๑. เข็มทิศชีวิต ในสังสารวัฏนี้ มีแต่บุญกับบาปเท่านั้นที่ปะทะกันอยู่ ทุกอย่างตัดสินกันที่บุญ-บาป พระสัมมาสัมพุทธเจ้าสรุปว่า ชีวิตในสังสารวัฏสิ่งที่ควรทำ คือ ละชั่ว ทำดี ทำใจให้ผ่องใส นี่คือคำสรุปของผู้รู้ ที่เป็นแผนผังชีวิต หรือแผนที่ที่เราจะเดินทางในสังสารวัฏได้ดีที่สุด ๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๗ ๒. ทำบุญให้ครบทุกหมู่ บุญ คือ พลังแห่งความดี พลังแห่งความบริสุทธิ์ ที่เรากระทำด้วยกาย วาจา ใจ ทางมาแห่งบุญก็มี ทาน ศีล ภาวนา เป็นต้น บุญแต่ละอย่างก็มีคุณสมบัติแตกต่างกัน ให้ผลไม่เหมือนกัน ทำทานทำให้รวย รักษาศีลทำให้สวย ให้หล่อ ภาวนาทำให้ฉลาด เราจะทำเพียงอย่างใดอย่างหนึ่งข้างต้น แล้วหวังให้ได้ผลครอบจักรวาลทั้งหมด... ย่อมเป็นไปไม่ได้ มันต้องทำให้ครบทุกอย่าง เหมือนการรับประทานอาหารก็ต้องรับประทานให้ครบทั้ง ๕ หมู่ ๔ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๗ ๓. อย่าปฏิเสธบุญ บุญ เป็นบ่อเกิดแห่งความสุขความสำเร็จในชีวิต ไม่ว่าจะเกิดเป็นปุถุชนจนกระทั่งเป็นพระอริยเจ้า ล้วนอาศัย บุญ เป็นหลัก การปฏิเสธบุญ คือ การปฏิเสธความสุขความสำเร็จในชีวิตของตัวเราเอง ๑๕ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๐ ๔. น้ำยาบุญล้างบาป บุญที่เราทำ ส่วนหนึ่งจะไปแก้วิบากกรรม ซึ่งเป็นวิบัติบาปศักดิ์สิทธิ์ติดมา ให้เป็นบุญศักดิ์สิทธิ์ไปแก้กัน บุญเท่านั้นจึงจะไปขจัดบาปได้ ล้างบาปได้ และต้องทำด้วยตัวเอง บุญที่เราได้กระทำไว้จะไปตัดรอนวิบากกรรม วิบากมาร คำว่า “ตัด” ไม่ใช่เอามีดไปหั่น ไปตัดอย่างนั้น แต่จะเข้าไปขจัดวิบัติบาปศักดิ์สิทธิ์ เช่น บาปกรรมที่จะทำให้เราไปเกิดเป็นผู้หญิง หรือเป็นกะเทย หรือมีโรคภัยไข้เจ็บร้ายแรง หรือตกทุกข์ได้ยาก เป็นต้น วิบากกรรมเหล่านี้ก็จะเบาบางเจือจางไป ที่หนักก็เป็นเบา ที่เบาก็หาย แล้วก็เซ็ตโปรแกรมใหม่ ให้เรามีรูปสมบัติ ทรัพย์สมบัติ คุณสมบัติ รูปสมบัติก็สวยสดงดงาม ทั้งสวย ทั้งหล่อ ทั้งแข็งแรง อายุยืนยาว ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ หรือมีโรคน้อย ทรัพย์สมบัติ ก็จะร่ำรวย มีทรัพย์มาก และได้มาอย่างสะดวกสบาย อย่างง่ายดาย คุณสมบัติ ก็มีความรู้ดี ความสามารถดี มีความประพฤติดี เฉลียวฉลาด มีลาภ ยศ สรรเสริญ สุข มรรคผลนิพพานติดตามตัวเราไป ๔ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๗ 5. เราใช้บุญทุกวัน เราใช้บุญเก่าทุกวัน ตั้งแต่ตื่นนอนกระทั่งเข้านอน จะเรียกว่า ทุกอนุวินาทีก็ได้ ที่ยังมีเรี่ยวมีแรงสูดลมหายใจเข้าออกอยู่ได้ ก็เพราะยังมีบุญเก่าปรนเปรอให้ชีวิตเป็นไป เราใช้บุญเก่าตลอดเวลา แต่บุญใหม่นาน ๆ ทำที มันจะไม่พอกัน ในฐานะที่เราได้มาถึงความรู้อันบริสุทธิ์ ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว เข้าใจชีวิตได้ดีขึ้นกว่าเดิม ก็ควรจะใช้ชีวิตในการสร้างบุญบารมีให้เต็มที่ เพราะบุญคือทุกสิ่ง และบุญให้ผลเกินควรเกินคาด อย่างที่เราคาดไม่ถึง ๖ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ ๖. ทำบุญไม่สม่ำเสมอ สมบัติจึงขาดช่วง ถ้ามีบุญมาก ชีวิตเราก็จะดีกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้มาก แต่ว่าภพที่ผ่านมา เราประมาทชะล่าใจ เวลาอารมณ์ดีเราก็ทำบุญ พอหงุดหงิดเราก็ไม่ทำ เพราะทำบุญไม่สม่ำเสมอ สมบัติจึงกะพร่องกะแพร่ง ชีวิตจึงมีอุปสรรคอย่างที่เราเจอ แต่ภพต่อไปเราจะมีชีวิตที่ดีขึ้น เพราะชีวิตในอนาคตขึ้นอยู่กับเราว่า จะออกแบบชีวิตอย่างไร ให้ดี ให้เลว ให้ประณีต ให้ทราม ให้ตกต่ำ หรือสูงส่ง ก็แล้วแต่เราจะลิขิตชีวิตเราเอง ๖ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ ๗. บุญประจำ บุญทุกบุญเราต้องทำจึงจะได้ ไม่ทำก็ไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็น บุญประจำเทศกาล บุญประจำปี บุญประจำเดือน บุญประจำอาทิตย์ บุญประจำวัน และบุญที่ต้องทำตลอดเวลา สำหรับบุญประจำวัน และบุญที่ต้องทำตลอดเวลา ก็อยู่ในการบ้าน ๑๐ ข้อ ที่ให้ไว้ มีทำทาน รักษาศีล เจริญภาวนา แล้วก็ทำหน้าที่ผู้นำบุญยอดกัลยาณมิตร บุญประจำอาทิตย์ อาทิตย์หนึ่งเราก็มาประพฤติปฏิบัติธรรมร่วมกันที่วัด ให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนา ไปวัดใกล้บ้าน ใครที่เป็นแฟนวัดพระธรรมกายก็มาวัดพระธรรมกาย บุญประจำเดือน อาทิตย์ต้นเดือนก็มาบูชาข้าวพระร่วมกัน บุญประจำปี ก็มีบุญทอดกฐินปีละครั้ง บุญตามเทศกาล มีงานพิเศษตอนไหน เราก็ทำกันตอนนั้น เราเกิดมาเพื่อทำพระนิพพานให้แจ้ง แสวงบุญ สร้างบารมี เพราะฉะนั้นทุก ๆ บุญเราต้องสร้างให้เต็มที่ เนื่องจากเราใช้บุญเก่าทุกวัน ก็มีวันหมด จึงต้องสั่งสมบุญใหม่ให้เกิดขึ้นทุกวัน เพราะบุญเป็นพลังงานพิเศษ ที่จะทำให้เรามีความสุขและความสำเร็จในชีวิต ทั้งในมนุษยโลก ในเทวโลก รวมทั้งในสังสารวัฏ ๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๗ ๘. บารมี ๑๐ ทัศ ต้องสร้างตอนมีกายมนุษย์ ความสมบูรณ์ของชีวิตจะเกิดขึ้นได้ก็ต้องอาศัยบุญอย่างเดียวเท่านั้น เมื่อเราทำบุญ ไม่ว่าจะเป็นการทำทาน รักษาศีล และเจริญภาวนา ก็ให้มาเทียบเคียงกับบารมี ๑๐ ทัศ มีทานบารมี ศีลบารมี เนกขัมมบารมี ปัญญาบารมี วิริยบารมี ขันติบารมี สัจจบารมี อธิษฐานบารมี เมตตาบารมี และอุเบกขาบารมี ค่อย ๆ ทบทวนทีละข้อว่า มีอะไรที่เรายังขาดตกบกพร่องบ้าง เพื่อจะได้เติมให้ครบถ้วนบริบูรณ์ระหว่างที่เรายังมีกายมนุษย์อยู่ ซึ่งจะส่งผลดีทั้งในปัจจุบันนี้ และเมื่อเราละโลกไปสู่ดุสิตบุรี วงบุญพิเศษแล้ว ซึ่งภูมินี้ไม่ใช่ไปกันง่าย ๆ แค่ไปสวรรค์ชั้นต้น ๆ ก็ยากแล้ว แต่ถ้าไปสวรรค์ชั้นดุสิตยิ่งยากกว่า แล้วดุสิตบุรี วงบุญพิเศษ ยิ่งยากมาก ๆ ๘ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๗ ๙.ทำบุญสงเคราะห์โลกกับทำบุญกับพระสงฆ์ ทำบุญสงเคราะห์โลก ได้อานิสงส์ น้อยกว่า การทำบุญในแหล่งเนื้อนาบุญ แต่ถามว่า ควรทำสิ่งใด ก็ต้องทำควบคู่กันทั้งสองอย่าง เพราะเราต้องอยู่กับคน ก็ต้องช่วยเหลือเกื้อกูลกันไป และบุญนี้จะช่วยให้เรามีรูปสมบัติ ทรัพย์สมบัติ คุณสมบัติ เป็นอุปกรณ์ให้เราสร้างบารมีได้อย่างสะดวกสบาย อย่างง่ายดายต่อไปในภพเบื้องหน้า ๑๕ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๐ ๑๐.ทำบุญถี่เหนียว เราเกิดมาสร้างบารมี ก็ต้องทำบุญบ่อย ๆ เหมือนเราหายใจ ยังต้องหายใจบ่อย ๆ รับประทานอาหารกันบ่อย ๆ อาบน้ำกันบ่อย ๆ ฝนยังตกบ่อย ๆ ทุกอย่างบ่อย ๆ ทั้งนั้น บุญก็ต้องทำบ่อย ๆ ถ้านาน ๆ ทำที บุญเราก็น้อย บุญน้อย ๆ จะสู้กับบาปไม่ได้ เพราะบาปเราก็ทำบ่อย ๆ ถ้าไม่ทำบุญบ่อย ๆ เดี๋ยวบาปจะได้ช่อง ทรัพย์เขามีไว้สำหรับเป็นอุปกรณ์ในการสร้างบารมี ดังนั้นจะมาตระหนี่ถี่เหนียวเสียดายแล้วไม่ให้ ไม่ได้ จึงต้องทำบุญอย่างถี่เหนียว คือ ทำบุญบ่อย ๆ ทำบุญถี่ ๆ ให้บุญเหนียวแน่น บาปจะได้ไม่ได้ช่อง ๒๕ เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๖ ๑๑.บุญหรือบาปส่งผล ในช่วงที่บุญเก่าส่งผล บาปยังไม่ได้ช่อง อะไร ๆ ก็ดีไปหมด แม้ตอนนั้นเราทำสิ่งไม่ดีก็ตาม ตรงกันข้าม เวลาบาปส่งผล แม้เรากำลังทำสิ่งดี ๆ อยู่ก็ตาม แต่เรื่องไม่ดีก็เกิดขึ้นได้ ชีวิตนี้มีแต่บุญและบาปเท่านั้นที่ครอบครองมนุษย์อยู่ ขึ้นอยู่กับว่า ชีวิตช่วงนั้นอะไรได้ช่องส่งผลก่อน ก็จะเป็นอย่างนั้นก่อน แต่ช่วงต่อ ๆ ไป ชีวิตใหม่หลังจากตายแล้ว ทุกสิ่งที่เราทำในปัจจุบันจะติดตัวเราไป แม้ตอนนี้ยังไม่สำแดง เพราะยังเป็นเหมือนต้นกล้าอ่อน ๆ ยังไม่มีผล แต่ที่ส่งผลในปัจจุบันนั้นคือผลจากการกระทำในอดีต ก่อน ๆ โน้นของเรา ที่เป็นเหมือนต้นไม้ใหญ่ที่มีผลแล้ว เพราะฉะนั้นอย่าดูแค่สั้น ๆ ให้ดูกันยาว ๆ และให้หมั่นเพาะกล้าแห่งความดีไว้เยอะ ๆ เพื่อจะได้รับผลที่ดีในอนาคต ๑๔ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๕ ๑๒.ทำบุญเยอะแล้ว ขอพักก่อน อย่าเบื่อหน่ายในการสร้างบุญ อย่าเกียจคร้านในการทำความเพียร อย่าประมาทชะล่าใจว่า เราทำบุญมาเยอะแล้ว ขอพักก่อน แล้วค่อยไปทำบุญต่อไปในบุญข้างหน้า คิดอย่างนี้ถือว่า ประมาท เพราะวันพรุ่งนี้จะมีสำหรับเราหรือไม่ ยังไม่ทราบ มีตัวอย่างมากมายที่เกิดขึ้นกับมนุษย์ในโลก โดยเฉพาะเพื่อนสหธรรมิกที่จากพวกเราไปในวัยที่เรา คาดไม่ถึง เพราะฉะนั้นบุญทุกบุญทำไว้เถิด สิ่งที่เราทำนั่นแหละคือของเราอย่างแท้จริง สิ่งที่เรายังไม่ได้ทำ ก็ยังไม่ใช่ของเรา การชิงช่วงหรือช่วงชิงเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา เราอาจจะถูกช่วงชิงไปทำอย่างอื่นให้หมดสิ้นไปก็ได้ หรือเราอาจจะตายก่อนก็ได้ เพราะฉะนั้น อย่าประมาท ๖ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ ๑๓.หยุดพักสร้างบุญ บาปจะแทรก เราจะต้องไม่ประมาทในการสร้างบารมี อย่าคิดว่า ทำบุญมาเยอะแล้ว ขอพักก่อน แค่ความคิดคำนึงว่า ขอพักก่อน แสดงว่าจิตของเราถูกพญามารเข้าแทรกแล้ว จึงทำให้เกิดความคิดวิปริตอย่างนี้ แต่เราไม่รู้ตัว ไม่รู้จัก และไม่เข้าใจว่า ความคิดอย่างนี้จะเป็นพิษเป็นภัยต่อตัวเรา เพราะเมื่อเราหยุดพัก บุญก็พักด้วย แล้วบุญบาปชิงช่วงช่วงชิงกันอยู่ตลอดเวลา เมื่อบุญพัก บาปได้ช่องเสียบเข้ามาทันที เดี๋ยวก็จะไปกันใหญ่ จะฉุดดึงเราไปทำบาปอกุศลต่ออีกมากมาย เพราะฉะนั้นวันหนึ่งคืนหนึ่งที่ผ่านไป อย่าประมาท เราต้องสร้างบุญกันให้เต็มที่ทุก ๆ วัน เพราะเราเกิดมาทำพระนิพพานให้แจ้ง แสวงบุญ และสร้างบารมี ๘ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๗ ๑๔.ทำบุญบ่อยๆ นึกถึงบ่อยๆ ต้องหมั่นทำบุญบ่อย ๆ ทำไปเรื่อย ๆ ทำด้วยใจที่ผ่องใสทั้งก่อนทำ กำลังทำ และหลังจากทำแล้วก็ต้องปลื้ม และให้นึกถึงบุญนั้นบ่อย ๆ นึกเรื่อย ๆ ใจจะได้คุ้นเคยอยู่กับบุญ และบุญก็จะเพิ่มพูน บุญเป็นธาตุสำเร็จเหมือนของกายสิทธิ์ ที่ยิ่งนึกยิ่งโต ยิ่งนึกยิ่งขยาย ยิ่งนึกยิ่งเพิ่มขึ้น เช่นเดียวกับบาป ยิ่งนึกยิ่งโต ยิ่งนึกยิ่งเพิ่มขึ้น ยิ่งนึกยิ่งขยาย ยิ่งนึกใจก็ยิ่งหมอง แต่บุญยิ่งนึกใจยิ่งใส และใสเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ๖ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ ๑๕.วิธีแก้เมื่อเศรษฐกิจตกต่ำ การที่ภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศตกต่ำ แปลว่า กระแสบุญในตัวของคนในประเทศหย่อน เราก็ต้องพยุงขึ้นด้วยการสั่งสมบุญให้มาก ๆ ถ้าบุญของทุกคนในประเทศมีมาก สิ่งต่าง ๆ ภายนอกมันก็ทำอะไรไม่ได้ เหมือนร่างกายเราแข็งแรง แม้เชื้อโรคร้ายจะระบาดเต็มอากาศ เต็มท้องฟ้า ร่างกายก็ไม่เป็นอะไร แต่ถ้าร่างกายอ่อนแอ แม้เชื้อโรคเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็เป็นเรื่องใหญ่ บุญในตัวเราก็เหมือนกัน ถ้าหย่อนลง เรื่องไม่เป็นเรื่องก็เกิดขึ้นได้ แม้ตอนนี้ชาวโลกเขายังไม่เข้าใจ เราก็ต้องทำเป็นตัวอย่างไปก่อน อะไรจะเกิดขึ้นก็เป็นเรื่องปกติธรรมดา เราก็ลุยสร้างบารมีกันเรื่อยไป ๕ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๐ ๑๖.พลังบุญ-พลังบาป เรื่องบุญและบาป หลวงพ่อเชื่อมั่นล้าน ๆ เปอร์เซ็นต์เลยว่า อะไรก็เป็นไปได้ทั้งนั้น เวลาบุญส่งผล สิ่งที่เราคาดไม่ถึงก็เกิดขึ้นได้ ในทำนองเดียวกัน เวลาบาปส่งผลอะไร ๆ ก็เกิดขึ้นได้ อย่างเช่น ถ้าคนทำบาปเยอะ ๆ ในยุคศีลธรรมเสื่อม พญามารเขาก็จะเอาบาปของทุกคนมารวมกัน ส่งกลับมาทำให้กัปวินาศได้ นี่ไม่ใช่เรื่องธรรมดานะ ๑๒ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๕ ๑๗.ทำไมสอนให้รวย เราจำเป็นจะต้องรวย บางคนกลัวคำว่า “รวย” เคยเจอคำถาม “ทำไมต้องสอนให้รวย แปลว่า สอนให้โลภใช่ไหม” “ไม่ใช่” รวยกับโลภมันคนละคำกัน ไม่เหมือนกัน สะกดยังไม่เหมือนกันเลย ให้รวย ไม่ใช่ ให้โลภ แต่ถ้ารังเกียจคำว่า “รวย” 1 ไปลองจนดู หรือ 2.. เปลี่ยนคำใหม่ว่า “มีกิน มีใช้” เอาไว้สำหรับเป็นอุปกรณ์ในการสร้างบารมี เพราะอยู่ดี ๆ จะให้บุญหล่นทับ มันไม่มี เราจะต้องสร้างด้วยตัวของเราเอง เราจำเป็นจะต้อง รวย หรือ มีกิน มีใช้ เพื่อเป็นอุปกรณ์ในการสร้างบารมีของเรา สำหรับ มีกิน เรากินไม่เท่าไร เพราะยุ้งในตัวมีนิดเดียว แต่ มีใช้ นี่สำคัญ จะใช้ซื้อที่ ซื้อบ้าน ซื้ออุปกรณ์ในบ้าน ซื้อรถ ซื้อโน่น ซื้อนี่ ไล่เรื่อยไปกระทั่งซื้อเครื่องบิน และที่สำคัญคือใช้สร้างบารมี เพราะฉะนั้น มีใช้ จึงสำคัญ มหาเศรษฐีของโลก ตั้งแต่จุลเศรษฐี มหาเศรษฐี บรมเศรษฐี ทุกคนไม่มีเว้นแม้แต่คนเดียว ต้องเคยสร้างทานบารมี เพราะว่าเราเป็นผู้ออกแบบชีวิต อยากจะเป็นอะไรก็แล้วแต่ใจของเรา ให้เราสังเกตดูว่า ภพชาตินี้เรามีอะไรที่บกพร่อง ไม่สมบูรณ์บ้าง จะสร้างบารมีแต่มันไม่มีอุปกรณ์ ใจถึงแต่ทุนไม่ถึง หรือทีมถึงแต่ทุนไม่ถึง ที่เป็นอย่างนี้ก็เพราะว่า เราทำบุญมาไม่ถึง ๑๓ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๐ ๑๘.เหตุแห่งความตระหนี่ กิเลสอาสวะสอนให้เราตระหนี่ เขาพยายามกันสมบัติเรา ด้วยการทำให้เราเกิดความรู้สึกหวงแหนทรัพย์ ทำให้เราวิตกกังวลไปต่าง ๆ นานา เกี่ยวกับเรื่องความปลอดภัยในชีวิตบ้าง หรือทำให้เราเกิดความรู้สึกว่า ถ้าเรามีน้อยกว่าเขาก็จะไม่ปลื้มใจ จะทำให้ฐานะทางสังคมนั้นเปลี่ยนแปลงไป ถ้าหากเราเชื่อตามกิเลสที่คอยบังคับอยู่ในใจ ก็เท่ากับเรายอมให้เขาเอาผังจนถาวรที่ดำมืดยาวเหยียด มาใส่ติดไว้ในกลางกาย เหมือนไฟฟ้าที่ส่องสว่างข้างทาง เวลาเขาดับสวิตช์ไฟทีเดียวก็จะดับเป็นร้อยเป็นพันเสา ความมืดก็ปกคลุมตลอดเส้นทาง นั่นหมายถึงว่า ชีวิตเราจะอยู่กับความมืดเป็นร้อยชาติ พันชาติ หรือเกินกว่านั้น ชีวิตที่อยู่ในความมืด อยู่ในความยากจน เป็นชีวิตที่เสี่ยงต่ออบายภูมิ เพราะสิ่งแวดล้อมจะอำนวยให้เราสร้างแต่บาปอกุศล ที่จะนำไปสู่มหานรกได้ง่าย ซึ่งมันอันตราย ๓ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๕ ๑๙.การให้ธรรมทานชนะการให้ทั้งปวง การที่เราให้วัตถุทาน ให้ข้าว ให้น้ำ ให้เสื้อผ้า แก่เพื่อนมนุษย์ที่ตกยาก มันก็ไม่ได้ช่วยให้เขาพ้นทุกข์หรือรวยขึ้น หรือมีชีวิตที่สุขสมบูรณ์ตลอดไป การช่วยอย่างนี้ไม่ได้เรียกว่า “รื้อสัตว์ขนสัตว์” เรียกว่า “สงเคราะห์กันชั่วคราว” ให้ได้มีกิน มีใช้ กินอิ่มเป็นมื้อ ๆ เท่านั้น วัตถุทานที่ให้ไปนั้น ใช้ได้ไม่นาน แต่ถ้าเราให้ธรรมทานซึ่งใช้ได้ตลอดชีวิต เราบอกเขาครั้งเดียว ให้เขาได้เข้าใจธรรมะ เข้าใจเรื่องราวความเป็นจริงของชีวิต หรือได้ปฏิบัติธรรม ได้เรียนรู้ตามประสบการณ์ที่เราเข้าถึง แค่เพียงครั้งหนึ่งในชีวิตที่ได้พบกัน แล้วได้ฟังเรื่องราวความรู้ที่ทำให้เอาตัวรอดได้ การพบกันครั้งนั้นก็เกิดประโยชน์อันยิ่งใหญ่แล้ว แม้ต่อไปจะไม่ได้พบกันอีกก็ตาม เพราะได้ให้ธรรมทาน ความรู้ที่จะทำชีวิตให้รอด และปลอดภัยจากอบาย จากสังสารวัฏ การให้ธรรมทานนี้จึงเป็นเลิศกว่าการให้ทั้งปวง และอย่างนี้ถึงจะเรียกว่า “รื้อสัตว์ขนสัตว์” ให้พ้นจากวัฏสงสาร เหมือนอย่างที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าบำเพ็ญมา ๑๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๗ ๒๐.การถวายวิหารทานได้บุญอสงไขยอัปปมาณัง การถวายสังฆทานแด่ทักขิไณยบุคคล จะได้อานิสงส์ ๕ ประการ คือ อายุ วรรณะ สุขะ พละ ปฏิภาณ และได้บุญมากเป็นอสงไขยอัปปมาณัง คือ จะนับจะประมาณไม่ได้ ส่วนผู้สร้างวิหารทานชื่อว่า “เป็นผู้ให้ทุกสิ่งทุกอย่าง” ได้บุญเป็นอสงไขยอัปปมาณังเหมือนกัน แต่ปริมาณมากกว่า การก่อสร้างถาวรวัตถุเป็นศาสนสมบัติ เราจะได้บุญกันไปตลอดชาติ เพราะถาวรวัตถุอยู่ได้ยาวนานกว่าจะเสื่อมสลายไป แม้เราละโลกไปแล้ว ถ้าถาวรวัตถุนั้นยังอยู่ บุญอันใดที่เกิดขึ้นจากผู้มีบุญทั้งหลายที่ได้มาใช้สถานที่ มาระลึกนึกถึงพระรัตนตรัย มาปฏิบัติธรรม ทำความเห็นให้ตรงต่อหนทางพระนิพพาน ถ้ามาใช้เป็นร้อย เป็นพัน เป็นหมื่น เป็นแสน เป็นล้านคน บุญที่เกิดขึ้นกับทุก ๆ คน เราก็จะมีส่วนแห่งบุญนั้นด้วย ๑๙ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๖ ๒๑.เสบียงในสังสารวัฏ บุญทุกอย่างที่เราทำตอนเป็นมนุษย์ ไม่ว่าจะให้อาหารกับสัตว์เลี้ยง คนทุศีล คนมีศีล คนมีฌานสมาบัติ มีรู้ มีญาณ เป็นโคตรภูบุคคล พระอรหันต์ จนกระทั่งถึงพระอริยเจ้า รวมทั้งการถวายข้าวพระเป็นพุทธบูชาแด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่มีพระธรรมกายปรากฏอยู่ในอายตนนิพพานนับไม่ถ้วน บุญทั้งหมดเหล่านี้ จะไปเป็นสมบัติ เป็นเสบียงในการเดินทางไกลในสังสารวัฏของเรา เรามีเป้าหมายที่จะไปสู่ที่สุดแห่งธรรม ดังนั้นจำเป็นต้องมีเสบียงมาก มีบุญบารมีมาก ๆ สิ่งที่สำคัญในเบื้องต้นก็คือ จะต้องมีมหาทานบารมีเป็นเสบียงที่จะอำนวยความสะดวก ในการสร้างบารมีกันไปทุกภพทุกชาติ ตราบกระทั่งถึงที่สุดแห่งธรรม ๑๙ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๖ ๒๒.ที่สุดแห่งสมบัติ ๓ มหาทานบารมีที่เรานำปัจจัย ๔ มาฝากฝังไว้ในพระพุทธศาสนานี้ จะไปเป็นสมบัติใหญ่ติดตัวเราไปทุกภพทุกชาติ ทำให้เราสร้างบารมีได้สะดวกสบายง่ายดายกว่าชาตินี้ พอลงมาเกิดก็เป็นอุปกรณ์ในการสร้างบารมีของเรายิ่ง ๆ ขึ้นไป ถ้ามีบารมีมาก ที่สุดแห่งรูปสมบัติ คือ ได้กายมหาบุรุษ ที่สุดแห่งทรัพย์สมบัติ คือ ได้สมบัติจักรพรรดิ ที่สุดแห่งคุณสมบัติ ทำให้ได้วิชชา คือ วิชชา ๓ วิชชา ๘ อภิญญา ๖ วิโมกข์ ๘ ปฏิสัมภิทาญาณ ๔ ที่สุดจะไปรวมประชุมกันอยู่ตรงนั้น แต่ถ้าหากบารมียังอ่อน ๆ อยู่ ก็ได้ลดหย่อนกันลงมา ๖ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ ๒๓.พุทธวิธีแก้จน ความฝืดเคืองในภพชาติต่อไปจะหมดสิ้นไป ด้วยมหาทานบารมีที่เราสั่งสมกันอย่างสม่ำเสมอ แต่ถ้าหากใครทำไม่สม่ำเสมอ สมบัติก็จะมาเป็นช่วง ๆ เป็นตอน ๆ เราประกอบเหตุอย่างไร ผลก็เป็นอย่างนั้น เพราะในชีวิตของสังสารวัฏมีแต่เรื่องเหตุกับผล ประกอบเหตุอย่างนี้ ผลก็ต้องเป็นอย่างนั้น ที่มีผลอย่างนี้เพราะประกอบเหตุจากสิ่งโน้น มีแต่เรื่องเหตุเรื่องผลทั้งนั้น ไม่ใช่เรื่องงมงายเลย ๖ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ ๒๔.รื้อผังจน อย่ารื้อผังรวย เราจะ รื้อผังจน ได้ ด้วยการสร้างมหาทานบารมี แต่บางคนอยาก รื้อผังรวย ด้วยการตระหนี่ ทั้งนี้เพราะยังขาดความเข้าใจ เมื่อเราเกิดมาสร้างบารมี เราก็ต้องสร้างบารมี สร้างก็ต้องให้ถูกหลักวิชชา คือ ต้องทำให้เต็มที่ เต็มกำลัง ให้สุดใจไปเลย ต้องใจใส ๆ ทั้งก่อนทำ กำลังทำ และหลังจากทำแล้ว โดยไม่คิดเสียดายเลย และอย่าทำตามลำพัง ต้องไปชวนคนอื่นมาทำด้วย อย่างนี้จึงจะเรียกว่า สร้างบารมีอย่างถูกหลักวิชชา ๘ เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๙ ๒๕.ทานบารมีทำให้สร้างบารมีอื่นได้ง่าย เกิดมาสร้างบารมี เราก็ต้องสร้างบารมี ซึ่งมีทั้งหมด ๑๐ ทัศ ข้อที่ ๑ คือ ทานบารมี เป็นเรื่องที่สำคัญ ทำไว้เถิดประเสริฐนัก เราจะได้มีโภคทรัพย์สมบัติ ด้วยอานุภาพแห่งมหาทานบารมีของเรา ซึ่งจะทำให้การสร้างบารมีข้ออื่น ๆ ทำได้อย่างสะดวกสบาย ง่ายดาย จะรักษาศีลก็สะดวก จะเจริญภาวนาก็ง่าย เพราะเรามีทรัพย์เป็นอุปกรณ์ในการสร้างบารมี เมื่อเรามีทรัพย์ ก็จะลดปัญหาและแรงกดดันในชีวิตที่ต้องทำมาหากิน ต้องทำมาค้าขาย เราแค่ทำมาสร้างบารมีอย่างเดียวเท่านั้น และเราจะได้ใช้ทรัพย์นั้นสร้างทานบารมีต่อด้วย ๓ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๐ ๒๖.บุญหนุนถึงสุดธรรม ชาตินี้เป็นชาติที่เราต้องปรับปรุงผังชีวิตของตัวเราเอง เพราะเราคือผู้ออกแบบชีวิต เราลิขิตชีวิตเราเอง ใครอยากจะให้ชีวิตในอนาคตเป็นอย่างไร ก็ออกแบบด้วยตัวเอง อยากจะเป็นจุลเศรษฐี มหาเศรษฐี หรือว่าเป็นบรมเศรษฐี ก็แล้วแต่ใจของเรา การที่เราจะออกแบบชีวิตให้ภพชาติต่อไปเป็นเศรษฐีในระดับไหนนั้น ก็ขึ้นอยู่กับการประกอบเหตุในปัจจุบันนี้เป็นหลัก เพราะฉะนั้นให้ทุ่มทำไปเถิด บุญใหญ่จะได้บังเกิดขึ้นกับเรา และถ้าจะให้ดีที่สุด ก็ต้องทุ่มเทชีวิตจิตใจสั่งสมบุญกันให้เต็มที่ ทั้งแรงกาย แรงใจ กำลังทรัพย์ กำลังสติปัญญา กำลังพวกพ้องบริวาร ทำกันไปให้สุดหัวใจ แล้วบุญใหญ่จะได้ก่อเกิดเป็นผลานิสงส์ที่ไม่มีประมาณกับเรา ที่จะทำให้เราประสบความสุขและความสำเร็จในชีวิตเป็นอัศจรรย์ เหมือนกับท่านผู้มีบุญในกาลก่อนที่มีสมบัติจักรพรรดิตักไม่พร่อง และสมบัติอจินไตยบังเกิดขึ้น บุญจะบันดาลให้เราได้ที่สุดของทุกสิ่ง กระทั่งหนุนนำพาเราให้ไปถึงที่สุดแห่งธรรมได้ เพราะฉะนั้นลูกทุกคนจะต้องสร้างบารมีให้กลั่นกล้ากว่าที่ผ่านมา นี่เป็นเรื่องเร่งด่วนที่สำคัญที่สุด ๔ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๐ ๒๗.ไม่เชื่อก็เผื่อเหนียวเอาไว้ ทานบารมีต้องทำไว้ ถ้าตายแล้วสูญก็เจ๊ากันไป แต่ถ้าเกิดตายแล้วไม่สูญ เราจะมีความสุขในสุคติโลกสวรรค์ ไม่ว่าใครจะเชื่อเรื่องการเวียนว่ายตายเกิด หรือไม่เชื่อว่ามีการเวียนว่ายตายเกิดก็ตาม พึงสร้างทานบารมีเผื่อเหนียวไว้เถิด สมมติว่า ไม่มีการเวียนว่ายตายเกิด ชีวิตไปสิ้นสุดอยู่ที่เชิงตะกอนก็เจ๊ากันไป แต่ถ้าเกิดมีขึ้นมา ยุ่งทีเดียว มันอันตราย เพราะเราไม่ได้สร้างทานบารมีเอาไว้ ถ้าใครเชื่อว่า ฝากชีวิตทุกสิ่งไว้กับเทพเจ้าที่ตนเคารพนับถือก็ตาม ก็ต้องสร้างบารมีเผื่อเหนียวเอาไว้ เผื่อไปแล้วไม่เจอเทพเจ้าที่เคารพนับถือ ทานนี้จะได้ส่งผล ถ้าเจอก็เจ๊ากันไป เมื่อเกิดมาใหม่ เราจะได้มีผังแห่งโภคทรัพย์สมบัติ ที่เกิดจากการสร้างมหาทานบารมี เป็นอุปกรณ์ในการสร้างบารมีในภพชาติต่อไป เพราะฉะนั้นทานบารมีจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง ๔ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๐ ๒๘.ใช้ทรัพย์ให้เป็น ทรัพย์ในโลกมนุษย์ นอกจากมีไว้เพื่อความปลอดภัยของชีวิตแล้ว เขามีเอาไว้สำหรับสร้างบารมี ไม่ใช่มีเอาไว้อวด เอาไว้ข่มกัน หรือเอาไว้เพื่อความอุ่นใจว่า เรามีเท่าเขา หรือมีมากกว่าเขา ไม่ใช่เป็นเครื่องปลื้มใจเท่านั้น แต่ว่าทรัพย์มีไว้สำหรับการสร้างบารมี ๓ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๕ ๒๙.อย่ารอให้หมดโอกาส ตอนนี้เรายังแข็งแรง เรามีทุกอย่างพร้อม เราคงยังไม่ซาบซึ้งในการสร้างบารมีเท่าไรนัก คือ อยู่ในระดับที่ทราบแต่ยังไม่ซึ้งตรึงใจ จะซาบซึ้งตอนเราป่วย ตอนนั้นทรัพย์แม้มีอยู่ แม้เป็นของเรา เราอยากจะทำบุญ แต่ก็ทำไม่ได้ มีผู้มีบุญท่านหนึ่ง หลวงพ่อรู้จักมานานร่วม ๒๐ ปี ตอนนั้นท่านป่วยเป็นมะเร็ง คุณหมอพยากรณ์แล้วว่า เหลือเวลาเท่านั้นเท่านี้ ท่านก็ได้ขึ้นไปปฏิบัติธรรมบนดอยสุเทพ จ.เชียงใหม่ ตอนขึ้นไปก็ยังดีอยู่ แต่พอกลับลงมาท่านก็ล้มป่วย มีกัลยาณมิตรไปเยี่ยม แล้วชวนท่านสร้างมหาทานบารมี ท่านก็เต็มใจนะ ยินดีเซ็นเช็คให้ แต่ภรรยาไม่เต็มใจ ท่านก็รำพึงว่า ผมซึ้งแล้วละ ที่หลวงพ่อพูดว่า ตอนแข็งแรงมีทรัพย์ให้ทำบุญ ตอนนี้ผมป่วย ผมไปไหนไม่ได้ ผมเซ็นเช็คก็จริง แต่ถ้าเขาไม่ร่วมมือสนับสนุน ผมก็ทำไม่ได้ ตอนนี้ผมซึ้งแล้ว รู้อย่างนี้ทำตอนแข็งแรงก็ดี เพราะฉะนั้น ใครยังแข็งแรงอยู่พึงศึกษาเอาไว้ให้ดี มีหลายท่านมารำพึงกับหลวงพ่อว่า ตอนนี้ซาบซึ้งแล้ว ตอนแข็งแรงเราก็ไม่ค่อยได้ทำ ตอนเราไม่แข็งแรง เดินก็ไม่ค่อยไหว มือไม้จับอะไรก็ไม่ถนัด ตอนนี้แม้อยากทำก็ทำได้ไม่เต็มที่ แล้วบางท่านก็ฝากมาบอกว่า ให้ช่วยไปบอกคนที่ยังแข็งแรง มีทรัพย์ และมีทุกสิ่งอยู่ว่า “ตอนนี้โอกาสของเรายังดีอยู่ ให้รีบสร้างบารมีกันเสียเถิด มีอะไร ๆ ก็รีบทำกันไปซะ” ๒๖ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๐ ๓๐.ผลแห่งการให้ทานโดยไม่เคารพ พระบรมศาสดาทรงตรัสเล่าเรื่อง เวลามพราหมณ์ ว่าด้วยการให้ทานที่มีผลมาก แก่ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี บุคคลผู้ให้ทานที่ประณีตหรือไม่ก็ตาม หากให้โดยไม่เคารพในทาน ไม่ทำความนอบน้อมในทาน ไม่ได้ให้ด้วยมือของตนเอง ให้ของที่เหลือเดน แล้วให้ทานโดยไม่เชื่อเรื่องกรรมและผลของกรรม ทานนั้นจะส่งผลให้เขา ...