1. ปรับกายและใจให้เป็น การทำสมาธิ คือ การพักผ่อนหย่อนใจที่แท้จริง คือ พักจากภารกิจต่าง ๆ ผ่อนคลายร่างกายทุกส่วน และหย่อนใจที่ตึง ๆ ของเรานั้น ลงไปที่ศูนย์กลางกาย ฐานที่ ๗ ๖ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๑ กายสบาย ใจสบาย ก็ง่ายนิดเดียว ๘ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๗ การปรับกาย ปรับใจ ต้องทำทุกรอบ โดยเอาตัวเราเป็นเกณฑ์ เป็นครู เราแสวงหาความพอดีว่า แค่ไหนพอเหมาะพอดี ลองปรับดูทั้งร่างกายและจิตใจ แล้วเราจะพบความพอดี ๓๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๓๕ ต้องปรับร่างกายให้รู้สึกสบาย ๆ ผ่อนคลายทั้งร่างกายและจิตใจ ใจใส ๆ เกลี้ยง ๆ ใจไม่ไปเกาะ ไปเกี่ยว ไปเหนี่ยว ไปรั้ง ในเรื่องที่ไม่เกิดประโยชน์ เรื่องที่ทำให้ใจไม่ใส ไม่สะอาด ไม่บริสุทธิ์ ๑๗ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๖ ให้เราทิ้งทุกอย่าง ปล่อยวางทุกสิ่ง เพื่อให้ใจของเรามีความสุขเพิ่มขึ้นไปเรื่อย ๆ เมื่อใจเราไม่เหนี่ยวไม่รั้งอะไรทั้งสิ้น ใจจะค่อย ๆ มีความสุขเพิ่มขึ้นไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งเกิดความโล่งว่างอยู่ภายใน กายเบา ใจเบา ใจใส ใจละเอียด เมื่อใจเราไม่เกาะ ไม่เกี่ยว ไม่เหนี่ยว ไม่รั้งอะไรแล้ว จะเคลื่อนเข้าไปสู่ภายในอย่างง่าย ๆ ๑๗ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๖ วางใจตรงจุดที่สบาย สบายตรงไหน ก็วางใจตรงนั้นไปก่อน ๓๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ ไม่ว่าเราจะปฏิบัติธรรม ด้วยวิธีการอย่างไร จะปฏิบัติแบบไหนก็ตาม หลักมีอยู่ว่า จะต้องให้ “สติ” กับ “สบาย” ไปคู่กันตลอดเส้นทาง ๗ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๓๖ วิธีที่ลัดและเร็วที่สุด คือ ทำตัวเราให้สบาย ๆ แล้วก็ทำใจของเราให้หยุดนิ่งเฉย อย่าไปบังคับใจ ทำอย่างนี้ แค่นี้ เท่านั้น ๑๓ เมษายน พ.ศ. ๒๕๓๕ ไม่ต้องไปควานหา “ความสบาย” แค่ทำใจนิ่ง ๆ เฉย ๆ เดี๋ยวความสบาย จะมาเอง ๒๓ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ ใจเราชอบที่สบาย ชอบที่เย็น ไม่อึดอัด ไม่คับแคบ เราก็ทำไปตามธรรมชาติของใจ หลักง่าย ๆ ก็มีเพียงแค่นี้ 00 00 0000 ธรรมชาติของใจเป็นของบอบบาง เราจะไปใช้วิธีรุนแรงไม่ได้ ต้องใช้วิธีละมุน คือ ต้องค่อย ๆ วางใจ ต้องเบา ๆ สบาย ๆ ใจถึงจะนิ่งได้ ๓๐ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๖ ทำใจให้อินโนเซนต์เหมือนเด็ก ๆ ง่าย ๆ เดี๋ยวก็เข้าถึงได้ ๓๐ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๒ การเข้าถึงพระธรรมกายในตัว ต้องง่ายที่สุด สบายที่สุด มีความสุขที่สุด บริสุทธิ์ที่สุด ๒๒ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๑ อย่ากังวล... กลัวว่าจะไม่เข้าถึงธรรมะภายใน ให้รักษาใจให้ใส ๆ เบิกบาน อย่างมีความสุข เดี๋ยวก็จะดีเอง ๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๖ ถ้านั่งแล้วไม่มีความสุข คือ ขาดทุน นั่งแล้วต้องมีความสุข อย่างน้อยก็มีความสบายกายสบายใจ คือ กายสบาย ใจสบาย รู้สึกเวลาหมดไปเร็ว อย่างนี้...เราไม่ได้นั่งฟรี ถ้าหากไม่ได้แบบนี้...ขาดทุน ๒๔ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๖ แม้ไม่เห็นอะไรก็ตาม... ขอให้เรานั่งแล้วมีความสุข ต้องใจเย็น ๆ อดทนรอ ด้วยการทำนิ่ง ๆ เฉย ๆ เดี๋ยวความสุขก็จะมาเอง ๑๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๖ ไม่เห็น...ก็ไม่เห็นจะเป็นอะไร เรานั่งอย่างนั้นไปก่อน ให้มีปีติสุขกับการนั่ง ทำให้ถูกหลักวิชชา เดี๋ยวก็เห็นเอง ๒๘ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๙ ทำกาย...ให้สบาย ทำใจ...ให้สงบ เดี๋ยวเราก็จะพบ...แสงสว่าง ...พบดวงธรรมภายใน ...พบกายในกาย ...พบพระธรรมกายในตัวของเรา ๑๒ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ ถ้าเราเริ่มต้น ด้วยความพึงพอใจ ไม่เบื่อ จากความไม่เบื่อจะนำ เข้าไปสู่ความสบาย และสบ๊าย สบาย ยิ่งขึ้นไปเรื่อย ๆ ๒๓ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๕ ทำตัวให้สบาย ...ทำใจให้สงบ เดี๋ยวเราก็จะพบทางออก ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ๑๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ “ความสบาย” ต้องค่อย ๆ ฝึก ค่อย ๆ เป็น ค่อย ๆ ไป เหมือนการเจริญเติบโตของต้นไม้ ค่อย ๆ โตทีละเล็ก ทีละน้อย ใจก็ค่อย ๆ พัฒนา ไปทีละนิด ทีละหน่อย ทีละน้อย ๆ แล้วก็เยอะขึ้น ๆ เดี๋ยวเราจะค่อย ๆ เข้าใจเอง อย่าใจร้อนนะ ๑๗ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๓๖ ให้พยายามรักษาอารมณ์สบาย เก็บเกี่ยวความสบายทุกรอบที่นั่ง และในที่สุดมันก็จะมีผลในตอนหลัง ผลจะเกิดขึ้นอย่างง่าย ๆ โดยที่เราไม่รู้เนื้อรู้ตัวเลย ๑๙ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๓๖ อย่าลืมนะ เรามานั่งหาความสุข ให้ได้ทุกรอบ ความสุขรอบนี้เป็นกำลังเกื้อหนุน ให้สุขต่อไปในรอบหน้า เป็นอุปการะเกื้อหนุน ส่งเสริมซึ่งกันและกัน ๑๒ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๓๗ อารมณ์ดี อารมณ์สบาย ต้องรักษากันทั้งวันเลย อารมณ์ดี อารมณ์สบาย จะช่วยให้ง่ายขึ้นเยอะ ๒๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๓๗ ถ้านั่งแล้วสบาย...มีความสุข แสดงว่า เรามาถูกทางแล้ว ๑๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๖ ความสงบมันมีอยู่ในตัว ไม่ใช่นอกตัว ไม่ใช่ที่ไหน ๘ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๗ วางใจเบา ๆ สบาย ๆ ให้ใจนิ่ง ๆ นุ่ม ๆ ใส ๆ แตะเบา ๆ เหมือนขนนก ที่ลอยในอากาศ แล้วตกลงบนผิวน้ำ โดยไม่ทำให้น้ำกระเพื่อม ขนนกก็ไม่จม ต้องแผ่ว ๆ อย่างนั้นนะ ๑๘ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๗ ถ้าจะนั่งธรรมะได้ดี... ใจต้องมีความสบาย และมีความสุข เพราะจะทำให้ใจเราละเอียดขึ้นไปเรื่อย ๆ ๑๒ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๖ หลับตาเป็น จะเห็นภาพภายใน ๒๐ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๕ หลับตาเบา ๆ พอสบาย ๆ คล้าย ๆ กับตอนที่เราใกล้จะหลับ อย่าไปบีบเปลือกตา อย่ากดลูกนัยน์ตา หลับตาสักค่อนลูก สัก ๙๐ เปอร์เซ็นต์ เหมือนปรือ ๆ ตานิด ๆ อย่าถึงกับปิดสนิทนะ ๑๙ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๕ หลับตาเบา ๆ แค่ขนตาชนกัน ๒๙ เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๙ ใครที่กดลูกนัยน์ตาลงไปดู แก้ด้วยการเหลือกตาขึ้นไป ที่ฐานที่ ๒ หรือ ๒ ครึ่ง แถว ๆ นั้น หรือกลางกะโหลกศีรษะก็ได้ ตรงจอมประสาทก็ได้ ให้ใจมันถอนออกมาจากล็อก ที่มันกดลูกนัยน์ตาลงไป เป็นปี ๆ หลาย ๆ ปี เขาล็อกไว้แล้ว เราก็ต้องแก้ล็อก ด้วยการเหลือกตาช้อนค้างขึ้นไป แทนที่จะเหลือบตาลงต่ำ แล้วก็นิ่งเอาไว้ตรงนั้นแหละ นิ่ง ๆ นุ่ม ๆ ละมุนละไม ใจใส ๆ ๕ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ หลับตาพริ้ม ๆ นั่งหน้ายิ้ม ๆ ผ่อนคลาย...