1.คนเราเกิดมาทำไม ชีวิตในโลกหล้า ลวงตา เห็นทุกข์เป็นสุขพา โศกสิ้น ดั่งเหยื่อที่ล่อปลา ติดเบ็ด แสบเผ็ดเดือดร้อนดิ้น กว่าได้เห็นธรรม ตะวันธรรม เมื่อเราสวดมนต์บูชาพระรัตนตรัยกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว ต่อจากนี้ไปตั้งใจให้แน่แน่ว มุ่งตรงต่อหนทางพระนิพพานกัน ทุก ๆ คนนะ ให้นั่งขัดสมาธิ โดยเอาขาขวาทับขาซ้าย มือขวา ทับมือซ้าย ให้นิ้วชี้ของมือข้างขวาจรดนิ้วหัวแม่มือข้างซ้าย วางไว้ บนหน้าตักพอสบาย ๆ หลับตาของเราเบา ๆ ค่อนลูก พอสบาย ๆ คล้ายกับ ตอนที่เราใกล้จะหลับ อย่าไปบีบเปลือกตา อย่ากดลูกนัยน์ตา หลับตาพริ้ม ๆ พอสบาย ๆ แล้วก็ทำใจของเราให้เบิกบาน ให้แช่มชื่น ให้สะอาด บริสุทธิ์ ผ่องใส ไร้กังวลในทุกสิ่ง ไม่ว่าจะ เป็นเรื่องอะไรก็ตาม ให้ปลดปล่อยวาง คลายความผูกพันจาก คน สัตว์ สิ่งของ ธุรกิจการงาน บ้านช่อง การศึกษาเล่าเรียน เรื่องครอบครัว หรือเรื่องอะไรที่นอกเหนือจากนี้ ให้ปลดปล่อยวาง คลายความผูกพันจากทุกสิ่ง โดย พิจารณาไปตามความเป็นจริงของสรรพสัตว์สรรพสิ่งทั้งหลาย ในโลกนี้หรือโลกอื่น เพราะสภาพความเป็นจริงนั้น ทุกสิ่งล้วน ไปสู่จุดสลายทั้งสิ้น เมื่อเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็เสื่อมสลายไป จะ เป็นคน สัตว์ สิ่งของ ตึกรามบ้านช่อง ต้นหมากรากไม้ ภูเขา เลากา แม้แต่โลกใบนี้ซึ่งเป็นที่รองรับของสรรพสัตว์สรรพสิ่ง ทั้งหลาย สักวันหนึ่งก็ต้องล่มสลายไปหมดด้วยกัปพินาศ โลก ซึ่งเป็นที่รองรับของหมู่สัตว์ยังเป็นเช่นนี้ สรรพสัตว์สรรพสิ่งทั้ง หลายก็ต้องเสื่อมสลายหายไป นี่คือความจริงแท้ของสรรพสัตว์ สรรพสิ่งทั้งหลาย พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้เป็นพระบรมศาสดาผู้มีอานุภาพ มาก สมบูรณ์ด้วยวิชชาและจรณะ ทรงอภิญญาพร้อมบริบูรณ์ พระองค์ก็ยังดับขันธปรินิพพาน เหลือแต่คำสอนที่เป็นสิ่งแทน พระองค์เท่านั้น พระปัจเจกพุทธเจ้าตรัสรู้ด้วยพระองค์เอง ไม่ ได้สั่งสอนผู้ใด มีอานุภาพเหาะเหินเดินอากาศได้ยังต้องดับ ขันธปรินิพพาน พระอรหันตสาวกของพระบรมศาสดาสัมมาสัม พุทธเจ้าปฏิบัติตามคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้บรรลุ มรรคผลนิพพานตามพระองค์ มีฤทธิ์ มีอานุภาพมากก็ยังต้องดับ ขันธปรินิพพาน พระเจ้าจักรพรรดิผู้มีอานุภาพปกครองโลกทั้ง ๔ หรือทวีปทั้ง ๔ ทิศ รอบเขาพระสุเมรุ ซึ่งเป็นที่ตั้งของสวรรค์ ชั้นจาตุมหาราชิกาและดาวดึงส์ก็ยังต้องเสื่อมสลายจากโลกนี้ไป พระเดชพระคุณหลวงปู่พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) พระผู้ปราบมาร ผู้มุ่งไปสู่ที่สุดแห่งธรรม ท่านก็ยังต้องจากโลกนี้ไป คุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ผู้เชี่ยวชาญ ในวิชชาธรรมกายจนได้รับยกย่องจากพระเดชพระคุณหลวงปู่ฯ ว่าเป็นหนึ่งไม่มีสอง ก็ยังจากโลกนี้ไป บรรพบุรุษของเราก็เช่น เดียวกันก็จากโลกนี้ไป ต่างก็ไม่ได้เอาอะไรไปได้ทั้งสิ้น นอกจาก บุญและบาปที่ได้กระทำเอาไว้ตอนที่ยังมีชีวิตอยู่ นับประสาอะไรกับตัวของเราซึ่งยังไม่มีอานุภาพประดุจ พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า หรือพระอรหันต์ทั้งหลาย ทำไมจะไม่จากโลกนี้ไป เราก็ต้องจากไปโดยที่ไม่ได้เอาวัตถุ สิ่งของอะไรไปเลย ลาภยศสรรเสริญอะไรก็ไม่ได้เอาไป มีแต่บุญ และบาปที่เราได้กระทำเอาไว้ด้วยกายด้วยวาจาด้วยใจเท่านั้น ติดตัวไป เรามีเวลาอยู่ในโลกนี้อย่างจำกัด ทุกเพศ ทุกวัยมีเวลาแห่งชีวิตช่วงสั้นๆ เพราะความ ตายไม่มีนิมิตหมาย จะตายเมื่อไรเราไม่ทราบ แต่ที่ทราบคือ ทุกคนล้วนตายหมด ฉะนั้นเราก็ต้องมาพิจารณาถึงวัตถุประสงค์ของการมาเกิด เป็นมนุษย์ว่า เราเกิดมาทำไม อะไรคือวัตถุประสงค์ของชีวิต ซึ่ง ก็ได้ข้อสรุปตามคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า เกิดมาเพื่อ ทำพระนิพพานให้แจ้ง แสวงบุญ สร้างบารมี นี่คือวัตถุประสงค์ หลักของชีวิต เราก็ต้องนำมาพิจารณา มาใคร่ครวญ จะได้มีสติ ปัญญา รู้จักสอนตัวเองว่า อะไรคืองานหลัก อะไรคืองานรอง เราจะพบว่า การทำพระนิพพานให้แจ้ง แสวงบุญ สร้าง บารมีนั้นเป็นงานหลักของชีวิต ส่วนการทำ มาหากินเป็นเรื่องรองลงมา ความสนุกสนาน เพลิดเพลิน เพื่อผ่อนคลาย ก็เป็นเรื่องรองลงมา อีกตามลำดับ เมื่อเราจับหลักของชีวิตได้อย่างนี้แล้ว วันเวลาที่เหลืออยู่ ก่อนที่เราจะจากโลกนี้ไปก็จะต้องสั่งสมบุญบารมีให้มากๆ เพื่อ ความสุขและความสำเร็จในชีวิตของตัวเราเองตั้งแต่เป็นปุถุชน จนกระทั่งเป็นพระอริยเจ้า โดยเฉพาะเราจะมุ่งไปสู่ที่สุดแห่ง ธรรม เพราะฉะนั้นเป้าหมายหลักของเราก็ต้องสั่งสมบุญบารมี ให้มากๆ เพราะว่าเมื่อถึงวาระสุดท้าย บุญเท่านั้นจะเป็นที่พึ่ง ให้กับตัวเรา ที่จะนำเราไปสู่เทวโลก ไปสู่สวรรค์ชั้นดุสิต หรือที่ เราคุ้นเคยว่า ดุสิตบุรี วงบุญพิเศษ เขตบรมโพธิสัตว์ บุญเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องสั่งสมเอาไว้ด้วย ตัวของเราเอง จะทำแทนกันไม่ได้ คนอื่นทำได้อย่าง มากก็อุทิศบุญให้กับเราเมื่อเราละจากโลกนี้ไป และ เราต้องอยู่ในภูมิที่รับได้ ถ้าไปอยู่มหานรกบุญที่เขา อุทิศไปให้ก็ยังรับไม่ได้ แปลว่าเราก็ต้องพึ่งตัวของเรา เอง อัตตา หิ อัตตโน นาโถ เอาตัวของเรานี่แหละ สั่งสมความดีด้วยตัวของเราเอง จนกระทั่งความดี บังเกิดขึ้นในตัว กลั่นเป็นบุญ เป็นกุศล เป็นบารมี เป็นดวงบุญใสๆนั่นแหละ จะทำให้ใจเราผ่องใส คตินิมิตสว่าง แล้วก็จากโลกนี้ไปสู่เทวโลกอย่าง สง่างาม วันอาทิตย์ที่ ๗ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๑ 2.ชีวิตเป็นของน้อย เมื่อแสงสูรย์เคลื่อนคล้อย ลาไกล ดาวเดือนระยิบไหว ส่องหล้า ทุกอย่างเปลี่ยนแปรไป ปกติ กายเสื่อมทุกวันจ้า อย่าได้มัวเพลิน ตะวันธรรม (เมื่อเราได้สวดมนต์บูชาพระรัตนตรัยกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว ต่อจากนี้ไปตั้งใจเจริญสมาธิภาวนากันนะ.........) คราวนี้เรามานึกทบทวนคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ตรัสไว้ว่า “ชีวิตเป็นของน้อย” หมายถึง เรามีเวลาที่จะมีชีวิตอยู่ในโลกนี้ด้วยกายมนุษย์ หยาบจำกัด ไม่มากเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคนี้ เป็นยุคที่ อายุมนุษย์ไขลง เราอยู่ในช่วงอายุเฉลี่ยของมนุษย์ ๗๕ ปี จะเกิน ไปกว่านี้ก็มีไม่กี่ท่าน ที่จะมีอายุยืนยาวไปถึง ๘๐, ๙๐ กระทั่ง ๑๐๐ ปี หรือร้อยกว่าปี มีจำนวนไม่มาก แต่โดยเฉลี่ยแล้ว ๗๕ ปี และยิ่งมีโรคภัยไข้เจ็บ มีมลภาวะเป็นพิษเกิดขึ้นจากคนเสื่อม ศีลธรรม หรือความเจริญของเทคโนโลยี ชีวิตมนุษย์ก็ยิ่งสั้นลง บางท่านก็อยู่ไม่ถึง ๗๕ ปี ด้วยซ้ำไป ถ้าสมมติว่า ๗๕ ปี มาเทียบกับที่เรามีชีวิตอยู่เดี๋ยวนี้ ก็ เหลือเวลาอีกเพียงไม่นานเท่าไร ถ้าเราอยู่ไปถึง ๗๕ ปี บางคน ก็เหลือแค่ ๑ ปี บางคนก็หลายปี บางคนเป็น ๑๐ ปี บางคน ๒๐ ปี หรือมากกว่านั้น นี่หมายถึงในกรณีเหตุการณ์ปกติที่ไม่มี อุบัติเหตุ หรือโรคภัยไข้เจ็บมาเบียดเบียน สรุปง่ายๆว่า ชีวิตเป็นของน้อย เราจะอยู่ถึงอายุขัยเฉลี่ย มนุษย์หรือเปล่าก็ไม่รู้ เพราะฉะนั้นอย่าได้ประมาทในการดำรง ชีวิต เราจะต้องมาดูว่า เป้าหมายชีวิตที่เกิดมานั้น เกิดมาเพื่อ ทำพระนิพพานให้แจ้ง เมื่อทำพระนิพพานแจ้งแล้วก็จะได้พ้น ทุกข์ เพราะพื้นฐานชีวิตมนุษย์และสรรพสัตว์ทั้งหลายก็คือความ ทุกข์ ทั้งทุกข์ประจำ และทุกข์จร ความเกิดเป็นทุกข์ ความแก่ ความเจ็บ ความตายเป็นทุกข์ ทุกข์จากการพลัดพรากจากสิ่งที่เป็นที่รัก ประสบในสิ่งที่ไม่เป็น ที่รัก หรือปรารถนาสิ่งใดไม่ได้สิ่งนั้นก็เป็นทุกข์ มีความโศกเศร้า เสียใจ คับแค้นใจ ร่ำพิไรรำพัน ถ้าสมัยใหม่ก็ เซ็ง เครียด เบื่อ กลุ้ม เป็นต้น ทุกชีวิตไม่ว่าจะเป็นเศรษฐี ชนชั้นกลาง หรือชั้นล่าง ล้วนแต่มีทุกข์ประจำและทุกข์จรทั้งสิ้น เศรษฐีแม้มีทรัพย์มาก มีพวกพ้องบริวารมากๆ มีลาภยศสรรเสริญมากก็ตาม ก็ยัง มีทุกข์ประจำสังขารอยู่ คือ ความแก่ ความชรา ความเจ็บ ไข้ได้ป่วย แม้กระทั่งความตาย หรือทุกข์จร คือ ความโศก เศร้า พิไรรำพัน ความพลัดพรากจากสิ่งที่เป็นที่รัก จะเป็น คนรัก ของรัก หรืออารมณ์ที่เป็นที่รักก็ตาม ก็ต้องเจอ ต้อง พลัดพราก หรือปรารถนาสิ่งใดไม่ได้สิ่งนั้น มีทรัพย์มากอยาก จะให้ลูกมารับสมบัติ แต่ลูกไม่รักดีเกะกะเกเรก็เป็นทุกข์อีก เพราะฉะนั้นทุกชีวิตมีทุกข์ทั้งนั้น ตั้งแต่เศรษฐีถึงยาจกวณิพก ถึงพระราชา โดยเฉพาะตัวของเรานี่แหละจะเห็นได้ชัดเจน ดังนั้นเป้าหมายชีวิตจึงเกิดมาเพื่อทำพระนิพพานให้แจ้ง เมื่อทำพระนิพพานให้แจ้งแล้ว ทุกข์ก็ดับไป ทุกข์ดับไปหมด เมื่อกิเลสมันสิ้น พอกิเลสดับไป ความเดือดเนื้อร้อนใจหมด ไป นิพพานก็แจ้ง มันแจ้งตอนดับกิเลสหมดแล้ว นี่คือเป้า หมายทุกชีวิต เราเป็นผู้มีบุญ โชคดีที่เกิดมาในร่มเงาของพระพุทธศาสนา ที่อุดมไปด้วยความรู้อันบริสุทธิ์ที่แท้จริง ผู้ที่เป็นพระบรมศาสดา ของเราก็เป็นมนุษย์ ไม่ได้เป็นพระผู้เป็นเจ้า เมื่อเป็นมนุษย์ก็ จะเข้าใจชีวิตของมนุษย์ได้ดีกว่าคนอื่นที่ไม่ได้เป็นมนุษย์ แล้วก็ สรุปเป้าหมายของชีวิตว่า เราเกิดมาเพื่อทำพระนิพพานให้แจ้ง วิธีการทำพระองค์ก็บอกหมดแล้ว จะไปนิพพานไปอย่างไรก็ ทรงบอกเอาไว้ตั้งหลายๆ นัย ในอริยสัจ ๔ ก็มีว่า ชีวิตเป็นทุกข์ เหตุเพราะความ ทะยานอยาก อยากที่เจือไปด้วยความเพลิน คือเจือไปด้วย ความไม่รู้นั่นแหละ มันเพลิดๆ เพลินๆ ไป อยากได้ อยากมี อยากเป็น ความรู้ยังไม่สมบูรณ์ มันก็เพลินๆ กันไป เพราะฉะนั้น ต้องหยุดความอยากที่เรียกว่า นิโรธ ความอยากเกิดขึ้นที่ใจ ก็หยุดที่ใจ หยุดอยากแล้วเดี๋ยวจะเข้าถึงมรรค จะเห็นหนทาง ที่จะไปสู่อายตนนิพพาน หรือทำพระนิพพานให้แจ้ง มรรคนี้เรียกว่า อริยมรรค จะเป็นดวงใสๆ กลมรอบตัว เหมือนแก้วกายสิทธิ์ เหมือนดวงดาว ดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ อย่างนั้นแหละ เห็นทางแล้ว เราก็หยุดไปเรื่อยๆ มองไปใน ทางนั้น เดี๋ยวก็จะพบกายในกาย และก็จะเข้าถึงพระธรรมกาย ถึงพระรัตนตรัยในตัว พระรัตนตรัยนั้นจะขจัดกิเลสอาสวะให้ หมดสิ้นไป พาเราไปสู่ฝั่งของอมตนิพพาน ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ท่านก็สอน หรือจะดูอีกนัยหนึ่ง นิพพิทา วิราคะ วิมุตติ วิสุทธิ สันติ นิพพาน นิพพิทา แปลว่า ต้องเบื่อหน่าย คือ เห็นทุกข์เห็นโทษ ของชีวิตที่อยู่ในวัฏสงสาร ไม่ว่าจะเกิดเป็นอะไรก็แล้วแต่ มันไม่เข้าท่าทั้งนั้น เพราะมันยังอยู่ในกฎเกณฑ์ของ ไตรลักษณ์ มีการเปลี่ยนแปลง เดี๋ยวขึ้น-เดี๋ยวลง มีลาภ- เสื่อมลาภ มียศ-เสื่อมยศ มีคนสรรเสริญ-มีคนนินทา มีสุข-มีทุกข์ ทุกข์เกิดขึ้นทั้งทุกข์ประจำสังขาร และทุกข์ที่ จรมาอีก ของประจำก็แย่อยู่แล้ว ยังมีของจรมาเจอกันอีก เลย ยุ่งไปกันใหญ่ ท่านสอนให้มองให้เห็น แล้วให้เบื่อหน่ายชีวิตที่มัน เป็นทุกข์ แต่ไม่ได้ให้คิดแบบโง่ๆ ด้วยการฆ่าตัวตาย แต่ให้หา ทางออกด้วยสติ ด้วยปัญญา ด้วยกำลังใจอันสูงส่ง คือต้องให้ เบื่อหน่ายเสียก่อน ถ้ายังไม่เบื่อแล้วก็ยากที่จะไปพระนิพพาน ได้ ต้องเกิดความเบื่ออย่างแรงกล้าเสียก่อน มองไปดูเถอะ ถ้ารู้สึกเบื่อชีวิตของเราที่ผ่านมาว่า มัน ไม่ได้สมหวังดังใจอะไรสักอย่าง สมมติว่าเป็นชาวประมง ไปทอดแห อยากได้ปลาดันไปเจองูบ้าง ก้อนอิฐบ้าง ก้อนหิน บ้างติดร่างแหกันมา อยากเจออย่างหนึ่งแต่ได้อีกอย่างหนึ่งอย่าง นี้ อยากเจอคู่ในอุดมคติ ก็เจอขี้เมามาอยู่ข้างๆ บ้าง อยาก ได้พ่อบ้านเป็นคนดี กลับได้ผีการพนันมาอยู่ข้างๆ ตัวอีก มัน เยอะแยะไปหมด เพราะฉะนั้นดูแล้วชีวิตนี้น่าเบื่อ พอเบื่อมันก็คลาย (วิราคะ) เราเบื่ออะไร เราก็จะคลาย คลายความรัก คลายความยึดมั่นถือมั่นในสิ่งนั้น พอคลายมันก็หลุด มันต้องเบื่อก่อน เบื่อแล้วก็คลาย พอคลายมันก็ปล่อย เรียกว่า วิมุตติ พอปล่อยได้ จิตมันก็ บริสุทธิ์ในระดับหนึ่ง วิสุทธิ คือมันนิ่งๆ เฉยๆ สันติ หยุดสนิทเลย พอหยุดได้สนิทเดี๋ยวเห็นมรรคเกิดขึ้น สันติ หยุดในหยุดไป เรื่อยๆ เดี๋ยวก็ นิพพาน ดับทุกข์ร้อนได้ นิพพาน แปลว่า ดับทุกข์ ดับกิเลส ดับความร้อน ไม่ใช่ ดับไปหมดทุกอย่าง ดับกิเลสสิ่งไม่ดี เหลือแต่สิ่งดีๆ เหมือน ทองคำถ้ามันมีแร่ธาตุอื่นเจือปน เขาก็แยกเอาแร่อื่นออกด้วย การทำรีไฟน์ (refine) ให้เหลือแต่ทองคำบริสุทธิ์ล้วนๆ จึงจะ เอามาใช้ทำอะไรได้ มันเกิดประโยชน์ มีคุณค่า หรือพลังงาน ปรมาณูที่เขาใช้แร่ยูเรเนี่ยม แต่เดิมมันก็เป็นธาตุผสมยังไม่ บริสุทธิ์ ก็ทำการแยกให้เหลือแต่ธาตุบริสุทธิ์ล้วนๆ จึงจะนำ ไปทำให้เกิดพลังงานได้ ใจของเราเช่นเดียวกัน มันมีธาตุที่ ไม่บริสุทธิ์เจือปนผสมกันอยู่ คือ โลภะ โทสะ โมหะ (กิเลส อาสวะ) พอเราแยกออกไปด้วยหยุดกับนิ่ง ก็จะเหลือแต่วิราคธาตุ วิราคธรรม คือธาตุธรรมที่สะอาดบริสุทธิ์ เป็นฝ่ายบุญล้วนๆ บริสุทธิ์ล้วนๆ สว่างไสว เมื่อใจบริสุทธิ์ล้วนๆ สะอาดล้วนๆ สว่างไสว ก็มีพลังงาน เต็มที่ที่จะขยายความสุขมาสู่จิตใจเรา ระบบประสาทกล้ามเนื้อ เรา ขยายไปสู่สิ่งแวดล้อมได้ ให้ทั้งความสุข ให้ทั้งความรอบรู้ ให้ทั้งความหลุดพ้น เป็นอิสระที่เป็นนิรันดร ชีวิตที่มีน้อยเขามีเอาไว้ให้แสวงหาหนทาง พระนิพพาน บางคนไปรังเกียจพระนิพพานว่า ไปแล้วมันไม่สนุก นั่นเพราะเขายังไม่รู้จักพระ นิพพาน และยังไม่เห็นทุกข์โทษของชีวิตอย่าง แท้จริง เพราะว่าไม่ได้มาพิจารณา อยู่กับทุกข์ จนชาชิน เหมือนคนที่จมอยู่ในโคลนตมมานาน มันชิน มันชา แต่ผู้มีปัญญาเขาไม่คิดอย่างนั้น คิดว่าต้องปล่อย ต้องหลุด ต้องพ้น ต้องแสวงหา ทางหลุดพ้นให้ได้ มีอีกวิธีหนึ่งที่เห็นหนทางพระนิพพานแล้ว แต่ยังยินดี ในวัฏฏะ ก็มีวิธี คือเราเข้าถึงพระธรรมกาย เราก็ศึกษาวิชชา ธรรมกายไปสิ แล้วมุ่งไปสู่ที่สุดแห่งธรรมนั่นแหละ ได้ถึงพระ ธรรมกายในตัวแล้ว ไปนรกก็ได้ ไปสวรรค์ก็ได้ ไปพระนิพพาน ก็ได้ แล้วเราก็มุ่งไปสู่ที่สุดแห่งธรรม ค้นต่อไปอีก ศึกษาต่อไป อีกว่า อะไรเป็นต้นเหตุแห่งความทุกข์ทรมานของสรรพสัตว์และ สรรพสิ่งทั้งหลาย อะไรปกครองโอกาสโลก ขันธโลก สัตวโลก อย่างนี้แม้ถึงพระนิพพาน แต่ก็ยังอยู่ในวัฏฏะได้ เพื่อแสวง ไปหาที่สุดแห่งธรรม ไปถึงที่สุดแห่งธรรมแล้วก็รื้อวัฏฏะกันไป เลย นี่สำหรับบางคนที่ยังไม่มีใจยินดีจะไปพระนิพพาน มันก็ มีทางออก โน่นต้องไปที่สุดแห่งธรรมนั่นแหละ เพราะฉะนั้น เมื่อชีวิตเป็นของน้อย เราจึงควรใช้ชีวิตให้มี คุณค่าและมีประสิทธิภาพที่สุด นอกเหนือจากการทำมาหากิน แล้ว การเพลิดเพลินสนุกสนานเพื่อผ่อนคลายความทุกข์ ซึ่ง จริงๆ แล้วมันก็ไม่ใช่ความสุขนะ เพื่อผ่อนคลาย เพื่อพักผ่อน ใจที่ตึงๆ เหมือนคนชักเย่อกันจะได้พักผ่อนแล้วก็หย่อนใจ ใจมันก็คลายจากความตึงเครียด พักผ่อนหย่อนใจอย่างนั้นนะ นอกเหนือจากทำมาหากินแล้ว พักผ่อนหย่อนใจด้วย ความเพลิดเพลินแล้ว เราก็ควรจะมาแสวงหาสิ่งที่เป็นสาระ แก่นสารของชีวิต นั่นก็คือการทำใจหยุดใจนิ่ง ไม่คิด ไม่พูด ไม่ทำ เพราะคิดพูดทำมาทั้งวันแล้ว มาตั้งหลายวัน หลายอาทิตย์ หลายเดือน หลายปี ตลอดชีวิตที่ผ่านมานั้น เราคิด เราพูด เราทำมาตั้งเยอะ มาลองไม่คิด ไม่พูด ไม่ทำ มาลองทำหยุดทำนิ่งดู แล้วเราก็จะพบอารมณ์อัน ประณีตชนิดหนึ่งซึ่งแตกต่างจากที่เราเคยเจอ เมื่อเราอยู่ในจุดที่ปลอดความคิด คำพูดและ การกระทำ ใจจะหยุดนิ่ง จะขยาย ไม่คับแคบ จะเบ่งบาน เบิกบาน มีความสุข กายเบา ใจเบา เป็นอิสระ ไม่ยึดติดอะไรเลย แล้วก็มีความสว่าง เกิดขึ้น ในกลางความสว่าง เราจะได้เห็นสิ่งที่เป็นไปตามความ จริง ซึ่งมีอยู่ดั้งเดิมแต่เราไม่เคยเห็นมาก่อน ทั้งๆ ที่มีอยู่ จะได้เห็นสิ่งที่มีอยู่นั้นเมื่อแสงสว่างแห่งความบริสุทธิ์ของจิต ที่ เกิดจากการไม่คิด ไม่พูด ไม่ทำ คือหยุดกับนิ่งนั่นแหละ จะเห็นดวง ใสๆ กายใสๆ จะเห็นกายในกาย เห็นชีวิตที่มีหลายๆ ระดับ ที่ประณีตขึ้นไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเข้าถึงพระธรรมกาย เข้าถึงพุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ สังฆรัตนะ จะมีความสุข สดชื่น กว้างขวางอย่างไม่มีขอบเขต คือตัดเส้นรอบวงของความสุขนั้นออกไปสู่ทะเลแห่งความสุข ที่แท้จริง ที่ไม่มีขอบเขต และทะเลแห่งความรู้อันบริสุทธิ์ ที่ไม่มี ขอบเขต รู้เห็นไปตามความเป็นจริง ซึ่งเป็นความจริงของชีวิต ของเราของสรรพสิ่งสรรพสัตว์ทั้งหลาย เราจะเข้าไปถึงความรู้ ชนิดนี้ ถ้าเข้าถึงความรู้อย่างนี้ได้ เกิดมาชาตินี้สมหวัง มีชีวิต เพียงน้อยด้วยกายมนุษย์นี้ก็สมหวังดังใจ ได้ศึกษาเรียนรู้ ความรู้ภายในที่ยิ่งใหญ่ที่ไม่มีอะไรมาเสมอเหมือน ทั้งความรู้ที่ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้อุปมาให้ภิกษุทั้งหลายได้ฟัง โดยหยิบ ใบไม้ในป่าประดู่ลายมาไว้ในกำมือ และพระองค์ก็เปรียบเทียบ ให้ดู โดยตั้งคำถามถามภิกษุว่า “ใบไม้ในกำมือ กับใบไม้ในป่าประดู่ลายที่ตรงไหน มีมากกว่ากัน” ภิกษุทั้งหลายก็ตอบว่า “ใบไม้ในป่านั้นมีมากกว่าพระเจ้าข้า” พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ตรัสว่า “สิ่งที่เราได้นำมาสอนนั้น แค่ใบไม้ในกำมือเท่านั้น ใบไม้ ในป่าอีกเยอะแยะ เราได้ไปศึกษาเรียนรู้มาแล้วด้วยสัพพัญญุต ญาณของเราที่ไม่มีขอบเขตนี้ แต่เรานำมาสอนเธอแค่กำมือ สอนแค่ว่าให้เธอหลุดพ้นจากกิเลสอาสวะเท่านั้น” เมื่อใจเราหยุดสนิทเข้าถึงพระธรรมกาย แล้วเราจะมีโอกาสได้ศึกษาความรู้ที่พระ สัมมาสัมพุทธเจ้าทรงอุปมาเอาไว้ทั้งในกำมือ และในป่าใหญ่ ยิ่งรู้ก็ยิ่งบริสุทธิ์ ยิ่งรู้ก็ยิ่ง มีความสุข ยิ่งรู้จิตใจยิ่งขยาย ยิ่งกว้างขวาง ไม่คับแคบ ไม่เห็นแก่ตัว แต่จะรักตัวเองยิ่งขึ้น และรักเพื่อนมนุษย์สรรพสัตว์ทั้งหลายยิ่งขึ้น ความแตกแยกและความแตกต่างจะไม่เกิดขึ้น ในจิตใจของผู้ที่เข้าถึง วันอาทิตย์ที่ ๒๖ มกราคม พ.ศ.๒๕๔๖ 3.ในตัวเรามีองค์พระ จริง พระอริยเจ้า ดีจริง อย่าง ยิ่งกว่าทุกสิ่ง แน่แท้ ตั้ง ต้นแต่หยุดนิ่ง ตรงศูนย์ กลางกาย ใจ หยุดสนิทแล้ จึ่งได้ของจริง ตะวันธรรม ให้ทุกคนรวมใจมาหยุดนิ่งๆ นุ่มๆ ที่ศูนย์กลางกายฐาน ที่ ๗ ซึ่งอยู่ในกลางท้องของเรา ในระดับที่เหนือจากสะดือ ขึ้นมา ๒ นิ้วมือ โดยสมมติว่า เราหยิบเส้นด้ายขึ้นมา ๒ เส้น นำมาขึงให้ตึง จากสะดือทะลุไปด้านหลังเส้นหนึ่ง จากด้าน ขวาทะลุไปด้านซ้ายอีกเส้นหนึ่ง ให้เส้นด้ายทั้งสองตัดกันเป็น กากบาท จุดตัดจะเล็กเท่ากับปลายเข็ม เหนือจุดตัดนี้ขึ้นมา ๒ นิ้วมือ เรียกว่า ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ หรือจำง่ายๆ ว่า อยู่ใน บริเวณกลางท้อง ในระดับที่เรามั่นใจว่า เหนือจากสะดือขึ้นมา ๒ นิ้วมือ ตรงนี้แหละเรียกว่า ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ซึ่งเป็นที่เกิด ที่ดับ ที่หลับ ที่ตื่นของตัวเรา มาเกิด ไปเกิด หลับตรงนี้ ตื่นตรงนี้ อีกทั้งที่สำคัญคือเป็นต้นทางไปสู่ อายตนนิพพาน ตำแหน่งนี้เป็นตำแหน่งที่สำคัญ ที่สุดในโลกในชีวิตของเรา การเกิดมาแต่ละครั้ง ถ้ายังไม่รู้จักตำแหน่งที่ตั้งของใจตรงนี้ ก็จะหลุด พ้นจากความทุกข์ทรมานของชีวิตไม่ได้ เพราะฉะนั้น ตำแหน่งที่ตั้งของใจตรงนี้จึงเป็นตำแหน่งที่ สำคัญที่ทุกคนจะต้องเอาใจใส่ จะต้องเอาใจมาตั้งไว้ตรงนี้ มา วางตรงนี้ มาหยุดอยู่ที่ตรงนี้ให้ได้ โดยให้กำหนดบริกรรมนิมิตขึ้นมาในใจ เป็นเครื่องหมาย ว่า ตรงนี้คือฐานที่ ๗ เอาใจมาอยู่ตรงนี้ อย่าไปอยู่ที่อื่น อยู่ที่ อื่นไม่เกิดประโยชน์อันใด มีแต่จะนำความทุกข์เข้ามาเผาลน จิตใจของเรา กำหนดบริกรรมนิมิตเป็นเพชรสักเม็ดหนึ่งที่ใสบริสุทธิ์ กลม รอบตัวเหมือนดวงแก้วกายสิทธิ์ ขนาดไหนก็ได้ ให้ใสบริสุทธิ์ ประดุจเพชรที่ปราศจากมลทิน ไม่มีขีดข่วนคล้ายขนแมว สว่าง เหมือนดวงอาทิตย์ยามเที่ยงวัน แต่ว่าใสเย็นเหมือนแสงจันทร์ ในคืนวันเพ็ญ คือ ไม่จ้าตา ไม่แสบตา ให้ตรึกนึกถึงดวงใส เอาใจหยุดอยู่ในกลางดวงใสๆ พร้อม กับประคองใจให้หยุดนิ่งด้วยบริกรรมภาวนาในใจเบาๆ ว่า สัมมา อะระหัง ให้เสียงคำภาวนาดังออกมาจากในกลางท้องของ เรา เหมือนมาจากแหล่งแห่งความบริสุทธิ์ แหล่งแห่งอานุภาพ อันไม่มีประมาณ พร้อมกับตรึกนึกถึงดวงใส เอาใจหยุดอยู่ใน กลางดวงใสๆ ประคองใจอย่างนี้ไปจนกว่าใจจะหยุดนิ่ง เมื่อใจหยุดนิ่ง จะทิ้งคำภาวนาไปเอง คือหมดความจำเป็น แล้ว เหมือนเรือที่ส่งเราถึงฝั่งแล้ว เราก็เดินต่อไปโดยไม่ต้อง แบกเรือไปด้วย เราจะมีอาการคล้ายๆ ไม่อยากจะภาวนาต่อ ไป หรือคำภาวนานั้นเลือนไป ถ้าเกิดอาการอย่างนี้เราก็ไม่ต้อง ภาวนาต่อไป เพราะคำภาวนานั้นส่งเราถึงฝั่งแห่งการหยุดนิ่ง แล้วในระดับหนึ่ง หลังจากนั้นเราก็นิ่งอย่างเดียว ให้ใจหยุดใน หยุด นิ่งในนิ่งลงไป อย่างสบายๆ รสแห่งธรรม พระเดชพระคุณหลวงปู่พระมงคลเทพมุนี (สดจนฺทสโร) ผู้ค้นพบวิชชาธรรมกาย พระผู้ปราบมาร ท่านได้กล่าวเอาไว้ ว่า “หยุดเป็นตัวสำเร็จ ตั้งแต่เบื้องต้นจนกระทั่งเป็นพระ อรหันต์” คือ ทำให้เราหลุดพ้นจากกิเลสอาสวะไปเป็นพระ อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ เพราะหยุดกับนิ่งอย่างเดียว ไม่ ต้องทำอะไรที่นอกเหนือจากนี้ เมื่อ “สัมมาอะระหัง” ส่งถึงฝั่งแห่งการหยุดนิ่งแล้ว เราก็ หยุดในหยุด นิ่งในนิ่ง นิ่งๆ นุ่มๆ เบาๆ สบายๆ ใจเย็นๆ นิ่งอย่างเดียว พอถูกส่วนคือได้จังหวะของมัน ก็จะตกศูนย์วูบ ลงไป เหมือนตกสุญญากาศอย่างนั้น พอตกศูนย์ถึงจุดอิ่มตัวแล้วก็จะมีดวงใสๆ ปรากฏเกิด ขึ้นมา แตกต่างจากดวงที่เรากำหนดเป็นบริกรรมนิมิต ที่เป็น แลนด์มาร์กของใจเรา จะเป็นดวงใสๆ อย่างเล็กก็ขนาดดวงดาวในอากาศ อย่างกลางก็ขนาดพระจันทร์ในคืนวันเพ็ญ อย่างใหญ่ขนาดพระอาทิตย์ยามเที่ยงวัน หรือใหญ่กว่า นั้นจะลอยขึ้นมา ดวงใสๆ นั้นจะมาพร้อมกับความสุขอัน ยิ่งใหญ่ที่เราไม่เคยเจอมาก่อนเลย มาพร้อมกับ ความบริสุทธิ์ที่ทำให้เรามีความรู้สึกว่าเราบริสุทธิ์ เพิ่มขึ้น เกลี้ยงเกลาขึ้น ใจมันจะใสๆ มาพร้อม กับดวงปัญญา คือการเข้าใจในการดำเนินชีวิต ให้ถูกต้องและดีงาม เข้าใจเรื่องราวความเป็น จริงของชีวิตได้ มาทั้งความรักและปรารถนาดี ต่อสรรพสัตว์และสรรพสิ่งทั้งหลายอย่างแท้จริง โดยไม่ปรารถนาสิ่งใด มาพร้อมกับความรู้สึกที่ ยิ่งใหญ่ เป็นตัวของเราเอง เป็นอิสระจากเครื่อง พันธนาการของชีวิต ความรู้สึกอย่างนี้เราจะไม่เคยเป็นมาก่อนในชีวิต ตั้งแต่ เกิดมาจนกระทั่งมาพบดวงใสๆ นี้ มันเป็นความรู้สึกที่ทำให้เรา เกิดความพึงพอใจกับสิ่งนี้มาก เพราะว่าให้ความสมปรารถนา ความสมหวังของชีวิต ที่เราปรารถนาความสุขนั้นได้อย่างเต็ม อิ่มทีเดียว จนไม่ปรารถนาสิ่งใดอีก ความรู้สึกที่เป็นตัวของตัวเองนี้ เป็นความรู้สึกที่ยิ่งใหญ่ แม้อยู่ตามลำพังก็เป็นสุขได้ แม้ว่าจะไม่มีวัตถุอะไรต่างๆ ที่ ชาวโลกเขาแสวงหากัน แค่เพียงดำรงชีวิตอยู่ได้ก็มีความสุขได้ ด้วยตัวของตัวเอง เป็นความรู้สึกที่ยิ่งใหญ่ มีความปีติภาคภูมิใจ อิ่มอกอิ่มใจอย่างพูดไม่ออกบอกไม่ถูกทีเดียว ดวงนี้แหละ พระเดชพระคุณหลวงปู่ฯ ท่านเรียกว่า ดวง ปฐมมรรค หรือดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน เป็นความบริสุทธิ์ เบื้องต้นของใจเรา เป็นต้นทางไปสู่อายตนนิพพาน แล้วก็เป็น เครื่องยืนยันว่าเราจะต้องไปถึงอายตนนิพพานอย่างแน่นอน เมื่อธรรมดวงนี้ปรากฏเกิดขึ้น ในดวงธรรมมีตถาคต เมื่อใดเห็นธรรมดวงนี้ไม่ช้าก็จะเห็นพระตถาคต พระ ตถาคตคือพระธรรมกาย ซึ่งอยู่ภายในตัวของเราเอง และภายใน ตัวของมนุษย์ทุกๆ คนในโลก แต่เขาไม่รู้ว่ามีอยู่ คำว่า “พระตถาคตเจ้า” จะใช้เมื่อพระบรมโพธิสัตว์หรือ อดีตเจ้าชายสิทธัตถะออกบวชและได้บรรลุธรรม ได้เข้าถึงความ เป็นหนึ่งเดียวกับพระธรรมกายในตัวนั่นแหละจึงจะใช้คำว่า พระ ตถาคตเจ้า พระตถาคตเจ้านี้ก็มีอยู่ในตัวของเราและในตัวของทุก คนในโลก แต่ต้องเห็นธรรมดวงแรกนี้ก่อน ที่เรียกว่า “ปฐม มรรค” เป็นดวงธรรมใสบริสุทธิ์ที่บังเกิดขึ้นในกลางกาย เห็น ธรรมเมื่อใดก็จะเห็นพระตถาคตเจ้า คือพระธรรมกายในไม่ช้า เมื่อใจหยุดนิ่งอยู่ในกลางดวงธรรมนี้ หยุดนิ่งไปตามลำดับ อย่างเดียวก็จะเห็นไปเอง คือหยุดอย่างเดียว มีหน้าที่ดูอย่าง เดียว เหมือนเรานั่งรถไป ดูทิวทัศน์ไป ดูอย่างเดียว ทิวทัศน์นั้นมี อยู่แล้ว ดูไปก็เรียนรู้ไป เข้าใจไป จนกระทั่งถึงจุดหมายปลาย ทาง นี่ก็เช่นเดียวกัน ให้ดูอย่างเดียว การดูอย่างเดียวก็คือการ ทำใจให้หยุดนิ่งนั่นเอง เพราะฉะนั้นหยุดนิ่งอย่างนี้ไปเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงจุดหมายปลายทาง วันอาทิตย์ที่ ๗ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๑ 4.ศูนย์กลางกายฐานที่๗ อยู่ที่แคบแต่กว้าง กว่าใด อยู่ที่กว้างกลับแคบไซร้ แปลกแท้ เรื่องทั้งหมดอยู่ที่ใจ ใช่สิ่ง ใดนา หยุดอยู่ฐานเจ็ดแล้ หลุดไร้พรมแดน ตะวันธรรม เมื่อเราได้สวดมนต์บูชาพระรัตนตรัยกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว ต่อจากนี้ไปตั้งใจให้แน่แน่ว มุ่งตรงต่อหนทางพระนิพพานกันทุกๆ คนนะ ให้นั่งขัดสมาธิ โดยเอาขาขวาทับขาซ้าย มือขวาทับ มือซ้าย ให้นิ้วชี้ของมือข้างขวาจรดนิ้วหัวแม่มือข้างซ้าย วาง ไว้บนหน้าตักพอสบายๆ หลับตาของเราเบาๆ หลับแค่ค่อนลูก อย่าถึงกับปิด สนิทนะ พอสบายๆ คล้ายๆ กับตอนที่เราใกล้จะหลับ อย่า ไปบีบเปลือกตา อย่ากดลูกนัยน์ตา แล้วก็ทำใจของเราให้เบิกบาน แช่มชื่น ให้สะอาด บริสุทธิ์ ผ่องใส ไร้กังวลในทุกสิ่ง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม ให้ปลด ปล่อย วาง ทำใจให้ว่างๆ แล้วก็มาสมมติว่า ภายในร่างกายของ เรานั้นปราศจากอวัยวะ ไม่มีปอด ตับ ม้าม ไต หัวใจ เป็นต้น ให้เป็นที่โล่งๆ ว่างๆ เป็นปล่อง เป็นช่อง เป็นโพรง กลวง ภายใน คล้ายๆ ท่อแก้ว ท่อเพชรใสๆ ศูนย์กลางกายฐานที่๗ คราวนี้เรามาทำความรู้จักฐานที่ ๗ ของเราภายใน ฐานที่ ๗ เป็นฐานที่ตั้งดั้งเดิมของใจเรา เป็นที่อยู่ของใจ ที่ถูกต้อง ถ้าใจเราอยู่ตรงนี้ จะมีแต่ความผาสุก สงบ เบิกบาน แช่มชื่น แต่ว่าใจเราเตลิดเปิดเปิงออกไป เพราะมีสิ่งที่มาดึงใจเรา ออกจากที่ตั้งดั้งเดิมตรงนี้ ให้ไปติดในเรื่องราวภายนอก ทำให้ เราไม่ได้พบความสุขที่แท้จริง แม้เราปรารถนา บางครั้งเรารู้สึกอยากอยู่เงียบๆ เพราะเราเบื่อสิ่งแวดล้อม เบื่อภารกิจประจำวันที่จำเจซ้ำซาก หรือบางทีมันก็เบื่ออย่าง ไม่มีสาเหตุ เราอยากไปอยู่ในที่ไกลๆ ที่ไหนสักแห่งที่เงียบๆ แต่เราก็ไม่รู้ว่ามันอยู่ที่ไหน บางคนถึงกับเข้าใจว่า มันคงอยู่ต่าง ประเทศ ถ้าได้ออกนอกบ้าน ออกนอกประเทศ ไปต่างประเทศ ที่ไกลๆ เราคงจะเจอที่เงียบๆ ที่ทำให้ใจเราสงบสุข แต่พอเรา ไปแล้ว เราก็ไม่เจอนะ ได้แต่ความเหนื่อยกลับมา จริงๆ แล้ว ความสงบสุขที่เราแสวงหา หรือ ที่เงียบๆ ที่แตกต่างจากชีวิตประจำวัน ที่เรา จำเจอยู่กับการงาน กับผู้คน กับสัตว์ สิ่งของ ต่างๆ เหล่านั้น มันอยู่ตรงศูนย์กลางกายฐาน ที่ ๗ ตรงนี้เอง แค่เราหลับตาเบาๆ ทำใจให้ เบิกบาน สบาย แล้วให้เรารู้ว่าฐานที่ ๗ อยู่ที่ ตรงไหน เราก็จะพบในสิ่งที่เราต้องการ ฐานที่ ๗ นั้นอยู่ในกลางท้องของเรา ในระดับที่เหนือ จากสะดือขึ้นมา ๒ นิ้วมือ ฐานที่ ๗ นี้ เราเห็นได้ แต่จะเห็นได้ต่อ เมื่อใจมันหยุด ไม่ไปไหนแล้ว หยุดนิ่งได้สนิทติดตรงกลางท้อง เหมือนเอากาวชั้นดีมาทาใจติดตรึงเอาไว้ตรงนั้น นั่นแหละถึง จะเห็น เห็นชัดเหมือนเราลืมตาเห็นวัตถุภายนอกอย่างนั้นนะ แต่ถ้าใจไม่หยุด ก็ไม่เห็น อย่างไรก็ตาม เราก็ต้องศึกษาเอาไว้ว่า ฐานที่ ๗ อยู่ใน กลางท้อง เหนือสะดือขึ้นมา ๒ นิ้วมือ โดยสมมติว่า เรามีเส้น ด้าย ๒ เส้น นำมาขึงให้ตึง เส้นหนึ่งขึงจากสะดือทะลุไปด้าน หลัง อีกเส้นหนึ่งขึงจากด้านขวาทะลุไปด้านซ้าย ให้เส้นด้ายทั้งสองตัดกันเป็นกากบาท จุดตัดจะเล็กเท่ากับ ปลายเข็ม ให้เอานิ้วชี้กับนิ้วกลางมาวางซ้อนกัน แล้วก็ไปตั้ง ตรงจุดตัดของเส้นด้ายทั้งสอง สูงขึ้นมา ๒ นิ้วมือ ตรงนี้เรียก ว่า ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ เพราะฉะนั้นต่อไปถ้าหลวงพ่อพูด ถึงศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ หรือไปได้ยินที่ไหนก็ตาม ก็หมาย เอาตรงนี้นะ ความสำคัญของฐานที่ ๗ พระเดชพระคุณหลวงปู่พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) ผู้ค้นพบวิชชาธรรมกาย ท่านค้นพบว่า ฐานที่ ๗ เป็นที่เกิด ที่ดับ ที่หลับ ที่ตื่น เกิด ดับ หลับ ตื่น ตรงนี้ เวลามาเกิด เริ่มต้นจากบิดามามารดา โดยเริ่มต้นจาก ฐานที่ ๑ (ปากช่องจมูก) ของบิดา ไล่เรื่อยไป ฐานที่ ๒ (ที่หัว ตา) ฐานที่ ๓ (กลางกั๊กศีรษะ ในระดับหัวตาของเรา) ฐานที่ ๔ (เพดานปาก ช่องปากที่อาหารสำลัก) ฐานที่ ๕ (ปากช่องคอ เหนือลูกกระเดือก) ฐานที่ ๖ (ตรงจุดเส้นด้ายตัดกัน) แล้วก็มา อยู่ที่ฐาน ๗ ของบิดา คือ เราเป็นกายละเอียด ไม่ว่าจะมา จากภพภูมิไหนก็แล้วแต่ เมื่อได้จังหวะที่ต้องมาเกิดเป็นมนุษย์ ก็ต้องเข้าทางนั้นโดยผ่านมาทางบิดาก่อน แล้วก็จะดึงดูดเข้าหา มารดา มันจะเป็นอัตโนมัติเลย ถ้าเราตั้งอยู่ในกลางบิดาก็จะ ต้องดูดเข้าไปหากันเพื่อที่จะถ่ายทอดประกอบธาตุธรรมส่วน หยาบ แล้วกายละเอียดเราจะได้อาศัยเมื่อประกอบธาตุธรรม ส่วนหยาบได้ถูกส่วน เราก็จะหลุดจากฐานที่ ๗ ไปตามฐาน ต่างๆ ออกมาฐานที่ ๑ แล้วเข้าปากช่องจมูกของมารดา มา อยู่ฐานที่ ๗ นี่จำคร่าวๆ อย่างนี้ก่อน แล้วก็หล่อเลี้ยงด้วยธาตุหยาบของมารดา ใจของเรากับ มารดาจะเป็นอันเดียวกันเลยตรงฐานที่ ๗ เพราะฉะนั้นมา เกิดก็มาเกิดตรงนี้ ทีนี้สิ่งที่น่าศึกษาต่อไป ซึ่งเราจะต้องใช้ นั่นคือ ตายก็ต้อง ตายตรงนี้ ตรงฐานที่๗ ไม่ว่าจะตายแบบไหนก็ตาม จะตายด้วยอุบัติเหตุ หรือเจ็บ ไข้ได้ป่วยตาย จะต้องเริ่มตรงฐานที่ ๗ เพราะฉะนั้นฐานที่ ๗ จึงเป็นตำแหน่งที่สำคัญมาก เพราะเกี่ยวกับชีวิตของเรา เป็นสิ่ง ที่เราจะต้องเจอ แล้วตอนนั้นใครจะมาช่วยอะไรเราไม่ได้ใครจะ มาทำให้เราเป็นในสิ่งที่เราอยากจะเป็นนั้นไม่ได้ เราต้องทำเอง แต่เราศึกษา เราเรียนรู้ เราฝึกฝนได้ หลักวิชชามีอยู่ว่า ใจใสไปสวรรค์ ใจหมองไปนรก เราจะต้องฝึกใจให้ใสๆ เอาไว้ที่ฐานที่ ๗ อยู่เรื่อยๆ อย่าให้ใจขุ่นมัว ให้ใจดี อารมณ์ดี เป็นกุศลธรรม ใจต้องเป็นกุศลธรรม ถึงจะเรียกว่า ใจดี อารมณ์ดี ไม่ใช่ว่า เราไปดูเขาเล่นตลกแล้วเราหัวเราะขำๆ จะกลายเป็นคนอารมณ์ดี อย่างนั้นไม่ใช่นะ นั่นแค่คลายความเครียด แต่อารมณ์ยังไม่ดี อารมณ์จะดีอยู่ที่ใจมีกุศลธรรม จำง่ายๆ คือ “มีบุญ” ได้ สั่งสมบุญด้วยทาน ศีล ภาวนา จนกระทั่งเห็นความใสของใจ คำว่า “เห็น” ในที่นี้ ก็เหมือนเราลืมตาเห็นวัตถุภายนอก เห็นคน สัตว์ สิ่งของ ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ดวงดาว ต้นหมากรากไม้ ภูเขาเลากาอย่างนั้นนะ ต้องเห็นความใสของใจที่บริสุทธิ์ มัน จะเป็นดวงใสๆ อยู่ที่ฐานที่ ๗ เวลาเราตายก็จะเริ่มตรงนี้ คือ เริ่มออกจากฐานที่ ๗ ไป ๖, ๕, ๔, ๓, ๒, ๑ จะตายอย่างกะทันหัน หรือจะตายด้วยวิธี ไหนก็แล้วแต่ ถ้ากะทันหันก็หลุดไปเร็ว แต่หากเจ็บไข้ได้ป่วยก็ จะค่อยเป็นค่อยไป เพราะฉะนั้น ที่เกิด ที่ดับ ที่หลับ ที่ตื่น ก็ต้องเริ่มที่ศูนย์ กลางกายฐานที่ ๗ และนอกจากนี้ ถ้าจะไปพระนิพพาน ก็ต้องเริ่มตรงนี้ เหมือนกัน ถ้าจะไปเกิดก็เดินนอกออกไป คือ เดินไปตามฐาน ๗, ๖, ๕, ๔, ๓, ๒, ๑ กายละเอียดออกไปทางปากช่องจมูก ตามปกติของสรรพสัตว์ทั้งหลาย ทีนี้ถ้าไม่อยากจะมาเกิดอีกแล้ว เพราะเห็นโทษภัย ในวัฏสงสาร เห็นจนเบื่อหน่ายสุดขีด ไม่ใช่เบื่อๆ อยากๆ เบื่อแล้ว หมดความจำเป็นแล้วในภพสาม เป็นอะไรมาเกือบ หมดทุกอย่างแล้ว เป็นคนเคยรวย หรือรวยจนเคย เราก็เป็น มาแล้ว ชีวิตก็มีแต่ขึ้นๆ ลงๆ ชาติไหนไม่ประมาท ไม่ตระหนี่ สั่งสมบุญกุศลเอาไว้ ชาติถัดมาชีวิตก็สูงส่ง ถ้าชาติไหนเกิด บุญเก่าส่งผลให้มาประสบความสำเร็จในชีวิต ในธุรกิจการงาน เพราะตัวอธิษฐานไว้ขอให้รวยอย่างเดียว พอเกิดมารวย ทำ อะไรก็สำเร็จทุกอย่าง จนกระทั่งเกิดความมั่นใจในตัวเองเกิน ไป มีความคิดว่า ที่เรารวยก็เพราะว่าขยันหมั่นเพียร ประหยัด อดออม อดทน มีกำลังใจ สติปัญญา มีความรอบรู้เรื่องธุรกิจ การงาน จึงประสบความสำเร็จขึ้นมา ก็นึกว่าเป็นเพราะความ สามารถของเรา เลยไม่เชื่อเรื่องบุญ เรื่องบาป เรื่องภพชาติ การ เวียนว่ายตายเกิด พอไม่เชื่อก็ดำเนินชีวิตด้วยความประมาท ชะล่าใจ ประหยัด เสียจนเคย จนกลายเป็นความตระหนี่ แม้การสร้างบุญก็ตระหนี่ หวงแหนทรัพย์ เพราะคุ้นเคยกับการลงทุน ทรัพย์ได้มานั้นต้อง เปลี่ยนไปเป็นเม็ดเงินที่แปรกลับมา ๑ เม็ดเงินไป ต้อง ๑๐๐ เม็ดเงินมา มันก็จะคุ้นเคยกับสิ่งเหล่านี้จนหมดเวลาของชีวิต พอเกิดมาอีกชาติหนึ่ง ความเป็นอยู่มันไม่เหมือนเดิมแล้ว เกิดใหม่ก็ลืมสิ่งเก่าๆ ไปหมด เหมือนเรารับประทานอาหาร เมื่อวาน วันนี้เรายังลืมว่าทานอร่อยอย่างไร รสชาติเป็นอย่างไร พอมันลืม ชีวิตก็ทุกข์ระทม กลายเป็นคนเคยรวย หรือประมาท พลาดพลั้งก็ไปอบาย เมื่อเห็นชีวิตขึ้นๆ ลงๆ อย่างนี้ เกิดความเบื่อหน่าย อย่างแรงกล้า อยากจะพ้นทุกข์ พ้นจากภพสาม พ้นจากการ เวียนว่ายตายเกิด อยากไปนิพพาน ซึ่งเป็นสถานที่ที่มีแต่ เอกันตบรมสุข สุขอย่างยิ่ง อย่างเดียว เมื่อคิดอย่างนี้แล้วก็ต้อง แสวงหาหนทาง ซึ่งบทสรุปก็คือ ต้องเริ่มต้นที่ศูนย์กลางกายฐาน ที่ ๗ ตรงนี้ โดยเดินในเข้าไป เข้ากลางไปเรื่อยๆ ทีนี้จะเข้ากลางได้ก็ต้องเห็นกลาง ถ้าชีวิตแบบธรรมดา มันไม่ได้เห็นกลาง มันไปตามฐาน แต่ว่าผู้ที่จะไปนิพพานต้อง เห็นกลาง ต้องเข้ากลางของกลางไปเรื่อยๆ ต้องเดินในเส้น ทางมัชฌิมาปฏิปทา หนทางสายกลางภายใน ทางแห่งความ บริสุทธิ์ หมดจดจากสรรพกิเลสทั้งหลาย เป็นเส้นทางของพระ อริยเจ้าที่เรียกว่า อริยมรรค อริยมรรค หนทางของพระอริยเจ้าจะเริ่มต้นตรงฐานที่ ๗ โดยการวางใจหยุดนิ่งเฉยๆ อย่างสบายๆ ไม่ใช่อย่างลำบากๆ แค่วางใจนิ่งๆ นุ่มๆ ละมุนละไมที่กลางกาย จะนึกเป็น ภาพให้เป็นหลักยึดของใจในเบื้องต้นก่อนก็ได้ เพื่อให้ใจไม่ ไปคิดเรื่องอื่น เป็นภาพองค์พระบ้าง ดวงแก้วบ้าง เป็นเพชร เป็นพลอย ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ดวงดาว ของใสๆ ของสูงๆ สูงทั้งมูลค่า สูงทั้งคุณค่า และสูงทั้งที่สูง อย่างดวงอาทิตย์ ดวง จันทร์ ดวงดาว เป็นต้น ไว้ในกลางกายฐานที่ ๗ ก็ได้ วิธีนี้เหมาะ สำหรับคนช่างฟุ้ง ฟุ้งฝัน หรือคุ้นเคยกับการนึกคิด ก็ต้องแปรมา ให้นึกภาพสิ่งเหล่านี้แทนภาพธุรกิจการงาน คน สัตว์ สิ่งของ หรือบางคนสามารถปล่อยวางอารมณ์ได้ แล้วก็เป็นคนมี อัธยาศัย ถ้านึกเป็นภาพแล้วอดกดลูกนัยน์ตาลงไปดูในกลางท้อง ไม่ได้ อดที่จะเค้นภาพให้ทะลักมาในกลางท้องไม่ได้ เป็นเหตุให้ ปวดศีรษะ บางคนก็ขี้สงสัยว่า ที่เห็นขึ้นมานี่ เพราะเรานึกไปเองมั้ง ถ้าเป็นคนประเภทอย่างนี้ ก็ไม่ต้องนึกเป็นภาพ ให้วางใจนิ่งเฉยๆ นุ่มๆ ละมุนละไม แค่ทำความรู้สึกว่า ใจอยู่ในกลางท้องในระดับ เหนือสะดือขึ้นมา ๒ นิ้วมือ ไม่ต้องกังวลเลยว่า ตรงฐานที่ ๗ หรือไม่ โดยทึกทักเอาเลยว่า กลางท้องก็ใช่แล้ว ตรงนั้นแหละ ทำเป็นสาวมั่น หนุ่มมั่น มั่นใจว่า ใช่เลย ใช่แล้ว แล้วก็วางใจ นิ่งเฉยๆ อย่างนั้น จะประคองใจด้วยบริกรรมภาวนา สัมมา อะระหัง ไป ด้วยก็ได้ ประคองใจไป ภาวนาไป แต่ไม่ใช่ท่องนะ ภาวนาใน ใจคล้ายๆ เป็นเสียงเพลงที่เราคุ้นเคยที่ดังขึ้นมาเองอย่างนั้น หรือบทสวดมนต์ที่เราชอบ อย่างเช่น องค์ใดพระสัมพุทธฯ อย่างนั้นให้เสียงเหมือนเป็นเสียงสำนึกละเอียดมาจากที่ลึกๆ ไกลๆ ภายในกลางท้องของเรา นี่ถ้าเราจะภาวนา สัมมา อะระหัง ประคองใจ ต้องทำอย่างนี้นะ เราภาวนาไปจนกว่าไม่อยากจะภาวนาต่อไป ถ้าเมื่อไรเกิด ความรู้สึกไม่อยากจะภาวนาต่อไป อยากวางใจเฉยๆ อยาก อยู่นิ่งๆ เงียบๆ โดยไม่มีเสียงอะไรเลย และก็ไม่มีความคิด อื่นใดอย่างนี้ก็ได้ จะนึกแล้วนิ่งก็ได้ จะนิ่งโดยไม่ต้องนึกก็ได้ ได้ทั้งสองวิธีนะ วัตถุประสงค์ต้องการให้ใจหยุดนิ่งตรงฐานที่ ๗ กลางท้องนี่แหละ หยุดเป็นตัวสำเร็จ ที่จะทำให้เราเข้าถึงความ สุขที่แท้จริง ความสงัดจะสงัดจากกายวิเวก จิตวิเวก และอุปธิ วิเวก สงัดกาย อยากอยู่เงียบๆ ก็หลับตาเสีย มันก็ไม่เห็น อะไรแล้ว อยากจะให้จิตวิเวกก็อย่าไปคิดเรื่องอะไร ทำนิ่งเฉยๆ เดี๋ยวอุปธิวิเวกก็จะเกิดขึ้นมาเอง ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ตรงนี้ คือสถานที่ที่เราจะต้องไป มีระยะทางแค่ศอกเดียว จากปากช่องจมูกถึงศูนย์กลางกาย ฐานที่ ๗ ไม่ต้องเสียเงินเสียทอง เสียค่าพาสปอร์ต วีซ่า ไม่ต้องเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า แค่หลับตาเบาๆ ทำใจให้สบาย ให้หยุด ให้นิ่ง เดี๋ยวก็จะเข้าไปถึงดวงธรรมภายใน ซึ่งเป็นดวง ธรรมที่สุกใส ใสเหมือนกับเพชรหรือยิ่งกว่านั้น เบื้องต้นอาจจะใสเหมือนน้ำ เหมือนกระจกคันฉ่องส่อง เงาหน้า หรือเหมือนเพชรที่เจียระไนแล้ว ลักษณะทรงกลม มี ความใส นุ่มเนียนตา ละมุนละไม เกิดขึ้นมาตรงกลาง เป็นดวง ใสๆ ยิ่งเรานิ่งก็ยิ่งใส ใสในใส ใสในใส ใสมาก นั่นแหละคือ จุดเริ่มต้นที่จะไปสู่อายตนนิพพาน ความสุขจะพรั่งพรูออกมา เป็นความสุขที่แท้จริง ที่แตก ต่างจากที่เราเคยเข้าใจว่าเป็นความสุข และเราจะพ้นจากความ กังวลใจว่า ชีวิตนี้เราเคยกังวลว่า เราจะต้องพึ่งคนโน้นคนนี้ เพื่อให้เราหายเหงาในชีวิต ความคิดต่างๆ เหล่านี้จะหมดไปเลย เพราะที่พึ่ง ที่เราเข้าใจว่า คนนั้นคนนี้จะเป็น ที่พึ่งแก่เรา ไม่ว่าจะหนุ่ม จะสาว แก่เฒ่า ชรา มี ทรัพย์มาก ทรัพย์น้อยก็ตาม ในที่สุดก็เหลวทั้งนั้น พึ่งไม่ได้ เพราะมันมีไซด์เอฟเฟ็ค (sideeffect) มี ผลข้างเคียง เนื่องจากมนุษย์เป็นที่รวมของปัญหา อยู่ในตัว มันจะสำแดงออก หรือไม่สำแดงออก เท่านั้น มันมีระเบิดเวลาอยู่ในตัวทุกคนในโลก ถ้า หวังไปพึ่งมนุษย์ที่มีระเบิดเวลาอยู่ในตัว ตอนที่ยัง ไม่ระเบิด ก็ดูอารมณ์ดี พอระเบิดตูมมาอารมณ์ เสียเข้า ความเครียดก็ระบาด ระบาดมาถึงเราผู้ อยู่ใกล้ชิดที่สุดกับเขา อย่างนี้มันก็กลุ้มนะ แสดงว่าสิ่งนั้นก็ไม่ใช่ที่พึ่ง ที่เราคิดว่าจะช่วย ให้หายเหงา มันหายเหงาใจ แต่มันกวนใจตลอด ทำให้ใจเราขุ่น แล้วก็กลุ้ม เวลาเจอสังคมภายนอก ก็ต้องหน้าชื่นอกตรม ต้องยิ้มแย้มแจ่มใส เพราะ พูดเล่าให้ใครฟังไม่ได้ เดี๋ยวเขาสมน้ำหน้าเอา จะเอาไฟในออกไฟนอกเข้าก็ผิดหลักวิชชา ก็ต้อง อดทน ทนกลุ้มกันไปอย่างนั้น เพราะฉะนั้น นั่นก็ไม่ใช่ที่พึ่งอันเกษม ไม่ใช่ที่พึ่งอันประเสริฐ เพราะมันมีระเบิดเวลาอยู่ในตัว มีความโลภ ความโกรธ ความ หลงอยู่ในตัวเขา ของมนุษย์ของสัตว์ทั้งหลาย พอถึงเวลาก็ระเบิด ตูมขึ้นมา อย่าว่าแต่มนุษย์เลย แม้แต่สัตว์เลี้ยง เช่น สุนัขบางตัว เลี้ยงไว้อย่างดี น่ารัก ไม่ดุ อยู่ๆ ก็กัดเจ้าของ เอาอาหารอย่าง ดีไปเลี้ยง พาไปตกแต่งร่างกาย ไปทำสปาสุนัขบ้าง แมวบ้างมัน ยังกัดเอาอย่างนั้นนะ นั่นไม่ใช่เครื่องแก้เหงา แต่สิ่งที่จะเป็นที่พึ่งภายใน ดวงใสๆ ในตัวนี่แหละซึ่งเป็น สิ่งที่เราคาดไม่ถึง นึกไม่ถึง แล้วไม่เคยเฉลียวใจเลยว่า สิ่งนี้จะ เป็นที่พึ่งที่ระลึกของเราได้ จากดวงธรรมนี้จะนำให้เราเข้าไปถึงกายภายใน แล้วก็ไป ถึงพระธรรมกาย ซึ่งเป็นพระรัตนตรัยในตัว พระรัตนตรัยใน ตัวนี่แหละ เป็นที่พึ่งที่แท้จริงของเรา พอไปถึงตรงนั้นแล้วจะมี ความสุข สดชื่น เบิกบาน อบอุ่น มั่นใจ ปลอดภัย ไร้กังวล ใจ จะสบ๊าย สบาย นั่ง นอน ยืน เดินก็เป็นสุข เหมือนพระมหากัปปินะ เมื่อท่านเข้าถึงแล้ว ถึงกับเปล่ง อุทานในทุกหนทุกแห่งว่า สุขจังเลย สุขจริงหนอ ทั้งๆ ที่ท่าน เคยเป็นพระราชามาก่อนบวช แสดงว่าราชสมบัตินั้นไม่ได้ให้ ความเต็มเปี่ยมของชีวิตเลยไม่ให้ความสมบูรณ์พร้อมของชีวิต แม้อุดมไปด้วยลาภ ยศ สรรเสริญ พรั่งพร้อมด้วยอำนาจวาสนา ข้าทาสบริพาร แต่ก็ไม่ได้มีความสุข เพราะสิ่งเหล่านั้น อำนาจ วาสนา หน้าที่การงาน ทรัพย์บริวารเขามีเอาไว้ให้ใช้แก้ปัญหา ส่วนรวมของคนทั้งเมือง ซึ่งล้วนแต่มีปัญหาทุกคน การแก้ปัญหามันสร้างแรงกดดันให้กับผู้ที่แก้ปัญหา เพราะ ฉะนั้นสมัยเป็นพระราชาท่านถึงกลุ้ม แต่ว่าเมื่อมาเป็นนักบวช ปฏิบัติเข้าถึงพระรัตนตรัยในตัว จึงรำพึงออกมาในทุกสถานที่ ว่า สุขจังเลย สุขจริงหนอ นี่เป็นอย่างนี้นะลูกนะ วันนี้วันพระต้องละนิวรณ์ จะเป็นพระ เป็นเณร เป็นโยม อุบาสก อุบาสิกา สาธุชน คนทั่วโลก ต้องละนิวรณ์ ละกาม ฉันทะ ตรึกในเรื่องเพศบ้าง เรื่องสตางค์บ้าง สตรี สตางค์ บุรุษ เรื่องความขุ่นมัว ความโกรธ ความขัดเคือง ความฟุ้ง ความ สงสัย ความง่วง วันนี้เลิกง่วงสักวันนะ อย่ามานั่งหลับสัปหงก ละนิวรณ์ เสีย ความท้อใจ หดหู่ใจ เศร้า ซึม เซ็ง เครียด เบื่อ กลุ้ม วันนี้ เลิกกันไปวันหนึ่ง เพราะวันนี้เป็นวันพระต้องละนิวรณ์ จำง่ายๆ ก็คือ ทำใจให้ใสๆ ให้หยุด ให้นิ่งนะ เช้านี้อากาศกำลังสดชื่น เบิกบาน เป็นใจให้ลูกทุกคน ผู้มี บุญทั่วโลกจะได้เข้าถึงพระรัตนตรัย เพราะฉะนั้นต่อจากนี้ไป ให้ตั้งใจประพฤติปฏิบัติธรรม ฝึกใจให้หยุด ให้นิ่ง นุ่มๆ ละมุนละไม อย่างสบายๆ ที่กลางกายนะ ให้ลูกทุกคนสมหวัง ดังใจในการเข้าถึงพระรัตนตรัยในตัวทุกๆ คน ต่างคนต่างนั่ง กันไปเงียบๆ นะ วันอาทิตย์ที่ ๒๘ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๗ 5.หลักสูตรชีวิต หยุด เป็นตัวสำเร็จให้ จำไว้ หยุด นิ่งดิ่งภายใน กายแก้ว หยุด ในหยุดต่อไป เรื่อยเรื่อย หยุด อย่างนี้คลาดแคล้ว บ่วงแร้วพญามาร ตะวันธรรม ตั้งใจหลับตาเจริญสมาธิภาวนากันนะ หลับตาเบาๆ พอ สบายๆ ผ่อนคลายทุกส่วนของร่างกายของเรา ให้มีความรู้สึก ว่าสบาย ทำใจให้เบิกบาน แช่มชื่น ให้สะอาด บริสุทธิ์ ผ่องใส ไร้กังวลในทุกสิ่ง ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตาม ให้ปลด ปล่อย วาง ทำใจ ให้ว่างๆ นึกถึงบุญที่ทำผ่านมา แล้วก็นึกถึงบุญทุกบุญที่เราทำผ่านมาให้ติดเป็นนิสัยเลย บุญบารมีความดีที่เราทำผ่านมาตั้งแต่ปฐมชาติที่ได้เกิดมาเป็น มนุษย์ เราสร้างบุญบารมีความดีเรื่อยมาเลยในทุกๆ บุญ ทุกๆ บารมี ทุกๆ ความดี มารวมเป็นดวงบุญใสๆ ติดอยู่ใน ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ อย่างสบายๆ ดวงบุญนั้นกลมรอบตัวเหมือนดวงแก้ว ใสบริสุทธิ์ เหมือน เพชรที่เจียระไนแล้วไม่มีตำหนิเลย หรือใสยิ่งกว่านี้ ใสเกินใส เกินความใสใดๆ ทั้งสิ้น ที่เราเคยเห็นในโลก แล้วก็สว่างยิ่งกว่า ดวงอาทิตย์ยามเที่ยงวัน แต่ว่าไม่แสบตา ไม่เคืองตา ไม่จ้าตา คล้ายๆ กับเรามองดูพระจันทร์ในคืนวันเพ็ญ จะเป็นแสงที่ใส เย็น สบาย ฝึกให้ติดเป็นนิสัยเลยนะ เพราะเราจะต้องใช้ดวง บุญนี้ไปจนกว่าจะถึงวาระสุดท้ายของชีวิต เราจะไปนึกในตอน นั้น เดี๋ยวมันจะไม่ทันกัน ต้องหมั่นฝึก หมั่นนึก หมั่นคิดถึงบุญที่เราได้ทำผ่านมา จนถึงปัจจุบันชาติที่ล่าสุด มารวมเป็นดวงบุญใสๆ ติดอยู่ใน กลางกาย เพราะที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ นั้น เป็นที่มาเกิด ไป เกิด ที่หลับ ที่ตื่น ไปสู่อายตนนิพพาน ดังที่เราได้ศึกษาเรียนรู้ กันมาแล้ว หลักสูตรชีวิตก่อนเดินทางไปสู่ปรโลก ตอนนี้เรามาเกิดแล้ว สั่งสมบุญเอาไว้แล้ว แต่ตอนจะไป เกิด ก็ต้องทำให้เป็น ถ้าทำไม่เป็น ไม่รู้หลักวิชชา อันตราย มีผู้มีบุญหลายท่านทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นชนระดับไหนก็ตาม ชนชั้นล่าง ชั้นกลาง ชั้นสูง ถ้าไม่เคยหมั่นนึกถึงบุญ หรือไม่รู้จัก หลักสูตรของชีวิตก่อนเดินทางไปสู่ปรโลกว่า ใจใสไปดี ใจหมองไปไม่ดี (ไปอบาย) ถ้าไม่รู้ตรงนี้ก็ จะทำไม่เป็น ใจใส คือ การนึกถึงความดีที่เราทำ ใจหมอง เพราะนึกถึงสิ่งที่เราดำเนินชีวิตผิดพลาดที่เรา ทำไม่ดีในอดีตมาฉายให้เห็น ไม่ว่าเราจะมีความรู้หรือ ไม่มีก็ตาม ถ้าไม่รู้หลักสูตรของชีวิตก่อนเดินทางไปสู่ ปรโลก จะทำไม่เป็น ยิ่งโดยเฉพาะช่วงสุดท้าย ของชีวิต มันมีโรคภัยไข้เจ็บ บางคนก็ทุกข์ทรมาน มาก บางคนก็ปานกลาง บางคนก็น้อย ไม่เหมือน กัน แต่จะทุกข์ทรมานน้อย มาก ปานกลาง หรือ อะไรก็แล้วแต่ ก็ต้องรู้จักหลักวิชชา ถ้าไม่รู้ก็ทำ ไม่เป็น ถ้าทำไม่เป็นอันตราย อันตรายอย่างไร...แม้สั่งสมบุญมามาก ถ้าเราไม่หมั่นนึก เพราะไม่เข้าใจ ตอนตายใหม่ๆ เมื่อความทุกขเวทนาครอบงำ ใจก็จะพัวพันอยู่กับความทุกข์ ความเจ็บป่วย ตอนนั้นมันจะ ขาดสติ เวลากายละเอียดหลุดไปจากกายหยาบ ก็จะอยู่ที่บ้าน บ้าง หรือนึกถึงใครก็จะไปตรงนั้น วนเวียนอยู่ ๗ วัน แล้วก็จะ มีเจ้าหน้าที่จากยมโลกมาพาไปตามกำลังแห่งวิบากกรรมที่เรา ทำเอาไว้ ตรงนี้แหละสิ่งที่เราทำเป็นอาจิณก็จะได้ช่องก่อน ถ้าดื่ม เหล้าสูบบุหรี่เป็นอาจิณกรรม เจ้าหน้าที่เขาจะพาไปในยมโลก ของมหานรกขุม ๕ ก่อน อันนี้ในกรณีที่ถ้าเราทำบุญกับบาป ควบคู่กันไป โดยไม่รู้ว่าบาปเป็นอย่างไร หรือทำบุญก็ทำไปอย่าง นั้นเอง หรือทำไปตามหน้าที่บ้าง หรือนานๆ ก็จะมีศรัทธาสัก ทีหนึ่ง หรือทำบุญสงเคราะห์โลกเป็นส่วนใหญ่ ตายใหม่ๆ ก็ จะไปอย่างนี้ ทีนี้เวลาไปนี่ มันไปด้วยลักษณะที่ไม่มีเสื้อผ้า มีแต่เครื่อง พันธนาการ และถูกควบคุมตัวไป ตอนนั้นก็จะตกอกตกใจ อกสั่น ขวัญแขวน ถูกนำตัวมาอยู่ที่หน้าลานพิพากษา ตรงนั้นมีสิ่ง แวดล้อมที่เห็นแล้วน่าสยอง น่าสะพรึงกลัว ใจยิ่งหมอง หดหู่ หนักเข้าไปอีก พอถึงคราวประกาศชื่อ ตัวก็เดินตามเขาไปในสภาพที่ เปลือยเปล่า มีคนคุม มีเครื่องพันธนาการ ไปหวาดเสียวอีก ไปนั่งอยู่ตรงหน้าบัลลังก์ ถ้าโชคดีเขาฉายเรื่องบุญมาให้ดูก่อน พอระลึกได้เป็นภาพขึ้นมา บุญถึงจะส่งผลนำเราหลุดออกมา ก่อน จึงจะมารับบุญที่เขาอุทิศไปให้ ซึ่งมันมีที่เก็บอยู่ ที่ว่าบุญ ไปคอยอยู่ที่ยมโลก แล้วถึงจะมีขั้นตอนกันออกมา กว่าจะหลุดออกมาจากตรงนั้นได้ เพราะบุญส่งผลในภาย หลัง มันก๊อกสั่นขวัญแขวน กว่าจะเดินทางไปสู่เทวโลกตาม กำลังแห่งบุญ ก็ต้องผ่านขั้นตอนตรงนั้นก่อน ซึ่งเราไม่ควรจะ เป็นอย่างนั้น จะเห็นว่านรกสวรรค์นี่ มันเกี่ยวข้องกับตัวเรา ไม่ ใช่เรื่องไกลตัว จนละเลยไม่ศึกษา แล้วก็ไม่ใช่เรื่องใกล้ตัว มาศึกษาบ้าง แต่มันเกี่ยวกับตัว ต้องศึกษา เพราะฉะนั้น หมั่นนึกถึงบุญเอาไว้ทุกวันให้สม่ำเสมอจนติดเป็นนิสัย จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับลูกทุกๆ คน เพราะมันเกี่ยวข้อง กับตัวของเรา ดังนั้นในตอนนี้ก็ต้องนึกถึงบุญให้เห็นเป็นดวงใสๆ แม้ ยังเห็นไม่ชัด ก็ให้มีความรู้สึกว่ามีอยู่ไปก่อนว่า เป็นดวงกลมๆ ใสๆ เหมือนกับเพชร เหมือนกระจก หรือเหมือนน้ำแข็งใสๆ ซึ่งเรานึกง่าย เพราะเป็นสิ่งที่เราคุ้นเคยกับการนึกการเห็น นึก ง่ายๆ อย่างนั้นไปก่อน ไม่ชัดเจนก็ไม่เป็นไร ให้คุ้นเคย นึกบ่อยๆ มันก็คุ้นเคย แล้วก็จะชัดเจนขึ้นมาเอง จากการนึกเห็นก็จะเห็น ได้จริงๆ ในภายหลังเมื่อใจหยุดนิ่งได้ถูกส่วน นี่คือสิ่งที่ลูกทุกคนต้องฝึกฝนด้วยตนเอง เพราะทำแทนกัน ไม่ได้ เราต้องหายใจเอง เราต้องรับประทานเอง ปฏิบัติธรรมะ ก็ต้องปฏิบัติเอง นึกถึงดวงบุญก็ต้องนึกเอง จนกระทั่งคุ้นเคย แล้วก็ชินติดเป็นอุปนิสัย กระทั่งกลายเป็นขันธสันดาน ติดอยู่ กับตัวเราเป็นอัตโนมัติ เหมือนเราอาบน้ำ ล้างหน้า แปรงฟัน หรือเหมือนลมหายใจเข้าออกที่เป็นไปโดยอัตโนมัติ ไม่ต้องมี ใครมาตักเตือนเรา ตอนนี้ก็ให้ตามระลึกนึกถึงบุญโดยนึกเป็นภาพรวมไปก่อน ว่า บุญทั้งหมดมารวมเป็นดวงอย่างนี้ หรือจะเริ่มต้นจากบุญที่เรา นึกได้ง่าย ประทับใจในบุญใดก่อน ที่นึกทีไรแล้วปลื้มทุกที นึกถึง บุญนั้น หรือการกระทำที่ประทับใจนั้นก่อน พอความปลื้มเกิดขึ้น มันก็จะไปดึงดูดบุญอื่นๆ ทุกๆ บุญที่เราระลึกไม่ได้ ให้มารวม เป็นดวงบุญใสๆ ติดอยู่ในกลางกาย ซึ่งจะเป็นหลักยึดของใจเรา เมื่อใจมีความปลื้มปีติในบุญในความดีที่เราทำ ความ สงบกายสงบใจก็จะเกิดขึ้นเอง ซึ่งจะนำมาซึ่งการหยุดนิ่ง ใจก็ จะหยุดนิ่งอยู่ภายใน ก็จะหยุดไปเรื่อยๆ อยู่กับเนื้อกับตัวใน ตำแหน่งที่ถูกต้อง ตำแหน่งที่เป็นแหล่งแห่งความบริสุทธิ์ ความ สุข ความสำเร็จในชีวิต ความรอบรู้ในเรื่องราวความเป็นจริง ของชีวิตเป็นต้น ตอนนี้เราก็นึกถึงดวงบุญอย่างสบายๆ คล้ายๆ กับ เรานึกถึงสิ่งที่เราชอบ นึกเพลินๆ เมื่อใจเราเพลิดเพลิน อยู่ในบุญใจก็จะใสๆ และยิ่งเราประคองใจด้วยบริกรรมภาวนา สัมมา อะระหัง ไปด้วย ใจก็จะยิ่งอยู่กับเนื้อกับตัว ยิ่งหยุด ยิ่งนิ่ง อยู่ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ไปเอง ต่างคนต่างประคับ ประคองใจกันไปนิ่งๆ ให้ใจใสๆ ใจสบาย วันอาทิตย์ที่ ๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ .๒๕๕๑ 6.ที่พึ่งที่ระลึกที่แท้จริง ดาวทิ้งฟ้ามาอยู่ในอู่กาย ซ้อนเรียงรายกลายเป็นหนทางขาว อริยะผุดผ่านเส้นทางดาว ตั้งแต่เช้ายันค่ำฉ่ำชื่นใจ ตะวันธรรม (เมื่อเราได้สวดมนต์บูชาพระรัตนตรัยกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว ต่อจากนี้ไปตั้งใจเจริญสมาธิภาวนากันนะ........) ...ตอนดับ คือ ตอนตาย จะมาเริ่มต้นตายตรงฐานที่ ๗ เมื่อถึงคราวหมดอายุขัยหรือหมดบุญ ซึ่งมีหลักวิชชาอยู่ว่า ถ้าจิตผ่องใส ไม่เศร้าหมอง สุคติเป็นที่ไป ถ้าจิตเศร้าหมอง ไม่ผ่องใส ทุคติเป็นที่ไป นี่คือหลักวิชชาความรู้ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงค้นพบมา เมื่อเราทุกคนต้องตาย เราจึงจำเป็นจะต้องศึกษาเอาไว้ เพราะว่าตายแล้วไม่ได้สูญหายไปแค่ที่เราเห็นภาพที่เชิงตะกอน หรือในสุสาน ในป่าช้าที่เขาประชุมเพลิงกัน ไม่ใช่แค่นั้น แต่ยัง มีชีวิตหลังความตายอีก ซึ่งจะเริ่มต้นตรงฐานที่ ๗ ถ้าตายไม่เป็นอันตราย เพราะเมื่อชีวิตไปอยู่ปรโลก สุขทุกข์ในปรโลกนั้นยาวนานเหลือเกิน มากกว่าชีวิตตอนที่ เป็นมนุษย์ ถ้าสุขก็สุขนาน เป็นหมื่น เป็นแสน เป็นล้านปี เป็น หลายๆล้านปีและถ้าทุกข์ก็ทุกข์นานในทำนองเดียวกันแต่ ทุกข์จะนานกว่าความสุข อย่างเช่น อายุขัยของสวรรค์ชั้นที่ ๑ เท่ากับแค่ ๑ วัน ๑ คืนของนรกขุมที่ ๑ นี่มันเป็นอย่างนี้ เรา จึงจำเป็นจะต้องศึกษาเอาไว้ แล้วก็ต้องจำ แล้วก็ต้องทำให้ได้ ทีนี้ความใสกับหมอง มันอยู่ที่ใจของเรา กับการกระทำ ที่เราทำผ่านมาตอนยังแข็งแรงอยู่ ถ้าทำบุญใจก็ใส ทำบาปใจ ก็หมอง บุญที่เกิดจากการทำทาน รักษาศีล เจริญภาวนา เป็นต้น จะเป็นเหตุให้ใจใส เวลาใจใส ถ้าใสเต็มส่วนเต็มที่จะเห็นเป็น ดวงใสๆ ปรากฏเกิดขึ้นในกลางกายของเรา ใสเหมือนเพชร เหมือนน้ำ เหมือนกระจก หรือยิ่งกว่านั้น มันใสเกินใส ถ้าเห็น อย่างนี้มั่นใจได้ว่าปิดประตูอบายไปสวรรค์ได้อย่างแน่นอน หรือใสในอีกระดับหนึ่งคือรู้สึกปลื้มในกุศลธรรมความดี ที่เราทำผ่านมา ก็จะมีภาพการทำความดีมาปรากฏให้เห็นตรงนี้ ซึ่งจะนำความปีติและภาคภูมิใจมาให้ คำว่า “ตรงนี้” ไม่ใช่ว่ามีพื้นที่แคบๆ แค่ภายในบริเวณ ท้องนะ คือเห็น ณ ตรงนี้ แต่เวลาเห็น เราจะเห็นเป็นเรื่องเป็น ราว มันกว้างเหมือนชีวิตจริงที่ปรากฏเกิดขึ้นอย่างนั้น เขาเรียกว่า “กรรมนิมิต” และหลังจากนั้นก็จะเห็นเป็น “คติ” คือ หนทาง ที่จะไป พอเห็นภาพของการกระทำก็จะเห็นหนทางที่จะไป แล้ว เวลาไปก็จะเริ่มจากฐานที่ ๗ ไปฐานที่ ๖ (กลางท้อง) ไปฐาน ที่ ๕ (ปากช่องคอเหนือลูกกระเดือก) ฐานที่๔ (เพดานปาก ที่อาหารสำลัก) ฐานที่๓ (กลางกั๊กศีรษะระดับเดียวกับหัวตา) ฐานที่ ๒ (ที่หัวตา หญิงซ้าย ชายขวา) ฐานที่๑ (ปากช่อง จมูก หญิงซ้าย ชายขวา) แล้วก็ออกไปเกิดกันใหม่ ไปเกิดเป็น อะไรนั้นอีกเรื่องหนึ่ง แต่จะเริ่มต้นตรงนี้แหละ เพราะฉะนั้น ความใสสำคัญนะ ต้องทำให้มีให้เป็นขึ้นมา หรืออยากจะไปนิพพาน ก็ต้องเริ่มต้นตรงนี้ ต่างแต่ว่าต้อง เดินเข้าไปสู่ภายในเรื่อยๆ ใจของเราที่แวบไปแวบมาจะต้องมา หยุดอยู่ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ซึ่งแต่เดิมเราไม่เห็นอะไรเลย พอนิ่งถูกส่วน มันจะโล่ง ว่าง โปร่ง เบา สบาย ตัวจะขยายออก ไป แล้วใจก็จะตกศูนย์วูบลงไป มีดวงใสๆ ลอยขึ้นมาอยู่กลาง ท้อง เหนือสะดือขึ้นมา ๒ นิ้วมือ ดวงจะกลมๆ เหมือนดวง แก้วที่เจียระไนแล้ว อย่างเล็กขนาดดวงดาวในอากาศ อย่างกลางขนาดพระจันทร์วันเพ็ญ อย่างใหญ่ขนาดพระอาทิตย์ยามเที่ยงวัน หรือใหญ่กว่านั้น ตามกำลังบารมี หรือโตเท่ากับฟองไข่แดงของไก่ กลมใสบริสุทธิ์ปรากฏ เกิดขึ้นในกลางกาย แล้วใจก็จะอยู่ตรงนั้น หยุดนิ่งเป็นอัปปนา สมาธิ ไม่เขยื้อน ไม่ไปไหนเลย คือ มันแนบแน่น นิ่งแน่น แล้ว ดวงจะขยายออกไป มีดวงใหม่เกิดขึ้นทีละดวง ทีละดวง มี ๖ ดวง กลมเหมือนกัน แต่ว่าใสบริสุทธิ์ต่างกัน ดวงแรกพระเดชพระคุณหลวงปู่ฯ เรียกว่า ดวงธัมมา นุปัสนาสติปัฏฐาน หรือดวงปฐมมรรค และดวงที่ซ้อนกันอยู่ ภายในถัดไป คือดวงก่อนจะขยายแล้วจุดกึ่งกลางของดวงนั้น จะขยายมาเป็นดวงถัดไป ท่านเรียกว่า ดวงศีล ในกลางดวงศีลมี ดวงสมาธิ ในกลางดวงสมาธิมี ดวงปัญญา ในกลางดวงปัญญามี ดวงวิมุตติ ในกลางดวงวิมุติมี ดวงวิมุตติญาณทัสสนะ จะผุดจาก กลางดวงนั่นแหละ จุดเล็กๆ กลางดวงขยายมาเป็นดวง ในกลางดวงวิมุติญาณทัสสนะ ดวงที่ ๖ จุดตรงกลางแทนที่ จะขยายเป็นดวงกลับเป็น กายมนุษย์ละเอียด ปรากฏเกิดขึ้น หน้าตาเหมือนตัวเราเลย ท่านหญิงก็เหมือนท่านหญิง ท่าน ชายก็เหมือนท่านชาย นั่งขัดสมาธิเจริญสมาธิภาวนา กายตรง ไม่นั่งหลังงอ สง่างามกว่ากายหยาบ แล้วก็ดูสดใสกว่า เบื้องต้นก็จะเป็นกายเล็กๆ ต่อไปก็ขยายเต็มส่วนก็เหมือน ตัวเราอย่างนั้นแหละ แต่สุกใสกว่า กายนี้เรียกว่า กายมนุษย์ ละเอียด ที่เรียกกายมนุษย์ละเอียดก็เพราะเหมือนกายมนุษย์ หยาบ แต่ว่าละเอียดเหมือนเราส่องกระจก กายในกระจกจะ ละเอียดกว่ากายที่ยืนหน้ากระจก อีกนัยหนึ่ง เขาเรียกว่า กายฝัน หรือกายไปเกิดมาเกิด เวลาเรานอนหลับ กายนี้ออกไปทำหน้าที่ฝัน ฝันเรื่องราว อะไรต่างๆ เยอะแยะ ฝันบางทีก็เข้าเรื่อง บางทีก็ไม่เข้าเรื่อง บางทีก็จำได้ บางทีก็จำไม่ได้ บางทีก็เป็นเรื่องกุศล บางทีก็ เป็นอกุศล บางทีก็เป็นกลางๆ ซึ่งก็จะมีโปรแกรมเมอร์ดีไซน์ ความฝัน ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าศึกษาไปอีก ถ้ามีเวลานะ กายละเอียดนี้แหละ จะออกไปทำหน้าที่ฝัน จริงบ้าง ไม่ จริงบ้าง พอตื่นขึ้นมาก็มาอยู่ตรงนี้ แต่ถ้ากายหยาบทำสมาธิ มันก็จะเนื่องไปถึงกายฝัน กายฝันก็จะทำสมาธิ เพราะฉะนั้น หลับแล้วก็จะไม่ค่อยฝัน จะอยู่ตรงนี้ตลอด แต่ถ้าหากว่าคนที่ ไม่ได้ฝึกสมาธิจนติดเข้าไปข้างในก็จะฝันไปเรื่อยเปื่อย แล้วถัดจากกายนี้ไปก็จะเห็นในทำนองเดียวกัน ใน กลางกายของกายมนุษย์ละเอียด เมื่อกายขยายออกไป ก็จะเข้า ถึงดวงธรรมอีกชุดหนึ่ง มี ๖ ดวง ในทำนองเดียวกัน ผุดซ้อนๆ กันขึ้นมาในกลางนั้น จะเป็นทำนองอย่างนี้เรื่อยไป ก็จะไปถึง กายทิพย์ กายรูปพรหม กายอรูปพรหม กระทั่งถึงกายธรรม ดวงธรรม ๖ ดวง จะเป็นเครื่องกลั่นใจเราให้ใส และเป็น สิ่งที่เชื่อมโยงให้ไปถึงแต่ละกาย กายที่สำคัญ คือ กายธรรม พุทธรัตนะ กายธรรมนั้นคือ พุทธรัตนะ รัตนะ แปลว่า แก้ว, หินที่มีค่าที่ใสบริสุทธิ์เหมือนเพชร เหมือนพลอยอย่างนั้น แต่ยิ่งกว่านั้น พุทธะ แปลว่า ผู้รู้แจ้งเห็นแจ้งแทงตลอดในสรรพสัตว์ และสรรพสิ่งทั้งหลาย พุทธรัตนะ จึงแปลว่า กายของผู้รู้ ที่ใสเป็นแก้ว เป็นเพชร หรือยิ่งกว่านั้น พุทธรัตนะ กายนี้สำคัญมาก เพราะเป็นกายที่เห็นทั้ง สิ่งที่อยู่ในภพ ๓ และสิ่งที่ออกไปนอกภพ ๓ ด้วยธรรมจักษุ และด้วยญาณทัสสนะ เห็นได้ด้วยธรรมจักษุ รู้แจ้งด้วยญาณ ทัสสนะ ธรรมจักษุที่เห็นนั้น เห็นได้วิเศษ แจ่มแจ้ง และแตกต่างจาก การเห็นด้วยตาของมนุษย์ ของเทวดา ของพรหม ของอรูปพรหม การเห็นได้วิเศษ ได้แจ่มแจ้งและแตกต่างจากกายดัง กล่าวนั่นแหละ เรียกว่า วิปัสสนา เพราะฉะนั้นการเห็นอย่าง วิเศษ อย่างแจ่มแจ้ง และแตกต่างนั้น เขาจะใช้ต่อเมื่อเข้าถึง พระธรรมกาย ถ้าไม่ถึงพระธรรมกาย ถ้าใช้คำนี้ก็แค่ขอยืมใช้ แต่ว่ายังไม่ได้ใช้จริง เพราะว่ายังไม่ได้เข้าถึงคุณสมบัติดังกล่าว เลย ซึ่งมีอยู่ในพระธรรมกาย พระธรรมกายนี้แหละ คือ สรณะ ที่พึ่งที่ระลึกที่แท้จริง ของเรา มีอานุภาพมาก ไม่มีประมาณ กายก็งดงามเพราะ ประกอบด้วยลักษณะมหาบุรุษครบถ้วนทุกประการ พร้อม ด้วยอนุพยัญชนะ อย่างน้อยก็ ๘๐ ประการ และมีพระคุณ มากมาย จนกระทั่งท่านผู้รู้ทั้งหลายไม่อาจพรรณนาคุณได้หมด แม้มีเป็นล้านปาก พรรณนาโดยไม่ซ้ำกันเลย พูดไม่ขาดปาก ไม่หยุดเลยเป็นกัปปี ก็ยังไม่หมดสิ้นคุณของพระธรรมกาย พระธรรมกายนี้ (กายพุทธรัตนะ) จึงเป็นกายที่สำคัญที่สุด ธรรมรัตนะ ในกลางกายพุทธรัตนะจะมี ธรรมรัตนะ มีหน้าที่ทรง รักษากายพุทธรัตนะเอาไว้ เป็นแหล่งกำเนิดแห่งความรู้ เป็น คลังแห่งความรู้ที่แท้จริง เป็นความรู้ที่จะทำให้เราพ้นจากทุกข์ ทั้งปวงอยู่ภายในกายนี้ สังฆรัตนะ ในกลางธรรมรัตนะจะมี สังฆรัตนะ มีหน้าที่ทรงจำรักษา ความรู้นี้ไว้อีกทีหนึ่ง คือมีแหล่งของความรู้คือ ธรรมรัตนะและ ก็มีผู้รักษาความรู้ คือสังฆรัตนะ จะซ้อนอยู่ในกลางธรรมรัตนะ ทั้งสามอย่างนี้ (พุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ สังฆรัตนะ) ต้อง ไปพร้อมๆ กัน เหมือนเพชรที่มีสี มีแวว มีความใสรวมอยู่ใน เพชรเม็ดเดียวกัน พุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ สังฆรัตนะ ก็รวม อยู่ในคำว่า สรณะที่พึ่งที่ระลึก อย่างเดียว นี่คือสิ่งที่อยู่ในตัว ของเรา ที่เราจะต้องเข้าถึงให้ได้ ให้ไปรู้จักท่านว่า นี่คือที่พึ่งที่ ระลึกที่แท้จริงนะ สิ่งอื่นไม่ใช่ เข้าถึงแล้วจะอบอุ่นใจ ปลอดภัย มีความสุขที่แท้จริง ที่ไม่มี ขอบเขต มีความรู้แจ้งเห็นแจ้งแทงตลอดในข้อสงสัยทั้งหลาย คือจะไปทำลายความสงสัยทั้งหลายที่มีอยู่ในใจให้หมดสิ้นไป ความไม่รู้อันใดที่บังเกิดขึ้นในจิตใจจะหมดไป จะแปรเปลี่ยนมา เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานแล้ว คือ รู้แล้ว เห็นแล้ว ตื่นแล้วจาก โลกมายา จากความหลับใหลเพราะกิเลสอาสวะ คนหลับนี่มันไม่รู้เรื่องรู้ราว ควบคุมตัวเองไม่ได้ ไม่เป็น อิสระ แต่ถ้าตื่นตัวตื่นตาตื่นใจแล้วมันเป็นอิสระ เพราะฉะนั้น ใจก็จะเบิกบาน คือมีอาการขยายออกไป ไม่คับแคบ เหมือน ดอกบัวที่เบ่งบานยามต้องแสงอาทิตย์อุทัยอย่างนั้น แต่ดอกบัว บานยังมีขอบเขตจำกัด แต่ความเบิกบานของใจนี้มันไร้ขอบเขต ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานแล้ว รวมประชุมอยู่ใน พุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ สังฆรัตนะ สามอย่างนี้เป็นที่พึ่งที่ระลึกที่แท้จริง มี อยู่ในตัวของเราและของมวลมนุษยชาติ โดยไม่จำกัดเชื้อชาติ ศาสนาและเผ่าพันธุ์ พูดง่ายๆ ว่า ที่ไหนมีมนุษย์ ที่นั่นมี พุทธรัตนะ ธรรม รัตนะ สังฆรัตนะ แต่ว่าเขาจะรู้หรือไม่รู้เท่านั้นเอง เพราะฉะนั้น มีมนุษย์ที่ไหนก็มีที่นั่น แต่ถ้าหากยังเข้าไม่ถึง มีก็เหมือนไม่มี เหมือนน้ำที่อยู่ใต้ดิน ถ้าเจาะไปไม่ถึงก็เอาน้ำมาใช้ไม่ได้ รัตนะ ทั้งสามแม้อยู่ในตัวเรา ถ้าเราไม่ทำความเพียรให้ถูกหลักวิชชา ก็เข้าถึงไม่ได้ เพราะฉะนั้นต้องมีความเพียรแล้วก็เข้าถึงให้ได้ ถ้าเข้าถึงได้แล้วเราก็มีหลักของชีวิต จับหลักของชีวิตได้แล้ว จะมีความสุขในทุกหนทุกแห่ง เมื่อเข้าถึงพระรัตนตรัยในตัว เห็นชัดใสแจ่มตลอดเวลา จะหลับตาลืมตาก็ยังเห็นชัดใสแจ่ม ถ้า ได้อย่างนี้แล้วจะไปอยู่ที่ไหนก็ได้ในโลก ตั้งแต่เกาะกลางทะเล ไล่เรื่อยมาถึงชายทะเล ชายหาด ทุ่งราบ เชิงเขา เนินเขา ภูเขา ยอดดอย แม้ออกไปอยู่นอกโลก ไปที่ไหนก็มีความสุข เพราะ ว่าเข้าไปถึงแหล่งแห่งความสุข ความบริสุทธิ์ ความรู้แจ้งภายใน และเป็นแหล่งกำเนิดสิ่งที่ถูกต้องดีงาม ถ้าเข้าถึงพระรัตนตรัยได้ อยู่ตรงไหนก็ได้ มีความสุขทุกหนทุกแห่ง ถ้ายังเข้าไม่ถึงอยู่ตรง ไหนก็ไม่ค่อยได้ มันอยู่แบบซังกะตาย จะเป็น พระ เป็นเณร เป็นเถร เป็นชี อุบาสก อุบาสิกา ฆราวาส ไม่ว่าชาติไหน ภาษาไหน อยู่ตรงไหน ก็ลำเค็ญ มีชีวิตแบบหน้าชื่นอกตรม ต้องหาเรื่อง เพลินๆ อยู่กันไปวันๆ หนึ่ง เพื่อให้หมดเวลา ของชีวิต และจากโลกนี้ไปอย่างเฉาชีวิต อย่าง ผู้ไม่รู้ อย่างมืดมนอนธการ ดังนั้น พระรัตนตรัยจึงเป็นสิ่งที่เราจะต้องให้ความสำคัญ เป็นอันดับหนึ่ง การทำมาหากินแม้มีความจำเป็นเพื่อดำรง ชีพก็ตาม แต่เรามีชีวิตอยู่ก็เพื่อทำพระนิพพานให้แจ้ง ซึ่ง พระนิพพานจะแจ้งได้ก็ต้องแจ้งด้วยรัตนะทั้งสาม ถ้าไม่มีพระรัตนตรัยมันแจ้งไม่ได้ จะเอากล้องส่องทาง ไกลไปดูนิพพาน มันดูไม่ได้ ยวดยานพาหนะอันใดก็ไปไม่ถึง เพราะว่าเป็นของละเอียด ของลึกซึ้ง จะเข้าถึงได้ก็ต้องสิ่งที่ ละเอียดพอๆ กัน ซึ่งมีเพียงประการเดียวคือพระรัตนตรัยในตัว พุทธรัตนะนั่นแหละเป็นหลัก ที่ประกอบไปด้วยลักษณะ มหาบุรุษครบถ้วนทุกประการ พร้อมด้วยอนุพยัญชนะ ๘๐ ประการ เป็นอย่างน้อย เกตุดอกบัวตูมเหมือนดอกบัวสัตตบงกช ที่ไม่ใหญ่ไม่เล็ก ตั้งอยู่บนจอมกระหม่อม ที่เราเข้าใจผิดว่าเป็น มวยผม แต่จริงๆ แล้วเป็นลักษณะพิเศษของท่าน เฉพาะผู้มี บุญเต็มเปี่ยมแล้ว ตั้งอยู่บนจอมกระหม่อมบนพระเศียรที่มีเส้น พระศก หรือเส้นผมขดเวียนเป็นทักษิณาวรรตหมุนขวาตามเข็ม นาฬิกา เรียงรายอย่างเป็นระเบียบ นี่คือกายธรรม แต่ลักษณะ มหาบุรุษจะไม่มีเกตุดอกบัวตูม แต่ถ้าพระธรรมกายก็เพิ่มดอกบัว ตูมอยู่บนพระเศียร ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งการตรัสรู้ธรรม เป็น กายของผู้รู้จะแตกต่างกันออกไป กายนี้อยู่ในกลางตัวกลาง ท้องของเรา จะต้องปฏิบัติให้เข้าถึงให้ได้ จึงจะเอาตัวรอดได้ เมื่อเราจำเป็นจะต้องดำรงชีพ เราก็ต้องทำมาหากิน แต่ เรามีชีวิตอยู่เพื่อทำพระนิพพานให้แจ้ง ดังนั้นเศรษฐกิจกับจิตใจ ก็ต้องไปด้วยกัน จะเอาอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้ มันเกื้อกูลกัน พึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน เหมือนคนกับเงาอย่างนั้น ต้องไป ด้วยกัน เมื่อเราเข้าถึงได้แล้วก็แน่ใจได้ว่า เราจะมีความสุขทั้งใน ปัจจุบัน ทั้งในปรโลกที่เราละโลกไปแล้ว จะไปเลือกอยู่ภพภูมิ ไหนก็ได้เพราะเรามีพระธรรมกายปรากฏชัดใสแจ่มอยู่ในกลางกาย เลือกเอาเลยจะไปสวรรค์ชั้นไหนได้ทั้งนั้น เหมือนท่านธัมมิกะอุบาสก เมื่อท่านเป็นพระอริยบุคคล มีพระรัตนตรัยปรากฏชัดใสแจ่มเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับพระ รัตนตรัย ชาวสวรรค์ทั้ง ๖ ชั้น ยังต้องมาอัญเชิญ อยากได้ท่าน ไปเป็นสหาย ไปเป็นพวกเป็นพ้อง เพราะหากบุคคลที่ได้เข้า ถึงพระรัตนตรัยในตัวไปอยู่สวรรค์ชั้นไหน ชั้นนั้นได้ชื่อว่าเป็น มงคล มีสิ่งอันประเสริฐ ที่เลิศ บังเกิดขึ้นแล้ว จึงมาอัญเชิญให้ ท่านเลือกเอาว่า จะไปอยู่ในภพภูมิไหน เลือกเกิดได้ เมื่อเรามีพระรัตนตรัยในตัว มีอานุภาพมาก จะไปเกิดใน ภพภูมิไหนก็ได้ ในระหว่างที่พักกลางทางก่อนไปพระนิพพาน แต่สำหรับพวกเรานั้นเรามุ่งไปสู่ที่สุดแห่งธรรม เพราะฉะนั้น ที่ของเราจะพักกลางทางคือสวรรค์ชั้นดุสิต ที่เราเรียกกันว่า ดุสิตบุรี วงบุญพิเศษ เขตบรมโพธิสัตว์ เราต้องให้ได้เข้าถึงพระรัตนตรัยกันเสียก่อน ส่วนจะไป ที่ไหนก็ไปเถอะให้มีหลักของชีวิตอย่างนี้แล้วมันจะไม่เป๋ เพราะ ว่าเมื่อเราไปอยู่ที่ไหน เราจะต้องไปเจอสิ่งแวดล้อมใหม่ มีคน สัตว์ สิ่งของใหม่ๆ สังคมใหม่ ถ้าหากไม่มีหลักของชีวิต เดี๋ยว เราก็จะไปยึดหลักว่า เข้าเมืองตาหลิ่วก็หลิ่วตาตาม คือเขาหลิ่ว เราก็หลิ่วไปกับเขาด้วย คือเขาพิการ เราก็พิการตาม หรือเข้า เมืองตาบอดก็ต้องควักลูกนัยน์ตาทิ้งตาม อะไรอย่างนั้น ซึ่ง มันไม่ถูก ถ้าเข้าเมืองตาหลิ่ว เราต้องตาดี แล้วก็ควรชวนคนที่ เขาหลิ่วตาน่ะ ให้ดีตามเราด้วย ทีนี้จะเป็นอย่างนั้นได้ เราก็ต้องมีหลักของชีวิต คือต้องมี พระรัตนตรัยปรากฏอยู่ภายในตัวของเรา จะไปทำมาหากินต่าง แดนก็ดี จะไปเรียนหนังสือก็ดี ก็จะต้องมีพระรัตนตรัยภายใน เป็นหลักก่อน ให้เข้าถึงกันเสียก่อน ให้เห็นพระชัดใสแจ่มอยู่ ภายใน ถ้าเห็นอย่างนี้แล้ว ไปเถอะ ทุกหนทุกแห่ง จะอยู่ในน้ำ บนบก ในอากาศ ไปได้ทั้งนั้น อยู่อย่างผู้มีหลัก ถ้าอายุมากขึ้น เขาก็เรียกว่า ผู้หลักผู้ใหญ่ มีทั้งหลักด้วยและเป็นผู้ใหญ่ตามกาลเวลาด้วย เป็นทั้งผู้หลัก ผู้ใหญ่ เป็นที่พึ่งกับตัวเองได้ และเป็นที่พึ่งกับผู้ที่ใกล้ชิดได้ ต่อเราและโลกได้ เราจะต้องปฏิบัติให้เข้าถึงพระรัตนตรัยให้ได้ ซึ่งวิธีเข้าถึงพระรัตนตรัยก็มีเพียงประการเดียวคือ ใจหยุดนิ่งเฉยๆ ให้นิ่งอย่างเดียว ไม่ต้องทำอะไร ที่นอกเหนือจากนี้ อย่าให้มีความคิดขึ้นมาในใจ ทำเหมือนหุ่นยนต์ที่ไม่มีมันสมอง ไม่ต้องคิด ไม่ต้องพูด ไม่ต้องทำอะไรทั้งสิ้น หยุดนิ่งเฉยๆ อย่างสบายๆ เดี๋ยวใจก็จะค่อยๆ ละเอียดลงไป ถึงระดับหนึ่งที่เราจะเข้าถึงสิ่งที่มีอยู่ในตัว ซึ่งเป็น ของละเอียดเท่ากับความละเอียดของใจเรา หลัก วิชชามีเพียงแค่นี้ อย่าไปทำให้ผิดหลักวิชชานะ มันจะช้า ฝึกใจให้หยุดนิ่งๆ โดยจะนึกเป็นภาพหรือไม่นึกเป็น ภาพก็ได้ นิ่งเฉยๆ จะประคองใจด้วยคำภาวนา สัมมา อะระหัง ไปด้วยก็ได้ หรือไม่อยากจะภาวนา อยากนิ่งเฉยๆ ก็ได้ หยุดนั่นแหละเป็นตัวสำเร็จ ให้ได้เข้าถึงพระรัตนตรัยในตัว ต้องหยุดให้ได้นะ ผู้ที่หยุดได้ มนุษย์เทวดาเขากราบไหว้ เขาสรรเสริญผู้ที่ หยุดได้แล้ว เช้านี้อากาศกำลังสดชื่น เหมาะสมต่อการประพฤติ ปฏิบัติธรรม ให้ลูกทุกคนตั้งใจปฏิบัติธรรมกันให้ดี เช้านี้ให้ลูก ทุกคนสมหวังดังใจในการเข้าถึงพระรัตนตรัยในตัวทุกๆ คน ต่างคนต่างนั่งกันไปเงียบๆ นะ วันอาทิตย์ที่ ๒๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๗ 7.มหัศจรรย์สมาธิ น้ำค้างหยาดหยดย้อย ปลายหญ้า สูรย์ส่องพร่างพรายตา ดั่งแก้ว พิสุทธิ์ดุจธรรมา ลอยเด่น อยู่กึ่งกลางกายแล้ว ช่วงแพร้วมณีใส ตะวันธรรม เมื่อเราได้สวดมนต์บูชาพระรัตนตรัยกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว ต่อจากนี้ไปตั้งใจให้แน่แน่วมุ่งตรงต่อหนทางพระนิพพานกันทุกๆ คนนะ ให้นั่งขัดสมาธิโดยเอาขาขวาทับขาซ้าย มือขวาทับมือ ซ้าย ให้นิ้วชี้ของมือข้างขวาจรดนิ้วหัวแม่มือข้างซ้าย วางไว้บน หน้าตักพอสบายๆ หลับตาของเราเบาๆ ค่อนลูกพอสบายๆ ไม่ถึงกับปิด สนิท คล้ายกับตอนที่เราใกล้จะหลับ อย่าไปบีบเปลือกตา อย่า กดลูกนัยน์ ตาหลับตาพริ้มๆ ในระดับขนตาชนกันพริ้มๆ นั่ง หน้ายิ้มๆ สบายๆ แล้วก็ผ่อนคลายทุกส่วนของร่างกาย ทั้งเนื้อทั้งตัวให้มี ความรู้สึกว่าผ่อนคลายจริงๆ ตั้งแต่กล้ามเนื้อบนใบหน้า ศีรษะ ลำคอ บ่า ไหล่ แขนทั้งสองถึงปลายนิ้วมือให้ผ่อนคลาย กล้าม เนื้อบริเวณลำตัว ขาทั้งสองถึงปลายนิ้วเท้า ขยับเนื้อขยับตัว ของเราให้ดี กะคะเนว่าเลือดลมในตัวเดินได้สะดวก จะได้ไม่ ปวด ไม่เมื่อย ไม่ตึง ไม่เกร็ง ต้องผ่อนคลายนะ ตรงนี้สำคัญ หลับตาให้เป็น แล้วก็ผ่อนคลาย เริ่มต้นต้องทำให้ถูกต้องนะ แล้วก็ทำใจให้ใสๆ ให้บริสุทธิ์ ผ่องใส ไร้กังวลในทุกสิ่ง ไม่ ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตามให้ปลด ปล่อย วาง ทิ้งทุกอย่าง ปล่อย วางทุกสิ่ง แล้วก็รวมใจไปหยุดนิ่งๆ นุ่มๆ เบาๆ สบายๆ ที่ ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ซึ่งอยู่ในกลางท้องของเรา ในระดับที่ เหนือจากสะดือขึ้นมา ๒ นิ้วมือ หรือจำง่ายๆ ว่าอยู่ในบริเวณ กลางท้อง จำง่ายๆ ให้รวมใจของเราไปหยุดนิ่งๆ นุ่มๆ ที่ศูนย์กลาง กายฐานที่ ๗ ตรงที่เรามั่นใจว่าตรงนี้คือศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ที่เหนือจากสะดือขึ้นมา ๒ นิ้วมือ เอาใจไปหยุดนิ่งๆ อยู่ที่ตรง นั้น คือเอาความเห็น ความจำ ความคิด ความรู้ รวมหยุดเป็น จุดเดียวกัน หรือจำง่ายๆ ว่า เอาความรู้สึกทั้งหมดไปรวมอยู่ ที่ตรงนั้น อย่างสบายๆ แล้วก็กำหนดบริกรรมนิมิตขึ้นมาในใจ เป็นภาพทางใจ นึกถึงเพชรสักเม็ด หรือก้อนน้ำแข็งใสๆ กลมรอบตัวเหมือน ดวงแก้ว แต่ว่าใสบริสุทธิ์ประดุจเพชรลูกที่เจียระไนแล้ว ไม่มี ตำหนิเลย โตขนาดไหนก็ได้ อย่างน้อยโตเท่ากับแก้วตาของ เรานะ หรือขนาดดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ดวงดาวที่เรามองขึ้น ไปบนท้องฟ้าในตอนกลางคืนขนาดไหนล่ะ ก็นึกเอาขนาดนั้น ขนาดที่เราชอบ แต่ต้องกลมรอบตัวเหมือนดวงแก้ว แล้วก็ใส เย็น ใสอย่างน้อยก็เหมือนน้ำใสๆ หรือเหมือนกระจกใสๆ ถ้ายิ่งใสเหมือนกับเพชรได้ยิ่งดี กำหนดเป็นบริกรรมนิมิตเป็นภาพทางใจ เป็นที่ยึดที่เกาะ ของใจเรา ใจจะได้ไม่ไปคิดเรื่องอื่นให้นึกอย่างสบายๆ คล้ายๆ กับเรานึกถึงสิ่งที่เราชอบ ที่เราคุ้นเคย นึกง่ายๆ สบายๆ พร้อม กับประคองใจให้หยุดนิ่งด้วยบริกรรมภาวนาในใจเบาๆ โดยให้เสียงของคำภาวนาเป็นเสียงที่ละเอียดอ่อน ดังออก มาจากในกลางท้องของเรา คล้ายๆ เป็นเสียงที่ออกมาจาก แหล่งแห่งความสุข แหล่งแห่งความบริสุทธิ์ แหล่งแห่งอานุภาพ อันไม่มีประมาณ เพื่อขจัดความไม่บริสุทธิ์ที่เป็นมลทินของใจ เราให้ใสสว่างและก็เยือกเย็น เราภาวนาว่า สัมมา อะระหัง จะภาวนากี่ครั้งก็ได้ แต่ทุกครั้งที่ภาวนา สัมมา อะระหัง เราก็จะต้องไม่ลืมตรึกนึกถึงดวงใส เอาใจหยุดอยู่ในกลางดวง ใสๆ ของบริกรรมนิมิตนั้น จนกว่าใจจะหยุดนิ่งจนทิ้งคำภาวนา ไปเอง หรือเกิดความรู้สึกว่าไม่อยากจะภาวนาอีกต่อไป อยาก หยุดใจนิ่งๆ นุ่มๆ เบาๆ ที่กลางดวงใสๆ อย่างเดียว ถ้าเกิดความรู้สึกอย่างนี้ เราก็ไม่ต้องภาวนา สัมมา อะระหัง อีก แต่ว่าเมื่อใดใจเริ่มหลุดคิดฟุ้งไปเรื่องอื่น เราจึงย้อนกลับมา ภาวนาใหม่ ประคับประคองใจกันไปอย่างนี้จนกว่าใจจะหยุดนิ่ง มหัศจรรย์สมาธิ วัตถุประสงค์ที่เราต้องเจริญสมาธิภาวนา ก็เพื่อต้องการ กลั่นกายวาจาใจของเราให้ใสบริสุทธิ์ให้หยุดนิ่ง ไม่ให้วิ่งไปตาม ความทะยานอยากแบบโลกๆ อย่างที่ผ่านๆ มา ใจจะบริสุทธิ์อย่างสมบูรณ์ ที่นอกเหนือจากความรู้สึกว่า บริสุทธิ์ จะต้องเห็นความบริสุทธิ์เป็นดวงใสๆ จะเกิดขึ้นได้มี เพียงประการเดียว คือ ต้องเจริญสมาธิภาวนาจนใจหยุดนิ่ง เรา เจริญสมาธิภาวนาอย่างน้อยก็เพื่ออย่างนี้ ในลำดับถัดไป ความบริสุทธิ์นี้จะทำให้เราเข้าถึงความสุข ที่แท้จริงภายใน ซึ่งเป็นความสุขที่แตกต่างจากที่เราเคยเจอ เป็น ความสุขที่เราไม่อาจจะบรรยายได้ว่ามันเหมือนกับอะไร เพราะ เป็นความสุขที่จะหาภาษาใดๆ ในโลก แม้เอามารวมกันหลาย พันหลายหมื่นภาษาก็ไม่อาจจะบรรยายได้ ความสุขและความบริสุทธิ์นี้เป็นสุดยอดแห่งความปรารถนา ของสรรพสัตว์ทั้งหลาย ไม่เฉพาะมนุษย์เท่านั้นที่อยากเจอ ความสุขอย่างนี้ โดยเฉพาะมนุษย์เกิดมานี่สิ่งที่ปรารถนาก็คือ ความสุข พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า สุขะกามานิ ภูตานิ สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง สิ่งที่เป็นยอดปรารถนา คือความสุข ตลอดชีวิตที่ผ่านมา เราแสวงหาความสุขไปตามรสนิยม ไปตามความเข้าใจของเรา หรือเห็นคนอื่นเขาทำอย่างไร เราก็ ทำอย่างนั้น เพราะเข้าใจว่าสิ่งนี้คือความสุข เช่น ถ้าคิดว่าความสุขอยู่ที่คน ก็จะไปหาคน ความสุข อยู่ที่สิ่งของ ก็จะไปหาสิ่งของ ความสุขอยู่ที่สัตว์ ก็ไปหาสัตว์ ความสุขอยู่ที่ธรรมชาติ ก็จะไปหาธรรมชาติ ถ้าเข้าใจว่า ความสุขอยู่ที่น้ำเมา ก็จะไปหาน้ำเมา ถ้าเข้าใจว่าความสุขอยู่ ที่สิ่งเสพติด ก็จะไปหาสิ่งนั้น คิดว่าอยู่ที่การพนันก็จะไปหาที่ การพนัน ก็วิ่งไปตามความเข้าใจ ตามรสนิยม แต่ไปแล้วก็ไม่เคย เจอเลย เจอแต่ความเพลินๆ กับเพลีย ไม่ได้เกิดประโยชน์อันใด แต่เมื่อใดที่เราเจริญสมาธิภาวนา กระทั่งใจหยุดนิ่งจน เห็นความบริสุทธิ์ปรากฏเกิดขึ้น เราจึงจะรู้จักความสุข เพราะ ฉะนั้น เจริญสมาธิภาวนาก็เพื่อให้เข้าถึงความสุขและความ บริสุทธิ์ นอกจากนั้น เรายังเข้าถึงความสว่างของชีวิต ซึ่งเป็นแสง สว่างจริงๆ ไม่ใช่แค่เป็นการอุปมาของคำว่า “แสงสว่างส่องทาง ชีวิต” เราจะเริ่มรู้จักชีวิตอีกหลายๆ ระดับที่ซับซ้อนอยู่ภายใน ตัวของเรา จากการที่เราเจริญสมาธิภาวนาจนใจหยุดนิ่ง เมื่อ แสงสว่างภายในบังเกิดขึ้น ซึ่งมีจุดเริ่มต้นที่ศูนย์กลางกายฐาน ที่ ๗ เป็นความสว่างภายในที่เนียนตาละมุนใจ ไม่แสบตา ไม่ จ้าตา ที่สว่างกว่าแสงสว่างภายนอก สว่างยิ่งกว่าดวงอาทิตย์ ยามเที่ยงวัน สว่างกว่าดวงจันทร์ หรือดวงดาวบนท้องฟ้า สว่าง กว่าแสงที่มนุษย์ประดิษฐ์ ความสว่างที่มาพร้อมกับความสุขและความบริสุทธิ์ จะ เปิดเผยความลับของชีวิต ซึ่งเราไม่เคยรู้มาก่อนเลย เมื่อเรา มองผ่านแสงสว่างนั้น เราจะพบชีวิตอีกหลายระดับอยู่ภายใน เช่น พบตัวของเราเองอยู่ในตัวของเราเอง ซึ่งเราไม่เคยคิด มาก่อน ไม่เคยรู้จักมาก่อนเลย เห็นแต่ตัวเราเองอยู่ในกระจก ที่เราส่องเงาหน้า หรือเห็นตอนที่เรานอนหลับแล้วฝันไปว่าตัว ของเราออกไปทำหน้าที่ฝันไปเจอสิ่งนั้นสิ่งนี้ จริงบ้าง ไม่จริง บ้าง จำได้บ้าง จำไม่ได้บ้าง แต่พอเราเจริญสมาธิภาวนาใจหยุดนิ่ง แสงสว่างเกิดขึ้น ภายในเจิดจ้า เมื่อใจหลุดพ้นจากความรู้สึกที่เป็นตัวตน ไม่มี ร่างกายของเรา เราจะพบอีกชีวิตหนึ่งซึ่งเป็นตัวของเราเอง หน้าตาเหมือนตัวเรา แต่อยู่ในอิริยาบถนั่งสมาธิ จึงเป็นสิ่ง อัศจรรย์ที่เกิดขึ้นกับเรา อย่างที่เราไม่รู้จักมาก่อนว่า ทำไมเรา เห็นตัวเองได้ทั้งๆ ที่เราหลับตาเจริญสมาธิภาวนา เห็นตัว เองที่สดใสกว่ากายข้างนอก เป็นความรู้ใหม่ที่เรารู้จัก ที่เรามี ประสบการณ์ภายใน กายนี้เขาเรียกว่า “กายมนุษย์ละเอียด หรือกายฝัน” เวลาตาย กายนี้จะหลุดออกไปจากกายมนุษย์หยาบผ่าน ตามฐานต่างๆ จนกระทั่งออกไปจากฐานที่ ๗ ออกไปที่ปากช่อง จมูก แต่เวลาเรายังมีชีวิตอยู่จะปรากฏให้เห็นตอนเราหลับแล้ว ฝันไป นี่ก็เป็นผลจากการเจริญสมาธิภาวนาที่ทำให้เรามีความ รู้เพิ่มขึ้น ความลับของชีวิตได้ถูกทำลายออกไปในระดับหนึ่ง เมื่อใจของเราหยุดนิ่งสนิทอยู่ในกลางของกายมนุษย์ ละเอียด จนกระทั่งเราเป็นกายมนุษย์ละเอียด มีความรู้สึกเป็น กายมนุษย์ละเอียด เหมือนที่เรามีความรู้สึกเป็นกายมนุษย์ หยาบอย่างนั้นแหละ ความรู้ก็จะเกิดขึ้นอีกระดับหนึ่ง แต่เดิมเราเข้าใจว่า กายมนุษย์หยาบนี้เป็น ตัวเรา เป็นของของเรา แต่เมื่อเรามาถึงกาย มนุษย์ละเอียดภายใน เราได้ความรู้เพิ่มเติมว่า กายภายนอกแค่เป็นประดุจบ้านเรือน เหมือน เป็นเรือนของใจ เป็นเรือนให้กายมนุษย์ละเอียด อาศัยชั่วคราว เมื่อหมดอายุขัยก็ต้องแตกสลาย หายไป เพราะฉะนั้นความผูกพันในกายมนุษย์ หยาบ หรือสิ่งที่เนื่องด้วยกายมนุษย์หยาบก็จะ ค่อยๆ บรรเทาลงไปเรื่อยๆ เพราะความเข้าใจ ของเรามีเพิ่มขึ้น ความเข้าใจนี้นี่แหละเขาเรียก ว่า “ปัญญา” แต่เป็นปัญญาที่สูงกว่าปกติ สูง กว่ามนุษย์ทั่วไป เพราะฉะนั้น สมาธิเป็นบ่อเกิดแห่งปัญญา แต่ปัญญา ในที่นี้เป็นปัญญาที่เกิดจากการเห็นแจ้ง เห็นว่าตัวเราอยู่ในตัว ของเรา และถ้าหากเรานำใจของกายมนุษย์ละเอียดหยุดนิ่งต่อไป อีกในกลางกาย ความลับของชีวิตก็ถูกทำลายไปเรื่อยๆ สิ่งที่ บดบังก็ถูกทำลายให้ล่มสลายไป ความสว่างก็เกิดขึ้น การเห็น แจ้งก็เพิ่มขึ้น กว้างขึ้น ความรู้แจ้งก็กว้างขึ้นไปตามการเห็น เห็น ถึงไหนก็รู้ถึงนั่น จนกระทั่งเข้าไปถึงกายที่สำคัญคือกายองค์พระ มีองค์พระผุดผ่านเกิดขึ้นมาในกลางกาย สำหรับอุบาสิกาแก้วหน่ออ่อน ก็คงจะได้ยินประสบการณ์ ของเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ที่เข้ามาอบรมในรุ่นนี้ ตามศูนย์ ตามไซด์ต่างๆ ที่เขามีประสบการณ์ภายในว่า เห็นองค์พระ ผุดผ่านขึ้น หลายๆ ท่านก็เปิดเผยในประสบการณ์ที่เล่าสู่กัน ฟังว่าไม่เคยคิดว่าจะมีสิ่งนี้มาก่อน อีกทั้งไม่เคยเชื่อและก็ไม่ เคยลงมือปฏิบัติ แต่บัดนี้ได้ทำลายความสงสัยนั้นไปแล้วด้วย ตัวของตัวเองเมื่อใจหยุดนิ่ง เพราะเป็นสิ่งที่ผ่านความไม่เชื่อ มาก่อน แล้วก็ลงมือปฏิบัติโดยที่ไม่รู้อะไรเลย แค่หยุดนิ่งเฉยๆ ไม่ได้ทำอะไรที่นอกเหนือจากนี้ แค่ต้องการให้ใจสงบแล้วเกิด ความสุขภายในเท่านั้น แต่แล้วก็เกิดปรากฏการณ์ที่บุญเก่าได้ช่อง ส่งผลทำให้ใจ หยุดนิ่งเข้าถึงดวงธรรมภายใน และก็เห็นองค์พระภายในปรากฏ เกิดขึ้นเป็นองค์พระแก้วที่ใสบริสุทธิ์ ใสเหมือนน้ำแข็งบ้าง ใส เหมือนกระจกเงาบ้าง ใสเหมือนกับเพชรบ้าง และก็ใสเกินใส เกินความใสใดๆ ในโลก ใสที่ทะลุได้และก็มีแสงสว่างที่เนียนตา ละมุนใจ อีกทั้งรูปกายขององค์พระก็แตกต่างจากพระพุทธรูปที่ เคยเห็น เคยเจอ มีเกตุดอกบัวตูมตั้งอยู่บนจอมกระหม่อม ซึ่ง มีเส้นพระศกหรือเส้นผมขดเวียนเป็นทักษิณาวรรต หมุนขวาตาม เข็มนาฬิกาเรียงรายอย่างสวยงามบนพระเศียรท่าน ที่ตั้งอยู่บน พระวรกายที่งดงามแตกต่างจากพระพุทธรูปภายนอกที่เคยเห็น เคยกราบไหว้บูชา ตรงนี้แหละ เราจะเริ่มเข้าใจเพิ่มขึ้นว่า ทำไมปู่ย่าตายาย หรือบรรพบุรุษของเราที่เป็นชาวพุทธต้องสร้างพุทธปฏิมากร หรือพระพุทธรูปเอาไว้เป็นที่เคารพกราบไหว้บูชา เป็นเครื่อง ระลึกนึกถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ความเข้าใจนี้จะเพิ่มขึ้นว่า ที่เขาสร้างพระพุทธรูปขึ้นมาก็เพราะเขาถอดแบบออกมาจาก ภายในนี่แหละ แต่ก็มีข้อสงสัยว่า พระพุทธรูปที่เขาสร้างกัน ภายนอกกับภายในนี้มันแตกต่างกันราวฟ้ากับดิน ต่างตรงที่ ความสวยงาม ความใส ความสว่าง และก็ความรู้แจ้งที่เกิดจาก การเห็นแจ้ง ทั้งนี้ก็เป็นเพราะช่างยังเข้าไม่ถึง แต่ก็สืบทอดความ คิด สืบสานกันมาเป็นวัฒนธรรมของการสร้างพุทธปฏิมากร เพื่อระลึกนึกถึงพระพุทธเจ้าซึ่งก็เป็นสิ่งที่ดี แล้วก็จะเข้าใจเพิ่มขึ้นว่า เขาสร้างขึ้นเพื่อให้รู้ว่าในตัวของ เรานี้มีพระธรรมกายซึ่งเป็นที่พึ่งที่ระลึกที่แท้จริงของเรา สิ่งอื่น ไม่ใช่สรณะ เมื่อเข้าถึงแล้วอบอุ่น ปลอดภัย มีความสุข สุขกาย สบายใจในทุกหนทุกแห่ง แม้อยู่ตามลำพังแม้สังขารจะเจ็บ จะ ป่วย แม้จะอยู่ในที่คับขันเกิดวิกฤติของชีวิตก็ไม่หวั่นไหว ใจจะ อยู่เหนือความรู้สึกสะดุ้งพรั่นพรึงหวาดหวั่น หรือหวาดกลัวแบบ มนุษย์ทั่วๆ ไป แล้วก็จะเข้าใจคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพิ่มขึ้น ที่ พระองค์เคยตรัสกับพระวักกลิในทำนองว่า “วักกลิเธอจะมัวมา ดูร่างกายของพระตถาคตที่เปื่อยเน่านี้ทำไม แม้ประกอบไปด้วย ลักษณะมหาบุรุษงามยิ่งกว่าเทวดา พรหมหรืออรูปพรหม แต่ ก็มีการเปื่อยเน่าเป็นธรรมดา เหมือนสังขารร่างกายของมนุษย์ ทั่วๆ ไป” ท่านบอกอย่ามองตรงนี้ “ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็น พระตถาคตตัวจริง” เพราะพระตถาคตคือธรรมกาย ธรรมกาย คือพระตถาคตเจ้า ท่านกล่าวให้พระวักกลิผู้ที่ติดใจหลงใหลใน รูปกายหยาบลักษณะมหาบุรุษของพระองค์ได้ทราบ ก็แปลว่า พระองค์ตรัสในสิ่งที่ลึกซึ้งถึงความเป็นพระพุทธเจ้า จริงๆ นั้น คือพระธรรมกายในตัวของพระองค์เอง ไม่ใช่กาย หยาบภายนอก เพราะกายหยาบภายนอกพระองค์ได้มาตั้งแต่ ประสูติ ประสูติมาก็ได้ลักษณะมหาบุรุษแล้ว ในระดับอสิตดาบส ฤๅษีที่เขาเคารพนับถือกันทั้งแผ่นดินของกรุงกบิลพัสดุ์ สามารถ เหาะเหินเดินอากาศได้ ยังมากราบไหว้ตอนที่ท่านยังเป็นทารก อยู่ ก็แปลว่าลักษณะภายนอกไม่ใช่พระพุทธเจ้า แต่ความเป็น พระพุทธเจ้าอยู่ภายใน คือ พระธรรมกาย และเนื่องจากพระองค์ได้เข้าถึงพระธรรมกายในตัวแล้ว ก็ไม่เก็บความรู้ไว้เฉพาะพระองค์ท่าน ได้ถ่ายทอดให้กับ ผู้มีบุญทั้งหลายทั้งมนุษย์และเทวดาได้ทำตามและก็ได้บรรลุ ตามพระองค์ ด้วยพระมหากรุณานี้มนุษย์และเทวดาทั้งหลาย จึงเคารพกราบไหว้บูชาทั้งกายหยาบและกายธรรมของท่านใน ฐานะเป็นพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นพระบรมครูที่ ถ่ายทอดความรู้อันบริสุทธิ์นี้ให้กับทุกๆ คน โดยไม่จำกัดเชื้อ ชาติ ศาสนาและเผ่าพันธุ์ เพราะในสมัยพุทธกาลก็มีความเชื่อ ที่หลากหลายเช่นเดียวกับในยุคนี้นี่แหละ ใครมีบุญได้ยินได้ฟัง ท่านได้ปฏิบัติตามคำสอนท่าน ก็จะบรรลุธรรมเช่นเดียวกับท่าน เพราะฉะนั้นก็มีพยานในการตรัสรู้ธรรมเกิดขึ้นมากมาย ลูกๆ ทุกคนเป็นผู้มีบุญที่ให้โอกาสตัวเองปฏิบัติธรรม เจริญสมาธิภาวนาเพื่อเข้าถึงพระธรรมกาย นี่คือช่วงจังหวะชีวิต ที่ดีที่สุด แม้เวลาจะเหลืออยู่อีกเพียง ๑ วัน ๑ คืนเท่านั้นก็ตาม จะต้องประกอบความเพียรให้กลั่นกล้า เพราะว่าบุญเก่าของเรา มีมากเพียงพอแล้ว เหลือแต่การประกอบความเพียรและทำให้ ถูกหลักวิชชาเท่านั้น คือง่ายๆ สบายๆ และก็ใจเย็นๆ หยุด ใจนิ่งอย่างเดียวก็จะบรรลุวัตถุประสงค์เข้าถึงพระธรรมกายใน ตัวได้ เพราะฉะนั้น เวลาที่เหลืออยู่นี้ ทำวันนี้ให้ดีที่สุดด้วยการ เจริญสมาธิภาวนา ให้กายวาจาใจของเราสะอาดบริสุทธิ์ที่สุด ด้วยการหยุดนิ่งอย่างเบาๆ สบายๆ ใจเย็นๆ ประคับประคอง ใจไปเรื่อยๆ ด้วยบริกรรมภาวนาในใจเบาๆ ว่า สัมมา อะระหัง ตรึกนึกถึงดวงใส หยุดอยู่ในกลางดวงใสๆ ส่วนผู้ที่ได้ดวงใสๆ แล้ว และเข้าถึงองค์พระภายในแล้ว ก็ หยุดใจต่อไปอีก หยุดอยู่ในกลางดวงใส ในกลางองค์พระใส หรือ หยุดในกลางกายตัวเองที่เราเห็นอยู่นั้น อย่างเบาๆ สบายๆ เรื่อยๆ ไปทำซ้ำๆ ทำให้ชำนาญ ให้ติดเป็นจริตอุปนิสัย ให้ ชำนาญทั้งหลับตาก็เห็น ลืมตาก็ต้องให้เห็น นั่ง นอน ยืน เดิน ก็ต้องให้เห็นชัดใสแจ่มกระจ่าง นั่นแหละจะเป็นที่พึ่งที่ระลึก ที่แท้จริงของลูกทุกๆ คน แล้วก็จะได้มีโอกาสศึกษาเรียนรู้วิชชาของพระสัมมาสัมพุทธ เจ้าเพิ่มขึ้นได้ ถ้าลูกปรารถนา เขาเรียกว่า “วิชชาธรรมกาย” ตั้งแต่วิชชา ๓ วิชชา ๘ ประการ อะไรต่างๆ เหล่านั้น เป็นต้น จะศึกษาได้ต่อเมื่อเข้าถึงพระธรรมกายในตัว เพราะว่าเป็นวิชชา ของพระธรรมกายที่จะต้องศึกษาด้วยพระธรรมกาย สั่งสอนด้วย พระธรรมกาย เรียนได้เฉพาะพระธรรมกายในตัวเท่านั้น กาย อื่นเรียนไม่ได้ ถ้าเราเข้าถึงท่านเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับท่าน นั่นแหละ เวลาที่จะศึกษาเรียนรู้วิชชาธรรมกายได้บังเกิดขึ้นแล้ว ภพชาติ ทั้งหลายจะอยู่ในสายตาของเรา เหมือนเราลืมตาของกายมนุษย์ หยาบเห็นต้นหมากรากไม้ ภูเขาเลากา ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ดวงดาว อย่างนั้นแหละ มันจะอยู่ในสายตา แต่เป็นสายตาของ พระธรรมกาย เขาเรียกว่า “ธรรมจักษุ” คือ ดวงตาธรรมของ พระธรรมกายที่มีความเห็นแจ้งที่แตกต่างจากการเห็นทั่วๆ ไป แตกต่างจากการเห็นด้วยตามนุษย์ แตกต่างจากการเห็นด้วยตา ของเทวดา แตกต่างจากการเห็นด้วยตาของกายรูปพรหม หรือ แตกต่างจากการเห็นของอรูปพรหมทั้งหลาย เห็นแตกต่างอย่างนี้ภาษาธรรมะเรียกว่า “วิปัสสนา” เป็นการเห็นที่วิเศษ แจ่มแจ้ง และแตกต่างจากการเห็นทั่วๆ ไป เพราะเห็นด้วยพระธรรมกายนั้น จะเห็นไปทุกทิศทุกทาง ณ จุดเดียวกัน ตำแหน่งเดียวกัน วันใดที่ลูกทุกคนได้เข้าถึงพระธรรมกาย ได้ศึกษาวิชชาธรรมกาย ได้ใช้ศูนย์กลางกาย ร่วมกัน ตำแหน่งเดียวกัน ความรู้ ความเข้าใจ การเห็นแจ้ง ก็จะเห็นเหมือนกัน รู้แจ้งเหมือนกัน เมื่อเห็นแจ้งเหมือนกัน รู้แจ้งเหมือนกัน ก็จะคิด เหมือนกัน พูดเหมือนกัน ทำเหมือนกัน เมื่อคิด เหมือนกัน พูดเหมือนกัน ทำเหมือนกัน สิ่งดีๆ ก็จะบังเกิดขึ้นกับโลกใบนี้อย่างอัศจรรย์ เช้านี้อากาศกำลังสดชื่นแจ่มใสเย็นสบาย ให้ลูกทุกคน ผู้มีบุญประกอบความเพียรให้ถูกหลักวิชชาเรื่อยไป ขอให้ ลูกทุกคนสมหวังดังใจในการเข้าถึงพระรัตนตรัยในตัวทุกคน ต่างคนต่างนั่งกันไปเงียบๆ นะ วันอาทิตย์ที่ ๑๔ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๓ 8.สติปัฏฐาน ๔ ที่ ปลายทางนั่นนั้น ไม่ไกล สุด แหล่งอยู่ภายใน สุดรู้ แห่ง กลางของกลางใส นั่นแหละ ธรรม จักชี้แก่ผู้ ถึงแล้วกายธรรม ตะวันธรรม (เมื่อเราได้สวดมนต์บูชาพระรัตนตรัยกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว ต่อจากนี้ไปตั้งใจเจริญสมาธิภาวนากันนะ........) ...คราวนี้เรามาทบทวนทางเดินของใจสักนิดหนึ่ง ซึ่งเป็นทาง ไปเกิดมาเกิดของสัตว์โลกทุกๆ คนรวมทั้งตัวเราด้วย พระ เดชพระคุณหลวงปู่พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) ผู้ค้นพบ วิชชาธรรมกาย ท่านได้สอนเอาไว้ว่า มีทั้งหมด ๗ ฐานที่ตั้ง ซึ่งอันนี้เราศึกษาไว้ให้รู้จักเท่านั้นนะ ซึ่งทั้ง ๗ ฐานมีความ สำคัญทั้งนั้นคือ ฐานที่ ๑ ปากช่องจมูก ท่านหญิงอยู่ข้างซ้าย ท่านชาย อยู่ข้างขวา ฐานที่ ๒ เพลาตา ตรงหัวตาที่น้ำตาไหล หญิงซ้าย ชายขวา ฐานที่ ๓ กลางกั๊กศีรษะ ในระดับเดียวกับหัวตาของเรา ฐานที่ ๔ เพดานปาก ช่องปากที่อาหารสำลัก ฐานที่ ๕ ปากช่องคอ เหนือลูกกระเดือก ฐานที่ ๖ กลางท้องในระดับเดียวกับสะดือของเราโดย สมมติว่า เราหยิบเส้นด้ายขึ้นมา ๒ เส้น นำมาขึงให้ตึงจากสะดือ ทะลุไปด้านหลังเส้นหนึ่ง จากด้านขวาทะลุไปด้านซ้ายเส้นหนึ่ง ให้เส้นด้ายทั้งสองตัดกันเป็นกากบาท จุดตัดจะเล็กเท่ากับ ปลายเข็ม ตรงนี้เรียกว่า ฐานที่ ๖ ถูกกลางดวงธรรมที่ทำให้ เป็นกายมนุษย์หยาบ ใสบริสุทธิ์ โตเท่ากับฟองไข่แดงของไก่ ธรรมดวงนี้สำคัญมาก ถ้าหากว่าผ่องใส ไม่เศร้าหมอง ชีวิตก็ จะรุ่งเรือง ถ้าเศร้าหมอง ไม่ผ่องใส ชีวิตก็ร่วงโรย ถ้าธรรมดวง นี้ดับ ชีวิตของเราก็ดับไปด้วย ฐานที่ ๗ อยู่เหนือฐานที่ ๖ ขึ้นมา ๒ นิ้วมือ โดยสมมติ เอานิ้วชี้กับนิ้วกลางมาวางซ้อนกัน และนำไปทาบตรงจุดตัดของ เส้นด้ายทั้งสองสูงขึ้นมา ๒ นิ้วมือ ตรงนี้เรียกว่า ศูนย์กลางกาย ฐานที่๗ ฐานที่ ๗ นี้สำคัญมาก เพราะเป็นที่เกิด ที่ดับ ที่หลับ ที่ตื่น ถ้าจะไปเกิดก็จะต้องไปตามฐานต่างๆ เริ่มต้นจากฐาน ที่ ๗ ไป ๖, ๕, ๔, ๓, ๒, ๑ แล้วก็ไปเกิดใหม่ ถ้าจะไม่เกิดจะ ต้องเดินเข้าไปข้างในโดยเริ่มต้นที่ฐานที่ ๗ เช่นเดียวกัน โดย เอาใจมาหยุดนิ่งทำความรู้สึกที่ตรงนี้ที่เดียว พอถูกส่วนจะตก ศูนย์ไปฐานที่ ๖ แล้วจะไปยกเอาดวงธรรมที่ทำให้เป็นกาย มนุษย์หยาบลอยขึ้นมาที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ เป็นดวงใสๆ โตเท่ากับฟองไข่แดงของไก่ บางทีก็เล็กกว่านี้ บางทีก็เท่านี้ บางทีก็ใหญ่กว่านี้ แล้วแต่กำลังบุญบารมีของ แต่ละคน แต่เราจำตอนนี้คร่าวๆ ว่า โตเท่ากับฟองไข่แดงของ ไก่ จะกลมรอบตัวเหมือนดวงแก้วกายสิทธิ์ ใสบริสุทธิ์ประดุจ เพชรลูกที่เจียระไนแล้ว ไม่มีตำหนิเลย มีแสงอยู่ในตัว บางที ก็ใสเหมือนน้ำใสๆ บ้าง บางทีก็ใสเหมือนกระจกคันฉ่องส่อง เงาหน้าบ้าง บางทีก็ใสเหมือนเพชร หรือยิ่งกว่านั้น ธรรมดวงนี้จะมาพร้อมกับความสุขภายใน ซึ่งเป็นอิสระ กว้างขวาง เป็นความสุขที่ละเอียดอ่อน ประณีต นุ่มนวล ละมุน ละไม แตกต่างจากความสุขที่เราเคยเจอและหลงเข้าใจว่าเป็น ความสุขที่แท้จริง ที่จริงมันเป็นความเพลินกับสิ่งใหม่ๆ เมื่อ หายเห่อจากสิ่งเก่าแล้วก็จะเพลินกับสิ่งใหม่ๆ ที่ไร้สาระ โดย ไม่รู้จักเพียงพอนี่แหละ อยากได้ อยากมี อยากเป็น ธรรมดวงนี้พระเดชพระคุณหลวงปู่พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) ผู้ค้นพบวิชชาธรรมกาย ท่านเรียกว่า ดวงธัมมา นุปัสสนาสติปัฏฐาน หรือบางครั้งก็เรียกว่า ดวงปฐมมรรค คือ หนทางเบื้องต้นที่จะไปสู่อายตนนิพพาน เราจะปฏิบัติธรรมแบบ ไหนก็ตาม ถ้าใจยังไม่หยุด ไม่นิ่ง ก็จะยังไม่เข้าถึงธรรมดวงนี้ ถ้ายังไม่ถึงธรรมดวงนี้ก็ไปนิพพานไม่ได้ ธรรมดวงนี้จึง เป็นประดุจประตูไปสู่พระนิพพาน จะเป็นดวงใสๆ ใจจะนิ่ง ตั้งมั่น นุ่มนวล ควรแก่การงาน ละเอียดอ่อน ประณีต จะหยุด นิ่งอย่างนี้เข้าไปเรื่อยๆ แล้วก็จะเข้าไปถึงดวงธรรมต่างๆ ที่ อยู่ภายในตามสติปัฏฐาน ๔ ที่ให้ตามเห็นกายในกาย เวทนา ในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม ทั้ง ๔ อย่างจะประชุมรวม กันอยู่ที่เดียวกัน แต่ว่าแยกส่วนกัน กายส่วนกาย เวทนาส่วน เวทนา จิตส่วนจิต ธรรมส่วนธรรม กายก็จะมีกายต่างๆ ซ้อนกันอยู่ภายใน มีกายมนุษย์ ละเอียดที่หน้าตาเหมือนตัวเรา ท่านหญิงเหมือนท่านหญิง ท่านชายเหมือนท่านชาย ทุกๆ กายจะนั่งสมาธิ ขาขวาทับ ขาซ้าย มือขวาทับมือซ้าย นิ้วชี้มือขวาจรดนิ้วหัวแม่มือข้างซ้าย วางไว้บนหน้าตัก ฝ่ามือจะดึงชิดตัวสัมผัสกายนิดหนึ่ง กายตรง ทุกกาย แล้วจะมีกายมนุษย์ละเอียด กายทิพย์หยาบ-ละเอียด กาย รูปพรหมหยาบ-ละเอียด กายอรูปพรหมหยาบ-ละเอียด กาย ธรรมโคตรภูหยาบ-ละเอียด กายธรรมพระโสดาบันหยาบ-ละเอียด กายธรรมพระสกทาคามีหรือพระสกิทาคามีหยาบ-ละเอียด กาย ธรรมพระอนาคามีหยาบ-ละเอียด แล้วก็กายธรรมพระอรหัต หยาบ-ละเอียด ทั้งหมด ๑๘ กาย รวมทั้งกายมนุษย์หยาบที่ เรานั่งเข้าที่นี้ แบ่งกายออกเป็น ๒ ภาค คือ ๑ กายที่ตกอยู่ในไตรลักษณ์ ๒ กายที่พ้นไตรลักษณ์ กายที่ตกอยู่ในไตรลักษณ์ ตั้งแต่ กายมนุษย์หยาบ- ละเอียด กายทิพย์หยาบ-ละเอียด กายพรหมหยาบ-ละเอียด กายอรูปพรหมหยาบ-ละเอียด กายที่พ้นจากไตรลักษณ์ ตั้งแต่กายธรรมโคตรภูขึ้นไป คือ กายธรรมโคตรภู กายธรรมพระโสดาบัน กายธรรมพระ สกิทาคามี กายธรรมพระอนาคามี และกายธรรมพระอรหัต มีทั้งหยาบทั้งละเอียด กายที่เป็นเป้าหมาย คือ กายธรรมอรหัตตผล หน้าตัก ๒๐ วา สูง ๒๐ วา ทุกกายจึงเป็นเหมือนรถหลายๆ ผลัดที่ ส่งต่อๆ กันไป จนกว่าจะถึงจุดหมายปลายทาง ท่านได้ตาม เห็นกายในกายอย่างนี้แหละ คือมองไปเรื่อยๆ เห็นกายนี้ก็ดู ไปเรื่อยๆ อย่างสบายๆ โดยไม่คิดอะไรทั้งสิ้น ดูไปเห็นไป และไปให้ถึงกายสุดท้าย เมื่อใจนิ่งสนิท มันจะถอดออกเป็น ชั้นๆ เหมือนเราดึงดาบออกจากฝักดาบ ดึงไส้หญ้าปล้องออก จากกัน ถอดเป็นชั้นๆ อย่างนั้น กายที่ละเอียดกว่าจะซ้อนอยู่ในกายที่หยาบกว่า ทุกกาย จะสุกใสโตใหญ่ขึ้นไปเรื่อยๆ และกายที่จะพาเราไปสู่ฝั่ง พระนิพพานได้คือ กายธรรม นับตั้งแต่กายธรรมโคตรภูขึ้น ไป กายธรรมโคตรภูขึ้นไปจะไปได้ชั่วคราว แต่ถ้ากายธรรม อรหัตตผลไปได้ถาวร มีพระนิพพานเป็นอารมณ์ ก็จะเป็น ชั้นๆ กันเข้าไปอย่างนี้ กายธรรม คือกายที่สำคัญมาก เพราะประกอบด้วยธรรม จักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะ ปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิฯ มีธรรมจักษุ คือ เห็นได้รอบทิศในเวลาเดียวกัน ซ้าย ขวา หน้า หลัง ล่าง บน อดีต ปัจจุบัน อนาคต แล้วแต่จะน้อมไป อย่างไร แต่เห็นได้ในเวลาเดียวกัน มีญาณทัสสนะ ตั้งแต่กาย ธรรมเป็นต้นไปจะมีญาณทัสสนะเกิด ต่ำจากกายธรรมโคตรภู ลงมา รู้ได้ด้วยวิญญาณ คือ รู้แจ้งด้วยวิญญาณ กายธรรมนี้จึงสำคัญมาก มีลักษณะเหมือนกันทุกกายเลย ทั้งกายธรรมโคตรภู โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหัต จะมีลักษณะเหมือนกัน คือประกอบไปด้วยลักษณะมหาบุรุษ ครบถ้วนทุกประการ เกตุดอกบัวตูม ใสเกินใส งามไม่มีที่ติ แต่ ขนาดจะแตกต่างกัน กายธรรมโคตรภู อย่างใหญ่ที่สุดก็น้อยกว่า ๕ วา เล็ก ไม่มีประมาณ กายธรรมพระโสดาบันหน้าตัก ๕ วา สูง ๕ วา กายธรรมพระสกิทาคามีหน้าตัก ๑๐ วา สูง ๑๐ วา กายธรรมพระอนาคามีหน้าตัก ๑๕ วา สูง ๑๕ วา กายธรรมพระอรหัตหน้าตัก ๒๐ วา สูง ๒๐ วา กายจะโตใหญ่ขึ้นไปเรื่อยๆ ของใหญ่จะซ้อนอยู่ในของ เล็กอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ตามเห็นกายในกายก็คือ ตามเห็นกัน ไปอย่างนี้ ในกลางกายก็มีเวทนา เวทนาในที่นี้ไม่ได้แปลว่า สงสาร แต่เวทนาตัวนี้คือ การเสวยอารมณ์ อารมณ์สุข ทุกข์ ไม่สุขไม่ ทุกข์ แต่กายยิ่งโตใหญ่ ยิ่งละเอียด จะมีแต่สุขล้วนๆ เพิ่มขึ้น ไปเรื่อยๆ บริสุทธิ์เพิ่มขึ้น จิตในจิตก็อยู่ในกลางกายนั่นแหละ ธรรมในธรรม อยู่ในที่เดียวกัน แต่คนละส่วน แยกส่วนกันไป ทั้งหมดนี้จะต้องเริ่มต้นที่ดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ก่อน แล้วแต่ละกายก็จะถูกเชื่อมด้วยดวง ๖ ดวง คือ ดวงธัมมา นุปัสสนาสติปัฏฐาน ดวงศีล ดวงสมาธิ ดวงปัญญา ดวงวิมุตติ ดวงวิมุตติญาณทัสสนะ ๖ ดวง นี้จะซ้อนกันเข้าไปสู่ภายใน ชุดละ ๖ ดวง เชื่อมกายแต่ละกาย แล้วก็กลั่นใจเราให้บริสุทธิ์ละเอียด จนกระทั่งอายตนะหรือความละเอียดเท่ากันก็จะดึงดูดเข้าหากัน นี่คือภาคทฤษฎีหรือภาคปริยัติ ที่เราจะต้องศึกษาทำความ เข้าใจให้ดี แต่ในแง่ของการปฏิบัตินั้น มันอยู่ที่หยุดกับนิ่งอย่าง เดียวตั้งแต่เบื้องต้นจนกระทั่งเป็นพระอรหันต์ หมายความว่า ไม่ต้องทำอะไรที่นอกเหนือจากนี้ นอกจากหยุดนิ่งเฉยๆ เรื่อย ไป นิ่งอย่างเดียว ให้ตั้งมั่น ไม่ง่อนแง่น ไม่คลอนแคลนเลย นิ่งแล้วถึงจะสว่าง สว่างแล้วถึงจะเห็น เพราะฉะนั้น ให้ทำหยุดกับนิ่งอย่างเดียว อย่าทำอะไรที่ นอกเหนือจากนี้ คำว่า “หยุด” นี่ถอดออกมาจากพระโอษฐ์ของพระบรม ศาสดา ที่ตรัสกับองคุลีมาล เมื่อองคุลีมาลถือดาบไล่จะไปตัด นิ้วของท่านแต่ก็ทำท่านไม่ได้ พอจะไล่ทันท่านก็วื้ดออกไปจน กระทั่งไม่ทัน ทั้งๆ ที่เดินธรรมดาอย่างนั้น กระทั่งองคุลีมาล เหนื่อย แล้วร้องบอกว่า “สมณะหยุด สมณะหยุด” พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสตอบว่า “สมณะหยุดแล้ว” คำว่า “หยุด” นี้ลึกซึ้ง ไม่ได้หมายถึงอาการที่เราหยุดยืน อยู่กับที่ หรือเฉพาะหยุดทำบาปทั้งปวง แต่หมายถึง หยุดใจ ภายในนิ่งๆ นี้ด้วย จนกระทั่งหยุดในหยุดเข้าไปตามลำดับ หยุดเคลื่อนไหว หยุดทำบาป หยุดใจนิ่งไม่เขยื้อนที่กลางกาย หยุดในหยุดเข้าไปเรื่อยๆ คือทำอย่างเดิม เฉยๆ หยุดเรื่อยไป นี่ลึกซึ้งอย่างนี้คำว่า หยุด ไม่ใช่มีความหมายแค่ว่า หยุดกาย หรือหยุดทำบาป ทั้งปวงแค่นั้น แต่หยุดอย่างนี้ด้วย เพราะฉะนั้น หยุดจึงเป็นตัวสำเร็จที่จะทำให้เราเข้าถึงสิ่ง ที่มีอยู่ในตัวของเราดังกล่าว คือ กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต แล้วก็ธรรมในธรรม หยุดนี้แหละสำคัญมากๆ ทีนี้หยุดแรกนี่มันยากสักนิดหนึ่ง แต่ยาก ไม่มาก ง่ายพอดีๆ ยากพอสู้ ขึ้นอยู่กับการ ฝึกฝน ให้เรามีชั่วโมงหยุด ชั่วโมงนิ่ง ชั่วโมงกลาง มากๆ เหมือนนักบินมีชั่วโมงบินเยอะๆ เรา ก็ต้องฝึกวางใจเบาๆ ในทุกอิริยาบถ ให้ใจคุ้น เคยกับกลางท้อง กับฐานที่ ๗ ให้มากที่สุด แต่ อย่าไปกังวลกับฐานที่ ๗ มากเกินไป เมื่อเราเริ่มต้นฝึกใหม่ๆ อย่ามัวไปควานหาฐานที่ ๗ หรือ กังวลกลัวว่าจะไม่ตรงฐานที่ ๗ เป๊ะ ซึ่งแน่นอน เมื่อเราฝึกฝน ใหม่ๆ ก็อาจจะตรงบ้าง ไม่ตรงบ้าง ก็ช่างมัน ให้เราทำความ รู้สึกว่า อยู่ในกลางท้องแค่นี้พอ และหลังจากนั้นเราจะนึกเป็น ภาพหรือจะไม่นึกเป็นภาพก็ได้ แล้วแต่อัธยาศัยของเรา วิธีนึกเป็นภาพ หากเป็นคนช่างฟุ้ง ชอบคิดโน่น คิดนี่ ก็ควรจะนึกเป็น ภาพ ภาพที่ควรนึกคือ องค์พระ ดวงแก้วใสๆ หรือพระเดช พระคุณหลวงปู่ฯ เป็นต้น ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของพระรัตนตรัย เป็นวัตถุอันเลิศ อันประเสริฐ ที่จะทำให้ใจเราสูงส่ง หรือจะ เป็นดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ดวงดาว หรือเพชรสักเม็ดใสๆ กลมๆ ให้เราเลือกเอาอย่างใดอย่างหนึ่ง นึกไว้ในกลางท้อง ให้ เป็นเครื่องหมายว่าบริเวณนี้คือ ฐานที่ ๗ เป็นที่ยึดที่เกาะของ ใจเรา เหมือนหลักที่เราปักเอาไว้ ใจเหมือนม้าพยศ แต่เรา ผูกม้าไว้กับหลักด้วยเชือกคือ สติมันจะพยศแค่ไหน พอมัน เหนื่อยเดี๋ยวมันก็หมอบอยู่ตรงหลักนั่นแหละ ภาพในตัวก็เช่นเดียวกัน ถ้าเราชอบคิดโน่นคิดนี่ เราก็ เปลี่ยนเรื่องคิดเสียใหม่ มาเป็นเรื่ององค์พระ เรื่องดวงใสๆ พระเดชพระคุณหลวงปู่ฯ มหาปูชนียาจารย์ ดวงอาทิตย์ ดวง จันทร์ ดวงดาวในอากาศ หรือเพชรสักเม็ด เลือกเอาอย่างใด อย่างหนึ่งนะ เอาอย่างเดียว อย่าสับสน โดยทดสอบดูว่า ใจ เราชอบอย่างไหน นึกแล้วสบาย แล้วก็ต้องนึกอย่างสบายๆ อย่าไปบีบเค้นภาพ มันจะทำให้ปวดลูกนัยน์ตา มึนศีรษะ อย่าง นี้ผิดหลักวิชชา ต้องเป็นภาพที่เรานึกแล้วสบายใจ องค์พระจะเอาองค์ ไหนก็ได้ที่เราคุ้นเคย มีความเคารพ มีความเลื่อมใส จะเป็น พระเครื่อง หรือพระพุทธรูป พระบูชาอะไรก็เอา สร้างด้วย วัตถุอะไรก็ได้ แต่ถ้าเป็นพระแก้วใสๆ ได้จะดี ใจจะได้ใส นี่ กรณีที่ชอบนึกถึงพระนะ หรือใครถนัดนึกถึงดวง เราก็นึกถึงดวงใสๆ กลมๆ เหมือนดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ดวงดาวอย่างนี้ก็ได้ นึกเท่าที่ เรานึกได้ ชัดแค่ไหนก็แค่นั้น อย่าพยายามไปบีบไปเค้นให้มัน ชัด เพราะเราต้องการแค่เป็นหลักที่ยึดที่เกาะของใจเรา ไม่ให้ ฟุ้งไปคิดเรื่องอื่น ให้มาคิดเรื่องนี้เรื่องเดียว แล้วก็ประคองภาวนาในใจไปเรื่อยๆ ให้เสียงภาวนาดัง ออกมาจากในกลางท้อง อย่างสบายๆ วิธีหยุดนิ่งเฉยๆโดยไม่นึกภาพ ถ้านึกเป็นภาพแล้วมันอดจะกดลูกนัยน์ตาลงไปดูในท้อง ไม่ได้ แล้วก็ปวดลูกนัยน์ตาทุกที มันมึน มันซึม มึนศีรษะเลย พลอยทำให้เบื่อ นั่งแล้วพอนึกไม่ออกก็ยิ่งบีบเค้น ยิ่งเค้นก็ยิ่ง ปวดหัวตัวร้อน ถ้าเป็นอย่างนี้ไม่ต้องนึกเป็นภาพเลย วางใจนิ่งๆ อย่างเดียว นิ่งอย่างสบายๆ และเหมาะสำหรับคนที่ช่างสงสัย ชอบสงสัย เวลาที่ใจ นิ่งแล้วดวงผุดขึ้นมาก็ดี หรือองค์พระผุดขึ้นมาก็ดี มักจะมีความ คิดว่า เอ๊ะ! คิดไปเองหรือเปล่า หรือเห็นจริง ก็วนไปวนมาอยู่ แค่นี้ ซึ่งไม่รู้จะคิดไปทำไม มีหน้าที่ให้ดูเฉยๆ ก็ไม่ดู ก็ชอบ ไปใช้ความคิด ถ้าอย่างนี้แล้วก็ให้นิ่งเฉยๆ ทำความรู้สึกว่า ใจอยู่ใน กลางท้อง ภาวนา สัมมา อะระหัง เรื่อยไปเลย จะกี่ครั้งก็ได้ จนกว่าใจจะหยุดนิ่งเฉยๆ ถ้าถูกส่วนแล้วมันจะทิ้งคำภาวนาไป หรือมีความรู้สึกไม่อยากจะภาวนาต่อ ถ้าเกิดความรู้สึกอย่างนี้ ก็ไม่ต้องหวนกลับมาภาวนาใหม่ ให้นิ่งอย่างเดียวนะ ไม่ว่าจะนั่งแบบไหน จะนึกเป็นภาพ หรือไม่นึกเป็นภาพ ก็ตาม เมื่อใจนิ่งถูกส่วนแล้ว มันจะปล่อยทั้งสองวิธี ภาพก็ปล่อย ไป แล้วใจก็จะตกศูนย์วูบลงไป สิ่งที่เราสมมติเบื้องต้นก็หายไป สิ่งที่เป็นจริงก็จะปรากฏเกิดขึ้นมาเป็นดวงใสๆ นี่คือสิ่งที่เราจะต้องศึกษาให้เข้าใจ ฝึกฝนจนชำนาญ ต้อง ทำบ่อยๆ เนืองๆ ทำครั้งสองครั้งแล้วจะให้ได้ผล มันไม่ได้ หรอก แล้วเมื่อไรจะได้เห็นสักที? นานไหมกว่าจะได้เห็น? มันก็แล้วแต่เราเราอยากได้เร็วมันก็เห็นเร็ว อยากได้ช้ามันก็เห็นช้าแล้วแต่เรา แล้วแต่เราคืออย่างไร คือใจหยุดเมื่อไร มันก็ตกศูนย์ไป เมื่อนั้น สว่างเมื่อนั้น เห็นเมื่อนั้น ใจยังไม่หยุด มันก็ช้า เพราะฉะนั้นก็ขึ้นอยู่กับการฝึกฝนให้เรามีสติ สบาย สม่ำเสมอ ทุกอิริยาบถ นั่ง นอน ยืน เดิน นึกบ่อยๆ ใจเรานึกได้ทีละอย่าง เราเอาอะไรมาใส่ในใจแล้วคิดบ่อยๆ ซ้ำๆ สิ่งนั้นก็คล่องขึ้น ง่ายขึ้น นึกถึงพระก็เห็นพระ นึกถึงผี ก็เห็นผี นึกถึงคนก็เห็นคน นึกถึงสัตว์ก็เห็นสัตว์ นึกถึงสิ่งของ ก็เห็นสิ่งของ ต้นหมากรากไม้ ภูเขาเลากา นึกอะไรก็เห็น อย่างนั้นได้ทีละอย่าง ถ้าเรานึกถึงแต่พระ พระ พระ หรือดวง ใสๆ ไปเรื่อยๆ สม่ำเสมอ อย่างนี้ก็หยุดได้เร็ว เข้าถึงได้เร็ว แล้วเวลาเลิกนั่งอย่าเพิ่งลุกจากที่ ให้หมั่นสังเกตดูว่า วัน นี้เราทำถูกหลักวิชชาไหม ตึงเกินไปไหม ตั้งใจมากเกินไปไหม ย่อหย่อนเกินไปหรือเปล่า เราก็ปรับเอานะ ต้องปรับไปเรื่อย ปรับปรุงใจของเราไปตลอดเวลา ฝึกฝนกันไปเรื่อยๆ ทุกคนจะเข้าถึงได้ด้วยความเพียรและทำอย่างถูกหลัก วิชชา คนที่ทำไม่ได้ คือ คนตาย คนบ้า และคนที่ไม่ได้ทำ คนดีๆ อย่างเราซึ่งเข้าใจเป้าหมายชีวิต ถ้าตั้งใจทำกันจริงๆ แล้วก็ต้องได้ ถ้าคนอย่างเราไม่ได้ แล้วใครในโลกจะได้ เพราะเราเป็นผู้มี บุญที่สั่งสมกันมาอย่างดีแล้ว จึงมาได้ยินได้ฟัง มีกุศลศรัทธา ได้มาปฏิบัติ ถ้าทำถูกหลักวิชชา ขยัน มีสติ สบาย สม่ำเสมอ หมั่นสังเกต ก็จะสมหวังกันอย่างแน่นอน อย่าได้ลดละความเพียร อย่าได้ท้อถอย อย่าได้เบื่อหน่าย เพราะนี่คืองานที่แท้จริงของเรา เป็นกรณียกิจ เป็นกิจที่จะต้อง ทำให้ถูกวัตถุประสงค์ของการเกิดมาเป็นมนุษย์ เมื่อเข้าใจอย่างนี้ดีแล้ว ต่อจากนี้ไปเราก็ฝึกฝนอบรมใจ ของเราไป เลือกเอา ๒ วิธี จะนึกเป็นภาพหรือไม่นึกเป็นภาพ ก็ได้ ทำกันไปอย่างนี้นะ เช้านี้อากาศกำลังสดชื่น เป็นใจให้ลูกทุกคนได้ปฏิบัติธรรม ขอให้ลูกทุกคนได้เข้าถึงพระรัตนตรัยในตัว สมหวังดังใจ อย่างที่ได้ตั้งใจเอาไว้ด้วยดีกันทุกคน ต่างคนต่างนั่งกัน ไปเงียบๆ นะ วันอาทิตย์ที่ ๑๘ มกราคม, วันอาทิตย์ที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๗ 9.