เมื่อไปเกิดในที่ใดก็ตาม แม้มีทรัพย์มาก จิตของผู้นั้นย่อมไม่ยินดีที่จะรับประทานอาหารอย่างดี จะรับประทานแต่ของเก่าค้างคืน แม้มีทรัพย์มาก ย่อมไม่ยินดีที่จะใช้ผ้าเนื้อดี ชอบแต่ผ้าเนื้อหยาบ แม้มีทรัพย์มาก ย่อมไม่ยินดีที่จะใช้พาหนะดี ๆ ชอบแต่ของเก่า ๆ แม้มีทรัพย์มาก ย่อมไม่ยินดีที่จะนำทรัพย์นั้นมาบำรุงบำเรอด้วยสิ่งที่ตนปรารถนา แม้บริวารของผู้ให้ทาน คือ บุตร ภรรยา คนรับใช้ เป็นต้น ก็ไม่เชื่อฟัง เหล่านี้เป็นผลแห่งกรรมที่ทำทานโดยไม่เคารพ ไม่ตระหนักเห็นคุณค่าในการทำทาน ส่วนบุคคลผู้ให้ทานที่ประณีตหรือไม่ก็ตาม ถ้าให้ทานโดยเคารพ ทำความนอบน้อมในทาน ให้ทานด้วยมือของตนเอง ให้ของที่ไม่เหลือเดน และให้ทานโดยเชื่อกรรมและผลของกรรม ทานนั้นจะส่งผลให้เขา...เมื่อไปเกิดที่ใดก็ตาม จิตของเขาย่อมน้อมไปเพื่อรับประทานอาหารอย่างดี ย่อมยินดีในการใช้ผ้าเนื้อดี ย่อมยินดีในการใช้ยานพาหนะดี ๆ จิตของเขาย่อมยินดีในการบำรุงบำเรอด้วยสิ่งที่น่าปรารถนา แม้บริวารของผู้ให้ทาน คือ บุตร ภรรยา ทาส คนรับใช้ เป็นต้น ย่อมเชื่อฟัง ข้อนี้ก็เป็นผลแห่งกรรมที่ทำทานโดยเคารพ ๑๖ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๗ ๓๑.การอธิษฐานจิตคืออะไร การอธิษฐานจิตไม่ใช่เป็นความโลภ หรือการค้ากำไรเกินควร เราจะเอาไปเปรียบเทียบกับธุรกิจไม่ได้ อธิษฐานจิต ก็คือการตั้งเป้าหมายว่า ในอนาคตเราอยากจะไปเป็นอะไร เราปรารถนาอย่างไร เราจึงตั้งจิตอธิษฐาน แล้วบุญก็จะเป็นพลังสนับสนุน ให้เป็นไปตามความปรารถนานั้น ซึ่งไม่เกี่ยวกับความโลภ ถ้าความโลภเกิดขึ้น บุญก็ไม่เกิด เพราะมันตรงข้ามกัน และเราก็กำลังเดินตามรอยพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อครั้งยังเสวยพระชาติเป็นพระโพธิสัตว์ ทุกครั้งที่พระองค์ทำความดี ไม่ว่าทำเล็ก ทำใหญ่ พระองค์ปรารถนาพุทธภูมิทั้งนั้น ซึ่งเป็นภูมิอันยิ่งใหญ่ ถวายดอกไม้บูชาพระเจดีย์ก็ปรารถนาเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถ้าเราจะไปคิดว่า อย่างนี้เป็นการค้ากำไรเกินควร ก็ไม่ถูก แต่ว่าพระองค์กำลังสั่งสมบุญเพื่อไปสู่เป้าหมายตรงนั้น อย่างนี้เรียกว่า อธิษฐานบารมี คือ กำลังสั่งสมบุญทีละเล็ก ทีละน้อย เหมือนปลวกค่อย ๆ สร้างรังจากดินก้อนเล็ก ๆ ขึ้นไป หรือเหมือนตึกก็ต้องค่อย ๆ ก่อสร้างขึ้นไป จนกว่าจะไปถึงเป้าหมายของตึกที่ได้ตั้งใจไว้ ๔ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๗ ๓๒.อธิษฐานจิต ไม่ใช่ค้ากำไรเกินควร ทุกครั้งที่ทำบุญ เราต้องอธิษฐาน ถือเป็นอธิษฐานบารมีของเรา พระโพธิสัตว์ทุกพระองค์ก็ทำอย่างนี้มาตลอด จะทำบุญอะไร ท่านก็ตั้งจิตอธิษฐานเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งเป็นภูมิอันยิ่งใหญ่ ฉะนั้น เราทำบุญอะไร จะทำบุญเล็ก บุญปานกลาง บุญใหญ่ จะต้องอธิษฐานจิตให้ดี เป็นการเซ็ตโปรแกรมภายในตัว เป็นเป้าหมายชีวิตของเราเอาไว้ ดังนั้น การที่เราทำบุญอะไรก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นใส่บาตร นั่งสมาธิ เราอย่าดูหมิ่นว่า เป็นบุญเล็ก บุญน้อย ให้เราตั้งเป้าไปเลยในสิ่งที่เราปรารถนา เช่น ไปสู่ที่สุดแห่งธรรม แล้วอธิษฐานให้ครบถ้วนครอบคลุมทั้งหมด เพราะความปรารถนาตั้งได้เฉพาะตอนเป็นกายมนุษย์หยาบเท่านั้น ซึ่งเรามีเวลาอย่างจำกัด ดังนั้น คำว่า “ค้ากำไรเกินควร” ต้องไปใช้กับนักธุรกิจ มาใช้กับนักสร้างบารมีไม่ได้ เราไม่ได้ทำมาค้าขาย แต่เราทำมาสร้างบารมี ๑๕ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๐ ๓๓.บุญ กับ คำอธิษฐาน เราตั้งจิตอธิษฐานอย่างไร พลังบุญซึ่งเป็นกระแสบุญธาตุอันบริสุทธิ์ ก็จะส่งเอาไปใช้ให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ตามความปรารถนาของเรา ถ้าเราตั้งความปรารถนาใหญ่ กำลังบุญก็จะต้องพอเหมาะพอสมกัน เช่น ปรารถนาจะเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า กำลังบุญก็ต้องเต็มเปี่ยมบริบูรณ์ทั้ง ๓๐ ทัศ จึงจะเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ เพราะฉะนั้น พระบรมโพธิสัตว์จึงไม่ได้ทำบุญครั้งเดียว อธิษฐานครั้งเดียว แต่ทำนับครั้งไม่ถ้วน นับชาติไม่ถ้วน ซึ่งก็แล้วแต่ว่าสิ่งที่เราปรารถนานั้นมันเล็ก ปานกลาง หรือยิ่งใหญ่ขนาดไหนที่จะพอเหมาะพอดีกัน เหมือนเรามีเงินนิดหน่อย แต่อยากจะซื้อบ้านหลังใหญ่ หรือรถเก๋งหรู ๆ มันก็ยังซื้อไม่ได้ เพราะฉะนั้นของที่เราอยากได้ต้องพอเหมาะกับเงินที่เรามี บุญก็เช่นเดียวกันจะต้องพอเหมาะ กับสิ่งที่เราได้ตั้งความปรารถนาเอาไว้ เมื่อบุญยังมีไม่พอ ก็ต้องค่อย ๆ สั่งสมกันไป ๔ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๗ ๓๔.หลักในการอธิษฐานจิต การอธิษฐานจิตเป็นสิ่งสำคัญ ทำบุญทุกครั้งต้องอธิษฐาน ก็มีหลักง่าย ๆ คือ เราต้องอธิษฐานเป้าหมายหลักอันดับแรกก่อน คือ ขออานุภาพแห่งบุญนี้... ให้เราได้บรรลุมรรคผลนิพพาน ได้ไปสู่ที่สุดแห่งธรรม ให้เราเข้าถึงธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่มหาปูชนียาจารย์ได้เข้าถึง อย่างสะดวกสบาย อย่างง่ายดาย อย่างถูกต้องร่องรอยตรงไปตามความเป็นจริง เกิดมาระลึกชาติได้ เห็นธรรมะกันตั้งแต่เยาว์วัย สร้างบารมีเรื่อยไปจนกระทั่งหมดอายุขัยไปทุกภพทุกชาติ ตราบกระทั่งถึงที่สุดแห่งธรรม เมื่อเราอธิษฐานเป้าหมายหลักแล้ว ต่อจากนั้นก็เป็นเป้าหมายเสริม เช่น ให้เราสมบูรณ์ไปด้วยรูปสมบัติ ทรัพย์สมบัติ คุณสมบัติ ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข พวกพ้องบริวาร ให้มีแต่คนดี ๆ สิ่งดี ๆ เข้ามาอยู่ใกล้ตัวเรา เป็นต้น แล้วเป้าหมายรองลงมากว่านี้อีกก็เป็นบุญพิเศษ เราจะอธิษฐานอย่างไร เราก็ว่ากันไป เช่น ให้หมดหนี้สิน เหลือกินเหลือใช้ เหลือไว้สร้างบารมี ให้ได้สมบัติอัศจรรย์ทันใช้ หรือให้หายเจ็บ หายป่วย หายไข้ หนักเป็นเบา เบาเป็นหาย ถ้าตายก็ให้ไปดี ไปสู่ดุสิตบุรี วงบุญพิเศษอย่างนี้ เป็นต้น ๔ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๗ ๓๕.อธิษฐานให้ระลึกชาติได้ เกิดมาระลึกชาติได้ชาติเดียว อันตราย มีเรื่องกล่าวไว้ในพระไตรปิฎกว่า มีอยู่หลายท่านระลึกชาติได้ชาติเดียว เห็นว่าภพในอดีตตนเคยเกิดเป็นคนรวย และได้สั่งสมบุญมาอย่างดี แต่ชาติต่อมากลับมาเกิดเป็นคนจน บางท่านระลึกชาติไปเห็นว่า ชาติในอดีตตนเกิดมาจน และทำบาปอกุศลด้วย แต่ชาติต่อมากลับเกิดมารวย เลยไปสรุปว่า ทำดี ไม่ได้ดี ทำชั่ว ไม่ได้ชั่ว ทำให้ไม่เชื่อเรื่องบุญบาป ทำให้พลาดไปทำอกุศลก็ไปอบายได้ ชีวิตถอยหลังอีกแล้ว เพราะฉะนั้นระลึกชาติได้ชาติเดียว อันตราย ต้องอธิษฐานให้ระลึกชาติได้หลาย ๆ ชาติ และไม่ว่าชีวิตจะเป็นอย่างไร ต้องสั่งสมบุญเอาไว้ ให้บุญเป็นพลังเสริมให้คำอธิษฐานของเราเป็นจริงสมปรารถนา ๘ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๗ ๓๖.กฎแห่งกรรม กฎแห่งกรรม คือ กฎแห่งการกระทำ หรือ กฎแห่งเหตุและผล ประกอบเหตุอย่างนี้ ต้องไปมีผลอย่างนั้น ประสบผลอย่างนี้ เพราะประกอบเหตุมาอย่างนั้น กรรม คือ การกระทำทางกาย ทางวาจา และทางใจ จะดีหรือชั่ว เจตนาหรือไม่เจตนา จะน้อยหรือมาก ล้วนมีผลทั้งสิ้น ที่ไม่มีผลไม่มีเลย ผลบางอย่างปรากฏชัดในปัจจุบันทันตาเห็น บางอย่างไม่เห็น เพราะเราตายเสียก่อน แต่ว่าผลนั้นจะส่งต่อ ๆ กันไปหลังจากตายแล้ว รวมทั้งเกิดใหม่อีกกี่ครั้งก็ยังต้องเจออีก กฎหมายหรือกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ในโลก ที่มนุษย์สมมติกันขึ้นมา ยังหลีกเลี่ยงได้ ยังเปลี่ยนแปลงได้ ปีนี้ใช้อย่างนี้ ปีหน้าเปลี่ยนใหม่ แต่กฎแห่งกรรมไม่เคยเปลี่ยนแปลง ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ทำอย่างไรได้อย่างนั้น ปลูกถั่วก็ต้องเป็นถั่ว ปลูกงาก็ต้องเป็นงา ปลูกถั่วจะไปเป็นงาไม่ได้ ยกเว้นคนตาถั่ว ๖ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๗ ๓๗.ไม่มีใครหนีพ้น ทุกคนในโลก ไม่อาจจะเลี่ยงกฎแห่งกรรมได้เลย ไม่ว่าจะเป็นเชื้อชาติ ศาสนา และเผ่าพันธุ์ใด จะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ตาม ทุกชีวิตในโลกนี้จะต้องตกอยู่ภายใต้กฎแห่งกรรมทั้งสิ้น แม้แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระอรหันต์ทั้งหลาย ซึ่งมีฤทธิ์ มีเดช สามารถเหาะเหินเดินอากาศได้ ทำกิเลสอาสวะให้หมดสิ้นไปได้ แม้ภพสุดท้ายพระองค์ก็ยังต้องเผชิญกับกฎแห่งกรรม ๒๗ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ ๓๘.หาเบื้องต้นไม่ได้ กฎแห่งกรรม มีมายาวนาน ตั้งแต่เมื่อไรไม่มีใครรู้ แม้แต่พุทธญาณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่ละพระองค์มาต่อ ๆ กันนับพระองค์ไม่ถ้วน ยังหาเบื้องต้นว่า จะสิ้นสุดตรงไหน ยังไม่มีใครรู้ ๑๗ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ ๓๙.พระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ได้บัญญัติ “กฎแห่งกรรม” พระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ได้เป็นผู้บัญญัติ แต่มีผู้ที่เขาตั้งกฎนี้ขึ้นมา เป็นผู้ที่มีฤทธิ์ มีอานุภาพมาก เรามองไม่เห็นเขา เขาอยู่ในที่ลึกลับมาก ๆ เป็นผู้อยู่ฉากหลังในทุก ๆ ชีวิต ตลอดแสนโกฏิจักรวาล อนันตจักรวาล ไม่มีเว้นเลยสักรายเดียว พระสัมมาสัมพุทธเจ้าไปรู้ไปเห็นมาด้วยพุทธญาณอันบริสุทธิ์ เพราะความสงสารจึงได้นำมาสั่งสอนสัตวโลก ให้รู้ให้เห็นเรื่องราวเหล่านี้ ๑๗ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ ๔๐.อย่าคิดว่า ไม่มีใครเห็น การกระทำอะไรก็ตาม ทั้งที่ลับที่แจ้ง ใครจะเห็นหรือไม่เห็นก็แล้วแต่ แต่กฎแห่งกรรมเขาเห็น และได้บันทึกติดเอาไว้ในตัวผู้กระทำ ๑๗ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ ๔๑.ไม่รู้กฎ...อันตราย กฎแห่งกรรมเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องศึกษา ต้องเรียนรู้เอาไว้ ไม่รู้ อันตราย ถ้ารู้แล้วเอาตัวรอดและปลอดภัยได้ แม้ยังไม่หมดกิเลส แต่ก็จะมีชีวิตอยู่ในสังสารวัฏ ได้อย่างปลอดภัยจากอบาย เพราะว่าทำถูกหลักวิชชา จะท่องเที่ยวสร้างบารมีอยู่แค่สองภพภูมิ คือ ในมนุษย์กับเทวโลก ไม่พลัดไปสู่อบายภูมิที่มีความทุกข์ทรมานมาก ถ้าเราได้ศึกษาแล้ว ส่วนใหญ่จะสั่งสมบุญบารมีอย่างเดียว โอกาสที่จะไปทำผิดทำพลาดจะมีน้อย จะมีก็แค่พลาดพลั้ง เผอเรอ ประมาทเลินเล่อเท่านั้น ๖ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๗ ๔๒.พุทธบริษัท ๔ ต้องศึกษา ถ้าพุทธบริษัท ๔ ทั้งพระภิกษุ สามเณร อุบาสก อุบาสิกา ศึกษาเรื่องกฎแห่งกรรมและมีความเชื่อมั่น พระพุทธศาสนาก็จะมั่นคงเจริญรุ่งเรืองได้ ชาวโลกก็จะได้รับประโยชน์สุขอันยิ่งใหญ่ จากคำสอนของพระบรมศาสดา หิริโอตตัปปะ คือ ความละอายต่อบาป และเกรงกลัวต่อผลของบาปจะเกิดขึ้น จะดำเนินชีวิตที่ถูกต้อง จะละชั่ว ทำดี และทำใจให้ใส ๆ ตามคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ความสุขก็จะเกิดขึ้นทั้งในปัจจุบันและอนาคต ไม่ต้องแวะเวียนท่องเที่ยวไปในอบายเลย ๑๗ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ ๔๓.ตายแล้วไม่สูญ ชีวิตหลังจากตายแล้วมีอยู่ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ทรงสอนอยู่ตลอดเวลา เรื่องภพ เรื่องชาติ เรื่องการเวียนว่ายตายเกิด เรื่องภพที่จะรองรับ ทุคติ สุคติ ต่าง ๆ เหล่านี้พระองค์ตรัสมาหมดแล้ว เพราะฉะนั้นตายแล้วไม่สูญ มีภพภูมิรองรับอยู่ ตายแล้วไปไหน ขึ้นอยู่กับเราดำเนินชีวิตมาอย่างไร ซึ่งต้องทำให้ถูกหลักวิชชา ต้องดำเนินชีวิตให้ถูกต้อง ต้องตายให้เป็น ตายให้ถูกหลักวิชชา ชีวิตหลังจากตายแล้ว ไม่มีการทำมาหากิน ชีวิตในปรโลกเป็นอยู่ได้ด้วยบุญและบาป ตัดสินกันที่ดีกับชั่วเท่านั้น ไม่ใช่เก่ง เฮง หล่อ รวย สวย ฉลาด เพราะฉะนั้น ต้องศึกษาให้ดี จะได้ดำเนินชีวิตได้ถูกต้อง ๑๗ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๗ ๔๔.