1.หัวใจพระบรมโพธิสัตว์ https://dhamma01.blogspot.com/2016/09/blog-post_0.html บุคคลโดยทั่วไป มักคิดถึงตนเองมากกว่าผู้อื่น แต่พระบรมโพธิสัตว์จะคิดถึงคนอื่นมากกว่าตัวเอง และถือว่า การที่คิดถึงคนอื่นนั้น ก็คือการคิดถึงตนเอง เพราะไม่ได้มีความรู้สึกแตกต่างกันเลย เรารักตัวเองอย่างไร...ก็รักผู้อื่นอย่างนั้น รักผู้อื่นอย่างไร...ก็รักตัวเองอย่างนั้น ดังนั้น จึงมีความรู้สึกว่า การทำเพื่อผู้อื่น ก็คือการทำเพื่อตัวเอง นี่คือหัวใจของยอดนักสร้างบารมี และพระบรมโพธิสัตว์ทั้งหลาย 3 ธันวาคม พ.ศ. 2545 2.ชนะด้วยการคิดดี พูดดี ทำดี https://dhamma01.blogspot.com/2016/08/blog-post_16.html ต้องคิดดี พูดดี ทำดี แล้วสิ่งดี ๆ จะเกิดขึ้นแบบสวนกระแส ไม่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ดิน อากาศ ฟ้า จะเป็นอย่างไร โลกจะเป็นอย่างไร เราสามารถฝ่าวิกฤตสวนกระแสไปได้ ถ้าหากเราไม่ให้โอกาสมารได้ช่องส่งผลผ่านตัวของเรา แต่ถ้าเราเผลอไปคิดไม่ดี พูดไม่ดี ทำไม่ดี กลุ้มอกกลุ้มใจ วิตกกังวล เป็นต้น มารก็จะได้ช่องส่งผล แต่ถ้าเราไม่สนใจสิ่งแวดล้อมนั้น ใจนิ่งอยู่ในบุญกุศลที่เราได้สั่งสมมา อยู่ในธรรมที่เราได้ประพฤติปฏิบัติธรรมกันอย่างสม่ำเสมอทุกวัน มารก็ไม่ได้ช่อง เมื่อมารไม่ได้ช่อง บุญก็ได้ช่องส่งผล ส่งผังสำเร็จให้บังเกิดขึ้น เราเกิดมาสร้างบารมีในเส้นทางนี้ ก็ต้องทำให้ถูกหลักวิชชา 1 มกราคม พ.ศ. 2559 3.วันนี้คุณทำความดีแล้วหรือยัง https://dhamma01.blogspot.com/2017/05/blog-post_86.html อย่าลืมว่า เราเกิดมาสร้างบารมี และจะสร้างบารมีได้เฉพาะกายมนุษย์เท่านั้น กายอื่นสร้างไม่ได้ เรามีชีวิตอยู่ในเมืองมนุษย์แค่ช่วงสั้น ๆ เท่านั้น ความตายไม่มีนิมิตหมาย จะตายวันไหนก็ไม่รู้ เพราะฉะนั้นต้องเตรียมตัวของเราให้พร้อมเสมอ ผู้ที่ไม่หวั่นวิตกในมรณภัย นอกจากพระอริยเจ้าแล้ว ก็มีผู้ที่สั่งสมบุญด้วยการให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนามามาก มากพอจนกระทั่งเราปลื้มอกปลื้มใจ อิ่มอกอิ่มใจ จะละโลกไปตอนไหนก็ได้ ไม่วิตกกังวลเลย แต่คนที่กลัวตาย คือ ผู้ที่ไม่ได้เตรียมตัวเอาไว้ ไม่ได้สร้างบุญ มัวแต่ทำมาหากินอย่างเดียว หรือมัวแต่สนุกสนานเพลิดเพลินในทางโลก หรือมัวแต่ไปเบียดเบียนกัน แก่งแย่งชิงดีในลาภยศสรรเสริญทางโลก พอใกล้จะตาย พวกนี้จะกลัวมาก ๆ ทั้ง ๆ ที่ปากแข็งว่า นรกสวรรค์ไม่มี ที่กลัวเพราะถ้าเผื่อมีนรกเข้า ยุ่งละสิ ! เพราะตัวไม่ได้ทำบุญเอาไว้ เมื่อไม่ได้ทำบุญเอาไว้ ก็ไปทำบาปอกุศล เบียดเบียนกันทุกวัน แล้วการทำมาหากินทางโลกจะให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ 100 เปอร์เซ็นต์ มันยาก มันก็บริสุทธิ์บ้าง ไม่บริสุทธิ์บ้าง บางคนก็บริสุทธิ์มากกว่าไม่บริสุทธิ์ ที่จะบริสุทธิ์ล้วน ๆ หายากมาก ๆ ชีวิตจริงมันเป็นอย่างนี้นะ ชาวโลกทั่วไปเขาก็จะเป็นอย่างนี้ ทำมาหากินด้วยการเบียดเบียนกันบ้าง หรือสร้างบุญปนธุรกิจ สร้างบุญมีสิ่งแอบแฝงซ่อนเร้นเอาไว้ เพื่อชื่อเสียงบ้าง เพื่อหาเสียง เพื่ออะไรต่าง ๆ เหล่านี้ บุญก็ไม่บริสุทธิ์ พอถึงเวลาใกล้ละโลกจะกลัวมาก และภาพกรรมนิมิตที่มาปรากฏจะเป็นภาพที่ตัวได้ทำเอาไว้ ก็จะเป็นภาพที่ตัวไม่ได้สร้างบุญนั่นแหละ เมื่อไม่ได้ทำบุญก็ต้องทำบาป มันก็จะมาโผล่ให้เห็นตอนนั้น ลำบากจ้ะ 28 เมษายน พ.ศ. 2545 4.มาปลูกเมตตาธรรมในใจกันเถอะ https://dhamma01.blogspot.com/2016/09/blog-post_15.html เป็นคนซื่อตรง จะปรารถนาดีกับใคร ก็ให้ปรารถนาดีอย่างแท้จริง ด้วยความจริงใจ ไม่ใช่แสร้งทำหรือมีมายา ไม่มีเหลี่ยมไม่มีคูกับใครทั้งสิ้น อยากให้ทุกคนเขามีความสุขจริง ๆ ให้อภัยก็ให้อภัยกันจริง ๆ เจอหน้าเขาก็พูดกับเขาก่อนได้ ยิ้มแย้มแจ่มใสกับเขาก่อนได้ นี่คือเมตตาธรรม ที่จะต้องปลูกเข้ามาในใจของเรา 11 มีนาคม พ.ศ. 2531 5.สั่งสมธาตุบริสุทธิ์ในตัวเรา https://dhamma01.blogspot.com/2017/09/blog-post_29.html ต้องรักษาใจใส ๆ นะ เลื่อนความขุ่นมัวออกไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุดเลยให้เหลือแต่ธาตุที่บริสุทธิ์อยู่ในตัวของเรา ในใจเราก็มีแต่ธาตุบริสุทธิ์ ในกายของเราก็มีแต่ธาตุบริสุทธิ์ทุกอณูกล้ามเนื้อเลยนะ แล้วก็สิ่งแวดล้อมตั้งแต่ผิวกายเราออกไปก็มีแต่ธาตุบริสุทธิ์ให้เกิดขึ้น เมื่อธาตุบริสุทธิ์ทั้งหลายมารวมกัน จะเกิดมวลแห่งอานุภาพ ที่จะทำให้เกิดสิ่งอัศจรรย์ขึ้นกับชีวิตของเรา และโลกใบนี้ด้วย ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป อย่าลืมสั่งสมธาตุบริสุทธิ์กันให้เยอะ ๆ ความขุ่นมัวไม่เอานะ เราทิ้งไปก่อน ใช้วิธีสั่งหมองก่อน เหมือนเราสั่งน้ำมูกทิ้งไปอย่างนั้นนะ พอมันเริ่มจะจุกจิกใจ ก็รีบสั่งหมองเลย ใจเราจะได้เหลือแต่ธาตุที่บริสุทธิ์ เพราะใจเราเข้ามาได้ทีละอย่าง ถ้าบุญเข้าบาปไม่เข้า ถ้าบาปเข้าบุญไม่เข้า ถ้าใจใส ความหมองไม่เข้า ถ้าใจหมอง ความใสไม่เข้า เพราะฉะนั้น เราต้องเอาแต่สิ่งดีๆ บรรจุให้เต็มในตัวเรา ให้โอกาสโลก ขันธโลก สัตวโลก ใสสะอาดบริสุทธิ์ สัตวโลก ได้แก่ จิตใจ ขันธโลก คือ ขันธ์ 5 ร่างกายของเรา และโอกาสโลก คือ สิ่งแวดล้อม ตั้งแต่ผิวกายเราออกไปถึงแสนโกฏิจักรวาล อนันตจักรวาลโน่น ให้บริสุทธิ์เลย 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557 6.อดีตที่ผิดพลาด...ลืมให้หมด https://dhamma01.blogspot.com/2017/06/blog-post_889.html ชีวิตของเราแต่ละคนล้วนเคยพลาดพลั้งกันมาทั้งนั้น ไม่มากก็น้อย ชีวิตต่อไปอย่าให้พลั้งพลาดอีก แล้วก็จำ 5 ข้อเอาไว้ คือ ข้อ 1 อย่าไปตอกย้ำซ้ำเดิมสิ่งที่ผิดพลาด เดี๋ยวดวงบาปมันจะโต ให้ลืมไปเลย เหมือนเราไม่เคยเจอมาก่อน ข้อ 2 สิ่งที่เป็นบาปอกุศลทุกชนิดไม่ทำเพิ่มอีก ข้อ 3 หมั่นนึกถึงบุญที่ได้สั่งสมมาทั้งหมด ข้อ 4 สั่งสมบุญให้เยอะ ๆ ทั้งทาน ศีล ภาวนา เป็นต้น27 ข้อ 5 ปลอดภัยที่สุด คือ ปฏิบัติธรรมให้เข้าถึงพระธรรมกายภายใน หรืออย่างน้อยต้องได้ดวงใส ๆ เพราะว่าตอนสุดท้ายจิตของเราจะได้ผ่องใส ไม่เศร้าหมอง สุคติจะได้เป็นที่ไป ถ้าได้เข้าถึงพระธรรมกายละก็ เราเลือกไปเกิดในภพภูมิไหนก็ได้ เพราะพระธรรมกายมีอานุภาพไม่มีประมาณ เพราะฉะนั้นต้องขยันทำความเพียรกันทุกคน บุญอะไรที่มีอยู่ทุกบุญ อย่าให้ตกเลยแม้แต่บุญเดียว ทั้งทำด้วยตัวเองและชวนคนอื่นทำด้วย อย่างนี้จึงจะถูกหลักวิชชา 1 กันยายน พ.ศ. 2545 7.อารมณ์ใส อย่าปล่อยให้เสีย https://dhamma01.blogspot.com/2016/07/blog-post_27.html สมมติว่า เราไปเจอสิ่งที่กำลังทำให้อารมณ์ขุ่นมัว เราต้องมีสติอยู่กับตัวของเรา รักษาใจไว้ ดูใจของเรา รักษาใจให้ใส ๆ หากอยู่บริเวณนั้น โอกาสจะใสยาก ก็เปลี่ยนบริเวณ เปลี่ยนทิศ เปลี่ยนทาง เปลี่ยนสถานที่ แล้วก็นิ่ง ๆ เอาไว้ เพราะอารมณ์ที่ทำให้ขุ่นมัวจะอยู่กับเราไม่นาน พอเราไม่สนใจ มันก็ไม่ขุ่น ใจจะเริ่มใส และแทนที่จะนึกถึงภาพบุคคลนั้น เรื่องราวเหล่านั้น เราก็มานึกถึงดวงใส ๆ องค์พระใส ๆ บุญใส ๆ ที่เราได้กระทำผ่านมาด้วยความปีติ เบิกบาน ภาคภูมิใจ หรือนึกถึงคำภาวนา สัมมาอะระหัง มาแทนที่ นับไปเรื่อย ๆ เดี๋ยวใจจะใสเอง ใจใสนี่แหละเหมาะสมที่จะเป็นภาชนะรองรับบุญใหญ่ และเหมาะสมที่จะเข้าถึงพระรัตนตรัยภายใน 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2545 8.การแก้แค้นที่ถูกวิธี https://dhamma01.blogspot.com/2016/07/blog-post_37.html การแก้แค้น...ไม่ใช่การเอาคืนอย่างสาสม แก้แค้นอย่างนี้ ยิ่งเป็นการผูกโกรธ ยิ่งผูก ก็ยิ่งทุกข์ ยิ่งยุ่งเหยิง คำว่า “แก้แค้น” ครูไม่ใหญ่ว่า หมายถึง ความแค้นที่ผูกไว้กับเขาถูกแก้ออก “แก้” คือ ทำให้หลุด หรือทำให้คลาย เช่น เราแก้เชือกที่ผูกมัดอะไรออก หรือแก้เชือกห่อก๋วยเตี๋ยวออกมาเปิดกินกัน เป็นต้น ดังนั้น แก้แค้น จึงหมายความว่า แก้ให้ความแค้นคลายออก จนหายโกรธหายแค้นไปเลยด้วย “สันติวิธี” พอแก้ออกได้ ความเจ็บใจ คับใจก็หายไป ใจก็จะเย็นสบาย สุดท้ายจะมีความสุขกันทุกฝ่าย อย่างนี้จึงจะเรียกได้ว่า “แก้แค้น” 11 กันยายน พ.ศ. 2545 9.ทำตัวประดุจผ้าขี้ริ้ว https://dhamma01.blogspot.com/2017/05/blog-post_3.html คุณยายอาจารย์ฯ1 ตอนท่านมีชีวิตอยู่ จะบอกหลวงพ่ออยู่เรื่อย ๆ ว่าต้องเป็นผ้าขี้ริ้วเช็ดเท้านะ ใครเขาจะเหยียบย่ำเราก็ช่างเขาเถอะ ใจเราจะได้สบาย ไม่หงุดหงิด ไม่งุ่นง่าน ไม่ฟุ้งซ่าน ไม่รำคาญใจ ใจจะได้ใส ๆ ศึกษาวิชชาธรรมกายได้ละเอียด แล้วท่านก็บอกอีกว่า ตึกใหญ่ ๆ ทั้งหลัง จะกี่สิบกี่ร้อยชั้นก็ตาม ลงทุนสร้างกันเป็นพัน ๆ ล้าน หมื่น ๆ ล้าน ถ้าไม่มีไม้กวาด ไม่มีผ้าขี้ริ้วเช็ดเท้า ตึกทั้งตึกก็ไร้ความหมาย มันจะมีฝุ่น มีหยากเยื่อ หยากไย่ ความสกปรกอะไรต่าง ๆ เหล่านั้น เพราะฉะนั้น ผ้าขี้ริ้วเช็ดเท้าสำคัญนะ ต้องทำตัวให้เหมือนผ้าขี้ริ้วเช็ดเท้า ทำกันได้หรือเปล่าจ๊ะ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2545 1 คุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง (ผู้ให้กำเนิดวัดพระธรรมกาย) 10.อันตัวเรานั้น...ตายแน่ ๆ https://dhamma01.blogspot.com/2017/07/blog-post_24.html ความตายไม่มีนิมิตหมาย เป็นสิ่งที่เราจะต้อง เตือนใจของเราบ่อย ๆ ทุกวันเลย เวลามา มันปุ๊บปั๊บมา โดยที่เราไม่รู้เนื้อรู้ตัวเลย ถ้าหากเราได้สั่งสมบุญเอาไว้อย่างเต็มที่แล้ว เราก็มีความพร้อมเสมอว่า จะไปตอนไหน ที่ไหน เวลาใดก็ได้ แต่ถ้าหากเราสั่งสมบารมีกันยังไม่เต็มที่ละก็ นึกแล้วหวาดเสียวนะ ดูอย่างคุณยายอาจารย์ของเรา ขนาดท่านสั่งสมบุญมาอย่างสม่ำเสมอ ท่านยังมีความรู้สึกว่าเพิ่งจะทำบุญไปได้นิดเดียวเท่านั้น ท่านมักจะพูดให้หลวงพ่อหรือผู้ใกล้ชิดฟังบ่อย ๆ ว่า ยายมีความรู้สึกเหมือนยายเพิ่งได้ บุญไปนิดเดียว ฟังดูแล้วเหมือนท่านถ่อมตัวนะ ท่านบอกไม่ได้ถ่อมเลย มันรู้สึกอย่างนั้นจริง ๆ ท่านอยากจะทำบุญให้มาก ๆ ทั้ง ๆ ที่ตลอดชีวิตของท่านเป็นไปเพื่อการสร้างบารมีอย่างเต็มที่เลย ท่านยังมีความรู้สึกอย่างนั้น 14 กันยายน พ.ศ. 2545 11.เจริญมรณานุสติ https://dhamma01.blogspot.com/2017/10/blog-post_14.html บางคนพอพูดถึงเรื่องตาย เกิดความกลัวขึ้นมา อย่างกับตัวจะไม่ตายอย่างนั้นแหละ ขอยืนยันว่า กลัวก็ตาย ไม่กลัวก็ตาย ไม่อยากเจอความตาย ก็ต้องเจอ ทุกสถานที่ในโลกนี้ เราปฏิเสธไม่ไปได้ แต่ปรโลกปฏิเสธไม่ได้ เพราะฉะนั้นเราต้องซ้อม ๆ กันเอาไว้ ซ้อมตายทุกคืนเลย ทำง่าย ๆ โดยสมมติว่า เราจะไปคืนนี้ เราจะนึกอะไรดี...การนึกคิดอย่างนี้ ไม่ใช่เป็นการแช่งตัวเองนะ ตรงกันข้าม กลับเป็นการเพิ่มบุญ เพราะจิตดวงนี้ประกอบไปด้วยปัญญา เขาเรียกว่า “เจริญมรณานุสติ” คือ เอาดวงปัญญามาพิจารณาถึงความตาย ซึ่งเป็นสิ่งที่เที่ยงแท้ถาวรของทุกชีวิตว่า ถ้าเราตายตอนนี้ และเราอยู่คนเดียว เราจะเตรียมตัวอย่างไร เป็นการวอร์ม ๆ ไว้ก่อน เราต้องหมดห่วง คือ ตัดห่วง จะห่วงอะไรก็ตัดใจไปเสียก่อน ตัดใจแม้อาลัยใจแทบขาด ต้องตัดอาลัย ตัดห่วงให้หมดเลย ไม่ว่าจะเป็นคน สัตว์ สิ่งของ ทรัพย์สมบัติที่เรามีกันตั้งพันล้านเอาทิ้ง ๆ ไป เอาวางไป ให้คนโน้น คนนี้ แจกจ่ายไป หนี้ที่มีเอาให้คนโน้นบ้าง คนนี้บ้าง เฉลี่ยแจกจ่าย ถ้าเรามีหนี้เขาไม่ค่อยมาแย่งกันเท่าไรนะ พอตัดเรื่องคนสัตว์สิ่งของไปแล้ว ทำความรู้สึกว่า เหมือนเราอยู่ตัวคนเดียวในโลก คราวนี้ก็นึกถึงบุญที่เราเคยทำถ้าบุญที่เรานึกไม่ชัดเจน ก็นึกรวม ๆ ว่า ขอบุญทุก ๆ บุญที่ข้าพเจ้าได้ทำเอาไว้ให้มารวมอยู่ในศูนย์กลางกาย ฐานที่ 7 ส่วนบุญไหนที่ชัดเจน เราก็นึกถึงบุญนั้นเป็นหลัก บุญที่ชัดเจน ส่วนมากมักเป็นบุญที่เราทำแล้วปลื้ม ลืมไม่ลง คงไม่ลืม ปลื้มทั้งชาติ นึกเมื่อไรก็ปลื้ม พอนึกบุญนี้และทุก ๆ บุญ มารวมกันเลย อยู่ในศูนย์กลางกาย ให้เป็นดวงใส ๆ อาราธนาพระธรรมกาย พระรัตนตรัย ให้ลงคุมเราอาราธนาให้ท่านคุ้มครองเรา ภายในให้มีพระ พระเป็นเรา เราเป็นพระ เราอยู่ในพระ พระอยู่ในเรา ฝึกซ้อมอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ แล้วก็ทำใจสบาย ๆ ปล่อยให้หลับไปในอู่แห่งทะเลบุญ แล้วใจมุ่งอยากจะไปสวรรค์ชั้นไหนก็นึกอธิษฐานเอา เช่น ขอให้ข้าพเจ้าได้ไปดุสิตบุรี อย่างนี้เรียกว่า ฝึกซ้อม ซ้อมอย่างนี้ทุกวัน แพ้ชนะกันวันเดียวเท่านั้น หมั่นซ้อมไปเรื่อย ๆ ต่อไปนี้เราจะเป็นสหายกับความตาย เป็นเกลอกัน พอเป็นสหายกันแล้วความกลัวตายก็ค่อยๆ หายไป พอความไม่หวาดหวั่นมีในใจ ความวิตกกังวลก็ไม่มี เพราะเรารู้ที่ที่เราจะไปแล้ว คนที่กลัวเพราะไม่รู้ตายแล้วจะไปไหน แล้วก็ไม่ได้เตรียมตัว บุญก็ไม่ได้ทำแต่เราสั่งสมบุญเป็นนิจ และเรารู้ว่าจะไปอยู่ที่ไหน อย่างนี้ควรกลัวไหม 28 กันยายน พ.