปาฏิหาริย์ของวิชชาธรรมกาย อยู่มาครั้งหนึ่งท่านเจ้าอาวาส นี่ก็ลืมชื่ออีกแล้วองค์ผอมๆ นั่นแหละซึ่งเป็นรองของหลวงพ่อวัดปากน้ำ อยู่กันมามันก็สนิทสนม แต่พอมาสี่สิบห้าสิบปีมันก็ลืมชื่อไปหมดแต่เห็นภาพอยู่ในสมาธิ เสร็จแล้วท่านทดลองอาตมาเป็นเณรธรรมกายมีเณรอยู่ด้วยกัน องค์นั้นก็ตัวเท่ากันอายุสิบสองขวบ ไม่รู้ไปไหนแล้ว เสร็จแล้วท่านจับเรามานั่งให้ถอดกายไปดู ตอนนั้นมันมีแมลงวันตัวหนึ่ง แมลงวันตัวหนึ่ง อีท่าไหนก็ไม่รู้ มาตายต่อหน้าท่าน "เออ เณรเข้าสมาธิ ตามดูวิญญาณของสัตว์ตัวนี้ ไปไหน" เราก็เข้าสมาธิติดตามดู ก็ติดตามดูไปท่านก็ให้ติดตามไป ติดตามไป วิญญาณเขาอยู่ที่ไหน ไปที่ไหน เราก็เข้าสมาธิไปดูนะ ก็ตอบคำถามท่าน ท่านถามว่า "เห็นอะไรบ้างลูก" เราก็ "เห็นแล้ว ตอนนี้เขายังอยู่ที่นี่ ยังเจ็บปวดแล้วก็เขาก็ยังไม่รู้ว่าตัวตาย" การตายนี่มันมีสภาพที่ตัวเองไม่รู้นะ บางคนตายไปแล้ว ทำงานศพแล้วแต่ตัวยังไม่รู้ว่าตาย แต่เขาจะสามารถมามองย้อนดูตัวเอง เอ๊ะมันฉันนี่ไอ้รูปที่ตั้งอยู่ที่งานศพนี่ตัวฉัน แล้วทำไมตัวฉันถึงมาอยู่ในสิ่งมีชีวิตอยู่ตรงนี้ ในกายใหม่ ภพใหม่ บางคนที่ไม่เข้าใจธรรมะ เขาจะประหลาดใจตัวเองว่าเอ๊ะ นี่มันอะไร มันศพใคร เอ๊ะนี่มันตัวเรานี่นา เรามันตายแล้วนี่นา มันจะเกิดสิ่งที่ประหลาดแบบนี้ เพราะฉะนั้นเราต้องเรียนการเกิด การแก่ การเจ็บ การตาย ให้คล่องแคล่ว การเข้าฌาน ออกฌาน พูดเรื่องฌาน เดี๋ยวจะหาว่าเป็น อวดอุตตริอีก ก็พูดให้ฟังในฐานะที่ได้ศึกษาผ่านมา ทำมา ก็เป็นการให้วิทยาทานเป็นผลของการปฏิบัติ สายวัดปากน้ำ เป็นวิชชาถอดกายมีความสำคัญมาก เราจะถอดกายบางทีก็ไปเฝ้าพระพุทธเจ้าซึ่งคนส่วนใหญ่มากๆ ทีเดียวเขาก็ต่อต้าน บางคนที่ไม่ได้ปฏิบัติ ก็จะว่ามันเพี้ยน และบางทีเราก็ถอดกายไปสวรรค์ ไปพบพระอินทร์นะ ไปพบเจ้าผู้ครองนครสี่ทิศอะไรนี่ หรือบางทีเราก็ถอดกายไปเฝ้าผู้ที่มีบทบาทในพระพุทธศาสนาหรือไปถามปัญหาหรือมีข้อขัดข้องอะไร มีปัญหาอะไรเกิดแก่พระศาสนา คือแม้แต่เกิดแก่วัด แก่พระ แก่เณรในวัดปากน้ำ เราจะเข้าไปทูล ไปกราบเบื้องบน พระพุทธเจ้า พระอรหันต์ เราสามารถอธิษฐานถอดกายไปพบปะแล้วก็ไปพูดคุย หลวงพ่อเคยเล่าเสมอว่า เรียกว่าไปจับเข่าคุยกัน มันก็เหมือนกับเราคุยกันขณะนี้แหละ มีตัวมีตนสามารถที่จะพูดคุยโต้ตอบคำถาม ได้เหมือนกับเคยฝันมั้ยละ คนที่ฝันจริงๆ มันมีเนื้อแท้ มันมีความจริงทีเดียว แล้วมันก็เป็นจริงด้วย ฝันที่จิตผู้บริสุทธิ์หรือเทวดาดลใจให้ฝันหรือเนื่องจากอำนาจฌานสมาธิมันจะเหมือนเป็นของแท้ของจริงเลย ครูสององค์อยู่ในวัดปากน้ำ คือท่านพระครูธนิตฯ พระครูธนิตนิสัยดีมากเลย โอบอ้อมอารี ยังนึกถึงบุญคุณท่าน ท่านเป็นคนที่เมตตาธรรมสูง ท่านไม่ดุ ไม่ตี ไม่ลงโทษใครหรอก พูดเพราะ แล้วห่มจีวรสวยเป็นตัวอย่างดีมากเลย ส่วนพระครูปัญญาดุนะ ตัวท่านดุ หน้าท่านเครียด เห็นพระครูปัญญาต้องเตรียมหลบนะ เออ...ถ้าไม่หลบ เพียงแค่เห็นหน้าท่านเราก็ต้องหลบวูบวาบ เพราะท่านเป็นคนหน้าเครียด หน้าดุ ต่างกับพระครูธนิต อาตมาเป็นเณรเล็กๆ ก็สมัยที่ทีวีมาเป็นเครื่องแรกในประเทศไทย ๒๕๐๐ ตั้งแต่นั่นนะ เป็นสิ่งที่แปลก เราไม่เคยรู้จักคำว่าโทรทัศน์หรือทีวี เทเลวีชั่น เขาตั้งที่สนามหลวงประมาณ ๕ เครื่อง ให้ประชาชนดูล้อมรั้วล้อมเชือกให้คนเข้าไปดูว่า มีภาพมันส่งมาปรากฎในจอภาพได้ ตอนนั้นเราก็ตกใจ ตกตะลึงมากเลย วิทยาศาสตร์นี่มันเจริญนะ สามารถเห็นหน้าเห็นตาส่งภาพได้ ท่านพระครูธนิตก็เอาใจเณร มีเมตตาธรรมมาก ท่านก็ไปซื้อทีวีมาเครื่องหนึ่ง เออ..แต่ก็ไม่ให้เสียการเรียนนะ เณร..ดูทั่วไปนะ แต่ว่าจะเอาใจเณร วันหยุด หรือวันพระที่ไม่เรียนหนังสือ ท่านจะมาเปิดแบบ public แบบสาธารณะเลย ตอนห้าโมงเย็นมันมีมวย ท่านก็มาตั้งไว้ที่โรงเรียนหลังปัจจุบันเนี่ยแหละ ให้พระเณรได้มาดูมวย เอ้า..เณรดูมวย ดูข่าว ท่านก็มีเมตตาให้เราได้รู้ อ๋อว่านี่คือเทคโนโลยีชั้นสูงนะ เทคโนโลยีของนอกเขาถึงนี่แล้ว แต่ยังช้ากว่าธรรมกาย ธรรมกายนี่ปุ๊ปเดียว ไปไหนๆ ได้หมดทั้งจักรวาลนะ มันช้ากว่าเรา อำนาจจิตนี้ไวกว่า ไวกว่าเทคโนโลยี เทคโนโลยีต้องมีเครื่องมือ ต้องมีถ่าน ต้องมีปุ่มกด ต้องต่อสายผ่านโทรศัพท์หรือต่อผ่านดาวเทียม แต่สมาธิหรืออำนาจของฌาน คนอยู่ในฌานสูงๆ ที่ระดับขั้นเกจิอาจารย์ เขาจะติดต่อโทรจิตกันได้เลย เขาสามารถที่จะรู้วาระจิตของกันและกัน นัดหมายกันโดยที่ไม่ต้องบอกกล่าวเหมือนมาฆบูชา ซึ่งพระอรหันต์สามารถที่จะมาประชุมโดยไม่ต้องโทรศัพท์โทรมือถือ ไม่มีในสมัยก่อนโน้น นี่ก็เหมือนกัน เราสามารถคุยกันในสมาธิ ท่านก็ออกคำสั่งไป อุบาสิกาที่นั่งอยู่ในโรงงาน มันจะมีฝาไม้กั้นกลางระหว่างอีกด้านหนึ่ง คือฝ่ายเราซึ่งเป็นพระเณรที่ได้ธรรมกายนั่งอยู่ ทั้งสองฝ่ายนี้จะต้องทำงานเพื่อจะควบคุมจักรวาล ควบคุมเรื่องความเป็นไปของภพภูมิแล้วก็เกี่ยวกับเรื่องความอยู่รอดของพระพุทธศาสนา ทำยังไงคำสอนของพระพุทธเจ้าหรือว่าพระเณรจะอยู่เย็นเป็นสุข โดยเฉพาะด้านความสวัสดิภาพของพระเณรก็เป็นห่วงมาก ไม่อยากให้อดอยาก หลวงพ่อเริ่มเล่าให้ฟังด้วยหู ฟังมาด้วยปากของท่านเลย สมัยอยู่วัดโพธิ์ เช้าวันหนึ่งท่านไปบิณฑบาตเสร็จแล้วก็ได้กล้วยมาใบหนึ่ง ได้ข้าวมาช้อนหนึ่ง เนี่ยมันอดสมัยก่อน เสร็จแล้วเวลาท่านฉันมีหมาแม่ลูกอ่อนหมาตัวเมียตัวหนึ่งหิวมานั่งคอยอยู่ต่อหน้าขอเศษอาหารนะไอ้เขาก็ชีวิต ไอ้เราก็ชีวิต ท่านก็มานั่งปลงพิจารณาธรรมว่า โอ้ นี้หนอ...ชีวิตของสัตว์ สัตว์ในวัฏฎสงสาร ไอ้เราก็หิว ไอ้เขาก็หิว ไอ้เราก็บิณทบาตได้แค่ทัพพีเดียว มีกล้วยมาใบหนึ่ง ถ้าฉันหมดที่เหลือให้ลูกศิษย์ หมาตัวนี้มันก็จะหิว โอ้ย...ทำไงดี ท่านก็เลยหักกล้วยครึ่งหนึ่ง เสร็จแล้วก็เอาไปให้หมาครึ่งหนึ่ง หมามันหิวมันก็กิน เสร็จแล้วท่านก็เข้าสมาธิสลดใจ ..ขออธิษฐานจิต ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปทุกภพทุกชาติ ขอให้ข้าพเจ้าอย่าได้อด อย่าได้อยาก ในเรื่องอาหารการรับประทานด้วยประการทั้งปวงเทอญ ท่านก็อธิษฐานจิตด้วยบารมีแล้วก็บุญที่ท่านทำไว้ ให้ทานกล้วยครึ่งเดียวแก่สุนัขตัวนั้น ในวันนั้น ณ บิณฑบาตเช้านั้น ท่านสามารถเลี้ยงพระวัดปากน้ำได้เป็นพันๆ รวมทั้งอุบาสิกา แม่ชี เด็กวัดอีกนะ นี่บารมีของท่านจากกล้วยครึ่งซีก ครึ่งใบกลายเป็นบารมี ปาฏิหาริย์ ยมกปาฏิหาริย์เห็นไหมสามารถเลี้ยงคนเลี้ยงพระ ดูแลรับผิดชอบงานพระศาสนาได้อย่างกว้างขวาง แถมยังเอาเงินไปให้โรงพยาบาลสงฆ์ ตอนนี้อาตมาจำได้ดีทอดผ้าป่าจนกระทั่งมีกิจกรรมมาจนถึงปัจจุบัน บริจาคเลือดอะไรต่ออะไร ทำงานเพื่อสังคม วัดปากน้ำทั้งนั้น ไม่ว่ารุ่นโน้น หรือรุ่นนี้ ผลงานของวัดปากน้ำทั้งนั้นเลย หลวงพ่อไปสร้างโรงพยาบาลสงฆ์ นำเงินไปให้ไม่รู้กี่ล้านต่อกี่ล้าน สมัยนั้นสร้างตึกได้เป็นหลังๆ นี่ก็บารมีของหลวงพ่อ วัดปากน้ำก็มีญาติโยมมาเลี้ยง เลี้ยงทุกวันต้องเข้าคิว ต้องจองนี่มันเป็นเพราะอะไร ก็ตอบได้ว่าก็เพราะปาฏิหาริย์ของหลวงพ่อ เพราะอิทธิฤทธิ์บารมี คนเรานี่มีบารมีไม่เท่ากันนี่เชื่อไหม บางคนเกิดมามีปัญญามาก บางคนเกิดมามีเงินมาก มีทรัพย์สินมาก บางคนก็จน อย่างอาตมานี่จน เด็กเลี้ยงควาย ข้าวแต่ละมื้อก็ไม่มีจะรับประทาน นี่ไม่ได้สร้างบารมีไว้ ส่วนหลวงพ่อท่านมีบารมีอีกด้านหนึ่ง ท่านสามารถที่จะเป็นร่มโพธิ์ร่มไทร เป็นที่พึ่งของพระของเณรได้ เกิดมาในยุคกันดาร ถ้าไม่มีหลวงพ่อวัดปากน้ำแล้ว ศาสนาก็จะเสื่อมทรามแล้วก็จะลดความเจริญก้าวหน้าไปเยอะเลย มันก็จะลำบาก อดๆ อยากๆ ใครจะมาบวชละสึกหมด ไม่มีการศึกษา ก็ไม่มาบวช เพราะบวชแล้วไม่ได้เรื่อง หลวงพ่อท่านเวลาฉันจะมีมโหรี จะมีดนตรีมาเล่นด้วย มีอังกะลุง พระเณรก็นั่งเต็มเสร็จแล้วก็มีการถวายอาหารฉัน ขณะกำลังฉันก็มีมโหรีประโคมอยู่แหมครบเครื่องเลย หลวงพ่อไม่ให้ขาดเลยเห็นไหม ฉันเสร็จให้ศีลให้พรหลวงพ่อให้พรเพราะนะ หลวงพ่อให้พรศักดิ์สิทธิ์ ญาติโยมประทับใจ แล้วก็มาทำบุญอีก กลับไปรวยทุกคน แปลกจริงๆ หลวงพ่อพูดอะไร คำไหนเป็นคำนั้น กลับไปร่ำรวยสุขสบาย เสร็จแล้วก็กลับมาเลี้ยงพระอีกประจำปี เลี้ยงเป็นรายประจำปี รายวัน วันนั้นของฉัน วันนั้นของเธอตรง เข้าคิวจองล่วงหน้า หลวงพ่อทำในสิ่งที่ประหลาดอย่างนี้ เออ..เสร็จแล้วก็หลวงพ่อท่านเป็นองค์ที่ลักษณะอ้วน ท่านไม่ผอม ตอนหลังท่านถึงผอม อ้วนตุ้ยนุ้ยทีเดียว สมสัดสมส่วน แล้วก็ที่ใบหน้าท่านจะมีไฝโตๆ อยู่ด้านขวามือ ไฝเม็ดโต ตาท่านเหมือนพญาช้างนะ สมัยก่อนท่านเป็นพญาช้างท่านก็จะเป็นหัวหน้าช้าง เกิดเป็นสัตว์ตระกูลใด ท่านก็จะเป็นหัวหน้า อยู่ในวัดปากน้ำก็จะเป็นสมภารเป็นเจ้าอาวาส เป็นเจ้าคุณ ใบหน้าท่านเนี่ยก็มีหยักๆ นะ หน้าผากท่านเป็นหยักๆ ตาท่านโอ้โหน่ากลัว เหมือนตาของเทพเจ้า ผู้คุ้มครอง เพราะฉะนั้นตามร้านค้า ร้านขายทั้งหลายนี่จะมีรูปหลวงพ่อไปแขวนไปสักการะบูชา เสร็จแล้วก็คุ้มครอง แต่ว่าครั้งหนึ่งไฟเกิดไหม้ขึ้นตามตึกอาคาร ไหม้หมดพอมาถึงห้องที่มีภาพหลวงพ่ออยู่นี่ปรากฏไฟมันดับ มันพัดไปทางอื่น มันไม่ไหม้ ไม่ลามมาที่ห้องเจ้าของที่มีภาพหลวงพ่ออยู่ อย่างนี้ก็ถือว่าเป็นปาฏิหาริย์ซึ่งเขาก็ร่ำลือกัน เรื่องปาฏิหาริย์นี่มีเยอะเลย เพราะว่าเป็นเรื่องพลังจิต มันเป็นของที่พิสูจน์กันได้ยาก และมันเป็นนามธรรมไม่ใช่รูปธรรม มันจับมาให้ดูไม่ได้ แต่ว่ามันเป็นของที่มี เป็นของที่ช่อนเร้น เป็นของชึ่งสูง ของวิทยาศาสตร์ยังจับไม่ถึงเลย เรื่องวิญญาณนะ จับได้ไหมวิญญาณ นักวิทยาศาสตร์พยายามจับตามจับวิญญาณ เวลาคนตายนี่ไปไหนนี่ ขนาดเอามาใส่ไว้ในโรงแก้ว ปิดอย่างสนิทเลย จะดูวิญญาณว่ามันจะไปไหน แต่ก็จับไม่ได้ ตายก็ตายวิญญาณไม่รู้ไปไหน นักวิทยาศาสตร์ยังเข้าไม่ถึง ถึงจะสร้างมือถือได้ สร้างเครื่องบินสร้างจรวด ไปดาวพระจันทร์ ส่งยานไปดาวพระอังคารก็แล้วแต่ แต่ก็เรื่องวิญญาณนี่เขายังเข้าไม่ถึง ไม่เหมือนพระพุทธศาสนาพระพุทธเจ้าทำนายจักรวาลไว้นี่ตั้งแต่ก่อน ๒๕๐๐ กว่าปีแล้วว่าจักรวาลกว้างใหญ่ มีดวงดาว มีพระอาทิตย์ พระจันทร์นับไม่ถ้วน ไม่รู้กี่ล้านๆๆๆ ดวง หลวงพ่ออดทนเพื่อพระพุทธศาสนา ขอย้อนไปเมื่อหลวงพ่อมาอยู่ใหม่ๆมีปัญหามากคือญาติโยมบริเวณวัดไม่ศรัทธา ไม่มีใครเข้าวัด ตอนที่ท่านเล่าให้ฟัง แล้วรองเจ้าอาวาสก็เล่าให้ฟัง อดีตก่อนที่อาตมาจะเข้าไป มีปัญหาแม้กระทั่งญาติโยมที่ไม่พอใจคนต่างจังหวัดมาทำบุญมากๆ เขาอิจฉา เขาหาว่าหลวงพ่อจะมาทำอะไรที่ล้ำหน้า แล้วก็เจริญเกินไป พอเด่นขึ้นมาจะต้องมีคนอิจฉา ถึงขนาดที่ว่ายิงท่าน ทำร้ายท่าน ใช้ปีนยิง ทะลุจีวรตามที่ทราบมา แต่หลวงพ่อก็ไม่เป็นอะไรหรอก หลวงพ่อก็อดทนตลอดมา ตั้งใจที่จะมาฟื้นฟูที่นี่ให้เป็นแดนพระพุทธศาสนา เป็นแดนศักดิ์สิทธิ์ แล้วก็เป็นศูนย์กลางของพระพุทธศาสนาซึ่งก็เป็นจริงในปัจจุบันนี้ วัดปากน้ำก็มีชื่อเสียง และเป็นศูนย์กลางและเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรของพระภิกษุสามเณร อุบาสกอุบาสิกาเป็นจำนวนมาก หลวงพ่อท่านจะไม่เหมือนคนทั่วไป ปกติท่านจะอยู่ในฌาน ท่านมีฌานสูงมากเลย การปฏิบัติของท่านคือท่านจะอยู่ในธรรมกาย จิตของท่านอยู่ในธรรมกายจะอยู่ในฌานอยู่ในสมาบัติ ท่านไม่ใช่พระธรรมดา ท่านอยู่ในสมาธิ อันนี้เท่าที่อาตมาวัดได้นะ เพราะว่าท่านจะไม่มีการขาดสติ การทำอะไรโดยขาดสติจะไม่มี จะเป็นคล้ายๆ พระอรหันต์งั้นแหละ หลวงพ่อท่านเดินก็มีสติ เอี้ยวแขนก็มีสติ นอนก็มีสติ จะนั่ง จะฉัน จะเดิน จะทำอะไรรู้สึกว่าท่านมีสติเต็มบริบูรณ์ สิ่งนี้อาตมารู้สึกประทับใจแล้วก็เห็นว่าเป็นสิ่งที่แปลก ซึ่งไม่เห็นจากพระองค์อื่นๆ เราเป็นเณร เราก็ช่างสังเกตนะ พระองค์อื่นตลกคะนอง หัวเราะเอิ๊กอ๊าก อยากจะหัวเราะก็หัวเราะ อยากกระโดด หรือวิ่ง หรืออะไร บางทีมันขาดสตินะ หลวงพ่อไม่มี เดินนี้คล้ายพระอรหันต์ เหมือนพระพุทธเจ้าองค์หนึ่ง เรื่องนี้แปลก อาตมามารู้ทีหลังตอนเรียนปริยัติแล้วว่า พระอรหันต์คือผู้ที่ไม่ขาดสติ ทำอะไรทำด้วยสติ มาเจอกับหลวงพ่อวัดปากน้ำนี่แหละ สมัยที่อยู่ในโบสถ์รุ่นแรกๆ นั้น ในโบสถใช้เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมคือเวลา ๑ ทุ่ม จะมีทั้งญาติโยม ทั้งพระเณรที่รักการปฏิบัติธรรมกาย จะมารวมกันเพื่อนั่งสมาธิ อาตมาก็นอนที่นั้น อยู่ที่นั่น ทำงานที่ในโบสถ์นั้นก็ใช้เวลาส่วนมาก ทุกวันไม่ว่างเว้น ก็ต้องทำด้านสมาธิ ตามหลักการที่ทำในวันพฤหัส หรือสอนในโบสถ์ทุกเช้า หรือมีพระผู้ใหญ่ เช่นมหาโชดก ขอโยงชะเลย เพราะว่าเป็นหลักฐานที่สำคัญที่สุด มหาโชดก เป็นพระผู้ใหญ่ และมีตำแหน่งใหญ่ ควบคุมวัดปากน้ำด้วยในสมัยนั้น ท่านได้ไปเรียนกรรมฐานแบบสายยุบหนอ พองหนอ มาจากประเทศพม่า แล้วท่านก็จะมาเปลี่ยนแปลง หมายความว่า จะมาล้างสมองหลวงพ่อวัดปากน้ำ โดยท่านมีความเข้าใจว่า การปฏิบัติสายวัดปากน้ำมันไม่ใช่พระพุทธศาสนา ไม่ใช่ทางวิปัสสนา ไม่ใช่ทางหลุดพ้น และก็ไม่ใช่ทางที่ถูกต้อง ที่ท่านไปได้มาจากพม่า สายยุบหนอ พองหนอ ท่านก็เดินทางไปปราบหลวงพ่อวัดปากน้ำ สมัยนั้น อาตมามีชีวิตอยู่ในเหตุการณ์เดียวกัน อยู่ในโบสถ์ หลวงพ่อก็ให้โอกาสพระผู้ใหญ่ โดยตำแหน่ง โดยยศแล้ว ท่านมหาโชดกใหญ่กว่า หลวงพ่อเราก็อ่อนน้อมถ่อมตน ก็นัดพบกันในโบสถ์เวลาบ่ายนะ จำได้ภาพยังปรากฎอยู่ในความทรงจำ เราก็ปูอาสนะสองที่ไว้ในโบสถ์ ต่อหน้าพระพุทธรูป ให้ท่านได้โต้ตอบกัน เรียกว่าเสือเจอสิงห์ แล้วเราก็ปิดประตูโบสถ์ให้ท่านคุยกัน แล้วเจ้าคุณโชดกมาทราบทีหลังว่า ต้องการอยากจะไปปรับการสอนธรรมะ หรือการปฏิบัติของหลวงพ่อวัดปากน้ำให้เปลี่ยนแปลง ให้มาใช้สายวิปัสสนาแบบยุบหนอ พองหนอ ท่านอ้างว่า มันมีมาในพระไตรปิฎก มันถูกต้อง ส่วนสายธรรมกาย มันเพี้ยน มันไม่ถูกต้อง มันไม่มี อะไรทำนองนั้น เสร็จแล้วท่านก็ถกเถียงกัน เราก็อยู่ข้างนอก คอยปิดประตูโบสถ์ไม่ให้ใครเข้าไปก่อความรำคาญ ท่านก็เจอกันอย่างนี้อยู่หลายวัน เราก็ไม่ทราบผล ได้ผลยังไง ใครปราบใครยังไง เสร็จแล้วมารู้ทีหลังว่า หลวงพ่อด้วยความเกรงใจก็เลยให้รูปอันใหญ่ไปอันหนึ่ง ให้เจ้าคุณโชดก พร้อมทั้งเขียนข้อความว่า รูปนี้ให้ไว้เป็นที่ระลึก เนื่องในโอกาสพระเดชพระคุณได้มาสอนวิปัสสนากรรมฐานได้ให้กระผม ซึ่งเห็นว่าถูกต้องทุกอย่าง ด้วยมารยาทและเป็นผู้น้อย หลวงพ่อก็ชมเชย และยอมก้มหัวให้ว่าของท่านโชดกถูกต้อง อันนี้เป็นจิตวิทยาอย่างหนึ่ง ซึ่งหลวงพ่อรู้จักวางตัวให้เกียรติกับพระเถระ ไม่ไปขัดข้องกับผู้ใหญ่ ซึ่งเป็นสังฆาธิการปกครองเราด้วย หลวงพ่อถึงกราบก่อน ทั้งที่จริง อายุพรรษาของหลวงพ่อนั้นมากกว่า แต่เจ้าคุณโชดกเป็นรุ่นลูกรุ่นหลาน แต่เขาเป็นผู้ใหญ่ เขามาหลวงพ่อก็กราบ แล้วเจ้าคุณโชดกก็กราบคืนนะ มาทราบว่าเป็นอย่างนั้น ก็มีปัญหาต่อมาว่า หลวงพ่อวัดปากน้ำยอมสละทิ้งหลักการจริงหรือไม่ อาตมาบอกว่าไม่จริง ฝ่ายตรงข้ามบอกว่า ฝ่ายมหาโชดกเป็นฝ่ายชนะ โดยที่หลวงพ่อรับว่าตัวเอง ยอมรับนับถือฝ่ายการปฏิบัติสายยุบหนอ พองหนอ อันนี้จะตัดสินว่าอย่างไร ในความคิดเห็นของอาตมามีความเห็นว่าไม่ใช่ หลวงพ่อไม่เคยทิ้งหลักการวิชชาธรรมกาย สั่งสอนมาตลอด ไม่มีเทปม้วนไหน ไม่มีคำพูดใดเลยที่หลวงพ่อบอกว่า ของเรามันผิดนะลูกทั้งหลาย ให้เลิกนะ หันไปนับถือสายยุบหนอพองหนอ ทำแบบวัดมหาธาตุนะ ไม่มี แต่ฝ่ายทางโน้น เอาหลักเกณฑ์ เอาคำพูดที่หลวงพ่อให้เกียรติท่านเจ้าคุณโชดกนี้เป็นตัวตั้ง เสร็จแล้วก็โพนทะนาว่า หลวงพ่อวัดปากน้ำทิ้งหลักการ และก็ยกย่องฝ่ายยุบหนอ พองหนอว่าถูกต้อง ธรรมกายผิดพลาด นี่เขาพูดเอาเอง ตามความรู้สึกของอาตมา ยืนยัน นั่งยัน นอนยันได้เลยว่า ที่พูดของเขามันก็ไม่ถูกเหมือนกัน เขาไม่ได้ชนะหลวงพ่อก็ไม่ได้แพ้ และก็ไม่ได้ทิ้งหลักการ หลวงพ่อวัดปากน้ำก็ไม่ได้สอนธรรมะใหม่ สอนการปฏิบัติใหม่แต่อย่างใด ถามว่าท่านสอนอย่างไร ก็จะมีหนังสือเล่มเล็กๆ ภาพเป็นการปฏิบัติธรรม เป็นรูปหัวคน และก็มีแต่ละฐานนะ ฐานที่เจ็ดนั่นแหละ ก็จะเอามาแจกคนที่มาขึ้นธรรม หรือมาขอปฏิบัติธรรมสายนี้ ก็จะมารับหนังสือนี้ไป หลวงพ่อก็จะชี้แจง จะมีกระดานแผ่นหนึ่ง กระชับมือจับได้ง่ายๆ ก็มีหลักการนี่แหละให้เขาดู นอกจากนั้น บ่อยครั้งที่หลวงพ่อทำเหรียญก็จะทำเป็นรูปการเข้าปฏิบัติธรรมสายวิชชาธรรมกาย เป็นรูปตรึกศูนย์กลางกาย แจกให้มากที่สุดเลย คุณวิเศษของวิชชาพระพุทธเจ้า หลวงพ่อก็จะสอนการปฏิบัติว่า การปฏิบัติวิชชาธรรมกายปฏิบัติได้หมด ไม่ว่าผู้ใหญ่ เด็ก ผู้หญิง ผู้ชาย แต่ต้องรู้หลักการ รู้วิธีการคือ ท่านบอกว่าหญิงช้าย ชายขวา หมายถึงเราจะต้องนิมิตเป็นแก้วดวงใสๆ เท่าฟองไข่แดงของไข่ไก่ ใหญ่กว่าดวงดาวสักเล็กน้อยไม่ใหญ่เท่าดวงอาทิตย์หรอก พอเห็นถนัดๆ ฝ่ายชายให้เอามากำหนดไว้ฐานที่ ๑ ปลายจมูกด้านขวา มาตั้งไว้ตรงนั้น ให้เราเห็นชัดเหมือนเราลืมตาให้บริกรรมว่า สัมมา อะระหังๆ ๆ ๓ ครั้ง แล้วให้เลื่อนนิมิตไปฐานที่ ๒ ตรงที่เพลาตา แล้วก็เพ่งให้ติดตาเหมือนลืมตาเห็น ใส สะอาด เปล่งปลั่ง รัศมีแวววาวเหมือนลืมตา นี่เป็นเรื่องพลังจิตทั้งนั้นเลย ถ้าคนมีจิตไม่สนิท ไม่แน่นิ่ง หรือว่าสงบเย็นมีสมาธิ มองไม่เห็นหรอก แม้แต่ลืมตายังมองไม่เห็นเลย เพราะจิตมันไม่รับทราบ แว่นตาอยู่กับตายังหาอยู่เลย หมวกไว้บนศีรษะก็หาอยู่เลย เพราะฉะนั้นการเพ่งดวงแก้วใส ก็เช่นเดียวกันเพราะต้องมีสมาธิมากเลย ยิ่งมีสมาธิสงบมากเท่าไหร่ก็จะเห็นชัดมากเท่านั้น คือเรามีจิตตั้งมั่นที่จะพิจารณาที่จะเห็นที่จะกำหนดที่จะรับรู้ได้ เช่นเดียวกันฐานที่หนึ่งเคลื่อนไป ฐานที่สองก็บริกรรม อีกสามหน สัมมาอะระหังๆๆๆ แล้วก็เลื่อนไปฐานที่สามที่กลางศีรษะ ตามรูปเลย เสร็จแล้วท่านบอกกำหนดว่าเหมือนที่กลางศีรษะเราเนี่ยมันต้องวัดจากหน้าไปหลังจากขวามาช้าย ไอ้ตรงกลางที่เชือกตัดกันคือศูนย์กลางของศีรษะ เราจะต้องนิมิตคือแก้วดวงใสให้ไปตั้งไว้ที่ฐานที่สามนี้ เสร็จแล้วก็เพ่งให้ใสให้บริสุทธิ์ เปล่งปลั่งมีประกายแวววาวเหมือนอย่างกับเพชรนะ คนทำได้ก็ทำได้จริงๆ เห็นจริงๆ เลย เห็นจริงๆ เลยเหมือนจับวางเลยไม่ต้องสงสัยเขาทำได้ เมื่อใสสะอาดดีแล้วก็บริกรรมอีกสัมมาอะระหังๆๆๆ อย่างนี้ เสร็จแล้วเราก็จะเลื่อนไปตามขั้นตอนแต่ละฐานแล้วบริกรรมสองสามหน เช่นเดียวกันไปเรื่อยๆตามรูปนะ สรุปแล้วถึงสะดือ เสร็จแล้วก็เลื่อนขึ้นมาฐานสุดท้ายนี่เหนือสะดือสองนิ้ว เอาเชือกวัดจากด้านหน้าไปด้านหลัง แล้วก็ด้านขวาของเราไปด้านช้ายตรงเชือกตัดกันนั่นละคือศูนย์กลางกาย ซึ่งเป็นฐานที่เราจะเข้าไปสู่เบื้องสูงคือจะต้องเพ่งกายในกายเข้าไปทวีคูณเข้าไปเพื่อที่จะไปถึงกายมนุษย์ เราได้เกิดเป็นมนุษย์เพราะมีบุญบารมีสร้างสมอบรมแล้วก็ได้ทำความดี ถึงได้มาเป็นมนุษย์ เพราะฉะนั้นกายมนุษย์จะต้องมีกายมนุษย์ละเอียด กายมนุษย์หยาบกายมนุษย์ละเอียดเสร็จแล้วจะต้องเข้าไปกลางกายทวีคูณเข้าไปเรื่อยๆ กายทิพย์หยาบ กายทิพย์ละเอียด กายรูปพรหมหยาบ กายรูปพรหมละเอียด กายอรูปพรหมหยาบ กายอรูปพรหมละเอียด บริกรรมเข้าไปกลางกายกลางกาย เข้าไปเรื่อยๆ จนกระทั่งสุดท้ายไปเข้าถึงขั้นธรรมกายจะเป็นพระองค์ใหญ่หน้าตัก ๒๐ วาใหญ่โตมโหฬาร ที่จริงพลังจิตเราจะขยายให้ใหญ่ขนาดเท่าโลกสักพันใบก็ทำได้ อยู่ที่พลังจิต บอกว่าใหญ่ใหญ่ทันที บอกว่าเล็ก เล็กทันที มองไม่เห็นมันอยู่ที่พลังจิต อยู่ที่พลังจิตนะ เพราะฉะนั้นเราจะขยายให้ใหญ่ ให้เล็กยังไงด้วยพลังจิต มีพลังความสามารถแล้วก็ปาฏิหาริย์ของพลังจิต ตอนนี้สนุกแล้วสิ หลวงพ่อบอกว่า อา...ลองไปดูซิ เออ..ว่าพระอินทร์เขาอยู่ยังไง ขึ้นไปบนสวรรค์ชิลูก เราก็อธิษฐานจิตเข้าไปบอกว่าข้าพเจ้าจะได้ไปเฝ้าพระอินทร์ ทีนี้จิตแวบไปเลย พอแวบเสร็จก็ไปเจอเลยพระอินทร์ท่านมาได้ไงก็ไม่รู้เหมือนกันนะ นี่เขาเรียกว่ามิติพลังจิตนี่มันสามารถเข้าข้ามขั้นจากมิติหนึ่งไปยังอีกมิติหนึ่ง มันเป็นโลกอีกโลกหนึ่งเหมือนเราไปเดินท่อมๆ อีกโลกหนึ่งนะ ไปเห็นเหตุการณ์เห็นตัวบุคคลเห็นวัตถุอะไรต่ออะไร ดินฟ้าอากาศของที่นั่น มันเหมือนเราฝัน แต่ว่าบังคับได้ เราจะบังคับจิตของเราได้ บังคับให้ลงนรกก็ได้ เอ้า...ไปดูชิ ในนรกมันเป็นยังไงลูกเข้าลงไปเยี่ยมสัตว์นรก เราก็ลงไปนรกขุมที่หนึ่ง โอ้โหเขาทนทุกข์ทรมาน เขาบางคนผิดกาเม ปีนต้นงิ้วเราก็ไปเห็นต้นงิ้ว มีหนาม มีกาจิก ยมฑูต ยมบาลเขาทรมานกัน กะทะทองแดง เห็นหมดเลยที่ทรมาน อีกอันหนึ่งเป็นน้ำกรดเนี่ย โอ...มันทรมานแล้วก็ปวดแสบปวดร้อน มันเย็นมันร้อน โอ๊ย..มีทุกสภาพสุดๆ เลยนะ เราไปเห็นไปพิจารณานะ โอ้ยมันทุกข์ทรมาน เห็นอย่างนี้ไฟลุกท่วม น้ำร้อนเดือดจัด จับน้ำเดือดๆ กรอกปากไอ้พวกที่กินเหล้า ก็ไปเห็นมา เออ..เสร็จแล้วก็ไปเห็นการไต่สวนยมบาล ยมทูตพวกสุวรรณ เอาบัญชีมาดูชิอะไรต่ออะไร การปกครองของนรกเขา ขุมที่หนึ่งผ่านไป ต่อไปลงไปดูขุมที่สองก็ไปดูสัตว์มันกินกันเอง มันหิว เจอกันก็ฉีกเนื้อกันกิน เราก็ไปเห็นเหมือนค้างคาวมันมืดไม่มีแสงสว่าง น่าสงสารอยู่ในน้ำกรดซึ่งปวดแสบปวดร้อนตายแล้วก็โผล่มีชีวิตขึ้นมาใหม่ แล้วก็ทนทุกข์ทรมานต่อไป ไม่ได้เห็นดาวเห็นเดือน ละเอียดลงไปขุมที่สามที่สี่ขุมที่แปด ไปเรื่อยๆ เราก็ใช้อำนาจสมาธิเข้าไปดู มันก็ไปได้เป็นฉากๆ เหมือนทีวีเราเปิดช่อง ๓ เออละคร ไปช่อง ๗ ข่าวมาแล้วอะไรต่ออะไรจิตเราก็เหมือนกันมันมีฉากเหมือนมิติถ้าเราสามารถที่จะบรรลุเข้ามิติต่างมิติได้หรือว่ามีฌานมีอภิญญาหรือว่าทำธรรมกายได้ขั้นสูง มันจะไปของมันได้เป็นฉากๆ เป็นเรื่องๆ มันยิ่งสนุก หนักเข้าปัญหาคือมันจะติดสนุกคือชอบเที่ยว ฉันเสร็จแล้วไม่มีอะไรหลับตาเข้าฌานเลย ก็เข้าสมาธิ เข้าธรรมกายไป ไปแล้ว ไปดูเหตุการณ์อะไรต่ออะไร โลกจะเป็นยังไงต่อไปรู้สึกว่าจะมีหูทิพย์ตาทิพย์ทำนองว่าจะรู้เหตุการณ์ต่างๆ ไปดูอดีตบ้าง อนาคตบ้าง ปัจจุบันบ้าง ไปดูทางนี้เขาคิดยังไงทำไมเขาถึงทะเลาะกัน เอ้า..