อย่างสบาย ๆ ๒๐ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๐ “หลับตาเป็น” จะทำให้กล้ามเนื้อ บริเวณใบหน้าและศีรษะผ่อนคลาย และพลอยทำให้กล้ามเนื้อทุกส่วน ของร่างกายเราผ่อนคลายตามไปด้วย แต่ถ้าเราบีบเปลือกตา หรือกดลูกนัยน์ตามันจะตึง ตั้งแต่เปลือกตา หน้าผาก ศีรษะ แล้วก็ทั้งเนื้อทั้งตัว ไหล่จะยก นิ้วจะกระดก หน้าท้องจะเกร็ง อย่างนี้ผิดวิธีนะ ๒๐ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๕ ลูกนัยน์ตาเราอยู่ในระดับองศาเดิม ไม่ต้องเหลือบลงต่ำไปดู ให้ทำเหมือนเราแอบ ๆ มองดูดวง ดูองค์พระนิด ๆ เหมือนไม่ได้ตั้งใจดู นี่คือวิธีดูเข้าไปในกลางกายอย่างถูกวิธี ถ้าเหลือบตาลงไปดู ก็เท่ากับกดลูกนัยน์ตา อย่างนี้ผิดวิธี จะทำให้ปวดตา ปวดกระบอกตา เมื่อย ตึง นั่งไม่มีความสุข ๒๒ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ ทางสายกลาง จะต้องไม่โต่งไปข้างใดข้างหนึ่ง มันต้องพอดี ๑๗ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๖ ช่วงสบายที่สุด คือ “ความพอดี” ถ้าสบาย...ใช่ ถ้าไม่สบาย...ไม่ใช่ ต้องปรับใหม่ อย่าไปฝืนดันทุรัง เอาหัวชนกำแพงอย่างนั้น ๑๙ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๓๖ ความพอดี คือ นั่งแล้วสบายใจ ๓๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๓๕ การแสวงหาพระธรรมกาย คือ การแสวงหาจุดแห่งความสมดุลของชีวิต คือ ความพอดี เข้าถึงดีแล้วมันพอ รู้จักพอแล้ว มีความพึงพอใจ ชีวิตเต็มอิ่ม เต็มเปี่ยม ไม่ทะลุเหมือนตุ่มก้นรั่วแล้ว พระธรรมกายในตัวนี่แหละ... คือ ความพอดี ๑๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ “ความพอดี” สังเกตจาก “ความพอใจ” ๓๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๓๕ “พอใจ” คือ วางใจอย่างนี้ แล้วรู้สึกสบาย ๓๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๓๕ “การปฏิบัติธรรม” คือ การแสวงหา ความพอดี ๒๕ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๗ ถ้าเราหาความพอดี กับของหยาบได้ ละเอียดก็พอดีได้ ๓๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๓๕ แค่เราปล่อยวาง ไม่ไปคิดคำนึงถึงเรื่องอะไรเลย ทำกายสบาย ใจสบาย เราก็เข้าถึงความสุขภายในได้แล้ว ๘ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๗ ทำใจเป็นกลาง ๆ ด้วยการปล่อยวาง เปิดช่องทางให้ใจได้รับความสุขบ้าง ๓ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๖ ถ้าใจทิ้งทุกสิ่ง ก็จะหยุดนิ่งอยู่ตรงกลาง ๑๐ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๒ ปล่อยวางได้วินาทีนี้ ก็เข้าถึงธรรมได้วินาทีนี้ ๒๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๖ พอคลายความผูกพัน ใจจะย้อนกลับเข้ามาสู่ภายใน อย่างง่าย ๆ ๑๐ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๑ ช่วงไหนที่เรารู้สึกไม่ต้องการอะไร มีเพียงอาสนะหนึ่งผืน ที่นั่งแคบ ๆ ไม่เกินหนึ่งตารางเมตร ที่นอนไม่เกินสองตารางเมตร อาหารแค่ประทังชีวิต รสชาติ...ไม่คำนึงถึง ไม่รู้สึกยินดียินร้ายอะไร มีเรื่องมากระทบก็ไม่กระเทือน ใครจะกระทุ้งกระแทกแค่ไหน ก็ไม่กระทบกระเทือน ใจนิ่งเฉย รู้สึกสดชื่นตลอดเวลา นั่นล่ะ คือ สภาวะใจที่เหมาะสม ที่จะไปที่สุดแห่งธรรม ๘ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๓๙ วางอารมณ์ให้เป็น ฝึกตัดใจให้ได้ โดยไม่เอาอะไรเลย อย่างสบาย ๆ เดี๋ยวก็จะเข้าไปสู่ภายในได้เอง ๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๖ ใจที่จะเข้าถึงธรรม ต้องใจสบาย เบิกบาน แช่มชื่น และใจจะสบายได้... ต้องนึกถึงแต่เรื่องบุญ เรื่องธรรมะ เรื่องความดี และไม่ติดข้องกับสิ่งใดเลย ๗ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ 2. นึกนิมิตและคำภาวนา การปฏิบัติธรรมในแต่ละวันไม่เหมือนกัน บางวันอยากภาวนา บางวันไม่อยากภาวนา บางวันอยากนึกนิมิต บางวันไม่อยากนึกนิมิต ให้อนุเคราะห์คล้อยตามความรู้สึกนึกคิด ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาตินั้นไป “คำภาวนา” มีวัตถุประสงค์เพื่อ ให้ดึงใจกลับมาสู่ ที่ตั้งดั้งเดิมภายในตัว มาอยู่กับเนื้อกับตัว ๑๘ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๗ ถ้าหากเรามีความรู้สึกว่า ไม่ภาวนาแล้วสบายใจกว่า เราก็ไม่ต้องภาวนา วางใจเบา ๆ หยุดเบา ๆ นิ่งเบา ๆ สบาย ๆ ๒๒ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ จะภาวนาก็ได้ จะไม่ภาวนา...ก็ไม่เป็นไร ถ้าเรามั่นใจว่า เราไม่ต้องภาวนาก็ไม่ฟุ้ง ไม่ไปคิดเรื่องอื่น ใจตั้งมั่นได้ เราก็ไม่ต้องภาวนา แล้วแต่เรา เพราะแต่ละคนไม่เหมือนกัน ๓๐ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๘ ถ้าจะ “ภาวนา” ก็ต้องให้เป็นเสียงที่ละเอียดอ่อน ค่อย ๆ ดังออกมาจากกลางท้อง เหมือนมาจากแหล่งแห่งความบริสุทธิ์ แห่งอานุภาพที่ไม่มีประมาณ แหล่งแห่งปัญญา แหล่งแห่งมหากรุณา พรั่งพรูออกมาจากตรงนั้น ๓๐ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๘ ภาวนาไปเรื่อย ๆ กี่ครั้งก็ได้ จนกว่าอยากจะอยู่เฉย ๆ หยุดกับนิ่งอย่างเดียว ถ้าเป็นอย่างนี้แล้วเราก็ ไม่ต้องหวนกลับมาภาวนาใหม่นะ ๓๐ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๘ การภาวนา “สัมมาอะระหัง” ต้องให้เสียงดังออกมาจากศูนย์กลางกาย ต้องภาวนาอย่างสบาย ๆ อย่าไปตั้งใจมาก ๒๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๓๕ ภาวนาไปเรื่อย ๆ พอภาวนาไปถึงจุด ๆ หนึ่งแล้ว คำภาวนาหายไป เมื่อไรคำภาวนาหายไป แล้วใจไม่ฟุ้ง ก็ไม่ต้องกลับมาภาวนาใหม่ ให้ทำใจนิ่งเฉย ๆ อย่างเดียว เดี๋ยวใจมันก็หยุดนิ่งข้างใน ๒๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๓๕ ถ้าเรานึกเป็นภาพ จะเป็นภาพดวงแก้ว องค์พระ มหาปูชนียาจารย์ หรือสิ่งที่เราคุ้นเคยก็ได้ แต่ต้องเป็นภาพที่นำมา ซึ่งความบริสุทธิ์ ความสูงส่งของใจ ยกเว้นภาพที่นำมา ซึ่งความกำหนัดยินดีในกาม ในความขัดเคืองใจ ขุ่นมัว ผูกพยาบาท หรือความคิดเบียดเบียน ต่อสรรพสัตว์และเพื่อนมนุษย์ทั้งหลาย ๕ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ จะนึกเป็นภาพก็ได้ จะทำความรู้สึกว่ามีภาพก็ได้ หรือจะวางใจเฉย ๆ ก็ได้ ได้ทุกรูปแบบ ๕ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ เราตรึก เรานึกถึง “ดวง” ก็สามารถเห็น “องค์พระ” ได้ เรานึกถึง “องค์พระ” ก็สามารถเห็น “ดวง” ได้ เพราะในดวงก็มีองค์พระ ในองค์พระก็มีดวงใส ๆ ๓๐ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๘ จะนึกคำว่า “พระ” ก็ได้ แม้ไม่เห็นพระ จะนึกคำว่า “ดวง” ก็ได้ แม้ไม่เห็นดวง หรือจะนึกคำว่า “บุญ” ก็ได้ แม้ไม่เห็นอะไร ๑๔ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๕ นึกบ่อย ๆ...