พระคุณานันทเถระ ผู้กอบกู้พระพุทธศาสนาในศรีลังกา คำนำ พระคุณานันทเถระเป็นพระมหาเถระผู้ทรงคุณูปการต่อพระพุทธศาสนาอย่างยิ่ง ท่านถือกำเนิดในปีพุทธศักราช ๒๓๖๖ และมีบทบาทสำคัญในการฟื้นฟูพระพุทธศาสนาในประเทศศรีลังกาให้กลับมาเจริญรุ่งเรืองอีกครั้ง ท่านเป็นปราชญ์ผู้เปี่ยมด้วยปัญญา มีความรู้แตกฉานในพระธรรมวินัย อีกทั้งยังเปี่ยมด้วยความกล้าหาญ สามารถแสดงธรรมและโต้แย้งข้อคัดค้านทางศาสนากับศาสนาอื่นด้วยเหตุผลอันลึกซึ้งและเฉียบคม ด้วยความเสียสละและอุตสาหะของท่าน พระพุทธศาสนาในศรีลังกาที่กำลังจะล่มสลายกลับเจริญรุ่งเรืองขึ้นอีกครั้งและได้รับการธำรงรักษาแผ่ขยายสืบต่อไปตลอดชีวิตของท่านอุทิศตนเพื่อเผยแผ่พระธรรมชี้นำพุทธศาสนิกชนให้เข้าถึงสัจธรรม และดำเนินชีวิตตามแนวทางแห่งพระพุทธศาสนา ท่านจึงนับเป็นแบบอย่างของพระสงฆ์ผู้ทุ่มเทชีวิตจิตใจเพื่อปกปักรักษาพระพุทธศาสนาอย่างเอาชีวิตเป็นเดิมพัน ในปี พ.ศ. ๒๕๔๗ หลวงพ่อธัมมชโยได้นำเรื่องราวของพระคุณานันทเถระมาเผยแพร่ผ่านรายการโรงเรียนอนุบาลฝันในฝันวิทยา พร้อมเล่าถึงประวัติความเป็นมาของพระคุณานันทะในทรรศนะของโรงเรียนอนุบาลฝันในฝันวิทยาซึ่งยังไม่มีตำราเล่มใดในโลกกล่าวถึง ทั้งนี้เพื่อให้ทุกคนได้ตระหนักถึงความสำคัญของศาสนาพุทธ เป็นแรงบันดาลใจให้พุทธศาสนิกชนเกิดศรัทธามั่นคงในพระรัตนตรัย มุ่งมั่นสั่งสมบุญบารมี และเห็นคุณค่าของการช่วยกันรักษาพระพุทธศาสนาให้ดำรงอยู่คู่โลกสืบไป หนังสือเล่มนี้จึงเป็นการบันทึกเรื่องราวชีวิตและการอุทิศตนของพระคุณานันทเถระซึ่งจะช่วยให้ผู้อ่านได้เรียนรู้และน้อมนำหลักธรรมคำสอนไปใช้ในชีวิตประจำวันด้วยความหวังว่าทุกท่านจะได้รับแรงบันดาลใจจากประวัติของท่านในการปฏิบัติตน ฝึกฝนตนให้มีคุณธรรมและพัฒนาความเข้าใจในพระพุทธศาสนามากยิ่งขึ้น คณะผู้จัดทำ กองวิชาการ ๐๑ --------------------------------------- สารบัญ คำนำ พระคุณานันทเถระ ภาค ๑ พระคุณานันทเถระ ผู้กอบกู้พระพุทธศาสนาในศรีลังกา ภาค ๒ ความเป็นมาของพระคุณานันทเถระ ในทรรศนะของโรงเรียนอนุบาลฝันในฝันวิทยา บรรณานุกรม วิธีฝึกสมาธิเบื้องต้น --------------------------------------- ภาค ๑ พระคุณานันทเถระ ผู้กอบกู้พระพุทธศาสนาในศรีลังกา ณ เกาะศรีลังกา ครั้งหนึ่งพระพุทธศาสนาได้เจริญรุ่งเรืองต่อเนื่องมาเป็นเวลายาวนาน จนกระทั่งถึงยุคล่าอาณานิคม ประมาณปี พ.ศ. ๒๐๔๘ - พ.ศ. ๒๔๙๑ ศรีลังกาถูกชาติตะวันตกหลายชาติ เช่น ฮอลันดา โปรตุเกสและอังกฤษ ผลัดเปลี่ยนกันเข้ามารุกรานช่วงชิงทรัพยากรเป็นเวลารวมกันถึง ๔๐๐ กว่าปี นอกจากศรีลังกาจะเสียเอกราชทางการเมืองการปกครองแล้ว ผู้ครอบครองใหม่ก็ยังมุ่งจะทำลายล้าง พระพุทธศาสนาให้หมดไปจากผืนแผ่นดินของเกาะแห่งนี้ _____________ ๑ เนื้อความเชิงประวัติศาสตร์ เก็บความจาก เสรี วุฒิธรรมวงศ์, ศึกประลองปัญญาพุทธ-คริสต์ (๒๕๔๓).หน้า ๑-๔๓. พระพุทธศาสนาในศรีลังกาจึงตกอยู่ในยุคมืด ชาวพุทธถูกกดขี่ข่มเหงทั้งโดยทางตรงและทางอ้อม ราวกับว่าถูกต้อนจนเกือบจะตกทะเล ชาวพุทธรู้สึกสิ้นหวังท้อแท้ไปทุกหย่อมหญ้า ตัวอย่างการกดขี่ข่มเหง เช่น *รัฐบาลสั่งห้ามชาวพุทธประชุมกันประกอบพิธีกรรมทางศาสนาโดยเด็ดขาด *วันสำคัญทางพระพุทธศาสนาถูกยกเลิก เช่น ไม่ให้วันวิสาขบูชาเป็นวันหยุดอีกต่อไป แล้วประกาศวันหยุดเป็นวันสำคัญของศาสนาใหม่แทน และรัฐก็สนับสนุนให้มีการเฉลิมฉลองของศาสนาอื่นกันอย่างเต็มที่ *มีวัดร้างเพิ่มขึ้น ที่ดินและทรัพย์สินของวัดร้างถูกยึดไปเป็นของรัฐหรือของศาสนาอื่น *พระภิกษุถูกวัยรุ่นศาสนาอื่นแสดงอาการดูหมิ่นล้อเลียนในที่สาธารณะ ศาสนิกอื่นสามารถเขียนหนังสือและบทความลงตีพิมพ์โจมตีพระพุทธศาสนาอย่างต่อเนื่องโดยได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลอย่างเต็มที่ แต่กรุงศรีลังกายังไม่สิ้นคนดี ในวันที่ ๙ กุมภาพันธ์พ.ศ. ๒๓๖๖ คือ เมื่อประมาณสองร้อยกว่าปีที่ผ่านมา เด็กชายคนหนึ่งได้ถือกำเนิดขึ้นในครอบครัวของชาวสิงหล และเนื่องจากขณะนั้นศรีลังกาอยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษ เขาจึงได้ชื่อเป็นภาษาฝรั่งว่า ไมเคิล หนูน้อยไมเคิลมีนิสัยที่ดี เป็นผู้ใฝ่รู้ใฝ่ศึกษา กล้าแสดงความคิดเห็น มีความทรงจำเป็นเยี่ยม และเปี่ยมไปด้วยวาทศิลป์ ไหวพริบ และปฏิภาณ เมื่อหนูน้อยไมเคิลอายุ ๑๒ ปี ก็ได้พบกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในชีวิต เขาไปเที่ยวงานบุญที่วัดกุมารมหาวิหารซึ่งอยู่บนภูเขาแห่งหนึ่งบนเกาะโดดันดุวะ เขตอำเภอกอลล์และได้เป็นอาสาสมัครช่วยงานบุญด้วย จึงรู้สึกอิ่มเอิบเบิกบานเป็นอย่างมากเมื่ออยู่ในเขตบุญสถานแห่งนี้แล้วก็ได้ตัดสินใจขอบวชเป็นสามเณรที่วัดนั้น และได้รับนามว่า คุณานันทะ ซึ่งต่อมาเป็นชื่อที่ชาวศรีลังการู้จักกันดี ท่านเป็นบุคคลสำคัญท่านหนึ่งในประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนามาถึงทุกวันนี้ ในวันบรรพชาสามเณรคุณานันทะ วันนั้นท่านได้เทศน์โปรดญาติโยมในทันที การเทศน์กัณฑ์แรกในชีวิตของท่านมีผู้ฟังเป็นพันๆ คน เนื้อหาเทศนากล่าวถึงพุทธประวัติท่านเทศน์เป็นเวลานานถึง ๓ ยาม (๑๒ ชั่วโมง) โดยที่ผู้ฟังไม่รู้สึกอยากกลับบ้านเลยทั้งที่เป็นการเทศน์โด้รุ่ง หลังจากวันนั้นผู้คนต่างพากันร่ำลือถึงความสามารถและความสง่างามของสามเณรไปทั่วประเทศ แต่ทว่าสามเณรน้อยวัย ๑๒ ขวบ หาได้หลงใหลในคำสรรเสริญเยินยอแต่อย่างใด ซึ่งเป็นที่น่าแปลกว่าแม้สามเณรยังเป็นเด็กอยู่ในวัยวิ่งเล่นก็ตาม แต่ท่านกลับมีคุณสมบัติพิเศษหลายประการด้วยกัน คือ *รักการฝึกฝนอบรมและปรับปรุงตนเองเป็นอย่างมาก *ฝึกแสดงธรรมอย่างสม่ำเสมอ จนเกิดความเชี่ยวชาญยิ่งขึ้น *เป็นผู้มีจิตสำนึกสอนตนเองได้ว่า จะต้องรับภาระงานพระพุทธศาสนาอันยิ่งใหญ่ *ได้พัฒนาพื้นฐานทางด้านวิชาการศาสนาเพื่อเตรียมรับมือกับภารกิจที่สำคัญและท้าทายยิ่งในอนาคต เมื่อสามเณรคุณานันทะอายุได้ ๒๑ ปี ท่านได้อุปสมบทที่วัดทีปทุตตมารามในเมืองโคลัมโบ ซึ่งเป็นศูนย์กลางในการเผยแผ่ของพุทธศาสนา พระคุณานันทะมีบุคลิกที่ไม่เหมือนกับชาวพุทธทั่วไปชาวพุทธทั่วไปนั้นเมื่อถูกรุกรานอย่างไม่เป็นธรรมจากศาสนาอื่น ส่วนใหญ่มักจะอยู่นิ่งเฉย พร้อมใจกันวางอุเบกขา ไม่กล้าเผชิญหน้าหรือโต้ตอบกันตรงๆ กับฝ้ายที่มารุกราน ได้แต่แผ่เมตตาให้แก่ผู้มารุกรานแต่เพียงอย่างเดียว โดยไม่ได้ปรับปรุงสิ่งใดๆ ให้ดีขึ้น และพากันดูดาย ไม่กระตือรือรันที่จะร่วมมือกันขจัดภัยพาลของพระพุทธศาสนา ผลจากการที่ท่านเป็นสามเณรที่ดี รักการฝึกฝนตนเองอย่างยิ่งยวด รักและหวงแหนพระพุทธศาสนาตั้งแต่เยาว์วัย เมื่อได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุแล้วจึงทำให้ท่านคุณานันทะเป็นพระภิกษุที่ดี มีศีลาจารวัตรงดงามน่าเลื่อมใส ต่อไปนี้เป็นเรื่องราวสำคัญที่เปลี่ยนแปลงชีวิตของชาวพุทธในศรีลังกา และเป็นประวัติศาสตร์ของ พระพุทธศาสนา เนื่องจากสถานการณ์ขณะนั้นศาสนาอื่นที่เข้ามาครอบครองศรีลังกาได้ข่มเหงพุทธศาสนิกชนอย่างต่อเนื่อง จนใครๆ ต่างสรุปว่า อีกไม่นานพระพุทธศาสนาคงจะต้องหมดไปจากเกาะศรีลังกา แม้แต่นักเขียนชื่อดังสมัยนั้นคือ เจมส์ เดอ อัลวิส ยังได้บันทึกไว้ในปี พ.