ยิ่งรู้จักยิ่งเคารพรักท่าน ประวัติหลวงปู่ คุณยาย และวัดพระธรรมกาย คํานํา “ยิ่งรู้จัก ยิ่งเคารพรักท่าน” รวมเรื่องราวชีวิตอันงดงามของพระเดชพระคุณพระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) หลวงปู่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ผู้ค้นพบวิชชาธรรมกาย และคุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ผู้ให้กําเนิดวัดพระธรรมกาย ไว้ในเล่มเดียวกัน พร้อมทั้งประวัติ ความเป็นมาของวัดพระธรรมกาย ตั้งแต่เริ่มสร้างวัดมาจนกระทั่งปัจจุบัน เพื่อให้ลูกหลานของหลวงปู่และคุณยาย รวมทั้งท่านสาธุชนทั้งหลาย ได้รู้จักหลวงปู่ คุณยาย และวัดพระธรรมกายมากยิ่งๆ ขึ้น ทุกตัวอักษรใน “ยิ่งรู้จัก ยิ่งเคารพรักท่าน” ได้ตั้งใจทําหน้าที่กัลยาณมิตรเพื่อให้ท่านผู้อ่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่เพิ่งเข้าวัดใหม่ๆ ได้ทราบพอสังเขปว่า วิชชาธรรมกายคืออะไร มหาปูชนียาจารย์ทั้งสองท่าน มีความเกี่ยวเนื่องกันอย่างไร ท่านมีมโนปณิธานอย่างไร มีจริยาวัตรอย่างไร คําสอนของท่านคืออะไร วัดพระธรรมกายกําเนิดขึ้นได้อย่างไร มีความเป็นมาอย่างไร เกี่ยวข้องกับมหาปูชนียาจารย์อย่างไร และมีเป้าหมายอย่างไร เรื่องราวชีวิตความเป็นมาของหลวงปู่และคุณยายบางส่วน ที่นํามาบันทึกไว้ในหนังสือเล่มนี้ถ่ายทอดให้เห็นคุณธรรมอันสูงส่งหลากหลาย ประการของท่าน ที่ทําให้ท่านโดดเด่นต่างจากบุคคลทั่วไป และทําให้ท่านได้รับความเคารพรัก ศรัทธา จากผู้คนจํานวนมากทั้งในและต่างประเทศ แม้ขณะนี้ มหาปูชนียาจารย์ทั้งสองท่านจะละสังขารไปแล้วก็ตาม แต่คุณธรรมความดีงามของท่าน ยังคงสถิตอยู่ในใจของผู้คนจํานวนมากอย่างไม่เสือมคลาย คณะผู้จัดทําเชื่อมั่นว่า เมื่อผู้อ่านทราบประวัติความเป็นมาและปฏิปทาของมหาปูชนียาจารย์มากขึ้นแล้ว ก็คงอดไม่ได้ที่จะเคารพรักท่านยิ่งขึ้น และถ้าได้สัมผัสกระแสแห่งความเมตตากรุณาของท่านที่เปรียบเสมือนน้ำอมฤตที่ชุ่มเย็น ความรู้สึก “ยิ่งรู้จัก ยิ่งเคารพรักท่าน” ก็จะยิ่งบังเกิดเพิ่มมากขึ้นอย่างแน่นอน คณะผู้จัดทํา ๑๐ ตุลาคม ๒๕๕๕ สารบัญ ต้นวิชชา ๘ ปฐมบทวิชชาธรรมกาย ๙ ธรรมกาย คืออะไร ๑๓ หลักฐานธรรมกาย ๑๘ กําเนิดผู้ค้นพบวิชชาธรรมกาย ๒๒ ค้นพบวิชชาธรรมกาย ๒๗ เจ้าอาวาสวัดปากน้า ๒๘ พัฒนาวัด ๒๙ ไหวชิน่า ๓๐ สร้างโรงเรียน ๓๒ ทํางานทางใจ ๓๓ วิธีปฏิบัติธรรมให้เข้าถึงพระธรรมกาย ๔๐ ความอัศจรรย์ของวิชชาธรรมกาย ๔๗ พระพุทธศาสนาขจรขจาย ๕๒ หนึ่งในสักขีพยาน ๕๕ วิสุทธิวาจา ๕๙ กิจวัตรประจําวัน ๖๑ คุณธรรมของหลวงปู่ ๗๕ อีก ๕ ปีจะมรณภาพ ผู้สืบสานวิชชาธรรมกาย ๘๐ กําเนิดผู้สืบสานวิชชาธรรมกาย ๘๒ ตามหาพ่อ ๘๔ เข้าถึงธรรม ๘๕ ช่วยพ่อขึ้นมาจากนรก ๘๖ มึงมันมาช้าไป ๘๘ ในโรงงานทําวิชชา ๙๐ ลูกจันทร์นี่ หนึ่งไม่มีลอง ๙๒ ตอบแทนคุณ ๙๓ อานุภาพวิชชาธรรมกายของคุณยาย ๙๕ คุณธรรมของคุณยาย ขยายวิชชาธรรมกายสู่ชาวโลก ๑๐๒ รวบรวมศิษยานุศิษย์ ๑๐๔ บรรพชาอุปสมบทศิษย์คุณยาย ๑๐๖ สร้างวัด ๑๐๙ ยุคเริ่มต้นของงานเผยแผ่ ๑๑๐ ศาลาปฏิบัติธรรมหลังแรก ๑๑๑ ช่วยงานหลวงพ่อ ๑๑๓ แรงศรัทธาของมหาชน ๑๑๕ ด้วยความกตัญญู ๑๑๘ มหาวิหารคุณยายอาจารย์ อุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ๑๒๐ ทุ่มเทเพื่อพระพุทธศาสนา ๑๓๒ บทส่งท้าย ๑๓๕ ภาคผนวก ๑๕๓ ภววิธีฝึกสมาธิเบืองต้น ๑๕๐ วรายนามเจ้าภาพ ต้นวิชชา ต้นวิชชา พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ตถาคตสฺส เหตํ วาเสฏฺฐา อธิวจนํ ธมฺมกาโย อิติปิ.. ดูก่อน วาเสฏฐะและภารทวาชะ คำว่าธรรมกายก็ดี นี้แหละเป็นชื่อของตถาคต (ทีม. ปาฏิ ๑๑/๕๒) ปฐมบทวิชชาธรรมกาย เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะประทับอยู่ ณ โคนไม้พระศรีมหาโพธิ์ ในวันเพ็ญเดือน ๖ เมื่อ ๒,๕๐๐ กว่าปีมาแล้วนั้น ทรงตั้งสัจจะด้วยพระทัย อันเด็ดเดี่ยวว่า “แม้เลือดเนื้อในกายของเราจะเหือดแห้งไป เหลือแต่เส้นเอ็น หนังและกระดูกก็ตาม หากไม่ได้บรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณ เราจะไม่ ยอมลุกจากที่นี้เป็นอันขาด” จากนั้นทรงเจริญสมาธิภาวนา ครั้นถึงยามต้น ทรงบรรลุปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ความหยั่งรู้ระลึกชาติได้ ยามที่ ๒ ทรงบรรลุจุตูปปาตญาณ ความหยั่งรู้ถึงความจุติและความเกิด ยามที่ ๓ ทรงบรรลุอาสวักขยญาณ ความหยั่งรู้ที่กำจัดอาสวกิเลสที่หมักหมมอยู่ใน จิตใจให้หมดสิ้นไป การตรัสรู้ของพระองค์นั้น “ทรงรู้เห็นแจ่มแจ้งหมด เห็นจริงๆ เห็นด้วยตาของธรรมกาย ไม่ใช่เห็นด้วยตามนุษย์ หรือคิดคาดคะเนเอา การที่พระองค์เห็นนี้ โดยมิได้มีผู้ใดสอนให้รู้ให้เห็น รู้เห็นโดย ลำพังพระองค์เอง และสิ่งทั้งหลายที่พระองค์รู้เห็นนั้น ตรงตามความเป็น จริงทั้งนั้น มิใช่คาดคะเนหรืออนุมานเอา...” (*จาก พระธรรมเทศนาพระมงคลเทพมุนี เรื่อง “พระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ” ๒๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๕) ธรรมกาย คืออะไร หลังจากที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานไป ระยะหนึ่งแล้ว พระอริยบุคคลทั้งหลายได้ค่อยๆ ลดจำนวนลง ผู้เข้าถึง “ธรรมกาย” ก็ลดน้อยลงด้วยเช่นกัน เป็นเหตุให้ “วิชชาธรรมกาย” ของ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่เคยดำรงอยู่ในครั้งพุทธกาลและสืบทอดมาอีก ระยะหนึ่งนั้นเลือนหายไปในที่สุด ความรู้ที่มีเหลืออยู่ในคัมภีร์ไม่มากพอที่ คนรุ่นหลังจะเข้าใจได้ ทำให้เกิดการตีความขึ้นในภายหลังว่า “ธรรมกาย” เป็นเพียงชื่อหนึ่งของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่านั้น จนกระทั่งพระเดชพระคุณพระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) หลวงปู่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ได้ปฏิบัติธรรมจนเข้าถึง “ธรรมกาย” และ ค้นพบ “วิชชาธรรมกาย” จากนั้นท่านได้นำความรู้ที่ท่านเข้าถึงและค้นพบมาเผยแผ่แก่ประชาชน ทำให้คำว่า “ธรรมกาย” เริ่มเป็นที่รู้จักกันขึ้น มาอีกครั้ง (*คำว่า วิชชาธรรมกายนี้ พระเดชพระคุณพระราชภาวนาวิสุทธิ์ ได้ให้ คำจำกัดความไว้ว่า หมายถึง ความรู้แจ้งที่เกิดจากการเห็นแจ้งด้วย ธรรมจักขุของพระธรรมกาย อันเป็นแก่นแท้ดั้งเดิมของพระพุทธศาสนา สามารถกำจัดทุกข์ได้เป็นชั้นๆ จนหมดกิเลส เข้าถึงบรมสุข คือพระนิพพาน) พระเดชพระคุณพระมงคลเทพมุนี อธิบายไว้ว่า “ธรรมกาย” คือ กายแห่งการตรัสรู้ธรรมที่มีอยู่แล้วในศูนย์กลางกายของมนุษย์ทุกคน มีลักษณะคล้ายพระพุทธรูป ประกอบด้วยลักษณะมหาบุรุษครบถ้วน ทุกประการ เกตุเป็นรูปดอกบัวตูม ใสสว่างเป็นแก้วตลอดทั้งองค์ และ เมื่อท่านตรวจสอบความรู้ที่เกิดจากการปฏิบัติกับพระไตรปิฎกและคัมภีร์ ต่างๆ ก็พบว่าไม่คลาดเคลื่อน (เช่น คำว่า “เห็น” ก็สามารถ “เห็น” ได้ จริงๆ หรือพระรัตนตรัยที่แปลว่า แก้ว ๓ ประการ ก็สามารถเห็นได้ว่าใส เป็นแก้วจริงๆ ทั้งพระพุทธ พระธรรมและพระสงฆ์โดยไม่จำเป็นต้องตีความ) พระเดชพระคุณพระมงคลเทพมุนีได้เผยแผ่ความรู้ที่ท่านค้นพบให้แก่ ศิษย์ทั้งหลาย และมีผู้เข้าถึง “ธรรมกาย” กันเป็นจำนวนมาก เป็นประจักษ์ พยานยืนยันได้ว่า “ธรรมกาย” นี้คือของจริง พระเดชพระคุณพระมงคลเทพมุนี้กล่าวว่า คำว่า “ธรรมกาย” นั้น ท่านมิได้เป็นผู้บัญญัติขึ้นเอง ในพระไตรปิฎกก็มีคำนี้ นอกจากนี้ยังมี หลักฐานที่ยืนยันได้ว่าในอดีตก็เคยมีการสอนวิธีปฏิบัติธรรมให้เข้าถึง พระธรรมกายปรากฏอยู่ใน “หนังสือพุทธรังษีธฤษดีญาณ ว่าด้วยสมถะและ วิปัสสนากัมมัฏฐาน ๔ ยุค” หนังสือเล่มนี้ได้กล่าวถึงวิธีปฏิบัติสมถะและ วิปัสสนาแบบโบราณ ๔ ยุค คือ ยุคกรุงศรีสัตตนาคณหุตฯ (เวียงจันทร์) กรุงศรีอยุธยา กรุงธนบุรี และกรุงรัตนโกสินทร์ ซึ่งมีอยู่วิธีหนึ่งชื่อว่า “แบบขึ้นกัมมัฏฐานห้องพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ” เป็นแบบ ที่สืบเนื่องมาจากท่านทิศาปาโมกขาจารย์ ๕๖ องค์ แต่ครั้งโบราณ ได้ประชุมกันจารึกไว้เมื่อประมาณพุทธศักราช ๕๗๒ วิธีปฏิบัติในหนังสือ เล่มนี้ กล่าวถึง “ธรรมกาย” อยู่ในวิธีการทำสมาธิด้วย ถือเป็นหลักฐาน สำคัญอีกชิ้นหนึ่ง ที่ยืนยันได้ว่า ครั้งหนึ่งเคยมีการกล่าวถึง “ธรรมกาย” ในวิธีการทำสมาธิ ส่วน “วิชชาธรรมกาย” ที่พระเดชพระคุณพระมงคลเทพมุนี ค้นพบนั้น เกิดขึ้นหลังจากที่ท่านปฏิบัติธรรมจนเข้าถึงพระธรรมกายแล้ว จากนั้นอาศัยธรรมจักขุของพระธรรมกายที่ท่านเข้าถึงศึกษาค้นคว้า ความรู้ในวิชชาธรรมกายต่อไป วิชชาธรรมกายอันเป็นแก่นแท้ดั้งเดิม ของพระพุทธศาสนาที่พระเดชพระคุณพระมงคลเทพมุนีท่านค้นพบนี้ ได้ เลือนหายไปนานเกือบ ๒,๐๐๐ ปีมาแล้ว ดังพระธรรมเทศนาของท่านว่า ** นี่แหละหลักพระพุทธศาสนา จำเป็นตำรับตำราไว้ อย่าดูหมิ่น ดูแคลนหนา พระพุทธเจ้าไม่เกิดขึ้นในโลกละก็ ธรรมอันนี้ไม่มีใครแสดง ไม่มีใครบอก ไม่มีใครเล่าให้ฟัง ถึงกระนั้นที่เกิดขึ้นแล้ว ก็ดับเสียเกือบ ๒,๐๐๐ ปี มาเกิดขึ้นที่วัดปากน้ำนี้แล้ว อุตส่าห์พยายามทำกันไป...” (*จาก พระธรรมเทศนา เรื่อง รัตนสูตร ๑๖ พฤษภาคม ๒๔๙๓๗) *“พวกที่เข้าถึงธรรมกายแล้ว เขารู้ฤทธิ์ของธรรมกายแล้ว เขาไม่ อินังขังข้ออะไรหรอกกับสวิญญาณกรัตนะ อวิญญาณกรัตนะ ในภพ ๓ นะ เขาต้องการจะไปนิพพาน ออกจากภพ ๓ นี่แน่ะ ยังสูงกว่าอย่างนั้น แล้วก็เลิศประเสริฐกว่า เข้าถึงพุทธรัตนะแล้วเลิศประเสริฐกว่าทั้งนั้น รัตนะใดสู้ไม่ได้ทั้งนั้น สวิญญาณกรัตนะ อวิญญาณกรัตนะ ที่อยู่ในไตรภพ สู้ไม่ได้ทั้งนั้น แพ้พุทธรัตนะทั้งนั้น เพราะฉะนั้นผู้ที่ได้พุทธรัตนะ ที่ได้แล้วอย่าดูเบาหนา ดับมาเกือบ ๒,๐๐๐ ปีหนา มาโผล่ขึ้นในครั้งนี้นะเป็นอัศจรรย์ทีเดียว...” (*จาก พระธรรมเทศนา เรื่อง รัตนสูตร ๒๖ เมษายน ๒๕๕๗) ก่อนหน้าที่พระเดชพระคุณพระมงคลเทพมุนี้จะค้นพบวิชชา ธรรมกาย เรื่องราวของธรรมกายที่ยังคงมีปรากฏอยู่ในที่ต่างๆ นั้นก็ยัง ไม่มีผู้ค้นพบ หรือที่พบแล้วก็ไม่เข้าใจว่า “ธรรมกาย” คืออะไร จะเข้าถึงได้ หรือไม่อย่างไร แต่พระเดชพระคุณพระมงคลเทพมุนีท่านเชื่อมั่นและ ยืนยันว่าวิชชาธรรมกายที่ท่านค้นพบเป็นของจริงมาโดยตลอด อีกทั้งท่าน ยังตรวจสอบความรู้ที่ได้จากการปฏิบัติธรรมของท่านกับพระไตรปิฎกไว้แล้ว การปฏิบัติธรรมจนเข้าถึง “ธรรมกาย” และการค้นพบวิชชา ธรรมกาย ของพระเดชพระคุณพระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) ถือเป็น พยานแห่งการตรัสรู้ธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและเป็นการรื้อฟื้น คำสอนดั้งเดิมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในด้านการปฏิบัติให้เป็นที่รู้จักกัน อย่างกว้างขวาง และยังเป็นการจุดประกายให้พระพุทธศาสนาสว่างไสว โชติช่วงขึ้นอีกครั้งหนึ่ง หลักฐานธรรมกาย คำว่า “ธรรมกาย” (ธมฺมกาย) นี้มีปรากฏอยู่ในที่ต่างๆ หลายแห่ง ทั้งในพระไตรปิฎก และในคัมภีร์ต่างๆ ธรรมกาย ในพระไตรปิฎก ปรากฏอยู่ในพระสูตร ๔ แห่ง ดังนี้ แห่งแรก อยู่ในพระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค ความว่า ตถาคตสฺส เหตํ วาเสฏฺฐา อธิวจนํ ธมฺมกาโย อิติปิ พฺรหฺมกาโย อิติปิ ธมฺมภูโต อิติปิ พฺรหมฺภูโต อิติปิฯ (ดูก่อน วาเสฏฐะและภารทวาชะ คำว่าธรรมกายก็ดี พรหมกาย ก็ดี ธรรมภูตก็ดี พรหมภูตก็ดี นี้แหละเป็นชื่อของตถาคต) แห่งที่ ๒ อยู่ในพระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน โสภิตวรรค ที่ ๑๔ ความว่า ธมฺมกายญฺจ ทีเปนฺติ เกวลํ รตนากรํ วิโกเปตุํ น สกฺโกนฺติ โก ทิสฺวา นปฺปสีทติฯ (ชนทั้งหลายไม่สามารถกำจัดพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ใด ผู้ทรงแสดงธรรมกายและผู้เป็นบ่อเกิดแห่งพระรัตนตรัยอย่างเดียวได้ ใครเล่าเห็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้นแล้วจะไม่เลื่อมใส) แห่งที่ ๓ อยู่ในพระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน พุทธวรรค ที่ ๑ ความว่า …ภวนฺติ ปจฺเจกชินา สยมฺภู มหนฺตธมฺมา พหุธมฺมกายา... (นักปราชญ์เหล่านั้นย่อมเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า ผู้สยมภู ทรงเป็น ผู้มีธรรมใหญ่ มีธรรมกายมาก) แห่งที่ ๔ อยู่ในพระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เอกุโปสถ วรรคที่ ๒ ความว่า สํวทฺธิโตยํ สุคต รูปกาโย มยา ตว อานนฺทิโย ธมฺมกาโย มม สํวทฺธิโต ตยาฯ (ข้าแต่พระสุคตเจ้า รูปกายของพระองค์นี้ อันหม่อมฉันทำให้ เจริญเติบโตแล้ว พระธรรมกาย อันน่ารื่นรมย์ของหม่อมฉัน พระองค์ ทำให้เติบโตแล้ว) หลักฐานธรรมกายที่ปรากฏอยู่ในคัมภีร์อื่นๆ ๐ ในอรรถกถา มีปรากฏอยู่ ๒๕ แห่ง ๐ ในฎีกาพระวินัยที่ชื่อว่า “สารัตถทีปนี” กล่าวถึง “ธรรมกาย” ในฉบับภาษาบาลีอยู่ประมาณ ๖ แห่ง ๐ ในคัมภีร์วิสุทธิมรรค กล่าวถึง “ธรรมกาย” อยู่ ๒ แห่ง ๐ ในคัมภีร์มิลินทปัญหา กล่าวถึง “ธรรมกาย” อยู่ ๑ แห่ง ๐ ในหนังสือ “ประชุมศิลาจารึก ภาคที่ ๓” กล่าวว่า ในศิลาจารึก หลักที่ ๕๔ พ.ศ. ๒๐๙๒ ที่จารึกไว้เป็นภาษาไทยและมคธ มีข้อความกล่าว ถึงเรื่องราวของพระธรรมกายเอาไว้ ๐ ในหนังสือ “ปฐมสมโพธิกถา” ได้กล่าวไว้อย่างชัดเจนว่า พระอุปคุตต์เห็นพระธรรมกาย นั่นคือ พระธรรมกายนั้นสามารถเห็นได้ ข้อความนี้เป็นเครื่องยืนยันความรู้อันเกิดจากการปฏิบัติธรรมของพระเดช พระคุณพระมงคลเทพมุนีและศิษย์ของท่านเป็นอย่างดี ๐ ในจารึกลานทอง กล่าวถึง “ส่วนสูงของพระธรรมกาย” ไว้ด้วย หลักฐานนี้ยืนยันคำสอนของพระเดชพระคุณพระมงคลเทพมุนีและศิษย์ เกี่ยวกับ “การวัดมิติของพระธรรมกาย” ว่าไม่ใช่สิ่งที่อยู่นอกเหนือจาก ตำราแต่อย่างใด สำหรับต้นฉบับจารึกลานทองนี้ ปัจจุบันตั้งแสดงไว้ใน พิพิธภัณฑ์วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ราชวรมหาวิหาร ๐ นอกจากนี้ในคัมภีร์ฝ่ายมหายานยังมีเรื่องราวเกี่ยวกับธรรมกาย อยู่มากกว่าในคัมภีร์ฝ่ายเถรวาท และในคัมภีร์เหล่านั้นมีอยู่หลายตอนที่ กล่าวตรงกันกับการค้นพบของพระเดชพระคุณพระมงคลเทพมุนี เช่น ในคัมภีร์ศรีมาลาเทวีสีหนาทสูตรตอนหนึ่งกล่าวว่า “ธรรมกายนั้นย่อม เที่ยงแท้แน่นอนที่สุด เป็นสุขล้วนๆ เป็นตัวตนคืออัตตาที่แท้จริงบริสุทธิ์ที่สุด ผู้ใดได้เห็นธรรมกายของตถาคตในลักษณะนี้แล้ว ย่อมถือว่าเห็นถูก” (*จาก ธรรมกายในคัมภีร์เถรวาท) กำเนิดผู้ค้นพบวิชชาธรรมกาย ผู้ค้นพบวิชชาธรรมกาย พระเดชพระคุณพระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) กำเนิดผู้ค้นพบวิชชาธรรมกาย พระเดชพระคุณพระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) หรือหลวงปู่ วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ผู้ค้นพบวิชชาธรรมกาย (ซึ่งต่อไปนี้จะเรียกท่าน สั้นๆ ว่า หลวงปู่) ถือกำเนิดในสมัยรัชกาลที่ ๕ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ท่านมีนามเดิมว่า สด มีแก้วน้อย เกิดเมื่อวันศุกร์ แรม ๖ ค่ํา เดือน ๑๑ ปีวอก ตรงกับวันที่ ๑๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๒๗ ณ บ้านสองพี่น้อง ตำบล สองพี่น้อง อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นบุตรคนที่สองของ นายเงินและนางสุดใจ มีแก้วน้อย มีพี่สาว ๑ คน น้องชาย ๓ คน ในวัยเด็ก หลวงปู่ไปเรียนหนังสือที่วัด ตามประเพณีของชาวไทย ในสมัยก่อน ท่านศึกษาเล่าเรียนอย่างจริงจัง จนอ่านเขียนทั้งหนังสือไทย และขอมได้คล่องแคล่ว เมื่อสำเร็จการศึกษาแล้ว ท่านได้กลับมาช่วยบิดา มารดาประกอบอาชีพค้าข้าว จนอายุได้ ๑๔ ปีเศษ บิดาถึงแก่กรรม ท่านเป็นลูกชายคนโตจึงต้องหาเลี้ยงครอบครัวแทนบิดา ตั้งแต่นั้นมา พ่อค้าวัย ๑๔ ปีผู้นี้ ต้องนำเรือค้าข้าวขึ้นล่องระหว่างอำเภอสองพี่น้อง กับกรุงเทพฯ เดือนละ ๒-๓ ครั้ง นับเป็นภาระหนักมากสำหรับเด็กวัย ขนาดนั้น แต่ด้วยความขยันขันแข็ง กิจการค้าข้าวจึงเจริญขึ้นโดยลำดับ จนเป็นที่รู้จักกันในยุคนั้นว่า เป็นผู้มีฐานะดีคนหนึ่ง เมื่ออายุได้ ๑๙ ปีเศษ ขณะที่นำเรือเปล่ากลับจากขายข้าว เข้าคลองเพื่อเดินทางกลับบ้าน ท่านต้องระแวดระวังภัยที่อาจเกิดขึ้นได้ ทุกขณะ เพราะในคลองนี้มีโจรชุกชุมมาก เมื่อผ่านพ้นอันตรายมาได้ ท่านจึงคำนึงถึงความไม่มีสาระในการทำมาหากิน จนเกิดธรรมสังเวชว่า “การหาเงินเลี้ยงชีพนั้นลำบาก บิดาของเราก็หามาอย่างนี้ ต่างไม่มีเวลา ว่างกันทั้งนั้น ถ้าใครไม่รีบหาให้มั่งมี ก็เป็นคนชั้นต่ำ ไม่มีใครนับหน้าถือตา เข้าหมู่เพื่อนบ้านก็อับอาย ไม่เทียมหน้าเขา บุรพชนต้นสกุลก็ทำมาอย่าง นี้เหมือนกัน จนถึงบิดาเราและตัวเราในบัดนี้ก็คงทำอยู่อย่างนี้ ก็บัดนี้ บุรพชนทั้งหลายได้ตายหมดแล้ว แม้เราก็จักตายเหมือนกัน” ท่านเกิด ความสลดใจ อยากออกบวชเพื่อแสวงหาหนทางพ้นทุกข์ จึงจุดธูปบูชา พระและอธิษฐานว่า “ขออย่าให้เราตายเสียก่อน ขอให้บวชเสียก่อนเถิด ถ้าบวชแล้วไม่สึกจนตลอดชีวิต” จากนั้นท่านขะมักเขม้นทำงานยิ่งขึ้น เมื่อ อายุได้ ๒๒ ปีก็รวบรวมทรัพย์ได้จำนวนหนึ่ง ซึ่งคะเนว่ามากพอที่มารดา จะใช้จ่ายไปได้จนตลอดชีวิตแล้ว จึงออกบวชเป็นพระภิกษุ เมื่อเดือน กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๙ ณ วัดสองพี่น้อง อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี โดยมีพระอาจารย์ดี วัดประตูสาร เป็นพระอุปัชฌาย์ พระครูวินยานุโยค (เหนี่ยง อินทโชโต) วัดสองพี่น้อง เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และ พระอาจารย์โหน่ง อินทสุวณโณ วัดสองพี่น้อง เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาว่า “จนฺทสโร” หลวงปู่ท่านออกบวชด้วยความตั้งใจมั่น หวังทำพระนิพพานให้แจ้ง ก่อนบวชท่านจึงเริ่มศึกษาพระวินัยและข้อควรปฏิบัติของสงฆ์ ท่องคำขอบรรพชาอุปสมบทและเตรียมตัวบวชอยู่ที่วัดเป็นเวลาประมาณ ๑๐ วัน ดังนั้นเมื่อบวชแล้ว ท่านจึงสามารถปฏิบัติตามพระธรรมวินัยได้อย่าง ถูกต้องตั้งแต่ต้น ท่านใช้เวลาในชีวิตสมณะอย่างทรงคุณค่ายิ่ง นับแต่ วันแรกที่บวช ท่านก็เริ่มฝึกธรรมปฏิบัติทุกวันตลอดมา ควบคู่ไปกับการเรียน คันถธุระ ท่านจำพรรษาอยู่ที่วัดสองพี่น้อง ๗ เดือนเศษ จากนั้นเดินทาง ไปจำพรรษาอยู่ที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม กรุงเทพฯ ก่อนไปวัด พระเชตุพนฯ ท่านได้ตั้งคัมภีร์ใบลานมหาสติปัฏฐานลานยาวไว้ที่วัด สองพี่น้องผูกหนึ่ง ตั้งใจไว้ว่าจะต้องแปลคัมภีร์ผูกนี้ให้ออก ถ้ายังแปลไม่ ออกก็จะยังไม่หยุดเรียน ในช่วงที่หลวงปู่พํานักอยู่ ณ วัดพระเชตุพนฯ ท่านเคยออก บิณฑบาตไม่ได้อาหารเลยถึง ๒ วัน ท่านก็ยอมอด พอวันที่สาม ท่าน บิณฑบาตได้ข้าวมา ๑ ทัพพี กล้วยน้ำว้า ๑ ลูก เมื่อลงมือฉันไปได้คำหนึ่ง ท่านก็เหลือบไปเห็นสุนัขแม่ลูกอ่อนผอมโซเดินมา คงจะอดอาหารมา หลายวันเช่นเดียวกัน ด้วยจิตเมตตา ท่านจึงตัดสินใจปั้นข้าวที่เหลืออยู่ อีกคำหนึ่งและกล้วยน้ำว้าครึ่งลูก ให้เป็นทานแก่สุนัข แล้วอธิษฐานจิตว่า “ขึ้นชื่อว่าความอดอยากอย่างนี้ ขออย่าได้มีอีกเลย” นับแต่นั้นเป็นต้นมา ทุกครั้งที่ท่านไปบิณฑบาต ปรากฏว่าได้อาหารมากมายเกินกว่าที่ท่านจะ ฉันหมด ท่านจึงแบ่งถวายพระภิกษุรูปอื่นๆ ความลำบากเรื่องภัตตาหารของพระภิกษุสามเณรในครั้งนี้ทำให้ ท่านดำริว่า “เมื่อเรามีกำลังเพียงพอเมื่อใดก็ตาม เราจะตั้งโรงครัว ประกอบอาหารเลี้ยงพระเณรโดยไม่ต้องให้ลำบาก เพื่อจะได้มีเวลาศึกษา เล่าเรียนกันอย่างเต็มที่” และท่านก็สามารถตั้งโรงครัวเลี้ยงพระภิกษุ สามเณร ได้จริงๆ ในเวลาต่อมา หลวงปู่ศึกษาค้นคว้าความรู้ในพระไตรปิฎกอยู่ที่วัดพระเชตุพนฯ เป็นเวลาถึง ๑๑ พรรษา จนเชี่ยวชาญภาษาบาลี เมื่อสามารถแปลคัมภีร์ มหาสติปัฏฐานได้ดังที่เคยตั้งใจไว้แล้ว จึงหยุดเรียนคันถธุระ ตั้งใจ เรียนวิปัสสนาธุระให้ยิ่งๆ ขึ้นไป ท่านพากเพียรศึกษาธรรมปฏิบัติจาก พระอาจารย์หลายท่าน เริ่มเรียนตั้งแต่บวชวันแรกเลยทีเดียว โดยมีรายนาม พระอาจารย์ดังนี้ พระอาจารย์โหน่ง อินทสุวณฺโณ วัดสองพี่น้อง จังหวัด สุพรรณบุรี หลวงปู่เนียม วัดน้อย จังหวัดสุพรรณบุรี พระสังวรานุวงษ์ วัดราชสิทธาราม กรุงเทพฯ พระครูญานวิรัติ (โป๊) วัดพระเชตุพนฯ กรุงเทพฯ พระอาจารย์สิงห์ วัดละครทำ ธนบุรี ซึ่งล้วนแต่เป็นพระอาจารย์ที่ทรง คุณวิเศษในทางธรรมปฏิบัติ เป็นเยี่ยมทางปริยัติ งามทั้งศีลาจารวัตร และมีลูกศิษย์ลูกหามากมาย หลวงปู่ฝึกฝนธรรมปฏิบัติด้วยความตั้งใจจริง จนครูบาอาจารย์รับรองผลแห่งการปฏิบัติ และชักชวนให้อยู่ช่วยกันสอน ผู้อื่นต่อไป แต่ท่านรู้สึกว่า ความรู้เท่านี้ยังไม่เพียงพอที่จะช่วยตนเองให้ พ้นทุกข์ได้ ต่อมาท่านจึงตั้งใจศึกษาวิธีการปฏิบัติเพิ่มเติมด้วยตนเองจาก คัมภีร์วิสุทธิมรรค ซึ่งเป็นคัมภีร์แม่บทของการปฏิบัติธรรม ค้นพบวิชชาธรรมกาย ค้นพบวิชชาธรรมกาย ในปี พ.