มหาทุคตะ แสง ธรรมสว่างล้ำ แสงไหน แสงส่องออกไปไกล ใหญ่กว้าง แสงส่องภพภูมิใด เห็นหมด แสงนี่แหละจักล้าง มืดพ้นมนตร์มาร ตะวันธรรม ตั้งใจหลับตาเจริญสมาธิภาวนากันนะ หลับตาเบาๆ พอ สบายๆ ทำใจให้เบิกบาน แช่มชื่น ให้สะอาด บริสุทธิ์ ผ่องใส แล้วก็หยุดใจไปที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ซึ่งอยู่ในกลางท้อง ของเรา ในระดับที่เหนือจากสะดือขึ้นมา ๒ นิ้วมือ แล้วก็ตรึกนึกถึงดวงใส หยุดอยู่ในกลางดวงใสๆ หรือ ตรึกนึกถึงพระแก้วใสๆ หยุดอยู่ในกลางพระแก้วใสๆ อย่าง ใดอย่างหนึ่งนะ พร้อมกับประคองใจให้หยุดนิ่ง ด้วยบริกรรม ภาวนา สัมมา อะระหัง อย่างสบายๆ ทำใจให้เบิกบาน แช่มชื่น แล้วก็อย่าไปสนใจอากาศจะ อบอ้าวอย่างไร ที่นั่งจะไม่นุ่มก็อย่าไปสนใจ เราจะต้องฝึกหยุดใจให้ได้ในทุกสภาวะอากาศ ทุกสถานที่ เพราะการหยุดใจนำมาซึ่งความบริสุทธิ์ผ่องใสของใจทำให้เรา เข้าถึงความสุขที่แท้จริง และเป็นทางมาแห่งบุญของเราด้วย บุญที่เกิดจากการหยุดใจนี้จะไปดึงดูดทุกๆ บุญที่เราทำผ่านมา ให้มาบังเกิดขึ้นภายในตัวเรา บุญเป็นบ่อเกิดแห่งความสุขและ ความสำเร็จในชีวิตของเราในทุกๆ ระดับ มีบุญมากอุปสรรคก็ น้อย มีบุญน้อยอุปสรรคก็มาก ทุกอย่างขึ้นอยู่กับบุญและบาป เท่านั้น จับหลักตรงนี้เอาไว้ให้ได้ ตอนนี้เราก็ประคองใจให้หยุดนิ่งให้เข้าถึงดวงธรรมภายใน ให้ได้ ถ้ายังเข้าไม่ถึง ชีวิตยังไม่สมบูรณ์ ยังไม่ปลอดภัยอย่าง แท้จริง เราจะต้องมีหลักยึดของใจไว้ตลอดเวลา ภายนอก เคลื่อนไหว ภายในหยุดนิ่ง ข้างนอกแม้เคลื่อนไหวอย่างไร ก็ตาม ข้างในต้องหยุดนิ่ง กิจกรรมในโลกมนุษย์ส่วนใหญ่มักจะ เคลื่อนไหว แต่ใจเราก็อย่าให้ไหวตาม อย่างนี้ชีวิตจึงจะสมบูรณ์ ความทุกข์จะได้ไม่ครอบงำใจเรา แม้ทุกข์มากเราก็จะทุกข์น้อย กว่าคนอื่นเขา ทุกข์น้อยก็จะไม่มีทุกข์ การปฏิบัติธรรม จะต้องทำให้ได้ทุกวัน อย่าได้ขาดเลย แม้แต่เพียงวันเดียว ไม่ว่าเราจะเจ็บป่วยไข้ เหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า ก็ตาม อย่าให้สิ่งเหล่านี้มาเป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติธรรม การปฏิบัติธรรม คือ กรณียกิจ กิจที่ควรกระทำ หรือต้องทำ เป็นงานที่แท้จริงของชีวิตที่เราเกิด มาเป็นมนุษย์ นอกนั้นเป็นงานรองลงมา ถ้าเรา มัวแต่ทำมาหากินอย่างเดียว แม้มีทรัพย์เป็น แสนล้านก็จะไม่ได้พบกับความสุขที่แท้จริงเลย มีแต่ความสุขหลอกๆ ที่มีคนมาพะเน้าพะนอ หรือเรามีวัตถุสนองความต้องการของใจได้บ้าง แต่มันก็ไม่สมบูรณ์ การปฏิบัติธรรมนี้ แม้ทรัพย์ ภายนอกจะน้อย แต่ชีวิตของเราจะเต็มเปี่ยม ไม่ได้ชื่อว่าเป็นคนยากจนเลย เหมือนขอทานคนหนึ่งในสมัยพุทธกาลเรียกว่า มหาทุคตะ (สุปปพุทธกุฏฐิ) ท่านได้ฟังธรรมจากพระบรมศาสดา แล้วก็ได้บรรลุ ธรรมเข้าถึงพระรัตนตรัยในตัว ชีวิตก็เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้น มีความสุข มีความเบิกบาน ที่มีพระรัตนตรัยปรากฏในกลางกาย ความรู้สึกว่า เราขาดแคลนหรือยากจนมันหมดไป เหมือน เรามีทรัพย์มากมายมหาศาลกว่าเศรษฐีคนใดในเมืองหรือใน โลก มันอิ่มอกอิ่มใจมาก มีความเบิกบานมาก ความรู้สึกน้อย เนื้อต่ำใจ คับแค้นใจก็หมดสิ้นจากใจ ไม่มีความรู้สึกชนิดนั้น จน กระทั่งเรื่องนี้ไปถึงท้าวสักกเทวราช หรือพระอินทร์ผู้ปกครอง ภพดาวดึงส์ เพราะอาสนะที่เคยนุ่มนวลกลับแข็งกระด้าง ท่าน ก็เลยสอดส่องทิพยจักษุลงมาในเมืองมนุษย์ เมื่อทราบว่า ต้นเหตุเกิดขึ้นเพราะมหาทุคตะได้พ้นจาก ภาวะความรู้สึกว่ายากจน แม้ขาดแคลนโลกียทรัพย์ แต่กลับ มีความรู้สึกว่าร่ำรวยและรู้สึกว่ายิ่งใหญ่ เบิกบาน ก็อยากจะ ไปทดสอบดู ถึงกับต้องลงมาจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ทั้งๆ ที่ ไม่อยากจะลงมา เพราะในเมืองมนุษย์เป็นสถานที่ที่ไม่เป็นที่ บันเทิงของชาวสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เพราะกลิ่นกายของมนุษย์ มันเหม็นเหมือนเอาสุนัขเน่ามาผูกคอ แต่ก็สามารถดึงดูดให้ พระอินทร์ผู้ปกครองเทวดาทั้งหลายลงมาเพื่อทดสอบดู มาเห็นหน้าตามหาทุคตะดูเบิกบาน ดูไม่ออกเลยว่าเป็น ขอทาน หรือเป็นคนยากจนที่สุดในเมือง แต่ก็อยากจะทดลอง ดูว่า โดยปกติขอทานทั่วไปจะปรารถนาทรัพย์ ถ้าให้ทรัพย์แค่ ปริมาณมากกว่าที่ขอทานเคยได้รับ ก็จะสร้างความเบิกบานใจ แก่ขอทานเป็นอย่างยิ่ง แต่วันนี้จะทดลองให้ทรัพย์มากกว่านั้น จึงได้กล่าวกับมหาทุคตะผู้ได้บรรลุพระธรรมกายภายในเข้าถึง พระรัตนตรัยในตัวว่า “ขอเพียงท่านมหาทุคตะกล่าวว่า พระ รัตนตรัยไม่มีจริงและก็ไม่ดีจริง อยากจะได้ทรัพย์อะไร เราจะ หามาให้” มหาทุคตะถามกลับไปว่า “ท่านเป็นใคร ทำไมถึงมา พูดอย่างนี้กับเราผู้เข้าถึงพระรัตนตรัย ใจเราไม่ได้ง่อนแง่น คลอนแคลนในพระรัตนตรัยเลย เพราะเราเป็นอันหนึ่งอันเดียว กับพระรัตนตรัย เราหายสงสัยแล้วในการที่ว่า พระรัตนตรัยมี จริงหรือ ดีจริงไหม เพราะเราเป็นตัวพระรัตนตรัยเอง รู้ว่ามี จริง แล้วก็ดีจริงๆ” พระอินทร์เห็นว่าหลบไม่พ้น จึงบอกว่า “เราคือท้าวสักก เทวราช” มหาทุคตะกล่าวว่า “ท่านก็เป็นถึงพระราชาแห่งเทวดา ก็ รู้อยู่ ทำไมมาถามอย่างนี้ ให้ออกไปไกลๆ” ในที่สุดพระอินทร์ ก็เสด็จกลับดาวดึงส์ไปด้วยความปลื้มปีติ เพราะว่าได้รับคำตอบ จากผู้ที่เข้าถึงพระรัตนตรัยในตัว ยืนยันอย่างองอาจ มีปีติและ ก็เบิกบาน ความพร้อมไม่มีในโลก การเข้าถึงพระรัตนตรัยนี้เป็นกรณียกิจ เป็นงานที่แท้จริง ของเราที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ เมื่อชีวิตเราจำเป็นจะต้องดำรง อยู่ด้วยปัจจัย ๔ ซึ่งจะต้องได้มาจากการทำมาหากิน เราก็อย่า มัวไปทำมาหากินอย่างเดียว ควรทำทั้งสองภารกิจกับจิตใจ ให้ควบคู่กันไป ชีวิตจึงจะสมบูรณ์ ถ้าหากเราจะรอคอยให้ชีวิตมีความพร้อม จะต้องรวยก่อน ต้องว่างก่อน ต้องปลดกังวล เสียก่อนแล้วค่อยทำ บางทีความตายก็มาพราก เราไปเสียก่อน เราไม่มีโอกาสจะอยู่ถึงวันที่เรา พร้อม แล้วความพร้อมอย่างนั้นมันเป็นความ ฟุ้งฝัน บางคนก็ได้มาจริง บางคนก็ไม่ได้ แต่ส่วน ใหญ่แล้วก็จะไม่ได้อย่างที่ตัวหวังเอาไว้ เพราะ ฉะนั้นเราจะต้องพร้อมเสมอในการที่จะทำสอง อย่างควบคู่กันไป วันใดที่เราได้เข้าถึงพระรัตนตรัยในตัว วันนั้นจะเป็นวัน มหาปีติ จะมีความสุขที่ยิ่งใหญ่ และการเปลี่ยนแปลงชีวิตของ เราไปสู่ภาวะของผู้รู้ บัณฑิต นักปราชญ์ ที่จะดำเนินชีวิตได้ อย่างถูกต้อง เป็นแสงสว่างให้กับทุกๆ คนที่เข้าใกล้ ดังนั้นให้ลูกทุกคนตั้งใจปฏิบัติธรรมทุกวันเลย อย่าไปคำนึง ถึงเรื่องดิน อากาศ ฟ้า ความพร้อม ความปลอดกังวลจาก เครื่องพันธนาการของชีวิต หรือจะไปคอยตอนแก่อะไรอย่างนี้ การทำสมาธิตอนแก่มันสู้ทำตอนมีเรี่ยวมีแรงไม่ได้ เพราะ มนุษย์มีข้อจำกัด ตอนเราสูงอายุ เรามีความพร้อมเรื่องทรัพย์ เป็นอิสระทางการเงิน แต่ว่าไม่เป็นอิสระจากโรคภัยไข้เจ็บ และ ความอ่อนแอของร่างกาย เพราะสังขารมีความเสื่อมไปเป็น ธรรมดา การปฏิบัติธรรมก็ต้องอาศัยความแข็งแรงของร่างกายด้วย ถ้าร่างกายไม่มีความพร้อมจะปฏิบัติธรรมให้ดีเยี่ยมนั้น ไม่ใช่ ง่าย จะมีผู้เฒ่าบางท่านเท่านั้นที่สมหวังจากการปฏิบัติธรรมใน บั้นปลายของชีวิต แต่ส่วนใหญ่แล้วก็จะไม่ประสบความสำเร็จ เพราะข้อจำกัดของมนุษย์ ที่สังขารมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา ดีที่สุดก็คือในวัยที่เรายังแข็งแรงอยู่ แม้จะยังไม่เป็นอิสระ ทางการเงิน หรือความปรารถนาของเราก็ตาม แต่ความแข็งแรง นี้เป็นลาภอันประเสริฐสำหรับชีวิตของผู้รู้ เมื่อทราบว่าเกิดมา เพื่อวัตถุประสงค์อะไร ก็จะอาศัยความแข็งแรงประกอบกรณียกิจ กิจที่เป็นงานที่แท้จริงของชีวิตในทุกๆ ภพชาติที่เกิดมาเป็น มนุษย์คือการปฏิบัติธรรม ฝึกใจของเราให้หยุดนิ่ง เราไม่ได้แล้วใครจะได้ ลูกทุกคนเป็นผู้มีบุญ ได้มาถึงจุดที่เรามีความพร้อมที่จะ ปฏิบัติธรรม เรามีบุญ ที่รู้ว่าพระรัตนตรัยมีอยู่ในตัวของเราจริงๆ เป็น ของดีจริง เราสามารถเข้าถึงได้ด้วยความเพียร และการทำถูก หลักวิชชา ลูกมีบุญ ที่รู้ว่าเราจะเริ่มต้นที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ เพื่อ ที่จะเข้าไปถึงพระรัตนตรัยในตัว มีบุญที่รู้โนฮาว (know-how) หยุดเป็นตัวสำเร็จ ความรู้ วิธีการว่า ทำอย่างไรจึงจะเข้าถึงพระรัตนตรัยในตัว มีบุญทุกอย่าง แม้ติดขัดปัญหาอะไรก็ยังมีครูบาอาจารย์ คอยเป็นกัลยาณมิตรให้ คอยตอบคำถามที่เป็นข้อสงสัยในการ ปฏิบัติธรรมของเรา ในยามที่เราท้อใจที่ปฏิบัติธรรมไม่ได้ผลทันตาเห็น ก็ยังมี กัลยาณมิตรคอยปลุกประโลมใจ ให้กำลังใจที่จะให้เรามีความ เพียรในการปฏิบัติต่อ เรามีเพื่อนสหธรรมิกเป็นจำนวนมาก ที่มีใจแน่วแน่อยาก จะเข้าถึงธรรมะในตัว มีหลายท่านที่มีประสบการณ์ภายในเป็น เครื่องยืนยันว่า พระรัตนตรัยนั้นมีอยู่ภายในตัวของมนุษย์จริงๆ ซึ่งเพื่อนสหธรรมิกหรือพี่น้องวงธรรมะของเรานี่แหละ ก็จะเป็น กำลังใจให้กับเรา เพราะฉะนั้น ลูกทุกคน จะพูดไม่ได้ หรือไม่ควรแม้แต่จะ คิดว่า เรามีบุญน้อย มีวาสนาน้อย คงจะปฏิบัติเข้าถึงได้ยาก เราไม่ควรจะคิดอย่างนี้เลย ถ้าบุญน้อยเราจะไม่ได้ยินได้ฟังหรือมาอยู่ในหมู่คณะที่ เขาปฏิบัติธรรมจนมีประสบการณ์ภายในเป็นเครื่องยืนยันว่า สิ่งดีๆ นี้มีอยู่จริงๆ ในตัวของเรา แล้วพี่น้องวงธรรมะของ เรานั้นไม่ใช่ว่ามาจากครอบครัวของชาวพุทธอย่างเดียว ที่มา จากครอบครัวที่ไม่ใช่ชาวพุทธก็มี ที่เป็นกลางๆ ไม่มีศาสนา ก็มี แล้วก็ลงมือปฏิบัติอย่างที่ลูกทุกคนปฏิบัตินี่แหละ แล้วก็ เข้าถึงพระรัตนตรัยในตัว ความเชื่อแม้แตกต่างกันภายนอก จากการได้ยิน ได้ฟัง ได้รับการอบรมสั่งสอนมา ไม่ได้เป็นอุปสรรคในการเข้าถึงพระ รัตนตรัยในตัว เพราะสัจธรรมก็คือสัจธรรม ความจริงก็คือความ จริง ความเชื่อก็คือความเชื่อ นี่ก็เป็นเครื่องยืนยันว่า ลูกทุกคนมีบุญเพียงพอที่จะเข้าถึง ถ้ามีความเพียรและทำให้ถูกหลักวิชชา ให้มีสติ สบาย สม่ำเสมอ หมั่นสังเกต แล้วก็สมัครใจที่จะเข้าถึงพระรัตนตรัยในตัวให้ได้ มีเพียงอย่างนี้แค่นี้เท่านั้น ลูกทุกคนก็จะต้องสมหวังกันอย่าง แน่นอน เลิกคิดได้แล้วว่า เรามีบุญน้อยวาสนา น้อย หรือว่ามรรคผลนิพพาน หรือการบรรลุ ธรรมาภิสมัยนั้นมันหมดสมัยไปแล้ว นั่นมันคำ กล่าวของคนเกียจคร้านที่ไม่มีความเพียร หรือผู้ ที่อยู่ในวงเหล้าขี้เมาต่างๆ หรือผู้ที่เพลิดเพลิน ในโลก ไม่มีความรู้จริง ก็พูดคุยกันไปอย่างนั้น แต่ธรรมาภิสมัย หรือมรรคผลนิพพาน หรือพระ รัตนตรัยในตัว ไม่ได้เป็นอย่างนั้น สิ่งนี้ยังมีอยู่ รอคอยการเข้าถึงเท่านั้น เพราะฉะนั้นความ เพียรและการปฏิบัติอย่างถูกหลักวิชชาจึงจะ ทำให้สมปรารถนาได้ ถ้าลูกหยุดใจได้ จนกระทั่งเข้าถึงพระรัตนตรัยในตัว จน หายสงสัยแล้วว่า มีจริงและดีจริง อย่างนี้จะไปอยู่ที่ไหนก็ได้ใน โลก จะอยู่ในป่า ป่านั้นก็ร่มรื่น จะอยู่ในภูเขา ภูเขานั้นก็ร่มรื่น จะอยู่ในถ้ำถ้ำนั้นก็ร่มรื่นถ้าถูกเขาไปปล่อยที่เกาะเกาะนั้นก็ ร่มรื่น อยู่บนเรือเดินสมุทร เรือนั้นก็ร่มรื่น จะอยู่บ้านไหน บ้าน นั้นก็ร่มรื่น จะไปสู่ตระกูลอื่น ตระกูลอื่นก็รุ่งเรือง เพราะฉะนั้น การเข้าถึงพระรัตนตรัยในตัวจึงเป็นหลัก ของชีวิต ฝึกกันให้ได้ ทำกันให้สม่ำเสมอ สมัครใจที่จะเข้าถึง มีสติคู่กับสบาย สม่ำเสมอ และก็หมั่นสังเกต ทำอย่างนี้ แค่นี้ เท่านั้น ลูกก็จะสมปรารถนาอย่างแน่นอน สมัครใจ สติ สบาย สม่ำเสมอ สังเกต ก็จะสมปรารถนา วันอาทิตย์ที่ ๓ เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๘ 10.ฌานกีฬา คุณพุทธเจ้าครอบฟ้า จักรวาล ใดเล่าจักเปรียบปาน เทียบได้ แนะทางสู่นฤพาน บรมสุข ตรึกเอกายนมรรคไว้ แน่แท้เกษมศานต์ ตะวันธรรม ตั้งใจหลับตาเจริญสมาธิภาวนากันนะ หลับตาเบาๆ พอ สบายๆ ทำใจให้เบิกบาน แช่มชื่น ให้สะอาด บริสุทธิ์ ผ่องใส หยุดใจไปที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ในกลางท้องของเรา เหนือ สะดือขึ้นมา ๒ นิ้วมือ หยุดใจนิ่งๆ นุ่มๆ ละมุนละไม อย่าง สบายๆ ตรึกนึกถึงดวงใส หยุดอยู่ในกลางดวงใสๆ หรือตรึกนึกถึง พระแก้วใสๆ หยุดอยู่ในกลางองค์พระใสๆ อย่างใดอย่างหนึ่ง ในสองอย่างใจของเราจะได้กลับมาสู่ที่ตั้งดั้งเดิม ให้หยุดนิ่งๆ เบาๆ สบายๆ ฝึกให้ติดเป็นนิสัย ให้มีความคุ้นกับศูนย์กลาง กาย ซึ่งเป็นที่สิงสถิตของพระรัตนตรัย พุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ แล้วก็สังฆรัตนะ อยู่ภายในตัวของเรา พุทธรัตนะ คือ พระธรรมกายใสๆ ธรรมรัตนะ เป็นดวงธรรมใสๆ กลมรอบตัวอยู่ ในกลางพุทธรัตนะ สังฆรัตนะ เป็นพระธรรมกายที่ละเอียดลงไปอีก ระดับหนึ่งอยู่ในกลางธรรมรัตนะ สามอย่างนี้ เป็นที่พึ่งที่ระลึกที่แท้จริงของพวกเรา สิ่งอื่น ไม่ใช่ เรามาเกิดในแต่ละภพชาติก็เพื่อวัตถุประสงค์นี้ ต้องเข้า ถึงพระรัตนตรัยให้ได้ พระรัตนตรัยจะได้เป็นเกราะกำบังภัย ให้เราได้ เพราะชีวิตในสังสารวัฏ ไม่ว่าจะเกิดเป็นอะไรล้วนมี ทุกข์มีภัยทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นเราก็ต้องมีที่พึ่งของเรา ต้องหาที่ พึ่ง ต้องรู้จักที่พึ่งที่แท้จริงว่ามีเพียงเท่านี้ นอกนั้นไม่ใช่ พระรัตนตรัยเป็นแหล่งแห่งบุญ แหล่งแห่งความบริสุทธิ์ แหล่งแห่งความรู้แจ้งที่แท้จริง และแหล่งแห่งอานุภาพอันไม่มี ประมาณ เพราะฉะนั้นเราอย่าไปแสวงหาสิ่งอื่นเป็นที่พึ่งเลย ให้มีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง ภัยต่างๆ เกิดขึ้นกับเราได้ตลอด เวลา ช่วงไหนบุญเราหย่อน ภัยมันก็เยอะ ถ้าบุญเราเยอะ ภัยมันก็หย่อน นี่เป็นหลักวิชชาของชีวิต การมีพระรัตนตรัย เป็นที่พึ่งจะทำให้เรารู้สึกอบอุ่นและปลอดภัย หนักก็เป็นเบา เบาก็หาย ถ้าตายก็ไปดี เข้าถึงก็มีความสุขทันที เป็นความสุข ที่ยิ่งใหญ่ไม่มีประมาณ ค่อยๆฝึกไป เราต้องให้เวลาในการทำใจหยุดใจนิ่ง ควบคู่กับภารกิจ ประจำวัน ต้องทำให้สม่ำเสมอ อย่าทำๆ หยุดๆ อย่างนั้น ผลมันจะเกิดช้า ให้หมั่นทำสม่ำเสมอทุกวัน แม้ว่าเมื่อเวลาเรา นั่งอาจจะฟุ้งบ้าง มืดบ้าง เมื่อยบ้าง ก็อย่าไปท้อ ให้ทำต่อไป เรื่อยๆ ความมืดในใจ มันไม่มีตลอดเวลา เหมือนความมืดภายนอก ก็เช่นเดียวกัน ก็มีอยู่ชั่วระยะหนึ่งแล้วก็จะสว่าง ความมืดในใจ เวลาเราหลับตาแล้วมืด มันก็ชั่วคราว ถ้าเรามีความเพียรและทำ ถูกหลักวิชชาไม่ช้าความมืดนั้นก็จะค่อยๆ เจือจางลงไปเรื่อยๆ แล้วก็ล่มสลายหายไปในที่สุด ดังนั้น การทำความเพียรให้ถูกหลักวิชชาจึงมีความสำคัญ มาก ต้องให้สม่ำเสมอ อย่าให้ขาดเลยแม้แต่เพียงวันเดียวไม่ว่า จะเจ็บ จะป่วย จะไข้ จะเป็นอะไรก็แล้วแต่ ให้ฝึกใจหยุดนิ่งเอา ไว้เรื่อยๆ บางช่วงเราไม่สบาย เรานั่งไม่ไหว เราก็นอนทำ แต่ ถ้าแข็งแรงเราก็ควรจะนั่ง นั่งฝึกไปเรื่อยๆ ฝึกไป หยุดไป นิ่งไป ให้ใจคุ้นกับศูนย์กลางกาย เรามีบุญมาก พวกเรามีบุญมาก ที่มาอยู่ในยุคที่มีการฟื้นฟูวิชชาธรรมกาย ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบังเกิดขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง จากการสละ ชีวิตของพระเดชพระคุณหลวงปู่ พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) ได้ค้นพบวิชชาธรรมกายหวนคืนมาอีกครั้งหนึ่ง เรามีบุญมาก ที่ได้ยินเรื่องวิชชาธรรมกาย หรือเรื่องพระ ธรรมกายมีอยู่ในตัวของเรา เป็นที่พึ่งที่ระลึกที่แท้จริง เป็นตัวพระ รัตนตรัย เรามีบุญมาก ที่รู้ว่าท่านสถิตอยู่ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ เหนือสะดือขึ้นมา ๒ นิ้วมือ และยิ่งไปกว่านั้น เรามีบุญมาก ที่รู้หลักวิชชาที่จะเข้าถึงพระรัตนตรัยในตัวว่า ต้องทำใจให้หยุดนิ่งอยู่ภายใน นิ่งอย่างสบาย “หยุดเป็นตัวสำเร็จ ตั้งแต่เบื้องต้นจนกระทั่งเป็นพระ อรหันต์” ซึ่งหลักวิชชาตรงนี้ ตั้งแต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าดับขันธ ปรินิพพานไปแล้ว ก่อนการบังเกิดขึ้นของพระเดชพระคุณ หลวงปู่ฯ ก็ยังไม่เคยเห็นมีใครมาสอน คำว่า “สมณะหยุด” มีปรากฏอยู่ในพระไตรปิฎก คำว่า “ธรรมกาย” ก็มีปรากฏอยู่ในพระไตรปิฎก แต่ผู้ที่จะอธิบาย ขยายความให้เข้าใจได้ง่าย และสามารถนำมาปฏิบัติได้นั้นก็ ยังไม่มี จนกระทั่งการมาเกิดขึ้นของพระเดชพระคุณหลวงปู่ฯ ของเรา เพราะฉะนั้นเรามีบุญมากที่ได้มาอยู่ในยุคนี้ ทุกอย่าง เตรียมพร้อมเอาไว้ให้สำหรับเรา เหลือแต่ความเพียรแล้วก็ทำให้ ถูกหลักวิชชา ถ้าเราเห็นคุณค่า สมัครใจที่จะเข้าถึง แล้วก็ให้มี สติ สบาย สม่ำเสมอ หมั่นสังเกต เดี๋ยวเราก็สมปรารถนา ภัยเกิดขึ้นได้ตลอดเวลาอย่าประมาท ภัยของชีวิตไม่มีนิมิตหมาย ใครเลยจะคิดว่า ชายทะเล ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยว สวยสดงดงาม อยู่บริเวณนั้นเป็นร้อย เป็นพันปี มันก็ยังคงความสวยงามอยู่อย่างนั้น ไม่ได้มีอะไรเกิด ขึ้น แต่จู่ๆ ก็เกิดสึนามิขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย แล้วนำความ พลัดพรากจากสิ่งที่เป็นที่รักให้บังเกิดขึ้น ทำให้เกิดความโศก เศร้า เสียใจ คับแค้นใจ พร่ำพิไรรำพัน นี่ก็เป็นเครื่องสอนเรา ให้รู้ว่า ในวัฏฏะนี้มีภัยอยู่ตลอดเวลา มันจะเกิดขึ้นเมื่อไร เรา ไม่รู้ เราเห็นแต่ว่าเกิดขึ้นกับคนอื่น มีทุกวัน แต่กับเรานี่ เราไม่รู้ เพราะฉะนั้นเพื่อความไม่ประมาท ต้องหมั่นปฏิบัติธรรมให้เข้า ถึงพระรัตนตรัยในตัวให้ได้ อย่าเกียจคร้านในการทำความเพียร จะต้องมีสักวันหนึ่ง ที่เราหมดเรี่ยวแรงนอนอยู่บนเตียงคนป่วย ขยับเนื้อขยับตัว ไม่ได้ เหมือนบุรุษผู้มีกำลังสิบคนจับเราเอาไว้ ถึงตอนนั้นเรา ต้องการที่พึ่ง เพราะตอนนั้นเรามีความทุกข์ทั้งกายใจ แต่หาก เราไม่เตรียมตัวก่อนล่วงหน้า ถ้าจะไปเรียกร้องหาในตอนนั้น มันก็สายเกินไป ดังนั้นต้องหมั่นปฏิบัติธรรมทุกวัน และในวัน อาทิตย์เราก็มาชุมนุมกัน มาฝึกใจให้หยุดนิ่ง ให้ใจใสๆ อานิสงส์การหยุดใจ การฝึกใจหยุดนิ่งก็เป็นบุญอย่างหนึ่งของเรา เป็นทาง มาแห่งบุญ ถ้าใจเราหยุดนิ่งได้สนิท แสงสว่างเกิดขึ้นแวบหนึ่ง เป็นความสว่างภายในเมื่อใจพ้นจากนิวรณ์ เหมือนพระจันทร์ พ้นจากหมู่เมฆ บุญที่เกิดขึ้นในช่วงความสว่างของใจเพียงแค่ แวบเดียว พระเดชพระคุณหลวงปู่ฯ กล่าวเอาไว้ว่า มีอานิสงส์ มากกว่าสร้างโบสถ์ วิหาร ศาลาการเปรียญเสียอีก เราก็ลองคิดดูว่า โบสถ์ วิหาร ศาลาการเปรียญ ถาวรวัตถุ เหล่านั้นจะต้องใช้ทรัพย์แค่ไหน ต้องใช้กำลังใจในการตัดความ ตระหนี่หรือความเสียดายทรัพย์มากขนาดไหน ต้องใช้วันเวลา ในการก่อสร้างนานแค่ไหน จะต้องแก้ปัญหาและแรงกดดันทุก อย่างให้หมดไปจนกว่าจะสร้างเสร็จเรียบร้อยและใช้ประโยชน์ ได้ แม้อย่างนี้ก็ยังได้อานิสงส์น้อยกว่าใจหยุดแค่เพียงแวบหนึ่ง แล้วความสว่างเกิดขึ้น ที่อานิสงส์มากกว่านั้นเป็นเพราะว่า การสร้างถาวรวัตถุ เหล่านั้นยังเป็นกามาวจร คือ ยังส่งผลให้เราอยู่ในภพแห่งกาม แต่ความสว่างที่เกิดขึ้นภายในเป็นต้นทางของมรรคผลนิพพาน เป็นทางหลุดพ้นจากกิเลสอาสวะ จิตมีความบริสุทธิ์ มีความ สว่างมากกว่า แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่ต้องทำทานวัตถุนะ เพราะบุญส่งผลกันคนละอย่าง แต่ถ้าพูดถึงความมากกว่ากันแล้ว ความสว่างที่เกิดขึ้นจาก ใจหยุดนี้ จะมีอานิสงส์มากกว่า แล้วหยุดประเดี๋ยวเดียว ความ สว่างเกิดขึ้น และไม่ใช่สว่างอย่างเดียว แต่มาพร้อมกับความสุข ที่แท้จริงที่เราไม่อาจจะแสวงหาได้จากที่ใดหรือจากวัตถุใดเลย เป็นความสุขที่ยิ่งใหญ่ ที่จะได้จากการทำใจหยุดนิ่งอย่างเดียว ด้วยตัวของเราเอง ทำแทนกันไม่ได้ และความสว่างนั้นก็เป็นต้น ทางในการที่จะศึกษาความรู้ภายใน จะต้องผ่านภายในตัวของ เราเพื่อไปสู่โลกกว้างอันยิ่งใหญ่ ไปสู่ความรู้เรื่องราวความเป็น จริงของชีวิต เรื่องกฎแห่งกรรม ภพภูมิต่างๆ ในปรโลก ชีวิต ใหม่หลังจากตายแล้ว ยังมีสรรพสัตว์ทั้งหลายอีกมากมายที่อยู่ตามภพภูมิต่างๆ นอกเหนือจากที่เราเห็นด้วยตาเนื้อว่า มีมนุษย์ มีสัตว์เดรัจฉาน เท่านั้น แต่ยังมีในภพภูมิอื่นๆ อีกมากมาย ทั้งในอบาย ทั้งใน สุคติโลกสวรรค์ หรือภพภูมิที่เกินไปกว่านั้น พรหม อรูปพรหม กระทั่งนอกภพ ๓ ไป สูงที่สุดก็เป็นอายตนนิพพาน ล่างสุดก็ เป็นโลกันตนรก ทั้งหมดนี้เป็นความรู้ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่พระองค์ไปรู้ ไปเห็นแล้วนำมาสั่งสอน และก็มีบันทึกเก็บเอาไว้ในพระไตรปิฎก สิ่งเหล่านี้เราสามารถศึกษาได้จากคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธ เจ้า ปฏิบัติเข้าถึงได้ แล้วก็ไปรู้เห็นอย่างที่พระองค์ได้รู้เห็นเป็น พยานในการตรัสรู้ธรรมของท่าน เพราะฉะนั้นการปฏิบัติธรรม จึงเป็นสิ่งสำคัญ ต้องหมั่นปฏิบัติกันทุกวัน อย่าท้อ อย่าท้อ วันนี้มืด ไม่ได้แปลว่าพรุ่งนี้จะมืดตลอด ดังนั้นก็หมั่นฝึก ไป หยุดไป แล้วก็สังเกตไป เราทำถูกหลักวิชชาไหม ตั้งใจเกิน ไปหรือเปล่า หรือว่าย่อหย่อน ปล่อยใจให้ฟุ้งฝันไปเรื่อยเปื่อย ทุกอย่างมันอยู่ที่เรา ในการปรับให้เข้าไปอยู่ในเส้นทาง สายกลาง เส้นทางแห่งความพอดี เราสังเกตได้ เราสามารถ ทำได้ ฝึกได้ แล้วก็ให้ต่อเนื่องกันไปเรื่อยๆ ทั้งนั่ง นอน ยืน เดิน ตรึกนึกถึงดวงใส หยุดอยู่กลางดวงใส หรือตรึกนึกถึงองค์ พระใสๆ หยุดอยู่ในกลางองค์พระใสๆ อย่าสงสัย เมื่อถูกส่วนแล้ว มีอะไรให้ดู เราก็ดูไป ไม่ต้องสงสัย หรือคิด ว่าสิ่งที่เราเห็นขึ้นมาเราคิดไปเอง หรือว่าเป็นของจริงอะไร มักมี หลายๆ ท่านคิดอย่างนี้ ซึ่งจะทำให้ใจถอนออกมาหยาบ เพราะ การที่เราเห็นภาพเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นภาพอะไร ก็เป็นสัญญาณ ว่าเราทำถูกต้องระดับหนึ่งแล้ว ใจหยุดในระดับสมาธิอ่อนๆ ที่เขาเรียกว่า ขณิกสมาธิ ภาพพระเริ่มปรากฏ ซึ่งมันก็เป็นเหมือน ภาพทิวทัศน์ ที่เวลาเรานั่งรถไปก็จะเห็นสองข้างทาง ข้างหน้า บ้าง ข้างหลังบ้าง จะเป็นภาพนิมิตเลื่อนลอย หรือภาพอะไร ก็แล้วแต่ ให้เราดูเฉยๆ เหมือนเราดูทิวทัศน์ โดยปราศจาก ความคิด เดี๋ยวสิ่งเหล่านั้นก็จะค่อยๆ นำใจเราเข้าไปสู่ภายใน ถ้าเรามองเฉยๆ มองไป ดูไป ภาพนั้นก็จะเปลี่ยนไป เรื่อยๆ ถ้าเราเฉย แต่เราไม่เฉย ยึดมั่นถือมั่นว่ามันเป็นจริงเป็นจัง มันก็จะหยุดอยู่แค่นั้น แต่ถ้าเราเฉยๆ ไม่ผูกพัน ไม่ยึดมั่นถือมั่น ดูไปเรื่อยๆ เดี๋ยวภาพเหล่านั้นก็ค่อยๆ แปรเปลี่ยนไปเรื่อยๆ เปลี่ยนไปจนกระทั่งจะไปหยุดอยู่ตรงดวงใสๆ กลมรอบตัว อย่างเล็กก็ขนาดดวงดาวในอากาศ อย่างกลางก็ขนาดพระจันทร์ในคืนวันเพ็ญ อย่างใหญ่ก็ขนาดพระอาทิตย์ยามเที่ยงวัน นั่นแหละปฐมมรรค หนทางเบื้องต้นที่จะไปสู่อายตน นิพพาน เป็นต้นทางของพระนิพพาน ถ้าได้เข้าถึง ณ ตรงนี้ ก็ เป็นเครื่องยืนยันว่า เราต้องไปถึงอายตนนิพพานแน่นอน อย่าง น้อยก็เห็นกายในกาย แล้วก็เข้าถึงพระรัตนตรัยในตัว เพราะ ฉะนั้นภาพอะไรเกิดขึ้น เราก็ดูไปเรื่อยๆ อย่างสบายๆ โดย ไม่ต้องคิดอะไรทั้งสิ้น หรือบางท่านนึกนิมิตองค์พระแทนดวงใสๆ ภาพองค์ พระที่เห็นใหม่ๆ ก็จะเป็นภาพองค์พระที่เราคุ้นเคย ที่ทำด้วย วัสดุต่างๆ ยังไม่มีความใกล้เคียงกับลักษณะมหาบุรุษ สวยแต่ ว่ายังไม่ถึงที่สุด หรือคล้ายๆ ที่เราเคยเห็น เห็นในระดับนี้ เราก็ไม่ต้องนึกว่า เอ๊ะ! นี่เราคิดไปเอง หรือ เราเห็น ใช่หรือไม่ใช่ ถ้าใช่ ความรู้สึกที่มีคำถามจะไม่มี เมื่อเรา ดูองค์พระที่ลักษณะยังไม่สมบูรณ์ ดูไปเรื่อยๆ เดี๋ยวท่านก็จะ เปลี่ยนแปลงไปเอง ไปถึงจุดแห่งความสมบูรณ์ เราก็หยุดนิ่ง แล้วภาพนั้นจะปรากฏเกิดขึ้น พร้อมกับความสงสัยที่จะหายไป เมื่อเราเข้าถึงพระธรรมกายจริงๆ ความ สงสัยมันจะหมดไปว่า คิดไปเองหรือเห็นจริงๆ แต่ถ้ายังมีความคิดอยู่ ก็เป็นเครื่องวัดว่า เรา กำลังเดินทางเข้าไปสู่ภายใน เพราะฉะนั้นเรา ก็ดูไปเฉยๆ ดูไปอย่างสบายๆ โดยไม่ต้องคิด อะไรทั้งสิ้นดูไปเรื่อยๆ เราจะเห็นว่าการปฏิบัติธรรมนี้ ถ้ารู้หลักวิชชาแล้วก็ไม่ได้ ยากมาก มันเหมือนเส้นผมบังภูเขา พอเราเขี่ยเส้นผมออกก็จะ เห็นภูเขา นี่ก็เหมือนกัน เมื่อเราเขี่ยความไม่รู้ออกไป ก็จะเห็น สิ่งเหล่านี้ขึ้นมา แล้วภาพทางใจเวลาเห็น มันจะค่อยๆ ชัด มันยังชัดไม่ มาก เพราะฉะนั้นเราจะไปเร่งแค่ไหน จะให้มันชัดดังใจ มันทำ ไม่ได้ เหมือนลูกไก่ในกระเปาะไข่ ถ้าไม่ถึงเวลามันก็ไม่เจาะ กระเปาะไข่ออกมาเป็นลูกเจี๊ยบ ต้องถึงกำหนดเวลาของมัน เพราะฉะนั้นเราก็ดูไปเรื่อยๆ สบายๆ เท่าที่มีมาให้ดู มีมืดให้ดู เราก็ดูมืด มีภาพคุ่มๆ ค่ำๆ ให้ดู เราก็ดูไป ดู ไปอย่างสบายๆ การที่ดูสบายๆ เฉยๆ นั่นแหละใจจะหยุด จะนิ่งเอง ใจจะค่อยๆ นิ่งนุ่ม มีความสุข สบายกาย สบายใจ ไม่ปวด ไม่เมื่อย ไม่มืด ก็ดูไปเรื่อยๆ แล้วมันก็จะค่อยๆ ชัด ขึ้น จะชัดขึ้นมาแค่ไหนเราก็ดูเฉยๆ อย่าไปลุ้น ไปเร่ง ไปเพ่ง ไปจ้อง ดูเฉยๆ หยุดอย่างเดียว ยิ่งเรานิ่งมาก ภาพก็จะยิ่งชัด มาก ยิ่งหยุดยิ่งนิ่งก็ยิ่งชัดมากขึ้นๆ จนกระทั่งเราเห็นชัดเท่ากับ เราลืมตาเห็นวัตถุภายนอก จะเห็นชัดเหมือนกันเลย แต่จะ แตกต่างจากตาเนื้อก็ตอนที่เมื่อเรายิ่งหยุดยิ่งนิ่ง หยุดในหยุด นิ่งในนิ่งเข้าไปอีก มันจะชัดกว่าเราลืมตาเห็น เหมือนเรามีกล้อง ขยายดูความละเอียดบางสิ่งที่เห็น เช่น เห็นดวงธรรม เห็นกาย มนุษย์ละเอียด กายทิพย์ กายพรหม กายอรูปพรหม กายธรรม ยิ่งหยุดยิ่งนิ่ง ก็จะยิ่งชัด ยิ่งใส ใสเกินใส เกินความใสใดๆ ใน โลก ที่สุดแห่งความใสที่เราเคยคุ้นกับเพชรอย่างนั้น เพชรต้อง แสงที่ไม่มีตำหนิ แต่นี่มันกว่านั้น มันไม่ใช่เพชรต้องแสง แต่ เป็นสิ่งที่มีแสงอยู่ในตัว เหมือนเป็นแหล่งกำเนิดของแสงแห่ง ความบริสุทธิ์ เมื่อใจหยุดนิ่งสงัดจากกาม จากบาปอกุศลธรรม ละวิตก วิจาร มีปีติ มีสุข มีความเป็นหนึ่ง อารมณ์เดียว อารมณ์ดี อารมณ์สบาย มันจะชัดยิ่งกว่าลืมตาเห็น ฌานกีฬากีฬาของผู้รู้ ตอนนี้จะสนุกแล้วละ เราจะนึกขยายก็ขยาย นึกให้ย่อก็ ย่อได้ที่เราเรียกว่า “ปฏิภาคนิมิต” แล้วก็จะมีความสุข สนุก แบบบุญบันเทิง จะมีกีฬาที่เกิดขึ้น เขาเรียกว่า ฌานกีฬา กีฬา สำหรับผู้มีฌาน ผู้ที่ใจหยุดใจนิ่ง คือยิ่งเรามองไปเรื่อย มันก็จะดิ่ง เข้าไปข้างใน ดวงธรรมก็ขยาย จากดวงแรกเห็นดวงถัดไป ดวงศีล ดวงสมาธิ ดวงปัญญา ดวงวิมุตติ ดวงวิมุตติญาณทัสสนะ จะผุดซ้อนๆ กัน แต่ละดวงนั้นกลมเหมือนกัน แต่สว่าง ไม่เหมือนกัน และรสชาติก็ไม่เหมือนกัน ดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ก็มีรสชาติ อย่างหนึ่ง ดวงศีลก็มีรสชาติอีกอย่างหนึ่ง ดวง สมาธิก็มีรสชาติอีกอย่างหนึ่ง ดวงปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ ต่างก็มีรสชาติที่แตกต่างกัน ไปเหมือนปิ่นโตที่มีเถาหลายๆ ชั้น ชั้นแรกว่า อร่อยแล้ว ชั้นถัดไปก็อร่อยเพิ่มขึ้น ดวงธรรมทั้ง ๖ ก็จะเป็นอย่างนั้นแหละ จะมีความอร่อยทาง ใจที่เบิกบาน มีความสุข มีรสชาติที่แตกต่างกันไป เรื่อยๆ กระทั่งเข้าถึงกายมนุษย์ละเอียด เราจะ ยิ่งมีปีติ มีความสุข เบิกบาน แต่ใจไม่กระเพื่อม เมื่อหยุดอยู่กลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะ มีกายเกิดขึ้น ตรงกลางของดวงวิมุตติญาณทัสสนะ เป็นตัวเราเองที่ค่อยๆ โตขึ้นมา จากตัวเล็กๆ เท่ากับปลายเข็ม เล็กเท่ามด แต่เราเห็น ชัดได้ไม่ว่าใครภายนอกจะสายตาสั้น สายตายาว หรือสายตา มองไม่เห็นอะไรก็ตาม แต่เมื่อใจหยุดนิ่งตรงนี้แล้ว มันจะเลย ขอบเขตสายตามนุษย์ไป เพราะเป็นตาข้างในที่ทำให้เราเห็น แม้ กายนั้นจะเล็กเหมือนมด ก็เห็นครบทุกส่วนของร่างกายที่นั่งขัด สมาธิเจริญสมาธิภาวนาอยู่บนแผ่นฌาน และยิ่งโตขยายใหญ่ ขึ้นมาก็ยิ่งเห็นชัด เป็นตัวเราที่อยู่ในวัยเจริญ ดูสวยสดงดงาม มากกว่าเราส่องกระจกดูตัวเรา หรือดูภาพถ่ายในอดีต เพราะ ว่าภาพที่เกิดขึ้นนี้มันมีชีวิตชีวา แต่น่าอัศจรรย์ว่า เราเข้าไปนั่ง อยู่ในตัวเราได้อย่างไร และเป็นเราที่สดใสกว่ากายภายนอก แม้สงบนิ่งอยู่ภายใน แต่ก็รู้ว่ามีชีวิตจิตใจเหมือนเรา นี่ก็ เป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์ อย่างเราดูหุ่นประติมากรรมอะไรต่างๆ มันนิ่ง แต่มันไม่มีชีวิตจิตใจ แต่นี่นิ่งแล้วเราก็รู้ได้ว่ามีชีวิตจิตใจ แต่ก็ไม่ได้แปลว่าเขาทำอะไรไม่ได้ เขาทำได้ทั้งนั้น แต่ทำแบบกาย มนุษย์ละเอียดที่แวบไปแวบมาในภพภูมิของกายมนุษย์ละเอียด ที่ไปได้เร็วแตกต่างจากกายหยาบของเรามันหนัก จะไปไหนมัน ต้องตะเกียกตะกายไป ต้องขึ้นรถ ลงเรือ ขึ้นเครื่อง แต่ถ้ากาย มนุษย์ละเอียดจะแวบไปได้ เพราะฉะนั้นกายมนุษย์ละเอียด ของบางคนที่ละโลกไปแล้ว ถ้าบุญน้อยก็ต้องตะเกียกตะกาย ไป ถ้าบุญมาก มันก็แวบไปถึงไหนก็ได้ จะมีสิ่งอัศจรรย์อย่างนี้เกิดขึ้นภายในเรา เป็นฌานกีฬา กีฬาสำหรับผู้มีฌาน กีฬาของผู้รู้ กีฬาของอริยชนผู้ประเสริฐ ซึ่งแตกต่างจากกีฬาของผู้ไม่รู้ ที่มีความหายนะเจือปนอยู่ในนั้น นอกจากเหน็ดเหนื่อย ทุกข์ทรมาน ยังมีการพนันอีก มีการ ทะเลาะเบาะแว้ง มีการกระทบกระทั่ง การพลัดพรากโศกเศร้า เสียใจ คับแค้นใจ พร่ำพิไรรำพัน การผูกเวรกันข้ามชาติ การต้อง โทษทัณฑ์ทรมาน ติดคุกติดตะราง กระทั่งไปอบายภูมิ กีฬาของผู้ไม่รู้ก็จะเป็นอย่างนี้ มันถูกความหายนะเข้าไป ครอบ แต่กีฬาของผู้รู้ ฌานกีฬา อริยกีฬา มันมีแต่บุญบันเทิง มีความสุข มีปีติ เมื่อเราเข้าไปถึงกายต่างๆ เหล่านั้น กาย มนุษย์ละเอียด กายทิพย์ กายพรหม กายอรูปพรหม กระทั่ง ถึงกายธรรม กายธรรมในกายธรรม แล้วก็มีอะไรที่น่าศึกษา อีกเยอะแยะสนุกสนาน นี่คือสิ่งที่จะเป็นรางวัลสำหรับเรา ถ้าเราขยันนั่ง มีความ เพียร แล้วก็ทำถูกหลักวิชชา อีกทั้งเป็นกรณียกิจ คือ เป็นงาน ที่แท้จริงของเรา เป็นกิจที่ควรกระทำ ถ้าเราทำได้อย่างนี้ อยู่ ตามลำพังก็ไม่เหงา แค่ที่นั่งอยู่บนอาสนะเดียว มีผ้าอาสนะรอง เราหลับตาทำสมาธิ ขัดสมาธิคู้บัลลังก์ ดำรงสติมั่น ถ้าหยุดนิ่ง ก็แสวงหาความสุขและความรอบรู้ได้ ความบันเทิงต่างๆ ก็ บังเกิดขึ้น และก็เห็นเรื่องราวความเป็นจริงของชีวิตในสรรพ สัตว์และสรรพสิ่งทั้งหลายที่แตกต่างจากความบันเทิงของโลก มายา ของผู้ที่ยังหลับอยู่ ลืมตาแต่ว่ายังหลับอยู่ มันจะต่างจากความบันเทิงของผู้ที่หลับ ความบันเทิงของ ผู้ที่ตื่นนั้นอุดมไปด้วยความรอบรู้ ความหลุดพ้นจากสิ่งไม่ดีทั้ง หลาย แล้วก็เป็นทางมาแห่งบุญ กีฬาของผู้รู้จะทำให้เกิดการ พักผ่อน ผ่อนคลายอย่างสมบูรณ์ ในระดับที่ลึกกว่าปกติ ที่จะ ขยายไปสู่ระบบประสาทกล้ามเนื้อ ให้เกิดการตื่นตัว แล้วก็มี ชีวิตชีวา ไม่เหน็ด ไม่เหนื่อย ไม่เมื่อยล้า เบิกบาน หัวใจก็จะ ขยาย ไม่คับแคบ ไม่เห็นแก่ตัว แต่จะขยายไปครอบคลุมสรรพ สัตว์และสรรพสิ่งทั้งหลาย ซึ่งแตกต่างจากภายนอก บันเทิงแบบ ผู้หลับ คือ กีฬาของผู้หลับนั้น มันมีแต่ความเหนื่อยเมื่อยล้า มี ความหายนะครอบงำดังกล่าวอย่างนั้น จึงเป็นสิ่งที่เราควรจะให้โอกาสตัวเราเอง มาศึกษามาฝึกฝน ใจให้หยุดให้นิ่ง เพราะของเหล่านี้อยู่ในตัวของเราแท้ๆ แต่เรา เข้าไม่ถึงมันก็เป็นเรื่องที่แปลก และน่าเสียดาย ฉะนั้นลูกทุกคน ก็ต้องหมั่นฝึกให้ดีนะ วันอาทิตย์ที่ ๙ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๘ 11.พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรมใด จงก้าวตามพ่อชี้ มัชฌิมา เส้นทางพระสัมมา พุทธเจ้า หยุดอยู่กึ่งกายา ทุกเมื่อ พบโลกุตตรธรรมเก้า หลุดพ้นสังสาร เมื่อเราสวดมนต์บูชาพระรัตนตรัยกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว ต่อจากนี้ไปตั้งใจให้แน่แน่ว มุ่งตรงต่อหนทางพระนิพพานกัน ทุกๆ คนนะ ให้นั่งขัดสมาธิ โดยเอาขาขวาทับขาซ้าย มือขวา ทับมือซ้าย ให้นิ้วชี้ของมือข้างขวาจรดนิ้วหัวแม่มือข้างซ้าย วาง ไว้บนหน้าตักพอสบายๆ หลับตาของเราเบาๆ พริ้มๆ พอ สบายๆ คล้ายกับตอนที่เราใกล้จะหลับ อย่าไปบีบเปลือกตา อย่ากดลูกนัยน์ตานะ แล้วก็ทำใจของเราให้เบิกบาน ให้แช่มชื่น ให้สะอาด บริสุทธิ์ ผ่องใส ไร้กังวลในทุกสิ่ง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม ให้ปลด ปล่อย วาง ทำใจให้ว่างๆ คลายความผูกพันจากทุกสิ่ง ไม่ว่า จะเป็นเรื่องของคนสัตว์สิ่งของ ธุรกิจการงาน บ้านช่อง การ ศึกษาเล่าเรียน หรือเรื่องอะไรที่นอกเหนือจากนี้ให้คลายความ ผูกพันทั้งหมด ใจของเราจะได้เกลี้ยงๆ เหมาะสมที่จะได้เป็น ภาชนะรองรับพระรัตนตรัยนะ คราวนี้เราก็รวมใจมาหยุดนิ่งๆ นุ่มๆ ที่ศูนย์กลางกาย ฐานที่ ๗ ซึ่งอยู่ในกลางท้อง ในระดับที่เหนือจากสะดือขึ้นมา ๒ นิ้วมือ โดยสมมติว่า เราหยิบเส้นด้ายขึ้นมา ๒ เส้น นำมาขึงให้ ตึง จากสะดือทะลุไปด้านหลังเส้นหนึ่ง จากด้านขวาทะลุไปด้าน ซ้ายอีกเส้นหนึ่ง ให้เส้นด้ายทั้งสองตัดกันเป็นกากบาท จุดตัด จะเล็กเท่ากับปลายเข็ม เหนือจุดตัดนี้ขึ้นมา ๒ นิ้วมือ เรียกว่า ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ซึ่งเป็นที่เกิด ที่ดับ ที่หลับ ที่ตื่นของเรา ฐานที่ ๗ ที่เกิด ที่ดับ ที่หลับ ที่ตื่น ที่เกิด คือเป็นที่มาเกิดของเรา เวลาที่จะมาเกิดเป็นกาย มนุษย์หยาบ เราก็จะเป็นกายละเอียดมาก่อน กายละเอียดที่มา จากภพภูมิต่างๆ ก็จะเข้าทางปากช่องจมูกของบิดา ท่านหญิง ข้างซ้าย ท่านชายข้างขวา แล้วก็เลื่อนไปอยู่ที่หัวตาตรงที่น้ำตา ไหลซึ่งเป็นฐานที่ ๒ แล้วก็เลื่อนมาที่กลางกั๊กศีรษะ ฐานที่ ๓ มาที่เพดานปาก ช่องปากที่อาหารสำลัก ฐานที่ ๔ แล้วก็ไป ปากช่องคอ เหนือลูกกระเดือก ฐานที่ ๕ แล้วก็เคลื่อนไปหยุด อยู่กลางท้องระดับเดียวกับสะดือ เรียกว่า ฐานที่ ๖ แล้วก็จะ มาหยุดถอยหลังขึ้นมาอยู่ที่ฐานที่ ๗ ของบิดา แล้วก็จะบังคับ คือทำให้บิดามีความรู้สึกคิดถึงมารดาเพื่อจะดึงดูดเข้าหากัน เพื่อประกอบธาตุธรรมส่วนหยาบห่อหุ้มกายละเอียดของเรา เมื่อประกอบธาตุธรรมถูกส่วนระหว่างบิดากับมารดาแล้ว กายละเอียดของเราจะเคลื่อนออกจากฐานที่ ๗ ของบิดาไป ๖, ๕, ๔, ๓, ๒, ๑ ออกทางปากช่องจมูกบิดาเข้าทางปากช่องจมูก ของมารดาไปตามฐานต่างๆ ดังกล่าวแล้วก็ไปหยุดอยู่ที่ฐานที่ ๗ ของมารดาตรงที่ธาตุธรรมส่วนหยาบของบิดาที่แบ่งไปผสม กับส่วนหยาบของมารดาและก็ไปอยู่ตรงนั้น แล้วต่อจากนี้ก็เป็นเรื่องของมารดาที่จะหล่อเลี้ยงกาย ละเอียดที่หุ้มด้วยธาตุธรรมส่วนหยาบให้เจริญวัยขึ้นมาเป็น ก้อนเนื้อเล็กๆ กระทั่งเติบโตมาเป็นกายมนุษย์หยาบของเราสู่ ครรภ์มารดา ถึงเวลาก็เคลื่อนออกมาสร้างบารมีด้วยกายมนุษย์ หยาบ นี่แหละที่เรียกว่า มาเกิด ที่ดับ เมื่อเป็นตัวเป็นตนเป็นกายมนุษย์หยาบแล้ว เวลาเรา จะไปเกิดใหม่หรือตาย ใจเราก็จะอยู่นิ่งที่ฐานที่ ๗ ภาพกรรมนิมิต ก็จะมาฉายให้เห็น สรุปบทเรียนชีวิตที่ผ่านมาตั้งแต่เกิดกระทั่งถึง วันสุดท้ายของชีวิตว่า เราทำความดี ความชั่ว หรือไม่ดีไม่ชั่วอะไร มาบ้าง กระแสอะไรแรงฝังใจมันก็จะมาฉายให้เห็นเป็นภาพยนตร์ ส่วนตัว ซึ่งเราจะเห็นด้วยตัวเอง แต่ไม่ได้เป็นแบบเราชะโงก มองเข้าไปในกลางท้อง จะเห็นเป็นเรื่องเป็นราวเหมือนเราอยู่ ในเหตุการณ์นั้น ถ้าเป็นภาพที่ดี เพราะเราทำความดีเป็นกุศลกรรม ก็ จะทำให้ใจเบิกบาน คตินิมิตก็จะสว่าง เราก็จะเคลื่อนย้ายจาก กายมนุษย์หยาบไปด้วยความปลื้มปีติเบิกบาน ออกไปแบบผู้ มีชัยชนะ เหมือนพระราชาที่รบชนะศึก รวบรวมแคว้นที่ชนะ ได้แล้วออกจากแว่นแคว้นนั้นด้วยความเบิกบาน แล้วก็เคลื่อน ย้ายจากฐานที่ ๗ ไป ๖, ๕, ๔, ๓, ๒, ๑ เป็นกายละเอียดออก ไปเกิดใหม่ เพราะฉะนั้นที่เกิดที่ดับก็อยู่ที่ฐานที่ ๗ ที่หลับ คือ เวลาเราหลับทุกคืน ใจของเราจะมาอยู่ที่ฐาน ที่ ๗ ตรงนี้ แล้วกายละเอียดก็ออกไปทำหน้าที่ฝัน จำได้บ้างไม่ ได้บ้างก็มารายงานกายเนื้อตอนตื่น ถ้าหลับแบบมีสติก็จะไม่ฝัน ถ้าขาดสติก็จะฝันเป็นตุเป็นตะ บางทีก็เป็นเรื่องเป็นราวแล้วแต่ ว่าจะเป็นความฝันประเภทไหน ที่ตื่น ก็ตื่นตรงนี้ เกิด ดับ หลับ ตื่น เริ่มต้นตรงฐานที่ ๗ ตรงนี้ ฐานที่๗ทางสู่อายตนพระนิพพาน สำคัญยิ่งไปกว่านั้นฐานที่ ๗ ยังเป็นจุดเริ่มต้นไปสู่อายตน นิพพานถ้าไม่ต้องการมาเกิดอีก แต่ต้องเดินตรงข้ามกัน คือ เข้ากลางดิ่งเข้าไปสู่ภายในเรื่อยๆ โดยมีจุดเริ่มต้นตรงฐานที่ ๗ ที่ เดียวกันเลย และเป็นที่ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตอนเป็นบรม โพธิสัตว์ เมื่อครั้งจะตรัสรู้ธรรมบรรลุอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อท่านคลายความผูกพันจากทุกสิ่ง ทั้งทรัพย์ อวัยวะ ชีวิต ไม่อาลัยอาวรณ์ ไม่ผูกพันแล้ว ใจจะ มาหยุดนิ่งๆ อยู่ที่ตรงนี้ นิ่งอย่างเดียวไม่เขยื้อนเลย พอถูก ส่วนเข้าใจก็จะตกศูนย์วูบลงไป เหมือนตกสุญญากาศ วื้ดลงไป แล้วก็มีดวงธรรมลอยขึ้นมา อย่างเล็กก็ขนาดดวงดาวในอากาศ เห็นชัดใสแจ่มเหมือน เราเห็นดวงดาวบนท้องฟ้าในยามราตรี แต่เห็นดวงดาวตอน กลางคืนที่เราลืมตาดูนั้น มันไม่ได้มาพร้อมกับความสุขและ ความบริสุทธิ์ แต่ว่าจุดเล็กใสเหมือนดวงดาวที่เกิดขึ้นด้วยใจ หยุดนิ่งนี้มาพร้อมกับความสุขที่ไม่เคยเจอมาก่อน เป็นความ บริสุทธิ์ของใจที่เกลี้ยงเกลา จนรู้สึกว่าเราบริสุทธิ์ มันจะบังเกิด ขึ้นพร้อมกับความพึงพอใจ กายก็สบายใจก็สบาย เบิกบาน อย่างกลางก็ขนาดพระจันทร์ในคืนวันเพ็ญ อย่างใหญ่ก็ ขนาดพระอาทิตย์ยามเที่ยงวัน หรือใหญ่กว่านั้นหรือโตเท่ากับ ฟองไข่แดงของไก่ประมาณนั้น จะใสบริสุทธิ์ประดุจเพชรลูกที่ เจียระไนแล้ว ไม่มีตำหนิเลย หรืออย่างน้อยก็ใสเหมือนน้ำแข็ง ใสๆ ใสเหมือนกระจกคันฉ่องที่ส่องเงาหน้า ใสเกินใส แล้วก็จะ สว่างมากเหมือนดวงอาทิตย์ยามเที่ยงวัน หรือยิ่งกว่านั้น ใสสว่าง แต่ไม่เคืองตา ไม่แสบตา เป็นแสงที่ละมุนใจ มองแล้วมองอีกก็ สบาย มีความสุข แล้วใจจะนิ่งอยู่ตรงนั้น ไม่เขยื้อนไปไหนเลย ใจของพระบรมโพธิสัตว์ก็จะเป็นอย่างนี้ นิ่งอยู่กลางดวง ใสๆ ดวงใสดวงนี้คือจุดเริ่มต้นที่จะไปสู่อายตนนิพพาน ที่จะ หลุดพ้นจากกิเลสอาสวะทั้งหลาย ในเส้นทางสายกลางภายใน เป็นเส้นทางแห่งความบริสุทธิ์ที่เรียกว่า วิสุทธิมรรค เส้นทางแห่งความหลุดพ้นที่เรียกว่า วิมุตติมรรค เส้นทางของพระอริยเจ้าที่เรียกว่า อริยมรรค ใจของท่านจะหยุดนิ่งอยู่ที่ตรงนี้ นิ่งอย่างเดียวเลย มี ความสุข ใจจะอยู่เย็นเป็นสุข นิ่งจนถูกส่วน ดวงนั้นก็จะขยาย ดวงนี้พระเดชพระคุณหลวงปู่ฯ ท่านเรียกว่า ดวงปฐม มรรค แปลว่า จุดเริ่มต้นที่จะไปสู่อายตนนิพพาน เพราะ ฉะนั้นมรรคผลนิพพานนี้อยู่ภายในตัวของเราเอง แต่เราไม่รู้ ว่ามี เราจึงพูดกันไปเรื่อยเปื่อยว่า พ้นยุคพ้นสมัยในการบรรลุ มรรคผลนิพพาน จริงๆ แล้วไม่เกี่ยวกับยุคสมัยเลย เพราะมัน อยู่ในตัวของเรา ขึ้นอยู่กับขยันหรือขี้เกียจและทำถูกหลักวิชชา ไหม ใจของพระบรมโพธิสัตว์ก็จะนิ่งอยู่กลางดวงปฐมมรรคใน เส้นทางเอกสายเดียว ที่เรียกว่า เอกายนมรรค เป็นเส้นทาง เดียวเท่านั้นที่จะไปสู่อายตนนิพพาน ไม่มีเส้นอื่น ถ้าเป็นดวง ธรรมเขาเรียกว่า ดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน เป็นความ บริสุทธิ์เบื้องต้น ที่จะส่งต่อให้เราไปถึงความบริสุทธิ์ถัดๆ ไป เรื่อยๆ จนถึงปลายทาง พระบรมโพธิสัตว์ทั้งหลายก็จะนิ่งอย่างนี้เรื่อยไปเลย แล้ว ก็จะเห็นดวงใสๆ ในกลางดวงใสของปฐมมรรค ก็จะเข้าถึงอีก ดวงหนึ่ง ซึ่งจะขยายมาจากจุดเล็กๆ ตรงกลางดวงปฐมมรรค ออกมาเป็นอีกดวงหนึ่ง อีกมิติหนึ่ง อีกความละเอียดหนึ่งที่ เรียกว่า ดวงศีล กลมเหมือนกัน แต่ใสสว่างบริสุทธิ์กว่า ความ สุขมากกว่า ความชัดใสสว่างก็มากกว่าเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ ก็จะ ไปในทำนองอย่างนี้ ท่านก็หยุดนิ่งต่อไป ในกลางดวงศีล ก็จะเข้าถึง ดวงสมาธิ หยุดอยู่ในกลางดวงสมาธิ ก็จะเข้าถึง ดวงปัญญา หยุดอยู่ในกลางดวงปัญญา ก็จะเข้าถึง ดวงวิมุตติ หยุดอยู่ในกลางดวงวิมุตติ ก็จะเข้าถึง ดวงวิมุตติญาณ ทัสสนะ ทั้งหมดนี้ ๖ ดวง (ดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ดวงศีล ดวงสมาธิ ดวงปัญญา ดวงวิมุตติ ดวงวิมุตติญาณทัสสนะ) จะ ซ้อนกันอยู่ภายใน ต่างมิติ ต่างความละเอียด ต่างความบริสุทธิ์ และความสุข จะเข้าถึงได้ด้วยการหยุดนิ่ง ไม่ต้องทำอะไรเลย ชุดหนึ่งมี ๖ ดวงจะเป็นเครื่องกลั่นใจเราให้บริสุทธิ์เพิ่ม ขึ้น แล้วก็จะเชื่อมเข้าไปถึงกายละเอียดภายใน ซึ่งเป็นกายใน กายภายในตัวของเรา กายแรกที่เราเข้าถึง คือ กายมนุษย์ละเอียด มีลักษณะ เหมือนกับตัวเรา ต่างแต่ว่าเป็นหนุ่มเป็นสาวกว่า อยู่ในวัยเจริญ วัยสดใส นั่งสมาธิสงบนิ่งอยู่ภายใน เป็นกายที่มีชีวิตเหมือน ตัวเราอย่างนี้ แต่ว่าเป็นชีวิตที่สูงส่งกว่า ละเอียดประณีตกว่า สดใส บริสุทธิ์ เมื่อเข้าถึงกายมนุษย์ละเอียดเราจะเกิดความรู้แจ้งขึ้นมา ว่า แต่เดิมเราเข้าใจว่า มีแต่กายมนุษย์หยาบที่เป็นตัวของเรา