ก็นึกได้ นึกได้บ่อย ๆ...ก็เห็นได้ เห็นได้บ่อย ๆ...ก็เข้าถึงได้ เข้าถึงได้บ่อย ๆ...ก็ศึกษาได้ มันมีขั้นตอนอย่างนี้ เขาทำกันได้เยอะแยะ เราเป็นคนเช่นเดียวกับเขา ถ้ามีความเพียรไม่น้อยหน้าเขา เราก็ต้องทำได้ ๙ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ นึกอย่างง่าย ๆ ก็จะได้อย่างง่าย ๆ ๑๒ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๒ “การนึกนิมิต” ดวงใส ๆ หรือองค์พระใส ๆ หรือวัสดุอะไรที่เราคุ้นเคยก็ตาม นั่นคือหลักของใจ “คำภาวนา” เหมือนเชือกที่จะประคองใจเอาไว้ ให้มาอยู่กับหลัก ๑๐ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๕ ใหม่ ๆ มันก็แวบไปคิดเรื่องโน้นเรื่องนี้ เราก็นึกถึงดวงใส ๆ องค์พระใส ๆ หรืออะไรก็ได้ที่ใส ๆ แล้วก็ภาวนา “สัมมาอะระหัง” เรื่อยไป จะกี่สิบ กี่ร้อย กี่พัน กี่หมื่น กี่แสนครั้งก็ได้ มันก็จะมีสักครั้งหนึ่งที่ใจมันหยุดนิ่ง ๑๐ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๕ “ตรึก” คือ การนึกถึงภาพดวงแก้วใส ๆ พระแก้วใส ๆ อย่างสบาย ๆ คล้าย ๆ กับเรานึกถึงสิ่งที่เราคุ้นเคย ๒๓ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๕ ตรึกไว้เรื่อย ๆ นั่งตรึก ยืนตรึก เดินตรึก นอนตรึก วิ่ง exercise ออกกำลังกายก็ตรึกไปด้วย ใหม่ ๆ มันก็นึกไม่ออก ก็ทำความรู้สึกว่ามีอยู่ภายใน พอต่อ ๆ ไปก็ค่อย ๆ นึกได้รัว ๆ ราง ๆ ทำอย่างนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่ช้าใจก็จะถูกส่วนไปเอง ๒๓ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๕ หยาบให้ตรึก ละเอียดให้แตะ ๒๓ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๕ หยาบให้ “ตรึก” เพราะว่าเราต้องต่อสู้กับ นิวรณ์ ๕ คือ ความฟุ้ง ความง่วง ความเคลิ้ม ความลังเลสงสัย เหล่านี้เป็นต้น ดังนั้น เราต้องมีหลักของใจ เอาไว้เป็นที่ผูกใจ เหมือนม้าพยศ มีเชือกผูกเอาไว้กับหลัก ๒๒ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๕ ส่วนใครที่ทำได้แล้ว เห็นดวง เห็นกาย เห็นองค์พระ ก็ “แตะ” ใจเบา ๆ แตะไปเรื่อย ๆ ใช้ระบบสัมผัส แตะดวงใส ๆ แตะกายภายในใส ๆ แตะองค์พระใส ๆ เดี๋ยวท่านก็จะดูดวูบเข้าไปข้างใน ๑๐ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๕ ถ้าเราจะไปใช้ “แตะ” ตอนอารมณ์ยังหยาบอยู่ มันไม่ได้ เหมือนเอามีดปอกผลไม้มาผ่าฟืน จะผ่าฟืนต้องใช้มีดอีโต้ ต้องเอาความหยาบไล่เลี่ยกัน เพราะฉะนั้น ถ้าหยาบให้ตรึก ละเอียดให้แตะ พอละเอียดแล้ว เราไม่ต้องไปตรึก แค่ใช้ใจแตะเบา ๆ มันก็จะวื้ดเข้าไปเลย เดี๋ยวก็ชัด เดี๋ยวก็ใส เดี๋ยวก็สว่างขึ้นมาเอง ๒๒ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๕ 3. สติ สบาย สม่ำเสมอ สังเกต ๔ ส. สติ สบาย สม่ำเสมอ สังเกต ให้มีสติ คือ เอาใจมาอยู่กับตัวของเรา มาหยุดมานิ่งภายในอย่างสบาย ๆ ให้ต่อเนื่องทั้งวันทั้งคืน เหมือนเป็นผู้มีราตรีเดียว ทำอย่างสม่ำเสมอทั้งวันทั้งคืน แล้วก็สังเกตว่า เราทำถูกหลักวิชชาไหม ๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ ๕ ส. สมัครใจ สติ สบาย สม่ำเสมอ สังเกต ก็จะสมปรารถนา ๓ เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๘ ความสบาย เป็นหัวใจของการปฏิบัติธรรม สติกับสบายจะต้องไปคู่กัน ๗ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๓๖ อารมณ์ดีและอารมณ์สบาย เป็นอุปกรณ์สำคัญ ที่ทำให้สติและสบายของเรา เป็นไปได้อย่างต่อเนื่อง ๒๒ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๕ สำคัญความเพียร สม่ำเสมอ สมัครใจ รักที่จะนั่ง และมีสติ สบาย สม่ำเสมอ สังเกต ว่า เราทำถูกหลักวิชชาไหม ตั้งใจมากเกินไปไหม หรือย่อหย่อนจนเคลิบเคลิ้ม ฟุ้งซ่านหรือหลับไป เราก็ปรับเอา ๒๘ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๐ ตั้งใจมากเกินไปไหม อยากได้มากเกินไปไหม ระวังหรือเกร็งเกินไปไหม เราต่อสู้กับความฟุ้งหรือเปล่า สังเกตแล้วเราจะพบเหตุแห่งความบกพร่อง และช่องทางแห่งความสำเร็จ ๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ มีความขยัน มีสติ สบาย สม่ำเสมอ แล้วก็หมั่นสังเกตว่า ทำถูกหลักวิชชาไหม แล้วก็ปรับปรุงกันไปเรื่อย ๆ ถ้ามีอย่างนี้ ต้องเข้าถึงทุกคน ๘ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๗ การสังเกตจะเกิดจากความรัก ความชอบ และฉันทะในการนั่งสมาธิ ถ้าเราตั้งใจสังเกตกันจริง ๆ เราจะเข้าถึงธรรมกันได้ หลวงพ่ออยากให้ทุกคนสังเกตกันให้เป็น และทำ “หยุดแรก” ให้ได้กันจริง ๆ ๒๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๖ ให้สังเกตตัวเราว่า ตั้งแต่ท่านั่ง วางมือ หลับตา วางใจ การนึกภาพ มีชีวิตชีวาทุกขั้นตอนไหม ไม่ใช่ซังกะตายนั่ง นั่งอย่างมีความสุข สนุกสนานหรือเปล่า มีฉันทะไหม รักที่จะนั่ง นั่งอย่างเพลิดเพลิน แม้ว่ายังไม่เห็นอะไร เรามีตรงนี้แล้วหรือยัง ๒๔ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๕ ตึงเกินไป...เราก็รู้ หย่อนเกินไป...เราก็รู้ เราก็ต้องปรับเอา ๙ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ พยายามทำความเข้าใจ ในสิ่งที่หลวงพ่อบอกทุกขั้นตอน อย่าดูเบา อย่าฟังผ่านหูไปเฉย ๆ นั่นแหละเทคนิค เคล็ดลับ หรือกลเม็ดวิธีการเข้าถึงธรรมทางลัด สิ่งที่เรารู้สึกว่ายาก...