วิสุทธิวาจา ๒ โดย พระมงคลเทพมุนี (สด จนุทสโร) หลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ผู้ค้นพบวิชชาธรรมกาย จัดทำโดย : พระวุฑฒ์ สุวุทฺฒิโก กองวิชาการ สำนักพัฒนาบุคลากร วัดพระธรรมกาย suwut@rocketmail.com เกิดมาว่าจะมาหาแก้ว พบแล้วไม่กำ จะเกิดมาทำอะไร อ้ายที่อยากมันก็หลอก อ้ายที่หยอกมันก็ลวง ทำให้จิตเป็นห่วงเป็นใย เลิกอยากลาหยอก รีบออกจากกาม เดินตามขันธ์สามเรื่อยไป เสร็จกิจสิบหก ไม่ตกกันดาร เรียกว่านิพพานก็ได้ ๑ บูชา บูชามี ๒ อย่าง อามิสบูชา คือ บูชาด้วยเครื่องสักการะอย่างหนึ่ง ปฏิบัติบูชา คือ บูชาด้วยการปฏิบัติอย่างหนึ่ง ในการบูชา ทั้ง ๒ อย่างนี้ พระองค์ทรงสรรเสริญว่า ปฏิบัติบูชาดีกว่าอามิสบูชา เมื่อคิดทบทวนดูเหตุผลในพระโอวาทข้อนี้แล้วเราจะเห็นได้ชัดทีเดียวว่า พระองค์มีพระประสงค์จะให้พวกเรามีความเพียรพยายามปฏิบัติเจริญรอยตามพระองค์ มากกว่าที่จะมามัวบูชาพระองค์อยู่ หาไม่พระองค์จะตรัสเช่นนั้นทําไม และโดยนัยอันนี้เองจึงเป็นที่เห็นได้ว่าแม้เวลานี้จะเป็นกาลล่วงมาช้านาน จากที่พระองค์เสด็จดับขันธปรินิพพานไปแล้ว ก็ไม่มีอะไรเป็นข้อห้ามว่าผู้ที่ปฏิบัติตามจะไม่ได้รับผลอย่างที่ท่านได้รับนอกจากคํากล่าวอ้างคนเกียจคร้าน ข้อนี้คําว่า “อกาลิโก” ในบทธรรมคุณนี้เองเป็นหลักฐาน ยันอยู่ว่าธรรมของพระองค์ ผู้ใดปฏิบัติตามย่อมจะเกิดผลทุกเมื่อ ไม่มีขีดคั่น พระอริยสาวกทั้งหลายนั้นฐานะเดิมก็เป็นมนุษย์ปุถุชนนี้เองแม้องค์สมเด็จพระบรมศาสดาก็เช่นกัน มิใช่เทวดา อินทร์ พรหม ที่ไหน แต่ที่เลื่อนขึ้นสู่ฐานะเป็นพระอริยะได้ ก็เพราะการปฏิบัติเท่านั้น แนวปฏิบัติอย่างไหนถูก พระองค์สอนไว้ละเอียดหมดแล้ว ปัญหาจึงเหลือแต่ว่า... พวกเราจะปฏิบัติกันจริงหรือไม่เท่านั้น ? จากพระธรรมเทศนาเรื่อง “พระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ” ๒ อิทธิบาท ๔ ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา นี้เรียกว่าอิทธิบาท ๔ เป็นหัวใจแห่งความสําเร็จทั้งมวล แปลอย่างจําได้ง่ายว่า ปักใจ บากบั่น วิจารณ์ ทดลอง ไม่ว่าจะทํากิจการใด ถ้าประกอบด้วย ๔ อย่างนี้เป็นสําเร็จทั้งสิ้น ว่าโดยเฉพาะในการบําเพ็ญภาวนา ๑. ต้องปักใจรักการนี้จริงๆ ประหนึ่งชายหนุ่มรักหญิงสาว ใจจดจ่อต่อหญิงคู่รัก ฉะนั้น ๒. ต้องบากบั่นพากเพียร เอาจริงเอาจัง ๓. วิจารณ์ตรวจดูการปฏิบัติ ให้ถูกต้องตามแนวสอนของอาจารย์ให้ดีที่สุด ๔. ทดลอง ในที่นี้ได้แก่หมั่นใคร่ครวญสอดส่องดูว่า วิธีการที่ทําไปนั้นมีอะไรขาดตกบกพร่องบ้าง รีบแก้ไข อย่างนั้นไม่ดี เปลี่ยนอย่างนี้ลองดูใหม่ เช่น นั่งภาวนาในที่นอนมักจะง่วง ก็เปลี่ยนมานั่งเสียที่อื่น เป็นต้น ข้อสําคัญให้ยืดแนวสอนเป็นหลักไว้ อย่าออกนอกทาง ทั้ง ๔ อย่างนี้ เรียกว่าอิทธิบาท เป็นเครื่องที่จะช่วยให้เกิดความสําเร็จในกิจทั้งปวง จากพระธรรมเทศนาเรื่อง “พระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ” ๓ การรักษาไตรทวาร ไตรทวาร แปลว่าประตูทั้ง ๓ คือ กาย วาจา ใจ ที่เรียกทวารก็เพราะความชั่วและความดีจะลอดเข้าไปถึงจิตนั้นเข้าทางนี้ ความชั่วเรียกว่า “ทุจริต” ความดีเรียกว่า “สุจริต” วิธีที่จะเข้าไปมีอาการไหวก่อน ซึ่งเขาเรียกว่า “วิญญัติ” ไหวทางกายเรียกว่า กายวิญญัติ ทางวาจาเรียกว่า วจีวิญญัติ ทางใจเรียกว่า มโนวิญญัติ อะไรทําให้เกิดอาการไหว หรือบังคับให้ไหว ไม่ใช่อื่นไกลสังขารนั่นเอง บังคับให้ไหว บังคับทางกายได้แก่กายสังขาร ทางวาจาได้แก่วจีสังขาร ทางใจได้แก่จิตสังขาร สังขารคือความรู้สึกนึกคิดปรุงแต่ง และมีทางเกิดเป็น ๒ ฝ่าย ฝ่ายทุจริตเกิดจากอวิชชาและอาสวะ ฝ่ายสุจริตเกิดจากวิชชาและอนาสวะ ฝ่ายเหตุทุจริต เป็นดวงดํามืดมน ฝ่ายเหตุสุจริต เป็นดวงขาว ใสซ้อนอยู่ในดวงธรรมที่ทําให้เป็นกายมนุษย์ เป็นปรปักษ์กันอยู่ ฝ่ายชั่ว(ดํา) เป็นภาคมาร ฝ่ายดี(ขาว) เป็นภาคพระ ต่างมีเจ้าของด้วยกัน ฝ่ายชั่วอํานวยการให้มืด ฝ่ายดีอํานวยการให้สว่าง คล้ายโรงงานทําหมอกควันพวกหนึ่ง โรงงานทําไฟฟ้าพวกหนึ่ง เมื่อเราไม่คอยระวังฝ่ายชั่วสอดเข้าไปได้ ย่อมเป็นเหตุให้เราตกไปทางชั่ว คือจะทําอะไรก็ทําในทางชั่ว จะพูดอะไรออกมาก็เป็นทางชั่ว จะคิดทําอะไรก็เป็นไปทางชั่วหมด (อกุศลกรรมบถ ๑๐) ถ้าเราคอยระวังรักษาไว้ให้ดี บําเพ็ญสมาธิให้ดวงขาวใสปรากฏอยู่ในศูนย์กลางกายเสมอ เราจะทําอะไรก็เป็นไปในทางดี พูดอะไรก็พูดไปทางดี คิดอะไรก็คิดไปทางดี (กุศลกรรมบถ ๑๐) เพราะฉะนั้นจึงควรบําเพ็ญตนให้เป็นฝ่ายขาวเสมอ เวลาจะตายถ้าปล่อยให้ไปตกอยู่ฝ่ายดําเรียกว่า “หลงตาย” จะไปสู่ทุคติ ถ้าอยู่ในฝ่ายขาวเรียกว่า “ไม่หลงตาย” จะไปสู่สุคติแน่แท้ จึงเป็นการจําเป็นยิ่งที่จะต้องระวังให้อยู่ฝ่ายขาว จากพระธรรมเทศนาเรื่อง “พระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ” ๔ แก้ว แก้วในไตรภพที่มนุษย์ใช้อยู่บัดนี้ เพชรเป็นของสูงกว่า หรือแก้วที่มีรัศมีเป็นของหายากไม่มีใครจะใช้กันนัก แก้วชนิดอย่างนั้นมีสีต่างๆ ถ้าสีนั้นเขียวใส่ลงไปในน้ำ น้ำก็เขียวไปตามสีแก้วนั้น ถ้าสีเหลืองน้ำก็เหลืองไปตาม ถ้าแดงน้ำก็แดงไปตามสีแก้ว ตกลงว่าแก้วสีอะไรน้ำก็เป็นไปตามสีแก้วนั้นๆ นี้เป็นรัตนะที่สูงในโลก สูงยิ่งกว่านี้ขึ้นไปก็ต้องเป็นแก้วของพระเจ้าจักรพรรดิ พระเจ้าจักรพรรดิมีแก้ว ๗ ประการ คือ จักรแก้ว ช้างแก้ว ม้าแก้ว แก้วมณี นางแก้ว คหบดีแก้ว ปรินายกแก้ว แก้ว ๗ ประการนี้เกิดขึ้นในโลกกาลใด มนุษย์ในโลกได้รับความสุข ปราศจากไถและหว่าน สําเร็จความเป็นอยู่ อาศัยแก้ว ๗ ประการของพระเจ้าจักรพรรดิให้เป็นอยู่ได้โดยตลอดชีวิต ไม่ต้องทํากิจการใดๆ ทั้งสิ้น พระเจ้าจักรพรรดิสอนให้ตั้งอยู่ในศีล ๕ กรรมบถ ๑๐ ครั้นสิ้นชีพแล้ว ไปบังเกิดในสุคติโดยส่วนเดียว ไม่มีตกไปอยู่ในทุคติเลย แก้วทั้งหลายในโลกพิเศษถึงเพียงนี้แล้ว ยังไม่พิเศษเท่า แก้ว คือ พุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ สังฆรัตนะ แก้วคือพุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ สังฆรัตนะนั้น ถ้าผู้ใดเข้าไปได้เข้าไปถึงแล้ว ลืมแก้วลืมสวรรค์ลิบๆ ในโลกหมดทั้งสิ้น จากพระธรรมเทศนาเรื่อง “รตนตฺตยคมนปณามคาถา” ๖ มีนาคม ๒๔๙๒ ๕ พระพุทธเจ้าท่านคอยดูแล การให้อย่างนี้แหละ ถูกต้องร่องรอยของพระพุทธเจ้า พระอรหันต์ พระพุทธเจ้า พระอรหันต์ เมื่อมีพระชนม์อยู่ ก็มีการให้อย่างนี้ จึงเจริญรุ่งเรืองอยู่ได้ ถ้าปราศจากการให้อย่างนี้แล้วเจริญรุ่งเรืองอยู่ไม่ได้ เมื่อให้ความเจริญแก่พระพุทธศาสนาแล้ว ความเจริญก็หันเข้าสู่ตัว ไม่ต้องไปสงสัย ได้ชื่อว่าให้ความเจริญแก่ตัวนั่นเองทีหลัง คนที่พากันมาบริจาคทาน เป็นเจ้าภาพหรือเป็นหัวหน้า เป็นที่สองรองลําดับลงไป หรือว่าหมู่พวกๆ นั้นๆ บริจาคทาน พระพุทธเจ้าท่านก็คอยดู สอดญาณ ส่องญาณคอยดู ได้รับความสุขแค่ไหน ได้รับความทุกข์แค่ไหน ท่านก็ช่วยเหลือ เผื่อแผ่ คอยแก้ไข บําบัดความทุกข์ บํารุงความสุข ให้ยิ่งๆ ขึ้นไป นี้ก็เพราะอาศัยพระพุทธเจ้าอยู่ลับๆ เรานับได้ ในประเทศไทยพระพุทธเจ้ามีจริงๆ ในที่ลับๆ ประเทศนิดเดียวเท่านี้แหละเป็นเอกราชอยู่ได้ ปืนผาหน้าไม้ทํากับเขาไม่เป็น เรือแพนาวา เรือยนต์กลไฟต่อไม่ได้ทั้งนั้น แต่ว่าเป็นเอกราชได้ แปลกเหลือเกิน เป็นเอกราชได้ด้วยอะไร นี่เป็นเอกราชด้วยพระพุทธศาสนา ด้วยพระพุทธเจ้าท่านคอยดูแลแก้ไข รักษาชาติ ศาสนาของท่านไว้ ให้ศาสนาดํารงอยู่ เพราะหมดทั้งชมพูทวีป ศาสนาเดี๋ยวนี้มาแน่นหนาอยู่ในเมืองไทยเท่านั้น ศาสนาฝ่ายเขมร ในปกครองของฝรั่งเศส การประพฤติผิดธรรมผิดวินัยมากแล้ว เขาไม่ได้เป็นศาสนูปถัมภกทีเดียว เพียงแต่เขาไม่ได้ทําลายเท่านั้น ส่วนพุทธศาสนาในประเทศไทยเป็นเอกราชอยู่ร่ำไป รักษาพุทธศาสนาให้ถาวรดํารงคงที่ดีขึ้นเป็นลําดับไป จากพระธรรมเทศนาเรื่อง “สังคหวัตถุ” ๒๐ กันยายน ๒๔๙๖ ๖ ความเป็นผู้กระทําความดีไว้ในปางก่อน ที่เราเกิดมาเป็นมนุษย์อย่างนี้น่ะ ชาติก่อนที่แล้วๆ มาได้อุตส่าห์ให้ทานตามความสามารถและตามกําลังของตน ตามส่วนที่จะพึงให้ได้ บําเพ็ญทานไปดังนี้แหละ ของนอกกายมีเท่าไรๆ ให้ไปให้หมด ไม่เหลือไว้เลย ดังนี้เรียกว่า ทานบารมี เนื้อและเลือดก็ให้ได้ เว้นแต่ชีวิตเท่านั้น ให้ดังนี้เรียกว่า ทานอุปบารมี ให้ชีวิตเป็นทานก็ได้ นี้เรียกว่า ทานปรมัตถบารมี เมื่อให้ของนอกกายได้ตลอดถึงชีวิต และเลือดเนื้อเช่นนี้ ได้ชื่อว่าตนได้บําเพ็ญทานของตน ไม่ใช่แต่ให้เท่านั้น ให้สูงยิ่งขึ้นไปกว่านั้น ครบปัญจมหาบริจาค ทานบารมี ทานอุปบารมี ทานปรมัตถบารมี ให้ได้เกินกว่านั้น เรียกกว่าปุตตบริจาค ให้ลูกเป็นทาน ก็ได้ ให้ผัวเป็นทานก็ได้ การให้อย่างนี้สูง ไม่ใช่ให้ง่ายๆ ไม่ใช่สละง่ายๆ สละยากนัก คนใจไม่มั่นหมายในทานให้ไม่ได้ ถ้ามั่นหมายในทานจึงจะให้ได้ เพราะฉะนั้น ปุพฺเพ กตปุญฺญา ต้องทําความดีไว้ในปางก่อน ต้องบําเพ็ญทานให้มั่นหมาย ไม่ใช่บําเพ็ญง่อนแง่น คลอนแคลน ให้ทานเป็นของนอกกาย ให้ตลอดจนชีวิตและเลือดเนื้อ อย่างนี้เรียกว่าให้ทานจริงจัง คนที่สร้างบารมีต้องสร้างกันอย่างนี้ เรียกว่าทําความดีไว้ในชาติปางก่อน เรียกว่าทานบารมี ศีลบารมีอีกดุจเดียวกัน การรักษาศีลให้บริสุทธิ์ไม่มีเศร้าหมองด่างพร้อยอย่างหนึ่งอย่างใด ศีลบริสุทธิ์แท้ๆ แน่วแน่ทีเดียว แม้สมบัตินอกกายจะวอดวายอย่างหนึ่งอย่างใด ไม่ยอมให้ศีลเป็นอันตรายเรียกว่า ศีลบารมี แม้เลือดเนื้อจะเป็นอันตรายไม่ยอมให้ศีลขาดเรียกว่า ศีลอุปบารมี แม้ชีวิตจะดับไปเดี๋ยวนี้ก็ไม่ยอมให้ศีลขาด เรียกว่า ศีลปรมัตถบารมี เมื่อสมบูรณ์ด้วยศีลเท่าเช่นนี้เรียกว่า ปุพเพ กตปุญฺญตา ความดีที่ทำไว้ในชาติก่อน เจริญภาวนาเล่าก็ดุจเดียวกัน เสียสมบัติภายนอกกาย เว้นไว้แต่ชีวิตและเลือดเนื้อ ไม่ยอมให้เสียทางภาวนา เนื้อและเลือดจะแห้งเหือดหมดไปก็ไม่ว่า ไม่ยอมให้เสียทางภาวนา แม้ชีวิตจะดับไป ก็ไม่ยอมให้เสียทางภาวนา มั่นหมายในทางภาวนาทีเดียว อย่างนี้ เรียกว่า ภาวนาบารมี ภาวนาอุปบารมี ภาวนาปรมัตถบารมี ดุจเดียวกัน บําเพ็ญให้มั่นหมายในขันธสันดาน เรียกว่า ปุพฺเพ กตปุญฺญตา ความเป็นผู้ได้กระทําความดีไว้ในชาติปางก่อน จากพระธรรมเทศนาเรื่อง “มงคลกถา” ๒๐ กันยายน ๒๔๙๖ ๗ ธาตุธรรม พระตถาคตเจ้าจะเกิดขึ้นก็ดี หรือว่าพระตถาคตเจ้าจะไม่เกิดขึ้นก็ดี ธาตุธรรมเหล่านี้เขาตั้งอยู่แล้ว เขามีปรากฏอยู่แล้ว เขาไม่งอนง้อผู้หนึ่งผู้ใด มีปรากฏขึ้นเป็นสัตว์เป็นสังขาร เป็นกําเนิด ที่เรียกว่า อัณฑชะ สังเสทชะ โอปปาติกะ ชลาพุชะ กําเนิดทั้ง ๔ นี้ที่เกิดขึ้นก็เพราะอาศัยธาตุ ธรรมเหล่านั้นผลิตขึ้น ธาตุธรรมเหล่านั้นผลิตขึ้นเหมือนอะไร ผลิตขึ้นเหมือนติณชาติ พฤกษชาติ รุกขชาติ ติณชาติ ต้นหญ้า รุกขชาติ ต้นไม้ พฤกษชาติเหล่านี้ไม่มีธาตุธรรมละก็มีไม่ได้ ต้องอาศัยธาตุธรรมผลิตขึ้น ผลิตขึ้นก็เป็นสังขาร เป็นสังขารของโลกไป มนุษย์เล่าที่ผลิตขึ้นเป็นมนุษย์ นี่เป็นหญิงเป็นชายปรากฏนี่ก็อาศัยธาตุธรรมนั่นแหละ ธาตุธรรมนั่นแหละผลิตขึ้น ถ้าไม่มีธาตุธรรมแล้วเป็นไม่ได้ ปรากฏไม่ได้ ถ้าธาตุธรรมผลิตขึ้น เป็นอะไร? ก็เป็นสังขาร เป็นปุญญาภิสังขารบ้าง อปุญญาภิสังขารบ้าง อเนญชาภิสังขารบ้าง ที่เป็นปุญญาภิสังขาร สังขารที่งดงามสวยงาม ที่ดีที่ชอบใจ เจริญใจ ที่เป็นอปุญญาภิสังขาร สังขารที่ไม่งดงาม ที่ไม่ดี ที่ไม่ชอบใจทั้งนั้น อเนญชาภิสังขาร สังขารที่ไม่หวั่นไหว ได้แก่ สังขารของอรูปพรหม ในเนวสัญญานาสัญญายตนะ ก็เป็นอเนญชาภิสังขาร หรือได้แก่สัญญีสัตว์เบื่อนามติดรูป