แต่พอเข้าถึงกายมนุษย์ละเอียด เรารู้แล้วว่ามันไม่ใช่อย่างที่เรา เคยคิด กายมนุษย์หยาบเป็นประดุจบ้านเรือนที่อยู่อาศัยของ กายมนุษย์ละเอียดอีกชีวิตหนึ่งที่อยู่ภายใน ส่วนกายหยาบ ข้างนอกเป็นแค่เปลือก เมื่อมาถึงตรงนี้ ความรู้สึกผูกพันในกาย หยาบจะลดลงไป คือรู้ว่าเป็นแค่กายอาศัยไว้สำหรับการสร้าง บารมีเท่านั้น หรือเอาไว้สำหรับที่จะเดินทางเข้าไปสู่ภายใน เท่านั้น ความรู้สึกเราก็จะแตกต่างไปจากเดิม ใจของเราก็จะสงบนิ่งอยู่ภายในกายมนุษย์ละเอียด พอ ถูกส่วนก็จะเคลื่อนเข้าไปตรงฐานที่ ๗ ของกายมนุษย์ละเอียด ในทำนองเดียวกัน ก็จะเห็นดวงธรรมอีก ๑ ชุด ๖ ดวงดังกล่าว ซ้อนอยู่ภายใน เป็นชั้นๆ เข้าไป ความสุข ความบริสุทธิ์ก็เพิ่ม ขึ้น ก็จะเข้าถึงดวงวิมุตติญาณทัสสนะ ก็จะเข้าถึงกายทิพย์หยาบ กายทิพย์หยาบ จะมีลักษณะแตกต่างจากกายมนุษย์ ละเอียด เป็นกายสำหรับเทวโลก ถ้าจะไปอยู่สวรรค์ก็ต้องกายนี้ กายอื่นอยู่ไม่ได้ กายมนุษย์ละเอียดอยู่ไม่ได้ กายมนุษย์ละเอียด แค่หลุดออกจากกายหยาบ พอไปเกิดใหม่เป็นชาวสวรรค์กายนั้น จะดับไปเกิดใหม่เป็นกายทิพย์ส่งกันต่อๆ อย่างนี้ อย่างรวดเร็ว กายทิพย์จะมีเครื่องประดับเหมือนสังคมของเทวโลก อยู่ ในอิริยาบถนั่งสมาธิเหมือนกัน สงบนิ่ง สวยงาม สดใส สว่างไสว กว่ากายมนุษย์ละเอียด และในกลางกายทิพย์หยาบก็จะมีกาย ละเอียดของกายทิพย์ เขาเรียก กายทิพย์ละเอียด เหมือนกาย มนุษย์หยาบก็มีกายละเอียดของกายมนุษย์หยาบที่เรียกว่า กาย มนุษย์ละเอียด ซ้อนอยู่ภายใน ก็จะเป็นชั้นๆ อย่างนี้ ในกลางกายทิพย์ละเอียดก็จะเข้าถึง กายรูปพรหมหยาบ กายนี้เป็นกายที่เอาไปใช้มีชีวิตอยู่ในพรหมโลก ในรูปภพ กายอื่น อยู่ไม่ได้ ต้องกายนี้ ถ้าได้รูปฌานสมาบัติก็จะมาอยู่พรหมโลก ด้วยกายนี้ เป็นกายที่สวยงามยิ่งกว่ากายทิพย์หยาบ-ละเอียด นั้นอีก อยู่ในอิริยาบถนั่งสมาธิ สวยงามทั้งลักษณะ คือ รูป สมบัติ ทรัพย์สมบัติ คือเครื่องประดับ แล้วก็คุณสมบัติ ดวง ปัญญา ความรอบรู้อะไรต่างๆ เพิ่มขึ้น คือมีสมบัติเพิ่มขึ้นทั้ง รูปสมบัติ ทรัพย์สมบัติ คุณสมบัติ และจะมีกายละเอียดของ กายรูปพรหมหยาบ คือ กายรูปพรหมละเอียด เช่นเดียวกับ กายมนุษย์ กายทิพย์ ถ้าใจมาถึงมันจะนิ่งแน่นหนักเข้าไปอีก พอถูกส่วนก็ผ่านดวง ธรรมดังกล่าวอีก ๑ ชุด ๖ ดวง ก็จะเข้าไปถึง กายอรูปพรหม หยาบ กายนี้เป็นกายที่เหมาะสมกับอรูปภพ ซึ่งเป็นที่สุดของ ภพ ๓ กายอื่นไปอยู่ไม่ได้ อรูปพรหม แปลว่า ไม่ใช่กายรูปพรหม ไม่ใช่แปลว่า พรหม ไม่มีรูป เหมือน อมนุษย์ ไม่ได้แปลว่า ไม่มีมนุษย์ แต่แปลว่า ไม่ใช่มนุษย์ อรูปพรหมก็แปลว่า ไม่ใช่กายรูปพรหม และกาย อรูปพรหมที่อยู่อรูปภพก็มีกายละเอียด คือ กายอรูปพรหม ละเอียด อีกชั้นหนึ่ง กายในกายเหล่านี้จะซ้อนๆ กันอยู่ภายใน ที่พระพุทธเจ้า ทรงสอนให้ตามเห็นกายในกาย ก็หมายถึงกายประเภทอย่างนี้ แหละที่อยู่ในตัว เมื่อบรมโพธิสัตว์ทุกพระองค์มาถึงตรงนี้ก็หยุดนิ่งต่อไป ไป ถึงกายที่สำคัญ คือ กายธรรม กายนี้อยู่ในภพ ๓ ไม่ได้ เนื่องจาก บริสุทธิ์กว่า เป็นกายนอกภพ ๓ คือ กายทั้งกายบริสุทธิ์หมด เลย เป็นธรรมล้วนๆ เป็นความบริสุทธิ์ล้วนๆ ถูกต้องดีงาม ล้วนๆ งดงามยิ่งกว่ากายที่ผ่านๆ มา เพราะประกอบไปด้วย ลักษณะมหาบุรุษครบถ้วนทุกประการ มีเกตุดอกบัวตูม คือ ตั้งแต่กายอรูปพรหมลงไปถึงกายมนุษย์หยาบ ยังไม่มีลักษณะ มหาบุรุษบริบูรณ์ขนาดนี้ กายธรรมนี้จะเรียบง่ายไม่มีเครื่องประดับ เพราะเลยความ รู้สึกผูกพันกับทิพยสมบัติแล้ว พ้นไปแล้ว อยู่ครึ่งทางระหว่าง ความเป็นปุถุชนกับความเป็นพระอริยเจ้า เรียกว่าโคตรภูบุคคล กายธรรมนี้จึงชื่อว่า กายธรรมโคตรภู คือครอบคลุมกายในภพ ๓ ทั้งหมด มีเกตุดอกบัวตูม ลักษณะคล้ายๆ ดอกบัวสัตตบงกช ไม่ใหญ่ไม่เล็ก ขนาดกำลังพอดีๆ ตั้งอยู่บนจอมกระหม่อม บน พระเศียรที่มีเส้นพระศกหรือเส้นผมขดเวียนเป็นทักษิณาวรรต ตามเข็มนาฬิกา เรียงรายอย่างเป็นระเบียบ นั่งขัดสมาธิสงบ นิ่ง สวยงามมาก มีรัศมีสว่างไสว กายจะใสเกินใส ใสกว่ารัตนะ ใดๆ ทั้งในโลกนี้ โลกอื่น และยิ่งกว่าในเทวโลก รัตนะที่มีอยู่ ในเทวโลก พรหม หรืออรูปพรหม ในภพทั้ง ๓ ไม่อาจสวยงาม หรือสูงส่งเสมอเหมือนรัตนะของกายนี้ รัตนะ แปลว่า แก้ว เป็นสิ่งที่นำมาซึ่งความปลื้มปีติ สุขใจ พึงพอใจสูงสุด เป็นของใสๆ แต่รัตนะในที่นี้ คือ พุทธรัตนะ ยิ่ง กว่านั้นอีก กายของท่านจะใสบริสุทธิ์เกินความใสใดๆ ในภพ ทั้ง ๓ มีรัศมีสว่างมากด้วยตัวของตัวเอง อยู่ในที่มืดก็สว่าง ที่ แจ้งก็สว่าง สว่างกลบรัศมีของดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ดวงดาว กลบหมด แล้วยังเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานแล้วด้วยกายธรรมที่เข้าถึงนี้ แหละ เพราะท่านมีธรรมจักษุ มีดวงตาที่เห็นแตกต่างจากดวงตา ของอรูปพรหม รูปพรหม กายทิพย์หรือมนุษย์ที่อยู่ในภพ๓ เพราะท่านเห็นได้รอบตัว โดยไม่ต้องเหลียว อยู่ในที่เดียวกัน แต่เห็นไปทุกทิศทุกทาง เห็นในอดีตก็ได้ ปัจจุบันก็ได้ อนาคต ก็ได้ ห้อดีตปัจจุบันอนาคตมาอยู่ ณ จุดเดียวกันก็ได้ รอบตัว เลย ที่เราคงได้ยินคำว่า สมันตจักษุ ปัญญาจักษุ และทิพยจักษุ ธรรมจักษุนี้ครอบคลุมการเห็นเหล่านั้นทั้งหมด การเห็น ของท่านนอกจากแตกต่างแล้วยังเป็นการเห็นที่วิเศษจริงๆ เพราะทำให้เราเข้าใจเรื่องราวความเป็นจริงของชีวิต ทำให้เกิด การเปลี่ยนแปลงชีวิตใหม่ เพราะว่ามองเห็นชีวิตที่ผ่านมาที่เรา ลืมไปแล้วได้ และก็เรื่องราวที่เราประกอบเหตุปัจจุบันจะเป็นผล ในอนาคตได้ และก็รู้เรื่องราวเกี่ยวกับฉากหลังพญามาร กิเลส อาสวะ อะไรต่างๆ เหล่านั้นได้ ธรรมจักษุนี้เป็นการเห็นที่วิเศษ ที่แจ่มแจ้ง เหมือนดึงของ ที่อยู่ในที่มืดที่เราก็ไม่รู้ว่าเป็นอะไรมาสู่กลางแจ้ง ให้โดนแสง คือ เห็นได้ชัดเจนแจ่มแจ้งแทงตลอด แตกต่างจากการเห็นที่ผ่านๆ มาดังกล่าวแล้ว จึงมีอยู่คำหนึ่งที่เขาใช้แล้วเราก็คุ้นเคย คือ คำ ว่า วิปัสสนา วิ แปลว่า วิเศษ แจ้ง ต่าง ปัสสนา แปลว่า การเห็น การเห็นที่วิเศษ แจ่มแจ้ง แตกต่าง รวมแล้วเรียกว่าวิปัสสนา จะเริ่มต้นเมื่อเข้าถึงกายธรรมนี้เป็นเบื้องต้นนี่แหละ เข้าถึงกาย ธรรมโคตรภูที่มีจักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง อย่างที่เรา สวดในธรรมจักร จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิฯ เพราะฉะนั้น จึงเป็นผู้ตื่นจากความฝัน ประดุจโลกมายา ของชีวิตในสังสารวัฏ และก็ตื่นตัวด้วย คือ มีชีวิตชีวา เบิกบาน มีความสุขด้วยตัวของตัวเอง เป็นอิสรภาพ ซึ่งเป็นความรู้สึกที่ ยิ่งใหญ่มาก มีความสุข เบิกบาน แม้จะอยู่ในภูเขา ในถ้ำ ห้วย หนอง คลอง บึง ลอมฟาง เรือนว่าง โคนไม้ ที่แจ้งไปตามลำพัง ก็มีความสุข นี่คือกายธรรมโคตรภู เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานแล้ว และก็เป็นตัวพระรัตนตรัยด้วย กายธรรมนี้คือ พุทธรัตนะ พุทธรัตนะจะตั้งอยู่ได้ก็ต้องมี ธรรมรัตนะ ทรงรักษาเอาไว้ แล้วก็เป็นคลังแห่งความรู้ คลัง แห่งปริยัติจึงเรียกว่า ธรรมรัตนะ ความรู้จะออกมาจากตรงนี้ จะเป็นดวงใสๆ กลมรอบตัวอยู่ในกลางพุทธรัตนะ ในกลางกายธรรมโคตรภูก็จะมีกายละเอียดเหมือนกายที่ ผ่านๆ มา เขาเรียกว่า กายธรรมโคตรภูละเอียด เป็นประดุจ สังฆรัตนะ ที่รักษาอยู่ เพราะว่าอยู่ตรงกลางธรรมรัตนะ คือเข้า กลางดวงธรรมรัตนะจะเห็นสังฆรัตนะ เป็นกายละเอียดของ ธรรมกายโคตรภูจะรักษาธรรมรัตนะเอาไว้ เหมือนพระสงฆ์ทรง จำคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า รักษาพระธรรมเอาไว้ แล้ว พระธรรมก็เป็นตัวแทนเป็นความรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ แยกออกจากกันไม่ได้ แม้ มีชื่อเรียกแตกต่างกัน ทำกันคนละภารกิจ แต่จะรวมประชุม เป็นหนึ่งเดียว เหมือนเพชรที่มีทั้งสี ทั้งแวว ทั้งความใส สีของ เพชร แววของเพชร ความใสของเพชร รวมประชุมอยู่ในเพชร เม็ดเดียวกัน แยกออกจากกันไม่ได้ พระรัตนตรัยก็เป็นอย่างนี้ พระบรมโพธิสัตว์ก็จะเข้าถึงกายธรรมอย่างนี้ แล้วก็จะ ถอดออกเป็นชั้นๆ เข้าไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเข้าถึงความเป็น พระอริยเจ้า ตั้งแต่ความเป็นพระโสดาบัน ความเป็นพระสกิ ทาคามี ความเป็นพระอนาคามี ความเป็นพระอรหันต์ ซึ่งจะ มีลักษณะเหมือนกัน ต่างแต่ขนาด กายธรรมพระโสดาบัน หน้าตัก ๕ วา สูง ๕ วา กายธรรมพระสกิทาคามี หน้าตัก ๑๐ วา สูง ๑๐ วา กายธรรมพระอนาคามี หน้าตัก ๑๕ วา สูง ๑๕ วา กายธรรมพระอรหัตตผล หน้าตัก ๒๐ วา สูง ๒๐ วา ทั้งหมดมีหยาบ มีละเอียด กายธรรมส่วนหยาบก็เรียกว่า มรรค เช่น โสดาปัตติมรรค ถ้ากายธรรมส่วนละเอียดก็เป็นผล ที่เรียกว่า โสดาปัตติผล เพราะฉะนั้นมรรคผลนิพพานอยู่ในตัว ของเรานี่แหละ พระบรมโพธิสัตว์ได้บรรลุอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยการหยุดนิ่งอย่างเดียว ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ตรงนี้ เมื่อบรรลุแล้วท่านก็นำมา ถ่ายทอดให้กับมนุษย์และเทวดาผู้มีบุญทั้งหลายที่ทำตามพระ องค์ เพราะพระองค์เห็นว่า มนุษย์ เทวดา สรรพสัตว์ทั้งหลาย ก็มีเช่นเดียวกับพระองค์ แต่ไม่รู้ว่าตัวเองมี และไม่มีความรู้ว่า ตัวเองยังไม่รู้เลย เนื่องจากถูกอวิชชาบดบังเอาไว้ เพราะฉะนั้น ท่านจึงถ่ายทอดสั่งสอน ตั้งแต่บรรลุอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ เรื่อยมาเลย ๔๕ พรรษา จนกระทั่งดับขันธปรินิพพานเป็นคำ สอนแบบเดียวกันทุกพระองค์นับอสงไขยพระองค์ไม่ถ้วน ก็จะ สอนอย่างนี้ เพราะฉะนั้น ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ จึงมีความสำคัญมาก ที่ลูกทุกคนต้องทำความรู้จักแล้วก็เอาใจใส่ เอาใจของเรามาใส่ ตรงนี้ มาหยุดมานิ่งที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ เพื่อที่เราจะได้ เดินตามรอยพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านบรรลุมรรคผลนิพพาน อย่างไร เราก็จะบรรลุมรรคผลนิพพานอย่างนั้น พระคุณของหลวงปู่ฯ ความรู้นี้คือคำสอนพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถูกบันทึกไว้ใน พระไตรปิฎก แต่ว่ายากต่อการนำมาปฏิบัติ จนกระทั่งมีการ บังเกิดขึ้นของพระเดชพระคุณหลวงปู่พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) พระผู้ปราบมารที่เมื่อ ๙๐ กว่าปีที่แล้ว ท่านสละ ชีวิตในกลางพรรษา ๑๒ ที่โบสถ์ วัดโบสถ์บน บางคูเวียง ดังที่ เราได้ทราบประวัติมาแล้ว ท่านได้สละชีวิต ทั้งทรัพย์อวัยวะ ชีวิต เช่นเดียวกับพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ แล้วใน ที่สุดก็ได้บรรลุธรรมตามพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นพยานแห่ง การตรัสรู้ธรรม ยืนยันว่าที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรมและ สั่งสอนมานั้นถูกต้อง เป็นจริง และดีงาม เข้าถึงได้จริงในยุคนี้ ไม่พ้นกาลสมัย เมื่อพระเดชพระคุณหลวงปู่ฯ ท่านได้บรรลุธรรมแล้ว ท่านก็ไม่หวงแหนความรู้นี้ได้นำมาถ่ายทอดแล้วก็สรุปบทเรียน มาเป็นวิธีการ ในการที่จะบรรลุมรรคผลนิพพานตามรอย พระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นว่าทำเพียงประการเดียวคือ หยุดนิ่ง ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ตรงนี้ หยุดนี่แหละจะเป็นตัวสำเร็จ เมื่อใจอยู่ในตำแหน่งแห่งความสำเร็จ ใจก็จะเป็นธาตุสำเร็จให้ เราได้บรรลุมรรคผลนิพพานอย่างนี้ เพราะฉะนั้น เวลาที่เหลืออยู่ ให้ลูกทุกคนนึกถึงพระเดช พระคุณหลวงปู่ฯ ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ อย่างเบาๆ สบายๆ ให้ใจใสๆ นึกถึงพระเดชพระคุณหลวงปู่ฯ เป็นอารมณ์ทั้งวัน เลย ให้นึกถึงท่านด้วยความเลื่อมใส ระลึกนึกถึงพระคุณท่าน ที่สอนวิธีการให้เราเข้าถึงพระรัตนตรัยในตัว ถึงที่พึ่งที่ระลึก ภายใน อย่าให้เผลอไปคิดเรื่องอื่น ประคองใจกันไปอย่างนี้นะ วันศุกร์ที่ ๑๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๑ 12.พระคุณของหลวงปู่ฯ พระผู้ปราบมาร นักรบต้องหมั่นซ้อม ทุกวัน ถึงจักเข้าโรมรัน ศึกได้ สมรภูมิมนุษย์นั้น เหมือนเด็ก รบใหญ่ในกลางไซร้ ล่วงพ้นปริยาย ตะวันธรรม ตั้งใจหลับตาเจริญสมาธิภาวนากันนะ หลับตาเบาๆ พอ สบายๆ ผ่อนคลายทุกส่วนของร่างกายเรา ทั้งเนื้อทั้งตัวให้มี ความรู้สึกว่าสบาย แล้วก็ทิ้งทุกอย่าง วางทุกสิ่ง รวมใจไปหยุด นิ่งๆ นุ่มๆ เบาๆ สบายๆ ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ซึ่งอยู่ ในกลางท้องของเรา ในระดับที่เหนือจากสะดือขึ้นมา ๒ นิ้วมือ ให้นึกถึงพระเดชพระคุณหลวงปู่ฯ ผู้ค้นพบวิชชาธรรมกาย อยู่ในกลางท้องของเรา ถ้าใครใจยังไม่ละเอียดก็นึกว่ามีท่าน อยู่ อาราธนาให้ท่านอยู่กลางกายของเรา แม้จะนึกเห็นไม่ชัดก็ ไม่เป็นไร ให้นึกอย่างเบาๆ สบายๆ ว่า ท่านอยู่ในกลางกาย ของเรา หรือเราอยู่ในกลางกายของท่านอย่างเบาๆ สบายๆ จนกระทั่งถูกส่วนก็จะเห็นท่านชัดใสสว่างขึ้นมาเอง นึกถึงท่าน ให้ต่อเนื่อง อย่าให้เผลอนะ นึกถึงว่า ท่านเป็นบุคคลพิเศษ บุคคลผู้เลิศ ที่หาใครมา เสมอเหมือนในยุคนี้ได้ยาก โดยนึกทบทวนประวัติชีวิตของท่าน ในชาตินี้ ที่เราเคยศึกษาเรียนรู้มาแล้วก็พอที่จะเข้าใจท่านได้ ใจเราจะได้เกิดความปีติเลื่อมใสในข้อวัตรปฏิบัติและมโนปณิธาน ของท่าน ใจที่เลื่อมใสนี้แหละ จะทำให้ใจหยุดนิ่งและเข้าถึงท่าน ได้ แต่ถ้าใจเรานิ่งแล้ว เราก็ไม่ต้องไปนึกถึงเรื่องราวเหล่านั้น ให้นิ่งอย่างเดียวอยู่ภายใน แต่ถ้าใจยังไม่นิ่ง ก็ต้องให้ใจผูกพัน เกี่ยวกับเรื่องราวของท่าน จะทำให้ความฟุ้งของใจเราหายไป จะนึกถึงท่านได้ง่าย พระเดชพระคุณหลวงปู่ฯ ท่านมีความนึกคิดที่แตกต่างจาก คนวัยเดียวกัน อายุ ๑๙ ปีก็คิดจะออกบวช เพราะพิจารณา เห็นความไม่มีสาระแก่นสารของชีวิตที่ผ่านมาของบรรพบุรุษ ที่แสวงหาทรัพย์มาด้วยความยากลำบาก ครอบครองแล้วก็ ชื่นชมทรัพย์ที่ได้มาเพียงช่วงสั้นๆ แล้วก็จากโลกนี้ไปโดยไม่ ได้เอาทรัพย์ที่แสวงหามาได้นั้นติดตัวไปได้เลย ต่างก็ทิ้งเอาไว้ จนกระทั่งตกทอดมาถึงท่าน ท่านก็คิดต่อไปว่า ท่านไม่อยากจะมีชีวิตเช่นเดียวกับ บรรพบุรุษที่ผ่านมาอย่างนั้น แต่อยากจะมีชีวิตที่ประเสริฐ และสูงส่งกว่านั้น เพราะชีวิตที่เกิดมาชาติหนึ่งควรจะทำให้ เกิดประโยชน์ให้บรรลุวัตถุประสงค์ได้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ แล้วท่านก็พิจารณาเห็นว่าการออกบวชเท่านั้นจะทำให้บรรลุ วัตถุประสงค์ได้ เมื่อท่านเห็นชีวิตของบรรพบุรุษแล้ว ก็มาคิดถึงบุคคลที่ท่าน ควรจะเดินตาม ก็ได้มาทบทวนพุทธประวัติว่า ขนาดพระองค์ เป็นถึงองค์รัชทายาทของกรุงกบิลพัสดุ์ พรั่งพร้อมด้วยสมบัติ ทุกสิ่งทุกอย่างที่มนุษย์พึงปรารถนา แต่ก็เห็นทุกข์โทษภัยของ กามสุขนั้น ยังสละทิ้งสิ่งเหล่านั้นโดยไม่อาลัยอาวรณ์ แล้วก็ แสวงหาชีวิตใหม่ที่ดีกว่าด้วยการออกบวช แล้วในที่สุดก็บรรลุ อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า บรรลุ จุดหมายของชีวิตที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ ได้เรียนวิชชาชีวิต จนจบหลักสูตรแล้ว เจนจบในชีวิต ท่านก็อยากจะเป็นอย่าง พระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงได้ตั้งสัตยาธิษฐานว่าจะออกบวชเมื่อ อายุ ๑๙ ปี นี่คือสิ่งที่เราจะต้องทบทวน เมื่อใจเรายังฟุ้งอยู่ยังไม่นิ่ง และยังนึกถึงภาพท่านได้ไม่เต็มที่ และเมื่อออกบวชแล้วตอน อายุ ๒๒ ปี ก็ตั้งใจบำเพ็ญสมณธรรม ตั้งแต่บวชวันหนึ่ง รุ่งขึ้น อีกวันหนึ่งก็บำเพ็ญสมณธรรมเรื่อยมาจนตลอดชีวิต ๑๑ พรรษา ผ่านไปด้วยการแสวงหาหนทางแห่งการ ตรัสรู้ธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จากครูบาอาจารย์ต่างๆ แต่ก็ยังไม่ได้รับคำตอบที่ทำให้มั่นใจในการปฏิบัติธรรม ในที่สุดกลางพรรษาที่ ๑๒ ท่านก็แสวงหาหนทางด้วย ตัวเอง กระทั่งสละชีวิตซึ่งเป็นสิ่งที่สละได้ยากโดยยังไม่รู้วิถีทาง ที่จะบรรลุวัตถุประสงค์ของมโนปณิธานที่ตั้งใจ แต่ก็ยังกล้า ตัดสินใจสละชีวิตทำความเพียร ที่โบสถ์วัดโบสถ์บน บางคูเวียง จังหวัดนนทบุรี ดังที่เราได้ทราบประวัติ แล้วในที่สุด เมื่อท่านปล่อยวางทุกสิ่ง ชีวิต อวัยวะ ทรัพย์ คน สัตว์ สิ่งของ ใจก็หยุดนิ่งถูกส่วน ในที่สุดก็ได้บรรลุพระ ธรรมกาย เป็นพยานในการตรัสรู้ธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะสิ่งที่ท่านบรรลุไปตรงกับคำสอนที่มีอยู่ในพระไตรปิฎกที่ ท่านศึกษาจนเชี่ยวชาญแล้ว แล้วก็มาพบคำตอบด้วยการปฏิบัติ และประสบการณ์ภายใน เมื่อบรรลุแล้ว ท่านก็ไม่ได้หวงแหนทรัพย์ที่ท่านได้บรรลุ คืออริยทรัพย์ภายใน ไม่หวงแหนวิชชา แถมยังตรวจตราดูว่า จะมีใครบรรลุธรรมตามท่านได้บ้าง ในพรรษาเดียวกันนั้น พอ ออกพรรษาก็ไปตามที่ได้เห็น และก็เป็นอย่างที่เห็นอย่างนั้น ที่วัดบางปลา และชีวิตท่านก็ดำเนินเรื่อยมา ทั้งศึกษา ฝึกฝน และก็สั่งสอนผู้อื่นไปด้วย เป็นทั้งนักเรียนและเป็นทั้งครูผู้ให้ แสงสว่างไปด้วย กระทั่งมาเป็นเจ้าอาวาส วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ท่านค้นคว้า ด้วยการหยุดนิ่งดิ่งเข้าไปสู่ภายใน ในที่สุดก็รู้เรื่องราวเกี่ยวข้อง กับพญามารว่า เป็นต้นเหตุแห่งเหตุการณ์ทั้งหลายที่เกิดขึ้น ทั้งตัวเองและผู้อื่นรวมถึงสรรพสัตว์สรรพสิ่งทั้งหลาย และค้น พบว่ามีทางเดียวเท่านั้นที่จะปลดปล่อยตัวเองและสรรพสัตว์ ทั้งหลายให้พ้นจากความเป็นเชลย คือต้องปราบมารไปให้ถึง ตัวจริง ถึงต้นเหตุที่เป็นผู้ต้นคิดในการประกอบเหตุต่างๆ และก็มีผลบังเกิดขึ้นมาสู่ภพภูมิที่หยาบทั้งในโลกนี้และโลกอื่น ทั้งหมด และก็ได้ศึกษาเรียนรู้ ค้นคว้า สู้รบปรบมือกับพญามาร จนตลอดชีวิตของท่าน ทั้งสู้กับพญามารซึ่งเป็นงานหลัก รองลงมาก็คือเทศนาสั่ง สอนให้คนบรรลุธรรมตาม ถัดลงมาอีกก็ช่วยทุกข์มนุษย์และก็ สรรพสัตว์สรรพสิ่งทั้งหลายจนหมดอายุขัย กระทั่งความรู้นั้น ตกทอดมาถึงพวกเรา ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมาก เราก็ได้อาศัยความรู้ ของท่าน ทำตามท่าน ความสุข ความสงบ ความบริสุทธิ์ ความ สมหวังในชีวิตก็ค่อยๆ ทยอยเกิดขึ้น ทำให้เข้าใจเรื่องบุญบาป กฎแห่งการกระทำ การสร้างบารมี แล้วก็กลายเป็นจุดเปลี่ยนแปลงของชีวิตเราไปสู่เป้าหมาย เดียวกันกับท่าน ซึ่งเป็นเป้าหมายอันสูงสุดที่มีเฉพาะธาตุธรรม พิเศษเท่านั้นจึงจะมีความรู้สึกนึกคิดอย่างนี้ นอกนั้นก็จะไปสิ้น สุดที่นิพพานถอดกาย ก่อนหน้านั้นก็นิพพานไม่ถอดกาย แต่ เป้าหมายสุดท้ายนี่ก็จะมีเฉพาะธาตุธรรมพิเศษจึงจะได้ศึกษา เรียนรู้ตรงนี้ การที่ได้ยินได้ฟัง ได้ศึกษา ได้เรียนรู้ จนกระทั่งถึงจุดที่เรา เปลี่ยนแปลงชีวิต และตั้งมโนปณิธานไปสู่ที่สุดแห่งธรรมนั้นเป็นสิ่ง ที่ยิ่งใหญ่มาก ทั้งหมดนี้คือพระคุณของพระเดชพระคุณหลวงปู่ฯ ผู้ค้นพบวิชชาธรรมกาย ซึ่งเราก็จะต้องตอบแทนพระคุณท่าน หรือประกาศเกียรติคุณของท่าน นอกเหนือจากธรรมปฏิบัติ หรือการชักชวนแนะนำให้คนปฏิบัติธรรม รวมทั้งทำความดี ส่วนหนึ่งก็คือการหล่อรูปเหมือนท่านด้วยทองคำ ถ้านึก ได้อย่างนี้เราก็จะปลื้มปีติใจว่า เรามีส่วนสำคัญในการประกาศ คุณของท่าน เทิดพระคุณท่าน พอใจปีติสุข การระลึกนึกถึง ภาพท่านในกลางกายมันก็ง่าย การระลึกนึกถึงภาพท่านอยู่กลางกายเรา เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ เพราะจะนำให้ใจเราไปหยุด นิ่งในตำแหน่งที่ถูกต้อง มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระอรหันต์ทุกพระองค์ พระเดชพระคุณหลวงปู่ฯ ท่านหยุดนิ่งอยู่ที่ตรงนี้ เมื่อเราไปหยุด ณ จุด เดียวกันกับที่ท่านหยุด และผู้รู้ทั้งหลายท่าน หยุด ถือเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ ถือเป็นความสำเร็จ ในชีวิตอันสูงส่งยิ่งกว่าการที่เราได้รับลาภ ยศ สรรเสริญ อะไรต่างๆ เหล่านั้นมากมายนัก เมื่อเราไปอยู่ในตำแหน่งเดียวกันกับท่าน เราก็จะรู้จักท่าน เพิ่มขึ้น จะซาบซึ้งถึงพระคุณท่านมากเข้า เมื่อเข้าใจท่านเพิ่มขึ้น จากการหยุดนิ่ง และเข้าใจคำว่า หยุดเป็นตัวสำเร็จ ซึ่งจะไป เชื่อมโยงกับคำสอนพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า ใจเป็นธาตุสำเร็จ ทุกอย่างสำเร็จด้วยใจ มีใจถึงก่อน มีใจเป็นใหญ่ อย่างนี้เป็นต้น แต่ก็ไม่มีใครมาอธิบายให้ฟังว่า “ใจ” มีลักษณะอย่างไร และอยู่ที่ตรงไหนถึงจะสำเร็จ มีแต่พระเดชพระคุณหลวงปู่ฯ นี่ แหละอธิบายว่า “ใจ” ประกอบไปด้วยความเห็น ความจำ ความคิด ความ รู้ ๔ อย่างนี้ รวมหยุดเป็นจุดเดียวเรียกว่า ใจ มีลักษณะเป็นดวง และต้องอยู่ในตำแหน่งแห่งความสำเร็จ คือ ศูนย์กลางกายฐาน ที่ ๗ และใจจะสำเร็จได้ก็ต้องหยุดนิ่งอยู่ที่ตรงนี้ อย่างนี้ จึงจะ ไปเชื่อมโยงกันได้ ความเข้าใจในคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธ เจ้า และพระเดชพระคุณหลวงปู่ฯ ก็จะขยายเพิ่มขึ้น ตรงนี้จะสร้าง ฉันทะ ความรัก ความสมัครใจที่เราจะ ปฏิบัติธรรม ที่จะฝึกหยุดฝึกนิ่งให้เข้าไปสู่ภายในเพิ่มขึ้นด้วยตัว ของเราเอง เราจะเอาชนะความรู้สึกว่า ต้องฝืน ต้องพยายาม ทำสมาธิ พยายามนำใจกลับมาหยุดนิ่งเราได้ข้ามภูเขาแห่ง อุปสรรคเหล่านี้ไปแล้ว เมื่อฉันทะเกิดขึ้น วิริยะ ก็จะตามมา จะทำความเพียร ตลอดทั้งนั่ง นอน ยืน เดิน จะมี จิตตะ ใจจะจดจ่อที่กลางกาย ในทุกๆ กิจวัตรกิจกรรม ตั้งแต่อาบน้ำ ล้างหน้า แปรงฟัน ทำ มาหากิน ทำมาค้าขาย เรียนหนังสือ กระทั่งเข้าห้องนอน ใจ ก็จะจดจ่ออยู่ที่ตรงนี้ พอจิตตะเกิดขึ้น ความเอาใจใส่ที่จะให้สมปรารถนา ให้ ประสบความสำเร็จในการนำใจกลับมาหยุดนิ่งตรงนี้ ก็ทำให้ เรามีอัธยาศัยเป็นคนช่างสังเกต (วิมังสา) เพื่อที่จะจับจุดให้ได้ ว่า ควรจะวางใจอย่างไรจึงจะพอเหมาะพอดีสำหรับตัวเรา เรา จะรู้วิธีวางใจว่า ต้องนึกอย่างนี้ คิดอย่างนี้ แตะใจเบาๆ อย่าง นี้ จะต้องขยับเนื้อขยับตัวอย่างนี้แล้วจึงจะถูกส่วน ถ้าเราวางใจเป็น จะทำให้เห็นภาพภายใน ถือว่าเราประสบ ความสำเร็จอย่างสูงส่งในชีวิต เพราะเมื่อเราวางใจเป็นแล้ว เรา อยู่ที่ไหนก็ได้ในโลก ในทุกๆ สถานการณ์ ไม่ว่าสถานการณ์ ของโลกจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรก็ตาม เราจะอยู่เหนือสิ่ง แวดล้อมนั้น สิ่งแวดล้อมนั้นไม่มีอิทธิพลทำให้ใจเราหวั่นไหว ง่อนแง่น คลอนแคลน เพราะเรารู้วิธีวางใจด้วยตัวของเราเอง ตรงนี้จะทำให้เราประสบความสำเร็จ คือใจหยุดนิ่งได้ หยุดจึง เป็นตัวสำเร็จ และจะเข้าใจเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ความซาบซึ้งในพระเดชพระคุณหลวงปู่ฯ ก็มากขึ้น จนถึง ระดับว่า การนำเอาทองคำมาหล่อพระเดชพระคุณหลวงปู่ฯ เป็นเรื่องเล็กน้อย ถ้าเรามีโคตรเพชรที่ใหญ่ๆ เราก็อยากจะ นำมาแกะ อยากจะนำสิ่งที่มีมูลค่าและคุณค่าสูงๆ มาบรรจง แกะสลักบุคคลที่มีคุณค่าอันสูงส่งที่ไม่มีประมาณอย่างนี้ ความ รู้สึกเราจะยิ่งใหญ่ขนาดนั้นจริงๆ เราจะเข้าใจคำนี้มากขึ้นด้วย ตัวของเราเอง เพราะฉะนั้น การจับจุดได้ หรือรู้วิธีวางใจของเราเอง เหมือน เป็นอาวุธคู่กายเรา เรารู้ เราชำนาญ รู้วิธีการว่า ของเรามันจะ แตกต่างจากคนอื่น ของเราจะต้องคิดอย่างนี้ นึกอย่างนี้ วางใจ อย่างนี้จึงจะพอดี แล้วกายก็ขยาย ใจก็ขยาย เข้าถึงความสุขได้ อยู่ได้ทุกหนทุกแห่งตั้งแต่ท้องทะเล ถึงยอดเขา ถึงในอวกาศ ในโลกนี้ และโลกอื่น เมื่อเรารู้จักวิธีวางใจเป็นด้วยตัวของ เราเอง นี่แหละเรื่องต่างๆ เหล่านี้ มันก็จะเกี่ยวข้องเกี่ยวโยง กันมาตามลำดับอย่างนี้ ดังนั้น ท่านจึงเป็นบุคคลอันประเสริฐสูงส่งมาก การยกย่อง สรรเสริญท่านนั้นไม่ได้เกินความเป็นจริงเลย และจริงๆ แล้ว เรายังไปไม่ถึงความเป็นจริงของท่านด้วยซ้ำไป แค่มาถึงคำว่า หยุดเป็นตัวสำเร็จ ซึ่งเป็นจุดเบื้องต้นของการเข้าไปสู่ความ เป็นจริงของท่าน ซึ่งอยู่ลึกมากๆ เพราะว่าพระผู้ปราบมารนั้น ลึกมากๆ ทีเดียว ถ้าไม่ลึกซึ้งมากๆ ก็ไปปราบมารสู้กับพญา มารไม่ได้ เพราะฉะนั้นปากประตูที่จะนำไปถึงท่านได้คือ หยุด เป็นตัวสำเร็จ ถ้าเราจับจุดได้ รู้วิธีการที่จะวางใจได้ ก็เป็นเรื่อง ที่เราจะต้องศึกษา ฝึกฝน อบรมตัวของเราเอง ทุกวัน ทุกคืน ทุกเวลาอย่างสม่ำเสมอเลย การระลึกนึกถึงภาพท่านบ่อยๆ จะนำไปถึงจุดตรงนี้เอง มีหลายท่านมาเล่าให้ฟังว่า ในเทศกาลนี้ ก่อนช่วงจะหล่อรูป เหมือนของท่าน หลวงพ่อได้นำให้ตรึกระลึกนึกถึงพระเดช พระคุณหลวงปู่ฯ ทุกวัน ทั้งวัน แล้วก็นำไปสู่จุดเล็กใสๆ ที่ ครอบคลุมความรู้ต่างๆ เหล่านั้นไว้ ได้กันเป็นจำนวนมาก และก็มีความสุขมาก แม้ว่ายังไปไม่ไกลกว่านั้น แต่ก็มีความ พึงพอใจ มีความรู้สึกว่าเรื่องการเสียเวลานี่ ไม่ได้คิด เพราะ สิ่งที่ได้รับมันยิ่งใหญ่กว่านั้นมาก บางคนเป็นสิบปี สิบกว่าปีกว่าจะมาถึงจุดนี้ และก็ไม่คิดว่า จุดเล็กใสๆ นี้จะให้ความรู้สึกที่ยิ่งใหญ่อย่างที่ไม่เคยเจอมาก่อน อีกทั้งมันอยู่ในตัว อยู่ในกลางกายของเราเอง ทั้งใส ทั้งสว่าง นั่ง นอน ยืน เดิน ก็เป็นสุขอยู่ภายใน กระทั่งเห็นดวงใส เห็น ดวงในดวงใสๆ เห็นกายในกายใสๆ เห็นองค์พระใสๆ เห็นองค์ พระในองค์พระใสๆ ก็ค่อยๆ เดินทางเข้าไปสู่ภายในเรื่อยๆ ความรู้สึกซาบซึ้งในพระคุณของพระเดชพระคุณหลวงปู่ฯ ก็เพิ่มขึ้นเป็นทับทวีคูณขึ้นไปเรื่อยๆ คือมีความรู้สึกว่าเราจะ ยกย่องเทิดทูนหรือประกาศเกียรติคุณของผู้ที่บอกถ้อยคำอัน ประเสริฐว่า ในตัวมีพระธรรมกาย ซึ่งเป็นกายตรัสรู้ธรรมของ เราเอง เป็นที่พึ่งที่ระลึกที่แท้จริง เราสามารถเข้าถึงได้ด้วยวิธี การหยุดกับนิ่ง เราจะมีความรู้สึกเทิดพระคุณท่าน ดังนั้น ต่อจากนี้ไปก็ให้ประคับประคองใจกันไปนิ่งๆ นุ่มๆ เบาๆ สบายๆ ต่างคนต่างนั่งกันไปเงียบๆ นะ วันอาทิตย์ที่ ๕ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๑ 13.ในท้องมีพระธรรมกาย พระธรรมกายนั่นไซร้ อัตตา ตนที่เที่ยงจริงนา ของแท้ มนุษย์เสาะแสวงหา ห่อนหยุด ถูกที่กลางกายแล้ จักได้พบเจอ ตะวันธรรม (เมื่อเราได้สวดมนต์บูชาพระรัตนตรัยกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว ต่อจากนี้ไปตั้งใจเจริญสมาธิภาวนากันนะ........) ...ให้ทิ้งทุกอย่าง ปล่อยวางทุกสิ่ง แล้วก็รวมใจไปหยุดนิ่งๆ นุ่มๆ ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ซึ่งอยู่ในกลางท้องของเรา ใน ระดับที่เหนือจากสะดือขึ้นมา ๒ นิ้วมือ หรือจำง่ายๆ ว่าอยู่ในบริเวณกลางท้อง ในระดับที่เรา มั่นใจว่า เหนือจากสะดือขึ้นมา ๒ นิ้วมือ ตรงนี้เรียกว่าฐานที่ ๗ ซึ่งเป็นตำแหน่งที่สำคัญของใจเรา เป็นตำแหน่งที่ถูกต้องดีงาม ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์ พระสัพพัญญูพุทธเจ้า พระ ปัจเจกพุทธเจ้า พระอรหันต์ทั้งหลาย หลังจากที่ใจของท่านทิ้ง ทุกอย่าง ปล่อยวางทุกสิ่ง ใจของท่านจะมาหยุดนิ่งอยู่ที่ตรงนี้ ที่ทิ้งทุกอย่าง วางทุกสิ่ง เพราะท่านเห็นภัยในสังสารวัฏ ภัยจากการเวียนว่ายตายเกิดที่นับครั้งไม่ถ้วนในภพสาม คือ กามภพ รูปภพ อรูปภพ ภัยที่เกิดจากความไม่รู้เรื่องราวความ เป็นจริงของชีวิต ไม่รู้ว่าตัวเองก็ยังไม่รู้อะไรเลย หรือแม้รู้ว่าตัว เองไม่รู้ แต่ก็ยังไม่รู้ว่าจะไปศึกษาที่ไหนกับใคร เพราะฉะนั้นมัน เป็นภัยในสังสารวัฏ ชีวิตในสังสารวัฏล้วนตกอยู่ภายใต้กฎแห่งกรรม กฎแห่ง การกระทำของเราทางกาย ทางวาจา ทางใจ ความคิด คำพูด การกระทำต่างๆ โดยที่เราไม่รู้เรื่องเลยว่ามีกฎนี้บังคับบัญชา อยู่ แล้วยังมีกฎของไตรลักษณ์ ความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ความ เป็นอนัตตา ความไม่เป็นตัวตนของตัวเอง และกฎเกณฑ์ ต่างๆ อีกมากมายที่มนุษย์สมมติขึ้นมา เป็นกฎหมายบ้าง กฎ โน่นกฎนี่สารพัดไปหมด และก็อยู่ภายใต้กฎดังกล่าว อะไรนิด อะไรหน่อยก็ล้วนมีผลทั้งสิ้น ถ้ามีกิเลสก็มีการสร้างกรรม พอ สร้างกรรมก็มีวิบาก มีผลของการกระทำ ไม่ว่ากรรมดีหรือชั่ว ก็จะมีภพรองรับ ทั้งทุคติและสุคติ ก็เวียนว่ายตายเกิดซ้ำๆ ซากๆ อย่างนี้ เพราะฉะนั้นชีวิตในสังสารวัฏจึงเป็นทุกข์ เพราะความไม่รู้นี่แหละ ช่วงใดที่มาเกิดเป็นมนุษย์ ไม่ประมาทในการดำเนินชีวิต ก็คิดแต่จะละชั่ว ทำความดี ทำใจให้ใส สั่งสมบุญกุศลกันไป ชีวิตก็สูงส่ง ละโลกแล้วไปเกิดในเทวโลกสุคติโลกสวรรค์ ช่วงใด ประมาทในการดำเนินชีวิตจะด้วยความไม่รู้หรือเพราะอะไร ก็แล้วแต่ ชีวิตก็จะตกต่ำพลัดไปในอบายในมหานรก อุสสทนรก ยมโลก เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน ชีวิตก็เป็นอย่างนี้ เวียนตายเวียนเกิดนับครั้งไม่ถ้วน ไม่ว่า จะเป็นชนชั้นล่าง ชั้นกลาง ชั้นสูง ล้วนมีทุกข์ทั้งสิ้น ชนชั้นล่าง ก็ทุกข์แบบชนชั้นล่าง ชนชั้นกลางก็ทุกข์แบบชนชั้นกลาง ชนชั้น สูงก็ทุกข์แบบชนชั้นสูง มีทุกข์ประจำตัวกับทุกข์ที่จรมา เช่น การพลัดพรากจากสิ่งที่เป็นที่รัก ประสบสิ่งที่ไม่เป็นที่รัก ปรารถนา สิ่งใดไม่ได้ดังใจ ทุกข์จากความแก่ ความเจ็บ ความตาย สารพัด ทำให้โศกเศร้าเสียใจ คับแค้นใจ พร่ำพิไรรำพัน เพราะฉะนั้น ท่านจึงเห็นภัยในวัฏสงสาร ก็แสวงหาทาง หลุดพ้น และในที่สุดก็มาพบตอนที่ท่านทิ้งทุกอย่าง ปล่อยวาง ทุกสิ่ง แล้วใจก็จะมาหยุดนิ่งๆ นุ่มๆ อยู่ที่ศูนย์กลางกายฐาน ที่ ๗ ที่กลางท้องเหนือสะดือขึ้นมา ๒ นิ้วมือ ตำแหน่งตรงนี้จึง เป็นตำแหน่งที่สำคัญ เป็นที่หยุดใจของเรา และของทุกๆ คน เพราะเป็นต้นทางที่จะบรรลุมรรคผลนิพพานไปสู่ความหลุด พ้นจากกิเลสอาสวะ ซึ่งเป็นสาเหตุความทุกข์ทรมานของชีวิต ใจท่านจะมาหยุดนิ่งอยู่ที่ตรงนี้แหละ หยุดนิ่งกระทั่งถูกส่วน ก็ตกศูนย์เข้าถึงดวงธรรมภายใน ลอยขึ้นมาเป็นดวงใสๆ อย่างเล็กขนาดดวงดาวในอากาศ อย่างกลางขนาดพระจันทร์ในคืนวันเพ็ญ อย่างใหญ่ก็ขนาดพระอาทิตย์ยามเที่ยงวัน ใสบริสุทธิ์ประดุจเพชรลูกที่เจียระไนแล้ว ไม่มีตำหนิ เลย ดวงนี้เรียกว่า ดวงปฐมมรรค หรือดวงธัมมานุปัสสนา สติปัฏฐาน เป็นความบริสุทธิ์เบื้องต้นที่เห็นได้ สัมผัสได้ เข้า ถึงได้ ที่มาพร้อมกับความสุข ความบริสุทธิ์อันยิ่งใหญ่ที่ไม่ เคยเจอมาก่อน เป็นความสุขที่ลาภยศสรรเสริญสุขให้ไม่ได้ ความพร้อมด้วยกามสุขให้ไม่ได้ ในเบญจกามคุณ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธรรมารมณ์ ให้ไม่ได้ เป็นความสุขที่เป็นอิสระ กว้างขวาง ปรากฏเกิดขึ้น แล้วก็เห็นสิ่งที่มีอยู่แล้วในตัว เห็นไปตามลำดับ คือ มรรคผล นิพพาน มีอยู่แล้วในตัว แต่ไม่รู้ว่ารู้มีอยู่ และไม่เฉลียวใจว่ามี อีก ทั้งไม่ทราบวิธีที่จะเข้าไปถึง ได้เห็นสิ่งเหล่านี้ เป็นชีวิตที่ซ่อนเร้น อยู่ภายใน เป็นชั้นๆ เข้าไป ซ้อนๆ กันอยู่เห็นกายในกาย เช่น กายมนุษย์ละเอียด ซ้อนอยู่ในกลาง กายมนุษย์หยาบ กายทิพย์ ซ้อนอยู่ในกลาง กายมนุษย์ละเอียด กายรูปพรหม ซ้อนอยู่ในกลาง กายทิพย์ กายอรูปพรหม ซ้อนอยู่ในกลาง กายรูปพรหม กายธรรมโคตรภู ซ้อนอยู่ในกลาง กายอรูปพรหม กายธรรมพระโสดาบัน ซ้อนอยู่ในกลาง กายธรรมโคตรภู กายธรรมพระสกิทาคามี ซ้อนอยู่ในกลาง กายธรรมพระโสดาบัน กายธรรมพระอนาคามี ซ้อนอยู่ในกลาง กายธรรมพระสกิทาคามี กายธรรมพระอรหัต ซ้อนอยู่ในกลาง กายธรรมพระอนาคามี จะมีกายซ้อนๆ กันอยู่อย่างนี้ นับตั้งแต่กายมนุษย์หยาบ เรื่อยไปถึงกายสุดท้ายมีทั้งหมด ๑๘ กาย จะซ้อนเป็นคู่ๆ คือ มีกายหยาบ-กายละเอียดของกายนั้น เป็นคู่ๆ ซ้อนๆ กันอยู่ โตใหญ่หนักขึ้นไปเรื่อยๆ บริสุทธิ์มากขึ้นไปเรื่อยๆ แต่ละ กายก็จะเชื่อมโยงด้วยดวงธรรม ๑ ชุด ๖ ดวง คือ ดวงธัมมา นุปัสสนาสติปัฏฐาน ดวงศีล ดวงสมาธิ ดวงปัญญา ดวงวิมุตติ และดวงวิมุตติญาณทัสสนะ เป็นสิ่งที่มีอยู่แล้วข้างใน ไม่ได้ไป ปรุงแต่ง แต่ว่ามนุษย์ไม่ทราบว่ามีอยู่ ทั้งหมดนี้จะซ้อนๆ กันอยู่ภายใน เป็นชั้นๆ กันเข้าไป สิ่ง ที่บริสุทธิ์กว่าจะซ้อนอยู่ในสิ่งที่บริสุทธิ์น้อยกว่า กายที่โตใหญ่ กว่าจะซ้อนอยู่ในกลางกายที่เล็กกว่า ของใหญ่อยู่ในของเล็ก ได้เพราะละเอียดกว่ากัน บริสุทธิ์กว่ากัน คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์ มุ่งเน้นเพื่อ ให้เกิดความบริสุทธิ์คือให้ขจัดสิ่งที่เป็นมลทินของใจ สิ่งที่แปลก ปลอมเข้ามาเป็นต้นเหตุให้ไม่พบกับความสุขมีแต่ความทุกข์ ทรมานของชีวิต ทำให้ไม่เป็นอิสระ ต้องเป็นบ่าวเป็นทาสของ เขา เป็นบ่าวเป็นทาสของกิเลสของอาสวะ พระองค์จะสอนให้ชำระกาย วาจา ใจ ให้บริสุทธิ์เข้าไป ถึงสิ่งที่บริสุทธิ์เพิ่มขึ้นจนบริสุทธิ์ที่สุด คือ กายธรรมอรหัต หน้าตัก ๒๐ วา สูง ๒๐ วา ด้วยวิธีการที่ง่าย ตรง ลัด ประหยัดสุด ประโยชน์สูง คือ นำใจมาหยุดนิ่งอยู่ที่ตรงนี้ ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ถ้าใครหยุดได้ก็เข้าถึงได้ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์เชื้อชาติ ศาสนา หรือเผ่าพันธุ์ใดก็ตาม ถ้าใจหยุดนิ่งอยู่ที่ฐานที่ ๗ ตรงนี้ ก็เข้า ถึงได้กันทุกคน ไม่มีเว้นเลย นี้เป็นสัจธรรม เป็นธรรมของพระ อริยเจ้า คือเป็นความรู้ของพระอริยเจ้าที่ท่านค้นพบ แล้วก็เป็น จริง ต้องเป็นอย่างนี้ ผิดจากนี้ไปไม่ใช่ เพราะฉะนั้น ก็แปลว่า มรรคผลนิพพานนั้นมีอยู่ในตัวของ เราและของทุกคน มรรคผลนิพพานนั้นไม่พ้นกาลสมัย ไม่ใช่ ผูกขาดมีได้เฉพาะในสมัยพุทธกาล เพราะสัจธรรมมีอยู่ได้ตลอด เวลา เนื่องจากอยู่ในตัวของเราและมนุษย์ทุกๆ คน มีอยู่ใน กลางกายของสรรพสัตว์ทั้งหลาย โดยเฉพาะมนุษย์ที่เราจะเห็น ได้ง่าย มีแต่ไม่รู้ว่ามีอยู่ ตรงนี้เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญว่าใคร จะประสบความสำเร็จสมหวังในชีวิตหรือไม่ ความสมบูรณ์พรั่งพร้อมไปด้วยวัตถุภายนอก เป็นความสำเร็จในชีวิตระดับหนึ่ง แต่ก็ยังมี ขอบเขตจำกัด แล้วก็มีภาระที่จะต้องคอยรับผิด ชอบ คอยดูแล มีเครื่องกังวลเยอะแยะ คือ ความ สำเร็จที่มีภาระมีความกังวลปนอยู่ แต่ถ้าเข้าถึง อริยทรัพย์ภายในดังกล่าวนี้จึงจะได้ชื่อว่าประสบ ความสำเร็จในชีวิตอย่างแท้จริง เพราะปราศจาก เครื่องกังวล ปราศจากภาระ ไม่มีขอบเขต เป็น อิสระ กว้างขวาง เพราะฉะนั้นใครจะได้ชื่อว่า ประสบความสำเร็จในชีวิตต้องเป็นชีวิต ๒๐๐ เปอร์เซ็นต์ ภายนอก ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ และ ภายในอีก ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ เหมือนพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หรือผู้มีบุญในกาลก่อนโน้น ที่พรั่งพร้อมไปด้วยสมบัติ ลาภ ยศ สรรเสริญ อำนาจ วาสนา พวกพ้องบริวาร แต่พอถึงจุดอิ่มตัวก็แสวงหาสิ่งที่ดีกว่า จึงมี กุลบุตรออกจากตระกูลต่างๆ ทั้งชนชั้นล่าง ชั้นกลาง ชั้นสูง กระทั่งถึงพระราชา มหากษัตริย์ ผู้มีสมบัติจักรพรรดิตักไม่พร่อง ก็จะแสวงหาชีวิตที่สูงส่งกว่านี้ คือ ทางมรรคผลนิพพานนั่นเอง เพราะฉะนั้น ตรงนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญ ที่เราต้องให้ความ สำคัญเอาใจใส่ เพราะเป็นเรื่องเกี่ยวกับตัวของเรา ที่ได้เกิดมา เป็นมนุษย์ มาพบพระพุทธศาสนา เราก็จะต้องใช้กายมนุษย์ หยาบให้มีคุณค่าอย่างเต็มที่ โดยเดินรอยตามพระสัมมาสัม พุทธเจ้า พระอรหันต์ทั้งหลาย ท่านทำอย่างไรเราก็ทำอย่างนั้น ท่านเป็นอย่างไรเราก็จะเป็นอย่างนั้นไปด้วย พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบรรลุธรรมดังกล่าวอย่างนี้ จนกระทั่งกาลเวลาผ่านมาหลังจากพุทธปรินิพพานได้ ๕๐๐ ปี โดยประมาณนั้น คำสอนเกี่ยวกับเรื่องการบรรลุมรรคผล นิพพานดังกล่าว ด้วยการหยุดใจเข้าไปถึงพระธรรมกายที่อยู่ ภายในนั้นค่อยๆ แปรปรวนไป เพราะว่ามีนักคิด นักทฤษฎี นัก ปรัชญาเกิดขึ้นมาก นักปฏิบัติก็ปลีกวิเวก ส่วนนักคิดอะไรต่างๆ นั้นก็มักจะไม่ค่อยนิยมสนใจการปฏิบัติก็จะไปตีความหลัก ธรรมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าออกไปตามความเข้าใจ ของตน ซึ่งมีความรู้ยังไม่สมบูรณ์ เพราะฉะนั้น ความหมายที่แท้จริงเกี่ยวกับเรื่องพระธรรมกาย จึงแปรปรวนไป หาจุดที่จะนำไปสู่การปฏิบัติให้เข้าถึงได้ยาก แต่ ยังดีที่ยังคงคำว่า “ธรรมกาย” เอาไว้ที่มีอยู่ในพระไตรปิฎกทั้ง เถรวาทและในมหายาน แต่ความหมายก็แตกต่างกันไป ดังนั้นหลังจากพุทธปรินิพพานได้ ๕๐๐ ปี ผู้ที่จะรู้จัก ธรรมกายอย่างแท้จริงจึงลดน้อยถอยลงไปเรื่อยๆ แม้บางแห่ง เช่น ในแผ่นดินจีน จะมีคำว่า ธรรมกาย หรือสอนกันแล้วก็บอก ต่อๆ กันมาว่า ในตัวในท้องมีพระ แต่ก็อยู่ในวงจำกัด และใน ที่สุดก็ค่อยๆ เลือนกันไป ก็เป็นอย่างนี้เรื่อยมายาวนานถึง สองพันกว่าปี จนกระทั่งเมื่อ ๙๒ ปี* ที่ผ่านมา คำว่า ธรรมกาย ที่มีความ หมายอย่างแท้จริง และวิธีที่จะปฏิบัติเข้าถึงพระธรรมกายก็ถูกค้น พบกลับคืนขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง เมื่อพระเดชพระคุณหลวงปู่ พระ มงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) ท่านบวชมาได้ ๑๑ พรรษา กลาง พรรษาที่ ๑๒ อายุได้ประมาณ ๓๓ ปี เพราะบวชเมื่ออายุ ๒๒ ปี หลังจากที่ผ่านการศึกษาทั้งภาคปริยัติ ภาคปฏิบัติ ตาม ครูบาอาจารย์ต่างๆ แสวงไปทุกหนทุกแห่งเพื่อจะหาคำตอบว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าปฏิบัติธรรมอย่างไร บรรลุธรรมอย่างไรจึง หลุดพ้นจากความทุกข์จากกิเลสอาสวะได้ เมื่อไม่เจอ ในกลาง พรรษาที่ ๑๒ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๐ ที่โบสถ์ วัดโบสถ์บน บางคู เวียง จังหวัดนนทบุรี ท่านไปจำพรรษาอยู่ที่ตรงนั้น ในยามเย็น ของวันเพ็ญเดือน ๑๐ นั้น ท่านก็ตั้งสัตยาธิษฐานว่า *พระเดชพระคุณหลวงปู่พระมงคลเทพมุนี(สดจนฺทสโร)พระผู้ปราบมาร บรรลุธรรมกลางพรรษาที่๑๒วันเพ็ญขึ้น๑๕ค่ำเดือน๑๐พ.ศ.๒๔๖๐ “วันนี้ถ้าเราไม่ได้บรรลุธรรมที่พระสัมมาสัม พุทธเจ้าบรรลุ ก็จะไม่ลุกจากที่ แม้เนื้อเลือดจะ แห้งเหือดหายไป เหลือแต่กระดูกหนังช่างมัน ไม่ได้ตายเถอะ ยอมตาย” แล้วท่านก็ทิ้งทุกอย่าง ปล่อยวางทุกสิ่ง รวมใจไปหยุดนิ่งๆ นุ่มๆ ที่ศูนย์กลางกาย ฐานที่ ๗ ซึ่งปกติก็เป็นธรรมชาติของใจ ถ้าทิ้งทุกอย่าง วางทุกสิ่ง มันจะกลับไปนิ่งอยู่ในที่ตั้งดั้งเดิม คือ กลางกายฐานที่ ๗ ตรงนี้ แล้วท่านไม่ได้ทำอะไรอีกเลย ไม่ได้ คิดอะไรเลย ทำใจให้หยุดนิ่งอย่างเดียว เพราะท่านยังไม่รู้เลย ว่า ธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าบรรลุนั้นอยู่ที่ตรงไหน เป็น อย่างไร แต่ว่า ณ วันนั้นท่านมีความตั้งใจที่เด็ดเดี่ยวเอาชีวิต เป็นเดิมพัน เพราะท่านเบื่อหน่ายจากความทุกข์ เห็นภัยใน วัฏสงสารเช่นเดียวกับผู้มีบุญในกาลก่อน เพราะฉะนั้น ใจของท่านก็ปลอดโปร่ง แล้วก็ทำหยุดทำ นิ่งอย่างเดียว นิ่งไปเรื่อยๆ แล้วท่านก็เห็นไปตามลำดับ จน กระทั่งได้บรรลุพระธรรมกาย เมื่อบรรลุพระธรรมกายแล้ว ท่าน ก็เปล่งอุทานในยามดึกว่า “เออ...มันยากอย่างนี้นี่เอง ถึงได้ไม่ บรรลุกัน ความเห็น ความจำ ความคิด ความรู้ ต้องรวมเป็นจุด เดียวกัน เมื่อหยุดแล้วจึงดับ เมื่อดับแล้วจึงเกิด ถ้าไม่ดับ ก็ไม่ เกิด นี่เป็นของจริง ของจริงต้องอยู่ตรงนี้ ถ้าไม่ถูกส่วนนี้ เป็น ไม่เห็นเด็ดขาด” คล้ายๆ กับพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่พระองค์ตรัสรู้ใต้ โพธิบัลลังก์โคนต้นพระศรีมหาโพธิ์ ในวันที่พระองค์ตัดสินใจ เด็ดเดี่ยว ถ้าไม่ได้บรรลุธรรมที่ทำให้หลุดพ้นจากทุกข์ก็จะไม่ลุก จากที่ นั่งบำเพ็ญเพียรไปตั้งแต่ย่ำค่ำเรื่อยไปเลย ค่อนคืนจึงได้ บรรลุธรรมเข้าถึงกายธรรมพระโสดาบัน แล้วก็เปล่งอุทานว่า “เมื่อใดธรรมทั้งหลายบังเกิดขึ้นแก่พราหมณ์ ผู้มีความเพียรเพ่งอยู่ เมื่อนั้นความสงสัยของ พราหมณ์นั้นย่อมสิ้นไป เพราะมารู้ชัดธรรม พร้อมทั้งเหตุ” คำว่า “พราหมณ์” หมายถึง นักบวช, บรรพชิต ที่มีความ เพียรอย่างถูกหลักวิชชา เพียรเพ่งอยู่ “เพ่ง” ไม่ได้หมายถึงว่า จ้อง หรือลุ้น หรือ เค้น หรือเน้นภาพ หรือตั้งใจมากเกินไป แต่หมายถึง ใจที่หยุด นิ่งอย่างสบายๆ พอถูกส่วนธรรมก็บังเกิดขึ้น ทำให้ความสงสัย ในสิ่งที่ตัวสงสัยในเรื่องหนทางแห่งการพ้นทุกข์มีจริงหรือ เราจะ ทำได้หรือ และก็พบว่า มันมีจริง เราทำได้จริง เข้าถึงได้จริง พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเมื่อ ๒,๕๐๐ กว่าปี พระองค์ก็ อุทานอย่างนั้น จนถึงรุ่งอรุณตอนเช้าเมื่อได้บรรลุอนุตตรสัมมา สัมโพธิญาณแล้ว บรรลุกายธรรมอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว พระองค์ทรงอุทานอย่างนั้นเหมือนกันว่า “เมื่อใดธรรมทั้งหลายบังเกิดขึ้นแก่พราหมณ์ ผู้มีความเพียรเพ่งอยู่ พราหมณ์นั้นย่อมกำจัด มารและเสนามารเสียได้ ดำรงอยู่เหมือนดวง อาทิตย์ผุดขึ้นมากำจัดมืด กระทำอากาศให้สว่าง ฉะนั้น” หมายถึง ความมืด ด้วยความไม่รู้จริงอันใดในใจหมดสิ้น ไปเลย พระเดชพระคุณหลวงปู่ฯ เมื่อ ๙๒ ปี ท่านก็เป็นอย่างนั้น แต่ท่านอุทานว่า “เออ...มันยากอย่างนี้นี่เอง ถึงได้ไม่บรรลุกัน ความเห็น ความจำ ความคิด ความรู้ ต้องรวมเป็นจุดเดียวกัน เมื่อหยุดแล้วจึงดับ เมื่อดับแล้วจึงเกิด ถ้าไม่ดับ ก็ไม่เกิด นี่เป็น ของจริง ของจริงต้องอยู่ตรงนี้ ถ้าไม่ถูกส่วนนี้ เป็นไม่เห็นเด็ดขาด” ดับวูบลงไป แล้วก็เกิดมาเป็นดวงใส เป็นกายภายใน แล้ว ก็พบพระธรรมกาย เพราะฉะนั้น ท่านจึงเข้าใจคำว่า ธรรมกาย ได้ซาบซึ้งกว่า เดิมมากมายนัก เพราะเข้าถึงตัวจริง เมื่อเข้าถึงแล้วก็รู้ว่าคือ พระธรรมกาย เพราะกายนั้นบอกเองว่า นี่ธรรมกาย คือกาย ทั้งก้อนประกอบไปด้วยธรรม ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ หรือจะ เรียกว่าเป็นที่รวมประชุมหมวดหมู่แห่งธรรม แห่งความบริสุทธิ์ ทั้งหมด กายก้อนนี้เป็นธรรมที่พ้นจากกฎของไตรลักษณ์ไปส่สูภาวะ ที่เที่ยง เป็นอมตะ มั่นคง เป็นสุขล้วนๆ แหล่งกำเนิดแห่งความ สุข และก็เป็นตัวของตัวเอง เป็นอิสระ ไม่มีการเปลี่ยนแปลง เป็นอยู่ได้ด้วยตัวของตัวเองโดยไม่อาศัยสิ่งอื่น เหมือนดวง อาทิตย์ที่มีแสงสว่างในตัวเอง มีพลังงานในตัวเอง ไม่เหมือน ดาวเคราะห์ทั้งหลาย เมื่อรู้จักคำว่าพระธรรมกาย และเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับ พระธรรมกายในตัวแล้วตั้งแต่นั้นท่านก็ค้นคว้าเรื่อยมา เวลาที่เหลืออยู่นี้ ให้ทุกคนตั้งใจประกอบความเพียรให้ กลั่นกล้าอย่างถูกหลักวิชชา ให้สมกับว่าได้เกิดมาพบพระพุทธ ศาสนาวิชชาธรรมกาย ให้ทุกคนประคับประคองใจให้หยุดนิ่ง ให้ลูกทุกคนสมหวังดังใจในการเข้าถึงพระธรรมกายในตัวทุกๆ คนนะ ต่างคนต่างนั่งกันไปเงียบๆ นะ วันศุกร์ที่ ๔ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๒ 14.จุดเล็กใสที่คล้ายเมล็ดโพธิ์เมล็ดไทร รักษาใจให้เหมือนบัวต้องหยาดฝน ดวงยุบลจะแช่มชื่นแย้มขยาย ที่อึดอัดคับแคบจะคลี่คลาย ตัวจะหายใจจะเย็นเช่นแสงจันทร์ ตะวันธรรม (เมื่อเราได้สวดมนต์บูชาพระรัตนตรัยกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว ต่อจากนี้ไปตั้งใจเจริญสมาธิภาวนากันนะ........) ...รวมใจหยุดนิ่งๆ นุ่มๆ อยู่ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ แตะเบาๆ สบายๆ ใจจะได้เคลื่อนเข้าไปสู่ภายในเอง ใจจะ ขยาย กายก็จะขยาย ความโล่ง โปร่ง เบา สบาย หายคับแคบ หายอึดอัดก็จะเกิดขึ้นกับเรา พอถูกส่วนมันจะหายไปหมดเลย เหมือนเราไม่มีตัวตน ไม่มีร่างกาย คล้ายๆ กับกลมกลืนไปกับบรรยากาศ เป็นที่โล่ง ว่างที่ไม่มีขอบเขต แต่อุดมไปด้วยความสุข ความบริสุทธิ์ แล้ว ใจก็จะหยุดนิ่งแน่นนุ่ม เบาสบาย จุดเล็กๆ ใสๆ ก็จะบังเกิดขึ้นเอง เป็นความใสบริสุทธิ์ที่ เราไม่เคยเห็นมาก่อนเลย ใสเกินความใสใดๆ ในโลก เพชร ว่าใสแล้วในยามต้องแสงที่มีประกายเจิดจ้า แต่ว่ายังสู้จุดสว่าง ใสๆ นี้ไม่ได้เลย ถ้าเทียบกันแล้วรัตนะภายนอกเหมือนของที่ ตาย ส่วนจุดใสๆ เหมือนของที่เป็น ที่มีชีวิตชีวา จุดสว่างนี้ คือจุดเริ่มต้นของชีวิตใหม่ในเส้นทางของพระ อริยเจ้า เส้นทางของท่านผู้รู้แจ้งเห็นแจ้งแทงตลอดในธรรม ของผู้พ้นแล้ว เจนจบในโลกนี้แล้ว เจนจบในชีวิตของวัฏสงสาร แล้ว เจนจบชีวิตที่เวียนว่ายตายเกิด ผ่านการเป็นอะไรต่ออะไร มามากแล้ว จุดสว่างนี้จะมาพร้อมกับความสุขที่ยิ่งใหญ่ ความบริสุทธิ์ ของใจที่เกลี้ยง จนเรารู้สึกภาคภูมิใจ ปีติใจว่า เรามีใจที่ใสบริสุทธิ์ ที่ให้ความรู้สึกที่ยิ่งใหญ่กว่าความรู้สึกใดๆ ที่ผ่านมา มันเหมือน เติมเต็มความพร่องของชีวิตให้บริบูรณ์ขึ้น จุดใสสว่างนี้เป็นประดุจเมล็ดพันธุ์พืชของ ชีวิต ที่รวบรวมความลับของชีวิตเอาไว้ เรื่องราว ต่างๆ ของสรรพสัตว์และสรรพสิ่งทั้งหลายทั้ง ปวง เหมือนเมล็ดผลไม้ เมล็ดโพธิ์เมล็ดไทร ที่ รวมทั้งราก ทั้งต้น กิ่ง ก้าน ใบ ดอก ผลของต้น โพธิ์ต้นไทร ครอบคลุมรวบรวมความร่มรื่นของ ต้นโพธิ์ ความร่มเย็น ร่มเงาของต้นโพธิ์ เรื่อง ราวของต้นโพธิ์เอาไว้ทั้งหมดเลย จุดเล็กใสภายในก็คล้ายๆ อย่างนั้น แต่ว่า เรื่องราวภายในนั้นมันยิ่งใหญ่กว่าต้นโพธิ์ต้นไทร มากมายนัก เรื่องภพภูมิ ภพชาติ เรื่องการเวียน ว่ายตายเกิด เรื่องนิพพาน ภพ ๓ โลกันตร์ เรื่อง แสนโกฏิจักรวาล อนันตจักรวาล เรื่องนิพพาน ถอดกาย ไม่ถอดกาย เรื่องที่สุดแห่งธรรม อะไร ต่างๆ เหล่านี้ เป็นต้น จุดเล็กใสจะปรากฏเกิดขึ้นเมื่อใจหยุดนิ่งถูกส่วน มีความสุข ความบริสุทธิ์ ความสว่าง ทั้งชัด ทั้งใส ทั้งสว่าง ทั้งนิ่ง ทั้งแน่น ทั้งนุ่มนวลไปพร้อมๆ กันหมดเลย จะปรากฏเกิดขึ้นเมื่อใจเรา นิ่ง แล้วก็จะขยายออกมาเป็นดวงใสๆ กลมรอบตัวเหมือนดวง แก้วที่เจียระไนแล้ว จะใสเย็นสบาย มีความสุขมาก ดวงใสๆ นั้นเป็นต้นทางไปสู่อายตนนิพพานที่พระพุทธเจ้า พระอรหันต์ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานแล้ว ผู้พ้นแล้วผ่านเส้นทางนี้ ในแนวดิ่งอย่างเดียว แต่ขยายไปทุกทิศทุกทาง กว้างขวางออก ไปอย่างไร้ขอบเขต และในทางสายกลางนั้นเราก็จะเห็นสิ่งที่มี อยู่แล้วในตัว เหมือนรถหลายๆ ผลัดที่ส่งต่อๆ กันไปให้ถึง จุดหมายปลายทาง มีทั้งดวง ทั้งกาย ชีวิตใหม่ภายในที่บริสุทธิ์บริบูรณ์เพิ่มขึ้น ตั้งแต่กายมนุษย์ละเอียด กายทิพย์ กายพรหม กายอรูปพรหม กายธรรมโคตรภู กายธรรมพระโสดาบัน กายธรรมพระสกทา คามี กายธรรมพระอนาคามี กายธรรมพระอรหัต แล้วกายธรรม ในกายธรรมอีกมากมายที่ซ้อนๆ กันอยู่ภายใน อย่างที่เราไม่รู้ เลย เพราะพญามารบดบังเอาไว้ไม่ให้รู้ แม้กระทั่งไม่รู้ตัวเองว่า เรายังไม่รู้อะไรเลย เพื่อที่เราจะได้ไม่ขวนขวายแสวงหาความรู้ เขาบดบังเป็นชั้นๆ เข้าไปเลย ตั้งแต่กายมนุษย์หยาบก็ บดบัง ไปถึงกายมนุษย์ละเอียดก็ยังบดบังอีกระดับหนึ่ง ทิพย์ พรหม อรูปพรหม กายธรรมเป็นชั้นๆ เข้าไป กระทั่งนับชั้น ไม่ถ้วนอยู่ภายใน เมื่อเรามาเกิดเป็นมนุษย์ในชาติหนึ่ง เราควรจะตัดสินใจ เลือกทางเดินที่จะให้ประโยชน์สุขแก่ชีวิตของเราดีที่สุด ให้ความ พึงพอใจสูงสุดแก่ชีวิต ท่านผู้รู้มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระอริยเจ้า ทั้งหลาย ท่านมีบุญมีบารมีสอนตัวเอง ฝึกฝนตัวเอง ศึกษาฝึกฝน อะไรต่างๆ เหล่านั้นมาตลอด ท่านตัดสินใจว่าชีวิตอันประเสริฐ คือชีวิตที่เดินเข้าไปสู่เส้นทางสายกลางภายในที่เต็มเปี่ยม ไปด้วยความสุขและความบริสุทธิ์ ความรู้แจ้งเห็นแจ้งแทงตลอด ในธรรมนั้นเป็นสิ่งที่ประเสริฐสุด ดังนั้น ทุกชาติที่ผ่านๆ มาท่านจึงแสวงหาสิ่งนี้ โดยให้ โอกาสตัวเอง ตั้งแต่สละทรัพย์ สละอวัยวะ กระทั่งสละชีวิตเพื่อ ให้เข้าถึงตรงนี้ ถึงความหยุดนิ่งอยู่ภายใน อะไรที่เป็นเครื่อง พะรุงพะรังของชีวิตก็ปลดปล่อยมันไป เปลี่ยนแปลงสภาพสิ่ง นั้นให้เป็นบุญเป็นบารมี ที่จะส่งเสริมเป็นพลังผลักดันให้เข้าไป สู่เส้นทางสายกลางภายใน เมื่อทรัพย์ที่แสวงหาเป็นเครื่องพะรุงพะรังของชีวิต ต้อง ห่วง ต้องกังวล มีปัญหา แรงกดดัน ก็เปลี่ยนแปลงทรัพย์นั้น เป็นอริยทรัพย์เป็นบุญเป็นกุศลไป อวัยวะและชีวิตก็ในทำนอง เดียวกัน มุ่งแสวงหาสิ่งนี้ เพื่อเส้นทางสายกลางภายใน คือ หยุด เป็นตัวสำเร็จ นี่แหละ เพราะฉะนั้น ในชีวิตหนึ่งที่เกิดมาเป็นมนุษย์ เราต้องหยุด นิ่งตรงนี้ให้ได้ แล้วเราจะพบว่าปัญหาที่เกิดขึ้นในโลกนี้เกิดขึ้น เพราะความไม่รู้ เพราะใจมนุษย์ไม่หยุด ถ้าหยุดนิ่งแล้วจะมี ความรู้ขึ้นมาอย่างหนึ่งว่า สิ่งที่ยากที่สุด จะแก้ได้ด้วยวิธีการที่ง่ายที่สุด ซึ่งเรานึกไม่ถึงเลย มันยิ่งกว่าหญ้าปากคอก ที่วัวออกจาก คอกแล้วเดินข้ามไปเสียอีก เรามองข้ามไปนานแล้ว ถ้าใจมวลมนุษยชาติทุกคนหยุดนิ่งที่ศูนย์กลางกาย ฐานที่ ๗ ได้ เข้าถึงสันติสุขภายใน อะไรๆ ก็จะดีขึ้น เริ่มตั้งแต่ ภายในตัวของมนุษย์ทุกคนในโลกแล้วก็ขยายมาสู่โลก ภายนอกจะสุขเย็นตั้งแต่ สัตวโลก คือ จิตใจ ขยายมาที่ ขันธโลก คือ ร่างกาย ระบบประสาท กล้ามเนื้อ สุข สดชื่น แล้ว ก็ค่อยๆ ขยายไปสู่โอกาสโลก คือสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่บรรยากาศ ติดผิวหนัง อากาศในตัวช่องว่างๆ ออกไปสู่โลกภายนอก จักรวาล ภพภูมิ แสนโกฏิจักรวาล อนันตจักรวาล ไปทั่วธาตุ ทั่วธรรม สันติสุขก็จะเกิดขึ้นง่ายๆ อย่างนี้ วันอาทิตย์ที่ ๕ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๑ 15.