ไปดูใจเขา ทีนี้ในโรงงานหลวงพ่อก็จะหันไปถามแม่ชี จะมีผู้ที่เก่งกาจสามารถในเรื่องวิชชาธรรมกายที่บรรลุธรรมทางอุบาสิกาก็มีแม่ชีอุบาสิกาจันทน์ แม่ชีญาณี หลายแม่ชีสมัยนั้น เป็นแม่ชีผู้ใหญ่ หลวงพ่อก็จะเรียกเอ้า..ญาณี ลูกจันทน์ลองไปดูชิ ดูว่าตอนนี้ทำไมโลกมันถึงเดือดร้อนนะ ที่นั่นมีไฟไหม้บ่อยเหลือเกิน มารเขาทำยังไง เขาทำอะไรเรา ทำไมที่นั่นน้ำท่วม คนตายกันเยอะ รถคว่ำด้วย ก็กิจวัตรประจำวัน มันทำไมเขาเล่นแรงนัก ไปดูซิ ช่วยเออ..ทำลายเสียด้วย ฟังแล้วเหมือนเราทำสงครามด้วยพลังสมาธิ อันนี้เป็นเรื่องพลังจิตในพุทธศาสนา เป็นหลักการที่เราปฏิบัติอยู่ในปัจจุบัน แต่เราไม่ฆ่าแกง ไม่ทำสงคราม ไม่ทำลายชีวิตมนุษย์ ไม่ทำลายชีวิตสัตว์ เราให้แต่ความสงบเย็นสันติภาพ แล้วก็ความสงบสุขแก่โลก เพราะฉะนั้นเราปฏิบัติอย่างนี้ต้องการที่จะกำจัดความชั่ว เหมือนในหลวงบอกว่า ไม่ให้คนชั่วครองเมืองครองประเทศ ช่วยกันดูแลให้คนดีได้ทำงานได้ครองประเทศ การปฏิบัติของเราก็เหมือนกันถ้าผู้ที่เจตนาร้ายต่อพระศาสนาต่อประเทศชาติ ก็ไม่ให้เขาทำสำเร็จ เราก็พยายามต่อต้านเขา พยายามใช้พลังจิตไปกลับใจเขาไปทำสิ่งดำให้เป็นสิ่งขาว สิ่งผิดที่เขาคิดให้เขาทำในสิ่งที่ถูก คือหลักการซึ่งหลวงพ่อพยายามสู้กับมาร มารนั้นปรากฎว่าเป็นพระพุทธเจ้าฝ่ายชั่ว ตัวดำนิลเงาวับเหมือนกัน แต่ไม่มีรัศมีเหมือนพระพุทธเจ้าเรา รัศมีเหมือนคนดำแต่ดำขำออกน้อยๆ ทำนองนั้น องค์เท่ากันที่เราเอามาเป็นรูปลักษณ์ของวิชชาธรรมกายเห็นไหม เป็นรูปพระ..ซึ่งวิชชาธรรมกายเป็นรูปลักษณ์ซึ่งมีพระพุทธรูปดอกบัวตูมบนศีรษะ นี่ได้มาจากการนั่งธรรมกายไปเจอไปเห็นมาแล้ว เวลาเข้าธรรมกาย เข้าโรงงานกับหลวงพ่อเนี่ย เห็นอะไรแปลกๆซึ่งหลวงพ่อก็จะให้ทำธรรมกายทวีคูณ ลึกเข้าไปเพื่อให้เกิดพลังมากขึ้นเพื่อที่จะไปป้องกันมิให้เหตุการณ์ร้ายเกิดขึ้น ยกตัวอย่างเช่นคนเจ็บไข้ได้ป่วย ถ้าไม่เอาแล้วมึงตายในเจ็ดวันนี้ แล้วฉันรักษาไม่ได้หรอก เสร็จแล้วคนไข้ก็มาที่วัดปากน้ำ มาหาหลวงพ่อ ไม่ยาก พอมาหาหลวงพ่อ เขาเรียกว่าเพียงเขียนชื่อนาย ก. นาง ข. ป่วยเป็นโรคอัมพาต หรือว่าโรคหัวใจ หรือว่าเป็นโรครูมาติซัมหรือโรคชักกะตุกเกี่ยวกับเป็นลมเป็นแล้งเป็นอะไรก็แล้วแต่แพทย์เอาไม่ไหวแล้ว เป็นมาเวลาเท่านั้นปี บอกระบุเกิดวันเดือนปีนั้น เขียนใส่เศษกระดาษแล้วก็จะมีคนรวบรวมตอนเย็นเอามาถวายท่าน ท่านก็จะรักษาให้ด้วยพลังสมาธิ พวกเรานี่ช่วยกันรักษา เอ้า... พวกเราวันนี้มีคนไข้มาจำนวนกี่คนๆ กี่ใบๆ โหเป็นร้อย เป็นกอบเป็นกำเลย เราก็จะต้องอธิษฐานจิตขอให้สรรพสัตว์ที่เขามีความทุกข์ด้านกาย ก็มีบางคนวิญญาณเขา มันมีกรรมเวรซึ่งติดมา เขาก็รักษาไม่หายหรอก ถ้าโรคกรรมหนัก แพทย์ก็เอาไม่อยู่ เป็นโรคเวรโรคกรรมติดมารักษาไม่หายหรอก เขาจะต้องใช้กรรม ถ้ายังไม่พ้นกรรมนั้นมันก็ไม่หายเทวดาก็รักษาให้ไม่ได้ แต่ก็เอาหนักเป็นเบาก็แล้วกัน เราก็พยายามช่วยส่วนคนไหนจะหายได้ ก็หายทันที เขาจะพ้นกรรม เขาจะพ้นกรรมของเขาคนไหนจะตายนี่ เหมือนไส้เทียนไม่มีน้ำมัน เมื่อไม่มี มันก็ดับนะสิ เขาก็ต้องเสียชีวิตอันนี้ก็เป็นไปตามกรรม เพราะฉะนั้นเราจึงมีการช่วยชีวิตอธิษฐานจิตเพื่อที่จะต่ออายุต่อชีวิตให้เขาก็เป็นพรหมวิหารธรรมอย่างหนึ่ง เป็นการช่วยเหลือผู้ที่ได้รับกรรม ด้านจิตด้านวิญญานใช้ผลกรรมที่เรียกว่าเจ้ากรรมนายเวรนั่นแหละ เขามาเอาคืนบ้างแหละเพราะไปฆ่าเขาไว้นะ ไปฆ่าเขาไว้ทำลายชีวิตเขาไว้มาก ตัวเองจึงต้องมาใช้กรรมเป็นอัมพาต ถึงไม่ตายไปก็ต้องใช้กรรมแบบไม่สมประกอบ เรื่องของกรรมนี่มันจับดูไม่ได้ มันไม่มีเนื้อหนัง มันไม่มีจะให้เห็นชัดๆ เหมือนอย่างกับวัตถุโต๊ะนี่เครื่องอัดเสียงนี่ อาตมาจับให้ดูได้ เพราะมันเป็นวัตถุมันทำงานของมันยังไงเราก็รู้ได้ แต่เรื่องกรรมนี่นอกจากโพธิญาณของพระพุทธเจ้าแล้ว เราหยั่งรู้ไม่ได้ มันเป็นเรื่องของวัฏฎสงสารเพราะฉะนั้นเราก็เข้าใจแหละ แต่เราในฐานะที่เป็นพระ เป็นผู้ที่ประพฤติพรหมจรรย์แล้วก็มีเมตตา เราก็อธิษฐานจิตขอเจ้ากรรมนายเวรหรือผู้ที่เขาจะพ้นทุกข์ได้ จากหนักขอให้เป็นเบา ให้เขาหายจากอาการป่วยอย่างนี้ๆ ที่จริงในพระพุทธศาสนานั้นเราลบล้างกรรมไม่ได้ ใครทำกรรมอย่างใดก็จะต้องรับผลของกรรมนั้น ทั้งดีและชั่ว แต่ก็มีอโหสิกรรมซึ่งสามารถลบล้างได้ คือเจ้าของเขา เจ้ากรรมนายเวรเขาอโหสิให้ เขาไม่ยอมเอาคืนเหมือนเราให้คนยืมเงิน เราบอกไม่เอาคืนหรอก ก็จบกันไป กรรมก็เหมือนกันเพราะฉะนั้นไอ้จุดที่เราพอจะช่วยได้ เราก็ใช้บารมีของพระพุทธเจ้าด้วยความสามารถของวิชชาธรรมกายของเราที่เราเข้าถึง เหมือนเราขับรถเป็น พูดง่ายๆ ว่าสามารถบรรทุกคนไปจุดหนึ่ง ไปจุดหนึ่งได้ ให้ถึงฝั่งได้ นี่ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่หลวงพ่อวัดปากน้ำใช้มาก และกระทำอยู่เป็นประจำคือการรักษาไข้ คนเจ็บจะมีเยอะนะ สมัยอาตมานี่มีทั้งคนตาบอดก็มาอยู่ในวัด อยากหายจากตาบอด คนเป็นใบ้ก็มี คนพิการ หมายความว่า เออ...เป็นง่อย เป็นง่อยนี่มีเยอะเลย ดูๆ แล้วเหมือนหายก็มี ไอ้ที่ดีขึ้นก็มีที่ตายก็มีตามกรรมของเขาที่จะต้องสิ้นกรรม แต่เขาก็มีความหวังไว้ก่อน เพราะแพทย์ไม่เอาแล้ว หมอบอกรักษาไม่ได้ ตายลูกเดียวไอ้คนหายก็เยอะนะ ก็เป็นเรื่องที่แน่นอนว่าหลวงพ่อจะมีญาณมีอภิญญาท่านรู้เห็นเหตุการณ์ในอนาคต ท่านเคยพูดเสมอต้องการจะทำสิ่งนั้นๆ สร้างโรงเรียนให้เสร็จ สร้างพระเณรให้เป็นปึกแผ่นก่อนที่จะมรณภาพ จะอยู่ไม่ไหวแล้วสังขารมันทรุดโทรมเหมือนเกวียนที่มันเก่ามันสึกหรอลงไปทุกที เสร็จแล้วก็จะต้องรีบทำงานให้มากที่สุด ให้เป็นปึกแผ่น เทียบกับพระพุทธเจ้าตอนที่จะปรินิพพาน ก็ตรัสบอกมารนั่นแหละ อย่าพึ่งนิมนต์ฉันนิพพานเลยขอให้พุทธบริษัทมั่นคงในการปฏิบัติธรรมแล้วก็ให้ศาสนาเป็นปึกแผ่นเสียก่อน ฉันจึงจะรับนิมนต์ของท่าน อะไรอย่างนี้ หลวงพ่อก็เช่นเดียวกัน หลวงพ่อท่านก็มีญาณรู้ว่าท่านคงไม่สามารถพ้นความตายไปได้ สังขารตอนหลังนี้สังขารท่านก็ทรุดโทรมเห็นไหม ต้องเข้าโรงพยาบาล โรงพยาบาลสงฆ์ มานอนอยู่ เราก็ไปเยี่ยมกัน อีกเรื่องคือวงใน ในจริงๆ ยิ่งกว่าใน ยิ่งกว่าอาตมาอีกเขาจะทราบกัน อาตมาเป็นหางแถวนะ แล้วก็เป็นเณรยังท้ายแถวท้ายอันดับนะ อันนี้ก็มี ตอนเป็นเณรจุดใหญ่คือท่านให้ไปสอนวิชชาธรรมกาย กลายเป็นสามณรธรรมกายเกจิอาจารย์ไปกลายๆ คือญาติโยมเขาจะมานิมนต์เสร็จแล้วพระเณรไม่พอใช้ไหม พระไม่ไป เณรต้องไปในที่สุด อาตมาก็ต้องรับงาน หางเครื่องก็ต้องไป หัวหน้าวงไม่ไปก็ต้องไปสอนวิชชาธรรมกาย สัมมาอะระหัง ในต่างจังหวัด ขึ้นรถขึ้นเรือลงเรือไปเรื่อย สุพรรณนี่เป็นประจำ ไปสอนสมาธิ ก็สอนได้เพราะว่าเราคลุกคลีปฏิบัติอยู่ทุกวัน โดยเฉพาะท่านวีระ (พระภาวนาโกศลเถระ) นี่ท่านเป็นอาจารย์ใหญ่ฝ่ายธรรมกาย จริงๆแล้วท่านเป็นอาจารย์ธรรมกายของอาตมา นี่แหละเป็นครูให้ธรรมะอาตมา ปี ๒๕๐๐ มีพระมาก สามเณรก็มี สามเณรน้อยกว่าพระหน่อยเพราะจำนวนพระมากกว่าโดยเฉพาะหลวงตาอิน จะเล่าเรื่องหลวงตาอินให้ฟัง องค์นี้เก่งมาก อายุมากที่สุดในวัดปากน้ำ ท่านเป็นพระธรรมกายแล้วก็เชี่ยวชาญคือสอน มีพระหลายๆ องค์จำพระไม่ได้ จำได้หลวงตาอินเพราะว่าเรียนบาลีด้วยกัน ตอนเรียนเปรียญสามประโยค หลวงตาอินก็มาเรียนด้วย หลวงตาอินนี่ขยันสอบตกมันทุกทีเลย สี่ห้าหนท่านตก ท่านเอาจนได้ จนได้ประโยคห้า ประโยคหกต่อมาลูกท่านซึ่งจบประโยคเก้า เณรอารี เณรอ็อดอะไรนั่น สมัยก่อนอยู่วัดปากน้ำ เขาอยู่คณะเนกขั เรียนเก่ง ลูกท่านได้ดีทุกคน ท่านคนนครราชสีมา หลวงตาอินนี้สอนธรรมกายแล้วก็มีพระซึ่งเป็นเพื่อนกันหลายๆ องค์ จำได้แต่หน้า แต่ชื่อลืมหมดแล้ว ก็เผยแผ่ช่วยกันจาริกไปสอนจังหวัดของตน เขานิมนต์ไปไหนก็ไป สอนกันพร้อมทั้งสมบุกสมบันไม่สบายหรอก การสั่งสอนคนนี้ต้องเสียสละต้องไปลำบากยังไงก็ต้องไป เพื่องาน เพื่อกิจของหลวงพ่อ มีพระสัก ๓๐ องค์ ในโรงงาน ซึ่งอาตมามีหน้าที่ปูอาสนะ ที่นั่งสมาธิกองไว้สูงท่วมศอกเลยนะพอเวลาห้าโมงเย็นอาตมาจะต้องก่อนเวลาสักสิบห้านาทีไปปูอาสนะเรียงแถวกัน ๓ แถว เรือนที่หลวงพ่ออยู่ง่ายๆ ไม่ได้วิเศษใหญ่โตอัครสถานหรอก หลวงพ่ออยู่เรือนไม้กุฏิเก่าๆ สังกะสีเก่าๆ เหมือนโบราณๆ ไม่มีพิธีอะไรหรอก ตู้เย็นอะไรก็ ไม่มีสักอย่าง ท่านมักน้อย สันโดษ แต่ท่านเลี้ยงพระท่านให้ ท่านมีแต่บริจาค มีแต่ดูแลพระศาสนา ตัวท่านนี่ไม่มีความฟุ่มเฟือยเลย ไม่มีอะไรที่จะสมัยใหม่เลยในกุฏิของท่าน เตียงของท่านก็เก่าๆ อยู่คู่กับรองเจ้าอาวาส องค์นั้นนะอยู่ติดกัน ซึ่งก็เป็นห้องสำหรับปฏิบัติสมาธินะ ซึ่งถึงเวลาเราก็เข้าที่นะ ๕ โมงเราก็เข้าที่ พอ ๕ โมงนาฬิกาตีต้องแต่งๆ พอตีเสร็จแบบนี้ เราก็เข้าธรรมกาย ประเดี๋ยวเดียวหลวงพ่อจะออกมาตรวจ เสียงท่านจะมาก่อน ท่านก็เข้าในที่ของท่านซึ่งมันเป็นห้อง มีม่านกั้นไว้ เราก็ไม่กล้ากล้ำกลายเข้าไปถึงจุดนั้น แต่เราก็อยู่ใกล้ๆ ในจุดบริเวณเดียวกัน เสียงท่านจะมาก่อน เออ..วันนี้มันมีเหตุการณ์ที่ประชาชนเดือดร้อนมากเลย มีน้ำท่วมบ้าง บางทีก็มีโรคภัยโรคระบาด บางทีก็ตอนนี้ไม่มีคนมาเลี้ยงพระเลยนะมันเป็นอะไรนะ เออ...คนไม่ค่อยมาทำบุญ พระเณรอดอยาก ไหนลองไปดูชิ มารเขาทำอะไร เขากั้น เขาขวาง เขาแกล้งอะไร หลวงพ่อหันไปทางฝ่ายอุบาสิกาเรียกชื่อกัน เอ้าไปดูชิเหตุการณ์ตอนนี้มันเป็นยังไง ทางโน่นก็ทำตาม เจ้าค่ะ เดี๋ยวก็เข้าธรรมกาย ลึกเข้าไปๆ ทวีคูณเข้าไปสูงสุดมีพลังจิตอำนาจจิตสามารถที่จะรู้เรื่องเหตุการณ์ต่างๆ เห็นภาพต่างๆ แล้วก็ติดต่อกันด้วยพลังจิตด้วยอำนาจโทรจิต ใช้จิตโดยเฉพาะเลย เรียกว่าสิบแปดอรหันต์ ทำนองนั้นนะ ได้เรื่องแล้ว ตอนนี้ไปเจอแล้วเจ้าค่ะ ฝ่ายมารเขาส่งผู้ที่ขัดขวางมา ไม่ให้คนมาทำบุญ มาเลี้ยงพระและก็คอยกลั่นแกล้ง คอยบอกข่าวไม่ดี ข่าวร้ายไม่ให้คนศรัทธา ไม่ให้คนมาทำบุญเจ้าค่ะ เอ้อ..แก้ไขลูก แก้ไข กำจัดแล้วก็สลายเขา ให้อุปสรรคนี้ผ่านพ้นไปแล้วก็ให้คนมาเลี้ยงพระดังเดิม มากขึ้นนะ ส่วนปัญหาที่เกิดขึ้นนะ อุบัติภัยต่างๆนะคนตายมากมายเหลือเกิน รถไฟชนกัน เครื่องบินตกอะไรต่ออะไร เอาไปดูซิ มันมีเหตุการณ์อะไร นี่มันทำไมถึงเป็นแบบนี้ ไปดูซิ หลวงพ่อก็คุมไป แม่ชีก็เข้าที่ เข้าสมาธิ พระก็ทำไปพร้อมกับเณรด้วย ก็ช่วยรวมพลังจิตกันนะเป็นกองทัพธรรม เป็นกองทัพของผู้ที่จะคอยดูแลจักรวาล ผู้ที่เข้าธรรมกายจะเห็นทุกคน เห็นกันหมดเลยเสร็จแล้วช่วยกันแก้เป็นกำลังช่วยใช้พลังจิต ช่วยกันตรงนี้มันขาด ตรงนี้มันมีปัญหา ตรงนี้ถูกมารเขา ทั้งหมดเลยต้องช่วยกันแก้ เหมือนเราเข้าไปเพื่อจะซ่อมอะไรบางอย่างหรือเพื่อจะสร้างสรรค์อะไรขึ้นมา หรือว่ากำจัดตัวไข้ ตัวอุปสรรค ตัวที่มาทำลาย ตัวที่มาขัดขวางให้เกิดสิ่งโน้นสิ่งนี้ ไม่ให้เป็นไปด้วยถูกต้องตามควรมันจะเป็น เราก็ใช้พลังจิตนี้เข้าไปดู เข้าไปแก้ไข ไปสลายนะ ฝ่ายตรงข้ามนี้เขาจะมามืดมาเลย เป็นพระพุทธเจ้าองค์ดำมาเลย เขาก็จะมีบารมีของเขาเหมือนกัน คนชั่วนี่ก็มีบารมีเหมือนกัน บารมีในการทำลาย ในการชั่วร้าย ในการที่จะมีแต่ฝ่ายไม่สร้างสรรค์ เราก็จะต้องใช้พลังจิตเข้าไปเพื่อที่จะสลายเขา สลายเขาให้เขาหายแวบไปเลย เขาทนอยู่ไม่ได้ ไปรื้อห้างมันเลย ถีบห้างรื้อห้างทิ้งเลยด้วยอำนาจของพลังจิตของเราที่เหนือกว่า แม่เหล็กของเราที่แรงกว่านี่ จะทำลายสลายเขาไปมลายหายไปหมดเลย ทำชั่วโมงเดียวพอดีไม่มากไม่น้อย ชั่วโมงเดียวช่วงอื่นก็จะมีสถานที่หลายๆแห่ง ที่ ๒๔ ชั่วโมงอันนั้นเป็นส่วนบุคคลที่เราจะไปนั่งไปทำกิจซึ่งบางองค์ก็ชอบเข้าธรรมกายอยู่เรื่อยเลย ก็ไปนั่ง แต่เป็นทางการนี้จะต้องมาร่วมประชุม ๑๘ อรหันต์ทำนองนั้น พระที่ได้ธรรมกายก็ต้องมาร่วมกันเพื่อปฏิบัติ ๕ โมงเย็น ยังมีอีกตอน ๑ ทุ่มจะต้องไปทำในโบสถ์ ในโบสถ์นี้ก็เป็นอีกที่หนึ่ง แล้วแต่ฝ่ายอุบาสิกาก็จะมีบ้านโยมไข่ จะมีบ้านของคณะภาวนา อันนี้ฝ่ายอุบาสิกาต่างที่อื่นเลิกงานแล้วก็จะมาทำกันมาทำสมาธิกัน มีหลายจุด หรือที่ขึ้นธรรมไปทำที่ศาลาหลังเก่า ก็จะมีแม่ชีฝึกปฏิบัติกัน เออ..มาพักกันหลายๆ วัน ใครอยากจะอยู่วัดก็มีข้าวฟรี อาหารที่พักฟรี ไม่มีที่นอนก็ค้างได้ในบสถ์ ในโรงงานก็ทำกันตลอดแหละ อาตมาไม่ได้อยู่ตลอดเพราะต้องมาล้างกระโถน ต้องมาทำงานปัดกวาดโบสถ์ทุกวันเลย เพราะพระจะต้องทำวัตรสวดมนต์ลงอุโบสถ สังฆกรรม บวชพระบ้าง แล้วพระที่อยู่ข้างในท่านมาลงอุโบสถ ทุกองค์ต้องมารวมกัน รวมอุโบสถ มาตรวจศีลของตัวเอง แต่ปกติแล้วก็จะไปทำเหมือนอย่างกับกองทัพนะ จะต้องเตรียมพร้อมอยู่ตลอดเวลา เข้าธรรมกายอยู่ตลอดเวลาเพื่อดูเหตุการณ์ของโลก ของจักรวาล เวลาฉันฝ่ายพระเณรธรรมกายแยกต่างหาก พวกเปรียญพวกมหาก็นั่งอาสนะหนึ่ง ไม่ให้ปนกัน หลวงพ่อจะแยกเพื่อให้ญาติโยมได้รู้ว่าเรามีทั้งฝ่ายปริยัติคือเล่าเรียนศึกษานี่สืบต่ออายุพระพุทธศาสนา ส่วนพวกปฏิบัติ พระธรรมกายหรือฝ่ายปฏิบัติก็จะนั่งอีกจุดหนึ่ง ญาติโยมเห็นได้ชัด ส่วนพระธรรมดาก็จะไปนั่งติดหลวงพ่อ มีมาก พระธรรมดานี้มีมาก พระมีที่ปฏิบัติแต่ยังไม่ได้ธรรมกาย ก็ต้องไปนั่งพระธรรมดา ทุกคนนี่จะต้องซักซ้อมด้วยตนเอง ต้องทำได้ และก็ถึงจะไปสอนผู้อื่นได้ จะต้องมีการซักช้อม เหมือนปืนจะต้องมีการถอดล้างได้ ประกอบได้ วิชชาธรรมกายก็เหมือนกันจะต้องเข้าได้ออกได้คล่องแคล่วเหมือนหญ้าปล้อง เราดึงออกมาสามารถที่จะเข้าได้ออกได้ อย่างคล่องแคล่วสามารถที่จะทำงานใช้อย่างรวดเร็วได้ ขับรถก็จะต้องขับด้วยความรวดเร็ว ตำแหน่งอุปกรณ์ทุกอย่างวิชซาธรรมกายเหมือนกันจะต้องเข้าอย่างรวดเร็ว ออกอย่างรวดเร็ว สามารถทำจิตให้สงบ เข้าธรรมกายได้แค่พริบตาเดียวหลวงพ่อท่านก็มองเหตุการณ์ในอนาคตว่าจะต้องมีผู้มาสืบทอดต่อของวิชชาธรรมกายที่ท่านสอน หลวงพ่อจะพูดเสมอเลย งานนี้มันเป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ได้ค้นพบมา ก็จะต้องช่วยกันรักษานะ ซึ่งก็จะต้องมีการเผยแผ่ขยายออกไป ช่วยกันดูแลช่วยกันรับผิดชอบนะ ก็มีการพูดถึง ตอนนั้นซึ่งอาตมาก็รู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้างเพราะเป็นเด็กนะส่วนผู้ใหญ่เขาก็อีกระดับหนึ่งรับผิดชอบและก็รู้เรื่องผู้ที่เป็นพระสมัยนั้นตอนเป็นเณรก็ฟังอยู่หางแถว แต่ก็ได้ยินอยู่ในโรงงาน หลวงพ่อพูดอะไรมันจะก้อง ได้ยินหมดเลย พูดเรื่องอะไร สั่งการอะไร ปรารภเรื่องอะไรหรือว่ามอบหมายงานอะไร แต่บางทีเราก็ไม่ได้ทำเพราะเราก็เป็นทหารเล็กๆ ตัวเล็กๆ เป็นตัวประกอบ เป็นหางเครื่อง หลวงพ่อท่านพูดบอกว่า หลวงตาใจนี่เป็นคนที่มั่นคงในการปฏิบัติวิชชาธรรมกาย เป็นพระที่ขยันถึงอายุจะมากกว่าเพื่อนเลย ตั้ง ๙๐ แล้วตอนนั้น แต่ถึงเวลาเข้าโรงงาน คือเข้าปฏิบัติแบบชั้น ๑๘ อรหันต์ หลวงตาใจจะมาเป็นองค์แรกเชื่อมั้ย โอ้โหขยันจริงๆ เลย ท่านจะเดินเข้าโรงงานที่ปฏิบัติเป็นองค์แรกเลย นั่งก่อนเพื่อน เลิกทีหลังเพื่อนซึ่งท่านเป็นพระตัวอย่างถึงแม้จะอายุสังขารมันไม่ค่อยจะพร้อม ไม่ค่อยจะสมบูรณ์นะ ไม่แข็งแรง แต่เรื่องการปฏิบัติ เรื่องการรับผิดชอบนี่ท่านคล่องตัวเก่งกว่าพระทั้งหลาย กว่าเณรทั้งหลาย ท่านเดินนำหน้าเลย หลวงตาใจท่านอยู่คณะภาวนา ตอนเย็นๆ อาตมาก็มีหน้าที่ไปอ่านหนังสือธรรมะให้ท่านฟัง อยู่มาวันหนึ่ง ตอนนั้นเป็นเณรเล็กๆ อยู่เหมือนเดิมนั่นแหละ อายุสิบสอง สิบสาม สิบสี่ สิบห้านั่นแหละ โตมาในวัดปากน้ำ ปฏิบัติเล่าเรียนจากที่นั่น อาตมาก็ขำอยู่วันหนึ่ง วัดปากน้ำนี่เขาบิดขวานะเวลาห่มจีวร เขาบิดขวา ทุกคนจะต้องบิดมาทางขวาเพราะว่าสมเด็จป๋าสมัยก่อนซึ่งเป็นหลานของหลวงพ่อวัดปากน้ำ สมัยนั้นอาตมาทันนะ เออ..ซึ่งท่านก็ไปเยี่ยมวัดปากน้ำ สมเด็จป๋า วัดโพธิ์เนี่ยนะ องค์ก่อนโน้น เป็นสังฆราชท่านก็มีนโยบาย เราเป็นมหานิกายต้องบิดขวานะ ให้มันต่างจากธรรมยุต เรามีข้อวัตรปฏิบัติไม่เหมือนเขา การห่มจีวรก็ไม่เหมือนเขาก็ต้องบิดขวา เพราะฉะนั้นวัดปากน้ำจะต้องบิดขวา ห่มบิดขวากัน เวลาห่มคลุมก็จะเป็นห่มมังกร เนี่ยเอามายัดไว้ใต้รักแร้ซ้าย แล้วก็บิดขึ้นบนไหล่ ห่มมังกร คือมหานิกาย วันหนึ่งขำที่สุดเลย อาตมาก็ดื้อน่าดูตอนเป็นเณร จะต้องไปธุระนอกวัด พอฉันเสร็จก็ห่มจีวร แทนที่จะบิดขวาเหมือนกฎระเบียบของวัด อาตมาดื้อขัดระเบียบ ละเมิด อาตมาห่มบิดซ้ายนะสิ เดินออกจากวัดปากน้ำไปที่วัดขุนจันทร์เพื่อจะไปขึ้นรถที่ตลาดพลู ที่สตาร์ทรถอยู่ตรงนั้น พอดีไปเจอหลวงพ่อบนสะพานโค้งใหญ่ มันเป็นสะพานข้ามคลอง ที่วัดขุนจันทร์ วัดหมู มันมีอยู่สามวัดติดๆ กัน วัดหมู วัดขุนจันทร์ วัดอัปสรสวรรค์ แล้วก็วัดปากน้ำ มีวัดติดๆ กันเลย ข้ามคลองไปเท่านั้น เราอยู่ลึกไปหน่อยเป็นวัดปากน้ำ อาตมาไปจ๊ะเอ๋กับหลวงพ่อบนสะพาน เราสำนึกผิดทันทีว่าเรากำลังละเมิดวินัย กฎระเบียบของวัด อาตมาก็ไม่รู้จะทำไง กลัวหลวงพ่อจะดุ ความที่หน้ามันบาง อาตมาก็ทำหน้ากะล่อมกะแล่ม หลวงพ่อเดินมาจ๊ะเอ๋พอดี เราก็รีบเอาจีวรลดไหล่ลง แสดงความเคารพ เสร็จแล้วก็รีบบิดขวาทันที ต่อหน้าต่อตากลับลำได้ทัน หลวงพ่อก็รู้กลัวเราจะอาย เสร็จแล้วหลวงพ่อก็ยิ้มๆ ปกติ หลวงพ่อจะไม่ยิ้ม ท่านเป็นคนที่อยู่ในฌานสมาบัตินะ ท่านไม่ค่อยจะเปลี่ยนอาการของท่านบ่อยๆ ขึ้นๆ ลงๆ เลย... แต่ท่านชอบหัวเราะ... ในเทป มีเสียงของท่าน เวลาท่านพูดอะไร ท่านจะชอบหัวเราะแบบที่เป็นกำลังใจแล้วก็ให้ความเบิกบานแจ่มใสแก่ผู้ฟัง ให้ความเป็นกันเองแก่ญาติโยมหัวเราะแฮะๆ อาตมาก็ทำไม่เหมือนนะ ปกตินอกเหนือจากนั้น ท่านจะไม่ค่อยยิ้ม ไม่ค่อยหัวเราะ ท่านจะอยู่ในฌาน เวลาเดินไปไหน ออกจากโบสถ์คล้ายๆกับว่าท่านอยู่ในสมาธิอยู่เรื่อยเลย เป็นสิ่งที่แปลก นั่นคือประสบการณ์ที่อาตมาละเมิดกฎของวัด ห่มจีวรไม่บิดขวากลับบิดซ้าย ไปเจอหลวงพ่อ หลวงพ่อไม่ว่าอะไรหรอก สามเณรนี่จำได้หมดแหละ สามเณรที่นั่งฉันอาหารอยู่ด้วยกัน มีอยู่สององค์ซึ่งเป็นหัวแก้วหัวแหวนของหลวงพ่อเลยเพราะเป็นเณรธรรมกาย เณรองค์นี้ตัวเท่ากัน ซึ่งเขาเป็นคนรูปร่างสะอาดมาก ผิวพรรณงดงามขาว ชื่อเณรจุลณี และมีหลวงพี่โนรีอยู่ในโบสถ์ด้วยกัน หลวงพี่โนรีมีเมตตาธรรมแล้วก็อยู่ด้วยกันมาโอ้โหนับสิบปี จำวัดอยู่ในโบสถ์ด้วยกันแล้วก็อาศัยโบสถ์รับผิดชอบงานทุกอย่าง โบสถ์เป็นที่ประกอบพิธีกรรม อาตมาลาสิกขาตอนอายุ ๒๕ ปี ไปเรียนนิติศาสตร์ รามคำแหง พอจบปริญญาตรีก็ไปต่อปริญญาโท ปริญญาเอกด้านกฎหมายที่มหาวิทยาลัยอิลินอย สหรัฐอเมริกา แล้วกลับมาบวชอีกครั้ง ในปี ๒๕๓๘ มีหลวงพ่อพระเทพกิตติปัญญาคุณบวชให้ ปัจจุบันอาตมาอายุ ๖๒ ปี ก็ขอทำหน้าที่ลูกศิษย์ทายาทธรรมของหลวงพ่อให้ดีที่สุด ลุงเชตวัน มณีวรรณวรวุฒิ "หลวงพ่อ ไม่ทิ้งเอ็งหรอก" ถ้อยคำนี้ยังก้องอยู่ในใจของลุงเตชวัน มณีวรรณวรวุฒิ ซึ่งมีอายุได้ ๖๒ ปีแล้ว อยู่ตลอดเวลา แม้จะผ่านช่วงวัยของชีวิตจากวันนั้นถึงวันนี้มาร่วม ๔๐ กว่าปีแล้วก็ตาม แต่ภาพต่างๆ ครั้งเคยเป็นลูกเณรของหลวงพ่อวัดปากน้ำ ผู้ที่ลุงเคารพบูชาสุดชีวิตก็ไม่เคยลบเลือนไปจากความทรงจำ เพราะเหตุการณ์ต่างๆ ที่ผ่านมาถึงกับกล่าวได้ว่า ตายแล้วเกิดใหม่ของลุงนั้น ยิ่งตอกย้ำความทรงจำของลุงให้สนิทแนบแน่นยิ่งขึ้น เริ่มแรกนั้น ยายผมชื่อยายเพิ่มไปบวชเป็นซีอยู่ที่วัดปากน้ำ ผมจะเรียกยายติดปากว่า "แม่ครู" ยายผมมีความศรัทธาในหลวงพ่อวัดปากน้ำมาก สมัยนั้นวัดยังไม่เจริญ แม้แต่บริเวณก็ไม่มาก ไม่เจริญเท่าปัจจุบันนี้ เมื่อยายบวชเป็นชี แม่ก็พาผมมาเยี่ยมยายที่วัดอยู่เป็นประจำ ตอนนั้นอายุประมาณ ๑๐ ขวบ บ้านอยู่ที่ดำเนินสะดวก นั่งเรือมาจากดำเนินสะดวก สมัยนั้นเรียกกันว่า "เรือแดง" นั่งเรือแดงมาจนถึงบางยาวแล้วก็ต่อเรือจากบางยาวมาขึ้นที่กระทุ่มแบน แล้วต่อรถยนต์มาลงตลาดพลู ใช้เวลาเดินทางจากบ้านมาถึงวัดก็ประมาณ ๑ วัน ออกจากบ้าน ๘ โมง เช้ามาถึงวัดปากน้ำทุ่มกว่าถึง ๒ ทุ่ม จำได้ว่าแม่เอาผ้าป่ามาทอดด้วย ปีหนึ่งก็มาทอดครั้งหนึ่งตอนออกพรษา ทางวัดก็จะมีการตักบาตรเทโวฯ วันนั้นหลวงพ่อท่านก็จะเปิดโลก คนก็จะมาสักการะบูชามาเวียนเทียน หลวงพ่อท่านก็จะเทศน์เปิดโลกให้เทวดาและมนุษย์มาฟัง วันนั้นใครที่มีสมาธิกล้า มองขึ้นไปบนฟ้าก็จะเห็นเทวดารอบไปหมด มีคนเห็นกันเยอะ ต่อมาผมก็ได้รับพระของขวัญกับหลวงพ่อ พอรับพระเสร็จหลวงพ่อท่านก็จะสอนวิชชาธรรมกาย เราก็ปฏิบัติตามท่าน ทีนี้พอแม่ไปๆ มาๆ ที่วัดบ่อยเข้า แม่ก็อยากให้บวช พอจบ ป.๔ แม่ก็ให้บวชเลย ตอนนั้น อายุ ๑๔ ปี (พ.ศ.