ได้รูปฌาน ๕ เบื่อนามติดรูป อยู่ในพรหมชั้นที่ ๑๑ นั้น นั่นเรียกว่าเป็นอเนญชาภิสังขารเหมือนกัน เป็นสังขาร ๓ คือปุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสังขาร และอเนญชาภิสังขาร ที่เป็นสังขารเหล่านี้ขึ้น ก็เพราะธาตุธรรมเท่านั้นผลิตขึ้น ธาตุธรรมเหล่านั้นเป็นตัวยืน ผลิตให้เป็น ติณชาติ รุกขชาติ พฤกษชาติ วัลลีชาติ ผลิตให้เป็นสัตว์ เป็นหญิง เป็นชายปรากฏขึ้นอย่างนี้ ที่ผลิตขึ้นเรียกว่าอะไร? พระพุทธเจ้าท่านทรงสอบสวนแล้ว ตรัสรู้พร้อมเฉพาะแล้ว สอบสวนแล้วว่านั่นแหละสังขาร เป็นสังขารขึ้น สังขารจะเป็นขึ้นมากน้อยเท่าไร เหมือนต้นไม้ ภูเขา ตึก ร้านบ้านเมืองเหล่านี้แหละ จะเป็น “อุปาทินนกสังขาร” ก็ดี ที่เป็นอุปาทินนกสังขาร สังขารที่มีใจครอง ที่เป็น“อนุปาทินนกสังขาร” สังขารที่ไม่มีใจครองได้แก่ ติณชาติ รุกขชาติ พฤกษชาติ วัลลีชาติเหล่านั้น ไม่มีใจครองก็ดี จากพระธรรมเทศนาเรื่อง “ธรรมนิยามสูตร” ๓๑ มกราคม ๒๔๙๗ ๘ สุขในฌาน สุขในฌานอะไรจะไปสู้ ในภพนี้ไม่มีสุขเท่าถึงดอก สุขในฌานนะสุขลืมสมบัตินั่นแหละ สมบัติกษัตริย์ก็ไม่อยากได้ สุขในฌานนะ สุขนักหนาทีเดียว เต็มส่วนของความสุขก็นิ่งเฉย วิเวกวังเวงเปลี่ยวเปล่า เรามาคนเดียว ไปคนเดียวหมดทั้งสากลโลก คนทั้งหลายไปคนเดียวทั้งนั้น ไม่มีคู่สองเลย จะเห็นว่าลูกสักคนหนึ่งก็ไม่มี ภรรยาสักคนหนึ่งก็ไม่มี ต่างคนต่างมา ต่างคนต่างไป ต่างคนต่างตาย ต่างคนต่างเกิด เป็นจริงอย่างนี้ ปล่อยหมด ไม่ว่าอะไรไม่ยึดถือทีเดียว เรือกสวนไร่นา ตึกร้านบ้านเรือน ก่อนเราเกิดเขาก็มีอยู่ เขาก็มีอยู่อย่างนี้ หญิงชายเขาก็มีกันอยู่อย่างนี้ เราเกิดแล้วก็มีอยู่อย่างนี้ เราตายไปแล้วมันก็มีอยู่อย่างนี้ เห็นดิ่งลงไปทีเดียว เข้าปฐมฌานเข้าแล้ว เห็นดิ่งลงไปเช่นนี้ เมื่อเข้าปฐมฌาน ก็แน่นิ่งอยู่ ฌานที่ละเอียดกว่านี้มี พอนึกขึ้นมาเช่นนั้นก็ อ้อ..ที่ละเอียดขึ้นมากกว่านี้ มีอยู่ ก็นิ่งอยู่กลางปฐมฌานนั่น กลางดวงปฐมณานนั่นนิ่ง จากพระธรรมเทศนาเรื่อง “เขมาเขมสรณาคมน์” ๓ กุมภาพันธ์ ๒๔๙๗ ๙ กิจ ๑๖ ถ้าหลักฐานเรียกว่า โสฬสกิจ เรียกว่าแค่นี้สําเร็จโสฬสกิจแล้ว โสฬสกิจแปลว่ากระไร กิจ ๑๖ ในเพลงที่เขาวางไว้เป็นหลักว่า “เสร็จกิจ ๑๖ ไม่ตกกันดาร เรียกว่านิพพานก็ได้” นี่แหละ เสร็จกิจ ๑๖ ละ ทุกขสัจ สมุทัยสัจ นิโรธสัจ มรรคสัจ ในกายมนุษย์ ๔ ทุกขสัจ สมุทัยสัจ นิโรธสัจ มรรคสัจ ในกายทิพย์ ๔ เป็น ๘ ทุกขสัจ สมุทัยสัจ นิโรธสัจ มรรคสัจ ในกายรูปพรหม ๔ เป็น ๑๒ ทุกขสัจ สมุทัยสัจ นิโรธสัจ มรรคสัจ ในกายอรูปพรหมอีก ๔ มันก็เป็น ๑๖ นี้เสร็จกิจทางพุทธศาสนา ทางพระอรหัตแค่นี้ นี้ทางปฏิบัติ เทศนาดังนี้เป็นทางปฏิบัติ ไม่ใช่ทางปริยัติ นี่ทางปฏิบัติอันนี้แหละ พระพุทธศาสนาในทางปฏิบัติดังแสดงแล้วในตอนต้น พุทธศาสนาในทางปฏิบัติดังแสดงแล้วในบัดนี้ แต่ปริยัติปฏิบัติ ที่เรียกว่าเข้าถึง ปฏิบัติ เดินสมาบัติทั้ง ๘ นั้นเป็นทุกขสัจ สมุทัยสัจ นิโรธสัจ มรรคสัจ ได้เข้าเห็นพระโสดา บรรลุถึงพระโสดา นั่นปฏิเวธแท้ๆ ทีเดียว ได้เข้า ถึงพระโสดาแล้ว ทั้งหยาบทั้งละเอียด เมื่อพระโสดาเดินสมาบัติทั้ง ๘ ดูทุกขสัจ สมุทัยสัจ นิโรธสัจ มรรคสัจ ในกายทิพย์เข้าทั้งหยาบทั้งละเอียด ได้บรรลุพระสกทาคา เมื่อถึงพระสกทาคาทั้งหยาบทั้งละเอียด เห็นเข้านั่นเป็นตัวปฏิเวธแท้ๆ ทีเดียว รู้แจ้งแทงตลอดในสกทาคาเข้าแล้ว เมื่อพระสกทาคาเข้าสมาบัติทั้ง ๘ ดูทุกขสัจ สมุทัยสัจ นิโรธสัจ มรรคสัจ ในกายรูปพรหมเข้าเห็นในสัจธรรมทั้ง ๔ ชัดอีกได้บรรลุพระอนาคา นี้ที่ได้เห็นตัวพระอนาคา ทั้งหยาบทั้งละเอียดและทั้งธรรมที่ทําให้เป็นพระอนาคา นั่นเป็นตัวปฏิเวธแท้ๆ ทีเดียว รู้แจ้งแทงตลอดเห็นจริงทีเดียว เห็นปรากฏทีเดียว เมื่อพระอนาคาเข้าสมาบัติ ดูทุกขสัจ สมุทัยสัจ นิโรธสัจ มรรคสัจ ทั้งหยาบทั้งละเอียด เห็นชัดในทุกขสัจ สมุทัยสัจ นิโรธสัจ มรรคสัจ ได้บรรลุพระอรหัต เมื่อเห็นกายพระอรหัตทั้งธรรมที่ทําให้เป็นกายพระอรหัตทั้งหยาบทั้งละเอียด เห็นชัดทีเดียว นั่น เห็นชัดอันนั้นแหละ ได้ชื่อว่าเป็นปฏิเวธแท้ๆ เชียว รู้แจ้งแทงตลอด นี้ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ ดังนี้ ศาสนามีทั้งปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ ดังนี้ ถ้าว่านับถือศาสนา ปฏิบัติศาสนา เข้าปริยัติไม่ถูก ปฏิเวธก็ไม่ถูก มันก็ไปต่องแต่งอยู่นั่น เอาอะไรไม่ได้ สัก ๑๐ ปี ๑๐๐ ปีก็เอาอะไรไม่ได้ ถึงอายุจะแก่ปานใด จะโง่เขลาเบาปัญญาปานใด ถ้าเข้าถึงทุกขสัจ สมุทัยสัจ นิโรจสัจ มรรคสัจไม่ได้ ไม่เห็นทุกขสัจ สมุทัยสัจ นิโรธสัจ มรรคสัจ ดังแสดงมาแล้วนี้ จะปฏิบัติศาสนาเอาเรื่องเอาราวไม่ได้ ถ้าว่าคนละ โมฆชินโณ แก่เปล่า เอาอะไรไม่ได้ เอาเรื่องไม่ได้ เหตุนี้แหละทางพุทธศาสนาจึงนิยมนับถือนัก ในเรื่อง สัจธรรมทั้ง ๔ นี้ จากพระธรรมเทศนาเรื่อง “เขมาเขมสรณาคมน์” ๓ กุมภาพันธ์ ๒๔๙๗ ๑๐ ความประมาท - ความไม่ประมาท ความประมาทน่ะ คือเผลอไป ความไม่ประมาทน่ะ คือความไม่เผลอ ไม่เผลอละ ใจจดใจจ่อทีเดียว นั่นอธิศีล อธิจิต อธิปัญญา นี่เรียกว่าผู้ไม่ประมาท ท่านจึงได้อุปมาไว้ ไม่ประมาท ไม่เผลอด้วยอะไร? ไม่ประมาทไม่เผลอในความเสื่อมไปในข้างต้น ในปัจฉิมวาจา ไม่ประมาทไม่เผลอในความเสื่อมไป นึกถึงความเสื่อมอยู่เสมอ ให้เจอความเสื่อมไว้ในเสมอ นึกหนักเข้าๆ แล้วใจหาย เอ๊ะ...นี่เรามาคนเดียวหรือ เอ๊ะ...นี่เราก็ตายคนเดียวซิ บุรพชนต้นตระกูลของเราไปไหนหมดล่ะ อ้าว...ตายหมด เราล่ะ ก็ตายแบบเดียวกัน ตกใจละคราวนี้ ทําชั่วก็เลิกละทันที รีบทําความดีโดยกะทันหันทีเดียว เพราะไปเห็นความเสื่อมเข้า ถ้าไม่เห็นความเสื่อมละก็ กล้าหาญนัก ทําชั่วก็ได้ ด่าว่าผู้หลักผู้ใหญ่ได้ตามชอบใจ ถ้าเห็นความเสื่อมแล้ว กราบผู้ใหญ่ปลกๆๆ ทีเดียว เพราะเหตุอะไรล่ะ เพราะเห็นความเสื่อมเข้า มันไม่ประมาท ถ้าว่าประมาทเข้า ก็ไปอีกเรื่องหนึ่ง เพราะฉะนั้นสําคัญนักความไม่ประมาท จากพระธรรมเทศนาเรื่อง “ปัจฉิมวาจา” ๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๔๙๗ ๑๑ ปัญญา ปัญญาที่พระผู้มีพระภาค พร้อมแล้วด้วยปัญญาอันเป็นข้อปฏิบัติให้ถึงซึ่งความเกิดดับ ปัญญาที่รู้ความเกิดดับนั่นเป็นตัวสําคัญ ปัญญาน่ะมีแต่รู้ ไม่ใช่เห็น ปัญญาที่เป็นแต่รู้ แต่เขาว่าเห็นด้วยปัญญา เห็นปัญญาไม่มีดวงตานี่ ถ้ามีดวงตาค่อยพูดเห็นกัน นี่ปัญญาจะมีดวงตาอย่างไร? ไม่มีดวงตา แต่ว่าแปลกประหลาดอัศจรรย์เหลือเกิน เมื่อถึงพระอริยบุคคลแล้ว เป็นธรรมกายแล้ว ถ้ามารไม่ขวางนะ ความเห็นของตาไปแค่ไหน ความรู้ทางปัญญาก็ไปแค่นั้น ความจําก็ไปแค่นั้น ความคิดก็ไปแค่นั้น จากพระธรรมเทศนาเรื่อง “โอวาทปาฏิโมกข์” ๔ มีนาคม ๒๔๙๗ ๑๒ คนไม่จน เมื่อมีคุณธรรม ๔ ประการอยู่ในตัวเช่นนี้แล้ว เป็นคนไม่จน คือ - คนเป็นคนเชื่อในพระตถาคตเจ้า - มีศีลอันดีงาม ที่พระอริยเจ้าใคร่ชอบใจ - เลื่อมใสในพระสงฆ์ - ความเห็นของตนเป็นธรรมชาติทรง หรือ เห็นธรรม นี่แหละยืนยันทีเดียว ไม่ใช่คนจน ถ้าเราไม่อยากเป็นคนจน อยากเป็นคนมั่งมีแล้ว ต้องมีธรรมสี่ประการนี้ อย่าให้เคลื่อน ให้มีไว้ในตัวเสมอ ถ้าเคลื่อนแล้วละก็ใจจะไม่ผ่องใส จะคิดถึงแต่สมบัติบ้าๆ เข้าใจแค่สิ่งหยาบๆ เที่ยวคว้าเรื่อยเปื่อยทีเดียว วุ่นวาย ไปตามกัน เพราะเหตุว่าไม่มีธรรม ๔ อย่างนี้ประจําอยู่ในตัว ถ้ามีธรรม ๔ อย่างนี้ประจําอยู่ในตัวแล้ว ไม่วุ่นวาย ไม่คลาดเคลื่อนแต่อย่างหนึ่งอย่างใด ยิ้มกริ่มทีเดียว เพราะไปเจอบ่อทรัพย์ใหญ่เข้าแล้ว จากพระธรรมเทศนาเรื่อง “อริยธนคาถา” ๑๙ มีนาคม ๒๔๙๗ ๑๓ ไม่มีค่ำ เมื่อยังไม่ถึงพระอรหัตละก็ยังมีค่ำ ยังมีสว่างอยู่ ถ้าถึงพระอรหัตละก็ไม่มีค่ำเลยทีเดียว มีสว่างตลอด เพราะดวงธรรมเต็มที่แล้ว ดวงธรรมที่ทําให้เป็นพระอรหัตนั่นวัดผ่าเส้นศูนย์กลาง ๒๐ วากลมรอบตัว ดวงนั้นยิ่งกว่าดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ไปอีก ดวงจันทร์ก็ดี ดวงอาทิตย์ก็ดี ส่องให้สว่างในที่ที่ส่องได้ ที่ลึกลับลงไปใต้แผ่นดินส่องไม่ได้ ถ้ำคูหาส่องไม่ถึง ดวงธรรมของพระอรหัตนั้น ใต้แผ่นดินก็สว่างหมด เหนือดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ก็สว่างหมด เห็นสว่างตลอดหมด ในถ้ำในเหว ในปล่อง ในใส้พุงตับไต เห็นตลอดหมด ปรากฏอย่างนี้ ท่านจึงได้เทียบด้วย สูโรว โอภาสยมนฺตลิกฺขนฺติ สว่างในไส้พุงตับไตสว่างหมด ดวงอาทิตย์ส่องได้แต่ในที่ส่องได้ ในที่ลึกลับเข้าไปในภูเขาเข้าไปส่องไม่ได้ ส่วนดวงธรรมที่ส่องเข้าไปได้ตลอดหมด ท่านจึงได้ยืนยันว่า นตฺถิ ปัญญา สมาอาภา แสงสว่างใดเสมอด้วย ปัญญาไม่มี ดวงธรรมนั่นแหละให้เกิดปัญญาสว่าง ไม่มีกําบังอันใดแต่นิดเดียว จะกําบังก็กําบังไม่ได้ ไม่มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดกําบังได้เลย ส่องสว่างได้ตลอด นี้ท่านจึงได้ชี้ว่าเหมือนยังกับดวงอาทิตย์ผุดขึ้น เหมือนดวงอาทิตย์เกิดขึ้นแล้วกําจัดมืด ทําอากาศให้สว่าง ดวงธรรมก็เทียบด้วยอย่างนั้นเหมือนกัน จากพระธรรมเทศนาเรื่อง “อุทานคาถา” ๒๑ มีนาคม ๒๔๙๗ ๑๔ อริยสัจ ๔ ทุกข์ เหตุเกิดทุกข์ ความดับทุกข์ ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ ทุกข์น่ะมีจริงๆ นะ หมดทั้งร่างกายนี้ทุกข์ทั้งก้อน หรือใครว่าสุข ลองเอาสุขมาดู ก็จะไปหยิบเอาทุกข์ให้ดูทั้งนั้น ตลอดจนกระทั่งชาติ เกิดก็เป็นทุกข์ ชาติปิทุกขา ความเกิดเป็นทุกข์ เมื่อเกิด แล้วก็มีแก่ มีเจ็บ มีแปรไปตามหน้าที่ ก็ออกจากทุกข์นั่นทั้งนั้น ไม่ใช่ออกจากสุข ต้นนั่นเป็นทุกข์ทั้งนั้น เกิดนั่นแหละเป็นตัวทุกข์ละ ต้องกําหนดรู้มันไว้ ทําอะไรมันก็ไม่ได้ เหตุให้เกิด มีกามตัณหา-ภวตัณหา เป็นเหตุให้เกิดชาติ กามตัณหา ภวตัณหา วิภาวตัณหา กามตัณหาอยากได้เป็นกามตัณหา ภวตัณหา อยากให้มีให้เป็น เป็นภวตัณหา เมื่อมาเป็นมามีเห็นปรากฏแล้ว ไม่อยากให้แปรไปเป็นอย่างอื่น ให้ดํารงคงที่นั่นเป็น วิภวตัณหา เหมือนเราเป็นหญิงเป็นชาย ไม่มีลูกอยากได้ลูก นั่นเป็นกามตัณหาแล้ว ได้ลูกสมเจตนาเป็นภวตัณหาขึ้นแล้ว ไม่อยากให้ลูกนั้นแปรไปเป็นอย่างอื่น นั่นเป็น วิภวตัณหาอีกแล้ว เห็นไหมล่ะเป็นอยู่อย่างนี้แหละ กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหานี่แหละเป็นเหตุให้เกิดชาติ ต้องดับด้วยศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ ดังกล่าวแล้ว ถอดกันไปเป็นชั้นๆ จนกระทั่งพระอรหัตดับหมด ดับนั่นแหละเป็นตัวนิโรธ ที่เข้าถึงซึ่งความดับนั่นเป็นมรรค สัจธรรมทั้ง ๔ นี่ต้องมีตาธรรมกายจึงจะมองเห็น ไม่มีตาธรรมกายมองไม่เห็น จากพระธรรมเทศนาเรื่อง “ติลักขณาทิคาถา” ๒ เมษายน ๒๔๙๗ ๑๕ ดวงธรรม ธรรมเป็นดวง เป็นดวงเหมือนกัน เป็นดวงใหญ่เล็กตามส่วน ดวงอย่างขนาดเล็กก็มี ดวงขนาดใหญ่ก็มี ขนาดกลางก็มี มีดวงเหลือที่คณานับ ในเรื่องดวงธรรม ดวงธรรมที่ทําให้เป็นกายมนุษย์ ใสบริสุทธิ์เท่าฟองไข่แดงของไก่ ใสเหมือนกระจกคันฉ่อง ส่องเงาหน้านั่นดวงธรรม ดวงธรรมที่ทําให้เป็นกายมนุษย์ละเอียด ๒ เท่าฟองไข่แดงของไก่ ใสอีก ดวงธรรมที่ทําให้เป็นกายทิพย์ ๓ เท่าฟองไข่แดงของไก่ ใสอีกเหมือนกันแบบเดียวกัน ใสหนักขึ้นไป ดวงธรรมที่ทําให้เป็นกายทิพย์ละเอียด ๔ เท่าฟองไข่แดงของไก่ ใสหนักขึ้นไป ดวงธรรมที่ทําให้เป็นกายรูปพรหม ๕ เท่าฟองไข่แดงของไก่ ใสหนักขึ้นไป ดวงธรรมที่ทําให้เป็นกายรูปพรหมละเอียด ๖ เท่าฟองไข่แดงของไก่ ใสหนักขึ้นไป ดวงธรรมที่ทําให้เป็นกายอรูปพรหม ๗ เท่าฟองไข่แดงของไก่ ใสหนักขึ้นไป