คำนำ ทองคำ.. เป็นสิ่งหายาก แต่ผู้มีหัวใจทองคำ บอกว่า "ไม่ยาก" ดังเรื่องราวดีๆ ที่ได้รวบรวมเอาไว้ เพื่อเป็นกำลังใจให้กับ ผู้กำลังเติมทองคำ... ให้เต็มหัวใจ ด้วยความจริงใจ ร.ลิ่วเฉลิมวงศ์ สารบัญ ความยิ่งใหญ่..ของหลวงปู่วัดปากน้ำ ๕ จุดเปลี่ยนชีวิต..ผู้มีหัวใจทองคำ ๙ แผงลอยขายถุง..หัวใจทองคำ ๑๙ ครอบครัวของเรา..หัวใจทองคำ ๒๗ ฝ่าวิกฤตชีวิตได้ด้วย..หัวใจทองคำ ๓๓ ผู้ช่วยคุณครูไม่ใหญ่..หัวใจทองคำ ๔๐ หลานหลวงปู่..หัวใจทองคำ ๕๐ ทำไม..ต้องหล่อรูปเหมือนหลวงปู่ด้วยทองคำ ๖๔ ความยาก ๗ ประการกับโอกาสที่มาถึง ๖๙ ข้อแตกต่าง ระหว่างการส่งผลของบุญที่ทำทันที แต่ทยอยทำไปเรื่อยๆ จนครบ กับรอให้มีเงินครบก่อน แล้วค่อยทำบุญทีเดียว อานิสงส์ของการหล่อพระด้วยทองคำ ๗๑ ความยิ่งใหญ่.. ของ หลวงปู่วัดปากน้ำ บนโลกใบนี้ มีบุคคลผู้สร้างคุณประโยชน์ต่อมวลมนุษย์อยู่มากมาย และเราก็เป็นคนหนึ่งที่เป็นหนี้บุญคุณบุคคลเหล่านั้นอยู่ไม่น้อย ..เฟลมมิง ผู้ค้นพบยาเพนนิซิลิน มาดามแมรี คูรี ผู้ค้นพบเรเดียมที่ใช้รักษามะเร็ง พี่น้องตระกูลไรท์ ผู้คิดค้นเครื่องบิน อลัน เทอริง ผู้ค้นพบคอมพิวเตอร์ หรือแม้แต่นักวิทยาศาสตร์ที่มีความเป็นอัจฉริยะระดับโลกอย่างนิวตัน และไอน์สไตน์ เพราะถ้าไม่มีพวกเขา เราก็อาจไม่มีตึกสูงๆ ไม่มีเส้นใยนำแสง เครื่องจักรกลอำนวยความสะดวก รถยนต์ เครื่องชักผ้า เครื่องปั่นน้ำผลไม้ ฯลฯ บุคคลเหล่านี้ ล้วนคิดเพื่อให้เรามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นไม่ต้องอยู่ในถ้ำ ก่อไฟแบบเดิมๆ ทำให้เรามีชีวิตที่แสนจะสะดวกสบาย แต่ทำไมความสะดวกสบายที่มีมากขึ้น ไม่เคยช่วยให้ความทุกข์ในวัฏสงสารลดน้อยถอยลงเลย อีกทั้งความทุกข์ยังคงอยู่กับเรา และเกิดขึ้นๆ อย่างไม่มีวันสิ้นสุด ถ้าหากมีใครสักคนค้นพบวิธีหนีออกจากความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตายได้ เพื่อให้เราไม่ต้องทุกข์อีก เพื่อให้เราไม่ต้องเกิดแก่เจ็บตาย บุคคลนี้จะมีคุณอนันต์กับโลกใบนี้สักเพียงไร แต่ทว่า ๒,๕๐๐ กว่าปีมานี้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงค้นพบหนทางแห่งการดับทุกข์ ทำให้คนที่เกิดในยุคนั้นจำนวนหนึ่งสามารถบรรลุมรรคผลนิพานตามท่าน โดยไม่ต้องกลับมาเกิด แก่ เจ็บ ตาย ไม่ต้องมาใช้เทคโนโลยีที่สะดวกสบายบนความทุกข์อีก แต่หลังจากที่พระองค์ปรินิพพานไปแล้ว ๕๐๐ ปี สิ่งที่พระองค์ทรงค้นพบ คือ วิชชาธรรมกาย ที่ทำให้มนุษย์ยุคนั้นนิพพานตามพระองค์ ก็ได้เลือนหายไป จนกระทั่งมีภิกษุรูปหนึ่งเอาชีวิตเป็นเดิมพัน มุ่งมั่นต่อธรรมปฏิบัติ จนกระทั่งค้นพบวิชชาธรรมกายที่หายสาบสูญไปขึ้นมาใหม่ และได้พร่ำสอนมนุษย์ให้เข้าถึงหลักแห่งการพ้นทุกข์ ภิกษุรูปนี้มีใจปรารถนา ไม่ใช่เพื่อจะไปนิพพานเพียงคนเดียว หรือช่วยสรรพสัตว์ไปเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น แต่ท่านได้ตั้งมโนปณิธานอันยิ่งใหญ่ไว้ว่าจะขอขนสรรพสัตว์ไปให้หมดทั้งภพ ๓ ทุกภพ ทุกจักรวาล และขอเข้านิพพานเป็นคนสุดท้าย นี่แหละ..คือความยิ่งใหญ่ของท่าน ที่ทำให้คนเคารพบูชาศรัทธาท่าน และสามารถเอาชีวิตเป็นเดิมพันทำเพื่อท่านได้... จุดเปลี่ยนชีวิต.. ผู้มีหัวใจทองคำ เธอเป็นตัวแทน "คนเคยจน" ที่แหวนทองวงเล็ก ๆ วงหนึ่ง เปลี่ยนชีวิตเธอให้รวย และพรั่งพร้อมทุกสิ่ง... คุณวิภาวรรณ ชมเชย เจ้าของกิจการร้านขายยา เจดีฟาร์มาซี ..กระแสดึงดูดบางอย่าง ทำให้ทางทีมงานขับรถมาจนถึงร้านขายยาแห่งหนึ่งแถวพัทยาใต้ ข้าง 7-eleven เพราะสะดุดใจกับความสำเร็จอันล้นเหลือที่เกิดขึ้นกับชีวิตของเธอผู้นี้ วิภาวรรณ ชมเชย เจ้าของกิจการร้านขายยา เจดีฟาร์มาซี ผู้เคยทุกข์บนความไม่มีมาก่อน... "..คนที่มีชีวิตหาเช้ากินค่ำ ยังดีกว่าสภาพของเราในตอนนั้นเพราะเขายังมีอาชีพ มีงานทำ แต่เราตกงาน ไม่มีเงิน ไม่มีมรดกตกทอดอะไรจากใครทั้งนั้น เราเริ่มต้นชีวิตคู่กับสามีด้วยความลำบาก ต้องกระเบียดกระเสียรประหยัดทุกอย่าง จนกระทั่งได้มาอ่านเจอหน้าหลังของหนังสือพิมพ์ไทยรัฐฉบับหนึ่งในช่วงปี พ.ศ. ๒๕๓๓ ที่เชิญชวนหล่อหลวงปู่วัดปากน้ำด้วยทองคำองค์แรก ตอนนั้นเกิดความรู้สึกอยากทำบุญนี้มากๆ แต่เงินที่จะซื้อข้าวกินไปวันๆ ในภาวะตกงานแบบนี้ ยังไม่ค่อยจะมีเลย แต่หากเราไม่ทำตอนนี้ ถ้าวัดเขาหล่อเสร็จแล้ว แม้ต่อไปมีเงินมีทองมากกว่านี้ร้อยเท่าก็หมดโอกาสทำแล้ว แล้วอีกอย่างเราก็ยังไม่เคยมีโอกาสทำบุญอะไรใหญ่ๆ กับเขาเลย ด้วยความคิดนี้ จึงทำให้ตัดใจปลดสร้อยคอหนัก ๒ สลึง ที่ไว้ห้อยพระติดตัว ส่งมาทำบุญที่วัด ทั้งๆ ที่ยังไม่รู้จักวัดพระธรรมกายเลย จนกระทั่งทางวัดได้ส่งใบอนุโมทนาบัตรกลับไปให้ ทำให้เราชวนสามีต่อรถมาจากต่างจังหวัด เพื่อมาวัดพระธรรมกาย มาร่วมพิธีในวันหล่อหลวงปู่ นั่น..ก็เป็นครั้งแรกในชีวิตที่เราได้มาวัดพระธรรมกาย พอมาถึงรู้สึกทึ่งมาก เพราะไม่เคยเห็นคนมาร่วมทำบุญกันมากมายมหาศาลอะไรขนาดนี้ อีกทั้งยังสงบ ศักดิ์สิทธิ์ รู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก จนอยู่ๆ น้ำตามันไหลออกมาเอง และขณะนั้น.. ความคิดก็แว็บขึ้นมาทันทีว่า เรายังทำบุญไม่พอ เราอยากจะทำบุญอีก ประจวบกับเห็นพระท่านถือบาตรมา เราจึงรีบถอดแหวนแต่งงานที่เรารัก และมีค่าต่อความรู้สึกเราที่สุด เป็นแหวน ทองเกลี้ยงหนัก ๑ บาท ซึ่งเป็นสมบัติชิ้นสุดท้ายในชีวิตแล้ว ขณะแหวนเลื่อนออกจากนิ้ว น้ำตาแห่งความปีติก็ไหลออกมาอีกครั้ง เกิดความรู้สึกดีใจอย่างบอกไม่ถูก ว่าสมบัติของคนจนๆ อย่างเราจะกลายเป็นสิ่งที่มีค่าสูงสุดที่ทำให้คนเขากราบไหว้กันแล้ว เราจึงอธิษฐานในขณะที่หย่อนแหวนลงในบาตรพระว่า นี่เป็นสมบัติชิ้นสุดท้ายของลูกที่มีอยู่แล้ว แต่ลูกปรารถนาให้ทองของลูกหลอมเป็นเนื้อเดียวกับองค์หลวงปู่ตลอดไป นับจากนี้ไป.. ขอให้ลูกมีชีวิตที่ดีขึ้น มีอาชีพที่มั่นคง มีทุกอย่างพร้อมบริบูรณ์อย่างที่คนรวยเขามี สามารถเลี้ยงพ่อเลี้ยงแม่ได้...ซึ่งก็แปลก..ว่าทำไมเราไม่มีความรู้สึกเสียดายเลย ทั้งๆ ที่ก็เพิ่งมาวัดครั้งแรก ธรรมะอะไรก็ไม่รู้ทั้งนั้นหนำซ้ำตั้งแต่เกิดมาเคยทำบุญมากสุดก็แค่ ๕๐ บาท ๑๐๐ บาทเท่านั้น แต่ขณะนั้นมันอิ่มใจอย่างบอกไม่ถูก ทั้งๆ ที่ตอนนั้นเราสองสามีภรรยามีเงินติดกระเป๋าเพื่อต่อรถกลับบ้านกันแค่ ๑๐๐ กว่าบาท ซึ่งพอถึงบ้านเงินเราก็เกลี้ยงกระเป๋าพอดี หลังจากนั้นไม่นาน ประมาณ ๑ เดือนต่อมา อยู่ๆ พี่ชายของสามีก็มายกร้านขายยาให้ บอกว่ากิจการมันไปไม่ไหวแล้ว แต่ต้องใช้หนี้แทนเขาด้วยประมาณ ๓ ล้านบาท อีกทั้งยังต้องรับภาระผ่อนจำนองอีก ๕๐,๐๐๐ บาทต่อเดือน นานถึง ๑ ปี แต่เราก็ตัดสินใจรับมา ซึ่งก็ตอบตัวเองไม่ได้เหมือนกันว่า..ทำไมถึงกล้าตัดสินใจรับมา ทั้งๆ ที่เราจะต้องกลายเป็นคนมีหนี้สินท่วมหัวขึ้นทันที เพราะเงินเกือบ ๔ ล้านเมื่อ ๑๓ ก่อนถือว่าเยอะมากๆ แต่เราก็กลับมีความรู้สึกลึกๆ ในใจว่า ร้านนี้แหละ..จะเปลี่ยนเราจากสภาพคนจนให้เป็นคนรวย นับจากรับร้านมา เราลำบากสุดๆ เลย ทำงานแบบไม่ได้หยุดได้หย่อนจนแทบไม่มีเวลาพัก เพราะต้องสร้างความน่าเชื่อถือให้กับร้านขายยาแห่งนี้ใหม่หมด ยอมเหนื่อยที่สุด เพื่อให้มีรายได้มาเคลียร์ปัญหาหนี้สิน แต่เหนื่อยแค่ไหนเราก็มีที่พึ่งทางใจ เพราะเราได้เริ่มเข้าวัดพระธรรมกายแล้ว พอเราไปวัดครั้งหนึ่ง ก็จะซื้อเทปธรรมะของหลวงพ่อมาฟังตลอด เราทำตามที่ท่านสอน คือทำทานทุกวัน ทำบุญทุกบุญตามอย่างท่านไม่เคยขาดเลย พอได้เงินมา เราก็แบ่งเงินไว้ใช้หนี้ส่วนหนึ่ง แบ่งไว้ใช้ส่วนหนึ่ง แบ่งไว้ทำบุญส่วนหนึ่ง และที่ได้ทำทุกวันไม่เคยขาดเลย วันละหลายๆ ครั้ง คือ การอธิษฐานขอกับหลวงปู่ เราตื่นมาเปิดร้านทุกเช้า จะสวดมนต์ แล้วอธิษฐานขอหลวงปู่เลยว่า ขอให้ขายได้วันละเป็นแสน เป็นล้านนะคะ ดูเหมือนเราเวอร์ และอธิษฐานในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ แต่ด้วยบุญที่ทำและศรัทธาที่มีต่อหลวงปู่ ทำให้เกิดความมั่นใจลึกๆ อย่างบอกไม่ถูก จนมีเหตุให้เงินล้านเข้ามาอยู่ในมือเราจนได้ และไม่ว่าเราจะเจอมรสุมชีวิตหนักขนาดไหน เราก็รอดมาได้ทุกครั้งแม้ในสถานการณ์ที่ไม่น่าจะรอด จนเรามั่นใจในอานุภาพของท่าน จากการที่เราอธิษฐาน และทำบุญถี่ๆ นี่เอง ทำให้รายได้เข้ามาเยอะมาก เราได้เอาเงินไปซื้ออสังหาริมทรัพย์เพื่อขายต่อและได้กำไรมากจนไม่อยากเชื่อ ทำให้สามารถทยอยใช้หนี้เก่าได้หมด และมีเงินขยายร้านขายยาได้ ๒ ปี ต่อ ๑ ร้าน จนปัจจุบันเรามีร้านขายยาถึง ๕ ร้านแล้ว ยังไม่รวมอสังหาริมทรัพย์อื่นๆ จนกระทั่งครั้งล่าสุด ก็ได้ตัดสินใจทำบุญมากที่สุดตั้งแต่เข้าวัดมา คือ ทำบุญหลังคามหารัตนวิหารคดไป ๑ โมดูลจนเงินเราหมดจริงๆ แต่หลังจากทำไปแล้ว ก็มีเหตุอัศจรรย์ที่ทำให้ได้ร้านขายยาร้านที่ ๕ มา และหลังจากนั้นไม่นานก็ทราบว่าจะมีการหล่อหลวงปู่อีก แต่ก็ไม่รู้ว่าจะเอาเงินมาจากทางไหน เพราะเงินหมดแล้ว แต่เราก็ไม่เคยท้อในเรื่องการทำบุญที่เกี่ยวข้องกับหลวงปู่เลย เพราะที่เรามีทุกสิ่งในตอนนี้ก็เพราะเราทำบุญที่เกี่ยวกับท่านมาโดยตลอด ใจมันจึงบอกตัวเองว่า จะทำบุญทองกับท่านสัก ๑ กิโลทอง และหลังจากนั้นไม่นานนัก ก็มีเจ้าหน้าที่ธนาคารโทรศัพท์มาหาว่า ที่เราเคยกู้แบงก์ไปซื้อตึก ๑.๖ ล้านบาท ตามสัญญามีเวลาในการผ่อนใช้ให้หมดภายใน ๒๐ ปี แต่เนื่องจากรายได้เราเข้ามาเยอะมาก จนสามารถผ่อนชำระได้ครบภายในระยะเวลาแค่ ๒ ปีเท่านั้นทำให้แบงก์เป็นผู้เสียหาย คือจะไม่ได้รับประโยชน์จากดอกเบี้ยเงินกู้ตามระยะเวลาที่ได้ทำสัญญากันไว้ ซึ่งเท่ากับเราทำผิดสัญญาโดยที่เราไม่รู้ ดังนั้น เราจึงต้องเสียค่าปรับ ๓% ของเงินกู้ ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้นจริง เราก็ต้องเสียเงินฟรีๆ เป็นจำนวนมาก เจ้าหน้าที่ธนาคารเขาก็แนะนำว่า ถ้าพี่ไม่อยากเสีย ๓% ให้กู้เพิ่มอีกล้านได้ไหม และให้ผ่อนชำระประมาณเดือนละหมื่นกว่าบาทก็พอ เราก็ตอบตกลงทันที เพราะเราตั้งใจจะเอาเงินมาหล่อทองกับหลวงปู่พอดี อีกทั้งทำให้เราไม่ต้องเสียเงินฟรีๆ ด้วย ทำให้เราได้เงินมาหล่อทองหลวงปู่ได้อย่างอัศจรรย์ ทุกวันนี้....ใครว่าวัดพระธรรมกายหลอก ขอเอาชีวิตตัวเองเป็นตัวอย่าง เราทำบุญสุดกำลังทุกครั้ง ทำแบบชนิดที่คนไม่ได้มาวัดรู้แล้วตกใจหงายหลัง แต่พอเราได้อะไร ก็จะได้อย่างที่เขารู้แล้วก็หงายหลังเหมือนกัน หากไม่ได้มาสัมผัสและรับรู้ด้วยตัวเองอย่างเพิ่งเชื่อข่าวลือเลย อย่าให้ข่าวลือมาทำให้ตัวเองเสียโอกาสในชีวิตที่จะทำให้เราร่ำรวยขึ้นในอนาคต ทั้งในชาตินี้และชาติหน้า เพราะตลอดชีวิตที่ผ่านมา ๑๓ ปี ตั้งแต่เข้าวัดมา สมปรารถนาแทบทุกอย่างตามที่ขอหลวงปู่ไว้ ขอให้เรามีสุดยอดของรถยนต์ไว้ขับ ปัจจุบันเรามีรถเบนซ์คันใหม่มาขับ ขอให้มีลูกที่ดี เราก็มีลูกที่ดีมากๆ เป็นแชมป์กอล์ฟรุ่นเยาวชนระดับประเทศ ขอให้เราสามารถเลี้ยงบริวารได้ เราก็ซื้อตึกให้บริวารอยู่กันอย่างสบาย ทุกวันนี้เราภูมิใจมากๆ เหมือนได้เข้าวัดเพราะหลวงปู่ตามให้เรามารวย ถ้าเราไม่ได้หล่อทองครั้งนั้น ท่ามกลางภาวะที่เราไม่มีในตอนนั้นเราจะได้รวยเหมือนตอนนี้หรือเปล่าก็ยังไม่รู้ ชีวิตและอนาคตของเราจะเป็นอย่างไรก็ไม่รู้ ดังนั้นเมื่อใครทำบุญด้วยตัวเองแล้ว อยากให้นำข่าวบุญนี้ไปบอกญาติพี่น้องที่เขาได้เกิดมาเป็นเครือญาติกับเราด้วย เพราะทองนิดๆ หน่อยๆ ของเขา อาจเปลี่ยนชีวิตเขาให้เป็นชีวิตที่ประสบความสำเร็จสูงสุดก็ได้ แม้ในภาวะที่เศรษฐกิจเป็นแบบนี้ ใครๆ ก็บ่นว่าเงินทองหายาก ค่าครองชีพสูง ค่าน้ำมันแพง เวลาเราไปบอกบุญใครๆ ก็ไม่เข้าใจ เพราะเขาคงรู้สึกว่าบุญดูเหมือนลม เป็นสิ่งที่จับต้องไม่ได้ เมื่อเขาไม่เข้าใจ เขาก็ไม่ทำบุญ เมื่อไม่ทำ บุญที่มีอยู่ก็น้อยลงทุกวัน ทำให้ฝืดเคืองลงเรื่อยๆ แต่หากเขาได้มารู้ความจริงบางอย่างว่า แท้จริงแล้วเงินทองทรัพย์สมบัติที่มีอยู่บนโลกนี้ เป็นของกลางๆ ของโลก ใครมีบุญมากก็จะมีกระแสดึงดูดสมบัติไปหาคนๆ นั้น ด้วยวิธีการต่างๆ ซึ่งหากเขาได้มารู้ความลับตรงนี้ เราเชื่อว่าเขาต้องทำบุญ เพื่อให้ตัวเขาเองอยู่รอดท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจแบบนี้..." แผงลอยขายกุง.. หัวใจทองคำ สองลุงป้า แม้จะเข้าสู่วัยชรา แต่ยังลุกขึ้นมาขายของ เพื่อจะได้มีเงินมาทำบุญ คุณป้าบุปผา และคุณลุงสมชาย สุกมลมิตร เจาของแผงลอยขายกุง ..เพราะความยิ่งใหญ่ของหัวใจเขาทั้งสอง ที่ได้สละแรงกายแรงใจ เพื่อแลกกับทรัพย์มาไว้ทำบุญ แม้เงินที่ได้ไม่มาก แต่ความตั้งใจที่ยิ่งใหญ่ของเขามีค่ามาก มากเสียจนหลายคนต้อง สนใจ วันนี้..เราต้องรีบกว่าทุกวัน เพื่อออกเดินทางกันตั้งแต่ตี ๕ เพื่อมาหา คุณป้าบุปผา และคุณลุงสมชาย สุกมลมิตร ที่แผงลอยติดรั้ววัดเศวตฉัตร ย่านฝั่งธนฯ เพราะคุณลุง คุณป้าตื่นเช้ากว่าเรา ..ตื่นตั้งแต่ตี ๑ เพื่อมาขายของ.!! "..ป้าเรียนมาน้อย จบก็แค่ ป.๔ ส่วนลุงไม่ได้เรียนเลยเพราะพ่อแม่เราจนมาก มีอาชีพอะไรที่พอจะทำได้ ก็ทำกันไปก่อน อีกทั้งป้ายังต้องเลี้ยงลูกอีก ๕ คน เลี้ยงเขาไม่ได้สบายเหมือนลูกคนอื่นหรอก เลี้ยงตามมีตามเกิด เพราะเราต้องอยู่กันอย่างประหยัด จนทุกวันนี้เขาโตกันหมดแล้ว แยกย้ายกันไปมีครอบครัว ซึ่งเขาก็ทำหน้าที่ลูกที่ดี ส่งเงินมาให้ป้ากับลุงใช้ แต่ก็ไม่มากไม่มายอะไร เพราะเขามีลูกมีเต้า มีภาระมากมายที่ต้องรับผิดชอบ ยิ่งเศรษฐกิจเป็นแบบนี้ ป้าก็สงสารลูก ไม่อยากเอาเงินเขาเลย แต่จะอาศัยแค่ลำพังเงินที่ลูกให้เพียงแค่นั้น มันก็เกือบพอนะ...แต่เราต้องประหยัดอย่างที่สุด ไม่มีเหลือไว้ทำบุญกับเขา อีกทั้งตอนนี้แม่ของป้าก็มาป่วยหนักอยู่โรงพยาบาลด้วย ป้ากับลุงเลยต้องช่วยกันขายของแผงลอย ทั้งๆ ที่ลูกๆ ก็จะพูดกับเราเสมอว่าให้แม่พัก ให้เราเลิกได้แล้ว เพราะอายุป้าก็ตั้ง ๖๖ ปีส่วนลุงก็ ๗๑ ปีแล้ว แต่ป้าอยากจะมีเงินไว้ทำบุญ เราทำไปวันต่อวัน ช่วยกันตายายแบบนี้ไปก่อน เพราะหากไม่ทำเราจะเอาเงินที่ไหนมาทำบุญ แล้วเราก็อายุมากกันแล้ว จะตายวันตายพรุ่งเมื่อไรไม่รู้ ต้องรีบเอาบุญไปให้มากที่สุด เพื่อตัวเอง เพื่อชาติหน้าเราจะได้ไม่ต้องลำบากกันอีก เราอยากมีอาชีพที่เลือกได้ อยากมีโอกาสเรียนหนังสือ อยากมีความรู้เหมือนคนอื่น แต่เราไม่ได้เรียน เพราะเราจน เราอยากมีชีวิตวัยเด็กที่สบาย มีเงินมีทองใช้ทำบุญได้มากๆ แก่แล้วก็ไม่ต้องลำบาก บุญน่ะ...ไม่มีใครเขามาบังคับให้ป้าทำหรอก แต่ถ้าป้าไม่ทำ ก็ไม่ได้บุญ เมื่อไม่มีบุญ ชาติหน้าป้าก็ต้องลำบากแบบนี้อีก เพราะฉะนั้น..ป้าอยากเอาบุญไปเยอะๆ เพื่อออกแบบชีวิตใหม่ให้กับตัวเอง เพราะการที่เราจะออกแบบชีวิตในภพชาติหน้าใหม่ได้ ต้องใช้บุญใหญ่บุญแรงๆ บุญที่มีกำลังส่งมากพอ ถึงจะทำให้เราสมปรารถนา... ทุกวันนี้ ลุงกับป้าต้องตื่นกันตั้งแต่ตี ๑ ทุกวันเลย จะเว้นก็วันที่มาวัด จนบางครั้ง..