ชีวิตหลังความตายมีจริง อย่าเข้าใจเพียงว่า สวรรค์อยู่ในอก นรกอยู่ในใจ หรือเอาสวรรค์มาล่อ เอานรกมาขู่ อะไรทำนองนี้ นั่นเป็นเรื่องราวของผู้ที่ไม่เคยรู้เหตุ คือ ตัวทำไม่ได้ ไม่เคยเห็นใครทำได้ ก็เลยสรุปอย่างนั้น หรือถ้าคิดว่า นรกสวรรค์มีจริง แล้วจะทำโน่นทำนี่ที่ตัวอยากทำ มันไม่ได้ มันจะกลัว แล้วความจริงรู้ได้อย่างไร ก็รู้จากคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วทำไมต้องเชื่อ เพราะท่านเป็นบุคคลที่ควรเชื่อ เพราะท่านหมดกิเลสอาสวะแล้ว รู้แจ้งเห็นแจ้งแทงตลอดในสรรพสัตว์สรรพสิ่งทั้งหลาย ชีวิตในสังสารวัฏ ภพภูมิต่าง ๆ อยู่ในคลองแห่งธรรมจักษุ ในญาณทัสนะอันบริสุทธิ์ของท่าน ไม่มีอะไรกำบังได้ ท่านไปรู้ไปเห็นมา อาศัยมหากรุณา สงสารสัตวโลกทั้งหลาย จึงนำมาถ่ายทอด มาอบรมสั่งสอน ๗ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๗ ๔๕.นรกสวรรค์ มีจริง พิสูจน์ได้ เรื่องนรกสวรรค์ ผู้ที่เขามีรู้ มีญาณ เข้าถึงพระรัตนตรัยในตัว ได้ศึกษาวิชชาธรรมกาย ในสมัยพระเดชพระคุณหลวงปู่วัดปากน้ำฯ ไปกันได้เยอะแยะ ไปมาหาสู่กันเป็นปกติ แล้วก็สอนวิธีได้ด้วย ความรู้นี้เป็นความรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ของเก่านำมาเป่าฝุ่นใหม่ เพราะฉะนั้น นรกสวรรค์มีจริง ๆ และก็สามารถพิสูจน์ได้ด้วยพุทธวิธี อย่าเพิ่งไปสรุปว่า เราพิสูจน์ไม่ได้ แต่ว่าเรายังไม่ได้พิสูจน์ วิธีพิสูจน์ก็มีอยู่ ถ้าทำตามสูตรนั้น มันก็พิสูจน์ได้ นี่เป็นสิ่งที่เราจำเป็นต้องศึกษาเรียนรู้เอาไว้ ๗ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๗ ๔๖.นรก สวรรค์ นิพพาน มีจริง พระเดชพระคุณหลวงปู่วัดปากน้ำฯ ท่านกล่าวว่า ได้ธรรมกายแล้วศึกษาวิชชาธรรมกาย ไปนรกก็ได้ ไปสวรรค์ก็ได้ ไปนิพพานก็ได้ ไปจับมือถือแขนสัตว์นรกก็ได้ พูดจาโต้ตอบกันก็ได้ หมู่ญาติละโลกแล้วไปตกอยู่ในนรก ในอบาย ก็ไปช่วยได้ ถ้าหมู่ญาติไปอยู่สุคติโลกสวรรค์ก็ไปมาหาสู่กันได้ ไปจับมือถือแขนกันได้ พูดจาโต้ตอบกันได้ และยังไม่พอ ท่านยังพูดถึงพระธรรมกายของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในอายตนนิพพาน ไปมาหาสู่กันได้ ไปได้แต่ไปอยู่ไม่ได้ ท่านว่าอย่างนั้น ไปกราบขอบุญขอบารมีท่านได้ นี่เป็นเรื่องแปลกและอัศจรรย์มาก อัศจรรย์ในพุทธานุภาพ อานุภาพแห่งพระธรรมกาย ซึ่งมีอยู่ในตัวของมนุษย์ทุกคน ใครเข้าถึงได้ก็ทำได้ ใครเข้าถึงไม่ได้ก็ทำไม่ได้ เพราะฉะนั้นก็มีวิธีเดียวแค่นั้น คือปฏิบัติให้เข้าถึง ด้วยวิธีการทำใจให้หยุดให้นิ่ง นี่เป็นเรื่องอจินไตย คือเหนือวิสัยของการนึกคิดด้วยสติปัญญา จะใช้จินตมยปัญญานึกคิดด้นเดาเอาว่า จะเป็นไปได้อย่างไร คิดไปก็กะโหลกบาน สติเฟื่อง เพราะเหนือวิสัยการนึกคิด มันเป็นวิสัยของผู้เข้าถึงปฏิบัติได้ และในสมัยท่านก็มีผู้เข้าถึงธรรมอย่างนี้มากมาย จนกระทั่งสมัยนี้ เดี๋ยวนี้ ก็ทำกันได้มากทีเดียว ๓๐ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๒ ๔๗.พยานยืนยัน เรื่องนรก สวรรค์ นิพพาน เป็นสิ่งที่มีจริง พิสูจน์ได้ ตอนสมัยหลวงพ่อไปเจอคุณยายอาจารย์ฯ1 ใหม่ ๆ ก็ไปถามท่านอย่างนี้ ท่านก็ยืนยันว่า มีจริง พิสูจน์ได้ “คุณอยากไปไหมล่ะ เดี๋ยวยายจะสอนให้ แล้วก็ไปด้วยกัน” ก็เห็นท่านพูดอย่างนี้ เพราะฉะนั้น นรก สวรรค์ นิพพาน มีจริง พระธรรมกาย มีจริง วิชชาธรรมกาย มีจริง เข้าถึงแล้ว เราก็จะได้ไปพิสูจน์ของจริง ๆ ได้ด้วยตัวของเราเอง ๓๐ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๒ ๔๘.นรกสวรรค์ไม่ใช่เรื่องไกลตัว เราอย่าเพิ่งสรุปว่า นรกสวรรค์เป็นเรื่องไกลตัว ไม่มีจริง นรกสวรรค์ไม่ใช่เรื่องไกลตัวนะ แต่เป็นเรื่องเกี่ยวกับตัวเลย เพราะทุกการกระทำนั้นจะมีผลโยงไปถึงภพภูมิหลังความตาย บางครั้งเรายังหลีกเลี่ยงกฎหมายได้ แต่กฎแห่งกรรมหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ในน้ำ บนบก ยอดเขา ในอวกาศ ดวงดาวต่าง ๆ ตราบใดที่เรายังมีกายและใจ ก็ติดตามตัวเราไปเหมือนเงาตามตัว เพราะฉะนั้นจึงจำเป็นต้องศึกษาเรียนรู้เอาไว้ อย่าไปสรุปว่า นรกสวรรค์ไม่มี เพราะเราไม่เคยเห็น แล้วก็ไม่เคยเห็นใครเห็น แล้วสรุปว่า ไม่มี ไม่ได้ เพราะบางอย่างที่เราไม่เห็น ไม่ได้แปลว่า ไม่มี เพราะคนที่เขาเห็น มีอยู่ เหมือนคนตาบอดกับคนตาดีไปยืนกลางแจ้ง คนตาดีชี้ให้ดูดวงตะวัน คนตาบอดบอก ไม่มี เพราะว่าตัวเองไม่เห็น อย่างนี้ก็ไม่ถูกต้อง และอย่าพูดว่า “พิสูจน์ไม่ได้” แต่เพราะยังไม่ได้พิสูจน์ แล้วจะพิสูจน์อย่างไร ก็มีคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็ทำตามอย่างนั้น หรือง่ายที่สุดก็ทำตามที่พระเดชพระคุณหลวงปู่ ท่านสรุปมาให้ว่า “หยุดเป็นตัวสำเร็จ” ก็ทำอย่างนั้น แล้วเราก็จะได้รู้ เพราะฉะนั้น อย่าเพิ่งบอกว่า “พิสูจน์ไม่ได้” แต่เพราะเรายังไม่ได้พิสูจน์ ดังนั้นอย่าเพิ่งรีบตาย ถ้ายังไม่ได้พิสูจน์ และต้องเผื่อเหนียวเอาไว้ ด้วยการละชั่ว ทำความดี ทำใจให้บริสุทธิ์ผ่องใส พึงทำไว้เถิดประเสริฐนัก ๓ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๑ ๔๙.คิดไม่เห็น การที่เราจะพิสูจน์ว่า นรกสวรรค์มีจริงไหม นิพพานมีจริงไหม เราจะพิสูจน์ด้วยวิธีการได้อ่าน ได้ฟัง คิดถกเถียงกันอย่างเดียวไม่ได้ มันอยู่ในระดับภาวนามยปัญญา ต้อง ปญฺญาย ปสฺสติ เห็นด้วยปัญญา แต่เป็นปัญญาในระดับภาวนามยปัญญา คือต้องทำ ต้องปฏิบัติ ต้องหยุดนิ่งจนกระทั่งเข้าถึงสิ่งที่มีอยู่ในตัว ๓๐ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๒ ๕๐.ทางสองแพร่ง ชีวิตหลังความตายมีจริง มีคติอยู่ ๒ ทาง คือ สุคติ กับ ทุคติ ตัดสินกันที่บุญและบาป ใจใสหรือใจเศร้าหมอง หากก่อนเดินทางไปสู่ปรโลกใจผ่องใสก็ไปดี ถ้าใจเศร้าหมองก็ไปไม่ดี และคติทั้งสองนั้นยาวนานนัก สุคติ สุขก็สุขนาน ทุคติ ทุกข์ก็ทุกข์นาน ๗ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๗ ๕๑.ไม่มีน้ำบ่อหน้า ชีวิตหลังความตาย ไม่มีการทำมาหากิน การทำมาค้าขาย การทำไร่ ทำนา ทำสวน เพราะฉะนั้นเราจะไปหวังโตเอาดาบหน้า หรือหวังน้ำบ่อหน้าไม่ได้ จะเอาความชำนาญตอนที่เราเป็นมนุษย์ ไปใช้ในปรโลกไม่ได้เลย ปรโลกเป็นอยู่ได้ด้วยบุญและบาป ที่ตัวได้กระทำตอนเป็นมนุษย์ ชดใช้บาปก็ยาวนาน เสวยบุญก็ยาวนาน ๓ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๕ ๕๒.อายุขัยชาวสวรรค์ ๖ ชั้น ชีวิตในปรโลกนั้นเป็นชีวิตที่ทุกคนในโลกหนีไม่พ้น เราอาจจะปฏิเสธในการไปประเทศใดประเทศหนึ่งหรือที่ใดที่หนึ่งได้ แต่ปฏิเสธการไปปรโลกไม่ได้ ชีวิตในปรโลกหรือชีวิตหลังความตายนั้นยาวนาน ไม่ว่าชีวิตในอบายภูมิ หรือในสุคติภูมิก็ตาม อายุขัยชาวสวรรค์ เปรียบเทียบกับอายุในเมืองมนุษย์ สวรรค์ชั้นที่ ๑ จาตุมหาราชิกา อายุ ๕๐๐ ปีทิพย์ = ๙ ล้านปีในเมืองมนุษย์ สวรรค์ชั้นที่ ๒ ดาวดึงส์ อายุ ๑,๐๐๐ ปีทิพย์ = ๓๖ ล้านปีในเมืองมนุษย์ สวรรค์ชั้นที่ ๓ ยามา อายุ ๒,๐๐๐ ปีทิพย์ = ๑๔๔ ล้านปีในเมืองมนุษย์ สวรรค์ชั้นที่ ๔ ดุสิตา อายุ ๔,๐๐๐ ปีทิพย์ = ๕๗๖ ล้านปีในเมืองมนุษย์ สวรรค์ชั้นที่ ๕ นิมมานรดี อายุ ๘,๐๐๐ ปีทิพย์ = ๒,๓๐๔ ล้านปีในเมืองมนุษย์ สวรรค์ชั้นที่ ๖ ปรนิมมิตวสวัตดี อายุ ๑๖,๐๐๐ ปีทิพย์ = ๙,๒๑๖ ล้านปีในเมืองมนุษย์ อายุขัยสัตว์นรก ๑ วัน เปรียบเทียบกับอายุมนุษย์ ขุม ๑ สัญชีวมหานรก อายุขัย ๕๐๐ ปีนรก ๑ วันนรก = ๙ ล้านปีมนุษย์ ขุม ๒ กาฬสุตตนรก อายุขัย ๑,๐๐๐ ปีนรก ๑ วันนรก = ๓๖ ล้านปีมนุษย์ ขุม ๓ สังฆาตนรก อายุขัย ๒,๐๐๐ ปีนรก ๑ วันนรก = ๑๔๔ ล้านปีมนุษย์ ขุม ๔ โรรุวนรก อายุขัย ๔,๐๐๐ ปีนรก ๑ วันนรก = ๒๓๔ ล้านปีมนุษย์ ขุม ๕ มหาโรรุวนรก อายุขัย ๘,๐๐๐ ปีนรก ๑ วันนรก = ๙,๒๑๖ ล้านปีมนุษย์ ขุม ๖ ตาปนนรก อายุขัย ๑๖,๐๐๐ ปีนรก ๑ วันนรก = ๑๘๔,๒๑๒ ล้านปีมนุษย์ ขุม ๗ มหาตาปนนรก ประมาณครึ่งอันตรกัป ขุม ๘ อเวจีมหานรก ประมาณ ๑ อันตรกัป ๓ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๕ ๕๓.สังคมชาวสวรรค์ บุญที่เราทำตอนมีชีวิตอยู่จะเป็นที่พึ่งในปรโลก จะทำให้เราไปเกิดอยู่ในภาวะที่สูงส่งในสุคติโลกสวรรค์ เข้าไปเป็นสหายแห่งเทวดาทั้งหลาย และเมื่อไปมีชีวิตอยู่ในสุคติโลกสวรรค์แล้ว เราจะมาใช้ความคิดอย่างตอนที่เป็นมนุษย์อยู่ไม่ได้ ตอนเป็นมนุษย์ เรามักน้อย สันโดษ มีกินมีใช้เล็ก ๆ น้อย ๆ ก็อยู่ได้ หรืออยู่คนเดียวตามลำพังได้ เป็นมนุษย์คิดอย่างนี้ แต่ตอนเป็นอดีตมนุษย์ หรือเป็นชาวสวรรค์แล้วสังคมจะเปลี่ยนไป สิ่งแวดล้อมก็เปลี่ยน ความนึกคิดก็เปลี่ยน ถ้าเราทำบุญมาน้อย รัศมีของเราก็น้อย บริวารของเราก็น้อย วิมานของเราก็เล็ก อย่างนี้ก็ต้องไปอยู่ไกล ๆ ถึงขอบภพ ตอนนั้นจะมานึกน้อยเนื้อต่ำใจว่า รู้อย่างนี้ทำบุญให้เต็มที่ก็ดี หรือไปยืนรอคอยให้ลูกหลานของเราที่ยังมีชีวิตอยู่ในโลกว่า เมื่อไรเขาจะทำบุญอุทิศส่วนกุศลมาให้เราสักที เราจะได้อนุโมทนา จะบอกเขา เขาก็ไม่ได้ยิน เข้าฝันก็ไม่ใช่ง่าย เพราะฉะนั้นเราไม่ควรจะมีชีวิตอย่างนั้น ๓ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๕ ๕๔.ชาวสวรรค์เขาวัดกันที่กำลังบุญ ชีวิตในสุคติโลกสวรรค์ เขาวัดกันด้วยกำลังบุญ เป็นอยู่ได้ด้วยบุญ ดังนั้นเราจะต้องสั่งสมบุญให้มาก ๆ เมื่อบุญมาก บริวารก็มาก สมบัติก็มาก รัศมีก็สว่างไสว วิมานก็ใหญ่โตโอฬาร เวลาเข้าหมู่เข้าพวกในเทวสมาคมเราก็จะได้รับยศ ได้รับการยกย่อง และอยู่บนนั้นยาวนาน ถ้าน้อยเนื้อต่ำใจก็ยาวนานหลายล้านปี แต่ถ้าหากเบิกบานก็เบิกบานหลาย ๆ ล้านปี ๓ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๕ ๕๕.อย่าหวังน้ำบ่อหน้า ชีวิตในปรโลก เป็นอยู่ได้ด้วยบุญ ด้วยบาป ด้วยตัวของเราเอง อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ คือ เราต้องพึ่งตัวเอง ต้องช่วยตัวเอง เราอย่ามัวมาหวังให้ผู้ที่มีชีวิตอยู่ทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้ ให้คิดว่านั่นเป็นผลพลอยได้ เพราะผู้ที่อยู่ในโลกมักจะถูกหล่อหลอมด้วยเรื่องราว ที่ให้ข้องอยู่กับโลก ความรู้เรื่องวิชชาชีวิตไม่มี มีแต่วิชาหาเลี้ยงชีพเท่านั้น เพราะฉะนั้นเขาจะรู้เรื่องราว เกี่ยวกับการทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้นั้น อย่าพึงหวัง แม้แต่ตัวเราเองก็ตาม ก่อนที่จะมารู้เรื่องราวความจริงของชีวิต ก่อนนี้เราก็ยังไม่ค่อยเข้าใจเรื่องในปรโลก ปู่ย่าตายายบรรพบุรุษของเราละโลกไปแล้ว เรายังไม่ค่อยจะทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้ท่านเลย หรือปีหนึ่งก็ทำกันครั้งหนึ่ง โดยอ้างว่า ไม่มีเวลา จะต้องทำมาหากิน ทำมาค้าขาย ต้องเลี้ยงลูก เลี้ยงครอบครัวบ้าง อ้างกันไป หรือบางทีก็เพราะความไม่รู้จริง ๆ เพราะฉะนั้นเมื่อยังมีชีวิตอยู่ให้สั่งสมบุญด้วยตัวเองไว้มาก ๆ ๓ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๕ ๕๖.ผู้อยู่ปรโลกปรารถนาบุญอย่างยิ่ง เมื่อเราทำบุญแล้วอุทิศส่วนกุศลไปให้หมู่ญาติที่ละโลกไปแล้ว หมู่ญาติเขาก็จะอนุโมทนาสาธุการ เมื่ออนุโมทนาสาธุการแล้ว จากทุกข์มากก็ทุกข์น้อย ทุกข์น้อยก็พ้นทุกข์ สุขน้อยก็สุขมาก สุขมากแล้วก็มากเพิ่มขึ้นไปเรื่อย ๆ ญาติที่ละโลกไปแล้ว เมื่อพ้นทุกข์และมีสุขด้วยบุญที่เราอุทิศไปให้ เขาจะอนุโมทนาขอบคุณด้วยความซาบซึ้ง พวกที่พ้นจากอบายก็จะดีใจมากเป็นพิเศษ จะตื่นเต้นดีอกดีใจจนออกนอกหน้า ส่วนที่อยู่ในสุคติภพก็จะมีอาการปลื้มใจอย่างสงบเสงี่ยมสง่างาม อาการก็จะแตกต่างกันไป ส่วนผู้ที่ยังต้องเสวยวิบากเป็นสัตว์เดรัจฉานอยู่ก็ต้องรอคอยจังหวะ แต่ก็ได้ลดหย่อนกระแสวิบากกรรม จากที่จะต้องใช้กรรมจำนวนมากชาติก็ลดหย่อนลงมา ผู้ที่อยู่ในปรโลกมีความปรารถนาบุญอย่างยิ่ง เพราะบุญเป็นทุกสิ่งในปรโลก เนื่องจากชีวิตในปรโลกไม่มีการทำกิจแบบมนุษย์ ไม่ต้องทำมาหากิน ไม่มีการค้าขาย ไม่มีการทำไร่ ทำนา ทำสวน เป็นอยู่ได้ด้วยบุญและบาปที่กระทำไว้ตอนเป็นมนุษย์ เมื่อผู้มีชีวิตอยู่อุทิศส่วนกุศลไปให้ ก็จะตรงกับที่ผู้รับปรารถนาและก็ใช้ได้ด้วย และเนื่องจากเขาได้ไปเห็นผลแห่งการกระทำแล้ว เขาจะตั้งจิตอธิษฐานให้เราสั่งสมแต่กุศลธรรมตลอดชีวิต ให้เราเป็นผู้ไม่ประมาทในการสั่งสมบุญ ให้ทำทาน ไม่ให้มีความตระหนี่ ไม่หวงแหนทรัพย์ที่ได้มา แล้วอำนวยพรให้เราเจริญรุ่งเรืองในการประกอบสัมมาอาชีวะ ให้อยู่เย็นเป็นสุข ต่างก็มีความปรารถนาดีซึ่งกันและกันอย่างนี้ ๖ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ ๕๗.