ศ. ๒๓๙๓ ว่า พระพุทธศาสนาจะต้องสูญสิ้นไปจากศรีลังกาก่อนสิ้นสุดคริสต์ศตวรรษที่ ๑๙ อย่างแน่นอน (ก่อนปี พ.ศ. ๒๔๔๓) ครั้นเมื่อพระคุณานันทะประกาศตนว่า จะกอบกู้และปกป้องพระพุทธศาสนาจากการถูกรุกรานของศาสนาอื่นโดยใช้ปัญญาเป็นอาวุธ จึงทำให้เกิดการประลองปัญญาโต้วาทะกันขึ้นเป็นจำนวนถึง ๕ ครั้ง ในช่วงเวลา ๙ ปี ดังนี้ ครั้งที่ ๑ เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๐๘ ผลที่เกิดขึ้นคือ ชาวพุทธที่เคยท้อแท้ หมดหวัง ต่างเริ่มมีความหวังในการกอบกู้พระพุทธศาสนาขึ้นมาบ้าง และมีความเชื่อมั่นในสิ่งที่พระคุณานันทะกระทำตลอดมา ครั้งที่ ๒ เดือนสิงหาคม พ.ศ. ๒๔๐๘ ผลที่เกิดขึ้นคือ ผู้ฟังทั้งสองศาสนามีจำนวนเพิ่มขึ้น เกิดการตื่นตัวและสนใจเข้าฟังการโต้วาทธรรมอย่างกว้างขวาง ครั้งที่ ๓ เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๐๙ ผลที่เกิดขึ้นคือ ศาสนาอื่นเข็ดขยาด ไม่กล้ามาตอแยพระคุณานันทะเป็นเวลานานถึง ๕ ปี การย่ำยีพระพุทธศาสนาในที่สาธารณะก็หมดไป แม้ว่าการโจมตีทั่วไปจะยังไม่หมดก็ตาม ครั้งที่ ๔ เดือนมกราคม พ.ศ. ๒๔๑๔ ผลที่เกิดขึ้นคือ ผู้แทนศาสนาอื่นเข็ดหลาบในการโต้วาทธรรม ต้องกลับไปปรับปรุงกระบวนทัพใหม่ ครั้งที่ ๕ เดือนสิงหาคม พ.ศ. ๒๔๑๖ เป็นการโต้วาทธรรมครั้งที่สำคัญและยิ่งใหญ่ที่สุด และมีผลกระทบต่อความเป็นความตายของศาสนาทั้งสองมากที่สุด การโต้วาทธรรมครั้งนี้ พระคุณานันทะเชิญมาโต้กันที่เมืองปานะดุระ โดยแบ่งเวลาสนทนาเป็น ๒ วัน รวม ๔ รอบ ผลที่เกิดขึ้น คือฝ้ายศาสนาอื่นพ่ายแพ้ราบคาบ ไม่กล้ามาเผชิญหน้ากับท่านอีกต่อไป และยังมีผลต่อเนื่องที่ยิ่งใหญ่ คือ ๑. มีการตีพิมพ์และแปลบทโต้วาทะเป็นภาษาอังกฤษโดยหนังสือพิมพ์รายวัน Times of Ceylon และภาษาอื่นๆอีกหลายภาษา ๒. ชาวอเมริกันคนหนึ่ง ชื่อเฮนรี สตีล โอลคอตต์ (Henry Steel Olcott) ได้อ่านบทโต้วาทะนี้ และต่อมามีบทบาทในการผลักดันการแก้กฎหมายต่างๆ เช่น ให้อังกฤษยกเลิกกฎหมายห้ามชาวพุทธทำพิธีกรรมในวันสำคัญทางศาสนาของตนดังนั้นชาวพุทธจึงกลับมาทำพิธีเฉลิมฉลองวันวิสาขบูชาได้เป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. ๒๔๒๘ หลังจากว่างเว้นมายาวนาน ๓. ศาสนิกอื่นที่มาร่วมฟังการโต้วาทะในครั้งนั้น บางคนถึงกับเสื่อมศรัทธาจากศาสนาของตน แล้วหันมานับถือพระพุทธศาสนาด้วยความสมัครใจ ๔. การข่มเหง เบียดเบียน ทำลายชาวพุทธก็หมดไป ตลอดชีวิตของพระคุณานันทเถระเป็นไปเพื่อความอยู่เป็นสุขของพุทธศาสนิกชนทั้งประเทศ ทำให้ชาวพุทธไม่ตกอยู่ในอำนาจของความอยุติธรรรมจากศาสนาอื่นถึงกับมีผู้เขียนพรรณนาโวหารเป็นภาษาสิงหลไว้ว่า "พระคุณานันทะทำให้พวกศาสนาอื่นหวาดผวา เหมือนนักย่องเบาเห็นพระจันทร์เต็มดวงลอยเด่นขึ้นมา ฉะนั้น" หมายความว่า ปกตินักย่องเบาชอบความมืด ยิ่งมืดยิ่งชอบ จะได้ย่องเบาขโมยทรัพย์ของผู้อื่นได้ แต่นักย่องเบาจะกลัวแสงสว่าง เพราะฉะนั้นเมื่อพระจันทร์เต็มดวงขึ้นมาก็จะหวาดกลัว เพราะเกรงว่าเจ้าของทรัพย์จะเห็น เพราะเหตุที่ท่านทำงานพระพุทธศาสนาแบบเอาชีวิตเป็นเดิมพัน ทำงานหนักโดยไม่หยุดหย่อนเลย ท่านจึงอาพาธอยู่เนืองๆ แม้แพทย์ที่เก่งที่สุดขอให้ท่านวางมือจากการงานเสียบ้าง แต่ท่านก็ไม่ได้ทำตามคำแนะนำของแพทย์เพราะเห็นความสำคัญของงานพระพุทธศาสนามากกว่า จนกระทั่งวันที่ ๒๑ กันยายน พ.ศ. ๒๔๓๓ ท่านจึงมรณภาพไปด้วยอาการสงบ เหมือนดวงอาทิตย์ยาม เที่ยงวันพลันดับแสงลง ด้วยสิริอายุได้ ๖๗ ปี ซึ่งนับเป็น ๖๗ ปีที่ทรงคุณค่าอย่างยิ่งต่อพระพุทธศาสนาและอนุชนรุ่นหลังตราบจนถึงทุกวันนี้ เมื่อท่านมรณภาพแล้ว มีการสร้างอนุสาวรีย์ของท่านขึ้นที่วัดทีปทุตตมาราม เมืองโคลัมโบ เพื่อเป็นเครื่องระลึกถึงคุณความดีของท่าน พระคุณานันทเถระเป็นมหาปราชญ์ แม่ทัพกองทัพธรรมที่รบชนะศึกด้วยปัญญา ชีวิตของท่านเป็นชีวิตของสมณะผู้อุทิศตนเพื่อกอบกู้พระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง ดังนั้น เมื่อท่านเอาชีวิตเข้าปกป้องและรักษาพระพุทธศาสนาให้ดำรงคงอยู่มาถึงปัจจุบันนี้ จึงเป็นหน้าที่ของพุทธบริษัท ๔ ที่จะต้องเอาท่านเป็นแบบอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พุทธบุตรต้องเป็นหนึ่งเดียวกันเหมือนดวงตะวันที่มีดวงเดียว ในการที่จะบำเพ็ญสมณธรรม ตั้งใจฝึกฝนอบรมตนเองและประพฤติปฏิบัติธรรมแล้วเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในการช่วยกันเผยแผ่พระพุทธศาสนาไปให้กว้างไกลทั่วโลก ร่วมมือร่วมใจสืบทอดอายุพระพุทธศาสนาให้ยืนยาวนานตลอดไปโดยเอาชีวิตเป็นเดิมพัน ดังเช่น พระคุณานันทเถระ ผู้ดำรงชีวิตตามพุทธดำรัสที่ว่า "ชีวิตแม้เป็นอยู่ถึงร้อยปี แต่มีความเกียจคร้านมีความเพียรเลว หาประเสริฐไม่ บุคคลแม้มีชีวิตอยู่เพียงวันเดียว แต่มีความเพียรมั่น ชีวิตนั้นย่อมประเสริฐกว่า" ---------------------------------------- การโต้วาทะ กติกาการโต้วาทะ ในการโต้วาทะ ครั้งที่ ๕ ซึ่งถือเป็นครั้งสำคัญที่สุดก่อนที่ทั้งสองฝ่ายจะเริ่มโต้วาทะกัน มีความจำเป็นจะต้องร่างกติกาขึ้นมาก่อน เพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อยเนื่องจากมีศาสนิกทั้งสองศาสนามาร่วมฟังกันอย่างท่วมทันล้นหลาม ซึ่งกติกาข้อหลักๆ มีดังนี้ ๑. การโต้วาทะกันให้กระทำด้วยวาจาต่อหน้าสาธารณชน ไม่ให้เขียนแล้วนำมาอ่าน ๒. ทั้งสองฝ้ายต้องส่งร่างเนื้อหาล่วงหน้า พร้อมลงลายมือชื่อรับรอง เพื่อแสดงจุดยืนที่ชัดเจนในเนื้อหาสาระ และไม่มีการเบี่ยงเบนจากหลักธรรมในศาสนาของตนในภายหลัง ๓. ต้องมีหลักฐานอ้างอิงที่มาของเนื้อหา จะยกขึ้นกล่าวมาลอยๆ ไม่ได้ เมื่อรับทราบกติกาแล้ว ทั้งสองฝ่ายลงนามรับรองกติการ่วมกันก่อนวันโต้วาทะประมาณ ๑ เดือน กำหนดการโต้วาทะ คือ วันที่ ๒๖ และ ๒๘ เดือนสิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๖๖ เวลา ๐๘.๐๐-๑๐.๐๐ น. และเวลา ๑๕.๐๐-๑๗.