ศ. ๒๕๖๐ ย่างเข้าพรรษาที่ ๑๒ ท่านไปจำพรรษาอยู่ ณ วัดโบสถ์บน ตำบลบางคูเวียง อำเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรี ด้วย ความตั้งใจว่า จะตอบแทนพระคุณท่านเจ้าอาวาสที่เคยถวายหนังสือ มูลกัจจายน์และคัมภีร์พระธรรมบทให้ท่านเมื่อครั้งเรียนปริยัติ และจะได้ ช่วยแสดงธรรมแก่พระภิกษุ สามเณร อุบาสก อุบาสิกา เป็นการตอบแทน พระคุณท่านเจ้าอาวาส ในวันเพ็ญเดือน ๑๐ ระหว่างกลางพรรษาที่ ๑๒ เวลาเช้าตรู่ก่อน ออกบิณฑบาต ท่านได้ระลึกขึ้นมาว่า “เราบวชมานานนับได้ ๑๒ พรรษาแล้ว ยังไม่บรรลุธรรมของพระพุทธเจ้าเลย ทั้งที่การศึกษาของเราก็ไม่เคยขาด สักวัน เราควรจะรีบกระทำความเพียร ให้รู้เห็นของจริงในพระพุทธศาสนา หากไม่เริ่มปฏิบัติก็จะได้ชื่อว่าเป็นผู้ตกอยู่ในความประมาท” หลังกลับจากบิณฑบาต ท่านจึงเดินเข้าสู่อุโบสถเพื่อปฏิบัติธรรม โดยตั้งปณิธานในใจว่า หากไม่ได้ยินกลองเพลก็จะยังไม่ลุกขึ้นจากที่ ท่านหลับตาภาวนา “สัมมา อะระหัง” จนกระทั่งใจหยุดเป็นจุดเดียวกัน เห็นเป็นดวงใสบริสุทธิ์ขนาดเท่าฟองไข่แดงของไก่ติดอยู่ที่ศูนย์กลางกาย รู้สึกสบายใจอย่างบอกไม่ถูก ความปวดเมื่อยทั้งหลายมลายหายไปหมด พอดีกลองเพลดังกังวานขึ้น วันนั้นท่านฉันภัตตาหารเพลด้วยความปีติ อิ่มเอิบใจ ดวงใสที่เห็น ยังคงติดอยู่ที่ศูนย์กลางกายท่านฉันภัตตาหารไปด้วย มองดูที่ศูนย์กลางกาย ไปด้วย แม้ลืมตาก็ยังมองเห็นชัด ความสว่างเช่นนี้ไม่เคยมีมาก่อนเลยใน ชีวิตการปฏิบัติธรรมของท่าน หลังจากลงพระปาฏิโมกข์แล้ว ในเย็นนั้นท่านได้บอกกับพระภิกษุ เพื่อนๆ ไม่ให้ไปรบกวน ท่านบอกว่า “จะตายก็ตายเถิด ปล่อยให้ได้นั่ง ตามชอบใจเถอะ ถ้าไม่มีคุณธรรมอะไร ไม่เห็นอะไร ไม่เป็นอะไร อย่างนี้ เลี้ยงไว้ก็เสียข้าวสุกเปล่าๆ ไม่มีประโยชน์อะไร” จากนั้นท่านจึงได้เข้าไป ในอุโบสถ เพื่อปรารภความเพียร ท่านมาหวนคิดถึงเมื่อครั้งอายุ ๑๙ ที่ได้ ปฏิญาณตนบวชจนตาย บัดนี้เวลาผ่านมาถึง ๑๕ ปี ก็ยังไม่ได้บรรลุธรรม ที่พระพุทธองค์ทรงรู้เห็นเลย จึงตั้งสัจจาธิษฐานทำสมาธิภาวนาอย่างเอา ชีวิตเป็นเดิมพันว่า “ถ้าเรานั่งลงไปครั้งนี้ไม่เห็นธรรมที่พระพุทธเจ้า ต้องการ เป็นอันไม่ลุกจากที่นี้จนหมดชีวิต” เมื่อตั้งจิตมั่นลงไปอย่างนั้น แล้ว ท่านได้แสดงความอ้อนวอนต่อหน้าพระประธานตัวแทนของ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า “ขอพระองค์ได้ทรงพระกรุณาโปรดข้าพระพุทธเจ้า ทรงประทานธรรมที่พระองค์ได้ทรงตรัสรู้อย่างน้อยที่สุด แลง่ายที่สุด ที่พระองค์ได้ทรงรู้แล้วแต่ข้าพระพุทธเจ้า ถ้าข้าพระพุทธเจ้ารู้ธรรมของ พระองค์แล้ว เป็นโทษแก่ศาสนาของพระองค์แล้ว ขอพระองค์อย่าทรง พระราชทานเลย ถ้าเป็นคุณแก่ศาสนาของพระองค์แล้ว ขอพระองค์ได้ ทรงพระกรุณาโปรดพระราชทานแด่ข้าพระองค์ ข้าพระองค์รับเป็นทนาย ศาสนา ในศาสนาของพระองค์จนตลอดชีวิต” ขณะที่กำลังนั่งเจริญสมาธิภาวนา ท่านเหลือบไปเห็นมดขี้ที่โตขึ้น มาตามรอยแตกของอุโบสถ เกรงว่ามดขี้จะมากัดทำให้ต้องถอนจากสมาธิ จึงเอานิ้วมือจุ่มน้ำมันก๊าดลากเป็นวงล้อมรอบตัวเพื่อกันมด แต่ยังไม่ทัน วงรอบตัวก็ฉุกคิดว่า ชีวิตยังสละได้ แต่ทำไมยังกลัวมดขี้อยู่เล่า จึงวาง ขวดน้ำมันลง แล้วปฏิบัติธรรมต่อไป เวลาผ่านไปประมาณครึ่งค่อนคืน ใจหยุดสงบนิ่งที่ศูนย์กลางกายได้ส่วนพอดี ดวงกลมโตใสบริสุทธิ์ที่ ศูนย์กลางกายที่เห็นเมื่อเพลยิ่งใสสว่างมากขึ้นราวกระจกเงา ใหญ่ขนาด ดวงอาทิตย์ เห็นอยู่อย่างนั้นหลายชั่วโมง โดยไม่ทราบว่าจะทำอย่างไรต่อไป ขณะนั้น มีเสียงหนึ่งผุดขึ้นมาจากกลางดวงนั้นว่า “มัชฌิมา ปฏิปทา” ทางสายกลางไม่ตึงนักไม่หย่อนนักในความหมายของปริยัติ ขณะเดียวกันที่ศูนย์กลางดวงกลมใสสว่างนั้นปรากฏมีจุดเล็กเรืองแสง สว่างวาบขึ้นมา ท่านจึงคิดว่า “นี่กระมังทางสายกลาง” ท่านจึงมองไปที่ จุดนั้นทันที จุดนั้นค่อยๆ ขยายโตขึ้นมาแทนที่ดวงเก่าซึ่งหายไป ท่านมองเข้ากลาง* จุดเล็กที่อยู่กลางดวงใสเรื่อยไป ก็ได้เห็นดวงใหม่ที่สุกใสยิ่งกว่า ลอยขึ้นมา ท่านเข้ากลางดวงใหม่ที่ลอยขึ้นมาแทนที่อย่างต่อเนื่องไม่ขาด สายไปเรื่อยๆ ในที่สุดจึงเห็นกายต่างๆ เกิดขึ้นจนกระทั่งถึง “ธรรมกาย” เป็นองค์พระปฏิมากรเกตุดอกบัวตูม ใสบริสุทธิ์งดงามหาที่ติมิได้ยิ่งกว่า พระพุทธรูปองค์ใดที่เคยเห็นมา (*เข้ากลาง หมายถึง ดำเนินจิตเข้ากลางดวงที่เห็นเข้าไปเรื่อยๆ หยุดในหยุดจนกระทั่งเข้าถึงพระธรรมกายที่อยู่ในทางสายกลาง) ด้วยการทำความเพียรอย่างไม่อาลัยในชีวิต หลวงปู่ท่านได้เข้า ถึงพระธรรมกายกลางดึกคืนนั้นเอง ณ เวลานั้น ท่านเข้าใจอย่างชัดเจน ด้วยตนเองว่า ธรรมะของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านี้ลึกซึ้งนัก พ้นวิสัยของ การที่จะตรึกนึกคิดหรือคาดคะเนเอาได้ เพราะถ้ายังตรึกนึกคิดอยู่ก็เข้าไม่ถึง จะเข้าถึงได้ต้องทำให้ใจ คือ ความรู้ตรึก รู้ลึก รู้คิด รวมหยุดเป็นจุดเดียวกัน พอหยุดก็ดับ ดับแล้วจึงเกิด ในเวลาต่อมาท่านจึงกล่าวสรุปไว้เป็นประโยค สั้นๆ ว่า “หยุดเป็นตัวสำเร็จ” การปฏิบัติธรรมจนเข้าถึงพระธรรมกาย และการค้นพบวิชชา ธรรมกายของหลวงปู่ นับเป็นการค้นพบที่ยิ่งใหญ่ เพราะมิได้เป็นเพียง การปฏิบัติตามหรือจดจำจากตำรา แต่เป็นการรู้เห็นและเข้าถึงธรรมจริงแท้ ที่มีอยู่ภายในด้วยตนเอง โดยการดำเนินจิตเข้าไปในหนทางสายกลาง อันเป็นหนทางสู่ความพ้นทุกข์ ท่านพบว่าเมื่อปฏิบัติตามเส้นทางสาย กลางด้วยวิธีการทำใจให้หยุดนิ่ง ก็จะเข้าถึงความรู้ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า และพระอรหันต์ทั้งหลายได้เข้าถึงแน่นอน วิธีการดำเนินจิตเข้าไปในเส้นทางสายกลางที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า และพระอรหันต์ทั้งหลายได้ดำเนินไปแล้วนี้ หายไปเกือบ ๒,๐๐๐ ปี การค้นพบ ของท่านจึงเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อมนุษยชาติ และเหนือสิ่งอื่นใด การ ค้นพบของท่านยังเป็นพยานยืนยันหลักฐานว่า ตถาคตเป็นพระธรรมกาย ดังที่ปรากฏอยู่ในอรรถกถา พระไตรปิฎก วกกลิสุตตวณณนา หน้า ๓๔๒ ถึง ๓๔๓ ว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงพระธรรมกายที่ตรัสไว้ว่า ขอถวายพระพรมหาบพิตร ธรรมกายแลคือพระตถาคต ความจริงโลกุตรธรรม ๙ อย่าง (มรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑) ชื่อว่า พระกายของพระตถาคต” เมื่อหลวงปู่เข้าถึงพระธรรมกายแล้ว ก็นั่งทบทวนสิ่งที่ค้นพบต่อไป อีก ขณะนั้นท่านเห็นวัดบางปลาปรากฏขึ้น เหมือนตัวเองไปอยู่ที่วัดนั้น ท่านรู้ด้วยญาณทัสสนะว่า ที่วัดบางปลาจะต้องมีผู้รู้เห็นธรรมได้อย่าง แน่นอน ท่านจึงมีความคิดที่จะไปสอนที่วัดนั้นอยู่เรื่อยมา หลวงปู่มุ่งมั่นในการทำสมาธิภาวนาทุกวัน ยิ่งปฏิบัติก็ยิ่งลึกซึ้งมาก ขึ้น เมื่อออกพรรษาแล้ว ท่านเดินทางไปปฏิบัติธรรม และสอนธรรมปฏิบัติ ที่วัดบางปลา ตำบลบางเลน จังหวัดนครปฐม ตามที่ได้ตั้งใจไว้ สอนอยู่ราวๆ ๔ เดือน มีพระภิกษุปฏิบัติได้ ๓ รูป และฆราวาสอีก ๔ คน ถือเป็นพยาน ในการบรรลุธรรมของท่าน การสอนครั้งนี้นับเป็นจุดเริ่มต้นของการเผยแผ่ วิชชาธรรมกายที่ท่านค้นพบมาให้เป็นประโยชน์ต่อชาวโลก ต่อมาท่านเดินธุดงค์ไปสอนในที่ต่างๆ อีกหลายแห่ง มีประชาชน มาศึกษาธรรมปฏิบัติกันเป็นจำนวนมาก และต่างได้รับผลดีตามกำลังแห่ง การปฏิบัติของตน เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ในราวกลางปี พ.ศ. ๒๕๖๑ (กลางรัชกาลที่ ๖) สมเด็จพระวันรัต (เผื่อน ติสสทัตตมหาเถระ) วัดพระเชตุพนฯ พระอาจารย์องค์หนึ่งของ หลวงปู่ เมื่อครั้งยังดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าคณะอำเภอภาษีเจริญ จังหวัดธนบุรี ในยุคนั้น เล็งเห็นความเป็นผู้นำของท่าน จึงแต่งตั้งให้ท่านเป็นเจ้าอาวาส วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ซึ่งเป็นพระอารามหลวงเก่าแก่ครั้งกรุงศรีอยุธยา เป็นราชธานี และในขณะนั้นชํารุดทรุดโทรมมาก เป็นกึ่งวัดร้าง มีพระ ประจำวัดอยู่เพียง ๑๓ รูป หลวงปู่เดินทางจากวัดพระเชตุพนฯ ไปยังวัดปากน้ำ โดยเรือยนต์ หลวงของกรมการศาสนา และมีพระอนุจรติดตามไป ๔ รูป (*พระอนุจร หมายถึง พระลูกวัด, ผู้ติดตาม) พัฒนาวัด ในระยะแรก การบริหารและพัฒนาวัดไม่ราบรื่นนัก เนื่องจาก พระภิกษุที่อยู่มาก่อนและชาวบ้านที่นั่นมีอัธยาศัยเป็นนักเลง แต่หลวงปู่ ท่านมีนิสัยของนักพัฒนา ชอบความเจริญก้าวหน้าและการทำตนให้เป็น ประโยชน์ ดังที่ท่านมักกล่าวว่า “อยู่ที่ไหนก็ให้ทาน บริจาคทานเรื่อยไป ไม่ทำอะไรก็สอนหนังสือหนังหา สงเคราะห์อนุเคราะห์กุลบุตร” ท่านจึง มุ่งมั่นทะนุบำรุงวัดปากน้ำขึ้นใหม่ โดยให้ความสำคัญแก่การสร้างคนให้ เป็นคนดีเป็นหลัก ส่วนการก่อสร้างเสนาสนะ หรือสิ่งอำนวยความสะดวก อื่นๆ ล้วนเป็นไปเพื่อสนับสนุนการสร้างคนทั้งสิ้น แนวทางในการสร้างคน ของท่าน คือ ให้การศึกษาเพื่อเพิ่มพูนความรู้ พัฒนาสติปัญญา ควบคู่ไป กับการพัฒนาจิตใจ โดยการเจริญสมาธิภาวนา และฝึกฝนอบรมตนเอง ตามพระธรรมวินัย หลวงปู่ท่านถือว่า การพัฒนาวัดก็คือการพัฒนา ประเทศชาติ ถ้าวัดสะอาดเจริญตา บุคคลในวัดดีมีระเบียบวินัย คนก็อยาก เข้าวัดมาพักผ่อนร่างกายและจิตใจ สังคมและประเทศชาติก็จะสงบสุข ท่านตั้งใจพัฒนาวัดปากน้ำจนกระทั่งเป็นอารามหลวงที่สำคัญและใหญ่ที่สุด แห่งหนึ่ง มีพระภิกษุ สามเณร อุบาสก อุบาสิกา นับพัน ไหวซิน่า ในเรื่องความเป็นอยู่และการฝึกอบรมสมาชิกในวัด หลวงปู่ท่าน อบรมสั่งสอนและดูแลพระภิกษุ สามเณร อย่างใกล้ชิด สร้างกุฏิที่พัก สำหรับพระภิกษุ สามเณร อย่างเพียงพอ และมีเครื่องอำนวยความสะดวก พอควรแก่ภาวะของนักบวช พระภิกษุ สามเณร ที่เข้ามาอยู่ในบารมีธรรม ของท่าน ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ เลย หลวงปู่ท่านออกให้หมดทุกอย่าง แม้แต่เครื่องนุ่งห่ม สบง จีวร นอกจากนี้ท่านยังให้ตั้งโรงครัวขึ้นเพื่อ รับภาระเรื่องการขบฉันของพระภิกษุ สามเณร ไม่ให้ลำบาก จะได้มีเวลา ศึกษาและปฏิบัติธรรมอย่างเต็มที่ ท่านเลี้ยงพระมาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๖๑ จนกระทั่งมรณภาพ ด้วยเหตุนี้เองวัดปากน้ำในสมัยนั้นจึงมีพระภิกษุ สามเณรเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจาก ๒๐-๓๐ รูป จนเป็น ๕๐๐ รูปเศษ สมดังที่ท่านได้ปฏิญาณในพระอุโบสถ เมื่อครั้งแรกที่มาปกครองวัดปากน้ำ ว่า “บรรพชิตที่ยังไม่มาขอให้มา ที่มาแล้วขอให้อยู่เป็นสุข” เมื่อใครพูดถึง จำนวนพระภิกษุ สามเณร ว่ามากเกินไป ท่านจะหัวเราะด้วยความดีใจ แล้วพูดว่า “เห็นคุณพระศาสนาใหมล่ะ” ท่านไม่กลัวว่าจะเลี้ยงไม่ไหว ได้แต่พูดว่า “ไหวซิน่า” สร้างโรงเรียน สร้างโรงเรียนราษฎร์สำหรับเด็กชาวบ้าน หลวงปู่เห็นว่าในละแวกนั้นมีเด็กๆ ที่ไม่ได้เรียนหนังสือเป็นจำนวน มาก มาส่งเสียงเอะอะ วิ่งเล่น ยิงนกในวัดกัน ท่านปรารภว่า “เด็กๆ ที่ไร้ การศึกษาเป็นคนรกชาติ มาเที่ยวรังแกวัด ต่อไปก็กลายเป็นพาล” ด้วย ความเมตตาท่านจึงได้ตั้งโรงเรียนขึ้นเพื่ออนุเคราะห์ให้เด็กๆได้รับการศึกษา โดยไม่ต้องเสียค่าเล่าเรียน โดยได้รับความช่วยเหลือจากผู้มีจิตศรัทธา จำนวนมาก อีกทั้งทางราชการก็ส่งเสริม ทำให้ชาวบ้านแถบนั้นซาบซึ้ง ในอุปการคุณของท่าน ต่อมาเมื่อทางราชการจัดตั้งโรงเรียนตามพรบ. ประถมศึกษา ท่านจึงยกเลิกงานด้านนี้ไป หันมาจัดการเรื่องการศึกษา นักธรรมและบาลีแทน สร้างโรงเรียนพระปริยัติธรรม หลวงปู่ท่านสนับสนุนพระภิกษุ สามเณร ให้ศึกษาทั้งด้านปริยัติ และปฏิบัติ ไม่ให้อยู่ว่างๆ ใครไม่ศึกษาไม่ปฏิบัติก็ให้ทำหน้าที่อื่น ท่านจัด ให้มีการเรียนการสอนนักธรรมและบาลีประจำสำนัก จัดหาครูให้ และสร้างโรงเรียนพระปริยัติธรรมเป็นอาคาร ๓ ชั้น จุผู้เรียนได้นับพัน มี ห้องน้ำทุกชั้น มีไฟฟ้า มีพัดลม มีเครื่องตกแต่งอาคารครบถ้วน และมี อุปกรณ์การศึกษาบริบูรณ์ สองชั้นล่างสำหรับเรียนปริยัติ ชั้นบนจัดเป็น ห้องโถงสำหรับปฏิบัติธรรม ช่วยให้พระภิกษุ สามเณร มีที่ศึกษาเล่าเรียน ที่สะดวกสบายทันสมัย เมื่อโรงเรียนสร้างเสร็จสมบูรณ์ ทางคณะสงฆ์ใช้อาคารหลังนี้ เป็นสนามสอบนักธรรมและธรรมศึกษาสำหรับอำเภอภาษีเจริญเป็น ประจำทุกปี ในช่วงสอบ หลวงปู่ได้จัดเลี้ยงภัตตาหารเพลแก่พระภิกษุ สามเณรที่มาสอบด้วย อาคารหลังนี้ได้ชื่อว่าเป็นตึกที่ทันสมัยที่สุดในแถบ นั้น สิ้นค่าก่อสร้างถึงสองล้านห้าแสนกว่าบาท นับว่าเป็นเงินจำนวนมาก ในสมัยนั้น นอกจากสนับสนุนการศึกษาของพระภิกษุ สามเณร วัดปากน้ำ แล้ว หลวงปู่ท่านยังเป็นกำลังสำคัญของพระพิมลธรรม (ช้อย ฐานทตฺโต ป.ธ. ๙) ในการหาทุนเพื่อก่อตั้งสถาบันการศึกษาชั้นสูงของคณะสงฆ์ไทย คือ มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย หรือ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราช วิทยาลัยในปัจจุบัน ทำงานทางใจ งานปฏิบัติสมาธิเจริญภาวนา เป็นงานที่หลวงปู่ให้ความสำคัญ และให้เวลามากที่สุด เป็นการทำงานทางใจที่มีเป้าหมายในการกำจัด กิเลสอาสวะ อันเป็นเหตุแห่งความทุกข์ และความเบียดเบียนให้หมดสิ้นไป ควบคู่ไปกับการช่วยแก้ไขความทุกข์ยากเดือดร้อนของเพื่อนมนุษย์ ทุกๆ วัน หลวงปู่จะบำเพ็ญกิจภาวนาพร้อมกับพระภิกษุ สามเณร แม่ชีและอุบาสิกา ใน *โรงงานทำวิชชา ซึ่งเป็นกุฏิหลังใหญ่แบ่งเป็น ๒ ห้อง หลวงปู่ท่านนั่งอยู่กับพระประมาณ ๓๐ รูป ส่วนแม่ชีและอุบาสิกาที่ถือ ศีล ๘ ราวๆ ๓๐ คน นั่งอยู่อีกห้องหนึ่ง พระกับแม่ชีมองไม่เห็นกัน ที่ผนัง กั้นห้องมีช่องเล็กๆ ไว้สำหรับหลวงปู่สั่งงาน มองเห็นได้แต่หน้าของท่าน แต่ไม่เห็นตัว การทำวิชชาสมัยนั้น ในยามปกติจะทำกันผลัดละ ๔ ชั่วโมง ต่อเนื่องกันไปไม่หยุดเลยตลอด ๒๔ ชั่วโมง ส่วนในยามสงครามโลกจะ แบ่งออกเป็น ๒ กลุ่ม กลุ่มละ ๒ ผลัด ผลัดละ ๖ ชั่วโมง (*โรงงานทำวิชชา หมายถึง สถานที่ศึกษาวิชชาธรรมกายชั้นสูง ศึกษาตลอด ๒๔ ชั่วโมงโดยแบ่งผู้ทำวิชชาเป็นผลัดเหมือนการทำงานเป็นกะของโรงงาน) วิธีปฏิบัติธรรมให้เข้าถึงพระธรรมกาย หลวงปู่ท่านมีวิธีสอนปฏิบัติธรรมที่เข้าใจง่าย มีอุปกรณ์การสอน ครบครันและมีหนังสือแจกให้ลูกศิษย์ด้วย ชื่อ “หนังสือทางมรรคผลคู่มือ การปฏิบัติ” มีกระดานชนวนวาดเป็นรูปคนด้านข้างผ่าซีก แสดงฐานที่ตั้ง ของใจทั้ง ๗ ฐาน มีไม้ยาวสำหรับชี้การเลื่อนดวงนิมิตไปตามฐานต่างๆ และมีดวงแก้วใส ๑ ลูก ท่านสอนให้ผู้เริ่มปฏิบัติรู้จักฐานที่ตั้งของใจก่อน ซึ่งมีทั้งหมด ๗ ฐาน ดังนี้ ฐานที่ ๑ ปากช่องจมูก หญิงซ้าย ชายขวา ฐานที่ ๒ เพลาตา หญิงชาย ชายขวา ฐานที่ ๓ กลาง:กศีรษะ ตรงกับจอมประสาท ได้ระดับพอดีกับตา แต่อยู่ภายในตรงศูนย์กลาง คือจากดั้งจมูกตรงเข้าไปจรดท้ายทอย จาก เหนือหูซ้ายตรงไปเหนือหูขวา ตรงกลางที่เส้นทั้งสองตัดกัน คือ ฐานที่ ๓ ฐานที่ ๔ ปากช่องเพดาน เหนือลิ้นไก่ตรงที่รับประทานอาหารสำลัก ฐานที่ ๕ ปากช่องคอเหนีอลูกกระเดือก อยู่ตรงกลางช่องคอพอดี ฐานที่ 5 สุดลมหายใจเข้าออก คือกลางตัวตรงกับสะดือ แต่อยู่ภายใน ฐานที่ ๗ ถอยหลังกลับขึ้นมาเหนือสะดือประมาณ ๒ นิ้วมือ ใน กลางตัว (นึกขึงเส้นด้าย ๒ เส้นให้ตึง จากสะดือทะลุหลัง จากเอวซ้าย ทะลุเอวขวา ตรงเหนือจุดตัดขึ้นไป ๒ นิ้วมือ คือ ฐานที่ ๗) ขณะปฏิบัติธรรมให้นั่งขัดสมาธิเอาเท้าขวาทับเท้าซ้าย มือขวา ทับมือซ้าย นิ้วหัวแม่มือข้างซ้ายจรดปลายนิ้วชี้ข้างขวา ตั้งกายให้ตรง หลับตาเบาๆ พอปิดสนิท ตั้งสติไม่ให้เผลอ แล้วให้กำหนดบริกรรมนิมิต เป็นดวงกลมใส เหมือนดังเพชรลูกที่เจียระไนแล้ว ไม่มีรอยขีดข่วนคล้าย ขนแมว ดวงโตเท่าแก้วตาดำ (จัดเป็นอาโลกกสิณ หรือ กสิณแสงสว่าง) ผู้หญิงให้กำหนดเข้าปากช่องจมูกซ้าย ผู้ชายให้กำหนดเข้าปากช่องจมูกขวา เรียกว่าฐานที่ ๑ ให้บริกรรมภาวนาประคองใจกับดวงกลมใสนั้นว่า “สัมมา อะระหัง” ๓ ครั้ง (จัดเป็นพุทธานุสสติ) แล้วจึงเลื่อนดวงนิมิตนั้น ต่อไปตามฐานต่างๆ จนถึง *ฐานที่ ๗ *ฐานที่ ๗ นี้ อธิบายในเชิงวิทยาศาสตร์ได้ว่า เป็นตำแหน่งที่เปรียบ เสมือนจุดศูนย์ถ่วงของร่างกาย (Center Of Gravity) เป็นเสมือนจุด สมดุลของใจ เมื่อใจเราตั้งไว้ตรงจุดนี้แล้ว จะเป็นจุดที่ได้ดุลที่สุด และถ้า เปรียบใจเหมือนแว่นขยาย จุดนี้คือจุดโฟกัสของแว่นขยาย เมื่อเราเอาใจ ไปจรดที่จุดนี้ และวางใจได้ถูกส่วนจริงๆ ก็จะเห็นสิ่งต่างๆ ได้ชัดเจนตรง ตามความเป็นจริงมากที่สุด หากรู้จักที่ตั้งของฐานทั้ง ๗ ดีแล้ว ในการทำสมาธิคราวต่อๆ ไป จะน้อมใจมาไว้ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ เลยก็ได้ แล้วกำหนดบริกรรม ภาวนาว่า “สัมมา อะระหัง” และนึกบริกรรมนิมิตเป็นดวงแก้วหรือ พระพุทธรูปใส ทั้งบริกรรมภาวนาและบริกรรมนิมิตนี้ เป็นกุศโลบาย เพื่อประคองใจให้หยุดนิ่ง ณ ฐานที่ตั้งนี้ เมื่อหยุดนิ่งได้ถูกส่วนแล้วก็ จะเห็นดวงกลมใสสว่างปรากฏขึ้นมาจากกึ่งกลางดวงนิมิตนั้น จากนั้น ให้เลิกบริกรรมภาวนา ดวงที่ปรากฏขึ้นนี้ไม่ใช่นิมิตที่กำหนดขึ้น แต่เป็น “ดวงปฐมมรรค” อันเป็นประตูเบื้องต้นที่จะเปิดไปสู่หนทางแห่งมรรคผล นิพพาน เมื่อปฏิบัติธรรมจนเห็นดวงปฐมมรรคแล้ว หลวงปู่ท่านให้ตั้งใจ ทำความเพียรโดยเอาใจจรดไว้ที่กลางดวงปฐมมรรคนั้นให้ยิ่งๆ ขึ้นไป ถ้า ไม่เอาใจใส่ ไม่สนใจ ไม่พากเพียรปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง ไม่เอาจริงเอาจัง ดวงปฐมมรรคที่เพิ่งเข้าถึงใหม่ๆ (หรือแม้กระทั่งธรรมะที่ละเอียดกว่า ดวงปฐมมรรคก็ตาม) ก็จะหายไป ไม่สามารถรักษาเอาไว้ได้ ดังที่ปรากฏอยู่ในคำสอนของท่านว่า ** อาตาปี เพียรให้กลั่นกล้าๆ เพียรไม่ย่อไม่ท้อไม่ถอยทีเดียว เอาเป็นเอาตายทีเดียว เรียนกันจริง ต้องใช้ความเพียรประกอบด้วยองค์ สี่ที่เดียว องค์สี่นั้นอะไรบ้าง เนื้อ เลือด กระดูก หนัง หนังเนื้อเลือดจะ แห้งเหือดไปไม่ว่า เหลือแต่กระดูกหนังช่างมัน ไม่ลดละ ใจต้องจรด อยู่ที่เดียว นี่เขาเรียกว่า อาตาปี เพียรเร่งเร้าเข้าอย่างนี้ไม่เผลอ เผลอ ไม่ได้ เผลอก็จะหายเสียเท่านั้น ถ้าได้ใหม่ เป็นใหม่ๆ เผลอไม่ได้ เป็นหาย เผลอไม่ได้ เป็นหายที่เดียว..” (*จาก พระธรรมเทศนา เรื่อง สติปัฏฐานสูตร ๓ ตุลาคม ๒๔๙๓๗) เมื่อดำเนินจิตเข้ากลางดวงปฐมมรรคเรื่อยไปก็จะเข้าถึงกายในกาย ต่างๆ เป็นชั้นๆ จนกระทั่งถึงกายธรรม กายในกาย จากการปฏิบัติธรรมของหลวงปู่ ท่านพบว่า ในด้านของการเจริญ สมาธิภาวนา มนุษย์เราไม่ได้มีเพียงกายมนุษย์ที่เห็นได้ด้วยตาเนื้อนี้อย่าง เดียว แต่ยังมีกายภายในที่ละเอียดประณีต ช้อนกันอยู่เป็นชั้นๆ ถึง ๑๘ กาย คือ กายมนุษย์ กายมนุษย์ละเอียด กายทิพย์ กายทิพย์ละเอียด กายรูปพรหม กายรูปพรหมละเอียด กายอรูปพรหม กายอรูปพรหมละเอียด กายธรรมโคตรภู