กายมนุษย์เท่านั้นสร้างบารมีได้ เราเกิดมาสร้างบารมีก็ต้องสร้างกันให้เต็มที่เต็มกำลัง อย่าไปขยักขย่อน เพราะชีวิตมนุษย์สั้นนัก ไม่ช้าเดี๋ยวเราก็ตายจากโลกนี้ไปแล้ว การเวียนว่ายในสังสารวัฏนี้ กายมนุษย์เท่านั้นที่สร้างบารมีได้ กายอื่น ภพอื่น ทำได้ยาก นาน ๆ จึงจะมีปรากฏสักครั้งหนึ่ง ซึ่งถือเป็นกรณียกเว้น อย่างท้าวสักกเทวราชกับนางสุชาดาที่ได้ถวายทานกับพระอรหันต์ เราอย่าไปคิดทำอย่างนั้น เพราะมันเกิดขึ้นได้ยากมาก ๆ ตอนนี้เรายังมีกายมนุษย์ ยังมีชีวิตอยู่ มีเรี่ยวมีแรงแค่ไหนก็สร้างบารมีกันให้เต็มที่เต็มกำลัง เมื่อไรที่บุญส่งผล เราจะปลื้ม ๘ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๗ ๕๘.เพาะกล้าแห่งความดี ความเกรงใจเป็นสิ่งที่ดี แต่ถ้าจะชวนใครสร้างบารมี ไม่ต้องเกรงใจ เราไม่ได้ชวนเขาไปดื่มเหล้า เจ้าชู้ เล่นการพนัน เพราะฉะนั้นชวนไปเลย ซึ่งก็จะเจอคน ๓ ประเภท ที่อินทรีย์แก่กล้า พอบอกปั๊บ ทำทันที ถ้าอินทรีย์ปานกลาง พอได้ฟังแล้วขอคิดดูก่อน ส่วนที่อินทรีย์อ่อน ๆ ประเภทนี้ก็จะปฏิเสธพัลวัน ทำไมต้องชวนทำบุญบ่อย ๆ อย่างนี้อินทรีย์ยังอ่อนอยู่ ถูกความตระหนี่ได้ช่องครอบงำ แต่ก็ยังพอมีแสงสว่างเล็ดลอดผ่านให้ไปถึงเขาได้ วันนี้แม้เขายังไม่เข้าใจ แต่วันข้างหน้า สิ่งที่เราได้มอบให้เขา เมล็ดพืชที่เราเพาะไว้ในดวงใจเขา ที่ชวนเขาสร้างบารมีก็จะเจริญเติบโตขึ้น และวันนั้นเขาก็จะคิดได้ เพราะฉะนั้นเราไปทำหน้าที่ ไปชวนเขาเถิดประเสริฐนัก คนมีตั้งหลายพันล้านคน ชาตินี้เราจะชวนคนสร้างความดีได้สักล้านคนไหม เราต้องคิดว่า จะต้องชวนคนให้มาสร้างความดีให้ได้เป็นล้านคน เคยคิดอย่างนี้ไหม ๙ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๐ ๕๙.กัลยาณมิตร หลักสำคัญที่สุด ของการทำหน้าที่กัลยาณมิตร คือ การปฏิบัติธรรม ปฏิบัติธรรมเพื่อสั่งสมบุญกุศลไว้ในตัวมาก ๆ แล้วตัวเราจะมีพลังใจที่เข้มแข็ง เบิกบาน มีความสุข กระแสแห่งความสุขใจของเราจากการประพฤติปฏิบัติธรรม จะแผ่ขยายออกไปรอบตัว เป็นสิ่งที่มองไม่เห็นด้วยตา แต่เราสามารถสัมผัสได้ด้วยใจ บุคคลใดก็ตามที่เข้าใกล้เรา เขาจะมีความรู้สึกเย็นใจ สุขใจ อบอุ่นใจอย่างบอกไม่ถูก เหมือนคนเดินฝ่าเปลวแดดร้อนแรงมา แล้วเดินไปเจอต้นไม้ใหญ่ ได้นั่งพักใต้ร่มไม้นั้น ย่อมมีความเย็นกายเย็นใจฉะนั้น และการที่พวกเราออกไปทำหน้าที่กัลยาณมิตร ไปพบปะหมู่ญาติเพื่อนร่วมโลกของเรา เพื่อที่จะเชิญชวนให้เขามาสร้างบุญร่วมกับเรานั้น ไม่ว่าจะปฏิบัติหน้าที่ในต่างจังหวัด หรือในกรุงเทพฯ ก็ดี อย่าคิดว่าเราทำหน้าที่อยู่อย่างโดดเดี่ยวเดียวดาย อย่าลืมว่าหลวงพ่อไปกับลูก ๆ ด้วย ให้ระลึกเสมอว่า เราทุก ๆ คนอยู่ในศูนย์กลางพระธรรมกาย ของหลวงพ่อ และคุณยายเสมอ ให้ตรึกใจไว้ที่ศูนย์กลางกายทุกครั้งที่ออกไปทำหน้าที่ ณ ตำแหน่งตรงนี้เราจะเปิดใจพบกับหลวงพ่อ ถ้าเราทำได้อย่างนี้ การทำหน้าที่กัลยาณมิตรของเรา ก็จะสำเร็จอย่างสมบูรณ์ ๓ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๒๘ ๖๐.ผู้นำบุญยอดกัลยาณมิตร กัลยาณมิตร หรือ ผู้นำบุญ ไม่ใช่หมายถึงผู้ที่ไปเชิญชวนคนมาทำบุญเท่านั้น หากแต่หมายถึง บุคคลนั้นจะต้องเป็นตัวอย่างที่ดีงามแก่ชาวโลก ทั้งความประพฤติทางกาย วาจา ใจ ต้องอุดมไปด้วย ศีล สมาธิ ปัญญา อย่างนี้จึงจะเรียกว่า “กัลยาณมิตร” อย่างแท้จริง หลักสำคัญที่สุดของทุกชีวิต ที่เกิดมาเป็นมนุษย์ในแต่ละชาตินั้น ต่างก็ต้องการแสวงหาความสุขแท้จริงทั้งนั้น และความสุขนี้รวมประชุมอยู่ในพระธรรมกาย ซึ่งอยู่ในศูนย์กลางกายของมนุษย์ทุก ๆ คน ในฐานะที่เราเป็นผู้นำบุญยอดกัลยาณมิตร เราก็ต้องไปแนะนำชาวโลก เพื่อให้เขาพบความสุขที่แท้จริง เพื่อให้เขาเข้าใจเรื่องโลกและชีวิตอย่างถูกต้อง เพื่อแนะนำให้เขาได้เข้าถึงพระธรรมกายภายในให้ได้ การที่จะเข้าถึงพระธรรมกายภายในได้นั้นจะต้องสั่งสมบุญ ตั้งแต่การให้ทาน รักษาศีล และเจริญภาวนาอย่างสม่ำเสมอ แม้ทีละเล็กละน้อยก็จะค่อย ๆ เพิ่มพูนขึ้น แล้วในที่สุดก็จะน้อมนำใจเราเข้าถึงพระธรรมกาย พบกับความสุขภายใน ความสุขก็จะขยายออกมาภายนอก ทำให้จิตใจเบิกบาน ผิวพรรณวรรณะผ่องใส มีพลังใจที่จะดึงดูดหมู่ญาติให้มาร่วมบุญด้วย นี้เป็นหลักสำคัญของผู้นำบุญ ดังนั้น กัลยาณมิตรจะต้องปฏิบัติธรรมทุก ๆ วัน อย่างสม่ำเสมอ ขาดไม่ได้แม้แต่วันเดียว ไม่ว่าเราจะมีภารกิจเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าแค่ไหนก็ตาม เราก็จะไม่ทิ้งเรื่องปฏิบัติธรรม ๓ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๒๘ ๖๑.อดเปรี้ยวไว้กินหวาน นักรบกองทัพธรรมเมื่อเข้าสู่สมรภูมิรบ ก็คล้าย ๆ ทหารทางโลกที่เข้าสู่สมรภูมิ ก็จะต้องเจออาวุธทุกชนิดของข้าศึก เราจะเลือกไม่เจอก็ไม่ได้ เลือกเจอบางชนิดก็ไม่ได้อีก ต้องอดทนถึงจะเป็นนักรบทางโลกได้ ทางธรรมก็เช่นเดียวกัน ก็ต้องเจอ เพราะเราไปรบกับความตระหนี่ที่อยู่ในใจเขา เรากำลังจะให้เขาเอาชนะความตระหนี่ เราจะมาท้อใจทำไม มันไม่ใช่รบกันเหมือนเล่นลิเกละคร ร้องไปถือดาบไม้ไป รำป้อฟันกัน ๒ ที แล้วก็เดินสวนกัน ร้องเพลงกันไป มันไม่ใช่ นี่เป็นเรื่องจริง ๆ ของชีวิตที่มันเกิดขึ้น ถ้าเราอดเปรี้ยวได้ เดี๋ยวเราก็จะได้กินหวานที่ยาวนาน หวานชื่นบานอยู่ในสุคติโลกสวรรค์ ชื่นบานอยู่ในมนุษยโลกในภพชาติต่อไปอีกยาวนาน ผลที่ได้เกินควรเกินคาด เหนือความคาดคิดของมนุษย์ทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นนักวิทยาศาสตร์ผู้มีดวงปัญญากว้างขวางใหญ่โตแค่ไหน มีความรู้ความสามารถแค่ไหน เขาคาดคะเนกันไปไม่ถึง นอกจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่านั้นถึงจะรู้ เพราะฉะนั้น เราอยู่ในโลกนี้อีกไม่กี่ปี อดเปรี้ยวไว้กินหวาน อย่าลืมคำนี้ มันมีความหมายที่ลึกซึ้ง จะเจอเปรี้ยวจี๊ด เปรี้ยวปาก เปรี้ยวขนาดไหนก็ช่างมัน เจอคนเปรี้ยว ๆ กิริยาท่าทางเปรี้ยว ๆ คำพูดเปรี้ยว ๆ อดทนเอาไว้ อดใจเอาไว้ หรือมีสิ่งที่มาล่อเราให้ไปทำอย่างอื่น ดูแล้วหรูดี มันมีทางมาแห่งลาภ ยศ สรรเสริญ ทรัพย์สิน เงินทอง ก็ต้องอดใจเอาไว้ อดเปรี้ยวไว้กินหวาน ด้วยการสร้างความดีของเรา ทำหน้าที่ของเราให้สมบูรณ์ ใช้ร่างกายนี้ให้เหมือนอ้อยที่หีบเอาความหวานออกให้หมด เหลือแต่ชานก็ทิ้งไป ร่างกายนี้เหลือแต่ซากแล้วเราก็ทิ้งไป ส่วนความดีบุญกุศลก็เอาติดตัวไปในภพเบื้องหน้า เพราะฉะนั้น ยามนี้อดเปรี้ยวไว้กินหวาน ทนลำบากอีกเพียงเล็กน้อย ไม่กี่สิบปีในเมืองมนุษย์ แต่ว่าหวานของเรานี้เป็นหมื่นเป็นแสนปี มันยาวนานมาก ผู้มีปัญญาเขายอมอดเปรี้ยวแต่ไปกินหวานตรงนั้น ๒๐ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๕ ๖๒.นักรบกองทัพธรรม...ต้องไม่หวั่นไหว นักรบกองทัพธรรมต้องไม่หวั่นไหวในอุปสรรคทั้งมวล อย่าคิดว่า เราเป็นมนุษย์ธรรมดาก็ต้องมีความหวั่นไหวบ้าง ถ้าเป็นคนอื่นยอมให้หวั่นไหวอย่างนั้นได้ แต่นักรบกองทัพธรรมที่แท้จริง ต้องไม่หวั่นไหว ต้องสู้ ต้องหาหนทางทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่มีทางตัน ทุกปัญหามีทางออก ถ้าใจสงบเดี๋ยวเราก็พบทางออก เราต้องทำความเข้าใจในทุกสิ่งว่า ตอนนี้ธรรมะกับอธรรมกำลังรบกันอยู่ ยังไม่มีใครแพ้ ใครชนะ ล้วนแต่มีฤทธิ์พอ ๆ กัน เพราะฉะนั้นเราจะให้ได้สมหวังดังใจในทุกสิ่ง มันไม่ได้ ดังนั้น เวลาเราไปทำหน้าที่ ก็จะไปเจอคน ๓ ประเภท คือ ที่มีอินทรีย์แก่ อินทรีย์ปานกลาง และอินทรีย์อ่อน ใจของเราต้องเด็ดเดี่ยว อย่าให้ใจเรากระเพื่อม เมื่อโปรดเขายังไม่ได้ ก็วางเขาไว้ก่อน แต่ไม่ได้ทิ้ง สักวันหนึ่งเราจะหวนคืนมาใหม่ แล้วหอบเอาเขากลับไป ชีวิตมนุษย์เป็นทุกข์ สักวันหนึ่งเขาต้องเจอ ไม่ทุกข์อย่างใดก็อย่างหนึ่ง วันนั้นเขาจะคิดถึงเรา จะตามหาเรา และวันนั้นจะเป็นวันที่เขามีความพร้อมที่จะต้อนรับเรา พร้อมที่จะฟังธรรม ฟังคำแนะนำที่ดีจากเรา ๒๐ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๕ ๖๓.เหนื่อยแต่คุ้ม ถามว่า “เหนื่อยไหม” ในการที่เราจะไปชวนเขามาทำความดี ตอบว่า “เหนื่อย” แต่ไม่ว่าจะทำมาค้าขายก็เหนื่อย จะออกกำลังกายเพื่อจะให้ความแข็งแรงกับตัวเราก็เหนื่อย แปลว่า จะทำอะไรก็เหนื่อย แต่เหนื่อยแล้วมันสุดคุ้ม เหนื่อยแต่มีความสุข มีหลายคนถามหลวงพ่อว่า “เหนื่อยไหม” ก็เหนื่อยนะ แต่มีความสุขในการที่จะนำธรรมะของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มาถ่ายทอดให้ทุกคนได้ฟัง หรือให้ทุกคนได้ทำความดี เพราะฉะนั้นเราเกิดมา เราก็ต้องเหนื่อย และก็ต้องเหนื่อยกันทุกวันด้วย เราหาวิธีเหนื่อยที่มันคุ้ม ๑๕ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๐ ๖๔.ถ้าไม่เหนื่อยจะได้บารมีมาจากไหน การสร้างบารมีบางครั้งเราก็ต้องอดทน ต้องเหนื่อยยากลำบาก เพราะถ้าเราไม่เหนื่อยยากลำบากเราจะได้บารมีมาจากไหน พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า ขนฺตี ปรมํ ตโป ตีติกฺขา ขันติเป็นตบะธรรมอย่างยิ่ง หมายความว่า เราต้องอดทนอดกลั้นที่จะสร้างบารมี เราเคยได้ยินคำว่า “บุญหล่นทับ” แต่ความจริงแล้วไม่มี จะมีได้ก็ต่อเมื่อเราทำ ๕ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๐ ๖๕.การบวชทำได้ยาก การทิ้งเพศคฤหัสถ์อย่านึกว่าง่ายนะ สำหรับผู้ที่มีบารมีแก่ ๆ เข้ม ๆ เท่านั้น ถ้าบารมีอ่อน ๆ หรือเจือจางมาไม่ได้ เพราะต้องสวนกระแสกิเลส และคนที่จะสวนกระแสกิเลสได้ในโลกนี้ก็มีไม่มาก เพราะกระแสกิเลสในยุคนี้มากเหลือเกิน มันมากถาโถมถึงระดับทำให้ทำนบพังเลย (ทำนบใจ) เพราะฉะนั้น ผู้ที่จะบวชได้ ต้องมีบารมีแรงมากกว่าจึงจะสวนกระแสกิเลสออกบวชได้ การออกบวชจึงทำได้ยากอย่างนี้ ๑๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๕ ๖๖.วัตถุประสงค์และอานิสงส์การบวช วัตถุประสงค์ของการบวชมีเพียงประการเดียว คือ ทำพระนิพพานให้แจ้ง ไม่ว่าจะบวชสั้น บวชยาว หรือแม้บวชเพียงวันเดียวก็ตาม การบวชเพื่อทำพระนิพพานให้แจ้ง และตั้งใจทำอย่างนั้นจริง ๆ จึงจะได้ชื่อว่าเป็นเนื้อนาบุญ เป็นอายุพระศาสนา ถูกวัตถุประสงค์ของการบวช บวชอย่างนี้จึงจะมีอานิสงส์มากถึง ๖๔ กัป คือ จะเกิดกี่ครั้งก็แล้วแต่จะปิดประตูอบาย ไม่ต้องไปมหานรกสำหรับตัวเองถึง ๖๔ กัป โยมพ่อโยมแม่ก็ได้ครึ่งหนึ่ง ๓๒ กัป ผู้มาอนุโมทนาลดหย่อนลงไปตามส่วน แต่ถ้าบวชหลาย ๆ รูปก็คูณไปเรื่อย ๆ แล้วแต่ว่าใครปลื้มมาก ปลื้มน้อย นี่ก็เป็นวัตถุประสงค์และอานิสงส์การบวชโดยย่อ ๒๔ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๗ ๖๗.ควรบวชแต่หนุ่ม ชายแมน ๆ ควรรีบบวชตั้งแต่ยังหนุ่ม ไม่ใช่สึกแต่หนุ่ม เพราะร่างกายยังอยู่ในวัยแข็งแรง ความหนุ่ม จะทำให้เราสามารถศึกษาเรียนรู้ และบำเพ็ญสมณธรรมได้อย่างเต็มที่ เต็มกำลัง แต่ถ้าเฒ่าแล้วมันไม่ไหว มันได้เต็มที แต่ไม่ได้เต็มที่ ดังนั้น อย่ามัวประมาทชะล่าใจว่า เรายังหนุ่มแน่นอยู่ ยังมีเวลา อีกนานกว่าเราจะตาย นั่นเราคิดเอาเอง อย่าไปคิดอย่างนั้น เพราะความตายไม่มีนิมิตหมาย ไม่ได้บอกล่วงหน้า และเวลาในโลกนี้ก็เหลือน้อยลงไปทุกที ทั้งความแก่ ความตาย ก็คอยจ้องเล่นงานเราอยู่ตลอดเวลา ตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดาไล่เรื่อยมาจนกระทั่งมาถึง ณ วินาทีนี้ ความแก่ ความชรา ไม่ต้องหา ได้มาฟรี ๆ ไม่เหมือนการสร้างบารมีไม่ได้มาฟรี ๆ เราต้องสร้างเอง ต้องลงทุน เพราะฉะนั้นบวชเถิดประเสริฐนัก ๑๕ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๕ ๖๘.