ร่างกายป้าไม่ไหว ง่วงมากๆ ก็จะตื่นสายกว่าลุง คือตี ๒ ตื่นมาช่วยกันแบกถุงหูหิ้ว ขนพวกกาแฟ กระป๋อง กระทิงแดง ลิโพ เอ็มร้อย อย่างละนิดละหน่อยใส่รถซาเล้ง แล้วขี่กันมาตามถนนจนถึงแผงลอยให้ทันตอนตี ๓ แผงป้าอยู่หน้าวัดเศวตฉัตร แถวคลองสาน ฝั่งธนฯ พอมาถึงแผงเราก็หอบถุงลงมาช่วยกันจัด เริ่มขายตั้งแต่เช้ามืดถึง ๙ โมงเช้าและตอนบ่ายหรือเย็น เราก็จะไปซื้อของแถวนครปฐมมาไว้ขายที่แผง ทำกันมาแบบนี้ ๑๐ ปีกว่าแล้ว ยอมรับว่าเหนื่อย..แต่เราอยากมีเงินทำบุญทุกบุญกับหลวงพ่อ โดยเฉพาะบุญอะไรที่เกี่ยวกับหลวงปู่วัดปากน้ำ ป้าไม่เคยพลาดเลย ทุกวันนี้..มีอะไรป้าจะอธิษฐานขอหลวงปู่ตลอด เพราะป้ากับลุงต้องเสี่ยงกับอันตรายบนท้องถนนทุกวัน คือต้องขนของใส่ซาเล้งขี่มาตามถนนมืดๆ ป้าจึงอธิษฐานขอหลวงปู่ตลอดเลยว่า ขออย่าให้เราเป็นอะไร ให้เราปลอดภัย แล้วก็ขอท่านให้เราขายดิบขายดี ขายให้ได้เยอะๆ จะได้เอาเงินมาทำบุญกับหลวงปู่หลวงพ่อได้มากๆ ซึ่งก็แปลกนะ..แผงป้าขายดีมาก ขายดีมาโดยตลอด แม้กระทั่งตอนจะเก็บร้านแล้ว ยังมีคนมาซื้อแล้วชื้ออีก ส่วนร้านที่เยื้องๆ กัน เขาก็ขายของอย่างเดียวกับป้านะ แต่เขาขายไม่ดีเลย ไม่มีเงินไปซื้อของ จนป้าสงสารเขามากเลยบอกเขาว่า ให้เอาของป้าไปขายก่อนก็ได้ พอขายได้ค่อยเอาเงินมาให้ ป้าไม่อิจฉาใครหรอก ทั้งๆ ที่เขาก็ขายของอย่างป้า เพราะหลวงพ่อสอนเอาไว้ดี ให้เรารู้จักให้ ให้เรามีเมตตา ซึ่งป้าก็ทำอย่างนี้มาโดยตลอด ป้าคิดจะช่วยเขาหลายครั้งโดยการชวนเขามทำบุญบ้าง แต่เขาบอกว่าไม่มีเวลา ป้าก็ไม่รู้จะทำอย่างไร เพราะหากไม่มีบุญ แม้ขยันจนเหนื่อยแค่ไหนเงินก็ไม่มา ป้าก็ช่วยเท่าที่ช่วยได้ ก่อนหน้านั้น..ลุงก็เหมือนกัน เขายังไม่เข้าใจหรอก เพราะเพื่อนๆ เขาพูดว่าวัดให้ฟังบ่อยๆ ว่าไปวัดนี้อีกหน่อยก็หมดตัว ป้าก็เลยบอกลุงไปว่า สตางค์อยู่ในกระเป๋าเรา ไม่มีใครเขามาบังคับให้เราทำบุญได้หรอก แต่ที่ทำเพราะเราอยากได้บุญ เราทำด้วยความเต็มใจ แล้วทุกวันนี้ก็มีเงินทำบุญมากกว่าเดิมอีก ยังไม่เห็นหมดตัวสักทีเลย เพราะขายของได้ดีวันดีคืนขนาดนี้ จนกระทั่งลุงเขาเข้าใจและใจเปิด ยอมเหนื่อยขายของกับเราด้วยความปลื้มทุกวัน โดยเฉพาะช่วงนี้..ตั้งแต่ที่ป้าทราบว่าจะมีการหล่อหลวงปู่ด้วยทองคำป้าดีใจที่สุดเลย ปลื้มอย่างบอกไม่ถูกเพราะหล่อหลวงปู่องค์แรกป้ามาไม่ทัน พอทราบว่าจะมีการหล่อหลวงปู่อีก ป้าเลยตัดสินใจทำทันที โดยเอาสร้อยคอตัวเองไปขาย แล้วรีบเอาเงินประเดิมทำบุญไปก่อน แล้วก็รวบรวมเอาเงินที่ได้จากการขายของ รีบชวนลูก ชวนหลานแคะเงินจากกระปุกมาทำบุญ และก็ยังชวนแม่ของป้าด้วย แม้เขาจะทำมาคนละนิดละหน่อย แต่ก็ทำเต็มกำลัง เพราะคนบ้านนอกไม่ได้รวยอะไร จนตอนนี้ป้าทำไป ๕ บาทแล้ว พูดถึงแล้วก็มีความสุขมาก ยิ่งนึกยิ่งมีความสุข ลุงเขาก็ปลื้มไปด้วย เราเลยคิดกันว่าอยากจะทำให้ได้สัก ๑๐ บาท แต่ตอนนี้ยังไม่มีเงินเลยเราจะตั้งใจขายของ เก็บหอมรอมริบจากตรงนี้แหละ ทุกวันนี้..ป้าภูมิใจนะ ที่ครอบครัวเราอยู่กันอย่างมีความสุขเพราะเรามีธรรมะ มีเป้าหมายชีวิต ได้มาวัด นั่งสมาธิ ดู DMC ปลื้มในบุญทุกบุญที่ทำ บางครอบครัวรวยกว่าเรา กินอยู่อย่างสบายแต่ยังไม่พบความสุขเลย...." ครอบครัวของเรา.. หัวใจทองคำ ..เกียรติประวัติชีวิตของพวกเขา ไม่ได้อยู่ที่ความรวย และมีชื่อเสียง แต่อยู่ที่เขาได้ทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ ไว้ให้กับมนุษยชาติ.. คุณไพศาล คุณวรพจน์ ทวีชัยถาวร และคุณเสาวนี หิรัณยศิริ เจ้าของห่างทองทวีชัย 5 วันนี้...นอกจากเราจะได้มีโอกาสมานั่งพูดคุยถึงแรงบันดาลใจในการทำบุญของครอบครัวนี้แล้ว เรายังโชคดีกว่าทุกๆ ครั้ง เพราะเขาหยิบยื่นสมุดบันทึกส่วนตัวเล่มหนึ่งให้กับเรซึ่งจะได้มาดูกันว่า เขาเขียนความรู้สึกและแรงบันดาลใจที่ยิ่งใหญ่ในการทำบุญครั้งนี้ไว้อย่างไร บทความต่อไปนี้ คัดลอกมาจากสมุดบันทึกความรู้สึกส่วนตัวของครอบครัวทวีชัยถาวร เจ้าของห้างทองทวีชัย 5 คุณไพศาล คุณวรพจน์ ทวีชัยถาวร และคุณเสาวนี หิรัณยศิริ วันแรก... ที่เริ่มโครงการหล่อหลวงปู่หนัก ๑ ตัน เราประกาศรับบุญ ณ วันนั้นทันทีเลย เพราะการได้ร่วมบุญนี้นับเป็นบุญลาภในชีวิตอย่างสูงสุด เพราะพระเดชพระคุณหลวงปู่ สด จนฺทสโร คือ ยอดแห่งมหาปูชนียาจารย์ ที่มีเมตตาต่อสรรพสัตว์ทั้งหลายไม่มีประมาณ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ครอบครัวเราชอบทำบุญ แต่ทำบุญทางด้านสงเคราะห์โลก เช่น ทำกับโรงพยาบาลโรงเรียนส่งเสริมอาชีพ คนตาบอด ฯลฯ แต่ปัจจุบันนี้ ตั้งแต่ได้มาศึกษาคำสอนในพระพุทธศาสนาจนละเอียดลึกซึ้งขึ้น เราจึงพบว่า เราต้องทำบุญในเนื้อนาบุญอันบริสุทธิ์เพิ่มขึ้นด้วย ถึงจะได้บุญมาก ดังนั้น งานบุญใดที่เกี่ยวกับเนื้อนาบุญ เราจึงทุ่มเทและตั้งใจทำให้ดีที่สุด อย่างเช่นปีที่ผ่านมา ที่ครอบครัวเราทำบุญสร้างหลังคามหารัตนวิหารคด ก็เป็นเงินสะสมมาเกือบทั้งชีวิตที่ตั้งใจจะมาสร้างบ้านให้ภรรยาและลูก เพราะผมเองและภรรยาตรากตรำกันมามาก แต่เมื่อครอบครัวเราทุกคนมาเข้าใจมโนปณิธานของหลวงพ่อ เราพ่อ แม่ ลูกจึงตัดสินใจให้ความสำคัญกับงานของพระพุทธศาสนาก่อน ส่วนเรื่องความสุขสบายส่วนตัวเรารอได้ เมื่อเราตัดสินใจทำไปแบบนี้ หากได้มองภาพย้อนกลับไปนึกถึงทีไร ใจก็ปลื้มไม่มีที่สิ้นสุด และปีนี้ก็เช่นกัน ครอบครัวเราได้ถวายทองหล่อหลวงปู่กันไปแล้ว ขณะที่ถวาย เราทุกคนตรึกระลึกถึงพระเดชพระคุณหลวงปู่ ให้ใจเรามีแต่ท่านตลอดเวลา หลังจากถวายไปแล้วเราก็มีความสุข อิ่มเอมใจ สุขใจ ปลื้มปีติสุดที่จะพรรณนา ก่อนนี้ถ้ามีใครมาถามผมว่า "รักหลวงปู่สด จนฺทสโรไหม" ผมคงตอบ โดยไม่ต้องคิดว่า "รักสิ รักมากด้วย" แต่ถ้าถามว่า "แล้วคุณทำอะไรเป็นการแสดงความรักและความกตัญญูต่อหลวงปู่บ้าง" ผมคงต้องใช้เวลาคิดหรือคิดไม่ออกด้วยซ้ำ ผมมีคติประจำใจอยู่ข้อหนึ่งว่า คนที่ไม่เคารพและกตัญญต่อพ่อแม่ ครูบาอาจารย์ คบไม่ได้ เพราะขนาดพ่อแม่ ครูบาอาจารย์ ยังไม่เอาเลย แล้วเราเป็นใคร ผู้นั้นจะมาคบมาจริงใจกับเราย่อมเป็นไปไม่ได้ การตัดสินใจทำบุญหล่อหลวงปู่ครั้งนี้ ประการที่หนึ่งเป็นบุญลาภของครอบครัวเรา ประการที่สองเป็นการแสดงความกตัญญูสูงสุดที่มีต่อท่าน เพราะท่านทำให้ครอบครัวของเราทราบเรื่องกฎแห่งกรรม เรื่องวัฎสงสารการเวียนว่ายตายเกิด ตายแล้วไม่สูญ หรือการสร้างบารมีกับเนื้อนาบุญ ฯลฯ โดยคำสอนของท่านผ่านมาทางหลวงพ่อ ดังนั้นหลวงปู่และหลวงพ่อจึงเป็นยิ่งกว่าครูบาอาจารย์ของผมและครอบครัวเสียอีก ตั้งแต่เข้าวัดพระธรรมกายมาระยะหนึ่ง ผมได้พยายามทำทาน รักษาศีล เจริญภาวนา มีเหตุการณ์บางอย่างที่ไม่สามารถอธิบายเหตุผลได้เกิดขึ้น เช่น ในฐานะทางเศรษฐกิจอย่างผมไม่น่าจะทำทานหลังคามหารัตนวิหารคดได้ และเมื่อทำไปก็น่าจะทำให้ภาวะการเงินต้องติดขัดอย่างแน่นอน อีกทั้งหลวงพ่อบอกบุญใหญ่ใดๆ ผมก็มักจะไม่ค่อยพลาดที่จะต้องทำและทำอย่างไม่มียั้ง แต่ดูเหมือนทำเท่าไรการเงินและธุรกิจก็ไม่เห็นติดขัด ซึ่งถ้าดูตามตัวเลขแล้วการเงินคงต้องติดขัดอย่างแน่นอน มันเหมือนกับว่าสมบัติถ้าใช้ทำบุญทำทาน จะทำเท่าไรก็ไม่รู้จักพร่อง หรือความรักและเคารพของพนักงานในปกครองดูจะมีมากขึ้น การทำงานของพนักงานก็ทำด้วยใจมากขึ้น คนที่ต้องไปติดต่อหรือแม้แต่บ้านใกล้เรือนเคียงไม่เคยไหว้เราก่อน เดี๋ยวนี้เจอเรากลับไหว้เราก่อน (ทำให้รู้สึกงงพอสมควรและหาเหตุผลไม่ได้) ที่หลวงพ่อมีบุญใหญ่ให้เราได้สร้างบารมีทุกครั้ง ทำให้ผมคิดถึงเพลงรถด่วนขบวนสุดท้าย หากเราตามหลวงพ่อไม่ทันก็เหมือนเราเกาะรถด่วนขบวนนั้นไปไม่ได้ แล้วคุณล่ะจะไปด้วยกันไหม ผมคนหนึ่งล่ะ ต้องตามให้ทัน เพราะผมไม่อยากพลาดพลั้งพลัดไปอบาย มันน่ากลัวนะครับ... ฝ่าวิกฤตชีวิตได้ด้วย.. หัวใจทองคำ เมื่อประมาณ ๑๔ ปีที่แล้ว เขาคือ หนึ่งในผู้ โชคดี ที่ได้หล่อหลวงปู่องค์แรก โดยตัดใจ ทำอย่างสุดกำลัง เราจะมาดูกันว่า หลังจากนั้น อะไร..