กายธรรมโคตรภูละเอียด กายธรรมพระโสดา กายธรรม พระโสดาละเอียด กายธรรมพระสกิทาคา กายธรรมพระสกิทาคาละเอียด กายธรรมพระอนาคา กายธรรมพระอนาคาละเอียด กายธรรมพระอรหัต กายธรรมพระอรหัตละเอียด โดยกายที่ละเอียดกว่าจะช้อนอยู่ในกายที่ หยาบกว่า เช่น กายทิพย์ซ้อนอยู่ในกายมนุษย์ กายรูปพรหมซ้อนอยู่ใน กายทิพย์ กายอรูปพรหมซ้อนอยู่ในกายรูปพรหม กายธรรมโคตรภู ช้อน อยู่ในกายอรูปพรหม เป็นต้น เมื่อเข้าถึงกายธรรมพระอรหัตละเอียดแล้ว ก็จะหลุดจากกิเลส เสร็จกิจในพระพุทธศาสนา ทั้งสมถะและวิปัสสนา ตั้งแต่กายมนุษย์ถึงกายอรูปพรหมละเอียดจัดอยู่ในขั้นสมถะ ตั้งแต่กายธรรมโคตรภูจนถึงกายธรรมพระอรหัต จัดอยู่ในขั้นวิปัสสนา ดังที่หลวงปู่ท่านได้แสดงพระธรรมเทศนาไว้ว่า ** ตั้งแต่กายมนุษย์ถึงกายอรูปพรหมละเอียด แค่นั้นเรียกว่า ชั้นสมถะ ตั้งแต่กายธรรมโคตรภูทั้งหยาบทั้งละเอียด จนกระทั่งกาย พระอรหัตทั้งหยาบ ทั้งละเอียด เป็นชั้นวิปัสสนาทั้งนั้น ที่เรามาเรียน สมถวิปัสสนาวันนี้ ต้องเดินแนวนี้ ผิดแนวนี้ไม่ได้ และก็ต้องเป็นอย่างนี้ ผิดอย่างนี้ไปไม่ได้ ผิดอย่างนี้ไปก็เลอะเหลว...” (*จาก พระธรรมเทศนา เรื่อง หลักการเจริญภาวนาสมถวิปัสสนา กรรมฐาน) เรื่องกายในกายนี้เป็นสิ่งอัศจรรย์ที่มีอยู่ในตัวของมนุษย์ทุกคน หลวงปู่ท่านเคยกล่าวไว้ว่า กายมนุษย์ละเอียด ก็คือ กายเดียวกับที่เวลา เรานอนหลับแล้วฝันไป ถ้าเราปฏิบัติธรรมเข้าไปถึงกายมนุษย์ละเอียด ก็จะฉลาดกว่าคนทั่วไปชั้นหนึ่ง เรื่องลี้ลับอะไรก็รู้หมด ไปตรวจดูได้หมด ไม่ว่าจะไปกลางวันหรือกลางคืน เช่น ฝันไปเมืองเพชร ไปเขาวัง เพียง นาที่เดียวเท่านั้น กายมนุษย์ละเอียดก็สามารถฝันไปเอาเรื่องในเขาวัง มาเล่าให้กายมนุษย์หยาบฟังได้แล้ว ฝันได้ทั้งที่ตื่นๆ ไม่ใช่ฝันหลับ ประเดี๋ยวเดียวฝันได้หลายเรื่อง ถ้าหลับฝันต้องใช้เวลานานกว่าจะได้ สักเรื่อง บางคืนก็ไม่ฝันเลย กายมนุษย์ละเอียดนี้สามารถรู้เรื่องที่กายมนุษย์หยาบไม่รู้เรื่อง อีกมากมาย แม้ใครจะมาโกหก ถ้าเข้าถึงกายมนุษย์ละเอียดแล้วก็ สามารถสืบได้ว่าโกหกหรือเปล่าเข้าถึงกายมนุษย์ละเอียดยังฉลาดถึงเพียงนี้ ถ้าเข้าถึงกายต่างๆ ที่ละเอียดกว่านี้จะมีความสามารถพิเศษสักเพียงใดนั้น หลวงปู่ท่านกล่าวไว้ว่า **ถ้าว่าทำธรรมกายเป็นละก็ มันฉลาดกว่ามนุษย์หลายสิบเท่า เชียวนะ นี่พอเข้าถึงกายมนุษย์ละเอียด ก็ฉลาดกว่าเท่าหนึ่งแล้ว สูงกว่า เท่าหนึ่งแล้ว เข้าถึงกายทิพย์ก็สองเท่าแล้ว กายทิพย์ละเอียดก็สามเท่าแล้ว กายรูปพรหมสี่เท่า กายรูปพรหมละเอียดห้าเท่า กายอรูปพรหมหกเท่า กายอรูปพรหมละเอียดเจ็ดเท่า เข้าถึงกายธรรมและกายธรรมละเอียด ๘-๙ เท่าเข้าไปแล้ว มันมีความฉลาดกว่ากันอย่างนี้นะ...” (*จาก พระธรรมเทศนา เรื่อง มหาสติปัฏฐานสูตร ๑๐ ตุลาคม ๒๔๙๗) ส่วนหลักสำคัญในการปฏิบัติธรรมให้ได้ผลนั้น หลวงปู่ท่านสอน ไว้ว่า *เราต้องตั้งใจให้หยุด ใจของคนเรานั้นถ้าหยุดได้เพียงสักกระพริบ ตาเดียวเท่านั้น ได้ชื่อว่า เราได้สร้างบุญใหญ่กุศลใหญ่ เราจะไปสร้าง โบสถ์ วิหาร ศาลาการเปรียญสักร้อยหลัง ก็สู้บุญที่เกิดจากการบำเพ็ญ สมถวิปัสสนาไม่ได้ เมื่อเราแสวงหาเขตบุญในพระพุทธศาสนา พึงบำเพ็ญ สมถวิปัสสนาทำใจให้มั่นคงดังนี้ ให้ใจหยุด หยุดนี้เป็นตัวสำคัญนักเพราะ เป็นทางมรรคผลนิพพาน พวกที่ให้ทานรักษาศีลนั้นยังไกลกว่า หยุดนี้ใกล้ นิพพานนัก พอหยุดได้เท่านั้น ถูกคำสั่งสอนของพระศาสดาแล้ว” (*จาก พระธรรมเทศนา เรื่อง หลักการเจริญภาวนาสมถวิปัสสนา กรรมฐาน) เมื่อใจเริ่มหยุด ความสุขก็จะเกิดขึ้น และเมื่อปฏิบัติต่อไป ความสุข ก็จะเพิ่มมากขึ้น ตรงตามวาระพระบาลีว่า “นตฺถิ สนฺติ ปรํ สุขํ สุขอื่น นอกจากหยุดจากนิ่ง ไม่มี” หลวงปู่ท่านสอนให้ฝึกปฏิบัติเบื้องต้นนี้ให้เชี่ยวชาญเสียก่อน ให้หยุดได้เสียก่อน ท่านบอกว่า “ถ้าไม่หยุดจะถึงธรรมกายไม่ได้ ทำใจให้ หยุดได้ก็เข้าถึงธรรมกายได้ ทุกคนต้องทำได้ ขอเพียงให้ทำจริงเป็นต้องได้ ทุกคน ถ้าทำไม่จริงละเป็นไม่ได้แน่ ที่ว่าทำจริงนั้น ก็คือ จริงแค่ชีวิต ถึง เลือดเนื้อจะแห้งเหือดหมดไป จะเหลือแต่กระดูกหนังช่างมัน ถ้าไม่ได้ เป็นไม่ลุกจากที่ ถ้าทุกคนทำจริงแค่นี้ละก็ทำได้ทุกคน ตัวฉันเองนั้นถึง สองคราว คือ เมื่อเริ่มปฏิบัติสมถวิปัสสนาใหม่ๆ ได้เข้าที่ทำสมาธิตั้งใจว่า ถ้าไม่ได้ก็ให้ตายเสียเถอะ นิ่งทำสมาธิอยู่พอถึงกำหนดเข้าก็ทำได้ ไม่ตาย สักที..” (*จาก พระธรรมเทศนา เรื่อง หลักการเจริญภาวนาสมถวิปัสสนา กรรมฐาน) เมื่อผู้ใดเข้าถึงธรรรมกายแล้ว หลวงปู่ท่านก็จะสอนธรรมะขั้นสูง ให้ต่อไป ดังที่ท่านเคยให้โอวาทแก่พระภิกษุสามเณรในพระอุโบสถไว้ว่า “พวกเธอพยายามให้ได้ธรรมกายเสียก่อน แล้วฉันจะสอนต่อไปให้ อีก ๒๐ ปี ก็ยังไม่หมด” ความอัศจรรย์ของวิชชาธรรมกาย เรื่องราวความอัศจรรย์ของวิชชาธรรมกาย ทั้งที่มีหลักฐาน บันทึกไว้และที่เล่าขานสืบต่อกันมามีอยู่เป็นจำนวนมาก ไม่สามารถนำมา กล่าวได้ครบถ้วน ในที่นี้จะขอยกตัวอย่างเฉพาะที่มีหลักฐานบันทึกไว้เพียง บางเรื่องเท่านั้น พระของขวัญ หลวงปู่ท่านได้สร้างพระผงมอบเป็นของขวัญแก่ผู้มาทำบุญสร้าง โรงเรียนพระปริยัติธรรม ใครบริจาค ๒๕ บาทขึ้นไปจะได้พระ ๑ องค์ แม้บริจาคเป็นพันเป็นหมื่นก็ได้คนละ ๑ องค์เท่านั้น พระของขวัญ วัดปากน้ำมีชื่อเสียงโด่งดังมากในเรื่องของความศักดิ์สิทธิ์มาจนกระทั่ง ปัจจุบัน ผู้รับพระของขวัญไปแขวนประจำตัวต่างก็พบกับความศักดิ์สิทธิ์ และอภินิหารต่างๆ นานา บางคนรับพระของขวัญไปแล้วก็ถูกลอตเตอรี่ บางคนทำมาค้าขึ้นร่ํารวยจนตัวเองก็แปลกใจ บางคนประสบอุบัติเหตุ ร้ายแรง คนอื่นๆ เสียชีวิตหมด มีแต่ผู้ที่แขวนพระของขวัญเท่านั้นที่รอด มาได้อย่างอัศจรรย์ นอกจากนี้ทหารไทยที่ไปรบที่ประเทศเกาหลีมักจะพากันมารับพระของขวัญและให้หลวงปู่เป่ากระหม่อมให้ นายกุล ผ่องสุวรรณ ไวยาวัจกรวัดปากน้ำ ได้กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า “ในตอนเย็นๆ ข้าพเจ้ามักจะนั่งอยู่กับหลวงพ่อ ทหารที่จะไปสงคราม เกาหลีจะสะพายเป้มารับพระของขวัญแทบทุกวัน หลวงพ่อท่านประสิทธิ์ ประสาทแล้ว ท่านก็จะบอกว่า ไม่เป็นไรแล้ว กลับบ้านได้ คือหมายถึง ไม่ตาย บางรายเขียนจดหมายมาเล่าถึงความศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ของ พระของขวัญที่เขาประสบ เช่น เขาเล่าว่า ขนาดออกไปทำการยิงเผาขน กันแทบไม่เว้นแต่ละวันก็รอด มีชัยมาได้ทุกครั้ง” (จากบุคคลยุคต้นวิชชา ๓) เมื่อหนังสือพิมพ์ลงเรื่องอภินิหารของพระของขวัญ กิตติศัพท์ ก็ยิ่งขจรขจายไปทั่ว มหาชนหลั่งไหลมารับพระกันมากมายราวกับที่วัด มีงานมหรสพ พระรุ่นแรกที่สร้างขึ้นมาถึง ๘๔,๐๐๐ องค์เท่ากับจำนวน พระธรรมขันธ์ หมดไปอย่างรวดเร็ว หลวงปู่จึงสร้างอีก ๒ รุ่นๆ ละ ๕๔,๐๐๐ องค์ ซึ่งก็แจกหมดไปอย่างรวดเร็วเช่นกัน ไปนรกสวรรค์ เรื่องนี้พระทิพย์ปริญญา (ธูป กลัมพสุต) เปรียญ ๖ ประโยค อดีต ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ ได้บันทึกไว้เมื่อวันที่ ๑๓ กันยายน พ.ศ. ๒๔๘๙ ว่า ท่านมีโอกาสได้พบกับหลวงจบกระบวนยุทธ หลวงจบฯ เล่าให้ฟังว่า ท่านกับภรรยาไปขอให้หลวงปู่พาไปพบพ่อตาที่ถึงแก่กรรมไปแล้ว หลวงปู่ สั่งให้แม่ชีมานั่งสมาธิ ต่อมาแม่ชีลืมตาขึ้นและบอกว่าตนมาจากชั้นยามา หลวงปู่ถามว่า ทำบุญอะไรจึงได้ขึ้นสวรรค์ แม่ชีตอบว่าสร้างโบสถ์ หลวงจบๆ ชักตะลึงเพราะพ่อตาได้สร้างโบสถ์ไว้จริงๆ หลวงปู่ชักต่อไปอีก ว่า มีลูกกี่คน แม่ชีตอบถูกหมดทั้งลูกหญิงลูกชาย หลวงปู่ชี้ไปทางหลวงจบฯ แล้วถามว่า นี้ใคร แม่ชีพูดว่า นี่อ้ายแช่มใช่ไหม นี่นางเครือ ใช่ไหม ทั้งคู่ รับว่า ใช่ ในที่สุดทั้งหลวงจบฯ และภรรยาก็ร้องไห้โฮเพราะคิดถึงบิดา ความจริงแม่ชีไม่รู้จักชื่อเดิมของหลวงจบฯ หลวงปู่ก็ไม่รู้จัก น่าแปลกที่ พูดถูก (จาก ตามรอยธรรมกาย) เห็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยตาเนื้อ เรื่องนี้มีอยู่ในบันทึกของพระทิพย์ปริญญาเช่นกัน ท่านบันทึกไว้ว่า “เมื่อวันวิสาขบูชานี้มีคนโจษกันมากว่า เวลาเวียนเทียนที่วัดปากน้ำมีคน เห็นเป็นรูปพระปฏิมากรลอยอยู่ ” แม่ชีทวีพร เลี้ยบประเสริฐ วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ กล่าวไว้ใน หนังสือบุคคลยุคต้นวิชชาว่า “ วัดปากน้ำสมัยหลวงพ่อท่านมีชีวิตอยู่ มี เรื่องอัศจรรย์เกิดขึ้นเยอะมาก มีคนเห็นพระพุทธเจ้าลอยอยู่บนฟ้า มีมา ให้เห็นหลายองค์ ดูไปดูไป ก็เลือนหายไป มีเหตุการณ์ประหลาด มีเสียง น้ำไหล แล้วก็ได้ยินเสียงสวด...” สำหรับเรื่องนี้หลวงปู่ท่านเคยกล่าวไว้ว่า “ธรรมกายนี้วัดปากน้ำ ได้ค้นพบตัวจริงแล้ว จะไปนรกได้ ไปสวรรค์ได้ ไปนิพพานได้ อาราธนา พระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่อยู่ในพระนิพพานมาให้มนุษย์เห็นที่วัดปากน้ำนี้ มากมาย ในวันมาฆบูชา และวิสาขบูชา ให้ปรากฎเห็นจริงจังกันอย่างนั้น” (จาก ตามรอยธรรมกาย) ยิ่งกว่าตาเห็น สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (ปุ่น ปุณณสิริมหาเถระ) สมเด็จ พระสังฆราชองค์ที่ ๑๗) หรือที่เรียกกันว่า “สมเด็จป่า” ทรงบันทึกเรื่อง ราวเกี่ยวกับหลวงปู่ไว้ สรุปใจความได้ว่า ครั้งหนึ่งท่านมาฉันเพลที่วัดปากน้ำ วันนั้นมีพ่อค้าคนหนึ่งถาม หลวงปู่ต่อหน้าคนจำนวนมากว่า “วันนี้จะมีผู้บริจาคสร้างกุฏิเพื่อ เจริญพระกัมมัฏฐานบ้างไหม ขอรับ” ขณะนั้นสมเด็จป่ารู้สึกโกรธผู้ถาม และหนักใจแทนหลวงปู่มาก แต่หลวงปู่ยิ้มแย้ม หลับตาสัก ๕ นาทีแล้วตอบว่า “มี” ผู้ถามยังได้ถามย้ําว่า กี่หลัง หลวงปู่ตอบว่า “๒-๓ หลัง” สมเด็จป่า ท่านคิดว่า ทำไมหลวงปู่ถึงได้ตอบคำถามแบบหมิ่นเหม่ต่ออันตรายเช่นนั้น ถ้าไม่มีใครมาบริจาคจะทำอย่างไร ต่อมาก็มีอุบาสก อุบาสิกา กลุ่มหนึ่งมา กราบหลวงปู่และบอกว่า ศรัทธาจะสร้างกุฏิเล็กๆ สัก ๒-๓ หลัง ผู้ถามเห็น เหตุการณ์จึงกระโดดเข้าไปกราบที่ตักหลวงปู่แล้วพูดว่า “ยิ่งกว่าตาเห็น” สมเด็จป๋าดีใจจนเหงื่อแตกที่ความจริงมากู้เกียรติหลวงปู่เอาไว้ได้ สมเด็จป่าท่านยังได้ไปสนทนาสอบถามผู้บริจาคดูว่า นัดกับหลวงปู่ไว้ หรือเปล่า ได้ความว่า พวกเขาเดินมาเห็นกุฏิเล็กๆ สวยดี อยากจะสร้างบ้าง จึงปรึกษากับพวกพ้องที่เพิ่งมาพบกันในวันนี้ถวายปัจจัยให้หลวงปู่เพื่อ จัดการสร้างต่อไป (จาก สมเด็จป่าเล่าเรื่องหลวงพ่อวัดปากน้ำ) จะได้เป็นใหญ่ในหมู่สงฆ์ หลวงปู่เคยพยากรณ์สมเด็จป่า เมื่อครั้งที่ท่านยังดำรงสมณศักดิ์ที่ พระธรรมดิลกว่า จะได้เป็นใหญ่ในหมู่สงฆ์ แต่ไม่มีใครเชื่อ เพราะมี พระมหาเถระรูปอื่นที่ควรจะได้เป็นพระสังฆราชก่อนท่านตามลำดับสมณศักดิ์ แต่ใน พ.ศ. ๒๕๑๕ หลังจากที่หลวงปู่มรณภาพไปแล้ว ๑๓ ปี สมเด็จป๋า ก็ได้เป็นพระสังฆราชจริงๆ คำพยากรณ์ของหลวงปู่แม่นยําไม่ผิดเพี้ยน เมื่อสมเด็จป่าเสด็จมาถวายเครื่องสักการบูชาแด่หลวงปู่ที่ วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ เมื่อวันที่ ๔ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๑๕ ท่านได้ประทาน พระโอวาทว่า “ที่มาวันนี้ก็เพื่อจะมาถวายสักการะหลวงพ่อ ด้วยความ ตั้งใจของหลวงพ่อได้เคยพูดไว้อย่างไร และความตั้งใจของหลวงพ่อนั้นก็ ปรากฏตามที่หลวงพ่อได้พยากรณ์ ซึ่งขณะนี้ก็ได้เป็นพระผู้ใหญ่สูงสุดใน คณะสงฆ์สมความปรารถนาของหลวงพ่อแล้ว จึงได้นำสักการะมาถวาย หลวงพ่อเป็นกรณีพิเศษแปลกกว่าปีก่อนๆ นั้น” (จาก สมเด็จป่าเล่าเรื่องหลวงพ่อวัดปากน้ำ) นอกจากพยากรณ์สมเด็จป่าแล้ว หลวงปู่ท่านยังพยากรณ์สมเด็จ พระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญโญ) เจ้าอาวาสวัดปากน้ำองค์ปัจจุบัน ในสมัยที่ท่านเป็นสามเณรว่า “องค์นี้แหละจะได้เป็นเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ องค์ต่อไป” เมื่อครั้งที่กุฏิของหลวงปู่เก่าและทรุดโทรมมาก คณะศิษย์ได้รวม ทุนกันสร้างกุฏิใหม่ถวายท่าน คือ ตึกมงคลจันทสร ท่านมักจะออกมาดู การก่อสร้างเสมอๆ และพูดว่า “ตึกหลังนี้สร้างให้ช่วงเขาอยู่” ในเวลา ต่อมาตึกหลังนี้ก็เป็นกุฏิของสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ เจ้าอาวาส วัดปากน้ำองค์ปัจจุบันจริงๆ หูทิพย์ ตาทิพย์ นายสมจิตร รัศมี อดีตสามเณรวัดปากน้ำเล่าว่า เมื่อครั้งเป็น สามเณรอยู่ที่วัดปากน้ำ เคยได้ยินหลวงปู่พูดว่า “ต่อไปยุคเอ็ง จะได้เห็น ปราสาท ๓ ฤดู หม้อดินต่อไปจะไม่ต้องหุง มีหม้อทิพย์ มีหูทิพย์ ตาทิพย์” แต่นายสมจิตรหัวเราะเพราะไม่เชื่อว่าจะเป็นไปได้ ต่อมาในปัจจุบันนี้มี คอนโดฯ ติดแอร์จะทำให้ร้อนก็ได้ หนาวก็ได้ มีหม้อหุงข้าวเปิดปุ๊บติดปั๊บ มีโทรทัศน์อยากจะดูอะไรก็เปิดดูได้ ถ่ายทอดสดก็มี เหมือนมีตาทิพย์ ส่วน หูทิพย์ ที่ท่านว่าก็คือ โทรศัพท์ ที่ช่วยให้คนที่อยู่ห่างไกลกันติดต่อพูดคุยกันได้ (จาก ที่ระลึกงานมุทิตา ฉลองพัดยศ พระครูสัญญาบัตรชั้นโท พระครู มงคลพัฒนคุณ เจ้าอาวาสวัดโบสถ์บน) รักษาโรค นอกจากเรื่องความมหัศจรรย์ต่างๆ แล้ว หลวงปู่ท่านยังใช้วิชชาธรรมกายรักษาโรค ท่านทดลองให้เห็นว่าวิชชาธรรมกายเป็นที่พึ่งของ มนุษย์ได้จริงๆ โดยนำผู้ป่วยหนัก ๒ คน คนหนึ่งเป็นโรคเรื้อน อีกคนเป็น วัณโรค ท่านให้ ๒ คนนี้มานั่งสมาธิ แล้วท่านช่วยแก้โรคให้ด้วยวิชชา ธรรมกาย จนผู้ป่วยหายจากโรคร้าย และยังเข้าถึงธรรมกายอีกด้วย ผู้ป่วยที่มาให้ท่านรักษาจะต้องเขียนอาการโรค ชื่อ ที่อยู่ อายุ วัน เดือน ปีเกิด ใส่ไว้ในกล่อง จากนั้นท่านก็สั่งให้ผู้ที่ได้ธรรมกายช่วยกัน แก้โรคให้ คนที่มารักษาต้องนั่งสมาธิด้วย เพื่อให้กระแสจิตเชื่อมถึงกัน จึงจะได้ผล ผู้ป่วยที่หายก็มาก ที่บรรเทาเพียงครั้งคราวก็มี หลวงปู่ท่าน บอกว่า ไม่หายก็ไม่เป็นไร อย่างน้อยคนเจ็บก็มีโอกาสรู้จักวิธีปฏิบัติธรรม กิตติศัพท์เรื่องหลวงปู่สามารถรักษาโรคหาย แพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว ทำให้มีคนสนใจวิชชาธรรมกายและเดินทางมาขอพึ่งบารมีท่านมากขึ้น เรื่อยๆ ผู้มาพึ่งบารมีหลวงปู่มีตั้งแต่เรื่องเกิดจนถึงเรื่องตาย เช่น ใครยัง ไม่มีบุตรก็มาขอให้ท่านช่วยใช้วิชชาธรรมกายเลือกคนดีๆ มาเกิด ใครมี ลูกหลานขี้โรคก็มายกให้เป็นลูกท่าน ลูกหลานไม่ฉลาดก็มาขอบารมีให้ช่วย ใครมีญาติตายก็มาขอให้ดูว่าไปอยู่ที่ไหน จะต้องทำบุญอะไรให้จึงจะสมควร หลวงปู่ท่านเมตตาช่วยเหลือผู้ทุกข์ยากโดยไม่เลือกหน้าและไม่ หวังสิ่งตอบแทน ท่านสอนให้ผู้ที่ได้วิชชาธรรมกายช่วยเหลือคนโดยไม่ หวังลาภสักการะ ท่านถือว่าเป็นหน้าที่ของผู้ที่ได้ธรรมกายทุกคนต้องช่วย แก้ไขความทุกข์ยากเดือดร้อนของคนที่มาหา ให้ต้อนรับด้วยความยิ้มแย้ม แจ่มใส และไม่ให้แสดงอาการเบื่อหน่าย พระพุทธศาสนาขจรขจาย วิชชาธรรมกายของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่หลวงปู่สละชีวิต ค้นพบมา เป็นสิ่งที่สำคัญต่อชีวิตของมนุษย์ทุกคน และไม่ใช่สิ่งที่ เกิดขึ้นได้ง่ายๆ หลวงปู่ท่านเคยพูดอยู่เสมอๆ ว่า “อานุภาพธรรมกาย เปรียบประหนึ่งปุ๋ยที่บำรุงต้นไม้ให้เจริญงอกงาม การปลูกต้นไม้ให้ได้ ดอกผลตามที่เราต้องการนั้น เราจะปลูกโดยไม่รดน้ำ พรวนดิน และใส่ปุ๋ย นั้นไม่ได้ เพราะต้นไม้จะไม่งอกงามให้ดอกผลตามที่เราต้องการ ชีวิตมนุษย์ ก็เช่นกัน ถ้าอยากให้เจริญรุ่งเรืองก็ต้องทำตนให้เข้าถึงธรรมกาย ต้นไม้ก็ ต้องใส่ปุ๋ย ชีวิตคนเราก็ต้องใส่ปุ๋ย” การเผยแผ่วิชชาธรรมกายจึงเป็นสิ่ง ที่หลวงปู่ให้ความสำคัญมาก นอกจากท่านจะสอนวิชชาธรรมกายด้วย ตนเองแล้ว ท่านยังส่งลูกศิษย์ออกเผยแผ่ไปยังสถานที่ต่างๆ อีกด้วย สอนธรรมปฏิบัติด้วยตนเอง หลวงปู่ท่านเปิดสอนธรรมปฏิบัติแก่พระภิกษุ สามเณร อุบาสก อุบาสิกาและประชาชนทั่วไปอย่างจริงจัง ท่านมีความชํานาญทั้งภาคปฏิบัติ และปริยัติ กล่าวคือ รู้แจ้งเห็นจริงในธรรมด้วยตนเองอย่างแจ่มชัด และรู้พระบาลีแตกฉานในระดับที่สามารถแปลคัมภีร์มูลกัจจายน์ได้หมด ทุกตัวอักษร ท่านยังได้นำความรู้พระบาลีมาใช้ในการสอนทำภาวนาด้วย โดยเริ่มต้นยกพระบาลีพุทธพจน์ขึ้นแสดงก่อน แล้วแปลและขยายความ พระบาลี ชี้แนวปฏิบัติภาวนาไปตามลำดับขั้นตอน จนกระทั่งทำให้จิตผู้ฟัง เป็นสมาธิ น้อมใจไปตามคำเทศน์ของท่านได้ จากนั้นท่านก็จะบอกลำดับ ผลของปฏิเวธ หรือผลการปฏิบัติธรรมในตัวที่จะเกิดขึ้นตามลำดับขั้นตอน ไว้ล่วงหน้า ตั้งแต่ผลที่เกิดในกายมนุษย์จนกระทั่งกายธรรมพระอรหัต หมดกิเลสเป็นพระอรหันต์ เป็นผลการปฏิบัติภาวนาในตัวที่พิสูจน์ได้ว่า การตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามีจริง มนุษย์ธรรมดาสามารถหมด กิเลสเป็นพระอรหันต์ได้จริง ผู้เรียนมีหน้าที่กำหนดใจตามที่ท่านบอก ใครมีผลการปฏิบัติธรรม ถึงขั้นไหนก็ย่อมรู้ได้ด้วยตนเอง ผู้ที่เคยไปเรียนการทำสมาธิภาวนากับท่าน ต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ไม่ว่าพระเดชพระคุณหลวงปู่จะเทศน์กี่ครั้งๆ หรือที่เรื่องก็ตามท่านสามารถเทศน์เชื่อมโยงจากภาคปริยัติเข้าสู่ภาคปฏิบัติ จากภาคปฏิบัติเข้าสู่ภาคปฏิเวธ และจากภาคปฏิเวธสู่ภาคเทศนาได้อย่าง น่าอัศจรรย์ ด้วยเหตุที่บทเทศน์สอนของท่านเพียบพร้อมสมบูรณ์ทั้ง ด้านปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ เช่นนี้ จึงทำให้ผู้เรียนได้รับผลดีของการปฏิบัติ เป็นจำนวนมาก รวมแล้วเป็นเรือนแสน กิตติศัพท์ทางด้านสอนภาวนา ของท่านจึงโด่งดังข้ามทวีปไปยังหลายๆ ประเทศในยุโรป เป็นเหตุให้ พระพุทธศาสนาขจรขจายกว้างไกลออกไปอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนใน ประวัติศาสตร์ของวงการคณะสงฆ์ไทย จนกระทั่งมีชาวยุโรปบางคนเดินทาง มาบวชกับท่านถึงวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ เลยทีเดียว อย่างไรก็ตาม เมื่อวิชชาธรรมกายแพร่หลายออกไป ก็มีผู้วิพากษ์ วิจารณ์กันไปต่างๆ นานา ในสมัยนั้น คำว่า “ธรรมกาย” ยังไม่เป็นที่รู้จัก กัน เพราะวิชชาธรรมกายของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่หลวงปู่ค้นพบนั้น ว่างเว้นไป มิได้มีผู้สอนมานานเกือบ ๒,๐๐๐ ปี ผู้ที่ไม่รู้จักจึงได้ยกเอาคำนี้ ขึ้นมาเสียดสี โจมตี หวังให้ผู้ที่สนใจวิชชาธรรมกาย คลายความศรัทธา แต่หลวงปู่ท่านไม่มีปฏิกิริยาใดๆ เพียงแต่พูดว่า “น่าสงสาร พูดไปอย่างไร้ภูมิ ไม่มีที่มา เขาจะบัญญัติขึ้นได้อย่างไร เป็นถ้อยคำของคนเซอะ” คราวหนึ่งท่านพูดกับสมเด็จพระวันรัต วัดพระเชตุพนฯ เกี่ยวกับ การถูกโจมตีเรื่องธรรมกายว่า “คนเช่นเราไม่ใช่ไร้ปัญญา ชั่วก็รู้ ดีก็เห็น เราจะฆ่าตัวเองเพราะความปรารถนาทำไม ที่เขาพูดหาว่าเราอย่างนั้น บางคนคงจะไม่รู้จักคำว่า “ธรรมกาย” มีอยู่ที่ไหน หมายเอาใคร เขาอาศัย ความไม่รู้มาว่าเราผู้ตั้งใจปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ เมื่อผู้ไม่รู้มาติเดียนเรา ความไม่รู้ของเขาจะลบล้างสัจธรรมของพระพุทธศาสนาได้อย่างไร ถ้าจะ กลบก็กลบได้เพียงชั่วคราว ไม่ช้าดวงแก้วของพระพุทธศาสนาก็จะเปล่ง รัศมิให้ผู้มีปัญญาเห็นด้วยสายตาของตนเอง การที่เขานำไปพูดเช่นนั้น เป็นผลแห่งการปฏิบัติที่เราได้กระทำกันอยู่ แสดงให้เห็นว่า คณะวัด ปากน้ำไม่ได้กินแล้วนอน เป็นสำนักที่เคร่งครัดในการปฏิบัติธรรม การที่ เขานำไปพูดเช่นนั้นเท่ากับเอาสำนักไปเผยแพร่ ดีเสียกว่าการโฆษณา ทางหนังสือพิมพ์ เพราะการที่เขานำไปพูดนั้นเป็นการกระทำของผู้พูดเอง เราไม่ได้จ้างไม่ได้วานใคร เมื่อพูดทางไม่ดีได้ก็ต้องมีคนพูดทางดีได้เหมือนกัน ธรรมะจะต้องชนะอธรรมเสมอ เราไม่ต้องเดือดร้อนใจ เพราะธรรมกาย ของพระพุทธศาสนาเป็นของแท้ ไม่ใช่ของเก๊หรือของเทียม ธรรมกายจะ ปรากฏเป็นความจริงแก่ผู้เข้าถึงธรรม เรื่องอย่างนี้เราไม่หวั่น เราเชื่อใน คุณพระพุทธศาสนา” (*จาก ชีวประวัติของพระมงคลเทพมุนี หลวงพ่อวัดปากน้ำ และอานุภาพ ธรรมกาย) ส่งลูกศิษย์ออกเผยแผ่ ด้วยความเมตตาอยากให้ประชาชนมีความสุขความเจริญและมี พระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งที่ระลึก หลวงปู่จึงส่งพระภิกษุ สามเณร และแม่ชี ที่มีความสามารถออกไปเผยแผ่วิชชาธรรมกายทั้งในจังหวัดต่างๆ ทั่ว ประเทศไทย รวมทั้งในต่างประเทศด้วย ในประเทศไทย ศิษย์ของท่านจำนวนมากประสบความสำเร็จ อย่างสูงคือ สร้างความศรัทธาเลื่อมใสแก่ชาวบ้านเป็นอย่างยิ่ง ทำให้ภิกษุ สามเณร และฆราวาส จากจังหวัดต่างๆ มีศรัทธาเดินทางมาปฏิบัติธรรม ขั้นสูงเพิ่มเติมที่วัดปากน้ำเป็นจำนวนมาก และยังสามารถสร้างวัดได้ หลายวัด เช่น วัดเกษมจิตตาราม จังหวัดอุตรดิตถ์ วัดปากน้ำเทพาราม อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา วัดเขาพระ อำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี เป็นต้น แม้ในต่างประเทศ ท่านก็ได้ส่งพระภิกษุชาวอังกฤษ กปิลวฑโฒ ภิกขุ (ศาสตราจารย์วิลเลียม ออกัส เปอร์เฟิสต์ Dr.William August Purfurst) อดีตอาจารย์มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในลอนดอน และพระภิกษุชาวญี่ปุ่น ที่มาบวชที่วัดปากน้ำและได้ศึกษาวิชชาธรรมกายแล้ว กลับไปเผยแผ่ พระพุทธศาสนายังทวีปยุโรปและประเทศญี่ปุ่นตามลำดับ ปี พ.