๐๐ น. โดยให้แต่ละฝ่ายพูดได้ครั้งละ ๑ ชั่วโมงต่อ ๑ รอบ โดยพื้นฐานแล้วทั้งสองฝ่ายนอกจากจะมีความรู้ในศาสนาของตนเองเป็นอย่างดีแล้ว ยังมีความรู้ในคัมภีร์ของอีกฝ่ายหนึ่งพอสมควร ทำให้การโต้วาทะครั้งนี้เผ็ดร้อนถึงพริกถึงขิงยิ่งนัก ประเด็นที่ทั้งสองฝ่ายนำมาหักล้างกันในครั้งนั้น นับว่าเป็นสิ่งที่มีประโยชน์อย่างยิ่ง ไม่แต่เฉพาะสำหรับชาวพุทธเท่านั้น แต่เป็นความรู้ที่สำคัญต่อมวลมนุษย์ทุกๆ คน ไม่ว่าบุคคลนั้นจะนับถือศาสนาใดก็ตาม ต่อไปนี้เป็นตัวอย่างหัวข้ออภิปรายบางประเด็นที่ยกมาพอสังเขป --------------------------------------- หัวข้ออภิปราย : **พระเวสสันดรกับการบริจาดบุตรธิดาและภรรยา** ฝ่ายตรงข้ามกับพระคุณานันทะเปิดประเด็นว่า การที่พระเวสสันดรทรงบริจาคพระชายา พระโอรสและพระธิดานั้น เป็นการกระทำที่โหดร้ายมาก ธรรมดาแล้วภรรยาถือได้ว่าเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับสามี ลูกเปรียบประดุจสร้อยทองคล้องใจของพ่อแม่ การทอดทิ้งบุตรภรรยานั้นสมควรได้รับการตำหนิติเตียน ได้รับการประณามจากลังคมและยังเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมายอีกด้วย พระคุณานันทะได้ชี้แจงประเด็นนี้อย่างสุขุมลุ่มลึก และนุ่มนวลว่า การบำเพ็ญบารมีเพื่อที่จะบรรลุอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณได้นั้น พระองค์จะต้องเอาชนะความโลภและความยึดมั่นถือมั่นของพระองค์ให้ได้ ความโลภสามารถเอาชนะได้ด้วยทานบารมีเท่านั้นถ้าหากพระองค์ไม่ยอมเสียสละจนถึงที่สุดให้จงได้ แม้ถึงขั้นการสละพระชายา พระโอรส หรือพระธิดาก็ตาม ก็จะไม่สามารถเอาชนะความโลภและความยึดมั่นถือมั่นของพระองค์เองได้ และถ้าผ่านการทดสอบขั้นนี้ไม่ได้ ก็ไม่สามารถบรรลุพุทธภูมิอันเป็นสถานะอันสูงสุดได้เช่นกันพระเวสสันดรจึงทรงตัดสินพระทัยบริจาคบุตรธิดาให้แก่ชูชก แต่การบริจาคให้เช่นนั้นกลับเป็นผลดีแก่พระโอรสและพระธิดาเอง คือ แทนที่จะต้องทนลำบากอยู่ในป่าเขากับพระบิดา แต่ว่าไม่นานนักก็จะได้กลับไปอยู่กับพระอัยยิกา (ปู) ในพระราชวังตามเดิม ส่วนพระนางมัทรีนั้นเมื่อท้าวสักกเทวราชรับบริจาคไปแล้วก็ถวายคืนแก่พระเวสสันดร ณ ที่นั้น ไม่ได้หวังจะนำไปเป็นภรรยาจริงๆ โดยนัยนี้ทานบารมีของพระเวสสันดรจึงสำเร็จบริบูรณ์อย่างเต็มที่ โดยที่พระชายาก็ไม่ได้ตกไปเป็นภรรยาของบุคคลอื่น อีกประการหนึ่ง เราต้องดูว่า ตอนสุดท้ายท่านได้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หมดกิเลสอาสวะ พระนางมัทรีก็มาเกิดเป็นพระนางพิมพา ได้รับประโยชน์จากการบรรลุอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ เป็นพระอรหันตเถรี พระราหุลก็บรรลุเป็นพระอรหันต์ พระอุบลวรรณาเถรีก็ได้เป็นพระอรหันตเถรี หมายความว่าในที่สุดภพชาติสุดท้ายทุกคนต่างได้รับประโยชน์ ส่วนในระหว่างการสร้างบารมีจะทำอย่างไรนั้น ถือว่าเป็นวิธีการ แต่ตอนสุดท้ายทุกคนบรรลุเป้าหมายปลายทางของชีวิต คือได้บรรลุมรรคผลนิพพาน อย่าลืมว่า ในชาติที่เกิดเป็นพระเวสสันดรนั้น ท่านมุ่งพระโพธิญาณ ซึ่งประโยชน์ใหญ่จะเกิดขึ้นแก่พระองค์และชาวโลก รวมทั้งเทวดาอีกมากมายนับไม่ถ้วน ท่านจึงตัดสินใจเดินไปที่สระบัว ซึ่งขณะนั้นกัณหาและชาลีแอบซ่อนอยู่ แล้วพูดโดยไม่ได้ขู่เข็ญลูกทั้งสองเลย แต่พูดด้วยจิตที่เป็นกุศลว่า "ลูกกัณหา ชาลี ช่วยมาเป็นสำเภาทองให้พ่อสักหน่อยเถิด เพื่อที่พ่อจะได้ข้ามไปถึงฝั่งพระนิพพาน ถึงตรงนั้นแล้วพ่อจะได้มาทำประโยชน์อันยิ่งใหญ่ให้แก่มนุษย์และเทวดาลูกทั้งสองก็จะได้ประโยชน์อันนี้ด้วย เรามาสร้างบารมีร่วมกันเถิด "พ่อจะทำหน้าที่ของผู้ให้ ลูกก็ทำหน้าที่ของลูก ให้ร่วมบุญกับพ่อ คือเป็นผู้ให้เช่นเดียวกัน ให้เขาเอาตัวของลูกไป เขาจะเอาไปทำอะไรก็แล้วแต่ ไปรับใช้เขานะ เพราะว่าเราไม่ใช่ว่าไม่เคยสร้างบารมีกันมาอย่างนี้ เราให้กันมาตั้งมากมายแล้ว ให้อีกสักครั้งทำไมจะไม่ได้ "และอีกประการหนึ่ง ทางที่จะไปนั้นผ่านเมืองที่ปู่ของเจ้าอยู่ พ่อจะตั้งค่าตัวของลูกทั้งสองเอาไว้สำหรับเป็นค่าไถ่ตัว ชูซกเขาขาดแคลนเงิน เขาไม่มีเงินไปจ้างใครให้มาเป็นลูกจ้าง เขาถึงมาขอลูก แต่จริงๆ แล้วเขาต้องการเงิน เขาไม่ต้องการลูกหรอก ลูกอยู่ในป่ากับพ่อแม้จะอบอุ่นแต่ก็ลำบาก ไปอยู่กับปู่ดีกว่า ลูกจะได้มีโอกาสกราบทูลเสด็จปู่ให้ทราบว่า ตอนนี้พ่อเป็นอย่างไรบ้าง เมื่อปู่เข้าใจก็จะได้ประชุมชาวเมืองเพื่อให้โอกาสพ่อกลับเมืองได้ ลูกก็เหมือนเป็นทูตด้วย เพราะฉะนั้นไปเถิดนะลูกนะ" ท่านพูดอย่างนี้กับกัณหาและชาลี ไม่ได้มีการขู่เข็ญเลย เมื่อลูกทั้งสองได้ฟังแล้วกลับรู้สึกปลื้มใจว่า เราจะได้เป็นสำเภาทองเพื่อไปกราบทูลเสด็จปู่ให้ทราบ ท่านจะได้หารือกับชาวเมืองที่ขับไล่พ่อออกมา ชาวเมืองสงสารก็จะได้รับพ่อกลับไป ดังนั้นจึงเป็นคำพูดที่ไม่โหดร้ายเลย กับพระนางมัทรีก็เช่นเดียวกัน ท่านพูดยกใจว่า "ถ้าหากเราอยู่ร่วมกันอย่างนี้ เราก็จะลำบากกันไปทุกชาติ เหมือนชาติที่ผ่านมาเราก็ลำบาก เราไปพระนิพพานกันเถิด เมื่อจะไปก็ต้องสั่งสมบุญกันให้มากๆ นี้เป็นโอกาสสุดท้าย ที่เราจะได้สร้างบารมีกันขนาดนี้ เราร่วมบุญกันเถิดนะ ให้โอกาสพี่เพื่อที่จะได้สร้างบารมีให้บรรลุอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ สองเราจะได้บุญด้วยกัน พอถึงตรงนั้นเราจะได้บรรลุมรรคผลนิพพานไปด้วยกัน" ท่านพูดคุยแต่ในสิ่งที่ดีๆ เช่นนี้ พระนางมัทรีเองก็เข้าใจและชื่นอกชื่นใจว่า ตนจะได้เป็นสำเภาทองเช่นเดียวกัน และความจริงแล้วพระอินทร์ก็ไม่ได้รับพระนางไปเป็นภรรยา ในที่สุดก็ส่งพระนางคืนพระเวสสันดร เพราะฉะนั้นพระเวสสันดรท่านไม่ได้บังคับพระนางมัทรี กัณหาและชาลีเลย ทั้งไม่ได้เป็นการโหดร้ายแต่เป็นความสมัครใจกันทั้งครอบครัว เพราะท่านพูดให้เข้าใจด้วยเหตุและผล อีกประการหนึ่ง การบริจาคบุตรภรรยานั้นเป็นธรรมเนียมของบรมโพธิสัตว์ เพราะผู้ที่จะตรัสรู้อนุตตร สัมมาสัมโพธิญาณนั้น หากผูกพันต่อสิ่งใดแม้เพียงนิดเดียวก็จะไปสู่อายตนนิพพานไม่ได้ ทำพระนิพพานให้แจ้งไม่ได้ เพราะฉะนั้นใจจะต้องไม่ผูกพันกับสิ่งใดเลยจึงจะบรรลุมรรคผลนิพพานได้ ประเด็นที่ทั้งสองฝ่ายนำมากล่าวหักล้างกันนั้น นับเป็นสิ่งที่มีประโยชน์อย่างยิ่ง ไม่ได้เป็นประโยชน์เฉพาะสำหรับชาวพุทธเท่านั้น แต่เป็นความรู้ที่สำคัญต่อมนุษย์ทุกๆ คน ไม่ว่าคนคนนั้นจะนับถือศาสนาใดก็ตาม อย่าลืมว่า พระพุทธศาสนาไม่ได้มีไว้สำหรับแข่งกับศาสนาอื่น แต่มีไว้สำหรับสอนชาวโลกในเรื่องความจริงของชีวิต โดยเฉพาะเรื่องกฎแห่งกรรม ซึ่งไม่มีสอนในศาสนาใดๆ สอนเพื่อบำบัดทุกข์บำรุงสุขอย่างแท้จริง ตั้งแต่มราวาวาสจนกระทั่งถึงผู้ปรารถนาจะทำพระนิพพานให้แจ้ง สอนหมดทุกระดับให้แก่ทุกๆ คนในโลกนี้ เรารักษาพระพุทธศาสนาไว้ ไม่ใช่เพื่อจะแข่งกับศาสนาอื่น เพราะคู่แข่งที่แท้จริงของเราคือเวลา และศัตรูที่แท้จริงคือพญามารที่ส่งกิเลสอาสวะมาบังคับบัญชามนุษย์ดังนั้น ศาสนาอื่นหรือใครๆ ก็ไม่ใช่ศัตรู ไม่ใช่คู่แข่ง ที่พระคุณานันทะโต้วาทะด้วยนั้น ท่านพูดด้วยจิตที่ประกอบไปด้วยเมตตา เหมือนหมอรักษาไข้คนป่วยที่มีอาการเพ้อด้วยพิษไข้อย่างไรก็รักษากันไปตามอาการอย่างนั้น --------------------------------- หัวข้ออภิปราย : **พระสัพพัญญุตญาณไม่มีจริง** ฝ่ายตรงข้ามกับพระคุณานันทะยกประเด็นว่า พระสัพพัญญุตญาณไม่มีจริง และพระพุทธเจ้าไม่มีทิพยญาณ โดยยกหลักฐานจากพระไตรปิฎกที่ปรากฏในคัมภีร์มหาวรรคว่า "หลังจากตรัสรู้แล้ว พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงท้อพระทัยที่จะแสดงธรรม เนื่องจากธรรมะเป็นเรื่องลึกซึ้ง ยากที่ใครๆ จะเข้าใจตามได้ จนกระทั่งพรหมมากราบอาราธนาว่า คนที่สามารถฟังธรรมของพระองค์แล้วตรองตามได้นั้นมีอยู่ จึงทำให้พระองค์มีกำลังใจที่จะแสดงธรรม ต่อมาเทวดากราบทูลพระองค์ว่า ท่านอาฬารดาบสและอุทกดาบสได้สิ้นบุญไปแล้วทั้งคู่ ทั้งหมดนี้หมายความว่า พระองค์ไม่มีทิพยญาณแต่อย่างใด และหากว่าพระสัพพัญญุตญาณที่พระองค์ทรงมีนั้น มีสภาพตื้นเขินเพียงเท่านี้ไซร้ ใครๆ ก็มีสัพพัญญุตญาณกันได้ทุกคน ------------------------------------ ๑. พระวินัยปิฎก มหาวรรค และอรรถกถา เล่ม ๖ หน้า ๒๙-๔๐. พระคุณานันทะโต้ประเด็นนี้กลับไปว่า เรื่องนี้ ท่านเคยชี้แจงและตีพิมพ์ในเอกสารไปแล้วว่าพระสัพพัญญตญาณนั้นไม่ได้หมายความว่า พระพุทธเจ้าทรงมีญาณหยั่งรู้ทุกสิ่งอยู่ตลอดเวลา แต่ว่าจะเป็นไปตามพุทธประสงค์ หมายความว่า หากพระองค์ทรงสอดข่ายพุทธญาณเพื่อหยั่งรู้เรื่องราวแล้ว พระองค์ก็จะทรงทราบสิ่งที่ทรงมุ่งประสงค์ได้ เปรียบเสมือนคนเราที่มีดวงตาอยู่แต่ถ้าไม่ได้ลืมตาขึ้นดูก็ย่อมมองไม่เห็นสิ่งต่างๆ เป็นธรรมดา ในกรณีนี้ เราไม่อาจจะตำหนิเขาได้ว่า เขาไม่มีตาหรือว่าตามองไม่เห็น ดวงตานั้นมีอยู่ เมื่อเราอยากดูก็ลืมตาดูจึงจะเห็น แล้วก็เห็นได้ทีละอย่าง พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้เองว่า พระองค์ไม่ได้เป็นพระสัพพัญญูตลอดเวลา แต่ว่าเมื่อปรารถนาอยากจะดูตอนไหนก็จะเห็นตอนนั้น เมื่อตรัสรู้แล้ว พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงมีเพียงพุทธดำริถึงผู้ที่จะไปแสดงธรรมโปรด แต่ว่ายังไม่ไม่ได้ทรงเล็งดูด้วยทิพยญาณ ซึ่งเทวดาก็ทราบถึงพุทธดำรินั้น จึงมากราบทูลอาราธนา เมื่อพระองค์ทรงเล็งดูด้วยทิพยญาณ ก็ทรงหยั่งรู้ภพภูมิที่ดาบสทั้งสองไปเกิด ซึ่งตรงนี้เทวดาไม่รู้ว่า ท่านทั้งสองไปเป็นอรูปพรหมอยู่ในอรูปภพแล้ว ส่วนประเด็นเรื่องทรงท้อพระทัยนั้น ความจริงแล้วความท้อพระทัยไม่มีในพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะพระองค์ทรงมีกำลังใจเต็มเปี่ยมในการโปรดสรรพสัตว์ทั้งหลาย เพียงแต่เวลานั้นพระองค์กำลังอยู่ในดำริ เมื่อตรวจตราดูธรรมะที่พระองค์ตรัสรู้ ก็พบว่าเป็นสิ่งที่ลึกซึ้งยากที่จะสอนใครให้เข้าใจได้ เพราะสัตว์โลกมีความอยาก อยากได้ อยากมี อยากเป็น คุ้นกับความอยาก ไม่มีการหยุด ไปพูดเรื่องการหยุดให้กับคนที่มีความอยาก จึงยากที่จะเข้าใจได้ ทั้งหมดนี้ พระองค์กำลังอยู่ในขั้นรำพึงเท่านั้น มิได้ทรงท้อพระทัยที่จะแสดงธรรมจนพรหมต้องมากราบ อาราธนา แต่เป็นธรรมเนียมว่า พรหมจะต้องมาอาราธนาพรหมก็ปฏิบัติตามธรรมเนียม และไม่ว่าพระพุทธเจ้ากี่พระองค์ลงมาตรัสรู้ก็ตาม ท่านก็จะดำริอย่างนี้ แล้วพรหมก็มาตามธรรมเนียมอย่างนี้ ----------------------------------- หัวข้ออภิปราย : **การเข้าถึงพระรัตนตรัยว่าเป็นที่พึ่งเป็นสิ่งโง่เขลา** ประเด็นนี้ ผู้บรรยายฝ่ายตรงข้ามของพระคุณานันทะกล่าวว่า พระรัตนตรัยไม่มีความพิเศษอะไรเลย การเข้าถึงพระรัตนตรัยว่าเป็นที่พึ่งนั้นเป็นสิ่งโง่เขลา การถึงพระพุทธเจ้าที่ปรินิพพานไปแล้วว่าเป็นที่พึ่งถือเป็นเรื่องไร้ประโยชน์ แสงอาทิตย์ย่อมปรากฎไม่ได้หากปราศจากดวงอาทิตย์ ฉันใด พระพุทธองค์เมื่อปรินิพพานเท่ากับพระองค์ได้สูญสิ้นไปแล้ว ที่พึ่งคือพระพุทธเจ้าจะมีได้อย่างไร ฉันนั้น พระธรรม คือ หนังสือที่มีผู้เขียนเขียนกันขึ้นมาหนังสือเหล่านั้นต่างหากที่ต้องมีท่านเป็นที่พึ่ง พวกท่านต้องดูแลรักษา เก็บเอาไว้ไม่ให้สูญหายหรือถูกทำลาย ท่านจะพึ่งพิงหนังสือได้อย่างไร มีแต่หนังสือต่างหากต้องพึ่งมนุษย์เพื่อให้ดูแลรักษา ส่วนการยึดถือพระสงฆ์นั้น พระสงฆ์ผู้เป็นคนบาปหนาแน่นไปด้วยกิเลส เช่น ความโลภ ความโกรธ ความหลงแต่ยังถือตัวว่าเป็นสรณะที่พึ่ง สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นความโง่เขลา งมงาย เป็นการยึดถือคนตาบอดนำทางโดยแท้ การที่ฝ่ายตรงข้ามกล่าวเช่นนี้ก็เพื่อจะพูดให้พระคุณานันทะโกรธ เป็นการทดสอบอารมณ์ เพราะท่านเป็นพระสงฆ์ เมื่อโดนทดสอบอารมณ์อย่างนี้ ท่านก็ไม่โกรธไม่มีความขุ่นมัวเลย เพราะความขุ่นมัวจะเอาไปใช้โต้วาทะไม่ได้ ต้องสู้กันด้วยปัญญา ไม่ใช่สู้กันด้วยกิเลส ในเบื้องต้น พระคุณานันทะชี้แจงเรื่องที่ฝ่ายตรงข้ามอ้างว่า พระพุทธเจ้าปรินิพพานไปแล้ว ไม่สามารถเป็นที่พึ่งได้ ท่านได้แสดงเรื่องนิพพาน ๓ ประเภท ได้แก่ ๑. กิเลสนิพพาน คือ การดับกิเลสตัณหาของพระองค์ในวันตรัสรู้ ถือเป็นนิพพานอย่างหนึ่ง ๒. ขันธนิพพาน คือ การดับเบญจขันธ์ (ตาย) สู่อนุปาทิเสสนิพพาน เมื่อทรงมีพระชนมายุ ๘๐ พรรษา ณ เมืองกุสินารา ๓. ธาตุนิพพาน หมายถึง การที่พระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้าทั้งหมดเสด็จมารวมกัน ณ โคนตันโพธิ์ที่ทรงตรัสรู้ แล้วทรงปาฏิหาริย์ด้วยพุทธานุภาพบังเกิดเป็นองค์พระพุทธเจ้าดุจยังทรงพระชนม์อยู่ ในวาระนั้นรูปเนรมิตของพระพุทธองค์จะแสดงธรรมโปรดเหล่าเทวดาในอนันตโลกธาตุ และแล้วในที่สุดก็ถึงแก่อันตรธานหายไปด้วยพุทธานุภาพนั่นเอง เหตุการณ์นี้จะเกิดขึ้นในเวลาครบ ๕,๐๐๐ ปี หลังขันธนิพพาน ถ้านับจากปัจจุบันคงยังเหลืออีกประมาณ ๒,๕๐๐ ปี กว่าจะถึงวันนั้น พระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้ายังคงดำรงอยู่ จึงไม่ถือว่าการปรินิพพานของพระองค์จะสมบูรณ์หรือสิ้นสุดไปเลยเสียทีเดียว ดังนั้นที่ฝ้ายตรงข้ามกล่าวว่า ณ กาลบัดนี้ พระพุทธเจ้าหาได้ทรงดำรงอยู่ไม่นั้นจึงไม่เป็นความจริง แม้ในปัจจุบันผู้มีจิตศรัทธาปรารถนาจะกราบไหว้บูชาพระพุทธเจ้า เมื่อได้บูชาพระเจดีย์ที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุอยู่ ย่อมได้รับอานิสงส์ดุจเดียวกันกับการกราบไหว้บูชาพระพุทธเจ้า ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อยังมีผู้รำลึกถึงพระคุณของพระพุทธองค์อยู่ตราบใด พระคุณของพระพุทธองค์ยังดำรงอยู่ตราบนั้น การรำลึกถึงพระพุทธเจ้าย่อมนำความสุขมาสู่จิตใจ ทำให้เกิดศรัทธาในการทำคุณงามความดี และเป็นกำลังใจในการสร้างบุญบารมีให้ยิ่งๆ ขึ้นไป นี้เป็นส่วนหนึ่งของประโยชน์แห่งการถึงพระพุทธเจ้าว่าเป็นสรณะที่พึ่ง พระสัมมาสัมพุทธเจ้า แม้จะดับขันธปรินิพพานไปแล้ว แต่ก็เป็นการดับของกิเลสและขันธ์ ส่วนพระบรมสารีริกธาตุนั้นยังทรงดำรงอยู่ เสมือนเป็นตัวแทนของพระองค์ ถ้าหากว่า ศาสดาของศาสนาใดถึงแก่กรรมลงศาสนานั้นหมดคุณค่าพึ่งพามิได้ ก็หมายความว่า ทุกๆศาสนาขณะนี้ มีศาสดาทีไร้ความหมาย ไม่ควรระลึกถึงเลยอย่างนั้นหรือ นอกจากนี้ยังกล่าวว่า ที่ว่าพระพุทธองค์ทรงดับขันธปรินิพพานดับสูญไปแล้ว เป็นที่พึ่งไม่ได้นั้น เป็นคำกล่าวของผู้ไม่รู้ บุคคลใดก็ตามหากได้ปฏิบัติสมาธิอย่างถูกวิธีมีความเพียรสม่ำเสมอไม่ขาดสาย จะเข้าถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้านับพระองค์ไม่ถ้วน และสามารถถึงท่านว่าเป็นที่พึ่งอย่างแท้จริง ดังมีพยานบุคคลมากมายนับตั้งแต่สมัยพุทธกาลจนถึงปัจจุบันนี้ ในส่วนพระธรรม ในเบื้องต้น พระธรรมอาจจะเป็นหนังสือตามที่ผู้พูดต่างศาสนาเข้าใจ แต่พระธรรมสำหรับชาวพุทธแล้ว หมายถึง คำสอนที่มีเอาไว้ให้ปฏิบัติ บุคคลที่ปฏิบัติตามพระธรรม คือ ปฏิบัติตามคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระธรรมย่อมคุ้มครองผู้ประพฤติธรรมนั้นคือสามารถเป็นที่พึ่งอันแท้จริง อีกประการหนึ่ง การถึงพระธรรมเป็นที่พึ่งนั้น หมายเอาโลกุตตรธรรม ๙ ประการ (มรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑)เป็นที่สุด มิได้มีความหมายตื้นเขินดังที่ผู้พูดจากศาสนาอื่นเข้าใจ พระธรรมไม่ใช่เป็นแค่หนังสือหรือตัวหนังสือ แต่เป็นความรู้ในนั้นที่ทำให้ผู้ที่ได้ศึกษา ได้ปฏิบัติ เกิดประสบการณ์ภายใน ได้เข้าถึงธรรมอย่างที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเข้าถึงนั่นเอง พระธรรมจึงเป็นที่พึ่งภายในที่แท้จริงของบุคคลนั้น ส่วนพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนามีองค์ประกอบสมบูรณ์อยู่ในตัวแล้ว กล่าวคือมีพระพุทธเจ้าผู้ทรงค้นพบพระธรรม และมีพระสงฆ์เป็นผู้สืบทอดพระธรรมอย่างไม่ขาดสาย แต่ผู้พูดจากศาสนาอื่น นอกจากเป็นผู้ที่มองโลกผิดไปจากความเป็นจริงแล้ว ยังมองโลกในแง่ร้ายอีกด้วย พระคุณานันทะยังกล่าวเสริมอีกว่า พระสงฆ์ในพระพุทธศาสนา มี ๒ ประเภท คือ อริยสงฆ์และสมมติสมติสงฆ์ การถึงพระสงฆ์ว่าเป็นที่พึ่งนั้น หมายเอาพระอริยสงฆ์เป็นหลัก ความศรัทธาเลื่อมใสในพระอริยบุคคลเช่นนั้นก็ดี การกราบไหว้บูชาท่านก็ดี นับเป็นทางมาแห่งบุญกุศลเพราะพระอริยสงฆ์เป็นเนื้อนาบุญที่แท้จริง คำว่า "เนื้อนาบุญ" เป็นสิ่งที่ไม่มีในศาสนาของฝ่ายตรงข้ามและแม้ศาสนาอื่น ในขณะที่สมมติสงฆ์แม้ยังไม่หมดกิเลสก็กำลังทำกิเลสให้เบาบางลง เพราะฉะนั้นพระสงฆ์จึงเป็นที่พึ่งทั้งในฐานะที่เป็นเนื้อนาบุญและเป็นแหล่งแห่งความรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วย --------------------------- หัวข้ออภิปราย : **การปรินิพพานของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า** ฝ่ายตรงข้ามพระคุณานันทะได้อภิปรายโจมตีว่า พระพุทธเจ้าทรงปรินิพพานเยี่ยงคนอนาถา โดยมีเนื้อหาการอภิปรายว่า การปรินิพพานของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น พระองค์ทรงอาพาธเป็นโรคท้องร่วงอย่างหนัก หลังจากเสวยเนื้อสุกรอ่อนที่ดาบสุจุนทะทำมาถวาย แล้วบังเกิดทุกขเวทนาอย่างรุนแรง ในระหว่างทางไปเมืองกุสินารา ทรงเป็นลมและล้มลงหลายครั้ง แล้วต้องทรงดื่มน้ำจากแม่น้ำสายเล็กๆ สายหนึ่ง ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่ปรากฎเลยว่าพระองค์ได้ทรงใช้อิทธิฤทธิ์ใดๆ ทั้งไม่ปรากฎเลยว่า มีเหล่าพรหมหรือเทวดาลงมาถวายการดูแลแต่อย่างใด จึงเห็นได้ชัดว่า เรื่องพุทธานุภาพเป็นถ้อยคำที่เชื่อถือไม่ได้ จะหลอกลวงได้ก็แต่คนโง่เขลาเท่านั้น ในที่สุดก็ทรงปรินิพพานเช่นเดียวกับคนอนาถาคนหนึ่งเท่านั้น นี้เป็นสิ่งที่ฝ่ายตรงข้ามกล่าวโจมดี พระคุณานันทะฟังแล้วก็ไม่ได้แสดงความหงุดหงิดอะไร ใจท่านเบิกบาน มองดูคู่สนทนาเหมือนผู้ใหญ่ มองเด็กอย่างนั้น แล้วก็ชี้แจงว่า พระพุทธองค์ทรงปรินิพพานตามที่พระองค์ทรงกำหนดเอาไว้ล่วงหน้าว่า อีก ๓ เดือน เราจะปรนิพพานที่เมืองกุสินารา" คือ ทรงรู้ล่วงหน้าแล้ว ไม่ใช่อาพาธอย่างกะทันหัน พระคุณานันทะ กล่าวแก้ไขรายละเอียดที่ไม่รอบคอบของฝ่ายศาสนาอื่นว่า นายจุนทะไม่ใช่ดาบสตามที่ฝ่ายตรงข้ามกล่าวว่า พระองค์เสวยเนื้อสุกรอ่อนที่ดาบสจุนทะนำมา -------------------------- ๑ มหาปรินิพพานสูตร พระสูตรและอรรถกถาแปล ทีฆนิภาย มหาวรรค เล่ม ๑๓ หน้า ตอส-ต๑๙ ถวาย แต่ความจริงทางประวัติศาสตร์บันทึกว่า นายจุนทะเป็นบุตรของนายช่างทอง ส่วนสูกรมัททวะ" หรือเนื้อสุกรอ่อนนั้น ท่านกล่าวว่า อาจจะเป็นเห็ดชนิดหนึ่งก็ได้ การที่พระพุทธองค์ทรงปรินิพพานในวันนั้นก็เป็นไปตามพระพุทธกำหนด เมื่อทรงปลงอายุสังขารแล้ว คือ มีพระประสงค์จะปรินิพพานในวันนั้นอยู่แล้ว วันเวลาสถานที่ที่จะเสด็จปรินิพพานนั้น พระองค์ทรงประกาศล่วงหน้าไว้แล้วถึง ๓ เดือน ดังนั้นไม่ว่าจะเสวยอะไรก็ตาม หรือจะแสดงฤทธิ์หรือไม่ก็ตาม ก็จะต้องเสด็จดับขันธ์ในวันนั้นนั่นเอง ในเมื่อวันนั้นพระองค์ต้องเสด็จดับขันธ์อยู่แล้ว จะทรงแสดงอิทธิฤทธิ์เพื่ออะไร หรือใครจะมาช่วยเหลืออย่างไรก็ต้องเสด็จดับขันธ์อยู่นั่นเอง ดังนั้นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงไม่ได้ทรงปรินิพพานเพราะเสวยสูกรมัททวะ ที่ถูกควรจะพูดเสียใหม่ว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสวยสูกรมัททวะในวันปรินิพพาน ---------------------------------------- ๑. สูกรมัททวะ (อ่านว่า สูกะระมัดทะวะ) คือ อาหารประเภทใดนั้นยังไม่มีข้อมูลที่ชัดเจน แต่พอจับประเด็นความตามที่พระอรรถกถาจารย์ให้ความเห็นสันนิษฐานไว้ ดังนี้ ๑. สูกรมทฺทวนฺติ สูกรสฺส มุทุสินิทฺธํ ปวตฺตมํสํ หมายถึง เนื้อสุกรทั่วไปที่อ่อนนุ่ม ๒. สูกเรหิ มทฺทิตวํสกฬีโร หมายถึง หน่อไม้ชนิดหนึ่งที่สุกรแทะดุน ๓. สูกเรหิ มทฺทิตปฺปเทเส ชาตํ อหิฉตฺตกํ หมายถึง เห็ดชนิดหนึ่งที่เกิดในถิ่นที่สุกรแทะดุน ๔. สูกรมทฺทวํ นาม เอกํ รสายตนํ หมายถึง รสอาหารชนิดหนึ่งชื่อว่า สูกรมัททวะ (ซุ.อุ.อ.) ๗๕/๔๒๗ นอกจากนี้ ยังมีข้อสังเกตอีกอย่างหนึ่ง ในชั่วโมงสุดท้ายก่อนที่จะเสด็จดับขันธ์นั้น พระองค์ยังได้ตรัสถามเหล่าพระสาวกว่า ใครสงสัยธรรมะข้อใดใน ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ให้ถามได้ทั้งหมด พระองค์จะตอบทุกข้อ แต่ก็ไม่มีใครสงสัย ไม่ใช่ว่าเกรงใจ แต่เพราะว่าพระองค์ทรงสั่งสอนจนกระทั่งพระสาวกเข้าใจธรรมะอย่างแจ่มแจ้งแล้ว จนกระทั่งในช่วงสุดท้ายมีผู้เข้าไปกราบทูลถาม คือท่านสุภัททะ พระองค์ก็ยังมีพระมหากรุณาตรัสสอนท่านสุภัททะจนได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ เป็นศิษย์คนสุดท้ายก่อนที่พระองค์จะเสด็จดับขันธปรินิพพาน พระองค์ทรงเป็นบรมครูที่สง่างามยากที่จะมีครูคนใดในโลกที่สอนให้ศิษย์บรรลุมรรคผลนิพพานได้อย่างพระองค์ เมื่อตรัสสอนท่านสุภัททะแล้ว พระองค์ยังทรงให้โอวาทสุดท้ายแก่เหล่าพุทธบริษัทว่า "สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดาท่านทั้งหลายจงถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาทเถิด" เป็นปัจฉิมโอวาทอันทรงคุณค่ามาถึงปัจจุบันนี้ ในขณะสุดท้ายของพระชนม์ชีพ พระอนุรุทธะผู้มีตาทิพย์ยังสอดส่องด้วยทิพยจักษุของท่าน ถึงการดับขันธปรินิพพานของพระพุทธองค์ การปรินิพพานของพระองค์อยู่ในสายตาของผู้ที่เป็นเลิศในทางทิพยจักษุ ซึ่งสามารถยืนยันได้ว่า ขณะนี้พระองค์ทรงเข้าฌานต่างๆ เข้าสมาบัติไม่ซ้ำสมาบัติไปเรื่อยๆ จนกระทั่งถูกส่วนตกศูนย์เข้าสู่อายตนนิพพาน พระคุณานันทะได้กอบกู้พระพุทธศาสนาในศรีลังกาให้กลับคืนมาอีกครั้ง นับเป็นเรื่องที่ไม่ธรรมดาเลย อันที่จริงความคิดของท่านที่จะปกป้องพระพุทธศาสนามีมาตั้งแต่ในวัยเด็กแล้ว ท่านคิดว่า ท่านเป็นลูกพญานกอินทรี