ดวงธรรมที่ทําให้เป็นกายอรูปพรหมละเอียด ๘ เท่าฟองไข่แดงของไก่ ใสหนักขึ้นไป ดวงธรรมที่ทําให้เป็นกายธรรม เท่าหน้าตักของธรรมกาย หน้าตักธรรมกายกว้างแค่ไหน ดวงธรรมที่ทําให้เป็นธรรมกายก็ใหญ่แค่นั้น ดวงธรรมที่ทําให้เป็นกายธรรมละเอียด ๕ วา วัดผ่าเส้นศูนย์กลาง ๕ วา กลมรอบตัว ธรรมที่ทําให้เป็นกายธรรมละเอียด ดวงธรรมที่ทําให้เป็นกายพระโสดา ๕ วา วัดผ่าเส้นศูนย์กลาง ๕ วา กลมรอบตัว ดวงธรรมที่ทําให้เป็นกายพระโสดาละเอียด ๑๐ วา วัดผ่าเส้นศูนย์กลาง ๑๐ วา กลมรอบตัว ดวงธรรมที่ทําให้เป็นกายพระสกทาคา ๑๐ วากลมรอบตัว ดวงธรรมที่ทําให้เป็นกายพระสกทาคาละเอียด ๑๕ วา กลมรอบตัว ดวงธรรมที่ทําให้เป็นกายพระอนาคา ๑๕ วากลมรอบตัว ดวงธรรมที่ทําให้เป็นกายพระอนาคาละเอียด ๒๐ วา กลมรอบตัว ดวงธรรมที่ทําให้เป็นพระอรหัต ๒๐ วา กลมรอบตัว ดวงธรรมที่ทําให้เป็นพระอรหัตละเอียด ๒๐ วา กลมรอบตัว กว้างหนักออกไปหนักออกไป นี่ดวงธรรมใหญ่อย่างนี้ จากพระธรรมเทศนาเรื่อง “เกณิยานุโมทนาคาถา” ๑๑ เมษายน ๒๔๙๗ ๑๖ ไฟ ไฟเมื่อจุดขึ้นแล้ว ให้นึกถึงว่า ไฟให้ความสว่าง ให้ประโยชน์แก่มนุษย์มากนัก ใช้ถูกส่วนเข้าแล้วให้ประโยชน์แก่มนุษย์มากนัก หุงต้มปิ้งจี่ได้ตามความปรารถนา ต้องการสิ่งใดได้ต้องตามความปรารถนา จะให้เป็นเรือยนต์ เรือบินได้สมมาดปรารถนา ใช้ไฟได้ดังนี้ ถ้าใช้ไม่ดี ไหม้บ้านไหม้ช่องก็ได้ ธรรมก็เหมือนกัน ถ้าใช้ดีก็วิเศษวิโสนักทีเดียว ให้สําเร็จมรรคผลตัดกิเลสเป็นสมุจเฉทปหาน ไปนิพพานได้สมเจตนา ถ้าทําไม่ดีก็คร่าไปโลกันต์เหมือนกัน ไปตกโลกันต์เหมือนพวกมิจฉาทิฏฐิเหมือนกัน ประพฤติธรรมไม่ดีไม่ถูก ผิดธรรมไป ไปเป็นมิจฉาทิฏฐิ เหมือนพระเทวทัตปฏิบัติธรรม ทําพลาดธรรมไป ไปอยู่ในอเวจี พลาดธรรมไปอเวจีเหมือนกัน ผิดธรรมไป ถ้าว่าถูกธรรมดีแล้วละก็ ธรรมนั้นส่งให้รุ่งโรจน์โชตนาการหาประมาณมิได้ทีเดียว ธรรมน่ะ ถ้าจะกล่าวถึงส่วนแล้วละก็ ที่เรียกว่าการบูชาไฟ การบูชามีไฟเป็นประมุข มีไฟเป็นหัวหน้า การปฏิบัติศาสนาก็ มีธรรมเป็นประมุข มีธรรมเป็นหัวหน้าเหมือนกัน แบบเดียวกัน เหตุนี้เราปฏิบัติศาสนาต้องมีธรรม เป็นหัวหน้า ต้องมีธรรมเป็นประธาน แบบเดียวกันดังนี้ จากพระธรรมเทศนาเรื่อง “เกณิยานุโมทนาคาถา” ๑๑ เมษายน ๒๔๙๗ ๑๗ ไม่ประมาทในธรรม การไม่ประมาทในธรรมทั้งหลาย ธรรมทั้งหลายน่ะอะไรบ้าง ไม่ประมาทในการละความชั่ว ทําความดีให้เกิดมี ไม่ประมาทในความเห็นผิด ทําความเห็นถูกให้บังเกิดมี ไม่ประมาทในความทุจริต ทําความสุจริตให้บังเกิดมี การไม่ประมาทนั้นจบพระไตรปิฎกคือ วินัยปิฎก สุตตันตปิฎก ปรมัตถปิฎก ความดีมากน้อยเท่าใดรวมอยู่ในความไม่ประมาทสิ้น ความชั่วมีมากน้อยเท่าใดรวมอยู่ในความประมาทสิ้น คําว่าไม่ประมาทคําเดียวเท่านั้นจบสกลพุทธศาสนา มีคํารับรองอยู่ว่า พระบรมศาสดาทรงรับสั่งด้วยพระองค์เองว่า รอยเท้าของสัตว์ทั้งหลายในพื้นชมพูทวีป รอยเท้าสัตว์ใดจะไปใหญ่กว่ารอยเท้าช้างไม่มี รอยเท้าอื่นย่อมประจุลงในรอยเท้าช้างทั้งสิ้น แม้ฉันใดก็ดี ความไม่ประมาทในธรรมทั้งหลายนี้ได้ชื่อว่าครอบไว้ซึ่งความดีในสกลพระพุทธศาสนาหมดทั้งสิ้น ความไม่ประมาทนี้ก็ย่อมครอบงำในสากลโลกทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นความไม่ประมาทนี้เป็นข้อสําคัญนัก จากพระธรรมเทศนาเรื่อง “มงคลคาถา” ๑๘ เมษายน ๒๔๙๗ ๑๘ บวชเณรฝรั่ง เณรฝรั่ง ชั่วบวชเณรเท่านั้นแหละ เป็นฝรั่งแท้ๆ ตั้งแต่ใจหยุดใจใสจนกระทั่งพระอรหัตนี้ หน้าตัก ๒๐ วานี้ ทําให้ได้ตลอด ทําได้คล่องแคล่ว พอบวชเป็นเณรสําเร็จแล้ว ผู้เทศน์เป็นอุปัชญฌาย์ บอกว่าให้ไปตามโยมผู้ชายมา ที่ตายไปแล้วจําได้ไม่ใช่หรือ ตั้งแต่อายุ ๕ ขวบ ตอบว่าจําได้ อุตส่าห์พยายามไปตาม ไปทูลพระพุทธเจ้าพระสมณโคดมก็ไปทูล แล้วก็ตอบว่ามาเกิดเป็นลูกสาวเขาเสียแล้ว เดี๋ยวนี้เป็นลูกสาวเขา อายุขนาดสัก ๑๐ ขวบได้ ลูกสาวของตัวเองนั่นแหละ พ่อของตัวมาเกิดเป็นลูกสาวของตัว ท่าแกจะประพฤติผิดในกาม จึงมาเกิดเป็นผู้หญิง ผู้ชายกลายเป็นผู้หญิงต้องประพฤติผิดในกาม ถ้าไม่ผิดน่ะไม่เป็นผู้หญิงหรอก ชั่วบวชเท่านั้น พระก็ดี เณรก็ดี ทําจริงเป็นกันทุกคนเท่านั้นแหละ จากพระธรรมเทศนาเรื่อง “มงคลคาถา” ๑๙ คนมีนัยน์ตา ถ้าได้เข้าถึงพุทธรัตนะแล้วอย่าปล่อยเป็นเด็ดขาด ใจขาดขาดไป ตายก็ตายไป ใจติดอยู่กับพุทธรัตนะนั่นแหละเอาตัวรอดได้ละ สิ่งอื่นไม่มียิ่งกว่านั้น ไม่มีหนา เมื่อรู้หลักพระพุทธศาสนาเช่นนี้ละก็ ไม่เสียทีที่เกิดมาเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนาเรียกว่า คนมีนัยน์ตา ไม่ใช่คนตาบอด แล้วก็ดูรัตนะไปเป็นด้วย รัตนะเป็นรัตนะสูงสุด สวิญญาณกรัตนะ อวิญญาณกรัตนะที่มีในไตรภพ คือ กามภพ รูปภพ อรูปภพ ไม่มีสูงสุดเท่า พุทธรัตนะนี้แหละเป็นรัตนะอันสูงสุดแท้ๆ แน่ในใจเช่นนี้แล้วละก็ อย่าให้ฟั่นเฟือนไปหนา อย่าให้ยักเยื้องแปรผัน ถึงแม้ว่ากิเลสจะมายั่วปั่นสักเท่าใด ก็อย่าให้เป็นไป ต้องอยู่ในพุทธรัตนะให้ได้ ให้มั่นอยู่ในพุทธรัตนะ ให้ใสอยู่ร่ำไปให้ได้ นั่นแหละเอาตัวรอดได้ ที่ได้มาประสบพระพุทธศาสนา จากพระธรรมเทศนาเรื่อง “รัตนสูตร” ๒๖ เมษายน ๒๔๙๗ ๒๐ คุณสมบัติ ๕ คุณสมบัติ ๕ ประการคือ อายุ วรรณะ สุขะ พละ ปฏิภาณ เป็นที่ปรารถนาของมหาชนหมดทั่วสากลโลก เพราะใครๆ ก็ปรารถนาอยากจะให้มีอายุยืนอยู่ชั่วกาลนาน วรรณผิวพรรณผ่องใสสดชื่น ก็เป็นที่ดึงดูดนัยนาของหมู่สัตว์โลกให้มารวมอยู่ที่ผิวพรรณเหมือนกัน ใครๆ ก็ปรารถนาอยากได้เช่นกัน ความสุขกายสบายใจ ในอิริยาบถทั้ง ๔ คือยืน เดิน นั่ง นอน ทุกทิวาราตรี ก็เป็นที่ปรารถนาอยากได้ของชนทุกถ้วนหน้า ความเจริญด้วยกําลังกาย กําลังวาจา และกําลังใจ สามารถในกิจการงานทุกสิ่งทุกอย่างตามหน้าที่ของตน ก็เป็นที่ปรารถนาของคนทุกๆ คน ปฏิภาณความเฉลียวฉลาดในกิจการทั้งปวง ใครๆ ก็ต้องการ ปรารถนา แต่ถ้าไม่ได้ทําไว้แล้วต้องไม่ได้คุณสมบัติทั้ง ๕ ประการนี้ ทุกคนต้องทําด้วยตนของตนเอง จึงจะประสบและได้สมบัติเหล่านี้ จากพระธรรมเทศนาเรื่อง “ภัตตานุโมทนากถา” ๙ พฤษภาคม ๒๔๙๗ ๒๑ ทาน บุญกุศลของบุคคลนั้นย่อมแตกต่างกันไป หาเหมือนกันไม่ สุดแต่บุญทานที่ตนกระทําไว้ในอดีตชาติ และท่านได้จัดหลักแห่งทานไว้คือ ในพระสูตร ๑๐ ในพระวินัย ๔ ในพระปรมัตถ์ ๖ ทานในพระสูตร ๑๐ คือ อณฺณํ ให้ข้าว ปานํ ให้น้้า วตฺถํ ให้ผ้าผ่อนท่อนสะไบ ยานํ ให้อุปกรณ์แก่การไปมา มาลา ให้ระเบียบดอกไม้ คนฺธํ ให้ของหอม วิเลปนํ ให้เครื่องลูบไล้ ละลายทากระแจะจันทน์ ธารณํ ให้เครื่องประดับทัดทรงตบแต่ง เสยฺยา ว สตฺถํ ให้อาสนะที่นั่งที่นอนที่พักพิงอาศัย ปทีเปยฺย ตามประทีปไว้ในที่มืด ๑๐ ประการนี้ เรียกว่าทานในพระสูตรเป็นบุญเป็นกุศลดังกล่าวแล้วทุกประการ ทานในพระวินัย ๔ คือ ให้จีวรเครื่องสําหรับนุ่งห่มแก่พระภิกษุสามเณรประการหนึ่ง ถวายอาหารบิณฑบาต แด่พระภิกษุสามเณรประการหนึ่ง ถวายเสนาสนะสําหรับพักอาศัยแก่พระภิกษุสามเณรประการหนึ่ง และถวายคิลานเภสัช ยารักษาไข้แก่พระภิกษุสามเณรอีกประการหนึ่ง ท่านเจ้าภาพได้ถวายอาหาร บิณฑบาตครั้งนี้ก็ได้ชื่อว่า เป็นทานในพระวินัย ทานในพระปรมัตถ์ ๖ คือ มีการอายตนะ ๖ คือ ยินดีในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ ถอนความยินดีในอารมณ์เหล่านี้ออกเสียได้ สละความยินดีในอารมณ์เหล่านี้เสียได้ ก่อนเราเกิดมา เขายินดีกันอยู่อย่างนี้ ในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ กําลังที่เราเกิดมาก็ยินดีในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ เหล่านี้ ครั้นเราจะตาย เขาก็ยินดีในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ อย่างนี้เหมือนกัน ความยินดีเหล่านี้หากถอนอารมณ์ออกเสียได้ ไม่ให้เสียดแทงเราได้ พิจารณาว่านี้เป็นอารมณ์ของชาวโลก ไม่ใช่อารมณ์ของธรรม ปล่อยอารมณ์เหล่านั้นเสีย ไม่ยึดมั่นถือมั่น ไม่ให้เข้าไปเสียดแทงใจ ทําใจให้หยุด ให้นิ่ง นี่เขาเรียกว่า ให้ธรรมารมณ์เป็นทาน ย่อมมีกุศลใหญ่ เป็นทางไปแห่งพระนิพพานโดยแท้ และเป็นทานอันยิ่งใหญ่ทางปรมัตถ์ จากพระธรรมเทศนาเรื่อง “ภัตตานุโมทนากถา” ๙ พฤษภาคม ๒๔๙๗ ๒๒ ทานอันยอดเยี่ยม ทานในพระสูตร ๑๐ ทานในพระวินัย ๔ ทานในพระปรมัตถ์ ๖ และทานในทักขิณาวิภังคสูตร เป็นทานอันยอดเยี่ยม จะหาทานในที่ไหนๆ เปรียบเทียบได้ ถ้าว่าเรามาประสบพบพระพุทธศาสนาได้บริจาคทานในพระสูตร พระวินัย พระปรมัตถ์ และทานในทักขิณาวิภังคสูตรดังได้แสดงมานี้ ย่อมได้รับผลสมบัติอันยิ่งใหญ่ไพศาลสุดจะนับจะประมาณได้ทีเดียว ครั้งพุทธกาล นายอินทร์ชาวนาได้ถวายทานแด่พระอนุรุทธเถรด้วยอาหารเพียงอิ่มเดียว ได้ไปเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ มีหมู่นางเทพอัปสรแวดล้อม เสวยวิบากสมบัติยิ่งใหญ่ไพศาล ส่วนอังกุระเทพบุตร เมื่อเป็นมนุษย์ชื่อว่าอังกุระ เป็นมหาเศรษฐีได้บริจาคทานในมนุษย์โลกเป็นเวลานานหลายชั่วตระกูล บริจาคทานในมนุษย์โลกนี้ถึง ๒๐,๐๐๐ ปี หมดทรัพย์สมบัติไปจะนับจะประมาณหาได้ไม่ ๒๐,๐๐๐ ปีมนุษย์โลกปราศจากการไถ การหว่าน ก่อระเบียบเตาไฟ ยาว ๑๒ โยชน์ ระยะหนทางเดิน ๕ วัน ก่อเตาใหญ่ๆ ติดกันเป็นแถวใหญ่ เรือบรรทุกข้าวสามารถใส่ข้าวในกระทะขึ้นมาทางหลังเตานั้น ทางนํ้าข้าวที่เทไหลไปนั้นเป็นทางเรือเดินได้ เขาได้บริจาคทานอยู่ในมนุษย์โลกนี้ ๒๐,๐๐๐ ปี ครั้นตายจากมนุษย์โลกแล้ว ได้ไปเกิดในดาวดึงส์เทวโลก แต่สมบัติของอังกุระเทพบุตรสู้ของอินทกเทพบุตรไม่ได้ สมบัติของอินทกเทพบุตรยิ่งใหญ่ไพศาลกว่า เพราะอินทกเทพบุตร เมื่อเป็นชาวนาได้ถวายทานแด่พระภิกษุในพระพุทธศาสนา ส่วนอังกุระเทพบุตรได้ถวายทานนอกพระพุทธศาสนา คนผู้มีศีลในทานของตนไม่ได้มีแม้แต่เพียงคนเดียว วิบากสมบัติจึงสู้ของอินทกเทพบุตรไม่ได้ เห็นปานฉะนี้ จากพระธรรมเทศนาเรื่อง “ภัตตานุโมทนากถา” ๙ พฤษภาคม ๒๔๙๗ ๒๓ ฝนมาจากไหน เวลาฝนตกเราเห็นมิใช่หรือ? ฝนมาทางท้องฟ้า ไม่ใช่มาทางใต้ดิน ฝนมาจากท้องฟ้า แต่เดิมฝนมาจากที่ไหน? ฝนก็อยู่ในก้อนเมฆดําๆ นั่นแหละ พอเมฆตั้งขึ้นแล้วประเดี๋ยวฝนก็ตก ฝนอยู่ในก้อนเมฆนั่นเอง เราเห็นกันเพียงเท่านั้น เรื่องนี้ไม่ใช่เพียงแต่พวกเรา แม้กษัตริย์ในครั้งเจ้าศากยะ เมืองกบิลพัสดุ์ กษัตริย์เหล่านั้นถามกันว่า รู้หรือว่าข้าวมาจากไหน? ข้าวที่บริโภคเสวยอยู่ในชามนั้น กษัตริย์องค์หนึ่งผลุดลุกขึ้นตอบว่า ข้าวมาจากครก กษัตริย์อีกองค์หนึ่งตอบว่าข้าวมาจากในหม้อ เพราะไปเห็นข้าวในหม้อมา ไม่เคยเห็นข้าวในยุ้งในฉางหรือที่เขาตําเขาโขลก อีกองค์หนึ่งตอบว่า ข้าวมาจากในชามที่สํารับนั่นแหละ เพราะตนเห็นมาเพียงแค่นั้น ไม่เคยเห็นในที่อื่นเลย นี่เป็นกษัตริย์สุขุมาลชาติอย่างนี้ ยังไม่รู้ไม่ทราบ เราก็เหมือนกัน ฝนนี่หากเราจะถามว่ามาจากไหน? เราก็คงตอบได้ว่ามาจากก้อนเมฆดําๆ บนท้องฟ้านั้นที่อื่นก็ไม่เห็นมี ไม่เข้าใจ ไม่เห็น แท้จริง ธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ วิญญาณธาตุมีอยู่ ถ้าผู้มีปัญญาในอากาศว่างๆ นี้แหละเขาสามารถใช้เครื่องดักเอาไอน้ำในอากาศก็ได้ ในศาลานี้ก็มีธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ เต็มไปหมด แต่ผู้ใดจะให้ฝนตก ผู้นั้นต้องทําฝนเป็น แก้ไขทําฝนขึ้นได้ ทําน้ำขึ้นได้ ผู้เทศน์นี้ได้เคยแก้ไขมาแล้ว จะแก้ไขเกณฑ์ฝนได้เหมือนกัน เมื่อรู้จักหลักและที่มาของฝนแล้ว ก็จะรู้ได้ด้วยว่าบุญที่มนุษย์ทํามาจากไหน ? ก็มาจากในกลางกายนี้ ตรงกลางของใจนั้น กลางของกลาง กลางของกลาง กลางของกลาง