ศ. ๒๕๕๔ กปิลวฑโฒ ภิกขุ ได้เดินทางกลับมาวัดปากน้ำอีก ครั้งหนึ่ง นำสามเณรชาวอังกฤษ ๓ รูป ซึ่งได้บรรพชาเป็นสามเณรมา แล้วจากประเทศอังกฤษ มาศึกษาวิชชาธรรมกาย ซึ่งหลวงปู่ก็อุปสมบทให้ ทั้ง ๓ รูป รวมพระภิกษุชาวยุโรปที่จำพรรษาอยู่ที่วัดปากน้ำสมัยนั้น ๔ รูป แม้การเผยแผ่คำสอนในยุคนั้นจะเป็นไปได้อย่างเชื่องช้า เพราะ การคมนาคมและการสื่อสารไม่เจริญก้าวหน้าเหมือนในปัจจุบัน อย่างไร ก็ตาม ก็ยังมีผู้ปฏิบัติธรรมจนได้ดวงปฐมมรรค เข้าถึงกายต่างๆ และ เข้าถึงพระธรรมกายกันเป็นจำนวนมาก เฉพาะผู้เข้าถึงพระธรรมกาย ซึ่งมีจำนวนนับได้หลายหมื่นคนนั้น ได้มาลงชื่อในสมุดที่หลวงปู่ท่านให้ จัดไว้ที่วัดปากน้ำ เพื่อเป็นสักขีพยานในการเข้าถึงธรรม หนึ่งในสักขีพยาน ขนติโก ภิกขุ เป็นศิษย์ท่านหนึ่งของหลวงปู่ที่มีประสบการณ์ได้รู้ เห็นหนทางพระนิพพาน ท่านได้บันทึกเรื่องราวลงในหนังสือนวกะอนุสรณ์ วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๙๗ เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับผลการ ปฏิบัติธรรมของท่านเมื่อวันบรรพชาอุปสมบท ที่พระอุโบสถวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ไว้อย่างน่าสนใจว่า ในขณะที่ท่านกำลังคุกเข่าประนมมือรอหลวงปู่เอาอังสะออกมา สวมให้ แล้วจะได้ออกไปครองผ้านั้น หลวงปู่ท่านกล่าวว่า “เธอจำได้ไหม ผมที่โกนเมื่อเธอก่อนจะเข้ามาขอบรรพชาน่ะเคยหยิบจับขึ้นดูบ้างหรือเปล่า” เมื่อท่านตอบว่าจำได้ หลวงปู่ก็ให้ท่านหลับตา น้อมเอาปอยผมนั้นมาไว้ ตรงกลางกาย แล้วให้เอาความคิด ความนึกและความจำ ไปจดไว้ที่ตรง กลางกั๊กนั้น ท่านสงสัยว่าหลวงปู่ต้องการอะไรหนอ และคิดว่านั่งหลับตาอยู่ มันจะเห็นอะไรได้ แถมท่านั่งคุกเข่าก็ทำให้ท่านเมื่อยเอาการ “เห็นแล้วหรือยัง” หลวงปู่ถาม ท่านตอบว่า “ยังไม่เห็นอะไรเลย” หลวงปู่สั่งว่า “ทำใจของเราให้หยุด ให้นิ่ง คิดนึกเอาผมของเรา ให้เกิด ให้เห็น อยู่ตรงกลางกั๊ก (กลางกาย) ซี พยายามนึกแล้วดูให้ดีจะได้ เห็น” ขนฺติโก ภิกขุ เล่าว่า “นั่งมานานเท่าใดไม่รู้ตัว ปฏิบัติตามคำสั่ง ของท่านเรื่อยๆ ไป ทำจิตมิให้วอกแวก โอ! ท่านที่เคารพทั้งหลาย เป็นที่ น่าประหลาด น่าประหลาดจริงๆ ข้าพเจ้าได้เริ่มเห็นสิ่งหนึ่งปรากฏขึ้นใน ความมืดนั้นแล้วอย่างเลือนลางเต็มที่ แต่แล้วสิ่งนั้นก็ค่อยๆ ชัดเจนขึ้นๆ โดยลำดับ ชัดขึ้นจนสังเกตเห็นได้ เหมือนกับการลืมตาเห็นทีเดียว อะไรหรือ เห็นอะไร ปอยผมน่ะชีท่าน ปอยผมของข้าพเจ้าเอง ปอยผมที่ ข้าพเจ้าได้หยิบดู เมื่อทำการโกนศีรษะก่อนเข้ามาบรรพชานั่นเอง ช่าง เป็นการน่าประหลาดอะไรเช่นนั้น ข้าพเจ้ารู้สึกตื่นเต้นอย่างบอกความรู้สึก ไม่ถูกว่าเป็นอย่างไร ความตื่นเต้นของข้าพเจ้านี่เองทำให้ข้าพเจ้ารีบเรียน ท่านว่า เห็นแล้ว เห็นแล้วครับผม” ท่านคิดว่า คราวนี้หลวงปู่คงจะให้ออกไปครองผ้าได้แล้ว แต่ไม่ เป็นดังที่คิด เพราะหลวงปู่สั่งให้ท่านดูว่า ปลายผมชี้ไปทางไหน แล้วให้ดู ปอยผมต่อไป ต่อมาท่านรู้สึกว่า ตัวเริ่มเบาหวิวๆ พิกล ใจรู้สึกสบายจริงๆ จนไม่รู้จะสรรหาคำพูดใดมาพรรณนาได้ ทันใดนั้นปอยผมสีดำก็ค่อยๆ เลือนหายไป ค่อยๆ เห็นวงกลมมีแสงเรืองๆ ขึ้นมาแทนที่ ต่อมาวงกลม วงนี้กลายเป็นดวงใสคล้ายดวงแก้วสุกสว่างดังดวงจันทร์ ความเมื่อยขบ ต่างๆ ที่มีอยู่ไม่ทราบว่าหายไปได้อย่างไร หลวงปู่ถามว่า “ได้เห็นอะไรอีกไหม” “เห็นแสงสว่าง เป็นดวงกลมขนาดเท่าลูกมะนาวเขื่องๆ ครับผม” หลวงปู่บอกว่า “เอาละ วันนี้พอกันที เธอจงจดจำดวงที่เธอเห็นนี้ ไว้ให้ดี หลับตาก็ให้เห็น ลืมตาก็ให้เห็น ไม่ว่าเวลาใดๆ ให้เห็นอยู่เสมอๆ อย่าให้สูญไปเสีย” ท่านสั่ง ประกายตาแจ่มใสด้วยความพอใจ “ดวงใสนั่นแหละเป็นจุดต้นทางนำเราไปสู่พระนิพพานละ เป็น ทางไปของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรา เป็นทางถูกทางตรงทางเดียว เท่านั้นไม่มีทางอื่น จดจำไว้ให้ดี อย่าให้ดับเสียได้น้า” จากนั้นหลวงปู่จึง ชักเอาอังสะมาสวมศีรษะให้ท่าน แล้วให้ออกไปห่มผ้าหลังพระอุโบสถ เมื่อท่านเหลือบตาดูนาฬิกา จึงทราบว่าท่านมานั่งอยู่ท่ามกลาง หมู่สงฆ์นานถึงหนึ่งชั่วโมงครึ่ง ท่านคิดว่าหลวงปู่ให้เกียรติชี้แนวทาง พระนิพพานแก่ท่านขนาดนี้เชียวหรือ หลวงปู่ผู้มีวัยชราแล้ว รวมทั้งหมู่สงฆ์ ตลอดจนญาติมิตรต้องมานั่งรอท่าน จนเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าไปตามๆ กัน แต่หลวงปู่มิได้พะวงเรื่องอื่นต้องการเพียงให้ท่านได้เห็นทางไปสู่พระนิพพาน ระยะเวลาเพียงสั้นๆ ในการบวชของขนติโก ภิกขุ ได้สะท้อนให้ เห็นคุณธรรมและความสามารถหลายประการของหลวงปู่ว่า ท่านมีความ รักในการเผยแผ่วิชชาธรรมกาย มีความอดทน มีความเมตตากรุณา ต่อศิษย์ มีวิญญาณความเป็นครูที่แท้จริง มีความสามารถและศิลปะใน การสอน รวมทั้งสามารถหยั่งรู้กำลังบุญบารมีของศิษย์ว่ามีความพร้อม มากน้อยแค่ไหนที่จะบรรลุธรรม ขนฺติโกภิกขุ มีความสุขและปีติภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง ที่มีหลวงปู่ เป็นพระอุปัชฌาย์ ทำให้รู้วิธีทำใจหยุดใจนิ่งจนกระทั่งได้รู้จักหนทาง พระนิพพานที่แท้จริง และได้เป็นหนึ่งในสักขีพยานการเข้าถึงธรรมของ หลวงปู่ วิสุทธิวาจา นอกเหนือจากการสั่งสอนลูกศิษย์และญาติโยมให้รักการทำสมาธิ ภาวนาแล้ว หลวงปู่ท่านยังมีความห่วงใย เมตตาสั่งสอนลูกศิษย์ลูกหาทั้ง พระภิกษุ สามเณร ให้สังวรในศีลและปฏิบัติตามพุทธวัจนะอย่างเคร่งครัด และยังได้สั่งสอนอุบาสก อุบาสิกา และญาติโยม ให้เป็นคนดี เพื่อให้ สามารถดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข และสอนให้รู้จักสร้างบุญ สร้างบารมีสะสมไว้เพื่อประโยชน์ในภพชาติเบื้องหน้าอีกด้วย ดังปรากฏ อยู่ในพระธรรมเทศนาบางตอนของท่านดังนี้ “ ภิกษุบริโภคด้วยความเป็นหนี้ จะต้องตายไปเป็นวัวให้เขาใช้ เป็นควายให้เขาขี่ เป็นม้าให้เขาขี่ เป็นช้างให้เขาขี่ สูงขึ้นไปกว่านั้น ไกล ไปกว่านั้น ตายไปเป็นบ่าวเป็นทาสเขา เป็นมนุษย์มาเป็นบ่าวเป็นทาสเขา มาเป็นคนใช้เขา เขาไม่อยากใช้ก็อยากให้ใช้นัก ไปทำอาสาเขาเฉยเท่านั้น แหละ เพราะเป็นหนี้เขาแล้ว บริโภคด้วยความเป็นหนี้เขาแล้ว” (จาก พระธรรมเทศนา เรื่อง หิริโอตตัปปะ ๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๔๙๗) “ศาสนาพุทธนี้อยู่ได้ด้วยการให้ ถ้าเลิกให้กันเสียสักเดือนเดียว ข้าวปลาอาหารไม่ให้กันละ หยุดกันหมดทั้งประเทศ ทุกบ้านทุกเรือนไม่ให้กันละ ศาสนาดับ พระเณรสึกหมด หายหมดไม่เหลือเลย ถ้าปราศจาก การให้อย่างนี้แล้วเจริญรุ่งเรืองอยู่ไม่ได้ เมื่อให้ความเจริญแก่พระพุทธศาสนา แล้ว ความเจริญก็หันเข้าสู่ตัว...” (จาก พระธรรมเทศนา เรื่อง สังคหวัตถุ ๒๐ กันยายน ๒๔๙๖) “ศีลทั้ง ๕ สิกขาบทสุราเป็นชีวิตทีเดียวหนา ถ้าเลิกสุราไม่ได้ละ ก็มารักษาศีลมันลำบากนักละถ้าล่วงสุราเสียสิกขาบทเดียวเท่านั้นแหละ อีก ๔ สิกขาบทรักษาอยู่ไม่ได้ สลายหมด ล้มละลายหมด...” (จาก พระธรรมเทศนา เรื่อง ศีลเบื้องต่ำและศีลเบื้องสูง ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๔๙๗) “ ถ้าว่าหัดวาจาไพเราะเสียในชาตินี้ ชาติต่อๆ ไป วาจาของตน ศักดิ์สิทธิ์ จะพูดอะไรสำเร็จกิจหมดทุกอย่าง ถ้าใช้วาจาหยาบก็เท่ากับ วาจาจอบตัวเอง ในชาตินี้ก็ดี วาจาหมดอำนาจหมดสิทธิ์ ไม่มีอำนาจอะไร พูดไปก็เท่ากับไม่ได้พูด พูดอะไรเป็นไม่สำเร็จ เพราะวาจาของตน ไม่ได้ บำเพ็ญกุศลทางวาจาไว้ ถ้าบำเพ็ญกุศลทางวาจาไว้แล้ว กล่าววาจาใด วาจาศักดิ์สิทธิ์” (จาก พระธรรมเทศนา เรื่อง สังคหวัตถุ ๒๔ ธันวาคม ๒๔๙๗) “พวกที่ไม่สำรวมเห็นอารมณ์งาม ไม่รู้จักประมาณในการใช้สอย ไม่มีศรัทธา เป็นคนเกียจคร้าน พวกเหล่านี้เป็นลูกศิษย์ของพญามารทั้งนั้น ไม่ใช่ลูกศิษย์ของพระ...” (จาก พระธรรมเทศนา เรื่อง สังวรคาถา ๓๐ กรกฎาคม ๒๔๙๗) “ไม่รู้จักบริโภคโภชนาหารถึงกับเป็นหนี้เป็นข้าเป็นบ่าวเขาเชียว หนา ไม่รู้จักบริโภคในโภชนาหารนะ คือไม่รู้จักประมาณใช้สอย หาเงิน เท่าไรก็ใช้ไม่พอ หาเงินเท่าไรก็หมด...” (จาก พระธรรมเทศนา เรื่อง สังวรคาถา ๓๐ กรกฎาคม ๒๔๙๗) “ตัวของตัวเองรักความบริสุทธิ์ ก็ทำความบริสุทธิ์ของตัวได้ ตัว เองรักความบริสุทธิ์แต่ไม่ทำบริสุทธิ์ใส่ตัว ก็บริสุทธิ์ไม่ได้ไม่ทำบริสุทธิ์ใส่ตัว ก็ชื่อว่าไม่รักตัว เหมือนเรามีผ้าที่สะอาด เอาของโสโครกมาประพรมเสีย ผ้านั้นเป็นอย่างไรบ้าง ผ้าที่สะอาดนั้นก็ดูไม่ได้...คนที่ดีๆ แท้ๆ ไปประพฤติ ชั่วเข้าเป็นอย่างไร ก็เหมือนผ้าเปื้อนสกปรกนั่นแหละ ใช้ไม่ได้ดุจเดียวกัน ต้องรักษาความสะอาดนั้นไว้” (จาก พระธรรมเทศนา เรื่อง สัจจกิริยาคาถา ๒๓ กรกฎาคม ๒๔๙๗) “ สิ่งทั้งหลายนั้นเมื่อเรารักษาอยู่ เมื่อเรายังมีชีวิตเป็นอยู่ ก็เป็นของเราอยู่ แต่พอแตกกายทำลายขันธ์เท่านั้น สมบัติเหล่านั้นไม่ใช่ ของเราเสียแล้ว กลายเป็นของคนอื่นเสียแล้ว ไม่ใช่ของเราจริงๆ ใน มนุษยโลกเราผ่านไปผ่านมาเท่านั้นเอง ไม่ใช่เป็นบ้านเมืองของเรา ไม่เป็น ถิ่นทำเลที่เราอยู่ เป็นทำเลที่สร้างบารมี มาบำเพ็ญทาน ศีล เนกขัมม์ ปัญญา วิริยะ อธิษฐาน ขันติ สัจจะ เมตตา อุเบกขา เท่านั้น...” (จาก พระธรรมเทศนา เรื่อง สุขที่สัตว์ปรารถนาจะพึงได้ ๑๙ กันยายน ๒๔๙๗) กิจวัตรประจำวัน ในแต่ละวันหลวงปู่ใช้เวลาในชีวิตของท่านคุ้มค่าอย่างยิ่ง โดยปกติ ท่านจะไม่ยอมออกไปนอกวัดเลย ท่านกล่าวว่า “เสียเวลาอบรมผู้ปฏิบัติ” เว้นแต่มีกิจจำเป็นของสงฆ์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ หากมีใครนิมนต์ไปฉันเพล นอกวัด ท่านมักขอให้พระรูปอื่นไปแทน ถ้ามีความจำเป็นต้องไปจริงๆ ท่านก็จะไปเพียงชั่วครู่แล้วรีบกลับมา นับแต่เป็นเจ้าอาวาสวัดปากน้ำมา ท่านไม่เคยไปค้างคืนที่อื่นเลย ท่านจะอุทิศเวลาเพื่อประโยชน์แก่พระศาสนา อย่างไม่เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อย ความทุ่มเทของท่านจะเห็นได้จาก กิจวัตรประจำวันของท่าน ดังต่อไปนี้ ๑. คุมภิกษุ สามเณร ลงทำวัตร ไหว้พระในพระอุโบสถทุกวัน วันละ ๒ เวลา คือ เช้าหนหนึ่ง เย็นหนหนึ่ง และให้โอวาทสั่งสอนภิกษุ สามเณร ทั้ง ๒ เวลา ๒. วันพระและวันอาทิตย์ ลงแสดงธรรมในพระอุโบสถเองเป็นนิจ ๓. ควบคุมดูแลการทำวิชชาในโรงงานทำวิชชาทุกเวร ทั้งเวลา กลางวันและกลางคืน ๔. ทุกวันพฤหัสบดี เวลา ๑๔.๐๐ น. ลงสอนการนั่งสมาธิแก่ภิกษุ สามเณร อุบาสก อุบาสิกา ที่ศาลา นอกจากกิจวัตรทั้ง ๔ ประการข้างต้นนี้แล้ว ท่านยังมิได้ละเลยใน ด้านการปกครองดูแลพระภิกษุ สามเณร อุบาสก อุบาสิกา และศิษย์วัด ท่านจะเดินตรวจตราบริเวณวัดทุกคืน เพื่อดูว่าจะมีใครบุกรุกเข้ามาใน ยามวิกาลหรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาฝนตกพรําๆ ท่านบอกว่าคนที่ ชอบเวลาเช่นนี้มี ๒ ประเภท คือ พวกมิจฉาชีพและพวกเจ้าชู้ นอกจาก นี้ท่านยังต้องการตรวจดูความประพฤติผู้ที่อยู่ในปกครองของท่านทุกคน ว่ามีผู้ใดขยันหมั่นเพียรในการท่องตำรับตำราหรือทำสมาธิบ้าง ถ้าเห็น แสงไฟแล้วมีเสียงท่องหนังสือ ท่านก็จะพอใจ ถ้าพระภิกษุ สามเณร รูปใด ตั้งใจศึกษาเล่าเรียน ท่านก็จะสนับสนุนเป็นพิเศษ บางปีมีพระภิกษุ สามเณร สอบเปรียญธรรมได้หลายๆ รูป ท่านก็จะจัดงานฉลอง ถวายผ้าไตรป่าน อย่างดีทุกรูป นิมนต์พระมาเจริญพระพุทธมนต์ และแจ้งข่าวไปยังญาติโยม ให้มาแสดงมุทิตา คุณธรรมของหลวงปู่ หลวงปู่ท่านเป็นบุคคลที่หาได้ยากยิ่ง ท่านมีมโนปณิธานอันยิ่งใหญ่ ที่จะนำพาสรรพสัตว์ทั้งหลายเข้าสู่พระนิพพานให้หมดก่อน แล้วท่านจึงจะ เข้าพระนิพพานทีหลัง การที่จะกล่าวถึงคุณธรรมความดีงามของบุคคล เช่นนี้ได้ครบถ้วนย่อมเป็นเรื่องยากแสนยาก เรื่องราวที่ยกมาเป็นตัวอย่าง ต่อไปนี้ จึงเป็นเพียงส่วนน้อยนิดของคุณธรรมอันมากมายมหาศาล ของท่านเท่านั้น รักพระพุทธศาสนา เมื่อแรกบวชหลวงปู่ท่านก็ตั้งใจอุทิศชีวิตเพื่อพระศาสนาตั้งใจเป็น พระแท้ ฝึกฝนทั้งปริยัติและปฏิบัติ เมื่อมาเป็นเจ้าอาวาสวัดปากน้ำท่านก็ พากเพียรให้การศึกษาทั้งทางปริยัติและปฏิบัติแก่พระภิกษุ สามเณร ในวัดปากน้ำ จนสามารถสอบนักธรรมและบาลีสนามหลวงได้นับร้อยรูป และมีจำนวนมากที่มีผลการปฏิบัติธรรมที่ดี หลวงปู่ท่านยังถวายภัตตาหารพระภิกษุ สามเณร ทุกวัน วันละ ประมาณ ๕๐๐ รูป สมัยนั้นในประเทศไทยยากที่จะหาวัดไหนทำประโยชน์ ให้แก่พระพุทธศาสนาได้มากเหมือนวัดปากน้ำ นอกจากนี้ท่านยังมีส่วนสำคัญในการสร้างโรงพยาบาลสงฆ์ และ มหาวิทยาลัยสงฆ์ ซึ่งถือเป็นคุณูปการแก่การคณะสงฆ์อย่างใหญ่หลวง รักการปฏิบัติธรรม หลวงปู่ท่านใช้เวลาในชีวิตสมณะอย่างทรงคุณค่ายิ่ง นับแต่วันแรก ที่บวช ท่านได้ปฏิบัติธรรมทุกวันตลอดมา เมื่อท่านเข้าถึงธรรมกายแล้ว ท่านก็ทุ่มเทสละชีวิตให้กับการศึกษาค้นคว้าและเผยแผ่วิชชาธรรมกาย ต่อมา เมื่อตั้งโรงงานทำวิชชา มีผู้มาปฏิบัติธรรมกันทั้ง ๒๔ ชั่วโมง ท่านก็ควบคุมการปฏิบัติธรรมด้วยตนเองมาโดยตลอด มีเวลาพักผ่อน เพียงน้อยนิด แม้ยามอาพาธท่านก็ยังคงดูแลควบคุมการปฏิบัติธรรมของ พระภิกษุ สามเณร และแม่ชี มีความกตัญญูกตเวที หลวงปู่ท่านเป็นผู้เลิศด้วยความกตัญญูกตเวทิตา ใครอนุเคราะห์ ท่านก่อน ท่านไม่เคยลืมบุญคุณและพยายามหาทางตอบแทน เช่น อุบาสิกานวม แม่ค้าขายข้าวแกง ที่เคยจัดภัตตาหารเพลมาถวายท่านเป็น ประจำสมัยที่ท่านอยู่วัดพระเชตุพนฯ ต่อมาชราและทุพพลภาพไม่มีผู้ดูแล หลวงปู่ท่านรับมาอุปการะ ในส่วนของโยมมารดา ก่อนมาบวชท่านได้ตั้งใจหมั่นเพียรทำงาน หาเงินไว้ให้โยมมารดาจนมากพอที่จะดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างมีความสุข ต่อ มาเมื่อโยมมารดาอายุมากขึ้นท่านก็รับมาอยู่ที่วัดปากน้ำ สร้างที่อยู่อาศัยให้ และเลี้ยงดูอย่างดีตลอดชีวิต นอกจากนี้เมื่อสมเด็จพระวันรัต (เผื่อน ติสสทัตตมหาเถระ) ซึ่ง เป็นผู้เห็นชอบให้หลวงปูมาเป็นเจ้าอาวาสวัดปากน้ำได้เกิดอาพาธขึ้น หลวงปู่สนองพระคุณโดยจัดภัตตาหารและรังนกจากวัดปากน้ำไปถวาย ทุกวัน โดยตั้งงบประมาณไว้วันละ ๔๐ บาท พอได้เวลา ๐๔.๐๐ น. ท่านก็ ให้คนลงเรือจ้างนำภัตตาหารไป สมัยนั้นการคมนาคมยังไม่สะดวกจึงต้อง ไปทางเรือ พอถึงวัดพระเชตุพนฯ ก็เช้าพอดี ท่านสั่งให้ทำเช่นนี้เป็นเวลา หลายเดือน เมื่อผู้นำภัตตาหารกลับมาถึงวัดปากน้ำแล้วต้องรายงานให้ท่าน ทราบทุกวัน มีความเมตตากรุณา ในสมัยนั้นมีผู้คนเป็นจำนวนมากเดินทางมาขอพึ่งบารมีท่าน เวลา รับแขก ท่านจะถามทุกคนด้วยความห่วงใยเสมอว่า มาจากไหน มาอย่างไร มากับใคร ถ้าท่านทราบว่า ผู้นั้นยากจนมาก มีเงินมาเพียงค่าเดินทาง ไม่มีเงินซื้ออาหารกิน ท่านจะบอกให้ไปกินอาหารที่โรงครัว ถ้าผู้ใดไม่มี ที่นอนหมอน มุ่ง ท่านก็จะสั่งให้ไวยาวัจกรจัดหาเครื่องนอนและที่พักให้ เมื่อท่านช่วยรักษาโรคให้หายหรือทุเลาเบาบางลงแล้ว ท่านจะสั่งให้ ไวยาวัจกรจัดการเรื่องค่าเดินทางกลับให้ด้วย หลวงปู่ท่านมีความเมตตากรุณาเป็นนิสัย ใครมีเรื่องเดือดร้อน อะไรมา ท่านไม่เคยปฏิเสธ เช่น คราวหนึ่งมีคนแก่มาเรียนกัมมัฏฐาน เอา ปลาแห้งตัวหนึ่งมาถวายท่าน บอกว่ามีเท่านั้นเองเพราะเป็นคนยากจน หลวงปู่หัวเราะชอบใจพูดว่า “เออ ให้มันได้อย่างนี้ชีน่า นี่แหละเขาเรียก ว่ารวยแล้ว มีเท่าไหร่ถวายจนหมด เมื่อครั้งพระพุทธเจ้า นางปุณณทาสี ถวายแป้งจี่ทำด้วยแก่พระพุทธเจ้า ต่อมากลายเป็นคนมั่งมี ปลาแห้ง ของเราตัวหนึ่งราคาสูงกว่ารํามากนัก เป็นกุศลมากแล้วที่นำมาให้” ต่อมา ชายคนนี้ขอร้องให้หลวงปู่บวชให้ เพราะไม่มีอัฐบริขารจะบวช หลวงปู่ก็ จัดการบวชให้สมปรารถนา สำหรับพระภิกษุสามเณรในวัดปากน้ำ ท่านคิดว่าทุกรูปเปรียบ เสมือนลูกหลาน เวลาท่านได้ลาภสิ่งใดมาก็มิได้เก็บไว้เพียงผู้เดียว แต่นำ ออกแจกจ่ายโดยทั่วถึงกันด้วยความเมตตา ท่านต้องการให้ทุกคนมีความ สะดวกสบาย จะได้มีกำลังศึกษาเล่าเรียนและปฏิบัติธรรมได้เต็มที่ บางครั้งเวลามีพระภิกษุสามเณรมาขอจีวร ท่านถามว่า จะเอา จีวรที่ท่านห่มไหม ถ้าเอาท่านก็ถอดให้เลย ท่านบอกว่า “ก็เราบวชให้เขา เราเป็นพ่อเขา เขาขอก็ให้เขา” กล้าหาญ การเผยแผ่วิชชาธรรมกายของหลวงปู่ในสมัยนั้นถูกคัดค้านต่อต้าน จากทั้งฆราวาสและพระภิกษุจำนวนมาก เพราะในสมัยนั้นคณะสงฆ์ไทย ไม่ค่อยให้ความสนใจเรื่องการปฏิบัติ การส่งเสริมการศึกษาของพระสงฆ์ ส่วนใหญ่เป็นไปในด้านปริยัติ พระที่สนใจการปฏิบัติธรรมมักจะหลีกเร้น ไปบำเพ็ญเพียรตามป่าเขาลำเนาไพร หลวงปู่จึงเป็นพระสงฆ์องค์แรกที่ กล้าสอนการปฏิบัติธรรมอย่างเปิดเผย ท่านกล้าพูดว่า ได้ธรรมกาย กล้าเอาวิชชาธรรมกายมาสอน ท่านจึงเป็นที่เพ่งเล็งให้คนโจมตี แต่ท่านก็มิได้ หวั่นเกรงย่อท้อต่ออุปสรรคใดๆ ยังคงมุ่งมั่นเผยแผ่วิชชาธรรมกายต่อไป หลวงปู่ท่านยังสอนลูกศิษย์ให้มีความองอาจกล้าหาญ กล้าสู้กับ ความจริง เวลามีปัญหาอะไรให้พูดความจริงกับท่าน อย่าปิดบัง ท่านจะ ช่วยแก้ปัญหาให้ได้อย่างถูกต้อง ท่านไม่ชอบคนโกหก ถ้าจับโกหกได้แม้ ครั้งเดียว ท่านก็ว่า “คนนี้โกหกกระทั่งเรา ก็เป็นคนหมดดี” เป็นครูที่ดี หลวงปู่เป็นครูที่ดี พระธรรมเทศนาของท่านทุกเรื่องค้นคว้ามาจาก พระไตรปิฎก มีที่มาชัดเจน ผู้ฟังธรรมจากท่านจะได้รับทั้งความ เพลิดเพลินและได้ความรู้อย่างลึกซึ้ง เวลาสอนปฏิบัติธรรม ท่านต้องการให้ลูกศิษย์มีผลการปฏิบัติ ธรรมที่ดี ท่านจึงพยายามหาวิธีการทุกอย่างมาอธิบาย ท่านมีวิธีสอนที่ เข้าใจง่าย มีอุปกรณ์การสอนครบครันและมีหนังสือแจกให้ลูกศิษย์ด้วย ทำให้ลูกศิษย์ของท่านบรรลุธรรมกันเป็นจำนวนมาก หลวงปู่ท่านเป็นผู้สอนวิชชาชีวิตที่ช่วยให้ทุกคนมีความสุขที่แท้จริง ช่วยปิดนรก เปิดสวรรค์ รวมทั้งเปิดทางพระนิพพานให้ ท่านจึงเป็นครูที่ เลิศกว่าครูอื่นใด อดทนและขยันขันแข็ง เมื่ออายุได้เพียง ๑๔ ปีเศษ บิดาท่านถึงแก่กรรม ท่านเป็นลูกชาย คนโตจึงต้องหาเลี้ยงครอบครัวแทนบิดา นับเป็นภาระที่หนักมาก ท่าน อดทนทำการงานด้วยความขยันขันแข็ง จนกิจการค้าเจริญรุ่งเรือง เป็น พ่อค้าที่มีฐานะดีคนหนึ่ง เมื่อมาเป็นเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ท่านต้องใช้ทั้งความอดทนและ ความขยันอย่างมากในการพัฒนาวัดปากน้ำ ที่เกือบเหมือนวัดร้าง ให้ เจริญรุ่งเรืองทั้งด้านปริยัติและปฏิบัติ เวลาอาพาธ ท่านไม่ชอบให้ใครป้อนภัตตาหารให้ เภสัชก็ไม่ให้ใครป้อน และไม่ชอบให้ใครพยุง แม้กระทั่งสรงน้ำ เปลี่ยนผ้า ท่านก็ทำเอง ท่านจัดการเองทุกอย่าง ไม่ขอร้องให้ใครช่วย ในช่วงที่อาพาธท่านยังคง