คู่มือสมภาร พระธรรมเทศนาย่อ ของ พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) หลวงพ่อวัดปากน้ำ ผู้ค้นพบวิชชาธรรมกาย เรียบเรียงโดย น.ส.ฉลวย สมบัติสุข ขอกราบขอบพระคุณ พระมหาเถรานุเถระ เจ้าคณะพระสังฆาธิการทุกรูป ที่ได้มาร่วมเป็นเกียรติ และเป็นเนื่อนาบุญ ในพิธีจุดไฟแก้วสลายร่าง คุณยายอาจารย์ มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ผู้ให้กำเนิดวัดพระธรรมกาย คำนำ การทำนิพพานให้แจ้ง เป็นเป้าหมายสูงสุดของทุกชีวิต และเป็นวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของการบวชเป็นพระภิกษุ สามเณรในบวรพุทธศาสนา ดังถ้อยคำที่เปล่งประกาศท่ามกลาง สงฆ์ต่อหน้าพระอุปัชฌาย์ ในวันบวชว่า สพฺพทุกฺขนิสฺสรณนิพฺพานสจฺฉิกรณตฺถาย (บวช) เพื่อสลัดออกจากทุกข์ทั้งปวง และเพื่อทำพระนิพพานให้แจ้ง ด้วยเหตุนี้พระเดชพระคุณพระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) หลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ จึงใช้เวลาทั้งชีวิตของท่าน ทุ่มเทศึกษาและปฏิบัติธรรมโดยไม่เห็นแก่ชีวิตและความเหนื่อยยากใด ๆ อีกทั้งยังสั่งสอนอบรมพระภิกษุ สามเณร ตลอดจนอุบาสก อุบาสิกาทั้งหลาย ในการปฏิบัติธรรมเพื่อ ทำพระนิพพานให้แจ้งตามไปด้วย และในปีพุทธศักราช ๒๔๙๒ ท่านได้มอบหมายศิษย์ใน ฝ่ายปฏิบัติธรรมท่านหนึ่ง คือ คุณครูฉลวย สมบัติสุข ให้เรียบ เรียงหลักการปฏิบัติธรรมเพื่อทำพระนิพพานให้แจ้งไว้ ในชื่อ “คู่มือสมภาร” ด้วยความมุ่งหมายว่า เป็นเรื่องที่ผู้เป็นสมภาร หรือ เจ้าอาวาส ผู้ปกครองวัดต่าง ๆ ควรรู้และปฏิบัติให้ได้จริง และ เพื่อเป็นหลักในการปฏิบัติสำหรับญาติโยมสาธุชนผู้มุ่งปฏิบัติธรรมเพื่อทำพระนิพพานให้แจ้งต่อไป คุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ผู้ให้ กำเนิดจัดพระธรรมกาย เป็นศิษย์เอกท่านหนึ่งของพระเดช พระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ ในฝ่ายธรรมปฏิบัติท่านปฏิบัติธรรม ได้เชี่ยวชาญยิ่ง จนได้รับคำชมเชยจากหลวงพ่อวัดปากน้ำว่า “หนึ่งไม่มีสอง” แม้ท่านไม่ได้ศึกษาธรรมภาคปริยัติ แต่ความแม่นยำในญาณทัสสนะอันเกิดจากการปฏิบัติธรรมทำให้ท่านตอบปัญหาธรรมต่าง ๆ ได้อย่างกระจ่างชัด แม้แต่ผู้ที่ศึกษามามาก เมื่อติดขัดปัญหาเกี่ยวกับธรรมปฏิบัติอันลึกซึ่ง ก็มักมา สอบถามจากคุณยาย และต่างได้รับคำตอบที่แจ่มแจ้งกลับไป ทุกครั้ง ซึ่งหลักปฏิบัติที่คุณยายได้รับการอบรมมาจากพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ ก็เป็นเช่นเดียวกันกับหลักการปฏิบัติธรรมในหนังสือ “คู่มือสมภาร” เล่มนี้นั่นเอง ในวาระสำคัญที่มีพิธีจุดไฟแก้ว สลายร่างคุณยายอาจารย์ มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ผู้ให้กำเนิดวัดพระธรรมกาย คณะกรรมการจัดงานจึงนำหลักธรรมปฏิบัติอัน ทั้งนี้เพื่อเป็นการสืบสานมโนปณิธานของพระเดชพระคุณหลวงพ่อ วัดปากน้ำผู้เป็นมหาปูชนียาจารย์ ในการเผยแผ่ความรู้อันสำคัญ ยิ่งนี้ให้กว้างขวางออกไป และเพื่อเป็นการบูชาพระคุณขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ทรงชี้ทางแห่งมรรคผล ตลอดจน พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ และคุณยายอาจารย์ ผู้มีพระคุณอย่างสูงสุดอีกด้วย หลักธรรมปฏิบัติที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำสอนนี้ เป็นหลักการที่มีทั้งสมถะและวิปัสสนาพร้อมอยู่ในตัว โดยในทางสมถภาวนานั้น เริ่มต้นด้วยการกำหนดบริกรรมนิมิต เป็นดวงกลมใสสว่าง จัดเป็นอาโลกกสิณซึ่งเหมาะสมกับคนทุกจริตอัธยาศัย พร้อมกับบริกรรมภาวนาว่า “สัมมาอะระหัง” ซึ่ง จัดเป็นพุทธานุสสติส่วนในทางวิปัสสนานั้น เริ่มต้นเมื่อผู้เจริญ ภาวนาสามารถทำใจหยุดนิ่ง ละเอียดประณีตไปตามลำดับจน ได้เข้าถึงธรรมกาย อันเป็นกายตรัสรู้ธรรมที่มีอยู่ในตัวของเราทุกคน แล้วจึงอาศัยธรรมกายซึ่งมีพร้อมทั้งธรรมจักษุและญาณทัสสนะ พิจารณาอริยสัจ ๕ ในเบญจขันธ์ จนสามารถกำจัดกิเลสได้เด็ดขาดเป็นลำดับไป อย่างไรก็ดีหลักการปฏิบัติธรรมที่ปรากฏอยู่ใน “คู่มือสมภาร” เล่มนี้ เป็นสาระที่ท่านเรียบเรียงไว้เพียงโดยย่อเท่านั้น แต่สิ่งที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำท่านค้นพบ อันเป็น ของจริงและเป็นแก่นแท้ของทุกชีวิตนั้น ยังมีอยู่อีกมากมาย ที่ ทำให้รู้ว่ามนุษย์มิได้มีเพียงกายภายนอกที่สิ้นสุดที่เชิงตะกอน ดังที่เรามองเห็นกันอยู่เท่านั้น หากยังมีกายภายใน หรือชีวิตภายใน ที่มีความละเอียดอ่อน สะอาด บริสุทธิ์ และบริบูรณ์ด้วยคุณธรรม ยิ่ง ๆ ขึ้นไปตามลำดับ ซึ่งจะรู้เห็นและเข้าไปถึงได้ด้วยการ ลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง ความรู้เหล่านี้เป็นความรู้ที่ยิ่งใหญ่ และน่าศึกษา เพราะเมื่อศึกษาและปฏิบัติจนเข้าถึงแล้ว ทำให้มี คุณธรรมสูงขึ้น มีความสุขมากขึ้น และที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือ เมื่อศึกษาถึงที่สุดแล้วย่อมทำให้พ้นจากวัฏฏทุกข์ได้จริง โดยเหตุที่ธรรมในพระพุทธศาสนานี้เป็นสิ่งละเอียดลีกซึ้ง ไม่อาจหยังถึงได้ด้วยการตรึกนึกคิดหรือวิเคราะห์วิจารณ์ใด ๆ จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่ผู้เริ่มศึกษาอาจมีความสงสัยในเบื้องต้น แต่หากได้สอบถามและเรียนรู้จากผู้ที่เข้าถึงจริง และได้ลงมือ ปฏิบัติอย่างถูกวิธีแล้ว ธรรมแท้ที่มีอยู่ภายในย่อมปรากฏให้ เห็นจริงด้วยตนเอง จนสามารถขจัดความสงสัยออกจากใจไป ได้อย่างแน่นอน คณะกรรมการจัดงาน พิธีจุดไฟแก้วสลายร่าง คุณยายอาจารย์ มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง วันอาทิตย์ที่ ๓ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๔๕ ยทา หเว ปาตุภวนฺติ ธมฺมา อาตาปิโน ฌายโต พฺราหฺมณสฺส อถสฺส กงฺขา วปยนฺติ สพฺพา ยโต ปชานาติ สเหตุธมฺมํ ฯ เมื่อใดแล ธรรมทั้งหลายปรากฏแก่พราหมณ์ ผู้มีความเพียรเพ่งอยู่ เมื่อนั้น ความสงสัยทั้งปวงของพราหมณ์นั้นย่อมสิ้นไป เพราะมารู้แจ้งธรรมพร้อมทั้งเหตุ (บาลีพุทธอุทานคาถา วินัย มหาวรรค มหาขันธกะ ๕/๑/๒) สารบัญ คู่มือสมภาร เริ่มเรื่องวิธีทำสมาธิ ลำดับที่ ๑ วิธีทำให้เห็นธรรมกาย ลำดับที่ ๒ วิธีเข้าถึงพระธรรม ลำดับที่ ๓ วิธีเข้าฌานสมาบัติเบื้องต้น วิธีพิจารณาอริยสัจจ์ วิธีเข้าถึงธรรมกายในธรรมกาย วิธีเข้านิพพานเป็น ลำดับที่ ๔ วิธีเดินสมาบัติในกสิณเพื่อตรวจดูภพต่าง ๆ ลำดับที่ ๕ วิธีระลึกชาติ ลำดับที่ ๖ วิธีตรวจ ภพ ๓ โลกันต์ นิพพาน ลำดับที่ ๗ วิธีเข้า กายสุดหยาบ กายสุดละเอียด ลำดับที่ ๘ วิธีนับ กายสุดหยาบ กายสุดละเอียด ลำดับที่ ๙ วิธีขยาย ดวงเห็น ดวงจำ ดวงคิด ดวงรู้ ลำดับที่ ๑๐ วิธีทำอายตนะให้เป็นทิพย์ในธรรม ลำดับที่ ๑๑ วิธีตรวจ ดวงบุญ ดวงบาป ดวงไม่บุญไม่บาป ลำดับที่ ๑๒ วิธีตรวจบารมี ลำดับที่ ๑๓ วิธีเข้านิพพานเป็น นิพพานตาย ลำดับที่ ๑๔ วิธีตรวจกายสิทธิ์ในดวงแก้ว ลำดับที่ ๑๕ วิธีตรวจภาคผู้เลี้ยง นิพพาน ประวัติย่อของพระเดชพระคุณพระมงคลเทพมุนี ประวัติย่อของคุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง คู่มือสมภาร พระธรรมเทศนาย่อ ของ พระเดชพระคุณพระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) หลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ผู้ค้นพบวิชชาธรรมกาย เรียบเรียงโดย น.ส.ฉลวย สมบัติสุข แบบนั่งสมาธิ เข้าที่ทำเพียรในการภาวนา เริ่มเรื่อง วิธีทำสมาธิ การทำภาวนา จำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้ทำจะต้องมีใจและ อารมณ์ปลอดโปร่ง ว่างจากกิจที่จะต้องกังวลทั้งปวง เพราะถ้า หากมีความกังวลมากนักก็อาจจะทำให้สมาธิไม่แน่วแน่ ฉะนั้น ถ้ามีความตั้งใจว่าจะทำสมาธิแล้ว ก็พึงละความกังวลใหญ่น้อย ทั้งปวงเสียให้สิ้น มุ่งแต่ธรรมะอย่างเดียว แม้ความรู้ในทาง ธรรมะใด ๆ ที่ได้เล่าเรียนมาแล้ว ก็ควรพยายามปล่อยวางให้ สิ้นเสียก่อนในเวลาทำภาวนา ถ้าหากไม่ทำเช่นนั้น ก็จะเกิดเป็น วิจิกิจฉาขึ้น ทำผู้ปฏิบัติไม่ให้เห็นธรรมได้ตามต้องการ เมื่อรู้แน่ ฉะนี้แล้ว จะได้กล่าวถึงวิธีนั่งต่อไป วิธีนั่ง หลังจากการสวดมนต์ใหว้พระรัตนตรัยแล้ว พึงคู้บัลลังก์ ขัดสมาธิ เท้าขวาทับเท้าซ้าย มือขวาทับมือซ้าย นิวชีมือขวา จดหัวแม่มือซ้าย หลับตาพอหนังตาติดกันตามสบาย ตั้งกายให้ ตรงจนยืดตัวไม่ได้ต่อไป ที่เรียกว่า อุชุํ กายํ ปณิธาย ตั้งกาย ให้ตรง ปริมุขํ สตึ อุปฏฺฐเปตฺวา เข้าไปตั้งสติไว้ให้มีหน้ารอบ ไม่เผลอ (ตรงกับพระขีณาสพผู้เป็นสติวินัย) มีสติทุกเมื่อ นี่เป็น ทางไปของพระพุทธเจ้าพระอรหันต์ สติไม่เผลอจากบริกรรม ภาวนาและบริกรรมนิมิตให้ติดกัน ไม่แยกจากกัน บริกรรมภาวนาได้แก่คำว่า “สมฺมา อรหํ” ส่วนบริกรรม นิมิตนั้น คือกำหนดเครื่องหมายให้ใสเหมือนเพชรลูกที่เจียระไน แล้ว หรือดวงแก้วกลม ๆ ที่ใสบริสุทธิ์ ปราศจากฝ้าไฝหรือมลทิน ใด ๆ สัณฐานกลมรอบตัว บริกรรมทั้งสองนี้พึงตรึกไว้ให้ได้ อยู่เสมอในอิริยาบถทั้ง ๔ คือ นั่ง นอน ยืน เดิน ไม่ให้เผลอ สติได้ และนี่เองเป็นของสำคัญในเรื่องที่จะทำเป็นหรือไม่เป็น ฐานที่ตั้งจิต ในขั้นต้นสำหรับผู้เริ่มปฏิบัติควรจะกำหนดรู้จักฐานที่ตั้งของดวงนิมิตเสียก่อน เพื่อจะได้รู้จักทางไปเกิดมาเกิดของตนไว้บ้าง ฐานที่ตั้งนี้แบ่งเป็น ๖ ระยะ คือ ฐานที่ ๑ ปากช่องจมูก หญิงช้าย ชายขวา ตรงกลาง พอดี ไม่ล้ำเข้าไป ไม่เหลื่อมออกมา ฐานที่ ๒ เพลาตา หญิงซ้าย ชายขวา ตรงหัวตาพอดี ฐานที่ ๓ กลางกั๊กศีรษะ ตรงกับจอมประสาท ได้ระดับ ตา แต่อยู่ภายในตรงศูนย์กลาง คือจากตั้งจมูกตรงเข้าไปจด ท้ายทอย จากเหนือหูซ้ายตรงไปเหนือหูขวา ตรงกลางที่เส้นทั้ง สองตัดกันนั้นเอง เป็นฐานที่ ๓ ฐานที่ ๔ ปากช่องเพดาน ไม่ให้ล้ำเหลื่อม เหนือลิ้นไก่ ตรงที่รับประทานอาหารสำลัก ฐานที่ ๕ ปากช่องคอเหนือลูกกระเดือก อยู่ตรงกลาง ทีเดียว ฐานที่ ๖ สุดลมหายใจเข้าออกคือกลางตัว ตรงกับสะดือ แต่อยู่ภายใน ฐานที่ ๗ ถอยหลังกลับขึ้นมาเหนือสะดือประมาณ ๒ นิ้ว ในกลางตัว กำหนดดวงนิมิตเครื่องหมายไปหยุดอยู่ตามฐานนั้น ๆ พร้อมกับภาวนาในใจว่า “สมฺมา อรหํ” ๓ ครั้ง แล้วจึงเลื่อน ดวงนิมิตนั้นต่อไปสำหรับฐานที่ ๓ เวลาที่จะเลื่อนดวงนิมิตต่อไป ต้องเหลือบตากลับเข้าข้างในคล้าย ๆ กับคนนอนกำลังจะหลับแต่แล้วก็ปล่อยให้เป็นไปตามปกติทั้งนี้เพื่อจะให้ความเห็น ความจำ ความคิด ความรู้ กลับเข้าข้างใน เพราะจะต้องดูด้วยตาละเอียดต่อไป เมื่อเลื่อนดวงนิมิตลงไปจนถึงฐานที่ ๗ แล้ว ในฐานที่ ๗​ นั้น มีศูนย์อยู่ ๕ ศูนย์ คือ ศูนย์กลาง หน้า ขวา หลัง ซ้าย ศูนย์หน้าเป็นธาตุน้ำ ขวาธาตุดิน หลังธาตุไฟ ซ้ายธาตุลม ศูนย์กลางอากาศธาตุ ตรงกลางอากาศธาตุได้แก่วิญญาณธาตุ ธาตุเหล่านี้เอง ที่ประชุมกันเป็นกายมนุษย์ขึ้น และศูนย์กลางกายนี่ก็คือศูนย์กำเนิดของกายมนุษย์นั่นเอง ถ้าหากรู้จักทาง คือฐานที่ตั้งเหล่านี้แล้ว ในการทำคราวหลัง ๆ จะเอาใจไปจดที่ กำเนิดของกายมนุษย์เลยทีเดียวก็ได้ ลำดับที่ ๑ วิธีทำให้เห็นธรรมกาย ทำใจให้หยุดให้นึ่งอยู่ในกลางศูนย์กำเนิดของกายมนุษย์ ศูนย์นี้เป็นที่ไปเกิดมาเกิดของสัตว์ อยู่ตรงศูนย์กลางกายพอดี ที่ตรงนั้นใจของกุมารที่เกิดในท้องจดอยู่เสมอจึงไม่ต้องหายใจ เพราะถูกส่วนทางมาเกิดไปเกิด ใจหยุดตรงนั้นเหมือนกันทุกคน ถ้าหยุดไม่ถูกส่วนเช่นนั้น ก็ไม่ถูกทางไปของพระพุทธเจ้า พระอรหันต์ เมื่อทำใจให้หยุดนิ่งอยู่ตรงนั้นได้ถูกส่วนแล้ว จะเห็น ดวงปฐมมรรค ซึ่งเรียกว่า ธรรมานุปัสสนาสติปัฏฐาน เพราะ เป็นดวงธรรมที่ทำให้บังเกิดเป็นกายขึ้น ขนาดของดวงที่ ปรากฏนั้น อย่างเล็กที่สุดก็เท่ากับดวงดาว อย่างโตที่สุดขนาด เท่าพระอาทิตย์หรือพระจันทร์ สัณฐานกลมรอบตัวใสบริสุทธิ์ยิ่งนัก เมื่อเห็นชัดเจนดีแล้ว ก็ทำใจให้นิ่งลงไปกลางดวงใสนั้น พอถูกส่วนเข้าก็จะเห็นกายทิพย์ ปรากฏขึ้นจากกลางว่างของ ดวงใสที่เห็นแล้วนั้น ต่อไปทำใจให้หยุดให้นิ่งอยู่ในศูนย์กำเนิดของกายทิพย์ พอถูกส่วนดีแล้วจะเกิดดวงธรรม (คือดวง กลมใสนั่นเอง) ดวง นี้คือดวงทุติยมรรค เมื่อดวงนี้ขยายส่วนโตและเห็นชัดเจนดีแล้ว ก็ทำใจให้นิ่งลงไปกลางดวงใสนั้น พอถูกส่วนเข้าก็จะเห็นกาย รูปพรหม ปรากฏขึ้นกลางเหตุว่างของดวงทุติยมรรคนั้น ต่อไปทำใจให้หยุดให้นึ่งอยู่ในศูนย์กำเนิดของกายรูปพรหม พอถูกส่วนดีแล้วจะเกิดดวงธรรมขึ้นกลางศูนย์กำเนิดของกายรูปพรหมนั้น ดวงนั้นคือ ดวงตติยมรรค เมื่อขยายส่วนโตขึ้นและชัดเจนดีแล้ว ก็ทำใจให้นิ่งลงไป กลางดวงใสนั้นอีก พอถูกส่วนเข้าก็จะเห็นกายอรูปพรหม ปรากฏขึ้นในกลางเหตุว่างของดวงตติยมรรคนั้น แล้วทำใจให้หยุดให้นิ่งอยู่ในศูนย์กำเนิดของกายอรูปพรหม พอถูกส่วนดีแล้วจะเกิดดวงธรรมขึ้นกลางศูนย์กำเนิดของกายอรูปพรหมนั้น ดวงนี้คือดวงจตุตถมรรค เมื่อขยายส่วนโตขึ้นและชัดเจนดีแล้ว ก็ทำใจให้นิ่งลง ไปกลางดวงใสนั้นอีก พอถูกส่วนก็จะเห็นกายธรรมกาย ปรากฏ ขึ้นในกลางเหตุว่างของดวงจตุตถมรรคนั้น ลำดับที่ ๒ วิธีเข้าถึงพระธรรม หยุดนิ่งอยู่ที่ศุนย์กลางกายธรรม ใช้ตาธรรมกายดูดวงศีล ซึ่งอยู่ในศูนย์กลางของธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ ดวงศีลนี้มีลักษณะกลมรอบตัว ใสบริสุทธิ์ยิ่งนัก มีขนาดเท่าฟองไข่แดงของไก่นี่เป็นดวงศีลของมนุษย์ ดวงสมาธิซ้อนอยู่ในกลางดวงศีล มีลักษณะกลมรอบตัว ใสแบบเดียวกันกับดวงศีล มีขนาดเท่ากัน ดวงปัญญาก็ซ้อนอยู่ในกลางดวงสมาธิ กลมรอบตัวใสสะอาดมีขนาดเท่ากัน ดวงวิมุตติซ้อนอยู่ในกลางดวงปัญญา กลมรอบตัวใสสะอาดมีขนาดเท่ากัน ดวงวิมุตติญาณทัสสนะซ้อนอยู่ในกลางดวงวิมุตติ กลมรอบตัว ใสสะอาดมีขนาดเท่ากัน เหล่านี้เป็น ดวงศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ ของมนุษย์ ที่ว่ามานี้เป็นอย่างเล็ก อย่างโตขนาดเท่าดวงจันทร์ แล้วหยุดนิ่งต่อลงไปในกลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะ ของมนุษย์นั้น ก็จะเห็นกายทิพย์ กลางกายทิพย์มีดวงธรรมที่ ทำให้เป็นกายทิพย์ ดวงธรรมนี้มีลักษณะกลมรอบตัว ใสบริสุทธิ์ ขนาดเล็กเท่าฟองไข่แดงของไก่ ขนาดโตเท่าดวงพระจันทร์ กลาง ดวงธรรมนั้นมีดวงศีลซ้อนอยู่ กลางดวงศีลมีดวงสมาธิ กลางดวงสมาธิมีดวงปัญญา กลางดวงปัญญามีดวงวิมุตติกลางดวงวิมุตติมีดวงวิมุตติญาณทัสสนะ ดวงศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะของกายทิพย์นี่ก็มีขนาดเท่ากันกับของกายมนุษย์ ต่างกันแต่ของกายทิพย์นี้ใสกว่า ละเอียดกว่าของกายมนุษย์ แล้วนิ่งลงไปในกลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะของกายทิพย์นั้น จะเห็นกายรูปพรหม กลางกายมีดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายรูปพรหม กลางดวงธรรมมีดวงศีล กลางดวงศีลมีดวงสมาธิกลางดวงสมาธิมีดวงปัญญา กลางดวงปัญญามีดวงวิมุตติ กลางดวงวิมุตติมีดวงวิมุตติญาณทัสสนะ เหล่านี้คือ ดวงศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ ของกายรูปพรหม มีลักษณะกลมรอบตัว ขนาดเท่า ๆ กันกับของกายมนุษย์และกายทิพย์ แต่มีความใสความละเอียดยิ่งกว่า แล้วนิ่งลงไปในกลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะของกายรูปพรหมนั้น จะเห็นกายอรูปพรหม กลางกายมีดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายอรูปพรหม กลางดวงธรรมมีดวงศีล กลางดวงศีลมีดวงสมาธิ กลางดวงสมาธิมีดวงปัญญา กลางดวงปัญญามีดวง วิมุตติ กลางดวงวิมุตติมีดวงวิมุตติญาณทัสสนะ เหล่านี้คือ ดวงศีล สมาธิปัญญา วิมุตติวิมุตติญาณทัสสนะของกายอรูปพรหม มีลักษณะกลมรอบตัวขนาดเท่า ๆ กันกับของกายรูปพรหม แต่มีความใสความละเอียดมากกว่า แล้วนิ่งลงไปในกลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะของกาย อรูปพรหมนั้น จะเห็นกายธรรม กลางกายมีดวงธรรมที่ทำให้ เป็นกายธรรม กลางดวงธรรมมีดวงศีล กลางดวงศิลมีดวงสมาธิ กลางดวงสมาธิมีดวงปัญญา กลางดวงปัญญามีดวงวิมุตติ กลางดวงวิมุตติมีดวงวิมุตติญาณทัสสนะ เหล่านี้คือ ดวงศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุติญาณทัสสนะของกายธรรม มีลักษณะกลม รอบตัว แต่ว่ามีขนาดวัดเส้นผ่าศูนย์กลางเท่าหน้าตักของ ธรรมกาย ไม่มีเล็กมีโต มีหน้าตักของธรรมกายเป็นเครื่องวัด ด้วยเส้นผ่าศูนย์กลาง ความใสบริสุทธิ์นั้นยิ่งกว่ากายที่กล่าวมา แล้วมากมายหลายเท่าใสจนกระทั่งมีรัศมีปรากฏ ลำดับที่ ๓ วิธีเข้าฌานสมาบัติเบื้องต้น ดูดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ ที่ศูนย์กลางกายมนุษย์ ให้เห็นเป็นดวงใส แล้วขยายให้กว้างออกไป วัดเส้นผ่าศูนย์ กลางได้ ๒ วา หนา ๑ คืบ วัดโดยรอบ ๒ วา สัณฐานกลม (ไม่ใช่ กลมรอบตัวเป็นดวง) ใสเหมือนกระจกส่องหน้า นี่เป็นปฐมฌาน แล้วกายธรรมนั่งบนนั้น ดังนี้เรียกว่า กายธรรมเข้าปฐมฌาน แล้วเอาตาธรรมกายที่นั่งบนฌานนั้น เพ่งดูดวงธรรม ที่ศูนย์กลางกายทิพย์ให้เห็นเป็นดวงใส แล้วขยายส่วนเท่ากันนั้น นี่เป็นทุติยฌาน ธรรมกายน้อมเข้าทุติยฌานนั้นแล้ว ปฐมฌาน ก็หายไป ทุติยฌานก็มาแทนที่ธรรมกายนั่งบนนั้น นีชื่อว่า ธรรมกายเข้าทุติยฌาน แล้วเอาตาธรรมกายที่นั่งบนฌานนั้น เพ่งดูดวงธรรมที่ ศูนย์กลางกายรูปพรหมเห็นเป็นดวงใส แล้วขยายส่วนเท่ากันนั้น นี่เป็นตติยฌาน ธรรมกายน้อมเข้าตติยฌานนั้นแล้ว ทุติยฌานก็หายไป ตติยฌานมาแทนที่ธรรมกายนั่งบนนั้น นี่ชื่อว่า ธรรมกายเข้าตติยฌาน แล้วเอาตาธรรมกายที่นั่งบนฌานนั้นเพ่งดูดวงธรรมที่ ศูนย์กลางกายอรูปพรหม เห็นเป็นดวงใส แล้วขยายส่วน เท่ากันนั้น นี่เป็นจตุตถฌาน ธรรมกายน้อมเข้าจตุตถฌานนั้นแล้ว ตติยฌานก็หายไป จตุตถฌานมาแทนที่ธรรมกายนั่งบนนั้น ดังนี้ชื่อว่า ธรรมกายเข้าจตุตถฌาน (เหล่านีเป็นรูปฌาน) ต่อจากนี้ไป ให้ใจธรรมกายน้อมไปในเหตุว่างของ ปฐมฌาน เห็นเป็นดวงใสเท่าจตุตถฌาน ธรรมกายก็นั่งบนดวง นั้น เมื่อธรรมกายนั่งอยู่บนอากาสานัญจายตนะฌานดังนี้แล้ว ใจธรรมกายน้อมไปในรู้ ในเหตุว่างของทุติยมาน อากาสานัญ- จายตนะฌานก็จางหายไป เกิดวิญญาณัญจายตนะฌาน (ใสยิ่ง กว่านั้น) ธรรมกายนั่งอยู่บนวิญญาณัญจายตนะญานนั้น ใจ ธรรมกายน้อมไปในที่รู้ละเอียดในเหตุว่างของตติยฌาน วิญญาณัญจายตนะฌานก็จางหายไป เกิดอากิญจัญญายตนะ ฌาน (ใสยิ่งขึ้นไปอีก) ธรรมกายนั่งอยู่บนอากิญจัญญายตนะฌาน นั้น ใจธรรมกายน้อมไปในรู้ก็ใช้ไม่รู้ก็ใช่ ในเหตุว่างของจตุตถฌาน อากิญจัญญายตนะฌานก็จางหายไป เกิดเนวสัญญานาสัญญายตนะฌานแทนที่ รู้สึกว่าละเอียดจริงประณีตจริง ธรรมกาย นั่งอยู่บนเนวสัญญานาสัญญายตนะฌานนั้น (นี่เป็นส่วนอรูปฌาน) เหล่านี้เรียกว่าเข้าฌาน ๑ ถึง ๘ โดยอนุโลม แล้วย้อนกลับ จับ แต่ญานที่ ๘ นั้น ถอยลงมาหาญานที่ ๗, ๖, ๕, ๔, ๓, ๒, ๑ เรียกว่าปฏิโลม วิธีพิจารณาอริยสัจจ์ ดูอริยสัจจ์ของกายมนุษย์ให้เห็นจริงว่า ความเกิด แก่ เจ็บ ตาย ของมนุษย์เป็นทุกข์ สิ่งที่เรียกว่าเป็นความเกิดนั้น มีลักษณะเป็นดวงกลมใส ขนาดเล็กเท่าเมล็ดโพธิ์ ขนาดโตเท่าดวงพระจันทร์ สีขาวใส บริสุทธิ์ ดวงเกิดนี้จะเริ่มมาจดศูนย์กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็น กายมนุษย์ ในเวลาที่กายมนุษย์มีอายุครบ ๑๔ ปีดวงนี้เองเป็น ดวงเริ่มเกิดของมนุษย์ทุกคน ถ้าดวงนี้ไม่มาจดกลางดวงธรรม ของมนุษย์ กายมนุษย์ก็จะมาเกิดไม่ได้ เมื่อกายธรรมดูความเกิด ดูเหตุที่จะทำให้เกิดเห็นตลอดแล้ว ก็ดูความแก่ต่อไป ความแก่นี้ซ้อนอยู่ในกลางดวงของความเกิด เป็นดวง กลม ขนาดโตเท่าดวงพระจันทร์ ขนาดเล็กก็เท่าฟองไข่แดงของไก่ สีดำเป็นนิลแต่ไม่ใส เวลาที่ดวงแก่นี้ยังเล็กก็เป็นเวลาที่เริ่มแก่ ถ้าดวงแก่นี้ยิ่งโตขึ้นกายก็ยิ่งแก่เข้าทุกทีดวงแก่นี้เองที่เป็นเหตุ ให้ร่างกายทรุดโทรม เมื่อแก่มากขึ้นแล้วก็ต้องมีเจ็บ เพราะ ดวงเจ็บซ้อนอยู่ในกลางดวงแก่นั้นเอง เป็นดวงกลม ขนาด เท่า ๆ กับดวงเกิด ดวงแก่สีดำเข้มยิ่งกว่าดวงแก่ ขณะเมื่อดวงเจ็บนี้มาจดเข้าในศูนย์กลางดวงแก่เข้า เวลาใด กายมนุษย์ก็จะต้องเจ็บทันที เมื่อดวงเจ็บนี้มาจดหนักเข้า ดวงตายก็ซ้อนเข้าอยู่กลางดวงเจ็บ เป็นดวงกลมขนาดเล็กโต เท่า ๆ กับดวงเจ็บ แต่มีสีดำใสประดุจนิลทีเดียว เมื่อดวงนี้เข้า มาจดกลางดวงเจ็บแล้ว จดตรงหัวต่อของกายมนุษย์กับกายทิพย์ พอมาจดเข้าเท่านั้น หัวต่อของมนุษย์กับทิพย์ก็ขาดจากกัน เมื่อ กายมนุษย์ไม่เนื่องกับกายทิพย์ได้แล้ว กายมนุษย์ก็ต้องตายทันที เมื่อเห็นด้วยตาธรรมกาย และรู้ด้วยญาณของธรรม กายว่า ความเกิด แก่ เจ็บ ตาย นี้ไม่เที่ยง ไม่แน่นอนจริงแล้ว รู้เห็นตามจริงเช่นนี่ชื่อว่า สัจจญาณ เมื่อตาธรรมกายเห็นว่า ความเกิด แก่ เจ็บ ตาย นีเป็น ทุกข์จริง เป็นสิ่งสมควรรู้ชื่อว่าบรรลุกิจจญาณ และความทุกข์ทั้งหมดเหล่านี้ เราก็ได้พิจารณาเห็นชัด แจ้งรู้ชัดเจนมาแล้ว ชื่อว่าบรรลุกตญาณ เช่นนี่ เรียกว่าพิจารณา ทุกขสัจจ์ ซึ่งเป็นไปในญาณ ๓ ส่วนดวงสมุทัยนั้นมีอยู่ ๓ ดวง อยู่ในศูนย์กลางดวง ธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ ขนาดโตเท่าดวงพระจันทร์ และ ขนาดเล็กเท่าเมล็ดโพธิ์ เหมือนกันทั้งหมด ซ้อนกันอยู่สำหรับ ดวงข้างนอกมีสีดำเข้ม แต่อีก ๒ ดวงนั้น ก็ยิ่งมีความละเอียด และความดำมากกว่ากันเข้าไปเป็นชั้น ๆ เมื่อเห็นด้วยตาและรู้ ด้วยญาณของธรรมกายเช่นนี้รู้ว่าเพราะสมุทัยนี้จึงทำให้ทุกข์ เกิดเป็นของจริง เช่นนี้ เรียกว่าสัจจญาณ เมื่อรู้แล้วพากเพียร ละ เพราะเห็นว่าเป็นสิ่งควรละเช่นนี้ เรียกว่ากิจจญาณ เมื่อละ สมุทัยได้ขาดแล้ว ชื่อว่ากตญาณ เช่นนี้เรียกว่า พิจารณาสมุทัย ซึ่งเป็นไปในญาณ ๓ เมื่อมีสมุทัยเกิดขึ้นแล้ว ก็ต้องดูให้รู้ถึงวิธีดับเหตุแห่ง ทกข์อันนี้ให้ได้ตลอด ที่เรียกว่านิโรธ นิโรธนีเป็นดวงกลมใสอยู่ ในศูนย์กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ ขนาดวัดตัดกลาง ๕ วา ขณะเมื่อมีนิโรธแล้ว สมุทัยย่อมหมดไป เหมือนรัศมีของ พระอาทิตย์ที่ขจัดความมืดให้หายไปฉะนั้น เมื่อเห็นด้วยตาและ รู้ด้วยญาณธรรมกายว่า ความดับไปแห่งสมุทัยเป็นนิโรธจริง ชื่อว่าสัจจญาณ และนิโรธนี้เป็นสิ่งควรทำให้แจ้ง ชื่อว่าเป็น กิจจญาณ เมื่อรู้เห็นตลอดแล้ว ชื่อว่าทำให้แจ้งซึ่งนิโรธแล้ว จัดเป็นกตญาณ เช่นนี้เรียกว่าได้พิจารณาซึ่งนิโรธ อันเป็นไปใน ญาณ ๓ เมื่อทำนิโรธความดับให้แจ้งได้แล้ว ก็จะพึงทำมรรคให้ เกิดขึ้น มรรคนีก็คือ ดวงศีล สมาธิปัญญา ซึ่งอยู่ในศูนย์กลาง ดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์นั่นเอง มีสัณฐานกลมใสบริสุทธิ์ ยิ่งนัก ขนาดเท่ากันกับหน้าตักของธรรมกาย เมื่อได้เห็นด้วย ตาได้รู้ด้วยญาณของธรรมกายแน่ชัดแล้ว รู้แน่ว่าสิ่งนี้เป็น มรรคจริง ชื่อว่าเป็นสัจจญาณ เมื่อมรรคนี้เป็นของจริง ก็เป็น ทางควรดำเนินให้เจริญขึ้น ชื่อว่าเป็นกิจจญาณ เมื่อได้รู้เห็น ตลอดด้วยตาและญาณของธรรมกายถึงมรรคนี้ว่า ได้ดำเนินให้ เจริญขึ้นแล้วนี้ชื่อว่าเป็นกตญาณ เช่นนี่ชื่อว่าได้เห็นมรรค พร้อมทั้งรู้เป็นไปในญาณ ๓ ฉะนี้ วิธีเข้าถึงธรรมกายในธรรมกาย เห็นอริยสัลจ์เหล่านี้พร้อมกับเดินสมาบัติ เมื่อถูกส่วนเข้า ธรรมกายก็ตกสูญเป็นดวงใส วัดผ่าศูนย์กลาง ๕ วา ในไม่ช้า สูญนั้นก็กลับเป็นธรรมกายหน้าตักกว้าง ๕ วา สูง ๕ วา เกศ ดอกบัวตูม นี้เป็นพระโสดา แล้วธรรมกายพระโสดานั้นเข้าฌาน ดูอริยสัจจ์ของกายทิพย์ให้เห็นจริงในทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ทำนองเดียวกับที่กล่าวมาแล้ว เมื่อถูกส่วนเข้า ธรรมกายพระโสดาก็ตกสูญเป็นดวงใส วัดผ่าศูนย์กลางได้ ๑๐ วา ในไม่ช้าสูญนั้นก็กลับเป็นธรรมกาย หน้าตักกว้าง ๑๐ วา สูง ๑๐ วา เกศดอกบัวตูม นี่เป็นพระสกิ- ทาคามี แล้วธรรมกายพระสกิทาคามีนั้นเข้าฌาน ดูอริยสัจจ์ ของกายรูปพรหมให้เห็นจริงในทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค เมื่อถูกส่วนเข้า ธรรมกายพระสกิทาคามีก็ตกสูญเป็น ดวงใส วัดผ่าศูนย์กลางได้ ๑๕ วา ในไม่ช้าสูญนั้นก็กลับเป็น ธรรมกาย หน้าตักกว้าง ๑๕ วา สูง ๑๕ วา เกศดอกบัวตูม นี่ เป็นพระอนาคามี แล้วธรรมกายพระอนาคามีนั้นเข้าฌานดู อริยสัจจ์ของกายอรูปพรหมให้เห็นจริงในทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค เมื่อถูกส่วนเข้า ธรรมกายพระอนาคามีก็ตกสูญเป็น ดวงใส วัดผ่าศูนย์กลางได้ ๒๐ วา ในไม่ช้าสูญนั้นก็กลับเป็น ธรรมกาย หน้าตักกว้าง ๒๐ วา สูง ๒๐ วา เกศดอกบัวตูม นี่ เป็นพระอรหัตต์แล้ว วิธีเข้านิพพานเป็น ประกอบธรรมที่ทำให้เป็นธรรมกายของพระโสดาเป็น ปฐมฌาน (แบบเดียวกับที่เคยทำมาแล้วในการทำฌาน) ธรรม ที่ทำให้เป็นธรรมกายของพระสกิทาคามีเป็นทุติยฌาน ธรรมที่ ทำให้เป็นธรรมกายของพระอนาคามีเป็นตติยฌาน ธรรมที่ ทำให้เป็นธรรมกายของพระอรหัตต์เป็นจตุตถฌาน ว่างของ ปฐมฌานประกอบเป็นอากาสานัญจายตนะฌาน รู้ในว่างของ ทุติยฌานเป็นวิญญาณัญจายตนะฌาน รู้ที่ละเอียดในเหตุว่าง ของตติยญานเป็นอากิญจัญญายตนะฌาน รู้ก็ใช่ไม่รู้ก็ใช่ใน เหตุว่างของจตุตถฌานเป็นเนวสัญญานาสัญญายตนะฌาน เข้าสมาบัติทั้ง ๘ นี้โดยอนุโลม ปฏิโลมจนครบ ๗ เที่ยว ธรรม- กายก็ตกสูญเข้านิพพานของกายมนุษย์ เดินสมาบัติในนิพพานของกายมนุษย์ครบ ๗ เที่ยว กายธรรมก็ตกสูญเข้านิพพานของกายทิพย์ เดินสมาบัติในนิพพานของกายทิพย์ครบ ๗ เที่ยว กาย ธรรมก็ตกสูญเข้านิพพานของกายรูปพรหม เดินสมาบัติในนิพพานของกายรูปพรหมครบ ๗ เที่ยว กายธรรมก็ตกสูญเข้านิพพานของกายอรูปพรหม เดินสมาบัติในนิพพานของกายอรูปพรหมครบ ๗ เที่ยว กายธรรมก็ตกสูญเข้านิพพานของกายธรรมเลยทีเดียว เวลาจะออกจากนิพพานของกายธรรม ก็ต้องเดิน สมาบัติอีก ๗ เที่ยว ตกสูญกลับออกมาถึงนิพพานของกาย อรูปพรหม แล้วเดินสมาบัติอีก ๗ เที่ยว ตกสูญกลับออกมาถึง นิพพานของกายรูปพรหม แล้วเดินสมาบัติอีก ๗ เที่ยว ตกสูญ กลับออกมาถึงนิพพานของกายทิพย์ เดินสมาบัติอีก ๗ เที่ยว ตกสูญกลับออกมาถึงนิพพานของกายมนุษย์ เดินแบบเดียวกับ เวลาเข้าไป (สำหรับฌานนั้น ขนาดที่กล่าวแล้ว คือ วัดตัดกลาง ๒ วา หนา ๑ คืบ วัดโดยรอบ ๖ วานั้น เป็นขนาดธรรมดา แต่ เมื่อเวลาที่ถึงขั้นธรรมกายขยายส่วนโตขึ้นแค่ไหน พึงเข้าใจว่า ฌานก็จะขยายส่วนโตขึ้นไปตามนั้นได้) ลำดับที่ ๔ วิธีเดินสมาบัติในกสิณเพื่อตรวจดูภพต่าง ๆ ประกอบธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์เป็นสมาบัติที่ตั้ง ของธรรมคือศูนย์กลางกายนั้นเป็นกสิณ กสิณมี ๑๐ คือ ดิน ๑ น้ำ ๑ ไฟ ๑ ลม ๑ สีเขียว ๑ ลีเหลือง ๑ สีแดง ๑ สีขาว ๑ แสงสว่าง ๑ และอากาศว่าง ๑ กสิณเหล่านี้มีลักษณะกลมใส รอบตัว เวลาจะเดินสมาบัติในกสิณเหล่านี้ก็ต้องซ้อนดวงกสิณ ให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ตั้งแต่ดวงแรกคือดิน น้ำซ้อนอยู่ในดิน ไฟซ้อนอยู่ในน้ำ ลมอยู่ในไฟ สีเขียวอยู่ในลม สีเหลืองอยู่ในสีเขียว สีแดงอยู่ในสีเหลือง สีขาวอยู่ในสีแดง แสงสว่างอยู่ในสีขาว อากาศว่างอยู่ในแสงสว่าง ซ้อนกันเช่นนี้แล้ว จึงเดินสมาบัติใน กสิณ ตรวจดูภพมนุษย์ให้เห็นตลอด วิธีเดินสมาบัติต้องใช้กาย ธรรมเดิน ประกอบธรรมที่ทำให้เป็นกายอสุรกายเป็นสมาบัติที่ ตั้งของธรรมเป็นกสิณ เดินสมาบัติในกสิณ ตรวจดูภพอสุรกาย ให้เห็นตลอด ประกอบธรรมที่ทำให้เป็นกายเปรตเป็นสมาบัติที่ตัง ของธรรมเป็นกสิณ เดินสมาบัติในกสิณ ตรวจดูภพเปรตให้เห็น ตลอด ประกอบธรรมที่ทำให้เป็นกายสัตว์เดียรัจฉานเป็น สมาบัติที่ตั้งของธรรมเป็นกสิณ เดินสมาบัติในกสิณ ตรวจดู ภพสัตว์เดียรัจฉานให้เห็นตลอด ประกอบธรรมที่ทำให้เป็นกายสัตว์นรกเป็นสมาบัติที่ ตั้งของธรรมเป็นกสิณ เดินสมาบัติในกสิณ ตรวจดูสัตว์นรกให้ เห็นตลอด ประกอบธรรมที่ทำให้เป็นสัตว์โลกันต์เป็นสมาบัติที่ ตั้งของธรรมเป็นกสิณ เดินสมาบัติในกสิณ ตรวจดูสัตว์โลกันต์ ให้เห็นตลอด ประกอบธรรมที่ทำให้เป็นกายทิพย์เป็นสมาบัติที่ตั้ง ของธรรมเป็นกสิณ เดินสมาบัติในกสิณ ตรวจดูภพทิพย์ให้เห็น ตลอด ประกอบธรรมที่ทำให้เป็นกายรูปพรหมเป็นสมาบัติที่ ตั้งของธรรมเป็นกสิณ เดินสมาบัติในกสิณ ตรวจดูภพรูปพรหม ให้เห็นตลอด ประกอบธรรมที่ทำให้เป็นกายอรูปพรหมเป็นสมาบัติ ที่ตั้งของธรรมเป็นกสิณ เดินสมาบัติในกสิณ ตรวจดูภพอรูป- พรหมให้เห็นตลอด ใช้กายธรรมเป็นผู้เดินสมาบัติตรวจดูให้รู้ตลอด ไต่ถามและดูให้รู้ว่า เป็นอยู่กันอย่างไร มีอะไรเป็นอาหาร มีอายุนานเท่าไร ดังนี้เป็นต้น ลำดับที่ ๕ วิธีระลึกชาติ ประกอบธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ กายทิพย์ กาย รูปพรหม กายอรูปพรหม เป็นรูปฌาน และอรูปฌานเดิน สมาบัติพร้อมกับตรวจดูชาติของตน (เวลาเดินสมาบัติใช้กาย ธรรมเป็นผู้เดินสมาบัติ) นิ่งอยู่ในศูนย์กลางกาย ดูความเป็นอยู่ ตั้งแต่ปัจจุบันนี้ถอยออกไปถึงเมื่อวาน วานซืน ฯลฯ และถอย ห่างออกไปเป็นลำดับจนถึงเวลาออกจากครรภ์มารดา ก่อน ออกจากครรภ์ จนถึงเวลาที่ยังเป็นกลลรูป ก่อนเข้าท้องมารดา ก่อนมาเข้าอยู่ในกายของบิดา ถอยออกไปจนถึงชาติก่อน ดู ถอยออกไปเรื่อย ๆ เช่นนี้จนถึงแรกได้ปฐมวิญญาณ แล้วถอย กลับมา (แบบเวลาเข้าไป) จนถึงปัจจุบัน แล้วดูต่อไปในชาติ ข้างหน้าอีก ดูชาติของตนให้เห็นตลอด เช่นนี้เรียกว่า ปุพเพนิวาส ญาณ ดูของตนเห็นตลอดแล้วเช่นไร เวลาจะดูของผู้อื่นก็ เอาธรรมที่ทำให้เป็นกายของผู้นั่นประกอบเป็นสมาบัติ เดิน สมาบัติตรวจดู แบบเดียวกันกับที่ดูของตนเองให้ตลอด เช่นนี้ เรียกว่า จุตูปปาตญาณ ลำดับที่ ๖ วิธีตรวจ ภพ ๓ โลกันต์ นิพพาน ภพ ๓ ประกอบดวงธรรมที่ทำให้เป็นภพ ๓ เป็นรูปสมาบัติ ว่าง ของธรรมนั้นประกอบเป็นอรูปสมาบัติ ที่ตั้งของธรรมที่ทำให้ เป็นภพ ๓ (คือศูนย์กลางภพ) เป็นกสิณ เดินสมาบัติในกสิณ (กายธรรมเป็นผู้เดินสมาบัติ) ตรวจดูในภพ ๓ นี้ ให้เห็นตลอด ทั้งข้างนอกข้างใน ดูความเป็นอยู่ให้ชัดแจ้งตลอด ที่เรียกว่า ภพ ๓ นั้น คือ อสุรกาย เปรต สัตว์เดียรัจฉาน นรก ๘ ขุม ต่อมาก็มีมนุษย์ ๑ สวรรค์ ๖ ชั้น รูปพรหม ๑๖ ชั้น อรูปพรหม ๔ ชั้น ทั้งหมดนีรวมเรียกว่าภพ ๓ โลกันต์ ประกอบดวงธรรมที่ทำให้เป็นโลกันต์เป็นรูปสมาบัติ เหตุว่างของธรรมเป็นอรูปสมาบัติที่ตั้งของธรรมที่ทำให้เป็น โลกันต์เป็นกสิณ กายธรรมเข้าเดินสมาบัติในกสิณ ตรวจดู โลกันต์ให้เห็นตลอดทั้งข้างนอกข้างใน โลกันต์นี้เป็นอีกส่วน หนึ่งต่างหากจากภพ ๓ คือต่ำลงไปจากอเวจีนรกขุมที่ ๘ นั้น ออกไปจนนอกภพข้างล่างไกลหาประมาณมิได้มีอายตนะหนึ่ง อยู่ที่นั่นเรียกว่า โลกันต์ นิพพาน ประกอบดวงธรรมที่ทำให้เป็นนิพพานเป็นรูปสมาบัติ เหตุว่างของธรรมเป็นอรูปสมาบัติที่ตังของธรรมเป็นกสิณ กายธรรมเข้าเดินสมาบัติในกสิณ ตรวจดนิพพานให้เห็นตลอด ทั้งข้างนอกข้างในให้หมดสงสัย นิพพานนีเป็นอายตนะหนึ่ง คือสูงกว่าภพ ๓ ขึ้นไป จากเนวสัญญานาสัญญายตนะ ออกไปนอกภพไกลจนหา ประมาณมิได้ที่นั่นเรียกว่า อายตนะนิพพาน ลำดับที่ ๗ วิธีเข้ากายสุดหยาบ กายสุดละเอียด ให้ดูดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายธรรม ในดวงธรรมมี ดวงศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ พอสุดวิมุตติ- ญาณทัสสนะ ก็มีกายมนุษย์ที่ละเอียด