๒๔๙๖) โตแล้วจำทางได้ สามารถเดินทางมาวัดคนเดียวได้แล้ว ตอนก่อนที่จะบวช หลวงพ่อท่านก็จะเรียกเข้าไปนั่งสมาธิในโบสถ์แล้วท่านก็ถามว่า เป็นอย่างไรบ้างตอนนี้ จิตถึงไหนแล้ว ไหนเล่าให้หลวงพ่อฟังสิ เราก็รายงานให้ท่านฟัง ก่อนเข้าพรรษา ๒ วันก็บวชเป็นสามเณร พอบวชแล้วหลวงพ่อก็ให้เข้าไปทำวิชชาในโรงงานทำวิชชา โรงงานทำวิชชาจะเป็นห้องเล็กๆ ไม่ใหญ่ มีพระนั่งอยู่ ๒-๓ แถว มีเณรนั่งอยู่ ๒ แถว มีห้องของหลวงพ่ออยู่อีกห้องหนึ่งตรงกลาง ส่วนอีกด้านหนึ่งเป็นห้องของแม่ชีมองไม่เห็นกันมีผ่ากั้นได้ยินแต่เสียง จะมีช่องให้ได้ยินเสียงของหลวงพ่อ พระจะมองเห็นหลวงพ่อ แต่แม่ชีไม่เห็น หลวงพ่อท่านก็จะสั่งให้ใช้ธรรมกาย แก้ไขทุกข์มนุษย์ รื้อสัตว์ขนสัตว์ รบกับมาร เราต้องรบกับมาร ไม่ชนะไม่ได้ เราต้องเอาชนะให้ได้ ทำกันตลอดเวลา ได้พักตอนช่วงฉันเช้ากับฉันเพล พอบ่าย ๓ โมง หลวงพ่อท่านก็เรียกเข้าโรงงานทำวิชชาต่อ ในโรงงานทำวิชชานั้น หลวงพ่อเรียกผมว่า จุลณี ซึ่งความจริงตอนแรกผมมีชื่อว่าประเสริฐ แต่หลวงพ่อเรียกว่าจุลณี ชื่อนี้เป็นชื่อในอดีตชาติของผม หลวงพ่อท่านก็จะให้ไปดู ท่านต้องการให้เรารู้ว่า ชาติที่ผ่านมา ทำบาปทำกรรมอะไรมา แล้วชาติก่อนที่จะมาเกิดนี้ เป็นอะไรมาท่านก็ตามไปดูกับเราด้วย ไปคู่กันเลย คอยคุมคอยดูเราไว้ ดูตั้งแต่สมัยโน้นนะ สมัยที่เป็นแผ่นดินมาดูเป็นหมื่นๆ ชาติ ชื่อจุลณีนี้เป็นชื่อเจ้าเมือง คอยควบคุมคนปกครองคน แบบอัยการศึก คือเป็นกลุ่ม เป็นหมู่ ไม่ได้มาปกครองทั้งประเทศอย่างนี้ การเห็นภาพภายในหมายถึงตอนที่เราระลึกชาตินั้น เราจะเห็นเหมือนเราแสดงหนังแล้วมาฉายให้เราดู เหมือนการกรอหนังกลับ บางชาติเกิดเป็นผู้หญิงก็มี ชาติก่อนเราเป็นเจ้าใช่ไหม แล้วก็สร้างกรรมเอาไว้ เขาเอาผู้หญิงมาให้ นี่กรรมนี้ทำให้เราเกิดเป็นผู้หญิง ก่อนที่จะไปเป็นผู้หญิงก็ไปเกิดเป็นสุนัข เป็นสัตว์เดรัจฉานมากมาย พอจากชาตินั้นแล้ว ใช้กรรมจนหมดแล้ว ก็มาเกิดเป็นผู้ชายแท้ นี่ถ้าหลวงพ่อท่านอยู่ คงเล่าได้มากกว่านี้ แต่หลวงพ่อไม่อยู่ เล่ามากไม่ได้ เพราะถ้าเล่าไปแล้วคนไม่เชื่อก็จะเป็นบาป หลวงพ่อวัดปากน้ำ ท่านจะสอนอยู่เสมอว่าให้เราทำตัวเหมือนผ้าขี้ริ้วเช็ดเท้านะอันนี้ท่านย้ำมากบอกอยู่บ่อย แต่เราทำไม่ค่อยได้ ท่านบอกว่าต้องทำเป็นผ้าขี้ริ้วเช็ดเท้าเข้าใจไหม เราเป็นเด็กก็ยังไม่เข้าใจ แล้วท่านก็อธิบายว่า เหมือนเขาเอาไม้มาตีเรา แล้วถามว่าเราเจ็บไหม ก็เจ็บนะ แล้วเราจะตีเขาตอบไหม เราจะโกรธไหม ถ้าโกรธนั้นแหละตัวกรรม ถ้าเขาตีเรา แล้วเราอโหสิให้ เราจะได้แสงรัศมีของความอดทน เราจะได้บารมีตรงนี้ นี่ตอนท่านสอนใหม่ๆ สอนไป ก็ทำวิชชาไป ท่านสอนอยู่เรื่อยๆ หลวงพ่อท่านจะเอาใจใส่ดูแลลูกวัดอย่างใกล้ชิด ในวันพระท่านก็จะลงปาติโมกข์ พอลงปาติโมกข์เสร็จก็อบรมพระเณร ถ้าไม่อบรมตอนนี้ก็จะมีตอนเช้าไปฉันที่ศาลา ก่อนจะเข้าโบสถ์ไหว้พระ ผมอาศัยอยู่กับพระครูพิพัฒน์ธรรมคณีในโบสถ์ ที่นี้รู้สึกว่ามันคับแคบก็เลยออกมานอนกับเณรองค์หนึ่งซึ่งบวชทีหลัง แล้วหลวงพ่อก็สั่งให้มาทำวิชชาด้วยกันนะ ๒ องค์เป็นเพื่อนกัน ปกติก่อนจะนอนก็ต้องกันมุ้งแล้วสวดมนต์นั่งสมาธิ มีอยู่วันหนึ่งวันนั้นเณรองค์นี้ที่มาอยู่ทีหลังไม่ได้กันมุ้ง ขี้เกียจ ก็นอนเลย พอต่อมาหลวงพ่อฉันเช้าเสร็จท่านก็มาสวดมนต์ในโบสถ์แล้วก็ขึ้นอบรม ท่านพูดเลยว่า เมื่อคืนนี้ มีอัศจรรย์ ทำไมน้อ มันไม่สวดมนต์ ไม่นั่งสมาธิ เสร็จแล้วพอจะนอนมันก็ไม่กันมุ้งกันอีก เณรอีกองค์ก็บอกให้เขากันมุ้ง แต่มันกลับเอาตีนกันมุ้งชะนี่ โอ้โฮ...ตอนนั้นเป็นเณรกลัวเลยเพราะหลวงพ่อท่านรู้ ทีหลังเราก็ไม่กล้า ท่านพระครูพิพัฒน์ธรรมคณีจะเอาคำพูดที่หลวงพ่อพูดในโบสถ์มาเตือนพระเตือนเณร เรื่องของเณรที่ต้มข้าวต้มกินก็มีนะ เป็นเณรในกุฏิเนกขัมมะแอบไปเที่ยวด้วย เหลืองไม่อยู่ ส่วนเหลือง ต้มข้าวต้มกินยังไม่พอ ยังไปดูหนังชะอีก หลวงพ่อท่านจะเอามาตักเตือนในโบสถ์ แต่ไม่บอกว่าใคร ใครทำคนนั้นก็รู้เอง ท่านก็ว่าแล้วอย่างนี้ ศีลมันจะเหลือรึ ยังไม่พอไปดูหนังอีกแล้วผิดศีลข้อไหนอีก ท่านก็ไล่ดูเลยนะ ผิดศีลข้อไหนบ้าง เณรรู้มั้ย ไม่มีใครกล้าตอบเลย ถ้าทำอีกนะหลวงพ่อจะเรียกออกมาประกาศชื่อให้พระและญาติโยมได้รู้ ผมโดนหลวงพ่อเตือนตรงๆ อยู่ครั้งหนึ่ง วันนั้นหลวงพ่อไม่อยู่พระครูฯก็ไม่อยู่ เราก็แอบไปปีนชมพู่มะเหมี่ยวตอนกลางคืน กัดไปแล้วนะด้วยความหิว พอเคี้ยวไปคำสองคำ ก็มาคิดว่า เอ๊ะ...เราจะกินดีมั้ยนะ พอคิดได้ เราก็โยนชมพู่ทิ้ง ที่เคี้ยวอยู่ก็กลืนลงไป ต่อมาหลวงพ่อท่านลงรับแขกท่านก็มองหน้าผม คือผมจะมีหน้าที่คอยปูอาสนะให้หลวงพ่อ ตอนที่ท่านจะรับแขก พอแขกไปหมดแล้วท่านก็พูด ตอนนั้นมียายอยู่ ๒ คน ยังไม่กลับ ท่านเอี้ยวตัวหันมาทางผมแล้วพูดว่า เมื่อคืนนี้เอ็งไปปีนชมพูใช่ไหมวะ แหมพอเอ็งกินเข้าไปแล้วเอ็งนึกได้ก็ค่อยทิ้ง แล้วอย่างนี้ที่กลืนๆ ลงไป ศีลมันจะเหลือหรือวะ ท่านพูดอย่างนี้เลยเหมือนท่านอยู่ในเหตุการณ์เลย ผมนี้หน้าชา อายโยมมากเป็นหนเดียวเท่านั้นที่ทำ ทีนี้มีเรื่องสำคัญอยู่เรื่องหนึ่งในโรงงานทำวิชชา พอหลวงพ่อท่านสอนลูกคนใหม่ๆ เสร็จเรียบร้อย ไปกันหมดแล้ว หลวงพ่อท่านก็ปรึกษากับคณะทำวิชชามีแม่ชีจันทร์ ครูญาณี แม่ชีปุก มีพระอยู่ด้วยนะ มีพระอยู่ ๓ องค์แต่จำไม่ได้ว่าพระอะไร พระอาวุโสทั้งนั้นเลย ปรึกษากันไปด้วย ทำวิชชากันไปด้วย ก็ปรึกษากันว่า “จะทำยังไงโลกเรามันจะแตกนะ" พูดถึงสายขาวกับสายดำ "เราจะชนะมารมั้ยเนี้ย" มารก็คือสายดำ สายขาวหมายถึงเรา เรานี่แหละจะต่อสู้ให้เมืองมนุษย์อยู่สืบต่อไป วิชชาธรรมกายเรียนไม่หมด ตายแล้วเกิดใหม่ก็ยังเรียนไม่จบท่านว่าอย่างนี้ เพราะฉะนั้นเราต้องทำวิชชากันต่อไป แล้วถ้าหากแพ้อะไรจะเกิดขึ้น ก็มีแม่ชีปุกกับครูญาณีก็บอกว่า หนูจะเป็นผู้ยืนหยัดทำวิชชากับหลวงพ่อ แล้วท่านก็ไล่เบี้ยว่าเอ้....แล้วเอ็งจะทำได้มั้ยเนี้ย ตอนหลวงพ่ออยู่ก็ตอบได้ว่าเจ้าค่ะ เจ้าขา พอต่อมากลัวจะทำไม่ได้ เอ้า...เราจะทำอย่างไรดีว่ะ ท่านก็จะถามแม่ชีจันทร์ แม่ชีปุกและครูญาณี ครูญาณีใกล้ชิดกับหลวงพ่อมาก ตอนนั้นครูญาณียังไม่บวชชีนะนุ่งดำห่มขาวเป็นครูไปสอนที่โรงเรียนด้วย มาบวชเอาตอนช่วงหลังๆ หลวงพ่อท่านจะย้ำถามเหมือนตอกหัวตะปูว่าจะทำยังไงบ้าง แม่ชีก็ตอบว่า เราต้องรื้อสัตว์ขนสัตว์เจ้าคะ พ่อบอกให้ลูกรื้อสัตว์ขนสัตว์เพื่อให้พ้นมาร แล้วต่อไปจะได้พบกับจักรพรรดิ ท่านก็พูดอย่างนี้นะ ตอนนั้นเป็นเด็กก็ยังไม่เข้าใจไม่รู้อะไรเป็นอะไร หมายถึงว่า เราไม่รู้ว่าจักรพรรดิคืออะไร มาจากไหนผมก็ไม่เข้าใจ ครูญาณีก็ถามหลวงพ่อว่าคนมาสืบทอดอยู่ที่ไหนในเมืองมนุษย์ หลวงพ่อบอกว่า ในเมืองมนุษย์ไม่มี หลวงพ่อจะไปอาราธนามาจากชั้นดุสิต วิชชาของหลวงพ่อนี้เรียนไม่จบ ไม่รู้จักหมดด้วย เรียนแล้วเกิด เกิดแล้วตาย ก็ยังเรียนไม่จบ ท่านบอกกับผมว่า "ไอ้จุลณีมึงรู้หมด ชาตินี้มึงจะขนาดไหนวะนี่" แล้วท่านก็บอกว่า ผู้สืบทอดจะมาเรียนวิชชาของหลวงพ่อ มาทำวิชชาต่อเพื่อไม่ให้มารมาลบล้าง วิชชาของหลวงพ่อจะไม่มีหมด ตรงนี้มันคือรอยต่อ ถ้าหากว่าไม่มีใครสืบทอด วิชชาหลวงพ่อก็จะหมด เพราะมารมันบังหมด นอกจากหลวงพ่อต้องกลับมาเกิดอีก แล้วมาทำวิชชาอีก ถ้าหากว่า ตรงนี้รอดพ้นจากมารไปได้เราก็ไม่ต้องเกิดอีกแล้ว ท่านพูดอย่างนี้นะ ท่านบอกว่า ต้องไปนิมนต์มาจากชั้นดุสิต คนนี้เป็นคนที่มีบุญญาธิการ ผิวจะดีมาก รูปร่างดี หน้าตาจะสวยมากอย่างกับเทพบุตร ท่านบอกว่าลักษณะเหมือนเทพบุตรแล้วองค์นี้จะเผยแผ่วิชชาธรรมกายไปทั่วโลก และจักรวาลเลย ผู้สืบทอดจะมาสร้างสถานที่ที่ไม่ค่อยจะเหมือนวัดไทยเท่าไร แต่คนทั้งโลกจะเข้าใจได้ว่า เป็นสถานปฏิบัติธรรม คนจะมากันมาก มาทำวิชชามากันทั่วโลก เราจะเป็นแม่ทัพใหญ่ในฝ่ายขาว สถานที่นี้จะอยู่ทางทิศเหนือไม่ใกล้ไม่ไกล พอไปพอมาจากวัดปากน้ำ องค์นี้จะมารับวิชชาจากหลวงพ่อไป แล้วท่านก็บอกว่า พ่อนี้ อยู่ไม่ทันหรอก อยู่ไม่ถึงจังหวะนั้น แล้วหลวงพ่อก็ยังหันมาทางผมด้วยบอกว่า ให้เราเร่งทำวิชชาด้วยจะได้ช่วยเขา วิชชาของหลวงพ่อจะได้สำเร็จลุล่วงไปได้ ท่านยังบอกผมอีกว่า อายุผมถ้ามีบารมีก็จะไปถึง ๘๐ หรอกนะ แต่ถ้าไม่ปฏิบัติและยังดื้อดึงอยู่ เต็มที่ก็ ๗๕ เท่านั้น ตอนนั้นถือได้ว่าผมเป็นลูกคนเล็กสุดในวิชชาธรรมกาย เพราะเป็นเณรอายุน้อยที่สุด หลวงพ่อท่านบอกว่า ไอ้จุลณีเอ้ยเอ็งเป็นลูกคนสุดท้องนะ มึงต้องปฏิบัติ ทำวิชชากับหลวงพ่อให้มากที่สุดนะไม่งั้นมึงจะเข้าไม่ถึงท่านที่มาสืบทอดวิชชา มันต้องรื้อสัตว์ขนสัตวํให้ต่อเนื่องกับท่านให้ได้ ได้แก้วแล้วอย่าเอาไปเขวี้ยงเข้าป่าเสียนะ ต้องทำตัวเป็นผ้าขี้ริ้วเช็ดเท้า อย่าแข็งกระด้าง หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านสั่งว่า อย่าเผาศพท่านนะ ศพของท่านยิ่งเก็บไว้นานเท่าไหร่ วัดก็จะเจริญมากขึ้นเท่านั้น เรื่องอดเรื่องจนไม่ต้องห่วง จะไม่มีอยู่แล้ว ขอให้ลูกจริงกับพ่อเถอะ ให้จริงกับหลวงพ่อแม้หลวงพ่อจะไม่อยู่แล้ว แต่หลวงพ่อจะดูแลลูกๆ ทุกคน จนกว่างานจะสำเร็จ งานจะสำเร็จลุล่วงไปดีกว่าหลวงพ่ออยู่ด้วยซ้ำไปอีก พ่อละสังขารไป แล้ว อย่าคิดว่าวัดจะเสื่อมโทรมหรือวิชชาธรรมกายจะเสื่อมโทรม ในวัดให้ปฏิบัติตามหลวงพ่อ ให้เชื่อหลวงพ่อแล้วทุกอย่างจะสำเร็จ แล้วท่านก็บอกว่า ท่านมองๆ ไปแล้ว ก็ไม่มีใครนะ ไอ้ที่จะช่วยต่อศาสนาให้ยั่งยืน อายุมันก็ไม่ยืน ไอ้ที่จะช่วยก็เห็นมีอยู่คนเดียวคือลูกจันทร์นี่แหละว่ะ ท่านว่าอย่างนี้ ที่จะสืบต่อได้มีแต่ลูกจันทร์ คือเคยเป็นลูกของหลวงพ่อมาหลายภพหลายชาตินับหมื่นนับแสนชาติ ลูกจันทร์นี่ เป็นหนึ่งไม่มีสอง ลูกจันทร์ต้องเป็นหนึ่งไม่มีสองตลอดไป ท่านเปรียบเทียบว่า ลูกจันทร์ไม่เหมือนลูกศิษย์คนอื่นๆ ลูกศิษย์คนอื่นทำแล้วไปถึงปลายมือก็ยังมีห่างเหินบ้าง แต่มีคนๆ นี้ที่จะสืบต่อวิชชาธรรมกายของหลวงพ่อต่อไปได้ ไอ้คนที่มันเรียนเก่ง เรียนดี มีบารมีมาก มันก็ตายเสียก่อน ไอ้คนที่มันจะอยู่ได้ ก็มีแต่ลูกจันทร์ที่จะสืบสานต่อไป จนถึงผู้มาสืบทอดได้ ให้ลูกจันทร์อยู่ในศูนย์กลางให้มากๆ จะได้พบกับสิ่งอัศจรรย์ จะพบคนที่จะมาช่วยและมาสืบทอดต่อ ถ้าหลวงพ่อละสังขารแล้วอย่าไปไหนให้รออยู่ที่วัดปากน้ำ คนอัศจรรย์คนสืบทอดคนนี้จะมาหา เรื่องของสมาธินั้นหลวงพ่อท่านจะย้ำอยู่เสมอว่าให้หยุดอยู่ในหยุด นิ่งให้นิ่งอยู่ในนิ่งนะ วิชชาธรรมกายนี้ไม่ใช่วิปัสสนึกนะ นี่วิปัสสนากัมมัฏฐาน ใช้จิต ไม่ได้ใช้ตา คือเราต้องทำจิตให้บริสุทธิ์และขาวสะอาด ถ้าเรามีจิตกังวลอยู่ ดวงนั้นก็จะไม่แจ่ม ไม่แจ้ง แล้วไม่แทงตลอด ข้างใน กายเราจะมีกายในกาย เข้าไปเรื่อยๆ ผ่านดวงไปตั้งแต่ปฐมมรรค วงศีล ดวงสมาธิ ดวงปัญญา ดวงวิมุตติ ดวงวิมุตติญาณทัสนะจนกระทั่งไปเจอกายธรรม พุทธรัตนะ เกตุดอกบัวตูมใสเป็นเพชร หลวงพ่อท่านบอกว่าจะทำบุญได้มากก็ต้องอาศัยกายมนุษย์หยาบมนุษย์ละเอียดเท่านั้น ถ้าเราเป็นกายทิพย์ เราจะทำบุญได้น้อยต้องอาศัยบุญจากคนอื่น ท่านสอนว่าก่อนที่เราจะดับจิต เราจะทำยังไง ตอนจะดับจิต ตอนเป็นหัวเลี้ยว หัวต่อ ตรงนี้ เราจะทำยังไง ท่านจะเน้นว่าอย่าลืมสติเป็นที่สุด หมายถึงสติที่เรามีอยู่ เวลานี้พอใกล้หัวเลี้ยวหัวต่อจะขาดแหล่ไม่ขาดแหล่ ท่านจะให้ภาวนาสัมมาะระหังๆ แล้วให้เอาจิตไปมองอยู่ในดวงธรรมแล้วดวงธรรมจะพาออกไปตามฐานต่างๆ ผมบวชอยู่วัดปากน้ำพอครบพรรษาแล้วถึงกลางเดือน ๑๒ ก็ลาสึก บวชอยู่แค่พรรษาเดียวเพราะยังเด็ก อดข้าวเย็นไม่ไหว กลัวจะทำผิด แต่แม่ไม่ให้สึกนะ แต่เราไม่เอา พอสึกมาไม่นานตอนอายุ ๑๗ เราต้องฉีดยามะม่วงฉีดไปมันก็เข้าจมูก แล้วก็ต้องเข็นเรือ ๑๑ ศอก เข็นจากในบ้านไปข้างนอกคนเดียว ตอนเอาเรือลงไม่เท่าไหร่ แต่ตอนเอาเรือขึ้นนี่สิดันสุดแรงเลย วี๊ดเดียว มันก็เป็นลมแล้วชักไป แม่ก็ไม่อยู่บ้าน ทีนี้วิญญาณเราก็ออกจากร่างไป ตอนนั้นเราเข้าร่างไม่ได้ เหมือนมีอะไรมากั้นอยู่ ออกจากร่างแล้วก็ลงบันไดไปเป็นบันไดไม้ไผ่ร้องไห้ไปก็เดินไปตามทางสลัวๆ ไม่มืดแต่ก็ไม่สว่าง เดินไปไกลไม่มีใครเลย เดินไปคนเดียวถึงป่าใหญ่ ป่าใหญ่ก็โอ้โฮมืด ทีแรกกว่าจะเข้าไปได้ก็กลัวไม่กล้าเข้า หันหลังกลับมาก็ไม่กล้ากลับ กลับไปก็พึ่งอะไรไม่ได้ในใจเราคิดอย่างนั้นจึงมุ่งหน้าเดินต่อไปทั้งๆ ที่ไม่อยากไป แต่กลับไม่ได้เพราะไม่มีทางกลับ เหมือนกับว่าพอเดินผ่านมาแล้ว ทางตันเลยตอนที่เราเดินมามันไม่ตัน มันโปร่ง แต่ทีนี้พอหันกลับไปมันปิดทางเดินเรามิดเลย มีแต่ทางข้างหน้าให้เดินต่อไป แต่ก็มืดนะมองเห็นแสงจากใบไม้ ต้นไม้ใหญ่มาก ๑๐ คนโอบยังไม่รอบเลยสูงใหญ่รากก็ยาว เป็นสิ่งที่เราไม่เคยเห็น เพราะไม่ใช่คนอยู่ป่า เดินไปสักพักก็เจอแม่น้ำใหญ่ ซึ่งกว้างและยาวมาก มองไม่เห็นฝั่ง เราก็สังเกตจากสิ่งที่ใกล้ตัวเราว่าทำไมหนอ ถึงเป็นอย่างนี้ ทำไมถึงมาตรงนี้แต่ก็เอ๊....เราอยู่ตรงนี้ไม่ได้แน่ เราต้องข้ามน้ำ แต่น้ำนี่ไกลลิบเลย ปกติแม่น้ำใหญ่ต้องมีริ้วมีคลื่น แต่นี่ไม่มีเลยนิ่งสนิท มองไปในน้ำเห็นถึงดินเลย ปลาก็ว่ายไปมาปลาตัวใหญ่ๆทั้งนั้น เราก็ก้าวขาจะข้ามไป แต่ก้าวไปได้ขาเดียวเท่านั้น พอก้าวไปปุ๊บก็ได้ยินเสียงเด็กตะโกนก่อนเลยว่า กลับมาก่อนๆ เราก็แปลกใจว่าในป่านี้มีคนอยู่ด้วยหรือก็หันไปดู เห็นเด็กมาก่อน เด็กพูดว่ากลับมาก่อนท่านยังไม่หมดเสบียง แล้วก็เจอกับพระธรรมกายมีเกตุดอกบัวตูมใสเลย พอเจอองค์พระธรรมกาย เจอหลวงพ่อ ท่านก็บอกว่า กลับไปก่อน เพราะเรายังไม่หมดเสบียง ทีนี้เราก็เลยฟื้นขึ้นมา พอกลับมานี่นะหิวแต่น้ำดื่มเอาๆ ตอนที่สลบไป สลบไปถึง ๑๔ วันนะ แต่ไม่แข็งและไม่เน่า แต่โลงนะมีแล้วเขาซื้อมา แต่แม่ไม่ให้ใส่โลง แม่ก็จุดแต่ธูป จุดธูปเป็นกระบุงเลย แม่บอกว่าซื้อธูปที ๒๐๐ บาท แล้วตอนที่เรานอนสลบอยู่นั้น แม่ก็ไปหา หลวงพ่อองค์หนึ่ง ชื่อหลวงพ่อทอง วัดสุน หลวงพ่อองค์นี้ได้เรียนวิชชาธรรมกายมาจากหลวงพ่อวัดปากน้ำ แล้วทีนี้ท่านก็ใช้ให้เด็กไปตามมา มีหลวงพ่อวัดปากน้ำไปด้วย จึงเห็นเด็ก เห็นพระธรรมกายเห็นหลวงพ่อวัดปากน้ำ พระธรรมกายท่านก็เหมือนนั่งอยู่บนแผ่นกลม หลวงพ่อวัดปากน้ำก็อยู่บนแผ่นฌานอันเดียวกับพระธรรมกาย รัศมีสว่างมาก โชคดีที่หลวงพ่อไปตามมา ผมถึงอยู่ได้ทุกวันนี้ ตอนที่เราขาดใจไป เตี่ยก็ช่วยเราไม่ได้ แม่ก็ช่วยเราไม่ได้ ได้แต่กอดเราไว้ อุ้มเราไว้ ผมชื้งใจหลวงพ่อมาก เพราะตอนที่เราไปลาหลวงพ่อสึกออกมาเมื่อครั้งเป็นเณรนั้น ท่านบอกว่า "เอ็งนี่ต้องสึกว๊ะ ไม่สึกแล้วอยู่ไม่ได้ ถ้ามึงอยู่ได้แล้วมึงสบาย หลวงพ่อต้องห่วง ยังไงพ่อไม่ทิ้งเอ็งแน่ แต่เอ็งอย่าทิ้งพ่อก็แล้วกัน" ท่านพูดอย่างนี้วันที่ลาสึกนะ หลังจากที่เราสลบไปตอนนั้นพอตอนแม่อายุ ๖o แม่ก็ป่วย แกเบื่อก็เลยมาบวช ส่วนผมก็ทำงานมากขึ้นก็เลยป่วยอีก แม่จึงไม่ให้ทำงานให้มาอยู่วัดปากน้ำ อายุ ๑๙ ก็มาบวชอีกที ตอนนั้นหลวงพ่อวัดปากน้ำท่านมรณภาพแล้ว ตอนมาบวช เนื่องจากเคยได้นักธรรมตรี แล้วจึงต่อนักธรรมโท นักธรรมเอกเลย แล้วลุงก็มาติดต่อกับหลวงพ่อช่วง เอาผมมาฝากไว้ที่วัดพระเชตุพน ผมก็ชักอีกนะ ชักบ่อย จนกระทั่งมาเรียนธรรมะ มาฟื้นฟูอีกจนอายุ ๒๑ หลังจากบวชเณรมา ๓ พรรษา ก็บวชเป็นพระอีก ๔ พรรษา ชักอยู่จนถึงอายุ ๓๒ ปีก็หายขาด แล้วที่หลวงพ่อบอกว่าจะไม่ทิ้งเราก็ไม่ทิ้งเราจริงๆ นะ เพราะจนอายุ ๔๙ แล้วผมก็ยังป่วยอีก ก็เลยรู้ว่าสิ่งที่หลวงพ่อพูดเป็นเรื่องจริง ท่านมาแต่ไม่ได้มาเป่าอะไรให้ หลวงพ่อท่านมาให้เห็นเป็นรัศมีที่ศูนย์กลางกาย ทำให้เราชื่นใจ ท่านมาบ่อย ตอนจะชักก็ไม่ชัก พอท่านมาก็หาย ช่วงก่อนเคยไปชักในรถ แต่พอช่วงหลังเห็นแสงก็หาย ตอนหลังหายจากโรคนี้เลย พอเราหายดีแล้ว หลวงพ่อท่านก็หายไป ส่วนเรื่องการมีครอบครัวหลวงพ่อท่านเคยพูดไว้ว่า ผมจะไม่ได้มีเมียคนเดียว ต้องมี ๓ คน หรือไม่ก็ ๕ คน ทุกวันนี้ผมก็มี ๓ คนแล้ว เรื่องผู้หญิงต้องเจอเพราะต้องใช้กรรม ปกติแล้วหลวงพ่อท่านจะไม่พูดเรื่องอย่างนี้เท่าไหร่ แต่จะให้เราปฏิบัติหลวพ่อท่านจึงเมตตาสั่งสอนให้ นี้คือเรื่องราวบางช่วงของชีวิตสามเณรจุลณี เณรน้อย ซึ่งมีโอกาสได้เรียนและได้รับการถ่ายทอดวิชชาธรรมกายจากหลวงพ่อวัดปากน้ำและเป็นพยานเอกสำคัญยืนยันถึงทายาทสำคัญที่จะสืบทอดวิชชาธรรมกายให้คงอยู่จนถึงยุคของอายุพระพุทธศาสนา ๒,๕๐๐ กว่าปี ลุงสมจิตร ฉ่ำรัศมี ตัวฉันเองมาเจอหลวงพ่อวัดปากน้ำตอนอายุราวๆ ๑๘ ปี เป็นเรื่องอัศจรรย์ ตอนนั้นฉันอยู่อ่างทอง ตัวหลวงพ่อท่านอยู่ที่วัดปากน้ำนอนหลับอยู่ ก็ได้ยินเสียงหลวงพ่อวัดปากน้ำแว่วมาว่า "ให้ไปวัดปากน้ำ" ฉันเป็นคนไม่เชื่ออะไรง่าย เสียงก็แว่วมาอีกว่า "เอ้ยต่อไปไม่ต้องหุงแล้วไอ้หม้อดินนี้ ต่อไปกดปุ๊บติดปับเลย" สมัยนั้นเขาหุงข้าวด้วยหม้อดินกัน แล้วก็ได้ยินต่อไปว่า "แล้วหูทิพย์ ตาทิพย์จะเกิดขึ้นเอง" เราได้ยินอย่างนั้นเราก็แปลกใจ ไม่เชื่อว่า?? เอ๊!? จะเป็นไปได้ยังไง?!? ก็เลยตั้งใจว่า ทำยังไงนะ เราจึงจะได้เจอหลวงพ่อวัดปากน้ำ อยู่ๆ มาก็มีคนหนึ่ง เป็นมหาเปรียญ ๙ ประโยค มาชวนว่าจะพาไปอยู่กับหลวงพ่อวัดปากน้ำ เราก็ไป พอดีฟันของมหาเปรียญองค์นี้แกเลี่ยมทอง พอไปหลวงพ่อวัดปากน้ำบอกไม่รับ เราก็ร้องไห้ทำไมหลวงพ่อถึงไม่รับเรา ก็พระจะมีทองได้ที่ไหนล่ะ อาจารย์มันไม่ดี ลูกศิษย์มันก็คงไม่ดี หลวงพ่อวัดปากน้ำไม่รับ บอกว่า อาจารย์มึงไม่ดี เลี่ยมฟันทองมาไม่ดีแล้ว ก็เลยเดินออกจากวัด ทีนี้คงจะเป็นบุญของฉัน พอดีมาเจอพระอาจารย์มหาวิชัยซึ่งเป็นหลานของหลวงพ่อ ท่านก็เรียกเข้าไป "เอ้า เณรมานี่ซิ ทำไมเดินคอตกอย่างนั้น" เราก็บอกว่าหลวงพ่อท่านไม่รับผม "เอ้าเดี๋ยวไปด้วยกัน" ท่านก็พาไปหาหลวงพ่อวัดปากน้ำ บอกหลวงพ่อว่า "ผมฝากเด็กคนนี้ สักคนได้ไหม" ทีนี้หลวงพ่อรับผมเลย จึงได้เป็นลูกศิษย์ของหลวงพ่อวัดปากน้ำ ตอนนั้นก็ประมาณปี พ.ศ.๒๔๙๖ หลวงพ่อท่านยังแข็งแรงอยู่ ฉันเคยสงสัยนะว่า หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านอวดอุตริมนุสสธรรมมั้งเนี่ย ที่อัญเชิญพระพุทธเจ้ามาได้ ท่านก็ชี้หน้า ไอ้เณรมึงอย่านะ หลวงพ่อชี้หน้าว่าผม เห็นพระพุทธเจ้าลอยเต็มหลังคาโบสถ์ "เฮ้ยมึงอย่านึกดูถูกนะ มึงไม่เห็นจริงนี่หว่า มึงอย่าแกล้งพูดไปนะ" เราก็เงียบ เรานี้หัวดื้อ ไม่ค่อยเชื่อหลวงพ่อ ไปอยู่ ใหม่ๆ เราก็คะนองเลย กับเพื่อนเณรด้วยกัน เขาอยู่คณะ เนกขัมมะ ต้มข้าวต้มกินกันเถอะ หลวงพ่อท่านไม่รู้หรอก ๓ องค์ท้าทายหลวงพ่อ มีผม มหาเสริม มหาพล ต้มข้าวต้มกินกัน ตั้งหม้อไปซื้อกับข้าวเต้าหู้ยี้ ทีนี้หลวงพ่อท่านรู้ ท่านบอกพวกมึงหยุดเลยนะ ถ้าไม่หยุดพรุ่งนี้จะประกาศชื่อ หลวงพ่อท่านรู้หมด ถ้าไม่รู้ท่านจะปกครองคนได้อย่างไร พระ ๓๐๐ เณร ๓๐๐ ชี ๓๐๐ ลูกศิษย์อีก ๓๐๐ จะปกครองคนได้ คนต้องเชื่อ หลวงพ่อท่านจะอยู่บนธรรมาสน์ นั่งเทศน์อยู่ในโบสถ์ พะคุณของหลวงพ่อมากเหลือล้ำเกินกำหนด หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านพูดจริงทุกอย่าง ไม่เคยโกหกหรอก เราหนีเที่ยว เขามีหนังฉายที่วัดนางชี วัดปากน้ำปิดประตูแล้ว สมัยนั้นหลวงพ่อท่านสร้างเป็นกุฏิ กุฎิใคร กุฏิมัน สำหรับให้คนอยู่ปฏิบัติธรรม เรา ๕ คน มหาพล มหาเสริม ผม เณรไร และเณรจัน "หลวงพ่อท่านไม่รู้หรอก เราหนีข้ามรั้วไปดูหนังกันดีกว่า" หนีไปเป็นประจำ วันนั้นหลวงพ่อเตรียมไม้ ทุกครั้งที่เราไปจะมีไม้ขีดกับไฟแช็คไป แต่วันนั้นไม้ขีดก็ไม่มี ไฟแช็คก็ไม่มี แล้วแต่ก่อนโบสถ์ของหลวงพ่อจะเก่าๆ โทรม เราก็มองเห็นแสงไฟวาบๆ อยู่ข้างโบสถ์ เราก็ "เฮ้ย! มีพระสูบบุหรี่ เราไปขอต่อยาดีว่า รีบเดินเข้าไปขอต่อยา พอไปถึงปรากฎพระองค์นั้นคือ หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านยืนอยู่ "มึงมานี่ไอ้ตัวแสบ ไปเรียกไอ้พวกนั้นมาด้วย มึงนี่หนีเรื่อย กูตามมึงทันมึงไม่ดูหนังสือเลยเนี้ย! มานี่" มหาเสริมก็บอก "หลวงพ่อครับ ยังไงผมก็รับผิดครับ" "คนที่รับผิดหลวงพ่อไม่ตี แต่คนไม่รับผิดหลวงพ่อจะตีมัน ไอ้ตัวแสบ ไอ้ตัวรู้เนี้ย!" หลวงพ่อท่านชี้มาทางเรา "ไอ้ตัวต้นเรื่องต้นยุ ยุให้ไปทำมิดีมิร้ายไปชวนเขาดูหนัง พอเย็นนะมึงเริ่มเลย จัดแจงเลยที่ไหนเขามีหนัง บอกเลยวัดนางชี วัดนางนวลมึงน่ะรู้หมด มึงเป็นคนต้นเรื่อง มึงมานี่" "หลวงพ่ออย่าตีผมเลยนะครับ" "กูไม่ตีมึงแต่มึงต้องไปเรียนให้ดีนะไปเป็นแถวเลย" ท่านไม่ตีเราสิเสียรู้ โอ้โฮพระอะไรมาแอบสูบบุหรี่ให้เราเห็น พอบอก "หลวงตาขอไฟหน่อย" "ไอ้ตัวแสบมึงมานี่ ตามไอ้พวกนั้นมาให้หมด" เราก็ตะลึงเลย ปกติท่านจะนั่งธรรมะไม่เคยคิดจะออกมาจากโบสถ์ ทีนี้คงเป็นบุญบารมีอะไรสักอย่าง เพราะปกติเราไม่ค่อยเชื่อหลวงพ่อ แต่ครั้งนี้ทำให้เราคิดว่า หลวงพ่อคงไม่โกหก เรานึกว่าต้องเป็นของจริง เพราะหลวงพ่อทำให้เราเห็นทุกอย่าง ก็เลยไปนั่งหน้าโบสถ์ นั่งทรมานตัวเราเองซิ ตัวเรานี้มันจะเป็นอะไรวะ...ก็ไม่เห็นมีอะไรนั่งไปนั่งมาก็เกิดแลเห็นสว่างโล่งเลย แล้วก็ค่อยๆ แคบลงๆ แล้วเห็นตัวของเราเอง ก็มาเล่าให้หลวงพ่อฟัง หลวงพ่อบอก "มึงรู้แล้ว" หลวงพ่อบอกว่าเรารู้แล้ว เหมือนกับกู คราวนี้ก็นั่งเลย ท่านเห็นเรา เราเห็นท่านเหมือนกับเรานั่งคุยกัน ภายในคุยกันได้ เพราะฉะนั้นวิชชาธรรมกายไม่ใช่ของโกหก พูดล้อเล่นไม่ได้นะ ของจริงนะ เป็นปัจจัตตังรู้ได้เฉพาะตัวของเราเอง ไปเล่าให้คนอื่นฟัง เขาเห็นไม่เหมือนเราก็จะหาว่าเราบ้าต้องนั่งเองถึงจะรู้เอง ทีนี้ก็ต่อวิชชาในโรงงานทำวิชชา ชีอยู่ฟากหนึ่งพระเณรอยู่อีกฟากหนึ่ง หลวงพ่อนั่งกลาง หลวงพ่อท่านคอยนั่งตรวจคอยสั่งวิชชา แม่ชีก็จะตอบว่าวิชชาไปโน่น ไปนี่จะเป็นอย่างนั้นๆ เราก็นั่งตามไปเรื่อยๆ หลวงพ่อจะเป็นคนสั่งแม่ชี ควบคุมชี อีกทีหนึ่ง อย่างแม่ชีทองสุข แม่ชีจันทร์ เขาก็ไปกันเต็มเยอะแยะ ไม่ใช่ผมคนเดียวนะที่ต่อวิชชา ก็นั่งฟังเหมือนเราไม่ใช่ตัวเรา วิชชาไปถึงไหนก็ไปถึงนั่น เคยนั่งดูเหมือนกันว่าบางคนก็ไปไม่ได้ไปไม่ทัน เพราะจิตไม่นิ่งแน่นพอกลับเรียบร้อย เราก็เขียนบันทึกลงในสมุด เวลาเราอยู่ข้างในนั้น เราจะมองเห็นกันหมด มีหลวงพ่อเป็นผู้นำ แต่ก่อนจะมีแม่ชีทองสุข แม่ชีจันทร์เขาจะสนิทกับฉันเพราะศาลาติดกัน อาจารย์อยากให้ฉันเก่ง ก็เลยไปให้แม่ชีจันทร์ แม่ชีทองสุขสอน เราก็ไปนั่งธรรมะ อาจารย์ก็สั่ง "เฮ้ยมึงนั่งให้ดีๆ นะ" ทีนี้เราก็นั่งหลับ กรนคร๊อกๆ แกล้งคุณยายทองสุข คุณยายทองสุขแกเก่ง ยายจันทร์ก็เก่ง เขาว่าวิชชาไปอย่างนั้นอย่างนี้เราก็นั่งหลับ ปกติทางเณรนั้นแม่ชีทองสุขกับแม่ชีจันทร์จะไม่รับสอนใครนอกจากฉัน (ลุงสมจิตร) มหาพล มหาเสริม แม่ชีทองสุข เขาก็ทำให้ตัวของเขาเป็นผู้ชายได้ด้วยธรรมกาย ฉันก็นั่งไปดูอย่างนี้ สามารถทำได้ ฉันก็เอะ...