ศ. 2545 ถอยหลังลง คลองธรรม 12.ศีลธรรมช่วยคุ้มครองโลก https://dhamma01.blogspot.com/2017/10/blog-post_13.html “โลกจะเป็นอย่างไรขึ้นอยู่กับกระแสใจของชาวโลก” ช่วงไหนกระแสใจของมนุษย์ตั้งมั่นอยู่ในคุณงามความดี ไม่ประมาทในชีวิต ให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนา สั่งสมบุญอยู่เป็นนิจ ในยุคนั้นบ้านเมืองก็จะอยู่เย็นเป็นสุข เศรษฐกิจเฟื่องฟู ฝนฟ้าตกต้องตามฤดูกาล โรคภัยไข้เจ็บน้อย ผู้คนมีอายุยืนยาว ผิวพรรณวรรณะผ่องใส ทุกสิ่งทุกอย่างจะมีสภาพคล่อง ต่างก็มีความสุขกายสบายใจกันถ้วนหน้า แต่ในยามใดที่จิตสำนึกของมนุษย์ถูกกระแสบาปเข้าบังคับบัญชาอยู่ภายใน ให้คิดชั่ว พูดชั่ว ทำชั่ว ใช้ชีวิตอย่างประมาท เมื่อนั้นเศรษฐกิจก็จะตกต่ำดินอากาศฟ้าแปรปรวน โรคภัยไข้เจ็บที่ไม่เคยมีก็จะเกิดขึ้น ยาที่ใช้รักษาก็หาได้ยาก เพราะฉะนั้น ศีลธรรมเท่านั้นที่จะเป็นเครื่องช่วยคุ้มครองโลกให้ปลอดภัย ดังนั้นให้ทุกคนตั้งใจกันให้ดีที่จะเป็นผู้นำบุญ เป็นผู้นำศีลธรรมชี้นำทางชีวิตจิตวิญญาณของมวลมนุษยชาติทั้งหลายให้ไปในทิศทางที่สูงขึ้น แม้ใคร ๆ จะเห็นแก่ตัว แต่เราไม่เห็นแก่ตัว ใครสร้างบาป เราสร้างบุญ ใครหวั่นไหว เราไม่หวั่นไหว ใครกำลังใจตกต่ำ เรากำลังใจสูงขึ้น หมั่นสั่งสมบุญบารมีเรื่อยไป หากวันใดทุกคนในโลกคิดอย่างนี้ ทำอย่างนี้ และทุกคนมีศีลธรรมประจำใจ เมื่อถึงวันนั้น โลกก็จะกลับมาพบกับสันติสุขอีกครั้งอย่างแน่นอน 4 มกราคม พ.ศ. 2541 13.สาเหตุภัยพิบัติต่าง ๆ และวิธีแก้ไข https://dhamma01.blogspot.com/2017/10/blog-post_17.html ภัยต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในโลกนี้ ไม่ว่าจะเป็น อุทกภัย วาตภัย อัคคีภัย โจรภัย ภัยทุกชนิด ล้วนแต่มีเหตุทั้งสิ้น สาเหตุหลัก ๆ ก็คือ เพราะคนห่างหายจากศีลธรรมนั่นเอง ดังนั้น ดีที่สุดคือ เราทุกคนทั่วโลก ต้องทดลองทำแตกต่างจากที่เคยทำที่ผ่านมา โดยพร้อมใจกันฟื้นฟูศีลธรรมโลกให้หวนกลับคืนมาอีกครั้ง โดยเว้นจากการฆ่า เว้นจากการลักทรัพย์ เว้นจากการประพฤติผิดในกาม เว้นจากการพูดปด เว้นจากการดื่มสิ่งมึนเมา เว้นจากอบายมุข เว้นสิ่งที่ไม่ดีให้หมด แล้วก็มาทำความดี ทำทาน รักษาศีล เจริญภาวนา เจริญศีล สมาธิ ปัญญาให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป ให้เป็นอธิศีล อธิจิต อธิปัญญา ถึงระดับปฐมมรรค มรรคจิต มรรคปัญญา ถ้าได้อย่างนี้เป็นอย่างน้อย สิ่งดี ๆ จะค่อย ๆ เกิดขึ้น เราจะเห็นโลกยุคพระศรีอริยเมตไตรยในยุคนี้เลย 4 ตุลาคม พ.ศ. 2554 14.มาถอยหลังลงคลองกันเถอะ https://dhamma01.blogspot.com/2017/05/blog-post_36.html บัณฑิตนักปราชญ์ในกาลก่อนกล่าวไว้ว่า ยุคใด สมัยใด ถ้าคนห่างเหินจากศีลธรรม ภัยพิบัติต่าง ๆ ก็จะเกิดขึ้น เช่น ฝนตก น้ำท่วม ลมพายุ แผ่นดินไหว ไฟไหม้ เป็นต้น ภัยพิบัติต่าง ๆ จะเกิดขึ้น ถ้าคนเสื่อมจากศีลธรรม เพราะฉะนั้นเราทุก ๆ คนทั่วประเทศมาสำรวจตรวจตราดูตัวเองว่า เราห่างเหินจากศีลธรรมหรือเปล่า ห่างจากการให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนาไหม ห่างการดูแลผู้มีศีลมีธรรมไหม หรือไปรังแกผู้มีศีลมีธรรมหรือไม่ เราก็ไปทบทวนดู ถ้าหากว่า เราทำเราก็ปรับปรุงแก้ไขเสีย แล้วเข้าใกล้ศีลธรรมให้มาก ๆ เข้า สิ่งดี ๆ จะเกิดขึ้น ดินอากาศฟ้าจะไม่แปรปรวน ฝนจะตกต้อง47 ตามฤดูกาล ผลหมากรากไม้มีรสโอชา มนุษย์จะมีโรคภัยไข้เจ็บน้อย อายุยืนยาว เศรษฐกิจดี ซื้อง่ายขายคล่อง กำไรงาม เป็นต้น นี่เป็นเรื่องที่เราต้องหันกลับมาทบทวน มาถอยหลังเข้าคลองธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะเราเลยคลองกันไปเยอะแล้ว ออกนอกลู่นอกทางกันไปเยอะแล้ว มาเข้าสู่ในลู่ของบัณฑิตนักปราชญ์ ลงคลองแห่งธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเถอะ อย่างนี้เรียกว่า ถูกต้องตามทำนองคลองธรรม ถอยหลังลงคลอง แต่ต้องคลองธรรมนะ คลองอื่นเราไม่เอา 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2549 15.ทำไมต้องเร่งฟื้นฟูพระพุทธศาสนา https://dhamma01.blogspot.com/2017/08/blog-post_2.html ถ้าสังเกตให้ดี เราจะพบว่า โลกของเราในยุคปัจจุบันไม่เหมือนโลกในยุคพุทธกาลหรือยุคอดีต เพราะในยุคนี้มีโรคภัยไข้เจ็บที่เป็นสายพันธุ์ใหม่ ๆ และมีความรุนแรงเกิดขึ้นมามากมาย แม้วิทยาการทางการแพทย์จะเจริญก้าวหน้ามากมายเพียงใดก็ตาม แต่สำหรับโรคบางโรคก็ยังหายาหรือวิธีการรักษาโรคไม่ได้ ที่เป็นแบบนี้เพราะอะไร เราอาจไม่เชื่อว่า โรคทุกโรคล้วนเป็นผลมาจากการกระทำของมนุษย์ทั้งสิ้น เพราะเมื่อมนุษย์ประกอบอกุศลกรรมมากขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ตั้งมั่นในศีล 5 มีการฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม พูดโกหก เพ้อเจ้อ คำหยาบ ส่อเสียด ดื่มสุราเมรัย สูบเสพสิ่งเสพติดต่าง ๆ มัวเมาในอบายมุขเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เป็นต้น พญามารก็จะได้ช่องเอาบาปของมนุษย์ทั้งหลาย ทั่วโลกมาประมวลรวมกัน จากนั้นก็ซ้อนบาปศักดิ์สิทธิ์เข้าไปประกอบในโอกาสโลก ขันธโลก และสัตวโลก โอกาสโลก คือ สิ่งแวดล้อม ตั้งแต่ร่างกายเราออกไป รวมไปถึงบรรยากาศภายนอกจนกระทั่งถึงดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ดวงดาว จักรวาลต่าง ๆ ขันธโลก คือ ขันธ์ 5 ร่างกายของเรา มวลมนุษยชาติ และสรรพสัตว์ทั้งหลาย สัตวโลก คือ จิตใจของเรา ของมวลมนุษยชาติ และสรรพสัตว์ พญามารจะเอาบาปนี้ซ้อนประกบตั้งแต่โอกาสโลก ขันธโลก สัตวโลก จากข้างนอกมาหาข้างใน แล้วประกอบธาตุที่เป็นอันตรายต่อกายหยาบของมนุษย์ขึ้นมา เข้าไปปรุงแล้วดึงดูดผังที่เขาเซตโปรแกรมไว้ ดูดเข้ามาประกอบธาตุดิน น้ำลม ไฟ วิญญาณ อากาศ ที่จะเป็นอันตรายต่อกายหยาบของมนุษย์ทั่วโลกขึ้นมา เมื่อมนุษย์คนใดเคยสร้างกรรมที่พ้องกับธาตุที่พญามารประกอบขึ้น วิบากกรรมของบุคคลนั้นก็จะดึงดูดธาตุวิบัติเหล่านี้ให้เข้าไปทำงานในร่างกายของตน เมื่อร่างกายของใครได้รับธาตุวิบัติเหล่านี้ไปแล้วก็จะทำให้ร่างกายเกิดภาวะผิดปกติ จนทำให้อวัยวะภายในทำงานผิดพลาดคลาดเคลื่อนและส่งผลให้เป็นโรคร้ายต่าง ๆ ในที่สุด ดังนั้น ถ้าบุคคลใดมีเศษกรรมปาณาติบาต เช่น ฆ่าสัตว์ ฆ่ามนุษย์ มีเศษกรรมกาเมฯ หรือเศษกรรมอื่น ๆ ติดตัวมา นี่แค่เศษ ยังไม่ใช่ส่วนนะ ถ้าส่วนไม่ต้องพูดถึง เศษกรรมเหล่านี้จะทำหน้าที่เหมือนเป็นสถานีรับธาตุวิบัติที่เขาส่งมาทำงานในร่างกาย จนส่งผลให้บุคคลนั้นเกิดอาการเจ็บป่วยล้มตาย แล้วแต่ละรูปแบบของธาตุวิบัติ และกรรมที่แต่ละคนได้ทำเอาไว้ โรคทั้งหลายเกิดขึ้นจากการกระทำของมนุษย์ ความคิด คำพูด และการกระทำทางกาย ทางวาจา และใจ เพราะฉะนั้นเรื่อง Law of Karma คำสอนพระสัมมาสัมพุทธเจ้า กุศลกรรมบถ และอกุศลกรรมบถ เป็นต้น เราไม่ศึกษาเรียนรู้ ไม่ได้ เพราะมันเกี่ยวกับตัวของเรา เกี่ยวข้องกับผู้ที่เป็นที่รักของเรา ไม่ว่าจะเป็นบุตร ภรรยา สามี หมู่ญาติ หรือใครก็แล้วแต่ แล้วก็เพื่อนร่วมโลกของเราทั้งหมด เราจะต้องเรียนรู้ เพราะว่าการกระทำของแต่ละคนมีผลไปถึงมวลรวม ภาพรวมของสรรพสัตว์และสรรพสิ่งทั้งหลาย มันสำคัญตรงนี้ ถ้ายุคใดสมัยใด คนทั้งโลกมีศีลมีธรรม ยุคนั้นมนุษย์จะอายุยืน มีกายโตใหญ่ มีฤดูสบาย ดิน อากาศ ฟ้า ก็สบ๊ายสบาย อาหารจะมีรสโอชา ผลหมากรากไม้ก็ออกดอกออกผลดี มีแต่สิ่งดี ๆ เกิดขึ้นมาหล่อเลี้ยงชีวิตของมนุษย์ในยุคนั้น เพราะฉะนั้น ถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราจะต้องฟื้นฟูศีลธรรมขึ้นมาในโลกใบนี้ โดยมีเราเป็นจุดเริ่มต้น และเริ่มต้นที่ศูนย์กลางกาย ฐานที่ 7 ของเรา และถ้าทุกคนมาอยู่ในตำแหน่งเดียวกัน ใช้ศูนย์กลางกาย ฐานที่ 7 ร่วมกัน โอกาสโลก ขันธโลก สัตวโลก จะดีทีเดียว นี่แหละเป็นเรื่องสำคัญ ทำไมเราจะต้องจัดบวชกันขนาดนี้ และทำไมต้องบวชบ่อย ๆ ทำไมเราต้องเร่งฟื้นฟูพระพุทธศาสนา เพราะคำสอนนี้มีอยู่เฉพาะในพระพุทธศาสนา เรื่อง Law of Karma หรือ เรื่องกฎแห่งกรรมไปศึกษา จะได้ช่วยกันขยายความรู้ โดยเริ่มต้นที่ตัวเราแล้วขยายออกไป 19 กันยายน พ.ศ. 2554 16.พุทธบุตรต้องเป็นหนึ่งเดียวกัน https://dhamma01.blogspot.com/2017/05/blog-post.html พุทธบุตรต้องเป็นหนึ่งเดียวกัน เหมือนดวงตะวันที่มีดวงเดียว เพื่อเราและโลก จะได้พบสันติสุขที่แท้จริง เราจะต้องรวมกันให้เป็นหนึ่งเดียว เลิกแบ่งพรรคแบ่งพวก มันหมดสมัยแล้ว แล้วก็หันมาปรองดอง มารู้รักสามัคคีเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน มาสร้างบุญ สร้างบารมี มาแสวงหาหนทางพระนิพพาน แล้วทำประโยชน์ให้แก่เพื่อนมนุษย์กันจะดีกว่า เดี๋ยวก็วัน เดี๋ยวก็คืน เดี๋ยวก็จะหมดเวลาจากโลกนี้ไปแล้ว โลกมนุษย์ คือ โลกแห่งการสร้างบารมี ไม่ใช่โลกแห่งการเสวยบุญ ละโลกไปแล้ว เราหมดสิทธิ์ที่จะสร้างบารมีได้เหมือนกายมนุษย์ เพราะเป็นภพภูมิแห่งการเสวยผล ไม่ว่าบุญหรือบาป ดีหรือชั่วก็ตาม นี่เป็นสิ่งที่เราจะต้องตอกย้ำซ้ำเดิมกันทุก ๆ วัน แล้วทำความเข้าใจกันให้ดี 30 มกราคม พ.ศ. 2547 17.เช้า ๆ ตื่นมาใส่บาตรกันเถอะ https://dhamma01.blogspot.com/2017/05/blog-post_42.html การให้ข้าว ให้น้ำให้อาหารหวานคาว และจตุปัจจัยไทยธรรมแด่พระภิกษุสามเณร ผู้ประพฤติธรรม เราจะได้รับอานิสงส์ 5 ประการ คือ ได้อายุ วรรณะ สุขะ พละ และปฏิภาณ 1 อายุ การเป็นผู้มีอายุยืนยาว ไม่มีโรค ถือว่าเป็นลาภอันประเสริฐ 2 วรรณะ การมีวรรณะ ความผ่องใสของผิวพรรณ ก็จะเป็นที่ดึงดูดตาดึงดูดใจ น่าเลื่อมใส แลดูงามทุกวัย เหมือนอย่างมหาอุบาสิกาวิสาขา 3 สุขะ ได้ความสุข คือ มีความสบายกาย สบายใจ แช่มชื่น เบิกบาน 4 พละ มีพละกำลังแข็งแรง 5 ปฏิภาณ มีปฏิภาณไหวพริบเฉลียวฉลาด ทั้งอายุ วรรณะ สุขะ พละ และปฏิภาณก็จะเป็นของเรา 19 มกราคม พ.ศ. 2547 18. วันนี้ “วันพระ” https://dhamma01.blogspot.com/2017/06/blog-post_81.html วันพระ คือวันที่พระจะมาทบทวนสิกขาบทว่า 7 วันที่ผ่านมา ได้ปฏิบัติถูกต้องตามธรรมวินัยครบถ้วนบริบูรณ์ไหม ถ้าครบถ้วนบริบูรณ์ก็ปลื้ม ถ้าขาดตกบกพร่องก็ต้องแก้ไขกัน ตักเตือนตัวเองบ้าง เตือนซึ่งกันและกันบ้าง เพราะวัตถุประสงค์หลักของการบวชเพื่อมุ่งหวังจะทำพระนิพพานให้แจ้ง เพราะฉะนั้นสิ่งอะไรที่ขาดตกบกพร่องจะต้องรีบปรับปรุงแก้ไข ส่วนญาติโยมทั้งหลายก็ถือโอกาสในวันพระ ไปบำเพ็ญบุญ ไปฟังธรรม ปฏิบัติธรรมร่วมกัน แต่ในปัจจุบันนี้ การให้ความสำคัญของวันพระรู้สึกจะลดน้อยถอยลงไปเรื่อย ๆ เราจะต้องช่วยกันฟื้นฟูวันแห่งความสว่างให้ฟื้นคืนชีพขึ้นมาใหม่ แล้วให้เจริญรุ่งเรืองขึ้นในยุคของเรานี่แหละ แม้ว่าจะเริ่มต้นจาก59 กลุ่มเล็ก ๆ ต่อไปก็จะค่อย ๆ ขยับขยายกันไปเรื่อย ๆ ก็จะเป็นทางมา แห่งบุญของเรา เพราะฉะนั้น เมื่อลูกทุกคนได้รับป้าย พรุ่งนี้ “วันพระ” วันนี้ “วันพระ” ไปแล้ว มีป้ายแล้ว ก็ต้องเอาไปติดไว้ที่หน้าบ้านหรือ ที่ทำงานของเรานะ แล้วอย่าลืมเอาลงด้วย รวมทั้งประพฤติตัวของเรา ให้เป็นตัวอย่างที่ดี เพราะโลกขาดแคลนตัวอย่างที่ดี ๆ เราจะได้เป็นต้นบุญ ต้นแบบกัน 2 มกราคม พ.