ปฏิบัติกิจวัตรตามปกติ ทั้งสอนภาวนา แจกพระของขวัญ และค้นคว้า วิชชาธรรมกาย จนกระทั่งอาพาธหนัก ทำไม่ไหว มีใจเด็ดเดี่ยว ขณะที่ท่านมาเรียนหนังสือที่วัดพระเชตุพนฯ ออกบิณฑบาตวันแรก ไม่ได้อะไรเลย วันที่สองก็ไม่ได้อะไรเลย ท่านคิดว่าท่านเป็นผู้มีศีลจะ อดตายเช่นนั้นหรือ ถ้าเป็นจริงท่านก็ยอมตาย เมื่อบิณฑบาตไม่ได้ ท่านก็ ไม่ยอมฉันของอื่น ท่านยอมอด ท่านคิดว่าถ้าท่านตายไป คนจะพากัน สงสารพระภิกษุ สามเณร ต่อไปพระภิกษุ สามเณร ทั้งประเทศก็จะมี อาหารบิณฑบาตเพียงพอทุกรูป เมื่อครั้งที่จำพรรษาที่วัดโบสถ์บน บางคูเวียง ในวันเพ็ญเดือน ๑๐ ระหว่างกลางพรรษาที่ ๑๒ ท่านตั้งใจปฏิญาณตนยอมตายถ้าไม่ได้บรรลุ ธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าบรรลุ ด้วยการทำความเพียรอย่างเด็ดเดี่ยว ไม่อาลัยในชีวิต ทำให้ท่านได้บรรลุธรรมในคืนนั้นเอง เป็นคนจริง ก่อนเดินทางออกจากวัดสองพี่น้องไปจำพรรษาอยู่ที่วัดพระเชตุพนฯ ท่านได้ตั้งคัมภีร์ใบลานมหาสติปัฏฐานลานยาวไว้ที่วัดสองพี่น้องผูกหนึ่ง ตั้งใจไว้ว่าจะต้องแปลคัมภีร์ผูกนี้ให้ออก ถ้ายังแปลไม่ออกก็จะยังไม่ หยุดเรียน ท่านก็เรียนจนแปลคัมภีร์ผูกนี้ออกจริงๆ จึงหยุดเรียน เมื่อมาอยู่ที่วัดปากน้ำแล้ว ท่านเคยพูดกับสมเด็จป๋า (สมเด็จ พระสังฆราชองค์ที่ ๑๗) เมื่อครั้งยังไม่ได้เป็นพระสังฆราชไว้ไม่น้อยกว่า ๒๐ ปีว่า จะสร้างโรงเรียนขนาด ๓ ชั้น จุนักเรียนได้ ๑,๐๐๐ คน ๒ ชั้นล่าง ให้เรียนปริยัติ ชั้นที่ ๓ จะให้เรียนปฏิบัติธรรม ต่อมา โรงเรียนพระปริยัติธรรมก็เกิดขึ้นในวัดปากน้ำจริงๆ เป็นตึก ๓ ชั้น พร้อมด้วยเครื่องประดับตกแต่งอย่างดีและทันสมัย มีห้องเรียน และห้องน้ำประจำชั้น มีเครื่องอุปกรณ์การศึกษาครบบริบูรณ์ดังที่ท่านได้ ดำริไว้ รู้ค่าของเวลา หลวงปู่ท่านรู้คุณค่าของเวลาไม่ยอมปล่อยให้เวลาผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์ เวลาเทศน์สอนพระภิกษุ สามเณร ท่านจะเตือนให้ใช้เวลา ทุกๆ นาทีอย่างคุ้มค่า เช่น ในเรื่องการทำสมาธิ ท่านบอกว่า “การทำใจ ให้หยุดนิ่งนั้น สามารถทำได้ทุกเวลา ทุกโอกาส” เคร่งครัดพระธรรมวินัย ท่านเคร่งครัดพระธรรมวินัย เป็นตัวอย่างที่ดีแก่พระภิกษุทั้งหลาย เวลาอาพาธท่านก็มิได้ละเลยพระธรรมวินัย ยังรักษาศีลอย่างเคร่งครัด และปฏิบัติกิจภาวนาด้วย ครั้งหนึ่งมีคนเห็นว่าหลวงปู่ท่านอาพาธหนัก ฉันภัตตาหารได้น้อย จึงสั่งให้แม่ครัวต้มข้าวให้เปื่อย บดให้ละเอียด กรองด้วยผ้าขาวใส่กระติกน้ำร้อนมา เพราะต้องการให้หลวงปู่เข้าใจว่า เป็นน้ำร้อนธรรมดา แต่พอนำไปถวาย หลวงปู่ท่านก็ไม่ยอมฉัน รักความสามัคคี ในการอยู่ร่วมกัน หลวงปู่ท่านถือความสามัคคีเป็นสำคัญ ทุกคน ในวัดจะต้องมีวัตรปฏิบัติเหมือนกัน ทำสิ่งใดก็ต้องพร้อมเพรียงกัน ไม่ ขัดแย้งกัน พระภิกษุ สามเณร และแม่ชี ต้องลงสวดมนต์ทำวัตร ฟังเทศน์ ฟังธรรมพร้อมกัน แม้แต่การปลงผมของพระภิกษุ สามเณร และแม่ชี ท่านก็ให้ปลงวันเดียวกัน ถ้าผู้ใดไม่ปลงผมท่านจะพูดว่า “แม้แต่หัวมันยัง ไม่สามัคคี แล้วใจจะสามัคคีกันได้อย่างไร” ท่านกล่าวว่า ความสามัคคีในหมู่คณะทำให้เป็นสุข ไม่ทะเลาะเบาะแว้งกัน หมู่คณะก็จะเจริญ ถ้ามีปัญหาใดๆ เกิดขึ้นก็สามารถแก้ให้ ลุล่วงไปได้ด้วยสามัคคีธรรม มีระเบียบวินัย หลวงปู่ท่านจะเทศน์อบรมพระภิกษุ สามเณร ทุกวันทั้งเช้าและเย็น เวลาท่านลงเทศน์ ถ้ามีพระมาฟังน้อยท่านจะบอกว่า วันนี้พระแพ้แม่ชี แล้วท่านก็จะไม่เทศน์ ต้องรีบไปตามพระมาจนเต็มโบสถ์ ท่านจึงจะเทศน์ พระภิกษุ สามเณร ต้องปฏิบัติตามระเบียบวินัย ทุกรูปต้องแต่ง กายเรียบร้อย ห่มจีวรเหมือนกันหมด เวลาฉันภัตตาหาร ท่านจัดระเบียบให้พระภิกษุสามเณรที่ได้ ธรรมกายนั่งอยู่อาสนะหนึ่ง พวกที่ได้เปรียญธรรมนั่งอีกอาสนะหนึ่ง พระภิกษุทั่วไปนั่งอีกอาสนะหนึ่ง ไม่ปะปนกัน ท่านให้นั่งแยกเพื่อให้สาธุชน รู้ว่า วัดปากน้ำมีทั้งฝ่ายปริยัติและฝ่ายปฏิบัติ ในการปกครองคนหมู่มากต้องมีระเบียบวินัย มีกฎเกณฑ์ให้ปฏิบัติ ผู้ใดละเมิดกฏก็ต้องว่ากล่าวตักเตือน ถ้าฝ่าฝืนต้องถูกลงโทษ ผู้ใดทำผิด ประพฤติตัวไม่เหมาะไม่ควร ท่านจะเรียกไปว่ากล่าวตักเตือน ถ้าทำผิดซ้ํา ท่านจะตักเตือนอีกครั้ง และถ้ายังกระทำผิดอีกเป็นครั้งที่ ๓ ท่านจะสั่งลงโทษ เช่น ให้กวาดบริเวณวัดบ้าง ตัดไม้ทำฟันส่งโรงครัวบ้าง ถ้ายังกระทำผิด ซ้ําอีก ท่านจะให้ออกจากวัดทันที รักการศึกษา หลวงปู่ท่านเห็นคุณค่าของการศึกษา ท่านสอนให้ลูกศิษย์รักการ ศึกษา ให้ตั้งใจเรียนหนังสือ จะเรียนทางโลกก็ได้ ทางธรรมก็ได้ ท่าน เปิดโอกาสให้ทุกคน ท่านบอกว่า “คนที่มีการศึกษาดีจะได้อะไรก็ดีกว่า ประณีตกว่าผู้อื่น คนมีวิชาเท่ากับได้สมบัติจักรพรรดิ กินใช้ไม่หมด” ถ้าใครไม่ตั้งใจศึกษาเล่าเรียน ท่านจะกล่าวว่า “อ้ายโลกก็เหลว อ้ายธรรม ก็แหลกเป็นแบกบอน เหลือแต่กิน นอน เที่ยว สามอันเท่านั้นเอย” คือ ทางโลกก็ไม่ได้ ทางธรรมก็ไม่ดี ประหยัด เมื่อมีคนถวายผ้าไตรจีวรใหม่ ท่านมักนำไปแจกพระภิกษุ สามเณร ตัวท่านเองใช้แต่ของเก่า พอเก่ามากๆ ท่านก็ให้ช่อมแซมใช้ต่อไป ในสมัย สงครามโลกครั้งที่ ๒ ท่านให้แม่ชีเอาอังสะหลายๆ ตัวที่ไม่ค่อยได้ใช้มา เย็บต่อกันเป็นจีวร แต่เนื่องจากอังสะแต่ละตัวมีสีไม่เหมือนกัน ดังนั้นจีวร ที่เย็บขึ้นมาจึงมีหลายสี ท่านเอาไปแจกพระเณรรูปอื่นๆ ก็ไม่มีใครรับ ท่านเลยใช้เอง ต่อมามีศิษย์ผู้หนึ่งทนดูไม่ได้ เลยขอจีวรผืนนี้ไปบูชา รู้ค่าของเงิน หลวงปู่ท่านเล่าว่า สมัยก่อนแก้วสารพัดนึกมีจริง นึกจะเอาอะไร ก็เอาได้ นึกจะทำอะไรก็ทำได้ แต่สมัยนี้เหลือแต่เงินเท่านั้นแหละที่จะเป็นแก้วสารพัดนึก ท่านบอกว่า จะเห็นเงิน ๑ บาทเป็นกระเบื้องที่ไม่มีค่าไม่ได้ บาทหนึ่งก็ซื้อขนมได้ อย่าประมาท อย่าดูถูกเงิน คนดูถูกเงินแทบจะถือ กะลาขอทานก็มี แม้หลวงปู่จะเห็นคุณค่าของเงินมาก แต่ท่านก็ไม่จับเงิน ใครจะ ทำบุญต้องไปหาไวยาวัจกร สมมติจะถวายเงิน ๑๐๐ บาท ก็ต้องไปหา ไวยาวัจกร เขาจะเขียนใบปวารณาให้ แล้วนำใบปวารณาไปถวายหลวงปู่ หลวงปู่ก็จะทราบว่า คนนั้น คนนี้ ถวายเงินเท่านั้น เท่านี้ หลวงปู่ท่านไม่รู้ จักแบงก์ห้า แบงก์สิบ แบงก์ร้อย ท่านเคยถามไวยาวัจกรว่า “ไอ้แบงก์แดงๆ มันคือแบงก์อะไร” ไวยาวัจกรบอกว่า “แบงก์ร้อย” ท่านก็ถามต่อไปอีกว่า “แล้วไอ้แบงก์สีเขียวๆ นั้นใบละเท่าไหร่” รู้ค่าของสิ่งของ หลวงปู่ท่านเป็นคนละเอียดลออ รู้ค่าของสิ่งของทุกอย่าง แม้แต่ ของเล็กๆ น้อยๆ เช่น เวลาท่านเดินไปฉันภัตตาหารที่โรงครัว ถ้าท่านเห็น ข้าวสารที่ผู้มีจิตศรัทธาบรรทุกเรือมาถวายตกอยู่แม้เพียงเล็กน้อย ท่าน จะเรียกเด็กมาเก็บ ท่านเห็นว่าข้าวสารที่หล่นอยู่แม้เพียงเล็กน้อย ถ้านำ มารวมกันเข้าหลายๆ ครั้งก็เป็นจำนวนมากพอที่จะนำไปหุงได้ เวลาเดินไปตามถนน ถ้าท่านเจอเศษไม้เป็นท่อน ท่านจะเก็บมา ไว้ทำพื้น ผ้าขี้ริ้วที่ขาดแล้วท่านก็ไม่ให้เอาไปทิ้ง เผื่อเวลามีอะไรรั่ว จะได้ เอาผ้าขี้ริ้วนั้นไปชุบน้ำมันยางอุดเอาไว้ ก็พอจะกันรั่วไปได้ระยะหนึ่ง เวลาล้างจาน ท่านก็บอกว่า ให้ค่อยๆ รินเอาน้ำออก เศษอาหาร ที่อยู่ก้นๆ นำไปให้หมูให้หมากินได้ รักการปฏิสันถาร หลวงปู่ท่านมีปิยวาจา ไม่พูดให้ผู้ใดกระทบกระเทือนใจ ไม่ว่าใคร มีเรื่องเดือดร้อนมาปรึกษาท่าน ท่านก็จะรับฟังและให้คำแนะนำที่มี ประโยชน์แก่ทุกคน ท่านสั่งสอนศิษย์ไม่ให้พูดแบบมีเหล็กใน คือไม่ให้ใช้ วาจาที่มแทงใจผู้อื่น ให้พูดจาปฏิสันถารต้อนรับอย่างดี ท่านบอกว่า “เขา จะได้นำมงคลมาให้ แต่ถ้าเราปฏิสันถารไม่ดี เขาก็จะนำมงคลกลับไปและ ทิ้งอัปมงคลไว้ให้” ให้เกียรติคน ทุกคนที่มาหาท่านจะได้รับการต้อนรับอย่างเสมอภาคเท่าเทียมกัน หมด ไม่ว่าผู้นั้นจะเป็นสามัญชนคนธรรมดา หรือมียศถาบรรดาศักดิ์ ยิ่งใหญ่ขนาดไหนก็ตาม ปกติเวลาท่านออกรับแขก ท่านจะนั่งบนเก้าอี้ แขกทุกคนนั่งกับพื้นเสมอกันหมด หลวงปู่ท่านให้เกียรติทุกๆ คน ไม่ชอบให้คนดูหมิ่นกัน ท่านบอกว่า การดูหมิ่นเหยียดหยามกันแสดงให้เห็นถึงความไม่มีเมตตาในกันและกัน การดูหมิ่นกันจะทำลายตัวเอง แม้คนใหญ่คนโตก็จะเดือดร้อนเพราะดูถูก ดูหมิ่นผู้น้อย ความเกลียดชังของผู้น้อยสามารถทำลายผู้ใหญ่ได้ รักความสะอาดเรียบร้อย หลวงปู่ชอบความสะอาดเรียบร้อย เช่น การจัดโต๊ะฉันภัตตาหาร ของพระภิกษุ สามเณร ท่านบอกให้แม่ชีวางโต๊ะตั้งเป็นระยะๆ อย่างมี ระเบียบ ปูผ้าตรงกลาง วางแก้วน้ำ กาน้ำ เทน้ำใส่แก้วไว้ให้เรียบร้อย ท่านบอกว่าต้องทำให้สะอาด เวลาพระฉันก็ไม่ให้คุยกัน ถ้าคุยท่านจะถาม ว่า “ฉันข้าวหรือฉันเหล้า” ข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัวของท่านก็สะอาดสะอ้านและจัดไว้อย่าง เป็นระเบียบเรียบร้อย สบง จีวร อังสะ สังฆาฏิ ที่ท่านนุ่งห่มก็ต้องชักให้ สะอาดทุกวัน รักและเป็นห่วงลูกศิษย์ หลวงปู่ท่านดูแลเป็นห่วงลูกศิษย์ตลอด ถ้าพระจะมรณภาพ ท่านก็มานั่งคุมบุญให้ แม่ชีก็เช่นกัน ถ้าหากเสียชีวิตลง หลวงปู่ท่านก็มา คุมบุญให้ และจัดการศพให้เรียบร้อย ท่านดูแลลูกศิษย์อย่างดีตลอดมา อะไรขาดแคลน ท่านหาให้ทุกอย่าง ด้วยความเป็นห่วงลูกศิษย์ ก่อนที่ท่านจะมรณภาพ ท่านเคยพูดว่า “พวกเอ็งคอยดูนะ แม้เมื่อหลวงพ่อตายไปแล้ว ก็จะเลี้ยงดูให้พวกเอ็งได้ อิ่มหนำสำราญ ไม่ต้องกลัว ขอเพียงให้ทุกคนตั้งใจศึกษาเล่าเรียน ตั้งใจ ปฏิบัติกันให้จริงจัง” นอกจากนี้ท่านยังสั่งให้เก็บร่างของท่านไว้ เพราะถึงแม้ท่าน มรณภาพไปแล้ว ก็จะยังคงมีคนมากราบไหว้ร่างของท่าน ซึ่งก็หมายความ ว่า ผู้คนจำนวนมากจะยังคงมาทำบุญที่วัดปากน้ำตลอดไป อีก ๕ ปีจะมรณภาพ ในปี พ.ศ. ๒๔๙๗ หลวงปู่เรียกประชุมศิษย์ทั้งหมด พร้อมทั้ง ปรารภว่า อีก ๕ ปีท่านจะมรณภาพ เพื่อให้วิชชาธรรมกายได้เผยแผ่กว้าง ไกล นำสันติสุขและความร่มเย็นไปสู่ชาวโลกได้อย่างทั่วถึง ให้ทุกคนช่วย กันเผยแผ่วิชชาธรรมกายไปทั่วโลกให้ได้ เพราะวิชชานี้เป็นแก่นแท้ของชีวิต มีความสำคัญและมีประโยชน์มาก สามารถช่วยมนุษย์ให้หลุดพ้นจากห้วง ทุกข์แห่งการเวียนว่ายตายเกิดและนำพาสันติสุขมาสู่โลกได้อย่างแท้จริง ตั้งแต่เดือนมีนาคม พ.ศ. ๒๔๙๙ เป็นต้นมา หลวงปู่เริ่มอาพาธ ด้วยโรคความดันโลหิตสูง แม้ขณะอาพาธ ท่านก็ยังคงควบคุมการ ปฏิบัติธรรมและสั่งงานการทำวิชชา โดยให้พระภิกษุมานั่งสมาธิปฏิบัติ ธรรมใกล้ๆ ท่านทุกวัน ต่อมาในวันที่ ๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๐๒ เวลา ๑๕.๐๕ น. ระฆัง ทุกใบในวัดปากน้ำก็ดังกังวานขึ้น เป็นสัญญาณว่า หลวงปู่ได้มรณภาพ ลงแล้ว ตรงกับที่ท่านเคยปรารภไว้ว่า อีก ๕ ปีจะมรณภาพ รวมอายุได้ ๗๕ ปี รวมพรรษาได้ ๕๓ พรรษา กำเนิดผู้สืบสานวิชชาธรรมกาย ผู้สืบสานวิชชาธรรมกาย คุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง กำเนิดผู้สืบสานวิชชาธรรมกาย คุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง (ซึ่งต่อไปนี้ จะเรียกท่านสั้นๆ ว่า คุณยาย) ถือกำเนิดเมื่อวันที่ ๑๙ มกราคม พ.ศ. ๒๔๕๒ ที่อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม ในครอบครัวชาวนาที่มีฐานะปานกลาง มีพี่น้อง ๙ คน ท่านเป็นลูกคนที่ ๕ ของนายพลอยและนางพัน ขนนกยูง สมัยเด็กๆ คุณยายต้องตื่นตั้งแต่ตีสี่ทุกวัน พอตีห้าก็ขี่ควายไป ไถนากับพี่ชาย คุณยายเป็นคนอดทน แข็งแรง คล่องแคล่วว่องไว และ ขยันขันแข็งมาก เวลาดำนาปลูกข้าว ท่านจะทำได้รวดเร็วกว่าคนอื่นๆ จนได้รับสมญาจากเพื่อนบ้านว่า “แข้งเหล็ก” ซึ่งในความหมายของผู้ให้ สมญา คือ ขยันมาก ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย คุณยายท่านช่วยพ่อแม่ดูแล งานบ้านและเป็นเรี่ยวแรงสำคัญในการทำนามาโดยตลอด เมื่อครั้งที่ท่านยังเด็กอยู่นั้น เวลาอยู่กลางทุ่งนาในยามเช้ายามเย็น ท่านมักจะมองไปยังดวงตะวันดวงแดงกลมโตที่กำลังขึ้นและตก ณ สุด ขอบฟ้า แล้วคิดตามประสาเด็กว่า สักวันหนึ่งจะเดินทางไปให้ถึง ดวงตะวันให้จงได้ คุณยายท่านรักและใกล้ชิดกับแม่มากกว่าพ่อ แม่ของท่านใจดี ชอบทำขนมให้ลูกๆ ทาน ส่วนพ่อของท่านติดเหล้า ต้องดื่มเหล้าวันละ ๑๐ สตางค์ทุกเย็น คืนวันหนึ่งพ่อเมาเหล้า นอนอยู่บนแคร์ใต้ถุนบ้าน แล้วบ่น พึมพําเรื่องต่างๆ ไปตามประสาคนเมา แม่รําคาญจึงส่งเสียงลงไปว่า “ไอ้นกกระจอก อาศัยรังเขาอยู่” พ่อได้ยินก็โกรธจัดเพราะพื้นเพเดิมของพ่อมี ฐานะยากจนกว่าแม่ พ่อจึงถามลูกๆ ว่า “ได้ยินที่แม่ถึงด่าพ่อไหม” คุณยาย ไม่อยากให้พ่อแม่ทะเลาะกันจึงตัดบทไปว่า “พ่อ แม่ไม่ได้ว่าอะไรพ่อหรอก” พ่อจึงโกรธและพูดด้วยความโมโหว่า “ลูกทุกคน เอ็งว่าแม่ไม่ได้ด่าพ่อ ให้ถึงหูหนวก ๕๐๐ ชาติ” คุณยายตกใจมากเพราะท่านเชื่อว่า คำพูดของ พ่อแม่นั้นศักดิ์สิทธิ์ ท่านกลัวจะเป็นจริง จึงตั้งใจว่า จะขออโหสิกรรมกับ พ่อก่อนที่พ่อจะสิ้นใจ เมื่อคุณยายอายุได้ ๑๓ ปี พ่อของท่านได้เสียชีวิตลง วันนั้นท่าน ออกไปท้องนาตั้งแต่เช้าตรู่ พอกลับมาบ้าน พ่อก็สิ้นใจแล้ว ท่านไม่ทันได้ ขอขมา ความกลัวว่าจะต้องหูหนวก ๕๐๐ ชาติฝังใจคุณยายมาโดยตลอด ท่านรู้สึกกังวลใจมาก จึงตั้งใจว่า ต้องหาทางขอขมาพ่อให้ได้ จนวันหนึ่งท่านได้ยินกิตติศัพท์ว่า ที่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ มีการ สอนทำสมาธิให้คนเข้าถึงธรรมกายได้ และหากใครเข้าถึงธรรมกายแล้ว สามารถไปนรก ไปสวรรค์ ไปนิพพานได้ ไปเยี่ยมพ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย หรือ ญาติมิตร ที่ตายไปแล้วก็ได้ จับมือถือแขนกันได้ด้วย หากญาติใครตกนรก ก็ช่วยให้พ้นนรกได้ แม้ญาติที่อยู่บนสวรรค์ก็ยังเอาบุญไปเพิ่มให้ได้ด้วย คุณยายฟังแล้วตื่นเต้นดีใจเป็นที่สุด ท่านจึงตั้งใจว่า จะต้องไปวัดปากน้ำ ให้ได้ ตามหาพ่อ ในปี พ.ศ. ๒๔๗๘ เมื่อคุณยายอายุ ๒๖ ปี ท่านตัดสินใจเดินทาง เข้ากรุงเทพฯ เพื่อหาทางไปวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ท่านอ้างกับแม่ว่า จะไปหางานทำ ทุกคนเข้าใจว่าท่านอยากได้เงินทอง จึงพากันเอาเงินทอง มาให้และขอร้องว่า อย่าไปกรุงเทพฯ เลย แต่คุณยายไม่ยอมรับทั้งเงิน และทอง แล้วยังออกปากยกเงินทองและที่ดินส่วนที่เป็นมรดกของท่านให้ พี่ๆ น้องๆ โดยไม่นึกเสียดายแม้แต่น้อย คุณยายกราบลาแม่ ถือห่อผ้า ออกจากบ้านไปกรุงเทพฯ กับญาติ มีเงินที่แม่ให้ติดตัวไปเพียง ๒ บาท ด้วยความปรารถนาที่จะไปปฏิบัติธรรมเพื่อตามหาพ่อ ในสมัยนั้น การเข้าไปอยู่ในวัดปากน้ำไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะขณะนั้น ที่วัดมีทั้งพระและแม่ชีอยู่เป็นจำนวนมาก เมื่อคุณยายไปอยู่กับญาติที่ กรุงเทพฯ แล้ว ท่านสืบทราบว่า มีเศรษฐินีคนหนึ่ง อยู่ที่ย่านสะพานหัน ชอบไปทำบุญที่วัดปากน้ำเป็นประจำ ท่านจึงไปสมัครทำงานที่บ้านนี้ แม้คุณยายจะมาจากครอบครัวที่มีฐานะดี แต่ท่านก็ยอมทำงานทุกอย่าง เพื่อหาทางไปวัดปากน้ำให้ได้ คุณยายทำหน้าที่ของท่านอย่างไม่บกพร่อง ไม่เกี่ยงงานเลย ท่านขยันขันแข็ง อดทน มีระเบียบวินัย รักความสะอาดและชื่อตรง ทำงานทุกอย่างได้ดี รวดเร็วและไม่มีที่ติ ท่านดูแลรับผิดชอบทุกอย่าง เหมือนเป็นบ้านของท่านเอง ทำให้ทุกคนในบ้านมีความสุข เพราะบ้าน สะอาดเรียบร้อย น่าอยู่ เศรษฐินีเจ้าของบ้านไม่เคยพบคนดีอย่างคุณยาย จึงรักและไว้ใจท่านเป็นพิเศษ ถึงขนาดมอบกุญแจห้องเก็บสมบัติให้ท่านดูแล เข้าถึงธรรม ในระยะนั้น เจ้าของบ้านเชิญคุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกา ทองสุก สำแดงปั้น (ซึ่งต่อไปนี้จะเรียกท่านสั้นๆ ว่า คุณยายทองสุก) ลูกศิษย์ ของหลวงปู่มาสอนปฏิบัติธรรมที่บ้านเป็นประจำ คุณยายคอยดูแลปรนนิบัติ คุณยายทองสุกเป็นอย่างดี เพื่อให้ท่านเมตตาจะได้มีโอกาสเรียนธรรมปฏิบัติ จนกระทั่งวันหนึ่ง คุณยายทองสุกถามท่านว่า “จะเรียนธรรมะ บ้างไหมล่ะ” เมื่อคุณยายทองสุกทราบว่าท่านอยากเรียน จึงเมตตาขออนุญาตเจ้าของ บ้านให้คุณยายขึ้นไปนั่งสมาธิด้วย และสอนธรรมปฏิบัติให้ โดยแนะนำให้ วางใจไว้ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ แล้วภาวนา “สัมมา อะระหัง” ในแต่ละวัน คุณยายจะรีบทำงานทุกอย่างให้เสร็จ ไม่ให้มีสิ่งใด คั่งค้าง เพื่อไม่ให้ใครตำหนิได้ว่าทิ้งงาน พอถึงเวลาก็ตั้งใจปฏิบัติตาม คำสอน โดยไม่มีเรื่องกังวลใดๆ ทั้งสิ้น เมื่อได้ฝึกปฏิบัติธรรมกับคุณยายทองสุกแล้ว ท่านพยายาม ทำความเพียรเรื่อยไป ระยะแรกๆ ก็ฟังมาก จนกระทั่งฟังน้อย จากฟังน้อย เริ่มไม่ฟัง พัฒนามาเรื่อยจนถึงขั้นรู้สึกโล่ง โปร่ง เบา สบาย ในที่สุดก็ เห็นจุดสว่างเล็กๆ เหมือนดวงดาวในอากาศเกิดขึ้นภายใน จนกระทั่ง คืนหนึ่ง ท่านขึ้นไปนั่งสมาธิคนเดียวบนดาดฟ้า ทำใจหยุดในหยุด นิ่งในนิ่ง ดิ่งเข้ากลางของกลางเข้าไปเรื่อยๆ ในที่สุดท่านก็เข้าถึงธรรมกาย บน ดาดฟ้านั่นเอง รวมเวลาประมาณ ๒ ปีนับตั้งแต่เริ่มฝึกสมาธิมา ช่วยพ่อขึ้นมาจากนรก เมื่อคุณยายเข้าถึงธรรมกายแล้ว ท่านได้ไปหาพ่อด้วยวิชชา ธรรมกาย ธรรมกายนำไปยังทะเลเพลิงแห่งหนึ่ง เมื่อธรรมกายไปถึงนรก ไฟนรกก็ดับ เครื่องทรมานสัตว์นรกทั้งหมดหยุดทำงานชั่วคราว คุณยาย ตรวจดูด้วยญาณทัสสนะของธรรมกาย ท่านมองเห็นพ่อกำลังปะปนอยู่กับ สัตว์นรกในน้ำทองแดงที่ร้อนแรง ท่านสงสารพ่อมากจึงให้พ่อรับศีล ๕ จากพระธรรมกาย พร้อมกับให้นึกถึงบุญกุศลที่เคยทำไว้เมื่อเป็นมนุษย์ จากนั้นพระธรรมกายก็พาพ่อขึ้นไปอยู่บนสวรรค์และสอนพ่อให้ภาวนา “สัมมา อะระหัง” คุณยายได้ขออโหสิกรรมกับพ่อ ซึ่งพ่อของท่านได้ให้ อโหสิกรรมทุกประการ การพาพ่อขึ้นมาจากนรกเป็นสิ่งที่คุณยายภูมิใจมาก ท่านมักพูดเสมอๆ ว่า “ยายน่ะ ช่วยพ่อขึ้นมาจากนรก” มึงมันมาช้าไป ต่อมาคุณยายอยากไปปฏิบัติธรรมที่วัดปากน้ำ คุณยายทองสุก จึงพาท่านไปกราบฝากตัวเป็นศิษย์หลวงปู่ ขณะนั้นคุณยายอายุ ๒๕ ปี วันนั้นเป็นวันพฤหัสบดี หลวงปู่กำลังสอนธรรมปฏิบัติอยู่ที่ศาลา พอ หลวงปู่เห็นคุณยาย โดยที่ไม่มีใครคาดหมาย ท่านทักว่า “มึงมันมาช้าไป” คุณยายรู้สึกแปลกใจมากว่า ทำไมหลวงปู่จึงกล่าวเช่นนั้น จากนั้นหลวงปู่ ก็สั่งให้คุณยายเข้าโรงงานทำวิชชาเรียนรู้ธรรมะขั้นสูงในวันนั้นเลย โดย ไม่ต้องผ่านการทดสอบเหมือนคนอื่นๆ ซึ่งโดยปกติการเข้าโรงงานทำ วิชชาในสมัยนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายนัก จะต้องผ่านการทดสอบจากผู้ที่เข้าถึง ธรรมกายรุ่นพี่ซึ่งจะตั้งคำถามที่คนทั่วไปตอบไม่ได้มีแต่ผู้ที่เข้าถึงธรรมกาย แล้วเท่านั้นจึงจะตอบได้ เมื่อเข้าไปอยู่ในวัดปากน้ำวันแรก ท่านได้รับสิ่งของเครื่องใช้เก่าๆ มุ่งก็ขาดและมีกลิ่นเหม็น เตียงนอนก็ขาหัก สกปรกและมีตัวเรือดอาศัยอยู่ ท่านจัดการชักมุ่ง ซ่อมแซมเตียง ปัดกวาดเช็ดถูจนสะอาด แต่ก็ยังมี ตัวเรือดหลงเหลืออยู่บ้าง ตกกลางคืนตัวเรือดก็ออกมากัดท่าน ทำให้ นอนไม่ค่อยหลับ ท่านจึงหากระโถนเล็กๆ มาวางไว้ที่หัวนอนใบหนึ่ง เอา กระดาษรองก้นกระโถนไว้ เมื่อตัวเรือดมากัด ท่านก็จับใส่กระโถน รุ่งเช้า ก็เอาไปปล่อย จนกระทั่งตัวเรือดหมดไป ท่านดูแลเตียงนอน หมอนมุ่งจน สะอาดมาก เป็นตัวอย่างและเป็นที่ชื่นชมของคนที่อยู่ด้วยกัน ตอนนั้นคุณยายผอมมาก มีผู้คิดว่าท่านเป็นวัณโรค ไม่ยอมให้ ท่านร่วมวงอาหารด้วย ถึงเวลารับประทานอาหาร เจ้าหน้าที่ครัวก็ตัก อาหารใส่จานสังกะสี แล้วกระแทกเสือกไสให้ท่าน แต่ท่านไม่ใส่ใจ คิดว่า ท่านรับประทานอาหารของหลวงปู่ เพื่อให้มีแรงปฏิบัติธรรม ท่านมีความ คิดแน่วแน่ในการศึกษาวิชชาธรรมกาย โดยเอาชีวิตเป็นเดิมพันแต่เพียง อย่างเดียว หลังจากอยู่วัดปากน้ำได้ ๑ เดือน คุณยายกับคุณยายทองสุกก็ได้ บวชเป็นแม่ชีพร้อมกัน ท่านไม่มีเงินซื้อผ้าจึงต้องใช้วิธีเช่าผ้ามาใส่ แล้ว โกนศีรษะบวชด้วยกัน เมื่อหลวงปู่เห็นคุณยายกับคุณยายทองสุกบวชชี ท่านรู้สึกพึงพอใจมาก ในโรงงานทำวิชชา เมื่อเริ่มมาทำวิชชา