ผู้ค้นพบวิชชาธรรมกาย เกิดมาว่าจะมาหาแก้ว พบแล้วไม่กำ จะเกิดมาทำอะไร อ้ายที่อยากมันก็หลอก อ้ายที่หยอกมันก็ลวง ทำให้จิตเป็นห่วงเป็นใย เลิกอยากลาหยอก รีบออกจากกาม เดินตามขันธ์สามเรื่อยไป เสร็จกิจสิบหก ไม่ตกกันดาร เรียกว่านิพพานก็ได้ บูชาครู บูชาธรรม วันอาทิตย์ที่ ๓ มีนาคม ๒๕๓๓ ที่จะถึงนี้ ตรงกับวันมาฆบูชามหาสมาคม เป็นวันที่มีความหมายและมีความสําคัญยิ่งสําหรับพวกเราเหล่ากัลยาณมิตร เพราะตรงกับวันคล้ายวันครบรอบ ๒๖ ปีของการสร้างวัดพระธรรมกาย เหล่าศิษยานุศิษย์ของหลวงพ่อวัดปากน้ำภาษีเจริญ ทายาททางธรรมกลุ่มหนึ่ง นําโดยพระสุธรรมยานเถร (หลวงพ่อธัมมชโย) มีปณิธานมุ่งมั่นในการสร้างวัดให้เป็นศูนย์รวมแห่งการเผยแผ่วิชชาธรรมกาย ศูนย์รวมในการพัฒนาคุณธรรมให้แก่ประชาชนของชาติ ซึ่งมีความเจริญก้าวหน้ามาเป็นลําดับ จนส่งผลให้มีการขยายพื้นที่เพื่อสร้าง ศูนย์กลางธรรมกายแห่งโลก ขึ้น โดยกําหนดบริเวณที่สําคัญ เช่น สถานที่สร้างธรรมกายเจดีย์ เจดีย์แห่งพระรัตนตรัย สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ยิ่งใหญ่ของมวล มนุษยชาติ และที่สําคัญคือ วิหารที่ประดิษฐานรูปหล่อทองคําพระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) เพราะพวกเราทุกคนต่างระลึกนึกถึงพระคุณของท่าน หากท่านไม่สละชีวิตจนค้นพบวิชชาธรรมกายแล้วละก็ พวกเราคงจะต้องเวียนวนอยู่ในวัฏฏสงสารแบบไร้จุดหมาย แต่ด้วยความเมตตากรุณาอย่างสูงส่ง ท่านได้สืบทอดแนะนําการปฏิบัติธรรมวิชชาธรรมกายมายังคุณยายอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง และสืบต่อมายังพระสุธรรมยานเถร (หลวงพ่อธัมมชโย) ผู้เป็นประธานในการสร้างศูนย์กลางธรรมกายแห่งโลกนี้ บัดนี้.. .พวกเราทุกคนจะได้มีส่วนในการตอบแทนพระคุณอันยิ่งใหญ่ของท่าน ด้วยการสร้างวิหารที่ประดิษฐานรูปหล่อทองคําพระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว เพื่อพวกเราและชาวโลกทั้งหลายจะได้มาร่วมกันสักการบูชาให้เกิดความเป็นศิริมงคลแก่ชีวิต และตระหนักในโอวาทของพระสุธรรมยานเถร(หลวงพ่อธัมมชโย)ที่ว่า “เป้าหมายเป็นหลัก อุปสรรคไม่มี” พวกเราทุกคนจึงร่วมใจกันทุ่มเทสร้างวิหาร ด้วยความตั้งใจจริงอันแน่วแน่ มุ่งมั่น และไม่หวั่นเกรงต่อปัญหาและอุปสรรคใด ๆ ทั้งสิ้น เพื่อแสดงออกถึงดวงใจอันบริสุทธิ์บนพื้นฐานแห่งความกตัญญูกตเวทิตาให้เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาของมนุษย์และเทวดาทั้งหลาย ขออานุภาพแห่งความตั้งใจที่พวกเราทุกคนจะได้ตอบแทนพระคุณของท่าน ในการสร้างวิหารที่ประดิษฐานรูปหล่อทองคําพระมงคลเทพมุนี(สด จนฺทสโร) นี้ และขออํานาจรัศมีกําลังฤทธิ์ของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ในอายตนนิพพาน จงปกปักคุ้มครองรักษาให้พวกเราทุกคนประสพความสุขความเจริญยิ่งๆ ขึ้นไป ให้เป็นมหาเศรษฐีผู้ใจบุญ ค้ำจุนพระพุทธศาสนา ให้รู้แจ้งแทงตลอดในวิชชาธรรมกาย ที่หลวงพ่อวัดปากน้าภาษีเจริญค้นพบได้โดยง่าย ตราบกระทั่งไปถึงที่สุดแห่งธรรม เทอญ. คณะผู้จัดทํา ๒๕ พฤศจิกายน ๒๕๓๘ สารบัญ บูชาครู บูชาธรรม ๓ พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) ผู้ค้นพบวิชชาธรรมกาย ๗ อานุภาพพระของขวัญวัดปากน้ำ ๑๙ อาราธนาพระพุทธเจ้ามาสร้าง ๒๒ เปล่งรัศมีรักษาโรค ๒๓ ปาฏิหาริย์ลอยได้ ๒๔ พูดช่วยชิวิต ๒๕ พูดให้ลาภ ๒๖ รถทับ รถชนไม่ตาย ๒๘ ถูกระเบิดที่เกาหลี รอดตายคนเดียว ๒๙ ตกต้นมะพร้าวแปดวา..เฉย ๒๙ บูชาเพื่อความก้าวหน้าในชีวิต ๓๐ มีแล้วไม่หมั่นบูชา...หาย ๓๒ สู้ไม่ได้...ตายเถอะ ๓๓ เกร็ดประวัติชีวิตพระมงคลเทพมุนี ๓๗ พระคุณอันยิ่งใหญ่และการตอบแทนคุณ ๔๗ พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) ผู้ค้นพบวิชชาธรรมกาย วันนี้เป็นไงเป็นกัน หากเราไม่บรรลุธรรม ที่พระบรมไตรโลกนาถ ได้ทรงบรรลุละก็ เราจะถวายชีวิตเป็น พุทธบูชา จันทร์เพ็ญเดือนสิบ ลอยฟ่องฟ้าอยู่ท่ามกลางดวงดาวที่ดารดาษระยิบระยับทอแสงนวลลูบได้ไปทั่ว กระทบพื้นน้ำคลองบางกอกน้อยที่มีลมอ่อน ๆ พัดระลอกให้พลิ้วเข้าสู่ฝั่งมิขาดสาย ฝนที่เพิ่งขาดเม็ดเมื่อตอนค่ำยังคงทิ้งหยาดละอองน้ำติดค้างอยู่ตามใบหญ้าสะท้อนรับแสงจันทร์ดูแพรวพราวราวกับเพชรที่โปรยปรายเอาไว้ ภายในโบสถ์วัดบางคูเวียง ดูเงียบเชียบวังเวง ได้ยินแต่เสียงหรีดหริ่งเรไรดังแผ่ว ๆ มาจากข้างนอก แสงจันทร์ที่ส่องผ่านหน้าต่างบานใหญ่เข้ามา ช่วยให้มองเห็นพระปฏิมากรประดิษฐานอยู่บนแท่นและทุกสิ่งภายในโบสถ์ได้อย่างชัดเจน บนพื้นเบื้องล่างตรงหน้าพระพักตร์องค์พระปฏิมากร สมณะรูปหนึ่งนั่งสงบนิ่งอยู่ในท่าสมาธิคู้บัลลังก์ กายตั้งตรงไม่ไหวติงเสมือนสิ่งไรชีวิต นานแสนนาน... จวบจนแสงจากดวงจันทร์ที่เคลื่อนคล้อยหลังเที่ยงคืนสาดปะทะร่างจนเห็นได้ทั้งองค์ คะเนอายุราว ๓๐ เศษ รูปร่างสันทัด หน้าผากกว้าง บ่งถึงลักษณะของผู้ทรงปัญญาอันล้ำเลิศ ลมเย็นพัดมาวูบหนึ่ง ผ้ากาสาวพัสตร์ที่ครองอยู่สั่นพลิ้วน้อย ๆ พร้อมกับมีเสียงถอนลมหายใจยาว ดังจนได้ยินชัด รอยยิ้มค่อย ๆ ปรากฏขึ้นบนมุมปาก ใบหน้าอิ่มเอิบเต็มไปด้วยความปรีดาปราโมทย์ รำพึงออกมาเบาๆ "เออ...มันยากอย่างนี้นี่เอง ถึงได้ไม่บรรลุกัน ความเห็น ความจำ ความคิด ความรู้ ต้องรวมเป็นจุดเดียวกัน เมื่อหยุดแล้วจึงดับ เมื่อดับแล้วจึงเกิด" เสียงรำพึงเงียบลงในฉับพลัน ขยับกายเล็กน้อยกลับคืนสู่ท่าสงบขับความปีติที่บังเกิดขึ้นให้หมดสิ้นไป หลับตาเพ่งพิจารณาธรรม ทบทวนให้แน่ใจทั้งอนุโลมและปฏิโลม ความปีติเป็นศัตรูของสมาธิ แต่ก็เป็นการยากแก่พระภิกษุรูปนี้ จะระงับมิให้ความปีติเกิดขึ้นได้ เพราะเป็นความสำเร็จในความพากเพียรที่ได้พยายามมาเป็นเวลานานตลอดระยะเวลา ๑๑ ปี ในชีวิตสมณเพศ สละฆราวาสวิสัย จากหนุ่มพ่อค้าข้าว ซึ่งในสมัยโน้นพอเอ่ยชื่อ สด มีแก้วน้อย บรรดาพ่อค้าและชาวนาอำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี รู้จักกันดีว่า เป็นพ่อค้าข้าวที่ขยันหมั่นเพียร สัตย์ซื่อ อารีอารอบ จะเป็นพ่อค้าที่มั่งคั่งและมีอนาคตไกล แต่สิ่งเหล่านี้มิใช่สิ่งปรารถนา เพราะได้ตั้งจิตมุ่งจะตัดปลิโพธและอาลัยเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์อันเป็นธงชัยของพระอรหันต์ ศึกษาธรรมของพระผู้พิชิตมารให้บรรลุจงได้ พระภิกษุสดบวชได้เพียงวันเดียว รุ่งขึ้นก็เรียนกรรมฐานกับหลวงพ่อโหน่ง อินฺทสุวณฺโณ ผู้เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ณ วัดสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี และนับว่าเป็นบุรพาจารย์ผู้ให้กรรมฐานเน้นศึกษาควบคู่กับการเรียนคันถธุระ เรียนเรื่อยไป จากสำนักนี้สู่สำนักโน้น ที่ไหนใครว่าดีเป็นต้องพยายามขอเข้าเป็นศิษย์ศึกษาธรรมปฏิบัติด้วย เช่น พระมงคลเทพมุนี (มุ้ย) อดีตเจ้าอาวาสวัดจักรวรรดิ พระครูญาณวิรัต (โป๊) วัดพระเชตุพนฯ พระอาจารย์สิงห์ วัดละครทำ จังหวัดธนบุรี พระอาจารย์ปลื้ม วัดเขาใหม่ อำเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี อาจารย์ที่กล่าวมานี้ทรงคุณวิเศษทางธรรมปฏิบัติ เป็นเยี่ยมทางปริยัติ งามทั้งศีลาจารวัตร มีลูกศิษย์ลูกหามากมาย พระภิกษุสด หรือในระยะต่อมาคือ หลวงพ่อวัดปากน้ำภาษีเจริญ ก็เรียนจนหมดสิ้นความรู้ของครูอาจารย์ทุกสำนักที่ผ่านมา "มีต่อไปอีกไหมครับ" คำถามนี้เกิดขึ้นภายหลังจากบรรลุผลสำเร็จตามขั้นสูงสุดของแต่ละสำนักกรรมฐาน เมื่อทำได้อย่างครูบาอาจารย์แล้วมักจะถามเช่นนี้ แต่ทุกคำตอบที่ได้รับมีทำนองคล้ายคลึงกัน "หมดแล้ว เธอเรียนจนหมดความรู้ของฉันที่รู้ศึกษามานาน ต่อนี้ไปเธอมาช่วยฉันสอนศิษย์กันต่อไปเถอะ" พระอาจารย์ท่านกล่าว “ความรู้เพียงแค่นี้จะไปสอนใครได้ ตัวเราเองยังจะเอาไม่รอด” ท่านเป็นแต่เพียงดำริขึ้นในใจโดยไม่กล่าววาจาใดออกมา แล้วก็ลาจากทุกสำนักตระเวนข้ามเทือกเขาหลายลูกทั่วทุกทิศ เพื่อจะหายอดกัลยาณมิตรสั่งสอนอบรมใจ ภายหลังที่ได้ศึกษากรรมฐานจากพระคณาจารย์ต่างๆ มามากพอสมควรก็ไม่บรรลุธรรมดังที่หมาย มีความรู้สึกในใจเสมอว่า ทางเหล่านั้นยังอ้อมเกินไป ควรจะมีทางที่ตรงกว่านี้ เมื่อเป็นเช่นนั้นในที่สุดก็หันกลับมาเรียนด้วยคนเอง โดยศึกษาจาก ตำราวิสุทธิมรรค เพื่อเป็นแบบของการปฏิบัติ ตราบกระทั่งท่านมาจำพรรษา ณ วัดโบสถ์บน บางคูเวียง และวันนี้เอง อยู่ระหว่างกลางพรรษาพอดี ท่านเริ่มปรารภความเพียรในใจแต่เช้าตรู่ก่อนออกบิณฑบาต "เราบวชมานานนับได้ ๑๒ พรรษาเข้านี่แล้ว วิชชาของพระพุทธเจ้าเรายังไม่ได้บรรลุเลย ทั้งที่การศึกษาของเราก็ไม่เคยขาดสักวัน ทั้งคันถธุระและวิปัสสนาธุระ อย่าเลย เราควรจะรีบกระทำความเพียรให้รู้เห็นของจริงทางพระพุทธศาสนา หากไม่เริ่มปฏิบัติก็จะได้ชื่อว่าเป็นผู้ตกอยู่ในความประมาท” เมื่อกลับจากบิณฑบาต ก็รีบจัดการภารกิจต่างๆ จนหมดความกังวลใจ จึงได้เข้าไปสู่อุโบสถวัดโบสถ์บน โดยตั้งปณิธานไว้ในใจว่า หากเราไม่ได้ยินเสียงกลองเพลละก็จะยังไม่ลุกจากที่ ขณะนั้นประมาณเวลา ๒ โมงเช้าเศษๆ ภิกษุสดเริ่มทำความเพียรในใจหลับตาภาวนา "สัมมา อรหัง” เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า เพิ่มความเป็นเหน็บและปวดเมื่อยขึ้นมาทีละน้อย ๆ ถี่ขึ้นหนักเข้า จนมีความรู้สึกว่า กระดูกทุกชิ้นส่วนเริ่มเขม็งเกลียวลั่นกร๊อบแทบจะระเบิดหลุดออกมาเป็นชิ้น ๆ เพราะความเมื่อย ความกระวนกระวายใจเริ่มตามมา “เอ..แต่ก่อนเราไม่เคยรู้สึกเช่นนี้เลข พอตั้งสัจจะลงไปว่าถ้ากลองเพลไม่ดังจะไม่ลุกจากที่ เหตุใดมันจึงเพิ่มความกระวนกระวายใจมากมายอย่างนี้ ผิดกว่าครั้งก่อน ๆ ที่นั่งภาวนาไปไม่เคยมีความรู้สึกเช่นนี้เลย เมื่อไหร่หนอ กลองเพลจึงจะดังสักที” คิดไปจิตก็ยิ่งแกว่งซัดส่ายหนักเข้าเกือบจะเลิกนั่งก็หลายครั้ง แต่เมื่อได้ตั้งสัจจะลงไปแล้ว จะแพ้ไม่ได้ เมื่อกายไม่สงบใจจะไปสงบได้อย่างไร ในที่สุดก็อดทนนั่งต่อไป ใจเริ่มค่อยสงบลงทีละน้อยเพราะไม่แวบไปเกาะที่ปวดเมื่อย ช่างมันปะไร มันเป็นเรื่องของสังขาร ในที่สุดก็หยุดเป็นจุดเดียวกัน เห็นเป็นดวงใสบริสุทธิ์ขนาดเท่าฟองไข่แดงของไก่ ติดอยู่ที่ศูนย์กลางกาย ใจสบายอย่างบอกไม่ถูก ความปวดเมื่อยหายไปไหนหมดไม่ทราบ ก็พอดีกลองเพลดังกังวานขึ้น วันนั้นฉันภัตตาหารเพลมีรสที่สุด เพราะเหตุว่าไม่ใช่รสแห่งอาหารอย่างเดียว หากเจือระคนด้วยรสแห่งธรรมผสมผสานกันไปด้วย จิตจึงเกิดปราโมทย์ ใจยังอิ่มเอิบชุ่มชื่นอยู่ ฉันภัตตาหารไปใจก็อดที่จะมองดูที่ศูนย์กลางกายไม่ได้... “อ้อ...ยังเห็นอยู่ เออ....นี้ก็แปลก ลืมตาก็ยังมองเห็นชัด ความสว่างเช่นนี้ไม่เคยมีมาก่อนเลยในชีวิตของการบำเพ็ญธรรม เราไม่เคยเห็นความสว่างใดที่จะเทียบเท่า ความสว่างแห่งดวงอาทิตย์ยังห่างไกล เท่าที่เห็นอุปมาเหมือนแสงหิ่งห้อยกับโคมไฟ” ภิกษุสดฉันไปอดที่จะอมยิ้มออกมามิได้ด้วยความเปี่ยมสุข ทำให้หวนระลึกถึงพุทธวัจนะบทหนึ่งที่ว่า นตฺถิ สนฺดิ ปรํ สุขํ สุขอื่นนอกจากหยุดจากนิ่งไม่มี เมื่อใจหยุดก็เกิดความสงบ เมื่อสงบก็สุข “นี่เป็นเพียงแต่น้อยนิดเรายังสุขเช่นนี้ หากเราได้บรรลุธรรมขึ้นไปอีกจะสุขขนาดไหนหนอ" ท่านรำพึงในใจ "ท่านสด ทำไมวันนี้ท่านจึงฉันจังหันไปอมยิ้มไป ท่านยิ้มกับผู้ใดหรือ" เพื่อนภิกษุด้วยกันถามด้วยสงสัยในอาการของท่าน "เปล่าหรอกท่าน ผมกำลังระลึกถึงคุณของพระบรมศาสดาของเรา เลยอดที่จะยิ้มปีติโสมนัสใจไม่ได้" ท่านตอบเลี่ยงๆ "ท่านสดนับว่าเป็นผู้ไม่ประมาท แม้แต่ฉันจังหันยังภาวนาระลึกถึงคุณของพระบรมศาสดาเป็นพุทธานุสติ หากพระองค์ยังมีพระชนม์อยู่คงจะต้องตรัสสรรเสริญท่านท่ามกลางพระขีณาสพทั้งหลายเป็นแน่" ทั้งคู่ต่างกล่าวมธุรสวาจาซึ่งกันและกัน ทำให้จิตที่เปี่ยมสุขอยู่แล้วยิ่งเพิ่มขึ้นไปอีก วันนั้นท่านมีสุขทั้งวัน ดวงใสก็ยังเห็นดิดอยู่ศูนย์กลางกายไม่ขาด พักผ่อนครู่หนึ่งเพื่อเอาแรงไว้ปฏิบัติกรรมฐานในยามราตรี "วันนี้เป็นไงเป็นกัน หากเราไม่บรรลุธรรมที่พระบรมไตรโลกนาถได้ทรงบรรลุละก็ เราจะถวายชีวิตเป็นพุทธบูชา หากเราจะต้องตายไปในครั้งนี้ ก็จะได้เป็นเยี่ยงอย่างแก่ผู้ที่จะตามมาภายหลัง จะได้ยืดถือเป็นแบบปฏิบัติต่อไป ก็จะได้อานิสงส์อีกโสดหนึ่ง” หลังจากลงพระปาติโมกข์กับเพื่อนภิกษุ ท่านก็ยิ่งรู้สึกกายเบา ใจเบายิ่งขึ้น ความแหนงใจเกี่ยวกับอาบัติเล็กๆ น้อยๆ ถูกขจัดออกจากใจ ด้วยการฟังพระปาติโมกข์ทบทวนดูว่า เรากระทําถูกต้องธรรมวินัยหรือไม่บกพร่องข้อใดก็ได้ปลงอาบัติกับเพื่อนภิกษุด้วยกัน เมฆฝนตั้งเค้ามาแต่บ่ายและเริ่มครึ้มหนักไปอีก คาดว่าคงจะตกในไม่ช้า ท่านรีบสรงน้ำจัดการภารกิจส่วนตัวจนหมดความกังวลใจแล้วก็เริ่มเข้าประตูโบสถ์ในเวลาเย็น ในขณะนั้นฝนก็เทลงมาประดุจฟ้ารั่วเสมือนเป็นนิมิตอันดีที่จะแสดงให้ท่านเห็นว่า ท่านจะบรรลุธรรมในคืนนี้ และจะได้โปรยปรายเมล็ดฝนแห่งธรรมไปยังสรรพสัตว์ทั้งหลายที่มีธุลีกิเลสจะได้เบาบางลงบ้าง อีกทั้งจะได้ขุดค้นนำเอา วิชชาธรรมกาย ซึ่งสูญหายไปนานนับเป็นพันปีขึ้นมาเปิดเผยแก่ชาวโลกอีกวาระหนึ่ง ท่านเริ่มปรารภความเพียรในใจขณะลงนั่งบนพื้นโบสถ์ ต่อหน้าพระประธานซึ่งเป็นตัวแทนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านเริ่มสวดอ้อนวอนเบาๆ "ขอพระองค์ได้ทรงโปรดประทานธรรมแก่ข้าพระพุทธเจ้าด้วยเถิด หากว่าการบรรลุธรรมของข้าพระพุทธเจ้าจะเกิดประโยชน์แก่พระศาสนาอย่างมหาศาลละก็ ขอทรงได้ประทานเถิด ข้าพระพุทธเจ้าจะรับอาสาเป็นทนายแก้ต่างให้แก่พระพุทธศาสนา หาก ว่าไม่เกิดประโยชน์แล้วไซร้ ขออย่าได้ทรงประทานเลย ข้าพระพุทธเจ้าขอถวายชีวิตอัตภาพนี้เป็นพุทธบูชาแค่พระองค์" ขณะเริ่มนั่งฝนก็เริ่มตกลงมา ทำให้อากาศเยือกเย็นไปทั่วบริเวณ ท่านเหลือบไปเห็นมดคี่กำลังไต่ขึ้นมาตามรอยแตกของพื้นโบสถ์ ก็เกิดความกริ่งใจกลัวมดที่จะมากัดท่านทำให้ต้องถอนสมาธิ จึงเอานิ้วมือจุ่มน้ำมันก๊าดเพื่อล้อมรอบตัวกั้นมดคี่ขึ้นมา แต่ต้องเลิกล้มความคิดนั้นเพราะฉุกใจคิดได้ว่า ชีวิตนี้เราได้สละให้แก่พระศาสนาแล้ว จะกลัวไยกับมดคี่ จึงได้เริ่มปฏิบัติธรรมทันที ดวงกลมโตใสบริสุทธิ์เท่ากับฟองไข่แดงของไก่ติดอยู่ที่ศูนย์กลางกายเมื่อเพล ขณะนี้ยิ่งใสสว่างหนักขึ้น และขยายใหญ่ขนาดเท่าดวงอาทิตย์ ใสเสมือนกระจกคันฉ่องส่องเงาหน้า เห็นอยู่อย่างนั้นเป็นนานนับหลายชั่วโมง จากทุ่มเศษขณะนี้เลยเที่ยงคืนไปหนึ่งชั่วนาฬิกา ดวงใสก็ยังสว่างอยู่อย่างนั้น โดยท่านก็ไม่ทราบว่าจะทำอย่างไรต่อไปเพราะทุกสำนักที่ท่านได้ศึกษามาไม่เคยมีประสบการณ์เช่นนี้ ขณะที่นั่งอยู่นั้น เสียงหนึ่งผุดขึ้นมาจากกลางดวงนั้นว่า มัชฌิมา ปฏิปทา อา... ทางสายกลาง ไม่ตึงนัก ไม่หย่อนนัก ในความหมายของปริยัติ แต่ขณะที่เสียงนั้นดังแผ่วขึ้นมาในความรู้สึก พลันเห็นจุดเล็กๆ เรืองแสงสว่างวาบขึ้นมาจากกลางดวงนั้น เสมือนจุดศูนย์กลางของวงกลม ความสว่างของจุดนั้นสว่างกว่าดวงกลมรอบ ๆ ท่านมองเรื่อยไปพลางคิดในใจ นี่กระมังทางสายกลาง จุดเล็กที่เราเพิ่งจะเห็นเดี๋ยวนี้อยู่กึ่งกลางพอดี ลองมองดูซิจะเกิดอะไรขึ้น จุดนั้นค่อย ๆ ขยายขึ้นและโตเท่ากับดวงเดิม ดวงเก่าหายไป ท่านก็มองเรื่อยไปก็เห็นดวงใหม่ลอยขึ้นมาเหมือนน้ำพุนั้นแหละ ต่างแต่ใสยิ่งขึ้น ในที่สุดจึงเห็นกายต่าง ๆ ขึ้น กระทั่งถึง ธรรมกาย เป็นพระปฏิมากรเกตุดอกบัวตูม ใสบริสุทธิ์ยิ่งกว่าพระพุทธรูปบูชาองค์ใดที่เคยเห็นมา เสียงธรรมกาย กังวานขึ้นมาในความรู้สึกได้ยินกับหูมนุษย์ "ถูกต้องแล้ว ๆ" แล้วก็หับพระโอษฐ์ทันที ความรู้สึกปีดิสุขจึงเกิดขึ้น จึงออกอุทานดังข้างต้น นับแต่นั้นเป็นต้นมา ท่านก็เริ่มศึกษาค้นคว้าหาที่สุดแห่งธรรม ยิ่งค้นยิ่งแตกฉานเชี่ยวชาญหนักเข้าก็เริ่มเผยแพร่คำสอนออกไปจนกระทั่งท่านมาเป็นเจ้าอาวาสวัดปากน้ำภาษีเจริญ แรกๆ มีผู้อาศัยความไม่รู้มาคัดค้านท่านเกี่ยวกับ ธรรมกาย โดยเฉพาะในวงการคณะสงฆ์ บางท่านก็ปลงใจเอาว่า หลวงพ่อวัดปากน้ำมีความรู้และการปฏิบัติธรรมเกินไปเสียแล้ว ถ้าปล่อยทิ้งไว้จะเป็นภัยแก่พระศาสนา แต่ยังไม่มีใครกล้าจะยกความผิดนั้นพิจารณาเพราะเวลานั้นคนทุกชั้นถวายความเคารพนับถือว่าเป็นคณาจารย์ที่มีศิษยานุศิษย์มาก ได้จัดการเลี้ยงอาหารเช้าและเพลแก่พระภิกษุสามเณรตลอดปีและตลอดอายุของท่าน นับแต่เริ่มทำการเลี้ยงพระภิกษุสามเณรมาบัดนี้ เมื่อธรรมกายเกิดขึ้น วัดปากน้ำได้รับคำวิพากษ์วิจารณ์กันมาก บางพวกก็ปลื้มใจ บางพวกก็หนักใจ บางพวกก็ตั้งข้อกล่าวหาลงโทษวัดปากน้ำอย่างหนัก ถึงกับพูดว่าอวดอุตริมนุสธรรมก็มี ข่าวนี้มิใช่ท่านจะไม่รู้ ท่านได้ยินเสมอ ๆ แต่เสียงนั้นก็ไม่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนใจแก่ท่านแม้แต่เล็กน้อย ท่านกลับภูมิใจเสียอีกที่ได้ยินคำนั้น คราวหนึ่งท่านเคยกล่าวกับ สมเด็จพระวันรัต วัดพระเชตุพนฯ เกี่ยวกับการถูกโจมตีเรื่อง ธรรมกาย ว่า "คนเช่นเราใช่จะไร้เสียซึ่งปัญญา ชั่วก็รู้ดีก็เห็น เราจะฆ่าตัวเองเพราะความปรารถนาลามกทำไม ที่เขาพูดว่าเราอย่างนั้น บางคนคงจะไม่รู้จักคำว่า ธรรมกาย มีอยู่ที่ไหน หมายเอาใคร เขาอาศัยความไม่รู้มาว่าเราผู้ตั้งใจปฏิบัติชอบ เมื่อผู้ไม่รู้ติเตียนเรา ความไม่รู้ของเขาจะลบล้างสัจธรรมของพระพุทธศาสนาได้อย่างไร ถ้าจะลบก็ลบได้เพียงชั่วคราว ไม่ช้าดวงแก้วของพระพุทธศาสนาก็จะเปล่งรัศมีให้ผู้มีปัญญาเห็นด้วยสายตาของตนเอง การที่เขานำไปพูดเช่นนั้นเป็นผลแห่งการปฏิบัติที่เราได้กระทำกันอยู่ แสดงให้เห็นว่าคณะวัดปากน้ำไม่ได้กินแล้วนอน เป็นสำนักที่เคร่งครัดในการปฏิบัติธรรม การพูดของเขาเท่ากับเอาสำนักไปเผยแพร่ ดีเสียกว่าการโฆษณาทางหนังสือพิมพ์ เพราะการที่เขานำไปพูดนั้นเป็นการกระทำของผู้พูดเอง เราไม่ใด้จ้างไม่ได้วานใคร เมื่อพูดทางไม่ดีก็ต้องมีคนพูดทางดีได้เหมือนกัน ธรรมะจะต้องชนะอธรรมเสมอ เราไม่เดือดร้อนใจเพราะ "ธรรมกาย" ของพระพุทธศาสนาเป็นของแท้ไม่ใช่ของเก๊หรือของเทียม ธรรมกายจะปรากฎเป็นของจริงแก่ผู้เข้าถึงธรรม เรื่องอย่างนี้เราไม่หวั่น เราเชื่อในคุณพระพุทธศาสนา" ท่านได้อ้างบาลีพุทธภาษิตที่มีมาในธรรมบทว่า "โย โข วกฺกลิ ธมฺมํ ปสฺสติ โส มํ ปสฺสติ" ความว่า "ดูกรวักกลิ ผู้ใดแลเห็นธรรม ผู้นั้นชื่อว่าเห็นเราตถาคต" นอกจากนี้ท่านยังได้อ้างบาลีที่มีมาในอัคคัญญสูตร พระสุตตันตปีฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค ที่พระพุทธองค์ตรัสแก่วาเสฎฐสามเณรว่า "ตถาคตสฺส เหตํ วาเสฎฺฐ อธิวจนํ ธมฺมกาโย อิติปิฯ" ความว่า "ดูกร วาเสฏฐสามเพร คำว่าธรรมกายนี้ เป็นชื่อตถาคตโดยแท้" ซึ่งก็หมายความว่า ผู้ใดเห็น ดวงธรรม ที่ทำให้เป็น ธรรมกาย ผู้นั้นได้ชื่อว่าเห็นเรา คือตถาคตนั่นเอง มิใช่อื่นไกล หรือพูดให้เข้าใจง่ายกว่านี้ก็คือ ผู้ใดเห็นดวงธรรมที่ว่านี้ ผู้นั้นเห็นพระพุทธเจ้า หรืออีกอย่างหนึ่งว่า ผู้ใดเห็นธรรมกายผู้นั้นเห็นพระพุทธเจ้า ทำไมจึงหมายความเช่นนั้น ก็เพราะว่าขณะนั้น พระวักกลิก็อยู่ใกล้ๆ กับพระองค์ หากจะแลดูด้วยลูกตาธรรมดาทำไมจะไม่เห็นพระองค์ เพราะไม่ปรากฏว่าพระวักกลินั้นตาพิการ เมื่อเป็นเช่นนี้ ไฉนพระองค์จึงตรัสเช่นนั้นเล่า ที่ตรัสเช่นนั้นจึงสามารถตีความได้ว่า ที่แลเห็นด้วยตาธรรมดานั้นเห็นแต่เปลือกของพระองค์ คือกายพระสิทธัตถะที่ออกบวช ซึ่งมิได้อยู่ในความหมายแห่งคำว่า เรา (ตถาคต) และยังตรัสว่าเป็นกายที่เน่าเปื่อยด้วยนั้น คือกายพระสิทธัตถะที่ออกบวชซึ่งเป็น กายภายนอกนั่นเอง คำว่า เรา ในที่นี้จึงสันนิษฐานได้ว่า หมายถึง กายภายใน ซึ่งไม่ใช่กายเปื่อยเน่า กายภายในคืออะไรเล่า ก็คือ ธรรมกาย นั่นเอง จะเห็นได้อย่างไร ข้อนี้ตอบไม่ยาก เมื่อได้บำเพ็ญกิจถูกส่วนแล้ว ท่านจะเห็นด้วยตาของท่านเอง คือเห็นด้วย ตาธรรมกาย ไม่ใช่ตาธรรมดา พระดำรัสของพระองค์ดังยกขึ้นมานั้นเป็น ปัญหาธรรม มีนัยลึกซึ้งอยู่อันผู้ที่มิได้ปฏิบัติธรรมแล้วเข้าใจได้ยาก แต่ถ้าผู้ที่ปฏิบัติได้แล้วจะตอบปัญหานี้ได้ด้วยตัวเองอย่างง่ายดาย ไม่ต้องถามใคร วิชชาธรรมกายนี้ ท่านสั่งสอนเรื่อยมาจนกระทั่งใกล้มรณภาพ ไม่เคยขาดแม้แต่วันเดียว จะเห็นได้จากจริยาวัตรของท่าน คือ ๑. คุมภิกษุสามเณรลงทำวัตร ไหว้พระในโบสถ์ทุกวัน วันละ ๒ เวลา คือเช้าหนหนึ่ง เย็นหนหนึ่ง และได้ให้โอวาทสั่งสอนภิกษุสามเณรทั้ง ๒ เวลา ๒. วันพระและวันอาทิตย์ ลงแสดงธรรมในโบสถ์เองเป็นนิจ ๓. ทำกิจภาวนาอยู่ในสถานที่ซึ่งจัดไว้เฉพาะ เป็นกิจประจำวันและควบคุมพระให้ไปนั่งภาวนารวมกับท่านทั้งกลางวันและกลางคืน ส่วนพวกอุบาสิกาก็ให้ทำกิจภาวนาเหมือนกัน ๔.ทุกวันพฤหัสบดี เวลา ๑๔.๐๐ น. ลงสอนการนั่งสมาธิแก่ ภิกษุ สามเณร อุบาสก อุบาสิกา ที่ศาลา ๕. จัดให้มีครูสอนปริยัติธรรม สมณศักดิ์ที่หลวงพ่อวัดปากน้ำได้รับ พ.ศ. ๒๔๖๓ ได้รับสมณศักดิ์ เป็นพระครูสมณธรรมสมาทาน พ.ศ. ๒๔๙๔ ได้รับพระราชทานพัดยศเทียบเปรียญ พ.ศ. ๒๔๙๘ ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ เป็นพระราชาคณะชั้นราช มีพระราชทินนามว่า พระมงคลราชมุนี พ.ศ. ๒๕๐๐ ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์ เป็นพระราชาคณะชั้นเทพ มีพระราชทินนามว่า พระมงคลเทพมุนี ท่านมรณภาพเมื่อวันที่ ๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๐๒ ยังความสลดใจแก่ศิษยานุศิษย์เป็นอันมาก ประทีปของโลกยุคปัจจุบันได้ลาลับไปแล้ว บัดนี้ แม้ว่าท่านจะมรณภาพมาได้ ๒๖ ปีเศษ วิชชาธรรมกาย ก็ยังมีผู้ปฏิบัติกันอยู่สืบมาและนับวันจะเพิ่มมากขึ้น จากแสนคนเป็นล้านคน เกียรติคุณของวิชชานี้ไม่เพียงแต่จะโด่งดังในประเทศเท่านั้นแม้ชาวต่างประเทศก็ยังสนใจปฏิบัติธรรมกันที่วัดปากน้ำมากมาย อีกทั้งมีสาขากระจายไปทั่วประเทศ และที่ วัดพระธรรมกาย จังหวัดปทุมธานี ก็เป็นแห่งหนึ่งที่จะจรรโลงไว้ซึ่งวิชชาธรรมกายสืบต่อไป อานุภาพ พระของขวัญวัดปากน้ำ ในวงการของผู้นิยมสะสมบูชาพระเครื่องในเมืองไทยนี้เห็นจะไม่มีใครเลยที่จะไม่เคยได้ยินกิตติศัพท์ พระของขวัญวัดปากน้ำ อันเป็นที่เลื่องลือกันมาแล้วทั้งภายในและต่างประเทศ โดยเฉพาะข่าวเกี่ยวกับการรอดชีวิตอย่างปาฏิหาริย์ หรือการได้รับโชคลาภอย่างมหัศจรรย์ของบรรดาผู้ที่มีพระของขวัญวัดปากน้ำไว้บูชา และในปัจจุบันก็นับว่าเป็นพระเครื่องที่ค่อนข้างจะหาได้ยากสักหน่อย เพราะมีผู้นิยมกันมาก พระของขวัญวัดปากน้ำนี้ พระมงคลเทพมุนี (หลวงพ่อวัดปากน้ำ) ได้สร้างไว้รวม ๓ รุ่นด้วยกัน มีจำนวนรุ่นละ ๘๔,๐๐๐ องค์ และได้แจกหมดไปแล้วทั้งสามรุ่น ส่วนประกอบที่สำคัญของพระผงชนิดนี้ ได้แก่ ดอกมะลิแห้งที่มีผู้นำไปบูชา และหลวงพ่อได้เก็บสะสมเอาไว้กับเส้นผมของท่านที่เก็บไว้จากการปลงผม นอกจากนี้ยังมีผงวิเศษอื่นอีกมากมาย การแจกพระของขวัญวัดปากน้ำนี้ หลวงพ่อท่านได้แจกให้กับมือของทุก ๆ คน ที่มีจิตศรัทธาบริจาคเงินสมทบทุนการกุศลของวัดปากน้ำโดยท่านถือว่าเป็นการมอบของขวัญตอบแทนการบริจาคนั้น ๆ และการแจกดังกล่าวนี้จะรับแทนหรือมอบหมายให้คนอื่นรับไม่ได้ ซึ่งวิธีปฏิบัติดังกล่าวนี้ก็ยังใช้ต่อมาภายหลังที่หลวงพ่อได้มรณภาพแล้ว โดยท่านได้มอบหมายให้ท่าน พระครูสมณธรรมสมาทาน เป็นผู้แจกแต่เพียงรูปเดียว ไม่ยอมให้มีการรับแทนเช่นเดียวกันทุกครั้งก่อนที่หลวงพ่อจะแจกพระของขวัญนั้น ท่านได้อธิบายให้ผู้ที่จะรับพระของขวัญ ได้ทราบถึงวิธีอาราธนาและใช้พระของขวัญให้ได้สัมฤทธิผล และต่อมาสมัยหลังก็ได้ใช้เครื่องบันทึกเสียงแทนเพราะวันหนึ่ง ๆ ท่านต้องรับแขกและมีศาสนกิจอื่น ๆ อีกมาก ต่อไปนี้ จะขอนำคำเทศนาอธิบายพระของขวัญของท่านที่ได้แสดงไว้ ดังนี้... อาราธนาพระพุทธเจ้ามาสร้าง บัดนี้ ท่านทั้งหลายทั้งหญิงและชาย ได้เสียเวลาสละให้เป็นส่วนพุทธศาสนาโดยตรง มาสมทบทุนสร้างโรงเรียนพระปริยัติ ที่ท่านได้เสียสละโลกียทรัพย์สร้างโรงเรียนพระปริยัติอย่างนี้ ได้ชื่อว่าทำถาวรวัตถุไว้ให้ในพระพุทธศาสนา เรียกว่าเป็น ศาสนสมบัติ เมื่อสร้างสมบัติให้ศาสนาแล้ว ท่านผู้สร้างสมบัติให้ศาสนานั่นแหละ จักเป็นเหตุเป็นที่ตั้งให้มีสมบัติไม่รู้จักสิ้นเสื่อม เหตุนี้ ท่านทั้งหลายที่เสียสละทรัพย์ลงไปแล้ว ๒๕ บาท ๓๐ บาท ๔๐ บาท ๕๐ บาท ตามศรัทธาของตนที่สละไปนั้น ก็ได้ชื่อว่าทำผลถาวรให้แก่เจ้าของ เจ้าของทรัพย์นั่นเองได้รับผลต่อไปในภายหน้า ที่ฝังฝากไว้ในพระพุทธศาสนาเช่นนี้ไม่เสื่อมทรามนับชาตินับภพไม่ถ้วนเพราะทานบริจาคของท่านที่สละทรัพย์นั้นจะส่งผลให้ท่านในมนุษย์ ก็จะส่งผลของมนุษย์ให้ ในทิพย์ก็จะส่งผลที่เป็นทิพย์ให้ ในกามภพนี้จะได้สมบัติในภายหน้านับประมาณมิได้ เหตุนี้ บัดนี้ท่านทั้งหลายได้เป็นผู้อุปถัมภ์พระศาสนาเช่นนี้ ฝ่ายทางพระศาสนาที่ได้รับสมบัติของท่าน ก็จะมีของตอบแทนแก่ท่าน คือของศักดิ์สิทธิ์ขนาดนี้ อาจจะเป็นได้จริงหรือคาดคะเนไม่ถูก ผู้พูดนี้เองเป็นผู้อาราธนาพระพุทธเจ้าในนิพพานมีธรรมกายมากด้วยกัน ได้ไปอาราธนาพระพุทธเจ้ามานับพระนิพพานไม่ถ้วน นับอสงไขยก็ไม่ถ้วน มาผลิตของขวัญนี้ให้ปรากฏขึ้นให้แก่มนุษย์ ธรรมกายในมนุษย์นี้ ก็ได้เข้าสมทบด้วย ดูแลการงานนั้นๆ ท่านทำอย่างไรก็ทำไปตามท่าน พระพุทธเจ้าท่านจัดแจงทำทั้งนั้น ตั้งแต่วันเข้าพรรษา จนกระทั่งถึงวันออกพรรษาวินาทีหนึ่งมิได้หยุดเลย ท่านกระทำความศักดิ์สิทธิ์ของท่าน พอออกพรรษาแล้ว พอได้อรุณก็สำเร็จความประสงค์ของท่านในการผลิตของขวัญ องค์ต้นทรงรับสั่งว่า "ของศักดิ์สิทธิ์ขนาดนี้เพิ่งบังเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในโลก" แล้วก็หับพระโอษฐ์ทีเดียว เปล่งรัศมีรักษาโรค ผู้พูดก็ได้ลงมือแจกในวันแรม ๖ ค่ำ เป็นวันเกิดของผู้พูดนี้ ได้แจกของขวัญออกไป อัศจรรย์ต่าง ๆ ความศักดิ์สิทธิ์ของขวัญนี้ ผู้ที่ได้รับไป นางเขียว บางไผ่ เป็นผู้หญิงอายุ ๘๐ ปีกว่า ได้รับพระไปแล้วเอาไปไว้บนหลังมุ้ง พอค่ำลงเท่านั้นเปล่งรัศมีสว่างเต็มบ้านเต็มช่อง พากันตกตะลึงเพราะไม่รู้เรื่องอะไร ทะเลือกทะลั๊กไปตามกันพักใหญ่นานอยู่ แล้วแสงนั้นก็ค่อยโทรมลงไป ก็มาสว่างรวมอยู่ที่หลังมุ้ง นางเขียวก็รู้ว่าพระของขวัญเอาไว้ที่นั้น แสงสว่างนี้ออกจากของขวัญนั่นเอง แต่เช้าเชียวมาหาผู้พูดนี้ บอกว่า "ท่าน เมื่อคืนนี้แสงสว่างเกิดที่บ้านดิฉัน พระท่านเปล่งรัศมีสว่างเชียว เดิมทีก็ไม่รู้ว่าอะไร แล้วก็มารวมอยู่ที่พระจึงรู้ว่าพระ" รูปร่างนางเขียว เมื่อวันรับพระของขวัญนั้นมีโรคภัยไข้เจ็บเป็นประจำอยู่ คืนเดียวเท่านั้น เวลามาบอกเช้าร่างกายเปล่งปลั่งไปหมด แปลกกว่าปกติเดิมทีเดียว ผิวพรรณเกลี้ยงเกลา ดูสะอาดสะอ้านผ่องใส เขารู้สึกว่าของขวัญนี้อัศจรรย์ แปลชั่วเป็นดีได้ขนาดนี้เชียวหนอ ปาฏิหาริย์ลอยได้ เรารู้สึกว่าศักดิ์สิทธิ์เพียงแค่นี้แลหรือ ยังไม่ใช่เพียงเท่านี้ อีกหลายรายที่ได้รับของขวัญไป มี เด็กหญิงคนหนึ่ง อายุยังไม่ถึง ๑๓ ปี รับของขวัญไปจากวัดปากน้ำ แล้วบ้านอยู่ทาง ถนนตก พอไปถึงบ้านพระออกจากตัวไป ลอยเรื่อยไปในอากาศ ตัวก็เห็นเรื่อยไป แล้วไปเข้าบ้านโน้นเข้าไปในห้องพระ แล้วเข้าไปในที่บูชานั้น เข้าไปในครอบพระที่เขาบูชานั้น ตัวก็ตามเข้าไปจะเอาให้ได้ เขาก็ไม่ยอมให้เข้าไป เขาบอกว่าห้องพระนั้นคนอื่นมาเกี่ยวข้องไม่ใด้ เขาคนเดียวเท่านั้น ไม่มีอะไรไม่ต้องเข้าไป เด็กก็จะเข้าไป เกิดเถียงกัน เด็กเมื่อไม่ให้เข้าไปมันก็ร้อง เขาว่าถ้าจะเข้าไปก็ต้องไปบอกมารดาเอ็งก่อน ให้ไปบอกผู้ใหญ่มาก่อน เด็กไปบอกมารดา เขาก็ให้เข้าไปเปิดดู เปิดเข้าไปในห้องพระ ก็เห็นพระของขวัญนั้นอยู่ในครอบพระจริง ๆ เจ้าของบ้านก็รับรองว่าไม่ใช่ของ ๆ เขา เขาก็ให้แก่เด็กนั้นมา นี่ก็อัศจรรย์ นึกว่าของตายๆ ดินๆ อย่างนี้แหละ ลอยไปก็ได้ น่าอัศจรรย์นัก นี่อัศจรรย์อย่างนี้ พูดช่วยชีวิต ...มี นายทหารเรือผู้หนึ่ง (เจ้าตัวต้องการสงวนนาม) เมื่อวันที่ ๒๙ ทหารเรือนัดประชุมเลี้ยงอาหารในกองสัญญาณ เมื่อเลี้ยงอาหารเสร็จแล้ว คืนนั้น พอแจกปืนเท่านั้น พระซึ่งอยู่ในหน้าอกของทหารเรือผู้นั้น เสียงบอกลั่นออกมาว่า ทิ้งปืนเสีย อย่าอยู่ นายทหารผู้นั้นคิดแต่ในใจว่า ไม่รู้จะไปทางไหน ไปทางวัดแจ้ง (วัดอรุณราชวราราม) นายทหารเรือผู้นั้นจึงทิ้งปืนแล้วไปทางวัดแจ้ง เขาก็ห้อมล้อมหมด เอ้นี่เราจะต้องถูกยิงทิ้งละซี เขากั้นไว้หมด พระบอกว่า ไปซ่อนตัวในที่ลับ ๆ เสีย ดังขึ้นอีก นายทหารเรือผู้นั้นก็ซ่อนตัวอยู่ในที่ลับตามพระ พระว่าอย่างไรก็ไปอย่างนั้น สักพักใหญ่พระก็ว่าไปทางนั้น ทางนั้น ไปเรื่อยไป ไปตามพระเรื่อย หลุดพ้นมาได้ ครั้นเขาสงบลงไป นายทหารเรือผู้นั้นก็เข้าไปรายงานตัว พอรายงานตัวผู้ใหญ่เขาก็ให้สวมลงไปในที่ หน้าที่ราชองครักษ์ ขาดผู้ใหญ่ไป นายทหารผู้นั้นเลยเป็นใหญ่ ในหน้าที่ราชองครักษ์ ทั้งลาภทั้งยศได้ ๙ วัน เขาจึงได้มาหาฉัน เมื่อครั้งก่อนๆ เกิดเรื่องอะไร เขาเคยมาเล่าให้ฟัง เคยบอก ทีนี้ไปได้ ๙ วัน ไปทางไหนหายไป พอมาถึงเขาก็ว่า หลวงพ่อให้ผมกราบตีนสักทีเถิด เอาตีนยื่นมาให้ผมกราบเถิด ถามว่าเป็นอย่างไรเล่า เขาก็จะกราบตีนท่า เดียว ก็ว่าเป็นอย่างไรว่าให้ฟังซิ เขาก็เล่าให้ฟังดังกล่าวแล้วทุกประการ นี่เป็นเรื่องของนายทหารเรือผู้นั้น ในเวลานี้เขาเป็นนายพลจัตวาแล้วดูแลอยู่ในราชองครักษ์นั้น นี่พูดได้ พูดให้ลาภ พูดได้ไม่ใช่คนเดียวเท่านั้น มีอีก คุณนายทองคำ พระของคุณนายทองคำนั้นก็พูดได้อีก ถูกลอดเตอรี่รางวัลที่สอง ๔๕,๐๐๐ บาท ไม่รู้ว่าเอาสลากกินแบ่งนั้นไปไว้ที่ไหน หาไม่ได้ ค้นหาเท่าไรๆ ก็ไม่ได้ เวลาก็จวนจะหมดเต็มทีแล้ว จวนจะครบกำหนดของเขา ก็นึกแต่ว่าจะทำอย่างไร เขาก็เล่าลือกันว่า วัดปากน้ำแจกของขวัญศักดิ์สิทธิ์นัก ถ้าศักดิ์สิทธิ์จริงละก็ ขอให้ได้สลากกินแบ่งที่หายไปนั้นลงมาทีเดียว สมทบทุนสร้างโรงเรียน สร้างแล้วก็ตั้งใจของเขาอย่างนั้น พอได้แล้วเขาก็กลับไป พอค่ำมืดนาน ๆ สักหน่อยไปในรถมันก็ง่วง พอง่วงๆ ได้หน่อยๆ เท่านั้น บอกแล้วดังเข้าไปในหน้าอกนี้ ที่กลัดพระไว้ในกระเป๋าที่หน้าอกนั้น ดังขึ้นมาว่า สลากกินแบ่งของเอ็งมันอยู่ในลิ้นชักของดำ ๆ ปิดอยู่ ชักลิ้นชักออกเปิดของดำขึ้นก็เห็น อยากให้ถึงบ้านเดี๋ยวนั้นทีเดียวเพื่อจะไปชักลิ้นชักดู แต่ก็ไปไม่ถึงเดี๋ยวนั้นดอก ถึงกำหนดไปถึงก็ตรงเข้าไปชักดูทีเดียว ก็เหมือนบอกไม่มีผิด ชักออกมาแล้วก็เปิดของดำๆ นั้นออกก็เห็นสลาก เขายังมาบอกฉันเองนี่ บอกว่าท่าน ซองใหม่เอี่ยมเชียว พอเห็นเข้าก็ดีใจ นี่ลองคิดซิว่าเขาเชื่อแค่ไหน ความเชื่อของเขาจะเชื่อแค่ไหน ๑๐๐ % นั้นเต็มแน่ละ แต่ฉันให้ชื่อมันว่า มันเชื่อจนตาลาย เชื่อจนตาลายอย่างนั้น เชื่ออย่างไร พอเอาสลากนั้นไปเบิกเงินมาได้แล้ว ก็คิดอ่านจะถูกต่อไปใหม่อีก มันก็เอาของขวัญมาดู ก็เห็นลอตเตอรี่ที่พระของขวัญนั้นเป็นแถว ๆ นั่นเห็นไหมล่ะ? ตามันลายแล้ว มันเชื่อจนตาลาย เห็นลอตเตอรี่เป็นแถวๆ ที่พระของขวัญ แล้วไปถูกลอตเตอรี่อีก ๔ ครั้ง เถ้าแก่ที่อยู่ในบุรีรัมย์ใกล้ๆ กันนั้น เขาเล่าลือกันว่าคุณนายทองคำถูกลอตเตอรี่มากนัก เถ้าแก่เขาคิดว่าคุณนายทองคำนี้คงจะมีของดีอะไร จึงถามพอได้ความก็ขอซื้อ ขอซื้อพันสองพันเรื่อยขึ้นไป เขาก็ไม่ยอมขายให้ ตั้งถึงหมื่นสองหมื่น สองหมื่นก็ไม่ยอม เขาว่าถ้าเถ้าแก่อยากได้จริง ๆ วัดปากน้ำนั้นท่านยังแจกอยู่ แต่ว่าฉันท่านไม่ให้อีกแล้ว ท่านให้องค์เดียว คนหนึ่งได้องค์เดียวเท่านั้น ถ้าว่าหายหรือเป็นอย่างไรไปไม่ให้อีก ให้องค์เดียวเท่านั้น ถ้าอยากได้ก็ไปทำบุญสร้างโรงเรียนกับท่าน แล้วท่านก็จะแจกให้เอง นี่เรื่องนี้ พระพูดได้แปลกประหลาดนัก ไม่น่าจะพูดได้ นิดเดียวเท่านั้น พูดดังเหลือเกิน ดังเหมือนวิทยุมาก รถทับ รถชนไม่ตาย ไม่ใช่แต่เท่านั้น รถทับ ท่านขุนคนหนึ่ง ลืมชื่อแกเสียแล้ว อธิบายให้เขาฟังที่เขารับไปบอกว่า เอาไปเถิดของขวัญชิ้นนี้นั้น รถทับก็ไม่ตาย พอพูดเสร็จท่านขุนนั้นก็โผล่ขึ้น ผมนี่แหละขอรับ รถทับ แล้วก็ให้แกเล่าให้ฟังว่าทับอย่างไร รถรางทับพืดเข้าไป คนข้างนอกเห็นแล้วว่าแหลกเหลวตายแน่ กว่ามันจะเบรคได้ไปตั้งสามวา พอเบรคหยุดแกก็ออกมา แกมาเล่าให้ฟัง แกบอกว่าพอทับเข้าไปแล้ว แล้วเข้าไปในท้องรถแล้วไปคว้าเอาเหล็กได้ดุ้นหนึ่ง กลม ๆ เท่าข้อมือที่ใต้รถนั้น เกร็งตัวไว้ไม่ให้ไถไปกับดิน ไม่ถูกอะไรเลย พอรถหยุดก็ผลุดออกมา เครื่องนุ่งห่มก็ดี ๆ ไม่เป็นอะไรเลย มันเป็นอย่างนี้แหละ มี รถทับไม่ตาย นายเฮง หน้าวัดตรงข้ามนี่ รถมอเตอร์ไซค์ใหญ่ ๆ ทับพืดเข้าไปล้มหงายท้อง ทับไปบนตัวตามยาว รถก็แล่นทับหัวหูไปอย่างนั้น แดง ๆ ที่จมูกนิดหนึ่ง ไม่เป็นอันตรายเลย แล้วนายเฮงก็ลุกเดินไปตามเรื่องของนายเฮง นี่อัศจรรย์อีกเหมือนกัน อัศจรรย์หลายประการ ถูกระเบิดที่เกาหลี..