หนักเข้าก็พบดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน กลางของกลางหนักเข้าไป ก็พบดวงศีล ศูนย์กลางเข้าไปก็พบดวงสมาธิ กลางของกลางเข้าไปอีกก็พบดวงปัญญา กลางของกลางเข้าไปอีกพบดวงวิมุตติ กลางของกลางเข้าไปอีกก็พบดวงวิมุตติญาณทัสสนะ กลางของกลางเข้าไปอีก พบกายมนุษย์ละเอียด กายมนุษย์ละเอียดก็มีธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม เหมือนกัน เป็นชั้นๆ เข้าไปอย่างนี้ นี่หัดเข้าไปหากายเป็นชั้นๆ เข้าไป เข้าไปหากายมนุษย์ละเอียด กายทิพย์-กายทิพย์ละเอียด กายพรหม-กายพรหมละเอียด กายอรูปพรหม-กายอรูปพรหมละเอียด กายธรรม-กายธรรมละเอียด กายโสดา-กายโสดาละเอียด กายสกทาคา-กายสกทาคาละเอียด กายอนาคา-กายอนาคาละเอียด กายอรหัต-กายอรหัตละเอียด หนักขึ้นไปเป็นชั้นๆ หากจะเข้าไปหาน้ำบ้าง กลางของกลางธาตุน้ำนั้น กลางของกลาง กลางของกลาง กลางของกลาง ก็จะเข้าไปทะเล พบทะเลหนักลงไป หนักลงไป หนักลงไป จะใช้น้ำสักเท่าไรก็ใช้ไม่หมด ใช้ไม่รู้จักหมดจักสิ้น จะเอาน้ำเท่าใดก็ได้ เข้าไปกลางของกลางนั่นแหละ ไม่ใช่ที่อื่น นี่ต้องการน้ำต้องทําอย่างนี้ จากพระธรรมเทศนาเรื่อง “ภัตตานุโมทนากถา” ๑๑ พฤษภาคม ๒๔๙๗ ๒๔ ๒ ภาค หากต้องการบุญก็เข้าไปกลางกายนั่นแหละ กลางของกลาง กลางของกลาง กลางของกลาง ก็จะเข้าไป ซ้ายขวาหน้าหลังล่างบนไม่ไปทั้งนั้น กลางของกลางหนักขึ้นทุกที ก็จะเข้าไปพบบุญ ทะเลบุญอยู่ในกลางกายนั้น เจ้าของผู้ปกครองบุญนั้นมี ๒ ภาค มารปกครองภาคหนึ่ง พระปกครองภาคหนึ่ง ถ้าภาคพระปกครอง ทําบุญทํากุศลต่างๆ พระท่านก็ส่งบุญส่งกุศลมาให้ เหมือนส่งกระแสไฟฟ้าให้ใช้นี่แหละ ผู้ส่งกระแสไฟฟ้ามาให้ใช้ก็มีอยู่ ถ้าเขาไม่ส่งมาให้เรา เราก็ใช้กระแสไฟฟ้าไม่ได้ บุญก็เหมือนกัน พระเป็นผู้ปกครอง ดิน ฟ้า อากาศ ก็มีผู้ปกครองเหมือนกัน ที่บังคับเรา ให้เกิด ให้แก่ ให้เจ็บ และให้ตายอยู่เดี๋ยวนี้แหละ บังคับพวกเราให้เป็นไปตามนั้น ส่วนพวกพระบังคับไม่ให้เกิด ไม่ให้แก่ ไม่ให้เจ็บ และไม่ให้ตาย นี่พวกพระกับพวกมารบังคับอย่างนี้ เวลานี้พวกพระบังคับไม่ให้รบกัน แต่พวกมารบังคับให้รบกันหนักขึ้น จากพระธรรมเทศนาเรื่อง “ภัตตานุโมทนากถา” ๑๑ พฤษภาคม ๒๔๙๗ ๒๕ บุญ...นําไปเกิด ใครจะเป็นคนนําไปเกิด? ในเมื่อกายมนุษย์แตกดับไปแล้ว กายมนุษย์ละเอียดยังเหลืออยู่อย่างเรานอนฝันไป ตายก็เหมือนกันนอนหลับฝันไป กายมนุษย์ละเอียดออกจากกายมนุษย์ไป เพราะกายมนุษย์นี้แตกดับเสียแล้ว ดวงบุญในกายมนุษย์นี้ก็แตกดับหมด ดวงธรรมที่ให้เป็นกายมนุษย์ก็แตกดับ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ทําลายหมดไม่มีเหลือ แต่ว่าในกลางดวงธรรมที่ทําให้เป็นกายมนุษย์ละเอียดนั้นมีดวงบุญอีกดวงหนึ่ง ดวงบุญดวงนั้นแหละจะนําไปเกิดในตระกูลสูงๆ มีกษัตริย์มหาศาล มีทรัพย์สมบัติบริวารนับจะประมาณไม่ได้ เศรษฐีมหาศาล พราหมณ์มหาศาล มีทรัพย์สมบัติบริวาร นับประมาณไม่ได้ คหบดีมหาศาล มีทรัพย์สมบัติบริวารนับประมาณไม่ได้ ให้เกิดในตระกูลสูงๆ อย่างเช่นนั้น ถ้าว่าในมนุษย์โลกไม่พอรับบุญขนาดใหญ่อย่างนี้ ก็ให้ไปเกิดในสวรรค์ชั้นจาตุมหาราช ชั้นดาวดึงส์ ชั้นยามา ชั้นนิมมานรดี และชั้นปรนิมมิตวสวัตตี ให้เกิดในกายทิพย์สูงขึ้นไป กายทิพย์ ในชั้นจาตุมหาราช กายทิพย์ในชั้นดาวดึงส์ กายทิพย์ในชั้นยามา กายทิพย์ในชั้นดุสิต กายทิพย์ในชั้นนิมมานรดี กายทิพย์ในชั้นปรนิมมิตวสวัตตี ในกามภพนี้อย่างใดอย่างหนึ่ง กายมนุษย์ละเอียดพอส่งขึ้นไปถึงกายทิพย์ กายมนุษย์ละเอียดก็ดับเหมือนกัน ในดวงกายทิพย์ละเอียดก็ดับหมด ในดวงกายทิพย์ละเอียดก็ใช้ไปตามหน้าที่ นี่เขาเรียกว่า กมฺมวิปากโก อจินฺตโย ลักษณะที่แสดงบาปกรรมที่บุญส่งผลให้เป็นไปเป็นชั้นๆ ยังไม่มีใครแสดงให้รู้ เพราะไม่ใช่เป็นของธรรมดาสามัญทั่วไป พวกมีธรรมกายเขาเห็นปรากฏชัดเจนเป็นชั้นๆ เป็นกายๆ ไปดังนี้ จากพระธรรมเทศนาเรื่อง “ภัตตานุโมทนากถา” ๑๐ พฤษภาคม ๒๔๙๗ ๒๖ สุคติ - ทุคติ สภาพที่เป็นธรรมย่อมนําสัตว์ไปสู่สุคติ และสภาพที่เป็นอธรรมย่อมนําสัตว์ไปสู่ทุคติ สภาพที่เป็นบุญก็ย่อมนําสัตว์ไปสู่สุคติ สภาพที่เป็นบาปก็ย่อมนําสัตว์ไปสู่ทุคติ สภาพที่เป็นบุญ เป็นดวงใส ติดอยู่ในศูนย์กลางดวงธรรมที่ทําให้เป็นมนุษย์แบบเดียวกัน ถ้าดวงบุญใหญ่โตก็นําไปสู่สวรรค์ ถ้าดวงบาปใหญ่โตกว่าก็นําไปสู่นรก ใครจะแก้ไขอย่างใดอย่างหนึ่ง ไม่ได้ทั้งนั้น ย่อมเป็นไปตามคติของตน เหมือนหญิงชายจะเป็นสามีภรรยากันใครก็แล้วแต่ จะต้องตกลงใจของกันและกันเอง ฉะนั้น การที่สัตว์จะไปสู่ทุคติ ภพดึงดูดมีอยู่ ทําความชั่วไม่มีความดีเข้าไปจุนเจือเลย แม้เพียงเท่าปลายผมปลายขน พอแตกกายทําลายขันธ์ โลกันตร์ดึงดูดเอาไป จะไปอยู่ที่อื่นใดไม่ได้ทั้งนั้น อายตนะบาปดึงดูดไปทันที ถ้าว่าภพหย่อนลงกว่านั้นมา ก็ไปอยู่ในอเวจี มหาตาปนรก เหล่านี้ เป็นต้น แต่พอมาเกิดในจําพวกสัตว์เดรัจฉานได้ สัตว์เดรัจฉานก็ดึงดูดเอาไปเกิดในจําพวกสัตว์เดรัจฉาน แต่ถ้าทําความผิดไม่ถึงขนาดนั้น ก็ไปเกิดเป็นเปรต อสุรกาย ตามลําดับไป ถ้าทําความดีด้วย กาย วาจา ใจ ไม่มีความชั่วบาปช้ามาเจือปนเลย พอแตกกายทําลายขันธ์ อายตนะของมนุษย์ดึงดูดเข้าสู่คัพภสัตว์ ไปติดอยู่ในกําเนิดมนุษย์ ถ้าดีมากขึ้นไปกว่านี้ ก็ไปเกิดในจําพวกเทวดา เป็นชั้นๆ สูงขึ้น ชั้นจาตุมหาราช ชั้นดาวดึงส์ ชั้นยามา ชั้นดุสิต ชั้นนิมมานรดี ชั้นปรนิมมิตวสวัตตี สูงขึ้นไปตามสภาพของธรรมดึงดูดกันเองว่า ตนได้กระทําความดีขนาดเท่าไร ควรอยู่ควรเกิดในที่ไหน เมื่อตรงกับอายตนะไหน อายตนะนั้นก็ดึงดูดไป เขามีอายตนะสําหรับเหนี่ยวรั้งและดึงดูดกันทั้งนั้น เราติดอยู่ในมนุษย์นี้ไปไหนได้เมื่อไร ไปไม่ได้ทั้งนั้น อยากจะตายก็ตายไม่ได้ บ่นไปเถอะก็ไม่ตาย แต่พอถึงกําหนด ไม่อยากตายก็ต้องตาย จะถูกบังคับบัญชาอย่างนี้ ดึงดูดอย่างนี้เสมอไป เหตุนี้เราจึงได้แสวงหาบุญ บุญจะได้ดึงดูดไปสู่สุคติ ทุคติจะได้ไม่มีต่อไป จากพระธรรมเทศนาเรื่อง “ภัตตานุโมทนากถา” ๑๐ พฤษภาคม ๒๔๙๗ ๒๗ อารมณ์ นี่ตั้งแต่กายธรรม-กายธรรมละเอียด กายโสดา-โสดาละเอียด กายธรรมสกทาคา-สกทาคาละเอียด กายธรรมอรหัต-อรหัตละเอียด ๑๐ กายนี่ไปนิพพานได้ทั้งนั้น แต่ว่าไม่มีนิพพานเป็นอารมณ์เหมือนพระอรหัต พระอรหัต พระอนาคามีมีนิพพานเป็นอารมณ์ ไม่มีอารมณ์อื่นละ สัตว์โลกในโลกนี้มีกามคุณเป็นอารมณ์ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส เป็นที่ชอบใจ เป็นอารมณ์หมดทั้งสากลโลก ผู้หญิงก็แบบนั้นแหละ ผู้ชายก็แบบนั้น มีอารมณ์เพราะมีกามภพ จะไม่ให้คิดเรื่องอื่น รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส เท่านั้นเป็นอารมณ์ของมันเชียว ไม่คิดเรื่องอื่นๆ นั่นเป็นเรื่องสําคัญ ไม่ใช่เท่านั้น เมื่อกามภพมีอารมณ์เช่นนี้ มนุษย์ชั้นหนึ่ง สวรรค์ ๖ ชั้นมีอารมณ์เดียวกัน เมื่อถึงกายรูปพรหมอีก ๑๖ ชั้น พวกรูปพรหม ๑๖ ชั้นนั้นมีปฐมฌานเป็นอารมณ์ ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌานเป็นอารมณ์ ใจจดใจจ่ออยู่ฌานนั่นแหละ ไม่ไปจ่อจดที่อื่นละ สวรรค์ ๖ ชั้น มนุษย์ชั้นหนึ่ง ไม่จดจ่อที่อื่น จดจ่ออยู่ที่กามทั้งนั้น รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา ใจจดอยู่นั่น ถอดไม่ออกติดแน่นเชียว ส่วนรูปพรหมนั่นติดอยู่ที่ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน ติดแบบเดียวกันติดยิ่งกว่าติดในกามอีกแน่นหนาทีเดียว ส่วนกายอรูปพรหม ๔ ชั้นเล่า ใจจ่ออยู่ที่อรูปฌาน อากาสานัญจายตนะ วิญญานัญจายตนะ อากิญจัญญายตนะ เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน ติดอยู่นั่นถอนไม่ออก นี่สุดภพทั้งหมด จากพระธรรมเทศนาเรื่อง “รัตนสูตร” ๒๘ เด็กเล่นขายของ ธรรมอันนี้เป็นของลึกซึ้ง ถ้าว่าผู้ใดไปถึงเข้าแล้ว ผู้นั้นก็จะรู้สึกน่ะ ไม่ว่าผู้หญิงผู้ชาย พุทโธ่เอ๋ย...เราเกิดมาตั้งแต่เล็กจนโต เป็นหนุ่มเป็นสาว ครองเหย้าครองเรือน เหมือนเด็กจริงๆ เด็กๆ เล่นขายของกันแท้ๆ เดี๋ยวก็ตี เดี๋ยวก็ทะเลาะกัน เพราะอ้ายนั่นไม่พอ อ้ายนี่ไม่พอ หึงหวงกันต่างๆ นานา เหมือนเด็กๆ เล็กๆ แท้ ถ้าไปถึงพระเข้าแล้ว ก็ไอ้นี่มันไม่ใช่เรื่องอย่างนี้หรือนี่ นี่แกก็ไปเห็นอย่างนั้นเข้าเหมือนกัน แกจึงทิ้งบ้านทิ้งช่อง แม้ใครจะมายอมเป็นภรรยา แกก็ไม่ยอมอีกนะแหละ แกกลัวจะเล่นเรื่องเด็กกันอีก แกกลัว แกรีบมาเสีย แกกลัวจะไปเล่นเรื่องเด็กกันอีก ยุ่งๆ เหยิงๆ กันต่างๆ นานา ที่รบกันไปรบกันมานั้น มันก็เรื่องเด็กๆ นะ ไม่ใช่เรื่องผู้ใหญ่ ถ้าเรื่องผู้ใหญ่ไม่รบกันดอก ดูแต่ผู้ใหญ่กับผู้ใหญ่นั้นซิ อยู่ด้วยกันไปๆ ก็ไม่เป็นไร โอบอ้อมอารีซึ่งกันและกัน ไม่ค่อยจะเป็นอันตรายนัก แต่ว่าต่างคนต่างก็เป็นผู้ใหญ่ เป็นเด็กๆ ไม่รู้เดียงสา พูดกันไม่รู้เรื่อง ฟังกันไม่รู้เรื่อง กลับเป็นเด็กๆ เสียอีก เพราะเหตุนี้ความเป็นพระพุทธเจ้าเป็นของได้ยาก ต้องเป็นผู้ใหญ่จริงๆ นะจึงจะเป็นพระพุทธเจ้าได้ ถ้าเป็นเด็กๆ เป็นพระพุทธเจ้าไม่ได้ ยังทะเลาะเบาะแว้งกันอยู่ สมัยเมื่อยังเป็นเด็กๆ พระพุทธเจ้าไม่มีทะเลาะกันกับใคร ใจดีนักทีเดียว ไม่ข้องแวะกับใคร จากพระธรรมเทศนาเรื่อง “รัตนสูตร” ๒๓ พฤษภาคม ๒๔๙๗ ๒๙ อานิสงส์การบวช อานิสงส์ผลของเจ้าตนผู้บวช ของมารดาบิดาของผู้อุปถัมภ์ให้บวชน่ะมากมายนัก ท่านกล่าวว่า มารดาลูกของตัวบวช มารดาบิดาลูกของตัวบวชในพระธรรมวินัยของพระศาสดา เป็นเจ้าภาพให้ลูกของตัว บวชเป็นเณรในพระธรรมวินัยพระศาสดาได้อานิสงส์ ๘ กัลป์ การให้บวชเป็นพระภิกษุได้อานิสงส์ ๑๖ กัลป์ ๘ กับ ๑๖ ประสมกันเข้าเป็น ๒๔ กัลป์ เหมือนพระที่บวชใหม่นี้เจ้าภาพก็ได้ ฝ่ายมารดาก็ได้อานิสงส์ ๒๔ กัลป์ กัลป์หนึ่งเท่าไรล่ะ ได้เสวยสุขนะ ไม่รู้จักได้นานเท่าไร เอากัลป์รวมกัน กัลป์น่ะ ภูเขากว้างโยชน์ สูงโยชน์หนึ่ง ๑๐๐ ปีเทวดาผู้วิเศษเอาผ้าทิพย์เนื้อละเอียดมาปัดลงไปที่ยอดนั้นครั้งหนึ่ง ก็หยุดไป พอครบ ๑๐๐ ปีแล้วมาปัดครั้งหนึ่ง เพียรปัดไปดังนี้แหละ ภูเขานั้นสึกด้วยผ้าเทวดาปัดนั่นแหละ สึกลงมาเรียบร้อยลงมาถึงพื้นดินตามเดิม ไม่รู้ว่าภูเขาอยู่ที่ไหน เป็นพื้นดินไปแล้ว เรียบลงมาถึงขนาดนั้น นั่นเรียกว่าได้กัลป์หนึ่ง ได้กัลป์หนึ่ง โอ..