ศ. 2546 19 จุดประทีปสว่าง...ทุกวันพระ https://dhamma01.blogspot.com/2017/06/blog-post_706.html ทุกวันพระ หลวงพ่อขอเชิญชวนให้จุดประทีปเอาไว้หน้าบ้าน เพื่อจะได้บอกให้ทุกคนได้รับทราบว่า วันนี้เป็นวันพระ เพราะว่าวันพระ ถูกหลงลืมกันไป จนกระทั่งไม่มีใครสนใจหรือให้ความสำคัญมากเพียงพอเหมือนบรรพบุรุษของเรา แต่ในยุคของเรา ที่เรามาเกิดเพื่อมาสร้างบารมี มาเป็นต้นบุญต้นแบบ มาเป็นแสงสว่างต่อเพื่อนมนุษย์ เพราะฉะนั้นเราก็จะต้องจุดประทีปเอาไว้เพื่อเป็นเครื่องเตือนใจให้ผู้ที่ผ่านไปผ่านมา ได้ระลึกนึกถึงพระรัตนตรัย นึกถึงว่า วันนี้เป็นวันพระ ควรจะทำแต่สิ่งที่เป็นกุศลธรรม และจะได้เป็นหัวข้อสนทนา เพราะเมื่อเขาเห็นแล้ว ก็จะเกิดคำถาม เอ๊ะ! มีอะไรเหรอ ทำไมถึงจุด เราก็จะได้อธิบายให้เขาฟัง อีกประการหนึ่ง อยากให้บ้านเมืองของเราสว่างไสว เพราะดูเหมือนว่าเดี๋ยวนี้สิ่งที่ผิด ๆ กำลังจะทำให้ถูกต้อง หลวงพ่อดูแล้วสลดใจนะ ถึงเวลาที่เราจะไปชักชวนกันมาถอยหลังลงคลองกันเถอะ แต่เป็นคลองธรรม คือ ความถูกต้องดีงามที่บรรพบุรุษของเราประพฤติสืบทอดกันมา เดี๋ยวนี้มันจะสูญหายกันไปหมดแล้ว เพราะฉะนั้น พอถึงวันพระ ไม่ว่าวันพระเล็ก วันพระใหญ่ ไปจุดประทีปดวงเล็ก ๆ ไว้ที่หน้าบ้านของเรา เอาที่ไม่ต้องลงทุนสูงนะ จุดเอาไว้พอที่จะเป็นเครื่องหมายหรือสัญลักษณ์ให้เขาเห็นว่า อ้อ...วันนี้วันพระนะ 1 กันยายน พ.ศ. 2545 20. วิสาขบูชา https://dhamma01.blogspot.com/2017/05/blog-post_0.html วันวิสาขบูชา (วันขึ้น 15 ค่ำเดือน 6) เป็นวันสำคัญและอัศจรรย์อย่างยิ่งในทางพระพุทธศาสนา และเป็นวันสำคัญสากลของโลก ที่พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน มาพ้องตรงในวันเดียวกัน การมาประสูติของพระพุทธองค์ก็อัศจรรย์ ก่อนที่จะมาประสูติ เทวดาพรหมทั่วหมื่นโลกธาตุได้ไปกราบอาราธนาพระบรมโพธิสัตว์บนสวรรค์ชั้นดุสิต เมื่อพระองค์พิจารณาเห็นสมควรจึงรับอาราธนา จากนั้นทรงตรวจตราดูปัญจมหาวิโลกนะ คือ ทรงพิจารณาดู กาล ทวีป ประเทศ ตระกูล และพุทธมารดาที่เหมาะสมต่อการลงมาเกิดสร้างบารมี เพื่อจะได้ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณโปรดสัตว์ให้หลุดพ้นจากทุกข์ภัยในวัฏสงสาร ครั้นประสูติก็ถึงพร้อมด้วยลักษณะมหาบุรุษครบถ้วนทุกประการ และในทันทีที่ประสูติทรงพระดำเนินไปได้ 7 ก้าว ทุกย่างก้าวจะมีดอกบัวผุดขึ้นมารองรับ จากนั้นทรงเปล่งอาสภิวาจาว่า “เราเป็นผู้เลิศในโลก เราเป็นผู้ประเสริฐที่สุดในโลก ภพชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายของเราแล้ว” ครั้นเมื่อเจริญวัย ก็เป็นผู้เลิศกว่าใคร ๆ ในโลก ทรงมีพระปัญญาสว่างไสว สามารถสำเร็จความรู้ในศิลปศาสตร์ 18 ประการ ภายใน 7 วันต่อมาเมื่อทรงเห็นภัยในวัฏสงสารก็ทรงออกผนวช เพื่อแสวงหาทางพ้นทุกข์ ทรงบำเพ็ญเพียรอย่างกลั่นกล้า จนกระทั่งได้ตรัสรู้ ณ ภายใต้ควงไม้พระศรีมหาโพธิ์ ในวันตรัสรู้นั้น พระองค์ทรงมีพระทัยตั้งมั่น ใจหยุดนิ่งได้อย่างสมบูรณ์ที่ศูนย์กลางกาย ฐานที่ 7 ของพระองค์ ยามต้น เข้าถึงกายธรรมพระโสดาบัน บรรลุบุพเพนิวาสานุสติญาณ สามารถระลึกชาติหนหลังได้ ยามสอง เข้าถึงกายธรรมพระอนาคามี บรรลุจุตูปปาตญาณ รู้แจ้งเห็นแจ้งการเกิด ดับ และการเวียนว่ายตายเกิดของสรรพสัตว์ทั้งหลาย66 67 68 ยามสุดท้าย บรรลุอาสวักขยญาณ สามารถกำจัดกิเลสอาสวะหมดสิ้นเชื้อไม่เหลือเศษ พร้อมกับได้ตรัสรู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ต่อมา พระพุทธองค์ทรงเผยแผ่พระพุทธศาสนามาตลอด 45 พรรษา ทรงบำเพ็ญพุทธกิจโปรดสรรพสัตว์ ทรงแสดงธรรมพร้อมอรรถและพยัญชนะ งดงามทั้งเบื้องต้น ท่ามกลาง และเบื้องปลาย จวบจนวาระสุดท้ายทรงปลงอายุสังขาร และประทานปัจฉิมโอวาทเอาไว้ว่า “สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดาเธอทั้งหลายจงยังประโยชน์ตนและผู้อื่นให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด” จากนั้นทรงเข้ามหาสมาบัติไม่ซ้ำมหาสมาบัติ แล้วก็เสด็จดับขันธ-ปรินิพพานเข้าสู่อายตนนิพพาน ภายนอกทรงประสูติ ณ สถานที่หนึ่ง ตรัสรู้ที่หนึ่ง และปรินิพพานอีกที่หนึ่ง แต่ในแง่การปฏิบัติภายใน ประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพานอยู่ที่เดียวกัน คือ ที่ศูนย์กลางกาย ฐานที่ 7 ของพระองค์ ดังนั้นศูนย์กลางกาย ฐานที่ 7 จึงเป็นตำแหน่งที่สำคัญที่สุดในโลก เป็นทางไปของพระอริยเจ้าพระอรหันต์ เป็นทางบรรลุมรรคผลนิพพานของทุก ๆ คนในโลก ที่จะต้องเอาใจมาหยุดนิ่งอยู่ที่ตรงนี้ เพื่อให้ได้บรรลุธรรม บรรลุวัตถุประสงค์ของชีวิตที่เกิดมาเป็นมนุษย์ มาพบพระพุทธศาสนา ได้มีดวงตาเห็นธรรม เพราะฉะนั้น วันนี้จึงเป็นวันที่มีความหมายต่อตัวเราและชาวโลกเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากเพราะมีวันนี้เกิดขึ้น เราจึงมีโอกาสได้ยินได้ฟังพระธรรมคำสั่งสอนของพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า และได้รู้เรื่องราวความเป็นจริงของชีวิต ได้รู้ถึงหนทางดับทุกข์ รวมทั้งได้ลงมือปฏิบัติเพื่อให้พ้นจากทุกข์ เข้าถึงธรรม 1 มิถุนายน พ.ศ. 2558 21. วัดไม่ใช่วิก https://dhamma01.blogspot.com/2018/04/blog-post.html “วันพระ” ให้ไปเข้าวัดใกล้บ้านเรานะ ไปฟังธรรม ปฏิบัติธรรม แล้วก็บำเพ็ญบุญ ทำอย่างนี้ให้เป็นเรื่องปกติเลย แล้วพาลูกหลานตัวเล็กตัวน้อยเข้าวัดฟังธรรม ปฏิบัติธรรม บำเพ็ญบุญด้วย อย่างนี้จึงจะถูกหลักวิชชา ในฐานะที่เราเป็นพุทธศาสนิกชนที่ดีเพื่อจะได้เป็นการฟื้นฟูวัฒนธรรมชาวพุทธ ปักหลักให้ยั่งยืนยิ่งขึ้นไป “วัด” เป็นสถานที่ประดิษฐานเฉพาะพระรัตนตรัย คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เท่านั้น ญาติโยมเข้าไปก็เพื่อไปเคารพสักการบูชาพระรัตนตรัย ไปฟังธรรม ปฏิบัติธรรม บำเพ็ญบุญ วัดจึงควรเป็นสถานที่ที่สงบ สงัด วิเวก อย่าเอาเสียงอะไรที่อึกทึกเข้าไปในวัด หรือสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เช่น ภาพยนตร์ หรือการละเล่นต่าง ๆ เข้าไปในวัด เพราะแค่อุโบสถศีล (ศีล 8) เขายังไม่ดูการละเล่นกันเลย แต่พระท่านถือศีล 227 ข้อ เพราะฉะนั้นในฐานะที่เราเป็นญาติโยม เราก็ไม่ควรนำสิ่งเหล่านี้เข้าไป เมื่อนำเข้าไปแล้ว เราจะไปโทษว่า พระเณรดูก็หาควรไม่ เพราะฉะนั้นขึ้นอยู่กับเรา ดังนั้น ให้เอาหนัง เอาละคร การละเล่นต่าง ๆ ไปไว้ที่วิก ไม่ใช่ที่วัดและสิ่งไม่ดีทั้งหลาย อย่านำเข้าไปต้องช่วยกันทำวัดให้เป็นสถานที่ที่เหมาะสมต่อการบำเพ็ญสมณธรรมของพระภิกษุสามเณรในวัด เป็นสถานที่ที่เราจะไปฟังธรรม ไปปฏิบัติธรรม แล้วก็บำเพ็ญบุญของเราและลูกหลานกันนะ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553 22 คนโบราณเขาขนทรายเข้าวัดกันนะ https://dhamma01.blogspot.com/2017/05/blog-post_33.html ต้องช่วยกันรักษาพระพุทธศาสนาให้สืบทอดกันต่อไปนะ นี่เป็นเรื่องที่สำคัญมากเลย ครูไม่ใหญ่รักพระพุทธศาสนามาก ปู่ย่าตายายของเราสมัยก่อน ท่านรักพระพุทธศาสนามาก แม้แต่เวลาเข้าวัด เดินเข้าไปในวัด ท่านจะไม่เอาศาสนสมบัติออกมาเลยแม้แต่นิดเดียว ไม่ว่าจะเป็นเม็ดกรวดเม็ดทรายที่ติดเท้ามา เพราะท่าน “กลัวบาป” มาก มีแต่จะนำทรายเข้าวัด ที่มีการจัดงานก่อพระเจดีย์ทราย เพื่อขนทรายเข้าวัด สมัยก่อนเขาทำอย่างนั้นกันนะ นั่นแค่เม็ดกรวดเม็ดทราย ท่านยังไม่กล้าเอาเลย ใหญ่กว่านั้น ท่านยิ่งไม่เอา เพราะฉะนั้น ต้องช่วยกันรักษาพระพุทธศาสนากันไว้ให้ดีนะ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558 23.เคล็ดลับความสุขความสำเร็จในชีวิต https://dhamma01.blogspot.com/2017/05/blog-post_54.html บุญที่เราทำในวันนี้ จะติดไปในภพเบื้องหน้า ติดไปหลายชาติ ให้เราสมบูรณ์ไปด้วยสมบัติทั้งสาม มนุษยสมบัติ ทิพยสมบัติ นิพพานสมบัติ มนุษยสมบัติ คือ เราจะสมบูรณ์ไปด้วยรูปสมบัติ ทรัพย์สมบัติ และคุณสมบัติ เป็นต้น ติดไปหลายภพหลายชาติเลย เหมือนเสาไฟฟ้าที่เรียงรายข้างถนน พอเราสับสวิตช์ไฟ ไฟฟ้าก็สว่างพรึ่บไปหมดเลย บุญที่เราทำก็เช่นเดียวกัน จะตามส่งผลต่อ ๆ กันไปอย่างนั้น ที่เราประสบความสุขความสำเร็จในปัจจุบันนี้ เพราะอาศัยบุญเก่าที่เราสั่งสมมาในอดีต ทำให้เราสมบูรณ์ไปด้วยสมบัติทั้งสาม แต่ถ้าเราไม่ทำบุญใหม่ในชาตินี้ เพื่อเอาบุญเก่าต่อบุญใหม่ เป็นบุญต่อบุญ สมบัติต่อสมบัติ บุญเก่าก็มีวันหมดสิ้นไปได้ เพราะฉะนั้นเราจะเห็นได้ว่า อดีตคนเคยรวย อดีตเศรษฐี กลายมาเป็นยาจกก็เยอะแยะ เพราะไม่ได้สั่งสมบุญใหม่เพิ่ม เพราะฉะนั้น บุญ...จึงเป็นสิ่งที่ต้องทำ 3 มีนาคม พ.ศ. 2545 24.เกิดมาอีกครั้ง “ต้องพร้อม” https://dhamma01.blogspot.com/2017/10/blog-post.html ความสมบูรณ์พร้อมของชีวิต คือ ถึงพร้อมด้วย รูปสมบัติ ทรัพย์สมบัติ และคุณสมบัติ จะเกิดขึ้นได้ ต้องอาศัย “บุญ” อย่างเดียวเท่านั้น บุญที่เกิดจากการทำทาน รักษาศีล และเจริญภาวนา แล้วก็มาเทียบเคียงกับบารมี 10 ทัศ มี ทานบารมี ศีลบารมี เนกขัมมบารมี ปัญญาบารมี วิริยบารมี ขันติบารมี สัจจบารมี อธิษฐานบารมี เมตตาบารมี และอุเบกขาบารมี79 ค่อย ๆ ทบทวนทีละข้อว่า มีอะไรที่เรายังขาดตกบกพร่องบ้าง เพื่อจะได้เติมให้ครบถ้วนบริบูรณ์ระหว่างที่เรายังมีกายมนุษย์อยู่ ซึ่งจะส่งผลให้ดีทั้งในปัจจุบันนี้ด้วย แล้วก็ดีตอนที่เราจะละโลกไปสู่ดุสิตบุรี วงบุญพิเศษ ซึ่งภูมินี้ไม่ใช่ไปกันง่าย ๆ นะ แค่ไปสวรรค์ชั้นต้น ๆ ว่ายากแล้ว แต่ไปสวรรค์ชั้นดุสิตยิ่งยากกว่า แล้วดุสิตบุรีวงบุญพิเศษยิ่งยากมาก ๆ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2547 25.สมบัติจักรพรรดิตักไม่พร่อง https://dhamma01.blogspot.com/2017/10/blog-post_19.html เราอยากได้บุญมาก...ก็ทำมาก อยากได้บุญปานกลาง...ก็ทำปานกลาง อยากได้บุญน้อย...ก็ทำเล็กน้อย ทุกอย่างขึ้นอยู่กับเรา เพราะเราเป็นผู้ออกแบบชีวิต อยากเป็นอะไร ก็แล้วแต่ใจของเรา ถ้าอยากเป็นบรมเศรษฐีในระดับที่มีสมบัติจักรพรรดิตักไม่พร่อง อย่างท่านชฎิลเศรษฐี เมณฑกเศรษฐี ก็ต้องทำบุญในแหล่งเนื้อนาบุญ และทำแบบสุด ๆ ไปเลย แล้วต้องปลื้มทั้งก่อนทำกำลังทำและหลังจากทำไปแล้ว ผู้มีบุญมาก ๆ เวลามาเกิด สมบัติจะมารอท่านะ ไม่ต้องเหนื่อย เป็นสมบัติอัศจรรย์ สมบัติอจินไตย คือเราจะนึกไม่ถึงเลย อย่างท่านชฎิลเศรษฐี เมณฑกเศรษฐี โชติกเศรษฐี ที่มีสมบัติจักรพรรดิตักไม่พร่อง ที่จริงมีเยอะแยะเลยในกัปนี้ มีมากมายในทุกยุค ทุกพุทธันดร ถ้าบุญปานกลางจะหย่อน ๆ ลงมา ต้องเหนื่อยนะ แต่ประสบความสำเร็จ ได้ทรัพย์มากับความภาคภูมิใจว่า เราเหนื่อย แต่เราทำได้ ถ้าหากมีบุญระดับล่าง ก็จะลดลงมาอีก จะมีความเหนื่อยเพิ่มขึ้น แต่สำเร็จ ทีนี้เราก็เทียบดูกับชีวิตของเราที่ผ่านมา เราเข้าข่ายประเภทไหน จุลเศรษฐี มหาเศรษฐี หรือบรมเศรษฐี ไปลองศึกษาดู แล้วภพชาติต่อไป เราควรจะเป็นอย่างไร ก็แล้วแต่เรา เพราะเราคือผู้ออกแบบชีวิต เราคือผู้ลิขิตชีวิตเราเอง 25 กันยายน พ.ศ. 2551 26.สายสมบัติ https://dhamma01.blogspot.com/2017/10/blog-post_89.html พระเดชพระคุณหลวงปู่วัดปากน้ำพระผู้ปราบมาร ท่านได้กล่าวกับอุปัฏฐากของท่านว่า “ไอ้ผง มึงมีเงิน 25 บาทไหม มาทำบุญกับกู จะสร้างโรงเรียนปริยัติธรรม ที่จนชาตินี้ก็เพราะว่าสายสมบัติมันไม่มี เดี๋ยวจะเอาเงินที่ทำบุญ ที่ถูกจุดแห่งบุญนี้ มาต่อสายสมบัติ” “สายสมบัติ” สำคัญนะลูกนะ สมบัติมันผ่านไปผ่านมาตลอดเวลา มุ่งเข้าหาผู้มีบุญ ถ้าใครมีบุญก็จะครอบครองได้ ใครไม่มีบุญก็ผ่านไป เพราะฉะนั้น บุญที่เราทำในวันนี้ ให้นึกบ่อย ๆ นึกให้ได้ตลอดเวลาเลย แล้วก็ประกอบสัมมาอาชีวะ ที่ว่าจะตกต่ำเป็นไม่มี มีแต่จะสูงยิ่งขึ้นไป 3 สิงหาคม พ.