รอดตายคนเดียว ถ้าจะเล่าเรื่องศักดิ์สิทธิ์ให้ฟังสามชั่วโมงเห็นจะไม่จบ เขาเล่าให้ฟังมากมายก่ายกอง ที่เขาเล่าในทาง เกาหลี ทหารอังกฤษ อเมริกัน ทหารฝรั่งเศสกำลังคุยกันอยู่ มีทหารไทยอยู่บ้าง ลูกระเบิดทำลายมันตกกลางประชุมกำลังคุยกันนั้น ปึงเดียวเท่านั้นตายหมด เหลือตายคนเดียวที่อยู่ในนั้น เหลือไทยคนเดียว นอกนั้นไม่เหลือ ตายหมด ไทยคนเดียวมีพระของขวัญอยู่ในตัว ฝรั่งให้เหรียญกล้าหาญ ให้เหรียญกล้าหาญแก่ไทยคนนั้นยังปรากฏอยู่ นี่ความศักดิ์สิทธิ์ทั้งนั้น ตกต้นมะพร้าวแปดวา...เฉย ตกต้นมะพร้าวลงมา อำเภออัมพวา บางแก ราว ๆ สักเจ็ดแปดวาลงมานอนนิ่งอยู่ ประเดี๋ยวลุกขึ้นได้ ลุกขึ้นดูโน่นดูนี่เรียบร้อยแล้ว เขาบอกว่ากระบอกแตกไปใบหนึ่งกลับขึ้นไปอีก ไปทำน้ำตาลตามหน้าที่ของเขา ไม่เป็นอะไรเลย ชาวบางแคหลามมาทีเดียว มากันเรื่อย ของศักดิ์สิทธิ์ ตกต้นมะพร้าวไม่ตาย บูชาเพื่อความก้าวหน้าในชีวิต เมื่อรู้จักว่าของขวัญนี้เป็นของสำคัญขนาดไหน เริ่มต้นเมื่อเราได้รับของขวัญเป็นกรรมสิทธิ์แล้ว ขณะนั้นสมบัติติดตัวเราพันล้าน ที่เราสมทบทุนสร้างโรงเรียนปริยัติเป็น โลกียสมบัติ สิ่งนั้นจะกลับมาเป็นอริยสมบัติ ติดตัวของเขาพันล้าน พันล้านนี่แหละชาตินี้สมบัติติดตัวพันล้าน เลิกจน จะไปนอนในป่า จะตาย ก็มีคนเอาข้าวเอาน้ำไปให้กิน ไม่อดตายเด็ดขาด เมื่อรู้จักคุณของบุญกุศลสามารถเช่นนี้แล้วให้ตั้งใจแน่วแน่รักษาพระของขวัญนี้ไว้ ให้ปฏิบัติตามดังกล่าวแล้วนั้นทุกประการให้ศักดิ์สิทธิ์ให้เห็นแจ่มจนกระทั่งเป็น พระแก้ว ละวิเศษประเสริฐนักถ้าแม้ว่าจะได้ผลช้า เราจะค้าขาย ชายก็จะค้าขายเอาผลในทางค้าขาย ขอพระองค์ได้ทรงโปรดข้าพระพุทธเจ้าเป็นพ่อค้า หญิงก็หม่อมฉันเป็นแม่ค้า การค้าขายของข้าพระพุทธเจ้า ขอให้กว้างขวางเต็มประเทศไทยล้นประเทศไทย ขอให้ซื้อง่ายขายคล่องกำไรงาม นิ่งอยู่กลางองค์พระ "สัมมา อรหัง, สัมมา อรหัง, สัมมา อรหัง" ดังขึ้นไปถึงพระนิพพาน ส่งผังกว้างขวางเต็มประเทศไทย ล้นประเทศไทย ซื้อง่ายขายคล่องกำไรงามเต็มตัวเรา ก่อนจะไปค้าขายทำอย่างนี้ทุกคราวไป ค้าง่ายขายคล่องสะดวก เหมือนเทน้ำเทท่า ถ้ารับราชการ ชายก็ว่า ข้าพระพุทธเจ้ารับราชการ หญิงก็ว่าหม่อมฉันรับราชการ หน้าที่ราชการของข้าพระพุทธเจ้าขอให้ราบรื่นเรียบร้อย ไม่เป็นที่สะดุดตาสะดุดใจของผู้หลักผู้ใหญ่ ขอได้นิยมชมชอบต่อข้าพระพุทธเจ้าให้เป็นข้าราชการชั้นตรี ชั้นโท ชั้นเอกสูงสุดในสายนี้ นิ่งอยู่กลางองค์พระ "สัมมา อรหัง, สัมมา อรหัง, สัมมา อรหัง" ดังขึ้นไปถึงพระนิพพาน ส่งผังราชการสูงสุดมาเต็มตัวเรา ทำกิจการงานด้วยเรี่ยวแรงของตน ด้วยกำลังทรัพย์ของตน ขอพระองค์ทรงโปรดข้าพระพุทธเจ้าเป็นผู้ประกอบกิจการงานดังนี้ การงานของข้าพระพุทธเจ้าที่ทำนี้ ขอให้ทำง่ายทำดายทำสะดวก ได้ผลเกินควรเกินค่า นิ่งอยู่กลางองค์พระ "สัมมา อรหัง, สัมมา อรหัง, สัมมา อรหัง" ดังขึ้นไปถึงพระนิพพาน ส่งผังเกินควรเกินค่ามาเต็มตัวเรา ก่อนจะไปทำนาทำสวนทำไร่ก็ทำอย่างนี้เสมอไป ทำนาทำสวนทำไร่เป็นรวยทีเดียว ถ้าจะเดินทางไปทางบกทางน้ำทางอากาศ ขออาราธนาพระองค์ได้ทรงโปรด ข้าพระพุทธเจ้าจำเป็นต้องไปทางบกทางน้ำทางอากาศ หม่อมฉันจำเป็นต้องไปทางบกทางน้ำทางอากาศ ขออาราธนาพระองค์ได้ทรงพระกรุณาไปดีมาดีสวัสดีมีชัย นิ่งอยู่กลางองค์พระ "สัมมา อรหัง, สัมมา อรหัง, สัมมา อรหัง" ดังขึ้นไปถึงพระนิพพาน ส่งผังไปดีมาดีมีชัยมาเต็มตัวเรา จะไปตกเรือบินก็ไปตกเถิด จะไปตกเรือยนต์กลไฟ จะแตกทลายในท่ามกลางมหาสมุทร ไม่ตาย ที่ตกเรือบินตกมาแล้ว เรือไฟแตกก็แตกมาแล้ว กลับบ้านได้ ไม่ตายด้วยกันทั้งสองฝ่าย เป็นมาแล้วทั้งนั้น รถทับนั้นก็ทับมามากแล้ว ชนก็ชนมามากไม่เป็นอันตราย เรือล่มในน้ำ ว่ายน้ำไม่เป็นแท้ ๆ ไม่จม แปลกประหลาดนัก มีชายคนหนึ่งอายุ ๑๙ ปี มาบอกผู้พูดนี้เอง แปลกจริง ๆ หลวงพ่อ ผมว่ายน้ำไม่เป็น แต่ผมก็ไม่จมน้ำ คนที่ไม่จมน้ำนั้นได้ไปบอกพี่น้องให้มารับพระของขวัญอีกหลายคน มีแล้วไม่หมั่นบูชา...หาย บัดนี้ ของขวัญนี้ไม่ใช่เป็นของพอดีพอร้าย ของหายากนัก เราเกิดมาเป็นมนุษย์ของศักดิ์สิทธิ์ขนาดนี้ยังไม่พบ บัดนี้ เรามาพบแล้วพระพุทธเจ้าทรงรับสั่งว่า "ตั้งแต่มีธาตุมีธรรมมา ของศักดิ์สิทธิ์ขนาดนี้เพิ่งบังเกิดขึ้นในโลก" เราจะได้รับเดี๋ยวนี้แล้ว ได้รับแล้วไปปฏิบัติไว้ให้ดี รักษาไว้ให้ดี เป็นของสำคัญนัก ถ้าแม้ว่าไปทอดทิ้งธุระไม่เอาใจใส่ไม่อยู่ด้วยก็หายไป หายเสีย หายไป ไม่อยู่ด้วยหายไปเลย ถ้าว่าอ้อนวอนหนักเข้าปฏิบัติบูชาหนักเข้า อาราธนาหนักเข้า กลับมาอยู่ด้วยอีกนี่ก็แปลก หลายคนต่อหลายคนเรื่องนี้มี หมอโสภณ เดิมบวชเป็น พระครูราชวรวิหาร อยู่วัดเบญจมบพิตร สึกออกมาเป็นหมออยู่ พอได้ของขวัญไปก็ศักดิ์สิทธิ์ดี ใช้ ๆ ไปอย่างไร ไปพลั้งเผลออย่างไร หายไปเสียไม่มีแล้ว มาบอกฉันเอง แล้วก็อาราธนาเข้าซิ อาราธนาเข้าให้ถูกส่วนเถิด สมัครรักใคร่ในท่าน อ้อนวอนท่านเข้า ท่านก็จะกลับอีก เขาไปทำตาม ปีนี้แหละ ไปฉันที่บ้านเขา เขาก็เล่าให้ฟัง เขาบอกว่า หลวงพ่อพระของกระผมทั้งพวงคอมาอยู่ที่ที่บูชานี้ ผมได้แล้วขอรับ กลับมาแล้ว นี่หมอโสภณ บัดนี้เราได้ของศักดิ์สิทธิ์ที่จะได้ไปรักษาชีวิตของเรา จะให้ชีวิตเรารุ่งโรจน์ในชาตินี้ จะเป็นบุญสิริของเราอย่างสำคัญในชาตินี้ ไปบูชาไว้ให้ดี ให้ได้ตามสั่งตามบอก อย่าให้เคลื่อนคลาดได้ สู้ไม่ได้...ตายเถอะ หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านรู้วาระจิตของคน เป็นการรู้จากความแก่อ่อนของธาตุธรรมของคนว่า บัดนี้ ถึงวาระที่จะเข้าถึงธรรมหรือยัง ท่านมีวิธีฝึกที่ชาญฉลาด เรื่องนี้หลวงพ่อทัตตซีโว ได้ฟังมาจาก ท่านเจ้าคุณราชโมฬี รองเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ต่อมาเป็นเจ้าอาวาสวัดราชโอรส บัดนี้มรณภาพแล้ว เรื่องที่เกิดขึ้นนี้ ท่านเจ้าคุณอยู่ในเหตุการณ์ด้วย เวลาบ่ายวันหนึ่ง ขณะที่หลวงพ่อวัดปากน้ำกำลังรับแขกอยู่ตามปกติ มีแขกจริง ๆ เป็นชาวอินเดียคนหนึ่งได้ยินกิตติศัพท์หลวงพ่อวัดปากน้ำก็มาหา เห็นหลวงพ่อก็เข้าไปกราบ แล้วถามว่า สติปัญญาอย่างตน ถ้าตั้งใจปฏิบัติธรรมจะมีโอกาสเข้าถึงธรรมกายไหม หลวงพ่อตอบว่า มี เพราะการที่ได้มาเจอหลวงพ่อก็แสดงว่ามีบุญเยอะแล้ว อาบังคนนี้ไม่ใช่ธรรมดา ถ้าญาณทัสนะของหลวงพ่อวัดปากน้ำไม่แน่จริงก็คงเสียท่าแล้ว เพราะเจ้าบังถามว่าสักกี่วันถึงจะได้ หลวงพ่อท่านนั่งเข้าที่ แล้วตอบว่า "ถ้าบังนั่งวันละชั่วโมง ไม่กี่เดือนก็ได้" บังว่า "อะไร เป็นเดือนเชียวหรือ? พรุ่งนี้ผมจะกลับอินเดียแล้ว เอาให้ได้ธรรมะวันนี้ไม่ได้หรือ?" หลวงพ่อนั่งเข้าที่อีกครู่หนึ่ง แล้วลืมตาขึ้นมา ได้ แต่มีข้อแม้นะ เอ็งต้องนั่งกับหลวงพ่อตรงนี้ ถ้าหลวงพ่อไม่เลิก เอ็งต้องไม่เลิก ห้ามขยับด้วย" "ได้" บังรับคำ หลวงพ่อจึงบอกให้บังไปล้างหน้าล้างตา เข้าห้องน้ำให้เรียบร้อยแล้วสอนให้นั่งสมาธิ ท่านยังย้ำอีกว่า "ถ้าพ่อไม่ลุก เอ็งห้ามขยับนะ เพราะธาตุของเอ็งยังต้องบ่มอีกระยะหนึ่ง ถ้าเอ็งจะเอาวันนี้ มันต้องบ่มเป็นพิเศษด้วยวิธีเฉพาะ" หลวงพ่อวัดปากน้ำสั่งให้บังนั่ง บังก็ตั้งใจนั่งจริง ๆ อยากเข้าถึงธรรม สักราวครึ่งชั่วโมง บังลืมตา เห็นหลวงพ่อนั่งเฉย ก็หลับตาต่อสักชั่วโมงหนึ่ง บังลืมตาอีก ตานี้เหงื่อโชกเลย บังก็อดทน นั่งต่อ นั่งสักชั่วโมงเศษ บังเนื้อสั่นเลย แข้งขาสั่น เพราะไม่เคยนั่งนาน บังหรี่ตาขึ้นเห็นหลวงพ่อนั่งเฉยอยู่ เจ้าบังอายุราว ๔๐ ปีกว่า เกือบ ๕๐ ปี ส่วนหลวงพ่ออายุ ๗๐ แล้ว บังคงตัดใจ เห็นท่านเฉย นั่งนิ่ง ผิวพรรณเปล่งปลั่ง หน้าตาสดใส ไม่แสดงอาการปวดเมื่อย บังจึงตัดใจ นั่งตัวสั่นต่อไปอีกราวชั่วโมงหนึ่ง คราวนี้บังตัวนิ่ง เหงื่อที่ไหลหลั่งก็หยุด บังคงตัดใจได้ ราว ๆ บ่าย ๓ โมงครึ่ง ผิวเจ้าบังผุดผ่องขึ้นมาเอง ทั้งที่ผิวดำ ๆ อย่างนั้นน่ะ อาการปวดเมื่อยหายไป ท่าทางที่เกร็งก็กลับผ่อนคลายไปโดยอัตโนมัติ หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านถามบังว่า "เห็นความสว่างชัดไหม?" "ชัดมั่ง ไม่ชัดมั่ง...เดี๋ยวเห็น เดี๋ยวหาย" บังตอบ "ประคองนิ่งไว้กลางท้องที่ฐานที่ ๗" หลวงพ่อบอกวิธี ขณะนั้นพวกที่นั่งอยู่ด้วยหลายคนค่อย ๆ ทยอยกลับไป เหลือคนเก่า ๆ ไม่กี่คน สักพัก เจ้าบังบอกเห็นชัดเลย หลวงพ่อจึงให้มองเข้าไปกลางดวงใสสว่างที่กลางท้อง คือดวงปฐมมรรค นั้นสักพัก เจ้าบังถาม "หลวงพ่อ ทำไมตัวผมมานั่งอยู่ในท้อง?" "เข้ากลางไป" หลวงพ่อสอนต่อ "ผมเห็นพระพุทธเจ้าอยู่ในท้องครับ" บังบอกถึงความก้าวหน้าไปตามลำดับของตน "นั่นแหละ เข้าถึง ธรรมกาย แล้ว" จากบ่ายโมงถึง ๔ โมงเย็น เจ้าบังเข้าถึงธรรมกาย บังกราบก้นโด่งเลย จากนั้นหลวงพ่อวัดปากน้ำถามว่าจะกลับกี่โมง ท่านจะไปส่งท่านเจ้าคุณซึ่งนั่งฟังอยู่สงสัยว่าหลวงพ่อไม่เคยไปส่งใคร ทำไมจึงไปส่งเจ้าบัง ๓-๔ เดือนต่อมา เจ้าบังมาหาหลวงพ่อวัดปากน้ำอีก มีของมาห่อหนึ่ง ก็เข้ามากราบ "หลวงพ่อ ผมไปอินเดียมา ขากลับเลยซื้อของมาฝาก หลวงพ่อทายซิว่าในนี้อะไร?" หลวงพ่อหัวเราะหึ ๆ แล้วตอบว่า "ไอ้อย่างนี้หลวงพ่อชอบ แอปเปิ้ลไง" ปรากฏว่าคนนั่งรอบ ๆ ตื่นใจกันใหญ่ เจ้าบังถามหลวงพ่อต่อไปว่า "หลวงพ่อ วันที่ผมไปถึงดอนเมือง หลวงพ่อยืนอยู่ที่เชิงบันไดเครื่องบิน พอผมไหว้หลวงพ่อเสร็จ หลวงพ่อหายไปไหน" "กายมนุษย์ละเอียด ของหลวงพ่อไปส่ง ตัวหลวงพ่อไม่ได้ไปหรอก" หลวงพ่อตอบ "พอไปถึงอินเดีย ผมก็เห็นหลวงพ่อไปรับ" บังเล่าต่อ มีคนสงสัยถามว่า ทำไมบังถึงนั่งรวดเดียวได้ บังบอกว่า "เห็นหลวงพ่ออายุมากกว่าตั้งเยอะ เลยคิดว่าทหารออกไปรบรู้ว่าจะต้องไปตายยังสู้ เราแค่สู้กับความเมื่อย ถ้าสู้ไม่ได้ตายเถอะ!" เกร็ดประวัติชีวิต พระมงคลเทพมูนี (สด จนฺทสโร) ผู้ค้นพบวิชชาธรรมกาย พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) หรือที่บรรดาศิษยานุศิษย์เรียกกันว่า หลวงพ่อวัดปากน้ำภาษีเจริญ ผู้ค้นพบวิชชาธรรมกายของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านเป็นผู้ที่มีพระคุณอันยิ่งใหญ่ เป็นที่เคารพสักการะของบรรดาศิษยานุศิษย์ทั้งหลาย ดังจะได้กล่าวถึงเกร็ดชีวิตบางตอนที่น่าสนใจของหลวงพ่อวัดปากน้ำ ดังนี้ คุณยายอุบาสิกาแผ้ว วัดปากน้ำภาษีเจริญ ได้เล่าว่าเมื่อหลวงพ่อวัดปากน้ำมีชีวิตอยู่ เวลาใดที่ท่านมีอารมณ์สบายใจ ท่านชอบนำเรื่องราวชีวิตของท่านในวัยเด็กมาเล่าให้คณะศิษย์ที่ใกล้ชิดฟัง เช่น เมื่อท่านเป็นทารกพูดยังไม่ได้ แต่สามารถรู้เรื่องราว มีความคิดและจดจำสิ่งต่าง ๆ ได้ ท่านอยากรู้ว่ามนุษย์นั้นพูดปดกันได้อย่างไรบ้างคืนหนึ่งพี่เลี้ยงอุ้มท่านใส่สะเอวออกไปนอกชายคา ท่านจึงแหงนหน้าขึ้นชี้มือไปที่ดวงจันทร์ ทำเสียงร้อง อื้อ ๆ .... พี่เลี้ยงเห็นท่านทำอาการดังนั้น ก็เข้าใจว่าร้องจะเอาพระจันทร์บนฟ้า จึงพูดปลอบว่า 'โอ๋...โ.อ๋...จะเอาพระจันทร์หรือ เดี๋ยวนะ...เดี๋ยวนะ..เดี๋ยวจะไปเอามาให้' ท่านฟังแล้วรู้ว่านี่เองคือการพูดโกหก พูดทั้ง ๆ ที่รู้ว่าทำไม่ได้ เป็นการโกหกชัด ๆ เมื่อเติบโตขึ้นท่านพาควายไปเลี้ยงที่ทุ่งนา เมื่อพาควายกลับบ้านขณะขี่หลังควาย ท่านชอบร้องเพลงเพลงหนึ่ง จำไม่ได้ว่าจำเนื้อร้องมาจากที่ไหน แต่ชอบร้องวนเวียนซ้ำซาก ไม่รู้เบื่อ เนื้อร้องมีความว่า 'เกิดมาว่าจะมาหาแก้ว พบแล้วไม่กำ จะเกิดมาทำอะไร อ้ายที่อยากมันก็หลอก อ้ายที่หยอกมันก็ลวง ทำให้จิตเป็นห่วงเป็นใย เลิกอยากลาหยอก รีบออกจากกาม เดินตามขันธ์สามเรื่อยไป เสร็จกิจสิบหก ไม่ตกกันดาร เรียกว่านิพพานก็ได้' ครั้นเมื่อท่านโตขึ้นมา พอช่วยโยมพายเรือไปค้าขายได้ผ่านศาลเจ้าริมน้ำแห่งหนึ่ง เล่าลือกันว่าเฮี้ยนมาก ใครผ่านต้องนำสิ่งของไปเซ่นไหว้บูชา หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านก็คิดของท่านเองได้ว่า นี่ไม่ใช่พระพุทธเจ้า ไม่ใช่พระธรรม ไม่ใช่พระสงฆ์ ไม่ใช่พระรัตนตรัยสักหน่อย ทำไมจะต้องบูชาเซ่นไหว้ เป็นไงเป็นกันเราไม่ทำ ความคิดเหล่านี้เกิดขึ้นเอง ทั้งที่ท่านก็ไม่รู้ว่าพระรัตนตรัยมีลักษณะเป็นอย่างไร ในที่สุดเมื่อวัยรุ่นมาถึงอายุ ๑๙ ปี ท่านต้องทำงานแทนโยม ล่องเรือข้าวไปขายต่างตำบล ซึ่งการปล้นชิงทรัพย์สินระหว่างทางมักเกิดขึ้นกับพวกคนขายข้าวเสมอ ในขณะนั้นท่านคิดว่า 'ชีวิตนี้เป็นทุกข์นัก โจรก็ร้าย น้ำก็เชี่ยว ใจต้องกังวลเป็นห่วงเงินทอง ไม่มีความสุขเอาเสียเลย ท่านคิดต่อไปถึงชีวิตปู่ย่าตายายรุ่นแล้วรุ่นเล่าที่ผ่านมา ล้วนแต่ต้องกระทำซ้ำชาก หากินกันอยู่แบบนี้ เราเองก็ต้องมาเป็นทุกข์ซ้ำรอย ทำแล้วก็ไม่มีอะไรวิเศษขึ้นมา ในที่สุดก็ต้องตาย ทิ้งโลกนี้ไปกันจนหมด' เมื่อได้คิดท่านจึงอธิษฐานจิตว่า 'ขออย่าให้เราตายเสียก่อน ขอให้บวชเสียก่อนเถิด ถ้าบวชแล้วไม่สึกจนตลอดชีวิต และต่อมาท่านก็ได้บวชเมื่ออายุได้ ๒๒ ปี เกร็ดชีวิตของหลวงพ่อวัดปากน้ำนี้ เป็นการรู้จักคิดเป็นตั้งแต่ครั้งเป็นทารกเรื่อยมาจนเติบใหญ่ โดยไม่ต้องมีใครสอน สอนตนเองได้เหล่านี้ต้องมีสาเหตุมาจากปุพเพกตปุญญตา บุญกุศลที่สั่งสมไว้ในชาติปางก่อน โดยเฉพาะเรื่องปัญญาบารมี หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านเป็นผู้มีวาสนาบารมีเดิมแก่กล้า จึงมีความสามารถพิเศษ คือสามารถสั่งสอนและแก้ไขปัญหาให้ตนเองได้ เมื่อท่านบวชแล้ว ๑๒ พรรษา ท่านก็ได้ค้นพบวิชชาธรรมกายที่สูญหายไปจากโลกนี้นับพันปี โดยการปฏิบัติด้วยตัวของท่านเอง และได้สั่งสอนวิชชาธรรมกายนี้ให้แก่ศิษยานุศิษย์ทั้งหลาย ในบรรดาศิษย์ทั้งหลาย คุณยายอาจารย์อุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ท่านก็เป็นศิษย์เอกคนหนึ่งของหลวงพ่อวัดปากน้ำ ท่านกล่าวว่า วิชชาทางธรรมปฏิบัติของหลวงพ่อท่านลุ่มลึกมาก เป็นความรู้รอบ คือรู้หมดทุกเรื่องจริงๆ สิ่งใดที่กล่าวไว้ในคัมภีร์หรือตำราทางพระพุทธศาสนาที่ไม่มีผู้ใดในยุคนี้พิสูจน์ได้ชัดเจน หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านพิสูจน์ได้ และยังสอนให้เหล่าลูกศิษย์รู้เห็นตามได้ด้วย ถ้าจะสรุปคำสอนของหลวงพ่อวัดปากน้ำที่ได้ยินได้ฟังมาทั้งหมดก็พอแบ่งได้เป็น ๓ เรื่อง คือ ๑. เรื่องของอิทธิฤทธิ์และปาฏิหาริย์ ๒. เรื่องของธรรมปฏิบัติขั้นธรรมดา ๓. เรื่องของคำสอนธรรมปฏิบัติขั้นสูง สำหรับเรื่องแรก เรื่องของอิทธิฤทธิ์และปาฏิหาริย์ เป็นเรื่องที่น่าประทับใจ คือ - เมื่อปีพ.ศ.