อริยมรรคมีองค์ ๘ รัตนะแผ่นน้อย บัลลังก์ นี่แหละคือที่นั่ง ทหารกล้า ไว้ทลายแหล่งพลัง ต้นธาตุ ดำนา แม้เมื่อยไม่อ่อนล้า มุ่งคว้าธงชัย ตะวันธรรม (เมื่อเราได้สวดมนต์บูชาพระรัตนตรัยกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว ต่อจากนี้ไปตั้งใจเจริญสมาธิภาวนากันนะ........) ...มรรคผลนิพพานมีอยู่ในตัวของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เช่นเดียวกับที่มีอยู่ในตัวของมนุษย์ทุกคนต่างแต่ว่ามนุษย์ ทั่วๆ ไป ไม่รู้ว่ามีอยู่ แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ได้ เข้าถึง จึงรู้ว่ามีอยู่ และรู้ว่ามนุษย์ทุกคนในโลกก็มีอยู่ เมื่อพระองค์ ได้บรรลุแล้ว ด้วยพระมหากรุณาด้วยความปรารถนาดีต่อเพื่อน มนุษย์ เทวดา และสรรพสัตว์ทั้งหลาย จึงนำมาถ่ายทอด นำ มาสั่งสอนว่า ให้ทำอย่างท่านอย่างนี้ แล้วก็จะได้บรรลุธรรม อย่างท่าน ทำอย่างท่านก็จะเป็นอย่างท่าน แล้วก็มีหัวข้อปฏิบัติมากมาย รวมแล้วได้ ๘๔,๐๐๐ พระ ธรรมขันธ์ และทรงสรุปย่อเป็นอริยมรรคมีองค์ ๘* ข้อปฏิบัติ เรียงไปตามลำดับ ๘ ข้อ เหมือนบันได ๘ ขั้น คือหนทางที่จะ ไปเป็นพระอริยเจ้า หลุดพ้นจากกิเลสอาสวะทั้งหลาย ที่จะต้อง ทำตามรอยนี้ ผิดจากนี้ไปไม่ได้ ถ้าอยากหลุดพ้นจากกิเลสอาสวะอย่างพระองค์ เพราะ เห็นว่าชีวิตในสังสารวัฏเป็นทุกข์ ความแก่เป็นทุกข์ ความเจ็บ เป็นทุกข์ ความตายเป็นทุกข์ ความพลัดพรากจากสิ่งที่รักเป็น ทุกข์ ประสบสิ่งที่ไม่เป็นที่รักก็เป็นทุกข์ ปรารถนาสิ่งใดไม่ได้สิ่ง นั้นก็เป็นทุกข์ เป็นต้น แล้วก็มีความโศกเศร้าเสียใจ คับแค้นใจ พร่ำพิไรรำพันอะไรต่างๆ เหล่านั้นบังเกิดขึ้น ความทุกข์ทั้งหมดเกิดขึ้นมาเพราะมีการบังเกิดขึ้นของ กายมนุษย์ เมื่อมีเกิด จึงมีแก่ มีเจ็บ มีตาย อย่างนี้ ถ้าจะไม่ให้ สิ่งเหล่านั้นบังเกิดขึ้น ก็ต้องไม่เกิดมาเป็นมนุษย์อีก ซึ่งจะเป็น อย่างนี้ได้ก็ต้องทำตามแนวทางนี้ บันได ๘ ขั้น หรือข้อปฏิบัติ ๘ ข้อ ที่เรียกว่า อริยมรรค ถ้าไม่ทำอย่างนี้ก็ไม่ได้ *อริยมรรคมีองค์ ๘ คือ ๑.สัมมาทิฐิ๒.สัมมาสังกัปปะ๓.สัมมาวาจา ๔.สัมมากัมมันตะ๕.สัมมาอาชีวะ๖.สัมมาวายามะ๗.สัมมาสติ๘.สัมมาสมาธิ ถ้าไม่ปรารถนาจะเป็นอย่างท่านก็ไม่เป็นไร ก็มีทุกข์อยู่เรื่อย ไปจนชาชิน ทุกข์ในมนุษย์ยังพอทนได้ แต่ทุกข์ในอบายที่เราไม่ เห็น ไม่รู้จัก มันทนได้ยากมาก ทรมานมาก แล้วมาบังเกิดขึ้น ด้วยความไม่รู้ว่า ตัวเองยังไม่รู้อะไรเลย ไม่รู้ว่าตัวเองไม่รู้ แล้ว ยังไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรถึงจะพ้นทุกข์ ดับทุกข์ได้ก็ไม่รู้อีก มันจึง เป็นอันตราย เมื่อพระองค์บังเกิดขึ้นแล้ว บรรลุแล้ว นำมาถ่ายทอด แล้ว ผู้มีบุญ มีปัญญาก็จะเงี่ยโสตสดับฟัง ตั้งใจฟัง เมื่อฟัง ใคร่ครวญด้วยสติปัญญาก็แจ่มแจ้งหายสงสัย เกิดปีติ เกิด กำลังใจ เกิดความสุขใจ เกิดฉันทะอยากจะเป็นอย่างพระองค์บ้าง ก็จะทำความเห็นให้ตรง สัมมาทิฐิ ก็จะเกิดขึ้น แล้วข้อปฏิบัติ อื่นๆ ก็จะเรียงมาตามลำดับ คืออยากทำด้วยความสมัครใจ เมื่อเข้าใจเรื่องราวความเป็นจริงของชีวิตว่าต้องเป็นอย่างนี้ แล้วก็สรุปในข้อสุดท้าย คือ สัมมาสมาธิ เป็นบันไดขั้นสุดท้าย ที่จะก้าวเข้าไปสู่ความเป็นพระอริยเจ้า พระเดชพระคุณหลวงปู่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ท่านสรุปว่า หยุดเป็นตัวสำเร็จ ตั้งแต่เบื้องต้น จนกระทั่งเป็นพระอรหันต์ คือ ให้มันง่ายเข้า ลัดเข้า เพราะว่าบางคนมีความพร้อมในการ ทำสมาธิ แต่ไม่พร้อมที่จะเข้าใจอีก ๗ ข้อ เลย อ้างว่า ไม่มีเวลาและอารมณ์บ้าง ติดโน่นติดนี่ สารพัด เพราะฉะนั้นท่านก็ลัดตัดตอนว่า หยุด เป็นตัวสำเร็จ มาลงที่สัมมาสมาธิ ด้วยวิธีทาง ลัดตรงว่า จะเริ่มต้นจากอะไรลงท้ายก็สัมมา สมาธิ เมื่อเข้าถึงสัมมาสมาธิ คือใจหยุดนิ่งได้ แล้วอีก ๗ ข้อ ก็จะเข้าใจเอง แล้วก็สมัครใจที่ จะทำเช่นนั้น เพราะฉะนั้น หยุดจึงเป็นตัวสำเร็จ วันอาทิตย์ที่ ๖ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๑ 16.คำภาวนา "สัมมา อะระหัง" ท่านผู้รู้ภายในนิ่งสนิท เว้นทำกิจเฉกมนุษย์ในสังสาร กลั่นกายใจขุนพลกล้าพระนิพพาน ให้เชี่ยวชาญในวิชชาธรรมกาย หากคืนนี้ทำใจหยุดนิ่งเฉยเฉย ไม่ละเลยซึ่งคำสอนคงเฉิดฉาย พระนิพพานลงกลั่นแก้ก็ง่ายดาย ลูกหญิงชายจะสมฝันกันทุกคน ตะวันธรรม (เมื่อเราได้สวดมนต์บูชาพระรัตนตรัยกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว ต่อจากนี้ไปตั้งใจเจริญสมาธิภาวนากันนะ........) ...ตรึกนึกถึงดวงใส.. คำว่า “ตรึก” ไม่ใช่แปลว่า เอาตากดลงไปดูนะ แต่หมายถึง การนึกถึงบริกรรมนิมิตอย่างเบาๆ สบายๆ นั่นเอง หลับตาพริ้มๆ นั่งหน้ายิ้มๆ ผ่อนคลายอย่างสบายๆ ตรึกนึกถึงดวงใส เอาใจหยุดอยู่ในกลางดวงใสๆ นิ่งๆ นุ่มๆ เบาๆ สบายๆ พร้อมกับประคองใจด้วยบริกรรมภาวนาใน ใจเบาๆ ว่า สัมมา อะระหัง จะกี่ครั้งก็ได้ คำภาวนา สัมมา อะระหัง สัมมา ย่อมาจาก อริยมรรคมีองค์ ๘ ตั้งแต่ สัมมาทิฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมา วายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ คือ มีความเห็นถูกต้อง คิดถูก พูดถูก ทำถูก เป็นต้น อะระหัง แปลว่า ห่างไกลจากกิเลส หมายถึง เมื่อเรา ปฏิบัติตามมรรคมีองค์ ๘ ซึ่งเป็นเส้นทางไปสู่ความเป็นพระ อริยเจ้า มีข้อวัตรปฏิบัติเรียงไปตามลำดับ ๘ ข้อ ตั้งแต่เห็น ถูก คิดถูก พูดถูก ทำถูก ประกอบอาชีพถูก ทำความเพียรถูก ตั้งสติถูก คือเอาใจเชื่อมโยงกับกระแสแห่งความบริสุทธิ์ภายใน ถูก กระทั่งเกิดสัมมาสมาธิ สัมมา อะระหัง คือ คิดพูดทำทุกสิ่งให้ถูกต้อง แล้วเราจะ ห่างไกลจากความทุกข์ทรมานของชีวิต จากความไม่บริสุทธิ์ไป สู่ความบริสุทธิ์ หลุดพ้นจากกิเลสอาสวะ เหมือนปลาหลุดจาก ข้องที่ขังออกไป ไม่ต้องกลับมาสู่ข้องนั้นอีก เหมือนลูกไก่หลุด พ้นจากกระเปาะไข่ออกมาเป็นตัวของตัวเองอย่างสมบรูณ์ เรา ก็จะหลุดพ้นจากภพ ๓ ไปสู่ความอิสระ เป็นตัวของตัวเอง เป็น อยู่ได้ด้วยตัวของตัวเอง ไม่ต้องพึ่งพิงพึ่งพาสิ่งใดเลย บริบูรณ์ มีสุขตลอดเวลา เป็นบรมสุข สุขอย่างยิ่ง เหมือนดวงอาทิตย์มี แสงสว่างด้วยตัวของตัวเอง มีพลังอยู่ในตัวอย่างนั้น ผู้ที่หลุดพ้นแล้ว ก็จะเป็นตัวของตัวเองทำนองนั้น มีความ สุขด้วยตัวของตัวเอง ไม่ต้องพึ่งพิงพึ่งพา คน สัตว์ สิ่งของ ลาภ ยศ สรรเสริญ อำนาจ วาสนา แต่เป็นอยู่ด้วยตัวเอง แม้ อยู่ตามลำพัง ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดก็ตาม หลุดพ้นแล้ว เป็นอิสระ แล้วจากภพ ๓ จากกรอบอวิชชาที่เขาบังคับเอาไว้ โดยอาสวะ ความโลภ ความโกรธ ความหลง ใจถูกแช่อิ่มหมักดอง เหมือน ผักที่ดองด้วยรสเปรี้ยว รสหวาน รสเค็ม มายาวนาน นับภพ นับชาติไม่ถ้วน จนความโลภ โกรธ หลง คุ้นเคยเป็นเนื้อเดียวกัน เลย คลุกเคล้าปนเป็นกันไปอย่างนั้น เมื่อเป็นอย่างนั้น ก็ต้องอยู่ในกรอบของภพ ๓ เวียนว่าย ตายเกิด ด้วยความไม่รู้ ไม่รู้ว่าตัวเองไม่รู้อะไรเลย ไม่รู้ว่าเกิดมา ทำไม อะไรคือเป้าหมายชีวิต จะไปสู่เป้าหมายชีวิตได้อย่างไร เป็นต้น ก็จะวนเวียนอยู่อย่างนั้น เวียนเกิด เวียนตาย แล้วก็ มีภพภูมิรองรับ ตกอยู่ภายใต้กฎแห่งการกระทำ ทางกาย ทาง วาจา ทางใจ แล้วก็มีวิบากกรรมรองรับ มีภพภูมิรองรับ ไปตาม การกระทำของตัวที่ขาดสติปัญญา ขาดความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่อง ราวความเป็นจริงของชีวิต แล้วชีวิตก็จะตกอยู่ภายใต้สามัญลักษณะ กฎแห่งความไม่ เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ทุกข์ทรมานตลอด ไม่เป็นตัวของตัวเองตลอดเวลาเลย แล้วก็ยัง ตกอยู่ใต้กฎอื่นๆ อีกมากมายก่ายกอง ซึ่งเราจำยอมจะต้องตก อยู่ภายใต้กฎเกณฑ์เหล่านั้น โดยไม่รู้สาเหตุและต้นเหตุว่าเป็น เพราะอะไร ทำไมเราจึงต้องอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์เช่นนี้ ความไม่รู้นี้แหละจึงทำให้เกิดการแสวงหา กระทั่งมีผู้รู้บังเกิด ขึ้น ด้วยอานุภาพแห่งการสั่งสมความบริสุทธิ์ ความดีงาม ที่เรียก ว่าบารมี ๑๐ ทัศ และ ๓๐ ทัศ จนกระทั่งในลำดับที่ผู้ที่เขา ทำให้เราตกอยู่ในกรอบวิชชานี้กันไม่อยู่ เมื่อกันไม่อยู่ เขาก็ หลุดพ้นได้จากความทุกข์ทรมาน เพราะฉะนั้น สัมมา อะระหัง นี้เป็นสิ่งที่ลึกซึ้งนัก เมื่อเรากำหนดบริกรรมนิมิต ตรึกนึกถึงดวงใส หยุดอยู่ ในกลางดวงใส ก็ต้องประคองใจด้วยบริกรรมภาวนา สัมมา อะระหัง อย่างนี้เรื่อยไป จนกว่าใจจะหยุดนิ่ง อยากอยู่นิ่งเฉยๆ ไม่อยากจะภาวนา สัมมา อะระหัง ต่อไปแล้ว ก็ให้รักษาใจที่ หยุดนิ่งอย่างนั้น แต่ว่าเมื่อใดใจฟุ้งไปคิดเรื่องอื่นจึงย้อนกลับมา ภาวนา สัมมา อะระหัง ใหม่ประคับประคองใจกันไปอย่างนี้นะ เช้านี้อากาศกำลังสดชื่นแจ่มใส เย็นสบาย เหมาะสมสำหรับ ลูกผู้มีบุญทุกคน จะได้ประกอบความเพียรให้ถูกวัตถุประสงค์ ของการมาเกิดเป็นมนุษย์ ก็ให้ตั้งใจประคับประคองกันให้ดี ฝึก หยุด ฝึกนิ่งกันให้ดี ให้ถูกต้องตามหลักวิชชาอย่างสบายๆ ให้ ลูกทุกคนสมหวังดังใจ ในการเข้าถึงพระรัตนตรัยในตัวทุกคน ต่างคนต่างนั่งกันไปเงียบๆ วันอาทิตย์ที่ ๒๒ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๑ 17.บุญพลังแห่งความสุขและความสำเร็จ หยุดนิ่งแหละก่อเกื้อ บารมี สุดยอดชาร์จแบตเตอรี่ หมดเชื้อ ยิ่งหยุดยิ่งทับทวี บุญเพิ่ม บุญใหม่นี้จักเอื้อ อวยให้สุขอนันต์ ตะวันธรรม ตั้งใจหลับตาเจริญสมาธิภาวนากันนะ หลับตาเบาๆ พอ สบายๆ ผ่อนคลายทุกส่วนของร่างกายของเราทั้งเนื้อทั้งตัว ให้มีความรู้สึกสบายๆ ทำใจให้เบิกบาน แช่มชื่น ให้สะอาด บริสุทธิ์ ผ่องใส ไร้กังวลในทุกสิ่ง ทิ้งทุกอย่าง วางทุกสิ่ง แล้วก็ รวมใจไปหยุดนิ่งๆ นุ่มๆ ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ซึ่งอยู่ใน กลางท้องของเรา ในระดับที่เหนือจากสะดือขึ้นมา ๒ นิ้วมือ อย่างเบาสบาย บุญพลังแห่งความสุขและความสำเร็จ นึกถึงบุญที่เราทำผ่านมานับภพนับชาติไม่ถ้วน จนกระทั่ง ถึงปัจจุบันชาตินี้ มารวมเป็นดวงบุญใสๆ กลมรอบตัวเหมือน ดวงแก้วใสบริสุทธิ์ ประดุจเพชรที่เจียระไนแล้ว ไม่มีตำหนิเลย ความสว่างอย่างน้อยก็เหมือนดวงอาทิตย์ยามเที่ยงวันแล้วก็ สว่างเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ เป็นดวงบุญใสๆ ติดอยู่ในศูนย์กลาง กายฐานที่ ๗ ของเรา ในกลางดวงบุญจะเป็นบุญธาตุ ซึ่งเป็นบ่อเกิดแห่งความ สุขและความสำเร็จในชีวิตของเรา ตั้งแต่ปุถุชนจนกระทั่งเป็น พระอริยเจ้า บุญธาตุที่กลั่นมาจากการทำความดี ทั้งทาน ศีล ภาวนา เป็นต้น ไม่ว่าจะทางโลกหรือทางธรรมก็ตาม ที่เราได้ให้ วัตถุทาน จนกระทั่งให้วิทยาทาน อภัยทาน ธรรมทาน เป็นต้น ทุกๆ บุญเลย ศีลที่เรารักษา ภาวนาที่เราเจริญ คือฝึกใจหยุด นิ่ง กับบุญที่อยู่ในบุญกิริยาวัตถุ ๑๐ ประการ* เช่น ชวนคนมา ทำความดี หรือทำความเห็นให้ตรงต่อหนทางพระนิพพาน เป็นต้น บุญนี่แหละ เป็นบ่อเกิดแห่งความสุขและความสำเร็จใน ชีวิตของเรา จะติดอยู่ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ของทุกกายเลย ทั้งกายมนุษย์หยาบ กายมนุษย์ละเอียด กายทิพย์ กายรูปพรหม กายอรูปพรหม กระทั่งถึงกายธรรม ติดอยู่ที่ศูนย์กลางกายฐานที่๗ ที่มีความใสความบริสุทธิ์ โตใหญ่แตกต่างกันไป ยกตัวอย่าง เช่น ดวงบุญที่อยู่ในกายมนุษย์หยาบของเรา เวลามาเกิด กาย ละเอียดก็มาพร้อมกับดวงบุญนี้ เมื่อผ่านครรภ์บิดามารดาออก มาเป็นกายมนุษย์ ดวงบุญก็จะปรุงแต่งให้เรามีสมบัติติดมาด้วย รูปสมบัติ จะมีรูปกายตามกำลังแห่งบุญ ถ้ามีวิบัติเจือ กายมนุษย์หยาบก็จะพิการ อย่างนี้เป็นต้น ถ้าได้รูปสมบัติที่ดี ไม่ว่าเป็นชายหรือหญิง ก็จะได้ร่างกายที่สมส่วน แข็งแรง มีโรค น้อย อายุขัยยืนยาว มีวรรณะผ่องใส อายุ วรรณะ สุข พละ รวมประชุมอยู่ในรูปสมบัติ ทรัพย์สมบัติ ก็ตั้งแต่อาหารหวานคาว เสื้อผ้า ที่อยู่ อาศัย ทรัพย์สินเงินทอง พวกพ้อง บริวาร ยารักษาโรค ลาภ ยศสรรเสริญ เป็นต้น คุณสมบัติ ก็คือมีดวงปัญญาที่สอนตัวเองได้ มีความรู้ดี ความสามารถดี มีความประพฤติดี เปรื่องปราดแทงตลอดใน ศาสตร์ทั้งปวงทั้งทางโลกและทางธรรม *บุญกิริยาวัตถุ๑๐ ๑.ทานมัยบุญที่สำเร็จด้วยการบริจาคทาน ๒.สีลมัยบุญที่สำเร็จด้วยการรักษาศีล ๓.ภาวนามัยบุญที่สำเร็จด้วยการเจริญภาวนา ๔.อปจายนมัยบุญที่สำเร็จด้วยการประพฤติอ่อนน้อม ๕.ไวยยาวัจจมัยบุญที่สำเร็จด้วยการขวนขวายช่วยในกิจการที่ชอบ ๖.ปัตติทานมัยบุญที่สำเร็จด้วยการให้ส่วนบุญ ๗.ปัตตานุโมทนามัยบุญที่สำเร็จด้วยการอนุโมทนาส่วนบุญ ๘.ธัมมัสสวนมัยบุญที่สำเร็จด้วยการฟังธรรม ๙.ธัมมเทสนามัยบุญที่สำเร็จด้วยการแสดงธรรม ๑๐.ทิฏฐุชุกรรมบุญที่สำเร็จด้วยการทำความเห็นให้ตรง(เชื่อว่าบาป-บุญมี, นรก-สวรรค์มี,ชาตินี้-ชาติหน้ามี,เชื่อหลักไตรลักษณ์อนิจจัง-ทุกขัง-อนัตตา) สมบัติทั้งสามนี้จะติดมาในดวงบุญกับกายมนุษย์หยาบเป็น ชนกกรรมนำไปเกิดตามกำลังแห่งบุญ ถ้าเราสั่งสมบุญตอน เป็นกายมนุษย์หยาบ บุญก็ติดตรงกลางนั้นเป็นดวงใสๆ แต่ ชนกกรรมนั้นจะค่อยๆ หมดไป เนื่องจากเป็นบุญเก่า เหมือน พลังอาหารที่จะส่งผลให้เรามีชีวิตอยู่ในโลก ถ้าใช้เพื่อเป็นบุญ ต่อบุญ สมบัติต่อสมบัติ ก็จะมีดวงบุญดวงใหม่ติดอยู่ในกลาง กายซ้อนๆ กันอยู่ เมื่อกำลังบุญเก่าหมดก็หมดอายุขัย กำลังบุญใหม่ก็ติดอยู่ ในกลางกายส่งต่อไปถึงกายมนุษย์ละเอียด เมื่อเดินออกจากฐาน ต่างๆ คำว่า “เดิน” ไม่ได้หมายถึงก้าวเท้าเดินนะ แต่หมายถึง เคลื่อนหลุดออกไปตามฐานต่างๆ จากฐานที่ ๗ ไปฐานที่ ๖ (ที่ระดับสะดือ) ฐานที่ ๕ (ปากช่องคอ) ฐานที่ ๔ (เพดานปาก) ฐานที่ ๓ (กลางกั๊กศีรษะ) ฐานที่ ๒ (ที่หัวตาหญิงซ้ายชายขวา) ฐานที่ ๑ (ปากช่องจมูก) หลุดออกไปก็เป็นกายมนุษย์ละเอียด ไปแสวงหาที่เกิดใหม่ เมื่อไปอยู่ในภพภูมิไหนที่เหมาะสมตาม กำลังแห่งบุญกายนั้นดับไป ก็จะมีดวงบุญอีกกายหนึ่งตามภพภูมิ นั้นบังเกิดขึ้นแทน เช่น บังเกิดในเทวโลกจะด้วยวิธีการใดก็ตาม เกิดแล้วโต ทันที เรียกว่า โอปปาติกะ ดวงบุญที่อยู่ในกายทิพย์ก็จะเปิดขึ้น ใช้ เมื่อใช้แล้วเราก็จะได้กายเป็นทิพย์ มีเครื่องประดับ มีทิพย สมบัติ มีวิมาน พวกพ้อง บริวาร อะไรต่างๆ เหล่านั้นเป็นต้น ซึ่งมาจากบุญที่เราสั่งสมมาตอนเป็นกายมนุษย์หยาบ ดวงบุญ จะติดอยู่ตรงกลางเป็นดวงใสๆ ถ้าจะได้นิพพานสมบัติ บุญนี้ก็ส่งผลไปถึงกายธรรม บุญ อยู่ในกลางกายธรรมก็พรึบขึ้นมา ก็จะดูดเห็นจำคิดรู้เราตกศูนย์ ไปสู่กายนั้นพรึบ เป็นกายพระอริยเจ้าตามกำลังแห่งบารมี เช่น เป็นพระโสดาบัน พระสกิทาคามี พระอนาคามี พระอรหันต์ เป็นต้น นี่คือ มนุษย์สมบัติ ทิพยสมบัติ และนิพพานสมบัติ อานิสงส์การเป็นผู้นำบุญ บุญเกี่ยวกับเรื่องกฐิน ถ้าคิดด้วยตัวเอง มีกุศลศรัทธาด้วย ตัวเอง สอนตัวเองได้ บอกตัวเองได้ ชักชวนตัวเองได้ เป็นแหล่ง กำเนิดแห่งความคิด คำพูด แล้วก็ทำด้วยตัวเอง กำลังบุญนี้จะ แรงกล้ามาก และถ้าไปชวนคนอื่นเขาทำด้วยก็จะมีบุญที่จะเป็น ผู้นำ ไปชวนคนทำความดี มีพวกพ้องบริวาร ที่เราชวนมานั่น ก็ตามกำลังบุญ ถ้ามาด้วยความปีติยินดี ปลื้มใจ ดีใจ บุญก็ได้ เต็มที่ ถ้าถวายวัตถุทาน จตุปัจจัยไทยธรรม ก็จะมีทรัพย์ไปตาม กำลังแห่งบุญ ถ้าประธานก็จะได้เป็นผู้นำของชุมชนตามกำลัง แห่งบุญ เช่น ถ้าเทียบสมัยนี้กำลังบุญส่งเป็น อบต.บ้างเป็น ผู้ว่า เป็นปลัดกระทรวง เป็นรัฐมนตรี เป็นนายก เป็นพระราชา ในแต่ละยุคสมัยบ้าง อะไรต่างๆ เหล่านี้ เป็นเพราะผลบุญที่ เกิดจากการเป็นผู้นำบุญชวนคนทำความดี จะมีพรรค มีพวก มีบริวารสมบัติเกิดขึ้น ในเทวโลกก็จะมีบริวารมาก มีทิพยสมบัติมาก เป็นเทวดา ที่มีศักดิ์ใหญ่ ไปไหนก็จะได้รับความเคารพเลื่อมใส หลีกทางให้ บุญที่เป็นผู้นำที่คิดด้วยตัวเอง แต่ถ้าคนอื่นเขาชวนทำแต่ทำ เต็มที่ กำลังบุญก็จะหย่อนมาหน่อย ถ้าจากนายกก็มาเป็นรอง นายก อย่างนี้เป็นต้น แต่ที่จะไม่ประสบความสุขความสำเร็จ ในชีวิตนั้นเป็นไม่มี เพราะสั่งสมบุญกันไปอย่างนี้ โดยเฉพาะบุญกฐินซึ่งเป็นกาลทาน ปีหนึ่งมีครั้งเดียว เป็นการสนับสนุนให้พระที่ออกพรรษาแล้วได้อานิสงส์เต็มที่ ตามพระวินัย เราไปทอดกฐินทำให้พระสมปรารถนา เราก็จะ สมปรารถนาด้วย ก็จะมีทรัพย์มาก ได้เกิดในร่มเงาพระพุทธ ศาสนา แล้วก็มีทุกสิ่งที่ผู้มีบุญในกาลก่อนเขามีกันตามกำลัง แห่งบุญ การได้เกิดในร่มเงาพระพุทธศาสนา การได้เกิดในร่มเงาพระพุทธศาสนา ก็จะทำให้เราได้ศึกษา เรียนรู้คำสอนจากท่านผู้ที่ฝึกตนพัฒนาตนจนกระทั่งหลุดพ้น จากกิเลสอาสวะ ได้รับความรู้จากผู้ที่หมดกิเลสแล้ว ก็จะทำให้ เราได้ความรู้ที่แท้จริง ทำให้การดำเนินชีวิตถูกต้องปิดอบายไป สวรรค์ มีสุขในปัจจุบันและก็ได้บรรลุมรรคผลนิพพานตามไป ด้วย เพราะทำตามคำสอนของผู้ที่ดำเนินชีวิตถูกต้อง นำใจมา สู่ตำแหน่งที่ถูกต้อง เพราะฉะนั้นเวลาจะคิดก็คิดถูกต้อง พูด ถูกต้อง ทำถูกต้อง สิ่งที่ถูกต้องดีงามก็จะบังเกิดขึ้นกับตัวเอง แต่ถ้าไม่ได้เกิดในร่มเงาพระพุทธศาสนาก็จะได้ความรู้ที่ ไม่สมบูรณ์ เป็นความรู้ที่ถูกต้องน้อย ผิดพลาดมาก ความผิด พลาดก็จะทำให้ดำเนินชีวิตผิดพลาดซึ่งก็จะมีอบายภูมิรองรับ เป็นสิ่งที่อันตรายอย่างยิ่ง เพราะฉะนั้น การเกิดในร่มเงาพระพุทธศาสนาถือว่ามีบุญ มาก ทีนี้จะเกิดอย่างนี้ได้ก็จะต้องมีสายบุญกับพระพุทธศาสนา เช่น มาบวชหรือทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาในฐานะเป็นคฤหัสถ์ เป็นญาติโยม อย่างนี้เป็นต้น สายบุญนี้ก็จะเชื่อมโยงกับพระ สัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านบังเกิดขึ้นที่ไหนเราก็จะไปเกิดที่นั่นหรือ ไปเกิดอยู่ในความรู้ของพระองค์ แม้ท่านดับขันธปรินิพพานไป แล้ว แต่พระธรรมคำสั่งสอนของพระองค์ก็ตกทอดมาถึงพระสงฆ์ ซึ่งทรงจำศึกษาเอาไว้ เป็นตัวแทนของท่านก็เป็นประหนึ่งท่าน ยังทรงมีพระชนม์ชีพอยู่ เราก็จะได้ศึกษาเรียนรู้ดำเนินชีวิตได้ถูก ต้อง เช่นเดียวกับพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็แปลว่าเราก็ปิดอบาย เปิดประตูสวรรค์ให้กับตัวเอง มีสุขในปัจจุบันแล้วก็จะได้สมบัติ ทั้งสามติดไปทุกภพทุกชาติตราบกระทั่งเข้าสู่พระนิพพาน ถ้ามุ่ง ไปที่สุดแห่งธรรมก็จะก้าวเดินทางต่อไปถึงที่สุดแห่งธรรม เพราะ ฉะนั้นบุญเป็นเรื่องสำคัญที่เราจะต้องสั่งสม ทำบ่อยๆ เพราะ เราใช้บุญเก่าหมดเปลืองไปบ่อยๆ บุญใหม่ก็ต้องสั่งสมบ่อยๆ เรามีช่วงโอกาสสั่งสมบุญ เฉพาะตอนเป็นกายมนุษย์หยาบ เท่านั้น ซึ่งในยุคนี้ก็เป็นช่วงสั้นๆ เราไม่ได้มาเกิดในยุคของ มนุษย์ที่มีอายุยืนเป็นหมื่นปี หรือหลายหมื่นปี เพราะฉะนั้น ช่วงสั้นๆ นี่แหละเป็นช่วงสั่งสมบุญ แต่ช่วงเสวยผลบุญนั้น ยาวนานตามกำลังแห่งบุญ แต่ถ้าเกิดในยุคที่มนุษย์มีอายุขัยสั้น มันก็มีช่วงสั้นในการสั่งสมบุญ การอยู่ในเทวโลกก็จะสั้นกว่าผู้ ที่ได้สั่งสมบุญยาวนานในสมัยกัปไขขึ้นที่มีอายุยืนยาว นี่ก็เป็น เรื่องที่เราโชคดีที่มาเกิดอยู่ในร่มเงาพระพุทธศาสนา ได้ศึกษาเรียน รู้ในสิ่งเหล่านี้ ที่ไม่มีในคำสอนของความเชื่ออื่นๆ ดังนั้น การเกิดในร่มเงาพระพุทธศาสนานี้ จึงเป็นบุญลาภ และมีความสำคัญกับตัวเราอย่างยิ่ง เพราะฉะนั้นให้ลูกทุกคน นึกถึงบุญที่เราทำผ่านมา ด้วยใจที่ปลื้มปีติยินดี ใจเราจะได้ ใสๆ บริสุทธิ์ จนกระทั่งความบริสุทธิ์ปรากฏเกิดขึ้นที่ศูนย์กลาง กายฐานที่ ๗ เป็นดวงใสๆ ติดอยู่ในศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ สิ่งที่เราจะต้องทำต่อไปคือ ทำให้ดวงบุญนี่ใสในใสหนัก ยิ่งขึ้น โดยการหยุดใจในกลางดวงบุญนั้น หยุดในหยุด นิ่งใน นิ่งกลางดวงบุญนั้น จากนิ่งหลวมๆ ก็มานิ่งแน่น คือนิ่งอย่าง นั้นจนกระทั่งความคิดอื่นดึงใจเราหลุดไปไม่ได้ใจของเราก็จะได้ ใสบริสุทธิ์ อยู่ตรงกลางกาย ดวงบุญยิ่งใสในใสเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ สมบัติต่างๆ รูปสมบัติ ทรัพย์สมบัติ คุณสมบัติ ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข มรรคผล นิพพาน ก็จะบังเกิดขึ้นกับเราเร็วขึ้น มี ปริมาณมากขึ้น ทั้งปริมาณ คุณภาพ คุณค่า เหมือนผู้มีบุญใน กาลก่อนอย่างนั้น ยิ่งใสในใส ใสในใส หนักเพิ่มขึ้นไปอีก ก็ยิ่ง มีอานุภาพมากขึ้น โตใหญ่เพิ่มขึ้น ยิ่งหยุดยิ่งนิ่ง ยิ่งขยายดวง บุญไม่มีหยุดยั้ง ดวงบุญจะขยายโตขึ้น ใสขึ้น จากดวงเล็กๆ ที่ติดที่กลางกายก็โตขึ้นไปเรื่อยๆ จะปกครองดูแลตรงไหน ถ้าดวงบุญครอบ ครองในเขตนั้นก็จะเป็นใหญ่ในเขตนั้น ถ้าดวง บุญโตท่วมประเทศก็จะเป็นใหญ่ในประเทศ ถ้า ท่วมโลกก็จะเป็นใหญ่ในโลก ถ้าท่วมไปถึงทวีป ทั้ง ๔ ก็จะเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ถ้าเลยโตใหญ่ กว่านั้นเข้าไปอีกก็จะเข้าสู่ความเป็นพระอริยเจ้า กระทั่งเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จะเป็นดวง ใสๆ แล้วก็จะกลั่นลำดับส่วนไปเป็นบารมี บารมี เราได้ยินบ่อยๆ ว่า มีบารมีอย่างนั้นอย่างนี้ แต่คำว่า “บารมี” นี้มีลักษณะอย่างไร เราก็ต้อง รู้จัก มันจะอยู่ในกลางดวงบุญ เป็นจุดกึ่งกลาง จากดวงบุญโตๆ ก็จะกลั่นไปเรื่อยๆ เช่น ดวงบุญโตเท่าคืบหนึ่ง จะกลั่นไปเป็นดวงบารมี สักปลายนิ้วก้อย และกว่าบารมีทั้ง ๑๐ ทัศ ๓๐ ทัศ จะบริบูรณ์ ก็ต้องสั่งสมเพิ่มพูนไปเรื่อยๆ จะ เป็นชั้นๆ ไป บารมีก็จะกลั่นต่อไปเป็นรัศมี ลำดับส่วนไปเรื่อยๆ เป็นกำลัง เป็นฤทธิ์ เป็นอำนาจ เป็นสิทธิ เป็นเฉียบขาด เป็นชั้นๆ เข้าไป สิทธิเฉียบขาดก็มีอำนาจเบ็ดเสร็จทุกอย่าง หลุดพ้นจากกิเลสอาสวะ เป็นตัวของตัวเอง ได้อย่างสมบูรณ์ ถ้ายังไม่เต็มที่ก็หย่อนลงมา ถ้าสิทธิเฉียบขาดในเมืองมนุษย์ก็เป็นพระเจ้า จักรพรรดิ มันจะหย่อนๆ กันมาอย่างนี้ แต่ ทั้งหมดเริ่มจากดวงบุญใสๆ นี่แหละจ้ะ คือ สิ่งที่เราจะต้องศึกษาเรียนรู้กันไป ฝึกฝนกันไป เรื่อยๆ เพราะฉะนั้น ภายหลังจากที่เราทำบุญไปแล้วก็ต้องมา ตามระลึกนึกถึงแล้วก็ปลื้มใจทุกครั้งว่า เราตัดสินใจถูกแล้วที่ เราได้สั่งสมบุญที่ผ่านมา แม้ทรัพย์กว่าจะหามาได้ด้วยความ ยากลำบาก หรือกว่าจะตั้งกองกฐินกันมาได้มันก็ไม่ใช่ง่าย ต้อง เหน็ดเหนื่อยออกเรี่ยวออกแรงอะไรต่างๆ เหล่านั้น เราทำได้ ใจก็ปลื้ม เวลาทำก็ปลื้มปีติ สุขใจ ดีใจ หลังจากทำแล้วนึกถึง ทีไรก็ปลื้ม เราทำถูกหลักวิชชาในแหล่งแห่งเนื้อนาบุญ มองออก ว่าตรงไหนเป็นแหล่งแห่งเนื้อนาบุญ ตรงไหนไม่ใช่ แม้จะ ทำทั่วไปก็จะต้องรู้ว่าบุญหลักควรจะทำที่ใคร บุญรองถัดลงมา ควรทำที่ใคร ไม่อย่างนั้นคำว่า ทักขิไณยบุคคลแหล่งแห่ง เนื้อนาบุญจะไม่มี พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแทงตลอดในเรื่องเหล่านี้ในขณะ ที่มนุษย์ยังมีกิเลสอยู่แทงไม่ตลอด ความรู้จึงยังไม่สมบูรณ์ก็จะ เห็นเฉพาะที่ดวงตาเขาเห็นเท่านั้น ดวงตาภายนอกเห็น แต่พระ สัมมาสัมพุทธเจ้ามีดวงตาภายใน ธรรมจักษุ เห็นได้รอบตัวใน เวลาเดียวกัน ทั้งอดีต ปัจจุบัน อนาคต เห็นตลอดเส้นทางเกี่ยว กับเรื่องบุญ จะก่อกำเนิดอย่างไร ตั้งอยู่อย่างไร จะส่งผลอย่างไร ถึงจุดหมายปลายทาง เพราะฉะนั้น พระองค์ก็จะแยกออกว่าบุญนี่ต้องทำ ควร ทำกับใคร กับอะไร ดังนั้นคำว่า “เนื้อนาบุญ” คือ แหล่งแห่ง ความบริสุทธิ์ พลังบริสุทธิ์อยู่ที่ตรงนั้น ท่านก็จะสั่งสอนด้วย พระมหากรุณา ด้วยความรักและปรารถนาดีต่อสรรพสัตว์ทั้ง หลายอย่างแท้จริง ท่านไม่ปรารถนาอะไรเลย เพราะฉะนั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าชี้ไปทางไหนว่าตรงนี้ เป็นเนื้อนาบุญ ให้ไปทำตรงนั้นก่อน ส่วนที่อื่นที่ไม่ใช่เนื้อนาบุญ ก็ทำด้วย จะสงเคราะห์โลกก็ทำด้วย เพราะเราต้องอยู่กับ มนุษย์ ต้องเกื้อกูลกัน แต่ต้องรู้ว่าเนื้อนาบุญอยู่ตรงไหน แล้ว ก็ทำทั้งสองอย่างควบคู่กันไปจึงจะสัมบูรณ์ เพราะฉะนั้น ตอนนี้ก็ให้ลูกทุกคนตรึกนึกถึงบุญว่า เรา ทำถูกหลักวิชชาแล้ว ทำกับเนื้อนาบุญ ทำกับพระเดชพระคุณ หลวงปู่ฯ ทำกับคณะสงฆ์ตามวัดวาอารามต่างๆ ซึ่ง มีความสำคัญที่เกี่ยวพันกับพระพุทธศาสนา ทำกับวัดที่กำลัง จะล่มสลายให้ฟื้นฟูกลับมาใหม่ ที่เราได้สมมติเรียกว่า “กฐิน สัมฤทธิ์” เราฟื้นขึ้นมาอีก เหมือนวัดที่กำลังโคม่า เหมือนคน โคม่าปลุกให้ฟื้นคืนมาใหม่ ให้เป็นที่พึ่งกับมนุษย์และเทวดาใหม่ เป็นที่พึ่งแก่นักบวชแก่บรรพชิตใหม่ บุญเหล่านี้มีอานิสงส์ มีอานุภาพอันไม่มีประมาณทั้งสิ้น เทวดาเขามองเห็น เขาชื่นชมอนุโมทนาสาธุการ บัณฑิต นักปราชญ์ที่เป็นผู้รู้มองเห็นก็ชื่นใจ ปีติใจ เราก็นึกถึงบุญอย่าง นี้นะ วันอาทิตย์ที่ ๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๑ 18.ความละเอียดภายใน วันคืนควรชื่นแล้ว ด้วยธรรม หากลูกหมั่นตอกย้ำ ค่ำเช้า นึกถึงแต่ถ้อยคำ ของพ่อ ใจตรึกพระพุทธเจ้า อย่างนี้ละเอียดใส ตะวันธรรม เมื่อเราบูชาพระรัตนตรัยเสร็จเรียบร้อยแล้ว ต่อจากนี้ไป ตั้งใจให้แน่แน่วมุ่งตรงต่อหนทางพระนิพพานกันทุกๆ คนนะ ให้นั่งขัดสมาธิ โดยเอาขาขวาทับขาซ้าย มือขวาทับมือซ้าย ให้นิ้วชี้ของมือข้างขวาจรดนิ้วหัวแม่มือข้างซ้าย วางไว้บนหน้า ตักพอสบายๆ หลับตาของเราเบาๆ ค่อนลูก พอสบายๆ คล้ายกับ ตอนที่เราใกล้จะหลับ อย่าไปบีบเปลือกตา อย่ากดลูกนัยน์ตา หลับตาให้สบายๆ แล้วก็ทำใจให้เบิกบาน แช่มชื่น ให้สะอาด บริสุทธิ์ ผ่องใส ไร้กังวลในทุกสิ่ง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม ให้ปลด ให้ปล่อย ให้วาง ทำใจให้ว่างๆ ว่างเปล่าจากอารมณ์ ทั้งหลาย แล้วก็ให้สมมติว่า ร่างกายของเรานั้นตั้งแต่ภายในกะโหลก ศีรษะ ในปาก ลำคอ ทรวงอก แล้วก็กลางท้อง ปราศจาก อวัยวะภายใน ไม่มีมันสมอง ปอด ตับ ม้าม ไต หัวใจ ไส้ใหญ่ ไส้น้อย เป็นต้น สมมติว่าเป็นที่โล่งๆ ว่างๆ กลวงๆ เป็นโพรง ภายใน คล้ายท่อแก้วใสๆ ให้เป็นทางไหลผ่านของกระแสธารแห่งความบริสุทธิ์และ ความดีงามที่เราได้สั่งสมอบรมมา ตั้งแต่ปฐมชาติที่ได้เกิดมา เป็นมนุษย์ สร้างบุญบารมี ๓๐ ทัศ เรื่อยมา จนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้ รวมกับอานุภาพอันไม่มีประมาณของพระรัตนตรัย คือ พุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ สังฆรัตนะ และพระคุณอันยิ่งใหญ่ไพศาลของบิดา มารดา ครูบาอาจารย์ ทั้งหมดนี้รวมเป็นกระแสธารแห่งความบริสุทธิ์ ไหลผ่าน กลางท่อแก้วใสๆ ขจัดสิ่งที่เป็นมลทินในใจของเราให้หมดสิ้นไป ตั้งแต่ความโลภ ความโกรธ ความหลง อุปกิเลสทั้งหลาย นิวรณ์ทั้ง ๕ สังโยชน์เบื้องต่ำ เบื้องสูง วิบัติ บาปศักดิ์สิทธิ์ วิบากกรรม วิบากมาร อุปสรรคต่างๆ นานาในชีวิต ทุกข์ โศก โรค ภัย สิ่งที่ไม่ดีต่างๆ ให้ละลายหายสูญไปให้หมด ให้เหลือแต่ความบริสุทธิ์ผุดผ่อง ปรากฏเกิดขึ้นที่ศูนย์ กลางกายฐานที่ ๗ เป็นดวงใสๆ ประดุจเพชรลูกที่เจียระไน แล้ว ไม่มีขีดข่วนคล้ายขนแมว ไม่มีไฝฝ้า ไม่มีตำหนิ กลมรอบ ตัวเหมือนดวงแก้วกายสิทธิ์ อย่างเล็กก็ขนาดดวงดาวในอากาศ อย่างกลางก็ขนาดพระจันทร์ในคืนวันเพ็ญ อย่างใหญ่ก็ขนาด พระอาทิตย์ยามเที่ยงวัน ศูนย์กลางกายฐานที่๗ สำหรับท่านที่ยังไม่รู้จักว่า ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ อยู่ ที่ตรงไหน ก็ให้สมมติว่า หยิบเส้นด้ายขึ้นมา ๒ เส้น นำมาขึง ให้ตึง จากสะดือทะลุไปด้านหลังเส้นหนึ่ง จากด้านขวาทะลุไป ด้านซ้ายอีกเส้นหนึ่ง ให้เส้นด้ายทั้งสองตัดกันเป็นกากบาท จุดตัดจะเล็กเท่ากับปลายเข็ม ให้สมมติเอานิ้วชี้กับนิ้วกลางมา วางซ้อนกัน แล้วก็นำไปทาบตรงจุดตัดของเส้นด้ายทั้งสอง สูง ขึ้นมา ๒ นิ้วมือ ตรงนี้แหละเรียกว่า ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ซึ่งจะเห็นได้เมื่อใจหยุดนิ่งได้สนิทสมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์แล้ว เพราะฉะนั้น เราจำง่ายๆ ว่า อยู่ในกลางท้องในตำแหน่ง ที่เหนือจากสะดือขึ้นมา ๒ นิ้วมือ หรือให้ง่ายกว่านี้ไปอีกก็คือ อยู่ตรงกลางท้อง ตรงตำแหน่งที่เรามีความรู้สึกมั่นใจ พึงพอใจ สบายใจ แล้วต่อจากนี้ไปก็ไม่ต้องไปกังวลกับศูนย์กลางกายฐาน ที่ ๗ เลย เพราะเรามั่นใจว่า อยู่ตรงนี้ก็ตรงนี้ ดวงใสๆ ดังกล่าว ที่อย่างเล็กเท่ากับดวงดาวในอากาศ อย่างกลางก็ขนาดพระจันทร์ในคืนวันเพ็ญ อย่างใหญ่ก็ขนาด พระอาทิตย์ยามเที่ยงวัน ปรากฏเกิดขึ้นที่ตรงนี้ ตรงกลางท้อง ของเรา ให้เอาใจที่แวบไปแวบมา คิดไปในเรื่องราวต่างๆ เรื่อง คน สัตว์ สิ่งของ ธุรกิจการงาน การศึกษาเล่าเรียน เป็นต้น เอาใจมาหยุดนิ่งๆ ที่ตรงกลางดวงใสๆ อย่างเบาๆ สบายๆ ใจตรึกนึกถึงดวงใส หยุดอยู่ในกลางดวงใสๆ ให้ได้ตลอดเวลา ตรึก ตรึก ก็คือ การนึกถึงดวงใสๆ อย่างสบายๆ คล้ายๆ กับ เรานึกถึงสิ่งที่เรารัก สิ่งที่เราคุ้นเคย เช่น นึกเหมือนนึกหน้าแม่ หน้าพ่อ หน้าลูก หรือนึกถึงแหวนเพชร ขันล้างหน้า ดอกไม้ ดอกบัว ดอกกุหลาบ เป็นต้น ให้นึกง่ายๆ อย่างนั้น อย่างนี้ เรียกว่า การตรึก ไม่ใช่หมายถึง การเพ่งลูกแก้ว หรือไปเค้นภาพลูกแก้วให้ ทะลักออกมาในกลางท้อง หรือไปควานหาดวงแก้วในที่มืด ให้ นึกอย่างเบาๆ สบายๆ ถึงดวงใสๆ ตรึกนึกถึงดวงใส หยุดอยู่ ตรงกลางดวงใสๆ อย่างนี้เรื่อยไป ถ้าเผลอไปคิดเรื่องอื่น เราก็ดึงใจกลับมาเริ่มต้นใหม่อย่าง ง่ายๆ อย่าไปหงุดหงิด ในกรณีที่ใจอดแวบไปคิดถึงสิ่งที่เราคุ้น เคยไม่ได้ อย่าไปบังคับใจ อย่าไปห้าม อย่าไปฝืนต่อต้าน อย่า ไปรำคาญใจที่ชอบแวบไปคิดเรื่องอื่นเรื่อย ใจมันคุ้นกับอะไรก็ ไปอย่างนั้นก่อน แต่พอรู้ตัวก็ดึงใจกลับมาใหม่ง่ายๆ ให้หยุด นิ่งๆ กลางดวงใสๆ อย่างนี้ บริกรรมภาวนา เมื่อเราตรึกนึกถึงดวงใส องค์พระใสๆ แล้วใจก็ยังอดที่จะ แวบไปคิดเรื่องอื่นไม่ได้ก็ให้ประกอบบริกรรมภาวนาในใจเบาๆ ค่อยๆ ประคองใจไป คำภาวนานี้ ไม่ได้หมายถึง การท่องโดย ใช้กำลัง แต่ให้เป็นเสียงที่ละเอียดอ่อน ที่ดังออกมาจากกลาง ดวงใสๆ คล้ายๆ เสียงสวดมนต์ในใจ ในบทที่เราคล่อง หรือ เสียงเพลงที่เราชอบ แล้วดังในใจโดยที่ไม่ได้ตั้งใจร้องเพลง เลย ให้บริกรรมภาวนาว่า สัมมา อะระหัง ตรึกนึกถึงดวงใส ให้ใจหยุดลงไปที่จุดกึ่งกลางของดวงใสๆ พร้อมกับภาวนา เรื่อยไปเลย ทุกครั้งที่ภาวนา สัมมา อะระหัง เราก็ยังคงตรึกนึกถึง ดวงใส ใจหยุดอยู่ตรงจุดกึ่งกลางของดวงใสๆ ภาวนาเรื่อยไป จนกว่าใจจะหยุดนิ่งๆ เมื่อใจหยุดนิ่ง มันจะทิ้งคำภาวนาไปเอง จะมีอาการ คล้ายๆ กับเราลืมคำภาวนา แต่ใจนั้นไม่ฟุ้ง มันหยุดนิ่งเฉยๆ ที่กลางดวงใสๆ หรือมีความรู้สึกว่า ไม่อยากจะภาวนา ถ้า เกิดความรู้สึกอย่างนี้ก็ไม่ต้องย้อนกลับมาภาวนาให้รักษาใจที่ ใสๆ หยุดนิ่งอยู่ที่กลางดวงใสๆ กลางท้องของเรา ที่เรามั่นใจ ว่า เป็นศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ให้ทำอย่างนี้ แค่นี้ เท่านั้น อย่าเค้นภาพอย่าบังคับใจ ถ้าหากว่าดวงใสๆ มันไม่ชัดเจน ก็อย่าไปพยายามเค้น ภาพ เค้นใจให้มันชัด ให้มันใส ให้มันสว่าง มีให้ดูแค่ไหน เราก็ ดูไปแค่นั้น จะคุ่มๆ ค่ำๆ รัวๆ รางๆ ก็ช่างมัน ก็ตรึกไปเรื่อยๆ อย่างสบายๆ ใจเย็นๆ ค่อยๆ ประคองใจของเราไปเรื่อยๆ ถ้าหากว่า นึกไม่ออกก็ช่างมัน เอาใจนิ่งๆ อยู่ที่ตรง ตำแหน่งที่เรามั่นใจ พึงพอใจ สบายใจในกลางท้องของเรา นิ่งเฉย แม้ไม่เห็นก็ไม่เป็นไร ค่อยๆ ภาวนา สัมมา อะระหัง หรือจะไม่ภาวนาก็ได้ ให้นิ่งเฉยๆ อย่างสบายๆ มืดหรือสว่าง ไม่ต้องไปสนใจ จะเห็นภาพ หรือไม่เห็น ภาพ หรือไม่มีอะไรใหม่ก็ช่างมัน อย่าไปหงุดหงิด อย่าไป รำคาญ อย่าไปฮึดฮัด ให้ทำใจเย็นๆ เบาๆ คล้ายๆ กับตอน ที่เราเคลิ้มๆ ใกล้ๆ จะหลับ แต่เรายังมีสติรู้ตัวอยู่ ก็ค่อยๆ ประคองใจให้นิ่งๆ นุ่มๆ ละมุนละไมไปเรื่อยๆ ง่วงก็ปล่อยให้หลับ แต่ถ้าหากว่า มันจะเผลอหลับ เพราะร่างกายต้องการพัก ถึงแม้ว่าใจจะสู้ ถ้ามันเผลอ ก็ปล่อยให้หลับไป อย่าไปฝืนนะ พอฝืนแล้วมันจะไม่สบายกาย ไม่สบายใจ มันจะสะเทือนถึง ระบบประสาทและกล้ามเนื้อ ถ้าจะหลับก็ปล่อยมัน แต่หลับตรงกลางกายของเรา หลับ แล้วต้องได้บุญ หลับแล้วใจของเราจะต้องถูกกลั่นให้บริสุทธิ์ด้วย เพราะฉะนั้นปล่อย อย่าฝืน มันจะหลับไม่นานเท่าไร พอสดชื่น มันก็ตื่นเอง พอตื่นมานี่ ตรงนี้สำคัญ อย่าผลีผลามลืมตานะ อย่าขยับ ตัว อย่าเผลอลืมตา ให้นิ่งๆ ตรงที่สดชื่น มันจะอยู่ตรงไหนก็ช่าง เราก็ยังคงนิ่งเฉยๆ ตรงที่มีความรู้สึกว่า สบาย แม้ว่ามันอาจจะ ไม่อยู่ที่กลางท้อง อาจจะอยู่ที่ตรงไหนก็ไม่รู้ ข้างนอก ข้างหน้า นอกตัวเรา หน้าตัวเราก็ช่างมันไปก่อน ตอนนั้นอย่าลืมตานะ นิ่งๆ เฉยๆ หัวเลี้ยวหัวต่อตรงนั้นสำคัญ ถ้าประคองใจเป็น อย่างสบายๆ เพราะตอนเราตื่นใหม่ๆ มันสดชื่น และอารมณ์ ยังเบาอยู่ สบายอยู่ เราก็ยังไม่ลืมตา นิ่งเฉย บางคนอาจจะมีความรู้สึกว่า ตัวเราเป็นโพรงกลวงบ้าง ตัวหายไปบ้าง ตอนนี้อย่าไปกังวลหาศูนย์กลางกายนะ กำลัง จะดีแล้ว พอไปหาศูนย์กลางกายว่า เอ๊ะ! มันอยู่ตรงไหนก็ไม่รู้ จิตก็เลยหยาบขึ้นมา ตอนนั้นไม่ต้องไปหาแล้ว สบายตรงไหน ก็ตรงนั้นแหละ นิ่งเฉย ปล่อยให้ตัวมันหายไป เราจะพักผ่อน อย่างลึกๆ มันจะสดชื่นแล้วมีพลัง แล้วก็มีกำลังใจที่จะนั่งต่อ ไปในวันต่อๆ ไป แล้วเราจะดื่มด่ำกับความสุขที่ละเอียดอ่อน นั้น ที่มันสบ๊าย สบาย ถ้าตื่นมาแล้วเป็นอย่างนี้ ก็ทำอย่างนี้นะ แต่บางคนพอนึกอยากจะให้หลับ คือ ปล่อยมัน หลับก็ช่าง ไม่หลับก็ช่าง มันเกิดไม่หลับแต่กลับสดชื่น คือ ตัวหายไปเลย ก็ ให้ทำแบบเดียวกัน คือ ให้ดื่มด่ำกับอารมณ์ที่ละเอียด ละเมียด ละไม ที่ความรู้สึกของร่างกายเราไม่มี นิ่งให้นานที่สุด นานแค่ ไหนก็ช่าง จนกว่าใจจะถอนขึ้นมาเอง ไม่ใช่เราไปนึกอย่างนี้ว่า เออ มันสบายดี มันน่าจะมีอะไรให้เห็นบ้าง พอคิดแค่นี้จิตเลย ถอนขึ้นมาเลย ตอนนี้อย่าไปใช้ความคิด ทำจิตให้นิ่งๆ นุ่มๆ เบาๆ อยู่ที่ ตรงนั้น ตรงไหนก็ได้ ตรงที่สบาย แล้วมันก็จะเพลิดเพลิน สบ๊าย สบาย เริ่มมีความรู้สึกว่า เออ การนั่งสมาธิมันไม่ยากนะ แล้ว ก็เป็นการพักผ่อนถึง ๒ ชั้น พักตื้นๆ ชั้นหนึ่งตอนที่เราปล่อยให้หลับ กับตอนที่เราตื่น จากหลับ มันตื่นตัวภายใน เป็นการพักอีกระดับที่ลึกกว่าเดิม เหมือนเราเดินที่ชายหาดเอาเท้าจุ่มน้ำตื้นๆ ยังชื่นใจ ถ้าลึกๆ มันจะชื่นใจขนาดไหน ตรงนี้ก็เหมือนกัน เราจะได้เริ่มรู้จักความ ละเอียดของใจอีกมิติหนึ่ง ถึงแม้ยังไม่ถึงดวงธรรมภายใน ก็จะ เริ่มรู้ว่า อ้อ มันดี มันประณีตอย่างนี้ แล้วเราก็ทำความคุ้นเคย กับมันให้นานที่สุด พอถอนมาก็ช่างมัน ส่วนวันหลังเรานั่งแล้วไม่ได้อย่างนี้ ก็อย่าไปเสียอกเสียใจ แล้วเวลาเลิกนั่งก็อย่าเพิ่งไปอยาก อยากให้ได้อย่างนี้ อยากก็ ไม่เอา ไม่อยากก็ไม่มี ทำเฉยๆ อย่างที่แนะนำไว้ตั้งแต่เบื้องต้น เมื่อย/ฟุ้ง ถ้าใครเมื่อย ก็อย่าไปฝืนอิริยาบถ เรานั่ง เอาธรรมะ ไม่ใช่นั่งเอาท่าสวย เพราะฉะนั้น เมื่อยเราก็ขยับ ง่วงก็หลับ ฟุ้งก็ภาวนา ถ้าภาวนา สู้ไม่ไหว ก็ลืมตาดูสิ่งที่ทำให้เราสบาย ดูพระ พุทธรูป ดวงแก้ว หลวงปู่วัดปากน้ำฯ หรือ คุณยายอาจารย์ฯ หรืออะไรที่ทำให้สบายใจ พอสบายใจดีแล้วก็ค่อยๆ หลับตา อย่าหลับตา ทันที ให้ค่อยๆ หรี่ตาลงทีละน้อยๆ อย่าถึงกับ ปิดสนิท เหมือนจะเคลิ้มๆ แล้วก็รักษาระดับนั้น เอาไว้ นิ่งๆ นุ่มๆ สบายๆ ไม่หวังว่าจะได้ผลอะไร แต่ให้การเห็นภาพเป็นผลพลอยได้ ที่เกิดขึ้นมาเพราะเราวางใจได้ถูกส่วน สิ่งที่สำคัญก็คือให้คุ้นเคย กับความประณีต ละเอียด ละเมียดละไมของใจที่เป็นอิสระใน เบื้องต้น ที่มันหลุดพัวะจากกายหยาบไป เคว้งคว้างเหมือน อยู่กลางท้องฟ้าในคืนเดือนมืด ท้องฟ้ามืดสนิท มันก็ไม่เห็น อะไร แล้วเราก็นิ่งให้ใจคุ้นกับความละเอียด ละเมียดละไมที่ นุ่มๆ นิ่งๆ ละมุนละไม แม้ไม่มีอะไรให้ดูก็ช่างมัน นิ่งเฉยๆ คุ้นอย่างนี้เรื่อยไป มันจะเป็นรางวัลชีวิตให้กับเราทุกๆ ครั้งที่ เรานั่งภาวนา ก่อนออกจากสมาธิ แล้วเวลาเราจะออกจากสมาธิ ก็ค่อยๆ เผยอเปลือกตา ขึ้นมาเบาๆ ทีละน้อยๆ อย่าผลีผลามลืมพัวะขึ้นมาอย่างนั้น ไม่เอานะ แล้วก็นั่งนิ่งๆ สัก ๑ หรือ ๒ นาที จนเราคุ้นกับความ นิ่ง แล้วถ้ารักษาอารมณ์นี้ได้ก็ให้รักษา นานกี่นาทีก็ช่างมัน อาจ จะได้ ๕ นาที ๑๐ นาที ๑๕ นาที ก็ขยายเวลาเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ ทำอย่างสบายๆ ให้สม่ำเสมอ ทำไปวันต่อวัน หากินกันไปวันๆ เหมือนหายใจ เราหายใจเข้าไป ครั้งหนึ่ง มันอยู่ได้ไม่กี่นาที เดี๋ยวเราก็หายใจออก ก็อยู่ได้อีกไม่กี่นาทีก็ต้องหายใจเข้า-ออกๆ ใช้ ไปทีละช่วงของเวลา หรือเวลาเรารับประทาน อาหาร ทานตอนเช้าก็อยู่ได้แค่ถึงเที่ยง ถ้าทาน ตอนเที่ยงอยู่ได้ถึงเย็น ทานตอนเย็นอยู่ได้ถึง กลางคืนอย่างนี้ นั่งธรรมะก็เหมือนกัน เราก็ทำ วันต่อวัน นั่งอย่างธรรมดา สบายๆ ใจเย็นๆ ไม่ช้าก็จะสมหวังดังใจ พอใจเริ่มคุ้นกับความละเอียด และเรามีความสุขกับการ นั่ง แม้ไม่เห็นอะไร มันก็จะขยายเวลาในการนั่งของเราออกไป เองด้วยความสมัครใจ เต็มใจ ไม่ต้องฝืน ไม่ต้องพยายาม การทำอะไรด้วยใจรัก มีฉันทะ มีความสมัครใจ เต็มใจทำ มันมีความสุข ไม่ต้องฝืน และเราจะทำสิ่งนั้นได้ดี นั่งสมาธิก็ เหมือนกัน ถ้าทำแล้วรู้สึกเป็นสุข สนุกกับการทำจะนั่งได้นาน นั่งได้บ่อยๆ และไม่ช้าใจก็จะคุ้นกับความละเอียด เมื่อความละเอียดสั่งสมเพิ่มขึ้นทุกๆ วัน มากพอที่จะนิ่ง ได้สนิทถูกส่วนไปเอง ตอนนี้แหละเราจะเข้าถึงดวงใสๆ กาย ใสๆ องค์พระใสๆ ที่มีอยู่แล้วภายใน เข้าถึงองค์พระในองค์พระ องค์พระท่านก็จะผุดผ่านขึ้นมา คล้ายๆ ผุดจากด้านล่างขึ้นมา ด้านบน แต่ความจริงท่านผุดขึ้นมาจากตรงกลางกาย ของเรานั่นเอง จากเห็นองค์เล็กๆ ก็จะค่อยขยายโตขึ้นเท่าตัวเรา ใหญ่กว่าตัวเรา แล้วก็มีองค์ใหม่ใหญ่กว่าองค์เดิม ใส ละเอียด ประณีตกว่าเดิม ผุดขึ้นมาทีละองค์ๆ เมื่อเข้าถึงองค์พระภายใน เมื่อเข้าถึงองค์พระภายใน เรารู้สึกว่าใจของเราเกลี้ยงเกลา เหมือนกับถูกกลั่นให้บริสุทธิ์โดยที่เราไม่รู้เนื้อรู้ตัวเลย แล้วก็จะ ได้สัมผัสความสุขที่เกิดขึ้นจากใจที่บริสุทธิ์เพราะหยุดนิ่ง เมื่อองค์ พระใสสว่างผุดผ่านขึ้นมาเรื่อยๆ องค์พระในองค์พระ องค์พระ ในองค์พระ เดี๋ยวเราก็ฝันในฝันได้ เห็นองค์พระองค์นี้ ต่อไปเห็น อีกองค์หนึ่ง ผุดขึ้นมาทีละองค์ๆ ใส ละเอียด สว่าง เนียนตา ละมุนใจ โตใหญ่ขึ้นไปเรื่อยๆ เราจะรู้สึกอบอุ่นใจ รู้สึกปลอดภัย มีความมั่นใจอยู่ในตัว ว่า ชีวิตนี้เราปลอดภัยแล้ว มีชัยชนะ มีสุขในทุกสถานที่ จะมีกิน หรือไม่มีกินก็มีความสุข ใจจะนิ่งเฉยๆ สบาย เบิกบาน ความ น้อยอกน้อยใจในบุญวาสนาบารมีว่า เรามีทรัพย์น้อย มียศ ถาบรรดาศักดิ์น้อยก็หมดไป ใจจะมีแต่ความเบิกบาน แช่มชื่น ใจฟูอยู่ตลอดเวลา แม้ที่นั่งแค่ ๑ ตารางเมตร อาสนะเดียวที่ เรานั่งอยู่ เราก็สามารถแสวงหาความสุขได้ แสวงหาความจริง ของชีวิตได้ ความรู้ภายในซึ่งเป็นความรู้ที่แท้จริง เราก็สามารถ แสวงหาได้ด้วยพระภายใน ซึ่งท่านจะกลั่นกาย วาจา ใจ ธาตุ ธรรม เห็น จำ คิด รู้ ของเราให้สะอาดไปเรื่อยๆ ยิ่งใจใส สมบัติใหญ่ก็จะไหลมา ยิ่งใจอยู่ตูรงกลาง สตางค์ ก็ไหลมา ยิ่งใจอยู่ตรงกลาง จะทำมาค้าขายก็รวย สมบัติใหญ่มา รวยทั้งสมบัติ โลกียทรัพย์ รวยทั้งบุญบารมี วิมานของเรา ก็จะใหญ่โตโอฬาร สวยงาม ตอนนี้เราได้แค่ไหน เราเอาแค่นั้นก่อน ให้พึงพอใจในสิ่ง ที่เรามีอยู่ เป็นอยู่ในตอนนี้ ทำตรงนี้ให้ได้เสียก่อน เดี๋ยวตรง นั้นเราจะได้เองอย่างแน่นอนล้านเปอร์เซ็นต์ เมื่อเข้าใจอย่างนี้ ดีแล้ว ต่างคนก็ต่างฝึกใจให้หยุด ฝึกใจให้นิ่ง ให้ใจใสๆ ในระดับ ที่เราทำได้นะ วันอังคารที่ ๒๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ 19.เริ่มต้นจากจุดที่ง่าย ดี ที่สุดหยุดไว้ ตรงกลาง แล้ว จักพบหนทาง พ่อชี้ ลูกนิ่งสนิทจิตพร่าง พราวสว่าง รักถูกธรรมตามนี้ หลีกลี้กิเลสมาร ตะวันธรรม ตั้งใจหลับตาเจริญสมาธิภาวนากันนะ หลับตาเบาๆ พอ สบายๆ ผ่อนคลายทุกส่วนของร่างกาย แล้วก็ขยับเนื้อขยับ ตัวให้ดี ปรับท่านั่งให้ถูกส่วน จะได้ไม่ปวด ไม่เมื่อย หยุดใจไว้ ที่ศูนย์กลางกายอย่างเบาสบายๆ พร้อมกับผ่อนคลาย แล้วก็ หลับตาพริ้มๆ ฝึกไปด้วยกันอย่างนี้นะ ปรับไปด้วยกัน ปรับเปลือกตา การหลับตา อย่าฟังผ่าน ตรงนี้สำคัญนะ จะได้ไม่ช้า ต้องหลับตาให้เป็นเสียก่อน ให้เกิดความคุ้นเคย แล้ว ก็ผ่อนคลายจนกระทั่งรู้สึกว่าผ่อนคลายจริงๆ แล้วก็ขยับท่านั่ง ปรับท่านั่งให้ถูกส่วน อย่ามองข้ามนะ จะได้เร็ว ปรับพอถูกส่วน แล้ว เราถึงรวมใจหยุดไปตรงกลาง คือ แตะเบาๆ ทุกครั้งที่เราเริ่มนั่งหลับตา ให้เริ่มต้นจากจุดที่เราทำได้ ง่ายก่อน ที่รู้สึกว่าสบาย ผ่อนคลาย เพราะทุกคนยังมีภารกิจ หยาบอยู่ ต้องทำมาหากิน ทำมาค้าขายทางโลก ก็จะมีเรื่อง หยาบๆ มาทำให้ใจเราหยาบตามไปด้วย ต้องจำนะ ตรงนี้ สำคัญ แล้วก็ไปฝึกทำ สมมติเรานึกภาพไม่ออก อย่างน้อยเราก็หลับตาให้เป็น เอาตรงนี้ที่ง่าย หรือผ่อนคลายเป็น ปรับท่านั่งเป็น แล้วก็วางใจ เป็น หยุดใจเป็น ตรงกลางให้รู้สึกสบายๆ ต้องง่ายๆ นะ เราก็จะนึกถึงดวงใสๆ หรือองค์พระที่เราคุ้นเคย หรือภาพ พระเดชพระคุณหลวงปู่ฯ ผู้ค้นพบวิชชาธรรมกายที่ศูนย์กลางกาย ง่ายๆ ไม่สับสนนะว่า จะเอาอะไรดี อะไรง่ายที่สุด ณ ตอนเริ่ม ต้น เอาตรงนั้นไปก่อน หรือบางท่านรู้สึกว่า หลับตาแล้วตัวหายแวบ แต่ก็ยังไม่เห็น อะไร ก็นั่นแหละคือจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับเรา เฉพาะตัวของเรานะ หรือบางคนจะเริ่มด้วยการนึกถึงบุญ นึกถึงความดีที่เรา ได้ทำเพื่อให้ใจชุ่มๆ ก่อน บุญที่นึกถึงก็นึกถึงภาพบุญที่เรา ปีติที่สุดก่อน นึกได้ง่ายก่อน เพื่อสร้างความชุ่มชื่นใจ จะได้ ขจัดนิวรณ์ทั้ง ๕ ความฟุ้งคิดไปในเรื่องราวต่างๆ ที่จะนำมา ซึ่งความยินดียินร้าย อย่างนี้ก่อนก็ได้ แปลว่าทุกอย่างเราเริ่มต้นจากจุดที่เราทำได้ง่ายก่อน พอ รู้สึกสบาย มีความพร้อมแล้ว จึงค่อยๆ วางใจแตะนึกถึงบริกรรม นิมิต หรือภาพที่เราคุ้นเคย จากที่ชัดน้อยไปหาชัดมาก ซึ่งแต่ละ คนจะไม่เท่ากัน เราก็เริ่มอย่างนี้ไปก่อนอีกเช่นเดียวกัน ต้องจำ นะ มันจะได้เร็ว แล้วก็ไปฝึกทำซ้ำๆ ฝึกไปเรื่อยๆ ส่วนผู้ที่หยุดใจได้ในระดับหนึ่งแล้ว ตรึกนึกถึงดวงใสได้ หรือเข้าถึงดวงธรรม หรือตรึกองค์พระได้เป็นกุศลนิมิต หรือ บริกรรมนิมิตได้แล้วก็นึกไปเรื่อยๆ จนกระทั่งนำไปสู่สิ่งที่มี อยู่จริงภายใน มีอะไรให้ดูก็ดูไป ภาพอะไรที่เกิดขึ้นภายในจะเป็นดวง เป็น กาย องค์พระ มหาปูชนียาจารย์ ล้วนดีทั้งสิ้น ไม่ต้องไปกังวลว่า นี่เรานึกไปเองหรือเห็นเอง จะนึกเอง หรือเห็นเองก็ช่าง ให้มีให้ดูก็แล้วกัน การเห็นไม่ว่าจะนึกเองหรือเห็นเอง แปลว่าใจ ของเรามีสมาธิแล้ว นึกให้เห็นก็มีสมาธิระดับ หนึ่ง ถ้าเห็นเองก็ระดับที่ลึกขึ้น ละเอียดขึ้นก็ แค่นั้นเอง ต้องทำความเข้าใจตรงนี้ไปถึงตรงนั้นเราจะได้ไม่ต้องสงสัย เพราะความสงสัยทำให้ใจถอนจากสมาธิ จิตที่กำลังละเอียดอยู่ ก็จะถอยมาหยาบ นี่ต้องจำนะ เพราะถึงเวลาทำจริงๆ แล้วก็ จะลืมทุกที แล้วก็จะถามคำถามเดิมๆ อย่างนี้ ซึ่งจริงๆ แล้ว ก็เคยบอกว่า มีอะไรให้ดูก็ดูไป ดูไปอย่างสบายๆ โดยไม่ต้อง คิดอะไรทั้งสิ้น นี่คือสิ่งที่เคยบอกซ้ำๆ บ่อยๆ แต่พอถึงเวลา ทำจริงๆ พอมีอะไรให้ดู เราก็กลับคิดว่า เอ้ นึกไปเอง หรือเห็น จริงๆ มักจะเป็นกันอย่างนี้ เพราะฉะนั้น หมดเวลาแล้วนะ เพราะความตายไม่มีนิมิต หมาย มัวไปลังเลสงสัย มันไม่เกิดประโยชน์ แถมเกิดโทษ คือ จิตจะถอนก็จะหยาบ ให้ลูกจำบรรทัดนี้นะ ที่บอกซ้ำๆ เหมือน เดิม ไม่มีอะไรใหม่ มีอะไรให้ดูก็ดูไป ดูไปอย่างสบายๆ โดย ไม่ต้องคิดอะไรทั้งสิ้น เพราะเรายังเป็นนักเรียนอนุบาล ถ้าจะ วิเคราะห์วิจารณ์นั่นมันขั้น advance แล้ว ขั้นที่เราละเอียด แล้ว ถึงตอนนั้นเราจะเอาอย่างไรก็เอา แต่ตอนนี้เรากำลังฝึก ใจให้หยุดนิ่ง มีภาพให้ดู ก็แปลว่าหยุดได้ในระดับหนึ่ง เราก็นิ่ง ไปเรื่อยๆ ดูไปเรื่อยๆ การดูไปเรื่อยๆ ใจก็จะนิ่งนุ่มไปเรื่อยๆ แล้วก็เข้าสู่ความ ละเอียดในระดับที่ทำลายความสงสัยของตัวเราเองได้ด้วยตัว ของเราเอง ด้วยประสบการณ์ภายในของตัวเราเอง ใจจะตั้งมั่น สงัดจากบาปอกุศลธรรม บริสุทธิ์ เมื่อหยุดนิ่งใจจะบริสุทธิ์ จะนิ่งแน่น นิ่งในนิ่ง แน่นในแน่น ไปเรื่อยๆ จนกระทั่งจิตนุ่มนวล คือมันละเอียด นุ่มนวล เหมือน เราเอาของแข็งมาทำเป็นของเหลว เอาของเหลวมาทำให้เป็น แก๊สอย่างนั้นแหละ พอนุ่มนวลมันก็ควรแก่การงาน งานที่จะ รื้อภพ รื้อชาติ รื้อกิเลส รื้ออาสวะ หรือจะศึกษาวิชชาธรรมกาย ต่อไป คือศึกษาวิชชา ๓ บุพเพนิวาสานุสติญาณ การระลึกชาติ หนหลังได้ จุตูปปาตญาณ ระลึกถึงเกี่ยวกับเรื่องกฎแห่งกรรม ภพภูมิต่างๆ กระทั่งอาสวักขยญาณ ความรู้ที่จะนำไปสู่ความ บริสุทธิ์ กระทั่งหลุดพ้นจากกิเลสอาสวะได้ ก็จะเป็นไปตามขั้น ตอนที่ลุ่มลึกไปตามลำดับ เพราะฉะนั้น ต้องจำ แล้วก็ต้องทำนะ ไปทำซ้ำๆ ให้ ชำนาญ ทำซ้ำๆ นับซ้ำไม่ถ้วน นับครั้งไม่ถ้วน ให้สม่ำเสมอ จนเป็นกิจวัตรประจำวัน เหมือนการอาบน้ำ ล้างหน้า แปรง ฟัน หายใจเข้าออกอย่างนั้นแหละ แล้วเมื่อจิตนิ่งแน่นนุ่มนวลควรแก่การงาน ความบริสุทธิ์ เกิดขึ้นมาพร้อมกับความสุขที่ไม่มีประมาณ ที่ไม่มีอะไรจะมา เทียบเทียมได้ ความสว่าง สงบเย็น ความรู้แจ้งที่เกิดจากการ เห็นแจ้งจะมาพร้อมๆ กัน ไม่ก่อนไม่หลังกัน เมื่อมาถึงตรงนี้ แล้ว ใจก็จะมุ่งเข้าไปสู่ภายในเรื่อยๆ เลย จนกระทั่งสามารถ พึ่งพาตัวเองได้ พึ่งพาตัวเองได้ ไม่ว่าจะอยู่กลางแจ้งก็พึ่งพาตัวเองได้ไม่ เหมือนผู้ที่พึ่งพาตัวเองไม่ได้ก็ต้องอาศัยที่มุงบังที่ทำให้เกิด ความรู้สึกอบอุ่นปลอดภัย แต่ผู้ที่พึ่งตัวเองได้ ก็มีความรู้สึก อบอุ่นปลอดภัยในตัวเอง อยู่กลางแจ้งเป็นวัตรก็ได้ อยู่โคนไม้ ก็ได้ อยู่ลอมฟางก็ได้ หลืบเขา ตามถ้ำ ภูเขา ที่สงัด ป่าช้า ป่า ชัฏก็ได้ แปลว่าเมื่อใจหยุดแล้ว อยู่ที่ไหนก็ได้ในโลก เพราะพึ่ง ตัวเองได้ เป็นอยู่ได้ด้วยตัวของตัวเอง การที่เรามานั่งฝึกหยุด ฝึกนิ่ง นอกจากเป็นทางมาแห่ง บุญกุศล ความบริสุทธิ์ ก็จะนำพาเราไปถึงจุดที่พึ่งพาตัวเองได้ เป็นอยู่ด้วยตัวของตัวเองได้ ที่เรียกว่า อัตตา หิ อัตตโน นาโถ เพราะตนเข้าไปถึงตัวตนที่แท้จริงที่มีอยู่ในตัวตนหยาบ ซึ่งเป็น เปลือกนอก ใจมันจะล่อนเข้าไปเป็นชั้นๆ ด้วยหยุดกับนิ่ง มิติ มันจะเปลี่ยนไปสู่ความละเอียดเรื่อยๆ จากเห็นดวง ก็จะเห็น ดวงในดวง ในดวงมีกาย ในกายมีดวงก็จะไปเรื่อยๆ ลุ่มลึก ไปตามลำดับ เพราะฉะนั้น เวลาที่เหลืออยู่นี้ฝึกใจให้หยุดในหยุด นิ่งใน นิ่ง ต่างคนต่างนั่งกันไปเงียบๆ นะ วันอาทิตย์ที่ ๒๙ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๑ 20.