ศ. 2544 27.อันตรายของความตระหนี่ https://dhamma01.blogspot.com/2017/10/blog-post_20.html พญามารจะกันสมบัติได้อีกอย่างคือ เขาเอาความตระหนี่ซึ่งเป็นธาตุสำเร็จมาปิดมาบังช่องทางที่จะให้สมบัติมาถึงตัวเรา ตัดสายสมบัติได้ด้วยความตระหนี่ ทั้งตัด ทั้งปิด ทั้งบังให้มาไม่ถึงเลย ตัดด้วย ปิดด้วย บังด้วยสารพัด ความตระหนี่ เป็นธาตุสำเร็จสีดำมืดสนิท มีฤทธิ์มาก เวลาหุ้มเห็น จำ คิด รู้ ละก็ คิดที่จะ “ให้” ไม่เป็นเลย เมื่อไม่ให้...ก็ไม่ได้ บุญเขาก็ไม่ได้ช่องที่จะสอดสายสมบัติมาถึงเราเพราะถูกกำแพงแห่งความตระหนี่หุ้มล้อมไว้หมดแล้วทุกด้านเลย นี่คืออันตรายสำหรับชีวิตทั้งในปัจจุบันนี้และในอนาคตด้วย ความตระหนี่ทำงานตลอด 24 น. และเช่นเดียวกัน บุญก็ทำตลอด 24 น. เพื่อหาช่องที่จะทำลายความตระหนี่ในใจ แต่กายมนุษย์ของเราช่วยด้วยอีกแรงหนึ่ง คือ มีความตั้งใจจะเอาชนะความตระหนี่ บุญเขาก็ได้ช่อง แวบเดียวความตระหนี่หายไปเลย สายสมบัติก็เชื่อมมาถึงเราได้ เป็นสมบัติละเอียดที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า แต่เห็นได้ด้วยธรรมกาย เชื่อมติดแล้วจะเป็นกระแสดึงดูดสมบัติหยาบมาถึงตัวเรา แผ่ไปทุกทิศทุกทางเลย ดึงดูดตามกำลังบุญ บุญมาก...ก็แรงมาก บุญน้อย...ก็แรงน้อย นี่คือความจริงของชีวิตนะ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2545 28.ทำบุญให้ถูกหลักวิชชา https://dhamma01.blogspot.com/2017/08/blog-post_21.html การทำบุญอย่าดูเบานะ ต้องทำให้ถูกหลักวิชชา อย่าหงุดหงิด ขุ่นมัว ทั้งก่อนทำ กำลังทำ และหลังจากทำแล้ว บุญจะได้ไม่หก เราจะได้บุญบริสุทธิ์เต็มที่ อย่านึกว่า เรามีเงินแล้วเรามาทำบุญ เราต้องนึกว่า กว่าจะได้ปัจจัยมา มันเหนื่อยนะ ต้องเอาชีวิตเป็นเดิมพัน ต้องใช้ทุกวิธีการ กว่าจะได้ทรัพย์มา ได้มาแล้ว เรามีกุศลศรัทธาเลื่อมใสในพระรัตนตรัย อยากจะสร้างมหาทานบารมี91 ความเลื่อมใสศรัทธาก็ไม่ใช่เกิดขึ้นง่าย เกิดยากมาก ขนาดเราเลื่อมใสศรัทธา บางครั้งยังง่อนแง่น บางครั้งก็เลื่อมใสมาก บางครั้งก็เลื่อมใสปานกลาง บางครั้งน้อย บางครั้งไม่มีเลย เห็นไหมว่า มันเกิดขึ้นยาก แต่สลายง่าย พอจะเลื่อมใสทีไร มันจะเสียเงินทุกที เกิดความเสียดาย เพราะกว่าจะได้มามันยาก คิดแล้วคิดอีก จะถูกความตระหนี่ซึ่งเป็นเครื่องมือของพญามารเหนี่ยวรั้งเอาไว้ จะช่วงชิงทรัพย์เอาไว้ไม่ให้บริจาค ไม่ให้สร้างมหาทานบารมี ชาติต่อไปจะได้จน พอไม่สร้างทาน เขาจะได้เอาผังจนถาวรเสียบเข้าไปได้ สอดเข้าไป จะได้บังคับเราได้ต่อไปในอนาคต อยู่ในกำมือเลย พอชาติต่อไปเรายากจนเสียแล้ว บังคับให้ทำชั่วง่าย เพราะชีวิตต้องดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด เพราะฉะนั้นทำอย่างไรให้อยู่รอด ก็เอาทั้งนั้น ก็จะตกอยู่ในเงื้อมมือเขา แล้วก็เนื้อนาบุญที่เป็นทักขิไณยบุคคล ที่มีเฉพาะในพระพุทธศาสนาก็เกิดขึ้นยาก ไม่ใช่เกิดขึ้นง่าย เพราะกว่าจะมีทักขิไณยบุคคล ก็ต้องมีพระพุทธศาสนา จะมีพระพุทธศาสนาได้ ก็ต้องมีพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วกว่าท่านได้เกิดมา ต้องละชั่ว ทำความดี ทำใจให้ใสนับภพนับชาติไม่ถ้วน กว่าจะเหลือแต่ความบริสุทธิ์ล้วน ๆ มาเป็นผู้นำมวลมนุษยชาติและเทวดาทั้งหลายได้ก็ยากมาก เพราะฉะนั้น เวลาเราจะสร้างมหาทานบารมี ต้องทำให้ถูกหลักวิชชา ถ้าทำไม่ถูกหลักวิชชา เราจะถูกปล้นบุญ หรือพูดง่าย ๆ คือ บุญหก คำว่า “บุญหก” ก็ไม่ได้มีอาการเหมือนน้ำกระฉอกนะ มันจะหก เช่น เวลาเราทำบุญ ระหว่างทำนั้นหงุดหงิด ปัดโธ่ กว่าจะทำได้ ปฏิคาหก ทักขิไณยบุคคลก็คอยอยู่ ทรัพย์ก็อยู่ในมือ ศรัทธาก็เกิด แต่โดนเขาเสียบเอาความหงุดหงิดเข้ามาในใจ นั่นก็ไม่ถูกใจ นี่ก็ไม่ถูกใจ ทั้งคนสัตว์สิ่งของ อะไรก็ไม่ถูกใจหมด อย่างนี้บุญหก นั่นเขาเข้ามาแย่งชิง ตั้งแต่เกิดความคิดหงุดหงิดแล้ว ยกตัวอย่างเหมือนในห้องนี้คนเต็มห้องแน่นหมดเลย ถ้าใครจะเข้าไปแทนที่ 10 คน ก็จะต้องดึง 10 คนในห้องนั้นออก หรือเหมือนปลาอยู่ในกระป๋อง จะเอาปลาใหม่เข้าไป ต้องเอาของเก่าออก บุญก็เช่นเดียวกัน กำลังเต็มอยู่ในใจ แต่ถูกกิเลสในตระกูลโทสะ ทำให้ขัดเคืองขุ่นมัวเข้าไปเสียบ ถ้าเสียบได้ แสดงว่ามันมีช่องว่าง เพราะฉะนั้นบุญนั้นก็ไม่สะอาด 100 เปอร์เซ็นต์ ถูกบาปผสมเข้าไปแล้ว อย่างนี้แหละที่เรียกว่า “บุญหก” ความขุ่นมัว ความขัดเคือง ใครทำอะไรก็ไม่ถูกอกถูกใจทั้งนั้น แม้พระให้พร ก็ยังไม่ค่อยถูกใจ องค์นี้เสียงอย่างนี้ ทำไมไม่เอาองค์นั้นเสียงดี ๆ มาให้พร คือมันมีปัญหาไปหมดเลย นั่นแหละเขาจะเสียบมาทางความคิด คำพูด และการกระทำกิริยาท่าทางของเรา เวลาหงุดหงิดนี่ อาการจะออกมาทางระบบประสาทกล้ามเนื้อ ที่ชัดเจน คือบนใบหน้า หน้าก็จะยู่ยี่ ปากก็เบ้ เสียงที่ออกมาทางปาก ก็ไม่น่าฟัง และทำให้คนข้าง ๆ ไม่สบายใจ เพราะความเครียดระบาดแผ่ซ่านไปในบรรยากาศ อย่างนี้เรียกว่า ไม่ฉลาดในการทำบุญ แล้วก็ไม่ได้ศึกษาให้เข้าใจว่า ทำอย่างไรจะได้บุญ 100 เปอร์เซ็นต์ 200 เปอร์เซ็นต์ 500 เปอร์เซ็นต์หรือ 1,000 เปอร์เซ็นต์ หรืออยากได้ 100 แต่ได้ 20, 30, 40 นี่เพราะความขุ่นมัว ต้องระวังนะลูกนะ ทีนี้ ถ้าภาพที่เราหงุดหงิดไปเกิดเป็นกรรมนิมิต ให้เห็นตรงรอยต่อก่อนจะถอดกาย ตอนนั้นเรานอนหมดแรง อยู่บนเตียงคนป่วย ไม่ว่าจะด้วยโรคอะไรก็ตาม สรุปว่าไม่มีแรง เสียงก็ไม่มีจะพูด แต่เห็นภาพตัวเองกำลังหงุดหงิด หน้าตาหยุกหยิก เสียงอย่างนั้น พูดอย่างนี้ เอาไฟหรือคำพูดร้อนใจไปใส่ในหูคนโน้นคนนี้รอบ ๆ ข้าง คตินิมิตเกิดขึ้นเลยไปเกิดเป็นยักษ์ชั้นจาตุฯ อย่างนี้สู้ไปเกิดเป็นมนุษย์ยังจะดีกว่า ถ้าหากทำบุญด้วยใจที่ขุ่นมัว หงุดหงิด โฉงเฉงคนโน้นคนนี้ มีสิทธิ์ไปเกิดเป็นยักษ์ เวลามาเกิดเป็นมนุษย์ สมบัติจะเจือวิบัติ คือ ความโกรธ ความขุ่นมัวนั่นแหละที่เข้าไปสิงไปแทรกในบุญนั้น 95 เวลามาเกิด รูปสมบัติก็จะมีวิบัติเจืออยู่ในรูปสมบัตินั้น สมมติไปประกวดนางงามจักรวาล งามทุกส่วนแต่เกือบได้ หน้าตา รูปร่าง ตอบคำถามฉะฉาน แต่ตาเอก ตาส่อน คือมันจะมีเชื้อวิบัตินิด ๆ จะได้เสื้อผ้า ข้างหน้าสวย แต่ข้างหลังโดนแมลงสาบแทะไปหน่อย กางเกงก็เหมือนกัน ดีแต่ขาดหน่อยหนึ่ง หนูแทะบ้างอะไรอย่างนี้ ถอยรถใหม่มา พอขับพ้นอู่ไป โดนเจิมเลย ไม่ใช่หลวงปู่หลวงตาเจิมนะ แต่โดนรถคันอื่นเจิม ทำให้เราไม่สบายใจ มีลูกน้องบริวาร ก็ชอบทำให้หงุดหงิด กว่างานจะสำเร็จได้ เขาช่วยเราเหมือนกันนะ แต่ช่วยให้หงุดหงิดด้วย กับช่วยให้ได้ทรัพย์ด้วย จะได้บ้านก็ปลวกขึ้น อย่างนี้ เราลองนึกดู คือมันได้บ้าง แต่จะมี but “แต่” คือต้องมีอะไรแถม ๆ มีแว่นตา ปากกา ก็ชำรุด คอนแทกเลนส์ก็แข็งไป ตาต้องกะพริบ ๆ อยู่เรื่อย จะใส่รองเท้า ก็มีรอยตำหนิ ของกินของใช้ดี but แต่แตก แต่บิ่น แต่หัก หรือเวลาจะรับประทานอาหาร นั่งร่วมโต๊ะอยู่ในหมู่ชนชั้นสูง เศรษฐีทั้งนั้น กำลังรับประทานอย่างเอร็ดอร่อย กึก ! เจอก้อนกรวดอยู่ในนั้น คนอื่นเขาทานกันดี๊ดี ไม่เป็นไร แต่ของเราตักมาเจอก้อนกรวด นี่เพราะมีเชื้อโทสะ คุณสมบัติ ทำข้อสอบ ดวงปัญญาดี กำลังจะดี อ้าว ! หมดเวลา ทำได้แค่ครึ่งเดียว ดวงปัญญามันส่งได้แค่นั้น เพราะฉะนั้น เวลาทำบุญ ควรทำบุญแบบไหน อารมณ์ดีหรืออารมณ์เสีย ต้องอารมณ์ดีอย่างเดียวนะ ดูเหมือนเป็นเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่ยิ่งใหญ่ อย่าดูเบา มีอีกตัวอย่าง เมื่อ 20 กว่าปีที่แล้ว ท่านเป็นนายทหาร ถูกส่งไปรบที่ภูหินร่องกล้า ได้รับคำแนะนำจากผู้บังคับบัญชาว่า เมื่อกลับมาถึงที่พัก ไม่ว่าจะดึกดื่นแค่ไหน ก่อนนอนต้องทำความสะอาดกระบอกปืนให้สะอาดทั้งข้างนอกข้างใน เพราะว่าถ้าไม่สะอาด ลูกกระสุนจะไม่มีอารมณ์ออก มันจะติดลำกล้อง ขัดลำกล้องอย่างนั้น คืนนั้นไปรบกลับมาดึก ต่างก็เหน็ดเหนื่อย คนอื่นมาถึงก็นอนพักเอาแรงกันก่อน คิดว่าตอนเช้าค่อยทำความสะอาดปืน แต่นายทหารท่านนี้อยู่ในโอวาท ทำความสะอาดปืนทั้งนอกในก่อนนอนทุกครั้ง ปรากฏคืนนั้น เพิ่งพักไปได้แค่ 45 นาที ได้รับคำสั่งด่วน ให้ออกไปที่สนามรบ พวกเพื่อนทหารนึกว่าพักถึงเช้า ไม่ได้ทำความสะอาดกระบอกปืน พอไปถึงสมรภูมิปืนยิงไม่ออก แต่รอดมาได้เพราะปืนของนายทหารท่านนี้ ยิงออกกระบอกเดียว ข้าศึกเห็นว่าทำอะไรไม่ได้จึงถอยไป แล้วท่านก็ยังได้รับคำแนะนำอีกว่า เชือกผูกรองเท้าต้องยัดเข้าไปข้างในทุกครั้ง อย่าให้สายรุ่งริ่งออกมาข้างนอก ท่านอยู่ในวินัยแม้เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างนี้ แต่มีทหารบางท่านไม่สนใจ คิดว่าแค่เชือกผูกรองเท้าจะอะไรหนักหนา อยู่ข้างนอกข้างในก็เหมือน ๆ กัน พอเข้าสู่สมรภูมิ ต้องปีนเขา เชือกผูกรองเท้าที่อยู่ข้างนอกรองเท้าไปเกี่ยวกิ่งไม้ คลานต่อไปไม่ได้ ก็โดนสอยร่วงตรงนั้น ส่วนใครที่ยัดเข้าไปข้างในก็คลานต่อไปได้ ดังนั้นเราดูเหมือนว่า แค่เชือกผูกรองเท้ากับการทำความสะอาดปืนเป็นเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่นั่นหมายถึงชีวิตทีเดียว การทำบุญก็เช่นเดียวกัน เงินก็หามายาก พุทธศาสนาก็เกิดยาก เนื้อนาบุญก็เกิดยาก ศรัทธาก็เกิดยาก แต่เวลาทำบุญเรากลับมองข้ามสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ เพราะไม่ได้ศึกษาไว้ คือ ความขุ่นมัว หงุดหงิด มีโทสะในช่วงจังหวะสำคัญ เพราะฉะนั้นต้องระมัดระวัง อย่าดูเบา อดีตใครทำไปแล้ว ก็แล้วกันไป มันผ่านมาแล้ว ย้อนกลับไปแก้ไขไม่ได้ อดีตให้ดีดทิ้งไปเลย แล้วบาปกรรมทุกชนิดอย่าทำเพิ่มอีก ความดีทำซ้ำๆ นึกซ้ำๆ ส่วนบาปอย่าไปนึกซ้ำๆ เดี๋ยวดวงบาปโต แล้วจะไปดึงดูดบาปในชาติอดีตที่เราเวียนว่ายตายเกิดมานับภพนับชาติไม่ถ้วนติดกันมาเป็นพวงเลย แล้วจะมีผลที่เผ็ดร้อนมาก เดือดร้อนทีเดียว99 ส่วนบุญ ทำบ่อย ๆ นึกบ่อย ๆ ซ้ำแล้วซ้ำอีกจนกว่าเราจะหมดอายุขัย และอย่าดูหมิ่นบุญเล็กบุญน้อย ทำทุก ๆ บุญ อย่าให้ตกบุญเลยแม้แต่เพียงบุญเดียว แล้วหมั่นนึกบ่อย ๆ เท่าที่เราจะนึกได้ ใจจะได้ชุ่มอยู่ในบุญ นึกถึงบุญที่เราปลื้มที่สุดแล้วจะไปดึงดูดบุญอื่นตามกันมาเป็นพวง เช่น นึกถึงบุญสร้างมหาธรรมกายเจดีย์ พระธรรมกายประจำตัว เราปลื้ม เดี๋ยวบุญทอดกฐิน ทอดผ้าป่า สร้างมหาวิหารพระมงคลเทพมุนี สร้างสภาธรรมกายสากล บุญพิมพ์พระ กระทั่งบุญเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น จัดรองเท้าก็ดี ก็จะตามกันเป็นพวงเลยนะ สำคัญที่สุด คือ ปฏิบัติธรรมให้ได้อย่างน้อยดวงใส ๆ ดวงใส ๆ ทำให้ใจเราใส อารมณ์ดีมีมาก ๆ เข้า อารมณ์ไม่ดีต่าง ๆ ที่เราทำผ่านมาในอดีตก็จะค่อย ๆ ลบเลือนไป และดีที่สุดคือเข้าถึงพระธรรมกาย ถ้าเข้าถึงพระธรรมกายได้ วิบากกรรมต่าง ๆ ที่ติดมาเป็นผังสำเร็จ จะค่อย ๆ หลุดล่อนไปเรื่อย ๆ 5 กันยายน พ.ศ. 2545 29.สำคัญที่...ใจใส https://dhamma01.blogspot.com/2017/07/blog-post_20.html Trick หรือเคล็ดลับของการทำบุญ มีอยู่นิดเดียวเท่านั้น คือ ต้องใจใส ๆ “ใจใส” ตรงกันข้ามกับ “ใจหมอง” เช่นเดียวกับ ศึกชิงภพ ปิดงบดุลชีวิต มีเทคนิคอยู่นิดเดียว ให้ใจใสๆ เข้าไว้ ใจใส ๆ อย่าให้ขุ่นมัว ไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็ตาม จากภาพที่ได้เห็น จากเสียงที่เราได้ยิน เราไม่ต้องไปขุ่นมัว ขณะที่เราทำบุญนั้น เป็นช่วงที่เราจะต้องตักตวงบุญของเราให้เต็มที่ ถ้าใจเราใส ๆ แล้ว บุญมันไม่หก พญามารก็ไม่ได้ช่อง เพราะฉะนั้น ดวงบุญของเราจะเป็นบุญล้วน ๆ ที่ใสสะอาดบริสุทธิ์ติดอยู่ในกลางกาย จะมีอานิสงส์คือ เราจะได้ไปเกิดในภพภูมิที่ประณีต สะอาด สวยสดงดงาม ตามกำลังแห่งบุญที่เราได้กระทำเอาไว้ เมื่อลงมาเกิดเป็นมนุษย์ รูปสมบัติ ทรัพย์สมบัติ คุณสมบัติ เราจะไม่มีวิบัติเจือเลย จะได้ทรัพย์มาอย่างเย็น ๆ สบาย ๆ จะไม่ได้แบบทุกขลาภ คือ ต้องเดือดร้อนก่อนแล้วจึงได้ หรือได้ทรัพย์มาแล้ว ทรัพย์กระจายหายไปแทนที่ทรัพย์นั้นจะเพิ่มพูน เวลาใช้ทรัพย์ก็ปีติเบิกบาน มีเหตุมีผลสมควร แล้วก็เป็นไปเพื่อเป็นบุญต่อบุญ สมบัติต่อสมบัติ จะมีพวกพ้อง บริวาร มีญาติที่ดีคอยปกป้องผองภัย อะไรที่จะร้อนอกร้อนใจ ร้อนหูร้อนตา เขาจะไม่ให้เราได้รู้ได้เห็นเลย จะไปแก้ไขกันให้เสร็จเรียบร้อยก่อน ให้เราเจอแต่สิ่งที่สวย ๆ งาม ๆ เสียงที่ไพเราะ รสที่อร่อย กลิ่นที่หอม ๆ สัมผัสที่นุ่มนวล ใจก็เบิกบานแช่มชื่น นี่จะเป็นวิบากที่เป็นกุศลติดตามตัวเราไปทุกภพทุกชาติ นอกจากนี้ ยังมีผลมาถึงอริยทรัพย์อีก เวลาปฏิบัติธรรมจะง่าย ปฏิบัติสะดวก รู้ได้เร็ว จะเข้าถึงธรรมตั้งแต่ยังเยาว์วัย แล้วธรรมนี้จะติดไปกระทั่งเราเป็นชาวสวรรค์หรือเทวโลก กายข้างนอกเป็นกายทิพย์ แต่ข้างในเป็นธรรมกาย หลวงพ่อเสียดายบุญนะ ถ้าหากว่า มันหก ๆ หล่น ๆ อยากจะพยายามประคับประคองให้ลูก ๆ ทุกคนทำบุญเป็น ให้ได้บุญกันเต็มเม็ดเต็มหน่วย ต้องฉลาดในการสร้างบุญ ในการหาบุญ ในการรักษาบุญ ในการใช้บุญ ต้องทำให้ถูกหลักวิชชา ที่ผ่านมาก็แล้ว ๆ ไป แต่ที่จะมาถึงในอนาคต ต้องทำให้เป็น ถึงแม้ต้นคดแต่ปลายมันต้องตรง ๆ บุญต้องเต็มเม็ดเต็มหน่วย เรื่องนี้ยายจะสั่งสอนอบรมนัก เกี่ยวกับเรื่องการหาบุญ การใช้บุญ ต้องประณีต ต้องละเอียด เพราะฉะนั้นท่านจะทำทุกสิ่งทุกอย่างด้วยความประณีต แล้วอธิษฐานจิตล้อมคอกรัดกุม ไม่มีช่องว่างช่องโหว่ ที่พญามารจะได้ช่องเอาสิ่งไม่ดีมาสอดละเอียดให้ไปเป็นวิบัติได้เลย ท่านเล่าให้หลวงพ่อฟัง และพูดถึงคติในอนาคตของท่านว่า “ภพชาติต่อไป ยายต้องเป็นผู้ชาย ยายจะได้บวช ยายจะได้สมบัติมาอย่างเย็น ๆ ยายจะได้ทำวิชชายายจะได้ไปรู้ไปเห็น ใครจะมาปิดมาบังอะไรยายไม่ได้เลย ในนิพพาน ภพสาม โลกันต์หรือที่ไหน จะมาบังญาณทัสสนะของยายไม่ได้เลย ยายจะไปรู้ไปเห็นหมด เพราะชาตินี้ยายบริสุทธิ์ ทั้งกาย วาจาใจ ทั้งการสร้างบุญสร้างบารมีทุกอย่างเลย” เวลาท่านเล่าเรื่องนี้ ท่านจะเบิกบาน มีความปีติ หลวงพ่ออยากให้ลูกทุกคนเป็นอย่างนี้นะ เป็นอย่างที่ยายท่านเป็น แล้วยายก็อยากจะให้เราเป็นด้วย เพราะฉะนั้นเจอสิ่งอะไรที่ทำให้ใจเราขุ่นมัว เราก็ต้องไม่ขุ่นมัว ต้องใสอย่างเดียว trick มีอยู่นิดเดียว ให้ใจใส ๆ เข้าไว้ 10 กันยายน พ.ศ. 2545 30.นึกถึงบุญบ่อยๆ ค้ากำไรเกินควรหรือไม่ https://dhamma01.blogspot.com/2017/05/blog-post_1.html การนึกถึงบุญบ่อย ๆ ไม่ใช่การค้ากำไรเกินควร เพราะไม่มีใครเสียหาย การค้ากำไร ต้องเกี่ยวกับเรื่องธุรกิจ มีได้ มีเสีย แต่นึกถึงบุญแล้ว ทำให้เราปลื้ม ทำให้ใจเราห่างจากบาปอกุศล ยิ่งนึก ยิ่งปลื้ม บุญก็ยิ่งขยาย ใจก็ยิ่งบริสุทธิ์ ยิ่งอธิษฐานจิตตอนที่ใจบริสุทธิ์ ความปรารถนาของเราก็จะสมหวัง105 อธิษฐานเข้าไปเถิด ไม่ได้ทำให้ใครเสียหาย สิ่งที่เราอธิษฐาน เป็นการตั้งเป้าหมายในการทำความดี เป้าหมายที่จะให้บรรลุมรรคผลนิพพาน 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2546 31.ทำบุญมาเยอะแล้ว “ขอพักก่อน” https://dhamma01.blogspot.com/2017/10/blog-post_6.html เราต้องไม่ประมาทในการสร้างบารมี อย่าคิดว่า ทำบุญมาเยอะแล้ว “ขอพักก่อน” แค่ความคิดคำนึงว่า ขอพักก่อน แสดงว่าจิตดวงนี้ถูกพญามารเข้าสิงแล้ว ทำให้เกิดความคิดวิปริตอย่างนี้ แต่เราไม่รู้ตัว ไม่รู้จัก และไม่เข้าใจด้วยว่า ความคิดอย่างนี้จะเป็นพิษเป็นภัยต่อตัวเรา เพราะเมื่อเราหยุดพัก บุญก็พักด้วย แล้วบุญกับบาปชิงช่วงช่วงชิงกันอยู่ตลอดเวลา เมื่อบุญพัก บาปก็จะได้ช่องเสียบเข้ามาทันที เดี๋ยวก็จะไปกันใหญ่ จะฉุดดึงไปโน่นไปนี่ ไปทำอกุศลอะไรต่ออะไรอีกมากมาย เพราะฉะนั้น วันหนึ่งคืนหนึ่งที่ผ่านไป อย่าประมาท เราต้องสร้างบุญให้เต็มที่ทุกวัน เพราะเราเกิดมาเพื่อ... ทำพระนิพพานให้แจ้ง แสวงบุญ และสร้างบารมีนะลูกนะ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2547 32.เราต้องสร้างบุญทุกอนุวินาที https://dhamma01.blogspot.com/2017/09/blog-post_38.html เราจะต้องสร้างความดี ให้ยิ่งกว่าทุกปีที่ผ่านมา ทั้งทาน ศีล ภาวนา รวมทั้งบุญในบุญกิริยาวัตถุ 10 ประการ แล้วก็เว้นอกุศลกรรมบถ 10 เราเกิดมาสร้างบารมี จะปล่อยเวลาให้ว่าง ๆ ไปเปล่าๆ ทำไม ทำไมเราจะต้องสร้างบุญเยอะ เพราะเราอยากได้บุญ ถ้าบุญเยอะ อุปสรรคก็น้อย ถ้าบุญน้อย อุปสรรคก็เยอะ มีแต่บุญกับบาปเท่านั้นที่ ชิงช่วงช่วงชิงกันอยู่ในชีวิตประจำวันของเรา ไม่ว่าเราจะมีชีวิตอยู่ หรือละโลกไปแล้ว ก็ยังชิงช่วงช่วงชิงกันอยู่เรื่อย ๆ อย่างนี้ เพราะฉะนั้น ต้องสร้างบุญบารมีกันให้เยอะ ๆ อย่าเสียเวลาคิดว่า โอ ! ทำบุญอีกแล้ว เพิ่งทำไปหยก ๆ ชวนอีกแล้ว “บุญ” ต้องทำกันทุกอนุวินาที ด้วยทาน ด้วยศีล ด้วยภาวนา อย่าไปเสียดายสิ่งที่เรามีอยู่ ปัจจัยที่มีอยู่ เขามีเอาไว้สำหรับใช้เลี้ยงชีวิต กับใช้สร้างบารมี ถ้าเราไม่ใช้สร้างบารมี ก็ต้องเอาไปใช้สร้างอย่างอื่น ไม่เชื่อลองดูสิ ลองไม่เอามาสร้างบารมี เดี๋ยวมันจะมีทางออก มันจะไปเรื่อย ไม่รู้เป็นยังไงนะ ถ้าไปใช้อย่างอื่น สนุกสนานเพลิดเพลิน ซื้อสิ่งของอะไรต่าง ๆ ก็ไม่ได้เป็นบุญ ก็จะสูญเปล่ากันไป ได้แค่สิ่งของมาใช้ในโลกนี้เท่านั้น ความสุขของมนุษย์1 คือ มีทรัพย์ แล้วก็ได้ใช้จ่ายทรัพย์ ที่จริงมี 4 ข้อ แต่หลวงพ่อขอยกมาแค่ 2 มีทรัพย์แล้วได้ใช้จ่ายทรัพย์ ถ้ามีแล้วได้ใช้นี่ ปลื้มถ้ามีแล้วไม่ได้ใช้ ไม่ปลื้ม แต่จะใช้อย่างไรถึงจะปลื้มมากกว่ากัน ผู้มีปัญญาต้องคิดให้ดี ๆ (1 สุขจากการมีทรัพย์ 2 สุขจากการใช้ทรัพย์ 3 สุขจากความไม่เป็นหนี้ 4 สุขจากการงานที่ไม่มีโทษ (ไม่ผิดกฎหมาย ไม่ผิดศีลธรรม)) 3 มกราคม พ.ศ. 2546 33.อย่าคิดว่า...ทำบุญมาเยอะแล้ว https://dhamma01.blogspot.com/2017/05/blog-post_80.html ถ้าตอนมีชีวิตอยู่ เราสร้างบุญกุศลเอาไว้ บุญก็จะนำเราไปสู่สุคติภพ หล่อเลี้ยงให้เรามีความสุขในสุคติ โลกสวรรค์ ถ้าบาปหล่อเลี้ยง ก็ต้องไปอบายภูมิ ไปเกิดเป็นสัตว์นรก เป็นอสุรกาย เป็นเปรต เป็นสัตว์เดรัจฉาน เป็นต้น ทุกข์ทรมานอยู่ยาวนานนัก เมื่อความตายไม่มีนิมิตหมาย ดังนั้นเราไม่ควรประมาท ชะล่าใจ ต้องมีความพร้อมเสมอ เราจะพร้อมและไม่กลัวต่อมรณภัยได้ ต่อเมื่อเราได้สั่งสมบุญกุศลเอาไว้ ด้วยการให้ทาน รักษาศีล แล้วก็เจริญภาวนาอยู่เป็นนิจ คือ ทำสม่ำเสมอทุกวัน ไม่ให้ขาดเลยแม้แต่เพียงวันเดียว ทำมากบ้าง น้อยบ้าง เราก็ทำไป แต่ว่าบุญ ควรจะทำให้มาก ๆ ทั้งทาน ศีล ภาวนา ทั้งทำหน้าที่กัลยาณมิตร ต้องทำให้ครบถ้วนบริบูรณ์ เมื่อเราสั่งสมบุญเต็มที่แล้ว เราก็จะมีความพร้อมอยู่ในตัว จะมีปีติ มีมหาปีติเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา พร้อมเสมอ ไม่ว่าจะละสังขารด้วยอาการใด ที่ไหน ก็ไม่หวั่นไหว เพราะเรามีบุญเป็นที่พึ่ง ยิ่งเราเข้าถึงพระรัตนตรัยในตัว ก็ยิ่งมีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง พอถึงพระรัตนตรัยในตัวแล้ว เราจะเลือกเกิดในสุคติภพ ภพภูมิไหนก็ได้ เหมือนเศรษฐี มหาเศรษฐีที่มีทรัพย์มากจะไปอยู่ในสถานที่ที่สวยงามประณีตสะดวกสบายตรงไหนก็ได้ เพราะมีทรัพย์มาก เรามีบุญมากก็เช่นเดียวกันนะลูกนะ เพราะฉะนั้น ต้องหมั่นสั่งสมบุญ อย่าชะล่าใจว่า เราทำบุญมาตั้งเยอะแยะแล้ว ถ้าบุญเราเยอะ เราก็ต้องสมหวังดังใจในทุกสิ่ง แต่นี่บางครั้งเราก็สมหวัง บางครั้งเราก็ไม่สมหวัง บางครั้งชีวิตก็ราบรื่น บางครั้งชีวิตก็ขลุกขลัก บางครั้งก็ขลุกขลิก นี่ก็เป็นเครื่องบ่งชี้ว่า เรายังสั่งสมบุญมาไม่มาก อย่าไปคิดว่า เราทำกันมามากมายแล้ว ยังนะลูกนะ พระเดชพระคุณหลวงปู่วัดปากน้ำภาษีเจริญ และคุณยายอาจารย์ของเรา ท่านสั่งสมบุญไม่ขาด ทั้งทาน ศีล ภาวนา ทั้งทำหน้าที่กัลยาณมิตร ทั้งทำวิชชาปราบมาร ไปรู้ไปเห็นวิชชาธรรมกาย ปราบพญามารมุ่งไปสู่ที่สุดแห่งธรรม เพื่อตัวเองจะได้พ้นจากการเป็นบ่าวเป็นทาสของพญามาร สรรพสัตว์ก็จะพลอยหลุดพ้นไปด้วย ท่านยังรำพึงอยู่เรื่อย ๆ ว่า ท่านเพิ่งสร้างบุญมาได้นิดเดียว เพราะฉะนั้น อย่าเพิ่งชะล่าใจนะลูกนะว่า เราได้สั่งสมบุญกันมาเยอะแล้ว เรายังทำไปได้หน่อยเดียวเท่านั้น เดี๋ยววัน เดี๋ยวคืน เดี๋ยวก็จะหมดเวลาแล้ว 14 เมษายน พ.ศ. 2545 34.อย่ารวยฟรี ! https://dhamma01.blogspot.com/2017/05/blog-post_91.html สั่งสมบุญเข้าไป สร้างไปเรื่อย ๆ ยิ่งลำเค็ญ... ยิ่งสร้างหนักเข้าไปอีก บางคนเกิดมารวยฟรีในโลกนี้ เขาไม่รู้เลย เขารวยไปทำไม ทรัพย์เขา..เหมือนทรัพย์ทุพพลภาพ เหมือนทรัพย์พิการ มีเหมือนไม่มี แค่ปีติยินดีในสเตทเมนท์เท่านั้นว่า เรามีเท่าคนอื่น หรือมากกว่าคนอื่น หรือเรายังมีอยู่ มันก็ได้ปลื้มแค่ไม่กี่ปี115 แต่ของเรานักสร้างบารมี สั่งสมบุญเข้าไป ทำไปเรื่อย ๆ แล้วเราจะได้ดื่มกินปีติสุข เมื่อใกล้จะละโลก ภาพเหล่านี้จะฉายให้เราเห็น เรากลับดุสิตบุรีได้อย่างสบาย มาเกิดอีกที บุญนี่แหละจะเป็นบ่อเกิดแห่งสมบัติที่ไม่ต้องทำมาหากิน ไม่ต้องทำมาค้าขาย ไม่ต้องลำเค็ญเหมือนชาตินี้ แต่เป็นชีวิตที่เกิดมาสร้างบารมี เพราะสมบัติมาคอยท่า เอาอย่างนี้นะลูกนะ เพราะฉะนั้นอย่าไปหวั่นไหว ชาตินี้มาเจอกันแล้ว ก็ให้ตั้งใจสร้างบารมีให้เต็มที่ในทุกบุญ แล้วอธิษฐานจิตตามติดไปดุสิตบุรี วงบุญพิเศษ เขตบรมโพธิสัตว์ อย่าได้พลัดกันเลย 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2549 35.ทำบุญใหญ่แล้วอายุสั้นจริงหรือ https://dhamma01.blogspot.com/2018/02/blog-post.html เตี่ยเป็นสมาชิกสมาคมต่าง ๆ อยู่หลายสมาคม แล้วก็เข้าร่วมกิจกรรมอย่างเต็มที่ ท่านชอบช่วยเหลือผู้อื่นอยู่เสมอ เป็นที่นับหน้าถือตาของสังคมในอำเภอเป็นอย่างมาก นิยมทำบุญกับโรงพยาบาล โรงเรียน ทำบุญกับสมาคมงานเจ้าพ่อเจ้าแม่อย่างเต็มที่ ในช่วงสุดท้ายของชีวิต เตี่ยป่วยเป็นมะเร็งลำไส้ระยะสุดท้าย ลูกได้ชวนให้เตี่ยสร้างพระธรรมกายประจำตัว เตี่ยร่วมบุญมาบางส่วน แล้วลูกก็ได้ทำให้เตี่ยจนเต็มองค์ โดยบอกให้เตี่ยทราบ แต่เตี่ยเป็นกังวลว่า จะทำให้อายุสั้น เพราะทำบุญใหญ่ คุณครูไม่ใหญ่ : ก็ยังเป็นความเข้าใจผิดอย่างนี้อยู่หลายท่านนะว่า ถ้าทำบุญใหญ่แล้ว เดี๋ยวอายุจะสั้น ขนาดสมภารจะยกช่อฟ้าโบสถ์ ที่อุตส่าห์สร้างมาจนเสร็จแล้ว เหลือแต่ยกช่อฟ้า ไม่กล้ายก ออกจากวัดไปไกล ให้คนอื่นยกแทน นั่นแหละบุญใหญ่เลย เราทำเสร็จ เราก็ยกเสีย ที่ไม่ยกเพราะกลัวตาย เข้าใจว่าทำบุญใหญ่แล้วอายุจะสั้น ความตาย ไม่ได้เกี่ยวกันนะว่า ถ้าทำบุญใหญ่แล้วต้องตาย ทำบุญปานกลางก็ตาย บุญน้อยก็ตาย ไม่ทำบุญก็ตาย ทำบาปน้อยก็ตาย บาปปานกลางก็ตาย บาปมากก็ตาย ถ้าหมดอายุขัย ล้วนตายหมด แต่ผลที่ได้ต่างกัน ถ้าทำบุญใหญ่แล้วบังเอิญหมดอายุขัยตอนนั้น ตายแล้วก็ไปดี แต่ถ้าทำบาปใหญ่ หมดอายุขัยตอนนั้น ตายแล้วไปอบาย เราก็เลือกเอาเมื่อเราต้องตายจะเอาแบบไหน เพราะฉะนั้น ขอค้านว่า ทำบุญใหญ่แล้วไม่เกี่ยวกับอายุสั้นหรือยาว กลับตรงกันข้ามด้วยซ้ำบุญปัจจุบันที่ทำจะช่วยต่ออายุที่ควรจะสั้นให้ยืดออกไปเสียอีก ไปเปลี่ยนรหัสชะตากรรมใหม่ที่จะต้องสั้นให้ยืดออกไปอีก มันตรงกันข้ามกันนะ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2546 36.อย่าลืมทำหน้าที่กัลยาณมิตร https://dhamma01.blogspot.com/2017/10/blog-post_16.html บางคนไม่เคยทำหน้าที่กัลยาณมิตรเลย เพราะมีความรู้สึกว่า เราก็หนึ่งในหงสา ไม่ใช่ที่สองในตองอู ไม่เคยไปขอใคร อย่างเราต้องมีพร้อม คือ มีความรู้สึกว่า เรากำลังไปขอเขา ก็เลยเกิดความไม่สบายใจ เพราะไม่เคยทำอย่างนี้ บางท่านก็รู้สึกเกรงใจเขา ไปคิดแทนเขาว่า ในสถานการณ์อย่างนี้ ปัจจัย 4 มีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อชีวิตทุก ๆ คนภายในครอบครัว เกรงว่าจะไปรบกวนเขา และอีกหลาย ๆ สาเหตุ ที่ผ่านมาจึงทำบุญตามลำพังด้วยตัวเองมาตลอด ไม่ว่าหลวงพ่อจะพร่ำบอกแค่ไหนก็ตามว่า เราทำด้วยตัวเองตามลำพัง สมบัติเรามี แต่เรา จะขาดพวกพ้องบริวาร ถ้าหากทำด้วยตัวเองด้วย ไปชักชวนคนอื่นด้วย เราก็จะสมบูรณ์พร้อมทั้งทรัพย์สมบัติและบริวารสมบัติ จะมีพวกพ้องเต็มไปหมดเลยในทุกหนทุกแห่ง ให้สังเกตดูเถอะว่า ยามใดหรือสถานที่ใด ที่เราไม่มีพรรคไม่มีพวก ความสะดวกมันไม่มี มันมีอุปสรรคเกิดขึ้น และที่เราจะต้องเดินทางไกลไปถึงที่สุดแห่งธรรมนั้น จำเป็นจะต้องสร้างบารมีอย่างสะดวกสบาย ไม่ใช่ว่ามีทรัพย์สมบัติของเราในระดับที่ตักไม่พร่องแล้วจะสะดวกสบายไปทุกสิ่ง มันได้บางสิ่ง แต่ไม่ได้ทุกสิ่ง ถ้าได้สมบัติจักรพรรดิด้วย มีบริวารสมบัติด้วย มีพวกพ้องด้วย ความสะดวกในการสร้างบารมีถึงจะเกิดขึ้น เมื่อความสะดวกในการสร้างบารมีเกิดขึ้น บุญบารมีของเราก็เพิ่มขึ้น เมื่อบุญบารมีเพิ่มขึ้นมาก... หนทางที่จะไปสู่ที่สุดแห่งธรรมก็ใกล้เข้ามา 26 มกราคม พ.ศ. 2544 37.เจ้าของบ้าน เจ้าของวัด https://dhamma01.blogspot.com/2017/05/blog-post_11.html สมบัติพระศาสนา…ต้องช่วยกันรักษาเอาไว้ ภาพกิจกรรมที่เป็นกุศล จะติดที่กลางตัวของเรา จะมาฉายให้เราดู ให้เราเห็น ตอนเวลาจำเป็น คือ ในช่วงสุดท้ายของชีวิตเรา หลวงพ่อดีใจนะ ที่ทุกคนทำหน้าที่เป็นลูกหลานยาย เป็นเจ้าของวัดกันอย่างจริง ๆ เราควรจะทำอย่างนี้กันตั้งนานแล้ว ถ้าทำกันได้ทุกอาทิตย์ก็จะดีมาก ๆ เลย แล้วจะปลื้ม จะรักวัด รักทุกสิ่งทุกอย่างที่เราช่วยกันสร้างขึ้นมาให้เป็นสาธารณประโยชน์ เป็นห้องเรียนศีลธรรมที่ใหญ่ที่สุด ในโลก ให้ทุกคนในโลกจิตใจสว่างไสว มีสุคติเป็นที่ไป เรียกว่า ปิดประตูอบายภูมิ ตอกตะปูไว้หลายชั้น ไม่มีสิทธิ์ไปอบายกันเลย 1 มกราคม พ.ศ. 2546 เราเกิดมา สร้างบารมี 38.คนเราเกิดมาทำไม https://dhamma01.blogspot.com/2016/07/blog-post_9.html ทุกชีวิตที่เกิดมาในโลกนี้ ล้วนมีวัตถุประสงค์เดียวกัน คือ เกิดมาเพื่อมุ่งความหลุดพ้นจากกิเลสอาสวะ จากความโลภ ความโกรธ ความหลง ซึ่งเป็นรากเหง้าแห่งอกุศลมูล ที่ทำให้กาย วาจา ใจของเราไม่บริสุทธิ์ และผลแห่งความไม่บริสุทธิ์ จะทำให้เราทุกข์ทรมานในวัฏสงสาร ไปเกิดในมหานรก อุสสทนรก ยมโลก ไปเกิดเป็นอสุรกาย เป็นเปรต เป็นสัตว์เดรัจฉาน กว่าจะกลับมาเป็นมนุษย์อีก ยากมาก มาเป็นมนุษย์ ก็เป็นมนุษย์ที่มีชีวิตลำบาก ฝืดเคือง อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่เกื้อหนุนให้ทำบาปซ้ำไปอีก เมื่อทำบาปซ้ำก็ลงไปในอบายอีก วนกันไปวนกันมาอย่างนี้ 27 เมษายน พ.ศ. 2546 39.โลกแห่งการสร้างบารมี https://dhamma01.blogspot.com/2018/03/blog-post.html โลกมนุษย์เป็นโลกแห่งการสร้างบารมี ไม่ใช่โลกแห่งการเสวยผลบุญ เสวยสุข เราต้องเกิดมาสร้างบารมี สร้างความดีให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป ให้ใช้ทุกอนุวินาทีที่ยังมีชีวิตอยู่สร้างบุญสร้างบารมีให้เต็มกำลังไปเลย อย่าทำตามกำลัง ทำให้เต็มกำลัง ทำหมดใจ แต่ไม่ใช่หมดตัว ทำหมดใจ ไม่มีวันหมดตัว เวลาในโลกมนุษย์นี้ประเดี๋ยวเดียวเท่านั้น และความตายไม่มีนิมิตหมาย เราจะตายวันไหน เวลาไหน ที่ไหน ด้วยอาการอย่างไร ยากที่จะรู้ได้ นอกจากเรามีรู้มีญาณทัสสนะอันบริสุทธิ์ เราถึงจะรู้ได้129 แต่โลกชีวิตใหม่หลังจากการตายแล้วนั่นแหละ เป็นชีวิตที่เสวยผลยาวนานทีเดียว ถ้าทำบาป ก็ไปเสวยผลทุกข์ในอบายยาวนานมาก ไม่ใช่เป็นร้อย เป็นพัน เป็นหมื่นปี แต่เป็นกัปปี หลาย ๆ กัปทีเดียว ในสวรรค์ก็เช่นเดียวกัน ถ้าเป็นมนุษย์ได้สร้างความดี ตายแล้วไปสู่เทวโลก ก็ไปเสวยผลบุญที่เราได้ทำเอาไว้ยาวนาน ชีวิตหลังจากตายแล้วยาวนานนัก เป็นชีวิตแห่งการเสวยผล ไม่มีการทำมาหากิน ไม่มีการทำมาค้าขาย ไม่มีธุรกิจการงานอันใด นอกจากเสวยผลบุญบาปที่ทำไว้ เมื่อเราทราบอย่างนี้ ให้ใช้วันเวลาที่มีจำกัดในโลกนี้สร้างบุญสร้างบารมีให้เต็มที่ ด้วยทาน ศีล ภาวนา เป็นต้น ทำทุกวัน ทำบ่อย ๆ ทำให้เป็นนิสัย เป็นกิจวัตร เหมือนทุก ๆ เช้าเราต้องอาบน้ำล้างหน้าแปรงฟันอย่างนั้น หรือเหมือนลมหายใจเข้าออกเป็นอัตโนมัติ อย่างนี้จึงจะถูกหลักวิชชาที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงทำผ่านมาแล้ว และตรัสสรรเสริญในการทำเช่นนี้ เพราะฉะนั้นทำความเข้าใจให้ดีนะ 3 มีนาคม พ.ศ. 2545 40.ไม่ว่ารวยหรือจน...เราต่างเกิดมาสร้างบารมี https://dhamma01.blogspot.com/2016/07/blog-post_7.html ถ้าหากชาตินี้ เราเกิดมาร่ำรวย มียศถาบรรดาศักดิ์ มีอำนาจวาสนาก็อย่าเพิ่งชะล่าใจ อย่าลิงโลดใจ อย่าประมาทในการดำเนินชีวิต ใช้สิ่งที่ตัวมีตอนนี้ ทั้งทรัพย์ก็ดี ลาภ ยศ สรรเสริญ ตำแหน่งหน้าที่การงาน พวกพ้องบริวาร ให้เป็นไปเพื่อการสร้างบารมี ส่วนผู้ที่มีชีวิตลำเค็ญ ก็อดทนเอา เพราะเราทำกรรมของเรามาอย่างนี้ เราก็ต้องเจออย่างนี้ เมื่อเรามีความตระหนี่ ไม่สั่งสมบุญจากในอดีต ปัจจุบันเราก็ลำบากยากเข็ญ นี่เป็นสิ่งที่เราจะต้องอดทน แล้วก็ไม่ใช่ปล่อยไปตามยถากรรม ให้อดทนอดกลั้น แล้วก็สร้างบุญบารมีเท่าที่เราจะทำได้อย่างเต็มกำลังนั่นแหละ 22 กันยายน พ.ศ. 2547 41.สร้างบารมีอย่างไม่มีข้อแม้ ข้ออ้าง เงื่อนไข https://dhamma01.blogspot.com/2016/08/blog-post_66.html เรื่องการสร้างบารมี เราต้องทำให้ครบทุกอย่าง เวลาเราอยู่ในโลกนี้...มีน้อย ที่มีน้อย เพราะเราไม่รู้ว่า วันพรุ่งนี้จะมีเราอยู่หรือไม่ เพราะฉะนั้น วันนี้ต้องสั่งสมบุญให้มากๆ กิจอะไรที่ยังไม่ได้ทำที่เป็นความดี ก็ต้องรีบทำให้บริสุทธิ์ บริบูรณ์ เวลาใกล้จะละโลก บุญก็จะมารวมประชุมกันอย่างหนาแน่น ทำให้เราได้เข้าถึงองค์พระ แล้วก็เห็นหนทางที่จะไป จะมีชาวสวรรค์มาอัญเชิญเรา เราจะตายก่อนตาย คือ ถอดกายไปก่อน ขณะกายเนื้อยังนุ่มนิ่มอยู่ แต่ข้างในถอดไปแล้ว เรียกว่า ตายก่อนตาย มีความสุข สบาย เราจะไม่หวาดหวั่นในมรณภัย ซึ่งใคร ๆ ก็หวาดหวั่น วิตก เพราะไม่รู้ว่า ตายแล้วไปไหน ความไม่รู้ ทำให้กลัว ถ้าเกิดนรกมีจริง ก็กลัวไปตกนรก นี่กลัวอย่างนี้ เพราะฉะนั้น สั่งสมบุญเอาไว้ให้เยอะ ๆ นะลูกนะ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2545 42.คุณค่าของชีวิตอยู่ที่ไหน https://dhamma01.blogspot.com/2016/08/blog-post_79.html คุณค่าของชีวิตอยู่ตรงที่ ใครทุ่มเทสร้างบารมีได้มากกว่ากัน ได้ปรับปรุงแก้ไขฝึกฝนอบรมตนเอง จนกระทั่งสามารถเข้าถึงพระรัตนตรัยในตัวได้ ได้ทำหน้าที่กัลยาณมิตร เป็นผู้ให้แสงสว่างแก่โลก นำพาเพื่อนมนุษย์ให้เข้าไปถึงจุดแห่งความสมปรารถนา ให้เขาได้เข้าถึงความสุขที่แท้จริง ที่เกิดจากการได้เข้าถึงพระรัตนตรัยในตัว ได้รู้จักเป้าหมายชีวิตที่แท้จริง แล้วก็มีกำลังใจที่จะก้าวเดินต่อไปสู่เป้าหมายนั้นได้ตลอดรอดฝั่งโดยไม่หวาดหวั่นต่ออุปสรรคใด ๆ กระทั่งมีชัยชนะ ถึงจุดหมายปลายทาง 9 มิถุนายน พ.ศ. 2545 43.ปีใหม่นี้... เราต้องทำความดีให้ได้ทุกวัน https://dhamma01.blogspot.com/2016/12/blog-post_36.html อย่าลืมว่า... ทุกลมหายใจเรากำลังใช้บุญเก่าอยู่ ดังนั้น ปีใหม่นี้เราก็ต้องทำความดีให้ได้ทุก ๆ วัน แล้วก็ทำให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไปกว่าเดิม ให้ใช้วันเวลาให้คุ้มค่า เพราะเรามีเวลาอยู่อย่างจำกัดในโลกนี้ เราต้องฉลาดในการชิงช่วงเอาเวลามาสร้างบารมี ทำให้ถูกวัตถุประสงค์ของชีวิตที่เกิดมาเป็นมนุษย์ เพราะว่าการเกิดมาเป็นมนุษย์นั้นยาก ชีวิตในสังสารวัฏที่ผิดพลาดไปแล้ว กว่าจะกลับหวนคืนมาเป็นมนุษย์อีกนั้นยาก แล้วที่ยากหนักเข้าไปกว่านั้นอีก คือ เกิดมาแล้วได้พบพระพุทธศาสนา มีกุศลศรัทธา ได้ยิน ได้ฟังธรรม ได้ปฏิบัติธรรม กระทั่งได้เข้าถึงธรรม มันยากยิ่งขึ้นไปตามลำดับ แต่ตอนนี้เราเป็นผู้มีบุญ เราจึงได้ในสิ่งที่ได้มาโดยยากเหล่านั้นแล้ว เพราะฉะนั้น ต้องรีบใช้เวลาก่อนที่ทุกอย่าง จะกลายไปเป็นอดีตที่แก้ไขไม่ได้ ด้วยการทุ่มเทสร้างบารมีให้เต็มที่นะลูกนะ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2537 44.จับผิดตัวเอง https://dhamma01.blogspot.com/2017/07/blog-post_15.html วันนี้ก็เป็นวันแห่งการสร้างบารมีของเรา สิ่งที่เราทำเอาไว้จะติดอยู่ในศูนย์กลางกายเป็นดวงใส ๆ แล้วก็เป็นของเราอย่างแท้จริง สิ่งใดที่เรายังไม่ได้ทำก็ยังไม่ใช่ของเรา ภพชาติในอนาคต จะต้องสว่างไสวกว่าภพนี้ ชาตินี้ ให้สังเกตดูตัวเอง ตั้งแต่เกิดมาจนกระทั่งปัจจุบันนี้ เรามีข้อบกพร่องอะไรบ้าง เมื่อเราพบข้อบกพร่องแล้ว สั่งสมบุญของเราให้เยอะ ๆ ทั้งทาน ศีล ภาวนา แล้วอธิษฐานจิต ขจัดสิ่งที่เป็นข้อบกพร่องให้หมดสิ้นไป 8 กันยายน พ.ศ. 2545 มานั่งสมาธิ กันเถอะ 45.การปฏิบัติธรรม จำเป็นสำหรับทุกคน ทุกเพศ ทุกวัย https://dhamma01.blogspot.com/2017/06/blog-post_383.html ถ้าเราปฏิบัติธรรมเข้าถึงดวงธรรมหรือองค์พระได้ ชีวิตจึงจะปลอดภัยจากภัยในอบาย ภัยในวัฏสงสาร เราจะมีความสุขในปัจจุบันทันทีที่เข้าถึง ไม่ต้องไปคอยภพหน้า หรือชีวิตใหม่หลังจากตายแล้ว สุขทันทีที่เข้าถึง มีความเบิกบาน แช่มชื่น รู้สึกเกลี้ยงเกลา เป็นอิสระ แล้วก็จะเสียดายวันเวลาที่ผ่านมา รู้อย่างนี้ทำมาเสียตั้งนานแล้ว เพราะไม่เคยมีความรู้มาก่อนเลย หรือไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อนเลยว่า ความสุขที่แท้จริง เกิดจากหยุดกับนิ่งนี่เอง สิ่งที่ผ่านมาแค่ความสนุก ความเพลิน เพราะเราไม่รู้ มันก็สนุก แต่เหนื่อย เพลีย มี side effect มีผลข้างเคียง ไม่ว่าจะไปเที่ยวทะเล น้ำตก ภูเขา ไปต่างประเทศ จะดื่มเหล้าคนเดียว หรือดื่มเป็นทีม จะเล่นไพ่ เล่นการพนันหรือจะทำอะไรก็ตาม ก็เพลิดเพลินแค่ชั่วคราว ยิ่งเกี่ยวกับการพนันด้วยแล้ว ยิ่งมีความหายนะครอบงำหัวใจตื่นเต้นขึ้นลงสูบฉีดตลอดเวลา มีได้ มีเสีย มีลุ้นระทึกใจ พอเสียทรัพย์ก็เสียดายทรัพย์ แล้วคิดจะไปแก้ตัวใหม่ ก็วนไปวนมาอยู่อย่างนี้แหละ เสียเงินเสียทอง เสียเวลา ไม่ได้ความสุขเลย เมื่อมาเปรียบเทียบหยุดกับนิ่งแล้วต่างกันราวฟ้ากับดิน สุขที่เกิดจากใจหยุดนิ่งมันกว้างขวาง ตัวขยาย ใจขยาย สดชื่น มีชีวิตชีวา ทั้งระบบประสาทกล้ามเนื้อ ทั้งตื่นหลับฝันก็จะสดชื่น ผิวพรรณวรรณะผ่องใส ใครเข้าใกล้ก็เยือกเย็น เหมือนเข้ามาอยู่ใต้ร่มไม้ใหญ่ รู้สึกอบอุ่นสบายใจ เป็นผู้เฒ่าก็จะเป็นผู้เฒ่าที่ลูกหลานอยากอยู่ใกล้ อยากลูบเนื้อลูบตัว จับแขนจับขา รู้สึกอบอุ่นใจที่เข้าใกล้ผู้เฒ่าอย่างนี้ ผู้เฒ่าที่มีศีลมีธรรม มีความสว่างภายใน มีดวงใส องค์พระใส ใครก็อยากเข้าใกล้ ลูกหลานก็อยากเข้าใกล้ เข้าใกล้แล้วเย็น เย็นอย่างที่ผู้เฒ่าก็ยังไม่ต้องทำอะไรเลย แค่อยู่เฉย ๆ อย่างนั้น มันเกิดกระแสแห่งความเย็นแผ่ซ่านไป ในบรรยากาศ คำพูดคำจาออกมาก็เย็น เป็นคำพูดที่ใส ๆ ฟังแล้วชื่นอกชื่นใจ มีกำลังใจที่จะสู้ชีวิต ที่จะทำความดี ผู้เฒ่าก็มีที่พึ่งภายใน ไม่ต้องไปหวังพึ่งลูกพึ่งหลาน มีอาหารไปมื้อ ๆ หนึ่ง มีที่อยู่เล็ก ๆ ที่นั่งที่นอนก็เพียงพอแล้ว เพราะว่าสิ่งที่ตัวอยากได้ มันมีอยู่เต็มบริบูรณ์ในดวงใส ๆ ในองค์พระใส ๆ หรืออยู่ที่ใจที่หยุดนิ่งนั่นแหละ มีทุกสิ่งที่ต้องการ จนกระทั่งไม่ปรารถนาอยากจะได้สิ่งใดอีกเลย ผู้เฒ่าก็จะอยู่อย่างไม่เงียบเหงา ไม่เศร้าสร้อย ไม่มีความรู้สึกว่าขาดแคลนหรือต้องการอะไร อยู่ในป่าในเขาก็มีความสุข อยู่คนเดียวก็มีความสุข ไม่มีใครมาคุย เราก็คุยกับพระในตัวก็ได้ กายภายในก็ได้ ไม่มีเหงา ไม่มีเศร้าสร้อยเลย พระธรรมกายนี่แหละ จะเป็นที่พึ่งอย่างสำคัญสำหรับทุกเพศทุกวัย เพราะฉะนั้นต้องพยายามปฏิบัติให้ได้นะ ต้องขยันหมั่นเพียร ทำให้ถูกวิธี ทำทุกวัน อย่าให้ขาดเลยแม้แต่วันเดียว สักวันหนึ่งเราจะสมหวังดังใจ 3 กันยายน พ.ศ. 2545 46.มานั่งสมาธิกันเถอะ https://dhamma01.blogspot.com/2017/05/blog-post_15.html ถ้ามนุษย์ทุกคนในโลกรู้ว่า เป้าหมายชีวิตคืออะไร โลกจะเกิดสันติสุข สันติภาพโลกจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน แต่ทุกคนในโลกที่เกิดมา ไม่ค่อยจะรู้เป้าหมายของชีวิต ชีวิตจึงไม่มีเป้าหมาย การดำเนินชีวิตก็สะเปะสะปะไปอย่างนี้ เพราะฉะนั้น เมื่อเรารู้เป้าหมายของชีวิต การดำเนินชีวิตก็ถูกต้อง ปิดอบาย ไปสวรรค์ มีสุขในปัจจุบันแล้วก็ดับทุกข์ได้ และเป้าหมายของชีวิตนี้ก็ได้มาจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ที่ทรงบรรลุเป้าหมายของชีวิตแล้ว และทรงสั่งสอนอบรมเรื่อยมาตกทอดมาถึงพวกเรา ครูไม่ใหญ่ก็นำคำสอนของพระองค์มาถ่ายทอดต่อว่า เป้าหมายชีวิต คือ การทำพระนิพพานให้แจ้ง สลัดตนให้พ้นจากกองทุกข์ เพราะชีวิตมีทุกข์ ไม่ว่าจะเกิดเป็นชนชั้นล่าง ชั้นกลาง ชั้นสูง ล้วนมีทุกข์ ชนชั้นล่าง...ก็ทุกข์แบบชนชั้นล่าง ชนชั้นกลาง...ก็ทุกข์แบบชนชั้นกลาง ชนชั้นสูง...ก็ทุกข์แบบชนชั้นสูง ไม่มีใครที่ไม่มีทุกข์เลย มีทุกข์ทุกคน เพราะฉะนั้นการสลัดตนให้พ้นจากกองทุกข์จึงเป็นเป้าหมายชีวิตที่สำคัญ สมาธินี่แหละจะช่วยได้และต้องนั่งสมาธิด้วย ดูอย่างพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงผ่านวิธีการต่าง ๆ มามากมายที่จะดับทุกข์ สุดท้ายมาพบตอนนั่งสมาธิที่ใต้โคนต้นโพธิ์นั่นแหละ 13 กันยายน พ.ศ. 2552 47.ทางพ้นทุกข์...อยู่ในตัวเรา https://dhamma01.blogspot.com/2016/09/blog-post_2.html พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงค้นพบว่า การเกิดในวัฏฏะมีภัยมาก การไปสู่อบายไม่ดีเลย จะหลุดพ้นได้ต้องเข้าถึงพระรัตนตรัยในตัว ถึงที่พึ่งที่ระลึกที่แท้จริง เพราะว่าไปถึงพระรัตนตรัยในตัวแล้ว จะเปลี่ยนเราจากผู้ไม่รู้ มาเป็นผู้รู้ สิ่งที่เป็นความลับของชีวิตก็ถูกเปิดเผย ทำให้เราเข้าใจอะไรได้แจ่มแจ้งขึ้น มองเห็นกิเลสอาสวะ ซึ่งเป็นสาเหตุแห่งความทุกข์ เห็นได้ด้วยพระรัตนตรัยในตัว ซึ่งท่านมีธรรมจักขุและญาณทัสสนะ เมื่อใจหลุดออกมาจากนิวรณธรรม และความมืดที่มาห่อหุ้มดวงจิต จะเห็นอะไรไปตามความเป็นจริง ไม่มีผิดเพี้ยนเลย รู้อะไรก็รู้ไปตามความเป็นจริง เมื่อถึงพระรัตนตรัยแล้ว เห็นกิเลสแล้ว ก็เห็นวิธีที่จะหลุดพ้นจากกิเลส จากอาสวะ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2546 48.ใครมีบุญมากบุญน้อยวัดกันที่ไหน https://dhamma01.blogspot.com/2017/05/blog-post_12.html ลูกเณรมีบุญนะ ตอนหลวงพ่ออายุขนาดนี้ ไม่มีโอกาสได้รู้จักธรรมกายเลย เสียดายจัง ถ้าตายแล้ว อยากจะเกิดมาเป็นแบบนี้ แต่ลูกเณรไม่รู้ตัวว่า...มีบุญมาก การมีบุญมาก บุญน้อย เขาวัดกันว่า ใครจะได้ยินได้ฟังหนทางแห่งการตรัสรู้ธรรม ที่จะทำให้ชีวิตของเราเป็นชีวิตที่สมบูรณ์ พ้นจากความทุกข์ เข้าถึงความสุขที่แท้จริงได้ เขาวัดกันตรงนี้ ส่วนทรัพย์ภายนอกเป็นเครื่องประกอบเล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านั้น ตรงนี้สำคัญกว่า ถ้าให้หลวงพ่อเลือกชีวิตได้นะ จะเลือกชีวิตอย่างลูกเณร เวลามองดูลูกเณร นึกถึงตัวเอง มีความรู้สึกว่า เหมือนเพิ่งบวชมาได้ไม่กี่วัน ทั้ง ๆ ที่บวชมาได้ตั้ง 23 พรรษาแล้วนะ ลืมไปเลย 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2535 49.กฎของการเข้าถึงธรรม https://dhamma01.blogspot.com/2017/07/blog-post_83.html ใจละเอียดเท่านั้น จึงจะไปถึงสิ่งที่ละเอียดได้ ถ้าใจไม่ละเอียด...มันเข้าไม่ถึง เพราะฉะนั้น วันทั้งวันในระบบความคิด คำพูด และการกระทำของเรา ต้องวนเวียนกับสิ่งที่ละเอียด ถ้าเราคิดเรื่องละเอียด พูดเรื่องละเอียด แล้วก็วนเวียนอยู่กับสิ่งที่ละเอียด ใจจะละเอียดตาม นึกถึงองค์พระ นึกถึงดวง นึกถึงธรรมะ นึกถึงบุญ ซึ่งเป็นสิ่งที่ละเอียดบริสุทธิ์ สะอาดเกลี้ยงเกลา นึกบ่อย ๆ ใจของเราก็จะพลอยเป็น อย่างนั้นแหละ บริสุทธิ์ สะอาด เกลี้ยงเกลาเหมือนกันกับวัตถุสิ่งของที่เราจะนึก จะคิด จะพูด หรือจะทำนี่คือกฎของการเข้าถึงธรรมที่ลูกทุกคนจะต้องจำเอาไว้ ถ้าเราอยากเข้าถึงได้เร็ว แม้จะไม่มีทางลัดก็ต้อง คิด สิ่งที่ละเอียด สิ่งที่สะอาด สิ่งที่บริสุทธิ์ พูด ก็ต้องละเอียด สะอาด บริสุทธิ์ ทำ ก็ละเอียด สะอาด บริสุทธิ์ ทางกาย ทางวาจา ทางใจ 3 ทางนี้แหละ บ่อย ๆ เนือง ๆ ที่ภาษาบาลีเขาใช้คำว่า “ภาวิตาพหุลีกตา” บ่อย ๆ เนือง ๆ ซ้ำๆ มีเวลาเป็นนึก มีเวลาเป็นทำมีเวลาเป็นพูด คิด พูด ทำอย่างนี้ พูด อยู่คนเดียวจะพูดกับใคร ก็พูดกับตัวเราเองด้วยคำภาวนา “สัมมาอะระหัง” นั่นแหละ หรือสอนตัวเราเองว่า เราต้องเป็นผู้บริสุทธิ์ ต้องเป็นผู้สะอาด ต้องเป็นผู้เกลี้ยงเกลา แล้วก็ลงมือทำปฏิบัติ อย่างนี้นะลูกนะ 9 กันยายน พ.ศ. 2545 50.1 ชั่วโมง ขอ 1 นาที https://dhamma01.blogspot.com/2017/08/1-1.html มีคำถามผ่านผู้ประสานงานมาว่า เนื่องจากเป็นคนมีความรับผิดชอบ เวลาทำงานก็จะจริงจัง เอาใจใส่งาน ใจก็เลยหมกมุ่นอยู่กับงาน มักจะเกิดความเครียด อย่างนี้จะเป็นความหมองไหม อย่างนี้ก็จัดว่าเป็นความหมองนะ แต่เป็นความหมองที่เรามองไม่ค่อยเห็น มันก็ไม่ใช่ดี ไม่ใช่ชั่ว แต่จะไปมีผลตอนใกล้ละโลกนั่นแหละ หมกมุ่นกับงานอะไร ภาพงานนั้นจะมา และที่เกิดความเครียด ก็เพราะมันคิดไม่ออก ไม่รู้จะเอายังไง ดวงปัญญาไม่สว่าง เพราะฉะนั้น จึงให้ทำการบ้านข้อนี้ 1 นาที 1 ชั่วโมง1 เอามาช่วยตรงนี้ 1 ชั่วโมง ขอแค่ 1 นาที ซึ่งไม่ได้เสียเวลามาก ดีกว่าเรามานั่งคิดวนไปวนมา เอ๊ะ จะเอายังไง เอากับใคร เอาที่ไหน เอาเวลาใด แล้วก็ไม่รู้จะทำอย่างไร ปัญหาที่เกิดขึ้น บางอย่างแก้ได้ บางอย่างก็แก้ไม่ได้ บางอย่างแก้ตอนนั้นได้ บางอย่างต้องใช้เวลาแก้ แต่บางอย่างใช้เวลาแก้ก็แก้ไม่ได้ เราก็ต้องคำนึงถึงความจริงของชีวิต ความจริงของงานนั้นด้วย สมมติเราหัวโน เอายาหม่องทาได้ คันเราก็เกาได้ สามารถแก้ปัญหาตอนนั้นได้เลย ถ้าแขนขาดก็ต้องใช้เวลา ต้องมีอุปกรณ์ มีแขนเทียมมาต่อ แต่ถ้าคอขาด อย่างนี้แก้ไม่ได้ ต้องไปเกิดใหม่อย่างเดียว พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงสรุปว่า ปัญหามี 2 อย่าง สเตกิจฉา กับอเตกิจฉา คือ ปัญหาที่แก้ได้ กับปัญหาที่แก้ไม่ได้ ที่แก้ได้ก็มี 2 อย่าง แก้ตอนนั้นได้ กับต้องใช้เวลาค่อย ๆ แก้ ต้องทำความเข้าใจว่า เราไม่ใช่ซูเปอร์แมน หรือแม้เป็นซูเปอร์แมน ก็ยังแก้ไม่ได้ เช่น คอขาด ซูเปอร์แมนก็แก้ไม่ได้ ต้องยอมรับความจริงตรงนี้ ศึกษาให้เข้าใจ จะได้ไม่เครียดมาก เครียดพอประมาณ และก็ใช้สูตร 1 นาที ล้างใจ เมื่อเราคิดอะไรไม่ออก ก็ให้ออกจากความคิด ทำจิตให้สงบ เดี๋ยวก็พบทางออก คือ 1 นาที ที่ให้ใจของเรานึกถึงท่านผู้รู้ภายใน ผู้มีอานุภาพอันไม่มีประมาณ คือพระรัตนตรัยในตัว สมมติเราเครียดกะโหลกบานมาตั้ง 1 ชั่วโมง เราหยุดนิ่งแค่ 1 นาที แล้วเกิดปิ๊งไอเดียตอนนั้น มันคุ้มเกินคุ้ม อย่าลืมว่า ผู้รู้ภายในหรือพระรัตนตรัยในตัวไม่ธรรมดา เราต้องนึกถึงท่านบ่อย ๆ พอนึกถึงท่าน ท่านก็นึกถึงเรา พอถึงตอนนั้น เราทำใจนิ่ง ๆ ป้อนข้อมูลเข้าไป เดี๋ยวก็ปุ๊บ ! คำตอบออกมาเลย จึงบอกให้ทำการบ้านข้อนี้ไง แล้วก็แกล้งพูดเรื่อยๆ ว่า “ทำไม่ได้„ ความจริง “ไม่ได้ทำ„ต่างหาก ทุกอย่างถ้าได้ทำก็ทำได้ และห้ามตกเบิกนะ ไม่ได้ทำมา 5 ชั่วโมง เลยนั่ง 5 นาที ไม่เหมือนกันนะ ฟังให้ดี จำให้ดี 26 กันยายน พ.ศ. 2545 51.การปฏิบัติธรรมต้องใจเย็น ๆ https://dhamma01.blogspot.com/2016/09/blog-post_97.html การปฏิบัติธรรมเพื่อให้เข้าถึงธรรมนั้น เราจะเร่งรีบ เร่งร้อนไม่ได้ เหมือนต้นไม้ เหมือนร่างกายของเรา มันจะค่อย ๆ เจริญเติบโตไปตามลำดับ ทางจิตใจ เมื่อเราทำสมาธิทุกวัน ปฏิบัติธรรมทุกวัน ฝึกใจหยุด ใจนิ่ง ให้มีชั่วโมงหยุด ชั่วโมงนิ่ง ชั่วโมงกลางให้มาก ๆ เหมือนนักบินมีชั่วโมงบินอย่างนั้น เมื่อเราปฏิบัติธรรมทุกวัน สมาธิก็จะค่อย ๆ ถูกสะสมไปทีละเล็กทีละน้อย ใจของเราที่หยาบก็จะค่อย ๆ ถูกขัดเกลาให้ละเอียดไปทีละเล็กทีละน้อย สิ่งที่เป็นมลทินของใจที่ไม่บริสุทธิ์ก็จะถูกขัดเกลาไปทีละเล็กทีละน้อยเช่นเดียวกัน ในที่สุดใจก็บริสุทธิ์ขึ้น ละเอียดขึ้น แล้วสักวันหนึ่งเราจะสมหวัง 6 มิถุนายน พ.ศ. 2536 52.อย่าเอาสังขารไปถล่มทลาย https://dhamma01.blogspot.com/2017/07/blog-post_29.html กายมนุษย์มีความสำคัญมาก เราจึงต้องสงวนเวลาเอาไว้ สงวนสังขารเอาไว้ อย่าเอาไปถล่มทลาย ปกติร่างกายก็มีโรคภัยไข้เจ็บมาเบียดเบียนอยู่แล้ว เพราะสังขารเป็นรังแห่งโรค เพราะฉะนั้นโรคอื่นอย่าไปแส่หาเข้ามา ที่มันมาจากสุราเมรัย ยาเสพติด ยาบ้า ยาม้า เที่ยวกลางคืน หมกมุ่นการพนัน อะไรต่าง ๆ เหล่านั้น จนลืมเวลาที่จะเอาไปทำกิจอย่างอื่น อย่าเอาสังขารไปถล่มทลาย เอามาศึกษาความรู้ภายใน ซึ่งจะทำให้เราพ้นจากความทุกข์ความทรมาน เข้าถึงความสุข เป็นความสุขที่แตกต่างจากที่เราเคยเจอ แล้วก็กว้างขวางกว่าหลายล้านเท่า มันเทียบกันไม่ได้เลย พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงผ่านมาหมดแล้ว ถึงได้สรุปว่า นตฺถิ สนฺติปรํ สุขํ สุขอื่นนอกจากหยุดกับนิ่งไม่มี ลองหยุดนะลูกนะ แล้วจะรู้ว่าสุขอื่นนอกจากหยุดนิ่งไม่มี 16 กันยายน พ.ศ. 2545 53.บริหารเวลาให้เป็น https://dhamma01.blogspot.com/2017/07/blog-post_27.html สงวนเวลาให้ดี บริหารเวลาให้เป็น ช่วงไหนทำมาหากิน ช่วงไหนบริหารขันธ์ ช่วงไหนพักผ่อน ช่วงไหนออกกำลังกาย แต่ช่วงที่จะเอาไปเสียเวลา ไปกินเหล้าเมายา เที่ยวบาร์ เที่ยวผับ เล่นการพนัน อบายมุขอะไรต่าง ๆ เหล่านั้น มันเสียเวลานะลูกนะ เสียเวลาของชีวิตที่เราเกิดมาไม่ใช่เพื่อการนั้น เพราะสิ่งเหล่านั้นมันมีแต่ความหายนะครอบงำเราอยู่ ไม่ได้มีความสุขอะไรเลย มีแต่ความเพลิน เสียเวลา เสียเงิน เสียทอง เสียอารมณ์ เสียสุขภาพ เสียทุกสิ่งทุกอย่างเลย คุณภาพจิตก็เสียไป163 ที่สำคัญ คือ เวลา ซึ่งเงินตราซื้อไม่ได้ มันจะเสียไป เราจะต้องสงวนเวลาไว้สร้างบารมี ให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนาให้เข้าถึงพระธรรมกาย จะได้พบความสุขที่แท้จริง จะได้มีที่พึ่งภายใน จะได้รู้ความจริงของชีวิต และเราจะได้ศึกษาความรู้ในพระพุทธศาสนา มีสิ่งที่เรายังไม่รู้อีกมากมาย ที่เรายังสงสัยอยู่เกี่ยวกับเรื่องกฎแห่งกรรม เรื่องทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว นรกสวรรค์มีจริงไหม ชาติที่แล้วที่ผ่านมากับชาติหน้าที่ยังมาไม่ถึง ยังมีสิ่งที่จะต้องศึกษาอีกเยอะ จะใช้ทั้งชีวิตนี้ก็ยังศึกษากันไม่หมด แล้วทำไมเราจะต้องเสียเวลาหมกมุ่นมัวเมากับสิ่งเหล่านั้น ไม่เกิดประโยชน์อะไรเลย เพราะฉะนั้น จะทำมาหากินก็ทำไปเถอะ นั่นจำเป็นที่จะให้ได้ปัจจัยสี่มาเลี้ยงชีวิต พักผ่อนนอนหลับเราก็ต้องพัก จะได้มีเรี่ยวแรงทำมาหากิน รับประทานอาหาร ขับถ่าย อาบน้ำล้างหน้า แปรงฟัน ออกกำลังกาย นี่จำเป็นสำหรับการบริหารขันธ์ นอกนั้นต้องสงวนเวลาเอาไว้ เอามาปฏิบัติธรรม ทำหยุดทำนิ่ง 16 กันยายน พ.ศ. 2545 54.อย่ารอให้แก่ก่อน...แล้วค่อยเข้าวัด https://dhamma01.blogspot.com/2017/07/blog-post_28.html เลิกคิดไปเลยว่า ให้แก่ ๆ เสียก่อนแล้วค่อยเข้าวัด ค่อยมาศึกษาธรรมะของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ค่อยมาปฏิบัติธรรม คิดอย่างนี้ประมาท เพราะเราจะมีชีวิตถึงแก่ชราหรือเปล่าก็ไม่รู้ อีกอย่างความแก่ความชรา ไปถามคนแก่ดูเถอะ ไม่ชอบเลย เพราะว่าสังขารมันเสื่อม ความคิด คำพูด การกระทำกาย วาจา ใจ เสื่อมหมด ปฏิบัติธรรมะก็ง่วง เดี๋ยวปวด เดี๋ยวเมื่อย เดี๋ยวก็หลับ เดี๋ยวก็เผลอฟุ้ง เพราะฉะนั้น อย่าไปคิดนะ อย่าไปเชื่อคำสอนของพญามารที่สอนอยู่ในใจเรา มันมาสิงอยู่ในใจ แล้วสอนให้เราคิดอย่างนี้ว่า เอาเวลาเป็นหนุ่มเป็นสาวไปหาประสบการณ์ของชีวิตทางโลกให้ช่ำเสียก่อน พอช้ำแล้วค่อยมาแสวงหาธรรมะ อย่านะลูกนะ 16 กันยายน พ.ศ. 2545 55.อยากเห็นองค์กรต้นแบบ https://dhamma01.blogspot.com/2017/05/blog-post_2.html ให้ปฏิบัติธรรมควบคู่กับภารกิจไปด้วย เพราะ..ถ้ารอให้ภารกิจเสร็จ แล้วค่อยมาปฏิบัติธรรม เราอาจจะ “ซี้” (ตาย) ก่อน เหมือนเวลาเรากินก๋วยเตี๋ยวก็ต้องหายใจไปด้วย ไม่ใช่กินก๋วยเตี๋ยวเสร็จ แล้วค่อยมาหายใจ ถ้าเรารองานหยาบเสร็จ เดี๋ยวเราจะซี้ก่อนที่จะ ได้ปฏิบัติธรรมกัน เพราะที่เราเข้ามาสู่องค์กร เพื่อจะมาปฏิบัติธรรม หาพระรัตนตรัยภายในตัว เพื่อศึกษาวิชชาธรรมกาย เราจึงมาอยู่ตรงนี้ ปีนี้หลวงพ่อ 72 แล้ว เราทุกคนต้องหวนกลับไปทบทวนมโนปณิธานดั้งเดิม ก่อนเข้ามาสู่องค์กรว่า ไม่ใช่เราไม่มีทางไป เราจะไปใช้ชีวิตทางโลกก็สามารถทำได้ แต่เราเลือกมาทางนี้ ซึ่งตอนนี้ถึงเวลาแล้ว ถ้าอายุมากขึ้น ความแข็งแรงจะลดลง จะมารอให้งานหยาบเสร็จ แล้วค่อยทำงานละเอียด มันไม่ได้ เราต้องทำควบคู่กันไป ในจังหวะที่ยังแข็งแรงอยู่ ถ้าหากองค์กรเราใจหยุดได้ ใจสบายได้ มีความสุขจากการปฏิบัติธรรม การกระทบกระทั่งสูญพันธุ์เลย จะทำภารกิจกันอย่างมีความสุข สนุกสนาน บุญบันเทิง “ข้างนอกเคลื่อนไหว แต่ข้างในหยุดนิ่ง” ได้อย่างสมบูรณ์ จึงต้องมีโครงการติวธรรมะที่กำลังจะเกิดขึ้น เพราะจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี ที่จะให้เราทุกคนเข้าถึงธรรมได้อย่างง่าย ๆ หลวงพ่อจะได้สมหวังเสียที พอทุกคนในองค์กรมีความสุขจากผลของการปฏิบัติธรรม ก็จะมีความยิ้มแย้มเบิกบาน ถ้าใครเห็นหมู่คณะเรา ก็จะเกิดคำถามว่า ทำไมสมาชิกในองค์กร ถึงดูเบิกบานเหมือนชาวสวรรค์ ก็อยากจะมาอยู่ด้วย อยากทำบุญด้วย ซึ่งจะเป็นองค์กรต้นแบบเลย เมื่อทุกคนมีความสุข คำว่า “สวรรค์บนดิน” ไม่ใช่คำขวัญหรู ๆ แต่มีให้ดูจริง ๆ แล้วจะเป็นแรงบันดาลใจที่จะขยายไปสู่องค์กรอื่น การ change the world ก็จะเกิดขึ้น 3 ตุลาคม พ.ศ. 2559 56.นรกสวรรค์มีจริง...พิสูจน์ได้ https://dhamma01.blogspot.com/2017/05/blog-post_4.html มีเรื่องราวหลาย ๆ อย่างที่บันทึกเอาไว้ในพระไตรปิฎก แต่ก็ยังเป็นข้อสงสัย เช่น เรื่องกฎแห่งกรรม เรื่องนรกสวรรค์ว่า มีจริงไหม แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงยืนยันว่า...มีจริง พระเดชพระคุณหลวงปู่ พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) บอกว่า ถึงธรรมกายแล้ว ไปนรกก็ได้ ไปสวรรค์ก็ได้ ไปนิพพานก็ได้ แค่ไปนรกสวรรค์ เราก็ยากต่อการเชื่อ แต่ในสมัยท่าน หรือผู้ที่เข้าถึงพระธรรมกาย เขาทำได้เป็นปกติ เป็นเรื่องธรรมดา แล้วยังไปนิพพานได้ด้วย ตรงนี้แหละที่เป็นข้อถกเถียงกัน มีนานาทัศนะ บ้างว่านิพพานสูญหมด บ้างก็ว่าสูญแต่เฉพาะกิเลสเท่านั้น แต่กายรองรับบรมสุขยังอยู่ แล้วภพที่รองรับก็มี เมื่อได้ยินได้ฟังอย่างนี้ เราก็วางใจเป็นกลาง ๆ ไม่ใช่ให้ “เชื่อ” หรือ“ไม่เชื่อ” แต่ให้เฉย ๆ แล้วมาพิสูจน์ด้วยการปฏิบัติ หยุดนิ่งเข้าไว้ทำตามหลักวิชชา เดี๋ยวเราก็พิสูจน์ได้ ไม่ต้องมานั่งถกเถียงกัน ถ้าไปได้ มันก็พิสูจน์คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่มีในพระไตรปิฎกได้ พอพิสูจน์ได้ ก็หายสงสัย พอหายสงสัย ก็เกิดความเลื่อมใส ทำให้มีศรัทธา อยากปฏิบัติธรรม ก็จะทำความเห็นให้ตรงต่อเป้าหมายของชีวิต คือ ไปนิพพาน จะหายสงสัย เมื่อเข้าถึงพระธรรมกาย ถ้ายังไม่เข้าถึงพระธรรมกาย แม้เลื่อมใส แต่ก็ยังสงสัย แต่ถ้าเข้าถึงพระธรรมกายแล้ว จะมีแต่เลื่อมใส ไม่สงสัย แล้วจะหมดความสงสัยอย่างสมบูรณ์ เมื่อเข้าถึงกายธรรมอรหัตนั่นแหละ เพราะว่ากิจที่จะต้องทำให้หลุดพ้นจากกิเลสอาสวะหมดแล้ว มีกายธรรมอรหัตปรากฏอยู่ นี่คือ คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่พระองค์ทรงสอนมนุษย์ทุกคนในโลก 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2546 57.อานุภาพการเจริญพุทธานุสติ https://dhamma01.blogspot.com/2016/05/blog-post_13.html การเจริญพุทธานุสติ คือ การระลึกถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นอารมณ์ มีอานิสงส์ใหญ่ จะปิดประตูอบายภูมิ ทำให้ไม่ต้องไปเกิดในนรก ไม่ต้องไปเป็นเปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน แม้ในปัจจุบัน ถ้าเข้าถึงได้ หรือเพียงแต่นึกได้ตลอดเวลา ก็ทำให้เรามีความสุข สดชื่น เบิกบานทันทีที่ระลึกถึง เมื่อระลึกจนเป็นชีวิตจิตใจ ทุกลมหายใจเข้าออก จนกระทั่งท่านมาปรากฏอยู่ในกลางใจเรา เห็นองค์พระได้ใสแจ่มตลอดเวลาแล้ว ย่อมมีอานุภาพยิ่งใหญ่ ไม่มีประมาณ ใจเราจะผ่องใสเกลี้ยงเกลาตลอดเวลา กระแสกรรมที่ทำมาในอดีตจะตามไม่ทัน แม้ยังไม่หมดก็ตาม เหมือนเราขี่จรวดหรือนั่งเครื่องบิน แต่วิบากกรรมนั้นขี่จักรยานหรือเดินด้วยเท้า เพราะเมื่อจิตผ่องใส ไม่เศร้าหมอง ก็มีสุคติเป็นที่ไป หลังจากละโลกไปแล้ว เราจะมีกายใหม่เป็นกายทิพย์ที่สวยงาม มีรัศมีสว่างไสว มีสมบัติอันเป็นทิพย์ มีวิมานและบริวารเกิดขึ้นมากมาย กระแสบุญแห่งการระลึกถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามิใช่สิ่งเล็กน้อย จะส่งต่อเนื่องกันไปเรื่อย ๆ เหมือนระลอกคลื่นที่ส่งต่อกันไปลูกแล้วลูกเล่า เราจะไปเป็นสหายแห่งเทวดาเป็นเวลายาวนาน และเมื่อถึงคราวที่ต้องมาเกิดในมนุษย์ ก็จะเกิดในตระกูลที่ดี มีโภคทรัพย์สมบัติเพียบพร้อม รอคอยให้เราได้ใช้สร้างบารมี และนำเราเข้าไปถึงกระแสธรรมได้ในที่สุด ดังนั้น ให้ตั้งใจเจริญพุทธานุสติ นึกถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นอารมณ์ โดยนึกถึงพระแก้วขาวใสบริสุทธิ์เป็นสิ่งแทนองค์ท่าน ทำใจให้ใสเยือกเย็น นิ่ง หยุดให้ถูกส่วน ประสานใจของเรากับพระผู้มีพระภาคเจ้าให้เป็นหนึ่งเดียวกัน ให้ในใจเรามีแต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตลอดเวลา แล้วไม่นานสิ่งอัศจรรย์ก็จะเกิดขึ้นกับตัวของเรา 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2540 58.การแผ่เมตตาทำให้ใจเป็นสุข https://dhamma01.blogspot.com/2016/09/blog-post_19.html การแผ่เมตตาทำให้ใจเราเป็นสุข แผ่กระแสแห่งความปรารถนาดีของเรา ไปยังสรรพสัตว์ทั้งหลายที่ไม่มีประมาณ ให้สรรพสัตว์ทั้งหลายอยู่เย็นเป็นสุข พ้นจากทุกข์โศกโรคภัยพิบัติต่าง ๆ ใครที่เคยทำให้เราขุ่นข้องหมองใจ ขุ่นมัว เราก็ให้อภัยเขา ไม่โกรธตอบ ไม่ผูกโกรธ ไม่ผูกพยาบาท การผูกโกรธ ผูกพยาบาท เป็นเหตุให้ใจเราเศร้าหมอง ขุ่นมัว เป็นทุกข์ หลับก็ไม่เป็นสุข ตื่นก็ไม่เป็นสุข เหมือนคนป่วยอย่างนั้น 11 มีนาคม พ.ศ. 2531 59.ศาสนาแห่งสันติภาพ https://dhamma01.blogspot.com/2017/05/blog-post_47.html พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ตรัสว่า “พระนิพพานเป็นเยี่ยม” นี่คือ คำยืนยันของท่านผู้รู้แจ้งเห็นแจ้งแทงตลอดในธรรมทั้งปวง เพราะฉะนั้นที่เราเวียนว่ายตายเกิดกันมานับภพนับชาติไม่ถ้วน เป้าหมายของเรา คือ ทำพระนิพพานให้แจ้ง ถ้ายังไม่แจ้งก็ต้องทำกันต่อไป นิพพานจะแจ้งได้นั้น จะต้องอาศัยกำลังบุญบารมีที่เราได้สั่งสมอบรมมาในแต่ละภพแต่ละชาติ มากบ้างน้อยบ้าง กลั่นกายวาจาใจ ธาตุธรรมเห็นจำคิดรู้ของเรา ให้สะอาด ให้บริสุทธิ์ พอบริสุทธิ์มากเข้า ใจก็หยุดนิ่ง หยุดนิ่งเพราะว่า ทำซ้ำแล้วซ้ำอีกมานับภพนับชาติไม่ถ้วน พอใจบริสุทธิ์มันจะหยุดนิ่ง ไม่วิ่งไปที่ไหน ไม่วิ่งไปในทางตา คือ ไม่ออกไปทางนั้น เห็นอะไรก็ติดอกติดใจ เกิดความยินดียินร้าย ใจไม่แล่นไปทางนั้น ทางหู จมูก ลิ้น กาย ใจ ไม่แล่นไปรับสิ่งเหล่านั้น พอใจหยุดนิ่งถูกส่วน ก็จะเห็นต้นทางแห่งความบริสุทธิ์ผุดเกิดขึ้นเป็นดวงสว่าง อย่างเล็กก็ขนาดดวงดาวในอากาศ อย่างกลางก็ขนาดพระจันทร์ในคืนวันเพ็ญ อย่างใหญ่ก็ขนาดพระอาทิตย์ยามเที่ยงวัน ความบริสุทธิ์ของดวงธรรมนี้มาพร้อมกับความสุขและความเข้าใจชีวิตที่ดีขึ้นกว่าเดิมมากมาย หากมนุษย์ทุกคนในโลกมีเป้าหมายเดียวกัน คือ จะทำพระนิพพานให้แจ้ง หรือมีมรรคผลนิพพานเป็นแก่นสาร มุ่งแสวงหามรรคผลนิพพาน โลกนี้จะเกิดสันติภาพที่แท้จริง สันติสุขที่แท้จริงก็จะเกิดขึ้น จะไม่มีการทะเลาะเบาะแว้งกันเลย การขัดแย้งก็ไม่มี การเบียดเบียนกันก็ไม่มี มีแต่การแบ่งปัน เอื้อเฟื้อเอื้ออาทรซึ่งกันและกัน มีแต่การให้สิ่งดี ๆ ทั้งทางความคิด คำพูด และการกระทำ แต่การที่จะให้เข้าใจตรงนี้ มันต้องสั่งสมดวงปัญญามา ได้พบพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระอรหันต์ ผู้รู้ บัณฑิตนักปราชญ์ทั้งหลาย ที่เราคงเคยได้ยินคำว่า เป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพาน ก็คือ จะต้องสั่งสมอุปนิสัย จริตอัธยาศัยนี้จากท่านผู้รู้เหล่านั้น มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นต้น มากเพียงพอจึงจะเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้ แต่ละคนที่มาเกิดในโลกนี้ ผ่านผู้รู้มาในจังหวะที่ไม่ตรงกัน บางคนผ่านมามากก็เข้าใจง่าย ผ่านมาน้อยก็เข้าใจได้น้อย ถ้าไม่ได้ผ่านมาเลย ก็ไม่เข้าใจเลย และเพราะความไม่เข้าใจนี่แหละ ที่ทำให้โลกยุ่งเหยิงกันอยู่ในปัจจุบัน เพราะมาไม่ตรงกัน แต่ถ้ายุคใดสมัยใดผู้ที่มีอุปนิสัยพระนิพพานมาเกิดร่วมกันเยอะ ๆ ยุคนั้นสมัยนั้น สันติสุขอันไพบูลย์หรือสันติภาพของโลกก็จะบังเกิดขึ้น 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2545 60.สันติภาพโลก เกิดจากสันติสุขภายใน https://dhamma01.blogspot.com/2016/05/blog-post_11.html ครูไม่ใหญ่ไม่อยากให้มนุษย์ตายฟรี อยู่กันไปวัน ๆ หรืออยู่กันไปอย่างนั้นเอง ไม่อยากให้มนุษย์มีชีวิตอยู่บนความทุกข์ทรมาน แม้เราไม่อาจจะหลีกเลี่ยงปัญหาหรือแรงกดดัน ซึ่งสิ่งแวดล้อมมันเป็นอย่างนี้ก็ตาม แต่เราสามารถหาแหล่งที่พักพิงของใจได้ภายในตัว ด้วยวิธีที่ง่าย ตรง ลัด ประหยัดสุด ประโยชน์สูง ไม่ต้องลงทุน ไม่มีค่าใช้จ่ายอะไรเลย นั่นคือ การทำสมาธิ ถ้ามนุษย์ทุกคนในโลก เข้าถึงธรรมภายในได้ สิ่งดี ๆ จะเกิดขึ้นกับโลกใบนี้ ครูไม่ใหญ่ยังยืนยันว่า สันติภาพของโลกต้องเกิดจากสันติสุขภายในของมวลมนุษยชาติ เพราะว่าเมื่อเข้าถึงสันติสุขภายในแล้ว ความคิดที่จะไปขัดแย้งกันก็จะหมดไป จะมีความรักและปรารถนาดีต่อเพื่อนมนุษย์อย่างแท้จริงเกิดขึ้น จะเกิดความรู้สึกอยากให้ อยากแบ่งปัน มากกว่าอยากเอา 6 ตุลาคม พ.ศ. 2550 61.สันติภาพโลกไม่ใช่เรื่องเพ้อฝัน https://dhamma01.blogspot.com/2016/05/blog-post_6.html สันติภาพที่แท้จริงของโลกจะเกิดขึ้นได้ มีวิธีเดียวเท่านั้น คือให้เข้าถึงสันติสุขภายใน เข้าถึงพระธรรมกาย ซึ่งเป็นทุกสิ่ง เป็นแหล่งกำเนิดแห่งความสุข แหล่งกำเนิดแห่งความบริสุทธิ์ แหล่งกำเนิดของสติ ของปัญญา ของความรู้แจ้งในชีวิต เป็นที่สุดแห่งการแสวงหา เป็นที่ดับความสงสัย เป็นที่พึ่งที่ระลึกของบุคคลที่เข้าถึงได้ จะเป็นผู้เบิกบานเป็นนิจ สว่างไสวเป็นนิจ เหมือนดวงอาทิตย์ดวงจันทร์ที่ไม่ตกเลย เพราะฉะนั้น สันติภาพโลกสามารถเป็นจริงได้ ไม่ใช่เพ้อฝัน ถ้าหากว่าทุกคนเข้าถึงพระธรรมกายได้ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2542