บวชชาติต่อชาติ การบวชเป็นการสั่งสมบุญใหญ่ ให้กับตัวเราเอง และบุคคลที่เรารัก เมื่อเราบวชแล้ว ก็ควรจะลืมเรื่องราวในอดีต ที่เราเคยทำผิดทำพลาดมาแล้วให้หมด เพราะช่วงเวลาที่ผ่านมา เราไม่เคยได้ศึกษาเรียนรู้เรื่องกฎแห่งกรรม ดังนั้นเมื่อเราได้มาเรียนรู้เรื่องกฎแห่งกรรมแล้ว เราก็ควรที่จะลืมเรื่องที่ไม่ดีให้หมดไปจากใจ จะได้ไม่ฟุ้ง ไม่กังวล แล้วก็เริ่มต้นชีวิตใหม่ ด้วยการสอนและเตือนตัวเองว่า เราจะไม่คิดหวนคืนกลับไปทำในสิ่งที่ไม่ดีเหล่านั้นอีก จากนั้นก็ให้ตั้งใจฝึกฝนอบรมตนเอง ด้วยการฝึกตน ทนหิว บำเพ็ญตบะ เป็นพระแท้ ซึ่งการฝึกฝนอบรมตนเองเช่นนี้ ถือเป็นการฝึกใจเพื่อสวนกระแสกิเลสที่ไหลเชี่ยวกรากอยู่ตลอดเวลา ซึ่งก็อาจจะทำให้เราไม่ได้รับความสะดวกสบาย เหมือนชีวิตตอนเราเป็นคฤหัสถ์ หรืออาจจะได้รับความยากลำบากบ้าง ก็ไม่เป็นไร แต่ยังดีกว่าที่เราจะต้องไปรับทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส ในนรกอย่างยาวนาน ตกนรกเรายังทนกันได้ เพราะอยู่ตรงนั้นจำต้องทน มีความทุกข์ทรมานทุกอนุวินาทีเลย แล้วก็ทุกส่วนของร่างกาย ตายเกิด ๆ นับครั้งไม่ถ้วน เพราะฉะนั้นบวชชาติต่อชาติ ประเดี๋ยวเดียวเท่านั้น ไม่ลำบากอะไรเลย ถ้าหากเราตั้งใจสั่งสมบุญสร้างบารมีกันอย่างเต็มที่เต็มกำลัง ก็จะทำให้ชีวิตการสร้างบารมีของเรามีแต่ความราบรื่น รุ่งเรือง และมีปีติสุขหล่อเลี้ยงใจไปตราบวันสุดท้ายของชีวิต และผังชีวิตอันดีงามนี้ก็จะติดตามตัวเราไปทุกภพทุกชาติ ตราบกระทั่งถึงที่สุดแห่งธรรม ๑๕ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๕ ๖๙.สุขในชีวิตสมณะ ชีวิตสมณะ ถ้าใช้ชีวิตด้วยการหยุดกับนิ่ง คือทำอย่างที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านสอน ให้ระวังรักษาจิตดวงเดียว ไม่ต้องไปคิดเรื่องคน สัตว์ สิ่งของ เอาใจหยุดนิ่ง ๆ สบาย ๆ ภายใน มันมีความสุขนะ แล้วมีเรื่องที่น่าศึกษา ทุกขั้นตอนที่ผ่านไปมันมีความสุข มีทั้งความรู้ มีทั้งความสุข ใจก็เบิกบานอย่างบอกไม่ถูก เหมือนเอาปิ่นโตที่ใส่อาหารมา เราเปิดฝาชั้นแรกว่าอร่อยแล้ว พอยกไปชั้นที่ ๒ อร่อยกว่านั้นเข้าไปอีก ชั้น ๓ ชั้น ๔ ชั้น ๕ เป็นเถา ๆ ยาวเหยียดไปเลย วันนี้หยุดได้แค่นี้ว่าอร่อยแล้ว หยุดหนักเข้าไปอีก หยุดในหยุด อร่อยกว่าเดิมเข้าไปอีกเรื่อย ๆ เลย ๑๗ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ ๗๐.อย่าหาว่าพระขี้เกียจ บวชเป็นพระ มีความสุขนะ แต่ต้องเข้าใจงานของพระ โยมก็ต้องเข้าใจงานของพระด้วย แต่เดิมพระท่านก็เป็นคฤหัสถ์ มีชีวิตเหมือนชาวโลกทั่วไปที่ต้องทำมาหากิน แต่เพราะเห็นภัยในวัฏสงสารจึงออกบวช เห็นว่าชีวิตครอบครัวมันอึดอัด คับแคบ มีแต่เรื่องกังวลวุ่นวาย มีแต่ปัญหา ก็เลยปลีกตัวมาออกบวช แล้วก็มาเรียนรู้เรื่องของพระ มาทำงานแบบพระ ศึกษาฝึกฝนธรรมะ แล้วก็นำไปสั่งสอน เพราะฉะนั้น จะไปหาว่าพระขี้เกียจ เอาเปรียบสังคม ไม่ถูกนะ ก็ท่านเป็นพระ ก็ต้องทำกิจของพระ จะให้ไปทำอย่างฆราวาสไม่ได้ ชาติหนึ่งคนหนึ่ง ทำได้อย่างเดียว ถ้าคฤหัสถ์ก็ต้องทำมาหากิน จะให้มาศึกษาธรรมะถึงขั้นละเอียดลึกซึ้ง มันยาก เพราะฉะนั้นก็ต้องให้โอกาสกับผู้ที่เห็นภัยในวัฏสงสาร หมดความจำเป็นที่จะใช้ชีวิตในเพศคฤหัสถ์ออกบวช เราก็สนับสนุนท่าน ให้ท่านได้ทำความเพียร ท่านก็จะได้เรียนรู้ศึกษาธรรมะให้ละเอียดลึกซึ้ง แล้วก็นำมาถ่ายทอดให้ความรู้แก่ญาติโยม โยมทำงานมาเหนื่อย ๆ ก็จะได้ฟังธรรมจากท่าน พระฝากท้องเอาไว้กับโยม โยมก็ฝากเรื่องจิตใจเอาไว้กับพระ พระฝากกาย โยมฝากใจ ต่างก็เกื้อกูลกัน เพราะฉะนั้นอย่ามองว่า พระขี้เกียจ เอาเปรียบสังคม แต่ท่านทำประโยชน์ให้สังคม โดยทำหน้าที่เป็นครูสอนศีลธรรม เป็นแบบอย่างที่ดีของคนดีที่โลกต้องการและโลกไม่เคยเห็นด้วย และเป็นแหล่งแห่งความรู้ที่สอนเรื่องราวความเป็นจริงของชีวิต เป็นแหล่งแห่งเนื้อนาบุญ ต้องแบ่งหน้าที่กันทำ เพราะฉะนั้น ใครมองแคบ ๆ ตื้น ๆ ว่า พระเอาเปรียบสังคม เลิกคิดนะ มองใหม่ พระเป็นพระก็ต้องทำแบบพระ โยมเป็นโยมก็ต้องทำแบบโยม และพระเป็นครูสอนศีลธรรมที่ถูกที่สุด ปีหนึ่งมีผ้าแค่ ๓ ผืน เปลี่ยนปีละชุด อาหารวันละมื้อ บางแห่ง ๒ มื้อแค่นั้น ๑๗ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ ๗๑.ธรรมทายาทผู้เป็นแรงบันดาลใจ การบวช นอกจากจะเป็นทางมาแห่งบุญ และเป็นการสืบทอดอายุพระศาสนาแล้ว ยังเป็นกำลังใจให้กับพุทธบุตรผู้ที่ตั้งใจบวชอุทิศชีวิต ให้กับพระพุทธศาสนาอีกด้วย ถ้าหากว่ามีการบวชกันทุก ๆ วัด หลวงปู่ หลวงตา หลวงพ่อ หลวงลุง หลวงน้าทั้งหลาย ท่านก็จะหลับตาลาโลกนี้ไปอย่างสบายใจ เพราะว่ามีผู้ที่จะรับภารกิจอันยิ่งใหญ่ สืบทอดคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ให้เป็นประโยชน์ต่อตนเองและต่อมวลมนุษยชาติแล้ว ยังเป็นแรงบันดาลใจให้แก่พุทธบุตรวัดต่าง ๆ ทั่วสังฆมณฑล ซึ่งตอนนี้เริ่มเกิดความรู้สึกที่ดี ที่มีเป้าหมายเบี่ยงเบนก็เริ่มหันกลับมาสู่ทิศทางที่ถูกต้อง คือบวชอย่างมีเป้าหมายตามแบบอย่างพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และพระอริยสาวกทั้งหลาย คือ บวชเพื่อทำพระนิพพานให้แจ้ง อย่างน้อยก็แสวงบุญ สร้างบารมี บำเพ็ญเนกขัมมบารมี และบารมีอย่างอื่น ๆ ให้ครบถ้วนบริบูรณ์ วัดที่ค่อย ๆ ทยอยกันร้าง ก็จะค่อย ๆ ทยอยกันรุ่ง และอีกหน่อย ทุก ๆ วัดก็จะเต็มไปด้วยพุทธบุตร ที่บวชอย่างมีเป้าหมาย ศาสนทายาทก็จะค่อย ๆ ทยอย ๆ มาบวช ๒ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๗ ๗๒.ที่ตั้งแห่งศรัทธา ญาติโยมยังมีความเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนาอยู่มาก เขายังมีความศรัทธาเหมือนเดิม แต่ไม่ค่อยมีโอกาสนำศรัทธามาใช้ เพราะว่ายังไม่เห็นว่าจะเอาไปตั้งไว้ตรงไหน คล้าย ๆ ในมือมีธูปอยู่แล้ว แต่ขาดกระถางธูป เพราะฉะนั้นต้องการพุทธบุตรผู้เป็นเนื้อนาบุญ เป็นกระถางธูปเพื่อจุดบูชา ๒ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๕ ๗๓.เนื้อนาบุญ เราจะเป็น “เนื้อนาบุญ” ได้ ต้องรู้จักตัวเองก่อน โดยเอาตัวเราเองค้นเข้าไปในตัวเอง ให้เจอตัวของตัวเองภายใน แล้วตัวเองก็จะรู้จักตัวเอง ตัวเองมีสองระดับ คือ ตัวเองระดับที่เกือบจะเป็นตัวเองที่แท้จริง ตั้งแต่กายมนุษย์ละเอียดที่เหมือนตัวของเราอย่างนี้ แล้วดูการเปลี่ยนแปลงของตัวเองเข้าไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งไปถึงตัวเองที่แท้จริง คือ พระธรรมกายภายใน ๒ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๕ ๗๔.วิชชาธรรมกาย “วิชชาธรรมกาย” แปลว่า ความรู้แจ้งที่เกิดจากการเห็นแจ้งด้วย พระธรรมกาย ต้องเรียนรู้ด้วย พระธรรมกาย จะเรียนรู้ด้วยกายอื่นไม่ได้ เพราะว่าเป็นเรื่องลึกซึ้งนัก วิชชาธรรมกาย เรียนเพื่อขจัดกิเลสอาสวะ ตั้งแต่ระดับภาคโปรด...กระทั่งถึงภาคปราบ ถ้าภาคโปรดก็ขจัดแค่กิเลสในตัวของเรา...เหมือนดับไฟทีละดวง ถ้าภาคปราบก็ไปขจัดต้นตอของผู้ส่งกิเลส จะไปให้ถึงต้นตอของแหล่งโรงงานผลิตกิเลสกันเลย อย่างนี้เขาเรียกว่า “วิชชาธรรมกาย” ๑๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๕ ๗๕.มาร มาร คือ ผู้ที่ขัดขวางในการทำความดี แต่สนับสนุนในการทำความชั่ว ทั้งสอน ทั้งบังคับ ให้คิดชั่ว พูดชั่ว ทำชั่ว และเก็บผลทั้งหมดที่บังคับได้ เซ็ตเป็นโปรแกรมวิบากกรรม จะทำความดีก็ขวาง แต่ถ้าทำความชั่วสนับสนุน นี่เขาเรียกว่า “มาร” ๕ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๔ ๗๖.คู่ต่อสู้ที่แท้จริง มนุษย์กับมนุษย์ไม่ใช่คู่ต่อสู้ที่แท้จริง มนุษย์เป็นเหมือนหุ่นให้บุญและบาปเชิด บุญกับบาปเท่านั้นเป็นคู่ต่อสู้ที่แท้จริง ในสมรภูมิศูนย์กลางกายในตัวเรา วันใดที่ใจของเราตั้งมั่นอยู่ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ เราจะเห็นคู่ต่อสู้ของเรา พระกับมารสู้กันอยู่ แต่ต้องเห็นพระก่อนถึงจะเห็นมาร มารที่หน้าตาน่ากลัว ไม่น่ากลัว แต่มารที่หน้าตาไม่น่ากลัว น่ากลัว ๒๐ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๔ ๗๗.สงครามที่แท้จริง สงครามภายในเป็นสงครามที่แท้จริง ภารกิจที่แท้จริงของมวลมนุษยชาติก็คือ... การขจัดกิเลสอาสวะภายในใจของเรา ที่พญามารเอาความโลภ ความโกรธ ความหลง เข้ามาบังคับบัญชา ซึ่งเป็นสาเหตุแห่งความทุกข์ทรมานของชีวิตของตัวเราเอง ๕ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๕ ๗๘.ธรรมกายไม่ใช่ลัทธิใหม่ พระเดชพระคุณหลวงปู่วัดปากน้ำฯ ท่านมีพระคุณอันยิ่งใหญ่ต่อเราและชาวโลกอย่างมากมายมหาศาล แต่เราคงเข้าใจได้เพียงย่อ ๆ สั้น ๆ จะไปอธิบายให้ลึกซึ้งในสิ่งที่ท่านเป็นนั้น มันยากต่อการที่เราจะเข้าใจ เหมือนจะเอาสายบัวไปวัดความลึกของท้องทะเลมหาสมุทร แล้วยกขึ้นมาว่า ลึกเท่าสายบัวแค่นี้ หาควรไม่ แต่เมื่อเราพอที่จะเข้าใจอย่างนี้ ก็จะต้องอธิบายเท่าที่เราพอจะเข้าใจ แค่ว่า ท่านค้นพบ พระธรรมกาย ขึ้นมา ซึ่งจริง ๆ คำนี้มีอยู่ในพระไตรปิฎกในทุก ๆ นิกายด้วย ก็ยังถูกกล่าวหาว่าเป็นนิกายใหม่ แล้วผู้ที่กล่าวหาก็สร้างข่าว ใส่ไข่ จะด้วยวัตถุประสงค์อะไรก็แล้วแต่ ล้วนไม่เคยปฏิบัติเลย ถ้าปฏิบัติแล้วก็คงไม่พูดอย่างนี้ แสดงว่าแหล่งที่มาของความคิดนั้นไม่บริสุทธิ์ เพราะตอนเขียนข่าวก็ดี หรือคุยเรื่องข่าวก็ดีนั้นกำลังมึนเมา นอกจากเมาเพราะเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แล้ว ยังเมาวัย เมาชีวิต เมาลาภ ยศ สรรเสริญด้วย เพราะมีความเมาอยู่ในตัว จึงไม่รู้ว่า สิ่งที่เขาเอามาพูดนั้นเป็นไปเพื่อประโยชน์ของตนทั้งนั้น ผู้มีบุญพอได้ยินได้ฟังแล้วจะเกิดปีติภาคภูมิใจ ดีใจว่าเป็นบุญของเราที่ได้มาเกิดในยุคนี้ ที่วิชชาธรรมกายหวนคืนกลับมาอีกครั้ง เป็นพยานตรัสรู้ธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จะทำให้เราดำเนินชีวิตได้ถูกต้อง และเข้าใจเรื่องกฎแห่งกรรมได้อย่างดี อย่างน้อยก็รู้ว่าพระธรรมกาย คือ ที่พึ่งที่ระลึกที่แท้จริง คือ เนื้อหนังหรือตัวจริงของพระรัตนตรัย ที่มีอยู่ในตัวของมนุษย์ทุกคนในโลก รวมทั้งตัวเราด้วย และเราสามารถเข้าถึงได้ ถ้าเรายังเป็นปกติดี มีความเพียร แล้วก็ทำถูกหลักวิชชา เพราะฉะนั้น เราควรจะมานึกว่า เป็นบุญลาภของเราที่มาเกิดในยุคนี้ แทนที่จะไปกุข่าว สร้างข่าว แล้วก็ปล่อยข่าวว่า ธรรมกาย คือ นิกายใหม่ ลัทธิใหม่ ที่ว่านิกายใหม่คือ ในเมืองไทยมีมหานิกาย และธรรมยุติกนิกาย พอมีคำว่า กาย อยู่ข้างหลังคำว่า ธรรมะ ก็เลยกลายเป็นนิกายใหม่ เพราะฉะนั้น ธรรมกาย ไม่ใช่นิกายใหม่ แล้วก็ไม่มีนิกายอันใด เพราะเกี่ยวกับเรื่องกายภายในที่มีอยู่ในตัวของมนุษย์ทุกคนในโลก ขึ้นชื่อว่า มีมนุษย์ที่ไหน ที่ตรงนั้นมีพระธรรมกาย เป็นที่พึ่งที่ระลึกที่แท้จริงของทุกคน สิ่งอื่นไม่ใช่ แล้วจะรู้ได้อย่างไร รู้ได้เมื่อเข้าถึง จะเข้าถึงได้อย่างไร เข้าถึงเมื่อปฏิบัติอย่างถูกหลักวิชชา แล้วท่านอยู่ตรงไหน อยู่ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ด้วยวิธีการทำใจหยุดใจนิ่ง แล้วทำอย่างไรถึงจะหยุดนิ่ง ก็เลิกอยาก ลาหยอก ทำใจหยุดนิ่งเฉย ๆ อย่างสบาย ๆ เดี๋ยวก็เข้าถึงได้ นี่ Know-how บอกหมดเลย บอกให้ฟรี ๆ แล้วอย่าเพิ่งไปสรุปว่า พิสูจน์ไม่ได้ เมื่อเรายังไม่ได้พิสูจน์ ถ้าได้พิสูจน์ก็พิสูจน์ได้ ๒ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๗ ๗๙.