ก็จะง่าย ๒๖ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๕ ตลอดเส้นทางสายกลางภายใน ตั้งแต่เบื้องต้นจนกระทั่งเป็นพระอรหันต์ เป็นเส้นทางที่ไม่ทุรกันดาร เป็นเส้นทางของผู้มีบุญ เพราะฉะนั้น มันจะง่าย คำว่า “ยาก” ไม่มีเลย ๑๒ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๒ ถ้าเราหลับตาแล้วเริ่มยาก เริ่มทุรกันดาร เริ่มยากเข็ญ เริ่มควานหาองค์พระ แปลว่าเราทำไม่ถูกหลักวิชชาแล้ว ไม่ใช่เส้นทาง “ผู้มีบุญ” ๑๒ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๒ พึงจำไว้ว่า... ตลอดเส้นทางสายกลางภายใน เส้นทางไปสู่ความเป็นพระอริยเจ้า ที่จะทำให้เกิดความพึงพอใจสูงสุด อย่างที่เราไม่เคยเจอ “ต้องง่าย” ๑๒ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๒ ธรรมะเป็นของลึกซึ้ง ถ้าทำถูกวิธีก็จะเข้าถึงได้ง่าย ๆ แต่ถ้าทำไม่ถูกวิธี ของง่ายก็จะกลายเป็นยาก ๒๖ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๕ หมั่นสังเกต แล้วก็ปรับปรุงแก้ไขตัวเอง อย่าไปมัวโทษนั่น โทษนี่ หรือเอาตัวเรา ไปเปรียบกับคนอื่น ใครนั่งดี...เราก็อนุโมทนา ๖ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ นั่งธรรมะมาตั้งนาน... แต่ทำไมยังไม่ได้ผล ก็ต้องหันมาประเมินผลตัวเราว่า ที่ผ่านมา ทำวัน...หยุด ๕ วัน ทำ ๕ วัน...หยุดอาทิตย์หนึ่งหรือเปล่า แล้วทั้งวัน เราได้รักษา อารมณ์ดี อารมณ์เดียว อารมณ์สบายหรือเปล่า ได้แบ่งใจไว้ภายในหรือไม่ นี่คือสิ่งที่เราต้องมาดูตัวเอง แล้วก็ปรับปรุงแก้ไขกันไป ๑ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๖ ให้เอาร่างกายเราเป็นเกณฑ์ ตัวเราจะเป็นครูอย่างดี มันจะคอยเตือนเรา ตึงเกินไป หย่อนเกินไป สังเกตหรือเปล่า ๒๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๓๕ เอาตัวเราเป็นครู สังเกตให้ดี ปรับให้พอดี ไม่ตึง ไม่หย่อน พอดีเมื่อไร...ได้ดีเมื่อนั้น ๒๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๓๕ การปรับอารมณ์ ที่จริงเรารู้นะว่า... ปรับแค่ไหนพอดี แล้วเราชอบ แต่พอถึงตรงนี้ ทำไมเราปล่อยให้มันผ่านไป ๒๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๓๕ ต้องทำทุกวัน ทำทั้งวัน หมั่นสังเกต เดี๋ยวเราก็จะพบ เหตุแห่งการบกพร่อง และช่องทางแห่งความสำเร็จ ๒๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ การจะเข้าถึงธรรมภายใน...ต้องสบาย จะได้โลกียทรัพย์ หรืออริยทรัพย์ ทรัพย์ภายนอกภายในเหมือน ๆ กัน คือ ต้องสบายใจ พอใจสบาย เดี๋ยวก็จะชัดขึ้นมา ๑๖ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ หยุดให้เป็น เย็นให้พอ รอให้ได้ ง่ายนิดเดียว ๒๕ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๑ ง่าย ๆ สบาย ๆ ใจเย็น ๆ ใจไม่เย็น...ต้องแก้ให้ได้ ถ้าเราไม่แก้ มันจะยืดเวลาการเห็นออกไปอีกหลายปี ซึ่งมันเสียเวลา เราต้องทำอย่างใจเย็น ๆ ๒๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๓๕ การเห็นโลกภายใน ต้องค่อยเป็นค่อยไป ค่อย ๆ เห็น ๒ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๗ ค่อยเป็นค่อยไปนี่สำคัญ ถ้าหากใครทำใจอย่างนี้ได้ เหมือนได้สมบัติทั้งโลกไว้ในตัว ๑๙ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๓๖ ถ้ามีความรู้สึกว่า “ค่อยเป็นค่อยไป” ใจเราจะไม่เร่าร้อน ไม่รุ่มร้อน ประสบการณ์จะค่อย ๆ พัฒนาไป อย่างมีความสุข และจะเข้าใจทุกประสบการณ์ แล้วในที่สุดประสบการณ์นี้ จะนำไปสู่ความมั่นคง ๑๙ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๓๖ ถ้าช่วงไหน...นั่งไม่ได้ดั่งใจเรา ก็อย่าไปหงุดหงิด ให้ทำเฉย ๆ อย่างสบาย ๆ Let it be ปล่อยให้มันเป็นไป ๑๗ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๖ ง่วงก็หลับ เมื่อยก็ขยับ ฟุ้งก็ลืมตา แล้วก็ว่ากันใหม่ ๑๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ นั่งธรรมะ หลับหลอก ๆ ก็จะเจอของจริง ถ้าหลับจริง ๆ ก็จะเจอของหลอก ๆ หลับจริง ๆ คือ นั่งหลับปุ๋ยไปเลย แต่ถ้าทำหลับหลอก ๆ หลับแต่ตา แต่ใจมันโพลง มีสติ ตั้งมั่นอย่างดี อยู่กับเนื้อกับตัว ใจใส ๆ เดี๋ยวจะเจอของจริงที่อยู่ภายใน ๒๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ อย่ากังวลกับการเห็นข้างใน แต่ถ้าเกิดเห็นขึ้นมาเอง ไม่เป็นไร อย่างนี้ดีมาก ๒๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๓๕ ไม่ลุ้น ไม่เร่ง ไม่เพ่ง ไม่จ้อง ไม่เน้นภาพ ไม่เค้นภาพ เพื่อที่จะให้ชัดดังใจเรา มีให้ดูแค่ไหนให้พึงพอใจแค่นั้นไปก่อน ให้ดูอย่างสบาย ๆ ธรรมดา ๆ เหมือนเราดูต้นหมากรากไม้ ภูเขาเลากา หรือดูทิวทัศน์อย่างนั้น ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๔ เวลานั่งธรรมะ...อย่าตั้งใจมากจนเกินไป ไม่ต้องไปเสียดาย ประสบการณ์ที่เราเคยนั่งแล้วดี เพราะจะทำให้เราเผลอไปเร่งอย่างผิดวิธี เราต้องฝึกปล่อยวาง เพื่อให้ใจได้รับความสุขบ้าง ไม่อย่างนั้น...ใจเราก็จะไม่มีความสุข ๑๗ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๖ เมื่อเราปฏิบัติธรรมอย่ากังวลว่า ประสบการณ์ภายใน จะดีขึ้น คงที่ หรือหยาบลง ไม่คาดหวังว่า อะไรจะเกิดขึ้น ทำหน้าที่แค่... หยุด นิ่ง เฉย อย่างมีความสุข ๘ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๓๙ นั่งแล้วต้องมีความสุข อย่างน้อยความสุขเบื้องต้นคือ... ความสบาย ๆ โล่ง ๆ ว่าง ๆ โดยที่ไม่ได้คิดอะไร จนกระทั่งไปถึงจุดที่เรายอมรับว่า นี่แหละคือ ความสุขจริง ๆ ๑๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๖ ให้เป็นมิตรกับทุก ๆ ประสบการณ์ แม้ความมืดภายใน หรือไม่มีอะไรใหม่มาให้ดู ๒๘ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๙ ไม่คิดว่า... ใจหยุดขนาดนี้แล้ว น่าจะมีประสบการณ์ใหม่ ๆ มาให้ดู ไม่เปลี่ยนก็ไม่เปลี่ยน เปลี่ยนก็เปลี่ยน เฉยตลอด รักษาใจให้เป็นปกติ อย่างนี้จะศึกษาวิชชาธรรมกายได้ดี ๘ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๓๙ ประสบการณ์ภายใน จะเป็นเครื่องบ่งชี้ว่า... เราได้ให้ความเอาใจใส่ กับศูนย์กลางกายจริงแค่ไหน ๒๖ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๓๙ ไม่จำเป็นต้องไปนึกถึง ช่วงที่เรานั่งได้ดีที่สุด ให้เริ่มต้นใหม่อย่างง่าย ๆ เดี๋ยวมันจะได้ถึงจุดนั้นเอง ถ้าเราไปติดใจ กับความรู้สึกเก่า ๆ อย่างนั้น ซึ่งอารมณ์มันดับไปแล้ว ผ่านไปแล้ว เราก็จะตั้งใจมาก แล้วจิตจะหยาบ จะไม่ได้ผล ๑๙ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๓๖ ทุก ๆ ประสบการณ์ มีคุณค่าสำหรับเรา ไม่ว่าประสบการณ์นั้น จะมืด หรือสว่าง จะชัดเจน หรือไม่ชัดเจน จะหยาบหรือละเอียด ดีสำหรับเราทั้งนั้น สิ่งที่เราจะต้องทำคือ ทำใจให้เป็นกลาง ๆ เฉย ๆ ไม่ยินดียินร้าย ดูให้เป็นปกติ การที่เราทำใจอย่างนี้ เดี๋ยวใจถูกดึงดูดเข้าไปสู่ภายใน