ดูดวงธรรมของกาย มนุษย์ที่ละเอียดนั้น ในดวงธรรมก็มีดวงศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ ต่อจากนั้น ก็มีกายทิพย์ที่ละเอียด ดูดวงธรรมของ กายทิพย์ละเอียด ในดวงธรรมมีดวงศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ ต่อไปก็มีกายรูปพรหมที่ละเอียด มีดวงธรรม ในกลาง ดวงธรรมมีดวงศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ ต่อไปก็มีกายอรูปพรหมที่ละเอียด มีดวงธรรม ในกลาง ดวงธรรมมีดวงศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ ต่อไปก็ถึงกายธรรมที่ละเอียด มีดวงธรรม ในกลาง ดวงธรรมมีศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ ต่อจากนั้นก็ถึงกายที่ละเอียดเข้าไปอีก ดูเข้าไปโดย ยนี้จนกระทั่งถึงกายที่ละเอียดที่สุด ที่เรียกว่ากายสุดละเอียด แล้วก็ถอยออกมาแบบเดียวกับตอนเข้าไป ดูถอยออก ไปจนหยาบเลยจากกายมนุษย์ออกไป ถอยออกไปเรื่อยจนถึง กายใหญ่ที่สุด มีเนื่อหนังหยาบ เส้นขนเส้นผมใหญ่โตมาก ที่ เรียกว่ากายสุดหยาบ (ดวงเหล่านี้ก็ช้อนกันอยู่เช่นเดียวกับที่ เคยดูมาแล้ว) ลำดับที่ ๘ วิธีนับกายสุดหยาบ กายสุดละเอียด ให้นับกายสุดหยาบสุดละเอียดว่ามีกี่กาย ตามแบบวิธี นับอสงไขย คือ นับแต่แผ่นดินเกิดขึ้นแล้วประลัยไปจนถึง ศีรษะแผ่นดินเกิดขึ้นใหม่เป็นหนึ่งถึงสิบ-ร้อย-พัน-หมื่น-แสน ร้อยแสน เป็น โกฏิ ร้อยแสนโกฏิ เป็น ปโกฏิ ร้อยแสนปโกฏิ เป็น โกฏิปโกฏิ ร้อยแสนโกฏิปโกฏิ เป็น นหุต ร้อยแสนนหุต เป็น นินนหุต ร้อยแสนนินนหุต เป็น อักโขภินี ร้อยแสนอักโขภินี เป็น พินทุ ร้อยแสนพินทุ เป็น อัพภุทะ ร้อยแสนอัพภุทะ เป็น นิรพุทะ ร้อยแสนนิรพุทะ เป็น อหหะ ร้อยแสนอหหะ เป็น อพพะ ร้อยแสนอพพะ เป็น อฏฏะ ร้อยแสนอฏฏะ เป็น โสคันธิกะ ร้อยแสนโสคันธิกะ เป็น อุปละ ร้อยแสนอุปละ เป็น กมุทะ ร้อยแสนกมุทะ เป็น ปทุมะ ร้อยแสนปทุมะ เป็น ปุณฑริกะ ร้อยแสนปุณฑริกะ เป็นอกถานะ ร้อยแสนอกถานะ เป็น มหากถานะ ร้อยแสนมหากถานะ เป็น อสงไขยหนึ่ง ลำดับที่ ๙ ขยายดวงเห็น จำ คิด รู้ ให้ตลอดสุดหยาบสุดละเอียด วิธีขยายดวงเห็น ดวงจำ ดวงคิด ดวงรู้ ดวงเห็นของกายมนุษย์ตั้งอยู่ในกลางกายของมนุษย์ มี ลักษณะกลมรอบตัว ใสบริสุทธิ์ขนาดเท่าฟองไข่แดงของไก่ ประกอบดวงเห็นนี้เป็นสมาบัติที่ตั้งของดวงเห็นคือศูนย์กลาง กายเป็นกสิณ เดินสมาบัติในกสิณให้ใส ขยายดวงเห็นของ มนุษย์ให้เท่ากับของกายธรรม ดวงจำของมนุษย์ซ้อนอยู่ในกลางดวงเห็น มีลักษณะ กลมรอบตัว ใสบริสุทธิ์ ขนาดเท่าดวงตาขาวทั้งหมด ประกอบ ดวงจำนี้เป็นสมาบัติที่ตั้งของดวงจำคือว่างกลางดวงเห็นนั้น เป็นกสิณ เดินสมาบัติในกสิณให้ใส ขยายดวงจำของมนุษย์ให้ เท่ากับของกายธรรม ดวงคิดของมนุษย์ซ้อนอยู่ในกลางว่างของดวงจำ มี ลักษณะกลมรอบตัว ใสบริสุทธิ์ ขนาดเท่าดวงตาดำข้างนอก ประกอบดวงคิดนีเป็นสมาบัติทีตั้งของดวงคิดคือว่างกลางดวง จำนั้นเป็นกสิณ เดินสมาบัติในกสิณให้ใส ขยายดวงคิดของ มนุษย์ให้เท่ากับของกายธรรม ดวงรู้ของมนุษย์ซ้อนอยู่ในกลางว่างของดวงคิด มี ลักษณะกลมรอบตัวใสบริสุทธิ์ ขนาดเท่าแววตาดำข้างใน ประกอบดวงรู้นี้เป็นสมาบัติที่ตั้งของดวงรู้คือว่างกลางดวงคิด นั้นเป็นกสิณ เดินสมาบัติในกสิณให้ใส ขยายดวงรู้ของมนุษย์ให้ เท่ากับของกายธรรม ที่กล่าวมาแล้วนี้ เป็นเพียงดวงเห็น จำ คิด รู้ของกาย มนุษย์ ส่วนดวงเห็น ดวงจำ ดวงคิด ดวงรู้ของกายทิพย์ กาย รูปพรหม กายอรูปพรหม กายธรรม ตลอดจนกายสุดหยาบสุด ละเอียด ก็ต้องขยายแบบเดียวกันกับกายมนุษย์ที่กล่าวมาแล้ว ลำดับที่ ๑๐ วิธีทำอายตนะให้เป็นทิพย์ในธรรม ตาทิพย์ในธรรม ประกอบแก้วตาเป็นสมาบัติที่ตั้งของแก้วตาเป็นกสิณ เดินสมาบัติในกสิณ ใช้ตามนุษย์มองดูสิ่งต่าง ๆ ไม่ว่าจะลี้ลับ เพียงไร ใกล้ไกลแค่ไหน ทั้งของมนุษย์ ทิพย์ ธรรม ให้เห็น ตลอด เรียกว่า ตาทิพย์ในธรรม หูทิพย์ในธรรม ประกอบแก้วหูทั้งหมดเป็นสมาบัติที่ตั้งของแก้วหูเป็น กสิณ เดินสมาบัติในกสิณ ใช้หูมนุษย์ฟังเสียงต่าง ๆ ไม่ว่าจะ ลี้ลับใกล้ไกลเพียงไร ทั้งของมนุษย์ ทิพย์ ธรรม ให้ได้ยินตลอด เรียกว่า หูทิพย์ในธรรม จมูกทิพย์ในธรรม ประกอบแก้วจมูกทั้งหมดเป็นสมาบัติที่ตั้งของแก้ว จมูกเป็นกสิณ เดินสมาบัติในกสิณ ใช้จมูกมนุษย์ดมกลิ่นต่าง ๆ ทั้งลีลับใกล้ไกลของมนุษย์ ทิพย์ ธรรม ให้ได้กลิ่นตลอด เรียก ว่า จมูกทิพย์ในธรรม ลิ้นทิพย์ในธรรม ประกอบแก้วลิ้นทั้งหมดเป็นสมาบัติที่ตั้งของแก้วลิ้น เป็นกสิณ เดินสมาบัติในกสิณ ใช้ลิ้นมนุษย์ลิ้มรสต่าง ๆ ทั้งลี๊ลับ เปิดเผย ทั้งของมนุษย์ ทิพย์ ธรรม ให้รู้รสตลอด เรียกว่า ลิ้นทิพย์ในธรรม กายทิพย์ในธรรม ประกอบแก้วกายทั้งหมดเป็นสมาบัติที่ตั้งของแก้ว กายเป็นกสิณ เดินสมาบัติในกสิณ ใช้กายมนุษย์สัมผัสเครื่อง สัมผัสที่วิเศษประณีตของมนุษย์ ทิพย์ ธรรม ได้ตลอด เรียกว่า กายทิพย์ในธรรม ใจทิพย์ในธรรม ประกอบแก้วใจทั้งหมดเป็นสมาบัติที่ตั้งของแก้วใจ เป็นกสิณ เดินสมาบัติในกสิณ ให้ใจรู้อารมณ์ต่าง ๆ ทั้งของ มนุษย์ ทิพย์ ธรรม ของตนของผู้อื่นได้ตลอด เรียกว่า ใจทิพย์ ในธรรม ลำดับที่ ๑๑ ดูดวงบุญ ดวงบาป ดวงไม่บุญไม่บาป ให้เห็นตลอดหมดทุกกาย วิธีตรวจ ดวงบุญ ดวงบาป ดวงไม่บุญไม่บาป ในกลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายของแต่ละกาย มี ดวงกลมซ้อนกันอยู่ ๓ ดวง ดวงแรกมีสีเทา ๆ อยู่ข้างนอก ได้แก่ ดวงอพยากฤตหรือธรรมกลาง ถัดเข้าไปในกลางดวงของธรรม กลางนั้น มีอีกดวงหนึ่งสีดำใสดุจนิล นั่นคือธรรมดำหรืออกุศล ธรรม ส่วนดวงที่ ๓ ซึ่งซ้อนอยู่ในกลางดวงธรรมดำนั้น มีสีขาว ใสบริสุทธิ์ยิ่งนัก นั่นคือธรรมขาวหรือกุศลธรรม ธรรมขาวนี้ก็คือ ดวงบุญ ธรรมดำ คือ ดวงบาป ธรรมกลาง คือ ดวงไม่บุญไม่บาป บุญ บาป และไม่บุญไม่บาปนี้มีขนาดของดวงไม่คงที่ บางคนก็มีดวงบาปโต บางคนก็มีดวงบุญโต ส่วนผู้ที่ไม่นิยม ทำบุญทำบาป ก็มีดวงไม่บุญไม่บาปโต มีบุญมาก บาปและไม่ บุญไม่บาปก็มีน้อย ถ้ามีบาปมาก บุญและไม่บุญไม่บาปก็ย่อม จะมีน้อย ดังนี้เป็นต้น ธาตุและธรรม ดวงบุญ บาป ไม่บุญไม่บาปนี้ แต่ละดวงก็มีธาตุ มีธรรม ส่วนที่เห็นปรากฏนั้นเป็นส่วนธาตุ ธรรมนั้นซ้อนอยู่ในว่างกลาง ธาตุอีกทีหนึ่ง เพราะละเอียดกว่าประณีตกว่า ตรวจดวงบุญ เอาธาตุของดวงบุญประกอบเป็นกสิณ ธรรมของดวง บุญเป็นสมาบัติ เดินสมาบัติในกสิณ ตรวจดูธรรมขาว (กุศลธรรม) ให้เห็นตลอดจนถึงภพ ตรวจดวงบาป เอาธาตุของดวงบาปประกอบเป็นกสิณ ธรรมของ ดวงบาปเป็นสมาบัติ เดินสมาบัติในกสิณ ตรวจดูธรรมดำ (อกุศล ธรรม) ให้เห็นตลอดจนถึงภพ ตรวจดวงไม่บุญไม่บาป เอาธาตุของดวงไม่บุญไม่บาปประกอบเป็นกสิณ ธรรม ของดวงไม่บุญไม่บาปเป็นสมาบัติ เดินสมาบัติในกสิณ ตรวจดู ธรรมกลาง (อพยากฤต) ให้เห็นตลอดจนถึงภพ ในธรรมขาว ดำ กลาง เหล่านี้ แต่ละธรรมก็มีนิพพาน ภพ ๓ โลกันต์เหมือนกัน พวกนี้ต้องตรวจดให้ละเอียด ลำดับที่ ๑๒ ตรวจดูบารมี ๑๐ ทัศ อุปบารมี ๑๐ ทัศ ปรมัตถบารมี ๑๐ ทัศ วิธีตรวจบารมี บุญที่เกิดจากการบริจาคทานนั้น เมื่อบริจาคบ่อยครั้ง เข้า รวมกันได้ขนาดโตวัดเส้นผ่าศูนย์กลางได้ประมาณ ๑ คืบ หรือขนาดเท่าดวงพระจันทร์แล้ว ดวงบุญนั้นจะกลั้นตัวเองเป็น บารมีที่เรียกว่า ทานบารมี ได้ดวงทานบารมีราว ๆ วัดตัดเส้น ผ่าศูนย์กลาง ๑ นิ้ว และดวงทานบารมีนี้มีมากขึ้น จนวัดเส้นผ่าศูนย์กลางได้ ๑ คืบ หรือขนาดเท่าดวงพระจันทร์แล้ว ก็จะกลั่นตัวเองเป็น บารมีที่สูงกว่านั้น คือเรียกว่าทานอุปบารมี ได้ดวงทานอุปบารมี ราว ๆ วัดตัดเส้นผ่าศูนย์กลางได้ ๑ นิ้ว และดวงทานอุปบารมีนี้ เมื่อมีมากขึ้นจนวัดเส้นผ่า ศูนย์กลางได้ ๑ คืบ หรือขนาดเท่าดวงพระจันทร์แล้ว ก็จะกลั่น ตัวเองเป็นบารมีที่สูงสุด คือทานปรมัตถบารมี ได้ดวงทาน ปรมัตถบารมีราว ๆ ๑ นิ้ว ส่วนบุญที่เกิดจากการรักษาศีล การออกจากกาม ความมีปัญญา ความเพียร ความอดทน ความสัตย์จริง ความ ตั้งใจมั่น ความเมตตา ความมีอุเบกขา เหล่านี้ เมื่อบุญแต่ละ อย่าง ๆ มีจำนวนมากขึ้นได้ขนาดที่จักกลั่นตัวเองแบบทานที่ กล่าวแล้ว ก็จักกลั้นตัวเองเป็นบารมีอุปบารมี และ ปรมัตถบารมี บุญและบารมีทั้ง ๓ นี้จึงเป็นเหตุผลแก่กันดังนี้ ต่อเมื่อไรบุญเหล่านี้ขยายส่วนกลั่นตัวเอง เป็นบารมี อุปบารมี และปรมัตถบารมี ได้เต็มจำนวนวัดเส้นผ่าศูนย์กลาง ได้ ๑ คืบ เสมอกันหมดแล้ว สำหรับผู้ที่ปรารถนาเพียงนิพพาน โดยการเป็นพระอริยสาวกองค์ใดองค์หนึ่ง บารมีเพียงนี้ก็จะ ทำให้บรรลุความเป็นปกติสาวกได้ ส่วนผู้ที่ปรารถนาจะสร้างบารมี เป็นพระอสีติมหาสาวก พระอัครสาวก และพระพุทธเจ้า เหล่านี้ก็ต้องสร้างบารมีแต่ละ บารมีให้มีส่วนโตกว่าจำพวกแรกนี้ขึ้นไปเป็นลำดับ บารมีนี้อยู่ในศูนย์กลางของดวงธรรมที่ทำให้เป็นกาย ทุกกาย ในดวงทานบารมีมีดวงศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ ประกอบดวงเหล่านี้เป็นสมาบัติประกอบ ดวงทานบารมีเป็นกสิณ ๑๐ เดินสมาบัติในกสิณ ในเมื่อดวงทานบารมีประกอบไปแล้วเช่นนี้ดวงอื่น ๆ คือศีลบารมี เนกขัมมบารมี ปัญญาบารมี วิริยบารมี ขันติบารมี สัจจบารมี อธิษฐานบารมี เมตตาบารมี และอุเบกขาบารมี เหล่านี้ต่างก็มีดวงศีล สมาธิปัญญา วิมุตติวิมุตติญาณทัสสนะ เช่นเดียวกัน เราก็ต้องประกอบเป็นสมาบัติและกสิณ ๑๐ เดิน สมาบัติในกสิณไปทีละบารมีจนครบ ๑๐ ทัศ ส่วนพวกอุปบารมีและปรมัตถบารมีก็ทำไปเช่น เดียวกันทุกบารมีทำตลอดทุกกายจนสุดหยาบสุดละเอียด ลำดับที่ ๑๓ เข้านิพพานเป็นและนิพพานตาย ตลอดจนสุดหยาบสูดละเอียด วิธีเข้านิพพานเป็น นิพพานตาย ประกอบดวงธรรมที่ทำให้เป็นพระโสดา เป็นปฐมฌาน ประกอบดวงธรรมที่ทำให้เป็นพระสกิทาคามี เป็น ทุติยฌาน ประกอบดวงธรรมที่ทำให้เป็นพระอนาคามี เป็น ตติยฌาน ประกอบดวงธรรมที่ทำให้เป็นพระอรหัตต์ เป็น จตุตถฌาน ประกอบเหตุว่างของปฐมฌาน เป็นอากาสานัญ- จายตนะฌาน ประกอบรู้ในเหตุว่างของทุติยฌาน เป็นวิญญาณัญ- จายตนะฌาน ประกอบรู้ที่ละเอียดในเหตุว่างของตติยญาน เป็น อากิญจัญญายตนะฌาน ประกอบรู้ก็ใช่ไม่รู้ก็ใช่ในเหตุว่างของจตุตถฌาน เป็นเนว สัญญานาสัญญายตนะฌาน แล้วเดินสมาบัติทั้ง ๘ นี้ ๗ เที่ยว ตกสูญ เข้านิพพาน ในศูนย์กลางกายมนุษย์ เรียกว่า นิพพานเป็นของมนุษย์ เดินสมาบัติในนิพพานเป็นของมนุษย์อีก ๗ เที่ยว ตก สูญ เข้านิพพานในศูนย์กลางภพมนุษย์ ซึ่งเรียกว่า นิพพาน