วิชชาพระพุทธเจ้า ลูกทุกคนมีบุญมากที่มาเกิดในยุคนี้ ที่วิชชาธรรมกายได้หวนคืนกลับมาอีกครั้ง แม้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าดับขันธปรินิพพานไปแล้วก็ตาม แต่ก็คล้ายกับพระองค์ยังมีพระชนม์ชีพอยู่ เพราะวิชชานี้ยังอยู่ ยังมีผู้ปฏิบัติได้เข้าถึง มีวิธีการที่พระเดชพระคุณหลวงปู่ฯ ท่านค้นพบฟื้นฟูขึ้นมาใหม่ ทำให้ง่ายต่อการปฏิบัติ ในสมัยพุทธกาล เมื่อออกพรรษาแล้ว พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็จะประทานโอวาท แล้วก็บอกขั้นตอนการปฏิบัติธรรม ถ้าหมดกิเลสตรงนี้เรียกว่า พระโสดาบัน หมดกิเลสตรงนั้น สังโยชน์ตรงนั้น เรียกว่า พระสกิทาคามี หมดเท่านี้เรียก พระอนาคามี หรือหมดเกลี้ยงเลยเรียก พระอรหันต์ เมื่อรับฟังโอวาทแล้ว ต่างก็แยกย้ายไปแสวงหาที่วิเวกปฏิบัติธรรม ไปทำให้ได้ ในยุคนี้สิ่งเหล่านี้ก็หวนคืนมาอีกครั้งหนึ่ง เราจะรู้ว่าเราไปถึงไหน มันมีขั้นตอนของการปฏิบัติ ที่เราได้ยินได้ฟังกันอยู่บ่อย ๆ เมื่อมีขั้นมีตอนก็ง่ายต่อการปฏิบัติ เราเข้าใจแล้วจะปฏิบัติตรงไหนก็ได้ ทำให้มันเป็น ทำให้มันได้แค่นั้นเอง ๑๒ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ ๘๐.ชื่อวัดพระธรรมกาย คำว่า “พระธรรมกาย” เป็นกายตรัสรู้ธรรมภายใน หมายถึง พระพุทธเจ้าภายในตัวของเรา ที่ใช้คำนี้นำมาประดิษฐานเป็นชื่อของวัด เป็นชื่อของมูลนิธิ เพราะคำว่า “ธรรมกาย” แม้มีอยู่ในตัว แต่คนรู้ได้ยาก แล้วก็เกิดขึ้นได้ยากในโลก จึงอยากจะคงคำนี้เอาไว้ ป้าย “วัดพระธรรมกาย” หลวงพ่อจึงให้ตอกเสาเข็มลึกลงไป ๒๑ เมตร ความจริงแล้วป้ายไม่ได้หนักอะไร แต่วัตถุประสงค์เพื่อให้คำนี้อยู่นาน ๆ เผื่อโบสถ์ วิหาร ศาลาการเปรียญพังไปแล้ว แต่ป้ายยังอยู่ ใครผ่านไปผ่านมา เห็นป้าย “วัดพระธรรมกาย” จะได้เฉลียวใจว่า คำนี้มีความสำคัญอย่างไร จะได้เกิดการศึกษาเรียนรู้ที่มาที่ไปว่าเป็นอย่างไร ๒๕ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๗ ๘๑.สมถวิปัสสนา มีคำถามว่า การปฏิบัติเพื่อให้เข้าถึงพระธรรมกายนี้เป็นสมถะหรือวิปัสสนา ที่จริงแล้วสมถะกับวิปัสสนานี่ ขาดอันใดอันหนึ่งไม่ได้เลย เหมือนบันได มันต้องมีขั้น มีตอนของมันไป ต้องอาศัยซึ่งกันและกัน สมถะ แปลว่า หยุด นิ่ง สงบ ระงับ หมายถึง ใจที่แวบไปแวบมา คิดไปในเรื่องราวต่าง ๆ เราดึงมาหยุดให้เป็นหนึ่ง เป็นเอกัคตา มีอารมณ์เดียว หยุดนิ่ง ๆ อย่างนี้เรียกว่า สมถะ วิธีที่จะฝึกใจให้หยุดนิ่ง เพื่อให้เข้าถึงคำว่า สมถะ มีเยอะแยะ ที่รวบรวมไว้ในวิสุทธิมรรคก็ ๔๐ วิธี กสิณ ๑๐ อสุภะ ๑๐ อาหาเรปฏิกูลสัญญา ๑๐ อนุสสติ ๑๐ อย่างนี้เป็นต้น แต่จริง ๆ มีนอกเหนือจากนี้ เยอะมาก คือ ทำอย่างไรก็ได้ให้ใจหยุด พอใจหยุดนั่นแหละ เรียกว่า สมถะ ถ้าใจยังไม่หยุด เรียกว่า อนาถะ คือ ใจยังอนาถาอยู่ ยังยากจนอยู่ ยังไม่มีอริยทรัพย์ ถ้าหยุดแล้วรวย สมถะ แปลว่า หยุด แปลว่านิ่ง ไม่เขยื้อนแล้ว จะทำวิธีใดก็ได้ที่กล่าวมาแล้ว จะเริ่มต้นจากอะไรก็ได้ จะภาวนาอะไรก็ได้ หรือจะไม่ภาวนาก็ได้ ถ้ามั่นใจว่าไม่ฟุ้ง ทีนี้พอหยุดนิ่งแล้วจะเข้าถึงดวงปฐมมรรค นั่นแหละ สมถะ วิปัสสนา วิ แปลว่า วิเศษ แจ้ง ต่าง ปัสสนา แปลว่า เห็น วิปัสสนา คือ การเห็นที่วิเศษ ที่แจ่มแจ้ง ที่แตกต่าง แจ่มแจ้งเหมือนดึงของจากที่มืดออกมากลางแจ้ง แล้วก็แตกต่างจากการเห็นด้วยดวงตาสัตวโลกที่อยู่ในภพ ๓ คือ แตกต่างจากตามนุษย์ ตาทิพย์ของเทวดา ตารูปพรหม หรือตาอรูปพรหม เพราะฉะนั้น วิปัสสนา คือ การเห็นด้วยกายธรรมโคตรภูเป็นต้นไป จึงจะเป็นผู้ที่เห็นอย่างวิเศษ แจ่มแจ้ง และแตกต่างจากการเห็นด้วยตาสัตวโลกที่อยู่ในภพ ๓ ต้องกายธรรมนั่นแหละ ถึงจะเป็นวิปัสสนา เห็นด้วยธรรมจักขุ คือ ดวงตาธรรมของท่าน ซึ่งเห็นได้ทุกทิศทุกทางในเวลาเดียวกัน ซึ่งมันอัศจรรย์ อยู่ที่เดียวที่เดิม แต่เห็นทั้งซ้าย ขวา หน้า หลัง ล่าง บน พร้อมกันได้ในเวลาเดียวกัน เห็นถึงไหนก็รู้ไปถึงตรงนั่น เห็นอดีตก็รู้อดีต เห็นปัจจุบันก็รู้ปัจจุบัน เห็นอนาคตก็รู้อนาคต มีภูมิ ๖ คือ เห็นขันธ์ ๕ อายตนะ ๑๒ ธาตุ ๑๘ อินทรีย์ ๒๒ อริยสัจ ๔ ปฏิจจสมุปบาท ซึ่งตาอื่นไม่เห็น ตามนุษย์ ทิพย์ พรหม อรูปพรหมไม่เห็น ไปนั่งคิดฟุ้งซ่านก็ไม่เห็น ต้องเห็นด้วยธรรมกาย ต้องเข้าถึงพระธรรมกายจึงจะไปเห็นขันธ์ ๕ รูปเป็นอย่างไร เวทนาเป็นอย่างไร สัญญาเป็นอย่างไร สังขารเป็นอย่างไร วิญญาณเป็นอย่างไร เวทนา ความรู้สึกสุข ทุกข์ ไม่สุข ไม่ทุกข์เป็นอย่างไร สัญญาความจำได้หมายรู้ สังขาร ความคิด วิญญาณ ความรู้แจ้ง อายตนะ ๑๒ เห็นได้ทั้งนั้น ซึ่งดวงตาอื่นไม่เห็น จะเห็นเป็นภาพขึ้นมา เห็นแล้วก็รู้เรื่องด้วย มันมีเรื่องราวเยอะ เอาว่าย่อ ๆ อย่างนี้ก็แล้วกัน เพราะฉะนั้น สมถะกับวิปัสสนาจะต้องไปด้วยกัน แยกออกจากกันไม่ได้เลย ต้องคู่กันไปตลอด จึงจะถึงจุดหมายปลายทาง เหมือนเท้า ๒ เท้าก้าวเดินกันไปนั่นแหละ แต่สมถะเป็นเบื้องต้น วิปัสสนามันท่อนต่อไป ๘ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ ๘๒.วิธีเข้าถึงสมถวิปัสสนา ทำอย่างไรจะเข้าไปถึงสมถะ ถึงวิปัสสนา ก็ฝึกใจให้หยุดนิ่ง ซึ่งทุกคนทำได้ทั้งนั้น เราได้ฟังกันบ่อย ๆ ว่า มรรคผลนิพพานอยู่ในตัว ไม่ได้อยู่ที่ไหน มรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑ ไม่ว่าคุณสมบัติที่จะเป็นพระโสดาบัน พระสกิทาคามี พระอนาคามี พระอรหัต ล้วนอยู่ในตัวเรา เข้าถึงพระโสดาบัน ก็เป็นพระโสดาบัน เข้าถึงพระสกิทาคามี ก็เป็นพระสกิทาคามี เข้าถึงพระอนาคามี ก็เป็นพระอนาคามี เข้าถึงพระอรหัต ก็เป็นพระอรหันต์ ซึ่งมีอยู่ในตัวเรา โดยเริ่มต้นที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ตรงนั้น ด้วยวิธีหยุดนิ่งอย่างเดียว ๘ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ ๘๓.ความรู้จากการเข้าถึง ครั้งหนึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสสอนเรื่องปฏิจจสมุปบาท พระอานนท์ได้ยินได้ฟังก็รำพึงว่า ก็ไม่เห็นยากนี่ อวิชชาทำให้เกิดสังขาร สังขารทำให้เกิดวิญญาณ วิญญาณทำให้เกิดนามรูป ไล่เรื่อยไปเลย พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ตรัสบอกพระอานนท์ว่า “อานนท์ ไม่ง่ายอย่างนั้นหรอก มันเป็นวิสัยของการเข้าถึง ไม่ใช่จะมาทรงจำ มาท่องคล่องปากขึ้นใจ พิจารณาตามอย่างนั้นไม่ได้ มันต้องเข้าถึงกันจริง ๆ” เพราะฉะนั้น เมื่อได้ศึกษาปริยัติอย่างคล่องแคล่วเชี่ยวชาญแล้ว ก็ต้องปฏิบัติด้วย ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ และเทศนา จะต้องฝึกไปด้วยกันหมด เรียน ปริยัติ เพื่อให้รู้เรื่องเกี่ยวกับโลก เรื่องราวความจริงของชีวิตเป็นอย่างไร การเวียนว่ายตายเกิดเป็นอย่างไร จนกระทั่งเบื่อหน่ายในการเวียนว่ายตายเกิด หรือเห็นว่าวัฏฏะมีภัยมาก อันตราย ล้วนแต่มีทุกข์ทั้งสิ้น เพราะฉะนั้น จะต้องไปทำกิเลสอาสวะให้หมดสิ้น ก็จะน้อมไปสู่การ ปฏิบัติ ทำกรรมฐาน ทำใจหยุดใจนิ่ง พอใจหยุดนิ่งได้ก็จะเห็นไปตามขั้นตอนตามที่ได้ศึกษามา มีเครื่องยืนยัน เมื่อเข้าถึงแล้วเป็น ปฏิเวธ มีประสบการณ์ภายใน เมื่อโปรดตัวเองให้พ้นแล้วจึงนำมา เทศนา แนะนำสั่งสอนกันต่อไป ซึ่งมันมีหลักสูตรอยู่แล้วในสมัยพุทธกาล ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ เทศนา เป็นหน้าที่พระภิกษุในพระพุทธศาสนาเลย ไม่ใช่เอาอย่างใดอย่างหนึ่ง ๑๐ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๗ ๘๔.ใส่บาตร ทุกเช้าให้ลุกขึ้นมาเตรียมอาหารใส่บาตรพระ เป็นการสั่งสมบุญประจำวันของเรา และสืบทอดอายุพระพุทธศาสนา รักษาธรรมเนียมที่ดีนี้ไว้ ให้มหาชนพุทธบริษัทเขาได้เห็น เขาจะได้ทำตาม พระพุทธศาสนาจะได้เจริญรุ่งเรือง เป็นที่พึ่งแก่ชาวโลกต่อไป ๑๐ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ ๘๕.จุดประทีปในวันพระ ปัจจุบันนี้...“วันพระ” ถูกหลงลืมจนกระทั่งไม่มีใครสนใจ หรือให้ความสำคัญมากเพียงพอ ไม่เหมือนกับในสมัยบรรพบุรุษของเรา แต่ในยุคที่เราเกิดมาสร้างบารมี มาเป็นต้นบุญต้นแบบ มาเป็นแสงสว่างแก่เพื่อนมนุษย์ หลวงพ่อจึงขอเชิญชวนให้จุดประทีปเอาไว้หน้าบ้านในวันพระ เพื่อจะบอกให้ทุกคนทราบว่า “วันนี้เป็นวันพระ” เพื่อให้เป็นเครื่องเตือนใจให้ผู้ที่เขาผ่านไปผ่านมา จะได้นึกถึงว่า “วันนี้เป็นวันพระ” ควรจะทำแต่สิ่งที่เป็นกุศลธรรม เขาจะได้ตรึกระลึกนึกถึงพระรัตนตรัย ๑ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๕ ๘๖.วันพระต้องไปวัด เราชาวพุทธต้องหยุดวันพระ ไปเข้าวัด ฟังธรรม ปฏิบัติธรรม ไปบำเพ็ญบุญกิริยาวัตถุ ๑๐ ประการ๒ หรืออย่างน้อยก็ ๓ ประการ คือ ทำทาน รักษาศีล เจริญภาวนา เป็นต้น และทุกครั้งที่ไปวัด อย่าลืมชวนบุตรหลานของเราไปด้วย เตรียมภัตตาหารหวานคาว ไปถวายพระภิกษุ สามเณร และเลี้ยงผู้ประพฤติธรรมที่วัด ไปช่วยกันทำความสะอาดวัด ปัดกวาดเสนาสนะ อะไรเป็นทางมาแห่งบุญเราทำทั้งนั้น ไม่ว่าจะเก็บขยะมูลฝอย จัดวางรองเท้าให้เป็นระเบียบ ((บุญกิริยาวัตถุ ๑๐ ประการ ๑) ทานมัย บุญสำเร็จจากการให้ทาน ๒) สีลมัย บุญสำเร็จจากการรักษา ศีล ๓) ภาวนามัย บุญสำเร็จจากการเจริญภาวนา ๔) อปจายนมัย บุญสำเร็จจากการประพฤติถ่อม ตน ๕) เวยยาวัจจมัย บุญสำเร็จจากการช่วยเหลือในกิจที่ชอบ ๖) ปัตติทานมัย บุญสำเร็จจากการ ให้ส่วนบุญ ๗) ปัตตานุโมทนามัย บุญสำเร็จจากการอนุโมทนาส่วนบุญ ๘) ธัมมัสสวนมัย บุญสำเร็จ จากการฟังธรรม ๙) ธัมมเทสนามัย บุญสำเร็จจากการแสดงธรรม ๑๐) ทิฏฐุชุกรรม บุญสำเร็จจากการทำความเห็นให้ตรง)) ให้ความเคารพในบุญสถาน ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานของพระรัตนตรัย เคารพในพุทธบุตร เราจะประเคนภัตตาหารก็ให้เคารพในทาน จะฟังธรรมก็ต้องเคารพในธรรม แล้วก็นำแต่สิ่งดี ๆ เข้าไปในวัด สิ่งไม่ดีให้เอาออกไปนอกวัดให้หมด เช่น สุราเมรัย บุหรี่ ยาเสพติด ภาพลามกอนาจาร สิ่งไม่ดีทั้งหลายเหล่านี้เอาออกไปให้หมดเลย นี่คือสิ่งที่ปู่ย่าตายายได้ปฏิบัติเป็นเนติแบบแผนสืบต่อกันมา แต่ปัจจุบันเราปล่อยปละละเลยไม่สนใจ เพราะฉะนั้นถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องฟื้นฟูสิ่งดี ๆ นี้ ให้หวนคืนกลับมาใหม่ ๑๕ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๗ ๘๗.วันพระต้องรักษาศีล ๘ ในวันธรรมดาชาวพุทธต้องถือศีล ๕ ให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ และควรถือศีล ๘ ในวันพระ เท่ากับเราได้เป็นต้นบุญต้นแบบในการช่วยกันฟื้นฟูวันพระ ให้ชาวพุทธทั้งหลายได้เห็นคุณค่า วันพระไหน ที่ตรงกับวันทำงาน เราก็ถือศีล ๘ เมื่อเพื่อนร่วมงานถามเราจะได้ตอบว่า เราถือศีล ๘ เพราะวันนี้เป็นวันพระ ใหม่ ๆ เขายังไม่เข้าใจ เขาอาจจะหัวเราะ และว่า เราเชย เรางมงาย หรืออะไรก็แล้วแต่ เราก็ต้องใจเย็น ๆ ค่อย ๆ อธิบายให้เขาฟังว่า ไม่ใช่เชย ไม่ใช่งมงาย แต่นี่เป็นธรรมเนียมปฏิบัติของชาวพุทธ เราเป็นชาวพุทธเราก็จะต้องปฏิบัติอย่างนี้ แล้วอีกหน่อยเสียงหัวเราะจะค่อย ๆ หายไปทีละคนสองคน แล้วก็จะเปลี่ยนมาเป็นความเลื่อมใส แม้บางคนจะยั่วเย้า แต่ถ้าเรายิ้มแย้ม และตอบไปด้วยเหตุผล แม้ภายนอกเขาจะยั่วเย้าอย่างไร แต่ในใจเขาเลื่อมใส แล้วเขาจะเกิดแรงบันดาลใจที่อยากจะมาศึกษาธรรมะ ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราก็จะได้บุญด้วย ในฐานะเป็นผู้แนะ และเป็นผู้นำ แนะ คือ ให้ธรรมทาน นำ คือ ทำให้ดู ได้ทั้งประโยชน์ตน ประโยชน์ท่าน และเป็นทางมาแห่งบุญของเราด้วย ๖ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ ๘๘.ทำไมต้องใส่ชุดขาวมาวัด เราชาวพุทธเวลามาวัด หรือไปร่วมงานบุญต่าง ๆ ควรแต่งกายด้วยชุดขาว ๆ ที่สุภาพเรียบร้อย การสวมใส่ชุดขาว ๆ จะมีอานิสงส์ดังต่อไปนี้ คือ 1 ชุดขาวจะทำให้เราเกิดจิตสำนึกในการเป็นอุบาสกอุบาสิกา ผู้นั่งใกล้ต่อพระรัตนตรัยมากขึ้น ทำให้เกิดความสำรวม ระมัดระวังกิริยามารยาทไปโดยอัตโนมัติ 2 ทำให้จิตใจสงบ สะอาด ผ่องใส เป็นการเตรียมตัวก่อนการฟัง ธรรม ปฏิบัติธรรม เป็นเหตุให้เข้าถึงธรรมได้ง่าย 3 ประหยัดและเกิดความเสมอภาค ไม่มีการประกวดประชันกันว่า ใครรวย ใครจน ใครสวย ใครหล่อ พอเข้าวัดทุกคนเสมอภาค เหมือนกันหมดในการสร้างบารมี สร้างความดี 4 ทำให้บำเพ็ญบุญได้เต็มที่ เพราะใส่ชุดขาวจะทำให้ไปเที่ยวที่อื่น ได้น้อยลง 5 ดูแล้วงดงามตา เป็นที่เลื่อมใสแก่มหาชนทั้งหลาย ๒๔ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๒ ๘๙.วัดสะอาด...ใจสะอาด ช่วยกันดูแลวัดวาอารามของเราให้สะอาดร่มรื่น ซึ่งตอนที่คุณยายอาจารย์ฯ ยังมีชีวิตอยู่ ท่านให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก ถือเป็นชีวิตจิตใจทีเดียว ท่านมักย้ำเตือนเสมอว่า วัดวาอารามที่สะอาดร่มรื่นแสดงถึงจิตใจของผู้ที่มีคุณธรรมสูง และเป็นการให้เกียรติผู้ที่มาเยี่ยมวัดด้วย ท่านถือว่าตรงนั้นเป็นห้องรับแขก ถ้าเราทำวัดให้สกปรก ห้องน้ำไม่สะอาด เหมือนกับเราไม่ยินดีต้อนรับแขก เพราะฉะนั้นเราจะต้องเคารพในการปฏิสันถาร ด้วยการช่วยกันทำความสะอาดวัด ไม่ให้มีสิ่งสกปรกรกรุงรังหลงเหลืออยู่เลย นี่เป็นปฏิปทาของคุณยายอาจารย์ฯ ของเรา ก็ขอให้ลูกหลานคุณยายได้สืบทอดวัฒนธรรมนี้กันต่อไป ๑๔ เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๕ ๙๐.ความสะอาดดึงดูดทรัพย์ ทำความสะอาดบ้านพักของเราให้ดี โดยเฉพาะห้องพระ ซึ่งเป็นเนื้อนาบุญของครอบครัว จะต้องร่วมแรงร่วมใจช่วยกันทำความสะอาด ให้สถานที่นั้นเหมาะสมที่จะเป็นที่ประทับของพระบรมศาสดา คือพระพุทธปฏิมากรซึ่งเป็นตัวแทนของพระพุทธองค์ อย่าให้มีหยากเยื่อ หยากไย่ หรือแม้ฝุ่นละอองต่าง ๆ ถ้าห้องพระบ้านเราสะอาด เป็นระเบียบ เทวดาอารักษ์ทั้งหลายเขาก็จะมากราบไหว้บูชา และจะคอยตามปกป้องดูแลรักษาครอบครัวเรา สิริมงคลก็จะเกิดขึ้น ซึ่งจะเป็นที่มานอนแห่งโภคทรัพย์สมบัติทั้งหลาย เพราะฉะนั้น ทำความสะอาดห้องพระเป็นห้องแรก แล้วตามด้วยห้องอื่น ๆ ภายในบ้าน และรอบ ๆ บ้าน ให้บ้านของเราเป็นสัปปายะ สะอาด น่าอยู่ น่าประพฤติปฏิบัติธรรมตามส่วนของคฤหัสถ์ แล้วชักชวนกันปฏิบัติธรรมร่วมกันทั้งบ้าน ช่วยกันสร้างบรรยากาศที่ดีด้วยรอยยิ้ม พูดจาด้วยถ้อยคำที่ไพเราะ ไม่ให้มีคำหยาบเลย บรรยากาศดี ๆ ก็จะได้เกิดขึ้นภายในบ้านของเรา เทวดาก็จะได้ลงรักษา และอนุโมทนาสาธุการ ๒๕ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ ๙๑.ปิดโทรศัพท์มือถือขณะฟังธรรม ปฏิบัติธรรม ในช่วงของการปฏิบัติธรรม หรือฟังธรรมนั้น เป็นช่วงที่เราจะต้องปลอดกังวลจากทุกสิ่ง เพราะฉะนั้นในทุกวันอาทิตย์จึงจำเป็นต้องขออนุญาต ให้พิธีกรได้แนะนำให้ปิดเครื่องมือสื่อสาร ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์มือถือก็ดี หรืออะไรก็ดี ปิดไว้ชั่วคราว ในขณะที่เรากำลังปฏิบัติธรรม หรือฟังธรรม ในสมัยพระเดชพระคุณหลวงปู่วัดปากน้ำฯ เวลาท่านสอนธรรมะปฏิบัติ ท่านจะพูดเตือนบ่อย ๆ เป็นช่วง ๆ แม้ตัวท่านเองก็ทำเป็นต้นแบบ คือ เวลาท่านเห็นใครนั่งปฏิบัติธรรม ไม่ว่าผู้ปฏิบัตินั้นจะเป็นเด็ก เป็นผู้ใหญ่ ผู้หญิง ผู้ชาย ท่านจะเดินเบา ๆ ผ่านไป ท่านให้เหตุผลว่า บางคนเขากำลังปฏิบัติดีอยู่ กำลังจะเข้าถึงธรรมอยู่แล้ว ถ้าเราเดินมีเสียงดังจะไปสะเทือนสมาธิของเขา ก็จะทำให้เขาพลาดโอกาสที่ดีไป ตัวเราเองก็จะได้บาป ทำให้ทุกชาติที่เกิดมาเวลาปฏิบัติธรรมจะได้ยากทุกครั้ง เวลานั่งธรรมะดี ๆ ก็จะมีอุปสรรคเกิดขึ้น ทำให้เราต้องเลิกละความเพียร แม้พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ก็ทรงทำเป็นต้นแบบเช่นเดียวกัน วันหนึ่งสามเณรบัณฑิตกำลังปฏิบัติธรรมใกล้จะบรรลุพระอรหันต์ ขณะเดียวกันพระสารีบุตรกำลังจะนำอาหารบิณฑบาต ข้าวคลุกปลาตะเพียนมาให้ เพราะกลัวว่าสามเณรจะไม่ได้ฉัน พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทราบในข่ายพระญาณว่า วันนี้สามเณรจะบรรลุมรรคผลนิพพาน แต่ถ้าหากพระสารีบุตรมาถึงก่อน แล้วเกิดไปเรียกสามเณร หรือไปทำเสียงดัง ก็จะทำให้กระทบการปฏิบัติธรรมของสามเณร ทำให้สามเณรพลาดโอกาสการเป็นพระอรหันต์ พระองค์ยังต้องเสด็จไปดักรอพระสารีบุตรที่หน้าประตู แล้วชวนคุยเรื่องธรรมะ ถามโน่นถามนี่ไปจนกระทั่งเห็นว่า สามเณรบรรลุอรหัตผลแล้ว จึงเปิดทางให้พระสารีบุตรไป เพราะฉะนั้น จะเห็นได้ว่าการทำให้เกิดเสียงดัง ไปรบกวนผู้ประพฤติปฏิบัติธรรมจึงไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยเลย มันจะเป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติธรรมของเรา และอวัยวะที่เกี่ยวกับการฟังเสียง หูของเราจะใช้ไม่ค่อยได้ดี อย่างน้อยก็ ๕๐๐ ชาติ ๑๓ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๕ ๙๒.เจริญมรณานุสสติ มีลูกหญิงของหลวงพ่อคนหนึ่งมาปฏิบัติธรรมทุกวัน จิตใจเบิกบาน อยากจะนั่งให้ได้ทุก ๆ วัน จึงมาถามหลวงพ่อว่า หลวงพ่อคะ ทำอย่างไรเราจึงจะไม่ประมาทในชีวิต เพราะว่าเวลาไม่ประมาทในชีวิตแล้วจะทำให้ขยันนั่งธรรมะ หลวงพ่อก็ตอบว่า ให้เจริญมรณานุสสติ ให้นึกว่าแม้พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระอัครสาวก พระมหาสาวก พระอริยบุคคลยังต้องตาย ผู้ที่ได้ถึงพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งที่เรียกว่า โคตรภูบุคคล หรือผู้เข้าถึงฌาน เป็นฌานลาภีบุคคลก็ยังต้องตาย เป็นพระเจ้าจักรพรรดิปกครองทวีปทั้ง ๔ มีฤทธิ์ มีอานุภาพ มีรัตนะ ๗ โคจรไปในอากาศได้ก็ยังต้องตาย พระราชา มหากษัตริย์ เศรษฐี มหาเศรษฐี ยาจก วณิพก ล้วนตายหมด ให้นึกอย่างนี้ การนึกอย่างนี้เรียกว่า “การเจริญมรณานุสสติ” เธอบอก ไม่ไหว อย่างนี้ยาวเกินไป ขอสั้น ๆ ได้ไหม หลวงพ่อก็บอกว่า ถ้าอย่างนั้นเอาอย่างนี้มีอยู่ ๒ คำ จำง่าย ๆ เคยเห็นไหม เวลารถพยาบาลบรรทุกคนเจ็บแล่นผ่านมา เขาจะเปิดหวอดังลั่นไปบนท้องถนน ฟังให้ดีนะ เสียงมันคล้าย ๆ อย่างนี้ ตายแน่ ตายแน่ ตายแน่ นี่แหละเจริญมรณานุสสติทางลัดที่สุด หัดท่องไว้นะ รับรองขยันนั่งธรรมะตัวตั้งเลย ๑๕ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๕ ๙๓.สร้างวัดใหญ่จะไปแข่งกับใคร การสร้างวัดใหญ่ไม่ได้แปลว่า เราจะไปแข่งกับใคร บางคนถามหลวงพ่อว่า “ที่สร้างใหญ่ ๆ นี่ จะไปแข่งกับเมกกะหรือ” ขอยืนยันด้วยความสุจริตใจว่า “ไม่ได้แข่ง” แต่เพราะการสร้างสันติสุขให้เกิดขึ้นแก่โลกนั้นทำตามลำพังไม่ได้ ทุกคนในโลกต้องมีส่วนในการสร้างสันติสุข ต้องช่วยกันทำ สันติสุขที่แท้จริงจึงจะบังเกิดขึ้นแก่โลก พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า นตฺถิ สนฺติปรํ สุขํ สุขอื่นนอกจากหยุดจากนิ่งไม่มี คำว่า “สันติ” จึงเป็นสิ่งที่ใคร ๆ ปรารถนากันทั้งนั้น และทำตามลำพังไม่ได้ ทั่วโลกต้องช่วยกันทำ เพราะฉะนั้นถ้าสร้างเล็ก ๆ มันก็ไม่พอที่จะรองรับ และต้องจำไว้ว่าสิ่งดี ๆ เริ่มต้นที่นำใจมาหยุดนิ่ง ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ตรงนี้เท่านั้น ถ้าทุกคนทั่วโลกทำตรงนี้ได้แล้ว เดี๋ยวสันติสุขจะบังเกิดขึ้นทันตาเห็น ก่อนที่เราจะหลับตาลาจากโลกนี้ไป ๑๕ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๗ ๙๔.ไม่อยากให้ตายฟรี ในใจหลวงพ่อคิดเพียงว่า “ทำอย่างไรจะสร้างวัดให้เสร็จ ให้ทันใช้” เพราะอายุก็ล่วงเลยมา ๖๐ กว่าปีแล้ว ไม่เคยคิดว่า ตอนนี้เราจะทำประตู กำแพง โบสถ์ หรืออะไรอย่างนี้ คิดแค่ว่า จะสร้างวัดให้เสร็จ ปฏิบัติธรรม สอนธรรมะ ชวนคนทำความดี แสวงหาพระรัตนตรัยในตัว คิดเพียงสั้น ๆ แค่นั้น และเมื่อสร้างวัดเสร็จ ก็ถึงช่วงขยายพระพุทธศาสนาวิชชาธรรมกายไปทั่วโลก ก็คิดเอาโลกใบนี้มาตั้งไว้ในใจ คิดว่าเราจะต้องขยายไปให้ได้ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อเพื่อนมนุษย์ และเป็นไปตามความตั้งใจ ของพระเดชพระคุณหลวงปู่ (สด จนฺทสโร) ผู้ค้นพบวิชชาธรรมกาย ที่ท่านอยากให้พระพุทธศาสนาวิชชาธรรมกายขยายไปทั่วโลก กับเป็นพุทธประสงค์ที่จะให้มนุษย์และเทวดาทั้งหลาย ได้เข้าถึงธรรมะด้วยคำสอนของพระองค์ คำว่า “มนุษย์” ในที่นี้ หมายถึง ทุกคน ทุกยุค ทุกสมัย ไม่ว่าจะเกิดกันมากี่ยุคก็ตาม คำสอนของพระองค์มีไว้เพื่อมนุษย์ทุกคน เพราะฉะนั้น การสร้างวัดขึ้นมา ไม่ใช่เพื่อความอยากเด่นอยากดังหรืออยากอะไรเลย นอกจากอยากให้มนุษย์ทุกคนในโลกนี้ ไม่ตายฟรี เกิดมาชาตินี้ให้รู้ว่ามีพระรัตนตรัยในตัว เขาสามารถสมหวังในชีวิตได้ด้วยวิธีที่ง่ายที่สุด ไม่มีอะไรง่ายไปกว่านี้ คือการทำสมาธิ ฝึกใจให้หยุดนิ่งภายใน ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ๒๒ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๐ ๙๕.วัดรวย วัดจน เป็นพระนี่ อยู่เหนือความรวยความจนนะ พระไม่ได้คิดเรื่องรวยและก็ไม่ได้คิดเรื่องจน มันเหนือตรงนั้นไปแล้ว วัดก็เหมือนกันอยู่เหนือคำว่า “วัดรวย” หรือ “วัดจน” “วัด” เป็นเครื่องวัดของคนเข้าวัดว่า กิเลสหรือสิ่งไม่ดีนั้นหมดไปแค่ไหน ยังเหลืออีกแค่ไหน และก็เป็นสถานที่ตักตวงบุญ เป็นแหล่งเนื้อนาบุญ เป็นแหล่งแห่งความรู้อันบริสุทธิ์ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่จะทำให้เราดำเนินชีวิตได้ถูกต้อง ไม่ผิดพลาด มีสุคติเป็นที่ไป มีเป้าหมายคือพระนิพพาน เราจะมองที่ถาวรวัตถุ หรือจำนวนคนเข้าวัดว่า วัดนี้รวย วัดนี้จน ไม่ถูกนะ วัดหลวงปู่หลวงตาในหลาย ๆ วัดที่ต่างจังหวัด ท่านมีแค่กุฏิหลังเล็ก ๆ มีทางจงกรม มีที่พักกลางวัน มีศาลาอเนกประสงค์ ที่ท่านทำอย่างนั้น เพราะท่านมีวัตถุประสงค์ต้องการที่จะปลีกวิเวก เพื่อให้กายสงัด ใจจะได้สงัด กิเลสจะได้หมดไป นั่นวัตถุประสงค์ของท่าน ไม่ใช่ท่านจน ถ้าท่านจะสร้างให้ใหญ่โตท่านก็ทำได้ แต่ท่านไม่ได้มีวัตถุประสงค์อย่างนั้น ใครมีบุญอยากได้บุญก็มาฟังธรรม ไม่มีใครมา ท่านก็ปฏิบัติธรรม ทำความเพียรของท่านไป มันแล้วแต่วัตถุประสงค์ อย่างวัดใหญ่ ๆ หลาย ๆ วัด โดยเฉพาะวัดพระธรรมกาย ที่สร้างก็มีวัตถุประสงค์เพื่อเอาไว้เป็นสถานที่ประพฤติธรรม ให้สาธุชนผู้มีบุญทั้งหลายที่อยู่ใกล้ ๆ ไม่ห่างไกลนัก รถวิ่งสักชั่วโมง ชั่วโมงครึ่ง ได้มาปฏิบัติธรรมรวมกัน เป็นพลังหมู่ในการปฏิบัติธรรม ในการศึกษาธรรมะของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะฉะนั้นจะให้ไปตากแดด ตากลม ตากฝน ก็ทำไม่ได้ เมื่อคนมาเยอะก็ต้องสร้างใหญ่ ไม่ได้เกี่ยวกับรวยหรือจนเลย เพราะว่าวัดหลวงพ่อเอาไปขายไม่ได้ แล้วไม่เคยคิดจะไปขายด้วย เลิกคิดเรื่องค้าขายหรือทำมาหากินตั้งแต่บวชแล้ว หรือมหาธรรมกายเจดีย์ ที่สร้างก็เพื่อเป็นที่รวมใจให้คนนึกถึงบุญ นึกถึงพระรัตนตรัย ใจจะได้เป็นกุศล เมื่อใจเป็นกุศล เลื่อมใสในพระรัตนตรัย จะได้เป็นรหัสผ่านไปสุคติภพ วัตถุประสงค์เป็นอย่างนี้จึงได้สร้าง เพราะฉะนั้น วัดอยู่เหนือความรวยหรือความจน ต้องเข้าใจตรงนี้ก่อน ส่วนเมื่อเข้าใจแล้วจะไปทำบุญที่ตรงไหน มีศรัทธาตรงไหนก็ไปทำตรงนั้น ศรัทธาอยากสร้างโรงเรียน ก็สร้างโรงเรียน ศรัทธาอยากสร้างโรงพยาบาล ก็สร้างโรงพยาบาล หรือสร้างโรงเรียน โรงพยาบาล ซึ่งรักษาไข้ทางกาย และให้วิทยาทานพอแล้ว เราจะมาสร้างโรงพยาบาลรักษาไข้ทางใจ หรือมาสร้างโรงเรียนเป็นที่ศึกษาธรรมะ ก็มาสร้างวัด ก็แล้วแต่เรา พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเรียงขั้นตอนของการทำบุญ ที่จะได้บุญมากมาก-บุญน้อย ตามลำดับ ตั้งแต่ให้ทานกับสัตว์เดรัจฉาน กับมนุษย์ทุศีล มนุษย์มีศีล มนุษย์เข้าถึงธรรม ถึงฌานสมาบัติ เป็นโคตรภูบุคคล เป็นพระอริยบุคคล เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ไล่เรื่อยไปถึงสร้างถาวรวัตถุ เรียงลำดับปริมาณของบุญที่จะได้มากกว่ากันไปตามลำดับ พระองค์ก็บอกเอาไว้แล้ว ซึ่งมีอยู่ในตำรับตำรา เมื่อเราทราบอย่างนี้ ก็แล้วแต่ใจของเราจะไขว่คว้าเอา ((ทำบุญกับสัตว์เดรัจฉาน ได้อานิสงส์ ๑๐๐ ชาติ ทำบุญกับมนุษย์ทุศีล ได้อานิสงส์ ๑,๐๐๐ ชาติ ทำบุญกับผู้ที่มีศีล ๕ ได้อานิสงส์ ๑๐๐,๐๐๐ ชาติ ทำบุญกับผู้ที่ได้ฌานสมาบัติ ได้อานิสงส์ แสนโกฏิชาติ (โกฏิ = ๑๐ ล้าน) ทำบุญกับทักขิไณยบุคคล ตั้งแต่ธรรมกายโคตรภูเรื่อยไปเลย ถึงพระอริยเจ้า พระโสดาบัน พระสกิทาคา พระอนาคามี พระอรหัต ได้อานิสงส์ อสงไขยอัปมาณัง คือจะนับจะประมาณมิได้)) ๖ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๖