หยุดเป็นตัวสำเร็จ หยุดใจนิ่งสนิทไว้ กลางกาย เป็นจุดสำคัญหมาย สู่เป้า ตัวสมมติถูกมลาย สลายหมด สำเร็จพระพุทธเจ้า เสด็จเข้านิพพาน เขษม ตะวันธรรม ตั้งใจหลับตาเจริญสมาธิภาวนากันนะ หลับตาเบาๆ พอ สบายๆ เอาใจหยุดนิ่งๆ ไปที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ นะหรือ จำง่ายๆ ว่าอยู่ในกลางท้องของเรา ตรงไหนก็ได้ในกลางท้อง แล้วเราก็นึกว่าตรงนั้นแหละคือ ฐานที่๗ อย่าไปกังวลกับฐานที่ ๗ มากเกินไป แต่ต้องให้รู้จักเอา ไว้ว่า อยู่ตรงไหน แต่ในแง่ของการปฏิบัติจริงๆ การหลับตา สบาย หยุดใจไว้ในกลางกายนิ่งๆ เฉยๆ จะนึกเป็นภาพ องค์พระ หรือดวงแก้วก็ได้ นึกในลักษณะที่เราเห็นเป็นภาพ องค์พระ top view หรือวางใจนิ่งๆ กลางท้อง แล้วก็ผ่อนคลาย กล้ามเนื้อทุกส่วนของร่างกาย ตรงนี้ต้องฝึกให้ได้นะ ฝึกทุกวัน อย่าให้ขาด ความสม่ำเสมอนี่สำคัญ จะทำให้เราค่อยๆ เรียนรู้วิธีการที่ถูกต้อง มันจะค่อยๆ ปรับไป ใจเราก็จะถูกบ่มอินทรีย์ให้แก่รอบขึ้น แก่กล้า ขึ้นไปเรื่อยๆ คือใจจะค่อยๆ คุ้นกับศูนย์กลาง กายกับกลางท้องมากขึ้น แล้วก็อยู่กับเนื้อกับตัว เราได้มากขึ้น นานขึ้นกว่าเดิม เพราะแต่เดิมเรา ส่งใจไปข้างนอกไม่เคยเอาใจไว้กลางกายเลย นี่ สำหรับผู้ที่มาใหม่นะ เราก็ต้องฝึกไปเรื่อยๆ ใหม่ๆ มันก็ไม่คุ้นเคยกับการนึก อย่างนี้ในกลางท้อง แต่พอทำบ่อยๆ เข้า มันก็จะค่อยๆ ง่ายขึ้น ชำนาญขึ้นไปเรื่อยๆ แต่ต้องจับหลักให้ได้ว่า หยุดเป็นตัว สำเร็จ เป็นสิ่งสำคัญที่สุด เราต้องการตรงนี้ หยุดกับนิ่งเฉยๆ ไม่ว่าจะมืดหรือสว่างก็ตาม หมายความ ว่า เวลาเราหลับตาไปแล้วมันมืด เราก็อย่าไปทุกข์ใจ อย่าไป รำคาญว่า ทำไมมันมืดอย่างนี้ หรืออย่าไปกังวลกลัวว่าเรานั่ง แล้วมันจะไม่สว่าง แล้วก็คิดเลยเถิดไปว่า ชาตินี้เราคงไม่ได้มั้ง อย่างนั้นแสดงว่าไม่นิ่งแล้ว ถ้านิ่งมันจะปลอดความคิด หลับตาแล้วมืด เราก็ต้องถือว่า ความมืดคือสหายหรือเกลอ ของเรา เป็นมิตรของเรา เหมือนเรานั่งอยู่กลางแจ้งในคืนเดือน มืด เมื่อเรานิ่งๆ พอคุ้นกับความมืด เดี๋ยวเราจะเห็นดวงดาว บนท้องฟ้าปรากฏขึ้น ทำลักษณะอย่างนั้น นิ่งๆ ไม่ว่ามืดหรือ สว่าง พอเรานิ่งหนักเข้า พอถูกส่วน ทำถูกวิธีเข้า มันก็สว่างขึ้น พอสว่างขึ้นก็อย่าไปตื่นเต้นตกใจ หรืออย่าดีใจจนเกินไป พอตกใจ ตื่นเต้นหรือดีใจเกินไป เดี๋ยวมันก็มามืดอีกแล้ว มันหรี่ สลัวไป เพราะฉะนั้นจะมืดหรือสว่างก็ตาม เราก็ต้องหยุดนิ่งเฉยๆ ต้องเข้าใจตรงนี้ให้ดีนะ ถ้าไม่เข้าใจตรงนี้ เดี๋ยวทำไม่ถูกวิธี ถ้ามืดแล้วเรากลุ้ม มันก็ยิ่งมืดหนักเข้าไป อีก เดี๋ยวก็จะยิ่งเบื่อ ถ้าสว่างแล้วไปตื่นเต้นดีใจ เอ้า กลับมามืดอีก เดี๋ยวเราก็จะเสียดาย พอเสียดาย มันก็จะโหยหา อยากได้ความสว่างหวนคืนมา ยิ่งอยาก ก็ยิ่งหยาบ หยาบเพิ่มไปเรื่อยๆ ใน ที่สุดก็เบื่ออีก เพราะฉะนั้นตรงนี้อย่าฟังผ่าน จะมืดหรือสว่างก็ตาม เรามีหน้าที่หยุดกับนิ่ง อย่างเดียว เหมือนคนมีอารมณ์เดียว หรือไร้ อารมณ์ นิ่งๆ ทีนี้พอนิ่งไปนานๆ เข้า บางคนภาพไม่เกิด แต่รู้สึกสบาย คือ ตัวมันโล่ง โปร่ง เบา สบาย ไม่ฟุ้ง ความคิดอื่นที่เป็นความ คิดหยาบๆ ไม่เข้ามาแทรกเลย แต่ภาพไม่เกิด พอเราเลิกนั่ง ไปฟังเพื่อนวงบุญของเรา เพื่อนนักเรียนด้วยกันเขาเล่าให้ฟัง ว่า เขาเห็นภาพ พอเราฟังเราก็กลุ้มว่า เรานั่งก็ไม่ได้ฟุ้งเลย แถมสบายด้วย ตัวโล่ง โปร่ง เบา สบาย แต่ไม่เห็น พอไม่เห็น ก็จะมีความคิดว่า เอ้ นิ่งอย่างนี้ทำไมไม่เห็น มันน่าจะเห็น แต่ มันไม่เห็น พอใจคิดอย่างนี้ก็ถอยมาหยาบอีก ต้องมานับหนึ่งใหม่ อีก เพราะฉะนั้นแม้ไม่เห็นภาพ แต่ไม่ฟุ้งหยาบ เราก็ไม่ควร ฟุ้งละเอียด ก็คือต้องทำหยุดทำนิ่งเฉยๆ ทีนี้พอเราทำหยุดนิ่งเฉยๆ ไประดับหนึ่งเข้า ความสว่าง เกิด ภาพเกิด เป็นองค์พระบ้าง ดวงบ้าง ก็ปลื้มตื่นเต้นดีใจ อ้ะ พอดีใจหายไปอีกแล้ว พอหายไปอีกก็เสียดาย นั่งครั้งต่อ ไปก็อยากจะเห็นเหมือนเดิม แต่ว่าความอยากที่จะเห็นมันเดิน หน้า ภาวนาตามหลัง ก็เลยไปไม่ถึงจุดนั้นสักที มันก็ไม่เห็น ภาพอีก ไม่เห็นดวง ไม่เห็นองค์พระ เพราะฉะนั้นจึงให้ทำเฉยๆ แม้เห็นภาพก็ต้องเฉยๆ ทีนี้พอเห็นภาพไปในระดับหนึ่ง เห็นบ่อยเข้า พอเราเฉย บ่อยเข้า แต่ว่ามันเป็นความเฉยที่ยังไม่สมบูรณ์ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ เฉยในระดับ ๙๘ เปอร์เซ็นต์ มันก็ไม่มีภาพใหม่ให้ดู ก็จะมี แต่ดวงเดิม องค์พระเดิมที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลง พอเราเลิกนั่ง เราก็มาฟังเพื่อนนักเรียนพูดว่า โอ้ องค์พระขยาย มีผุดผ่านมา เยอะแยะ เอ้ ทำไมเราไม่เห็นอย่างนั้นบ้าง เห็นแต่องค์พระ เฉยๆ ดวงเฉยๆ ทีนี้ก็พยายามเร่งสิ แหวกๆ ดันๆ จะเข้า กลางดวง จะเข้ากลางองค์พระ ยิ่งแหวกก็ยิ่งแวบหายไปเลย ยิ่งดันจะเข้ากลาง ยิ่งเด้งออกมาอีก เพราะฉะนั้น ถึงบอกว่าให้ดูเฉยๆ หยุดนิ่งเฉยๆ พอเรา นิ่งถูกส่วน เอ้า คราวนี้มากันใหญ่ มาเยอะแยะ พอมาเยอะแยะ อ้ะ ความสงสัยมาอีกแล้ว เพราะไปได้ยินเพื่อนนักเรียนด้วยกัน นั่งมา ๑๐ ปี แล้วก็ไม่เห็น แต่ทำไมเราเห็นขนาดนี้ สงสัยเราจะ คิดไปเองมั้ง ถึงได้เห็นง่ายอย่างนี้ คือมันง่ายจนสงสัย อย่างนี้ก็ มีเหมือนกัน สงสัยว่า คิดไปเอง หรือว่ามันไม่ใช่ เพราะธรรมะ ลึกซึ้งมันต้องเข้าถึงยากๆ เชื่อมั่นอย่างนั้น แต่ความจริงมันไม่ เป็นอย่างนั้น ถ้าทำถูกวิธี แม้ลึกซึ้งก็เข้าถึงง่าย เพราะฉะนั้น ถึงให้ดูเฉยๆ ดังนั้น จึงบอกว่า จะเห็นหรือไม่เห็นก็ตามให้หยุดกับ นิ่งเฉยๆ อย่างนี้เรื่อยไป และก็มีคำของพระเดชพระคุณ หลวงปู่ฯ มารองรับอีก “หยุด” อย่างเดียว ตั้งแต่เบื้องต้นจน กระทั่งเป็นพระอรหันต์ ก็แปลว่า ไม่ต้องทำอะไรที่นอกเหนือ จากหยุด จะไปบีบ ไปเค้น จะไปกำกับ จะไปแหวก ไปดัน ไป ลุ้น ไปเร่ง ไปเพ่ง ไปจ้อง ไม่ได้ทั้งนั้น เพราะมันผิดหลักวิชชา หลักวิชชาพระเดชพระคุณท่านก็บอกอยู่แล้ว หยุดเป็น ตัวสำเร็จ ตั้งแต่เบื้องต้นจนกระทั่งเป็นพระอรหันต์ มันง่ายขนาดนี้ แล้ว ไม่เห็นจะต้องไปค้นอะไรอีก แค่คว้าตามที่พระเดชพระคุณ หลวงปู่ฯ บอก ก็จะจบกันในวันนี้แหละ จะเข้าถึงกัน คือ ทำ เรื่องง่ายให้เป็นเรื่องยาก ทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ ความจริง มันไม่มีความจำเป็นที่จะต้องไปเอาอะไรมารกรุงรัง แค่หยุด นิ่งเฉยๆ สบายๆ เดี๋ยวเราก็จะเห็นเป็นขั้นตอนกันไป เรื่อยๆ ฝึกอย่างนี้ไป ทีนี้บางคนทำไปได้ในระดับหนึ่ง จริงๆ แล้วจิตยังหยุดนิ่ง ไม่สมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์ มันหยุดระดับหนึ่ง ก็เห็นภาพอะไร ต่างๆ เยอะแยะ ดูแล้วคล้ายๆ กับ ๑๘ กาย ซึ่งมันละเอียด อ่อน ได้ยินได้ฟังเรื่องนรกสวรรค์ ก็อยากจะไปเรียนรู้บ้าง แต่ เรียนรู้ด้วยตัวเอง เพราะเข้าใจว่าในระดับนี้น่าจะไปเรียนรู้ได้ ซึ่งความจริงยังไม่ใช่ แม้หยุดได้ร้อยเปอร์เซ็นต์แล้ว ยังต้อง หยุดในหยุดไม่ซ้ำที่เข้าไปอีก คือ จากร้อยเปอร์เซ็นต์ เป็นพัน เปอร์เซ็นต์ เป็นหมื่น เป็นแสน เป็นล้านเปอร์เซ็นต์ ยังมีสิ่งที่ จะต้องศึกษากันอีกเยอะ ดังนั้นเรื่องนั้นเอาไว้ก่อน ในระดับที่ เราจะไปศึกษาเรื่องกฎแห่งกรรม เอาว่าทำตรงนี้ให้คล่องเสียก่อน ให้ชัดเจนแจ่มแจ้งกัน จริงๆ เลย แล้วเราก็จะค่อยๆ หายสงสัยไปทีละเล็กทีละน้อย บารมีก็จะถูกบ่มไปเรื่อยๆ ญาณก็ถูกบ่มไปเรื่อยๆ บ่มญาณ บ่มบารมี เติมความบริสุทธิ์ไปเรื่อยๆ มันต้องถึงจุดๆ หนึ่ง นั่นแหละถึงจะไปศึกษาวิชชาธรรมกายได้ แต่ต้องทำเป็นขั้นตอน ตามแบบฝึกหัด หรือบทเรียนที่ให้เอาไว้ ค่อยๆ ฝึกไปเรื่อยๆ เดี๋ยวเราก็จะทำได้ เพราะฉะนั้นตอนนี้เราถึงขั้นไหนก็หยุดไป เรื่อยๆ นิ่งไปเรื่อยๆ มีอะไรให้ดู เราก็ดูไปอย่างสบายๆ ไม่ ต้องคิดอะไรทั้งสิ้น วิชชาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ความรู้ต้องคู่กับความ สุข คือ ต้องมีความสุข มีความสบาย มีความบริสุทธิ์ ความรู้ก็ ค่อยๆ รู้ไปเรื่อยๆ ทีละเล็กทีละน้อย ค่อยๆ เพิ่มขึ้นๆ ไป ตามลำดับอย่างนี้ ให้ตั้งใจฝึกกัน เพราะเป็นงานที่แท้จริงของเราที่ได้มาเกิด เป็นมนุษย์ และเป็นทางมาแห่งบุญใหญ่เป็นมหัคคตกุศลไม่ใช่ บุญเล็กๆ แค่กามาวจร ที่ยังข้องอยู่ในกามภพ แต่เป็นบุญที่ จะทำให้เราหลุดพ้นจากกิเลสอาสวะ บรรลุมรรคผลนิพพานได้ แล้วที่สำคัญเราเกิดมานี่ ถึงแม้ว่ายังไม่รู้ว่า พระนิพพาน เป็นเป้าหมาย แต่เราก็อยากจะได้ความสุข ความสุขคือยอด ปรารถนา อยากนั่งเป็นสุข ยืนเป็นสุข เดินเป็นสุข นอนเป็นสุข หลับเป็นสุข ตื่นเป็นสุข จะอยู่แห่งหนตำบลใดก็เป็นสุข จะเข้า ถึงความสุขอย่างนี้ได้ ต้องหยุดกับนิ่งอีกนั่นแหละ นตฺถิสนฺติปรํสุขํ สุขอื่นนอกจากใจหยุดใจนิ่งไม่มี ไปหาดูเถอะ ไม่มี ไม่ว่าสุขจากการแสวงหาทรัพย์ มีทรัพย์ ได้ใช้จ่ายทรัพย์ ประกอบการงานไม่มีหนี้ ประกอบการงานไม่มี โทษ มันก็เป็นสุขแบบโลกๆ จะไปดริ๊งค์ ไปดื่ม ไปดูด ไปดู ไปฟังไปเที่ยวอะไรก็แล้วแต่ มันสุขน้อย แต่ทุกข์มาก คือ สุขไม่ จริง แล้วก็แคบไม่ค่อยกว้าง มักจะมีความหายนะเข้าครอบงำ เราอยู่ในตัว แต่ถ้าหยุดกับนิ่ง ไม่ต้องเสียเงินเสียทองหรือทำ อะไรเลย แต่เป็นสุขที่เป็นอิสระ กว้าง ขยาย เบาเนื้อเบาตัว เบากายเบาใจ เบาสบาย เกลี้ยงเกลา เพราะฉะนั้น หยุดนิ่งนอกจากจะเป็นทางมาแห่งบุญแล้ว ยังเป็นทางมาแห่งความสุข และเป็นทางไปสู่อายตนนิพพาน ด้วย จึงเป็นสิ่งที่เราจะต้องทำให้สม่ำเสมอ แล้วนอกจากบุญ จะเกิดขึ้นกับตัวของเราแล้ว ยังไปถึงพ่อแม่ บรรพบุรุษบุพการี หมู่ญาติของเรา ทั้งมีชีวิตอยู่หรือละโลกไปแล้ว โดยเฉพาะที่ละ โลกไปแล้วเขาทำบุญเองไม่ได้ ก็หวังจะได้บุญจากผู้ที่ยังมีชีวิต อยู่ที่ทำและอุทิศไปให้ หยุดนี่แหละเป็นทางมาแห่งบุญทาง หนึ่ง นอกเหนือจากทานบารมี ศีลบารมี ที่จะทำให้บรรพบุรุษ บุพการี หมู่ญาติดังกล่าว มีส่วนแห่งบุญนี้ พอเราเข้าถึงพระรัตนตรัยในตัวได้ นิสัย อยากเด่นอยากดังจะหมดไปเรื่อยๆ เหลือแต่ อยากดีอย่างเดียว อยากได้บุญเยอะๆ ไม่ยินดี ยินร้ายในรูปธรรมต่างๆ มันอยากจะมุ่งเข้าไปสู่ ภายใน ศึกษาความรู้ภายในไปเรื่อยๆ อยากมี ความรู้เพิ่ม อยากได้ความดีเพิ่ม อยากได้ความ บริสุทธิ์เพิ่ม อยากได้บุญเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ อย่างอื่นก็จะเฉยๆ ลงไปเรื่อยๆ จะดีไปเรื่อยๆ ใสไปเรื่อยๆ อันนี้คือข้อสังเกตตัวของเรา อยากศึกษากายทั้ง ๑๘ ไปแล้วเป็นอย่างไร วิชชา ๓ วิชชา ๘ เป็นอย่างไร โดยที่สุดวิชชาที่ทำอาสวะให้สิ้น อาสวะคืออะไร เครื่องหมักดองใจเรา ความโลภ ความโกรธ ความหลงเป็นอย่างไร ทำให้เราอยากจะรู้ว่า ทำไมมันถึงมีฤทธิ์มาก บังคับข้ามชาติได้ แล้วก็นับชาติไม่ถ้วนด้วย ลักษณะมันเป็นอย่างไร เข้ามาอย่างไร มาหุ้ม มาเคลือบ มาเอิบอาบซึมซาบปนเป็นสวมซ้อนร้อยไส้ธาตุ ธรรมเห็นจำคิดรู้ของเราอย่างไร เราก็อยากจะศึกษาเรียนรู้ เรา อยากจะรู้ว่า ใครเป็นคนผลิตอาสวกิเลสเหล่านี้มาหมักดองแช่อิ่ม ใครมีวัตถุประสงค์อย่างไร ทำไมต้องเป็นเรา หรือชาวโลก หรือ สรรพสัตว์ทั้งหลาย มันก็มีสิ่งที่น่าเรียนรู้ไปเรื่อยๆ แล้วใครนั้นน่ะ เขาอยู่ที่ไหน ที่อยู่ของเขาเป็นอย่างไร ทำไมต้องคิดอย่างนี้ ก็จะค่อยๆ ศึกษาเรียนรู้กันไป สาวกันไป มันก็มีรสมีชาติในการศึกษา เขาเรียกว่า รสแห่งธรรม มีรสมีชาติ อร่อย สนุกสนาน เบิกบาน เราก็จะค่อยๆ เข้าใจไปเรื่อยๆ เป็น ความเข้าใจที่เมื่อหันมามองชาวโลกแล้วมัน จะแตกต่างกัน ชาวโลกเข้าใจอย่าง เราเข้าใจ อีกอย่าง ชาวโลกเข้าใจอย่างไรเขาก็แสวงหา อย่างนั้น เราเข้าใจอย่างไร เราก็จะแสวงหาไป อีกอย่าง เพราะฉะนั้นก็จะค่อยๆ สาวไป ศึกษา ไปเรื่อยๆ ด้วยหยุดกับนิ่งนี่แหละ เพราะฉะนั้น หยุดเป็นตัวสำเร็จ ที่ลูกทุกคนจะต้องให้ เวลาเพื่อการนี้ ควบคู่กับภารกิจในชีวิตประจำวัน เพื่อตัวของ เราเอง และคนรอบข้าง กระทั่งขยายไปในสังคม ประเทศชาติ นานาชาติ โลกใบนี้ ถ้าเรามีความสุข คนรอบข้างก็จะพลอยได้รับกระแสแห่ง ความสุขนี้ไปด้วย แล้วก็จะเกิดแรงบันดาลใจ แสวงหาความสุข ภายในตนเองเช่นเดียวกับตัวของเรา การขยายนี้มันก็จะขยาย ต่อๆ กันไปเรื่อยๆ ทุกสิ่งก็เริ่มต้นจากตัวเรา ตัวเราก็เริ่มต้น จากศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ถูกต้อง ด้วยวิธี หยุดกับนิ่ง ต้องแจ่มแจ้งแทงตลอดในหลักวิชชานี้ จับสูตรหลักนี้ให้ได้ หลักคือ หยุดเป็นตัวสำเร็จ ตั้งแต่เบื้อง ต้นจนกระทั่งเป็นพระอรหันต์ ในเส้นทางเอกสายเดียว ที่เรียก ว่า เอกายนมรรค มันง่ายที่เราจะปฏิบัติไปสู่ทางหลุดพ้นในสิ่ง ที่เราปรารถนา เราจะได้สมหวังในชีวิตว่า มีทางเดียวไม่มีสอง ทาง ซึ่งมันง่ายกว่าทางโลกซึ่งมีหลายทาง มันทำให้เราสับสน ไม่ทราบว่าจะไปทางไหน เราก็หมดเวลาไปกับการแสวงหา ทดลอง ลองผิดลองถูกกันไปอย่างนั้น แต่นี่ไม่ต้องเลย วิธีของ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า หยุดเป็นตัวสำเร็จ เพราะฉะนั้นเรามี บุญมาก ที่ได้มาถึง ณ จุดนี้ ดังนั้น จับหลักให้ได้ แล้วลงมือฝึกฝนอบรมใจตัวเราเอง ทุกวัน ให้สม่ำเสมอ ให้เป็นกิจวัตร เหมือนอาบน้ำ ล้างหน้า แปรงฟันอย่างนั้น เดี๋ยวเราก็ทำได้ จากคนทำไม่ได้ มันก็จะ ทำได้ จากคนที่ไม่เคยมีความสุขก็จะมีความสุข จากมืดก็มา สว่าง เป็นต้น อย่างนี้นะ วันอาทิตย์ที่ ๘ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๗ 21.เห็นสิ่งใดฝึกให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับสิ่งนั้น ต้องมองจึ่งเห็นไซร้ ในใจ หมั่นหยุดมองเรื่อยไป สิ่งนั้น มองพระเห็นพระใส ผุดผ่าน เชื่อพ่ออย่าดื้อรั้น อย่างนี้เห็นใส ตะวันธรรม (เมื่อเราได้สวดมนต์บูชาพระรัตนตรัยกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว ต่อจากนี้ไปตั้งใจเจริญสมาธิภาวนากันนะ........) ...ใครที่เข้าถึงดวงธรรมภายในแล้ว ก็แตะใจไปเบาๆ นิ่งๆ นุ่มๆ เบาๆ สบายๆ เดี๋ยวดวงธรรมนั้นจะขยายใหญ่ขึ้น แล้วก็จะมีดวงใหม่ผุดซ้อนขึ้นมาเรื่อยๆ ถ้าใครเข้าถึงองค์พระ ก็แตะใจเบาๆ ไปที่กลางองค์พระ ทำใจนิ่งๆ นุ่มๆ เบาๆ สบายๆ พอถูกส่วนเดี๋ยวองค์พระก็จะขยายใหญ่ขึ้นใสบริสุทธิ์ ยิ่งขึ้น เราก็นิ่งอยู่ในกลางนะ แล้วจะมีองค์ใหม่ผุดซ้อนๆ ขึ้น มาเรื่อยๆ เอง เกิดขึ้นมาเอง มาพร้อมกับความสุขและความ บริสุทธิ์ของใจเรา ให้หยุดในหยุด นิ่งในนิ่ง ใครทำดวงได้ใสแล้ว ก็พยายามฝึก ให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับสิ่งที่เราเห็น เห็นดวงก็ต้องฝึกให้นิ่ง สนิทจนกระทั่งเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับดวงธรรม เห็นกายไหน ก็ฝึกหยุดฝึกนิ่ง จนกระทั่งเข้าไปเป็นหนึ่งเดียวกับกายนั้น เห็น กายธรรมองค์พระเกตุดอกบัวตูมใสๆ เราก็ฝึกหยุดนิ่ง อย่าง เบาๆ สบายๆ พอถูกส่วนก็จะไปเป็นหนึ่งเดียวกับองค์พระนั้น เห็นสิ่งใดต้องฝึกให้ไปเป็นสิ่งนั้นให้ได้ เป็นสิ่งเดียวกันด้วย วิธีหยุดกับนิ่งอย่างเบาๆ สบายๆ ฝึกทำซ้ำๆ ทุกวัน อย่าง สม่ำเสมอ ใจก็จะค่อยๆ สั่งสมความละเอียด ความบริสุทธิ์ สั่งสมสมาธิเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งสักวันหนึ่งใจของเรา จะนิ่งแน่น คือ ความนิ่งจะแน่นเข้าไปเรื่อยๆ คือนิ่งแล้วก็มีใน นิ่งเข้าไปอีก นิ่งในนิ่งเข้าไปเรื่อยๆ จนกระทั่งมันหนาแน่น คือ นิ่งอย่างเดียวจนไม่เขยื้อน ไม่เคลื่อนจากกลางเลย ยิ่งนิ่ง ยิ่งแน่น ยิ่งแน่น ยิ่งโปร่ง เบา สบาย มีความสุข แล้ว จิตก็จะนุ่มนวล คือมันละเอียดอ่อน ประณีต เราจะน้อมนึก อย่างไรก็จะเป็นอย่างนั้น เช่น จะนึกให้ดวงที่เราเข้าถึงนั้นขยาย ใหญ่ก็จะใหญ่ตามได้ นึกย่อให้เล็กลงก็จะเล็กนิดหนึ่ง เท่ากับ ปลายเข็มได้ หรือจะนึกให้องค์พระขยาย องค์พระจะขยายได้ ถ้านึกให้ย่อ องค์พระก็จะย่อเหลือนิดหนึ่ง เท่ากับปลายเข็ม แต่ ก็เห็นเส้นผมของท่านชัดเจน เห็นรายละเอียดได้ ซึ่งไม่น่าเป็น ไปได้ เพระว่าเล็กเท่ากับปลายเข็ม แต่เห็นทุกอย่างเหมือนกับ เห็นองค์ใหญ่ๆ อย่างนั้นแหละ เราก็ฝึกทำซ้ำๆ ขยายแล้วก็ย่อ ขยาย ย่อ ทำอย่างนี้ จนกว่าดวงหรือองค์พระที่ขยายแล้วเราขยายตามไปด้วย เพราะ เราเป็นหนึ่งเดียวกับดวงใสๆ หรือองค์พระใสๆ หรือท่านย่อลงมา เราก็ย่อลงมาด้วย ฝึกอย่างนี้ซ้ำๆ ทำซ้ำๆ ให้ชำนาญ ถ้าใจนิ่ง แน่นนุ่มนวลก็จะควรแก่การงานที่เราจะน้อมใจให้เป็นดังกล่าว ได้อย่างง่ายๆ สบายๆ แต่ถ้าเกิดวันไหนเราพยายามทำอย่างนี้แล้ว มันไม่ง่าย เหมือนวันก่อนๆ ที่ผ่านมา คือมันอดจะเค้นภาพไม่ได้ หรือ ไปบีบบังคับไม่ได้ อดกดดันตัวเองไม่ได้ เราก็จะต้องทิ้งภาพนั้น ทิ้งความรู้สึกนั้นไปเลย แล้วก็หันกลับมาเริ่มต้นใหม่ ในสิ่งที่เรานึก ได้ง่ายที่สุด สบายที่สุด มีความสุขที่สุด พึงพอใจที่สุดในการที่จะ ทำอย่างนั้น อย่างนั้นไปก่อนนะ แล้วก็ทิ้งสิ่งที่เรากดดันออกไป เลย ลืมไปเลย แล้วก็มาเริ่มต้นใหม่อย่างง่ายๆ หาจุดที่สบาย เช่น สมมติเราทิ้งดวง หรือองค์พระที่เราพยายามจะเข้า กลางแบบดันๆ แหวกๆ แล้วไม่เข้า แถมเหมือนยิ่งแคบลงไป แล้วก็อึดอัด ไม่มีความสุข เราก็ทิ้งไป ถ้าเรายังนึกดวงเดิมไม่ได้ องค์พระเดิมไม่ได้ เราก็นึกทบทวนว่า เราจะนึกอะไรที่ ง่ายที่สุด เช่น นึกถึงมหาปูชนียาจารย์ นึกถึงพระเดชพระคุณ หลวงปู่ฯ ก่อนอย่างนี้ก็ได้นะ หรือนึกถึงคุณยายอาจารย์ฯ แล้วเรา สบายใจ เราก็มานึกในองค์ท่าน จะทั้งองค์หรือบางส่วนของ ท่าน แล้วแต่เราสบายใจ เราก็เริ่มตรงนั้นใหม่ไปก่อน เพื่อให้ ใจไปสู่จุดที่ทำให้เกิดอารมณ์สบาย สมาธินั้นต้องสบาย ง่ายที่สุด สบายที่สุด จึงจะถูกหลักวิชชา เราก็ฝึกกันมาอย่างนี้ ทำทุกวัน ให้ สม่ำเสมอ ทำซ้ำๆ ตอกย้ำซ้ำเดิมไป เหมือนตอกตะปูเพื่อให้ ใจมั่นคง ถูกตรึงติดแน่นกับศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ อย่างนั้น แหละ ซึ่งเป้าหมายของเราจะต้องครอบครองศูนย์กลางกาย ฐานที่ ๗ ให้ได้ เพราะว่าเราห่างเหิน เราส่งใจออกไปสู่ภายนอก ในเรื่องราวต่างๆ มานานแล้ว เราจะต้องฝึกตอกย้ำนำใจกลับสู่ที่ตั้งดั้งเดิมในตำแหน่งที่ ถูกต้อง เพราะเป็นตำแหน่งแห่งความบริสุทธิ์ ความสุข ปัญญา อันเลิศ ความรอบรู้ไม่มีประมาณ อานุภาพที่เรานึกไม่ถึง ต้อง นำใจให้กลับมาสู่ตรงนี้ทุกวัน ทั้งวัน ควบคู่กับภารกิจประจำวัน อย่างสบายๆ ใจของเราจะได้ใสๆ ละเอียดอ่อน นิ่งแน่นนุ่มนวล ควรแก่การงาน ถ้าเราทำชั้นอนุบาลตรงนี้ได้ การศึกษาธรรมะของพระสัมมา สัมพุทธเจ้าที่ลึกซึ้งอีกเยอะแยะก็ง่ายแล้วล่ะ มันก็อยู่ใน กำมือของเรา สำคัญที่เราฝึกตรงนี้ ต้องมีฉันทะ มีความสนุก เบิกบาน กับการฝึกใจหยุดนิ่งควบคู่กับชีวิตประจำวัน ให้มี ฉันทะตรงนี้ โดยเห็นประโยชน์ของการทำเช่นนี้ ที่จะนำความ สุข ความบริสุทธิ์ ความรู้แจ้ง อานุภาพต่างๆ มาสู่ตัวเรา เป็นการพัฒนาชีวิตของเราให้มีคุณภาพสูงส่งขึ้น บริสุทธิ์ขึ้น เราเห็นประโยชน์อย่างนี้ เป็นต้น ฉันทะก็จะเกิด พึงพอใจ สมัครใจ อยากจะทำสมาธิ แล้วความเพียรก็จะมาเองโดยไม่มี ความรู้สึกว่า จำใจต้องขยัน จำใจต้องนั่ง จำใจต้องพยายามทำ สมาธิ มันจะเป็นไปอย่างกลมกลืนเป็นอัตโนมัติ เหมือน เราอาบน้ำ ล้างหน้า แปรงฟัน เป็นกิจวัตรประจำวัน โดยไม่มี ใครมาบังคับให้เราทำ แล้วการจดจ่อก็จะต่อเนื่องกันไปกับความขยันที่สมัครใจ ทำ มันจะจดจ่อใจแตะตรงกลาง ก็จะหมั่นสังเกตตัวเองว่า ทำ อย่างไรใจถึงจะหยุดนิ่ง จะละเอียด จะเกิดขึ้นเองเป็นอัตโนมัติ ว่าทำอย่างไรใจถึงไม่ละเอียด เพราะเหตุใดใจไม่ละเอียด ทำ อย่างไรใจจะละเอียด มันก็จะวนเวียนอยู่อย่างนี้ แล้วความ สำเร็จก็จะเกิดขึ้นกับเรา นี่เป็นเรื่องดี เรื่องสำคัญที่เราจะต้อง ศึกษาฝึกฝนสั่งสอนตัวเองอยู่เสมอ อย่าลืม! การเข้าถึงพระธรรมกายในตัว ต้อง ง่าย ต้องสบายที่สุด มีความสุขที่สุด บริสุทธิ์ ที่สุด ง่ายที่สุด ถ้ายากแล้วไม่ใช่ ต้องง่าย สบาย บริสุทธิ์ มีความสุข นี่คือข้อสังเกต แล้วพอใจ บริสุทธิ์แล้ว มันก็ไม่ได้คิดหวังอยากได้อย่างอื่น จะเป็นคำยกย่องชื่นชม อยากเด่น อยากดัง ลาภสักการะอะไร มันจะรู้สึกเฉยๆ ใจจะนิ่ง เบิกบานอยู่ภายใน กลับกลายเป็นผู้ที่อยากเป็น ผู้ให้มากกว่า ส่วนการได้รับก็จะได้รับแบบมีเหตุ มีผล แบบบุญบันดาล จะได้อย่างง่ายๆ สบายๆ เมื่อได้อริยทรัพย์ภายใน โลกียทรัพย์มันก็ง่ายตาม อย่าว่าแต่โลกียทรัพย์ หรือมนุษย์สมบัติ ตอน เราเป็นมนุษย์อยู่เลย แม้แต่ทิพยสมบัติ เมื่อเรา ละจากโลกนี้ไปแล้วก็จะได้อย่างง่ายๆ เกินควร เกินคาด ประณีต ละเอียดอ่อน เวลาที่เหลืออยู่นี้ เราก็ฝึกหยุดกับนิ่ง ต่างคนต่างนั่งกันไป เงียบๆ นะ วันอาทิตย์ที่ ๒๒ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๑ 22. นิ่งแล้วต้องขยาย ทำถูกแล้วนิ่งไว้ กลางดวง เฉยต่อสิ่งทั้งปวง อย่างนั้น ตรงกลางจักค่อยกลวง ทะลุโล่ง พระผุดเป็นชุดชั้น หลายชั้นเป็นตอนตอน ตะวันธรรม (เมื่อเราได้สวดมนต์บูชาพระรัตนตรัยกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว ต่อจากนี้ไปตั้งใจเจริญสมาธิภาวนากันนะ........) ...ทำใจให้ใสๆ นะ หลับตาเบาๆ พอสบายๆ หลับตา สักค่อนลูก คล้ายๆ กับตอนที่เราใกล้จะหลับ อย่าไปบีบเปลือกตา อย่ากดลูกนัยน์ตา อย่ากดลูกนัยน์ตานะ ต้องจำตรงนี้เอาไว้ให้ดี เดี๋ยวเวลา ปฏิบัติจริงๆ แล้วมันลืม หลับพอสบายๆ ถ้าหลับตาเป็นเดี๋ยว เราจะเห็นภาพภายใน เห็นแสงสว่าง เห็นสิ่งที่มีอยู่จริง เพราะ ฉะนั้นหลับตาให้เป็น แล้วก็ทำใจให้เบิกบาน แช่มชื่น ให้สะอาด บริสุทธิ์ ผ่องใส ไร้กังวลในทุกสิ่ง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม ให้ปลด ปล่อย วาง ทำใจให้ว่างๆ แล้วก็สมมติว่า ภายใน ร่างกายของเรานั้นปราศจากอวัยวะ ไม่มีปอด ตับ ม้าม ไต หัวใจ เป็นต้น สมมติให้เป็นปล่อง เป็นช่อง เป็นโพรง เป็นที่ โล่งๆ ว่างๆ กลวงภายใน คล้ายๆ ท่อแก้ว ท่อเพชรใสๆ ทำไปตามขั้นตอนอย่างนี้นะ แล้วก็นึกว่า ร่างกายของเราขยายไปเรื่อยๆ ทำความรู้สึก ก็ได้ รู้สึกว่าร่างกายของเราพองโตขยายไปจนสุดขอบฟ้าไปเลย ทำบ่อยๆ จะมีความรู้สึกอย่างนี้จริงๆ ภายในศูนย์กลางกาย ฐานที่ ๗ ของเรา มีแต่ดวงใสๆ กลมรอบตัว เหมือนดวงแก้ว กายสิทธิ์ ใสบริสุทธิ์ประดุจเพชรลูกที่เจียระไนแล้ว ไม่มีตำหนิ ไม่มีขีดข่วนคล้ายขนแมว มีแต่ความใส ความบริสุทธิ์ ใสเหมือน เพชร แล้วก็สว่างเจิดจ้าเหมือนดวงอาทิตย์ยามเที่ยงวัน แต่ว่า แสงนั้นไม่เคืองตา นุ่มเนียน ละมุนละไม เหมือนแสงจันทร์ใน คืนวันเพ็ญ ทำความรู้สึกอย่างนี้ไปก่อนนะ แต่สำหรับผู้ที่ใจยัง ไม่ละเอียดก็ค่อยๆ ทำไป หรือจะนึกถึงองค์พระใสๆ ใสเป็นเพชรนะ ให้เจิดจ้า เหมือนเพชรต้องแสงเกตุดอกบัวตูม เหมือนดอกบัวสัตตบงกช ที่มีลักษณะป้อมๆ ขนาดกำลังพอดี ตั้งอยู่บนจอมกระหม่อม บนพระเศียรที่มีเส้นพระศกหรือเส้นผมขดเวียนเป็นทักษิณาวรรต หมุนขวาตามเข็มนาฬิกา เรียงรายอย่างมีระเบียบ ใสบริสุทธิ์ ประดุจเพชรเหมือนกัน เราก็มองลงไป จะเห็นบ่าทั้งสอง หัวไหล่ ต้นแขน ไล่ไปถึง ข้อมือถึงฝ่ามือที่หงาย นิ้วชี้ของมือข้างขวาจรดนิ้วหัวแม่มือข้าง ซ้าย วางไว้บนหน้าตักขององค์พระที่ใสบริสุทธิ์ ในท่าขัดสมาธิ ขาขวาทับขาซ้าย เมื่อเรานึกถึงท่านซึ่งเป็นตัวแทนของพุทธ รัตนะของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลาย ถ้าดวงใสๆ ก็แทน ธรรมรัตนะ สังฆรัตนะ เราจะนึกถึงพระเดชพระคุณหลวงปู่พระ มงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) ผู้ค้นพบวิชชาธรรมกายก็ได้ให้เรา มองดู อย่างไหนเหมาะกับเรา คือนึกแล้วง่าย เราก็เอาอย่างนั้น เราจะเห็นว่า การทำสมาธิไม่ได้ยากอะไรเลย เป็นเรื่อง ง่ายๆ สบายๆ แล้วก็ปลอดภัย เรียบง่าย สบาย ปลอดภัย ไม่มีพิษมีภัยจากการทำสมาธิ เหมือนพระเดชพระคุณหลวงปู่ ที่อยู่ในโพรงต้นโพธิ์ ท่านก็ยืนยันว่า การทำใจให้เกิดสมาธิ ให้ ใจตั้งมั่น มันไม่ได้ยากอย่างที่คิด สามารถทำได้กันทุกคน ขอ ให้เข้าใจหลักวิชชา เรียบง่าย สบาย ปลอดภัย ถ้าเราทำให้มัน ง่าย มันก็จะง่าย ตอนนี้เรานึกถึงดวงหรือองค์พระก็ได้ ในช่วงที่เราจะกลั่น จิตกลั่นใจของเราให้ใสๆ เพื่อให้ใจของเราเหมาะสมที่จะเป็น ภาชนะรองรับบุญใหญ่ก็ดี รองรับพระของขวัญก็ดี หรือจะไปดึงดูด เชื่อมโยงกับบุญเก่าก็ดีใจต้องใส ต้องหยุด ต้องนิ่ง อย่างสบายๆ ถ้าเราฝึกตรงนี้ได้ ไม่ช้าเราก็จะเข้าถึงพระรัตนตรัยในตัว แล้ว เราก็จะได้มีโอกาสศึกษาวิชชาธรรมกาย ซึ่งเป็นความรู้ของพระ สัมมาสัมพุทธเจ้า และหลังจากนั้นเราก็มีอุปกรณ์ในการที่จะไปศึกษาค้นคว้า ความรู้ที่มีบันทึกอยู่ในพระไตรปิฎก จะเป็นเรื่องกฎแห่งกรรมก็ดี เรื่องอบาย ทุคติ วินิบาต นรก หรือสุคติโลกสวรรค์อะไรต่างๆ เหล่านั้น มันก็อยู่ในวิสัยที่เราจะไปศึกษาได้ สำคัญฝึกตรงนี้ให้ได้กันเสียก่อน ให้หยุดนิ่ง ต้องฝึกกันทุกวัน ถึงขั้นหลงใหลนั่นล่ะ เหมือน เรารักสิ่งใด อยากจะได้สิ่งนั้นมากๆ ต้องถึงขั้น หลงใหล ถ้าไม่ได้ยอมตาย ต้องอย่างนั้น การ ปฏิบัติธรรมถึงจะก้าวหน้า เดี๋ยวสิ่งที่ยากก็จะง่าย สิ่งที่ง่ายอยู่แล้วก็ยิ่งเปิดเผยความจริงออกมา แล้วในที่สุดก็เข้าถึงได้ ตอนนี้เราหยุดใจนิ่งๆ อยู่ในกลางดวงใสๆ หรือหยุดใน กลางองค์พระใสๆ ให้ใสเหมือนกับเพชร หรือเหมือนดวงดาว ในอากาศ ที่เรามองเห็นได้ด้วยตาเปล่า หรือดวงจันทร์ในคืน วันเพ็ญ หรือดวงอาทิตย์ยามเที่ยงวัน ตรึกนึกถึงดวงใสบริสุทธิ์ กลมรอบตัวเหมือนดวงแก้วกายสิทธิ์ ทำความรู้สึกอย่างนี้นะ ให้ใจคลอเคลียอยู่กับความใสของดวงใสๆ หรือองค์พระ ใสๆ อย่างใดอย่างหนึ่ง แล้วเวลาเรานึกก็ต้องนึกเบาๆ ค่อยๆ นึก อย่าไปใช้กำลังในการนึกคิด หรือถ้าหากว่าเรา อดใช้กำลังไม่ได้ ก็ไม่ต้องไปนึก ทำใจให้นิ่งอย่างเดียว นิ่งอย่าง สบาย ใจก็เบิกบาน แช่มชื่น นิ่ง...ขยายไม่ใช่นิ่งแล้วแคบ ถ้าเรานิ่งเป็นจะขยาย ถ้านิ่ง ไม่เป็นมันจะแคบ นิ่งแคบมันจะเป็นตอนที่เราตั้งใจมากเกินไป ไปบีบ ไปเค้น บีบเค้นใจของเรา อย่างนี้ผิดหลักวิชชา อย่าฝืน ดันทุรังทำต่อ นิ่งแล้วต้องขยาย ต้องรู้สึกสบาย แม้จะยังไม่เห็น อะไรก็ตาม อยากให้ลูกทุกคนได้ตรงนี้ เข้าใจตรงนี้นะ เพราะ ฉะนั้นก็ต้องค่อยๆ วางใจเบาๆ เหมือนขนนกที่ล่องลอยไป ในอากาศ แล้วค่อยๆ ตกไปในพื้นดินก็ดี พื้นน้ำก็ดี ต้องเบา อย่างนั้นนะ นึกง่ายๆ เวลาจะนึกถึงดวงหรือองค์พระ ให้นึกง่ายๆ คล้ายกับ เรานึกถึงดอกบัวที่เราบูชาพระเจดีย์อย่างนั้น พอเรานึกภาพ ดอกบัว ดอกบัวก็เกิด บางคนชัดมาก บางคนชัดน้อย แต่ที่นึก ไม่ออกเป็นไม่มี พอเรานึกถึงดอกบัว เราก็นึกเห็นได้ นั่นแหละ คือภาพทางใจ ที่เราเรียกว่า “เห็น” เห็นอย่างนั้นไปก่อน แต่มันยังไม่สมบูรณ์ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ จะได้ ๒๐, ๓๐ เปอร์เซ็นต์ จาก ณ จุดตรงนั้นก็จะค่อยๆ นิ่ง ไปเรื่อยๆ นิ่ง นุ่ม ละมุนละไม ใจไม่ไปที่ไหนเลย และพอถึง จุดๆ หนึ่ง มันนิ่งจริงๆ นิ่งเหมือนเราวางของเอาไว้อยู่กับที่ อย่างนั้น ตอนนี้เราจะขยาย เบา สบาย ภาพที่เห็นรัวๆ รางๆ ก็จะชัดขึ้นมาเลย ชัดมาในระดับที่เรามีความปลื้มปีติว่า เออ เรานึกเห็นได้จริงๆ นะ ที่นึกเห็นได้อย่างสบาย ไม่ใช่นึกเห็น ได้อย่างลำบาก จะมาอยู่ในระดับนี้ แล้วพอเรานิ่งหนักเข้าไปเรื่อยๆ เดี๋ยวจากนึกเห็นจะแปร เปลี่ยนมาเป็นการเห็นจริงๆ เห็นเหมือนกับเราลืมตาเห็นวัตถุ ภายนอก เหมือนจำลองหรือซีร็อกซ์เข้าไปเลย จะชัดอย่างนั้น แต่บางทียังไม่ใส หรือบางทีใสแต่ยังไม่สว่าง ก็ต้องค่อยๆ ให้มีชั่วโมงหยุด ชั่วโมงนิ่ง ชั่วโมงกลางให้เยอะๆ ต้องทำบ่อยๆ ทำซ้ำแล้วซ้ำอีก อย่าไปทอดทิ้งการฝึกหยุดนิ่ง ต้องฝึกให้ปะติด ปะต่อกันสม่ำเสมอทุกวัน โดยเฉพาะการบ้านที่ให้ไปนั่นแหละสำคัญมาก จะช่วย เพิ่มชั่วโมงหยุด ชั่วโมงนิ่ง ชั่วโมงกลาง และความคุ้นเคยกับ สิ่งที่เรานึก ภาพก็จะชัดขึ้นมาเรื่อยๆ บางทีอาจจะชัดขึ้นมา แวบหนึ่ง แค่นาทีหนึ่ง พอเราไม่ทอดทิ้งการฝึก มันก็นานเป็น ๕ นาทีบ้าง ๑๐ นาทีบ้าง และก็มากเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่ง ชัดเจน ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ นี่สำหรับการฝึกฝนของบางท่านนะ แต่บางท่านพอใจนิ่งแล้ว บุญเก่ากับบุญใหม่เชื่อมโยงกันถูก ส่วนก็จะสว่างพรึบเลย อย่างนี้ก็มี แต่ถือว่าเป็นกรณีพิเศษ ที่ บุญเก่าทำมามาก ตามมาส่งผล แต่สำหรับคนที่เพิ่งเริ่มฝึกก็ จะเป็นไปตามขั้นตอนที่หลวงพ่อว่า ปีใหม่นี้อยากให้ลูกทุกคนฝึกให้ได้ ให้สม่ำเสมอ ตั้งแต่ เริ่มต้นปีใหม่เรื่อยไปเลย อย่าให้ขาดเลยแม้แต่เพียงวันเดียว ทำให้สม่ำเสมอทุกวัน เพื่อที่ว่าเมื่อครบ ๓๖๕ วันแล้ว เมื่อ เรานึกย้อนหลังจะได้มีปีติปลาบปลื้มใจที่เราทำความดี เพราะ ทำได้สม่ำเสมอ และมันก็จะมีผลให้ใจเราละเอียด สั่งสมความ ละเอียดเพิ่มขึ้น จนกระทั่งไปถึงจุดที่เราละเอียดจริงๆ มันจะ ต้องฝึกไปเรื่อยๆ นะ หาบุญได้ใช้บุญเป็น เวลาในโลกนี้ เดี๋ยววัน เดี๋ยวคืน เดี๋ยวก็จะหมดเวลาแล้ว เราเกิดมาสร้างบารมีนะ เกิดมาสร้างบารมีจริงๆ ไม่ใช่เกิดมา เพื่อหมกมุ่นอยู่ในโลกนี้ หรือแสวงหาทรัพย์เพียงอย่างเดียว โดย ไม่แสวงหาบุญ หรือที่พึ่งภายใน ถ้าเราแสวงทรัพย์ เราก็จะได้ แต่ทรัพย์ บางคนได้พอกินพอใช้ บางคนก็ได้ไปเรื่อยๆ และ ก็เพลินกันไปจนกระทั่งหมดเวลา บุญเก่าที่เราทำมา เรายังเอามาใช้ได้ไม่ครบถ้วนบริบูรณ์ ตามวัตถุประสงค์ ที่จริงส่วนหนึ่งเราควรจะเอามาใช้ดูดทรัพย์ เพื่อนำมาเลี้ยงสังขาร เพื่อเอาสังขารไปแสวงหาพระรัตนตรัย ในตัว ทรัพย์ที่ได้มาก็เอามาสร้างบารมี นี่วัตถุประสงค์เป็นอย่างนี้ อย่างนี้ถึงจะเรียกว่า เราใช้บุญเก่าได้อย่างครบถ้วนบริบูรณ์ เพราะฉะนั้นบุญเก่าที่เรามีอยู่ ต้องใช้ให้เป็น หาบุญได้ ใช้บุญ เป็น เรื่องนี้สำคัญ ถ้าใช้ไม่เป็นมันก็จะสูญเสียกันไปเปล่าๆ แต่ถ้าพอเราได้บุญมา และเราก็ใช้บุญไปอย่างสนุกสนาน เพลิดเพลิน โดยเราไม่รู้ตัวว่าทุกอนุวินาทีเรากำลังใช้บุญเก่า ทำให้เรามีชีวิตดำรงอยู่ เราจะไปสู้รบปรบมืออะไรกับใครก็ต้อง ใช้บุญทั้งนั้นจึงจะเอาชนะเขาได้ เมื่อใช้ไปก็มีวันหมด ชีวิตมัน เป็นอย่างนี้นะ เพราะฉะนั้นบุญเขามีเอาไว้ใช้สนับสนุนการทำ หยุดทำนิ่ง เพื่อให้เข้าถึงสิ่งที่มีอยู่แล้วในตัว เข้าถึงแผนผังของ ชีวิต ความจริงของชีวิต จะได้หลุดพ้นจากการเป็นบ่าวเป็นทาส ของพญามาร เขามีเอาไว้เพื่อการนี้เท่านั้น วันพุธที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๖ 23.หยุดนิ่งได้แล้วฝึกขยายย่อ เมื่อตั้งใจหยุดแล้ว จงลุย มิใช่หยุดนั่งคุย นะเจ้า อย่างนี้จึ่งจักฉลุย ตามพ่อ นี่แหละเดินตามเท้า ทับก้าวพุทธองค์ ตะวันธรรม (เมื่อเราได้สวดมนต์บูชาพระรัตนตรัยกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว ต่อจากนี้ไปตั้งใจเจริญสมาธิภาวนากันนะ........) ฝึกขยาย-ย่อ ...ส่วนใครเข้าถึงดวงธรรมภายในแล้ว คือ เห็นชัดใสแจ่ม ตลอดเวลาเลย เราก็ทำใจหยุดนิ่งๆ นุ่มๆ เบาๆ แตะใจไป เบาๆ สบายๆ ที่กลางดวงที่เราครอบครองได้แล้ว เมื่อใจหยุด นิ่ง ใจของเรากับดวงใสๆ เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันแล้ว ถ้าใครทำได้แล้ว ก็นึกดวงนั้นให้ขยายใหญ่ขึ้นไปเรื่อยๆ อย่างสบายๆ ถ้าเราหยุดนิ่งได้สนิท ความรู้สึกของเราก็จะ ขยายตามดวงที่ขยายไปด้วย แต่ถ้าหยุดไม่สนิท มันจะขยาย ได้แต่ดวง คือเห็นเป็นภาพดวงใสขยาย เราทำได้แค่ไหนก็เอาแค่นั้นไปก่อน เพราะเราเป็นผู้ฝึกหัด ใหม่ ยังเป็นนักเรียนอนุบาล เราก็ฝึกเท่าที่เราทำได้ไปก่อนนะ นึกขยายแล้วก็ย่อให้เล็กนิดหนึ่ง ขยายแล้วก็ย่อ ถ้าเรายังไม่ เป็นหนึ่งเดียวกันกับดวงใสๆ ก็ดูผ่านๆ ไปก่อน แตะเบาๆ ดูภาพนั้นให้คุ้นเคย ฝึกให้คล่องแคล่วเลย ใหม่ๆ ก็จะค่อยๆ คล่องขึ้นฝึกบ่อยๆ ก็คล่องแคล่ว คือเป็นไปตามความปรารถนาของใจเราที่อยากจะนึกให้ดวง ขยายย่อ เราทำอย่างนี้ซ้ำๆ จนชำนาญ ใจเรากับดวงเป็นหนึ่ง เดียวกันแล้ว ถ้าดวงขยายความรู้สึกของเราก็จะขยายตามไป ด้วย ถ้าย่อก็ย่อตาม ก็ฝึกทำอย่างนี้ซ้ำๆ ส่วนใครที่คุ้นเคยกับองค์พระ หยุดนิ่งในระดับเห็นองค์พระ ชัดใสแจ่มกระจ่างสว่างอยู่กลางกายล่ะก็ นึกถึงองค์พระ นึกขยายแล้วก็ย่อในทำนองเดียวกัน ถ้าเราทำได้แล้วนะ ถ้าใจเรานิ่งได้สนิท ขยายถึงไหนเราก็เป็นถึงนั่น ย่อถึงไหน เราก็เป็นถึงนั่น แล้วก็เห็นรายละเอียดชัด แม้องค์เล็กเท่ากับ ปลายเข็ม จะเห็นเส้นผม เส้นพระศก เห็นทุกส่วนชัดเจนเหมือน องค์โตๆ ไม่แตกต่างกัน จะใหญ่ จะย่อ ใหญ่เล็กแค่ไหนก็ตาม ก็จะเห็นชัดทีเดียว ฝึกอย่างนี้ให้คล่องในทุกอิริยาบถจนคุ้นเคย เราก็มีงานภายในเอาไว้สำหรับฝึกหัด ซึ่งเป็นงานที่แท้จริง ที่จะทำให้เราเข้าถึงพระรัตนตรัยในตัว ให้เราดับทุกข์ได้ มีสุข ในปัจจุบัน เราก็จะได้ศึกษาเรียนรู้เรื่องราวความเป็นจริงของ ชีวิตต่อไปได้ ฝึกหยุด ฝึกนิ่ง อย่างสบายๆ นั่งฝึก ยืน ฝึก เดินฝึก นอนฝึก อยู่ที่ไหนก็ฝึกได้ ให้ใจคุ้น เคยชินกับสิ่งเหล่านี้ ใจจะได้ไม่แวบไปไหน จะ มีความสุขอยู่ภายใน ใจจะใสบริสุทธิ์ ความใส ความบริสุทธิ์นี้ให้ความบันเทิงกับใจ จะมีความ สุข สดชื่น มีชีวิตชีวาอยู่ภายใน แม้อยู่ตามลำพัง ก็มีความสุขได้ นี่ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่เราฝึกทำความ คุ้นเคยกับภาพภายใน ดวงใส องค์พระใส พอ คล่องแล้ว เดี๋ยวการเห็นกายในกาย หรืออะไร ต่างๆ มันก็ไม่ยากแล้วล่ะ มันจะง่ายเพิ่มขึ้นไป เรื่อยๆ เราก็ฝึกอย่างนี้ แต่ผู้ที่มาใหม่ก็ต้องฝึกหยุดใจให้ได้เสียก่อน นั่นคือการตรึก นึกถึงดวงใส ใจหยุดอยู่ในกลางดวงใสๆ พร้อมกับประคองใจ ด้วยบริกรรมภาวนา สัมมา อะระหัง อย่างนี้นะ ถ้าหยุดได้แล้ว ฝึกขยายย่อ พอเราควบคุมตรงนี้ได้แล้วก็ฝึกขั้นต่อไป ...เราฝึกหยุดนิ่งไปเรื่อยๆ ให้ใจใสๆ นี่เป็นงานหลักของชีวิต นอกนั้นเป็นงานเสริม เหมือนอาหารหลักกับอาหารเสริมอย่าง นั้นแหละ เราก็ต้องศึกษาเรียนรู้ทำความเข้าใจให้ดี ดังนั้นถ้าใคร ฝึกได้ในระดับที่หยุดนิ่ง เห็นดวงใสชัดแจ่มแล้ว ก็ลองขยายย่อดู สิว่าเราสามารถควบคุมได้ไหม เหมือนเราเป็นสารถีฝึกหัดขับรถ แล้วสามารถขับรถให้ไปตามใจปรารถนาของเราได้ไหม เดินหน้า ถอยหลัง หยุดนิ่ง เลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวา เป็นต้น ต้องควบคุมได้ ถ้าเราควบคุมดวงใส องค์พระใสได้จริง ก็จะต้องเป็นอย่าง ที่เราลองนึกดู ขยายย่อ ถ้าเราทำได้จริง ก็แปลว่าเราได้ครอบ ครองแล้ว ดวงใส องค์พระใสๆ ก็ได้ชื่อว่า เรากำความสำเร็จไว้ ล้านเปอร์เซ็นต์ในการที่จะเข้าถึงพระรัตนตรัยในตัว แม้ตรงนี้จะ เป็นกุศลนิมิตที่เราสามารถทำปฏิภาคนิมิต หรืออุคคหนิมิตอะไร ต่างๆ เหล่านี้ได้ดังนั้นฝึกไปเรื่อยๆ อย่างสบายๆ อย่างที่ ได้แนะนำไว้นะ วันอาทิตย์ที่ ๑๕ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๑ 24.วิธีปฏิบัติธรรม ปฏิบัติ ธรรมนำสุขให้ ชีวา ต้อง ตรึกกลางกายา อย่าคร้าน ทำ ได้ตลอดเวลา ดียิ่ง จริง อย่างนี้ชัวร์ล้าน หมื่นร้อยเปอร์เซ็นต์ ตะวันธรรม (เมื่อเราได้สวดมนต์บูชาพระรัตนตรัยกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว ต่อจากนี้ไปตั้งใจเจริญสมาธิภาวนากันนะ........) ตั้งใจหลับตาเจริญสมาธิภาวนากันนะ หลับตาเบาๆ พอ สบายๆ ทำใจของเราให้เบิกบาน แช่มชื่น ให้สะอาด บริสุทธิ์ ผ่องใส ไร้กังวลในทุกสิ่ง แล้วก็หยุดใจไปที่ศูนย์กลางกายฐาน ที่ ๗ ซึ่งอยู่ในกลางท้องของเรา ในระดับที่เหนือจากสะดือขึ้น มา ๒ นิ้วมือ ให้ตรึกนึกถึงดวงใส หยุดอยู่ในกลางดวงใสๆ หรือตรึกถึง พระแก้วใสๆ แล้วก็หยุดในกลางองค์พระใสๆ อย่างใดอย่าง หนึ่งนะ ไม่ชัดก็ไม่เป็นไร ให้ใจเราหยุดอยู่ภายในอย่างเบาสบาย แล้วก็ผ่อนคลาย หมั่นฝึกฝนให้ใจมาหยุดมานิ่งอย่างนี้ให้ได้ ทุกวัน อย่าท้อ ให้หมั่นทำทุกวัน เพราะเรามาเกิดเพื่อการนี้ฝึกไป เรื่อยๆ วันนี้ใจไม่หยุดก็ไม่เป็นไร พรุ่งนี้เราฝึก ใหม่ ถ้าเราไม่ทอดธุระ ทำสม่ำเสมอทุกวันฝึกไป เรื่อย ปรับใจของเราไปเรื่อยๆ สักวันหนึ่ง จะเป็นวันแห่งความสมปรารถนา อย่าให้แต่ละวันผ่านไปเฉยๆ โดยไม่ได้เก็บ ใจไว้ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ต้องฝึกควบคู่กับ ภารกิจประจำวัน ทั้งนั่ง นอน ยืน เดิน กิน ดื่ม ทำ พูด คิด หยุดนิ่ง ลิ้มรส ทำควบคู่กันไป ฝึก ทุกวัน การทำอย่างนี้ได้ชื่อว่า เรายกใจของเราให้สูงส่งใจจะสูงส่ง ได้ขึ้นอยู่กับว่า เราเอาใจไปผูกไว้กับอะไร ถ้าเราผูกพันไว้กับ พระรัตนตรัย ซึ่งเป็นสิ่งที่สูงที่สุด เป็นวัตถุอันเลิศ อันประเสริฐ ที่สุด ใจเราก็จะพลอยสูงตามไปด้วย สิ่งอื่นที่จะสูงส่งเท่าพระ รัตนตรัยเป็นไม่มี มนุษย์ เทวดา พรหม อรูปพรหมก็ยังต้องกราบไหว้พระ รัตนตรัย ยกเว้นผู้ที่ไม่มีความรู้ว่าอะไรคือที่พึ่งที่ระลึกที่แท้จริงก็ ตั้งสมมติฐานกันไปว่า มีเทพเจ้าองค์นั้นองค์นี้เป็นสิ่งสูงส่ง ที่แตะ ต้องไม่ได้เมื่อเซ่นสรวงบูชา เอาอกเอาใจ ก็จะได้รับประทานพร พิเศษ แต่ว่าความจริงมันไม่มีตัวตน เหมือนหญิงสาวที่นึกถึง ชายหนุ่มในฝัน หรือชายหนุ่มนึกถึงหญิงสาวที่อยู่ในฝันที่ไม่มี จริง แต่พระรัตนตรัยมีอยู่จริงภายในตัวเราทุกคน เราสามารถ เข้าถึงได้ ไม่ว่าจะเป็นเชื้อชาติ ศาสนา หรือเผ่าพันธุ์ใดก็ตาม ถ้า หยุดใจที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ได้ ก็เข้าถึงได้ มีตัวอย่างเยอะแยะ ที่ต่างเชื้อชาติ ศาสนาและวัฒนธรรม เผ่าพันธุ์ เมื่อทำใจให้หยุดนิ่งในกลางกาย ก็มีประสบการณ์ ภายในเหมือนกับชาวพุทธ คือ ใจตกศูนย์ ดวงธรรมผุดขึ้นมา เป็นดวงใสๆ แล้วก็มาพร้อมกับความสุข ความสุขนั้นก็จะทำให้ ใจอยู่ตรงนั้นตลอดเวลา แล้วก็เคลื่อนเข้าไปสู่ภายใน จนถึง พระรัตนตรัยในตัว นี่ไม่ใช่สิ่งเลื่อนลอย ไม่ได้เป็นสมมติฐาน แต่เป็นสิ่งที่มีจริงอยู่ภายในตัวทุกคน ฝึกฝนอบรมใจของเราไปเรื่อยๆ นึกทุกวัน ตรึกทุกวันให้ได้ มากที่สุดในแต่ละวัน หรืออย่างน้อยก็ทำการบ้านที่ได้บอกเอาไว้ ใจเราจะสูงอยู่ตลอดเวลา เป็นทางมาแห่งบุญและคุณธรรมอัน ประเสริฐจะเกิดขึ้นภายในตัวเรา เราต้องพร้อมเสมอสำหรับการ เดินทางไปสู่ปรโลก ในทุกหนทุกแห่ง ถ้าใจหยุดได้ จะไปที่ไหน หรืออยู่ที่ไหนก็ได้ เพราะว่ามีที่พึ่งภายใน มีความสุขภายในเป็น พื้นฐานแล้ว เพราะฉะนั้นหมั่นฝึกไปเรื่อยๆ หยุดแรกยากนิดหนึ่ง มันยากตอนแรกนิดหนึ่ง ไม่ได้ยากเยอะ คือตอนที่เรา จะนำใจกลับมาตั้งไว้กลางกาย ที่ยากเพราะเราคุ้นกับการส่งใจ ไปภายนอก ไปติดในคน สัตว์ สิ่งของต่างๆ ที่พระสัมมาสัม พุทธเจ้าสรุปไว้ว่า ติดในรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธรรมารมณ์ วัตถุรูปอย่างนี้ เสียงเพราะๆ อย่างนี้ หรือไม่ก็นำมาครุ่นคิดที่ จะให้มันออกไป หรือพูดให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือ ติดในคน สัตว์ สิ่งของ สิ่งมีชีวิตหรือไม่มีชีวิตนั่นแหละ ที่ยากคือ เมื่อเราเอาใจมาไว้ภายใน มันก็จะออกไป ภายนอกเสมอ เพราะความคุ้น เราจับปลามาไว้ในกระป๋องที่มีน้ำ มันก็จะพยายามดิ้นรนลงไปในหนองน้ำ เพราะมันไม่คุ้นอยู่ใน กระป๋องใจเราเอามาไว้ภายในมันก็จะกระโดดโลดเต้นไปกับสิ่ง ที่เราคุ้น ในธุรกิจการงาน บ้านช่อง การศึกษาเล่าเรียน ความ สนุกสนานเพลิดเพลินอะไรต่างๆ เหล่านั้น เพราะฉะนั้นตอน ดึงกลับเข้ามาเราก็ต้องยอมรับว่า เราก็ต้องให้เวลากับตัวเราเอง ให้โอกาสในการฝึก แล้วถ้ามันหลุดออกไปบ้างก็ช่างมัน แต่พอ รู้ตัว เราก็ดึงกลับมาอยู่ภายในใหม่ ความอยากได้ ยากอีกตอนคือ ความอยากได้ เพราะเรารู้ว่าถ้าเข้าถึง แล้วดี วิเศษ ทำให้เรามีความสุข เป็นมนุษย์มหัศจรรย์ได้รู้เรื่อง ราวความเป็นจริงของชีวิตๆ เพราะเราฟังมามาก เรา ก็เลยอยากได้มาก อยากได้มากน่ะ ไม่มีปัญหา แต่มันมากเกิน ไป คือเอาความอยากมาใช้ตอนนั่ง ความอยากได้ควรใช้ตอน แรกๆ สมัครใจที่เราจะทำ แต่ว่าเวลานั่งต้องหยุดความอยาก ทีนี้มันยากตอนที่อยากจะหยุดใจเลยนี่ มันก็เลยหยุดใจยาก ทีนี้พออยากได้มาก เราก็เลยตั้งใจมาก ถ้าเรานึกถึงภาพ เรา ก็จะอดเค้นภาพไม่ได้ อดกดลูกนัยน์ตาลงไปดูในท้องไม่ได้ นี่ มันยากแค่นี้ ไม่ได้ยากอะไรมากมายไปกว่านี้เลย ถ้าหากเราเริ่มต้นด้วยความสบาย ด้วยความสุข แค่ทำความ รู้สึกว่า มีดวงใสๆ มีพระแก้วใสๆ อยู่ภายใน แค่เป็นเพียง ความรู้สึกว่า “มีอยู่” ในตัว แต่ว่ามันไม่ได้เห็นหรอกนะ เราเริ่ม ต้นด้วยการทำความรู้สึกว่า มีดวงแก้วใสๆ มีพระแก้วใสๆ มันก็จะลดความตั้งใจมากเกินไปกับกดลูกนัยน์ตาไปดูเพราะ เราคุ้นกับการเห็นด้วยลูกนัยน์ตา เราจึงเข้าใจผิดว่าเห็นในท้อง มันก็คงจะต้องใช้ลูกนัยน์ตามองลงไปมั้ง มันยากตรงนี้ ทีนี้พอเราเข้าใจว่าตาเนื้อเห็นได้เฉพาะตอนเราเปิดเปลือก ตามองข้างนอก แต่เป็นไปไม่ได้ที่เอาลูกนัยน์ตาเนื้อมองเข้าไป ในท้อง ถ้าอย่างนั้นก็ไม่ต้องมีกล้องเอกซเรย์หรอก เพราะ ฉะนั้นดวงตาก็คือดวงตาที่จะเห็นได้เฉพาะข้างนอก เขาเรียกว่า มังสจักษุ ส่วนธรรมจักษุเห็นข้างใน เพราะฉะนั้นเราก็อย่าเอา ลูกนัยน์ตามาใช้ แล้วถ้าเราป้องกันความอยากที่จะเห็น เราก็ต้องคิดว่า มัน เป็นเรื่องธรรมดาน่ะ ของมันมีอยู่แล้วในตัว ไม่ใช่ว่าเราไปทำให้ มีขึ้น แต่ว่าเป็นของละเอียด หน้าที่เราก็ต้องทำใจให้ละเอียด เหมือนของที่มี เดี๋ยวเราก็เห็น แล้วก็ยืนยันกับตัวเองว่า เรา ต้องเห็นอย่างแน่นอน แล้วหลังจากนั้นก็ทำใจให้สบาย คล้ายๆ เป็นของตายอยู่แล้วยังไงก็ต้องเห็น ก็ทำสบายๆ ให้ใจนิ่งๆ นุ่มๆ ทีนี้พอเราปลงได้อย่างนี้ หรือคิดได้อย่างนี้ การนั่งรู้สึก จะง่ายเข้า กังวลกับฐานที่ ๗ มากเกินไป กับอีกพวกกังวลกับฐานที่ ๗ มากเกินไป คือพอได้ศึกษา ว่า ฐานที่ ๗ เป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางไปสู่อายตนนิพพาน ก็เลยพยายามควานหาฐานที่ ๗ ให้เจอ ก็มัวกังวลอยู่อย่างนี้ว่า เออ ใจเราวางอยู่ตรงนี้ มันตรงฐานที่ ๗ ไหม หรือมันไม่ตรง ก็พยายามบังคับให้มันอยู่ตรงนั้น ทีนี้ใจไม่ชอบบังคับ แต่ชอบ ประคอง พอไปบังคับ มันก็เกร็ง ตึงไปหมดเลย มันก็เครียด เราก็ต้องวางใจเฉยๆ อย่าไปกังวลกับฐานที่ ๗ มากเกิน ไปหรือเราคิดอย่างนี้ก็ได้ว่า ฐานที่ ๗ ขยายกว้างออกไปสุด ขอบฟ้าแล้ว ตอนนี้เรานั่งอยู่กลางฐานที่ ๗ แล้วหลังจากนั้น ก็นิ่งเฉยๆ คิดอย่างนี้จะช่วยแก้ความรู้สึกที่ควานหาฐานที่ ๗ กับควานหาของในที่มืด คือเราอยากจะควานหาดวงใสๆ องค์ พระใสๆ ก็มัวกวาดตามอง อย่างนี้มันก็ตึงสิ ไม่ถูกวิธี อย่าไปควานหาอะไร แค่เรานั่งนิ่งๆ เฉยๆ เพื่อให้ใจ เปลี่ยนสภาวะจากหยาบไปละเอียด แล้วหลุดจากกายหยาบ ออกจากที่แคบไปสู่ที่กว้าง ถ้านั่งอย่างนี้ มันมีความสุขสบาย เป็นการเริ่มต้นที่ถูกต้อง นั่งแล้วตัวหาย แล้วถ้านิ่งในระดับที่ตัวหายไปแล้ว มีความรู้สึกเหมือนอยู่ ในกลางอวกาศ ก็เกิดความสงสัยว่า จะเอาใจไว้ตรงไหน เพราะ ตัวไม่มีแล้ว ฐานที่ ๗ ก็หาไม่เจอ ก็มัวควานหาสิ พอควานหา อ้าว ใจก็ถอนมาใหม่ เพราะฉะนั้นถ้าหากว่ามีความรู้สึกเหมือน ตัวเราว่างๆ อยู่กลางอวกาศ เคว้งคว้าง ไม่ต้องไปมัวควานหา ฐานที่ ๗ เราก็นิ่งอยู่ตรงนั้นแหละ เหมือนเราอยู่ในกลางฐาน ที่ ๗ แล้ว ไม่ต้องหา และไม่ต้องไปคิดว่า ใจอยู่ตรงไหน เอาว่า สบายตรงไหนก็เอาใจไว้ตรงนั้น แล้วก็ปล่อยให้มันเป็นไป โดย ไม่ต้องคิดอะไร อย่าลืมว่า เรากำลังจะเปลี่ยนระบบที่เราคุ้นเคย ไปสู่ ระบบความไม่คุ้นเคย เราคุ้นเคยกับระบบของการใช้ความคิด แต่เรากำลังจะเปลี่ยนไปสู่ระบบของการใช้ความไม่คิด แค่ทำ จิตให้หยุดนิ่ง เพราะฉะนั้นก็ให้ทำอย่างที่ได้แนะนำ สิ่งที่ยาก มันก็จะง่ายสำหรับเราแล้วล่ะ แต่ทีนี้แม้ทำอย่างนี้ใจก็อดจะฟุ้งไม่ได้ ถ้าอดไม่ได้ก็ไม่ต้อง อด ก็ปล่อยให้มันฟุ้งบ้าง ตามใจเขาไปก่อน แต่อย่าตามใจ มาก พอรู้ตัวก็มาเริ่มต้นใหม่อย่างง่ายๆ นิ่งใหม่ พอเรานิ่ง อ้ะ ไปอีกแล้ว เพิ่งนิ่งได้แค่ ๕ วินาที อ้ะ ไปแล้ว ๑๐ นาที ก็ ช่างมัน รู้ตัวก็มาอีก ๕ วินาที เริ่มต้นใหม่อย่างง่ายๆ เดี๋ยว เวลาแห่งความฟุ้งก็จะลดลงมา แล้วจะมาเพิ่มเวลาแห่งความ ไม่ฟุ้งมาทดแทนกัน เพราะเราเป็นคนธรรมดา เราก็นั่งแบบ คนธรรมดา คนธรรมดาก็มีฟุ้งบ้าง ง่วงบ้าง เมื่อยบ้าง มืดบ้าง อะไรต่างๆ เหล่านั้น ก็ให้ทำแบบธรรมดาๆ อย่างนี้ ทีนี้พอทำอย่างนี้แล้วใจก็จะสบาย มันไม่ถึงกับถูกอยู่ใน กรอบจนเกินไป แค่อยู่ในลู่ คล้ายๆ เราอยู่ในเส้นรอบวง แต่ เส้นรอบวงนั้นขยายกว้างออกไป คือ ยังอยู่ในลู่นั่นแหละ เพราะ ฉะนั้นเราก็แค่นิ่งอย่างเดียว ทำเฉยๆ กับทุกประสบการณ์ พอเรานิ่งอย่างเดียว ใจมันก็สบาย ตรงสบายนี่แหละ มันก็จะวูบวาบเกิดขึ้นภายใน ซึ่งเป็นประสบการณ์ใหม่สำหรับ เรา แต่ก็อย่าไปตื่นเต้นกับทุกๆ ประสบการณ์ที่เกิดขึ้น บาง ประสบการณ์นี่มันเสียวๆ เหมือนโดนดึงดูดเข้าไปข้างใน อย่า ไปฝืน อย่าไปยั้งเอาไว้ อย่าไปหิ้วตัวเราออกมา ทำเฉยๆ แต่ ถามว่าหวาดเสียวไหม มันก็หวาดเสียว แต่ถามว่าอันตรายไหม ไม่อันตราย ไม่อันตรายแล้วเป็นไง มันเป็นสิ่งที่ดีมาก แล้วถ้าสมมติว่า รู้ว่ามันดีมากแล้วนี่ แต่มันยังเสียวแล้วจะทำไง ก็ปล่อยให้มัน เสียวไป แล้วพอเสียวมันจะหลุดออกมาหยาบใหม่ เราก็เริ่ม ต้นใหม่ เริ่มต้นใหม่ อ้าว! เสียวอีกแล้ว เพราะมันตกวูบลงไป อีกแล้ว ก็ต้องยอมให้เสียวอีก จะเป็นอย่างนี้สักกี่ครั้งก็ช่างมัน จนกระทั่งมันชักคุ้น พอคุ้น คราวนี้ไม่หวาดเสียวแล้ว กลายเป็นความบันเทิง มีความสุขแล้วก็สนุกกับการเคลื่อนหรือหล่นเข้าไปข้างในอย่าง ละมุนละไม เพราะเราคุ้นเคยกับสิ่งเหล่านั้นแล้ว ใจมันก็นิ่งนุ่ม แม้จะยังไม่สว่าง แต่เป็นความมืดที่น่ารัก ที่เป็นมิตรกับเรา เรา ก็อยู่ตรงนี้ไปเรื่อยๆ นานๆ นานแค่ไหนก็ช่างมัน แล้วก็จะ เปลี่ยนจากนานๆ มาเป็นไม่นาน คือมันก็จะอยู่ มันก็จะวุบ ขึ้นมา สว่างขึ้นมา แต่ความสว่างข้างในนี่ เราไม่คุ้น ตรงนี้เรามักจะเข้าใจผิด คิดว่ามีใครเอาไฟส่องหน้า หรือถ้านั่งในห้อง เราก็ลืมไปว่าเรา ปิดไฟไปแล้ว เรานั่งอยู่ในห้องมืด นึกว่าใครเดินเข้ามาเปิดไฟใน ห้อง เพราะความสงสัยทำให้เราลืมตามาดู เพื่อให้หายสงสัย พอลืมตามาดูใจมันก็ถอนขึ้นมา ปรากฏว่าข้างนอกห้องก็ยัง มืดเหมือนเดิม แต่มันสว่างมาจากภายใน ถ้าเป็นอย่างนี้แล้ว เราจะทำอย่างไร ก็ช่างมันนะ ให้มันหายสงสัย แต่อย่าหลายที สงสัยทีเดียวก็พอแล้ว เพราะความจริงก็คือ จิตของเราเอาชนะ ความมืดในใจที่เรียกว่า นิวรณ์ ได้แล้ว สิ่งที่บดบังหรือปิดกั้น ใจไม่ให้พบความสว่าง เพราะฉะนั้นเราก็เฉยอีก ช่างมัน อย่าง เดียว สองคำ แล้วก็นิ่งต่อไป บางคนก็ตัวโยก ตัวโคลงบ้าง โคลงเคลงเหมือนนั่งเรือ ออกท้องทะเล เจอคลื่นก็โคลงเคลงๆ บางคนก็กลัว บางคน ก็สงสัย บางคนก็สนุกเพลินๆ สิ่งที่เราควรทำก็คือเฉยๆ ใน ทุกๆ ประสบการณ์ที่เกิดขึ้น อย่าไปกังวลกับมัน อย่าไปติดใจ อย่าไปกลัว คือเฉยๆ อยู่กลางๆ ไม่ใช่กลัว แล้วก็ไม่ใช่กล้าจน บ้าบิ่นคล้อยตามกันไปอย่างนั้น พอเราไม่สนใจ เดี๋ยวสิ่งเหล่า นั้นก็หายไปเอง เราทำเฉยๆ แล้วมันก็จะนิ่งเข้าไปเรื่อยๆ นี่ เป็นบางคนนะ ไม่ใช่ทุกคนที่เจออย่างนี้ หรือบางคนตัวยืดขึ้น ตัวเบา รู้สึกเหมือนลอยขึ้นมา บาง คนลอยจริงๆ ขั้นนี้เขาเรียกอุพเพงคาปีติ ที่มีปีติก็เพราะว่า เอาชนะความฟุ้ง ความง่วง ความท้อ ความโกรธ ความรัก ความชัง ความสงสัยอะไรเหล่านั้น ตัวมันก็เบา ลอย บางคน ลอยจริง แต่วื้ดเดียว แล้วมันก็หล่นลงมา แต่บางคนเป็นแค่ ความรู้สึกว่าลอย แต่ไม่ได้ลอยจริง บางคนกลัวลอยหลุดออก ไปเลยจริงๆ ก็เอามือจับคว้าอาสนะที่นั่งเอาไว้ บางคนลืมตา ขึ้นมาให้มันหายสงสัยก็มี เพราะฉะนั้น สิ่งที่เราควรทำคือเฉยๆ นิ่งๆ ที่ลอยจริงน่ะ ไม่ค่อยจะพบเท่าไร ล้านคนจะมีสักคนหนึ่ง แต่ที่รู้สึกว่าลอยจะมีเยอะ คนที่ลอยจริงมีเมื่อสมัยสัก ๔๐ กว่าปี มีสามเณรใจนิ่งเกิด อุพเพงคาปีติ ตัวลอยขึ้นไป แล้วก็ลอยลง ก่อนหน้านี้ก็มีพระที่ ปฏิบัตินั่งอยู่ในกลดแล้วลอยก็มี แต่ก็แวบเดียว ไม่ได้ลอยนาน อีกท่านหนึ่งเป็นคฤหัสถ์ เพิ่งกลับมาจากเมืองนอก ไปนั่งใต้ ต้นไม้ที่เหมืองแร่ของตัว ไม่รู้จะทำอะไร ก็ไปนั่งสงบๆ ทำใจ นิ่งๆ ฝึกสมาธิก็ไม่เป็น แล้วก็ไม่ค่อยเชื่อ นะเพราะเป็นหนุ่ม นักเรียนนอก แล้วใจมันนิ่งเองถึงระดับอุพเพงคาปีติ ตัวก็ลอยจน หัวไปชนกิ่งไม้ ตรงก้อนหินใต้ต้นไม้ที่ตัวนั่งอยู่ เกิดความสงสัย ว่าลอยจริงไหม ก็ลืมตาดูปรากฏว่า ลอยจริง เลยหล่นตุ้บลงมา แต่อย่างนี้นานๆ ก็จะเจอสักคน บางคนสงสัย ขณะปฏิบัติก็ จะถือผ้าเอาไว้ พอตัวลอยก็ทรงสมาธิขั้นนี้ไว้ เอาผ้าไปคล้อง กิ่งไม้ แล้วก็เคลื่อนลงมา ลืมตาขึ้นดู เออ ลอยจริง แต่ว่านานๆ จะเจอสักคน อาการตัวลอยอย่างนี้เป็นปีติในระดับอุพเพงคาปีติ ต้อง ประกอบไปด้วยบุญเก่าที่เคยทำเอาไว้ ไม่สาธารณะทั่วไป แต่ รู้สึกว่าลอยจะเป็นส่วนใหญ่ หนุ่มนักเรียนนอกท่านนั้นต่อมาก็ บวชเป็นพระ ตอนนี้เป็นพระเถระไปแล้ว ทีนี้ถ้ามีอาการอย่างนี้ เราก็ทำเฉยๆ เพราะใจเราไม่ได้ มุ่งเกี่ยวกับเรื่องลอย เรามุ่งเพื่อให้เข้าไปถึงพระรัตนตรัย มัน ก็จะผ่านอารมณ์นี้ไปได้ แล้วก็แล่นไปถึงพระรัตนตรัยภายใน เพราะฉะนั้นถ้าอาการใดอาการหนึ่งเกิดขึ้น เราก็เฉยๆ หยุด นิ่งๆ ทำสบายๆ มีสิ่งที่น่าศึกษาเรียนรู้อีกเยอะแยะ เป็นความ รู้ภายในที่เรียกว่าวิชชา ๓ นั่นแหละ บุพเพนิวาสานุสติญาณ ระลึกชาติหนหลังได้ จุตูปปาตญาณ รู้เรื่องภพภูมิ กฎแห่งกรรม แล้วก็อาสวักขยญาณ มุ่งไปขจัดกิเลส ต้นเหตุแห่งความทุกข์ ตอนนี้เราก็วางใจให้นิ่งๆ หยุดนิ่งอย่างสบายๆ หยุดเบาๆ จะประคองใจหรือบริกรรมภาวนา สัมมา อะระหัง ไปด้วยก็ได้ จะไม่ภาวนาก็ไม่เป็นไร ภาวนาไปด้วยใจที่เบิกบาน โดยไม่ใช้ กำลังในการภาวนา เหมือนบทสวดมนต์ หรือเนื้อเพลงที่เราคุ้น ที่ดังออกมาจากใจเราเองโดยไม่ได้ตั้งใจอย่างนั้น ถ้าจะภาวนา ความละเอียดของเสียงต้องระดับนั้น ใจจะได้รวมเร็ว แต่ว่า พอใจเราหยุดเป็นสักครั้งหนึ่ง ตอนหลังก็ไม่ต้องภาวนาแล้ว แค่ วางนิ่งๆ พอนิ่งๆ ก็โล่งแล้ว โปร่ง เบา สบาย ตัวขยาย แล้ว ก็เห็นไปตามลำดับ พอเห็นองค์พระแล้วนี่ เราฝึกให้คุ้นเคย นั่ง นอน ยืน เดิน หลับตาลืมตาก็เห็นองค์พระให้ชัดเจนเท่ากัน พอฝึกบ่อยๆ มัน ก็ชำนาญ เดี๋ยวเราก็จะเห็นองค์พระผุดผ่านเกิดขึ้นมาใส สว่าง องค์ใหม่ๆ ที่ผุดขึ้นมาก็จะมีลักษณะที่งามยิ่งขึ้น จนได้ลักษณะ มหาบุรุษที่ครบถ้วนสมบูรณ์ทุกประการทีเดียว พอถึงตรงนี้ใจก็จะอยู่กับพระแล้วล่ะ จะมีความรู้สึกพระ เป็นเรา เราเป็นพระ จะผุดขึ้นมาเป็นพระ หรือพระผุดผ่าน หรือ พระครอบเราอยู่อย่างนั้น ก็จะเข้าไปเรื่อยๆ แล้วเดี๋ยวก็จะเห็น พระในพระ พระในพระ พระในพระเข้าไปก็จะใสสว่าง เพราะ ฉะนั้นตอนนี้เราฝึกนะ ฝึกหยุดนิ่งอย่างสบายๆ ทำใจให้เบิก บาน ให้แช่มชื่น อากาศกำลังสดชื่น เหมาะสมต่อการเข้าถึง พระรัตนตรัยในตัว ให้ประคองใจ ให้หยุดนิ่งๆ กันทุกคน วันอาทิตย์ที่ ๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๘ 25.