มันเหลือลึกอย่างนี้ อีกนัยหนึ่ง สระกว้างโยชน์ ลึกโยชน์หนึ่ง สี่เหลี่ยมจัตุรัส ๑๐๐ ปีมีเทพเจ้าผู้วิเศษเอาเมล็ดพันธุ์ผักกาดมาทิ้งลงเมล็ดหนึ่ง เทวดาผู้วิเศษก็ไม่ตายเหมือนกัน ๑๐๐ ปีก็เอามาทิ้งไว้เมล็ดหนึ่ง ๑๐๐ ปีก็เอามาทิ้งไว้เมล็ดหนึ่ง จนกระทั่งเมล็ดพันธ์ุผักกาดนั้นแหละเต็มสระที่ลึกโยชน์ กว้างโยชน์นั่นนะ สี่เหลี่ยมจัตุรัสนั่นแหละ นี่มันเท่าไรกันล่ะ นับกันไม่ไหว ต้องตวงกันด้วยกัลป์อย่างนี้ นี่บุญกุศลน่ะมันมากมายขนาดนี้ จากพระธรรมเทศนาเรื่อง “รัตนสูตร” ๒๓ พฤษภาคม ๒๔๙๗ ๓๐ อติมานะ อนติมานี ไม่มีอติมานะ เย่อหยิ่งจองหองไม่มี ไม่มีเย่อหยิ่งจองหองจริงๆ ทีเดียว ลูกหญิงลูกชายบางคนเย่อหยิ่งจองหอง ต่อพ่อแม่ กระทบกระทั่งเข้าเล็กน้อยละก็ใช้จมูกฟิด หมิ่นพ่อแม่เสียแล้ว เอาแล้ว นี่ร้ายกาจถึงขนาดนี้ นี่มันหยิ่งจองหองอย่างนี้ ภิกษุสามเณรก็ดุจเดียวกัน ถ้าว่ากระทบกระทั่งเข้าเล็กๆ น้อยๆ ละก็ เอาละไปละ สึกขาลาเพศไปเสียบ้าง ไปเสียที่ไหนๆ บ้าง นี่เอาเข้าแล้ว ถูกเข้าเล็กๆ น้อยๆ ละก็หัวดื้อกระด้าง ครูบาอาจารย์เกลียดนัก พ่อแม่ก็เกลียดนัก ถ้าเป็นผู้ไม่หยิ่งจองหอง เมื่อไม่หยิ่งจองหองอย่างนี้แล้ว เป็นที่สบายใจ อยู่กับพ่อแม่เป็นที่สบายใจ ครูบาอาจารย์ ภิกษุสามเณร อุบาสก อุบาสิกา ในพระพุทธศาสนาเป็นผู้ไม่หยิ่งจองหองแล้ว เป็นที่สบายใจ พระพุทธศาสนาชอบใจนัก ชอบอาจหาญ ชอบ ตักเตือน ไม่มีอติมานะ ถ้ามีอติมานะเย่อหยิ่งจองหอง เป็นเช่นนั้นละก็เป็นที่ไม่สบายใจ นี่เป็นคนฝ่ายเลว ฝ่ายดีก็ไม่หยิ่งจองหองเท่านั้น ไม่มีอติมานะทีเดียว จากพระธรรมเทศนาเรื่อง “กรณียเมตตสูตร” ๒๕ พฤษภาคม ๒๔๙๗ ๓๑ คุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์นี้ บุคคลที่เข้าถึงแล้ว ถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ถึงพระพุทธเจ้าก็คือตัวธรรมกาย ถึงธรรมกายก็เหมือนถึงพระพุทธเจ้า ถึงธรรมกายได้ธรรมกาย ไปกับธรรมกายได้ ไปนรกสวรรค์ ไปนิพพานได้ ผู้เข้าถึงไตรสรณคมน์ ถึงพุทธรัตนะเช่นนี้ละก็ จะรู้จักคุณพุทธรัตนะว่าให้ความสุขแก่ตัวแค่ไหน บุคคลผู้ใดเข้าถึงแล้วก็ปลาบปลื้มเอิบอิ่มตื้นเต็ม สบายอกสบายใจ เพราะพุทธรัตนะบันดาลสุขให้แล้ว ส่งความสุขให้แล้ว ถึงว่าจะให้ความสุขสักเท่าไร มากน้อยเท่าไร ตามความปรารถนา สุขกายสบายใจ เรามีอายุยืนเจริญหนักเข้า มีอายุยืน ทําหนักเข้า ทําชํานาญหนักเข้า ในพุทธรัตนะมีคุณอเนก เวลาเจ็บก็ไม่อาดูรเดือดร้อนไปตามกาย เวลาจะตายก็นั่งยิ้มสบายอกสบายใจ เห็นแล้วว่าละจากกายนี้มันจะไปอยู่โน้น เห็นที่อยู่ มีความปรารถนา นี่คุณของพุทธรัตนะ พรรณนาไม่ไหว นี้เรียกว่าคุณพระพุทธเจ้า คือธรรมกาย คุณของพระธรรมคือ ธรรมรัตนะ ดวงธรรมที่ทําให้เป็นธรรมกาย นั่นอเนกอนันต์ทีเดียว เข้าอยู่ในกลางดวงนี้แล้วละก็ สุขก็ต้องอยู่กลางดวงนั่น จะทําอะไรต้องอยู่กลางดวง ต้องหยุดอยู่กลางดวงนั่น ถ้าไม่มีดวงพระธรรมแล้ว พุทธรัตนะก็ไม่มีฤทธิ์เหมือนกัน พุทธรัตนะมีฤทธิ์ ก็เพราะอาศัยดวงพระธรรมนั้น ธรรมรัตนะนั้น นี่นับประมาณไม่ไหวทีเดียว อเนกอนันต์ทีเดียว จะทําอะไรก็ได้ทุกสิ่งทุกประการ ไม่เหลือวิสัย ทําได้ทีเดียว เป็นชั้นๆ ขึ้นไป สังฆรัตนะเล่า สังฆรัตนะต้องรักษาธรรมรัตนะไว้ ถ้าสังฆรัตนะไม่รักษาธรรมรัตนะไว้แล้ว พุทธรัตนะก็อยู่ไม่ได้ ธรรมรัตนะไม่มี ธรรมรัตนะไม่มีแล้ว สังฆรัตนะก็อยู่ไม่ได้ อญฺญมญฺญสมานา อาศัยซึ่งกันและกัน จากพระธรรมเทศนาเรื่อง “ขันธปริตร” ๖ มิถุนายน ๒๔๙๗ ๓๒ ศรัทธา ศรัทธา ความเชื่อ เมื่อประพฤติถูกเช่นนี้ เชื่อแน่ก็ได้รับความสุขแท้ๆ ไม่ต้องไปสงสัย เชื่อมั่นลงไปทีเดียว เชื่อมั่นลงไปเช่นนั้นแล้วละก็ การประพฤติปฏิบัติในพระธรรมวินัยของพระศาสดาเล่าเชื่อมั่นทีเดียว เชื่อว่าพระพุทธเจ้ามีจริงอยู่ พระธรรมมีจริงอยู่ พระสงฆ์มีจริงอยู่ เราเข้ายังไม่ถึงหรือเราเข้าถึงแล้ว จักรักษาให้มั่นอย่าให้ฟั่นเฟือนต่อไป อย่าให้มัวหมอง ให้ผ่องใสหนักขึ้น ให้เข้าถึงจุดหมายปลายทางที่พระพุทธเจ้าไปแค่ไหน ก็ไปให้ถึงแค่นั้น หรือเมื่อรู้จักทางไปของพระพุทธเจ้าพระอรหันต์แล้ว ตั้งใจให้แน่วแน่ๆ ไม่ให้คลาดเคลื่อน รักษาไว้ นั่งนอนยืนเดินให้เห็นเสมอไป ให้รู้แน่ว่าเราตายจากมนุษย์ชาตินี้ ต้องไปเกิดที่นี่ ที่อยู่เป็นดังนี้ๆ เห็นปรากฏ ผู้ที่เขาตายไปแล้วก็เห็นปรากฏ ผู้ที่เขาเกิดมาแล้วมีรูปพรรณสัณฐานเป็นอย่างนี้ เพราะทําสิ่งอันใด เมื่อรู้ชัดดังนั้นก็ทําแต่สิ่งที่ดี ชอบดีก็ทําแต่สิ่งที่ดี สิ่งที่ชั่วก็ไม่ทําต่อไป ดังนี้ได้ชื่อว่าผู้ประกอบด้วยศรัทธาความเชื่อ จากพระธรรมเทศนาเรื่อง “สังวรคาถา” ๓๐ กรกฎาคม ๒๔๙๗ ๓๓ สังขาร ปุญญาภิสังขาร สังขารตบแต่งให้เกิดเป็นบุญชั้นมนุษย์นี้ ในชมพูทวีป แสนโกฏิจักรวาลอนันตจักรวาล มนุษย์มีมากน้อยเท่าไรอยู่ในปุญญาภิสังขารทั้งนั้น ส่วนทิพย์ กายโอปปาติกะ กําเนิดเกิดเป็นกายทิพย์ในชั้นจาตุมหาราช ดาวดึงสา ยามา ดุสิตา นิมมานรตี ปรนิมมิตวสวัตดี สวรรค์ ๖ ชั้นนี้เรียกว่า ปุญญาภิสังขาร สังขารอันบุญตบแต่งทั้งนั้น รูปพรหมอีก ๑๖ ชั้น พรหมปาริสัชชา พรหมปุโรหิตา มหาพรหมา ปริตตาภา อัปปมาณาภา อาภัสสรา ปริตตสุภา อัปปมาณสุภา สุภกิณหา อสัญญีสัตตา เวหัปผลา นี่ชั้น ๑๑ ส่วน อวิหา อตัปปา สุทัสสา สุทัสสี อกนิฏฐา ทั้ง ๕ ชั้นนี้เรียกว่าสุทธาวาส เป็นที่อยู่ของพระอริยบุคคล ชั้นพระอนาคามิผล-พระอนาคามิมรรค อยู่ในที่นี้ รูปพรหมทั้ง ๑๖ ชั้นนี้เป็นปุญญาภิสังขารทั้งนั้น ส่วนอเนญชาภิสังขาร สังขารในอรูปพรหม อากาสานัญจายตน วิญญาณัญจายตน อากิญจัญญายตนะ เนวสัญญานาสัญญายตนะ ในอรูปพรหมทัง ๔ นี้ ก็จัดเป็นอเนญชาภิสังขาร อีกเหมือนกัน ไม่ใช่อปุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสังขาร ต่ำกว่ามนุษย์ลงไป เรียกว่าอปุญญาภิสังขาร เกิดเป็นเปรตบ้าง เป็นอสุรกายบ้าง เป็นสัตว์นรก ๔๕๖ ขุมลุ่มลึก ทุกข์ยากลําบากนัก ในอบายภูมิทั้ง ๔ นี้ เรียกว่า อปุญญาภิสังขาร ฝ่ายสัตว์เดียรัจฉาน ก็เห็นปรากฏว่าตัวใหญ่ตัวเล็กน้อยน่าสมเพชเวทนา เปรต อสุรกาย เราไม่เห็นด้วยตา เป็นแต่เขาเขียนรูปไว้ให้ดู มีจริง ๆ ไม่ต้องไปสงสัย สัตว์นรก เปรต อสุรกายเหล่านี้ สัตว์เดรัจฉานเห็นปรากฏชัด นี้ได้ชื่อว่าอปุญญาภิสังขาร อเนญชาภิสังขาร สังขารที่ไม่หวั่นไหว ตั้งแต่อรูปสัตว์ อสัญญีสัตว์ ที่ชั่วคราวนะ ไม่หวั่นไหวชั่วคราวหนึ่ง นี่ตํารับตําราท่านยกเอาแค่นี้ แต่ว่าอเนญชาภิสังขาร สังขารที่ไม่หวั่นไหว สังขารที่ไม่หวั่นไหวควรจะจัดสังขารที่บุญตบแต่งไม่ได้ บาปตบแต่งไม่ได้ ควรจะเป็นอเนญชาภิสังขาร ส่วนโลกันต์นรกก็ไปหมกไหม้อยู่ในนั้น ไปทนทุกข์เวทนาอยู่ในโลกันต์นรก นั่นจะจัดเป็นอเนญชาภิสังขารได้ไหมละ ก็มันยังไปเกิดมาเกิดอยู่ ถ้านิพพานก็ได้ เป็นอเนญชาภิสังขาร ที่ไม่หวั่นไหวด้วยโลกธรรมทั้ง ๔ ทั้ง ๘ ไม่หวั่นไหวด้วยโลกธรรมทั้ง ๘ นี้ เป็นอเนญชาภิสังขารได้ อเนญชาภิสังขารเหล่านี้ ก็มีหวั่นไหวอยู่ เคลื่อนไปมาอยู่ ดิน ฟ้า ลม อากาศ วิญญาณธาตุล้วน ธาตุล้วนๆ ไม่เกี่ยวข้องอะไร นั่นแน่ควรจะเป็นอเนญชาภิสังขาร แต่ว่าสังขารในที่นี้ท่านประสงค์เอาอสัญญีสัตว์ อรูปสัตว์ เป็นอเนญชาภิสังขาร ให้รู้จักหลักอันนี้ จากพระธรรมเทศนาเรื่อง “ติลักขณาทิคาถา” ๑ สิงหาคม ๒๔๙๗ ๓๔ การให้ทาน เป็นฆราวาสครองเรือนให้หมั่นให้ทาน ให้ละสุขน้อยโดยการบริจาคทาน ที่มีสมบัติยิ่งใหญ่ไพศาลในมนุษย์โลกนี้ ถึงมีพอประมาณหรือมีเล็กน้อยก็ช่าง อุตส่าห์ละเถิด จงให้ทานให้ความสุขในภพนี้ และภพหน้าต่อไปนับภพไม่ถ้วน ให้อุตส่าห์ให้ทาน ทานนี่แหละเป็นข้อสําคัญนัก ท่านยืนยันตามตํารับตํารา ว่ามนุษย์จะได้รับความสุขในมนุษย์โลก ก็เพราะอาศัยการให้ทานกัน ด้วยเหตุนี้พระโพธิสัตว์สร้างบารมีมาเกิดในมนุษย์โลก ก็ย่อมให้ทานในเบื้องหน้า ท่านเป็นผู้เก็บหอมรอมริบสนับสนุนอุปถัมภ์ค้ำชูแก่บริวารของท่าน ไม่แพ้ฝ่ายใด ท่านก็อุปถัมภ์ค้ำชูตลอด เพราะท่านเป็นผู้มีสมบัติยิ่งใหญ่ไพศาล ท่านบริจาคทานอย่างนี้ อันการให้ทานนี่แหละ ที่จะส่งเราให้ไปถึงสุขยิ่งใหญ่ไพศาล ถ้าไม่ทําทานจะมีสุขอันยิ่งใหญ่ไพศาลไม่ได้ เพราะไม่มีผลทานส่งให้ จะถึงสุขยิ่งใหญ่ไพศาลไม่ได้ เพราะฉะนั้น ถ้าเกิดมาในมนุษย์โลก ถ้าเป็นคนจนเสียแล้ว เราจะทําความดีให้เต็มส่วนเต็มที่ไม่ได้ เพราะว่าจะรักษาศีลก็รักษาไม่ได้ จะเจริญภาวนาก็เจริญไม่ไหว เพราะเป็นคนจนเสียแล้ว จะไม่รักษาศีล เจริญภาวนา เพราะห่วงการงานต้องประกอบกิจการงาน การงานเหนี่ยวรั้งไว้ ให้ไปทําการงาน จิตที่จะทําให้ยิงใหญ่ไพศาลในศีล ภาวนา ก็ทําไม่ได้ จากพระธรรมเทศนาเรื่อง “สุขที่สัตว์ปรารถนาจะพึงได้” ๑๙ กันยายน ๒๔๙๗ ๓๕ อาตาปี สัมปชาโน สติมา ถ้าเห็นเข้าเช่นนี้เราจะทําอย่างไร ตํารากล่าวไว้ว่าอาตาปี เพียรให้กลั่นกล้า อาจหาญทีเดียว เพียรไม่ย่อ ไม่ท้อ ไม่ถอยทีเดียว เอาเป็นเอาตายทีเดียว เพียรกันจริง ต้องใช้ความเพียรประกอบด้วยองค์ ๔ ทีเดียว ประกอบด้วยองค์สี่นั้นมีอะไรบ้าง เนื้อ เลือด กระดูก หนัง หนัง เนื้อ เลือดจะแห้งเหือดหมดไปไม่ว่า เหลือแต่กระดูก หนังช่างมัน ไม่ละล่ะ ใจต้องจรดอยู่ที่เดียวในกาย เวทนา จิต ธรรมนั้น ไม่คลาดเคลื่อนละ จรดอยู่ในกาย จะต้องจรดอยู่ทีเดียว ไม่ไปอื่นกันล่ะ ฝันไม่กลับกันละ ฝันกันเรื่อย แม้จะกลับมาก็เล็กน้อย ฝันไปอีก ฝันไม่เลิกกันล่ะ ให้ชํานาญทีเดียว ฝันในฝัน นั่งก็ฝันได้ นอนก็ฝันได้ เดินก็ฝันได้ ยืนก็ฝันได้ ขี้เยี่ยวก็ฝันได้ทีเดียว นี่เขาเรียกว่า อาตาปี เพียรเร่งเร้าเข้า อย่างนี้ สัมปชาโน สติมา รู้อยู่เสมอ ไม่เผลอ เผลอไม่ได้ เผลอหายเสีย ถ้าได้ใหม่ เป็นใหม่ๆ เผลอไม่ได้ เป็นหายทีเดียว เพราะฉะนั้นต้องไม่เผลอกันทีเดียว ไม่วางธุระ ให้เอาใจใส่ ไม่เอาใจใส่ไปจรดอื่น ให้จรดอยู่ที่กาย เวทนา จิต ธรรม ในกายนั้นแหละ จากพระธรรมเทศนาเรื่อง “สติปัฏฐานสูตร” ๓ ตุลาคม ๒๔๙๗ ๓๖ ฉลาดกว่า ถ้าว่าทําธรรมกายเป็นละก็ มันฉลาดกว่ามนุษย์หลายสิบเท่าเชียวนะ พอเข้าถึงกายมนุษย์ละเอียด ก็ฉลาดกว่าเท่าหนึ่งแล้ว สูงกว่าเท่าหนึ่งแล้ว เข้าถึงกายทิพย์ ก็สองเท่าแล้ว กายทิพย์ละเอียด ก็สามเท่าแล้ว กายรูปพรหม สี่เท่า กายรูปพรหมละเอียด ห้าเท่า กายอรูปพรหม หกเท่า กายอรูปพรหมละเอียด เจ็ดเท่า เข้าถึงธรรมกายและกายธรรมละเอียด ๘-๙ เท่าเข้าไปแล้ว มันมีความฉลาดกว่ากันอย่างนี้นะ จากพระธรรมเทศนาเรื่อง “มหาสติปัฏฐานสูตร” ๑๐ ตุลาคม ๒๔๙๗ ๓๗ ไฟจุ่มน้า บัดนี้ ที่วัดปากน้ำนี่นะมีธรรมกาย สูงกว่าฌานนั่นอีก โดยนั่นสู้ไม่ได้ ไกลกว่าฌานนั่นอีก เขามีธรรมกายกัน ถ้ามีความกําหนัดยินดีเท่าใด แพร็บเข้าธรรมกายไป ความกําหนัดยินดีทําอะไรไม่ได้เลย ล้อมันเล่นเสียก็ได้ มันทําอะไรไม่ได้ ความกําหนัดยินดีทําอะไรไม่ได้ ที่เราเป็นผู้ครองเรือนน่ะ ความกําหนัดยินดีมันบังคับ เหมือนกับเด็กๆ ตามใจชอบมัน จะทําอะไรก็ตามชอบใจของมัน ความกําหนัดยินดีมันบังคับ มันบังคับเช่นนี้แล้ว เราเข้าธรรมกายเสีย ไม่ออกจากธรรมกาย ความกําหนัดยินดีที่มันบังคับนั่นหายแว๊บไปแล้ว เหมือนไฟจุ่มน้ำ จากพระธรรมเทศนาเรื่อง “พุทธโอวาท” ๒๔ ตุลาคม ๒๔๙๗ ๓๘ อวิชชาเป็นเหตุเป็นปัจจัย อวิชชาเป็นปัจจัยให้เกิดสังขาร อวิชฺชา ปจฺจยา สงฺขารา ดังนั้นเป็นต้น อวิชชา ความรู้ไม่จริง มันก็กระวนกระวายนิ่งอยู่ไม่ได้ ความรนหาความรู้จริงนั่นแหละ มันก็เกิดเป็นสังขารขึ้น รู้ดีรู้ชั่ว รู้ไม่ดีไม่ชั่ว เข้าไปว่า อวิชฺชา ปจฺจยา สงฺขารา อวิชฺชา ปจฺจยา สงฺขารา อวิชชา เป็นปัจจัยให้เกิดสังขาร สังขาร เป็นปัจจัยให้เกิดวิญญาณ ความรู้ เมื่อมีความรู้ขึ้นแล้ว วิญญาณ เป็นปัจจัยให้เกิดนามรูป มันก็ไปยึดเอานามรูปเข้า นามรูป เป็นปัจจัยให้เกิดสฬายตนะ มีนามรูปแล้วก็มีอายตนะเข้าประกอบ สฬายตนะ เป็นปัจจัยให้เกิดผัสสะ เมื่อมีอายตนะเข้าแล้วก็รับผัสสะ ผัสสะ เป็นปัจจัยให้เกิดเวทนา เวทนา เป็นปัจจัยให้เกิดตตัณหา ความอยากได้ดิ้นรน กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา ตัณหา มีขึ้นแล้วเป็นปัจจัยให้เกิดอุปาทาน ความยึดถือ อุปาทาน มีขึ้นแล้วเป็นปัจจัยให้เกิดภพ ก็ยึดถือภพต่อไป กามภพ รูปภพ อรูปภพ เกิดด้วยอัณฑชะ เกิดจากสังเสทชะ โอปปาติกะ เกิดด้วยชลาพุชะ สังเสทชะ เหงื่อไคล อัณฑชะ เกิดเป็นฟองไข่ ชลาพุชะ เกิดด้วยน้ำ พวกมนุษย์ โอปปาติกะลอยขึ้นบังเกิดอย่างพวกเทวดา สัตว์นรก นี่โอปปาติกะ นี้ที่เกิดขึ้นได้เช่นนี้ก็เพราะอวิชชานั่นเอง ไม่ใช่อื่น ถ้าอวิชชาไม่มีแล้วเกิดไม่ได้ อวิชชานะเป็นเหตุด้วย แล้วเป็นปัจจัยด้วย นี่เราท่านทั้งหลายเป็นหญิงเป็นชาย เกิดมาได้อย่างนี้ จากพระธรรมเทศนาเรื่อง “ธรรมทั้งหลายเกิดแต่เหตุ” ๓๑ ตุลาคม ๒๔๙๗ ๓๙ ศีล สมาธิ ปัญญา ศีลเป็นเหตุ มีสมาธิเป็นอานิสงส์ สมาธิเป็นต้นเหตุ มีปัญญาเป็นอานิสงส์ ปัญญาเป็นต้นเหตุ อบรมจิตให้หลุดพันจากอาสวะทั้งหลาย