เกิดขึ้นกับเขาบ้าง คุณทนุ มานะไชยรักษ์ เจ้าของธุรกิจส่วนตัว เมื่อสิบกว่าปีที่ผ่านมา คุณทนุ มานะไชยรักษ์ เคยเป็นลูกหนี้แบงก์จำนวนมหาศาล เพราะถูกคุกคามจากภัยทางธุรกิจแต่อยู่ๆ ก็มารวยท่ามกลาง IMF เป็นประธานบริหารหจก.ชัยพฤกษ์ เสาเข็มและปั้นจั่น อีกทั้งยังนั่งเก้าอี้ประธานบริษัทเพชรธานีคอนกรีต จำกัด จนถึงทุกวันนี้อย่างเต็มภาคภูมิ... "เดิมผมทำธุรกิจเล็กๆ เกี่ยวกับเสาเข็มไม้ แต่หลังจากที่รัฐบาลประกาศปิดป่า ก็หันมามองธุรกิจเสาเข็มคอนกรีตอัดแรงโดยเริ่มจากที่ไม่เป็นอะไรเลย แต่ก็ศึกษามาเรื่อยๆ จนขยายเพิ่มมาทำเสาเข็มคอนกรีตอัดแรงและพื้นสำเร็จรูป และมีปั้นจั่นบริการตอกเสาเข็มครบวงจร ซึ่งช่วงนั้นเป็นช่วงที่เศรษฐกิจดีมาก ผลิตไม่ทันจำหน่าย จึงได้ขยายโรงงานเพิ่มขึ้นอีก ๒ โรงงาน คือ กรุงเทพผลิตภัณฑ์คอนกรีต และเพชรธานีคอนกรีต ซึ่งการขยายธุรกิจพรวดพราดพร้อมๆ กัน ผลกระทบที่ตามมาคือวัตถุดิบมีไม่พอที่จะป้อนให้โรงงานผลิต ผมจึงตัดสินใจเปิดโรงงานผลิตวัตถุดิบเองอีกแห่ง คือ บริษัท บางกอกสตีลไวร์ จำกัดผลิตลวด PC WIRE ซึ่งเป็นหนึ่งในวัตถุดิบที่นำมาทำเสาเข็มคอนกรีตอัดแรงของผมเอง เพราะช่วงนั้น ลวด PC WIRE ขาดตลาดมากๆ เนื่องจากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และด้านการก่อสร้างในช่วงรัฐบาลพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ บูมจนส่งผลให้ผู้ผลิตลวด PC WIRE ผลิตไม่ทันต่อความต้องการของตลาดเนื่องจากมีผู้ผลิตเพียงไม่กี่ราย ส่งผลให้ผู้ผลิตแต่ละรายมีรายรับจากการขายลวดจำนวนมหาศาล" มีเหตุผลหลายอย่างที่ทำให้เขาตัดสินใจจะมาเป็นน้องใหม่ในวงการลวด ทั้งๆ ที่ตัวเองไม่เป็นมวยอะไรเลย "ตอนเริ่มเปิดบริษัท ผมกู้เงินมาลงทุนกว่า ๓๖๕ ล้านบาททำให้ยักษ์ใหญ่ในวงการลวด PC WIRE ทั้งหมดหันมาจับมือกันทุ่มทุนโรงงานละ ๔๐๐ กว่าล้านบาท รุมจัดการกับผมคนเดียว แค่ไม่รุม..ผมก็แย่พออยู่แล้ว เพราะเป็นผู้ผลิตน้องใหม่ลูกค้าก็ยังไม่มี ประสบการณ์ก็น้อย หนี้สินก็ท่วมท้นไปหมดแต่เพราะพวกเขากลัวผมจะเข้ามาเป็นส่วนแบ่งทางการตลาดในอนาคต เขาจึงรวมตัวกันใช้วิธีดัมพ์ราคาเหล็กจากต้นทุนจริงๆ กิโลกรัมละ ๒๙ บาท ลงมาขายเพียงกิโลกรัมละ ๑๓ บาทคือ พวกเขาฮั้วกัน ยอมขายแบบขาดทุน บีบให้ผมขายไม่ได้ เรียกว่าฉีกแบงก์แข่งกันเลย โดยคิดว่าเป็นวิธีเดียวที่จะใช้เขี่ยคู่แข่งให้ล่มสลายไปจากวงการนี้ได้ในพริบตา ตอนนั้นผมเครียดมาก จะถอนตัวก็ไม่ได้ เพราะทุนที่ลงไปกู้เขามาทั้งนั้น จะเอาเงินที่ไหนไปคืนธนาคาร ต้องยืมเงินญาติรอบตัว ๓ ล้านบ้าง ๕ ล้านบ้าง ๑๐ ล้านบ้าง ยืมคนรอบตัวจนหมด แต่เหมือนยืมเงินมาฉีกทิ้ง ผมกัดฟันสู้ทำงานแบบไม่ได้พักแต่กลับแย่ลงเรื่อยๆ ผมเครียดจนนอนไม่หลับ น้ำหนักลดความทุกข์และปัญหาที่กดดันเข้ามาในแต่ละวันทำให้ แทบจะเป็นโรคประสาท ส่วนภรรยาผมก็เอาแต่ร้องไห้ ชีวิตช่วงนั้นมันเป็นอะไรที่แย่มาก จนต้องวางแผนกับภรรยาว่า..เราคงต้องหนีแล้ว แต่หนีไปต่างประเทศไม่ได้ เพราะเงินเราไม่มีเลย ต้องหนีไปต่างจังหวัดไกลๆ ที่ไม่มีใครรู้จักเรา และใช้ชีวิตเงียบๆ เพราะเราตามใช้หนี้เขาไม่ไหว ซึ่งตอนนั้นก็มีคนมาชวนให้ไปนั่งสมาธิ เพราะเขาเห็นผมเครียดมาก แต่ผมไม่ไปหรอก คนกลุ้มจะตายอยู่แล้วจะให้ไปนั่งสมาธิ ใครจะไปนั่งได้ แถมเงินก็ไม่มี ผมมองไม่ออกว่าหากไปนั่งแล้วเงินมันจะมาจากทางไหน แต่เขาชวนผมอยู่หลายครั้งมากๆ จนสุดท้ายจึงยอมไป โดยคิดใหม่ว่าอย่างน้อยเผื่อจะช่วยลดอาการเครียดลงสักหน่อยก็ยังดี ระหว่างที่ไปนั่งสมาธิที่สวนบัว จ.เชียงใหม่ ๑ สัปดาห์นั้นหลวงพี่สุธัมโมท่านเข้ามาทักผมว่า ผมเป็นอะไร ทำไมถึงดูเครียดมาก ดูไม่สดชื่นเลย ผมก็ได้ปรับทุกข์อย่างพรั่งพรูออกมาให้ท่านฟังว่า ครั้งนี้..แย่แล้ว บ้าน ที่ดิน โรงงาน บริษัท กำลังจะหายวับไปกับตา เจ้าหนี้รอบตัวรอบด้านเต็มไปหมด ผมเตรียมตัวจะหนีแล้ว ท่านจึงบอกผมว่า ไม่มีอะไรที่จะช่วยผมได้ นอกจากบุญในตัวผมเอง ดังนั้นเรื่องนี้ต้องให้บุญช่วย และบุญที่จะช่วยได้ต้องเป็นบุญที่ใหญ่ที่มีกำลังส่งพอ ท่านจึงบอกให้ผมเป็นประธานทอง ทำบุญหล่อหลวงปู่วัดปากน้ำทองคำองค์แรก(พ.ศ.๒๕๓๗) ให้ทำทองท่วมหัว คือเอาทองแท่งมาเรียงต่อๆ กันให้สูง ๒ เมตร รวมน้ำหนักประมาณ ๓ กิโลกรัมกว่า ตอนนั้นราคาก็ประมาณ ๑ ล้าน ๒ แสนกว่าบาท ซึ่งเมื่อ ๑๔ ปีที่แล้วถือว่าเยอะมาก ตอนนั้นบอกตรงๆ ผมไม่มีเงินเลย ถ้าจะทำบุญนี้ก็ต้องไปขอยืมเงินเพิ่มอีก หนี้เก่าก็ท่วมหัวอยู่แล้ว จะสร้างหนี้เพิ่มโดยการไปยืมเขามาทำบุญก็ใช่เรื่องอยู่ และที่สำคัญ หากผมทุ่มทำบุญไปแล้ว ธุรกิจมันไม่ฟื้นล่ะ จะทำอย่างไร จึงได้ใช้เวลาตัดสินใจอยู่ ๑ คืน และก็มาปิ๊งขึ้นว่า เออ...! หากไม่ฟื้น..ก็ไม่ฟื้น เพราะยังไงก็ตั้งใจจะหนีอยู่แล้ว แต่ก่อนหนีได้ทำบุญใหญ่กับหลวงปู่ก็ยังดี อีกทั้งเราติดหนี้ตั้งหลายล้าน เพิ่มขึ้นอีกสักล้านก็ไม่ต่างกันเท่าไร จากความคิดนี้เอง.. จึงทำให้ผมตัดสินใจเป็นประธานทอง โดยการไปหาเงินมาซื้อทองคำ ๙๙.๙๙ % หนักกว่ากิโลกรัม มาถวายเพื่อหล่อหลวงปู่ โดยอธิษฐานขอหลวงปู่ให้ผมพ้นวิกฤต ตรงนี้ผมอยากจะชี้แจงเพิ่มเติม เพราะเดี๋ยวมาฟังผมแล้วจะพากันไปยืมเงินมาทำบุญกันใหญ่ จุดนี้หลวงพ่อเคยห้ามไว้ว่าอย่าไปยืมเงินใครมาทำบุญ เพราะมันไม่ถูกหลักวิชชาจะทำให้เราเป็นกังวล แต่ผมแอบทำเพราะผมตกอยู่ในสภาวะเฉพาะตัวที่ไม่เหมือนใคร ผมจึงทำอย่างนี้ได้ แต่ถ้าใครอยากจะได้บุญมาก ให้ทำเต็มกำลังของเราและชวนผู้อื่นจะดีกว่า จากการตัดสินใจในวันนั้น จึงทำให้ผมมีวันนี้ หลังจากได้ทำบุญเสร็จบริษัทเสาเข็มของผมก็มีรายได้เข้ามากขึ้น ลูกหนี้ยอมเอาเงินมาจ่าย คือ ขายของดี เก็บเงินได้ เงินเริ่มทยอยเข้ามาให้หมุนเรื่อยๆ ทำให้ผมเริ่มหายใจคล่องขึ้น จนเวลาผ่านไป ๑ เดือน วันมหัศจรรย์ก็มาถึงผม คือ ยักษ์ใหญ่วงการลวด PC WIRE โทรเข้ามาขอพบและยอมมาคุยตกลงราคาของลวดในท้องตลาดใหม่ เพราะเขาเองก็ไม่ไหวแล้วที่ยอมขายขาดทุนจนแบงก์ที่ฉีกไปใกล้จะหมด จึงยอมขึ้นราคาลวดเข้าสู่ภาวะปกติ และยอมรับให้ผมเกิดในวงการนี้ได้ ตอนนั้นผมดีใจมาก จากหนี้ท่วมหัว พอได้ทำบุญทองท่วมหัว ทุกอย่างก็ดีขึ้นหมด เงินทองเข้าบริษัทอย่างรวดเร็ว จนผมสามารถปลดหนี้ได้หมดภายในระยะเวลาไม่ถึง ๒ ปี ผมไม่รู้จะกราบขอบพระคุณหลวงปู่อย่างไร ที่บุญที่ทำกับท่านช่วยให้ผมมีวันนี้ เหมือนที่หลวงปู่เคยพูดไว้เมื่อตอนท่านมีชีวิตอยู่ว่า ใครทำบุญกับท่าน แม้ท่านตายไปแล้วก็ได้บุญเหมือนที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ และนับตั้งแต่บุญใหญ่ในครั้งนั้น ทำให้ผมสามารถเป็นประธานรองในการทำบุญใหญ่ได้เรื่อยมาทุกครั้งจนถึงปัจจุบัน..." ผู้ช่วยคุณครูไม่ใหญ่.. หัวใจทองคำ เกาะติดสถานการณ์การปั้นต้นแบบรูปเหมือนหลวงปู่ทองคำ องค์ที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อปั้นเองกับมือ รับรู้เบื้องหลัง ความทุ่มเทของหลวงพ่อ ที่เปี่ยมด้วยความกตัญญู สุดเคารพ สุดบูชา ..