อย่างง่าย ๆ สบาย ๆ ๑๗ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๓๖ นั่งแล้วอย่าไปคาดหวังว่า วันนี้จะต้องเอาให้ได้ หรือวันนี้จะต้องดีกว่าเมื่อวาน อย่าคาดหวัง... ให้เริ่มต้นใหม่อย่างนักเรียนอนุบาล ๒๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ เมื่อความสุข หรือความสว่าง ที่เราเคยได้ มันหายไป ก็ช่างมัน เราเริ่มต้นใหม่ เหมือนกับเราไม่เคยเจอ สิ่งเหล่านั้นมาก่อนเลย ใจจะได้สบาย เบิกบาน เป็นกลาง ๆ แล้วเดี๋ยวก็จะเข้าไป สู่สภาวะนั้นเองในภายหลัง ๑๙ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๓๖ อย่าไปกลุ้มใจ ทุกประสบการณ์ มีประโยชน์ทั้งนั้น ๙ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๓๕ การฝึกฝนในปัจจุบันสำคัญมาก ๆ ถ้าเรานั่งธรรมะในอดีตไม่ดี เราก็มานั่งทำความเพียรในปัจจุบันให้ดี ทำให้ถูกหลักวิชชาก็เก่งและดีได้ ๒๐ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๐ ต้องตั้งใจฝึกหยุดฝึกนิ่ง ทำใจให้ปล่อยวางจากเรื่องราวต่าง ๆ เดี๋ยวก็เข้าไปสู่ภายในเอง ๒๕ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๖ การปฏิบัติธรรมไม่มีผิดนะ มีแต่ถูกมาก หรือถูกน้อย สมบูรณ์ หรือไม่สมบูรณ์ แล้วเราควรจะทำอย่างไร ก็ทำให้มันสมบูรณ์ วันนี้ไม่สมบูรณ์...พรุ่งนี้เอาใหม่ พรุ่งนี้ไม่ได้...มะรืนนี้ว่ากันใหม่ ...ฝึกกันไป ๙ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ หมั่นฝึกใจให้หยุดนิ่ง ให้ใจใส ๆ ทำใจหลวม ๆ เหมือนสวมเสื้อผ้าที่ไม่คับเกินไป ทำให้รู้สึกสบายกาย ใจหลวม ๆ จะทำให้รู้สึกสบายใจ ความสบายเป็นต้นทาง ของการเข้าถึงธรรม ๖ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ ไม่มีทางลัดอื่นใด ที่จะเข้าถึงธรรมในตัว นอกจากค่อย ๆ สั่งสม ความละเอียดของใจ สั่งสมการหยุดการนิ่งไปเรื่อย ๆ แล้วก็ปรับให้ถูกวิธี ให้ใจรู้สึกว่า พอดี ๆ ไม่ตึงไป ไม่หย่อนไป ไม่ว่าจะนึกเป็นภาพ หรือไม่นึกเป็นภาพก็ตาม ๒๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ แม้ว่าเราจะยังมืด ยังไม่นิ่งก็ตาม... แต่ก็ไม่ได้หมายถึงว่า มันจะเป็นอย่างนี้ตลอดชาติ เราหมั่นฝึกฝนอบรมใจ แล้วก็หมั่นสังเกต ปรับใจของเราเรื่อย ๆ เราก็จะพบสาเหตุแห่งการบกพร่อง แล้วก็ช่องทางแห่งความสำเร็จเกิดขึ้น ๕ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ ฝึกเรื่อยไปนะลูกนะ ฝึกไปเรื่อย ๆ ทำใจให้เบิกบาน ให้สบาย ๆ หลวงพ่อว่า...มันไม่ยากหรอก มันอยู่ที่เราทำบ่อย ๆ ซ้ำ ๆ ด้วยใจที่ชุ่มฉ่ำ มีกำลังใจที่จะทำ ไม่ใช่ฝืน ไม่ใช่พยายาม ๕ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ ไม่มีทางลัดอื่นใดนอกจาก ฝึกหยุด ฝึกนิ่ง ฝึกเรื่อยไป อย่าท้อ สักวันหนึ่งเราจะต้องถึงจุด ที่เราปรารถนาได้ ๕ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ หมั่นฝึกฝนอบรมจิตใจ ของเราให้หยุดนิ่ง เอาจริง ๆ จัง ๆ กัน เอาจริงก็จะพบของจริง ๕ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ ถ้าเราฝึกทุกวันอย่างสม่ำเสมอ ในอิริยาบถทั้งสี่ ทั้งนั่ง นอน ยืน เดิน หลับตา ลืมตา และในทุกกิจกรรม มันก็จะง่าย เพราะใจจะคุ้นเคยอยู่ที่กลางท้อง ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ พอเราหลับตาปุ๊บ... มันก็ไปอยู่ตรงนั้นเลย ๒๘ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๐ เพิ่มชั่วโมงหยุด ชั่วโมงนิ่ง ชั่วโมงกลางให้เยอะ ๆ เหมือนนักบินมีชั่วโมงบิน ๑๙ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๓๖ สอนตัวเอง เตือนตัวเอง ถ้าอยากได้จริง ๆ ก็ให้เอาใจไปอยู่ที่ ศูนย์กลางกายทั้งวันทั้งคืน ทุกลมหายใจเข้าออก ทำแค่นี้พอ อย่าไปทำมากมายอะไร ๙ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๓๗ หยุดนิ่งทุกอิริยาบถ ฝึกไปเรื่อย ๆ เดี๋ยวเราชำนาญขึ้น ๒๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๓๕ หลักวิชชาของการปฏิบัติธรรมนั้นมีอยู่ ถ้าปฏิบัติให้ถูกหลักวิชชาแล้ว ต้องเข้าถึงทุกคน ที่เข้าไม่ถึง เพราะเกียจคร้าน หรือขยัน...แต่ทำไม่ถูกวิธี ๒๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๕ ต้องมีอิทธิบาท ๔ มีฉันทะ...รักในการปฏิบัติธรรม รักที่จะเข้าถึงธรรม มีความขยันในการนั่งธรรมะ จดจ่อ ไม่เอาอะไรเลย และก็สังเกตว่าเราทำอย่างไร ใจถึงจะละเอียดยิ่ง ๆ ขึ้นไป ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าการฝึกจิต ๒๕ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๖ วิธีการ...เราก็รู้อยู่ ท่านสถิตอยู่ตรงไหน เราก็รู้อยู่อีก เหลือแต่ความเพียร ความพยายาม และทำให้ถูกหลักวิชชาเท่านั้นแหละ ๓๐ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๘ อย่าขี้เกียจนั่ง...ให้ขยัน จะเป็นทางมาแห่งบุญของเรา บุญจะเกิดขึ้นทุกวันทุกคืนเลย ๙ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ อย่าใช้วันหยุดพักงาน ไปเที่ยวเพลิดเพลิน จนกระทั่งลืมเอาวันหยุดนั้น มา...หยุดใจ ๒๒ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ ถ้าเรามีฉันทะ ในระดับขั้นหลงใหล อะไรมันก็ไม่เป็นอุปสรรค ๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ ถ้าเรามีฉันทะ ที่จะเข้าถึงพระธรรมกาย หรืออย่างน้อยได้ดวงใส ๆ เห็นแสงสว่างภายใน เราต้องมีฉันทะในการทำการบ้าน* ในระดับหลงใหล ต้องหลงใหล ต้องเอาจริงเอาจัง อย่างนั้นแหละ...มันถึงจะเข้าถึงได้ ๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ 4. หยุด นิ่ง เฉย ใจคนอื่นเป็นอย่างไร ไม่ต้องสนใจ ให้สำรวจใจตนเอง ให้เอาใจหยุดใจนิ่ง ที่ศูนย์กลางกายของตัวเราเอง ๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๒๒ ความมืดจะสลายไป เมื่อใจหยุดนิ่ง ๓๐ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๘ ทำอย่างไรจึงจะประคองใจ ให้หยุดนิ่งได้นาน ๆ มีวิธีเดียว คือ “จงประคอง” แล้วก็ทำบ่อย ๆ ทำตลอดเวลา ตรงจุดที่ได้ แต่ถ้าหากมันหลุดไป ก็ช่างมัน ไม่ต้องไปเสียดาย เสียใจ หลุดไปเราก็เฉย ๆ เริ่มต้นใหม่ แต่ต้องสังเกตให้ดีว่า ทำอย่างไรถึงมาได้จุดที่เบาสบาย แล้วมันโล่ง โปร่ง เบา ตรงนี้ต้องสังเกตนะ สังเกตแล้วจำตรงนี้ให้ได้ ๑๕ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๓๖ ที่ขยันแต่ยังทำไม่ได้ เพราะยังทำไม่ถูกวิธี ซึ่งหลักมีอยู่ว่า ต้องหยุดนิ่งอย่างสบาย ไม่ตึงเกินไป ไม่หย่อนเกินไป เหมือนเราเอาด้ายสนเข็ม หนักไปก็ไม่ได้ เบาไปก็ไม่ดี มันต้องพอดี ๆ ๑ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๖ ไม่ว่าประสบการณ์อะไรเกิดขึ้น ๑. อย่าสงสัย ๒. ไม่ต้องไปสังเกตอะไร ทำเฉย ๆ ดูไปเฉย ๆ เหมือนผู้ที่เจนโลก ดูด้วยใจเป็นปกติ ไม่คิดอะไร ไม่ยินดียินร้าย ต้องทำอย่างนี้นะ ๑๗ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๓๖ หยุด นิ่ง เฉย ๆ ๑๗ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๓๖ วิธีที่ดีที่สุด ทำเฉย ๆ หยุดนิ่งเฉย ๆ แล้วมันก็เป็นไปเอง อย่างเป็นธรรมชาติ ค่อย ๆ ปล่อยลงไป เบา ๆ สบาย ๆ ๑๙ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๓๖ วิธีการเข้าถึง พระธรรมกายภายใน สูตรสำเร็จ คือ ต้องโล่ง โปร่ง เบา สบาย หยุด นิ่ง เฉย เบา ๆ เดี๋ยวมันก็เลื่อนลงไปเอง ๑๙ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๓๖ ยิ่งหยุด ยิ่งเร็ว อย่าลืมคำนี้ นี่หลักของการปฏิบัติภายใน ๒๐ เมษายน พ.