ทำได้ยังไงวะ...แกก็บอก "เฮ้ยอย่างนี้ก็แอบดูกูสิ เราก็ไม่ว่าอะไร แม่ชีจันทร์ก็เป็นลูกศิษย์ของแม่ชีทองสุข ทำหน้าที่เป็นหัวหน้าเวร เดี๋ยวนี้ตายกันหมดแล้ว เราเชื่อหลวงพ่อมาก เพราะเราประสบพบเห็นมากับตัวเราเองทุกอย่างที่ท่านพูดเป็นเรื่องจริง ก็เลยเลิกเรียนบาลี ไม่อยากได้ มานั่งธรรมะดีกว่า ก็เป็นเณรก้นกุฏิหลวงพ่อสะพายย่าม เดินตามหลวงพ่อไป มีโยมน้าคนหนึ่งแกเป็นคนไม่เชื่อ เป็นผู้จัดการเดินเรือสมุทร แกขับรถมาตั้งใจว่าจะฆ่าตัวตาย จะขับรถให้ชนเสาไฟฟ้า เราก็บอกอย่าอย่าพึ่งทำ อย่าทำในสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ แกเปิดรถมาบอก "ห้ามผมทำไมผมเสียใจ ผมอยากตาย" "ไปวัดดีกว่า ไปนั่งคุยกันที่วัด" จะเป็นดวงอุปการะยังไงไม่ทราบ พอผมบอก เขาก็เดินตาม ตอนเป็นเณรตอนนั้นไปบิณฑบาตรที่ตลาดพลู ของก็เยอะ เขาก็ช่วยหิ้วของเดินตามมาที่วัด แล้วมานั่งคุยกันว่า เวรกรรมมีจริง แล้วก็ได้ธรรมะ ต่อมาแกก็เป็นก้นกุฏิมาเรื่อย ติดสอยห้อยตามมาตลอด จะเอาอะไรให้หมด รถเก๋ง สร้อยคอ ๒๐ บาทแต่เราไม่เอา ลองวิชชากับหลวงพ่อ ตอนหลวงพ่อสดดังๆ ก็มีคนมาลองวิชชากับหลวงพ่อเยอะ ทีนี้น้าก็พาคนทรงคนหนึ่งมาหาหลวงพ่อ นับถือเจ้าพ่ออะไรไม่รู้ที่บ้าน คนทรงนั้นมีสมบัติอยู่ใต้ถุนบ้าน มีคนจะทำให้คนทรงนี้ตาย เพื่อจะขุดเอาสมบัติ พอน้าพาคนทรงมาหาหลวงพ่อ หลวงพ่อก็บอกเณรไปนั่งธรรมะซิ ทีนี้มันบินมาเลย พุ่งเข้ามาทางหน้าต่าง ร่างทรงร้องวี๊ด เป็นตุ๊กตาหุ่นขี้ผึ้ง หลวงพ่อก็ออกจากกุฏิมาเลย เอาแก้วมาครอบมันไว้ ครอบไอ้ตัวหุ่น มันก็บอกหลวงพ่ออย่ายุ่งนะ จะเอาชีวิตคนๆ นี้ เณรก็อย่ายุ่ง มันก็วิ่งเข้ามาหาคนทรงท่าเดียว เราก็บอกว่าหยุดนะ เรามันคนดื้อรั้นอยู่แล้ว เราช่วยหลวงพ่ออยู่แล้ว "ถ้ามึงทำเขา กูเอามึงตายแน่" มันก็วิ่งมาเลยนะ แก้วอย่างหนาเลยนะครอบตัวมัน แต่มันวิ่งได้ จะเข้าไปหาคนทรง เราก็กันตัวเขาเอาไว้ มันถอยกลับ "มึงถอยออกมานะ มึงถอยออกมา ถึงตายแน่ถ้ามึงไม่ถอย" พอสุดเสียงมันก็หมดวิชชา ละลายกลายเป็นอากาศธาตุไปหมด หลวงพ่อบอก "เณรดูซิ ตราสังข์ยังมีอยู่เลย มันทำได้ยังไงวะเนี๊ยขี้ผึ้งมัดด้วยด้ายสายสิญจน์มันมาหมดเลย หุ่นขี้ผึ้ง ในนั้นมีหมดเลย มีเข็ม มีมีด มีหมดในตัว ถ้าเข้าตัวเข็มวิ่งแทงอวัยวะต่างๆ ตาย เรานั่งดูอยู่นะมันวิ่งได้ แล้วคนที่ทำหมายถึงคนที่ส่งเจ้าหุ่นตัวนี้มาเป็นแขก แขกนี่มันเก่งจริงๆ ตัวฉกรรจ์เลย เขาจ้างฆ่าไม่รู้กี่หมื่น จ้างฆ่าคนทรง พอเสร็จเรียบร้อย คนทรงก็มากราบหลวงพ่อ หลวงพ่อช่วยชีวิตเลยนะเนี้ย เสี้ยววินาทีเลยนะ เจ้าที่เข้าทรงมันก็เก่งทุกรูปแบบ เวลามันเอาผ้าปิดหน้านะ เนื้อเป็นกิโลหายหมดเลย ไม่รู้หายไปได้ยังไง เกลี้ยงเลยเหลือแต่ถาด แต่เราก็มองเห็นนะ แต่ไม่พูด มันบอกว่า "เณรอย่าพูดนะ" เป็นเรื่องของเขา หลวงพ่อเคยพูดว่า "เณร...วัดปากน้ำเนี้ยมีทองคำเต็มไปหมดเลยนะ" เราก็สงสัย ทองคำจะมีจริงอย่างที่หลวงพ่อพูดหรือเปล่าแต่พอนั่งดู.... ทองคำมีจริงๆ... เลี้ยงคนกี่หมื่นกี่แสนกี่ล้านกินไม่หมด...วัดปากน้ำ กินไม่หมดทองคำเยอะแยะ สมัยนั้นถ้ามีคนบอก "หลวงพ่อข้าวไม่มี" มาแล้ว แป๊บเดียวข้าวมาเลย "หลวงพ่อน้ำปลาไม่มี" เรือมาอีกล่ะ หลวงพ่อนั่งอยู่กฏิ แต่เรือข้าวมา น้ำปลามา หลวงพ่อท่านรู้หมดเรียกมาได้ ฉันเคยถามคนที่เอาข้าวมาว่า "โยมทำไมถึงเอาข้าวมา" เขาบอกว่า "เพราะศรัทธามันเกิดเลยเอาข้าวมาวัดปากน้ำ" ทั้งๆ ที่แกก็ไม่เคยนับถือหลวงพ่อด้วยนะ แต่อยู่ดีๆ ก็นึกอยากจะถวาย "หลวงพ่อวันนี้จะมีคนสร้างกุฏิไหม" หลวงพ่อบอกว่า "มี" สำนักข่าวหนังสือพิมพ์มานั่งเฝ้ามาจับผิดหลวงพ่อสักพักนึงคนมาแล้ว "หลวงพ่อฉันอยากสร้างกุฏิสักหลังมีที่ว่างไหม" เล่นเอาไอ้หนังสือพิมพ์ถามเลยว่า"แกนัดแนะกับหลวงพ่อหรือไง" เขาบอกว่า "ไม่รู้เรื่อง อยากสร้างเฉยๆ แกจะทำไมฉันล่ะ" หลวงพ่อรู้ได้ไงว่าจะมีคนมาสร้าง มหัศจรรย์เกิดขึ้นเยอะ คนที่มาขอให้หลวงพ่อช่วยก็มีเยอะ บางคนมาบอกหลวงพ่อ ขออย่าให้บ้านพัง ท่านก็บอก "มึงไปเปลี่ยนน็อตใหม่ซะ มันขึ้นสนิมก็พังอยู่แล้ว" เขาก็รีบไปขันน็อตใหม่ บ้านแข็งแรงแน่นหนาทันที บางคนมาขอน้ำมนต์ "หลวงพ่อผมขอน้ำมนต์สักขันนะ" ตอนนั้นคนก็เยอะ หลวงพ่อนั่งรับแขกเรื่อยๆ สักพักเขาเห็นหลวงพ่อไม่ทำอะไร เขาก็จะเอาน้ำมนต์ไปสาดทิ้ง ปรากฏว่าน้ำเป็นอย่างกับน้ำแข็ง สาดไม่ออก เขาก็รีบมาขอโทษหลวงพ่อ หลวงพ่อ ก็บอกว่า "กูทำให้มึงแล้ว มึงเททิ้งทำไม" ของหายก็มีมาถามหลวงพ่อ หลวงพ่อก็บอก "มึงไป เดี๋ยวมึงก็เจอเองแหละ" แล้วเขาก็เจอ ขนาดบางคนญาติป่วยใกล้จะตายมาหาหลวงพ่อ หลวงพ่อบอก "มึงกลับบ้านไปเถอะ มันไม่ตายหรอก" เขาก็ไม่ตาย ไม่รู้หลวงพ่อรู้ได้ไง หลวงจบๆมาบอกว่า "หลวงพ่อครับเขาว่าหลวงพ่อเก่งจังเลยเหรอ สามารถรู้สวรรค์นรกได้ แล้วไม้ขีดในกล่องนี้มีกี่ก้าน" หลวงพ่อท่านก็บอกว่า"วางไว้ข้างๆ ขามึงนั่นแหละ" แล้วหลวงพ่อท่านก็สั่งให้ไปเรียกแม่ชีญาณีกับแม่ชีตรีธา ๒ คนเข้ามา แล้วหลวงพ่อสั่งให้แม่ชี ๒ คนเข้าที่ไปตามพ่อตาของเขา มาเข้าร่าง พอเข้าร่างแล้ว ท่านก็บอก "เอ้าคุยกับเขา" พอเข้าร่างปุ๊บก็บอกเลยว่า "มึงมาท้าทายหลวงพ่อวัดปากน้ำ มึงวอนหัวขาดชะแล้ว นี่กูพ่อมึง ไอ้แช่มมึงนี่มันไม่เข้าท่า" แล้วก็บอกให้เสร็จเลยว่าไม้ขีดมีกี่ก้าน เงินทองอยู่ที่ไหนๆ ให้ไปขุดเอาพอเขาไปขุดก็เจอหมด ตอนนั้นเรานั่งอยู่ข้างๆหลวงพ่อ คอยต้มน้ำร้อน หลวงพ่อจะเรียกเราว่าไอ้ตัวแสบ ไอ้ตัวแสบไปต้มน้ำร้อน ที่เรียกเราว่า ไอ้ตัวแสบ เพราะเราดื้อไม่ค่อยเชื่อท่าน อย่างพระของขวัญ เราก็คิดว่า "อะไรกันนักกันหนาใครก็อยากได้" ท่านบอกว่า "มึงน่ะไม่รู้คุณค่าต่อไปมีเงินแสนก็หาไม่ได้" ตอนนี้ก็หาไม่ได้แล้ว อย่างเรื่องดับดาวนี่เป็นของเล่น เรียกฝนก็ได้ พายุมันจะเกิด เราจะไม่ให้เกิดก็ได้ พระพุทธเจ้าตรัสบอกพระอานนท์ว่า พระโมคคัลลานะเก่งทางฤทธิ์นะ พระสารีบุตรเก่งทางธรรมะมีปัญญา พระอรหันต์แต่ละองค์เก่งไม่เหมือนกัน อย่างองคุลีมาล ฆ่าคนเป็นหมื่นเป็นแสนตัดนิ้วมือสร้างเวรกรรมเพราะอยากเป็นเจ้าโลก อยากสำเร็จทุกอย่าง จนเกือบจะฆ่าแม่ พระพุทธเจ้าไปห้ามไว้ องคุลีมาลวิ่งไล่ตามพระพุทธเจ้า บอกให้หยุดก่อนๆ พระองค์ก็บอกว่า "เราหยุดแล้ว แต่ท่านยังไม่หยุด" องคุลีมาลคิดว่า จะหยุดได้ยังไง วิ่งตามเท่าไหร่ก็ไม่ทัน พระพุทธเจ้า ท่านหยุดฆ่าคน หยุดความเลวความชั่ว และใจท่านหยุดแล้ว พอองคุลีมาลได้ฟังธรรมก็เกิดดวงตาเห็นธรรม ทิ้งมีดขอบวช องคุลีมาลจากโจรมาเป็นคนดี เป็นพระอรหันต์ ตอนแรกคนก็เกลียด พากันขว้างปาหินใส่ บางคนก็กลัว มีผู้หญิงคนหนึ่ง วิ่งหนีท่านแล้วไปติดอยู่ที่รั้ว เป็นผู้หญิงท้องแก่ ท่านก็ตั้งสัจจอธิษฐานว่า ข้าพเจ้าเลิกแล้วจากความชั่วจากการเบียดเบียน ขอน้องหญิงจงคลอดด้วยความสวัสดิภาพ ผู้หญิงคนนั้นก็คลอดลูกอย่างง่ายดาย วิชชาธรรมกายนี้เป็นของจริงไม่ใช่ของเล่น หลวงพ่อบอกว่า "หยุดนั่นแหละ เป็นตัวสำเร็จ" เราเคยคิดว่า "เอ...หลวงพ่อเรานี่ เก่งนี่หว่า ท่านมีดีแต่ท่านไม่อวด" เวลาท่านสอน เราก็นั่งฟัง "มึงไม่ต้องพูด กูรู้" หลวงพ่อพูดให้เราได้ยิน แหม! หลวงพ่อผมไม่ได้ว่าอะไรหลวงพ่อสักหน่อย จิตใจเรานับถือท่าน ศรัทธาท่าน ศรัทธาเกิดขึ้น บารมีเราก็แก่ขึ้น คนเราถ้าไม่มีศรัทธา บารมีไม่มีหรอก ความนับถือ ความเลื่อมใส ต้องประกอบด้วยการปฏิบัติจริง นึกถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ หลวงพ่อวัดปากน้ำให้เชื่อเหตุ เชื่อผล อย่าไปเชื่อเพราะคำโกหกว่า เขาคนโน้นเก่งคนนี้เก่ง ต้องไปดูว่าเขาเก่งยังไง ธรรมะนั้นมี ๓ อย่าง คือกุสลาธรรมา อกุสสราธรรมา อัพยากตาธรรมา บางทีเราเคืองเขา น้อยอกน้อยใจนี่เป็นอกุศล บางทีอยู่เฉยๆ ก็คิดอยากจะทำบุญ นี่ใจเป็นกุศล บางครั้งก็รู้สึกเฉยๆ เรื่องนี้ พญามารเขาไม่ให้รู้หรอก รู้แล้วตาย หลวงพ่อบอกว่า "ช่างมันเถอะ เกิดมาทั้งที ถ้าไม่ดีก็อยู่ไม่ได้ เกิดมาหาแก้วเจอแก้ว แล้วไม่กำจะเกิดมาทำไม" ท่านสอนให้เราเข้าใจตัวเอง รู้จักตัวเอง คนเราถ้าไม่เข้าใจตัวของตัวเองแล้วยังใช้ไม่ได้ ก็เหมือนกับคนเราถ้าไม่รู้ว่าเราคือใคร มายังไงที่เป็นตัวตนอยู่นี้มาทำไม ท่านบอกว่า ตัวเรามีธาตุทั้ง ๔ คือดิน น้ำ ลม ไฟ ธาตุทั้ง ๔ มาประชุมรวมกัน เกิดมาเป็นตัวเป็นตน เผาแล้วก็จะเป็นเถ้าธุลีไม่ใช่ตัวของเรา แต่ตัวจริงของเรานั้นมีอยู่ข้างใน ตัวเรามี ๑๘ กาย กายฝัน กายละเอียด เรียงกันไปเยอะๆ เลย คนเราถ้าตาย กายข้างนอกก็ตายไปแต่กายข้างในไม่ตาย พูดแล้วก็เหมือนโกหก ถ้าไปเห็นแล้วมันจึงจะคุยกันได้ สมมติว่าเราฝัน ตัวฝันนั่นแหละสำคัญ เราต้องรู้แจ้งเห็นจริงในตัวเราว่าเรามีอะไรในตัวเรา เราไม่เชื่อตัวเราแล้วเราจะไปเชื่อใคร แกล้งเขาก็ได้ แกล้งตัวเองก็ได้ ตัวเราเองทั้งนั้น สรุปความแล้วมันมีเหตุ มีผลเกิดกับตัวเรา หลวงพ่อวัดปากน้ำ จะบอกให้ภาวนาไปเรื่อยๆ สัมมาอะระหังๆๆ แล้วก็จะไปตกบ่อของใจ บ่อกว้างๆ กว้างมากเลย จิตตกอยู่ในตัวเรา ตัวเราค่อยๆ สว่างๆ ไปเรื่อยๆ เห็นทุกดวงและเห็นในสิ่งที่เราไม่เคยเห็น เขาบอกว่าอันนี้ไม่จริงนะ ถ้าไม่ทำแล้วจะไปรู้ได้อย่างไร มันต้องทำถึงจะรู้เราจะเห็นตัวเรา ตอนนั้นมันจะขยายไปก่อน พอเราตกหลุมจะขยายออกไป เรามีสติสัมปชัญญะ ก็จะเห็นจุดเล็กอยู่ตรงนี้เอง เห็นตัวเอง แล้วไม่คิดอะไร เราก็นั่งดูไป ทำไมมีหลายๆ ตัว หลายๆ กาย มีไปเรื่อยๆ เราเห็นในสิ่งที่ไม่เคยเห็น อย่างเช่นญาติหรือผีก็เห็น "มาไงนะ" เขาถาม "ก็นั่งสมาธิมาเนี๊ย" เขาเดินเป็นแถวตายนาทีหนึ่งเยอะ บางคนก็พิการไป บางคนก็สภาพต่างๆ กัน จะมีศาลาพักคน บางคนหิวน้ำ แต่ไม่มีน้ำกิน หิวข้าวแต่ไม่มีข้าวกิน เพราะไม่ได้ทำบุญมา เขาก็คิดเลยคนนี้บาปหนักบาปหนา เหมือนตีตั๋ว เราจะเห็นพี่ป้าน้าอาว่าทรมานขนาดไหน วิชชาธรรมกายเป็นวิชชาที่หลวงพ่อท่านค้นพบขึ้นมา จากสิ่งที่มีมาก่อน หลวงพ่อท่านศึกษามาจากพระพุทธเจ้า คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าไม่เคยโกหกใคร หลวงพ่อบอกว่าใครนับถือศาสนาพุทธจะมีแต่ความสุข เรื่องเวรมีจริง กรรมมีจริง ฉันจะเล่าเรื่องหนึ่งให้ฟัง เรื่องของคนดูถูกแม่ แม่รักลูกปานดวงใจ ส่งเสียลูกเรียนจบ สอบเป็นนายทหารได้ แม่ก็รำพันว่า "ลูกเอ๋ย แม่ไม่มีหลาน ด้วยความรักลูกจะหาเมียมาให้ ตอนแรกลูกก็บอกไม่เอา เมียมาจะมีภาระมากมายก่ายกอง ต่อมาก็แต่งงาน เมียเที่ยวอย่างเดียว ไม่สนใจบ้านช่อง ฝ่ายแม่ก็บอกลูกชายว่าเมียชักจะไม่ค่อยดีแล้วนะ เมียก็เคือง คิดจะกำจัดแม่ยาย ให้ลงมานอนใต้ถุนบ้านจะได้ไม่ต้องพูดมาก อะไรไม่ดี ก็พูดกรอกหูสามี แม่พี่นะ สกปรกจังเลย ทำอะไรก็สกปรก สามีก็ให้แม่มานอนใต้ถุนบ้าน พอเอาข้าวไปให้กิน พี่ดูซิ แม่ทำจานแตกหมดเลย ทำได้ยังไง พี่ให้ลูกน้องของพี่เอามะพร้าวมาขูดแล้วเอากะลาใส่ให้แม่กินดีกว่า ทีนี้ลูกก็ดู ทำไมแม่ถึงทำอย่างนี้กับย่า ส่วนพ่อก็ตามใจเมีย เมียว่ายังไงก็ตามใจ ผลสุดท้ายก็ถามพ่อ พ่อๆ ทำอะไร? พ่อก็บอก "จะทำกะลามะพร้าวไว้ใส่ข้าวให้ย่ากิน" "พ่อทำให้ผมชุดหนึ่งนะ" "มึงจะเอาไปทำอะไร" "เวลาพ่อแก่ผมจะเอาไว้ใส่ข้าวให้พ่อกิน" พ่อสะอึกเลย ย่าเขาไม่มีอะไร จานย่าก็ไม่เคยทำแตก มีพ่อคนเดียวที่เข้าใจย่าผิด ก็เข้าไปกราบขอโทษ แล้วไล่เมียไปที่อื่น ตอนนี้เขาก็กลับมาใช้กรรมเพราะลูกสะใภ้ตัวเองทำยิ่งกว่าอีก ดูไม่จืด... หลวงพ่อบอกว่า โลกจะเสื่อมลง ศาสนาไม่เสื่อม คำพูดไม่เสื่อม หนังสือไม่เสื่อม คนนะเสื่อมจากศีลธรรม ไม่รู้จักคุณพ่อคุณแม่ พ่อแม่พูดอะไร ไม่เชื่อ ความกลัวความละอายไม่มี แล้วโลกจะไปเหลืออะไร สมัยโบราณรักนวลสงวนตัวไปไหนก็เป็นกุลสตรี เดี๋ยวนี้มีที่ไหน นึกจะด่าก็ด่านึกจะว่าก็ว่า หลวงพ่อพูดเลยว่า ความนึกความคิดของคนไม่มีเหลือ อย่าให้คนชั่วขึ้นมามีอำนาจ ต้องให้คนดีขึ้นมาปกครอง ถึงจะอยู่ร่มเย็นเป็นสุข แต่ก่อนหลวงพ่อเล่าให้ฟังว่า ต่อไปยุคเอ็ง จะได้เห็นปราสาท ๓ ฤดู เราก็หัวเราะไม่เชื่อต่อมาเดี๋ยวนี้มีคอนโดติดแอร์ขึ้นมาหลับสบาย เหมือนปราสาท ๓ ฤดู ให้ร้อนก็ได้ ให้หนาวก็ได้ ท่านกำหนดรู้ไปหมด คลองจะเป็นถนน ถนนจะเป็นเส้นขนมจีนนะ หม้อดินต่อไปจะไม่ต้องหุง มีหม้อทิพย์เปิดปุ๊บติดปั๊บ จะมีหูทิพย์ ตาทิพย์ เราสิหัวเราะ หลวงพ่อพูดไปเรื่อย ต่อมาท่านมรณภาพแล้วเราก็ได้คิดว่าเราไม่ทันเกมส์ท่าน เดี๋ยวนี้มีหม้อหุงข้าว เปิดปุ๊บติดปั๊บ โทรทัศน์ก็มี อยากดูช่องไหนก็เปิดดู เหมือนเรามีตาทิพย์ หูทิพย์ก็มีโทรศัพท์ติดต่อสื่อสารกันได้ ฮัลโหลๆ ก็พูดกันรู้เรื่อง พระที่เก่งกล้าสามารถในประเทศไทยยังมีหลายองค์ แต่ไม่รู้อยู่ไหนบ้าง ทั่วไปหมดท่านเก่งจริง ช่วยบ้านเมือง บางท่านอยู่ตามป่าตามเขา เขาไม่วุ่นวายหรอก อยู่ต่อมาเราก็อยากสึก ไปขอหลวงพ่อสึก หลวงพ่อก็บอกว่า อยู่ไม่ได้ก็สึกไป ไปปฏิบัติเอานะ หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านรู้แจ้งเห็นจริง ท่านเก่ง มันต้องทำใจนะ มันต้องเข้าใจในตัวเราก่อน เราเข้าใจตัวเราดีหรือไม่ พอเราเข้าใจในตัวเรา เราก็จะรู้ว่า เอ..กิเลสเรามันยังหนาอยู่หรือเปล่า นี้เป็นเหตุเป็นผลว่าเราจะทำอะไรต้องจากตัวเราอันดับแรก คนอื่นเขาไม่ทำให้เราได้หรอก เราต้องทำให้ได้ทีละก้าว หากเขาว่าเรา เราไม่โมโห นั่นใช่ได้ เขาว่าเดี๋ยวเขาก็เงียบไปเอง เขาด่า เดี๋ยวเขาก็เสียงแห้งไปเองและก่อนที่จะเล่าเรื่องตัวเองให้คนอื่นเขาฟัง เราต้องเข้าใจตัวเอง เราต้องเข้าใจว่าวันเวลาล่วงไป เราได้อะไรจากตัวเราเองบ้าง คนเราอย่าปล่อยวันเวลาให้ล่วงไป โดยไม่ได้ใช้มันเลย มันก็ใช้ไม่ได้ เวลามันผ่านไปแล้ว เรียกกลับมาไม่ได้ ถ้านั่งพูดปาวๆ แต่ตัวเองไม่ปฏิบัติก็เป็นความชั่วของเรา เราต้องใคร่ครวญเสียก่อนแล้วพึงทำ พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า "นิ สัมมะ กรณัง เสยโย" ใคร่ครวญเสียก่อนแล้วพึงกระทำ ทั้งหมดที่เล่าให้ฟังนี้ เป็นสิ่งที่ฉันได้มาจากหลวงพ่อวัดปากน้ำ และนี้ก็เป็นเรื่องจริงที่ได้รับการถ่ายทอดจากคุณลุงสมจิตรฉ่ำรัศมี วัย ๖๖ ปี ที่ประกอบไปด้วยธรรมะที่ลึกซึ้ง และเรื่องราวความมหัศจรรย์อันน่าทึ่ง จากประสบการณ์จริงที่เคยอยู่ร่วมยุคกับหลวงพ่อวัดปากน้ำภาษีเจริญ ป้าจินตนา โอสถ หลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ เปรียบประดุจร่มโพธิ์แก้วที่ให้ความร่มเย็น แก่ทุกชีวิตที่ได้เข้ามาอาศัยใต้บารมีท่าน เปลี่ยนชีวิต จากผู้ทุกข์ยากให้มีความสุขในเส้นทางอันดีงาม ความเมตตาของท่าน ไม่มีประมาณ ทุกคนที่มาเจอท่าน ต่างก็รู้สึกว่า เหมือนได้พบบิดาบังเกิดเกล้า ที่เคยพลัดพรากจากกันมานานแสนนาน ดังชีวิตของคุณหมอจินตนา โอสถ แพทย์แผนโบราณ วัย ๗o ปี ที่ยึดมั่นในความดีงาม และธรรมะที่หลวงพ่อได้พร่ำสอน กล่าวได้ว่าการได้ชีวิตที่เปี่ยมสุข เพราะหลวงพ่อวัดปากน้ำ เป็นผู้ให้ชีวิตอย่างแท้จริง ก่อนที่จะมาพบหลวงพ่อวัดปากน้ำนั้น ตอนเป็นเด็กลำบากมาก กำพร้าแม่ตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ ๒ ตอนนั้นลำบากมาก ตอนนั้นรู้สึกว่าแม่อายุ ๔o กว่า ก็มาเสียชีวิต แม่มีลูกทั้งหมด ๑๑ คน แม่ป่วย เป็นโรคหัวลูกบิด พยายามรักษา ค่าเข็มฉีดยาเข็มละ ๑๕๐ บาท สมัยนั้นแพงมากนะ ๑๕๐ บาท พอครบกำหนดที่แม่คลอด แม่กับน้องที่อยู่ในท้องก็เสีย ตอนแม่เสียลำบากมาก แม้แต่โลงศพก็เอาเตียงนอนมาทำโลง ลูกร้องไห้ระงม แม่เสียก็เหมือนแพแตก ชีวิตก็ระหกระเหิน น้องที่เหลือก็ยังเล็กๆ กำลังเรียนอยู่ ป.๔ การเรียนก็จำเป็นต้องหยุดชะงัก แต่เป็นคนชอบทำบุญ หลังจากแม่เสียก็ทำบุญมาก ทำบุญใสบาตร สมัยก่อนต่างจังหวัดเขามีการเกี่ยวพันกับเรื่องข้าว ทีนี้เราก็ลองไปทำการค้าขายข้าวรับสีข้าว ข้าวเปลือก ๑๐ ถัง จะได้ข้าวสาร ๔ ถัง ครึ่งถังนั้นเราก็ได้มา ทำจนโอ้โห แจวเรือคนเดียวนะ จ้างเด็กมาคนหนึ่งอายุ ๑๒ ขวบ ส่วนดิฉันอายุย่างเข้า ๑๔ ลำบากมาก ทีนี้เรือล่มเพราะคลื่นเรือใหญ่ ข้าวหายหมดทั้ง ๒ ครั้ง แล้วต้องใช้หนี้เขาอีก เราก็สู้ต่อไปไม่ท้อแท้ทำจนใช้หนี้เขาหมดก็แทบแย่ บางครั้งเรือไปติดผักตบกว่าจะถึงบ้านก็เที่ยงคืนก็มี อาหารการกินไม่ต้องพูดถึง ข้าวเปล่ากับน้ำปลาก็นับว่าดีที่สุดแล้ว จิตใจครุ่นคิดอยู่แต่ว่าอยากจะบวชชีดีกว่า สมัยเด็กนั้นนับถือสิ่งศักดิ์สิทธิ์มาก อยู่มาวันหนึ่งเรือมาติดอยู่หน้าวัดป่าพฤกษ์ อ.บางปลาม้า ก็มาเจอแม่ชีคนหนึ่ง แม่ชีกล่าวถึงธรรมะ กล่าวถึงหลวงพ่อวัดปากน้ำว่า วัดปากน้ำนะมีแม่ชีมากมายจึงอยากจะบวช มากับเพื่อน ๒ คน เพื่อนจะพาสามีมาเข้าเป็นทหารที่กรุงเทพฯ นั่งเรือมากับเขา มีกำนันมาด้วย กำนันนี่จะเอาหมอมาขายไม่จริงใจที่จะให้เราบวช เราก็ขอบารมีของพระพุทธเจ้า ตอนเด็กๆ นึกถึงพระพุทธเจ้า ทั้งที่ไม่รู้จักว่าพระพุทธเจ้าท่านคือใคร แล้วขอให้มาถึงวัดปากน้ำ ภรรยาของกำนันก็มองหมอ แล้วก็ว่าหน้าตาอย่างหมอนี้ยังเด็กไม่น่าจะบวชชี น่าจะอยู่ทางโลก ไปพักบ้านคุณนายที่เทเวศน์ ลูกชายของคุณนายเป็นกัปตันเดินเรือ เขาอยากให้หมอแต่งงานกับลูกชายเขา หมอก็บอกว่า ถ้าจะแต่งขอให้บวชสัก ๑๕ วัน แต่ในใจคิดว่า บวชแล้วจะไม่สึกแน่นอนจะเกาะผ้าขาว จะอยู่กับหลวงพ่อพูดอ้อนวอนจนเขาใจอ่อน เสร็จแล้วก็บอกให้กำนันพาไปส่งที่วัดปากน้ำ แต่กำนันหลอกพาเลี้ยวลดคดเคี้ยวในใจตอนนั้นคิดถึงแต่หลวงพ่อ ทั้งที่ไม่รู้จัก "หลวงพ่อช่วยลูกด้วย" ลูกนี่แย่แล้ว เพราะกำนันบอกให้เป็นเมียน้อยเขาดีกว่า จะได้อยู่อย่างสบาย (สมัยนั้นกำนันเป็นคนมีอิทธิพลมาก) ก็นึกให้หลวงพ่อช่วยลูกด้วย ให้ดลใจให้เขาไปส่งให้ถึงด้วย ดิฉันยกมือไหว้อ้อนวอนแล้วอ้อนวอนอีกจนกำนันแกใจอ่อน ผลที่สุดก็พามาส่งถึงวัดปากน้ำ สมัยก่อนหลวงพ่อลำบากนะ มีศาลาก็เก่ามาก มีโรงครัวเล็กๆ กุฏิก็ไม่มี หาพระองค์ไหนที่จะเหมือนหลวงพ่อไม่มีเลย ท่านเป็นพ่อในสายธรรมจริงๆ ท่านเมตตาคนยากคนจน ท่านต้อนรับ พอไปถึงท่านแล้วท่านก็ถาม "ลูกมาจากไหน" ก็บอกว่ามาจากสุพรรณ กำนันเขามาส่ง เมียกำนันเขาก็นัดให้ไปเจอที่บ้านคุณนาย ให้มาบวชแค่ ๑๕ วันเท่านั้นแล้วให้สึก พอมาถึงหลวงพ่อ ก็นั่งสมาธิ จิตใจก็บริสุทธิ์ เหมือนกับขึ้นสวรรค์ นั่งสมาธิไป ๗ วันก็เห็นแสงสว่าง แล้วฉันเห็นแม่ที่ตายไปเหมือนกับเรานั่งสมาธิ แล้วจิตล่องลอยไปเห็น แม่นุ่งเสื้อผ้าสีขาว ตอนแม่เสียนั้น หมออายุประมาณ ๑๓ ปี มาบวชก็เห็นหน้าแม่ เห็นว่าแม่คลอดลูกตายและไปอยู่กับน้องที่ตายด้วย พอไปเล่าให้พ่อฟังพ่อก็บอกว่า เหมือนกับที่พ่อฝัน อยู่ในสภาพเดียวกันเลย ตอนที่ไปเห็นแม่นั้นแม่ชีคุมไป แม่ชีจะสอนธรรมะ หลวงพ่อให้ไปนั่งกับแม่ชีรู้สึกจะเป็นแม่ชีล้อม พอได้ธรรมะแล้วหลวงพ่อก็บอกว่า "เอ็งได้ธรรมะ เอ็งพยายามนะ" โดยมากหลวงพ่อจะพูด เอ็งมึงกูนะ เป็นภาษาโบราณ หมอเป็นคนแจวเรือเก่ง แม่ชีเลยให้หมอเป็นคนแจวเรือขยันไปแจวเรือแต่เช้าไปกับคุณแม่ท้วม แจวเรือไปซื้อกับข้าวมาถวายพระแล้วสายๆหน่อย ก๋วยเตี๋ยวเรือก็มา ก็ไปซื้อมาถวายหลวงพ่อ หลวงพ่อจะถามเรื่อยว่า"ปฏิบัตินะลูกนะพยายามนะ นั่งถึงไหน ให้ดิ่งจิตให้แน่วแน่" สมัยก่อนจะมีสอนธรรมะบนศาลา ศาลาเก่ามาก จุคนได้เป็น ร้อยๆ คน เยอะมากเลย มาจากทุกหนทุกแห่ง แล้วก็มีโรงครัวเก่า ถึงอย่างนั้นหลวงพ่อยังเลี้ยงพระได้เยอะ ปัจจุบันศาลาที่ฉันภัตตาหารสมัยก่อนเป็นโรงครัวเก่า แต่ทีนี้โรงครัวเก่าก็ไปติดริมแม่น้ำ ตรงศาลามีศาลาเล็กๆ มีเรือจอด แล้วศาลาอีกหลังก็ถัดไป เก่ามากเลย ตรงที่หลวงพ่อรับแขก ตอนนี้เป็นประชาสัมพันธ์ของวัดปากน้ำ พอหมออยู่ครบ ๑๕ วัน เขาก็มาตามให้สึก ทั้งกำนัน เมียกำนันกับลูกคุณนาย เขาชี้หน้าด่าว่า ไหนจะบวชแค่ ๑๕ วัน เราก็ปล่อยให้เขาด่า แล้วก็ภาวนาให้หลวงพ่อช่วย ขณะนั้นแม่ชีท้วมมองเห็นพอดี แม่ชีท้วมรู้นิสัยหมอว่าไม่อยากสึก ท่านก็เรียกหมอเข้าไปหา แล้วให้รีบไปประเคนอาหารพระทำให้เราได้โอกาสขอตัวออกมา หลวงพ่อตั้งชื่อให้ใหม่ ตั้งแต่มาถึงชื่อว่าจินตนา ชื่อเล่นแต่ก่อนชื่อว่า ทุกข์ แม่เป็นคนจีนพูดไทยไม่ได้ พ่อเป็นคนไทยไปแต่งงานกับแม่ที่ซัวเถา หลวงพ่อพอเห็นว่าเราจะไม่สึก แล้วสติปัญญาก็ดี หลังจากช่วยแม่ชีท้วมอยู่ที่โรงครัวได้ ๑ พรรษา ท่านก็ให้ไปเข้าทำวิชชา หมออยู่กับคณะทำวิชชาสมัยก่อนจะได้ยินแต่เสียงท่าน เป็นช่องเล็กๆ หลวงพ่อสั่งอะไรก็ทางช่องเล็กๆ ช่องขนาดจานลอดได้ แยกกันระหว่างพระกับชี แล้วนั่งสมาธิ จะมีเป็นเวร เวร ๑ เวร ๒ เวร ๓ หมออยู่เวรที่ ๒ ตั้งแต่ ๒ ทุ่มถึง ๒ ยาม สมัยนั้นรู้สึกจะ พ.ศ.