๒๔๘๔ กำลังเกิดสงครามโลกครั้งที่สอง หนังสือพิมพ์สมัยนั้น ลงเรื่องหลวงพ่อวัดปากน้ำว่าสอนวิชชามีปาฏิหาริย์มาก ครั้งใดที่เรือบินข้าศึกทิ้งลูกระเบิดเพื่อทำลายจุดยุทธศาสตร์ต่างๆ เช่น สะพานพุทธ กินบริเวณไปถึงย่านวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ เมื่อประชาชนบริเวณใกล้เคียงแหงนหน้ามองขึ้นไปบนท้องฟ้า ต่างพากันเห็นแม่ชีจำนวนมากเหาะขึ้นไปจากวัดปากน้ำ ใช้มือช่วยกันปัดลูกระเบิดที่เรือบินทิ้งลงมา เห็นกันด้วยตาเนื้อ เห็นหมดทุกคนเป็นอัศจรรย์ ทำให้เกิดข่าวเล่าลือถึงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ว่าหลวงพ่อวัดปากน้ำ ท่านใช้แม่ชีลูกศิษย์ของท่านช่วยชาติบ้านเมืองได้ ผลที่ปรากฎก็คือเรือบินทิ้งระเบิดผิดเป้าหมายทุกครั้ง ลูกระเบิดไปตกที่ทะเล ที่แม่น้ำ ที่รกร้าง ไม่มีผู้คนอยู่เสมอไป ผู้คนจึงเชื่อมั่นว่าหลวงพ่อวัดปากน้ำมีวิชชาป้องกันภัยอันตรายทางอากาศได้ ดังนั้นพอมีเสียงสัญญาณภัยทางอากาศดังขึ้นครั้งใด ผู้คนรอบ ๆ วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ จึงไม่วิ่งหนีลงไปอยู่ในหลุมหลบภัย แต่จะพากันวิ่งเข้าไปอยู่บริเวณวัดปากน้ำแทน - ส่วนเรื่องอิทธิฤทธิ์ของหลวงพ่อวัดปากน้ำเกี่ยวกับเรื่องรักษาโรคภัยไข้เจ็บให้ผู้คน ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่กล่าวถึงกันไม่รู้จบ คุณยายอาจารย์ก็อยู่ในเหตุการณ์ตอนนั้น ท่านเล่าว่าคนเจ็บที่โรงพยาบาลรักษาไม่หาย ญาติมักพามาให้หลวงพ่อรักษา หลวงพ่อท่านมักใช้ลูกศิษย์ที่ได้วิชชาธรรมกายขั้นสูงตรวจดู ถ้าเห็นว่าหมดอายุก็แจ้งให้ญาติทราบ แต่ถ้ายังไม่ถึงคราวตาย ก็ตรวจดูสาเหตุของโรคแล้วแก้ไปตามเหตุนั้นๆ ถ้าเกิดจากบาปตามมาทันก็แก้ด้วยการทำบุญใหญ่หนีให้พ้น ถ้าเกิดจากโรคภัยก็ใช้อำนาจสมาธิแก้ไข บางทีก็ใช้ยาสมุนไพรที่ตรงกับโรครักษาให้ หรืออย่างที่สมเด็จป๋า (สมเด็จพระสังฆราชวัดโพธิ์ ปุ่น ปุณณสิริ) ทรงเล่าไว้ว่า วันหนึ่งมีคนมานมัสการถามหลวงพ่อวัดปากน้ำว่า 'วันนี้จะมีคนมาจองกุฏิกี่หลัง' สมเด็จป๋าในขณะนั้นเป็นพระภิกษุธรรมดา อายุยังน้อย นั่งฟังอยู่ด้วย เห็นหลวงพ่อนั่งนิ่งเพียงครู่เดียวโดยไม่ต้องหลับตาอะไร ตอบว่า 'จะมีคนมาจอง ๔-๕ หลัง' สมเด็จป๋ารู้สึกตกใจมาก เพราะเกรงว่า ถ้ามีผู้มาจองตามนั้นจริงก็เป็นเรื่องเสมอตัว แต่ถ้าไม่มีใครมาจองหรือจองไม่ตรงจำนวน จะเป็นเรื่องเสียหายต่อชื่อเสียงของหลวงพ่อท่านเป็นอย่างยิ่ง แต่เพียงอีกครู่เดียวก็มีสตรีผู้หนึ่งมากับเพื่อน ๆ มาจองสร้างกุฏิพระ ๕ หลังจริง ๆ สมเด็จป๋าจึงทรงเลื่อมใสวิชชาธรรมกายของหลวงพ่อวัดปากน้ำตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา นอกจากนี้ในกรณีที่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ มีงานสำคัญๆ ทางศาสนา เช่น งานมาฆบูชา วิสาขบูชา เป็นต้น ผู้ไปร่วมงานจะมองเห็นพระธรรมกายในอิริยาบถต่าง ๆ ปฏิหาริย์ลอยให้เห็นด้วยตาเนื้ออยู่ในท้องฟ้า มีเห็นกันหลายคน นี่ก็เพราะอำนาจจิตของหลวงพ่อวัดปากน้ำที่ท่านอาราธนาพระธรรมกายจากพระนิพพานลงมาปรากฎให้เห็น ในเรื่องอิทธิปาฏิหาริย์เหล่านี้ ผู้ศึกษาเล่าเรียนปริยัติธรรมเรื่องวิธีทำกรรมฐานแบบต่าง ๆ จึงจะทราบว่าเรื่องอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์นั้น เป็นเรื่องธรรมดาของผู้ฝึกกสิณภาวนา ใช้กสิณต่างกัน ก็จะสามารถแสดงฤทธิ์ได้ต่างกันออกไป แต่หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านไม่ได้มุ่งสอนให้ศิษย์ทั้งหลายของท่านแสดงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์เป็นสำคัญ แต่ท่านมุ่งที่จะให้ใช้วิชชาธรรมกายเพื่อกำจัดกิเลสอาสวะให้หมดสิ้นไป เลิกเวียนว่ายตายเกิด เข้าพระนิพพานให้หมด คำสอนของหลวงพ่อวัดปากน้ำเรื่องที่ ๒ เป็นเรื่องของธรรมปฏิบัติขั้นธรรมดา เพื่อกำจัดกิเลสของตนเองให้เบาบางเรื่อยไป เรื่องนี้เป็นแก่นคำสอนของพระพุทธศาสนา คือหลวงพ่อวัดปากน้ำท่านจะสอนให้เหล่าศิษย์รู้จักตนเองว่า เป็นใคร เกิดมาทำไม และควรปฏิบัติอย่างไรกับชีวิตของตน วิธีสอนของท่านกระทำทั้ง ๒ แบบ คือให้ความรู้ทั้งทางปริยัติและทางปฏิบัติธรรม ทางปริยัติท่านจะเทศน์ให้ฟัง ทางปฏิบัติท่านจะอบรมให้บำเพ็ญภาวนาทางจิต โดยใช้กสิณแสงสว่าง ดวงแก้วใส ๆ หรือพระพุทธรูปแก้วใส ๆ เป็นอารมณ์ในการภาวนา เรียกว่า บริกรรมนิมิต และใช้คำพูดท่องในใจว่า 'สัมมาอะระหัง' เป็นบริกรรมภาวนา ทำทั้งสองอย่างไปพร้อมกันจนกว่าจิตจะหยุดนิ่งสนิท จากนั้นจึงจะสอนธรรมปฏิบัติขั้นสูงขึ้นไป ให้เห็นดวงธรรมภายใน และกายภายในต่าง ๆ เป็นลำดับจนถึงกายสุดท้าย คือกายธรรมอรหัต หลวงพ่อท่านจะสอนให้เห็นเรียงลำดับจากง่ายไปหายาก คือให้เห็นภพภูมิใกล้ ๆ ตัว แล้วจึงไกลออกไป เช่น นรก สวรรค์ จนถึงนิพพาน เพื่อปลูกศรัทธาให้ผู้ปฏิบัติเห็นวงจรชีวิตของตนเองในวัฏฏสงสาร ว่าต้องเวียนว่ายตายเกิดไปตามอำนาจบีบคั้นของกิเลส ให้เห็นว่าสิ่งที่ดีที่สุดคือต้องทำตนให้พ้นอำนาจกิเลส เลิกเวียนว่ายตายเกิดเข้านิพพานให้ได้คำสอนของหลวงพ่อวัดปากน้ำนี้ ท่านสามารถสอนให้พิสูจน์ด้วยตนเองสามารถยืนยันด้วยตนเองได้ว่าสิ่งดังกล่าวเหล่านั้นมีอยู่จริง ๆ เป็นการพิสูจน์ที่ให้ประโยชน์สูงยิ่ง ในการสร้างความเชื่อที่ไม่คลอนแคลนในคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และเต็มใจที่จะปฏิบัติตามโดยไม่มีเงื่อนไข คำสอนของหลวงพ่อวัดปากน้ำเรื่องที่ ๓ เป็นเรื่องของธรรมปฏิบัติขั้นสูง มักเรียกกันว่าเป็นการบำเพ็ญภาวนาระดับสูง ผู้ปฏิบัติจำเป็นต้องมีบุญบารมีเก่ามาเฉพาะตน ไม่ใช่สามารถปฏิบัติกันได้ทุกคนผู้ที่ได้วิชชาธรรมกายขั้นสูงนี้เท่านั้นที่สามารถรวมตัวเป็นทีม คือเป็นหมู่คณะปฏิบัติงานทางจิตภาวนาขั้นละเอียด งานดังกล่าวนี้เคยปฏิบัติกันสมัยหนึ่งแล้ว เมื่อหลวงพ่อวัดปากน้ำยังมีชีวิตอยู่ เรียกว่า 'การทำวิชชา' งานที่ทำนั้นหากเป็นผลสำเร็จ สรรพสัตว์ทั้งปวงจะมีความเป็นอิสระทั้งกายและใจ กายจะไม่ถูกทำลายด้วยโรคภัยไข้เจ็บหรืออันตรายต่างๆ ใจจะไม่ถูกกิเลสครอบงำ จะหลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งปวง และพบความสุขอันแท้จริงของชีวิต จากคำสอนทั้งหมดของหลวงพ่อวัดปากน้ำที่กล่าวมานี้ ก็จะเห็นท่านมีต่อสรรพสัตว์ทั้งหลายทั้งปวง ไม่สามารถประมาณความล้ำลึกได้ ท่านมิได้เมตตาเฉพาะภพชาติปัจจุบันแต่เมตตาข้ามไปถึงภพชาติเบื้องหน้า กระทั่งบรรลุมรรคผลนิพพาน พระคุณอันยิ่งใหญ่ และการตอบแทนคุณ พระมงคลเทพมุนี (หลวงพ่อวัดปากน้ำภาษีเจริญ) ผู้ค้นพบวิชชาธรรมกาย ผู้ให้ความหมาย 'หยุดเป็นตัวสำเร็จ' คำนี้เป็นคำที่ลึกซึ้งยิ่งใหญ่ อันเนื่องจาก ๑. หยุดอยู่ที่ศูนย์กลางกายอย่างสบาย ๆ เป็นตัวสำเร็จ เป็นคำที่ยิ่งใหญ่กว่าคำใด ๆ ในโลก เพราะเป็นคำที่ทำให้มวลมนุษยชาติโดยเฉพาะตัวของเรา ได้เข้าถึงความสุขที่แท้จริงภายใน ได้เข้าถึงกายตรัสรู้ธรรม คือกายที่ประกอบด้วยธรรมล้วน ๆ ได้เข้าถึงตัวตนที่แท้จริง คือธรรมกาย สร้างความสมปรารถนาให้เกิดขึ้นสมกับที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ในภพชาตินี้ ๒. 'หยุด' ใน 'หยุด' ใน 'กายภายใน' นี้จะทำให้เกิดความรู้แจ้ง เห็นแจ้งแทงตลอดในธรรมทั้งปวงของพระพุทธเจ้า เมื่อสภาวะใจของเราหยุดนิ่ง หยุดจนกระทั่งได้พบสุขภายใน หยุดจนกระทั่งเข้าถึงดวงธรรม หยุดจนกระทั่งเข้าถึงกายในกาย และหยุดไปจนกระทั่งไปรู้เห็นอะไรตามความเป็นจริง คำๆ นี้ลึกซึ้งทีเดียว รู้เห็นอะไรตามความเป็นจริง คือรู้ว่า เราเกิดมาจากไหน เกิดมาทำไม อะไรคือเป้าหมายของชีวิต และเราจะไปสู่เป้าหมายของชีวิตนั้นได้อย่างไร จะรู้เห็นหมดตลอดไปเลย ทะลุปรุโปร่งไปหมด พราะฉะนั้น จะซาบซึ้งถึงคำนี้ก็ต่อเมื่อใจของเราต้องหยุด ใจเราต้องนิ่ง เราต้องตั้งปณิธานเอาไว้ในชีวิตว่า จะต้องรู้จักและเข้าถึงความหมายของคำว่า 'หยุดนิ่ง' ให้ได้ เราจะต้องพิสูจน์ให้ได้ว่า หยุดเป็นตัวสำเร็จ ทำให้บรรลุธรรมนั้นเป็นอย่างไร เมื่อมีโอกาสมาได้ยินได้ฟังคำนี้แล้ว ก็ถือว่าเราเป็นผู้มีบุญญาธิการมหาศาลคนหนึ่ง เพราะมนุษย์มากมายในโลกที่ไม่มีโอกาสได้ยินได้ฟังคำนี้เช่นเดียวกับเรา ขอให้เราได้รู้คุณค่าและหวงแหนคำนี้เอาไว้ ให้อยู่คู่กับใจของเราตลอดไป พร้อมทั้งตระหนักซาบซึ้งถึงพระคุณอันยิ่งใหญ่ของหลวงพ่อวัดปากน้ำภาษีเจริญ ผู้ทุ่มเทชีวิตเป็นเดิมพันในการประพฤติปฏิบัติธรรม จนสามารถค้นพบคำๆ นี้มาให้เรา ย้อนระลึกถึงวันเพ็ญเดือนสิบ เมื่อปีพุทธศักราช ๒๔๕๙ หลวงพ่อวัดปากน้ำภาษีเจริญ ท่านได้ปฏิบัติธรรมทุ่มเทชีวิตเป็นเดิมพัน ณ อุโบสถวัดโบสถ์บน บางคูเวียง จ.