ในข้อนั้นท่านทั้งหลายพึงกระทําโดยความไม่ประมาทเถิดประเสริฐนัก ที่เกิดมาเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนา สมเด็จพระบรมศาสดาทรงวางตํารับตําราไว้ เป็นแบบแผนแน่นหนา ทรงเทศนาโปรดเวไนยสรรพสัตว์อยู่ ๔๕ พรรษา เมื่อรวบรวมธรรมวินัย ไตรปิฎกของพระบรมศาสดาแล้ว ก็คงเป็น ๓ คือวินัยปิฎก สุตตันตปิฎก ปรมัตถปิฎก เรื่องนี้พระเถรานุเถระ มีพระมหาอริยกัสสปะเป็นประธาน ได้สังคายนาร้อยกรองทรงพระธรรมวินัย เป็นหลักฐาน เรียกว่า พระวินัย พระสูตร พระปรมัตถ์ พระวินัย จัดเป็นศีล ศีลมากนักเป็นอปริยันตปาริสุทธิศีล ศีลของพระภิกษุไม่มีที่สุดทีเดียว ศีลของอุบาสกอุบาสิกา มี ๕ มี ๘ สามเณรมี ๑๐ ตามหน้าที่ ส่วนพระสูตร ก็ตรัสเทศนามากอีกเหมือนกัน เรียกว่า สุตตันตปิฎก ยกเป็นสุตตันตปิฎกนั้น ถึง ๒๑,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ ถ้าจะสรุปเข้าแล้ว ถ้าจะสรุปรวบรวมเข้าก็เป็นสมาธิ สมาธิจัดเป็นภูมิไปมาก มีมากอีกเหมือนกัน พระปรมัตถปิฎก ๔๒,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ ถ้าย่นย่อลงเป็นสั้นๆ แล้วก็คือปัญญา ปัญญาก็แยกออกมากอีกเหมือนกัน เพราะฉะนั้น ศีล สมาธิ ปัญญา นี่แหละ เป็นหลักประธานของพระพุทธศาสนา ผู้ปฏิบัติควรศึกษาเสียให้รู้ศีลชัด รู้ศีลแล้ว ให้รู้จักสมาธิชัด ให้รู้จักปัญญาเสียให้ชัด จากพระธรรมเทศนาเรื่อง “การแสดงศีล (สีลุทเทส)” ๓ พฤศจิกายน ๒๔๙๗ ๔๐ เนมิตกนาม คําว่า พุทฺโธ เป็นเนมิตกนามเกิดขึ้นจากพุทธรัตนะ คําว่า ธมฺโม เป็นเนมิตกนามเกิดขึ้นจากธรรมรัตนะ คําว่า สงฺโฆ นั่นเป็นเนมิตกนามเกิดขึ้นจากสังฆรัตนะ เป็นต้น ยืนยันให้เห็นของจริงเข้า เห็นความเกิด เหตุให้เกิดความดับ เหตุให้ดับเข้าจริง เห็นจริงเข้า เป็นเนมิตกนามเกิดขึ้นกับพุทธรัตนะว่า พุทฺโธ ธรรมรัตนะ นั่นเอง ธรรมรัตนะดวงนั้นแหละ เมื่อสัตว์เข้าไปถึงแล้ว ทรงผู้ปฏิบัติไม่ให้ตกไปในที่ชั่ว ถึงได้เป็นเนมิตกนามเกิดขึ้นว่า ธมฺโม แล้วทรงจัดผู้ปฏิบัติไม่ให้ตกไปในที่ชั่ว สังฆรัตนะ รักษาธรรมรัตนะนั้นไว้ไม่หายไป ให้อยู่ในดวงธรรมรัตนะนั้น ปฏิบัติในดวงธรรมรัตนะนั้นไม่ให้สูญหายไป ธรรมรัตนะนั่น เป็นบ้านเป็นเรือนให้อยู่ทีเดียว ที่อยู่ของสังฆรัตนะทีเดียว ทิ้งไม่ได้ ห่างไม่ได้ มีที่อยู่ เมื่อรักษาธรรมรัตนะไว้ได้เช่นนั้น จึงได้เกิดเป็นเนมิตกนามยืนยันว่า สงฺโฆ จากพระธรรมเทศนาเรื่อง “การแสดงศีล (สีลุทเทส)” ๓ พฤศจิกายน ๒๔๙๗ ๔๑ ธรรมที่สั่งสมดีแล้ว...นําสุขมาให้ ธรรมอันบุคคลสั่งสมดีแล้ว นําความสุขมาให้ ผู้ประพฤติบริสุทธิ์กายวาจาและบริสุทธิ์ใจ บริสุทธิ์เจตนา จนกระทั่งใจผ่องใส นั่งก็เป็นสุข นอนก็เป็นสุข ยืน เที่ยว เป็นสุขทั้งนั้น ไม่มีทุกข์อันหนึ่งอันใดมาแผ้วพาน เพราะเหตุว่าในเรื่องทุจริตไม่มี มีแต่สุจริตฝ่ายเดียว นี่แค่นี้ขั้นหนึ่ง เพราะว่าธรรมย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม สูงขึ้นไปกว่านี้ผู้ที่ได้บรรลุเป็นโคตรภูบุคคล มีธรรมกาย ใจก็อยู่ศูนย์กลางดวงธรรมที่ทําให้เป็นกายธรรม อย่างนี้สูงขึ้นไป ธรรมก็ย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรมไว้ เป็นโคตรภู เป็นโสดาทั้งหยาบทั้งละเอียด เป็นสกทาคาทั้งหยาบทั้งละเอียด เป็นอนาคาทั้งหยาบทั้งละเอียด เป็นอรหัตทั้งหยาบทั้งละเอียด พวกนี้หมดทุกข์ มีสุขฝ่ายเดียว ทุกข์มีน้อยนัก ไปถึงพระอรหัตหมดทุกข์ ไม่มีทุกข์เลย มีสุขฝ่ายเดียว เรียกว่า เอกันตะ เป็นบรมสุขฝ่ายเดียว เข้าวิราคธาตุ-วิราคธรรมทีเดียว อย่างนี้แหละได้ชื่อว่าธรรมย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม ผู้มีธรรมกายนั้นแหละ ธรรมย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม หรือยังไม่ถึงธรรมกาย มีบริสุทธิ์กาย วาจาใจ จะให้เข้าถึงธรรมกายให้ได้ ก็ได้ชื่อว่าผู้รักษาธรรมเหมือนกัน ธรรมนั้นแหละย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรมเหมือนกัน ธรรมนั่นแหละนําความสุขมาให้ ธรรมที่สั่งสมมาดีแล้ว ปฏิบัติดีแล้ว ปฏิบัติแล้วก็นําความสุขมาให้ จากพระธรรมเทศนาเรื่อง “ปกิณกะ” ๔๒ ทาสทาน สหายทาน สามีทาน ให้ทานจริงๆ เช่นนี้นะ ไม่ใช่พอดีพอร้ายนะ ถ้าให้ทานให้ได้ทุกสิ่งทุกอย่าง แต่ของชอบใจไม่ให้เก็บเสีย ซ่อนเสีย ของไม่ดีที่ไม่เสมอใจให้เสีย ให้อย่างนี้มันเลือกให้ ให้ของไม่ดีเป็นทาน เป็นทาสทาน จัดว่ายังเข้าไม่ถึงสหายทาน เป็นทาสทานแท้ๆ เพราะเลือกให้ หากว่ามีมะม่วงสัก ๓ ใบตั้งขึ้นก็จะให้ใบเล็กเท่านั้นแหละ เอ้า..มะม่วง ๓ ใบ เท่าๆ กัน ก็จะให้ใบที่ไม่ชอบใจนั่นแหละ เอ้า มะม่วง ๓ ใบเสมอกัน ก็จะเลือกเอาอีกแหละ ลูกที่ไม่ชอบจึงให้ ลูกที่ชอบไม่ให้ หรือมันใกล้จะสุกแล้วไม่ให้ ให้ที่อ่อนๆ ไปอย่างนี้ อย่างนี้เป็นทาสทาน ไม่ใช่สหายทาน ถ้าให้สหายทานจริงแล้ว ก็ตัวบริโภคใช้สอยอย่างไร ให้อย่างนั้น เป็นสหายทาน ถ้าว่าสามีทานละก็เลือกหัวกระเด็นให้ เลือกให้ของที่ไม่ดีกว่านั้นต่อไป ถ้าเลือกหัวกระเด็นให้เช่นนี้ละก็ เป็นสามีทาน ลักษณะพระโพธิสัตว์เจ้าให้ทานนะ ให้สามีทานนะ ให้สหายทานทีเดียว ทาสทานไม่ให้ นี้เราสามัญสัตว์ชอบให้แต่ของที่ไม่ประณีต ไม่เป็นที่ชอบใจ ของที่ชอบเนื้อเจริญใจละก็ให้ มันเป็นทาสทานไป เสมอที่ตนใช้สอย มันก็เป็นสหายทานไป จากพระธรรมเทศนาเรื่อง “ของที่ได้โดยยาก” ๗ พฤศจิกายน ๒๔๙๗ ๔๓ ฆราวาสธรรม ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมนั้นเป็นไฉน? เมื่อเป็นฆราวาสเขาเรียกว่า ฆราวาสธรรม ปฏิบัติธรรมของตนให้แน่นอนอย่าให้คลาดเคลื่อน เรียกว่า ธมฺมานุธมฺมปฏิปนฺโน เริ่มต้นทีเดียว ต้องปฏิบัติอยู่ในกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการ ทอดทิ้งอกุศลกรรมทั้ง ๑๐ ประการเสีย ละอกุศลกรรมบถทั้ง ๑๐ ประการเสีย ประกอบกุศลกรรมบถทั้ง ๑๐ ประการ ให้เกิดมีกายบริสุทธิ์ ๓ เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ เว้นขาดจากการลักทรัพย์สมบัติของผู้อื่น เว้นขาดจากการประพฤติผิดในกามทั้งหลาย ๓ ละ เว้นจากวจีกรรม เว้นจากการพูดปด ไม่จริง หลอกลวง ต่างๆ เว้นจากกล่าวคําส่อเสียดให้เขาแตกร้าวจากกัน ให้สมัครสมานอยู่ ให้มีกับตน เว้นจากกล่าวคําหยาบช้าทารุณ ด่าชาติ ด่าตระกูล เว้นจากกล่าวคําเหลวไหล ปราศจากประโยชน์ หาหลักฐานไม่ได้ ไม่มีเหตุผล กล่าวเลอะเทอะๆ อย่างนี้ นี่เรียกว่า วจีกรรมบริสุทธิ์ แล้วเว้นจากโลภ อยากได้ของเขา เว้นจากโกรธ ประทุษร้ายเขา เว้นจากเห็นผิดจากคลองธรรม ได้ชื่อว่า ใจบริสุทธิ์ กายบริสุทธิ์ ๓ วาจาบริสุทธิ์ ๔ ใจบริสุทธิ์ ๓ รวมเป็น บริสุทธิ์ ๑๐ คือ กาย ๓ วจี ๔ ใจ ๓ รวมเข้าเป็น ๑๐ นี้เรียกว่า กุศลกรรม ๑๐ ประการ ตัวเองบริสุทธิ์ ดังนี้แล้ว ตั้งใจให้แน่วแน่ เรียกว่าธรรมานุธัมมปฏิบัติ ชวนบุคคลผู้อื่นให้บริสุทธิ์เหมือนกับตนเอง บริสุทธิ์ ๑๐ อย่าง ชักชวนบุคคลผู้อื่นให้บริสุทธิ์ ๑๐ อย่างเหมือนกันบ้าง ชักชวนบุคคลผู้อื่นอีก ๑๐ เป็น ๒๐ ละ ยินดีพวกบริสุทธิ์กาย วาจา ใจ เช่นนั้น อีก ๑๐ นั้นแหละเป็น ๓๐ สรรเสริญพวกบริสุทธิ์ด้วยกาย วาจา ใจ เช่นนั้นเป็น ๔๐ นี่เขาเรียกว่า กุศลกรรมบถวิภาค แยกออก จาก ๑๐ ไปเป็น ๒๐-๓๐-๔๐ ให้แน่นอน อย่าให้คลาดเคลื่อนเชียว นี่เขาเรียกว่า ฆราวาสธรรม ธรรมของฆราวาสให้แน่นอนอย่างนี้นะ หญิงก็เป็นหญิงที่ดี ชายก็เป็นชายที่ดี ถ้าปกครองเรือนละก็เป็นตัวอย่างได้ทีเดียว ลูกเกิดมาข้างหลัง พ่อแม่ประพฤติได้ดังนี้ เป็นตัวอย่างอันดีของลูกหญิงลูกชาย ได้ชื่อว่าให้สมบัติแก่ลูกจริงๆ ประพฤติตัวให้เป็นตัวอย่าง แก่ลูกหญิงลูกชายจริงๆ จากพระธรรมเทศนาเรื่อง “ภัตตานุโมทนากถา” ๑๔ พฤศจิกายน ๒๔๙๗ ๔๔ วาจาศักดิ์สิทธิ์ ถ้าว่าหัดวาจาไพเราะเสียในชาตินี้ ชาติต่อๆ ไปวาจาของตนศักดิ์สิทธิ์ จะพูดอะไรสําเร็จกิจหมดทุกอย่าง ถ้าใช้วาจาหยาบก็เท่ากับวาจาจอบตัวเอง ในชาตินี้ก็ดี วาจาหมดอํานาจหมดสิทธิ์ ไม่มีอํานาจอะไร พูดไปก็เท่ากับไม่ได้พูด พูดอะไรเป็นไม่สําเร็จ เพราะวาจาของตน ไม่ได้บําเพ็ญกุศลทางวาจาไว้ ถ้าบําเพ็ญกุศลทางวาจาไว้แล้ว กล่าววาจาใด วาจาศักดิ์สิทธิ์ วาจาศักดิ์สิทธิ์ นี่ไม่ได้เป็นของพอดีพอร้าย เรื่องวาจาศักดิ์สิทธิ์นี้ เมื่อครั้งสมเด็จพระบรมศาสดาเสด็จดับขันธปรินิพพานแล้ว กษัตริย์ทั้งหกพระนคร เจ็ดพระนคร แปดพระนคร ทั้งหกพระนครเกิดประหารชึ่งกันและกัน จะรบกันยกใหญ่ เมื่อครั้งแย่งพระบรมธาตุกันในครั้งนั้น ไม่มีใครสามารถมีวาจาศักดิ์สิทธิ์จะเปลื้องความในครั้งนั้นได้ มีพราหมณ์ผู้หนึ่ง ท่านโทนพราหมณ์ เข้าไปมีวาจาศักดิ์สิทธิ์ขึ้นในที่นั้น ห้ามพุทธกิจในการแย่งพระบรมธาตุในครั้งนั้นสําเร็จได้ นั่นเพราะอาศัยอะไร เพราะอาศัยวาจาของท่านพราหมณ์อันศักดิ์สิทธิ์ วาจาศักดิ์สิทธิ์นั่นแหละ ท่านได้สร้างวาจาไพเราะของท่านไว้ ถ้ากษัตริย์ผู้ใดคือว่าผู้ใดได้ฟังเข้าแล้วจะอ่อนน้อมตามวาจาของท่าน เป็นเช่นนี้เพราะสร้างวาจาที่ดีของท่านไว้ สร้างวาจาที่ไพเราะอ่อนหวานไว้ ถ้าใครต้องการวาจาศักดิสิทธิ์เช่นนี้ ต้องพยายามห้ามวาจาทุจริตเสีย ให้มีวาจาสุจริตอยู่รํ่าไป เมื่อกล่าวขึ้นแล้ว เป็นประโยชน์แก่ตนบ้าง ประโยชน์แก่คนอื่นบ้าง เป็นประโยชน์ทั้งตนบุคคลอื่นได้ วาจาไม่เป็นประโยชน์แล้วเสียเวลา พวกที่พูดวาจาพล่อยๆ เอาเรื่องเอาราวไม่ได้ วาจาเหลวไหวชนิดนี้ ฆ่าวาจาของตัวเอง ทําลายความศักดิ์สิทธิ์ของตัวเอง ไม่มีใครทําให้ พวกเราต้องอุตส่าห์แก้ไขวาจาของตน ให้เป็นวาจาที่ไพเราะอ่อนหวานอยู่ร่ำไป นี้เป็นประโยชน์แก่ตนด้วย เป็นประโยชน์แก่บุคคลอื่นด้วย เป็นทั้งประโยชน์แก่กันและกัน จากพระธรรมเทศนาเรื่อง “สังคหวัตถุ” ๒๔ ธันวาคม ๒๔๙๗ ๔๕ วาจาไพเราะของพ่อแม่ การพูด ไม่ใช่วาจาอันนั้นอันนี้ล่ะนะ ด่าก็ได้ ก็เป็นวาจาไพเราะเหมือนกัน จะด่าไม่ให้ชั่ว ให้ทําดีเสีย พ่อแม่ด่าลูก ก็ไม่ให้ทําชั่วอย่างนี้แหละ นั่นแหละเป็นวาจาไพเราะของพ่อแม่ ที่ลูกได้ฟังเลยเลิกความชั่ว นั่นแหละเป็นวาจาไพเราะของพ่อแม่ ที่พ่อแม่ได้ทําเข้าแล้ว ลูกได้ฟัง ก็กลับตัวเป็นประพฤติดีต่อไป จากพระธรรมเทศนาเรื่อง “สังคหวัตถุ” ๒๔ ธันวาคม ๒๔๙๗ ๔๖ เกิดดับ เห็นเป็นอนิจจังน่ะเห็นอย่างไร? เห็นตั้งแต่กายมนุษย์เกิด กายมนุษย์เกิดไม่อยู่ที่ เกิดเรื่อยๆ เกิดริบๆ เหมือนไฟจุดอยู่ มีไส้ มีน้ำมัน มีตะเกียงจุด มันก็ลุกโพลง เราเข้าใจว่าไฟดวงนั้นเป็นอย่างนั้นแหละ ไอ้กายมนุษย์มันก็เป็นอย่างนั้นแหละ แต่ตาธรรมกาย ไม่เห็นอย่างนั้น เห็นไฟเก่าหมดไป ไฟใหม่เดินเรื่อยขึ้นมา ไฟเก่าหมดไป ไฟใหม่เดินเรื่อยขึ้นมา แล้วก็เอามือคลําดู ข้างบนก็รู้ ร้อน วูบๆๆๆ ไป อ้อ...