๒๔๙๓ หลังสงครามโลกแล้วคณะทำวิชชาชุด ๑ ก็มีแม่ชีถนอม แม่ชีถนอมนะท่านเก่งมาก ตอนนี้เสียแล้ว แม่ชีได้ย้ายไปอยู่อ่างทองตั้งสำนัก ตอนนี้ยังมีสำนักอยู่ ตรงข้ามกับวัดท้องคุ้งชุดหนึ่งจะมีหัวหน้าคนเดียว แม่ชีจันทร์อยู่รุ่นแรก มีแม่ชีจันทร์ แม่ชีรัมภา แม่ชีทวีพร อยู่เวร ๑ แม่ชีรัมภาเป็นคนดีมาก แม่ชีชั้นก็ดีมาก แม่ชีชั้นรักดิฉันมากคือคนแก่นะมีอะไรก็ให้ท่านหน่อย เดี๋ยวท่านก็เมตตา สมัยก่อนเวรฉันมีแม่ชีถนอม เวรฉันมีมากสุด แต่ไม่ค่อยมีใครกลับมาวัดกันคือออกไปแล้วก็ไปเลย ไม่กลับมาทำบุญที่วัดอีก แล้วชีวิตก็ลำบาก หลวงพ่อท่านเห็นว่า "เออ...สมาธิ ใช้ได้ ก็ตั้งเป็นอาจารย์สอนธรรมะ ไปสอนที่สุพรรณ มาวัดก็เอาข้าวสารมาให้ มีชื่อเสียงเรียงนามขึ้นมาก็เพราะเขานับถือหลวงพ่อวัดปากน้ำ บอกเป็นลูกศิษย์หลวงพ่อ ใครๆ ก็เลื่อมใส เราก็ไปนั่งสอนธรรมะ คนเฒ่าคนแก่เขาก็มา สมัยก่อนเสือใต้ปล้นจี้กัน หมอกำลังนั่งสมาธิอยู่ มาล่ะถามว่า "คนที่ถูกจับไปจะตายหรือเป็นเราดู เราก็บอก... คนที่ถูกจับไปนี้ตาบอดนี่ ไม่ตายหรอก..." อีกทีหนึ่งวัวควายหาย กำลังสอนๆ อยู่นะ "แม่ชีวัวหายตั้งแต่หัวค่ำ ยังไม่เจอนะ" เราก็ดิ่งเข้าไปในสมาธิ กายซ้อนกายเข้าไปในกายมนุษย์ กายทิพย์ กายพรหม กายอรูปพรหม กายธรรมไปจนถึงกายอรหันต์ ขยายออกไปตอนนั้นเชี่ยวชาญมาก มองไป "วัวตัวนี้มอๆ ใช่ไหม" สีมันไม่ดำนะ ขาวๆ นะ มันติดอยู่ในป่าช้า อยู่ตรงนั้นนะไปหาเถอะ ส่วนมากเขาเชื่อนะ คนแก่คนเฒ่ามานั่ง คราวนี้แหวนหาย เราก็นั่งๆ เอ๊ะ...รู้สึกว่าเห็นอยู่ในกอหญ้านะ สีแดงเหรอ ไปหาตรงนั้นก็เจอ วิชชาของหลวงพ่อนี่ขลังมาก สมาธิตอนเด็กๆ พูดแล้วก็อัศจรรย์ พอทำอยู่กับหลวงพ่อตรึกอะไรก็ไปได้เลย ตอนนี้สู้ตอนนั้นไม่ได้ พอตอนเช้าๆ ออกมาทานข้าว คนในโรงครัวกับคนทำวิชชาเขาจะแยกกัน ..ขณะที่เราเดิน จิตจะสว่างหมดจะเห็นดวงใสอยู่ในกาย จะมองเห็นหน้าคนไม่ชัด ใจจะติดอยู่แต่ข้างใน หลวงพ่อท่านเห็นว่า หมอเป็นเด็กฉลาดและคล่องแคล่วในตอนแรกเลยนั้น ท่านให้ไปฝึกแก้โรคที่ตรงประชาสัมพันธ์ ฝึกแก้โรคก็ไม่ยากหรอก ท่านบอกว่าพวกนี้มันมีเหตุมาหลายอย่าง มนุษย์เรามี ๒ สาย คือสายดำกับสายขาว สายขาวคือสายธรรมะของเรา ก็พยายามให้แสงสว่างให้มีความสว่างไสวอยู่ตลอดเวลา สายดำของเขา เขาก็สั่ง ให้ทำบาปยิ่งทำเลวร้ายสกปรกโสมม ไปผิดศีล ผิดธรรม เขายิ่งชอบมากเลย สายดำเขาให้กำลังความชั่วอย่างนี้ แต่สายเราสายขาวก็ให้กำลังแต่ธาตุธรรมฝ่ายดี หลวงพ่อจะแยกธาตุ ท่านจะบอกว่าสายดำมันมาแยกอย่างนี้นะ จะเกิดอะไรขึ้นมาท่านก็ให้ช่วยทำให้สว่างไสว ให้แม่ชีช่วยทำด้วย แต่ที่นี้แม่ชีน้อยเหลือเกิน มีแค่ ๓๐-๔๐ คน ไม่พอ เพราะการทำวิชชาต้องใช้คนเยอะ เวลาทำวิชชาใช่ว่าใจทุกคนจะนิ่งแน่นตลอดหมดทุกคน สามารถดิ่งไปได้เรื่อยๆ มีที่หลับที่ตื่นก็มี หลวงพ่อท่านก็จะคอยปลุก คือท่านจะเรียก เรียกที่ไรตื่นทุกที ได้ยินทุกที หลวงพ่อเหมือนท่านจะไม่ได้หลับเลย อยู่ทุกกะ และได้ยินเสียงท่านตลอด คนที่จะมาแก้โรคในสมัยนั้น จะมาส่งกระดาษให้หลวงพ่อ หลวงพ่อก็สั่งว่าดูแลให้ด้วยนะ แก้ให้ด้วย ต่ออายุให้ด้วย ก็ทำกันเลย ทุกคนช่วยกันทำ ทำกันหลายๆ คนมีพลัง ตอนเย็นที่ข้างนอกห้องทำวิชชา ถ้าไม่เจอหลวงพ่อก็จะมีแม่ชีนั่งแก้ โดยขอบารมีหลวงพ่อ อย่างบางคนปวดหัวเราก็นั่งเอากายในกายซ้อนที่เขา แล้วก็แก้ ไปแก้ในเหตุ วิชชาธรรมกายเป็นวิชชาที่สูง เป็นศาสตร์อันหนึ่ง เป็นศาสตร์ของธรรมะ ไม่ใช่ศาสตร์สายดำ ถ้าเป็นศาสตร์สายดำ ต้องเป็นเรื่องเสน่ห์ เล่ห์กล แต่นี่ไม่ใช่ เป็นธรรมะ ใช้ธรมะล้วนๆ คนที่นั่งสมาธินั้นไม่ต้องทำอะไร หลวงพ่อไม่ชอบให้ทำะไร ท่านบอกว่าทำแล้วหยาบสมาธิไม่นิ่งแน่น นั่งไปก็ได้ยินแต่เสียงหลวงพ่อสั่งวิชชา หลวงพ่อท่านจำชื่อแม่นทุกคน เวร ๑ เวร ๒ เวร ๓ แม่ชีรุ่น ๑ เยอะมาก รุ่น ๑ คือรุ่น ตอนสงครามโลก หลวงพ่อท่านจะจัดเวรดีมาก คือรุ่นเก่าผู้ใหญ่หน่อย ท่านก็ให้อยู่เวรดึกเพราะว่าเด็กๆ ต้องเรียนหนังสือ เรียนหนังสือกันเยอะเพราะเขาเอามาทิ้งเป็นลูกกำพร้า หลวงพ่อท่านจึงเป็นทั้งพ่อทั้งแม่ รุ่น ๑ ก็มี แม่ชีจันทร์ แม่ชีปุก แม่ชีรัมภา แม่ชีทวีพร แม่ชีสมจิต แม่ชีทองสุข แม่ชีญาณี แม่ชีละมัย แม่ชีชั้น แม่ชีญาณีก็เป็นคนดีมาก แม่ชีจันทร์ตอนนี้ได้ข่าวว่าเสียแล้ว จะเผาวันที่ ๓ กุมภาพันธ์ แม่ชีจันทร์นี้ท่านใจดี ตอนนั้นหมออายุ ๒๐ กว่า แม่ชีจันทร์อายุ ๓๗ แม่ชีจันทร์เป็นคนดีมาก ซื่อมาก เป็นคนตรงรูปร่างผอม ไม่เคยอ้วน ใจดีมาก ตอนนั้นจะเรียกท่านว่า คุณแม่พี่จันทร์ หลวงพ่อจะชื่นชมทุกคนรักลูกทุกคน ท่านเมตตามาก สมัยก่อนที่คณะทำวิชชาจะมีต้นมะม่วงอยู่ ๒ ต้น แล้วหลวงพ่อท่านก็จะเด็ดใส่กระจาด แล้วให้แม่ชีจับฉลาก หมอก็มักอธิษฐานนะว่าถ้าลูกมีบุญมีวาสนาก็ให้จับได้แล้วก็จับได้เป็นอัศจรรย์ หลวงพ่อท่านมีอะไร ท่านก็จะเอามาแบ่งปันให้ลูกๆ ทุกคน ตอนที่ทำวิชชา จะไม่เห็นกันนะพระอยู่ฝั่ง ชีอยู่อีกฝั่ง หลวงพ่ออยู่ตรงกลางมีฝากั้น แม้หลวงพ่อท่านจะไม่เห็นลูกๆ แต่ท่านรู้เรื่องของลูกๆ หมดเลย ...โอ้โห...พอออกไปข้างนอกพอกลับมาท่านก็จะถามไปไหนมา ท่านทักทีขยาดก็แล้วกัน ท่านรู้หมด หาอย่างหลวงพ่อนี่ไม่มีอีกแล้ว ท่านบริสุทธิ์ผุดผ่องจริงๆ ท่านด่าก็ด่าเจ็บ ว่าก็ว่าเจ็บ เป็นยิ่งกว่าพ่อแม่เสียอีก มีเรื่องอัศจรรย์เรื่องหนึ่ง คราวนั้นเป็นฤดูหนาว หนาวมากเลย มีเด็กผู้ชายคนหนึ่ง ออกมาอยู่แถวๆ หน้ากุฏิทำวิชชา ดูท่าทางเขาหนาวมาก พอเห็นแล้วก็สงสาร จึงเอาผ้าห่มที่มีอยู่แค่ผืนเดียวของตัวเองให้เขาไป พอบ่ายๆ เย็นๆ หลวงพ่อก็ถามว่า "ใครไม่มีผ้าห่มบ้างวะ" เหมือนกับท่านรู้ แล้วท่านก็ส่งผ้าห่มมาให้ ๑ ผืน ส่งผ่านมาทางช่องเล็กๆ อย่างที่เล่าให้ฟังว่าห้องทำวิชชาจะมีช่องเล็กๆ ไว้ยื่นส่งของ วิชชาดับดาวนั้นมีจริงๆ หลวงพ่อท่านไม่อยากให้มีดวงดาว ดวงอาทิตย์ เมื่อมีดวงจันทร์ ดวงดาว ดวงอาทิตย์ ต้องมีการเกิด แก่ เจ็บ ตาย ท่านทำในเหตุ ดับในเหตุ ทำต่อเนื่องกันมา แม้จะมีอีกกี่หมื่นกี่แสนชาติท่านก็จะทำ ถ้าเราพูดถึงหลักธรรมะ คือดับการเกิด แก่ เจ็บ ตาย ไม่ให้มีเกิดแก่เจ็บตาย นี่ก็ทำ ตั้งแต่สมัยพุทธกาล พระพุทธองค์ท่านต้องการไม่ให้มีเกิด แก่ เจ็บ ตาย ท่านจึงให้ดับความกำหนัด เมื่อเกิดความกำหนัดยินดี ก็เกิดราคะ เมื่อเกิดราคะ ก็เกิดอวิชชา สร้างบาปสร้างกรรมก็เกิด แก่ เจ็บ ตาย ตามหลักการแพทย์แผนโบราณที่เรียนมา เขาบอกว่า พระพรหมนี่สร้างคนมา ๒ คน ต่อมากินง้วนดิน กินเสร็จก็ลูบท้อง แล้วเกิดลูกมา ๑๒ คน พระอาทิตย์กี่ดวงกี่ดวงก็เกิดตามมา เป็น ๑๒ ราศี ส่งไปอยู่ ๑๒ ประเทศ พอเกิดมากิเลสก็มาแทรก สายดำก็มาแทรก กิเลสของคนมาจากสายดำ ถ้าดับก็คือดับกิเลส คำว่าโลกนี่ก็มีมนุษย์โลก สัตว์โลก เทวโลก หลักธรรมะก็กล่าวไว้อยู่แล้ว ตามหลักธรรมะก็กล่าวเรื่องการเกิดไว้อีกอย่าง ธรรมะไม่ให้มีเกิด แก่ เจ็บ ตาย แล้วเมื่อไหร่จึงจะไม่เกิด ก็ต้องไปนิพพาน หลวงพ่อท่านทักอะไรใคร ก็จะเป็นอย่างนั้น เคยสัมผัสมาหลายครั้ง ทั้งเรื่องเจ็บป่วย และเรื่องตาย หมอเคยอยู่ในเหตุการณ์ครั้งหนึ่ง คือเด็กสมัยก่อนก็บ้าๆ บอๆ เสียสติ เวลาเรือแล่น สมัยก่อนเรือนั้นจะแล่นเร็วมาก แล้วเด็กจะเกาะเรือตามสายน้ำมาเรื่อย สติไม่ดี ท่านบอกว่ามันไม่หาย มันไม่บ้าแต่มันบอ ไม่หาย แล้วหลวงพ่อท่านจะบอกเอง จะเป็นจะตาย ดีไม่ดีท่านบอกเอง ไม่ต้องไปจุกจิกกับท่าน ท่านรู้ดี ท่านจะไม่ทายส่งเดช และไม่อวดรู้ หลวงพ่อเป็นองค์พระที่ปฏิบัติตนดีมาก พระของขวัญของหลวงพ่อศักดิ์สิทธิ์ทุกองค์ ถ้าใครเอาไปใช้ ในทางที่ถูกต้องสมัยนั้นมีบางคนเอาไปทิ้งทะเล ทิ้งแม่น้ำ หาว่าพระของหลวงพ่อมีกระดูกมีอะไรต่ออะไรผสมอยู่ จริงๆ แล้ว ก็จะมีเกศาของหลวงพ่อผสมอยู่ทุกองค์ และดอกมะลิ ดอกมะลินี้ก็มีกายสิทธิ์ กายสิทธิ์นี้ก็มีจริงๆ นะ ในลูกหินมีกายสิทธิ์ มนุษย์เรา ถ้ามีจักรพรรดิ มหาจักรพรรดิยิ่งรวย กายสิทธิ์ก็ยิ่งลูกใหญ่ คนมีบุญถึงจะมีกายสิทธิ์ อย่างพวกแก้วแหวนเงินทอง ก็มีกายสิทธิ์อยู่ทั้งนั้น เรามองไม่เห็น ต่อเมื่อนั่งธรรมะ จึงจะรู้จะสัมผัสได้ ตอนท่านทำพระของขวัญ ก็ได้ช่วยหลวงพ่อ ท่านยังบอกเลยว่า "เอ็งไม่เอาเหรอ ๒๕ บาท" ใครมีพระหลวงพ่อจะได้สมบัติพันล้าน ความนัยของหลวงพ่อที่พูดก็คือ ที่เราสร้าง ๒๕ บาท เงินอันนี้ไปสร้างโรงเรียนพระปริยัติธรรม หลังแรกของวัดปากน้ำ ศาลาหลังนี้นะ พระไปเรียนไปศึกษาพระปริยัติธรรม ก็จะได้บุญตลอด แล้วทำไมจะไม่มีพันล้าน จะมีมากกว่าพันล้านอีกจะติดตัวไปเป็นร้อยๆ ชาติ พระของหลวงพ่อ ถ้าเอาไปใช้ในทางไม่ดี ไปจี้ปล้นหลอกลวง ก็ไม่ได้ผล ต้องใช้ในทางกุศลเท่านั้น ตอนที่ทำพระรุ่น ๔ นั้น หลวงพ่อท่านมรณภาพไปแล้ว ตอนที่หมอมีพระของขวัญของท่านก็ไม่ได้รักษา ท่านเคยเตือนว่า "ระวังพระจะหายนะ" ต่อมาพระก็หายจริงๆ ตอนนี้มีล็อกเก็ตของหลวงพ่อองค์เดียว ก็พอใจแล้วที่มีล็อกเก็ตนี้ เพราะเคยฝันว่ามีคนมาทำร้าย ดุร้ายมากใช้ล็อกเก็ตนี้ช่วย พวกมารก็หนีหมดจึงออกไปเช่าล็อกเก็ตมา ล็อกเก็ตนี้ศักดิ์สิทธิ์มาก ตอนเช้ามืดวันหนึ่งไปใส่บาตรแล้วสุนัขตัวใหญ่มากเลย มันกระโดดกัดที่ศรีษะและก้านคอแต่กัดไม่เข้า ๒ ครั้งนะ หมาตัวเดียวกัน เราก็ตกใจ ตอนหลังจึงไปต่อว่าเจ้าของว่า ทำไมทำอย่างนี้ไม่ดูแลให้ดี เขาก็เลยเอาตะกร้อครอบปากมันไว้ หลวงพ่อท่านจะเตือนอยู่ตลอดเวลาว่า อย่าประมาท เราจะคว้าขอนไม้หรือจะคว้าดวงแก้ว คนที่ไม่มีธรรมะเหมือนกับขอนไม้ ถ้าเรามีธรรมะเหมือนกับมีดวงแก้วเกาะ เราไม่ไปนรกแน่นอน เพราะถ้าเรามีดวงแก้ว มีดวงธรรม เราก็ไม่กล้าทำบาป เราเห็นแล้วว่าแม้แต่การฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ฆ่ามดฆ่าปลวก ข้างในเขาก็คือคนเหมือนเราทั้งนั้น ลักทรัพย์แม้แต่บาทหนึ่ง เฟืองหนึ่งเราก็ไม่เอาของเขา แล้วโรคเอดส์บางคนไปคิดค้นหายารักษา อดหลับอดนอน ยาแก้โรคเอดส์ฉมังที่สุดคือ ศีลข้อ ๓ เราละเว้นไม่ให้ไปสำส่อนทางเพศ ซื่อสัตย์ต่อภรรยาก็ไม่เป็นเอดส์ แล้วมุสาก็พูดส่อเสียดพูดโกหก พูดเพ้อเจ้อ สุรานะกิ๊บหนึ่งก็ขาดแล้ว เดี๋ยวนี้เขาบอกว่า สุราเมระยะมัชชะปะมาทัฏฐานาเวระมะณี สุรากินเป็นระยะๆ แปลความหมายกันเป็นอย่างนี้ แล้วปาณาติปาตา เวระมะณี ปาณาฆ่ากินแล้วไม่บาป ผิดศีลข้อ ๓ นะตกนรกก็บอกเอาขวานไปเล่มหนึ่ง ไปถากต้นงิ้ว เดี๋ยวนี้เป็นอย่างนี้กันแล้ว เวลาทำบุญนะ อย่าไปผลัดก่อน ให้รวยก่อนแล้วมาทำ รอให้รวยก็ตายก่อน มารมาตัดรอนได้ เราต้องให้คู่กันระหว่างโลกกับวัด มีวิชาชีพเราก็ต้องทำ แต่บุญเราก็ต้องทำคู่กันไป จะคอยให้รวยก่อนแล้วค่อยทำ มันไม่ทันแล้วต้องทำคู่กันไป สมัยที่ทำวิชชาหลวงพ่อไม่ให้ออกนอกลู่นอกทาง ให้อยู่ในวิชชาอย่างเดียว ให้แก้ในเหตุ นิ่งแน่นๆ ละเอียดลงไปๆ แล้วนั่งสมาธิทุกวัน ไม่เบื่อและไม่ต้องเคร่งครัดทำสบายๆ และท่านจะเตือนอยู่เรื่อย ไปถึงไหนแล้วท่านจะรู้ ตอนเย็นตอน ๕ โมงเย็น ต้องเข้ามานั่งฟังวิชชา เข้าหมดรวมหมดทุกคน หลวงพ่อจะอบรมสั่งสอน มีระเบียบมาก ออกมาข้างนอก ให้รีบๆ ไม่ให้คุย ออกมานานไม่ได้ต้องดิ่งในธรรมะ ภารกิจหลวงพ่อจะเยอะมาก แทบไม่ได้พักผ่อน และท่านมีบุญมากท่านเป็นต้นธาตุต้นธรรมในกลุ่มพระ ท่านเดินนำพระเป็นร้อยๆ องค์ ท่านเป็นเหมือนพระโพธิสัตว์องค์หนึ่ง ลักษณะของท่านนะผิวท่านจะขาวเกลี้ยงเกลา ผิวท่านผ่องใส พูดท่านก็ไม่ติดขัดเลย หาต้นธาตุต้นแบบอย่างหลวงพ่อไม่มีอีกแล้ว แต่ก่อนก็มีคนมาโจมตีหลวงพ่อ แต่สิ่งที่โจมตีนั้นไม่จริงนะ มีเรื่องเกี่ยวกับสถานที่ข้างเคียง หลวงพ่อท่านก็ให้แก้ในเหตุแก้ให้เป็นดี จะนึกให้หลวงพ่อไปทำร้ายใครนะไม่มีหรอก หลวงพ่อไม่เคยทำร้ายใคร ที่จะบอกให้ทำร้ายมัน ให้เซฟมันไป ไม่มีหรอก มีแต่ให้มันดีขึ้น ถ้ามีเรื่องกับผู้ชายก็ให้ผู้หญิงไปเจรจา ถ้ามีเรื่องกับผู้หญิงให้ผู้ชายไปเจรจา อย่างเซฟนี้คือเวลาเขาสายดำ ท่านก็จะให้เซฟคืออย่าให้เกิดขึ้นอีก อย่างบางคนที่อยู่คณะทำวิชชาแล้วออกไปจะกลัวมาก หลวงพ่อเซฟหมดเลยคือหลวงพ่อเก็บไม่ให้มันเกิดเลย แต่จริงๆ แล้วหลวงพ่อท่านไม่เก็บหรอก หลวงพ่อไม่เคยทำร้ายใครแต่ที่เขาตกต่ำ เพราะไม่รักษาธรรมะ ตอนที่เป็นชีนั้น หลวงพ่อตั้งให้เป็นอาจารย์สอนธรรมะ ไปสอนที่สุพรรณ ก็มีลูกศิษย์มาก ต่อมาป่วยและจะสึก หลวงพ่อท่านไม่ให้สึก ท่านบอกว่า "เอ็งจะสึกไปแทะกระดูกหรือ ทางโลกไม่มีอะไรดี" ท่านห้ามนะ แต่สุดท้ายหมอก็สึก สึกแล้วก็ยังอยู่ที่วัดตอนนั้นป่วยไม่สบาย ป่วยมากเลย หลวงพ่อก็เลยให้แม่ชีชั้นไปช่วยแก้ สึกแล้วจะลงไปหาญาติ ท่านถามว่าจะไปทำไม ก็บอกว่าจะไปขอเงิน ท่านก็บอกให้เอาไป ๓๐ บาทไปเบิกกับคุณประยูร ไม่ต้องไป ให้นั่งทำวิชซา แล้วจะลาท่านไปไหนนะ ท่านให้นั่งสมาธิไป พวกรุ่นหมอตอนนั้นก็ประมาณ ๑๐ ขวบกว่านั้นนะก็วัยรุ่นทั้งนั้น ท่านบอกเรานั่งธรรมะแล้ว จะต้องไปหาเขาทำไม ท่านสอนให้อ่อนน้อมถ่อมตน ให้รักสายธรรมะ พอสึกได้สักพัก เรียนหนังสือเพิ่ม แล้วก็มาแต่งงานมาเจอคุณจุตติตอนกลับบ้าน ตอนบวชเราก็เคยอธิษฐานจิต ขอให้เจอคนดีที่มีศีลธรรม พอเจอแฟนคนนี้ก็บอกว่า ถ้าหลวงพ่ออนุญาตให้แต่งก็แต่งนะ คุณจุตติก็ไปขอหลวงพ่อ ครั้งแรกหลวงพ่อไม่ให้ ครั้งที่ ๒ ถึงให้ท่านบอกว่า ออกไปข้างนอกไม่ใช่สบายนะ ต้องไปแทะกระดูก ตอนแต่งงาน หลวงพ่อก็ไปฉันที่บ้านด้วย มีพระมา ๙ องค์ พระที่มากับหลวงพ่อรู้สึกว่าตอนนี้จะไม่เหลือแล้ว มีพระมหาวิชัย อาจารย์เฉลียว ท่านชวลิต ฯลฯ แล้วหลวงพ่อท่านก็สอนธรรมะ "เอ็งนะ ไฟในอย่าเอาออก ไฟนอกอย่าเอาเข้า สมณะชีพราหมณ์นะลูกนะ ใครไม่ให้ช่างเขา เราต้องให้ แล้วให้สร้างสาธารณกุศลต้องตื่นก่อนนอนทีหลัง แล้วก็สอนสามีว่า ถ้าทำบุญ ไม่ให้ห้าม เขาจะสร้างบุญสร้างกุศลไม่ให้ห้าม แล้วก็สงเคราะห์ญาติฝ่ายภรรยาฝ่ายสามี" วันแต่งงานนั้นท่านฉันเสร็จแล้ว ท่านก็กลับวัด ท่านไปถามครูญาณีว่า มันจะมีลูกกี่คน ก็บอกว่าจะมี ๗ คน แล้วก็มี ๗ คนจริงๆ ตรงตามที่แม่ชีพูด พอแต่งงานชีวิตก็ยิ่งกว่าทะเลอีก ลำบากมากๆ ตอนนั้น ชีวิตตกต่ำที่สุด เมื่อลำบากหนักเข้าก็นั่งสมาธิ หลวงพ่อท่านก็มาหา มาเข้าฝัน ท่านบอกว่า "เอ็งนะ ถ้ามีวิชชาเอ็งจะไม่ลำบากหรอก" เราก็บอกหลวงพ่อว่า วิชชาของลูกเนี่ย ทำสมาธิอยู่ทางโลกลูกไม่เก่ง พอออกมาแล้วเย็บปักถักร้อยได้ แต่ไม่เก่งเลย ลูกจะเอาวิชาความรู้ที่ไหนมาประกอบอาชีพ ท่านก็บอกว่า "เอ็งมีวิชชาความรู้จะไม่ลำบาก" ชีวิตลำบากมากเลย สามีตกงานลูกก็เยอะ แล้วสามีก็ป่วยอีก หลวงพ่อก็มาเข้าฝันอีกตอนครึ่งหลับครึ่งตื่น ท่านบอกเอ็งตั้งใจให้ดีนะลูกนะ ท่องคาถานี้นะจดจำไว้นะ ต่อไปเอ็งจะได้ไม่จน "สิริวิยะ มหาวิชะ มหาลาภะ" พอตื่นขึ้นมาก็เล่าให้สามีฟัง สามีก็รีบจดแล้วใช้ท่อง สามีป่วยเป็นโรคมาลาเรีย สมัยนั้นไวรัสลงตับ ตายลูกเดียว ตาเหลือง รักษาลำบาก พอหลวงพ่อบอกเท่านั้น ก็มีคนรู้จักมาแนะนำว่าให้ไปถอนหญ้าคา ก่อนถอนก็บอกว่า "พ่อหญ้าคา แม่หญ้าคา ขอให้กินยาแล้วหายขาด" หลังได้คาถา พอมากินยาหม้อนั้นก็หายเลย เพราะหลวงพ่อช่วยไว้ สามีจึงรอดชีวิต หลังจากนั้นก็สมัครงาน ปรากฏว่ามาได้งานที่การไฟฟ้า แผนกการเงินสอบผ่าน สมัยก่อนต้องผ่านทางด้านกฎหมายดูว่าเคยทำอะไรผิดพลาดบ้างไหม ปรากฏว่าผ่าน แล้วชีวิตก็ดีขึ้นเรื่อยๆ เราก็เลยเอาพ่อแม่สามีมาอยู่ด้วย พอมาอยู่ จากที่พ่อของสามีชอบไปจับปลา และทานเหล้า เราก็ห้ามแล้วให้ใส่บาตร วันหนึ่งงูเข้ามาในบ้าน งูนั้นร้ายมากเลย พ่อไปตีจนมันเจ็บ ตอนเย็นไปช่วยพ่อทำกับข้าว งูก็มากัดหมอเลยนะ กัดนิ้วโป้ง กัดไม่ปล่อยเลยนะ คิดว่าตัวเองคงต้องตายแน่ๆ พอกัดได้สักพัก ก็รู้สึกจุ๊บเข้าไปในหัวใจพิษแล่นขึ้นมา เลยนึกถึงหลวงพ่อ "หลวงพ่อช่วยลูกด้วยๆ" ลูกก็สร้างแต่บุญ ถ้ามาตายด้วยอสรพิษ ลูกก็ไม่เสียดายชีวิตหรอก พอพ่อได้ยินดิฉันร้อง ทั้งพ่อทั้งสามีและคนใช้ ก็เอาไม้มาไล่ตีงู จะฆ่าให้ตายให้ได้ งูนั้นตัวใหญ่มาก แต่ดิฉันไม่ให้ฆ่า ไม่ให้ทำนึกว่าจะตายก็ตาย จิตก็สัมผัสถึงหลวงพ่อมาตลอด คือพอเรานึกถึงอะไรสิ่งนั้นก็จะมาสัมผัส นึกถึงหลวงพ่อตลอดทางมาถึงโรงพยาบาลจุฬา พอ ๔ ทุ่มคุณหมอบอกว่า ต้อง ๒ ยามจึงจะพ้นขีดอันตราย พอ ๒ ยามก็พัน กลับบ้านได้ อีก ๗ วัน งูตัวนั้นก็มาอีก พ่อก็เอาไม้ตีมันจนตาย หมอกลับไปถึงบ้านรู้สึกเสียวไส้เลย จึงให้พ่อบวช ตั้งแต่นั้นมาก็สัมผัสกับหลวงพ่อวัดปากน้ำเรื่อยมา ออกจากวัดแล้วต้องมีศีลประจำ หลวงพ่อบอกว่า "ออกจากวัดแล้ว ถ้าทิ้งธรรมะจะลำบาก" จึงเตือนตัวเองว่า จะลำบากยากเข็ญใจยังไงก็จะไม่ลืมคำเตือนของหลวงพ่อ หลวงพ่อสอนอย่างไร ก็ยึดมั่นถือมั่นในศีล สมาธิ ปัญญา ถึงจะลำบากมาก ไปอาศัยญาติอยู่ เขามีเงินทองเป็นตะกร้าแม้บาทหนึ่งเราก็ไม่ได้ไปล้วงไปหยิบ แต่พอของเขาหายเขาก็โทษเรา เพราะเราจน อาศัยเขาอยู่ เพื่อนของหมอบางคนออกไป ลำบากมากจะไม่ให้ลำบากได้อย่างไร เหล้าก็กิน ขนาดเป็นผู้หญิงนะ ทั้งปลา ทั้งกบก็ฆ่าหมด แล้วจะไปได้ดีได้อย่างไร ถ้าออกไปแล้ว แต่ปฏิบัติธรรมะของหลวงพ่อ มีศีลด้วย ก็ไม่ลำบาก จะทำอะไรก็เป็นเงินเป็นทอง เงินทองเดี๋ยวก็มา แต่ต้องให้ถูกส่วน ไม่ใช่ว่าเราไปทำในสิ่งไม่ดี จิตเรานั้น ถ้านึกถึงหลวงพ่อ หลวงพ่อท่านก็จะมา อยู่กับเรา ไม่ว่าท่านจะอยู่ที่ใดแล้ว ท่านก็จะแยกภาคมาอยู่กับเรา วิชชาธรรมกายของหลวงพ่อท่านลึกซึ้ง เมื่อต้นปีที่ผ่านมา หมอไปเลี้ยงพระแถววัดปากน้ำ ฝันว่าหลวงพ่อท่านมากับเด็กคนหนึ่ง หมอได้ถวายสังฆทานกับหลวงพ่อ หมอกำลังถวายสังฆทานท่านก็เรียกชื่อ "จินตนา คำว่า สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ แปลว่าอะไรว๊ะ" ย้ำด้วยนะ หมอก็ตีลึกๆ ว่าหลวงพ่อท่านคงย้ำให้รักษาศีลให้มั่นคง เพราะศีลทุกข้อจะลงท้ายด้วย สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ หมดอย่าทอดทิ้ง หมอจะไปเลี้ยงพระประจำทุกปี เลี้ยงหมดทั้งวัดเลย ทั้งแม่ชีเหลือก็ไปแจกทานต่อไป เรื่องบุญเรื่องธรรมะ ถ้าเราไม่เคยสัมผัสมันก็กลายเป็นลังเล ไม่เชื่อมั่น ถ้าเราเคยนั่ง เคยสัมผัสแล้ว เราจะเชื่อมั่นเมื่อเราเชื่อก็เกิดผลอัศจรรย์ ทำให้เราไม่อยากทำบาป รู้สึกว่าอะไรๆ บนโลกรกไปทุกส่วน อยากจะสร้างแต่บุญ ไม่อยากทำบาป วิชชาของหลวงพ่อวัดปากน้ำดีอย่างหนึ่งคือ มีแต่ให้ การให้นี้ ยิ่งให้ยิ่งรวย อย่างพระเวสสันดรยิ่งให้ยิ่งรวย ชูชกยิ่งขอยิ่งแย่ ตอนนี้หมอก็ตั้งกองทุนให้หลวงพ่อ ตอนที่หลวงพ่อท่านมรณภาพไปนั้น เคยไปถวายปัจจัยหลวงพ่อเล็ก ท่านให้เอาใส่ตู้บริจาค พอต่อมาปรากฏว่าเงินไปเข้ากองทุนหลวงพ่อเป็นกองทุนที่ ๑ และเป็นประธานกฐินตลอดชีพ กองทุนที่ตั้งไว้ ก็ทำสิบกว่าปีแล้ว ทำมาเรื่อยๆ จากกรรมการต่อมาก็เป็นประธาน ฐานะเรายิ่งทำยิ่งรวยเราไม่ทิ้ง ตอนนี้รู้สึกว่าฐานะเราดีขึ้น เพราะทำบุญมาตลอด เราปฏิบัติตามคำสั่งสอนของหลวงพ่อไม่เคยผิดพลาด อะไรดีๆ จะปรากฎ ที่จะเกิดเหตุร้ายแรงขึ้นเดี๋ยวก็คลี่คลาย อัศจรรย์มาก หลวงพ่อท่านมรณภาพตอนปี ๒๕๐๒ ตอนนั้นก็กระวนกระวายมาก นอนไม่หลับ พอรู้ข่าวว่าหลวงพ่อสิ้นก็ไปสรงน้ำท่าน ตอนนั้นทั้งวัดร้องไห้กันระงมเลย เศร้ามาก มันซึมไปหมด บอกไม่ถูก รู้สึกเย็นมาก ท่านมรณภาพในกุฏิ ท่านไปอย่างสงบ หลวงพ่อเป็นอริยสงฆ์ที่มีเมตตาสูง มีบารมีสูง ท่านอยากให้ทุกคนเป็นธรรมะ หลวงพ่อรักธรรมะมาก สอนให้หลุดพ้น ถ้าเรายึดมั่นในคำสอนของหลวงพ่อจะไม่ผิดหวังเลย ไม่มีอะไรจะมาเปรียบเทียบหลวงพ่อได้ ท่านเป็นพ่อในสายธรรมที่แท้จริง ป้าฉลวย สมบัติสุข ป้ามาเจอหลวงพ่อวัดปากน้ำตอนอายุ ๑๗ ปี เหตุที่มาเจอหลวงพ่อก็เพราะว่าหลวงพ่อท่านส่งพระให้มาสอนสมาธิที่ จ.เชียงใหม่ ป้าเป็นคนเชียงใหม่ ตอนนั้นมีพระมาสอนสมาธิที่วัดอุปคุต ชื่อว่าพระอาจารย์สมจิต คนแถวตลาดไปกันเยอะไปเรียนสมาธิ มีคนมาชวนถึงบ้านก็ไปกันหลายคน พอตกเย็นก็ไปวัดนั่งสมาธิกัน ในวิหารของวัดอุปคุตคนเต็มไปหมด เวลาเย็นราวๆ ๖ โมงหรือหนึ่งทุ่มคนก็เต็มล้นไปหลังวิหาร ทีหลังก็ขยายไปตามกุฏิพระ ป้าก็ไปเรียนด้วย พวกที่เป็นโรคเขาไปนั่งสมาธิเพื่อที่จะรักษาโรค เวลาที่ไปนั่งก็มีคนทำเป็นรู้เห็นก็มีบ้าง ไปเรียนกันอยู่หลายเดือน คนแถวตลาดไปกันเยอะแยะเลย ทีนี้หลายๆ คนก็บอกอยากไปกราบพระอาจารย์ใหญ่ คือหลวงพ่อวัดปากน้ำ ตอนที่นั่งสมาธิก็เริ่มมาเห็นดวง ที่ทำธรรมะเป็นก็มีหลายคน พอไปพบหลวงพ่อครั้งแรก ก็ไปเรียนทำสมาธิแล้วก็กลับขึ้นมาเชียงใหม่ ต่อมาแม่ชีทองสุข สำแดงปั้น ขึ้นมาสอนที่เชียงใหม่ ต่อจากพระอาจารย์สมจิต ป้าก็ได้ต่อธรรมะแล้วก็ย้อนกลับมาหาหลวงพ่อวัดปากน้ำอีกเมื่อปีพ.ศ.