นนทบุรี โดยวางใจหยุดนิ่งอยู่ภายในตั้งแต่ยามเย็นเรื่อยไป หยุดนิ่งอย่างเดียวโดยไม่ต้องทำอะไร ในที่สุดท่านก็พบกับกายในกาย พบพระธรรมกายตรงตามคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จากวันนั้นเป็นต้นมา ท่านก็ศึกษา 'หยุดนิ่งภายใน' เรื่อยไปตามลำดับ โดยไม่มีการถอนถอยเลยตลอดชีวิตของท่าน พระคุณอันหาที่สุดมิได้ของหลวงพ่อวัดปากน้ำ ที่ค้นคว้าเรื่องหยุดนิ่ง มาให้พวกเราปฏิบัติสืบต่อกันจนมาถึงปัจจุบันนั้น หากเราทำใจให้หยุดนิ่งได้ ก็จะตระหนักมั่นและซาบซึ้งถึงพระคุณอันยิ่งใหญ่ของหลวงพ่อวัดปากน้ำภาษีเจริญ ผู้ค้นพบวิชชาธรรมกาย เพราะว่าพระคุณของท่านนั้นหากใจของเราไม่หยุดนิ่งดีพอ ก็จะทราบแต่เพียงผิวเผิน แต่ถ้าทำใจให้หยุดนิ่งไปแล้ว จะไปเข้าถึงวิชชาได้ จะซาบซึ้งหนักขึ้นไปอีก เมื่อเข้าถึงวิชชาแล้วไปรู้เห็นธาตุธรรมต่างๆ ที่ประกอบกันขึ้นมา ยิ่งหยุดในหยุดเข้าไปอีก ก็จะยิ่งซาบซึ้งเข้าไปเรื่อยๆ 'ธรรมกาย' ที่หลวงพ่อวัดปากน้ำได้ค้นพบนี้ มิใช่เป็นของใหม่ แต่เป็นสิ่งที่มีอยู่ในกลางกายของมนุษย์ทุกคน พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงเข้าถึงมาก่อนแล้ว ในวันแรกที่ทรงบรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณ ณ ใต้ควงไม้ศรีมหาโพธิ์ ทรงนำมาแนะนำสั่งสอนเวไนยสัตว์ จนมีผู้เข้าถึงและบรรสุธรรมเป็นอรหันตสาวกมาแล้วมากมาย จนในที่สุดเมื่อเวลาผ่านไปหลังพุทธกาลได้ประมาณ ๕๐๐ ปี วิธีการปฏิบัติเพื่อการเข้าถึงธรรมกายภายในเช่นนี้ก็ได้เลือนหายไป และขาดผู้สืบทอดไปอย่างน่าใจหาย จนกระทั่ง หลวงพ่อวัดปากน้ำภาษีเจริญได้ค้นพบวิธีการเข้าถึงและนำวิชชาธรรมกายมาเผยแผ่สั่งสอน ให้เป็นที่พึ่งที่ระลึกอันสูงสุดของพวกเราอีกครั้งหนึ่ง คำว่า 'ธรรมกาย' เป็นคำสำคัญ เคยมีปรากฎอยู่ในคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาหลายแห่ง โดยเฉพาะคัมภีร์ในฝ่ายของมหายาน ฝ่ายเถรวาทของเราก็มีบ้าง แต่เมื่ออ่านหรือศึกษาแล้วก็ยังไม่ทราบว่า ธรรมกายนั้นมีลักษณะอย่างไร อยู่ตรงไหน และจะเข้าถึงได้อย่างไร แต่ความสงสัยนี้ก็แจ่มชัดขึ้น เมื่อได้ศึกษาและปฏิบัติธรรมตามวิธีการ 'หยุดเป็นตัวสำเร็จ' ที่หลวงพ่อวัดปากน้ำได้สั่งสอนแนะนำไว้ เมื่อได้ศึกษาและปฏิบัติตามแล้ว ทำให้เราได้ทราบว่า พระธรรมกายก็คือ พุทธรัตนะ ดวงธรรมที่ทำให้เป็นธรรมกายคือ ธรรมรัตนะ ธรรมกายละเอียดนั้นคือ สังฆรัตนะ เป็นรัตนะทั้ง ๓ ที่ซ้อนกันอยู่ภายใน และเป็นที่พึ่งที่ระลึกอันสูงสุดของสรรพชีวิต ในชีวิตของมนุษย์จำเป็นต้องมีที่พึ่ง เพื่อให้เรามีความปลอดภัยได้ความอบอุ่นใจ ได้พ้นจากทุกข์ทั้งหลาย และที่พึ่งที่ระลึกอันสูงสุดถือเป็นสรณะอันประเสริฐที่แท้จริงก็คือพระธรรมกายภายใน ซึ่งรวมเอาพุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ สังฆรัตนะ เข้าไว้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ณ ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ด้วยวิธีการหยุดนิ่งของใจ ตามวิธีการปฏิบัติที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำภาษีเจริญ ได้ค้นพบมา สิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตของมนุษย์ ไม่มีสิ่งใดจะประเสริฐไปยิ่งกว่าการได้เข้าถึงความสุขที่แท้จริง บุคคลที่ประเสริฐและมีพระคุณมหาศาลยิ่งต่อเราก็คือ ปูชนียาจารย์ผู้บอกหนทางแห่งการเข้าถึงความสุขที่แท้จริงนั้น พระคุณของหลวงพ่อวัดปากน้ำปูชนียาจารย์ของพวกเราทั้งหลาย จึงมีมากมายจนไม่อาจพรรณนาได้หมดสิ้น จึงสมควรเป็นอย่างยิ่งที่พวกเราทุกคนจะได้ร่วมใจกันตอบแทนพระคุณของท่านด้วยวิธีการทั้งทางโลกและทางธรรม วิธีการทางโลกก็คือ อามิสบูชา และวิธีการทางธรรมก็คือ ปฏิบัติบูชา ปฏิบัติบูชา ด้วยการปฏิบัติตามคำสั่งสอนของท่าน จนสามารถบรรลุ 'ธรรมกาย' เป็นพยานยืนยันการเข้าถึงธรรมของท่านว่า 'ธรรมกาย' มีจริงเพราะสามารถรู้เห็น เข้าถึงได้ด้วยวิธีการ 'หยุดนิ่ง' ของใจ อามิสบูชา ด้วยการสร้างถาวรวัตถุอันเลิศ ควรค่าแก่การสักการบูชาด้วยความเคารพ เป็นการประกาศเกียรติคุณของท่านให้ชาวโลกได้รับรู้ จนเกิดความเสื่อมใสศรัทธาเห็นถึงความสำคัญในการค้นพบวิธีการเข้าถึงความสุขที่แท้จริง และหันมาประพฤติปฏิบัติตามคำสั่งสอนของท่าน ทำให้เกิดการปฏิบัติบูชาสืบต่อกันไปในวงกว้าง เพราะตระหนักชาบซึ้งถึงพระคุณอันยิ่งใหญ่ของท่าน พวกเราเหล่ากัลยาณมิตร ศิษยานุศิษย์ ต่างร่วมพลังแรงใจประกาศเกียรติคุณของท่านในฐานะ "ปูชนียาจารย์ผู้เลิศ" ด้วยการตอบแทนพระคุณทั้งปฏิบัติบูชาและอามิสบูชาด้วยความเคารพบูชาอย่างสูงสุด และในวันมาฆบูชา ปีพุทธศักราช ๒๕๓๙ การบูชาพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำภาษีเจริญ ด้วยการทำพิธีรวมใจหล่อรูปเหมือนขนาดเท่าครึ่งขององค์จริงด้วยทองคำแท้หนักกว่าพันกิโลกรัม ก็บังเกิดขึ้นเป็นอัศจรรย์โดยมีพระธรรมปัญญาบดี (ช่วง วรปุญฺโญ ปธ.๙) เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ เป็นประธานสงฆ์ในพิธีการเททองฯนับเป็นการบูชาครั้งยิ่งใหญ่ เป็นปูชนียวัตถุที่มีค่าทางวัตถุและทางจิตใจมากมายประมาณค่าไม่ได้ เป็นเสมือนพยานหลักฐานในการยืนยันความเลื่อมใสศรัทธาของบรรดาศิษยานุศิษย์ ที่คิดทำการบูชาที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้ ทำให้ผู้พบเห็นเกิดความเสื่อมใส และเมื่อเลื่อมใสแล้ว ก็ย่อมพอใจศึกษาประวัติและผลงาน คำสั่งสอน และปฏิบัติตามคำสอนนั้น ประโยชน์ย่อมเกิดขึ้นแก่ผู้มาสักการบูชาเป็นเอนกอนันต์ บัดนี้ การหล่อรูปเหมือนทองคำเป็นองค์ท่านเสร็จเรียบร้อยแล้วคงเหลือแต่เพียงสถานที่สำหรับประดิษฐาน เพื่อเก็บรักษารูปหล่อให้ปลอดภัย และใช้เป็นสถานที่สำหรับมหาชนที่จะหลั่งไหลมาสักการบูชา รวมทั้งเป็นพิพิธภัณฑ์เรื่องราวประวัติของท่าน สิ่งของเครื่องใช้ อัฏฐบริขาร และสิ่งต่าง ๆ อันเนื่องด้วยหลวงพ่อวัดปากน้ำภาษีเจริญ ที่ยังหลงเหลืออยู่ โดยขนานนามที่ประดิษฐานนี้ว่า วิหารที่ประดิษฐานรูปหล่อทองคำพระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร)' และในวันมาฆบูชาที่ ๓ มีนาคม ๒๕๓๙ ที่จะถึงนี้ ได้กำหนดให้เป็นวันตอกเสาเข็ม เริ่มการก่อสร้างวิหารขึ้น และถือเป็นโอกาสพิเศษที่จะอัญเชิญรูปหล่อทองคำหลวงพ่อวัดปากน้ำภาษีเจริญ ออกมาเพื่อให้สาธุชนทั้งหลายได้สักการบูชาเป็นปฐมฤกษ์อีกด้วย ขอเรียนเชิญคณะศิษยานุศิษย์ของพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำและเหล่ากัลยาณมิตรทุกท่าน ร่วมมือร่วมใจรวมพลังแห่งศรัทธา เพื่อสร้างวิหารที่ประดิษฐานรูปหล่อทองคำหลวงพ่อวัดปากน้ำให้บังเกิดขึ้นโดยเร็ว ทั้งนี้สถาปนิกได้คำนวนประมาณค่าก่อสร้างไว้เรียบร้อยแล้ว ซึ่งคณะกรรมการได้เฉลี่ยกองกุศลให้กัลยาณมิตรทั้งหลายได้มีส่วนร่วมเป็นเจ้าภาพ โดยกำหนดเป็นปัจจัยร่วมบุญได้ตารางฟุตละ ๒,๕๐๐ บาท และสามารถจองได้ไม่จำกัดจำนวน ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป พระมงคลเทพมูนี (สด จนฺทสโร) ผู้ค้นพบวิชชาธรรมกาย บุคคลสําคัญของโลก ผู้ค้นพบสิ่งสําคัญอย่างยิ่ง สิ่งเดียวเท่านั้น ที่จะทําให้มนุษยชาติเข้าถึงความสุขที่แท้จริง