อันดับแรกเพื่อตัวเราก่อน เพียรให้มั่นเถิดไซร้ สายกลาง ลูกน่ะมาถูกทาง แน่แท้ แม้ดึกจวบฟ้าสาง ก็สู้ ทำดั่งนี้ดีแล้ อย่าได้สงสัย ตะวันธรรม ตั้งใจหลับตาเจริญสมาธิภาวนากันนะ หลับตาเบาๆ พอ สบายๆ ผ่อนคลายทุกส่วนของร่างกายของเรา ตั้งแต่ใบหน้า ศีรษะ ทั้งเนื้อทั้งตัวกระทั่งถึงปลายนิ้วมือนิ้วเท้า ให้ผ่อนคลาย ให้หมด อย่าให้มีส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายเราเกร็ง ตึง หรือ เครียด แล้วก็รวมใจไปหยุดนิ่งๆ นุ่มๆ ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ซึ่งอยู่ในกลางท้อง ในระดับที่เหนือจากสะดือขึ้นมา ๒ นิ้วมือ ให้หยุดใจนิ่งๆ นุ่มๆ เบาๆ สบายๆ แล้วก็นึกถึงบริกรรม นิมิต เป็นเครื่องผูกใจเรา ไม่ให้ซัดส่ายไปที่อื่น แล้วก็นึกถึง พุทธปฏิมากร พระแก้วขาวใสบริสุทธิ์ประดุจเพชรที่เจียระไน แล้วแทนพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเอาไว้ในกลางกาย หรือใครคุ้น กับนึกถึงดวงใสๆ หรือพระเดชพระคุณหลวงปู่ฯ อยู่ที่กลาง กายก็ได้ หรือจะไม่นึกอะไรเลย อยากเอาใจหยุดนิ่งเฉยๆ ที่ ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ อย่างเดียวก็ได้ คือจะนึกเป็นภาพ หรือไม่นึกเป็นภาพก็ได้ วัตถุประสงค์ เพื่อต้องการให้ใจมาหยุดอยู่ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ตรงนี้ เพราะตรงนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่จะไปสู่อายตนนิพพาน เป็นทางหลุด ทางพ้นจากกิเลสอาสวะ ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระอรหันต์ทั้ง หลายได้เริ่มต้นที่ตรงนี้ เป็นสถานที่เดียวที่ปลอดภัยจากภัยใน อบาย ภัยในวัฏฏะ ภัยแห่งความทุกข์ทรมานของชีวิต และเป็น ที่เดียวที่เป็นแหล่งกำเนิดแห่งความสุขที่แท้จริงที่เราแสวงหา และเป็นที่ที่เราควรเอาใจมาผูกพันไว้ที่ตรงนี้ เมื่อเราไม่อาจหลีกเลี่ยงการผูกพัน หรือเครื่องพันธนาการ ของชีวิตได้ เราก็ต้องผูกพันอย่างบัณฑิตนักปราชญ์ คือมีความ รอบรู้ว่า ควรผูกพันกับสิ่งใด ที่จะทำให้ดับทุกข์และเข้าถึงความ สุขที่แท้จริงของชีวิตได้ ตลอดชีวิตที่ผ่านมา เราได้ผูกพันกับสิ่งภายนอกตัว จะ เป็นคน สัตว์ สิ่งของ ตำแหน่งหน้าที่การงาน ทรัพย์สินเงินทอง แม้แต่สถานที่ท่องเที่ยวทั้งภายในและต่างประเทศ เราก็เคย ผูกพันกันมาแล้ว และเราก็พบว่าสิ่งเหล่านั้นก็ยังไม่ทำให้เราเกิด ความพึงพอใจอันสูงสุด เพราะไม่ช้าเราก็เบื่อ และแม้เบื่อก็ไม่รู้ จะทำอย่างไรที่จะให้หลุดออกจากตรงนั้นได้ ก็ต้องทนอยู่แบบ แกนๆ กันไปอย่างนั้น เพราะฉะนั้นในกาลเวลาที่ผ่านมา เรา ได้เคยผูกพันกันมาแล้ว และพอถึงวันนี้เราก็รู้แล้วว่า มันก็งั้นๆ แหละ ไม่เกิดประโยชน์อันใด ตรงกันข้ามหากเราผูกพันกับ ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ตรงนี้จะให้ความพึงพอใจอย่างสูงสุด กับเรา อย่างที่ไม่มีสิ่งใดจะให้ได้ จากประสบการณ์ของผู้ที่หยุดใจได้ที่ศูนย์กลางกายฐาน ที่ ๗ ทุกเพศ ทุกวัย ทุกเชื้อชาติ ศาสนา และเผ่าพันธุ์ ต่างก็ ไม่เคยรู้จักและไม่เคยเจอกันเลย แต่เมื่อใจหยุดนิ่งอยู่ภายใน แล้วประสบการณ์ภายในสากลก็เกิดขึ้น ถ้อยคำสากลก็เกิดขึ้น เหมือนก๊อปปี้ลอกเลียนแบบกันมา ทั้งๆ ที่ไม่เคยเจอะเจอ กันมาก่อน ไม่เคยรู้เรื่องรู้ราวกันมาก่อน นี่เป็นเครื่องยืนยันว่า เราก็สามารถที่จะมีประสบการณ์ สากลตรงนี้ได้ แล้วก็ยืนยันว่าสิ่งนี้มีจริง แล้วก็ดีจริง ควรที่เรา จะให้โอกาสตัวเองมาทำใจหยุดใจนิ่งที่ตรงนี้ เพราะฉะนั้นเมื่อ เรารู้ว่าสิ่งนี้คือ สิ่งที่ควรแสวงหา เราก็มาแสวงหาให้ถูกที่ใช้วัน เวลาที่เหลืออยู่อย่างจำกัดนี้ เพื่อการนี้ให้มากๆ สม่ำเสมอ ควบคู่ไปกับภารกิจในชีวิตประจำวัน ให้สองอย่างนี้ดำเนินไป ด้วยกัน โดยเกื้อกูลซึ่งกันและกัน ถ้าเราฝึกใจให้หยุดนิ่ง ได้เข้าถึงแหล่งแห่งความโล่ง โปร่ง เบา สบาย มีความสุข เห็นแสงสว่าง ดวงธรรม กายภายใน หรือ องค์พระแล้ว ความสุขที่เป็นพื้นฐานของใจที่ติดเรามา เหมือน เราเอาตัวจุ่มลงไปในน้ำ น้ำก็ติดกายเรามาก็ยังความชุ่มชื่นให้ กายใจเราเกิดขึ้นได้ เมื่อใจมีพื้นฐานแห่งความสุขนี้ เราจะคิด จะพูดหรือจะทำธุรกิจการงานอันใดก็ราบรื่น ไม่มีอะไรมาเป็น อุปสรรคของชีวิต แม้ยังไม่สมหวังทันที แต่ความรู้สึกว่าผิด หวังมันไม่มี เพราะเราไม่ได้คาดหวังอะไร ก็ดำเนินชีวิตไปบน พื้นฐานใจที่มีความสุขเป็นปกติ ดวงปัญญาก็จะเกิดขึ้นมาพอ เหมาะกับปัญหาที่มี แล้วก็ค่อยๆ แก้ไขกันไป คลี่คลายกันไป เราก็จะดำรงชีวิตอยู่ในโลกนี้ด้วยความผาสุก อีกทั้งจะเป็นต้นบุญต้นแบบที่ดีสำหรับเพื่อนมนุษย์ ที่ เกิดมาแสวงหาเช่นเดียวกับเรา เราจะยังประโยชน์ตนและ ประโยชน์ผู้อื่นให้เกิดขึ้นได้ ในการพบปะกับเพื่อนมนุษย์ใน แต่ละครั้ง สิ่งที่ควรคิด ควรพูดและควรกระทำก็จะบังเกิดขึ้น และเมื่อมีการขยายจากเราไปสู่เพื่อนมนุษย์แล้วก็ขยายกันต่อๆ กันไป สิ่งดีๆ ก็จะเกิดขึ้นกับโลกใบนี้ เมื่อสันติสุขภายในของ แต่ละคนขยายมาเป็นสันติภาพภายนอก เพราะฉะนั้น สิ่งที่ลูกทุกคนได้ให้โอกาสตัวเองปฏิบัติธรรม ฝึกฝนใจให้หยุดนิ่งทุกวันจันทร์ถึงเสาร์ วันอาทิตย์มารวมกัน อย่างนี้ก็ถูกต้อง เป็นการใช้เวลาอย่างมีคุณค่าที่สุด ตอนนี้เราก็รวมใจให้หยุดนิ่งๆ ไปเรื่อยๆ แล้วอย่าไป กังวลว่า มันจะมืดจะสว่าง สิ่งที่เราต้องทำ คือฝึกใจให้หยุดนิ่ง หน้าที่เรามีเพียงแค่นี้ เนื่องจาก หยุดเป็นตัวสำเร็จ ที่จะทำให้ เราเข้าถึงสิ่งที่มีอยู่ในตัวของเรา และพระเดชพระคุณหลวงปู่ฯ ท่านอบรมสั่งสอนแล้วก็ยืนยันว่า “หยุดเป็นตัวสำเร็จ ตั้งแต่ เบื้องต้นจนกระทั่งเป็นพระอรหันต์” ก็ถือว่าเป็นบุญลาภของเราที่ได้ยินถ้อยคำนี้ เพราะเราไม่ ต้องเสียเวลาไปค้นคว้า ซึ่งไม่แน่ว่าบารมีขนาดเราจะค้นพบไหม แต่บารมีธรรมขนาดพระเดชพระคุณหลวงปู่ฯ ท่านค้นพบ แม้ มีบารมีเต็มเปี่ยม ก็ยังต้องสละชีวิตเพื่อแสวงหาสิ่งนี้ ท่านค้น พบแล้ว แล้วก็มีมหากรุณาเดินตามรอยพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็นำความรู้นี้มาแบ่งปันกัน เรามีบุญมากที่ได้ยินได้ฟังถ้อยคำนี้แล้ว ส่วนวาสนาขึ้น อยู่กับเราได้ทำตามคำสอนของท่านไหม ถ้าเราศึกษาเข้าใจ เรียนรู้แล้วก็นำมาปฏิบัติ ก็จะได้บรรลุธรรมตามที่ท่านได้บรรลุ ที่ท่านบอกว่า หยุดเป็นตัวสำเร็จ ตั้งแต่เบื้องต้นจนกระทั่ง เป็นพระอรหันต์ ก็แปลว่า เราไม่ต้องทำอะไรที่นอกเหนือจากนี้ หยุดใจนิ่งอย่างเดียว พอถูกส่วนก็จะเห็นไปตามลำดับ การฝึกสมาธิหรือฝึกใจให้หยุดนิ่งนี้ ไม่ใช่เป็นสิ่งที่ล้าสมัย ไม่ใช่หัวโบราณ ไม่ใช่ผูกขาดเฉพาะนักบวช แต่ว่าเป็นปกติที่ เป็นของสากลที่ทุกคนทำได้และต้องทำด้วย เพราะฉะนั้นฝึก ใจให้หยุดนิ่งๆ นะลูกนะ ประสบการณ์อะไรเกิดขึ้นมา ก็ให้พึงพอใจในทุกๆ ประสบการณ์มืด เราก็เป็นมิตรกับความมืด เห็นแสงสว่างภายใน ก็ไม่ลิงโลดใจ ไม่ตื่นเต้นจนเกินไป ให้ทำใจนิ่งเฉยๆ ประดุจผู้ เจนโลกที่เห็นปรากฏการณ์ของสรรพสัตว์และสรรพสิ่งที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่และเสื่อมสลายไปเป็นเรื่องปกติธรรมดา มีลาภ-เสื่อม ลาภ มียศ-เสื่อมยศ มีคนสรรเสริญ-มีคนนินทา มีสุข-มีทุกข์ อะไรอย่างนี้เป็นต้น ประสบการณ์ภายใน ก็คือโลกภายใน เมื่อมีมืดก็มีสว่าง หน้าที่ของเราคือหยุดนิ่งเฉยๆ เป็นผู้เฝ้าดูอย่างผู้ที่เต็มเปี่ยม ไปด้วยสติปัญญาเหมือนผู้เจนโลกดังกล่าวนั่นแหละ ดูไปเรื่อยๆ นี่คือวิธีเร่งรัดที่เร็วที่สุด ไม่มีวิธีใดที่จะง่าย ตรง ลัด ประหยัดสุด ประโยชน์สูงได้ถึงขนาดนี้ เพราะคำว่า หยุดเป็นตัวสำเร็จ ตั้งแต่ เบื้องต้นจนกระทั่งเป็นพระอรหันต์ คำนี้แหละ จะเป็นกุญแจไข ไปสู่แสงสว่างของชีวิต ไปสู่ชีวิตในระดับที่เราเกิดความพึงพอใจ สูงสุด จะปีติและภาคภูมิใจ ที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ มาพบพระ พุทธศาสนา ได้ศึกษาคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ ไตร่ตรองด้วยสติปัญญา แล้วนำมาปฏิบัติด้วยตัวของตัวเอง แล้วเราจะอัศจรรย์ใจอย่างยิ่งว่า ปรากฏการณ์ภายในที่ บังเกิดขึ้น เมื่อเราหลับตาเบาๆ ผ่อนคลายสบาย แล้วแสงสว่าง ภายในบังเกิดขึ้น เป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่เหนือกว่าความมหัศจรรย์ ใดๆ ในโลกนี้ว่า จากการมองผ่านแสงสว่างไปอย่างง่ายๆ สบายๆ โดยไม่คิดอะไรเลย จะทำให้เราพบแหล่งกำเนิดแห่ง แสงสว่างที่เป็นดวงใสๆ คล้ายดวงอาทิตย์ที่เป็นแหล่งกำเนิด ของแสงแดดหรือแสงสว่างภายนอก ความสว่างภายในจะแตกต่างจากความสว่างภายนอก ที่ นุ่มเนียนละมนุตาละมนุใจ แล้วก็สว่างจนกระทั่งไม่ทราบว่าจะ ไปเปรียบเทียบกับแสงสว่างใดๆ และความใสบริสุทธิ์ของดวง ธรรมที่ปรากฏเกิดขึ้นในกลางกายฐานที่ ๗ นี้ ก็นำมาซึ่งความ บริสุทธิ์ของใจ ซึ่งเราจะรู้สึกได้ด้วยตัวของเราเองว่า ใจของเรา เกลี้ยงเกลาขึ้น บริสุทธิ์ขึ้น น่ายกย่องขึ้น นี้คือความอัศจรรย์ เป็นรางวัลสำหรับผู้ที่มีความเพียร ภายหลังจากนั้นก็จะมีสิ่งดีๆ เกิดขึ้นให้เราได้ศึกษา ได้ เรียนรู้เพิ่มขึ้นอีกมากมาย ความลับของชีวิตก็จะถูกเปิดเผย เมื่อ เรามองผ่านแสงสว่างนั้นจนมีปรากฏการณ์บังเกิดขึ้น กระทั่งถึง พระรัตนตรัยในตัว เมื่อเรามาถึง ณ จุดนั้น เราจะยิ่งมีความเคารพรักในพระ บรมศาสดา ที่พระองค์พร่ำสอนว่าพระรัตนตรัยเท่านั้นคือที่พึ่ง ที่ระลึกอันสูงสุด เพราะเราเข้าถึงความเป็นพระรัตนตรัยภายใน แล้วนั่นแหละ คือเข้าถึง พุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ สังฆรัตนะ รัตนะ แปลว่า แก้ว, สิ่งที่ประเสริฐสุด พุทธรัตนะ หมายถึง ผู้รู้ที่ใสเป็นแก้ว ใสกว่าเพชร ใสเกิน ใส เป็นผู้รู้ที่ประเสริฐสุด ไม่มีสิ่งใดที่ยิ่งไปกว่านี้หรือเสมอเหมือน ธรรมรัตนะ คือ แหล่งกำเนิดแห่งความรู้อันบริสุทธิ์ ประเสริฐ สุด ที่ขยายออกมาเป็น ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ สังฆรัตนะ คือ พระธรรมกายละเอียด หรือ พุทธรัตนะ ละเอียด หรือเป็นกายละเอียดของพุทธรัตนะที่ซ้อนอยู่ในกลาง ธรรมรัตนะ หน้าที่รักษาดวงธรรมหรือความรู้นั้นเอาไว้ คล้ายๆ พระสงฆ์ทรงจำคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเอาไว้ รักษา เอาไว้ไม่ให้สูญหายไป สามอย่างนี้แยกออกจากกันไม่ได้ จะต้องไปพร้อมๆ กัน อุปมาเหมือนเพชรที่มีทั้งแววดี สีดี เนื้อดี อยู่ในก้อนเพชรเม็ด เดียวกัน อันนี้ก็อยู่ในรัตนะอันเดียวกัน ที่เราคุ้นกันว่า ไตรรัตน์ หรือพระรัตนตรัย ทั้งหมดนี้อยู่ในตัวของเรานี่แหละ ถ้าถึงตรงนี้ จึงจะได้ชื่อว่า เป็นชาวพุทธที่แท้จริง เพราะว่าได้เข้าถึงพระในตัว น่ามหัศจรรย์ที่ว่า พระในตัวที่เราเข้าถึงนี้ ที่เป็นระดับ พุทธรัตนะ จะนำมาซึ่งความสุข ความบริสุทธิ์ ความเห็นแจ้ง ความรู้แจ้ง มหากรุณา และความมหัศจรรย์ใจจะบังเกิดขึ้นใน ทุกๆ ครั้งที่เข้าถึง ปกติคนเราดูสิ่งเดียวนานๆ ก็จะเบื่อ แต่ดู พุทธรัตนะภายในทั้งหลับตาลืมตาจะไม่มีวันเบื่อหน่ายเลย มี แต่ความสุขสดชื่น สมหวัง ไม่อิ่ม ไม่เบื่อ ในการที่จะเฝ้ามองดู ด้วยความปีติสุข เบิกบาน ถ้าเราเข้าถึงองค์พระภายในได้ เราก็เป็นชาวพุทธที่สมบูรณ์ แม้ยังไม่ได้เข้าใกล้ความเป็นพระอริยเจ้าก็ตาม แต่เราก็รู้ว่าอะไร คือที่พึ่งที่ระลึก อะไรไม่ใช่ แล้วจะเกิดดวงปัญญาและกำลังใจว่า จะต้องยึดสิ่งนี้สิ่งเดียวเป็นสรณะ เป็นที่พึ่งที่ระลึก คือเป็นที่ยึด ที่เกาะของใจเรา ให้ความอบอุ่น ปลอดภัย มีความสุข สดชื่น เบิกบาน ที่เราควรระลึกนึกถึงท่าน หรือคิดถึงท่านอยู่เรื่อยๆ เหมือนชายหนุ่มรักหญิงสาว หญิงสาวรักชายหนุ่ม ใหม่ๆ ก็จะ อย่างนั้น คือจะคิดถึงทุกลมหายใจเข้าออก นี่ก็จะคิดอย่างนั้น แต่คิดในระดับเห็นเป็นภาพขึ้นมาแล้วเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน กับรัตนะทั้งสามภายในใจก็จะตั้งมั่นมีอารมณ์ดี อารมณ์เดียว อารมณ์แห่งความสุข สดชื่น บริสุทธิ์ แล้วก็ยิ่งใหญ่อยู่ในตัว ไม่มีความรู้สึกว่ายากจนหรือขาดแคลนอะไรเลย มันมีความอิ่ม อยู่ในตัว สิ่งที่ต้องการก็เพียงแค่ปัจจัย ๔ มาหล่อเลี้ยงขันธ์๕ เท่านั้น นอกนั้นก็เฉยๆ จะมีหรือไม่มีก็ไม่ได้คิดอะไร มันเฉยๆ เพราะว่ามีพระรัตนตรัยในตัว เพราะฉะนั้น เราอย่าเพิ่งรีบตายนะ ให้หา พระธรรมกายภายใน คือพระรัตนตรัยภายใน ให้ได้ก่อน อย่าให้วันคืนล่วงเลยผ่านไป โดยที่ ใจไม่มาหยุดนิ่งอยู่ที่ตรงนี้ เราสูญเสียเวลากับ สิ่งที่ไม่เป็นแก่นสารของชีวิตมามากมายแล้ว วัน เวลาที่เหลืออยู่มีจำกัด เราจะหมดเวลาของชีวิต วันไหนไม่ทราบ ไม่มีนิมิตหมาย ดังนั้นวันเวลา ที่เหลืออยู่นี้ก็ควรให้ความสำคัญกับการฝึกใจ ให้หยุดนิ่ง โดยไม่มีข้อแม้ ข้ออ้าง หรือเงื่อนไข ใดๆ ทั้งสิ้น เพื่อตัวของเราเองเป็นอันดับแรก แล้วก็เพื่อผู้อื่นเป็นลำดับถัดไป นี่คือสิ่งที่เราต้อง หมั่นมาพิจารณาไตร่ตรองอยู่เรื่อยๆ ไม่ว่าจะ เป็นคฤหัสถ์หรือบรรพชิตก็ตาม แล้วก็หมั่นสอนลูกหลานให้ฝึกใจหยุดนิ่งตั้งแต่ยังเยาว์วัย เพื่อจะได้ไม่เก้อเขิน เมื่อต่อไปเธอเจริญวัยขึ้น เป็นวัยรุ่น วัย หนุ่มสาว สิ่งเหล่านี้ก็จะติดตัวเธอไปแม้บางช่วงของวัยจะทำให้ เผลอไผลไปบ้าง แต่ภายหลังก็จะย้อนหวนกลับคืนมาระลึก นึกถึงช่วงเวลาชีวิตที่ดีที่สุด ที่พ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย หรือพระ อาจารย์ หลวงปู่ หลวงตาได้เคยอบรมพร่ำสอน แนะนำตั้งแต่ เยาว์วัย ก็เท่ากับว่า เราได้ทิ้งมรดกธรรมเอาไว้ให้กับลูกหลาน ของเรา แม้เราจะจากโลกนี้ไปก็จากไปด้วยรอยยิ้มที่งดงาม หมด ห่วงหมดกังวล เมื่อเรากลับสู่เทวโลกแล้ว เล็งแลด้วยทิพยจักษุ ลงมาก็ยังชื่นใจ ปลื้มใจ เก็บเกี่ยวผลแห่งบุญนั้นตลอดเวลา แม้ มีเพียงกายทิพย์ก็ตาม เพราะฉะนั้น ตอนนี้ประโยชน์ตนคือตัวเราต้องทำให้ได้ ก่อน คนที่ได้ในวันนี้ก็คือคนที่ไม่ได้มาก่อนในวันที่ผ่านมา เราก็ เป็นเพียงคนธรรมดาคนหนึ่งก็จะเป็นเช่นเดียวกับท่านเหล่านั้น วันนี้ยังไม่สมหวังก็ให้ทำต่อไป พรุ่งนี้ก็จะเป็นวันที่ดีสำหรับเรา ให้ลูกทุกคนหมั่นตรึก หมั่นนึก หมั่นคิดอย่างนี้ การกระ ทำอย่างนี้แม้ไม่พูดออกไปให้ใครทราบ แต่ว่าอยู่ในสายตาของ มนุษย์และเทวดา โดยเฉพาะมนุษย์ ตั้งแต่หมู่ญาติ สมาชิกใน ครอบครัว ที่ทำงาน ทุกหนทุกแห่ง เขาก็จะเฝ้าสังเกตเราอยู่ โดยที่เราไม่รู้ตัว เราก็จะถูกดูดซับคุณธรรมที่แผ่ขยายจากตัว ของเราออกไป จะเกิดกระแสเย็นๆ ขึ้น แล้วก็แรงบันดาลใจ ที่จะทำให้เขาอยากเป็นอย่างเรา ถ้าเรามีความสุขก็จะพลอย ทำให้เขามีความสุขตามไปด้วย ถ้าเราเย็น เขาก็จะเย็นตามเรา เพราะฉะนั้นเริ่มต้นที่ตัวของเรา เพื่อตัวเรานะ เวลาที่เหลืออยู่นี้ ให้ลูกทุกคนฝึกใจให้หยุดนิ่งๆ นุ่มๆ เบาๆ สบายๆ ต่างคนต่างนั่งกันไปเงียบๆ นะ วันอาทิตย์ที่ ๒๐ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๐ 26.เมื่อเราสว่าง โลกก็สว่างด้วย หากลูกละเอียดแล้ว เมื่อใด งานหยาบเสร็จเร็วไว เมื่อนั้น หากลูกเถลไถล เรื่องหยุด งานหยาบชะลอขั้น สำเร็จให้ห่างไกล ตะวันธรรม ตั้งใจหลับตาเจริญสมาธิภาวนากันนะ หลับตาเบาๆ พอ สบายๆ ทำใจของเราให้เบิกบาน สดชื่น ให้ไร้กังวล แล้วก็ ค่อยๆ หยุดใจไปที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ซึ่งอยู่ในกลางท้อง ของเรา ในระดับที่เหนือจากสะดือขึ้นมา ๒ นิ้วมือ หรือจำง่ายๆ ว่า อยู่ในกลางท้องของเรา ทำความรู้สึกว่าใจเราอยู่ตรงนั้น หรือไปรับรู้อยู่ที่ตรงนั้นที่เดียวอย่างเบาสบายๆ คล้ายๆ ขน นกที่ค่อยๆ ล่องลอย แล้วก็ตกไปสัมผัสที่แผ่นพื้นน้ำเรียบๆ ใจต้องนุ่มนวลละมุนละไมอย่างนั้นนะ ตรงนี้เป็นหลักสำคัญ ทีเดียว ถ้าทำเป็นเดี๋ยวใจก็จะรวมลงได้อย่างง่ายๆ ต้องค่อยๆ ประคับประคองใจเบาๆ โดยไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับลูกนัยน์ตา แต่ทำความรู้สึกนิดหนึ่งว่า อยู่ในกลางท้อง กลางกายของเรา แล้วก็นึกว่าตัวของเราเป็นศูนย์กลางของสรรพสัตว์สรรพสิ่งทั้งหลาย แล้วก็นิ่งๆ อย่างเดียว อย่างสบาย วิธีนึกภาพ จะนึกเป็นภาพองค์พระ ดวงแก้ว เพื่อช่วยให้ใจหยุดนิ่ง ในกลางตัวไปด้วยก็ได้ ซึ่งการนึกถึงองค์พระ ดวงแก้ว ดวงใสๆ พวกเพชรพลอยใสๆ ก็ไม่ใช่ของยากอะไร ให้นึกธรรมดาๆ เหมือนเรานึกถึงดอกบัว ดอกกุหลาบ ของที่เราคุ้นเคย ขันล้าง หน้า แปรงสีฟัน ยาสีฟัน นึกถึงลูกปิงปอง ผลส้ม ส้มโอ แตงโม มะพร้าว หรือของที่เรารัก คนที่เรารัก เห็นไหมจ๊ะ เรา ยังนึกได้เลย มันก็ไม่ได้ยากอะไร นึกคล้ายๆ อย่างนั้น แต่ชัดหรือไม่ชัดนี่อีกเรื่องหนึ่ง เอาว่านึกได้ นึกถึงองค์พระ หรือดวงแก้วก็เหมือนกันให้ใช้วิธีนึกธรรมดาอย่างนั้น อย่าไป เน้นมากเกินไป นึกง่ายๆ แต่ให้ต่อเนื่องสำคัญตรงนี้ ที่พลาดกัน คือมันไม่ต่อเนื่อง คือพอเรานึกได้แป๊บเดียว มันก็ฟุ้งไปเรื่องอื่น อีกแล้ว ไปเรื่องที่เราคุ้น ทีนี้จะทำอย่างไรจะให้นึกได้ต่อเนื่อง ก็ต้องนึกบ่อยๆ นั่นแหละ ภาวิตาพาหุลีกตา ทุกอย่างขึ้นอยู่กับการฝึกฝน ไม่มีพรมาจาก สวรรค์ แม้เทวดาล้านองค์หรือพร้อมใจกันทั้ง สวรรค์จะให้ศีลให้พรเราว่า ขอให้เรานึกดวงนึก องค์พระได้ ไม่สำเร็จหรอกจ้ะ เขาก็ได้แต่เป็น กองเชียร์ เหมือนกองเชียร์รอบสนามฟุตบอล เราจะเชียร์ให้เขาเตะเข้าโกล แค่ไหนก็แล้วแต่ แต่จะเป็นดาวซัลโวได้ก็ต้องอาศัยตัวเองฝึกฝน ศึกษา เรียนรู้ ทำบ่อยๆ ซ้ำๆ ภาษาบาลีเขาใช้คำว่า ภาวิตา พาหุลีกตา แปลว่า ต้อง บ่อยๆ เนืองๆ ถ้านานๆ ทำทีมันก็นานๆ นึกได้ทีหนึ่ง ถ้าทำ ทีแล้วนึกต่อเนื่องนานๆ มันก็นึกได้นานๆ บ่อยๆ ซึ่งก็เป็น หลักธรรมดา เพราะฉะนั้นมันอยู่ในวิสัยที่ไม่ง่าย ไม่ยาก ยาก พอสู้ พอที่เราจะฝึกฝน และก็ง่ายพอที่เราจะเข้าถึงได้ ไม่เหลือ วิสัย ดังนั้นขึ้นอยู่ที่การฝึกฝนนะลูกนะ อากาศในฤดูนี้ที่จริงมันน่าจะร้อนแต่พอลมพัดมาเอื่อยๆ ให้เรา มันสบายใจ คล้ายๆ กับว่าจะเกื้อหนุนให้เราได้เข้าถึงธรรม ด้วยบุญที่เราได้สั่งสมเอาไว้จึงบันดาลให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นให้กาย เราสบาย ใจเราจะได้สงบ เราก็ค่อยๆ ฝึกกันไปนะ ฝึกไปเรื่อยๆ อย่าท้อ เพราะนี่คือกรณียกิจ เป็นกิจที่เรา ต้องทำ เป็นงานที่แท้จริงงาน อื่นยังไม่ใช่งานจริงแท้ มันเป็น งานแค่ทำมาหากิน ได้ทรัพย์มาซื้ออาหารหวานคาว ปัจจัย ๔ เพื่อนำมาหล่อเลี้ยงสังขาร ให้ดำรงชีวิตอยู่ได้ อยู่ก็เพื่อทำงาน ที่แท้จริง คือหยุดกับนิ่งนี่แหละ ตอนนี้เราก็วางใจอย่างสบายๆ ต้องให้ความสำคัญกับ ตรงนี้ให้มากนะ ให้เห็นคุณค่าของการเกิดมาเป็นมนุษย์ เพื่อ วัตถุประสงค์นี้ให้มากๆ มากกว่าอย่างอื่น อย่างอื่นมันไม่ได้ เรื่องได้ราวอะไรหรอก มันก็ซ้ำๆ ซากๆ เหมือนกับที่เรา ผ่านมาในภพชาติก่อนๆ โน้น เพราะฉะนั้น เราก็ไม่ควรจะเป็นเหมือนคนเดิมทุกครั้งไป ควรจะมีอะไรแปลกแตกต่างจากคนเดิมบ้าง ที่เคยทำเหมือน ชาวโลกทั่วๆ ไปอย่างนั้น เราควรจะมีความแตกต่างบ้าง ด้วย การมาทำงานที่แท้จริง มาฝึกหยุดฝึกนิ่ง ฝึกไปเรื่อยๆ ทำใจ ให้สบายๆ วิธีแก้กดลูกนัยน์ตา ...สมมติว่าเราอดที่จะกังวลศูนย์กลางกายมากเกินไปไม่ได้ คือพยายามอดแล้ว มันก็อดไม่ได้ มันเหมือนเราเสพเสียจนติด เสพคุ้นกับการกดลูกนัยน์ตา แล้วก็กังวลกับศูนย์กลางกายมาก เกินไป อดไม่ได้ ก็ให้ทำอย่างนี้นะ ให้สมมติว่า ศูนย์กลางกายนี้ขยายออกไปสุดขอบภพ หรือ สุดขอบฟ้าที่ครอบเรา แล้วเหมือนกายของเรา ที่เป็นก้อนเพชร ใสๆ เข้าไปนั่งอยู่ตรงกลางนั้น นิ่งเฉยอย่างเดียว นึกอย่างนี้ ก็ได้เหมือนกัน ใจสบายที่ไหน เราก็เอาตรงนั้น เพราะตอนนี้ เราขยายศูนย์กลางกายไปสุดขอบฟ้าแล้ว หน้าที่เราตอนนี้ก็นิ่งอย่างเดียว โดยไม่คำนึงว่า จะเห็น หรือไม่เห็นอะไร เห็นไม่เห็นก็ไม่เห็นจะเป็นไร ทำใจนิ่งเฉยๆ ทำตรงนี้ให้ได้กันเสียก่อน ให้นิ่งอย่างสบายๆ นิ่งๆ นุ่มๆ ละมุน ละไม ให้ใจใสๆ เฉยๆ อย่างนี้ไปก่อนนะ แล้วมันก็จะค่อยๆ ปรับไปสู่ภาวะที่ละเอียดเพิ่มขึ้น คือเราจะมีความรู้สึกว่า เริ่ม โล่ง เริ่มโปร่ง เริ่มเบา สบาย ตัวขยายบ้าง ตัวหายไปบ้าง หรือ หล่นจากที่สูงลงไปบ้าง มันวื้ดลงไป มันจะหล่นอย่างไรก็อย่าไปฝืนยับยั้ง อย่าไปตกอกตกใจ อย่าไปฝืนหิ้วกลับเอาขึ้นมาใหม่ ไม่ต้อง มันอาจจะมีความรู้สึก เสียวนิดๆ แต่ก็ไม่ถึงกับหวาดเสียว เหมือนเราขึ้นรถเร็วๆ นั่งรถเร็วๆ ขึ้นสะพานแล้วมันวื้ดลงไปอย่างนั้น หรือคล้ายๆ เราโดดน้ำวื้ดลงไป หรือคล้ายๆ ขึ้นเครื่อง แล้วเราเปิดประตู เครื่องบินแล้วกระโดดวุบลงมาโดยไม่มีร่มกางอย่างนั้น มันก็ต้อง เสียวบ้างนิดหน่อย เราก็ต้องยอมให้มันเสียว โดยหยุดนิ่งเฉยๆ เดี๋ยวจะมีรางวัลสำหรับคนที่หยุดนิ่งเฉยๆ ได้ ซึ่งรางวัลนี้ เราจะลืมไม่ลง คงไม่ลืมเลย ปลื้มกันไปทุกชาติ ที่จะเป็นรางวัล ให้กับเราจากการที่หยุดนิ่งเฉยๆ สบายๆ ต้องทำอย่างนี้นะ ทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ เดี๋ยวใจก็จะค่อยๆ เบาสบาย เริ่ม บริสุทธิ์ เมื่อเราหยุดคิดเรื่องราวต่างๆ จะไปสู่ภาวะแห่งการ ไม่คิด ซึ่งเราไม่คุ้น แต่ว่าสถานที่นั้นมีจริง เป็นที่ปลอดความ คิด ปลอดความกังวล ปลอดจากภัยทั้งปวง เป็นแหล่งที่มีแต่ พลังแห่งความบริสุทธิ์ ซึ่งจะเป็นต้นกำเนิดของความคิดที่ดี พูด ดี ทำดี มีวิบากที่ดี นี่ต้องทำอย่างนี้ ให้นิ่งเฉยๆ สบายๆ ถ้าจะนึกเป็นภาพ ก็นึกถึงดวงใสๆ องค์พระใสๆ ใสสบาย ถ้าไม่นึกเป็นภาพ ก็นิ่งๆ นุ่มๆ ละมุนละไม สบายๆ ทำ อย่างนี้นั่งแล้วจะไม่ปวดหัว ไม่ตึง ไม่เกร็ง ไม่เครียด แล้วเรา ก็จะได้ค่อยๆ ไปสัมผัสแหล่งแห่งความสุขที่เกิดจากสมาธิ ซึ่ง แตกต่างจากความสุขทั่วๆ ไปที่เราเคยเข้าใจว่ามันเป็นความสุข ดูหนัง ดูละคร ดูทีวี การละเล่น การเที่ยวเตร่ ได้พูดคุยกับ คนที่ถูกอกถูกใจ รู้ใจ ได้อ่านหนังสือดีๆ หรือได้ดูแหวนเพชร ดูเพชรดูพลอยอะไรเหล่านั้น มันก็ปลื้มนิดๆ ปลื้มเล็กๆ แต่ นี่ปลื้มใหญ่ ปลื้มอลังการ ถ้าเราเข้าไปสัมผัสแหล่งแห่งความ บริสุทธิ์ของใจ แล้วจะมีข้อสังเกตว่า เวลาที่ใจสงัดจากกาม อกุศลธรรม จากบาปทั้งปวงนั้น ใจจะบริสุทธิ์ มีคุณภาพ มีความสุข เบิกบาน แช่มชื่น ใจมันจะนิ่ง นุ่ม เบา สบาย เบิกบาน อยู่คนเดียวก็ยิ้มได้ สดใส แล้วความสดใสภายในก็จะขยายออกมาสู่ระบบประสาท กล้ามเนื้อ ทุกส่วนของร่างกาย มันขยายออกมา ทำให้ผิวพรรณ วรรณะผ่องใส เหมือนดอกไม้ที่สดใส ก็แปลว่าน้ำหล่อเลี้ยง ข้างในดี จึงทำให้ดอกไม้สดใส ใบไม้เขียวชอุ่ม กายมนุษย์ก็ คล้ายๆ อย่างนั้น ถ้าใจใสๆ กายก็จะใสตามไปด้วย ซึ่งมันขึ้น อยู่กับการฝึกฝนทุกวันนะลูกนะ เราก็ค่อยๆ ฝึกไป เราไม่ใช่คนเก่ง เราจะเอาความเก่งมาใช้อย่างนี้ไม่ได้ ฝึก แบบนักเรียนอนุบาลนั่นแหละ ค่อยๆ สั่งสมความสงัดจากกาม จากอกุศลธรรม จากบาปทั้งปวง ด้วยการทำใจนิ่งๆ นุ่มๆ ละมุนละไม สบ๊าย สบาย ไม่ต้องคิดอะไรเลย เฉยๆ สุขอย่างนี้แหละ ที่มนุษย์ไม่ค่อยเข้าใจ เพราะเขาไม่ให้โอกาส ตัวเองมาศึกษา มาเรียนรู้ มาฝึกฝน แต่ว่าไปสนใจเรื่องอื่นที่ เขาโหมกระหน่ำโฆษณาประชาสัมพันธ์ตามสื่อต่างๆ เรามีเชื้อ อยู่แล้ว มันมีอายตนะแล่นไปรับสิ่งเหล่านั้นได้ เพราะฉะนั้นใจ ก็จะถูกหล่อหลอมให้นึกคิด พูด ทำในสิ่งที่เขาอยากจะให้ทำ อย่างมนุษย์ผู้ผลิตรายการทำให้เกิดสิ่งเหล่านี้ขึ้นมา กาย หยาบเขาก็เหมือนหุ่น เหมือนเราอย่างนี้แหละ เขามีความคิด คำพูด และการกระทำ แต่แหล่งที่มาของความคิดของเขาตรง นั้นไม่บริสุทธิ์ ดำมืดเลย มันกระตุ้นให้คิดอยู่เรื่อยๆ แล้วก็ บังคับให้คิด พูด ทำ แล้วก็ให้เพลินกับการนึกคิดเหล่านั้น และ ให้เข้าใจผิดว่าเป็นความสุข แถมมีเครื่องล่อคือได้ทรัพย์ ได้รับ การยกย่อง ชื่นชม สรรเสริญไปด้วย พอเกิดความเข้าใจผิด แล้วก็เพลินในสิ่งเหล่านี้ มันก็ทำต่อ เนื่องกันไป โดยขาดความรับผิดชอบต่อเพื่อนมนุษย์ ต่อสังคม ว่า สิ่งที่ตัวคิด ตัวพูด ตัวทำนั้นจะมีผลต่อเพื่อนมนุษย์อย่างไร จากตัวเราจะขยายไปสู่โลกอย่างไร ไม่ได้คำนึงถึง ก็จะไปคำนึง ถึงเม็ดเงินบ้าง การยกย่อง การชื่นชม การสรรเสริญกันไปบ้าง โลกมันเป็นอย่างนี้นะลูกนะ เพราะฉะนั้น แหล่งที่มาของความคิดตรงนั้นไม่บริสุทธิ์ จึงกระตุ้นให้คิดไม่บริสุทธิ์ พูดไม่บริสุทธิ์ ทำไม่บริสุทธิ์ แล้ว ตัวเองก็ไม่รู้ว่าไม่บริสุทธิ์ด้วย พอมันขยายออกมาสู่การกระทำ หยาบๆ ก็พลอยไม่บริสุทธิ์ พอไปกระทบกับอายตนะของ บุคคลอื่น ที่เขามีตา มีหู จมูก ลิ้น กายใจ มันก็ดูดเข้าไปอยู่ ในใจเขา ก็เท่ากับว่าเราเสียบปลั๊กแห่งอกุศลธรรมไปในใจของ เพื่อนมนุษย์ มันก็ไปกระตุ้น ให้คิด ให้พูด ให้ทำอย่างนั้น วนๆ กันไป โลกก็เดือดร้อน เพราะฉะนั้น โลกยังขาดแคลนความรู้ประสบการณ์ภายในที่ ถูกต้อง และความเข้าใจชีวิตว่าเกิดมาทำไม อะไรคือเป้าหมาย ของชีวิต จึงจำเป็นที่ลูกๆ ทุกคนผู้มีบุญจะต้องฝึกตนให้เข้าถึง แสงสว่างภายในซึ่งมีอยู่แล้วให้เข้าถึงดวงธรรมภายใน ถึงพระ รัตนตรัยในตัว จนกระทั่งเรามีความผาสุก เบิกบาน สดชื่น ตื่น แล้ว เมื่อเราสว่างโลกก็จะได้สว่างตามไปด้วย เพราะเราก็จะ ขยายความรู้นี้ ประสบการณ์นี้ ถ่ายทอดไปยังมวลมนุษยชาติ โดยเริ่มต้นจากผู้ที่ใกล้ชิดก่อน และต่อไปพอเห็นหน้าตาเป็น มนุษย์ เราก็จะขยายไปสู่มวลมนุษยชาติ การทำอย่างนั้น ก็คือการให้ธรรมทานนั่นเอง การให้ความ รู้อันบริสุทธิ์ ความรู้ที่แท้จริงของชีวิตแก่เพื่อนมนุษย์ เป็นการ ให้ที่สุดยอด เป็นยอดสุดของการให้ ยิ่งกว่าการให้เสื้อ ให้ผ้า ให้อาหาร ซึ่งมันอยู่ไม่นาน ใช้ไปก็ผุพังไป แต่ให้ธรรมทานให้ ความรู้ให้คำแนะนำที่ดีนี่อยู่นาน จะอยู่กับตัวของเรานานข้าม ชาติทีเดียว เพราะว่าเขาได้ไปแล้ว เขาก็เอาไปใช้ได้ตลอดชาติ ชาตินี้ ชาติหน้า ชาติต่อๆ ไป มีความสุขไปยาวนานทีเดียว ส่วนเสื้อผ้าอาหารมันแป๊บเดียวก็พังแล้ว อาหารพอเข้าไป จากอาหารใหม่ ก็เป็นอาหารเก่า เสื้อผ้าใหม่ก็เป็นเสื้อผ้าเก่า นี่แหละนะลูกนะ เราจึงจำเป็นที่จะต้องฝึกใจให้หยุดนิ่งๆ ให้เข้าถึงสิ่งที่มีอยู่ในตัวของเรา อย่างถูกหลักวิชชา แล้วด้วยกำลัง ใจอันสูงส่ง ที่จะต้องปฏิบัติให้เข้าถึงให้ได้ ด้วยกำลังเรี่ยวแรง แห่งความเพียรของเรา ความตั้งใจจริงของเรา กับหลักวิชชา ที่ถูกต้อง ฝึกไปเรื่อยๆ จากมืดก็จะมาสว่าง จากนั่งแล้วทึบๆ อึดอัด ก็จะมาโล่ง โปร่ง เบา สบาย ขยายออกไป อยู่ที่หยุดกับ นิ่งอย่างเดียว เพราะฉะนั้น หลักของชีวิตมีแต่หยุดกับนิ่งเท่านั้น หยุด กับนิ่งแล้วความสว่างจึงจะเกิด เป็นแสงแห่งความบริสุทธิ์ ถ้า ไม่หยุดไม่นิ่งมันมืด พอมืดมันก็ไม่รู้สิ เมื่อไม่รู้เรื่องราวชีวิต ของเราจึงยังเป็นความลับสำหรับเรา แล้วก็เป็นข้อสงสัยทำให้ เกิดความคลางแคลงใจในเรื่องการเวียนว่ายตายเกิด ในเรื่องกฎ แห่งกรรม ในเรื่องบาปบุญคุณโทษอะไรต่างๆ เหล่านั้น เพราะ ฉะนั้นหยุดนี่แหละสำคัญ ฝึกเอาไว้นะ ลูกทุกคนเกิดมาเพื่อที่จะทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ให้เกิดประโยชน์ต่อ โลกไม่ใช่แค่มัวแต่ทำมาหากิน มีครอบครัว เลี้ยงลูก เลี้ยงหลาน แล้วก็ตายไป เรามีเป้าหมายยิ่งกว่านั้น คือมาช่วยสถาปนาสิ่ง ที่ถูกต้องให้บังเกิดขึ้นในโลกนี้ ก่อนที่เราจะจากโลกนี้ไป อย่าง ผู้มีชัยชนะ ไปอย่างผู้ที่มีความปีติ เบิกบาน และภาคภูมิใจใน การที่ได้ใช้ร่างกายนี้ ชีวิตนี้ให้เป็นประโยชน์ต่อตนเอง และต่อ ชาวโลก เหมือนอ้อยที่เขาคั้นเอาความหวานเหลือแต่ชานก็เอา ทิ้งไป แล้วก็เอาความหวานเป็นบุญเป็นบารมีของเราติดตัวเรา ไปในภพเบื้องหน้า ซึ่งจะเป็นที่พึ่งของเราต่อไปในอนาคต วันอาทิตย์ที่ ๒๘ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๗ 27.ทำไมเด็กจึงเห็นธรรมะได้ง่าย นั่งยิ้มยิ้มสิจ๊ะหน้าแย้มยิ้ม หลับตาพริ้มยิ้มละไมดั่งเพชรใส ให้ใจจิตวิญญาณบานหทัย แผ่ขยายจนครอบคลุมภพอนันต์ หากนั่งดีมีรางวัลให้นั่งต่อ ใจของพ่ออยากให้ลูกนั้นสมฝัน ทำวิชชาครานี้ได้อัศจรรย์ ได้ช่วยกันโรมรันเช่นชาติเดิม ตะวันธรรม ตั้งใจหลับตาเจริญสมาธิภาวนากันนะ หลับตาเบาๆ พอ สบายๆ ผ่อนคลายทุกส่วนของร่างกายของเรา ทั้งเนื้อทั้งตัว ให้มีความรู้สึกว่าสบาย ทำใจให้เบิกบาน แช่มชื่น ให้สะอาด บริสุทธิ์ ผ่องใส ไร้กังวลในทุกสิ่ง แล้วก็รวมใจไปหยุดนิ่งๆ นุ่มๆ ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ซึ่งอยู่ในกลางท้องเรา ในระดับที่เหนือ จากสะดือขึ้นมา ๒ นิ้วมือหรือจำง่ายๆ ว่าอยู่ในบริเวณ กลางท้อง นึกถึงบุญ ให้นึกถึงบุญทุกบุญที่เราทำผ่านมาตั้งแต่ปฐมชาติที่ได้เกิด มาเป็นมนุษย์ เราสร้างบารมีเรื่อยมานับภพนับชาติไม่ถ้วนมาจน กระทั่งถึงปัจจุบันชาติให้บุญทุกบุญ บุญเล็ก บุญน้อย บุญใหญ่ บุญปานกลาง บุญทุกชนิดให้มารวมเป็นดวงบุญใสๆ ติดอยู่ใน ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ กลมรอบตัวเหมือนดวงแก้ว ใสบริสุทธิ์ ประดุจเพชรลูกที่เจียระไนแล้วไม่มีตำหนิเลย สว่างเหมือนดวง อาทิตย์ยามเที่ยงวัน ใสเย็นเหมือนแสงจันทร์ในคืนวันเพ็ญ ให้ตรึกนึกถึงดวงใส เอาใจหยุดอยู่ในกลางดวงใสๆ อย่าง เบาสบายๆ พร้อมกับประคองใจให้หยุดนิ่ง ด้วยบริกรรมภาวนา ในใจเบาๆ ว่า สัมมา อะระหัง ตรึกนึกถึงดวงใส ใจหยุดอยู่ ในกลางดวงใสๆ อย่างเบาสบาย แล้วก็ผ่อนคลาย พร้อมกับ ภาวนาไปเรื่อยๆ จนกว่าใจจะหยุดนิ่งที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ พอใจหยุดนิ่งก็จะทิ้งคำภาวนา สัมมา อะระหัง ไปเอง เหลือแต่ใจที่หยุดนิ่งอยู่ในกลางดวงใสๆ อย่างเดียว แล้วก็นิ่ง ในนิ่งเข้าไปเรื่อยๆ นิ่งอย่างเดียว คือดูไปตรงกลางจุดเล็กๆ ใสๆ ที่อยู่ในกลางดวงใสๆ อย่างเบาๆ สบายๆ ใจที่ถูกส่วน พอถูกส่วนดวงก็ขยายกว้างออกไปเอง ถ้ายังไม่ถูกส่วนก็ นิ่งเฉยอยู่ตรงนั้นแหละ เห็นแต่ดวงใสๆ แต่เข้าไปไม่ได้ ต้องถูกส่วน คือ ไม่ตึงเกินไป ไม่หย่อนเกินไป มันจะพอดีๆ จะเบาๆ สบายๆ ถ้าตึงเกินไป ก็ไม่ถูกส่วน ใจจะอยู่ตรงนั้น ภาพจะนิ่ง ไม่มี ความสุขและก็ไม่มีความทุกข์ มันจะเฉยๆ ไม่ สุขไม่ทุกข์ ที่ตึงเพราะว่า ตั้งใจเกินไป ไปเน้น ไปเค้นภาพ ถ้าหย่อนเกิน ไปก็หาย หย่อน คือเผลอ จนกระทั่งความคิดอื่นได้ช่อง ทำให้ เราไปคิดโน่นคิดนี่ หรือไม่ก็เคลิ้มๆ ง่วงหลับไปอะไรอย่างนั้น เป็นต้น ก็ไม่ถูกส่วน ถูกส่วน ได้จากการทำถูกต้อง คือ ไม่ตึงไม่หย่อนไป ไม่ ประมาท หมั่นตรึก หมั่นนึก หมั่นคิดให้ได้ตลอดเวลา ถูกส่วน นี่สำคัญนะ เกิดมาชาติหนึ่งถ้าเราสามารถครอบครองคำว่า “ถูกส่วน” ได้ ก็จะได้ชื่อว่าประสบความสำเร็จในชีวิตที่ได้เกิด มาเป็นมนุษย์ มาพบพระพุทธศาสนามา สร้างบารมี คนเราเกิดมาทำไม ให้ความสำคัญกับการนำใจมาหยุดนิ่งอยู่ที่ศูนย์กลางกาย ฐานที่ ๗ นี้ให้มากๆ เพราะนี่คือเป้าหมายที่แท้จริงของชีวิต เราเกิดมาก็เพื่อการนี้เป็นหลัก การทำมาหากิน ทำมาค้าขาย การครองเรือนหรืออะไรต่างๆ เหล่านั้นยังเป็นเรื่องรองลงมา แต่เรื่องหลักคือนำใจกลับมาหยุดนิ่งอยู่ตรงนี้ เพื่อเข้าสู่เส้นทาง สายกลาง ซึ่งเป็นทางหลุดพ้นจากความทุกข์ทรมานของชีวิต จากกิเลสอาสวะ จากการเป็นบ่าวเป็นทาสของพญามาร นี้เป็น เรื่องหลักของชีวิตที่เกิดมาเป็นมนุษย์ในแต่ละครั้ง กายอื่นทำได้ไม่เร็วแรงเท่ากายมนุษย์หยาบ แม้เป็นชาว สวรรค์ เป็นกายละเอียดก็ยังไม่เร็วแรงเท่ากับกายมนุษย์หยาบ เราได้ครอบครองกายมนุษย์หยาบแล้วก็ต้องทำให้ถูกวัตถุประสงค์ ของการเกิดมาเป็นมนุษย์ โดยเฉพาะได้มาพบพระพุทธศาสนา วิชชาธรรมกาย เราก็จะต้องเดินตามรอยของผู้ประสบความ สำเร็จในชีวิตอันสูงสุดที่ไม่มีใครเทียบเท่าได้ เป็นครูของมนุษย์ และเทวดาทั้งหลายนั่นคือ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตั้งใจเดินตาม รอยท่าน ท่านสอนให้ทำอย่างไร เราก็ทำอย่างนั้น เมื่อท่านดับ ทุกข์ได้ พ้นทุกข์ได้ เราก็จะเป็นอย่างท่าน เพราะชีวิตที่เรากำลังเป็นอยู่นี้ ท่านก็เคยเป็นมาก่อนแล้ว ชีวิตที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ท่านก็เกิดมาในหลายลักษณะ เป็น ชนชั้นล่างบ้าง ชั้นกลางบ้าง ชั้นสูงบ้าง ซึ่งท่านสรุปว่าชีวิต ทุกระดับมีความทุกข์ทั้งนั้น แม้ว่าจะสมบูรณ์ไปด้วยโลกียสุข โลกียทรัพย์ ทรัพย์ที่เป็นเครื่องปลื้มใจสำหรับชาวโลก ก็ไม่ได้ ให้ความเต็มเปี่ยมของชีวิต ยังดับทุกข์ไม่ได้ ยังสุขน้อยทุกข์มาก ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยของชีวิตแต่ละช่วง ท่านจึงถึงจุดอิ่มตัวใน เพศของคฤหัสถ์ แล้วก็ปลีกตัวออกจากเรือนเหมือนนกที่จาก คอนมาสู่เพศนักบวช เพื่อจะได้ให้โอกาสตัวเองในการแสวงหา ชีวิตที่ประเสริฐ แล้วในที่สุดพระองค์ก็พบหนทางไปสู่ความพ้นทุกข์และ ดับทุกข์ได้ด้วยการนำใจกลับมาหยุดนิ่งที่ศูนย์กลางกายฐาน ที่ ๗ ตรงนี้ที่เดียว ซึ่งจะมีทางเอกสายเดียว เป็นแนวดิ่งเข้าไป สู่ภายใน ที่ปลายทางนั้นเป็นอายตนนิพพาน ทำไมเด็กจึงเห็นธรรมะง่าย เส้นทางสายนี้ ทางเอกสายเดียวที่จะดับทุกข์ได้ และเป็น เส้นทางแห่งความสุขที่ไม่มีประมาณ ความหมดจดจากสรรพ กิเลสทั้งหลาย จะต้องผ่านเส้นทางเอกสายเดียวนี้ ซึ่งเป็นเส้น ทางสายกลางภายใน ด้วยการนำใจกลับมาหยุดนิ่งอยู่ที่ตรงนี้ ให้ใจมารวมเป็นจุดเดียวกัน คือ เอาความเห็น ความจำ ความ คิด ความรู้ ๔ อย่าง มารวมเป็นจุดเดียวกัน ตอนเป็นเด็กๆ ใจยังรวมกันอยู่ในระดับ หนึ่ง เพราะฉะนั้นเด็กจึงเห็นธรรมะง่าย เพราะ ใจยังไม่แตกแยกเป็นเสี่ยงๆ แตกแยก คือ เห็น ไปทาง จำไปทาง คิดไปทาง รู้ไปทาง ที่แตกแยกเพราะมีสิ่งเร้าทางโลกดึงเอาไป คือ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธรรมารมณ์ ที่ ได้เห็น ได้ยิน ได้ดม ได้ลิ้มรส ได้สัมผัส นึกคิด อะไรต่างๆ เหล่านั้น ใจก็กระเจิง จากการรวม เป็นหนึ่งก็แตกออกไปเป็นเสี่ยง เพราะฉะนั้น เด็กๆ ใจถึงนิ่งง่าย คนที่ใจนิ่ง จะ innocent คือใจจะใสๆ มีความสุขระดับหนึ่ง ยิ่งโตก็ยิ่งแตก ยิ่งมีอะไรเยอะๆ ก็ยิ่งแตกแยก ไปเรื่อยๆ แตกไปจนกระทั่งตาย ตายพร้อม กับกายแตก คือร่างกายก็แตก ใจก็แตก เมื่อมีการบังเกิดขึ้นของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ จึงสอนให้เราเอาใจมารวมกัน มาติดกันใหม่ด้วยการเจริญสมาธิ ภาวนา พระเดชพระคุณหลวงปู่ฯ พระผู้ปราบมาร ท่านก็สอน ให้ใจมาติดกันอย่างนี้ เห็น จำ คิด รู้ รวมหยุดเป็นจุดเดียวกัน พอใจติด ดวงก็เกิดสว่างใส แล้วพอใจติดก็ติดใจเข้าไปสู่ ภายในไปเรื่อยๆ ยิ่งติดยิ่งนิ่งแน่นเข้าไปเรื่อยๆ จากนิ่งหลวมๆ ก็นิ่งแน่นขึ้น จนกระทั่งความคิดอื่นไม่ได้ช่องที่จะระเบิดใจให้ แตกแยก ใจก็จะเคลื่อนเข้าไปสู่ภายใน ผ่านดวง ผ่านกาย ผ่าน ฌานใสๆ ใสทั้งดวง ทั้งกาย ทั้งฌาน ความสุขอันไม่มีประมาณ ก็เกิดขึ้นมาพร้อมกับความบริสุทธิ์ ความนิ่งแน่น มาพร้อมกับ ความสว่างที่ทำให้เห็นแจ้ง เห็นภาพภายใน แล้วก็รู้แจ้งไปตาม ลำดับ จนกระทั่งไปถึงกายที่พญามารเอากิเลสอาสวะบังคับไม่ได้ ก็หลุดล่อนไป คือกายธรรมอรหัตตผล หน้าตัก ๒๐ วา สูง ๒๐ วา ใสบริสุทธิ์ นั่นแหละกายแท้จริงของเราจะต้องมีสภาพอย่างนั้น ต้องสวยงาม สมบูรณ์ไปด้วยรูปสมบัติ ทรัพย์สมบัติ คุณสมบัติ รูปสมบัติ คือ กายงามใส เกตุดอกบัวตูม ทรัพย์สมบัติ คือ นิพพานสมบัติ คุณสมบัติ คือ วิชชา ๓ วิชชา ๘ อภิญญา ๖ ปฏิสัมภิทา ญาณ ๔ วิโมกข์ ๘ จรณะ ๑๕ นั่นแหละตัวจริงของเราจริงๆ จะเป็นอย่างนั้น จะใส สะอาด บริสุทธิ์ ผู้ที่ไปถึงตัวจริงของจริงและนำมาถ่ายทอดให้กับมนุษย์ และเทวดาผู้มีบุญได้บรรลุตามได้ก็คือพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งไม่มีใครสอนได้อย่างนี้ เพราะเขาไม่ได้บรรลุอย่างนี้ เมื่อทำ ไม่ได้ ก็สอนไม่ได้ ดังนั้นเรามีบุญมากที่ได้เกิดในบุญเขต ร่มเงาของพระพุทธ ศาสนาวิชชาธรรมกาย ที่อาศัยพระธรรมกายภายในนี่แหละ ศึกษาวิชชาธรรมกาย จากพระธรรมกายที่ละเอียดเข้าไปเรื่อยๆ ตามลำดับ เรามีบุญตรงนี้จึงได้มาศึกษาเรียนรู้กัน เพราะฉะนั้น ช่วงนี้ให้ทุกคนรวมใจหยุดนิ่งๆ นุ่มๆ ที่ ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ อย่างเบาๆ สบายๆ กันนะ วันอาทิตย์ที่ ๒๕ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๒ 28.การทำสมาธิไม่ยาก ทุกทุกสิ่งมีอยู่แล้วในกลางกาย แม้อารมณ์สบายที่กำลังแสวงหา แค่ทำใจหยุดนิ่งนิ่งเดี๋ยวก็มา เชื่อเถิดหนามันเหลือเชื่อแต่เป็นจริง ตะวันธรรม ตั้งใจหลับตาเจริญสมาธิภาวนากันนะ อากาศกำลังดี เดี๋ยว ตั้งใจนั่งกันให้ดีทุกคนเลย หลับตาเบาๆ สบายๆ แล้วก็เอาใจ หยุดไปนิ่งๆ ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ กลางท้องของเรา เหนือ สะดือขึ้นมาสองนิ้วมือ ให้วางเบาๆ สบายๆ บางท่านเริ่มต้นยังไม่คุ้นเคยกับการวางใจไว้ตรงกลางกาย ฐานที่ ๗ เราจะเริ่มต้นตรงไหนก่อนก็ได้ ตรงที่เรามีความรู้สึกว่า สบาย ที่เราจะไม่ต้องกดลูกนัยน์ตาลงไปดู เพราะบางคนเป็น อย่างนั้น เราอาจจะทำใจนิ่งเฉยๆ โดยไม่คำนึงถึงศูนย์กลางกาย ฐานที่ ๗ อย่างนี้ไปก่อนก็ได้ แต่เรารู้ว่าเป้าหมายตอนสุดท้าย จะต้องมาอยู่ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ เพราะพระรัตนตรัย อยู่ตรงนั้น นี่สำหรับบางท่านที่ชอบกดลูกนัยน์ตาไปดูก็ต้องแก้ ด้วยวิธีอย่างนี้ เช่น อาจจะเริ่มต้นที่ ฐานที่ ๑ ปากช่องจมูก หญิงซ้าย ชายขวา ตรงนั้นไปก่อนก็ได้ หรือฐานที่ ๒ ตรงหัวตา หญิงซ้าย ชายขวา รู้สึกตรงนี้ จะง่ายกับหลายๆ ท่าน เราจะนิ่งตรงนี้ไปก่อนก็ได้ หรือใครถนัดฐานที่ ๓ ที่กลางกั๊กศีรษะ เราก็ช้อนตาเหลือก ค้างขึ้นไป แล้วก็ปล่อยตาเป็นปกติ ตรงนี้จะยากสักนิดหนึ่ง สำหรับ ผู้ไม่คุ้นเคยนะ หรือจะเลื่อนลงมาที่เพดานปาก ช่องปากที่อาหารสำลัก (ฐานที่๔) หรือมาที่ปากช่องคอ เหนือลูกกระเดือก (ฐานที่๕) หรืออยู่กลางท้องระดับสะดือ คือ ฐานที่ ๖ หรือยกสูงขึ้นมา ๒ นิ้วมือ ฐานที่ ๗ เราก็ลองสำรวจทบทวนดูสักฐานหนึ่งใน ๗ ฐานว่า เราถนัด อย่างไหน เอาอย่างนั้นไปก่อน ไม่ได้ผิดหลักวิชชา เพราะเรา รู้เป้าหมายแล้วว่า เราจะไปที่ตรงไหน เหมือนเราอยู่กันคนละ ทิศละทาง ทิศเหนือ ทิศใต้ ทิศตะวันออก ทิศตะวันตก ภาค กลาง แต่เราอยากจะมาวัดพระธรรมกาย จะเริ่มตรงไหนก่อน ก็ได้ แต่เป้าหมายสุดท้ายเราก็มาวัดพระธรรมกาย หรือจะวางใจนิ่งๆ โดยไม่คำนึงถึงฐานก่อนก็ได้ ให้รู้สึกว่า สบาย เบิกบาน จะนึกนิมิตเป็นภาพ หรือไม่นึกก็ได้ เราก็ เลือกเอา ในเบื้องต้นให้ทำอย่างนี้นะ เพื่อให้มีความรู้สึกว่า การทำ สมาธิไม่ใช่ของยาก อยู่ในวิสัยที่เราทำได้ให้เกิดความรู้สึกอย่าง นี้ไปก่อน พอใจมันนิ่งๆ นุ่มๆ ละมุนละไม สบ๊าย สบาย อาจจะมีสักแวบหนึ่ง ไม่ถึงนาที รู้สึกตัวมันโล่ง ขยาย หรือ ตัวหายไป หรือตัวเบาๆ ลอยๆ อ้ะ อย่างนี้ใช้ได้แล้ว แม้ครั้ง นั้นได้ไม่ถึงนาที หรือได้แค่นาทีเดียวก็คุ้มแล้วกับที่เราได้ลงทุน นั่งหลับตาเจริญสมาธิภาวนา แล้วก็ทบทวนดูว่า เราทำอย่างไรถึงได้อย่างนั้น เราก็ทำ อย่างนั้นอีก มันก็จะไปเป็นอย่างนั้นอีก แล้วจาก ๑ นาที ก็ขยาย มาเป็น ๒ นาที ๓ นาที ขยายไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเราคุ้นเคย ชำนาญขึ้น คล่องขึ้น ก็จะไปสู่จุดนั้นได้เร็วขึ้น ซึ่งบางครั้งเรา นั่งชั่วโมงหนึ่งกว่าจะมาถึงตรงนี้ได้ ฟุ้งไปตั้ง ๕๐ กว่านาที มา ได้ตอนท้ายๆ ชั่วโมง แต่พอเราทำบ่อยๆ ซ้ำๆ ก็จะไปถึง จุดนั้นได้เร็วเข้า จาก ๕๐ นาที ก็เหลือ ๔๐ นาที ๓๐ นาที ๒๐ นาที ๑๐ นาที กระทั่งไม่ถึง ๑๐ นาที ก็จะถึงตรงนั้น ขึ้นอยู่กับ เราทบทวนดูว่า เราทำอย่างไร ก็ให้ทำอย่างนั้นบ่อยๆ ข้อสำคัญ อย่าไปลุ้น เร่ง เพ่ง จ้อง ไปกำกับ ไปบังคับ ให้ หมั่นศึกษา ฝึกฝน และทำความเข้าใจในการทำสมาธิให้ดี แล้ว เราจะรู้สึกว่า การทำสมาธิไม่ได้ยากอย่างที่คิด แต่อยู่ในวิสัยที่ เราทำได้ แต่เราไม่ได้ทำ แล้วก็คิดกังวลไปก่อนล่วงหน้าทั้งนั้น การทำสมาธิไม่ใช่เรื่องยากคล้ายๆ กับเรานึกถึงเรื่อง อะไรที่สนุกๆ และเราเพลินๆ ไปในเรื่องนั้น แต่นั่นเพลิน ไปเรื่อยเปื่อย แต่การทำสมาธิเราต้องการเพลินในอารมณ์ เดียว ซึ่งอารมณ์ตรงนี้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงให้หลักว่า ต้องสงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม ก็จะเข้าถึงปฐมฌาน ที่ ประกอบไปด้วย วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา เมื่อถึงตรงนี้แล้ว ปีติจะซาบซ่านไปทั่วทั้งเนื้อทั้งตัว ทุกขุมทุกขน ไม่มีส่วนใดของ ร่างกายที่ความปีติจะแผ่ไปไม่ถึง นั่นเป็นหลักวิชชา เพราะฉะนั้น ต้องสงัดจากกาม และสงัดจากอกุศลธรรม คือ ใจต้องหยุดนิ่งอย่างสบายๆ ดังกล่าว ลองดูนะ ลองนิ่งๆ เฉยๆ เบาๆ หลับตาก็แค่ปรือๆ ตาไม่ถึง กับปิดสนิท และก็ผ่อนคลายทุกส่วนของร่างกาย ใจนิ่งๆ เย็นๆ ไม่มีความคิดอะไร นิ่งเฉยๆ เหมือนไม่ได้ทำอะไร แล้วเดี๋ยวมัน จะถูกปรับของมันไปเอง ปรับให้นิ่ง แล้วจะดิ่งเข้าไปเอง ในกรณีที่นิ่งได้ระดับหนึ่งแล้วภาพเกิดขึ้น เราก็ต้องเฉยๆ อย่างเดิม อย่าไปตื่นเต้นดีใจจนเกินขนาดให้ระงับความตื่นเต้น เอาไว้ แต่ถ้าระงับไม่อยู่ก็ช่างมัน ยอมให้ตื่นเต้นสักพักหนึ่ง เพราะมันก็น่าตื่นเต้นเนื่องจากเราไม่นึกว่า คนอย่างเราจะเห็น แสงสว่างภายใน เห็นดวงใส องค์พระใสๆ มันก็น่าตื่นเต้น แต่ความตื่นเต้นก็มีข้อเสียทำให้ภาพที่เราเห็นมันหายไป เราก็ต้องเลือกดูว่า ระหว่างเรายอมไม่ตื่นเต้นกับยอมตื่น เต้น เราควรจะเลือกอันไหน ซึ่งนั่งในคราวถัดๆ ไป เราจะเลือก ได้ว่า เราเลือกขอไมตื่นเต้นดีกว่า เพราะจะทำให้แสงสว่างก็ยังอยู่ ดวงใสๆ ก็ยังอยู่ หรือองค์พระใสๆ ก็ยังอยู่ หรือบางทีเห็น ตัวเอง ตัวเราเองก็ยังอยู่ ทันทีที่เรานั่งหลับตาเบาๆ ขัดสมาธิ คู้บัลลังก์ กายตั้งตรง เท่ากับเรากำความสำเร็จที่จะเข้าถึงพระรัตนตรัยในตัว ล้านเปอร์เซ็นต์ไม่ใช่ร้อยเปอร์เซ็นต์ ขอให้เราเพียงได้นั่งหลับตา นิ่ง สบาย ผ่อนคลาย ไม่ต้องคิดอะไร ทำเฉยๆ แล้วเดี๋ยวมัน ก็จะเข้าไปสู่ตรงนั้น ในกรณีที่เราจะพูดถึงสิ่งที่ลึกซึ้ง ละเอียดอ่อน ประณีต เหนือธรรมชาติ เรามักจะเข้าใจว่า มันเอื้อมไม่ถึง มือมันสั้น แต่ความจริงมันเหมือนเส้นผมบังภูเขา เส้นผมบังลูกนัยน์ตาเรา ทำให้มองไม่เห็นภูเขาลูกโตๆ เช่นเดียวกัน “หยุด” อย่างเดียว นี่แหละที่จะทำให้เราเข้าถึงสิ่งที่ยิ่งใหญ่ภายใน บางทีเราไม่ ค่อยจะเชื่อว่า เอ๊ะ! มันจะเป็นไปได้อย่างไร แต่ความจริง เป็นอย่างนั้น ธรรมะเป็นของลึกซึ้ง จะเข้าถึงได้อย่างง่ายๆ ถ้าทำถูกหลักวิชชา คือทำให้ง่ายๆ มันก็จะ ง่าย ถ้าทำของง่ายให้ยาก มันก็ยาก ยากง่าย ก็อยู่ที่เรานี่แหละ จะทำให้ยากก็ได้ ทำให้ง่าย ก็ได้ เราจะไม่พูดถึงเลยว่าบุญเราถึงหรือไม่ถึง ถ้าบุญไม่ถึงเราก็มาไม่ถึงตรงนี้ เหลือแต่ว่าทำ ถูกวิธีหรือเปล่า สติ สบาย สม่ำเสมอ ต่อเนื่อง กันไหม ถ้าต่อเนื่องก็ได้ บ่ายนี้อากาศกำลังดี กำลังสบาย เราลองวางใจนิ่งๆ ดู สำหรับผู้ที่ถนัดในการนึกภาพก็นึกไป ถ้านึกแล้วสบาย จะเป็น องค์พระแก้วใสๆ หรือองค์พระองค์ใดองค์หนึ่งที่เราคุ้นเคย ก็ได้ องค์ใหญ่ องค์เล็ก รูปร่างลักษณะหลากหลายอย่างไร ก็เอาเถอะ นึกเอา ไม่ชัดไม่เป็นไร เราต้องการความนิ่ง ให้ใจ มีพระเป็นอารมณ์ ไม่เกี่ยวกับชัดหรือไม่ชัด แต่ว่าเป็นความ รู้สึกว่า มีพระในตัว หรือพระครอบตัวเรา หรือเราเป็นพระก็ได้ เพื่อใจจะได้นิ่ง หรือจะเป็นดวงใสๆ ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ดวงดาว เพชรสักเม็ด ดวงแก้วกลมเหมือนลูกปิงปองอย่างนั้นนะ นึกเอา อย่างเดียว แล้วบางทีนึกดวงแก้วแต่ว่าเห็นองค์พระขึ้นมา หรือ นึกองค์พระกลับเห็นดวงแก้ว หรือเป็นอย่างอื่น ภาพอะไรเกิด ขึ้นก็ช่าง เราก็ดูเฉยๆ ดูอย่างสบายๆ โดยไม่ต้องคิดอะไรทั้งสิ้น ต่างคนต่างทำกันไปเงียบๆ นะ วันอาทิตย์ที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๗ 29.