ศ. ๒๕๓๖ ถ้าหยุดเอง มาเอง เห็นเอง ชัดแจ๋ว วิเศษที่สุด นี่คือหยุดสมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์ ๑๒ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๓๗ การที่องค์พระ หรือดวงธรรม ผุดเกิดขึ้นมาแล้วนั้นเป็นเครื่องวัดว่า ใจเริ่มหยุดเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์แล้ว สำหรับบางคนที่ยังไม่ได้ความสุขเต็มที่ เราก็ดูต่อไปเรื่อย ๆ อย่างสบาย ๆ เดี๋ยวภาพนั้นก็จะดึงไปสู่ จุดแห่งการหยุดนิ่ง ที่สมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์ แล้วก็เพิ่มขึ้นไปเรื่อย ๆ เลย ๑๒ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๓๗ หยุดกับนิ่งไปเรื่อย ๆ ประคองไปเฉย ๆ พอถูกส่วน เดี๋ยวมันเป็นไปเองเลย ๒๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๓๕ วิธีเร่งที่ถูกต้อง ให้ถึงที่หมายได้รวดเร็ว คือ “หยุดนิ่ง” อย่างเดียวเท่านั้น ๒๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๓๕ วิธีเข้าถึงความสุขที่แท้จริง มันไม่ได้ยากอย่างที่คิด ทำจิตให้ “หยุดนิ่ง” แค่นั้น ๒๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ ถ้าวันไหนเรานั่งดี เห็นความสว่าง เห็นดวงใส ๆ ก็อย่าลิงโลดใจจนเกินไป ให้ทำใจเป็นปกติ อย่าคิดว่า... วันนี้จะต้องนั่งให้ดีกว่าเมื่อวาน ๖ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ การที่เราดูเฉย ๆ ใจของเราไม่ได้ใช้ความคิด ความคิดจะไม่เข้ามาแทรก ถ้าหากเราสงสัย เหมือนเรายืนอยู่ปากทางสองแพร่ง ใจมันไม่เป็นหนึ่ง ไม่เป็นเอกัคคตา ๑๗ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๓๖ “เฉย” คือ เฉยในทุกประสบการณ์ภายในที่เกิดขึ้น ๑๗ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๓๖ เห็น...แต่มัน...ไม่ชัด มีให้ดูแค่ไหน ให้เราดูแค่นั้น ๒๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๓๕ ทำเฉย ๆ เบา ๆ เดี๋ยวมันก็สบายเอง ๑๓ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๓๗ ดูเฉย ๆ คือ การเร่งที่ถูกต้อง ๒๐ เมษายน พ.ศ. ๒๕๓๖ “ถูกส่วน” ไม่ใช่เราไปทำให้ถูกส่วนนะ เรามีหน้าที่ประคองใจอย่างเดียว การถูกส่วนเป็นเรื่องของภายใน ที่เขาจะปรับไปเอง และกำหนดไม่ได้ด้วยว่าใช้เวลาเท่าไร กี่ชั่วโมงถึงจะถูกส่วน เรามีหน้าที่ประคองอย่างเดียว ปรับพอดี ๆ พอถึงจังหวะหนึ่ง ถูกส่วนของมันเอง ปึ้ก นิ่งเลย อยู่ที่การประคองใจ ๒๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๓๕ การ “ถูกส่วน” เราจะไปบังคับให้ถูกส่วนไม่ได้ มันจะเป็นของมันเอง เมื่อเรามีสติ มีความสบาย แล้วก็สม่ำเสมอ พอถูกส่วน มันก็จะหล่นวูบไปเลย เหมือนตกจากที่สูง ๑๐ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๕ เราบังคับให้เคลื่อนเข้าไปไม่ได้ แต่จะเคลื่อนไปเอง เมื่อใจหยุดนิ่งได้สนิท สมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์ ๙ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๙ การเข้ากลางของกลาง ต้องเข้าไปเอง ไม่ใช่ไปดันให้เข้า ดันให้เข้า ผิดวิธีนะลูกนะ ๑๖ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ ถ้าดันแล้ว มันจะเด้ง จิตจะหยาบ จะเหนื่อย จะหงุดหงิด จะฮึดฮัด ต้องนิ่ง ๆ ๑๖ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ เมื่อมันยังไม่เข้ากลาง ก็ช่างมัน วางเฉย ๆ พอถูกส่วนเท่านั้นแหละ มันจะเข้ากลางของกลางไปเอง ๑๖ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ พอมันเคลื่อนเข้าไป เราก็ปล่อยใจไปเรื่อย ๆ ไม่ต้องไปลุ้น ไม่ต้องไปเอาใจช่วย นิ่งเฉย ๆ ๑๖ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ ยิ่งหยุด ยิ่งนิ่ง มันจะดิ่งเข้ากลางไปเรื่อย ๆ ยิ่งดิ่งเท่าไรก็จะยิ่งเห็น ชัด ใส สว่าง เจิดจ้าขึ้นมา ทำอย่างนี้นะลูกนะ ๑๖ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ พอเข้าไปสู่ภายใน ใจจะขยายไปรอบตัว รอบทิศ แล้วเราจะค้นพบว่า จริง ๆ แล้วร่างกายของเรา แค่เป็นทางผ่านของใจเท่านั้นเอง เข้าสู่ศูนย์กลางกายก็ออกไป กายก็หายไปเลย ๑๙ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๓๖ ถ้าจิตละเอียด มันจะต้อง... ขยายไปเรื่อย ๆ ออกไปเรื่อย ๆ กว้างไปเรื่อย ๆ ๑๙ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๓๖ ไม่หยุด...ไม่ลง หยุดกับนิ่งอย่างเดียวถึงจะลงไปได้ ถ้าใจหยุด มันจะเป็นไปเอง ถ้าไม่หยุด เอาช้างกี่เชือกมาฉุดก็ไม่ลง แต่ถ้าหยุด เอาช้างกี่เชือกมาฉุด ไม่ให้ลง...มันก็ลง ประคองใจให้หยุดนิ่ง ต้องฝึกตรงนี้ให้ได้ ๒๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๓๕ 5. กำลังใจและการแก้ไขอุปสรรค อุปสรรคช่วงแรก ๆ ก็จะมีแต่ เรื่องฟุ้งกับตั้งใจมากเกินไปเป็นหลัก ส่วนเรื่องหลับ หรือเรื่องอื่น ๆ ยังเป็นเรื่องรองลงมา ถ้าใจเราไม่ฟุ้งไปคิด ในเรื่องคน สัตว์ สิ่งของก็ง่าย ซึ่งทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับการฝึกฝน ๑๒ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๒ บุญของเรามีมากพอ เหลือเฟือที่จะเข้าถึงธรรม ขอเพียงแต่ทำให้ถูกวิธี และมีความเพียร ๖ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ มันจะมืดตลอดชาติได้อย่างไร มันจะมาสู้คนทำความเพียร อย่างถูกวิธีได้อย่างไร มันต้องแพ้เรา เพราะเรามีความเพียร และทำถูกวิธี ๒๓ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๕ ความมืด ความเมื่อย ความฟุ้ง เป็นเรื่องธรรมดา ที่ทุกคนจะต้องเจอ ๒๒ เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๕ อยู่กับความมืดด้วยใจที่สบาย ๆ ไม่ช้าความสว่างก็จะมาเอง ๑๓ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๕ แม้วันนี้จะมืดตื้อมืดมิด แต่สักวันหนึ่ง เราก็จะเข้าถึงธรรมได้ ความมืดไม่เคยเกิน ๑๒ ชั่วโมงต่อวัน ๒๓ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ ยิ่งมืดก็ยิ่งดึก ยิ่งดึกก็ยิ่งใกล้สว่าง ไม่ช้าความสว่างก็จะมาเอง ๑๓ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๕ คนที่เขาสว่างและได้ผลในวันนี้ ก็คือคนที่เคยมืดมาก่อน ๒๐ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๕ ความมืด...