๒๔๘๔ พอเดือนธันวาคมก็เกิดสงครามโลก หลวงพ่อท่านก็สั่งให้ใช้วิชชาธรรมกายแก้ไขสงครามตอนนั้นก็นั่งทำวิชชากันในโรงงานทำวิชชา เปลี่ยนเวรกันเป็นผลัด ผลัดละ ๖ ชั่วโมง ต้องทำสมาธิอยู่ตลอดเวลาข้างนอกประตูก็มีคนคอยล็อคกุญแจไม่ให้คนออก พี่ญาณีเป็นผู้ดูแลกลางคืนต้องดับไฟหมด เวลาเขาทิ้งระเบิดก็สะเทือนมาถึงวัดปากน้ำบ้างครั้งสองครั้ง หลวงพ่อท่านก็สั่งให้ทำสมาธิคุ้มครองป้องกันบ้านเมืองอาศัยพระคุ้มครอง พอต่อมาสงครามก็เลิก ตอนนั้นถือว่าไม่แพ้ไม่ชนะ ถ้าแพ้ก็เป็นเมืองขึ้นเขา ตอนสงครามนั้นข้าวยากหมากแพง แม่ชีท้วมซึ่งทำครัวก็เข้าไปกราบเรียนหลวงพ่อว่า หลวงพ่อข้าวจะหมดแล้ว พอท่านรับรู้ก็ไม่ว่าอะไร แต่อีกวันสองวันต่อมาก็มีคนเอาข้าวบรรทุกเรือมาให้ ถึงเวลาก็จะมีคนเอามาให้ตลอด บรรยากาศในโรงงานก็เป็นเรือนไม้ล้อมรั้วด้วยสังกะสี พระกับแม่ชีนั่งอยู่กันคนละฝั่ง พระท่านก็ขึ้นมาทางฝั่งหอไตร พวกแม่ชีก็ขึ้นทางหน้าวิหารขึ้นมาคนละทาง หลวงพ่อท่านก็ขึ้นมาทางพระ แล้วข้างบนจะมีช่องเล็กๆ อยู่สูง เวลาหลวงพ่อท่านพูด เสียงจะผ่านออกมาทางนั้น ข้างในห้องทำวิชชาสมัยแรกๆ ทั้งที่นั่งที่นอนก็อยู่ตรงนั้นที่เดียวกันตอนหลังจึงแยกออกมาจากที่ทำภาวนาเฉพาะ ใครหมดหน้าที่แล้วก็ขึ้นไปพักผ่อน ครั้งแรกการทำวิชชาจะมี ๔ ชุด ในช่วงสงครามนั้นต้องทำตลอด ทั้งรอบเช้า รอบกลางวัน รอบเย็น รอบกลางคืน มีหัวหน้าเวรชุดละ ๑-๒ คน และในห้องทำวิชชานั้นก็จะมีเตียงขาดรู้เป็นเตียงสี่เหลี่ยม นั่งได้อย่างเดียวและไม่ปะปนกับคนอื่น ขาดรู้คือตัดขาดจากความรู้สึกข้างนอกใจดิ่งเข้าไปในธรรมะข้างในอย่างเดียว จะทำสมาธิได้หลายๆ ชั่วโมง แล้วก็จะมีมุ้งเล็กๆ กันยุง สำหรับที่นั่งรวมกันอยู่ก็จะมีมุ้งหลังใหญ่ แต่คนที่นั่งเตียงขาดรู้จะแยกไปส่วนหนึ่งเลย หลวงพ่อท่านก็จะคอยถามว่าทำสมาธิไปถึงไหนแล้ว ท่านก็จะสั่งมาว่าให้ทำอย่างนั้นๆ ถึงเวลา ๔ โมงเย็นหลวงพ่อจะสั่งงานวิชชาเป็นอย่างนั้นๆ แล้วทุกคนก็ต้องทำให้ได้อย่างนั้น พอหมดเวลาแต่ละคนเห็นอะไรบ้างก็มาเล่าให้ฟัง สิ่งที่เห็นในสมาธิตรงกันหรือไม่ แล้วก็มาพูดกันเวลาที่ทำวิชชาเก่งก็สามารถกำหนดรู้ได้ว่าใครคิดอะไร หยุดแค่นี้ไม่พอศูนย์ที่หยุดตรงหรือไม่ตรง แต่ละคนทำวิชชาจนกระทั่งเชี่ยว หลวงพ่อสามารถบอกได้ ท่านพูดออกมาแม้ในสมัยพุทธกาล คนนี้มีปัญญา คนนี้มีฤทธิ์ คนนี้สามารถทายใจคนอื่นได้ก็เก่งไปคนละอย่าง สอนแล้วเป็นได้เลย ธรรมกายรักษาโรคก็ได้ ใช้สมาธิ เขามีวิธี ต้องไปเรียนไปรู้ สมัยก่อนคนที่เป็นโรคอะไรต่ออะไรเขาก็จะเชียนใบบอกอาการโรคไว้ แล้วก็ให้หลวงพ่อ ตอนที่ท่านรับแขก แล้วแม่ชีก็จะมารับใบสั่งไปแก้ไขโรคให้ แต่ถ้าใครมีกรรมหนักมากๆ ก็ไม่หาย บางคนที่กรรมน้อยหน่อยแก้ไขอะไรไปเจ้าของสนใจทำสมาธิก็ได้ผล มีแขกอินเดียมาหาหลวงพ่อตอนที่ท่านลงรับแขก แกเป็นอัมพาตแล้วมานั่ง ก็ทำให้ดีขึ้น ชุดที่นั่งสมาธิกับหลวงพ่อมีราวๆ ๓๐-๔๐ คน ช่วงสงครามโลก หลวงพ่อท่านไม่ให้ออกไปไหน ให้รวมๆ กันไว้ เวลาทำวิชชาคนยิ่งมากยิ่งดีแล้วการทำวิชชาดับดาวก็มีจริง หลวงพ่อเป็นคนสอน สามารถทำได้ ดับได้จริง แล้วมีคนเห็นพระพุทธเจ้าบนท้องฟ้า ในวันวิสาขบูชาเห็นด้วยตาเนื้อ หลวงพ่อท่านอาราธนามา การทำวิชชาถ้าสามารถไปถึงที่สุดได้ ก็ไม่เกิดไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย หมายความว่าหลุดออกไปจากกิเลสพวกนี้ หลวงพ่อท่านยังทำหยุดแต่ก็ยังไปไม่ถึงที่สุด ก็เลยยังแพ้มัจจุราชอยู่ หลวงพ่อท่านเคยเอาร่างของโยมแม่ไว้เพื่อจะทำให้ฟื้นขึ้นมา เอาไว้ตั้ง ๑๔ ปี แต่สุดท้ายก็ต้องเผา เพราะว่าหลวงพ่อท่านป่วย ก่อนที่ท่านจะมรณภาพ หลวงพ่อท่านก็เคยสั่งเสียคณะทำวิชชาว่าให้ทำกันต่อไป คือตอนทำวิชชาจะเปลี่ยนเป็นชุดๆ ชุดนั้นออก ชุดนี้เข้า ก็ได้ยินท่านสั่งอย่างนี้ หลวงพ่อท่านบอกว่าต้องการช่วยคนให้พ้นทุกข์ทำได้เท่าไหร่ก็เท่านั้น หลวงพ่อวัดปากน้ำจะว่าใจดีก็ใจดี จะว่าดุก็ดุและท่านเป็นคนตรง ถ้าเห็นว่าเป็นอย่างนี้ก็ต้องเป็นอย่างนี้ ขนาดสมเด็จวัดโพธิ์เป็นหลานของท่าน ท่านบอก "เฮ้ยของเรามันถูกอยู่แล้วแน่นอนอยู่แล้วจะไปกลัวอะไร" เคยมีสมัยก่อนคณะเนกข้มม์ปลูกกุฏิเป็นหลังๆ ให้พระที่ทำกรรมฐาน ตอนนั้นกำลังสร้างได้ไม่กี่หลัง วันนั้นสมเด็จวัดโพธิ์สมัยท่านยังไม่ได้เป็นสมเด็จ ท่านมาที่ศาลาฉันข้าว มีใครก็ไม่รู้มาถามหลวงพ่อ "วันนี้มีใครรับสร้างกุฏิหรือเปล่า" หลวงพ่อท่านบอก "มีซิ" สมเด็จท่านรอตั้งนานว่าจะมีคนมาสร้างใหม่ จนกระทั่งฉันเสร็จคนก็เดินกันมาหลายคน มากราบหลวงพ่อ เขาเดินผ่านมาเห็นว่ากำลังสร้างกุฏิหลังเล็กๆ เขาก็ศรัทธาอยากจะสร้าง หลังละเท่าไหร่แล้วเขาก็รับไป เท่าไหร่ไม่ทราบ ทีหลังสมเด็จบอกว่าหลวงพ่อท่านพูดตรงเกินไป "อ้าวเป็นของจริงกลัวอะไร" ท่านพูดออกไป แล้วก็เป็นไปตามนั้น อย่างท่านบอกว่าสมเด็จวัดโพธิ์จะได้เป็นสังฆราช ไม่น่าเชื่อไม่มีใครคาดคิดว่าจะเป็นจริง เพราะว่าคนที่รอจะขึ้นเป็นสังฆราชมีอยู่อีกองค์คือพระพิมลธรรม วัดมหาธาตุ ถ้าสังฆราชองค์เก่าสิ้น พระวัดมหาธาตุต้องได้ขึ้นแน่นอนแต่พอดีมีเรื่องเกิดขึ้น ก็มาเป็นวัดโพธิ์ ท่านจะพูดเฉพาะเรื่องที่จำเป็น คิดไม่ถึง ถึงเวลาจริงๆ คาดไม่ถึงว่าจะเป็นไปได้ สมัยตอนหลวงพ่อมาอยู่วัดปากน้ำแรกๆ หลวงพ่อมาอยู่ท่านก็ทำตามความถูกต้อง ไม่มีอะไรกับใคร แต่คนที่มาอยู่รุ่นเก่า ที่เขาอยู่แถวนั้นก็มีบารมีเป็นที่นับถือ อาจจะไม่ชอบใจ เวลาหลวงพ่อท่านทำอะไรลงไปก็จะเป็นข่าวโจมตี แต่ยิ่งว่าไม่ดียิ่งดัง ของเรามันดีอยู่แล้วไม่ได้ไปทำความเสียหายอะไร คล้ายๆ กลองยิ่งตีมันยิ่งดัง แทนที่คนเขาว่าจะทำให้เสื่อมเสียหาย แต่กลับเป็นตรงกันข้าม หลวงพ่อวัดปากน้ำจะไม่หวงวิชชา ท่านจะถ่ายทอดให้หมดเลย บางคนหลวงพ่อก็สั่งออกไปเป็นครูสอนธรรมะ อย่างแม่ชีทองสุข สำแดงปั้น หลวงพ่อท่านส่งไปสอนที่เชียงใหม่แล้วก็ไปหลายที่ อย่างแม่ชีเธียรก็ไปสายเดียวกับแม่ชีทองสุข แล้วต่อมา มาประจำฝั่งพระนคร แม่ชีญาณี เมื่อก่อนก็สอนธรรมะ พอตอนเย็นก็ไปสอนธรรมะกับคนที่บ้านอยู่ใกล้ที่ทำวิชชา แม่ชีจันทร์เขาก็มาทางสายแม่ชีทองสุข แม่ชีทองสุขสิ้นไปหลังหลวงพ่อมรณภาพไปแล้ว ๓-๔ ปีแล้ว แม่ชีจันทร์ก็สอนธรรมะต่อ เอาเทปคุณยายทองสุขมาเปิดสอนสมาธิ ปลูกบ้านอยู่ข้างศาลาเป็นบ้านหลังเล็กๆ ตอนนี้เป็นสวนสาธารณะแล้ว มีนิสิตเกษตรพอเลิกเรียนก็พากันมานั่งสมาธิ มีหนุ่มๆ สาวๆ ๕-๖ คน ต่อมาก็ชวนกันมาเพิ่มขึ้น แม่ชีจันทร์เป็นคนคอยดูแลพวกทำสมาธิ เป็นเรื่องจริงที่ว่าแม่ชีจันทร์ไม่รู้หนังสืออ่านไม่ออกเขียนไม่ได้แต่สามารถทำให้นิสิตนักศึกษาทั้งหลายศรัทธาในวิชชาธรรมกายได้ เขามานั่งกันที่บ้านธรรมประสิทธิ์ น่านับถือว่าเขียนหนังสือไม่ได้ อ่านไม่ออกแต่ทำให้เขาเชื่อถือได้ ถ้าเขาทำไม่ได้ไม่รู้ไม่เห็น เขาก็คงไม่เชื่อ พวกนิสิต นักศึกษามาเรียนกันมาก เรียนเสร็จก็กลับบ้าน ต่อมาก็ย้ายไปตั้งวัดพระธรรมกาย ลองไปวัดพระธรรมกายดูซิ เขาทำได้ดีคนหนุ่มสาวคนมีความรู้ส่วนใหญ่จะสำเร็จปริญญาทั้งนั้นคนมาตั้งเป็นหมื่นเป็นแสน เงียบไม่มีเสียง ลองไปวัดอื่นๆ วัดธรรมดาแค่ ๕๐-๖๐ เสียงเจี้ยวจ้าว ในข่าวมีการโจมตีก็ไม่รู้ว่าจะมีใครหวังดีสักกี่คน เขาจะเอาเรื่องเรี่ยไรสร้างเจดีย์ แต่ลองคิดดูถ้าทำงานใหญ่ไม่มีเงินทำไม่ได้ นี้ตั้งใจจะเผยแผ่วิชชานี้ให้ไปทั่วโลก ถ้าหากมีสาขาวัดพระธรรมกายมากก็จะไปไวจะตั้งสำนักแต่ละแห่งต้องใช้เงินทำงานใหญ่ สร้างเจดีย์ตั้งหลายร้อยล้าน เรื่องนิพพานเป็นอัตตาที่เขาโจมตีนั้น อัตตาหรือไม่อัตตาไม่รู้ ใครนั่งใครก็เห็น ของมีจริงก็เห็นได้ เขาเอาเรื่องถวายข้าวพระในนิพพานมาอ้าง เขาว่าเป็นไปได้ยังไง เขาเรียนมากันตั้งเยอะแยะไม่เจอ แต่ละคนทำใจให้ว่างไม่มีกิเลสก็ไปนิพพานได้ บางคนเข้าใจว่าพอว่างแล้วไม่มีอะไรแล้วก็ไปนิพพาน มันก็ง่ายเกินไป ก็มีเทศน์บ่อยๆ หลวงตามหาบัวท่านบอกวันที่ ๑๕ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๔๓ ไม่ต้องไปถามใครอีกแล้ว ได้รู้ได้เห็นด้วยตัวของท่านเอง หนังสือพิมพ์ไม่เข้าใจก็เอามาตี ท่านยืนยันหลายครั้งแล้ว ท่านบอกนรกมีจริง สวรรค์มีจริง นิพพานมีจริง ใครจะพูดยังไงท่านไม่เชื่อเขา คนที่เรียนมาตำราบอกมาว่ายังไงก็เป็นไปอย่างนั้น ไม่นั่งสมาธิแต่จะมาเถียงคนที่เขารู้เขาเห็นต้องปฏิบัติยังไม่ได้ทำก็จะยังไม่รู้ ก็บอกของเขาไม่จริงอย่างนั้นอย่างนี้ คนที่จะว่าเขาได้ต้องนั่งไปดู แล้วเห็นว่าจริงหรือไม่จริงใครเห็นใครก็รู้ จะให้มายืนยันเป็นเรื่องที่พูดยาก หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านรู้เห็นมาแล้วว่าเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ เห็นก็พูดออกไป แล้วหลวงพ่อนี้ใครจะมาดูถูกอะไรท่านไม่ได้ ใครที่ดูถูกท่านคนนั้นมักจะตกต่ำ ท่านไม่ได้ไปทำอะไรเขา แต่ว่าผลจากการกระทำจะทำเขาเอง คนที่มีบุญบารมีอย่าไปดูถูกเขา จะเป็นโทษ มาถึงตัวเองได้ สิ่งที่ทำให้ป้าคิดอยากจะศึกษาวิชชาธรรมกาย เพราะว่าเราปฏิบัติแล้วเห็น การทำสมาธิทำให้เกิดปัญญาประกอบกัน ถ้าพูดถึงการทำบุญอะไร บุญจะมากกว่ากัน คือการทำสมาธิแค่ช้างกระดิกหู งูแลบลิ้น ได้บุญเป็นอสงไขย ทำภาวนาจะได้มากกว่าทุกอย่างเพราะทำให้ใจบริสุทธิ์ ทำให้ใจของเราสงบ การที่ใจบริสุทธิ์ใจสงบบุญมันมากกว่าอะไรทั้งหมด ไม่มีความโลภ ความโกรธ ความหลง ไม่มีอะไรมาจูงใจให้ขุ่น การทำทานเป็นเรื่องประกอบ ถ้าเราไม่มีการให้ทาน คนอื่นจะอยู่ได้ยังไง ช่วยชีวิตปล่อยโคกระบือ ปล่อยปลา ก็ดีให้ชีวิตเขา ในสมัยพุทธกาลมีสามเณรองค์หนึ่งอยู่อีก ๗ วันจะหมดอายุขัย เลยขอลากลับบ้าน ระหว่างที่เดินทางไปมีปลาติดอยู่ในแอ่งน้ำ น้ำมันแห้งหมดแล้วเลยเอาปลาไปปล่อยลงน้ำไป พอถึงกำหนดสามเณรไม่ตายอยู่มาได้ก็ไปถามพระพุทธเจ้า ท่านก็บอกว่าระหว่างทางได้ไปช่วยชีวิตปลาไว้ หมายความว่าช่วยชีวิตเขามาช่วยชีวิตตัวเอง ทำให้ตัวเองอายุยืน ถ้าพูดถึงดีที่สุดคือการทำสมาธิ องคุลีมาลที่เป็นพระอรหันต์ได้แม้ก่อนนั้นท่านเคยฆ่าคน เพราะว่าใจของท่านบริสุทธิ์ในระยะสุดท้าย บริสุทธิ์หมายความว่าเปลื้องกรรมอันนั้นออกไป แต่จะว่ากรรมจะไม่ถึงท่านก็ไม่ใช่ เวลาท่านออกไปบิณฑบาตชาวบ้านก็พากันขว้างปาก้อนหิน คนทำกรรมอะไรไว้ย่อมได้ผลของกรรมนั้น อย่าไปนึกว่าเขาทำมาเราทำไปไม่ได้นะ คือพยายามอย่าไปเบียดเบียนเขาพยายามทำให้กรรมชั่วนั้นหมดจากใจ ใจเราสะอาดบริสุทธิ์ก็เหลือแต่ความดี สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ป้าได้มาจากหลวงพ่อวัดปากน้ำ เรื่องสมาธินี้ถ้าปฏิบัติแล้วจะเห็นจริง ถ้าทำสมาธิแล้วจะเห็นไปตามขั้นตอนจะเห็นเหมือนกันไม่ว่าจะเป็นฝรั่งหรือไทย สุดท้ายจะเห็นเหมือนกันหมด เคยมีเด็กคนหนึ่งมานั่งสมาธิ ก็ให้เขานึกถึงพระประธานนี้ เขาเอามาเป็นนิมิตมาเป็นเครื่องหมาย เพื่อเป็นอุบายให้ใจหยุด แต่ว่าถ้าเห็นองค์พระแล้วใช้ได้เพื่อให้ใจหยุด หยุดแล้วก็ทำต่อไป มีดวงแก้วมีกาย คนที่เห็นแล้ว ไม่ต้องมีใครบอก ว่ากายที่เห็นออกมามีกายอะไรบ้าง เด็กคนนี้ไม่เคยนั่งมาก่อนไม่เคยรู้ เขานั่งตอนนั้นใครมาทำอะไรข้างๆ ไม่สนใจ เขาไม่รู้เรื่อง ถามอะไรเรื่องสมาธิเด็กตอบถูกหมดเลย เคยไปดอยสุเทพเขามีพระแก้วใสตั้งอยู่องค์หนึ่ง ถามเขาว่าพระที่เห็นใช่อย่างนี้หรือเปล่า เขาบอกว่าใช่เลย ทั้งที่เคยเห็นพระประธานมามากมายหลายแห่ง ก็ถามเขาว่าใช่ไหมเขาบอกว่าไม่ใช่แต่พอเห็นองค์นี้บอกว่าใช่เลย พอขั้นสุดท้ายทุกคนจะเห็นเหมือนกัน พระองค์เดียวกัน ผลสุดท้ายต้องเป็นอย่างนี้เป็นกายอย่างนี้ คนนับถือศาสนาอื่นนั่งเห็นเป็นดวงดาว เป็นดวงอาทิตย์ ก็ใช้ได้ เพ่งหนักๆ เข้าก็เป็นดวงแก้วเหมือนกัน ถ้าไปนรกสวรค์ก็ต้องทำให้เห็นกาย ถ้าทำกายให้เห็นองค์พระจึงจะรู้จะเห็นได้ ปัจจุบันคุณป้าฉลวย สมบัติสุข มีอายุ ๗๘ ปีแล้ว ยังคงปฏิบัติธรรมวิชชาธรรมกายอยู่ตลอด และได้เมตตาแนะนำผู้ที่สนใจในการฝึกสมาธิอยู่ที่ วัดชัยศรีภูมิ จ.เชียงใหม่ ในวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ ในช่วงเวลาบ่ายโมงถึงบ่าย ๔ โมง สำหรับผู้สนใจสามารถไปปฏิบัติได้ในวันและเวลาดังกล่าว พระอาจารย์บำเรอ (พระครูภาวนานุวัตร) อาตมาเดิมทีเดียวก็เป็นพ่อค้า ขายของอยู่ที่คลองเตย ทีนี้พี่สาวไม่สบาย สติฟั่นเฟือนเลย ต้องส่งโรงพยาบาลคลองสาน ๒ ครั้ง แล้วก็มีลูกศิษย์ของวัดปากน้ำชื่ออาจารย์ลำใย เป็นอาจารย์สอนด้วย อยู่ที่บ่อนไก่แล้วก็บอกว่าหลวงพ่อมียาบาทจิต ครูลำใยก็ใช้ยานี้แล้วก็ใช้สมาธิแก้ไปด้วย ก็บอกกับอาตมาว่า เราฝึกไปด้วยซิ ราวๆ สักเดือนหนึ่งก็หาย จากโรคประสาทอย่างแรง ไม่มีเรื่องอะไร บางทีก็เล่นเป็นเด็ก พอรู้ก็ไปรับพี่สาวออกจากโรงพยาบาล แล้วก็ไปศึกษากับหลวงพ่อ หลวงพ่อก็แนะนำให้กินเพิ่ม ต้องกินเพิ่มไป ปกติยาของแพทย์แผนปัจจุบัน กินแล้วตื่นขึ้นมาแจ่มเลย แต่ยาแผนไทยของหลวงพ่อกินเข้าไป พอตื่นมาก็ยังงัวเงียอยู่ ยังมีฤทธิ์ค้างอยู่ เราก็กินต่อ ฤทธิ์มันก็จะเชื่อมกัน หลวงพ่อบอกถ้าอยากให้หายก็ให้เพิ่มยามากขึ้น แล้วท่านก็แนะนำ ถ้ามีปานแดง ขึ้นตรงก้นกบแล้วอย่าเพิ่มยา พอถึงเวลามีปานแดงขึ้นมาจริงๆ เราก็ให้หยุดยาแล้วก็หายจากโรคอย่างอัศจรรย์ วันอาทิตย์เราก็มาวัด มาปี ๒๔๙๕ ตอนนั้นอายุ ๓๘ เกือบ ๓๙ ปี มีเพื่อนคนหนึ่งชื่อเจ้าแหลม ภรรยาเป็นเชื้อจีน ภรรยากระทำไอ้แหลมใช้ยาเสน่ห์ เขาก็บอกให้ใช้วิชชามาช่วยไอ้แหลม คือ วิชชานี้เราแค่เพ่งไปที่ตัวหนังสือจีนบนป้าย ตัวหนังสือตกลงมาเลย เราก็คิดว่าวิชชานี้สูงมาก หนังสือจีนที่ติดอยู่ที่ผ้า ล่วงลงมา ยังไม่ทันทำอะไร แต่เพ่ง เราก็คิดว่าวิชชานี้สูงสุด เราก็ได้ไม่ค่อยดีนัก ธรรมะยังไม่ค่อยชัด เราก็คิดว่าถ้าไม่บวช วิชชาต้องเสื่อม เพราะขายของมันยุ่ง ไม่ค่อยมีเวลา บวชมาช่วยหลวงพ่อสอนดีกว่า ก็เลยจะบวช แต่ว่าโยมคงไม่ยอม ก็เลยหนีไปบวช อาตมามีนาเป็นมรดก ไปเก็บค่าเช่านาตอนปิดเทอม แล้วก็ไม่กลับเลยบอกหลวงพ่อสดว่าจะบวช หลวงพ่อบอกว่าบอกโยมหรือยัง เราก็บอกว่า ถ้าบอกไม่ได้บวช ท่านก็บอกเอ้างั้นก็บวช บวช พ.ศ.๒๔๙๘ อายุ ๔๐ ปี ก็ช่วยหลวงพ่อสอนมาตลอด หลวงพ่อท่านรู้ เวลาท่านไม่อยู่ ท่านให้ไปสอนแทนวันพฤหัสบดี ไปสอนแทน ๒ ครั้ง ตอนแรกไปเรียนกับแม่ชีก่อนแล้วแม่ชีก็ไปเรียนท่านว่า วันนี้มีคนได้ธรรมะคนหนึ่ง ท่านก็บอกว่า ต่อไปจะเก่ง สมัยก่อนเวลาฉันภัตตาหาร พวกได้ธรรมกายฉันต่างหากเฉพาะธรรมกาย ให้จัดอาหารแยกเฉพาะส่วนที่ได้ธรรมกาย มีราวๆ ๒๐ กว่าองค์ ใหม่ๆ วัดปากน้ำคับแคบ เราก็คิดจะไปสร้างอาณาจักรใหม่ ไปที่เมืองกาญจน์ก็ไปเจอเขาแหลม เขาใช้ถ้ำทำโบสถ์ เราก็คิดว่าที่นี่ดี เราไม่ต้องสร้างโบสถ์ เราก็คิดในใจไม่ได้บอกใคร เอาต้นไม้ เอาอะไรต่ออะไรไปปลูก มีหวังจะสร้างอาณาจักรใหม่ มีอยู่วันหนึ่ง หลังหลวงพ่อมรณภาพแล้ว บนหอหลวงพ่อ ท่านชี้หน้าเลยบอกว่าไปไหนไม่ได้ ท่านมาข้างในกลาง เมื่อปีกลายไปอยู่บ้านบึงซึ่งเป็นบ้านลูกศิษย์ ฝ่ายละเอียดเขาเตือนให้กลับ มีครั้งหนึ่ง วันพฤหัสตอนบ่ายหลวงพ่อสอนอยู่บนศาลา มีหญิงสาวคนหนึ่งร้องไห้มาเลยก่อนหลวงพ่อสอน ท่านรู้ก่อน ท่านบอกว่าให้เขาเถอะ คือมรดกแม่ให้แต่น้องสาว ตัวเองไม่ได้ นี่เป็นเหตุการณ์ที่เรานั่งอยู่ด้วย การเรียนวันพฤหัส ถ้าเป็นผู้หญิง หลวงพ่อจะให้ไปต่อกับแม่ชีหนอม (ถนอม) ส่วนผู้ชายให้มาต่อกับอาตมา หลวงพ่อวัดปากน้ำ แต่ก่อนมหาวิเชียรจะเป็นคนปลงผมให้หลวงพ่อ แต่ไม่ค่อยตรงเวลา เราก็บอกว่า เราเอาเองก็แล้วกัน เพราะอยู่ใต้ถุนกุฏิหลวงพ่ออยู่แล้ว จึงได้ปรนนิบัติรับใช้ปลงผมหลวงพ่อ เดือนหนึ่งปลงผม ๑ ครั้ง แต่ก่อนท่านเจ้าคุณภาวนาก็อยู่ด้วยกัน แล้วหลวงพ่อเล็ก (พระมหาเจียก) มาขอผมหลวงพ่อไปผสมในพระของขวัญรุ่น ๓ รูปภาพของหลวงพ่อวัดปากน้ำศักดิ์สิทธิ์มาก ที่คลองเตยมีสามีภรรยาคู่หนึ่ง ภรรยาเป็นไทย สามีเป็นจีน มีวันหนึ่งขโมยจะขึ้นบ้าน หลวงพ่อท่านก็ไปเยี่ยม สามีบอกว่าไอ้เราจะนอนเขาก็เอะอะ มีใครไม่รู้หัวโล้นๆ มากวน เขาเอะอะขึ้นมา ไอ้ขโมยที่กำลังปีน มันตกใจ ก็กระโดดลงหน้าต่างไป ขาเคล็ดไปเลย มีอีกรายนะ ชื่อชอน ไปกินเลี้ยงกลับมาลูกเป็นไข้เลือดออก เมียบอกว่าลูกเป็นไข้ ตาชอนกลับมาก็มายืนบอกรูปหลวงพ่อว่า หลวงพ่อต้องช่วยนะ ไม่ช่วยก็ไปอยู่ในสระเถอะ ก็อุ้มลูกจะไปส่งโรงพยาบาล หมอเอารถมาเทียบพาลูกไปโรงพยาบาล แล้วก็จัดแจงช่วยทันที วันรุ่งขึ้นขณะนายชอนนั่งพัก หลังจากส่งแขกเรียบร้อย ก็เผลอหลับไป เห็นหลวงพ่อเดินลงมาจากบันไดบ้าน แล้วบอกว่าไอ้ชอนลูกเอ็งข้าช่วย ข้าขี้เกียจไปอยู่ในสระ ช่วงที่หลวงพ่ออาพาธ ก็มีพี่สาวชื่อญ่าดา และหลานๆ ของหลวงพ่อมาช่วยพยาบาล เราก็เลยไม่ได้อยู่พยาบาลท่านอีก จนกระทั่งท่านมรณภาพ เราจึงได้กลับมา พระแต่ก่อนจะมาพยาบาล ๒ รูป ต่อ ๑ ชั่วโมง มีหมอที่มารักษาชื่อหมอเลียง กับหมอยุทธ์ หมอเลียงจะเข้าไปพยาบาลหลวงพ่อบ่อย ตั้งแต่หลวงพ่อมรณภาพ ฉันก็มีแต่ไปสอนต่างจังหวัด แล้วก็กลับมา ปัจจุบันอายุย่าง ๘๗ ปี เขาก็ยังนิมนต์ไปสอนอยู่เรื่อย แม่ชีรัมภา โพธิ์คำฉาย แม่ชีมาอยู่กับหลวงพ่อตอนอายุ ๒๐ ปี แม่ชีชั้น จอมทอง คนบางบ่อสมุทรปราการ เป็นญาติกัน เป็นคนชวนมา ที่จริงเราเลื่อมใสหลวงพ่อมาตั้งแต่อายุ ๑๒ ปีแล้ว แม่ชีชั้นก็ไปหาทุกปีหน้าเกี่ยวข้าว ช่วงเดือนธันวาคมแกจะเอาเรือไปขนข้าว บ้านโน้น บ้านนี้บริจาค ถัง สองถัง จนเต็มลำเรือก็ขนไปโรงครัววัดปากน้ำ บ้านแม่ชีทวีพร ก็อยู่แถบนี้ แม่ชีชั้น เวลาไปจะไปเล่าถึงเรื่องสมาธิ เราฟังดูแล้วเราก็ศรัทธา ตอนจะมาใหม่ๆ ก็มาไม่ได้เพราะบ้านไม่มีใคร มียายซึ่งแก่แล้ว มีพี่ชาย มีกันแค่ ๒-๓ คนมาไม่ได้ ฉันจึงรอถึงอายุ ๒๐ ก็เลยอยากจะมา เพราะแม่ชีชั้นไปเล่าถึงเรื่องได้ธรรมกาย เห็นโน่น เห็นนี่ ใครตายไปตกนรกขึ้นสวรรค์เห็นหมด ไปบอกคนที่บางบ่อที่ตายไป คนนั้นตกนรก คนนี้ขึ้นสวรรค์ เราได้ยินก็ใจหาย พอดีปีนั้นคนข้างๆ บ้านเป็นอหิวาตาย อาทิตย์เดียว ๗ คน ตายเกือบหมดบ้าน เราคิดว่าเราอยู่ไม่ได้แล้ว ศพก็ผ่านหน้าบ้านทุกวัน เลยตัดสินใจว่ายังไงต้องไปวัดปากน้ำให้ได้ ตอนนั้นก็มีหลวงตาองค์หนึ่งชื่อหลวงตาดอกไม้รู้จักหลวงพ่อวัดปากน้ำ ฉันก็ไปขอให้ท่านพาไป ท่านก็ถามว่ายายจะให้ไปหรือ ฉันก็ตอบว่า ไปชั่วคราว ยายคงให้มั้ง พอไปฟังธรรมะหลวงพ่อก็เกิดศรัทธา ครั้งแรกยังไม่ได้บวช ก็กลับไปก่อน ไปเล่าให้ยายฟังว่าใครๆ ที่เห็นธรรมะก็ช่วยได้ โรคภัยไข้เจ็บหายหมด ยายก็ให้ไปเอาวิชชามาแก้โรค ไปคราวนี้ไม่มาอีกเลย ตอนนั้นไปเดือนเมษายน ๒๔๙๐ มาได้บวชชีเดือนกรกฎาคม ใกล้ๆ เข้าพรรษา พอได้เห็นธรรมะจริงๆ ก็ได้เข้าโรงงาน แต่ก่อนที่จะมาเจอหลวงพ่อ ฝันเห็นหลวงพ่อท่านบ่อย สมัยนั้นมาอยู่ช่วงแรก นั่งอยู่หลายเดือนยังไม่เป็นธรรมะ ก็ยังไม่ได้เข้าโรงงาน พอเห็นก็ได้เข้าโรงงาน แล้วก็โกนผมบวชชีเลย สมัยที่เข้าโรงงานมีพวกเด็กนักเรียนมานั่งด้วย พวกนี้ไม่ได้โกนผม ในยุคนั้นหลังสงครามโลก ครั้งที่ ๒ มีนั่งกันอยู่ ๒ เวร เวรละ ๖ ชั่วโมง ตั้งแต่ ๕ โมงเย็นถึง ๒ ยาม จาก ๒ ยามไปออก ๒ โมงเช้า หมุนเวียนกันไป ต่อๆ มาหลวงพ่อท่านเห็นว่าจะไม่ได้ดีเท่าที่ควร เพราะหลับกันมาก ในโรงงานหลวงพ่อท่านจะให้แก้ไขโรคภัย ทุกข์มนุษย์ บ้านเมืองเดือดร้อนก็ช่วยกันแก้ไข หลวงพ่อท่านจะสอนว่าเจอใครก็สอนให้เขาเป็นธรรมะนะ สิบคนเป็นธรรมกายคนเดียว ไอ้เก้าคนนี้ไม่ใช่พวกเรา เพราะคนไม่ได้ไม่รู้แจ้ง แม่ชีรัมภาเห็นจริง หลวงพ่อท่านจะพักวันละ ๑-๒ ชั่วโมงเท่านั้น ท่านจะคุมดูแลการทำวิชชาทุกเวร ท่านจะอยู่ทุกเวร ถ้าพัก หลวงพ่อก็จะตื่นทันเวรทุกครั้งเหมือนท่านบังคับจิตให้หลับก็หลับ ให้ตื่นก็ตื่น หัวหน้าเวรในโรงงานทำวิชชาก็จะมี ๑ ยายปุก ๒ พี่ละมัย ๓ พี่ญาณี ๔ พี่หลวย (ฉลวย สมบัติสุข) ๕ พี่ตรีธา ๖ ยายหนอม (มาจากในวัง) หลวงพ่อจะถามบุคคลเหล่านี้บ่อย ส่วนน้าสุก (ทองสุข) เป็นฝ่ายเผยแผ่สอนธรรมะที่ข้างนอก แล้วพอคนได้ธรรมะเชี่ยวๆ ก็จะส่งเข้ามาให้หลวงพ่อในโรงงาน น้าเธียร พี่ฉลวยก็เป็นศิษย์ของคุณยายทองสุขทั้งนั้น เจ๊จันทร์หรือแม่ชีจันทร์ก็เป็นลูกศิษย์ของพี่สุกเหมือนกัน เตียงขาดรู้ สำหรับคนที่นั่งธรรมะขาดรู้ ขาดรู้หมายความว่าเราได้ธรรมะขั้นละเอียด จะละเอียดชัดใส ใสในใส จนแจ่มแจ้งชัดเจนหมดแล้วก็ปล่อยวาง ธาตุธรรมสะอาด เข้ากลางของกลาง เข้าหาต้นของตันจนไปสับซ้อนอยู่ในนิพพาน เห็นนิพพานชัดเจน รู้เรื่องนิพพานหมด แต่เราไม่สนใจกายมนุษย์ กายมนุษย์จะอยู่ในสภาพไหนเราไม่สนใจ ปล่อยเลยไปรู้แต่ภายในจึงเรียกว่าขาดรู้คือขาดรู้จากมนุษย์ ที่ได้สมัยนั้นก็หลายคนที่จำได้ก็คือเจ๊จันทร์ (แม่ชีจันทร์ แต่ส่วนใหญ่ที่ได้ขาดรู้จะเป็นเด็กๆ เวลาบอกวิชชาในโรงงาน หลวงพ่อจะเป็นคนสั่งวิชชาพูดผ่านฝากระดานที่กั้นไว้ชีอยู่แถบหนึ่ง พระอยู่อีกแถบหนึ่ง มีที่กั้นแยกส่วนกันชัดเจน หลวงพ่อสอนทุกๆ คนเหมือนกัน ไม่มีใครพิเศษกว่าใคร มีครั้งหนึ่งตอนท่านป่วยหนักเป็นปีที่ ๑๓ ที่ฉันมาอยู่กับหลวงพ่อ วันนั้นท่านให้คนมาเรียก ท่านถามว่า "เอ้าสั่นหายหรือยัง" สั่นก็คือไม่สบาย ฉันก็ตอบว่าค่อยยังชั่วแล้ว ท่านบอกว่า "ทำวิชชาไว้นะ ทำได้เป็นของเรา ถ้าเราไม่ทำ เราจะไม่ได้" สั่งคำนี้ ท่านสั่งไว้ ชีวิตจิตใจของหลวงพ่อไม่มีอะไรมากไปกว่าวิชชา ๒๔ ชั่วโมง หลวงพ่อไม่เคยห่าง ทำวิชชาตลอด หลวงพ่อจะทดลองวิชชาอยู่เรื่อย มีครั้งหนึ่งมีญาติโยมมานั่งกันเต็ม ช่วงกลางคืน คืนนั้นดาวเต็มท้องฟ้า ท่านก็ให้เณรที่อยู่ใกล้ๆ ท่าน (หลวงพ่อเล็ก)ดับดาวบนท้องฟ้า จะเห็นดาวดับเป็นแถบๆ เลย เพื่อให้รู้ว่าวิชซาธรรมกายสามารถทำได้ ไม่ใช่เพื่อเหตุผลอย่างอื่น คุณแม่ได้อยู่ในช่วงการทำพระของขวัญรุ่น ๑ แต่ก่อนไม่มีสูตรอะไรหรอก ได้แป้งมาผสมเกสรดอกไม้ ปั้นเป็นก้อน แล้วอัดเป็นบล๊อกออกมา ละลายน้ำง่าย ดังนั้นรุ่น ๑ ไม่มีสวย พระผงรุ่น ๑ ใส่แล้วจะแคล้วคลาดได้ดี โดยเฉพาะเรื่องอุบัติเหตุ ถ้าใครยังใส่พระอยู่ในตัว แล้วยังเกิดอุบัติเหตุ หลวงพ่อท่านบอกว่าต้องไปต่อว่า เข้าไปในธาตุในธรรมไปต่อว่า ฤทธิ์ยังไม่พอ ยังคุ้มครองไม่ได้ ต้องไปต่อว่าเจ้าของในธาตุในธรรม ไปขอฤทธิ์มา เพราะยังใช้ไม่ได้ พระผงหลวงพ่อทำ ๘๔,๐๐๐ องค์ไม่ขาด ไม่เกิน เพื่อพอดีกับ ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ ศักดิ์สิทธิ์หมดทุกองค์ พระของหลวงพ่อ มีเจ้าของทุกองค์ คนที่เป็นเจ้าของพระเมื่อถึงเวลา แม้อยู่ที่ไหนก็ต้องมา ข้ามน้ำ ข้ามทะเลก็ต้องมาเอา หลวงพ่อเน้นการทำวิชชามาก เรื่องธรรมะเป็นเรื่องแรก ท่านต้องการเผยแผ่ธรรมะของท่านมากกว่า ส่วนเรื่องโรคภัยไข้เจ็บที่คนมาให้ช่วยแก้เป็นผลพลอยได้ แต่มั่นที่หลักคือวิชชามากกว่า หลวงพ่อท่านเข้มแข้งไม่อ่อนแอ ตั้งแต่อยู่มาไม่เคยเห็นท่านไปค้างที่ไหนเลย ก็มีแต่เฉพาะตอนเข้าโรงพยาบาลเท่านั้น ปัจจุบันคุณแม่อายุ ๗๕ ปี ที่รักษามโนปณิธานในการทำวิชชาตั้งแต่อายุ ๒๐ กว่าจนมาถึงเดี๋ยวนี้ก็คือ ไม่ได้คิดอะไรเรื่องสังขาร หลวงพ่อสอนอย่างไรเราก็ทำไปตามนั้น มีที่ไปตั้งสำนักสอนสมาธิ ก็มีแม่ชีจันทร์ เก่งธรรมะ สอนธรรมะแล้วก็ขยับขยายไปเรื่อยๆ ที่แคบก็ขยาย มีนักศึกษามาฝึกกันเยอะ ในสมัยแรกๆ คนเหล่านี้มาจากบารมีของหลวงพ่อวัดปากน้ำไปตามมาทั้งนั้น สอนจนเดี๋ยวนี้ตั้งสำนักใหญ่ชื่อวัดพระธรรมกาย แม่ชีหวานใจก็ไปตั้งสำนักสวนแก้วที่ราชบุรี ส่วนที่อยู่ในวัดปากน้ำ ที่อยู่สมัยหลวงพ่อเฉพาะแม่ชีก็มี ๑.