ตายของมนุษย์ เดินสมาบัติในนิพพานตายของมนุษย์อีก ๗ เที่ยว ตก สูญ เข้านิพพานเป็นของทิพย์ ซึ่งอยู่ในศูนย์กลางกายทิพย์ เดินสมาบัติอีก ๗ เที่ยว ตกสูญ เข้านิพพานตายของ ทิพย์ ซึ่งอยู่ในศูนย์กลางภพทิพย์ แล้วเดินสมาบัติอีก ๗ เที่ยว ตกสูญ เข้านิพพานเป็น ของกายรูปพรหม ซึ่งอยู่ในศูนย์กลางกายรูปพรหม เดินสมาบัติอีก ๗ เที่ยว ตกสูญ เข้านิพพานตายใน ศูนย์กลางภพรูปพรหม เดินสมาบัติอีก ๗ เที่ยว ตกสูญ เข้านิพพานเป็นใน ศูนย์กลางกายอรูปพรหม เดินสมาบัติอีก ๗ เที่ยว ตกสูญ เข้านิพพานตายใน ศูนย์กลางภพอรูปพรหม เช่นนี้เรื่อยเข้าไปจนสุดละเอียด แล้ว ถอยออกมาแบบเดียวกับเวลาเข้าไป พอถึงมนุษย์ก็ถอยออกไปจนสุดหยาบ เช่นนี้เรียกว่า เข้านิพพานเป็นและนิพพานตายจนสุดหยาบสุดละเอียด ลำดับที่ ๑๔ ดูกายสิทธิ์ในดวงแก้ว (เป็นปกิณณกะ) วิธีตรวจกายสิทธิ์ในดวงแก้ว ให้เอาดวงแก้วที่ถืออยู่ในมือนั้นเข้าไปไว้ในสุดละเอียด (ศูนย์กลางกาย) หยุดนิ่งอยู่ในกลางดวงแก้ว ขยายให้ดวงแก้ว นั้นโตขึ้น ก็จะแลเห็นกายที่อยู่ในดวงแก้วนั้นได้ถนัด เมื่อต้องการจะรู้ด้วยเรื่องอะไรก็ถามได้จากกายที่อยู่ ในนั้นได้กายนี้เองที่เรียกว่า “กายสิทธิ์” ลำดับที่ ๑๕ ภาคผู้เลี้ยง วิธีตรวจภาคผู้เลี้ยง ตรวจกายผู้เลี้ยงมนุษย์ ในศูนย์กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์นั้น มีกาย เลี้ยงมนุษย์คอยดูแลความเป็นอยู่ของมนุษย์(ไม่ใช่กายทิพย์) นิ่งลงไปในกลางกายผู้เลี้ยงมนุษย์ ก็มีดวงธรรมที่ทำให้เป็นผู้ เลี้ยงมนุษย์ ในกลางดวงธรรมมีดวงศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ ซ้อนกันเข้าไปเป็นลำดับ ๆ เช่นเดียวกับ ของมนุษย์ที่เคยดูมาแล้ว ตรวจกายผู้เลี้ยงทิพย์ พอสุดดวงวิมุตติญาณทัสสนะ ก็ถึงกายผู้เลี้ยงทิพย์ กลางกายมีดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายผู้เลี้ยงทิพย์ กลางดวง ธรรมมีดวงศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ ตรวจกายผู้เลี้ยงรูปพรหม พอสุดดวงวิมุตติญาณทัสสนะ ก็ถึงกายผู้เลี้ยงรูปพรหม กลางกายมีดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายผู้เลี้ยงรูปพรหม กลาง ดวงธรรมมีดวงศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ ตรวจกายผู้เลี้ยงอรูปพรหม ต่อจากวิมุตติญาณทัสสนะ ก็ถึงกายผู้เลี้ยงอรูปพรหม กลางกายมีดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายผู้เลี้ยงอรูปพรหม กลาง ดวงธรรมมีดวงศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ ตรวจกายผู้เลี้ยงกายธรรม ต่อจากดวงวิมุตติญาณทัสสนะ ก็ถึงกายผู้เลี้ยง ธรรมกาย กลางกายมีดวงธรรมที่ทำให้เป็นธรรมกายของผู้ เลี้ยงธรรมกาย กลางดวงธรรมมีดวงศีล สมาธิปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ ทำต่อไปแบบนี้จนถึงสุดละเอียด แล้วก็ถอยออกมาหา สุดหยาบ ดูกายของผู้เลี้ยง ให้เห็นตลอดสุดหยาบสุดละเอียด สำหรับวิชาภาคผู้เลี้ยงนี้ก็ทำแบบเดียวกันกับที่ทำมา แล้วในภาคมนุษย์ทั้งหมด นิพพาน นิพพานเป็นอายตนะอันหนึ่ง ซึ่งแตกต่างออกไปจาก โลกายตนะและอายตนะทั้ง ๖ ทั้ง ๑๒ นั้น เป็นอายตนะที่สูงกว่า วิเศษกว่า และประณีตกว่าอายตนะอื่น แต่ก็ทำหน้าที่ใน จักษณะที่คล้ายคลึงกัน คือ โลกายตนะทำหน้าที่ดึงดูดสัตว์โลก ที่ยังมีความผูกพันอยู่กับโลกไว้ไม่ให้พ้นไปจากโลกได้ ส่วนอายตนะคือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ก็ทำหน้าที่ ดึงดูด รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธรรมารมณ์ ตามหน้าที่ของ ตน ๆ และในทำนองเดียวกัน อายตนะนิพพานก็มีหน้าที่ดึงดูด พระพุทธเจ้าพระอรหันต์เข้าไปสู่อายตนะของตน สถานอันเป็นที่ประทับของพระพุทธเจ้า เรียกว่า อายตนะนิพพาน ส่วนพระพุทธเจ้าที่ประทับอยู่ในอายตนะนิพพานนั้น เรียกว่า พระนิพพาน อายตนะนิพพาน มีลักษณะกลมรอบตัว ขาวใสบริสุทธิ์ จนกระทังมีรัศมีปรากฏ ขนาดของอายตนะนิพพานนั้นวัดเส้นผ่า ศูนย์กลางได้ราว ๑๔๑ ล้าน ๓ แสน ๓ หมื่น (๑๔๑,๓๓๐,๐๐๐) โยชน์ ขอบของอายตนะนิพพานหนาด้านละ ๑๕,๑๒๐,๐๐๐ โยชน์ รวมขอบทั้ง ๒ ด้านเป็น ๓๐,๒๕๐,๐๐๐ โยชน์ ขอบนี้ก็กลม รอบตัวเช่นเดียวกัน ส่วนเนื้อที่ ๆ อยู่ในขอบเท่าไร เป็นที่ประทับ ของพระพุทธเจ้าทั้งสิ้น ในนิพพานเป็นสถานที่โอโถงปราศจากสิ่งอื่นใดทั้งสิ้น สว่างไสวไปด้วยรัศมีธรรมอันโชติช่วง ปราศจากความสว่าง จากรัศมีอื่นใด แต่เป็นธรรมรังษีที่เกิดจากความใส ความบริสุทธิ์ ปราศจากกิเลส และอวิชชาทั้งปวงนั่นเอง ในปาฏลิคามิวัคคอุทานฯ กล่าวไว้ว่า “อตฺถิ ภิกฺขเว ตทายตนํ ฯลฯ” ภิกษุทั้งหลาย อายตนะนั้นมีอยู่ที่ดิน น้ำ ไฟ ลม ไม่มี เลย อากาสานัญจายตนะ วิญญาณัญจายตนะ อากิญจัญ- ญายตนะ เนวสัญญานาสัญญายตนะ ก็มิใช่ โลกนี้ก็มิใช่ โลก อื่นก็มิใช่ ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ทั้งสองก็มิใช่อนึ่ง ภิกษุทั้ง หลาย เราไม่กล่าวเลยซึ่งอายตนะนั้น ว่า เป็นการมา เป็นการ ไป เป็นการยืน เป็นการจุติ เป็นการเกิด อายตนะนั้นหาที่ตั้ง อาศัยมิได้ มิได้เป็นไป หาอารมณ์มิได้ นั่นแลที่สุดแห่งทุกข์ อายตนะในที่นี้ก็หมายความถึง “อายตนะนิพพาน” ดังได้กล่าวแล้วว่า อายตนะนิพพานนั้นต่างหากออกไป จากอายตนะพวกอื่น อายตนะนิพพานนี้มีอยู่สูงขึ้นไปจากภพ ๓ นี้ เลยออกไปจากขอบเนวสัญญานาสัญญายตนะภพ พ้นออก ไปจากวิถีภพนี้ตรงขึ้นไปทีเดียว จะคำนวณระยะทางก็เห็นว่า หาประมาณมิได้ทีเดียว ไม่ได้มีอยู่ในดิน น้ำ ไฟ ลม และดิน น้ำ ไฟ ลม ก็ไม่มีอยู่ในนิพพาน ในอรูปภพทั้ง ๔ ก็มิใช่ แม้นิพพาน ก็มิได้มีลักษณะของอรูปภพทั้ง ๔ นี้เลย ในโลกนี้ โลกอื่นก็มิใช่ เพราะเหตุที่อายตนะนิพพานพ้นไปจากโลก จากภพคือ กามภพ รูปภพ และอรูปภพเหล่านี้สิ้นแล้ว นิพพานก็มิใช่สิ่งเหล่านี้ แม้ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ก็เป็นสิ่งที่อยู่ในภพนี้นิพพานจึงมิใช่ สิ่งทั้งสอง และที่สุดสิ่งทั้งสองนี้ก็มิได้มีอยู่ในนิพพานเลย อนึ่ง อายตนะนิพพานก็ไม่มีการไป การมา การยืน การ จุติหรือการเกิด แต่ประการใดประการหนึ่ง ซึ่งแสดงว่า ไม่สามารถจะติดต่อกันได้โดยอาการปกติ แม้ที่สุดกำลังของ อรูปฌานก็ไม่อาจไปถึงได้ เพราะว่านิพพานจัดเป็นสูงสุดเกิน กำลังของผู้ที่อยู่ในภพจะไปถึงได้ และอายตนะนี้ก็หาที่ตั้งอาศัย มิได้ ไม่มีวัตถุหรืออารมณ์ชนิดใดเป็นที่ตั้งเป็นที่อาศัยทั้งสิ้น สิ่งเหล่านี้เองเป็นเครื่องยืนยันว่า อายตนะนิพพานนั้นมีจริง และไม่เกี่ยวข้องอยู่ในภพเลย พ้นออกไปต่างหากทีเดียว อนึ่ง นิพพาน ๓ คือ กิเลสนิพพาน ๑ ขันธนิพพาน ๑ ธาตุนิพพาน ๑ มีความหมายดังนี้คือ เมื่อวันเพ็ญวิสาขมาส (กลางเดือน ๖) ก่อนพุทธศก ๔๕ ปี พระสิทธัตถกุมารทรงบำเพ็ญเพียรทางใจ ตัดกิเลสได้ ขาดจากใจสิ้น บรรลุถึงซึ่งพระโพธิญาณ ณ ภายใต้ควงไม้ ศรีมหาโพธิ์ครั้งนั้น กิเลสาสวะทั้งปวงที่เคยประจำคอยกีดกัน พระองค์ ให้ทรงเวียนว่ายอยู่ในวัฏฏสงสารมานับจำนวนหลาย หมื่นหลายแสนชาติเป็นอันมากนั้น ไม่อาจจะกลับมาสู่พระองค์ ได้อีก ความสิ้นไปแห่งกิเลสาสวะ อันเป็นเครื่องเสียดแทง พระองค์ตลอดมานั้นเรียกว่า “กิเลสนิพพาน” ความแตกทำลายแห่งขันธ์ของพระองค์ ซึ่งแม้ในชาติ ใด ๆ ก็ตาม ขันธ์ในภพ ๓ นี้ก็จะต้องสวมพระองค์ตลอดมา ความแตกทำลายแห่งขันธ์ในชาติที่สุดนี้ ขันธ์เหล่านี้ก็มิอาจจะ สวมพระองค์ได้ และพระองค์ก็มิกลับมาสวมขันธ์เหล่านี้อีกต่อ ไป เพราะพระองค์ทรงพ้นไปจากขันธ์เหล่านี้แล้ว ความแตก ทำลาย แห่งขันธ์นีเรียกว่า “ขันธนิพพาน” พระพุทธเจ้าองค์ที่สุดนี้คือพระสมณโคดม ปัจจุบันนี้ พระบรมธาตุของพระพุทธองค์ยังคงอยู่ ไม่สูญสิ้นไป ก็ยังไม่ เรียกว่าธาตุนิพพาน ต่อเมื่อใดเสร็จพุทธกิจของพระองค์ที่จะ ต้องทำในภพนี้แล้ว ขณะนั้นพระบรมธาตุของพระองค์ก็จะ สูญไปจากภพนี้ ความสิ้นไปแห่งพระบรมธาตุนี้เรียกว่า “ธาตุ นิพพาน” ส่วนนิพพานที่ท่านจำแนกเป็น ๒ ประเภทนั้น คือ สอุปาทิเสสนิพพาน ๑ อนุปาทิเสสนิพพาน ๑ สำหรับพวกทำสมาธิปัลจจุบันเรียกกันง่าย ๆ อีกแบบหนึ่ง คือ นิพพานเป็น อันตรงกับ สอุปาทิเสสนิพพาน และนิพพาน ตาย อันตรงกับ อนุปาทิเสสนิพพาน นิพพานที่เป็นสถานที่อยู่ของกายธรรมนั้น อยู่ใน ศูนย์กลางของกายธรรมนั้นเอง ที่กล่าวนี้หมายความถึงเวลาที่ กายมนุษย์ของพระพุทธเจ้าพระอรหันต์ยังมีชีวิตอยู่ ใช้กาย ธรรมเดินสมาบัติ ๗ เที่ยว ตามแบบวิธีเดินสมาบัติที่เคยกล่าว ไว้แล้วนั้น กายธรรมก็จะตกสูญเข้าสู่นิพพานในศูนย์กลางกาย ธรรมนั้น นิพพานนี้ชื่อว่า นิพพานเป็น หรือ สอุปาทิเสสนิพพาน เพราะเป็นนิพพานที่อยู่ในศูนย์กลางกายธรรมที่ซ้อนอยู่ในกลาง กายอรูปพรหม กายรูปพรหม กายทิพย์ และกายมนุษย์เป็น ลำดับเช่นนี้ยังอยู่ในกลางของกายที่ยังหมกมุ่นครองกิเลสอยู่ ตามสภาพของกายนั้น ๆ ความบริสุทธิ์ของนิพพานที่อยู่ในท่าม กลางกิเลสเหล่านี้เองที่เรียกว่า “สอุปาทิเสสนิพพาน” สภาพของนิพพานนี่ก็มีลักษณะกลมรอบตัว ใสบริสุทธิ์ ยิ่งนัก แต่ทว่านิพพานนี้เป็นนิพพานประจำกายของกายธรรม จึงมีพระนิพพานหรือพระพุทธเจ้าประทับอยู่เพียงพระองค์เดียว ความจริงถ้าจะกล่าวตามส่วนและตามลักษณะตลอดจนที่ตั้งแล้ว ก็จะเห็นว่า นิพพานเป็นหรือสอุปาทิเสสนิพพานนี้ เป็นที่เร้นอยู่ โดยเฉพาะของกายธรรม ในเวลาที่ยังมีขันธ์ปรากฏอยู่ นอกจากนั้น สอุปาทิเสสนิพพาน ยังเป็นทำงนำให้เข้า ถึง “อนุปาทิเสสนิพพาน” หรือ “นิพพานตาย” อีกด้วย คือ เวลาที่ขันธ์ซึ่งรองกายธรรมอยู่นั้นจะสิ้นไป พระพุทธเจ้าพระ อรหันต์ย่อมจะต้องเดินสมาบัติทั้ง ๘ และเข้าสู่สัญญาเวทยิต- นิโรธสมาบัติขณะนี้เองเป็นเวลาที่กายธรรมเข้าสู่สอุปาทิเสส- นิพพาน ทรงดับสัญญาและเวทนาสิ้นแล้ว จึงเดินสมาบัติ ปฏิโลมอีก คราวนี้กายธรรมก็จะตกสูญเข้าสู่อนุปาทิเสสนิพพาน ซึ่งมีลักษณะรูปพรรณสัณฐานและขนาดดังที่กล่าวมาแล้วข้าง ต้นนั่นเอง ส่วน “พระนิพพาน” นั้น คือ กายธรรมที่ได้บรรลุ อรหัตตผลแล้ว กายเหล่านี้มีกาย หัวใจ ดวงจิต และดวง วิญญาณวัดตัดกลาง ๒๐ วา เท่ากันทั้งสิ้น หน้าตักกว้าง ๒๐ วา สูง ๒๐ วา เกศดอกบัวตูม ขาวใสบริสุทธิ์ มีรัศมีปรากฏ พระ นิพพานนี้ประทับอยู่ในอายตนะนิพพาน บางพระองค์ที่เป็นพระสัพพัญญูพุทธเจ้า ก็ทรงประทับ อยู่ท่ามกลางพระอรหันตสาวกบริวาร เป็นจำนวนมาก บางพระ องค์ที่เป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า มิได้เคยสั่งสอนหรือโปรดผู้ใดมา ก่อนในสมัยที่ยังมีพระชนม์อยู่องค์นั้นก็ประทับโดดเดี่ยวอยู่ โดยลำพัง หาสาวกบริวารมิได้ส่วนรังษีที่ปรากฏ ก็เป็นเครื่อง บอกให้รู้ถึงการสร้างบารมีของพระพุทธเจ้าพระอรหันต์เหล่า นั้นว่า มากน้อยกว่ากันเพียงไร แค่ไหน แต่ส่วนกว้าง ส่วนสูง และลักษณะของพระวรกายนั้นเสมอกันหมด มิได้มีเหลื่อมล้ำ กว่ากันเลย พระนิพพานนี้ทรงประทับเข้านิโรธ สงบกันตลอดหมด เพราะความเข้านิโรธนี้เป็นความสุขอย่างยิ่ง และความที่อยู่ใน นิพพานมีกายอันยั่งยืนนี้เอง ท่านจึงได้กล่าวว่า “นิพฺพานํ ปรมํ สุขํ” ภาพทั้ง ๓ นี้ (หน้า ๗๓) เป็นภาพที่สร้างขึ้นเพื่อแสดง เทียบลักษณะและสถานที่อยู่ของภพ ๓ นิพพาน และโลกันต์ (ในลักษณะผ่าครึ่งเพื่อเห็นชัด เพราะความจริงต่างก็มีสัณฐาน กลมรอบตัว และมีขอบนอกกลมรอบตัวเช่นเดียวกัน) ภพ ๓ นี้เป็นสถานที่อันดึงดูดสัตว์ที่เวียนว่ายทำความ ดีและชั่วในชั้นปานกลาง ดีที่สุดของภพ ๓ ก็ถูกอายตนะของ อรูปภพดึงดูดเอาไป ชั่วที่สุดของภพ ๓ ก็ถูกอายตนะของ อเวจีดึงดูดเอาไป แต่ถ้าหากดีจนเกินความดีในอรูปภพเสียแล้ว ก็จะ ต้องถูกอายตนะนิพพานดึงดูดเอาไป เป็นอันว่าพ้นไปจากภพ ๓ เดียว สูงขึ้นไปเหนือภพ ๓ นี่หาประมาณมิได้ พ้นการ ติดต่อกับภพ ๓ นี้ด้วยประการทั้งปวง กลมรอบตัวและใส บริสุทธิ์ยิ่ง นั่นแหละคือนิพพาน แต่ก็พึงเข้าใจว่า ในนิพพาน หาที่ตั้งอาศัยมิได้ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ฉะนั้นในนิพพานซึ่งหา พื้นที่และที่อาศัยมิได้ นอกจากความว่างและสว่าง พระนิพพาน จึงประทับอยู่ในนิพพานได้ด้วยความเบา ความบริสุทธิ์ของ พระวรกาย ประดุจดังปุยนุ่นในอากาศ หาได้เหมือนบุคคล อาศัยอยู่ในพื้นพิภพนี้ไม่ ปัญหาที่จะเกิดขึ้นเนื่องจากความ สงสัยว่า เมื่อนิพพานมีสัณฐานกลม แล้วพระนิพพานจะทรง ประทับอยู่ได้อย่างไร จึงนับเป็นปัญหาอจินไตย คือปุถุชนไม่ ควรคิด และเมื่อมีที่อยู่อาศัยของผู้ที่ทำดีมากที่สุดแล้ว พึง ทราบว่าในภาวะที่ตรงกันข้ามกับความดีที่สุด ซึ่งหมายถึงผู้ที่ ทำชั่วที่สุด ก็ต้องมีที่อาศัยเช่นเดียวกัน และอายตนะที่สำหรับ ดึงดูดผู้ที่ทำชั่วที่สุด ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งต่างหากจากนิพพานและ ภพ ๓ นี้ นิพพาน ส่วนหนาของขอบนิพพาน ขาวใสบริสุทธิ์ยิ่งนัก บริเวณที่ประทับของพระนิพพาน ขอบภพ ๓ ประกอบด้วย ธาตุทั้ง ๖ ที่ละเอียด บริเวณซึ่งเป็นที่อาศัยของ อรูปพรหม รูปพรหม ทิพย์ มนุษย์ อสุรกาย เปรต เดรัจฉาน และสัตว์นรก ขอบโลกันต์ ประกอบด้วย ธาตุทั้ง ๖ ที่ละเอียด บริเวณที่อยู่ของสัตว์โลกันต์ ต่ำลงไปจากภพ ๓ พ้นออกไปจากภพ ๓ นี้ลงไปหา ประมาณมิได้พ้นจากการติดต่อกับภพ ๓ นี้ด้วยประการทั้งปวง ลักษณะกลมรอบตัว มืดจนดำสนิท นั่นแหละคือ อายตนะโลกันต์ เป็นที่สถิตย์อยู่ของผู้ที่ทำความชั่วที่สุด (หาได้อยู่ในระหว่างเขา จักรวาลตามความเข้าใจของบางท่านไม่) แต่ผู้ที่อยูในอายตนะ โลกันต์นั้น ขณะใดจิตใจสูงขึ้น คือความชั่วร้ายที่มีอยู่ในผู้นั้น จางลงไป จนพ้นจากภาวะของอายตนะโลกันต์แล้ว ผู้นั้นก็จะ กลับมาสู่ภพนี้ได้อีก หรืออาจจะทำความดีจนกระทั่งสร้างบารมี บรรลุความเป็นพระพุทธเจ้า พระอรหันต์ได้ ที่กล่าวนี้หมายถึงผู้ที่อยู่ในโลกันต์นั้นจนนับกัปป์นับ กัลป์ไม่ถ้วน แล้วในที่สุดของภาวะผู้นั้นก็กลับมาสู่ภพอีก แต่ มิได้หมายถึงว่า ในระหว่างที่มีภาวะอยู่ในโลกันต์นั้น จะอาจ ติดต่อกับภพ ๓ นี้ใด้โดยอาการปกติธรรมดาเช่นนั้นหามิได้ อนึ่ง ความสงสัยอาจจะเกิดขึ้นว่า ไฉนทั้งภพ ๓ ทั้ง นิพพานและโลกันต์ จึงมีสัณฐานกลมเหมือนกันหมด ทั้งนี้จะ เทียบได้ว่า ธรรมดาสิ่งที่เกิดมาโดยปราศจากบุคคลเสกสรรค์ ขึ้นแล้ว เบื้องต้นทีเดียว สิ่งนั้นจะต้องมีสัณฐานกลม เช่น กลลรูป หรือฟองไข่แดงของเป็ดหรือไก่เป็นต้น แม้ดวงอาทิตย์ ดวง จันทร์ ดวงดาว และภพตามที่คำนวณทางวิทยาศาสตร์ ก็ ปรากฏว่ามีสัณฐานกลมด้วยกันทั้งสิ้น ฉะนั้น ภพ ๓ นิพพาน และโลกันต์ที่กล่าวว่ามีสัณฐานกลม จึงนับว่าเป็นเรื่องธรรมดา ที่สุด (ที่ได้กล่าวถึงภพ ๓ และโลกันต์ในบทของนิพพานเช่น นี้ก็เพื่อแก้ความข้องใจบางอย่างที่อาจเกิดขึ้นได้ แต่สรุปแล้ว ทั้งเรื่อง ภพ ๓ โลกันต์ และแม้นิพพาน ที่กล่าวมาแล้วนี้ก็ เป็นเพียงเรื่องย่อที่สุดสำหรับจะเป็นเครื่องนำให้ผู้ปฏิบัติธรรม ได้เรียนและได้รู้พอเป็นเค้าไว้บ้าง แต่ความจริง หากจะต้องการรู้ให้ละเอียดถี่ถ้วนแล้ว การปฏิบัติธรรมให้เป็นให้เห็นเองแล้วตรวจดู ก็คงเห็นแจ่มชัด หมดข้อกังขาใด ๆ ทั้งสิ้น หากจะอธิบายมากไปกว่านี้ก็เห็นว่า จะทำให้เลอะเลือนไป เพราะเรื่องของพระอริยเจ้าย่อมเป็น เรื่องที่ละเอียดประณีต เหลือวิสัยปุถุชนที่จะตามทำความ เข้าใจให้กระจ่างได้ตลอด) พระเดชพระคุณพระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) หลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ผู้ค้นพบวิชชาธรรมกาย ประวัติย่อ พระเดชพระคุณพระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) หลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ผู้ค้นพบวิชชาธรรมกาย พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ มีนามเดิมว่า สด มีแก้วน้อย เกิดเมื่อวันศุกร์ แรม ๖ ค่ำ เดือน ๑๑ ปีวอก ตรงกับวันที่ ๑๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๒๗ เป็นบุตรของ คุณพ่อเงินและคุณแม่สุดใจ มีแก้วน้อย ผู้มีอาชีพคำข้าว ณ อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี ในวัยเด็ก หลวงพ่อวัดปากน้ำได้ไปเล่าเรียนเขียนอ่านที่ วัด ตามประเพณีของชาวไทยในสมัยก่อน ท่านมีอุปนิสัย ของผู้นำและเป็นคนทำอะไรทำจริงมาตั้งแต่เล็ก ใน เวลาศึกษาเล่าเรียน ท่านก็ตั้งใจศึกษาเล่าเรียนอย่าง จริงจัง จนสามารถอ่านเขียนหนังสืออักษรขอมได้ คล่องแคล่ว นับเป็นการสำเร็จการศึกษาของเด็กไทย สมัยนั้นหลังจากสำเร็จการศึกษาแล้ว ท่านได้กลับมาช่วยบิดา มารดาประกอบอาชีพค้าข้าว จนอายุได้ ๑๔ ปีเศษ บิดาของท่านก็ถึงแก่กรรม ท่านเป็นลูกชายคนโต จึง ต้องเป็นผู้หาเลี้ยงครอบครัวแทนบิดา และเนื่องจาก ท่านเป็นคนรักงาน มีความขยันขันแข็ง กิจการค้าข้าว ที่ท่านทำอยู่จึงเจริญขึ้นโดยลำดับ จนเป็นที่รู้จักในยุค นั้นว่า เป็นผู้มีฐานะดีคนหนึ่ง อยากบวช : เมื่ออายุได้ ๑๙ ปีเศษ มีเหตุการณ์ที่ทำให้ท่านได้คิดคำนึง ถึงความไม่มีสาระในการทำมาหาเลี้ยงชีพ จนเกิดความ สังเวชสลดใจ จึงคิดจะออกบวชเพื่อแสวงหาหนทางพ้น ทุกข์ แต่เนื่องจากในขณะนั้นท่านยังไม่อาจวางภาระใน การดูแลครอบครัวได้จึงจุดธูปเทียนบูชาพระและ อธิษฐานว่า “ขออย่าให้ตายเสียก่อนเลย ขอให้ได้บวช และหากบวชแล้วจะไม่สึกจนตลอดชีวิต” จากนั้นท่านจึง ขะมักเขมันทำงานยิ่งขึ้น จนรวบรวมทรัพย์ได้จำนวนหนึ่ง ซึ่งคะเนว่ามากพอที่มารดาของท่านจะใช้จ่ายไปได้จน ตลอดชีวิตแล้วจึงออกบวชเป็นพระภิกษุในพระพุทธ ศาสนา อุปสมบท : เดือนกรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๔๙ เมื่ออายุได้ ๒๒ ปีท่านได้ เข้าอุปสมบท ณ วัดสองพี่น้อง อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี โดยมีพระอาจารย์ดีวัดประตูสาร เป็นพระอุปัชณาย์ พระครูวินยานุโยค (เหนี่ยง อินฺทโชโต) วัดสองพี่น้อง เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระอาจารย์โหน่ง อินฺทสุวณฺโณ วัดสองพี่น้อง เป็น พระอนุสาวนาจารย์ ได้ฉายาว่า จนฺทสโร ในเพศสมณะ : โดยเหตุที่การบวชของหลวงพ่อวัดปากน้ำ เป็นการบวช ด้วยหวังจะทำพระนิพพานให้แจ้ง ท่านจึงเริ่มศึกษาพระ วินัยและข้อควรปฏิบัติของสงฆ์ตั้งแต่ก่อนบวซ คือใน ระหว่างที่เริ่มเข้าเป็นนาค ไปท่องคำขอบรรพชาอุปสมบท และเตรียมตัวบวชอยู่ที่วัดเป็นเวลาประมาณ ๑๐ วัน ดังนั้น เมื่อบวชแล้ว ท่านจึงสามารถปฏิบัติตามพระ ธรรมวินัยได้อย่างถูกต้องตังแต่ต้น หลวงพ่อวัดปากน้ำใช้เวลาในชีวิตสมณะของท่านอย่าง ทรงคุณค่ายิ่ง นับแต่วันแรกที่บวช ท่านก็เริ่มฝึกธรรม ปฏิบัติตามที่ตั้งใจไว้ควบคู่ไปกับการเรียนคันถธุระ คือ การศึกษาพระปริยัติธรรมเพื่อค้นคว้าหลักธรรมคำสอน ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่จารึกไว้เป็น ภาษาบาลี โดยเฉพาะคัมภีร์มหาสติปัฏฐาน อันเป็น คัมภีร์ที่ว่าด้วยหลักการปฏิบัติโดยตรง ท่านศึกษาธรรมปฏิบัติเรื่อยไปจากสำนักนี้ไปสู่สำนักโน้น ได้ยินใครว่าที่ไหนดีเป็นต้องพยายามขอเข้าเป็นศิษย์ ศึกษาธรรมปฏิบัติด้วย เช่น พระมงคลทิพมุนี (มุ้ย) อดีตเจ้าอาวาสวัดจักรวรรดิ พระครูฌานวิรัติ (โป๊) วัด พระเชตุพนฯ พระอาจารย์สิงห์ วัดละครทำ พระอาจารย์ ปลื้ม วัดเขาใหญ่ ซึ่งล้วนเป็นพระอาจารย์ที่ทรงคุณวิเศษ ในทางธรรมปฏิบัติ เป็นเยี่ยมทางปริยัติงามทั้งศีลา จารวัตร และมีลูกศิษย์ลูกหามากมาย หลวงพ่อวัด ปากน้ำฝึกฝนธรรมปฏิบัติด้วยความตั้งใจจริง จนครูบา อาจารย์รับรองผลแห่งการปฏิบัติ และชักชวนให้อยู่ ช่วยกันสอนผู้อื่นต่อไป แต่ท่านยังคงรู้สึกว่า ความรู้เท่า นี้ยังไม่เพียงพอที่จะช่วยตนเองให้พ้นทุกข์ได้ ด้านการศึกษาพระปริยัติธรรม เมื่อท่านเรียนจนสามารถ แปลหนังสือใบลานมหาสติปัฏฐานได้ดังที่ตั้งใจแล้ว จึงหยุดการเล่าเรียนคันถธุระทั้งหมด ตั้งใจปฏิบัติ ธรรมอย่างจริงจัง โดยศึกษาวิธีการปฏิบัติเพิ่มเติมจาก คัมภีร์วิสุทธิมรรค ซึ่งเป็นแบบฉบับของการปฏิบัติธรรม ค้นพบวิชชาธรรมกาย : พรรษาที่ ๑๒ ในปีพ.