ไม่ใช่อุปสรรค ความมืดคือสหายของเรา เป็นเกลอของเรา เป็นความมืดที่น่ารัก เป็นมิตรกับจิตใจของเรา คิดอย่างนี้แล้ว ใจเราจะสบาย ไม่ต้องไปนั่งฮึดฮัด เพ่งขับไล่ความมืด เหมือนเราอยู่ห้องมืด ๆ พอเรายืนเฉย ๆ ไม่ช้าสายตาก็จะคุ้นกับความมืด จากมืดมาก มามืดมิด มืดมัว มืดสลัว ๆ กระทั่งพอจะมองเห็นวัตถุสิ่งของ ที่อยู่ในห้องมืด ๆ นั้นได้ ๑๖ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ เรามืดตอนนี้ ไม่ได้หมายถึงจะมืดตลอดชาติ ความมืด ความเมื่อย ความฟุ้ง ความง่วง ที่เกิดขึ้นกับเรา จะทำให้เราค่อย ๆ เรียนรู้ เรื่องราวของใจเราในแต่ละวัน และจะค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงไป ในทางที่ดีขึ้น ๕ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ เมื่อยก็ขยับเบา ๆ อย่าให้สะเทือนคนข้างเคียง ๖ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ ถ้าเมื่อย...ก็ขยับ ง่วง...ก็ปล่อยให้หลับ ถ้าตึง...ก็ลืมตา แล้วก็ว่ากันใหม่ ปรับหาอารมณ์สบาย เดี๋ยวก็ได้ ๑๙ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๓๖ เมื่อย ก็ให้เปลี่ยนท่านั่ง เปลี่ยนอิริยาบถ อย่ากังวลเรื่องร่างกาย เราสนใจที่ใจหยุดใจนิ่งเท่านั้น ๓๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๓๕ ถ้ามีความฟุ้งเกิดขึ้นมา ก็ปล่อยให้มันผ่านไป ให้ใจอยู่ตรงกลางอย่างสบาย ไม่ยินดียินร้าย เดี๋ยวเราก็จะเอาชนะความฟุ้งได้ ๒๙ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๖ อย่าไปต้านความฟุ้งซ่าน เหมือนน้ำกำลังเชี่ยว อย่าเอาเรือไปขวาง เดี๋ยวจะตึงเครียด ๓๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๓๕ ถ้าฟุ้งก็หาเรื่องให้ใจคิดใหม่ เราอาจจะใช้วิธีพิจารณากายคตาสติก็ได้ คือ คิดถึงเรื่องภายในกายของเรา ตั้งแต่ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก เป็นต้น ใจจะได้ไม่ต้องไปคิดเรื่องอื่น พอถึงจุด ๆ หนึ่ง ใจมันเพลิน ๆ มันแจ่มแจ้ง วางอารมณ์ภายนอก มันก็ผลัวะเข้าไปข้างใน เป็นดวงใส ๆ เป็นแสงสว่าง อย่างนี้ ๘ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ ถ้าฟุ้งหรือท้อ...ให้ลืมตา มาดูรูปคุณยาย หลวงปู่ มาดูดวงแก้ว องค์พระ พอรู้สึกว่า อารมณ์ดี ใจสบายแล้ว ก็ค่อย ๆ หรี่ตาหลับลงไปใหม่ ๖ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ ถ้าฟุ้งเป็นเสียง เราก็ใช้คำภาวนา “สัมมาอะระหัง” เข้ามาสู้กัน ๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๕ ถ้าฟุ้งเป็นภาพ เราก็นึกภาพดวงแก้ว องค์พระ หรือมหาปูชนียาจารย์ มาแทน ๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๕ ถ้าฟุ้งละเอียด หรือฟุ้งที่ควบคุมได้ เราทำเฉย ๆ ไม่ต้องลืมตา ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ เหมือนแขกมาเยือนบ้าน เราไม่ต้อนรับ เดี๋ยวเขาก็เก้อเขินกลับไป แต่ถ้าฟุ้งหยาบ ควบคุมไม่ได้ สู้ไม่ไหว ให้ลืมตา มาดูดวงแก้ว ดูองค์พระ ดูรูปคุณยาย ดูหลวงปู่ ให้ใจใส ๆ พอใจสบายดีแล้ว เราก็ค่อย ๆ หลับตาเบา ๆ ๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๕ ถ้าฟุ้งละเอียด...ไม่ต้องลืมตา ทำเป็นรู้แล้วไม่ชี้ เดี๋ยวความคิดเหล่านั้น ก็จะเลือนหายจากใจไปเอง ๒๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๕ นั่งแล้วฟุ้ง อย่าไปรำคาญ อย่าไปกังวลกับมัน ความฟุ้งไม่เป็นอุปสรรคในการเข้าถึง เมื่อเราไม่เอาใจใส่ ไม่สนใจ เดี๋ยวความฟุ้งก็จะหายไปเอง แล้วใจก็จะเริ่มหยุดนิ่งสงบ แล้วก็สว่างภายใน ๑๗ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๓๖ ถ้ามันตึง มันเครียด ก็ต้องผ่อนคลาย ถ้ามันฟุ้ง มันเคลิ้ม พอรู้ตัวเราก็กลับมาเริ่มต้นใหม่ ภาวนาใหม่ ทิ้งอารมณ์นั้นไป เริ่มต้นใหม่อย่างง่าย ๆ ๒๕ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๓๕ อย่ากลัวว่าเราจะไม่เห็น อย่ากลัวว่าชาตินี้จะไม่ได้ ความกลัวจะทำให้เราเกิด ความอยาก ความเพียรจัด ความเพ่ง ความลุ้น ความจ้อง เพราะฉะนั้น อย่าไปกลัวมัน เห็นแน่นอน หลวงพ่อขอยืนยัน ๔ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ ที่ปฏิบัติไม่ได้เป็นเพราะ “ความอยาก” เราอยากจะได้อย่างนั้นอีก ความอยากเดินหน้า ภาวนาก็ตามหลัง ๑๙ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๓๖ ถ้าอยากเห็นมากเกินไป จะไม่เห็น ยิ่งอยาก...ยิ่งยาก ยิ่งหยุด...ยิ่งง่าย ๒ ๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๓๕ ถ้าหากว่าเห็นภาพแล้ว แต่เราไม่มีความสุขแสดงว่า... เราหยุดไม่สมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์ มีอาการลุ้นหน่อย ๆ อย่างที่เราไม่รู้สึกตัว อย่างนี้เรียกว่า “ลุ้นละมุนละไม” ๑๒ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๓๗ ถ้าประสบการณ์หยุดชะงักงัน แสดงว่า เราหยุดกด ๆ หยุดกด ๆ มาจาก “ความอยาก” ๑๒ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๓๗ “หยุดกด ๆ” ร้ายกว่า “ฟุ้ง” ฟุ้งไม่เท่าไร หลับพักเดียวก็หายฟุ้ง หยุดกด ๆ แก้ได้ด้วย การหลับ ทำเคลิ้ม ๆ ไป พักเดียวหายเลย ๑๒ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๓๗ ตั้งใจมาก...ก็หยาบ ใจเย็นไม่พอ...ก็หยาบ รอไม่เป็น...ก็หยาบ ไม่สม่ำเสมอ...ก็หยาบ ถ้าหลุดจากอารมณ์หยาบ ก็เข้าสู่อารมณ์ละเอียดได้ ๑๔ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๖ ใครที่ตั้งใจมาก ปรับใหม่นะ ผิดวิธี ไม่ถูกต้อง ๒๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๓๕ พยายามทำตัวของเรา ให้หลุดพ้นเป็นอิสระ จาก “ความอยาก” และ “ความตั้งใจมาก” ให้ได้ มันครอบงำเรามานานแล้ว แล้วผลที่ได้ คือ ความทุกข์ทรมานทั้งกายและใจ ให้ปลดแอกเสีย หลุดให้ได้ เป็นอิสระให้ได้ ๑๙ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๓๖ เวลานั่งอย่าไปตั้งความหวัง จะต้องทำให้ได้ จะต้องทำให้เห็น จะต้องเป็นอย่างนั้น อย่างนี้ เพราะเดี๋ยวจะตั้งใจมากแล้วเครียด ต้องฝึกนะ ฝึกให้สบาย ๑๗ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๓๖ เราเหนื่อย เราง่วง เราเพลีย นั่งแล้วมันตึง ก็ปล่อยให้มันหลับ อยู่ในกลางกาย พอตื่นมา สดชื่นแล้ว ก็ลงมือปฏิบัติธรรมใหม่ ๑๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ ถ้าตึงต้องรีบคลายนะ อย่าไปฝืน แม้ภาพนั้นจะหายไปก็ช่าง ไม่เสียดาย ไม่เสียใจ ทำใจให้เป็นปกติ ๒๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๓๖ ตั้งใจมากไปทำไม ถ้าตึงหรือเครียดอย่าไปฝืน ให้ลืมตาขึ้นมา นึกถึงสิ่งที่ทำให้ใจเราสดชื่น ๑๓ เมษายน พ.ศ. ๒๕๓๕ เรามานั่งธรรมะ เพื่อแสวงหาความสุข ถ้าก่อนนั่ง...เราก็สบายดีอยู่ พอนั่งแล้ว... เกิดความทุกข์ทรมาน เหนื่อยบ้าง เกร็งบ้าง เครียดบ้าง ตื้อบ้าง ซึมบ้าง มึนบ้าง อย่างนี้แสดงว่า...นั่งไม่ถูกวิธี ๒ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ ใจไม่ชอบบังคับ วิธีที่ถูกคือ ต้องนิ่ง วางใจเฉย ๆ อย่าไปบังคับ อย่าไปดึง ถ้าไปบังคับ ไปดึง มันจะหายไป แล้วความเครียดจะเข้ามาแทนที่ ๔ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๓๕ สำหรับคนที่นั่งแล้วเครียด ต้องไปฝึกสร้างอารมณ์สบาย ๆ พยายามนึกสิ่งที่ทำให้สบายใจ เวลานั่งอย่าไปตั้งใจมาก ค่อย ๆ คลี่ แล้วคลาย แล้วก็สบาย เดี๋ยวก็นึกได้ เดี๋ยวก็ได้ ๑๗ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๓๖ คนที่เขาได้วันนี้ แต่เดิมเขาก็ไม่ได้มาก่อน เคยตึง เครียด ฟุ้ง ง่วง เมื่อย มืดมาก่อน แต่เดี๋ยวนี้เขาได้หมดแล้ว “สบาย” เป็นหัวใจนะ ๑๗ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๓๖ อย่านั่งแข่งกับใคร หรือแข่งกับเวลา ไม่เกิดประโยชน์ มันเสียเวลา แล้วยังเกิดโทษด้วย โทษที่เกิดขึ้นคือ “ความเครียด” ๒๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๓๕ ปฏิบัติธรรมอย่างเคร่งครัด แต่ไม่เคร่งเครียด ๓๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๗ สมมติว่า เรานั่งไปเรื่อย ๆ มันชักจะเหนื่อยใจจัง เบื่อจังเลย ไม่เห็นมีอะไรให้ดูเลย นิ่งก็ไม่นิ่ง มืดก็มืด น่าเบื่อจังเลย ถ้าเกิดความรู้สึกอย่างนี้ ลืมตาเลยนะลูกนะ ลืมตามาดูดวงแก้ว องค์พระ หรือดูมหาปูชนียาจารย์ แล้วก็นึกถึงปฏิปทาของท่านว่า แต่เดิมท่านก็เป็นอย่างเรา นั่งเมื่อยบ้าง ง่วงบ้าง ฟุ้งบ้าง เบื่อบ้าง ท้อบ้าง กว่าท่านจะง่ายในวันนี้ ท่านก็ยากมาก่อนนะลูกนะ ๕ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ ถ้านั่งแล้วรู้สึกเบื่อ แสดงว่า...เริ่มผิดวิธีแล้ว เริ่มลุ้น เริ่มเร่ง เริ่มเพ่ง เริ่มจ้อง เริ่มไม่ถูกวิธี ลืมตาเลยนะลูกนะ ๒๓ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๕ อย่าไปนั่งแข่งกับใคร แม้กระทั่งแข่งกับตัวเอง ไม่แข่งกับใครทั้งสิ้น ฝึกใจให้หยุดนิ่งอย่างเดียว อย่างนี้ แค่นี้ เท่านั้น ๖ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ เราไม่ได้นั่งแข่งกับใคร เราไม่ได้แข่งกับเวลา และก็ไม่ได้แข่งกับอะไรทั้งสิ้น เรากำลังสะสมความดี สะสมความเบาสบาย สะสมความสุขในการนั่งไปเรื่อย ๆ ประกอบเหตุไปเรื่อย ๆ โดยไม่กังวลเกี่ยวกับเรื่องผล เหมือนเรารดน้ำที่โคนต้นไม้ทุกวัน วันละกระป๋อง เราสังเกตไม่ออกว่า ต้นไม้เจริญเติบโตวันละกี่เซ็นต์ แต่เรารดทุกวัน ๆ แต่พอเผลอ ๆ ในที่สุดมันก็มีดอกมีผลมาให้เราชื่นชม ๑๙ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๓๖ ไม่ต้องกลัวเข้าถึงธรรมช้า เราไม่ได้นั่งแข่งกับใคร แต่นั่งเพื่อตัวเราเอง ๘ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๕ การศึกษาวิชชาธรรมกาย ไม่ต้องใช้สมอง ลืมความรู้สึกว่า เราเป็นมนุษย์ ยิ่งให้เหมือนหุ่นยนต์มากเท่าไร ยิ่งเรียนได้ดีเท่านั้น ๒๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ หาสมุดสักเล่มหนึ่ง เอาไว้เป็นสมุดคู่กาย ไว้สำหรับจดบันทึก ผลการปฏิบัติธรรม ๓ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ การจดบันทึกผลปฏิบัติธรรมทุกวัน เท่ากับเราตอกย้ำประสบการณ์ภายใน เราจะได้นึกทบทวนและหัดสังเกตว่า สิ่งที่เราทำไปในแต่ละวันนั้น ถูกหลักวิชชาไหม ถูกต้องไหม ถ้าถูกต้องจะได้รับผลการปฏิบัติที่ดีกว่าเดิม ถ้ายังไม่ถูก ต้องปรับปรุงแก้ไข เพราะประสบการณ์ภายในเป็นเครื่องบ่งชี้ว่า เราทำถูกวิธี หรือว่ายังถูกไม่สมบูรณ์ การบันทึกก็จะช่วยตรงนี้ ๓ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ การเขียนบันทึกผลการปฏิบัติธรรม จะทำให้เราได้เริ่มสังเกตตัวเอง อย่างเป็นไปตามธรรมชาติ แล้วเราจะค้นพบว่า เรามีข้อบกพร่อง มีข้อด้อยในการวางใจ หรือการประคับประคองใจเป็นอย่างไร ตั้งแต่ตื่นนอน กระทั่งไปทำมาหากิน กลับมาบ้าน มานอนหลับพักผ่อน ทั้งวันเราประคองใจได้แค่ไหน ๕ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ ความเจริญงอกงามของจิตใจ เกิดขึ้นทุกวินาที แม้เราคิดว่า...ไม่เห็นมีอะไรใหม่ แต่ความละเอียดของใจ ก็ถูกสั่งสมเอาไว้ในใจ และบุญเกิดขึ้นทุกครั้ง ที่เราลงมือปฏิบัติธรรม ๑๑ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ วันนี้เราหยุดนิ่งได้แค่ ๑ นาที ก็ให้ดีใจไว้เถอะ เราสมหวังแล้ว หยุดนิ่งได้แล้ว ๑ นาที หรือหยุดนิ่งยังไม่สมบูรณ์ก็ไม่เป็นไร แค่รู้สึกตัวโล่ง ว่าง โปร่ง เบา สบาย ก็ถือว่า...เราสมหวังแล้ว บางคนเกิดมาในโลกนี้อายุตั้งร้อยปี ยังไม่รู้จักเลยว่า โล่งใจ โปร่งใจ เป็นอย่างไร ใจใส ๆ ใจหยุด ใจนิ่ง เป็นอย่างไร เพราะฉะนั้นเราได้แค่ ๑ หรือ ๒ นาที ดีใจเถอะ แล้วต่อไปมันก็จะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ๑๐ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๕ อย่าเพิ่งตาย ถ้ายังไม่พบ พระธรรมกายในตัว ไม่อย่างนั้นเกิดมาตายฟรี ๑๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๗ อย่าไปกลุ้มอกกลุ้มใจจนกระทั่ง ทำให้เกิดความท้อแท้ ท้อถอย แล้วเลิกปฏิบัติไปในที่สุด ทำอย่างนั้น พญามารเขาจะหัวเราะเยาะเรา แทนที่เราจะหัวเราะเยาะพญามาร ๖ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ ไม่เห็นอะไร ไม่ใช่หมายความว่า เราปฏิบัติไม่ได้ผล ๔ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๓๕ เขาทำได้ เราก็ต้องทำได้ ๑๙ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๘