พี่ตรีธา เนียมขำ เป็นประธานมูลนิธิวัดปากน้ำ ๒.ตัวฉันแม่ชีรัมภา โพธิ์คำฉาย ๓.แม่ชีทวีพร ๔.แม่ชีทองแก้ว ๕.แม่ชีพราหมณ์(ไม่ได้อยู่ในโรงงานแต่ได้ธรรมกาย) คิดแล้วไม่ถึง ๑๐ คน ปัจจุบันก็ยังมีทำวิชชาตลอด ๒๔ ชั่วโมง เวรละ ๔ ชั่วโมง มีพี่ตรีธากับฉันเป็นคนควบคุมคอยสั่งวิชชา ส่วนทางพระไม่ทราบ ท่านเจ้าคุณภาวนา ท่านเป็นคนควบคุม สำหรับสมเด็จวัดปากน้ำ องค์ปัจจุบัน หลวงพ่อท่านนำไปฝากสมเด็จพระสังฆราชที่วัดเบญจมบพิตรฯ ตั้งแต่สมเด็จ (ช่วง) ยังเป็นเด็กแล้วบอกว่า องค์นี้นำมาฝากไว้นะ ต่อไปจะให้เป็นสมภารวัดปากน้ำ ส่วนกุฏิเสาไม้สักใหญ่หลวงพ่อท่านบอกว่าสร้างไว้ให้ท่านช่วง กุฏิเดิมของหลวงพ่อ ปัจจุบันนี้เป็นที่ไว้ศพของท่าน ตอนสมัยมีชีวิตอยู่ หลวงพ่อมีลุงประยูร คอยดูแลท่าน ลุงประยูรนี้ก็ได้วิชชาหลวงพ่อ ก่อนลุงประยูรตาย ลุงประยูรก็ต้มน้ำ อาบน้ำซักผ้า ลุงแกเป็นคนสะอาด เสร็จแล้วก็นั่งสมาธิสักพักตัวก็อ่อนแล้วก็ตาย ทุกคนก็วิ่งมาถาม ลุงประยูรเป็นอะไร แกนั่งสมาธิไปเนื้อตัวสะอาดไม่ต้องอาบน้ำเลย อายุลุงตอนนั้น ๗๒ ปี เวลาทำวิชชานั้น หลวงพ่อจะมีของศักดิ์สิทธิ์คือกายสิทธิ์เป็นเครื่องทุ่นแรง แม่ลำภาได้แก้วใสเป็นเครื่องทุ่นแรง ทำให้เรามีธรรมะมากขึ้น เหมือนแก้ว ๗ประการ ของทั้ง ๗ อย่างจะทำให้เกิดทิพย์ พรหม ไม่มีที่สิ้นสุดมีพลัง เวลาท่านสั่งวิชชาก็จะเรียกรวมๆ ทั้งพระทั้งชีได้ยินหมด ท่านจะถามว่าไง ทันมั้ย เข้าใจหรือเปล่า ท่านคุมตลอดแต่ก็มีแอบนอน แอบง่วง ท่านก็ดุ บุญที่ได้จากการได้ธรรมกายมากไม่มีอะไรเปรียบเทียบได้ สร้างวัดเป็น ๑๐๐ วัดก็เทียบไม่ได้ เพราะมันเป็นการสร้างวัตถุ ไม่ทำให้หลุดพ้น ในงานมาฆบูชาหรือวิสาขบูชา หลวงพ่อจะเปิดให้คนดู ให้เห็นพระพุทธเจ้า คนที่ไม่เชื่อจะได้เห็นเป็นส่วนใหญ่ มีสามีภรรยาคู่หนึ่ง ภรรยาเห็นธรรมะสว่างไสวกลางวงไพ่ ทิ้งไพ่เลย ไม่เล่นอีกแล้ว สามีไม่เชื่อ อยู่มาวันหนึ่งสามีมาเวียนเทียนที่วัดปากน้ำ เขามองไปบนท้องฟ้า เห็นพระพุทธเจ้าองค์ชัดใสสว่าง เขาก้มลงกราบ น้ำตาไหลเลย เดี๋ยวนี้ศรัทธามาก ยังมีชีวิตอยู่ ตอนหลวงพ่อท่านมรณภาพท่านให้เก็บศพของท่านไว้ ช่วยคนได้ ท่านต้องการให้ทุกคนไปนิพพาน หลังจากท่านสิ้นก็มีการแยกย้ายกันไปคนละทิศละทาง บางคนก็ยังไม่กลับ ก่อนท่านจะสิ้นได้สั่งเรื่องธรรมะไว้ว่าให้ทำวิชชาให้ตลอดอย่าทิ้ง ได้รักษามโนปณิธานเอาไว้ ปัจจุบันก็ยังคงทำกันอยู่ ไม่เปลี่ยนแปลงทำตามที่หลวงพ่อสั่งใช้วิชชาเผยแผ่ธรรม ช่วยทุกเรื่องทั้งเจ็บไข้ได้ป่วย บ้านเมือง อยากให้ทุกคนได้เห็นธรรมะเหมือนเรา แล้วเข้าใจให้เหมือนกัน ไม่อยากปิดบังใครเลย การเข้าถึงธรรมะ ถ้าใจไม่สะอาดพอก็เข้ายาก ต้องปล่อยวาง ปล่อยให้ใจมันว่าง ความคิดทุกสิ่งทุกอย่าง คิดดีคิดชั่ว ต้องไม่คิดทั้งนั้นปล่อยวางจนใจว่าง ใสสว่าง คนเราเข้าถึงธรรมกายได้ทั้งนั้น ได้ทุกชาติทุกภาษา ถ้าไม่ปฏิเสธ คนต่างประเทศก็มีสิทธิ์เข้าถึงธรรมกายคือมนุษยชาติคุยกันด้วยข้างใน สื่อกันด้วยพระธรรม ไม่ใช่ภาษาพูด มารคือความชั่ว มารจะแกล้งตลอด มารจะไม่อยากให้ทำความดี ให้ขี้เกียจ ใส่กิเลสให้ตัวเรา สิ่งที่หลวงพ่อสอน ท่านบอกวิธีแล้วเราต้องทำเอง ใครก็ไม่สามารถช่วยเราได้นอกจากเราเหมือนกับเราจะจมน้ำ ถ้าไม่ตะเกียกตะกายเราก็จม หลวงพ่อจะบอกวิธีที่พ้นจากการจมน้ำ แต่เราต้องทำด้วยตัวเอง แม่ชีทวีพร เลี๊ยบประเสริฐ แม่ชีมาวัดปากน้ำตอนปี ๒๔๙๑ ตอนอายุ ๑๙ ปีก็อยากจะบวชชีคือมีคนรู้จักมีความหวังดีต่อกัน บ้านอยู่บางบ่อ มาด้วยกัน เตี่ยเป็นคนจีนไม่ให้มา แต่แม่ให้มา ตอนแรกมาอยู่ไม่มีเงิน ขายทองได้ ๓๕๐ บาท ก็ซื้อเสื้อผ้ามาบวชเป็นชีที่วัดปากน้ำ โดยมีคุณแม่เป็นคนรับรอง วัดปากน้ำตอนนั้นอากาศดีมาก มีกุฏิไม้สร้างเป็นกุฏิเล็ก เป็นหลังๆ มากมาย มีพระเณร ๖๐๐ กว่ารูป แม่ชี ๒๐๐ กว่าคน กุฏิของหลวงพ่อเป็นกุฏิไม้สองชั้นแต่หลวงพ่ออยู่ชั้นล่าง ติดกับโรงงานทำวิชชา โรงงานเป็นสังกะสี คนมาวัดเยอะบวชชีก็เยอะมาก พอมาเจอหลวงพ่อท่านก็สอนวิชชาธรรมกายให้นั่งสมาธิ หลวงพ่อท่านจะลงรับแขกที่ศาลาบ่าย ๒ โมง เป็นศาลาชั้นเดียวติดพื้นดินพออยู่มาได้ธรรมะหลวงพ่อ ท่านก็เรียกเข้าโรงงานทำวิชชา ตอนทำวิชชาจะอยู่กันเป็นผลัดๆ ผลัดละ ๔ ชั่วโมง มีทั้งหมด ๓ ผลัด แม่ชีอยู่ผลัดสองมีแม่ชีญาณีนี้เป็นหัวหน้าผลัดอีกคนหนึ่งคือแม่ชีปุก ผลัดที่สอง แม่ชีทองสุข แม่ชีจันทร์อยู่ผลัดที่สาม คนที่เก่งหลวงพ่อจะเลือกให้เป็นหัวหน้า ผลัดหนึ่งมีประมาณ ๘-๙ คน เฉพาะชี ส่วนพระก็มีเยอะแต่นั่งแยกอยู่อีกฟากหนึ่ง มีฝากั้นไว้ สมัยก่อนก็จะมีเตียงขาดรู้ เป็นเตียงเล็กๆ คล้ายธรรมาสน์พอดีเฉพาะหน้าตัก คนนั่งแล้วมีมุ้งหลังเล็กๆ ครอบ ซึ่งคนจะได้นั่งเตียงขาดรู้นั้นสมาธิต้องนิ่งแน่น หลวงพ่อวัดปากน้ำจะเป็นคนเลือก แม่ชีจันทร์ นี่ก็ได้เตียงขาดรู้ ตอนทำวิชชา หลวงพ่อท่านก็จะใช้เสียงพูดเอง คอยถามวิชชาแม่ชีตรีธาอยู่ผลัดสอง แต่ไม่ได้เป็นหัวหน้าผลัดตอนเย็นไม่กินอาหารกินแต่ผลไม้แทน เพราะเป็นโรคกระเพาะ จะเป็นผู้ที่ใกล้ชิดหลวงพ่อมาก แม่ชีญาณีกับแม่ชีทองสุขตอนนี้เสียไปแล้ว แม่ชีฉลวยก็ทำวิชชาเป็นหัวหน้าคอยดูแลหน้าประตูใครจะเข้าจะออก ตอนนั้นอยู่ด้วยกันตอนที่หลวงพ่อสดยังมีชีวิตอยู่ก็ประมาณ ๕o คน เรื่องของการทำวิชชานั้น หลวงพ่อให้ทำวิชชาแก้ เภทภัยของประเทศ และรักษาโรคมีคนมาขอให้หลวงพ่อเรียกฝนก็มี เป็นคนทำนาแถวๆ สุพรรณ ให้ทำนา ทำสวน ทำไร่กันได้แล้วฝนก็ตกจริงๆ จะช่วยกันในโรงงานมีอะไรก็ช่วยกัน ในห้องนั้นห้ามนำอาหารเข้าไปกิน เวลาแขกมาห้ามพาแขกเข้าไปในโรงงานทำวิชชา คนป่วยที่จะให้รักษาต้องเขียนชื่อสกุลที่อยู่ เป็นโรคอะไร แล้วส่งให้หลวงพ่อ ท่านก็จะสั่งให้แม่ชีแก้อีกครั้งหนึ่งบางคนใช้เวลานานเหมือนกันกว่าจะหายและเมื่อเวลากลับบ้านแล้ว ต้องปฏิบัติธรรม และถือศีลด้วย ก่อนนอนต้องนั่งธรรม ๑๐-๒๐ นาที อย่างโรคภัย ไข้เจ็บ อาการบ่งบอกว่าจะตายในระยะเท่านั้นเท่านี้พอหลวงพ่อส่งคนไป รักษาคนนั้นก็ไม่ตาย วิธีรักษาก็ไม่ต้องกินยา ใช้กายองค์พระธรรมกาย กลั่นธาตุธรรมให้ใสให้สะอาด อันนี้ต้องทำเรื่อยๆ ต้องไปรักษาคนถึงในโรงพยาบาลก็มี อยู่ตามห้องพิเศษหมอรักษาทางนอก เรารักษาทางใน หลวงพ่อท่านส่งไป หมอพบเห็นแม่ชีนั่งอยู่ข้างเตียงคนป่วยเขาก็รู้ แล้วก็หลบให้ เวลานั่งสมาธินั้นต้องนั่งให้มีความสุข ไม่ให้มีกิเลสตัณหา บางทีหลวงพ่อก็สั่งให้ไปนรกสวรรค์โดยมีแม่ชีจันทร์ร่วมด้วย หลวงพ่อเคยสั่งให้ไปตามคนมา เขาจะเอาไปนรก ต้องให้ตามกลับมา รู้ว่าต้องตายตอนนี้ แต่อย่าพึ่งให้เอาไป เอาไว้สร้างกุศล หลวงพ่อท่านจะส่งคนไปสอนธรรมะข้างนอกด้วย ตอนนั้นจะมีแม่ชีทองสุข ส่วนตัวฉันหลวงพ่อก็ให้ไปสอนธรรม ๕-๖ วันก็กลับ หลวงพ่อให้ไปสอนที่ฉะเชิงเทรา ส่วนมากจะไปตามวัด ตั้งแต่หลวงพ่อสิ้นก็ไม่ได้ออกไปสอนธรรมที่ใดอีก ตอนที่สอนธรรมะคนมาเรียนเยอะ ที่วัดหลังตลาด ตอนเย็นๆ ตอนกลางวันค้าขายตกตอนเย็นก็มานั่งทำธรรมะ วัดปากน้ำสมัยหลวงพ่อท่านมีชีวิตอยู่มีเรื่องอัศจรรย์เกิดขึ้นเยอะมาก มีคนเห็นพระพุทธเจ้าลอยอยู่บนฟ้า ตอนเวียนเทียนวันวิสาขบูชาและมาฆบูชา ฉันก็ได้เห็นกับตา เห็นพระพุทธเจ้าลอยอยู่บนท้องฟ้า มีมาให้เห็นหลายองค์ ดูไปดูไป ก็เลือนหายไป มีเหตุการณ์ประหลาด มีเสียงน้ำไหล แล้วก็ได้ยินเสียงสวด คือสมัยนั้นหลวงพ่อท่านจะให้นำร่างคุณย่า(คือโยมแม่หลวงพ่อ) มาไว้ที่วัดแล้วสวดพระอภิธรรมให้ทุกคืน หลวงพ่อท่านบอกว่า คืนนี้หลวงพ่อจะเชิญเทวดา พรหม อรูปพรหม มาสวดให้โยมแม่ พอตกกลางคืน ฉันก็ได้ยินเสียงสวดมนต์ ดังก้องไปในอากาศ ได้ยินคนเดียว คนอื่นนอนหลับกันหมด คิดจะปลุกก็ไม่กล้า หลวงพ่อท่านใจดีไม่ดุ ไม่มีสตางค์ใช้ก็ขอหลวงพ่อ สบู่ไม่มีก็ขอหลวงพ่อ สมัยก่อนใช้สบู่กรดเป็นก้อนๆ ถูเสื้อผ้า หลวงพ่อท่านจะสอนให้เป็นคนดีให้อดทน ตอนท่านป่วย มีทุกขเวทนาท่านไม่ร้องเลย พาไปรักษาที่โรงพยาบาลท่านก็ไม่ไป ให้หมอมารักษาหลวงพ่อที่วัด จนเส้นโลหิตฝอยแตก แล้วเป็นอัมพาตซีกเดียว แต่แม้ป่วย หลวงพ่อก็ยังแจกพระ ท่านฉันอาหารหนเดียว พอวันที่ ๓ กุมภาพันธ์ เวลาบ่าย ๓ โมง ๕ นาทีหลวงพ่อก็สิ้นคือปฏิบัติหน้าที่จนนาทีสุดท้าย ตอนหลวงพ่อท่านอยู่ท่านก็ทำพระของขวัญด้วยรุ่น ๑, ๒, ๓ ครบทั้ง ๓ รุ่นก่อนมรณภาพ พอต่อมาหลวงพ่อเล็ก (พระมหาเจียก) ก็แจกพระต่อจากท่าน พอหลวงพ่อท่านสิ้น บางคนก็ลาสิกขาทั้งพระทั้งชี ปัจจุบันแม่ชีทวีพร เลี๊ยบประเสริฐ อยู่ที่วัดปากน้ำ ตอนนี้อายุ ๗๔ ปีแล้ว ก็ยังรับรักษาโรคอยู่ ด้วยวิชชาธรรมกายโดยขอบารมีหลวงพ่อ สวดมนต์ก็ต้องจองคิวกันไว้ ถึงแม้หลวงพ่อท่านสิ้นไปแล้วแต่บารมีของท่านยังคุ้มครองลูกศิษย์ทุกคนที่มากราบไหว้บูชากันอยู่ตลอดเวลา แม่ชีพราหมณ์ ช้างเขียว เดิมทีเดียวฉันเป็นคนตำบลจระเข้ เมืองอู่ทอง จ.สุพรรณบุรี เริ่มแรกหลวงพ่อวัดปากน้ำ ส่งครูจินตนา(เป็นแม่ชี) มากับชีอีกคนหนึ่ง และป้าแถวๆ สองพี่น้องอีกคนมาสอนธรรมะที่สุพรรณบุรี มาสอนด้วยกัน ๗ อำเภอ มีครั้งหนึ่งครูจินตนามาสอนที่บางสี่ อ.สองพี่น้อง วันนั้นฉันแวะไปบ้านอาที่บางลี่พอดี เดินทางมากับรถ ขนใบจากจะเอาไปมุงยุ้งข้าวที่บ้านมาทั้งคืน ง่วงก็ง่วง มากับน้องสาว กะว่าไปถึงบ้านอาจะนอนให้เต็มที่ ตอนนั้นอายุ ๒๕ ปี บ้านอามีเป็นแพอยู่ริมน้ำ มีคนที่บ้านมาคุยเรื่องธรรมะ ไอ้เราก็ไม่สนใจ เพราะเราเป็นคนไม่สนใจเรื่องธรรมะจริงๆ เขาคุยก็คุยไป ไอ้น้องสาวเราก็บอกพี่สาวคนที่มาคุยธรรมะว่า เอ้อ คนที่ไม่ลืมตาจะได้ธรรมะ เขาก็บอกให้เรานั่งธรรมะ แล้วก็บอกว่าพี่ ไอ้คนที่เราคุยธรรมะให้ฟัง แล้วไม่ตั้งใจฟังหรือไม่เลื่อมใส บาปหนาเหลือเกิน เราสะดุ้งเฮือกเลย ใจก็คิดว่าเรานี้บาปหนาจริงๆ ก็เลยนั่งธรรมะกับเขา นั่งไปอย่างงั้นแหละกะว่านั่งครู่เดียว เดี๋ยวก็จะไปนอนแล้ว เขาบอกให้จุดธูปบูชาพระ บูชาพระแล้วก็ให้ดูพระพุทธรูปบนโต๊ะหมู่ องค์ไหนก็ได้ จำให้ได้ แล้วก็นั่งหลับตาไป หลับไปนานเหมือนกัน เขาก็ถามว่าเห็นอะไร เราก็บอกไม่เห็น ฉันก็ถามเขาว่าหมดพิธีหรือยัง เขาบอกว่าให้ภาวนาสัมมาอะระหัง พอฉันสัมมาอะระหัง สัมมาอะระหัง จิตมันก็ตกศูนย์ เห็นดวงเหลืองๆ ผ่านไป แล้วก็เกิดสีแดงสว่างวูบเข้าไปในตัวเรา ได้ประมาณ ๑๐ นาที แล้วภายในก็พิสดาร กายหลุดเข้าไปข้างใน เข้าพรืดไปเรื่อยๆ ไปเห็นหลวงพ่อสด ตอนนั้นยังไม่รู้จักหลวงพ่อเลย แต่รู้ว่าท่านเป็นคนนำไป มีคนไปกันเยอะเลยเราก็ตามไป หลวงพ่อจะคลุมไปตลอด ท่านบอกให้เรากลับ แต่เราไม่กลับ เพราะเราอยากจะไปด้วย ส่วนอาเห็นเรานิ่งไปนาน ก็มาเขย่าตัว กายข้างนอกเรารู้เรื่องแต่กายข้างในเราไม่อยากกลับ เราไม่ลืมตา อาก็ตกใจ อาร้องไห้แล้วให้คนไปตามครูจินตนาที่กำลังคุยธรรมะอยู่ข้างบ้านมาแล้วบอกอาว่านี้ได้แล้ว ถอดกายทิพย์ไป แต่ถ้าให้กลับมา ถ้าไม่ต่อวิชชาก็ไม่ได้อะไร อาไม่ยอม ต้องการให้ลืมตา ครูก็ดึงจนเรากลับมา พอกลับมาลืมตาก็ไม่เห็นอะไร เพราะอาไม่ยอมให้ต่อวิชชา ไอ้ง่วงนอนหายหมด มันปลื้มใจ พอตกเย็นคนก็มานั่งธรรมะกันเต็ม ไอ้เราก็รู้แล้ว เพราะมันเคยได้ มันก็จ้องจะไปให้ได้ คิดว่านั่งยังไงต้องได้แน่ อยากไปนรกไปสวรรค์ พอนั่งไปชั่วโมงไม่ได้อะไร เห็นแค่แสงหิ่งห้อยแว๊บเดียวแค่นั้น ไอ้ที่เคยได้ไม่ได้ พอเลิกนั่งครูจินตนามานั่งประกบเลย แกบอกว่านี่เธอเห็นไหม ก็เราอยากได้มันจะไปเห็นอะไร ธรรมะต้องถืออุเบกขา เดินสายกลาง อยากได้ก็ไม่ได้ ไม่อยากได้ก็ได้ พอแกพูดอย่างนี้ จิตเราก็สงบ เราก็บอกว่าได้แล้ว ครูจินตนาต่อธรรมะให้ต่อเลย แกต่อไว ต่อจนเราเสียนิสัยคือเราชอบไปเร็วๆ กระดิกจิตตามครูได้ตลอด ครูจินตนาบอกว่า ๗ อำเภอที่สอนมาในสุพรรณบุรีมีฉันคนเดียวเก่งที่สุด พอได้ธรรมะแล้วมันก็อยู่ไม่ได้ มันไม่อยากได้อะไร จิตมันอยากมาหาหลวงพ่อวัดปากน้ำอย่างเดียว พอจัดแจงธุระที่บ้านเรียบร้อยใช้เวลา ๑ ปี ก็ขอแม่มา แม่ก็ตัดใจให้มา ส่วนอรสา (น้องสะใภ้) บ้านอยู่บางเลน นครปฐมมาวัดปากน้ำปีเดียวกัน มาเจอกันที่วัดปากน้ำ วันเกิดหลวงพ่อ มาโรยขนมจีนกะทะเดียวกันก็มารู้จักกัน ส่วนลุงประเสริฐ (น้องชาย) ฉันชวนมา ตอนนั้นลุงประเสริฐบวชพระ แล้วมาเรียนอยู่ที่วัดสองพี่น้อง มาเรียนเปรียญ แต่สอบไม่ได้เปรียญ ๓ สักที แกก็เสียใจ เครียด ฉันก็เลยชวนแกมาวัดปากน้ำด้วยกัน เพราะสงสารไม่อยากให้แกเครียด หกโมงเช้าออกเดินทาง อาพาเรามา ออกมาจากบางลี่มาเรือสั้นตุ๊กๆๆ เป็นเรือเครื่องยนต์สมัยก่อน พอมาถึงสองพี่น้องก็ต่อเรือมาตร แล้วก็ไปต่อเรือแดงสุพรรณจนมาถึงท่าใกล้สถานีรถไฟศาลายา หลังจากนั้นก็ขึ้นรถไฟมาลงที่บางกอกน้อย แล้วต่อรถมาตลาดพลู กว่าจะมาถึงวัดปากน้ำก็เย็นพอดี จำได้ตอนนั้นมาถึงราวๆ ๕ โมงเย็น หลวงพ่อกำลังลงรับแขก อาก็พาลุงประเสริฐมากราบหลวงพ่อ หลวงพ่อหยุดรับแขกคนอื่นเลย เพราะอาคุ้นกับหลวงพ่อ หลวงพ่อก็ถามว่า เรียนอะไร ลุงประเสริฐก็ตอบว่า เรียนบาลีแต่สอบไม่ได้ ท่านก็บอกว่าเดี๋ยวก็ได้เองน่ะ ลุงประเสริฐเห็นหลวงพ่อก็เกิดศรัทธา ก็เลยกลับไปลาหลวงพ่อที่วัดสองพี่น้อง แล้วมาอยู่กับหลวงพ่อวัดปากน้ำ หลังจากนั้นอีกปีแกก็สอบได้เปรียญ ๓ ประโยคจริงๆ สอบได้จนถึงประโยค ๔ แล้วแกก็ลาสึกออกไป ตอนหลวงพ่อป่วย ลุงประเสริฐยังมาช่วยพยาบาลหลวงพ่อด้วย ส่วนฉันเจอหลวงพ่อครั้งแรก ท่านก็เรียกให้ไปเข้าโรงงานทำวิชชา แต่ใจเราไม่ได้คิดว่าจะอยู่ ก็ไม่ยอมเข้า หลวงพ่อท่านพูดว่า ให้เข้ามาช่วยทำวิชชา มีครั้งหนึ่งหลวงพ่อลงจากธรรมมาสน์ ท่านก็กวักมือเรียก ท่านบอกว่า "นี้ได้ธรรมะ ขาดรู้ได้ด้วย เก่ง เข้าโรงงานนะ" ไอ้เราก็ดื้อไม่นึกว่าจะอยู่ ถ้านึกว่าจะอยู่ก็เข้าไปในโรงงานแล้ว ท่านเคยส่งให้เราไปต่อวิชชากับครูญาณี แต่ไม่ถูกจริตเรา ครูญาณีสอนช้าไม่ถูกใจ เราชอบแบบไวๆ เคยเข้าแบบไวๆ มาก่อน มันก็เลยเรียนกับครูญาณีไม่ได้ ตอนนั้นไม่รู้ยังไงกลัวสารพัด คือในโรงงานคนอยู่กันเยอะ มีแม่ชีเกือบ ๘๐ เห็นจะได้ เข้าเวรละ ๑๐ คน เวรละ ๔ ชั่วโมง ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันทำตลอด ๒๔ ชั่วโมง คนไหนได้ธรรมะ หลวงพ่อเรียกไปหมด ที่ได้เงินเดือนทำงานข้างนอกท่านก็เรียกไป ถามว่าได้เงินเดือนเท่าไร เขาบอกว่า ๕๐๐ บาท หลวงพ่อบอกว่ามาทำที่นี่ มาอยู่กับหลวงพ่อ หลวงพ่อจะให้เงินเดือน ๕๐๐ ที่นี่มีเงินเยอะ เดี๋ยววันหน้าก็รวยเอง ในโรงงานมีทั้งแม่ชีที่โกนผม และฆราวาสที่เป็นผู้หญิงที่ไม่ได้โกนผม เด็กนักเรียนก็มี หน้าตาดีๆ ทั้งนั้น ในโรงงานเวลานอน ใครไม่มีบ้านก็นอนในโรงงาน ใครมีบ้านข้างนอก (ใกล้วัด) ก็ออกมานอนข้างนอก เราได้ยินคนบางคนพูดกันว่า ถ้าอยู่ในโรงงาน ถ้าต่อไปสึกออกไปมันก็ไม่ได้ ไอ้เราก็คิดจะสึก เราก็เลยไม่คิดจะเข้าไปอยู่ก็เลยไม่ได้เข้าไปทำวิชชากับเขาในโรงงานก็อยู่ข้างนอกเป็นบ้านอยู่ในบริเวณวัด ช่วยทำครัวบ้าง นั่งธรรมะ ฟังเทศน์หลวงพ่อ อยู่มาเรื่อยๆ ส่วนป้าอรสามาบวชเป็นชีปีเดียวกับฉันตอนป้าอรสามาอายุ ๒๒ ปีเป็นแม่ครัว แจวเรือเก่ง เช้าๆ จะไปจ่ายตลาดกับแม่ท้วม ทำขนมหวานอร่อยเป็นคนว่องไว ทำงานเร็ว ดูแลเรื่อง ตักบาตรถวายพระ ตักอาหารเร็ว เร็วจนคนเลี้ยงถวายไม่ทัน ขนาดสมัยนั้นเลี้ยงพระเณรที ๕๐๐ องค์ ป้าอรสาอยู่กับหลวงพ่อ ๗ ปีเหมือนกัน เดี๋ยวนี้ป้าอรสาเปิดร้านขายอาหารอยู่หัวมุมวัดปากน้ำ อายุ ๗๒ ปีแล้ว หลวงพ่อท่านเคยไปตามมาจากสวรรค์ มาช่วยทำวิชชา ที่ฉันจำได้ชื่อวรนิตย์ ตอนนั้นมาบวชเป็นเณรอายุ ๗ ขวบ ฉันยังไปต่อธรรมะกับเณรเลย หลวงพ่อจะลงเทศน์ให้พระเณรทุกวันในโบสถ์ ส่วนชีท่านจะลงเทศนให้ในวันอาทิตย์และวันพระ วันอาทิตย์ท่านจะให้รับศีล ๕ วันพระจะให้รับศีล ๘ ฉันอยู่กับหลวงพ่อมา ๗ ปี ตั้งแต่ปี ๒๔๙๕ อยู่จนท่านมรณภาพ หลวงพ่อสอนเสมอว่า "สึกไปไม่ดี แต่งงานไม่ได้ คนแต่งงานมีเวร สำหรับคนไม่แต่งงานไม่มีเวร" อยู่ไปอยู่ไปติดหลวงพ่อ เพราะท่านเทศน์ถูกใจเราไม่มีใครเทศน์ได้อย่างท่านเราก็ชอบ เลยอยู่กับท่านเรื่อยไป หลวงพ่อเป็นคนจริงจัง ทำอะไรทำจริงทำจัง พูดจริง ทำจริงพูดเรื่องอะไรก็ตาม รับรองได้เลยไม่มีคลาดเคลื่อนเลย คำพูดของท่านวาจาศักดิ์สิทธิ์ ท่านก็ไม่ดุ แต่ไม่รู้ทำไมกลัวท่าน ท่านรู้หมดแหละว่าลูกๆ ท่านเป็นยังไงเวลาเทศน์ ใครสักคนกำลังคิดอะไรอยู่ ท่านก็เทศน์แทงใจไปเลย คนนั้นก็จะรู้ด้วยตัวเอง เรากลัวก็กลัว แต่ก็รักหลวงพ่อหลวงพ่อให้ช่างปั้นรูปหล่อของท่านไว้ ท่านจะเดินไปให้ช่างดูตัวทุกวัน ท่านรู้ว่าท่านจะเริ่มป่วย ก็เลยให้ช่างปั้นรูปท่านไว้ ภายในบรรจุของศักดิ์สิทธิ์มากมาย ฉันจำได้ตอนหลวงพ่ออายุราวๆ ๗๐ ปี หลวงพ่อผิวขาวสวยงามมาก ท่านดูผ่องใสมาก น่าเลื่อมใสศรัทธามาก ยิ่งตอนหลวงพ่อห่มจีวรใหม่จะดูหลวงพ่อสว่างทีเดียว เวลาหลวงพ่อลงเทศน์ ถ้าวันไหนมีพระลงน้อย ท่านก็จะบอกว่าวันนี้พระแพ้แม่ชี แล้วท่านก็จะไม่เทศน์ด้วย พระก็จะต้องรีบวิ่งไปตามพระมาตามมาจนเต็มโบสถ์ วันหลังพระก็เข็ด เวลาเทศน์ถ้ามีคนตะบันหมากท่านก็จะหยุดเทศน์ รอให้ตะบันเสร็จก่อน น่ากลัวมั้ยละ คนกำลังเทศน์อยู่ดีๆก็หยุดเทศน์ไปเฉยๆ วันพฤหัสหลวงพ่อจะลงมาสอนธรรมะ ถ้าใครส่งเสียงดังรบกวน ท่านก็จะพูดไปเลยว่า เดี๋ยวหูหนวกนะ รบกวนคนกำลังปฏิบัติ เวลาจะมีผู้ใหญ่มาวัดปากน้ำ หลวงพ่อจะเดินตรวจวัด เดินไปตามทาง มองไปทางโน้นที ทางนี้ที ทุกคนรีบเก็บเสื้อผ้า เรียบร้อย รู้เลยว่าจะมีผู้หลักผู้ใหญ่มา หลวงพ่อท่านเป็นคนประหยัด ละเอียดถี่ถ้วนเดินไปตามถนนท่านเจอเศษไม้เป็นท่อน ท่านเก็บเอามา ท่านบอกว่าเอาไว้ทำฟืนได้ พวกผ้าขี้ริ้วมันขาดแล้วก็อย่าเอาไปทิ้ง ปะมันจำเป็นอะไรมันรั่วขึ้นมา เอาน้ำมันยางโปะมันก็กันได้ชั่วระยะ ไม่ให้ทิ้ง แล้วที่ล้างชามอย่าไปเทพรวดๆค่อยๆรินเอาน้ำออก แล้วไอ้ที่กั้นๆ ไปให้หมู ให้หมากินก็ได้ ท่านสอนละเอียดเลย สอนบ่อยๆสอนมากๆ เข้าก็ค่อยๆ ซึมเข้าไป สมัยนี้ไม่มีใครทำหน้าที่สอนเหมือนหลวงพ่อวัดปากน้ำเลย ครูตรีธา แกอยู่กับหลวงพ่อ ๗ ปี บวชเป็นชี ส่วนอีก ๗ ปี หลังแกลาออกมาสุขภาพไม่ไหว มันหิว เลยขอลาหลวงพ่อออกมา ไม่ได้พักในโรงงาน มาพักข้างนอกแต่ท่านก็ทำประโยชน์ ตั้งมูลนิธิช่วยหลวงพ่อมาตลอด ครูตรีธาเล่าให้ฟังว่าชื่อตรีธาเป็นชื่อที่หลวงพ่อตั้งให้ ท่านบอกว่าแม่ตรีธาทัพ ผู้หญิงทั้งนั้นที่เขาเรียกแม่ทัพ ไม่มีใครเขาเรียกพ่อทัพหรอก ครูตรีธาก็ปีเดียวกับฉัน เดี๋ยวนี้ฉันอายุ ๗๕ ปีแล้ว มาจนถึงทุกวันนี้ อยู่วัดปากน้ำมาได้ร่วม ๕๐ ปีแล้ว ลุงประคอง ทับจ้อย ลุงมาเจอหลวงพ่อตอนอายุเกือบๆ ๑๐ ขวบ มีน้าสาวบวชเป็นชีอยู่ที่นี่ (วัดปากน้ำ) ชื่ออาจารย์ตรีธา เนียมขำ (ปัจจุบันเป็นนายกสมาคมศิษย์หลวงพ่อวัดปากน้ำ) เป็นคนบางบ่อ คนแถวบางบ่อมากันเยอะ ญาติพี่น้องพากันมาหมดนั่งเรือมาจากบางบ่อมาถึงวัดปากน้ำใช้เวลา ๓ วัน ชื่อเสียงของหลวงพ่อขจรขจายมาก รักษาโรคโดยไม่ต้องกินยา คนพากันมาจอดเรือหน้าวัดเป็นแถวเลย มาหาหลวงพ่อให้หลวงพ่อช่วย ที่เป็นโรคหนักเกือบตายแล้วหาย เป็นครูใหญ่โรงเรียนวัดบางบ่อ แกเป็นอะไรไม่รู้เหม็นทั้งตัวเลย ปรากฏว่าพอมาให้หลวงพ่อรักษาก็หายเลย หลวงพ่อท่านรักษาทางวิปัสสนาโดยไม่ต้องใช้ยา เขาก็หายหมด โดยให้เขียนอาการโรค ชื่อ ที่อยู่ อายุ วันเดือนปีเกิดอยู่บ้านเลขที่ เขามีแบบฟอร์มให้กรอก เขียนเสร็จแล้วก็ส่งให้หลวงพ่อ แล้วหลวงพ่อก็ให้ผู้ที่ได้ธรรมกายทุกคนช่วยแก้ที่โรงงานทำวิชชา เขาก็จะแก้ให้ทั้งโรงงาน คนที่มาให้รักษา ก็ต้องนั่งสมาธิด้วย หลวงพ่อวัดปากน้ำ ท่านจะขึ้นสอนสมาธิทุกวันพฤหัส เวลาท่านสอนธรรมะก็จะมีดวงแก้ว ใช้ดูแล้วจะมีไม้ชี้ ตามฐานต่างๆ ตั้งแต่ฐานที่ ๑ ฐานที่ ๒ เรื่อยไปจนถึงฐานที่ ๗ คนบ้ามารักษาก็มี ผมช่วยหลวงพ่อรักษาคนบ้า คนบ้าที่หลวงพ่อรักษานี้ต้องใช้ธรรมกายด้วย ให้ยาด้วย เป็นยาผง เรียกว่า ยาบาทจิต สูตรยาเป็นของหลวงพ่อเอง ยานี้ถ้ากินแล้วก็จะเกิดอาการอยากกินของหวาน แล้วยานี้ถ้ากินแล้ว ห้ามกินของหวานเพราะอาการจะไม่ดีขึ้น คนบ้าแต่ละคนคลั่งต้องล่ามโซล่ามขาไว้ มันจะบอกว่า หลวงพี่ครับผมหายดีแล้วครับ ปล่อยผมเถอะครับพอ ปล่อยก็โดดน้ำโครมหน้าวัด มันยังไม่หายดี เราเป็นคนดูแลอยู่ เราก็เรียกกลับมา บางทีเจอเจ็กขายไอติมเราต้องวิ่งไล่เลย เพราะคนบ้ามันจะกินไอติม มันเป็นของหวาน ยานี้จะทำให้อยากมาก ให้กินยาบาทจิตนี้ก็นานเหมือนกัน ให้กินเรื่อยๆ ทีละช้อนๆ กินที่นั่งน้ำลายไหลยืด คนป่วยที่เป็นแขกจากอินเดีย ก็มารักษา พอหายก็ศรัทธาวิชชาของหลวงพ่อ ขออยู่ที่วัดหาข้าวกินเอง เขาจะไม่กินสัตว์ที่มีชีวิตจะมีมะเขือมะแว้งแล้วก็หั่นๆ กิน หลวงพ่อวัดปากน้ำ ท่านไม่ดุหรอก