ท่านตรึกธรรมะตลอดทุกอิริยาบถ ไม่คิดถึง เรื่องใดทั้งสิ้น ฝึกหยุดในหยุด นิ่งในนิ่ง เข้าไปเรื่อยๆ ทั้งวันทั้งคืน ด้วยความวิริยอุตสาหะ เพื่อจะได้รู้เห็นวิชชาเหมือนผู้ที่มาก่อน คุณยาย ท่านไม่สุงสิงกับใคร ไม่ว่าใครจะบ่น จะว่าอย่างไรท่านเฉยๆ ไม่เอาเรื่อง เอาราวกับใครทั้งนั้น ความละเอียดของใจจึงเพิ่มขึ้นไปตามลำดับ และ สว่างยิ่งกว่าดวงอาทิตย์ยามเที่ยงวันมาร้อยเรียงกันเต็มท้องฟ้า ต่อมาหลวงปู่ได้ตั้งคำถามเพื่อทดสอบท่าน อาทิเช่น “ลูกจันทร์ เมื่อกี้หลวงพ่อเดินผ่านโบสถ์มา เห็นนกมันไปเกาะบนหลังคา มันเหลียว มาดูข้างหลัง แล้วมันก็หันไปดูข้างหน้า มันทำอย่างนั้นทำไมวะ” เมื่อฟังคำถามแล้ว คุณยายก็หยุดนิ่ง หยุดในหยุด ดิ่งเข้ากลางไป พอหยุดถูกส่วนก็ทั้งรู้ทั้งเห็น ท่านให้คำตอบกับหลวงปู่ว่า “นกมันก็หันไปดู ทางที่มันมา จะได้จำทางได้ แล้วมันก็มองไปข้างหน้า ดูที่หมายที่มันจะไป หากินเจ้าค่ะ” หลวงปู่ท่านก็ว่า “เออ มันต้องอย่างนี้ซิวะ” วันต่อมาหลวงปู่ถามว่า “ลูกจันทร์ หลวงพ่อออกมาจากหอฉัน เห็นคนพิการ ขามันเป๋ เอ็งลองไปดูซิว่า กายละเอียดของมันเป๋ด้วย หรือเปล่า” ไม่ว่าหลวงปู่จะถามอะไรคุณยายท่านก็หาคำตอบที่ถูกต้องมาจนได้ แต่ท่านกลับตอบไม่ได้เมื่อหลวงปู่ถามว่า “ลูกจันทร์ปลาสลิดอร่อยตรงไหน” เพราะท่านไม่เคยสนใจเรื่องอร่อยหรือไม่อร่อย ท่านรับประทานอาหาร เพียงเพื่อให้อิ่มแล้วกลับไปนั่งธรรมะ ใจของท่านจดจ่ออยู่กับธรรมะ ตลอดเวลา ลูกจันทร์นี่ หนึ่งไม่มีสอง ต่อมา หลวงปู่คัดเลือกให้คุณยายเป็นหนึ่งในหัวหน้าชุดอุบาสิกา ผู้ทำวิชชาธรรมกายชั้นสูง เพราะท่านเห็นว่า คุณยายมีความตั้งใจจริง ในการศึกษาวิชชาธรรมกาย มีญาณทัสสนะแม่นยํา มีความรับผิดชอบสูง เวลาคุณยายนั่งสมาธิท่านไม่ขยับเลย นั่งแบบทิ้งชีวิต จนขาดการรับรู้ ทางกายไปรับรู้เอาวิชชาข้างใน เมื่อครบ ๖ ชั่วโมงถึงเวลาออกเวร คนอื่นๆ ลุกออกไปหมดแล้ว แต่ท่านยังรอฟังว่า หลวงปู่จะสั่งวิชชากับเวรชุดต่อ ไปว่าอย่างไร เมื่อรับรู้คำสั่งแล้ว คุณยายก็ทำควบคู่กับเขาไปด้วยแล้วจึง จะออกจากห้องไป นอกห้องท่านก็ยังคงตรึกธรรมะไปเรื่อยๆ พร้อมกับ การทำภารกิจส่วนตัว พอถึงเวลาเข้าเวร ท่านจะเข้าก่อนเวลาอย่างน้อย ๑๕ นาที เพื่อที่จะได้ฟังช่วงท้ายของชุดนั้นว่า หลวงปู่ท่านอบรมอย่างไรบ้าง มีข้อผิดพลาดและข้อแก้ไขอย่างไร ด้วยเหตุนี้ คุณยายจึงได้รับความรู้จาก หลวงปู่อย่างครบถ้วน ในสมัยนั้นหลวงปู่จะฝึกให้ไปดูนรก สวรรค์ กันจนเป็นเรื่องปกติ ซึ่งผู้ศึกษาจะต้องหมั่นฝึกฝนด้วยความเอาใจใส่ เพื่อให้ญาณทัสสนะแม่นยํา จึงจะตอบคำถามหลวงปู่ได้ถูกต้อง ถ้าใครตอบผิด หลวงปู่ท่านจะดุว่า “ไอ้ขี้ไต้” หมายความว่า เป็นคนที่ครูบาอาจารย์ต้องคอยจ้ำจี้จำไชอยู่เสมอ คุณยายกลัวคำนี้มากท่านจึงนั่งสมาธิด้วยความวิริยอุตสาหะ และไม่เคย ถูกหลวงปู่ดุด้วยคำนี้เลย เนื่องจากท่านตั้งใจฝึกฝนตนเอง ทำอะไรทำจริง มีธรรมะที่เชี่ยวชาญและอยู่ในโอวาทของหลวงปู่ ไม่ว่าหลวงปู่สั่งอะไร ก็ตาม คุณยายทำได้ทุกสิ่งทุกอย่าง ทำให้ท่านได้รับคำชมจากปากหลวงปู่ ว่า “หนึ่งไม่มีสอง” คำว่า “หนึ่งไม่มีสอง” นี้ หลวงปู่ท่านพูดครั้งเดียว ในชีวิตของท่านเท่านั้น พูดในท่ามกลางผู้ทำวิชชาธรรมกายชั้นสูงที่กำลัง ปฏิบัติธรรมกันอย่างจริงจัง และไม่พูดกับใครอีกเลย ตั้งแต่มาอยู่ที่วัดปากน้ำ คุณยายทำวิชชาอยู่ในโรงงานทำวิชชา วันละกว่า ๑๒ ชั่วโมงมาโดยตลอด ไม่เคยไปไหนเลย เนื่องจากหลวงปู่ ไม่อยากให้ท่านออกไปไหน เพราะจะทำให้วิชชาความรู้หยาบลง ท่านเคย ไปกราบขออนุญาตออกไปข้างนอก โดยบอกว่า อยากทานทุเรียน ขอ อนุญาตไปซื้อที่ฝั่งพระนคร แต่หลวงปู่บอกว่า “ทุเรียนอยู่ในท้องมึง มึงนึกๆ เอา เดี๋ยวเดียวก็ได้” ต่อมาก็มีผู้นำทุเรียนมาเลี้ยงที่วัดจริงๆ ก่อนที่หลวงปู่จะมรณภาพ ท่านมีคำสั่งให้ลูกศิษย์ช่วยกันเผยแผ่ วิชชาธรรมกายไปทั่วโลก เพราะวิชชานี้จะช่วยคนได้ทั้งโลก และสั่งให้ คุณยายอยู่ที่วัดปากน้ำ เพื่อรวบรวมหมู่คณะที่จะมาช่วยกันเผยแผ่วิชชา ธรรมกายต่อไป ตอบแทนคุณ หลังจากที่หลวงปู่มรณภาพแล้ว คุณยายและคุณยายทองสุก ท่านก็ประคับประคองกันตลอดมา และเผยแผ่ธรรมะตามคำบัญชาของ หลวงปู่ที่ได้มอบหมายไว้ คุณยายพักอยู่กับคุณยายทองสุกที่บ้านใน บริเวณวัดปากน้ำ ตั้งแต่สมัยหลวงปู่ยังมีชีวิตอยู่ ทั้งสองท่านเป็น กัลยาณมิตรซึ่งกันและกัน เวลาที่คุณยายทองสุกออกไปเผยแผ่วิชชา ธรรมกายในต่างจังหวัดหลายๆ วัน พอกลับมาก็จะขอให้คุณยายถ่ายทอด ธรรมะในโรงงานทำวิชชาให้ ช่วยให้คุณยายทองสุกมีความสมบูรณ์ ทั้งเรื่องเผยแผ่และทำวิชชา ในราวปี พ.ศ. ๒๕๐๓ หลังจากที่หลวงปู่มรณภาพ คุณยายทองสุก เจ็บป่วยด้วยโรคมะเร็งที่มดลูกระยะสุดท้าย ในระยะหลังๆ อาการหนักมาก หมดทางรักษาแล้ว ท่านจึงได้นอนพักอยู่ที่บ้าน ในฐานะที่คุณยายทองสุกเป็นครูคนแรกที่สอนให้คุณยายรู้จัก วิชชาธรรมกาย จนสามารถเข้าถึงธรรมได้ และได้มีโอกาสศึกษาวิชชา ธรรมกาย ท่านจึงตอบแทนด้วยการดูแลคุณยายทองสุกเป็นอย่างดีนานนับ ปีจนถึงวาระสุดท้าย วันที่ ๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๐๖ วันที่คุณยายทองสุก ละสังขาร คุณยายจัดงานศพของคุณยายทองสุกอย่างสมเกียรติที่สุด เมื่อเสร็จงานศพ คุณยายก็ล้มป่วย เนื่องจากต้องตรากตรําดูแลและพยาบาล คุณยายทองสุก จนลืมดูแลสุขภาพตนเอง อานุภาพวิชชาธรรมกายของคุณยาย เมื่อสุขภาพของคุณยายดีขึ้นแล้ว ท่านก็เผยแผ่วิชชาธรรมกาย ด้วยการสอนธรรมปฏิบัติตั้งแต่เช้าจนถึง ๒ ทุ่ม แม้ท่านไ ม่เคยเรียน หนังสือและไม่มีความรู้ทางโลกเลย แต่ลูกศิษย์ลูกหาของท่านมีทุกระดับ ทั้งหญิงและชาย ตั้งแต่นักเรียน นิสิต นักศึกษา ไปจนถึงผู้ใหญ่ มีทั้ง ชาวบ้านทั่วๆ ไป จนกระทั่งพวกเศรษฐีและผู้มีตำแหน่งหน้าที่การงาน ใหญ่โต มีการศึกษาดีๆ ทั้งปริญญาตรี โท เอก ไม่ว่าลูกศิษย์จะมีปัญหาอะไร เรื่องส่วนตัว เรื่องครอบครัว หรือเรื่องงาน ถ้ามาขอร้องให้ท่านช่วย จะไม่มีคำว่าผิดหวังเลย การไปนรกไปสวรรค์ของคุณยายนั้นเป็นเรื่องปกติ เวลาใครมา ถามถึงคนตาย ท่านก็นั่งหลับตา ทำใจหยุดใจนิ่งให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับ พระธรรมกาย จนญาณทัสสนะครอบคลุมภพทั้งสาม เหมือนน้ำมะขาม ป้อมใส่ไว้ในฝ่ามือแล้วลืมตาดู จากนั้นท่านก็จะบอกว่าผู้ตายไปอยู่ที่ไหน บางครั้งญาติคนตายไม่เชื่อ แต่เมื่อไปสืบเรื่องราวดูแล้ว ก็เป็นจริงอย่างที่ คุณยายพูดทุกประการ ตัวอย่างเช่น สามีภรรยาคู่หนึ่ง ภรรยาเป็นอาจารย์โรงเรียนวัด บวรนิเวศ เป็นลูกศิษย์คุณยาย ส่วนสามีไม่เชื่อเรื่องนรกสวรรค์ วันหนึ่ง ฝ่ายสามีมากราบคุณยายและเล่าให้ฟังว่า คืนหนึ่งขณะที่เขานอนอยู่ที่ นอกชานที่บ้านต่างจังหวัด เขาเห็นควันแทรกร่องกระดานขึ้นมา แล้วยึด ขึ้นเป็นรูปร่างคน มองเห็นได้ด้วยตาเนื้อ สูงขนาดต้นตาล ยกเท้าก้าวข้าม หลังคาบ้านไป เขาไม่ทราบว่า สิ่งนั้นคืออะไร ไปถามมาหลายวัดแล้ว แต่ได้คำตอบไม่ชัดเจน บางท่านก็บอกว่า “คุณตาฝาด” ขณะฟังเรื่องนี้ คุณยายท่านหลับตาทำสมาธิเฉยๆ จากนั้นเขาก็ถามว่า “สิ่งที่ผมเห็นคือ อะไร” พอสิ้นคำถาม คุณยายก็ตอบว่า “สิ่งที่คุณเห็น คือ เปรต แล้วเปรต นั้นก็เป็นญาติของคุณนั่นแหละ” เขาก็เถียงว่า “ญาติผมไม่มีวันไปเกิดเป็น เปรต” คุณยายท่านก็ไม่ว่าอะไร เขาถามต่อว่า “ทำไมญาติผมถึงไปเป็นเปรต” “ญาติคุณเป็นอดีตมัคนายกโกงของวัด ตายแล้วก็เลยไปเป็นเปรต” เขาแย้งว่า “ไม่มีหรอก ญาติผมที่เป็นมัคนายก ถ้าครูว่าเป็นมัคนายก ญาติของผมชื่ออะไร” คุณยายตอบว่า “ชื่อรัศมี” เขาก็แย้งอีกว่า “ผม ไม่เคยมีญาติชื่อนี้” จากนั้นก็ยกมือไหว้คุณยายครั้งหนึ่งแล้วลงจากบ้านไป หลายเดือนต่อมา เขากลับมาบอกคุณยายว่า “จริงด้วย ญาติผม คนหนึ่งชื่อรัศมี เขาเป็นมัคนายก ตอนนี้ตายไปแล้ว ไปสืบประวัติดู เขาก็ โกงของวัดจริงๆ แต่ผมก็ไม่เชื่อว่าเปรตมีในโลก” นี่เป็นตัวอย่างของ ญาณทัสสนะอันแม่นยําของคุณยายซึ่งได้ผ่านการฝึกฝนมาอย่างดีจาก หลวงปู่ คุณธรรมของคุณยาย คุณยายเป็นต้นแบบของการดำเนินชีวิตที่สมบูรณ์เพียบพร้อม ท่านขยันขันแข็งและอดทนมาตั้งแต่ยังเด็ก มีความเด็ดเดี่ยว มักน้อยสันโดษ ประหยัด อ่อนน้อมถ่อมตน มีความเมตตา เอาใจเขามาใส่ใจเราไม่เคยนินทา ว่าร้ายใคร รักความสะอาด มีระเบียบวินัย รักการประพฤติพรหมจรรย์ รักการปฏิบัติธรรม และรักบุญกลัวบาป ท่านมักจะกล่าวอยู่เสมอว่า “ยายกลัวอยู่อย่างเดียวว่าบุญจะน้อย ยายรักบุญ รักความดี เพราะ บุญช่วยให้พ้นทุกข์ได้ เราต้องพึ่งบุญ ทำงานอะไรก็ต้องอาศัยบุญ บุญเท่านั้นที่ช่วยเราได้ ตายแล้วเอาอะไรไปไม่ได้ เอาไปได้แต่บุญ” และ ท่านเคยให้ข้อคิดที่นำไปใช้สำรวจตัวเองได้ดีว่า ตัวเรามีบุญมากน้อย เพียงใด คือ “บุญมากอุปสรรคน้อย บุญน้อยอุปสรรคมาก” เรื่องราวต่อไปนี้เป็นตัวอย่างของคุณธรรมบางประการของคุณยาย ที่เล่าขานต่อๆ กันมาให้คนรุ่นหลังได้รับฟังด้วยความชื่นชม รักธรรมะ คุณยายท่านรักและผูกพันอยู่กับธรรมะภายในตลอดเวลา ครั้งหนึ่งหลวงพ่อทัตตชีโวเห็นคุณยายกำลังพรวนดินใต้ต้นไม้อยู่ ท่านถามคุณยาย ว่า “ยาย ยายอายุมากแล้ว พรวนดินต้นไม้มากมายอย่างนี้ไม่เหนื่อยหรือ” “ไม่เหนื่อยหรอกท่าน ทำไปก็ตรึกไปเรื่อยๆ มันก็เลยไม่เหนื่อย” “ยายตรึกเรื่องอะไร” “ยายพรวนดินไปก็มองเข้าศูนย์กลางกายไป เข้าไปกลาง พระธรรมกาย ระลึกชาติไปดูว่า พระพุทธเจ้าในอดีตแต่ละพระองค์ที่ ผ่านมา ท่านสร้างบารมีของท่านอย่างไร แล้วยายก็เอาเป็นแบบอย่างว่า เรายังมีข้อบกพร่องที่ห่างจากพระพุทธเจ้าอย่างไรบ้าง จะได้ปรับปรุงตัว ให้ดียิ่งๆ ขึ้นไป” มีความเมตตา เมื่อมีคนมาขอความช่วยเหลือ คุณยายจะใช้วิชชาธรรมกาย ช่วยเหลือทุกคนด้วยความเมตตา แม้ว่าบางคนจะมาลองภูมิ หรือพูดใน สิ่งที่ไม่สมควร คุณยายก็ยังคงช่วยเหลือ ไม่เคยโกรธเคือง ทุกๆ คืนคุณยายจะยกมือพนมจรดศีรษะ กล่าวคำอธิษฐานว่า “ใครมาขอบุญบารมียาย ขอให้เขาสำเร็จทุกคน ด้วยอำนาจแห่งบุญกุศล” เป็นคนจริง คุณยายท่านเป็นคนทำอะไรทำจริง ไม่เหลาะแหละ ท่านเคยพูดเอาไว้ว่า “คนเราจะทำอะไรก็ตาม ขอให้ทำให้จริง ดูแต่ยาย ความรู้ที่ ไม่มี ปริญญาก็ไม่ได้ มีแต่จริงอย่างเดียว ยายยังสร้างวัดได้ แล้วยายพิจารณาดูว่า ที่เขาทำกันไม่ได้ ไม่สำเร็จ เพราะทำไม่จริง เจออะไรนิดอะไรหน่อย ก็ไม่สู้ ทั้งๆ ที่เขาจบปริญญาสูงๆ ส่วนยายความรู้ก็ไม่มี กอ ข้อ (ก ข ) ก็ไม่กระดิกหู ไม่จบอะไร สักอย่างยายมีแต่ “จริง” ตัวเดียว ทำได้ ทำสำเร็จ แล้วยายก็มองไปในอนาคตว่า คนเราถ้าชาตินี้ไม่จริง ชาติต่อๆ ไปก็ล้มเหลว เอาตีอะไรไม่ได้ ฉะนั้นเวลาจะทำอะไร ก็ทำให้จริงตั้งแต่ชาตินี้ ” รักความสะอาด ไม่ว่าคุณยายจะไปอยู่ที่ใดก็ตาม ที่พักของท่านจะสะอาดและ มีระเบียบ แม้ว่าข้าวของเครื่องใช้จะทำด้วยวัสดุที่เรียบง่าย บางชิ้นก็เก็บ มาจากกองขยะ แต่ท่านเอามาทำความสะอาด ช่อมแซมให้ใช้การได้ เสื้อผ้าที่ท่านนุ่งห่มก็ขาวสะอาด ปราศจากความเปรอะเปื้อน และไม่มี รอยยับย่น เวลาเช็ดบันไดบ้าน ท่านเช็ดทั้งบนบันไดและใต้บันไต ซึ่งไม่ เหมือนใครเลยในโลก ท่านบอกว่า “เช็ดแล้วมันสะอาด ใจเราก็สะอาด เข้ากลางคล่องดี” รักความเป็นระเบียบ ขวดยาในตู้ที่บ้านคุณยายจัดเรียงลำดับลดหลั่นจากเล็กไปใหญ่ จาก ต่ำไปสูง น่าดูชมมาก ถึงแม้ตู้ยาไม่มีฝาปิด แต่ก็ไม่มีฝุ่นละอองที่ขวดยา เลยแม้แต่น้อย ขยันขันแข็ง คุณยายท่านเป็นคนขยันมาก ไม่ยอมปล่อยเวลาให้ผ่านไปโดย เปล่าประโยชน์ ในแต่ละวันท่านมีภารกิจมากมาย เมื่อมีคนถามท่านว่า “คุณยายเหนื่อยไหมคะ” ท่านจะตอบว่า “เหนื่อยแต่ยายสู้” หรือไม่ก็ “เหนื่อยแต่ยายอดทนเอา” ถ้าไม่เหนื่อยหรือเมื่อยจริงๆ ท่านจะไม่ยอม เอนหลังพัก แม้ในช่วงที่เอนหลังพักท่านยังบอกว่า “ยายนอนพัก สิ่งธรรมะไป ยายไม่ชอบนอนกลางวัน” อดทน คุณยายท่านมีความอดทนต่อการกระทบกระทั่งมากจนเป็นปกติ ของท่าน ท่านไม่เอาเรื่องเอาราวกับใคร ครั้งหนึ่ง มีคนมากล่าวร้ายท่าน ด้วยถ้อยคำหยาบคายนานเป็นชั่วโมง ท่านพูดว่า “หน้าที่เธอ เธอด่าไป ฉันจะนั่งเข้าที่ฟัง” แล้วท่านก็นั่งสมาธิ ไม่นานบุคคลนั้นก็ล่าถอยไป โดยที่ คุณยายไม่ได้ผูกโกรธอะไร เอาใจเขามาใส่ใจเรา คุณยายท่านเป็นคนเกรงใจคน และเอาใจเขามาใส่ใจเรา เวลามีคน นำของมาถวาย ท่านจะเอาถุงกระดาษใส่ของมาตัดเป็นสี่เหลี่ยมแล้ววาง ซ้อนๆ กันไว้ไม่ให้เหลื่อมกันเลย ท่านเก็บไว้รองในก้นกระโถน เมื่อบ้วน น้ำลายหรือทิ้งสิ่งของลงในกระโถนแล้ว ท่านก็จะเอากระดาษที่ตัดไว้นี้ปิด ทับทุกครั้ง ทำให้ไม่น่ารังเกียจและทำความสะอาดง่าย เวลาอุปัฏฐากเอา ไปเททิ้งก็จะดูเหมือนทิ้งเศษกระดาษ ไม่นินทา การนินทาเป็นเรื่องปกติของปุถุชนทั่วไป แต่ไม่เคยมีใครได้ยิน คุณยายนินทาใคร แม้ลูกศิษย์ที่ใกล้ชิดท่านก็ไม่เคยได้ยิน คุณยายมีแต่ ห้ามปรามลูกหลานไม่ให้นินทาใคร อ่อนน้อมถ่อมตน คุณยายท่านจะยกมือไหว้ผู้อื่นก่อนเสมอ ไม่ว่าผู้นั้นจะเป็นใคร อายุ เท่าไรก็ตาม นอกจากความอ่อนน้อมถ่อมตนแล้ว ท่านยังต้องการฝึกให้ ศิษย์มีคุณธรรมในตัว ลดทิฏฐิมานะลง ซึ่งจะทำให้บรรลุธรรมได้ง่ายขึ้น รวบรวมศิษยานุศิษย์ ขยายวิชชาธรรมกายสู่ชาวโลก ตามมโนปณิธานของพระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) รวบรวมศิษยานุศิษย์ เมื่อหลวงปู่มรณภาพ คุณยายท่านยังคงอาศัยอยู่ที่วัดปากน้ำ ในบ้านของคุณยายทองสุก ซึ่งต่อมาเรียกกันว่า “บ้านกัลยาณมิตร หมายเลข ๑” ในครั้งนั้นมีผู้คนจำนวนมากเดินทางมาฝากตัวเป็นศิษย์ ของท่าน รวมทั้งชายหนุ่ม ชื่อ ไชยบูลย์ สุทธิผล นิสิตจากมหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ ที่มาฝึกปฏิบัติธรรมกับท่านแล้ว มีผลการปฏิบัติธรรม ที่ดี ได้รับความสุข ความสงบ จึงไปชักชวนรุ่นพี่รุ่นน้องในมหาวิทยาลัย มาปฏิบัติธรรมกับคุณยายมากขึ้น เมื่อมีประชาชน นิสิต นักศึกษา รวมทั้งนักเรียน มาเรียนธรรมะ กับคุณยายเพิ่มมากขึ้น ทำให้บ้านกัลยาณมิตรหมายเลข ๑ คับแคบจน ไม่มีที่นั่ง เวลาบูชาข้าวพระบางคนต้องไปนั่งบนตุ่มน้ำ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้น พร้อมกับการที่วัดปากน้ำจะทำการก่อสร้างหอฉันตรงบริเวณที่เป็นบ้าน พักของคุณยาย ซึ่งหมายความว่า บ้านของคุณยายจะต้องถูกรื้อแน่นอน ในปี พ.ศ. ๒๕๑๐ คุณยายและคณะศิษย์จึงได้รวบรวมปัจจัยสร้าง เรือนไม้สองชั้นขึ้นในบริเวณที่ว่างทางทิศเหนือของวัดปากน้ำ เพื่อรองรับ ผู้มาปฏิบัติธรรมที่เพิ่มขึ้น คุณยายท่านบอกถึงอานิสงส์ของการสร้าง สถานที่ปฏิบัติธรรมว่า ใครซื้อตะปูสักตัว ไม้สักแผ่น หรืออิฐสักก้อนมาสร้างสถานที่ปฏิบัติธรรม จะได้บุญอย่างมหาศาล เพราะเป็นสถานที่ รองรับผู้บริสุทธิ์ ผลบุญนี้จะช่วยให้เราศึกษาธรรมะต่อไปในอนาคตได้ อย่างสะดวกสบาย ง่ายดาย และมีสมบัติติดไปในภพเบื้องหน้า ครั้งนั้น คุณยายรวบรวมเงินได้ถึง ๕๔,๐๐๐ บาท ซึ่งนับว่ามากสำหรับสมัยนั้น บ้านใหม่หลังนี้พระภาวนาโกศลเถระ (หลวงพ่อเล็ก) รองเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ในขณะนั้น ได้เมตตาตั้งชื่อให้ว่า “บ้านธรรมประสิทธิ์” บรรพชาอุปสมบทศิษย์คุณยาย ต่อมาเมื่อคุณไชยบูลย์ สุทธิผล สำเร็จการศึกษาปริญญาตรี สาขาวิชาเศรษฐศาสตร์เกษตร จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์แล้ว ได้ บรรพชาอุปสมบท เมื่อวันที่ ๒๗ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๑๒ ตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ํา เดือน ๙ ณ พัทธสีมาวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ โดยมีพระเทพวรเวที (ปัจจุบันคือ สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ เจ้าอาวาสวัดปากน้ำภาษีเจริญ) เป็นพระอุปัชฌาย์ มีฉายาว่า “ธัมมชโย” แปลว่า “ผู้ชนะโดยธรรม” ปัจจุบันดำรงสมณศักดิ์ที่พระราชภาวนาวิสุทธิ์ (ซึ่งต่อไปนี้จะเรียกท่าน สั้นๆ ว่า หลวงพ่อธัมมชโย) เมื่อบวชแล้วท่านได้อบรมสั่งสอนธรรมปฏิบัติแก่สาธุชนผู้มา ปฏิบัติธรรมที่บ้าน “ธรรมประสิทธิ์” มีสาธุชนสนใจมาปฏิบัติธรรมมากขึ้น อย่างรวดเร็ว ทำให้บ้านหลังนี้คับแคบลงถนัดตา เวลาบูชาข้าวพระ คนนั่ง กันเต็มชั้นล่างจนล้นออกมาถึงชานบ้าน เรื่อยไปถึงสนามหญ้าหน้าบ้าน ตลอดจนทางเดินไปถึงประตูรั้ว เป็นสาเหตุให้คุณยายและศิษยานุศิษย์ มองหาพื้นที่เพื่อสร้างวัดขึ้นสักแห่งหนึ่งอย่างน้อยที่สุดต้องมีพื้นที่ประมาณ ๕๐ ไร่ ไม่ห่างตัวเมืองมากนัก ไปมาสะดวก และสงบร่มรื่น เพื่อรองรับผู้ที่ จะมาปฏิบัติธรรม และรองรับงานเผยแผ่วิชชาธรรมกายไปทั่วโลก ก่อนหน้าจะได้ที่ดินสร้างวัด คุณยายอธิษฐานดังๆ ว่า “ขอให้มี คนยกที่ให้สัก ๕๐ ไร่เถอะ” โดยเฉพาะอาทิตย์ต้นเดือนท่านจะนำลูกศิษย์ อธิษฐานขอให้ได้ที่ดินสร้างวัดเร็วๆ ทุกคนก็อธิษฐานตามท่านเป็นประจำ พอปลายปี พ.ศ. ๒๕๑๒ คุณหญิงประหยัด แพทยพงศาวิสุทธาธิบดี ก็ยก ที่ดินที่ตำบลคลองสาม อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี ให้ถึง ๑๙๖ ไร่ แสดงให้เห็นถึงอำนาจจิตของผู้บริสุทธิ์กาย วาจา ใจ ว่ามีอานุภาพมาก สร้างวัด เมื่อได้ที่ดินมาแล้ว คุณยายและศิษยานุศิษย์ รวมทั้งผู้มีจิตศรัทธา ได้ร่วมมือกันพลิกผืนนา ๑๙๖ ไร่ด้วยความวิริยอุตสาหะ ให้กลายเป็น สำนักสงฆ์ตามระเบียบการสร้างวัด ให้ชื่อว่า “ศูนย์พุทธจักรปฏิบัติธรรม” เมื่อวันมาฆบูชา วันที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๑๓ ต่อมา ในวันที่ ๑๙ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๑๔ นิสิตมหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์รุ่นพี่ของหลวงพ่อธัมมชโย ชื่อคุณเผด็จ ผ่องสวัสดิ์ ก็ ได้บรรพชาอุปสมบท ณ วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ โดยมีพระเทพวรเวที (ปัจจุบัน คือ สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ) เป็นพระอุปัชฌาย์ มีฉายาว่า “ทัตตชีโว” แปลว่า “ผู้ถวายชีวิตแล้วแต่ พระศาสนา” ปัจจุบันดำรงสมณศักดิ์ที่พระภาวนาวิริยคุณ (ซึ่งต่อไปนี้จะ เรียกท่านสั้นๆ ว่า หลวงพ่อทัตตชีโว) คุณยายและหมู่คณะได้ร่วมแรงร่วมใจกันก่อสร้าง “ศูนย์พุทธจักร ปฏิบัติธรรม” ให้เป็นบุญสถานแห่งการปฏิบัติธรรม เพื่อการเผยแผ่ พระพุทธศาสนาภายใต้แนวคิดที่ว่า “สร้างวัดให้เป็นวัด สร้างพระให้ เป็นพระ สร้างคนให้เป็นคนดี” ต่อมาศูนย์พุทธจักรฯ ได้รับวิสุงคามสีมา และเปลี่ยนชื่อเป็น “วัดพระธรรมกาย” เมื่อวันที่ ๒๙ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๔ กว่าจะมาเป็นวัดพระธรรมกายอย่างที่เห็นทุกวันนี้ คุณยายและ หมู่คณะต้องผ่านอุปสรรคมามากมาย เมื่อแรกตัดสินใจสร้างวัด คุณยาย มีเงินอยู่เพียง ๓,๒๐๐ บาท หลวงพ่อทัตตชีโวถามคุณยายว่า “เรามีเงินทุน อยู่เพียงเท่านี้ จะสร้างวัดสำเร็จได้อย่างไร” คุณยายไม่ตอบ กลับย้อนถามว่า “ถ้าเราจะสร้างคนให้เป็นคนดี มีศีลธรรม ยอมเสียสละอุทิศชีวิตให้ พระพุทธศาสนาขึ้นมาในโลกนี้สักคนหนึ่ง จะต้องใช้เงินสักเท่าไร” คุณยาย ได้รับคำตอบว่า “หมดเงินไปเป็นร้อยล้าน ก็ยังไม่แน่ว่าจะสร้างขึ้นมาได้ สักคน” คุณยายอมยิ้มแล้วพูดว่า “ก็ตอนนี้ยายมีคนดีๆ อย่างพวกคุณ มานั่งอยู่ตรงหน้านี้แล้วตั้ง ๑๑ คน แสดงว่ายายมีเงินทุนอยู่แล้วไม่น้อยกว่า พันล้าน ยายต้องสร้างสำเร็จแน่” คราวหนึ่ง หลังจากเริ่มสร้างวัดใหม่ๆ ขาดเงินไปสองหมื่นบาทเศษ วันรุ่งขึ้นจะต้องจ่ายค่าแรง ตอนนั้นคุณยายมีเงินอยู่พันกว่าบาท หลวงพ่อ ทัตตชีโว (ซึ่งขณะนั้นยังไม่ได้บวช) รู้สึกกังวลใจ แต่คุณยายชวนนั่งสมาธิ วันนั้นนั่งตั้งแต่หกโมงเย็นถึงสามทุ่ม พอออกจากสมาธิแล้ว หลวงพ่อ ทัตตชีโวกล่าวว่า “ถ้าพรุ่งนี้ไม่มีเงินจ่ายค่าแรงคนงาน คงจะเกิดเรื่องแน่” แต่คุณยายยืนยันว่า ท่านเห็นในสมาธิว่าได้เงินแน่นอน หลวงพ่อทัตตชีโว ไม่ทราบว่าจะทำอย่างไรดีจึงลาคุณยายกลับ นัดว่าพรุ่งนี้จะมารับเงิน พอเปิดประตูก็พบชายคนหนึ่งนั่งอยู่ที่บันไดบ้าน ชักถามได้ความว่า พ่อเขา สั่งไว้ก่อนตายว่า ให้นำเงินมาทำบุญที่นี่สองหมื่นบาท เขามารออยู่ตั้งแต่ หนึ่งทุ่มแต่เข้ามาไม่ได้ ประตูปิด แม้การสร้างวัดพระธรรมกายจะต้องพบกับอุปสรรคหลายประการ แต่ทางวัดก็ได้รับความร่วมมืออย่างดียิ่งจากคณะศิษย์ และสาธุชนที่มีจิตศรัทธา รวมทั้งหน่วยราชการต่างๆ เช่น กรมชลประทานส่งเรือขุดมา ช่วยขุดคูคลอง กองพันทหารช่าง กองทัพบก และกรมช่างโยธาทหาร อากาศช่วยกันสร้างถนนในวัด กรมโยธาธิการ กระทรวงมหาดไทย ช่วยออกแบบอาคารและสิ่งก่อสร้างต่างๆ เป็นต้น นอกจากนั้นยังมี ประชาชนทุกสาขาอาชีพที่มีจิตเลื่อมใสศรัทธาได้ทุ่มเททั้งกำลังกาย กำลังใจ และกำลังทรัพย์ ช่วยเหลือจนสุดความสามารถ เพื่อสร้าง ศาสนสถานไว้เป็นที่พึ่ง ที่เคารพบูชา และสืบทอดพระศาสนา ด้วยหยาดเหงื่อแรงกายของคุณยายและหมู่คณะ จากท้องนา ฟ้าโล่ง ก็กลายมาเป็นวัดพระธรรมกายอันสง่างาม เป็นศูนย์รวมใจของ ชาวพุทธทั่วโลก ยุคเริ่มต้นของงานเผยแผ่ เมื่อการสร้างวัดดำเนินไปได้ระดับหนึ่งแล้ว ทางวัดพระธรรมกาย ได้เปิดอบรมสั่งสอนธรรมะทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติให้กับเยาวชนและ ประชาชนทั่วไป เพื่อพัฒนาจิตใจอันเป็นพื้นฐานที่สำคัญในการพัฒนา คุณภาพชีวิตให้เจริญก้าวหน้าต่อไป ด้วยเหตุนี้ โครงการอบรมธรรมทายาทและอุปสมบทหมู่ จึงเกิด ขึ้นเป็นโครงการแรกเมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๕ มีนิสิตนักศึกษาเข้ารับการอบรม 50 คน โดยผ่านขั้นตอนการอบรมอย่างทรหดอดทน อยู่กลตและปฏิบัติธรรม ท่ามกลางความแห้งแล้ง ไม่มีต้นไม้ใหญ่หรืออาคารใดๆ โครงการนี้ได้ ดำเนินการอย่างต่อเนื่องมาทุกปีจนกระทั่งปัจจุบัน ทำให้มีศาสนทายาท และหนุ่มสาวเข้าวัดเป็นจำนวนมาก อันเป็นกำลังสำคัญในการเผยแผ่ พระพุทธศาสนา หลังจากออกพรรษาในปี พ.