ที่ไม่เคยเปิดเผยที่ไหนมาก่อน พระประจวบ ปุญฺญกโร ผู้ช่วยคุณครูไม่ใหญ่ในการปั้นรูปเหมือนหลวงปู่ พระประจวบ ปุญฺญกโร ผู้ช่วยคุณครูไม่ใหญ่ (หลวงพ่อธัมมชโย) ในการปั้นรูปเหมือนหลวงปู่"หลวงพี่..มีใจรักทางงานปั้นมาตั้งแต่เด็กๆ เพราะปั้นแล้วมีความสุข จึงปั้นไปเรื่อยตามประสาเด็ก ปั้นวัว ปั้นควาย ไปตามเรื่อง แต่ก็ไม่มีโอกาสเรียนในด้านนี้ เพราะหากเลือกเรียนด้านนี้ จบออกมาจนแน่ เพราะหางานยาก จึงต้องเบนเข็มตัวเองไปเรียนทางช่างเทคนิคไฟฟ้า พอจบแล้วหลวงพี่ตัดสินใจมาบวช แล้วก็มีโอกาสมาฝึกงานที่แผนกพุทธศิลป์ ซึ่งหลวงพี่ชัยยศกับหลวงพี่ไพโรจน์ ได้พาหลวงพี่ไปกราบหลวงพ่อ หลวงพ่อท่านถามหลวงพี่ว่า ทำงานปั้นเป็นหรือ ก็ตอบท่านกลับไปว่า ไม่เป็นครับ แต่ใจรักงานด้านนี้มากครับ หลวงพ่อท่านก็บอกว่า เอ้า..หลวงพ่อจะให้โอกาส หลวงพ่อจะฝึกให้ ถ้าไม่ทิ้งหลวงพ่อไปซะก่อน...หลวงพี่รู้สึกซาบซึ้งในพระคุณของท่านมาก ที่ท่านเมตตาให้โอกาส นับจากนั้นจึงได้ทำงานที่ตัวเองรักและมีความสุขมาตลอด ๑๓ ปี จนปัจจุบันได้มาเป็นลูกมือท่านในการปั้นหลวงปู่ที่กำลังจะมีการหล่อเกิดขึ้นเร็วๆ นี้ รูปหล่อหลวงปู่องค์นี้ มีจุดเริ่มต้นอย่างไร เริ่มจากวันที่หลวงพ่อท่านเดินเข้ามาในพุทธศิลป์ แล้วก็พูดว่า เดี๋ยวเราจะหล่อหลวงปู่ใหม่ขนาดเท่าครึ่ง พอหลวงพี่ได้ยิน..ก็คิดในใจว่า อ้าว.. เราก็มีแล้ว..หลวงพ่อท่านจะปั้นใหม่ทำไม? จนตอนหลังหลวงพี่ถึงมารู้ว่า ท่านเตรียมการสำหรับปั้นองค์นี้มากว่า ๑๐ ปีเต็ม คือ ท่านปั้นองค์เล็กเป็นองค์ต้นแบบไว้ แล้วให้เอามาขยายปั้นเป็นองค์ใหญ่โดยใช้เวลามาถึงตอนนี้ก็ ๑๐ เดือนกว่า แต่ก็ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ดี ซึ่งองค์นี้ท่านจะปรับให้เหมือนจริงที่สุด ทั้งที่องค์เดิมหลวงพี่ก็ว่าเหมือนที่สุดแล้ว แต่องค์ใหญ่นี้จะเหมือนที่สุดยิ่งกว่า เหมือนราวกับหลวงปู่ท่านกลับมีชีวิตขึ้นมาใหม่อีกครั้ง เพราะถ้าขยายขนาดเป็นองค์ใหญ่ จะทำให้เห็นรายละเอียดเพิ่มขึ้นกว่าเดิมมาก เบื้องหลังการทำงาน..ของหลวงพ่อ พอหลวงพ่อสั่งงานเสร็จ อีกวันท่านก็รีบมาดูทันที ซึ่งทางทีมงานก็กำลังลุยช่วยกันขยายแบบอยู่ ท่านก็เข้ามาถามว่าขึ้นโครงเสร็จรึยัง ตรงนี้..จะเห็นว่า ท่านจดจ่อที่จะมาปั้นมากๆ คือใจท่านล้ำไปข้างหน้า..ล้ำไปถึงความสำเร็จแล้ว ทั้งๆ ที่ตอนนั้น วัสดุอุปกรณ์ต่างๆ โต๊ะปั้นก็ยังเตรียมไม่พร้อมเลยและพอเครื่องไม้เครื่องมือพร้อม หลวงพ่อท่านก็ลุยเลย ลุยอย่างชนิดที่ว่าอุปสรรคอะไรดูจะไม่มีความหมายสำหรับท่าน หลวงพ่อท่านมาปั้นทุกวัน นับครั้งได้ที่ท่านจะขาดบ่อยครั้งที่ฝนตกอย่างหนักหลวงพี่นึกว่าท่านคงไม่มาแล้ว แต่ก็ยังมาปั้นเป็นปกติ ท่านมาต่อเนื่องอย่างนี้เป็น ๑๐ เดือนแล้ว โดยที่ไม่เห็นแก่เหน็ดแก่เหนื่อยหรืออย่างบางวันที่ท่านป่วย ท่านก็ยังมาปั้น จนอุปัฎฐากต้องมาคอยถวายยาให้ท่านฉันที่นี่ หลวงพี่เห็นแล้วรู้สึกซาบซึ้งในการเอาชีวิตเป็นเดิมพันในการสร้างบารมีของหลวงพ่อมากๆ แม้หลวงพ่อจะยืนเดินไม่ค่อยถนัด เพราะขาท่านเจ็บ แต่ก็ยังทนยืนปั้น บางทีนานถึง ๑-๒ ชั่วโมง ต่อเนื่องกัน หรืออย่างครั้งหนึ่ง หลวงพ่อท่านให้หลวงพี่ช่วยปรับตรงส่วนกล้ามเนื้อฝ่ามือของหลวงปู่ให้เหมือนที่สุด แต่หลวงพี่นึกภาพไม่ออก หลวงพ่อท่านก็เสียสละยืนประสานมือขวาทับซ้ายเป็นแบบนิ่งๆ เป็นชั่วโมงโดยไม่ยอมนั่ง ทั้งๆ ที่ท่านขาเจ็บ ซึ่งขนาดหลวงพี่เองยังหนุ่ม ขาไม่เป็นไร ยืนเป็นลูกมือท่าน ๒๐ นาทีก็เมื่อยแล้ว หรืออีกวันหนึ่ง..ท่านปั้นๆ อยู่ ท่านมึนหัว ตาลาย หลวงพี่ก็นึกว่าท่านจะกลับแล้ว แต่ที่ไหนได้ ท่านเดินไปนั่งครู่หนึ่ง แล้วก็ลุกขึ้นมาปั้นต่ออีก โดยที่ไม่กลัวว่าตัวท่านเองจะป่วยลงไปมากกว่านี้อีก ซ้ำยังทำต่ออย่างทุ่มเท เพื่อให้องค์หลวงปู่สมบูรณ์ที่สุด จะเห็นว่าท่านกตัญญูต่อหลวงปู่มากๆ และมุ่งจะบูชาท่านด้วยสิ่งที่ดีที่สุดอย่างชนิดเอาชีวิตเป็นเดิมพัน วิชาการปั้นของหลวงพ่อ หลวงพ่อท่านเก่งมาก มีความละเอียดประณีตสูง ท่านอัจฉริยะเกินอัจฉริยะ ถ้าไม่ได้มาเห็นกับตาตัวเองก็คงไม่เชื่อ ท่านมีความสามารถในงานปั้นสูงมากๆ ขนาดหลวงพี่บางรูปที่เคยช่วยงานท่านก่อนหน้านี้ จบทางด้านนี้มาโดยตรงแท้ๆ ก็ยังปั้นสู้หลวงพ่อไม่ได้เลย ทั้งๆ ที่หลวงพ่อท่านก็ไม่ได้เรียนมา ไม่ได้จบมาทางด้านนี้เลย อย่างตอนที่หลวงพ่อฝึกให้หลวงพี่ลองปั้นหลวงปู่องค์เล็ก หลวงพี่ก็ปั้นๆ ไป พอท่านเห็นท่านก็ถามว่า หลวงพี่ปั้นหลวงปู่อะไร วัดไหนหรือ หลวงพี่จึงเรียนถามหลวงพ่อว่าแล้วจะทำอย่างไรให้เหมือนครับ ท่านก็บอกว่าไม่เห็นยากเลย ก็นิมนต์หลวงปู่ลงมาซ้อนสิ ถ้าขาดเราก็เติมถ้าเกินเราก็ขูดออก หลวงพี่จึงได้แต่ทึ่ง แล้วคิดในใจว่า ถ้าเราทำได้อย่างนั้นก็ดีสิ ธรรมะเรายังละเอียดไม่ได้ขนาดนั้น ตรงนี้เลยทำให้หลวงพี่มารู้ถึงวิธีการปั้นของหลวงพ่อ ว่างานปั้นของหลวงพ่อออกมาจากธรรมะข้างในนี่เอง ท่านถึงปั้นได้เหมือนจนหาช่างปั้นที่ไหนในโลกทำอย่างท่านได้ยากมากๆ จนวันหนึ่งขณะที่หลวงพ่อกำลังปั้นๆ อยู่ หลวงพี่ก็คอยเป็นลูกมือท่านตามปกติ คอยหยิบจับอุปกรณ์อะไรให้ท่าน อยู่ๆท่านรำพึงออกมาลอยๆ ว่า นิมนต์หลวงปู่..ช่วยลงมาซ้อนด้วยนะครับ..เดี๋ยวจะปั้นให้เหมือนเลยทีเดียว...แล้วท่านก็ปั้นต่อไปอย่างนิ่งๆ บุญนี้..ยิ่งใหญ่และมากจริงหรือ มากสิ.. มากที่สุดด้วย เพราะหากไม่มาก หลวงพ่อท่านไม่ลงมือปั้นด้วยตัวท่านเองหรอก ทั้งที่สุขภาพท่านก็ไม่ดี อีกทั้งขณะที่ท่านมาปั้น แม้ป่วยๆ อยู่ ท่านก็ปีติทุ่มเทจนลืมอาการป่วยไปเลย ท่านนิ่งๆ อยู่ในบุญตลอดเวลา ซึ่งท่านมักจะรำพึงว่า เดี๋ยวเราจะหล่อหลวงปู่องค์ใหม่ จะสนุกกันใหญ่แล้ว...บางวันท่านก็รำพึงว่า..ใจจริงอยากหล่อหลวงปู่ด้วยเพชร แต่วิธีการหล่อด้วยเพชรในปัจจุบันยังทำไม่ได้ เอาทองคำไปก่อนแล้วกัน...หรือบางทีท่านก็จะพูดว่า เรายังไม่ไปรู้ไปเห็นว่าหลวงปู่ท่านเป็นใคร ถ้าใครไปรู้ไปเห็นว่าหลวงปู่เป็นใครมาจากไหน กำลังทำอะไรอยู่ จะทุ่มทั้งชีวิต ถวายให้ท่านทุกอย่าง โดยไม่หวังอะไรเลย... ท่านปีติไป รำพึงไปอยู่อย่างนี้ ละเอียดจนน่าทึ่ง หลวงพ่อท่านเป็นสุดยอดของความละเอียด ท่านลงรายละเอียดทุกอย่าง ทุกตารางเซ็นต์ของร่างกาย ตั้งแต่กล้ามเนื้อหน้าผาก มุมปาก ดวงตา ตาขาว ตาดำของหลวงปู่ คือหลวงพ่อท่านละเอียดถึงขนาดที่ว่า ต้องปั้นให้เหมือนหลวงปู่เป๊ะทีเดียว แม้แต่ขนคิ้วของหลวงปู่ หลวงพ่อท่านก็ให้หลวงพี่นับว่ามีกี่เส้น หลวงพี่ก็ได้แต่คิดในใจว่ายากนะ ไม่ใช่ทำง่ายๆ พอคิดเพียงแค่นี้เท่านั้น อยู่ๆ หลวงพ่อตอบโพละขึ้นมาทันทีเลยว่า ต้องทำได้สิ ถ้าความพยายามยังมีอยู่ คือเราคิดอะไรในใจหลวงพ่อท่านรู้หมด อย่างวันหนึ่ง หลวงพ่อท่านให้หลวงพี่ปรับรายละเอียดเกี่ยวกับหลวงปู่ หลวงพี่ก็ปรับแล้วปรับอีก วัดแล้ววัดอีกหลายรอบ จนรู้สึกมั่นใจมากๆ ว่าโอเคแล้วเหมือนที่สุดแล้ว เป๊ะแล้ว แต่พอหลวงพ่อมาดู ท่านมองปราดเดียว ท่านก็รีบเรียกหลวงพี่เข้ามาดูใกล้ๆ แล้วชี้บอกว่าให้วัดใหม่ ปรากฏว่าเคลื่อนไปแค่ไม่ถึงครึ่งมิลลิเมตรเท่านั้น หลวงพี่รู้สึกที่งหลวงพ่อมากๆ ว่าทั้งๆ ที่ท่านก็ไม่ได้ใช้เครื่องวัด มองปราดเดียวก็รู้ทันทีว่าไม่ตรง หลวงพี่ว่าท่านต้องใช้ตาภายในที่เกินข้อจำกัดของตามนุษย์ปกติ เพราะขนาดสายตาคนหนุ่มๆอย่างเรายังสู้ท่านไม่ได้เลย... หลวงปู่ศักดิ์สิทธิ์มาก แม้ขณะที่ยังปั้นไม่เสร็จ มีหลวงพี่หลายรูปที่พุทธศิลป์ ท่านชอบเข้ามากราบขอพรหลวงปู่องค์ที่กำลังปั้นอยู่ ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าหลวงปู่องค์นี้ศักดิ์สิทธิ์แม้ขณะที่ยังปั้นไม่เสร็จ ขออะไรก็สำเร็จหมดทุกอย่าง อย่างหลวงพี่เองก็เจอ คือหลวงพี่ทำพระเหรียญหลวงปู่ที่หลวงพ่อท่านมอบให้กับมือหายไป หลวงพี่รู้สึกเสียใจและเสียดายอยากได้คืนมากๆ แต่หาจนแทบจะพลิกแผ่นดินแล้วหาเท่าไรก็ไม่เจอ หาอยู่ ๒ สัปดาห์ จนกระทั่งมาขอหลวงปู่ว่าด้วยบุญที่หลวงพี่ช่วยหลวงพ่อปั้นหลวงปู่ ขอให้หลวงปู่ช่วยให้หาเจอ ปรากฎว่ามีคนเอามาวางไว้ให้ตรงชั้นใกล้ๆ เครื่องชักผ้า หลวงพี่รู้สึกอัศจรรย์ใจมากๆ สิ่งที่อยากฝากไว้ จากการที่หลวงพี่เป็นลูกมือหลวงพ่อ หลวงพี่เห็นถึงความตั้งใจและความทุ่มเทของหลวงพ่อมาโดยตลอด และซาบซึ้งถึงความกตัญญูที่หลวงพ่อมีต่อหลวงปู่มากๆหลวงพี่คิดว่าหลวงพี่จะเอาบุญนี้ไปให้เยอะที่สุด โดยเอาบุญจากการเป็นผู้ช่วยท่าน และก็ทำบุญด้วยกำลังทรัพย์ที่ตัวเองพอจะมีอยู่อย่างเต็มกำลัง เพื่อเป็นการตอบแทนพระคุณหลวงปู่และหลวงพ่อ และหลวงพี่ก็อยากให้พวกเราเอาบุญนี้ไปเยอะๆ โดยเฉพาะผู้ที่มาทีหลัง ไม่ทันหล่อองค์แรก หลวงพ่อท่านอยากให้ลูกๆ ทุกคนได้รับบุญใหญ่นี้เพราะในอนาคตเมื่อใครมากราบไหว้หลวงปู่ แล้วน้อมนำท่านไปเป็นนิมิตแล้วเข้าถึงธรรม เราก็จะได้บุญไปอย่างไม่มีประมาณ หลานหลวงปู่.. หัวใจทองคำ เรื่องไม่ลับ แต่คนรุ่นหลังไม่รู้ ที่น้าองุ่นคุยกับปู่ผง น้าองุ่น สุขเจริญ หลานหลวงปู่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ การตายของมนุษย์ อาจทำให้เรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์คนนั้นดับลงไปด้วย แต่ก่อนที่ประวัติศาสตร์จะเลือนรางไปมากกว่านี้ เราจึงตัดสินใจเดินทางมายังบ้านเกิดของหลวงปู่วัดปากน้ำ เพื่อมาพบกับน้าองุ่นที่ จ.สุพรรณบุรี เพื่อมาสืบค้นถึงบุคคลในประวัติศาสตร์ แม้ท่านจะจากโลกนี้ไปนานแล้วก็ตาม ปู่ผง มีแก้วน้อย ปูมหลัง : เป็นหนึ่งในอุปัฏฐากใกล้ชิดหลวงปู่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญและมีศักดิ์เป็นน้องชายหลวงปู่ เพราะพ่อปู่ผงเป็นโยมน้าของหลวงปู่ ปัจจุบัน : ถึงแก่กรรมเมื่ออายุได้ ๙๐ ปี น้าองุ่นจะเป็นคนเล่า โดยเรื่องที่เล่าไม่ใช่ความลับ แต่เป็นเรื่องที่คนรุ่นหลังไม่รู้ หรือรู้ไม่หมด และในวันนี้เอง.. เรากำลังเปิดเผยให้ท่านรู้เรื่องราวทั้งหมด ประดุจอยู่ในเหตุการณ์ตอนนั้นด้วยกัน น้าองุ่นเป็นหลานของหลวงปู่ ที่ไปมาหาสู่กับปู่ผงบ่อยๆ จวบจนวาระสุดท้ายของชีวิตปู่ผง เรื่องที่น้าองุ่นเล่าเป็นเรื่องราวที่ได้พูดคุยกันตามประสาญาติสนิทกับปู่ผง ซึ่งได้ถูกบันทึกไว้ใน ความทรงจำที่ชัดเจนของน้าองุ่น และจะมาถ่ายทอดให้เราได้รับรู้กัน น้าองุ่น สุขเจริญ ปูมหลัง : มีศักดิ์เป็นหลานของหลวงปู่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ เพราะทวดของน้าองุ่นเป็นพี่สาวของแม่หลวงปู่ ปัจจุบัน : อายุ ๖๓ ปี อยู่อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี "ปู่ผง เป็นคนสุพรรณบุรีโดยกำเนิด มีอาชีพค้าไม้ค้ำต้นส้ม ปู่ผงจะหอบเอาไม้ค้ำต้นส้มไปขายแถวบางมด พอไปที ก็แวะไปหาหลวงปู่ที่วัดปากน้ำ ซึ่งตอนที่หลวงปู่เริ่มป่วย ญาติๆ ของท่าน ต่างส่งลูกๆ ของตัวเองมาคอยช่วยอุปัฏฐาก รวมแล้วทั้งหมด ๖ คน หนึ่งในนั้นก็คือ ปู่ผง ซึ่งเป็นอุปัฏฐากคนสำคัญ ผู้มีศักดิ์เป็นญาติผู้น้องของหลวงปู่ที่ได้อุปัฎฐากรับใช้ใกล้ชิดหลวงปู่ ก่อนที่ท่านจะมรณภาพเป็นเวลาถึง ๒ ปีเต็ม ปู่ผงได้เล่าว่า... ได้มาอุปัฏฐากหลวงพี่ (ปู่ผงเรียกหลวงปู่วัดปากน้ำว่าหลวงพี่) ตอนอายุ ๔๐ กว่าๆ ตอนนั้น หลวงพี่อายุประมาณ ๗o กว่าปี อุปัฏฐากจนกระทั่งมรณภาพ ช่วงที่หลวงพี่ป่วยท่านไม่เอาใคร หมอที่โรงพยาบาลถามท่านว่า ทำไมไม่เอาพระลูกวัดมาดูแล ท่านบอกไม่เอา เอาน้องชายดีกว่า คนอื่นไม่เอา นี่ท่านพูดเอง ถึงแม้ท่านจะป่วย แต่ท่านตื่นตี ๔ เป็นประจำ เราก็จะเอาน้ำมาให้ท่านล้างหน้าล้างตา ท่านมีเก้าอี้หวายอยู่ตัวหนึ่งท่านนั่งอยู่บนนั้น เราก็นั่งอยู่ตรงนั้นแหละ คอยจนกว่าอาหารจะมา ประมาณตี ๕ กว่าๆ อาหารมาแล้ว ก็เอามาจัดเตรียมท่านก็จะฉัน เวลาฉันท่านจะตะล่อมข้าวให้กลมอยู่กลางจานแล้วตักทีละช้อนๆ ท่านจะทำให้ข้าวในจานกลมตลอด พอฉันเสร็จท่านก็นั่งรับแขก เมื่อหมดเวลารับแขก ท่านก็ไปทำงานของท่าน คือนั่งวิปัสสนา พอ ๕ โมง ถึงจะออกมาฉันเพล เสร็จแล้วก็รับแขกต่อเลย พอรับแขกเสร็จ ก็ไปทำงานของท่านต่อ ตอนหลังท่านป่วยมากทำอะไรไม่สะดวก มือจับอะไรก็สั่น เวลาจะตักข้าวก็สั่นหกหมด เราต้องป้อนท่าน ความอดทนของท่านเด็ดขาดเลย ยิ่งช่วงที่ไปผ่าตัดที่โรงพยาบาลศิริราช นอนอยู่ที่นั่น ๖ เดือน ท่านไม่เคยบ่นว่ากูเมื่อยตรงนั้น ตรงนี้เลย ไม่เคยบ่นเจ็บปวดอะไรเลย อดทนจริงๆ แถมขนาดป่วยท่านก็ยังรับแขก แต่ทางโรงพยาบาลให้เข้าเยี่ยมเป็นเวลา มากันเยอะแยะเลย หลวงพี่ท่านก็นั่งหลับตาบนเก้าอี้ พวกญาติโยมก็นั่งสมาธิล้อมท่านอยู่ เป็นอย่างนี้ทุกวัน วันพฤหัสบดีจะมากกว่าเพื่อน ช่วงที่อุปัฏฐากหลวงพี่อยู่ ช่วงท่านสบายๆ ท่านก็ออกมานั่งเก้าอี้คุยกับเราว่า ไอ้ผง...ที่พวกมึงมาพยาบาลกูน่ะ พวกมึงเบื่อกันไหม เราก็ตอบท่านไปว่า ไม่เบื่อ หลวงพี่ท่านก็พูดว่าที่พวกมึงพยาบาลกูน่ะ มึงรู้ไหมว่า มันดีร้อย ดีพันแล้วนา ที่มึงปฏิบัติกูเนี่ย.. มึงปฏิบัติพระอื่น ๑๐ องค์ ยังไม่เท่าปฏิบัติกูองค์หนึ่งหรอก ตอนนั้น..แม่ชีถนอมก็นั่งอยู่ในเหตุการณ์นั้นด้วย แม่ชีถนอมเป็นแม่ชีที่เข้าถึงพระธรรมกาย หลวงพี่จึงให้ไปดูว่าผู้ปฏิบัติหลวงพี่ตายแล้วจะไปไหน แม่ชีถนอมนั่งเข้าที่ดูอยู่พักหนึ่งแล้วตอบว่า คนปฏิบัติหลวงพ่อต้องขึ้นสวรรค์เจ้าค่ะ..อย่างน้อยก็ดาวดึงส์ ที่กุฏิของหลวงพี่ท่านไม่มีสมบัติอะไรเลย ของท่านอย่าไปหา ไม่มีอะไรเลยจริงๆ ถ้าเป็นพระอื่นต้องมีบ้าง ไอ้โน่น ไอ้นี่โทรทัศน์มี อะไรก็มี ความจริงท่านจะซื้ออะไรก็ได้ โทรทัศน์ท่านก็ซื้อได้ เงินท่านถมถืดไป แต่ท่านไม่เอาเลย ไอ้ของพรรค์นี้ท่านไม่เอาเลย มีแต่อัฐบริขารแล้วก็ที่นอนที่ท่านใช้อยู่เท่านั้นอย่างอื่นไม่มีเลย เพราะท่านไม่สะสม มีคนไปทักหลวงพี่ว่า"โอ้โฮ! หลวงพ่อสร้างตึกอะไรให้พระอยู่ แล้วหลวงพ่อมาอยู่อย่างนี้ ทำไมหลวงพ่อไม่สร้างที่อยู่ให้มันดีบ้างล่ะ" ท่านบอกว่าไม่เอา เราให้เขามีความสุขก็พอใจแล้ว เราจะอยู่ยังไงก็อยู่ได้ จะกินยังไงก็กินได้ ให้เขามีความสุขก็แล้วกัน เขามาอยู่กับเราต้องให้ความสุขแก่เขา อย่าให้เดือดร้อน ให้ได้รับความร่มเย็น โรงเรียนมี ครูมี อยากเรียนก็เรียนเลย ใครอยากบิณทบาตก็ไป ใครไม่ไป ก็มีข้าวให้' ตั้งแต่น้ารู้จักปู่ผงมา น้าก็เห็นชีวิตแกลำบากมาก ตั้งแต่ยังไม่มีครอบครัว หรือตอนมีครอบครัวแล้วก็ลำบาก บ้านที่ปู่ผงอยู่ น้าไม่อยากให้ใครไปเลย เพราะสภาพมันแย่เหลือเกินเป็นกระต๊อบไม้เก่าๆ เล็กๆ พื้นที่กิน ที่นอน ครัว ทุกสิ่งทุกอย่างใช้พื้นที่ เดียวกันหมด ใต้ถุนบ้านก็สกปรกยุงชุมเป็นน้ำครำเหม็นๆ ปู่ผงมีชีวิตที่ลำบากยากจนถึงขนาดหลวงปู่ท่านต้องเอ่ยปากให้ปู่ผงทำบุญ ตอนนั้นหลวงพี่ท่านบอกว่า ไอ้ผง...มึงเอาเงินมาทำบุญสร้างโรงเรียนปริยัติกับกู เราก็ตอบท่านไปว่า ทำไมจะต้องมาเอาเงินกับผมด้วยล่ะ หลวงพี่ก็รู้ว่าผมไม่มี ให้ไปเอากับนายห้างสวัสดิ์หรือคุณนายล้อมสิ เขาก็สร้างให้แล้ว ท่านก็บอกเราอีกว่าไอ้ผง..