แต่ผิดวินัย ผิดระเบียบไม่ได้ สมัยหลวงพ่อมีพระ ๕๐๐ กว่าองค์ ใครมาทิศเหนือทิศใต้ที่ใดมาท่านรับหมด ถ้าพระมาขออยู่ด้วย ท่านจะถามประเด็นแรกว่า เราเรียน เราศึกษานะห้ามหยิบอัฐนะ แล้วค่อยถามว่าอยู่กับใคร มีที่อยู่หรือยัง จีวรมีไหม มุ้ง เสื่อมีไหม ถ้าไม่มีท่านก็เรียก "ยูร มาจัดของให้พระหน่อย" ลุงประยูรเป็นอุปัฏฐากท่าน ดูแลเรื่องการเงินการทองทุกอย่างในวัด หลวงพ่อท่านไม่จับเงิน และพระเณรของหลวงพ่อต้องแต่งตัวเรียบร้อย ห่มเหมือนกันหมด เณรห่มลดไหล่ ห่มดอง พระห่มคลุม พระที่อยู่วัดต้องปฏิบัติตามและไม่ต้องบิณฑบาตร ท่านเลี้ยงเองหมด เลี้ยงมาตลอด พอหลวงพ่อสร้างโรงเรียนเป็นตึกเอนกประสงค์ ๓ ชั้น พระเณรก็สงสัยกันว่าสร้างให้ใครเนี่ยเพราะสมัยนั้นถือว่าเป็นตึกที่ทันสมัยที่สุด แถวนี้ ไม่มีใครสร้างเลย หลวงพ่อท่านออกพระของขวัญมอบให้สำหรับผู้สร้างโรงเรียน องค์ละ ๒๕ บาทถ้าใส่กรอบเงินก็ ๓๐ บาท และถ้าทำก็ต้องมารับเอง ลูกก็ต้องมารับเองกับมือ รับแทนกันไม่ได้ถึงแม้จะทำมากกว่า ๒๕ บาทก็ต้องรับองค์เดียว หลวงพ่อท่านจำแม่นมากท่านจำได้หมดเรื่องความจำของหลวงพ่อนี้ ยอดเยี่ยมเลย แล้วปกติหลวงพ่อท่านจะไม่ออกไปไหน นานๆ จะออกนอกวัดสักครั้งหนึ่ง เขานิมนต์ถ้าไม่จำเป็นท่านไม่ออกหรอก ปีหนึ่งจะออกสัก ๒ หน ส่วนใหญ่จะเป็นแถวๆ วงเวียนใหญ่ หลวงพ่อท่านจะเป็นพระที่ไม่ค่อยคุย แต่ท่านพูดอะไรจะพูดล่วงหน้าเป็นสิบๆปีอย่างเช่นสายบางนา ท่าน บอกว่าต่อไปจะเป็นสายใหญ่ สายนี้จะไปจังหวัดตราด จังหวัดชลบุรี ท่านพูดไปเป็นสิบๆ ปี ทั้งที่ยังเป็นสวนเป็นทุ่งนาอยู่ เห็นหมู่บ้านไกลลิบๆ ตอนสงครามโลกช่วงนั้นมีมดแดงกัดกัน แปลกมันกัดกันตายเป็นกองเป็นเข่งเลย ก็ไปบอกหลวงพ่อว่าหลวงพ่อมดมันกัดกันตาย เต็มถนนไปหมด หลวงพ่อท่านก็บอก "อือ อีก ๗ วันสงครามจะเลิก" หลวงพ่อพูดก็เลิกจริงๆ อีก ๗ วันสงครามเลิกเลย ท่านไม่พูดอะไรมาก พูดน้อยพูดแต่คำสองคำก็เข้าโรงงานเลย วิชชาของหลวงพ่อวัดปากน้ำนี่ท่านดีจริง ถ้าวิชชาของหลวงพ่อไม่แน่ ตอนนี้วัดปากน้ำเหลือแต่ดุ้นฟืน เพราะตามหลักจริงๆ แล้ววัดปากน้ำเป็นจุดระเบิด ที่ระเบิดลงเลยแหละ ธรรมดาตามหลักประตูน้ำ บางคลองนี้ไม่มีเหลือ ตั้งแต่ประตูน้ำบางนกแสก ประตูน้ำอ่างทอง ประตูน้ำบางยาง เหลือแต่ประตูน้ำภาษีเจริญที่ไม่เป็นอะไรเลย ไปถามเลยวัดวาอารามอยู่ไหนไม่มีเหลือ ถูกทิ้งระเบิดหมดเลยช่วงนั้นหลวงพ่ออยู่ในโบสถ์ ไม่ออกจากโบสถ์เลย นั่งทำวิชชาของท่านอย่างเดียว นั่งปัดลูกระเบิดอย่างเดียว แล้วบางคนก็จะวิ่งมาอยู่ที่วัดปากน้ำ เพราะมั่นใจว่ายังไงก็ปลอดภัยที่สุด สงครามเกิดขึ้นปี ๒๔๘๕ ก็จะมีใบปลิวสงครามโลก เป็นใบปลิวสวยกระดาษอย่างดี กระดาษมันเลย ดอกชากุระสวยๆ อเมริกาเขามาทิ้ง ใจความของเขาก็คือ อเมริกาเขาจะทิ้งระเบิด เขาจะบอกว่าวันนี้เวลาเท่านั้นจะมาทิ้งที่นี่ ให้ประชาชนรีบออกไปให้พ้น เขาจะแจ้งให้ทราบล่วงหน้าก่อนเลย เพราะสงครามมันเกี่ยวกับอเมริกันรบกับญี่ปุ่น เราคนไทยไม่ได้เกี่ยวข้องใบปลิวที่ผมเก็บไว้สวยๆทั้งนั้นข้อความเป็นภาษาไทย ตอนทิ้งระเบิดเสียงจะดัง สะพานพุทธนี่ ผมวิ่งไปดูเลย มันเวียนเทียนเลยเป็นทางๆ สะพานพุทธนี้ศักดิ์สิทธิ์นะ ทิ้งไม่โดน วัดเลียบนะใหญ่นะเท่ากับวัดโพธิ์ วัดมหาธาตุโดนหมดเลย สวนกุหลาบเพาะช่างโดนหมด แต่สะพานพุทธไม่โดน ทหารชั้นผู้ใหญ่อย่างเช่น จอมพลป.พิบูลสงคราม ก็มากราบ นายทหารมาเยอะ มารับพระองค์ละ ๒๕ บาท ถ้าเลี่ยมใส่กรอบ ๓๐ หน้ากุฏิของหลวงพ่อจะมีต้นชมพู่ แล้วมีซุ้มออก ๒ข้าง หลังกุฏิของท่านจะเป็นโรงงานทำวิชชา เวลาท่านสั่งงานก็จะเดินทะลุถึงกันได้ ผมไม่ได้เข้าไปในนั้น ไม่มีใครกล้าเข้าไปเพราะในโรงงานเขาไม่ให้คนอื่นเข้า เฉพาะผู้ทำวิชชาเท่านั้น คนทำวิชชารุ่นนั้นก็จะมี ทั้งชีและพระ พระที่ทำวิชชาก็จะมีหลวงพ่อเล็ก เจ้าคุณภาวนาโกศล หลวงตาเจิน หลวงตาใจ หลวงตาสังวาลย์ หลวงพ่อที่วัดอยู่วัดลำพระยาก็มีตอนยังหนุ่มอยู่ ฝ่ายแม่ชีมีแม่ชีปุก แม่ชีทองสุข แม่ชีญาณี แม่ชีจันทร์ แม่ชีลำภา แม่ชีเนาวรัตน์ แม่ชีละมัยก็อยู่ รุ่นเก่ารู้จักทุกคน ส่วนหลวงพ่อสมเด็จ (สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์) นั้น หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านส่งไปเรียนที่วัดเบญจมบพิตรฯ ตั้งแต่เด็กๆ ที่โรงงานทำวิชชาจะมีคนคุมล็อคกุญแจไว้ตลอด เพล ๑๐ โมงก็เปิดมาให้กินข้าว แล้วกลับไปชุดหนึ่ง พอ ๑๑ โมงก็ออกมาอีกชุดหนึ่ง หลวงพ่อท่านจะชอบเดินตรวจตามกุฏิ ดูแลความเป็นอยู่ของพระเณร บางทีตอนกลางคืนท่านก็จะยืนซุ่มด้วยนะ ยืนซุ่มอยู่บนหอพระไตรปิฎก หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านจะเป็นพระที่เคร่งครัด และอดทนมาก ขนาดตอนท่านป่วย ฉันยังฉันเองเลย ไม่ให้คนอื่นช่วย บางทีถ้าเกินเวลาแล้วมีคนเอาน้ำข้าวไปป้อน ท่านยังไม่รับเลย ท่านคายออกหมด ท่านเคร่งมาก แม้แต่น้ำข้าวต้มก็ไม่เอา แม้แต่น้ำแกงนี้หลวงพ่อฉันก็ฉันไม่หกเลย ชามข้าวท่านตะล่อมไว้ตรงกลางเรียบร้อย หลวงพ่อชอบน้ำอ้อย ท่านจะฉันน้ำอ้อยเป็นประจำ ทั้งเช้า สาย บ่าย เที่ยง แล้วอ้อยนี้ท่านชอบมากฟันท่านดีนะเคี้ยวอ้อยกร๊อบๆ หลวงพ่อเป็นที่เคารพนับถือมากที่สุด พอท่านมรณภาพคนก็มากันเนืองแน่นมากมายก่ายกอง หลวงพ่อท่านสั่งให้เก็บร่างท่านไว้ไม่ให้เผา พอท่านสิ้น สมเด็จป๋าวัดโพธิ์ก็เข้ารักษาการเจ้าอาวาส ตอนนั้นยังเป็นพระธรรมวโรดม ต่อมาจึงเป็นพระสังฆราช ท่านบอกว่าเอาร่างท่านไว้ จะเลี้ยงวัดปากน้ำได้ ตอนมรณภาพไปแล้ว ทั้งที่วัดมีเงินเหลือ ๗๐ เพราะใช้เลี้ยงพระหมด ท่านเจ้าคุณราชโมลีขึ้นไปบอกที่หอของหลวงพ่อว่า หลวงพ่อเงินหมดแล้วนะเหลืออยู่แค่ ๗๐๐ เท่านั้นนะ พอพูดกับหลวงพ่อเสร็จ พอลามาจากหอไว้ศพ ก็มีรถบรรทุกขนข้าวสารมา ๒ คัน ตั้งแต่นั้นมากขึ้นเรื่อยเลย ทวีขึ้นมาเรื่อยทั้งเงินทองเข้ามา จนกระทั่งบัดนี้ ผมพอบวชเป็นเณรอยู่กับหลวงพ่อ หลังจากนั้นอีก ๒ ปีก็บวชเป็นพระแล้วไม่นานก็ลาสิกขา ตอนสึกก็อธิษฐานกับหลวงพ่อในใจ เพราะหลวงพ่อท่านสึกให้ อธิษฐานว่าขอให้มีงานทำตลอด คือพอท่านหยิบสังฆาฏิออกก็ตั้งใจเลย "หลวงพ่อข้าพเจ้าขอตั้งจิตอธิษฐานว่า ขอให้ข้าพเจ้ามีงานทำตลอดกาล" ร่ำวยอะไรไม่เคยนึกถึง มีงานทำก็มีเงินใช้ แต่หลวงพ่อท่านไม่พูดอะไร ท่านนิ่งๆ แล้วพอออกมาก็มีงานทำตลอด ไม่เคยตกงานเลย พระมหาบุญชอบ สุนฺทโร (ฉายสุวรรณ) ป.ธ.๓ ภูมิลำเนาเดิมเป็นคนอำเภอมหาราช จ.นครศรีอยุธยา แล้วได้ย้ายมาอยู่วัดอำเภอนาเรียง จ.อ่างทอง ฉันเกิดวันศุกร์ ขึ้น ๘ ค่ำ เดือน ๙ ปีจอ พ.ศ.๒๔๗๗ สมัยเด็กๆ โยมพ่อ โยมแม่มีอาชีพค้าขายทางเรือ ทางเหนือแถวๆ พิจิตร โยมก็เอาฉันมาฝากไว้กับหลวงลุงซึ่งเป็นเจ้าอาวาสวัดรุ้ง(หลวงพ่อจ่าย) ต.บ้านเรียง จ.อ่างทอง ฉันก็เป็นเด็กที่เติบโตมากับวัดรุ้ง พอจบป.๔ แล้วก็เรียนนักธรรมต่อ ตอนไปสอบก็โกนหัวเป็นสามเณรแล้วสอบได้นักธรรมตรี ตอนนั้น ปี ๒๔๙o มีหลวงตารอดเป็นพระธุดงค์ บ้านเดิมหลวงตาอยู่ท่าเรือ จ.อยุธยา เป็นเพื่อนกับหลวงพ่อจ่ายวัดรุ้ง หลวงพ่อวัดรุ้งก็ปรารภกับฉันว่า จะเอาฉันมาอยู่กรุงเทพฯ ทีแรกว่าจะให้ฉันมาอยู่วัดสุทธิวราราม แถวถนนตก เพราะหลวงพ่อวัดสุทธิวราราม เป็นเพื่อนกับหลวงพ่อจ่ายวัดรุ้ง ท่านก็เลยจะเอามาฝาก แต่หลวงตารอดบอกเอามาฝากวัดปากน้ำเถิด หลวงตารอดก็พอมีสัมพันธ์กับวัดปากน้ำ เคยมาปฏิบัติอยู่ หลวงตารอดเป็นคนนำฉันมาฝากกับหลวงพ่อวัดปากน้ำ ฉันมาตอนอายุ ๑๔ ปี พ.ศ.๒๔๙๑ เมื่อนำฉันมาฝาก หลวงพ่อวัดปากน้ำจะถาม ชื่ออะไร เกิดวันเดือนปีอะไร ท่านก็นับนิ้วก็เอามือทุบดังโป๊ก และให้ฉันไปอยู่กับพระครูปลัดพิพัฒน์ธรรมคณี ซึ่งท่านเป็นคนดูแลสามเณร ฉันก็ไปอยู่กุฏิท่าน สมัยฉันเป็นเณรจะเข้าไปปฏิบัติหลวงพ่อเวลาหลวงพ่อปฏิบัติวิปัสสนาเสร็จห้าโมงเย็น ท่านจะออกมารับแขก สามเณรจรูญสมัยนั้นคอยชงน้ำชาปฏิบัติดูแลหลวงพ่อ ปกติจะมีน้ำชาชงใส่กาไว้ข้นๆ เชียว แล้วมีน้ำในกระติก เวลาท่านมาก็เอาน้ำชารินใส่แล้วเอาน้ำร้อนใส่ ชงให้บางเฉียบ ฉันก็ไปช่วย มีอยู่วันหนึ่งหลวงพ่อออกมารับแขก ฉันก็ชงน้ำชาไปถวายหลวงพ่อ ท่านก็ถามใครชงน้ำชาวะ มานี่ มานี่ แล้วท่านก็เคาะหัวโป๊ก แล้วบอกว่ามันแก่ไป สมัยนั้นฉันเรียนเปรียญที่วัดปากน้ำ แต่ไปสอบวัดอนงคารามได้เปรียญ ๓ ประโยค ก็เลิกเรียน ถ้าอยากจะรู้ละเอียด มีเพื่อนฉันคนหนึ่ง เป็นรุ่นน้องมาจากวัดรุ้งเหมือนกัน ถ้าอยากรู้พิศดาร ไปพบอ.สมจิตร ฉ่ำรัศมี อยู่ชุมแสง นครสวรรค์ อายุเขาอ่อนกว่าฉันปีหนึ่ง เขานั่งปฏิบัติใกล้ชิดกับหลวงพ่อในโรงงาน เรื่องพระของขวัญ เมื่อก่อนฉันมีเยอะ เดี๋ยวนี้หายากแล้ว รุ่นที่หลวงพ่อทำมีรุ่น ๑ รุ่น ๒ รุ่น ๓ ส่วนรุ่น ๔ เป็นต้นไปเป็นลูกศิษย์ทำกัน วัดปากน้ำเคยถูกโจมตีว่าทำจากกระดูกผี เอาไปโยนลงน้ำ ไม่จริงหรอก เคยมีปาฏิหาริย์สำหรับตัวฉันครั้งหนึ่ง ตอนนั้นฉันใช้รุ่น ๑ หลวงพ่อวัดปากน้ำอยู่ ฉันไปเทศน์ตอนบวชพระแล้วนะ ฉันไปช่วยหลวงพ่อวัดรุ้งพระอุปัชฌาย์ท่านสอนหนังสือ พอตกกลางคืนมันมาไม่ได้ฝนครึ้มนั่งมามืดตื้อเลยนะ ฉันก็อธิษฐานกับพระของหลวงพ่อวัดปากน้ำ ขอบารมีหลวงพ่อ แล้วฉันก็เห็นเป็นทางสว่างโล่งเลย เหมือนทางช้างเดินเลย ฉันก็เลยผ่านมาได้ เพราะฉะนั้นพระวัดปากน้ำ ไม่ใช่พระธรรมดา ใครมีพระผงวัดปากน้ำ เท่ากับมีสมบัติเป็นพันพันล้าน พระอาจารย์สุวิชา เปสโล คณะเนกขัมม์ วัดปากน้ำ เดิมหลวงพ่อ บวชเป็นสามเณรตั้งแต่อายุ ๑๗ ขวบ ที่อ.นางรอง บุรีรัมย์ บวชอยู่ ๒ ปี แล้วมาเรียนต่อที่วัดบึง โคราช อยู่วัดบึง พออายุครบบวช ก็ไปบวชที่วัดใหม่ อ.นางรอง บวช พ.ศ.๒๔๙๐ อาตมาอยู่จังหวัดนครราชสีมา ตอนนั้นก็สืบประวัติว่า ในกรุงเทพมีหลวงพ่อองค์ไหนบ้างที่เป็นนักปฏิบัติ ในสมัยนั้นนะเรียกว่าปฏิบัติแล้วได้ประโยชน์ทั้งทางโลกและทางธรรม ได้ข่าวว่ามีหลวงพ่อวัดปากน้ำ ตอนนั้นวัดเป็นสวนต้องไปลงเรือที่ตลาดพลูเป็นเรือจ้าง มาขึ้นที่วัดปากน้ำ แล้วก็เข้ามาหาหลวงพ่อ เข้าไปกราบท่าน ตอนนั้นประมาณ ๕ โมงเย็น สมัยนั้นหลวงพ่อลงสอนด้วยตัวท่านเอง มีคนสนใจมากราบท่านเป็นจำนวนมาก ช่วงนั้นมี พระเณรอยู่วัด ๘๐ กว่ารูป อาตมาขออยู่กับท่านในปี ๒๔๙๑ หลวงพ่อท่านก็รับมาอยู่ แต่มีสัญญา ๒ ข้อที่ท่านให้ไว้คือ ๑.ต้องตั้งใจศึกษาเล่าเรียนคือคันถธุระ ศึกษาระเบียบแบบแผนขนบธรรมเนียมประเพณีของพระ ๒.เรื่องวิปัสสนาธุระ เป็นเรื่องปฏิบัติ เรียนเท่าที่เราจะเรียนได้ขึ้นอยู่กับว่าเราจะไปปริยัติไหวไหม จะไปปฏิบัติไหวไหม อาตมาเรียนปริยัติจนจบนักธรรมเอก แล้วก็เรียนบาลีต่อ ๔-๕ ปีสุขภาพไม่อำนวย ก็หันมาทางปฏิบัติ วิปัสสนาใน พ.ศ.๒๔๙๓ นอกจากนี้ยังช่วยวัดเป็นอาจารย์สอนปริยัติธรรมขั้นตรี โท เอก เรื่อยมา สอนมา ๒๔ ปี หลังจากนั้นพระเณรที่เรียนสำเร็จมีมากขึ้นก็เลยให้มาช่วยสอนแทน ก็อยู่เรื่อยมาจนหลวงพ่อมรณภาพ อาตมาก็ไม่ได้ไปไหน มีเคยไปช่วยสอนที่อ.บางเลน จ.นครปฐม ๑ พรรษา ทุกวันนี้ก็ช่วยบรรยายธรรมะอยู่บนหอหลวงพ่อ เทศน์ให้กับผู้มานั่งเจริญวิปัสสนาเป็นประจำ แล้วก็ไปสอนอยู่ที่พุทธมณฑลซึ่งจะมีการแสดงธรรมทุกวันอาทิตย์ ก็หมุนเวียนกันไปสอนตามแต่เขาจะนิมนต์ไป เดี๋ยวนี้อาตมา ๗๕ ปีแล้ว เมื่อก่อนวัดปากน้ำไม่มีอะไรหรอก ริเริ่มก็เป็นวัดเก่าแก่กุฏิก็มีไม่กี่หลัง สมัยหลวงพ่อที่นี่ก็เป็นสวนพลู สวนหมาก สวนมะพร้าว สวนเงาะ กุฏิเป็นกุฏิเล็กๆ ยกขึ้น ปลูกด้วยไม้สัก พักได้องค์เดียว อยู่ตามร่องสวน สมัยหลวงพ่อ ตึกยังไม่มี ยกโรงกลางสนามวัดให้พระได้ศึกษาเล่าเรียนปริยัติธรรม ไม่ได้สร้างอะไร อยู่มาพระเณรมากขึ้น ไม่มีที่ศึกษาเล่าเรียน มีคนเขาให้หลวงพ่อช่วยสร้างโรงเรียนขึ้นสักหลัง ต่อมาจึงมีการสร้างพระของขวัญขึ้น องค์ละ ๒๕ บาท เพื่อนำเงินมาสร้างโรงเรียน หลวงพ่อบอกว่า เราต้องสร้างคนเสียก่อน ให้มีความรู้ ความเข้าใจในพระพุทธศาสนา ให้รู้จักธรรมะ ให้รู้จักบุญ รู้จักบาป รู้จักคุณ รู้จักโทษ เดี๋ยวเขาก็สร้างเอง เขามีศรัทธาเดี๋ยวเขาก็สร้างเอง ไม่ต้องบอก แล้วอีกอย่างหนึ่งที่หลวงพ่อสอนทุกเช้า คือเมื่อพระภิกษุสามเณรบวชมาแล้ว ให้ตั้งอยู่ในธรรมวินัย ไม่ต้องวิ่งไปหาญาติโยม ให้อยู่ในวัด ประพฤติปฏิบัติให้ดี เมื่อเราประพฤติปฏิบัติดี เดี๋ยวเขาก็เกิดความเลื่อมใสศรัทธา ก็เอาอาหารมาถวายเอง หลวงพ่อมีอุดมคติอย่างนั้น พระภิกษุสามเณร อุบาสก แม่ชีจึงต้องปฏิบัติกันทุกคน ไม่ต้องกลัวอด ถ้าอดเป็นอด ตายเป็นตาย ขอให้เราประพฤติ ปฏิบัติจริง ตั้งอยู่ในพระธรรมวินัยจริง มนุษย์ไม่เห็น เทวดา ผีสางก็เห็นเขาก็สรรเสริญเอง ตามปกติหลวงพ่อตื่นแต่เช้าตี ๓ ตี ๔ นั่งสมาธิพอหกโมง ตีระฆังหลวงพ่อลงไปฉันข้าวต้มที่ศาลาเสร็จแล้วพวกเราก็สวดมนต์ทำวัตรในโบสถ์ ๗ โมงเช้า เมื่อทำวัตรเสร็จ หลวงพ่อก็จะอบรมพระครึ่งชั่วโมง ถึง ๘ โมงก็ออกจากโบสถ์ ถ้ามีแขกท่านก็รับแขก ถ้าไม่มีท่านก็เข้าที่ทำสมาธิของท่านถึง ๑๑ โมง ประมาณ ๑๐.๓๐ น. ถ้ามีแขกก็จะออกมารับ ฉันข้าวเพลเสร็จ ประมาณ ๑๒.๓๐ น. หลวงพ่อก็จะเข้าปฏิบัติต่อ ท่านจะรับแขกเป็นเวลา หลวงพ่อมีลูกศิษย์ลูกหาอยู่ทั่วประเทศ สมัยนั้นพระเณรหลวงพ่อไม่ให้มีวิทยุ โทรทัศน์ ไม่ให้จับเงิน จับทอง แต่ก่อนพระเณรที่มาอยู่กับหลวงพ่อให้ตั้งใจศึกษาเล่าเรียน ไม่ต้องห่วงเรื่องอาหาร หลวงพ่อมีโรงครัวเลี้ยง มีพระจบเปรียญกันมากมายจากวัดปากน้ำ หลวงพ่อสด ท่านสอนว่าใครจะโจมตีเรายังไงก็แล้วแต่ ท่านให้เราเป็นเสาหิน เรียกว่าจะมีพายุทั้ง ๔ ด้านมาเราก็เฉย มีครั้งหนึ่งมีคนมาด่าหลวงพ่อที่หน้าโบสถ์ขณะหลวงพ่อกำลังเทศน์อยู่ หรือมีคนเอาปืนมาลอบยิงท่านท่านก็ไม่ว่าอะไร อยากจะทำอะไรก็ทำไป เพราะเขาอิจฉาหลวงพ่อ หลวงพ่อท่านบอกว่า เราหยุด หยุดเป็นพระ ชนะเป็นมาร เราไม่หนี เราไม่สู้ แต่เราปฏิบัติ เราก็ทำความดีของเราเรื่อย เดี๋ยวไอ้พวกมาร พวกอิจฉาก็หายไปเอง พอเห็นคนมามากๆเข้า เดี๋ยวมันก็เข้ามาเอง วันนี้ไม่เข้า วันหน้าอาจจะเข้า ปีนี้ไม่เข้า ปีหน้าอาจจะเข้าเอง เรานั่งเฉย ไม่ต้องไปโต้ตอบอะไร เขาด่าเราภายใน ๗ วัน เหนื่อยมันก็หยุดไปเอง ไม่โต้ตอบ ชนะด้วยความดี ในการมาเรียนพระปริยัติธรรม แต่ก่อนมีพระเณรมาเรียนกันมากมีถึง ๖๐๐ กว่าองค์ หลวงพ่อบอกว่าเลี้ยงไหว ท่านบอกว่าเมื่อตั้งใจมาเรียนแล้ว แม้จะคับที่ก็ขอให้อยู่ได้ อัศจรรย์อย่างหนึ่งคือหลวงพ่อเลี้ยงอาหารไหวตลอด เดี๋ยวก็มีคนเอาข้าว เอาอะไรต่ออะไรมาถวายทีหนึ่งก็เป็นลำเรือ แม่ชีศรีปรุง อุบลนุช หากใครมีโอกาสได้ไปถวายภัตตาหารที่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญฯ จะเห็นว่าพระทุกองค์นั่งฉันกันอย่างเป็นระเบียบ วงฉันทุกวงจะจัดเตรียมไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ทั้งกระโถน แก้วน้ำ กาน้ำ ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้เป็นสิ่งที่หลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ได้วางแบบแผนไว้ทั้งสิ้น ซึ่งแม่ชีศรีปรุง อุบลนุช ท่านถ่ายทอดถึงเหตุที่มาพบหลวงพ่อและสิ่งที่หลวงพ่อได้สั่งสอนแนะนำ ในการจัดภัตตาหารว่า มีคนส่งรูปหลวงพ่อไปให้ พอเห็นรูปหลวงพ่อเท่านั้นก็เกิดศรัทธาอยากมาวัดปากน้ำ ผู้ชายนะเขามีโอกาสได้บวชแต่ผู้หญิงเราไม่มีโอกาส ต่อมาก็มีคนมาหาหลวงพ่อมาจากนครปฐม การเดินทางมาก็ลำบากไม่เหมือนปัจจุบัน พอมาหาหลวงพ่อ หลวงพ่อก็บอกให้ไปหาแม่ครัว ท่านรับบวชให้ มาตอน พ.ศ.๒๔๙๕ ได้บวชวันที่ ๙ เดือนเมษายนพอดี ตอนนั้นพออยู่มาก็ทำหน้าที่จัดอาหารจัดสำรับเลี้ยงพระ ยังไม่ได้เข้าครัว คอยจัดโต๊ะ ตั้งน้ำ แล้วตักข้าวมาตั้งตามโต๊ะ ตอนนั้นพระมากกว่าปัจจุบันนี้ประมาณเกือบ ๗๐๐ พระเณร แม่ชีก็เยอะเหมือนกัน ปูผ้าจัดโต๊ะสมัยนี้สบายกว่า เขามีขวดมีแก้ว ฉันมีเพื่อนสนิทชื่อ แม่ชีบุญส่ง จรูญผล เคยร่วมปฏิบัติธรรม กับกลุ่มของคุณยายทองสุข และแม่ชีจันทร์ ที่บ้านหลังเก่า (ตึกอนาลัยเดิม) พอตี ๓ แม่ชีต้องลุก ตวงน้ำใส่แก้ว ตั้งตามโต๊ะ กระโถนผ้า อยู่ตรงกลาง เดี๋ยวนี้ไม่ต้องตวงน้ำแล้วมีแก้วกับขวดตั้งสะดวกสบาย หลวงพ่อท่านเคยเรียกแม่ชีและบอกว่าโต๊ะตรงนี้นะ กระโถนตั้งตรงนี้ ตั้งเป็นระยะๆ ผ้าจะปูตรงกลางแล้วมีแก้วน้ำ กาน้ำ แก้วน้ำนี้ต้องตวงด้วย ท่านบอกต้องทำให้สะอาดนะ ทำไปนะกุศลใหญ่บุญใหญ่ สมัยนั้นยังใช้น้ำกรองตักจากแท้งค์ใหญ่หลวงพ่อจะลงฉัน เวลาพระฉันก็ได้ยินแต่เสียงช้อน ไม่ให้คุยกัน พระเยอะๆ ก็ไม่ให้นั่งคุย ถ้าคุยท่านก็จะถาม "ฉันข้าวหรือกินเหล้า" ไม่ให้พูด ได้ยินแต่เสียงช้อนเพราะว่าเป็นชามกระเบื้อง แต่ก่อนแม่ชีท้วมเป็นแม่ครัวดูแลครัวทั้งหมด มาอยู่ก่อน ๕ ปี แม่ชีเขาจะมีเวรทำวิชชาไม่ขาดเลย พอเวรนี้ออกคนโน้นก็มาแทนเปลี่ยนเวรกัน ไม่ให้ขาด หมุนเวียนไปเรื่อยๆ แล้วจะจัดสำรับเอาไว้ให้ต่างหากหลวงพ่อจะรับแขกเป็นเวลา จะมีนั่งสมาธิแก้โรคด้วย ตอนเช้าจะนั่งแก้โรค ถ้าวันพฤหัสหลวงพ่อจะลงสอน ท่านจะสอนในการจัดของให้ หลวงพ่อก่อนเวลาที่จะลงอธิบายธรรมะ จะมีกระโถน ๑ ใบ กระดาน เตรียมไว้เรียนทุกวันพฤหัส สมัยนั้นฤดูเข้าพรรษาคนเยอะ จะต้องมีเทศน์ทุกวัน ฉันมีหน้าที่ตีกลองตอน ๑๑ โมงก็ได้ตี ตอนหลวงพ่อเทศน์มีคนฟังเต็มศาลา ท่านจะจัดเวลาไว้สำหรับอบรมแม่ชี ส่วนพระท่านจะอบรมในโบสถ์ ตอนหลวงพ่ออาพาธท่านจะฉันข้าวต้มตลอด กลางวันฉันข้าวสวย ท่านก็ฉันเยอะเหมือนกัน จะทำสำรับพิเศษไว้สำหรับหลวงพ่อ อาหารที่หลวงพ่อฉัน เหลือก็จะมีคนกินต่อ เพราะว่าอาหารหลวงพ่อถือว่าเป็นยาของหลวงพ่อทุกๆ อย่างที่เราทานเป็นยาทั้งนั้น พวกน้ำปานะก็จะเป็นน้ำส้มคั้น โดยเฉพาะน้ำอ้อยหลวงพ่อจะชอบฉันมาก แม่ชีได้รับบุญซักจีวรให้หลวงพ่อด้วย เขาเก็บมาให้แล้วก็ซักใช้ผ้าจีวรสำเร็จ ซักแล้วก็ย้อม หลวงพ่อชอบสะอาด เปลี่ยนทุกวัน มีสบงจีวรสังฆาฏิ (แม่ชีได้ขอปวารณากับหลวงพ่อว่าจะรับบุญซักจีวร หลวงพ่อก็อนุญาต) หลวงพ่อท่านชอบดอกมะลิ ร้อยเยอะเลยคะ สมัยก่อนหอมมาก ใครมาก็เอาดอกมะลิมาถวายหลวงพ่อ แม่ชีมาอยู่ทันหลวงพ่อ ๗ ปี ซักจีวรให้ท่านตั้งแต่ยังไม่ป่วย ต่อมาพอท่านมรณภาพก็เสียใจ สังขารท่านไม่ไหวแล้ว แต่ไม่ร้องไห้ สังขารไม่เที่ยงอยู่ก็ทรมานสังขาร พอคิดอย่างนี้จึงไม่ร้องไห้ ไม่เคยเจออัศจรรย์อะไรกับหลวงพ่อ ทำงานอย่างเดียว ท่านบอกว่าดวงบุญจะได้ไม่เท่ากัน เวลาทำอาหารท่านจะบอกว่าทำไปนะ บุญใหญ่นะ ได้บุญเป็นฟ้าครอบ แม่ชีทำครัว ก็ทำกันเต็มที่ คนที่มาทำบุญจะได้ไม่เท่ากันนะ ดวงบุญใหญ่ไม่เท่ากัน ตอนนี้แม่ชีก็อายุ ๗๘ ย่างเข้าสู่วัย ๗๙ แล้ว แต่ก็ยังแข็งแรง ตื่นขึ้นมาสวดมนต์ทำวัตรตั้งแต่ตี ๔ และปฏิบัติธรรมทุกวันสม่ำเสมอ แม้จะสิ้นหลวงพ่อไปแล้ว แต่ภายในใจยังคงมีหลวงพ่อเป็นที่พึ่งที่ระลึกอยู่ในใจตลอดเวลา ประธานอุปถัมภ์ พระครูมงคลพัฒนคุณ เจ้าอาวาสวัดโบสถ์ (บน) บางคูเวียง เจ้าภาพอุปถัมภ์ ชมรมส่งเสริมการศึกษาและเอกลักษณ์ไทย คุณสํารวย เมฆวรวุฒิ หมู่บ้านอู่ทองเพลส (คุณเพ็ญจันทร์ ล้อจักรชัย และครอบครัว) คุณสัมพันธ์-คุณพีรนุช เกียรติสมมารถ และครอบครัว คุณจุฑาทิพย์-คุณ 087โ8 0033 -คุณฐิติวัฒน์ นาคสมภพ คุณผดุง-คุณจันทรกานต์ ลายอักษร คุณเชียะเจ็ง แซ่กัง และครอบครัวแก้ว คุณสมบูรณ์ ตรงคําสัตย์ คุณสุภางค์ โชติประดิษฐ์ คุณประนอม ชาวพิจิตร เจ้าภาพสนับสนุน พระมหาโชคทวี วุฑุฒิกโร พระประเสริฐกิจ สุเมโธ พระสุรัตน์ อคุครตโน คณะสงฆ์ วัดโบสถ์ (บน) คณะศรัทธาชุมชนวัดโบสถ์ สามเณรวรัท พักเรือนดี และครอบครัว กลุ่มกุรุวัฐ คุณรัตนา ตันกิม คุณศศิธร อินทรศร คุณสมเดช สุประดิษฐ์อาภรณ์ ครอบครัวอุดมศรีพันธุ์ ครอบครัวจารุทรรศนา บุคคลยุคตันวิยชา ๑๕๑ คุณวิชัย รัตนศิริ คุณวิมล สหัสสพล คุณศิริวรรณ จูงสัมพันกุล บริษัท ช่างศิลป์การพิมพ์ จํากัด คุณอนงค์นาฏ เวทยโยธิน ครอบครัวศิริมาตย์ ครอบครัวผลธรรมพิทักษ์ คุณเฉลียว วลสิษฐวุฒิ คุณเรไร ราคา และครอบครัว คุณรุ่งโรจน์ อุดมโชคมงคล และครอบครัว คุณณัฐฐิมา นาคสมภพ คุณทัศนา เจริญสุทธิโยธิน คุณประภาพรรณ สโรชนันท์จีน คุณเบ็ญจา เลาหะกาญจนศิริ คุณศิรมณี ปฐมเพทาย คุณปราณี จงเจริญ กลุ่มลูกแก้วพร้อมคณะญาติมิตร คุณจรยา - ด.ญ.บุญแก้ว (ศูนย์โตเกียว) คุณจรี - จิรพา จิตรประไพ คุณทรงเกียรติ - พูนศรี อนันต์จรุงสุข คุณวราณี เอื้อดุลยธรรม คุณมาณพ เค้ามาก คุณกรรณีกา เค้ามาก คุณมหัทธนา เค้ามาก คุณฉัตรธรรม เค้ามาก คุณลัดดาวัลย์ ลลิตโกมล คุณสุชาดา จงศิริรัตนกุล คุณศุภชัย ศรีศุภอักษร คุณอิทธิวัฒน์ - คุณพิมพา วิชาหาญ คุณกรองกาญจน์ เล็กใจชื่อ คุณภิญโญ-คุณพวงพร วงสถาวร ครอบครัวฟักมณี และหอพักดวงแก้ว ครอบครัวอุทยานิน ครอบครัวกาญจนกวิน ครอบครัวกิตติญาณทรัพย์ คุณจรัสพร พฤกษากร คุณวารี กวีศรศักดิ์ และครอบครัว กลุ่มสันป่าตอง คุณพัชรี วงศ์เพ็ชร - นางกิมเฮียะ ยุทธกลาง คุณบัวไหล ใจกาศ - คุณดําเนิน อินต๊ะหล้า คุณสุธี - คุณอนงค์ - คุณพรพันธ์ คุณาพรสุจริต คุณชยัน - คุณกองแก้ว สุภัณวงษ์ และครอบครัว คุณวีระศักดิ์ - คุณอารีรัตน์ ศิริคุรุรัตน์ และครอบครัว คุณเกรียงไกร - คุณพรเพ็ญ ตันวีนุกูลและครอบครัว อ.สุพิน และครอบครัวเหลืองธาดา พร้อมคณะญาติมิตร สนใจติดต่อสั่งจองหนังสือบุคคลยุคต้นวิชชา เล่ม ๒ ได้ที่ ชมรมส่งเสริมการศึกษาและเอกลักษณ์ไทย ๑ฒ/๓๕ หมู่ ๕ ถ.สวนผัก แขวงฉิมพลี เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ ๑๐๑๕๐ โทรศัพท์ ๐«-๕๕๑๕๑๕๓,0๑-๕๓ป๐๑๓๕๕ หนังสือมีจํานวนจํากัด