ไฟใหม่เกิดเรื่อย กายมนุษย์นี้ก็เช่นเดียวกัน ไอ้เก่าตายไป ไอ้ใหม่เกิดเรื่อย หนุนไม่ได้หยุดเหมือนไฟ เหมือนดวงไฟอย่างนั้นแหละ ไม่ขาดสาย มันเกิดหนุนอย่างนั้น นั่นเห็นขนาดนั้น เห็นเกิดเห็นตายเรื่อย เกิดแล้วก็ตายไป เกิดแล้วก็ตายไป ไม่มีหยุดละ เหมือนกันหมดทั้งสากลโลก เห็นทีเดียวว่ามีแต่เกิดกับดับ ยํกิญฺฺจิ สมุทยํ ธมฺมํ สพฺพนฺตํ นิโรธธฺมมํ สิ่งทั้งปวงมีความเกิดเป็นธรรมดา ย่อมมีความเกิดเสมอ สิ่งทั้งปวงมีเกิดเสมอ มีความดับเสมอ มีเกิดกับดับ ๒ อย่างเท่านั้น หมดทั้งสากลโลก เห็นด้วยตาธรรมกาย รู้ด้วยญาณธรรมกายจริงๆ อย่างนี้ นี้ทําวิปัสสนาเห็นจริงเห็นจังอย่างนี้ จากพระธรรมเทศนาเรื่อง “ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร” ๑ มกราคม ๒๔๙๗ ๔๗ วัยวุฒิ ชาติวุฒิ คุณวุฒิ ท่านผู้มีอายุมาก มีอายุ ๘๐-๙๐ อายุตั้งร้อย อายุมากเช่นนี้ เรียกว่า วัยวุฒิ เจริญโดยวัย ถึงอย่างไรก็ต้องได้รับการอภัยจากผู้ที่มีอายุต่ำกว่าเสมอ ทางพุทธศาสนานั้นถือกันนัก ภิกษุผู้มีอายุมาก ตั้งแต่ ๓ พรรษาขึ้นไป ถือเป็นวัยวุฒิทีเดียว ล่วงล้ำกันไม่ได้ ผิดพระวินัยหลายข้อหลายกระทงทีเดียว ฝ่ายอุบาสก อุบาสิกาเช่นเดียวกันต้องประพฤติเช่นนั้นเหมือนกัน ตั้งอยู่ในความเคารพเช่นนั้นเหมือนกัน ถ้าว่าไม่ตั้งอยู่เช่นนั้น ติกันเป็นคนเสียหาย หญิงก็ดีเป็นคนเสียหาย ชายก็ดีเป็นคนเสียหาย ก้าวก่ายผู้ใหญ่ไม่ได้ ส่วนที่หนึ่งนี้เรียกว่าวัยวุฒิ ต้องเคารพผู้มีอายุมากกว่า ชาติวุฒิ เกิดในตระกูลสูง ในตระกูลกษัตริย์ ตระกูลเศรษฐี ตระกูลคหบดี ตระกูลมหาศาล มีทาสมีบริวาร นั้นเรียกว่าชาติวุฒิ ชาติสูงกว่า ชาติต่ำกว่า ชาติที่ขายดอกไม้ ชาติที่ทํางานเทขยะมูลฝอย ทํางานต่ำกว่านั้น เรียกว่าชาติต่ำกว่า ดังนี้เป็นต้น ต่ำก็ต่ำเป็นลําดับ สูงก็สูงเป็นลําดับ ให้เคารพซึ่งกันและกันดังนั้น นั้นเรียกว่าชาติวุฒิ คุณวุฒิเล่าเคารพโดยธรรม ถึงจะเป็นเด็กเกิดใหม่ในวันนั้น หรือรู้จักเดียงสา หรือไม่รู้จักเดียงสาก็ตามเถอะ แต่ว่ามีคุณธรรมที่มั่นคง เรียกว่า คุณวุฒิ จากพระธรรมเทศนาเรื่อง “อนุโมทนาคาถา” ๔ มกราคม ๒๔๙๗ ๔๘ อานุภาพ อานุภาพพระพุทธเจ้านั้นอเนกอนันต์ พระเทวทัตประทุษร้ายพระพุทธเจ้า ข่มเหงพระพุทธเจ้า จนกระทั่งแยกย้ายพระสงฆ์เป็นสังฆเภท เหตุกรรมอันลามกของพระเทวทัตเกิดเจ็บไข้ขึ้น จะมาเฝ้าพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าทรงรับสั่งว่า ไม่เห็นเราผู้ตถาคตหรอก มาก็ไหว้ไม่ถึง เต็มทีอยู่แล้ว ใกล้จะเห็นอยู่แล้ว พอใกล้จะเห็นเท่านั้นด้วยพุทธานุภาพที่รับสั่งไว้ ไม่เห็นเราตถาคต นั่นแหละพุทธานุภาพที่รับสั่งไว้นั้นแหละ แผ่นดินแยก สูบพระเทวทัตไปเข้าอเวจี ไม่ได้เห็นพระพุทธเจ้าอีก นี้พุทธานุภาพเป็นอย่างนี้ ธรรมานุภาพน่ะเป็นอย่างไร นี่แหละที่เราเป็นอยู่ทุกวันๆ เป็นหญิงก็ดี เป็นชายก็ดี ที่อยู่อย่างเป็นสุขนี้ นี่แหละเรียกว่า ธรรมานุภาพ นี่แหละธรรมานุภาพ ส่วนที่เป็นอยู่เป็นทุกข์ พวกอธรรม อยู่เป็นเปรต เป็นอสุรกาย เป็นสัตว์ต่างๆ เหล่านี้เป็นอธรรมานุภาพ ที่เป็นมนุษย์อยู่นี้ เป็นเทวดาอยู่นี้ เป็นพรหมอยู่นี้ เป็นอรูปพรหมอยู่นี้ เป็นอยู่ได้ไม่แตกไม่สลายไป นั่นแหละธรรมานุภาพละ สังฆานุภาพนะเป็นอย่างไร สังฆานุภาพน่ะอานุภาพของพระสงฆ์ พระพุทธศาสนาที่รุ่งเรืองดํารงอยู่ได้จนกระทั่งเราได้ยินได้ฟัง ได้บวชเป็นภิกษุสามเณรอยู่บัดนี้ ที่ทรงมาได้จนกระทั่งถึง บัดนี้นั้น ใครจะทรงเอามาได้ ใครจะทรงเอาพระพุทธศาสนาของพระพุทธเจ้ามาได้ นอกจากสังฆานุภาพน่ะ ไม่ได้สังฆานุภาพทรงเอาไว้ รักษาเอาไว้ไม่มี สังฆานุภาพนั้นเรียกว่าจิต มันจะอคติอวดดีไปก็ไม่ได้ หากทายก อุบาสก อุบาสิกาเลิกให้ทานเสียหมด สังฆานุภาพดับอีกเหมือนกัน สังฆานุภาพอยู่ด้วยทายกอุบาสกอุบาสิกา ทานของท่านทายก อุบาสกอุบาสิกา ท่านเลี้ยงดูไว้ นี่แหละสังฆานุภาพยังได้ปรากฏอยู่ทุกวันนี้ จากพระธรรมเทศนาเรื่อง “ภัตตานุโมทนาคาถา” ๑๖ มกราคม ๒๔๙๘ ๔๙ เห็นขันธ์ ๕ เหตุนี้พระองค์ทรงเห็นแล้วว่า ขันธ์ทั้ง ๕ เป็นภาระสําคัญและหนักด้วย ใครปล่อยวางขันธ์ ๕ หรือละไม่ได้ ผู้นั้นต้องเวียนว่ายตายเกิด ผู้ใดปล่อยได้ ผู้นั้นนับวันจะหมดชาติหมดภพ จะมีนิพพานเป็นที่ไปในเบื้องหน้า ที่เทศนานี้ล้วนสอนให้ถอดขันธ์ ๕ ออกเป็นชั้นๆ ไป แต่ว่าจะถอดขันธ์ ๕ จะถอดอย่างไร มันเหมือนมะขามสด เนื้อกับเปลือกมันติดกัน ไม่หลุด ไม่กรอกจากกัน ไม่ล่อนจากกัน ถอดไม่ได้ เรายังไม่เห็นขันธ์ ๕ ต่อเมื่อใดถอดขันธ์ ๕ เราจะเห็นขันธ์ ๕ เห็นรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ นี่เรารู้เห็นด้วยตามนุษย์ รูปเราเห็นได้ เวทนาเราก็เห็นได้ หน้าตาแช่มชื่นดี เราก็รู้ว่าสุข เรื่องสัญญา สังขาร วิญญาณ เราก็ไม่เห็น เราจะต้องเห็นทั้ง ๕ อย่างจึงจะละได้วางได้ ถ้าไม่เห็นขันธ์ ๕ อย่าง ละวางไม่ได้ ถ้าอยากเห็นขันธ์ ๕ เราต้องถอดกายออกเป็นชั้นๆ ต้องถอดกายทิพย์ออกจากกายมนุษย์ วิธีจะถอดขันธ์ ไม่ใช่เป็นของง่าย เป็นของยาก หมื่นยากแสนยากทีเดียว แต่วิธีเขามีที่วัดปากน้ำ วิธีเข้ากาย วิธีเข้ากายถอดขันธ์ คือ ทําจิตใจให้หยุดให้นิ่งที่กําเนิดเดิม ถอดขันธ์ออกไปแล้วจึงเห็นขันธ์ ถอดขันธ์ ๕ ของมนุษย์ ออกจากขันธ์ ๕ ของทิพย์ ถอดขันธ์ ๕ ของทิพย์ออกจากขันธ์ ๕ ของรูปพรหม ถอดขันธ์ ๕ ของรูปพรหม ออกจากขันธ์ ๕ ของอรูปพรหม ถอดขันธ์ ๕ ของอรูปพรหมออกจากธรรมกาย เหมือนถอดเสื้อกางเกงอย่างนั้น แต่ว่าต้องถอดเป็น ถ้าถอดไม่เป็น ก็ถอดไม่ได้ จากพระธรรมเทศนาเรื่อง “ภารสุตุตกถา” ๕๐ พญามารเขาสอน รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ของกายมนุษย์ ถอดออกจากกายทิพย์นั่น รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ของกายทิพย์ถอดออกจากกายรูปพรหมนั่น รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ของกายรูปพรหมถอดออกจากอรูปพรหมนั่น รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ของกายอรูปพรหมถอดออกจากธรรมกาย ออกเป็น ๒๐ ขันธ์ ตัวคนเดียวถอดออกเป็น ๒๐ ขันธ์ พญามารเขาสอนให้ถอด ถอดกายอย่างนี้ เป็นพวกของข้า ถ้าไม่ถอดกายไม่ยอม พระพุทธเจ้าก็สอนพวกพุทธบริษัทถอดกายอย่างนี้ แล้วก็เข้านิพพานไป ถอดกายเหลือแต่กายธรรมอย่างนี้แหละ พญามารมันยอม เรียกว่า นิพพานถอดกาย อย่างชนิดนี้ให้เห็นชัด อย่างนี้เป็นวิธีถอดกาย เรียกว่าเข้านิพพานถอดกาย แต่นิพพานไม่ถอดกายยังมีอีก หากว่าเอาวิธีไม่ถอดกายมาเทศน์ในเวลานี้ ถูกนัตถุ์ยา เหตุนั้นต้องสอนวิธีถอดกายเสียก่อน วิชานี้เป็นวิชาของพญามาร สอนให้ภิกษุ สามเณร อุบาสก อุบาสิกา ถอดกายทิพย์ กายรูปพรหม กายอรูปพรหมออกเสีย กายธรรมก็ไม่มี แม้จะผจญกับพญามารก็สู้ไม่ได้ ที่เอานางธรณีบีบน้ำท่วม มารจมน้ำ มันทําเล่นๆ ทําหลอกเล่น ที่จริงที่แท้แล้วแพ้มัน ที่แท้ทีเดียวต้องนิพพานไม่ถอดกาย แต่ว่านี่มันยอมกันเข้ามามากแล้ว ต้องแสดงวิธีถอดกายไปพลางๆ ก่อน จากพระธรรมเทศนาเรื่อง “ภารสุตุตกถา” ๕๑ เข้ากลางถูก...เป็นลูกพระตถาคต กลางอยู่ตรงไหน? จะเข้าอย่างไร? กลางก็อยู่ตรงกลางของกลางมนุษย์ อยู่ศูนย์กลางแค่ราวสะดือ พระตถาคตเข้าไป ถึงในนั้น และเข้าถึงทั้งตัวทางนั้น การเข้าถึงจะต้องเข้าถึงทั้งตัว จะแบ่งเอาอะไรไปถึงนั้นไม่ได้ ต้องถึงทั้งองค์พระธรรมกาย แล้วจะเข้าไปอย่างไร ธรรมกายโตเท่าไหน หน้าตักกว้าง ๒๐ วา เกตุดอกบัวตูม ธรรมกายโตถึงเท่านั้น จะเข้าไปอยู่อย่างไร ก็พระตถาคตเจ้าเข้าไปเดินจงกรมในเมล็ดพันธุ์ผักกาดได้ เมล็ดพันธุ์ผักกาดก็ไม่โตขึ้น พระตถาคตเจ้าก็ไม่เล็กลง แต่ว่าเข้าไปเดินจงกรมอยู่ในเมล็ดพันธุ์ผักกาดได้ ภิกษุรูปหนึ่งคิดว่า พระพุทธเจ้ากายพระองค์มิใช่เล็กอย่างเมล็ดพันธุ์ผักกาด เมล็ดพันธุ์ผักกาดก็ไม่ได้โตขึ้น พระองค์เข้าไปในที่แคบอย่างนั้น ทําไมเข้าไปได้? ไม่ได้แน่นอน! ภิกษุรูปนั้นมีความสงสัย พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงรับสั่งให้ภิกษุรูปนั้น เอากระจกส่องหน้าไปที่มหาเจดีย์ใหญ่ เมื่อถึงแล้วให้เอากระจกเล็กนั้นส่องที่มหาเจดีย์นั้น เจดีย์ก็ไปปรากฏเงาในกระจกทั้งองค์ กระจกก็ไม่โตขึ้น เจดีย์ก็ไม่เล็กลง ภิกษุนั้นเห็นเข้าก็หมดความสงสัยว่า อ้อ! เป็นพุทธวิสัยอย่างนี้ จึงที่ว่าพระตถาคตเข้าถึงเฉพาะซึ่งกลาง เข้าไปหมดทั้งพระธรรมกาย พระธรรมกายเข้าไป เข้าไปถึงกลาง ขั้นต้นจากกายมนุษย์ เมื่อเข้าไปถึงกลาง เมื่อพระธรรมกายเข้าไปในกลางธรรมกายเข้าทางไหน? ตรงนี้ลําบาก ถ้าว่าไม่เห็นปรากฏละก็เข้าไม่ถูก ฟังก็ไม่รู้ เป็นของแปลกประหลาด เข้าตรงระหว่างตรงกลาง เข้าตรงไหนล่ะ เข้าด้วยวิธีหยุด ธรรมกายของพระองค์ก็หยุด หยุดในหยุด ธรรมกายหยุด หยุดในหยุด ธรรมกายหยุด หยุดในหยุด หยุดในหยุดๆ ธรรมกายก็ดับหยาบเข้าไปหาละเอียดยิ่งหนักเข้าไปทุกที ไม่ไป ไม่มา ไม่นอก ไม่ใน เหล่านี้เรียกว่า “เข้าถึงกลาง” เพราะฉะนั้นเข้ากันไม่ถูก พวกนักปฏิบัติเข้ากลางไม่ถูก เป็นลูกพระตถาคตไม่ได้ ถ้าเข้ากลางถูกจึงเป็นลูกพระตถาคตได้ เหตุฉะนั้นวิธีเข้ากลางจึงสําคัญนัก เมื่อเข้ากลางถูกก็เป็นลูกพระตถาคตทีเดียว จากพระธรรมเทศนาเรื่อง “โพธิปักขิยธรรม” ๕๒ ญาณ- วิญญาณ ใจของธรรมกายเป็นอย่างไร ? ใจของธรรมกายมีอย่างเดียวกัน เห็น จํา คิด รู้ ๕ อย่างเป็นใจ มีเห็น มีจํา มีคิด มีรู้ รู้นั้นก็ตรงกับดวงวิญญาณ อ้ายคิดนั้นก็ตรงกับดวงจิต อ้ายจํานั้นก็ตรงกับดวงใจ อ้ายเห็นนั้นก็ตรงกับดวงกาย เห็น จำ คิด รู้ หยุดเป็นจุดเดียวกัน ก็มีความรู้ นี้มันผิดกันตรงไหน มันเห็นเหมือนกัน จําเหมือนกัน คิดเหมือนกัน รู้เหมือนกัน ผิดกันตรงนี้… พอถึงธรรมกายแล้ว ดวงเห็นขยายส่วนออกไป หน้าตักธรรมกายโตเท่าไหน ดวงเห็นขยายออกไปวัดผ่าเส้นศูนย์กลางเท่านั้น กลมรอบตัว เมื่อดวงเห็นแผ่ออกไปเท่าใดแล้ว ดวงจํา ดวงคิด ดวงรู้ ก็แผ่ออกไปเท่ากัน ดวงใจออกไปเท่าใด ดวงคิดก็แผ่ออกไปเท่ากัน ดวงคิดแผ่ออกไปเท่าใด ดวงรู้ที่เรียกว่า ดวงวิญญาณ ตรงกับดวงวิญญาณของมนุษย์ก็แผ่ออกไป เท่าหน้าตักธรรมกาย กลมรอบตัว สี่ชั้นช้อนกันอยู่ ชั้นนอกคือดวงเห็น ชั้นในเข้าไปคือดวงจํา ชั้นในเข้าไปคือดวงคิด ชั้นในเข้าไปคือดวงรู้ รู้นั้นต้องรู้ตรงนั้นแหละ เมื่อขยายส่วนเท่านั้นละก็ เขาเรียกว่า “ญาณ” ถ้ายังไม่ขยายส่วนละก็ เขาเรียกว่า “ดวงวิญญาณ” ถ้าขยายส่วนออกไปรูปนั้นละก็เรียกว่าญาณ ตั้งแต่มีธรรมกายก็มีญาณทีเดียว นี่ญาณกับดวงวิญญาณผิดกันดังนี้ ไม่ใช่อย่างเดียวกัน ไม่ใช่อันเดียวกัน คนละอันทีเดียว จากพระธรรมเทศนาเรื่อง “โอวาท” ๑๔ ตุลาคม ๒๔๙๘ ๕๓ รสศาสนา พบพระพุทธศาสนา ไม่เข้าถึงพระรัตนตรัยอายนัก อายนัก อายนักด้วยประการเป็นไฉน? อายโดยอาการว่า มาพบพุทธศาสนา พระพุทธศาสนาคืออะไร? คําสั่งสอนของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าสอนว่าอะไร? สอนทําใจให้สงบระงับ สอนให้ทําใจหยุดนิ่ง ชั่วด้วยกาย วาจา ใจ ไม่ให้ทําชั่วทีเดียว ทําแต่ดีด้วยกาย วาจา ใจ ทําใจให้ใส ใสหนักเข้า ใสหนักเข้าก็เข้าถึงพระรัตนตรัย เข้าถึงพุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ สังฆรัตนะ ถ้าไม่เข้าถึงพุทธรัตนะ ก็ไม่รู้จักพระพุทธศาสนา ไม่เข้าถึงธรรมรัตนะ ก็ไม่รู้จักพระธรรมในพระพุทธศาสนา ไม่เข้าถึงพระสังฆรัตนะก็ไม่รู้จักพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนา ไม่รู้จักจริงๆ รู้จักแต่ชื่อ ไม่รู้จัก ไม่เห็น ไม่ได้ ไม่เข้า ไม่ถึง ก็ได้ชื่อว่าไม่รู้จัก ไม่รู้จักก็ได้ชื่อว่าไม่ได้ลิ้มรสศาสนา ถ้าไม่เข้าถึงพุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ สังฆรัตนะ ก็ไม่ได้ลิ้มรสศาสนาล่ะ นี่เป็นตัวศาสนาสําคัญทีเดียว ลิ้มรสน่ะเป็นไฉน? ก็ไม่รู้จักรสศาสนาน่ะซิ ก็รสศาสนาตัวพุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ สังฆรัตนะ รสชาดเป็นยังไง พวกเข้าถึงถามดูก็ได้ เข้าถึงพุทธรัตนะแล้วรสชาดเป็นยังไง จากพระธรรมเทศนาเรื่อง “หิริโอตตัปปะ” ๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๔๙๙ ๕๔ มรรค ๘ อฏฺฐงฺคิโก มคฺโค สมฺมาทิฏฺฐิ สมฺมาสงฺกปฺโป สมฺมาวาจา สมฺมากมฺมนฺโต สมฺมาอาชีโว สมฺมาวายาโม สมฺมาสติ สมฺมาสมาธิ บอกทางทีเดียว ข้อปฏิบัติเป็นกลาง ไม่เข้าไปใกล้ที่สุดทั้ง ๒ อย่างนั่น นั้นเห็นชอบ ดําริชอบ กล่าวชอบ วาจาชอบ การงานชอบ เลี้ยงชีพชอบ เพียรชอบ สติชอบ ตั้งจิตชอบ ประกอบด้วยมรรค ๘ ประการ ก็คือศีล