วิธีแก้กดลูกนัยน์ตา เห็นดวงใสติดแล้ว กลางกาย ตรึกนิ่งอย่าให้หาย ลูกแก้ว มองต่ออย่างสบาย อย่าเพ่ง เลยนา ดวงจักขยายแพร้ว พร่างพริ้งแพรวพราย ตะวันธรรม ตั้งใจหลับตานั่งสมาธิเจริญภาวนากันนะ หลับตาเบาๆ พอสบายๆ แล้วก็เอาใจหยุดนิ่งๆ ไว้ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ อย่างสบายๆ ตรึกนึกเป็นภาพ นึกถึงดวงใส หยุดอยู่ในกลางดวงใสๆ หรือตรึกนึกถึงองค์พระใสๆ ใจหยุดลงไปในกลางองค์พระใสๆ หรือวางใจนิ่งๆ เบาๆ สบายๆ ให้ใจหยุดนิ่ง ค่อยๆ วาง เบาๆ สบาย แต่ถ้าใครเวลาทำความรู้สึกในท้อง อดจะก้มมองไม่ได้ หรือ เหลือบตาลงไปมอง แล้วทำให้มึนศีรษะ ปวดกระบอกตา ทำให้ ใจไม่ละเอียด เราก็อาจจะเริ่มต้นจากจุดที่เรารู้สึกสบายก่อนนะ ทางเดินของใจมีตั้ง ๗ ฐาน เราจะเริ่มจากฐานที่ ๑ ปากช่อง จมูก หญิงซ้าย ชายขวา ก่อนก็ได้ หรือสบายที่ฐานที่ ๒ ที่ หัวตาตรงน้ำตาไหล หญิงซ้าย ชายขวา อย่างนั้นก่อนก็ได้ หรือ กลางกั๊กศีรษะ ฐานที่ ๓ ระดับเดียวกับหัวตา หรือเพดานปาก ฐานที่ ๔ ช่องปากที่อาหารสำลัก หรือปากช่องคอ เหนือ ลูกกระเดือก ฐานที่ ๕ เราสังเกตดูว่า เราวางใจตรงไหนแล้วรู้สึกสบาย ก็เริ่ม จากตรงนั้นไปก่อนก็ได้ แต่ต้องให้รู้ว่า เป้าหมายของเราอยู่ที่ ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ให้เรารู้อย่างนี้ หรือหลับตาแล้วเราก็ นิ่งๆ ไม่กังวลเรื่องฐานอย่างนี้ไปก่อนก็ได้ แต่ตอนสุดท้าย เมื่อ นิ่งแล้วก็จะลงมาที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ เอง แต่เวลาเราลืมตาอยู่ในอิริยาบถอื่นก็ควรจะฝึกทำความ คุ้นเคยกับศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ คือ นึกมองไปในกลางท้อง โดยไม่ต้องเหลือบนัยน์ตาลงไปดู ลูกนัยน์ตาก็ยังอยู่ที่เดิม เมื่อ เราลืมตาให้ทำความรู้สึกอย่างนั้นนะ เพื่อให้ใจเราคุ้นเคยกับ ฐานที่ ๗ มีข้อสังเกตว่า ถ้าระบบประสาทกล้ามเนื้อ มันตึง มันเกร็ง มันเครียด ถ้าอย่างนี้แสดงว่า ไม่ถูกวิธีการ ไม่ถูกหลักวิชชา เราก็อย่าไปฝืนทำ แต่ไม่ใช่เลิก ทำอย่าไปฝืนทำแบบอย่างนั้นต่อไป แต่อย่าถือโอกาสเลิกนั่งไปเลยก็ไม่ใช่ ให้เริ่มต้น ใหม่อย่างง่ายๆ ตั้งแต่ปิดเปลือกตา ปิดเปลือก ตาระดับขนาดไหนรู้สึกสบาย แล้วเราก็เริ่มไล่ฐาน ลงไป จนไปถึงจุดที่เราพึงพอใจ รู้สึกสบาย ก็ อยู่ตรงนั้นไปก่อน แต่ตอนสุดท้ายก็ต้องมาลงที่ ฐานที่ ๗ นี่คือแบบฝึกหัดของเรานะ แล้วข้อสังเกต ซึ่งมันไม่หนีหลักว่า ตึงเกินไปหรือหย่อน เกินไป ถ้าหย่อนมันจะฟุ้งไปเรื่อยเปื่อย หรือไม่ก็เผลอหลับ ผล็อยไป ถ้าถูกหลักวิชชาแล้วมันจะนิ่ง เบา สบาย นั่งแล้วไม่ เบื่อ เวลาจะหมดไปอย่างรวดเร็ว นั่นคือข้อสังเกตว่า เราทำถูก วิธีการแล้ว ก็ให้รักษาใจที่หยุดนิ่งๆ เอาไว้ให้สม่ำเสมอ โดย ไม่คำนึงถึงเรื่องเวลา ภารกิจการงาน หรือเรื่องอะไรก็แล้วแต่ที่ นอกเหนือจากนี้ เราฝึกหยุดฝึกนิ่งให้ดีนี่คือสูตรสำเร็จ ต้องหยุดกับนิ่งเฉยๆ จึงจะเข้าถึงหลักก็มีอยู่แค่นี้ เพราะฉะนั้น ที่เรายังเข้าไม่ถึง เพราะ ยังไม่หยุด หรือหยุดแต่มันยังหยาบอยู่ หยุดแบบกดๆ แต่ถ้า หยุดอย่างสบาย เพลิน มีความสุข สนุกกับการนั่งสมาธิ อย่าง นั้นถึงจะถูกวิธีการ ถูกหลักวิชชา ต้องสังเกต และก็ปรับปรุงให้ อยู่ในภาวะที่สบาย นิ่งอย่างสบาย ใจเย็นๆ ผู้ที่ทำไม่ได้ก็มี คนตาย คนบ้า คนที่ไม่ได้ทำ คนบ้า เพราะเขาสูญเสียระบบการรับรู้ไปแล้ว ถ้าคนดีๆ ไม่มีปัญหา ระบบประสาทจิตใจอะไรต่างๆ เหล่านั้น ต้องเข้าถึงทุกคน เข้าไม่ถึงเป็นไม่มี ต้องทำเป็นทุกคน เพราะพระธรรมกายท่านก็อยู่ ในตัวของเรา มีอยู่แล้ว ท่านอยากจะมาให้เราเห็นใจจะขาด ถ้าพูดเป็นภาษาชาวบ้าน คือ พร้อมที่จะให้เราเห็นเสมอ พร้อมที่ จะผุดผ่านมากลางกายเรา ดวงใสๆ ก็เช่นเดียวกัน อยากจะให้ เราเห็น แต่เราต้องทำให้เป็น ทำให้ถูกหลักวิชชาอย่างที่ได้กล่าว ไว้แล้ว คือ ต้องหยุดนิ่งอย่างสบาย เราลองฝึกกันดูนะ ฝึกหยุดนิ่งเฉยๆ อย่างสบาย นึก องค์พระได้ เราก็นึก นึกดวงแก้วได้เราก็นึก นึกแล้วมันตึง หรือ นึกไม่ได้ก็ไม่ต้องไปนึก นิ่งอย่างเดียว อย่างสบายๆ แล้วมือที่วางที่หน้าตักของเรานั้นจะต้องวางพอดีๆ กล้าม เนื้อทุกส่วนต้องผ่อนคลาย ตั้งแต่ศีรษะเรื่อยไปเลย กระบอกตา หน้าผาก คอ บ่า ไหล่ แขนทั้งสอง ถึงปลายนิ้วมือ ทั้งตัว ของเรา ถึงขาทั้งสอง ถึงปลายนิ้วเท้าให้ผ่อนคลาย แล้วก็ทำใจให้เบิกบาน แช่มชื่น ว่างๆ นิ่งๆ นุ่มๆ ละมุนละไม ให้ใจใสๆ วางใจเบาๆ อย่าชำเลือง หรือเหลือบตา ลงไปในท้อง อย่ากดลงไป แค่ทำความรู้สึก เหมือนตอนนี้ เรานั่งหันหลังให้มหาวิหารพระเดชพระคุณหลวงปู่พระมงคล เทพมุนี พระผู้ปราบมาร เรายังนึกภาพมหาวิหารได้เลยทั้งๆ เราหันหน้าตรงกันข้าม หรือเรานึกภาพมหาธรรมกายเจดีย์ มี องค์พระสามแสนองค์เต็มไปหมดเลยอยู่ข้างหน้าเรา เรายังนึก ได้เลย ถ้าจะนึกภาพต้องนึกอย่างนั้นนะ การเห็นทางตากับการเห็นทางใจ การเห็นทางใจจะต่างจากการเห็นด้วยลูกนัยน์ตาตอนแรก คือลูกนัยน์ตาพอลืมตาก็มองเห็นเลย แต่ใจจะค่อยๆ เห็น แล้วแต่ความคุ้นเคยกับสิ่งนั้น คุ้นเคยมากก็เห็นง่าย ไม่ค่อย คุ้นเคยก็นึกไม่ค่อยออกอะไรอย่างนั้น แต่จะอย่างไรก็ตาม หลัก วิชชาก็อยู่ที่หยุดนิ่งเฉยๆ อย่างสบายๆ อย่าไปคำนึงถึงความมืด แล้วก็อย่าไปเร่งให้สว่างเร็วๆ มันมีขั้นตอนของมัน อย่าไปลัดขั้นตอน อย่างนี้ยาก แล้วก็อย่า เอาตัวของเราไปเปรียบเทียบกับเพื่อนกัลยาณมิตรบางท่าน ที่ แม้มาใหม่ๆ พอเขาหลับตา เขาก็นึกถึงดวงหรือองค์พระได้ ถ้าดูในปัจจุบันเราจะมีความรู้สึกว่า เราเพิ่งพาเขามา เรามา ก่อนเขาด้วยซ้ำแต่ทำไมเขาถึงเห็น ปัจจุบันเราเห็นเพียงแค่นี้ แต่ถ้าย้อนหลังไป สาวไปเรื่อยๆ ในอดีต กว่าที่เขาจะง่าย ในวันนี้ ก็เคยยากมาก่อนในอดีต แต่เขาทำความเพียรอย่าง สม่ำเสมอต่อเนื่อง เมื่อบุญส่งผล วางใจถูกส่วนถูกหลักวิชชา มันก็พรึบขึ้นมาได้ เราจะมองแค่สั้นๆ ไม่ได้ และที่เราช้ากว่าเขา เพราะที่ผ่านมาในอดีตเราทำผลุบๆ โผล่ๆ ไม่ต่อเนื่อง เพราะฉะนั้น ชาตินี้เราก็ต้องมาแก้ไขใหม่ ปรับปรุงใหม่ แต่มันก็ไม่ใช่ยากมาก ยากพอสู้ แต่ก็ไม่ใช่ง่ายมาก มันก็ง่าย พอดีๆ ถ้าวางใจได้นิ่งๆ ถูกหลักวิชชา มันก็ง่าย ก็จะทำได้ ตอนนี้เราฝึกหยุดนิ่งเบาๆ สบาย วางใจเบาๆ นิ่งๆ เดี๋ยวกายก็จะเบาไปเอง ต้องนิ่งๆ สบายให้ใจใสๆ แล้วก็ ผ่อนคลายระบบประสาทกล้ามเนื้อ ค่อยๆ ประคับประคอง ใจอย่างเป็นธรรมชาติที่สุด คือ นิ่งเฉยๆ ไม่ต้องไปทำอะไร ที่นอกเหนือจากนี้ วันอาทิตย์ที่ ๒๒ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๗ 30.ยากพอสู้ ง่ายพอดี ประคอง จิตนิ่งไว้ กลางกาย ประหนึ่ง ดูหนังฉาย เรื่องแก้ว ประดุจ อยู่เดียวดาย โลกกว้าง ประทีป ธรรมเกิดแล้ว สุขล้ำอนันต์สมัย ตะวันธรรม (เมื่อเราได้สวดมนต์บูชาพระรัตนตรัยกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว ต่อจากนี้ไปตั้งใจเจริญสมาธิภาวนากันนะ........) ...ทีนี้สำคัญตอนแรก มันยากตอนแรก ที่ว่าจะทำอย่างไร ให้ใจที่ออกนอกตัวนั้นกลับมาอยู่กับเนื้อกับตัว เพราะมันถูกดึง ถูกตรึงให้ไปติดในรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธรรมารมณ์ โดย ผ่านทางตา หู จมูก ลิ้น กายใจ อายตนะภายในภายนอกถูกดึง ออกไปอย่างนั้น แล้วเวลาและอารมณ์ก็ถูกใช้ไปกับสิ่งเหล่านั้น เราจึงไม่ได้เห็นธรรมกาย ไม่รู้จักธรรมกาย ก็เลยไม่มีความ รู้เรื่องความเป็นจริงของชีวิต เมื่อไม่รู้ไม่เห็น ก็เลยไม่เชื่อเรื่อง กฎแห่งกรรม เรื่องนรกสวรรค์ ไม่รู้เรื่องเป้าหมายชีวิตที่จะไป สู่นิพพาน ชีวิตก็สะเปะสะปะกันไป จะเป็นพระเป็นโยมก็มี ชีวิตอยู่กันไปแกนๆ อย่างนั้น จำต้องอยู่กันไปวันๆ แบบ ซังกะตาย ซึ่งความจริงไม่ใช่อย่างนั้น จะต้องอยู่อย่างมี วัตถุประสงค์ มีเป้าหมายของชีวิต ทีนี้มันยากตอนแรก ที่ว่าจะทำอย่างไรใจจะกลับมาอยู่ กับเนื้อกับตัว เพราะมันเตลิดเปิดเปิงกระเจิงกันไปตั้งนานแล้ว แต่คำว่า “ยาก” ในที่นี้ มันไม่ใช่ว่ายากมาก หรือยากจนทำไม่ได้ อยู่ในระดับยากไม่มาก แต่ก็ง่ายไม่มาก อยู่ในระดับ ยาก พอสู้ ง่ายพอดี ยากพอสู้ แล้วก็ง่ายพอดี แต่เราต้องมีความเพียร มีความ ขยัน มีสติ สบาย สม่ำเสมอ แล้วก็หมั่นสังเกตว่า ทำถูก หลักวิชชาไหม ถูกวิธีไหม ถ้ามีอย่างนี้แล้วต้องเข้าถึงกันทุกคน ยกเว้น คนตาย คนบ้า และคนที่ไม่ได้ทำ ถ้าคนดีๆ มีความเพียร ขยัน และทำถูกหลักวิชชาต้องเข้าถึง ให้มีสติอยู่ กับเนื้อกับตัว ดึงใจกลับมาสู่ที่ตั้งได้อย่างสบาย สม่ำเสมอต่อ เนื่อง อย่าให้ขาดจังหวะ ขาดช่วง ในการฝึกใจให้หยุดให้นิ่ง วิธีฝึกใจให้หยุดนิ่ง การจะดึงใจกลับมาอยู่กับตัวที่ฐานที่ ๗ นั้นมี ๒ วิธี ๑ นึกเป็นภาพภายใน ๒ ปล่อยใจนิ่งเฉยๆ แล้วแต่จริต อัธยาศัยของเรา ชอบอย่างไหน เราก็ทำอย่างนั้น ๑ นึกเป็นภาพภายใน ถ้าใครที่ใจฟุ้งง่าย เตลิดเปิดเปิง ง่าย ควรจะนึกเป็นภาพที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ภาพที่ควร นึกก็ควรจะเป็นภาพเกี่ยวกับพระรัตนตรัย คือ นึกถึงพุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ หรือสังฆรัตนะ ซึ่งเป็นวัตถุอันเลิศ อันสูงส่ง ในแง่การปฏิบัติก็คือ นึกถึงพระพุทธรูปองค์ใดองค์หนึ่ง ที่เราเคารพกราบไหว้บูชาและจำง่าย ลักษณะจะเป็นอย่างไรก็ ช่าง ถ้าเราจำได้ก็ใช้ได้ อาราธนาให้ท่านมานั่งสมาธิอยู่ในตัว หันหน้าออกไปทางเดียวกับตัวของเรา พระพุทธรูปนั้นจะทำด้วยวัตถุอะไรก็ได้ อิฐ หิน ปูน ทราย โลหะ รัตนชาติ แต่ถ้าเราสามารถนึกเป็นพระแก้วใสๆ ได้จะ ดีมาก เพราะจะทำให้ใจเราใสไปด้วย บริสุทธิ์ไปด้วย การนึกถึง พระพุทธรูปจะทำให้ใจเราสูงส่งเป็นทางมาแห่งบุญและความ บริสุทธิ์ การที่เรานึกเอาพระไว้ในกลางท้องนั้น ไม่ได้แปลว่าเรา ไม่เคารพท่านว่าของสูงมาไว้ในนี้ได้อย่างไร เพราะความจริง นั้นเป็นเพียงแค่ภาพสมมติ ระลึกเป็นหลักให้ใจเราเกาะเพื่อ จะเข้าไปถึงพระรัตนตรัยภายใน ซึ่งจริงๆ แล้วท่านสิงสถิตอยู่ ภายในกลางกาย ไม่ใช่อยู่กับตับไตไส้พุง เพราะเรานึกด้วยใจ ตรงนั้นมันมีฐานที่ตั้ง หรือถ้าเรานึกเป็นองค์พระแล้วเราสับสน เนื่องจากว่าจำ ท่านได้เป็นบางส่วน เดี๋ยวเห็นเศียร เดี๋ยวเห็นองค์ เห็นแขน เห็นขา เห็นไม่ค่อยเต็มส่วน เดี๋ยวอ้วน เดี๋ยวผอม ถ้าสมมตินึก อย่างนี้แล้วทำให้ใจเราไม่นิ่ง ไม่รู้จะเอาอย่างไรดี จะเปลี่ยนมา นึกเป็นดวงแก้วใสๆ ก็ได้ ซึ่งมีแต่ความใสกับความกลมรอบตัว ไม่มีหยัก ไม่มีงอ ไม่มีคดโค้ง ไม่มีรูปร่าง แต่ต้องเป็นดวงใสๆ เราคุ้นเคย เคยเห็นบ่อยๆ แต่บางท่านไม่เคยมี นึกไม่ออก จะ นึกเป็นดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ดวงดาว กลมๆ อย่างนั้นก็ได้ ทั้งนั้น แต่ให้ใสๆ อย่างใดอย่างหนึ่ง นึกเอานะ ถ้าเรานึกเป็นองค์พระ ตอนแรกเราก็ตามใจท่านไปก่อน ท่านจะให้เห็นเศียรเราก็ดูแค่เศียร เห็นเศียรเดี๋ยวเห็นศูนย์ เห็น ศูนย์กลางกาย และเดี๋ยวก็จะเห็นทั้งองค์ พรึบขึ้นมาเอง มีส่วน ไหนให้ดู เราก็ดูไปก่อน ตามใจท่านไปก่อน ท่านจะมาทางซ้าย ทางขวา ทางหน้า ทางหลัง ตรงไหนเราก็ดูไปก่อน อย่าไปขัดใจ ท่าน ตามใจท่านไป ขอเพียงว่ามีให้ดูเท่านั้น จะอยู่ตรงไหนก็ช่าง หรือมีให้ดูแค่ไหนก็ดูแค่นั้นไปก่อน เดี๋ยวก็จะเห็นไปทั้งองค์เอง ถ้าเราถนัดในการนึกถึงดวงแก้ว ก็เช่นเดียวกัน บางทีดวงแก้ว ก็ไม่ค่อยจะกลม รีๆ บูดๆ เบี้ยวๆ ก็ช่างมัน ดูไปเรื่อยๆ เดี๋ยวมันก็จะค่อยๆ กลมไปเอง และในทำนองเดียวกัน ดวงนี้ บางทีจะอยู่ทางซ้าย ทางขวา หน้า หลัง ล่าง บน ก็ช่าง เราก็ เฉยๆ ดูไปอย่างสบายๆ นี่สำหรับผู้ที่เวลานึกเป็นภาพแล้ว รู้สึกสบายใจ พึงพอใจ ก็ให้นึกเป็นภาพนะ ๒. ปล่อยใจนิ่งเฉยๆ ใครที่นึกเป็นภาพแล้วตึง ปวด ลูกนัยน์ตา อดจะไปเพ่ง ไปลุ้น ไปเค้นภาพ จะให้มันชัดๆ เมื่อ อดไม่ได้ เราก็อย่านึกเป็นภาพ วางใจนิ่งเฉยๆ ไม่ต้องคิดอะไร เลย วางใจนิ่งเฉยๆ เหมาะสำหรับคนที่นึกแล้วมันไม่สบาย มึนหัว ปวดลูกนัยน์ตา หรือพอนึกแล้วมันเกิดเห็นขึ้นมาง่ายๆ ก็เลยสงสัย มัวแต่คิดว่า เอ๊ะ! เราคิดไปเองหรือของจริง ถ้ามี อัธยาศัยอย่างนี้ ก็ให้หยุดนิ่งเฉยๆ ไม่ต้องนึกอะไรดีกว่า ทั้งสองวิธีการ คือ จะนึกเป็นภาพก็ดี หรือนิ่งเฉยๆ ก็ดี เป็นวิธีการฝึกใจให้หยุดให้นิ่ง ให้อยู่กับเนื้อกับตัวภายใน เรา ถนัดแบบไหนเอาอย่างนั้น พอถูกส่วนแล้วมันจะตกศูนย์วูบ ลงไปข้างใน ถ้านึกเป็นภาพ ภาพนั้นก็จะหายไป เปลี่ยนเป็นภาพใหม่ คือดวงใสๆ ของดวงธัมมานุปัสนาสติปัฎฐานหรือดวงปฐม มรรคจะลอยขึ้นมาแทนที่ภาพเดิม เหมือนภาพเดิมแค่เป็นยาน พาหนะพาเรามาส่งศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ถ้าหากไม่นึกเป็นภาพ พอถูกส่วน นิ่งหนักเข้า ไม่เขยื้อน เลย ก็จะตกศูนย์แล้วก็จะเข้าถึงดวงเหมือนกัน ดวงธรรมก็ลอย ขึ้นมาเป็นดวงใสๆนี่ต้องทำความเข้าใจอย่างนี้นะ และอีกประการหนึ่ง อย่ากังวลกับศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ มากเกินไป ไม่ต้องไปเล็งดู ไม่ต้องไปคำนึงถึงว่า ใจเราตั้งอยู่ พอดีฐานที่ ๗ เป๊ะไหม จำง่ายๆ ว่า ทำความรู้สึกไว้ในกลาง ท้อง สำหรับผู้ไม่มีนึกนิมิต ถ้านึกเป็นภาพก็นึกว่าพระอยู่ในท้อง ดวงอยู่ในท้อง จะตรงฐานที่ ๗ ไหมก็ช่างมัน เอาว่าอยู่ในท้อง เหมือนเรากลืนเข้าไปไว้ในท้องอย่างนั้น อย่างนี้เป็นวิธีที่ทำให้ เรารู้สึกโล่งใจ สบายใจ และหลังจากนั้นจะประคองใจด้วยบริกรรมภาวนา สัมมา อะระหัง ไปด้วยก็ได้ หรือจะไม่ภาวนาก็ไม่เป็นไร ถ้าจะภาวนา ก็ต้องให้เสียงคำภาวนาดังออกมาจากในท้อง แต่อย่าไปใช้กำลัง ในการท่อง ให้ทำเหมือนกับเป็นเสียงที่ละเอียดอ่อน คล้าย เสียงสวดมนต์หรือบทเพลงที่เราคล่องปากขึ้นใจดังขึ้นมา ภาวนาไปเรื่อยๆ อย่างสบายๆ ใจเย็นๆ ค่อยๆ ประคับ ประคองไป ถึงก็ช่าง ไม่ถึงก็ช่าง นิ่งเฉย เพราะเราต้องการหยุด กับนิ่งอย่างเดียว ภาวนาไปจนกว่าใจเราไม่อยากจะภาวนา อยากจะอยู่เฉยๆ ถ้าเกิดความรู้สึกอย่างนี้เมื่อไร เราก็ไม่ต้องย้อนกลับมาภาวนา ใหม่ รักษาใจให้หยุดนิ่งเฉยๆ ทำอย่างนี้ แค่นี้ เท่านั้น อย่าไป ทำอะไรที่นอกเหนือจากนี้ ไม่ต้องไปหาวิธีการของตัวเอง พระเดช พระคุณหลวงปู่ฯ สรุปเอามาให้แล้ว ไม่ต้องไป ค้น เราแค่คว้าเอามาแค่นั้นเอง ทำหยุดทำนิ่ง เฉยๆ จะมืดก็นิ่ง จะสว่างก็นิ่ง จะมีภาพให้ดูเรา ก็นิ่ง ไม่มีภาพให้ดูเราก็นิ่งเฉยๆ เพราะหยุด เป็นตัวสำเร็จ ถ้าไม่หยุดก็ไม่สำเร็จ ถ้าอยากหยุด เราก็ต้องหยุดความอยาก อยากได้ อยากมี อยากเป็น อยากเห็น อยาก สงบใจ ทำหยุดทำนิ่งเฉยๆ อย่างนี้ แค่นี้ เท่านั้น แล้วฝึกเรื่อยไปทุกอิริยาบถ นั่ง เดิน ยืน นอน อย่าไปท้อ วันนี้ไม่ได้ พรุ่งนี้เอาใหม่ เราเป็นคนดีๆ ยังมีชีวิตอยู่ก็ต้องทำได้ มีบุญมากเพียงพอที่ จะเข้าถึง เหลือแต่ว่าขยันหรือขี้เกียจ ทำถูกวิธีไหมเท่านั้น เรื่อง บุญถึงไม่ถึงไม่ต้องมาพูดกันแล้ว ไม่ต้องคำนึง ทำให้มันถึงแค่ นั้นเอง ทำให้ถูกหลักวิชชา ขยัน ต่อเนื่อง สม่ำเสมอ มีสติกับ สบาย ทำใจให้เบิกบานให้สบ๊าย สบาย ค่อยๆ นึกไป ใจเย็นๆ เมื่อเข้าใจอย่างนี้ดีแล้ว เช้านี้อากาศกำลังสดชื่นแจ่มใส เหมาะสำหรับผู้มีบุญทุกท่าน ที่จะเข้าถึงพระในตัว ถึงดวงธรรม ในตัวหรือหยุดนิ่งได้ ก็ให้ตั้งใจฝึกฝนกันต่อไปให้ลูกทุกคนสมหวัง ดังใจในการเข้าถึงพระรัตนตรัยในตัวทุกๆ คน ต่างคนต่างนั่ง กันไปเงียบๆ นะ วันอาทิตย์ที่ ๘ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๗ 31.สังเกตตัวเอง ทำไมนั่งไม่ได้ผล ส.สี่ ส. มั่นไว้ ให้ดี จักถึงธรรมเร็วจี๋ แน่แท้ สมัคร สติ สบาย นี้ ทุกเมื่อ สม่ำเสมอ สัมฤทธิ์แล้ อย่าได้ลืมหลง ตะวันธรรม (เมื่อเราได้สวดมนต์บูชาพระรัตนตรัยกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว ต่อจากนี้ไปตั้งใจเจริญสมาธิภาวนากันนะ........) ...สำหรับท่านที่กำหนดองค์พระเป็นบริกรรมนิมิต ใจก็จะ ต้องตรึกองค์พระอยู่เรื่อยๆ อย่าให้เผลอ ตรึกนึกถึงความใส หยุดเข้าไปตรงกลางของความใสขององค์พระ อาราธนาให้ท่าน นั่งหันหน้าออกไปในทางเดียวกับเรา ไม่ว่าเราจะนั่งหันหน้าไป ทางไหน องค์พระก็จะต้องหันหน้าไปทางนั้น เหมือนเรามอง จากด้านเศียรของท่านนะ มองตรงจากด้านบนลงไป องค์พระไม่ควรกำหนดใหญ่กว่าคืบหนึ่ง ถ้าอย่างเล็กก็ ขนาดเมล็ดข้าวโพด คือกะคะเนว่า เราสังเกตได้ชัดเจนด้วยใจ ของเรา อย่างนั้นจึงจะเป็นบริกรรมนิมิตที่ถูก ตอนนี้ใจของเรา ก็ยังตรึกนึกถึงความใส หยุดเข้าไปในกลางความใสของบริกรรม นิมิตที่เราสร้างเข้าไป บริกรรมนิมิตจะเป็นสิ่งที่เชื่อมโยงใจของ เราให้หยุดนิ่ง ให้เป็นสมาธิ เมื่อเราวางอารมณ์จิตได้ถูกส่วนแล้ว ต่อจากนี้ไปก็ภาวนา สัมมา อะระหัง เรื่อยไป จะกี่ร้อย กี่พัน กี่หมื่น กี่แสนครั้ง เรา ก็ภาวนาไปเรื่อยๆ โดยให้สติของเราจรดอยู่ที่บริกรรมนิมิต อย่าให้เผลอ ทุกครั้งที่เราภาวนา จะต้องไม่เผลอ ถ้าเผลอเราจะต้อง เริ่มต้นใหม่ ดึงกลับเอามาใหม่ เพราะว่าธรรมชาติของใจเรา นั้น มักจะกลับกลอก มักจะนึกไปถึงสิ่งที่เราเคยตรึก เคยนึก เคยคิด และสิ่งเหล่านั้นส่วนมากมักจะเป็นเรื่องราวในอดีตที่ ผ่านมา ด้วยอารมณ์เก่าๆ ที่เราได้ผ่านมาทางตา ทางหู ทาง จมูก ทางลิ้น ทางกายหรือทางใจ ที่คั่งค้างอยู่ในจิตใจก็มักจะ มาปรากฏขึ้นในขณะที่ใจของเราเริ่มรวมเป็นสมาธิ เพราะฉะนั้น ตอนนี้เราเผลอไม่ได้นะ จะแพ้หรือจะชนะ คือจะรวมหรือไม่ รวม จะหยุดหรือไม่หยุด ก็ขึ้นอยู่กับสติของเราจะต้องไม่เผลอ จากบริกรรมทั้งสอง ภาวนา สัมมา อะระหัง ก็ต้องตรึกนึกถึงความใส หยุด เข้าไปในกลางความใสตรงนั้นเรื่อยไปให้จังหวะที่เราภาวนานั้น สม่ำเสมอ กระแสใจของเราก็จะก้าวรุดหน้าขึ้นไปเรื่อยๆ อย่าได้ เปลี่ยนกระแสใจ หรือเปลี่ยนคำภาวนาที่เร็วบ้าง ช้าบ้าง อย่าง นั้นไม่ถูก จะทำให้ใจของเราเครียด เกิดความกระสับกระส่าย ภายใน แล้วเราก็วางอารมณ์อย่างนั้น ให้เป็นอุเบกขาเรื่อยไป อย่าอยากเห็นเร็วเกินไป จนเกิดความตั้งใจอย่างแรงกล้า แล้วก็จะบีบบังคับจิตของเราให้หยุดนิ่ง อย่างนั้นเป็นวิธีที่ไม่ถูก จะทำให้เกิดอาการเครียดที่กาย มีอาการปวด ตึง มึนเกิดขึ้นมา แล้วนิมิตนั้นก็จะหยาบ ในที่สุดก็จะเลือนหายไป สิ่งที่จะตามมาอีก คือ ใจที่ท้อแท้ ใจที่หมดหวัง ใจที่หดหู่ แล้วจะเกิดความน้อยอกน้อยใจ ลงโทษตัวเองว่า เราไม่มีบุญ วาสนาที่จะเข้าถึงสมาธิได้ หรือจะทำใจหยุดใจนิ่งได้ ความ น้อยใจอย่างนี้ก็จะเกิดขึ้นมา แล้วก็จะพลอยไม่เชื่อว่าสิ่งที่พระ อริยเจ้าทั้งหลาย ที่ท่านได้ประสบผลมานั้นไม่จริง คนนั้นคนนี้ เห็นนั้นไม่จริง ก็จะเกิดการระแวงขึ้นมา ความจริงแล้วเราควรจะหันกลับมามองตัวเราว่า ที่เราทำไม่ได้ผลนั้น เพราะเราปฏิบัติไม่ถูกวิธี เรา ตั้งใจเกินไป เรามีความอยากอย่างแรงกล้า แล้วก็ เพียรจัดเกินไป อุปมาก็เหมือนการจับนกกระจอก เอาไว้ในฝ่ามือ ถ้าหากเราจับแน่นเกินไป บีบเกินไป หวังว่านกกระจอกจะอยู่ในฝ่ามือ มันก็อยู่เหมือน กันแต่ว่าตาย จิตของเราก็เช่นเดียวกันเป็นของ ละเอียด ไม่ใช่เป็นของหยาบ เราจะบังคับด้วย กำลังอย่างนั้นไม่ถูก จะต้องวางอารมณ์ของเรา ให้เป็นอุเบกขา ให้เฉยๆ เรื่อยๆ ถึงแม้ว่าการกำหนดบริกรรมนิมิตของเราจะไม่ชัดเจน จะ ไม่สว่างไสว จะเห็นได้แค่รัวๆ รางๆ แล้วก็เลือนหายไป ก็ช่าง มัน ขอให้ทุกคนตั้งใจอย่างนี้นะ เอาสติของเราพยายามอย่า ให้เผลอจากบริกรรมทั้งสอง ทำเรื่อยไป ถึงแม้ว่ามืด กำหนด ไม่เห็นก็ให้เอาใจหยุดอยู่ไว้ตรงนั้น เฝ้ามองอยู่ตรงนั้นที่เดียว เหมือนเสือที่คอยจ้องจับเหยื่ออยู่ตรงนั้นแหละ ถ้าหากว่าเหยื่อ ยังไม่ผ่านมา มันก็ยังอยู่ตรงนั้น ไม่เคลื่อนไปไหน ใจของเราก็ เช่นเดียวกัน จะต้องคอยประคับประคองให้อยู่ตรงนั้นที่เดียว แล้วภาวนาเรื่อยๆ พอถูกส่วนเข้า ถูกส่วนเหมือนเราขีด ไม้ขีดไฟอย่างนั้นแหละ พอถูกส่วนเข้าใจหยุด พอใจหยุดเข้า เท่านั้น ความปลอดโปร่งเบาสบายเกิดขึ้นมาอย่างที่เราไม่เคย เป็นมาก่อน ขันธ์ ธาตุ อายตนะต่างๆ หรือว่าร่างกายของเรา จะมีอาการกลมกลืนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ความปวดความ เมื่อยก็ไม่มี มีแต่ความปลอดโปร่ง เบา สบาย เกิดความวิเวก เข้ามาทางใจ นั่นแหละใจของเราก็จะเริ่มหยุด คราวนี้แสงสว่างจะค่อยๆ เกิดขึ้นรางๆ เหมือนฟ้าสางๆ เหมือนเราตื่นมายามเช้าตอนตีห้าฟ้าสางอย่างนั้น ที่แสงสว่าง เกิดขึ้นก็เพราะว่า ตะกอนของใจคือนิวรณ์ทั้ง ๕ มันเริ่มตก เพราะ ใจเราเริ่มหมดความกระวนกระวาย ความกระสับกระส่าย เรา หันกลับมามองตัวเราเอง แล้วก็เอาใจหยุดอยู่ที่ศูนย์กลางกาย พอถูกส่วน แสงสว่างก็จะค่อยๆ เกิดขึ้น ตรงนี้ก็เป็นหัวเลี้ยวหัวต่ออีกเหมือนกัน สำหรับนักปฏิบัติ ใหม่ๆ ซึ่งไม่เคยประสบอารมณ์อย่างนี้ ก็จะเกิดความชุ่มชื่น เข้ามาในจิต มีความตื่นเต้นดีใจเหมือนกับเด็กที่ได้รับของขวัญ โดยบังเอิญ โดยไม่คาดฝันอย่างนั้นพอดีใจใจก็จะกระเพื่อม ความกระสับกระส่ายก็เกิดขึ้นมา จิตก็จะฟูขึ้น ถอนจากสมาธิ แสงสว่างนั้นก็จะเลือนหายไป พอเลือนหายไป ผลก็จะตามมา สำหรับนักปฏิบัติใหม่ คือ อยากจะได้อารมณ์นั้นกลับคืนมา ความอยากอันนี้แหละเป็นสมุทัย เป็นเหตุให้เกิดความทุกข์ เพราะยิ่งเราอยากมากแค่ไหน ความผิดหวังก็จะเป็นเงาตาม ตัวอย่างนั้น เมื่อเราตั้งอารมณ์หยาบไว้ นั่งด้วยตัณหา ความ ทะยานอยาก จิตของเราก็เร่าร้อน กระสับกระส่าย ทุรนทุราย เพราะฉะนั้นอารมณ์ตรงนั้นเลยไม่กลับมาอีก เมื่อไม่กลับมา ก็เลยขี้เกียจนั่ง พลอยทิ้งธรรมะไป นี่สำหรับนักปฏิบัติใหม่ๆ ก็จะพบอย่างนี้ ทีนี้วิธีแก้ไขเราควรทำอย่างไร เราก็ควรจะหนักลับมามอง ย้อนหลังไปว่า เมื่อครั้งที่เราปฏิบัติใหม่ๆ ที่เราได้เห็นผลนั้น เราทำอย่างไร และอันที่จริงมนุษย์ทุกคน ทุกชาติ ทุกภาษา ทุก ศาสนา ไม่ว่าจะปฏิบัติวิธีไหนก็แล้วแต่ ที่ได้ผลนั้นสติเป็นเรื่อง ใหญ่ เราจะเอาสติประคองบริกรรมทั้งสองเอาไว้ ด้วยบริกรรม ภาวนาว่า สัมมา อะระหัง แล้วก็กำหนดบริกรรมนิมิตเรื่อยไป จนกระทั่งใจรวมถูกส่วน นี้เป็นวิธีที่ถูก เบื้องต้นให้เราทำอย่างนี้ เมื่อทำอย่างนี้จิตของเราก็ได้ ผล คือ จิตเริ่มรวมสงบถูกส่วนขึ้นมา เมื่อได้อารมณ์อย่างนั้น ได้แสงสว่าง แล้วแสงสว่างนั้นเลือนหายไป ก็ไม่ต้องเสียใจ ให้ มองย้อนหลังกลับ แล้วก็เริ่มประคองสติใหม่ อย่าหวังผลว่า เราจะได้สิ่งนั้นสิ่งนี้เกิดขึ้น คือได้อารมณ์เก่า เกิดขึ้นมา อย่าหวังอย่างนั้น การหวังอย่างนั้นเหมือนกับเรานั่ง คอยใครอยู่ คอยแค่ ๕ นาที ก็มีความรู้สึกเหมือน ๕ ชั่วโมง ความหวังนั้นมันมีอยู่ แต่นั่นแหละอย่างที่เรียนให้ทราบเอาไว้ เราตั้งความหวังไว้แค่ไหน ความผิดหวังก็เป็นเงาตามตัว จึงเป็น เหตุให้เกิดความทุกข์ไปเปล่าๆ เพราะฉะนั้น วิธีที่ดีที่สุด คือประคองใจให้หยุดนิ่งที่ ศูนย์กลางกายของเราเรื่อยไป ถ้าอย่างนี้แล้วละก็ ขอรับรอง ว่าจะต้องถึงธรรมะกันทุกคน จะถึงเร็วถึงช้าก็ขึ้นอยู่กับว่า สติ ของเราจะประคองได้มากน้อยแค่ไหน ถ้าทำอย่างถูกวิธี เอา สติประคองเรื่อยไป ไม่เร่งร้อน ทำอย่างใจเย็นๆ ด้วยความ เยือกเย็น ด้วยความเบาสบาย ถ้าเป็นอย่างนี้แล้วไม่เกินครึ่ง ชั่วโมง ใจของเราจะหยุด คราวนี้ก็ประคองจิตตามไป เอาใจหยุดลงไปที่กลางกาย หยุดอยู่ตรงนั้นแหละ ภาวนาเรื่อยไป จะกี่ร้อยครั้ง หมื่นครั้ง แสนครั้ง ก็ภาวนาไปเรื่อย อย่ากลัวเสียเวลา อย่ากลัวว่าเราจะ เห็นช้ากว่าคนอื่น หรืออย่าไปคิดว่าที่คนอื่นเขาเห็น เขามีบุญ วาสนามากกว่าเรา สร้างมามากกว่าเรา อย่าไปคิดอย่างนั้นนะ วันพฤหัสบดีที่ ๓๐ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๒๐ 32.ลูกไก่เจาะกระเปาะไข่ ลูกก็ต้องหยุดไว้ กลางกาย หมั่นฝึกอย่าดูดาย ลูกแก้ว ให้ใจสนิท บ่ คลาย เคลื่อนที่ เมื่อถูกส่วนดีแล้ว เคลื่อนเข้าเร็วฉิว ตะวันธรรม (เมื่อเราได้สวดมนต์บูชาพระรัตนตรัยกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว ต่อจากนี้ไปตั้งใจเจริญสมาธิภาวนากันนะ........) ...หยุดนิ่งนี่สำคัญมาก ให้หยุดนิ่งเฉยๆ อย่างสบายๆ ถ้าหยุดนิ่งได้ถูกส่วน เมื่อเราวางใจเป็น ซึ่งมันจะถูกส่วนไปเอง จะเห็นภาพขึ้นมาเอง จะชัดขึ้นมาเอง ใสขึ้นมาเอง สว่างขึ้นมาเอง ชัด-ใส-สว่างขึ้นมาเองนะ ไม่ใช่เราไปทำให้มันชัด ให้มันใส ให้มันสว่าง จะชัด จะใส จะสว่างขึ้นมาเอง พร้อมกับใจที่สบาย เบิกบาน ตรงนี้สำคัญ การเห็นจะเป็นผลพลอยได้ บางท่านนั่งแล้วไม่เห็นก็กลุ้มใจ นึกว่านั่งแล้วไม่ได้ผล ไม่ใช่อย่างนั้นนะ มันต้องเป็นขั้นเป็นตอนไป บางคนเขาทำ มาข้ามภพข้ามชาติ เขาก็จะเห็นได้ชัดเจนมาก ซึ่งเป็นบางคน เท่านั้น นานๆ ก็จะเจอสักคนหนึ่ง บางคนเมื่อเริ่มต้นใหม่นึก ชัดเจนปานกลาง แต่ส่วนใหญ่แล้วจะไม่ค่อย ชัดจะรัวๆ รางๆ เหมือนเราเอาของไปตั้งไว้ในที่สลัว ที่มัวๆ อย่างนั้น ส่วนใหญ่ แล้วจะไม่ค่อยเห็น เพราะฉะนั้น ถ้าหากว่ามันนิ่ง แต่ไม่เห็น ก็อย่าไปทุรนทุราย กระสับกระส่าย ตีโพยตีพาย เป็นเรื่องธรรมดา เราจะต้องเริ่ม จากขั้นนี้ไปก่อน เมื่อใจนิ่งหนักเข้าก็จะสบาย จะโล่ง โปร่ง เบา สบายไปเอง เดี๋ยวก็สว่างขึ้นมาทีละน้อย จนกระทั่งสว่างมาก เมื่อ สว่างมากเดี๋ยวก็จะเห็นภาพ มันก็เป็นขั้นเป็นตอนกันไปอย่างนี้ อย่าไปรำคาญ อย่าไปตีโพยตีพายว่า เราคงจะไม่มีบุญ วาสนาได้เห็นธรรมะกับเขา บุญเราคงน้อย อย่าคิดอย่างนี้นะ เดี๋ยวจะท้อ และที่คิดมันก็ไม่ถูกด้วย ความจริงเรามีบุญมาก แต่ เรายังทำไม่ถูกวิธี เหมือนลูกไก่ที่อยู่ในกระเปาะไข่ ถ้ายังไม่ถึงเวลาก็ยัง ไม่ฟักออกมาเป็นตัว ถ้าเราไปเร่งวันเร่งคืน เอาไม้ไปทุบมัน นอกจากจะเปลืองแรงแล้ว ยังไม่ได้ลูกไก่มาให้เชยชมเสียอีก มี แต่ไข่ขาวไข่แดงเลอะเทอะไปหมดอย่างนั้นนะ มันต้องถึงเวลา ถึงขีดถึงคราว เราต้องหมั่นสั่งสมความละเอียด หมั่นสั่งสมการหยุดการ นิ่ง มันเป็นอย่างนี้แหละ ฉะนั้นเรานั่งไม่เห็นน่ะ เรื่องธรรมดา นั่งให้นิ่งเสียก่อน เห็นเป็นเรื่องรองลงมา เพราะอย่างไรเราก็ ต้องเห็นอยู่ดี วิธีแก้อุปสรรค ง่วง เมื่อย ฟุ้ง ทีนี้เวลานั่ง บางท่านเพิ่งกลับมาจากที่ทำงาน มันง่วง ถ้า ง่วงก็ปล่อยให้หลับไปนะ อย่าไปฝืน แต่หลับต้องมีเทคนิค หลับ แล้วต้องได้บุญ จิตต้องบริสุทธิ์ด้วย หลับในกลางกายนั่นแหละ แต่หลับแล้ว พอเรารู้สึกตัวว่าร่างกายจิตใจสดชื่นแล้ว ก็ตื่นขึ้นมา ทำความเพียรกันต่อไป เริ่มต้นใหม่อย่างง่ายๆ เพราะฉะนั้น จำไว้ว่า ถ้าง่วงก็ให้หลับไป แต่หลับในกลาง ถ้าเมื่อยเราก็ขยับ อย่าไปฝืนอิริยาบถ ไปนั่งเคร่งเครียด เกร็งมันจะปวดนั่นปวดนี่ ถ้าเมื่อยเราก็ขยับเอา แต่อย่าให้ กระเทือนคนข้างๆ ขยับเบาๆ นะ บางทีคนข้างๆ ใจเขากำลัง จะละเอียด ถ้าเราไปขยับแรง มันไปกระทบกระเทือนถึงใจเขา ใจเขาก็จะถอนขึ้นมา เราต้องเอื้อเฟื้อต่อพี่น้องวงธรรมะของเรา ถ้าฟุ้งก็ภาวนา สัมมา อะระหัง แต่ถ้าหากว่าภาวนาแล้ว ยังสู้ไม่ได้ ก็ลืมตามามองดูรูปคุณยายอาจารย์ของเรา ดวงตา ท่านใสปิ๊งเต็มเปี่ยมไปด้วยความเมตตาและความเด็ดเดี่ยว และทรงภูมิรู้ภูมิธรรม ดูแล้วเราจะอบอุ่นใจ ใจเราจะสบาย จะ เยือกเย็น พอหายฟุ้งเราก็หลับตาใหม่ ปรับเปลี่ยนแปลงยุทธวิธี กันอย่างนี้นะ พอเราทำให้กายสบาย ใจสบาย คือ เอาใจร่างกายเอาใจ สังขารเขาเสียหน่อย พอเขารู้สึกสบาย อีกหน่อยเขาก็จะตามใจ เรา คือ เราจะเอาอย่างไร เขาก็จะเอาอย่างนั้น ตอนแรกให้ ตามใจเขาไปก่อน พอตอนหลังเขาจะตามใจเรา นี่จำตรงนี้ให้ ดีนะ จำ ถ้าจำตรงนี้ได้แล้วทำแบบนี้ ไม่ช้าการเข้าถึงธรรมก็จะ อยู่ในกำมือของเราเลย ทำอย่างนี้ แค่นี้ เท่านั้น เดี๋ยวเราจะ สมหวังดังใจมีความสุขมากทีเดียว ทำทุกอิริยาบถ ชั่วโมงหยุด ชั่วโมงนิ่ง ชั่วโมงกลาง ต้องหมั่นสั่งสมในทุก อิริยาบถ นอกจากเวลานั่งแล้ว เวลายืน เวลาเดิน เวลานอน เราก็ตรึกเอาไว้ เวลาเราอาบน้ำ ล้างหน้า แปรงฟัน ขับถ่าย ในห้องน้ำ เราก็ตรึกเอาไว้ ไม่บาปนะ อย่าเข้าใจผิดว่า นั่งนึก ดวง นึกองค์พระในห้องน้ำเวลาขับถ่ายมันจะบาป เป็นสถาน ที่ไม่สมควร ไม่ใช่นะ การทำความดี ทำจิตให้บริสุทธิ์ เราต้องทำทุกอิริยาบถ และทุกสถานที่ และทุกกิจวัตรกิจกรรม ไม่ว่าจะทำมาค้าขาย จะตีกอล์ฟ หรือว่าจะทำภารกิจอะไรก็แล้วแต่ ตรึกเอาไว้ บาง คนไปเห็นดวงใสๆ ตอนตีกอล์ฟ คือ ใจตรึกตรงกลาง แล้วก็ ตีไป พอลูกกอล์ฟลงหลุม ใจก็ตกศูนย์พัวะ เห็นดวงใสในกลาง ตัวเลย อย่างนี้ก็มีเหมือนกัน เราใช้ทุกกิจวัตรกิจกรรมให้เป็นทางมาแห่ง บุญ นำมาซึ่งความบริสุทธิ์ นำมาซึ่งการหยุด การนิ่ง อย่างนี้เรียกว่า ไม่ประมาท ไม่ชะล่าใจ เหมือนแม่ไก่กกไข่ คือ เฝ้าเพียรกกไข่จนกว่า จะเป็นตัว เวลาไปหาอาหารเสร็จใจก็จดจ่ออยู่ ที่ฟองไข่ เดี๋ยวก็กลับมากกไข่ จนกว่าจะเป็นตัว เราก็ต้องกกใจของเราอยู่กลางกาย ให้เหมือน แม่ไก่กกไข่ เดี๋ยวใจเราจะใส ใจเราจะละเอียด จะเข้าถึงธรรมอย่างง่ายดาย สบายๆ บางคนเข้าถึงธรรมตอนทอดปาท่องโก๋ นี่เป็นเรื่องคาดไม่ ถึงทีเดียว เหมือนเข็มขัดสั้นๆ ที่เราคาดไม่ถึงว่า เออ ขณะทอด ปาท่องโก๋ใจกำลังจดจ่อจะทอด แล้วก็จะขาย จะไปเห็นธรรมะ ได้อย่างไร คือ เขาทำจนเคยชิน สัมมา อะระหัง ไป ทอดไป เพื่อที่จะให้เกิดอานิสงส์ว่า ปาท่องโก๋นี้ถ้าใครได้รับประทานแล้ว ให้อร่อย มีรสโอชา ให้ไปช่วยปรับปรุงร่างกายสังขารของเขาให้ แข็งแรง ให้สดชื่น ใจก็นึกเป็นกุศลอย่างนี้แล้วก็ภาวนาเรื่อยไป จนกระทั่งวันหนึ่ง สิ่งที่ตัวได้สั่งสมเอาไว้มันก็เกิดการรวม ตัวจนถูกส่วน พัวะ! ลงไปในกลางกาย เห็นดวงใสลอยมาจาก กลางกายมาอยู่ที่ฐานที่ ๗ ขณะที่มือยังจับภาชนะคีบปาท่องโก๋ ค้างอยู่ในกระทะเลย ใจสบาย แม้เหงื่อจะออกเพราะความร้อน จากเตา แต่ภายในเย็นฉ่ำ จำวิธีการนี้ แล้วนำไปใช้ในทุกสาขาอาชีพนะ นอกจากเรา จะได้บุญ จิตใจบริสุทธิ์ สั่งสมการหยุดนิ่งแล้ว ยังจะรวยด้วย เพราะฉะนั้นให้ทำอย่างนี้แหละ ทำไปเรื่อยๆ อย่าให้ชีวิตผ่าน ไปโดยเปล่าประโยชน์ หายใจทิ้งเปล่าอย่างนั้น ไม่เอานะ เรามีเวลาจำกัดในการสร้างบารมี ต้องใช้ทุกอนุวินาทีให้ เป็นไปเพื่อการสร้างบารมี เป็นไปเพื่อการแสวงหาธรรมะภายใน หาที่พึ่งภายใน หาพระรัตนตรัยในตัว แล้ววิมานคือบ้านบน สวรรค์ของเรา ที่เราจะต้องไปอยู่ตอนที่เราละโลกไปแล้ว จะได้ สุกใส สว่าง ไม่อายชาวสวรรค์ เวลาเขาถามว่า ได้วิมานอย่างนี้ มาด้วยบุญอะไร เราก็จะได้ตอบอย่างองอาจ อย่างเบิกบานใจ แล้วก็อยากจะให้เขาถามด้วยซ้ำไป ต้องเป็นอย่างนี้นะ พระเทพญาณมหามุนี เมื่อเข้าใจดีแล้ว ต่อจากนี้ไป ทำใจให้ใสๆ ให้เยือกเย็น ให้บริสุทธิ์ต่างคนต่างทำกันไปเงียบๆ นะ วันเสาร์ที่ ๑๘ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ 33.ภาพนิมิตเลื่อนลอย ถ้าความคิดเกิดขึ้นมาให้ไหลผ่าน อย่าต่อต้านก็จะหายถ้าไม่สน เหมือนกระจกคันฉ่องส่องใจตน ให้รู้ว่าดวงกมลเป็นอย่างไร บางช่วงใจของเราไม่ผ่องผุด แต่บางช่วงบริสุทธิ์แสนสดใส จงเฝ้าเพียรเรียนรู้ให้เข้าใจ จะมีสิ่งใหม่ใหม่ให้เราดู ตะวันธรรม (เมื่อเราได้สวดมนต์บูชาพระรัตนตรัยกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว ต่อจากนี้ไปตั้งใจเจริญสมาธิภาวนากันนะ........) ...ส่วนท่านที่ตึงเป็นอาจิณ เป็นอาชีพเลย ก็ต้องแก้ไข ด้วยการไม่เหลือบตามองไปที่กลางกายฐานที่ ๗ ให้ลูกนัยน์ตา เหลือกช้อนขึ้นไป ได้แค่ไหนก็เอาแค่นั้น แล้วก็ปล่อยลูกนัยน์ตา เป็นปกติ ทำความรู้สึก ณ จุดที่เราสบาย จะนึกเป็นภาพก็ได้ หรือจะไม่นึกถึงภาพก็ได้ อย่างใดอย่างหนึ่งนะ นึกอย่างสบายๆ ประคองใจให้หยุดนิ่งเรื่อยไป หรือจะเริ่มต้นจากภาพที่เราคุ้นเคยก็ได้ แต่ต้องเป็นภาพ ที่นำมาซึ่งความบริสุทธิ์ผุดผ่องของใจเรานะ อย่าให้เป็นภาพ ที่นำมาซึ่งความกำหนัดยินดีในกาม ความขุ่นมัว ขัดเคือง ใจ หรือคิดเบียดเบียนเขา ให้เป็นภาพที่ยกใจให้สูงขึ้น เช่น ภาพดวงแก้ว องค์พระ พระเดชพระคุณหลวงปู่ฯ วัดปากน้ำ คุณยายอาจารย์ฯ เป็นต้น หรือจะเป็นภาพผลหมากรากไม้ที่ เราค้าขายก็ได้ เอาอย่างเดียว เมื่อภาพนิมิตเลื่อนลอยเกิดขึ้น ทีนี้เมื่อทำไปเรื่อยๆ บางท่านภาพนิมิตเกิด เกิดเป็นเรื่อง เป็นราวก็มี ไม่เป็นเรื่องเป็นราวก็มี ถ้าเป็นเรื่องเป็นราวเราก็ดู เฉยๆ แต่อย่าไปมีอารมณ์ร่วม อย่าไปมีคำถามในใจ เอ๊ะ! อะไร จริงหรือไม่จริง มาจากไหน มาทำไม มายังไง อย่าไปตั้งคำถาม จะเป็นภาพคน สัตว์ สิ่งของ หรือเป็นภาพเหตุการณ์ใน ชีวิตประจำวัน หรือสิ่งที่ผ่านมาแล้วในอดีต หรือสิ่งยังมาไม่ถึง ในอนาคตก็ตาม หรือเป็นภาพนรกก็มี ภาพสวรรค์ก็มี สำหรับ บางท่านนะ ไม่ใช่ทุกท่าน มันเป็นภาพนิมิตเลื่อนลอยที่เกิดขึ้น ในช่วงที่ใจเริ่มหยุดนิ่งในระดับหนึ่ง แต่ว่ายังไม่ใช่ของจริงจังอะไร ไม่ต้องไปแสวงหาคำตอบ ให้ดูเฉยๆ รู้แล้วไม่ชี้ ดูอย่างเดียว ดูธรรมดาๆ ด้วยใจที่เป็นปกติ ไม่มีอารมณ์ยินดียินร้าย เลย อารมณ์เป็นกลางๆ เฉยๆ ไม่ต้องคิดอะไร เพราะเรา ยังเป็นนักเรียนอนุบาลอยู่ ยังไม่ต้องไปวิเคราะห์ วิจัย วิจารณ์ ประสบการณ์ว่าเป็นอะไร มีหน้าที่ดูอย่างเดียว เหมือนดู ภาพยนตร์ ดูทิวทัศน์อย่างนั้น แต่ให้รู้ว่าสมาธิเราก้าวหน้ามาในระดับหนึ่งแล้ว ในระดับที่ ภาพเกิด แต่ว่ายังเป็นนิมิตเลื่อนลอย ให้ดูไปเฉยๆ อย่างสบายๆ แล้วเดี๋ยวภาพนั้นก็จะเปลี่ยนไปเอง เราก็ดูการเปลี่ยนแปลงของ ภาพโดยไม่มีอารมณ์ร่วม ใจให้จืดสนิท อย่าให้มีความยินดี ยินร้าย อยากรู้อยากเห็น อยากรู้เรื่องราวอะไรต่างๆ เฉยๆ ดูไปเรื่อยๆ จนกว่าจะไปถึงภาพสุดท้ายที่ใจเรามีความรู้สึกว่า มั่นคง นิ่งสนิท ใจใสๆ บริสุทธิ์ ต้องทำอย่างนี้นะ ถ้าเราติดภาพนิมิตเลื่อนลอย มันจะอยู่แค่นั้น มันไม่ ไปไหน ยิ่งไปสนใจมากเข้า เดี๋ยวดับหายไปเลย พอหายไปเรา ก็จะเสียดายขึ้นมาเสียอีก เพราะฉะนั้นให้ทำเฉยๆ รู้ทำเป็น ไม่ชี้ ทำเหมือนเด็กนักเรียนอนุบาล ดูไปเรื่อยๆ เหมือนเรา นั่งรถดูทิวทัศน์ ดูท้องฟ้า ดูหมู่เมฆ ภูเขา ต้นไม้ ผู้คน แม่น้ำ ทะเล เราก็ดูไปเรื่อยๆ อย่างสบายๆ โดยไม่ต้องคิดอะไร ทั้งสิ้น สำคัญตรงนี้แหละ โดยไม่ต้องคิดอะไรทั้งสิ้น ถ้าทำได้ อย่างนี้ เดี๋ยวจะดี จะก้าวหน้าขึ้นไปเรื่อยๆ แล้วก็เหมือนทุกวันก็คือ ง่วงก็ปล่อยให้หลับในกลาง เมื่อย ก็ขยับ ฟุ้งหยาบก็ลืมตามาดูพระเดชพระคุณหลวงปู่ฯ ดูรูป คุณยายอาจารย์ฯ ดูดวงแก้ว องค์พระใสๆ พอใจสบาย เรา ก็หลับตาใหม่ ค่อยๆ หรี่ตาลงไป หรือจำให้ง่ายกว่านี้ก็คือ ทำตัวให้สบาย ทำใจให้สงบ เดี๋ยวจะพบแสงสว่างภายใน จะพบดวงธรรม พบกายภายใน พบองค์พระ ต่างคนต่างทำ กันไปเงียบๆ นะ วันพฤหัสบดีที่ ๑๘ กรกฎาคม พ.ศ ๒๕๔๕ 34.อย่าท้อ เราไม่ได้ใครจะได้เล่าลูกเอ๋ย ทำเสบยใจสบายได้แหง๋แหง๋ ก็พวกเราท่านผู้รู้เขาดูแล ล้วนแต่ธาตุแก่แก่ในนิพพาน ตะวันธรรม (เมื่อเราได้สวดมนต์บูชาพระรัตนตรัยกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว ต่อจากนี้ไปตั้งใจเจริญสมาธิภาวนากันนะ........) ...อย่าท้อ อย่าทอดทิ้งความเพียร ทำไปทุกวัน แม้ว่าในช่วงนี้เราอาจจะมีความรู้สึกว่า ผลการปฏิบัติยังไม่เกิดขึ้นชัดเจน คือยังเข้าไม่ถึงพระรัตนตรัยในตัว หรือยังมืดมัวอยู่ ก็อย่าไปวิตกกังวล เพราะทุกครั้งที่เรานั่งหลับตา ฝึกใจให้หยุดนิ่ง แม้แสง สว่างยังไม่เกิด หรือสุขจากสมาธิยังไม่ได้ ภาพต่างๆ ยังไม่มี มาให้เราดูก็ตาม ก็ไม่ได้แปลว่าเราฝึกแล้วไม่ก้าวหน้า หรือไม่ ได้อะไรเลย ซึ่งเรามักจะใช้คำนี้กันอย่างผิดๆ ว่า เราไม่ได้อะไร เลย หรือไม่ก้าวหน้า ที่จริงมันก้าวหน้า แต่เราไม่รู้ตัว เพราะมันเห็นไม่ชัดเจน เหมือนเราปลูกต้นไม้ เรารดน้ำพรวนดินไป รดน้ำทุกวันวันละ กระป๋อง เรามองไม่ออกหรอกว่า ต้นไม้มันเจริญเติบโตทุกวัน จากผลการรดน้ำของเรา เรามองไม่ออกว่า มันโตขึ้นวันละกี่มิล กี่เซ็นต์ แต่เมื่อเรารดไปเรื่อยๆ สักวันหนึ่งก็จะมีดอกมีผลให้เรา ได้ชื่นชม สิ่งที่เราทำแล้วไม่มีผลเป็นไม่มี แต่ทุกอย่างก็ต้องมี เวลาของมัน การปฏิบัติธรรมก็เช่นเดียวกัน ก็มีเวลาสว่างของเขา เมื่อ เราบ่มอินทรีย์ให้แก่กล้าขึ้นไปทุกวันด้วยการหมั่นเจริญสมาธิ ภาวนา วันนี้มืดแต่ก็ไม่ได้หมายถึงจะมืดตลอดกาล เหมือน ความมืดในยามราตรี มันก็มีเพียง ๑๒ ชั่วโมง ไม่ได้มืดไปถึง ๑๓, ๑๔, ๑๕ ชั่วโมง หรือมืดตลอดกาลก็ไม่ใช่ มันก็มีเวลา สว่างเหมือนกัน เมื่อถึงเวลา ถ้าเราคิดอย่างนี้ว่า ยิ่งมืดก็ยิ่งดึก ยิ่งดึกก็ยิ่ง ใกล้สว่าง จะได้มีกำลังใจ แต่ตอนนี้ทำความเข้าใจ ก่อนว่า ที่ว่าไม่มีผลหรือไม่ได้อะไรเลยนั้นไม่จริง สมาธิจะค่อยๆ ก่อตัวขึ้นทีละเล็กทีละน้อยอย่างที่ เราไม่รู้สึกตัว นึกไม่ออก ไม่ชัดเจน แต่ว่าเมื่อถึงวัน เวลาแล้ว มันก็ให้ได้ผล เป็นรางวัลสำหรับผู้ทำ ความเพียร คือใจก็จะค่อยๆ โล่ง ค่อยๆ โปร่ง ค่อยๆ เบาสบาย ตัวก็จะขยายออกไป จนกระทั่งไร้น้ำหนัก ไร้ตัวตน ตกศูนย์ไป ดวงธรรมเกิด กายภายในเกิด ตามเห็นกายภายในเข้าไปเรื่อยๆ เดี๋ยวก็เข้าถึง พระรัตนตรัยในตัวเอง ตามขั้นตอนของสมาธิ เพราะฉะนั้นให้นั่งไปเรื่อยๆ เหมือนเรานั่งรถไฟจะไปที่ หมาย รถไฟเสียงมันก็บอกอยู่แล้ว ถึงก็ช่าง ไม่ถึงก็ช่าง ก็นั่งกัน เรื่อยไป สุดท้ายก็ไปถึงปลายทางจนได้ เราก็ต้องนั่งเรื่อยไปนะ ทำให้ได้ทุกวัน อย่างสม่ำเสมอ อย่าให้ขาดเลยแม้แต่เพียง วันเดียว ไม่ว่าเราจะทำงานหนัก จะเหน็ดเหนื่อย หรือนอนดึก ก่อนนอนเราก็ต้องนั่งธรรมะ หรือจัดสรรเวลาทำการบ้านที่ให้ไว้ สิ่งนั้นก็จะค่อยๆ สั่งสมไป สั่งสมบุญ สั่งสมบารมี อินทรีย์ของ เราก็ถูกบ่มให้สุกงอมขึ้นมา ถ้าเป็นการเรียนหนังสือเหมือนกับ เราค่อยๆ เก็บคะแนนสั่งสมไปเรื่อยๆ เดี๋ยวบุญของเราก็มาก ขึ้นเอง พอถึงขีดถึงคราวมันก็พรึบขึ้นมาเป็นรางวัลให้แก่เรา ในสมัยพุทธกาลก็มีอย่างนี้ แม้แต่ผู้ที่ใกล้ชิดพระผู้มีพระ ภาคเจ้า ทั้งเป็นนักบวชก็มี ทั้งเป็นฆราวาส คฤหัสถ์ก็มีอีกเหมือน กัน ที่ว่ากว่าจะเข้าถึงธรรมก็มีระยะเวลาเขาเหมือนกัน บางคน ก็เร็ว บางคนก็ช้า ขึ้นอยู่กับการสั่งสมบุญบารมีข้ามชาติมา ถ้า เราทำมามาก ขยันมามากชาติในการทำความเพียร สั่งสมบุญ มาเยอะ สิ่งที่ยากในกาลก่อนมันก็มาง่ายในตอนนี้ พอฟังธรรม ไม่กี่คำก็บรรลุแล้ว สว่างแล้ว เข้าถึงพระรัตนตรัยในตัวแล้ว ที่เรายากในปัจจุบันก็เพราะขี้เกียจในอดีตนั่นแหละ ไม่ได้ ตั้งใจทำกันจริงจัง เพราะฉะนั้นก็เลยมายากชาตินี้ แต่แม้ยาก ก็ยากไม่มาก มันก็ยากพอสู้ เพราะฉะนั้นเราไม่จำเป็นจะต้อง ไปรู้ว่า เมื่อไรเราจะเห็น เพราะถ้าใครถามคำนี้ก็จะตอบได้ว่า เมื่อหยุด เราถึงจะเห็น ทีนี้เราอยากจะเห็นเมื่อไร มันก็แล้วแต่เรา ถ้าหยุดตอนนี้ มันก็เห็นตอนนี้ ถ้าหยุดพรุ่งนี้มันก็เลื่อนไปอีกวันหนึ่ง ถ้าหยุด อาทิตย์หน้าก็เลื่อนไปอีก ๑ อาทิตย์ ถ้าทำๆ หยุดๆ ก็อีกนาน ถ้าทำไม่หยุดเลย มันก็เร็วหน่อย เดี๋ยวความหยุดมันก็จะเกิด ขึ้นกับเรานะลูกนะ เพราะฉะนั้น อย่าไปท้อ ให้ทำความเพียรกันต่อไป ให้ สม่ำเสมอ เพราะนี่คือกรณียกิจ เป็นกิจที่แท้จริง หรือพูดภาษา ชาวบ้านว่า เป็นงานที่แท้จริงของชีวิตหนึ่งที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ มาพบพระพุทธศาสนา แม้ไม่พบก็ตาม ชีวิตหนึ่งที่เกิดมาก็เพื่อ การนี้ ถ้าพบพระพุทธศาสนาก็รู้เรื่องเร็ว แต่ถ้าไม่พบพระพุทธ ศาสนาก็รู้เรื่องช้า เพราะว่าไม่มีใครจะมาสอนกันเรื่องเหล่านี้ มักจะสอนว่าตายแล้วสูญบ้าง หรือตายแล้วไปสวรรค์ บ้าง ถ้าเชื่ออย่างนั้น อย่างนี้ก็จะไปสวรรค์ แล้วก็เป็นสวรรค์ ที่นิรันดรคล้ายๆ นิพพานของเรา แต่ความจริงชีวิตมันไม่ง่าย อย่างนั้น เพราะว่ายังมีกิเลสกันอยู่ เมื่อกิเลสยังไม่หมด อยู่ๆ จะไปนิพพาน จะไปสวรรค์นิรันดรเลยไม่ได้ มันต้องขจัดเชื้อที่ ทำให้เวียนว่ายตายเกิดให้หมดไปเสียก่อน มันถึงจะไม่เกิด ก็ คือการทำพระนิพพานให้แจ้งนั่นเอง หรือถ้าจะย่นระยะเวลา ในการเกิดก็ต้องทำพระรัตนตรัยนี้ให้แจ่มแจ้ง คือท่านมีอยู่ใน ตัวเรานี่แหละ แต่ถูกความมืดด้วยนิวรณ์มาบดบังเป็นเครื่อง กั้นให้มันมืด เพราะฉะนั้น เราจำง่ายๆ ว่า ถ้าจะให้สว่างก็ต้องหยุดนิ่ง ฝึกใจไปเรื่อยอย่างสบายๆ ด้วยความเบิกบาน สนุกสนาน เหมือนคนที่เขาสนุกกับการทำงาน สนุกกับการเรียน สนุกกับ การเล่น หรือสนุกกับการดูการละเล่น เพลิดเพลินในสิ่งที่ตัว ชอบอะไรอย่างนั้น ต้องมีความสุขสนุกสนานกับการเจริญภาวนา สิ่งที่ยากมันก็จะง่าย สิ่งที่ง่ายมันก็ง่ายมากเพิ่ม ขึ้นไปเรื่อยๆ เป็นแสนง่ายล้านง่าย ทุกอย่างยังเป็นความลับของชีวิตที่ทำให้เราไม่รู้เรื่องเลย ไม่รู้เรื่องเลยนี่ภาษาธรรมะเขาเรียกว่า อวิชชา ไม่มีความรู้ เรื่องราวความจริงของชีวิต มันมาบดบังหนาแน่น ทั้งหุ้ม ทั้งเคลือบ ทั้งเอิบอาบ ซึมซาบ ปนเป็น สวมซ้อน ร้อยไส้ บังคับ ในธาตุ ในธรรม ในเห็น ในจำ ในคิด ในรู้ บังคับกันหนาแน่น มองไม่เห็นเลย เราก็ไม่รู้ เหมือนคนตาบอด อยู่ในที่มืด แถมโดนผูกตาเสียอีก ทำให้ ไม่รู้อะไรเลย อวิชชาที่เขาเข้ามาบังคับนี่ก็เหมือนกัน มันหนา แน่นหลายชั้นมาก ไม่ใช่แค่ ๓ ชั้นที่ยกตัวอย่างไว้ แต่ว่ามันนับ ชั้นไม่ถ้วน สิ่งเหล่านี้ก็เลยเป็นความลับของชีวิต จนกว่าเมื่อไร เราทำความสว่างให้เกิดขึ้นในใจของเราโดยการหยุด การนิ่ง สิ่ง เหล่านี้ก็จะถูกเปิดเผยออกมา เมื่อไรใจเราติดที่ศูนย์กลางกาย เหมือนติดกาวอย่างดีติด ไว้กับกลางกาย ความสว่างก็จะเจิดจ้า ยิ่งเข้าถึงพระธรรมกาย พระรัตนตรัยในตัว ก็จะยิ่งเจิดจ้าเพิ่มมากขึ้นไปเรื่อยๆ อย่าขี้เกียจนั่ง อย่าท้อ วันนี้นั่งไม่ได้ผล เลิกเสีย เถอะ เอาไว้ขยันเมื่อไรก็มานั่งต่อ เราจะมานั่งตาม อารมณ์อย่างนี้ มันไม่เหมาะ มันต้องให้เป็นกิจวัตร เหมือนเราอาบน้ำ ล้างหน้า แปรงฟัน ไม่ต้องมีใคร มาเตือนเรา พอถึงเวลาเราก็ทำกิจวัตรนั้น ภาวนา นี่เป็นกิจสำคัญยิ่งกว่าการอาบน้ำ ล้างหน้า แปรงฟัน เสียอีก เราก็จะต้องทำให้สม่ำเสมอ ให้ติดเป็น นิสัย เป็นจริตอัธยาศัย จนกระทั่งเป็นขันธสันดาน นั่นแหละ มันติดกันเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน อย่า ไปทำตามอารมณ์ ต้องคุมอารมณ์ให้ได้ แล้วเมื่อไรที่เราถึงจุดที่ความสว่างเกิด เมื่อเราได้สุขของ สมาธิที่เกิดขึ้น ความรู้สึกว่าทำตามอารมณ์นั้น เบื่อๆ อยากๆ หรือมีอารมณ์ก็นั่ง ไม่มีอารมณ์ก็ไม่นั่งก็จะหมดไป เราจะมีความ สุขสนุกสนานกับการทำภาวนา จากการที่เข้าถึงพระรัตนตรัยในตัวนี่ยังมีสิ่งที่เราจะต้องเรียน รู้กันอีกเยอะเลย เรียนรู้เรื่องภพภูมิต่างๆ ๓๑ ภูมิ กามภพ รูปภพ อรูปภพ นิพพาน ภพสาม โลกันตร์ ยังมีสิ่งที่ต้องเรียน รู้กันอีกเยอะ ซึ่งมันคุ้มกับการลงทุนปฏิบัติธรรม ฝึกใจให้หยุด นิ่ง ไม่มีวิชาใดหรือศาสตร์ใดๆ ในโลกที่จะทำให้เราแจ่มแจ้ง หายสงสัยได้นอกจากพุทธศาสตร์ เพราะพุทธศาสนาคือศาสตร์ แห่งความรู้ของท่านผู้รู้ที่จะทำให้แจ่มแจ้ง และมีความสุข เป็น ความรู้คู่ความสุข คู่คุณธรรม ฉะนั้นเราต้องขยัน เพราะมีสิ่งที่ จะต้องไปเรียนรู้กันอีกเยอะ เหมือนอย่างพระเดชพระคุณหลวงปู่ฯ ของเรา ท่านศึกษา ท่านก็มีความสุขในการเรียนรู้ทั้งวันทั้งคืน คุณยายอาจารย์ฯ ก็เช่นเดียวกัน จะศึกษาเรียนรู้กันตลอด ๒๔ น. มันมีสิ่งที่ต้อง เรียนรู้ไปเรื่อยๆ นี่คือสิ่งที่เราควรจะทุ่มเทชีวิตจิตใจให้มาก สิ่งใด ที่คุ้มสิ่งนั้นจึงควรแก่การอุทิศตนสำหรับศึกษาเรียนรู้เพื่อการนี้ เมื่อความรู้ภายในเราสว่าง เมื่อเราสว่างแล้วเดี๋ยวโลกก็ สว่างตาม จากคำแนะนำที่ดีที่มีพลังของเรานี่แหละ เพราะเรา มีประสบการณ์ภายใน จะทำให้โลกสว่างตาม แล้วเมื่อสว่าง กันไปพร้อมๆ กันจะมีสิ่งที่เรานึกไม่ถึงเลยว่ามันจะเกิดขึ้น ในยุคของเรา ให้ลูกทุกคนเอาใจหยุดนิ่งๆ ให้ใจใสๆ อยู่ที่กลางกายนะ ต่างคนต่างนั่งกันไปเงียบๆ วันอาทิตย์ที่ ๒๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๗