ศ. ๒๕๑๖ การก่อสร้างอาคารและ สิ่งก่อสร้างต่างๆ ที่วัดพระธรรมกายถือว่าสำเร็จลุล่วงไปส่วนหนึ่งแล้ว หลวงพ่อทัตตชีโวซึ่งขณะนั้นบวชได้สองพรรษา ได้ย้ายจากวัดปากน้ำ มา อยู่ที่วัดพระธรรมกาย พร้อมพระภิกษุอีกรูปหนึ่งเป็นคณะแรก ศาลาปฏิบัติธรรมหลังแรก งานสร้างวัดและสร้างคนดีดำเนินรุดหน้าควบคู่กันไปอย่างไม่ หยุดยั้ง เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๘ ได้สร้าง “ศาลาจาตุมหาราชิกา” ขึ้นเป็นอาคาร หลังแรก จุคนได้ราวๆ ๕๐๐ คน ใช้เป็นที่ปฏิบัติธรรม และแสดง พระธรรมเทศนาแก่ญาติโยมที่มาทำบุญที่วัดในวันอาทิตย์ (พ.ศ. ๒๕๑๘ - ๒๕๒๗) และใช้รับแขกในวันธรรมดา หรือสำหรับทำงานที่ต้องการใช้ พื้นที่กว้างๆ เมื่อเริ่มสร้างศาลาหลังนี้ขึ้นมา มีผู้ไม่เห็นด้วยกล่าวว่า “จะสร้าง ไปทำไมให้ใหญ่โต จุคนได้ตั้ง ๕๐๐ คน วัดอยู่ต่างจังหวัด ทุรกันดารอย่างนี้ ใครที่ไหนจะมาใช้กัน” ต่อมาอีก ๕-๖ ปี มีสาธุชนมาปฏิบัติธรรมกันมาก ขึ้นจนถึงหมื่นคน ศาลาหลังนี้ไม่พอนั่ง สาธุชนต้องนั่งปฏิบัติธรรมกัน กลางแจ้ง บ้างก็นั่งตามใต้ต้นไม้ ไม่มีที่กันแดดกันฝน ในปี พ.ศ. ๒๕๑๘ นี้ เมื่อการสร้างกุฏิที่พักและศาลาปฏิบัติธรรม สำเร็จไปเป็นส่วนมากแล้ว ราวเดือนเมษายนหลวงพ่อธัมมชโยและคุณยาย จึงย้ายจากบ้านธรรมประสิทธิ์มาอยู่ที่วัดพระธรรมกาย ซึ่งขณะนั้นยังเป็น ศูนย์พุทธจักรปฏิบัติธรรม ช่วยงานหลวงพ่อ เมื่อย้ายมาอยู่ที่วัดพระธรรมกายแล้ว คุณยายมอบภาระการ ตัดสินใจในเรื่องต่างๆ ให้หลวงพ่อธัมมชโยและทีมงาน ส่วนตัวท่านทำ หน้าที่อบรมสั่งสอนศิษย์และช่วยหลวงพ่อธัมมชโยดูแลวัด ดูแลหมู่คณะ อย่างเต็มกำลังตามเพศภาวะของท่าน ท่านได้ปลูกฝังศิษย์ให้สร้างบารมี กันเป็นหมู่คณะ ให้รักบุญ รักการสร้างความดี รักการปฏิบัติธรรม และ ให้รู้จักการครองตนให้อยู่ในเส้นทางการสร้างบารมีอย่างมั่นคงและ บริสุทธิ์บริบูรณ์ยิ่งๆ ขึ้นไป ในการทำงานร่วมกันของคนหลายๆ คน ปัญหาเรื่องความเห็นไม่ ตรงกันย่อมมีบ้างเป็นธรรมดา ถ้าศิษย์มีความเห็นไม่ตรงกันในการทำงาน ท่านก็จะชวนให้นั่งสมาธินานเป็นพิเศษ และให้ข้อเตือนใจในการสร้าง บารมีร่วมกันว่า “ทำงานด้วยกัน ทะเลาะกันได้ แต่โกรธกันไม่ได้” นอกจากคุณยายท่านจะเก่งในเรื่องงานละเอียด คือ การ ปฏิบัติธรรมแล้วท่านยังเก่งในเรื่องงานแม่บ้านและเป็นสุดยอดของต้นแบบ ในการดูแลรักษาสมบัติพระศาสนา ท่านได้วางระบบระเบียบที่ดีงาม เอาไว้ให้คนรุ่นหลังได้ประพฤติปฏิบัติตาม เช่น การขัดวิมาน (ขัดห้องน้ำ) การเก็บ กวาด เช็ด ถู เสนาสนะ การเก็บเพชรพลอย (เก็บขยะ) เป็นต้น ท่านฝึกลูกศิษย์โดยการทำให้ดูเป็นตัวอย่าง เช่น นำขัดห้องน้ำด้วย ตนเอง สอนวิธีดูแลห้องครัวให้สะอาด มีระเบียบเรียบร้อย การเก็บจาน หรือช้อนก็ให้เรียงกันให้เป็นระเบียบ วางซ้อนกันเป็นชั้นๆ เป็นช่องๆ คุณยายท่านยังมองเห็นความสำคัญของระเบียบวินัยเล็กๆ น้อยๆ ที่ไม่ควรมองข้าม เช่น เรื่องการวางรองเท้า การเก็บสิ่งของ แม้กระทั่ง การตากผ้าขี้ริ้วก็ต้องเป็นระเบียบ ท่านบอกว่าจะได้เป็นตัวอย่างดีๆ แก่ ญาติโยม ความมีระเบียบของสิ่งต่างๆ ภายในวัดจะช่วยให้ใจของ ญาติโยมสงบ เข้าไปอยู่ในศูนย์กลางกายโดยอัตโนมัติ ครั้งหนึ่งมีพระเถระผู้ใหญ่เดินทางมาดูวัดพระธรรมกายซึ่งอยู่ใน เขตปกครองของท่าน คราวนั้น ท่านไม่ดูอะไรนอกจากครัวกับห้องน้ำ พอไปเปิดห้องน้ำดูก็ถึงกับเอ่ยขึ้นว่า “อือม์… ที่นี่ดี ต่อไปจะเจริญ” การดูแลรักษาสมบัติพระศาสนาให้อยู่ในสภาพดี คงทน สะอาด สะอ้าน ใช้สอยอย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด ตามแนวทางที่ คุณยายวางไว้ ยังคงสืบทอดมาจนกระทั่งปัจจุบัน และนำไปใช้กันทั่วโลก จนรู้จักกันดีว่าเป็น “วัฒนธรรมคุณยาย” คุณยายท่านเป็นผู้เคารพระเบียบวินัย และอ่อนน้อมถ่อมตน อย่างเสมอต้นเสมอปลาย โดยไม่คิดว่าท่านเป็นครูบาอาจารย์ของหลวงพ่อ ธัมมชโยแล้วจะต้องอยู่เหนือระเบียบวินัยเหล่านั้น เวลาที่ท่านพูดกับ หลวงพ่อธัมมชโยหรือพระภิกษุ สามเณรทุกรูป ท่านจะประนมมือทุกครั้ง นอกจากนี้เมื่อพบกับสาธุชนที่มาวัด ไม่ว่าใครก็ตาม ท่านก็จะทักทายด้วย การไหว้ก่อนเสมอ ไม่มีความเย่อหยิ่งถือตัวเลย แรงศรัทธาของมหาชน คุณยายรับภาระดูแลความเป็นอยู่ของทุกๆ คนภายในวัด ทำให้ คณะสงฆ์มีเวลาทุ่มเทอบรมสั่งสอน ปลูกฝังศีลธรรม ทั้งภาคทฤษฎีและ ภาคปฏิบัติให้แก่เยาวชนและประชาชนทั่วไปได้อย่างเต็มกำลัง ทำให้ผู้เข้า อบรมเห็นคุณค่าของธรรมะมากยิ่งขึ้น พวกเขาได้ไปชักชวนญาติมิตร มาปฏิบัติธรรมเพิ่มมากขึ้น จากร้อยเป็นพัน จากพันเป็นหมื่น ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๒๗ ในวันสำคัญทางศาสนา จะมีสาธุชนมาวัดครั้งละประมาณ ๒๐,๐๐๐ คน จนกระทั่งพื้นที่ ๑๙๖ ไร่เนืองแน่นไปด้วยผู้คน มีสาธุชน กลุ่มหนึ่งเสนอให้ขยายพื้นที่ออกไป เพื่อรองรับสาธุชนที่จะมาปฏิบัติธรรม เพิ่มขึ้นในวันข้างหน้า จึงได้ซื้อที่ดินบริเวณด้านข้างวัดและสร้างสภา ธรรมกายสากลหลังคาจาก ต่อมาก็ยังไม่พอรองรับสาธุชน ในที่สุด จึงได้ ซื้อที่ดินบริเวณท้ายวัด ขยายออกไปอีกประมาณ ๒,๐๐๐ ไร่เศษ เพื่อเป็น ที่ประพฤติปฏิบัติธรรมร่วมกัน และยังใช้ประโยชน์ในศาสนกิจของการ คณะสงฆ์ได้อีกด้วย โดยได้รับบริจาคปัจจัยจากสาธุชนที่มีจิตศรัทธา พื้นที่ที่ขยายออกมา เริ่มใช้งานเผยแผ่พระพุทธศาสนามาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๒๘ จำนวนสาธุชนที่มาปฏิบัติธรรมที่วัดยังคงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จน กระทั่งในวันสำคัญทางศาสนามีผู้มาปฏิบัติธรรมถึงครั้งละกว่า ๑๐๐,๐๐๐ คน ในที่สุดจึงสร้างสภาธรรมกายสากลหลังใหม่เป็นอาคาร ๒ ชั้น มีพื้นที่ ทั้งหมด ๕๓๒,๔๓๒ ตารางเมตร รองรับคนได้ถึงกว่า ๓๐๐๐,๐๐๐ คน และเริ่มใช้งานตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๓๙ เป็นต้นมาในขณะที่ยังสร้างไม่เสร็จ สมบูรณ์ และยังได้สร้างปูชนียสถานที่สำคัญเพื่อเป็นศูนย์รวมใจและเป็น สถานที่ปฏิบัติธรรม คือ มหาธรรมกายเจดีย์ มหาวิหารพระมงคลเทพมุนี มหาวิหารคุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง นอกจากนี้ ยังสร้างหอฉันขึ้น เพื่อใช้เป็นสถานที่ฉันภัตตาหารของ พระภิกษุ สามเณร นับพันรูป เพื่อให้ท่านได้ใช้เวลาศึกษาเล่าเรียนพระธรรมคำสอนของ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยไม่ต้องกังวลเรื่องการขบฉัน รวมทั้งสร้าง มหารัตนวิหารคดบนพื้นที่ ๖๐๐,๐๐๐ ตารางเมตรรอบมหาธรรมกายเจดีย์ เพื่อเตรียมรองรับพระภิกษุสงฆ์จากทั้งในและต่างประเทศ ๖๐๐,๐๐๐ รูป พื้นที่วิหารคดและลานธรรมรวมกันได้ ๑,๐๐๐,๐๐๐ ตารางเมตร สามารถ รองรับพระภิกษุและสาธุชนที่มาปฏิบัติธรรมได้เป็นจำนวน ๑,๐๐๐,๐๐๐ คน ขึ้นไป การสร้างอาคารสถานที่นั้น ยึดหลักตามความจำเป็นในการใช้งาน ให้เกิดประโยชน์สูง ประหยัดสุด ปัจจุบัน “วัดพระธรรมกาย” เป็นศูนย์กลางในการปฏิบัติธรรม ของพุทธศาสนิกชนทั่วประเทศ และเป็นศูนย์รวมการปฏิบัติธรรม ในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาสำหรับชาวพุทธทั่วโลก ความสำเร็จ ทั้งหมดนี้ เกิดขึ้นจากความทุ่มเทสร้างสรรค์งานและความร่วมแรงร่วมใจ กันของคณะพระภิกษุ สามเณร อุบาสก อุบาสิกา และสาธุชนผู้ใจบุญ ทุกท่าน โดยมีคุณยายเป็นบุคคลสำคัญยิ่งที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จ ทั้งปวง ด้วยความกตัญญู คุณยายละสังขารไปเมื่อวันอาทิตย์ที่ ๑๐ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๓ ด้วยความกตัญญูและความเคารพรักอย่างสูง และเพื่อประกาศพระคุณ ของท่านให้ชาวโลกได้รับรู้ หลวงพ่อธัมมชโยได้เป็นผู้นำศิษยานุศิษย์ ทั่วโลก จัดงานสวดพระอภิธรรมตลอดต่อเนื่องทุกวัน จนกระทั่งถึงวันที่ ๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๕ และจัดพิธีจุดไฟแก้วสลายร่างคุณยายอย่าง สมบูรณ์แบบที่สุด พิธีจุดไฟแก้วสลายร่างคุณยายครั้งนี้เป็นงานบุญที่ใหญ่ที่สุด ครั้งหนึ่งของวัดพระธรรมกาย เป็นครั้งแรกที่เจ้าอาวาส พระสังฆาธิการ กว่า ๓๐,๐๐๐ วัดทั่วประเทศ ไม่ต่ำกว่า ๑๐๐,๐๐๐ รูป รับนิมนต์เดินทาง มาร่วมพิธีสลายร่างคุณยาย แม้พระภิกษุจากต่างประเทศก็ให้ความ เมตตาเดินทางมาร่วมงานสลายร่างคุณยายกันเป็นจำนวนมาก การรวมตัว กันของคณะสงฆ์จำนวนมากขนาดนี้ นับเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้น มาก่อนเลยในสังฆมณฑล นับแต่สร้างชาติไทยมา มหาวิหารคุณยายอาจารย์ มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ด้วยความเคารพรักคุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูงเป็นอย่างสูง เมื่อวันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๑ คณะศิษย์ของท่าน นำโดยหลวงพ่อธัมมชโย จึงได้ร่วมใจกันหล่อรูปเหมือนของคุณยาย ด้วยทองคำ และต่อมาในเดือนเมษายน พ.ศ. ๒๕๔๕ ได้ร่วมใจกันสร้าง มหาวิหารประดิษฐานรูปหล่อทองคำคุณยาย เพื่อบูชาธรรมท่าน เป็นการ แสดงความกตัญญูกตเวที และประกาศคุณธรรมความดีของท่านให้ ชาวโลกได้รับรู้ ได้มีการอัญเชิญรูปหล่อทองคำคุณยายเข้าไปประดิษฐาน ในมหาวิหารคุณยายฯ ในวันมหาปูชนียาจารย์ ตรงกับ *วันที่ ๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๘ มหาวิหารคุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ประดิษฐานอยู่บนเกาะแก้ว ในบริเวณเขตพื้นที่ ๑๙๖ ไร่ ด้านหลังอุโบสถ วัดพระธรรมกาย (*วันที่ ๓ กุมภาพันธ์ ถือว่าเป็นวันมหาปูชนียาจารย์ เพราะตรงกับ วันที่หลวงปู่มรณภาพ คุณยายทองสุก สำแดงปั้น ละสังขาร และ เป็นวันสลายร่างคุณยายอาจารย์ฯ) ทุ่มเทเพื่อพระพุทธศาสนา นับตั้งแต่ก่อตั้งวัดพระธรรมกายขึ้นมา หมู่คณะวัดพระธรรมกาย ได้ทำงานเพื่อพระพุทธศาสนาอย่างทุ่มเท บังเกิดผลงานที่เป็นประโยชน์ ต่อชาวโลก และพระพุทธศาสนา สมดังปณิธานของหมู่คณะที่ตั้งไว้ เมื่อครั้งสร้าง “ศูนย์พุทธจักรปฏิบัติธรรม” ว่าจะ “สร้างวัดให้เป็นวัด สร้างพระให้เป็นพระ สร้างคนให้เป็นคนดี” นอกจากตั้งใจสร้างวัดให้เป็นวัด สร้างพระให้เป็นพระแท้ สร้างคนให้เป็นคนดีมีศีลธรรมแล้ว ทางวัดยังได้ดำเนินการเผยแผ่ พระพุทธศาสนาวิชชาธรรมกายออกไปให้กว้างขวางยิ่งขึ้น โดยมีเป้าหมาย ที่จะแผ่ขยายไปสู่ใจของมหาชนทั่วทุกมุมโลก เพื่อสร้างโลกให้มีสันติสุข สร้างวัดให้เป็นวัด เพื่อให้วัดพระธรรมกายเป็นบุญสถานที่สะอาด สงบ ร่มเย็น เหมาะแก่การปฏิบัติธรรมของประชาชน และเป็นสถานที่ปลูกฝังศีลธรรม ให้กับประชาชน ทางวัดได้ยึดหลักปฏิรูปเทส ๔ ในการดูแลวัด ดังนี้ ๑. อาวาสเป็นที่สบาย ทางวัดได้เตรียมอาคารสถานที่ที่สะอาด มีระเบียบ เงียบสงบ ร่มเย็น มีพื้นที่กว้างขวาง มีห้องน้ำที่สะอาดสะอ้าน ไว้รองรับสาธุชนที่มาปฏิบัติธรรม ๒. อาหารเป็นที่สบาย มีการจัดเตรียมอาหารเช้าและอาหาร กลางวันสำหรับสาธุชน ที่สะอาดถูกสุขอนามัย รสชาติและชนิดของ อาหารเป็นกลางๆ ทุกคนรับประทานได้ และมีระบบแจกจ่ายอาหารที่รวดเร็ว ๓. บุคคลเป็นที่สบาย มีการจัดอบรม ภิกษุ สามเณร อุบาสก อุบาสิกา ให้ตั้งใจฝึกฝนตนเอง ให้รักษาศีลอย่างเคร่งครัด หมั่นเจริญ สมาธิภาวนา ระมัดระวังกิริยามารยาทและแต่งกายให้เรียบร้อย และให้ เคารพในการปฏิสันถาร ๔. ธรรมะเป็นที่สบาย มีการจัดกิจกรรมต่างๆ ให้สาธุชนได้รับ ประโยชน์ในการมาวัดให้มากที่สุด เช่น ได้ประพฤติปฏิบัติธรรม ได้ฟังเทศน์ ได้มีหลักในการดำเนินชีวิต เป็นต้น สร้างพระให้เป็นพระ ทางวัดมีนโยบายให้พระภิกษุได้รับการอบรมให้มีอุดมการณ์ มี ศีลาจารวัดรและคุณธรรมภายในให้เหมาะสมกับความเป็นพระ เพื่อเป็น ที่ตั้งแห่งศรัทธา และสามารถเป็นครูสอนศีลธรรมแก่ประชาชนได้ พระภิกษุใหม่จะได้รับการฝึกสมาธิอย่างต่อเนื่อง ฝึกการดูแลการ ใช้ปัจจัยสี่ ควบคู่กับการศึกษาพระธรรมวินัย และทักษะในการทำงาน พระศาสนา ทุกรูปต้องผ่านการอบรมในเรื่องต่างๆ ดังนี้ คือ ธรรมปฏิบัติ ข้อปฏิบัติและมารยาทของพระสงฆ์ พระวินัยและศาสนพิธี นักธรรมตรีโท เอก มงคลสูตร ๓๘ ประการ ศึกษาพุทธประวัติและหลักธรรมทั่วไป จากพระไตรปิฎก ฝึกค้นคว้าพระไตรปิฎก เรียนบาลีพื้นฐาน ศึกษาความรู้ เกี่ยวกับวัดพระธรรมกาย ศึกษาวิธีการเผยแผ่พระพุทธศาสนา เรียนรู้ และศึกษาการทำงานในหน่วยงานต่างๆ ของวัด เมื่อผ่านการอบรมแล้ว จะมีการประเมินผลและรับเข้าเป็นพระภิกษุประจำ นอกจากมีนโยบายให้พระภิกษุฝึกตนอย่างเข้มงวดแล้ว ทางวัด ยังสนับสนุนการศึกษาพระปริยัติธรรมของพระภิกษุ สามเณร อย่างเต็มที่ จนสามารถสอบบาลีสนามหลวงได้มากเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศ และ ในระยะหลังๆ ก็สามารถสอบได้มากเป็นอันดับหนึ่งของประเทศหลายปี ติดต่อกัน เมื่อเรียนจบประโยค ๙ แล้ว หลวงพ่อธัมมชโยยังสนับสนุนให้ เรียนประโยค ๑๐ ซึ่งหมายถึงการเรียนพระไตรปิฏกในตัวด้วยการฝึก ปฏิบัติธรรมให้เข้าถึงพระธรรมกาย และศึกษาวิชชาธรรมกายต่อไป นอกเหนือไปจากตั้งใจสร้างพระให้เป็นพระที่ดีแล้ว ทางวัดยัง ให้การสนับสนุนงานการคณะสงฆ์อย่างเต็มที่เต็มกำลังเพื่อทะนุบำรุง พระพุทธศาสนาให้เจริญรุ่งเรืองยิ่งๆ ขึ้นไป เช่น จัดพิธีมุทิตาสักการะพระภิกษุสามเณรเปรียญธรรม ๙ ประโยค อย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๓๑ เพื่อยกย่องและส่งเสริมกำลังใจแด่ พระภิกษุ สามเณร ผู้สอบได้เปรียญธรรมชั้นสูงสุดของการคณะสงฆ์ไทย ซึ่งจะเป็นบุคลากรที่ทรงคุณค่าของพระพุทธศาสนาต่อไปในอนาคต จัดอบรมพระกัลยาณมิตร ในโครงการอบรมการเผยแผ่ พระพุทธศาสนาอย่างเป็นระบบ รุ่นละ ๓๗ วัน แก่พระภิกษุจากทั่วประเทศ ขณะนี้ได้จัดการอบรมไปแล้ว ๖๕ รุ่น รวมจำนวน ๘,๕๐๒ รูป นอกจากนี้ ด้วยความรักและห่วงใยพระพุทธศาสนา ทำให้ทาง วัดพระธรรมกายไม่อาจทนนิ่งเฉยได้ เมื่อเห็นพระภิกษุทางภาคใต้ได้รับ ความเดือดร้อนจากภัยก่อการร้าย และมีความยากลำบากในการบิณฑบาต และการประกอบกิจของสงฆ์ ทางวัดจึงดำริให้มีโครงการ “พุทธบุตรเป็น หนึ่งเดียวกัน” โดยจัดทอดผ้าป่าถวาย ๒๖๖ วัด ใน ๔ จังหวัดภาคใต้ เป็นประจำทุกเดือน ตั้งแต่เดือนมิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๘ เป็นต้นมาจนถึง ปัจจุบัน จนกว่าเหตุการณ์จะสงบลง สร้างคนให้เป็นคนดี ทางวัดได้จัดให้มีรายการสอนธรรมะทางดาวเทียม ในช่อง DMC (Dhamma Media Channel) และระบบอินเทอร์เน็ตใน www.dmc.tv โดยมีรายการธรรมะที่น่าสนใจสำหรับทุกเพศทุกวัย ตลอด ๒๔ ชั่วโมง โดยเฉพาะทุกวันจันทร์-เสาร์ เวลา ๑๙.๓๐ น. - ๒๒.๐๐ น. จะมีรายการสด ชื่อ รายการโรงเรียนอนุบาลฝันในฝันวิทยา รายการนี้มีผู้ชมติดตามมาก ที่สุด โดยเฉพาะในช่วงกรณีศึกษา (Case Study) เรื่องกฎแห่งกรรม ที่มี การประยุกต์นำภาพและเพลงมาประกอบการสอนอย่างสนุกสนาน ชวน ให้ติดตาม ทำให้ผู้ชมทั้งเด็กและผู้ใหญ่เข้าใจเรื่องราวได้ง่าย นอกจากนี้ ทางวัดยังดำริให้ช่อง DMC ทำรายการเผยแผ่พระพุทธศาสนาตลอด ๒๔ ชั่วโมง ถ่ายทอดผ่านดาวเทียม ๗ ดวง ครอบคลุมทุกภูมิภาคทั่วโลก มีการแปลเป็นภาษาต่างๆ อาทิเช่น อังกฤษ จีน ลาว เยอรมัน ฝรั่งเศส สเปน ญี่ปุ่น และกัมพูชา เป็นต้น มีสาธุชนทั่วโลกดูรายการธรรมะจาก DMC เป็นจำนวนมากตั้งแต่เด็กอายุประมาณ ๑ ปี จนถึงผู้สูงอายุวัย ๑๐๖ ปี รายการโรงเรียนอนุบาลฝันในฝันวิทยา ทาง DMC ส่งผลให้เกิด สิ่งดีๆ กับชาวโลกขึ้นมากมาย เช่น ทำให้มีการตื่นตัวศึกษาหาความรู้ กันอย่างกว้างขวางในเรื่องกฎแห่งกรรม เรื่องบาปบุญคุณโทษ เรื่องความ จริงของชีวิต เช่น เกิดมาทำไม ตายแล้วไปไหน โลกหน้ามีจริงหรือไม่ และนำความรู้ที่ได้รับจากรายการไปใช้เป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตที่ ถูกต้องต่อไปเพื่อความปลอดภัยในวัฏสงสาร การเทศน์สอนธรรมะในรายการโรงเรียนอนุบาลฝันในฝันวิทยา ยังทำให้เกิดโครงการรณรงค์ “เทเหล้า-เผาบุหรี่” ขึ้น และมีการจัดกิจกรรม “เทเหล้า-เผาบุหรี่” อย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๔๖ ทั้งภายในและ ต่างประเทศกว่า ๑,๐๐๐ ครั้ง โดยมีหน่วยงานต่างๆ เช่น ข้าราชการ ทหาร ตำรวจ นักธุรกิจ กลุ่มบุคคล และองค์กรอิสระ รวมทั้งนักเรียน นิสิต นักศึกษากว่า ๑๐๐ สถาบันทั่วโลกเข้าร่วมโครงการ มีผู้หักดิบเลิกดื่มเหล้า เบียร์ เลิกสูบบุหรี่ เลิกขาย และเลิกผลิต กันเป็นจำนวนมากทั่วโลก ตัวอย่าง เช่น การปิดโรงงานสาโท “ฟูจิมิ” ที่อำเภอเสิงสาง จังหวัด นครราชสีมา และการปิดโรงงานไวน์ที่ใหญ่ที่สุดในภาคตะวันออก ที่ จังหวัดสระแก้ว เมื่อครั้งปิดโรงงานไวน์นั้น ผู้ร่วมกิจกรรมได้ช่วยกันเทไวน์ จำนวนหนึ่งแสนขวด มูลค่าประมาณเจ็ดล้านบาททิ้งจนหมด โครงการ “เทเหล้า-เผาบุหรี่” ที่มีจุดประสงค์ให้ละเลิกอบายมุข ทั้งหลายยังเป็นแรงบันดาลใจให้เจ้าของกิจการขายบริการทางเพศที่ใหญ่ ที่สุดในจังหวัดสมุทรสงครามทุบสถานที่ และเลิกกิจการขายบริการทางเพศ ซึ่งมีรายได้เดือนละหลายแสนบาท นอกจากรายการเทศน์สอนประชาชนผ่านรายการสดใน DMC ในวันจันทร์ถึงวันเสาร์แล้ว ในวันอาทิตย์และวันงานบุญใหญ่ยังมีการ ปฏิบัติธรรมและเทศน์สอนธรรมะที่สภาธรรมกายสากลอีกด้วย ทั้งช่วง เช้าและช่วงบ่าย เพื่อสืบสานประเพณีการฟังเทศน์และการเจริญสมาธิ ภาวนาที่เคยมีมาในอดีตให้คงอยู่ต่อไป ปัจจุบันในวันอาทิตย์ธรรมตามี ประชาชนมาปฏิบัติธรรมประมาณ ๑๐,๐๐๐ คน ในวันอาทิตย์ต้นเดือน ที่มี พิธีบูชาข้าวพระ จะมีคนมาประมาณ ๓๐,๐๐๐ คน และวันงานบุญใหญ่ ประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ คน นอกจากนี้ทางวัดยังให้ความสนใจในปัญหาเยาวชนเป็นอันมาก เนื่องจากเล็งเห็นว่า เยาวชนจะเติบโตไปเป็นกำลังสำคัญของชาติต่อไป ทางวัดจึงดำริให้มีการเผยแผ่ธรรมะในหมู่เยาวชนอย่างกว้างขวาง ตั้งแต่ เด็กเล็กๆ ไปจนถึงหนุ่มสาวในระดับมหาวิทยาลัย เพื่อปลูกฝังแนวทางใน การดำเนินชีวิตที่ถูกต้องตามหลักธรรมในพระพุทธศาสนา โดยผ่าน โครงการหลายโครงการ เช่น โครงการตอบปัญหาธรรมะทางก้าวหน้า โครงการบ้านแสงสว่าง โครงการอบรมธรรมทายาท มัชฌิมธรรมทายาท และยุวธรรมทายาท เป็นต้น โครงการตอบปัญหาธรรมะทางก้าวหน้าจัดขึ้นปีละครั้ง โดยใช้ หนังสือ “มงคลชีวิต ๓๘ ประการ” ในการออกข้อสอบ โครงการนี้เป็น โครงการที่เยาวชนให้ความสนใจมากที่สุด โดยในปีแรกเมื่อพ.ศ. ๒๕๒๕ มีผู้เข้าสอบ ๓๐๐ คน จนกระทั่งมาถึงพ.ศ. ๒๕๔๘ มีผู้เข้าสอบมากถึง ๔,๑๓๘,๕๐๑ คน มีโรงเรียนเข้าร่วมโครงการทั้งสิ้น ๑๕,๒๓๑ โรงเรียน โครงการนี้จัดขึ้นต่อเนื่องมาเป็นเวลา ๒๔ ปีแล้ว ผู้ชนะเลิศระดับ ต่างๆ จะได้รับรางวัลโล่พระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และโล่เกียรติยศจากผู้นำองค์กรนานาชาติ พร้อมรางวัลทุนการศึกษา นอกจาก นี้ ทางวัดยังได้ริเริ่มโครงการตอบปัญหาธรรมะทางก้าวหน้ารอบ ครูอาจารย์ขึ้นด้วยตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๔๓ จากการวิจัยพบว่า นักเรียนที่เข้าร่วมกิจกรรมในโครงการนี้ มีพัฒนาการด้านความประพฤติ ผลการเรียน และการปฏิบัติตามหลัก ศีลธรรม มากกว่านักเรียนที่ไม่ได้ร่วมกิจกรรม โครงการอีกโครงการหนึ่งที่พลิกผันชีวิตของหลายๆ คนให้เดินไป สู่หนทางที่สว่างไสวยิ่งๆ ขึ้น คือ โครงการบรรพชาและอุปสมบทหมู่ ซึ่ง เริ่มขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๕ หลังจากการสร้างวัดเพียงปีเศษ ปีแรกๆ เป็นการ อบรมธรรมะ ๑ เดือน ยังไม่มีการอุปสมบท ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๒๒ ได้ ขยายเวลาอบรมเป็น ๒ เดือน และมีการบรรพชาอุปสมบทหมู่เป็นครั้งแรก จากจำนวนนักเรียน นิสิต นักศึกษา ๖๐ คนในปีแรก ได้ขยายโครงการสู่ ประชาชนทุกสาขาอาชีพ ในระยะต่อๆ มา มีผู้เข้ารับการอบรมเพิ่มมาก ขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งในปี พ.ศ. ๒๕๕๔ มีผู้เข้ารับการอบรมกว่า ๑,๐๐๐ คน จำนวนผู้เข้าอบรมในโครงการบรรพชาและอุปสมบทหมู่ ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๒๒ จนกระทั่งถึง พ.ศ. ๒๕๕๙ รวมทั้งสิ้น ๓๙,๑๐๗ คน อุปสมบทเป็นพระ ๑๓,๔๗๑ รูป บรรพชาเป็นสามเณร ๒๕,๖๓๖ รูป เนื่องจากการอบรมธรรมทายาทจากโครงการบรรพชาอุปสมบทหมู่ ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้เข้าอบรมจำนวนมากไปในทาง ที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้เป็นรูปธรรม ทางวัดจึงเปิดโอกาสให้เยาวชนหญิงเข้า รับการอบรมธรรมทายาทหญิงในช่วงปิดภาคฤดูร้อนตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๒๙ เป็นต้นมา นักเรียน นิสิต นักศึกษาหญิง เข้าอบรมเป็นเวลา ๑-๒ เดือน เน้นการฝึกระเบียบวินัย ฝึกสมาธิ ฟังธรรม รักษาศีล ๘ และสมาทาน ธุดงควัตร มีผู้เข้ารับการอบรมประมาณ ๔๐๐ คนต่อปี ต่อมา ทางวัดพระธรรมกายได้จัดให้มีโครงการบรรพชาและ อุปสมบทธรรมทายาทนานาชาติขึ้น เพื่อให้ชาวต่างชาติที่มีความสนใจ พระพุทธศาสนาได้มีโอกาสฝึกฝนอบรมตนเอง ได้ฝึกการปฏิบัติธรรม ได้ เรียนรู้การใช้ชีวิตอย่างพระภิกษุและได้เรียนรู้วัฒนธรรมชาวพุทธ เมื่อ สิ้นสุดโครงการจะได้นำความรู้ที่ได้รับจากการอบรมไปใช้ในชีวิตประจำวัน และนำไปเผยแผ่แก่ญาติมิตรที่อยู่ในต่างแดนขณะนี้การอบรมธรรมทายาท นานาชาติผ่านไป ๔ รุ่นแล้ว การอบรมในปี พ.ศ. ๒๕๔๙ ซึ่งเป็นรุ่นที่ ๔ มีผู้เข้าอบรม ๑๑ เชื้อชาติ ต่างศาสนา เข้าอุปสมบททั้งหมด ๔๔ รูป และมีการบรรพชาสามเณรนานาชาติ ๒๙ รูปง สร้างโลกให้มีสันติสุข ทางวัดมีโครงการให้ชาวไทยในต่างประเทศได้มีโอกาสสร้างบุญ สร้างบารมี รวมทั้งให้ชาวต่างประเทศได้มีโอกาสศึกษาพระพุทธศาสนา และปฏิบัติธรรม จึงจัดให้มีการเผยแผ่พระพุทธศาสนาไปยังต่างประเทศ โดยจัดตั้งศูนย์สาขาในต่างประเทศแห่งแรกขึ้นที่มลรัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกาในปี พ.ศ. ๒๕๓๕ ปัจจุบันวัดพระธรรมกายมี ศูนย์สาขาในทวีปอเมริกา ทวีปยุโรป ทวีปโอเชียเนีย ทวีปเอเชีย และ ทวีปแอฟริกา รวมศูนย์สาขาและศูนย์ปฏิบัติธรรมในต่างประเทศทั้งสิ้น ๔๓ แห่ง วัดพระธรรมกายยังได้ส่งเสริมบทบาทของพระพุทธศาสนาให้กว้างขวางเป็นที่ยอมรับกันในระดับโลกอีกด้วย โดยมูลนิธิธรรมกายได้เข้า เป็นสมาชิกขององค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก ในปี พ.ศ. ๒๕๒๙ เข้าเป็นสมาชิกขององค์การยุวพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก ในปี พ.ศ. ๒๕๓๓ และเข้าเป็นสมาชิกขององค์การสหประชาชาติในปี พ.ศ. ๒๕๒๙ ทั้งนี้ เพื่อสร้างความสัมพันธ์กับองค์กรต่างๆ ทั่วโลก อันจะมีผลให้การสร้าง สันติสุขสู่ชาวโลกบังเกิดขึ้นได้รวดเร็วยิ่งขึ้น อนึ่ง เพื่อให้ชาวโลกได้มีโอกาสศึกษาพระพุทธศาสนาอย่าง เป็นระบบ มหาวิทยาลัยธรรมกายแคลิฟอร์เนีย (Dhammakaya Open University) ประเทศสหรัฐอเมริกา จึงได้จัดตั้งขึ้นและเปิดสอนพระพุทธศาสนา แก่นักศึกษาทั่วโลกด้วยระบบทางไกล ในระดับปริญญาตรีและปริญญาโท มีทั้งภาคภาษาไทยและภาษาอังกฤษ นอกจากนี้ยังจัดทำพระไตรปิฎกคอมพิวเตอร์ขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๒๗ สำเร็จสมบูรณ์ออกเผยแพร่ไปทั่วโลกในปี พ.ศ. ๒๕๓๙ โดยมีผู้เชี่ยวชาญ ทางพระพุทธศาสนาจากมหาวิทยาลัยชั้นนำกว่า ๕๐ แห่ง ใน ๑๔ ประเทศ เป็นที่ปรึกษา ผลงานชิ้นนี้ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในหมู่ผู้สนใจ พระพุทธศาสนาทั่วโลก วัดพระธรรมกายได้ทำหน้าที่อบรมศีลธรรม สอนธรรมปฏิบัติ และส่งเสริมการฝึกสมาธิเจริญภาวนาอย่างต่อเนื่องมาจนครบ ๓๖ ปีในปี พ.ศ. ๒๕๔๙ นี้ โครงการของวัดพระธรรมกายมีจำนวนมากมายหลายร้อย โครงการ ไม่อาจนำมากล่าวได้หมดในที่นี้ แต่ทุกโครงการต่างก็มุ่งไปสู่ เป้าหมายเดียวกัน คือ ให้มวลมนุษยชาติได้รู้จักกับความสุขภายใน ที่เกิด จากการทำสมาธิภาวนา อันจะนำมาซึ่งสันติสุขที่แท้จริงของโลก รางวัลแห่งความทุ่มเท ผลแห่งความตั้งใจจริงที่จะสร้างสันติสุขให้เกิดขึ้นแก่มวลมนุษยชาติ ของหมู่คณะวัดพระธรรมกาย ทำให้มีหลายหน่วยงานทั้งองค์กรของรัฐ และเอกชนทั้งในและต่างประเทศเล็งเห็นความจริงใจในการมุ่งมั่นสร้าง ความดีอย่างต่อเนื่องตลอดมาของทางวัด จึงได้มอบรางวัลให้เพื่อเป็น กำลังใจในการทำความดี รางวัลที่ได้รับจากหน่วยงานต่างๆ มีเป็นจำนวน มาก อาทิเช่น รางวัล เหรียญเกียรติยศ มหาตมะ คานธี เพื่อสันติภาพ จากองค์กร Akhil Bharat Rachanatnak Samaj ได้รับเมื่อวันที่ ๒๒ เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๘ เป็นรางวัลที่หลวงพ่อธัมมชโยได้มาจากการอุทิศตนให้กับการ พัฒนาเยาวชนมากว่า ๔๐ ปี โดยคณะกรรมการองค์กร Akhil Bharat Rachanatmak Samai ได้ศึกษาผลงานของท่านในฐานะประธานมูลนิธิ ธรรมกาย พบว่าท่านมีผลงานการสร้างสันติภาพแก่โลกที่ประทับใจ คณะกรรมการขององค์กร Akhil Bharat Rachanatmak Samai เป็น อย่างยิ่ง ด้วยแนวคิดที่ว่า สันติภาพที่แท้จริงของโลกเริ่มต้นจากสันติสุข ภายใน อันเกิดจากการเจริญสมาธิภาวนา รางวัล โล่เกียรติยศวุฒิสภา ได้รับเมื่อวันที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๘ เป็นรางวัลที่ได้มาจากการให้ความร่วมมือสนับสนุนการจัดพิธี บำเพ็ญกุศลและไว้อาลัยแก่ผู้ประสบภัยจากคลื่นยักษ์สึนามิ เมื่อวันที่ ๕ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๘ ณ สนามกีฬาสะพานหิน จังหวัดภูเก็ต และ สนามกีฬากลางเทศบาลเมืองตะกั่วป่า จังหวัดพังงา เมื่อวันที่ ๑๙ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๘ รางวัล โล่เกียรติยศ จากกรมราชทัณฑ์ ได้รับเมื่อวันที่ ๑๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๗ เป็นรางวัลที่ได้มาจากการบำเพ็ญประโยชน์แก่กรมราชทัณฑ์ ด้านการส่งเสริมการพัฒนาจิตใจผู้ต้องขังอย่างต่อเนื่อง รางวัล World No Tobacco Day Awards 2004 จากองค์การ อนามัยโลก ได้รับเมื่อวันที่ ๓๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๗ เป็นรางวัลที่พระราชภาวนาวิสุทธิ์ (หลวงพ่อธัมมชโย) ได้มาจาก การรณรงค์ให้เยาวชนและประชาชนเลิกสูบบุหรี่ และได้ดำเนินกิจกรรม เทเหล้า-เผาบุหรี่อย่างต่อเนื่อง ผ่านทางเครือข่ายโรงเรียน มหาวิทยาลัย วัดและเครือข่ายกัลยาณมิตร ไปจนถึงองค์กรศาสนา ทั้งคริสต์ อิสลาม ฮินดู ซิกข์ และขยายไปทั่วโลก นับเป็นกิจกรรมที่ก้าวข้ามพรมแดนของ ประเทศและศาสนา ส่งผลให้ประชาชนทั้งโลกตระหนักถึงโทษภัยของสุรา และบุหรี่กันอย่างกว้างขวาง โล่เกียรติยศ จากศูนย์ปฏิบัติการต่อสู้เพื่อเอาชนะยาเสพติด อำเภอคลองหลวง ได้รับเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๖ เนื่องในโอกาสให้การสนับสนุนการดำเนินงานของศูนย์ปฏิบัติการ ต่อสู้เพื่อเอาชนะยาเสพติด อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี ปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์สาขาการศึกษาพระพุทธศาสนา จากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย มอบแด่ พระเดชพระคุณ พระราชภาวนาวิสุทธิ์ (ไชยบูลย์ ธัมมชโย) ได้รับเมื่อวันที่ ๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๓๗ รางวัลสังคมสงเคราะห์ระดับชุมชนและระดับชาติดีเด่น จาก United Foundation Society of Thailand ได้รับเมื่อวันที่ ๒๕ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๓๗ บทส่งท้าย เมื่อหลวงปู่มาบวชเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา และค้นพบ วิชชาธรรมกายของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่สูญหายไปเป็นเวลานาน ทำให้ ท่านได้ทราบว่า มนุษย์ทุกคน ไม่ว่าเชื้อชาติศาสนาใด ต่างก็มีพระธรรมกาย อยู่ภายในตัว ทุกคนสามารถเข้าถึงพระธรรมกายภายในได้ และพระธรรมกาย ภายในนี้เป็นที่พึ่งที่ระลึกอันแท้จริง ช่วยทำให้ทุกคนมีความสุขได้ ช่วย ปิดนรก เปิดสวรรค์รวมทั้งเปิดทางพระนิพพานได้ การค้นพบของท่านใน ครั้งนี้ จึงถือเป็นจุดเปลี่ยนแปลงวิถีการดำเนินชีวิตของมนุษยชาติ ครั้งหนึ่งเลยทีเดียว หลวงปู่ท่านตระหนักดีว่า วิชชาธรรมกายที่ท่านค้นพบมานั้นมีค่า ยิ่งสิ่งใด เกินกว่าจะพรรณนาได้ เพราะเป็นสิ่งเดียวที่สามารถช่วยชาวโลก ให้พ้นทุกข์ได้อย่างแท้จริง ด้วยความเมตตาอยากให้ทุกคนมีที่พึ่งที่ระลึก อันประเสริฐ ได้มีโอกาสรู้จักคำว่า “หยุด” รู้จักทางสายกลาง รู้ว่าหนทาง พระนิพพานมีอยู่ภายในตัวของทุกคน เริ่มต้นที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ด้วยวิธีการทำใจให้หยุดนิ่ง ท่านจึงดำเนินตามรอยบาทพระศาสดาทุ่มเท เผยแผ่วิชชาธรรมกายที่ท่านสละชีวิตค้นพบมาแก่ชาวโลก โดยมิได้ แสวงหาความหลุดพ้นแต่เพียงลำพัง และมิได้หวั่นไหวต่ออุปสรรค หรือความยากลำบากใดๆ ที่เกิดขึ้นในการเผยแผ่วิชชาธรรมกาย เนื่องจากวิชชาธรรมกายไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นได้โดยง่าย ด้วยความ ห่วงใยไม่อยากให้วิชชานี้สูญหายไปอีก ก่อนมรณภาพท่านจึงกำชับให้ ศิษย์ของท่านเผยแผ่วิชชาธรรมกายต่อไปและให้ขยายออกไปทั่วโลก นับตั้งแต่หลวงปู่มรณภาพไปจนกระทั่งถึงทุกวันนี้ ศิษย์ของท่านก็ ยังคงช่วยกันเผยแผ่วิชชาธรรมกายตลอดมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งคุณยาย อาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ศิษย์เอกคนหนึ่งของท่าน ได้รวมหมู่คณะมาสร้างวัดพระธรรมกายขึ้นจนเป็นบุญสถานอันศักดิ์สิทธิ์ มีสาธุชนมาสร้างบุญสร้างบารมีกันเป็นจำนวนมาก ทำให้วิชชาธรรมกาย เผยแผ่ไปอย่างกว้างขวาง และเพื่อสืบทอดเจตนารมณ์ของหลวงปู่ หมู่คณะวัดพระธรรมกายโดยการนำของหลวงพ่อธัมมชโย จึงตั้ง มโนปณิธานอย่างแน่วแน่ที่จะเผยแผ่วิชชาธรรมกายไปทั่วโลกให้จงได้ ทุกวันนี้ หมู่คณะวัดพระธรรมกายทุ่มเทอย่างสุดกำลังกาย สุดกำลังใจเพื่อทำงานพระศาสนา ทุกๆ ท่านในองค์กรไม่ได้ทำงานเพียง เพราะเป็นหน้าที่ แต่ทำด้วยความเต็มใจ ด้วยอุดมการณ์ ด้วยความรัก ในพระพุทธศาสนาวิชชาธรรมกาย และความรักในเพื่อนมนุษย์ ปรารถนา ที่จะสืบทอดมรดกธรรมอันล้ําค่านี้ให้เผยแผ่ไปสู่มวลมนุษยชาติให้กว้าง ขวางยิ่งๆ ขึ้นไป พวกเราซึ่งเป็นลูกหลานของมหาปูชนียาจารย์ เป็นผู้ที่มีลาภ อันประเสริฐ ที่ได้เกิดมาพบพระพุทธศาสนา ได้รู้เรื่องราวของวิชชา ธรรมกาย และมีโอกาสได้ฟังพระธรรมคำสอนจากมหาปูชนียาจารย์ หากเราใช้โอกาสดีที่มีอยู่นี้ให้เป็นประโยชน์ ด้วยการปฏิบัติตามคำสอนของ มหาปูชนียาจารย์ ที่มุ่งเน้นให้ทำความดี ๓ ประการหลักๆ อย่างครบถ้วน ทุกวัน ด้วยการทำทาน รักษาศีล และตั้งใจทำสมาธิภาวนาให้เข้าถึง พระธรรมกาย รวมทั้งบำเพ็ญตนเป็นกัลยาณมิตรต่อผู้อื่น ก็จะเป็นทางมา แห่งบุญกุศลอันใหญ่หลวงของตัวเราเอง และเป็นการแสดงออกซึ่งความ เคารพรักต่อท่านอย่างแท้จริงด้วยการปฏิบัติบูชา ซึ่งเท่ากับว่า เราเป็น บุคคลหนึ่งที่มีส่วนทำให้ความปรารถนาของมหาปูชนียาจารย์ที่อยากให้ ชาวโลกมีความสุข บังเกิดเป็นความจริงขึ้นมา ภาคผนวก ส่วนหนึ่งของพระของขวัญ พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) ผู้ค้นพบวิชชาธรรมกาย และล็อกเกตที่ระลึกคุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ผู้ให้กําเนิดวัดพระธรรมกาย ที่เหล่าศิษยานุศิษย์มีไว้เพื่อสักการบูชาและตรึกระลึกนึกถึงบุญ วิธีฝึกสมาธิเบืองต้น สมาธิ คือ ความสงบ สบาย และความรู้สึกเป็นสุขอย่างยิ่งที่มนุษย์สามารถสร้างขึ้นได้ด้วยตนเอง เป็นสิ่งที่พระพุทธศาสนากําหนดเอาไว้เป็นข้อควรปฏิบัติเพื่อการดํารงชีวิตทุกวัน อย่างเป็นสุข ไม่ประมาท เต็มไปด้วยสติสัมปชัญญะ และปัญญา อันเป็นเรื่องไม่เหลือวิสัย ทุกคนสามารถปฏิบัติได้ง่ายๆ ดังวิธีปฏิบัติที่พระเดชพระคุณพระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) หลวงปู่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ได้เมตตาสั่งสอนไว้ดังนี้ ๑. กราบบูชาพระรัตนตรัย เป็นการเตรียมตัวเตรียมใจให้นุ่มนวล ไว้เป็นเบื้องต้น แล้วสมาทานศีล ๕ หรือ ศีล ๕ เพื่อย้ำความมั้นคงในคุณธรรมของตนเอง ๒. คุกเข่าหรือนั่งพับเพียบสบายๆ ระลึกถึงความดี ที่ได้กระทําแล้วในวันนี้ ในอดีต และที่ตั้งใจจะทําต่อไปในอนาคต จนราวกับว่าร่างกายทั้งหมดประกอบขึ้นด้วยธาตุแห่งคุณงามความดีล้วนๆ ๓. นั่งขัดสมาธิ เท้าขวาทับเท้าซ้าย มือขวาทับมือซ้าย นิ้วชี้ของมือข้างขวาจรดนิ้วหัวแม่มือข้างซ้าย นั่งให้อยู่ในท่าที่พอดี ไม่ฝืนร่างกายมากจนเกินไป ไม่ถึงกับเกร็ง แต่อย่าให้หลังโค้งงอ หลับตาพอสบายคล้ายกับกําลังพักผ่อน ไม่บีบกล้ามเนื้อตาหรือขมวดคิ้ว แล้วตั้งใจมั่น วางอารมณ์สบาย สร้างความรู้สึกให้พร้อมทั้งกายและใจว่ากําลังจะเข้าไปสู่ภาวะแห่งความสงบสบายอย่างยิ่ง ๕. นึกกําหนดนิมิต เป็น “ดวงแก้วกลมใส” ขนาดเท่าแก้วตาดําใสบริสุทธิ์ ปราศจากรอยตําหนิใดๆ ขาวใส เย็นตาเย็นใจ ดังประกายของดวงดาว ดวงแก้วกลมใสนี้เรียกว่า บริกรรมนิมิต นึกสบายๆ นึกเหมือนดวงแก้วนั้นมานิ่งสนิทอยู่ ณ ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ นึกไปภาวนาไปอย่างนุ่มนวล เป็นพุทธานุสติว่า “สัมมา อะระหัง” หรือค่อยๆ น้อมนึก ดวงแก้วกลมใสให้ค่อยๆ เคลื่อนเข้าสู่ศูนย์กลางกาย ตามแนวฐาน โดยเริ่มต้นตั้งแต่ฐานที่ ๑ เป็นต้นไป น้อมนึกอย่างสบายๆ ใจเย็นๆ ไปพร้อมๆ กับคําภาวนา อนึ่ง เมื่อนิมิตดวงแก้วกลมใสปรากฏแล้ว ณ กลางกาย ให้วางอารมณ์สบายๆ กับนิมิตนั้น จนเหมือนกับว่าดวงนิมิตเป็นส่วนหนึ่งของอารมณ์ หากดวงนิมิตนั้นอันตรธานหายไป ก็ไม่ต้องนึกเสียดาย ให้วางอารมณ์สบาย แล้วนึกนิมิตนั้นขึ้นมาใหม่แทนดวงเก่า หรือเมื่อนิมิตนั้นไปปรากฏที่อื่น ที่มิใช่ศูนย์กลางกาย ให้ค่อยๆ น้อมนิมิตเข้ามาอย่างค่อยเป็นค่อยไป ไม่มีการบังคับ และเมื่อนิมิตมาหยุดสนิท ณ ศูนย์กลางกาย ให้วางสติลงไปยังจุดศูนย์กลางของดวงนิมิต ด้วยความรู้สึกคล้ายมีดวงดาวดวงเล็กๆ อีกดวงหนึ่ง ซ้อนอยู่ตรงกลางดวงนิมิตดวงเดิม แล้วสนใจ เอาใจใส่แต่ดวงเล็กๆ ตรงกลางนั้นไปเรื่อยๆ ใจจะปรับจนหยุดได้ถูกส่วน เกิดการตกศูนย์และเกิดดวงสว่างขึ้นมาแทนที่ ดวงนี้เรียกว่า “ดวงธรรม” หรือ “ดวงปฐมมรรค” อันเป็นประตูเบื้องต้นที่จะเปิดไปสู่หนทางแห่งมรรคผลนิพพาน การระลึกนึกถึงนิมิตสามารถทําได้ในทุกแห่ง ทุกที่ ทุกอิริยาบถ ไม่ว่าจะนั่ง นอน ยืน เดิน หรือขณะทําภารกิจใดๆ ข้อแนะนํา คือ ต้องทําให้สม่ำเสมอเป็นประจํา ทําเรื่อยๆ ทําอย่างสบายๆ ไม่เร่ง ม่บังคับ ทําได้แค่ไหน ให้พอใจแค่นั้น ซึ่งจะเป็นการป้องกันมิให้เกิดความอยากจนเกินไป จนถึงกับทําให้ใจต้องสูญเสียความเป็นกลาง และเมื่อการฝึกสมาธิบังเกิดผลจนได้ “ดวงปฐมมรรค” ที่ใสเกินใส สวยเกินสวย ติดสนิทมั่นคงอยู่ที่ศูนย์กลางกายแล้ว ให้หมันตรึกระลึกนึกถึงอยู่เสมอ อย่างนี้แล้ว ผลแห่งสมาธิจะทําให้ชีวิตดํารงอยู่บนเส้นทางแห่งความสุข ความสําเร็จและความไม่ประมาทได้ตลอดไป ทั้งยังจะทําให้สมาธิละเอียดลุ่มลึกไปตามลําดับอีกด้วย ข้อควรระวัง ๑. อย่าใช้กําลัง คือไม่ใช้กําลังใดๆ ทั้งสิ้น เช่น ไม่บีบกล้ามเนื้อตาเพื่อจะให้เห็นนิมิตเร็วๆ ไม่เกร็งแขน ไม่เกร็งกล้ามเนื้อหน้าท้อง ไม่เกร็งตัว ฯลฯ เพราะการใช้กําลังตรงส่วนไหนของร่างกายก็ตาม จะทําให้จิต เคลื่อนจากศูนย์กลางกายไปสู่จุดนั้น ๒. อย่าอยากเห็น คือทําใจให้เป็นกลาง ประคองสติมิให้เผลอจาก บริกรรมภาวนา และบริกรรมนิมิต ส่วนจะเห็นนิมิตเมื่อใดนั้น อย่ากังวล ถ้าถึงเวลาแล้วย่อมเห็นเอง การบังเกิดของดวงนิมิตนั้น อุปมาเสมือนการขึ้นและตกของดวงอาทิตย์ เราไม่อาจจะเร่งเวลาได้ ๓. อย่ากังวลถึงการกําหนดลมหายใจเข้าออก เพราะการฝึกสมาธิเพื่อให้เข้าถึงพระธรรมกายภายใน อาศัยการนึกถึง “อาโลกกสิณ” คือกสิณแสงสว่างเป็นบาทเบื้องต้น เมื่อฝึกสมาธิจนเข้าถึงดวงปฐมมรรคแล้ว ฝึกสมาธิต่อไป ผ่านกายมนุษย์ละเอียด กายทิพย์ กายรูปพรหม กายอรูปพรหม จนกระทั่งเข้าถึงพระธรรมกายแล้วจึงเจริญวิปัสสนาในภายหลัง ดังนั้นจึงไม่มีความจําเป็นต้องกําหนดลมหายใจเข้าออกแต่ประการใด ๕. เมื่อเลิกจากนั่งสมาธิแล้ว ให้ตั้งใจไว้ที่ศูนย์กลางกายที่เดียว ไม่ว่าจะอยู่ในอิริยาบถใด ก็ตาม เช่น ยืนก็ดี เดินก็ดี นอนก็ดี หรือนั่งก็ดี อย่าย้ายฐานที่ตั้งจิตไปไว้ที่อื่นเป็นอันขาด ให้ตั้งใจบริกรรมภาวนา พร้อมกับนึกถึงบริกรรมนิมิตเป็นดวงแก้วใสควบคู่กันตลอดไป ๕. นิมิตต่างๆ ที่เกิดขึ้น จะต้องน้อมไปตั้งไว้ที่ศูนย์กลางกายทั้งหมด ถ้านิมิตเกิดขึ้นแล้วหายไปก็ไม่ต้องตามหา ให้ภาวนาประคองใจต่อไปตามปกติ ในที่สุดเมื่อจิตสงบ นิมิตย่อมปรากฏขึ้นใหม่อีก การฝึกสมาธิเบื้องต้นเท่าที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ ย่อมเป็นปัจจัยให้เกิดความสุขได้พอสมควร เมื่อซักซ้อมปฏิบัติอยู่เสมอๆ ไม่ทอดทิ้ง จนได้ดวงปฐมมรรคแล้ว ก็ให้หมั่นประคองรักษาดวงปฐมมรรคนั้นไว้ตลอดชีวิต ดํารงตนอยู่ในศีลธรรมอันดี ย่อมเป็นหลักประกันได้ว่า ได้ที่พึ่งของชีวิตที่ถูกต้องดีงาม ที่จะส่งผลให้เป็นผู้มีความสุข ความเจริญ ทั้งใน ภพชาตินี้และภพชาติหน้า เด็กเคารพผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่เมตตาเด็ก ทุกคนมีความรักใคร่ สามัคคีเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน หากสามารถแนะนําต่อๆ กันไป ขยายไปยังเหล่ามนุษยชาติอย่างไม่จํากัดเชื้อชาติ ศาสนา และเผ่าพันธุ์ สันติสุขอันไพบูลย์ที่ทุกคนใฝ่ฝัน ก็ย่อมบังเกิดขึ้นอย่างแน่นอน