สมาธิ และปัญญานั่นแหละ แต่ว่ายกสัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปโปขึ้นหน้าไว้ก่อน นี่แหละที่พระตถาคตตรัสรู้ด้วยปัญญาอันชอบ สัมมาทิฏฐิ ความเห็นชอบ เห็นสัจธรรมทั้ง ๔ ทุกข์ เหตุเกิดทุกข์ ความดับทุกข์ และข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ สัมมาสังกัปโป ความดําริชอบ ดําริจะออกจากกาม ดําริในความไม่พยาบาท ดําริในความไม่เบียดเบียน นี่เป็นสัมมาสังกัปโป สัมมาวาจา กล่าววาจาชอบ เว้นจากวจีทุจริต วาจาชอบ คือเว้นจากวจีทุจริต สัมมาวาจา เว้นจากวจีทุจริต ทั้ง ๔ อย่าง เรียกว่า สัมมาวาจา สัมมากัมมันโต ทําการงานชอบ เว้นจากการฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม ทั้ง ๓ อย่างนี้เรียกว่า การงานชอบ สัมมาอาชีโว เลี้ยงชีวิตชอบ มิจฉาอาชีโว ชีวิตํ กปฺเปติ มิจฺฉาอาชีวนฺปหาย ละมิจฉาชีพเสีย สัมมาอาชีโว ชีวิตํ กปฺเปติ สําเร็จเป็นอยู่ ในการเลี้ยงชีพชอบ เลี้ยงชีพดีเสมอทุกวัน ที่จะบริโภคอะไรเข้าไป ของบริสุทธิ์หรือไม่บริสุทธิ์? ถ้าบริสุทธิ์ก็บริโภคไป ไม่บริสุทธิ์ก็ไม่บริโภคทีเดียว กลับจะเป็นพิษเป็นภัย ไปเป็นร้ายในร่างกายเรา เมื่อของไม่บริสุทธิ์บริโภคเข้าไป มันก็ไปเป็นเนื้อเป็นเลือดอยู่ข้างในไปเป็นเชื้ออยู่ แก้ไม่ตก แก้ลําบากนัก ของไม่บริสุทธิ์ ก็ไม่บริโภคทีเดียว บริโภคแต่ของบริสุทธิ์นี่เรียกว่า สัมมาอาชีวะ เลี้ยงชีพในการที่ชอบ ไม่หลอกลวงเขาเลี้ยงชีวิต สัมมาวายาโม เพียรชอบ เพียรในที่ ๔ สถาน สัมมาสติ สติชอบ ระลึกในมหาสติปัฏฐาน ๔ สัมมาสมาธิ ตั้งใจชอบ ตั้งใจในปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน ในรูปฌาน อรูปฌานทั้ง ๘ อย่าง อย่างใดอย่างหนึ่งก็เป็นสัมมาสมาธิทั้งนั้น จากพระธรรมเทศนาเรื่อง “หิริโอตตัปปะ” ๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๔๙๙ ๕๕ คนมีปัญญา คนมีปัญญาจะเป็นคนชั้นสูงชั้นใหญ่เพียงเท่าใดก็ได้ ถ้ารู้จักทานการให้ ถ้ารู้จักทาน การให้จะเป็นคนสูงคนใหญ่เพียงเท่าใดก็เป็นได้ อุตส่าห์ให้ อุตส่าห์บํารุงไป อุตส่าห์หล่อเลี้ยงไป ถ้าคนไม่มีสติปัญญาหล่อเลี้ยงไม่เท่าไรนัก ให้เขาเป็นอยู่เขาไป ถ้าคนโง่ต้องหนักหน่อยหนึ่ง นี้แหละ การให้นี่เรียกว่าเป็นประเพณีของคนมีปัญญา ไม่ใช่เป็นประเพณีของคนโง่ คนมีปัญญาอยู่ในสถานที่ใด หญิงก็ดีชายก็ดี เป็นใหญ่ในที่นั้น เพราะทานการให้สงเคราะห์ อนุเคราะห์เขาอยู่เสมอไป ใหญ่ในที่นั้น ไม่ต้องสงสัยคนมีปัญญา ถ้าคนโง่ อยู่ในที่ไหนจมมืดอยู่ในที่นั้น ไม่ให้ใคร มีอะไรให้ไม่ได้ กลัวจะหมด กลัวจะสิ้น กลัวจะเปลืองไป ให้เป็นหมดเป็นสิ้นเป็นเปลืองไป ให้ไม่ได้ ให้ไปเล็กไปน้อย กลัวจะหมดจะสิ้นเปลืองไปเสียแล้ว หนักเข้าต้องอยู่คนเดียว อยู่คนเดียวเจ็บไข้ได้ป่วย ไม่มีใครไปเยี่ยมไปเยียนเลย เพราะอะไร? ไม่มีอามิสเครื่องล่อเลย ไม่มีอาหารรางวัลอะไรสักนิดหนึ่ง เขาไม่เยี่ยม นี่คนโง่เป็นอย่างนี้ ฆ่าตัวเองทั้งเป็น คนฉลาดเลี้ยงตัวเอง สร้างตัวเองทั้งเป็น ส่งเสริมตัวเองทั้งเป็น นี่คนฉลาด จากพระธรรมเทศนาเรื่อง “ทานานุโมทนากถา (ฉากหลัง)” ๓ เมษายน ๒๔๙๙ ๕๖ ขันติ ขนฺตี ปรมํ ตโป ตีติกฺขา นี้แหละจําไว้เถอะ หญิงจําไว้เถอะ ชายก็จําไว้เถอะ พระพุทธเจ้าให้นิพพานไว้ชัดๆ ทีเดียว ให้นิพพานไว้ชัดๆ ทีเดียว หญิงจะไปนิพพาน ก็ตั้งอยู่ในความอดทน ชายจะไปนิพพาน ก็ตั้งอยู่ในความอดทน ถ้าไม่อดทนไปนิพพานไม่ได้ ต้องอดทนกันจริงๆ เห็นด้วยตาก็สักแต่ว่าเห็น ได้ยินด้วยหูก็สักแต่ว่าได้ยิน ได้กลิ่นด้วยจมูกก็สักแต่ว่าได้กลิ่น ได้รสด้วยลิ้นก็สักแต่ว่าได้รส ได้สัมผัสด้วยกายก็สักแต่ว่าสัมผัส ได้รู้แจ้งทางใจก็สักแต่รู้ จะไปเอาเป็นชิ้นเป็นอัน ใช้ไม่ได้ ก็สักแต่ว่าไปเท่านั้นแหละ มันจะเป็นอย่างไรก็ช่างมัน ก่อนที่เราจะเกิดมา รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ มันก็มีอยู่ กําลังจะเกิดมาปรากฏอยู่ในบัดนี้ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์เหล่านี้มันก็มีอยู่แล้ว เราจะตายไปเสีย รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์เหล่านี้มันก็มีอยู่แล้ว เราจะไปเป็นเจ้าของมันไม่ได้หรอก มันไม่ใช่ของใคร มันเป็นของกลางๆ ถ้าเราจะไปเป็นเจ้าของของกลาง มันจะเป็นอย่างไง? เราจะต้องตระหนกละซิ ไอ้นี่เห็นสติวิกาลไป เราไปในทะเล นั่งเรือใบ เรือกล หรือเรือกลไฟใหญ่ก็ตาม พอไปถึงทะเลก็ดีอกดีใจ หัวเราะร่าเริง นี่ของข้าๆ ไม่ใช่ของใคร ของข้าแท้ๆ ใครจะมายุ่งไม่ได้ ทะเลของข้า ไม่น่ะ? มันจะถือทะเลเอาเข้าแล้ว เป็นของๆ มัน เราจะว่าไงล่ะ... อีกคนหนึ่งไม่เช่นนั้น เข้าไปในป่าใหญ่ๆ มันก็ยืนหัวเราะร่าเริงว่าไอ้ป่านี่ของข้าๆ เอาละซิๆ จะว่ายังไงมัน ไอ้นี่คนยังไงไม่ว่า หากว่าหญิงเป็นยังไงไม่ว่า หากว่าชายเป็นยังไงไม่ว่า สติมันถึงได้วิกาลไปแล้วละเจ้านั่นแน่ เราจะหาว่ามันบ้าเข้านั้น เพราะทะเลเป็นของใคร มันก็เป็นของกลาง ใครจะเอามันได้ ป่าก็เป็นของกลาง ใครจะเอามันได้ มันไปเดินในอากาศ ไปพบอากาศว่างๆ โอ๋ๆ อากาศว่างๆ เดินไปบนอากาศ นี่อากาศของข้าของกู ใครจะมายุ่งไม่ได้ มันก็ถือของมันมั่นคงทีเดียว เราก็จะเอาอีกแล้ว ไอ้นี่ไม่ได้การละโว้ย จะต้องระวังกระโจนเครื่องบินระรอก นี่เราจะต้องตกใจอย่างนี้ นี่ฉันใด เรามาถือเอารูปเป็นของๆ เรา เป็นอย่างไงบ้าง เอาไอ้รูปนี่ของข้าของข้าล่ะ เราจะเป็นยังไงบ้างนึกดูซิ รูปของข้า รูปใครล่ะ? รูปสามีภรรยา รูปบุตรเด็กดา รูปถ้วยโถโอชาม มันอย่างนี้แหละ นี่ของข้า เออ..อ้ายนี่มันจะเป็นยังไงล่ะ ใจคอมันจะเป็นยังไงแล้วหรือ เราจะถามใจคอเป็นอย่างไรแล้วนี่ เพราะไม่รู้จักของกลาง ไปถือว่าของข้าไปเสียหมด นี่ไปยึดถือเอาอย่างนี้ ยึดถืออย่างนี้ผิดหรือถูก ผิด...ผิดจากขันตี ผิดจากความอดทน ขันตีไม่ใช่ประสงค์อย่างนั้น ขันตี อดทนจริงๆ อดทนและอดใจด้วย ยินดีในรูป เสียง รักใคร่ในรูปเสียง ให้ใจขาด ยินดีก็ยินดีไป รักก็รักไป อดทน เฉย ทําเป็นไม่รู้ไม่ชี้เสีย ทําเป็นไม่เอาใจใส่เสียอย่างงั้นแหละ รูปก็อดทนเสีย เสียงก็อดทนเสีย ยินดีในกลิ่นก็อดทนเสีย ยินดีในรูป ก็อดทนเสีย ยินดีในสัมผัสก็อดทนเสีย ไม่ยุ่งกับมันหรอก ยินดีอารมณ์ที่เกิดกับใจก็ไม่ยุ่ง วางใจเป็นกลาง หยุด เฉย ยิ้มแฉ่งเชียวอย่างนี้ อย่างนี้คนมีปัญญา อย่างนี้คนเห็นถูก อย่างนี้คนทําถูก อย่างนีคนมีขันตี อดทน นี่แหละอดทนอย่างนี้แหละใช้ได้ อดทนอย่างนี้แหละไม่ไปไหนล่ะ ไปนิพพานตรงทีเดียว ถ้าอดทนได้อย่างนี้ไปนิพพานทีเดียว จากพระธรรมเทศนาเรื่อง “โอวาทปาฏิโมกฺขาทิปาฐ” ๕๗ บังคับสมบัติ เราผู้ตถาคต คือ ธรรมกาย ธรรมกายนั้นเองเป็นตัวตถาคต เจ้า ผู้ได้ธรรมกายก็รู้ด้วยกันทั้งนั้นว่า อ้อ...ที่เราเข้าถึงธรรมกายแล้วนี่เป็นรัตนสูงสุด รัตนะในพื้นมนุษย์ หรือรัตนะในสวรรค์ ๖ ชั้น หรือรัตนะในพรหมทั้ง ๑๖ ชั้น หรือรัตนะในอรูปพรหมทั้ง ๔ ชั้น รัตนะเหล่านั้นที่เป็นสวิญญาณกรัตนะก็ดี อวิญญาณณกรัตนะ ก็ดี สู้พระตถาคตเจ้าไม่ได้ บัดนี้เราได้เป็นธรรมกายแล้ว เราได้สมบัติยิ่งใหญ่ สมบัติอื่นสู้ไม่ได้ เข้าถึงธรรมกายแล้วบังคับสมบัติเหล่านั้นได้ สมบัติเหล่านั้นอยู่ในอํานาจ จะต้องการเมื่อไร ก็เอาได้ ไม่ต้องเดือดร้อนอันหนึ่งอันใด จากพระธรรมเทศนาเรื่อง “รัตนสูตร” ๒๖ เมษายน ๒๔๙๗ ๕๘ เหมือนเสาเขื่อน ใจของพระแน่นในธรรมที่ให้เป็นพระพุทธเจ้าอย่างนี้ แต่ว่าปุถุชนก็ไม่แน่นหนาขนาดนั้น พระโสดาก็ติดอยู่บ้างแล้ว พระสกทาคาแน่นอยู่หน่อย พระอนาคาแน่นขึ้น พอถึงพระอรหันต์แน่นจริงทีเดียว เหมือนเสาเขื่อนทีเดียว เหมือนภูเขาทีเดียว ไม่เขยื้อนตามไปทางใดละ แน่นขนาดนั้น นั่นแหละมีที่พึ่ง ท่านได้ที่ตั้งของใจ ที่ปักของใจ ที่ติดของใจ ไม่ไหวไม่เขยื้อนไปตามใครละ โลกธรรมทั้ง ๘ จะมาระดมพระองค์ ให้ใจพระองค์เขยื้อนไม่ได้ ตายตัวทีเดียว ตั้งอยู่ในพรหมวิหารฝ่ายเดียว เมตตา รัก ใคร่ปรารถนาจะให้เป็นสุข กรุณา ความสงสารคิดจะช่วยให้พ้นทุกข์ มุทิตา พลอยยินดีในเมื่อผู้อื่นเขาได้ดี อุเบกขา วางเฉย เมื่อแก้ไขอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้ ก็เฉย หรือถ้าแก้ไขได้ ก็แก้ไป แก้ไขไม่ได้ ก็เฉยเสีย อุเบกขา ไม่สมน้้าหน้า ไม่อิจฉาริษยาอย่างหนึ่งอย่างใดเลย นี่หน้าที่ของพระพุทธเจ้าเป็นอย่างนี้ เพราะเหตุนั้นพระพุทธเจ้าท่านเป็นผู้เคารพพระสัทธรรม จากพระธรรมเทศนาเรื่อง “สัจจกิริยาคาถา” ๒๓ กรกฎาคม ๒๔๙๗ ๕๙ อริยมรรค ๘ ดวงศีล คืออะไร ? ดวงศีล คือสัมมาวาจา สัมมากัมมันโต สัมมาอาชีโว อริยมรรค ๓ องค์นั้นเรียกว่าดวงศีล ดวงสมาธิ คือสัมมาวายาโม สัมมาสติ สัมมาสมาธิ อริยมรรคอีก ๓ องค์ ดวงปัญญา คือสัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปโป เป็น ๘ องค์ในอริยมรรคนั้นทั้งสิ้น อยู่ในนั้นทั้งสิ้น จึงได้เข้าถึงธรรมกายนี้ได้ ถึงพุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ สังฆรัตนะแท้ ๆ จากพระธรรมเทศนาเรื่อง “ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร” ๑ มกราคม ๒๔๙๘ ๖๐ บุญบารมี บุญที่เกิดจากการบริจาคทานนั้น เมื่อบริจาคบ่อยครั้งเข้า รวมกันได้ขนาดโต วัดเส้นผ่าศูนย์กลางได้ประมาณ ๑ คืบ หรือขนาดเท่าดวงจันทร์ แล้วดวงบุญนั้นจะกลั่นตัวเองเป็นบารมี ที่เรียกว่า ทานบารมี ได้ดวงทานบารมีราวๆ วัดเส้นผ่าศูนย์กลาง ๑ นิ้ว เมื่อดวงทานบารมีนี้มีมากขึ้น จนวัดเส้นผ่าศูนย์กลางได้ ๑ คืบหรือขนาดเท่าดวงจันทร์แล้ว ก็จะกลั่นตัวเอง เป็นบารมีที่สูงกว่านั้น คือเรียกว่าทานอุปบารมี ได้ดวงทานอุปบารมีราวๆ วัดตัดเส้นผ่าศูนย์กลางได้ ๑ นิ้ว และดวงทานอุปบารมีนี้ เมื่อมีมากขึ้นจนวัดเส้นผ่าศูนย์กลางได้ ๑ คืบ หรือขนาดเท่าดวงจันทร์แล้ว ก็จะกลั่นตัวเองเป็นบารมีที่สูงสุด คือทานปรมัตถบารมี ได้ดวงทานปรมัตถบารมีราวๆ ๑ นิ้ว ส่วนบุญที่เกิดจากการรักษาศีล การออกจากกาม ความมีปัญญา ความเพียร ความอดทน ความสัตย์จริง ความตั้งใจมั่น ความเมตตา ความมีอุเบกขาเหล่านี้ เมื่อบุญแต่ละอย่างๆ มีจํานวนมากขึ้นได้ขนาดที่จักกลั่นตัวเองแบบทานที่กล่าวแล้ว ก็จักกลั่นตัวเองเป็นบารมี อุปบารมี และปรมัตถบารมีตามลําดับ บุญและบารมีทั้ง ๓ ระดับ จึงเป็นเหตุผลแก่กันดังนี้ ต่อเมื่อไรบุญเหล่านี้ขยายส่วนกลั่นตัวเองเป็นบารมี อุปบารมี และปรมัตถบารมี ได้เต็มจํานวน วัดเส้นผ่าศูนย์กลางได้ ๑ คืบ เสมอกันหมดแล้ว สําหรับผู้ที่ปรารถนาเพียงนิพพาน โดยการเป็นพระอริยสาวกองค์ใดองค์หนึ่ง บารมีเพียงนี้ก็จะทําให้บรรลุความเป็นปกติสาวกได้ ส่วนผู้ที่ปรารถนาจะสร้างบารมี เป็นพระอสีติมหาสาวกและพระพุทธเจ้าเหล่านี้ ก็ต้องสร้างบารมีแต่ละบารมีให้มีส่วนโตกว่าจําพวกแรกนี้ขึ้นไปเป็นลําดับ บารมีนี้อยู่ในศูนย์กลางของดวงธรรมที่ทําให้เป็นกายทุกกาย ในดวงทานบารมี ก็มีดวงศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ ประกอบด้วยเหล่านี้เป็นสมาบัติ ประกอบดวงทานบารมีเป็นกสิณ ๑๐ เดินสมาบัติในกสิณ ในเมื่อดวงทานบารมีประกอบไปแล้วเช่นนี้ ดวงอื่นๆ คือศีลบารมี เนกขัมมบารมี ปัญญาบารมี วิริยบารมี ขันติบารมี สัจจบารมี อธิษฐานบารมี เมตตาบารมี และอุเบกขาบารมี บารมีเหล่านี้ต่างก็มีดวงศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะเช่นเดียวกัน เราก็ต้องประกอบเป็นสมาบัติและกสิณ ๑๐ เดินสมาบัติในกสิณ ไปทีละบารมีจนครบ ๑๐ ทัศ ส่วนพวกอุปบารมีและปรมัตถบารมี ก็ทําเช่นเดียวกันทุกบารมี ทําตลอดทุกกาย จนสุดหยาบสุดละเอียด จากหนังสือ “คู่มือสมภาร”