ศ. ๒๕๐๐ ท่านไปจำ พรรษาอยู่ที่วัดโบสถ์ - บน ตำบลบางคูเวียง นนทบุรี โดยตั้งใจจะตอบแทนพระคุณท่านเจ้าอาวาสที่เคย ถวายหนังสือให้ท่านเล่าเรียน และจะได้แสดงธรรม โปรดญาติโยม เมื่อถึงกลางพรรษา ในวันเพ็ญเดือน ๑๐ ท่านมาหวน คิดคำนึงถึงอายุที่ล่วงเลยไปว่า ผ่านพรรษากาลมานาน ถึงเท่านี้แล้ว ก็ยังไม่ได้รู้เห็นธรรมแท้ที่พระพุทธองค์ ทรงรู้เห็นเลย จึงตั้งสัจจะอธิษฐานทำสมาธิภาวนาอย่าง เอาชีวิตเป็นเดิมพันว่า "ถ้าเรานั่งลงไปครั้งนี้ไม่เห็นธรรม ที่พระพุทธเจ้าต้องการ เป็นอันไม่ลุกจากที่นี้จนหมด ชีวิต" เมื่อตั้งจิตมั่นลงไปอย่างนั้นแล้ว ท่านก็เริ่มปรารภ ความเพียร โดยได้แสดงความอ้อนวอนแต่พระพุทธเจ้า ว่า “ขอพระองค์ได้ทรงพระกรุณาโปรดข้าพระพุทธเจ้า ทรงประทานธรรมที่พระองค์ได้ทรงตรัสรู้อย่างน้อย ที่สุดแลง่ายที่สุดที่พระองค์ได้ทรงรู้แล้วแก่ข้าพระ พุทธเจ้า ถ้าข้าพระพุทธเจ้ารู้ธรรมของพระองค์แล้ว เป็นโทษแก่ศาสนาของพระองค์แล้ว ขอพระองค์อย่า ทรงพระราชทานเลย ถ้าเป็นคุณแก่ศาสนาของ พระองค์แล้ว ขอพระองค์ได้ทรงพระกรุณาโปรด พระราชทานแก่ข้าพระองค์ ข้าพระองค์รับเป็น ทนายศาสนา ในศาสนาของพระองค์จนตลอดชีวิต” ด้วยการทำความเพียรอย่างไม่อาลัยในชีวิต ในที่สุดท่าน ก็ได้เข้าถึงพระธรรมกายกลางดึกคืนนั้นเอง ณ เวลานั้น ท่านเข้าใจอย่างชัดเจนด้วยตนเองว่า ธรรม ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านี้ลึกซึ่งนัก พ้นวิสัยของการ ที่จะตรึกนึกคิดหรือคาดคะเนเอาได้ เพราะถ้ายังตรึก นึกคิดอยู่ก็เข้าไม่ถึง จะเข้าถึงได้ต้องทำให้ใจ คือ ความ รู้ตรึก รู้นึก รู้คิด รวมหยุดเป็นจุดเดียวกัน พอหยุดก็ ดับ ดับแล้วจึงเกิด ในเวลาต่อมาท่านจึงกล่าวสรุปไว้ เป็นประโยคสั้น ๆ ว่า “หยุดเป็นตัวสำเร็จ” นับแต่นั้น เป็นต้นมา ท่านก็เริ่มศึกษาค้นคว้าเพื่อหาที่สุดแห่งธรรม ยิ่งค้นคว้าก็ยิ่งแตกฉานเซี่ยวชาญ การเข้าถึงพระธรรมกายของหลวงพ่อวัดปากน้ำนี้นับ เป็นการค้นพบที่ยิ่งใหญ่ เพราะมิได้เป็นเพียงการ ปฏิบัติตามหรือจดจำจากตำรา แต่เป็นการรู้เห็นและ เข้าไปถึงธรรมจริงแท้ที่มือยุ่ภายในด้วยตนเอง โดย การดำเนินจิตเข้าไปในหนทางสายกลาง อันเป็นหนทาง สู่ความพ้นทุกข์ ในหนทางสายกลางนี้หากผู้ใดดำเนินจิตเข้าไปจนถึงที่สุด ได้แล้ว ย่อมจะดับต้นเหตุแห่งทุกข์คือกิเลสอาสวะทั้งมวล ให้หมดสิ้น เข้าถึงสุขอันยั่งยืน อันเป็นสุดยอดแห่งความ ปรารถนาของทุกชีวิตได้ด้วยเหตุนี้การค้นพบของ ท่านจึงเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อมนุษยชาติ และเหนือ สิ่งอื่นใด การเข้าถึงพระธรรมกายของท่าน ยังเป็น พยานยืนยันพระดำรัสขององค์สมเด็จพระสัมมาสัม พุทธเจ้า ที่ตรัสไว้แก่เหล่าพระสงฆ์สาวกว่า “ธรรมกาย เป็นชื่อของตถาคต” ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ที่ใครสักคนจะสามารถรู้เห็นธรรม อันลึกซึ้งยิ่งไปกว่าสิ่งที่ได้เล่าเรียนมาเช่นนี้ โดยเพียง แต่ศึกษาวิธีการและนำมาปฏิบัติตามเท่านั้น นอกเสีย จากว่า บุคคลผู้นั้นจะมีบุญบารมีอันยิ่งใหญ่ที่ได้สั่งสม มาแต่ครั้งอดีต และเป็นผู้มีความเพียรอันเลิศ ดังนั้น การเข้าถึงพระธรรมกายของหลวงพ่อวัดปากน้ำ ณ วัดโบสถ์ - บน บางคูเวียง ในวันเพ็ญเดือน ๑๐ ครั้งนั้น จึงเป็นดุจประกาศนียบัตรรับรองความเป็นคนจริงและ ปฏิปทาอันถูกต้องของท่านได้อย่างชัดเจน ยิ่งกว่านั้น ยังเป็นเครื่องยืนยันว่า พระธรรมกายอันเป็นแหล่ง แห่งความสุข ความบริสุทธิ์ และความรู้แจ้งนั้น มีอยู่ จริงภายในตัวของมนุษย์ทุกคน เผยแผ่วิชชาธรรมกาย : หลังจากรู้เห็นธรรมแล้ว ในครั้งแรกหลวงพ่อ วัดปากน้ำคิดจะปลีกตัวหลีกเร้นไปหาความสงบสงัด ตามป่าเขาหรือในชนบท เช่นเดียวกับพระภิกษุที่ใฝ่ใจ ในการปฏิบัติสมัยนั้น แต่เมื่อนึกถึงเพื่อนมนุษย์ที่ยังตก ทุกข์ ไร้ที่พึ่งอีกเป็นจำนวนมาก ท่านจึงคิดจะสอนเพื่อ สงเคราะห์เพื่อนมนุษย์ ตามอัธยาศัยที่รักการบำเพ็ญ ประโยชน์อันเป็นปกติวิสัยของท่าน ครั้นออกพรรษา รับกฐินแล้ว ท่านจึงเดินทางไปปฏิบัติ ธรรมและสอนที่วัดบางปลา ตำบลบางเลน นครปฐม เวลาผ่านไปราว ๔ เดือน ก็มีพระภิกษุปฏิบัติได้ เป็นพยานในการบรรลุธรรมจำนวน ๓ รูป และ ฆราวาสอีก ๔ คน การสอนครั้งนี้นับเป็นจุดเริ่มต้น ของการเผยแผ่วิชชาธรรมกาย ต่อมาท่านได้เดินธุดงค์ไปสอนในที่ต่าง ๆ อีกหลายแห่ง มีประชาชนมาศึกษาธรรมปฏิบัติกันเป็นจำนวนมาก และต่างได้รับผลดีตามกำลังแห่งการปฏิบัติของตน ๆ เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ : ในราวกลางปีพ.ศ. ๒๕๐๑” ท่านได้รับการแต่ง ตั้งให้เป็นเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ จึงเดินทางออก จากวัดพระเชตุพนฯ มาจำพรรษาที่วัดปากน้ำ ซึ่งใน ขณะนั้นมีสภาพกึ่งวัดร้าง ควรปรับปรุงแก้ไขให้เรียบร้อย พัฒนาวัด-พัฒนาคน : ในระยะแรก การบริหารและพัฒนาวัดไม่ราบ รื่นนัก เนื่องจากพระเก่าและชาวบ้านที่นั่นมีอัธยาศัย เป็นนักเลง ปกครองดูแลได้ยาก แต่ท่านก็มิได้ย่อท้อ เร่งรัดกวดขันพระภิกษุสามเณรให้ประพฤติถูกต้องตาม พระธรรมวินัย และเปิดสอนธรรมปฏิบัติแก่พระภิกษุ สามเณร อุบาสก อุบาสิกา และประชาชนทั่วไป อย่าง จริงจัง เมื่อมีประชาชนมาปฏิบัติธรรมได้รับผลดีเป็น จำนวนมาก และต่างเล่าขานกันต่อไปในวงกว้าง ชื่อของ ท่านจึงเป็นที่รู้จักนนาม “หลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ” ต่อมา ท่านได้ตั้งโรงเรียนราษฎร์สำหรับวัดขึ้น เพื่อ อนุเคราะห์ให้เด็กชาวบ้านในละแวกนั้นได้รับการศึกษา โดยไม่ต้องเสียค่าเล่าเรียน ทั้งนี้ ได้รับความช่วยเหลือ จากผู้มีจิตศรัทธาจำนวนมาก อีกทั้งทางกรมกำรอำเภอ ก็ส่งเสริม ทำให้กิจการของโรงเรียนดำเนินไปได้ด้วยดี จำนวนนักเรียนจึงเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จากจำนวนสิบเป็น สามร้อย ทำให้ชาวบ้านแถบนั้นชาบซึ้งในอุปการคุณ ของท่านที่ทำให้ลูกหลานของตนได้เล่าเรียน ในเวลา ต่อมา เมื่อทางราชการดำเนินการจัดตั้งโรงเรียน อย่างทั่วถึง ตาม พรบ.ประถมศึกษา ท่านจึงยกเลิก งานด้านนี้ไป หันมาจัดการศึกษานักธรรมและบาลีแทน โดยเหตุที่ท่านมีอัธยาศัยของนักพัฒนา ชอบความเจริญ ก้าวหน้าและการทำตนให้เป็นประโยชน์ ดังที่ท่านมัก กล่าวว่า “อยู่ที่ไหน ก็ให้ทาน บริจาคทานเรื่อยไป ไม่ ทำอะไรก็สอนหนังสือหนังหา สงเคราะห์อนุเคราะห์กุล บุตร” ดังนั้น ไม่ว่าจะไปอยู่ที่ใด ท่านจึงมักริเริ่ม พัฒนาที่นั้น ๆ ให้ดีขึ้น ไม่ยอมให้ถอยหลัง บำเพ็ญตน เป็นประโยชน์อย่างเต็มที่เท่าที่จะทำได้ เมื่อมาอยู่ที่วัด ปากน้ำ ท่านก็ทำหน้าที่ของเจ้าอาวาสอย่างดีที่สุด ปรับ ปรุงพัฒนาวัดให้เจริญรุ่งเรืองอย่างเต็มที่เต็มกำลัง ในการพัฒนาวัดของหลวงพ่อวัดปากน้ำนั้น ท่านให้ ความสำคัญแก่การสร้างคนเป็นอันดับแรก ส่วนการ ก่อสร้างเสนาสนะ หรือสิ่งอำนวยความสะดวกอื่น ๆ ล้วนเป็นไปเพื่อสนับสนุนงานในการสร้างคนทั้งสิ้น แนวทางในการสร้างคนของท่าน คือ ให้การศึกษาเพื่อ เพิ่มพูนความรู้พัฒนาสติปัญญา ควบคู่ไปกับการ พัฒนาจิตใจโดยการเจริญสมาธิภาวนา และการฝึกฝน อบรมตนเองตามพระธรรมวินัย ด้านการศึกษา : ท่านจัดให้มีการเรียนการสอนนักธรรมและบาลีประจำ สำนัก จัดหาครูให้ และยังสร้างโรงเรียนถาวร เป็นอาคาร ๓ ชั้น จุนักเรียนได้ถึง ๑,๐๐๐ คน มีห้องน้ำ ห้องสุขา ประจำแต่ละชั้น มีเครื่องตกแต่งอาคารครบถ้วน และ มีอุปกรณ์การศึกษาบริบูรณ์ นับเป็นอาคารที่ทันสมัย ในยุคนั้น นอกจากนี้ชั้นบนของอาคารโรงเรียนดังกล่าว ยังจัดเป็นห้องโถงสำหรับปฏิบัติพระกรรมฐานอีกด้วย เมื่อสร้างเสร็จแล้ว อาคารโรงเรียนหลังนี้ ได้เป็น ประโยชน์แก่คณะสงฆ์เป็นอย่างมาก โดยใช้เป็นสนาม สอบนักธรรมรวมสำหรับอำเภอภาษีเจริญเป็นประจำ ทุกปียิ่งไปกว่านั้น ในช่วงเวลาแห่งการสอบ ท่านยัง จัดเลี้ยงภัตตาหารเพลแก่พระภิกษุสามเณรนักเรียนด้วย นับเป็นกำรอำนวยความสะดวกแก่นักเรียนได้อย่างดียิ่ง งานในด้านการศึกษานี้หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านมอบ หมายให้ศิษย์ที่มีความชำนาญในฝ่ายปริยัติเป็นผู้ ดำเนินการ ด้านการเผยแผ่ : ทุกวันพระและวันอาทิตย์ ท่านจะแสดงพระ ธรรมเทศนาแก่ประชาชนทั่วไปด้วยตนเองเป็นประจำ และทุกวันพฤหัสบดี เวลา ๑๔.๐๐ น. จะสอนการทำ สมาธิแก่พระภิกษุ สามเณร อุบาสก อุบาสิกา ทัรงผู้ที่อยู่ ในวัดปากน้ำ ผู้ที่มาจากต่างจัด รวมไปถึงประชาชน ทั่วไป พระธรรมเทศนาของหลวงพ่อวัดปากน้ำนั้น ชัดเจน แจ่มแจ้งและมีรสชาติ โดยเหตุที่ท่านมีความชำนาญทั้ง ในภาคปริยัติและภาคปฏิบัติอีกทั้งยังรู้แจ้งเห็นจริงใน ธรรมด้วยตนเองอย่างแจ่มชัด ในเวลาแสดงธรรม ท่าน จึงมักยกพระบาลีพุทธพจน์ขึ้นแสดงก่อน แปลให้ได้ใจ ความที่ถูกต้อง แล้วจึงขยายความชี้แนวปฏิบัติอย่าง ชัดเจน ทำให้ปฏิบัติตามได้ง่าย การแสดงธรรมของ ท่าน จึงเป็นการแสดงธรรมที่มีอรรถรส ชวนให้ปฏิบัติ ตามยิ่งนัก ด้วยเหตุดังกล่าว จึงมีผู้มาฝึกธรรมปฏิบัติ กับท่านและได้รับผลดีของการปฏิบัติเป็นจำนวนมาก รวมนับได้เป็นเรือนแสน ด้านความเป็นอยู่ : ในเรื่องความเป็นอยู่และการฝึกฝนอบรมสมาชิกใน วัด พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำได้ให้การอบรม สั่งสอนและดูแลพระภิกษุสามเณรอย่างใกล้ชิด โดยนำ พระภิกษุสามเณรทำวัตรในอุโบสถ พร้อมกับให้โอวาท เป็นประจำทุกวัน ทั้งเช้าและเย็น ให้สร้างกุฏิที่พัก สำหรับพระภิกษุสามเณรอย่างเพียงพอ และมีเครื่อง อำนวยความสะดวกตามควร พอเหมาะพอสมแก่ภาวะ ของนักบวช นอกจากนี้ท่านยังให้ตั้งโรงครัวของวัด ขึ้น รับภาระในการดูแลอาหารการขบฉันของพระภิกษุ สามเณรทั้งวัดไม่ให้ลำบาก จะได้มีเวลาศึกษาและ ปฏิบัติธรรมอย่างเต็มที่ด้วยเหตุนี้เอง วัดปากน้ำใน สมัยนั้นจึงมีพระภิกษุสามเณรเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จากเดิมที่มีกันอยู่เพียง ๒๐-๓๐ รูป จนเป็น ๕๐๐ รูป เศษ ในปีที่ท่านมรณภาพ หลวงพ่อวัดปากน้ำใช้เวลาในชีวิตของท่านอย่างคุ้มค่ายิ่ง โดยปกติท่านจะไม่ยอมออกไปไหนนอกวัดเลย เว้นไว้ แต่มีกิจจำเป็นของสงฆ์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้หากมีใคร นิมนต์ท่านไปสวดมนต์ฉันเพล ท่านมักขอให้พระภิกษุ รูปอื่นไปแทน แม้จำเป็นต้องออกไปด้วยเหตุหนึ่งเหตุใด ท่านก็จะไปเพียงชั่วครู่แล้วรีบกลับมา การออกรับแขกของท่านก็เป็นเวลา คือ หลังฉันเพล และในเวลา ๑๗.