ที่มึงยากจนอยู่ทุกวันนี้ เพราะมึงไม่มีสายสมบัติ ติดตัวมาเลย มันถึงได้ยากจน ถ้ามึงเอาเงินมาทำบุญกับกู ๒๕ บาทเนี่ย เท่ากับมึงจะมีสมบัติพันล้านติดตัวเชียวนะ ภพชาติต่อไปมึงจะไม่จนแบบนี้ เราก็เลยไปหาเงินมา ๒๕ บาทมาทำบุญสร้างโรงเรียนปริยัติกับท่าน และหลวงพี่ยังบอกอีกว่าที่มึงทำบุญกับกูน่ะ ถูกพระธรรมกายนับอสงไขยองค์ไม่ถ้วนทีเดียว ต่อไปคำว่าจนไม่ต้องพูดกันล่ะ ต่อไปอีกกี่ภพกี่ชาติก็มีสายสมบัติติดตัวไป จะไม่ยากไม่จนอีก พอน้ามาฟังปู่ผงเล่าเรื่องนี้ให้ฟัง แล้วได้มารู้ถึงบุพกรรมของแกทีหลังว่า ที่ปู่ผงจนมากก็เพราะอดีตชาติแกเคยเกิดเป็นมหาดเล็กที่ไม่ชอบทำทาน และคิดเสียดายทรัพย์ที่พระราชาเอามาบริจาค และมักคิดในใจกลัวว่าสมบัติพระราชาจะหมดด้วยกรรมนี้เอง ทำให้ปู่ผงเกิดมาชาตินี้ ทั้งจน ทั้งลำบาก นี่ขนาดแกแค่คิดเสียดายแทนนะ แล้วคนที่ห้ามทำบุญกับหลวงปู่ หรือขวางการทำบุญกับท่าน น้าไม่อยากจะนึกเลยว่าชาติหน้าเขาจะลำบากยากจนขนาดไหน น้าว่าเรื่องนี้มันให้ข้อคิด..เพราะจริงๆ หลวงปู่ท่านไม่ได้อยากได้เงินของปู่ผงเลยสักนิด เพราะมีคนแห่มาทำบุญกับท่านเหลือเฟื้อ และท่านจะช่วยปู่ผง โดยให้เงินปู่ผงไว้ใช้โดยไม่ต้องลำบากก็ยังได้ แต่หากใช้วิธีนี้ชาติหน้าปู่ผงก็ยังลำบากยากจนอยู่ดี แต่ท่านคิดช่วยปู่ผงโดยบอกให้ปู่ผงทำบุญทั้งๆ ที่เงิน ๒๕ บาท มันมากสำหรับปู่ผงมากๆ แต่ท่านก็ยังให้ปู่ผงทำเพื่อไม่ให้ชาติหน้าปู่ผงต้องเกิดมาจนอีก หลังจากที่ปู่ผงทำบุญกับหลวงปู่ไปแล้ว ท่านได้มอบพระของขวัญให้ปู่ผงองค์หนึ่ง ท่านบอกว่า ให้เก็บพระของขวัญไว้ให้ดี มึงรู้ไหม ถ้าใครเอาไปบูชาเท่ากับมีสมบัติเป็นพันล้านทีเดียว ถ้าบูชาดีๆ ก็เท่ากับมีสมบัติจักรพรรดิเลยทีเดียว ซึ่งปู่ผงก็ได้ทำตามที่หลวงปู่แนะนำและนำพระของขวัญพกติดตัว จนได้พบกับอานุภาพในวันที่ขึ้นรถเมล์จากสุพรรณมานครปฐม พอรถเมล์วิ่งมาถึงสามแยกก็คว่ำทั้งคัน คนในรถ ๑๑ คน หัวร้างข้างแตก แขนหัก เลือดออก แต่ปู่ผงไม่เป็นอะไรเลย ซึ่งปู่ผงอัศจรรย์ใจมาก อีกหนครั้งที่หลานชายแกขับแท็กซี่ไปชนมา รถพังหมด ใครเห็นก็นึกว่าไม่รอด ถามมันว่า..มึงรอดมาได้ยังไงวะ หลานชายบอกว่า เหมือนมีคนจับมันอุ้มออกไป ซึ่งในรถมีรูปหลวงปู่วัดปากน้ำแปะอยู่หน้ารถทำให้รอดมาได้ ตั้งแต่ปู่ผงรู้จักวัดพระธรรมกาย แกก็ได้มาวัด แต่ก็มาไม่ค่อยไหว เพราะชรามากแล้ว ถ้าจะมาต้องให้คนไปรับ แต่น้าจะสังเกตเห็นว่า ปู่ผงจะมีความปีติดีใจในทุกครั้งไม่ว่าวัดจะมีการทำบุญอะไร โดยเฉพาะบุญที่เกี่ยวข้องกับหลวงปู่ น้ายังชวนแกมาวัดพระธรรมกายเลย น้าบอกแกว่า หลวงพ่อธัมมชโยท่านจะสร้างวิหารเอาไว้ประดิษฐานรูปหล่อทองคำของหลวงปู่ ปู่..ไปเอาบุญกันไหม ปู่ผงแกตอบว่า กู..ก็อยากไป แต่กูขี้เยี่ยวลำบาก ที่กูอยากไปเพราะหลวงพี่เคยบอกกูว่าใครทำอะไรให้หลวงพี่ไม่ว่าท่านตายแล้วหรือยังมีชีวิตอยู่ ได้บุญไม่ต้องพูดกันละวะ น้าก็ถามปู่ผงว่า ทำไมไม่ต้องพูดล่ะ ปู่ผงบอกว่าก็ได้บุญมากนะสิ น้าก็ถามต่อว่า ได้บุญขนาดไหน ปู่ผงบอกว่า บอกไม่ถูก ประมาณไม่ได้ หลวงพี่ท่านว่า..เป็นไขยๆ กัปๆ ทีเดียวแล้วสุดท้าย น้าก็ถามปู่ว่า ตกลงจะไปแน่หรือเปล่า ปู่บอกว่าแน่ แล้วปู่ก็ถามว่า มึงจะมารับกูหรือเปล่า น้าก็บอกว่ามา... ปู่ผงมักจะพูดเสมอว่า หลวงปู่ท่านเป็นคนจริง ทำอะไรแล้วทำจริง อย่างที่หลวงปู่เคยพูดให้ปู่ผงฟังว่า ถ้าไม่ชนะมารจะไม่ไปไหน ยอมตายอยู่ที่วัดปากน้ำ ถ้าสู้ไม่ได้ท่านไม่ยอมท่านตายแล้วเกิดใหม่ ท่านต้องปราบมารให้สิ้นเชื้อ ตอนที่หลวงปู่สู้กับมาร มารมันถามหลวงปู่ว่า จะปราบหรือจะโปรดหลวงปู่บอกว่า 'ปราบ' มารมันบอกหลวงปู่ว่า 'มีแต่เขาจะโปรด หลวงปู่เก่งขนาดไหนจะปราบ หลวงปู่บอกปราบอย่างเดียวไม่โปรด' ด้วยความที่เราเป็นลูกหลานแท้ๆ ของหลวงปู่ สิ่งหนึ่งที่เราห่วงกันมาก ก็คือ กลัววิชชาธรรมกายที่หลวงปู่อุตส่าห์ค้นพบจะไม่มีผู้สืบทอด เรื่องนี้... น้าเคยได้ยินปู่ผงคุยกับปู่ใส(หลานหลวงปู่) คุยเรื่องนี้กันเป็นปี ถามกันไปถามกันมาอยู่หลายครั้ง ปู่ใสพูดกับปู่ผงว่า ถ้าหลวงพี่เป็นอะไรไป ก็ห่วงแต่วัดปากน้ำว่าพระเถรเณรชีจะพากันอด ปู่ผงก็ตอบว่า หลวงพี่น่ะ...ไม่ห่วงหรอกวัดปากน้ำ ท่านห่วงวิชชาธรรมกายของท่าน แต่ในช่วงหลังปู่ผงก็มาบอกปู่ใสว่า ตอนนี้หลวงพี่ท่านไม่ห่วงแล้วนะ ปู่ใสถามว่าทำไม ปู่ผงก็ตอบอีกว่า หลวงพี่ท่านบอกว่าผู้สืบทอดวิชชาน่ะ...เกิดแล้ว ปู่ใสก็ถามว่า ใช่ญาติเรา หรือคนในวงศ์วานของเรารึเปล่า ปู่ผงก็ตอบว่า เปล่า..เป็นคนสิงห์บุรี ! เรื่องผู้สืบทอดนี้ เป็นเรื่องที่อยู่ในใจน้ามาตลอด จนกระทั่งน้าได้มีโอกาสมาทราบประวัติหลวงพ่อธัมมชโยจากหนังสือโลกทิพย์เมื่อ ๒๐ กว่าปีก่อนนี้ ว่าท่านเป็นคนสิงห์บุรี แล้วมาศึกษาวิชชาธรรมกายของหลวงปู่จากคุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง พอน้าและญาติๆ อ่านเสร็จตอนหลังก็จ้างรถชวนญาติๆ หลวงปู่มาวัดพระธรรมกาย มากราบหลวงพ่อธัมมชโยกัน ๑๐ กว่าคน พอเจอท่านเท่านั้นแหละป้าละออ หลานสาวแท้ๆ ของหลวงปู่ท่านก็ปล่อยโฮ ร้องไห้ใหญ่เลย บอกพวกเรามาถูกทางแล้วๆ เพราะหลวงปู่เคยบอกไว้ว่า คนได้ธรรมกายจะสว่างแบบนี้ และนับจากนั้นน้าเองก็ได้มาวัดมาสร้างบารมีเรื่อยมา และได้ย้อนกลับไปหาปู่ผงใหม่ให้แกช่วยเล่าเรื่องเกี่ยวกับผู้สืบทอดให้น้าฟังอีก แกบอกว่าเคยถามหลวงปู่เรื่องนี้หลายครั้ง และแกก็ย้ำอีกในครั้งล่าสุด ว่า"หลวงพี่เคยบอกอีกในช่วงที่อาพาธมากๆ ใกล้มรณภาพว่าคนดีเขามาแล้ว จะมาแทน มาจากทางสิงห์บุรี คนนั้นเขาดี เขามีวิชชาธรรมกายเด่นมาก บุญบารมีของเขามาก เขาจะเผยแผ่วิชชาธรรมกายไปทั่วโลก...” ต่อมาในบั้นปลายชีวิต ปู่ผงมองไม่เห็น มีอาการเหมือนเป็นตาต้อ จึงได้รับความเมตตาจากพระเดชพระคุณหลวงพ่อให้หมอมารักษาตาให้ แต่หมอบอกว่าประสาทตาตายหลายปีแล้วไม่สามารถรักษาให้หายได้ ต่อมาปู่ผงเสียชีวิตด้วยโรคอัมพฤกษ์ตอนอายุได้ ๙๐ ปี ยังมีอีกมากที่เกี่ยวกับหลวงปู่และคุณวิเศษของท่าน จะให้เล่าต่อเดี๋ยวจะไม่จบ แต่สิ่งหนึ่งที่น้าอยากจะบอกคือ การที่น้าได้มาเป็นลูกหลานหลวงปู่แท้ๆ เป็นสิ่งที่ทำให้น้าภูมิใจที่สุดเพราะหลวงปู่ท่านจะรื้อสัตว์ขนสัตว์ไปจนกว่าจะถึงที่สุดแห่งธรรม น้าจึงได้อธิษฐานตอกย้ำทุกครั้งขอให้ได้เกิดเป็นสายเลือด เป็นเชื้อสายของท่านอีกทุกภพทุกชาติ และขอให้ได้มาเล่าเรื่องราวของท่าน เรื่องอะไรที่เกี่ยวกับท่าน ถ้าน้าไม่รู้ก็ขอให้รู้ ที่รู้แล้วก็ขอให้จำได้แม่นยำ เพื่อเอาไว้ถ่ายทอดให้คนรุ่นหลังฟัง เพื่อช่วยท่านธำรงไว้ซึ่งวิชชาธรรมกาย งานใดที่ใครทำไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นงานเล็กงานใหญ่ เมื่อมาถึงมือน้าจะขอเอาชีวิตเป็นเดิมพันทำให้สำเร็จทุกอย่าง และสุดท้ายนี้..ก็ใกล้วันหล่อหลวงปู่ด้วยทองคำเข้ามาทุกวันๆ แล้ว อย่าลืมชวนกันมาเอาบุญกับท่านเยอะๆ กันนะ..." ทำไม.. ต้องหล่อ รูปเหมือนหลวงปู่ ด้วยทองคำ การหล่อรูปเหมือนหลวงปู่ด้วยทองคำ เป็นอามิสบูชา ที่ก่อให้เกิดการปฏิบัติบูชาต่อเนื่องอย่างไม่ขาดสาย เพราะการบูชาเป็นกุศโลบายอย่างหนึ่งในการฝึกใจที่หยาบกระด้างให้อ่อนลงจนสามารถน้อมรับคุณธรรมของผู้อื่นไปปฏิบัติตามได้ ดังนั้น..ผู้ที่ยังไม่เข้าใจในคุณธรรมความดีของผู้ที่ควรบูชาหากได้ชินกับการบูชาแล้ว ในที่สุดย่อมเห็นและตระหนักถึงคุณธรรมที่มีอยู่ในตัวของผู้ที่ควรบูชาอย่างแจ่มชัด โดยเฉพาะในขณะที่มีความทุกข์ คนเราจะดิ้นรนเพื่อแสวงหาทางพ้นทุกข์ โดยการหาที่พึ่งที่คิดว่าดีที่สุด และเมื่อได้มาพบรูปหล่อหลวงปู่ที่เกิดจากวัสดุที่มีค่าที่สุด ก็จะสนใจหันมาศึกษาเรื่องราวของท่านจนเกิดความเลื่อมใส และเกิดความรู้สึกอยากปฏิบัติตามข้อวัตรปฏิบัติเพื่อให้พ้นทุกข์ และที่สำคัญการหล่อรูปเหมือนของหลวงปู่ เป็นการประกาศให้โลกรับรู้ถึงคุณความดีของท่านโดยวิธีอันชาญฉลาด เพราะการหล่อท่านด้วยทองคำ จะทำให้ชาวโลกต่างสงสัยและเกิดคำถามตามมาอย่างนับไม่ถ้วนว่าทำไมต้องหล่อท่านด้วยทองคำ และนั่นก็เป็นโอกาสที่เราจะได้เล่าประวัติ คุณธรรมของท่าน และชักชวนเขาให้ทำตามข้อวัตรปฏิบัตินั้น อีกทั้งเมื่อเวลาผ่านไปเข้าสู่ยุคที่ทองคำหายากและราคาแพงกว่านี้ หรืออีก ๑,๐๐๐ ปีข้างหน้า ก็จะเกิดคำถามให้โจษขานซ้ำๆ อย่างไม่รู้จบว่า ทำไมชาวโลกยุคหนึ่งจึงเกิดมหาศรัทธาอย่างแรงกล้า ร่วมใจกันหล่อรูปเหมือนท่านด้วยทองคำแท้ซึ่งเป็นวัสดุที่มีมูลค่ามหาศาลขนาดนั้น อีกทั้งยังหนักถึง ๑ ตัน และปริศนาตรงนี้เองจะตรึงให้ชาวโลกมุ่งค้นหาคำตอบว่า ท่านเป็นใคร สำคัญอย่างไร จนรู้สึกซาบซึ้งและหันมาปฏิบัติธรรมเพื่อหาทางพ้นทุกข์ตามคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ดังเช่นหลวงปู่... ความยาก ๗ ประการ กับโอกาสที่มาถึง การหล่อรูปเหมือนหลวงปู่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นท่ามกลางเหตุแห่งความยาก ๗ ประการ คือ... ๑.แค่จะหาบุคคลที่มีความคิดจะหล่อพระด้วยทองคำขนาดใหญ่ทั้งองค์ขนาดนี้...ก็ยากเต็มที เพราะทองคำเป็นวัสดุที่มีราคาสูง ดังนั้นจึงมีคนจำนวนมากหล่อพระด้วยสำริด และมีคนจำนวนน้อยหล่อพระด้วยทองคำ ๒.หากเราเป็นผู้มีทรัพย์น้อย ตลอดชาตินี้ก็คงหมดโอกาสที่จะหล่อพระขนาดใหญ่ตามลำพังด้วยตัวเอง ๓.แม้จะเป็นผู้ที่มีทรัพย์จำนวนมหาศาล และหล่อพระตามลำพังได้ด้วยทรัพย์ของตนเอง ก็จะไม่ทรงพลานุภาพเท่าการหล่อพระที่เกิดจากพลังมหาศรัทธาของหมู่คณะใหญ่รวมกัน อีกทั้งในอนาคตถ้าผู้มีทรัพย์นั้นสิ้นอายุขัยแล้ว ก็จะหาผู้ดูแลรักษาองค์พระได้ยาก เพราะพระที่หล่อไม่ได้เป็นสมบัติของส่วนรวม ที่มหาชนทั้งหลายเกิดความรู้สึกว่าต้องช่วยกันรักษา ๔.มีบุคคลในโลกนี้น้อยคนนัก ที่สามารถเป็นศูนย์รวมใจเพื่อรวบรวมทองคำแท้จำนวนมหาศาลได้ ๕.มหาปูชนียาจารย์ผู้มีความบริสุทธิ์ บริบูรณ์ บังเกิดขึ้นได้ยาก อีกทั้งมหาปูชนียาจารย์ผู้นั้น ท่านต้องมีบุญที่สั่งสมมาทางด้านนี้มากพอที่จะดลใจให้มนุษย์ยุคนั้น เกิดมหาศรัทธาอย่างแรงกล้าคิดหล่อท่านด้วยวัตถุธาตุอันเลิศ เช่น ทองคำ ๖.ผู้ที่คิดจะหล่อรูปเหมือนหลวงปู่ ต้องมีบุญที่เคยสั่งสมมากับท่าน หากแม้ไม่เคยสั่งสมบุญมากับท่าน ก็ต้องมีบุญพิเศษอื่นๆ ที่เคยสั่งสมมาในอดีตไปดลใจทำให้เกิดปัญญาคิดต่อบุญให้กับตนเอง ๗.หากหล่อเสร็จไปแล้ว แต่เราเพิ่งเกิดศรัทธา หรือมาทีหลัง คิดอยากจะหล่อ ก็ไม่อาจรื้อกลับมาหล่อใหม่ได้เมื่อโอกาสมาถึงแล้ว เราคงต้องเป็นผู้เลือก ผู้ตัดสินใจด้วยตัวเอง เพราะจะมีสักกี่ชาติ จะมีสักกี่ครั้ง ที่เราจะได้สร้างมหากุศลอันยิ่งใหญ่ ที่บริสุทธิ์ บริบูรณ์ เช่นนี้ติดตัวไป... ข้อแตกต่าง ระหว่าง การส่งผลของบุญที่ทำทันที แต่ทยอยทำไปเรื่อยๆ จนครบ กับรอให้มีเงินครบก่อนแล้วค่อยทำบุญทีเดียว หากทำบุญทันที แต่ทยอยทำไปเรื่อยๆ จนครบ เมื่อบุญส่งผล จะทำให้เวลาได้อะไรก็จะได้ก่อน ได้ทันที แต่สมบัติจะทยอยเกิด และเกิดขึ้นกับเราทีละไม่มาก แต่สมบัติจะมาเรื่อยๆ ไม่ขาดสาย ซึ่งการทำบุญอย่างนี้มีข้อดีตรงที่ หากเรากำลังมีวิบากกรรมที่กำลังรอส่งผลอยู่พอดี บุญนี้จะไปชิงช่วงตัดรอนวิบากได้ทันเวลา ทำให้จากหนักเป็นเบา จากเบาเป็นหาย หากตายก็ไปดี อีกกรณีหนึ่ง ตั้งใจจะทำบุญแน่ๆ แต่รอให้เงินครบก่อนค่อยทำบุญเต็มๆ เลยทีเดียว เวลาบุญส่งผลจะทำให้นานๆ ได้สมบัติที แต่ได้ทีละมากๆ ได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยเป็นกอบเป็นกำ แต่มีข้อเสีย คือ ระหว่างรอให้มีทรัพย์ครบก่อนนั้น หากมีวิบากกรรมรอส่งผลอยู่พอดี วิบากกรรมอาจชิงช่วงส่งผลตัดรอนไปก่อน เช่น เกิดอุบัติเหตุ ป่วย มีปัญหาการเงินเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน และหากโชคร้ายเสียชีวิตเราก็อาจไม่ได้ทำบุญนี้ด้วยตัวเอง อานิสงส์ ของการหล่อพระ ด้วยทองคำ อารยธรรมการสร้างและหล่อสิ่งที่เป็นที่เคารพสักการะไว้บูชา ไม่ใช่มีเฉพาะในพุทธศาสนาเท่านั้น แต่มีมาตั้งแต่บรรพกาล เช่น รูปหล่อเทพเจ้าหน้ากากฟาโรห์ของอียิปต์ ซึ่งวัสดุที่นำมาหล่อแสดงให้เห็นถึงอารยธรรมความเจริญ ภูมิปัญญา และความสูงส่งของจิตใจของมนุษย์ในยุคนั้นๆ สำหรับชาวพุทธที่ปรารถนามหากุศลใหญ่ก็เช่นกัน จะมีความนิยมหล่อพระกันมากเพราะถือว่ามีอานิสงส์แรงกว่าบุญทั่วไป ดังมีหลักฐานให้เห็นจากพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมือง พระในโบสถ์ พระประจำวันเกิด พระประจำตระกูล พระประจำตัว หรือแม้แต่รูปหล่อพระเกจิอาจารย์ชื่อดัง ซึ่งพระที่สร้างนั้น สร้างด้วยวัสดุต่างๆ เช่น ไม้ศิลา ปูน สำริด ทองเหลือง เงิน นาค ทองคำ และรัตนชาติ แต่ที่นิยมมากที่สุด ทุกยุคทุกสมัยจะเป็นสำริด ซึ่งมีส่วนผสมระหว่างทองแดงและดีบุก เพราะราคาไม่สูงจนเกินไปนัก ดังนั้น ทองคำ ซึ่งเป็นธาตุที่มีค่าที่สุด จึงได้รับความนิยมในการหล่อพระน้อย เนื่องจากมีราคาแพงมาก จึงเป็นเหตุให้มีคนจำนวนเพียงน้อยนิดที่คิดจะสร้างพระองค์ใหญ่ๆ ด้วยทองคำ ฉะนั้น การหล่อรูปเหมือนของหลวงปู่ด้วยทองคำแท้ขนาดเท่าครึ่งขององค์จริง จึงเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นยาก และการทำในสิ่งที่เกิดขึ้นได้ยากนี่เอง ทำให้เราได้อานิสงส์มาก ดังมีรายละเอียด ดังนี้ ๑. เมื่อไปเกิดในภพใดชาติใด สมบัติใดที่ขึ้นชื่อว่าเป็นเลิศที่สุดเท่าที่มนุษย์พึงมีในยุคนั้น เราจะเป็นผู้ได้ครอบครองสมบัตินั้น เพราะได้ทำบุญด้วยทองคำซึ่งขึ้นชื่อว่า เป็นธาตุที่เลิศที่สุด ๒. สามารถเข้าถึงฐานะแห่งความเป็นมหาเศรษฐี ที่ถึงพร้อมด้วยโภคทรัพย์สมบัติอันมากมาย เพราะได้บริจาคทรัพย์ไว้ในพระพุทธศาสนา และเนื้อนาบุญอันเลิศ ๓. เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยรูปสมบัติอันงดงามตั้งแต่เกิดจนสิ้นอายุขัยเพราะทำบุญด้วยทองคำ ซึ่งเป็นธาตุที่งามอยู่ในตัวเองตั้งแต่แรกเริ่ม และมีความงามที่เป็นอมตะ ไม่หมองคล้ำผุกร่อน แม้กาลเวลาจะผ่านไปเป็นพันๆ ปี ๔. เกิดในตระกูลสูง เข้าถึงฐานะอันสูงส่ง เป็นที่เคารพนับถือเกรงใจของเหล่ามนุษย์และเทวา เพราะขึ้นชื่อว่าบูชาบุคคลที่ควรบูชา ซึ่งถือเป็นมงคลอันสูงสุด ๕. เป็นผู้มีบุตร บริวาร ให้ความเคารพ กตัญญู อยู่ในโอวาท เพราะได้ทำทานด้วยความเคารพ ความกตัญญู ที่มีต่อมหาปูชนียาจารย์ ๖. เป็นผู้มีปัญญาเป็นเลิศ เพราะได้ทำทานที่ประกอบไปด้วยปัญญา บูชาผู้ที่มีปัญญาถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ ๗. ขึ้นชื่อว่ามีสายบุญเชื่อมกับมหาปูชนียาจารย์ และธรรมใดที่ท่านบรรลุ ก็จะสามารถบรรลุตามอย่างท่านได้โดยง่าย สามารถเข้าถึงนิพพาน และที่สุดแห่งธรรมได้โดยง่าย ๘. เป็นผู้มีสัมมาทิฐิ เกิดในปฏิรูปเทส ในดินแดนที่พระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรือง เพราะได้สร้างเหตุแห่งความเจริญไว้ในพระพุทธศาสนา ——— ๙. หลังจากละโลกแล้ว ได้ไปเสวยทิพยสมบัติอันเป็นเลิศถึงพร้อมด้วยลาภ ยศ สรรเสริญ สุข ในทิพยวิมาน