ไม่ได้คิดว่าเป็นลูกไก่เหมือนเด็กทั่วๆ ไป เมื่อบวชเป็นสามเณรตั้งแต่อายุ ๑๒ ขวบ ท่านก็คิดใหญ่ เป็นผู้ใหญ่ในร่างเด็ก ถึงแม้ตัวเล็กแต่ว่ามีพลังอย่างมหาศาลที่จะต่อสู้เพื่อปกป้องสิ่งที่ดีงามเอาไว้ให้เป็นประโยชน์ต่อมวลมนุษย์และเทวดาทั้งหลาย สามเณรเป็นผู้ได้โอกาส ไม่ใช่ผู้ด้อยโอกาส เมื่อบวชเป็นสามเณรแล้ว ควรจะมีความคิดอย่างท่านคุณานันทะ ผู้เป็นวีรบุรุษแห่งกองทัพธรรม คือรักชีวิตการเป็นสามเณร มีความรู้สึกหวงแหนพระพุทธศาสนา ต้องปกป้องและรักษาคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเอาไว้ให้เป็นประโยชน์ต่อมวลมนุษย์และเทวดาให้ได้ ต้องฝึกกันตั้งแต่เป็นสามเณรอย่างนี้ เพราะต่อไปเมื่อเป็นพระภิกษุแล้วก็จะต้องรับภารกิจอันยิ่งใหญ่ในการธำรงรักษาพระพุทธศาสนาสืบต่อไป สามเณรต้องฝึกฝนตนเองให้ดี เริ่มต้นง่ายๆ โดยฝึกเป็นนักคิดอย่างนี้ สมมติว่า ตั้งโจทย์เกี่ยวกับคำว่า "บุญ" สามเณรก็ลองสมมติตัวเองเป็นญาติโยมที่อยากทราบความหมายของคำว่าบุญ จากนั้นก็ตั้งคำถามขึ้นมาสักร้อยข้อ อย่าให้ช้ำกัน เช่น บุญคือออะไร อยู่ตรงไหน มีวัตถุประสงค์อย่างไร เป็นต้น อาจจะแบ่งกลุ่มกันไปศึกษา ระดมปัญญาแล้วก็รวบรวมคำถามเอาไว้ และสมมติว่า เราเป็นสามเณรคุณานันทะ ถ้าจะให้ตอบคำถามร้อยข้อที่ไม่ซ้ำกัน เราจะตอบอย่างไรได้บ้าง ฝึกอย่างนี้ไปเรื่อยๆ อย่าไปเรียนแบบหนึ่งบวกหนึ่งเป็นสอง แต่ควรจะเรียนว่าทำอย่างไรถึงจะได้สอง ถ้าหนึ่งบวกหนึ่งเป็นสองจะคิดได้เพียงวิธีเดียว แต่ถ้าคิดว่าทำอย่างไรจึงจะได้สอง จะมีวิธีคิดเป็นล้านๆ วิธี เช่น สี่ลบสอง, ห้าลบสาม, หกลบสี่ จนกระทั่งล้านสองลบหนึ่งล้าน พันล้านสองลบพันล้าน อย่างนี้เป็นต้น แล้วเรานำวิธีคิดอย่างนี้มาประยุกต์ใช้กับหัวข้อธรรมะ เรื่องบุญ บาป ทาน ศีล ภาวนา แต่ละหัวข้อ เราตั้งคำถามสักร้อยคำถามที่ไม่ซ้ำกัน แล้วรวรวบรวมคัดแต่คำถามที่น่าสนใจ แล้วมาช่วยกันตอบ ถ้าหากเราไม่รู้ เราก็ถามพระอาจารย์ ถามพระพี่เลี้ยง หรือไปค้นคว้าในตำรับตำรา เรียนอย่างนี้ถึงจะดี แล้วความคิดความอ่านจะกว้างขวาง ปัญญาเรามีอยู่ทุกคน แต่ว่าเอามาใช้ไม่เท่ากันทุกคน ใช้มากก็มีปัญญามาก ใช้น้อยก็มีปัญญาน้อย เพราะฉะนั้น การมาบวชตั้งแต่เป็นสามเณร จึงไม่ใช่เป็นผู้ด้อยโอกาส แต่เป็นผู้ได้โอกาส เราได้ศึกษาตัวอย่างจากสามเณรคุณานันทะซึ่งเป็นต้นแบบสำคัญดังนั้น ถึงเวลาแล้วที่พุทธบริษัท ๕ ต้องตื่นตัวขึ้นมาเพื่อศึกษาคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า รักษาและหวงแหนพระพุทธศาสนาที่บรรพบุรุษของเราเอาชีวิตเป็นเดิมพัน เมื่อรับมาแล้วก็รักษาด้วยชีวิตสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน และเพื่อลูกหลานของเราต่อไปในอนาคต ตลอดจนชาวโลกทั้งหลาย เพราะคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นสิ่งประเสริฐสูงสุด ไม่มีความรู้ใดที่จะเสมอเหมือน เป็นคำสอนที่เต็มเปี่ยมไปด้วยเหตุและผล พิสูจน์ได้ทุกกาลเวลา ถ้าเรารักเหตุผลหรือเป็นคนมีเหตุผล เราก็ต้องเชื่อเรื่องกฎแห่งกรรม พระพุทธองค์ทรงสอนเรื่องกฎแห่งกรรมมรรคมีองค์ ๘ เป็นต้น คำสอนใดที่ไม่มีมรรคมีองค์ ๘ คำสอนนั้นจะไม่มีพระอริยบุคคล บุคคลผู้ประเสริฐ เหมือนเราไม่อาจจะหารอยเท้านกในอากาศได้ ฉันนั้น คำสอนของพระพุทธองค์ทำให้ชาวโลกเข้าใจเรื่องราวของชีวิตได้เป็นอย่างดี และดำเนินชีวิตได้ถูกต้อง ไม่ผิดพลาด และมีเป้าหมายปลายทาง คือ ทำพระนิพพานให้แจ้งได้คู่แข่งที่แท้จริงของเราก็คือ "เวลา" เราจะต้องทำงานแข่งกับเวลา เพื่อรักษาพระพุทธศาสนาเอาไว้ คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากว่าจะบังเกิดขึ้นมา ต้องใช้เวลายาวนานนับเป็นหลายๆ อสงไขย พระองค์ต้องทุ่มเทชีวิตจิตใจสร้างบารมีมานับภพนับชาติไม่ถ้วน แล้วมาค้นพบในชาติสุดท้ายเมื่อบารมีเต็มเปี่ยม ดังนั้น ให้เราดำเนินชีวิตอย่างผู้เป็นต้นแบบในการรักษาพระพุทธศาสนาเฉกเช่นพระคุณานันทะที่เอาชีวิตเป็นเดิมพันในการธำรงรักษาพระพุทธศาสนาเอาไว้ให้อยู่คู่โลก เพื่อประโยชน์สุขของมวลมนุยชาติทั้งหลายและเทวดาทั้งปวง สุนทรพ่อ แม้สอบจักยิ่งใหญ่ เพียงใด ให้ลูกทุ่มสุดใจ อย่าท้อ ลุยอ่านท่องทวนไป สิบรอบ จักสอบได้ทุกข้อ แน่แท้นาคหลวง คำ ใดสุดยอดแท้ ปรารถนา ที่ สดใสโสภา ดั่งแก้ว พ่อ ตั้งจิตนานมา อยากได้ จังเลย ชอบ "นาคหลวง" พริ้งแพร้ว "ยกชั้น" หมดเลย ----------------------------------- ภาค ๒ ความเป็นมา ของพระคุณานันทเถระ **ในทรรศนะของโรงเรียนอนุบาลฝันในฝันวิทยา** (หลับตาฝันเป็นตุเป็นตะ ตื่นขึ้นมาหาวหนึ่งที แล้วนำมาเล่าให้ฟังเป็นนิยายปรัมปราในรายการโรงเรียนอนุบาลฝันในฝันวิทยา ทางช่อง DMC ช่องนี้ช่องเดียว) เรื่องราวที่จะเล่าให้ฟังนี้เป็นเรื่องราวย้อนอดีตกาลในการมาเกิดของพระคุณานันทะ เพราะเหตุใดท่านจึงต้องมาเกิดในประเทศศรีลังกา ซึ่งน่าศึกษาอย่างยิ่ง ----------------------------------- **กำเนิดพระโพธิสัตว์** มนุษย์และสัตว์โลกทั้งหลายต่างต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวัฏจักรของโลก บางชาติก็ได้เกิดเป็นมนุษย์ บางชาติก็ได้เกิดเป็นเทวดา เป็นพรหม ฯลฯ บางชาติพลาดพลั้งทำบาปอกุศลกรรมเข้าก็ไปเกิดในทุคติภูมิ เป็นสัตว์นรกบ้างเปรตบ้าง อสุรกายบ้าง สัตว์เดร็จฉานบ้าง วนเวียนอยู่อย่างนี้จนนับภพนับชาติไม่ถ้วน พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงอุปมาให้ฟังว่า ในระหว่างที่เวียนว่ายตายเกิดต้องประสบแต่ความทุกข์ ทั้งทุกข์เพราะพลัดพรากจากของรัก ประสบสิ่งที่ไม่ชอบใจ และยังทุกข์เพราะเกิดแก่เจ็บตายอีกด้วย น้ำตาที่ต้องรินไหลเพราะความทุกข์ของแต่ละคนหากนำมารวมกันแล้วยังมากกว่าน้ำในมหาสมุทรทั้งสี่ กระดูกของแต่ละคนเฉพาะในชาติที่เกิดเป็นมนุษย์หากนำมากองรวมกันยังสูงกว่าขุนเขาเสียอีก" สัตว์โลกทั้งหลายต้องประสบกับความทุกข์อย่างแสนสาหัส เพราะการเวียนเกิดเวียนตายอย่างไม่ที่สิ้นสุดนี้ และพร้อมกับภพชาติที่ผ่านไป ก็สั่งสมความรู้และประสบการณ์เกี่ยวกับโลกและชีวิตไว้ชาติแล้วชาติเล่า ในบรรดาสัตว์โลกทั้งหลายนั้น ย่อมมีสัตว์โลกผู้สั่งสมปัญญามามาก เมื่อประสบเหตุการณ์สะดุดใจ จึงพลันได้คิดว่า "ที่แท้โลกก็คือคุกใบใหญ่นี่เอง เราและสัตว์โลกต่างก็ถูกจับขังให้เวียนว่ายตายเกิดอยู่ในโลกนี้ไม่รู้จักจบสิ้น เราจะต้องหาทางพาตัวเองออกไปจากคุกนี้ให้ได้" และผู้มีปัญญาเหล่านี้ยังมีความกรุณาต่อสัตว์โลกอีกด้วย จึงได้ตั้งความปรารถนาว่า "หากวันใดเราแหกคุกนี้ไปได้ เราจะไม่ไปคนเดียว แต่จะขนคนไปให้หมดโลก" ------------------------- ๑ ปุคคลสูตร พระสูตรและอรรถกถาแปล สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒๖ หน้า ๕๐๙ และ ๕๒๑ จากนั้นก็เร่งทำความเพียรสั่งสมความดีเรื่อยไป จึงได้เนมิตกนาม คือ นามตามคุณธรรมว่า "พระโพธิสัตว์"หมายถึง สัตว์ผู้มุ่งการตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพื่อการหลุดพ้นจากทุกข์ ------------------------------ **น้ำใจพระโพธิสัตว์** หากแม้ว่าจักรวาลอันกว้างใหญ่สุดประมาณนี้ มีถ่านเพลิงร้อนสุมคุระอุเต็มไปหมด หากแม้ว่าจักรวาลอันกว้างใหญ่สุดประมาณนี้ มีเปลวไฟลุกแดงเป็นพืดยาวเต็มไปหมด หากแม้ว่าจักรวาลอันกว้างใหญ่สุดประมาณนี้เต็มไปด้วยภูเขาเหล็กลุกเป็นไฟโพลงอยู่ไม่รู้ดับ และพื้นภูมิภาคตามระหว่างข้างๆ ชอกแห่งภูเขาเหล่านั้น เต็มไปด้วยน้ำทองแดงอันเดือดพลุ่งร้อนละลายเหลวอยู่เต็ม ผู้ใดที่มีใจองอาจที่จะเดินฝาบุกไปโดยเท้าเปล่าๆ ไปจนสุดหมื่นจักรวาล ผู้นั้นแหละจึงควรที่จะปรารถนาเป็นพระโพธิสัตว์ ผู้ที่ปรารถนาพุทธภูมินั้น ย่อมบำเพ็ญธรรมหนักแน่นด้วยน้ำใจเด็ดเดียวมั่นคง ไม่ว่าจะเสวยพระชาติเป็นอะไรก็ตาม ย่อมประกอบกุศลธรรมไม่ย่อหย่อนหรือเบื่อหน่ายเลย แม้ใครจะคิดทดลองด้วยอุบายใดๆ เพื่อให้พระโพธิสัตว์เปลี่ยนใจจากการกระทำกุศลธรรม ย่อมสำเร็จ ได้โดยยาก ---------------------------- **อัธยาศัยพระโพธิสัตว์** ๑. เนกขัมมัชฌาสัย พอใจที่จะออกบวช ทำตนห่างไกลจากกามคุณ รักเพศบรรพชิตเป็นยิ่งนัก ๒. วิเวกัชฌาสัย พอใจอยู่ในที่เงียบสงัดวิเวกผู้เดียวเป็นยิ่งนัก ๓. อโลภัชฌาสัย พอใจบริจาคทานเป็นยิ่งนัก สละความโลภและความตระหนี่ ๔. อโทสัชฌาสัย พอใจในความไม่โกรธ เจริญเมตตาแก่สัตว์ทั้งปวงเป็นยิ่งนัก ๕. อโมหัชฌาสัย พอใจในการพิจารณาสิ่งที่เป็นคุณและโทษ ไม่เป็นคนหลงงมงาย ชอบคบค้าสมาคมกับเหล่าบัณฑิตผู้มีสติปัญญาเป็นยิ่งนัก ๖. นิสสรณัชฌาสัย พอใจที่จะสลัดตนออกจากภพไม่ยินดีในการเวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสาร ต้องประสงค์พระนิพพานเป็นยิ่งนัก --------------------------- **ประเภทพระโพธิสัตว์** ๑. อนิยตโพธิสัตว์ คือ พระโพธิสัตว์ที่ยังไม่ได้รับการพยากรณ์จากพระพุทธเจ้าองค์ก่อน จึงยังไม่แน่ว่าจะได้เป็นพระพุทธเจ้า เป็นเพียงแต่ตั้งใจจะสร้างบารมีเพื่อเป็นพระพุทธเจ้าเท่านั้น ถึงแม้จะมีน้ำใจเด็ดเดี่ยว ปรารถนามาเป็นเวลาช้านานหลายอสงไขยแล้วก็ตาม ๒. นิยตโพธิสัตว์ คือ พระโพธิสัตว์ที่ได้รับการพยากรณ์จากพระพุทธเจ้าองค์ก่อนแล้ว ย่อมเที่ยงแท้แน่นอนว่าจะได้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งการจะได้รับพยากรณ์จากพระพุทธเจ้านั้นต้องประกอบด้วยธรรมสโมธาน ๘ ประการ ดังนี้ ๑. เกิดเป็นมนุษย์ ๒. เกิดเป็นเพศชาย ๓. มีบารมีสมบูรณ์ พร้อมที่จะบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ในชาตินั้นได้ คือ ถ้าต้องการเป็นพระอรหันต์เมื่อใดก็เป็นได้เมื่อนั้น ถ้าปรารถนา ๔. ได้พบพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้บำเพ็ญกุศลใหญ่แล้วตั้งความปรารถนาเฉพาะพระพักตร์ของพระบรมศาสดา ๕. เป็นนักบวชในพระพุทธศาสนาหรือภายนอกพระพุทธศาสนาอย่างใดอย่างหนึ่งที่เป็นสัมมาทิฏฐิ ๖. มีคุณวิเศษ คือ อภิญญาสมาบัติ อันเชี่ยวชาญเกินคนธรรมดาสามัญ ๗. เคยประกอบกุศลกรรมที่ยิ่งยวดอย่างใดอย่างหนึ่งถึงขั้นสละชีวิต ๘. มีความรักและพอใจในพุทธภูมิอย่างแรงกล้าไม่เสื่อมคลาย ไม่ถอยกลับ ไม่ปรารถนาเป็นอย่างอื่น -------------------------------- **ดุสิตบุรีสถานที่ประชุมรวมของเหล่าพระโพธิสัตว์** ในระหว่างการบำเพ็ญบารมีของเหล่าพระโพธิสัตว์เพื่อจะตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น ท่านมีที่พักระหว่างทางอันเป็นสถานที่ประชุมรวมกัน คือ สวรรค์ชั้นดุสิต หรือ ดุสิตบุรี ซึ่งเป็นสวรค์ชั้นที่ ๔ ในจำนวน ๖ ชั้น โครงสร้างของสวรรค์ชั้นดุสิตนี้ มีวิมานของท้าวสันดุสิต ซึ่งเป็นผู้ปกครองภพอยู่ ณ ศูนย์กลางของสวรรค์บนสวรรค์แบ่งพื้นที่ออกเป็น ๔ เขต วนโดยรอบวิมานของท้าวสันดุสิต ดังนี้ เขตที่ ๑ เป็นที่อยู่ของพระอริยเจ้า ได้แก่ พระโสดาบันพระสกิทาคามี เขตที่ ๒ เป็นที่อยู่ของนิยตโพธิสัตว์ เขตที่ ๓ เป็นที่อยู่ของอนิยตโพธิสัตว์ เขตที่ ๔ เป็นที่อยู่ของผู้ที่สั่งสมบุญกุศลไว้มากโดยทั่วไป และมีกำลังบุญมากพอที่จะได้อยู่บนสวรรค์ชั้นดุสิตนี้ ------------------------------ **เหตุที่สวรรค์ชั้นดุสิตเป็นที่ประชุมรวมของเหล่าพระโพธิสัตว์** สวรรค์ชั้นดุสิตมีความพิเศษ คือ เป็นที่อยู่ของเหล่าพระโพธิสัตว์จำนวนมากที่จะตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในอนาคต และยังเป็นที่อยู่ของเหล่าเทพบุตรที่สร้างบารมีเพื่อความเป็นพระสาวกที่จะติดตามพระโพธิสัตว์มาตรัสรู้ในอนาคต ท่านเหล่านี้ล้วนตั้งความปรารถนาที่จะได้มาบังเกิดบนสวรรค์ชั้นดุสิต ทั้งที่ความจริงแล้วท่านเหล่านี้มีกำลังบุญบารมีที่สั่งสมมามาก สามารถตั้งความปรารถนาจะไปบังเกิดในสวรรค์ชั้นใดก็ได้ แต่ที่ท่านเลือกสวรรค์ชั้นนี้มีเหตุ ๓ ประการ คือ ๑. อายุทิพย์ของเทวดาบนสวรรค์ชั้นดุสิตนี้ไม่มากเกินไปและไม่น้อยเกินไป พอเหมาะพอดีสำหรับการเสวยทิพยสมบัติ จากนั้นก็จะต้องจุติลงมาสร้างบารมีต่อ ๒. พระโพธิสัตว์สามารถจุติลงมาเกิดได้ตามที่ใจปรารถนา หมายความว่า โดยปกติแล้วเทวดาจะมีเหตุแห่งการจุติได้หลายประการ เช่น หมดบุญ หมดอายุขัย จุติเพราะความโกรธ เป็นต้น แต่พระโพธิสัตว์ทั้งหลายในสวรรค์ชั้นดุสิตนี้ เมื่อจะจุติลงมาสร้างบารมี หรือจะมาบังเกิดเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็จะนั่งทำสมาธิ แล้วอธิษฐานจิต ก็สามารถดับวูบลงมาเกิดได้ สิ่งนี้เป็นสิ่งที่อยู่เหนือกฎเกณฑ์ธรรมชาติ ๓. พระโพธิสัตว์ได้สนทนาธรรมตามอัธยาศัยของเหล่าบัณฑิตทั้งหลาย เนื่องจากสวรรค์ชั้นนี้มีแต่บัณฑิตและพระโพธิสัตว์ที่มีอัธยาศัยคล้ายคลึงกันในการที่จะฝึกฝนตนเองและรื้อสัตว์ขนสัตว์ไปสู่ฝั่งพระนิพพาน เมื่อมาประชุมกันก็จะได้สนทนาธรรมกันในเรื่องเหล่านี้ ซึ่งจะนำความปลาบปลื้มใจมาสู่ผู้ที่ได้สนทนา ----------------------------- **พระคุณานันทโพธิสัตว์** การจะตรัสรู้ธรรมเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้นั้นจะต้องสั่งสมบ่มบารมีมานับภพนับชาติไม่ถ้วน แต่ละภพแต่ละชาติที่เกิดมาต้องสร้างบารมีชนิดเอาชีวิตเป็นเดิมพันดังเช่น "พระคุณานันทเถระ" ผู้กอบกู้พระพุทธศาสนาในศรีลังกาให้กลับฟื้นคืนมาอีกครั้ง การบังเกิดขึ้นของท่านนั้นเป็นไปเพื่อประโยชน์สุขแก่ชาวโลกทั้งมวล ชีวิตของท่านประดุจแสงสว่างที่ส่องนำทางชาวโลกที่กำลังตกอยู่ในความมืดบอดของห้วงอวิชชาความไม่รู้ตามความเป็นจริงของบุคคลเหล่านั้นจะนำไปสู่ความเสื่อมโดยที่ไม่มีผู้ใดรู้ตัวเลย แต่ด้วยดวงปัญญาอันบริสุทธิ์ประกอบกับมหากรุณาของท่านที่มีต่อมวลมนุษย์ความไม่รู้จริงเหล่านั้นจึงได้ถูกลบล้างให้มลายหายไป ดวงแก้วแห่งธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงได้เจิดจรัสขึ้นอีกครา นำพาสันติสุขให้บังเกิดขึ้น พระคุณานันทะ จึงได้ชื่อว่าเป็นผู้มีคุณปการอย่างยิ่งต่อพระพุทธศาสนา ผลงานของท่านเป็นสิ่งที่ยากจะหาใครกระทำได้ เพราะอยู่เหนือวิสัยของคนธรรมดาทั่วไป วิสัยของพระโพธิสัตว์เท่านั้นที่จะสามารถกระทำได้เช่นนี้ฐานะของท่านจึงมิใช่เพียงพระภิกษุธรรมดาสามัญ แต่เป็นฐานะของพระโพธิสัตว์ที่จุติลงมาเพื่อรื้อสัตว์ขนสัตว์นำพาสรรพชีวิตมุ่งสู่พระนิพพานโดยแท้ เนื้อหาต่อไปนี้ เป็นการกล่าวถึงความเป็นมาของพระคุณานันทโพธิสัตว์ ที่ไม่ปรากฏในบทความหรืองานเขียนใดๆ เป็นอัตชีวประวัติที่เป็นอสาธารณะ ไม่ทั่วไปแก่บุคคลทั้งหลาย เนื้อหาในส่วนนี้เป็นอีกทรรศนะหนึ่งของโรงเรียนอนุบาลฝันในฝันวิทยา ซึ่งคุณครูไม่ใหญ่เมตตานำมาถ่ายทอดให้แก่นักเรียนทุกคน เรื่องราวความเป็นมาของพระคุณานันทโพธิสัตว์ก่อนที่จะมาบังเกิดในมนุษยโลก เป็นเหตุการณ์ที่สอดคล้องกับหลักฐานทางประวัติศาสตร์ของศรีลังกาในขณะนั้น ซึ่งเมื่อได้ศึกษาถึงทรรศนะของคุณครูไม่ใหญ่แล้ว ย่อมยังผลให้เกิดความเข้าใจได้ชัดเจนมากขึ้น นอกจากนี้ยังก่อให้เกิดความรักในพระพุทธศาสนาเกิดแรงบันดาลใจในการที่จะปกป้องและรักษาพระพุทธศาสนาให้ดำรงคงอยู่เป็นที่พึ่งแก่มวลมนุษยชาติไปตราบนานเท่านานอีกด้วย -------------------------------- ประเทศศรีลังกา **สถานการณ์พระพุทธศาสนาในศรีลังกา** กาลครั้งหนึ่ง เมื่อร้อยกว่าปีที่แล้ว ณ ประเทศศรีลังกา ซึ่งมีภูมิประเทศเป็นเกาะมีน้ำล้อมรอบ เป็นดินแดนที่พระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองมาก ทั้งมนุษย์และเทวดาทั้งหลายล้วนมีความปลื้มปีติใจที่ได้สร้างบุญใหญ่ในดินแดนพระพุทธศาสนาแห่งนี้ และได้มีโอกาสเรียนรู้ธรรมะ ได้ฟังธรรมจากสาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่ต่อมาภายหลัง พระพุทธศาสนาอ่อนแอลงไปมากเนื่องจากพุทธบริษัท ๕ ไม่ค่อยให้ความสนใจเหมือนดังแต่ก่อน กลับไปให้ความสำคัญกับสิ่งอื่นมากกว่าคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งสถานการณ์เช่นนี้ถือว่าเป็นศึกภายใน ส่วนศึกภายนอกก็คือการรุกรานจากต่างชาติในรูปแบบต่างๆ ซึ่งมาพร้อมกับการเผยแผ่คำสอนจากศาสนิกอื่นที่เริ่มแทรกแซงเข้ามาเรื่อยๆ จนกระทั่งพระพุทธศาสนาอ่อนแอลงทุกขณะ เหล่าเทวดาที่ดูแลรักษาพระพุทธศาสนาในประเทศศรีลังกา ซึ่งก็คืออดีตมนุษย์ที่เป็นพุทธศาสนิกชนเดิม ที่เมื่อละโลกไปแล้ว ส่วนหนึ่งได้มาเกิดเป็นเทวดาอยู่ ณ ถิ่นฐานบ้านเดิมของตน ได้มองเห็นเหตุการณ์ในปัจจุบันและเหตุการณ์ในอนาคตด้วยทิพยจักษุ ถึงความที่พุทธศาสนากำลังจะสูญสิ้นไปจากดินแดนแห่งนี้ แล้วเกิดความรู้สึกว่าหากปล่อยให้สถานการณ์เป็นไปอย่างนี้ พุทธศาสนาก็คงจะย่ำแย่ ต่อไปในอนาคตบ้านเมืองจะต้องถูกปกครองโดยชาวต่างชาติที่มีความเชื่ออย่างอื่น ซึ่งจะไม่เป็นผลดีต่อชาวศรีลังกา เมื่อเทวดาเหล่านั้นเห็นถึงอันตรายที่จะเกิดขึ้นกับพระพุทธศาสนา จึงส่งเรื่องไปกราบทูลท้าวจาตุมหาราช โดยการฝากข้อความกันไปเป็นทอดๆ จากกุมเทวาบอกรุกขเทวาจากรุกขเทวาบอกอากาสเทวา อากาสเทวาขึ้นไปถึงสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา แล้วเข้าไปรายงานท้าวจาตุมหาราช ซึ่งท่านเป็นพุทธศาสนิกชน ให้ทราบถึงเรื่องราวสถานการณ์เกี่ยวกับพระพุทธศาสนาในเกาะศรีลังกา ท้าวจาตุมหาราชเมื่อรับทราบแล้ว ก็นำเรื่องราวทั้งหมดเข้าสู่เทวสมาคมบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เทวสมาคมเป็นที่ชุมนุมของชาวสวรรค์ ซึ่งจะมาประชุมพร้อมกันในวันพระ ที่ประชุมได้หารือกันถึงสถานการณ์ของพระพุทธ-ศาสนาในประเทศศรีลังกาที่กำลังจะย่ำแย่ และหาวิธีการแก้ไขว่า ควรจะทำอย่างไรกันดี ในที่สุดจึงได้ข้อสรุปว่า เราจะต้องไปอาราธนาพระโพธิสัตว์เทวบุตรให้ลงไปบังเกิดในเมืองมนุษย์เพื่อแก้ไขเหตุการณ์ในครั้งนี้ ท้าวสักกเทวราชรับมติในที่ประชุมแล้ว จึงคอยวันเวลาที่จะมีเทวดาจากสวรรค์ชั้นดุสิตลงมากราบไหว้พระธาตุจุฬามณี จนกระทั่งวันหนึ่งเทวดาจากสวรค์ชั้นดุสิตก็ลงมาบูชาพระธาตุจุฬามณี ท้าวสักกเทวราชเห็นเช่นนั้นก็ทราบได้ทันที เนื่องจากมีความคุ้นเคยอยู่แล้วว่า เทวดาที่มีรัศมีกายสว่างเพียงนี้ ควรจะเป็นเทวดาที่อยู่บนสวรรค์ชั้นใด จึงฝากข้อความแก่เทวดาองค์นั้นไปถึงท้าวสันดุสิต ซึ่งเป็นผู้ปกครองภพสวรรค์ชั้นดุสิต เทพบุตรที่รับฝากข้อความก็รีบนำความนั้นไปกราบทูลให้ท้าวสันดุสิตรับทราบทันที เหตุที่ต้องเป็นสวรรค์ชั้นดุสิต ทั้งๆ ที่สวรรค์มีถึง ๖ ชั้น ก็เพราะสวรรค์ชั้นนี้เป็นที่ชุมนุมของพระบรมโพธิสัตว์ทั้งหลาย โดยเฉพาะนิยตโพธิสัตว์ ผู้ปรารถนาจะเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในอนาคตกาลภายภาคเบื้องหน้า ท้าวสันดุสิตเมื่อทราบแล้ว ก็เรียกประชุมเทวสมาคมเป็นกรณีพิเศษ โดยมีหัวข้อการประชุม คือ เรื่องราวที่รับฝากมาจากท้าวสักกเทวราชถึงความเป็นไปของพระพุทธศาสนาในศรีลังกา ที่ประชุมได้หารือกันว่า ในเทวสมาคมชั้นดุสิตบุรีนี้ เทพบุตรองค์ใดจะรับอาสาลงไปกู้วิกฤติในครั้งนี้ การประชุมเพื่อเป็นหาผู้รับอาสาเช่นนี้ ถือเป็นเรื่องปกติของสวรรค์ชั้นดุสิต ซึ่งเป็นชั้นของบรมโพธิสัตว์ ในครั้งนั้น มีเทวบุตรองค์หนึ่งรับอาสา ท่านพนมมือขึ้นหันไปทางท้าวสันดุสิต แล้วจรดใจไปถึงท้าวสันดุสิตซึ่งเป็นประธานที่ประชุม รัศมีกายของเทวบุตรองค์นั้นได้สว่างวาบๆ ขึ้นมา ทำให้สายตาของชาวสวรรค์มองไปที่เทวบุตรองค์นี้ ท่านเป็นนิยตโพธิสัตว์ ผู้ปรารถนาจะเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ประเภทปัญญาธิกพุทธเจ้า สมบูรณ์ไปด้วยดวงปัญญา มีรัศมีสว่างไสว มีวิมานที่สวยงาม ใสเป็นแก้ว แตกต่างจากวิมานทองของเทวบุตรอื่น เหตุที่วิมานใสเป็นแก้วนั้นก็เพราะว่าท่านสร้างบารมีมามาก วิมานของท่านอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ โดยถือเอาเขาพระสุเมรเป็นเกณฑ์ คืออยู่ทางทิศใต้ ค่อนไปทางตะวันตกเล็กน้อย อยู่ในทิศเดียวกันกับชมพูทวีป ซึ่งเป็นทิศที่นิยตโพธิสัตว์อยู่ ขณะที่ท่านเปล่งวาจารับอาสา เสียงของท่านจะดังไปทั่วถึงหมดทั้งเทวสมาคม เหล่าเทวดาทั้งหมดต่างก็ประคองอัญชลี แล้วอนุโมทนาสาธุการลั่นเทวสภา จากนั้นท่านก็กลับไปยังวิมานของท่านเพื่อไปทำสมาธิ พอสมาธิถึงจุดจุดหนึ่งก็อธิษฐานจิตเพื่อจุติลงมาเกิดที่เกาะศรีลังกานี้เอง เทวบุตรองค์นี้ก็คือ "คุณานันทภิกขุ" วีรบุรุษแห่งกองทัพธรรม ผู้กอบกู้พระพุทธศาสนาในศรีลังกา ท่านสร้างบารมีโดยเอาชีวิตเป็นเดิมพัน เมื่อท่านปฏิบัติภารกิจเสร็จเรียบร้อย กวาดล้างเสี้ยนหนามของพระพุทธศาสนาให้หมดจากแผ่นดินศรีลังกาไปได้แล้ว เมื่อถึงเวลาละโลกท่านก็เดินทางออกจากกายมนุษย์ มีบริวารอันเกิดจากบุญของท่านมารอรับเป็นจำนวนมาก รวมทั้งเทวดาทั้งหลายที่ไม่ใช่บริวารก็มารับท่านกลับไปยังวิมานแก้วในดุสิตบุรีด้วยความปลื้มปีติเบิกบาน ขณะนี้ท่านกำลังนั่งระลึกนึกถึงผลบุญที่ได้กระทำไว้ด้วยใจที่ปลื้มปีติ ท่านนั่งห้อยเท้าข้างหนึ่งอย่างเพลินๆ สบายๆ อยู่บนรัตนบัลลังก์ตรงกลางวิมาน ท่ามกลางหมู่บริวาร และเมื่อท่านรู้ว่า ได้มีการสนทนาเกี่ยวกับเรื่องราวของท่านในเมืองมนุษย์ ท่านก็มีใจอนุโมทนาชื่นชมยินดีกับบุคคลเหล่านั้นด้วยทุกครั้ง