๐๐ น. ครั้งละ ๑ ชั่วโมงเท่านั้น เวลา นอกเหนือจากนี้ท่านจะใช้ในการทำกิจภาวนาทั้งกลาง วันและกลางคืน การทำกิจภาวนา : งานปฏิบัติสมาธิ เจริญภาวนา ถือเป็นงาน ใหญ่ที่สุดในชีวิตของหลวงพ่อวัดปากน้ำ เป็นงานที่ท่าน ให้ความสำคัญและให้เวลามากที่สุด ทุกวันท่านจะ บำเพ็ญกิจภาวนาในสถานที่ที่จัดไว้เฉพาะ ซึ่งเรียกว่า “โรงงานทำวิชชา” พร้อมกับพระภิกษุ สามเณร และ อุบาสิกาที่มีหน้าที่ทำกิจภาวนา เป็นการทำงานทางใจ ที่มีเป้าหมายในการกำจัดกิเลสอาสวะ อันเป็นเหตุแห่ง ความทุกข์ ความเบียดเบียนให้หมดลิ้นไป ควบคู่ไปกับ การช่วยแก้ไขความทุกข์ยากเดือดร้อนของเพื่อนมนุษย์ ในใจของพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ มีเป้าหมาย เพียงประการเดียว คือ การขจัดต้นเหตุแห่งกิเลสอาสวะ ที่บังคับบัญชามนุษย์และสรรพสัตว์ ให้คิด พูด และทำ ในสิ่งที่ไม่ดีซึ่งทำให้ต้องเวียนว่ายตายเกิด ทนทุกข์ ทรมาน รับผลของบาปกรรมอยู่รำไป หากขจัดต้นเหตุ ดังกล่าวให้หมดสิ้นไปได้เมื่อใด เมื่อนั้นการเบียดเบียน ทำร้ายกันก็จะหมดลิ้นไป โลกจะมีแต่ความสุขและ ความดีงามบังเกิดขึ้น และนั้นคือ “สันติภาพของโลก” ที่แท้จริง ด้วยเหตุนี้ตลอดชีวิตของท่านจึงทุ่มเทให้กับ การบำเพ็ญภาวนา ศึกษาค้นคว้า และเผยแผ่วิชชา ธรรมกาย ด้วยเป้าหมายอันบริสุทธิ์ โดยมิได้คำนึงถึง อุปสรรคใด ๆ ปฏิปทาอันบริสุทธิ์และการฝึกฝนตนเองอย่างเอาชีวิต เป็นเดิมพันของหลวงพ่อวัดปากน้ำ จึงเป็นที่มาแห่ง ความเป็นผู้ทรงอานุภาพ ทรงคุณธรรมและคุณวิเศษที่ น่าอัศจรรย์ใจ อันเป็นกระแสดึงดูดผู้มีศรัทธาและผู้ไฝ่ ธรรมทั้งหลายให้เข้ามาศึกษาและปฏิบัติตาม ระลอก แล้วระลอกเล่าอย่างไม่ขาดสาย ดังเป็นที่กล่าวขาน ของปวงชนมาจวบจนปัจจุบัน สานต่อปณิธาน :เพื่อให้วิชชาธรรมกายอันเป็นแก่นของพระพุทธศาสนานี้ ได้เผยแผ่กว้างไกล นำสันติสุขและความร่มเย็นไปสู่ ชาวโลกได้อย่างทั่วถึง ดังนั้น ในปีพ.ศ. ๒๔๙๒ พระ เดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำจึงมอบหมายคุณครูฉลวย สมบัติสุข ศิษย์ในฝ่ายปฏิบัติธรรมท่านหนึ่งซึ่งมีความรู้ ในการเขียนหนังสือเป็นอย่างดี ให้เรียบเรียงหลักการ ปฏิบัติธรรมวิชชาธรรมกายไว้ โดยให้ชื่อว่า "คู่มือ สมภาร" ด้วยเห็นว่าเป็นเรื่องที่ผู้เป็นสมภาร หรือ เจ้า อาวาส ผู้ปกครองวัดต่าง ๆ ควรรู้และปฏิบัติให้ได้จริง ทั้งปฏิบัติด้วยตนเอง และแนะนำสั่งสอนญาติโยม สาธุชนให้ปฏิบัติธรรมตามไปด้วยได้ ยิ่งกว่านั้น ในปีพ.ศ.๒๔๙๘ ท่านได้เรียกประชุมศิษย์ ทั้งหมด พร้อมทั้งปรารภว่า อีก ๕ ปีท่านจะมรณภาพ ให้ทุกคนช่วยกันเผยแผ่วิชชาธรรมกายไปทั่วโลกให้ได้ เพราะวิชชานี้เป็นแก่นแท้ของชีวิต สามารถช่วยคนทั้ง โลกให้หลุดพันจากห้วงทุกข์แห่งการเวียนว่ายตายเกิด และนำพาสันติสุขมาสู่โลกได้จริง ด้วยคำปรารภดังกล่าว ภายหลังจากที่หลวงพ่อวัด ปากน้ำมรณภาพ ในปีพ.ศ. ๒๕๐๒ แล้ว คุณยายอาจารย์ มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ซึ่งเป็นศิษย์เอก ท่านหนึ่งของหลวงพ่อวัดปากน้ำ ในฝ่ายธรรมปฏิบัติ ได้ใช้เวลาทั้งชีวิตของท่านในการเผยแผ่วิชชาธรรมกาย จนเป็นที่มาของการก่อเกิดวัดพระธรรมกาย บุญ สถานเพื่อการปฏิบัติธรรมในวันนี้ คุณยายอาจารย์ มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ผู้ให้กำเนิดวัดพระธรรมกาย ประวัติย่อ คุณยายอาจารย์ มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ผู้ให้กำเนิดวัดพระธรรมกาย คุณยายอาจารย์ มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง เกิดเมื่อวันขึ้น ๑๐ ค่ำ เดือนยี่ ปีระกา (ตรงกับวันที่ ๒๐ มกราคม) พ.ศ. ๒๔๕๒ ในครอบครัวชาวนา ที่ อำเภอนครชัยศรีจังหวัดนครปฐม เป็นลูกคนที่ ๕ ในจำนวนพี่น้อง ๙ คน ของพ่อพลอย และแม่พัน ขนนกยูง ชีวิตในวัยเด็ก : คุณยายเป็นคนอดทน และขยันมาก ทั้งช่วยพ่อแม่ ดูแลงานบ้าน และเป็นเรี่ยวแรงหลักในการทำนา จากบ้าน : ในราวปีพ.ศ. ๒๔๗๘ เมื่อคุณยายอายุ ๒๖ ปีท่าน ตัดสินใจออกจากบ้าน เดินทางเข้ากรุงเทพฯ เพื่อ หาช่องทางไปฝึกสมาธิที่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ เพราะต้องการตามไปขอขมาพ่อที่ล่วงลับไปแล้ว จะได้พันจากสิ่งที่พ่อเคยแช่งไว้ตั้งแต่คุณยายยังเป็น เด็กว่า ให้หูหนวก ๕๐๐ ชาติ พบครูคนแรก : คุณยายได้พบและฝึกสมาธิกับคุณยายทองสุก สำแดงปั้น ซึ่งเป็นครูสอนสมาธิจากวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ จนได้เข้าถึงพระธรรมกาย แล้วใช้วิชชาธรรมกาย ตามหาพ่อ ได้ขอขมาพ่อดังที่ตั้งใจไว้ และช่วยพ่อ ให้ขึ้นจากนรกได้ พบหลวงพ่อวัดปากน้ำ : ประมาณปีพ.ศ. ๒๔๘๑ เมื่อคุณยายอายุ ๒๙ ปี คุณยายทองสุกได้พาคุณยายไปกราบพระเดช พระคุณพระมงคลเทพมุนี (หลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ) เมื่อหลวงพ่อวัดปากน้ำพบคุณยายครั้ง แรก ท่านก็รับคุณยายเป็นศิษย์ และให้เข้าไปศึกษา วิชชาธรรมกายชั้นสูงในโรงงานทำวิชชาทันที ศึกษาวิชชาธรรมกาย : ด้วยความวิริยะอุตสาหะ และความเป็นคนทำ อะไรทำจริงของคุณยาย ทำให้ท่านศึกษาวิชชา ธรรมกายได้อย่างรวดเร็วและเชี่ยวชาญยิ่ง จนได้ รับความไว้วางใจให้เป็นหัวหน้าเวรในการทำวิชชา และได้รับคำชมจากหลวงพ่อวัดปากน้ำว่า “ลูกจันทร์นี่ หนึ่งไม่มีสอง” สานต่อปณิธาน : ตั้งแต่เข้ามาอยู่ที่วัดปากน้ำ คุณยายทำวิชชาอยู่ใน โรงงานทำวิชชากับหลวงพ่อวัดปากน้ำมาตลอด จนกระทั่งเมื่อหลวงพ่อวัดปากน้ำใกล้จะมรณภาพ ท่านได้มีคำสั่งสุดท้าย ให้ศิษย์ทุกคนช่วยกันเผยแผ่ วิชชาธรรมกายของพระพุทธองค์ไปให้ทั่วโลก คุณยายจึงตั้งใจอบรมสั่งสอนธรรมปฏิบัติวิชชาธรรมกายแก่ศิษยานุศิษย์อย่างเต็มที่ตลอดมา ด้วยความเคารพในคำสั่งของครูบาอาจารย์ พบศิษย์เอก : ปลายปีพ.ศ. ๒๕๐๖ พระเดชพระคุณพระราช ภาวนาวิสุทธิ์ (หลวงพ่อธัมมชโย) เจ้าอาวาสวัด พระธรรมกาย ซึ่งในขณะนั้นจบการศึกษาจากโรงเรียน สวนกุหลาบวิทยาลัยและเข้าศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ ได้มาฝึกธรรมปฏิบัติกับคุณยายอย่าง ต่อเนื่อง ท่านเป็นผู้ที่มีความตังใจจริงและรักใน การปฏิบัติธรรมมาก ทั้งยังมีผลการปฏิบัติธรรมที่ดี เยี่ยม คุณยายจึงถ่ายทอดวิชชาธรรมกายที่ศึกษา มาจากหลวงพ่อวัดปากน้ำให้แก่ท่านอย่างเต็มที่ เมื่อเข้าถึงพระรัตนตรัยภายในและได้รับความสุข จากการปฏิบัติธรรม ท่านก็ปรารถนาที่จะให้ผู้อื่นได้ รับความสุขอย่างนั้นบ้าง จึงไปชักชวนเพื่อน ๆ นิสิต ทั้งรุ่นพี่และรุ่นน้องในมหาวิทยาลัยเดียวกันมา ปฏิบัติธรรมกับคุณยายเพิ่มจำนวนมากขึ้น ในปีพ.ศ. ๒๕๑๐ คุณยายได้รวบรวมปัจจัยสร้าง “บ้านธรรมประสิทธิ์” เป็นบ้านหลังเล็ก ๆ ใน บริเวณวัดปากน้ำ ซึ่งมีพื้นที่มากขึ้นกว่าบ้านหลังเดิม เพื่อรองรับผู้มาปฏิบัติธรรมที่เพิ่มขึ้น สร้างวัดพระธรรมกาย : ปีพ.ศ. ๒๕๑๓ เมื่อคุณยายอายุ ๖๑ ปีหลัง จากที่หลวงพ่อธัมมชโยบวชแล้ว มีคนมาปฏิบัติธรรมเพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้บ้านธรรมประสิทธิ์ไม่สามารถรองรับผู้มาปฏิบัติธรรมได้ทั้งหมด คุณยายจึงได้รวบรวมคณะศิษย์มาสร้างสถานปฏิบัติธรรมแห่งใหม่ ให้ชื่อว่า “ศูนย์พุทธจักรปฏิบัติธรรม” ซึ่งในภายหลังได้เปลี่ยนชื่อเป็น “วัดพระธรรมกาย” ปีพ.ศ.๒๕๑๘ เมื่อการสร้างกุฏิที่พักและศาลา ปฏิบัติธรรมสำเร็จไปเป็นส่วนมากแล้ว คุณยายได้ พาคณะศิษย์ย้ายจากบ้านธรรมประสิทธิ์ วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ มาอยู่ที่วัดพระธรรมกาย ท่านทุ่มเททั้งกำลังกาย กำลังใจ และกำลังสติปัญญาในการ สร้างวัดเป็นอย่างมาก เป็นทั้งที่ปรึกษา และเป็นศูนย์รวมใจให้แก่หมู่คณะผู้บุกเบิกให้ทำงานสร้างบารมีร่วมกันอย่างมีความสุข นอกจากนี้คุณยายยัง วางกฎระเบียบ และแนวปฏิบัติต่าง ๆ ภายในวัด อย่างรัดกุมตั้งแต่ต้น ทั้งยังคอยช่วยดูแลเรื่อง ความเป็นอยู่ และความเป็นระเบียบเรียบร้อยของ งานทุกอย่าง ในงานละเอียดคุณยายยังต้องนั่งสมาธิช่วยแก้ไข ทุกข์ของเพื่อนมนุษย์ กลั่นแก้สิ่งที่ไม่ดีให้หมดไปจาก หมู่คณะ และนั่งสมาธิตามสมบัติมาเพื่อใช้สร้างวัด นับเป็นภาระหน้าที่ที่หนักมาก จนคุณยายล้มป่วย อย่างหนัก แต่ด้วยปณิธานอันแน่วแน่ที่จะเผยแผ่วิชชา ธรรมกายตามคำสั่งของหลวงพ่อวัดปากน้ำ ทุกคน ก็ร่วมแรงร่วมใจกันสร้างวัดจนสำเร็จในราวปีพ.ศ. ๒๕๒๘ สร้างแม่พิมพ์ที่ดี : ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ตั้งแต่ยังอยู่ที่วัดปากน้ำจน ได้มาสร้างวัดพระธรรมกาย คุณยายได้ปลูกฝังหมู่ คณะผู้บุกเบิกสร้างวัด ให้รักบุญ รักการสร้างความดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งให้รักการปฏิบัติธรรม และหมั่น ฝึกฝนให้เข้าถึงพระรัตนตรัยภายใน อันเป็นที่พึ่งที่ ระลึกที่แท้จริงของตนเอง และจะยังประโยชน์แก่ ชาวโลกได้ในภายภาคหน้า นอกจากนั้นคุณยายยังเมตตาอบรมสั่งสอนให้ทุกคน ได้รู้จักการครองตน ให้อยู่ในเส้นทางการสร้างบารมี อย่างมั่นคง มีความสุขและบริสุทธิ์บริบูรณ์ยิ่ง ๆ ขึ้น ไป อีกทั้งยังได้ให้คำแนะนำในงานหยาบต่าง ๆ ด้วย เช่น สอนการดูแลความสะอาดเสนาสนะ การใช้ สมบัติพระศาสนาให้คุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด เป็นต้น นับเป็นการสร้างแม่พิมพ์ที่ดีไว้เป็นแบบอย่างใน พระพุทธศาสนา เพราะคณะผู้บุกเบิกสร้างวัดในยุค นั้น ต่างทยอยบวชอุทิศชีวิตเป็นพระภิกษุ และ ให้การอบรม สร้างทายาททางธรรมที่สมบูรณ์แบบ เพื่อเผยแผ่ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ต่อเนื่องมาอย่างไม่ขาดสายจนถึงปัจจุบัน ขยายพื้นที่สร้างวัด : ภารกิจสำคัญที่หลวงพ่อธัมมชโย คุณยาย และ หมู่คณะรุ่นบุกเบิกได้ทำตลอดมา ควบคู่กับการสร้าง วัดตั้งแต่แรกเริ่ม คือ การอบรมสั่งสอน ปลูกฝัง ศีลธรรมทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติให้แก่เยาวชน และประชาชนทั่วไป เมื่ออบรมปลูกฝังศีลธรรมมากเข้า ผู้เข้าอบรมต่าง เห็นคุณค่าของธรรมะด้วยตนเอง จึงซักชวนญาติมิตร มาปฏิบัติธรรมเพิ่มมากขึ้น จนกระทั่งพื้นที่ ๑๓๐ ไร่ ไม่เพียงพอที่จะรองรับ จึงต้องขยายพื้นที่สร้างวัด ออกมาอีก ๒,๐๐๐ ไร่ และยังได้สร้างปูชนียสถานที่ สำคัญ คือ มหาธรรมกายเจดีย์ สภาธรรมกายสากล และมหาวิหารพระมงคลเทพมูนี เพื่อเป็นศูนย์รวมใจ และเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมที่สามารถรองรับผู้มา ปฏิบัติธรรมจำนวนมากที่หลังไหลมาอย่างไม่ขาดสาย ปัจจุบัน “วัดพระธรรมกาย” ปรากฏเด่น สง่างาม บนผืนแผ่นดินนี้ เป็นศูนย์กลางในการปฏิบัติธรรม ของพุทธศาสนิกชนทั่วประเทศ และยังเป็นศูนย์ รวมการปฏิบัติธรรมในวันสำคัญทางพระพุทธ ศาสนาสำหรับชาวพุทธทั่วโลก เพราะความทุ่มเท สร้างสรรค์งานของพระเดชพระคุณพระราชภาวนาวิสุทธิ์ (หลวงพ่อธัมมชโย) และด้วยความร่วมแรง ร่วมใจของคณะพระภิกษุ สามเณร อุบาสก อุบาสิกา และสาธุชนผู้ใจบุญทุกท่าน โดยมีบุคคลสำคัญยิ่งที่ อยู่เบื้องหลังความสำเร็จทั้งมวลของวัดพระธรรมกาย คือคุณยายอาจารย์ มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง